The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

1_LA21202_กฎหมายอาญา_2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by peaw.2749, 2022-06-25 02:02:06

2.กฎหมายอาญา 2

1_LA21202_กฎหมายอาญา_2

๑๔๖

ͧ¤» ÃСͺ¤ÇÒÁ¼Ô´
๑. กระทาํ ความผดิ ตามมาตรา ๒๙๗
๒. ความผิดน้ันมีลกั ษณะประการหนึ่งประการใดท่ีบญั ญัติไวใน มาตรา ๒๘๙
¨Ò¡Í§¤»ÃСͺ¤ÇÒÁ¼Ô´¢ÒŒ §μ¹Œ
มาตรานี้ไมมีกําหนดลักษณะของการกระทําอันเปนความผิด แตกําหนดลักษณะฉกรรจ
ของความผดิ โดยนาํ เอาผลของการกระทาํ ตามมาตรา ๒๙๗ มาประกอบกบั ขอ เทจ็ จรงิ อนั เปน ลกั ษณะ
ฉกรรจต ามมาตรา ๒๘๙ หรือมาตรา ๒๙๖
®¡Õ Ò·èÕ ñõ/òõðù พลตาํ รวจลาหยดุ ราชการ ระหวา งทล่ี าหยดุ นน้ั ไปเทยี่ วงานมหรสพ
ซง่ึ อยใู นเขตทอ งทซ่ี ง่ึ ตนประจาํ อยู จา สบิ ตาํ รวจคนหนง่ึ รกั ษาการณอ ยใู นงานนน้ั ไดร อ งขอใหช ว ยรกั ษา
ความสงบเรยี บรอ ยในงานนนั้ ดว ย จาํ เลยไดแ สดงกริ ยิ าเมาสรุ าในบรเิ วณงาน พลตาํ รวจนนั้ ไดห า มปราม
และขอใหจําเลยกลับบาน จําเลยไดใชมีดแทงพลตํารวจผูนั้นถึงบาดเจ็บสาหัส เชนนี้ถือวาพลตํารวจ
ผูน้นั ถกู จาํ เลยแทงก็เพราะเหตุทไ่ี ดก ระทําการตามหนาท่ี
õ. ¤ÇÒÁ¼´Ô °Ò¹ªÅØ Áعμ‹ÍÊàÙŒ »š¹àËμØãËàŒ ¡Ô´ÍѹμÃÒÂÊÒËÑÊ
ÁÒμÃÒ òùù “ผูใดเขารวมในการชุลมุนตอสูระหวางบุคคลตั้งแตสามคนขึ้นไป และ
บคุ คลหนงึ่ บคุ คลใดไมว า จะเปน ผเู ขา รว มในการนนั้ หรอื ไม รบั อนั ตรายสาหสั โดยการกระทาํ ในการชลุ มนุ
ตอสนู นั้ ตอ งระวางโทษจาํ คุกไมเ กนิ หนงึ่ ป หรอื ปรบั ไมเกนิ สองหม่ืนบาท หรอื ทง้ั จาํ ทั้งปรบั
ถาผูที่เขารวมในการชุลมุนตอสูน้ันแสดงไดวา ไดกระทําไปเพื่อหามการชุลมุนตอสูน้ัน
หรอื เพอื่ ปอ งกนั โดยชอบดว ยกฎหมาย ผูน ั้นไมตองรบั โทษ”
ͧ¤» ÃСͺ¤ÇÒÁ¼´Ô
๑. เขารว มในการชุลมนุ ตอสูระหวางบุคคลตง้ั แต ๓ คนขึ้นไป
๒. มีบุคคลไมวาจะเปนผูท่ีเขารวมในการน้ันหรือไม รับอันตรายสาหัสโดยการกระทํา
ในการชุลมนุ ตอ สนู ัน้
๓. โดยเจตนา
¢ŒÍ¡àÇŒ¹ÁÒμÃÒ òùù (วรรคทา ย) ถา ผเู ขารว มในการชลุ มนุ ตอ สคู นใดแสดงไดวา
๑. เขา ไปเพอื่ หามการชุลมุนตอ สนู ั้น หรอื
๒. เพ่อื ปองกนั โดยชอบดว ยกฎหมาย ผนู ้นั ไมต องรบั โทษ
เมอ่ื พิจารณาองคป ระกอบของความผดิ ตามมาตรานี้ จะเหน็ วา ลกั ษณะของการกระทํา
เปนไปในทํานองเดียวกันกบั มาตรา ๒๙๔ จะแตกตา งกนั ก็เพยี งผลของการกระทํา และเหน็ ตอไปวา
ความผดิ ในลกั ษณะนจี้ ะมแี ตเ พยี ง ๒ ผล ดงั กลา วเทา นนั้ ถา มผี ลอน่ื นอกจากนจี้ ะไมม กี ฎหมายรองรบั
แตอยา งไรกอ็ าจจะเปน ความผดิ ตามมาตรา ๓๗๒
ความผิดตามมาตรานีเ้ ปน บทรวมคอื ลงโทษทุกคนทเ่ี ขา รว มชุลมนุ ตอ สไู มวา ผนู ั้นจะเปน
ผูกระทําใหเกิดผลดังกลาวขึ้นโดยตรงหรือไมก็ตาม แตสําหรับผูที่กระทําใหเกิดผลเชนน้ันโดยตรง
ก็จะตอ งถกู ลงโทษตามบทเฉพาะในการกระทํากรรมเดียวกัน

๑๔๗

ความผดิ ตามมาตรา ๒๙๔ และ ๒๙๙ น้ี ไมม คี วามผิดฐานพยายาม
ö. ¤ÇÒÁ¼Ô´°Ò¹»ÃÐÁҷ໹š àËμãØ Ë¼Œ ͌٠×è¹ÃÑºÍ¹Ñ μÃÒÂÊÒËÊÑ
ÁÒμÃÒ óðð “ผูใดกระทําโดยประมาท และการกระทําน้ันเปนเหตุใหผูอื่นรับอันตราย
สาหัสตอ งระวางโทษจาํ คุกไมเ กินสามป หรือปรบั ไมเ กินหกพนั บาท หรอื ทงั้ จําทงั้ ปรบั ”
ͧ¤» ÃСͺ¤ÇÒÁ¼Ô´
๑. การกระทําโดยประมาท
๒. การกระทาํ นัน้ เปนเหตุใหผูอื่นรบั อันตรายสาหสั
¨Ò¡Í§¤»ÃСͺ¤ÇÒÁ¼´Ô ¢ÒŒ §μ¹Œ
๑. การกระทําโดยประมาทน้ัน เปนไปตามความหมายของมาตรา ๕๙ คอื จะตองไมมี
เจตนา เวนแตจะไดกระทําโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเชนน้ันจักตองมีตามวิสัย
และพฤติการณ ซงึ่ ผนู ัน้ อาจใชค วามระมัดระวงั เชน วา นั้นได แตหาไดใชใหเ พียงพอไม
๒. อนั ตรายสาหสั คอื ตามความหมายของมาตรา ๒๙๗
ความผิดตามมาตรานี้มีลักษณะการกระทําเชนเดียวกันกับมาตรา ๒๙๑ แตแตกตางกัน
ในผลของการกระทํา
®Õ¡Ò·Õè ñðøö/òõòñ จําเลยยิงยางรถยนตแตพลาดไป กระสุนถูกรถยนตทะลุไปถูก
คนในรถเปนอันตรายสาหัส พิเคราะหพฤติการณของจําเลยแสดงวา จําเลยยิงยางรถยนตเพ่ือมิให
ผูเสียหายขับรถหนีไปได จําเลยมิไดมีเจตนายิงผูเสียหาย แตการกระทําของจําเลยท่ียิงยางรถยนต
เปนการกระทําโดยปราศจากความระมัดระวัง ซ่ึงบุคคลในภาวะเชนจําเลยตองมีตามวิสัยและ
พฤติการณ ท้ังจําเลยอาจใชความระมัดระวังในการยิงไดแตจําเลยหาไดใชใหเพียงพอไม กระสุนปน
จึงไปถูกผูเสียหาย ไดรับบาดเจ็บสาหัส จําเลยจึงมีความผิดฐานกระทําโดยประมาทเปนเหตุใหผูอ่ืน
เปน อนั ตรายสาหสั ตาม ป.อ. มาตรา ๓๐๐
®¡Õ Ò·Õè ñøñô/òõòò จําเลยจับเทาผูเสียหายยกข้ึนแลวผลักลงกับพ้ืนแขนหักเปน
อันตรายสาหัส นาจะเปนเร่ืองหยอกลอกันไมทันนึกถึงผล ไมมีเจตนาทําราย แตเปนประมาทตาม
ป.อ. มาตรา ๓๐๐
®Õ¡Ò·Õè óôóó/òõò÷ ชางเปนสัตวใหญเม่ือกําลังตกมันยอมเปนสัตวดุ จําเลย
ไมค อยควบคมุ ดแู ลโดยใกลช ดิ เพยี งแตใ ชเ ชอื กผกู ไว จงึ เปน การกระทาํ โดยประมาทและเปน เหตโุ ดยตรง
ให พ. ผเู สยี หายถกู ชา งของจาํ เลยแทงดว ยงาไดร บั อนั ตรายสาหสั แลว ชา งของจาํ เลยวง่ิ ไปพงั บา นของ ค.
ผูเสียหายอีก จําเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา ๓๐๐ และการกระทําดังกลาวถือไดวาจําเลย
ปลอยปละละเลยใหชางเที่ยวไปโดยลําพัง ในประการที่อาจทําอันตรายแกบุคคลหรือทรัพยได
เปนความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๓๗๗ อีกบทหน่ึง การกระทําของจําเลยเปนกรรมเดียวผิดกฎหมาย
หลายบท

ÊÃ»Ø ¡ÒÃμÑ§é ¢ŒÍËÒ ๑๔๘

ลาํ ดับ ฐานความผิด องคประกอบความผดิ มาตรา อัตราโทษ หมายเหตุ

๑. ฆาผูอื่นตายโดยเจตนา ๑. ฆา ๒๘๘ ตองระวางโทษประหารชีวิต จําคุก
๒. ผูอนื่ ตลอดชีวิตหรือจําคุกตั้งแต ๑๕ ป
๓. เจตนา ถงึ ๒๐ ป

๒. ฆาผอู ่นื ตายโดยเหตฉุ กรรจ ๑. ฆา ๒๘๙ ตอ งระวางโทษประหารชีวติ
(๑) บพุ การี
(๒) เจา พนกั งานซง่ึ กระทาํ การตามหนา ทหี่ รอื เพราะเหตุ
ทจ่ี ะกระทาํ หรอื ไดกระทาํ ตามหนา ท่ี
(๓) ฆา ผชู ว ยเหลอื เจา พนกั งานในการทเี่ จา พนกั งานนนั้
กระทําตามหนาที่หรือเพราะเหตุไดชวย

เจา พนกั งาน
(๔) โดยไตรตรองไวกอน
(๕) โดยทรมานหรอื ทารุณโหดรา ย
(๖) เพอ่ื ตระเตรยี มการหรอื เพอื่ ความสะดวกในการที่

๒. เจตนจาะกระทําความผิดอยา งอ่ืน

๓. ฆาคนตายโดยไมเ จตนา ๑. ทํารา ย ๒๙๐ ตองระวางโทษจําคุกต้ังแต ๓ ป
๒. ผูอ ่ืนถึงแกค วามตาย ถึง ๑๕ ป
๓. เจตนา

๔. ประมาทเปน เหตใุ หผ อู นื่ ถงึ แกค วามตาย ๒๑.. เกปรนะทเหําตใุ หผ อู ่นื ถึงแกค วามตาย ๒๙๑ ตแลอะงประรวับาไงมโเทกษินจ๒ําค๐ุก๐ไ,ม๐๐เก๐ินบ๑าท๐ ป
๓. ประมาท

๕. ชลุ มุนตอ สเู ปนเหตใุ หเ กดิ ความตาย ๑๒.. เเใมขจนบีาตกรคุ นวาคมารลใชไนุลมกมวาารุนจชตะลุ อเมปสนุ น ูกตผนัอ ทู สเ่ี รูขะา หรววามงหบรคุ อื คไลมต ถงั้ งแึ แตก ๓ค วคานมขตนึ้ าไปย ๒๙๔ หหตรอรือืองทรปะงั้ รวจับาาํ ทไงมโง้ั ทปเกษรินบัจําค๔ุก๐ไ,ม๐เ๐กิ๐น ๒บาปท
๓.

ลาํ ดับ ฐานความผิด องคประกอบความผิด มาตรา อตั ราโทษ หมายเหตุ

๖. แทกํากราายยผหูอรอืนื่ จจิตนใเจปนเหตใุ หเ กดิ อันตราย ๑๒๓... จทเจนําตรเนปา ายน รเหา งตกุใาหยเ กผดิอู อ่ืนนั ตรายแกก ายหรือจติ ใจ ๒๙๕ ตหหรอรอืืองทรปะ้งั รวจับาาํ ทไงมโั้งทปเกษรินบัจําค๔ุก๐ไ,ม๐เ๐กิ๐น ๒บาปท

๗. ทาํ รา ยรา งกายผอู นื่ เปน อนั ตรายสาหสั อ๒๑๓.น.. ุ จทโ๑ดนาํ ยถรเเงึาปจยตน๘ผนเูอหาน่ื ตุใหผูถูกทํารายไดรับอันตรายสาหัส ๒๙๗ ต๑ถองึ๐สงปรอะงวแแาลสงะนโทปบษราับจทาํตค้ังกุแตตงั้ห แนตง่ึ ๖หมเดื่นอื บนาถทงึ

๘. สปารหะมสั าทเปน เหตใุ หผ อู นื่ ไดร บั อนั ตราย ๒๑๓... เกปปรรนะะทเมหําาตทุใหผ อู ่ืนรับอันตรายสาหัส ๓๐๐ หตทรอ้งั จืองําปรทะรัง้วับปาไมงรับโเ ทกินษจ๖ํา๐ค,ุ๐ก๐ไม๐เกบินาท๓หรปอื 

๑๔๙

๑๕๐

ô. คํา¶ÒÁ·ÒŒ º·àÃÕ¹

๑. อันตรายสาหัสหมายถงึ อะไร และใหย กตัวอยางประกอบ
๒. โทษประหารชีวติ ในปจ จบุ ัน ใชวิธกี ารใด
๓. บุพการี ในมาตรา ๒๘๙(๑) หมายถึงบุคคลใดบา ง
๔. จงยกตัวอยา งการฆาโดยไตรตรองไวก อน
๕. การทํารายรา งกายตามมาตรา ๒๙๕ โดยไตรต รองไวก อนมไี ดห รอื ไม

๑๕๑

àÍ¡ÊÒÃÍÒŒ §Í§Ô

เกยี รตขิ จร วจั นสวสั ด.ิ์ (๒๕๕๑).คาํ อธบิ ายกฎหมายอาญา ภาค ๑ กรงุ เทพฯ:พลสยามพรน้ิ ตง้ิ .
คณิต ณ นคร.(๒๕๔๗). กฎหมายอาญา ภาคท่วั ไป. กรุงเทพฯ:วิญูชน.
ทวเี กยี รติ มนี ะกนษิ ฐ.(๒๕๕๓).คาํ อธบิ ายกฎหมายอาญา ภาคทว่ั ไป. กรงุ เทพฯ:วญิ ชู น.
ประภาศน อวยชยั .(๒๕๒๖).ประมวลกฎหมายอาญา ภาค ๑. กรงุ เทพฯ:สาํ นกั อบรมศกึ ษา
กฎหมายแหงเนติบัณฑติ ยสภา.
สหรัฐ กิติศุภการ.(๒๕๕๗).หลักและคาํ อธิบายกฎหมายอาญา.กรุงเทพฯ:อมรินทร
พริ้นตง้ิ แอนดพบั ลชิ ช่งิ .
บุญเพราะ แสงเทียน.(๒๕๕๒).กฎหมายอาญา ๑ ภาคทั่วไป.กรุงเทพฯ:บรษิ ทั วทิ ยพฒั น
จํากัด
สุพจน นาถะพินธุ.(๒๕๓๓).ประมวลกฎหมายอาญา.กรุงเทพฯ:สํานักพิมพรุงเรืองธรรม.
สุวัฒน ศรีพงษสุวรรณ.(๒๕๔๙).คําอธิบายประมวลกฎหมายอาญา.กรุงเทพฯ:
นติ บิ รรณาการ.
วนิ ยั เลิศประเสรฐิ .(๒๕๔๗).วธิ ไี ลส ายกฎหมายอาญา เลม ๑.กรงุ เทพฯ:อนิ เตอรบุคส.
เกียรติขจร วัจนสวัสด์ิ.(๒๕๕๐).คําอธิบายกฎหมายอาญา ภาคความผิด เลม ๑.
กรุงเทพฯ:หางหนุ สว นจาํ กดั จริ ัชการการพมิ พ.

๑๕๓

º··Õè ÷

¤ÇÒÁ¼´Ô à¡èÕÂÇ¡ºÑ àÊÃÀÕ Ò¾áÅЪ×èÍàÊÕ§

ñ. ÇÑμ¶»Ø ÃÐʧ¤¡ ÒÃàÃÂÕ ¹Ã»ŒÙ ÃÐจาํ º·

๑. เพื่อใหนักเรียนนายสิบตํารวจมีความรูความเขาใจ เร่ืองกฎหมายอาญาเก่ียวกับ
ความผิดฐานตา งๆ

๒. เพอ่ื ใหน กั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจ ทราบถงึ การวดั ผลและประเมนิ ผล วชิ ากฎหมายอาญา ๒
๓. เพอื่ ใหน กั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจมคี วามรู เกย่ี วกบั ความผดิ เกยี่ วกบั เสรภี าพและชอื่ เสยี ง

ò. ÊÇ‹ ¹นํา

นักเรียนจะไดศึกษาประมวลกฎหมายอาญา ภาค ๒ เรื่องความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพ
และชอื่ เสยี ง อนั ไดแ ก ความผดิ ตอ เสรภี าพ จบั คนเรยี กคา ไถ พรากผเู ยาว หมน่ิ ประมาท ตลอดจนแนว
คาํ พพิ ากษาทเี่ กยี่ วขอ งเพอื่ ใหนักเรยี นนายสิบตํารวจใชป ระกอบการเรียนการสอน

ó. à¹é×ÍËÒ
¤ÇÒÁ¼Ô´μ‹ÍàÊÃÕÀÒ¾

ñ. ทาํ ã˼Œ ŒÍÙ è×¹àÊÕÂàÊÃÕÀÒ¾
ÁÒμÃÒ óðù “ผูใดขมขืนใจผอู ่นื ใหก ระทาํ การใด ไมกระทําการใด หรือจํายอมตอ สิ่งใด
โดยทําใหกลัววาจะเกิดอันตรายตอชีวิต รางกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพยสินของผูถูกขมขืนใจ
นัน้ เองหรือของผูอ ่นื หรอื โดยใชก าํ ลังประทษุ รายจนผถู กู ขม ขนื ใจตอ งกระทาํ การนน้ั ไมกระทําการนั้น
หรอื จาํ ยอมตอ สง่ิ นน้ั ตอ งระวางโทษจาํ คกุ ไมเ กนิ สามป หรอื ปรบั ไมเ กนิ หกหมน่ื บาท หรอื ทง้ั จาํ ทงั้ ปรบั
ถาความผิดตามวรรคแรกไดกระทําโดยมีอาวุธ หรือโดยรวมกระทําความผิดดวยกัน
ตั้งแตห า คนข้นึ ไป หรือไดกระทาํ เพ่ือใหผถู กู ขม ขนื ใจทาํ ถอน ทําใหเสียหาย หรือทําลายเอกสารสทิ ธิ
อยางใด ผูกระทําตองระวางโทษจาํ คุกไมเ กนิ หาป หรอื ปรบั ไมเกินหนงึ่ แสนบาท หรือทง้ั จาํ ทง้ั ปรบั
ถากระทําโดยอางอํานาจอั้งยี่หรือซองโจร ไมวาอั้งย่ีหรือซองโจรน้ันจะมีอยูหรือไม
ผกู ระทาํ ตอ งระวางโทษจาํ คกุ ตงั้ แตห นงึ่ ปถ งึ เจด็ ป และปรบั ตง้ั แตห นงึ่ หมนื่ บาทถงึ หนง่ึ แสนสห่ี มนื่ บาท”
ͧ¤»ÃСͺ¤ÇÒÁ¼´Ô μÒÁÇÃäáá
๑. ขมขืนใจผูอื่นใหกระทาํ การใด ไมกระทําการใด หรือจํายอมตอสง่ิ ใด
๒. ขมขืนใจโดยทําใหกลัววาจะเกิดอันตรายตอชีวิต รางกาย เสรีภาพ ช่ือเสียง หรือ
ทรพั ยสนิ ของผถู กู ขม ขนื ใจหรอื ของผอู น่ื หรือโดยใชกําลังประทษุ ราย
๓. ขม ขืนใจจนผูถ กู ขมขนื ใจตองกระทําการน้ัน ไมกระทําการนั้น หรือจาํ ยอมตอสง่ิ นน้ั
๔. โดยเจตนา

๑๕๔

¨Ò¡Í§¤» ÃСͺ¤ÇÒÁ¼´Ô ¢ŒÒ§μŒ¹
๑. ความผิดตามมาตราน้ีเกิดข้ึนจากการขมขืนใจ ถาไมใชการขมขืนใจแลวการกระทํา
ก็ไมเปนความผิด
๒. การขม ขืนใจกระทาํ ไดด ว ยอาการสองอยา งคือ

- โดยทาํ ใหก ลวั วา จะเกดิ อนั ตรายตอ ชวี ติ รา งกาย เสรภี าพ ชอ่ื เสยี ง หรอื ทรพั ยส นิ
หรือ

- โดยใชกาํ ลงั ประทษุ รา ย
ถาขาดขอ เทจ็ จริงดงั กลาว การกระทํายอมไมเ ปน ความผดิ ตามมาตราน้ี
๓. ความผิดสําเร็จตามมาตรานี้ตองขมขืนใจจนผูถูกขมขืนใจตองกระทําการนั้น
ไมก ระทาํ การนน้ั หรอื จาํ ยอมตอ สง่ิ นน้ั เมอ่ื ผถู กู ขม ขนื ใจยอม แมจ ะยอมไมเ ตม็ ตามทถี่ กู เรยี กรอ งกเ็ ปน
ความผดิ สําเรจ็
®¡Õ Ò·Õè óöð/òõóö กระทําผิดดวยอารมณโกรธแคนท่ีเกิดข้ึนในทันทีทันใด มิได
ประสงคตอผลในการแสวงหาประโยชนจากทรัพยดังกลาว เปนการกระทําท่ีขาดเจตนาในการมุง
กระทําการลักเข็มขัดของผูเสียหาย ไมเปนพยายามชิงทรัพย ตามมาตรา ๓๓๙,๘๐ แตการท่ีขูเข็ญ
ผเู สยี หายใหส ง เขม็ ขดั ใหต ามทจี่ าํ เลยประสงค โดยทาํ ใหก ลวั วา จะเกดิ อนั ตรายตอ รา งกายของผเู สยี หาย
เปนความผิดตอเสรีภาพ ตามมาตรา ๓๐๙ วรรคแรก
®¡Õ Ò·èÕ òô÷ð/òõôó (มาตรา ๓๐๙, ๓๓๙) สรอยคอทองคาํ ของผูเ สียหายขาดเพราะ
จําเลยจับคอเส้ือผูเสียหายกระชาก เปนเหตุใหสรอยคอทองคําและพระเล่ียมทองคําตกหลนหายไป
และพูดบังคับใหผูเสียหายถอดเส้ือใหแตผูเสียหายยอมถอดเข็มขัดใหแทน การกระทําของจําเลย
เปนความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๓๐๙ วรรคแรก ซ่ึงเปนการกระทําที่รวมอยูในความผิดฐานชิงทรัพย
ศาลลงโทษจาํ เลยไดต าม ป.ว.ิ อ.มาตรา ๑๙๒ วรรคทาย
®¡Õ Ò·Õè ñðøò/òõôó การทจ่ี าํ เลยท่ี ๑ พดู ในลกั ษณะทเ่ี ปน การขเู ขญ็ ผเู สยี หายวา ถา ไม
ใหเ สอ้ื แกจ าํ เลยที่ ๒ จะเจบ็ ตวั จนผเู สยี หายยอมใหเ สอื้ ไปนน้ั เปน การขม ขนื ใจใหผ เู สยี หายตอ งจาํ ยอม
โดยทําใหก ลัววา จะเกดิ อนั ตรายตอ รา งกาย อันเปน ความผิดตอ เสรภี าพ ป.อ.มาตรา ๓๐๙ วรรคแรก
®Õ¡Ò·Õè ò÷õó/òõóù จําเลยกับพวกขึ้นไปบนรถโดยสารประจําทาง บังคับขูเข็ญให
ผเู สียหายถอดเสือ้ ฝกงานและแหวนรุนทาํ ดว ยเงินซง่ึ มีราคาเลก็ นอย จําเลยกับพวกกระทําไปเปนการ
แสดงอํานาจบาตรใหญด วยความคะนองเพ่ือใหผ ูเ สียหายซง่ึ เปน นกั ศกึ ษาตา งสถาบนั ทมี่ ีเรอื่ งทะเลาะ
วิวาทกับสถาบันของจําเลยเห็นวาเปนคนเกงพอที่จะรังแกคนไดตามวิสัยวัยรุนที่มีความประพฤติ
ไมเรียบรอยเทาน้ัน มิใชมุงหมายเพ่ือจะไดประโยชนจากทรัพย จึงไมเปนความผิดฐานปลนทรัพย
แตเ ปน ความผิดตอ เสรีภาพตาม ป.อ. มาตรา ๓๐๙ วรรคแรก
®Õ¡Ò·Õè ÷øóö/òõôô จาํ เลยใชกําลงั ประทษุ รายและใชอาวธุ ปน ขมขืนใจใหผเู สียหาย
ทั้งสองเสพเมทแอมเฟตามีนโดยวิธีสูดรับเอาควันเขาสูรางกาย การกระทําดังกลาวของจําเลยเปน
ความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๓๐๙ วรรคสอง และ พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ มาตรา ๙๓ วรรคทาย อนั เปน
การกระทํากรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท

๑๕๕

®¡Õ Ò·Õè óô÷÷/òõôò จําเลยใชอาวุธปนจบ้ี งั คบั ผเู สียหาย เพ่ือใหผ ูเสยี หายยอมตาม
และขบั รถไปสง ในเมอื งเทา นนั้ หาใชเ พอ่ื ใหผ เู สยี หายมอบรถจกั รยานยนตใ หไ ม ทจ่ี าํ เลยพดู กบั ผเู สยี หาย
วา “ถามงึ ไมไปเอารถมาใหก ”ู นั้นผูเสยี หายก็มไิ ดใ หรถจําเลยไปและจาํ เลยก็มิไดแยงรถจากผเู สยี หาย
คําพูดของจําเลยจึงมีความหมายเพียงตองการบีบบังคับผูเสียหายขับรถไปสงในเมืองเทานั้น ไมใชมี
เจตนาที่จะเอารถไปจากความครอบครองของผูเสียหายในขณะน้ันแตอยางใด การกระทําของจําเลย
จงึ ไมเ ปน ความผดิ ฐานพยายามชงิ ทรพั ย คงเปน ความผดิ ตอ เสรภี าพตาม ป.อ. มาตรา ๓๐๙ วรรคสอง

®Õ¡Ò·Õè òô÷ô/óñ ไปทวงหน้ีแทนเจา หนีโ้ ดยใชป นขบู งั คบั ใหมอบทรพั ยให และพดู วา
เมอื่ มเี งนิ ใหผ เู สยี หายไปไถค นื ถอื วา เปน การขเู ขญ็ เอาทรพั ยข องผเู สยี หายไป เพอื่ ประโยชนข องจาํ เลย
โดยทุจริต มีความผิดฐานชิงทรัพย โดยมีอาวุธ ตามมาตรา ๓๓๙ วรรคสอง และไมผิดฐานทําให
เสอ่ื มเสียเสรภี าพ โดยมีอาวุธ ตามมาตรา ๓๐๙ วรรคสองอกี

ò. ˹‹Ç§à˹ÂÕè Ç¡¡Ñ ¢§Ñ
ÁÒμÃÒ óñð “ผูใดหนวงเหน่ียวหรือกักขังผูอ่ืน หรือกระทําดวยประการใด ใหผูอื่น
ปราศจากเสรีภาพในรางกายตองระวางโทษจําคุกไมเกินสามป หรือปรับไมเกินหกหม่ืนบาท
หรือทงั้ จาํ ทง้ั ปรบั
ถาการกระทําความผิดตามวรรคแรกเปนเหตุใหผูถูกหนวงเหนี่ยว ถูกกักขังหรือตอง
ปราศจากเสรีภาพในรางกายนั้นถึงแกความตายหรือรับอันตรายสาหัส ผูกระทําตองระวางโทษ
ดังที่บญั ญตั ิไวใน มาตรา ๒๙๐ มาตรา ๒๙๗ หรอื มาตรา ๒๙๘ น้นั ”
ͧ¤»ÃСͺ¤ÇÒÁ¼Ô´μÒÁÇÃä˹è§Ö
๑. กระทําโดยประการใด ดงั ตอไปน้ี

- หนวงเหนย่ี ว
- กักขัง
- กระทําดว ยประการใดใหปราศจากเสรีภาพในรางกาย
๒. โดยเจตนา
อธบิ าย
¨Ò¡Í§¤»ÃСͺ¤ÇÒÁ¼´Ô ¢ÒŒ §μ¹Œ
๑. กระทาํ โดยหนว งเหนีย่ ว กักขงั กระทาํ ใหป ราศจากเสรีภาพในรา งกาย
- หนวงเหนี่ยว หมายถึง กระทําใหลาชาลง เชน คนขับรถยนตไปตามถนน
จะมุงไปยังจุดหมายแหงหน่ึงมีคนมาก้ันถนนไว หรือแกลงตรวจคนในระหวางทางทําใหผูขับรถยนต
ตองเสยี เวลา
- กักขัง หมายถึง การใหอยูในบริเวณอันจํากัด จะเปนที่กวางหรือแคบก็ตาม
เชน กกั ขงั ไวในตู ในลัง ในบาน ในเรอื นจาํ
- การกระทําใหปราศจากเสรีภาพในรางกาย หมายถึง การกระทําซึ่งเปนทํานอง
เดยี วกับการหนวงเหน่ียวหรอื กกั ขงั เชน การใสก ุญแจขอ มือทาํ ใหปราศจากเสรภี าพในการเคลอ่ื นไหว
อิริยาบถ

๑๕๖

๒. การหนวงเหน่ียวหรือกักขังหรือกระทําดวยประการใด ใหปราศจากเสรีภาพ
ในรางกายตอ งเปน การกระทาํ ตอบุคคล ไมใ ชกระทําตอ วตั ถสุ ่ิงของ ฉะน้นั การจบั รถยนตท ไี่ มเสยี ภาษี
ไปสงอําเภอ (ฎ.๒๖๑/๒๔๗๒) ยอมไมเปนความผิดตอเสรีภาพ เพราะบุคคลที่ถูกหนวงเหนี่ยวกักขัง
ไมไ ดก นิ ความถงึ วตั ถุ เชน รถยนต

๓. ถา กระทาํ การโดยปราศจากอาํ นาจ ยอ มเปน ความผดิ ไดเ สมอ เชน กาํ นนั ไมม อี าํ นาจ
สง่ั ใหผ ใู หญบ า นจบั คนสง อาํ เภอโดยไมม หี มายจบั เมอื่ ผใู หญบ า นกระทาํ ตามคาํ สง่ั ของกาํ นนั จงึ มคี วามผดิ
มาตราน้ี (ฎ.๑๘๐๙/๒๕๐๑)

๔. การกระทําความผิดตามมาตรานี้ ถาเปนเหตุใหผูถูกหนวงเหน่ียวถูกกักขังหรือตอง
ปราศจากเสรีภาพในรางกายน้ัน ๑.ถึงแกความตาย ผูกระทําตองระวางโทษดังท่ีบัญญัติไวในมาตรา
๒๙๐ คอื ฆา คนตายโดยไมม เี จตนา ๒.รบั อนั ตรายสาหสั ผกู ระทาํ ตอ งระวางโทษดงั ทบี่ ญั ญตั ไิ วใ นมาตรา
๒๙๗ หรอื มาตรา ๒๙๘ คือทํารา ยรา งกายไดร บั อนั ตรายสาหสั แตตามวรรคสองนีผ้ ลดงั กลาวจําตอง
สัมพนั ธก บั เหตุคอื จากการหนวงเหน่ยี วถกู กกั ขังหรอื ตอ งปราศจากเสรีภาพในรางกายน้ัน

®Õ¡Ò·èÕ ùõ/òôø÷ (ประชุมใหญ) การรองเรียนขอใหจับผูหน่ึงผูใดในทันทีทันใด
โดยไมใ หเ จา พนักงานมเี วลาสืบสวนเสียกอ น ในทาํ นองใชเ จาพนกั งานเปน เครือ่ งมอื ซ่งึ อาจทําไดตาม
ป.วิ.อ.มาตรา ๗๘ นนั้ ผูรองขอใหจ ับ ยอ มมีความผิดตามมาตรา ๓๑๐ แตถาเปน การรอ งเรียนเทจ็
ขอใหจ บั โดยเจา พนกั งานมเี วลาสบื สวนหรอื สอบสวนเสยี กอ นแลว การจบั กมุ จงึ เกดิ ขนึ้ จากการวนิ จิ ฉยั
ของเจาพนักงาน หากเจาพนักงานจะจับกุมทันทีโดยไมสืบสวนหรือสอบสวนก็หาใชเปนความผิดของ
ผูรองเรยี นไม

®¡Õ Ò·Õè ôó÷/òõñõ จําเลยเปนเจาพนักงานตํารวจไดจับกุมผูเสียหายในขอหาเสพสุรา
จนเปน เหตใุ หเ มาประพฤตวิ นุ วาย หรอื ครองสตไิ มไ ดข ณะอยใู นถนนสาธารณะ เพอ่ื นาํ ไปยงั สถานตี าํ รวจ
แลว ผเู สยี หายรอ งเอะอะอาละวาดเตะโนน เตะนี่ เดนิ ไปมาและจะลงไปจากสถานตี าํ รวจ จาํ เลยจงึ เอาตวั
ผูเสียหายเขาไปขังไวในหองขังเพ่ือรักษาความสงบเรียบรอยและเพื่อไมใหทรัพยสินของทางราชการ
เสยี หาย ดงั นี้ ยังถอื ไมไ ดว าจําเลยปฏบิ ัตหิ นา ทโ่ี ดยมิชอบเพอ่ื ใหเกิดความเสียหาย หรอื หนว งเหนยี่ ว
กักขังทาํ ใหผ เู สยี หายปราศจากเสรภี าพในรางกายอันเปน ความผดิ ตาม ป.อ. มาตรา ๑๕๗ และ ๓๑๐

®Õ¡Ò·Õè ñùðø/òõñø ถนนซอยในท่ีดินเอกชน ซ่ึงแบงใหเชาปลูกบาน ประชาชน
ชอบที่จะเขาออกติดตอกันไดเปนสาธารณสถาน การเอารถยนตจอดขวางกั้นไมใหรถขางใน
ออกจากซอยได ไมเ ปน ความผดิ ตามมาตรา ๓๑๐ แตก ารทไ่ี มย อมถอยรถใหร ถขา งในออกไดเ ปน ขม เหง
ตามมาตรา ๓๙๗

®Õ¡Ò·èÕ òðöð/òõòñ จาํ เลยฟอ ง ส. เปนคดอี าญาและศาลใหออกหมายจับ ส. แต ส.
เขามอบตัวตอศาลเสียกอน และไดรับอนุญาตใหประกันตัวไป เหตุท่ีจะจับหมดไปแลว เจาพนักงาน
ตํารวจไมมีเหตุจับผูเสียหายโดยชอบดวยกฎหมาย จําเลยก็ทราบดีอยูแลวยังจงใจใชสําเนาหมายจับ
นน้ั ไปใหต าํ รวจจบั ส. อกี ตาํ รวจจาํ ตอ งจบั กมุ ตามหมายศาล ดงั นไ้ี มใ ชเ รอื่ งทอ่ี ยใู นดลุ พนิ จิ ของตาํ รวจ
ทจ่ี ะพจิ ารณาวา สมควรจับ ส. ตามควรแกก รณหี รือไม จาํ เลยจงึ มคี วามผิดตามมาตรา ๓๑๐, ๘๔

๑๕๗

®Õ¡Ò·Õè ôòôó/òõôò จําเลยเปนเจาพนักงานตํารวจเขาจับกุมผูเสียหายที่ไดกอการ
ทะเลาะวิวาทกอนหนา นั้น แตเ หตุแหงการทะเลาะววิ าทไดย ุติลงแลว เหตุววิ าทยังไมชัดแจง วา ฝา ยใด
ผิดไมใชการกระทําผิดซ่ึงหนา โดยมีคูกรณีกับผูเสียหายชี้ใหจับ และมิไดรองทุกขไวตามระเบียบ
อกี ทงั้ ไมใชก รณที มี่ ีเหตสุ งสัยวากระทําความผดิ มาแลว จะหลบหนี จําเลยซง่ึ ไมม หี มายจับ ไมมอี ํานาจ
โดยชอบดวยกฎหมายที่จะจับผูเสียหาย จําเลยจับผูเสียหายโดยไมแจงขอหา ไมทําบันทึกจับกุม
ไมสงมอบตัวใหพนักงานสอบสวนดําเนินคดี กลับนําไปควบคุมท่ีดานตรวจ ชี้เจตนาจําเลยวากระทํา
โดยโกรธแคน แสดงอาํ นาจเพอ่ื ขม ขูก ลบั แกลง ความผิดฐานเปนเจา พนักงานปฏบิ ัตหิ นาทโี่ ดยมิชอบ
และทําใหผ อู ่นื ปราศจากเสรีภาพในรา งกายตาม ป.อ.มาตรา ๑๕๗ และ ม. ๓๑๐

®Õ¡Ò·èÕ óööø/òõôõ การที่จําเลยกับพวกข้ึนไปบนบานผูเสียหายที่ ๑ แลวจับแขน
ผเู สยี หายที่ ๒ ลากลงไปจากบา นพาไปขม ขนื กระทาํ ชาํ เราเปน การกระทาํ ทตี่ อ เนอื่ งเชอื่ มโยงอยใู นวาระ
เดยี วกนั ไมข าดตอนและจาํ เลยกระทาํ ไปโดยมเี จตนาเพอื่ ขม ขนื กระทาํ ชาํ เรา ผเู สยี หายที่ ๒ เปน สาํ คญั
การกระทําของจําเลยในสวนนี้ ซ่ึงเปนความผิดฐานรวมกันบุกรุก รวมกันพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร
และขมขืนกระทําชําเรา จึงมิใชเปนการกระทําความผิดหลายกรรมตางกัน แตหลังจากที่จําเลยขมขืน
กระทําชําเราผูเสียหายท่ี ๒ แลว จําเลยกับพวกใสกลอนขังผูเสียหายที่ ๒ ไวในหองนอนโดยมีพวก
ของจาํ เลยอยูข า งลา งทาํ ใหผ เู สยี หายที่ ๒ ไมอ าจหลบหนไี ด การกระทาํ ของจาํ เลยที่ ๓ ในสว นหลังน้ี
จึงเปน การกระทําความผิดฐานรว มกันหนว งเหนย่ี วกักขงั ผูเสียหายท่ี ๒ อกี กรรมหนึง่

ó. Å¡Ñ É³Ð©¡Ãè
ÁÒμÃÒ óñð ·ÇÔ “ผูใดหนวงเหน่ียวหรือกักขังผูอื่นหรือกระทําดวยประการใดใหผูอื่น
ปราศจากเสรีภาพในรางกาย และใหผูอ่ืนนัน้ กระทาํ การใดใหแ กผ กู ระทาํ หรือบุคคลอืน่ ตอ งระวางโทษ
จําคุกไมเ กนิ หาปแ ละปรบั ไมเกนิ หน่งึ หมืน่ บาท”
บทบัญญัติมาตรานี้ องคประกอบของความผิดเชนเดียวกันกับมาตรา ๓๑๐ แตมีบท
ลงโทษสงู ขน้ึ ในกรณที ใี่ หผ ถู กู หนว งเหนยี่ วหรอื กกั ขงั หรอื ปราศจากเสรภี าพในรา งกายนน้ั กระทาํ การใด
แกตนเองหรือผอู ืน่
®¡Õ Ò·Õè øø÷/òõñø วินิจฉัยวา จําเลยจางคนงานไปอยูทํางานในไร ไมใหไปไหน
มคี นถอื ปน คุมกลางคนื ใหอ ยูในโรง ไมม หี นา ตาง ลงกลอนปดประตอู อกไมไ ด หากฝา ฝน ก็ถูกทาํ รา ย
เปน ความผิดตามมาตรา ๓๑๐
®Õ¡Ò·Õè ôòø/òõòð วนิ จิ ฉัยวา ลา มโซใสกญุ แจประตใู หญ ทําใหโจทกอ อกจากบรเิ วณ
บา นไมได โจทกตอ งปนกําแพงรั้ว กระโดดลงมาไดรบั บาดเจ็บ เปน ความผดิ ตามมาตรา ๓๑๐
ô. »ÃÐÁҷ໚¹àËμØãËŒ¼ÍŒÙ è¹× ¶Ù¡Ë¹‹Ç§à˹èÂÕ Ç¡¡Ñ ¢Ñ§
ÁÒμÃÒ óññ “ผใู ดกระทาํ โดยประมาท และการกระทาํ นนั้ เปน เหตใุ หผ อู น่ื ถกู หนว งเหนยี่ ว
ถูกกักขังหรือตองปราศจากเสรีภาพในรางกายตองระวางโทษจาํ คุกไมเกินหนึ่งปหรือปรับไมเกิน
สองหม่นื บาทหรอื ทั้งจําทั้งปรับ

๑๕๘

ถาการกระทําความผิดตามวรรคแรก เปนเหตุใหผูถูกหนวงเหน่ียวถูกกักขัง หรือตอง
ปราศจากเสรีภาพในรางกายน้ันถึงแกความตาย หรือรับอันตรายสาหัส ผูกระทําตองระวางโทษ
ดงั ทีบ่ ัญญัตไิ วใ นมาตรา ๒๙๑ หรือมาตรา ๓๐๐”

ͧ¤»ÃСͺ¤ÇÒÁ¼Ô´
๑. การกระทําโดยประมาท
๒. เปนเหตใุ หผอู น่ื

- ถูกหนว งเหนย่ี ว
- ถูกกกั ขัง หรอื
- ตองปราศจากเสรภี าพในรางกาย
¨Ò¡Í§¤» ÃСͺ¤ÇÒÁ¼´Ô ¢ŒÒ§μŒ¹
๑. กระทาํ โดยประมาท ไดแ ก กระทําความผิดมใิ ชโดยเจตนา แตก ระทาํ โดยปราศจาก
ความระมัดระวัง ซึ่งบุคคลในภาวะเชนนี้จักตองมีตามวิสัยและพฤติการณและผูกระทําอาจใชความ
ระมดั ระวังเชนวานน้ั ได แตห าไดใ ชใหเพียงพอไม (มาตรา ๕๙ วรรคส)่ี
- คนงานมีหนาท่ีเปดปดโรงภาพยนตร เมื่อจะปดโรงภาพยนตรไมตรวจตรา
ใหดีเสียกอนวามีคนดูภาพยนตรยังหลงอยูในโรงหรือไม เปนเหตุใหคนดูภาพยนตรตองถูกขังใน
โรงภาพยนตร
- ไขตูนิรภัยออกแลวกอนจะปดไมตรวจดูวายังมีคนอยูขางในตูนิรภัยน้ัน
หรือไม เปน เหตใุ หค นถกู ขังอยูใ นตนู ริ ภยั นั้น
๒. ถาการกระทําความผิดตามมาตรา ๓๑๑ วรรคแรก เปน เหตใุ ห
- ผถู กู หนว งเหนยี่ ว ถกู กกั ขงั หรอื ตอ งปราศจากเสรภี าพในรา งกายนนั้ ถงึ แกค วามตาย
ผูกระทาํ ตองระวางโทษดังทบ่ี ญั ญตั ไิ วใ นมาตรา ๒๙๑ คอื กระทําใหคนตายโดยประมาท
- ผถู กู หนว งเหนยี่ ว ถกู กกั ขงั หรอื ตอ งปราศจากเสรภี าพในรา งกายรบั อนั ตรายสาหสั
ผูกระทําตองระวางโทษดังท่ีบัญญัติไวในมาตรา ๓๐๐ คือ กระทําโดยประมาท และการกระทําน้ัน
เปนเหตใุ หผูอ นื่ ไดร บั อันตรายสาหสั
๓. การถูกหนวงเหนี่ยวหรือถูกกักขังตองปราศจากเสรีภาพในรางกายเปนเหตุการตาย
หรอื รับอันตรายสาหัสเปน ผล ผลทีว่ าน้ีตองเปนผลธรรมดายอ มเกดิ ขึน้ ไดต ามมาตรา ๖๓
ÁÒμÃÒ óòñ “ความผิดตามมาตรา ๓๐๙ วรรคแรก มาตรา ๓๑๐ วรรคแรก และ
มาตรา ๓๑๑ วรรคแรก เปน ความผดิ อันยอมความได”

๑๕๙

¨Ñº¤¹àÃÂÕ ¡¤‹Òä¶‹

ÁÒμÃÒ óñó “ผใู ดเพอ่ื ใหไ ดม าซ่งึ คาไถ
(๑) เอาตวั เดก็ อายไุ มเ กนิ สิบหาปไ ป
(๒) เอาตัวบคุ คลอายกุ วาสบิ หา ปไ ป โดยใชอ บุ ายหลอกลวง ขูเข็ญ ใชก าํ ลงั ประทุษรา ย
ใชอาํ นาจครอบงํา ผิดคลองธรรม หรอื ใชวธิ ขี ม ขนื ใจดว ยประการอนื่ ใด หรอื
(๓) หนวงเหน่ยี วหรือกกั ขังบุคคลใด
ตองระวางโทษจําคุกต้ังแตสิบหาปถึงย่ีสิบปและปรับต้ังแตสามหม่ืนบาทถึงส่ีหม่ืนบาท
หรอื จาํ คุกตลอดชีวติ หรือประหารชวี ติ
ถากระทาํ ความผดิ ตามวรรคแรกเปน เหตุใหผถู ูกเอาตวั ไป ผถู ูกหนว งเหนย่ี วหรือถูกกกั ขัง
นนั้ รบั อนั ตรายสาหสั หรอื เปน การกระทาํ โดยทรมาน หรอื โดยทารณุ โหดรา ยจนเปน เหตใุ หผ ถู กู กระทาํ
นัน้ รบั อนั ตรายแกกายหรอื จติ ใจ ผูกระทาํ ตองระวางโทษประหารชวี ติ หรอื จาํ คกุ ตลอดชีวติ
ถาหากกระทําความผิดนั้นเปนเหตุใหผูถูกเอาตัวไป ผูถูกหนวงเหน่ียวหรือผูถูกกักขังน้ัน
ถงึ แกค วามตาย ผกู ระทําตองระวางโทษประหารชีวติ
องคประกอบของความผิดตามมาตรานีม้ ีดังน้ี
ͧ¤»ÃСͺ¤ÇÒÁ¼Ô´
๑. กระทาํ การอยา งหนึ่งอยา งใด ตอ ไปน้ี

(๑) เอาตัวเด็กอายุไมเ กนิ สบิ หา ปไ ป
(๒) เอาตวั บคุ คลอายกุ วา สบิ หา ปไ ป โดยใชอ บุ ายหลอกลวง ขเู ขญ็ ใชก าํ ลงั ประทษุ รา ย
ใชอํานาจครอบงํา ผิดคลองธรรม หรอื ใชวธิ ขี ม ขืนใจดว ยประการอน่ื ใด หรอื
(๓) หนว งเหนยี่ วหรือกักขังผูใด
๒. เจตนา
๓. เพื่อใหไ ดม าซึ่งคาไถ
เอาตัวเด็กอายุไมเกินสิบหาปไป การเอาไป หมายความวา เขายึิดถือโดยพาเคลื่อนท่ี
แตไ มตอ งถึงขนาดเปนการเอาไปเลยอยา งลกั ทรพั ย เพยี งเอาเดก็ ไปจากที่ทเ่ี ดก็ อยู แมม ิไดเอาไปจาก
บิดา มารดา ผปู กครองหรอื ผดู แู ลก็ถือเปนการเอาไป
¢à‹Ù ¢Þç หมายความวา ทาํ ใหก ลวั แตไ มถ งึ กบั จะทาํ รา ยแกก ายหรอื จติ ใจ อาจทาํ ใหก ลวั วา
จะเกดิ อนั ตรายตอ ชีวิต รา งกาย เสรภี าพ ชือ่ เสียง ทรัพยส นิ หรอื สทิ ธิอน่ื ใดก็ได
㪌กําÅѧ»ÃзØÉÌҠหมายความวา ทําการประทุษรายแกกายหรือจิตใจของบุคคล
ไมว า จะทาํ ดวยใชแรงกายภาพหรือดว ยวิธอี ื่นใด และใหหมายความรวมถงึ การกระทาํ ใดๆ ซง่ึ เปน เหตุ
ใหบุคคลหน่ึงบุคคลใดอยูในภาวะที่ไมสามารถขัดขืนไดไมวาจะโดยใชยาทําใหมึนเมา สะกดจิตหรือ
ใชว ธิ อี ่นื ใดอนั คลายคลงึ กนั ตามมาตรา ๑(๖)
ãªอŒ าํ ¹Ò¨¤Ãͺงํา¼´Ô ¤Åͧ¸ÃÃÁ หมายความวา การใชอิทธิพลใดๆ ตามความเปน จรงิ
แมจ ะไมเ กนิ ขอบเขตของสิทธทิ ่มี ีอยู แตใ ชโ ดยไมเปน ธรรม เชน ขูวาจะไมเ ลยี้ งดู เปนตน

๑๖๐

㪌ÇÔ¸Õ¢‹Á¢×¹ã¨´ŒÇ»ÃСÒÃÍ×è¹ã´ หมายความวา กระทําใหจํายอมโดยไมเต็มใจเพราะ
เหตุอื่นใดที่มีนํ้าหนักพอถือไดวา หากไมมีการขมขืนใจเชนนั้นแลว ผูถูกกระทําจะขัดขืนไมยินยอม
เชน จะใหอ อกจากงานหรือจะไมใ หเงนิ เดอื น หากไมทําตามประสงค เปน ตน

˹‹Ç§à˹èÕÂÇ คือไมใหไปจากท่ีหน่ึง เชน จับคนไวหรือใสกุญแจมือไวกับผูหนวงเหน่ียว
เปนตน

¡¡Ñ ¢§Ñ คือบงั คบั ใหอ ยใู นสถานท่ีอันจํากดั เชน ขังไวใ นบานหรือขังไวใ นเรอื เปน ตน
à¨μ¹Ò หมายความตามมาตรา ๕๙ ไดแ ก รวู า เดก็ อายไุ มเ กนิ สบิ หา ปต ามมาตรา ๓๑๓(๑)
และรูวาเปนการเอาไปดวยใชกําลังประทุษราย ใชอํานาจครอบงําผิดคลองธรรม หรือใชวิธีขมขืนใจ
ดวยประการอ่นื ใด สวนมาตรา ๓๑๓(๓) รูสํานกึ วาเปนการหนว งเหนย่ี วหรือกักขงั เปน ตน
à¾è×Íãˌ䴌ÁÒ«Ö觤‹Òä¶‹ หมายความวา เปนเจตนาพิเศษหรือมูลเหตุชักจูงใจประสงค
ใหไ ดค า ไถใ นขณะกระทาํ การเอาตวั ไปหรอื หนว งเหนยี่ วกกั ขงั แมจ ะยงั ไมท นั เรยี กเอาคา ไถห รอื กลบั ใจ
ภายหลงั ไมเอาคา ไถ กเ็ ปนความผิดสาํ เรจ็ ตามมาตรา ๓๑๓ แลว สว นกรณกี ระทาํ ถงึ ขนั้ เรียกคา ไถแลว
ผกู ระทาํ ยงั ตอ งมคี วามผดิ ฐานกรรโชกตามมาตรา ๓๓๗ อกี บทหนงึ่ ดว ยแตล งโทษตามมาตรา ๓๑๓ นี้
ซ่ึงเปน บทหนักตามมาตรา ๙๐
¤‹Òä¶‹ หมายความวา ทรพั ยส ินหรอื ประโยชนท เ่ี รยี กเอา หรือใหเ พ่ือแลกเปลย่ี นเสรีภาพ
ของผถู ูกเอาตวั ไป ผูถูกหนวงเหนย่ี วหรอื ผถู ูกกกั ขัง ทง้ั น้ตี ามมาตรา ๑(๑๓) ใหค าํ นิยามไว
·ÃѾÂʏ ¹Ô ทานหมายความรวมทั้งทรัพย ไดแ ก วัตถมุ รี ูปรา ง ทั้งวัตถุไมม รี ูปรา ง ซงึ่ อาจมี
ราคาและถือเอาไดตาม ป.พ.พ. มาตรา ๑๓๘ เงินทอง รถยนต
»ÃÐ⪹ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ หมายความวา สิ่งท่ีมี
ผลใชไดด สี มกับทค่ี ิดมงุ หมายไวผลท่ีไดตามตองการ สงิ่ ทเี่ ปนผลดหี รือเปน คุณ “ประโยชน” ในมาตรา
๓๑๓ ไมร ะบวุ า ตอ งเปน ประโยชนใ นลกั ษณะทเี่ ปน ทรพั ยส นิ ดงั เชน มาตรา ๓๓๗ จงึ ตอ งแปลวา เรยี กเอา
หรือใหส ง่ิ ทต่ี องการอื่น หรือใหป ระโยชนอ น่ื ก็เปนความผดิ ตามมาตรา ๓๑๓ ได เชน ใหงดสอบแขงขนั
เขา ทํางานหรือใหงดสมัครเขาสอบไล เปน ตน นอกจากน้ปี ระโยชนในมาตรา ๓๑๓ ไมระบุวา ตอ งเปน
ประโยชนท่ีมิควรไดโดยชอบดวยกฎหมายดังเชน คําวาโดยทุจริตตามมาตรา ๑(๑) จึงตองแปลวา
ประโยชนที่ควรได แตเรียกเอาเพ่ือแลกเปล่ียนเสรีภาพของผูถูกเอาตัวไป ผูถูกหนวงเหนี่ยวหรือผูถูก
กกั ขงั ยอมเปนคาไถต ามมาตรา ๓๑๓ นด้ี ว ย
àÃÕ¡àÍÒ ผเู อาตัวไปหรอื ผหู นวงเหน่ียวหรือผกู กั ขังเสนอเรยี กรองเอาคา ไถ
ãËŒ คือ ผูถูกเอาตัวไปหรือผูถูกหนวงเหนี่ยวหรือผูถูกกักขังรวมท้ังญาติมิตรของบุคคล
เหลาน้ีเสนอให เปนตน ดังน้ีการสมัครใจยินยอมใหเพ่ือแลกเปล่ียนกับเสรีภาพยอมเปนคาไถ
ตามมาตรา ๓๑๓
àËμØ·ÕèทําãËŒÃºÑ â·É˹ѡ¢¹éÖ (ÁÒμÃÒ óñó ÇÃäÊͧ)
มาตรา ๓๑๓ วรรค ๒ บัญญัติขึ้นเพื่อลงโทษผูกระทําใหรับโทษหนักข้ึน เม่ือเปนเหตุ
ใหผูถูกเอาตัวไป ผูถูกหนวงเหนี่ยวหรือผูถูกกักขังน้ันรับอันตรายสาหัสหรือเปนการกระทํา
โดยทรมานหรือโดยทารณุ โหดรา ย จนเปน เหตุใหผ ูกระทาํ น้ันรับอนั ตรายแกก ายหรอื จติ ใจ

๑๖๑

໹š àËμãØ Ë¼Œ ¶ŒÙ ¡Ù àÍÒμÇÑ ä» ¼¶ŒÙ ¡Ù ˹Nj §à˹ÂèÕ ÇËÃÍ× ¼¶ŒÙ ¡Ù ¡¡Ñ ¢§Ñ ¹¹éÑ ÃºÑ Í¹Ñ μÃÒÂÊÒËÊÑ หมายความวา
เปนเหตุใหผูกระทํารับโทษหนักข้ึนเพราะผลแหงการกระทํา ซึ่งตองเปนผลที่ตามธรรมดายอมเกิดขึ้น
ไดต ามมาตรา ๖๓

໚¹¡ÒáÃÐทาํ â´Â·ÃÁÒ¹¨¹à»š¹àËμØãËŒ¼ŒÙ¶Ù¡¡ÃÐทาํ ¹éѹÃѺÍѹμÃÒÂá¡‹¡ÒÂËÃ×ͨÔμã¨
หมายความวา เปนเหตุใหผูกระทํารับโทษหนักข้ึน เพราะพฤติการณท่ีกระทาํ เปนการทรมานและมี
เจตนากระทาํ การอนั เปน การทรมานดว ย สว นผลของการกระทําทผี่ ถู กู กระทําไดร บั คอื อนั ตรายแกก าย
หรือจติ ใจ ซึ่งตองเปน ผลที่ตามธรรมดายอมเกดิ ขึน้ ไดตามมาตรา ๖๓

¡ÃÐทาํ â´Â·ÃÁÒ¹ หมายความวา กระทําใหไดรับความลาํ บาก ซ่ึงตองวินิจฉัยตาม
ความรูสกึ ของวิญชู นวาเปนการทรมานหรอื ไม

àËμ·Ø Õทè ําãËŒÃºÑ â·É˹ѡ¢éÖ¹ (ÁÒμÃÒ óñó ÇÃä·ÒŒ Â)
มาตรา ๓๑๓ วรรคทา ย บญั ญตั ขิ น้ึ เพอื่ ลงโทษผกู ระทําใหร บั โทษหนกั ขนึ้ เมอื่ เปน เหตใุ ห
ผูถกู เอาตวั ไป ผูถ กู หนวงเหนยี่ วหรอื ผถู ูกกกั ขังนั้นถงึ แกค วามตาย
®Õ¡Ò·èÕ õòõõ/òõóô การทจ่ี ําเลยจบั โจทกร ว มไปหนว งเหนย่ี วกกั ขงั แลว บงั คบั ใหเ ขยี น
จดหมายถงึ มารดาโจทกร ว ม ใหโ อนทด่ี นิ จํานองเพื่อชําระหน้ีแกแ มย ายจําเลยหรอื จาํ เลยนั้น จาํ เลยมี
เจตนาเพยี งเพ่ือบงั คับใหม ารดาโจทกรวมชาํ ระหนี้ โดยจําเลยเชอ่ื วากระทําได ดังน้นั
ประโยชนท จี่ ําเลยเรยี กรอ งเอาจงึ มใิ ชค า ไถต าม ป.อ.มาตรา ๑(๑๓) การกระทาํ ของจาํ เลย
ไมเ ปน ความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๓๑๓ วรรคแรก
®Õ¡Ò·èÕ ÷÷ôò/òõôó การที่จําเลยทั้งสองกับพวกรวมกันหนวงเหน่ียวกักขังตัว
ผูเสียหายก็เพื่อใหผูเสียหายชาํ ระหนี้ใหแกจาํ เลยที่ ๑ โดยจําเลยทั้งสองเขาใจวาสามารถกระทําได
ดังนน้ั ประโยชนท ี่จาํ เลยที่ ๑ เรียกรองใหผ ูเสยี หายชาํ ระหน้ี จงึ ไมใ ชค าไถตามความหมายในบทนิยาม
คาํ วา “คา ไถ” ตาม ป.อ.มาตรา ๑ (๑๓) การกระทาํ ของจําเลยทงั้ สองจงึ ไมม คี วามผดิ ตาม ป.อ.มาตรา
๓๑๓ วรรคสอง
®¡Õ Ò·Õè óòðô/òõòò จําเลยที่ ๑ ที่ ๒ กบั พวกอกี ๕ คน รว มกนั จบั เอาตวั ผตู ายไปเพอ่ื ให
ไดมาซึ่งคาไถ ระหวางผูตายถูกพวกของจําเลยควบคุมตัวไวเพ่ือใหไดมาซึ่งคาไถน้ัน พวกของจําเลย
ท่ี ๑ ท่ี ๒ ไดฆาผูตาย เพราะเหตุที่ผูตายไมยอมเขียนจดหมายเพื่อใหบุตรผูตายนําเงินมาไถตัว
แมจ ําเลยที่ ๑ ที่ ๒ มไิ ดร เู หน็ ในการฆา ดว ยกต็ อ งถอื วา เนอ่ื งดว ยการกระทําผดิ ของจาํ เลยที่ ๑ ที่ ๒ นน้ั เอง
เปน เหตใุ หผ ตู ายถงึ แกค วามตาย จาํ เลยที่ ๑ ที่ ๒ ตอ งรบั โทษหนกั ขนึ้ ตาม ป.อ.มาตรา ๓๑๓ วรรคทา ย

๑๖๒

¾ÃÒ¡¼àŒÙ ÂÒǏ

ÁÒμÃÒ óñ÷ ผใู ดโดยปราศจากเหตอุ ันสมควร พรากเดก็ อายยุ งั ไมเ กนิ สบิ หา ปไ ปเสีย
จากบิดามารดา ผูปกครอง หรือผูดูแล ตองระวางโทษจาํ คุกตั้งแตสามปถึงสิบหาป และปรับต้ังแต
หกพันบาทถงึ สามหมน่ื บาท

ผูใดโดยทุจริต ซื้อ จาํ หนาย หรือรับตัวเด็กซ่ึงถูกพรากตามวรรคแรก ตองระวางโทษ
เชน เดียวกบั ผพู รากนั้น

ถาความผิดตามมาตราน้ไี ดก ระทําเพื่อหากาํ ไร หรอื เพื่อการอนาจาร ผกู ระทําตอ งระวาง
โทษจําคกุ ตงั้ แตหา ปถ ึงยส่ี บิ ป และปรบั ตัง้ แตห นงึ่ หม่นื บาทถึงสี่หมื่นบาท

ͧ¤»ÃСͺÀÒ¹͡ (วรรคแรก)
(๑) ผใู ด
(๒) พรากโดยปราศจากเหตอุ ันสมควร ไปเสยี จากบิดา มารดา ผูปกครอง หรือผดู แู ล
(๓) เดก็ อายยุ ังไมเกนิ สบิ หาป
ͧ¤»ÃСͺÀÒÂã¹
เจตนาธรรมดา
ͧ¤»ÃСͺÀÒ¹͡ (วรรคสอง)
(๑) ผูใ ด
(๒) ซอ้ื จําหนา ย หรือ รับตวั
(๓) เดก็ ซ่งึ ถกู พรากตามวรรคแรก
ͧ¤»ÃСͺÀÒÂã¹
(๑) เจตนาธรรมดา
(๒) เจตนาพิเศษ “โดยทจุ รติ ”
͸ºÔ ÒÂ
ความผดิ ตามมาตรานี้ แยกองคประกอบความผิดไดดงั นี้
ÇÃäáá
ͧ¤» ÃСͺÀÒ¹͡
๑. พรากไปเสียจากบิดามารดา ผปู กครองหรือผดู ูแล โดยปราศจากเหตุอนั สมควร

๑.๑ พราก หมายถึง เอาตัวเด็กไปจากความดูแลเปนการถาวร กฎหมายไมได
กําหนดถึงการกระทําในการเอาตัวเด็กไป ฉะนั้นจะกระทําดวยวิธีใดๆ อันเปนการเอาตัวเด็กไป
ถอื ไดว าเปนการพรากเด็กทง้ั ส้ิน

๑.๒ ผูปกครอง ดูประกอบในประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย บรรพ ๕
ลกั ษณะ ๒ หมวด ๓

๑.๓ ผูดูแล หมายถึง ผูที่ดูแลเด็กอยูตามขอเท็จจริง แมจะไมใชผูปกครอง
และไมม คี วามผูกพนั ทางกฎหมายที่จะดูแลเดก็ น้ัน

๑๖๓

๒. เด็กอายุยงั ไมเ กนิ สบิ หาป
กฎหมายถือวา เด็กอายุยังไมเ กนิ ๑๕ ป ยังไมสามารถใหค วามยนิ ยอมโดยถกู ตองได

ฉะนัน้ แมเ ดก็ จะเตม็ ใจไปดว ยกเ็ ปน ความผิด
ͧ¤» ÃСͺÀÒÂã¹ โดยเจตนา
ผกู ระทําจะตองทราบวาเด็กอายยุ งั ไมเกนิ สิบหา ปจ ึงจะถือวามเี จตนา
ÇÃäÊͧ
ͧ¤»ÃСͺÀÒ¹͡
๑. ซ้ือ จําหนาย หรือรับตวั
๑.๑ ซอ้ื หมายถงึ ซอื้ ตามภาษาสามญั ไมห มายความถงึ สญั ญาซอื้ ขายตามประมวล

กฎหมายแพง และพาณิชย
๑.๒ จาํ หนา ย หมายถงึ โอนไป ซ่งึ เปนภาษาสามัญเชน เดยี วกนั

๒. เดก็ ซ่งึ ถูกพรากตามวรรคแรก
หมายถึง เด็กนั้นตองอายุยังไมเกินสิบหาปในขณะที่ถูกพราก และถูกพรากไปจาก

ผูปกครองหรือผูดแู ลโดยปราศจากเหตุผลอันสมควร
ͧ¤»ÃСͺÀÒÂã¹
๑. โดยเจตนา เชนเดียวกับวรรคแรก
๒. มลู เหตุชักจงู ใจโดยทจุ ริต
โดยทจุ รติ ดูความหมายตามมาตรา ๑(๑)
ÇÃäÊÒÁ
ͧ¤» ÃСͺÀÒ¹͡
การกระทําตามวรรคหนง่ึ หรือวรรคสอง
ͧ¤»ÃСͺÀÒÂã¹
๑. โดยเจตนา
๒. มูลเหตุชักจงู ใจ เพอ่ื การหากาํ ไร หรอื เพอ่ื อนาจาร สาํ หรับการกระทาํ ตามวรรคสอง

ยังตอ งมีมลู เหตชุ ักจูงใจตามวรรคสองอกี ดวย
ÇÃäÊÒม เปน เหตเุ พมิ่ โทษใหห นกั ขน้ึ หากในกรณที ไ่ี ดก ระทําไปโดยมมี ลู เหตชุ กั จงู ใจพเิ ศษ

คือ เพื่อหากาํ ไร เชน เอาเด็กไปขาย หรือเพ่ือการอนาจาร หมายความวาเพ่ือทําการอันไมสมควร
ในทางเพศตา งๆ เชน พาหญงิ ไปเปนนางบาํ เรอชาย หรอื พาไปเปน โสเภณี

®¡Õ Ò·èÕ ñôðð/òõóø การพรากเดก็ อายไุ มเกิน ๑๕ ป ไปเสยี จากบิดามารดา ผปู กครอง
หรือผูดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรตาม ป.อ.มาตรา ๓๑๗ น้ัน ไมวาจําเลยจะพรากไปจากใคร
คนใดคนหน่ึงดังกลาวก็มีความผิดท้ังสิ้น แมโจทกบรรยายฟองวาจําเลยพรากผูเสียหายไปเสียจาก
บิดามารดา ผูปกครอง โดยมิไดบรรยาย วาพรากไปจากผูดูแลดวย แตทางพิจารณาไดความวา
พรากไปจากผดู แู ลก็มีความผิด มใิ ชเ ปนเรอื่ งขอ เทจ็ จริงในทางพจิ ารณาแตกตา งกับฟอ ง

๑๖๔

แมม ดี คัตเตอรจ ะไมเ ปนอาวธุ โดยสภาพ แตท ุกคร้ังท่ีจาํ เลยขม ขนื กระทาํ ชาํ เราผเู สยี หาย
จาํ เลยเอามีดคัตเตอรที่จาํ เลยพาไปออกมาขูเข็ญผูเสียหาย แสดงวาจาํ เลยพามีดคัตเตอรไป
โดยเจตนาจะใชเปน อาวธุ จึงมีความผดิ ฐานพาอาวุธไปในเมอื ง

®Õ¡Ò·èÕ õð÷ù/òõó÷ นาง พ. ไดนาํ เด็กหญิง พ. ผูเสียหายซ่ึงมีอายุ ๑๔ ปเศษ
บุตรสาวไปทํางานท่ีรานขายอาหารของนาง ส. ตอมาจําเลยไดพาเด็กหญิง พ. ออกจากรานอาหาร
โดยไมปรากฏวานาง พ. และนาง ส. รูเห็นแลวนาํ ไปกระทําชาํ เราท่ีบานพักของจาํ เลยโดยเด็กหญิง
พ. ยนิ ยอมดวยประสงคจะเลี้ยงดเู ด็กหญิง พ. เปนภริยา และตอ มาเด็กหญิง พ. กับจําเลยไดอยูกิน
ฉันสามีภริยา การกระทาํ ของจาํ เลยจึงไมเปนความผิดฐานพรากเด็กไปจากมารดาและผูดูแล
โดยปราศจากเหตุอันสมควรตาม ป.อ.มาตรา ๓๑๗ วรรคหน่งึ

®¡Õ Ò·èÕ ôùùõ/òõó÷ ผูเสียหายซ่ึงเปนเด็กกับจําเลยสมัครใจรักใครชอบพอกัน
โดยจาํ เลยยังไมมีภริยามากอน และจําเลยไดพาผูเสียหายไปนอนหลับไดเสียกันก็เพ่ือประสงคจะ
กินอยูดวยฉันสามีภริยา ตอมาฝายจําเลยมีเหตุขัดของไมสามารถจัดหาสินสอดและของหม้ันไปสูขอ
ผูเสียหายจากบดิ ามารดาผเู สียหายตามประเพณไี ด จงึ มิไดอยูกนิ ดว ยกัน ดังน้ี การกระทําของจําเลย
จงึ ไมเ ปน ความผิดฐานพรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร

®¡Õ Ò·Õè ñòõø/òõôò ความมงุ หมายของ ป.อ.มาตรา ๓๑๗ เพอ่ื เอาโทษแกผ ทู พ่ี รากเดก็
แมเด็กเต็มใจไปดวย การพรากเด็กตามมาตรานี้มิไดจาํ กัดวาพรากไปโดยวิธีการอยางใด ถาเด็กอายุ
ยงั ไมเ กนิ สบิ หา ปแ ลว ยอ มเปน ความผดิ แมเ ดก็ จะมรี ปู รา งใหญโ ตมคี วามรสู กึ ผดิ ชอบเกนิ กวา ปกตกิ ต็ าม
และการพรากกม็ ไิ ดจ ํากดั วา พรากไปเพอ่ื ประสงคใ ดหรอื ประโยชนอ ยา งใดเพยี งแตม เี จตนาพรากเดก็ ไป
เสยี จากบิดามารดาก็เปนความผดิ แลว แตถ าจาํ เลยพรากเด็กไปโดยมีเหตุผลอนั สมควรกไ็ มม คี วามผิด
ตามมาตราน้ี ปรากฏวา ผเู สยี หายกําลงั ศกึ ษาเลา เรยี นยงั ไมบ รรลนุ ติ ภิ าวะตอ งอยใู ตอ ํานาจปกครองของ
บดิ ามารดา การทจี่ ําเลยพรากผเู สยี หายไปเสยี จากบดิ ามารดาขณะทบ่ี ดิ ามารดาจําตอ งอปุ การะเลยี้ งดู
และใหการศึกษาตามสมควรแกบุตรในระหวางท่ีเปนผูเยาวและมีสิทธิกาํ หนดท่ีอยูของบุตร อันเปน
สทิ ธิและหนาท่ีของบิดามารดาและบตุ รตาม ป.พ.พ. การกระทําของจําเลยจงึ ปราศจากเหตุอนั สมควร
จึงเปนความผดิ ตาม ป.อ.มาตรา ๓๑๗ วรรคแรก แตเมือ่ จาํ เลยกับผูเสยี หายรักกนั ดวยความสุจรติ ใจ
ตา งมีเจตนาอยกู นิ ดวยกันฉนั สามภี รยิ าและศาลมคี าํ สงั่ อนุญาตใหส มรสและมีบุตรดวยกนั การกระทาํ
ของจาํ เลยขาดเจตนากระทําเพอ่ื การอนาจาร จึงไมม คี วามผดิ ตาม ป.อ.มาตรา ๓๑๗ วรรคสาม

®Õ¡Ò·Õè óóøò/òõôò แมเด็กหญิง จ. ออกจากบานโดยบอกผูเสียหายที่ ๑ ซ่ึงเปน
ผูปกครองและผูดูแลวาไปหานางสาว ร. เม่ือพบก็ขอตามไปทํางานท่ีจังหวัดสระบุรีดวย นางสาว ร.
กับ เด็กหญงิ จ. ไปหานาย ส. เพ่อื ขอใหไปสงทีบ่ านดงบงั และนาย ส. วานจาํ เลยท่ี ๑ กบั พวกไปสง
แทนก็ตาม แตการที่จาํ เลยท่ี ๑ กับพวกไมพ านางสาว ร. กบั เดก็ หญิง จ. ไปสง ท่ีบา นดงบงั จําเลยที่ ๑
กลับพาเด็กหญิง จ. ไปเที่ยวและคางคืนที่กระทอมญาติของจําเลยที่ ๑ โดยหาไดรับความยินยอม
จากผูเสียหายท่ี ๑ ไม ท้งั ทที่ ราบดีวา นางสาว ร. กบั เดก็ หญงิ จ. จะไปบานดงบัง พฤติการณถ ือไดว า
เปนการกระทาํ โดยปราศจากเหตุอนั สมควร เปน ความผิดฐานพรากเด็กอายุไมเ กนิ ๑๕ ป

๑๖๕

®¡Õ Ò·èÕ øôø/òõôø ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๗ วรรคแรก มีความมุง หมาย
เพื่อใหความคุมครองอาํ นาจปกครองของบิดามารดา ผูปกครองหรือผูดูแลที่มีตอผูเยาวมิใหผูใด
พาไปหรือแยกออกจากความปกครองดูแลโดยไมจํากัดวาจะกระทาํ ดวยวิธีใดและไมคาํ นึงถึงระยะใกล
หรือไกล แมผเู สยี หายท่ี ๑ ¹Ñè§àŹ‹ ÍÂÙ‹ãμ¶Œ ¹Ø ºŒÒ¹ของจําเลยแตผ เู สยี หายที่ ๑ ก็ยังอยูในความปกครอง
ดแู ลของผเู สียหายที่ ๒ จาํ เลยไมมสี ิทธิจะพาผเู สียหายที่ ๑ ไปยังทีใ่ ดโดยผูเ สยี หายท่ี ๒ ไมย ินยอม
การท่ีจําเลยมาÍŒØÁ¼ŒÙàÊÕÂËÒ·èÕ ñ ขึ้นไปบนบานพาไปหองนอนแลวกระทาํ ชาํ เราผูเสียหายที่ ๑
ถอื วา จาํ เลยแยกสทิ ธิปกครองของผเู สยี หายท่ี ๒ ในการควบคมุ ดแู ลผเู สยี หายท่ี ๑ โดยปราศจากเหตุ
อันสมควรการกระทําของจําเลยเปนการพรากเด็กอายุยังไมเกินสิบหาปไปเสียจากผูปกครองเพื่อการ
อนาจารอันเปน ความผิดตามมาตรา ๓๑๗ วรรคสาม

®Õ¡Ò·èÕ óòñø/òõôù การท่ีจาํ เลยพรากเด็กอายุยังไมเกิน ๑๕ ป ไปเสียจากมารดา
โดยปราศจากเหตุอันสมควรเพ่ือการอนาจาร และไดกระทําชําเราเด็กหญิงอายุไมเกิน ๑๕ ป
ซงึ่ มใิ ชภ รยิ าของตน โดยเดก็ หญงิ นน้ั ยนิ ยอม แมก ารกระทาํ ของจาํ เลยจะเปน การกระทําตอ เนอื่ งในวนั
เดยี วกนั แตจ ําเลยกระทาํ ไปโดยมเี จตนาตา งกนั คอื จําเลยมเี จตนาพรากเดก็ หญงิ อ. ไปเสยี จากมารดา
เพอ่ื การอนาจารอนั ໹š à¨μ¹Ò·¡Õè ÃÐทาํ μÍ‹ ÁÒôҢͧഡç ËÞ§Ô อ. สว นทจ่ี าํ เลยกระทําตอ เดก็ หญงิ อ.
เปนเจตนากระทําชําเราอันเปนเจตนาตางหากจากเจตนาพราก จึงมิใชกระทาํ โดยมีเจตนาเดียวกัน
การกระทาํ ของจาํ เลยในแตละวันที่เกิดเหตุตามคาํ ฟองจึงเปนความผิดสองกรรมตางกัน ขอสังเกต
ฎกี าท่ี ๔๖๑๐/๒๕๔๙ กต็ ดั สนิ ในทํานองเดยี วกนั คําวนิ จิ ฉยั ในแนวทางดงั กลา วนมี้ มี าตง้ั แตฎ กี ากอ นๆ
เชน ฎกี าที่ ๔๓๐๔/๒๕๔๑ ฎีกาท่ี ๑๑๓๑/๒๕๓๗ ฎกี าที่ ๓๙๘/๒๕๒๐ เปนตน

ÁÒμÃÒ óñø
“พรากผเู ยาวโดยผูเยาวไ มเตม็ ใจไปดวย”
ผูใดพรากผูเยาวอายุกวาสิบหาปแตยังไมเกินสิบแปดปไปเสียจากบิดามารดา ผูปกครอง
หรือผูดูแล โดยผูเยาวน้ันไมเต็มใจไปดวย ตองระวางโทษจําคุกต้ังแตสองปถึงสิบป และปรับตั้งแต
สีพ่ ันบาทถงึ สองหมื่นบาท
ผูใดโดยทุจริต ซื้อ จาํ หนาย หรือรับตัวผูเยาวซึ่งถูกพรากตามวรรคแรก ตองระวางโทษ
เชนเดยี วกบั ผูพ รากนั้น
ถาความผิดตามมาตรานี้ไดกระทาํ เพ่ือหากําไรหรือเพ่ือการอนาจาร ผูกระทาํ ตองระวาง
โทษจําคุกตง้ั แตส ามปถึงสิบหาป และปรบั ตง้ั แตหกพันบาทถงึ สามหมน่ื บาท
ͧ¤» ÃСͺÀÒ¹͡ (วรรคแรก)
(๑) ผูใ ด
(๒) พรากโดยผเู ยาวไ มเตม็ ใจไปดวย
(๓) ผเู ยาวอ ายกุ วา สิบหา ป แตยงั ไมเกนิ สิบแปดป
ͧ¤»ÃСͺÀÒÂã¹
เจตนาธรรมดา

๑๖๖

ͧ¤»ÃСͺÀÒ¹͡ (วรรคสอง)
(๑) ผูใ ด
(๒) รับตวั ซื้อ จาํ หนาย
(๓) ผูเ ยาวซ ่ึงถูกพรากตามวรรคแรก
ͧ¤» ÃСͺÀÒÂã¹
(๑) เจตนาธรรมดา
(๒) เจตนาพเิ ศษ “โดยทจุ ริต”
͸ºÔ ÒÂ
ความผิดตามมาตรานี้ แยกองคป ระกอบความผิดไดดงั น้ี
ÇÃäáá
๑. พรากไปเสยี จากบิดามารดา ผูปกครองหรือผูด ูแล

๑.๑ บิดามารดา หมายถงึ บิดามารดาที่ชอบดว ยกฎหมาย
๑.๒ ผูปกครอง มีความหมายตามประมวลกฎหมายแพง และพาณิชย
๑.๓ ผูดแู ล หมายถงึ ผดู ูแลทางขอเท็จจริง (เทียบคําอธิบายมาตรา ๓๑๗)
๒. ผูเยาวอายุกวาสิบหา ป แตย งั ไมเกนิ สบิ แปดป
ผูกระทาํ เอาเด็กท่ีถูกพรากอายุกวา ๑๕ ป แตยังไมเกิน ๑๘ ปไป กฎหมายถือวา
เดก็ อายดุ ังกลาวยอ มสามารถใหค วามยินยอมโดยถกู ตอ งได
๓. โดยผูเยาวน ัน้ ไมเ ตม็ ใจไปดว ย
การจะเปน ความผิดตามมาตรานี้ เมื่อผเู ยาวน ้ันไมเตม็ ใจไปดว ย
ͧ¤» ÃСͺÀÒÂã¹ โดยเจตนา
ผกู ระทาํ จะตอ งมเี จตนาตามมาตรา ๕๙
ÇÃäÊͧ
คาํ อธิบายวรรคสองเทยี บดูมาตรา ๓๑๗ วรรคสอง
ÇÃäÊÒÁ
ͧ¤» ÃСͺÀÒ¹͡
กระทาํ ความผิดอยา งใดอยางหนึ่งดงั กลา วในสองวรรคกอน
ͧ¤»ÃСͺÀÒÂã¹
๑. โดยเจตนา
๒. มลู เหตชุ กั จูงใจเพอื่ หากําไร หรอื เพ่ือการอนาจาร
ÇÃäÊÒÁ เปนเหตุเพ่ิมโทษใหหนักขึ้นในกรณีท่ีไดกระทาํ โดยมีมูลเหตุชักจูงใจพิเศษ คือ
เพ่ือหากาํ ไรหรือเพ่อื การอนาจาร
®¡Õ Ò·Õè ô÷øó/òõóô ความผิดฐานพรากผูเยาวไปเพื่อการอนาจาร เปนความผิด
สาํ เร็จนับแตจําเลยเร่ิมพรากผเู สยี หายซงึ่ เปนผูเยาวไ ปโดยมเี จตนาเพอ่ื การอนาจาร แมจ าํ เลยยังไมไ ด
กระทําอนาจารผูเสียหายก็ตาม การท่ีจําเลยกระทําอนาจารผูเสียหายหลังจากนั้น จึงเปนความผิด
อกี กรรมหนงึ่ ซงึ่ ตา งกรรมตา งวาระกบั ความผดิ ดงั กลา ว การกระทาํ ของจําเลยจงึ เปน ความผดิ หลายกรรม

๑๖๗

®Õ¡Ò·èÕ óóôó-óóôô/òõóô จาํ เลยพาผูเสียหายไปเพ่ือเปนภรรยา ผูเสียหายเต็มใจ
ไปดวย มไิ ดใ ชกําลังบังคบั พาไปโดยผเู สยี หายกบั จาํ เลยเคยอยูกินฉันสามีภรรยามากอ น จาํ เลยมิไดมี
เจตนาพาผูเ สยี หายไปเพอื่ การอนาจาร แมผ เู สียหายจะเปน หญิงผูเ ยาว อายุ ๑๗ ป กย็ งั ถอื ไมไ ดวา
เปน การลว งละเมดิ ตอ อํานาจปกครองของมารดา การกระทาํ ของจาํ เลยไมเ ปน ความผดิ ฐานพาหญงิ ไป
เพื่อการอนาจาร โดยใชก าํ ลงั ประทุษราย และพรากผเู ยาวไปเพ่ือการอนาจาร ตาม ป.อ.มาตรา ๒๘๔
และมาตรา ๓๑๘

®Õ¡Ò·èÕ ñõñô/òõóò จาํ เลยที่ ๑ กบั พวกขบั รถพาผเู สยี หายไปยงั ทเี่ ปลยี่ วแลว ปลกุ ปล้าํ
จบั หนา อกและถอดเสอ้ื กางเกงผเู สยี หาย พอดมี รี ถยนตบ รรทกุ ผา นมา จําเลยที่ ๑ จงึ ขบั รถพาผเู สยี หาย
ไปยังบอเล้ียงปลาและดึงตัวผูเสียหายลงมาจากรถ จาํ เลยที่ ๑ กอดจูบผูเสียหาย จําเลยท่ี ๒
กระชากกางเกงของผูเสียหายออกผูเสียหายดิ้นหลุดแลวกระโดดลงไปในบอเลี้ยงปลา จําเลยท่ี ๑
ท่ี ๒ กบั พวกพดู ขม ขวู า ถา ไมข นึ้ จะตามลงไปกดใหต ายบา ง จะเอาไฟฟา ชอ็ ตบา ง ทงั้ มพี วกจาํ เลยบางคน
ถอดเสื้อกางเกงออกหมด บางคนเหลือแตกางเกงใน เปนเหตุใหผูเสียหายไมกลาขึ้น ตองทนทรมาน
อยูในบอถึง ๑ ชั่วโมงเศษ และท่ีผูเสียหายข้ึนจากบอก็เพราะถูกหลอกวาพวกจาํ เลยไปหมดแลว
ผูเสยี หายจึงข้ึนมา แลว ถูกจําเลยที่ ๑ ท่ี ๒ กับพวกจับตวั ขม ขนื กระทําชําเรา การกระทําของจําเลยที่ ๑
ที่ ๒ จงึ เปนความผิดฐานพาหญงิ ไปเพอ่ื การอนาจารและฐานหนวงเหนี่ยวผอู ื่นใหป ราศจากเสรีภาพ

การทจ่ี ําเลยท่ี ๑ ที่ ๒ หนว งเหนีย่ วผเู สยี หายไวกเ็ พือ่ มงุ ประสงคท ่จี ะเอาตัวผูเสยี หายไป
ขมขืนกระทําชําเรา ซงึ่ เปนความประสงคม าตั้งแตแ รกแลว การกระทาํ ดงั กลา วจงึ ตอเน่ืองกันตลอดมา
โดยไมข าดตอน การกระทําของจาํ เลยที่ ๑ ที่ ๒ จึงเปนการกระทาํ กรรมเดยี วผดิ กฎหมายหลายบท

แมจะไดความวาผูเสียหายออกจากบานไปอยูท่ีอื่น แตมารดาก็ยังใหสรอยทองคํา
ถอื ไดวา มารดายงั อปุ การะเลยี้ งดผู ูเสยี หายอยู การท่ีจาํ เลยที่ ๑ ที่ ๒ พาผเู สียหายไปกระทาํ อนาจาร
โดยผูเสียหายไมยินยอมถือไดวาเปนการลวงอํานาจปกครองของบิดามารดา จึงเปนความผิดฐาน
พรากผูเ ยาว

ÁÒμÃÒ óñù
“พรากผูเ ยาวอ ายกุ วาสิบหา ป แตยังไมเ กินสบิ แปดป เพ่ือหากําไร หรือเพือ่ การอนาจาร
โดยผูเ ยาวเตม็ ใจไปดว ย”
ผูใดพรากผูเยาวอายุกวาสิบหาปแตยังไมเกินสิบแปดปไปเสียจากบิดามารดา ผูปกครอง
หรือผูดูแล เพ่ือหากาํ ไร หรือเพื่อการอนาจาร โดยผูเยาวน้ันเต็มใจไปดวย ตองระวางโทษจาํ คุก
ตง้ั แตส องปถ งึ สิบป และปรบั ตัง้ แตสี่พันบาทถึงสองหมื่นบาท
ผูใดโดยทุจริต ซื้อ จําหนาย หรือรับตัวผูเยาวซึ่งถูกพรากตามวรรคแรก ตองระวางโทษ
เชนเดียวกบั ผพู รากนนั้

๑๖๘

ͧ¤» ÃСͺÀÒ¹͡ (วรรคแรก)
(๑) ผใู ด
(๒) พรากไปเสียจาก (ก) บิดา มารดา

(ข) ผูปกครอง หรอื
(ค) ผดู ูแล
(๓) ผูเยาวอ ายุกวาสบิ หา ป แตย งั ไมเ กินสิบแปดปโ ดยผูเยาวน ้นั เต็มใจไปดว ย
ͧ¤»ÃСͺÀÒÂã¹
(๑) เจตนาธรรมดา
(๒) เจตนาพิเศษ (ก) เพ่ือหากาํ ไร หรอื
(ข) เพ่อื การอนาจาร
ͧ¤» ÃСͺÀÒ¹͡ (วรรคสอง)
(๑) ผูใด
(๒) ซ้อื จาํ หนา ย หรอื รบั ตัว
(๓) ผูเ ยาวซ ึ่งถูกพรากตามวรรคแรก
ͧ¤» ÃСͺÀÒÂã¹
(๑) เจตนาธรรมดา
(๒) เจตนาพเิ ศษ “โดยทุจรติ ”
คาํ ͸ºÔ ÒÂ
มาตรานเี้ หมอื นกับมาตรา ๓๑๘ ในเร่ืองอายขุ องผูเยาว แตต างกบั มาตรา ๓๑๘ ในแงท ่ี
ผูกระทาํ ตองมีมูลเหตุชักจูงใจ คือนอกจากจะมีเจตนาแลว ยังตองมีมูลเหตุชักจูงใจที่จะหากําไร หรือ
เพ่ือการอนาจารอกี ดวย ฉะน้นั ถงึ ผูเ ยาวจ ะเตม็ ใจไปดว ยกต็ อ งเอาผดิ
วรรคสองเปนการลงโทษผูซ้ือ จําหนาย หรือรับตัวผูเยาวไวโดยทุจริต ผูกระทําตอง
มีเจตนาโดยตองรูวาผูเยาวอายุกวา ๑๕ ป แตยังไมเกิน ๑๘ ป ในขณะท่ีพรากและถูกพรากไปเสีย
จากบิดา ผูปกครอง หรือผูดูแล นอกจากนี้ยังตองมีมูลเหตุชักจูงใจ คือทุจริตดวย (คาํ อธิบายตาม
มาตรา ๑ (๑))
มาตรานเ้ี พ่ิมโทษโดยประกาศคณะปฏวิ ัติฉบับที่ ๑๑
®Õ¡Ò·Õè ôõòö/òõôó ความผิดฐานพรากผูเยาวมีวัตถุประสงคเพื่อใหความคุมครอง
อํานาจปกครองบิดามารดา ผูปกครองหรือผูดูแลท่ีมีตอผูเยาวมิใหผูใดมาพรากไปเสียจากความ
ปกครอง ขณะเกิดเหตุผูเสียหายอาศัยอยูกับนาย บ. และนาง ก. ผูเปนบิดามารดาและอยูในความ
ปกครองของบิดามารดา การท่ีนาง ก. อนุญาตใหผูเสียหายไปเที่ยวกับเพื่อนนั้นเปนการอนุญาตให
ออกไปเท่ียวเปนการชั่วคราวมิไดอนุญาตใหแยกออกไปอยูโดยลาํ พังเปนการถาวร จึงยังไมพนจาก
ความปกครองดแู ลของบดิ ามารดา การทีผ่ เู สียหายออกจากบา นพักไปหาจําเลยที่หอพัก หลังจากนัน้
จําเลยพาผูเสียหายไปเดินเที่ยวหางสรรพสินคาแลวชวนผูเสียหายไปท่ีหองพักของจาํ เลยและอยูกับ

๑๖๙

จาํ เลยเรื่อยมา แลวจาํ เลยกระทําชาํ เราผูเสียหายโดยบิดามารดาของผูเสียหายมิไดอนุญาตให
ผูเสียหายไปอยูกับจําเลยถือเปนการพรากผูเสียหายออกมาจากบิดามารดาอันเปนการพรากผูเยาว
ไปเสยี จากบิดามารดาเพอื่ การอนาจารตาม ป.อ.มาตรา ๓๑๙ วรรคแรก

®¡Õ Ò·Õè óõô/òõôò ผูเยาวกับจําเลยรูจักสนิทสนมกันมานานประมาณ ๔ ป
มีความรักใครชอบพอกันอยูกอนแลว ผูเยาวเองก็รับวาสมัครใจรวมประเวณีกับจาํ เลย นอกจากน้ี
บิดามารดาจําเลยเคยติดตอสูขอผูเยาวจากบิดามารดาแตตกลงในจาํ นวนเงินคาสินสอดกันไมได
ผูเยาวจึงติดตามไปอยูกับจําเลย และหลังจากน้ันก็อยูกินกับจําเลยมาโดยตลอด มิไดกลับไปอาศัย
อยูกับบิดามารดาของตนจนผูเยาวต้ังครรภ พฤติการณของจาํ เลยท่ีพาผูเยาวไปอยูกินดวยกันก็ดวย
ประสงคจะเลี้ยงดูผูเยาวเปนภริยาจริงๆ ประกอบกับจําเลยไมเคยมีภริยาและบุตรมากอน จําเลย
ยอมอยูในฐานะเล้ียงดูผูเยาวฉันสามีภริยาไดโดยแท การกระทาํ ของจาํ เลยไมอาจถือวาเปนการ
พรากผเู ยาวไปเพื่อการอนาจาร

®Õ¡Ò·èÕ öøñù/òõó÷ เด็กหญิง ข. หลบหนีออกจากบานเพียงไปดูภาพยนตรซึ่งไม
หางไกลจากบานที่อยู เม่ือภาพยนตรเลิกแลวก็คงกลับบานหากไมถูกจาํ เลยพาไป อาํ นาจในการ
ปกครองดูแลของ จ. ผูปกครองดูแลจึงหาไดสิ้นสุดลงไม จําเลยพาเด็กหญิง ข. ไปอยูท่ีอ่ืนหลายวัน
และไดก ระทําชาํ เราเดก็ หญงิ ข. หลายครง้ั ถือวาเปน การพรากเด็กหญิง ข. ออกจาก จ. โดยปราศจาก
เหตุอันสมควรและเปนการกระทําอนาจารดวย แมขณะเกิดเหตุเด็กหญิง ข. อายุ ๑๓ ป แตมี
รูปรางสมบูรณกวาเด็กปกติท่ัวไป ตามสายตาของบุคคลภายนอกจะประมาณวามีอายุประมาณ ๑๗
ถึง ๑๘ ป ซ่ึงจาํ เลยก็สําคัญผิดเชนน้ัน จาํ เลยยอมไดรับประโยชนตาม ป.อ.มาตรา ๖๒ วรรคแรก
จําเลยจงึ มีความผิดฐานพรากผูเยาวไ ปเพอ่ื การอนาจารตาม ป.อ.มาตรา ๓๑๙

®¡Õ Ò·Õè õðóø/òõóù คําวา “ผูปกครอง” ตาม ป.อ.มาตรา ๓๑๙ หมายถึง ผูใช
อํานาจปกครองอยางบิดามารดา ผูเสียหายเปนผูปกครองและดูแลผูเยาวท้ังในฐานะนาและนายจาง
โดยไดร บั มอบหมายจากบดิ ามารดาของผเู ยาวจ งึ เปน ผใู ชอ ํานาจปกครอง การทจี่ ําเลยพาผเู ยาวไ ปจาก
ผูเ สยี หายโดยปราศจากเหตอุ นั สมควร เปนความผิดฐานพรากผูเยาวตาม ป.อ.มาตรา ๓๑๙ วรรคแรก

®Õ¡Ò·èÕ ñöò÷/òõóù นางสาว ก. ผูเสียหาย อายุ ๑๕ ปเศษ ไมไดพักอาศัยอยูกับ
มารดาเพราะมารดานําไปฝากใหอ ยกู บั ผอู นื่ กไ็ มถ อื วา พน จากอาํ นาจปกครองของมารดา การทจ่ี าํ เลย
พาผูเสียหายไปโดยมารดามิไดยินยอม ยอมเปนการลวงอํานาจปกครองของมารดาแมผูเสียหาย
จะสมัครใจยินยอม ก็ถือไมไดวาไดรับความยินยอมจากมารดา การกระทาํ ของจาํ เลยจึงเปน
การพรากผเู สยี หาย ซงึ่ เปนผูเยาวไปเสียจากมารดา

การกระทาํ เพื่อการอนาจารตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๒ และ ๓๑๙ นั้น
หมายความถึง การกระทาํ ท่ีไมสมควรในทางเพศตอรางกายของบุคคลอ่ืน ซ่ึงตองเปนการกระทาํ ตอ
เนื้อตัวของบุคคลโดยตรง จะกระทําในท่ีรโหฐานหรือสาธารณสถานก็ไมมีผลที่แตกตางกัน การท่ี
ชายอ่ืนรวมประเวณีกับผูเสียหายซ่ึงเปนผูเยาวที่ถูกจําเลยพาไปในหองของโรงแรมแมจะเปนที่มิดชิด
แตก็เปน การกระทําทไี่ มสมควรในทางเพศตอรางกายของผูเสียหาย จงึ เปน การกระทาํ เพ่อื อนาจาร

๑๗๐

¢ÍŒ 椄 à¡μ ÁÒμÃÒ óñù ตา งกับมาตรา ๓๑๘ ดังน้ี
(ñ) ÁÒμÃÒ óñø ผูเยาว ไมเตม็ ใจไปดวย สว นมาตรา ๓๑๙ ผูเยาวเต็มใจไปดวย
(ò) ÁÒμÃÒ óñø พรากไปดวยเหตุใดๆ ก็ผิดตามวรรคแรก หากเพ่ือหากําไรหรือ
เพื่ออนาจาร จึงจะเปนเหตุฉกรรจตามวรรคสาม สวนมาตรา ๓๑๙ เนื่องจากผูเยาวเต็มใจไปดวย
การพรากจึงตอ งมเี หตุจูงใจ เพ่ือหากําไร หรือ เพือ่ การอนาจารเทานนั้ จงึ จะเปนความผิด
อยางไรก็ตาม หากความจริงเปนการพรากไปเพ่ือการอนาจาร โดยผูเยาวเต็มใจไปดวย
อันเปนความผิดตามมาตรา ๓๑๙ วรรคแรก แตโจทกฟองวาจําเลยพรากผูเยาว โดยผูเยาวไมเต็มใจ
ไปดวยตามมาตรา ๓๑๘ ศาลก็ลงโทษตามมาตรา ๓๑๙ ซ่ึงมีโทษเบากวาโทษตามมาตรา ๓๑๘
วรรคสามได โดยฎกี าท่ี ๗๔๐/๒๕๓๖ ใหเ หตผุ ลทลี่ งโทษดงั กลา วได เพราะการพรากผเู ยาวไ ปเพอ่ื การอนาจาร
จะโดยผูเยาวเ ต็มใจไปดวยหรอื ไมก็ตาม ประมวลกฎหมายอาญาก็บญั ญัตวิ าเปนความผดิ อยูแ ลว
ÊÃ»Ø ¡Ã³Õ ÁÒμÃÒ óñ÷, óñø, óñù
๑) หากพรากเดก็ อายุ “ÂѧäÁà‹ ¡Ô¹ÊºÔ ËÒŒ »”‚ เปน กรณมี าตรา ๓๑๗ ไมตอ งคํานึงวา เดก็
จะเต็มใจไปดวย หรือไมเตม็ ใจไปดวย
๒) หากพรากผูเยาวอ ายุ “¡ÇÒ‹ ÊÔºËÒŒ »‚” แต “ÂѧäÁ‹à¡Ô¹ÊºÔ á»´»‚”

(๒.๑) หากผเู ยาวไ มเตม็ ใจไปดวยเปนกรณมี าตรา ๓๑๘
(๒.๒) หากผูเ ยาวเตม็ ใจไปดว ยเปน กรณมี าตรา ๓๑๙

ãËŒ¾Ô¨ÒóҤÇÒÁáμ¡μÒ‹ §´Ñ§¹Õé
ÁÒμÃÒ óñ÷ ÁÒμÃÒ óñø ÁÒμÃÒ óñù

เด็กอายุยงั ไมเ กินสบิ หาป ผเู ยาวอ ายกุ วาสิบหา ป ผูเยาวอ ายกุ วาสิบหา ป

แตย งั ไมเกินสิบแปดป แตยังไมเ กินสิบแปดป

เด็กเต็มใจไปดวย หรือไมเต็มใจ ผเู ยาวไมเตม็ ใจไปดวย ผูเ ยาวเ ต็มใจไปดว ย

ไปดวยก็ได

ปราศจากเหตุอนั สมควร - -

หากการพรากกระทําโดยมีเจตนา หากการพรากกระทําโดยมี การกระทําจะเปนความผิดตาม
พเิ ศษ “à¾×èÍËÒกําäÔ หรือ “à¾è×Í¡Òà เจตนาพิเศษ “à¾×èÍËÒกําäÔ วรรคแรกตองพรากหรือ โดยมี
͹ҨÒÔ ก็เปนเหตุฉกรรจตาม “à¾è×Í¡ÒÃ͹ҨÒÔ ก็เปน เจตนาพิเศษ “à¾è×ÍËÒกําäÔ หรือ
เหตฉุ กรรจตามวรรคสาม “ à ¾è× Í ¡ Ò Ã Í ¹ Ò ¨ Ò Ã ” เทาน้ัน
วรรคสาม

มิฉะนนั้ ไมเปน ความผดิ

ÁÒμÃÒ óòñ/ñ การกระทําความผิดตามมาตรา ๓๑๒ ตรี วรรคสอง และมาตรา ๓๑๗
หากเปนการกระทําตอเด็กอายุไมเกินสิบสามป หามอางความไมรูอายุของเด็กเพื่อใหพนจาก
ความผดิ น้ัน

๑๗๑

ËÁ¹èÔ »ÃÐÁÒ·

ÁÒμÃÒ óòö “ผูใดใสความผูอื่นตอบุคคลที่สาม โดยประการท่ีนาจะทําใหผูอื่นน้ัน
เสียช่ือเสียง ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังผูนั้นกระทําความผิดฐานหมิ่นประมาท ตองระวางโทษจําคุก
ไมเกนิ หน่งึ ปหรือปรบั ไมเกินสองหม่นื บาท หรอื ทง้ั จาํ ทั้งปรับ”

ͧ¤»ÃСͺ¤ÇÒÁ¼´Ô
๑. ใสความผูอื่นโดยประการท่ีนาจะทําใหผูอ่ืนน้ันเสียชื่อเสียง ถูกดูหม่ิน หรือถูก
เกลียดชงั
๒. ใสค วามตอบุคคลท่สี าม
๓. โดยเจตนา
ñ) ãÊ‹¤ÇÒÁ คาํ กลาวทีเ่ ปน หมิน่ ประมาท ไดแก การ “ใสค วาม” คือ แสดงพฤติการณ
อันเปนขอเท็จจริงที่เกิดขึ้นแลวหรือกําลังเกิดขึ้นอยู เปนการยืนยันขอเท็จจริงถึง¤ÇÒÁ»ÃоÄμÔ
àÊ×èÍÁàÊÕÂã¹·Ò§»ÃÐàdz,Õ »ÃоÄμªÔ ÇÑè ËÃ×ͷبÃμÔ ã¹Ë¹ÒŒ ·è¡Õ Òçҹ ËÃÍ× °Ò¹Ð¡ÒÃà§Ô¹·äèÕ Á¹‹ Ò‹ àªÍè× ¶Í×
ไมว า จะเปน จรงิ หรอื เทจ็ กต็ าม เปน การพดู หาเหตรุ า ยหรอื กลา วหาเรอ่ื งรา ยใหผ อู นื่ ไดร บั ความเสยี หาย

๑.๑ ໚¹¡ÒáŋÒǢ͌ à·¨ç ¨ÃÔ§ËÃÍ× ¾ÄμÔ¡Òó· àÕè ¡ÂèÕ Ç¡Ñº·Ò§»ÃÐàÇ³Õ เชน กลา วหา
เขาในทางชูสาว (ฎีกาที่ ๔๔๗/๒๕๓๕ น.๔๒๒)

๑.๒ ¤ÇÒÁ»ÃоÄμªÔ ÑÇè ËÃÍ× ·Ø¨ÃÔμ เชน
๑.๓ ·Ø¨ÃÔμã¹Ë¹ŒÒ·Õè¡Òçҹ กลาววา ผูวาราชการจังหวัดประพฤติอยางคนไร
ศีลธรรม มีสว นพัวพันเปน ผูจา งคนฆานักขาว ใชอ ํานาจในทางทีผ่ ิด (ฎกี าท่ี ๕๒๖/๒๕๒๕ น.๖๕๑)
๑.๔ °Ò¹Ð¡ÒÃà§¹Ô ·äèÕ Á¹‹ Ò‹ àª×èͶÍ× เชน กลา ววา ออกเช็คจายเงิน ๑ ลา นบาท ไมมี
เงินธนาคารงดจา ยเงินทาํ ใหเ ขา ใจวา ฐานะการเงนิ ไมนา เชือ่ ถอื (ฎีกาท่ี ๔๐๗/๒๕๒๓ น.๒๒๗)
ÇÔ¸Õ¡ÒÃãʤ‹ ÇÒÁ คือแสดงขอความใหป รากฏ
ò) ¼ÙŒÍè×¹ คือผูที่ถูกใสความอาจเปนบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลก็ได นิติบุคคล
อาจเปน ผกู ระทํา
ó) μÍ‹ º¤Ø ¤Å·ÊÕè ÒÁ คอื มบี คุ คลทส่ี ามไดร บั ทราบขอ เทจ็ จรงิ เกย่ี วกบั การหมน่ิ ประมาทนนั้
เชน สงจดหมายหมนิ่ ประมาท น. ให ส. อานเอาเองเมื่อ ส.ทราบขอความก็ครบองคป ระกอบ (ฎกี า)
®Õ¡Ò·èÕ òñõõ/òõóñ การกระทําของจําเลยตามที่ไดบรรยายมาในฟองเปนเร่ืองที่
จาํ เลยถามนายประกอบวา มคี วามสมั พนั ธท างชสู าวกบั โจทกจ รงิ หรอื ไม ถา เปน จรงิ กใ็ หเ ลกิ เสยี เทา นน้ั
ไมไดยืนยันถึงวานายประกอบมีความสัมพันธทางชูสาวกับโจทก ยังไมเขาลักษณะเปนการใสความ
อนั จะเปน การหมน่ิ ประมาทโจทก และเมอ่ื ไมป รากฏวา จาํ เลยกลา วเชน นน้ั ตอ หนา โจทกจ งึ มใิ ชเ ปน การ
ดหู มิน่ โจทกซ่ึงหนาอกี เชนกัน
®Õ¡Ò·Õè òñøð/òõóñ การท่ีจะเปนความผิดฐานหม่ินประมาทนั้นจะตองเปนการ
ใสความผูอื่นโดยยืนยันขอเท็จจริงที่ใสความนั้นตอบุคคลท่ีสาม และการใสความนั้นนาจะทําใหผูอ่ืน

๑๗๒

ทถี่ กู ใสค วามเสยี ชอ่ื เสยี ง ถกู ดหู มน่ิ หรอื ถกู เกลยี ดชงั ดงั นน้ั การทจี่ าํ เลยถาม ป.วา มคี วามสมั พนั ธท าง
ชสู าวกบั โจทกห รอื ไม จงึ เปน เพยี งการคาดคะเนของจาํ เลยเทา นน้ั มใิ ชเ ปน การยนื ยนั ขอ เทจ็ จรงิ อนั นา
จะทาํ ใหโจทกเ สยี ชอ่ื เสยี ง ถกู ดหู ม่นิ หรอื ถกู เกลยี ดชงั แตประการใด จําเลยจึงไมมีความผิดฐานหมน่ิ
ประมาท และขอเท็จจริงไมปรากฏวาจําเลยกลาววาจาตอหนาโจทก จึงไมใชเปนดูหมิ่นโจทกซ่ึงหนา
จาํ เลยไมมีความผดิ ฐานดหู มิน่ ซึง่ หนา

ฎีกาท่ี ๓/๓๕๔๒ ขอความที่จําเลยที่ ๑ ลงพิมพโฆษณาวาโจทกเรียกเงิน ๕ ลานบาท
ในการถายภาพนดู นน้ั จําเลยท่ี ๑ มิไดอา งถึงขอ ความจรงิ อันใดเลยในการแสดงความคิดเหน็ เชน นนั้
ทง้ั ไมม ขี อ ความทแ่ี สดงใหเ หน็ เจตนาของจาํ เลยท่ี ๑ ทจี่ ะปกปอ งโจทก ทาํ ใหผ ทู ไี่ มท ราบความจรงิ เขา ใจผดิ
ดูหม่ินเกลียดชังโจทกอันสงผลกระทบตอเกียรติยศและสถานะในทางสังคมของโจทก หาใชเปนการ
ติชมดวยความเปนธรรมอันเปนวิสัยของประชาชนยอมกระทําไม จึงเปนการใสความหมิ่นประมาท
โจทก จําเลยท่ี ๑ ไมไ ดรบั การยกเวนความผิดตาม ป.อ.มาตรา ๓๒๙

คําวา “ãʤ‹ ÇÒÁ” ตาม ป.อ.มาตรา ๓๒๖ ไมไดนิยามศัพทไววามีความหมายวา อยางไร
แตตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานอธิบายวา หมายถึงพูดหาเหตุราย กลาวหาเร่ืองราย
ใหผูอื่นไดรับความเสียหาย โจทกมีความสัมพันธฉันชูสาวกับจําเลย ไมกอใหเกิดสิทธิแกจําเลย
ท่ีจะกลาวหาเรื่องรายประจานโจทกดวยถอยคําหมิ่นประมาทโจทก เม่ือจําเลยแจงความเพ่ือเปน
หลักฐานเทานัน้ มิไดม ีเจตนาใหเจาพนักงานดาํ เนนิ คดีแกโ จทก จงึ เปน ไดว า จําเลยมุงประสงคใ หโ จทก
ถูกดูหมนิ่ เกลยี ดชงั และทาํ ลายช่อื เสยี งของโจทก การกระทาํ ของจําเลยจงึ เปนการหม่ินประมาทโจทก
ท้ังขอความอันเปนหม่ินประมาทโจทกเปนการใสความในเร่ืองสวนตัวไมเปนประโยชนแกประชาชน
แมเรื่องที่กลาวหาจะเปนความจริง จําเลยก็ไมอาจยกเอาเหตุกระทําเพ่ือปองกันตนหรือปองกันสวน
ไดเ สียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรมขึ้นปฏเิ สธความผิดได

®¡Õ Ò·Õè ôôòõ/òõôõ ขณะโจทกเดินอยูท่ีหนาหอประชุม จําเลยช้ีมือมาท่ีโจทกแลว
พดู กนั ชาวบานทเ่ี ดินผา นมา “ระวงั ทนายสกปรกจะเอาเรื่อง” ซ่ึงคําพูดดังกลาวไมม ีขอความประกอบ
ใหเ หน็ วา โจทกม อี าชพี ทนายความสกปรกในเรอื่ งอะไร แมจ ะเปน คาํ เสยี ดสโี จทกว า เปน คนนา รงั เกยี จ
แตไมถึงขนาดทําใหผูที่รับฟงเขาใจวาโจทกเปนคนคดโกงขาดความนาเช่ือถือหรือนาจะทําใหโจทก
เสียช่อื เสยี ง ถกู ดูหมิ่นหรือดถู กู เกลียดชัง ถอ ยคาํ ท่จี ําเลยกลาวจงึ ไมเปน หม่นิ ประมาทโจทก

®Õ¡Ò·Õè ù÷/òõôñ จําเลยกับผูเสียหายเคยมีความขัดแยงกัน ในเรื่องหน้ีเงินกูมากอน
ประกอบกับพฤติการณของผูเสียหายเมื่อไปถึงหนาร้ัวบานของจําเลยไดเรียกจําเลยซึ่งเปนเจาหนี้
ใหออกมาพูดนอกร้ัวบาน อันถือวาเปนการไมใหเกียรติจําเลยทําใหจําเลยโกรธผูเสียหายและรองดา
ผูเ สยี หายวา “มึงเปนเมยี นอ ยสารวัตร ศ. อยา มาทาํ ใหญใ หกเู หน็ นะ” ตอหนา พ. ซงึ่ มากบั ผเู สียหาย
การกระทาํ ของจาํ เลยจงึ เปน การทาํ ใหผ เู สยี หายเสยี ชอื่ เสยี ง ถกู ดหู มน่ิ หรอื ถกู เกลยี ดชงั จาก พ. อนั เปน
ความผดิ ฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ.มาตรา ๓๒๖

๑๗๓

®¡Õ Ò·Õè ñ÷óô/òõðó (ประชุมใหญ) มารดาถูกขวางดวยกอนอิฐ บุตรไมเห็นคนขวาง
แตไดกลาวตอหนาคนหลายคนวา “ไมมีใครนอกจากไอแกว (โจทก) อายชาติหมา อายฉิบหาย”
ดังน้ี เม่ือพฤติการณแสดงวาเปนแตคาดคะเน ไมมีเจตนาใสความใหโจทกเสียชื่อเสียงหรือถูกดูหม่ิน
เกลยี ดชงั ก็ไมผ ดิ ฐานหมน่ิ ประมาทตามมาตรา ๓๒๖

®Õ¡Ò·èÕ ñðóó/òõóó การใสค วามตาม ป.อ.มาตรา ๓๒๖ ผกู ระทาํ ตอ งมเี จตนาใสค วาม
ผูอื่น ขอความที่จําเลยเบิกความเก่ียวกับตัวโจทกในคดีอาญาอื่น เปนขอท่ีจําเลยสืบทราบมาจาก
ชาวบาน ไมใชขอท่ีจําเลยประสบมาดวยตนเอง สวนขอที่ชาวบานบอกใหจําเลยทราบน้ันจะเปน
ความจริงหรือไม จําเลยไมทราบ การเบิกความของจําเลยมีเจตนาจะใหความจริงตอศาลในการ
พิจารณาตามที่จําเลยสืบทราบมาเทานั้น จําเลยหาไดมีเจตนาใสความโจทกใหถูกดูหมิ่นถูกเกลียดชัง
แตอ ยา งใดไม จงึ ไมเปนความผิดตามมาตราน้ี

ñ. ËÁè¹Ô »ÃÐÁÒ·¼μÙŒ ÒÂ
ÁÒμÃÒ óò÷ “ผใู ดใสค วามผตู ายตอ บคุ คลทส่ี ามและการใสค วามนนั้ นา จะเปน เหตใุ หบ ดิ า
มารดา คูสมรส หรือบุตรของผูตายเสียชอ่ื เสยี ง ถกู ดูหมิ่น หรอื ถูกเกลยี ดชงั ผูน้ันกระทําความผิดฐาน
หมิ่นประมาท ตอ งระวางโทษดงั บญั ญตั ิไวในมาตรา ๓๒๖ นน้ั ”
ͧ¤»ÃСͺ¤ÇÒÁ¼´Ô
๑. ใสค วามผตู าย และการใสค วามนนั้ นา จะเปน เหตใุ หบ ดิ ามารดา คสู มรส หรอื บตุ รของ
ผตู ายเสยี ชือ่ เสยี ง ถกู ดหู ม่นิ หรือถูกเกลียดชัง
๒. ใสความตอ บุคคลทสี่ าม
๓. โดยเจตนา
¨Ò¡Í§¤» ÃСͺ¤ÇÒÁ¼´Ô ¢ÒŒ §μŒ¹
๑. องคความผดิ ตามมาตรานี้ เหมือนกบั มาตรา ๓๒๖ เปนสว นมาก คงผดิ กันเฉพาะใน
องคประกอบในขอ แรกเพยี งสองประการ คอื

- ใสความผตู าย (ไมใ ชใ สความผูอื่นซึ่งหมายถึงบุคคลทีย่ ังมีชวีิ ติ )
- การใสความน้ันนาจะเปนเหตุใหบิดามารดา คูสมรส หรือบุตรของผูตาย
เสียช่ือเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง (ไมใชใสความผูตายแลวนาจะเปนเหตุใหผูตายเสียช่ือเสียง
ถูกดหู มิ่น ถูกเกลยี ดชัง)
๒. เมื่อมีการหมิ่นประมาทตองดูวาขณะใสความคนที่ถูกใสความตายแลวหรือยัง
ถายังไมตาย แมจะเจ็บปวยใกลจะตายเพียงใดตองบังคับตามมาตรา ๓๒๖ ถาตายแลวจึงบังคับตาม
มาตรา ๓๒๗ นี้
๓. คนทจ่ี ะเสียชอื่ เสยี ง ถูกดหู มน่ิ ถกู เกลียดชงั เพราะการใสความผตู ายนั้น กฎหมาย
จาํ กดั ไวเ ฉพาะบคุ คลเพยี งสามประเภทคอื (๑) บดิ ามารดา (๒) คสู มรส (๓) บตุ ร บคุ คลสามประเภทนนั้
จะตองอยใู นฐานะทช่ี อบดว ยกฎหมาย กฎหมายไมไ ดใ ชค ําวา บุพการี หรือผูสืบสันดาน

๑๗๔

ÁÒμÃÒ óòø ถาความผิดฐานหมิ่นประมาทไดกระทําโดยการโฆษณาดวยเอกสาร
ภาพวาด ภาพระบายสี หรอื ส่งิ บันทึกเสยี ง บนั ทกึ ภาพ หรอื บันทกึ อกั ษรกระทาํ โดยการกระจายเสียง
หรือการกระจายภาพหรอื โดยกระทาํ ภาพขา วประกาศดวยวธิ ีอนื่ ผกู ระทาํ ตอ งระวางโทษจาํ คุกไมเ กิน
สองป และปรบั ไมเ กินสองแสนบาท

ò. ¡ÒáÃÐทํา·¡Õè ®ËÁÒ¶Í× Ç‹ÒäÁà‹ »š¹¤ÇÒÁ¼´Ô °Ò¹ËÁèÔ¹»ÃÐÁÒ·
ÁÒμÃÒ óòù “ผูใดแสดงความคดิ เห็นหรอื ขอ ความใดโดยสุจริต
๑. เพ่ือความชอบธรรม ปองกนั ตน หรือปอ งกันสว นไดเ สยี เกี่ยวกบั ตน ตามคลองธรรม
๒. ในฐานะเปนเจา พนกั งานปฏบิ ตั กิ ารตามหนา ที่
๓. ติชมดวยความเปนธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเปนวิสัยของประชาชนยอมกระทํา
หรือ
๔. ในการแจงขาวดวยความเปนธรรม เรื่องการดําเนินการอันเปดเผยในศาลหรือ
ในการประชุม
ผนู ้ันไมมีความผดิ ฐานหมิ่นประมาท”
¡Ã³·Õ Õè¡®ËÁÒ¶Í× ÇÒ‹ äÁà‹ »š¹¤ÇÒÁ¼Ô´°Ò¹ËÁ¹èÔ »ÃÐÁÒ·
ตองพิจารณาวาการแสดงความคิดเห็นหรือขอความนั้นเปนไปโดยสุจริตหรือไม
ถาไมสุจริตเสียแลวก็ไมจําตองพิจารณาเงืิ่อนไขอ่ืนอีกตอไป เชน มีเจตนาแกลงกลาวขอความเท็จ
โดยไมสุจริตเสียแลว กรณีไมเขาขอยกเวนที่จะไมเปนความผิดตามมาตรา ๓๒๙ (๑) ได สุจริตหรือ
ไมส ุจริต ตอ งอาศยั พฤติการณตางๆ เปนเครอื่ งชี้
(๑) เพ่ือความชอบธรรม ปองกันตนหรอื ปองกันสว นไดเสยี เก่ยี วกับตนตามคลองธรรม
เพ่อื ความชอบธรรม หมายถงึ เพ่ือใหถ กู ตอ งตามความเปน ธรรม ซึ่งเปนมูลเหตุชกั จูงใจ
ในการใสค วามพาดพิงไปถงึ ผูอนื่ หรอื ผูต าย
ปองกันตนตามคลองธรรม หมายถึง ปองกันตามทํานองคลองธรรมตอความเสียหาย
ตางๆ ทเี่ กดิ ข้ึน และจะเกดิ ข้นึ แกตนตามความหมายทีค่ นธรรมดาทวั่ ไปเขาใจกันเทาน้ัน
ปองกันสวนไดเสียเก่ียวกับตนตามคลองธรรม หมายถึง ปองกันประโยชนสวนไดเสีย
อนั เกย่ี วกับตนตามทาํ นองคลองธรรม สว นไดเสียหมายถงึ สว นทไ่ี ดป ระโยชน หรอื เสยี ประโยชน
(๒) ในฐานะเปนเจาพนักงานปฏิบัติการตามหนาท่ีท่ีจะเขาเกณฑในขอน้ี จะตองอยูใน
ฐานะเปน เจาพนกั งานปฏิบตั ิตามหนา ท่ี คําวา เจา พนักงานตองเปนเจา พนกั งานตามกฎหมาย
®Õ¡Ò·Õè õõð/òõðö พนักงานสอบสวนรวบรวมขอเท็จจริงและแสดงความเห็นวา
ผูตองหาเปนคนรายหรือไมตามหนาท่ีหรือพนักงานอัยการรับสํานวนการสอบสวนมาแลว ไดตรวจ
สํานวนเสนอความคิดเห็นตามลําดับชั้นตามหนาที่ หรือเจาพนักงานเสนอรายงานเกี่ยวกับการ
ปฏิบัติผิดวินัยของขาราชการผูอยูในบังคับบัญชาตามหนาที่ไมวาจะเปนการแสดงขอเท็จจริง
หรือแสดงความคดิ เห็น

๑๗๕

®¡Õ Ò·èÕ ñðõõ/òõñõ จาํ เลยฟองหยาภริยาจาํ เลย โดยกลาวในฟองวาภริยาจําเลย
เปนชูกับโจทก ซึ่งจาํ เลยมีความจําเปนที่จะตองกลาวเพื่อมิใหเปนฟองเคลือบคลุม ถือวาขอความ
ท่ีจําเลยกลาวในฟองน้ันเปนขอความในกระบวนพิจารณาคดีในศาลเพ่ือประโยชนแกคดีของตน
ตามมาตรา ๓๓๑ จาํ เลยไมม คี วามผดิ ฐานหมิ่นประมาท

®Õ¡Ò·èÕ ñõùð/òõòñ จาํ เลยฟองหยาสามี ระบุในฟองวาไดเสียเล้ียงหญิงอื่นคือ
โจทกเ ปน ภรยิ า เปน คาํ กลา วในกระบวนพจิ ารณาและใชส ทิ ธทิ างศาล ไมป รากฏวา จําเลยทําโดยไมส จุ รติ
ไมเ ปนหมน่ิ ประมาทท้ังทางอาญาและทางแพง

®¡Õ Ò·èÕ öôøó/òõóñ การทจี่ ําเลยฟอ งโจทกเ ปน คดลี ม ละลายโดยบรรยายฟอ งวา โจทก
เปนคนมีหน้ีสินลนพนตัว ซึ่งจาํ เปนตองกลาวในคาํ ฟองเพ่ือใหโจทกเขาใจขอหาไดชัดเจนนั้นถือไดวา
เปนขอความในกระบวนพิจารณาคดีในศาลเพื่อประโยชนแกคดีของตน จึงไมเปนความผิดฐานหมิ่น
ประมาท

(๓) ติชมดวยความเปนธรรม ซึ่งบุคคลหรือส่ิงใดอันเปนวิสัยของประชาชนยอมกระทาํ
กฎหมายใหถือเอาวิสัยของประชาชนท่ัวไปยอมกระทํากัน เปนขอวินิจฉัยวากรณีเชนใดประชาชน
กระทํากัน กรณีนั้นถือวาไมเปนความผิด การติชมนี้รวมทั้งบุคคลหรือสิ่งอ่ืนดวย เชน นักการเมือง
ตัวละคร นักประพันธ ภาพยนตร หนังสือ ตําราตางๆ รูปภาพ กิจการบานเมือง กิจการสาธารณะ
พฤติการณเจา หนาทรี่ ฐั เปน ตน

(๔) แสดงความคิดเห็นหรือขอความโดยสุจริต ในการแจงขาวดวยความเปนธรรม
เรื่องการดาํ เนินการอันเปดเผยในศาลหรอื ในการประชุม

μÑÇÍÂÒ‹ §
®Õ¡Ò·èÕ ñó-ñô/òôù÷ กรรมการของสมาคมไดอภิปรายในท่ีประชุมสมาคมและออก
โฆษณาไวที่สมาคมตามมติท่ีประชุมวา ไดลบชื่อสมาชิกผูหน่ึงออกจากสมาชิก เพราะเหตุที่สมาชิก
ผนู น้ั ไดว ง่ิ เตน ชกั ชวนสมาชกิ ใหก อ กวนวนุ วาย ถอื อทิ ธพิ ลผใู หญใ นวงราชการเปน การแจง ขา วโดยสจุ รติ
และสุภาพและความเปนธรรม ไมมคี วามผิดฐานหม่นิ ประมาท
®Õ¡Ò·Õè ñððö/òõôò จําเลยท่ี ๒ ซ่ึงเปนพยานของจาํ เลยท่ี ๑ ในคดีท่ีจําเลยที่ ๑
ฟองโจทกตอศาลอาญาเบิกความวา ในขณะโจทกทาํ หนาที่สืบสวนหามูลคดีในเรื่องที่จาํ เลยท่ี ๑
และที่ ๒ ถกู ด. กบั พวกรอ งเรยี นกลา วหาวา จําเลยที่ ๑ และที่ ๒ สมคบกนั ขม ขใู หจ ําเลยใหก ารปรกั ปรํา ด.
โดยโจทกไ ดเรยี กรองเงนิ จาํ นวน ๓๐,๐๐๐ บาท จากจาํ เลยที่ ๑ เพ่อื เปน การตอบแทนในการปนพยาน
อนั เปน การสรา งพยานหลกั ฐานทไี่ มเ ปน ความจรงิ ใหแ กจ าํ เลยท่ี ๑ แตค วามจรงิ โจทกไ มเ คยเรยี กรอ งเงนิ
จํานวน ๓๐,๐๐๐ บาท จากจําเลยที่ ๑ ตามที่จําเลยท่ี ๒ เบกิ ความ ถอ ยคําเบิกความของจาํ เลยท่ี ๒
ดงั กลา วจงึ เปน การใสค วามโจทก โดยประการทน่ี า จะทําใหโ จทกเ สยี ชอ่ื เสยี ง ถกู ดหู มนิ่ หรอื ถกู เกลยี ดชงั
การกระทาํ ของจาํ เลยท่ี ๒ จงึ เปน การดหู มน่ิ และหมนิ่ ประมาทโจทก อนั เปน การกระทาํ กรรมเดยี วผดิ ตอ
กฎหมายหลายบท หาใชเ ปน การแสดงความคดิ เหน็ หรอื ขอ ความโดยสจุ รติ เพอื่ ความชอบธรรม ปอ งกนั ตน
หรอื ปองกนั สว นไดเ สยี เกย่ี วกบั ตนตามคลองธรรมตาม ป.อ.มาตรา ๓๒๙ ไม

๑๗๖

®Õ¡Ò·Õè ôõöó/òõôô โจทกไดรับเลือกต้ังเปนสมาชิกองคการบริหารสวนตําบลแลว
จําเลยไดพูดผานเครื่องกระจายเสียงวา โจทกเปนคนข้ีโกงเอาที่สาธารณประโยชนเปนของตนเอง
เพื่อใหประชาชนตอตานการกระทาํ ท่ีจาํ เลยเห็นวาไมถูกตองตามกฎหมายเพราะการที่โจทกเสนอตัว
ตอ ประชาชนใหเ ลอื กตน เปน การแสดงวา ตนเปน คนดมี คี วามซอื่ สตั ยส จุ รติ ไวว างใจใหเ ขา ไปมสี ว นรว ม
บริหารกิจการแทนประชาชนได และการเรียกรองเอาที่สาธารณประโยชนคืนก็เพ่ือประโยชนของ
ประชาชนและจาํ เลยเองดวย จาํ เลยจึงมีความชอบธรรมที่จะเปดเผยใหประชาชนทราบเพ่ือปองกัน
สวนไดเสียเก่ียวกับตนตามคลองธรรม ตลอดจนแสดงความคิดเห็นติชมดวยความเปนธรรม ซ่ึงการ
กระทาํ ดงั กลา วอนั เปน วิสัยของประชาชนยอมกระทาํ แมขณะจําเลยกลาวถอ ยคําดังกลาว โจทกย งั ไม
ถกู ดาํ เนนิ คดอี าญา หากจาํ เลยเชื่อบรสิ ุทธิใ์ จ มิไดมเี จตนากลนั่ แกลง ใสรายโจทก และมมี ูลอนั ควรเช่อื
กเ็ ปนการกระทําโดยสจุ รติ แลว จาํ เลยไมม คี วามผิด

®Õ¡Ò·èÕ ñóñò-ñóñô/òõôò (ÁÒμÃÒ óòù, óóð, ñõ)
ความผิดฐานหม่ินประมาทท่ีกระทาํ โดยการโฆษณาทางหนังสือพิมพตาม ป.อ.
มาตรา ๓๒๘ ยอมเปนความผิดสําเร็จเมื่อมีการวางจาํ หนายหนังสือพิมพ และทองท่ีท่ีความผิด
เกดิ ขึ้นยอมไดแ ก ทอ งที่ทุกทองทท่ี ว่ี างจําหนา ยหนังสือพมิ พฉบบั นั้น หาใชจ ํากดั เฉพาะทอ งท่ีทีโ่ จทก
ไดอ านหนงั สือพมิ พแ ละทราบการกระทาํ ความผดิ ไม
การนําขอความตามคาํ ฟองที่มีการฟองคดีอาญาตอศาลมาลงพิมพในหนังสือพิมพนั้น
เปน การรายงานขา วเรอื่ งทม่ี กี ารฟอ งรอ งกนั ถอื วา เปน การแจง ขา วดว ยความเปน ธรรมเรอ่ื งการดาํ เนนิ การ
อนั เปด เผยในศาลโดยสจุ รติ ไดร บั ความคมุ ครองตามมาตรา ๓๒๙(๔) ไมเ ปน ความผดิ ฐานหมนิ่ ประมาท
ดูฎกี าท่ี ๓๖๕๔/๒๕๔๓
ó. ¡ÒþÊÔ Ù¨¹¤ ÇÒÁ¨Ã§Ô (ÁÒμÃÒ óóð)
ในกรณหี มนิ่ ประมาทถา ผถู กู หาวา กระทาํ ความผดิ พสิ จู นไ ดว า ขอ ทห่ี าวา เปน หมนิ่ ประมาท
นนั้ เปน ความจรงิ ผนู น้ั ไมตอ งรบั โทษ (มาตรา ๓๓๐ วรรคแรก) แตหา มไมใ หพ ิสจู น ถา ขอ ทีห่ าวาเปน
หมิ่นประมาทน้ันเปนการใสความในเรื่องสวนตัว และการพิสูจนจะไมเปนประโยชนแกประชาชน
(มาตรา ๓๓๐ วรรคทา ย)
®Õ¡Ò·Õè ÷ôóõ/òõôñ โจทกเปนเจาพนักงานตํารวจ กรมตํารวจไดมีคาํ สั่งไลโจทกออก
จากราชการ ยอมเปนประจักษชัดวาโจทกปฏิบัติหนาท่ีโดยมิชอบดวยกฎหมายและมีพฤติกรรมกอ
ความเดือดรอนแกประชาชน การท่ีจาํ เลยตีพิมพการกระทาํ หรือพฤติกรรมของโจทกซึ่งเปนสมาชิก
สภาจังหวัดตามคาํ ส่ังกรมตํารวจนั้น แมเปนขอความหม่ินประมาทโจทกก็ตาม แตก็มิใชเปนการ
ใสความในเร่ืองสวนตัว เพราะเปนการตีแผสิ่งประพฤติชั่วรายและกระทําหนาที่มิชอบของโจทก
ขณะเปน ขา ราชการตาํ รวจเพอ่ื ใหป ระชาชนรบั ทราบและใหผ ปู ระพฤตมิ ชิ อบพงึ สงั วรไว ยอ มเปน ขอ ความ
ท่ีเปนประโยชนแกประชาชน ซึ่งจาํ เลยมีสิทธิพิสูจนไดตาม ป.อ.มาตรา ๓๓๐ วรรคทาย ดังน้ัน
เมื่อจําเลยไดตีพิมพขาวในหนังสือฉบับพิพาทเกี่ยวกับการกระทําของโจทกตามความเปนจริง
จําเลยยอ มไมตองรับโทษ

๑๗๗

การที่หนังสือพิมพลงพิมพวาโจทกจายเช็คไมมีเงิน แมโจทกจะเปนนายกเทศมนตรี
กเ็ ปนความผิดฐานหมิน่ ประมาทเพราะเปน เรอ่ื งสวนตวั ไมเ ปนประโยชนตอ ประชาชน

®¡Õ Ò·èÕ ôð÷/òõòó หนังสือพิมพลงขอความวา โจทกจายเช็คหนึ่งลานบาทแก
ธนาคารเช็คไมมีเงิน ธนาคารแจงตาํ รวจจับโจทก เปนที่เขาใจวาโจทกมีฐานะการเงินไมดีไมนาเช่ือถือ
เปนหม่ินประมาทโจทกซ ่งึ เปนนายกเทศมนตรี และประกอบการคา เปนเรือ่ งสว นตวั ไมเกี่ยวกบั หนาท่ี
การงานในตาํ แหนงนายกเทศมนตรี อันจะถือไดวาเปนประโยชนแกประชาชนจึงอางวาเปนความจริง
เพอ่ื มติ อ งรบั โทษไมไ ด

¡ÒÃáÊ´§¤ÇÒÁ¤´Ô àËç¹ã¹¡Ãкǹ¾Ô¨ÒóҤ´Õã¹ÈÒÅ (ÁÒμÃÒ óóñ)
คคู วามหรอื ทนายความของคคู วาม ซงึ่ แสดงความคดิ เหน็ หรอื ขอ ความในกระบวนพจิ ารณา
คดใี นศาลเพ่ือประโยชนแ กค ดขี องตน ไมมคี วามผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา ๓๓๑
®¡Õ Ò·Õè òôù/òõñð (»ÃЪÁØ ãËÞ‹) คดีกอ นจําเลยถกู อางและหมายเรยี กมาเปนพยาน
จาํ เลยถูกคูความคดีน้ันถามวา พยานไดปลุกปล้าํ โจทกในคดีนี้หรือไม จําเลยไมเต็มใจตอบเกรงจะ
ถูกฟองคดีอาญา แตศาลสั่งใหตอบ จึงตอบวาไดเสียกัน เปนการตอบตามประเด็นท่ีคูความซักถาม
ตอบไปตามหนาท่ีของพยาน มิใชนอกเหนือหนาที่ ทั้งไมมีเจตนาตอบไปเพ่ือหม่ินประมาทโจทก
ไมมคี วามผดิ
ในคดีฟองหยา โจทกกลาวอางเหตุหยาวาคูสมรสอีกฝายเปนชูกับบุคคลอื่น ถือวาเปน
ขอความในกระบวนพจิ ารณาของศาลเพื่อประโยชนแกคดีของตน ไมเ ปน หมิ่นประมาท
®Õ¡Ò·Õè ñðõõ/òõñõ จําเลยฟองหยาภริยาจาํ เลยโดยกลาวในฟองวาภริยาจําเลยเปน
ชูกับโจทก ซ่ึงจําเลยมีความจาํ เปนที่จะตองกลาวเพ่ือมิใหเปนฟองเคลือบคลุม ถือวาขอความ
ที่จําเลยกลาวในฟองนั้นเปนขอความในกระบวนพิจารณาคดีในศาลเพื่อประโยชนแกคดีของตนตาม
มาตรา ๓๓๑ จําเลยไมม คี วามผดิ ฐานหมิ่นประมาท
®¡Õ Ò·èÕ ñõùð/òõòñ จําเลยฟองหยาสามี ระบุในฟองวาไดเสียเล้ียงดูหญิงอ่ืนคือ
โจทกเ ปน ภรยิ า เปน คํากลา วในกระบวนพจิ ารณาและใชส ทิ ธทิ างศาล ไมป รากฏวา จาํ เลยทาํ โดยไมส จุ รติ
ไมเ ปน หม่นิ ประมาททัง้ ทางอาญาและทางแพง
®Õ¡Ò·Õè òòñò/òõóö จาํ เลยฟองขอใหเพิกถอนโจทกออกจากเปนผูอนุบาลของ จ.
ผูไรความสามารถและต้ังจําเลยเปนผูอนุบาลแทน โดยบรรยายฟองวาโจทกเลนการพนัน ไมเหมาะ
ท่ีจะเปนผูอนุบาลของ จ. คดีดังกลาวจึงมีขอท่ีจะตองพิจารณาวาโจทกหรือจาํ เลยควรเปนผูอนุบาล
ของ จ. ดงั นน้ั การทจ่ี าํ เลยเบกิ ความวา บา นของโจทกต ง้ั เปน บอ นการพนนั กเ็ พอื่ สนบั สนนุ คดขี องจาํ เลย
วา โจทกไ มเ หมาะสมทจ่ี ะเปน ผอู นบุ าล ถอื ไดว า เปน ขอ ความในกระบวนพจิ ารณาในศาลเพอ่ื ประโยชน
แกคดขี องตน ไมเปนความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ.มาตรา ๓๓๑
®Õ¡Ò·Õè öôøó/òõóñ การทจี่ าํ เลยฟอ งโจทกเ ปน คดลี ม ละลายโดยบรรยายฟอ งวา โจทก
เปนคนมีหน้ีสินลนพนตัวซ่ึงจําเปนตองกลาวในคาํ ฟองเพื่อใหโจทกเขาใจขอหาไดชัดเจนนั้น ถือไดวา
เปนขอความในกระบวนพิจารณาคดีในศาลเพื่อประโยชนแกคดีของตน จึงไมเปนความผิดฐานหม่ิน
ประมาทตาม ป.อ.มาตรา ๓๓๑

๑๗๘

ÁÒμÃÒ óóò ในคดีหมิ่นประมาทซ่ึงมคี ําพิพากษาวาจาํ เลยมคี วามผดิ ศาลอาจสั่ง
(๑) ใหย ดึ และทาํ ลายวัตถหุ รือสว นของวตั ถทุ ีม่ ขี อความหม่ินประมาท
(๒) ใหโฆษณาคําพิพากษาทั้งหมดหรือแตบางสวนในหนังสือพิมพหนึ่งฉบับหรือ
หลายฉบบั ครงั้ เดียวหรอื หลายครง้ั โดยใหจําเลยเปนผชู ําระคา โฆษณา
มาตราน้ีไมใชเร่ืองลงโทษ แตเปนบทบัญญัติพิเศษเกี่ยวกับการบังคับคดี เพื่อเปนการกู
เกยี รติยศช่ือเสียงของฝา ยผูเสียหาย ท่ีถูกใสค วามหมิ่นประมาทและเสยี หายไปแลว น้นั กลับคนื มา
ผูเสียหายหรอื พนกั งานอัยการโจทกมที างทําได ๒ ประการ
ก. ขอมาพรอมกับคาํ ฟอง กลาวคือ ระบุบรรยายขอมาในคําฟองหรือจะขอมาใน
ทา ยคําขอทายฟอ งนัน้ กไ็ ด
ข. ในกรณไี มไ ดข อมากบั ฟอ ง ผเู สยี หายโจทกอ าจขอมาโดยคาํ รอ งขอแกไ ขเพมิ่ เตมิ ฟอ ง
แตท ง้ั นต้ี อ งขอเขา มากอ นศาลชน้ั ตน มคี ําพพิ ากษาวา จาํ เลยมคี วามผดิ แมม าตรานจี้ ะไมเ ขยี นไวช ดั แจง
วามคี าํ พิพากษาของศาลใดกต็ าม เพราะคําขอเชนนยี้ อมไมเปดโอกาสใหข อไดในช้ันอทุ ธรณหรอื ฎกี า
เพราะการอุทธรณห รอื ฎกี านีเ้ ปนอทุ ธรณค าํ พิพากษาศาลช้นั ตน หรอื ศาลอุทธรณเทา นนั้ (ฎกี าที่ ๙๕๐
/๒๔๘๕)
ค. การขอตาม ม. ๓๓๒ ขอไดท้ัง ๒ กรณีหรือขอเพียงอยางหน่ึงอยา งใด หรือไมขอเลย
ก็ไดมีขอสาํ คัญวาศาลจะมีคาํ สั่งหรือคําพิพากษาไดเฉพาะเมื่อศาลมีคําพิพากษาวาจําเลยมีความผิด
เทา นนั้
®Õ¡Ò·èÕ öôøó/òõóñ การที่จําเลยฟองโจทกเปน คดลี มละลายโดยบรรยายฟอ งวา โจทก
เปนคนมีหนี้สินลนพนตัว ซ่ึงจําเปนตองกลาวในคาํ ฟองเพื่อใหโจทกเขาใจขอหาไดชัดเจนนั้นถือไดวา
เปนขอความในกระบวนพิจารณาคดีในศาลเพื่อประโยชนแกคดีของตน จึงไมเปนความผิดฐานหมิ่น
ประมาท
ÁÒμÃÒ óóó “ความผิดในหมวดน้ีเปน ความผดิ อนั ยอมความได
ถาผูเสียหายในความผิดฐานหมิ่นประมาทตายเสียกอนรองทุกข ใหบิดามารดา คูสมรส
หรอื บตุ รของผเู สยี หายรองทกุ ขได และใหถอื วา เปน ผเู สยี หาย”
ความผิดฐานหม่ินประมาทท่ีจะยอมความได จํากัดเฉพาะหม่ินประมาทบุคคลธรรมดา
ซ่งึ อยูในหมวดน้เี ทานน้ั
ในกรณีผูเสียหายในคดีหม่ินประมาทตามมาตรา ๓๒๖ หรือมาตรา ๓๒๗ หรือ
มาตรา ๓๒๘ ถา ผูเสียหายเชนวาน้นั ตายลงเสียกอนรองทุกข กฎหมายใหบ ิดา มารดา คสู มรส หรอื
บตุ รของผูเ สียหายรองทกุ ขไดแ ละใหถ อื วาเปนผเู สยี หาย

ô. คาํ ¶ÒÁ·ÒŒ º·àÃÕ¹

๑. จงใหความหมายของคาํ วา “คาไถ”
๒. นายชอบ ซ้ือ เด็กหญิงนารัก อายุ ๑๔ ป จากนายเช่ียวที่ไปพรากเอามาจากบิดา
มารดา ของเด็กหญงิ นารกั มา ดังน้ี การกระทาํ ของนายชอบ ผดิ ฐานใด หรือไม อยา งไร
๓. จงยกตวั อยา งถอ ยคําหม่นิ ประมาท

๑๗๙

àÍ¡ÊÒÃ͌ҧͧÔ

เกยี รตขิ จร วจั นสวสั ด.ิ์ (๒๕๕๑).คาํ อธบิ ายกฎหมายอาญา ภาค ๑ กรงุ เทพฯ:พลสยามพรนิ้ ตงิ้ .
คณิต ณ นคร.(๒๕๔๗). กฎหมายอาญา ภาคท่วั ไป. กรงุ เทพฯ:วิญูชน.
ทวเี กยี รติ มนี ะกนษิ ฐ.(๒๕๕๓).คาํ อธบิ ายกฎหมายอาญา ภาคทว่ั ไป. กรงุ เทพฯ:วญิ ชู น.
ประภาศน อวยชยั .(๒๕๒๖).ประมวลกฎหมายอาญา ภาค ๑. กรงุ เทพฯ:สาํ นกั อบรมศกึ ษา
กฎหมายแหงเนติบัณฑิตยสภา.
สหรัฐ กิติศุภการ.(๒๕๕๗).หลักและคําอธิบายกฎหมายอาญา.กรุงเทพฯ:อมรินทร
พร้นิ ต้ิงแอนดพับลชิ ช่งิ
บุญเพราะ แสงเทียน.(๒๕๕๒).กฎหมายอาญา ๑ ภาคทั่วไป.กรุงเทพฯ:บรษิ ัทวทิ ยพัฒน
จํากดั
สุพจน นาถะพินธุ.(๒๕๓๓).ประมวลกฎหมายอาญา.กรุงเทพฯ:สํานักพิมพรุงเรืองธรรม.
สุวัฒน ศรีพงษสุวรรณ.(๒๕๔๙).คําอธิบายประมวลกฎหมายอาญา.กรุงเทพฯ:
นิตบิ รรณาการ.
วนิ ยั เลศิ ประเสรฐิ .(๒๕๔๗).วธิ ไี ลส ายกฎหมายอาญา เลม ๑.กรงุ เทพฯ:อินเตอรบุคส.
เกียรติขจร วัจนสวัสดิ์.(๒๕๕๐).คําอธิบายกฎหมายอาญา ภาคความผิด เลม ๑.
กรงุ เทพฯ:หางหนุ สว นจาํ กดั จริ ชั การการพมิ พ.

๑๘๑

º··Õè ø

¤ÇÒÁ¼´Ô à¡ÕÂè ǡѺ·Ã¾Ñ 

ñ. ÇÑμ¶»Ø ÃÐʧ¤¡ ÒÃàÃÂÕ ¹ÃŒÙ»ÃÐจาํ º·

๑. เพ่ือใหนักเรียนนายสิบตํารวจมีความรูความเขาใจ เร่ืองกฎหมายอาญาเกี่ยวกับ
ความผดิ ฐานตา งๆ

๒. เพอื่ ใหน กั เรยี นนายสบิ ตาํ รวจ ทราบถงึ การวดั ผลและประเมนิ ผล วชิ ากฎหมายอาญา ๒
๓. เพื่อใหนกั เรยี นนายสิบตาํ รวจมคี วามรู เกยี่ วกับความผิดเกย่ี วกบั ทรพั ย

ò. ʋǹนํา

นักเรียนจะไดศึกษาประมวลกฎหมายอาญา ภาค ๒ เรื่องความผิดเกี่ยวกับทรัพย
อนั ไดแ ก ความผดิ ฐานลกั ทรพั ย ลกั ทรพั ย เหตฉุ กรรจ วงิ่ ราวทรพั ย กรรโชกทรพั ย รดี เอาทรพั ย ชงิ ทรพั ย
ปลน ทรพั ย ฉอ โกง ฉอ โกงประชาชน โกงเจา หน้ี ยกั ยอก รบั ของโจร และทาํ ใหเ สยี ทรพั ย ตลอดจนแนว
คําพิพากษาทีเ่ กีย่ วขอ งเพอ่ื ใหนักเรยี นนายสบิ ตาํ รวจใชป ระกอบการเรยี นการสอน

ó. à¹Í×é ËÒ
¤ÇÒÁ¼Ô´à¡ÕèÂÇ¡ºÑ ·ÃѾ

ñ. ÅÑ¡·ÃѾ
ÁÒμÃÒ óóô “ผูใดเอาทรัพยของผูอ่ืนหรือที่ผูอ่ืนเปนเจาของรวมอยูดวยไปโดยทุจริต
ผูนั้นกระทาํ ความผดิ ฐานลกั ทรพั ย ตองระวางโทษจําคุกไมเกนิ สามป และปรับไมเ กินหกหมื่นบาท”
ͧ¤» ÃСͺ¤ÇÒÁ¼Ô´
๑. เอาไป
๒. ทรัพยของผอู ืน่ หรอื ท่ีผูอืน่ เปนเจาของรวมอยูด ว ย
๓. โดยเจตนาทุจริต
คํา͸ºÔ ÒÂ
คาํ วา “เอาไป” หมายถงึ เอาไปจากความครอบครองของผอู นื่ โดยทใ่ี นขณะนน้ั มผี อู นื่ เปน
ผคู รอบครองทรพั ยน น้ั อยู จะครอบครองทรพั ยน น้ั โดยผนู น้ั เปน ผยู ดึ ถอื ทรพั ยน น้ั ไวเ อง หรอื ครอบครอง
โดยมีผูอ่ืนยึดถือทรัพยนั้นไวแทน เชน ลูกจางยึดถือทรัพยไวแทนนายจาง เปนตน ก็ไดขอสําคัญ
ผูเอาไปตามมาตรา ๓๓๔ นี้ จะตองไมเปนผูครอบครองทรัพยน้ันอยูเองในขณะนั้น เพราะมิฉะนั้น
กอ็ าจจะเปน ผดิ ฐานยกั ยอกตามมาตรา ๓๕๒ ไมม คี วามผดิ ฐานนแ้ี ตอ ยา งใด อยา งไรกต็ าม ถา ผเู อาไป
เปน เพยี งผยู ดึ ถอื ทรพั ยน น้ั ไวแ ทนผอู น่ื เชน กรณลี กู จา งยดึ ถอื ทรพั ยไ วแ ทนนายจา งดงั กลา วแลว ขา งตน
เชน น้ี ถา ลกู จา งเอาทรพั ยน น้ั ไปโดยทจุ รติ ลกู จา งกอ็ าจมคี วามผิดฐานลกั ทรพั ยน ายจา งไดเ ชน เดยี วกนั

๑๘๒

¡. ¤ÇÒÁ¤Ãͺ¤Ãͧ นี้มีความหมายตรงกับคําวา “สิทธิครอบครอง” ตาม ป.พ.พ.
มาตรา ๑๓๖๗ ซึง่ บัญญัติวา บุคคลใดยดึ ถือทรัพยส ินโดยเจตนาจะยดึ ถอื เพอื่ ตน ทานวาบคุ คลนั้นได
ซึ่งสิทธิครอบครอง จะเห็นไดวาการที่บุคคลใดจะไดมาซึ่งสิทธิครอบครองในทรัพยใดนั้นจะตอง
ประกอบดวยทั้งการกระทาํ และเจตนารวม ๒ ประการดว ยกนั กลา วคือ มีการกระทําโดย

การ “ยดึ ถอื ” ทรัพยนัน้ ไว และมเี จตนายดึ ถอื ทรพั ยน ั้นไว “เพอ่ื ตน”
การเอาไปจากครอบครองน้ัน นอกจากผูเอาไปจะไมมีสิทธิครอบครองในทรัพยนั้นแลว
จะตอ งปรากฏดว ยวา ทรพั ยน นั้ อยใู นความครอบครองของผอู น่ื ถา ทรพั ยน น้ั ไมอ ยใู นความครอบครอง
ของบุคคลใดเลย เชน เปนทรัพยสินหาย หรือเปนทรัพยสินไมมีเจาของผูเอาไปก็ไมมีความผิด
ฐานลักทรัพย
ทรพั ยส นิ หาย หมายถงึ ทรพั ยส นิ นน้ั หลดุ ไปจากความยดึ ถอื ของเจา ของหรอื ผคู รอบครอง
โดยมไิ ดต้ังใจ และเจา ของหรอื ผูครอบครองก็ไมร หู ายไปท่ใี ด ทงั้ มไิ ดส นใจจะติดตามเอาคนื
ทรพั ยไ มม เี จา ของ หมายถงึ ทรพั ยท เ่ี จา ของเลกิ การครอบครองดว ยเจตนาสละกรรมสทิ ธิ์
เชน ทรัพยท ่ีเจา ของทงิ้ แลว สตั วทยี่ งั อยโู ดยอิสระ เปน ตน บุคคลที่เขา ยึดถือเอาทรัพยซ่ึงไมม ีเจา ของ
ยอ มไดกรรมสทิ ธใ์ิ นทรพั ยน นั้
องคป ระกอบของความผิดในสว นการกระทาํ “เอาไป” น้ี นอกจากจะเปน การเอาไปจาก
ความครอบครองของผอู น่ื แลว ทรพั ยท ถี่ กู เอาไปนนั้ จะตอ งเปลย่ี นแปลงทอี่ ยหู รอื เคลอ่ื นทไี่ ปจากทอ่ี ยู
กอ นถกู เอาไปอกี ดวย ถาทรัพยน้ันไมไดเ ปลีย่ นแปลงท่ีอยหู รอื ไมไดเ คลือ่ นทไี่ ปแตอ ยางใด ก็ไมถ อื วา
มกี ารเอาไปตามความในมาตรา ๓๓๔ ซง่ึ ผกู ระทาํ ความผดิ อาจรบั ผดิ เพยี งฐานพยายามลกั ทรพั ยเ ทา นน้ั
แตถาสามารถเขายึดถือหรือมีอํานาจเหนือทรัพยนั้นไดอยางแทจริงแลว แมจะไดนํา
เคล่อื นที่หรือเปลย่ี นแปลงทอ่ี ยไู ปแตเพยี งเลก็ นอยก็ตาม ก็ถือวาเปน การเอาไปสาํ เรจ็ แลว ผูเอาไปจึง
อาจมีความผดิ ฐานลักทรพั ยส าํ เร็จ มิใชเพยี งแตค วามผดิ ฐานพยายามลกั ทรพั ยเ ทานน้ั
·Ã¾Ñ ¢Í§¼ÍŒÙ ×¹è ËÃ×Í·è¼Õ ÙŒÍ×è¹à»¹š ਌ҢͧÃÇÁÍ´ً ÇŒ Â
·ÃѾ ตามประมวลกฎหมายอาญามิไดนิยามคําวา “·ÃѾ” ไว ฉะน้ันความหมาย
คําวาทรัพย จึงนาจะอนุโลมยึดถือเอาความหมายตามประมวลกฎหมายแพงและพาณิชยมาตรา
๑๓๗ ซง่ึ บญั ญัตวิ า “ทรพั ย หมายความวา วัตถมุ รี ปู ราง” และจากประมวลกฎหมายแพงและพาณิชย
มาตรา ๑๓๘ ซึ่งบัญญัติวา “ทรัพยสิน หมายความรวมทั้งทรัพย และวัตถุไมมีรูปรางซ่ึงอาจมีราคา
และอาจถือเอาได”
มีปญหาซึ่งถกเถียงกันมาตั้งแตกอนมี ป.อ. แลววา พลังงานตางๆ เชน กระแสไฟฟา
ไอน้ําจากเคร่ืองจักร เปนทรัพยหรือไม โดยที่พลังงานมิใชของแข็ง มิใชของเหลว และมิใชกาซ
นักกฎหมายสวนใหญจึงมีความเห็นวา พลังงานมิใชทรัพยผูเอาไปจึงไมควรมีความผิดฐานลักทรัพย
แมตอมาจะมคี ําพพิ ากษาศาลฎกี าที่ ๘๗๗/๒๕๐๑ ตัดสนิ วา ผลู ักกระแสไฟฟา มีความผิดฐานลักทรัพย
นกั กฎหมายไมน อ ยกย็ งั คดั คา นอยู และมคี วามเหน็ วา จะตอ งมกี ฎหมายบญั ญตั ไิ วเ ปน การเฉพาะใหก าร
ลกั กระแสไฟฟามีความผิดตามกฎหมาย มิฉะนัน้ กไ็ มควรมคี วามผดิ

๑๘๓

¢. ·Ã¾Ñ ¹Ñ¹é ໚¹¢Í§¼ÙŒÍè×¹ËÃ×ͼŒÙÍè׹໹š ਌ҢͧÃÇÁÍ‹ٴnj  ทรัพยท่จี ะถูกลกั ไปไดต าม
มาตรา ๓๓๔ จะตองเปนทรัพยซึ่งมีเจาของกรรมสิทธิ์อยู มิใชทรัพยไมมีเจาของ เจาของทรัพยนั้น
จะเปนเอกชน นิติบุคคล หรอื รัฐกไ็ ด

ทรัพยท่ีจะถูกลักไดตองเปนของผูอ่ืนหรืออยางนอยผูอ่ืนตองเปนเจาของรวมอยูดวยกับ
ผูลัก ถาทรัพยนั้นเปนของผูเอาไปเพียงผูเดียวแลว แมจะเอาไปจากการครอบครองของผูอื่นก็ไมมี
ความผิดฐานลกั ทรพั ย

ทรัพยน้ันแมจะเคยมีเจาของมากอน แตถาเจาของสละกรรมสิทธ์ิเสียแลว ก็กลายเปน
ทรพั ยไ มมีเจาของ ผใู ดเอาไปก็ไมมคี วามผดิ ฐานลักทรพั ย

à¨μ¹Ò
องคป ระกอบภายในขอน้คี อื ที่บญั ญตั ไิ วใน ป.อ.มาตรา ๕๙ กลาวคอื นอกจากกระทํา
โดยรูสํานึกในการที่กระทําอันเปนหลักวาดวยการกระทําแลว ผูน้ันจะตองประสงคตอผลหรือยอม
เล็งเห็นผลของการท่ีกระทําน้ันดวย แตถาผูนั้นไมรูขอเท็จจริงอันเปนองคประกอบของความผิดก็จะ
ถอื วา ผนู น้ั ประสงคต อ ผลหรอื ยอ มเลง็ เหน็ ผลไมไ ด นน่ั กค็ อื ถอื วา ผนู นั้ ไมม เี จตนากระทาํ ผดิ แตอ ยา งใด
การเอาทรัพยของผูอ่ืนไปโดยถือวิสาสะก็เชนเดียวกัน เปนความเขาใจของผูเอาไปวา
เจาของคงยินยอมใหเอาไปได โดยที่เคยมีความสัมพันธทํานองน้ันกันมากอนเกา ถาตนเอาทรัพย
น้ันไปอกี ก็คงไมเ ปน ไร จึงเทากบั เปนการสําคัญผิดวา เจา ของยินยอมตามนัยมาตรา ๖๒ ดังกลา วแลว
ผกู ระทําจงึ ไดรับยกเวน ความผิดฐานลกั ทรพั ยเชน เดยี วกัน
â´Â·¨Ø ÃμÔ
องคประกอบภายในขอน้ีเปนเจตนาพิเศษหรือมูลเหตุชักจูงใจประกอบการกระทําคือ
การเอาทรัพยข องผูอ่นื หรอื ทผ่ี ูอื่นเปน เจาของรวมอยดู วยไป ซงึ่ ป.อ.มาตรา ๑(๑) มีบทนยิ ามคาํ นีไ้ ว
ดงั นี้ “โดยทจุ รติ ” หมายความวา เพอ่ื แสวงหาประโยชนท มี่ คิ วรไดโ ดยชอบดว ยกฎหมายสาํ หรบั ตนเอง
หรอื ผอู น่ื เจตนาพเิ ศษเพอ่ื แสวงหาประโยชนท ม่ี คิ วรไดโ ดยชอบดว ยกฎหมายสาํ หรบั ตนเองหรอื ผอู น่ื น้ี
จะตองเกิดขึ้นพรอมกันกับการกระทํา “เอาไป” ถาเพ่ิงเกิดขึ้นภายหลังก็ไมมีความผิดฐานลักทรัพย
แตถาในขณะเอาไปการกระทําเขาองคประกอบความผิดโดยครบถวนแลว แมภายหลังนํามาคืนให
หรอื เอาไปทําลายไมใ ชป ระโยชนอ กี ตอไป กไ็ มเปน เหตใุ หพ น ความผดิ ไปแตอ ยางใด
อน่งึ มขี อ สังเกตวา ความผดิ ฐานลักทรัพยก บั ยักยอกนนั้ มีขอ แตกตา งกนั คือ
๑. ลักทรพั ยต อ งเปน เรือ่ งเอาไปซงึ่ ทรพั ย ทอี่ ยูในความครอบครองของผอู นื่ แตย กั ยอก
ทรพั ยต องอยูในความครอบครองของผยู ักยอกเอง แลวเบยี ดบงั เอาเปนของตน
๒. ลักทรัพยผูกระทําตองมีเจตนาทุจริตกอนเอาทรัพยไปจากการครอบครอง สวนการ
ยกั ยอกน้นั ทรัพยอยูในความครอบครองกอ นแลว ทจุ ริตเบยี ดบงั เอาเปน ของตนภายหลัง
๓. ลกั ทรพั ยเ ปน ความผิดอันยอมความไมไ ด แตย ักยอกยอมความได

๑๘๔

๔. ในกรณีของตกหายมีหลักวินิจฉัยในปญหาคาบเก่ียวระหวางลักทรัพยและยักยอก
คือ ตามคําพพิ ากษาฎีกาที่ ๑๓๖๓/๒๕๐๓ วนิ ิจฉยั วา ถาเกบ็ เอาทรัพยน ้ันไปโดยรหู รอื มีเหตุอันควร
รูวาทรัพยน้ันอยูในระหวางเจาของกําลังติดตามหรือกําลังจะติดตามเพื่อเอาคืนก็เปนการลักทรัพย
แตถาเก็บเอาไปโดยไมมีเหตุอันควรรูเชนวาน้ันแลวก็เปนการเก็บไดซ่ึงทรัพยสินหาย มีความผิดฐาน
ยักยอก

μÇÑ ÍÂÒ‹ §
®¡Õ Ò·Õè òóö/òôùñ เพยี งแตท าํ ใหผ ลไมห ลดุ จากตน เชน สอยมะมว งหรอื ตดั ขนนุ หลน
จากตน หรือขุดถอนมันหรือตนหอมใหหลุดจากพ้ืนดินเพื่อจะลักนั้น ยังไมเปนการเอาทรัพยนั้นไป
คงเปนผิดเพียงฐานพยายามลักทรัพย คนรายถอนตนหอมท้ิงเกล่ือนอยูบนรองสวนยังไมทันเอาไป
เจาทรัพยมาพบจึงหนีไป แลวทํารายเจาทรัพยขณะเจาทรัพยไลจับกุมเปนความผิดฐานพยายาม
ชิงทรัพย
(แตถามีการกระทําอยางใดแกทรัพยที่ขาดหลุดจากตนน้ันแลวถือวาลักทรัพยสําเร็จแลว
เชน ฎกี าที่ ๒๓๖/๒๔๙๑ ตดั ยอดจากแลวเฉาะผกู เปนมดั )
®¡Õ Ò·èÕ ññõó/òôùô ขอเท็จจริงในคดีไดความวา จําเลยข้ึนไปบนตนมะพราวของ
ผูอื่น โดยเจตนาทุจริตคิดจะลักมะพราว จําเลยฟนมะพราวไดหน่ึงทะลายก็เอามาพาดกิ่งมะพราวไว
เพอื่ จะตดั ทะลายอน่ื ตอ ไป ขณะตดั ทะลายทสี่ อง พวกเจา ทรพั ยม าพบเขา จาํ เลยจงึ ลงจากตน มะพรา ว
หนไี ปโดยไมไ ดเ อามะพรา วไปดว ย ศาลฎกี าวนิ จิ ฉยั วา จาํ เลยมคี วามผดิ ฐานลกั ทรพั ย คอื ลกั เอามะพรา ว
ทะลายทหี่ นึ่งสาํ เร็จแลวเพราะถอื เอาไป คอื เอาเคลือ่ นจากทีไ่ ปแลว
®Õ¡Ò·èÕ ñóöó/òõðó (ประชุมใหญ) ทรัพยสินหายเปนเร่ืองที่ทรัพยสินหลุดพนไปจาก
ความยึดถือของเจาของหรือผูครอบครองโดยมิไดตั้งใจ ไมใชเรื่องสละครอบครอง ผูใดเก็บเอาทรัพย
น้นั ไป จะเปนความผิดฐานลกั ทรพั ย หรอื ยกั ยอกทรพั ย หรอื ยักยอกทรัพยส ินหายตอ งพิจารณาตาม
พฤติการณเปนรายๆ ไป คือ ถาเก็บเอาไวโดยรูหรือควรรูวาทรัพยน้ัน เจาของกําลังติดตาม หรือ
จะตดิ ตามเพอื่ เอาคนื กเ็ ปน ลกั ทรพั ย ถา ไมร หู รอื ไมม เี หตคุ วรรู เปน ความผดิ ฐานยกั ยอกทรพั ยส นิ หาย
รถทหารควํ่า ทําใหปนทหารตกนํ้า ๑ กระบอก ทหารลงมาหา ๒ คร้ังไมพบ จึงไป
แจง ความทอ่ี าํ เภอ ตอ มาตอนคาํ่ วนั เดยี วกนั นนั้ เอง จาํ เลยไปงมเอาปน นน้ั ไปขายเสยี แสดงวา จาํ เลยรู
หรอื ควรรวู า รถทหารควา่ํ ปน จมนาํ้ อยู แลว ถอื โอกาสตอนปลอดผคู นไปงมเอาปน ทอี่ ยรู ะหวา งเจา ของ
กําลงั ตดิ ตาม
®¡Õ Ò·Õè ñ÷ù/òõð÷ ผเู สยี หายจะเขา หอ งสว มจงึ มอบกระเปา ถอื ใหจ าํ เลยถอื ไว จาํ เลย
เปดกระเปาเอาสรอยและธนบัตรไปเสีย ตัดสินวาผูเสียหายฝากกระเปาถือใหดูแลแทนช่ัวคราว ÁÔä´Œ
ÁÕà¨μ¹Ò¨ÐÊÅСÒäÃͺ¤ÃͧãËŒ ¨Ö§¶×ÍÇ‹ÒÊÌ͡Ѻ¸¹ºÑμÃÂѧÍÂً㹤Ãͺ¤Ãͧ¢Í§¼ÙŒàÊÕÂËÒÂ
การท่ีจําเลยลอบเปดกระเปาถือเอาสรอยกับธนบัตรของผูเสียหายไป จึงเปนความผิดฐานลักทรัพย
ไมใชย ักยอก

๑๘๕

®Õ¡Ò·Õè ôöø/òõñð ศาลฎกี ากลา ววา การทกี่ ระบอื หายไปจากทเี่ ลยี้ ง ไปอยกู ลางทงุ ใกล
กระทอมนาผอู ่นื ซ่ึงหางประมาณ ๑ กโิ ลเมตรและพวกเจาทรัพยกําลังติดตามอยู ดังนย้ี ังถือไมไดวา
เปนทรัพยส นิ หาย โดยทค่ี วามยดึ ถอื ของเจาของยังไมข าดไป จําเลยควรจะรูวา หากจาํ เลยท่ี ๑ ไมพา
เอาไปเสยี เจา ของยงั ตดิ ตามเอาคืนไดงาย ดงั น้นั จาํ เลยที่ ๑ จึงมคี วามผดิ ฐานลกั ทรัพย หาใชย กั ยอก
เกบ็ ของตก

®Õ¡Ò·èÕ òõñ/òõñó คดีไดความวาผูเสียหายเชานาจําเลยโดยตกลงใหขาวแกจําเลย
ปล ะ ๑๐๘ ถงั เปน คา เชา ผเู สยี หายไมช าํ ระคา เชา จาํ เลยจงึ ไปตวงขา วจากลานนวดขา วในนาผเู สยี หาย
ไป ๑๐๘ ถงั ศาลฎกี ากลา ววา มปี ญ หาตอ ไปวา การทจี่ าํ เลยมาตวงขา วจากลานนวดขา วในนาผเู สยี หาย
ไป ๑๐๘ ถัง โดยท่ีนายแหลมบุตรผูเสียหายซึ่งเปนผูเฝาขาวอยูมิไดอนุญาตน้ัน จําเลยจะมีความผิด
ฐานลกั ทรพั ยห รอื ไม ความผดิ ฐานลกั ทรพั ยผ กู ระทาํ จะตอ งเอาทรพั ยผ อู นื่ ไปโดยทจุ รติ ศาลฎกี าเหน็ วา
¢ÒŒ Çã¹¹Ò¼àÙŒ ÊÕÂËÒ ÁÍÕ ÂÙ‹ÁÒ¡¡Ç‹Ò·èÕจาํ àÅÂÁÒμǧàÍÒä» จําเลยตวงเอาขา วไป ๑๐๘ ถังเทา จํานวน
คา เชา นาทจี่ าํ เลยมสี ทิ ธิ จะไดร บั ชาํ ระจากผเู สยี หายจะวา จาํ เลยมเี จตนาทจุ รติ ลกั ขา วผเู สยี หายหาไดไ ม

®¡Õ Ò·Õè óòñ/òõñð จําเลยไดเรียกเอาเงินและทองมาใสถุงยามเพ่ือเปนสิริมงคล
ในการทจี่ าํ เลยจะทาํ พธิ ขี นึ้ บา นใหมข องโจทกร ว ม จงึ ไดห อ ธนบตั รจาํ นวน ๒,๐๐๖ บาท กบั เอาสรอ ยคอ
ทองคําหนักหนงึ่ บาทหนึ่งเสน บรรจใุ สในกลองพลาสติกสง ใหจ าํ เลย จําเลยเอาหอ เงินและกลองบรรจุ
สายสรอ ยดงั กลา วใสล งในถงุ ยา มแลว ลงเรอื นไป มนี ายประสทิ ธแิ ละโจทกร ว มเดนิ ตามหลงั ระหวา งเดนิ
กนั ไปทางบา นใหมข องโจทกร ว ม เพอื่ จะทาํ พธิ ี จาํ เลยลว งเอาหอ ธนบตั รนน้ั ไปเสยี จงึ เหน็ ไดว า เปน การ
ลกั ทรัพย เพราะโจทกรว มเจา ของทรพั ย ยังมไิ ดสละการครอบครองใหจาํ เลย เพียงแตใหจําเลยยดึ ถือ
ไวช ่วั คราว การท่จี ําเลยเอาหอ ธนบตั รน้นั ไป ยอ มมคี วามผิดฐานลกั ทรพั ย

®Õ¡Ò·èÕ ñùòô-ñùòõ/òõñô จาํ เลยเปน ลกู จา งเรอื หาปลากน็ าํ เรอื ของนายจา งไปจบั ปลา
แลว ๒ วันก็เอามาสง ทกุ คร้ังเปน อยางน้ี คราวนีจ้ ําเลยเอาเรอื หาปลากบั เครอ่ื งไมเครือ่ งมอื ไปแลว ก็
เอาไปขายเสยี ปญ หาวา จาํ เลยจะมคี วามผดิ ฐานลกั ทรพั ยห รอื เปน ความผดิ ฐานยกั ยอก กต็ อ งวนิ จิ ฉยั
ปญหาเรือ่ งครอบครองเปน เบอื้ งตน ศาลฎกี าวนิ จิ ฉยั วากรณีอยางนกี้ ารครอบครองยังอยูทต่ี วั เจา ของ
ทรัพยคือเจาของเรือ เมื่อจําเลยเอาไปก็หมายความเอาไปจากการครอบครองก็เปนความผิดฐาน
ลักทรัพย มใิ ชความผิดฐานยักยอก

®¡Õ Ò·Õè òð÷ô/òõñô จําเลยตัดสายโทรทัศนออกและยกเอาเคร่ืองรับโทรทัศนของ
ผูเ สยี หายในหอ งรบั แขกเคล่ือนไปทีก่ ลางหอง เผอิญผูเสียหายเขาไปพบจาํ เลย จําเลยจงึ วางเครื่องรับ
โทรทัศนไวท่ีพื้นหองแลวหลบหนีไป จําเลยยอมมีความผิดฐานลักทรัพยเพราะถือวา จําเลยเอาทรัพย
ไปแลว โดยทาํ ใหท รัพยส นิ เคลือ่ นท่ี

®Õ¡Ò·èÕ ÷õõ/òõò÷ ไดความวา จําเลยเชาที่ดินของโจทกทําไร แลวจําเลยขุดดินน้ัน
ไปขายโดยทจุ รติ จาํ เลยมคี วามผดิ ฐานลกั ทรพั ย วนิ จิ ฉยั วา ผดิ ฐานลกั ทรพั ยไ มใ ชผ ดิ ฐานยกั ยอก เพราะ
การเชาที่ดินน้ันผูใหเชาใหเชาทรัพยสินในสภาพท่ีเปนอสังหาริมทรัพย เม่ือที่ดินถูกขุดข้ึนมาแลวยอม

๑๘๖

เปล่ียนสภาพเปนสังหาริมทรัพยจึงถือไมไดวาเปนทรัพยสินที่เชา ดินที่ถูกขุดมาจึงคงอยูในความ
ครอบครองของผูใหเชา ในคดีเรื่องน้ีศาลฎีกาถือหลักท่ีวาใครเปนคนครอบครอง แตโดยวินิจฉัยวา
ท่ีผูใหเชาใหเชาทรัพยสินคือที่ดินนี้ในสภาพที่เปนอสังหาริมทรัพย แตเมื่อท่ีดินถูกขุดข้ึนมาแลวก็
กลายเปน สงั หารมิ ทรพั ย จงึ ถือไมไ ดวา เปน ทรพั ยสินท่เี ชา เม่ือเปน สังหารมิ ทรพั ยไมใ ชท รพั ยส ินท่เี ชา
ก็ถอื วา อนั น้ี ยงั อยใู นความครอบครองของเจา ของทดี่ ิน เมอ่ื เอาไปกเ็ ปน ลกั ทรัพย ดงั นัน้ ถาหากเปน
เรอ่ื งเชา บา น เชน เชา ตกึ หลงั หนงึ่ เปน การเชา อสงั หารมิ ทรพั ย ถา คนเชา ถอดมงุ ลวดในบา นหลงั นนั้ ไป
หรอื กระจกบานหนา ตา งไป จะถือวา เปนลักทรพั ยห รือยกั ยอกทรพั ย มันก็ตองเขา มาสปู ญหาทว่ี าใคร
ครอบครองทรัพยน้ัน เมื่อพิจารณาดูคําพิพากษาฎีกาน้ีแลวจะเห็นไดวาการครอบครองนั้นยังอยูท่ี
เจา ทรพั ย เพราะเมอื่ แยกออกมาจากตวั อสงั หารมิ ทรพั ยแ ลว กเ็ ปน สงั หารมิ ทรพั ย จงึ เปน ความผดิ ฐาน
ลกั ทรพั ย

®¡Õ Ò·èÕ õ÷ô/òõò÷ จาํ เลยขนึ้ ไปบนตน ลาํ ไยหกั ลาํ ไยทง้ั กง่ิ จากตน ใสใ นเขง เจา พนกั งาน
จับจําเลยขณะจําเลยอยูบนตนและกําลังหักก่ิงลําไยใสเขงอยู (ถามวาอยางน้ีเปนพยายามหรือเปน
ความผิดสําเร็จ มันมีเขงมันหักก่ิงลําไยใสเขง เพราะฉะน้ันการหักก่ิงลําไยใสเขง ก็เปนการแยกหรือ
เคล่ือนที่ผลลําไยออกจากตน อันน้ีเปนการแยกออกมา และเขายึดถือเอาผลลําไยไวแลวคือใสเขงไว
แลว อยางนกี้ ็เปนการเอาไปซง่ึ ทรพั ยของผูเสยี หาย ครบองคป ระกอบ) เปนความผดิ ในฐานลักทรพั ย
สําเรจ็ แลว ไมใชเ ปนความผิดฐานพยายาม

®¡Õ Ò·èÕ öññ/òõóð จําเลยขับรถเขาไปเติมนํ้ามันกับเด็กปมของผูเสียหาย เม่ือเติม
เกอื บจะเต็มถัง จาํ เลยพูดวา ไมมีเงนิ เดย๋ี วจะเอามาใหแลวจาํ เลยไดขับรถออกไปทนั ที พฤติการณของ
จาํ เลยทขี่ ณะเตมิ นาํ้ มนั ไมไ ดด บั เครอื่ งยนตร ถ แลว ฝาปด ถงั นาํ้ มนั กไ็ มม ใี ชผ า อดุ ไวแ ทน แสดงวา เปน การ
วางแผนการไวเพ่ือจะไมชําระเงินคาน้ํามันเมื่อไดนํ้ามันมาแลวโดยจะรีบหนีไป อนั เปนอุบายในการท่ี
จะทําใหการลักทรัพยสําเร็จ แลวจําเลยมีเจตนาทุจริตมาตั้งแตตนท่ีจะลักเอาน้ํามันผูเสียหาย จึงเปน
ความผิดฐานลักทรัพยโดยใชกลอบุ าย

®¡Õ Ò·èÕ òõôù/òõóò จําเลยเขาไปในบานผูเสียหายเพ่ือทวงคาแรงที่ผูเสียหายคาง
บตุ รชายของจาํ เลย เปน การเขา ไปโดยมเี หตผุ ลสมควรโดยสจุ รติ แมจ าํ เลยจะไดถ อื มดี ไปดว ย แตก เ็ ปน
เพียงมีดเหลียนซงึ่ โดยทัว่ ๆ ไปใชสาํ หรบั หวดหญา และไมป รากฏวา จําเลยตงั้ ใจจะไปทํารา ยผเู สยี หาย
ต้งั แตแรก จึงไมอ าจถือไดวา จาํ เลยมีเจตนาบุกรุก

จําเลยทวงคาแรงจากผูเสียหายไมได จึงโกรธและใชมีดฟนพยายามทํารายผูเสียหาย
แลว เอาเครอื่ งสบู นา้ํ ของผเู สยี หายไป มใิ ชเ ปน การฟน ผเู สยี หายเพอ่ื ความสะดวกหรอื เพอื่ เอาเครอื่ งสบู นาํ้
ของผเู สยี หายไปเกดิ ขนึ้ หลงั จากการทาํ รา ยรา งกายของตนไปแลว จาํ เลยจงึ ไมม คี วามผดิ ฐานชงิ ทรพั ย

แมจําเลยเอาเครื่องสูบนํ้าของผูเสียหายไปเพื่อยึดเอาไวใหผูเสียหายไปจายคาแรง
บุตรชายจําเลยแลวจําเลยจะคืนให ก็ถือไดวาจําเลยเอาทรัพยของผูเสียหายไปโดยมีเจตนาทุจริต
อนั เปน ความผดิ ฐานลักทรพั ย เพราะจําเลยไมมีอํานาจเอาทรพั ยข องผเู สยี หายไปโดยพลการได

๑๘๗

®¡Õ Ò·èÕ ñöôó/òõóõ จําเลยเอาปนของผูเสียหายไปเพื่อจะยิงทําราย ส. ซึ่งเปนชูกับ
ภริยาของจําเลยดวยบันดาลโทสะท่ีเห็น ส. นั่งอยูกับภริยาของจําเลย มิไดมีเจตนาที่จะเอาปนของ
ผเู สยี หายไปเปนของตนโดยทุจรติ จงึ ไมเปน ความผิดฐานลกั ทรพั ย

¯Õ¡Ò·èÕ ñððò/òõóõ จําเลยนํารถยนตออกจากหางผูเสียหาย เพื่อไปทําความสะอาด
ตามหนา ที่ เสรจ็ แลว ไดน าํ รถไปใชป ระโยชนส ว นตวั ทตี่ า งจงั หวดั แตร ถเสยี ระหวา งทาง เปน เหตใุ หน าํ รถ
มาคนื ผเู สยี หายไมไ ด ถา รถไมเ สยี จาํ เลยกน็ าํ รถมาคนื ใหผ เู สยี หายได กรณเี ปน การเอารถไปใชช ว่ั คราว
เทานั้น มิไดกระทําเพื่อเปนการตัดกรรมสิทธิ์ของผูเสียหายตลอดไป จึงมิใชเปนการกระทําที่ถือวา
เอาทรพั ยของผเู สยี หายไป อันจะเปน ความผิดฐานลกั ทรัพย

เขาไปลักขุดเอาดินของผูอ่ืนไป เปนความผิดฐานบุกรุก ลักทรัพยและทําใหเสียทรัพย
ซง่ึ เปน กรรมเดยี วผิดกฎหมายหลายบท

®¡Õ Ò·Õè ôøðô/òõóó จําเลยท่ี ๑ เขาไปขุดเอาหนาดินในท่ีดินพิพาทของโจทกรวมไป
ยอ มมคี วามผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.๓๓๔, ม.๓๕๘ และ ม.๓๖๒ เปน การกระทาํ กรรมเดยี ว
ผิดตอ กฎหมายหลายบท ลงโทษตาม ม.๓๓๔ ซึง่ เปน บททมี่ โี ทษหนกั ทสี่ ดุ

ผูเชาที่ดินถือวาครอบครองที่ดินแทนผูใหเชาในสภาพท่ีเปนอสังหาริมทรัพย การที่ผูเชา
ขุดดินข้ึนมายอมมีสภาพเปนสังหาริมทรัพย ซึ่งผูใหเชาไมไดสงมอบการครอบครองใหผูเชาดวย
เมื่อผเู ชา เอาไปขาย จงึ เปน ความผิดฐานลักทรัพย ไมใชย ักยอก

®Õ¡Ò·èÕ õôòó/òõôñ การท่ีจําเลยเปนผูเชาที่ดินของโจทกรวมและผูเสียหาย ก็เพียง
แตท าํ ใหจ าํ เลยเปน ผคู รอบครองทด่ี นิ ดงั กลา วในสภาพอสงั หารมิ ทรพั ยเ ทา นน้ั เมอ่ื ทด่ี นิ ถกู ขดุ ดนิ ทไี่ ด
ยอมเปล่ียนสภาพเปนสังหาริมทรัพย โจทกรวมกับผูเสียหายไมไดมอบการครอบครองดินท่ีเปน
สงั หารมิ ทรพั ยใ หจ าํ เลยครอบครองดนิ ดงั กลา วจงึ ยงั อยใู นความครอบครองของโจทกร ว มและผเู สยี หาย
ดงั นน้ั การทจี่ าํ เลยเอาดนิ ดงั กลา วไปขายอนั เปน การแสวงหาประโยชนท ม่ี คิ วรไดโ ดยชอบดว ยกฎหมาย
จึงเปน ความผิดฐานลกั ทรัพย

®Õ¡Ò·èÕ õöõ/òõôò การทจ่ี าํ เลยสงั่ ให ค. ขดุ ทรายแกว ในดนิ ของโจทกร ว มอา งวา เปน
ของตน โดยปกปดขอ เท็จจรงิ ไมให ค. ทราบวาทด่ี ินเปนของโจทกร ว ม จาํ เลยไดข ายทรายแกวทขี่ ุดได
ใหแก ค. โดยมิไดน าํ เงนิ ท่ีขายไดม อบแกโ จทกรวม เปน การแสวงหาประโยชนท ี่มคิ วรไดโดยชอบดวย
กฎหมายสาํ หรบั ตนเองแลว การกระทาํ ของจาํ เลยมเี จตนาทุจริตเปนความผดิ ฐานลักทรัพย

®¡Õ Ò·èÕ óö÷ð/òõôò ผูเสียหายฟองจําเลยขอแบงนามรดกและขาวเปลือกเหนียว
ที่เก็บเก่ียวไดจากนาพิพาท ขณะที่คดีอยูในระหวางพิจารณาของศาล ผูเสียหายและจําเลยทั้งสองได
ไปตกลงกันที่สถานีตํารวจวา ฝายใดฝายหนึ่งจะไมเอาขาวเปลือกเหนียวที่ไดจากการทํานาพิพาท
ไปขาย แตยอมใหแตละฝายเอาไปสีรับประทานได ผูเสียหายทําผิดขอตกลงดังกลาว โดยผูเสียหาย
เอาขาวเปลือกเหนียว ๕๐ ถุงไปชําระหนี้แทนเงินใหเจาหน้ีของตนจําเลยทั้งสองจึงปดยุงขาวพิพาท
การกระทําของจําเลยทั้งสองก็เพื่อรักษาผลประโยชนในทรัพยพิพาทซ่ึงอยูในระหวางพิจารณาคดี
น้นั เอง ดังนั้น แมจะปรากฏวาจําเลยทั้งสองจะไดกวาดขาวเปลือกเหนียวไปกองรวมไวในยุงขาวดวย
ก็ตาม พฤติการณข องจําเลยท้ังสองก็ขาดเจตนาทุจรติ ไมเ ปน ความผดิ ฐานลักทรัพย

๑๘๘

Å¡Ñ ¡ÃÐáÊä¿¿Ò‡ áÅÐÊÑÞÞÒ³â·ÃÈ¾Ñ ·
การลกั กระแสไฟฟา ศาลฎกี าเคยวนิ จิ ฉยั โดยมตทิ ป่ี ระชมุ ใหญใ นป ๒๕๐๑ วา เปน ความผดิ
ฐานลักทรัพย (ฎีกาที่ ๘๗๗/๒๕๐๑) ตอมาในป ๒๕๔๒ ศาลฎีกาโดยมติท่ีประชุมใหญวินิจฉัยวา
การที่จําเลยลักเอาสัญญาณโทรศัพทจากตูโทรศัพทสาธารณะไปใชเพื่อประโยชนของจําเลยก็เปน
ความผดิ ฐานลกั ทรพั ยเ ชน กนั เพราะสญั ญาณโทรศพั ทเ ปน กระแสไฟฟา ทแ่ี ปลงมาจากเสยี งพดู เคลอ่ื นท่ี
ไปตามสายลวดตัวนาํ จากที่หนึง่ ไปยังอกี ทห่ี นึง่ จึงเปนความผิดฐานลักทรัพย
®Õ¡Ò·èÕ ñøøð/òõôò (ประชมุ ใหญ) สญั ญาณโทรศพั ทเ ปน กระแสไฟฟา ทแี่ ปลงมาจาก
เสียงพูดเคล่ือนท่ีไปตามสายลวดตัวนําจากที่หน่ึงไปยังอีกท่ีหน่ึง จําเลยลักเอาสัญญาณโทรศัพทจาก
ตโู ทรศพั ทส าธารณะซง่ึ อยใู นความครอบครองขององคก ารโทรศพั ทแ หง ประเทศไทยไปใชเ พอื่ ประโยชน
ของจาํ เลยโดยทจุ ริต จึงเปน ความผดิ ฐานลกั ทรพั ยเชนเดียวกบั การลักกระแสไฟฟา
®¡Õ Ò·èÕ øñ÷÷/òõôó การÅÑ¡àÍÒ¤Åè×¹áÁ‹àËÅç¡ä¿¿‡Òอันเปนทรัพยของผูเสียหาย
ท่ีผลิตข้ึนเพื่อใชกับÇÔ·ÂØ¤Á¹Ò¤Á โดยจําเลยกับพวกนําเครื่องโทรศัพทเคล่ือนที่ท่ีปรับสัญญาณและ
รหัสเลขหมายของโทรศัพทผูอื่นมาใชติดตอส่ือสารโทรออกหรือรับการเรียกเขาผานสถานีและชุมสาย
โทรศพั ทร ะบบเซลลลู าร ๔๗๐ ของผเู สยี หายนนั้ เปน เพยี งการรบั สง วทิ ยคุ มนาคมหรอื กลา วอกี นยั หนงึ่
วา เปน การá§‹ 㪤Œ Źè× ÊÞÑ ÞÒ³â·ÃÈ¾Ñ ·â ´ÂäÁÁ‹ ÊÕ ·Ô ¸Ô นน่ั เอง จงึ ÁãÔ ªเ‹ ปน การเอาไปซง่ึ ทรพั ยส นิ ของ
ผอู น่ื โดยทจุ รติ การกระทาํ ของจาํ เลยจงึ ไมเ ปน ความผดิ ตาม ม.๓๓๕ (๑)(๗) ว.๒ แตจ าํ เลยคงมคี วามผดิ
ตาม พ.ร.บ.วทิ ยคุ มนาคมฯ (ฐานรวมกันรบกวนขัดขวางตอ การวทิ ยุคมนาคม)
¢ÍŒ Êѧà¡μ เรื่องน้ีเปนลักสัญญาณโทรศัพทใชสาย (พื้นฐาน) ถาเปนโทรศัพทมือถือ
(โทรศัพทเคล่ือนท่ี) มีคําพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๕๔/๒๕๓๙ วินิจฉัยวาการที่จําเลยปรับจูนและกอบป
คล่ืนสัญญาณโทรศัพทเคลื่อนที่และรับสงวิทยุคมนาคมโดยไมไดรับอนุญาต เปนเพียงการแยงใช
คล่ืนสัญญาณโทรศัพท ไมเปนความผิดฐานลักทรัพย คําพิพากษาฎีกาน้ีไมขัดกับคําพิพากษาฎีกา
ที่ ๑๘๘๐/๒๕๔๒ ซง่ึ ในคําพพิ ากษาฎกี าที่ ๑๘๘๐/๒๕๔๒ ก็ไดวนิ ิจฉัยไวด ว ยวา ไมข ดั กับคําพพิ ากษา
ฎีกาที่ ๕๓๕๔/๒๕๓๙ เพราะขอเท็จจริงไมตรงกัน เนื่องจากในคําพิพากษาฎีกาท่ี ๕๓๕๔/๒๕๓๙
เปนการปรับจูนและกอบปคล่ืนสัญญาณมือถือและใชรับสงวิทยุคมนาคม โดยอาศัยคลื่นสัญญาณ
โทรศัพทของผูเสียหายท่ีลองลอยอยูในอากาศ กรณีจึงแตกตางกับขอเท็จจริงในคําพิพากษาฎีกา
ที่ ๑๘๘๐/๒๕๔๒ น้ี ซงึ่ เปน เรือ่ งการลกั สัญญาณโทรศัพทท ีอ่ ยูภ ายในสายโทรศพั ท
กลาวโดยสรุปวาที่แตกตางกัน เพราะตามคําพิพากษาฎีกาที่ ๕๓๕๔/๒๕๓๙ เปน
คล่ืนสัญญาณโทรศัพทมือถือท่ีลองลอยอยูในอากาศ สวนคําพิพากษาฎีกาท่ี ๑๘๘๐/๒๕๔๒ เปน
สญั ญาณโทรศพั ทท อี่ ยภู ายในสายโทรศพั ท เมอื่ ขอ เทจ็ จรงิ แตกตา งกนั จงึ ไมถ อื วา คาํ วนิ จิ ฉยั ขดั แยง กนั
®¡Õ Ò·èÕ õóõô/òõóù จําเลยนําโทรศัพทมือถือมาปรับจูนและกอบปคลื่นสัญญาณ
โทรศัพทของผูเสียหายแลวใชรับสงวิทยุคมนาคมโดยไมไดรับอนุญาต เปนเพียงการแยงใชคลื่น
สัญญาณโทรศัพทของผูเสียหายโดยไมมีสิทธิ มิใชเปนการเอาทรัพยของผูอ่ืนไปโดยทุจริตไมเปน
ความผดิ ฐานลกั ทรัพย แมจ าํ เลยใหก ารรับสารภาพกต็ องพพิ ากษายกฟอง

๑๘๙

ò. Å¡Ñ ·Ã¾Ñ  àËμØ©¡Ãè
ÁÒμÃÒ óóõ ผูใ ดลกั ทรัพย
(๑) ในเวลากลางคืน
(๒) ในท่ีหรือบริเวณที่มีเหตุเพลิงไหม การระเบิด อุทกภัย หรือในท่ี หรือบริเวณท่ีมี
อบุ ตั เิ หตุ เหตทุ กุ ขภยั แกร ถไฟ หรอื ยานพาหนะอน่ื ทปี่ ระชาชนโดยสาร หรอื ภยั พบิ ตั อิ น่ื ทาํ นองเดยี วกนั
หรืออาศัยโอกาสที่มเี หตุเชน วานนั้ หรอื อาศัยโอกาสที่ประชาชนกาํ ลงั ตนื่ กลัวภยันตรายใดๆ
(๓) โดยทาํ อนั ตรายสงิ่ กดี กนั้ สาํ หรบั คมุ ครองบคุ คลหรอื ทรพั ย หรอื โดยผา นสง่ิ เชน วา นน้ั
เขาไปดว ยประการใดๆ
(๔) โดยเขา ทางชอ งทางซงึ่ ไดท าํ ขน้ึ โดยไมไ ดจ าํ นงใหเ ปน ทางคนเขา หรอื เขา ทางชอ งทาง
ซ่งึ ผูเปน ใจเปด ไวให
(๕) โดยแปลงตวั หรอื ปลอมตวั เปน ผอู น่ื มอมหนา หรอื ทาํ ดว ยประการอน่ื เพอ่ื ไมใ หเ หน็
หรอื จําหนา ได
(๖) โดยลวงวา เปน เจาพนักงาน
(๗) โดยมอี าวุธ หรือโดยรวมกระทําความผิดดวยกันต้ังแตส องคนขน้ึ ไป
(๘) ในเคหสถาน สถานทร่ี าชการหรอื สถานทท่ี จี่ ดั ไวเ พอื่ ใหบ รกิ ารสาธารณะทต่ี นไดเ ขา ไป
โดยไมไดร บั อนุญาต หรอื ซอนตัวอยใู นสถานท่นี ั้นๆ
(๙) ในสถานที่บชู าสาธารณะ สถานีรถไฟ ทาอากาศยาน ท่จี อดรถ หรอื เรือสาธารณะ
สาธารณสถานสําหรับขนถา ยสินคา หรือในยวดยานสาธารณะ
(๑๐) ทใี่ ชห รือมไี วเ พอ่ื สาธารณประโยชน
(๑๑) ทเ่ี ปนของนายจา งหรอื ที่อยใู นความครอบครองของนายจาง
(๑๒) ทีเ่ ปนของผมู อี าชีพกสิกรรม บรรดาท่เี ปนผลติ ภัณฑ พชื พนั ธุ สัตว หรอื เครื่องมือ
อนั มไี วสําหรบั ประกอบกสิกรรมหรือไดม าจากการกสิกรรมน้ัน
ตอ งระวางโทษจําคกุ ตั้งแตหนง่ึ ปถงึ หาป และปรับตงั้ แตสองพนั บาทถงึ หนง่ึ หม่นื บาท
ถาความผิดตามวรรคแรกเปนการกระทําที่ประกอบดวยลักษณะดังที่บัญญัติไวใน
อนุมาตราดังกลาวแลวตั้งแตสองอนุมาตราข้ึนไป ผูกระทําตองระวางโทษจําคุกตั้งแตหน่ึงปถึงเจ็ดป
และปรบั ตัง้ แตส องพันบาทถงึ หนงึ่ หมน่ื ส่พี นั บาท
ถาความผิดตามวรรคแรกเปนการกระทําตอทรัพยที่เปนโค กระบือ เคร่ืองกล
หรือเครื่องจักรที่ผูมีอาชีพกสิกรรมมีไวสําหรับประกอบกสิกรรม ผูกระทําตองระวางโทษจําคุกต้ังแต
สามปถ ึงสิบป และปรับตงั้ แตหกพนั บาทถงึ สองหมนื่ บาท
ถาการกระทําความผิดดังกลาวในมาตราน้ี เปนการกระทําโดยความจําใจหรือความ
ยากจนเหลือทนทาน และทรพั ยน นั้ มีราคาเล็กนอ ย ศาลจะลงโทษผกู ระทําความผิดดงั ทีบ่ ัญญัติไวใน
มาตรา ๓๓๔ กไ็ ด

๑๙๑

หรอื ใสห นวดหรอื เคราปลอม คําวา “»ÅÍÁμÑÇ” หมายความวา ปลอมตวั ใหเ หมอื นกับผูอืน่ ซึ่งมตี ัวอยู
เชน ก. ปลอมตวั ใหเ หมอื น ข. แลวลักทรัพย คําวา “มอมหนา ” หมายความวา เราเอาดนิ หมอ หรอื
สีมาทาหนา เพื่อไมใหจําหนาได สวนคําวา “ทําดวยประการอื่นเพ่ือไมใหเห็นหรือจําหนาได”
หมายความถึง การปกปดใบหนาดวยประการใดๆ เชน เอาหนากากใสหรือเอาผาเช็ดหนาผูกหนา
เหลือไวเ ฉพาะตรงนยั นตา

(๖) ลักทรัพยโ ดยลวงวา เปนเจา พนกั งาน
การลักทรพั ยโ ดยลวงวา เปนเจา พนักงานตามมาตรา ๓๓๕(๖) นไี้ มต องถงึ กับลวงวาเปน
เจาพนักงานผูปฏิบัติหนาที่แตอยางใด เชน แตงเครื่องแบบขาราชการพลเรือนเรียกใหรถยนตหยุด
เพอ่ื ตรวจคน เมอ่ื เขายอมหยดุ ใหต รวจคน กถ็ อื โอกาสลกั ทรพั ยใ นรถยนตเ ขาไป นา จะอยใู นความหมายนี้
แลวขอสําคัญนาจะอยูท่ีวาคําพูดหรือกิริยาทาทางท่ีแสดงออกนั้นลวงใหเขาเขาใจหรือไมวาเปน
เจาพนกั งาน ตําแหนงใดตําแหนงหนง่ึ หรอื ไม
อน่ึงคําวา “ลวง” นั้น หมายถึงการทําใหเขาใจผิดโดยวิธีใดๆ ไมจําตองมีการแอบอาง
โดยตรงวาตนเปนเจาพนักงานก็ได เชน แตงกายเปนราษฎรธรรมดาแลวขอตรวจบัตรประจําตัวเขา
เขาคิดวาเปนเจาพนักงานยอมใหตรวจ จึงถือโอกาสน้ันลักทรัพยเขาไปเชนนี้ ถือวาเปนการลักทรัพย
โดยลวงวาเปนเจาพนักงานเพราะผูท่ีจะขอตรวจบัตรประจําตัวประชาชนไดก็มีเฉพาะเจาพนักงาน
เทาน้นั
(๗) ลกั ทรพั ยโดยมีอาวธุ หรือโดยรว มกระทาํ ความผิดดวยกันต้ังแตสองคนขึ้นไป
เหตุท่ีทาํ ใหร บั โทษหนกั ขนึ้ ตาม มาตรา ๓๓๕(๗) น้ี แยกออกเปน ๒ เหตุคอื ลกั ทรพั ย
โดยมีอาวุธ กับลักทรัพยโดยรวมกระทําความผิดดวยกันตั้งแตสองคนข้ึนไป เพียงเหตุใดเหตุหน่ึง
ก็ทําใหตองรับโทษหนักขึ้นแลว แตถาลักทรัพยโดยมีเหตุทั้งสองเหตุดังกลาวแลวดวยกัน ก็ยังคงรับ
โทษหนักขึ้นในระวางโทษเทาเดิมตาม มาตรา ๓๓๕ วรรคแรก มิไดรับโทษหนักข้ึนถึงขนาด มาตรา
๓๓๕ วรรคสอง แตอยางใด
การลักทรัพยโดยมีอาวุธน้ัน ปกติแลวก็ตองถือหรือพกพาติดตัวไปดวยในขณะกระทํา
การลักทรัพย แตแมจะไมติดตัวอยู หากอยูในที่ซ่ึงอาจหยิบฉวยไดทันทวงที เชน เอาหอกพิงเสาไว
ใตถุนบานแลวปนข้ึนไปลักของในบาน ก็ถือวาลักทรัพยโดยมีอาวุธ การมีอาวุธในการลักทรัพยน้ัน
ตองมีอยู ตั้งแตเริ่มลงมือลักทรัพยไปจนถึงลักทรัพยสําเร็จ ถาเพิ่งมีภายหลัง เชน ลักดาบของ
เจา ทรัพยถือมาดว ย เมือ่ พบเจา ทรัพยจ งึ เงอ้ื จะฟน เชนน้ีไมเ ปนลักทรัพยโดยมอี าวธุ แตเ ปน ชิงทรพั ย
แตถามีอาวุธแลวไมไดใชทําอะไรเลยนอกจากพกไปลักทรัพยเพียงอยางเดียวก็เปนลักทรัพย
โดยมีอาวุธแลว
การลักทรัพยโดยรวมกระทําความผิดดวยกันต้ังแตสองคนขึ้นไปนั้น หมายถึง การเปน
ตัวการในการลักทรัพยน้ันดวยกันตามมาตรา ๘๓ ไมรวมถึงผูใชหรือผูสนับสนุนตามมาตรา ๘๔
มาตรา ๘๕ หรือมาตรา ๘๖

๑๙๐

คาํ ͸ԺÒÂ
ÁÒμÃÒ óóõ ÇÃäáá
(๑) ลักทรัพยในเวลากลางคืน
ป.อ.มาตรา ๑(๑๑) “กลางคืน” หมายความวา เวลาระหวางพระอาทิตยตกและ
พระอาทิตยขน้ึ เปนการถือเอาการทพ่ี ระอาทิตยข น้ึ และพระอาทติ ยตกเปน เกณฑว ินจิ ฉัย มไิ ดถือเวลา
ทกี่ าํ หนดไวแ นช ดั โดยใชน าฬก าเปน เครอ่ื งบอกเวลาแตอ ยา งไร เวลาพระอาทติ ยข นึ้ และพระอาทติ ยต ก
นน้ั ถอื เกณฑก ารขน้ึ หรอื ตกจากขอบฟา เปน สาํ คญั มไิ ดถ อื เอาแสงอาทติ ยเ ปน เครอ่ื งกาํ หนดแตอ ยา งใด
(๒) ลกั ทรพั ยใ นทีห่ รือบรเิ วณทมี่ เี หตุเพลิงไหม การระเบดิ อทุ กภยั หรอื ในท่หี รือบรเิ วณ
ท่ีมีอุบัติเหตุ เหตุทุกขภัยแกรถไฟ หรือยานพาหนะอ่ืนท่ีประชาชนโดยสาร หรือภัยพิบัติอื่นทํานอง
เดยี วกันหรืออาศัยโอกาสทีม่ ีเหตุเชน วา น้ัน หรอื อาศัยโอกาสที่ประชาชนกําลังตนื่ กลัวภยนั ตรายใดๆ
กฎหมายลงโทษผูกระทําผิดฐานลักทรัพยตามขอนี้หนักข้ึน เพราะเหตุที่กรณีเชนน้ี
การลักทรัพยกระทําไดสะดวกและผูกระทําฉวยโอกาสกระทําอยางไรศีลธรรมโดยไมคํานึงถึง
ความทุกขเข็ญของผูอื่นซ่ึงกําลังประสบอยูในขณะน้ันแยกพิจารณาไดเปน ๓ กรณีคือ (๑) ในท่ีหรือ
บริเวณทีม่ เี หตุเพลงิ ไหม การระเบิด อทุ กภยั หรอื อาศัยโอกาสทีม่ ีเหตุเชนวานนั้ (๒) ในที่หรอื บริเวณ
ท่ีมีอุบัติเหตุ เหตุทุกขภัยแกรถไฟ หรือยานพาหนะอ่ืนท่ีประชาชนโดยสาร หรือภัยพิบัติอื่นทํานอง
เดียวกัน หรืออาศัยโอกาสท่ีมีเหตุเชนวาน้ัน และ (๓) อาศัยโอกาสท่ีประชาชนกําลังต่ืนกลัว
ภยนั ตรายใดๆ
(๓) ลักทรัพยโดยทําอันตรายส่ิงกีดกั้นสําหรับคุมครองบุคคลหรือทรัพย หรือโดยผาน
ส่ิงที่วาน้ันเขาไปดวยประการใดๆ “สิ่งกีดก้ันสําหรับคุมครองบุคคลและทรัพย” เชน ร้ัวบาน ฝาบาน
ถาพังเขาไปลักทรัพยยอมมีผิดตามมาตรานี้ สวนคําวา “โดยผานส่ิงเชนวาน้ันเขาไปดวยประการใด”
มตี วั อยา งเชนปน ร้ัวเขา ไปลักทรัพย
(๔) ลักทรัพยโดยเขาทางชองทางซ่ึงไดทําขึ้นโดยไมไดจํานงใหเปนทางคนเขาหรือ
เขาทางชองทางซ่งึ ผเู ปนใจเปด ไวให
มาตรา ๓๓๕(๔) ถือเอาการ “เขาไป” เปนเกณฑท่ีจะลงโทษหนักขึ้น ถาเขาไปแลวจะ
ออกกลับมาโดยวิธีใดไมถือเปนเร่ืองสําคัญท่ีจะลงโทษหนักข้ึนแตอยางใด เชน เขาไปลักทรัพย
ในบานของเขาโดยเขาทางประตูที่เจาของเปดท้ิงไว แตพอจะออกมาจากบาน เจาของกลับมาพอดี
จึงตอ งหนีออกทางชองหนา ตางหลงั บา น ไมตอ งรับโทษหนกั ขน้ึ ตามมาตรา ๓๓๕(๔) น้ี
ชองทางซ่ึงไดทําข้ึนโดยไมไดจํานงใหเปนทางคนเขาน้ัน เชน ชองระบายลม ปลองไฟ
ชองหนาตาง เปนตน แตตองชองทางท่ีไดทําข้ึนโดยคนทํา ถาลมพัดเอากระเบื้องหลังคาเปนชองไป
ยงั มิไดซ อมคนจงึ ปน เขา ทางชอ งนั้นไมเขาตามมาตรา ๓๓๕(๔) นี้ สวนชอ งทางซ่ึงผูเ ปน ใจเปดไวใหน ัน้
จะเปน ชองทางประตู หนา ตา ง หรือเปน ชองทางทีไ่ ดง ัดและเปด ไวให
(๕) ลักทรัพยโดยแปลงตัวหรือปลอมตัวเปนผูอื่น มอมหนาหรือทําดวยประการอื่น
เพื่อไมใ หเหน็ หรอื จาํ หนาได คาํ วา “á»Å§μÇÑ ” หมายความวา จะแปลงตวั เพ่ือมิใหจาํ ได เชน ใสวกิ

๑๙๒

(๘) ลักทรัพยในเคหสถาน สถานท่ีราชการ หรือสถานที่ที่จัดไวเพ่ือใหบริการสาธารณะ
ทีต่ นไดเขา ไปโดยไมไดร ับอนญุ าต หรือซอ นตวั อยูในสถานท่นี น้ั ๆ

มาตรา ๓๓๕(๘) ลงโทษการลักทรัพยในสถานท่ี ๓ ประเภทที่บุคคลน้ันไดเขาไป
โดยมไิ ดร บั อนญุ าต หรอื ขณะเขา ไปนน้ั ไดร บั อนญุ าต แตเ ขา ไปแลว ไดซ อ นตวั อยใู นสถานทนี่ น้ั ๆ ไมอ อกมา
และถอื โอกาสกระทําการลกั ทรพั ยใ นสถานที่นนั้ โดยลงโทษหนักข้ึนตามวรรคแรกนเ้ี ชน เดยี วกัน

บคุ คลผลู กั ทรพั ยจ ะตอ งเขา ไปลกั ทรพั ยจ ากในสถานทตี่ า งๆ ดงั กลา วแลว ในขณะทเี่ ขา ไป
มิไดรบั อนุญาตใหเ ขาไปได กรณใี ดที่ถอื วามสี ิทธิเขา ไปหรือไดร บั อนญุ าตใหเ ขาไปได จึงตอ งพจิ ารณา
เปนกรณีๆ ไป แตอยางไรก็ตามการอนุญาตใหเขาไปในบางคร้ังอาจไมอนุญาตใหเขาไปทุกสวนของ
เคหสถานก็ได ถาเขาไปลักจากสวนที่ไมไดรับอนุญาตใหเขาไปก็ถือวาเปนลักทรัพยในเคหสถาน
เชน กนั เชน อนญุ าตใหเ ขา ไปในหอ งรบั แขกแตเ ขา ไปลกั ทรพั ยใ นหอ งนอน เปน ตน การเขา ไปลกั ทรพั ย
ในเคหสถานน้นั จะตองเปนการเขาไปทง้ั ตวั ถาเพยี งแตย่นื มือเขาไปหยิบทรพั ยออกมา ไมถ ือวาเปน
ลกั ทรัพยใ นเคหสถาน เพราะมาตรา ๓๓๕(๘) ใชค ําวาที่ “ตน” เขา ไปโดยมิไดร บั อนญุ าต คําวา “ตน”
จงึ นาจะมไิ ดหมายความเฉพาะมอื หรอื แขนเทานั้น

อกี กรณหี นง่ึ การเขา ไปในเคหสถาน สถานทร่ี าชการ สถานทบ่ี รกิ ารสาธารณะดงั กลา วแลว
ขณะเขาไปอาจมีสิทธิหรือไดรับอนุญาตใหเขาไป แตไดซอนตัวอยูในสถานท่ีน้ันมิใหผูอื่นเห็น
แลวถือโอกาสลักเอาทรัพยจากท่ีน้ันไป ก็ถือวาตองรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา ๓๓๕(๘) น้ีเชนกัน
เชน ขาราชการไมยอมกลับออกมาจากสถานที่ราชการเม่ือเลิกงาน แตไดซอนตัวอยูในสถานที่นั้น
จนเม่ือเห็นปลอดคนแลว จึงลกั เอาทรพั ยจ ากสถานท่นี น้ั ไป เปน ตน

(๙) ลักทรัพยในสถานท่ีบูชาสาธารณะ สถานีรถไฟ ทาอากาศยาน ที่จอดรถ หรือเรือ
สาธารณะ สาธารณสถานสาํ หรบั ขนถายสนิ คา หรือในยวดยานสาธารณะ

เหตุท่ีทําใหตองรับโทษหนักข้ึนตามมาตรา ๓๓๕(๙) น้ี คือ การลักทรัพยในสถานท่ี
หรือท่ีดังกลาวแลว ซึ่งตางกับในมาตรา ๓๓๕(๘) ตรงที่สถานท่ีหรือท่ีตามมาตรา ๓๓๕(๙) น้ี
เปนสถานที่หรือท่ีซ่ึงประชาชนทั่วไปอาจเขาออกไดโดยอิสระไมตองรับอนุญาตจากผูใด รวมทั้งไมมี
กําหนดเวลาการเขาออกทแ่ี นนอนอยูแลว

(๑๐) ลกั ทรพั ยทใี่ ชหรือมไี วเ พ่อื สาธารณประโยชน
สําหรับตามมาตรา ๓๓๕(๑๐) น้ีตองเปนทรัพยท่ีใชหรือมีไวเพ่ือสาธารณประโยชน
ของประชาชนทั่วๆ ไป เชน หลอดไฟฟาท่ีติดอยูตามเสาไฟฟาสาธารณะ หรือหลอดไฟฟาท่ีเตรียม
ไวติดตามเสาไฟฟาสาธารณะก็เชนเดียวกัน โทรทัศนสาธารณะ สายไฟฟาหรือสายโทรศัพทตามเสา
ทอประปาท่ีนํามาวางไวเพื่อเตรียมฝงเพื่อปลอยน้ําไปใหประชาชน ปายจอดรถของกรมการขนสง
ทางบก ปายบอกช่ือถนนของเทศบาล เปนตน ทรัพยของทางราชการทั่วๆ ไปถามิไดใชหรือมีไว
เพ่ือสาธารณประโยชนก็มไิ ดเขาอยใู นมาตรา ๓๓๕(๑๐) นแ้ี ตอ ยางใด เชน พมิ พดดี ในสถานทร่ี าชการ
เงนิ ของทางราชการที่เก็บไวในตนู ริ ภยั ตูโตะ เกาอี้ แบบพมิ พตางๆ เปนตน

๑๙๓

(๑๑) ลักทรพั ยท่ีเปน ของนายจางหรือทอี่ ยูใ นความครอบครองของนายจา ง
นายจา งตามความหมายในมาตรา ๓๓๕(๑๑) น้ี หมายถงึ นายจา งตามสญั ญาจา งแรงงาน
(๑๒) ลักทรพั ยท เี่ ปน ของผมู อี าชพี กสิกรรม บรรดาทีเ่ ปนผลติ ภัณฑ พชื พนั ธุ สตั ว หรือ
เคร่ืองมืออนั มีไวส าํ หรับประกอบกสิกรรม หรอื ไดมาจากการกสิกรรมนั้น
มาตรา ๓๓๕(๑๒) นใี้ หค วามคมุ ครองแกท รพั ยข องผมู อี าชพี กสกิ รรมเฉพาะประเภททร่ี ะบุ
เอาไวดังกลาว ซึ่งอาจเปนทรพั ยอ ันมไี วส าํ หรบั ประกอบกสิกรรมหรอื เปน ทรพั ยไ ดมาจากการกสิกรรม
อยา งใดอยางหนึง่ หรือทัง้ สองอยาง
ÁÒμÃÒ óóõ ÇÃäÊͧ
วรรคสองนล้ี งโทษหนกั ขนึ้ ไปอกี สาํ หรบั การลกั ทรพั ยท เ่ี ขา ไปอยใู นเกณฑข องมาตรา ๓๓๕
(๑)-(๑๒) ตง้ั แตส องอนมุ าตราขน้ึ ไป เชน ลกั ทรพั ยใ นเคหสถานในเวลากลางคนื ลกั ทรพั ยโ ดยลวงวา เปน
เจาพนักงานและโดยมีอาวุธ ลักทรัพยของนายจางในยวดยานสาธารณะ ลักทรัพยในเคหสถาน
โดยมอมหนาโดยมีอาวุธ และท่ีเปน ของนายจาง เปน ตน แตถ า อยูในอนุมาตราเดียวกนั เชน ลกั ทรพั ย
โดยมอี าวธุ และโดยรว มกนั ตง้ั แตส องคนขน้ึ ไป ไมเ ขา มาตรา ๓๓๕ วรรคสอง แตเ ขา เฉพาะมาตรา ๓๓๕
วรรคแรกเทาน้ัน
ÁÒμÃÒ óóõ ÇÃäÊÒÁ
กําหนดใหผูกระทําผิดตามมาตรา ๓๓๕ วรรคแรกซ่ึงก็ไดแกตามมาตรา ๓๓๕(๑๒) คือ
ลักทรัพยท่ีเปนของผูมีอาชีพกสิกรรม บรรดาท่ีเปนผลิตภัณฑ พืชพันธุ สัตว หรือเคร่ืองมืออันมีไว
สาํ หรบั ประกอบกสกิ รรม หรอื ไดม าจากการกสกิ รรมนน้ั จะตอ งรบั โทษหนกั ขน้ึ โดยกาํ หนดตวั ทรพั ยไ ว
แนชัดวา ถาทรัพยน้ันเปนโค กระบือ เคร่ืองกล เครื่องจักร ที่ผูมีอาชีพกสิกรรมมีไวสําหรับประกอบ
กสิกรรม
ÁÒμÃÒ óóõ ÇÃä·ÒŒ Â
เปนพฤติการณท่ีทําใหผูกระทําความผิดไดรับโทษนอยลงกวาโทษที่ระบุไวในมาตรา
๓๓๕ วรรคแรก วรรคสองและวรรคสาม กลาวคอื ถาการกระทาํ ผิดดังกลาว เปน การกระทําโดยความ
จําใจหรือความยากจนเหลอื ทนทานและทรพั ยน ้ันมีราคาเลก็ นอย ศาลอาจจะลงโทษผูกระทาํ ผดิ ตาม
มาตรา ๓๓๔ ก็ได ดวยความจาํ ใจ เชน เปนคนพลดั หลงทางมาเปนเวลากลางคนื ไมพ บเจาของบาน
อยูท่ีบานกําลังหิวโหยจึงปนหนาตางเขาไปเอาอาหารมากินประทังความหิว ศาลอาจลงโทษตาม
มาตรา ๓๓๔ กไ็ ดค วามยากจนเหลอื ทนทาน คอื ไมม เี งนิ หรอื ปจ จยั พอทจ่ี ะซอื้ อาหาร ยา เครอ่ื งนงุ หม ได
จะขอใครก็ไมไดหรือเขาไมยอมให จึงตัดสินใจเขาไปลักมาจากในเคหสถานของเขา ฯลฯ เชนน้ี
ถาศาลเห็นวาทรัพยนั้นมีราคาเล็กนอย ก็อาจลงโทษตามมาตรา ๓๓๔ ก็ได การลักทรัพย
เพราะความจําใจ หรือความยากจนเหลือทนทานนี้ ไมจํากัดวาจะตองลักมาเพ่ือตนเองเทานั้น
อาจลักไปเพอ่ื บคุ คลอ่ืนกไ็ ด

๑๙๔

μÇÑ Í‹ҧ
®Õ¡Ò·èÕ ùøô/òõðø ที่จอดรถสาธารณะตามมาตรา ๓๓๕(๙) น้ันเปนที่จอดรถ
ท่ีสาธารณชนมีสิทธิจะนํารถของตนไปจอดได ดังน้ันท่ีซ่ึงมีปายใหจอด ใหรถประจําทางหยุดรับสง
คนโดยสารเปน ระยะๆ ไป จึงไมใชท จี่ อดรถสาธารณะตามความมงุ หมายของกฎหมาย
®¡Õ Ò·Õè ñðøð/òõññ กุญแจนั้นไมใชสิ่งกีดกั้นสําหรับคุมครองบุคคลหรือทรัพย
เพราะไมมลี กั ษณะเปน สิ่งกีดกน้ั อยา งเชน ร้ัว หรือวาลูกกรง ประตู หนาตา งอะไรทํานองน้ัน
®¡Õ Ò·èÕ òôô÷/òõò÷ ประตรู ถเปนสวนหนึ่งของรถ ไมใชสง่ิ กดี ก้นั
®¡Õ Ò·èÕ òùùõ/òõôõ เงินท่ีลักเอาจากตูโทรศัพทสาธารณะ ไมใชทรัพยท่ีใชหรือ
มีไวเ พอื่ สาธารณประโยชนตาม ม.๓๓๕(๑๐)
ó. ÇÔ§è ÃÒÇ·ÃѾ
ÁÒμÃÒ óóö “ผูใดลักทรัพยโดยฉกฉวยเอาซึ่งหนา ผูน้ันกระทําความผิดฐาน
วิง่ ราวทรัพยต อ งระวางโทษจาํ คุกไมเ กินหา ป และปรบั ไมเกินหนึง่ แสนบาท
ถาการวิ่งราวทรัพยเปนเหตุใหผ อู ่ืนรับอันตรายแกกายหรือจิตใจ ผกู ระทําตอ งระวางโทษ
จําคุก ตั้งแตสองปถึงเจด็ ป และปรบั ต้ังแตสีห่ มื่นบาทถงึ หนงึ่ แสนส่หี มืน่ บาท
ถาการวิ่งราวทรัพยเปนเหตุใหผูอื่นรับอันตรายสาหัส ผูกระทําตองระวางโทษจําคุก
ตงั้ แตสามปถงึ สิบป และปรบั ตง้ั แตห กหมื่นบาทถึงสองแสนบาท
ถาการวิ่งราวทรัพยเปนเหตุใหผูอื่นถึงแกความตาย ผูกระทําตองระวางโทษจําคุกตั้งแต
หาปถ งึ สบิ หา ป และปรับตงั้ แตหน่งึ หมื่นบาทถงึ สามหม่ืนบาท”
ͧ¤»ÃСͺ¤ÇÒÁ¼´Ô
๑. ลกั ทรัพย
๒. ฉกฉวยของซ่ึงหนา
คํา͸ԺÒÂ
ว่งิ ราวทรพั ย คอื การลกั ทรพั ยโดยฉกฉวยเอาซึง่ หนา คําวา “ฉกฉวย” คือ กิริยาที่หยบิ
หรือจับหรือกระชากเอาทรัพยไปโดยเร็ว ไมขาดตอนหรือขาดระยะรวมเปนการกระทํากรรมเดียวกับ
การเอาทรพั ย คาํ วา “ซง่ึ หนา ” หมายถงึ ทรพั ยน น้ั ถกู ฉกฉวยไปซงึ่ หนา ตวั เจา ทรพั ย หรอื อยใู กลช ดิ กบั ตวั
ผูครอบครองทรัพยน้ัน และความสําคัญอยูท่ีวา ทรัพยนั้นจะตองอยูใกลตัวหรือใกลชิดกับตัว
ผูครอบครองทรัพยนั้น และขณะถูกฉกฉวยเอาทรัพยไป ผูนั้นรูสึกตัวหรือเห็นในการฉกฉวย
เอาทรัพยไป ถา ผูน้นั ไมเห็นหรือไมร สู ึกกไ็ มเ ปน วง่ิ ราวทรัพย
วิธีการฉกฉวยเอาซ่ึงหนาน้ัน จะใชเทาว่ิงหรือใชยานพาหนะเปนเครื่องมือก็ได และอาจ
จะเปนการสมคบรว มมอื กนั หลายคนหรอื เปน การแบงหนา ทีก่ นั ทํากไ็ ด
สว นกรณวี รรคสอง ถงึ วรรคส่นี ั้น เปน เหตุอ่ืนประกอบการเพ่มิ โทษ

๑๙๕

μÑÇÍÂÒ‹ §
®Õ¡Ò·èÕ ùñù/òõðó จําเลยเขาไปในรานขายสุรา ขอซื้อสุราแตเจาของไมขายให
เพราะพนเวลาขายแลวจําเลยก็ควาขวดสุราท่ีตั้งอยูในรานสุราและกลาววาจะเอาไปจะทําไม แลว
ควาขวดสุราและเดินออกจากราน การกระทําน้ันก็ยอมจะเปนความผิดฐานว่ิงราวทรัพยได
เพราะมีการฉกฉวยเอาซง่ึ หนา
®¡Õ Ò·èÕ ñðøø/òõòð จําเลยลูบคลําตามเสื้อกางเกงผูเสียหาย แลวพูดขอแวนตา
ผเู สยี หายสวมอยู ผเู สยี หายไมใ ห จาํ เลยแยง แวน ตาไปจากผเู สยี หาย ผเู สยี หายแยง คนื มาไดจ าํ เลยแยง
ไปอกี แลว พดู วา ถา เอง็ มอี าวธุ กแ็ ทงแลว และเอามอื ลวงใตเ สอื้ ตรงขอบกางเกงหนา ทอ ง ดงั นี้ เปน การ
ว่ิงราวแวน ตา แตไมเปนการขูวา จะทาํ ราย
®¡Õ Ò·èÕ òñðð/òõòñ รวบคอผเู สยี หายเพอ่ื ใหร วู า สวมสรอ ยคออยู แลว กระตกุ สรอ ยคอ
หนัก ๒ สลงึ สรอยบาดคอเปน แผล ไมถงึ เปน อันตรายแกก าย ไมเปนชิงทรพั ย แตเ ปนการฉกฉวยเอา
ซึ่งหนา เปน วง่ิ ราวทรพั ย
®¡Õ Ò·èÕ øóñ/òõóò จําเลยที่ ๑ ใชมือซายกระชากคอเส้ือผูเสียหาย แลวใชมือขวา
กระชากสรอยคอทองคําหนัก ๑ สลึง ของผูเสียหายขาดออกจากกัน และเอาสรอยคอกับพระเลี่ยม
ทองคําซึ่งแขวนอยู ๑ องคไป เปนการกระทําท่ีตอเนื่องกันในทันใดเพื่อประสงคจะเอาสรอยคอของ
ผูเสียหายเปนสําคัญและเปนเพียงวิธีการเอาทรัพยของผูเสียหายเทาน้ัน มิใชเปนการใชกําลัง
ประทษุ รา ยผเู สยี หาย อนั จะเปน ความผดิ ฐานชงิ ทรพั ย แตเ ปน เรอ่ื งทจี่ าํ เลยใชก ริ ยิ าฉกฉวยเอาสรอ ยคอ
และพระเล่ียมทองคําของผูเสียหายไปซึ่งหนาอันเปนความผิดฐานว่ิงราวทรัพย เม่ือโจทกมิได
บรรยายองคประกอบความผิดฐานนี้มา และคําขอทายฟองก็มิไดขอใหลงโทษฐานวิ่งราวทรัพย
จึงเปนเร่ืองท่ีโจทกมิไดประสงคใหลงโทษในความผิดฐานว่ิงราวทรัพย คงลงโทษจําเลยไดเฉพาะฐาน
ลกั ทรพั ยเทา นนั้
ô. ¡ÃÃ⪡·Ã¾Ñ 
ÁÒμÃÒ óó÷ “ผูใดขมขืนใจผูอื่นใหยอมใหหรือยอมจะใหตนหรือผูอ่ืนไดประโยชน
ในลักษณะที่เปนทรัพยสินโดยใชกําลังประทุษรายหรือโดยขูเข็ญวาจะทําอันตรายตอชีวิต รางกาย
เสรีภาพ ช่อื เสียง หรอื ทรัพยส ินของผูถูกขูเขญ็ หรือของบคุ คลที่สาม จนผูถกู ขมขืนใจยอมเชน วาน้ัน
ผูน ้ันกระทําความผิดฐานกรรโชก ตองระวางโทษจาํ คกุ ไมเ กินหาป และปรับไมเ กนิ หน่ึงแสนบาท
ถา ความผดิ ฐานกรรโชกไดก ระทําโดย
(๑) ขูวาจะฆา ขูวาจะทํารายรางกายใหผูถูกขมขืนใจหรือผูอื่นใหไดรับอันตรายสาหัส
หรอื ขวู าจะทําใหเกิดเพลงิ ไหมแกทรพั ยส นิ ของผถู กู ขมขืนใจหรอื ผอู ื่น หรือ
(๒) มอี าวธุ ตดิ ตวั มาขเู ข็ญ
ผูกระทําตองระวางโทษจําคุกต้ังแตหกเดือนถึงเจ็ดป และปรับตั้งแตหนึ่งหม่ืนบาท
ถึงหน่ึงแสนส่หี มนื่ บาท”

๑๙๖

ͧ¤» ÃСͺ¤ÇÒÁ¼Ô´
๑. ขม ขืนใจผูอื่น

๑.๑ ใหยอมให หรือ
๑.๒ ยอมจะให
๒. แกตนหรือผูอื่น
๓. ไดร ับประโยชนใ นลกั ษณะท่เี ปน ทรพั ยสิน
๔. โดย
๔.๑ ใชกําลังประทุษราย หรือ
๔.๒ ขเู ข็ญวาจะทาํ อันตรายตอชีวติ รางกาย เสรีภาพ ชอื่ เสยี ง หรือทรัพยส นิ ของ
ผถู กู ขเู ข็ญหรือบุคคลที่สาม
๕. ผูถกู ขม ขืนใจยอมเชน วา นน้ั
๖. โดยเจตนา
คาํ ͸ºÔ ÒÂ
คําวา “¢‹Á¢×¹ã¨” หมายความวาบังคับใจ ซ่ึงการตัดสินใจยังอยูท่ีตัวผูกระทําเอง
แตผกู ระทําถกู บงั คบั ใหตอ งตดั สินใจทีจ่ ะกระทาํ ตามทบี่ ังคับ
คําวา “ÂÍÁãËŒ” หมายความวาตกลงใหประโยชนในลักษณะที่เปนทรัพยสินในปจจุบัน
น้ันเอง เชน ตกลงใหเ งินในขณะนั้นตามท่ขี มขืนใจ
คําวา “ÂÍÁ¨ÐãËŒ” หมายความวาตกลงจะใหในเวลาภายหนา เชน ตกลงวาพรุงน้จี ะให
ประโยชนใ นลักษณะทเ่ี ปนทรัพยสิน
คาํ วา “»ÃÐ⪹ã¹Å¡Ñ ɳзÕàè »š¹·Ã¾Ñ ÂÊ¹Ô ” หมายความรวมถงึ สิง่ ตางๆ ดงั ตอ ไปนี้
(๑) “·ÃѾÊÔ¹” ตามความหมายแหงประมวลกฎหมายแพงฯ มาตรา ๑๓๘ คือ
หมายความ “ÃÇÁ·éѧ·ÃѾ (คือวัตถุที่มีรูปราง เชน เงินหรือสิ่งของ) ·Ñé§ÇÑμ¶Ø·èÕäÁ‹ÁÕÃٻËҧ «Öè§ÍÒ¨
ÁÕÃÒ¤ÒáÅÐÍÒ¨¶×ÍàÍÒä´Œ” เชน สิทธิตางๆ ที่คํานวณเปนเงินได เชน ลิขสิทธิ์ สิทธิเรียกรอง
ทเี่ กิดจากหน้ี ทรัพยสทิ ธิ ฯลฯ
(๒) »ÃÐ⪹· äèÕ Áã‹ ª‹μÑÇ·Ã¾Ñ Âʏ Ô¹´§Ñ ¡Å‹ÒÇã¹ (ñ) áμ‹à»¹š »ÃÐ⪹ã¹Å¡Ñ ɳзÕàè »š¹
·ÃѾÊÔ¹ เชน การยอมใหดูภาพยนตรฟรี หรือยอมใหขึ้นรถประจําทางฟรีหรือใหบริการฟรีซ่ึงอาจ
คาํ นวณเปน เงนิ ได
ความผดิ ฐานกรรโชกตามมาตรา ๓๓๗ ผกู ระทําตอ งขม ขนื ใจผูอื่น คอื เปน การไปบังคบั
บุคคลอ่ืนท่ีไมใชตัวผูกระทําความผิด และความผิดจะเกิดขึ้นตอเม่ือผูถูกขมขืนใจยอมใหคือ ตกลงให
หรอื ยอมจะใหในภายหลงั และเมือ่ ยอมใหห รอื ยอมจะใหแลว ผขู มขืนใจจะไดรบั ประโยชนในลกั ษณะ
ทรัพยสินแลวหรือยังไมไดรับก็ตาม ก็เปนความผิดสําเร็จทันที แตถาผูถูกขมขืนใจไมยอมไมวา
เพราะเหตุใด ผกู ระทําก็มีความผิดเพยี งพยายามกระทาํ ความผิดเทาน้นั

๑๙๗

การขม ขนื ใจผอู น่ื จะเปน ความผดิ ตามมาตรานตี้ อ งเปน ผไู มม อี าํ นาจโดยชอบดว ยกฎหมาย
ถา เปนผมู อี ํานาจโดยชอบดว ยกฎหมายกไ็ มม ีความผดิ ฐานกรรโชก

ทง้ั นผี้ กู ระทาํ ความผดิ จะตอ งกระทาํ ไปโดยมเี จตนาคอื ผกู ระทาํ รสู าํ นกึ ในการกระทาํ และ
ขณะเดียวกันผูกระทําประสงคต อ ผลหรอื ยอ มเล็งเห็นผล

กรณีตามมาตรา ๓๓๗ วรรคสอง (๑)(๒) เปนเหตุฉกรรจซ่ึงเพิ่มโทษใหหนักขึ้นกวา
วรรคแรก

อนึง่ มขี อ สงั เกตระหวา งความผิดฐานกรรโชกและชงิ ทรพั ยด ังนี้
๑. ชงิ ทรพั ยต อ งเปน การสง ทรพั ยใ หใ นขณะใชก าํ ลงั ประทษุ รา ย หรอื ขเู ขญ็ วา จะใชก าํ ลงั
ประทษุ ราย
ความผดิ ฐานกรรโชกถา ยอมใหห รอื สง ทรพั ยใ หท นั ทเี มอื่ ถกู ขม ขนื ใจ หรอื เพยี งรบั สญั ญา
ยอมจะใหภายหลังถูกขมขืนใจ การใชกําลังประทุษรายหรือการขูเข็ญจะทําอันตรายในขณะขมขืนใจ
หรือภายหลังกไ็ ด
๒. ชงิ ทรพั ยเ ปน การใชก าํ ลงั ประทษุ รา ยหรอื ขเู ขญ็ วา จะใชก าํ ลงั ประทษุ รา ยตอ ตวั บคุ คล
สวนกรณกี รรโชกนอกจากกระทําตอ ตวั บุคคลแลว อาจกระทาํ ตอเสรีภาพ ช่ือเสยี ง หรอื ทรพั ยสินก็ได
๓. ชิงทรัพย ทรัพยที่สงใหตองเปนทรัพยท่ีเคลื่อนที่ได สวนกรรโชกจะเคลื่อนที่หรือไม
กไ็ ด และยังรวมถึงประโยชนในลักษณะที่เปน ทรัพยสนิ
μÇÑ ÍÂÒ‹ §
®¡Õ Ò·Õè ññùó/òõðò ผูเสียหายถูกจําเลยขูจนยอมรับจะใหเงินตามที่จําเลยขมขืนใจ
แลว ยอ มครบองคแ หง ความผดิ ฐานกรรโชกแลว ทกุ ประการ จะไดร บั เงนิ ตามทผี่ เู สยี หายรบั ปากใหแ ลว
หรอื ยงั หาใชส าระสาํ คญั ขององคค วามผดิ ฐานกรรโชกไม ฉะนนั้ การทจี่ าํ เลยถกู เจา หนา ทจ่ี บั เสยี กอ นท่ี
จะไดร บั เงนิ จากผเู สยี หาย จงึ ไมเ ปน เหตใุ หก ารกระทาํ ของจาํ เลยอยใู นขน้ั พยายามกระทาํ ความผดิ ไปได
®Õ¡Ò·èÕ ñò÷ø/òõðó (ประชุมใหญ) จําเลยเขียนจดหมายไปขูเข็ญผูเสียหายใหสง
เงิน ๓,๐๐๐ บาทใหจําเลย มิฉะนั้นบุตรผูเสียหายจะเปนอันตรายถึงชีวิต แมจะไดความวาบุตรของ
ผูเสียหายเปนคนบอกใหจําเลยเขียนจดหมายไปขูเข็ญบิดา เพื่อหลอกลวงใหบิดาสงเงินมาใหก็ยัง
ถือวา ผูเสียหายถูกขมขืนใจ เพราะในแงของผูเสียหายยังคงถือวาบุตรผูเสียหายเปนบุคคลที่สาม
ตามมาตรา ๓๓๗ วรรคตน จาํ เลยจงึ มคี วามผิดฐานกรรโชกตามมาตรา ๓๓๗
®¡Õ Ò·èÕ ñôô÷/òõñó จําเลยกับพวกมีอาวุธปนติดตัวเขาไปพูดจาใหผูเสียหายคิดบัญชี
การเงินที่จําเลยกับผูเสียหายเปนหุนสวนทําการกอสราง โดยขูวาถาไมคิดจะเกิดเรื่องการกระทําของ
จําเลยไมบรรลุผล เพราะผูเสียหายไมยอมคิดบัญชีให ไมวาจะดวยเหตุท่ีผูเสียหายไมกลัวหรือเพราะ
มีตํารวจมาขัดขวางก็ตาม จําเลยก็มีความผิดฐานพยายามกระทําความผิดตอเสรีภาพแลวแตไมเปน
ความผดิ ฐานพยายามกรรโชก เพราะไมม ที างทจี่ ะเหน็ วา จาํ เลยจะไดป ระโยชนใ นทรพั ยส นิ หากจะไดก ็
เพยี งสทิ ธิในฐานะท่เี ปน หนุ สวน


Click to View FlipBook Version