ค่ายหลวงหร่อพลับพลาซึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ �โปรดให�สร�างที�ตำาบลหัววาน เมื�อ พ.ศ. ๒๔๑๑ ท่�มาภาพ : สำานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากรดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๔๑
ทาำเน่ยบทพ่�กัเซอร์ แฮร่� ออร์ดและภรรยาในบริเวณค่ายหลวงหร่อพลับพลาสร�างจากไม�ไผ่และไม�จริง หลังคามุงจากทม่�าภาพ : สาำ นักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศลิปากร๑๔๒ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ประทับบนเกยนอกท�องพระโรงให�ช่างภาพฝรังฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับเซอร์ แฮรี� ออร์ด �ผ้�สำาเร็จราชการอังกฤษประจำาเมืองสิงคโปร์และคณะ เมื�อวันที� ๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ท่�มาภาพ : สำานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากรดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๔๓
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอย้่หัวฯ ประทับฉายพระบรมฉาลกัษณก์ ับเซอร์ แฮร่� ออร์ดเมื�อเสร็จสินภาร�กิจสังเกตปรากฏการณส์รุยิุปราคาหมดดวง ณ ค่ายหลวงหว�ากอ ๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ทม่�าภาพ : สาำ นักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศลิปากร ๑๔๔ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
หนังส่อประชุมภาพประวัติศาสตร์แผ่นดินสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอย้่หัวจัดพิมพ์โดยกรมศิลปากร พ.ศ. ๒๕๔๘ อธิบายภาพนี�ว่า “รายละเอียดการจับคราสสุริยุปราคาที�บ�านหว�ากอ พ.ศ. ๒๔๑๑ จากบันท่กของ เซอร์ แฮรี� ออร์ดท่�มาภาพ : สำานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากรดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๔๕
ภาพสรุยิุปราหมดดวง พ.ศ. ๒๔๑๑ พร�อมคำาอธบิาย ได�ระบุตอนท�ายว่า“...ทรงพระกรุณาโปรดเกล�าฯ ให�ขุนสุนทรสาทิศลักษณถ่ายร้ป ได�ถ่ายร้ปสรุยิไว�เมื�อเวลาเช�านันประ...๕� โมง ๔๐ มนิติ ” ทม่�าภาพ : สาำ นักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศลิปากร๑๔๖ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงกล้องโทรทัศน์สังเกตปรากฏการณ์สุริยุปราคาประทับบนเกยหน�าหม้่พระวิมานในพระบรมมหาราชวัง ซ่งไม่ใช่ที�หว�ากอ �น่าจะเป็นการวาดเพื�อถวายพระเกียรติว่า ทรงเป็นนักดาราศาสตร์ จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดเสนาสนาราม พระนครศรีอยุธยาวาดครังรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล�าเจ�าอย้่หัว �ท่�มาและข้อมูลภาพ : ภูธร ภูมะธนดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๔๗
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอย้่หัวฯ ทรงกล�องโทรทัศน์ทอดพระเนตรสรุยิุปราคาจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดเสนาสนาราม พระนครศรอยีุธยาวาดครัง�รัชสมยัพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล�าเจ�าอย้่หวัทม่�าและข้อมลูภาพ : ภูธร ภมูะธน๑๔๘ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
สรงนำามุรธาภิเษก ณ พระลานข้างหม้่พระวิมานในพระบรมมหาราชวังราชประเพณีโบราณเมื�อเกิดคราสจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดเสนาสนาราม พระนครศรีอยุธยาวาดครังรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล�าเจ�าอย้่หัว �ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๔๙
ลายพระราชลญัจกรองคน์ ้อยประจาพำระองคพ์ระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ พระมหามงกุฎ มีฉตั รประดับ สลักน้นตำาบนแผ่นหินอ่อน สมบัติเดิมของพระราชวังบวรสถานมงคล ปัจจุบันจัดแสดง ณ พพิ ิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์ทม่�าภาพ : พพิ ิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุร่๑๕๐ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอย้่หัวภ้มิพลอดุลยเดช เสด็จฯ ทอดพระเนตรดาวศุกร์ตอนกลางวันที�จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื�อปี พ.ศ. ๒๕๐๑ท่�มาภาพ : NARIT รัชกาลท่� ๙ คือยุคทองของดาราศาสตร์ไทยดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๕๑
บทท่� ๑๐ยุคเริมป�ลูกฝังคุณค่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลย่ตะว้นตกในสยาม152 ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
มีหลักฐานว่า ความชัดเจนในการปล้กฝังคุณค่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตะวันตกในสยามเริ�มตั�งแต่ครั�งปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าเจ�าอย้่หัว ชาวสยามเริมเรียนร้�คุ�นเคยกิจกรรม �วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตะวันตกแขนงต่าง ๆ ในเมืองหลวง ผ้�เกี�ยวข�องในการส่งเสริมกิจกรรมดังกล่าวนันส่วนใหญ่คือมิชชันนารีอเมริกัน ส่วนชาวสยามผ้�กระตือรือร�นสนใจเรียนร้�ส่วนใหญ่คือชนชั �นปกครอง�และปัญญาชนผ้�เล็งเห็นคุณค่าศาสตร์แขนงนี� มิชชันนาร่อเมริกันเผยแพร่ข้อม้ลคุณค่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลย่ตะวันตกผ่านการแสดงปาฐกถาและส่�อสิงพิมพ์ � ตั�งแต่ ค.ศ. ๑๘๔๗ (ปลายรัชกาลที� ๓) มิชชันนารีอเมริกันชื�อ เฮาส์ (คนไทยเรียกหมอเหา) เดินทางมาถ่งกรุงเทพฯ ท่านได�จัดให�มีปาฐกถาในบริเวณที�ทำาการมิชชัน ว่าด�วยเรื�องวิทยาศาสตร์แขนงต่าง ๆ เช่น �การย่อยอาหารและผลร�ายของแอลกอฮอล์ต่อกระเพาะอาหาร สรีระวิทยา ดาราศาสตร์ อากาศธาตุและการระเหยต่าง ๆ ฟิสิกส์ เคมี หมอเฮาส์บันท่กว่า พระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎ เจ�านายและขุนนาง ได�เข�าร่วมฟังปาฐกถาด�วย หนังสือพิมพ์ฉบับแรกของสยามประเทศ ออกเผยแพร่เมื�อเดือนกรกฎาคม ๑๘๔๔ (พ.ศ.๒๓๘๗) ซ่งเป็นกาลเวลาก่อนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวครองราชยถ่ง ๗ ปี คือ �หนังส่อจดหมายเหตุ (Bangkok Recorder) หมอบรัดเลย์มิชชันนารีอเมริกันคือผ้�เริมกิจกรรมนี� เป็นสื�อสิ � งพิมพ์ที�น่าจะสร�าง �แรงบันดาลใจให�ผ้�อ่านซ่�งส่วนใหญ่คือชนชั�นปกครองและปัญญาชนได�รับร้�เรื�องความก�าวหน�าทางเทคโนโลยี เช่น เรื�องสายล่อฟ้า เรือกลไฟ กำาปั�นเหล็ก ชี�ประเด็นว่าความเจริญรุ่งเรืองของบ�านเมืองจำาเป็นต�องสร�างมหาวิทยาลัย พัฒนาสาธารณ้ปโภค พัฒนาการแพทย์ รวมทั�งเรื�องสร�างความเป็นธรรมให�เกิดข่นกับสังคม � คณะเผยแพร่ศาสนาคริสต์ทั�งพวกคริสตังและพวกคริสเตียนได�จัดตั�งโรงเรียนในกรุงเทพมหานครจ่งน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให�กับราชการสยามที�ต�องสถาปนางานด�านนี�เช่นกัน มุขนายกมิซซังปาลเลกัวซ์ระบุว่า “โรงเรียนของเราเป็นศาลาเล็ก ๆ ยกพื�นบนเสา เปิดรับลมทังสี�ด�าน �เวลาเช�าและเย็น ใช�ตีกลองเรียกพวกเด็ก ๆ มีการสอนให�อ่าน เขียน ร�องเพลงสวด เลขวิธีเบื�องต�น และโดยเฉพาะอย่างยิงก็สอนพระคริสตธรรม...เราเพิ �งตั� งโรงเรียนข่ � นได�ในพระนครหลวงกับที�จันทบ้รเท่านั �นเอง �เนื�องจากไม่มีรายได�มาจุนเจือ ที�จังหวัดอื�น ๆ ยังไม่มี”(๑) หมอบรัดเลย์กระตุ�นให�ราชการสยามสนใจเรื�องเทคโนโลยีสมัยใหม่ต่าง ๆ เช่น หนังสือจดหมายเหตุของหมอบรัดเลย์ ฉบับประจำาวันที� ๒๗ มิถุนายน ค.ศ. ๑๘๖๖ ลงพิมพ์ข�อวิจารณ์ (โดยหมอบรัดเลย์) ว่า “เราน่กอยากให�คนที�มีปัญญา ทำาเรื�องแผนที�ตามลำาแม่นำาเจ�าพระยา ถ่งปลายนำาทีเดียว จะได�ร้�ชัดว่าเมืองที�ปลายนำานันอย่างไร คนอย่างไร เหตุไรพวกอังกฤษไม่ได�ทำาอย่างฝรั �งเศสบ�าง มีข่าวมาแต่เมืองพม่า �ว่ามีพวกอังกฤษข่นไปตามแม่นำาสอลเวนใหญ่นั � น ได�เรื�องแผนที�ดีนัก แลได�พบคนพวกหน่ � ง แต่ก่อนชาวย้โรป�ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๕๓
ก็ไม่ได�เห็น ถ่งว่าพวกอังกฤษจะไมข่่ นไป �ตามแมน่าำเจ�าพระยา ทาำ ไมคอเวอเมนต์ไมจ่ ัดแจง ให�คนฝ่ายไทยข่�นไปบ�าง จะได�ด้ให�ได�ร้�แผนที�บ�านเมืองต่าง ๆ ให�ชัดเจน เดี�ยวนี�ไทยก็ไม่ร้�ว่าบ�านเมืองเป็นอย่างไรแม่นำาจะคดไปตะวันตกตะวันออกอย่างไร ระยะทางประมาณสักเท่าไรก็ไม่ร้�ความโง่เช่นนี�ไม่สมควรเลย เกิดเป็นเมอืงดข่ีนห�ลายอย่างก็ควรที�คอเวอเมนต์จะร้�จักบ�านเมอืงให�ละเอยีด”(๒) หนังสอืจดหมายเหตลุงข่าวเรื�องความก้าวหน้าวทิยาการดาราศาสตรเส์มอ เช่น ฉบบั ประจาวำ ันที�๑๒ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๘๖๖ แจ�งเรื�องการพบ “ดาวปลาเนตใหม่” แจ�งข่าวเรื�อง “ผพุ่ ี งใต�” ที�เมอืงเตอรากีว่า “เมื�อเดอืน ๑๒ ข่น�คาำหนง�่ คืนวันนัน�มีผพุ่ ี งใต�ตั�งแตด่่กตลอดรุ่งมีมากกว่ามากนักทัวบ� �านทัว�เมอืงแสงสว่างไปทัง�อากาศพอที�จะอ่านหนังสอืได� สว่างยิงกว่าแสงเ�ดอืนลางทีเป็นเหมือนสายฟ้าแลบแปลบปลาปไปในอากาศติด ๆ กัน ไปไม่มีระหว่างอยุด แต่ไม่มีเสียงร�องถ่งกระนันคน�กตื ็�นตกใจกลัวนัก...ครันใก �ล�รุ่งกอย็ุดคนทังป�วงก็เทียว�ไปด้ว่าจะเกิดเหตุยังไรบ�างก็ไม่เห็นอะไรหนังสอชื ื�อจดหมายเหตุโมฟัสแลกที�เมอืงอื�นบอกว่า ในคืนวันนันเ�กิดผพุ่ ี งใต�ตั�งแต่๖ ทุ่มจนรุ่ง อาการนัน�ก็สว่างเหมอืนดอกไม�ไฟที�แขกนักกุดาทาบำอย ่ๆให�มากๆแลหนังสอืจดหมายเหตชืุ�อเชนแตรลอินเดยิแตม บอกว่าเกิดเหตุเช่นว่ามานี�ที�นั�นด�วยในคืนวันนั�นพร�อมกัน เหตนีุ�เกิดตามที�นักปราชได�คิดไว�ก่อน คิดได�เพราะแผ่นดินลอยหมุนไปถ่งที�ๆ เกิดดั�งนี�เสมอ แผ่นดินจะถ่งที�นันเ�มื�อใดนักปราชกค็ ิดได� เหมอืนที�คิดส้ธจันทร์”(๓) นอกจากการกระตุ�นให�สนใจเรื�องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล�ว หมอบรัดเลย์ยังเรยีกร�องให�ราชการสยามและประชาชนสนใจเรื�องสุขอนามย ัเช่น หนังสอืจดหมายเหตุประจำาวันที�๑๑ สิงหาคม ๑๘๖๖วิจารณ์ว่า “โสโครกเช่นว่านีก� ็มีมากในกรุงเทพฯ ก็ควรที�จะขุดคลองให�นาำไหลเข�าไหลออกได� ถ�าไมท่านำ ่ากลัวว่าจะเกิดไข�ลงรากนัก ถ่งจะไม่เป็นลงรากก็จะเป็นไข�บิดบ�าง ไข�พิศมบ� ์าง กรุงเทพฯ เป็นที�จะล�างด�วยนาำสะดวกไม่ต�องลงทุนมาก เพราะนำาข่�นนำาลงมีทุกวัน ๆ ทั�วไป คนอย้่ริมแม่นำาริมคลองก็มาก ถ่งไม่ได�อย้่รมิคลองก็พอที�จะทาำคลองเล็กๆให�ถ่งบ�านได� นากำ ็จะไหลข่นไห �ลออกได�แทบจะทุกวันเห็นว่าควรที�คอเวอเมนต์จะบังคบั ให�คนทาำการนัน�อย่าให�โสโครกค�างอย้่ทีบ� �านเลย”(๔) มีการแสดงชัดเจนตอ่ สาธารณชนว่าควรปฏิเสธเรื�องความงมงาย หมอบรัดเลย์ประกาศใน “หนังสอืจดหมายเหตุ๒๙ พฤษภาคม ๑๘๖๖ ว่า “ข�าพเจ�าผ้�เจ�าของจดหมายเหตุนี�ไม่เห็นด�วยการโหรอย่างธรรมเนียมในเมืองไทนี�เลย เห็นว่าเป็นการฬอลว่งทั�งนั�น มิใช่วิชาแท� ๆ ไมต�อ่งการ วิชาสาำหรบัหมอด้เป็นการลอลว่ง แตก่อ่นนมนานแล�ว อังกฤษนบถั ออย้่ ืแตบ่ ัดเดียวนี� �ไมน่บถัอืเลย”(๕) เรื�องราวต่างๆ นีค�อตืวอยั ่างการกระตุ�นให�ชนชันปกคร�องและปัญญาชนสยามในเมอืงหลวงสนใจวิชาวิทยาศาสตรน์ บตั ั�งแต่ปลายรัชสมยรั ัชกาลที�๓ โดยชาวตะวันตกทีพ�านำ ักในเมอืงหลวง๑๕๔ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลย่ตะวันตกสาขาใดบ้างท่�ชาวสยามเริมต่�นตัวเร่ยนร้้ ม่ดังน่� � เคร่�องจักรไอนำา “เมื�อเรือกำาปั�นไฟลำาแรกซ่งเป็นเรือของชนชาวอังกฤษซ่ � งมีชื�อว่าเรือเอ็กสเปรส (Express) แล่นเข�ามา �ถ่งกรุงเทพฯ เมื�อวันที� ๑๑ มกราคม พ.ศ. ๒๓๘๗ ได�แล่นข่นไปตามลำาแม่นำาเมื�อเวลาประมาณ ๑๐ นาฬิกา �ทำาให�เกิดคลื�นใหญ่ ก่อให�เกิดความตื�นเต�นกันอย่างใหญ่โต”(๖) คนสยามผ้�เรียนร้�เรื�องเครื�องจักรไอนำาและประดิษฐ์ข่นใช�เองได�นั �นคือเจ�าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ �“พระองค์ได�ทรงสร�างเรือกำาปั�นต�นแบบ มีความยาวไม่ถ่ง ๒๐ ฟุต พร�อมด�วยปล่อง และกังหันนำา เป็นเรือที�สมบ้รณ์ทุกสิ�งทุกอย่าง แล�วพระองค์ทรงนำาไปแล่นในแม่นำาด�วยพระองค์เอง เป็นเวลาเพียง ๒-๓ ปีหลังจากที�เรือเอ็กสเปรสแล่นมาแวะที�กรุงเทพ(๗) การแพทย์ โรงพยาบาล เมื�อ ค.ศ. ๑๘๕๔ มุขนายกมิซซังปาลเลกัวซ์ ระบุในงานเขียนท่านว่า พวกคริสตังได�สร�างสถานพยาบาลเล็ก ๆ เพื�อให�คนนอกศาสนาที�เป็นคนจีนแก่ ๆ และเป็นโสดที�มีเป็นจำานวนมากที�ล�มป่วยลงมีอาการหนักให�ได�มาอย้่ พวกคริสตังจะพากันไปเยี�ยมเยียน ปฏิบัติสิ�งที�จำาเป็นให� นายแพทย์คริสตังก็ให�ยา นักสอนคริสตธรรมให�คำาสังสอน... � (๘) หมอบรัดเลย์ได�ใช�หนังสือพิมพ์ที�ตนออกเผยแพร่ในบางกอกคือหนังสือจดหมายเหตุ (Bangkok Recorder) ตังแต่เดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๘๔๔ เผยแพร่ข�อม้ลเรื�องการแพทย์แผนตะวันตกนับตั �งแต่ฉบับแรก�และฉบับต่อ ๆ มาอย่างสมำาเสมอ อาทิ ตำาราขี�ผ่งปิดแผลทั� �งปวง Ointments ฉบับเดือนกรกฎาคม ๑๘๔๔ นำาฌะแผล Lotions for Ulcers ฉบับเดือนสิงหาคม ๑๘๔๔ วิธีที�จะกันฝีดาษ Vaccination Successful in Siam ฉบับเดือนกันยายน ๑๘๔๔ ตำารารักษาแผล Treatment of Ulcers ฉบับเดือนตุลาคม ๑๘๔๔ แผนที�สำาแดงหวัวใจมนุษ Circulation of the Blood ฉบับเดือนพฤศจิกายน ๑๘๔๔ ตำารารักษาไข�จับให�ตัวสัน Treatment of Intermittent Fevers ฉบับเดือนธันวาคม ๑๘๔๔ � ฟิสิกส์ เคม่ ภ้มิศาสตร์ ดาราศาสตร์ หมอบรัดเลย์ได�ใช�หนังสือพิมพ์ที�ตนออกเผยแพร่ในบางกอกคือหนังสือจดหมายเหตุ (Bangkok Recorder) ตั�งแต่เดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๘๔๔ เผยแพร่ข�อม้ลวิชาวิทยาศาสตร์ เช่น ฟิสิกส์ เคมี ภ้มิศาสตร์ ดาราศาสตร์ นับตั�งแต่ฉบับแรกและฉบับต่อ ๆ มาอย่างสมำาเสมอดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๕๕
เคร่�องจกัรกล/เทคโนโลย่ใหม่ ๆ “พ.ศ.๒๔๐๑แตก่อ่นการตาข� ำาว คนไทยใช�กระเดื�องตาำ ในครกไม�โดยแรงคน ตอม่าเริม� มีเครื�องจักรกลไฟเข�ามาชวยผ่อ่นแรงและนามำ าใช�ในการสข� ีาวโดยชาวอเมรกิันชื�อมิสเตอร์เอฟ เพล็กซ จ์ ัดตังโรง �สข� ีาวข่น�ชาวบ�านเรียกว่าโรงสีไฟ ตั�งอย้่แถว ๆ ถนนตกบริเวณปากคลองบางนำาชน จนกระทั�งปีพ.ศ. ๒๔๐๙จ่งมีโรงสีไฟเป็นของคนไทยเองโดยเจ�าพระยามหินทรศักดิ�ธำารงซื�อต่อมาจากบริษัทสก็อตแอนด์กาำ ปะนี”(๙) “พ.ศ. ๒๔๐๒ ชว่ งประมาณปลายปีหมอบรัดเลย์(ปลัดเล) เป็นผ้�นาจำ ักรเยบผ� ็าเข�ามาเป็นครังแรก�และเป็นเครื�องแรก มีการฝึกหัดเย็บจนใช�เป็นโดยคนไทยคนแรกชื�อ กรมหลวงวงศาธิราชสนิทในปถี ัดมา”(๑๐) “เทคโนโลยีใหมที ่�สุดในสมยนั ัน�อีกอย่างหน�ง่กค็ ือเสาไฟแก๊ส มิสเตอร์สกอต ๊เอสไควร์เป็นผ้�ริเริม�นาำ เสาไฟมาติดตังเ�รยีงไปตามรมิถนน แล�วใช�จุดด�วยไฟแก๊สให�ความสว่างทีน�่าฉงนสาำหรบั ผ้�คนในสมยนั ัน�และได�รบัความนยมิแพร่หลายไปอย่างรวดเรว ็พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ทรงโปรดให�บรษิ ัทของนายสกอต ตั ๊�งโรงแก๊สในพระบรมมหาราชวัง”(๑๑) “โปรดให�สร�างโรงกระษาปณข่์น�ที�หน�าพระคลังมหาสมบัติในพระบรมมหาราชวัง เพื�อทำาเงินเหรยีญแบบสากลนยม ิ โดยใช�เครื�องจักรทำาการแทนแรงคนซ่งไ�ด�รบัพระราชทานชื�อว่า โรงกสาปณส์ ิทธิการ และผลติเหรยีญเงินรุ่นแรกในพุทธศักราช ๒๔๐๓”(๑๒)๑๕๖ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
เร่อพระท่�นั�งอรรคราชวรเดช” เร่อกำาปั�นไฟ : เร่อยอชต์ของพระราชาท่�มาภาพ : เฟสบุ๊ค, พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเหร่ยญกษาปณ์สมัย ร.4ท่�มาภาพ : โรงกษาปณ์รังสิตดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๕๗
บทท่� ๑๑พระอ้จฉรยิภาพพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลย่158 ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
บทบาทพระมหากษัตริย์ไทยในอดีตต�องรับผิดชอบด้แลงานของอาณาจักรทุกด�านดังเช่นที�รัฐธรรมน้ญรัฐยุคใหม่กำาหนดไว�คือ การปกครอง ตุลาการ นิติบัญญัติ นอกเหนือจากนันยังมีบทบาทอื�น ๆ �ซ่�งเป็นพระราชนิยมให�ดำาเนินการอีก เช่น ศาสนา การค�า การต่างประเทศ วิทยาศาสตร์ ศิลปศาสตร์ สังคมสงเคราะห์ ฯลฯ ซ่งด้เหมือนว่าพระราชภารกิจพระมหากษัตริย์ไทยในอดีตนั �นกว�างขวางครอบคลุม�เพื�อรักษาชาติและสันติสุขของพสกนิกรที�ยิงใหญ่น่าอัศจรรย์ยิ �ง � ทว่า ยังมีพระมหากษัตริย์ไทยในอดีตอย่างน�อย ๒ พระองค์ มีพระราชภารกิจโดดเด่นเรื�องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คือ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (สมัยอยุธยา) และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัว (สมัยรัตนโกสินทร์) สำาหรับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัว ทรงมีพระอัจฉริยภาพด�านวิทยาศาสตร์ ในประเด็นต่าง ๆ ดังนี� ประการแรก ทรงคำานวณการเกิดอุปราคาและปรากฏการณ์บนท้องฟ้าล่วงหน้าได้ หลักฐานประวัติศาสตร์ระบุว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวทรงคำานวณการเกิดอุปราคาและปรากฏการณ์บนท�องฟ้าล่วงหน�าได�ตั�งแต่ต�นรัชกาล (ครองราชย์ปี พ.ศ. ๒๓๙๔) เช่น ทรงคำานวณว่าจะเกิดจันทรุปราคาด้วยพระองค์เอง เม่�อ พ.ศ. ๒๔๐๑ ประกาศราชกิจจานุเบกษา ร.๔ “แจ�งความมาให�ทราบไว�ที� ๑๘ ว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัว ทรงคำานวณเลขทราบแล้วเป็นแน่ ว่าวันพฤหัศ เดือนสาม ข่�นสิบห�าคำา ปีมเมียสัมฤทธิศกจะมีจันทรุปราคา เป็นสรรพคราธจับสินดวง แต่เวลาจับแลเวลาสิ�นดวงนั� �น ในกรุงเทพฯนี� จะไม่เห็นได�เพราะพระจันทรยังไม่ข่�น จับมาแต่เวลาบ่าย ๓ โมง ๔ บาท ต่อเวลาบ่าย ๕ โมงกับ ๘ บาท พระจันทร์จะข่น ถ่งข่� นก็จะอย้่ในเงามืด เปนแต่เงาดวงแดงอย้่ไม่เห็นดวงชัด คนด้ต�องปีนข่ � นที�ส้งทีเดียวจ่ � �งจะเห็นได�ต่อเวลายำาคำาแล�ว ๓ บาท พระจันทร์จ่งจะออกจากเงามืด ค่างทิศบ้รพาของเงามืดแล�ว คลายออกไปทุกขณะ �จนถ่งเวลาทุ่มหน่�งจ่�งจะหลุดบริสุทธเต็มดวงพระจันทร์”(๑) ทรงพยากรณ์ว่าจะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงขณะท่�เสด็จหัวเม่องทางปักษ์ใต้ ราชกิจจานุเบกษา ปีมแม เอกศก ๑๒๒๑ (พ.ศ. ๒๔๐๒) “วันเสาร เดือนเก�า ข่นสิบห�าคำา ปีมะแม �เอกศก จะมีจันทรอุปราคาเป็นสรรพคราธจับสินดวง เพราะกาลครั� งนี�จะมีที�เสดจ์พระราชดำาเนินไปต่างเมือง �ที�มีเวลาเที�ยง ผิดขณะกับกรุงเทพมหานคร ข�าราชการที�ตามเสดจ์จะได�สังเกต จ่�งทรงพยากรณ์ไว�สองอย่างตามที�ต่าง ๆ คือว่าจับในทิศอิสานค่อนบ้รพาของพระจันทร์ แลเมื�อแรกจับนันในกรุงเทพมหานคร �แลเมืองสงขลา จะได�เห็นเมื�อเวลายามหน่�งกับ ๑๓ นาที ๒๕ วินาที แต่ในที�ต่าง ๆ ตามฝั�งทะเลตะวันตก ตังแต่เมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรีจนเมืองนครศรีธรรมราช จะได�เห็นเมื�อเวลายามหน่ � ง ๑๐ นาที เมื�อจับหมด �ดวงจะได�เห็น ณ กรุงเทพมหานครแลเมืองสงขลา ในเวลา ๔ ทุ่ม ๑๘ นาที ๒๐ วินาที...ทายนี�ตามนาฬิกาที�ตั�งด�วยนาฬิกาอันเดินดี ตั�งให�ถ้กกับเที�ยงวันในวันนัน ในที�นั � น ๆ ที�ออกชื�อมา” � (๒)ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๕๙
ทรงคานำวณจนทัรอุปราคา เม่�อ พ.ศ. ๒๔๐๒ ประกาศมหาสงกรานต์ ตรงกบวั ันที�๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๐๒ มีประกาศแจ�งเรื�องอุปราคาว่า “วันพุธ เดือนเก�า ข่�นสิบสี�คำา ปีวอก โทศก จะมีจันทรอุปราคาจะจับทิศอาคเนย์กินเป็นอัฒคราธกงด�่วงหยอ่นอย้่หนอย่หนง�่แล�วเลยบมีาข�างทิศทักษิณ แล�วจะคลายออกจนหลุด ทิศทักษิณคอ่นข�างหรดีหน่อยหน�่ง ที�กรุงเทพมหานคร กรุงเก่า แลลพบุรีข่�นไปทางเหนือปักษ์ใต�จนถ่งเมืองสงขลา เป็นบรรทัดกลางเวลาแรก จับ ๔ ทุ่มกบ ั๔๔ นาที คอ ื๗ บาทนาฬิกา แต่ว่าจะเห็นพระจันทร์หมองมวข� ัางทิศอาคเนย์กอ่นขาดขอบ ๓ บาทนาฬิกา แต่ว่าจะเห็นพระจันทร์หมองมวข� ัางทิศอาคเนยก์อ่นขาดขอบ ๓ บาทนาฬิกาเวลากลางคราธคือจับเกือบถ่งก�่งดวงเป็นมากที�สุด เป็นเวลา ๒ ยามถ�วนเที�ยงคืนทีเดียว เวลาหลุดขอบพระจันทร์เห็นเต็มเมื�อ ๗ ทุ่ม กับ ๑๖ นาที คือ ๓ นาฬิกา แต่พระจันทร์ยังจะหมองอย้่ข�างทิศหรดีไปอีก ๓ บาทนาฬิกา กำาหนดทั�งสามสถานนี� ถ�าจะทายในเมืองฝั�งทะเลตะวันออก ตั�งแต่เมืองตราดเมืองจันทบุรีข่�นมาจนเมืองชลบุรีเมืองพนัสนิคม เมืองฉะเชิงเทรา เมืองปราจีนบุรีในแนวตะวันออกกรุงเทพ ต�องทายให�แก่กว่าที�กรุงเทพดังว่าแล�วนัน�๒ นาฬิกาบ�าง ๓ นาฬิกาบ�าง ตามเมอืงที�ห่างไปตะวันออก คือให�เพิมส�ว่นที�๓ หรอกื�งแ่ห่งบาทเข�าทายเถิด จ่งถ้กกบัเวลานาฬิกาตั�งในเมอืงเหล่านัน�แตฝ่ ่ายเมืองฝั�งทะเลตะวันตก ตั�งแต่เมอืงนครศรีธรรมราชข่�นมาจนเมืองเพชรบุรีเมืองกาญจนบุร ถ� ีาจะทายก็ให�ลดลงกว่ากาำหนดที�ว่าแล�วนัน�๒ นาทีบ�าง ๓ นาทีบ�าง คือลดเสยีเท่าสว่นที�๓ แห่งบาทหรอกื�ง่บาทตามเมอืงที�ไกลแลใกล�กรุงเทพไปข�างตะวันตก เพราะเวลาเที�ยงคืน เที�ยงวันในฝั�งตะวันตก เป็นหลังเที�ยงคืนเที�ยงวันในฝั�งทะเลตะวันออก ๔ นาทีบ�าง ๕ นาทีบ�าง ๖ นาทีบ�าง พยากรณจ์นทรั ุปราคาน่� พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอย้่หัวทรงคานำวณมิใช่โหรทาำ ถวาย”(๓) การเกิดสรุิยอุปราคา ปีระกา ตร่ศก (พ.ศ. ๒๔๐๔) มีประกาศแจ�งว่าจะเกิดสรุยอิ ุปราคา พ.ศ. ๒๔๐๔ มีรายละเอียดว่า “วันจันทร์เดือนแปด บุรพาษาฒ ข่น�คำาหน�ง่ ปีระกา ตรีศก จะมีสรุยอิ ุปราคา ถ�าท�องฟ้าไมม่ ืดฝนก็จะเห็นจับทิศหรดีเวลา ๖ นาฬิกากับ ๑๐ นาที นับแต่เที�ยงคืนมา...สุริยอุปราคาครั�งนี�เป็นอัฒคราธแต่เพราะแสงอาทิตย์ข่มก็จะเห็นพร่องกว่าอัฒคราธอย้่สักหน่อย แหว่งตรงทิศทักษิณเมื�อเวลา ๗ โมงกบ ั๑๕ นาที...” “การทายนี�คงจะถ้กตรงตามทายในกรุงเทพมหานครอมรรตันโกสินทรมหินทรายุธยา ในทีอื� �นห่าง ๆออกไปน�อย ๆ ก็จะเร็วไปบ�าง ช�าไปบ�าง เหมือนอย่างที�กรุงเก่าก็จะเห็นทีหลังที�กรุงเทพฯ ไปสักนาที๑ถ�าเมืองชลบุรีจะเห็นทีหลังที�กรุงเทพฯ ไปสักนาทีก�่งกับสองนาที ถ�าเมืองฉะเชิงเทราจะเห็นทีหลังที�กรุงเทพฯ ไปสักสองนาทีเศษ ที�เมอืงเพชรบุรีเมอืงราชบุรีจะเห็นกอ่นที�กรุงเทพฯ ไปสักสองนาทีก�ง...” ่“จะคำานวณทายให�ทุกเมอืงก็ได� แต่เห็นว่าไม่มีคนด้นาฬิกาให�ถ้ก หาต�องการไม่ทายเอาให�สมแก่ชาวเมอื งไทยว่าวันนัน�เวลาเช�าจะมีสรุยอิ ุปราคา...”(๔)๑๖๐ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ประกาศฉบับน่�ชัดเจนว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอย้่หัวทรงคำานวณการเกิดอุปราคาล่วงหน้าพร้อมระบุวันเวลาสถานท่�ท่�มองเห็นได้ แต่ม่ประเด็นท่�ทรงห่วงใยค่อ การไม่ม่เวลามาตรฐานให้คนทั�งประเทศ ทรงคำานวณว่าจะม่ดาวหางปรากฏ ประกาศดาวหางปีระกา วันที� ๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๐๔ มีรายละเอียดว่า “จะมีดาวหางมาคล�ายกันกับปีมะเมีย สัมฤทธิศก แต่การคำานวณดาวหางนี� จะทราบละเอียดว่าจะมาวันไร จะอย้่เท่าไร ยังคำานวณไม่ถ้กต�องเป็นแน่ได� เมื�อจดหมายสงกรานต์จะใส่ก็ไม่ทัน เพราะคำานวณจะเอาเป็นแน่ยังไม่ได� ของอย่างนี�ก็ว่าจะร้�ได�โดยคำานวณล่วงหน�า แต่ว่าลางสิงก็ได�ละเอียดดังสุริยอุปราคา �และจันทรอุปราคา ลางสิงก็เป็นแต่ร้�ได�ว่าจะเป็นจะมี” � “ถ�าใครเห็น (ดาวหาง) อย่าให�ตกใจว่ากระไรวุ่นวายไป วิสัยของแปลกประหลาดในอากาศมีมา ถ�าจะมีโทษก็เคยเห็น ให�เกิดเหตุสองอย่าง ให�ฝนแล�งในฤด้ฝน หรือจะให�ฝนตกมากเกินปรกติไปอย่างหน่ง �จะให�เกิดความไข�ต่าง ๆ แก่คน หรือช�าง ม�า โค กระบือ อย่างหน่�ง เหมือนอย่างเช่นดาวหางซ่งมีมาเมื�อ �ปลายปีมะเมีย สัมฤทธิศกนัน ก็เกิดเหตุแต่กระบือตายมากอย่างหน่ � งแล�ว ในฤด้ฝน ปีมะแมฝนก็แล�ง ครั �น�ปลายปีมะแมแลต�นปีวอก ก็มีความไข�ลงราก” “แลมีตัวอย่างเคยเป็น แต่ฝ่ายราษฎรไทยจีนเป็นอันมากทั�งปวงนี� เป็นคนถือผีถือสาง ถือมดถือหมอด้ คนกลัวอะไรมาก อยากอะไรมาก คนทรงผีแลหมอด้ก็พอใจเอาสิงนั� นมาว่ายุแยงให�คนตื�นไปต่าง ๆ �เมื�อเห็นดาวหางครังก่อนมีมา ก็พอใจลือกันว่าเจ�าจะตาย นายจะล�ม ผ้�มีบุญจะมา บ�านเมืองจะเป็นจลาจล �ผ้�คนจะเกิดรบพุ่งกัน พอใจว่าดังนี�จนตื�นกันไปเปล่า ๆ เป็นนักเป็นหนา เหมือนอย่างครังปีมะเมีย สัมฤทธิศก�(ดาวหางปรากฏข่น)นั�นเหตุเช่นนั� น ก็ไม่ได�เป็นได�มีเลย เราเคยจับปดคนทรงผีแลหมอด้ได�แล�วมิใช่หรือ” � “เมื�อพิเคราะห์ใคร่ครวญด้ โดยเหตุดาวหางเป็นของมาบนฟ้า เมื�อจะให�โทษให�คุณอย่างไรก็จะให�โทษให�คุณแก่สัตว์แก่คนที�อย้่ใต�ฟ้าเพรื�อไป ผ้�ใดปฏิบัติตัวไม่ดี ไม่มียาที�จะแก�ป้องกันกินทาซ่มซาบอย้่กับกาย เป็นผ้�ไม่สบายมีโรคภัยเล็กน�อย ที�จะเป็นช่องให�พิษเช่นนัน แล่นเข�าไปในกายให�เกิดเจ็บไข�ได� ความไข�ก็ �ต�องแก่ผ้�นันไม่เลือกหน�าว่าใคร ก็ดาวหางมาบนฟ้า โกรธข่ � งห่งสาพยาบาทอาฆาตแค�นอะไรอย้่กับเจ�านาย �มาแล�ว จะได�มาตรงใส่เอาเจ�านายทีเดียวไม่เห็นจริงด�วย ” “ดาวหางจะมีมาปีไร มนุษย์ที�มีความร้�เขาคำานวณด้ร้�เรียกก่อนแล�ว เหมือนกับทายสุริยอุปราคา จันทรอุปราคา”(๕) ดาวหางดวงนี� เอกสารสำานักงานโครงการอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล�า ณ หว�ากอ ระบุว่า คือ ดาวหางเทบบุท (Tebbutt) “เป็นดาวหางใหญ่ หางยาวกว่าและสว่างกว่าดาวหางโดนาติ เข�ามาปรากฎให�ชาวโลกเห็นระหว่างเดือนมิถุนายนและเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๐๔ ...ดาวหางนี� ชาวออสเตรเลียชื�อ เทบบุท ตรวจพบเป็นคนแรกที�วินเซอร์ในประเทศออสเตรเลีย เมื�อวันที� ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๐๔ ดาวหางดวงนี�มีเวลาครบรอบ ๔๐๙.๔ ปี เข�าใกล�ดวงอาทิตย์ที�สุดเป็นระยะทาง ๓,๒๙๑,๒๐๐ กิโลเมตร ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๖๑
ในวันที�๑๒ มถิุนายน พ.ศ. ๒๔๐๔ ระนาบวงโคจรทำามม ุ๘๕ องศา กบัระนาบทางโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ปรากฏสว่างหางยาวให�ชาวโลกได�เห็นตลอดเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๐๔ โดยค่อย ๆ จางลงและหางคอย ่ๆหดสัน�ลง ยังพอมองเห็นได�ด�วยตาเปล่าจนถ่งกลางเดอืนสิงหาคม นักดาราศาสตร์สามารถใช�อุปกรณ์ติดตามสังเกตการณต์อ่ ไปได�จนถ่งวันที�๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๐๕(๖)ทรงพยากรณว์ ่าดาวพระเคราะหพ์ธุโคจรผ่านดวงอาทิตย์ (พ.ศ. ๒๔๐๔) ประกาศดาวพระเคราะห์พุธเข�าในดวงอาทิตย ต์รงกับวันที�๒๑ ตลุาคม ๒๔๐๔ มีรายละเอียดว่า “ให�ประกาศให�ทราบแก่ผ้�จะได�อ่านประกาศนี�ทั�งปวง วันอังคารเดือนสิบสอง ข่�นสิบคำา(๑๒ พฤศจิกายน๒๔๐๔) ดวงพระเคราะหพ์ุธจะเข�าในดวงพระอาทตยิ ์ว่าตามจะเห็นที�กรุงเทพมหานครแรกเริ�มกระทบเข�าทางอีสานค่อนข�างบุรพาเห็นดำาเป็นเม็ด จดขอบพระอาทิตย์แหว่งเข�าไปนิดหน�่งเมื�อเวลาเทีย�งแล�วกบ ั๑๔นาทีแล�วจุดดำานันจะเ�ลื�อนเดินไปในดวงพระอาทตยิ ์โอนไปข�างทิศปัจจมิเฉยีดขวางไปถ่งที�ล่ก เพียงเท่าสว่นที�หกของดวงพระอาทิตย์ค่อนอย้่ข�างเหนือ สว่นหน�่งไม่ถ่งกลาง ถ�าจะว่าเป็นคราธ ก็ควรว่าฉฬางคราธเข�าไปส่วนหน�่งหรือ ๕ ส่วน จะเห็นดังนี�เมื�อเวลาบ่าย ๒ โมงกับ ๑๓ นาทีแล�วจุดดำานัน�ก็จะเดินไปทิศพายัพ ออกข�างทิศพายัพคอ่นข�างทิศอุดร หลุดจากดวงพระอาทตยิ ์เวลาบ่าย ๔ โมง กบ ั๒๐ นาที...พระเคราะหพ์ุธจะเข�าเป็นแท�นาน ๆ ถ่ง ๒๒ ป ข่ ี นไป �จ่งมีครังห�น�ง่แล�วเว�นไป ๒ ปีมีอีกครังห�น�งเ่ ป็นธรรมดา แตล่างทีเป็นเสยีในกลางคืน...” “การที�เป็นดังนีต�อ�งด้ด�วยกล�องสอ่งที�มีแว่นสีเขยว ีหรอนืาำเงินหรอสื ีแดงสาบบังตาจ่งจะเห็นได� ด�วยดวงพระพุธเป็นจุดดำานันเ�ล็กนัก ถ�าด้ด�วยกล�องสาบ ด�วยกระจกสดี ังนี�คงจะเห็นได�ทุกเวลาเข�า แลถ่งกลางแลออกดังทายไว�นี�แล” “อนง�่เมื�อใด ๆ ถ�ามีผ้�ด้ด�วยกล�องดังนี ม�ักเห็นจุดดำาแลแผลด่างในดวงพระอาทตยิ ์เนอืง ๆ เขื�องบ�างยอมบ� ่าง อันนัน�มิใช่พระเคราะห์เข�า เป็นแตด่ ่างแด่นในดวงพระอาทิตยนั ์นเ�อง ลอยไปลอยมาหันหายไป๑๒ วัน ๑๓ วัน แล�วกลับมาอีก แล�วย�ายที�ไปต่าง ๆ จะทายเอาแน่ไม่ได�”“ครัง�น่�จะเหน็จึงทายมาเพ่�อจะใหร้้้ว่า การบนฟ้ามนุษยส์ ังเกตทายล่วงหน้าไว้ได้ อะไรเหน็บนฟ้าไม่ควรท่�จะเก็บเอาเปน็เหตุมาตนก่�นตั ่าง ๆ ตน้เหตทุ่�เปนม่ ็ผ้้ร้เขา้ร้ไ้ด้แล้ว”(๗) ประกาศฉบบนี ัค�ือการระบุชัดเจนว่า เรื�องปรากฏการณบ์นท�องฟ้านัน�มนุษยส์ ังเกตและทำานายได� ขอให�ประชาชนอย่าได�งมงายทรงพยากรณก์ารเกิดจนทรั ุปราคาและสรุยิุปราคา พ.ศ. ๒๔๑๑ ประกาศสงกรานตป์มี ะโรง สมัฤทธิศก “ในปมี ะโรง สมัฤทธิศกนี ว�ันอังคารเดอืนภัทรบท คอืเดอืน๑๐ ข่น�คาำหนง�่จะมีสรุยิุปราคาที�กรุงเทพมหานครจะเห็นในเวลาสาย ๆ ไปแลสรุยิุปราคาครัง�นี�จะเห็นทัวก�ันตลอดพระราชอาณาจักร ตังแ�ตห่วัเมอืงปักษ์ใต�ฝ่ายเหนอบืรรดาที�จะได�รบัหนังสอพืมพิ นี ์�แต่เวลาเมื�อจะจบนั ัน�๑๖๒ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
จะเห็นไม่เสมอกัน คือหัวเมืองฝ่ายตะวันออกไปไกล จะเห็นในเวลาสายไปกว่ากรุงเทพมหานคร เวลาแรกจับจะจับข�างตะวันตกค่อนข�างทิศพายัพ เมื�อจะหลุด ๆ ข�างตะวันออกค่อนข�างทิศอาคเณย์ ที�ตำาบลใกล�เมืองกุยเมืองประจวบคีรีขันธ์ทังในบกแลในทะเล จะเห็นจับหมดดวงพระอาทิตย์ทีเดียว จะมีแต่แสงเรือง ๆ �รอบพระอาทิตย์อย้่สักนาทีหน่งสองนาที แต่ซ่� งจะเห็นอย่างนี�น�อยตำาบลทีเดียวที�จะเห็นจับไปหมดดวงนั �น�มาก ข�างเมืองเหนือแลเห็นแหว่งข�างใต�น�อย ในหัวเมืองปักษ์ใต�เมืองกุยข่�นมา จะเห็นแหว่งข�างใต�มากแต่ไม่หมดดวง ในกรุงเทพมหานครก็จะเห็นแหว่งข�างใต�มากแต่ไม่หมดดวง ใต�เมืองกุยลงไป คือเมืองชุมพร เมืองไชยาแลเมืองนครศรีธรรมราชแลสงขลา จะเห็นแหว่งข�างเหนือมากแต่ไม่หมดดวง เมื�อเวลาตีพิมพ์นี� ยังไม่ได�คำานวณเวลาลงเป็นแน่ว่าแต่หยาบ ๆ ไว� เมื�อกำาหนดลงได�เป็นแน่แล�ว จ่งจะประกาศมาต่อคราวหลัง วันพฤหัสบดี เดือนมาฆ คือเดือนสามแรมคำาหน่�ง เป็นวันจะมีจันทรุปราคา แต่ว่าจะไม่เห็นในพระราชอาณาจักรสยามนี�เลย เพราะจับเวลาเช�า ๓ โมง หลุดเวลา ๕ โมงเช�าเป็นกลางวัน จะเห็นแรกจับแต่ที�เกาะลังกา นอกพระราชอาณาจักร แต่โหรซุ่ม ๆ ซ่าม ๆ ลางคนจะทายว่าเป็นกระมัง ถ�าทายก็คงไม่ถ้ก”(๘) ประการท่�สอง ทรงคำานวณเพ่�อการกำาหนดเวลามาตรฐาน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวทรงคำานวณด�วยวิธีการดาราศาสตร์ในการรักษาเวลามาตรฐาน เพื�อใช�เป็นค้่มือตั�งเวลานาฬิกาประจำาวันพระราชทานแก่เจ�าพนักงานประจำาหอนาฬิกาหลวง ทรงกำาหนดให�เส�นแวงที� ๑๐๐ องศาตะวันออกเป็นเส�นแวงหลักในระบบเวลามาตรฐานของประเทศไทยในสมัยนั�น (อย้่ที�เพชรบุรี) มีผ้�ศ่กษาพบว่า วันอังคารเดือน ๓ แรม ๔ คำา ตรงกับวันที� ๒ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๘๕๘ (พ.ศ. ๒๔๐๐) มีการกำาหนดใช�เวลามาตรฐานในสยามแล�ว(๙) หากใช�หลักฐานว่าโปรดให�สร�างพระที�นั�งภ้วดลทัศไนยซ่�งเป็นส่วนหน่�งของพระอภิเนาวนิเวศน์ตั�งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๕ แต่มาสำาเร็จบริบ้รณ์ใน พ.ศ. ๒๔๐๐ แสดงว่าวัตถุประสงค์จะให�มีสถานที�รักษาเวลามาตรฐานหลวงนั�นน่าจะเริมมีมาตั � �งแต่ต�นรัชกาลแล�ว (ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๔) แต่สำาเร็จและใช�เป็นทางการใน พ.ศ. ๒๔๐๐ “พระองค์ท่านทรงสถาปนาระบบเวลามาตรฐานของประเทศ ทั�งนี�เพราะโดยหลักการนั�นเราสามารถจะซื�อนาฬิกาชนิดต่าง ๆ จากต่างประเทศได�ด�วยเงิน แต่สิงสำาคัญกว่านั� นก็คือ ความสามารถ �ในการดำาเนินการคำานวณรักษาเวลาเพื�อใช�เทียบเวลาให�แก่นาฬิกาที�ซื�อมานัน การที�ได�มีหอนาฬิกาหลวง �ทำาหน�าที�รักษาเวลามาตรฐานเช่นนันได� ก็ย่อมแสดงว่าต�องมีการคำานวณทางดาราศาสตร์เป็นรายวันทุก ๆ วัน �เพื�อหาเวลาที�มีปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์อย่างหน่งอย่างใดเกิดข่�น ซ่� งเจ�าหน�าที�ประจำาหอนาฬิกานั �น�จะต�องทำาการสังเกตปรากฏการณ์นัน แล�วตั� �งปรับเวลาตามที�ได�คำานวณไว�ล่วงหน�า ก็จะทำาให�รักษาเวลามาตรฐานของประเทศได� การคำานวณทางดาราศาสตร์เช่นนี� ถือว่ามีความสำาคัญในการเทียบเวลาในสมัยนั�นมาก เพราะโลกยังไม่มีความเจริญทางวิทยาการถ่งขั�นส่งวิทยุคลื�นสั�นเป็นสัญญาณเทียบเวลาสากลเหมือนในสมัยปัจจุบัน ประเทศที�เจริญแล�วในสมัยพระองค์ท่านจะต�องทำาการคำานวณทางดาราศาสตร์เพื�อการเทียบเวลาของตนเองโดยเอกเทศโดยสถาบันดาราศาสตร์ของชาตินัน”� (๑๐) ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๖๓
ประกาศ “พระราชกาำหนดเรื�องนาฬิกา” (พ.ศ.๒๔๑๑) “น่าเป็นที�อัปยศอดส้แก่แขกเมอืงคนนอกประเทศที�เขาใช�นาฬิกากลใส่พกติดตัวเที�ยวมาเที�ยวไป เขาจะได�ยินทุ่มโมงที�ตีสัน�ๆ ยาว ๆ ผิดไปกว่าทุ่มโมงที�จริงนั�น จะเป็นเหตุให�เขาหวัเราะเยาะได�ว่า เมอื งเราใช�เครื�องมอนื บทุ่ม ั โมงเวลาหยาบคายนัก ไม่สมควรเลย เพราะเหตุฉะนี�พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวได�ทรงพิจารณาตรวจตราคำานวณความดำาเนินพระอาทิตย์ในฤด้ทั�งปวงสอบกับนาฬิกาที�ดีมาหลายปีทรงทราบถ�วนถี�ทุกประการแจ�งในพระราชหฤทัยแล�ว”(๑๑)ประการท่�สาม เทคโนโลย่การพิมพ์ ความตื�นตัวของสังคมในเรื�องเทคโนโลยีการพมพิ ์เริมตั� �งแต่ปลายรัชสมยัพระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าเจ�าอย้่หว ักลุ่มชาวคริสต์คาทอลิกและกลุ่มชาวคริสต์โปรแตสเตนท์คือผ้�นาำ เทคโนโลยนี ีม�าเผยแพร่วตถั ุประสงค์หลักของการสถาปนากิจกรรมนี�เพื�อการแผ่คริสต์ศาสนาแก่ผ้�คนในสยาม ขณะเดยวกี ันกลุ่มคริสต์โปรแตสเตนท์พว่งขยายกิจกรรมอื�น ๆ อีกด�วย เช่น การปฏิร้ปสังคม คุณค่างานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลย ขี ่าวสารทันเหตุการณ์โลก “จนกระทั�งปีค.ศ. ๑๘๓๕ (พ.ศ. ๒๓๗๘) โรงพิมพ์ยังไม่เป็นที�ร้�จักกันในประเทศสยาม มีหนังสือที�เกี�ยวกบัพระศาสนาน�อยเหลอืเกินที�เรยบีเรยีงข่�นโดยบาทหลวงผ้�เผยแพร่พระคริสต์ศาสนาร้ปกอ่น ๆซ่�งนักเรียนของวิทยาลัยคัดลอกกัน ๆ มาด�วยความลำาบากและสิ�นเปลืองเวลามาก อน�่ง สำานวนโวหารของหนังสอืเหล่านัน�กล�็าสมย ั ไมถ้่กต�องและขาดความภ้มิฐาน หลังจากที�ได�ราำเรยีนทางภาษาจนมีความร้�อันถ้กต�องแล�ว เราก็แก�ไขหนังสอที ื �มีอย้่ และเรยบีเรยีงเลมอื ่ �น ๆ ข่น�อีกสาำหรบัพวกเข�ารตีจะได�นาำ ไปใช� โดยอาศยัโรงพมพิ ์ในไมช� ่าพวกคริสตังก็มีหนังสอคื ำาสอนพระคริสตธรรม หนังสอืสวดมนต์หนังสอืประวัติความเป็นมาของพระคริสตศาสนา ชวีิตของนักบุญ บทภาวนาเพลงสวดในโบสถ์ฯลฯ การพมพิ นี ์อ�ำานวยประโยชน์ให�แก่คณะมซซิ ังอย่างเหลอที ื �จะพรรณนาได� นอกจากจะได�พมพิ ์หนังสอด�วยอ ื ักขระยุโรปแล�ว ยังได�พมพิค์ ำาบรรยายบางเล่มด�วยอักขระไทยเพื�อพส้ิจนห์ ักล�างพุทธศาสนา อันบังเกิดผลและมรรควิธีให�คนนอกรตีเป็นอันมากหันมานบถั ือพระคริสตศาสนา”(๑๒) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หวัสนพระทยัเทคโนโลยีการพมพิ ตั ์งแ�ต่ทรงผนวชมีวตถั ุประสงค์เพื�อประสิทธิภาพในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและเมื�อข่นคร�องราชย์แล�ว ยังทรงใส่พระทยัในการพัฒนางานเทคโนโลยีเรื�องนี�โดยมีวัตถุประสงค์เพื�อประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน หมอบรัดเลยบ์ ันท่กว่า “ข�าพเจ�านาำแท่นพมพิม์าด�วยจากสิงคโปร์ในปีพ.ศ.๒๓๗๘เป็นแท่นพมพิ ์ที�คณะทำางานของเราซื�อมาจากสมาคมมิชชันนารีลอนดอนก่อนที�ข�าพเจ�ามาถ่ง คณะเผยแผ่แบบทิสต์ก็มีแท่นพมพิ ์หนงแ�่ท่นเช่นกัน เราต่างก็ใช�พมพิ ์เอกสารทางศาสนาและบทแปลต่าง ๆ เป็นภาษาไทยและ๑๖๔ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
จีนด�วยกัน ที�จริงแล�ว การที�ข�าพเจ�าพิมพ์พระราชกฤษฎีกาเรื�องฝิ�นตามพระราชประสงค์ในปี พ.ศ. ๒๓๘๒ เป็นจุดเริ�มต�นในการพิมพ์เอกสารเผยแพร่ต่อสาธารณะในประเทศสยาม เจ�าฟ้ามงกุฎทรงสนพระทัยอย่างยิงยวดในเรื�องการพิมพ์ และทรงมีพระอัธยาศัยโปรดปรานด�านเครื�องยนต์กลไกอย้่แล�ว จ่งทรงตั � �งโรงพิมพ์ข่นในวัดของพระองค์ และความสนพระทัยในเรื�องนี�นั � นเองที�ชักนำาให�เราทั �งสองสนิทสนมกัน เรา�มักจะแลกเปลี�ยนความคิดเห็นเกี�ยวกับคุณภาพของแบบตัวพิมพ์ของสยาม ซ่งเราต่างก็ไปเพียรพยายาม �จะหล่อทำาแบบของตนเองออกมาอย้่เสมอ ๆ และเวลาต�องการทำาสิงใดเป็นพิเศษก็จะให�ยืมเครื�องมือและ �คนซ่งกันและกันอีกด�วย” � (๑๓) “ในปี พ.ศ. ๒๓๘๖ พอทราบว่ามีช่างเครื�องจักรกลผ้�เชี�ยวชาญ (แชนด์เลอร์) เข�ามาร่วมคณะเผยแผ่ศาสนาแบบทิสต์ เจ�าฟ้ามงกุฎและเจ�าฟ้าจุฑามณีพร�อมด�วยพระสหายก็พากันมาขอคำาปร่กษาและความช่วยเหลือ เจ�าฟ้ามงกุฎทรงส่งผ้�แทนมาที�โรงพิมพ์แบบทิสต์เพื�อขอซื�อตัวพิมพ์แบบไทยและมอญ เพื�อพิมพ์ประวัติศาสตร์เมืองพะโคและเรื�องอื�น ๆ”(๑๔) “ใน พ.ศ. ๒๓๘๓ พระสงฆ์ลังกา ๕ ร้ป ได�เดินทางเข�ามาบ้ชาพุทธสถานที�สำาคัญในประเทศไทย เนื�องจากพระสงฆ์เหล่านี�อาจติดต่อได�กับชาวไทยแต่ทางภาษาบาลีอย่างเดียว พระสงฆ์เหล่านี�จ่งพำานักอย้่ที�วัดบวรนิเวศ สมเด็จเจ�าฟ้ามงกุฎมักทรงสนทนากับพระสงฆ์ลังกาเหล่านี�เสมอ เพื�อทรงซักถามเกี�ยวกับประเพณีทั�งหมดของคณะสงฆ์ลังกา ต่อจากนันพระองค์จ่งทรงส่งสมณท้ตไปยังเกาะลังกา ประกอบ �ด�วยสงฆ์ ๕ ร้ป ที�คัดเลือกจากสานุศิษย์ที�ดีที�สุดของพระองค์ สมณท้ตไทยพักอย้่ที�เกาะลังกา ๑ ปี เพื�อสืบถามเกี�ยวกับภาวะของพุทธศาสนาที�นั�นและรวบรวมหลักฐานมาซ่อมแซมพระไตรปิฎกที�เมืองไทยเมื�อคณะสงฆ์ชุดนี�กลับมา ก็นำาคัมภีร์มาด�วย ๔๐ เล่ม อีกปีหน่งก็มีสมณท้ตไทยไปเกาะลังกาอีก เพื�อคืนคัมภีร์ �เหล่านี�และยืมมาใหม่อีก ๓๐ เล่ม เมื�อสมณท้ตชุดนี�กลับมายังประเทศไทยใน พ.ศ. ๒๓๘๗ ได�พาเอาพระสงฆ์และชาวลังกาจำานวนหน่งกลับมาด�วย ท่านเหล่านี�ล�วนพำานักอย้่ที�วัดบวรนิเวศ สมเด็จเจ�าฟ้ามงกุฎได�ทรง �ปร่กษากับท่านเหล่านี� และเริมทรงมีสมณสาส์นติดต่อกับบรรดาพระภิกษุลังกาที�คงแก่เรียนที�สุดเกี�ยว �กับทางด�านหลักธรรมของพระพุทธศาสนาและวินัยทุกด�านทุกมุม ในระยะต่อมา ประเพณีของพระสงฆ์ลังกาก็ยิ�งทำาให�สมเด็จเจ�าฟ้ามงกุฎทรงเคร่งในการปฏิบัติตามพระสงฆ์มอญยิ�งข่�น ทั�งสองประเพณีนี�ช่วยให�พระองค์ทรงหันกลับไปยังหลักธรรมที�บริสุทธิในพระพุทธศาสนา � การสังคายนาพระไตรปิฏกทำาให�บรรดานักปราชญ์ทางภาษาบาลีในประเทศไทยต�องทำางานหนักเป็นเวลานานกว่า ๑๐ ปี เมื�อส่วนต่าง ๆ สำาเร็จลงก็มีการคัดลอก ในประเทศไทย ขณะนันตำาราภาษาบาลี�ยังเขียนด�วยอักษรขอม และการคัดลอกตามทางราชการที�กำาลังทำาข่นในขณะนั� นก็ใช�วิธีการเช่นเดียวกัน �นี� อย่างไรก็ดี สมเด็จเจ�าฟ้ามงกุฎทรงเห็นว่าอักษรขอมนี�อาจอ่านเข�าใจผิดได�โดยง่าย จ่งทรงคิดตัวอักษรข่นใหม่สำาหรับสานุศิษย์ของพระองค์ ตัวอักษรแบบใหม่นี�เลียนแบบมาจากตัวอักษรในทวีปยุโรป พระองค์ �ได�โปรดให�ตีพิมพ์ตำาราภาษาบาลีข่นหลายเล่มด�วยตัวอักษรแบบนี� � จากแท่นพิมพ์ซึงพระองค์ทรงตั� �งขึน�ท่�วัดบวรนิเวศ เคร่�องพิมพ์แท่นน่�เป็นเคร่�องพิมพ์เคร่�องแรกในประเทศไทยท่�นำามาใช้ในกิจการพระพุทธศาสนา ก่อนนั�นคงม่แต่เคร่�องพิมพ์ของหมอสอนศาสนาเท่านั�น”(๑๕) ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๖๕
ครัน�ข่นคร�องราชย์แล�ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หว ั ยังสนพระทยพั ัฒนางานการพมพิ ์ให�ทันสมยตลอัดเวลา เช่น ทรงมีพระราชหตัถเลขา ลงศักราช ๑๒๒๓ ถ่งขุนมหาสิทธิโวหาร (ผ้�กากำ ับเครื�องราชบรรณาการ) ไปยังราชสำานักฝรั�งเศส ว่า “ว่าซ่�งจัดให�ขุนมหาสิทธออิ กไปครั�งนี�ด�วยประสงค์จะให�เจริญความร้�ในการทำาหนังสอพืมพิ ์...เมื�อทำาตวัเหล็ก ตวัทองแดงซ่งเ�ป็นแบบหลอ ท่ ำาอย่างไรจะเทีย�งจะงามดีหนังสอืจะไม่เลอะเทอะนักและจะได�เรว็ได�ง่ายตอ่ ไปเล่า คอืการหลอต่วดั ีบุก แต่งตวดั ีบุกอย่างไรจะเทีย�งดีจะง่ายจะเรว็เข�าไม่หนักแรง จะมีเครื�องมอืแปลกประหลาดไปอย่างไรบ�างให�คิดอ่านราำเรยีนมาหามา คิดแบ่งเอาแต่พอสมควรกบั การในเมอื งไทย” “ออกไปครัง�นีอย�่าไปตื�นอื�น ๆ ต่าง ๆ ทำาให�เสยีงานเสยีการที�ประสงค์ไป ให�ได�ประโยชนที ์ �ประสงค์มา ทำาให�การโรงพมพิ ์ของเราดีข่นกว่าแ�ตก่อ่นบ�าง”(๑๖) ประกาศเรื�องออกหนังสือราชกิจจานุเบกษา ๑๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๐๐ น่าจะแสดงถ่งเหตุผลที�พระองค์ทรงให�ความสาคำ ัญกบัการพมพิ นั ์น�คอ ื “ทรงพระราชวติกว่า ราชการต่างๆซ่ง�สัง�ด�วยบตัรหมายแต่กรมวังให�สัสดีแลทะลวงฟันเดินบอกตามหม้่ตามกรมต่าง ๆ นัน�กด็ ีการทีบ�ังคบันายอำาเภอมีหมายป่าวประกาศแก่ราษฎรในกรุงกด็ ีการมีท�องตราไปให�เจ�าเมอืงปักษ์ใต�ฝ่ายเหนอืมีหมายให�กานำ ันรัว�แขวงอำาเภอประกาศแก่ราษฎรในแขวงนั�น ๆ ก็ดีพระราชบัญญัติใหม่ๆ ตั�งข่�นเพื�อจะห�ามการที�มิควรแลบังคับการที�ควรก็ดีการเตือนสติให�ระล่กและถือพระราชกำาหนดกฎหมายเก่าก็ดี ตั�งข่�นแลเลิกทิ�งอากรภาษีต่าง ๆแลพกิัดภาษีนัน�ๆ แลลดหยอ่นลงหรอืเพิมข่�น�พกิัดของในภาษีนัน�ๆ กด็ ีการกะเกณฑ์หรอืขอแรงแลบอกบุญกด็ ีว่าโดยสันโด �ยยอ่เหตุใดๆการใดๆ ที�ควรข�าราชการทังป�วงหรอืราษฎรทังป�วงจะพ่งทราบทัวก�ันนัน�แต่ก่อนเป็นแต่บัตรหมาย แลทำาคำาประกาศเขียนเส�นดินสอดำาลงกระดาษส่งกันไปส่งกันมา แลให�ลอกต่อกันไปผิด ๆ ถ้ก ๆ แลเพราะฉบบัหนังสอนั ื�นน�อย ผ้�ที�จะได�อ่านก็น�อย ไมร่ ้�ทั�วถ่งกัน ว่าการพระราชประสงค์แลประสงค์ของผ้�ใหญ่ในแผ่นดินจะบังคับมาแลตกลงประการใด ข�าราชการทั�งปวงแลราษฎรทังป�วงก็ไม่ทราบทัวก�ัน...เพราะฉะนัน�บัดนี�ทรงพระราชดำาริจะบาบำ ัดโทษต่างๆ ดังว่ามาแล�วนีท�ุกประการจ่งโปรดให�ตั�งการตีพมพิ ์หนังสออยื ่างหน�ง่ มีชื�อภาษาสันสกฤตว่า หนังสอืราชกิจจานุเบกษา...”(๑๗) วัตถุเพ่�อการศกึษาคน้คว้างานวิทยาศาสตร์ของพระองคท์ ่�เหล่อตกทอดมาถึงปัจจบุนั ค่อ โต๊ะทรงคานำ วณในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอย้่หัว “เป็นโต๊ะไม�สัก ขนาดกว�าง ๐.๘๐ เมตร ยาว ๐.๙๐ เมตร ส้ง ๐.๗๕ เมตร ๒ ลิ�นชัก ด�านบนของโต๊ะมีบานเปิด พื�นบนบานเปิดนี�เป็นกระดานชนวน ปัจจบุันโต๊ะทรงคาำนวณตัง�อย้่ ณ พพิ ิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร...”(๑๘)๑๖๖ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
เคร่�องวัดนำาฝน “ท่านทังปวงจงทราบเถิดว่า เมื�อเดือนอ�ายปีมะเส็ง นพศก เซอรอเบิดสจอมเบิกกงสุลอังกฤษคนใหม่ �สมเด็จพระนางกวินวิกตอเรียพระเจ�ากรุงลอนดอน ตั�งให�เข�ามากำากับล้กค�าฝ่ายอังกฤษอย้่ในกรุงเทพฯ นี� เมื�อกงสุลคนนี�มานัน กวินวิกตอเรียพระเจ�ากรุงลอนดอนได�มอบให�คุมพระราชสาส์น แลเครื�องมงคล �ราชบรรณาการเข�ามาท้ลเกล�าฯ แด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวด�วย ในเครื�องราชบรรณาการจำาพวกนี�มีเครื�องรองนำาฝนวัดประมาณร้�ว่านำาฝนตกลงจะมากน�อยเท่าใด จะร้�ได�โดยละเอียดกว่าเครื�องมือที�จัดแจงไว�ใช�มาแต่ก่อน คือนิ�วอย่างอังกฤษนิ�วหน่�ง แบ่งผ่อนปรนให�เห็นได�ถ่งร�อยส่วน เครื�องมือนี�ดีมาก”(๑๙) กล้องโทรทรรศน์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอย้่หัว เป็นกล�องโทรทรรศน์ประเภทหักเหแสง เลนส์หน�ากล�องมีเส�นผ่าศ้นย์กลาง ๗ ซม. ความยาวโฟกัส ๑๑๒.๕ ซม. สร�างโดยบริษัทดอลลันด์ (Dolland) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ อุปกรณ์อื�นของกล�องประกอบด�วยอายพีชขนาดต่าง ๆ กัน ๖ อัน อันที�ให�กำาลังขยายส้งสุดคือ ๑๘๐ เท่า นอกนันมีกำาลังขยาย �๑๓๐, ๘๐, ๔๐, ๒๕ และ ๒๐ เท่า อย่างละ ๑ อัน นอกจากนี� ยังมีแผ่นกรองแสงที�ติดกับอายพีชสำาหรับสังเกตดวงอาทิตย์ ๓ แผ่น จอรับภาพดวงอาทิตย์ ๑ แผ่น ขาตั�งไม�ชนิดส้ง และขาตั�งเตี�ยทำาด�วยทองเหลือง ตัวย่ดกล�องเป็นระบบอัลตาซิมุธ คือหมุนตามแนวราบและแนวดิ�ง และปรับเป็นระบบอิเควตอเรียลก็ได� ส่วนกล�องนำาเป็นกล�องหักเหแสงเล็ก ๆ ขนาดเส�นผ่าศ้นย์กลาง ๒ ซม. พระบาทสมเด็จพระเจ�าอย้่หัว รัชกาลที� ๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล�าฯ พระราชทานยืมให�ตั�งแสดงอย้่ ณ ท�องฟ้าจำาลองกรุงเทพ(๒๐) กล้องโทรทรรศน์ ณ พระท่�นั�งวิมานเมฆ “สันนิษฐานว่าจะเป็นกล�องโทรทรรศน์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัว กล�องใดกล�องหน่ง�อาจเป็นกล�องที�สมเด็จพระนางเจ�าวิคตอเรียแห่งอังกฤษส่งมาถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวก็เป็นได� เพราะบันท่กของเซอร์จอห์น เบาวริง ท้ตผ้�เข�ามาเจริญพระราชไมตรีระบุว่า กล�องด้ดาวที�นำามาถวายนั�นมีคุณภาพตำากว่ากล�องโทรทรรศน์ซ่�งทรงมีอย้่แล�ว กล�องทั�ง ๓ เป็นกล�องหักเหแสงขาตั�งเตี�ยทำาด�วยโลหะ ตัวย่ดกล�องเป็นระบบอัลตราซิมุธง่าย ๆ ไม่มีขีดแบ่งมุม กล�องหน่งสร�างโดยบริษัท�เฟรเซอร์แอนด์ซัน (Fraser and Son) ณ กรุงลอนดอน เส�นผ่าศ้นย์กลาง ๖ ซม. ความยาวโฟกัส ๑ เมตร กล�องที� ๒ และ ๓ ผลิตโดยบริษัท ดอลลันด์ (Dollond) เส�นผ่าศ้นย์กลาง ๖ ซม. และ ๔๕ ซม. ความยาวโฟกัส ๑๐๓ ซม. และ ๗๑ ซม. ตามลำาดับ”(๒๑)ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๖๗
แผนท่�ดาวในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอย้่หัว “เป็นแผนที�ดาวบอกตาำแหน่งดาว ณ ละติจ้ด ๓๕ องศาใต� ทาด�วย ำกระดาษหนา อายมุากกว่า ๑๐๐ ปีจ่งมีสภาพเก่ามาก มี๒ แผ่นลักษณะเหมอืนกัน ด�านหลังของแต่ละแผ่นเป็นคำาอธบิายวิธีใช�แผนที�ดาว หน�าปกของแผนที�ดาวแผ่นหนงห�่ลุดหายไป อีกแผ่นหนงยังคง�่ อย้่ มีข�อความที�หน�าปกว่าGeorge Philip&Son, Geographical Publishers, 32 Fleet Street, London. Liverpool : Caxton Buildings, South JohnStreet and 45 to 51 South Castle Street. ผลติ ในประเทศเยอรมน ปี ัจจุบันเกบร็ ักษาอย้่ในพพิ ิธภัณฑ์ชัน�๓ อาคาร ภ.ป.ร. วัดบวรนิเวศวิหาร”(๒๒)เซกส์แทนต์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอย้่หัว “เซกส์แทนต์เป็นเครื�องมอวื ัดมมุในวิชาดาราศาสตร์การเดินเรอ ื ซ่งพระ�บาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวทรงกล�องเซกส์แทนต์เพื�อทรงวัดเส�นรุ�งเส�นแวงของที�ตั�งค่ายหลวงหว�ากอ และทรงตรวจสอบเวลา ณ สถานที�แห่งนัน�เมื�อครังเส�ด็จทอดพระเนตรสรุยิุปราคาเต็มดวงที�ตำาบลหว�ากอ แขวงเมอืงประจวบคีรขี ันธ์มีปรากฏในจดหมายเหตุเสด็จหว�ากอ ปมี ะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ ของเจ�าพระยาทิพากรวงศ์ว่า “ณ วันพฤหัสบดีเดือน ๙ แรม ๑๐ คำา ...เวลาคอ่นเที�ยง ทรงวัดแดด สอบแผนที�ที�ตั�งค่ายหลวง...”(๒๓) พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ด�านดาราศาสตร์เป็นที�รับร้�ในแวดวงนักวิชาการด�านนี�ของโลก จ่งทรงได�รับการยกย่องจากราชสมาคมดาราศาสตร์แห่งสหราชอาณาจักรมีรายละเอียดที�ทรงระบุในพระราชหตัถเลขาฉบบัหน�งว่า ่ “ปมีะเส็ง นพศก (พ.ศ. ๒๔๐๐) วันเสาร์แรม ๑๑ คำา เดือนอ�าย เซอรอเบติส จอมเบิกข่น�มาหาข�าพเจ�า เอาดิโปลมาของพวกรอยาลแอศตรอนอมิกอลสอไซยิติ(Diploma Royal Astronomical Society) ตั�งข�าพเจ�าเข�ามาให�เป็นผ้�เข�าพวกด�วย”(๒๔)๑๖๘ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๖๙ห้องเทิดพระเก่ยรติ รัชการท่� ๔ ด้านดาราศาสตร์และโหราศาสตร์ท่�มาภาพ : สำานักงานสื�อสารองค์กร สถาบันเทคโนโลย่พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
บทท่� ๑๒ทรงศ้กษาอะไร อย่างไร ใครสอน170 ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ตามจารีตชนชันปกครองสยาม หากเป็นพระราชกุมารโดยเฉพาะพระราชกุมารที�มีศักดิ �ระดับ เจ�าฟ้า �ซ่�งการคาดการณ์ว่ามีโอกาสครองราชยเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ต่อไปนั�น เจ�านายพระองค์นั�นจะได�รับการสอนและฝึกอบรมศาสตร์ต่าง ๆ พร�อมที�จะเป็นพระมหากษัตริย์ที�ดีในอนาคต “พระราชชนนีของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวทรงเป็นเอกอัครมเหสี ดังนันพระองค์�ก็ทรงเจริญวัยมาเช่นผ้�เป็นรัชทายาท โดยทรงได�รับการศ่กษาอย่างเจ�าฟ้าผ้�ทรงกำาเนิดมาเป็นเจ�าแผ่นดิน ดังแบบอย่างมาตังแต่เก่าก่อน พระองค์ได�ทรงศ่กษาวรรณคดีและกาพย์กลอนทั � งภาษาไทยและภาษาบาลี �ซ่�งเป็นภาษาที�ใช�ในพระพุทธศาสนา นอกจากนี�พระองค์ได�ศ่กษาพระราชพงศาวดารสยาม โดยเฉพาะในเรื�องวีรกรรมของพระมหากษัตริย์ในอดีต ทั�งยังทรงศ่กษายุทธศิลป์แต่ครั�งโบราณ ซ่�งรวมถ่งการใช�อาวุธใหญ่ การทรงช�างและทรงม�า พระองค์ได�ทรงศ่กษาหลักเบื�องต�นทางพระพุทธศาสนา พร�อมกับหลักทศพิธราชธรรม นอกจากนี�ยังได�ทรงศ่กษาภ้มิศาสตร์ทางวรรณคดี...”(๑) เมื�อทรงเจริญวัย ก่อนครองราชย์ ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ พระองค์สนพระทัยศ่กษาวิชาการแขนงต่าง ๆ เช่นวิชาวิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษ จากชาวตะวันตกที�พำานักที�กรุงเทพมหานคร รวมทั�งศ่กษาด�วยพระองค์เอง คร้ผ้�ถวายการสอนคือ มุขนายกมิสซังปัลเลกัวซ์ หมอบรัดเลย์ หมอคาสแวล หมอเฮาส์ “ใต�ร่มกาสาวพัสตร์...สมเด็จพระอนุชาธิราชทรงมีความสนพระทัยด�านปรัชญาความคิด และมีความก�าวหน�าทางด�านนันพอ ๆ กับที�ทรงใฝ่ในธรรม พระองค์ได�ใช�เวลาว่างส่วนใหญ่ในการศ่กษา นอกจาก �ที�ได�ทรงศ่กษาภาษาสันสกฤตและบาลีแล�ว พระองค์ยังทรงศ่กษาภาษาประเทศเพื�อนบ�านใกล�เรือนเคียง มีภาษาลาว เขมร ญวน มอญ พม่า มลาย้และภาษาฮินดี”(๒) “ได�ทรงร้�จักกับสังฆราชปัลเลกัวซ์ พระร้ปนี�เป็นชาวฝรั�งเศส มีสำานักอย้่ใกล� ๆ กันนั�นเองท่านทั�งสองจ่งได�กลายเป็นมิตรสนิทกัน และได�แลกเปลี�ยนความคิดเห็นซ่งกันและกันมากมาย ในโอกาส�ที�ได�พบปะพ้ดคุยกัน ตอนนั�นพระสังฆราชปัลเลกัวซ์กำาลังมุ่งหน�าทำาพจนานุกรมภาษาไทยอันลำาค่าอย้่ฉบับหน่ง สมเด็จพระอนุชาธิราชได�ทรงเข�าช่วยเหลือเป็นอย่างมาก ทั � �งยังได�ทรงสอนภาษาบาลีให�ด�วย เพื�อเป็นการตอบแทนพระคุณอันนี� ท่านสังฆราชได�ถวายการสอนภาษาลาตินให�พระองค์ อีกหลายปีต่อมาเมื�อพระองค์เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติแล�ว พระองค์มักจะทรงต่อท�ายพระปรมาภิไธยว่า Rex Siamensium หรือเฉพาะตัวย่อว่า R.S. เมื�อทรงเขียนจดหมายถ่งพระสหายชาวต่างประเทศ”(๓) พระองค์สนพระทัยวิชาวิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษ “พระองค์ยังทรงสนพระทัยในเครื�องมือทดลองวิทยาศาสตร์และเครื�องมืออื�น ๆ ที�พวกเขาเหล่านันได�นำาติดตัวมาด�วยเป็นอย่างมาก เหตุนี�เองที� �ทำาให�พระองค์ทรงตัดสินพระทัยที�จะทรงศ่กษาภาษาอังกฤษ และหลังจากที�พระองค์เสด็จไปเป็นดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๗๑
เจ�าอาวาสวัดบวรนิเวศอย้่ ๓ พรรษา พระองค์ก็ได�ทรงติดต่อกบัหมอบรัดเลย์ให�มาถวายการสอนภาษาอังกฤษแก่พระองค์แต่จะเป็นด�วยเหตผลุกลใดไม่ทราบได� การดาำเนินงานในเรื�องนี�ไม่เป็นที�สมพระประสงค์อีก ๖ ปีต่อมา คือในปีพ.ศ. ๒๓๘๘ สมเด็จพระอนุชาธิราชได�ทรงเริ�มศ่กษาภาษาอังกฤษกับหมอเจซซีคาสเวล (Reverend Jesse Caswell) พระองค์ได�ทรงศ่กษาสัปดาห์ละ ๔ ครั�ง ๆ ละ ๑ ชั�วโมง เป็นเวลา๘ เดือน เมื�อหมอแคสเวลได�ถ่งแก่กรรมลงในปีพ.ศ. ๒๓๙๑”(๔)เม่�อครองราชยแล้วยังสนพระทัยศกึษาวิชาการแขนงต่าง ๆ ด้วยพระองค์เอง เชน่ ทรงมีพระราชหตัถเลขาถ่งเซอร์จอมเบิค (Schomburgk) กงสลอุ ังกฤษในกรุงเทพฯว่า “ข�าพเจ�าอยากจะได�เอกสารที�มีชื�อว่า Chronometer Companion ในนั�นมีตารางแสดงการแสดงการโคจรของดวงดาว โดยบอกถ่งเส�นรุ�งเส�นแวงไว�เสร็จ ท่านพอจะหาฉบบที ั�พมพิ ์ใหม่จากกระทรวงทหารเรอมื าให�ข�าพเจ�าสักฉบบัหน�งไ่ ด�หรอื ไม่”(๕) ประมุขประเทศต่าง ๆ ทราบดีว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หวัสนพระทัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแขนงต่าง ๆ จ่งยินดีท้ลเกล�าฯ ถวายเครื�องมือวิทยาศาสตร์เป็นเครื�องราชบรรณาการวตถั สิุงข�องต่างๆเหล่านีจ่�งเสมอืนเครื�องมอืทดลองศ่กษาทาำ ให�ความร้�วิทยาศาสตร์ของพระองค์เพิมพ้�นข่น� พ.ศ. ๒๓๙๙ Townsend Harris นาำเครื�องราชบรรณาการจากประธานาธิบด่แฟรงคลิน เพ่ยร์ชท้ลเกล�าฯ ถวาย ในจำานวนนี�มีเครื�องราชบรรณาการที�น่าจะช่วยพัฒนาความร้�ด�านวิทยาศาสตร์ได�แก่ “กล�องขยาย ๑กล�อง เป็นกล�องที�สามารถขยายได�แม�แตสิ่งข�องที�เล็กทีส�ุดมีทีส�อ่ง๓ อัน ล�วนมีกาำ ลังต่างๆ กันกระจกแฝดที�ขยับเคลื�อนที�ได� ทีส�อ่งทางเฉยีงคอนเดนเซอร์เครื�องฝานกลอ่ งใส่เครื�องประกอบ กล�องถ่ายร้ปซ่งสา�มารถถ่ายภาพจากกล�องขยายได� กล�องขยายชนิดที�สามารถขยายภาพให�เห็นได�บนฝาผนังหรอบืนจอ ๑กล�องมีที�ปรบัระยะเป็น๓ ตอนมีกระจกขยายขนาด ๓ นิว �๑ อัน กระจกสอ่ งภาพซ่งสา�มารถขยายภาพขนาดต่าง ๆ ได� ๓ อัน และกระจกขยายอะไหลอ่ ีก ๓ อันหบี ใส่กระจกขยายสาำหรบักล�องขยายอันที�กล่าวมาแล�วข�างบนประกอบด�วยกระจกขยาย ๑๒ อันหบี ใส่กระจกขยายสาำหรบักล�องขยายที�ระบุไว�กล�องแรกประกอบด�วยกระจกขยาย ๑๒ อันหนังสอืค้่มอสืาำหรบักล�องขยายชนิดนี�๑ เลม่ สารานุกรมทางศลิปะและวิทยาศาสตร์มีภาพประกอบ... พจนานุกรมเวบสเตอร์๑ เลม่ ...”(๖) พ.ศ. ๒๓๙๙ แฮรี�สมิธ พารค (Harry Smith Parkes) ท้ลเกล�าฯ เครื�องราชบรรณาการจากสมเด็จพระนางเจ�าวิคตอเรย ี ในจำานวนนี�มีเครื�องราชบรรณาการที�เกียวข�อ�งกบวั ิทยาศาสตร อ์าทิ๑๗๒ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ล้กโลกขนาดเส�นผ่าศ้นย์กลางยาว ๓๖ นิว ๒ ค้่� กล�องถ่ายร้ปพร�อมด�วยเครื�องประกอบ ๑ กล�อง หนังสือรวบรวมภาพทางกายวิภาค เครื�องจักร ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติ ๑ เล่ม เครื�องมือดาราศาสตร์ ไฟฟ้า รักษาตา ตัวอย่างเครื�องจักรไอนำา หัวรถจักรและรถพ่วง เครื�องส้บลม...(๗) มีหลักฐานสืบเนื�องจากเรื�องนี�ว่า “พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯทรงมีพระราชหัตถเลขาถ่งพระนางวิคตอเรียมีใจความว่า เครื�องมือบางอย่างได�นำาไปแสวงหาความร้�และส่งเสริมวิทยาศาสตร์ ดังเช่น เครื�องของแอซมัธ (Asmouth) และเครื�องรักษาตา แผนที�ตำาแหน่งดาว ฯลฯ ในจำาพวกเครื�องมือต่าง ๆ บางอย่าง ตัวเราเองและข�าราชการของเราสามารถใช�และเข�าใจถ่งการออกแบบและการประดิษฐ์คิดทำาข่น�โดยตลอด จนกระทั�งเราสามารถใช�ให�ได�ผลเป็นอย่างดี แต่เครื�องมือบางอย่างก็ไม่สามารถเข�าใจกลไกของการทำางานได� ”(๘) ราชท้ตปรุสเซียชื�อกอนเอแลนเบิกเข�ามาทำาหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี วันที� ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๐๔ “เข�าเฝ้าออกใหญ่ ณ พระที�นังอนันตสมาคม ถวายร้ปพระเจ�าปร้เซียหน่�ง� เคร่�องตะแรแกลบสำารับหนึง� พระแสงกระบี�องค์หน่�ง เคร่�องพิมพ์หนังส่อสำารับหนึง� ”(๙) ทรงตอบสาส์นลงวันที� ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๐๔ ถ่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา (ลินคอนน์) ฉบับที�มีมาลงวันที� ๑๐ พฤษภาคม ๒๔๐๒ (ครังประธานาธิบดีเจมส์ บุคคาแนน) แจ�งเรื�องทรงเข�าพระทัยในการ �เลือกตังประมุขของสหรัฐอเมริกานับตั� งแต่ประธานาธิบดียอร์ช วอชิงตัน ทรงขอบพระทัยที�ประธานาธิบดี �สหรัฐอเมริกาได�ท้ลเกล�าถวายเครื�องราชบรรณาการพร�อมตำาราต่าง ๆ รวม ๑๙๒ เล่ม และทรงแจ�งเรื�องการมอบพระแสงดาบซ่งทำาข่� นในสยามตามแบบของญี�ปุ่น พร�อมด�วยฝักดาบเงินคาดทอง และพระบรม �ฉายาลักษณ์ของพระองค์ที�กำาลังอุ�มพระราชธิดา(๑๐) สรุปว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวทรงได�รับการศ่กษาศาสตร์แขนงต่าง ๆ ตั�งแต่ทรงพระเยาว์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคือศาสตร์ที�สนพระทัยตังแต่ครั� งทรงผนวช ชาวตะวันตกโดยเฉพาะ �มิชชันนารีอเมริกันคือผ้�ถวายความร้�รวมทั�งทรงศ่กษาด�วยพระองค์เอง นโยบายส่งเสริมสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศโดยเฉพาะกับประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศต่าง ๆ ในทวีปยุโรป เช่น อังกฤษ ฝรังเศส ปรัสเซีย เป็นโอกาสให�พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัว �ทรงได�รับเครื�องมือและข�อม้ลเพื�อการพัฒนางานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให�กับพระองค์และข�าราชบริพาร พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวสนพระทัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตลอดระยะเวลาครองราชย์ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๗๓
บทท่� ๑๓จดหมายเหตุคราสสาค้ ำญว้นท่� ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑174 ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
หลักฐานประวัติศาสตร์ชั�นต�นและชั�นรองที�มีการระบุรายละเอียดกิจกรรมวันเกิดปรากฏการณ์คราสสำาคัญ ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ ทำาให�จินตนาการตามได�ว่า เหตุการณ์นี�คือวาระสำาคัญแห่งชาติในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัว ดร.มัลคอล์ม สมิธ (Malcolm Arthur Smith) นายแพทย์ชาวอังกฤษ เดินทางมาทำางานในสยามเมื�อ พ.ศ. ๒๔๖๔ เป็นผ้�ระบุในหนังสือชื�อ A Physician at the court of Siam และมีผ้�แปลเป็นภาษาไทยเรื�องหมอฝรังในวังสยาม ระบุว่า � “บริเวณที�ทรงเลือกไปสังเกตการณ์เป็นที�เปลี�ยวแห่งหน่�งบนชายหาดสามร�อยยอด (ยอดเขาสามร�อยล้ก) ห่างจากบางกอกไปทางใต� ๓๕๐ กิโลเมตร ที�ซ่งหาดทรายสีขาวยาวเหยียดไปไกลหลายกิโลเมตร �และมีบริเวณกว�างขวางพอตังค่ายพักแรม เหนือสุดของหาดทรายเป็นแหลมหัววาฬ หัวของปลาวาฬ ไม่ใช่ �วา-วัน ตามที�สะกดตัวอย่างเป็นทางการของชาวฝรังเศส ตำาบลหว�ากอ ตรงเกาะจาน เข�าไปใต�คลองวาฬ �ถัดจากหาดเป็นป่าเบื�องหลัง... กล่าวกันว่าต�องเสียค่าใช�จ่ายถ่ง ๒๐,๐๐๐ ปอนด์ เนื�องด�วยมีการเชิญชวนให�ชาวต่างประเทศทั�งหมดที�อย้่ในบางกอกให�ไปร่วมด�วย ค่าพาหนะ ค่าที�พัก และค่าอาหารล�วนมาจากเงินท�องพระคลัง... ชาวสยามและชาวจีนเป็นหมื�นเดินทางไปบริเวณนั�นล่วงหน�าภายใต�การอำานวยการของอัครเสนาบดี เพื�อถางป่าและสร�างพลับพลาที�ประทับและที�พักของพระราชอาคันตุกะ เป็นงานใหญ่เพราะวัสดุที�จะใช�ทั�งหมดต�องไปเสาะหาและนำามาตัดในที�นั�น แต่เป็นงานประเภทที�ผ้�คนคุ�นเคยกันมาแล�วในสมัยก่อนชาวนาทุกคนต�องเป็นทั�งสถาปนิกและช่างก่อสร�าง ด�วยเหตุนี�การปล้กสร�างต�องรุดหน�าอย่างรวดเร็ว เสียงตั�งค่ายดังโครมครามบนพื�นทรายอันแห�งแล�งตลอดทั�งคืนเกือบสว่าง กระท่อมและอาคารสร�างข่นเปะปะไม่เป็นระเบียบทอดตัวยาวเหยียดไปตามชายฝั � �งเป็นระยะทางถ่ง ๓ กิโลเมตร ค่ายพักแรมบางหลังสร�างอย่างแข็งแรง กล�องโทรทรรศน์พิเศษที�พวกฝรั�งเศสใช�ตั�งอย้่ในที�ร่มใต�หลังคาที�เปิดข่นได�เวลาส่องกล�องด้ � สุดหาดทางเหนือเป็นที�ตั�งพลับพลาที�ประทับประดับด�วยผ�าสักหลาดสีแดงเข�ม ล�อมด�วยรั�วส้ง ๔-๕ เมตร ถัดจากพระเจ�าแผ่นดินก็เป็นอัครมหาเสนาบดี แล�วเรียงตามลำาดับคือ เจ�าฟ้า กงสุล พระราชอาคันตุกะชาวต่างประเทศอื�น ๆ ด�านใต�สุดเป็นคณะนักสำารวจชาวฝรังเศส” � (๑) ข�อความบันท่กดังกล่าวน่าจะสร�างจินตนาการให�กับคนรุ่นหลังน่กถ่งบรรยากาศที�เกิดข่�นจริงในวันเกิดสุริยุปราคาที�หว�ากอ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๗๕
จดหมายเหตกุารเกิดคราสเม่�อวันท่� ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ สานำวนต่าง ๆ บนทักึโดยผอ้้ ย้่ในเหตกุารณ์หร่อรับร้จา้กผเ้้หน็เหตกุารณ์อาทิ สานำวนแรก พระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวถ่งพระสยามธุรานุรักษ์กงสลุสยามประจำากรุงปารีส (เมอสิเออร์เดอ เกรฮาง) ทรงระบุเรื�องการเตรยมีการเพื�อทอดพระเนตรสรุยิุปราคา เขยีนจากเรอืพระทีนั�ง�อรรคราชวรเดช ทอดสมอ ณ หววัาน ลงวันที�๑๐ สิงหาคม ค.ศ.๑๘๖๘(๒๔๑๑) ความว่า “ข�าพเจ�าออกจากวังไปทะเล และได�มาถ่งตำาบลซ่งเรา�ชี�เอาไว�ว่าอย้่ตรงเส�นศ้นย์กลางของสรุยิคราสเตม็ดวงซ่งจะ�บังเกิดในไมช� ่านี�และเป็นทีที� �เราเตรยมที ีพ�ักไว�สาำหรบัการด้คราส พร�อมกบนั ักวิทยาศาสตร์ชาวฝรังเศส� (มีBaronHugon de Tourneurเป็นหวัหน�า) ทีม�ากบัเรอืรบฝรังเศส� (ชื�อ Sarthe) และเรอป้ ืน“เฟรลอง”(Frelon) จากไซงอ่น พวกนักวิทยาศาสตร์ได�มาตั�งเครื�องสาำรวจ และเครื�องมอืทางดาราศาสตร์ชนิดต่าง ๆ สาำหรบัการด้คราส ใกล� ๆ กบที ั�พักของข�าพเจ�าสัก ๒-๓ หลาเท่านัน�ข�าพเจ�าได�รับการยิงสลุตถวาย ๒๑ นัดจากเรือรบ และได�รับการปฏิสันถารด�วยความเคารพยิ�งจากชาวฝรั�งเศส แต่ว่าข�าพเจ�ามีความเสียใจที�มองเห็นท�องฟ้ามีเมฆหนามากตลอดทั�งวันทั�งคืนทุกวันทำาให�เราและชาวฝรังเศสเห�ล่านันเกรงไปว่า �อาจผิดหวังที�จะได�เห็นคราสเตม็ดวงอันเป็นทีน�่าตื�นเต�นทีส�ุดในวันที�๑๗ และ ๑๘ เดือนนี�หากท�องฟ้ายังคงมีเมฆหนาตลอดไปเช่นหลายวันมาแล�วจนถ่งวันนี�อนง�่ข�าพเจ�าได�ทราบมาว่า คนงานของเราจำานวนหนง�่ทีส�่งมาจัดการสร�างทีพ�ักบนบกนี�ได�เจบป็วยล่งด�วยไข�ป่าอย่างที�เกิดที�เหมอืงทองบางตะพานซ่ง�อย้่ใกล�กบที ั นี� �ประมาณ ๒๕ไมล์เหตนีุท�ำาให�ข�าพเจ�ากลัวไปว่าคนที�มาด�วยกันเป็นจำานวนมากในขณะนี�จะป่วยลงด�วยไข�ป่าที�น่ากลัว หากข�าพเจ�าข่�นไปพักอย้่บนบกหลาย ๆ วัน ณ ที�ที�มีไข�ป่าอันร�ายแรง ข�าพเจ�าจ่งแก�ปัญหาด�วยการถอยย�ายมาทอดสมออย้่ที�ท่ามะนาวใกล�เมืองหัววาน จะคอยอย้่ที�นี�จนกว่าใกล�จะถ่งวันมีคราส เมอสิเออร์กอสส์กงสุลฝรั�งเศสจะลงมาที�นี�ในราววันที�๑๔ เดือนนี�โดยอาศยมัากบัเรอป้ ืนของเรา ชื�อ ยงยศอโยชฌิยา ซ่งไ�ด�รบคั ำาสังใ�ห�นาำ ผ้�โดยสารอีกหลายคนจากกรุงเทพฯ มายังที�นีด�วย� ”(๒)ประเด็นสาคำญัจากพระราชหัตถเลขาฉบับน่� ค่อ ทรงยืนยันว่าทรงเป็นผ้�ชี�สถานที�ที�จะเห็นสรุยิคราสเต็มดวง มีนักวิทยาศาสตรฝรั ์งเศสเ�ข�ามารวมส่ ังเกตปรากฏการณ์ ทรงคะเนว่าผ้�คนจะได�รบอั ันตรายจากไข�ป่า แม�พระองค์เองก็ทรงหลีกเลีย�งโดยประทับอย้่ในเรอืทอดสมอในทะเล มีผ้�คนจากกรุงเทพรวมทั�งกงสลฝรัุงเศส�ด�วยได�รบัเชิญให�มาสังเกตปรากฏการณ์ครัง�นี� การเตรยมี การโดยให�ความสาคำ ัญเชิญนักวิทยาศาสตรฝรั ์ �งเศสมารวมก่ ิจกรรมนั�น มีชาวฝรั�งเศสบันท่กให�รายละเอียดเพิม�เติมว่า “ค.ศ. ๑๖๘๘ พระองค์ได�ทรงเสนอตอท่ ่านแมท่ ัพเรอื โอฮิเอร์(AdmiralOhier) ผ้�บัญชาการฐานทัพเรือโคแช็งชีน (โคชิน ไชน่า) ในการสร�างเรือนที�พักสำาหรับสมาชิกในคณะนักวิทยาศาสตรที ์ �จะไปเฝ้าด้สรุยิุปราคาในวันที�๑๘ สิงหาคม ของปนั ีน�ด�วยพระราชทรัพยส์ว่นพระองค์เอง๑๗๖ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ข�อเสนอนี�ได�รับอนุมัติด�วยความซาบซ่งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล�นพ�น พระองค์ได�ทรงจัดส่งเสนาบดี �ของพระองค์คนหน่งไปชี�สถานที�อันเหมาะแก่การสังเกตสุริยุปราคาให� เพื�อให�งานดำาเนินไปอย่างรวดเร็ว �ยิงข่� น ผ้�คนกว่า ๕๐๐ คน ได�ทำาการโก่นสร�างสถานที�อันไม่เคยมีผ้�คนอย้่อาศัยมาก่อน เพื�อเตรียมที�พักไว� �ให�แก่นักวิทยาศาสตร์ที�คอยอย้่ทางทวีปยุโรป ซ่�งท่านเหล่านั�นก็ไม่กล�าที�จะคาดหวังว่าจะมีที�พักอาศัยอันเหมาะสมบนชายหาดอันไกลแสนไกลนันได� ถ�าพวกเขาไม่ตระหนักว่า ณ ที�นั �น มีสหายของชาวฝรั�งเศส�พระองค์หน่�งซ่งทรงเป็นมิตรกับวิทยาศาสตร์อย้่ด�วยครองราชย์อย้่” � (๓) “พระราชสาส์นทรงมีถ่งสเตเฟน(ฟาน) (Stephan) นักดาราศาสตร์ชาวฝรังเศส และเป็นผ้�อำานวย �การหอด้ดาวแห่งเมืองมาเชล (Marseille Observatory) เชิญให�มาด้และสำารวจปรากฏการณ์สุริยุปราคาในครังนี�ด�วย มีความตอนหน่ � �งว่า...ความร้�ในทางคำานวณทางวิชาฟิสิคของข�าพเจ�ายังไม่เป็นการเพียงพอที�จะคำานวณให�ถ้กต�องแม่นยำานัก แต่ก็พอคำานวณได�ว่า ปรากฏการณ์ที�จะเห็นได�อย่างชัดเจนนี�ก็ตกอย้่แถวบริเวณใจกลางปากอ่าวสยามนี�เอง ซ่�งไม่มีแผ่นดินที�เราจะไปตั�งหอด้ดาว และสังเกตปรากฎการณ์ได�สะดวก อย่างไรก็ดี ก็มีบริเวณที�เราจะมองเห็นได�โดยชัดเจนก็คือบริเวณชายหาด อันเป็นแหลมยื�นออกไปเรียกว่า ห�วยหวาย (หัววาน?-ผ้�เขียน) หรือหาดทรายที�ตำาบลเขาสามร�อยยอดข่นไปอีกเล็กน�อย...” � (๔) ประชุมประกาศรัชกาลที� ๔ เรื�อง ประกาศสุริยุปราคาหมดดวง (๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑) ระบุว่า “สุริยุปราคาครั�งนี�จะมีในวันอังคาร เดือน ๑๐ ข่�นคำา ๑ ปีมะโรง สัมฤทธิศก จะจับในเวลาเช�า ๔ โมงเศษไปจนเวลาบ่ายโมงเศษ จ่งจะโมกขบริสุทธิ ก็สุริยุปราคาครั � งนี�ในกรุงเทพฯ นี�จะไม่ได�เห็นจับหมด �ดวง จะเห็นดวงพระอาทิตย์เหลืออย้่น�อยข�างเหนือ แรกจับจะจับทิศพายัพค่อนอุดร ในเวลาเช�า ๔ โมงกับบาทหน่�ง แล�วหันคราธไปข�างใต�จนถ่งเวลา ๕ โมง ๗ บาท จะสินดวงข�างทิศอาคเนย์ ครั � งเวลา ๕ โมง �๘ บาทแล�ว พระอาทิตย์จะออกจากที�บังข�างทิศพายัพ ครันบ่ายโมงกับ ๖ บาท จะโมกขบริสุทธิ �หลุดข�าง �ทิศอาคเนย์ คำาทำานายนี�ว่าที�ตำาบลหัววาน...สุริยุปราคาหมดดวงเช่นน่� ในพระราชอาณาจักรแผ่นดินสยามล่วงกาลนานถึง ๕๖๐ ปีเศษ จึงจะได้เป็นจะได้เห็นคราวหนึง เป็นการแปลกประหลาดอย้่ � ” “แลการคำานวณสุริยุปราคาที�ว่าจะเป็นเช่นนี� ได�ทรงด�วยพระองค์ทราบเป็นแน่มานานก่อนความเล่าลือกันอื�ออ่งในคนต่างประเทศจะทราบ เพราะคนต่างประเทศอื�ออ่งในเร็ว ๆ ก็หาไม่ ได�ทรงกำาหนดไว�ว่าจะเสด็จพระราชดำาเนินทอดพระเนตร”(๕)สำานวนท่�สอง Account of a Visit to the King of Siam at Whae-Whan, by Sir Harry St. George Ord, Governor of the Strait Settlements, Singapore 1868 หรือ จดหมายเหตุเรื�องไปเฝ้าสมเด็จพระเจ�าแผ่นดินสยามที�หัววาน สมเด็จฯ กรมพระยาดำารงราชานุภาพโปรดให�แปลเรื�องนี�นำามาลงพิมพ์ในหนังสือประชุมพงศาวดารฉบับหอสมุดแห่งชาติ เล่ม ๕ ภาคที� ๑๙ ผ้�แปลคือหลวงอนุมานราชธน (ยง เสถียรโกเศศ) ทรงระบุที�มาของต�นฉบับว่า ได�จากหนังสือบางกอก คาเลนเดอร์ ค.ศ. ๑๘๗๐ (พ.ศ. ๒๔๑๓) ซ่งหมอบรัดเลย์�ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๗๗
นำามาพิมพ์เผยแพร่ ทรงเข�าใจว่า “เห็นจะเป็นเลขานุการที�มาด�วยเป็นผ้�เรียบเรียงตามคำาสั�งของเซอร์แฮรี ออ�ด”จากนันทรง� “วานนักเรยีนคนหนงแป�่ลเป็นภาษาไทยสาำหรบพัมพิ ์ในสมุดเลมนี ่ �”ในฉบบพัมพิ ์ครั�งที�สองเมื�อ พ.ศ. ๒๔๖๓ มีการระบุชื�อนักเรียนผ้�แปลคือ หลวงอนุมานราชธน (ยง เสฐยีรโกเศศ)(๖)สาระสาคำ ัญที�เผยแพร่ในหนังสอืประชุมพงศาวดารดังกล่าวมีดังนี�เซอร์แฮร่� ออดทราบด่ว่า รัชกาลท่� ๔ ค่อผเ้้ช่�ยวชาญในวิทยาศาสตร์ เมื�อการสังเกตปรากฏการณส์รุยิุปราคาแล�วเสร็จ เซอร์แฮรี ออ�ดระบุว่า “พระเจ�าแผ่นดินมีพระราชหฤทยยั ินด ด�วย ีทรงคาำนวณเวลาอุปราคาได�ถ้กต�องแน่นอน“ทรงใฝ่พระราชหฤทยอยั ่างยิงในเ � รื�องส้รยุปราคาอันได�ทรงคำานวณไว�ว่า จะปรากฏข่นใน�วันที�๑๘ สิงหาคม และโดยที�เส�นศ้นย์ของอุปราคาจะผ่านมาใกล�ที�สุด ณ ตำาบลหววัาน เป็นหม้่บ�านอย้่ในพระราชอาณาเขตสยาม ทางฝั�งทะเลตะวันออกของแหลมมลาย้ ตรงเส�นวิตถันดร(แลตติจ้ด) ๑๑ องศา ๓๘ ลิปดาเหนอ ืและเส�นทีรฆันดร (ลองติจ้ด) ๙๙ องศา ๓๙ ลิปดาตะวันออก อย้่เกือบชิดเชิงเขาหลวงส้ง ๔๒๓๖ ฟิต อันเป็นพื�นที�บนโลกซ่�งอุปราคาจะปรากฏหมดดวงนานที�สุดด�วย มีรับสั�งสนทนาอย้่นาน ตรัสเป็นภาษาอังกฤษ ทรงแสดงความหวังพระราชหฤทัยว่าท่านเจ�าเมอืงคงพอใจในการที�มาคราวนี�”เซอร์แฮร่� ออด ระบุสถานทตั่� �งค่ายหลวงและรายละเอ่ยดสถานทท่�ค่� ่อนข้างละเอ่ยดกว่าหลกัฐานอน่� ๆ “ให�ตัง�ที�ประทบ ั (ค่ายหลวง) ทีร�มฝั ิ�งทะเลลงไปทางทิศใต� ๒-๓ไมล ต์รงเส�นศ้นย์แห่งวถิีดวงอาทตยิ ์” “สถานที�ซ่งส�ร�างไว�เป็นทีพ�ักอาศยัเป็นทีอย้่ร�มิหาดตอนหนงซ่�่งเ�ป็นทีป�่าไม�อย้่กอ่น มาแผ�วโก่นสร�างในคราวนี�แล�วปล้กพลับพลาและทำาเนยบีเป็นอันมากสาำหรบข� ัาราชการต่างๆในราชสานำ ักและแขกเมอืงชาวยุโรปพักอาศัย สมเด็จพระเจ�าแผ่นดินประทับในค่ายหลวง ตำาหนักที�ประทับทำาด�วยไม�ชั�วคราวเป็นตำาหนัก ๓ ชั�น ด�วยทำาเนยมี ไทยผ้�มีศักดิ�ตำาจะอย้่ในที�ส้งกว่าไม่ได� หรอื ในสว่นพระเจ�าแผ่นดินจะอย้่ในที�เสมอกันกบั ใคร ๆ ก็ไม่ได� ทำาเนยบีแห่งอื�นปล้กเป็นเรอืนชันเ�ดยว ีแตย่กพื�นในระดบส้ังพ�นจากพื�นดินสัก ๓ ฟตทิ ุกหลัง ทำาเนยบีเหล่านี�สร�างด�วยไม�ไผผ่ ่าซีก” “ตรงปากทางจะเข�าไปในบริเวณพระราชฐาน มีกองทหารเกียรติยศเข�าแถวกระทำาคำานับ และเมื�อเข�าในพระราชฐาน มีเจ�าพนักงานผ้�ใหญ่สองสามนายออกมารบ ัแล�วพร�อมกบด�วยท ั ่านกลาโหม และเสนาบดีกระทรวงต่างประเทศ และในพวกคณะได�นำาหน�าเราเข�าไปยังท�องพระโรง ห�องนี�เห็นจะยาวราว ๘๐ ฟต ิและกว�าง๓๐ ฟต ิเป็นด�านตะวันออกของวัง (พลับพลา)มีพระทวารสองข�าง กบทั ั งมีพระท�วารทีต�รงกลางทางด�านยาว ซ่งเ�ป็นทางที�ได�นาำเราเข�าไปอีกชอ่งหนง�่เมื�อเข�าไปข�างในเห็นท�องพระโรงทังห�มดเต็มไปด�วย (ข�าราชการ)ชาวสยามหมอบอย้่กับพื�น มอื (ประสาน) ตรงไปทางพระเจ�าแผ่นดิน ซ่�งเสด็จประทับอย้่บนราชบัลลังก์ ยกข่�นส้งจากพื�นราว ๓ ฟิต และใกล�ชิดกับพระทวารทางที�จะเข�าไปข�างในของวัง (พลับพลา) ที�ยกพื�นกบรั ัวล้�กกรง ทั�งเสาและผนังห�องท�องพระโรงดาดด�วยผ�าสีแดง และทางเบื�องพระหัตถ์ขวาของพระบาทสมเด็จพระเจ�าแผ่นดิน มีโต๊ะเล็กเต็มไปด�วยหีบทองและภาชนะบรรจุพระศรีพระโอสถ พระสุธารส และสิงเค� รื�องราช้ปโภคต่าง ๆ ...”๑๗๘ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
“เมื�อจบกระแสพระราชดำารัสแล�ว พระเจ�าแผ่นดินเสด็จลงจากพระที�นังประทับยังพระที�อีกแห่งหน่ �ง �(คือเกย) ซ่งยกข่� นไว�นอกพระราชสถานหน�าพระทวารทางเข�า ทรงพระกรุราดโปรดเกล�าให�ช่างถ่ายร้ป...” � “ครั�นเฝ้าแล�ว เราก็มายังทำาเนียบซ่�งได�จัดเตรียมไว�สำาหรับพวกเราพัก ได�พบคุณหญิงออดและนายเปลา...ทำาเนียบที�พักนี�ยาวประมาณ ๑๔๐ ฟิต และกว�าง ๕๐ ฟิต เป็น ๒ หลังโดด หลังใหญ่มีห�องโถงอย้่กับพื�น อาจจุคนในเวลาเลี�ยงกันได� ๔๐ หรือ ๕๐ คน และสองข�างยกพื�นข่นส้งประมาณ ๓ ฟิต ทำาเป็น �ห�องเล็ก ๆ เป็นแถว เบ็ดเสร็จด�วยกัน ๑๒ ห�อง สำาหรับเป็นที�พักอาศัยของผ้�ว่าราชการ มุมสุดเป็นสถานที�เล็ก ๆ หลังหน่�ง มีห�องนอน ๒ ห�อง และห�องแต่งตัว ๒ ห�อง มีระเบียงเป็นห�องนังเล่นสำาหรับแขกได�สบาย �เรือนตอนนี�ตีฝาและยกพื�นด�วยไม�จริง นอกนันทำาด�วยไม�ไผ่ซีกทั � �งสิน” � สารานุกรมประวัติศาสตร์โดยประยุทธ สิทธิพันธ์ซ่�งเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ชันรองซ่� �งผ้�เขียนได�ข�อม้ลจากที�อื�นมารวบรวมเรียบเรียงไว� ขยายความเรื�อง “ค่ายหลวง” ว่า ๑. ค่ายหลวง ตำาบลหว�ากอ อย้่ใต�ปากคลองวาฬ ๒๔ เส�น ๒. เรือที�จอดหน�าค่ายหลวงมี ๑๕ ลำา คือ เรือฝรังเศส ๒ ลำา (เรือ ลำาเลียง Sorthe และ เรือป้น Felon) � เรืออังกฤษ ๓ ลำา (เรือป้น Grassshopper เรือป้น Satellite เรือราชการ Peiko) เรือไทย ๑๐ ลำา (เรือพระที�นังอรรคราชวรเดช เรืออัครเรศรัตนาสน์ เรือสยาม้ปสดัมภ์ เรือยง �ยศอโยธฌิยา เรือเขจรชลคดี เรือเจ�าพระยา ฯลฯ)”(๗) เซอร์แฮรี� ออด พรรณนาถ่งกระบวนการต�อนรับว่า “นำาเอาพ่อครัวฝรังเศส อิตาลี และล้กมือชาวเมืองหลายคน ได�รับคำาสั � งให�คอยระวังปฏิบัติความประสงค์ �ทุกอย่างของพวกแขกเมืองที�มา การเลี�ยงด้ได�จัดหามาเลี�ยงอย่างฟุ่มเฟ้อยบริบ้รณ์ บรรดาของอร่อยที�อาจจะหามาถ่งแถบประเทศแถวนี�ก็ได�พยายามสืบเสาะหามาจากเมืองสิงคโปร์และกรุงเทพฯ และการทำากับข�าวก็ทำาอย่างประณีต มีทั�งเหล�าและนำาองุ่นต่าง ๆ นำาแข็งก็บริบ้รณ์” “พระราชทานเลี�ยงนำาชากาแฟขนมหวาน” “จัดแสดงการฟ้อนรำาให�แขกเมืองชม” เซอร์แฮรี� ออดระบุชื�อบุคคลสำาคัญที�อย้่ในเหตุการณ์ทั�งฝ่ายสยามและฝ่ายอังกฤษ เช่น ฝ่ายสยาม : เจ้าพระยาศร่สุริยวงศ์ (สมุหพระกลาโหม) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนวรจักรธรานุภาพ (เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ) พระภาษ่สมบัติบริบ้รณ์ (มีหน�าที�จัดเลี�ยงอาหารแขกเมือง) พระเจ�าล้กเธอ พระองค์เจ้ายิงเยาวลักษณ์ � (๑๖ พรรษา ตรัสภาษาอังกฤษได�) พระเจ้าล้กเธอ พระองค์เจ้าทักษิณชา (๑๖ พรรษา ตรัสภาษาอังกฤษได�) พระเจ้าล้กเธอ พระองค์เจ้าโสมาวด่ (๑๖ พรรษา ตรัสภาษาอังกฤษได�) สมเด็จพระเจ้าล้กยาเธอ เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ (พระชนม์ ๑๕ พรรษา) ฝ่ายอังกฤษ : เจ้าเม่องสิงคโปร์ มีหน�าที�ส่องกล�องด้ไกลสองตา ตรวจด้สัณฐานและตำาแหน่งของรัศมีที�เป็นลำาพุ่งออกมาจากดวงอาทิตย์อย่างใดอย่างหน่�งซ่�งอาจเห็นด�วยตาได� และเวลาที�ปรากฏเห็น ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๗๙
พันตร่แมกแนร์ กรมทหารป้นใหญ่หลวง หน�าที�ตรวจด้ผลของอุปราคาในเวลาใกล�หมดดวง หรือถ�าสามารถก็ให�สาวหาสิง� ที�ปรากฏข่นใน�ท�องฟ้า ตามที�เรยีกว่า เบลลีเบกส จะมีหรอืไม่และให�พรรณนาเรื�องสาำหรบัคราวประชุมของสมาคมดาราศาสตร์ร้อยเอกมอยเสย์ กรมทหารช่างหลวง มีหน�าที�จดเวลาและหน�าที�กะวัดด�วยเครื�องวัดอากาศตลอดเวลาอุปราคาบันท่กเหตุการณว์ ันนันในประ �ชมุพงศาวดารภาคที�๑๙ ซ่ง�บันท่กโดยบุคคลหลายคนระบุรายละเอยีดการเกิดคราส ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ สรุปตามลาดำ ับเวลาดังนี�๙.๐๐ น. “มีฝนตกลงมาประปราย ดวงอาทิตย์ซ่ง�ข่น�อย้่ถ่งเวลานี�พยับมวทั ีเดียว และอากาศ ก็ออกจะแปรปรวนมาก จนน่กกันว่ามีความหวังน�อยในที�อากาศ อาจจะเปลี�ยนไป อย่างใดอย่างหน�งไ่ ด�กอ่นเที�ยง”๑๐.๐๐ น. “มีลมพัดมาทางทิศตะวันตกเฉยีงใต�แรงข่น”�๑๐.๐๕ น. “สังเกตเห็นเมฆเกลื�อนออกจากกันทลีะน�อย ๆไปทางด�านตะวันตก ตอม่ าไมช�่า อากาศ ทางด�านนันเ�ริม�แจ่มกระจ่างข่น”�๑๐.๑๐ น. “สังเกตเห็นได�ชัดมากถ่งความเปลี�ยนแปลงแห่งสีท�องฟ้าในด�านทิศใต� ซ่�งเดิมเป็น สนีาำเงินใส ได�เปลีย�นเป็นสมีว่งแก่แล�วแปรเป็นสีตะกั�วแก่และมีเมฆชนิดมีสัณฐาน เป็นก�อนใหญ่ซ่งแ�ตกออกจากกันหลายก�อนในทางนัน� ลอยเด่นอย้่ข�างบน”๑๐.๒๘(นาท่) ๓๐(วินาท่) น. “นายพันเอกแมกแนร์ได�เห็นรัศมีเป็นลำาพุ่งออกมาจากขอบ ดวงจันทร์๒แห่งเข�าไปยังขอบดวงอาทตยิอย์ ่างชัด ดังได�แสดงไว�ในแผนที�” แตร่ ัศมี เป็นลาพุ่ ำงออกมานี�ปรากฏไม่นานกว่า ๒ หรอ ื๓ วินาทีแสงอาทิตย์ซ่งเ�ป็นร้ปแหว่ง แคบ ๆ เล็ก ๆ ก็เห็นเป็นเส�นเดยวตลอีดเรื�อยไปจนแสงสว่างของดวงอาทตยิ ์ครังหลัง� ที�สุดได�หมดแล�ว”๑๐.๓๕ น. “ดวงอาทิตย์ซ่�งแต่แรกบดบังหมดดวงก็สว่างจ�า แต่ขณะนั�น อุปราคาจับขอบทาง ตะวันตกไปเกือบสว่นหน�่งของขนาดความกว�างแห่งดวงอาทิตย์แล�ว เพราะฉะนั�น เราไม่สามารถจะจดเวลาแท�ทีอ�ุปราคาเริมจ�บ ั ซ่งคาดไ �ว�ว่าจะจบั ในเวลา๑๐นาฬิกา ๔นาท อีากาศแตนั ่น�มาคอย่ ปกติเมฆทีล�งมาตา ำหรอืเมฆฝน(นมบิ ัส) กส้็ญหายไปหมด และอากาศตอนสว่นส้งสุดในท�องฟ้าก็แจม่ สว่าง แต่เห็นเมฆบางตอนที�เหนอืขอบฟ้า ข่�นมา ๓๐ องศา เป็นชนิดมีสัณฐานปุยยาวและเป็นก�อนโต (เฟอร์ร้สกุมุลัส) เพราะฉะนัน� แสดงให�เห็นเป็นที�พอใจว่า อย่างน�อยอากาศคงจะแจ่มอีกนาน”๑๐.๔๕ น. “สังเกตด้จุดดำาในดวงอาทิตย์ซ่งไ�ด�สังเกตเห็นในเวลา ๑๐ นาฬิกา ๔๕ นาที”๑๑.๒๐ น. “ท�องฟ้าทังห�มดกด็ ำาคลาลำง และวตถัตุ่างๆซ่ง�อย้่ไกลก็ปรากฏร้ปมวลังทะเลก็เปลีย�น จากสีเขียวเป็นสีม่วงแก่และเรือกำาปั�นซ่�งทอดอย้่ห่างจากฝั�งในระยะ ๓ ไมล์ ก็เห็น ไม่ได�ชัด”๑๘๐ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
๑๑.๒๕ น. “มีความมืดจัด วัตถุที�อย้่บนบกแต่ไกลแทบสังเกตไม่ได� ต�นไม�ในที�ใกล� บ�านก็มืด เป็นก�อนดำา ดวงดาวก็ปรากฏข่�นทางส้งสุดของขอบฟ้าทางโน�นทางนี� เรือกำาปั�น ในทะเลก็หายไปมองไม่เห็น” ๑๑.๓๐ น. “เวลาดวงอาทิตย์มืดหมด...มีความมืดมากจนร้ปหน�าคนซ่งอย้่ในระยะ ๒-๓ ฟิตก็สังเกต � ไม่ได� และการคาดคะเนระยะทางว่าใกล�ไกลเพียงไรก็มืดหมดไปด�วย เครื�องวัด อากาศก็มองด้ไม่เห็น นอกจากมีแสงไฟส่องให�ใกล� ๆ ท�องฟ้ามีดาวพราว เหมือน ในเวลาสนธยาอย่างจัดแห่งราตรี” “ท่านเจ�าเมืองผ้�เป็นผ้�รับธุระ ท่านได�สังเกตเห็น เมื�อดวงอาทิตย์มืดหมดดวง มีรัศมีปรากฏสว่างข่�นโดยรอบดวงจันทร์ มีรัศมีเป็นลำา พุ่งออกมาด�วยเป็นสีแดงจัด สว่างอย้่เสมอตรงที� (ก) ดังแจ�งไว�ในแผนที�ต่อท�ายนี� แทบอย้่ในเส�นศ้นย์ของดวงจันทร์ เมื�อด้จากทิศใต�ตรง(ข) มีแสงเป็นเส�นสีคล�ายคล่งกัน ในเบื�องสุดนัน ไม่ประจักษ์ชัดเจนเหมือนอย่าง (ก) นัก รัศมีที�เป็นลำาพุ่งออกมา เหล่านี� � ด้เหมือนจะพุ่งออกมาจากดวงจันทร์เข�าไปในรัศมีที�ล�อมรอบ” บันท่กนี�ยังระบุรายละเอียดสำาคัญอีกว่า “อุปราคาจับหมดดวงในเวลานี�กินเวลาได� ๖ นาทีกับ ๔๔ วินาทีแล�ว ทันใดนันก็มี � แสงสว่างจัดพุ่งแปลบออกมาจากดวงอาทิตย์ เหมือนแสงสว่างเรืองอย่างจัดรัศมีที�อย้่ รอบดวงและรัศมีที�เป็นลำาพุ่งออกมาก็อันตรธานไปทันที” “การที�ดวงอาทิตย์กลับปรากฏข่�นอีก ก็ได�คอยสังเกตด้อย่างถี�ถ�วนโดยใช�กล�องส่อง ขนาดใหญ่ แต่ถ่งพิจารณาละเอียดที�สุด ก็ไม่สามารถพบเห็นอะไรแปลกพิเศษ ในดวงจันทร์หรือดวงอาทิตย์ในเวลานัน” � ๑.๓๗.๔๕ น. อุปราคาเริมคลี�คลายและคลายไปจนโมกขบริสุทธิ � �(๘) สำานวนท่�สาม จดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน พ.ศ. ๒๔๑๑ ต�นฉบับเป็นสมุดไทยดำา เขียนดินสอขาว มีอย้่ในหอสมุดแห่งชาติเพียงเล่มเดียว คัดลอกนำามาพิมพ์ครังแรกเมื�อ พ.ศ. ๒๕๐๘ พิมพ์เป็นอนุสรณ์ �ในงานพระราชทานเพลิงศพหม่อมเจ�าหญิงวิมลปัทมราช จิรประวัติ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๐๘ มีประเด็นสำาคัญกิจกรรมวันต่อวันดังนี�(๙) วันท่� ๗ สิงหาคม ๒๔๑๑ เวลา ๓ โมงเช�า เสด็จลงเรือกำาปั�นไฟชื�ออรรคเรศรัตนาสน์ (อรรคราชวรเดช) เวลาบ่ายสามโมงเรือพระที�นั�งถ่งเกาะจาน หาดฝั� งทางเพชรบุรี เสด็จข่�นบนพลับพลาประทับมีพระราชโองการถามพระยาเทพวรชุนถ่งความเจ็บไข�ของคนทำาพลับพลา ทรงได�รับคำาตอบว่ามีผ้�จับไข�มาก จากนันเสด็จลงเรือพระที�นั � ง ถอยเรือพระที�นั � งไปประทับที� �ท่ามะนาวดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๘๑
วันท่� ๑๑ สิงหาคม ๒๔๑๑ เสด็จถอยเรอืพระที�นังประ�ทับหาดหน�าเกาะจาน เสด็จประทับแรมบนพลับพลา วันท่� ๑๖ สิงหาคม ๒๔๑๑ ทรงปฏิบัติพระสงฆ์สมภารวัดคลองวาน วันท่� ๑๗ สิงหาคม ๒๔๑๑ แขกเมอืงคอ ืคอร์เวอร์แมนตฝรั ์งเศสแ�ละเจ�าเมอืงสิงคโปรม์าถ่ง มีการยิงสลตุเป็นเกยีรติยศเกิดอุบัติเหตุจากการยิงทหารไทยตายสองคน วันท่� ๑๘ สิงหาคม ๒๔๑๑ วันบังเกิดสรุยิุปราคา มีบรรยายว่า “๔ โมงเช�า กับ ๕ มินิต สุริยอุปราคาจับทิศพายัพค่อนอุดร จับจนหมดดวง มืดอย้่บาทนาฬิกา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หวัสรงนามำุรธาภิเสก” “ในกรุงเทพพระมหานคร สุริยอุปราคา ๔ โมงกับ ๓ บาท จับทิศพายัพค่อนข�างอุดรจับ ๔ สว่นเหลออย้่ส ืว่น๑ บ่ายโมง๑โมกขบรสิุทธิที � �กรุงเทพฯ เกาะจานพร�อมกัน แต่ในกรุงเทพเห็นดาวพระศุกร์ดาวพระพฤหัส และดาวพระเสาร์” “พระอาทิตย์เมื�อยังไม่ได�จับทรงกลด ที�กรุงเทพฯ ก็เห็น ที�เกาะจานก็เห็นเหมือนกับกรุงเทพมหานคร” “โปรดให�มีลครผ้�หญิงข�างในให�แขกเมอืงด้” วันท่� ๑๙ สิงหาคม ๒๔๑๑ เวลา ๕ โมงเช�า เสด็จลงเรอืพระที�นังกลั�บกรุงเทพมหานคร ทอดพระเนตรเห็นมหาดเล็กข�าหลวงผ้�น�อยผ้�ตามเสด็จเล่นไพตอ่งบนเรอืพระทีนั�ง� ทรงใช�ไม�พระกรตีมีพระราชโองการ ให�เอาตวบัางคนใส่เรอืหลวงไปปลอยที ่�ท่ามะนาว วันท่� ๒๑ สิงหาคม ๒๔๑๑ เรอืพระที�นังท�อดท่าหน�าราชวรดิษฐ์ วันท่� ๒๒ สิงหาคม ๒๔๑๑ โปรดสอบถามเรื�องการเกิดส้รย์ในกรุงเทพกบับุคคลต่าง ๆ ล�วนแต่ทรงได�รบคั ำาตอบที�ไมถ้่กพระทัย เช่น ทรงถามกบหัวัหน�าฝ่ายในพระบรมมหาราชวัง คือ ท�าวสมศักดิ�(เนย) ท�างทรงกันดาร (ศรี)ท�าวโสภา ได�รบคั ำาตอบ “เลอ่เทอ่ ” โปรดให�ไปขัดหินที�พระที�นังสราญร�มย์ ทรงถามกบั พระโหรา(ชุ่ม)ว่าส้รยจ์บมัากหรอจื บน�อยส ั ักเท่าใดได�รบคัาตอบำ ว่า“ยังเหลออย้่ ื๔-๕ นิว�”จ่งมีรบสั ั งว่า� “ใครข่นไป �วัดได�ข�างบนโน�น” จ่งถ้กลงโทษโดยให�สวมล้กประคำา(๑๐) ทรงถามพระราชาคณะพระพรหมมนุี(พุทธสริ ทิบั ) วัดโสมนัสวิหารภายหลังเป็นสมเด็จพระวันรตนั ์และพระอมรานุรักขิต น่าจะเป็นพระอมร เกิด ป.ธ. ๙ วัดบรมนิวาส ว่าได�เห็นส้รย์เป็นอย่างไรบ�างได�รับคำาตอบว่า ยังไม่ได�ถาม รับสั�งว่าแต่เท่านี�ก็ไม่ถามให�ร้�ไล่ออกมาเสียจากพระบรมมหาราชวังทั�งสององค์(๑๑)๑๘๒ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ผ้้ไปกับขบวนเสด็จ ๑. พระยาเทพวรชุน มีเชิงอรรถกำากับในหนังสือจดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน พ.ศ. ๒๔๑๑ ว่า “นามบรรดาศักดิพระยาเทพวรชุนนี� รัชกาลที� ๔ ทรงแปลงเป็นพระยาเทพประชุน และโดยเฉพาะท่านที� �กล่าวถ่งในที�นี�คือพระยาเทพประชุน (ท�วม บุนนาค) ภายหลังเป็นเจ�าพระยาภาณุวงษ์มหาโกษาธิบดี(๑๒) ๒. กรมหมื�นบวรรังษี ๓. พระราชวรวงษ์เธอ กรมขุนราชสีหวิกรม ประชวรพระโรคไข�ป่าได� ๒๕ วัน เวลาบ่าย ๕ โมงเศษ สินพระชนม์ พระชันษาได� ๕๓ ปี” � (๑๓) สถานท่�ท่�เก่�ยวข้อง พลับพลาประทับที�หาดหน�าเกาะจาน ท่ามะนาว สถานที�ที�ถอยเรือไปประทับและปล่อยตัวมหาดเล็กกระทำาผิดด�วยการเล่นไพ่ตองบนเรือพระที�นัง �สำานวนท่�ส่� จดหมายเหตุเจ�าพระยาทิพากรวงศ์ เรื�องเสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาที�หว�ากอ เมื�อปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑ พิมพ์เผยแพร่ในหนังสือประชุมพงศาวดารฉบับหอสมุดแห่งชาติ เล่ม ๕ ภาคที� ๑๙ มีรายละเอียดว่าประการแรก พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าทรงคำานวณเรื�องที�จะเกิดสุริยุปราคาไว�ตั�งแต่ปีขาลอัฐศก ว่าจะเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงในปีมะโรง สัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๒๓๐ เมื�อเดือน ๑๐ ข่�นคำา ๑ (ตรงกับวันอังคารที� ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑) “ว่าพระอาทิตย์จะจับหมดดวง แลจะเห็นบนน่าแผ่นดินไปไกลถ่ง ๑๓๐ ลิดา ต่อ ๑๔๐ ลิดา ที�ตำาบลหว�ากอ แขวงเมืองประจวบคีรีขัณธ์ ตรงเกาะจานเข�าไปเป็นท่ามกลางที�มืดหมดดวง ข่นมาข�างบนถ่งเมืองปราณบุรี ลงไปข�างใต�ถ่งเมืองชุมพร” � (๑๔) ทรงได�ผลการคำานวณจาก “ด�วยวิธีโหราศาสตร์ได�ทรงสะสมมานานจากสารัมภ์ไทย สารัมภ์มอญ” “แต่ตำาราอเมริกันฉบับเก่าแลตำาราอังกฤษเป็นหลายฉบับ” ประการท่�สอง การเตรียมการเพื�อการศ่กษา “มีพระบรมราชโองการดำารัสสังเจ�าพระยาศรีสุริยวงศ์ที�สมุหกลาโหมให�จัดการจ�างคนในหัวเมือง �เพชรบุรี เมืองปราณบุรี เมืองประจวบคีรีขันธ์ เมืองกำาเนิดนพคุณ เมืองประทิว แลนายงานหลายนายให�จัดการทำาค่ายหลวงแลพลับพลาที�ประทับแรมที�ตำาบลหว้ากอ ตรงเกาะจาน เข้าไปใต้คลองวาฬลงไปทาง ๒๔ เส�น” ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๘๓
ประการท่�สาม รวมม่อกืบั นานาชาติ พระราชทานอนุญาตให�พวกนักปราชญฝรั ์งเศสเ�ข�ามาด้สรุยิุปราคาได�ตามความประสงค์ครังแรก�พวกฝรั�งเศสเลือกหาสถานที�ศ่กษาเอง แต่เมื�อเห็นว่าท่านสมุหกลาโหมกะการให�ตั�งค่ายหลวงที�หว�ากอตรงเกาะจาน “พวกนักปราชญ์ฝรั�งเศสจ่งมาขอตั�งโรงที�จะด้นั�นแห่ง๑ ตำาลงไปข�างใต�พลับพลาทค่� ่ายหลวงทาง ๑๘ เสน้ ตั�งเครื�องกล�องใหญน�อย ่หลายอย่าง ประมาณ ๕๐ คันเศษ”(๑๕) “๑๑ สิงหาคม ๒๔๑๑ เวลา ๑๓.๐๐ น. นักดาราศาสตร์ฝรั�งเศส ๘ นาย เข�าเฝ้าที�พลับพลารบัพระราชทานทองคำาบางสะพาน”(๑๖) “ฝ่ายมองสิเออสตฟีานเห็นว่าสภาพแวดล�อมที�หว�าโทนขณะนันไ �ม่เหมาะแกสุ่ขภาพ ดินลุ่มชื�นแฉะล้กเรอืและคนงานบนบกปวย่ ไข�อย้่เสมอ โดยเฉพาะช่างกลคนสาคำ ัญของเรอลืาำหนง�่กล�ม็เจบล็ง จ่งจำาต�องรบี กลับทั�งที�ทางฝ่ายไทยอยากให�อย้่ตอ่ ”(๑๗) “พฤ ๒๐ ส.ค. เรือชาร์เตอร์ออกเดินทางกลับ เวลาตีหน�่งของคืนวันนั�น ถ่งไซง่อนเวลา ๔ โมงของวันที�๒๓ สิงหาคม มองสิเออสตฟีานปวย่ ไปตลอดทางพอถ่งไซงอ่นแพทยจ่์งสังใ�ห�เดินทางกลับฝรังเศส�คณะของเขาลงเรอืแอมเปราติชรอนแรมอย้่กลางทะเลเป็นเวลาเดือนครง�่จ่งถ่งฝรังเศส” � (๑๘)ประการทส่� ่� กาำหนดการเสด็จพระราชดำาเนินเพื�อการศ่กษา๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ เสด็จพระราชดำาเนินโดย เรอืพระที�นัง�อรรคราชวรเดช ออกจากท่านิเวศวรดิษฐ๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ เวลายารุ่ ำงแล�วถ่งเขาสามร�อยยอด ใช�จักรไป เวลา ๔ โมงเช�า ถ่งเกาะหลัก เวลาเที�ยง ถ่งที�ทอดสมอหน�าค่ายหลวงตำาบลหว�ากอ อย้่ใต�คลองวาฬเหนอืเกาะจาน อากาศมืดคลุม �คลื�นใหญ่ เวลายาคำา ดำารำ ัสสังใ�ห�ถอยเรอืพระทีนั�งกลั�บไปทอดประทบัแรมอย้่ทีอ�่าวมะนาว อันเป็นที�ลับบังลมไม่มีคลื�นใหญ่เหนอที ื �พลับพลาไปทางประมาณ ๒๐๐ เส�นเศษ ทอดประทับแรมอย้่ ๒ วัน๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ ประทับบนเรอ ืณ อ่าวมะนาว เป็นวันที�๒๑๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ เสด็จพระราชดาำเนินข่นจากเ�รอืพระที�นัง�อรรคราชวรเดชข่น�ฝั�ง ทรงม�าพระที�นัง�ตั�งแตอ่ ่าวมะนาวลงไปถ่งพลับพลาค่ายหลวงตำาบลหว�ากอ เวลายำาคำา เรือพระที�นั�งถอยลงไปทอดอย้่ที�หน�าค่ายหลวง ห่างฝั�งประมาณ ๒๐ เส�นเศษ เรืออัคเรศรตันาศน์เรอืสยามม้ปสดัมภ์และเรออื ื �น ๆ ก็ทอดล�อมวงอย้่ชันน�อกพร�อมกัน๑๘๔ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ เวลาเช�าสามโมงเศษ ได�พระฤกษ์ยกเสาธงแลแตร ชักธงพระจอมเกล�าข่นที�พลับพลาค่ายหลวง � เวลาบ่าย ๑ โมง พวกนักปราชญ์ฝรังเศสมาเฝ้าที�พลับพลา ๘ นาย พระราชทานทองคำาบางสะพาน �ทุกนาย๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ พวกออฟิเซอร์ในเรือรบ ๑๒ นายข่นมาเฝ้าที�พลับพลา พระราชทานทองคำาบางสะพานทุกนาย �๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ กัปตันนายเรือรบฝรังเศสเชิญสมเด็จพระเจ�าล้กยาเธอ เจ�าฟ้าจุฬาลงกรณ์ กรมขุนพิชิตประชานารถ �ให�เสด็จลงไปเที�ยวในเรือรบ กัปตันรับเสด็จอย่างสมพระเกียรติยศ ค่อนเที�ยง ทรงวัดแดดสอบแผนที�ที�ตั�งค่ายหลวง บ่าย ๕ โมงเศษ เสด็จไปที�โรงนักปราชญ์ฝรังเศสมาตั� �งอย้่ เวลาจวนคำาเสด็จกลับ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ มิศเตอร์อาลบาสเตอร์ ผ้�ว่าราชการแทนกงสุลอังกฤษข่นไปเฝ้าที�พลับพลา �๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ เรือเจ�าพระยามาถ่งค่ายหลวง ได�ทรงรับหนังสือข่าวต่าง ๆ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ เซอร์แฮรีออด เจ�าเมืองสิงคโปร์มาด�วยเรือกลไฟ ๓ ลำา ถ่งหว�ากอเวลา ๓ โมงเช�า๑๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ เจ�าเมืองสิงคโปร์ข่นมาเฝ้าที�พลับพลาค่ายหลวง พระราชทานทองคำาบางสะพาน ตั �งแต่เจ�าเมืองแล �พวกออฟิเซอร์ทุกคน๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ เวลา ๒ โมงเช�า เจ�าพนักงานเตรียมกล�องใหญ่น�อย เครื�องทรงทอดพระเนตรสุริยุปราคา เวลาเช�า ๔ โมง ๓ นาที เสด็จออกทรงกล�อง แต่ท�องฟ้าเป็นเมฆฝนคลุมไปด�านตะวันออก ไม่เห็นอะไรเลย เวลา ๔ โมง ๑๖ นาที เมฆจ่งจางสว่างออกไป เห็นดวงพระอาทิตย์ไร ๆ แลด้พอร้�ว่าจับแล�ว จ่งประโคมเสด็จสรงมุรธาภิเศก เวลา ๕ โมง ๒๐ นาที แสงแดดอ่อนลงมา ท�องฟ้าตรงดวงพระอาทิตย์สว่างไม่มีเมฆเลย ที�อื�นแลเห็นดาวใหญ่น�อยด�านตวันตก แลดาวอื�น ๆ มากหลายดวง เวลา ๕ โมง ๓๖ นาที ๒๐ วินาที จับสินดวง เวลานั� นมืดเป็นเหมือนกลางคืนเวลาพลบคำา � คนที�นังใกล� ก็แลด้ไม่ร้�จักหน�ากัน พระราชทานเงินแจก �ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๘๕
๑๙ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ เวลาเช�า ๓ โมงเศษ เจ�าเมอืงสิงคโปร์ขอถ่ายพระร้ป โปรดให�มีลครข�างในให�พวกอังกฤษแลฝรังเศส�ด้ ให�พาภรรยาเจ�าเมอืงสิงคโปร์เข�าไปข�างใน เวลาบ่าย ๓ โมง ๑๕ นาที เสด็จลงเรอืพระที�นัง�อรรคราชวรเดชออกจากที�ทอดหน�าค่าย หลวงใช�จักรมากรุงเทพมหานคร มีทหารยิงป้นส่งเสด็จ ประสบ อุบัติเหตุแขนขาดตาย ๑ นายประการทห่� ้า พธิีการเมื�อเกิดอุปราคาของชาวสยาม พอร้�ว่าคราสจับ จ่งประโคมเสด็จสรงมุรธาภิเศก พระราชทานเงินแจกพระราชวงศานวุงศ์แลข�าราชการผ้�ใหญ่ผ้�น�อย ซ่ง�ตามเสด็จพระราชดำาเนินออกไปทั�วกัน(๑๙) สานำวนทห่� ้า จดหมายเหตุตามกระแสรับสัง�รัชกาลท่� ๔ เร่�องสรุยิุปราคา พ.ศ. ๒๔๑๑ มีประวัติว่าต�นฉบับเป็นของพระเจ�าบรมวงศ์เธอ กรมขุนวรจักรธรานุภาพ หม่อมอนุวัตรวรพงษ์(ม.ร.ว.สิงหนัทปราโมช)ในพระองค์เจ�าปรีดานามำามอบให�กบัหอพระสมุดวชิรญาณเมื�อ ๑๗ เมายน๒๔๖๓จดหมายเหตุเรื�องนีพ�มพิ ์เผยแพร่ในหนังสอืประชุมพงศาวดารฉบบัหอสมุดแห่งชาติเลม ่๕ ภาคที�๑๙ กระแสรบสั ังฉ�บบนี ั �ได�ให�รายละเอียดว่าประการแรก สถานทีตั�ง�ค่ายหลวงที�ประทบัหว�ากอ อย้่ทีลอ�งติจ้ด ๙๙ องศา ๔๐ ลบิดา ๒๐ ฟลิบิดาคิดมาแตที ่ �คร้ครินวิช เป็นทิศตะวันตกกรุงเทพฯ ไปเพยีง๔๙ ลบิดากบ ั๔๐ ฟลิบ ิเวลาผิดกันกบักรุงเทพฯ๓นาท กีบ ั๑๖ วินาทีเศษเล็กน�อย มีลาติจ้ดขิปทวุิเหนอ ื๑๑ องศา๔๑ ลบิดา๔๐ ฟลิบ ิเป็นข�างใต�กรุงเทพฯลงไป ๒ องศา ๓ ลบิดา ๒๙ ฟลิบิประการท่�สอง ทรงคำานวณเวลาเกิดคราสที�หว�ากอและที�กรุงเทพฯ“ที�ค่ายหลวงหว�ากอ ทรงพยากรณ์ว่าจะจับทิศพายัพเวลา ๑๐ นาฬิกา กบ ั๔๖ นาทีแต่เที�ยงคืน...หลุดบ่ายโมง ๑ กบ ั๙ นาทีเกินที�ทรงพยากรณ์ไปนาที๑” “ที�กรุงเทพฯ ทรงคำานวณกะการแล�วเป็นแน่ว่าเห็นจะจับทิศพายัพเวลา ๑๐ นาฬิกา กับ ๗ นาทีเศษ แล�วคราสจะค่อยเร่ไปทิศประจิม ทิศหรดีจนทิศทักษิณ จะจับมากที�สุดแหว่งข�างทิศทักษิณ เหลือข�างทิศอุดรน�อยเป็นที�สุด ดวงพระอาทิตย์แบ่ง ๑๒ ส่วน จะจับเสีย ๑๑ ส่วนเศษ จะเหลืออย้่สักส่วนหยอ่น ๆ เมื�อเวลา ๑๑ นาฬิกากับ ๔๔ นาทีเป็นที�สุด”ประการท่�สาม เหตุการณว์ ันเกิดคราสที�หว�ากอ ๑๐.๐๖ น คือเวลาที�ทรงคำานวณว่าคราสเริมจ�ับที�ค่ายหลวงหว�ากอ แตมอ่ งคราสไม่เห็น ด�วยมี เมฆฝนดำามืดปิดเสยีหมด๑๘๖ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
๑๐.๔๖ น. เมฆจางออกไป เห็นดวงพระอาทิตย์ไร ๆ แลด้พอร้�ว่าจับแล�วสักส่วนหน่�ง ยังเหลือสักสองส่วนดวงพระอาทิตย์ เมื�อนันจ่งได�ประโคมสรงมุรธาภิเษก � ในระหว่างนันเมฆขาวดำาปิดดวงพระอาทิตย์ เห็นบ�างในระวาง ๆ ไม่เห็นบ�าง � ๑๑.๕ น. ทรงประเคนสำารับพระสงฆ์ รับสังว่ายังอีกก่� �งนาฬิกาจ่งจะสินดวง ให�รีบฉันเถิด � ๑๑.๒๕ น. แดดไม่ร�อน แสงร�อนอ่อนมาก คนร�องกันว่าเหมือนเดือนหงาย ๑๑.๓๐ น. ดวงพระอาทิตย์เหลือน�อย ถ�าจะคิดดวงพระอาทิตย์แบ่งสัก ๑๒ ส่วน จะเหลืออย้่ไม่ถ่ง ส่วน ๑...คนร�องว่าหมดแล�ว เห็นดาวแล�วอื�ออ่งมาก แต่ที�จริงยังไม่หมด ๑๑.๓๖.๑๑ น. คราสจับหมด “เมื�อดวงพระอาทิตย์เหลือน�อย ด้ในกล�องก็เห็นเป็นเส�นขอบ โอบวงมืดอย้่ เพราะด้ด�วยกล�องที�กำาบังด�วยกระจกสี แต่ด้ด�วยตาเปล่าวงขอบนันรัด � กลมเข�ามาด้เหมือนดวงดาว แต่รัดเล็กเข�าไปทุกทีเหมือนตัวหิ�งห�อยแล�วจ่งหายไป มีแต่สีขาวหลัวคล�ายเมฆขาวล�อมรอบวงดำาอย้่” “ครันดวงพระอาทิตย์ลับหายไป นาฬิกาคนถือด้ก็ไม่เห็น มืดเหมือนกลางคืน” � ครันไปประมาณนาที ๑ หรือยังไรไม่แน่เพราะไม่เห็นนาฬิกา “ในกล�องแลเห็นเป็นกิ �งงางอน ๆ ช�อน �ไปข�างทิศตะวันออกของดวงดำาที�ทับพระอาทิตย์อย้่ จมอย้่ในแสงขาวหลัว ๆ รอบดวงดำานัน เมื�อส่องด�วย �กล�องใหญ่ คล�าย ๆ กิงลั� �นทมหรือการังเขากวางปลายป้าน ๆ ไม่แหลม แต่ด้เห็นว่าเป็นของมีตัวแท� จะเป็นรัศมีบันดาลนันหามิได�” � ครันล่วงไปอีกสัก ๓ นาที “จวนดวงพระอาทิตย์จะผุดออกข�างทิศพายัพ ก็เห็นเงาเช่นนั �นเคียงติด�กันเป็นค้่ออกข�างทิศพายัพอีก ของเดิมก็ไม่หายไป” ครันล่วงมาสัก ๕ นาทีเศษ (๑๑.๔๓.๗ น.) “เห็นเป็นฟันเลื�อยที�วงดำาน�อย ๆ ข�างทิศประจิมค่อน �หรดีในดวงดำานั�น ครั�นแล�วพระอาทิตย์ผุดออกมา มีรัศมีเป็นแสงสว่างเห็นนาฬิกาได� ถ้กต�องกับที�ทรงพยากรณ์ไว�ไม่คลาดเลย” “พ�นนันไปไม่ได�ทรงกำาหนด เพราะแสงพระอาทิตย์กล�าหนักข่ � นทุกที ได�ทอดพระเนตรต่อเมื�อจวน �จะหลุดคราส ก็คงอย้่ทิษอาคเนย์” บ่ายโมง ๑ กับ ๙ นาที หลุดคราส สำานวนท่�หก เร่�องพระราชประวัติในรัชกาลท่� ๔ พระนิพนธ์เป็นคำากลอน โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ตอนที�เกี�ยวข�องกับเรื�องสุริยุปราคามีว่า “มะโรงส้ญศก เมื�อกลางเดือนหก ฝนตกกว่าพัน ข่นคำาเดือนสิบ มณฑลพระจันทร์ บังดวงสุริยันต์ �มืดหมดสินดวง เป็นส้รย์สรรพคราส ประหลาดใหญ่หลวง ฝ้งชนทั � �งปวง ไม่เคยเห็นฟัง นับถอยข่นไป ได�มี �ส้รย์ใหญ่ ดังนี�อย้่ครัง แต่ก่อนแผ่นดิน อ้่ทองสร�างวัง เมืองกรุงเก่าตั�ง ก่อนนั�นข่� นไป สักสี�สิบเศษ นักปราชญ์ �กล่าวไว� ส้รย์เช่นนี�ไซร� ช�านานจ่�งมี ห�าร�อยปีเศษ ในเขตรเท่านี� จ่�งมีสักที ยากที�หม้่ชน จักได�ประสบพบเห็นสักหน นานหลายชัวคน จ่� �งมีสักคราว ถ่งมีข่นเล่า ถ�าชนโง่เขลา ไม่ร้�เรื�องราว ทางฟ้าอากาศ อุจนิจคราส �ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๘๗
คราว แผนที�ชี�กล่าว ตรงเยื�องอย่างไร ในเมืองเดียวกัน ก็เห็นต่างได� ตามห่างตามใกล� เห็นไม่เหมือนกันต�องไปเที�ยวหา ประเทศบางอัน ถ้กตรงคราสนั�น จ�่งเห็นหมดดวง เป็นส้รย์อัศจรรย์ สำาคัญใหญ่หลวงฝ้งชนทั�งปวง ยากจักเล่าเรียน ไม่ใช่การหยาบ ต�องมากความเพียร ฉลาดคิดขีดเขียน ค้ณหารการทำา บังเวียนเขียนวัด ขีดกะจดจำา ต่อปัญญาลำา เลิศล�นคณนา จ�่งจักร้�แจ�ง ในเรื�องวิชา ทายเหมือนด�วยตาเห็นแท�อย่างไร ปราชญ์พวกหน�ง่มา ดาดฟ้าเรอื ไฟ ทายแพ�จอมไท หลายอย่างเทียวนา เมื�อเช�าโมงเศษฝนตกลงมา เมฆคลุม�กลุม�หนา อาทิตยม์ ิดดวง ไม่เห็นเมื�อจับ บังลับใหญ่หลวง แบ่งแปดสองลว่ง จ�่งสว่างออกมา สี�โมงเจ็ดบาท เห็นชัดเต็มตา จวนเที�ยงเวลา จับหมดสิ�นดวง พอหมดมืดปลาศ ผิดมืดทั�งปวงที�ในกลางดวง ดำาท่บอย้่กลาง ข�างริมขอบนั�น พร�อยลายคล�ายกัน เช่น กระทีบวาง เหลืองพื�นลายม่วงท่บถ่วงอย้่กลาง แล�วริมขอบข�าง แปลบปลาบออกมา สีคล�ายวงขอบ หมุนหันปั�นมา ข�างทิศหน�่งนาเป็นติ�งไมย่าว ตั�งอย้่ใกล�ขอบ ด้คล�ายดวงดาว แล�วแสงแวบขาว วาบวับออกมา ประเดี�ยวก็เห็น ขอบดวงสุริยา แลบเลื�อนออกมา แสงแวบหายไป เมื�อมืดอย้่นั�น เขมวงไส�ตัน ไม่เห็นทางไป ดาวเคราะห์ผุดข่�นเที�ยวเห็นขวักไขว่ ดวงเล็กอย้่ใกล� สามใหญ่รายกัน เลือกคนว่าเห็น สองดวงเท่านั�น เป็นพวกตาสั�นเหมอืนชาวในกรุงฯ เห็นแต่หน�งส่อง ไมมอ่ งไมมุ่ ่ง ว่าลับเครื�องมุง กิงไ� ม�ปิดบัง พ้ดไม่แยบคาย ด้ไมน่ ่าฟังคำาพ้ดน่าชัง เหมือนของเคยมี จบโดยสังเขป คำาแสดงเท่านี�เล่ามากไม่ดีจะเป็นปดไป เช่นพวกฝาหรั�งพอมืดจุดไฟ ชักโคมข่�นไป ครืดทั�วในเรือ จะประสงค์ไปเล่า ว่ามืดล�นเหลือ ที�ในลำาเรือ ต�องจุดโคมไฟจะไปเล่าบอก แก่คนที�ไกล ไม่ให�เถียงได� อ�างพยานทั�งลำา ที�จริงนั�นมืด มัวคลุ�มสีดำา เหมือนใกล�พลบคำา ฤาจวนอรุณ หน�าคนจำาได� ไม่โดนกันวุ่น ท่านผ้�มีบุญ แลเห็นแต่ไกล ไม่ต�องจุดเทียน ประทีปโคมไฟ แตที ่ �ใกล�ไกล เป็นไม่เหมอืนกัน ...”(๒๐) และยังทรงตอท� ่ายเล่าเรื�องคราส (สรุยิุปราคา - ผ้�เขยีน) ที�เคยเกิดข่น�มากอ่นเป็นคำากลอนอีกว่า “อีกคราวหน�่งนั�น เดือนเก�ามีจันทร์แต่ก่อนมะโรง มะแมฝนแล�ง นำาแห�งขอดโอ่ง แม�คนโอ่โถงบนหาข�าวกิน ปีเสด็จประพาส ธรรมราชเขตรถิน� กอ่นจบมั ืดสิน� ฝนตกมากมาย ตอ่จวนใกล�หลุด หมุนหันถอยคลาย ฝ้งชนทั�งหลาย จ�่งเห็นพระจันทร์ในกรุงแจ่มแจ�ง เหมือนแล�งกลางวัน แต่แรกจับนั�นเห็นจนหลุดไปสรรพคราสสองนี�ควรจักจำาไว� ประเทศห่างไกล ยากจักร้�กันกล่าวเสร็จสินเ� รื�อง สรรพคราสส้รยจ์ ันทร์”(๒๑) สานำวนท่�เจ็ด หนังส่อสยามประเภทของ ก.ศ.ร.กุหลาบ เลม ่๓ ตอนที�๖ วันเสารที ์�๒๐ มกราคม ร.ศ.๑๑๘(พ.ศ.๒๔๔๓) พมพิ ข�อ์ความบรรยายการเกิดคราสและร้ปภาพสรุยิุปราคาซ่ง�พมพิ ์จากร้ปแกะไม�ว่า“สรุยิุปราคาเมื�อจบสิ ัน� (สัน-ผ้�เขยีน) ดวงพระอาทตยิ นั ์น� ข�างบนมีแสงแดงพุ่งฉ้ดออกไปแล�วเป็นควันด�วย ข�างล่างมีแสงแดงพุ่งฉีดลงมามีเมล็ดกลม แล�วจ่งมีแสงแดงพุ่งฉีดออกไปเป็นสองง่าม ขณะมีแสงแดงพุ่งฉีดออกไปนันเ�รว็ไวในมหาวินาทีเดยวีเท่านัน�ขณะจบสิ ันด�วงพระอาทตยิ นั ์น�มืดจนไกข่่น�รัง สรุยิุปราคาครัง�นี�เป็นการประหลาดในท�องฟ้าอากาศ จบัเมื�อณวันอังคารเดอืนสบข่ ิน�คำาหนง�่ ปมี ะโรงสมัฤทธิศกจุฬศักราช๑๒๓๐ ปีได�เห็นที�ตำาบลหววั านในอ่าวทเลสยามฝั�งตะวันตก ชื�ออ่าวแมร่ าพ่ ำง แขวงเมอื งประจวบคีรขี ันธ์๑๘๘ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ครั�งนั�นพระบาทสมเด็จพระจอมกล�าจ�าวอย้่หัวเสด็จพระราชดำาเนินไปทอดพระเนตร พร�อมด�วยนักปราชญ์ชาวยุโรปหลายพวก มาสโมสรสันนิบาตประชุมพร�อมกัน คอยด้สุริยุปราคาอย้่ที�นันเปนอันมาก...ให� �ขุนสุนทรสาทิสลักษณ์ (จิตร) ช่างถ่ายร้ปหลวง ถ่ายสุริยุปราคาเมื�อจับสินดวงอาทิตย์ ดุจดั � งเช่นร้ปในเล่มนี�ไว� �ในวันนัน เวลาเช�า ๕ โมง ๔๐ นาที” � (๒๒) ในสำานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ เก็บรักษาภาพขาวดำาพร�อมคำาบรรยายที�เป็นตัวเขียนลายมือแบบอาลักษณ์จากหีบภาพหลวงอัคนีนฤมิตร (จิตร จิตราคนี) อ่านได�ว่า “สุริยุปราคา จับสินดวง� เมื�อจุลศักราช ๑๒๓๐ ปีมโรงสัมฤทธิศก๑๘ นี�เปนการประหลาดในท�องฟ้าซ่งได�เหนเมื�อ � ณวัน ๓ ๑ ๑๐ คำาที�ตำาบลหัววานในอ่าวทะเลฝั�ง ตะวันตกชื�ออ่าวแม่รำาพ่ง แขวงเมืองประจวบคี รีขันธ พระบาทสมเดจพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัว เสดจพระราชดำาเนินลงไปทอดพระเนตร คนย้โรปก็มาประชุมกันคอยด้อย้่ที�นัน ทรง� พระกรุณาโปรดเกล�าฯให�ขุนสุนทรสาทิศลักษ ...ถ่ายร้ป ได�ถ่ายร้ปสุริยไว�เมื�อเวลาเช�านันประ� ...๕ โมง ๔๐ มินิต” ภาพดังกล่าวนี�มีผ้�ค�นพบว่าพิมพ์ประกอบโคลงลิลิตมหามกุฎราชคุณานุสรณ์ พระนิพนธ์ของกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ พิมพ์ที�โรงพิมพ์เดลิเมล์ พ.ศ. ๒๔๗๐ และได�ลงความเห็นว่าคือภาพสุริยุปราคาครั�งจับหมดดวงเมื�อวันที� ๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ ถ่ายที�ตำาบลหว�ากอ แขวงเมืองประจวบคีรีขันธ์โดยขุนสาทิศลักษณ์ (จิตร จิตราคนี)(๒๓) อย่างไรก็ตามในหีบใบดังกล่าวยังมีภาพถ่ายจากภาพวาดสุริยุปราคาซ่�งน่าจะเป็นสุริยุปราคาในคราวเดียวกันนัน ๒ แผ่น คือภาพที�มีข�อความภาษาอังกฤษกำากับว่า คราสจับพระอาทิตย์เป็นวงแหวน �เมื�อ ๑๐ นาฬิกา (เช�า) และภาพคราสจับพระอาทิตย์เต็มดวง ภาพวาดนี�ไม่ปรากฏชื�อผ้�ใดวาด สำานวนท่�แปด โคลงลิลิตมหามกุฎราชคุณานุสรณ์ พระนิพนธ์ของกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์(๒๔) สุริยุปราคาสรรพะคราธ โคลง ๓ เธียยะราชปราชญ์ปรีชา ชำาโหราศาสตร์แจ�ง ไทฝรังใครตั � �งแย�ง ฤยล ฯ ดลปีมโรงอัศจรรย์ ศกสองพันสี�ร�อยดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๘๙
สบิเอ็จคราวท�าวชม�อย เหมาะกมล ฯ ดลสรุยิุปปะราคา สรรพะคราธคราเมื�อนี� ปีลับนบร�อยลี ั � ฤเห็น ฯ เป็นอัฏฐรัสมะดิถี อามาวะสตีกต�อง สิงหมาสแม�นจ�อง จวบวัน ฯ พัญเอิญหมดดวงเพยีง เฉยีงหวัเมอืงปักษ์ใต� ส้นย์คราธคาดร้�ได� แน่นอน ฯ ตอนแลติจ้๊ทสบิสอง องศาลองติจ้๊ทร�อย จ�่งเสด็จไปชม�อยคล�อย ใครยล ่ฯ ดลหว�ากอเกาะจาน มาลกสถานเถือกสล�าง ประจวบคิรขิ ันธจ�์างสร�าง เสร็จสม ฯ เจ�าฟ้ากรมขุนปราบ คมุพหลราบแสระช�าง เดีรบกยกเมื�อค�าง ป่าถ่ง ฯ จ�่งเจ�าพระยากระลาโหม เรอื ไฟโจมจัดพร�อม เรอืเสด็จเรอห�อมล�อม ื ลั�งทเล ฯ เสนาบดีโกษา บอกเกาวะนาฝรังเ�กื�อ โหระศาสตร์โดยเอื�อเฟอ้� เพื�อนเมอืง ฯ นักปราชญ์เบื�องวิเทศน์ถวัลย์ อเมรกิันอิตะเลยีนทั�ง ฝรังเศส�บริเตี�ยนสลั�ง แหล่งเลอ ฯ เซอร์แฮรีอ�๊อดนาำ เรอืรบกาปั ำ�นสล�าง หลายชาติ�กลาดเวิ�งว�าง สมุทร์ไท ฯ ส้รยิ ์ใหญ่หมดดวงประจักษ์ เรอฝรั ืง�ชักประทีปซร�อง เสยีงฮุเรร�องก�อง เกยีรติ�ถวาย ฯ หลายฝรัง�ตื�นชื�นชม บรมะแอสโตรโนเม�อ เพิมพ�ิทย์ไญย์ให�ชเง�อ สพถวิล ฯ ธีระบดินทร์ทรงรบัรอง ผองแขกเมอืงชื�นเกล�า ปราโมทย์โปรดให�เฝ้า สนิธสนม ฯ ทรงปรารมภ์รัฏฐนยั จักเสด็จไปเหยยบีแคว�น สิงคโปรบ� ์างแม�น ที�มา ฯ ตอบอัทธยาศรยังาม ตอ่กษัตรยิ ์สยามอ่อนน�อม รอเมื�อเรอืเมื�อพร�อม พรังเ�ตรยม ีฯ พระเทียมเทพะสตั ถา โหราสยามะชาติ�ฟ้� น สยามศักดิ�หลักหล�าอื�น เอกไท เฉลมิ ไท ฯ๑๙๐ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ