คาอธิบายรายวิชาเพ่ิมเติม
กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
รหัสวชิ า ท 21201 รายวิชา เสรมิ ทกั ษะภาษาไทย 1
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 ภาคเรียนที่ 1 เวลา 40 ช่วั โมง จานวน 1.0 หนว่ ยกิต
ฝกึ ทกั ษะการฟัง สามารถบอกไดว๎ าํ ผูส๎ งํ สารมีจดุ มุงํ หมายอยํางไร ฟังจับใจความสาคญั จากเรื่องทีฟ่ งั
นาไปเลาํ ตอํ ได๎ถกู ต๎อง ได๎ใจความสมบรู ณ์ ฝกึ สรปุ จบั ใจความสาคญั และข๎อคดิ จากเร่ืองที่ฟงั นาไปใช๎ตอบ
คาถาม และรายงานหน๎าชนั้ เรยี น สงั เกต ค๎นหา “สาร”“จุดมุํงหมายสาคญั ” ในแตํละเรอื่ งท่ีไดฟ๎ ัง นาไปบอก
กลาํ วใหเ๎ พอื่ น ๆ ไดท๎ ราบ ศึกษาวธิ ีการพดู การวางทาํ ทาง การใชน๎ า้ เสยี ง การใชภ๎ าษาให๎ถกู ตอ๎ งเหมาะสม ตาม
มารยาท และลกั ษณะการพูด สามารถนาไปใชใ๎ นชีวิตจริงได๎ ตลอดจนการพูดกลาํ วรายงานหนา๎ ชั้น ครกู าหนด
สถานการณ์สมมตขิ น้ึ นกั เรยี นฝึกพดู รายงานตามบทบาทสมมติ ฝกึ พดู ในโอกาสตําง ๆ กลําวแสดงความยนิ ดี
อวยพรวันเกดิ ฯลฯ และนาไปใช๎ในชวี ิตจรงิ ได๎ ฝึกอํานในใจใหค๎ ลํองแคลํว โดยใชก๎ ารจบั เวลาให๎ได๎นาทีละ
150 – 250 คา เปน็ อยํางน๎อย เพอ่ื ความรวดเร็วในการอาํ น ฝึกสรุปสาระสาคญั จากเร่ืองทอี่ าํ น นาไปใช๎ใน
การทาแบบทดสอบและรายงานให๎เพอื่ นฟงั ฝกึ อํานสะกดคายากทหี่ ลากหลาย เพอ่ื นาไปใช๎ในการเขียน
เรยี งความและเขยี นตอบแบบทดสอบศึกษาและฝกึ เรยี บเรยี งถอ๎ ยคาให๎ไดใ๎ จความกระชับสละสลวย ฝกึ เขียน
รายงานและเขียนบรรยายเขยี นสรุปความหรือขยายความจากเรอื่ งราวตาํ ง ๆ ทไ่ี ด๎ประสบมา ฝกึ จดบนั ทกึ ความรู๎
ความเขา๎ ใจ เขียนเลําประสบการณ์จากเหตุการณท์ เี่ กดิ ข้นึ จริงทน่ี ําสนใจ มจี ติ สาธารณะในการอนุรกั ษ์ และสืบ
สานวรรณกรรมท๎องถน่ิ
โดยใช๎กระบวนการเรียนรแู๎ บบบรู ณาการ กระบวนการสรา๎ งความรู๎ กระบวนการคิด กระบวนการ
ปฏบิ ัติ กระบวนการเรยี นรขู๎ องตนเอง กระบวนการกลมํุ กระบวนการเรยี นภาษา กระบวนการเรยี นรคู๎ วาม
เขา๎ ใจ เพอ่ื ใหเ๎ กิดความร๎ู มมี ารยาทในการอําน การเขยี น การฟงั การพดู และการดู มคี วามสามารถใน
การสื่อสาร ในการคิดการใชท๎ ักษะชวี ติ ในการใชเ๎ ทคโนโลยี เป็นผู๎ใฝรุ ูใ๎ ฝเุ รียน มํุงม่นั ในการทางาน รกั ความ
เปน็ ไทย มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคาํ นยิ มทเี่ หมาะสม
ผลการเรยี นรู้
1. ฟงั แล๎วบอกได๎วาํ ผส๎ู งํ สารมจี ดุ มํุงหมายอยํางไร
2. จบั ใจความและเลําเรอื่ งจากเร่ืองท่ีฟงั ไดถ๎ ูกต๎อง
3. สรุปขอ๎ คิดจากเรอื่ งทฟ่ี งั
4. เม่อื กาหนดสถานการณส์ มมตขิ นึ้ นกั เรียนสามารถพดู รายงานตามบทบาทของตน
5. พูดในโอกาสตําง ๆ ได๎ เชนํ กลาํ วแสดงความยนิ ดี , อวยพรวนั เกิด ฯลฯ
6. วางทาํ ทาง ใชเ๎ สียง ใชภ๎ าษา ได๎อยํางเหมาะสมตามมารยาทและลักษณะการพูด
7. อํานในใจได๎คลอํ งแคลํวนาทีละ 150 - 250 คาเป็นอยาํ งตา่
8. สรุปสาระสาคญั จากเร่ืองทีอ่ าํ น
9. สะกดคายากทีก่ าหนดใหไ๎ ดถ๎ ูกต๎อง
10. เขยี นยํอเรอ่ื งจากเร่ืองทอ่ี ํานหรอื ฟังได๎
รวมทงั้ หมด 10 ผลการเรยี นรู้
หลกั สูตรโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สกั พทุ ธศักราช 2561 ๔๕
คาอธบิ ายรายวชิ าเพม่ิ เติม
กลุม่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
รหัสวิชา ท 21202 รายวชิ า เสรมิ ทักษะภาษาไทย 2
ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรียนที่ 2 เวลา 40 ชั่วโมง จานวน 1.0 หน่วยกิต
นกั เรยี นเลอื กอาํ นหนงั สอื อาํ นเพม่ิ เติม หรอื หนังสอื อํานนอกเวลาตามความสนใจ ศกึ ษา
ความหมายของคาศพั ท์ทีย่ ากขึน้ แล๎วแปลความ ถอดคาประพันธ์ สรุปความจากเรอื่ งที่อําน วเิ คราะห์ ตคี วาม
แสดงความคิดเหน็ ประเมนิ คุณคําและอภิปรายในเรื่องทอ่ี ํานที่ได๎ฟงั มา ถอดคาประพนั ธ์จากวรรณคดมี รดกที่
เลือกอาํ นตามความสนใจ ศกึ ษาเรอ่ื งคาศัพท์ยาก แปลความ ตคี วาม จากเรอ่ื งท่อี าํ น ตลอดจนการแสดง
ความคิดเหน็ ในเร่ืองทต่ี นไดอ๎ าํ นมา ศึกษาและถอดคาประพนั ธอ์ อกมาเปน็ ภาษารอ๎ ยแก๎วให๎ได๎ใจความสละสลวย
ทาความเขา๎ ใจศึกษาคน๎ ควา๎ วรรณกรรมทอ๎ งถน่ิ ฝึกเขียนสะกดคายากอยาํ งสม่าเสมอ เพื่อความถกู ตอ๎ งชัดเจนใน
การอาํ นเขียนหนังสอื ไทย ฝกึ เขียนสรุปความหรอื ขยายความ จากเรื่องทีก่ าหนดไว๎ เป็นประโยชน์ในการเขยี น
ตอบข๎อสอบ และอํานเพอ่ื ความรคู๎ วามจา ศกึ ษาและฝึกฝนเขยี นเรยี งความในแนวสรา๎ งสรรค์ ทีแ่ สดงความร๎ู
ความคดิ ไดเ๎ หมาะสมกบั วยั ของตน ฝกึ ฝนเขียนบทรอ๎ ยกรอง เพอ่ื แสดงความร๎ูความคดิ จินตนาการในเรื่องราว
ตําง ๆ ตามความเหมาะสม ฝึกอภิปรายกลุํมโดยกาหนดสถานการณ์ขึ้น ให๎สามารถนาไปใช๎ในชวี ิตจรงิ ได๎ ศึกษา
และฝึกอภิปรายในที่ประชุมชน เพอ่ื สรา๎ งประสบการณ์ตรงให๎เกดิ ขึ้น ฝึกวธิ ีการดาเนนิ การการโตว๎ าทีและเป็นผู๎
รวํ มโตว๎ าทไี ด๎
โดยใชก๎ ระบวนการเรียนร๎ูแบบบูรณาการ กระบวนการสรา๎ งความร๎ู กระบวนการคิด
กระบวนการปฏบิ ตั ิ กระบวนการเรยี นร๎ูของตนเอง กระบวนการกลํมุ กระบวนการเรียนภาษา กระบวนการ
เรยี นรู๎ความเขา๎ ใจ เพอื่ ใหเ๎ กดิ ความร๎ู มมี ารยาทในการอาํ น การเขียน การฟงั การพูด และการดู มี
ความสามารถในการส่ือสาร ในการคิดการใช๎ทกั ษะชวี ติ ในการใชเ๎ ทคโนโลยี เปน็ ผใ๎ู ฝรุ ๎ใู ฝุเรียน มํุงม่ันในการ
ทางาน รกั ความเป็นไทย มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม และคํานิยมทเ่ี หมาะสม
ผลการเรยี นรู้
1. อาํ นหนงั สอื อํานเพิ่มเตมิ หรอื หนงั สืออาํ นนอกเวลาตามความสนใจ แล๎วแปลความ ถอดคาประพันธ์
สรุปความจากเร่อื งทอ่ี าํ น
2. วเิ คราะห์ ตคี วาม แสดงความคิดเห็น และประเมินคณุ คําของเร่อื งท่อี าํ น
3. ถอดคาประพันธจ์ ากวรรณคดมี รดกทเ่ี ลอื กอํานตามความสนใจ
4.เขียนสรปุ ความหรอื ขยายความจากเรอื่ งทีก่ าหนด
5. เขยี นความเรยี งเชงิ สรา๎ งสรรคแ์ สดงความนกึ คดิ เหมาะกบั วัย
6. เขียนบทร๎อยกรอง เพอื่ แสดงความรแู๎ ละความคิด
7. เม่ือกาหนดสถานการณส์ มมติตํางๆ ขนึ้ นักเรยี นสามารถรํวมการอภปิ รายกลุํม
8. ดาเนนิ การโตว๎ าทีและรวํ มโต๎วาที
รวมทั้งหมด 8 ผลการเรียนรู้
๔๖ หลักสตู รโรงเรยี นบา้ นสนั ปา่ สัก พุทธศกั ราช 2561
คาอธิบายรายวิชาเพ่มิ เตมิ
กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
รหัสวชิ า ท 22201 รายวิชา การเขียนเชงิ สรา้ งสรรค์ 1
ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรยี นที่ 1 เวลา 40 ชว่ั โมง จานวน 1.0 หน่วยกิต
ศึกษาหลักการวธิ ีการในการพดู และการเขยี น ฝึกการพูดในรูปแบบการสนทนา การสมั ภาษณ์ การพดู
ในทีป่ ระชุม ฝึกเขยี นบทความสัน้ ๆ แสดงความคิดเห็น ฝกึ เขียนบรรยายประสบการณ์พรรณนาธรรมชาติหรอื
อาจเขียนในรปู แบบอ่ืน ๆ เพอ่ื พฒั นาสมรรถภาพในการพดู ใหถ๎ กู ตอ๎ งตามหลกั และวธิ กี ารและเขยี นได๎อยาํ งมี
เน้ือหาสาระนําอาํ นใช๎ถ๎อยคาสานวนสละสลวยกํอใหเ๎ กดิ ความเพลดิ เพลินและชวํ ยพฒั นาความคดิ
ผลการเรยี นรู้
1. เขียนบทความส้นั ๆแสดงความคิดเห็นได๎อยาํ งนําสนใจ
3. เขียนบรรยายปะสบการณท์ น่ี ําสนใจได๎
4. เขียนพรรณนาธรรมชาติทงี่ ดงามให๎เกดิ จินตภาพได๎
5. เขียนบทร๎อยกรองเชิงสรา๎ งสรรค์ไดไ๎ พเราะมีขอ๎ คิด
6. เขยี นในรปู แบบตํางๆ โดยใชถ๎ อ๎ ยคาสานวนสละสลวยและถูกต๎องตามหลกั การเขียน
รวม 6 ผลการเรยี นรู้
หลกั สตู รโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สัก พทุ ธศกั ราช 2561 ๔๗
คาอธิบายรายวชิ าเพิ่มเตมิ
กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
รหสั วิชา ท 22202 รายวชิ า การเขียนเชงิ สรา้ งสรรค์ 2
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 ภาคเรยี นที่ 2 เวลา 40 ช่ัวโมง จานวน 1.0 หนว่ ยกิต
ฝกึ กระบวนค๎นควา๎ หาความรเู๎ พมิ่ เติมดว๎ ยตนเองอยํางอสิ ระในเร่อื งทตี่ นเองสนใจ สามารถนาเสนอหวั ข๎อ
ทส่ี นใจค๎นคว๎า เรยี บเรียงคน๎ ควา๎ อาํ นค๎นคว๎า รวบรวมขอ๎ มลู ฝกึ กระบวนการเขียน เขียนโครงราํ งจาก
การศึกษาคน๎ ควา๎ เรยี บเรียงความคิดความรูไ๎ ดอ๎ ยาํ งชดั เจนและเที่ยงตรง และเป็นเชิงวชิ าการอยํางแทจ๎ ริง ใน
รปู แบบของความเรยี งขนั้ สงู จานวน 3,000 คา ประกอบด๎วยชือ่ เรอื่ ง บทคดั ยอํ / กิตติกรรมประกาศ
สารบญั คานา เนอื้ เรอื่ ง / วธิ กี าร / ผลลัพธ์ สรปุ การนาเสนอ ภาพประกอบภาคผนวก แลว๎ สามารถนาเสนอ
ผลงานอยาํ งเปน็ ลาดบั ขนั้ ตอน
โดยใชก๎ ระบวนการเรยี นรแ๎ู บบบรู ณาการ กระบวนการสรา๎ งความรู๎ กระบวนการคดิ กระบวนการ
ปฏบิ ัติ กระบวนการเรียนรด๎ู ว๎ ยตนเอง กระบวนการกลมุํ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ กระบวนการความรู๎
ความเข๎าใจ เพอื่ ใหม๎ คี วามรู๎ ความสามารถในการสอื่ สาร ในการคดิ มวี ธิ ีการสัง่ สมประสบการณ์ในการค๎นควา๎
หาความรู๎ สตปิ ญั ญาของตนเองอยํางมีประสทิ ธิภาพ เปน็ ผูใ๎ ฝรุ ใู๎ ฝเุ รยี นมุงํ ม่นั ในการทางาน และรักความเป็นไทย
ผลการเรยี นรู้
1. บอกความหมายของการเขยี นความเรียงข้นั สงู
2. ระบอุ งคป์ ระกอบของความเรยี งข้ันสงู
3. อธบิ ายกระบวนการในการศึกษา ค๎นคว๎าเก่ยี วกบั ส่งิ ทต่ี นสนใจ
4. ระบเุ ชอื่ มโยงเชิงเปรยี บเทยี บเกย่ี วกับวธิ ีการคน๎ คว๎าหาความรูใ๎ นสาขาวิชาตําง ๆ วิธกี ารับร๎ูเชงิ ทฤษฎี
และรบั รจู๎ ากสง่ิ ท่ีเปน็ คณุ คําและวฒั นธรรม
5. เขียนประเดน็ ปญั หา เลอื กหัวข๎อ และต้งั ช่ือเรอื่ งให๎นาํ สนใจ
6. สืบคน๎ ขอ๎ มลู สารสนเทศที่เกย่ี วข๎องกบั เรอื่ งท่ศี ึกษาจากแหลํงเรยี นร๎ูตาํ ง ๆ แลว๎ จดั ทาบันทกึ ข๎อมูล
7. เขียนโครงราํ งการเขียนความเรยี งข้นั สงู จากการศกึ ษาเรยี บเรียงและถํายทอดความคดิ ได๎
8. เขียนเนอื้ เรอ่ื ง / วธิ ีการ / ผลลัพธ์ สรปุ แหลงํ อา๎ งองิ การแสดงภาพประกอบภาคผนวก
9. เขียนและเรียบเรยี งความคดิ ขอ๎ คดิ เหน็ หรอื ขอ๎ เสนอทางวชิ าการโดยใชภ๎ าษาส่อื ความหมายถูกตอ๎ ง
ชัดเจน และเปน็ สาดับขั้นตอน ในรปู แบบของความเรยี งข้นั สูง จานวน 3,000 คา ในฉบับต๎นรํางและฉบับจรงิ
10. เขียนสารบญั บทคดั ยํอ / กิตติกรรมประกาศ / บรรณานกุ รม
11. ตรวจทาน และแก๎ไขความเรยี งจากฉบบั ตน๎ ราํ งและฉบบั จริง
รวมท้งั หมด 11 ผลการเรยี นรู้
๔๘ หลักสตู รโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สัก พทุ ธศกั ราช 2561
คาอธบิ ายรายวชิ าเพม่ิ เติม
กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
รหสั วิชา ท23201 รายวิชา ภาษาไทยเพ่อื กจิ ธรุ ะ 1
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 ภาคเรยี นที่ 1 เวลา 40 ชั่วโมง จานวน 1.0 หนว่ ยกติ
ฝึกทักษะภาษาไทย โดยฝึกฟงั ดู ขาํ วสาร รายการโทรทศั น์ แล๎ววิเคราะห์ประเดน็ ความรู๎ ความเขา๎ ใจ
นาไปใชเ๎ ป็นประโยชนใ์ นชวี ติ ประจาวัน พดู เลาํ เรอื่ งประวตั คิ วามเปน็ มาของจังหวัด ชมุ ชน สถานทีส่ าคัญ
สนทนา อภปิ รายการพฒั นาทอ๎ งถ่ิน ชมุ ชนจากการศึกษา สงั เกต สอบถาม สัมภาษณผ์ ค๎ู นและผ๎นู าในทอ๎ งถ่นิ
ชุมชน พดู โทรศัพท์อยํางถกู ตอ๎ งเหมาะสม มมี ารยาท อาํ นออกเสยี งรอ๎ ยแก๎ว ขําว บทรอ๎ ยกรอง
อํานวเิ คราะห์ฉลากโภชนาการ ขาํ ว ประกาศ คาแนะนา และ คาเชญิ ชวน คดั ลายมือครึง่ บรรทดั ถกู ต๎อง สวยงาม
เขยี นเชงิ กจิ ธุระ จดหมายประกาศ คาแนะนา คาเชิญชวนเร่ืองอาหาร สนิ ค๎า สถานทสี่ าคัญ สถานท่ีทํองเทีย่ วใน
ท๎องถ่ินมกี ารอ๎างอิงแหลํงขอ๎ มูล ตรงตามวตั ถุประสงค์ คน๎ คว๎าจากสอ่ื รูปแบบตําง ๆ อยาํ งกวา๎ งขวาง
ใชแ๎ หลงํ เรยี นรู๎ในทอ๎ งถน่ิ อยํางหลากหลาย นาความรู๎ แนวคิดในการพัฒนาตนและสังคม
โดยใชก๎ ระบวนการเรยี นร๎แู บบบรู ณาการ กระบวนการสรา๎ งความรู๎ กระบวนการคิด
กระบวนการปฏิบตั ิกระบวนการเรยี นรู๎ของตนเอง กระบวนการกลุํม กระบวนการเรยี นภาษา
กระบวนเรยี นรู๎จากประสบการณ์จริง การสืบคน๎ ขอ๎ มูล เพื่อให๎เกดิ ความร๎ู มมี ารยาทในการใชภ๎ าษา
มีความสามารถในการสอ่ื สาร ในการคิด ในการใช๎ทักษะชวี ิต ในการใช๎เทคโนโลยี เป็นผูใ๎ ฝุเรยี นใฝุร๎ู
มํงุ มน่ั ในการทางาน รักความเป็นไทย มีคุณธรรมจริยธรรม และคํานิยมที่เหมาะสม
ผลการเรยี นรู้
1. อํานออกเสยี งขําว บทร๎อยกรองไดอ๎ ยํางถูกตอ๎ ง ไพเราะ และเหมาะสมกับเรอื่ งท่อี าํ น
2. วิเคราะห์และวจิ ารณฉ์ ลากโภชนาการ ขาํ วสาร เหตกุ ารณ์สาคญั ประกาศ คาแนะนา และคาเชญิ
ชวน อยาํ งมเี หตผุ ล เพ่อื นามาใช๎ในการดาเนินชีวติ
3. คัดลายมอื ตวั บรรจงคร่ึงบรรทัด
4. เขียนขําว ประกาศ คาแนะนา คาเชญิ ชวนโดยใชถ๎ ๎อยคาไดถ๎ กู ต๎องตามระดับภาษา
5. เขียนอตั ชวี ประวตั ิ โดยเลาํ เหตกุ ารณ์ ข๎อคดิ เหน็ และทศั นคตใิ นเรอ่ื งตําง ๆ
6. เขยี นจดหมายกจิ ธุระตดิ ตอํ ท้ังภาครฐั และเอกชน
7. มีมารยาทในการเขียน
8. วเิ คราะห์และวจิ ารณร์ ายการโทรทศั น์ และนาขอ๎ คิดมาประยุกตใ์ ชใ๎ นการดาเนินชวี ติ
9. พดู ในโอกาสตําง ๆ เชนํ เลําเรอื่ ง สนทนา อภปิ ราย พูดติดตอํ ทางโทรศัพท์ ไดต๎ รงตาม
วัตถุประสงค์
10. มีมารยาทในการฟัง การดู และการพูด
11. แตงํ บทร๎อยกรองประเภทกาพยย์ านี 11 กลอนหก กลอนแปด
รวมทัง้ หมด 11 ผลการเรยี นรู้
หลกั สูตรโรงเรียนบา้ นสันปา่ สกั พทุ ธศักราช 2561 ๔๙
คาอธบิ ายรายวชิ าเพิ่มเตมิ
กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
รหสั วชิ า ท 23202 รายวชิ า ภาษาไทยเพือ่ กิจธรุ ะ 2
ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 เวลา 40 ชว่ั โมง จานวน 1.0 หนว่ ยกติ
ฝึกทักษะภาษาไทย โดยฝึกฟัง ดู เพลง โฆษณา แล๎ววเิ คราะหป์ ระเด็นความรู๎ ความเข๎าใจ สมั ภาษณ์
บุคคลสาคัญในท๎องถิน่ นามาเขียนบทความสมั ภาษณ์ พูดโต๎วาที ยอวาที เกย่ี วกับการดาเนินชวี ติ ในชมุ ชน
อาํ นออกเสยี ง อํานวเิ คราะหบ์ ทความ สารคดี โฆษณานาไปใช๎เปน็ ประโยชน์ในชวี ติ ประจาวนั กรอกแบบฟอรม์
ตดิ ตอํ กับหนํวยงานราชการและเอกชน เขยี นชวี ประวตั บิ คุ คลสาคัญในท๎องถิน่ เขียน คาอวยพรในโอกาสตําง ๆ
โฆษณา แสดงความร๎ู ความคิด โต๎แย๎งบทความ บทโฆษณา แตํงเพลงสรา๎ งสรรคส์ ังคม อําน พูดและเขยี นได๎
อยาํ งถกู ตอ๎ งตามหลกั การ สรา๎ งสรรค์ มีเหตผุ ล มีการอา๎ งองิ แหลํงข๎อมลู ค๎นควา๎ จากสอ่ื รปู แบบตําง ๆ อยาํ ง
กว๎างขวาง ใชแ๎ หลงํ เรยี นรใ๎ู นทอ๎ งถิน่ อยํางหลากหลาย นาความรู๎ แนวคิดในการพัฒนาตนและสังคม
โดยใชก๎ ระบวนการเรียนร๎ูแบบบรู ณาการ กระบวนการสรา๎ งความรู๎ กระบวนการคดิ กระบวนการ
ปฏบิ ตั กิ ระบวนการเรยี นร๎ขู องตนเอง กระบวนการกลมุํ กระบวนการเรียนภาษา กระบวนเรยี นรจู๎ าก
ประสบการณจ์ รงิ การสบื ค๎นขอ๎ มลู เพ่ือใหเ๎ กิดความร๎ู มมี ารยาทในการใชภ๎ าษา มคี วามสามารถในการสอ่ื สาร
ในการคดิ ในการใชท๎ ักษะชีวติ ในการใช๎เทคโนโลยี เปน็ ผ๎ใู ฝุเรียนใฝรุ ู๎ มงํุ มัน่ ในการทางาน รกั ท๎องถิน่
ผลการเรยี นรู้
1. อาํ นออกเสียงบทความ สารคดีไดอ๎ ยํางถูกตอ๎ ง เหมาะสมกับเร่อื งทอ่ี ําน
2. วิเคราะหแ์ ละวจิ ารณบ์ ทความ สารคดี และโฆษณา อยาํ งมเี หตุผล เพื่อนามาใช๎ในการดาเนินชีวติ
3. เขียนโฆษณา คาอวยพรในโอกาสตาํ ง ๆ โดยใช๎ถ๎อยคาได๎ถูกต๎องตามวตั ถปุ ระสงค์
4. เขยี นชวี ประวัติบคุ คลสาคญั ในท๎องถนิ่ โดยเลาํ เหตกุ ารณ์ ขอ๎ คิดเหน็ และทัศนคติในเร่ืองตําง ๆ
จากการสืบค๎น สมั ภาษณ์ สอบถาม
5. เขียนกรอกแบบฟอรม์ ตําง ๆ เพ่อื ติดตํอทัง้ ภาครัฐและเอกชน
6. มมี ารยาทในการเขียน
7. วเิ คราะห์และวจิ ารณบ์ ทเพลงที่ฟัง และนาขอ๎ คิดมาประยุกตใ์ ชใ๎ นการดาเนนิ ชวี ติ
8. พดู ในโอกาสตาํ ง ๆ เชนํ โต๎วาที ยอวาที ไดถกู ตอ๎ งตามหลักการ
9. สมั ภาษณบ์ ุคคลสาคัญในท๎องถ่ินเกย่ี วกบั ประวตั ชิ วี ติ ข๎อคดิ เหน็ และทศั นคติได๎อยาํ งถกู ต๎อง
10. มีมารยาทในการฟงั การดู และการพดู
11. แตํงบทเพลงทมี่ ีเนอื้ ความพฒั นาสังคม
12. วิเคราะหว์ ถิ ไี ทยและคุณคาํ จากบทเพลงสมยั เกําและบทเพลงรวํ มสมัย
รวมทัง้ หมด 12 ผลการเรยี นรู้
๕๐ หลกั สูตรโรงเรียนบา้ นสันปา่ สกั พทุ ธศกั ราช 2561
รายวิชา
ตามโครงสรา้ งหลักสูตรและคาอธบิ ายรายวชิ า
กลุม่ สาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์
หลักสูตรโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สัก พทุ ธศกั ราช 2561 ๕๑
รายวชิ ากลมุ่ สาระการเรยี นรคู้ ณิตศาสตร์
ระดับประถมศึกษา จานวน ๒๐๐ ชั่วโมง/ปี
รายวชิ าพ้ืนฐาน จานวน ๒๐๐ ชว่ั โมง/ปี
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 1 ค๑๑๑๐๑ คณิตศาสตร์ ๑ จานวน ๒๐๐ ชั่วโมง/ปี
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ค๑๒๑๐๑ คณิตศาสตร์ ๒ จานวน ๑๖๐ ชั่วโมง/ปี
ชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 3 ค๑๓๑๐๑ คณติ ศาสตร์ ๓ จานวน ๑๖๐ ชั่วโมง/ปี
ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 4 ค๑๔๑๐๑ คณิตศาสตร์ ๔
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ค๑๕๑๐๑ คณติ ศาสตร์ ๕ จานวน ๑๖๐ ชวั่ โมง/ปี
ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 6 ค๑๖๑๐๑ คณติ ศาสตร์ ๖
ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน้
รายวิชาพ้ืนฐาน
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 ค2๑๑๐๑ คณติ ศาสตร์ ๑ จานวน 6๐ ชว่ั โมง/ภาคเรียน
ค21๑๐2 คณิตศาสตร์ ๒ จานวน 6๐ ชั่วโมง/ภาคเรียน
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 ค22๑๐๑ คณติ ศาสตร์ ๓ จานวน 6๐ ชั่วโมง/ภาคเรยี น
ค22๑๐2 คณติ ศาสตร์ ๔ จานวน ๖๐ ชว่ั โมง/ภาคเรยี น
ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 3 ค23๑๐๑ คณติ ศาสตร์ ๕ จานวน ๖๐ ชั่วโมง/ภาคเรียน
ค23๑๐2 คณิตศาสตร์ ๖ จานวน ๖๐ ชว่ั โมง/ภาคเรยี น
รายวชิ าเพ่มิ เตมิ จานวน 4๐ ชว่ั โมง/ภาคเรียน
ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 1 ค2๑2๐๑ คณติ ศาสตร์เพ่มิ เติม 1 จานวน 4๐ ชว่ั โมง/ภาคเรียน
จานวน 4๐ ชวั่ โมง/ภาคเรียน
ค212๐2 คณติ ศาสตร์เพ่ิมเตมิ 2 จานวน 4๐ ชั่วโมง/ภาคเรยี น
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2 ค222๐๑ คณติ ศาสตรเ์ พิม่ เติม 3 จานวน 4๐ ชวั่ โมง/ภาคเรยี น
ค222๐2 คณิตศาสตรเ์ พ่ิมเตมิ 4 จานวน 4๐ ชัว่ โมง/ภาคเรยี น
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ค232๐๑ คณิตศาสตรเ์ พม่ิ เติม 5
ค232๐2 คณติ ศาสตรเ์ พม่ิ เตมิ 6
๕๒ หลักสตู รโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สัก พุทธศกั ราช 2561
คาอธิบายรายรายวชิ า
กลมุ่ สาระการเรยี นรูค้ ณติ ศาสตร์
รหัสวชิ า ค 1๑๑๐๑ วิชาคณิตศาสตร์ 1
ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี ๑ เวลา 20๐ ช่วั โมง
ศึกษา ฝกี ทักษะการคดิ คานวณ และฝกึ การแก๎ปัญหาการใชจ๎ านวนบอกปริมาณท่ไี ดจ๎ ากการนับ การ
อาํ น การเขยี นตวั เลขฮินดอู ารบกิ และตวั เลขไทยแสดงจานวนนบั ไมํเกิน 100 และ 0 การเปรยี บเทยี บจานวนนับ
โดยใชเ๎ ครอื่ งหมาย = ≠ >< การเรียงลาดับจานวนนบั ไมํเกนิ 100 ต้ังแตํ 3 ถึง 5 จานวน ความหมายของการ
บวก ความหมายของการลบ การหาผลบวก การหาผลลบลบ การหาคําของตวั ไมํทราบคาํ ในประโยคสญั ลกั ษณ์
แสดงการบวก และประโยคสญั ลักษณ์แสดงการลบ การแก๎โจทยป์ ัญหา และการสรา๎ งโจทยป์ ัญหาและหาคาตอบ
การระบจุ านวนท่ีหายไปในแบบรปู ของจานวนทเ่ี พ่มิ ขน้ึ หรือลดลงทีละ 1 และทลี ะ 10 และระบุรปู ที่หายไปใน
แบบรปู ซา้ ของรปู เรขาคณติ และรปู อืน่ ๆ ทีส่ มาชกิ ในแตลํ ะชุดท่ีซ้ามี 2 รปู การวดั และเปรยี บเทียบความยาว
เป็นเซนติเมตร เปน็ เมตร การวดั และเปรยี บเทียบน้าหนกั เปน็ กโิ ลกรัม เปน็ ขดี การจาแนกรูปสามเหลี่ยม รูป
ส่เี หลี่ยม วงกลม วงรี ทรงสี่เหลย่ี มมมุ ฉาก ทรงกลม ทรงกระบอก และกรวย การใช๎ข๎อมลู จากแผนภมู ริ ูปภาพใน
การหาคาตอบของโจทยป์ ญั หา เมอื่ กาหนดรปู 1 รปู แทน 1 หนํวย
โดยการจดั ประสบการณ์หรือสร๎างสถานการณ์ท่ใี กล๎ตัวผ๎เู รยี นได๎ศกึ ษาคน๎ คว๎า โดยการปฏบิ ตั จิ ริง
ทดลอง สรปุ รายงาน เพื่อพฒั นาทักษะและกระบวนการในการคดิ คานวณ การคิดวเิ คราะห์ การคิดอยาํ งมี
วิจารณญาณการคิดสรา๎ งสรรค์ การแกป๎ ญั หา การใหเ๎ หตผุ ล การสื่อความหมายทางคณติ ศาสตร์ การใชเ๎ ทคโนโลยี
การสือ่ สาร การรวํ มมือและนาประสบการณด์ ๎านความรู๎ ความคิด ทกั ษะและกระบวนการทไ่ี ดไ๎ ปใช๎ในการเรียนรู๎
สงิ่ ตําง ๆ ซึ่งจะสงํ ผลใหผ๎ เ๎ู รียนร๎ูเทาํ ทนั การเปลยี่ นแปลงของระบบเศรษฐกิจ สงั คม วัฒนธรรม และสภาพแวดลอ๎ ม
รวมทงั้ เห็นคณุ คาํ และมเี จตคติท่ดี ีตํอการเรียนร๎คู ณิตศาสตร์ สามารถนาไปใชใ๎ นชวี ิตประจาวันไดอ๎ ยํางมคี วามสขุ
ตัวช้ีวดั
ค 1.1 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3, ป.1/4, ป.1/5
ค 1.2 ป.1/1
ค 2.1 ป.1/1, ป.1/2
ค 2.2 ป.1/1
ค 3.1 ป.1/1
รวมท้งั หมด 10 ตวั ชีว้ ัด
หลักสูตรโรงเรียนบา้ นสันปา่ สกั พทุ ธศักราช 2561 ๕๓
คาอธบิ ายรายรายวชิ า
กล่มุ สาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์
รหสั วชิ า ค 12๑๐๑ วิชาคณิตศาสตร์ 2
ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 2 เวลา 20๐ ช่ัวโมง
ศกึ ษาจานวนของสิ่งตําง ๆ แสดงจานวนของสง่ิ ตาํ งๆทก่ี าหนด อาํ นและเขียนตวั เลขฮินดอู ารบคิ ตัวเลข
ไทย ตัวหนังสอื แสดงจานวนไมเํ กนิ 1,000 และ 0 การเปรยี บเทยี บจานวนไมเํ กิน 1,000 และ 0 โดยใช๎
เคร่ืองหมาย =, ≠, <, > และเรยี งลาดบั จานวนไมเํ กิน 1,000 และ 0 การหาคาํ ของตวั ไมทํ ราบคําในประโยค
สญั ลักษณแ์ ละการคณู จานวน 1 หลกั กบั จานวนไมเํ กนิ 2 หลัก การแสดงการหารท่ตี วั ต้งั ไมเํ กนิ 2 หลัก ตั้งหาร
1 หลกั โดยทผี่ ลลัพธก์ ารบวก ลบ คณู หารระคน การแสดงวธิ หี ารคาตอบของโจทย์ปญั หาเก่ยี วกบั เวลาท่ีมหี นวํ ย
เดยี วและเป็นหนวํ ยเดยี วกัน การวัดและเปรยี บเทียบความยาวเปน็ เมตรและเซนตเิ มตร การแสดงวธิ กี ารหา
คาตอบของโจทย์ปญั หาการบวก การลบ เกย่ี วกบั ความยาวที่มหี นํวยเปน็ เมตรและเซนติเมตร การวดั และ
เปรียบเทียบนา้ หนกั เปน็ กิโลกรมั และกรัม กิโลกรมั และขีด การแสดงวิธหี าคาตอบของโจทย์ปัญหาการบวก การ
ลบ เกยี่ วกับนา้ หนกั ทม่ี หี นํวยเป็นกโิ ลกรมั และกรัม กโิ ลกรมั และขดี การวัดและเปรียบเทยี บปริมาตรและความจุ
เป็นลิตร การใช๎ขอ๎ มลู จากแผนภูมิรปู ภาพในการหาคาตอบของโจทยป์ ัญหา เมอื่ กาหนด 1 รูป แทน 1 หนํวย
โดยการจัดประสบการณห์ รอื สร๎างสถานการณท์ ่ใี กลต๎ วั ผเู๎ รยี นได๎ศกึ ษา คน๎ คว๎า ฝึกทกั ษะ โดยการปฏบิ ตั ิ
จรงิ ทดลอง สรุปรายงาน เพอ่ื พฒั นาทักษะและกระบวนการในการคิดคานวณ การคิดวเิ คราะห์ การคดิ อยาํ งมี
วิจารณญาณ การคิดสรา๎ งสรรค์ การแกป๎ ญั หา การให๎เหตผุ ล การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ การใชเ๎ ทคโนโลยี
การสื่อสาร การรวํ มมอื และนาประสบการณ์ด๎านความรู๎ ความคดิ ทกั ษะและกระบวนการทไ่ี ดไ๎ ปใช๎ในการเรียนรู๎
สงิ่ ตํางๆ ซ่ึงจะสงํ ผลให๎ผเ๎ู รียนร๎เู ทาํ ทนั การเปลย่ี นแปลงของระบบเศรษฐกจิ สังคม วฒั นธรรม และสภาพแวดลอ๎ ม
รวมทง้ั เห็นคณุ คาํ และมเี จตคตทิ ี่ดตี ํอการเรยี นรูค๎ ณิตศาสตร์ สามารถนาไปใชใ๎ นชวี ติ ประจาวันไดอ๎ ยํางมคี วามสขุ
ตัวชวี้ ัด
ค 1.1 ป.2/1, ป.2/2, ป.2/3, ป.2/4, ป.2/5, ป.2/6, ป.2/7, ป.2/8
ค 2.1 ป.2/1, ป.2/2, ป.2/3, ป.2/4, ป.2/5
ค 2.2 ป.2/1
ค 3.1 ป.2/1
รวมทงั้ หมด 15 ตวั ชวี้ ดั
๕๔ หลกั สตู รโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สกั พุทธศกั ราช 2561
คาอธิบายรายรายวชิ า
กลมุ่ สาระการเรยี นรคู้ ณิตศาสตร์
รหัสวิชา ค 13๑๐๑ วชิ าคณิตศาสตร์ 3
ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 3 เวลา 20๐ ชวั่ โมง
ศกึ ษาและฝึกทักษะ การอําน การเขียนตวั เลขฮินดอู ารบกิ ตวั เลขไทย และตวั หนังสือแสดงจานวน หลัก
คาํ ของเลขโดดในแตลํ ะหลักและการเขียนตวั เลขแสดงจานวนในรปู กระจาย การเปรยี บเทียบและเรยี งลาดับ
จานวนเศษสวํ น เศษสวํ นทต่ี ัวเศษนอ๎ ยกวาํ หรอื เทํากับตวั สวํ น การเปรียบเทยี บและเรยี งลาดบั เศษสวํ น หา
ผลลัพธ์ การแกโ๎ จทย์ปัญหาและการสรา๎ งโจทย์ปญั หาของการบวก การลบ การคูณ การหารนบั ไมเํ กนิ ๑๐๐,๐๐๐
และ ๐ การบวกและการลบเศษสวํ น เงิน เวลาและระยะเวลา ความยาว น้าหนัก ปรมิ าตรและความจุท่มี ี
หนํวยเปน็ ลติ รและมลิ ลลิ ติ ร แบบรปู ของจานวนท่ีเพิ่มขนึ้ หรอื ลดลงทลี ะเทํา ๆ กัน รูปเรขาคณิตสองมิติทมี่ ีแกน
สมมาตรและจานวนแกนสมมาตร การเก็บรวบรวมข๎อมูลและการนาเสนอข๎อมลู
เป็นแผนภูมริ ูปภาพและตารางทางเดียว
โดยการจัดประสบการณห์ รือสร๎างสถานการณท์ ีใ่ กล๎ตวั ผเู๎ รยี นได๎ศึกษา คน๎ ควา๎ ฝึกทกั ษะ โดยการปฏิบตั ิ
จริง ทดลอง สรุป รายงาน เพอื่ พฒั นาทกั ษะและกระบวนการในการคดิ คานวณ การแกป๎ ญั หา การใหเ๎ หตผุ ล การ
ส่ือความหมายทางคณิตศาสตร์ และนาประสบการณ์ดา๎ นความร๎ู ความคดิ ทักษะและกระบวนการที่ไดไ๎ ปใชใ๎ นการ
เรยี นรสู๎ ่งิ ตาํ ง ๆ และใช๎ในชวี ติ ประจาวนั อยํางสรา๎ งสรรค์
เพื่อใหเ๎ หน็ คณุ คาํ และมเี จตคติทีด่ ตี อํ คณติ ศาสตร์ สามารถทางานได๎อยาํ งเป็นระบบ มรี ะเบยี บ รอบคอบ
มคี วามรบั ผดิ ชอบ มวี ิจารณญาณ มคี วามคิดรเิ รม่ิ สร๎างสรรคแ์ ละมีความเช่ือมั่นในตนเอง
ตวั ชีว้ ัด
ค 1.1 ป.3/๑, ป.3/๒, ป.3/3, ป.3/4, ป.3/5, ป.3/6, ป.3/7, ป.3/8, ป.3/9, ป.3/10, ป.3/11
ค 1.2 ป.3/๑
ค 2.1 ป.3/๑, ป.3/๒, ป.3/3, ป.3/4, ป.3/5, ป.3/6, ป.3/7, ป.3/8, ป.3/9, ป.3/10, ป.3/11,
ป.3/12, ป.3/13
ค 2.2 ป.3/๑
ค 3.1 ป.3/๑, ป.3/๒
รวมทัง้ หมด 28 ตวั ชว้ี ดั
หลักสูตรโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สกั พทุ ธศกั ราช 2561 ๕๕
คาอธบิ ายรายรายวชิ า
กลุ่มสาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์
รหัสวชิ า ค 14๑๐๑ วิชาคณิตศาสตร์ 4
ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 4 เวลา 16๐ ชัว่ โมง
ศกึ ษาการอํานและการเขียนตวั เลขฮนิ ดอู ารบิก ตัวเลขไทย และตวั หนงั สอื แสดงจานวนนับทมี่ ากกวาํ
100,000 และ 0 หลกั คาํ ประจาหลกั และคาํ ของเลขโดดในแตลํ ะหลกั การเขยี นตวั เลขแสดงจานวนในรปู
กระจาย การเปรียบเทียนและเรยี งลาดบั จานวนนบั ทมี่ ากกวาํ 100,000 คาํ ประมาณของจานวนนบั การใช๎
เครือ่ งหมาย = การบวก การลบ การคณู การหาร การประมวลผลลพั ธ์ การหาตวั ไมทํ ราบคาํ ในประโยค
สญั ลกั ษณ์ โจทย์ปญั หาการบวก การลบ การคณู และการหาร แบบรูปของจานวนท่ีเกดิ จากการคูณ การหารดว๎ ย
จานวนเดยี วกัน เส๎นตรง สวํ นของเสน๎ ตรง สวํ นประกอบของมมุ ชนดิ ของมมุ การวัดและการสรา๎ งมุม ชนิดและ
สมบตั ิของรปู สเี่ หล่ียมมมุ ฉาก โจทย์ปญั หาเกยี่ วกบั ความยาวรอบรูป และพ้นื ทีข่ องรปู สเี่ หล่ยี มมมุ ฉาก
ความหมาย การอาํ นและเขียนเศษสวํ นและจานวนคละทตี่ วั สวํ นหนงึ่ เป็นพหคุ ณู ของอกี ตวั หนงึ่ ความหมาย การ
อาํ นและการเขียนทศนิยมไมเํ กนิ สามตาแหนํง หลกั คาํ ประจาหลักและคาํ ของเลขโดดในแตํละหลักของทศนยิ ม
การเขียนทศนยิ มในรปู กระจาย การเปรียบเทยี บและเรยี งลาดับทศนยิ ม การบวก การลบเศษสวํ นและจานวน
คละทตี่ ัวสวํ นตวั หนง่ึ เปน็ พหคุ ณู ของอีกตัวหน่งึ โจทยป์ ัญหาการบวก การลบเศษสวํ นและจานวนคละ การบวก
การลบทศนยิ มไมํเกินสามตาแหนงํ โจทย์ปญั หาการบวกการลบทศนยิ ม การบอกระยะเวลาเป็นวินาที นาที ชวั่ โมง
วัน สัปดาห์ เดอื น ปี การเปรยี บเทียบระยะเวลาโดยใช๎ความสมั พนั ธ์ระหวาํ งหนํวยเวลา การอาํ นตารางเวลา
โจทย์ปัญหาเก่ียวกบั เวลา การเก็บรวบรวมขอ๎ มลู และการจาแนกขอ๎ มูล การอาํ นและการเขียนแผนภูมแิ ทงํ (ไมํ
รวมการยนํ ระยะ) การอาํ นตารางสองทาง
โดยการจัดประสบการณ์หรอื สรา๎ งสถานการณท์ ี่ใกล๎ตัวผ๎ูเรยี นได๎ศึกษา คน๎ ควา๎ ฝกึ ทักษะ โดยการปฏบิ ัติ
จริง ทดลอง สรุป รายงาน เพือ่ พฒั นาทักษะและกระบวนการในการคดิ คานวณ การแกป๎ ัญหา การใหเ๎ หตุผล การ
สอ่ื ความหมายทางคณติ ศาสตร์ และนาประสบการณ์ด๎านความร๎ู ความคดิ ทกั ษะและกระบวนการทีไ่ ด๎ไปใช๎ในการ
เรยี นรส๎ู ง่ิ ตําง ๆ และใช๎ในชีวติ ประจาวนั อยํางสร๎างสรรค์
เพ่ือให๎เหน็ คณุ คาํ และมเี จตคติที่ดตี อํ คณิตศาสตร์ สามารถทางานไดอ๎ ยาํ งเปน็ ระบบ มรี ะเบยี บ รอบคอบ
มคี วามรับผดิ ชอบ มีวจิ ารณญาณ มีความคิดริเรม่ิ สรา๎ งสรรค์และมคี วามเช่อื ม่ันในตนเอง
ตัวชว้ี ัด
ค 1.1 ป.4/1-16
ค 2.1 ป.4/1-3
ค 2.2 ป.4/1-2
ค 3.1 ป.4/1
รวม 22 ตัวชวี้ ดั
๕๖ หลกั สตู รโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สัก พุทธศกั ราช 2561
คาอธิบายรายวชิ า
กลุ่มสาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์
รหัสวชิ า ค 15๑๐๑ วชิ าคณิตศาสตร์ 5
ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 5 เวลา 16๐ ช่วั โมง
ศึกษาและวิเคราะห์ แสดงวธิ หี าคาตอบ การแกโ๎ จทยป์ ัญหาเศษสวํ นและทศนิยมไมํเกนิ ๓ ตาแหนํงและ
การใชเ๎ ครอ่ื งหมาย ≈ รอ๎ ยละหรอื เปอรเ์ ซน็ ต์ ความยาวหนํวยเซนตเิ มตรกบั มลิ ลเิ มตร เมตรกับเซนตเิ มตร
กิโลเมตรกบั เมตร น้าหนักหนํวยกิโลกรมั กบั กรมั ปริมาตรของทรงสเ่ี หลีย่ มมมุ ฉากและความจุของภาชนะทรง
สเี่ หลี่ยมมมุ ฉาก ความสมั พนั ธร์ ะหวาํ ง มลิ ลลิ ิตร ลติ ร ลกู บาศก์เซนติเมตร และลกู บาศก์เมตร ความยาวรอบรูป
ของรปู สเ่ี หล่ียมและพนื้ ท่ขี องรปู สเ่ี หลี่ยมด๎านขนานและรปู ส่เี หลย่ี มขนมเปียกปนู การสร๎างรูปสเ่ี หลีย่ ม เสน๎ ต้ัง
ฉากและสญั ลักษณ์แสดงการตั้งฉาก การสรา๎ งเส๎นขนานและสญั ลกั ษณแ์ สดงการขนาน มมุ แย๎ง มุมภายใน และ
มมุ ภายนอกทอ่ี ยํบู นขา๎ งเดยี วกันของเส๎นตดั ขวาง (Transversal) การสรา๎ งรูปสามเหลยี่ ม การสรา๎ งรูปวงกลม
การอาํ นและการเขยี นแผนภมู ิแทงํ กราฟเส๎น
โดยการปฏิบตั ิจริง ทดลอง สรุป รายงาน เพอ่ื พฒั นาทกั ษะและกระบวนการในการคดิ คานวณ การ
แกป๎ ญั หา การให๎เหตผุ ล การสื่อความหมายทางคณติ ศาสตร์ และนาประสบการณด์ า๎ นความรู๎ ความคิด ทกั ษะ
และกระบวนการทไี่ ดไ๎ ปใชใ๎ นการเรียนร๎ูสิ่งตาํ ง ๆ และใชใ๎ นชีวติ ประจาวนั อยํางสรา๎ งสรรค์
เพื่อใหเ๎ ห็นคณุ คําและมเี จตคตทิ ่ีดตี ํอคณิตศาสตร์ สามารถทางานไดอ๎ ยํางเปน็ ระบบ มรี ะเบียบ รอบคอบ
มีความรบั ผิดชอบ มีวิจารณญาณ มคี วามคดิ ริเริ่มสร๎างสรรคแ์ ละมีความเชื่อมนั่ ในตนเอง
ตวั ชวี้ ัด
ค 1.1 ป.5/๑, ป.5/๒, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5, ป.5/6, ป.5/7, ป.5/8, ป.5/9
ค 2.1 ป.5/๑, ป.5/๒, ป.5/3, ป.5/4
ค 2.2 ป.5/๑, ป.5/๒, ป.5/3, ป.5/4
ค 3.1 ป.5/๑, ป.5/๒
รวมทั้งหมด 19 ตวั ชวี้ ดั
หลกั สตู รโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สัก พทุ ธศักราช 2561 ๕๗
คาอธบิ ายรายวิชา
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์
รหสั วิชา ค 16๑๐๑ วชิ าคณติ ศาสตร์ 6
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เวลา 16๐ ชว่ั โมง
ศกึ ษาและฝกึ ทกั ษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตร์อันได๎แกํ การแก๎ปัญหา การให๎เหตุผล การสื่อสาร
การส่ือความหมายทางคณิตศาสตร์ และการนาเสนอ การเช่ือมโยงความร๎ูตํางๆ ทางคณิตศาสตร์ และการ
เช่ือมโยงคณติ ศาสตรก์ บั ศาสตร์อ่นื ๆ และมคี วามคิดสรา๎ งสรรค์ ในสาระตํอไปนี้
เศษส่วน เปรยี บเทียบเรยี งลาดับเศษสวํ นและจานวนคละจากสถานการณต์ ํางๆ
อตั ราส่วน เขยี นอัตราสวํ นแสดงการเปรยี บเทียบปรมิ าณ ๒ ปรมิ าณจากขอ๎ ความหรอื สถานการณ์โดยท่ี
ปรมิ าณแตลํ ะปริมาณเป็นจานวนนบั หาอตั ราสวํ นทเ่ี ทํากับอัตราสวํ นท่ีกาหนดให๎
จานวนนบั และ ๐ หา ห.ร.ม. ของจานวนนับไมเํ กนิ ๓ จานวนหา ค.ร.น. ของจานวนนบั ไมเํ กิน ๓ จานวน
แสดงวธิ หี าคาตอบของโจทยป์ ญั หาโดยใชค๎ วามรเู๎ กี่ยวกบั ห.ร.ม. และ ค.ร.น.
การบวก การลบ การคูณ การหารเศษสว่ น หาผลลพั ธข์ องการบวกลบคณู หารระคนของเศษสํวนและ
จานวนคละแสดงวธิ ีหาคาตอบของโจทย์ปญั หาเศษสวํ นและจานวนคละ ๒-๓ ข้ันตอน
ทศนยิ ม และการบวก การลบ การคูณ การหาร หาผลหารของทศนยิ มท่ตี วั หารและผลหารเปน็ ทศนิยม
ไมเํ กนิ ๓ ตาแหนํงแสดงวิธหี าคาตอบของโจทยป์ ญั หาการบวกการลบการคูณการหารทศนิยม๓ขั้นตอน
อตั ราสว่ นและรอ้ ยละ แสดงวธิ ีหาคาตอบของโจทยป์ ญั หาอัตราสวํ นแสดงวธิ หี าคาตอบของโจทย์ปัญหา
ร๎อยละ ๒-๓ ขั้นตอน
แบบรปู แสดงวิธคี ดิ และหาคาตอบของปญั หาเก่ียวกบั แบบรปู
ปรมิ าตรและความจุ แสดงวธิ หี าคาตอบของโจทย์ปญั หาเกีย่ วกบั ปริมาตรของรปู เรขาคณติ สามมิติที่
ประกอบดว๎ ยทรงสเี่ หลยี่ มมมุ ฉาก
รูปเรขาคณติ สองมติ ิแสดงวธิ หี าคาตอบของโจทย์ปญั หาเกย่ี วกับความยาวรอบรปู และพนื้ ทข่ี องรปู หลาย
เหล่ียมแสดงวิธหี าคาตอบของโจทยป์ ญั หาเก่ยี วกบั ความยาวรอบรูปและพื้นที่ของวงกลม
รูปสามเหลี่ยม จาแนกรปู สามเหล่ยี มโดยพิจารณาจากสมบัติของรปู สรา๎ งรปู สามเหลี่ยม
เมื่อกาหนดความยาวของดา๎ นและขนาดของมุม
รูปเรขาคณติ สามมิติ บอกลกั ษณะของรปู เรขาคณติ สามมติ ิชนดิ ตาํ งๆระบรุ ปู เรขาคณติ สามมติ ิที่ประกอบ
จากรปู คล่ีและระบรุ ูปคลข่ี องรปู เรขาคณติ สามมิติ
การนาเสนอขอ้ มูล ใช๎ขอ๎ มูลจากแผนภูมริ ูปวงกลมในการหาคาตอบของโจทย์ปญั หา
ตวั ชีว้ ัด
ค 1.1 ป.6/๑, ป.6/๒, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5, ป.6/6, ป.6/7, ป.6/8, ป.6/9, ป.6/10, ป.6/11, ป.6/12
ค 1.2 ป.6/๑
ค 2.1 ป.6/๑, ป.6/๒, ป.6/3
ค 2.2 ป.6/๑, ป.6/๒, ป.6/3, ป.6/4
ค 3.1 ป.6/1
รวมท้งั หมด 21 ตวั ชี้วดั
๕๘ หลกั สูตรโรงเรยี นบา้ นสนั ปา่ สกั พทุ ธศกั ราช 2561
คาอธิบายรายวิชาพนื้ ฐาน
กลุม่ สาระการเรยี นร้คู ณติ ศาสตร์
รหัสวิชา ค ๒๑๑๐๑ วชิ าคณิตศาสตร์ 1
ช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ ๑ ภาคเรียนที่ ๑ เวลา ๖๐ ชวั่ โมง จานวน ๑.๕ หนว่ ยกติ
ศึกษาและฝึกทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์อันได๎แกํ การแก๎ปัญหา การให๎เหตุผล การ
สื่อสาร การสือ่ ความหมายทางคณติ ศาสตร์ และการนาเสนอ การเชอ่ื มโยงความรู๎ตาํ งๆ ทางคณิตศาสตร์ และการ
เชอ่ื มโยงคณิตศาสตร์กับศาสตร์อนื่ ๆ และมีความคิดสรา๎ งสรรค์ ในสาระตอํ ไปนี้
จานวนตรรกยะ จานวนเต็มบวก เต็มลบ และศูนย์ การเปรียบเทียบจานวนเต็ม จานวนตรง
ข๎าม และคําสัมบูรณ์ การบวก การลบ การคูณ และการหารจานวนเต็ม สมบัติของจานวนเต็มและการนาไปใช๎
ความสัมพันธข์ องเศษสวํ นและทศนยิ ม สมบัตขิ องจานวนตรรกยะและการนาไปใช๎
การสร้างทางเรขาคณิต การสร๎างเก่ียวกับสํวนของเส๎นตรง มุม เส๎นต้ังฉาก รูปเรขาคณิตสองมิติ
มุมท่ีมขี นาดตาํ งๆ การสรา๎ งเสน๎ ขนาน และการนาไปใช๎
เลขยกกาลัง การเขียนเลขยกกาลังที่มีเลขช้ีกาลังเป็นจานวนเต็มบวก สมบัติของเลขยกกาลังที่มี
เลขชกี้ าลงั เป็นจานวนเต็มบวก และการนาไปใช๎
มติ สิ มั พนั ธ์ของรูปเรขาคณิต หน๎าตัดของรูปเรขาคณิตสามมิติ และภาพท่ีได๎จากการมองด๎านหน๎า
ด๎านข๎าง ดา๎ นบนของรปู เรขาคณติ สามมิตทิ ปี่ ระกอบขึ้นจากลกู บาศก์ แบบรปู และความสัมพนั ธ์
โดยจดั ประสบการณ์หรือสร๎างสถานการณ์ใหผ๎ ๎ูเรยี นไดศ๎ กึ ษาคน๎ คว๎าโดยการปฏิบตั ิจรงิ ทดลอง สรปุ
รายงาน เพ่ือพัฒนาทักษะ /กระบวนการในการคิดคานวณ แก๎ปัญหา การให๎เหตุผล และนาความร๎ู ความคิด
ทกั ษะกระบวนการท่ไี ดไ๎ ปใช๎ในชวี ติ ประจาวนั
อยํางสร๎างสรรค์ รวมท้ังเหน็ คุณคําและเจตคตทิ ี่ดีตอํ คณิตศาสตร์ สามารถทางานได๎อยํางเป็นระบบ
มีระเบียบ มคี วามรับผิดชอบ มวี จิ ารณญาณ มีความคิดริเรมิ่ สร๎างสรรค์ และมคี วามเช่อื มนั่ ในตนเอง
การวัดและการประเมินผล ใช๎วิธีการที่หลากหลายตามสภาพท่ีเป็นจริงสอดคล๎องกับเนื้อหาและ
ทักษะทต่ี ๎องการวดั
ตวั ชี้วดั
ค ๑.๑ ม.๑/๑, ม.๑/๒
ค ๒.๒ ม.๑/๑, ม.๑/๒
รวมทั้งหมด ๔ ตัวชวี้ ัด
หลักสตู รโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สกั พทุ ธศักราช 2561 ๕๙
คาอธิบายรายวชิ าพน้ื ฐาน
กลุ่มสาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์
รหัสวิชา ค ๒๑๑๐2 วิชาคณติ ศาสตร์ 2
ชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี ๑ ภาคเรียนที่ ๒ เวลา ๖๐ ชั่วโมง จานวน ๑.๕ หนว่ ยกติ
ศึกษาและฝึกทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์อันได๎แกํ การแก๎ปัญหา การให๎เหตุผล การ
สอ่ื สาร การส่ือความหมายทางคณิตศาสตร์ และการนาเสนอ การเช่อื มโยงความรตู๎ าํ งๆ ทางคณติ ศาสตร์ และการ
เช่อื มโยงคณติ ศาสตร์กบั ศาสตรอ์ ื่น ๆ และมีความคดิ สร๎างสรรค์ ในสาระตํอไปนี้
สมการเชิงเส้นตวั แปรเดียว คาตอบของสมการเชิงเส๎นตัวแปรเดียว การแก๎สมการเชิงเส๎นตัวแปร
เดยี ว โดยใช๎สมบตั ิการเทาํ กันและสมบัติของจานวน และการนาไปใช๎
อัตราส่วน อัตราสํวนของจานวนหลายๆจานวน สัดสํวน การนาความรู๎เก่ียวกับอัตราสํวน สัดสํวน
และร๎อยละไปใช๎ในชวี ิตจริง
สมการเชิงเส้นสองตวั แปร กราฟของความสัมพันธ์เชิงเสน๎ สมการเชิงเส๎นสองตัวแปร และการนา
ความรู๎เกี่ยวกับสมการและกราฟของความสมั พนั ธไ์ ปใชใ๎ นชีวิตจรงิ
สถิติการตั้งคาถามทางสถิติ การเก็บรวบรวมข๎อมูล การนาเสนอข๎อมูล ด๎วย แผนภูมิรูปภาพ
แผนภูมิแทํง กราฟเส๎น แผนภูมิวงกลม และการแปลความหมายข๎อมูล บุคคล ทรัพยากร ข๎อมูลทางเศรษฐกิจ
ในท๎องถ่ินตลอดจนการนาไปประยุกตใ์ ชใ๎ นชีวิตจรงิ
โดยจัดประสบการณ์หรอื สรา๎ งสถานการณ์ใหผ๎ ูเ๎ รียนไดศ๎ กึ ษาค๎นคว๎าโดยการปฏิบตั จิ ริง ทดลอง สรปุ
รายงาน เพื่อพัฒนาทักษะ /กระบวนการในการคิดคานวณ แก๎ปัญหา การให๎เหตุผล และนาความรู๎ ความคิด
ทักษะกระบวนการท่ีได๎ไปใช๎ในชีวิตประจาวันอยํางสร๎างสรรค์ รวมทั้งเห็นคุณคําและเจตคติที่ดีตํอคณิตศาสตร์
สามารถทางานได๎อยํางเป็นระบบ มีระเบียบ มีความรับผิดชอบ มีวิจารณญาณ มีความคิดริเร่ิมสร๎างสรรค์ และมี
ความเชอื่ มนั่ ในตนเอง
การวัดและการประเมินผล ใช๎วิธีการท่ีหลากหลายตามสภาพท่ีเป็นจริงสอดคล๎องกับเน้ือหาและ
ทกั ษะทีต่ ๎องการวดั
รหัสตวั ช้ีวัด
ค ๑.๑ ม.๑/๓
ค ๑.๓ ม.๑/๑, ม.๑/๒, ม.๑/๓
ค ๓.๑ ม.๑/๑
รวมทั้งหมด ๕ ตวั ชว้ี ัด
๖๐ หลกั สตู รโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สัก พุทธศกั ราช 2561
คาอธบิ ายรายวชิ าพ้นื ฐาน
กลมุ่ สาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์
รหสั วิชา ค ๒2๑๐๑ วชิ าคณิตศาสตร์ 3
ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ ๒ ภาคเรยี นท่ี ๑ เวลา ๖๐ ช่วั โมง จานวน ๑.๕ หน่วยกติ
ศกึ ษาและฝกึ ทกั ษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตร์อันได๎แกํ การแก๎ปัญหา การให๎เหตุผล การ
ส่ือสาร การสอื่ ความหมายทางคณิตศาสตร์ และการนาเสนอ การเชื่อมโยงความรต๎ู าํ งๆ ทางคณิตศาสตร์ และการ
เชื่อมโยงคณติ ศาสตรก์ ับศาสตรอ์ นื่ ๆและมีความคิดสร๎างสรรค์ ในสาระตํอไปน้ี
สมบัติของเลขยกกาลัง บทนิยามและสมบัติอ่ืนๆ ของเลขยกกาลัง การคูณและการหาร เลขยก
กาลงั ที่มีเลขช้ีกาลงั เป็นจานวนเตม็ และการนาไปใช๎ในการแกป๎ ัญหาในสถานการณต์ าํ งๆ
ความรู้เบ้ืองตน้ เกี่ยวกบั จานวนจรงิ จานวนจรงิ จานวนอตรรกยะ รากทีส่ อง และรากทสี่ ามของ
จานวนตรรกยะเลขยกกาลงั ที่มีเลขชีก้ าลังเป็นจานวนเต็มและการนาไปใชใ๎ นการแกป๎ ัญหาในสถานการณ์ตํางๆ
ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ทฤษฎีบทพีทาโกรัส บทกลับของทฤษฎีบทพีทาโกรัสการแก๎ปัญหาหรือ
สถานการณ์ทใ่ี ชท๎ ฤษฎบี ทพีทาโกรสั และบทกลบั
การสร้างทางเรขาคณติ การนาความร๎ทู างเรขาคณติ ใช๎แก๎ปญั หา
การแปลงทางเรขาคณิต การเลื่อนขนาน การสะท๎อน การหมนุ และการนาไปใช๎
ความเทา่ กันทกุ ประการ สมบตั ขิ องความเทํากันทกุ ประการของสามเหลี่ยม
โดยจัดประสบการณ์หรือสร๎างสถานการณ์ให๎ผู๎เรียนได๎ศึกษาค๎นคว๎าโดยการปฏิบัติจริง ทดลอง
สรุปรายงาน เพ่ือพฒั นาทักษะ /กระบวนการในการคดิ คานวณ แก๎ปัญหา การให๎เหตุผล และนาความรู๎ ความคิด
ทักษะกระบวนการที่ได๎ไปใช๎ในชีวิตประจาวันอยํางสร๎างสรรค์ รวมทั้งเห็นคุณคําและเจตคติที่ดีตํอคณิตศาสตร์
สามารถทางานได๎อยํางเป็นระบบ มีระเบียบ มีความรับผิดชอบ มีวิจารณญาณ มีความคิดริเร่ิมสร๎างสรรค์ และมี
ความเชื่อมั่นในตนเอง
การวัดและการประเมินผล ใช๎วิธีการท่ีหลากหลายตามสภาพที่เป็นจริงสอดคล๎องกับเน้ือหาและ
ทักษะทต่ี อ๎ งการวัด
ตวั ชีว้ ัด
ค ๑.๑ ม.๒/๑, ม.๒/๒
ค ๒.๒ ม.๒/๕
ค ๒.๒ ม.๒/๑
ค ๒.๒ ม.๒/๓
ค ๒.๒ ม.๒/๔
รวมทงั้ หมด ๖ ตวั ช้ีวดั
หลักสูตรโรงเรยี นบา้ นสนั ปา่ สัก พทุ ธศักราช 2561 ๖๑
คาอธิบายรายวชิ าพ้นื ฐาน
กลุ่มสาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์
รหัสวชิ า ค ๒2๑๐2 วิชาคณติ ศาสตร์ 4
ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี ๒ ภาคเรยี นท่ี ๒ เวลา ๖๐ ชั่วโมง จานวน ๑.๕ หนว่ ยกติ
ศึกษาและฝึกทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตรอ์ ันไดแ๎ กํ การแก๎ปัญหา การให๎เหตุผล การส่ือสาร
การส่ือความหมายทางคณิตศาสตร์ และการนาเสนอ การเชื่อมโยงความรู๎ตํางๆ ทางคณิตศาสตร์ และการ
เชอ่ื มโยงคณิตศาสตร์กบั ศาสตร์อื่น ๆ และมีความคดิ สร๎างสรรค์ ในสาระตอํ ไปนี้
พ้ืนที่ผิวและปริมาตรการหาพ้ืนที่ผิวและปริมาตรของปริซึม ทรงกระบอก และการนาไปใช๎ในการแก๎
โจทย์ปัญหาเกี่ยวกบั พนื้ ท่ผี วิ และปริมาตรในสถานการณ์ตํางๆ
เสน้ ขนาน สมบตั ขิ องเสน๎ ขนาน สมบัติของรูปสามเหล่ียม กรให๎เหตุผลและการแก๎ปัญหาโดยใช๎สมบัติ
ของเสน๎ ขนานและความเทาํ กนั ทกุ ประการของรูปสามเหลี่ยม
พหุนาม หลักการดาเนินการของพหุนาม การบวก การลบ การคูณพหุนาม และการหารพหุนามด๎วย
เอกนามท่ีมีผลหารเป็นพหุนาม การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสอง โดยใช๎สมบัติการแจกแจง กาลังสอง
สมบรู ณ์ ผลตํางของกาลังสอง และการใชพ๎ หุนามในแก๎ปญั หาคณิตศาสตร์
สถิติ การนาเสนอและการวิเคราะห์ข๎อมูล ด๎วย แผนภาพจุด แผนภาพต๎น-ใบ ฮิสโทรแกรม การหา
คาํ กลางของข๎อมูล การเลือกใช๎คํากลางของข๎อมูล การอํานการแปลความหมายและการวิเคราะห์ข๎อมูลและการ
นาไปใช๎ในชวี ิตประจาวนั
โดยจัดประสบการณ์หรือสร๎างสถานการณ์ให๎ผ๎ูเรียนได๎ศึกษาค๎นคว๎าโดยการปฏิบัติจริง ทดลอง สรุป
รายงาน เพ่ือพัฒนาทักษะ /กระบวนการในการคิดคานวณ แก๎ปัญหา การให๎เหตุผล และนาความรู๎ ความคิด
ทักษะกระบวนการท่ีได๎ไปใช๎ในชีวิตประจาวันอยํางสร๎างสรรค์ รวมท้ังเห็นคุณคําและเจตคติท่ีดีตํอคณิตศาสตร์
สามารถทางานได๎อยํางเป็นระบบ มีระเบียบ มีความรับผิดชอบ มีวิจารณญาณ มีความคิดริเริ่มสร๎างสรรค์ และมี
ความเช่ือมัน่ ในตนเอง
การวัดและการประเมินผล ใช๎วิธีการท่ีหลากหลายตามสภาพที่เป็นจริงสอดคล๎องกับเนื้อหาและทักษะท่ี
ตอ๎ งการวัด
ตวั ช้วี ัด
ค ๑.๒ ม.๒/๑, ม.๒/๓
ค ๒.๑ ม.๒/๑, ม.๒/๒
ค ๒.๒ ม.๒/๒
ค ๓.๑ ม.๒/๑
รวมทงั้ หมด ๖ ตวั ช้ีวดั
๖๒ หลกั สตู รโรงเรียนบา้ นสันปา่ สกั พุทธศกั ราช 2561
คาอธบิ ายรายวิชาพืน้ ฐาน
กลุ่มสาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์
รหัสวชิ า ค ๒3๑๐1 วชิ าคณติ ศาสตร์ 5
ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ ๓ ภาคเรยี นท่ี ๑ เวลา ๖๐ ชั่วโมง จานวน ๑.๕ หน่วยกติ
ศึกษาและฝกึ ทกั ษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตรอ์ ันได๎แกํ การแก๎ปญั หา การให๎เหตุผล การสื่อสาร
การส่ือความหมายทางคณิตศาสตร์ และการนาเสนอ การเช่ือมโยงความรู๎ตํางๆ ทางคณิตศาสตร์ และการ
เชื่อมโยงคณติ ศาสตร์กับศาสตรอ์ น่ื ๆ และมคี วามคิดสรา๎ งสรรค์ ในสาระตํอไปน้ี
พืน้ ทผี่ ิวและปริมาตรการหาพ้ืนที่ผิวและปริมาตรของพีระมิด กรวย ทรงกลม และการแก๎ปัญหาโดยใช๎
ความรู๎เกี่ยวกับพน้ื ท่ีผิวและปรมิ าตรในสถานการณ์ตาํ งๆ
พหนุ าม การแยกตัวประกอบของพหุนามดีกรีสูงกวําสองท่ีมีสัมประสิทธ์ิเป็นจานวนเต็มโดยอาศัยวิธีทา
เป็นกาลังสองสมบูรณห์ รือใช๎ทฤษฎีเศษเหลอื
สมการกาลงั สองตัวแปรเดียว การแกส๎ มการกาลงั สองตัวแปรเดยี วโดยการแยกตัวประกอบ
การใช๎สูตร การแกโ๎ จทยป์ ญั หาเกยี่ วกบั สมการกาลงั สองตวั แปรเดียว
ฟังก์ชนั กาลังสอง กราฟของฟังก์ชันกาลังสอง และการใชฟ๎ ังก์ชันกาลงั สองในแก๎โจทยป์ ัญหา
คณิตศาสตร์
ระบบสมการ ระบบสมการเชงิ เสน๎ สองตวั แปร การแกร๎ ะบบสมการเชงิ เสน๎ สองตวั แปรดกี รีไมเํ กินสอง
การแกโ๎ จทยป์ ัญหาระบบสมการเชงิ เสน๎ สองตวั แปรดีกรีไมเํ กินสอง
วงกลม คอร์ด เสน๎ สมั ผสั วงกลม ทฤษฏีเก่ียวกบั วงกลม และ การใช๎ทฤษฏเี กย่ี วกบั วงกลมในการแก๎
โจทย์ปญั หาทางคณติ ศาสตร์
โดยจดั ประสบการณห์ รือสรา๎ งสถานการณใ์ หผ๎ เู๎ รยี นได๎ศกึ ษาค๎นคว๎าโดยการปฏบิ ัตจิ รงิ ทดลอง สรุป
รายงาน เพ่อื พัฒนาทกั ษะ /กระบวนการในการคดิ คานวณ แกป๎ ญั หา การใหเ๎ หตผุ ล และนาความรู๎ ความคดิ
ทักษะกระบวนการทไี่ ด๎ไปใชใ๎ นชวี ติ ประจาวนั อยํางสร๎างสรรค์ รวมทัง้ เหน็ คุณคาํ และเจตคติทด่ี ีตอํ คณิตศาสตร์
สามารถทางานได๎อยาํ งเป็นระบบ มีระเบยี บ มีความรับผิดชอบ มวี จิ ารณญาณ มคี วามคดิ ริเรม่ิ สร๎างสรรค์ และมี
ความเชอ่ื มัน่ ในตนเอง
การวดั และการประเมนิ ผล ใช๎วธิ กี ารทีห่ ลากหลายตามสภาพท่ีเปน็ จรงิ สอดคล๎องกบั เนอ้ื หาและทกั ษะที่
ตอ๎ งการวัด
ตวั ชีว้ ัด
ค ๑.๒ ม.๓/๑, ม.๓/๒
ค ๑.๓ ม.๓/๒, ม.๓/๓
ค ๒.๑ ม.๓/๑, ม.๓/๒
ค ๒.๒ ม.๓/๓
รวมทงั้ หมด ๗ ตัวชว้ี ดั
หลักสูตรโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สัก พทุ ธศกั ราช 2561 ๖๓
คาอธิบายรายวิชาพืน้ ฐาน
กลมุ่ สาระการเรยี นรูค้ ณิตศาสตร์
รหสั วชิ า ค ๒3๑๐2 วิชาคณติ ศาสตร์ 6
ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี ๓ ภาคเรียนท่ี ๒ เวลา ๖๐ ช่วั โมง จานวน ๑.๕ หน่วยกิต
ศึกษาและฝกึ ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตรอ์ ันไดแ๎ กํ การแก๎ปัญหา การให๎เหตุผล การส่ือสาร
การส่ือความหมายทางคณิตศาสตร์ และการนาเสนอ การเช่ือมโยงความรู๎ตํางๆ ทางคณิตศาสตร์ และการ
เชื่อมโยงคณิตศาสตรก์ ับศาสตร์อ่นื ๆ และมคี วามคิดสร๎างสรรค์ ในสาระตอํ ไปน้ี
อสมการเชงิ เส้นตวั แปรเดียว คาตอบและกราฟแสดงคาตอบของอสมการเชิงเส๎นตัวแปรเดียว การแก๎
อสมการเชงิ เส๎นตวั แปรเดียวโดยใชส๎ มบตั ขิ องการไมํเทํากัน การนาความร๎ูเกี่ยวกับอสมการเชิงเส๎นตัวแปรเดียวไป
ใช๎แก๎ปัญหาในสถานการณต์ าํ งๆ
ความคลา้ ยรูปสามเหล่ยี มทค่ี ล้ายกนั สมบตั ิของรูปสามเหลี่ยมที่คล๎ายกัน การนาความร๎ูเก่ียวกับความ
คลา๎ ยไปใช๎ในการแกป๎ ัญหา
อัตราสว่ นตรโี กณมิติ การนาคําอัตราสวํ นตรโี กณของมมุ ๓๐ องศา ๔๕ องศา ๖๐ องศา
ความน่าจะเป็น เหตุการณ์จากการทดลองสุํม ความนําจะเป็น การนาความรู๎เก่ียวกับความนําจะ
เป็นไปใช๎ในชวี ติ จรงิ
สถิติ การนาเสนอและการวิเคราะห์ข๎อมูล ด๎วย แผนภาพกลํอง การอํานการแปลความหมายการ
วเิ คราะหข์ อ๎ มลู และการนาไปใช๎ในชีวติ ประจาวัน
โดยจัดประสบการณ์หรือสร๎างสถานการณ์ให๎ผ๎ูเรียนได๎ศึกษาค๎นคว๎าโดยการปฏิบัติจริง ทดลอง สรุป
รายงาน เพ่ือพัฒนาทักษะ /กระบวนการในการคิดคานวณ แก๎ปัญหา การให๎เหตุผล และนาความร๎ู ความคิด
ทักษะกระบวนการที่ได๎ไปใช๎ในชีวิตประจาวันอยํางสร๎างสรรค์ รวมท้ังเห็นคุณคําและเจตคติท่ีดีตํอคณิตศาสตร์
สามารถทางานได๎อยํางเป็นระบบ มีระเบียบ มีความรับผิดชอบ มีวิจารณญาณ มีความคิดริเร่ิมสร๎างสรรค์ และมี
ความเช่ือม่ันในตนเอง
การวัดและการประเมินผล ใช๎วิธีการท่ีหลากหลายตามสภาพที่เป็นจริงสอดคล๎องกับเน้ือหาและทักษะที่
ตอ๎ งการวดั
ตวั ชวี้ ดั
ค ๑.๓ ม.๓/๑
ค ๒.๒ ม.๓/๑, ม.๓/๒
ค ๓.๑ ม.๓/๑
ค ๓.๒ ม.๓/๑
รวมท้งั หมด ๕ ตัวช้วี ดั
๖๔ หลักสตู รโรงเรียนบา้ นสันปา่ สัก พทุ ธศกั ราช 2561
คาอธบิ ายรายวิชาเพมิ่ เตมิ
กลุ่มสาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์
รหสั วชิ า ค21201 รายวิชา คณิตศาสตร์เพม่ิ เตมิ 1
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 1 ภาคเรยี นที่ 1 เวลาเรยี น 40 ชว่ั โมง 1 หนว่ ยกติ
เพ่อื พฒั นาศกั ยภาพของผเู๎ รยี นใหม๎ ีความรู๎ความเข๎าใจและสามารถนาความร๎ูนน้ั ไปประยกุ ต์ใช๎ ในเนอ้ื หา
เกีย่ วกับ การประยุกต์ 1 จานวนและตัวเลข การประยกุ ต์ของจานวนเต็มและเลขยกกาลงั และ การสร๎าง โดย
จัดประสบการณ์หรอื สร๎างสถานการณ์ที่ใกล๎ตวั ใหผ๎ ๎ูเรียนไดศ๎ กึ ษา คน๎ ควา๎ ปฏบิ ัติจริง ทดลอง สรปุ รายงาน เพอื่
พัฒนาทักษะ/กระบวนการในการคดิ คานวณ การแก๎ปัญหาการให๎เหตุผลการสอ่ื ความหมายทางคณติ ศาสตรแ์ ละ
นาประสบการณ์ดา๎ นความรู๎ ความคิด ทกั ษะกระบวนการที่ไดไ๎ ปใชใ๎ นการเรยี นร๎ู ส่งิ ตาํ ง ๆ และใช๎ใน
ชวี ติ ประจาวนั อยาํ งสรา๎ งสรรค์ รวมท้ังเห็นคุณคํา และมเี จตคตทิ ดี่ ีตํอคณิตศาสตร์ สามารถทางานอยาํ งเป็นระบบ
ระเบยี บ รอบคอบ มีความรบั ผิดชอบ มวี จิ ารณญาณและเชอื่ ม่ันในตวั เอง
ผลการเรยี นรู้
1. ใช๎ความร๎แู ละทกั ษะกระบวนการทางคณติ ศาสตร์แกป๎ ัญหาตําง ๆ ได๎
2. ตระหนักถึงความสมเหตสุ มผลของคาตอบทไ่ี ด๎
3. อํานและเขยี นตวั เลขโรมันได๎
4. บอกคําของเลขโดดในตวั เลขฐานตาํ ง ๆ ท่กี าหนดใหไ๎ ด๎
5. เขียนตวั เลขฐานทก่ี าหนดใหเ๎ ปน็ ตัวเลขฐานตําง ๆ ได๎
6. ใชค๎ วามรเ๎ู กย่ี วกับจานวนเต็มและเลขยกกาลงั ในการแกป๎ ญั หาได๎และตระหนกั ถึงความ
สมเหตุสมผลของคาตอบท่ีได๎
7. ใช๎การสรา๎ งพนื้ ฐานสรา๎ งมมุ ขนาดตําง ๆ ได๎
8. ใช๎การสรา๎ งพน้ื ฐานสรา๎ งรปู ท่ีซับซอ๎ นข้นึ ไดแ๎ ละใชค๎ วามรู๎และทกั ษะกระบวนการทาง
คณิตศาสตร์แก๎ปญั หาตาํ ง ๆ ได๎
รวมจานวน 8 ผลการเรียนรู้
หลกั สูตรโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สกั พทุ ธศักราช 2561 ๖๕
คาอธบิ ายรายวชิ าเพิ่มเติม
กลุ่มสาระการเรยี นรู้คณติ ศาสตร์
รหสั วชิ า ค 21202 รายวิชา คณิตศาสตร์เพมิ่ เตมิ 2
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 ภาคเรียนท่ี 2 เวลาเรยี น 40 ชั่วโมง 1 หนว่ ยกิต
เพ่ือพฒั นาศักยภาพของผเู๎ รยี นให๎มคี วามรูค๎ วามเข๎าใจและสามารถนาความรนู๎ นั้ ไปประยุกต์ได๎ ในเนอ้ื หา
เกี่ยวกับการเตรียมความพร๎อมในการใหเ๎ หตุผล พหุนาม บทประยกุ ต์ 2 โดยจัดประสบการณ์หรอื สรา๎ ง
สถานการณท์ ี่ใกล๎ตวั ใหผ๎ เ๎ู รยี นไดศ๎ ึกษา คน๎ ควา๎ ปฏบิ ตั จิ ริง ทดลอง สรปุ รายงาน เพ่อื พฒั นาทักษะ/กระบวนการใน
การคิดคานวณ การแกป๎ ัญหาการให๎เหตผุ ลการสอื่ ความหมายทางคณติ ศาสตร์และ นาประสบการณด์ า๎ นความรู๎
ความคดิ ทกั ษะกระบวนการท่ไี ด๎ไปใชใ๎ นการเรยี นรู๎ สง่ิ ตําง ๆ และใช๎ในชวี ิตประจาวันอยํางสรา๎ งสรรค์
รวมทง้ั เหน็ คณุ คํา และมเี จตคตทิ ่ดี ตี อํ คณิตศาสตร์ สามารถทางานอยาํ งเปน็ ระบบ ระเบียบ รอบคอบ มีความ
รับผิดชอบ มีวิจารณญาณและเชือ่ มนั่ ในตวั เอง
ผลการเรยี นรู้
1. สังเกต ให๎ข๎อความคาดการณแ์ ละให๎เหตผุ ลทางคณิตศาสตรอ์ ยาํ งงํายได๎
2. หาผลบวกและผลลบของเอกนามและพหุนามได๎
3. หาผลคณู และผลหารของพหุนามอยํางงํายได๎
4. ใชค๎ วามรู๎และทกั ษะกระบวนการทางคณิตศาสตรแ์ ก๎ปัญหาตํางๆ ได๎
5. ตระหนกั ถงึ ความสมเหตสุ มผลของคาตอบทีไ่ ด๎
รวมจานวน 5 ผลการเรียนรู้
๖๖ หลักสูตรโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สัก พุทธศกั ราช 2561
คาอธิบายรายวิชาเพ่มิ เตมิ
กลุ่มสาระการเรยี นรูค้ ณิตศาสตร์
รหสั วิชา ค 22201 รายวิชา คณิตศาสตร์เพมิ่ เตมิ 3
ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 2 ภาคเรียนท่ี 1 เวลาเรยี น 40 ช่วั โมง 1 หน่วยกิต
เพอื่ พฒั นาศักยภาพของผ๎ูเรยี นให๎มคี วามร๎ูความเข๎าใจและสามารถนาความรู๎นนั้ ไปประยกุ ตใ์ ชใ๎ นเนอื้ หา
เกี่ยวกับ เลขยกกาลงั พหนุ ามและเศษสวํ นของพหนุ าม การประยุกตเ์ กี่ยวกับอัตราสวํ นและรอ๎ ยละ การ
ประยกุ ต์ของการแปลงทางเรขาคณิต โดยจัดประสบการณ์หรือสร๎างสถานการณท์ ี่ใกลต๎ วั ใหผ๎ เ๎ู รยี นไดศ๎ ึกษา
ค๎นควา๎ ปฏิบตั จิ ริง ทดลอง สรปุ รายงาน เพอ่ื พัฒนาทักษะ/กระบวนการในการคดิ คานวณ การแก๎ปญั หาการให๎
เหตุผลการส่ือความหมายทางคณิตศาสตรแ์ ละ นาประสบการณด์ า๎ นความร๎ู ความคิด ทักษะกระบวนการทีไ่ ดไ๎ ป
ใชใ๎ นการเรยี นร๎ู สิง่ ตาํ ง ๆ และใช๎ในชวี ิตประจาวนั อยํางสร๎างสรรค์ รวมท้งั เหน็ คณุ คํา และมีเจตคตทิ ่ีดตี ํอ
คณิตศาสตร์ สามารถทางานอยํางเปน็ ระบบ ระเบยี บ รอบคอบ มีความรบั ผดิ ชอบ มีวจิ ารณญาณและเชอื่ มัน่ ใน
ตวั เอง
ผลการเรยี นรู้
1. คูณและหารจานวนทเี่ ขียนอยํใู นรปู เลขยกกาลงั ทีม่ ีเลขช้ีกาลงั เปน็ จานวนเต็ม โดยใชบ๎ ทนยิ ามและ
สมบตั ขิ องเลขยกกาลงั และนาไปใชใ๎ นการแก๎ปัญหาได๎
2. คานวณและใชเ๎ ลขยกกาลงั ในการเขียนแสดงจานวนทมี่ ีคาํ นอ๎ ย ๆ หรือมาก ๆ ในรปู สัญกรณ์
วทิ ยาศาสตร์ (scientific notation) พร๎อมทัง้ ตระหนักถึงความสมเหตสุ มผลของคาตอบท่ีได๎
3. บวก ลบ คณู และหารพหนุ ามได๎
4. บวก ลบ คูณ และหารเศษสวํ นของพหนุ ามที่พหุนามมดี ีกรีไมเํ กนิ หน่งึ ได๎
5. ใช๎ความรเ๎ู กย่ี วกบั อัตราสวํ น สัดสํวน และรอ๎ ยละแกป๎ ัญหาหรือสถานการณต์ ํางๆ พรอ๎ มทง้ั ตระหนกั ถึง
ความสมเหตุสมผลของคาตอบท่ีได๎
6. ใช๎ความรเ๎ู กี่ยวกบั การเลือ่ นขนานการสะทอ๎ น และการหมุนในการสรา๎ งสรรคง์ านศลิ ปะหรอื ออกแบบ
รวมจานวน 6 ผลการเรยี นรู้
หลักสูตรโรงเรียนบา้ นสันปา่ สัก พทุ ธศกั ราช 2561 ๖๗
คาอธิบายรายวิชาเพ่มิ เตมิ
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้คณิตศาสตร์
รหัสวชิ า ค22202 รายวชิ า คณิตศาสตร์เพม่ิ เติม 4
ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 2 ภาคเรียนที่ 2 เวลาเรยี น 40 ชว่ั โมง 1 หนว่ ยกติ
เพือ่ พฒั นาศักยภาพของผเู๎ รยี น ให๎มีความรคู๎ วามเข๎าใจและสามารถนาความรูน๎ ัน้ ไปประยกุ ตไ์ ด๎ ในเน้อื หา
เกย่ี วกับ การแยกตวั ประกอบของพหนุ ามดกี รสี อง สมการกาลงั สองตวั แปรเดยี ว และการแปรผนั โดยจดั
ประสบการณห์ รอื สรา๎ งสถานการณท์ ่ีใกลต๎ วั ใหผ๎ เู๎ รยี นได๎ศกึ ษา คน๎ คว๎า ปฏิบตั ิจรงิ ทดลอง สรุปรายงาน เพอื่ พัฒนา
ทกั ษะ/กระบวนการในการคดิ คานวณ การแกป๎ ญั หาการใหเ๎ หตผุ ลการสอ่ื ความหมายทางคณติ ศาสตร์ และนา
ประสบการณด์ ๎านความรู๎ ความคิด ทกั ษะกระบวนการท่ีได๎ไปใช๎ในการเรยี นรสู๎ ่งิ ตําง ๆ และใชใ๎ นชวี ิตประจาวัน
อยาํ งสรา๎ งสรรค์ รวมทง้ั เห็นคุณคํา และมีเจตคติทดี่ ีตํอคณติ ศาสตร์ สามารถทางานอยาํ งเปน็ ระบบ ระเบยี บ
รอบคอบ มคี วามรบั ผดิ ชอบ มีวจิ ารณญาณและเชื่อม่นั ในตวั เอง โดยวัดผลและประเมนิ ผลดว๎ ยวธิ ีการหลากหลาย
ตามสภาพความเป็นจริงของเนือ้ หาและทักษะ/กระบวนการท่ีต๎องการวัด
ผลการเรยี นรู้
1. แยกตัวประกอบของพหนุ ามดีกรีสองได๎
2. แกส๎ มการกาลังสองตวั แปรเดียวโดยใช๎การแยกตวั ประกอบพร๎อมทง้ั ตระหนกั ถงึ ความสมเหตสุ มผล
ของคาตอบทไี่ ด๎
3. เขยี นสมการแสดงการแปรผนั ระหวาํ งปริมาณตาํ ง ๆ ทแี่ ปรผันตอํ กันได๎
4. แกป๎ ัญหาหรือสถานการณท์ ีก่ าหนดโดยใชค๎ วามรเู๎ กี่ยวกบั การแปรผันพรอ๎ มท้ังตระหนักถงึ ความ
สมเหตุสมผลของคาตอบท่ีได๎
รวมจานวน 4 ผลการเรียนรู้
๖๘ หลักสตู รโรงเรยี นบา้ นสนั ปา่ สัก พทุ ธศกั ราช 2561
คาอธบิ ายรายวชิ าเพ่มิ เติม
กลมุ่ สาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์
รหัสวิชา ค 23201 รายวิชา คณิตศาสตร์เพมิ่ เตมิ 5
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 ภาคเรยี นที่ 1 เวลา 40 ชว่ั โมง 1 หนว่ ยกติ
ศกึ ษา ฝกึ ทกั ษะการคิดคานวณ และการฝึกการแก๎ปัญหา กรณฑท์ ่ี สอง การแยกตัวประกอบ
ของพหนุ าม สมการกาลงั สอง พาราโบลา การจัดประสบการณห์ รอื สรา๎ งสถานการณท์ ใ่ี กล๎ตวั ให๎ผเ๎ู รยี น ไดศ๎ กึ ษา
ค๎นควา๎ โดยปฏิบตั จิ ริง ทดลอง สรปุ รายงาน เพ่ือพัฒนา ทักษะ กระบวนการในการคิดคานวณ การแกป๎ ญั หา
การใหเ๎ หตุผล การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ และนาประสบการณด์ า๎ นความรู๎ ความคิด ทกั ษะกระบวนการ
ทไี่ ด๎ตอํ คณิตศาสตร์ สามารถทางานอยาํ งเป็นระบบ ระเบยี บ รอบคอบ มีความรับผดิ ชอบ มวี ิจารณญาณ และ
เชอ่ื มน่ั ในตนเอง โดยการวัดผลและประเมินผล ใชว๎ ธิ กี ารหลากหลาย ตามสภาพความเป็นจริงของเนือ้ หา และ
ทกั ษะที่ต๎องการวัด
ผลการเรยี นรู้
1. บวก ลบ คูณ และหารจานวนจริงทอ่ี ยํูในรปู √ เมอ่ื ≥ 0 โดยใช๎สมบัติ
(1) √ = √ √ เมอ่ื a ≥ 0 และ b ≥ 0
(2) √ = √ เมอ่ื a ≥ 0 และ b> 0 ได๎
√
2. การแยกตวั ประกอบของพหุนามดกี รีสองที่อยํใู นรปู กาลงั สองสมบูรณไ์ ด๎
3. แยกตวั ประกอบของพหนุ ามดกี รีสูงท่มี สี มั ประสทิ ธิ์เป็นจานวนเต็มโดยอาศยั วธิ ีทาเปน็ กาลงั
สองสมบูรณ์หรอื ใช๎ทฤษฎเี ศษเหลอื ได๎
4. แกส๎ มการกาลงั สองตวั แปรเดยี วโดยใชส๎ ตู ร √ ได๎
5. แกโ๎ จทยป์ ญั หาเก่ยี วกบั สมการกาลังสองตวั แปรเดียว พรอ๎ มทั้งตระหนักถงึ ความ
สมเหตสุ มผลของคาตอบท่ไี ด๎
6. เขียนกราฟของพาราโบลาทกี่ าหนดใหไ๎ ด๎
7. บอกลกั ษณะของกราฟพาราโบลาท่ีกาหนดใหไ๎ ด๎
รวมจานวน 7 ผลการเรียนรู้
หลกั สูตรโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สัก พทุ ธศกั ราช 2561 ๖๙
คาอธิบายรายวชิ าเพ่มิ เตมิ
กลมุ่ สาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์
รหัสวิชา ค 23202 รายวิชา คณติ ศาสตร์เพ่ิมเติม 6
ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรียนที่ 2 เวลา 40 ชวั่ โมง 1 หนว่ ยกติ
ศึกษา ฝึกทกั ษะการคดิ คานวณ และการฝึกการแก๎ปญั หา ปรมิ าตรและพนื้ ที่ผวิ ระบบ
สมการ การให๎เหตุผลทางเรขาคณติ เศษสวํ นของพหุนาม การจัดประสบการณห์ รอื สรา๎ งสถานการณ์ท่ใี กล๎ตวั
ใหผ๎ ูเ๎ รยี น ได๎ศกึ ษาค๎นคว๎าโดยปฏิบตั ิจริง ทดลอง สรปุ รายงาน เพอ่ื พฒั นา ทักษะ กระบวนการในการคิด
คานวณ การแก๎ปญั หา การให๎เหตุผล การสือ่ ความหมายทางคณิตศาสตร์ และนาประสบการณ์ด๎านความร๎ู
ความคดิ ทกั ษะกระบวนการท่ไี ดต๎ ํอ คณิตศาสตร์ สามารถทางานอยาํ งเปน็ ระบบ ระเบยี บ รอบคอบ มคี วาม
รบั ผิดชอบ มวี ิจารณญาณ และเชอ่ื ม่ันในตนเอง การวดั ผลและประเมนิ ผล ใช๎วธิ กี ารหลากหลาย ตามสภาพ
ความเป็นจรงิ ของเนื้อหา และทักษะที่ตอ๎ งการวัด
ผลการเรยี นรู้
1. หาพนื้ ท่ผี วิ ของพีระมดิ กรวย และทรงกลมได๎
2. แกป๎ ัญหาหรือสถานการณท์ กี่ าหนดใหโ๎ ดยใชค๎ วามรเู๎ ก่ยี วกบั ปรมิ าตรและพืน้ ท่ผี วิ พรอ๎ มท้ัง
ตระหนักถึงความสมเหตุสมผลของคาตอบท่ีได๎
3. แก๎ระบบสมการสองตวั แปรที่มดี ีกรไี มเํ กนิ สองได๎
4. แกโ๎ จทยป์ ญั หาเก่ียวกับระบบสมการสองตวั แปรที่มีดีกรไี มเํ กนิ สองตระหนักถงึ ความ
สมเหตสุ มผลของคาตอบได๎
5. ใช๎สมบัตเิ ก่ียวกบั วงกลมในการให๎เหตผุ ลได๎
6. สร๎างและใหเ๎ หตผุ ลเกยี่ วกบั การสร๎างรูปเหลยี่ มและรปู วงกลมท่กี าหนดใหไ๎ ด๎
7. บวก ลบ คูณ และหารเศษสวํ นของพหุนามได๎
8. แก๎สมการเศษสวํ นของพหนุ ามได๎
9. แกป๎ ัญหาเกี่ยวกับเศษสวํ นของพหุนามพรอ๎ มท้งั ตระหนักถงึ ความสมเหตสุ มผลของคาตอบท่ีได๎
รวมจานวน 9 ผลการเรยี นรู้
๗๐ หลักสตู รโรงเรยี นบา้ นสนั ปา่ สกั พทุ ธศกั ราช 2561
รายวชิ า
ตามโครงสร้างหลักสูตรและคาอธบิ ายรายวิชา
กล่มุ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
หลกั สตู รโรงเรียนบา้ นสันปา่ สกั พทุ ธศักราช 2561 ๗๑
รายวชิ ากลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ระดบั ประถมศึกษา จานวน 1๒๐ ชวั่ โมง/ปี
รายวชิ าพืน้ ฐาน จานวน 1๒๐ ชั่วโมง/ปี
จานวน 1๒๐ ชั่วโมง/ปี
ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 1 ว๑๑๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์ ๑ จานวน ๑2๐ ชั่วโมง/ปี
ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2 ว๑๒๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์ ๒ จานวน ๑2๐ ชว่ั โมง/ปี
ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 3 ว๑๓๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์ ๓ จานวน ๑2๐ ชั่วโมง/ปี
ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 4 ว๑๔๑๐๑ วิทยาศาสตร์ ๔
ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 5 ว๑๕๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์ ๕ จานวน 4๐ ชั่วโมง/ปี
ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 5 ว๑๖๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์ ๖ จานวน 4๐ ชั่วโมง/ปี
จานวน 4๐ ช่ัวโมง/ปี
รายวิชาเพมิ่ เตมิ
ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 4 ว๑๔2๐๑ ปฏิบัตกิ ารวทิ ยาการคานวณ 1
ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 5 ว๑๕2๐๑ ปฏบิ ัตกิ ารวิทยาการคานวณ 2
ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 ว๑๖2๐๑ ปฏบิ ตั ิการวิทยาการคานวณ 3
ระดับมธั ยมศึกษาตอนตน้ จานวน 6๐ ช่วั โมง/ภาคเรียน
รายวชิ าพื้นฐาน จานวน 6๐ ชัว่ โมง/ภาคเรยี น
จานวน 2๐ ชั่วโมง/ภาคเรยี น
ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 1 ว2๑๑๐๑ วิทยาศาสตร์ ๑ จานวน 2๐ ชั่วโมง/ภาคเรยี น
ว21๑๐2 วิทยาศาสตร์ ๒ จานวน 6๐ ช่ัวโมง/ภาคเรยี น
ว21103 วิทยาการคานวณ 1 จานวน ๖๐ ชว่ั โมง/ภาคเรยี น
ว21104 การออกแบบและเทคโนโลยี 1 จานวน 2๐ ชั่วโมง/ภาคเรยี น
จานวน 2๐ ชว่ั โมง/ภาคเรยี น
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 ว22๑๐๑ วิทยาศาสตร์ ๓ จานวน ๖๐ ชว่ั โมง/ภาคเรียน
ว22๑๐2 วทิ ยาศาสตร์ ๔ จานวน ๖๐ ชว่ั โมง/ภาคเรยี น
ว22103 วทิ ยาการคานวณ 2 จานวน 2๐ ชว่ั โมง/ภาคเรยี น
ว22104 การออกแบบและเทคโนโลยี 2 จานวน 2๐ ชว่ั โมง/ภาคเรยี น
ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 ว23๑๐๑ วทิ ยาศาสตร์ ๕ จานวน 4๐ ชัว่ โมง/ภาคเรียน
ว23๑๐2 วทิ ยาศาสตร์ ๖ จานวน 4๐ ชั่วโมง/ภาคเรยี น
ว23103 วิทยาการคานวณ 3 จานวน 4๐ ชั่วโมง/ภาคเรียน
ว23104 การออกแบบและเทคโนโลยี 3 จานวน 4๐ ชั่วโมง/ภาคเรียน
รายวิชาเพ่มิ เตมิ จานวน 4๐ ชั่วโมง/ภาคเรยี น
จานวน 4๐ ชว่ั โมง/ภาคเรยี น
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 ว2๑2๐๑ ปฏิบัตกิ ารวิทยาการคานวณ 1 จานวน 4๐ ชั่วโมง/ภาคเรียน
ว212๐2 ปฏบิ ัติการออกแบบและเทคโนโลยี 1 จานวน 4๐ ชั่วโมง/ภาคเรียน
จานวน 4๐ ชั่วโมง/ภาคเรียน
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 ว222๐๑ ปฏบิ ตั กิ ารวิทยาการคานวณ 2 จานวน 4๐ ชั่วโมง/ภาคเรียน
ว222๐2 ปฏิบตั กิ ารออกแบบและเทคโนโลยี 2 จานวน 4๐ ช่วั โมง/ภาคเรียน
จานวน 4๐ ชวั่ โมง/ภาคเรียน
ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 3 ว232๐๑ ปฏบิ ัติการวิทยาการคานวณ 3
ว232๐2 ปฏิบัติการออกแบบและเทคโนโลยี 3
ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ ว202๐1 พลงั งานทดแทนกับการใชป๎ ระโยชน์
1-3 (ไมํระบุ) ว202๐2 สนกุ กบั โครงงานวทิ ยาศาสตร์
ว202๐3 วิทยาศาสตรก์ ับความงาม
ว202๐4 วทิ ยาศาสตร์โลกท้งั ระบบ
ว202๐5 เชอ้ื เพลิงเพือ่ การคมนาคม
ว202๐6 ของเลนํ เชิงวิทยาศาสตร์
๗๒ หลกั สตู รโรงเรยี นบา้ นสนั ปา่ สัก พทุ ธศกั ราช 2561
คาอธบิ ายรายวชิ าพน้ื ฐาน
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รหัสวิชา ว11101 วชิ าวทิ ยาศาสตร์ 1
ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 1 เวลา 120 ชว่ั โมง
ศกึ ษาและเรียนรเ๎ู ก่ยี วกบั ชอื่ พืชและสัตว์ทอ่ี าศยั อยูบํ ริเวณตาํ ง ๆ สภาพแวดลอ๎ มทเ่ี หมาะสมกบั การ
ดารงชวี ิตของสตั ว์ ในบรเิ วณทอ่ี าศยั อยํู ลักษณะและหนา๎ ที่ของสวํ นตาํ ง ๆ ของรํางกายมนษุ ย์ สัตว์และพชื รวมท้ัง
การทาหน๎าที่รวํ มกันของสวํ นตาํ ง ๆ ของรํางกายตนเอง การดแู ลสวํ นตําง ๆ อยํางถูกตอ๎ ง ปลอดภยั และรักษา
ความสะอาดอยเูํ สมอ สมบัตทิ ี่สงั เกตได๎ของวสั ดุทใี่ ช๎ทาวตั ถุ ซึง่ ทาจากวสั ดุชนิดเดยี วหรอื หลายชนดิ ประกอบกัน
ชนิดของวสั ดุ และจดั กลํมุ วสั ดุตามสมบัตทิ สี่ งั เกต การเกิดเสยี งและทิศทางการเคลอื่ นทขี่ องเสยี ง ดาวท่ปี รากฏบน
ทอ๎ งฟูา ในเวลากลางวนั และกลางคนื และสาเหตทุ ีม่ องไมเํ หน็ ดาวสวํ นใหญใํ นเวลากลางวนั ลักษณะภายนอกของ
หนิ จากลกั ษณะตวั ทส่ี ังเกตการแก๎ปญั หาโดยการลองผดิ ลองถูก การเปรยี บเทียบ การแสดงข้นั ตอนการแก๎ปญั หา
โดยการเขียนบอกเลาํ วาดภาพ หรอื ใช๎สญั ลกั ษณก์ ารเขยี นโปรแกรมอยาํ งงาํ ย โดยใชซ๎ อฟตแ์ วร์ หรอื สอื่ อุปกรณ์
เทคโนโลยเี บื้องตน๎ การใชเ๎ ทคโนโลยใี นการสรา๎ งจดั เกบ็ และเรยี กใชข๎ อ๎ มูล ตามวัตถุประสงค์การใช๎เทคโนโลยี
สารสนเทศอยาํ งปลอดภยั ข๎อปฏิบัตใิ นการใช๎งาน และดูแลรักษาอุปกรณก์ ารใช๎งานเทคโนโลยีสารสนเทศอยําง
เหมาะสม
เพ่ือให๎ผเ๎ู รยี นไดเ๎ รยี นรวู๎ ิทยาศาสตร์ทสี่ ามารถนาไปใช๎อธบิ าย แกไ๎ ขปญั หา หรือสรา๎ งสรรคพ์ ัฒนางานใน
ชีวิตจรงิ ไดเ๎ กดิ ความร๎ู ความเข๎าใจ มที กั ษะการคดิ มที กั ษะการคดิ เชงิ คานวณ การคิดวเิ คราะห์ แก๎ปญั หาเปน็ ขัน้
เป็นตอนและเปน็ ระบบ มที กั ษะในการใชเ๎ ทคโนโลยสี ารสนเทศ รกั ษาขอ๎ มลู สวํ นตวั และการสอ่ื สารเบอื้ งต๎นในการ
แก๎ปญั หาท่ีพบในชวี ิตจรงิ ไดอ๎ ยาํ งมีประสิทธภิ าพ ซ่ึงเนน๎ การเชอื่ มโยงความรทู๎ างวิทยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ และ
เทคโนโลยี กับกระบวนการทางวิศวกรรมศาสตร์ และใหม๎ ที ักษะสาคัญในการค๎นคว๎าและสรา๎ งองคค์ วามรู๎ โดยใช๎
กระบวนการสืบเสาะหาความร๎แู ละการแก๎ปญั หาทีห่ ลากหลาย ตลอดจนนาความรู๎ความเขา๎ ใจในวชิ าวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีไปใช๎ใหเ๎ กิดประโยชนต์ อํ สังคม และการดารงชีวติ สามารถพัฒนากระบวนการคดิ และจินตนาการ
สามารถในการแก๎ปญั หาและจัดการทกั ษะในการส่ือสารและความสามารถในการตดั สนิ ใจ เป็นผท๎ู ม่ี ีจติ วิทยา
ศาสตร์ มีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคาํ นยิ มในการใช๎วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยาํ งสรา๎ งสรรค์และมีเจตคติท่ดี ตี อํ
การเรียนวทิ ยาศาสตร์
ตัวชีว้ ัด
ว 1.1 ป.1/1, ป.1/2
ว 1.2 ป.1/1, ป.1/2
ว 2.1 ป.1/1, ป.1/2
ว 2.3 ป.1/1,
ว 3.1 ป.1/1, ป.1/2
ว 3.2 ป.1/1,
ว 4.2 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3, ป.1/4, ป.1/5
รวมท้งั หมด 15 ตวั ช้วี ดั
หลักสตู รโรงเรียนบา้ นสันปา่ สัก พทุ ธศกั ราช 2561 ๗๓
คาอธบิ ายรายวชิ าพน้ื ฐาน
กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รหสั วชิ า ว12101 วิชาวิทยาศาสตร์ 2
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 2 เวลา 120 ชัว่ โมง
ศกึ ษาและเรยี นรเ๎ู กยี่ วกบั ความสมั พันธ์ระหวํางสงิ่ มชี วี ติ กบั ส่งิ ไมํมีชวี ิตในระบบนเิ วศรอบตวั เราปจั จัยใน
การเจรญิ เตบิ โตของสง่ิ มชี วี ติ ลกั ษณะของสงิ่ มชี ีวิต และส่ิงไมมํ ีชีวิต ความสมั พนั ธ์โครงสรา๎ งและหนา๎ ทข่ี องระบบ
ตํางๆของสตั ว์ และมนษุ ยท์ ่ที างานสัมพันธก์ ันความสมั พันธ์ของโครงสร๎างและหน๎าที่ของอวยั วะตํางๆของพชื ที่
ทางานสมั พันธก์ บั วฏั จกั รชีวติ ของพชื ดอกเรยี บเทียบลกั ษณะของสงิ่ มชี วี ิตกบั สงิ่ ไมมํ ีชวี ติ การเลี่ยนแปลงสถานะ
ของสสารการเกิดสารละลายและการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี สมบตั ิของวสั ดุแตลํ ะชนดิ เปรยี บเทียบสมบัติของวสั ดทุ ี่
สังเกตได๎ สมบัติการดูดซบั นา้ ของวสั ดุ วสั ดทุ ่เี กดิ จากการนาวสั ดมุ าผสมกนั ประโยชนข์ องการนาวสั ดทุ ใ่ี ชแ๎ ลว๎ นา
กลับมาใชใ๎ หมํ แหลํงกาเนดิ ของแสงการเคลือ่ นท่ีของแสงจากแหลํงกาเนิด การมองเห็นวัตถุ การปอู งกันอนั ตราย
จากการมองวสั ดุท่อี ยใํู นบรเิ วณท่ีมีแสงสวํางไมํเหมาะสม สํวนประกอบของดิน การจาแนกชนิดของดินโดยใชเ๎ นือ้
ดนิ เปน็ เกณฑ์ การใช๎ประโยชน์จากดนิ แสดงลาดับขนั้ ตอนการทางานหรอื การแก๎ปญั หาอยํางงาํ ย โดยใชก๎ าร
เขียน วาดภาพ ใชส๎ ญั ลักษณ์ การเขยี นโปรแกรมอยาํ งงาํ ย โดยใช๎ซอฟตแ์ วรห์ รอื สอื่ อุปกรณเ์ ทคโนโลยเี บอื้ งต๎น
การใช๎เทคโนโลยใี นการสร๎างจดั หมวดหมํู คน๎ หา จัดเก็บและเรยี กใชข๎ อ๎ มลู ตามวัตถุประสงค์การใช๎เทคโนโลยี
สารสนเทศอยํางปลอดภยั ข๎อปฏิบตั ิในการใช๎งาน และดูแลรกั ษาอุปกรณก์ ารใชง๎ านเทคโนโลยสี ารสนเทศอยาํ ง
เหมาะสม
เพอื่ ให๎ผเ๎ู รยี นไดเ๎ รยี นรวู๎ ิทยาศาสตรท์ ่สี ามารถนาไปใช๎อธิบาย แก๎ไขปัญหา หรอื สรา๎ งสรรค์พฒั นางานใน
ชวี ิตจรงิ ได๎ เกิดความร๎ู ความเขา๎ ใจ มีทักษะการคิด มที กั ษะการคิดเชงิ คานวณ การคดิ วเิ คราะห์ แกป๎ ญั หาเป็นขัน้
เป็นตอนและเปน็ ระบบ มีทักษะในการใชเ๎ ทคโนโลยสี ารสนเทศ รักษาข๎อมูลสวํ นตวั และการสอ่ื สารเบอื้ งต๎นในการ
แกป๎ ัญหาทพี่ บในชวี ติ จรงิ ไดอ๎ ยํางมปี ระสทิ ธิภาพ ซ่ึงเน๎นการเชอื่ มโยงความรูท๎ างวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ และ
เทคโนโลยี กบั กระบวนการทางวศิ วกรรมศาสตร์ และให๎มที กั ษะสาคญั ในการค๎นคว๎าและสรา๎ งองค์ความร๎ู โดยใช๎
กระบวนการสบื เสาะหาความร๎ูและการแก๎ปญั หาท่ีหลากหลาย ตลอดจนนาความรค๎ู วามเขา๎ ใจในวชิ าวิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีไปใช๎ให๎เกดิ ประโยชนต์ อํ สงั คม และการดารงชวี ติ สามารถพัฒนากระบวนการคดิ และจนิ ตนาการ
สามารถในการแกป๎ ัญหาและจดั การทกั ษะในการส่อื สารและความสามารถในการตดั สนิ ใจ เป็นผู๎ที่มจี ติ วทิ ยา
ศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และคํานิยมในการใชว๎ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีอยํางสรา๎ งสรรค์และมเี จตคติทีด่ ีตํอ
การเรยี นวิทยาศาสตร์
ตัวชีว้ ัด
ว 1.2 ป.2/1, ป.2/2, ป.2/3
ว1.3 ป.2/1
ว 2.1 ป.2/1, ป.2/2, ป.2/3, ป.2/4
ว2.3 ป.2/1, ป.2/2
ว 3.2 ป.2/1, ป.2/2
ว 4.2 ป.2/1, ป.2/2, ป.2/3, ป.2/4, ป.2/5
รวม 17 ตวั ชวี้ ัด
๗๔ หลกั สตู รโรงเรียนบา้ นสันปา่ สัก พทุ ธศกั ราช 2561
คาอธบิ ายรายวิชาพน้ื ฐาน
กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รหสั วิชา ว13101 วชิ าวทิ ยาศาสตร์ 3
ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 3 เวลา 120 ชัว่ โมง
ศึกษา วิเคราะห์ สง่ิ ทีจ่ าเปน็ ตํอการดารงชีวติ และการเจรญิ เตบิ โตของมนษุ ยแ์ ละสตั ว์ วัฏจักรชวี ติ ของ
สัตว์ วัตถุและสวํ นประกอบของวัตถุ การเปลยี่ นแปลงของวสั ดุ ผลของแรงทีม่ ตี อํ การเปล่ียนแปลงการเคลอ่ื นที่
ของวตั ถุ แรงสัมผัส แรงไมสํ ัมผัส แรงแมํเหล็ก การเปล่ียนพลังงาน การกาเนิดไฟฟาู และระบแุ หลงํ พลังงานใน
การผลิตไฟฟูา ประโยชนแ์ ละโทษของไฟฟาู โดยนาเสนอวธิ กี ารใช๎ไฟฟาู อยํางประหยดั และปลอดภัย การขึ้นและ
ตกของดวงอาทิตย์ การเกิดกลางวันกลางคืน และการกาหนดทศิ ประโยชน์ของดวงอาทิตย์ตํอส่ิงมชี วี ติ
สํวนประกอบของอากาศ ความสาคญั และผลกระทบของมลพิษทางอากาศตํอสง่ิ มชี ีวติ การเกิดลม
โดยใชก๎ ระบวนการสืบเสาะหาความรู๎และการแกป๎ ัญหาทหี่ ลากหลาย ตลอดจนนาความรคู๎ วามเข๎าใจใน
วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใชใ๎ หเ๎ กดิ ประโยชน์ในการดารงชวี ติ สามารถพัฒนากระบวนการคดิ และ
จนิ ตนาการ สามารถในการแกป๎ ญั หาโดยใชข๎ ั้นตอนการแกป๎ ญั หาอยาํ งงําย การแสดงขน้ั ตอนการแก๎ปญั หาอยาํ ง
งาํ ยโดยใชภ๎ าพ สญั ลักษณ์ หรือข๎อความ แลว๎ เขียนโปรแกรมอยาํ งงาํ ย โดยใชซ๎ อฟต์แวรห์ รอื สอื่ และตรวจหา
ข๎อผิดพลาดของโปรแกรม ใชอ๎ ินเทอรเ์ นต็ ในการค๎นหาความร๎ู รวบรวม ประมวลผล นาเสนอขอ๎ มลู โดยใช๎
ซอฟต์แวร์ตามวตั ถปุ ระสงค์และใช๎เทคโนโลยีสารสนเทศอยาํ งปลอดภยั ปฏบิ ตั ติ ามข๎อตกลงในการใชอ๎ ินเทอร์เนต็
เปน็ ผูท๎ มี่ ีจติ วิทยาศาสตร์ มคี ุณธรรม จริยธรรม และคาํ นยิ มในการใชว๎ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีอยาํ งสรา๎ งสรรค์
และมีเจตคตทิ ี่ดตี ํอการเรียนวทิ ยาศาสตร์
ตวั ชีว้ ดั
ว ๑.๒ ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3, ป.3/4
ว ๒.๓ ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3
ว ๓.๑ ป.3/1, ป.3/2
ว ๓.๒ ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3, ป.3/4
ว ๔.๒ ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3, ป.3/4, ป.3/5
รวมทงั้ หมด 18 ตวั ช้ีวัด
หลกั สูตรโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สกั พทุ ธศกั ราช 2561 ๗๕
คาอธบิ ายรายวชิ าพ้ืนฐาน
กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รหัสวิชา ว14101 วชิ าวิทยาศาสตร์ 4
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 4 เวลา 120 ชัว่ โมง
อธบิ าย บรรยาย จาแนก วเิ คราะห์ สมบตั ิของส่งิ มชี วี ิตพชื และสตั ว์ ความเหมอื น ความแตกตํางๆ
เปรียบเทยี บ แลกเปลีย่ นความคิด สมบัตขิ องสสาร สรา๎ งแบบจาลอง ใช๎เหตผุ ลเชงิ ตรรกะ การแก๎ปญั หา การเกิด
เอกภพกาแลกซี่ ดาวฤกษ์ ระบบสุรยิ ะ ความสัมพนั ธ์ของระบบโลกกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทกั ษะ
การเรยี นรใู๎ นศตวรรษท่ี 21 ศกึ ษา ฝกึ ทักษะ ออกแบบ เขยี นโปรแกรม ค๎นหารวบรวมขอ๎ มูล ประมวลผล นาเสนอ
ข๎อมลู การสอ่ื สารอยํางมมี ารยาทและรก๎ู าลเทศะ การปกปูองข๎อมูลสวํ นตวั มจี ิตวทิ ยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรม
และคํานยิ มท่เี หมาะสม
ตัวช้ีวดั
ว 1.2 ป.4/1
ว 1.3 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3
ว 2.1 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3
ว 2.2 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3
ว 2.3 ป.4/1
ว 3.1 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3
ว 4.2 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3, ป.4/4, ป.4/5
รวมทงั้ หมด 19 ตวั ช้วี ัด
๗๖ หลกั สูตรโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สัก พุทธศกั ราช 2561
คาอธบิ ายรายวิชาพนื้ ฐาน
กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รหสั วิชา ว15101 วชิ าวิทยาศาสตร์ 5
ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 5 เวลา 120 ชวั่ โมง
ศึกษาความสมั พนั ธข์ องกลํมุ ส่งิ มีชวี ติ ในแหลํงที่อยํตู ํางๆ ความสมั พันธ์ของสิ่งมีชวี ติ กบั สง่ิ มีชวี ิตในรูป
ของโซอํ าหารและสายใยอาหาร ความสมั พันธร์ ะหวํางการดารงชวี ติ ของส่ิงมีชวี ิตกบั สภาพแวดล๎อม การ
เปล่ียนแปลงสิง่ แวดล๎อม แนวทางในการดแู ลรักษาสง่ิ แวดล๎อม ลักษณะทางพนั ธกุ รรมที่มกี ารถํายทอดลักษณะ
ทางพนั ธุกรรมของส่ิงมชี วี ิตการเปลย่ี นสถานะของสสาร การละลาย การเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี การเปลยี่ นแปลงของ
สารทก่ี อํ ใหเ๎ กดิ ผลตํอสง่ิ มีชวี ติ และสง่ิ แวดลอ๎ ม การเปลยี่ นแปลงทีผ่ นั กลับไดแ๎ ละเปลี่ยนแปลงท่ีผนั กลบั ไมํได๎ หา
แรงลพั ธข์ องแรงสองแรงซงึ่ อยูใํ นแนวเดยี วกันทกี่ ระทาตอํ วัตถุ แรงเสยี ดทานและนาความรู๎ไปใชป๎ ระโยชน์ การ
เกิดเสียงและการเคลอ่ื นทขี่ องเสียง การเกิดเสยี งสูง เสียงตา่ เสียงดัง เสยี งคอํ ย การได๎ยนิ เสยี งระดบั เสียงมลพษิ
ทางเสียงและนาความรไู๎ ปใชป๎ ระโยชน์ในชวี ติ ประจาวัน ความแตกตํางของดาวเคราะห์และดาวฤกษป์ รากฏการณ์
การขนึ้ ตกของดวงดาวโดยใชแ๎ ผนทีด่ าว แหลํงน้า ปรมิ าณน้าการเกิดเมฆ หมอก น้าคา๎ ง ฝนและลกู เห็บ การ
เกดิ วัฏจักรนา้ คุณคาํ ของนา้ การใช๎นา้ อยาํ งประหยัด การอนุรักษน์ า้ และนาความร๎ูไปใช๎ประโยชนใ์ น
ชีวติ ประจาวัน
โดยใชก๎ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทดลอง สังเกต จาแนก ระบุ และจติ วิทยาศาสตรใ์ นการ
สบื เสาะหาความรู๎ การแกป๎ ญั หา อธบิ ายการทางาน การคาดการณ์ผลลพั ธ์จากปญั หา ออกแบบและเขยี น
โปรแกรมทมี่ กี ารใช๎เหตผุ ลเชงิ ตรรกะ ใชอ๎ ินเทอร์เน็ตคน๎ หาข๎อมลู ตดิ ตํอสอ่ื สารทางานรวํ มกนั ประเมนิ ความ
นําเชอ่ื ถือ โดยใชซ๎ อฟต์แวร์หรอื บรกิ ารบนอนิ เทอรเ์ นต็ เพื่อแก๎ปัญหาในชวี ิตประจาวัน
เพ่ือให๎ผเ๎ู รียนไดเ๎ รยี นรค๎ู วามรว๎ู ิทยาศาสตรอ์ ยาํ งถูกตอ๎ ง มีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ในการคน๎ หาความรด๎ู ว๎ ยตนเอง ผูเ๎ รยี นสามารถคดิ วเิ คราะห์ คดิ ตัดสินใจ และสามารถสื่อสารเขา๎ ใจตรงกนั โดยใช๎
เทคโนโลยสี ารสนเทศอยํางปลอดภยั มมี ารยาท เข๎าใจสทิ ธแิ ละหนา๎ ท่ีของตน เคารพในสิทธิ ของผ๎ูอน่ื รวมท้ัง
มจี ติ วทิ ยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คณุ ธรรม และคํานยิ มทีเ่ หมาะสม ตลอดเชอื่ มโยงความรูแ๎ ละนาความรูไ๎ ปใช๎
ในชวี ติ ประจาวันได๎
ตวั ชว้ี ัด
ว 1.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4
ว 1.3 ป.5/1, ป.5/2
ว 2.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4
ว 2.2 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5
ว 2.3 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5
ว 3.1 ป.5/1, ป.5/2
ว 3.2 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5
ว ๔.๒ ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5
รวมจานวน 32 ตวั ชวี้ ัด
หลกั สตู รโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สัก พทุ ธศักราช 2561 ๗๗
คาอธิบายรายวชิ าพ้ืนฐาน
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รหัสวชิ า ว16๑๐๑ วชิ าวิทยาศาสตร์ 6
ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 6 เวลา 12๐ ช่ัวโมง
ศึกษา วิเคราะห์สารอาหาร การทางานท่ีสัมพันธ์ กันของระบบยํอยอาหาร การเจริญเติบโตของมนุษย์
สมบัติของของแข็ง ของเหลวและแก๏ส การเปลี่ยนแปลงของสารการแยกสารด๎วยวิธีการตํางๆ สารใน
ชวี ติ ประจาวัน วงจรไฟฟาู อยาํ งงาํ ยตวั นาและฉนวนไฟฟาู การตํอเซลล์ไฟฟูาแบบอนุกรม การตํอหลอดไฟฟูาแบบ
อนกุ รมและแบบขนาน การเกดิ เงามืดเงามัวจาแนกประเภทของหิน สมบัติของหิน การเปลี่ยนแปลงของหิน ธรณี
พิบัติภัย การเกิดลมบก ลมทะเล และมรสุม การเกิดฤดู สุริยุปราคา จันทรุปราคา และความก๎าวหน๎าของ
เทคโนโลยีอวกาศการใชเ๎ หตุผลเชงิ ตรรกะในการอธบิ ายและออกแบบวิธีแก๎ปัญหาในชีวิตประจาวัน ออกแบบและ
เขียนโปรแกรมอยํางงําย การใช๎อินเตอร์เน็ตในการค๎นหาข๎อมูล และการใช๎เทคโนโลยีสารสนเทศทางานรํวมกัน
อยํางปลอดภยั
รหสั ตวั ชีว้ ดั
ว ๑.๒ ป.๖/๑-ป.๖/๕
ว ๒.๑ ป.๖/๑
ว ๒.๒ ป.๖/๑
ว ๒.๓ ป.๖/๑-ป.๖/๘
ว ๓.๑ ป.๖/๑-ป.๖/๒
ว ๓.๒ ป.๖/๑-ป.๖/๙
ว ๔.๒ ป.๖/๑-ป.๖/๔
รวมทง้ั หมด ๓๐ ตวั ชวี้ ดั
๗๘ หลกั สตู รโรงเรยี นบา้ นสนั ปา่ สัก พุทธศกั ราช 2561
คาอธบิ ายรายวชิ าพน้ื ฐาน
กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รหัสวิชา ว21101 รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ 1
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 ภาคเรียนที่ 1 เวลา 60 ชั่วโมง จานวน 1.5 หนว่ ยกิต
ศึกษา วิเคราะห์ สมบตั ิของสารบรสิ ทุ ธ์ิ การจาแนกและองคป์ ระกอบของสารบรสิ ทุ ธ์ิ เซลล์ การ
ลาเลยี งสารผํานเข๎าออกเซลล์ การสบื พนั ธ์ุและการขยายพนั ธพ์ุ ชื ดอก การสังเคราะห์ดว๎ ยแสง การลาเลียงนา้
ธาตอุ าหารและอาหารของพชื โดยใช๎การสบื เสาะหาความรู๎ การสารวจตรวจสอบ ทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์และทกั ษะการเรยี นรู๎ในศตวรรษท่ี 21 การสบื ค๎นข๎อมูลและการอภิปราย เพื่อใหเ๎ กิดความร๎ู
ความคดิ ความเขา๎ ใจ สามารถส่ือสารส่งิ ทเ่ี รียนร๎ู มคี วามสามารถในการตดั สินใจ การแกป๎ ญั หา การนาความร๎ู
ไปใชใ๎ นชวี ติ ประจาวนั มจี ติ วทิ ยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรม และคํานยิ มท่เี หมาะสม
ตวั ชีว้ ัด
ว 1.2 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5, ม.1/6, ม.1/7, ม.1/8, ม.1/9, ม.1/10,
ม.1/11, ม.1/12, ม.1/13, ม.1/14, ม.1/15, ม.1/16, ม.1/17, ม.1/18
ว 2.1 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5, ม.1/6, ม.1/7, ม.1/8
รวมทั้งหมด 26 ตวั ชี้วดั
หลักสตู รโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สัก พทุ ธศกั ราช 2561 ๗๙
คาอธบิ ายรายวิชาพ้ืนฐาน
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รหัสวิชา ว21102 รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ 2
ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 เวลา 60 ชั่วโมง จานวน 1.5 หนว่ ยกติ
ศกึ ษา วเิ คราะห์ ความรอ๎ นกับการเปลีย่ นแปลงของสสาร การถํายโอนความรอ๎ น ลมฟาู อากาศรอบตัว
มนษุ ยแ์ ละการเปลย่ี นแปลงลมฟาู อากาศ โดยใชก๎ ารสืบเสาะหาความร๎ู การสารวจตรวจสอบ ทักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละทักษะการเรียนรใู๎ นศตวรรษที่ 21 การสบื คน๎ ขอ๎ มูลและการอภปิ ราย เพ่ือให๎
เกดิ ความร๎ู ความคดิ ความเข๎าใจ สามารถสื่อสารสงิ่ ที่เรยี นรู๎ มคี วามสามารถในการตัดสนิ ใจ การแกป๎ ญั หา
การนาความรไู๎ ปใช๎ในชวี ติ ประจาวนั มีจิตวทิ ยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คุณธรรม และคํานยิ มทเี่ หมาะสม
ตัวชี้วัด
ว 2.1 ม.1/9, ม.1/10
ว 2.2 ม.1/1
ว 2.3 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5, ม.1/6, ม.1/7
ว 3.2 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5, ม.1/6, ม.1/7
รวมทงั้ หมด 17 ตวั ชวี้ ดั
๘๐ หลกั สูตรโรงเรียนบา้ นสันปา่ สกั พทุ ธศกั ราช 2561
คาอธบิ ายรายวชิ าพน้ื ฐาน
กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รหัสวชิ า ว21103 รายวชิ าวทิ ยาการคานวณ 1
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 ภาคเรียนท่ี 1 เวลา 20 ช่วั โมง จานวน 0.5 หนว่ ยกติ
ศึกษาแนวคดิ เชงิ นามธรรม การคัดเลือกคุณลักษณะที่จาเป็นตํอการแกป๎ ัญหา ข้ันตอนการแกป๎ ญั หา
การเขียนรหสั ลาลองและผังงาน การเขียนออกแบบและเขียนโปรแกรมอยํางงํายที่มกี ารใช๎งานตวั แปรเงอื่ นไขและ
การวนซา้ เพอื่ แกป๎ ญั หาทางคณิตศาสตร์หรอื วิทยาศาสตร์ การรวบรวมขอ๎ มลู ปฐมภมู กิ ารประมวลผลข๎อมูล
การสร๎างทางเลอื กและประเมนิ ผลเพอื่ ตดั สินใจ ซอฟตแ์ วร์และบริการบนอินเทอรเ์ นต็ ท่ใี ชใ๎ นการจดั การขอ๎ มูล
แนวทางการใชง๎ านเทคโนโลยสี ารสนเทศใหป๎ ลอดภัย การจัดการอตั ลกั ษณ์ การพจิ ารณาความเหมาะสมของ
เนือ้ หาขอ๎ ตกลงและขอ๎ กาหนดการใชส๎ อื่ และแหลํงข๎อมลู นาแนวคดิ เชงิ นามธรรมและข้ันตอนการแก๎ปัญหาไป
ประยกุ ต์ใชใ๎ นการเขยี นโปรแกรมหรอื การแก๎ปญั หาในชวี ติ จริง รวบรวมขอ๎ มลู และสร๎างทางเลือกในการตัดสินใจ
ไดอ๎ ยํางมปี ระสทิ ธภิ าพ และตระหนักถึงการใชง๎ านเทคโนโลยีสารสนเทศอยํางปลอดภยั เกดิ ประโยชนต์ ํอการ
เรยี นรู๎ ไมํสรา๎ งความเสียหายให๎แกผํ ูอ๎ ื่น
ตวั ชวี้ ัด
ว 4.2 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4
1. ออกแบบอัลกอริทมึ ที่ใชแ๎ นวคดิ เชงิ นามธรรมเพอ่ื แก๎ปญั หาหรอื อธบิ ายการทางานทพี่ บในชวี ติ จรงิ
2. ออกแบบและเขียนโปรแกรมอยาํ งงาํ ยเพอื่ แก๎ปัญหาทางคณติ ศาสตรห์ รอื วทิ ยาศาสตร์
3. รวบรวมข๎อมูลปฐมภูมปิ ระมวลผลประเมนิ ผลนาเสนอข๎อมูลและสารสนเทศตามวตั ถปุ ระสงค์
โดยใชซ๎ อฟตแ์ วรห์ รือบรกิ ารบนอนิ เทอรเ์ นต็ ท่หี ลากหลาย
4. ใช๎เทคโนโลยสี ารสนเทศอยํางปลอดภยั ใช๎ส่อื และแหลํงขอ๎ มูลตามข๎อกาหนดและขอ๎ ตกลง
รวมทง้ั หมด 4 ตัวชว้ี ดั
หลกั สูตรโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สัก พทุ ธศักราช 2561 ๘๑
คาอธบิ ายรายวชิ าพ้ืนฐาน
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รหัสวิชา ว21104 รายวชิ าการออกแบบและเทคโนโลยี 1
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 ภาคเรียนที่ 2 เวลา 20 ชั่วโมง จานวน 0.5 หน่วยกิต
ศกึ ษา อธบิ ายความหมายของเทคโนโลยี วิเคราะห์สาเหตหุ รือปัจจยั ที่สํงผลตอํ การเปลย่ี นแปลงของ
เทคโนโลยี การทางานของระบบทางเทคโนโลยี ประยุกตใ์ ช๎ความร๎ู ทกั ษะและทรพั ยากร โดยวเิ คราะห์
เปรียบเทยี บและเลอื กขอ๎ มลู ท่จี าเป็นเพือ่ ออกแบบวธิ กี ารแก๎ปญั หาในชวี ติ ประจาวันในด๎านการเกษตรและอาหาร
และสรา๎ งชนิ้ งานหรอื พฒั นาวธิ กี ารโดยใช๎กระบวนการออกแบบเชิงวศิ วกรรม รวมทงั้ เลอื กใช๎วสั ดุอุปกรณ์
เครอ่ื งมอื ในการแกป๎ ญั หาไดอ๎ ยํางถูกต๎อง เหมาะสมและปลอดภยั
ตัวชวี้ ัด
ว 4.1 ม.1/1, ม.1/2, ม.1/3, ม.1/4, ม.1/5
1. อธบิ ายแนวคิดหลักของเทคโนโลยใี นชีวิตประจาวันและวิเคราะหส์ าเหตุหรือปจั จัยที่สงํ ผลตอํ การ
เปล่ียนแปลงของเทคโนโลยี
2. ระบปุ ญั หาหรอื ความตอ๎ งการในชวี ิตประจาวนั รวบรวมวเิ คราะหข์ อ๎ มลู และแนวคดิ ทเ่ี ก่ียวขอ๎ งกบั
ปญั หา
3. ออกแบบวธิ กี ารแกป๎ ญั หาโดยวเิ คราะหเ์ ปรียบเทียบและตดั สินใจเลอื กข๎อมูลทจ่ี าเปน็ นาเสนอแนว
ทางการแกป๎ ญั หาใหผ๎ อู๎ ่ืนเข๎าใจวางแผนและดาเนินการแกป๎ ัญหา
4. ทดสอบประเมินผลและระบขุ ๎อบกพรํองทเี่ กดิ ข้นึ พร๎อมทง้ั หาแนวทางการปรับปรุงแกไ๎ ขและนาเสนอ
ผลการแกป๎ ญั หา
5. ใชค๎ วามรูแ๎ ละทักษะเกี่ยวกับวัสดุอุปกรณ์เครอื่ งมือกลไกไฟฟูาหรืออเิ ล็กทรอนิกสเ์ พอ่ื แก๎ปญั หาไดอ๎ ยําง
ถูกต๎องเหมาะสมและปลอดภยั
รวมท้งั หมด 5 ตวั ช้ีวัด
๘๒ หลักสตู รโรงเรยี นบา้ นสนั ปา่ สกั พทุ ธศกั ราช 2561
คาอธิบายรายวชิ า
กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รหสั วิชา ว๒๒๑๐๑ วชิ าวทิ ยาศาสตร์ ๓
ระดับชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ ๒ ภาคเรียนที่ ๑ เวลา 60 ช่ัวโมง จานวน ๑.5 หน่วยกติ
ศึกษา วิเคราะห์ ออกแบบและการทดลอง สบื ค๎นขอ๎ มูล และอธิบายหนา๎ ที่ของอวัยวะทเี่ ก่ยี วข๎องในระบบ
หายใจ ระบบขับถําย ระบบหมุนเวยี นเลอื ด ระบบประสาทสํวนกลาง ระบบสบื พันธุ์ และอธิบายการทางาน
ของระบบอวยั วะ การแยกสารผสมใหเ๎ ปน็ สารบรสิ ุทธ์ิ วธิ กี ารแก๎ปญั หา หรอื พัฒนานวตั กรรมทเี่ กย่ี วกับการแยก
สารในสารผสม นาวธิ กี ารแยกสารไปใชแ๎ กป๎ ัญหาในชวี ติ ประจาวนั โดยบูรณาการวทิ ยาศาสตร์ คณิตศาสตร์
เทคโนโลยี และวศิ วกรรมศาสตร์ การอธิบายผลของชนิดตัวละลาย ชนิดตวั ทาละลาย อุณหภูมทิ ีม่ ีตอํ สภาพ
ละลายไดข๎ องสาร ผลของความดันท่ีมตี อํ สภาพละลายได๎ของสาร ปริมาณตัวละลายในสารละลาย ในหนวํ ยความ
เขม๎ ข๎นเปน็ รอ๎ ยละ ปริมาตรตอํ ปริมาตร มวลตํอมวล และมวลตํอปรมิ าตร
โดยใชก๎ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละจิตวทิ ยาศาสตร์ ในการสบื เสาะหาความร๎ู การแก๎ปญั หา มี
ความสามารถในการสารวจ ตรวจสอบ การสืบค๎นขอ๎ มลู และการอภิปราย เพอ่ื ใหใ๎ หผ๎ เู๎ รียนเกดิ ความรู๎ ความคิด
ความเข๎าใจ สามารถส่อื สารสงิ่ ทเ่ี รียนร๎ู และนาความรู๎ไปใชป๎ ระโยชน์ในการดารงชวี ิตและดแู ลสงิ่ แวดลอ๎ ม โดย
ตระหนักถงึ ความสาคญั การเปลย่ี นแปลงและผลกระทบทเ่ี กี่ยวข๎อง มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม คาํ นิยมท่เี หมาะสม
และเขา๎ ใจวําวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี สงั คม และสง่ิ แวดลอ๎ มเกย่ี วขอ๎ งสัมพนั ธ์กัน
ตวั ชว้ี ัด
ว 1.2 ม.2/1, ม.2/2, ม.2/3, ม.2/4, ม.2/5, ม.2/6, ม.2/7, ม.2/8, ม.2/9, ม.2/10,
ม.2/11, ม.2/12, ม.2/13, ม.2/14, ม.2/15, ม.2/16, ม.2/17
ว 2.1 ม.2/1, ม.2/2, ม.2/3, ม.2/4, ม.2/5, ม.2/6
รวมทัง้ หมด 23 ตวั ช้ีวดั
หลักสตู รโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สกั พทุ ธศักราช 2561 ๘๓
คาอธิบายรายวิชา
กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รหัสวชิ า ว๒๒๑๐2 วิชาวทิ ยาศาสตร์ 4
ระดบั ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี ๒ ภาคเรยี นท่ี 2 เวลา 60 ช่ัวโมง จานวน ๑.5 หนว่ ยกิต
ศกึ ษา วิเคราะหอ์ อกแบบการทดลองและทดลอง เปรียบเทยี บ อธิบาย คานวณ และเขียนแผนภาพ การ
เคลื่อนทข่ี องวัตถทุ ่ีเปน็ ผลจากแรงหลายแรงท่กี ระทาตํอวตั ถุ ปัจจยั ทมี่ ีผลตํอความดันของของเหลว แรงพยุงและ
การจม การลอยของวัตถใุ นของเหลว แรงเสียดทานสถติ และแรงเสยี ดทานจลน์ โมเมนตข์ องแรง แรงแมํเหลก็
แรงไฟฟูาและแรงโน๎มถํวงที่กระทาตํอวตั ถุ แสดงแรงและแรงลพั ธ์ทเ่ี กดิ ขึน้ อัตราเรว็ และความเร็วของการเคลอื่ นที่
ของวตั ถุ งานและกาลงั ทเ่ี กดิ จากแรงทีก่ ระทาตอํ วัตถุ เครอื่ งกลอยาํ งงาํ ย พลังงานจลน์ และพลงั งานศักย์โนม๎ ถํวง
การถํายโอนพลังงาน กระบวนการเกดิ สมบัติ และการใชป๎ ระโยชน์ ข๎อดแี ละขอ๎ จากัดของพลงั งานทดแทน การ
ใช๎เช้ือเพลงิ ซากดกึ ดาบรรพ์ ผลจากการใช๎เชอื้ เพลงิ ซากดึกดาบรรพ์ และนาเสนอแนวทางการใช๎พลงั งานทดแทน
ทีเ่ หมาะสมในทอ๎ งถ่ิน สร๎างแบบจาลองทอี่ ธิบายโครงสรา๎ งภายในโลกตามองค์ประกอบทางเคมีอธิบายและสร๎าง
แบบจาลองกระบวนการผพุ ังอยํูกบั ท่ี การกรอํ น และการสะสมตัวของตะกอน กระบวนการเกิดดิน กระบวนการ
เกดิ แหลงํ น้าผวิ ดนิ และแหลงํ นา้ ใต๎ดิน กระบวนการเกดิ และผลกระทบของนา้ ทวํ ม การกัดเซาะชายฝง่ั ดนิ ถลํม
หลุมยุบ แผนํ ดนิ ทรดุ
โดยใชก๎ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละจิตวทิ ยาศาสตร์ ในการสบื เสาะหาความร๎ู การแก๎ปญั หา มี
ความสามารถในการสารวจ ตรวจสอบ การสบื ค๎นขอ๎ มลู และการอภิปราย เพอื่ ใหเ๎ กดิ ความรู๎ ความคิด ความเขา๎ ใจ
สามารถสอ่ื สารสิง่ ทเ่ี รยี นรู๎ และนาความรไู๎ ปใช๎ประโยชน์ในการดารงชวี ติ และดแู ลสงิ่ แวดลอ๎ ม มีคณุ ธรรม
จรยิ ธรรม คํานิยมทเ่ี หมาะสม และเขา๎ ใจวาํ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สงั คม และสง่ิ แวดลอ๎ มเกี่ยวข๎องสมั พันธก์ นั
ตวั ช้ีวดั
ว 2.2 ม.2/1, ม.2/2, ม.2/3, ม.2/4, ม.2/5, ม.2/6, ม.2/7, ม.2/8, ม.2/9, ม.2/10,
ม.2/11, ม.2/12, ม.2/13, ม.2/14, ม.2/15
ว 2.3 ม.2/1, ม.2/2, ม.2/3, ม.2/4, ม.2/5, ม.2/6
ว 3.2 ม.2/1, ม.2/2, ม.2/3, ม.2/4, ม.2/5, ม.2/6, ม.2/7, ม.2/8, ม.2/9, ม.2/10
รวม 31 ตวั ชว้ี ัด
๘๔ หลกั สูตรโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สัก พุทธศกั ราช 2561
คาอธบิ ายรายวชิ าพ้นื ฐาน
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รหสั วิชา ว22103 รายวิชาวทิ ยาการคานวณ 2
ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 ภาคเรยี นที่ 1 เวลา 20 ช่วั โมง จานวน 0.5 หนว่ ยกติ
ศึกษาแนวคิดเชงิ นามธรรม การคดั เลอื กคณุ ลกั ษณะท่ีจาเป็นตํอการแก๎ปัญหา ขน้ั ตอนการแกปญั หา การ
เขยี นรหสั ลาลองและผงั งาน การเขียนออกแบบและเขยี นโปรแกรมอยาํ งงํายทมี่ กี ารใช๎งานตัวแปร เงอื่ นไข และ
การวนซ้า เพอื่ แกปญั หาทางคณิตศาสตรห์ รือวทิ ยาศาสตร์ การรวบรวมขอ๎ มลู ปฐมภูมิ การประมวลผล
ขอ๎ มลู การสรา๎ งทางเลอื กและประเมินผลเพอ่ื ตัดสนิ ใจซอฟแวร์ และบริการบนอินเทอร์เน็ตท่ีใช๎ในการจดั การ
ขอ๎ มูล แนวทางการใชง๎ านเทคโนโลยีสารสนเทศใหป๎ ลอดภัย การจัดการอัตลกั ษณ์การพจิ ารณาความเหมาะสม
ของเนอื้ หา ข๎อตกลงและข๎อกาหนดการใช๎สอ่ื และแหลงํ ขอ๎ มลู นาแนวคิดเชิงนามธรรมและขั้นตอนการแกปัญหา
ไปประยุกตใ์ ชใ๎ นการเขียนโปรแกรม หรอื การแกปญั หาในชวี ติ จริง รวบรวมข๎อมลู และสร๎างทางเลือก ในการ
ตดั สินใจไดอยํางมีประสทิ ธภิ าพและตระหนักถงึ การใชง๎ านเทคโนโลยสี ารสนเทศอยาํ งปลอดภยั เกิดประโยชนตอํ
การเรียนรู และไมสรา๎ งความเสียหายให๎แกํผอู๎ ืน่
ตัวชี้วดั
ว ๔.๒ ม.๒/๑, ม.๒/๒, ม.๒/๓, ม.๒/๔
รวมทง้ั หมด ๔ ตัวชวี้ ดั
หลกั สตู รโรงเรียนบา้ นสันปา่ สัก พทุ ธศกั ราช 2561 ๘๕
คาอธบิ ายรายวชิ าพนื้ ฐาน
กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รหสั วิชา ว22104 รายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี 2
ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 ภาคเรยี นที่ 2 เวลา 20 ช่วั โมง จานวน 0.5 หนว่ ยกิต
คาดการณแ์ นวโน๎มเทคโนโลยที จ่ี ะเกดิ ขึ้นโดยพจิ ารณาจากสาเหตุหรือปัจจยั ท่ีสงํ ผลตอํ การเปลี่ยนแปลง
ของเทคโนโลยแี ละวเิ คราะห์เปรียบเทียบตดั สนิ ใจเลอื กใชเ๎ ทคโนโลยโี ดยคานึงถึงผลกระทบทีเ่ กิดขน้ึ ตอํ ชวี ติ สังคม
และสิ่งแวดลอ๎ มระบุปญั หาหรอื ความตอ๎ งการในชมุ ชนหรอื ทอ๎ งถิ่นสรุปกรอบของปญั หารวบรวมวเิ คราะห์ขอ๎ มูล
และแนวคิดทเี่ กี่ยวขอ๎ งกับปญั หาออกแบบวธิ ีการแก๎ปัญหาโดยวิเคราะหเ์ ปรียบเทยี บและตดั สินใจเลือกข๎อมูลท่ี
จาเปน็ ภายใตเ๎ งนิ ไขและทรพั ยากรที่มีอยํูนาเสนอแนวทางการแกป๎ ญั หาใหผ๎ อู๎ ่ืนเข๎าใจวางแผนข้ันตอนการทางาน
และดาเนนิ การแก๎ปญั หาอยาํ งเปน็ ข้นั ตอนทดสอบประเมินผลและอธบิ ายปญั หาหรอื ข๎อบกพรอํ งทเี่ กิดข้นึ ภายใต๎
กรอบเงอื่ นไขพรอ๎ มทั้งหาแนวทางการปรบั ปรงุ แกไ๎ ขและนาเสนอผลการแกป๎ ญั หาใชค๎ วามรู๎และทักษะเก่ยี วกับวสั ดุ
อปุ กรณ์เครอ่ื งมือกลไกไฟฟาู และอเิ ล็กทรอนิกส์เพอื่ แก๎ปัญหาหรอื พฒั นางานไดอ๎ ยํางถูกตอ๎ งเหมาะสมและ
ปลอดภัย
ตัวชวี้ ดั
ว ๔.๑ ม.๒/๑, ม.๒/๒, ม.๒/๓, ม.๒/๔, ม.๒/๕
รวมทงั้ หมด ๕ ตวั ชวี้ ดั
๘๖ หลกั สูตรโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สกั พทุ ธศกั ราช 2561
คาอธบิ ายรายวิชา
กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รหสั วชิ า ว23101 รายวชิ าวิทยาศาสตร์ 5
ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 ภาคเรยี นที่ 1 เวลา 60 ช่ัวโมง จานวน 1.5 หน่วยกิต
สารวจตรวจสอบ ศกึ ษาคน๎ คว๎า สบื ค๎นขอ๎ มูล และอธิบายปฏิสมั พันธ์ขององค์ประกอบของระบบนเิ วศ
รูปแบบความสัมพนั ธ์ระหวาํ งสิง่ มชี วี ติ กับส่งิ มชี ีวติ รปู แบบตาํ ง ๆ ในแหลํงท่ีอยํเู ดยี วกนั ความสัมพันธ์ของผู๎ผลติ
ผู๎บริโภค ผยู๎ อํ ยสลายสารอินทรียใ์ นระบบนเิ วศ การสะสมสารพษิ ในสิ่งมชี ีวิตในโซอํ าหาร การสร๎างแบบจาลองใน
การอธิบายการถาํ ยทอดพลังงานในสายใยอาหาร ความสัมพันธร์ ะหวาํ งยีน ดเี อน็ เอและโครโมโซมโดยใช๎
แบบจาลอง การถํายทอดลักษณะทางพนั ธกุ รรม แอลลนี เดํน แอลลีนดอ๎ ย การเกิดจโี นไทป์ฟีโนไทป์ ในรนุํ ลกู
การแบํงเซลล์แบบไมโทซสิ และไมโอซิสโรคทางพนั ธกุ รรมการดัดแปรพันธุกรรม ความหลากหลายทางชวี ภาพ
การรักษาสมดุลของระบบนิเวศ สมบตั ิทางกายภาพและการใช๎ประโยชนว์ สั ดพุ อลเิ มอร์ เซรามิกส์และวสั ดุผสม
การเกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี การจัดเรียงตวั ใหมํของอะตอม กฎทรงมวล ปฏกิ ริ ิยาดูดและคายความรอ๎ น การเกดิ สนิม
ของเหลก็ ปฏิกิรยิ าของกรดกบั โลหะ กรดกบั เบสและเบสกับโลหะ ปฏิกิรยิ าเผาไหม๎ การเกดิ ฝนกรด ประโยชน์
และโทษของปฏกิ ิริยาเคมที มี่ ตี ํอส่งิ มีชวี ติ และสิง่ แวดลอ๎ ม การปอู งกันและแกป๎ ญั หาที่เกดิ จากปฏิกิริยาเคมที ่พี บใน
ชีวิตประจาวัน
ตระหนักถึงความสัมพนั ธข์ องสิง่ มีชีวิตและสิ่งแวดล๎อมในระบบนเิ วศ โดยไมํทาลายสมดลุ ของระบบนเิ วศ
เผยแพรํความรู๎ ขอ๎ มลู ทีไ่ ด๎จากการโต๎แยง๎ ทางวทิ ยาศาสตร์ มีสํวนรวํ มในการดแู ลรักษาความหลากหลายทาง
ชวี ภาพ การใชว๎ สั ดุประเภทพอลเิ มอร์ เซรามกิ สแ์ ละวัสดผุ สม โดยเสนอแนะแนวทางการใชว๎ สั ดอุ ยาํ งประหยัด
และค๎ุมคาํ
ตัวชีว้ ดั
ว 1.1 ม.3/1, ม.3/2, ม.3/3, ม.3/4, ม.3/5, ม.3/6
ว 1.3 ม.3/1, ม.3/2, ม.3/3, ม.3/4, ม.3/5, ม.3/6, ม.3/7, ม.3/8, ม.3/9, ม.3/10, ม.3/11
ว 2.1 ม.3/1, ม.3/2, ม.3/3, ม.3/4, ม.3/5, ม.3/6, ม.3/7, ม.3/8
รวมทั้งหมด 25 ตัวชวี้ ดั
หลกั สตู รโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สกั พทุ ธศกั ราช 2561 ๘๗
คาอธิบายรายวชิ า
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รหสั วชิ า ว23102 รายวิชาวิทยาศาสตร์ 6
ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 2 เวลา 60 ช่วั โมง จานวน 1.5 หน่วยกิต
ศึกษา วิเคราะห์และอธิบายการโคจรของดาวเคราะหร์ อบดวงอาทิตย์ดว๎ ยแรงโน๎มถวํ งจากสมการ
F= (Gm1m2) r2 วเิ คราะห์ความสัมพนั ธ์ระหวาํ งความตํางศกั ย์ กระแสไฟฟูาและความต๎านทาน การตอํ ตัว
ต๎านทานแบบอนกุ รมและขนาน การทางานของชิ้นสวํ นอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ คลืน่ แมํเหล็กไฟฟาู และสเปกตรัม การหกั
เหของแสง การกระจายของแสง ปรากฏการณท์ ่ีเกย่ี วกับแสง การทางานของทศั นอปุ กรณ์ ผลของความสวํางท่ี
มีผลตอํ ดวงตา การใชป๎ ระโยชนข์ องเทคโนโลยอี วกาศ ความกา๎ วหนา๎ ของการสารวจอวกาศ
สารวจตรวจสอบ ศกึ ษาค๎นคว๎า สบื คน๎ ขอ๎ มลู เกยี่ วกบั ความสมั พนั ธร์ ะหวาํ งกระแสไฟฟูาและความตําง
ศักย์ไฟฟูา ใช๎โวลต์มเิ ตอร์ แอมมิเตอร์ แอมมิเตอรใ์ นการวัดปริมาณทางไฟฟูา เขียนแผนภาพวงจรไฟฟาู การ
ตอํ ตวั ต๎านทานแบบอนุกรมและขนานเขียนภาพและตอํ ชิน้ สํวนอเิ ล็กทรอนิกสอ์ ยาํ งงาํ ย คานวณพลงั งานไฟฟาู
ปริมาณไฟฟาู โดยใชส๎ มการ V = IR , W = Pt การคานวณคําไฟฟูาของเครอ่ื งใช๎ไฟฟูาในบ๎าน สรา๎ งแบบจาลอง
การเกดิ คล่ืน สวํ นประกอบของคลืน่ แผนภาพการเคลอื่ นทีข่ องแสง การเกดิ ภาพจากกระจกเงา การเกดิ ภาพ
จากเลนส์ ใช๎อปุ กรณ์วัดความสวํางของแสง สร๎างแบบจาลองการเกดิ ฤดกู าลข๎างขึน้ ข๎างแรม การเปลีย่ นแปลง
เวลา การขนึ้ การตกของดวงจันทร์ การเกิดน้าขึ้นนา้ ลง
ตระหนักในคณุ คาํ ของการเลอื กใช๎เครอ่ื งใชไ๎ ฟฟาู โดยเสนอแนะวธิ กี ารใชเ๎ ครอื่ งใชไ๎ ฟฟาู อยํางประหยัด
และปลอดภยั วิเคราะหส์ ถานการณ์ปัญหาและเสนอแนะในการใชค๎ ลื่นแมเํ หล็กไฟฟูา ความสวาํ งของแสงให๎
เหมาะสมในการทากิจกรรมตาํ ง ๆ
มาตรฐาน/ ตวั ชวี้ ัด
ว 2.3 ม.3/1, ม.3/2, ม.3/3, ม.3/4, ม.3/5, ม.3/6, ม.3/7, ม.3/8, ม.3/9, ม.3/10,
ม.3/11, ม.3/12, ม.3/13, ม.3/14, ม.3/15, ม.3/16, ม.3/17, ม.3/18, ม.3/19,
ม.3/20, ม.3/21
ว 3.1 ม.3/1, ม.3/2, ม.3/3, ม.3/4
รวมทัง้ หมด 25 ตัวชว้ี ดั
๘๘ หลักสตู รโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สกั พุทธศกั ราช 2561
คาอธิบายรายวชิ าพื้นฐาน
กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รหัสวิชา ว23103 รายวิชาวิทยาการคานวณ 3
ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 ภาคเรยี นที่ 1 เวลา 20 ชวั่ โมง จานวน 0.5 หนว่ ยกิต
ศกึ ษา พัฒนาพลเิ คชนั ทมี่ ีการบรู ณาการกับวชิ าอืน่ อยํางสรา๎ งสรรค์ รวบรวมข๎อมลู ประมวลผล
ประเมนิ ผล นาเสนอขอ๎ มลู และสารสนเทศ ตามวัตถปุ ระสงค์ โดยใชซ๎ อฟต์แวร์ หรอื บรกิ ารบนอินเทอร์เน็ตท่ี
หลากหลาย ประเมนิ ความ นําเชอื่ ถือของ ข๎อมลู วเิ คราะห์ ส่ือและผลกระทบจาก การใหข๎ ําวสารท่ผี ดิ เพอ่ื การใช๎
งานอยํางรู๎เทาํ ทัน ใช๎เทคโนโลยี สารสนเทศอยําง ปลอดภยั และมี ความรบั ผดิ ชอบ ตอํ สงั คม ปฏบิ ัตติ ามกฎหมาย
เกย่ี วกับ คอมพิวเตอร์ ใช๎ ลขิ สทิ ธ์ขิ องผอ๎ู ืน่ โดยชอบธรรม
ตวั ชว้ี ัด
ว ๔.๒ ม.๓/๑, ม.๓/๒, ม.๓/๓, ม.๓/๔
รวมทั้งหมด ๔ ตวั ชว้ี ดั
หลกั สตู รโรงเรียนบา้ นสันปา่ สกั พทุ ธศักราช 2561 ๘๙
คาอธิบายรายวิชาพืน้ ฐาน
กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รหสั วิชา ว23104 รายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี 3
ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 ภาคเรยี นที่ 2 เวลา 20 ชั่วโมง จานวน 0.5 หน่วยกติ
ศึกษา วิเคราะหส์ าเหตุหรอื ปจั จัยที่สงํ ผลตอํ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ความสัมพนั ธ์ของเทคโนโลยี
กบั ศาสตร์อนื่ ประยุกต์ใช๎ความร๎ู ทกั ษะ และทรพั ยากร โดยวิเคราะห์ เปรยี บเทยี บและเลอื กขอ๎ มูลที่จาเปน็ เพื่อ
ออกแบบวธิ ีการแกป๎ ญั หาในชีวิตประจาวันในดา๎ นการเกษตร อาหาร พลงั งาน และการขนสงํ และสร๎างชิ้นงานหรือ
พฒั นาวธิ กี ารโดยใช๎กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม รวมทัง้ เลอื กใชว๎ สั ดอุ ปุ กรณ์ เคร่อื งมอื ในการแกป๎ ัญหาได๎
อยาํ งถูกตอ๎ ง เหมาะสม และปลอดภัย
ตวั ชีว้ ดั
ว ๔.๑ ม.๓/๑, ม.๓/๒, ม.๓/๓, ม.๓/๔, ม.๓/๕
รวมท้ังหมด ๕ ตัวชวี้ ัด
๙๐ หลกั สูตรโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สัก พุทธศกั ราช 2561
คาอธิบายรายวชิ าเพิ่มเตมิ
กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รหัสวชิ า ว20201 รายวชิ า พลังงานทดแทนกับการใช้ประโยชน์
ช้ันมธั ยมศกึ ษาตอนต้น เวลาเรยี น 40 ชัว่ โมง จานวน 1 หน่วยกติ
ศกึ ษา วเิ คราะห์ ทดลอง ตรวจสอบ เกีย่ วกับพลงั งานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลงั งานนา้ พลังงานชีว
มวล และพลงั งานนิวเคลียร์ เพื่อให๎มคี วามรูค๎ วามเข๎าใจในหลักการทางวิทยาศาสตรข์ องพลังงานดงั กลําว และการ
นามาใชเ๎ ป็นพลังงานทดแทน และตระหนักในบทบาทและผลกระทบของพลังงานเหลาํ นัน้ ที่มีตํอมนุษยแ์ ละ
สิ่งแวดลอ๎ ม โดยใช๎กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู๎ ความคิด ความเขา๎ ใจ สามารถสอื่ สารสง่ิ ที่
เรียนร๎ู มคี วามสามารถในการตัดสินใจ นาความรูไ๎ ปใชใ๎ นชวี ิตประจาวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คุณธรรมและ
คํานยิ มท่เี หมาะสม
ผลการเรยี นรู้
1. อธบิ ายความสาคญั ของพลังงานทดแทน
2. อธิบายหลักการทางวทิ ยาศาสตร์ ในการนาพลงั งานแสงอาทิตย์ พลงั งานลม พลงั งานน้า พลงั งาน
ชวี มวลและพลงั งานนวิ เคลียร์ ไปใช๎ประโยชน์
3. อธิบายการใชป๎ ระโยชน์ พลงั งานแสงอาทติ ย์ พลงั งานลม พลังงานนา้ พลงั งานชวี มวลและพลังงาน
นิวเคลยี ร์ ในประเทศไทย
4. อธิบายขอ๎ ดีและขอ๎ จากัดเกี่ยวกับการใชป๎ ระโยชนแ์ ละแนวทางการพัฒนา ของพลังงานแสงอาทติ ย์
พลังงานลม พลงั งานนา้ พลงั งานชวี มวลและพลงั งานนิวเคลยี ร์
รวมทงั้ หมด 4 ผลการเรยี นรู้
หลักสูตรโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สกั พทุ ธศักราช 2561 ๙๑
คาอธิบายรายวชิ าเพ่มิ เตมิ
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รหสั วชิ า ว 20202 รายวิชา สนุกกบั โครงงานวทิ ยาศาสตร์
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น เวลาเรยี น 40 ชวั่ โมง จานวน 1 หนว่ ยกิต
ศึกษา วเิ คราะห์ ทากิจกรรม สร๎างแรงบันดาลใจ ในการทาโครงงานวิทยาศาสตร์ ลักษณะสาคัญของ
โครงงานวทิ ยาศาสตรป์ ระเภทตาํ งๆ การเร่มิ ตน๎ ทาโครงงานวิทยาศาสตร์ ดว๎ ยการต้ังคาถามและการสบื คน๎
ข๎อมูล การวางแผนและการออกแบบโครงงานวิทยาศาสตร์ การเขียนเคา๎ โครงของโครงงานวทิ ยาศาสตร์ การ
ทาโครงงานวทิ ยาศาสตร์ การเขยี นรายงาน และการนาเสนอโครงงานวิทยาศาสตร์ โดยใชก๎ ระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์ การสบื เสาะหาความรู๎ ความคดิ ความเข๎าใจ สามารถสือ่ สารสงิ่ ที่รู๎ มีความสามารถในการตัดสินใจ
นาความรไู๎ ปใชใ๎ นชวี ิตประจาวัน มีจติ วิทยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คณุ ธรรมและคํานิยมท่ีเหมาะสม
ผลการเรยี นรู้
1. ต้งั คาถามจากสถานการณต์ ํางๆ ตามความสนใจ โดยมปี ระเดน็ หรอื ตวั แปรทีส่ าคญั ในการสารวจ
ตรวจสอบหรือศึกษาไดอ๎ ยํางครอบคลมุ และเชอื่ ถอื ได๎
2. ออกแบบและวางแผนการสารวจตรวจสอบ โดยมีการกาหนดและควบคมุ ตวั แปรตํางๆ กาหนดนิยาม
เชิงปฏิบัตกิ าร เลอื กวธิ กี ารสารวจตรวจสอบเชงิ ปริมาณ เชงิ คุณภาพทไ่ี ด๎ผลเท่ียงตรงและปลอดภัย โดยใชว๎ สั ดุและ
เครอ่ื งมอื ท่ีเหมาะสม
3. วิเคราะห์และอธบิ ายผลการทดลองเชอ่ื มโยงกับสมมตฐิ าน และสถานการณ์ในชวี ติ ประจาวนั ได๎
4. วเิ คราะหโ์ ครงงานวทิ ยาศาสตร์ และมีแนวคดิ ในการวางแผนการทดลอง รวมถงึ จดั ทาเค๎าโครงของ
โครงงานวิทยาศาสตร์ได๎
5. ทาโครงงานวทิ ยาศาสตร์ ตามความสนใจ โดยมีขัน้ ตอนของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ในการ
แกป๎ ัญหา และนาเสนอไดอ๎ ยาํ งเหมาะสม
รวมทัง้ หมด 8 ผลการเรยี นรู้
๙๒ หลักสูตรโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สกั พทุ ธศกั ราช 2561
คาอธิบายรายวชิ าเพมิ่ เติม
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รหสั วชิ า ว20203 รายวิชา วทิ ยาศาสตรก์ ับความงาม
ชนั้ มัธยมศกึ ษาตอนต้น เวลาเรยี น 40 ชว่ั โมง จานวน 1 หน่วยกติ
ศึกษา วเิ คราะห์ ตรวจสอบ และอธิบาย ความงามทีส่ มวัยและปัจจยั ทีม่ ีผลตอํ ความงาม การดแู ลความ
งามและการเลอื กใช๎เครอ่ื งสาอาง เครอ่ื งสาอางในชวี ิตประจาวนั การใชส๎ มนุ ไพรในทอ๎ งถิ่นเพอื่ ความงามและ
สขุ ภาพ เทคโนโลยเี พ่อื ความงามและสุขภาพ โดยใช๎กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสบื เสาะหาความร๎ู ความคดิ
ความเขา๎ ใจ สามารถส่ือสารสง่ิ ที่ร๎ู มีความสามารถในการตดั สนิ ใจ นาความร๎ไู ปใช๎ในชวี ติ ประจาวัน มจี ติ
วทิ ยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรมและคาํ นยิ มท่ีเหมาะสม
ผลการเรยี นรู้
1. อธบิ ายสํวนตาํ งๆ ของราํ งกายท่ีเกีย่ วขอ๎ งกบั ความงาม และแนวทางในการดแู ลอยาํ งถกู ต๎องและ
เหมาะสม
2. สบื ค๎นขอ๎ มลู สารวจตรวจสอบและอธบิ ายผลิตภณั ฑ์และเทคโนโลยีเกยี่ วกบั ความงามประเภทตํางๆ
3. สบื ค๎นขอ๎ มลู และสารวจตรวจสอบภมู ปิ ญั ญาไทยทเ่ี ก่ียวกับความงาม
4. นาความรู๎ไปใชใ๎ นการเลอื กใชผ๎ ลิตภณั ฑแ์ ละเทคโนโลยเี กยี่ วกบั ความงามได๎อยํางถูกตอ๎ งและเหมาะสม
5. สื่อสารสงิ่ ทเ่ี รยี นรู๎ และสรา๎ งสรรคผ์ ลงานเกยี่ วกับความงามอยํางมคี ณุ ธรรมและจรยิ ธรรม
รวมท้งั หมด 5 ผลการเรยี นรู้
หลกั สูตรโรงเรยี นบา้ นสนั ปา่ สัก พทุ ธศักราช 2561 ๙๓
คาอธิบายรายวิชาเพม่ิ เติม
กลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รหัสวิชา ว20204 รายวชิ า วทิ ยาศาสตรโ์ ลกทัง้ ระบบ
ชั้นมธั ยมศึกษาตอนต้น เวลาเรยี น 40 ช่วั โมง จานวน 1 หนว่ ยกติ
ศกึ ษา วเิ คราะห์ ความสัมพนั ธร์ ะหวํางองค์ประกอบตาํ งๆ ในสภาพแวดลอ๎ มธรรมชาติ ได๎แกํ ดิน น้า
บรรยากาศ สิ่งปกคลมุ ดิน และสงิ่ มีชวี ติ เพอ่ื ใหเ๎ ข๎าใจถึงรูปแบบความสมั พนั ธ์ ปรากฏการณ์ รวมท้ังแนวโน๎มตาํ งๆ
ทอี่ าจเกดิ ข้นึ ซ่ึงจะมีผลตอํ การเปล่ียนแปลงของสภาพแวดลอ๎ ม และมผี ลตํอเนอ่ื งมาถึงคณุ ภาพชวี ิตและความ
เป็นอยํขู องมนษุ ย์
โดยใชก๎ ระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ในการสืบเสาะหาความร๎ู ได๎แกํ การสังเกต การตง้ั คาถาม
วจิ ัย การตัง้ สมมตฐิ าน การวางแผนงานวจิ ัย และการเขยี นเคา๎ โครงวจิ ยั การดาเนนิ การตรวจวัดสิง่ แวดล๎อม การ
วเิ คราะห์และแปลความหมายขอ๎ มูลโดยใชเ๎ ทคโนโลยีสารสนเทศ การลงข๎อสรปุ การเขยี นรายงานการวิจัย และ
การนาเสนองานวิจยั ซึ่งจะนาไปสํกู ารวิจยั แบบนักวิทยาศาสตร์ ไดพ๎ ฒั นากระบวนการคดิ วเิ คราะหแ์ ละการคดิ เปน็
ระบบ มีความสามารถในการตัดสินใจ สามารถสอ่ื สาร ทางานรวํ มกันเป็นทมี และนาความรไ๎ู ปใชใ๎ นชวี ิตประจาวัน
มจี ติ วทิ ยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรมและคาํ นิยมท่ีเหมาะสม
ผลการเรยี นรู้
1. ศกึ ษา อธิบาย วเิ คราะห์ ความหมายของโลกทั้งระบบ ตลอดจนหาความสมั พันธ์และผลกระทบที่
เกดิ ขน้ึ ในโลกทั้งระบบ
2. สารวจและบนั ทกึ องคป์ ระกอบพร๎อมทง้ั ทดลอง อธิบาย อภปิ ราย ถงึ ความสมั พันธ์ของสภาพ
สิ่งแวดลอ๎ มบรเิ วณทศ่ี ึกษาได๎
3. สืบค๎นขอ๎ มลู วเิ คราะห์ และอธบิ ายถึงการเลือกคาถามพรอ๎ มทัง้ ตัดสนิ ใจในการเลอื กคาถามเพ่อื ใช๎ใน
การวิจัย
4. วางแผน และเขยี นลาดับข้นั ตอนของการทาวิจัยได๎
5. เขยี นเคา๎ โครง พรอ๎ มท้ังนาเสนอ เคา๎ โครงของงานวิจยั ได๎
รวมทั้งหมด 5 ผลการเรยี นรู้
๙๔ หลักสตู รโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สัก พุทธศกั ราช 2561