รายวิชากลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ
ระดับประถมศกึ ษา
รายวิชาพน้ื ฐาน
ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 1 อ๑1๑๐๑ ภาษาอังกฤษ ๑ จานวน 120 ชัว่ โมง/ปี
ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 2 อ๑๒๑๐๑ ภาษาอังกฤษ ๒ จานวน 120 ช่ัวโมง/ปี
ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 3 อ๑๓๑๐๑ ภาษาองั กฤษ ๓ จานวน 120 ช่ัวโมง/ปี
ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 4 อ๑๔๑๐๑ ภาษาอังกฤษ ๔ จานวน 120 ชว่ั โมง/ปี
ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 5 อ๑๕๑๐๑ ภาษาองั กฤษ ๕ จานวน 120 ช่ัวโมง/ปี
ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 6 อ๑๖๑๐๑ ภาษาองั กฤษ ๖ จานวน 120 ชั่วโมง/ปี
ระดับมัธยมศกึ ษาตอนต้น
รายวชิ าพน้ื ฐาน
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1 อ2๑๑๐๑ ภาษาองั กฤษ ๑ จานวน 6๐ ช่วั โมง/ภาคเรียน
อ21๑๐2 ภาษาอังกฤษ ๒ จานวน 6๐ ชั่วโมง/ภาคเรียน
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 อ22๑๐๑ ภาษาองั กฤษ ๓ จานวน 6๐ ชวั่ โมง/ภาคเรียน
อ22๑๐2 ภาษาองั กฤษ ๔ จานวน 6๐ ชว่ั โมง/ภาคเรยี น
ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 อ23๑๐๑ ภาษาอังกฤษ ๕ จานวน 6๐ ชั่วโมง/ภาคเรยี น
อ23๑๐2 การงานอาชพี ๖ จานวน 6๐ ชว่ั โมง/ภาคเรยี น
รายวิชาเพ่ิมเตมิ จานวน 4๐ ชว่ั โมง/ภาคเรียน
จานวน 4๐ ชว่ั โมง/ภาคเรียน
ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 1 อ2๑2๐๑ ภาษาอังกฤษเพือ่ การทํองเที่ยว 1 จานวน 4๐ ชว่ั โมง/ภาคเรียน
อ212๐2 ภาษาองั กฤษในชวี ติ ประจาวัน 1 จานวน 4๐ ชั่วโมง/ภาคเรียน
อ212๐3 ภาษาอังกฤษอําน-เขยี น 1 จานวน 4๐ ชั่วโมง/ภาคเรยี น
อ212๐4 ภาษาอังกฤษฟงั -พดู 1 จานวน 4๐ ชว่ั โมง/ภาคเรียน
ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 2 อ222๐๑ ภาษาองั กฤษเพ่อื การทอํ งเท่ียว 2 จานวน 4๐ ชว่ั โมง/ภาคเรยี น
อ222๐2 ภาษาองั กฤษในชีวิตประจาวนั 2 จานวน 4๐ ชวั่ โมง/ภาคเรยี น
จานวน 4๐ ชั่วโมง/ภาคเรียน
อ222๐3 ภาษาอังกฤษอําน-เขยี น 2 จานวน 4๐ ช่วั โมง/ภาคเรียน
อ222๐4 ภาษาองั กฤษฟงั -พดู 2 จานวน 4๐ ชั่วโมง/ภาคเรยี น
ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 3 อ232๐๑ ภาษาองั กฤษเพอื่ การทํองเท่ยี ว 3
อ232๐2 ภาษาองั กฤษในชวี ิตประจาวนั 3 จานวน 4๐ ชั่วโมง/ภาคเรยี น
อ232๐3 ภาษาอังกฤษอาํ น-เขียน 3 จานวน 4๐ ชั่วโมง/ภาคเรยี น
อ232๐4 ภาษาองั กฤษฟงั -พูด 3
อ232๐4 ภาษาอังกฤษโครงงาน
หลักสตู รโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สัก พทุ ธศักราช 2561 ๒๔๕
คาอธบิ ายรายวชิ าพนื้ ฐาน
กล่มุ สาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ
รหัสวิชา อ11101 วชิ าภาษาอังกฤษพ้นื ฐาน 1
ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 1 เวลา 120 ชัว่ โมง
ปฏิบตั ิตามคาส่ังงําย ๆ ท่ีฟัง ระบตุ วั อกั ษรและเสียงอํานออกเสยี งและสะกดคางาํ ย ๆ ถูกต๎องตามหลักการ
อาํ น เลอื กภาพตรงตามความหมายของคาและกลุํมคาทฟี่ ัง ตอบคาถามจากการฟังเรอื่ งใกลต๎ วั พดู โต๎ตอบดว๎ ยคา
สัน้ ๆ งําย ๆ ในการส่ือสารระหวาํ งบคุ คลตามแบบท่ฟี ัง ใช๎คาส่งั งําย ๆ ตามแบบที่ส่งั บอกความต๎องการงาํ ย ๆ
ของตนเองตามแบบท่ฟี ัง พดู ขอและใหข๎ อ๎ มูลงาํ ย ๆ ทเ่ี กี่ยวกับตนเองตามแบบทีฟ่ ัง พูดใหข๎ อ๎ มลู เก่ยี วกับตนเอง
และเร่ืองใกลต๎ ัว พดู และทาทาํ ประกอบตามวัฒนธรรมของเจา๎ ของภาษา บอกชื่อและคาศัพทเ์ กย่ี วกับเทศกาล
สาคญั ของเจ๎าของภาษา เขา๎ รํวมกิจกรรมทางภาษาและวฒั นธรรมทีเ่ หมาะสมกับวยั ระบตุ ัวอักษรและเสียง
ตัวอกั ษรของภาษาตํางประเทศและภาษาไทย บอกคาศพั ท์ท่เี กีย่ วข๎องกบั กลํุมสาระการเรยี นรู๎อน่ื ฟังพูดใน
สถานการณง์ าํ ย ๆ ท่เี กิดขน้ึ ในห๎องเรียน ใช๎ภาษาตํางประเทศเพอื่ รวบรวมคาศพั ท์ทเ่ี ก่ียวขอ๎ งใกล๎ตวั เหน็
ประโยชนใ์ นการเรยี นภาษาตาํ งประเทศ โดยสนใจรวํ มกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรม รักชาติ ศาสน์
กษตั รยิ ์ มคี วามซือ่ สตั ย์ สจุ รติ มวี นิ ัย ใฝุเรียนร๎ู อยูํอยาํ งพอเพยี ง มงํุ มั่นในการทางานรักความเป็นไทย มจี ติ
สาธารณะ เกิดความเพลดิ เพลนิ จากภาษาตํางประเทศทเ่ี กยี่ วข๎องกบั กลมํุ สาระการเรยี นรู๎อื่น ๆ
รหัสตวั ชวี้ ัด
ต 1.1 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3, ป.1/4
ต 1.2 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3, ป.1/4
ต 1.3 ป.1/1
ต 2.1 ป.1/1, ป.1/2, ป.1/3
ต 2.2 ป.1/1
ต 3.1 ป.1/1
ต 4.1 ป.1/1
ต 4.2 ป.1/1
รวม 16 ตัวชว้ี ดั
๒๔๖ หลกั สูตรโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สกั พุทธศกั ราช 2561
คาอธบิ ายรายวชิ าพ้ืนฐาน
กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ
รหสั วิชา อ12101 วชิ าภาษาอังกฤษพื้นฐาน 2
ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 2 เวลา 120 ช่วั โมง
ปฏิบัติตามคาส่งั และคาขอร๎องงาํ ยๆทีฟ่ งั ระบุตวั อักษรและเสยี ง อาํ นออกเสยี งคา สะกดคาและอําน
ประโยคงํายๆถกู ตอ๎ งตามหลกั การอําน เลือกภาพตรงตามความหมายของคา กลมุํ คาและประโยคทฟี่ งั ตอบ
คาถามจากการฟงั ประโยค บทสนทนาหรือนทิ านงาํ ยๆที่มภี าพประกอบ พูดโต๎ตอบดว๎ ยคาสนั้ ๆ งําย ๆ ในการ
สอ่ื สารระหวาํ งบุคคลตามแบบทีฟ่ งั ใช๎คาสั่งและคาขอรอ๎ งงําย ๆ ตามแบบท่ฟี งั บอกความต๎องการงาํ ย ๆ ของ
ตนเองตามแบบทีฟ่ ัง พดู ขอและใหข๎ ๎อมลู งาํ ย ๆ เกี่ยวกบั ตนเองตามแบบท่ีฟัง พูดให๎ขอ๎ มูลเก่ยี วกบั ตนเองและ
เรื่องใกลต๎ ัว พดู และทาทาํ ประกอบตามวฒั นธรรมของเจา๎ ของภาษา บอกชื่อและคาศพั ทเ์ ก่ยี วกับเทศกาลสาคญั
ของเจ๎าของภาษา เข๎ารวํ มกจิ กรรมทางภาษาและวัฒนธรรมทีเ่ หมาะกบั วัย ระบตุ วั อกั ษรและเสียงตวั อกั ษรของ
ภาษาตํางประเทศและภาษาไทย บอกคาศพั ท์ท่เี กย่ี วข๎องกบั กลมุํ สาระการเรยี นร๎อู ่นื ฟงั พูดในสถานการณง์ ํายๆที่
เกดิ ขึน้ ในห๎องเรยี น ใช๎ภาษาตาํ งประเทศเพอ่ื รวบรวมคาศพั ท์ที่เก่ียวขอ๎ งใกล๎ตวั
เหน็ ประโยชน์ในการเรยี นภาษาตํางประเทศ โดยสนใจรํวมกิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรม รักชาติ ศาสน์
กษัตรยิ ์ มคี วามซื่อสตั ย์ สจุ รติ มีวนิ ยั ใฝุเรยี นรู๎ อยูํอยาํ งพอเพียง มงํุ มนั่ ในการทางานรักความเป็นไทย มีจิต
สาธารณะ เกดิ ความเพลดิ เพลนิ จากภาษาตาํ งประเทศท่ีเกี่ยวข๎องกับกลมํุ สาระการเรยี นร๎อู ืน่ ๆ
รหัสตัวชว้ี ัด
ต 1.1 ป.2/1, ป.2/2, ป.2/3, ป.2/4
ต 1.2 ป.2/1, ป.2/2, ป.2/3, ป.2/4
ต 1.3 ป.2/1
ต 2.1 ป.2/1, ป.2/2, ป.2/3
ต 2.2 ป.2/1
ต 3.1 ป.2/1
ต 4.1 ป.2/1
ต 4.2 ป.2/1
รวม 16 ตัวช้ีวดั
หลกั สูตรโรงเรยี นบา้ นสนั ปา่ สัก พทุ ธศกั ราช 2561 ๒๔๗
คาอธบิ ายรายวชิ าพื้นฐาน
กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ
รหัสวชิ า อ13101 วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน 3
ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3 เวลา 120 ชั่วโมง
ปฏิบัติตามคาส่งั และคาขอรอ๎ งทีฟ่ ังหรอื อําน อํานออกเสียงคา สะกดคา อาํ นกลํมุ คา ประโยคและ
บทพดู เขา๎ จังหวะงาํ ยๆถกู ต๎องตามหลักการอําน เลือกระบภุ าพหรอื สญั ลกั ษณต์ รงตามความหมายของกลุมํ คาและ
ประโยคทฟี่ ัง ตอบคาถามจากการฟงั หรอื อาํ นประโยค บทสนทนาหรือนทิ านงาํ ย พูดโตต๎ อบคาส้ัน ๆ งําย ๆ ใน
การส่อื สารระหวํางบคุ คลตามแบบทฟี่ ัง ใชค๎ าส่ังและคาขอรอ๎ งงาํ ย ๆ ตามแบบท่ีฟงั บอกความตอ๎ งการงาํ ยของ
ตนเองตามแบบทฟ่ี ัง พดู ขอ และให๎ขอ๎ มลู ใหง๎ าํ ยๆเกย่ี วกับตนเองและเพอื่ นตามแบบทฟ่ี ัง บอกความรู๎สึกของ
ตนเองเก่ยี วกับสงิ่ ตาํ ง ๆ ใกล๎ตวั หรอื กจิ กรรมตาํ ง ๆ ตามแบบที่ฟงั พดู ให๎ข๎อมลู เกีย่ วกบั ตนเองและเร่ืองใกล๎ตัวจดั
หมวดหมคํู าตามประเภทของบุคคล สัตว์ และส่ิงของ ตามแบบที่ฟังหรอื อาํ น พดู และทาทําทางประกอบ ตาม
มารยาทสังคมวัฒนธรรมของเจา๎ ของภาษา บอกชอื่ และคาศพั ท์งาํ ย ๆ เก่ยี วขอ๎ งกับเทศกาล วนั สาคัญ งาน
ฉลอง และชีวิตความเปน็ อยขูํ องเจ๎าของภาษา เข๎ารํวมกิจกรรมและวัฒนธรรมท่ีเหมาะสมกบั วยั บอกความ
แตกตํางของเสยี ง อกั ษร คา กลมํุ คา และประโยคงําย ๆ ของภาษาตาํ งประเทศ บอกคาศัพทท์ ่เี กี่ยวกับกลุมํ สาระ
การเรยี นรู๎อนื่ ฟงั พดู ในสถานการณง์ ําย ๆ ทีเ่ กิดขนึ้ ในหอ๎ งเรยี นใช๎ภาษาตาํ งประเทศเพอื่ รวบรวมคาศพั ท์ที่
เกีย่ วขอ๎ งใกล๎ตวั
ใชก๎ ระบวนการทกั ษะทางภาษา การฟงั พดู อําน เขียน ได๎อยํางถกู ต๎อง และการใชภ๎ าษาทาํ ทาง
รปู แบบพฤติกรรมการสอ่ื สารของเจา๎ ภาษา เหน็ ประโยชนใ์ นการเรียนภาษาตํางประเทศและสนใจกจิ กรรมทาง
ภาษาและวัฒนธรรม รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ ใฝรุ ๎ู ใฝุเรยี น มงุํ ม่นั ในการทางาน ซื่อสัตย์สจุ ริต มวี ินยั อยํอู ยาํ ง
พอเพียง รกั ความเปน็ ไทย มจี ิตสาธารณะ รวมทั้ง มีความสขุ สนุกสนานในการเรียน และเปน็ พนื้ ฐานในการ
เรียนภาษาองั กฤษระดับสงู ตอํ ไป
รหสั ตัวช้ีวัด
ต 1.1 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3, ป.3/4
ต 1.2 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3, ป.3/4, ป.3/5
ต 1.3 ป.3/1, ป.3/2
ต 2.1 ป.3/1, ป.3/2, ป.3/3
ต 2.2 ป.3/1
ต 3.1 ป.3/1
ต 4.1 ป.3/1
ต 4.2 ป.3/1
รวม 18 ตวั ชวี้ ัด
๒๔๘ หลกั สูตรโรงเรียนบา้ นสันปา่ สัก พทุ ธศกั ราช 2561
คาอธิบายรายวิชาพ้นื ฐาน
กล่มุ สาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ
รหสั วชิ า อ ๑๔๑๐๑ รายวิชา ภาษาองั กฤษ ๔
ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ ๔ เวลาเรยี น 120 ช่ัวโมง
ปฏบิ ัตติ ามคาส่ังคาขอร๎องและคาแนะนางาํ ย ๆ ทฟ่ี ังหรอื อํานออกเสียงคา สะกดคา อําน
กลมํุ คาประโยค ขอ๎ ความงาํ ย ๆ และบทพดู เข๎าจงั หวะถกู ต๎องตามหลกั การอําน เลอื กรูปภาพหรอื สญั ลกั ษณ์
หรือเครือ่ งหมายตรงตามความหมายของประโยคและขอ๎ ความส้ัน ๆ ท่ฟี งั หรอื อํานตอบคาถามจากการฟงั หรอื
อํานและอํานประโยคบทสนทนาและนทิ านงําย ๆ
พดู เขียนโตต๎ อบในการสอ่ื สาร ระหวาํ งบคุ คลใช๎คาสง่ั ขอรอ๎ ง และขออนญุ าตงําย ๆ พดู เขยี น
แสดงความตอ๎ งการของตนเองและขอความชวํ ยเหลืองาํ ย ๆ พูด เขียนเพ่อื ขอและใหข๎ ๎อมลู เก่ยี วกบั ตนเองเพอื่ น
และครอบครวั
พดู เขยี นให๎ข๎อมลู เกีย่ วกบั ตนเอง และเรอ่ื งใกลต๎ วั พูดวาดภาพ/ความสมั พันธข์ องส่งิ ตาํ ง ๆ ใกล๎
ตวั ตามทฟ่ี งั หรอื อาํ น/พูดแสดงความคดิ เหน็ งาํ ยๆเก่ียวกบั เร่ืองตํางๆใกลต๎ วั
พดู และทาทําประกอบอยาํ งสภุ าพตามมารยาทสังคมและวัฒนธรรมของเจา๎ ของภาษา/ตอบ
คาถามเกย่ี วกับเทศกาล วันสาคญั งานฉลอง และชีวติ ความเป็นอยูํงาํ ย ๆ ของเจา๎ ของภาษา/เข๎ารวํ มกจิ กรรมทาง
ภาษาและวัฒนธรรมท่เี หมาะกับวยั
บอกความแตกตาํ งของเสยี งตวั อักษรคา และกลมํุ คา ประโยค และข๎อความของภาษา
ตาํ งประเทศและภาษาไทย บอกความเหมือนความแตกตาํ งระหวาํ งเทศกาลและงานฉลองตามวัฒนธรรมของ
เจ๎าของภาษากบั ของไทย
คน๎ ควา๎ รวบรวมคาศพั ทท์ เ่ี กยี่ วข๎องกบั กลมํุ สาระการเรยี นรู๎ และนาเสนอด๎วยการพดู / การ
เขียน ฟงั และพดู /อาํ นในสถานการณท์ ีเ่ กิดขนึ้ ในหอ๎ งเรยี นและสถานศกึ ษา ใช๎ภาษาตาํ งประเทศในการสืบคน๎
และรวบรวมขอ๎ มูลตําง ๆ
ตัวชี้วดั
ต 1.1 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3, ป.4/4
ต 1.2 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3, ป.4/4, ป.4/5
ต 2.1 ป.4/1, ป.4/2, ป.4/3
ต 2.2 ป.4/1, ป.4/1, ป.4/2
ต 3.1 ป.4/1
ต 4.1 ป.4/1
ต 4.2 ป.4/1
รวม 18 ตวั ช้วี ัด
หลกั สูตรโรงเรียนบา้ นสันปา่ สัก พทุ ธศักราช 2561 ๒๔๙
คาอธบิ ายรายวิชาพื้นฐาน
กลุม่ สาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ
รหสั วิชา อ ๑๕๑๐๑ รายวิชา ภาษาอังกฤษ ๕
ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ ๕ เวลาเรยี น 120 ชวั่ โมง
ปฏบิ ัติตามคาสั่ง คาขอร๎อง และคาแนะนางาํ ย ๆ ทฟ่ี ังและอําน อาํ นออกเสยี งประโยค ข๎อความ
และบทกลอนสัน้ ๆถกู ต๎องตามหลักการอาํ น ระบุ วาดภาพสัญลกั ษณ์หรือเคร่ืองหมายตรงตามความหมายของ
ประโยคและข๎อความพนื้ ๆ ท่ีฟังหรอื อาํ น บอกใจความสาคญั และตอบคาถามจากการฟงั และอาํ นบทสนทนาและ
นิทานงาํ ย ๆ หรอื เร่อื งส้นั ๆ
พูด เขยี นโต๎ตอบในการสอื่ สารระหวาํ งบุคคล ใช๎คาสงั่ คาขอรอ๎ ง คาขออนญุ าต และให๎คาแนะนา
งําย ๆ พูด เขียนโตต๎ อบในการส่ือสารระหวาํ งบุคคล พดู เขยี น แสดงความตอ๎ งการขอความชํวยเหลอื ตอบ
รับและปฏเิ สธการใหค๎ วามชวํ ยเหลอื ในสถานการณง์ าํ ย ๆ พูด เขียนเพอ่ื ขอ และให๎ขอ๎ มลู เกยี่ วกับตนเอง เพอ่ื น
ครอบครัว และเรือ่ งใกลต๎ ัว พดู เขยี นแสดงความรส๎ู กึ ของตนเองเก่ียวกบั เรือ่ งตําง ๆใกลต๎ วั และกิจกรรมตํางๆ
พร๎อมทง้ั ใหเ๎ หตุผลส้ัน ๆ ประกอบ พูด เขยี นใหข๎ ๎อมลู เกย่ี วกบั ตนเองและเรอ่ื งใกล๎ตวั เขียนภาพแผนผงั และ
แผนภมู ิแสดงข๎อมูลตํางๆตามทีฟ่ ังหรอื อาํ น พูดแสดงความคิดเหน็ เก่ยี วกับเรอ่ื งตาํ ง ๆใกล๎ตวั
ใช๎ถอ๎ ยคา นา้ เสียง และกริ ิยาทาํ ทางอยาํ งสุภาพตามมารยาทสังคมและวฒั นธรรมของเจา๎ ของ
ภาษา ตอบคาถาม บอกความสาคญั ของเทศกาล วนั สาคญั งานฉลอง และชีวติ ความเป็นอยํงู าํ ย ๆของเจ๎าของ
ภาษา เขา๎ รํวมกจิ กรรมทางภาษาและวัฒนธรรมตามความสนใจ
บอกความเหมอื นความแตกตาํ งระหวาํ งการออกเสยี งประโยคชนิดตํางๆ การใชเ๎ ครือ่ งหมาย
วรรคตอน และการลาดับคา (order) ตามโครงสรา๎ งประโยคของภาษาตาํ งประเทศ และภาษาไทย บอก
ความเหมอื น ความแตกตาํ งระหวาํ งเทศกาล และงานฉลองของเจา๎ ของภาษากบั ของไทย
ค๎นคว๎ารวบรวมคาศพั ท์ทเี่ ก่ียวข๎องกบั กลํุมสาระการเรยี นรอ๎ู น่ื และนาเสนอด๎วยการพดู การเขยี น
ฟงั พูด และอําน เขียนในสถานการณต์ ํางๆ ทเ่ี กิดข้นึ ในห๎องเรยี นและสถานศกึ ษา ใชภ๎ าษาภาษาตํางประเทศใน
การสืบค๎นและรวบรวมขอ๎ มลู ตาํ ง ๆ
ตวั ชี้วดั
ต 1.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4
ต 1.2 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3, ป.5/4, ป.5/5
ต 1.3 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3
ต 2.1 ป.5/1, ป.5/2, ป.5/3
ต 2.2 ป.5/1, ป.5/2
ต 3.1 ป.5/1
ต 4.1 ป.5/1
ต 4.2 ป.5/1
รวม 20 ตวั ช้ีวัด
๒๕๐ หลักสูตรโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สัก พทุ ธศกั ราช 2561
คาอธิบายรายวิชาพน้ื ฐาน
กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ
รหสั วชิ า อ ๑๖๑๐๑ รายวิชา ภาษาองั กฤษ ๖
ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ ๖ เวลาเรยี น ๘๐ ชว่ั โมง
ปฏบิ ัตติ ามคาส่งั คาขอรอ๎ งและคาแนะนาที่ฟงั และอาํ น อํานออกเสียงประโยคข๎อความนทิ าน และบท
กลอนสัน้ ๆ ถกู ต๎องตามหลกั การอําน ระบปุ ระโยค และข๎อความตรงตามความหมายของสัญลกั ษณห์ รอื
เครอ่ื งหมายทอ่ี ําน บอกใจความสาคญั และตอบคาถามจากการฟงั และอํานบทสนทนา นิทานงาํ ย ๆ และ
เร่ืองเลาํ
พดู -เขียน โต๎ตอบในการสอ่ื สารระหวํางบุคคล ใชค๎ าสง่ั ขอรอ๎ ง คาขออนญุ าตและให๎คาแนะนา พูด-
เขยี นแสดงความตอ๎ งการ ขอความชวํ ยเหลอื ตอบรับและปฏิเสธ การให๎ความชวํ ยเหลอื ใน สถานการณง์ าํ ย ๆ พูด
และเขยี นเพอื่ ขอและใหข๎ ๎อมลู เกยี่ วกับตนเอง เพอ่ื น ครอบครวั และเรอ่ื งใกลต๎ วั พดู และเขียนเกยี่ วกบั
ความร๎ูสกึ ใกลต๎ ัว กิจกรรมตาํ ง ๆ พร๎อมทงั้ ใหเ๎ หตุผลสนั้ ๆ ประกอบ
พูดเข่ียนใหข๎ ๎อมลู เกย่ี วกบั ตนเอง เพือ่ นและส่งิ แวดล๎อมใกล๎ตวั เขยี นภาพ แผนผัง แผนภูมิ และ
ตารางแสดงขอ๎ มลู ตาํ ง ๆ ทฟ่ี ังและอาํ นพดู เขียนแสดงความคดิ เห็นเก่ยี วกบั เรอ่ื งตําง ๆ ใกลต๎ ัว
ใชถ๎ ๎อยคา น้าเนียง และกรยิ าทําทางอยํางสุภาพ เหมาะสม ตามมารยาทสังคม และวฒั นธรรม
ของเจ๎าของภาษา ให๎ข๎อมลู เกย่ี วกบั เทศกาล วนั สาคัญ งานฉลอง ชวี ติ ความเป็นอยูขํ องเจ๎าของภาษา เขา๎ รวํ ม
กจิ กรรมทางภาษา และวฒั นธรรมตามความสนใจ
บอกความเหมอื น ความแตกตํางระหวาํ งการออกเสยี งประโยคชนดิ ตาํ ง ๆ การใชเ๎ ครอื่ งหมายวรรค
ตอน และการลาดาคาตามโครงสรา๎ งประโยคของภาษาตาํ งประเทศและภาษาไทย เปรยี บเทียบความเหมือน/
แตกตาํ งระหวํางเทศกาล งานฉลอง และประเพณขี องเจ๎าของภาษากบั ของไทย
ค๎นควา๎ รวบรวมคาศพั ท์ที่เกีย่ วข๎องกบั กลํุมสาระการเรยี นรู๎อ่นื จากแหลงํ การเรียนรแู๎ ละการนาเสนอด๎วย
การพูด การเขยี น
ใช๎ภาษาสอ่ื สารในสถานการณ์ตํางๆทีเ่ กดิ ขึ้นในห๎องเรียนและสถานศึกษา และการสบื ค๎นและรวบรวม
ขอ๎ มูลตาํ งๆ มีทกั ษะในการใชภ๎ าษาตํางประเทศ (เนน๎ การฟงั –พูด–อาํ น–เขยี น) ส่ือสารตามหวั เร่ืองเกี่ยวกบั
ตนเอง ครอบครวั โรงเรียน สิ่งแวดลอ๎ ม อาหาร เครอื่ งดื่ม เวลาวาํ ง และนนั ทนาการสขุ ภาพ และสวสั ดิการ
การซ้อื -ขาย และลมฟาู อากาศ ภายในวงคาศพั ท์ ๑๐๕๐-๑๒๐๐ คา (คาศัพท์ท่เี ปน็ รูปธรรมและนามธรรม)
ตัวชว้ี ัด
ต 1.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4
ต 1.2 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3, ป.6/4, ป.6/5
ต 1.3 ป.6/2
ต 2.1 ป.6/1, ป.6/2, ป.6/3
ต 2.2 ป.6/1, ป.6/2
ต 3.1 ป.6/1
ต 4.1 ป.6/1
รวม 17 ตวั ชี้วัด
หลักสูตรโรงเรยี นบา้ นสนั ปา่ สกั พทุ ธศักราช 2561 ๒๕๑
คาอธิบายรายวชิ าพน้ื ฐาน
กลุม่ สาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ
รหัสวิชา อ 21101 รายวิชา ภาษาองั กฤษ 1
ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 1 ภาคเรยี นท่ี 1 เวลา 60 ชัว่ โมง จานวน 1.5 หน่วยกติ
ปฏบิ ัติตามคาส่งั คาขอร๎อง คาแนะนา คาช้ีแจง อาํ นออกเสยี งข๎อความ ประโยค นิทาน บทรอ๎ ยกรองสน้ั
ๆ ถกู ต๎องตามหลกั การอําน เลือกหรอื ระบุส่อื ที่ไมํใชคํ วามเรียง สนทนาแลกเปลย่ี นขอ๎ มลู เกย่ี วกบั ตนเอง กิจกรรม
และสถานการณ์ ตําง ๆ ในชวี ติ ประจาวนั พูดและเขยี นแสดงความต๎องการขอความชวํ ยเหลอื และตอบรับการ
ปฏิเสธการใหค๎ วามชวํ ยเหลือในสถานการณต์ าํ ง ๆ พดู และเขียนบรรยายเก่ยี วกบั ตนเอง กิจวัตรประจาวนั
ประสบการณ์ สง่ิ แวดลอ๎ ม ใช๎ภาษา น้าเสยี ง ทําทางตามมารยาทสังคม และวัฒนธรรมของเจ๎าของภาษา บอก
ความเหมือนและความแตกตํางระหวาํ งการออกเสียงประโยคชนิดตาํ ง ๆ การใชเ๎ ครอื่ งหมายวรรคตอน การลาดับ
โครงสร๎างประโยคของภาษาตาํ งประเทศและภาษาไทย ใช๎ภาษาสอ่ื สารในสถานการณจ์ รงิ หรอื จาลองท่เี กดิ ขน้ึ ใน
ห๎องเรียนและสถานศกึ ษา
โดยใชก๎ ระบวนการ ปฏบิ ตั ิ ฟงั พูด อาํ น เขียน ใช๎ภาษา บรรยายแลกเปล่ยี นความรู๎ เพ่อื ใหเ๎ กิด
ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการใช๎ทกั ษะชวี ติ มุํงมน่ั ในการทางาน มีจติ สาธารณะ ใฝุเรียนรู๎
รหัสตัวชว้ี ดั
ต.1.1 ม.1/4
ต.1.2 ม.1/2, ม.1/4
ต.1.3 ม.1/1, ม.1/3
ต.2.1 ม.1/2
ต.2.2 ม.1/1
ต.4.1 ม.1/1
ต.4.2 ม.1/1
รวม 10 ตวั ชว้ี ัด
๒๕๒ หลกั สตู รโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สัก พทุ ธศกั ราช 2561
คาอธบิ ายรายวิชาพ้นื ฐาน
กลุม่ สาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ
รหัสวชิ า อ 21102 รายวิชา ภาษาองั กฤษ 2
ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 1 ภาคเรียนที่ 2 เวลา 60 ชั่วโมง จานวน 1.5 หน่วยกติ
ศกึ ษาวิเคราะห์ บทสนทนานทิ าน เรอื่ งสัน้ ขอ๎ มูล แสดงความคิดเห็นเกีย่ วกับเรอื่ งทฟ่ี งั กหิ รอื อําน แสดง
ความรู๎สกึ แสดงความคิดเห็นเกยี่ วกบั เรอื่ งตาํ ง ๆ หรอื กจิ กรรมตําง ๆ ที่อยใูํ กล๎ตวั วเิ คราะหเ์ รอื่ งหรอื เหตกุ ารณท์ ี่
อยํใู นความสนใจของสงั คม เทศกาลวันสาคัญ ประเพณขี องเจา๎ ของภาษา วัฒนธรรม ความเหมอื นและความ
แตกตาํ งระหวาํ งเทศกาล งานฉลอง วนั สาคญั และชีวติ ความเป็นอยขํู องเจา๎ ของภาษากบั ของไทย รวบรวม สรุป
ขอ๎ มูลหรอื ขอ๎ เท็จจริงที่เกีย่ วข๎องกับกลมํุ สาระอื่นจากแหลงํ เรียนร๎ู สบื ค๎นขอ๎ มูลตําง ๆในการศึกษาตํอและประกอบ
อาชพี
โดยใช๎กระบวนการ ฟัง พูด อําน เขยี น ใชภ๎ าษา ค๎นคว๎า บรรยาย เปรยี บเทียบ วเิ คราะห์เขา๎ รวํ ม
กิจกรรม เพ่ือใหเ๎ กดิ ความสามารถในการส่อื สาร ความสามารถในการใชท๎ ักษะชวี ิต มุงํ ม่นั ในการทางาน มีจิต
สาธารณะ ใฝเุ รยี นร๎ู
รหสั ตัวชีว้ ดั
ต 1.1 ม.1/4
ต 1.2 ม.1/2, ม.1/4
ต 1.3 ม.1/1, ม.1/3
ต 2.1 ม.1/2
ต 2.2 ม.1/1
ต 4.1 ม.1/1
ต 4.2 ม.1/1
รวม 10 ตวั ช้ีวัด
หลกั สตู รโรงเรียนบา้ นสันปา่ สัก พทุ ธศกั ราช 2561 ๒๕๓
คาอธิบายรายวิชาพน้ื ฐาน
กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ
รหสั วชิ า อ 22101 รายวิชา ภาษาองั กฤษ 3
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 2 ภาคเรยี นที่ 1 เวลา 60 ชัว่ โมง จานวน 1.5 หน่วยกิต
ศึกษาคาขอรอ๎ งคาแนะนาคาชี้แจงอํานออกเสียงข๎อความขําวประกาศสนทนาแลกเปลี่ยนข๎อมูลเกี่ยวกับ
ตนเองและสถานการณ์ในชีวิตประจาวันพูดและเขียนแสดงความร๎ูสึกและแสดงความ คิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรม
และประสบการณ์ใกล๎ตวั การแสดงตามมารยาททางสงั คมและวฒั นธรรมของเจา๎ ของภาษาเข๎ารํวมและจัดกิจกรรม
ทางภาษาคน๎ ควา๎ รวบรวมสรุปขอ๎ มลู และขอ๎ เทจ็ จริงสามารถสอ่ื สารในสถานการณจ์ ริงและจาลองได๎
โดยใช๎กระบวนการการเรยี นภาษาฟงั พดู อาํ นเขียนและการสื่อสาร เพอื่ ใหน๎ ักเรยี นใฝุเรยี นรม๎ู งํุ ม่ันในการ
ทางานมจี ติ สาธารณะมีวินยั ความสามารถในการสอื่ สารการใชท๎ ักษะชวี ิตการคดิ และการใชเ๎ ทคโนโลยี
รหัสตวั ช้วี ดั
ต 1.1 ม.2/1, ม.2/2
ต 1.2 ม.2/1, ม.2/4
ต 1.3 ม.2/1, ม.2/3
ต 2.1 ม.2/1
ต 2.2 ม.2/2
ต 3.1 ม.2/1
ต 4.1 ม.2/1
ต 4.2 ม.2/1
รวม 11 ตวั ช้วี ัด
๒๕๔ หลักสูตรโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สกั พทุ ธศกั ราช 2561
คาอธบิ ายรายวิชาพนื้ ฐาน
กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ
รหัสวิชา อ22102 วชิ าภาษาองั กฤษ 4
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 ภาคเรียนท่ี 2 เวลา 60 ช่วั โมง จานวน 1.5 หน่วยกติ
ศึกษาน้าเสียงทําทางภาษาในการสื่อสารข๎อมูลคาขอร๎องคาแนะนาขําวบทความบทอํานคาอธิบาย
เคร่ืองหมายแผนผังตารางท่ใี ชก๎ ารเปรยี บเทยี บโฆษณาโครงสรา๎ งประโยค การเลาํ เรอ่ื ง บรรยาย คาศัพท์ โรงเรียน
อาหารเครื่องดื่ม สุขภาพ บุคลิกภาพ สภาพอากาศ และสถานที่ เร่ืองสั้นเก่ียวกับประสบการณ์ตนเองประวัติ
ความสาคัญของประเพณีตํางๆส่ือสิ่งพิมพ์ทั้งที่เป็นความเรียงและไมํเป็นความเรียงรวมท้ังวัฒนธรรมไทยและ
วัฒนธรรมของเจา๎ ของภาษา
โดยใช๎กระบวนการการเรยี นภาษาฟงั พูดอาํ นเขยี นกระบวนการปฏิบัตกิ ารเผยแพรํและกระบวนการสรา๎ ง
เสริมคณุ ลักษณะทพี่ งึ ประสงค์ เพื่อใหเ๎ กดิ ทศั นคติทดี่ ีตอํ การเรยี นภาษาทาใหเ๎ กดิ การพฒั นาความสามารถในการ
คดิ การส่ือสารใฝรุ ๎ใู ฝเุ รยี นมุํงมัน่ การทางานและมีจติ สาธารณะในการแสวงหาความรเู๎ พม่ิ เตมิ เพอื่ เป็นพนื้ ฐานการ
เรียนภาษา
รหัสตัวชวี้ ัด
ต 1.1 ม.2/2, ม.2/3, ม.2/4
ต 1.2 ม.2/2, ม.2/3
ต 1.3 ม.2/2
ต 2.1 ม.2/2, ม.2/3
ต 2.2 ม.2/1
ต 3.1 ม.2/1
ต 4.2 ม.2/2
รวม 11 ตัวชีว้ ดั
หลักสูตรโรงเรียนบา้ นสันปา่ สัก พทุ ธศักราช 2561 ๒๕๕
คาอธบิ ายรายวชิ าพ้นื ฐาน
กล่มุ สาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ
รหสั วิชา อ 23101 รายวิชา ภาษาองั กฤษ 5
ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรียนท่ี 1 เวลา 60 ชัว่ โมง จานวน 1.5 หน่วยกิต
ปฏิบตั ติ ามและใช๎คาขอรอ๎ ง ให๎คาแนะนา คาชี้แจง คาอธิบายอยาํ งถูกตอ๎ งเหมาะสมตามกาลเทศะ อาํ น
ออกเสียงคาศัพท์ สานวน ประโยค ข๎อความ ขาํ ว โฆษณา และบทร๎อยกรองสน้ั ๆ ไดถ๎ ูกต๎องตามหลกั การอาํ น
เลอื กระบแุ ละเขยี นหวั ขอ๎ เรอื่ ง ใจความสาคญั และสอื่ ที่ไมํใชคํ วามเรยี ง รปู แบบตาํ งๆ แสดงความคดิ เหน็ จากเรอ่ื ง
ทฟ่ี ังและอําน พรอ๎ มใหเ๎ หตุผลและยกตวั อยาํ งประกอบพดู สนทนาและเขยี นบรรยายขอ๎ มูลเกยี่ วกบั ตนเอง เรอ่ื ง
ตาํ งๆ ใกลต๎ วั สถานการณ์ ขําว เรอื่ งท่ีอยใูํ นความสนใจของสงั คมไดอ๎ ยาํ งถกู ต๎องเหมาะสมตามกาลเทศะ เลอื กใช๎
ภาษา น้าเสยี ง และกิรยิ าทาํ ทาง อธิบายเปรยี บเทียบเก่ียวกบั ชีวิตความเปน็ อยํู ขนบธรรมเนยี มประเพณี
วฒั นธรรมของเจ๎าของภาษากบั วัฒนธรรมของไทย เขา๎ รวํ มกจิ กรรมทางภาษาและวฒั นธรรมตามความสนใจ
ค๎นควา๎ รวบรวม และสรปุ ขอ๎ มูล ข๎อเทจ็ จริง แลว๎ นาเสนอด๎วยการพูดและการเขยี นทเี่ กย่ี วข๎องกบั กลุํมสาระการ
เรียนรอู๎ ืน่ จากแหลํงเรยี นรูแ๎ ละสอ่ื สารในสถานการณ์ทีเ่ กดิ ขึน้ ในหอ๎ งเรียน สถานศึกษา ชมุ ชน และสงั คม อยาํ ง
ถกู ต๎องเหมาะสมตามกาลเทศะ
โดยใชก๎ ระบวนการทักษะทางภาษา การเปรยี บเทียบ การนาเสนอขอ๎ มลู และการใชส๎ อื่ เทคโนโลยี
เพือ่ ใหเ๎ กดิ ความตระหนกั และเห็นคุณคาํ ของวชิ าภาษาองั กฤษ สามารถถาํ ยโอนความรส๎ู กึ และนาไประ
ยุกต์ใชใ๎ นชวี ติ ประจาวนั
รหัสตัวช้ีวัด
ต 1.1 ม.3/1, ม.3/2
ต 1.2 ม.3/1, ม.3/2, ม.3/3
ต 1.3 ม.3/1, ม.3/2, ม.3/3
ต 2.1 ม.3/1, ม.3/2
ต 2.2 ม.3/1
ต 3.1 ม.3/1
ต 4.1 ม.3/1
รวม 13 ตวั ชวี้ ดั
๒๕๖ หลกั สูตรโรงเรียนบา้ นสันปา่ สกั พทุ ธศกั ราช 2561
คาอธบิ ายรายวชิ าพืน้ ฐาน
กลุม่ สาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ
รหัสวิชา อ 23102 รายวิชา ภาษาอังกฤษ 6
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 ภาคเรียนท่ี 2 เวลา 60 ชัว่ โมง จานวน 1.5 หน่วยกิต
ปฏิบัติการ ฟัง พูด อําน และเขียน โดยใช๎คาศัพท์ สานวน และโครงสร๎างทางภาษา พูดและเขียน
สื่อที่ไมํใชํความเรียง ระบุใจความสาคัญ รายละเอียด แสดงความคิดเห็น ขอและให๎ข๎อมูล อธิบาย
เปรียบเทยี บ บรรยายความร๎ูสกึ เรือ่ งทฟี่ ังและอาํ นเกี่ยวกับเหตุการณใ์ นชวี ติ ประจาวนั เขา๎ รวํ มกจิ กกรมทางภาษา
และวัฒนธรรมของเจ๎าของภาษา สามารถสืบค๎นข๎อมูลจากส่ืออิเล็กทรอนิกส์ และเผยแพรํประชาสัมพันธ์ข๎อมูล
ขาํ วสารของโรงเรยี น ชมุ ชน และทอ๎ งถิน่ ประเมนิ การฟัง พูด อําน และเขยี น
โดยใชก๎ ระบวนการทกั ษะทางภาษา การเปรียบเทยี บ การนาเสนอขอ๎ มูล และการใช๎สือ่ เทคโนโลยี
เพื่อให๎ตระหนักและเห็นคุณคําของวิชาภาษาอังกฤษ สามารถถํายโอนความร๎ูสึกและนาไประยุกต์ใช๎ใน
ชีวิตประจาวนั
รหสั ตวั ชี้วัด
ต 1.1 ม.3/3
ต 1.1 ม.3/4
ต 2.1 ม.3/3
ต 2.2 ม.3/2
ต 3.1 ม.3/1
ต 4.1 ม.3/1
ต 4.2 ม.3/1
ต 4.2 ม.3/2
รวม 8 ตวั ชี้วดั
หลักสตู รโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สกั พทุ ธศกั ราช 2561 ๒๕๗
คาอธบิ ายรายวิชาเพ่ิมเตมิ
กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ
รหสั วชิ า อ 20201 วิชา ภาษาอังกฤษเพ่ือการทอ่ งเท่ียว 1
ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 ภาคเรยี นที่ 1 เวลา 40 ช่ัวโมง จานวน 1.0 หนว่ ยกิต
ศกึ ษาวเิ คราะห์ ข๎อมูล ภาษาทาํ ทาง น้าเสยี ง แสดงความรสู๎ ึกได๎อยํางเหมาะสมกับบุคคล
และถกู ต๎องตามกาลเทศะ รวมทงั้ ใชภ๎ าษาสอื่ สารตามสถานการณ์ตําง ๆ ภายในโรงเรยี นและชมุ ชน
ใหค๎ าแนะนา ข๎อมูลขําวสารของชมุ ชนทอ๎ งถ่นิ หรอื เกย่ี วกบั ตนเอง เขา๎ ใจความสมั พันธร์ ะหวาํ งภาษากบั
วฒั นธรรมของเจา๎ ของภาษารวมทั้งความเหมอื นและความแตกตาํ งระหวํางภาษาตาํ งประเทศกับภาษาไทย
โดยใช๎กระบวนการ การเรียนรทู๎ างภาษา กระบวนการคิด กระบวนการกลํมุ กระบวนการปฏบิ ัติและ
กระบวนการเรยี นรแ๎ู บบบูรณาการกบั กลํุมสาระการเรียนรอู๎ ่ืน
เพื่อใหเ๎ กิด ความสนุกสนานและเพลิดเพลินเหน็ คณุ คาํ ของภาษาและวฒั นธรรมไทยและวัฒนธรรมของ
เจ๎าของภาษา เห็นประโยชนก์ ารเรียนรู๎ภาษาในการแสวงหาความรูเ๎ พิ่มเตมิ และเชอ่ื มโยงกับกลมํุ สาระการเรยี นร๎ู
อ่นื เพอื่ ใหเ๎ กดิ องคค์ วามรใ๎ู หมแํ ละนาไปประยุกตใ์ ช๎ในชวี ติ ประจาวัน
ผลการเรยี นรู้
1. สนทนา แลกเปลยี่ นขอ๎ มูลเกีย่ วกับตนเอง กจิ กรรม และสถานการณ์ตาํ ง ๆ ในชวี ติ ประจาวนั
2. ใช๎ภาษา นา้ เสยี ง และกริ ยิ าทาํ ทางสุภาพ เหมาะสมตามมารยาท สงั คม และวฒั นธรรมของเจา๎ ของ
ภาษา
3. บรรยายเก่ยี วกบั เทศกาล วนั สาคญั ชีวิตความเป็นอยํู และประเพณขี องเจา๎ ของภาษา
4. ใช๎ภาษาสอ่ื สารในสถานการณ์จรงิ /สถานการณ์จาลองทเ่ี กิดข้นึ ในหอ๎ งเรียนและสถานศกึ ษา
5. ใชภ๎ าษาตาํ งประเทศในการสืบคน๎ /คน๎ ควา๎ ความรู/๎ ขอ๎ มลู ตําง ๆ จากส่อื และแหลํงการเรยี นร๎ู
ตําง ๆ ในการศกึ ษาตอํ และประกอบอาชพี
รวม 5 ผลการเรยี นรู้
๒๕๘ หลกั สูตรโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สกั พทุ ธศกั ราช 2561
คาอธบิ ายรายวชิ าเพิม่ เติม
กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ
รหสั วชิ า อ 20202 ชอื่ วชิ า ภาษาอังกฤษในชวี ติ ประจาวนั 1
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 1ภาคเรยี นท่ี 1 เวลา 40 ชั่วโมง จานวน 1.0หน่วยกติ
ฝึกทักษะ ฟัง พูด อําน เขียน โดยเน๎นให๎ผู๎เรียนมีพ้ืนฐานในการใช๎ภาษาเพื่อการส่ือสารในสถานการณ์
ตาํ งๆ เกย่ี วกบั ชีวติ ประจาวนั และส่งิ แวดล๎อมทอี่ ยใูํ กลต๎ นเองท้งั ในสถานการณ์จรงิ และสถานการณจ์ าลอง โดยการ
ใช๎ภาษา น้าเสียง และกริยาทําทางเหมาะสมตามมารยาททางสังคมและวัฒนธรรมของเจ๎าของภาษา เข๎ารํวม
กิจกรรมทางภาษาและวัฒนธรรม เห็นคุณคําของภาษาอังกฤษ และนาภาษาไปใช๎ได๎อยํางเหมาะสม เป็นผ๎ูร๎ูใฝุ
เรยี น มีวินัยในตนเองมํุงม่ันในการทางานและมจี ิตสาธารณะ มคี วามรักและภาคภมู ิใจในท๎องถน่ิ ของตน
โดยใช๎กระบวนการ ปฏิบัติ ฟัง พดู อําน เขยี น ใชภ๎ าษา บรรยายแลกเปลยี่ นความร๎ู
เพ่ือให๎เกิด ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการใช๎ทักษะชีวิต มุํงม่ันในการทางาน มีจิต
สาธารณะ ใฝุเรียนร๎ู
ผลการเรียนรู้
1. อาํ นออกเสยี งข๎อความ นิทาน และบทรอ๎ ยกรอง (Poem) สนั้ ๆ ถูกต๎องตามหลักการอาํ น
2. สนทนา แลกเปลีย่ นขอ๎ มูลเก่ยี วกับตนเอง กจิ กรรมและสถานการณต์ าํ ง ๆในชวี ิตประจาวนั
3. พูดและเขยี นเพ่ือขอและให๎ขอ๎ มูลและแสดงความคิดเห็นเกย่ี วกับเรื่องท่ฟี ังหรอื อาํ นอยํางเหมาะสม
4. พูดและเขยี นบรรยายเก่ยี วกับตนเอง กิจวัตรประจาวนั ประสบการณแ์ ละส่ิงแวดล๎อมใกล๎ตัว
5. ใชภ๎ าษา น้าเสียง และกิริยาทาํ ทางสุภาพ เหมาะสมตามมารยาท สงั คม และวัฒนธรรมของเจา๎ ของภาษา
6. ใช๎ภาษาสือ่ สารในสถานการณ์จรงิ /สถานการณจ์ าลองทเี่ กดิ ขึ้นในหอ๎ งเรยี นและสถานศึกษา
รวมท้งั หมด 6 ผลการเรียนรู้
หลกั สูตรโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สกั พทุ ธศักราช 2561 ๒๕๙
คาอธบิ ายรายวชิ าเพิม่ เติม
กล่มุ สาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ
รหัสวิชา อ 20203 ช่ือวิชา ภาษาอังกฤษอ่าน-เขยี น1
ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรยี นท่ี 2 เวลา 40 ชัว่ โมง จานวน 1.0หน่วยกติ
เขา๎ ใจ ตีความ วิเคราะห์ หรอื แสดงความคิดเห็นเกยี่ วกบั ขอ๎ ความ ข๎อมูล ขําวสาร บทความ สารคดี
บนั เทิงคดี จากส่ือส่ิงพิมพห์ รือสือ่ อีเล็คทรอนิกส์ สามารถนาเสนอขอ๎ มลู เรอ่ื งราว หรอื บทกวีไดอ๎ ยาํ งสรา๎ งสรรค์
เปรียบเทยี บและนาความร๎ูด๎านภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ความเชือ่ ไปใช๎อยํางมีวจิ ารณญาณ
โดยใชก๎ ระบวนการ อาํ น เขยี น วิเคราะห์ แสดงความคดิ เหน็ นาเสนอขอ๎ มลู ใชภ๎ าษาเพอ่ื การขอและให๎
ข๎อมลู อธิบาย บรรยาย เปรยี บเทยี บแลกเปลยี่ นความรูก๎ ารปฏบิ ตั ิงานรวํ มกบั ผ๎ูอน่ื
เพือ่ ให๎เกิดความรคู๎ วามเขา๎ ใจ นาไปใช๎ประโยชน์และเห็นคณุ คาํ ของการเรียนรภ๎ู าษาองั กฤษ ประยุกต์ใช๎
เพอ่ื พฒั นาตนเอง
ผลการเรยี นรู้
1. เลอื ก/ระบปุ ระโยคและขอ๎ ความ ใหส๎ ัมพันธ์กับสอ่ื ทไ่ี มใํ ชคํ วามเรยี งทอ่ี าํ น
2. พดู และเขียนเพื่อขอและให๎ขอ๎ มลู และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรอ่ื งที่ฟงั หรอื อาํ นอยาํ งเหมาะสม
3. พูด/เขยี น สรปุ ใจความสาคญั /แกนํ สาระ (theme) ท่ีได๎จากการวิเคราะหเ์ ร่อื ง/เหตุการณท์ ี่อยูํในความ
สนใจของสังคม
4. พูดและเขยี นแสดงความรสู๎ ึก และความคิดเห็นของตนเองเกย่ี วกบั เรือ่ งตาํ ง ๆ ใกล๎ตวั กจิ กรรมตําง ๆ
พร๎อมทั้งใหเ๎ หตผุ ลส้ัน ๆ ประกอบอยาํ งเหมาะสม
5. ระบุหวั เรอื่ ง ใจความสาคญั และตอบคาถามจากการฟงั และอํานบทสนทนา นิทาน และเรอ่ื งสนั้
รวมท้งั หมด 5 ผลการเรยี นรู้
๒๖๐ หลกั สตู รโรงเรียนบา้ นสันปา่ สัก พุทธศกั ราช 2561
คาอธิบายรายวชิ าเพิ่มเติม
กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ
รหสั วิชา อ 20204 ช่ือวชิ า ภาษาอังกฤษฟัง-พูด 1
ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 1 ภาคเรียนที่ 2 เวลา 40 ชวั่ โมง จานวน 1.0หนว่ ยกติ
ศึกษาภาษาท่ีใช๎ในการส่ือสารระหวํางบุคคล เชํน คาสั่ง คาขอร๎อง คาชี้แจง และคาอธิบายงํายๆ การ
ทักทาย การกลําวลา การขอบคุณ การแนะนาตัวเอง การแนะนาผ๎ูอ่ืนให๎รู๎จักกัน การแลกเปลี่ยนข๎อมูลเกี่ยวกับ
สถานการณ์ตํางๆ ในชีวิตประจาวันและสถานการณ์ที่นําสนใจ รวมท้ังสื่อสิ่งพิมพ์และส่ืออิเล็คทรอนิคส์ สามารถ
โตต๎ อบ และแสดงความคดิ เหน็ และสามารถนาเสนอผลงานผาํ นทกั ษะกระบวนการการบูรณาการ
โดยเลอื กใชท๎ ักษะกระบวนการฟงั พดู อาํ น เขียน ทกั ษะการจา คิด วเิ คราะหแ์ ละเขียน สื่อความ
กระบวนการทางานกลุํม
เพ่ือให๎นักเรียนเป็นผม๎ู รี กั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ซ์ อ่ื สตั ย์สจุ รติ มีวินยั ใฝเุ รยี นร๎อู ยอํู ยํางพอเพยี งมงํุ มัน่ ในการ
ทางานรกั ความเปน็ ไทยและมีจิตสาธารณะอนรุ ักษพ์ ลังงานและสิง่ แวดลอ๎ ม สืบสานศลิ ปวัฒนธรรมทอ๎ งถ่นิ ชุมชน
รวํ มพฒั นา ยดึ ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง
ผลการเรยี นรู้
1. สนทนา แลกเปลย่ี นข๎อมูลเกยี่ วกบั ตนเอง กิจกรรม และสถานการณ์ตาํ ง ๆ ในชวี ิตประจาวนั
2. พูดและเขยี นเพ่ือขอและให๎ขอ๎ มูลและแสดงความคดิ เหน็ เกย่ี วกับเรอื่ งท่ีฟงั หรอื อาํ นอยาํ งเหมาะสม
3. พูดและเขียนแสดงความรส๎ู ึก และความคิดเห็นของตนเองเกยี่ วกับเรอื่ งตําง ๆ ใกล๎ตวั กิจกรรมตาํ ง ๆ
พรอ๎ มท้งั ใหเ๎ หตผุ ลส้ัน ๆ ประกอบอยํางเหมาะสม
4. พดู /เขยี นแสดงความคดิ เหน็ เก่ยี วกับกิจกรรมหรือเรอ่ื งตาํ ง ๆ ใกล๎ตวั พร๎อมทงั้ ใหเ๎ หตผุ ลส้ัน ๆ
ประกอบ
5. พดู และเขียนบรรยายเกี่ยวกับตนเอง กจิ วัตรประจาวัน ประสบการณ์ และสง่ิ แวดลอ๎ ม
6. พูด/เขยี น สรุปใจความสาคัญ/แกนํ สาระ (theme) ที่ไดจ๎ ากการวิเคราะหเ์ รอ่ื ง/เหตกุ ารณท์ ่อี ยใํู นความ
สนใจของสังคม
รวมทัง้ หมด 6 ผลการเรยี นรู้
หลักสตู รโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สัก พทุ ธศักราช 2561 ๒๖๑
คาอธิบายรายวิชาเพิ่มเตมิ
กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ
รหสั วชิ า อ 20205 ชือ่ วิชา ภาษาองั กฤษเพ่อื การท่องเทย่ี ว 2
ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 ภาคเรียนท่ี 1 เวลา 40 ช่วั โมง จานวน 1.0หนว่ ยกติ
ศกึ ษาวิเคราะห์ ทักษะการฟัง การพูด เพ่ือให๎สามารถส่ือสารได๎อยํางมีประสิทธิภาพ บูรณการภูมิปัญญา
ท๎องถ่นิ สภาพทว่ั ไปของชุมชน โดยใช๎ข๎อมลู บทสนทนา เร่ืองเลํา ขําวสาร บทความสถานการณ์ตําง ๆ เหตุการณ์
ในชีวิตประจาวัน ฝึกการต้ังคาถาม การสนทนาโต๎ตอบ การแสดงความคิดเห็น การอธิบายให๎ข๎อมูล การ
เปรียบเทยี บ โดยใชก๎ ระบวนการฟัง การพดู กระบวนการสร๎างความคิดรวบยอด กระบวนส่ือความ กระบวนการ
แก๎ปญั หา มีวจิ ารณญาณ มีเหตุผล มีมารยาทในการพูด การฟัง มีความคิดริเร่ิมสร๎างสรรค์ มีความม่ันใจในการใช๎
ภาษาและเห็นคุณคําของการฟังและการพูด เพ่ือให๎รักการเรียนร๎ูภาษาอังกฤษ ใช๎ภาษาอังกฤษในการสื่อสารได๎
เหมาะสม ตามศกั ยภาพของผเ๎ู รยี นและสามารถประยุกตใ์ ช๎ในชีวิตประจาวนั ได๎
โดยใช๎กระบวนการ การเรียนรู๎ทางภาษา กระบวนการหาความร๎ู ความเข๎าใจ กระบวนการคิด วิเคราะห์
และกระบวนการเสริมสร๎างคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
เพอ่ื ให๎เกดิ ความสนกุ สนานและความเพลดิ เพลนิ เหน็ คณุ คําของท๎องถ่นิ ตนเอง
ผลการเรียนรู้
1. สนทนา แลกเปลย่ี นขอ๎ มลู เก่ยี วกบั ตนเอง กิจกรรม และสถานการณต์ ําง ๆ ในชวี ิตประจาวัน
2. ใช๎ภาษาสอื่ สารในสถานการณจ์ รงิ /สถานการณจ์ าลองท่ี
เกิดขึน้ ในห๎องเรียนและสถานศกึ ษา
3. พูดและเขยี นแสดงความรส๎ู กึ และความคิดเหน็ ของตนเองเกี่ยวกบั เรอ่ื งตาํ ง ๆ ใกลต๎ วั กิจกรรมตําง ๆ
พรอ๎ มทง้ั ใหเ๎ หตุผลส้ัน ๆ ประกอบอยาํ งเหมาะสม
4. ใช๎ภาษา นา้ เสยี ง และกิรยิ าทาํ ทางสุภาพ เหมาะสมตามมารยาท สังคม และวัฒนธรรมของ
เจ๎าของภาษา
5. ค๎นควา๎ รวบรวม และสรุปขอ๎ มลู / ข๎อเท็จจรงิ ที่เกีย่ วข๎องกับกลุมํ สาระการเรียนรู๎อ่ืนจากการแหลงํ
เรียนรแ๎ู ละนาเสนอดว๎ ยการพดู /การเขียน
6. อธบิ ายเกี่ยวกับเทศกาล วนั สาคัญ ชวี ิตความเปน็ อยูํ และประเพณขี องเจา๎ ของภาษา
รวม 6 ผลการเรยี นรู้
๒๖๒ หลกั สตู รโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สกั พุทธศกั ราช 2561
คาอธิบายรายวชิ าเพ่มิ เตมิ
กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ
รหัสวชิ า อ 20206 ช่ือวชิ า ภาษาองั กฤษในชีวติ ประจาวนั 2
ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 ภาคเรยี นท่ี 1 เวลา 40 ช่วั โมง จานวน 1.0หน่วยกติ
ฝึกทกั ษะ ฟัง พดู อําน เขียน โดยเน๎นให๎ผเู๎ รยี นมพี น้ื ฐานในการใชภ๎ าษาเพอื่ การสอ่ื สารในสถานการณ์
ตาํ งๆ เก่ยี วกบั ชวี ิตประจาวันและสงิ่ แวดลอ๎ มที่อยํใู กลต๎ นเองทั้งในสถานการณ์จรงิ และสถานการณ์จาลอง โดยการ
ใชภ๎ าษา น้าเสยี ง และกริยาทาํ ทางเหมาะสมตามมารยาททางสงั คมและวัฒนธรรมของเจา๎ ของภาษา เขา๎ รํวม
กิจกรรมทางภาษาและวฒั นธรรม เหน็ คณุ คําของภาษาอังกฤษ และนาภาษาไปใช๎ไดอ๎ ยาํ งเหมาะสม เป็นผ๎ูรูใ๎ ฝุ
เรียน มีวินยั ในตนเอง มุํงม่ันในการทางานและมจี ิตสาธารณะ มคี วามรักและภาคภมู ิใจในท๎องถ่ินของตน
โดยใชก๎ ระบวนการ ปฏิบตั ิ ฟัง พูด อาํ น เขียน ใช๎ภาษา ในการสือ่ สาร เพอ่ื ใหเ๎ กิด ความสามารถในการ
สือ่ สาร ความสามารถในการใช๎ทักษะชีวติ มํงุ ม่ันในการทางาน ใฝเุ รียนรู๎
ผลการเรยี นรู้
1. สนทนา แลกเปลยี่ นข๎อมูลเกยี่ วกบั ตนเอง กิจกรรมและสถานการณ์ตําง ๆในชวี ิตประจาวัน
2. ใชภ๎ าษาสอ่ื สารในสถานการณจ์ รงิ /สถานการณ์จาลองทเี่ กิดขึ้นในหอ๎ งเรยี นและสถานศกึ ษา
3. พูดและเขียนเพื่อขอและใหข๎ ๎อมูลและแสดงความคดิ เหน็ เกี่ยวกบั เรอื่ งทีฟ่ งั หรอื อํานอยํางเหมาะสม
4. ใชภ๎ าษาตํางประเทศในการสืบค๎น/ค๎นคว๎าความรู๎/ขอ๎ มลู ตาํ ง ๆ จากส่อื และแหลํงการเรียนรู๎ตําง ๆ ใน
การศกึ ษาตํอและประกอบอาชีพ
5. ใชภ๎ าษา นา้ เสยี ง และกิรยิ าทาํ ทางสุภาพ เหมาะสมตาม มารยาท สงั คม และวฒั นธรรมของเจ๎าของ
ภาษา
รวมทงั้ หมด 5 ผลการเรียนรู้
หลกั สตู รโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สัก พทุ ธศักราช 2561 ๒๖๓
คาอธิบายรายวิชาเพ่ิมเตมิ
กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ
รหัสวชิ า อ20207 ช่อื วิชา ภาษาองั กฤษอ่าน-เขยี น
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 2 เวลา 40 ชัว่ โมงจานวน 1 หน่วยกติ
ศึกษา วิเคราะห์ การอํานออกเสียงคา วลี สานวน ประโยค ข๎อความ บทอําน นิทาน เร่ืองสั้น
โฆษณา ท้ังที่เป็นความเรียง และไมํใชํความเรียง ความร๎ูเก่ียวกับประสบการณ์ ตนเอง เหตุการณ์สาคัญ
วัฒนธรรมไทย และของเจ๎าของภาษา คาศัพท์ สานวนภาษาของประโยค เหตุผล การแสดงความร๎ูสึกเก่ียวกับ
ประสบการณ์ตนเอง ขําว บทความ เหตุการณ์ ระบุหัวข๎อเร่ือง (Topic) ใจความสาคัญ (Main idea) และตอบ
คาถาม เขียนแสดงความรู๎สึก และความคิดเห็นของตนเองเก่ียวกับเรื่องที่อําน พร๎อมท้ังให๎เหตุผลประกอบอยําง
เหมาะสม สรุปใจความสาคญั /แกํนสาระ (theme) ทไี่ ดจ๎ ากการวเิ คราะหเ์ รื่องจากส่งิ ทอี่ ําน
โดยใช๎กระบวนการทางภาษา ทักษะการปฏิบัติ ทักษะกระบวนการคิด และทักษะกระบวนการคิด
วเิ คราะหเ์ นือ้ หา หรือขอ๎ เจจริงในการเรียนภาษา
เพ่ือให๎มีความรู๎ ความเข๎าใจ มีทักษะการอําน และการเขียน รักการอําน มีสุนทรียภาพทางภาษา
สามารถใช๎ภาษาอังกฤษในการส่ือสาร ในสถานการณ์ตํางๆ ในชีวิตประจาวัน ได๎อยํางถูกต๎อง มีเจตคติที่ดีตํอการ
เรียนรภู๎ าษา ตลอดจนมคี ุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
ผลการเรยี นรู้
1. อํานออกเสยี ง คา วลี ประโยค ขอ๎ ความ บทอํานสัน้ ๆ ไดถ๎ ูกต๎องตามหลักการอําน
2. เรียงลาดบั คาตามโครงสรา๎ งไวยากรณข์ องประโยคได๎
3. อํานบทอาํ น/ข้ันตอน/คาอธบิ าย เกีย่ วกบั ขอ๎ มลู ตาํ ง ๆ และเขยี น/ปฏิบัติตามได๎
4. เรียงลาดับเหตกุ ารณข์ องเรือ่ งที่อํานได๎
5. เขียนอธบิ ายข๎อมูลเกย่ี วกับตนเอง ครอบครัว เรื่องตําง ๆ ใกล๎ตัว สถานการณ์ ขําว เรื่องที่อยูํในความ
สนใจของสงั คม
6. อํานบทอํานแลว๎ เขา๎ ใจ ตีความ จับใจความสาคัญ บอกรายละเอยี ด ตอบคาถามได๎
รวม 6 ผลการเรยี นรู้
๒๖๔ หลกั สตู รโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สกั พทุ ธศกั ราช 2561
คาอธบิ ายรายวชิ าเพ่ิมเตมิ
กลุม่ สาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ
รหัสวชิ า อ 20208 ช่อื วิชา ภาษาองั กฤษฟัง พดู 2
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 ภาคเรยี นท่ี 2 เวลา 40 ช่วั โมง จานวน 1.0หน่วยกติ
พฒั นาทักษะการฟงั และการพูด โดยฝึกปฏิบัติตามขั้นตอนและทักษะยํอยของ กระบวนการพูด ใช๎ภาษา
สอื่ สาร รบั และสงํ สารในรูปแบบการสนทนาในสถานการณท์ ีห่ ลากหลาย โดยใช๎คาศัพท์ สานวน โครงสร๎าง ภาษา
ไดถ๎ ูกตอ๎ งตามวตั ถุประสงคข์ องการสื่อสาร ตีความ วิเคราะห์ สิ่งที่ฟัง คาพูด น้าเสียง กริยาทําทาง สรุปความถําย
โอนเป็นภาษาพูดและภาษาเขียน สร๎างสรรค์และดาเนินการสนทนาได๎อยํางตํอเนื่อง เหมาะสมตามกาลเทศะและ
มารยาททางสงั คม พูดนาเสนอตามหัวข๎อทก่ี าหนด
โดยใชก๎ ระบวนการ ใช๎ภาษาส่ือสารอยํางสร๎างสรรค์ มีทักษะในการส่ือสาร ใฝุร๎ูใฝุเรียน มีวินัย มํุงมั่นใน
การทางาน และมีจิตสาธารณะ มีความเปน็ ไทย รกั และภูมิใจในทอ๎ งถ่นิ ของตน
เพ่ือ ให๎เกิดความสนุกสนานและความเพลิดเพลิน เห็นคุณคําของการอําน มีนิสัยรักการอํานและการ
แสวงหาความร๎ู โดยการอํานเพอื่ ขยายโลกทัศน์ของตนเอง เพอื่ การศึกษาตํอหรือการประกอบอาชีพ
ผลการเรยี นรู้
1. สนทนา แลกเปล่ยี นขอ๎ มูลเกยี่ วกับตนเอง กิจกรรม และสถานการณต์ ําง ๆ ในชวี ิตประจาวัน
2. ใช๎ภาษา น้าเสียง และกิริยาทําทางสภุ าพ เหมาะ สม ตามมารยาท สงั คม และวฒั นธรรมของ
เจ๎าของภาษา
3. พูดและเขียนแสดงความต๎องการ ขอความชํวยเหลือ ตอบรับและปฏิเสธการให๎ความชํวยเหลือใน
สถานการณต์ าํ ง ๆ อยาํ งเหมาะสม
4. พดู และเขยี นบรรยายเกี่ยวกับตนเอง กจิ วัตรประจาวนั ประสบการณ์ และสิง่ แวดลอ๎ มใกลต๎ ัว
5. พูดและเขียนแสดงความรูส๎ กึ และความคิดเหน็ ของตนเองเกีย่ วกับเรือ่ งตําง ๆ ใกล๎ตัว กิจกรรมตําง ๆ
พร๎อมทั้งใหเ๎ หตุผลสน้ั ๆ ประกอบอยํางเหมาะสม
6. พูด/เขียนแสดงความคดิ เหน็ เก่ยี วกับกิจกรรมหรอื เรือ่ งตําง ๆ ใกล๎ ตวั พรอ๎ มทง้ั ให๎เหตผุ ล
สัน้ ๆ ประกอบ
รวม 6 ผลการเรียนรู้
หลกั สูตรโรงเรยี นบา้ นสนั ปา่ สกั พทุ ธศกั ราช 2561 ๒๖๕
คาอธบิ ายรายวชิ าเพิม่ เตมิ
กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ
รหสั วิชา อ 20209 ชอื่ วิชา ภาษาอังกฤษเพอ่ื ความเพลดิ เพลนิ
ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 2 ภาคเรยี นที่ 1 เวลา 40 ชวั่ โมง จานวน 1.0 หนว่ ยกิต
ศกึ ษา วเิ คราะห์ ขอ๎ มลู ขอ๎ ความ ส่อื ท่เี ปน็ ความเรยี ง เรื่องสัน้ เร่อื งเลํา บทเพลงจากสื่อส่ือส่ิงพิมพ์หรือส่ือ
อิเล็กทรอนิกส์ กิจวัตรประจาวนั ประสบการณ์ตาํ ง ๆ ในท๎องถนิ่ ความร๎ูท่ีเกี่ยวกับสาระการเรียนรู๎ วัฒนธรรมไทย
และวฒั นธรรมตาํ งประเทศ
โดยใช๎กระบวนการ การเรียนรู๎ทางภาษาในการคิดเพ่ืออธิบาย บรรยาย กระบวนการการจัดการในการ
นาเสนอความคิดรวบยอด ความคิดเห็น กระบวนการการเรียนรู๎ด๎วยตนเองในการใช๎สื่อส่ิงพิมพ์ หรือสื่อ
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ การเรยี นรู๎แบบบูรณาการในการแสวงหาความรเ๎ู ก่ยี วกบั กบั กลํมุ สาระการเรียนรอู๎ น่ื
เพื่อ ให๎เกิดประโยชน์ในการเรียนร๎ู ภาษาในการแสวงหาความร๎ูเกี่ยวกับกลุํมสาระอื่น เห็นคุณคําของ
ภาษาและวัฒนธรรมและการเขา๎ รวํ มกิจกรรมด๎วยความสนุกสนานและเพลดิ เพลิน
ผลการเรยี นรู้
1. อํานออกเสยี งข๎อความ ขาํ วประกาศ และบทรอ๎ ยกรองส้นั ๆ ถูกต๎องตามหลกั การอาํ น
2. พูดและเขียนเพื่อขอและให๎ข๎อมูล บรรยาย และแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับเร่ืองท่ีฟังหรืออํานอยําง
เหมาะสม
3. เปรียบเทียบและอธิบายความเหมือนและความแตกตํางระหวํางการออกเสียงประโยคชนิดตําง ๆ
และการลาดับคาตามโครงสร๎างประโยคของภาษาตํางประเทศและภาษาไทย
4. สนทนา แลกเปล่ียนข๎อมูลเกี่ยวกับตนเอง เรื่องตําง ๆ ใกล๎ตัว และสถานการณ์ตําง ๆ ใน
ชีวิตประจาวันอยาํ งเหมาะสม
5. ค๎นคว๎า รวบรวม และสรุปข๎อมูล/ ข๎อเท็จ จริงท่ีเกี่ยวข๎องกับกลํุมสาระการเรียนรู๎อื่นจากการแหลํง
เรียนรแู๎ ละนาเสนอด๎วยการพูด/การเขยี น
รวม 5 ผลการเรยี นรู้
๒๖๖ หลกั สตู รโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สัก พทุ ธศกั ราช 2561
คาอธิบายรายวิชาเพมิ่ เติม
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ ภาษาตา่ งประเทศ
รหสั วิชา อ 20210 ชอ่ื วิชา ภาษาองั กฤษเพือ่ การทอ่ งเทีย่ ว 3
ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรียนท่ี 1 เวลา 20 ชวั่ โมง จานวน 1 หนว่ ยกติ
ศกึ ษาวิเคราะห์ขอ๎ มูล ใช๎ภาษาทําทาง น้าเสยี ง แสดงความรูส๎ กึ ไดอ๎ ยาํ งเหมาะสมกับบคุ คล และถูกต๎อง
ตามกาลเทศะ รวมท้ังใช๎ภาษาสือ่ สารตามสถานการณต์ าํ งๆ ภายในโรงเรียน และชุมชน ให๎คาแนะนา เผยแพรํ
ขอ๎ มลู ขําวสารของชุมชนท๎องถ่ิน หรือเกย่ี วกับตนเอง เขา๎ ใจความสมั พนั ธ์ระหวาํ งภาษากับวัฒนธรรมของเจ๎าของ
ภาษารวมทั้งความเหมือนและ ความแตกตาํ งระหวํางภาษาตํางประเทศกับภาษาไทย
โดยใช้กระบวนการ การเรยี นรู๎ทางภาษา กระบวนการคดิ วเิ คราะห์ กระบวนการกลุํม กระบวนการ
ปฏบิ ตั ิ และกระบวนการเรียนรแ๎ู บบบรู ณาการกับกลมุํ สาระการเรยี นรู๎อ่ืน
เพือ่ ใหเ้ กิด ความสนกุ สนานและเพลดิ เพลิน เห็นคณุ คาํ ของภาษา และวฒั นธรรมไทย และวัฒนธรรมของ
เจา๎ ของภาษา เห็นประโยชนก์ ารเรยี นรูภ๎ าษาในการแสวงหาความร๎เู พม่ิ เตมิ และเชอื่ มโยงกบั กลํุมสาระการเรยี นรู๎
อนื่ เพอ่ื ใหเ๎ กิดองคค์ วามรู๎ใหมรํ ํวมกัน และนาไปประยกุ ตใ์ ชใ๎ นชวี ติ ประจาวนั มีบรรยากาศในการเรยี นและกล๎า
แสดงออก
ผลการเรยี นรู้
๑. ใช๎ภาษาสอ่ื สารในสถานการณ์จริง/สถานการณจ์ าลองทเ่ี กดิ ขนึ้ ในห๎องเรยี น สถานศกึ ษา ชุมชน และ
สงั คม
๒. เผยแพรํ/ ประชาสัมพันธข์ อ๎ มูล ขาํ วสารของโรงเรียน ชมุ ชน และทอ๎ งถนิ่ เปน็ ภาษาตาํ งประเทศ
๓. อธิบายเกยี่ วกบั ชีวติ ความเป็นอยํู ขนบธรรมเนยี มและประเพณีของเจ๎าของภาษา
๔. เขา๎ รํวม/จดั กจิ กรรมทางภาษาและวัฒนธรรมตามความสนใจ
๕. เปรียบเทยี บและอธิบายความเหมอื นและความแตกตาํ งระหวาํ งชีวิตความเป็นอยแํู ละวฒั นธรรมของ
เจ๎าของภาษากับของไทย และนาไปใชอ๎ ยาํ งเหมาะสม
๖. ใชภ๎ าษาสอ่ื สารในสถานการณ์จริง/สถานการณจ์ าลองที่เกิดขน้ึ ในหอ๎ งเรียน สถานศกึ ษา ชุมชน และ
สังคม
๗. เลอื ก/ระบหุ วั ขอ๎ เรอ่ื ง ใจความสาคญั รายละเอยี ดสนบั สนนุ และแสดงความคิดเห็นเก่ยี วกับเร่ืองทฟ่ี งั
และอาํ นจากสอื่ ประเภทตํางๆพรอ๎ มทัง้ ใหเ๎ หตผุ ลและยกตวั อยํางประกอบ
รวมท้งั หมด ๗ ผลการเรยี นรู้
หลักสตู รโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สกั พทุ ธศกั ราช 2561 ๒๖๗
คาอธิบายรายวชิ าเพ่ิมเติม
กลุม่ สาระการเรยี นรู้ ภาษาตา่ งประเทศ
รหัสวชิ า อ 20211 ชื่อวิชา ภาษาองั กฤษในชวี ติ ประจาวนั 3
ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 3 ภาคเรยี นท่ี 1 เวลา 20 ชว่ั โมง จานวน 1 หน่วยกิต
ศึกษาวเิ คราะห์ ขอ๎ มูล คา วลี สานวนตํางๆ ประโยค คาสงั่ คาขอร๎อง คาแนะนา คาอธิบายขอ๎ ความ บท
อําน ขาํ วสาร เรอ่ื งราวส้นั ๆ ทั้งที่เปน็ ความเรียง และไมํใชคํ วามเรยี ง จากสอื่ สงิ่ พมิ พ์ และสอื่ อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์
เกยี่ วกบั ตนเอง กจิ วตั รประจาวัน และขอ๎ มูลเก่ยี วกบั สง่ิ แวดล๎อมในชวี ิตประจาวัน
โดยใชก้ ระบวนการ การเรยี นรทู๎ างภาษา กระบวนการคดิ วิเคราะห์ กระบวนการกลมํุ กระบวนการ
จัดการ และกระบวนการเรยี นรแ๎ู บบบูรณาการกับกลมุํ สาระการเรยี นรอู๎ ื่น
เพือ่ ให้เกิด ความสนุกสนานและเพลดิ เพลนิ เห็นคณุ คาํ ของภาษา และวัฒนธรรมไทย และวัฒนธรรมของ
เจา๎ ของภาษา เหน็ ประโยชนก์ ารเรยี นร๎ภู าษาในการแสวงหาความรเ๎ู พิม่ เติม และเช่ือมโยงกับกลํมุ สาระการเรียนรู๎
อน่ื เพอื่ ใหเ๎ กิดองคค์ วามร๎ใู หมรํ ํวมกนั และนาไปประยุกต์ใช๎ในชวี ิตประจาวนั ได๎
ผลการเรยี นรู้
1. อํานสอ่ื สิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เกย่ี วกับตนเอง กิจวตั รประจาวัน และขอ๎ มูลเกย่ี วกับ
สงิ่ แวดลอ๎ มในชวี ิตประจาวนั ได๎
2. เขียนขอ๎ มูล คา วลี สานวนตาํ งๆ ประโยค คาส่ัง คาขอรอ๎ ง คาแนะนา คาอธิบายข๎อความ บทอําน
ขําวสาร เรื่องราวสัน้ ๆ ทั้งท่ีเป็นความเรียง และไมใํ ชํความเรียง
3. มกี ระบวนการการเรียนรู๎ทางภาษา กระบวนการคิด วเิ คราะห์ กระบวนการกลุมํ กระบวนการจัดการ
และกระบวนการเรียนรูแ๎ บบบูรณาการกับกลุมํ สาระการเรยี นร๎ูอนื่
4. เห็นคุณคาํ ของภาษา และวัฒนธรรมไทย และวฒั นธรรมของเจา๎ ของภาษา
5. สามารถแสวงหาความรเ๎ู พ่มิ เตมิ และเชอื่ มโยงกบั กลํมุ สาระการเรียนรอู๎ ่ืน เพอ่ื ใหเ๎ กดิ องคค์ วามร๎ูใหมํ
รํวมกนั และนาไปประยุกตใ์ ชใ๎ นชวี ิตประจาวันได๎
รวมท้ังหมด ๕ ผลการเรยี นรู้
๒๖๘ หลกั สตู รโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สกั พุทธศกั ราช 2561
คาอธบิ ายรายวิชาเพ่มิ เติม
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ ภาษาตา่ งประเทศ
รหสั วชิ า อ 20212 ชื่อวิชา ภาษาองั กฤษอ่าน-เขียน 3
ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 เวลา 40 ชว่ั โมง จานวน 1 หนว่ ยกิต
ศึกษาวิเคราะห์ใช๎ภาษาสอื่ สารตามมารยาททางสังคม และภาษาในการสอ่ื สารด๎านการอําน เขียน โดยใช๎
เทคโนโลยใี นการสรา๎ งความสมั พนั ธ์ระหวาํ งบคุ คลในการเรยี น การปฏิบตั ิงาน การสมคั รงาน ขอและให๎ข๎อมูล
ความชํวยเหลอื และบริการผอ๎ู ื่น ถํายโอนขอ๎ มูลทไี่ ด๎อาํ น และเขียน ออกเสยี ง คา วลี สานวน ประโยคงาํ ยๆ คาสง่ั
ขอร๎อง คาแนะนา คาอธบิ าย ข๎อความทซ่ี ับซ๎อน ขอ๎ มูล บทอาํ น เรอื่ งราวส้นั ๆ ทั้งท่ีเปน็ ความเรียง และไมใํ ชํความ
เรยี ง จากสอื่ ส่งิ พิมพ์ และสอื่ อิเลก็ ทรอนกิ ส์ แล๎วถํายโอนเปน็ ขอ๎ ความของตนเองในรูปแบบตํางๆสรปุ แสดงความ
คิดเห็น ความต๎องการ ความรู๎สึกเก่ียวกบั ประสบการณข์ องตนเอง ในรปู แบบตํางๆ สรปุ แสดงความคิดเหน็ ความ
ตอ๎ งการ ความรส๎ู ึกเก่ียวกับประสบการณ์ของตนเอง บทกวี บทเพลง บทละครสั้นๆ เปรยี บเทียบขอ๎ มูล ขาํ วสาร
เหตุการณส์ าคญั ตํางๆในชวี ติ ประจาวนั ทอ๎ งถน่ิ และสังคม ประสบการณส์ วํ นตวั การศกึ ษา การทางาน เทคโนโลยี
งานประเพณี วนั สาคญั ของชาติ ศาสนา วฒั นธรรมไทย และวฒั นธรรมของเจ๎าของภาษา
โดยใชก้ ระบวนการการเรียนรูท๎ างภาษา กระบวนการคิด วเิ คราะห์ กระบวนการกลุมํ กระบวนการ
จัดการและกระบวนการเรียนรู๎แบบบรู ณาการกับกลุมํ สาระการเรียนรอ๎ู น่ื
เพื่อใหเ้ กิด ประโยชน์ในการเรยี นร๎ูภาษาในการแสวงหาความรู๎ เหน็ คณุ คําของภาษาและวฒั นธรรม เขา๎
รวํ มกจิ กรรมทางภาษา สามารถใช๎ภาษาเปน็ เครอื่ งมือในการศกึ ษาตอํ
ผลการเรยี นรู้
1. สนทนาและเขยี นโตต๎ อบขอ๎ มลู เก่ยี วกับตนเอง เรื่องตาํ งๆใกลต๎ ัว สถานการณข์ ําว เร่อื งที่อยใูํ นความ
สนใจของสังคมและสอื่ สารอยาํ งตํอเนอ่ื งและเหมาะสม
2. พดู และเขียนนาเสนอขอ๎ มลู เก่ยี วกบั ตนเอง ประสบการณ์ ขาํ ว/เหตุการณ์ เรอ่ื งและประเดน็ ตาํ งๆ
ตามความสนใจของสงั คม
3. อาํ นออกเสียงข๎อความ ขาํ ว โฆษณา และบทรอ๎ ยกรองสน้ั ๆถูกตอ๎ งตามหลักการอาํ น
4. พดู และเขยี นสรุปใจความสาคัญ/แกํนสาระหัวขอ๎ เรอ่ื งทไี่ ดจ๎ ากการวิเคราะห์เรือ่ ง/ขาํ ว/เหตุการณ/์
สถานการณ์ท่อี ยใูํ นความสนใจของสังคม
5. พูดและเขียนเพ่อื ขอและใหข๎ อ๎ มลู อธิบาย เปรียบเทียบและแสดงความคิดเหน็ เกยี่ วกบั เรื่องทฟี่ ังหรอื
อาํ น
6. เปรยี บเทยี บและอธิบายความเหมอื นและความแตกตํางระหวํางการออกเสียงประโยคชนดิ ตาํ งๆและ
การลาดับคาตามโครงสรา๎ งประโยคของภาษาตาํ งประเทศและภาษาไทย
รวมท้งั หมด 6 ผลการเรยี นรู้
หลักสูตรโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สกั พทุ ธศักราช 2561 ๒๖๙
คาอธิบายรายวชิ าเพิม่ เตมิ
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ ภาษาตา่ งประเทศ
รหสั วิชา อ 20213 ชอื่ วชิ า ภาษาอังกฤษฟงั -พูด 3
ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนท่ี 1 เวลา 20 ชว่ั โมง จานวน 1 หน่วยกติ
ศึกษาวิเคราะห์ ใช๎ภาษา และทาํ ทางส่อื สารตามมารยาทสังคมในการสรา๎ งความสัมพนั ธร์ ะหวํางบุคคล ให๎
ข๎อมลู สื่อ ความหมาย ถํายโอนขอ๎ มลู ทีไ่ ด๎ฟัง และอาํ น พดู ออกเสยี ง คา วลี สานวนงํายๆ ประโยค ข๎อความ
ข๎อมูล บทอาํ น บทสนทนา ทัง้ ทเ่ี ปน็ ความเรยี ง และไมใํ ชํความเรยี ง แลว๎ ถาํ ยโอนเป็นถอ๎ ยคาของตนเองในรูปแบบ
ตาํ งๆ สรุป แสดง ความคดิ เหน็ ความรส๎ู กึ เกีย่ วกับประสบการณ์ของตนเอง เหตกุ ารณ์ สาคัญในชวี ติ ประจาวนั การ
ทางาน การศกึ ษาเทคโนโลยี วัฒนธรรมไทย และวฒั นธรรมของเจ๎าของภาษา
โดยใช๎กระบวนการ การทางานกลํมุ การรวบรวมข๎อมูล การใชภ๎ าษาไดอ๎ ยํางมีความหมายตามโอกาส
ตาํ งๆ ของการสอ่ื สาร การแสวงหาความเข๎าใจ การนาไปใช๎
เพอ่ื ใหเ๎ กดิ ความเข๎าใจในการฟงั พูด การสอ่ื สาร เห็นคุณคาํ และประโยชนข์ องการเรยี นภาษา ใช๎ภาษา
เพ่ือแสวงหาความรู๎ และเพลดิ เพลิน มบี รรยากาศทีส่ ํงเสรมิ ให๎ผ๎ูเรียนกลา๎ แสดงออก
ผลการเรยี นรู้
1. สนทนาและเขียนโต๎ตอบขอ๎ มูลเก่ียวกบั ตนเองเรอ่ื งตาํ งๆใกลต๎ วั สถานการณ์ขาํ ว เรอ่ื งท่ีอยํูในความ
สนใจ ของสงั คมและสอื่ สารอยาํ งตํอเนือ่ งเหมาะสม
2. พูดและเขียนบรรยายเกย่ี วกบั ตนเอง ประสบการณ์ ขําว/เหตุการณ/์ เรอื่ ง/ประเดน็ ตาํ งๆ ทอ่ี ยูํใน
ความสนใจของสังคม
3. ใช๎ภาษาสอ่ื สารในสถานการณ์จริง/สถานการณจ์ าลองทเ่ี กิดขึน้ ในหอ๎ งเรยี นสถานศกึ ษา ชุมชน และ
สงั คม
4. เลอื กใช๎ภาษา นา้ เสยี ง และกิรยิ าทาํ ทางเหมาะกับบุคคลและโอกาส ตามมารยาทสังคม และวัฒนธรรม
ของเจา๎ ของภาษา
5. ใช๎ภาษาสอ่ื สารในสถานการณจ์ ริง/สถานการณจ์ าลองที่เกดิ ขึน้ ในห๎องเรยี น สถานศกึ ษา ชมุ ชน และ
สังคม
รวมทั้งหมด 5 ผลการเรยี นรู้
๒๗๐ หลักสตู รโรงเรยี นบา้ นสนั ปา่ สัก พุทธศกั ราช 2561
คาอธบิ ายรายวชิ าเพม่ิ เตมิ
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ ภาษาตา่ งประเทศ
รหัสวิชา อ 20214 ชอ่ื วิชา ภาษาองั กฤษโครงงาน
ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 เวลา 40 ชว่ั โมง จานวน 1 หน่วยกิต
ศกึ ษาวเิ คราะห์ ขอ๎ มลู ของชมุ ชน ทอ๎ งถิน่ จากสอ่ื สิ่งพมิ พ์ หรือสอ่ื อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ ประสบการณ์ทั่วไป
เรอื่ งราวตามสถานการณต์ าํ งๆของทอ๎ งถน่ิ ของประเทศด๎านขอ๎ มลู ความร๎ู
โดยใช๎กระบวนการ การเรยี นรท๎ู างภาษา กระบวนการคิด การจดั การ กระบวนการรวบรวมข๎อมลู การทา
โครงงาน การเรยี นรด๎ู ว๎ ยตนเอง การเรยี นรูแ๎ บบบรู ณาการ และการเสรมิ สรา๎ งจติ พสิ ยั ในการนาเสนอข๎อมลู
ประชาสมั พนั ธ์ ตลอดจนใชภ๎ าษา และทําทางในการสอ่ื สารไดเ๎ หมาะสมกับระดับบุคคล กาลเทศะและวัฒนธรรม
ของไทย และเจ๎าของภาษาทเี่ รยี น
เพอ่ื ให๎ เกิดประโยชนข์ องการเรียนรภู๎ าษาอังกฤษและเห็นคณุ คาํ ของวฒั นธรรมไทย เกดิ เจตคติทด่ี ตี ํอ
ชุมชน และสงั คม สามารถนามาประยุกต์ใชใ๎ นการประกอบอาชพี อยาํ งสร๎างสรรค์ และ มีวิจารณญาณ
ผลการเรยี นรู้
1. ใชภ๎ าษาสอื่ สารในสถานการณ์จรงิ /สถานการณ์จาลองทเี่ กดิ ขึน้ ในห๎องเรียนสถานศกึ ษา ชมุ ชน และ
สงั คม
2. อธบิ ายเกี่ยวกบั เทศกาล วันสาคญั ชีวติ ความเปน็ อยูํ และประเพณีของเจ๎าของภาษา
3. ระบุและเขยี นสอื่ ทไ่ี มํใชํความเรียง รปู แบบตาํ งๆ ให๎สัมพนั ธ์กับประโยค และขอ๎ ความท่ฟี งั หรอื อําน
4. ใชภ๎ าษาสอื่ สารในสถานการณ์จรงิ /สถานการณ์จาลองท่เี กดิ ขึน้ ในห๎องเรียนสถานศกึ ษา ชมุ ชน และ
สงั คม
5. อธบิ ายเกี่ยวกับชีวติ ความเป็นอยูํ ขนบธรรมเนียมและประเพณขี องเจ๎าของภาษาใช๎ภาษาตาํ งประเทศใน
การสบื ค๎น/ค๎นคว๎า รวบรวม และสรุปความร/ู๎ ข๎อมูลตาํ งๆ จากสื่อและแหลํงการเรยี นร๎ูตาํ งๆในการศึกษาตํอและ
ประกอบอาชพี
รวมทงั้ หมด 5 ผลการเรยี นรู้
หลกั สูตรโรงเรยี นบา้ นสนั ปา่ สกั พทุ ธศกั ราช 2561 ๒๗๑
กิจกรรมพฒั นาผู้เรยี น
๒๗๒ หลกั สูตรโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สกั พุทธศกั ราช 2561
กจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี น
โรงเรียนบ๎านสันปุาสัก ได๎จัดกิจกรรมพัฒนาผ๎ูเรียนโดยมํุงให๎ผ๎ูเรียนเกิดการเรียนรู๎จากประสบการณ์ตรง
ได๎ฝึกปฏิบัติจริงและค๎นพบความถนัดของตนเอง สามารถค๎นคว๎าหาความรู๎เพ่ิมเติมตามความสนใจจากแหลํง
เรียนรู๎ท่ีหลากหลาย บาเพ็ญประโยชน์เพ่ือสังคม มีทักษะในการดาเนินงาน สํงเสริมให๎มีวุฒิภาวะทางอารมณ์
สังคม ศีลธรรม จรยิ ธรรม ใหผ๎ ู๎เรยี นรจู๎ ักและเขา๎ ใจตนเอง สามารถวางแผนชวี ติ และอาชพี ได๎อยํางเหมาะสม
กจิ กรรมพัฒนาผ๎ูเรียนเป็นกิจกรรมที่มํุงให๎ผู๎เรียนพัฒนาตนเองตามศักยภาพ พัฒนาการเรียนร๎ูอยํางรอบ
ด๎านเพื่อความเป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์ท้ังรํางกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม เสริมสร๎างให๎เป็นผู๎มีศีลธรรม
จรยิ ธรรม มีระเบียบวินัย ปลูกฝังให๎สร๎างจิตสานึกของการทาประโยชน์เพ่ือสังคม สามรถจักการตนเองได๎และอยํู
รํวมกบั ผอ๎ู ่นื อยาํ งมีความสขุ โรงเรยี นบ๎านสันปุาสัก ได๎จัดกจิ กรรมพัฒนาผเู๎ รยี น โดยแบํงออกเปน็ ๓ ลกั ษณะ ดงั นี้
1. กจิ กรรมแนะแนว เปน็ กิจกรรมท่สี ํงเสริมและพฒั นาผู๎เรยี นใหร๎ ๎ูจักตนเองรู๎รกั ษ์สง่ิ แวดลอ๎ ม
สามารถคิดตัดสนิ ใจคดิ แก๎ปัญหากาหนดเปาู หมายวางแผนชวี ติ ท้ังดา๎ นการเรยี นและอาชพี สามารถปรบั ตนได๎อยาํ ง
เหมาะสมซึ่งจดั ในตารางเรยี นรู๎ สัปดาห์ละ ๑ คาบ ทุกช้นั เรียน เพอื่ ใหค๎ รูรจู๎ กั และเขา๎ ใจผเ๎ู รยี นเป็นกิจกรรมที่
ชํวยเหลอื และใหค๎ าปรกึ ษาแกํผ๎ูปกครองในการมสี วํ นรวํ มพฒั นาผเ๎ู รยี นดว๎ ย ประกอบดว๎ ย
1.๑ การแนะแนวการศึกษา ให๎ผ๎เู รียนพัฒนาตนเองดา๎ นการเรยี นอยาํ งเต็มศกั ยภาพ ร๎ูจัก
แสวงหาความรูแ๎ ละใชข๎ อ๎ มูลประกอบวางแผนการเรยี นหรอื ศกึ ษาตํอไดอ๎ ยาํ งมปี ระสิทธภิ าพ มีนสิ ยั ใฝุ
เรยี นรู๎ มวี ธิ ีการเรยี นร๎ู และสามารถวางแผนการเรยี นรไ๎ู ด๎อยาํ งเหมาะสม
1.๒ การแนะแนวอาชพี เปน็ สาระทม่ี ุงํ ให๎ผเู๎ รยี นร๎ูจกั ตนเอง และโลกของงานอยาํ งหลากหลาย
มีเจตคติและนสิ ยั ที่ดีในการทางานได๎มโี อกาสฝกึ ประสบการณ์งานตามความถนดั และความสนใจ
1.๓ การแนะแนวเพ่อื พฒั นาบุคลกิ ภาพ เปน็ สาระมํงุ ใหผ๎ ๎ูเรียนเขา๎ ใจตนเอง รักและเห็นคณุ คาํ ใน
ตนเองและผอู๎ ่นื มวี ฒุ ิภาวะทางอารมณ์ มมี นษุ ยสัมพนั ธท์ ด่ี ี เข๎าสภาวะโลกรอบตวั และสามารถปรบั ตนใหด๎ ารงชวี ิต
ได๎อยํางเปน็ สุข
๒. กจิ กรรมนักเรยี น เปน็ กจิ กรรมทม่ี งุํ พฒั นาความมรี ะเบยี บวนิ ัยความเปน็ ผ๎นู าและผต๎ู ามท่ดี มี คี วาม
รบั ผดิ ชอบการทางานรวํ มกันการร๎ูจักแกป๎ ัญหาการตัดสนิ ใจที่เหมาะสมความมเี หตุผลการชวํ ยเหลอื แบํงปันเออ้ื
อาทรและสมานฉนั ทโ์ ดยจดั ใหส๎ อดคลอ๎ งกบั ความสามารถความถนดั และความสนใจของผู๎เรียนใหไ๎ ดป๎ ฏิบัติดว๎ ย
ตนเองในทุกขนั้ ตอนไดแ๎ กํการศึกษาวเิ คราะหว์ างแผนปฏบิ ตั ิตามแผนประเมนิ และปรบั ปรงุ การทางานเนน๎ การ
ทางานรวํ มกนั เปน็ กลํุมตามความเหมาะสมและสอดคลอ๎ งกบั วฒุ ิภาวะของผเู๎ รยี นและบริบทของสถานศึกษาและ
ทอ๎ งถิ่นกิจกรรมนักเรยี นประกอบดว๎ ย
๒.๑ กจิ กรรมลกู เสือเนตรนารี เปน็ กิจกรรมกลํุมที่มํุงมุํงพฒั นาผ๎ูเรยี นให๎รกั และเหน็ คณุ คาํ ในตนเองมี
พลานามัยสมบรู ณ์ทง้ั ราํ งกายและจิตใจ พงึ่ ตนเอง อุตสาหะรกั การทางาน กระตอื รอื รน๎ ใฝุร๎ู มีความคดิ รเิ รมิ่
สร๎างสรรค์ มีระเบยี บวนิ ยั ซ่อื สัตย์สจุ ริต ประหยดั อดทน อดกล้ัน เสียสละ และกตัญญูกตเวที รักสามคั ครี กั ชาติ
ศาสน์ กษตั ริย์ เหน็ ประโยชนส์ วํ นรวมใหเ๎ ปน็ ผูม๎ ีนสิ ัยชาํ งสงั เกต จดจา เช่อื ฟงั และพึง่ ตนเอง มีกฎเกณฑ์ รจ๎ู กั เหน็
ใจผ๎อู ืน่ อยรํู วํ มกนั ในสภาพชวี ิตตํางๆนาไปสพูํ ้นื ฐานการทาประโยชนใ์ ห๎แกํสังคมและวถิ ีชวี ติ ในระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั ริย์ทรงเป็นประมุข
โรงเรียนบา๎ นสนั ปาุ สกั จัดกิจกรรมลกู เสอื -เนตรนารใี นตารางเรียนร๎ู สัปดาหล์ ะ ๑ คาบทกุ ช้ันเรียนใช๎
กระบวนการจัดกิจกรรมใหเ๎ ปน็ ไปตามข๎อกาหนดของคณะกรรมการลูกเสอื แหงํ ชาติ โดยมคี รผู ๎กู ากับลูกเสอื เป็นที่
หลกั สตู รโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สัก พทุ ธศกั ราช 2561 ๒๗๓
ปรึกษากจิ กรรม มกี ารเข๎าคาํ ยกจิ กรรมปีละ ๑ ครง้ั และทาการประเมนิ ผลการผํานกจิ กรรมเปน็ รายปีซึ่งมสี าระ
หลกั สูตร ดงั น้ี
สาระชวํ งชนั้ ท่ี๑ หลกั สตู รลกู เสอื สารอง
ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๑ เตรียมลกู เสอื สารองและดาวดวงท่ี ๑
ชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ ๒ ดาวดวงที่ ๒ และวชิ าพเิ ศษ
ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ ๓ ดาวดวงท่ี ๓ และวชิ าพเิ ศษ
สาระชวํ งชัน้ ท่ี 2 หลกั สูตรลูกเสอื สามัญ
ชั้นประถมศึกษาปที ่ี ๔ ลกู เสอื ตรแี ละวชิ าพเิ ศษ
ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๕ ลกู เสอื โทและวชิ าพเิ ศษ
ช้นั ประถมศึกษาปีที่ ๖ ลูกเสอื เอกและวิชาพเิ ศษ
สาระชวํ งช้ันที่ ๓ หลกั สตู รลกู เสอื สามัญรนํุ ใหญํ
ชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ ๑ ลูกเสอื โลกและวชิ าพเิ ศษ
ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๒ ลกู เสอื ชนั้ พเิ ศษและวชิ าพิเศษ
ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ ๓ ลกู เสอื หลวงและวชิ าพเิ ศษ
แนวทางจดั กจิ กรรม
1. จัดกจิ กรรมตามแนวของคณะลกู เสือแหงํ ชาติ คอื เปดิ ประชมุ กอง เกมเพลง การปฏบิ ัติกจิ กรรม เลํา
เรื่องสน้ั ท่ีเป็นประโยชน์ ปดิ ประชุมกอง ตามลาดับ
๒. ใช๎กจิ กรรมกลุํมท่มี ีผ๎นู ากลมํุ และสมาชิกในกลุมํ ประมาณ ๑๐ คน
๓. ใชเ๎ วลาสัปดาห์ละ ๑ชวั่ โมง
๔. สถานท่ีจัดกิจกรรมอาจใชใ๎ นห๎องเรียนหรอื สถานทอ่ี ื่นๆได๎ตามลักษณะกจิ กรรม และสามารถนาไป
บูรณาการในเวลาอนื่ ๆได๎ตามความเหมาะสม
๕. ครูผู๎กากบั ลกู เสอื ตอ๎ งมีแผนการจัดกจิ กรรม บันทึกผลการเขา๎ รวํ มและประเมินการผาํ นจุดประสงค์
ของกจิ กรรมนักเรยี นเปน็ รายบคุ คลทุกครัง้ ตามแนวมสี าระหลกั สูตรและผลท่คี าดหวังในแตํชํวงชัน้ โดยโรงเรยี นมี
คาส่ังแตงํ ตง้ั ครผู ๎กู ากับ และรองผก๎ู ากับลูกเสอื ทกุ ปกี ารศกึ ษา
๒.๒ กจิ กรรมชมุ นมุ / ชมรม โรงเรยี นบ๎านสันปาุ สกั จัดกจิ กรรมชมุ นมุ โดยสารวจความสนใจความ
ถนัด ความต๎องการของนักเรยี นเพอ่ื จดั เป็นชมุ นมุ ดว๎ ยแบบสารวจความสนใจเรยี นชุมนมุ กํอนจัดกจิ กรรมชมุ นมุ ใน
ตารางเรยี นรู๎ สัปดาห์ละ ๑ คาบ โดยชมุ นุมที่จดั ให๎นกั เรียนไดแ๎ ลกเปล่ยี นเรียนรแ๎ู ละแสดงออกไดห๎ ลากหลาย
สอดคลอ๎ งกับผลสารวจ กิจกรรมแตํละชุมนุมนาํ สนใจ
๓. กจิ กรรมเพือ่ สังคมและสาธารณประโยชน์
กิจกรรมเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชน์ เป็นกิจกรรมท่ีโรงเรียนจัดเพื่อสํงเสริมให๎ผู๎เรียนบาเพ็ญตนให๎เป็น
ประโยชน์ตํอสังคมชุมชนและท๎องถิ่นตามความสนใจเพ่ือแสดงถึงความรับผิดชอบความดีงามความเสียสละตํอ
สังคมและการมีจิตสาธารณะเชํนกิจกรรมอาสาพัฒนาตํางๆ โดยกิจกรรมเพ่ือสังคมและสาธารณประโยชน์ให๎
สถานศึกษาจัดสรรเวลาใหผ๎ ๎ูเรียนได๎ปฏบิ ัตกิ ิจกรรม ดังนี้
ระดบั ประถมศกึ ษา (ป.๑-๖) รวม ๖ ปี จานวน ๖๐ ชวั่ โมง
ระดับมัธยมศึกษาตอนตน๎ (ม.๑-๓) รวม ๓ ปี จานวน ๔๕ ชว่ั โมง
๒๗๔ หลกั สูตรโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สัก พทุ ธศกั ราช 2561
สว่ นที่ 5
การจัดการเรยี นรู้ การวัดและประเมนิ ผล
การจดั การเรยี นรูต้ ามพระราชบัญญตั กิ ารศึกษา
พระราชบญั ญัตกิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๒๒ ระบวุ า่ การจัดการศกึ ษาตอ้ งยึดหลักว่า
ผ้เู รยี นทกุ คนมีความสามารถเรยี นร้แู ละพฒั นาตนเองได้ และถือว่าผเู้ รยี นมคี วามสาคัญทีส่ ดุ กระบวนการจดั การ
ศึกษาต้องสง่ เสริมให้ผ้เู รียนสามารถพฒั นาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ ในมาตรา ๒๓ (๒) เนน้ การจดั
การศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอธั ยาศยั ใหค้ วามสาคญั ของการบูรณาการความรู้ คณุ ธรรม กระบวนการ
เรยี นรู้ตามความเหมาะสมของระดบั การศึกษา โดยเฉพาะความรู้และทกั ษะด้านวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รวมทง้ั ความรู้ ความเขา้ ใจ และประสบการณ์เร่อื งการจดั การ การบารุงรกั ษา และการใชป้ ระโยชนจ์ าก
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดลุ ยัง่ ยืนในสว่ นของการจดั กระบวนการเรยี นรู้ มาตรา ๒๔ ได้ระบใุ ห้
สถานศกึ ษาและหน่วยงานท่ีเกีย่ วข้องดาเนินการ ดังนี้
๑. จัดเนอ้ื หาสาระและกจิ กรรมใหส้ อดคลอ้ งกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคานงึ ถงึ ความ
แตกตา่ งระหว่างบุคคล
๒. ฝกึ ทกั ษะ กระบวนการคดิ การจดั การ การเผชิญสถานการณ์ และการประยกุ ต์ความร้มู าใช้เพ่อื
ป้องกันและแก้ไขปญั หา
๓. จดั กิจกรรมใหผ้ ูเ้ รียนไดเ้ รยี นรจู้ ากประสบการณจ์ รงิ ฝึกการปฏิบัติใหท้ าได้ คดิ เปน็ ทาเปน็ รักการอ่าน
และเกดิ การใฝร่ อู้ ยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
๔. จดั การเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรดู้ ้านตา่ งๆ อยา่ งได้สดั สว่ นสมดุลกัน รวมท้ังปลกู ฝัง
คุณธรรม คา่ นิยมที่ดงี ามและคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ไวใ้ นทกุ วชิ า
๕. ส่งเสริมสนบั สนนุ ใหผ้ สู้ อนสามารถจดั บรรยากาศ สภาพแวดลอ้ มสอื่ การเรยี น และอานวยความสะดวก
เพือ่ ให้ผเู้ รยี นเกิดการเรยี นรแู้ ละมีความรอบรู้ รวมท้งั สามารถใชก้ ารวจิ ยั เปน็ ส่วนหนง่ึ ของกระบวนการเรยี นรู้ ท้ังน้ี
ผ้สู อนและผู้เรยี นอาจเรยี นรไู้ ปพรอ้ มกนั จากสอื่ การเรยี นการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่างๆ
๖. จดั การเรียนรใู้ หเ้ กิดขน้ึ ได้ทกุ เวลาทกุ สถานที่ มกี ารประสานความรว่ มมือกับบิดา มารดา ผปู้ กครอง
และบคุ คลในชมุ ชนทกุ ฝ่าย เพ่อื รว่ มกนั พัฒนาผเู้ รียนตามศกั ยภาพการจดั การเรียนรู้ตามแนวดงั กล่าว จาเป็นต้อง
เปล่ียนแปลงพฤติกรรมการเรยี นการสอนท้งั ของผเู้ รียนและผสู้ อน
กล่าวคือลดบทบาทของครผู ู้สอนจากการเป็นผบู้ อกเล่า บรรยาย สาธติ เป็นการวางแผนจดั กิจกรรมให้
นักเรียนเกดิ การเรียนรู้ กจิ กรรมตา่ ง ๆ จะต้องเน้นทบ่ี ทบาทของผูเ้ รียนตัง้ แตเ่ ริม่ คือ ร่วมวางแผนการเรยี น การ
วัดผล ประเมนิ ผล และต้องคานงึ วา่ กจิ กรรมการเรยี นน้นั เนน้ การพฒั นากระบวนการคดิ วางแผน ลงมือปฏิบตั ิ
ศกึ ษา คน้ ควา้ รวบรวมข้อมูลดว้ ยวธิ ีการตา่ งๆ จากแหล่งเรยี นรู้หลากหลาย ตรวจสอบ วเิ คราะห์ การแกป้ ญั หา
การมปี ฏิสัมพนั ธ์ซง่ึ กันและกนั การสร้างคาอธิบายเก่ียวกบั ขอ้ มูลทีส่ บื ค้นไดเ้ พอ่ื นาไปสคู่ าตอบของปัญหาหรอื
คาถามตา่ งๆ ในที่สดุ สรา้ งองคค์ วามรู้ ทัง้ นี้ กจิ กรรมการเรยี นรูเ้ หลา่ นี้ต้องพัฒนาผเู้ รียนใหม้ พี ัฒนาการเหมาะสม
ตามวัยทง้ั ทางร่างกาย อารมณ์ สงั คม และสตปิ ญั ญา
การวัดและประเมินผล
การประเมินการเรยี นรเู้ ป็นวธิ กี ารเก็บขอ้ มลู เก่ยี วกับแนวคดิ และทกั ษะของผเู้ รียน (Harlen, ๒๐๐๑) ซง่ึ
สามารถทาได้ทัง้ การประเมนิ การเรียนรูร้ ะหว่างเรยี น และการประเมินการเรยี นรู้สรุปรวม การเรยี นรู้เปน็
หลักสตู รโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สัก พทุ ธศักราช 2561 ๒๗๕
กระบวนการตอ่ เนือ่ ง (on-going process) ที่บรู ณาการอยู่ในกระบวนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้และเกดิ ขนึ้
ระหว่างการเรยี นการสอน โดยถอื ว่าเป็นหัวใจสาคญั ของการเรยี นการสอนท่มี ีประสิทธภิ าพ (Harlen, ๑๙๙๕;
๑๙๙๘; Black and Wiliam, ๑๙๙๘; Bell and Cowie, ๑๙๙๙) แนวคิดพ้ืนฐานของการประเมนิ การเรยี นรู้
ระหว่างเรยี น คือผู้เรยี นทกุ คนสามารถพัฒนาได้ ดังนั้นจงึ เป็นการประเมินการเรียนรู้ท่ีให้ความสาคญั กับการ
พัฒนาตนเองของผเู้ รยี นมากกวา่ การเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธิร์ ะหว่างผู้เรยี นดว้ ยกัน (Harlen, ๑๙๙๘)
การประเมินการเรยี นรู้ระหวา่ งเรียน มจี ดุ มุ่งหมายดงั นี้
๑. เพอื่ คน้ หาและวนิ จิ ฉัยวา่ ผเู้ รียนมคี วามรคู้ วามเข้าใจเนอ้ื หาวิทยาศาสตร์ มที กั ษะความชานาญในการ
สารวจตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ รวมถงึ มเี จตคตทิ างวิทยาศาสตรอ์ ยา่ งไรและในระดบั ใด เพื่อเป็นแนวทางใหผ้ ู้
สอนสามารถวางแผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรไู้ ด้อย่างเหมาะสมเพอ่ื พฒั นาการเรียนรขู้ องผู้เรยี นไดอ้ ยา่ งเตม็
ศกั ยภาพ
๒. เพอ่ื ใชเ้ ปน็ ข้อมูลปอ้ นกลบั ให้กบั ผู้เรยี นว่ามกี ารเรยี นรอู้ ยา่ งไร
๓. เพื่อใชเ้ ปน็ ขอ้ มูลในการสรปุ ผลการเรยี นรู้ และเปรียบเทยี บระดบั พัฒนาการดา้ นการเรยี นรู้ของผู้เรยี น
แตล่ ะคนหนา้ ทีส่ าคญั ของผสู้ อนในการประเมนิ การเรยี นรรู้ ะหว่างเรียนคอื เก็บรวบรวมขอ้ มูลหลกั ฐานทีส่ ะทอ้ น
การเรยี นรู้ของผเู้ รียนแตล่ ะคนในระหว่างการเรียนการสอน ตีความหมายข้อมูลหลกั ฐานเหลา่ นน้ั โดยเปรียบเทยี บ
กบั เปา้ หมายการเรียนรแู้ ละเกณฑท์ ตี่ ง้ั ไวซ้ ึ่งเป็นไปตามหลกั สตู ร แลว้ ใหข้ อ้ มลู ย้อนกลบั แก่ผู้เรียนว่ามผี ลการเรียน
รู้อยู่ในระดับใด มีจุดอ่อน หรอื ขอ้ บกพรอ่ งหรอื ไม่ อย่างไร ควรจะพัฒนาอะไร และควรทาอยา่ งไรเพอื่ พฒั นาการ
เรียนรู้ของตนเองใหบ้ รรลเุ ป้าหมายท่ีต้งั ไว้ นอกจากน้นั ผ้สู อนยังมีหนา้ ทตี่ ดิ ตามตรวจสอบความกา้ วหนา้ ในการ
เรียนรูข้ องผเู้ รียนระหว่างการเรยี นการสอนอย่างตอ่ เนอ่ื ง (Tunstall and Gipps, ๑๙๙๖; Harlen, ๑๙๙๘) สิง่
สาคัญอกี ประการหนงึ่ ก็คอื การเรยี นรู้ของผเู้ รียนนอกจากจะใช้เปน็ ขอ้ มูลย้อนกลับแก่ผเู้ รยี นในการพฒั นาตนเอง
แล้ว ยงั ใชเ้ ปน็ ขอ้ มูลย้อนกลบั แกผ่ ู้สอนเพือ่ ปรับปรงุ การสอนในครงั้ ตอ่ ไปให้สอดคล้องกบั จดุ อ่อน ข้อบกพรอ่ ง
หรอื ความตอ้ งการในการเรยี นรูข้ องผเู้ รียนแตล่ ะคนอกี ดว้ ย (Bell and Cowie, 1999; Black and Wiliam,
1998)
ในการประเมินการเรียนรรู้ ะหวา่ งเรยี น ผ้เู รยี นควรมสี ว่ นรว่ มรับผิดชอบการเรยี นรู้ของตนเองดว้ ยการ
ประเมินผลตนเอง (self-assessment) เนอ่ื งจากไมม่ ใี ครเรยี นร้แู ทนกนั ได้ ดังนั้นผูเ้ รยี นตอ้ งเป็นผตู้ ดั สินใจเองว่า
จะพฒั นาการเรยี นรู้ของตนเองหรอื ไม่และทาอยา่ งไร มากกว่าจะให้ครเู ป็นผู้ตัดสิน ย่งิ ผู้เรยี นมสี ่วนรว่ มรบั ผิดชอบ
การเรยี นรขู้ องตนเองมากเทา่ ใดเขากจ็ ะสามารถพฒั นาตนเองไดม้ ากเทา่ น้ัน อย่างไรกต็ าม ผเู้ รยี นจะประเมนิ ผล
ตนเองได้กต็ ่อเมือ่ ไดร้ บั ขอ้ มูลทีช่ ดั เจนและเพียงพอว่า อะไรคอื เปา้ หมายการเรยี นรูท้ ่ีตนเองพึงบรรลุ
ดังนน้ั ครูผูส้ อนควรชแ้ี จงใหผ้ ู้เรยี นเขา้ ใจถึงเปา้ หมายการเรยี นร้แู ละเกณฑ์การบรรลเุ ป้าหมายดังกลา่ ว
อยา่ งชดั เจน (Harlen, ๑๙๙๘; Bell and Cowie, ๑๙๙๙; Cowie, ๒๐๐๐) ในการประเมนิ การเรียนรู้ระหวา่ ง
เรียน นอกจากครูผู้สอนจะเนน้ การพัฒนาการเรยี นรขู้ องผเู้ รียนเปน็ รายบคุ คลแล้ว ก็ยงั สามารถจดั ระดบั ของการ
ตอบสนอง (degree of responsiveness) โดยเนน้ พฒั นาการของการเรยี นรูข้ องผเู้ รียนเปน็ รายกลุม่ หรอื ราย
หอ้ งเรียนไดเ้ ช่นเดียวกัน อกี ทัง้ สามารถสนองตอบตอ่ การพัฒนาของผเู้ รียนในหลายมิตกิ ารเรียนรู้ อาทเิ ช่น ความรู้
ความเขา้ ใจ อารมณ์ความรู้สกึ เจตคติ หรือทกั ษะ ดังนั้นกระบวนการประเมินผลระหวา่ งเรยี นจงึ ขน้ึ อย่กู บั บริบทท่ี
เก่ยี วขอ้ ง เชน่ เป้าหมายของบทเรียน เนอื้ หาวชิ า กิจกรรมการเรยี นรู้ และระดับการตอบสนองตอ่ ผเู้ รียน (Bell
and Cowie, ๑๙๙๙)
บทบาทของผบู้ ริหาร ครูผ้สู อน และผู้ปกครองในการประเมินการเรยี นร้รู ะหวา่ งเรยี น
๑. ผู้บริหาร ครูผสู้ อน และผปู้ กครองไมค่ วรใหค้ วามสาคญั กับการประเมินการเรยี นรสู้ รุปรวมและผลลัพธ์
๒๗๖ หลกั สตู รโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สัก พทุ ธศักราช 2561
ทเ่ี กย่ี วข้องกับการประเมนิ ดังกลา่ ว (เช่น ระดบั ผลการเรียน ลาดบั ของผเู้ รยี น และการรบั รองมาตรฐานของ
สถานศกึ ษา) แตเ่ พียงอย่างเดยี ว จนทาใหก้ ารประเมินการเรยี นร้แู บบสรปุ รวมเปน็ ตัวกาหนดการเรียนการสอน
และการประเมินผลในหอ้ งเรยี นทงั้ หมด หรือทาให้การประเมนิ การเรียนรรู้ ะหวา่ งเรยี นไมไ่ ด้รับความสนใจ
และถูกละเลยในการปฏิบตั ิ
๒. ผู้บรหิ าร ครผู สู้ อน และผปู้ กครองควรใหค้ วามสาคญั กบั การประเมนิ การเรยี นรรู้ ะหว่างเรยี น และ
เชอื่ มโยงการประเมนิ การเรยี นร้รู ะหวา่ งเรยี นและการประเมนิ การเรยี นร้แู บบสรปุ รวมเข้าด้วยกนั โดยทาความ
เขา้ ใจบทบาทของการประเมนิ ทัง้ สองแบบวา่ การประเมนิ การเรยี นร้รู ะหว่างเรยี นมุ่งเนน้ การใหข้ อ้ มูลยอ้ นกลับใน
ระหวา่ งการเรียนการสอนเพอ่ื ใหผ้ เู้ รียนพฒั นาตนเองอย่างตอ่ เนอ่ื งเต็มตามศักยภาพ และเพอื่ ให้ครผู ูส้ อนปรับปรงุ
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของตนเองอย่างสมา่ เสมอสว่ นการประเมินการเรยี นรแู้ บบสรปุ รวมมงุ่ เนน้ การให้
สารสนเทศเชงิ สรปุ เก่ียวกับการเรยี นร้ใู นภาพรวมของผเู้ รยี นในช่วงระยะเวลาหน่ึง ๆ ซึ่งการประเมนิ ผลท้ังสอง
แบบต่างกเ็ กื้อประโยชนซ์ ง่ึ กนั และกนั
๓. ผูบ้ รหิ ารควรสง่ เสรมิ ให้ผสู้ อนมคี วามรู้ความเขา้ ใจเก่ียวกับการประเมินการเรียนร้รู ะหวา่ งเรียน และ
ได้รบั ประสบการณต์ รงจากการประเมินการเรียนรรู้ ะหวา่ งเรยี นในหอ้ งเรียนของตนเอง นอกจากน้นั ควรสง่ เสริมให้
ผ้สู อนทางานวจิ ยั ในช้นั เรยี น (classroom research) เพอ่ื ทาความเข้าใจเกี่ยวกับผลของการประเมนิ การเรียนรู้
ระหวา่ งเรียนที่มีต่อการพฒั นาการเรยี นรูข้ องผู้เรยี นและการพฒั นาการสอนของผู้สอน
๔. ผูส้ อนควรปรับเปล่ยี นความเชื่อบางประการทีข่ ัดขวางการใชก้ ารประเมินการเรียนรรู้ ะหวา่ งเรยี นใน
ห้องเรยี น (Black and Wiliam, ๑๙๙๘; Black and Harrison, ๒๐๐๑) ดงั ต่อไปนี้
๏ การประเมินการเรียนรูร้ ะหว่างเรียนเป็นการส้นิ เปลอื งเวลาและทรัพยากร
๏ การสอน คือ การถา่ ยโอนความรู้จากผู้สอนไปสผู่ ู้เรยี น ส่วนการเรียนรู้ คือ การท่ีผู้เรยี นสามารถจดจา
ความรู้ท่ีผสู้ อนถ่ายโอนไปให้ได้ โดยไม่เน้นการมีปฏสิ มั พนั ธร์ ะหว่างผเู้ รียนกบั ผสู้ อน และผ้เู รยี นกบั เพอ่ื นรว่ มชน้ั
๏ ผเู้ รยี นแต่ละคนมรี ะดับสตปิ ญั ญาทีต่ ิดตวั มาตั้งแตเ่ กิด (Fixed I.Q.) และจะคงท่ีไปตลอดชวี ิต โดยไม่
สามารถเปลย่ี นแปลงไดจ้ ากระบบโรงเรยี น
๏ การประเมนิ การเรียนรู้การเรียนรู้ไปสู่ผเู้ รียนในกระบวนการประเมนิ การเรยี นรรู้ ะหวา่ งเรียนทาให้
ครูผสู้ อนสญู เสยี อานาจการควบคมุ ชน้ั เรยี น
แนวทางการประเมนิ การเรยี นรู้
การเรยี นรจู้ ะบรรลตุ ามเปา้ หมายของการจัดกิจกรรมการเรียนรทู้ ว่ี างไวไ้ ดค้ วรมแี นวทางดังตอ่ ไปนี้
๑. ตอ้ งวดั และประเมินทง้ั ความรู้ความคดิ ความสามารถ ทกั ษะกระบวนการ เจตคติ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม
ค่านยิ มในวทิ ยาศาสตร์ รวมทงั้ โอกาสในการเรียนรู้ของผเู้ รยี น
๒. วิธีการวัดและประเมนิ ต้องสอดคลอ้ งกบั มาตรฐานการเรียนรทู้ ี่กาหนดไว้
๓. ตอ้ งเกบ็ ข้อมลู ทไี่ ดจ้ ากการวัดและประเมนิ อย่างตรงไปตรงมา และตอ้ งประเมนิ ผลภายใต้ขอ้ มูลทีม่ อี ยู่
๔. ผลการวัดและประเมินการเรียนรูข้ องผู้เรยี นต้องนาไปสกู่ ารแปลผลและลงข้อสรปุ ท่ีสมเหตสุ มผล
๕. การวัดและประเมินตอ้ งมคี วามเทย่ี งตรงและเปน็ ธรรม ทัง้ ในด้านของวธิ กี ารวดั โอกาสของการ
ประเมนิ
เกณฑก์ ารวัดและประเมนิ ผลการเรยี นรู้
การให้ระดบั ผลการเรยี น
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้นื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ กาหนดจดุ หมาย สมรรถนะสาคัญของ
ผเู้ รยี น คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ และมาตรฐานการเรยี นรู้ เป็นเปา้ หมายและกรอบทศิ ทางในการพฒั นาผเู้ รยี น
หลกั สตู รโรงเรยี นบา้ นสนั ปา่ สัก พทุ ธศกั ราช 2561 ๒๗๗
ใหเ้ ป็นคนดี มปี ญั ญา มคี ณุ ภาพชวี ิตทด่ี ี และมีขีดความสามารถในการแขง่ ขันในเวทรี ะดับโลก กาหนดให้ผู้เรียน
ได้เรยี นรตู้ ามมาตรฐานการเรยี นร/ู้ ตัวชวี้ ดั ท่ีกาหนดในสาระการเรียนรู้ ๘ กลุ่มสาระ มคี วามสามารถในการอา่ น
คดิ วเิ คราะห์ และเขยี น มีคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ และเข้าร่วมกจิ กรรมพัฒนาผู้เรยี น โดยให้ระดบั ผลการเรีย
ดงั น้ี
1) การใหร้ ะดับผลการเรียนตามมาตรฐานการเรยี นรู้ โดยกาหนดเกณฑ์การตดั สินผา่ นแต่ละรายวชิ าที่
ร้อยละ ๕๐ จากนั้นจึงให้ระดบั ผลการเรียนทีเ่ ป็นระบบตวั เลข คือ
ระดบั ผลการเรียน คะแนน ระดบั คณุ ภาพ
๔ ๘๐ - ๑๐๐ ดีเย่ียม
๓.๕ ๗๕ – ๗๙ ดี
๓ ๗๐ - ๗๔ ดี
๒.๕ ๖๕ – ๖๙ พอใช้
๒ ๖๐ – ๖๔ พอใช้
๑.๕ ๕๕ – ๕๙ ผ่าน
๑ ๕๐ – ๕๔ ผ่าน
๐ ๐ – ๔๙ ไมผ่ า่ น
2) การประเมินการอ่าน คิดวเิ คราะห์ และเขียน กาหนดเกณฑ์การตดั สินเป็น ๔ ระดับ และความหมาย
ของแตล่ ะระดบั ดงั น้ี
ดีเยย่ี ม หมายถึง มีผลงานทแ่ี สดงถึงความสามารถในการอ่าน คดิ วิเคราะหแ์ ละเขยี นทม่ี ีคณุ ภาพ
ดีเลศิ อยเู่ สมอ
ดี หมายถึง มผี ลงานท่ีแสดงถงึ ความสามารถในการอ่าน คิดวเิ คราะหแ์ ละเขียนท่มี คี ุณภาพ
เปน็ ท่ียอมรับ
ผ่าน หมายถึง มผี ลงานที่แสดงถงึ ความสามารถในการอา่ น คิดวิเคราะหแ์ ละเขียนทม่ี ีคุณภาพ
เป็นทย่ี อมรับ แตย่ ังมีข้อบกพร่องบางประการ
ไม่ผา่ น หมายถงึ ไมม่ ผี ลงานท่แี สดงถงึ ความสามารถในการอา่ น คดิ วิเคราะห์และเขียน หรือถ้ามี
ผลงาน ผลงานน้นั ยังมีข้อบกพร่องที่ตอ้ งได้รับการปรับปรงุ แกไ้ ขหลายประการ
3) การประเมินคุณลักษณะอนั พึงประสงค์รวมทุกคุณลกั ษณะกาหนดเกณฑ์การตัดสินเปน็ ๔ ระดับ และ
ความหมายของแตล่ ะระดับ ดังน้ี
ดีเยี่ยม หมายถงึ ผ้เู รยี นปฏิบตั ติ นตามคุณลกั ษณะจนเปน็ นสิ ัย และนาไปใชใ้ นชวี ติ ประจาวัน
โดยพจิ ารณาจากผลการประเมนิ ระดับดีเยย่ี ม จานวน๕ - ๘ คณุ ลักษณะ และ
ไมม่ คี ุณลักษณะใดไดผ้ ลการประเมนิ ตา่ กว่าระดบั ดี
ดี หมายถึง ผเู้ รยี นมคี ุณลกั ษณะในการปฏิบตั ติ ามกฎเกณฑ์ เพอื่ ให้เปน็ การยอมรบั ของ
สงั คม โดยพิจารณาจาก
(1) ไดผ้ ลการประเมินระดบั ดีเย่ียม จานวน ๑ - ๔ คุณลกั ษณะและไมม่ ี
คณุ ลกั ษณะใดได้ผลการประเมนิ ตา่ กวา่ ระดับดี หรอื
(2) ได้ผลการประเมินระดบั ดีท้ัง ๘ คณุ ลกั ษณะ หรือ
(3) ได้ผลการประเมินตัง้ แตร่ ะดับดขี ึ้นไป จานวน ๕ - ๗ คณุ ลกั ษณะ และมี
บางคุณลักษณะได้ผลการประเมินระดับผา่ น
ผา่ น หมายถึง ผูเ้ รยี นรับร้แู ละปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และเงอื่ นไขทส่ี ถานศึกษากาหนด โดย
พจิ ารณาจาก
๒๗๘ หลกั สูตรโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สัก พุทธศกั ราช 2561
(1) ไดผ้ ลการประเมินระดับผา่ นทั้ง ๘ คุณลักษณะ หรอื
(2) ได้ผลการประเมนิ ต้ังแต่ระดับดขี น้ึ ไป จานวน ๑ – ๔ คุณลักษณะ และ
คณุ ลกั ษณะท่เี หลอื ไดผ้ ลการประเมินระดบั ผา่ น
ไม่ผ่าน หมายถึง ผเู้ รียนรบั ร้แู ละปฏิบัติได้ไมค่ รบตามกฎเกณฑแ์ ละเงื่อนไขท่ีสถานศึกษากาหนด
โดยพิจารณาจากผลการประเมินระดับไม่ผา่ น ต้ังแต่ ๑ คุณลักษณะ
4) การประเมนิ กิจกรรมพัฒนาผู้เรยี น จะตอ้ งพจิ ารณาทงั้ เวลาการเขา้ ร่วมกิจกรรม การปฏิบัติ
กิจกรรม และผลงานของผูเ้ รยี นตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากาหนด และใหผ้ ลการประเมินเปน็ ผ่านและไมผ่ ่านซ่ึง
กิจกรรมพฒั นาผเู้ รียน มี ๓ ลกั ษณะ คือ
4.๑) กจิ กรรมแนะแนว
4.๒) กิจกรรมนักเรียน ซ่ึงประกอบดว้ ย
(๑) กจิ กรรมลกู เสอื เนตรนารี ยวุ กาชาด และผบู้ าเพญ็ ประโยชน์ โดยผเู้ รียนเลอื กอย่างใดอยา่ ง
หนง่ึ ๑ กิจกรรม
(๒) กิจกรรมชมุ นุมหรอื ชมรมอกี ๑ กิจกรรม
4.๓) กิจกรรมเพือ่ สงั คมและสาธารณประโยชนใ์ หใ้ ชต้ วั อกั ษรแสดงผลการประเมิน ดงั น้ี
“ผ” หมายถึง ผเู้ รียนมีเวลาเขา้ ร่วมกิจกรรมพฒั นาผเู้ รียน ปฏิบตั ิกิจกรรมและมีผลงานตาม
เกณฑท์ ่ีสถานศึกษากาหนด
“มผ” หมายถึง ผเู้ รียนมีเวลาเขา้ ร่วมกิจกรรมพฒั นาผเู้ รียน ปฏิบตั ิกิจกรรมและมีผลงานไม่
เป็นไปตามเกณฑท์ ่ีสถานศึกษากาหนด
การตดั สนิ ผลการเรยี น
หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พื้นฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ กาหนดหลกั เกณฑก์ ารวัดและประเมินผล
การเรยี นรู้ เพอ่ื ตัดสนิ ผลการเรียนของผเู้ รียน ดังนี้
ระดบั ประถมศึกษา
๑) ผเู้ รยี นตอ้ งมเี วลาเรยี นไมน่ ้อยกวา่ รอ้ ยละ ๘๐ ของเวลาเรยี นท้ังหมด
๒) ผเู้ รียนต้องไดร้ ับการประเมนิ ทกุ ตวั ชี้วดั และผ่านตามเกณฑ์ทส่ี ถานศึกษากาหนด
๓) ผูเ้ รียนตอ้ งได้รบั การตัดสนิ ผลการเรยี นทุกรายวชิ า
๔) ผู้เรยี นตอ้ งไดร้ บั การประเมินและมผี ลการประเมนิ ผา่ นตามเกณฑท์ ี่สถานศึกษากาหนดในการ
อ่าน คดิ วิเคราะห์ และเขยี น คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ และกจิ กรรมพัฒนาผ้เู รยี นเพอ่ื ให้การจดั การเรียนรู้บัง
เกดิ ผล ผ้เู รยี นตอ้ งได้รบั การพัฒนาอย่างเพยี งพอ
ระดับมัธยมศึกษาตอนตน้
๑) ตดั สนิ ผลการเรียนเป็นรายวิชา ผูเ้ รียนต้องมีเวลาเรยี นตลอดภาคเรยี นไมน่ อ้ ยกวา่ รอ้ ยละ ๘๐
ของเวลาเรียนทั้งหมดในรายวิชานัน้ ๆ
๒) ผู้เรยี นตอ้ งได้รบั การประเมนิ ทกุ ตวั ช้วี ัดและผา่ นตามเกณฑ์ท่สี ถานศึกษากาหนด
๓) ผเู้ รยี นต้องไดร้ บั การตัดสนิ ผลการเรียนทกุ รายวิชา
๔) ผู้เรียนต้องไดร้ บั การประเมนิ และมีผลการประเมินผา่ นตามเกณฑ์ท่สี ถานศึกษากาหนดในการ
อา่ น คิดวเิ คราะห์ และเขยี น คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผเู้ รยี น
หลกั สูตรโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สัก พทุ ธศักราช 2561 ๒๗๙
เกณฑ์การจบการศึกษา
หลักสตู รโรงเรยี นบ้านสนั ป่าสกั พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๑ ตามหลกั สตู รแกนกลางหลักสตู รการศกึ ษาขั้น
พนื้ ฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๕๑ กาหนดเกณฑ์สาหรบั การจบการศึกษา ดังนี้
ระดบั ประถมศึกษา
๑) ผู้เรยี นเรยี นรายวิชาพ้ืนฐานและรายวชิ า/กจิ กรรมเพิม่ เตมิ โดยเป็นรายวชิ าพืน้ ฐาน 840
ชวั่ โมง/ปีและรายวชิ า/กจิ กรรมเพม่ิ เติม 240 ชว่ั โมง/ปี
๒) ผู้เรียนตอ้ งมีผลการประเมนิ รายวชิ าพื้นฐานผา่ นเกณฑก์ ารประเมนิ ทกุ รายวชิ า
๓) ผู้เรียนมีผลการประเมนิ การอา่ น คดิ วิเคราะห์ และเขียนในระดับดเี ย่ียม/ ดี/ ผา่ น
๔) ผเู้ รียนมผี ลการประเมนิ คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ในระดบั ผ่านเกณฑก์ ารประเมนิ ระดบั
ดเี ยีย่ ม/ ด/ี ผา่ น
๕) ผูเ้ รยี นเขา้ รว่ มกจิ กรรมพฒั นาผูเ้ รียนและมผี ลการประเมินผา่ นเกณฑก์ ารประเมนิ "ผ" ทกุ
กิจกรรม
ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน้
๑) ผูเ้ รียนเรยี นรายวิชาพืน้ ฐานและเพิม่ เติม โดยเปน็ รายวชิ าพื้นฐาน ๖๖ หนว่ ยกิต และรายวิชา
เพม่ิ เตมิ 15 หน่วยกิต
๒) ผ้เู รยี นตอ้ งได้หนว่ ยกิต ตลอดหลักสูตรไมน่ อ้ ยกวา่ ๗๗ หนว่ ยกิต โดยเป็น รายวชิ าพืน้ ฐาน
๖๖ หน่วยกติ และรายวชิ าเพมิ่ เติมไมน่ อ้ ยกว่า ๑๑ หน่วยกติ
๓) ผู้เรียนมผี ลการประเมินการอา่ น คิดวเิ คราะห์ และเขยี นในระดับดเี ย่ียม/ ดี/ ผา่ น
๔) ผู้เรียนมีผลการประเมนิ คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ในระดบั ผ่านเกณฑ์การประเมิน ระดบั
ดเี ยี่ยม/ ด/ี ผา่ น
๕) ผู้เรยี นเขา้ รว่ มกจิ กรรมพฒั นาผ้เู รียนและมผี ลการประเมินผา่ นเกณฑก์ ารประเมนิ "ผ" ทุก
กิจกรรม
๒๘๐ หลักสตู รโรงเรยี นบา้ นสันปา่ สกั พทุ ธศักราช 2561
ภาคผนวก
หลกั สูตรโรงเรียนบ้านสนั ป่าสกั พทุ ธศกั ราช 2561 281
282 หลกั สูตรโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สกั พุทธศกั ราช 2561
หลกั สูตรโรงเรยี นบ้านสนั ปา่ สกั พทุ ธศักราช 2561 283
284 หลกั สูตรโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สกั พุทธศกั ราช 2561
หลกั สูตรโรงเรยี นบ้านสนั ปา่ สกั พทุ ธศักราช 2561 285
286 หลกั สูตรโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สกั พุทธศกั ราช 2561
หลกั สูตรโรงเรยี นบ้านสนั ปา่ สกั พทุ ธศักราช 2561 287
288 หลกั สูตรโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สกั พุทธศกั ราช 2561
หลกั สูตรโรงเรยี นบ้านสนั ปา่ สกั พทุ ธศักราช 2561 289
290 หลกั สูตรโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สกั พุทธศกั ราช 2561
หลกั สูตรโรงเรยี นบ้านสนั ปา่ สกั พทุ ธศักราช 2561 291
292 หลกั สูตรโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สกั พุทธศกั ราช 2561
หลกั สูตรโรงเรยี นบ้านสนั ปา่ สกั พทุ ธศักราช 2561 293
294 หลกั สูตรโรงเรียนบา้ นสนั ปา่ สกั พุทธศกั ราช 2561