พระบาทสมเด็จพระปิ�นเกล้าเจ้าอย้่หัว (เจ้าฟ้าน้อย – สมเด็จเจ้าฟ้าชายจุฑามณ่)ครันเสด็จข่ � นเถลิงถวัลยราชยสมบัติแล�ว โปรดให�สถาปนาให�ทรงดำารงพระอิสริยยศเสมอด�วย�พระเจ�าแผ่นดินอีกพระองค์หน่�ง พระนามว่าพระบาทสมเด็จพระปิ�นเกล้าเจ้าอย้่หัว สนพระทัยศ่กษาวิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษมาตั�งแต่เป็นเจ�าฟ้าน�อยท่�มาภาพ : สำานักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากรดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๔๑
สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชิน่ พระอัครมเหส่ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอย้่หัวพระบรมราชชนน่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอย้่หัวเสด็จพระราชสมภพเมื�อ พ.ศ. ๒๓๗๗ สวรรคต พ.ศ. ๒๔๐๔ท่�มาภาพ : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติปราสาทฟองแตนโบล (Château de Fontainbleau) ประเทศฝรั�งเศสนายภูธร ภูมะธน ผู้ทำาสำาเนา๔๒ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ลายประดับมุกบานประต้ทางเข�าโดมพระเจดีย์วัดบรมนิวาส กรุงเทพมหานคร ซ�าย ร้ปพระมหามงกุฎ พระราชลัญจกรพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัว ขวา ร้ปหัวใจมีรัศมี พระราชลัญจกรสมเด็จพระนางเจ�าโสมนัสวัฒนาบดีพระอัครมเหสีองค์แรก สร�างครังรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัว �ท่�มาภาพ : ประภัสสร ตัณฑโอภาส บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำากัด (มหาชน) ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๔๓
พระปฐมเจด่ย์ พุทธสถานที�พระวชิรญาณพบ และศ่กษาความสาคำ ัญเผยแพร่โปรดให�สถาปนาเป็นพระอารามสาคำ ัญของอาณาจักรเมื�อข่นคร�องราชย์ภาพถ่ายครัง�รัชสมยัพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล�าเจ�าอย้่หวัทม่�าภาพ : ผไู้ม่ประสงค์ออกนาม๔๔ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
อุปกรณ์ดาราศาสตร์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวทรงใช�ครังทรงผนวช�ได�แก่ นาฬิกา แผนที�ดาว และ แซกเทนต์ (เครื�องมือในกล่องไม�ใช�สำาหรับวัดเส�นรุ�งเส�นแวง) สมบัติของวัดบวรนิเวศวิหารท่�มาภาพ : ศิลปกรรมวัดบวรนิเวศวิหาร, สำานักราชเลขาธิการ, ๒๕๒๘.ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๔๕
หนังส่อพิมพ์จดหมายเหตุ (Bangkok Recorder) หมอบรัดเลยพ์มพิ ์เผยแพร่ในสยาม ฉบบั ปฐมฤกษ์กรกฎาคม ค.ศ. ๑๘๔๔ (พ.ศ. ๒๓๘๗ – สมยรั ัชกาลที�๓)ข�อความที�นามำาเผยแพร น่ ่าจะสร�างแรงบันดาลใจให�สังคมสยามสนใจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทม่� าภาพ : หนังสือจดหมายเหตุ, กรุงเทพฯ : สาำ นักราชเลขาธิการ, ๒๕๓๗.๔๖ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
แผนท่�ราชอาณาจักรสยามและรัฐในอารักขา สมัยรัชกาลท่� ๔ ท่�มาแผนท่� : จากหนังสือ ราชอาณาจักรและราษฎรสยาม (The Kingdom and People of Siam) ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๔๗
บทท่� ๕ความส้มพ้นธ์ระหว่างพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯก้บราษฎรสยาม48 ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ข�อม้ลประวัติศาสตร์ชั�นต�นในสมัยรัชกาลที� ๔ คือประกาศรัชกาลที� ๔ จำานวนหลายฉบับและพงศาวดารรัชกาลที� ๔ รวมทังบันท่กของชาวต่างชาติที�มีถิ � นพำานักในกรุงเทพมหานครและมีความสัมพันธ์ �ใกล�ชิดกับราชสำานัก เป็นหลักฐานชี�ประเด็นเรื�องความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์คือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ กับราษฎรสยามได�เป็นอย่างดีว่า พระองค์ทรงมีนโยบายมุ่งมันเด่นชัดต่อการบำาบัดทุกข์ �บำารุงสุขให�กับประชาชนอย่างเต็มที� และทรงมีความปรารถนาดีกับพลเมืองของพระองค์มากถ่งขนาดน่าจะเรียกได�ว่าเป็นการปกครองในลักษณะพ่อปกครองล้ก ซ่�งหมายถ่งว่าทรงห่วงใยและด้แลทุกข์สุขของราษฎรแม�นกระทั�งเรื�องเล็ก ๆ น�อย ๆ บนหลักการให�ความเมตตากรุณาและให�อภัยแก่ผ้�อย้่ใต�การปกครอง ลักษณะการปกครองดังกล่าวนี�ยังประสมประสานกับการปกครองกระแสหลักคือระบอบราชาธิปไตยพร�อมกันไปด�วย นี�คือลักษณะเฉพาะของการปกครองอาณาจักรสยามในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ที�หาได�ยากจากประวัติศาสตร์การปกครองอาณาจักรสยามที�มีมายาวนานหลายร�อยปีก่อนหน�า ตัวอย่างของการปกครองในลักษณะพ่อปกครองล้ก เช่น ทรงใส่ใจในทุกข์สุขคนชรา คนพิการ คนวิกลจริตในราชอาณาจักร เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๐๒ เมื�อมีผ้�ไปทำาบัญชีคนชราพิการทั�งในกรุง นอกกรุง หัวเมืองชันในได� �จำานวนคนชราพิการหมื�นห�าพันสองร�อยแปดคน โปรดให�เกณฑ์อาหารจัดเลี�ยงคนพิการเหล่านี�ที�หน�าพระที�นังสุทสวรริย์ และพระราชทานเงินให�คนละหน่ � �งบาท(๑) เมื�อเสด็จประพาสหัวเมืองทะเลตะวันตกจนถ่งเมืองสงขลาเมื�อเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๐๒ ได�พระราชทานเงินแก่ราษฎรชายหญิงซ่งมีอายุมากกว่าสองหมื�นวันคนละบาทตามเมืองต่าง ๆ ที�ทรงหยุด �แวะพัก เช่น เมืองประจวบคีรีขัณฑ์ เมืองชุมพร เมืองนครศรีธรรมราช เมืองสงขลา(๒) วันที� ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๐๒ มีประกาศเรื�องมิให�ละทิ�งคนเสียจริต มีใจความตอนหน่�งที�สำาคัญว่า “ถ�าญาติพวกพ�องเหลือกำาลังที�จะระวังด้แลรักษา ก็ให�เอาตัวคนเสียจริตนั�นมามอบหมายส่งให�กรมพระนครบาล ด�วยโปรดเกล�าฯ พระราชทานข�าวหลวงไว�สำาหรับแจกให�เลี�ยงคนเสียจริต ถ�าไม่มีผ�านุ่งห่ม ให�กรมพระนครบาลไปรับที�โรงทานมาให� ทรงพระกรุณาโปรดไม่ให�อดอยากขัดสน”(๓) ป้องกันมิให้ม่การข่มเหงรังแกราษฎร กล่าวค่อ เปิดโอกาสให�ผ้�ได�รับความเดือดร�อนถวายฎีกาได�ตรงกับพระองค์ พงศาวดารรัชกาลที� ๔ ระบุเรื�องนี�ว่า “แลความฎีกานัน ทรงพระราชดำาริห์ว่าผ้�เข�ามาตีกลองร�องถวายฎีกาได�ยากลำาบาก เพราะต�องเสียเงิน �ค่าไขกุญแจ จ่งโปรดให�เลิกตีกลองเสีย...ป่าวร�องให�ราษฎรมาร�องถวายฎีกาที�น่าพระที�นั�งสุทไธสวริย ในวันข่นเจ็ดคำา แรมเจ็ดคำาบ�าง แรมสิบสามคำาสิบสี�คำาบ�าง เสด็จออกรับฎีกาของราษฎรเสมอ ถ�าเป็นการร�อน �จะร�องเมื�อใดก็ได� ฎีกาครังนั�นมากคราวหน่� งก็ถ่งสิบฉบับยี�สิบฉบับ ผ้�ที�มีบันดาศักดิ � ก็ต�องระวังตัว ไม่อาจที�จะ �เบียดเบียฬข่มเหงราษฎร...”(๔)ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๔๙
ธรรมเนียมการเสด็จออกเพื�อรับการถวายฎีกานั�นมีมาตั�งแต่ต�นรัชกาล ประกาศเรื�องถวายฎีกาจลศุักราช๑๒๑๕(พ.ศ.๒๓๙๖) ระบุว่ามีหมายประกาศแตก่อ่ นว่าจะเสด็จออกทรงโปรยทาน ณ พระทีนั�ง�สุทไธสวรรย์เดอืนละ๔ครัง� ด�วยทรงพระกรุณาเมตตาแกอ่ าณาประชาราษฎรทั�งปวง ซ่งมี�ทุกข์เดอืดร�อนด�วยข�อความสิงใด �สิงห�น�ง่ก็ให�ทำาคำาร�องฎีกาท้ลเกล�าฯ ถวาย...”(๕) พ.ศ. ๒๔๐๖ ประกาศห�ามมิให�ราษฎรเชื�อถือเจ�านายหรือขุนนางผ้�มิได�มีอำานาจโดยตำาแหน่งและมิใช่ผ้�รบสั ัง� หากราษฎรผ้�ใดถ้กขม่เหง ให�มาร�องขอความเป็นธรรมได�โดยตรงจากในหลวง(๖) ทรงประกาศห�ามมิให�มีการวิงเ� ต�นเพื�อได�รบัแต่งตั�งให�เป็นเจ�าเมอืง ด�วยวธิีการดังกล่าวนันเ�ป็นเหตุให�มีการติดสินบนเมื�อผ้�นันไ �ด�รบตั ำาแหน่งแล�วจะใช�อำานาจหน�าที�ไปรีดนาทาเร�นราษฎรให�ได�รบัความเดอืดร�อน “ผ้�ใดที�เห็นแกส่ ินบนรบสั ินบน ชวย่เดินเหินว่ากล่าวเพ็ดท้ลแคะไค�ให�ผ้�นัน�ๆ ได�เป็นผ้�สาำเร็จราชการเมอืงนัน� ถ�าได�เงินสินบนด�วยเหตนัุน�กค็อืว่าผ้�นันหาก�รุณาแกมนุ่ษยม์ ิได� ชื�อว่าคิดเอาเลอืดเนื�อของราษฎรคนยากไร�ที�อย้่บ�านห่างเมอื งไกลมาขายให�อ�ายยักษ์อ�ายผีเป็นผีโหงผหี ่า ผ้�ที�หากินอย่างนี�จะได�บาปมากหนักหนาทีเดียว”(๗) ทรงห่วงใยความปลอดภัยของทรพยัส์นิของราษฎรและทรงแนะนาวำ ิธ่แก้ไข พ.ศ. ๒๓๙๗ มีหมายรบสั ั งประกาศใ �ห�ระวังเพลิงไหม� “ทรงพระกรุณาโปรดเกล�าฯ สังว่า�เทศกาลเดือน ๑๒ เดือนอ�าย เดือนยี�เดือน ๓ เดือน ๔ เดือน ๕ เป็นฤด้แล�ง ลมว่าวพัดกล�า มักเกิดเพลิงไหม�บ�านเรือนอาณาประชาราษฎร เกลือกจะมีอ�ายผ้�ร�ายลอบแอบเอาไฟจุดเรือนโรงร�านปลอมเก็บเอาทรัพย์สิ�งของ...ให�เจ�าของบ�าน เจ�าของเรือน เจ�าของโรง เจ�าของร�าน ระวังรักษาเรือนโรงร�านบ�านของตัวอย่าให�มีอ�ายผ้�ร�ายไปลอบจุดไฟเรอืนโรงร�านบ�านของตัวได� ถ�าแลบ�านใดมีเรอืนโรงร�านร�างเปล่าอย้่ไม่มีคนอย้่เฝ้ารักษา ก็ให�นายอำาเภอรื�อแย่งเสีย อย่าให�เป็นเชื�อเพลิงข่�นได� ถ�าบ�านใดเกิดเพลิงไหม�เรือนโรงร�าน จะเอาเจ�าของเรอืนโรงร�านมาทำาโทษ...”(๘)วันที�๗ สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๙๗ มีประกาศห�ามมิให�ราษฎรเชื�อการหลอกด�วยอ�างอำานาจผีมีรายละเอยีดสรุปได�ว่า มีหนังสอืหลอกลวงเผยแพร่ในหม้่ราษฎรว่า พระยายมราชนายผบอีกแก่เจ�าเมอืงปักกิงว่าจะเ�กิดความไข� จ่งห�ามมิให�จุดไต�ตามไฟในเหย�าเรอืนที�เวลาพลบคำาไปจนรุ่ง ใครเรยีกกอย็ ่าขานอย่าทักทายสิงใด �ๆ เรื�องนี�ได�ทรงมีพระราชวินิจฉยั ให�ประกาศว่า “ชะรอยจะเป็นความคิดของผ้�ร�าย จ่งห�ามมิให�จุดไต�ตามไฟในเหย�าเรอืน แลไม่ให�ร�องทักทายสิงใด �ๆ เพราะจะข่นป�ล�นสะดมยอ่งเบาลักทรัพย์สิ�งของ เห็นว่าเจ�าของบ�านเจ�าของเรือนจะระวังรักษาบ�านเรือน มั�นคงอย้่ไม่มีความประมาท อ�ายผ้�ร�ายจะคิดข่�นปล�นสะดมยอ่งเบาได�โดยยาก จ่งแกล�งอุบายแต่งเรื�องราวหลอกลวงข้่ให�คนกลัวต่าง ๆ หวังจะให�คนทั�งปวงนบถัอืเชื�อฟังทำาตามอา�ยผ้�ร�ายจะได�ข่นป�ล�นสะดมยอ่งเบาเข�าลักทรัพยสิ ์งข�องได�โดยสะดวกจ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล�าโปรดกระหม่อม ให�ตีพิมพ์ประกาศแก่ข�าท้ลละอองธุลีพระบาทแลราษฎรให�ร้�ทั�วกันว่า อย่าให�เชื�อเรื�องราวเหล่านี�เป็นความไม่จริง”(๙) พ.ศ. ๒๔๐๙ ประกาศห�ามไม่ให�เอาเครื�องประดับทองเงินแต่งกายให�เด็กที�ยังไมร่ ้�จักหลีกหลบโจรผ้�ร�าย(๑๐)๕๐ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ทรงทำานุบำารุงการทำามาหากินราษฎร มีประกาศกำาหนดมาตรการต่าง ๆ ด�วยวัตถุประสงค์ส่งเสริมการทำามาหากินของราษฎร เช่นการยกเลิกภาษีบางประเภทที�ทำาความเดือดร�อนให�แก่ราษฎรซ่�งเคยเก็บภาษีผลมะพร�าว ภาษีนำามันมะพร�าว ให�ยกเลิก แต่ให�เรียกอากรมะพร�าว ๓ ต�นหน่�งสล่ง(๑๑) ประกาศว่าด�วยการประพฤติต่อฝรังเศส อังกฤษและอเมริกันที�มาอย้่ในเมืองไทย เดือนมิถุนายน �พ.ศ. ๒๓๙๙ มีใจความสำาคัญแสดงถ่งการคาดการณ์ไกลต่อนโยบายการทำาสัญญาผ้กพันทางพระราชไมตรีระหว่างราชอาณาจักรสยามกับประเทศทั�งสาม ซ่งมีข�อหน่� �งที�อนุญาตให�คนฝรังเศส อังกฤษและอเมริกา�รวมทั�งคนชาติอื�น ๆ ซ่�งอย้่ในบังคับประเทศทั�งสามสามารถเช่าหรือซื�อที�ดินขาดเป็นสมบัติของตนได�แต่ต�องห่างจากพระนครสองร�อยเส�น รวมทังจะต�องไม่ไกลไปจากพระนครด�วยการเดินทางด�วยเรือภายใน �๒๔ ชัวโมง ทรงให�เหตุผลในการอนุญาตในเรื�องดังกล่าวนี�ว่า “แลคนชาติฝรั � งเศส อังกฤษ อเมริกัน ก็มีวิชา �ฉลาดในการงานต่าง ๆ เมื�อได�เข�ามาตั�งบ�านเรือนอย้่ในพระราชอาณาเขต เห็นจะมาประกอบการช่างทำาสิงของเครื�องใช�สอยต่าง ๆ ประหลาด ๆ ดีกว่าสิ � งของที�เคยทำาได�ในกรุงซ่ � งมีมาแต่ก่อนบ�าง แล�วจะเอาออก�จำาหน่ายซื�อขายแก่ราษฎร ราคาของที�ทำาเมืองนี�ก็จะถ้กกว่าของที�ล้กค�านำามาขายแต่เมืองอื�น ช่างชาวพระนครนี�เมื�อเห็นดีก็จะรำาเรียนเลียนทำาตามอย่าง การช่างทั�งปวงก็จะจำาเริญดีข่�นกว่าแต่ก่อนอน่ง การเพาะการปล้กสิ� งของที�มีประโยชน์ในแผ่นดิน คนฝรั � งเศส อังกฤษ อเมริกัน มักเข�าใจวิธีเพาะปล้ก �มีตำารับตำารา ถ�าเข�ามามีอุตสาหะมีเพียรพยายามทำาไร่นาเรือกสวนได�มากในที�เป็นป่าและท�องทุ่งที�รกร�างว่างเปล่าอย้่ ก็จะให�จำาเริญ สมพักศรอากรภาษีมีมากข่นแก่แผ่นดินโดยลำาดับเวลาไปภายหน�า เมื�อพวก �ฝรังเศส อังกฤษ อเมริกัน เอาเงินทองมาแต่นอกประเทศลงทุนซื�อที� เช่าที� แลจ�างล้กจ�าง ใช�เงินทองเมืองอื�น �ก็จะได�ตกอย้่ในแผ่นดินจำาเริญแก่ราษฎรพระนครนี� ราษฎรที�ยากจนจะได�รับจ�างเลี�ยงชีวิต ดีกว่าขายตัวเป็นทาสให�ท่านผ้�อื�นใช� ด�วยเป็นประโยชน์อย่างว่ามานี�แลอย่างอื�น ๆ ก็ควรจะยอมให�ฝรั�งเศส อังกฤษ อเมริกันเข�ามาอาศัยอย้่ในพระราชอาณาจักรตามสบาย”(๑๒) ทรงเตือนให�ราษฎรปล้กข�าวในเวลาอันเหมาะสม ประกาศมหาสงกรานต์ พ.ศ. ๒๔๐๔ (ปีระกา) ทรงแจ�งเรื�องสถิตินำาฝนว่า “ปีมะแม เอกศก (พ.ศ. ๒๔๐๒) ฝนน�อยก็จริง แต่นำาเหนือลงมามากก็พอเป็นคุณแก่ข�าวหนักที�ทำาปลายมือได� ครันปีวอก โทศก (พ.ศ. ๒๔๐๓) ฝนก็งามนำาก็ใหญ่ นาทำาได�ทั � �งต�นมือ กลางมือแลปลายมือบริบ้รณ์ทุกตำาบลหนแห่งแล�ว อย่าให�ราษฎรประมาทใจไป ข�าวในปีวอกถ่งได�มาก ล้กค�าต่างประเทศก็ซื�อไปเสียมากแล�ว ในปีระกา ตรีศกนี�ตามเหตุที�เคยสังเกตมานัน ปรากฏว่าเป็นคราว �ฝนจะน�อย นำาจะทรามกว่าปีหลังเกือบก่�ง ฝนต�นมือในเดือน ๖ เดือน ๗ เดือน ๘ จะค่อยมีบ�าง ครันเดือน �๘/๘ เดือน ๙ จะน�อยไป ฝนปลายมือก็จะทราม เพราะฉะนันถ�าฝนมีมาแล�วให�รีบลงมือการนาเสียให�เร็ว ๆ �ตั�งแต่แรมเดือน ๖ ไป ให�ทำานาข�าวหางม�านาปรังให�มาก อย่าประมาทว่าจะคอยฝนปลายมือ แลนำาเหนือหนักเลย จะเสียครังเสียคราวไป ประกาศมาให�ทราบไว� � หาไม่จะว่าผ้้ครองแผ่นดินไม่สังเกตการเต่อนสติราษฎร ร้้จักแต่ให้พรแผ่นดินไปอย่างเด่ยว”(๑๓)ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๕๑
พ.ศ. ๒๔๐๖ ประกาศพกิัดภาษีเรอ ต่ ืก แพ โรงร�าน โดยทรงกาชำบั ในท�ายประกาศว่า “ให�ผ้�สาำเร็จราชการเมืองกรมการมีใจเมตตากรุณาแก่ราษฎร รับหมายประกาศตีพิมพ์นี�แจกไปให�ราษฎรร้�ทั�วกันอย่าให�เป็นใจด�วยเจ�าภาษีและยอมให�เจ�าภาษียักย�ายเกบ็ภาษีให�เหลอ ืๆ เกิน ๆ ให�ผิดท�องตราแลหมายประกาศไป ถ�าผ้�สำาเร็จราชการเมอืงกรมการคมุ เหงราษฎรให�เสยีภาษีเกินพกิัดตามใจเจ�าภาษ ถ� ี าได�ความว่าทำาจริงจะให�มีโทษด�วย ฝ่ายเจ�าภาษีเล่า จงมีความเมตตากรุณาแก่ราษฎร ภาษีจะมีประโยชนก์าำ ไรก็เพราะราษฎรทำามาหากินโดยคลอ่ งโดยสะดวก จะได�ทำามากข่น�ให�เจ�าภาษีเกบ็ภาษีโดยซื�อสตยัต์ามพกิัดท�องตรา อย่าให�เรยีกเหลอืเกินผิดจากพกิัดท�องตราแลหมายประกาศนี�”(๑๔) ทรงให้ความสาคำญัเร่�องสุขอนามัยของราษฎร เดือนกมุภาพันธ์พ.ศ. ๒๓๙๙ มีประกาศทรงตักเตือนไม่ให�ทิ�งศพสตวั ์ลงในนา ำ “...ทรงพระกรุณาโปรดฯ สั�งสอนเตือนสติมาว่า แต่นี�ไป ห�ามมิให�ใครผ้�ใดผ้�หน�ง่ทิ�งสนุัขตาย แมวตาย แลซากศพสตวั ์ต่าง ๆลงในแม่นำาแลคลองใหญ่น�อยทั�งปวงเป็นอันขาด ขอให�คิดอ่านใช�สอยจ�างวานใคร ๆ เอาไปทิ�งเสียที�ป่าช�าดังซากศพคนนันเ�ถิด ถ�าบ�านเรอืนอย้่ทีร�มนิาำจะเอาไปป่าช�ายาก ก็ให�ฝังเสยีในดินในโคลนให�ลับลี�ไปอย่าให�ลอยไปลอยมาในนำาได� แลการซ่�งทิ�งซากศพสัตว์ต่าง ๆ ลงในนำาให�ลอยข่�นลอยลงอย้่ดังนี�คิดด้โดยละเอยีดก็เห็นเป็นทีร�ังเกยีจแก่คนที�ได�อาศยัใช�นาอย้่ทั ำง�สิน� ด�วยกันพระสงฆ์สามเณรเป็นพระสมณะชาวนอกกรุงเทพฯ คือหวัเมอืงลาวแลหวัเมอืงฝ่ายเหนอทั ื�งปวง แลชาวราษฎรชาวนอกกรุงฯ เมื�อมีเหตุต�องลงมายังกรุงเทพฯ นี�แล�วก็รังเกียจติเตียนว่า เพราะต�องใช�นาำไม่สะอาดจ่งเป็นโรคต่าง ๆ ไม่เป็นสุขเหมอืนอย้่นอกกรุงฯ...”(๑๕) ประกาศดาวหางปีระกา ตรีศก (๘กรกฎาคม ๒๔๐๔)ทรงใช�วิกฤติความกลัวของประชาชนให�เป็นโอกาส ให�ประชาชนรักษาสุขอนามย ั ประกาศระบุว่า “ถ�ากลัวความไข�ว่าเกลอืกฝีดาษจะชุม ตัวใครแลบุตรหลานใครยังไม่ได�ออกฝีดาษก็ให�รีบพามาปล้กฝีดาษที�โรงทานนอกก็ดีโรงหมอท่าพระก็ดีศาลาวัดสทุัศนเทพวรารามกด็ ีเสยีโดยเรว อย็ ่าให�ทันฝีดาษมีมา ถ�ากลัวว่าไข�ลงรากจะมีมา ก็ให�ขัดตวัปฏบิ ัติเสยีให�สะอาด ๆ อย่าทำาให�สกปรกโสมมตามเคยตัวนัก หาที�หลับที�นอนที�สะอาด ใช�หาเครื�องซ่�งเป็นเครื�องจำากัดสิ�งร�ายคือกำายาน การบ้รเตรียมไว� เมื�อความไข�มีมา สุมรมเหย�าเรือนผ�านุ่งผ�าห่มเสีย ให�จำากัดพิษอากาศทีร��ายกระจายไปแลหายาที�เคยเชื�อถอืเตรยมี ไว�ใกล� ๆ เผื�อขุกคำาคืนจะได�ใช�แก�ไขกัน นาลำะลายการบ้รกินกัน ทาตวกั ัน ถ�ากลัวไข�จบสั ัน�ก็หานาำการบ้รไว� ปวดหวตั วร�อ ันเล็กน�อยก็ให�กินนาำการบ้ร แลเอานาำการบ้รทาฝ่ามอ ฝ ื ่าเท�าเสยีเล็กน�อยกอ่น อย่าปลอย่ ให�เป็นมากไป หรอื ใครร้�เห็นว่ายาอะไรว่าดีก็หาไว� หรอืแรกจะเป็นเมื�อยขบ เท�าเย็นปวดศีรษะเล็กน�อย กอย็ ่าเชื�อหมอว่าลมว่าเส�นไป อย่าเพอก่ ินร�อนเข�าไปอย่ากินอาหารที�หวานที�มันมากนัก รบรีุถ่ายเสยด�วยด ี ีเกลอ อยื ่าใช�ยาสลอดให�แสลงไข�ไป พื�นปากพื�นใจของหมอพอใจพ้ดแต่ว่าลม เอายาร�อนแก� อน�่ง บ�านเมืองมีไข�เจ็บซ่�งเป็นเหตุให�คนตายอย่างไร จะมากเมื�อไร ให�คอยระวังสืบที�ป่าช�าที�มีศพไปเผามาก ๆ อย้่ทุกวันเนือง ๆ จะได�ความจริง พระเจ�าแผ่นดิน๕๒ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
คนทั�งปวงยกย่องตั�งไว�เป็นที�พ่�ง ใครมีทุกข์ร�อนถ�อยความประการใดก็ย่อมมาร�องให�ช่วย ดังหน่�งทารก เมื�อมีเหตุแล�ว ก็มาร�องหาบิดามารดา เพราะฉะนัน พระเจ�าแผ่นดินเชื�อว่า คนทั � �งปวงยกย่องให�เป็นบิดามารดาของตัวแล�วก็มีความกรุณาแก่คนทั�งปวง ดังหน่งบิดามารดากรุณาแก่บุตรจริง ๆ โดยสุจริตจ่งกล่าว�สั�งสอนมาให�รักษาตัว รักษาชีวิตในเหตุที�น่ากลัวจะเป็น แลมีตัวอย่างเคยเป็น แต่ฝ่ายราษฎรไทยจีนเป็นอันมากทั�งปวงนี� เป็นคนถือผีถือสาง ถือมดถือหมอด้ คนกลัวอะไรมาก อยากอะไรมาก คนทรงผีแลหมอด้ก็พอใจเอาสิ�งนั�นมาว่ายุแยงให�คนตื�นไปต่าง ๆ เมื�อเห็นดาวหางครั�งก่อนมีมา ก็พอใจลือกันว่าเจ�าจะตาย นายจะล�ม ผ้�มีบุญจะมา บ�านเมืองจะเป็นจลาจล ผ้�คนจะเกิดรบพุ่งกัน พอใจว่าดังนี�จนตื�นกันไปเปล่า ๆ เป็นนักเป็นหนา เหมือนอย่างครั�งปีมะเมีย สัมฤทธิสกนั�นเหตุเช่นนั�น ก็ไม่ได�เป็นได�มีเลย เราเคยจับปดคนทรงผีแลหมอด้ได�แล�วมิใช่หรือ(๑๖) ทรงเปล่�ยนแปลงจาร่ตเดิมและให้เสร่ภาพแก่ราษฎรตามความเหมาะสม เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๐๐ มีประกาศยกเลิกการยิงกระสุนแลอนุญาตให�ราษฎรเฝ้าได�ในทางเสด็จพระราชดำาเนิน ประกาศดังกล่าวนี�เป็นการยกเลิกจารีตเดิมซ่งห�ามราษฎรอย้่ใกล�ทางเสด็จพระราชดำาเนิน �ให�ปิดประต้โรงเรือนที�พักทั�งหมด ใครฝ่าฝ้นให�เอากระสุนยิง ประกาศฉบับนี�เปลี�ยนแปลงเป็น “ถ�าเสด็จพระราชดำาเนินไปทางสถลมารค แลทางชลมารค ก็อย่าให�กรมเมือง นายอำาเภอ แลกรมไพร่หลวงที�ไปนัง�กองจุกช่องล�อมวงไล่ราษฎรชาวบ�านไปไกลเลย แลอย่าให�ปิดประต้บ�าน แลประต้โรง ประต้ร�าน ประต้เรือนประต้แพ ประต้หน�าถังเสียดังแต่ก่อน ให�ราษฎรเจ�าของบ�านเป็นผ้�ใหญ่ในบ�านในเรือน ออกมาคอยเฝ้ารับเสด็จถวายบังคมให�ทอดพระเนตรเห็น ถ�าทรงร้�จักจะได�ทรงทักทายปราศรัยบ�างตามสมควรให�ได�ความยินดี”(๑๗) เดือนกันยายน พ.ศ. ๒๔๐๖ มีประกาศพระราชทานอนุญาตให�ข�าราชการฝ่ายในท้ลลาออกนอกราชการได� มีใจความสำาคัญตอนหน่�งว่า “ท่านทั�งปวงก็ย่อมร้�อย้่แล�ว การในวังเป็นอย่างไร บัดนี�ข�าพเจ�าทำาคำาประกาศยอมมา บุตรหลานแลญาติของท่านผ้�ใดที�เป็นหญิงสาว หญิงรุ่น ไม่ได�มีเบี�ยหวัดถ่ง ๒๐๐ บาท แลมิใช่ผ้�ที�มีสารกรมขายตัวเป็นทาส หรือก้�เงินเป็นหนี�ข�าพเจ�าแล�ว ข�าพเจ�ายอมคืนให�ตามใจบิดามารดาแลญาติที�พามาถวาย จงมารับกลับคืนไปให�มีผัวหรือจะถวายในเจ�านายใด ๆ หรือจะยกให�ขุนนางผ้�ใหญ่ผ้�น�อยก็ตามแต่ใจของท่าน ข�าพเจ�าไม่ติเตียนน�อยใจอันใด ข�าพเจ�ายอมคืนให�โดยสะดวก”(๑๘) พระราชบัญญัติบางฉบับที�เป็นสัญญาณเริมแสดงว่าเป็นสังคมให�สิทธิสตรีได�ตราข่ � �นใช� กล่าวคือ พ.ศ. ๒๔๐๘ มีประกาศใช�พระราชบัญญัติลักพา ซ่�งน่าจะเป็นหลักประกันเชิดช้สิทธิสตรีสยามครังแรก �ทั�งนี� สืบเนื�องจากมีหญิงสาวคนหน่�งชื�ออำาแดงเหมือน ท้ลเกล�าถวายฎีกาว่าบิดามารดาจะยกให�ตนเป็นภรรยานายภ้ โดยไม่ร้�ว่านางรักใคร่ชอบพออย้่กับนายริด เมื�อนางไม่ยอมกลับถ้กพ่อแม่ทุบตีกระทั�งนางหนีไปอย้่กับนายริด แต่สุดท�ายก็ถ้กคณะกรรมการเมืองจับได�เอาตัวเธอไปกักขังและบังคับให�ทำางานอย่างหนักกระทังนางหนีออกมาได� จ่งมาร�องถวายฎีกาขอความเป็นธรรม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ �ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๕๓
ทรงชี�ขาดให�อำาแดงเหมอืนเป็นเมียนายริด ด�วยเหตผลุว่านางมีอายมุากถ่ง๒๐ ปีแล�วยอมที ่ �จะเลอืกผวัได�ตามชอบใจนอกจากพ.ร.บ.ฉบบนี ั �แล�ว พระองค์ยังทรงโปรดฯ ออกพ.ร.บ.ให�เลิกการกระทำาที�เป็นประเพณีอันโหดร�าย การฉุดคร่าเหมอืนแต่กาลกอ่นตอ่ ไปนีย�อมท่ ำาไม่ได�”(๑๙) ทรงแนะนาำ ให้ราษฎรเลกิเช่�อคติงมงาย ตวอยั ่างเช่นจากความเชื�อของราษฎรที�ว่าหากดาวหางปรากฏข่นเ�มื�อใดจะเป็นสัญญาณอัปมงคลต่าง ๆ ในประกาศดาวหางเมื�อ พ.ศ.๒๔๐๔ได�ทรงชี�ให�เห็นว่า “เมื�อพิเคราะห์ใคร่ครวญด้ โดยเหตุดาวหางเป็นของมาบนฟ้า เมื�อจะให�โทษให�คุณอย่างไรก็จะให�โทษให�คุณแก่สัตว์แก่คนที�อย้่ใต�ฟ้าเพรื�อไปผ้�ใดปฏบิ ัติตวัไมด่ ีไม่มียาที�จะแก�ปอ้งกันกินทาซ่มซาบอย้่กบักาย เป็นผ้�ไม่สบายมีโรคภยัเล็กน�อย ที�จะเป็นชอ่ งให�พิษเช่นนัน�แล่นเข�าไปในกายให�เกิดเจ็บไข�ได� ความไข�กต�อ็งแก่ผ้�นันไ �ม่เลอืกหน�าว่าใคร ก็ดาวหางมาบนฟ้า โกรธข่ง�ห่งสาพยาบาทอาฆาตแค�นอะไรอย้่กบัเจ�านายมาแล�วจะได�มาตรงใส่เอาเจ�านายทีเดยวีไม่เห็นจริงด�วย ”(๒๐) เหตุที�พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ทรงมีพระราโชบายปกครองราษฎรสยามในลักษณะการปกครองแบบพอ่ ปกครองล้กซ่�งเป็นการปกครองในลักษณะพิเศษต่างไปจากพระมหากษัตรยิ ์สยามพระองค์ก่อน ๆ ทรงใช� คือการปกครองในระบอบราชาธิปไตย ซ่�งเข�มข�นบ�างหรอื ไม่เข�มข�นบ�างน่าจะเกิดจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก กล่าวคือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ทรงมีพระทัยที�มีแต่พระมหากรุณาธคิุณเป็นล�นพ�นแก่ปวงราษฎรโดยธรรมชาตินบตั ั�งแตก่อ่นข่�นครองราชย อ์ ีกทั�งกลิน�อายเสรนี ยมที ิ�มิชชันนารอีเมรกิันนามำ าปล้กฝังในกลางนครหลวงของสยามนบตั ั�งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระนังเก�ล�าฯ โดยเฉพาะอย่างยิงการ� ที�หมอบรัดเลยออ์กหนังสอพืมพิบ์างกอกรีคอร์เดอรด�วย ์การเสนอข่าวความก�าวหน�าด�านเทคโนโลยีการวิพากษว์ ิจารณส์ ังคมสยามด�วยประเด็นต่าง ๆ เช่น ว่าด�วยความงมงายในหม้่พุทธศาสนิกชนและไม่เว�นแม�กระทัง�วิพากษว์ ิจารณ์ราชการแผ่นดินสยาม รวมทัง�องค์พระมหากษตรัยิ์เป็นเรื�องท�าทายพระราชอาำนาจพระมหากษตรัยิ์สยามเป็นอย่างยิง� ซ่งไ�มน่ ่าจะมีผ้�หนงผ้�ใดในส�่ยามกล�าหาญทำามาก่อน แหม่มแอนนา เลียวโนเวนสังเกตเห็นในเรื�องนี�และบันท่กว่า “หมอบรัดเลย์เข�ามาอย้่ในกรุงเทพฯแต่ค.ศ.๑๘๓๕ได�รบัพระราชทานความสนิทสนมกบัพระบาทสมเด็จพระเจ�าอย้่หวมัาแต่ครัง�ยังทรงผนวชอย้่ แตท่ ่านผ้�เฒ่าทีน�่านบถั อทั ืง�ค้่นี ม�ักจะโต�แย�งแสดงคารมกันในหน�าหนังสอพืมพิ ์เนอืงๆ”(๒๑)บทบาทของมิชชันนารีอเมริกันกลางเมืองหลวงสยามติดต่อกันนานนับแต่ก่อนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ข่�นครองราชย์ดังกล่าวมีอิทธิพลต่อการเมืองการปกครองภายในอาณาจักรสยามอย่างแน่นอนและน่าจะทาำ ให�ราชาธิปไตยสยามต�องปรบตั ว จ่ ั งมีนโยบายเชิงให�สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนมากข่น�๕๔ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
และเป็นครั�งแรกในประวัติศาสตร์สยามที�พระมหากษัตริย์ทรงแสดงพระองค์ว่าต�องทรงซื�อสัตย์ต่อประชาชนด�วย ไม่ใช่เพียงเรียกร�องบังคับให�ประชาชนจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ เช่น การถือนำาพระพิพัฒน์สัตยาซ่�งแต่เดิมให�ขุนนางแลภรรยารวมทั�งกรมพระราชวังและพระบรมวงษานุวงศ์ถือนำาฯ เท่านัน “ทรงพระราชดำาริห์เห็นว่า การถือนำาพระพิพัฒสัตยาเป็นการใหญ่ จะให�พระบรมวงศานุวงศ์ �แลข�าราชการผ้�ใหญ่ผ้�น�อย รับนำาพระพิพัฒสัตยาแต่ฝ่ายเดียวไม่เป็นยุติธรรมต่อกัน ถ�าถือดังนั�น ผ้�รับนำาพระพิพัฒสัตยาก็ต�องรักษาความสัตยาสุจริตแต่ฝ่ายเดียว พระเจ�าแผ่นดินไม่ได�ถือด�วย จะคิดทำาร�ายประการใด ๆ ก็ได� ความสุจริตข�างหน่�งรักษา ข�างหน่�งไม่รักษาด้ไม่สมควร ต�องรักษาด�วยกันทั�งสองฝ่าย นำาพระพิพัฒสัตยาจ่งจะศักดิ�สิทธิ”�(๒๒) สรุปได้ว่า ครังรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ สถานภาพราษฎรสยามเปล่�ยนแปลง �ไปจากเดิมราษฎรเข้าถึงศ้นย์กลางอำานาจง่ายขึน กฎหมายม่ความเป็นธรรมมากขึ �น การใช้อำานาจ�บาตรใหญ่ โดยขุนนางและเจ้าภาษถ้กตรวจสอบมากขึ ่ น ทุกข์สุขราษฎรได้รับการเอาใจใส่ด้แลมากขึ�น �พระมหากษัตริย์ ทรงแสดงพระองค์ว่าทรงสัตยาสุจริตต่อผ้้ท่�แสดงตนว่าม่ความสัตยาสุจริตต่อพระองค์ด้วย ทั�งหมดค่อ นิมิตใหม่ของการเม่องการปกครองสยามซึงช่องว่างของความสัมพันธ์�ระหว่างผ้้ปกครองและผ้้อย้่ใต้ปกครองใกล้ชิดมากขึนอย่างท่�ไม่เคยม่มาก่อน �ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๕๕
บทท่� ๖ยุทธศาสตรต์ �้งร้บการรุกรานอำานาจอธิปไตยสยามในร้ชสม้ยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ 56 ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
เมื�อโลกตะวันตกค�นพบประโยชน์ของเครื�องจักรไอนำาเมื�อต�นพุทธศตวรรษที� ๒๔(๑)ทำาให�เกิดการพัฒนาชนิดก�าวกระโดดครั�งสำาคัญในหม้่ประชาชาติตะวันตก ผนวกกับความทะเยอทะยานต่อการแสวงหาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให�ได�มากที�สุด ชาติตะวันตกที�ประสบความสำาเร็จในการพัฒนาเครื�องจักรไอนำา เช่น อังกฤษ ฝรั�งเศส จ่งมีนโยบายรุกลำาครอบครองหรือเข�าไปมีอิทธิพลเหนือดินแดนที�ด�อยพัฒนากว่าทั�วทุกมุมโลกได�อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม นับตั�งแต่ปลายพุทธศตวรรษที� ๒๔ เรือกลไฟพร�อมอาวุธอันทรงประสิทธิภาพของชาติจักรวรรดินิยมแล่นไปทั�วโลก เพื�อการย่ดครองและตักตวงประโยชน์จากดินแดนที�ตนย่ดครองได� ไม่เว�นแม�กระทังอาณาจักรสยามซ่� งเป็นอาณาจักรที�อย้่ห่างไกลจากโลกตะวันตกเป็นอย่างยิ �ง ชาวสยามซ่� งมีชีวิต�เรียบง่าย พ่งพาธรรมชาติและอย้่กันด�วยความพอเพียง แต่มหาอำานาจจักรวรรดินิยมตะวันตกยังมุ่งหวัง�ที�จะมีอิทธิพลเหนือกว่าให�ได� โดยเฉพาะจากมหาอำานาจอังกฤษและฝรังเศส ด�วยถือว่าเป็นดินแดนที�อุดม �ด�วยทรัพยากรธรรมชาติและเป็นเสมือนประต้เจาะเข�าตักตวงผลประโยชน์จากดินแดนทางใต�ของจีนได� แท�จริงแล�ว การต่อส้�หรือตั�งรับกับพลังภายนอกที�กดดันเข�ามานัน ชาวสยามมีประสบการณ์และ �ได�เรียนร้�มานานกว่าหน่�งศตวรรษ ก่อนที�กระแสดังกล่าวจะถาโถมเข�ามาอีกครั�งในสมัยรัตนโกสินทร์ กล่าวคือ เมื�อครั�งสมัยอยุธยาตอนปลายตรงกับครั�งปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯ ต�นรัชสมัยพระเพทราชา คือเมื�อราวต�นพุทธศตวรรษที� ๒๓ อาณาจักรฝรังเศสได�ใช�นโยบายการแสวงหาความร่วมมือ �กับอาณาจักรสยามทางการค�า วิทยาการและการศาสนาโดยแอบแฝงนโยบายย่ดครองสยามให�ได�หากสบโอกาส ในเวลานั�น อาณาจักรสยามซ่�งอ่อนแอกว่าในทุก ๆ เรื�อง เช่น อาวุธ ประสิทธิภาพของกองกำาลังทหาร วิทยาการและประสบการณ์ ซ่งเป็นเรื�องที�ชนชั �นปกครองสยามยุคนั� นร้�ตัวดีว่าเป็นจุดอ่อน �จ่งกำาหนดยุทธศาสตร์ตั�งรับกับการรุกลำานันด�วยนโยบายการท้ตนานาประการ อาทิ การส่งคณะราชท้ต �เพื�อเพิมพ้นสัมพันธไมตรี ยอมทำาสนธิสัญญาเสียเปรียบ และเปิดใจกว�างต่อการเรียนร้�วิทยาการใหม่ ๆ �อันทรงประสิทธิภาพของชาวตะวันตก เช่น การสร�างอาวุธ การทำาแผนที� (ดาราศาสตร์) สถาปัตยกรรม การเดินเรือ และการต่อเรือ กิจกรรมต่าง ๆ จากนโยบายปรับตัวนี�ทำาให�แรงกดดันจากฝ่ายโลกตะวันตกลดความรุนแรงลง สามารถผ่อนคลายสถานการณ์ให�อาณาจักรสยามครั�งสมัยอยุธยาอย้่รอดปลอดภัยได�ในระดับหน่ง ขณะเดียวกันเดียวกันทำาให�ชาวสยามได�เรียนร้�ว่าการปรับตัวเป็นเสมือนอาวุธที�ใช�ต่อรองได� � ความประสงค์ในการแข่งขันกันครอบครองโลกในหม้่ชาติมหาอำานาจตะวันตกเริมกระทบแผ่นดินสยาม�อีกครังในสมัยรัตนโกสินทร์ในรัชกาลที� ๒ - ๓ สถานการณ์เริ �มรุนแรงมากข่�นตั� งแต่ต�นรัชกาลที� ๔ ด�วยเรื�อง �ฝรั�งเศสต�องการมีอิทธิพลเหนืออาณาจักรเขมรประเทศราชของสยาม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯทรงตั�งรับกับปัญหาดังกล่าวด�วยการกำาหนดนโยบายการท้ตด�วยกิจกรรมต่าง ๆ เพื�อสร�างความยอมรับในอำานาจอธิปไตยและความทันสมัยของสยามให�เป็นที�ประจักษ์ในหม้่ชาติมหาอำานาจตะวันตกดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๕๗
ซ่�งอาจจะชวย่แก�ปัญหาการคุกคามอำานาจอธิปไตยสยามได� นโยบายการท้ตเหล่านี�ไมต่ ่างจากนโยบายการท้ตที�บรรพบุรุษสยามเคยใช�เป็นยุทธศาสตร์ส้�กับมหาอำานาจตะวันตกครั�งสมัยปลายอยุธยาคือ เมื�อกว่าหน�่งศตวรรษก่อนรัชกาลที�๔ ครองราชย์เข�าใจว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯทรงนำาบทเรียนการตั�งรับกับการขยายอิทธิพลตะวันตกครั�งสมัยอยุธยามาศ่กษาด�วย(๒)แต่นโยบายการท้ตสยามที�ตั�งรับกับมหาอำานาจตะวันตกครั�งนี�ต่างจากสมัยอยุธยาคือ เป็นนโยบายการท้ตเชิงรุกมากกว่าการตั�งรับ ทรงมุ่งมั�นเอาจริงเอาจังและดำาเนินการต่อเนื�อง อาณาจักรสยามได�รับประโยชน์จากนโยบายการท้ตดังกล่าวนีบ� �าง แต่ก็ไม่สามารถรักษาผลประโยชน์ของตนได�ทั�งหมด วิกฤตินี�ยังเป็นโอกาสให�สังคมสยามได�รบัของแถมอันมีค่า กล่าวคอ ืเมื�อสยามต�องยอมทำาสนธสิ ัญญาเบาวร์ ิงกบอั ังกฤษเมื�อ พ.ศ. ๒๓๙๙ ทำาให�เศรษฐกิจสยามเฟ้�องฟ้มากข่น�การเข�ามาพานำ ักของชาวต่างประเทศที�มีภ้มิหลังหรอืมีวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ในเมอืงหลวงของสยาม เช่น เป็นนักสาำรวจ นักหนังสอพืมพิ ์แพทย ม์ ิชชันนารีพอค� ่า นักการท้ต นักแสวงโชค ทำาให�สังคมชาวสยามได�เรยีนร้� รบรั ้�และต�องปรบตั ัวใหม่ครังให�ญ่ กิจกรรมสำาคัญ ๆของนโยบายการท้ตครั�งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ เพื�อตั�งรับกับการคุกคามจากมหาอำานาจตะวันตกที�สาคำ ัญคือ การให้ความสาคำ ัญกับการเจรญสิ ัมพนธั ไมตร่กับชาติตะวันตกเชิงรุก การกล้าเผชญกิ ับปญัหากับชาติตะวันตกด้วยการเจรจา ยอมเส่ยเปร่ยบให้ชาติตะวนัตกตามความจาำเปน็ และการประชาสัมพนธัช์ ่�อเส่ยงใหก้ ับอาณาจกัรด้วยกิจกรรมต่าง ๆ กล่าวคอ ื การเจรญสิ ัมพันธไมตร่กับชาติตะวันตกถ่งขั�นส่งราชท้ตเยี�ยมเยือนซ่�งกันและกันนั�นชาติตะวันตก เริ�มดำาเนินการกับอาณาจักรสยามก่อน กว่าสยามจะส่งคณะราชท้ตชุดแรกไปเจริญสมพั ันธไมตรกีบั ประเทศในยุโรปในสมยรัตันโกสินทร์เป็นครังแรกเ�มื�อ พ.ศ. ๒๔๐๐ นัน� ได�มีคณะราชท้ตจากมหาอำานาจตะวันตก ๓ ประเทศเข�ามาเจริญสมพั ันธไมตรกีบอัาณาจักรสยามหลายคณะ(๓)ดังนี� ราชท้ตจากอังกฤษ (ค.ศ. ๑๘๕๕/พ.ศ. ๒๓๙๘) รัฐบาลอังกฤษได�แต่งตังใ�ห�เซอร์จอห์นเบาวร์ ิง(Sir John Bowring) ผ้�สำาเร็จราชการอังกฤษ ณ เมืองฮ่องกงเดินทางมาเจรจาทำาความตกลงทางการค�ากับสยาม ราชท้ตอังกฤษผ้�นี�ใช�วิธีเจรจาด�วยร้ปแบบเด็ดเดี�ยวและกดดันสยามตลอดเวลา จนกระทั�งมีการลงนามในสนธสิ ัญญาเมื�อวันที�๑๓ เมษายน ค.ศ. ๑๘๕๕/พ.ศ. ๒๓๙๙ ร้�จักกันในชื�อว่าสนธสิ ัญญาเบาว์ริง สนธิสัญญานี�อังกฤษได�ประโยชน์จากสยามมากคือ สยามได�ปรับปรุงขั�นตอนการเก็บภาษีให�พ่อค�าอังกฤษได�รับความสะดวกข่�น ลดหย่อนค่าธรรมเนียมปากเรือให�น�อยลง ให�กงสุลอังกฤษที�กรุงเทพฯมีอำานาจชาำระความกบัคนที�อย้่ในบังคับอังกฤษ(๔)๕๘ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ท้ตจากสหรัฐอเมริกา (ค.ศ. ๑๘๕๖/พ.ศ. ๒๓๙๙) สยามคือประเทศแรกในหม้่ประชาชาติเอเชียที�ได�ทำาสนธิสัญญากับสหรัฐอเมริกา(๕)เป็นสนธิสัญญาที�ผ้�แทนประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาแอนดร้ แจ๊คสัน (Andrew Jackson) คือ นายเอ็ดมันด์ โรเบิร์ต (Edmund Roberts) เจรจาทำาสนธิสัญญากับราชสำานักสยามครั�งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าฯ เมื�อ พ.ศ. ๒๓๗๖ (ค.ศ. ๑๘๓๓) ครั�นถ่งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ เมื�อ พ.ศ. ๒๓๙๙ (ค.ศ. ๑๘๕๖) สหรัฐอเมริกาได�ส่งนายเทาน์เซนด์ แฮรีส (M.Townsend Harris) เป็นราชท้ตลงนามในสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีและการค�า (สนธิสัญญาแฮรีส /Harris Treaty)โดยย่ดสนธิสัญญาเบาว์ริงเป็นแบบฉบับ ราชท้ตจากฝรั�งเศส (ค.ศ. ๑๘๕๖/พ.ศ. ๒๓๙๙) “เมอซิเออร์ชาร์ลส์ เดอ มงติญญี (Charles de Montigny) ออกเดินทางจากกรุงปารีสมื�อวันที� ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๙๘ (ค.ศ. ๑๘๕๕) พร�อมด�วยคำาสั�งรัฐบาลฝรั�งเศสให�เป็นผ้�แทนลงนามในสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีและการค�ากับสยาม โอกาสเดียวกันนี� พระจักรพรรดินโปเลียนที� ๓ แห่งฝรังเศสทรงเห็นประโยชน์ที�จะทำาให�คนไทยซ่ � �งนับถือพุทธศาสนาหันมานับถือคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิก”(๖)ได�มีการลงนามสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีระหว่างฝรังเศสกับสยามเมื�อวันที� ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๙๙ “โดยนัยแล�ว จะเห็นว่าฝรั � �งเศสเป็นผ้�ได�รับผลประโยชน์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื�องการติดต่อค�าขาย และการพำานักอย้่ในประเทศสยาม นอกจากนี�สยามยังให�เสรีภาพอย่างเต็มที�ในการเผยแผ่ศาสนา ตลอดจนส่งเสริมให�มีการสั�งสอนและสร�างโรงเรียนบนผืนแผ่นดินสยามโดยมีเงื�อนไขว่าจะต�องสอดคล�องกับกฎหมายของสยามด�วย ในสนธิสัญญาฉบับเดียวกันนี� ยังได�ระบุไว�ในมาตราที� ๑๕ ว่าสยามให�สิทธิเรือรบฝรั�งเศสเข�ามายังแม่นำาเจ�าพระยาได�ถ่งปากนำาและจอดทอดสมอได�ที�กรุงเทพฯ ทั�งนี�จะต�องแจ�งให�ทางการสยามทราบล่วงหน�าก่อนที�จะเข�ามายังกรุงเทพฯ”(๗) ประเทศต่าง ๆ เหล่านี�ได�ส่งราชท้ตมาก็เพื�อขอทำาสนธิสัญญาเพื�อประโยชน์การค�าและการเดินเรือของตนกับอาณาจักรสยามและยังได�ขอแถมประโยชน์อื�น ๆ เช่น สิทธิสภาพนอกอาณาเขต การเผยแผ่ศาสนา รวมทั�งคืบคลานหาทางเข�ามาแทรกแซงการเมืองภายในของสยาม คืออังกฤษเข�าแทรกแซงการเมืองภายในของสยามในบริเวณหัวเมืองมลาย้ ทำาให�อังกฤษได�ปกครองหัวเมืองมลาย้แทนสยามในรัชกาลต่อมา หรือฝรั�งเศสเข�าแทรกแซงการเมืองภายในระหว่างสยามกับเขมร ทำาให�ฝรั�งเศสได�ปกครองเขมร การปรับนโยบายต่างประเทศเชิงรุกจ่งเป็นความจำาเป็นที�ต�องดำาเนินการอย่างเร่งด่วนเพื�อรักษาผลประโยชน์สยาม ดังนั�น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ จ่งโปรดส่งราชท้ตให�เดินทางไปเจริญสัมพันธไมตรีกับมหาอำานาจเหล่านั�น ยกเว�นกับประเทศสหรัฐอเมริกาซ่�งเป็นประเทศที�อย้่ไกลได�โปรดฯ ให�ฝากพระราชสาส์นรวมทั�งพระราชทานเครื�องราชบรรณาการไปยังประเทศนันแทน�ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๕๙
อย่างไรกต็าม โดยธรรมเนยมีการท้ตของชาวสยาม คณะราชท้ตมิได�มีอำานาจเตม็ ในการเจรจาตกลงเรื�องของบ�านเมอืงหรอลืงนามในสนธสิ ัญญาใด ๆนอกจากไต่ถาม หารอืและขอฟังการต่าง ๆ ซ่งเ�ป็นเรื�องที�ชาติตะวันตกวิจารณ์และข�องใจในหน�าที�ราชท้ตสยามซ่�งน่าจะมีอำานาจหน�าที�มากกว่านี�ในเรื�องนี�ได�มีการปรับบทบาทคณะราชท้ตสยามใหม่ในปลายสมัยรัชกาลที�๔ ด�วยการมอบหมายอำานาจให�เจรจาความบ�านเมอื งได�ด�วย เหตทีุ�สยามส่งราชท้ตไปเจริญสมพั ันธไมตรกีบั ชาติตะวันตกในภายหลังที�ชาติตะวันตกรุดหน�าไปกอ่นนัน� น่าจะเกิดจากรัฐบาลสยามไม่มีเรอืเดินทะเลที�ทรงประสิทธิภาพนาำราชท้ตเดินทางไกลถ่งยุโรปได�คณะราชท้ตสยามชุดแรกเดินทางจากสยามไปยังทวีปยุโรปคือการไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศอังกฤษเมื�อ พ.ศ. ๒๔๐๐ รัฐบาลอังกฤษได�จัดหาเรอื โดยสารให� ราชท้ตสยามไปประเทศอังกฤษ (กลับทางประเทศฝรังเศส) �พ.ศ. ๒๔๐๐ คณะราชท้ตสยามออกเดินทางโดยเรอืกลไฟอังกฤษชื�อ เอนเคาน์เตอร์(Encounter) เมื�อวันที�๒๔กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๐๐ เพื�อไปเจริญสัมพันธไมตรีกับอังกฤษ พระยามนตรีสุริยวงศ์(ชุ่ม บุนนาค)เป็นราชท้ต จมื�นสรรเพธภักดี/สรรเพชญภักดี(เพ็ง เพ็ญกลุ ) เป็นอุปท้ต จมื�นมณเฑียรพทิ ักษ์เป็นตรท้ต ีหมอม่ ราโชทย ั (ม.ร.ว.กระต่าย อิศรางก้ร)เป็นล่าม ได�เข�าเฝ้าสมเด็จพระราชนิ ีนาถวิคตอเรย ีณ พระราชวังวินเซอร์เมื�อวันที�๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๐๐ เมื�อถ่งเวลากลับ คณะราชท้ตสยามได�แจ�งความจำานงต่อรัฐบาลอังกฤษว่าจะขอเดินทางผ่านประเทศฝรังเศส� ไปลงเรอที ื �เมอืงมาเซยส์ในภาคใต�ฝรังเศสกลั�บสยาม รัฐบาลอังกฤษได�จัดให�ตามความประสงค์เมื�อคณะราชท้ตสยามถ่งกรุงปารีสได�มีโอกาสเข�าเฝ้าพระจักรพรรดินโปเลียนที�๓ และพระจักรพรรดินย้ีเจนี(Emperor Napoleon III - Empress Eugénie) นานห�านาที(๘) หน�าที�คณะราชท้ตชุดนี�มีปรากฏในพระราชหตัถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ลงวันที�๒๒กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๐๐ว่า “มีอำานาจจำาท้ลพระราชสาส์นคมุเครื�องราชบรรณาการออกไปคำานบัเจริญทางพระราชไมตรีแด่สมเด็จพระนางวิกตอเรียมหาราชินีเจ�ากรุงบริตาเนีย แลนำาหนังสือเจ�าพระยาพระคลังไปวางแก่เสนาบดีในกรุงลอนดอนด�วย แลให�มีอำานาจเพื�อจะได�ไต่ถามหารอืขอฟังการต่างๆ ที�ควรจะฟังมาเพื�อกรุงสยามนีด�วย �แต่ไม่มีอำานาจเพื�อจะว่ากล่าวการอันอื�นแทนกรุงสยามกด็ ีแทนเสนาบดกีด็ ียิงกว่า�มอบพระราชสาส์นแลมงคลราชบรรณาการแลถามหารอืแลฟังการต่าง ๆ ที�ควรฟังมานันเ�ลย”(๙) ราชท้ตสยามไปประเทศฝรังเศส �พ.ศ. ๒๔๐๔ และ พ.ศ. ๒๔๑๐ พระราชไมตรีกับประเทศฝรั�งเศสในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ เริ�มจากการได�มีพระราชสาส์นไปยังพระประมุขประเทศฝรั�งเศสก่อน และยังได�พระราชทานสัตว์เมืองร�อนหายากให�พระจักรพรรดินโปเลยีนที�๓กล่าวคอ ืเมื�อ พ.ศ.๒๓๙๙“ทรงมีพระวริยิะอุตสาหะคัดเลอืกสตวั ์เมอืงร�อน๖๐ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ซ่งหายากเพื�อส่งไปถวายพระเจ�านโปเลียนที� ๓ มี ช�างอายุ ๖ ปี จำานวน ๔ เชือก สมเสร็จงาม ๑ ตัว วัวผ้� �๑ ตัว และวัวขาวเพศเมีย ๑ ตัว แพะผ้� ๑ ตัว และแพะเมียหลายตัวจากทิเบตสีขาวปลอด อุรังอุตังขนาดมห่มา ๓ ตัว นกหว�าดำาจากบอร์เนียว ๑ ตัว มีเขา และคอสีแดงสลับนำาเงิน กวาง ๒ ตัว หมีจากลาว ๒ ตัว ลิงบาบ้น ๒ ตัว และสัตว์อื�น ๆ ที�หายากอีกหลายตัว”(๑๐) คณะราชท้ตจากสยามชุดแรกไปเจริญสัมพันธไมตรีกับประเทศฝรังเศสเมื�อ พ.ศ. ๒๔๐๔ ประกอบ �ด�วยบุคคล ๓ คน คือ พระยาศรีพิพัฒรัตนราชโกษาธิบดี (แพ บุนนาค) ราชท้ต เจ�าหมื�นไวยวรนารถ (วร หรือ วอน บุนนาค) อุปท้ต และพระณรงค์วิชิต (จอน บุนนาค) ตรีท้ต บาทหลวงล้วิศ (บาทหลวงลาโนดี) ซ่งเป็นชาวฝรั � งเศสอาศัยอย้่ในกรุงเทพมหานครนานกว่า ๑๕ ปี เป็นล่าม กับมีบุคคลอื�น ๆ ร่วมเดินทางไป �กับคณะราชท้ตมีจำานวนทั�งสิน ๒๗ คน ออกเดินทางจากสยามเมื�อวันที� ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๐๓ โดยใช� �เรือกลไฟของฝรังเศสชื�อ จีรงค์ (Gironde) คณะราชท้ตสยามได�เข�าเฝ้าพระจักรพรรดิฝรั � งเศสที�พระราชวัง �ฟงแตนโบล (Palais de Fontainebleau) เมื�อวันที� ๒๗ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๐๔ บทบาทคณะราชท้ตสยามในประเทศฝรังเศสคราวนี� ฝ่ายฝรั � งเศสมีความเห็นแตกต่างกันไป เช่น �“หนังสือพิมพ์ลิลลุสตราซิออง (L’Ilustration) ของฝรั�งเศสลงข่าวว่า “คิงมงกุฎอาจจะเป็นผ้�นำาจากตะวันออกไกลเพียงพระองค์เดียวที�ผ้กมิตรกับผ้�นำายุโรปในยามนี� และดำาเนินการเพื�อปกป้องให�อาณาจักรของพระองค์อย้่รอดอย่างชาญฉลาด”(๑๑)บางรายลงความเห็นเชิงลบว่า “ไม่มีบัญชาใด ๆ จากสยามมอบหมายแก่คณะราชท้ตให�ไปดำาเนินการ...การจัดหาสิงของจำานวนมากมาให�แก่คณะราชท้ตเป็นผลดี �เพียงประการเดียวที�ประเทศของเราได�รับความสนใจจากคณะราชท้ต ทังนี�เนื�องจากพวกเขาไม่มีความเห็น �แต่อย่างใดต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให�เจริญก�าวหน�าข่�นเลย”(๑๒)สื�อมวลชนฝรังเศส�รายงานการเข�าเฝ้าครังนี�ว่า “ช่างเป็นภาพที�แปลกตาที�สุดในโลกที�เห็นบุรุษประมาณ ๒๐ คน แต่งกายด�วย �ผ�าไหมสีดำาทอยกดอกเป็นลายเงินลายทอง สวมถุงน่องสีขาว รองเท�าขัดมันพร�อมสะพายดาบข�างลำาตัวทรุดตัวลงคลานด�วยเข่าและข�อศอกเคลื�อนเป็นทิวแถว เข�าไปตามทางในท�องพระโรง เพื�อถวายพระราชสาส์นแด่สมเด็จพระจักรพรรดิ หลังจากถวายพระราชสาส์นแล�ว พวกเขาก็คลานถอยหลังกลับมาอีกครังหน่� ง ข�าพเจ�าร้�ส่กงงงันกับการกระทำาของคณะราชท้ตชุดนี�มากทีเดียว เพราะขณะที�เขาคลานถอยหลัง �กลับมานั�น ปลายดาบที�คาดติดตัวของคนแถวหน�าแทบจะเข�าไปจิ�มนัยน์ตาของคนที�อย้่แถวสองแถวสาม ลักษณะเช่นนี�ด้เหมือนจะเป็นการกระทำาของคนสมองท่บกลุ่มหน่งที�ไปคลานอย้่บนพรมก็ว่าได�” � (๑๓) แม�นชาวฝรั�งเศสบางรายวิพากษ์เชิงด้แคลนกิริยาคณะราชท้ตสยามในวันเข�าเฝ้าพระจักรพรรดิฝรังเศส แต่รัฐบาลฝรั� งเศสได�ว่าจ�างให�จิตรกรชาวฝรั � งเศสผ้�มีชื�อเสียงชื�อ จอง เลออง เจโรม (Jean Léon �Gérôme) วาดภาพสีนำามันเหตุการณ์ในวันเข�าเฝ้าดังกล่าวนั�น ปัจจุบันเก็บรักษาอย้่ที�พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระราชวังแวร์ซายส์ ประเทศฝรังเศส� (๑๔)ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๖๑
ผ้�อย้่เบื�องหลังการจัดให�มีการพบเจรจาพบปะกันระหว่างราชสานำ ักสยามกับราชสานำ ักฝรั�งเศสตั�งแต่ต�นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ทั�งในสยามและในฝรั�งเศสน่าจะเป็นบทบาทของมุขนายกมซซิ ังปลัเลกวซั ์พระสหายชาวฝรังเศสในส �ยามของพระองค์เมื�อครังราช�ท้ตฝรังเศสเ�ข�ามาทำาสนธสิ ัญญากบัสยามเมื�อ พ.ศ. ๒๓๙๙ ทำาให�มีข�อตกลงในสนธสิ ัญญาว่าให�มิชชันนารฝรั ี งเศสมีเส�รีภาพเผยแพร่คริสต์ศาสนาในสยามผนวกเข�ามาด�วย(๑๕)และเพื�อให�เรื�องการเผยแพร่คริสต์ศาสนาคาทอลิกในสยามมีความเข�มข�นมากข่�น ดังนั�น เมื�อคณะราชท้ตสยามชุดที�๑ เดินทางไปยังประเทศฝรั�งเศสจ่งมีกำาหนดการให�คณะราชท้ตสยามไปเยือนสำานักวาติกันที�กรุงโรมภายหลังเสร็จภารกิจที�กรุงปารีสคณะราชท้ตสยามได�รบัการต�อนรบอยั ่างเป็นพธิีการจากพระสันตะปาปาปยอี ัสที�๙ คณะราชท้ตสยามใช�เวลาอย้่ที�กรุงโรมเพยีง ๘ วัน(๑๖)ครัง�ท่� ๒ พ.ศ. ๒๔๐๙/๒๔๑๐ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ โปรดเกล�าฯให�เจ�าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์(วรบุนนาค)เป็นราชท้ต พระราชเสนา กรมมหาดไทยเป็นอุปท้ต บาทหลวงลวุิศเป็นล่าม เสมียนคนใช้รวม ๖ นาย พงศาวดารร้ชกาลท่� ๔ ระบุว่า ไปฝร้�งเศสเพ่�อเจรจาเร่�องเม่องเขมรและเร่�องสุราท่�ไม่ตกลงก้น คณะราชทูตสยามลงใช้เร่อเมล์สยามออกจากกรุงเทพเม่�อว้นท่� ๒๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๐๙(๑๗)ไปท่�สิงคโปร์ก่อน จากน�้นจ้งใช้เร่อเมล์ไปย้งประเทศฝร้�งเศส แต่การไปราชการฝร้�งเศสคราวน่�ย้งม่ประเด็นสำาค้ญนอกเหน่อจากท่�ระบุในพงศาวดารคือในพระราชสาส์นที�ทรงมีถ่งพระจักรพรรดินโปเลยีนที�๓ ลงวันที�๑๓ มกราคม ค.ศ.๑๘๖๗ระบุว่าทรงมอบหมายให�เจ�าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์(วรบุนนาค)“เป็นราชท้ตเต็มด�วยอำานาจที�จะกราบท้ลแทน แลเจรจาหารอืแทน ฟังรบสั ั�งแทน แลรบัแทนยอมแทนผ้�ครองแผ่นดินฝ่ายสยามได�ในความทั�งปวง”(๑๘)การมอบอำานาจดังกล่าวนี�เป็นครั�งแรกที�นโยบายการต่างประเทศสยามที�พระมหากษตรัยิ์ทรงมอบอำานาจให�กบัราชท้ตชัดเจนอย่างที�ไม่เคยปรากฏมากอ่น พระราชไมตร่กับสหรัฐอเมรกิาในรัชกาลท่� ๔ เริม�ตั�งแต่ พ.ศ. ๒๓๙๙ บทบาทของมิชชันนารีชาวอเมรกิันในกรุงเทพฯ ตังแ�ต่ครังป�ลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนังเก�ล�าฯคอืเหตผลสุาคำ ัญประการหนง�่กอ่ ให�เกิดการประสานไมตรีระหว่างสยามกบัสหรัฐอเมริกาตั�งแตต� ่นรัชสมยัพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ แต่ด�วยเหตทีุ�สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที�ห่างไกล ไม่มีเรอืเมล์เดินทางติดตอ่ ได�สะดวก ทั�งน่าจะเป็นประเทศที�สยามทราบดีว่าไมน่ ่าจะเป็นอันตรายผลประโยชน์สยาม ไม่ว่าจะเรื�องดินแดนหรอืการค�า พระราชไมตรกีบัสหรัฐอเมริกาจ่งเป็นเรื�องของการส่งความปรารถนาดผี ่านทางพระราชสาส์นและเครื�องราชบรรณาการแทนการส่งคณะราชท้ต ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๙๙ (ค.ศ. ๑๘๕๖) พระราชหตัถเลขาถ่งประธานาธบดิ ีแฟลงคลิน เพยีรซ (President Franklin Pierce ดำารงตำาแหน่ง ค.ศ.๑๘๕๓-๑๘๕๗) มีเนื�อหาว่าท้ตเทาน์เซนด์แฮรีส รบออีกเดินทางจากสยามเพยีง๒ วันหลังจากตกลงลงนามในสนธสิ ัญญา ทำาให�พระองค์ไม่สามารถตอบจดหมายจากประธานาธบดิ ีสหรัฐอเมริการวมทั�งจัดเตรียมเครื�องบรรณาการส่งไปให�เพื�อเป็นเครื�องแสดงความปรารถนาตอก่ ันได�(๑๙) ๖๒ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
๑๐ มิถุนายน ค.ศ. ๑๘๕๖/พ.ศ. ๒๓๙๙ ทรงมีพระราชสาส์นถ่งประธานาธิบดีแฟลงคลิน เพียรซ แจ�งเรื�องการรับอักษรสาส์นและการทำาหนังสือสัญญากับผ้�ได�รับการแต่งตั�งให�เป็นผ้�มาเจรจาความไมตรีฝ่ายสหรัฐอเมริกาคือมิสเตอร์เทาน์เซนด์ แฮรีส(๒๐) ๑๐ พฤษภาคม ค.ศ. ๑๘๕๙/พ.ศ. ๒๔๐๒ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เจมส์ บุคคาแนน (James Buchanan) มีสาส์นถ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ พร�อมส่งหนังสือตำาราต่าง ๆ มาถวายรวม ๑๙๒ เล่ม(๒๑) ๒๒ สิงหาคม ค.ศ. ๑๘๕๙/พ.ศ. ๒๔๐๒ ทรงมีพระราชสาส์นถ่งประธานาธิบดีเจมส์ บุคคาแนนแจ�งเรื�องการได�รับอักษรสาส์นจาก “ผ้�บังคับการแผ่นดิน” (ซ่งหมายถ่งจากผ้�ดำารงตำาแหน่งประธานาธิบดี) �แล�ว รวมทั�งทรงแจ�งรื�องการประกอบการงานอาชีพของคนอเมริกาในสยาม เช่น ทำาโรงสีข�าวด�วยเครื�องจักร รับจ�างลากเรือด�วยเรือกลไฟเหล็ก ขายเครื�องจักรเรือกลไฟ เป็น “เอนยิเนีย” คร้สอนคริสต์ศาสนา(๒๒) ๑๔ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๘๖๑ /พ.ศ. ๒๔๐๓ ทรงมีพระราชสาส์นถ่งประธานาธิบดีเจมส์ บุคคาแนน แจ�งเรื�องว่าทรงได�รับสมุดตีพิมพ์ ๑๙๒ เล่ม ทรงสรรเสริญระบบการเลือกตั�งประมุขประเทศ “ให�เป็นใหญ่รักษาแผ่นดินยุไนติศเตศเป็นผ้�ชี�ขาดบังคับการแผ่นดินอย้่ในกาลเวลามีกำาหนด” รวมทั�งแจ�งเรื�องพระราชทานของทรงเยี�ยมเพื�อทางไมตรีคือ “ดาบเหล็กลายทำาที�เมืองสยามตามร้ปอย่างดาบญี�ปุ่นมีฝักเงินถมยาดำากะไหล่ทอง และมีเครื�องประดับทองคำาเล่มหน่ง กับร้ปถ่ายคล�ายเงาของเราพระเจ�ากรุงสยาม�ร้ปหน่�งออกมากับราชสาส์น”(๒๓) เมื�อ ๑๔ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๘๖๑ เช่นกัน พระราชทานพระราชหัตถเลขาถ่งประธานาธิบดีเจมส์บุคคาแนนว่า ทรงทราบจากกัปตันของเรือจอห์น อดัม (John Adams) ของอเมริกาว่าในสหรัฐอเมริกาไม่มีช�าง ทรงมีพระราชประสงค์พระราชทานช�างให�ไปขยายพันธุ์ในสหรัฐอเมริกา ได�ทรงโน�มน�าวว่าการขยายพันธุ์ช�างมิใช่เรื�องยาก ช�างเป็นสัตว์ที�มีประโยชน์ต่อมนุษย์ ขอให�ทางประธานาธิบดีจัดส่งเรือมารับจะได�จัดช�างพระราชทานให� พร�อมกับได�พระราชทานงาช�าง ๑ ค้่ แต่พระราชสาส์นฉบับนี�ไปถ่งประธานาธิบดีเจมส์ บุคคาแนนเมื�อท่านได�พ�นตำาแหน่งไปแล�ว(๒๔)ประธานาธิบดีคนต่อมาคือประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น ตอบพระราชสาส์น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ เมื�อวันที� ๓ ของสหรัฐอเมริกายังไม่อำานวย และการใช�ช�างเป็นพาหนะในการขนส่งนันก็ไม่จำาเป็นเพราะว่า เครื�องจักร �ไอนำาที�ใช�ทั�งทางบกและทางนำาก็เป็นเครื�องมือในการขนส่งที�มีประสิทธิภาพและดีที�สุดของเราสำาหรับการค�าภายในประเทศ”(๒๕) พระราชไมตร่กับพระสันตะปาปา สำานักวาติกัน บันท่กของพระสหายต่างชาติคนสนิทของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ตั�งแต่ก่อนครองราชย์คือ มุขนายกมิสซังปัลเลกัวซ์ระบุว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ทรงเห็นความสำาคัญของศ้นย์กลางดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๖๓
สถาบันศาสนาคริสต์คาทอลิกที�สำาคัญของโลกคือสำานักวาติกันมาตั�งแต่ปีแรก ๆ ของการครองราชย์เมื�อมุขนายกมิสซังท่านนี�เข�าเฝ้าพระองค์เมื�อเดือนกมุภาพันธ์ค.ศ. ๑๘๕๒/๒๓๙๔ ทรงถามว่า พระองค์สามารถมีพระราชหตัถเลขาถ่งพระสันตะปาปาได�หรอืไม่เมื�อได�รบคั ำาตอบว่าได� พระองคจ่์ งทรงมีพระราชสาส์นถ่งพระสันตปาปาพระสันตะปาปาปอิ ัสที�๙ (Pope Pius IX 1847-1878) โดยทรงฝากกบมัุขนายกมิสซังปลัเลกวซัน์ าข่ ำน�ท้ลเกล�าฯถวาย พระราชหตัถเลขาฉบบนั ัน�ลงวันที�๘มีนาคม ค.ศ.๑๘๕๒/๒๓๙๔(๒๖) สาระสาคำ ัญในพระราชหัตถเลขาคือ คือ ขออย่าให�พวกคริสตังเข�าใจว่าการที�ทรงมีพระราชหตัถเลขามาครั�งนีก� ็เพราะจะทรงเปลี�ยนศาสนาหรออยืากจะเป็นคริสตัง ทรงระบุว่าถ่งแม�พระองค์ทรงเป็นพุทธศาสนิกชน แต่ก็จะทรงพยามอย่างดีที�สุดเพื�อให�ประชาชนและชนในสังกัดทุกคนมีเสรีภาพในการประพฤติตามหลักศาสนาของตน และทรงขอให�ยกโทษให� หากภาษาอังกฤษของจดหมายอาจจะผิด ๆ ถ้ก ๆ ด�วยทรงเขยีนด�วยพระองค์เอง มิได�มีผ้�ใดชวย่เขยีน(๒๗) คณะราชท้ตสยามได�เข�าเฝ้าพระสันตะปาปาปอิ ัสที�๙ พร�อมถวายเครื�องราชบรรณาการเมื�อ ค.ศ. ๑๘๖๑/๒๔๐๔ การส่งราชท้ตไปเยอืนสานำ ักวาติกันคราวนี�ไม่ใช่เรื�องแปลกพิเศษ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯทรงทราบดีว่าเป็นสาระของการท้ตสยามเมื�อครั�งไปเยือนยุโรปตั�งแต่ครั�งรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ฯในสมยอยัุธยาแตน่ ่าจะเป็นเรื�องแปลกสาำหรบันโยบายการต่างประเทศของฝรังเศสในก �ลางคริสต์ศตวรรษที�๑๙(ต�นพุทธศตวรรษที�๒๕) ตอ่การผนวกเรื�องศาสนาเข�าไปกบัเรื�องการค�าและการท้ต ซ่งเ�ป็นเรื�องทีพ� �นสมัยไปแล�วสำาหรับประเทศฝรั�งเศส ภารกิจนี�น่าจะเป็นการผลักดันจากบาทหลวงคาทอลิกคนสำาคัญในกรุงเทพคือท่านมุขนายกมซซิ ังปลัเลกวซัด์ ังกล่าว นอกเหนอืจากการส่งคณะราชท้ตสยามไปเจริญสมพั ันธไมตรกีบั ชาติต่าง ๆ แล�ว นโยบายการท้ตเชิงรุกเพื�อความอย้่รอดของสยามของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ในร้ปแบบอื�นอีกคือ การแสดงตนตอ่ ชาติมหาอำานาจอย่างถอมต่นประกาศสถานภาพที�เป็นจริงของประเทศให�เป็นที�ประจักษ์หวังฝากเนื�อฝากตว ั โดยมิได�แสดงตนอย่างมีทฐิิหรอืเหอ่เหมิหลงตวัเอง เป็นนโยบายการท้ตทีต�รงไปตรงมาอย่างมีสติตัวอย่างเช่น พระราชสาส์นท่�ทรงม่ไปยังพระจักรพรรดินโปเล่ยนท่� ๓ แห่งฝรั�งเศสเมื�อ พ.ศ. ๒๓๙๙ทรงออกตวัว่า “อันประเทศแผ่นดินซ่งเ�ป็นในพระราชอาณาจักรกรุงสยามนีถ่�งเป็นที�เกิดข่นแ�ห่งของต่างๆหลายอย่างหลายสิง�กล�ว็นเป็นสินค�าของป่า จำานวนที�ราษฎรจะหามาเปิดเผยในทางค�าขายได�ในปีหนง�่ๆก็ไม่ส้�มากนัก คนชาวสยามก็มีปรกติจารีตความสำาเหนียกตัวก�่งร�ายก�่งโฉดเขลา ความร้�น�อยโดยมากและเยีย�งอย่างธรรมเนยมตี ่าง ๆ ในการบ�านเมอืงซ่งเ�ป็นพื�นตาพื�นใจคนเป็นอันมากในพระราชอาณาจักรนี�และพระราชอาณาจักรอื�นใกล�เคียงก็ยังเป็นการชาวบ�าน เป็นชาวป่า ถ่งเป็นผ้�ใหญ่ในแผ่นดินจะมีสติปัญญาเห็นการที�ชอบที�ดีแล�ว จะคิดอ่านฝ้นฝ่าดัดแปลงให�คนทั�งปวงหันเข�าตามอย่างธรรมเนยมี ใหม่ๆ๖๔ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ซ่�งเป็นการดีเคยใช�แต่ในบ�านเมืองใกล� ๆ นั�นให�เรียบร�อย ในวันหน่�งสองวันจนปีหน่�งสองปี ก็จะได�ด�วยยากนัก เพราะชาวบ�าน ชาวเมืองทังปวงก็ปะปนหลายเพศ หลายภาษา ถือศาสนาและปล้กจารีตต่าง ๆ กัน �ใช�ตัวหนังสือต่างกัน อ่านกันได�ตามแต่พวก ๆ หนังสืออย่างหน่�งในภาษาหน่�งจะให�เข�าใจตลอดกันไปก็ไม่ได� คนที�ร้�อ่านร้�ใช�หนังสือได�นันก็มีน�อยกว่าคนที�ไม่ร้�ใช�ร้�อ่านหนังสือเลยหลายเท่า และบัดนี�พระราช �อาณาจักรกรุงสยามซ่งเป็นดังว่านี� ก็ต�องมารับทางพระราชไมตรี และทำาสัญญาการค�าขายด�วยมหานคร �อันใหญ่ที�มีอำานาจทางทะเลถ่งสามประเทศแล�ว คือฝรังเศส และอังกฤษและอเมริกันดังนี� ฝ่ายชาวประเทศ �ไกลที�มีอย่างธรรมเนียมดี ๆ เมื�อมาพบคบหากับชาวสยามที�มีปรกติธรรมดาตัวเป็นดังว่ามาแล�วนันเกลือก�จะมีความเข�าใจเห็นชอบไม่ต�องกันต่าง ๆ ไปบ�าง ฝ่ายผ้�ครอบครองแผ่นดินสยามที�มีกำาลังพอประมาณจะระงับความได�ในบัดนี�และภายหน�านั�น จะได�ครอบครองแผ่นดินอย้่เย็นเป็นสุขสวัสดิ�ไม่มีความร�อนรำาคาญได� ก็ด�วยพระเจ�าแผ่นดินประเทศใหญ่ ๆ ในเมืองที�มาทำาสัญญาแล�วนั�น ทรงคิดและไตร่ถามถ่งด�วยพระเมตตากรุณาเนือง ๆ ในการอันควรเมื�อเหตุใด ๆ หากจะบังเกิดมี เพราะฉะนัน ขอพระเจ�ากรุง�ฝรังเศสจงทรงพระเมตตากรุณาปราณีแก่ผ้�ครองสยามประเทศนี�ให�จงมาก” � (๒๘) พระราชสาส์นท่�ทรงม่ไปยังประธานาธิบด่อเมริกา พ.ศ. ๒๓๙๙ ทรงถ่อมพระองค์ว่า “อน่�งชาวสยามประเทศนี�ย่อมเป็นคนก่�งดีก่�งร�ายก่�งตลอดมาหลายชัวอายุ โง่เขลามากมายด�วยกัน ไม่ร้�จักอย่าง �ธรรมเนียมที�ดี เมื�อมาสมคบค�าขายกับชาวอเมริกาและชาวประเทศอื�น ที�มีขนบธรรมเนียมบ�านเมืองผิดกันเกลือกบางจำาพวกจะเข�าใจผิดแล�วจะพ้ดผิด ๆ ทำาผิด ๆ ไปบ�าง ก็ถ�าการอันนันไม่เป็นการอันใหญ่โต �สำาคัญนัก กรุงสยามปรารถนาขอให�ผ้�ครองเมืองท่านจงอดโทษเสียบ�างโดยสมควร”(๒๙) หลักฐานที�ยืนยันถ่งเหตุผลการดำาเนินนโยบายต่างประเทศสยามในร้ปแบบถ่อมตนและฝากเนื�อฝากตัวดังกล่าวนี� ปรากฎชัดเจนในพระราชหัตถเลขาที�ทรงมีไปยังเจ�าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค)ครังเป็นราชท้ตไปยังกรุงปารีส ลงวันที� ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๑๐ ใจความว่า “ตามสภาพเท่าที�เป็นอย้่อย่าง �ทุกวันนี� ประเทศเราได�ล�อมรอบไปด�วยประเทศที�มีกำาลังอำานาจ ๒ หรือ ๓ ด�าน แล�วประเทศเล็ก ๆ อย่างเราจะเป็นประการใด ถ�าหากสมมุติเอาว่าเราได�ค�นพบเหมืองทองคำาภายในประเทศของเราเข�า จนเราสามารถขุดทองมาได�หลายล�านชัง จนเอาไปขายได�เงินมาซื�อเรือรบสักร�อยลำา แม�กระนั � นเราก็ยังจะไม่สามารถไป �ส้�รบปรบมือกับพวกนี�ได� ด�วยเหตุผลกลใดเล่า ก็เพราะเรายังจะต�องซื�อเรือรบและอาวุธยุทธภัณฑ์ต่าง ๆ จากประเทศพวกนัน เรายังไม่มีกำาลังพอจะจัดสร�างสิ � งเหล่านี�ด�วยตัวของเราเอง แม�ว่าเราพอจะมีเงินซื�อ �หามาได� เขาก็จะเลิกขายให�กับเรา ในเมื�อเขาร้�ว่าเรากำาลังติดเขี�ยวติดเล็บจนเกินฐานะ ในภายภาคหน�าเห็นจะม่อาวุธท่�สำาคัญสำาหรับเราอย่างเด่ยวก็ค่อ ปากของเราและใจของเรา ให้เพ่ยบพร้อมไปด้วยเหตุผลและเชาว์ไหวพริบ ก็เห็นพอจะเป็นทางป้องกันตัวเราได�”(๓๐) ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๖๕
นอกจากนั�น การแสดงความม่เอกราช อานำาจและม่เก่ยรติตามความเหมาะสมนั�นเหน็ ได้จากการอธิบายถึงพระราชอำานาจต่อดินแดนต่าง ๆ ในพระราชสาสนท์ท่�รงม่ไปถึงประมุขต่างประเทศบ่อยครัง เ�ชน่ พระราชสาส์นซ่�งเซอร์จอห์น เบาว์ริงเชิญไปถวายพระนางเจ�าวิคตอเรียเมื�อ พ.ศ. ๒๓๙๘ทรงระบุว่า “พระราชสาส์นในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฎ พระจอมเกล�าพระเจ�ากรุงสยาม ซ่งเ�ป็นพระเจ�าแผ่นดินใหญ่ในรัชกาลที�๔ในพระบรมราชวงศ์ซ่ง�ดำารงกรุงรตันโกสินทรมหินทรายุธยาณประเทศบางกอกนี�ได้ครอบครองเป็นเจ้าของพระมหานครราชธาน่ใหญ่ในพระราชอาณาจักรฝ่ายสยามเหน่อใต้ แลแผนด่นิแดนต่าง ๆ อย้่เค่ยงอย้่ใกล้ในทนั ่� �น ๆ บางแห่ง แลเปนท็ ่�อย้่ของชนชาวต่างประเทศม่เพศภาษาต่าง ๆ หลายอย่าง ค่อลาวเฉ่ยง ลาวกาว แลกาพ้ำชา มาลาย้กระเหร่�ยงแลอน่� ๆ ในทิศต่าง ๆ โดยรอบคอบขอบขัณฑส่มาอาณาจกัรสยาม...”(๓๑) พระราชสาส์นซ่งทรง�มอบให�เมอซิเออร์ชารลส์ ์เดอ มงติญญีราชท้ตฝรังเศสเ�ชิญไปถวายพระเจ�านโปเลยีนที�๓ มื�อ พ.ศ.๒๓๙๙ทรงระบุว่า “สมเด็จพระปรเมนทรมหามกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าแผนด่นิสยาม ผเ้้ปน็ ใหญ่แก่ประเทศราชต่าง ๆ ใกล้เค่ยง ค่อเม่องลาว เม่องกัมพ้ชา เม่องมลาย้หลายเม่อง ขอเจรญิทางพระราชไมตร่คานำ ับมายังสมเด็จนโปเลยอนท่�สาม”(๓๒) พระราชสาส์นถ่งประธานาธบดิ ีอเมริกา “แฝรงกลิน เบยีศ” “Franklin Pierce” เมื�อ พ.ศ. ๒๓๙๙ทรงเริ�มต�นว่า “พระราชสาสน์สมเด็จพระปรเมนทรมหามกุฎ พระจอมเกล้าเจ้ากรุงสยาม เป็นใหญ่ได้ครอบครองพระราชอาณาจักรสยามราษฎรแวดล้อมด้วยนานาประเทศราชชนบทต่าง ๆ ทกทุิศค่อ ลาวโยน ลาวเฉ่ยงในทิศพายัพและอุดร ลาวกาวแต่ทิศอ่สานจนบ้รพ์ กัมพ้ชาเขมรแต่บ้รพ์จนอาคเนย์ เม่องมลาย้เปนอ็นัมาก แตท่ ิศทกษั ิณจนทิศหรด่และบ้านเม่องกะเหร่�ยงบางเหล่าแตท่ ิศประจิมจนพายพั และข่าซองและชาตติ ่าง ๆ อน่� ๆ อ่กเปนอ็นัมาก และเปนผ็ ประ้้จกษั ์ในภาษามคธและคัมภ่ร์ในพระพทธุศาสนา”(๓๓) พระราชสาส์นถ่งพระเจ�ากรุงเดนมาร์ค ลงวันที�๑๑ เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. ๑๘๕๙ (พ.ศ. ๒๔๐๒)ทรงเริมต� � นจากประโยคที�ว่า “พระราชสาสน์สมเด็จพระปรเมนทรมหามกุฎ พระจอมเกล้าเจ้ากรุงสยาม ผเ้้ปน็ ใหญ่ได้ครอบครองพระราชอาณาจกัรสยามราษฎร์ แวดล้อมด้วยนานาประเทศราชชนบทต่าง ๆ ทุกทิศ ค่อลาวโยนก ลาวเฉ่ยงในทิศพายัพแลอุดร ลาวกาวแต่ทิศอิสานจนบ้รพา กัมโพชา เขมรแตบ้่รพาจนอาคเนย์ เม่องมลาย้เปนอ็นัมากแตท่ ิศทกษั ิณจรดหรด่แลบ้านเม่องกระเหร่�ยงบางเหล่า แตท่ ิศประจิมจรดพายพั แลข่าซอง แลชาตติ ่าง ๆ อน่� ๆ อ่ก เปนอ็นัมาก”(๓๔) พระราชสาส์นถ่งสมเด็จพระราชาธบดิ ีปรุสเซยลีงวันที�๑๗เดอืนกมุภาพันธ์ค.ศ.๑๘๖๒(พ.ศ.๒๔๐๔)“พระราชสาส์นในสมเด็จพระปรเมนทรมหามกุฎ พระเจ้ากรุงรัตนโกสนทริ ์มหนทิรายธุยาผเ้้ปน็ ใหญ่ในสยาม และประเทศราชท่�ใกล้เค่ยงต่าง ๆ ค่อเม่องลาวกาว ลาวเฉ่ยง เม่องกัมพ้ชา เม่องมลาย้ หลายเม่องและอน่� ๆ ขอคำานบัเจริญทางพระราชไมตรมี ายังสมเด็จพระเจ�ากรุงปรุสเซย ี ซ่งเ�ป็นพระเจ�าแผ่นดินใหญ่”(๓๕)๖๖ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ดินแดนที�ทรงประกาศให�ชาวโลกทราบว่าทรงเป็นใหญ่ คือ ดินแดนลาวต่าง ๆ (ลาวโยนก ลาวกาว ลาวเฉียง) ซ่งหมายถ่งแคว�นล�านนาและแคว�นลาว ดินแดนกัมพ้ชา เมืองมลาย้บางเมือง ยิ�งกว่านั�นยังทรง�ระบุถ่งชื�อชนเผ่าอื�นๆในท�องถิ�นนันที�ทรงเป็นใหญ่ด�วย คือ กะเหรี�ยง ข่า ชอง � สำาหรับนโยบายประกาศในพระราชสาส์นว่าพระมหากษัตริย์สยามทรงมีพระราชอำานาจเหนือดินแดนต่าง ๆ นัน มหาอำานาจตะวันตกเห็นชอบด�วยหรือไม่ เรื�องนี�มีผ้�ค�นพบว่า ในจดหมายทุกฉบับที�เมอซิเออร์ �ชาร์ลส์ เดอ มงติญญี ราชท้ตจากฝรังเศสเข�ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยามเมื�อ พ.ศ. ๒๓๙๙ เขียนส่งไป �ถวายรัชกาลที� ๔ ยอมรับว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ�าแผ่นดินสยามที�ทรงมีพระราชอำานาจเหนือดินแดนต่าง ๆ ที�ทรงระบุจริง โดยเขียนที�หัวกระดาษจดหมายถ่งพระองค์มีข�อความเป็นประจำาดังนี�ว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ�าอย้่หัวแห่งราชอาณาจักรสยาม องค์อธิปัตย์แห่งลาว เจ�าอธิราชของเขมรและคาบสมุทรมลาย้เกือบทั�งหมด”(๓๖) นโยบายการต่างประเทศสยามยุคที�ถ้กบีบคั�นจากมหาอำานาจตะวันตกอีกประการหน่�ง คือการประชาสัมพันธ์ชื�อเสียงให�กับสยามในร้ปแบบต่าง ๆ เช่นการเข�าร่วมแสดงนิทรรศการสำาคัญของโลก พระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ ของทรงยินดีและเครื�องราชบรรณการที�แสดงถ่งความส้งส่งของวัฒนธรรมไทยไปยังประมุขประเทศต่าง ๆ เช่น ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัว สยามส่งนิทรรศการสยามเข�าร่วมแสดงนิทรรศการสำาคัญของโลก ๔ ครัง แต่ละครั� งได�รับความนิยมชมชื�น สร�างชื�อเสียงเกียรติภ้มิให�ชาติ กล่าวคือ � ครังท่� ๑ ค.ศ. ๑๘๖๒/พ.ศ. ๒๔๐๔ ในงาน “เอกซิบิชั � �น นานาชาติ” ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เรื�องนี�ปรากฏในพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ถ่งนาย ว. อาดัมสัน ผ้�จัดการสาขาบริษัทบอร์เนียว จำากัด ณ สิงคโปร์ ลงวันที� ๒๗ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๘๖๒ (พ.ศ. ๒๔๐๔) ความว่า “มิตรของข�าพเจ�า ท่านเซอร์จอห์น โบวริง ได�แนะนำานาย ว. ปากเกอร์ แฮมมอนด์ ให�ข�าพเจ�าร้�จัก และขอร�องให�ข�าพเจ�าแต่งตั�งให�เป็นข�าหลวงของประเทศสยามในงานเอกซิบิชั�นนานาชาติของปีนี�ที�กรุงลอนดอน และเขายังได�ขอให�ข�าพเจ�าส่งสิ�งของบางอย่างซ่�งเห็นว่าเป็นสิ�งที�น่าสนใจยิ�งในบรรดาผลผลิตหรือสิ�งของทางอุตสาหกรรมของประเทศสยาม ไปร่วมในงานแสดงนี�ด�วย โดยส่งไปทางบก(ทางคลองสุเอซ) โดยเร็วที�สุดเท่าที�จะทำาได� เพื�อให�ทันงานในเดือนพฤษภาคมหน�า เรื�องนี�ข�าพเจ�าได�ปร่กษาหารือกับเซอร์โรเบิร์ต ชอมสเบิก กงสุลอังกฤษที�นี�ผ้�แนะนำาข�าพเจ�าให�ส่งสิงของที�จำาเป็นสำาหรับ �งานเอกซิบิชั�นไปโดยความเอื�อเฟ้� อของบริษัทบอร์เนียวจำากัด ตัวเขาก็มิได�ยอมรับภาระเพื�อการนี�ดังนั�น ข�าพเจ�าจ่งขอร�องนายจอห์น กันน์ ซ่�งเขาก็ยอมรับทำาการ โดยขอให�ข�าพเจ�าจ่ายค่าระวางเรือให�ด�วย ข�าพเจ�าก็จะเห็นด�วยกับเขา แต่ไม่สามารถที�จะเตรียมของที�ต�องการให�พร�อมม้ลได�ในทันใดในโอกาสนี� และไม่ทราบว่าค่าระวาง ฯลฯ จะเป็นเงินเท่าใดสำาหรับนำาหนัก หรือขนาดของของเหล่านัน �ท่านจะช่วยบอกข�าพเจ�าเกี�ยวกับเรื�องนี�จะได�หรือไม่”(๓๗) ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๖๗
ครัง�ท่� ๒ พ.ศ. ๒๔๐๙ การแสดงนิทรรศการพพิ ิธภัณฑสถานนานาชาติณ กรุงปารีส ประเทศฝรังเศส� (๓๘) ครั�งท่� ๓ ค.ศ. ๑๘๖๗ (พ.ศ. ๒๔๑๐) สยามได�เข�าร่วมแสดงนิทรรศการในงาน UniversalExhibition จัดข่น�ที� Champ de Mars กรุงปารีส สิงข�องที�นาำ ไปจัดแสดงในนิทรรศการนานาชาติครัง�นัน�ได�รับรางวัลเหรียญทองคือ ยาส้บ ฝ้าย เมล็ดพืช และเครื�องมือประมง และยังได�รับรางวัลเกียรติยศอีกคือ เรือพระที�นั�งจำาลอง “งานปารีสเอ๊กซิบิชั�นเป็นการชุมนุมของประชาคมโลกที�มีอิสระเสรีภาพเป็นการแสดงสมรรถนะทางเศรษฐกิจและบ้รณาการความก�าวหน�าของชาติผ้�จัดเป็นเจ�าอาณานิคมผ้�มีเมอืงข่น�อย้่ทั�วโลก การเชื�อเชิญประเทศเล็กเช่นสยามในงานนี�โดยปราศจากอคติยอม่เป็นเครื�องชีช�ัดถ่งศักยภาพและเสถียรภาพความมั�นคงของผ้�ถ้กเชิญในเวลาเดียวกัน หลังงานสิ�นสุดลงแล�วพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หวัได�พระราชทานเรอที ื �งดงามเหล่านันแ�ด่นโปเลยีนไว�เป็นที�ระล่กด�วย(๓๙) การตัดสินพระทัยในการเข�าร่วมแสดงนิทรรศการครั�งสำาคัญของโลกคราวนี�ชาวต่างประเทศในกรุงเทพฯ อยากทราบความเป็นไปในเรื�องนี�มาก หนังสือจดหมายเหตุ(The Bangkok Recorder)ของหมอบรัดเลย์ วันที�๑๒ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๘๖๖ (ปีขาล อัฐศก) ลงข่าวว่า “เราได�ยินว่า มิสเตอร์ดานิเอลวินซอ ชาติฝรั�งเศส เสมียรเจ�าพระยาทิพากรวงษผ้�ว่าการต่างประเทศ ในหลวงได�แต่งตั�งให�นำาของประหลาด ๆ ที�มีอย้่ในเมืองไทย เอาไปถ่งเมืองปาริตเพื�อจะได�สำาแดงของนั�น ที�สำาแดงวันใหญ่ในเมืองปาริต แลที�นั�นแอมปิรอฝรั�งเศสได�จัดแจงไว�ใหญ่โตงดงามนัก สำารับใคร ๆ ชาวบ�าน ชาวเมืองทั�งปวง ในโลกนี�มีของสิ�งใด ๆ เป็นประหลาดแล�ว ครั�นถ่งเดือนห�า เดือนหก ฤาเดือน ๗ เดือน ๘ คนก็เอาของประหลาดมาสาำ แดงในทีนั�น� เราได�ยินว่าในหลวงได�จัดแจงของประหลาดๆหลายสิง�นักให�มิสเตอร์ดานิเอลวินซอ นาำ ไปสาำแดงที�นัน� ข�าพเจ�าทราบความว่า คนชาวประเทศยุโรปอย้่ในกรุงเทพฯ อยากจะทราบบ�าง ว่าของสิ�งใดที�ในหลวงได�ฝากไป ถ�าในหลวงจะโปรดให�เอาชื�อสิ�งของนั�นลงพิมพ์คนทั�งปวงก็จะของพระเดชพระคุณนัก ข�าพเจ�าจ่งอาจขอในหลวงได�โปรดประทานให�ทราบ”(๔๐) ผ้�เกี�ยวข�องกับการจัดนิทรรศการฝ่ายสยามครั�งนี�ปรากฏชื�อในหนังสือราชกิจจานุเบกษา ปีขาล อัฐศก (ค.ศ. ๑๘๖๗) ว่ามี ขุนสมุทรโคจร (ตอม่าคือเจ�าพระยารตันาธิเบศร์/พุ่ม ศรีไชยันต์) “เป็นผ้�กากำบัเครื�องเอกซโปซิเซนออกไป ณ กรุงปารีศ ได�เฝ้าสมเด็จพระเจ�าเอมเปเรอกรุงฝรังเศส” � (๔๑) หนังสอืจดหมายเหตุ(The Bangkok Recorder) วันที�๒๐ มกราคม ค.ศ. ๑๘๖๗ (เดอืนยี ข่�น�๑๕ คา ำปีขาล อัฐศก) ลงข่าวว่า “เราได�ยินข่าวว่าในหลวงได�ตั�งเจ�าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์(วร บุนนาค) ไปเมอืงปารีสไปด้ของประหลาด ๆ ที�เมืองปารีส ต่างพระเนตร เจ�าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์(วร บุนนาค)ได�ลงกาปั ำ�นเจ�าพระยา ณ วันอาทิตย์เดือนยี ข่�น�๑๕ คำา เมียใหญ่ของท่านก็ไปด�วยคนหน�ง่กบัหญิงคนใช�หลายคน แลคร้แตรชื�อมิสเตอรฮ์วิเอลซัน เป็นเสมียนไปด�วย จะไปถ่งเมอืงสิงคโปร์แล�ว จะลงเรอืกลไฟอังกฤษฤาฝรังเศสไปยังก �รุงปารีส”(๔๒)๖๘ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
มีพระบรมสาทิสลักษณ์พระจอมเกล�าวาดจากภาพถ่ายจัดแสดงเป็นสง่าที�ทางเข�าศาลานิทรรศการสยาม วาดโดย มร.ฟุกก์ (M.Fouque) จิตรกรท่านนี�ได�ส่งร้ปที�วาดข่�นท้ลเกล�าฯ ถวาย เป็นที�พอพระทัย จ่งได�พระราชทานยศว่า ขุนจิตรกรรมโสภณ(๔๓) ครังท่� ๔ ค.ศ. ๑๘๖๘ (พ.ศ. ๒๔๑๑) � ร่วมแสดงนิทรรศการในงาน นาว่นานาชาติ (Maritime International) ที�เมืองฮาฟร์ (Havre) ประเทศฝรั�งเศส ครั�งนี�สิงของที�นำาไปจัดแสดงได�รับรางวัลส้งสุด �คือ รางวัลเกียรติยศพร�อมใบประกาศเกียรติคุณและเหรียญทองได�แก่ตาข่ายจับปลา(๔๔) การพระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ให้กับประมุขประเทศต่าง ๆ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวฯ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์สยามพระองค์แรกที�ทรงฉายพระร้ปและพระราชทานไปยังประมุขประเทศที�เข�าใจว่าทรงคัดสรรแล�วว่าเป็นประเทศสำาคัญในสายพระเนตรของพระองค์ ได�แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั�งเศส และสำานักวาติกันเพื�อใช�เป็นเครื�องมือสานสายสัมพันธ์ กับประมุขประเทศสหรัฐอเมริกา พระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ให�กับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ๒ ครัง กล่าวคือ � ครังแรก พ.ศ. ๒๓๙๙ (๑๐ มิถุนายน ค.ศ. ๑๘๕๖) �พระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ทรงฉายค้่กับกับพระราชเทวี (พระนางเธอ รำาเพยภมราภิรมย์/สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี) ให�กับประธานาธิบดี แฟลงคลิน เพียร์ซ แห่งสหรัฐอเมริกา พร�อมพระราชสาส์นลงวันที� ๑๐ มิถุนายน ๑๘๕๖/พ.ศ. ๒๓๙๙ ผ้�นำาภาพนี�มาเผยแพร่ตั�งแต่ ค.ศ. ๑๙๖๑ (พ.ศ. ๒๕๐๔) คือ แอบโบต โล มอฟแฟต (Abbot Low Moffat) ในหนังสือชื�อ Mongkut, the King of Siam ระบุว่า เป็นภาพที�เชื�อกันว่า ถ่ายมาจากภาพดาแกโรไทพ์ (daguerrotypes คือร้ปถ่ายบนแผ่นโลหะเมื�อนำาไปล�างจะเกิดร้ป) ต�นฉบับหายไปเหลือแต่ภาพที�สำาเนาจากต�นฉบับ สมบัติของสถาบันสมิธโซเนียน (Smithsonian Institution)(๔๕) ครังท่� ๒ พ.ศ. ๒๔๐๓ � (๑๔ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๘๖๑) พระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ ทรงฉลองพระองค์ครุย ทรงพระมาลาเพชรน�อย ทรงอุ�มพระราชธิดาพระราชทานแด่ประธานาธิบดีเจมส์ บิวแคนัน พร�อมดาบเหล็กลายญี�ปุ่นและพระราชสาส์นลงวันที� ๑๔ กุมภาพันธ์ ศักราช ๑๒๒๒ (พ.ศ. ๒๔๐๓) แต่เมื�อเครื�องราชบรรณาการนี�ถ่งสหรัฐอเมริกา ประธานาธิบดีเจมส์ บุคคาแนนได�พ�นตำาแหน่งไปแล�ว ผ้�ได�รับ คือ ประธานาธิบดีลินคอล์น ปัจจุบันเก็บรักษาอย้่ที�หอจดหมายเหตุแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา(๔๖) พระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์แด่สมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเร่ย ประเทศอังกฤษ ๑ ครั�ง จำานวน ๒ ภาพ กล่าวคือ เม่�อ พ.ศ. ๒๔๐๐ พระราชทานภาพพระบรมฉายาลักษณ์ ๒ ภาพให�พระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาค) ราชท้ตสยามนำาข่�นท้ลเกล�าฯ ถวาย พร�อมกับเครื�องราชบรรณาการอื�น ๆ เมื�อวันที� ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๐๐ เป็นภาพที�ถ่ายโดยช่างภาพสยามคือ พระวิส้ตรโยธามาตย์ (พระยากษาปณกิจโกศล/โหมด อมาตยกุล) ปัจจุบันเก็บรักษาที�หอจดหมายเหตุ พระราชวังวินเซอร์ ประเทศอังกฤษ(๔๗)ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๖๙
พระบรมฉายาลักษณ์แผน่แรก คือภาพพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ทรงเครื�องบรมขัติยราชภ้ษิตาภรณ์เตมย็ศตามอย่างโบราณราชประเพณีทรงพระมหาพชิยมังกุฎ ทรงถอืพระแสงขรรค์ไชยศรีประทับนังเห�นอืพระบรมราชอาสน์ พระบรมฉายาลักษณ์แผ่นท่�สอง คือภาพ “ครอบครัว” ประกอบด�วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯทรงฉายค้่กับพระราชเทวีคือพระนางเธอฯ รำาเพยภมราภิรมย์แต่ละพระองค์ทรงอุ�มพระเจ�าล้กเธอบนพระเพลาที�มีผ้�สันนิษฐานว่าควรจะเป็นเจ�าฟ้าชายจุฬาลงกรณ์และเจ�าฟ้าหญิงจันทรมณฑล(๔๘)พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ทรงเครื�องปกติ คือทรงพระองค์ครุย ทรงพระมาลาเพชรน�อย สว่นพระราชเทวีทรงสวมมงกุฎคล�ายการแต่งทรงผมของเจ�านายฝ่ายหญิงยุโรปพระราชทานพระบรมฉายาลกัษณ์ใหก้ ับพระจกัรพรรดินโปเล่ยนท่� ๓ แห่งประเทศฝรังเศส� ครัง�ท่� ๑ เม่�อ ค.ศ. ๑๘๕๖ /พ.ศ. ๒๓๙๙ เมื�อราชท้ตฝรังเศส�คอ ืเมอซิเออร์ชารลส์ ์เดอ มงติญญีเข�ามาเจริญสมพั ันธไมตรกีบัสยาม ครัน�ถ่งกาำหนดเดินทางกลับ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หวัฯได�ทรงฝากพระราชสาส์นเครื�องราชบรรณาการของพระองค์ข่�นท้ลเกล�าฯ ถวายพระจักรพรรดิฝรั�งเศสรวมทั�ง “พระราชสาทิศฉายาลักษณข�์างหน�า พระราชสาทิศฉายาลักษณข�์ างใน”(๔๙)ซ่งห�มายถ่งพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์และพระนางเจ�าราชเทวี สาำหรบัพระบรมฉายาลักษณช์ุดนี�ยังไม่มีการค�นพบ ครัง�ท่� ๒ เม่�อ ค.ศ. ๑๘๖๑/พ.ศ. ๒๔๐๔ ครังราช�ท้ตสยามคอืพระยาศรพีพิ ัฒน์(แพบุนนาค)ราชท้ต เจ�าหมื�นไวยวรนาถ(วรบุนนาค) อุปท้ต และพระณรงคว์ชิต ิ (จอนบุนนาค) ตรท้ต ีเป็นผ้�นาข่ ำน�ท้ลเกล�าฯถวายพร�อมกับเครื�องราชบรรณาการที�พระราชวังฟองแตนโบล มีรายละเอียดบันท่กในบัญชีเครื�องพระสุพรรณบัฏแลเครื�องมงคลราชบรรณาการว่า “พระราชสาทิศฉายาลักษณ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หว ัเสด็จนังใก �ล�โต๊ะ มีเครื�องบางสิงในเค � รื�องราชบรรณาการ ซ่�งมองซิเออซาเลศเดมองติคนีได�ถวายว่าเป็นของสมเด็จพระเจ�ากรุงฝรังเศส�ส่งมาเป็นราชบรรณาการ เมื�อครังเ�ข�ามาทำาสัญญาในปมี ะโรงอัฐศก ๑๒๑๗ (พ.ศ. ๒๓๙๙) และพระสาทิศฉายาลักษณ์ในพระนางเธอพระองค์เจ�าราำเพยภมราภิรมย์”(๕๐) พระบรมฉายาลักษณทั ์ �งสองภาพนี�ได�ค�นพบแล�ว ปัจจุบันเกบร็ ักษา ณ พพิ ิธภัณฑสถานแห่งชาติปราสาทฟองแตนโบล ประเทศฝรังเศส� ครัง�ท่� ๓ เม่�อ ค.ศ. ๑๘๖๗/พ.ศ. ๒๔๑๐พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯทรงมีพระราชสาส์นลงวันที�๑๑ มกราคม ๑๘๖๗ ถ่งพระจักรพรรดิฝรั�งเศส แจ�งเรื�องพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์“คุมราชสาส์นของกรุงสยาม แผ่นการ์ดราชนาม แลราชสาทิศฉายาลักษณ์ของกรุงสยามออกมาถวายแด่ราชตระก้ลกรุงฝรั�งเศส”(๕๑)เข�าใจว่าพระบรมฉายาลักษณ์ภาพนี�คือภาพที�พระองค์ประทับนั�งฉลองพระองค์แบบทหารยุโรป ประดับฉลองพระองค์ด�วยเครื�องราชอิสริยศ เลจิอง ดอนเนอร์(Légion d’Honneur)ซ่�งพระจักรพรรดินโปเลียนที�๓ ส่งมาถวายเมื�อวันที�๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๐๖ ปัจจุบันเก็บรักษาอย้่ที�พพิ ิธภัณฑสถานแห่งชาติปราสาทฟองแตนโบล ประเทศฝรังเศสเ�ช่นกัน๗๐ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
พระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ให้แด่พระสันตะปาปาปิอัสท่� ๙ สำานักวาติกัน ค.ศ. ๑๘๖๑ (พ.ศ. ๒๔๐๔) พระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ซ่งเป็นภาพถ่ายคราวเดียวกับภาพ �กับที�ได�ถวายพระจักรพรรดินโปเลียนที� ๓ แด่พระสันตะปาปาปิอัสที� ๙ ณ สำานักวาติกัน ประวัติการถวายพระบรมฉายาลักษณ์ภาพนี�มีว่า เมื�อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ตัดสินพระทัยส่งคณะราชท้ตสยามไปยังกรุงปารีส และได�เข�าเฝ้าพระจักรพรรดินโปเลียนที� ๓ แห่งฝรังเศส ณ พระราชวังฟองแตนโบล เมื�อ ๒๗ �มิถุนายน ค.ศ. ๑๘๖๑ แล�วจ่งเดินทางกลับสยาม คณะราชท้ตได�แวะที�กรุงโรมเพื�อเข�าเฝ้าพระสันตะปาปา การเข�าเฝ้าครั�งนี�มีการถวายพระราชสาส์นซ่�งเขียนเป็นภาษาไทยและลงพระนามาภิไธยเป็นภาษาไทย ประทับพระราชลัญจกร พร�อมด�วยคำาแปลภาษาอังกฤษ เครื�องราชบรรณาการและพระบรมฉายาลักษณ์ ที�ทรงบรรยายว่า “คือร้ปถ่ายของหม่อมฉันที�เพิ�งถ่ายจากกล�องถ่ายร้ปเมื�อเร็ว ๆ นี� เป็นเสมือนบัตร/ตัวแทน (card) จากหม่อมฉันเพื�อแสดงความนับถือในพระองค์ หวังว่าพระองค์จะได�ชื�นชมเสมือนหน่�งได�พบตัวจริงของหม่อมฉัน”(๕๒) การสานสัมพันธ์ด�วยการพระราชทานเคร่�องราชบรรณาการให�กับประมุขประเทศต่าง ๆ ล�วนเป็นสิงที��ทรงเลือกสรรทำาข่นด�วยฝีมืออันประณีตของช่างสยาม สื�อให�เข�าใจว่าพระองค์มีพระราชประสงค์ประกาศ �เอกลักษณ์สยามที�มีวัฒนธรรมสืบทอดจากอดีตในระดับหน่�ง ให�เป็นที�ปรากฏแก่สายตาชาวโลก เช่น เคร่�องราชบรรณาการสำาหรับประธานาธิบด่สหรัฐอเมริกา ครังท่� ๑ � พระราชสาส์นในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าฯ พระราชทานแด่ประธานาธิบดีแฟลงคลิน เพียร์ซ แห่งสหรัฐอเมริกา ลงวันที� ๑๐ เดือนมิถุนายน ค.ศ. ๑๘๕๖/พ.ศ. ๒๓๙๙ ได�ทรงแจ�งเรื�องพระราชทานเครื�องราชบรรณาการเป็นสิงของต่าง ๆ ให�กับประธานาธิบดี ระบุว่า “ได�จัดแจงเครื�อง �ราชบรรณาการบางสิ�งโดยสมควร ล�วนเป็นฝีมือช่างเหล็ก ช่างทอง ช่างไม� ชาวสยามทำาทั�งสิ�น สมควรเพื�อจะเป็นเครื�องด้เล่นของชาวเมืองของท่าน และเพื�อจะเป็นสำาคัญที�ระล่กทางไมตรี อันตรงกับกรุงสยามแลจะเป็นที�เห็นความฉลาดแลคิดอ่านเล็กน�อยของช่างในพระราชอาณาจักรนี�”(๕๓) ครังท่� ๒ � พระราชสาส์นในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ พระราชทานแด่ประธานาธิบดีเจมส์ บุคคาแนนแห่งสหรัฐอเมริกา ลงวันที� ๑๔ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๘๖๑/พ.ศ. ๒๔๐๔ ระบุว่า “ครั�งนี�เราพระเจ�ากรุงสยามขอฝากดาบเหล็กลายทำาที�เมืองสยามตามร้ปอย่างดาบญี�ปุ่น มีฝักเงินถมยาดำากาไหล่ทอง แลมีเครื�องประดับทองคำาเล่มหน่�ง กับร้ปถ่ายคล�ายเงาของเราพระเจ�ากรุงสยามร้ปหน่�ง”(๕๔) ครังท่� ๓ � พระราชสาส์นในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ พระราชทานแด่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาทรงแจ�งว่า “ครั�งนี�กรุงสยามจัดได�งาช�างใหญ่ค้่หน่�ง...เป็นงาช�างตัวเดียวกัน ของส่งมากับราชสาส์นนี� เพื�อจะให�เพิมเติมแต่งตั� งไว�ในที�ของเครื�องราชบรรณาการซ่ � งกรุงสยามส่งไปแต่ครั � งก่อนเก็บไว� �ให�คนเป็นอันมากด้นัน เพื�อจะให�เป็นยศปรากฏนามของกรุงสยามยิ �งข่� นไป” � (๕๕) ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๗๑
เคร่�องราชบรรณาการสาำหรับสมเด็จพระนางเจ้าวิคตอเร่ยแห่งประเทศอังกฤษ ครัง�ท่� ๑ พ.ศ. ๒๓๙๘ “เมื�อเซอยอน โบวริงกลับไป จ่งได�มอบพระราชสาสนกับสิ�งของเครื�องมงคลราชบรรณาการบางสิง�ส่งไปเพื�อเป็นของแสดงความยินดี”(๕๖)ยังไม่พบหลักฐานระบุว่าเครื�องราชบรรณการชุดนี�ประกอบด�วยอะไรบ�าง ครั�งท่� ๒ พ.ศ. ๒๔๐๐ พระราชทานเครื�องราชบรรณาการชุดใหญ่ให�คณะราชท้ตสยามนาำ โดยพระยามนตรีสุริยวงศ์นาข่ ำ�นถวาย ปรากฎรายละเอียดในพระราชสาส์นถ่งสมเด็จพระนางเจ�าวิคตอเรยีฉบบลังวันที�๒๔กรกฎาคม ๑๘๕๗/พ.ศ.๒๔๐๐ว่า “แลเครื�องมงคลราชบรรณาการซ่งก�รุงสยามยินดีออกมาครัง�นี�เป็นของทำาในแผ่นดินสยามทั�งสิน� โดยอย่างเครื�องบรมราช้ปโภคของพระเจ�าแผ่นดินสยามถ่งจะเป็นเครื�องไม่ควรใช�ในยุโรป กรุงสยามก็ยังหวังมาว่าพระเจ�ากรุงบรติาเนยีจะทรงยินดีรบั ไว�พอเป็นตัวอย่างเครื�องราช้ปโภคในกรุงสยามนี�”(๕๗)ส่วนใหญ่ของเครื�องบรมราช้ปโภคราชบรรณาการชุดนีท�ำาจากวัสดส้ ุงค่า เช่น พระมหามงกุฎลงยาประดับเพชร มรกต ทับทิม พระสังวาลลายกดัุ�นประดับทับทิม พระธามำรงค์นพเก�าใสต่ ลับทองคำาลงยา รัดพระองค์กุดั�นประดับเพชร มรกต ฯลฯ นอกจากนั�นยังมีภาพวาดพระแก�วมรกตทรงเครื�องแตล่ะฤด้(๕๘) เคร่�องราชบรรณาการสาำหรับพระจกัรรดินโปเล่ยนท่� ๓ แห่งประเทศฝรังเศส � ครั�งท่� ๑ ค.ศ. ๑๘๕๖/พ.ศ. ๒๓๙๙ ได�มอบให�ราชท้ตจากฝรั�งเศส เมอซิเออร์ชาร์ลส์เดอ มงติญญี(Charles de Montigny) ที�เข�ามาทำาสนธิสัญญากับสยามนำาไปถวายพระจักรพรรดินโปเลียนที�๓ ประกอบด�วย พระราชสาส์นจาร่กในพระสุพรรณบัฏ รวมทั�งงานช่างฝีมือต่าง ๆ เช่นตลับยานตถั ์ทองคำาลงยาประดับพลอย แหวนมณฑป แหวนรังแตน ดาบไทยฝักทองคำา เป็นต�น รวมทั�งทรงจัดหาสัตว์ชนิดต่าง ๆ ตามที�เมอซิเออร์ชาร์ลส์เดอ มงติญญีขอพระราชทานแด่พระจักรพรรดิฝรังเศส�เช่น ช�างพังและช�างพลาย โคเผอืก หมีเม่น ค่าง ชะนีจามรีแต่เมื�อเดินทางกลับไม่ขอรบั ไป(๕๙) ครัง�ท่� ๒ พ.ศ. ๒๔๐๔ทรงมอบให�ราชท้ตสยามนาำ โดยพระยาศรพีพิ ัฒนราชโกษาธบดิ ีถวายพระจักรพรรดินโปเลยีนที�๓ทรงระบุความในพระราชสาส์นทีก�ากำบั ไปว่า “แลเครื�องมงคลราชบรรณาการซ่�งกรุงสยามยินดีออกมาครั�งนี�เป็นของทำาในแผ่นดินสยามทั�งสิ�น โดยอย่างเครื�องบรมราช้ปโภคของพระเจ�าแผ่นดินกรุงสยาม ถ่งจะไม่เป็นเครื�องไม่ควรใช�ในยุโรปกรุงสยามก็ยังหวังมาว่าพระเจ�ากรุงฝรังเศส�จะทรงยินดีรับไว�พอเป็นตัวอย่างเครื�องบรมราช้ปโภคในกรุงสยามนี�”(๖๐)เครื�องราชบรรณาการชุดนี�ทำาจากวัสดส้ ุงค่า มีรายการตรงกบัเครื�องบรมราช้ปโภคที�ได�พระราชทานแด่สมเด็จพระนางเจ�าวิคตอเรยีเมื�อ พ.ศ. ๒๔๐๐ ทุกอย่าง ยกเว�นเครื�องส้งที�เป็นฉัตรได�พระราชทานฉัตร ๕ ชั�นแด่พระจักรพรรดินโปเลยีนที�๓แตส่าำหรบัสมเด็จพระนางเจ�าวิคตอเรยีได�พระราชทานฉตัร๗ ชัน� อีกทังยังไ �ด�พระราชทานพระกลด และบังพระส้ริย์ซ่�งเครื�องราช้ปโภค ๒ สิ�งหลังนี�มิได�พระราชทานให�พระจักรพรรดินโปเลียนที�๓ซ่ง�น่าจะหมายถ่งว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯทรงยกยอ่งเกยีรติยศสมเด็จพระนางเจ�าวิคตอเรยีมากกว่าพระจักรพรรดิฝรังเศส�๗๒ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ครังท่� ๓ วันท่� ๕ เมษายน ค.ศ. ๑๘๖๔ /พ.ศ. ๒๔๐๗ � ได�พระราชทานดารา (Star) คือเครื�องราชอิสริยยศสยาม (เครื�องราชอิสริยาภรณ์) แด่พระจักรพรรดินโปเลียนที� ๓ จำานวน ๒ ดวง ปรากฏรายละเอียดในพระราชสาส์นที�กำากับว่า “กรุงสยามมีความประสงค์จะใคร่ทำาความที�กรุงสยามคิดถ่งพระเดชพระคุณกรุงฝรั�งเศสดังนี�นั�นให�เป็นที�ปรากฏแจ�งชัด จ่งได�คิดให�ช่างทองสยามทำาร้ปดวงดาวหรือดอกไม�ด�วยทองคำา ประดับด�วยเพชรเป็นใจกลาง มีพลอยต่างสีต่างกำาเนิดล�อมอย้่ทั�งแปดด�าน แล�วมีเพชรเป็นอันมากประดับเป็นบริวารแวดล�อมดังรัศมี อีกกับดวงดาวทองคำาลงยาราชาวดีมีที�ห่วงห�อยเป็นร้ปสำาคัญนามของกรุงสยาม”(๖๑) สำาหรับดาราดวงแรกน่าจะเป็นดารานพรัตน ซ่งทรงสร�างเมื�อ พ.ศ. ๒๔๐๑ สำาหรับพระราชทานให� �แก่พระบรมวงศานุวงศ์ ลักษณะดวงเป็นร้ปดอกจันทน์มีรัศมี ๘ แฉก ประดับพลอย ๙ ชนิดบนหน�าดวง(๖๒)ส่วนดาราดวงหลังไม่อาจจะระบุชื�อได� ทรงระบุว่า “แลเครื�องประดับที�ส่งมานี� เป็นฝีมือช่างทองชาวสยามทำาแต่ตามกำาลังความอาจหาญ แลเครื�องฝีมือชาวสยามจะทำาได�”(๖๓) การพระราชทานเครื�องราชอิสริยศให�กับพระจักรพรรดินโปเลียนที� ๓ แห่งฝรังเศสครั� งนี�ก็คงเพื�อ �ตอบแทนที�พระจักรพรรดินโปเลียนที� ๓ ได�ถวายเครื�องราชอิสริยยศ “เลจิอง ดอนเนอ ชัน Grand Cross” �ให�กับพระองค์ก่อนเมื�อวันที� ๑๐ เมษายน ค.ศ. ๑๘๖๓/พ.ศ. ๒๔๐๖(๖๔) ครังท่� ๔ ค.ศ. ๑๘๖๕/พ.ศ. ๒๔๐๘ � เพื�อเป็นการตอบแทนที�ทรงได�รับ “ดิโปลมา” กำากับเครื�องราชอิสสริยศ เลจิอง ดอนเนอ ในปีถัดมา ถือว่าสำาคัญเพราะ “มีพระราชลัญจกรตราสำาหรับแผ่นดินฝรังเศส แลพระราชหัตถเลขา แลลายมือเสนาบดีผ้�ใหญ่ลงไว�ด�วยเป็นสำาคัญ” จ่งได�พระราชทาน “ธำามรงค์ �ประดับพลอยเก�าอย่าง ซ่งเป็นเครื�องยศฝ่ายสยามตามธรรมเนียมเก่าโบราณ แลประคตเป็นเครื�องยศฝ่าย �สยามสำาหรับกกำากับธำามรงค์นันสำารับหน่� ง” และ “เครื�องประดับยศอย่างใหม่ มีร้ปช�างเผือก แลมงกุฎ แล �เครื�องส้ง แลธงสำาคัญอย่างสยาม”(๖๕)เครื�องประดับยศอย่างใหม่นี�คือดาราช�างเผือก สร�างข่�นเมื�อ พ.ศ. ๒๔๐๔ เคร่�องราชบรรณาการสำาหรับพระสันตะปาปาแห่งสำานักวาติกัน พ.ศ. ๒๔๐๔ ถวายแก่พระสันตะปาปาปิอัสที� ๙ ได�แก่ กรรไกรตัดผม ขันนำามีพานรอง โต๊ะเงิน สรุปได้ว่า นโยบายการต่างประเทศครังรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ทรงให�ความสำาคัญ �กับชาติมหาอำานาจโลก ๓ ประเทศ คือ อังกฤษ ฝรั�งเศสและอเมริกา มากเป็นพิเศษ ในบรรดาประเทศทั�ง ๓ นัน ประเทศอังกฤษน่าจะเป็นประเทศที�สยามให�ความสำาคัญมากที�สุด เรื�องนี�จะมีผลต่อการกำาหนด �นโยบายการต่างประเทศของสยามในยุคนั�นด�วย เข�าใจว่ากิจกรรมต่าง ๆ ที�โปรดให�ดำาเนินการนั�นคงมีความหมายซ่อนเร�นอย้่ กล่าวคือ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๗๓
เครื�องราชบรรณาการล�วนเป็นผลงานศลิปกรรมละเอยีดออ่น ส้งค่าและแสดงเอกลักษณ์สยาม เรื�องนี�คงมุ่งแสดงให�เห็นว่าสยามเป็นรัฐที�มีรากเหง�า มีวัฒนธรรม การรวมจ่ ัดนิทรรศการครัง�สาคำ ัญๆของโลกก็คงเพื�อเผยแพร่เกยีรติภ้มิสยามในหม้่ประชาคมโลกให�รบรั ้�ในฐานะเป็นประเทศที�มีเอกราช การพระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์ให�กบั ประมุขประเทศต่าง ๆ คงจะมีพระราชประสงค์เผยแพร่ให�โลกรับร้�ความเป็นตัวตนพระองค์ในฐานะที�ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที�ทรงมีพระมเหสี(เอกพระองค์เดยวี ) และมีพระราชโอรสธิดากับพระมเหสีเป็นชวีิตครอบครวที ั �เป็นมาตรฐานสากลเฉกเช่น ชาวตะวันตก ในพระราชสาส์นที�ทรงระบุถ่งดินแดนที�พระองค์ทรงปกครองและมีพระราชอำานาจเหนอืคอ ลืาว กมพ้ัชา บางสว่นของรัฐมลาย้นัน� น่าจะเป็นการแสดงพระราชอำานาจอันชอบธรรมของพระองค์เหนอดื ินแดนต่างๆเหล่านัน�ซ่ง�บางแห่งเป็นที�หมายปองของชาติมหาอาำนาจจักล่าอาณานิคมหวังครอบครอง ในพระราชสาส์นถ่งประมุขชาติซ่�งแสดงความถ่อมตัวและฝากเนื�อฝากตัวกับชาติมหาอำานาจด�วยพระสติปัญญาอันเลิศลำาและรอบคอบจ่งก่อให�เกิดนโยบายต่าง ๆ ให�เป็นภ้มิคุ�มกันให�ราชอาณาจักรสยามไม่ต�องถ้กเบียดเบียนทั�ง ๆ ที�แสนยานุภาพราชอาณาจักรสยามเทียบกันไม่ได�กบั ชาตินักล่าอาณานิคม คือ นโยบายต่างประเทศที�ผอ่ นปรนและไม่เผชิญหน�าดังกล่าว หากมีผ้�ตั�งคำาถามว่า ความหมายต่าง ๆ ที�เข�าใจว่าพระองค์มีพระราชประสงค์จะสื�อผ่านกิจกรรมต่างๆ ที�พระองค์ทรงมุ่งมัน�ดำาเนินการอย่างตอ่เนื�องและเข�มข�นดังกล่าวนี�มีผลอย่างไรตอ่การเมอืงระหว่างประเทศของสยามบ�าง คาตอบคำอ ื หากประเมินจากความจริงว่าตลอดรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯทรงสามารถประคับประคองสยามประเทศไม่ให�ตกอย้่ใต�อำานาจมหาอำานาจตกได�จริงนั�น น่าจะเป็นผลการสร�างสรรค์กิจกรรมต่าง ๆ กบั ชาติมหาอำานาจตะวันตกดังกล่าวอย้่บ�าง๗๔ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ภาพจิตรกรรมฝาผนังปริศนาดาวในอุโบสถระหว่างช่องหน้าต่างและประต้ท่�มาภาพ : วัดบรมนิวาสราชวรวิหารดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๗๕
บทท่� ๗วิทยาศาสตรย่สม้ยใหม่ยุคแรกในสยาม76 ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
การเผยแพร่วิทยาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตะวันตกโดยมิชชันนารีอเมริกันในสยาม รวมทังมีกลุ่มชาวสยามหัวก�าวหน�ากลุ่มหน่� งสนใจในวิทยาการและเทคโนโลยีดังกล่าวเมื�อครั �งปลายรัชสมัย�พระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าเจ�าอย้่หัว คือเมื�อราว พ.ศ. ๒๓๘๐-๒๓๙๐ กล่าวได�ว่า ช่วงเวลานั�นคือ ยุคบุกเบิกวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ในสยามสมัยรัตนโกสินทร์ สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที�ตื�นตัวกันในหม้่ชาวสยามที�สำาคัญ เช่น การแพทย์ การพิมพ์ ดาราศาสตร์ ชลประทาน สถาปัตยกรรม เคม่ การต่อเร่อกลไฟ เป็นต�น แรงบันดาลใจที�ปลุกเร�าให�ชาวสยามตื�นตัวในเรื�องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาจากปัจจัยทั�งภายในและภายนอก กล่าวคือ เมื�อโลกตะวันตกคิดค�นและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกระทั�งใช�เป็นเครื�องมือสำาคัญสร�างความสะดวกปลอดภัยให�กับชีวิต สร�างความมังคั� งทางเศรษฐกิจและเป็นเครื�องมือให�แผ่ขยายอำานาจ �รุกรานครอบครองชาติต่าง ๆ ที�ด�อยพัฒนากว่า ปรากฏการณ์นี� ชาวสยามตระหนักและรับร้�มาตังแต่ปลาย�รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนังเกล�าเจ�าอย้่หัว ชนชั� นปกครองสยามจ่งตระหนักว่า การต่อกรกับชาติที�มี �ความเจริญหรือก�าวหน�าส้งกว่าด�านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั�นคือเรื�องเสียเปรียบ ฉะนั�น นโยบายการต่างประเทศสยามปฏิบัติต่อชาติมหาอำานาจจ่งไม่นิยมประจันหน�า ตรงกันข�าม สยามมีนโยบายพร�อมที�จะประนีประนอมเพื�อความอย้่รอดปลอดภัย ขณะเดียวกันการเร่งเรียนร้�และพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในประเทศก็ต�องรีบดำาเนินการ เพื�อไม่ต�องตกเป็นเบี�ยล่าง เหตุผลสำาคัญที�สยามเริ�มต�นพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเมื�อเกือบสองศตวรรษก่อนก็คงเพื�อพิส้จน์ให�ชาวตะวันตกยอมรับว่า เป็นชาติสากล อีกทั�งคงมุ่งหวังจะให�เกิดประโยชน์ให�พลเมืองสยามให�มีชีวิตความเป็นอย้่ที�ดีข่น การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกิดข่� นได�จากสองทาง คือ ชาว �ตะวันตกในสยาม เช่น มิชชันนารี นักการท้ต พ่อค�า ผ้�รับจ�าง นักแสวงโชค นำาความร้�มาเผยแพร่สังสอน �อีกทั�งชนชันปกครองและปัญญาชนสยามกระตือรือร�นเรียนร้� �ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๗๗
ปัจจัยกระตุ้นให้ชนชั�นนำาของสังคมสยามสนใจเร่ยนร้้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลย่สมัยใหม่น่าจะมาจากเง่�อนไขต่าง ๆ เหล่าน่� ประการแรก การเผยแพรข่ ่าวและข้อม้ลของความก�าวหน�าด�านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของโลกที�เมอืงหลวงของสยามโดย มิชชันนารีคริสต์โปรแตสแตนท์ชาวอเมรกิันหลายร้ปแบบ เช่น การเผยแพร่บทความหนังส่อ มีหลักฐานว่าพร�อม ๆ กบัการทำาหน�าทีช�ักชวนคนในสยามให�ศรัทธาและนับถือศาสนาคริสต์โปรแตสแตนท์ด�วยวิธีการต่าง ๆ ที�สำาคัญคือการพิมพ์คำาสอนศาสนาคริสต์เผยแพร่นั�น มิชชันนารีอเมริกันที�เริ�มเข�ามาริเริ�มงานด�านนี�ในสยามตั�งแต่ครั�งรัชสมัยรัชกาลที�๓ ยังได�พิมพ์บทความวิชาการความร้�ด�านวิทยาศาสตร์ด�านต่าง ๆ เช่น ภ้มิศาสตร์คณิตศาสตร์ดาราศาสตร์เผยแพร่เป็นภาษาไทยและทำาการสอนวิชาดังกล่าวในโรงเรยีนที�จัดตั�งข่น�ที�กรุงเทพมหานครด�วย เช่นศาสนาจารย์จอหน์ เทเลอร์ โจนส์(Rev.John Taylor Jones) เดินทางจากพม่าเข�ามาถ่งกรุงเทพฯเมื�อ พ.ศ. ๒๓๗๖ (ค.ศ. ๑๘๓๓) ศ่กษาภาษาไทยในพม่ามาก่อน ได�จัดพิมพ์บทความเป็นภาษาไทยเรื�อง วิชาเลขคณติเบื�องต�น (First lessons in Arithmetic) ถามตอบเรื�องภ้มิศาสตร์และ บทความเรื�องดาราศาสตร์(Tract on Astronomy) ระหว่าง ค.ศ. ๑๘๓๓/พ.ศ. ๒๓๗๖-ค.ศ. ๑๘๓๘ /พ.ศ. ๒๓๘๑(๑) ศาสนาจารย์เจสซ่ เคสเวล (Rev. Jesse Caswell) เรยบีเรยีงเรื�อง “ป้มดาวและดาราศาสตร์/TheAlmanac and Astronomy” เมื�อ พ.ศ. ๒๓๘๖ ศาสนาจารย์หมอบรัดเลย์(Rev. Dan Beach Bradley)แปลเป็นภาษาไทย ซ่งคณะ�อเมรกิันบอร์ดฯ (A.B.C.F.M.AmericanBoard ofCommissioners for ForeignMissions) สนบัสนุนการจัดพมพิ ์(๒)หมอบรัดเลย์ระบุว่าพระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎโปรดชิน� นี�ทรงชมเชยว่าเป็นเรื�องถ้กต�อง ตอม่ ามีพระภิกษุจากวัดบวรนิเวศวิหารได�ขอรบสิ ัง�พมพิ นี ์�๓๐ เลม่ ซ่งห�มอบรัดเลยก์ ็ได�มอบให�ไป(๓) สมาชิกคณะอเมรกิันบอร์ดฯ ในกรุงเทพฯ รายงานเรื�องการจัดพมพิ ์“ป้มดาวชาวคริสต์/ChristianAlmanac”เป็นภาษาไทยไปยังศ้นย์กลางคณะกอ่นพ.ศ.๒๓๘๘ว่า“ป้มดาวของชาวคริสตที ์ �เป็นภาษาสยามที�ได�เผยแพรออ่ กไปนัน�ทำาให�เกิดความตื�นเต�นและความสนใจแก่คนท�องถิ�นที�มีสติปัญญาทั�งหลาย และต่างยอมรบัความน่าตำาหนิในความร้�เรื�องดาราศาสตร์ของพวกเขา”(๔) มิชชนนัาร่อเมรกินชั ่�อหมอเฮาส์ระบวุ่า “โรงพิมพ์ของคณะแบพติสไดท้ากำ ารพิมพ์ปฏิทนิประจาปำ ีมานานแล�ว ประชาชนมิเพยีงแต่ต�อนรบั ปฏิทินเช่นเดียวกบั ใบปลวิพระคัมภีร์เท่านัน�แต่ขุนนางที�สนใจในวิทยาศาสตร์ตะวันตกก็แสวงหาปฏิทินเหล่านี�เหมือนกัน พวกขุนนางแปลกใจท่�สุริยุปราคาในปี ๑๘๔๗ (พ.ศ. ๒๓๘๐) พยากรณ์ไว้ในปฏิทนถ้กติ ้องกว่าโหรพ่�นเม่อง”(๕)ข�อม้ลดังกล่าวนีชี� �ให�เห็นว่าชาวตะวันตกในกรุงเทพฯ เผยแพรข�อม้ล ่การเกิดสรุยิุปราคาลว่งหน�าให�ชาวสยามทราบกันแล�วตั�งแต่ครัง�รัชสมยรั ัชกาลที�๓๗๘ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
หมอบรัดเลย์ได�ริเริมการเผยแพร่ข่าวภาษาไทยผ่านหนังสือพิมพ์เป็นครั � งแรกในสยาม คือ �หนังส่อจดหมายเหตุ (Bangkok Recorder) ออกเผยแพร่เมื�อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. ๑๘๔๔ (พ.ศ.๒๓๘๗) ตรงกับรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าฯ ที�กรุงเทพฯ หรือก่อนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าฯ ครองราชย์ถ่ง ๗ ปี ความร้�เรื�อง ฟิสิกส์ เคมี ภ้มิศาสตร์ ดาราศาสตร์ คือเนื�อหาวิชาการที�หมอบรัดเลย์นำาลงพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์นับแต่ฉบับแรกและฉบับต่อ ๆ มาอย่างสมำาเสมอ เรื�องนี�น่าจะสร�างแรงบันดาลใจต่อการให�ความสำาคัญกับเรื�องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให�กับผ้�อ่านคือชนชันปกครอง�และปัญญาชนสยาม หมอบรัดเลย์ยังกล่าวตำาหนิถ่งความไม่สนใจในการพัฒนางานด�านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของชาวสยาม ดังเช่นกรณีไม่สนใจทำาแผนที�ที�ถ้กต�องเพื�อนำามาใช�ประโยชน์ในการพัฒนาบ�านเมือง หนังสือจดหมายเหตุ ฉบับประจำาวันที� ๒๗ มิถุนายน ค.ศ. ๑๘๖๖/พ.ศ. ๒๔๐๙ ลงบทวิจารณ์ว่า “เราน่กอยากให�คนที�มีปัญญา ทำาเรื�องแผนที�ตามลำาแม่นำาเจ�าพระยา ถ่งปลายนำาทีเดียว จะได�ร้�ชัดว่าเมืองที�ปลายนำานันอย่างไร คนอย่างไร เหตุไรพวกอังกฤษไม่ได�ทำาอย่างฝรั �งเสศบ�าง มีข่าวมาแต่เมืองพม่า�ว่ามีพวกอังกฤษข่นไปตามแม่นำาสอลเวนใหญ่นั � น ได�เรื�องแผนที�ดีนัก แลได�พบคนพวกหน่ � ง แต่ก่อนชาวยุโรป�ก็ไม่ได�เห็น ถ่งว่าพวกอังกฤษจะไม่ข่�นไปตามแม่นำาเจ�าพระยา ทำาไมคอเวอเมนต์ (รัฐบาล) - ผ้�เขียนไม่ขัดแจง ให�คนฝ่ายไทยข่�นไปบ�าง จะได�ด้ให�ได�ร้�แผนที�บ�านเมืองต่าง ๆ ให�ชัดเจน เดี�ยวนี�ไทยก็ไม่ร้�ว่าบ�านเมืองเป็นอย่างไร แม่นำาจะคดไปตะวันตกตะวันออกอย่างไร ระยะทางประมาณสักเท่าไรก็ไม่ร้� ความโง่เช่นนี�ไม่สมควรเลย เกิดเป็นเมืองดีข่นหลายอย่างก็ควรที�คอเวอเมนต์จะร้�จักบ�านเมืองให�ละเอียด” � (๖) การเผยแพร่ข้อม้ลด้วยการแสดงปาฐกถา หมอเฮาส์ได�จัดให�มีปาฐกถาเรื�องวิทยาศาสตร์แขนงต่าง ๆ เช่น การย่อยอาหารและผลร�ายของแอลกอฮอล์ต่อกระเพาะอาหาร สรีระวิทยา ดาราศาสตร์ อากาศธาตุและการระเหยต่าง ๆ ฟิสิกซ์ เคมี ในบริเวณที�ทำาการตนตั�งแต่แรกมาถ่งกรุงเทพฯ เมื�อ ค.ศ. ๑๘๔๗/พ.ศ. ๒๓๙๐ หมอเฮาส์บันท่กว่า พระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎ เจ�านายและ ขุนนาง เข�าร่วมฟังปาฐกถาด�วย ชาวสยามหัวก�าวหน�ากลุ่มนี�มีความสนใจในวิชาวิทยาศาสตร์และขอคำาปร่กษาจากหมอเฮาส์รวมทั�งเชิญให�ไปเยี�ยมห�องปฏิบัติการส่วนตัวต่าง ๆ กระทั�งทำาให�หมอเฮาส์ร้�ส่กว่าตนเป็น “ศาสตราจารย์เดินเร่” ทั�งร้�ส่กยุ่งยากที�มีผ้�ขอยืมหนังสือและค้่มือต่าง ๆ ซ่งมักจะไม่ส่งคืนตามกำาหนดเวลา อีกทั � �งต�องทำาหน�าที�เป็นตัวแทนสังเครื�องจักรและเครื�องมือมาให�ชาวสยามหัวก�าวหน�ากลุ่มนี�ใช� � (๗)ประการท่�สอง ความตั�งใจเร่ยนร้้ของชาวสยามนำาโดยพระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎ และปัญญาชนสยามคือ เจ�านายและขุนนางกลุ่มหน่�งต�องการการเรียนร้�วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด�วยวัตถุประสงค์หลากหลาย เช่น พระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎทรงใฝ่เรียนร้�น่าจะเพื�อการอธิบายเรื�อง “สวรรค์” ที�ถ้กต�องมากกว่าการจินตนาการดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๗๙
หลักฐานที�พส้ิจน์ความจริงของประเด็นนี�เช่น พระราชหตัถเลขาขณะทรงผนวชที�ทรงมีถ่งมิชชันนารีชาวอเมรกิันดำาเนินการเผยแผ่คริสต์ศาสนาในพม่าที�เมอืงเมาะลาำ ใยคือ มิสเตอรอะโดนิแรม จั�ดสัน (Mr. Adoniram Judson) ลงวันที�๒๓ ธันวาคม ค.ศ.๑๘๔๘/พ.ศ.๒๓๙๑ว่าทรงร้�จักคุ�นเคยกบัศาสนาจารย์จอหน์ เทเลอร์ โจนสม์านานเป็นอย่างดีกว่า๑๖-๑๗ ปีทรงได�รบัความร้�ภาษาอังกฤษจากท่านผ้�นี�(๘) การที�ทรงใฝ่พระทยัเรยีนร้�ภาษาอังกฤษนัน�ทรงอธบิายว่าจะทรงนาำ ไปใช�ประโยชน์เพื�อการศ่กษาวิทยาการวิทยาศาสตร์และศลิปศาสตร์ของชาวตะวันตกระบุในพระราชหตัถเลขาลงวันที�๑๘พฤศจิกายนค.ศ. ๑๘๔๙ (พ.ศ. ๒๓๙๒) ขณะทรงผนวชประทับอย้่ ณ วัดบวรนิเวศวิหารถ่ง “มิสเตอร์แลมิสซซ ิเอ๊ดดีแห่งนวยอริ ์ก ย้ไนเตตเสตต (Mr.& Ms. Eddy of New York) พระราชหตัถเลขาฉบบนี ัค�อืความจริงทีย�ืนยันว่า วิชาวิทยาศาสตร์สาขาต่าง ๆ คอวื ิชาที�“ผ้�มีความเฉลยวีฉลาดและผ้�มีปัญญาหลายคนในประเทศเรา มีความเชื�อและนยมยิ ินดีในวิชานัน�ๆ มีบุคคลหลายคนในสยามประเทศสนใจศ่กษารวมทั�งพระองค์”(๙)ประการท่�สาม แรงบนัดาลใจจากอุปกรณว์ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลย่ชนชันปกคร�องสยามได�รบัแรงบันดาลใจจากเครื�องมงคลบรรณาการที�เป็นตวอยั ่างหรืออุปกรณ์วิทยาศาสตร์หรือตัวอย่างงานเทคโนโลยีที�ประมุขประเทศต่าง ๆ ส่งเข�ามาถวาย เช่น ครังเ�ซอร์จอห์น เบาริงเข�ามาทำาหนังสอสื ัญญาเมื�อ พ.ศ.๒๓๙๘ได�ท้ลเกล�าฯถวาย “นาฬิกาพกตลับทองคำาประดบัเพชร์หนงพ�่ ร�อมสายสร�อยทองสาำหรบันาฬิกา”(๑๐) ครัง� “มิสเตอร์ฮาริปาก” (Harry Smith Parks) จากอังกฤษเข�ามาแลกเปลี�ยนสัญญาที�ฝ่ายอังกฤษให�สตยัาบันเรยบร�อย ีแล�วเมื�อเดือนมีนาคม ค.ศ. ๑๘๕๖/พ.ศ. ๒๓๙๙ ได�นาำเครื�องราชบรรณาการจากสมเด็จพระนางเจ�าวิคตอเรียที�เป็นผลงานด�านวิทยาศาสตร์ข่�นท้ลเกล�าฯ ถวาย อาทิ“อย่างรถไฟหน�่งอย่างกำาปั�นไฟหน�่ง กระจกฉากร้ปกวินวิกตอเรียเมื�อได�รับราชาภิเศกหน�่ง เมื�อมีพระราชบุตรทั�งแปดหน�ง”่ (๑๑) ในขณะที�มีหลักฐานอื�นระบุว่าการเตรยมีการจัดเครื�องราชบรรณาการมอบหมายให�มิสเตอร์ฮาริปากนำามาท้ลเกล�าฯ ถวายครั�งนี� ฝ่ายอังกฤษเตรยมีการอย่างดี ด�วยเหตทีุ�มิสเตอร์ฮาริปากเป็นผ้�ชวยส่ว่นตัวของเซอร์จอห์น เบาว์ริงมาก่อน ย่อมร้�ดีว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวคงจะพอพระทัยเครื�องราชบรรณการแบบใด กระทรวงการต่างประเทศอังกฤษถ่งกับมอบหมายให�มิสเตอร์ฮาริปากเป็นผ้�ให�ความเห็น ทว่าเรือที�ขนส่งเครื�องราชบรรณาการที�มิสเตอร์ฮาริปากนำามาจมลงที�สิงคโปร์เครื�องราชบรรณาการจำานวนมากเสยีหายและส้ญหาย แต่บางสว่นก้�กลับมาได� เมื�อนามำาท้ลเกล�าถวาย๘๐ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัว พระองค์ทรงมีใบตอบทำาให�ทราบว่ามีเครื�องราชบรรณการสิงใดบ�าง �ที�ถ่งพระหัตถ์พระองค์ เช่น ล้กโลกที�มีเส�นผ่าศ้นย์กลาง ๓๖ นิว ๒ ค้่ กล�องถ่ายภาพพร�อมเครื�องประกอบ �๑ กล�อง ตัวอย่างเครื�องจักรไอนำา ตัวอย่างหัวรถจักรและรถพ่วง เครื�องส้บลมเป็นต�น(๑๒) ครั�งทรงได�รับเครื�องมงคลราชบรรณาการจากสมเด็จพระนางเจ�าวิคตอเรียซ่�งกงสุลอังกฤษนำาข่�นท้ลเกล�าฯ ถวาย มีหลายสิงคือเครื�องมือวิทยาศาสตร์ ราชสำานักสยามประกาศชื�นชมว่า “ท่านทั � �งปวงจงทราบเถิดว่า เมื�อเดือนอ�ายปีมะเส็ง นพศก เซอรอเบิดส จอมเบิก (Sir Robert Schomburgk) กงสุลอังกฤษคนใหม่ สมเด็จพระนางกวินวิกตอเรียพระเจ�ากรุงลอนดอน ตั�งให�เข�ามากำากับล้กค�าฝ่ายอังกฤษอย้่ในกรุงเทพฯ นี� เมื�อกงสุลคนนี�มานั�น กวินวิกตอเรียพระเจ�ากรุงลอนดอนได�มอบให�คุมพระราชสาส์น แลเครื�องมงคลราชบรรณาการเข�ามาท้ลเกล�าฯ แด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวด�วย ในเครื�องราชบรรณาการจำาพวกนี�มีเครื�องรองนำาฝนวัดประมาณร้�ว่านำาฝนตกลงจะมากน�อยเท่าใด จะร้�ได�โดยละเอียดกว่าเครื�องมือที�จัดแจงไว�ใช�มาแต่ก่อน คือนิวอย่างอังกฤษนิ�วหน่� �ง แบ่งผ่อนปรนให�เห็นได�ถ่งร�อยส่วน เครื�องมือนี�ดีมาก(๑๓) พ.ศ. ๒๓๙๙ เทาน์เซนด์ แฮริส (Townsend Harris) ท้ตจากสหรัฐอเมริกา ท้ลเกล�าฯ ถวายเครื�องมงคลบรรณาการจากประธานาธิบดีแฟลงคลิน เพียรซ (President Franklin Pierce) ในจำานวนนันมีหนังสือ�วิทยาศาสตร์และอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ด�วย คือ กล�องขยายขนาดต่าง ๆ พร�อมเลนส์ขยาย(๑๔) วันที� ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๐๔ ทรงมีพระราชสาส์นถ่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา (ประธานาธิบดีเจมส์ บุคคาเนน) ขอบพระทัยที�ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได�ท้ลเกล�าฯ ถวายเครื�องราชบรรณาการพร�อมตำาราต่าง ๆ รวม ๑๙๒ เล่ม “ข�าพเจ�าได�รับไว�โดยเรียบร�อยแล�ว ข�าพเจ�าขอขอบคุณท่านเป็นอย่างมากมา ณ โอกาสนี�ด�วย จากตำารับตำาราที�ท่านส่งไปให�ข�าพเจ�านี� ในปีต่อไปคงจะเพิมพ้นความร้�ความชำานาญ �ให�แก่ข�าพเจ�าอย่างมากทีเดียว”(๑๕) ราชท้ตฝรั�งเศสคือมองซิเออมองติญญี (Louis Charles de Montigny) ท้ลเกล�าฯถวายเรื�องราชบรรณาการแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัว เช่น ร้ปพระเจ�าเอมเปรอแผ่นหน่�ง ร้ปเอมเปรศมเหสีแผ่นหน่�ง ถำามองค้่หน่�ง หีบร้ปชักต่าง ๆ สำาหรับด้มองหีบหน่�ง และท้ลเกล�าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระปิ�นเกล�าเจ�าอย้่หัว คือ เครื�องดับไฟหน่�ง นาฬิกาตั�งหน่�ง กล�องส่องด้ของเล็กเป็นของใหญ่หน่�ง”(๑๖)สาขาของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลย่ท่�นิยมในสยามยุคบุกเบิกการถ่ายภาพ เริมจากบาทหลวงคาทอลิกชาวฝรั� งเศสที�กรุงเทพฯ ๒ ท่านคือบาทหลวงลาร์โนดีและ �มุขนายกมิซซังปัลเลกัวซ์นำากล�องถ่ายร้ปแบบดาแกร์จากฝรังเศสเข�ามาใช�ที�กรุงเทพฯ เมื�อ พ.ศ. ๒๓๘๘ � (๑๗)ซ่�งเป็นเวลาเพียง ๖ ปีภายหลังจากที�ได�มีการสร�างกล�องถ่ายร้ปที�มีประสิทธิภาพครังแรกในโลกได�สำาเร็จ �ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๘๑
ชาวสยามที�ได�เรยีนร้�วธิีการถ่ายภาพคนแรกคอืพระวสิุทธิโยธามาตย์(พระยากระสาปนกิจโกศล -โหมด อมาตยกลุ )(๑๘)มีประวัติเพิม�เติมว่า “ในรัชกาลที�๓ เป็นมหาดเล็กนายเวรฤทธิ ต�อม่าเป็นนายงานตรวจราชการและกากำบักรมช่างสบิหม้่และเป็นที�นายพจิิตรสรรพการ มหาดเล็กหุม�แพร ในรัชกาลที�๔เป็นหลวงวสิุทธิโยธามาตย์และเลื�อนเป็นพระวสิุทธิโยธามาตย ด์าำรงตาำแหน่งอธบดิ ีโรงกระสาปนส์ ิทธิการและได�เป็นช่างภาพประจำาพระองค น์บั ได�ว่าเป็นช่างภาพคนแรกของเมอืงไทย ในรัชกาลที�๕ เป็นพระยากระสาปนกิจโกศล อธบดิ ีกรมกษาปน์ ถ่งอนิจกรรมเมื�อวันอาทิตย์ที�๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๓๙”(๑๙)ก่อน ค.ศ. ๑๘๖๕/พ.ศ. ๒๔๐๘ นั�น ท่านผ้�นี�ได�ถ่ายภาพจนชำานาญแล�ว จ่งได�ส่งภาพที�ถ่ายหลายภาพไปยังสหรัฐอเมริกา(๒๐) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์พระราชทานให�กับประธานาธิบดีแฟรงคลิน เพียร์ช แห่งสหรัฐอเมริกา เมื�อ พ.ศ. ๒๓๙๙ เป็นพระบรมฉายาลักษณ์แรกที�ปรากฏแก่สาธารณะ การแพทย์แผนตะวันตกมิชชันนารีชาวอเมรกิันคอืผ้�ริเริม�งานด�านการแพทย์แผนตะวันตกเป็นครังแรก�ที�กรุงเทพมหานครตั�งแต่ครั�งสมัยรัชกาลที�๓ งานด�านการแพทย์ที�สำาคัญที�มิชชันนารีชาวอเมริกันนำามาคือการรักษา เช่นการให�การผ่าตัด การป้องกันการเป็นโรคเช่นการปล้กฝีป้องกันไข�ทรพิษ การเผยแพร่ความร้�เรื�องการปอ้งกันโรคภัยไข�เจ็บต่าง ๆ เช่น ไข�ทรพิษ แนะนาวำ ิธรีักษาโรคด�วยตนเอง รวมทั�งแนะนาำ การปรุงยารักษาโรคบางโรค บุคคลที�ริเริม�งานด�านการแพทย์แผนตะวันตกให�กบัสยามคือนายแพทยอ์เมรกิันชื�อหมอบรัดเลย์ท่านผ้�นี�จบการศ่กษาวิชาแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งนิวยอร์ค สมัครเป็นมิชชันนารีมาปฏิบัติหน�าที�ในประเทศสยาม เดินทางมาพร�อมกบัภรรยาถ่งกรุงเทพมหานคร เมื�อ พ.ศ. ๒๓๗๘(๒๑)การรักษาครั�งสำาคัญที�มีผ้�บันท่กไว�คือ การผ่าตัดก�อนเนื�อที�หน�าผากของผ้�ป่วยรายหน�่งเมื�อวันที�๒๗ สิงหาคม ค.ศ. ๑๘๓๕ (ประมาณ ๑ เดือนกว่าหลังจากมาถ่งเมืองไทย) โดยไม่มียาสลบ...และการผ่าตัดผ้�บาดเจ็บจากเหตปุ้นใหญ่ระเบิดขณะมีงานทีว�ัดประยุรวงศาวาศกรุงเทพมหานคร เมื�อวันที�๑๓ มกราคม ค.ศ.๑๘๓๗มีคนตายในที�เกิดเหตุ๘คนและบาดเจบ็เป็นจาำนวนมากการแสดงต่างๆหยุดลงโดยฉบั พลันหมอบรัดเลย์ได�ตัดแขนชายหนุ่มคนหน�ง่ถ่งเหนอหืวัไหล ด้่แลผ้�บาดเจ็บจนถ่งเที�ยงคืน”(๒๒) “พ.ศ. ๒๓๗๐ หมอบรัดเลย์แนะนาำ การปล้กฝบีาบำ ัดไข�ทรพิษ โดยปล้กฝีให�กบตันเองเป็นตวอยั ่างในงานฉลองวัดประยุรวงศ์ซ่�งรัชกาลที�๓ ได�ส่งหมอหลวงมาเรียนด�วย...ในช่วงที�มีการปล้กฝี ก็มีหมอหลวงมาศ่กษาวิธีปล้กฝีหมอบรัดเลย์มีความคิดว่าเป็นหน�าที�ที�ควรอุทิศเวลาให�กับการเขียนหนังสือเพื�อสอนหมอชาวสยาม ซ่�งต่อมาหมอบรัดเลย์ก็ได�เขียนบทความอธิบายถ่งวิธีการปล้กฝีในภายหลังเมื�อทำาการปล้กฝีมากข่�น วันที�๒๗ มีนาคม ๑๘๓๙ รัชกาลที�๓ พระราชทานรางวัล ๒๔๐ บาท”(๒๓)๘๒ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ควบค้่กันไปกับการปฏิบัติงานด�านการให�การรักษา หมอบรัดเลย์ยังได�เผยแพร่ความร้�ในเรื�องตำารับยารักษาโรค การด้แลรักษาตัวเองให�ปลอดภัยจากโรค รวมทั�งเรียนร้�เรื�องวิชาแพทย์ผ่านหนังสือพิมพ์ของตนคือหนังสือจดหมายเหตุนับตั�งแต่ฉบับแรกเมื�อ พ.ศ. ๒๓๘๗ และฉบับต่อ ๆ มาอย่างสมำาเสมอ อาทิ เผยแพร่เรื�องตำาราขี�ผ่�งปิดแผลทั�งปวง นำาฌะแผล (นำาชะแผล) วิธีที�จะกันฝีดาษ ตำารารักษาแผล แผนที�สำาแดงหัวใจมนุษย์ ตำารารักษาไข�จับให�ตัวสัน ฯลฯ � ตั�งแต่ ค.ศ. ๑๘๕๔/พ.ศ. ๒๓๙๗ บาทหลวงศาสนาคริสตัง (คาทอลิก) จัดตั�งโรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เป็นสถานพยาบาลเล็ก ๆ เพื�อให�คนนอกศาสนาที�เป็นคนจีนแก่ ๆ และเป็นโสดที�มีเป็นจำานวนมากที�ล�มป่วยลงมีอาการหนักให�ได�มาอย้่ พวกคริสตังจะพากันไปเยี�ยมเยียน ปฏิบัติสิงที�จำาเป็นให� �นายแพทย์คริสตังก็ให�ยา นักสอนคริสตธรรมให�คำาสังสอน... � (๒๔) ส่วนคนไทยที�ได�ชื�อว่าเป็นผ้�สนใจการแพทย์แผนตะวันตกท่านแรกคือพระเจ�าน�องยาเธอในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัว คือพระเจ�าบรมวงษ์เธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท ทรงเรียนร้�เรื�องวิชาแพทย์แผนตะวันตกในสยาม ทรงรอบร้�กระทั�งได�รับการถวายประกาศนียบัตรทางการแพทย์จากมหาวิทยาลัยแพทย์แห่งนครนิวยอร์ค”(๒๕) การสร้างเร่อกลไฟ ความน่าท่�งของเรือกลไฟที�แล่นเข�ามาในอ่าวสยามและปรากฏตัวให�ชาวสยามได�รับร้�เป็นครังแรก�น่าจะได�จากข�อม้ลที�หมอบรัดเลย์รวบรวมเผยแพร่ในหนังสือภาษาอังกฤษซ่งออกปีละครั� งที�กรุงเทพมหานคร �คือ บางกอกคาเลนดา เริมจำาหน่ายตั� �งแต่ พ.ศ. ๒๔๐๒ ระบุถ่งเรื�องเรือกำาปั�นไฟว่า ๒๖ มีนาคม ๑๘๓๖/๒๓๗๙ “กำาปั�นไฟเรือรบอเมริกันชื�อปีคอกลำา ๑ เอนเตอไปรส ลำา ๑ มาทอดสันดอน เอดมอนด์ รอเบิต ท้ตอเมริกันนำาหนังสือสัญญามาแลกเปลี�ยน”(๒๖) ๑๑ มกราคม ๑๘๔๔/๒๓๘๗ “เรือกำาปั�นไฟชื�อเอ็กสเปรสข่นมาถ่งกรุงเทพฯ เป็น �เร่อกำาปั�นไฟลำาแรกท่�ได้เห็นในแม่นำาเจ้าพระยา”(๒๗)เรือกำาปั�นไฟลำานี�ได�แล่นข่นไปตามลำาแม่นำาเมื�อเวลาประมาณ ๑๐ �นาฬิกา ทำาให�เกิดคลื�นใหญ่ ก่อให�เกิดความตื�นเต�นกันอย่างใหญ่โต”(๒๘)เข�าใจว่าน่าจะเป็นเรือลำาเดียวกันกับเรือซ่�งระบุในพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที� ๓ ว่า “ปลายปี พ.ศ. ๒๓๘๗ พ่อค�าอังกฤษในกรุงเทพชื�อหันเตอร์หรือที�ชาวสยามเรียกว่าหันแตรนำาเรือกำาปั�นไฟเข�ามาขายให�กับพระบาทสมเด็จพระนังเกล�าฯ แต่ไม่ทรงซื�อ” � (๒๙) พัฒนาการของการต่อเรือกำาปั�นไฟโดยชาวสยามมีว่า เจ�าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ (เจ�าฟ้าน�อย - พระบาทสมเด็จพระปิ�นเกล�าเจ�าอย้่หัว) ได�ทรงสร�างเรือกำาปั�นไฟต�นแบบขนาดเล็ก มีความยาวไม่ถ่ง ๒๐ ฟุต พร�อมด�วยปล่อง และกังหันนำา เป็นเรือที�สมบ้รณ์ทุกสิ�งทุกอย่าง พระองค์ทรงนำาไปแล่นในแม่นำาด�วยพระองค์เอง เป็นเวลาเพียง ๒-๓ ปี หลังจากที�เรือเอ็กสเปรสแล่นมาแวะที�กรุงเทพ(๓๐) ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๘๓
๙ พฤศจิกายน ๑๘๕๕/๒๓๙๘ “เรือกลไฟพระที�นั�งลำาแรกทำาสำาเร็จ เรือลำานี�ชื�อรอแยลซีต(The Royal Seat/เรอืสยามอรสมุพล) พระนายไวย เจ�าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์(วรบุนนาค) เป็นนายงานหมอจันดเลเป็นผ้�ด้การ”(๓๑) จากหนังสอืจดหมายเหตุของหมอบรัดเลย์เมื�อวันที�๓๑ มกราคม ค.ศ. ๑๘๖๖/พ.ศ. ๒๔๐๘ ระบุว่ามีเรอืกลไฟของชาวสยามที�กรุงเทพฯ มากกว่า ๓๐ ลาำ(๓๒) การสถาปนาโรงพิมพภ์ าษาไทย มิชชันนารีชาวอเมรกิ ันอีกเช่นกันที�ได�ริเริม�งานการพมพิ ์ภาษาไทย แต่กาำเนิดงานด�านนี�แปลกไปจากเรื�องที�ควรเป็น นัน�คือการคิดค�นและจัดพมพิ ์ภาษาไทยเกิดข่นค�รังแรกน�อกแผ่นดินสยาม กล่าวคือ กำาเนิดการพิมพ์ที�ใช�อักษรไทยเกิดข่�นครั�งแรกเมื�อ ค.ศ. ๑๘๑๙/๒๓๖๒ ที�เมืองย่างกุ�งและเมืองกัลกัตตา (หรือเมืองเซรัมปัว) มิสซิสแอน เฮเซลไทน์ จั�ดสัน มิชชันนารีชาวอเมริกันที�เมืองย่างกุ�งจัดทำาสอนพระคัมภีร์คริสต์ศาสนาภาษาสยามให�แก่เชลยสยามที�ถ้กกวาดต�อนไปยังเมืองย่างกุ�งตั�งแต่ครั�งสงครามเสยีกรุงศรอยีุธยาเมื�อ พ.ศ.๒๓๑๐จากนันไ �ด�ส่งคำาสอนไปพมพิ ที ์ �เมอืงเซรมปัว ั (ใกล�เมอืงกลกัตตั า)ในอินเดีย ผ้�ออกแบบตัวพิมพ์คือ พันโทเจมส์ โลว์นายทหารชาวอังกฤษประจำาอินเดีย ออกแบบข่�นเพื�อผลประโยชน์ของกองทัพอังกฤษ”(๓๓) สำาหรับกำาเนิดการพิมพ์ในสยามประเทศที�เริ�มข่�นเป็นครั�งแรกเมื�อบาทหลวงชาวฝรั�งเศสชื�อ อาร์โนด์การโนลท์(Bishop Arnaud Garnault) พมพิ ์เรื�องคำาสอนคริสตังเผยแพรตั ่�งแต่พ.ศ. ๒๓๓๙(ค.ศ. ๑๗๙๖) พมพิ ์เป็นภาษาไทยแต่ใช�ตัวอักษรโรมัน(๓๔) การพิมพ์โดยใช�ตัวอักษรไทย อ่านเป็นภาษาไทยจัดพิมพ์ข่�นเป็นครั�งแรกในสยามประเทศก็โดยมิชชันนารอีเมรกิันคอืหมอบรัดเลย์เมื�อ ค.ศ.๑๘๓๕(พ.ศ.๒๓๗๘)(๓๕)ในยุคแรกๆของการพมพิ ์หมอบรัดเลย์และหมอโรบินสันยังคงต�องสั�งซื�อตัวพิมพ์ภาษาไทยจากเมืองเซรัมปัวมาใช� เรื�องที�พิมพ์ คือ คำาสอนทางศาสนาและใบปลิวต่าง ๆ(๓๖)ราชการสยามได�พ�่งพาการบริการจากโรงพิมพ์ของมิชชันนารี“๒๗ เมษายน ๒๓๘๒/๑๘๓๙ พระบาทสมเด็จพระนั�งเกล�าเจ�าอย้่หัวโปรดให�ประกาศห�ามส้บฝิ�นและค�าฝิ�นในพระราชอาณาจักร โดยเด็ดขาด และหมายประกาศฉบบนี ัน�บั ว่าเป็นหมายประกาศฉบบัแรกของเมอืงไทยที�พมพิ ข่์น�ด�วยเครื�องพมพิ ์จริง ๆ คือพมพิ ที ์ �โรงพมพิม์ ิชชันนารจีำานวน ๙๐,๐๐๐ ฉบบั ”(๓๗)สาำหรบกั ิจการพมพิ ์ของสยามนันมีผ้�ระบุว่า�หมอบรัดเลย ค์อืผ้�บุกเบิกกิจการด�านโรงพมพิ ์และแท่นพมพิ ์ด�วยหมอบรัดเลย์เป็นผ้�นำาแท่นพิมพ์แท่นแรกมาจากเมืองสิงคโปร์เมื�อ พ.ศ. ๒๓๗๗ แต่เกียรติคุณในการสร�างแท่นพมพิ ์และตัวพมพิ ์ควรได�แก ร�อย ่ โทเจมส์โลว์(๓๘)๘๔ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
สำาหรับชาวสยามที�สนใจการพิมพ์เป็นคนแรกคือ พระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎ (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัว) และพระอนุชาคือสมเด็จเจ�าฟ้าน�อย (พระบาทสมเด็จพระปิ�นเกล�าเจ�าอย้่หัว) แต่เป็นการริเริมงานด�านนี�ภายหลังจากมิชชันนารีอเมริกันเริ � มงานนี�ข่ � �นก่อนในกรุงเทพฯ นานเกือบหน่�งทศวรรษ พระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎเสด็จมาประทับที�วัดบวรนิเวศตั�งแต่ พ.ศ. ๒๓๗๙ ในค.ศ. ๑๘๔๗/๒๓๙๐ กิจการพิมพ์ของวัดบวรนิเวศคงจะเข�มแข็งแล�ว หมอเฮาส์ระบุว่า เมื�อไปเฝ้าเจ�าฟ้ามงกุฎ ที�วัดบวรนิเวศ (น่าจะเป็นปีแรกที�มาถ่งกรุงเทพคือ ค.ศ. ๑๘๔๗) พบว่า “พวกเราได�ขออนุญาตเข�าชมห�องพิมพ์หนังสือของวัด พระสงฆ์หลายร้ปและล้กศิษย์นั�งอย้่บนม�ายาวที�ทำาด�วยไม�ไผ่ กำาลังพับหนังสืออย้่ คนหน่�งกำาลังเรียงพิมพ์ คนหน่�งกำาลังอ่านแก�ไขปร้๊ฟ เขาได�ให�หนังสือแก่เราเล่มหน่�งพิมพ์ด�วยตัวอักษรบาลีที�เจ�าชายองค์นี�คิดข่�นเอง เป็นศีลสิบของพระพุทธศาสนาพร�อมด�วยคำาอธิบาย”(๓๙)โรงพิมพ์วัดบวรนิเวศพิมพ์หนังสือทางพุทธศาสนาที�เป็นภาษาบาลี เช่น หนังสือพระปาติโมกข์ หนังสือสวดมนต์ โดยทรงคิดตัวอักษรอริยกะทั�งแบบตัวพิมพ์และตัวเขียนไทยสำาหรับใช�พิมพ์ (๔๐)แท่นพิมพ์ของวัดบวรนิเวศจ่งเป็นแท่นพิมพ์แท่นที�สองของสยามประเทศ(๔๑)ส่วนเจ�าฟ้าน�อยโปรดให�บ่าวมายืมหนังสือหมอเฮาส์และขอคำาแนะนำาเรื�องการพิมพ์หนังสือ(๔๒) วิทยาการดาราศาสตร์ นับแต่ พ.ศ. ๒๓๘๐ (ค.ศ. ๑๘๓๗) มีการเผยแพร่ความร้�ด�านดาราศาสตร์ตะวันตกส้่สาธารณชนในกรุงเทพมหานคร มิชชันนารีอเมริกันคือศาสนาจารย์จอห์น เทเลอร์ โจนส์เรียบเรียงเรื�องดาราศาสตร์ตะวันตกเผยแพร่เป็นภาษาไทย นอกจากนั�น หนังสือ(พิมพ์)จดหมายเหตุของหมอบรัดเลย์ หลายฉบับรายงานความร้�ใหม่ ๆ ทางด�านดาราศาสตร์ให�ประชาชนทราบ เช่น ฉบับประจำาวันที� ๑๒ กรกฎาคม ค.ศ. ๑๘๖๖ แจ�งเรื�องการพบ “ดาวปลาเนตใหม่” “เมื�อก่อนคฤสตศักราช ๑๘๔๕ ปีนัน�พวกนักปราชที�ร้�เลขชำานิชำานาญในอากาษ ร้�วัดพระอาทิตย์พระจันทร์แลดวงดาวทั�งปวงได� พิจารณาด้ดาวปลาเนตที�มีชื�อว่าย้เรนัศดวงหน่�ง เห็นไม่เป็นปรกติ เดินซัดไปซัดมาไม่ตรง ในปีนันนักปราชฝรั�งเศส�ชื�อลิเวอเรีย เป็นคนชำานิชำานาญในการคิดเลขแม่นยำานัก ได�พ้ดจาอย้่ว่า ดาวปลาเนตย้เรนัศนั�นเดินไม่เป็นปรกติ เพราะคงมีดาวปลาเนตดวงอื�นอย้่ใกล�ด้ดไว� จ่งเดินไม่เป็นปรกติ ถ�าได�กล�องใหญ่ข่นอีกส่องด้�ก็คงจะเห็นในที�ตรงนัน. ภายหลังมามีนักปราชคนหน่� ง, เป็นชาติเยอรมันอย้่เมืองเบอลินชื�อด็อกเตอร์ คาลล์ �ได�กล�องใหญ่ส่องไปตรงที�ด็อกเตอลเวอเรียได�บอกไว�, ได�เห็นดาวปลาเนตอีกดวงหน่งอย้่ใกล�ดาวย้เรนัสนั�น, �ตามที�ดอกเตอลิเวอเรียได�บอกไว�”(๔๓)ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๘๕
หนังสอพืมพิ ์จดหมายเหตุฉบบวั ันที�๑๖ กมุภาพันธ์๑๘๖๗ แจ�งข่าวเรื�อง “ผพุ่ ี งใต�” ที�เมอืงเตอรากีว่า “เมื�อเดือน๑๒ ข่น�คำาหน�ง่ คืนวันนัน�มีผพุ่ ี งใต�ตั�งแตด่่กตลอดรุ่งมีมากกว่ามากนักทั�วบ�านทั�วเมอืงแสงสว่างไปทัง�อากาศภอที�จะอ่านหนังสอืได� สว่างยิงกว่าแสงเ�ดอืน ลางทีเป็นเหมอืนสายฟ้าแลบแปลบปลาปไปในอากาศติด ๆ กัน ไปไม่มีระหว่างอยุด(หยุด?) แต่ไม่มีเสยีงร�อง ถ่งกระนันคน�กตื ็�นตกใจกลัวนัก...ครัน�ใกล�รุ่งกอย็ุด คนทั�งปวงก็เทียว�ไปด้ว่าจะเกิดเหตุยังไรบ�างก็ไม่เห็นอะไรหนังสอชื ื�อจดหมายเหตุโมฟัสแลกที�เมอืงอื�นบอกว่า ในคืนวันนันเ�กิดผพุ่ ี งใต�ตังแ�ต่๖ ทุ่มจนรุ่ง อาการนัน�ก็สว่างเหมอืนดอกไม�ไฟที�แขกนักกุดาทำาบอย ่ๆ ให�มาก ๆ แลหนังสอืจดหมายเหตชืุ�อเชนแตรลอินเดยิแตม บอกว่าเกิดเหตุเช่นว่ามานีที�นั�น�ด�วยในคืนวันนั�นพร�อมกัน เหตุนี�เกิดตามที�นักปราชได�คิดไว�ก่อน คิดได�เพราะแผ่นดินลอยหมุนไปถ่งที�ๆเกิดดั�งนี�เสมอ แผ่นดินจะถ่งที�นันเ�มื�อใดนักปราชกค็ ิดได� เหมอืนที�คิดส้ธจันทร์”(๔๔) ชาวสยามยุคบุกเบิกเรยีนรว้�ิชาดาราศาสตร์และวิทยาศาสตรที ์ �ทราบแนช่ ัด คอ ืพระภิกษุเจ�าฟ้ามงกุฎ(เจ�าฟ้าใหญ่-พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หวั)เจ�าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์(เจ�าฟ้าน�อย -พระบาทสมเด็จพระปิ�นเกล�าเจ�าอย้่หวั) กรมหลวงวงศาธิราชสนิท กรมพระบาำราบปรปักษ์กรมพระยาปวเรศฯสมเด็จเจ�าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ฯลฯ ชาวสยามชั�นส้งกลุ่มนี�สนใจวิชาดาราศาสตร์น่าจะมาจากปัจจัยภายนอก คือ เห็นความพยายามของชาวตะวันตกที�มาดำาเนินการปล้กฝังความร้�เรื�องนี�ให�กับชาวสยาม รวมทังคง�ตระหนักถ่งเหตทีุ�ชาวตะวันตกเข�ามามีอิทธิพลเหนอืชาวพื�นเมอืงชาติต่างๆได�สาำเร็จเพราะความร้�ความสามารถในเรื�องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยตี ่าง ๆ ที�เหนอืกว่า เนื�อหาแห่งความร้�วิชาดาราศาสตรที ์ �ชาวสยามยุคบุกเบิกสนใจคอืเรื�องการคำานวณการเกิดอุปราคาและการ “วัดแดดวัดดาว”คือการกาำหนดตำาแหน่งพื�นที�ที�ต�องการเป็นละติจ้ดและลองจิจ้ดเคร่�องจกัรกลและเทคโนโลย่ใหม่ ๆ จากตะวันตกตังแ�ต่ครังป�ลายรัชสมยรั ัชกาลที�๓สยามประเทศเริม� มีการพัฒนาเรื�องเครื�องจักรกลต่างๆเพื�อเพิม�ประสิทธิภาพในการทำางาน สหายของหมอบรัดเลย ค์ ือ จอห์น แฮสเซ็ทท์แชนด์เลอร์เป็นช่างเครื�องจักรกลที�เข�ามาสถาปนางานด�านนี�ในกรุงเทพมหานคร เดมิแชนด์เลอรท์ ำางานที�เมอืงมะละแหม่ง เป็นช่างพมพิ ์และช่างหล่อตัวพิมพ์ให�กับองค์กรมิชชันนารีอเมริกันในพม่า ต่อมาเปลี�ยนงานได�เข�ามาถ่งกรุงเทพฯเมื�อ ค.ศ. ๑๘๔๔/พ.ศ. ๒๓๘๗(๔๕)“พอทราบว่ามีช่างเครื�องจักรกลผ้�เชี�ยวชาญเข�ามารวม่คณะเผยแผ่ศาสนาแบบทิสต์เจ�าฟ้ามงกุฎและเจ�าฟ้าจุฑามณีพร�อมด�วยพระสหายก็พากันมาขอคำาปร่กษาและความชวย่เหลอ ืเจ�าฟ้ามงกุฎทรงส่งผ้�แทนมาที�โรงพมพิ ์แบบทิสต์เพื�อขอซื�อตวพัมพิ ์แบบไทยและมอญเพื�อพิมพ์ประวัติศาสตร์เมืองพะโคและเรื�องอื�น ๆ ส่วนเจ�าฟ้าจุฑามณีทรงเสด็จมาหาแชนด์เลอร์เป็นการสว่นพระองค์เพื�อทอดพระเนตรวธิดีาำเนินการโรงงานเครื�องจักรกลแบบอเมรกิันและตอม่าแชนด์เลอร์ก็ถ้กขอร�องแทบทุกวันให�ไปด้โรงงานซ่�งเจ�าฟ้าจุฑามณีทรงให�สร�างข่�นเหมือนโรงงานของแชนด์เลอร์แทบทุกอย่าง คุณโหมดผ้�ก่อตั�งและผ้�อำานวยการโรงกระษาปณ์หลวงในสมัยหลังก็ได�ศ่กษาเรื�องวิทยาศาสตร์และเครื�องจักรกลครังแรกจากแชน�ด์เลอรนั ์นเ�อง”(๔๖) ๘๖ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
ถ่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัว การพัฒนาเรื�องเครื�องจักรกลและเทคโนโลยีต่าง ๆ เริมหลากหลายข่� น “ทรงอนุญาตให�อังกฤษสร�างสายโทรเลขผ่านประเทศไทยไปยังเมืองสิงคโปร์ �ซ่�งทำาให�ประเทศไทยได�ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การติดต่อค�าขาย และเป็นการช่วยให�ชาวไทยได�ร้�เห็นวิทยาการใหม่ ๆ ได�อย่างรวดเร็ว”(๔๗) มีการตั�งโรงสีโดยใช�เครื�องจักรสีข�าวโดยชาวอเมริกัน มิสเตอร์เอฟ เพล็กซ์ เมื�อ พ.ศ. ๒๔๐๑ชาวบ�านเรียกว่าโรงสีไฟ ตั�งอย้่แถว ๆ ถนนตก บริเวณปากคลองบางนำาชน จนกระทั�งปี พ.ศ. ๒๔๐๙จ่งมีโรงสีไฟเป็นของคนไทยเองโดยเจ�าพระยามหินทรศักดิ�ธำารงซื�อต่อมาจากบริษัทสก็อตแอนด์กำาปะนี(๔๘) พ.ศ. ๒๔๐๒ ช่วงประมาณปลายปี หมอบรัดเลย์ (ปลัดเล) เป็นผ้�นำาจักรเย็บผ�าเข�ามาเป็นครังแรก �และเป็นเครื�องแรก มีการฝึกหัดเย็บจนใช�เป็น โดยคนไทยคนแรกชื�อ กรมหลวงวงศาธิราชสนิทในปีถัดมา(๔๙)เทคโนโลยีใหม่ที�สุดในสมัยนันอีกอย่างหน่� งก็คือเสาไฟแก๊ส มิสเตอร์สก๊อต เอสไควร์ เป็นผ้�ริเริ � มนำาเสาไฟ �มาติดตั�งเรียงไปตามริมถนน แล�วใช�จุดด�วยไฟแก๊สให�ความสว่างที�น่าฉงนสำาหรับผ้�คนในสมัยนั�น และได�รับความนิยมแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวโปรดให�บริษัทของนายสก๊อตตั�งโรงแก๊สในพระบรมมหาราชวัง(๕๐) พ.ศ. ๒๔๑๐ เรือกลไฟชื�อเจ�าพระยาเดินทางไปมาระหว่างกรุงเทพฯ กับสิงคโปร์ในช่วงปี พ.ศ. ๒๔๐๙ - ๒๔๑๐ ได�นำาเอาสิงมหัศจรรย์ให�กับคนไทยได�เห็นคือ นำาแข็ง ซ่ �งเพิ� งจะผลิตได�ในสิงคโปร์ �เช่นกัน การนำามาในเรือก็ทำาเป็นแท่งใหญ่ ๆ ใส่มาในหีบไม�และกลบด�วยขี�เลื�อยเพื�อกันไม่ให�นำาแข็งละลาย หลังจากนันก็มีโรงทำานำาแข็งแห่งแรกเกิดข่ � นในเมืองไทยในสมัยรัชกาลที� ๕ � (๕๑) โปรดให�สร�างโรงกระษาปณ์ข่นที�หน�าพระคลังมหาสมบัติในพระบรมมหาราชวัง เพื�อทำาเงินเหรียญ �แบบสากลนิยม โดยใช�เครื�องจักรทำาการแทนแรงคน ซ่งได�รับพระราชทานชื�อว่า โรงกสาปณ์สิทธิการ และ �ผลิตเหรียญเงินรุ่นแรกในพุทธศักราช ๒๔๐๓(๕๒) การพัฒนางานด้านสถาปัตยกรรม ครังรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัว โปรดให�สร�างหม้่พระที�นั �งสถาปัตยกรรมแบบ�ตะวันตกผสมผสานกับสถาปัตยกรรมจีนและสยามในพระบรมมหาราชวังมีชื�อเรียกว่า พระอภิเนาว์นิเวศ เริมสร�างเมื�อ พ.ศ. ๒๓๙๗ แล�วเสร็จใน ๕ ปีต่อมา หม้่พระที�นั � งองค์นี�ประกอบด�วย อาคารถ่ง ๑๑ หลัง �“ส่วนที�เป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกได�แก่ร้ปทรงของอาคารโดยรวมคือหลังคาแบบหน�าอุด คือ ไม่มีการยื�นชายคามาบังแดด-ฝนให�กับพระบัญชรในตอนล่าง มีการใช�หลังคาแบนเหนือพระที�นังและล�อมรอบ�ด�วยล้กกรงตามวิธีแบบตะวันตก พร�อมทั�งตั�งโคมไฟที�หัวเสาระเบียงโดยรอบ ส่วนที�เน�นเป็นพิเศษ คือ ด�านหน�าของท�องพระโรงพระที�นังอนันตสมาคม เน�นด�วยเสาค้่ มีบัวหัวเสาคล�ายกับร้ปใบผักกาดที�เรียกว่า �“เสาคอรินเธียน” เพื�อรับคานโครงสร�างหลังคา มีการยกพื�นส้ง เจาะช่องชันล่างเน�นด�วยช่องโค�ง ที�ผนัง �ชันล่างเซาะร่องให�คล�ายกับก่อด�วยหิน ส่วนยกพื�นมีเฉลียงรอบซ่ �งตกแต่งแบบตะวันตก” � (๕๓) ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๘๗
พระราชวังอีกหลายแห่งที�สร�างข่�นในสมัยของพระองค์ในเวลาต่อ ๆ มานิยมสร�างให�มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกเช่นวังสราญรมย์หรือผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมตะวันตกกับสถาปัตยกรรมแบบจีนและสยามเช่นเคย เช่น วังสวนนันทอุทยาน พระราชวังเมืองสมุทรปราการพระนครคีรีพระนารายณ์ราชนิเวศน์(เมอืงลพบุรี) การพัฒนางานด้านกายภาพเม่องหลวงและบริเวณท่�ราบลุ่มภาคกลางใหท้ ันสมัยด้วยการขุดคลองและตัดถนน คลองผดุงกรุงเกษม ขุดข่นเ�มื�อ พ.ศ.๒๓๙๔ เจ�าพระยาศรสีรุยวิงศ์(ชว่งบุนนาค/สมเด็จเจ�าพระยาบรมมหาศรสีรุยวิงศ์) เป็นแม่กองในการขุดปากคลองทางเหนอบืรรจบแมน่าำเจ�าพระยาบริเวณวัดเทวราชกุญชรปากคลองทางใต�บรรจบแม่นำาเจ�าพระยาบริเวณวัดแก�วแจ่มฟ้า คลองนี�ตัดผ่านคลองมหานาคบริเวณสี�แยกมหานาค ซ่�งเป็นย่านการค�าสำาคัญ...ในสมัยที�ทำาการขุดมีขนาดกว�าง ๒๐ เมตร ล่ก ๓ เมตรยาว ๕.๕ กิโลเมตร”(๕๔)มีปอมร้ ักษาแนวคลองเป็นระยะรวม ๘ ปอม ้แล�วเสร็จใน พ.ศ.๒๓๙๗ ทำาให�พื�นที�เมอืงหลวงขยายตวัเพิมข่�นจากเ�ดม ิ๔.๑๔ ตารางกิโลเมตรเป็น๘.๘๘ ตารางกิโลเมตรมีการกอ่สร�างสถานที�สาคำ ัญขนาดใหญ่ในพื�นที�สว่นที�ขยายนีค�ือวัดมกุฎกษัตรยิาราม วัดโสมนัสวิหารเป็นการกระตุ�นให�พื�นที�สว่นนี�เจริญเติบโตข่น� (๕๕) คลองถนนตรง ขุดเมื�อ พ.ศ. ๒๔๐๐ โปรดให�เจ�าพระยาทิพากรวงศ์เป็นแม่กอง ขุดตอ่จากคลองผดุงกรุงเกษมตรงหวลัาำ โพงไปบรรจบคลองพระโขนง ยาว ๒๐๗เส�น ๒ วา ๓ ศอก กว�าง ๖ วา(๕๖) คลองส่ลม ขุดเมื�อ พ.ศ. ๒๔๐๔ ขุดจากบางรักไปบรรจบกบัถนนตรงที�ศาลาแดง(๕๗)คลองมหาสวัสดิ ข�ุดเสร็จเมื�อ พ.ศ. ๒๔๐๓ เจ�าพระยาทิพากรวงศ์เป็นแม่กอง ขุดจากแมน่าำอ�อมรมวิ ัดไชยพฤกษมาลาไปทะลุแมน่าำนครไชยศรี(ท่าจีน) ยาว ๖๗๖ เส�น คลองกว�าง ๗ วา ล่ก ๖ ศอก(๕๘) คลองเจด่ยบ้์ชา เริมข�ุดเมื�อ พ.ศ. ๒๓๙๖ สมเด็จเจ�าพระยาบรมมหาประย้รวงศ์เป็นแม่กอง ขุดใช�เป็นทางเรอืจากแมน่าำนครไชยศรีไปถ่งบริเวณพระปฐมเจดีย์ระยะทาง ๔๔๘ เส�น(๕๙) คลองดำาเนนิสะดวกเริมข�ุดเมื�อ พ.ศ.๒๔๐๙เจ�าพระยาศรสีรุยวิงศ์เป็นแม่กอง จากตำาบลบางยางแมน่าำนครไชยศรีไปออกแมน่าำราชบุรที ี�ตำาบลบางนกแขวก ระยะทาง ๘๔๐ เส�น(๖๐) คลองภาษ่เจรญิ “พระภาษีสมบัติบรบ้ิรณ์(ยิม พ�ิศลยบุตร)/พระยาพิศลสมบัติบรบ้ิรณ์(ยิม �แซ่เล่า)ได�กราบบังคมท้ลขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตขุดเมื�อ พ.ศ. ๒๔๐๙ ระยะทางจากบ�านดอนไกด่ ี(ดอนกะฎี) แขวงเมอืงสมุทรสาคร มาออกคลองบางกอกใหญร่มวิ ัดปากนา ขำุดเสร็จในสมยรั ัชกาลที�๕พ.ศ. ๒๔๑๕ มีขนาดกว�าง ๑๔ เมตร ล่ก ๒.๕ เมตร ยาว ๒๔.๘ กิโลเมตร”(๖๑) การตัดถนน เริม�จากนอกกาำแพงพระนครทางด�านใต�กอ่นถนนตรง ดินที�ได�จากการขุดคลองถนนตรง (แยกจากคลองผดุงกรุงเกษมที�หัวลำาโพงไปบรรจบ๘๘ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ
คลองพระโขนง) นำามาทิงฝั� �งคลองข�างเหนือฝั�งเดียว จากนันปราบเป็นถนนไปจนตลอดคลอง เหตุที�สร�างถนน �(และขุดคลอง)ก็เพื�อใช�เป็นทางลัดให�พ่อค�าชาวต่างประเทศในกรุงเทพฯ ได�ติดต่อกับห�างของตนที�จะไปก่อสร�างแถบบางนา(๖๒) ถนนเจริญกรุง เริ�มเมื�อ พ.ศ. ๒๔๐๔ โปรดให�เจ�าพระยาศรีสุริยวงศ์เป็นแม่กอง ถนนสายนี�แบ่งการก่อสร�างเป็น ๓ ส่วน คือ ส่วนแรก ตัดถนนแต่คลองค้พระนครชั�นในที�ริมวังเจ�าเขมร ตรงไปต่อกับถนนตรงไปพระโขนงส่วนท่�สอง ตัดถนนแยกจากถนนที�ว่ามานี�ที�เหนือวัดสามจีน (วัดไตรมิตร) ข�ามคลองผดุงตรงไปทางหลังบ�านฝรัง จนตกแม่นำาเจ�าพระยาที�ตำาบลดาวคะนอง � ส่วนท่�สาม (ตอนใน) ตัดข่นเมื�อ พ.ศ. ๒๔๐๕ โปรดให� �เจ�าพระยายมราช (ครุฑ) เป็นแม่กองจากหน�าวัดพระเชตุพนไปออกประต้สามยอดต่อกับถนนใหม่ข�างตอนใต�โดยมีสะพานเหล็กเชื�อมถ่งกัน (สะพานดำารงสถิต) สะพานแห่งนี�เจ�าพระยาศรีสุริยวงศ์เป็นผ้�สร�างและ ๒ ฟากถนนตัดใหม่นี�โปรดฯให�สร�างต่กแถวพระราชทานพระราชโอรสธิดา(๖๓)ถนนสายนี�นิยมเรียกกันในสมัยนันว่า ถนนใหม่ หรือภาษาอังกฤษว่า New Road � (๖๔) ถนนส่ลม ดินที�ได�จากการขุดคลองแต่บางรักไปยังถนนตรงที�ศาลาแดง (คลองสีลม) เมื�อ พ.ศ. ๒๔๐๔ นำามาทิ�งทางฝั�งใต�ทำาเป็นถนนเรียกถนนสีลม(๖๕) ถนนบำารุงเม่อง ยาว ๒๙ เส�น ๑๔ วา ๓ ศอก ๑ ตัด พ.ศ. ๒๔๐๖ “ทรงพระราชดำาริห์ว่า ถนนเสาชิงช�ายังมิได�กระทำาใหม่ เป็นที�รุงรังไม่งามแก่บ�านเมือง จ่งโปรดให�พระพรหมบริรักษ์เป็นแม่กองจ�างจีนกระทำาข่น �พระพรหมบริรักษ์ได�วัดตั�งแต่กำาแพงพระบรมมหาราชวังไปถ่งตลาดเสาชิงช�า ตรงออกประต้วัดสระเกษยาวยี�สิบเก�าเส�นสิบสี�วาสามศอก...จ่�งโปรดเกล�าประทานชื�อว่า ถนนบำารุงเมือง”(๖๖) ถนนเฟื� องนคร ยาว ๕๐ เส�น ๑ ถนน “อีกสายหน่�ง แก�ถนนเก่าบ�าง ตัดใหม่บ�าง ตั�งแต่กำาแพงด�านทักษิณระหว่างวังกรมหลวงเทเวศวัชรินทร์ ตลอดมาตามทางบ�านหม�อ จนถ่งกำาแพงพระนครด�านอุดรข�างวัดบวรนิเวศ ยาวห�าสิบเส�น กว�างสิบสอก ...ประทานชื�อถนนเฟ้� องนคร”(๖๗) ผ้้บุกเบิกท่�สำาคัญงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลย่ในสยาม ม่ทั�งชาวสยามและชาวตะวันตก กลุ่มถ่ายภาพ มุขนายกมิซซังปาลเลกัวซ์ เชื�อกันว่าร้ปถ่ายเก่าสุดร้ปหน่งของประเทศไทย คือ ร้ปกรมขุนวรจักร �ธรานุภาพ พระราชโอรสในรัชกาลที� ๒ กับเจ�าจอมมารดาปราง ต�นราชสกุลปราโมช นังบนตั� �ง มีผ้�ระบุว่าน่าจะถ่ายด�วยระบบดาแกโรไทพ์โดยมุขนายกมิซซังปาลเลกัวซ์ และน่าจะเป็นต�นแบบของร้ปวาดลายเส�นชายไทยนังตั� �งในหนังสือเล่าเรื�องกรุงสยาม(๖๘) บาทหลวงลาร์โนด่ คือผ้�มีบทบาทปรากฏในประวัติศาสตร์สยามหลายตอน กล่าวคือ เมื�อ ม.เดอ มงติญญี ราชท้ตฝรังเศสเดินทางเข�ามาขอทำาสนธิสัญญาการค�า การเดินเรือและการเผยแพร่ศาสนา�กับสยามเมื�อ ค.ศ. ๑๘๕๖ นัน มุขนายกมิสซังปาลเลอกัวซ์ในฐานะเป็นชาวฝรั � งเศสในกรุงเทพได�มอบหมาย �ให�บาทหลวงลาร์โนดีเป็นผ้�ด้แลให�การต�อนรับ มีผ้�บันท่กว่า “ในโอกาสนี� ได�ให�ความช่วยเหลืออันสำาคัญยิง�แก่ประเทศฝรั�งเศส เป็นผ้�ที�มีความร้�อย่างล่กซ่�งเกี�ยวกับประเทศสยามที�ท่านอาศัยอย้่มากว่า ๑๒ ปี ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ๘๙
อีกประการหน�่ง ท่านเคยเป็นนักพฤกษศาสตร์มาก่อน ท่านจ่งสามารถทำางานร่วมกับท่านเดอมงติญญีได�ในสว่นทีท�่านเดอ มงติญญ ต�อีงการค�นคว�าเกียวก�บัทรัพยากรของประเทศสยาม นอกจากนีท�่านยังได�ให�ความชวย่เหลออยื ่างดยิีงแ�ละได�แสดงความตังใจแ �ละความเสยีสละและความรักชาติอันน่าชื�นชมด�วย”(๖๙) พ.ศ. ๒๔๐๔ เป็นล่ามให�กับคณะราชท้ตสยามเดินทางไปยังฝรั�งเศส มีความร้�เรื�องการถ่ายร้ปเป็นอย่างดีเป็นคร้สอนวิชาถ่ายร้ปให�หลวงอัคนีนฤมติ ร(จิตร) จนตั�งห�างชักร้ปได�เป็นที�แรก”(๗๐)หลวงอัคน่นฤมิตร (จิตร จิตราคณ่) หร่อ ฟรานซิส จิตร ช่างถ่ายร้ปหลวงในรัชกาลที�๔ เป็นช่างภาพอาชีพคนแรกของสยาม เรยีนวิชาถ่ายภาพจากบาทหลวงลาร์โนดีชาวฝรังเศส� ได�เปิดกิจการร�านถ่ายร้ปชื�อ Francis Chit & Son เมื�อ พ.ศ. ๒๔๐๖ ตั�งอย้่บนเรอืนแพหน�าวัดซางตาคร้ซ (วัดกฎุีจีน) รมฝั ิ�งแมน่าำเจ�าพระยาตอนใต�วัดกลยัาณมติร ในสมยรั ัชกาลที�๕เลื�อนเป็นขุนสุนทรสาทิศลักษณ ช์ ่างถ่ายร้ปข่นกร�มแสงแล�วเป็นหลวงอัคนีนฤมติร ถ่งแก่กรรมเมื�อวันเสาร์ที�๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๓๔ อายุ๖๑ ปี(๗๑) พระยากษาปณก์ ิจโกศล (โหมด อมาตยกุล) เกิดเมื�อ พ.ศ. ๒๓๖๒ ถวายตัวเป็นมหาดเล็กตั�งแต่สมัยรัชกาลที�๓ เคยเรียนวิทยาศาสตร์กบัหมอเฮาส์(๗๒)ได�ชื�อว่าเป็นคนสยามคนแรก ๆ ที�ถ่ายร้ปได� รวมทั�งเป็นผ้�จัดการตั�งเครื�องจักรโรงกษาปณ์สิทธิการในพระบรมมหาราชวัง เป็นที�ผลติเหรยีญบาท เหรยีญสล่ง เหรยีญเฟอ้�ง ทองแดงอัฐและอัฐดีบุกพระยากษาปณก์ ิจโกศลเป็นผ้�ได�รบัการถ่ายทอดความร้�เรื�องการถ่ายภาพแบบดาแกโรไทป์จากศลปิ ินผ้�หน�ง่ที�เดินทางมากับเอกอัครราชท้ตแห่งปรัสเซย จ่ ีงทำาให�ถ่ายร้ปจากกล�องดาแกรที ์ �สมเด็จพระนางเจ�าวิคตอเรียส่งมาถวายในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวได� และอีกข�อม้ลหน�่งระบุว่าได�หัดถ่ายภาพกบบัาทหลวงลาร์โนดี(๗๓) กลุ่มวิศวกร-ช่างกลนายยอนฮัสเซต ชนัดเลอ (จนัดเล)เรื�องราวท่านผ้�นี�ปรากฏในหลักฐานประวัติศาสตร์ไทยชัน�ต�นดังนี� ๑๘ พฤศจิกายน ๑๘๔๔ “นายยอน ฮัสเซต ชันดเลอ (จันดเล) มิชชันนารีเข�ามาถ่ง”(๗๔) ๙ พฤศจิกายน ๑๘๕๕ “เรอืกลไฟพระทีนั�ง�ลาำแรกทาสำาำเร็จ เรอลื านี ำ ชื��อรอแยลซต ี (สยามอรสมุพล)พระนายไวย (คือเจ�าพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์) เป็นนายงาน หมอจันดเลเป็นผ้�ด้การ(๗๕) พระยาวิส้ตรสาครดิษฐ์ หร่อกัปตนัจอหน์บุช (John Bush) เป็นชาวอังกฤษที�ได�เข�ามารับราชการตำาแหน่งเจ�าท่า (harbour master) ข่�นกับกรมท่ากลางในปฏิบัติราชการมีความชอบมาตลอดจนได�รับพระราชทานบรรดาศักดิ�เป็นพระยาวิส้ตรสาครดิษฐเมื�อ พ.ศ. ๒๓๙๖ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล�าเจ�าอย้่หัวโปรดฯ ให�พระยาวิส้ตรสาครดิษฐ์จัดสร�าง๙๐ ดาราศาสตร์ไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ