The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by KMITL, 2025-07-17 02:30:27

ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ

Book_History Astronomy

ประภาคารข่�นที�สันดอนปากแม่นำาเจ�าพระยา และวางทุ่นเครื�องหมายร่องนำาทางเดินเรือตั�งแต่ปากอ่าวแม่นำาเจ�าพระยา ไปตามแนวชายฝั�งทะเลตะวันออกจนถ่งเขตเมืองระยอง และให�พระยาวิส้ตรสาครดิษฐ์ เป็นพนักงานเจ�าหน�าที�ด้แลรักษาประภาคารและเครื�องหมายการเดินเรือ ในสมัยรัชกาลที� ๕ ได�กราบถวายบังคมลาออกจากราชการเนื�องจากชราภาพ รับพระราชทานบำานาญในกระทรวงโยธาธิการถ่งแก่อนิจกรรมเมื�อวันพฤหัสบดีที� ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๔(๗๖) กลุ่มต่อเร่อพระบาทสมเด็จพระปิ�นเกล้าเจ้าอย้่หัวฯ ครังเมื�อหมอเฮาส์มาถ่งกรุงเทพฯ ในค.ศ. ๑๘๔๗ และเป็นเวลาที�เจ�าฟ้ามงกุฎยังทรงผนวชอย้่ที�วัด �บวรนิเวศวิหาร หมอเฮาส์พร�อมศาสนท้ตอื�น ๆ ได�มีโอกาสเฝ้าเจ�าฟ้าน�อย (พระอนุชาเจ�าฟ้ามงกุฎ ต่อมาคือ พระบาทสมเด็จพระปิ�นเกล้าเจ้าอย้่หัว) หมอเฮาส์บันท่กว่า “พระองค์สนพระทัยในวิทยาการของฝ่ายตะวันตกเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ�งวิทยาศาสตร์ในบริเวณวังของพระองค์มีโรงงานหลายแห่ง แห่งหน่งเป็นโรงตีเหล็ก แห่งหน่ � งเป็นโรงกล่งเหล็กอีกแห่งหน่ �ง�เป็นโรงงานไม� โรงงานเหล่านี�ใช�แรงของพวกทาสทำางาน ในห�องหน่�งมีเครื�องจักรไอนำายาวสองฟุตคร่�ง ทำาโดยนำามือของเจ�าพระองค์นี�ทั�งสิน”� (๗๗) “ในตอนแรก เจ�าฟ้าน�อยถือโอกาสการร้�จักกันนี�ให�ช่วยแนะนำาวิชาวิทยาศาสตร์ให� พระองค์ใช�ให�บ่าวมาขอยืมหนังสือและขอคำาแนะนำาเกี�ยวกับเคมี ไฟฟ้า ถ่ายร้ป การพิมพ์หนังสือ และงานที�เกี�ยวกับสิงนี� ดร.เฮาส์ได�ถ้กเจ�าชายเรียกตัวมาในวังบ่อย ๆ เพื�อขอความช่วยเหลือหรือสั � งสอนเกี�ยวกับการทดลอง �วิทยาศาสตร์บางประการ”(๗๘) พ.ศ. ๒๓๘๗ มีเรือกลไฟลำาแรกแล่นเข�ามาในแม่นำาเจ�าพระยา เพียง ๒ - ๓ ปีจากนัน ทรงสร�างเรือ�กลไฟขนาดเล็กได�ด�วยพระองค์เอง ความสำาเร็จในเรื�องดังกล่าวนี� มีการลงข่าวในหนังสือพิมพ์ New York Tribune ฉบับประจำาวันที� ๖ เมษายน ค.ศ. ๑๘๔๙ ในหัวข�อ สมเด็จวิศวกรชาวสยาม และในหนังสือพิมพ์ The Singapore Free Press ฉบับประจำาวันที� ๑๙ ตุลาคม ค.ศ. ๑๘๔๘ ข�อความในหนังสือพิมพ์ฉบับหลังระบุว่า “เมื�อไม่ช�าไม่นานมานี� ได�มีการประกาศว่า สมเด็จเจ�าฟ้าได�ทรงเริมสร�างเรือกำาปั � �นขนาดเล็กข่นลำาหน่�ง�พระองค์ได�ทรงประสบความสำาเร็จในที�สุดด�วยทรงมานะพากเพียรพยายามอย่างยิ�ง ชาวไทยจ่งคุยโอ�อวดได�ในบัดนี�ว่า ตนเองสามารถสร�างเรือกำาปั�นแล่นในแม่นำาเจ�าพระยาได� เครื�องเคราต่าง ๆ ทุกชิน�ทุกอันตนได�สร�างเองทำาเองภายในประเทศ ช่างที�สร�างก็เป็นชาวไทยทังสิ�น เรือลำานั � นมีความยาว ๒๖ ฟุตคร่�ง�กว�าง ๓ ฟุต ๑๐ นิวคร่� ง เครื�องยนต์มีกำาลัง ๒ แรงม�า สิ � งประดิษฐ์น�อย ๆ ลำานี�ได�วิ � �งข่นวิ� �งล่องอย้่ตามแม่นำาหลายหนหลายครั�งมาแล�ว สมเด็จเจ�าฟ้าพระองค์นั�น ได�ทรงขับเรือด�วยพระองค์เองต่อหน�าผ้�คนหลายพันคนที�มามุงกันตามริมแม่นำาเฝ้าด้อย้่ด�วยความประหลาดใจและชื�นชมยินดีเป็นยิง...ฝีมือในการสร�าง �ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๙๑


ชิน�สว่นต่าง ๆ ของเครื�องยนต์ซ่ง�บางสว่นเป็นชิน� น�อยนิดเดียวนันเ�ป็นที�น่าชมเชยอย่างแท�จริง นบั ว่าเป็นพระเกียรติอันยิ�งใหญ่แก่เจ�าฟ้าพระองค์นั�น พระองค์ได�ทรงควบคุมด้แลการสร�างด�วยพระองค์เองกับคนงานทั�งหลายที�รวมม่ ือในการก่อสร�างก็ล�วนได�ศ่กษาและค�นคว�าด�วยตนเองทั�งสิ�น พวกเขาเหล่านั�นเป็นข�าราชบริพารของพระองค์”(๗๙) ชาวตะวันตกระบุว่า พระองค์สนพระทัยในความก�าวหน�าทางวิทยาศาสตรอย์ ่างล่กซ่ง�แม�ในทางวิชาดาราศาสตรก์ ็ทรงเชียว�ชาญมากกว่าสมเด็จพระเชษฐาธิราช(๘๐) เซอร์จอห์น เบาริงบันท่กว่า “มร.มลัคอม มิชชันนารอีเมรกิัน ที�เข�ามาในสยามเมื�อ ค.ศ. ๑๘๓๗(๒๓๘๐) เขยีนเล่าเรื�องพระเจ�าอย้่หวอังค์ที�สอง (พระบาทสมเด็จพระปิ�นเกล�าเจ�าอย้่หวั) ว่า “การคบค�ากับชาวต่างชาติทำาให�พระปรีชาญาณอันประเสริฐตามธรรมชาติเจริญเติบโตข่�นโดยการศ่กษาหนังสือภาษาอังกฤษ การศ่กษาย้คลิดและนิวตัน การละข�อหลักธรรมต่าง ๆ ในพุทธศาสนาอันเป็นมิจฉาทิฐิตลอดการยอมรับความเหนือกว่าของฝรั�ง และความพร�อมที�จะเรียนร้�ศิลปวิทยการของเรา พระองค์ทรงเข�าใจวิธีใช�เครื�องมอืทางดาราศาสตร์และเครื�องวัดเวลา และทรงเฝ้ารอปฏิทินดาราศาสตร์ประจำาปีซ่�งข�าพเจ�าถวายสัญญาว่าจะส่งไปถวาย”(๘๑)และยังบันท่กต่อไปอีกว่า “แต่สิ�งที�ทรงสนพระทัยที�สุดด้จะเป็นพพิ ิธภัณฑอ์ ันเป็นที�ทรงรวบรวมหุ่นจำาลอง เครื�องมอืเกียวก�บัการเดินเรอืและศาสตรอื์ �นๆ กบสิ ัง� ที�น่าสนใจทางวิทยาศาสตร์หลายอย่าง”(๘๒)เซอร์จอห์น เบาริงระบุอีกว่า “ที�ประทับของพระองค์นั�นสะดวกสบายตกแต่งอย่างมีรสนิยมเครื�องเรือนและเครื�องประดับพระราชวังต่าง ๆ จะทำาให�คุณคิดว่าคุณกาำ ลังอย้่ในบ�านของคนอังกฤษยกเว�นผ�าทีห�อย�แขวนลงมาเพื�อโบกลม และลักษณะห�องแบบหลังคาส้งการสนทนาของพระองค์เป็นไปอย่างผ้�มีการศ่กษาและน่ารับฟัง ภาษาอังกฤษของพระองค์นั�นอย้่ในขั�นยอดเยี�ยม ห�องสมุดของพระองค์มีหนังสอืภาษาอังกฤษที�เลอืกเฟ้นอย่างด สีว่ นในพพิ ิธภัณฑ์ของพระองคก์ ็มีเครื�องกลไกต่าง ๆ พร�อมด�วยหุ่นจำาลองในสาขาต่างๆของวิทยาศาสตร์ซ่งเ�ป็นรุ่นที�ได�รบั การปรบั ปรุงล่าสุดมีเครื�องวัดแดด และเครื�องวัดมมชัุนเ�ยียม หุ่�นจำาลองเรอืกลไฟแบบยอส่ว่ น”(๘๓) พระบาทสมเด็จพระปิ�นเกล�าเจ�าอย้่หัวโปรดให�ต่อเร่อยงยศอโยชฌยา มีชื�อภาษาอังกฤษว่าImpregnable เมื�อ พ.ศ. ๒๔๐๖ ข่นระ�วางเป็นเรอืรบของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เป็นเรอื ใบจักรท�ายลาำแรก มีระวางขบนัา ำ๓๐๐ ตัน ตัวเรอทื ำาด�วยไม� ยาว ๑๔๐ ฟต ุกว�าง ๒๙ ฟต ุมีป้นใหญ่๖ กระบอกพลประจาำเรอ ื๘๐คนเคยไปใช�ราชการเมอืงตรังกาน้ สิงคโปร์และออกภาคทางทะเล ปลดระวางประจาำการเมื�อวันที�๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๑”(๘๔) นายเฟรเดริค อาร์เธอร น์ล ีชาวอังกฤษเดินทางเข�ามาในกรุงสยามเมื�อ พ.ศ.๒๓๘๓เขยีนหนังสอชื ื�อว่าชีวิตความเป็นอย้่ในกรุงสยามในทัศนะของชาวต่างประเทศ ระหว่างพ.ศ. ๒๓๘๓ - ๒๓๘๔ (Narrativeof a Residence in Siam) พิมพ์เมื�อ พ.ศ. ๒๓๙๕ ระบุว่า “ท่านเจ�าฟ้าก็มีบางสิ�งบางอย่างของอังกฤษ๙๒ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ


ที�พระองค์โปรดเป็นพิเศษ ซ่งช่วยทำาให�ทรงสนุกกับของเล่นทางวิทยาศาสตร์ ตรงข�ามกับคลังแสงใกล� ๆ �กับประต้วัง มีเรือนสี�เหลี�ยมเล็ก ๆ หลังหน่ง หน�าต่างเป็นกระจกโดยรอบ ตรงประต้ทางเข�ามีแผ่นป้ายเขียน �ไว�ว่า “ที�นี�รับทำาและซ่อมนาฬิกาทุกชนิด” ตัวหนังสือเขียนเป็นอักษรตัวโตสีทอง จากประต้นี�มองเข�าไปก็จะแลเห็นโต๊ะ ซ่งมีของวางอย้่บนโต๊ะเกลื�อนกลาดไปหมด ซ่ � งก็เป็นเครื�องมือเครื�องใช� ตลอดจนอุปกรณ์ �เล็ก ๆ น�อย ๆ ในการซ่อมทำานาฬิกา สำาหรับใช�งานอาชีพ ช่างทำานาฬิกาของพระองค์ก็คือเจ�าฟ้าเองซ่งก็ออกน่าจะแปลกอย้่บ�างที�มาพบสถานที�อย่างนี�ในบางกอก ในหม้่คนที�ยังไม่ค่อยเจริญเหมือนคนสยาม �ที�อย้่ ๆ ก็ได�เห็นสิ�งประหลาด ๆ ที�ตัวท่านเจ�าฟ้า คือมีแว่นตายื�นออกมาจากพระเนตรของพระองค์และรอบ ๆ ของพระองค์ก็มีแต่กลุ่มคนที�ชอบสอดร้�สอดเห็นและซักไซ�ไล่เลียงเรื�องที�เขาชอบ”(๘๕) ทรงแปลพงศาวดารป้นใหญ่ (ตำานานป้นใหญ่) “จากภาษาอังกฤษเป็นคำาไทย ณ วันศุกร์ เดือนยี�ข่น ๕ คำา ปีฉล้ ตรี นิศก จุลศักราช ๑๒๐๓ พ.ศ. ๒๓๘๔” � (๘๖)สุนิสา มันคง อธิบายเพิ� มเติมเรื�องตำานานป้นใหญ่ �ว่า “พระบาทสมเด็จพระปิ�นเกล�าเจ�าอย้่หัวได�ทรงแปลจากหนังสือภาษาอังกฤษไว�เมื�อ พ.ศ. ๒๓๘๔ พร�อมทั�งทรงทำาเชิงอรรถประกอบเพื�อใช�ฝึกหัดทหารป้นใหญ่ญวน สมเด็จพระเจ�าบรมวงศ์เธอ เจ�าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดชโปรดให�พิมพ์ออกเผยแพร่เป็นครั�งแรก เพื�อประทานผ้�ซ่�งถวายรดนำาสงกรานต์ ในปี พ.ศ. ๒๔๖๖(๘๗)ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๙๓


เจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค)ท่�มาภาพ : www.kmitl.ac.th/th/ประวัติท่านเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์-วร-บุนนาค๙๔ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ


เจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) คือ บุตรสมเด็จเจ�าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ เป็นมหาดเล็กในรัชกาลที� ๓ ถ่งรัชกาลที� ๔เป็นเจ�าหมื�นไวยวรนาถ แล�วเป็นพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ จางวางมหาดเล็ก ได�เป็นผ้�บัญชาการต่อและตกแต่งเรือรบ เรือพระที�นั�งกลไฟ และเรืออื�น ๆ และบังคับบัญชาการทหารอย่างยุโรป ในรัชกาลที� ๕ โปรดเกล�าฯ เป็นเจ�าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ ที�สมุหพระกลาโหม ถ่งแก่อสัญกรรมเมื�อวันที� ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๑(๘๘) “ท่านเจ�าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค)เป็นผ้�ที�ได�จัดแจงเรือกลไฟในกรุงเทพลำาแรกนั�นในคฤสตศักราช ๑๘๕๕ เรือนั�นชื�อสยามอรสุมพล ตั�งแต่นั�นมาในสิบปีนี�ก็เกิดเรือกลไฟข่�นในกรุงเทพมากกว่า ๓๐ ลำา เดี�ยวนี�เป็นการใหญ่แล�ว ภายหลังคงจะบังเกิดใหญ่ข่นทุก ๆ ปี การนี�ก็เป็นประโยชน์แก่ �กรุงเทพมาก แลการที�ท่านเจ�าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ได�คิดประดิษทำาเรือกลไฟสำารับขุดคลองให�ล่กไว�นัน คงจะเป็นการดีมีประโยชน์แก่กรุงเทพมากกว่านั � นอีก ควรที�ราษฎรทั �งปวงจะสรรเสริญท่านว่า �เป็นคนดีมีปัญญาแลความเพียรมาก”(๘๙) “เคาเวอเมนต์สยามได�เครื�องสำารับขุดคลองมาใหม่ มาแต่เมืองลิเวอภ้ล์ เจ�าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ได�เอาเป็นธุระต่อเรืออีกลำาหน่ง สำารับใส่เครื�องนั �น มีเรือขุดคลองลำาหน่� งที�มีเครื�องใส่พร�อมแล�ว �ที�ท่านเจ�าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) ต่อนันได�การดีนัก ขุดคลองเร็วภายในยี�สิบสี�ชั � วโมงขุดดิน �ได�ประมาณหมื�นคิวบิกฟีต”(๙๐) กลุ่มแพทย์ หมอเฮาส์ (Dr.S.R. House) ดร.ซาม้เอล อาร์ เฮาส์ เกิดที�เมืองวอเตอร์ฟอร์ด มลรัฐนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา เมื�อ ๑๖ ตุลาคม ๑๘๑๗ สำาเร็จวิชาแพทยศาสตร์และศัลยกรรมจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์นิวยอร์ค จากนั�นได�อุทิศตนให�แก่บอร์ดแห่งฟอเรนมิชชันของคณะเพรสไบทีเรียน โดยถ้กกำาหนดให�เดินทางมายังประเทศไทยพร�อมด�วยเพื�อนร่วมสถานศ่กษาคือ Dr.Stephen Mattoon แห่งเมืองแซนดีฮิม มลรัฐนิวยอร์ค นอกจากเรื�องการแพทย์แล�ว หมอเฮาส์ยังสนใจเรื�องการให�การศ่กษาด�วย ท่านเป็นผ้�ก่อตังโรงเรียนคริสเตียนไฮสก้ล �เด็กผ้�ชาย (กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย) และเด็กผ้�หญิง (โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย) สำาหรับโรงเรียนหญิงนัน�มีภรรยาคือ ฮาริเอท เพ็ทติท เฮาส์ เป็นผ้�ร่วมดำาเนินการ นอกจากนี�ยังนำาวิทยาการแขนงต่าง ๆ วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ วารสารศาสตร์มาให�คนไทยได�เรียนร้� พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าทรงถือว่า หมอเฮาส์เป็นมิตรคนไทย และเป็นที�ปร่กษาด�านวิทยาศาสตร์ของพระองค์”(๙๑) “นายแพทย์แซมมวล เรโนลล์ เฮาส์ หรือเรียกตามสำาเนียงไทยว่าหมอเหา เป็นนายแพทย์ศาสนท้ตชาวอเมริกัน สังกัดคริสตจักรเพรสไบทีเรียน...ได�เดินทางเข�าเผยแผ่คริสต์ศาสนา ลัทธิโปรเตสแตนท์และทำาประโยชน์ให�แก่ประเทศไทยในด�านต่าง ๆ ตังแต่ พ.ศ. ๒๓๘๙ ได�รับสนองพระเดชพระคุณพระบาท �สมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวในหน�าที�แปลนิตยสารต่างประเทศ รวมเรื�องที�น่าสนใจทางวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ บางครังได�ช่วยแปลหนังสือราชการติดต่อต่างประเทศ...นายแพทย์เฮาส์ถ่งแก่กรรม เมื�อวันที� �๑๓ ตุลาคม ๒๔๔๑ อายุ ๘๑ ปี”(๙๒) ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๙๕


หมอบรัดเลย์(Rw. Dan Beach Bradley M.D.) เป็นชาวเมอืงมาร์เซลล์ส มลรัฐนวยอริ ์คสหรัฐอเมริกาเกิดเมื�อ พ.ศ.๒๓๔๗ได�ปริญญาแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งนวยอริ ์ค พ.ศ.๒๓๗๖สมัครเป็นมิชชันนารมี าปฏบิ ัติหน�าที�ในประเทศไทย เดินทางมาพร�อมกบัภรรยาในปีพ.ศ. ๒๓๗๘ นอกจากมีบทบาทด�านการแพทย์แล�ว ยังเป็นผ้�บุกเบิกงานวารสารด�านการพิมพ์ อันมีคุณประโยชน์แก่เมืองไทย ก่อให�เกิดวิวัฒนาการด�านการพิมพ์เจริญก�าวหน�าในประเทศไทยมาจนทุกวันนี�หมอบรัดเลย์เป็นชาวต่างชาติที�เป็นที�รักใคร่ของคนไทยมากที�สุดคนหน�ง่ใช�ชวีตอย้่ ิ ในไทยนานถ่ง๓๘ ปีจนกระทัง�ถ่งแก่กรรมเมื�อวันที�๒๓ มถิุนายน พ.ศ.๒๔๑๖รวมอายุได� ๖๙ ปีศพของหมอบรัดเลยฝ์ ังที�สุสานโปรแตสแตนท์ถนนยานนาวา กรุงเทพฯ”(๙๓) “หมอบรัดเลย์ผ้�มีจิตใจเป็นคร้ อยากสอนให�ผ้�อื�นร้�โดยเฉพาะอยากสอนให�หมอหลวงได�ร้�จักการแพทย์สมยั ใหม่ในปีแรกทีม�าถ่ง เจ�าฟ้าน�อย (พระบาทสมเด็จพระปิ�นเกล�าเจ�าอย้่หวั)ได�เสด็จมาเยียม �เล่าให�ฟังถ่งประเพณีการอย้่ไฟของมารดาหลังคลอด หมอบรัดเลย์ ก็เสนอว่าอยากจะสอนให�คนหนุ่มชาวไทยบางคนร้�จักภาษาอังกฤษ และจะสอนวิชาแพทย์ให�”(๙๔) หมอบรัดเลย์ คือคร้สอนภาษาอังกฤษแก่เจ�าฟ้ามงกุฎเป็นคนแรก แต่ไม่ต่อเนื�อง เมื�อแรกมาถ่งบางกอก หมอบรัดเลย์ถ้กตามตัวให�ไปเข�าเฝ้าในฐานะแพทย์หมอบรัดเลย์บันท่กว่า “ใน พ.ศ. ๒๓๘๒ทรงขอให�ข�าพเจ�าชวย่สอนภาษาอังกฤษถวายแด่พระองค์โดยทรงกาำหนดวธิีการว่า จะเสด็จมาทีว�ัดข�าง ๆบ�านของข�าพเจ�าเพื�อทรงเรียนกับข�าพเจ�าที�วัดนั�น...มีอย้่ระยะหน�่งที�ข�าพเจ�าพยายามถวายการสอนภาษาอังกฤษแด่เจ�าฟ้ามงกุฎตอนบ่ายสัปดาห์ละห�าวัน แต่โครงการนี�ไม่เป็นผล อย่างไรก็ตามข�าพเจ�าก็ยังมีโอกาสสอนเจ�ากระต่ายตอ่ ไปเป็นกิจวัตรประจำาอีกหลายปี”(๙๕) เมื�อหมอบรัดเลยออ์กหนังสอพืมพิ ์“หนังสอืจดหมายเหตุThe Bangkok Recorder” ฉบบั ปฐมฤกษ์ตั�งแต่เดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๘๔๔ พระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎทรงแสดงความคิดเห็นเป็นบทความลงในหนังสอพืมพิ ด�วย ด ์ ังเช่นเรื�องการเรยีกชื�อเมอืงเป็นภาษาไทยค้่กบัภาษาสันสกฤตควรให�มีหลักทีถ้�กต�องบทความนีพ�มพิล์ งในหนังสอืจดหมายเหตุฉบบั มีนาคม ๑๘๖๕(๙๖) “หนังสือบางกอกริคอเดอร์เริ�มตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษในปีพ.ศ. ๒๔๐๘ โดยมีหมอบรัดเลย์เป็นเจ�าของ และหมอแมคโดนาลด์เป็นบรรณาธิการ ตอม่าจ่งมีบางกอกริคอเดอร์ฉบบั ภาษาไทยตีพมพิ ์ออกเมื�อวันที�๒๙เมษายน พ.ศ.๒๔๐๘โดยหมอบรัดเลย์เป็นเจ�าของและบรรณาธิการ หมอแมคโดนาลด์เป็นผ้�ชวย ่เป็นหนังสอพืมพิ ์รายปักษ์เสนอข่าวบทความ นิทานสุภาษต บิทปุจฉาวสิ ัชนาระหว่างผ้�อ่านกบับรรณาธิการ โดยวตถั ุประสงค์ของหมอบรัดเลย์เพื�อให�เป็น“ตลาดเสรีแห่งความเห็นทัง�มวล”หมอบรัดเลย์ได�ยุติการพมพิ ์หนังสอบืางกอกริคอเดอร์ในปีพ.ศ.๒๔๑๐ ด�วยเหตผลุว่าขาดทุน เป็นงานที�เสยีเวลา และไม่มีเวลาจะเผยแพร่ศาสนาอันเป็นงานหลัก”(๙๗) ๙๖ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ


เมื�อ ค.ศ. ๑๘๖๖ หมอบรัดเลย์เสนอความเห็นในหนังสือจดหมายเหตุ เช่น เรื�องควรประกาศให�คนกรุงเทพฯ รักษาความสะอาดบ�านเรือนเพื�อเป็นการป้องกันโรคระบาดที�กำาลังระบาดจากอินเดียมาส้่ชวา หากผ้�ใดไม่ปฏิบัติควรถ้กจับและเสียค่าปรับ ข�อเสนอนี�ได�รับการตอบโต�จากหนังสือหลวงซ่�งน่าจะเขียนโดยพระบาทสมเด็จจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวว่าเป็นเรื�องวุ่น การจะทำาอะไรต�องคิดให�ตลอด อย่าเอาแต่คิดง่าย ๆหมอบรัดเลย์ได�ตอบโต�ว่า “ตามธรรมเนียมประเทศย้โรปแลอเมริกา ผ้�ใหญ่ในประเทศนันชอบใจให�คนทั �งปวง�ที�ลงพิมพ์เตือนสติคอเวอแมนต์ ต่างห้ต่างตาคอเวอแมนต์ ๆ ด้หนังสือที�ลงพิมพ์หลายคนนักจ่งมีใจสว่างข่น�มีกำาลังว่าราชการให�แข็งแรงดีกว่าที�ไม่ลงพิมพ์เตือนสติ ข�าพเจ�าไม่ได�ถือตัวว่าเป็นคนปัญญามากดอก น่กว่าพอที�จะให�เป็นประโยชน์แก่กรุงเทพฯ เล็กน�อยจ่งได�ลงพิมพ์ ขอในหลวงอย่าได�ด้หมินด้ถ้กการของ�ข�าพเจ�านี�”(๙๘) “หมอบรัดเลย์เป็นผ้�ทำาคุณประโยชน์ให�แก่ประเทศไทยมากที�สุดในบรรดาพวกมิชชันนารีสมัยนัน�ก็เพราะเป็นผ้�นำาวิชาหมอแผนใหม่ มาเผยแพร่อย่างแพร่หลายเป็นคนแรก เป็นผ้�จัดตั�งโรงพิมพ์พิมพ์หนังสือเป็นคนแรก ได�พิมพ์ประกาศทางราชการฉบับแรกเมื�อ พ.ศ. ๒๓๘๓ เรื�องห�ามนำาฝิ�นเข�ามาในประเทศสยาม และยังเป็นผ้�เผยแพร่ประวัติตำานานไทย ขนบธรรมเนียมไทย ความร้�ในภาษาไทยและศาสนาประเพณีไทยให�กลุ่มชนชาวต่างประเทศได�ร้�จักทั�วถ่งกัน และยังเป็นผ้�นำาขนบธรรมเนียมประเพณีศาสนาและข่าวสาส์นการเมืองการค�าของต่างประเทศมาเผยแพร่ให�เป็นที�ร้�ทั�วกันในหม้่เจ�านายขุนนางไทยอีกด�วย ซ่�งก่อให�เกิดความเข�าใจในขนบธรรมเนียมประเพณีของกันและกัน...ในด�านวิชาการแพทย์ หมอบรัดเลย์ได�เริมการผ่าตัดครั� งแรกเมื�อ พ.ศ. ๒๓๗๙ โดยมีอุบัติเหตุเกิดข่ � น ในการฉลอง�วัดประยุรวงศ์ในปีนั�น ด�วยพระสงฆ์ในวัดบาดเจ็บเพราะป้นแตก หมอบรัดเลย์ก็ทำาการผ่าตัดจนสำาเร็จจ่งได�มีบันท่กไว�ว่า เป็นการผ่าตัดครังแรกในเมืองไทย ส่วนวิชาการหนังสือพิมพ์ หมอบรัดเลย์ได�จัดออก �หนังสือบางกอกกาเลนเดอร์รายปี เมื�อ พ.ศ. ๒๓๘๕ และหนังสือบางกอกรีคอร์เดอร์รายเดือนเป็นภาษาไทยเมื�อ พ.ศ. ๒๓๘๗ เฉพาะหนังสือบางกอกกาเลนเดอร์นั�น หมอบรัดเลย์จัดพิมพ์จำาหน่ายจวบจนปีที� ๖ในแผ่นดินสมเด็จพระจุลจอมเกล�าเจ�าอย้่หัว... “กิจการด�านโรงพิมพ์และแท่นพิมพ์ โดยเฉพาะหมอบรัดเลย์เป็นผ้�นำาแท่นพิมพ์แท่นแรกมาจากเมืองสิงคโปร์ เมื�อ พ.ศ. ๒๓๗๗ แต่เกียรติคุณในการสร�างแท่นพิมพ์และตัวพิมพ์ควรได�แก่ร�อยโทโลว์”(๙๙) “แหม่มลิโอโนเวนส์ เขียนว่า หมอบรัดเลย์เข�ามาอย้่ในกรุงเทพฯ แต่ ค.ศ. ๑๘๓๕ ได�รับพระราชทานความสนิทสนมกับพระบาทสมเด็จพระเจ�าอย้่หัวมาแต่ครังทรงผนวชอย้่ แต่ท่านผ้�เฒ่าที�น่านับถือทั � �งค้่นี� มักจะโต�แย�งแสดงคารมกันในหน�าหนังสือพิมพ์เนือง ๆ...”(๑๐๐)ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๙๗


พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนทิ (พ.ศ. ๒๓๕๑-๒๔๑๓) พระนามเดิมคือพระองค์เจ�าชายนวม พระราชโอรสองค์ที�๔๙ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล�านภาลัย ประส้ติแต่เจ�าจอมมารดาปรางใหญ่ ประส้ติเมื�อวันเสาร์ที�๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๕๑ในรัชกาลที�๓ ทรงสถาปนาเป็นกรมหมื�นวงศาธิราชสนิท กำากับกรมหมอ ในรัชกาลที�๔ โปรดให�เลื�อนเป็นกรมหลวงวงศาธิราชสนิท กำากับราชการมหาดไทย ว่าพระคลังสินค�าและเป็นที�ปร่กษาในพระองค์และเป็นผ้�แทนพระมหากษัตริย์ในการทำาสนธิสัญญากับต่างประเทศ สิ�นพระชนม์เมื�อวันพุธที�๓๑สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๓ พระชันษา ๖๓ ปี”(๑๐๑) เซอร์จอห์น เบาริงเข�าเฝ้ากรมหลวงวงศาธิราชสนิทเมื�อวันที�๑๐ เมษายน ค.ศ. ๑๘๕๕ บันท่กว่า“พระเจ�าน�องยาเธอพระองค์นี�ทรงมีชื�อเสียงในด�านความซื�อสัตย์และวิจารณญาณที�ดี ที�ทางเข�าวังพวกเราพบประกาศนียบัตรทางการแพทย์ที�สหรัฐอเมริกาได�ถวายแด่พระเจ�าน�องยาเธอ ภาพม�าแข่งอังกฤษ ตลอดจนสิงประ�ดับประดาต่าง ๆ จากยุโรป ท�องพระโรงมีขนาดกว�างขวาง มีวงดนตรีขนาดใหญ่พระเจ�าน�องยาเธอทรงขอโทษที�ขาดความคุ�นเคยกบมัารยาทของชาวตะวันตก”(๑๐๒) กรมหลวงวงศาธิราชสนิทโปรดคบหาชาวตะวันตกพระราชหตัถเลขาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวเมื�อ พ.ศ.๒๔๐๙ ถ่งกรมหมื�นมเหศวรศิววิลาศ ว่า ครั�งหน�่งเมื�อกงสุลอังกฤษจะไปเชียงใหม่และเมอืงเมาลเมียล (มะละแหม่ง) กรมหลวงวงศาได�มอบให�โอรสคือ เจ�าสาย และ เจ�าเจ�ง ให�เป็นล้กศิษย์ไปกบักงสลอุ ังกฤษโดยเห็นประโยชน์ว่า “เจ�าสององค์จะได�เห็นเมอืงต่างๆ ร้�ขนบธรรมเนยมอี ังกฤษสบื ไปในภายหน�า”(๑๐๓) นายเท่ยนฮ่� “ในปีค.ศ. ๑๘๖๖ (พ.ศ. ๒๔๐๙) นายเทยีนฮี�ผ้�ที�ได�รบัการศ่กษาจากหมอเฮาส์เข�ารบศัลบี ัพติสมาแล�ว เดินทางไปศ่กษาวิชาแพทย์ที�มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เมื�อกลับมาได�เข�ารับตำาแหน่งผ้�อำานวยการโรงพยาบาลทหารบก ต่อมาได�เลื�อนเป็นพระยาสารสิน ได�ยกที�ดินแปลงหน�่งที�ถนนสีลมให�เป็นสุสานคริสเตียน และบริจาคทรัพยก�อ์นหน�งส่ ร�างคริสตจักรสบสืมพั ันธวงศ์”(๑๐๔) กลุ่มดาราศาสตร์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบาำ ราบปรปกษั ์ สมเด็จพระเจ�าบรมวงษ์เธอ เจ�าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบาำราบปรปักษ์(สมเด็จเจ�าฟ้ากลาง) พระราชโอรสองค์ที�๖๕ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล�านภาลัย ประส้ติแต่พระเจ�าบรมวงษ์เธอเจ�าฟ้ากุณฑลทิพยวดีประส้ติเมื�อวันเสารที ์�๒๔เมษายน พ.ศ.๒๓๖๒สมยรั ัชกาลที�๓ รบั ราชการในกรมวังในรัชกาลที�๔ พระราชทานนามว่า เจ�าฟ้ามหามาลา และทรงสถาปนาเป็นกรมหมื�นปราบปรปักษ์และเลื�อนเป็นกรมขุนบำาราบปรปักษ์ได�ว่าการกรมวัง กรมพระคชบาล และกรมสังฆการีธรรมการ๙๘ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ


สมัยรัชกาลที� ๕ เลื�อนเป็นกรมพระยาบำาราบปรปักษ์ ที�ประชุมพระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางผ้�ใหญ่พร�อมกันแต่งตั�งให�เป็นผ้�สำาเร็จราชการในพระราชสำานัก และว่าพระคลังทั�งปวง ต่อมาได�เป็นผ้�สำาเร็จราชการกรมมหาดไทย สินพระชนม์เมื�อวันพุธที� ๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๒๙ พระชันษา ๖๗ ปี ต�นราชสกุล �มาลากุล”(๑๐๕) หลักฐานซ่งทำาให�สรุปว่า เจ�าฟ้ามหามาลา กรมพระยาบำาราบปรปักษ์ ทรงเป็นนักดาราศาสตร์ คือ �ทรงคำานวณว่าจะเกิดอุปราคาในวันพุฒ ข่นคำาหน่ � �ง ปีจอฉศก ๑๒๓๖ ท้ลเกล�าฯ ถวายรัชกาลที� ๕ “ท่านได�ทรงเรียนตามตำาราในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัว ได�ทรงคิดการในเรื�องนี� คำานวนท้ลเกล�าฯถวาย...แต่ท่านยังออกพระองค์อย้่ ว่าไม่เคยพบ เคยเห็นเคยทดลองเลย ด�วยกาลนานมาถ่ง ๑๐๕ ปี จ่งได�มีทำาตามตำารา จะผิดถ้กอย่างไร ยังไม่ทราบแน่” กำาหนดเวลาแรกจับ ๒ โมง ๓๖ มินิตร ๑ สกัน สินดวงดาว ๓ โมง ๕๐ มินิตร ๖๐ สกัน � ก่�งทางดาว ๔ โมง ๕๖ มินิตร ๓๔ สกัน ถ่งขอบ จะออกเที�ยง ๔๗ มินิตร ๒๖ สกัน หลุดขอบบริสุทธิ โมงหน่�งกับ ๑๖ มินิตร ๕ สกัน(๑๐๖) ประกาศเวลาเกิดจริง “ก็ในเวลาเช�าวันนัน ได�ตั � �งกล�องคอยด้ เห็นขอบอาทิตยหมอง เป็นแรกจับ ๒ โมง ๔๒ นาที สินดวงดาว ๓ โมง ๗ นาที � ก่�งทางดาว ๕ โมง ๑๗ นาที ถ่งขอบ จะออกเที�ยง ๔๙ นาที หลุดขอบบริสุทธิ บ่ายโมง ๑ กับ ๑๖ นาที แล ๓๐ วินาที ยังปรากฏเรื�องนี�ใน “ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑ นำาเบอร์ ๔๐๘ วันอาทิตย เดือน ๔ แรม ๑๔ คำาปีจอฉศก ๑๒๓๖” ว่า “ข�าพระพุทธเจ�า เจ�าฟ้ามหามาลา ขอพระราชทานคำานวณสุริยุปราคาธ์ท้ลเกล�าฯถวาย ณวันอังคาร เดือนห�าข่�นคำาหน่�ง ศักราช ๑๒๓๖ ปีกุนยังเป็นฉศก พระเคราะอาทิตย์ พระเคราะห์จันทร เดินปัดค่ามกลางข่นเหนือร่วมทางเกี�ยวในราศีมีญ ครั � นเวลาเที�ยงแล�ว ๔๖ นาที พระเคราะห์จันทร์�จะเดินปัดเข�าถ่งขอบพระเคราะหอาทิตยค่างทิศหรดีเป็นแรกจับแล�วจะเดินบังดวงพระเคราะห์อาทิตย์ต่อไปจนถ่งเวลาบ่าย ๒ โมง ๖ นาที จะบังเตมดวง เป็นสัพคราธ์ศรีแดงหมนมืดอย้่ ๔ นาทีกับ ๑๐ วินาทีแล�วเดินไปค่างทิศอิสาน”(๑๐๗)ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๙๙


พระภิกษุพระเจ้าบรมวงษ์เธอสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ วัดบวรนิเวศวิหาร ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เลมที ่�๑ นาำเบอร์๒๐๗ วันอาทิตย เดือน ๑๑ ข่น� คำา ๑ ปีจอฉศก๑๒๓๖) แจ�งความเรื�องดาวพระเคราะหส์ุกรข่นในเ�วลากลางวัน “ก็ในระยะห�าสบปิ ีเสศนี�ดาวสุกร ได�ข่น�กลางวันถ่งเก�าครั�งทั�งครั�งนี�มีจดหมายปรากฏชัดอย้่ ในป้มและประฏิทิน การเรื�องที�สังเกตดาวสุกรนี�พระเจ�าบรมวงษเธอกรมพระปวเรศวรยิาลงกรณ์ณ วัดบวรนิเวศน ท์ ่านได�ทรงสังเกตแน่นอน จนทายได�ลว่งน่าว่าจะข่นเ�มื�อไรไม่คลาดเคลื�อนเลย(๑๐๘) หลักฐานนีท�าำ ให�ทราบว่า ครัง�รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจลุจอมเกล�าเจ�าอย้่หว ั (หรอกือ่นหน�านัน) �สมเด็จพระมหาสมณเจ�ากรมพระยาปวเรศวรยิาลงกรณ ค์อืชาวสยามผ้�สนใจในวิชาดาราศาสตรอ์ ีกท่านหนง�่ กลุ่มเคม่ มิสเตอร์เจสซ่� แคสแวลล์ คือมิชชันนารีชาวอเมรกิัน เข�ามาถ่งกรุงเทพ พ.ศ. ๒๓๘๒ หนังสอืแสดงกิจจานกุิจโดยเจ�าพระยาทิพากรวงศ์เรยีกตามสาำเนยีงไทยว่าหมอหัศกัน ท่านคอืคร้สอนภาษาอังกฤษให�แก่พระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎคนที�๒ ตอ่จากคร้ผ้�สอนภาษาอังกฤษคนแรกคือหมอบรัดเลย ม์ ิสเตอร์แคสเวลไมยอมร่บคั ่าจ�าง ท้ลขอแต่โอกาสให�สอนคริสต์ศาสนาได�ที�วัดบวรนิเวศ พระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎประทานอนุญาตให�สอนที�ศาลาหน�าวัดหลัง ๑ ตามประสงค์(๑๐๙) หมอบรัดเลย์กล่าวถ่งเพื�อนตนคนนี�ว่า “เขามีความสนใจด�านวิทยาศาสตรอย์ ่างแรงกล�า ซ่ง�ด่งด้ดความสนพระทยัของเจ�าฟ้าทั�งสองพระองค์(เจ�าฟ้ามงกุฎและเจ�าฟ้าจฑุามณี) และพระสหายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันอีกกลุ่มหน�ง่ ทั�งยังมีพรสวรรค์ในการใช�ภาษาสยามได�เป็นอย่างดี”(๑๑๐) “ในฤด้ร�อนปีพ.ศ.๒๓๘๘ พระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎทรงเชิญ ม.แคสแวลล์ให�ไปเฝ้าพระองค์ที�วัดบวรนิเวศ และได�ปร่กษากันถ่งแผนการสอนหนังสือ ซ่�งต่อมาได�จัดทำาข่�นเป็นเวลา ๑๘ เดือน ม.แคสแวลล์ได�รบอนัุญาตให�ใช�ห�อง ๆ หน�งซ่ ่ง�อย้่ติดกบวั ัดเป็นที�แสดงธรรมและเผยแพร่เอกสาร เป็นการแลกเปลีย�นกบัการถวายการสอนภาษาอังกฤษเฉพาะพระองค์แด่พระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎและพระล้กวัดของพระองค์อีกสองสามร้ป การเรียนมีข่�นสัปดาห์ละ ๔ วัน นักเรียนที�มาเรียนเป็นประจำาเป็นชายหนุ่มอีก ๑๐ คนนอกเหนือจากองค์พระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎ พระองค์ไม่ทรงร้�จักเหน็ดเหนื�อยที�จะพยายามเรียนร้�ภาษาอังกฤษ ม.แคสแวลล์ทุ่มเทเวลาเช�าทุกวันตั�งแต่เก�าถ่งสบิเอ็ดนาฬิกาให�แก่การสอนหนังสอ ชั ื�วโมงแรกสอนทั�งชัน� ชัว� โมงตอม่าสอนถวายเฉพาะพระองค์”(๑๑๑)มิสเตอร์แคสแวลล์ล�มเจ็บอย่างปัจจุบันทันด่วนด�วยโรคไฟลามทุ่งใน พ.ศ. ๒๓๙๑ และเสยชีวีิตภายในไมกี่ว�ันที�เริม�เป็น...มิสซิสแคสเวลล์กลับไปอเมริกาพร�อมด�วยล้กๆหลังจากสามีเสยชีวีติได� ๒-๓เดอืนอีกหลายปีต่อมาเมื�อเจ�าฟ้ามงกุฎทรงข่�นครองราชย์แล�ว ทรงแสดงความรำาล่กถ่งสหายของพระองค์โดยการทำาอนุสาวรยี ์เป็นเกยีรติแก่เขา ณ สุสานของโปรแตสแตนท์(๑๑๒)๑๐๐ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ


แซมมวล เจ. สมิธ (Samuel John Smith) เรียกกันทั�วไปว่า หมอสมิธ เกิดเมื�อวันพฤหัสบดีที� ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๖๓ ที�ประเทศฮินด้สถาน (อินเดีย) บิดาเป็นชาวอังกฤษ มารดาเป็นชาวโปรตุเกส ได�ติดตาม ม.จอห์น เทเลอ โจนส์ บิดาเลี�ยง มิชชันนารีนิกายโปรแตสแตนท์คณะแบบติส เข�ามาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในประเทศไทย เมื�อวันที� ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๓๗๖ขณะอายุได� ๑๓ ปี ใน พ.ศ. ๒๓๗๘ แซมมวล เจ. สมิธ ได�ไปศ่กษาที�ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยเรียนวิชาการพิมพ์อย้่ ๖ ปี และจบปริญญาดุษฎีบัณฑิตวิชาอักษรศาสตร์ กลับเข�ามาเมืองไทย เมื�อ พ.ศ. ๒๓๙๓แซมมวล เจ. สมิธ เป็นผ้�สนใจฝึกฝนภาษาไทยจนแตกฉาน และได�ร้�จักคุ�นเคยกับเจ�านายตลอดจนขุนนางไทยชั�นส้ง และเป็นที�โปรดปรานของพระวชิรญาณ (พระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎ) และสมเด็จเจ�าฟ้าจุฑามณี (พระบาทสมเด็จพระปิ�นเกล�าเจ�าอย้่หัว) มีหน�าที�สำาคัญคือ เป็นราชเลขาของพระบาทสมเด็จพระปิ�นเกล�าเจ�าอย้่หัว ภายหลังแซมมวล เจ. สมิธ ได�จัดตังโรงพิมพ์ที�ตำาบลบางคอแหลม รับจ�างตีพิมพ์�เอกสารหนังสือต่างๆ โดยเฉพาะหนังสือ The Siam Repository และจดหมายเหตุสยามไสมย รวมทั�งประกาศทางราชการและยังได�จัดพิมพ์หนังสือเล่มออกจำาหน่ายด�วย นอกจากนี�ยังเป็นผ้�รวบรวมจัดทำาพจนานุกรมหรือดิกชันนารีภาษาอังกฤษ ชื�อว่า คัมภีร์สรรพพจนานุโยค จำานวน ๕ เล่ม ใช�เวลาจัดทำา๓๐ ปี แซมมวล เจ. สมิธ ถ่งแก่กรรมเมื�อ พ.ศ. ๒๔๕๒ อายุ ๘๙ ปี”(๑๑๓) สรุปว่ากำาเนิดวิทยาศาสตร์ตะวันตกและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การแพทย์ ดาราศาสตร์ เทคโนโลยีสมัยใหม่ต่าง ๆ เช่น การพิมพ์ การถ่ายภาพ การต่อเรือกลไฟ การขุดคลองด�วยเครื�องจักร สร�างถนน ฯลฯเกิดข่�นในสยามในสมัยรัตนโกสินทร์เริ�มตั�งแต่ครั�งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าเจ�าอย้่หัวที�กรุงเทพมหานคร หรือเมื�อประมาณสองศตวรรษก่อนปัจจุบัน มิชชันนารีชาวอเมริกันคือผ้�มีบทบาทหลักในการสร�างสรรค์และถ่ายทอด มีชาวยุโรปบ�างที�มีบทบาทเกี�ยวข�อง ขณะเดียวกัน ชนชันปกครองชาวสยามนำาโดยพระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎและเจ�าฟ้าจุฑามณี คือ ผ้�มี �บทบาทและมีทัศนคติที�ดีในการเรียนร้�และนำามาพัฒนาใช�ประโยชน์ ดังนั�น วิทยาศาสตร์ตะวันตกและเทคโนโลยีสมัยใหม่ยุคบุกเบิกสถาปนาข่�นในสยามประเทศโดยปราศจากอุปสรรค เป็นเครื�องมือนำาพาชาติส้่ความเป็นสากลดังปณิธานของผ้�ให�และผ้�รับดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๐๑


บทท่� ๘จาร่ตดาราศาสตร์สยาม102 ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ


ความร้�ดาราศาสตร์ทัวไปของชาวสยามก่อนชาวตะวันตกเข�ามาดำาเนินงานศ่กษา และเผยแพร่ครั �ง�รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช น่าจะได�แก่ กำาหนดชื�อเรียกกลุ่มดาว หรือชื�อดาวต่าง ๆ หรือร้�จักการทำาแผนที�ดาว คำานวณการเกิดจันทรุปราคาได� ร้�ว่าดาวบนท�องฟ้ามี ๒ ประเภท คือ ดาวเคลื�อนที�ได� เช่น อาทิตย์ จันทร์ อังคาร ว่าดาวพระเคราะห์ และเรียกดาวประจำาที� เช่น ดาวล้กไก่ ดาวไถ ดาวปลาว่าดาวฤกษ์(๑) ตั�งแต่ราว พ.ศ. ๒๒๐๐-๒๒๓๐ ชาวตะวันตกกลุ่มหน่�งได�มาทำาการศ่กษาวิจัยดาราศาสตร์ตามแนวทางตะวันตกที�พระนครศรีอยุธยาและที�เมืองลพบุรี คนกลุ่มนี�รับร้�เรื�องระบบสุริยจักรวาล นาฬิกา แผนที� และการใช�กล�องโทรทรรศน์เป็นเครื�องมือทำาการศ่กษา บางครั�งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชพระมหากษัตริย์สยามทรงร่วมสังเกตปรากฏการณ์ดาราศาสตร์กับนักดาราศาสตร์ชาวตะวันตกด�วย คนกลุ่มนี�บันท่กเรื�องสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงตั�งคำาถามต่าง ๆ ทำาให�ทราบว่าทรงมีความร้�วิชาดาราศาสตร์ตามแนวทางทางการศ่กษาของชาวตะวันตก ทั�งยังทรงสนับสนุนวิทยาการแขนงนี�ด�วยการพระราชทานที�ดินให�สร�างหอด้ดาวที�เมืองลพบุรี บาทหลวงคณะเจซ้อิตและราชสำานักฝรังเศสร่วมมือกันดำาเนินงานเรื�องนี�ในสยามเพื�อการทำาแผนที� �เดินเรือทะเลจากทวีปยุโรปมายังเอเชียไกลให�ปลอดภัย จะได�แสวงหาผลประโยชน์จากการค�า และได�โอกาสครอบครองผ้�คนและดินแดนต่าง ๆ เข�าใจว่าชนชั�นปกครองสยามในครั�งนั�นคงทราบเรื�องนี�และให�ความร่วมมือเพราะจะได�เป็นประโยชน์กับสยามด�วยเช่นกัน จ่งควรเชื�อว่า ตังแต่เมื�อราว ๓๐๐ ปีมาแล�ว ความร้�เรื�องดาราศาสตร์ของชาวสยามนั � น คือ เรื�องปะปนกัน �ระหว่างความร้�ตามจารีตเดิมและความร้�ใหม่ที�ชาวตะวันตกนำามาเสนอ ประเด็นนี�จ่งน่าจะเป็นเหตุให�การต่อยอดความร้�เรื�องดาราศาสตร์ตามแนวทางตะวันตก ในสมัยรัตนโกสินทร์ คือครังรัชสมัยพระบาท�สมเด็จพระจอมเกล�าฯ เดินหน�าต่อโดยไม่มีอุปสรรค ความร้�เรื�องความร้�ดาราศาสตร์จารีตชาวสยามตั�งแต่ครั�งสมัยอยุธยาตอนปลายถ่งสมัยต�นรัตนโกสินทร์ พุทธศตวรรษที� ๒๓-ต�นพุทธศตวรรษที� ๒๕ น่าจะมีเรื�องเด่นต่าง ๆ ดังนี� ประการแรก ค่อเร่�องการกำาหนดช่�อเร่ยกกลุ่มดาว ช่�อดาวต่าง ๆ และร้้จักการทำาแผนท่�ดาว บาทหลวงริโชด์ นักวิทยาศาสตร์คณะเจซ้อิตที�ได�เดินทางเข�ามาพำานักในพระนครศรีอยุธยาครังรัชสมัยพระนารายณ์นานหลายปี บันท่กว่า “ชาวสยามยังจัดกลุ่มดาวฤกษ์และตั � �งชื�อที�มีความหมายเดียวกันกับชื�อกลุ่มดาวของชาวตะวันตก เช่น กลุ่มดาวแกะ กลุ่มดาววัวตัวผ้� กลุ่มดาวคนค้่ เป็นต�น ข�าพเจ�ายังได�เห็นแผนที�ดาวที�โหรของพระมหากษัตริย์แห่งสยามเขียนไว�บนกระดานชนวน ซ่�งประกอบด�วยดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๐๓


เส�นศ้นยส้ต์ร สรุยวิถิ ีและอื�น ๆ อย่างไรกต็าม การระบุตาำแหน่งกลุ่มดาวหลายกลุ่มยังไมถ้่กต�องดนี ัก ชาวสยามยังแบ่งทรงกลมท�องฟ้าเป็น๓๖๐ องศาเหมอืนกบัชาวตะวันตกและในแตล่ะชว่งองศายังแบ่งเป็นสว่นยอย ่ๆ อีกหลายสว่น ทั�งยังมีการกาำหนดกลุ่มดาวจักรราศีซ่งแ�บ่งเป็น ๑๒ กลุ่ม แตล่ะกลุ่มมี๓๐ องศา”(๒) ภาพวาดฝาผนังพระอุโบสถวัดเกาะ อำาเภอเมอืงเพชรบุร จี ังหวัดเพชรบุร วีาดเมื�อ พ.ศ. ๒๒๗๗ตรงกบรั ัชสมยัสมเด็จพระเจ�าบรมโกษ กาำ หนดให�เขาพระสุเมรุและเขาบรวิารตามพระคมภั ีร์ไตรภ้มิเป็นแกนกลางภาพ ตัง�อย้่ส้งผงาด ณ ท่ามกลางท�องฟ้าที�ปรากฏกลุ่มดาวต่าง ๆ ซ่งมีการระบุ�ชื�อไว�ด�วย พระราชนิพนธ์เรื�องอิเหนาโดยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล�านภาลัย ตอนสี�กษัตรยิ ์กลับเมอืงกาหลัง มีบทชมดาวซ่งแสดง�ถ่งความสนใจในการจัดกลุ่มดาวเพื�อประโยชนต์ ่าง ๆ แล�ว คือ “ต่างองค์ทัศนาดารากร ในอัมพรเลื�อนลอยล�อมบุหลัน นักขตัฤกษ์มีนามเป็นสาคำ ัญ บ�างเด่นดั�นเมฆานภาลัย โรหณ่ ิสีสดบรสิุทธิ �กตั ติกาโลกสมมุติดาวล้กไก่ ที�สามดวงชว่งเรยีงเคียงกันไป เขาเรยีกว่าดาวไถแต่บุราณ ดาวจระเข้เหราปลาเต่า ดาวสาำเภาหวัทรงดาวหงสห์ ่าน ดาวพระเคราะหจ์ ำาเพาะแตอ่ ังคาร สีแดงห�าวหาญกว่าทุกดวง”(๓)ผนังหอพระไตรปิฏกประจำากุฏิอธิบดีสงฆ์คือกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสในเขตสังฆาวาสวัดพระเชตุพน กรุงเทพมหานคร มีภาพจิตรกรรมฝาผนังที�น่าจะเขียนข่�นครั�งสมัยรัชกาลที�๓ - ๔(พ.ศ. ๒๓๘๐ - ๒๔๐๐) เขยีนภาพ ตาำ ราคชลักษณ์(ตำาราช�าง) อัศวลักษณ์(ตำาราม�า) ตาำราดาว ตาำราแมว ตำาราโค ตำาราเขาโค และภาพจับ เฉพาะภาพเรื�องตำาราดาว มีทั�งหมด ๔ เรื�องคือ นักษัตรหรือดาวฤกษ์มี๒๗ หม้่ ดาวประจำาปนี ักษัตร ๑๒ ดาวประจำาราศี๑๒ (สรุยิคติ) ดาวประจำาเดือน ๑๒ (จันทรคติ)(๔) มีผ้�สาำรวจพบคัมภีรต์ ำาราดาวที�จังหวัดเพชรบุร จ่ ี งได�ทำาการศ่กษาและได�ข�อสรุปว่า เขยีนข่�นด�วยตัวอักษรและอักขรวิธีของอักษรไทยสมยต� ันรตันโกสินทร์ในคัมภีร์ระบุรายชื�อดาวนักษัตรพร�อมร้ปวาดดวงดาวทั�ง ๒๗ ฤกษ์ ล�วนมีเค�าว่าได�วาดข่นจากด�วงดาวกลุ่มต่าง ๆ ตามที�แลเห็นได�จริง เนื�อหาในคัมภีร์กำาหนดให�โลกเป็นศ้นย์กลางจักรวาลซ่�งมีรากฐานจากวิชาดาราศาสตร์โบราณ และการแบ่งกลุ่มดาวเป็น ๒๗ ฤกษ์รวมทั�งเรื�องของลัคนา พักตร ตร์ยีางศ์นวางศ์ฯลฯ ในคัมภีรนั ์ �น เป็นการรบัความร้�ด�านดาราศาสตร์โบราณตามแบบอินเดีย ผ้�ศ่กษายังได�ระบุเพิม�เติมอีกว่า “เมื�อได�ตรวจสอบองค์ความร้�เกียว�กบัดาราศาสตร์ของคนไทยแต่โบราณแล�ว จะพบคติพื�นบ�านเกียวก�บัดาวต่าง ๆ พบการเรยีกชื�อดาวด�วยภาษาถิ�น อย่างเช่น ดาวจระเข� ดาวไกน�อย ่ดาววีดาวช�าง ดาวไถ ดาวโลง ดาวกา ดาวเต่า ฯลฯ อันแสดงให�เห็นว่า ได�มีความเข�าใจเรื�องดาวอย้่ในภ้มิภาคไทยแต่เดิมมาแล�ว”(๕)๑๐๔ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ


มุขนายกมิซซังปาลเลกัวซ์ ระบุในงานเขียนของท่านเรื�องวิชาดาราศาสตร์ในหนังสือเล่าเรื�องกรุงสยาม ว่า “คนไทยมีหนังสืออย้่หลายเล่ม แปลจากภาษาบาลีที�ว่าด�วยการโคจรของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ดวงดาวในจักรราศี ดาวพระเคราะห์และนิมิตต่าง ๆ อันจะพยากรณ์ได�จากการโคจรของดวงดาวเหล่านัน แต่วิทยาการประเภทนี�เรียนร้�กันอย้่แต่ในหม้่พราหมณ์เท่านั �น ซ่� งเป็นโหรหลวง และมีจำานวนน�อยคน �จ่งมักจะพยากรณ์ไปในทางก่อให�เกิดความหลงเชื�อข่นในหม้่ประชาชนพลเมือง หรือไม่ก็เพื�อสร�างชื�อเสียง �ของตนในฐานะเป็นนักปราชญ์ ยิ�งกว่านั�น เขามิได�ใช�กล�องโทรทรรศน์หรือเครื�องมือทางดาราศาสตร์แต่ประการใด วิทยาการของเขาทังสิ�นวางรากฐานอย้่บนการคำานวณอย่างประหลาด ๆ� (๖) แผนที�ดาวตามจารีตไทยที�ปรากฏในภาพวาดฝาผนังพุทธสถานรวมทั�งที�ปรากฏบนสมุดข่อยซ่งมีอายุประมาณ ๑๕๐ - ๒๕๐ ปีก่อนนั� น หากนำามาเปรียบเทียบกับแผนที�ดาวสากลว่ามีความใกล�เคียง �มากน�อยประการใด ท่านผ้�ร้�ระบุว่าแผนที�ดาวจารีตไทยวาดตามแนวศิลปะ ไม่อิงความจริง(๗) ประการท่�สอง ค่อความร้้เร่�องการเกิดจันทรุปราคา ชาวตะวันตกบางคนบันท่กเรื�องการอธิบายความร้�ชาวสยามเรื�องการเกิดอุปราคาว่าไร�สาระ เช่น ม.เดอ ลาล้แบร์ ราชท้ตฝรังเศสครั� งรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชระบุว่า “ชาวสยามไม่ประสาเลย �กับระบบของพิภพอันถ้กต�อง ค่าที�ไม่ร้�สาเหตุนันเองว่ามีมาอย่างไร เขาจ่งมีความเชื�อโดยทำานองเดียวกัน �กับชาวตะวันออกทั�วไปว่า สุริยุปราคาและจันทรุปราคานันเป็นด�วยฤทธิ �เดชของนาคราชกลืนดวงตะวัน �และดวงเดือนเข�าไป”(๘) วรรณกรรมเรื�องนิราศเดือน แต่งโดยนายมี ครั�งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าเจ�าอย้่หัว กล่าวถ่งการเกิดจันทรุปราคาเพราะพระราห้อมพระจันทร์ : “เห็นราห้จ้่จับพระจันทรา ชาวพาราอื�ออ่งคะน่งดัง พิล่กลั�นครันคร่กเสียงก่กก�อง� ระฆังฆ�องกลองแซ่ทั�งแตรสังข์ ประดังเสียงเพียงพื�นพิภพพัง มีทุกครังดังทุกคราวฉาวทุกที” � (๙) อย่างไรก็ตาม เรื�องการคำานวณอุปราคาโดยชาวสยามนัน Sir Robert H. Schomburgk กงสุลอังกฤษ�ประจำาสยาม ระบุในบทความเรื�อง ดาราศาสตร์ทั�วไปในสยาม (Popular Astronomy in Siam) เมื�อเดือน กรกฎาคม ๑๘๖๑ (พ.ศ.๒๔๐๔) ว่า เมื�อวันที� ๘ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๘๖๑ เกิดสุริยุปราคาบางส่วนเห็นได�ที�กรุงเทพ ถ้กต�องตามประกาศทำานายการเกิดล่วงหน�าโดยคณะโหราจารย์ของกษัตริย์สยาม ตัวเขาประหลาดใจว่าชาวสยามใช�วิธีคำานวณการเกิดอุปราคาได�อย่างไร ทราบเพียงว่าโหราจารย์ใช�วิธีบวก ลบ ค้ณ หารเท่านั�นก็สามารถทำานายการเกิดอุปราคาได� ความร้�เรื�องนี�เป็นที�แปลกใจแก่ชาวยุโรปตั�งแต่ครั�งรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๐๕


เมื�อ ม.เดอ ลาล้แบร์ราชท้ตฝรั�งเศสได�นาตำ ำาราการคำานวณการเกิดคราสไปให�นักดาราศาสตร์คนสาคำ ัญคือคาสนิ ิ(Cassini) ได�พิจารณาเรื�องนี�(๑๐) หมอบรัดเลย์ระบุในหนังสือพิมพ์ Bangkok Calendar ประจำา ค.ศ. ๑๘๖๐ ว่า ในราชสำานักสยามมีแผนกคาำนวณคราสโดยเฉพาะ มีขุนนางดาำรงตาำแหน่ง พระโหราธบดิ ขีุน Chopt tomma ขุนเทพยากรณ์Koon Thepa Yakawn เป็นผ้�รบผั ิดชอบ(๑๑)ประการท่�สาม ม่กิจกรรมเก่�ยวเน่�องให้ปรากฏการณอ์ ุปราคาม่ความหมายต่อช่วิต การเกิดอุปราคาทุกครัง� พระมหากษัตรยิต�อ์งเสด็จสรงมุรธาภิเษกและพระราชทานเงิน เช่นจดหมายเหตุเมื�อเกิดปรากฎการณส์รุยิุปราคาที�หว�ากอ เมื�อวันที�๑๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๑๑ ระบุว่า เวลาสองโมงเช�า เจ�าพนักงานเตรยมีกล�องใหญน�อย ่เครื�องทอดพระเนตรสรุยิุปราคา เช�าสี�โมงเศษสามนาที เสด็จออกทรงกล�อง แตท�อ่ งฟ้าเป็นเมฆฝนคลุม� ไปในทางด�าน ตะวันออกไม่เห็นอะไรเลย สี�โมงสบิหกนาที เมฆจ่งจางสว่างออกไป เห็นดวงพระอาทิตยไรๆ แลด้พอร้�ว่าจับแล�ว จ�่งประโคมเสด็จสรงมุรธาภิเษกห�าโมงยีส�บินาที แสงแดดอ่อนลงมา ท�องฟ้าตรงดวงพระอาทิตยสว่างไม่มีเมฆเลย ที�อื�นแลเห็นดาวใหญด�่านตะวันตกแลดาวอื�น ๆ มากหลายหลายดวงห�าโมงกบัสามสบิหกนาทีสบวิ ินาที จับสินด�วง เวลานัน�มืดเป็นเหมอืนกลางคืนเวลาพลบคำา คนที�นังไก �ล� ๆ กันแลด้ไมร่ ้�จักหน�ากันแล�วพระราชทาน เงินพระราชวงษานวุงษ์แลข�าราชการผ้�ใหญ่ผ้�น�อยซ่ง�ตามเสด็จ โดยพระราชดำาเนินออกไปทั�วกัน(๑๒) พระราชพธิดี ังกล่าวยังมีการระบุว่ายังปฏิบัติต่อมาอีกในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล�าเจ�าอย้่หว ัเช่น ครังเ�กิดจนทรั ุปราคาเม่�อ พ.ศ. ๒๔๑๗“ณ วันเสารเดอืนหกแรมคาำหนง�่เวลายามหนง�่กบบัาทหนง�่มีจันทรุปราคาจับข�างทิศอุดร สมเด็จพระเจ�าอย้่หวัเสด็จข่น�ที�สรงมุรธาภิเษก มีเครื�องประโคม ครันเส�ด็จประทบ ัณ พระทีนั�ง�อมรั ินทรวนิ ิจฉย จั�งทรงพระก่รุณาโปรดเกล�าฯ พระราชทานเงินตราแก่พระบรมวงษานวุงษแลข�าท้ลลองธลุีพระบาท เสร็จแล�ว...เสด็จพระราชดำาเนินประทับน่าพระอุโบสถ (วัดพระศรีรัตนศาสดาราม) ทรงฟังข�าราชการกรมพระอาลักษ แลกรมราชบัณฑิตย์สวดสรภัญญะ จบแล�วทรงทอดพระเนตรข�าราชการฝ่ายน่าฝ่ายในเวียนเทียนประทักษีณสามรอบเสร็จ เสด็จประทับในอุโบสถทรงธรรม จบแล�วเวลาสองยามเศษเสด็จกลับพระบรมมหาราชวัง”(๑๓)๑๐๖ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ


ครั�งเกิดจันทรุปราคา พ.ศ. ๒๔๑๙ “ณ วันอังคาร เดือนสี� ข่�นสิบห�าคำา “ครั�นนาฬิกา ๕ ทุ่มกับ ๕๗ มินิต ๓๖ เซกกันต์ ก็เป็นเวลาจันทรุปราคาจับทิศอาคเณเป็นสัพคราธ (ทรงฟังเทศในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม) ครั�นเทศจบแล�วเวลาสองยามเสศ พระบาทสมเด็จพระเจ�าอย้่หัวเสด็จพระราชดำาเนิน มาทรงถวายของไทยธรรม แล�วพระสงฆถวายยะถาอติเรกถวายพระพรลากลับ จ่งเสด็จพระราชดำาเนิน ลงจากพระอุโบสถ มาทรงพระที�นังพระราชยาน เสด็จมาประทับเก๋งราชฤาดี ทรงผลัด �พระภ้ษาโขมพัตร เสด็จเข�าส้่ที�สรงทรงเครื�องพระมุรธาภิเศกสนานตามจารีตโบราณ ขัติยราชประเพณีซ่�งมีมาในกาลก่อน เจ�าพนักงานก็ประโคมฆ�องไชย แตรสังขพิณพาทยข่�นพร�อมกัน ชีพ่อพราหมณโอมอ่านอิศรเวทวิศณุมนต ถวายนำาสังขพร�อมกัน ครั�นสรงเสรจแล�ว เสด็จข่�นประทับในพระที�นั�งอมรินทรวินิจฉัย ทรงแจกเงิน พระบรมวงษานุวงษแลข�าท้ละอองธ้ลีพระบาท”(๑๔) ครังเกิดจันทรุปราคาในปี พ.ศ. ๒๔๒๐ � มีพระราชพิธีดังนี� “ครันถ่งเวลา ๓ ยาม กับ ๕๗ นาที จ่งเห็นพระจันทรเป็นรอยด่างดำาค่างทิศอีสาร � เจ�าพนักงานแตรสังข์พิณพาทยก็ประโคมข่นพร�อมกัน� พระบาทสมเด็จพระเจ�าอย้่หัวเสด็จพระราชดำาเนินทางพระทวารเทวราชมเหตุ เสด็จมาประทับพระที�นังราชฤาดี ทรงพระภ้ษาทรง ๆ สภักโขมพัตร เสด็จข่ �นบนพระแท่นพระมุรธาภิกเศก � เจ�าพนักงานเปิดพระสุหร่าย ชาวประโคมก็ประโคมแตรสังข์ พิณพาทยกลองแขกข่�นพร�อมกันพระมหาราชคร้พิธีถวายพระเต�าเบงจคับ พระสิทธิไชยถวายพระครอบสำาฤทธิ เจ�าพนักงานถวายพระเต�า �ห�ากระษัตร หลวงโลกทีปถวายพระครอบนพเคราะห์พระเต�าเทวบิฐ มีนำาพระพุทธมนต์ทุก ๆ พระเต�าชีพ่อพราหมณถวายพระมหาสังข์ทักษิณาวัฏ พระมหาสังข์สุวรรณ หิรัญนาคสำาฤทธิ พระมหาสังข์งา � ครันสรงนำาเสรจผลัดพระภ้ษาทรงฉลองพระองค์แล�วเสด็จพระราชดำาเนินข่ � นประทับบนพระที�นั �งโทรน �ในพระที�นังอมรินทรวินิจฉัย พระศุภรัตถวายผ�าสบงทรงจบพระหัด พระพิธีธรรม ๔ ร้ป สวด� พานจันทร์บนหอพระปริต พระบาทสมเด็จพระเจ�าอย้่หัวพระราชทานเงินตรา (แก่โหร พระบรมวงศานุวงษ์ ข�าราชการ)จากนันเสด็จข่ �น”� (๑๕) มุรธาแปลว่าหัว มุรธาภิเษกแปลว่านำารดพระเศียรในงานราชาภิเษกหรือพระราชพิธีอื�น ๆ(๑๖)สรุปได้ว่า ก่อนรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัว ชาวสยามมีความร้�เรื�องดาราศาสตร์บางเรื�องใกล�เคียงกับชาวตะวันตก เช่น แผนที�ดาว การทำานายการเกิดอุปราคา ซ่�งเป็นความร้�ที�ได�รับถ่ายทอดจากบรรพชน นักดาราศาสตร์ตะวันตกยังฉงนกับที�มาของความร้�ของชาวสยาม ชาวสยามยังอาศัยประโยชน์การเกิดอุปราคาสร�างคุณค่าทางจิตใจและศีลธรรม เช่น กิจกรรมพระราชพิธีสรงมุรธาภิเษกและพระราชทานเงินพระราชวงษานุวงษ์และข�าราชการผ้�ใหญ่ผ้�น�อยด�วยเป็นเหตุการณ์ที�เชื�อว่าการเกิดอุปราคาคือสัญญาณความเป็นสิริมงคล เสริมความเชื�อมั�นในตนเอง ให�ดำารงชีวิตด�วยความไม่ประมาท ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๐๗


บทท่� ๙ดาราศาสตร์ครง�้ร้ชสม้ยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่ห้ว108 ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ


ปฐมบทดาราศาสตร์ตะวันตกในแผ่นดินสยาม สมเด็จพระนารายณ์มหาราชให�การสนับสนุนราชสำานักฝรั�งเศสศ่กษาวิจัยดาราศาสตร์ในสยามด�วยการพระราชทานที�ดินและเงินสร�างหอด้ดาวที�เมืองลพบุรี เริ�มดำาเนินการก่อสร�างเมื�อ พ.ศ. ๒๒๒๘สำาเร็จบริบ้รณ์ใน พ.ศ. ๒๒๓๐ สถานที�แห่งนี�ปัจจุบันร้�จักในชื�อว่าวัดสันปาโล เป็นโบราณสถานร�าง อย่างไรก็ตามไม่มีหลักฐานใด ๆ ว่ามีการมีความต่อเนื�องในการศ่กษาวิชาวิชาดาราศาสตร์ตามแนวทางตะวันตกนับแต่สินรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช � ถ่งปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนังเกล�าเจ�าอย้่หัว ดาราศาสตร์สมัยใหม่เริ �มมีบทบาทอีกครั �ง�ในสยาม เมื�อ ค.ศ. ๑๘๔๗ (พ.ศ. ๒๓๙๐ ตรงกับปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าเจ�าอย้่หัว) มิชชันนารีชาวอเมริกันชื�อ หมอเฮาส์ เดินทางมาถ่งกรุงเทพมหานคร บันท่กว่า “โรงพิมพ์ของคณะแบพติสได้ทำาการพิมพ์ปฏิทินประจำาปีมานานแล�ว ประชาชนมิเพียงแต่ต�อนรับปฏิทินเช่นเดียวกับใบปลิวพระคัมภีร์เท่านั�น แต่ขุนนางที�สนใจในวิทยาศาสตร์ตะวันตกก็แสวงหาปฏิทินเหล่านี�เหมือนกันพวกขุนนางแปลกใจท่�สุริยุปราคาในปี ๑๘๔๗ พยากรณ์ไว้ในปฏิทินถ้กต้องกว่าโหรพ่�นเม่อง”(๑) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอย้่หัวสนพระทัยดาราศาสตร์ตะวันตกตั�งแต่ทรงผนวช การปรากฏข่�นของดาวหางเหนือท�องฟ้ากรุงเทพ เมื�อวันที� ๔ มกราคม ๑๘๔๓ ในวันรุ่งข่�น พระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎทรงมีจดหมายถามมายังหมอบรัดเลย์ถ่งปรากฏการณ์นี�(๒) จากหลักฐานบันท่กย่อของหมอบรัดเลย์เมื�อวันไปพบกับพระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎเมื�อวันที� ๒๖ มกราคม ๑๘๔๓ ว่า ได�นำาปฏิทินและตำาราดาราศาสตร์ไปถวายด�วย ทรงพอพระทัยกับสิงที�ถวายเป็น �เป็นอย่างยิง และกล่าวว่าหลักดาราศาสตร์ตะวันตกน่าเชื�อถือ � (๓) ค.ศ. ๑๘๕๐ (๑๓ เมษายน) ทรงมีจดหมายถ่ง Dr.Judson และ Mrs.Emily Judson มิชชันนารีอเมริกันที�เมืองมะละแหม่ง เขียนจากวัดบวรนิเวศ มีความตอนหน่งว่าได�ทรงส่งปฏิทินประจำาปีนี� (๑๘๕๐) ซ่ �งทรง�ระบุว่าส่วนท�ายของปฏิทินทรงดำาเนินการเอง พิมพ์ที�โรงพิมพ์มิชชันเพรสโดย M.Chandler � (๔) จิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร ซ่งน่าจะเขียนข่�นตั� �งแต่ครังเจ�าฟ้า�มงกุฎทรงผนวชคือภาพ “ท�องฟ้าตอนบนของภาพเรือและห�วงมหาสมุทรพบภาพวาดดาวพฤหัสบดีพร�อมวงแหวนและดาวบริวารโคจรโดยรอบ ดาวเสาร์ที�มีดวงจันทร์บริวารโคจรสี�มุม (หรืออาจจะเป็นดังที�มีผ้�ระบุว่า...ผนังด�านซ�ายมือพระประธานยังปรากฏภาพดาวที�มีแถบเมฆห�อมล�อมด�วยบริวารสี�ดวงซ่งตั� �งข�อสังเกตเบื�องต�นได�ว่าอาจจะเป็นภาพดาวพฤหัสบดี และบริวารขนาดใหญ่ คือดวงจันทร์ย้โรปาคัลลิสโตแกนนิมีด และไอโอ ค�นพบโดยกาลิเลโอ ซ่งสามารถเห็นได�โดยผ่านกล�องโทรทรรศน์ขนาดเล็ก” � (๕)ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๐๙


ก่อนครองราชย์ทรงมีความชาำ นาญในการคำานวณอุปราคาจริง “พระองค์ได�ทรงพิมพ์รายการคำานวณอุปราคาที�จะเกิดข่นใน�ปีพ.ศ. ๒๓๙๓”(๖) กระแสความตื�นตัวในการศ่กษาดาราศาสตร์ตะวันตกยังเกิดกับผ้�คนใกล�ชิดกับพระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎอีกด�วย หมอบรัดเลย์ระบุในบันท่กเมื�อ ค.ศ. ๑๘๔๓ ว่าได�รบัจดหมายจากเจ�าอาวาสวัด (ไม่ระบุวัด)ผ้�เป็นศิษย์ของพระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎ ขอปฏิทินและตำาราดาราศาสตร์๓๐ ชุดเพื�อนำาไปแจกจ่ายในหม้่พระภิกษุหมอบรัดเลย์ได�มอบให�ไปพร�อมเขยีนจดหมายแนะนาำ ว่าท่านควรใช�ความพยายามศ่กษาและสอนความร้�นี�ให�กบศั ิษยต์อ่ ไป(๗) หมอบรัดเลย์ระบุว่า ชาวจีนในกรุงเทพผ้�มีความร้�กท็ ำาปฏิทินข่น�มา(๘) เซอร์จอห์น เบาว์ริงระบุว่า “ข�าพเจ�ามีเอกสารที�น่าสนใจยาวสีส�บิหน�า และตีพมพิ ที ์ �กรุงเทพ เมื�อ ค.ศ. ๑๘๕๐ รวมทั�งบรรดาพระราชหตัถเลขาจากพระบาทสมเด็จพระเจ�าอย้่หว ั (เมื�อครังยังทรงเ�ป็นท้ลกระหมอมท่ ่านใหญ่เจ�าฟ้ามงกุฎ) ถ่งหนังสอพืมพิบ์างกอกกาเลนเดอร์(Bangkok Galender) พระราชหตัถเลขาเหล่านันเ�ป็นเรื�องของการคำานวณหาคราสประจำาปีและตรัสว่าที�ทรงให�พิมพ์เอกสารนี�ไว�ก็เพื�อที�พระสหายต่างชาติ“จะได�ทราบว่าทรงสามารถคาำนวณหาสรุยิคราสกบจั ันทรคราสได� และคาดคะเนการบดบังของดาวเคราะห์กับเหล่าดาวฤกษ์ที�มีแสงสุกใสไม่เท่ากันได� ซ่�งการเคลื�อนย�ายเข�าทับและการถอยออกจากการบดบังของดวงจันทรที ์�สุกสว่างนัน�อาจมองเห็นได�ด�วยตาเปล่า เพราะตำาแหน่งรุ�งแวง (ของดวงจันทร์) เป็นสิง� ที�ทรงทราบแน่นอนอย้่แล�ว”(๙) หนังสอืสยามจดหมายเหตุ(Bangkok Recorder) ซ่งเ�ป็นหนังสอพืมพิ ที ์ออ�กรายเดอืนลงพมพิ ์เรื�องเกียวข�อ�งกบัดาราศาสตร์เช่น ฉบบ ั๑๗ มกราคม ๑๘๖๖ (พ.ศ. ๒๔๐๙) ระบุว่า “อน�งในพระเ ่ จ�าแผ่นดินก็กรัศสรรเสริญว่าสาศนาใด ๆ ไม่ประเสิดกว่าพุทธศาสนา รบสั ั�งครั�งนีท�ุกพระเจ�าแผ่นดินมาจนท้กวันนี�ก็ซ่ง�รบสั ัง�ดังนีก�ด้็เหมอืนจะเอาใจพระสงฆ์ซ่งเ�ป็นเจ�าของศาสนาโตอย้่ในแผ่นดิน กที ็ �แท�พระสังฆราชราชาคณะที�เป็นประธานในสาศนา ก็ยังโง่งมงายไมร่ ้�แผ่นดินแผ่นฟ้า ยังยืนยันว่าจันทรุปราคา สรุยิุปราคา เป็นด�วยยักษ์ใหญอ่ ิจฉาเข�าไปกัดกิน แผ่นฟ้าแผ่นดินเป็นของโตเท่ากัน พระอาทตยิ ์พระจันทร์เล็กกว่ากันนิดหนอย ่แลอื�นๆในพระเจ�าแผ่นดินแตก่อ่นก็ทรงเชื�ออย่างนัน�แต่พระเจ�าแผ่นดินพระองคนี ์ �จะเชื�ออย่างนัน�ฤาไม่เชื�ออย่างนัน�ก็ไม่ทราบ แต่เห็นท่านทรงทายสรุยจิ ันทรถ้์กต�องแน่นอน แลรบสั ั งว่ารา�ห้ไม่ได�ทำาไมแก่พระอาทตยิ ์พระจันทร์พระอาทตยิ ์เลงตรงพระจันทรว์ ันเพญเป็นก็เป็นจันทรุปราคาพระจันทรม์าซ�อนสบัเมื�อวันดบกั ั�นหว่างสายตาคนกบัพระอาทตยิ ก์ ็เป็นสรุยิุปราคา ๆ ลางทีมีแตข� ่างเมอืงเหนอืเมอื งปากใต�ไม่เห็นท่านก็ทรงทายถ้กได�”(๑๐)๑๑๐ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ


หนังสือจดหมายเหตุ (Bangkok Recorder) ประจำาวันที� ๑๗ มีนาคม ค.ศ. ๑๘๖๖ ลงข่าวว่า “เมื�อมีอีคลิบไทยว่าจันทรุปฆาฏคือเงาโลกย์เดินไปต�องดวงจันทร์มีร้ปกลมเห็นประจักษ์ต่อตา จ่�งเข�าใจร้�ว่าแผ่นดินโลกเป็นของกลม ด�วยว่าของอันใดมีร้ปร่างอย่างไรเงาก็เหมือนกันอย่างนั�น นี�เป็นเหตุให�ร้�อย่างหน่�ง จ่�งได�แจ�งว่าไม่แบนเป็นของกลมดุจผลส�มโอ”(๑๑) ข�อม้ลดังกล่าวนี� คือ ตัวอย่างการรับร้�เรื�องสาเหตุการเกิดอุปราคาตามแนวทางตะวันตกของสังคมชาวสยามที�ชาวตะวันตกนำามาเผยแพร่นับตั�งแต่ปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนังเกล�าเจ�าอย้่หัว � หมอบรัดเลย์ยังระบุอีกว่า ชาวจีนในกรุงเทพผ้�มีความร้�ก็ทำาปฏิทินข่นมา� (๑๒) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอย้่หัวค่อชาวสยามท่�คำานวณปรากฏการณ์อุปราคาได้ ทรงปฏิเสธคำาอธิบายเร่�องปรากฏการณ์อุปราคาว่าเกิดจากเร่�องปรัมปรา จากประกาศสงกรานต์ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๐๕ ทรงทำานายว่า “ว่าด�วยจันทรุปราคา สุริยุปราคา ปีจอ จัตวาศก (พ.ศ. ๒๔๐๕) นี� ถ�าจะว่าไปทั�วทั�งมนุษย์โลกมีสุริยุปราคาถ่ง ๓ ครั�ง จันทรุปราคา ๒ ครั�ง วันพฤหัสบดี เดือน ๗ ข่�น ๑๕ คำา มีจันทรุปราคาครั�งหน่�งเป็นเวลากลางวัน ในกรุงนี�ไม่เห็น วันพฤหัสบดี เดือน ๗ แรม ๑๔ คำา มีสุริยุปราคาครังหน่� �ง ถ่งเป็นเวลากลางวัน ในพระราชอาณาจักรนี�จะไม่เห็นเลย วันศุกร์ เดือน ๑๒ แรม ๑๕ คำา มีสุริยุปราคาอีกครั�งหน่�งถ่งเป็นเวลากลางวัน ในพระราชอาณาจักรนี�ก็จะไม่เห็นเหมือนกัน วันเสาร์ เดือนอ�าย ข่น ๑๕ คำา จะมีจันทรุปราคาอีกครั �งหน่� ง เป็นเวลากลางวัน ในพระราชอาณาจักรนี� �ก็จะไม่เห็นจันทรุปราคา ๒ ครั�ง สุริยุปราคา ๒ ครั�ง ซ่�งว่าทั�งนี�ในเมืองไทยก็ไม่ต�องการดอก...ยังจะมีสุริยุปราคาอีกคราวหน่�งคือ วันอาทิตย์ เดือนยี� ข่�น ๑ คำา เวลาใกล�เที�ยง สุริยุปราคาครั�งนี�ในกรุงเทพฯก็ไม่เห็นเลย แต่ถ�าจะว่าไปทังพระราชอาณาจักร ตั� งแต่เมืองปักษ์ใต�ฝ่ายทะเลทั �งปวงข่�นมาจนถ่งกรุงเทพฯ �แต่กรุงเทพฯ ข่นไปจนเมืองชัยนาท เมืองอุทัยธานี แต่ตะวันตกไปจนเมืองกาญจนบุรี แลตะวันออกไปจน �เมืองปราจีนบุรี เมืองกระบินทร์ เมืองพระตะบอง จะไม่ได�เห็นเลย คงจะเห็นพระอาทิตย์บริบ้รณ์อย้่แต่เวลาพระอาทิตย์ข่�น จนเวลาพระอาทิตย์ตกทุกเมือง แต่เมืองฝ่ายเหนือตั�งแต่เมืองนครสวรรค์ข่�นไปฝ่ายตะวันออกตั�งแต่เมืองนครราชสีมาข่�นไปทางเหนือถ�าชาวเมืองนั�นร้�อย้่แล�ว ถ�ามีแว่นกระจกสีเขียวสีแดงบังตาคอยเพ่งด้พระอาทิตย์ เมื�อเวลาพระอาทิตย์เที�ยงแล�วไม่ช�า ก็จะได�เห็นสุริยุปราคาจับดวงพระอาทิตย์แหว่งข�างเหนือสักหน่อย สักคร้่หน่ง แล�วจะโมกขบริสุทธิ� (พระอาทิตย์พ�นจากเงาโลก �- ผ้�เขียน) แต่ในเมืองฝ่ายเหนือส้งข่�นไป คือ เมืองพิษณุโลก เมืองพิไชย เมืองสุโขทัย เมืองกำาแพงเพชรเมืองตาก เมืองอุตรดิตถ์ เมืองสวางคบุรี จะได�เห็นสุริยุปราคาจับมากกว่าเมืองฝ่ายใต�หน่อยหน่�งถ�าข่นไปถ่งเมืองลาวพุงขาว คือ เมืองนครพนม เมืองหนองคาย เมืองหลวงพระบาง แลอื�น ๆ เมืองลาว �พุงดำา คือ เมืองนครเชียงใหม่ เมืองนครลำาปาง เมืองนครลำาพ้น เมืองน่าน เมืองแพร่ แลเมืองอื�น ๆ จะได�เห็นสุริยุปราคาถนัดเข�า แลจับอย้่นานกว่าหัวเมืองฝ่ายไทย จนลางเมืองจะจับก่อนเที�ยงหน่อยหน่�ง ก็จะมีสุริยุปราคาซ่�งจะได�เห็นนั�นในเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำาปาง เมืองนครลำาพ้น เมืองน่าน เมืองแพร่แลเมืองอื�น ๆ ที�ทายไว�ว่าจะได�เห็นนัน เวลาเห็นนั � นก็จะไม่เห็นพร�อมกัน แต่คงอย้่ในเวลาใกล�เที�ยงดังว่า �มาในเมืองที�เห็นถนัด แรกจับจะเห็นข�างอุดร แล�วจะเยื�องไปข�างทิศอิสานหน่อยหน่งแล�วก็จะหลุดไป” � (๑๓)ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๑๑


เมื�อคณะราชท้ตสยามไปอังกฤษเมื�อ พ.ศ.๒๔๐๐ทรงมีพระราชหตัถเลขาถ่งเจ�าหมื�นสรรเพธภักดีว่า “ข�าจะต�องการแว่นส่องแดดกลมอย่างหน�่ง เรียกว่าชิเกลอ หันด้ได�รอบตัวชั�วนำาชั�วแล�วทุกแห่งมิใช่กวาดลานแลเสกตันคิดสบืหาที�เบาที�ดีที�ใหม่ให�ข�าใช�สักอันหน�ง”่ (๑๔) วิธ่เร่ยนวิชาดาราศาสตร์ จดหมายจากพระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎถ่ง Rev. Adoniram Judson มิชชันนารีชาวอเมรกิันที�เมอืงมะละแหม่ง ลงวันที�๒๓ ธันวาคม ๑๘๔๘ ระบุว่า ทรงติดตอก่บ ั M.Jones มานานถ่ง ๑๖-๑๗ ปีและ M.Jonesคือผ้�ให�ความร้�ภาษาอังกฤษทางใดทางหน�ง่กบัพระองค์ท่าน เดือนกันยายน ๑๘๔๙ ระบุว่า ทรงเริม�เรยีนภาษาอังกฤษเมื�อเดือนมิถุนายน ๑๘๔๕ จากคร้และเรียนด�วยตัวเอง(๑๕)ดังนั�น การเรียนร้�ภาษาอังกฤษคือต�นทางในการที�ทรงแสวงหาความร้�เรื�องดาราศาสตร์ ไม่ปรากฎหลักฐานชื�อคร้ผ้�ถวายความร้�เรื�องดาราศาสตร์แก่พระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎแต่ปรากฎหลักฐานว่าทรงศ่กษาจากตำาราดาราศาสตร์ที�เขียนข่�นโดยชาวตะวันออกและชาวตะวันตกด�วยพระองค์เองกล่าวคือ ศ่กษาจากตำาราของชาวตะวันออกคือตำาราภาษาสันสกฤตของอินเดียและภาษาไทย ได�แก่ตาำราอาคมญญิาธิกมาส จากประกาศว่าด�วยวิธคี ิดอธิกมาส (พ.ศ. ๒๔๑๑) ทรงระบุวิธีทรงคิดอธิกมาส (ปที ี �มีเดือนแปดสองหนตามจันทรคติ) ทรงยกยอ่งตำาราอาคมิญญาธิกมาสว่า “มิใช่เป็นตำาราภาษาไทยใหม่ๆ ที�แต่งกัน เป็นคาถาภาษาสันสกฤตของโบราณแท�ทีเดียว ขอท่านผ้�เป็นนักปราชญ์แท� ไม่แต่ผ้�แส่โลกามิศจงสบด้ื ให�ร้�แลคิดพิจารณาให�เข�าใจความเถิด”(๑๖) ตาำราสารัมภ์ ตาำราสรุิยยาตรา ตาำรากรมจพุล ทัง�๓เลมนี ่ �ปรากฏชื�อในเรื�องนบปัตีามสรุยิคติกาลโดยรัชกาลที�๔ว่าพวกโหรใช�ตำาราเหล่านีค�ำานวณเรื�องปี(๑๗)อุปกรณที ์ �ทรงใช�คำานวณดาราศาสตรค์ ือกระดานปักขคณนา “เป็นกระดานไม�ร้ปสี�เหลี�ยมผืนผ�าสาำหรับใช�เดินปักษ์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวเมื�อครั�งยังทรงผนวชทรงคิดค�นวิธคี ำานวณปักษ์โดยอาศัยหลักตำาราสารมภั ์มอญ เพื�อประโยชน์ในการกาำหนดวันธรรมสวนะให�พุทธบรษิ ัทรักษาอุโบสถศล ีและพระภิกษุสงฆ์ทำาสังฆกรรมให�ถ้กต�องตามคติของดวงจันทร ค์อตืรงกบวั ันที�ดวงจันทร์เพ็ญจันทร์คร�งด่วง และดวงจันทรด์ ับพอดีปฏิทินปักขคณนายังคงใช�กันอย้่ในคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายจนทุกวันนี�”(๑๘)สาำหรบตัาำราภาษาอังกฤษนัน�ทรงศ่กษาจากหนังสอืดาราศาสตร์เขยีนโดยชาวตะวันตกโดยทรงสัง�ซื�อตรงจากประเทศอังกฤษ กบที ั �ทรงได�รบัการท้ลเกล�าฯถวายจากรัฐบาลต่างประเทศ๑๑๒ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ


พระราชหัตถเลขาทรงมีถ่ง นาย ว. อาดัมสัน ผ้�จัดการบริษัทบอร์เนียวจำากัด ณ สิงคโปร์ ลงวันที� ๑๒ ตุลาคม ๑๘๖๒ (พ.ศ. ๒๔๐๕) ความว่า “ร้�ส่กพอใจเป็นอันมากกับหนังสือที�เกี�ยวกับลัทธิโมฮัมหมัด และบทแปลคัมภีร์อัลกุรอาน และพจนานุกรมลาติน-อังกฤษ ซ่งท่านจัดหามาให�ข�าพเจ�าผ่านมาทางเอเยนต์ของท่านที�ลอนดอนเมื�อไม่นาน �มานี� ขณะนี�ข�าพเจ�าหวังว่า ท่านคงสามารถสั�งซื�อหนังสือที�ข�าพเจ�าต�องการอ่านให�เพลิดเพลินมาอีก เป็นจำาพวกการคำานวณที�มีประโยชน์ และจำาเป็นสำาหรับประเทศสยาม ได�โปรดสังหนังสือให�ดังต่อไปนี� � หนังส่อแอลยิบรา เบ่�องต้นอย่างง่าย ๆ (การคำานวณพร�อมด�วยเครื�องหมายต่าง ๆ) กับคำาอธิบายตัวอย่างของเครื�องหมายและตัวอักษรกรีก ฯลฯ วิธ่คำานวณอย่างง่าย ๆ และใหม่ เกี�ยวกับสุริยุปราคาและจันทรุปราคา สำาหรับตำาบลที�ทุกแห่งบนพื�นโลก และตารางดาราศาสตร์สำาหรับใช�ในการคำานวณ (อุปราคา) โดยไม่มีปฏิทินเดินเรือ และสำาหรับการคำานวณหาตัวประกอบของคราสที�มีอย้่ในปฏิทินเดินเรือของทุก ๆ ปี ซ่งสุริยุปราคาในตำาบลที�อย้่ห่าง �จากยุโรปมากนัน เป็นการยากที�จะพยากรณ์ให�ถ้กต�องได� � ท่านคงจะสั�งเอเยนต์ของท่านในประเทศอังกฤษ ให้ติดต่อกับเจ้าหน้าท่�ของหอหลวงตรวจดาว ณ เม่องกร่นิชเส่ยก่อน แล้วจึงซ่�อหนังส่อตามคำาแนะนำาของเขา จดหมายที�ข�าพเจ�าสั�งซื�อหนังสือที�กล่าวมานั�น ควรจะแสดงให�เขาด้ด�วยว่า ควรจะซื�อสักกี�เล่มตามคำาแนะนำาของหอหลวงตรวจดาว ความสวยงามของปกหนังสือที�จะซื�อ ควรให�เหมือนกับของที�ท่านเคยสังซื�อมาให�แล�ว” � (๑๙) ยังมีหลักฐานว่าทรงใช�หนังสือดาราศาสาตร์อีกจำานวน ๕ เล่ม คือ ๑. Dionysius Lardner, D.C.L, HAND-BOOK OF ASTRONOMER, Vol II, London, Walton and Maberly, Upper Gower Street, and IVY Lane, Paternoster Row., 1853-1856 (872 p.) ๒. Sir John F.W. Herschel, Bart., K.H. OUTLINES OF ASTRONOMY, Sixth edition, London, Longman, Green, Longman and Roberts, 1859. (714 p.) ๓. Guide to the Stars, in Eight Planispheres, Shewing the Aspect of the Heavens For every night in the Year with An Explanatory Introduction, New edition, London, Waton & Mabery, Upper Gower Street, & 27, IVY Lane, Paternoster Row, 1861. ๔. Popular Astronomy, A description of the Priciple Phenomena of Astronomy,London, Published by James Reynolds, 174, Strand, and George Phillip and Son, London and Liverpool, 1859. ๕. Telescope Teachings by the Hon. Mrs. Ward, London : Groombridge and Sons, Paternoster Row.,1859 (219 p.)(๒๐) ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๑๓


สาำหรับตำาราที�ได�รับการท้ลเกล�าถวายจากรัฐบาลต่างประเทศคือ ทรงตอบสาส์นลงวันที�๒๔กมุภาพันธ์พ.ศ. ๒๔๐๔ ถ่งประธานาธบดิ ีสหรัฐอเมริกา (ลิงคอนน์) ฉบบที ั �มีมาลงวันที�๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๐๒ (ครั�งประธานิบดีเจมส์บุคคาแนน) ทรงขอบพระทัยที�ประธานาธบดิ ีสหรัฐอเมริกาได�ท้ลเกล�าถวายเครื�องราชบรรณาการพร�อมตาำราต่าง ๆรวม ๑๙๒ เล่ม “ข�าพเจ�าได�รบั ไว�โดยเรยบร�อย ีแล�ว ข�าพเจ�าขอขอบคุณท่านเป็นอย่างมากมา ณ โอกาสนีด�วย �จากตำารบตั ำาราที�ท่านส่งไปให�ข�าพเจ�านี�ในปีตอ่ ไปคงจะเพิมพ้�นความร้�ความชาำ นาญให�แกข� ่าพเจ�าอย่างมากทีเดียว”(๒๑) สรุปว่า โหราจารย์สยามมีความร้�ดาราศาสตร์กระทั�งสามารถคำานวณการเกิดคราสได�อย่างน�อยตั�งแต่ครั�งสมยอยัุธยา วิชาดาราศาสตรต์ะวันตกที�ให�ความร้�แก่ชาวสยามเพิมพ้�นมากข่�น เช่น ประเด็นเรื�องสรุยจิ ักรวาล เรื�องสันฐานว่าโลกกลมน่าจะเป็นประเด็นที�รบรั ้�เพิมข่� �นตั�งแต่ครังป�ลายรัชสมยัสมเด็จพระนารายณม์หาราช (พ.ศ. ๒๒๒๕-๒๒๓๑) ราชการสยามสนบัสนุนการศ่กษาวิจัยดาราศาสตรที ์ �ชาวตะวันตกเข�ามาดำาเนินงานเช่นอนุญาตให�สร�างหอด้ดาวที�เมอืงลพบุรี ยังขาดหลักฐานเรื�องการสืบต่อความตื�นตัวเรื�องดาราศาสตร์ตะวันตกในสยามตั�งแต่สิ�นรัชสมัยสมเด็จพระนารายณม์หาราช กระทั�งถ่งปลายรัชสมยัพระบาทสมเด็จพระนังเก�ล�าเจ�าอย้่หวั ราว พ.ศ. ๒๓๖๐ เป็นต�นมา มีชาวตะวันตกเข�ามาตั�งถิ�นฐานในเมอืงหลวงสยาม ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ เช่น เผยแผ่ศาสนาคริสต์โปรแตสแตนท์ ค�าขาย ตั�งโรงสข� ีาว ตอ่เรอ ตั ื�งโรงพมพิ ์ฯลฯ ชาวตะวันตกบางคนเผยแพร่ความร้�เรื�องดาราศาสตรต์ะวันตก ทำาปฏิทินเผยแพร่ตั�งแต่ครั�งรัชสมยัพระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าเจ�าอย้่หว ั มีชาวสยามหลายคนในเมอืงหลวงสนใจศ่กษาดาราศาสตรต์ะวันตก ที�สาคำ ัญคือ พระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎ ทรงศ่กษาด�วยพระองค์เอง ทรงสามารถคำานวณการเกิดอุปราคาได�ตั�งแตก่อ่นเกิดสรุยิุปราคาครัง�สาคำ ัญเมื�อ พ.ศ. ๒๔๑๑ ขณะเดียวกัน พระองค์สนพระทัยศ่กษาวิชาดาราศาสตร์จารตีสยามควบค้่กันไปด�วย ๑๑๔ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ


มุขนายกมิสซังปัลเลกัวซ์ “คร้”ชาวต่างประเทศของพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎท่�มาภาพ : สำานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ท่านเป็นชาวฝรั�งเศสสังกัดสำานักมิสซังต่างประเทศ เดินทางมาถ่งกรุงเทพฯ เมื�อ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๘๓๐ / พ.ศ. ๒๓๗๒ เมื�อแรกมาถ่งมาอย้่ที�วัดคอนเซปชัญใกล�วัดสมอราย(วัดราชาธิวาส) จ่งมีโอกาสสอนวิชาภ้มิศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ดาราศาสตร์ ภาษาฝรั�งเศสและภาษาลาตินให�กับพระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎท่านปาลเลกัวซ์ เป็นผ้�สร�างโบสถ์คริสตังใหม่แทนโบสถ์เก่า ๆ ที�ปรักหักพังหรือเล็กและรกรุงรังหลายแห่งเช่น โบสถ์นักบุญยอแซฟ (พระนครศรีอยุธยา) วัดซางตาคร้�ส (ธนบุรี) วัดคอนเซปชัญ วัดกาลหว่าห์ (กรุงเทพฯ) ได�รับการอภิเษกเป็นมุขนายกมิสซังเมื�อ ค.ศ. ๑๘๓๘ ที�วัดคอนเซปชัญ เป็นผ้�จัดทำาปทานุกรมภาษาไทย - ฝรังเศส - อังกฤษให�ชื�อว่า � ศริพจน์ภาษาไทย และเรียบเรียงหนังสือเรื�อง เล่าเร่�องกรุงสยามยังเป็นผ้�ได�รับชื�อว่าเป็นผ้�นำาเทคโนโลยีการถ่ายภาพมาแนะนำาในสยามเป็นคนแรก ๆ ตั�งแต่ครังรัชสมัย�พระบาทสมเด็จพระนังเกล�าเจ�าอย้่หัว ร่วมกับบาทหลวงลาร์โนดี (Le Pére Larnodie) จากสำานักเดียวกัน �มรณภาพเมื�อ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๐๕ (ค.ศ. ๑๘๖๒) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวได�พระราชทานเกียรติยศให�แก่ศพเป็นอย่างส้งดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๑๕


หมอบรัดเลย์ (Dr. Dan Beach Bradley) “คร้”ภาษาอังกฤษของพระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎภาพวาดชายสวมหมวกท่�ฝาผนังอุโบสถวัดขนอนเหนืออำาเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศร่อยุธยา ว่ากนวั ่าคือ ภาพหมอบรัดเลย์ วาดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทม่�าภาพ : นายภูธร ภมูะธน หมอบรัดเลย์เป็นชาวอเมรกิ ัน เกิดเมื�อ ๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๔๗ (ค.ศ. ๑๘๐๔) ได�ปริญญาแพทยศาสตร์สมัครเป็นมิชชันนารมี าปฏบิ ัติหน�าที�ในสยาม เดินทางมาพร�อมกบัภรรยา (มิสซิสบรัดเลย์)ถ่งกรุงเทพฯ เมื�อวันที�๑๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๗๘ (ค.ศ.๑๘๓๕) เมื�อมาถ่ง ได�เปิดสุขศาลารักษาคนไข� เริม�งานการแพทย์สมยัใหมข่่ นในก�รุงเทพฯเช่นการปล้กฝีดาษปอ้งกันไข�ทรพิษ ทาำการผ่าตัดผ้�ได�รบบัาดเจบ็เข�าเฝ้าพระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎครังแรก�ที�วัดราชาธวิาสเมื�อวันที�๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๗๙ ได�รบัความไว�วางพระทัยให�รักษาโรคอัมพาต ใน พ.ศ. ๒๓๘๒ โปรดให�หมอบรัดเลย์ถวายอักษรภาษาอังกฤษตอนเย็นสัปดาหล์ะ ๕ วัน โดยเสด็จมาประทับที�วัดใกล�กบที ั�พักของหมอบรัดเลย์ซ่งเ�ข�าใจว่าคือวัดโมลีโลกยาราม (ส. พลายน้อย, หมอปลัดเล, กรุงเทพฯ : พมพิค์าำ, หน้า ๕๔, ๕๗, ๖๑.)๑๑๖ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ


หากเรื�องนี�เป็นเรื�องจริง เข�าใจว่าการเรียนภาษาอังกฤษของพระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎกับหมอบรัดเลย์น่าจะยังไม่จริงจัง ด�วยในพระราชหัตถเลขาถ่งนายแอดโดนิราม และ นาง เอมิลี จั�ดสัน (Mr. Adoniram and Mrs. Emily Judson) มิชชันนารีชาวอเมริกันที�เมืองมะละแหม่งในพม่าระบุว่า ทรงเริ�มเรียนภาษาอังกฤษกับคร้และเรียนด�วยตนเองเมื�อเดือนมิถุนายน ค.ศ. ๑๘๔๕ (พ.ศ. ๒๓๘๘) (Francis Wayland,A Memoire of the Life and Labors of the Rev. Adoniram Judson, Vol.II, Boston :1853, p.323) หมอบรัดเลย์ คือผ้�บุกเบิกการพิมพ์สมัยใหม่ในสยามด�วยการใช�แท่นพิมพ์ และหล่อตัวพิมพ์อักษรไทยเป็นเครื�องมือให�จัดพิมพ์เอกสารภาษาไทยเรื�องต่าง ๆ เผยแพร่อย่างกว�างขวาง เป็นเหตุให�เกิดความคุ�นเคยกับพระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎ เมื�อหมอบรัดเลย์หล่อตัวพิมพ์อักษรไทยชุดใหม่ได�สำาเร็จเมื�อเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๓๘๕ (ค.ศ. ๑๘๔๒) ได�นำาตัวพิมพ์อักษรไทยชุดใหม่นี�ถวายพระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎที�วัดบวรนิเวศ ๑ ชุดด�วยพระองค์ทรงจัดตั�งโรงพิมพ์ข่�นในวัดบวรนิเวศ ทำาให�มีการแลกเปลี�ยนหยิบยืมตัวพิมพ์ เครื�องมือและช่างพิมพ์กับโรงพิมพ์ของหมอบรัดเลย์ (ส. พลายน�อย, หมอปลัดเล, กรุงเทพฯ : พิมพ์คำา, หน�า ๖๑, ๗๗) หมอบรัดเลย์ได�ออกหนังสือพิมพ์ครังแรก เมื�อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๘๗ ชื�อ บางกอกรีคอร์เดอร์ �(Bangkok Recorder) หรือ หนังส่อจดหมายเหตุ ฯ หมอบรัดเลย์ใช�ชีวิตอย้่ในสยามประเทศนาน ๓๘ ปี ถ่งแก่กรรมที�กรุงเทพฯ เมื�อวันที� ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๑๖ (ค.ศ. ๑๘๗๓) รวมอายุได� ๖๙ ปีเซอร์จอห์น เบาว์ริง (พ.ศ. ๒๓๓๕-๒๔๑๕) ชาวอังกฤษขณะดำารงตำาแหน่งเจ�าเมืองฮ่องกง รัฐบาลอังกฤษมอบหมายให�มาเจรจาทำาสนธิสัญญาการค�ากับสยามเมื�อ พ.ศ. ๒๓๙๗-๒๓๙๘ ท่�มาภาพและเนื้อหา : เซอร์จอห์น เบาว์ริง , ราชอาณาจักรและราษฎรสยาม เล่ม ๑, ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และคณะ บรรณาธิการ, ๒๕๔๗, หน้า ๒๘-๒๙.ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๑๗


หมอเฮาส์/หมอเหา (Dr. Samuel Reynolds House)“คร้”ชาวต่างประเทศของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หวัภาพและสรุปความจาก : กองคริสเต่ยนศึกษา, หมอเฮาส์ในรัชกาลท่� ๔ แปลและเร่ยบเร่ยงจาก SamuelReynolds House of Siam by George Haws Feltus, พระนคร : สภาคริสตจักรในประเทศไทย, ๒๕๐๔. หมอเฮาส์เกิดเมื�อ ๑๖ ตลุาคม พ.ศ.๒๓๖๐(ค.ศ.๑๘๑๗) ถ่งแก่กรรมเมื�อ ๑๓ ตลุาคม พ.ศ.๒๔๔๑จบการศ่กษาแพทยศาสตร์และศลยักรรมในสหรัฐอเมริกา สมัครเป็นมิชชันนารีเพื�อเผยแผ่คริสต์ศาสนาสังกัดคริสตจักรเพรสไบทีเรยีน เดินทางเข�ามาถ่งกรุงเทพฯ เมื�อ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๙๐(ค.ศ. ๑๘๔๗)มีโอกาสได�เข�าเฝ้าพระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎที�วัดบวรนิเวศ และคุ�นเคยกบัพระองค์เป็นผ้�ทำาประโยชน์ให�กบัสยามด�วยการตั�งสถานพยาบาลและรบรั ักษาโรคในกรุงเทพฯ เป็นผ้�เริมก�ิจกรรมการสอนวิทยาศาสตร์สมยั ใหม่ให�กบัคนสยาม เช่น เคมี ฟสิ ิกส์กายวิภาค ด�วยการจัดเป็นปาฐกถาและแสดงการทดลองให�กบัเจ�านายและขุนนางสยามได�ศ่กษา ในจำานวนนี�คือเจ�าฟ้าใหญ่(พระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎ) และเจ�าฟ้าน�อย (เจ�าฟ้าจฑุามณี)ได�เข�ารวมก่ ิจกรรมด�วย หมอเฮาส์มีความสนใจสว่นตวัเรื�องพันธุ์พืช พันธุ์สตวั ์และสภาพภ้มิประเทศจ่งได�ทำาการสำารวจและบันท่กไว�เป็นรายงานด�วย เมื�อเกิดอหิวาต์ครั�งใหญ่ในกรุงเทพฯพ.ศ. ๒๓๙๒ (ค.ศ. ๑๘๔๙) มีคนตายหลายหมื�นคน หมอเฮาส์ติดโรคอหวิาต์ด�วยเช่นกัน แต่ได�รักษาตัวด�วยยาที�ตนเองค�นพบคือดื�มแอลกอฮอร์และหัวการบ้รผสมนาจ่ ำงทำาให�รอดชีวิต และได�ให�ยาขนานนี�๑๑๘ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ


รักษาประชาชนด�วย เมื�อพระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎข่�นครองราชย์ หมอเฮาส์มีหน�าที�แปลเรื�องการเมืองและวิทยาศาสตร์ที�น่าสนใจจากนิตยสารต่างประเทศ แจ�งข่าวต่างประเทศที�น่าสนใจ คัดลอกจดหมายที�เป็นภาษาอังกฤษจากประมุขต่างประเทศถ่งพระองค์เพื�อความสะดวกในการอ่านลายมือที�พระองค์ทรงเคยชินช่วยร่างพระราชหัตถเลขาเป็นภาษาอังกฤษที�ทรงมีไปยังประมุขต่างประเทศเช่นสมเด็จพระนางเจ�าวิคตอเรียและประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา หมอเฮาส์เป็นผ้�มีจิตใจเข�มแข็ง เมื�อครั�งเดินทางไปเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. ๒๔๐๙ (ค.ศ. ๑๘๖๖) เพื�อไปเยี�ยมเพื�อนมิชชันนารี เมื�อเดินทางใกล�ถ่งเชียงใหม่ถ้กช�างที�ตนขี�ใช�งาแทงที�ท�อง ไขมันจุกล�นออกมา หมอเฮาส์ตัดไขมันทิ�ง เย็บบาดแผลตัวเองด�วยตนเอง บทบาทสำาคัญยิ�งของหมอเฮาส์และภรรยาในการพัฒนาสังคมสยามคือมีส่วนร่วมอย่างสำาคัญในการจัดให�มีโรงเรียนชายและหญิงเป็นครังแรกในสยาม �ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๑๙


แผนท่�เม่องบางกอก ครังส�มัยรัชกาลท่� ๔ – ตนร้ ัชกาลท่� ๕พื�นที�ที�ชาวต่างชาติเข�ามามีบทบาทสร�างกิจกรรมต่าง ๆ เช่น เผยแผ่คริสต์ศาสนา โรงพมพิ ์รักษาพยาบาล ห�างค�าขาย เริมตั� �งแต่ปากคลองบางกอกใหญล่ งไปทางทิศตะวันออกเฉยีงใต�ถ่งบริเวณหน�าวัดประยุรวงศาวาสทม่�าแผนท่� : สาำ นักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศลิปากร๑๒๐ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ


ชุมชนผ้้คนหลายเผ่าพันธุ์ ณ ปากคลองบางกอกใหญ่ ศ้นย์กลางความเป็นสมัยใหม่ในเมืองหลวงสยามจิตรกรรมฝีมือช่างสมัยรัชกาลที� ๓ ในพระอุโบสถวัดกัลยาณมิตร กรุงเทพมหานคร ท่�มาภาพ : บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำากัด (มหาชน)ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๒๑


พ่�นท่�หน้าวัดประยุรวงศาวาสริมแมน่าำเจ้าพระยาคือนวิาสสถานของสมเด็จเจ�าพระยาบรมมหาประยุรวงศ์(ดิศ บุนนาค) อัครมหาเสนาบดีผ้�ด้แลเรื�องการค�าและการต่างประเทศราชสำานักสยามครั�งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าเจ�าอย้่หัว พื�นที�บริเวณนีค�ือสถานที�ริเริม�งานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยยีุคสยามใหม่ ภาพถ่ายทางอากาศเมื�อ พ.ศ. ๒๔๘๙ โดย Williams Hunt นายทหารสหราชอาณาจักร ทม่�าภาพ : สาำ นักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศลิปากร๑๒๒ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ


ศาลต่างประเทศ ตั�งอย้่ที�ชานกำาแพงพระนครด�านนอกริมแม่นำาเจ�าพระยาหน�าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ใช�เป็นสถานที�ชำาระความระหว่างคนสยามกับคนในบังคับต่างประเทศท่�มาภาพ : สำานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากรดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๒๓


สมเด็จพระบรมราชน่นิาถวิคตอเร่ย ครองราชย์พ.ศ. ๒๓๘๐-๒๔๔๔น่าจะเป็นเครื�องราชบรรณาการ เป็นสมบัติเดิมของพระราชวังบวรสถานมงคล ปัจจุบันจัดแสดง ณ พพิ ิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์ทม่�าภาพ : พพิ ิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุร่๑๒๔ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ


หอชัชวาลเว่ยงไชย อาคารทรงกลมหลังคาโดมมุงด้วยกระจกใส ใช�ประโยชน์เป็นกระโจมไฟและสถานที�สังเกตปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวโปรดให�สร�างที�พระนครคีรี จังหวัดเพชรบุรี ท่�มาภาพ : ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๒๕


ดาวเสาร์แสดงวงแหวนเอและวงแหวนบ่มีชอ่งแบ่งแคสซนีสีนีาตำาลตรงกลางภาพวาดที�ผนังพระอุโบสถวัดบรมนวิาสราชวรวิหาร กรุงเทพมหานครน่าจะกากำบัการวาดโดยพระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎกอ่นเสวยราชย์ทม่�าและข้อมลูภาพ : ภูธร ภมูะธน, พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว : จากความสนพระทัยในวิทยาศาสตร์สู่ความเปน็พระมหากษัตรยิ ์นักดาราศาสตร์, ๒๕๕๕, หน้า ๓๗.๑๒๖ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ


ดาวพฤหัสบด่พร้อมดวงจันทร์บริวาร ๔ ดวง ภาพวาดที�ผนังพระอุโบสถวัดบรมนิวาสฯ กรุงเทพมหานครน่าจะกำากับการวาดโดยพระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎท่�มาและข้อมูลภาพ : ภูธร ภูมะธน, พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว : จากความสนพระทัยในวิทยาศาสตร์สู่ความเป็นพระมหากษัตริย์นักดาราศาสตร์, ๒๕๕๕, หน้า ๓๗.ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๒๗


ทตั่� �งอนุสาวร่ยป์นืแตกท่�ลานหน้าพระอุโบสถวัดประยุรวงศาวาสสร�างข่นเ�พื�อระล่กถ่งโศกนาฏกรรม “ป้นพะเนยีงแตกทำาให�มีผ้�เสยชีวีิตคราวจัดงานฉลองวัด ปีพ.ศ. ๒๓๗๙” มีผ้�เสยชีวีิตและบาดเจ็บหลายคน หมอบรัดเลย์ซ่งมี�นวิาสสถานไม่ไกลจากที�เกิดเหตถ้ ุกตามตัวให�มารักษาผ้�บาดเจ็บ มีการตัดแขนพระสงฆ์ร้ปหน�งซ่ ่ง�บาดเจ็บหมอบรัดเลย์ระบุว่า คือ การผ่าตัดรักษาแบบตะวันตกครังแรก�ที�เมอืงบางกอกภาพเก่าน่าจะถ่ายครัง�รัชสมยัพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล�าเจ�าอย้่หว ัทม่�าภาพ : สาำ นักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศลิปากร๑๒๘ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ


หอพิสัยศัลลักษณ์ พระราชวังจันทรเกษม พระนครศร่อยุธยาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวโปรดให�บ้รณะซ่อมแซมจากฐานรากเดิมสร�างตั�งแต่ครังสมัยอยุธยา เชื�อกันว่า สร�างข่ � นเพื�อใช�เป็นสถานที�สังเกตปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ �ท่�มาภาพ : สำานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๒๙


พระทนั ่� �งภ้วดลทัศไนย (หอนาฬิกา แห่งท่� ๑)ในพระบรมมหาราชวังพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หวัโปรดให�สร�างเพื�อโครงการการกาำหนดเวลามาตรฐานทม่�าภาพ : สาำ นักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศลิปากร ๑๓๐ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ


พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอย้่หัว โปรดให�สร�างหอนาฬิกาแห่งที� ๒ ในพระบรมมหาราชวัง ตั�งอย้่บริเวณหน�าพระที�นังดุสิตมหาปราสาท (ภาพเลือนลาง) �เพื�อโครงการการกำาหนดเวลามาตรฐาน ท่�มาภาพ : สำานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๓๑


หอนาฬิกาแห่งท่� ๒ ในพระบรมมหาราชวัง (สถานที�เดียวกัน ภาพเลอืนลาง)ตั�งอย้่บริเวณหน�าพระที�นัง�ดสุตมิ หาปราสาท มองเห็นได�ชัดจากเส�นทางสัญจรทางนา ำทม่�าภาพ : สาำ นักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ๑๓๒ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ


เหร่ยญทองคำาสมัยรัชกาลท่� ๔ ผลิตจากเครื�องจักรที�สังจากประเทศอังกฤษแทนการใช�เงินพดด�วง �ดุนลายตราพระมหามงกุฎมีฉัตรขนาบ และ ลายช�างยืนหันไปทางขวากลางพระแสงจักร ท่�มาภาพ : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์เหร่ยญทองคำา “กรุงสยาม” สมัยรัชกาลท่� ๔ ผลิตจากเครื�องจักรจากประเทศอังกฤษ ท่�มาภาพ : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๓๓


สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศร่สรุิยวงศ์ (หลวงนายสทธิ ิ) ผ้�แสดงตนว่าเป็น “สยามใหม่” ตั�งแต่ครัง�รัชสมยัพระบาทสมเด็จพระนังเก�ล�าเจ�าอย้่หวัทม่�าภาพ : สาำ นักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศลิปากร๑๓๔ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ


สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ (พ.ศ. ๒๓๕๒-๒๔๓๕) สนพระทัยวิชาดาราศาสตร์ และเป็นชาวสยามอีกท่านหน่�งที�มีความร้�ในการคำานวณการเกิดคราสได�โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวไปที�หว�ากอเมื�อ พ.ศ. ๒๔๑๑ ทรงนิพนธ์เหตุการณ์การเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงครังนี�ด�วย �ท่�มาภาพ : สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์, วัดบวรนิเวศวิหาร, ๒๕๕๒.ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๓๕


พระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรมขุนราชส่หวิกรม (พระองค์เจ�าชุมสาย พ.ศ. ๒๓๕๙-๒๔๑๑)พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หวัทรงมอบหมายให�คิดแบบสร�างหอนาฬิกาในพระบรมมหาราชวัง โดยเสด็จไปสังเกตการณส์รุยิุปราคาเต็มดวงที�หว�ากอ เมื�อ พ.ศ. ๒๔๑๑และติดเชื�อไข�ป่ากลับมา ประชวรนานประมาณ ๑ เดือนกสิ ็นพระชน�ม์ทม่�าภาพ : สาำ นักหอจดหมายเหตุ กรมศลิปากร๑๓๖ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ


พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท (พระองค์เจ�านวม พ.ศ. ๒๓๕๑-๒๔๑๓)เป็นชาวสยามที�สนพระทัยการแพทย์แผนตะวันตก กระทั�งมหาวิทยาลัยแพทย์แห่งนครนิวยอร์คถวายประกาศนียบัตรทางการแพทย์ ท่�มาภาพ : ประชุมภาพประวัติศาสตร์ แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมศิลปากร, ๒๕๔๘.ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๓๗


แผนท่�ระบชุ่�อสถานทต่� ่าง ๆ ท่�หว้ากอ ซ่งเ�กียวข�อ�งกบัการสังเกตการณส์รุยิุปราคาเต็มดวง พ.ศ. ๒๔๑๑เช่น คลองวาฬ (หววั าน) หว�าโทน คุ�งมะนาว และที�สาคำ ัญคือระบุที�ตั�ง “ที�พลับพลาเก่า”น่าจะหมายถ่ง พลับพลาค่ายหลวง ที�พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ โปรดให�สร�างทม่�าแผนท่� : สาำ นักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศลิปากร ๑๓๘ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ


ท่�ตั�ง “ท่�พลับพลาเก่า” น่าจะหมายถ่ง พลับพลาค่ายหลวง ที�พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ โปรดให�สร�างท่�มาแผนท่� : สำานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากรเร่อพระท่�นั�งและเร่อกลไฟต่าง ๆ ที�เดินทางมาร่วมกิจกรรมสังเกตปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง พ.ศ. ๒๔๑๑ทอดสมอที�อ่าวหน�าพลับพลาค่ายหลวงหว�ากอ ท่�มาภาพ : สำานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๑๓๙


ค่ายหลวงหร่อพลับพลาซึง�พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ โปรดให�สร�างที�ตำาบลหววัานเมื�อ พ.ศ. ๒๔๑๑ ใช�เป็นสถานที�สังเกตปรากฏการณส์รุยิุปราคาหมดดวงใช�เป็นที�ประทับและเป็นที�พักพระราชอาคันตุกะเจ�าพระยาศรสีรุยวิงศ์(ชว่ง บุนนาค บรรดาศักดิ�ในขณะนัน) � คือ แม่กองกอ่สร�างทม่�าภาพ : สาำ นักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศลิปากร๑๔๐ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ


Click to View FlipBook Version