The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือ-ครู-กศน.ตำบล-ครั้งที่-2-5-พ.ย.-633333-2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by วรินทร สังข์ลาย, 2023-01-22 10:13:37

หนังสือ-ครู-กศน.ตำบล-ครั้งที่-2-5-พ.ย.-633333-2

หนังสือ-ครู-กศน.ตำบล-ครั้งที่-2-5-พ.ย.-633333-2

101 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 การจัดการเรียนรู้ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 *********************************** ** มาตรา 4 “การศึกษานอกระบบ” หมายความวํา กิจกรรมการศึกษาที่มีกลุํมเปูาหมายผู๎รับบริการ และวัตถุประสงค์ของการเรียนรู๎ที่“ชัดเจน” มีรูปแบบ หลักสูตร วิธีการจัดและระยะเวลาเรียนหรือ ฝึกอบรมที่ยืดหยุ่นและหลากหลายตามสภาพความต๎องการและศักยภาพในการเรียนรู๎ของ กลุํมเปูาหมายนั้นและมีวิธีการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู๎ที่มีมาตรฐานเพื่อรับคุณวุฒิทาง การศึกษา หรือเพื่อจัดระดับผลการเรียนรู้ “การศึกษาตามอัธยาศัย” หมายความวํา กิจกรรมการเรียนรู้ในวิถีชีวิติประจ าวันของ บุคคล ซึ่งบุคคลสามารถเลือกที่จะเรียนรู๎ได๎อยําตํอเนื่องตลอดชีวิต ตามความสนใจ ความต้องการ โอกาส ความพร๎อม และศักยภาพในการเรียนรู๎ของแตํละบุคคล แนวคิดความเชื่อพื้นฐาน ปรัชญา “คิดเป็น” “คิดเป็น” (KIDPEN)ปรัชญาพื้นฐาน ของ กศน. คิดเป็น เป็นกระบวนการคิดที่เกิดขึ้นจาก หลักการและแนวคิดของ ดร.โกวิท วรพิพัฒน์นักการศึกษาไทย ที่กลําวไว๎วํา “การจัดการศึกษา ต้องการสอนคน ให้คิดเป็น ท าเป็น แก้ปัญหาเป็น” คิดเป็น หมายถึง กระบวนการที่คนเราน ามาใช๎ในการตัดสินใจ โดยต๎องแสวงหาข้อมูลของ ตนเอง ข๎อมูลของสภาพแวดล๎อมในชุมชน และข๎อมูลทางวิชาการ แล๎วน ามาวิเคราะห์หาทางเลือกใน การตัดสินใจที่เหมาะสม มีความพอดีระหวํางตนเองและสังคม **หลักการของการคิดเป็น 1) “คิดเป็น” เชื่อว่าสังคมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งอาจกํอให๎เกิดปัญหาตําง ๆ และปัญหานั้นสามารถแก๎ไขได๎ 2) การแก๎ปัญหาตําง ๆได๎อยํางเหมาะสมที่สุด จ าเป็นจะต๎องมีข๎อมูลมาประกอบการ ตัดสินใจอย่างน้อย 3 ด้าน คือ ข๎อมูลด๎านที่เกี่ยวกับตนเอง สังคม และวิชาการ 3) การตัดสินใจแก๎ปัญหาตําง ๆ ด๎วยการไตร่ตรองข้อมูล ทั้ง 3 ด๎านอยํางรอบคอบแล๎ว กํอให๎เกิดความพึงพอใจตํอการตัดสินใจและควรรับผิดชอบตํอการตัดสินใจของตนเอง 4) เนื่องจากสังคมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การตัดสินใจอาจจะต๎องเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงให๎เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพและสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป **ลักษณะของคน “คิดเป็น” มี8 ประการ ดังนี้ 1) มีความเชื่อวําปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา และปัญหาต่าง ๆ นั้นสามารถแก้ไขได้ 2) การคิดที่ดี จะต๎องใช๎ข้อมูลหลาย ๆ ด้าน เชํน ด๎านตนเอง ด๎านสังคมและด๎านวิชาการ 3) มีความรู๎ความเข๎าใจเกี่ยวกับข๎อมูลวําข้อมูลนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยูํเสมอ


102 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 4) มีความสนใจที่จะวิเคราะห์ข้อมูลอยูํเสมอ 5) มีความรู๎ความเข๎าใจตํอการกระท าของตนวําสํงผลต่อสังคม 6) การตัดสินใจการกระท าตําง ๆ ของตนเอง แล๎วมีความสบายใจและเต็มใจที่จะรับผิดชอบ ตํอการกระท านั้น 7) มีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจ าวันอยํางระบบ 8) สามารถวิเคราะห์คุณค่าและตัดสินใจเลือกแนวทางในการแก๎ปัญหาตําง ๆให๎สอดคล๎องกับ คํานิยม ความสามารถ สถานการณ์ เงื่อนไข และความเป็นไปได๎ของแนวทางในการแก๎ปัญหานั้น ๆ **กระบวนการเรียนรู้สู่การคิดเป็น มี 6 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ส ารวจปัญหา เมื่อเกิดปัญหาจะต๎องเกิดกระบวนการคิดเพื่อแก๎ปัญหา ขั้นที่ 2 หาสาเหตุของปัญหา เป็นการรวบรวมข๎อมูลตําง ขั้นที่ 3 การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อแก๎ปัญหา เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลทั้ง 3 ด้าน คือข๎อมูล ด๎านตนเอง ด๎านสังคม ด๎านวิชาการ เพื่อหาทางเลือกในการแก๎ปัญหา ขั้นที่ 4 การตัดสินใจทางเลือกในการแก๎ปัญหาเมื่อได๎ทางเลือกในการแก๎ปัญหาแล๎วจึง ตัดสินใจแก๎ปัญหา โดยมีความพร๎อมของข๎อมูลที่จะน ามาใช๎ในการด าเนินการแก๎ปัญหา ขั้นที่ 5 การตัดสินใจไปสู่การปฏิบัติแก๎ปัญหาเมื่อตัดสินใจเลือกทางใดแล๎วต๎องยอมรับวํา เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในข๎อมูลที่มีในขณะนั้น ขั้นที่ 6 การปฏิบัติในการแก้ปัญหา ขั้นนี้เป็นการด าเนินการแก๎ปัญหาและประเมินผล ไปพร๎อมกัน ถ๎าผลเป็นที่พอใจและเกิดความสุข เรียกวํา”คิดเป็น” แตํถ๎าผลออกมาไมํเป็นไปตามที่คิดไว๎ ซึ่งไมํเป็นที่พอใจ จะต๎องเริ่มต๎นกระบวนการคิดแก๎ปัญหาใหมํ **หลักการศึกษานอกโรงเรียน การศึกษานอกโรงเรียนเป็นกระบวนการของการศึกษาตลอดชีวิต มุํงให๎ประชาชนได๎รับ การศึกษาอยํางทั่วถึง โดยเฉพาะการศึกษาขั้นพื้นฐานที่จ าเป็นตํอการด ารงชีวิตตามมาตรฐานของสังคม ซึ่งเป็นสิทธิที่คนทุกคนพึงได๎รับ นอกจากนั้นยังจะได๎รับการศึกษาที่ตํอเนื่องจากการศึกษาพื้นฐานเพื่อน า ความรู๎ไปใช๎ในการพัฒนาอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิต และพัฒนาชุมชนและสังคมตํอไป **การจัดการเรียนรู้การศึกษานอกโรงเรียนยึดหลักการส าคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1) หลักความเสมอภาคทางการศึกษา กลุํมเปูาหมายของการศึกษานอกระบบสํวนมาก เป็นผู๎พลาดโอกาส และผู๎ด๎อยโอกาสทางการศึกษา 2)หลักการพัฒนาตนเองและการพึ่งพาตนเองการจัดการศึกษานอกระบบจะต๎องจัดการ เรียนการสอน และกระบวนการเรียนรู๎เพื่อให๎ผู๎เรียนได๎พัฒนาศักยภาพของตน สามารถเรียนรู๎ เกิดความ ส านึกที่จะพัฒนาตนเองได๎


103 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 3)หลักการบูรณาการการเรียนรู้กับวิถีชีวิต หลักการนี้อยูํบนพื้นฐานของการจัดการ เรียนรู๎ที่สัมพันธ์กับสภาพปัญหา วิถีชีวิต สภาพแวดล๎อมและชุมชนท๎องถิ่นของผู๎เรียน ซึ่งเป็นหลักการที่ ส าคัญในการจัดท าหลักสูตรสถานศึกษา สิ่งดังกลําวสํงผลโดยตรงตํอการจัดกระบวนการเรียนรู๎ 4)หลักความสอดคล้องกับปัญหาความต้องการและความถนัดของผู้เรียน หลักการนี้ เป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักความต้องการของตนเอง สามารถจัดการศึกษาให๎กับตนเองได๎อยําง เหมาะสม ครู กศน. มีบทบาทในการสํงเสริมกระบวนการเรียนรู๎ด๎วยตนเองของผู๎เรียน โดยให๎ผู๎เรียนรํวม ก าหนดวัตถุประสงค์ สาระการเรียนรู๎ วิธีการเรียน และการประเมินผลการเรียนรู๎ของตนเอง ซึ่งเป็น กระบวนการการศึกษานอกระบบที่ผู้เรียนเป็นส าคัญ 5)หลักการเรียนรู้ร่วมกันและการมีส่วนร่วมของชุมชน การเรียนรู๎รํวมกันในกลุํมผู๎เรียน นับวําส าคัญ เป็นการสํงเสริมและสร๎างกัลยาณมิตรในกลุํมผู๎เรียน ก่อให้เกิดความร่วมมือความผูกพัน เอื้ออาทร การชํวยกันและกัน ปลูกฝังวินัยในตนเอง ฝึกความรับผิดชอบ **หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง แนวพระราชด าริของพระบาทสมเด็จพระ เจ๎าอยูํหัวที่ส าคัญและเหมาะสม ที่จะน ามาประยุกต์ใช๎เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู๎ คือหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นหลักปรัชญาของการพัฒนาที่ตั้งอยูํบนพื้นฐานของทางสายกลางและ ความไม่ประมาท โดยค านึงถึง1)ความพอประมาณ 2)ความมีเหตุผล 3)การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว ตลอดจนใช๎ความรู้ ความรอบคอบและคุณธรรมประกอบการวางแผน การตัดสินใจ และการกระท า หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การน าหลักปรัชญาของเศรษฐกิจเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช๎ คือ การพัฒนาที่สมดุล และยั่งยืน พร๎อมรับตํอการเปลี่ยนแปลงในทุกด๎าน ทั้งด๎านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล๎อม ความรู๎และ เทคโนโลยี หลักการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้ใหญ่ (Andragogy) การจัดเรียนรู้การศึกษานอกโรงเรียนจ าเป็นจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ธรรมชาติของ ผู้เรียน ซึ่งเป็นกลุํมเปูาหมายที่อยูํนอกระบบโรงเรียน และสํวนใหญํเป็นผู๎ใหญํ มีความพร๎อมและ ศักยภาพในการเรียนรู๎ที่แตกตํางจากกลุํมเปูาหมายในระบบโรงเรียน การจัดการเรียนรู๎ควรค านึงถึง จิตวิทยาผู้ใหญ่ซึ่งต๎องท าความเข๎าใจเกี่ยวกับความคิด จิตใจ อารมณ์ พฤติกรรมของผู๎ใหญํ ซึ่งจะมี ความแตกตํางระหวํางบุคคล มีความสนใจ มีลักษณะการเรียนรู๎เฉพาะของตน เพื่อสามารถด าเนินการ จัดการศึกษาส าหรับผู๎ใหญํได๎อยํางถูกต๎อง (กลุํมพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน, 2547:34-36) ทฤษฏี Andragogy ของ Knowles เป็นทฤษฏีที่พัฒนาขึ้นมาจากการศึกษาเกี่ยวกับการ เรียนรู๎ของผู๎ใหญํ ซึ่งเน๎นย้ าวําผู้ใหญ่นั้นสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และคาดหวังวําการตัดสินใจเรียน ของผู๎ใหญํจะได๎รับการตอบสนองที่ดี ดังนั้น โปรแกรมการเรียนรู๎ของผู๎ใหญํจึงต๎องสอดคล๎องเหมาะสม กับสภาพพื้นฐานของผู๎ใหญํแตํละคน


104 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 **หลักการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ คือ 1) ผู๎ใหญํต๎องการที่จะรู๎เหตุผลวําท าไม พวกเขาจึงต๎องการเรียนรู๎ในบางสิ่งบางอยําง เทํานั้น บางเรื่องก็ไมํจ าเป็นต๎องเรียน 2) ผู๎ใหญํต๎องการเรียนรู๎จากประสบการณ์จริงที่ประสบอยูํ 3) ผู๎ใหญํมุํงที่จะเรียนรู๎เพื่อแก๎ปัญหา หรือน าไปใช๎ได๎จริง 4) ผู๎ใหญํเรียนรู๎ได๎ดี เมื่อเรื่องที่เรียนนั้น มีคุณคําจริง ๆ ตํอชีวิตความเป็นอยูํของเขา Knowles ยกตัวอยํางของการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู๎ให๎แกํผู๎เรียนที่เป็นผู๎ใหญํโดยต๎องค านึงวํา 1) มีความจ าเป็นที่จะต้องอธิบายว่า ท าไมเรื่องที่เฉพาะเจาะจงบางเรื่องจะต๎อง ถูกสอนแกํผู๎ใหญํ บางเรื่องยอมรับความรู๎และประสบการณ์ที่มีอยูํแล๎วได๎ไมํต๎องเรียนอีก 2) การสอนจะต๎องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการท างาน เพื่อให๎เกิดการจ าได๎อยํางแมํนย า กิจกรรมการเรียนจะต๎องอยูํในบริบทของงานงําย ๆ เพื่อที่จะกํอให๎เกิดผลในทางปฏิบัติ 3) การสอนจะต๎องครอบคลุมและค านึงถึงความแตกต่างทางด๎านพื้นฐานของผู๎เรียน การจัดสื่อการเรียนและกิจกรรม จะต๎องจัดในระดับที่แตกตํางกัน รวมทั้งประเภทของการเรียนรู๎ที่ หลากหลายของการมีประสบการณ์ 4) เมื่อผู๎ใหญํ เริ่มเรียนรู้ด๎วยตนเอง การสอนจะต้องช่วยให้ผู้เรียนค้นพบตัวเอง และ ช่วยชี้แนะแนวทาง เมื่อเกิดข๎อผิดพลาดขึ้น **สรุปเป็นตารางเปรียบเทียบ ดังนี้(กลุ่มพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน) ลักษณะการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ วิธีจัดการเรียนรู้ 1) การเรียนรู๎เป็นความต๎องการขั้นพื้นฐาน ของมนุษย์ (Basic human need) - การสอนไมํใชํสิ่งที่มีความจ าเป็นและส าคัญมากนัก ในการเรียนรู๎ แตํจะเป็นการอ านวยความสะดวกให๎ การเรียนรู๎เร็วขึ้น 2) ผู๎ใหญํในฐานะผู๎เรียน ชอบที่จะมีสํวนรํวม (Participate) ในกระบวนการเรียนรู๎ 2.1 นักศึกษาผู๎ใหญํสํวนมากจะมี สิ่งเหลํานี้ ติดตัวมาด๎วย คือ – มีประสบการณ์ตําง ๆ – ความหมายตํอสถานการณ์การเรียนรู๎ – ความต๎องการในการเรียนรู๎ 2.2 นักศึกษาผู๎ใหญํจะมีลักษณะบางประการ ตํอสถานการณ์ในการเรียนรู๎คือ - วิธีการสอนทั้งหลายควรจะใช๎เพื่อการอ านวยความ สะดวกมากกวําจะเป็นการสั่งสอน - ครูควรใช๎ประสบการณ์ของผู๎เรียนให๎เป็น ประโยชน์ ในการสอน - ผู๎สอนควรสร๎างระบบความหมายที่มีอยูํแล๎วให๎ดีขึ้น ด๎วยการบูรณาการความรู๎เข๎าด๎วยกัน ครูควร ชํวยเหลือนักศึกษาในการเรียนเพื่อการประยุกต์ มากกวําการสอนเฉพาะทฤษฏี - ผู๎สอนควรสนับสนุนให๎เกิดผลดียิ่งขึ้น


105 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 – ความเชื่อมั่นในตนเอง – ความชื่นชมในตนเอง – การรับรู๎ในตนเอง - พยายามสนับสนุนสํงเสริมให๎ควบคูํไปกับความรู๎ที่ เขาได๎รับ - สนับสนุนและสํงเสริมให๎ผู๎เรียนมีการประเมินผล ด๎วยตนเอง 5. ออกแบบประสบการณ์เพื่อการเรียนรู๎ของผู๎เรียน โดยค านึงถึงจิตวิทยาผู๎ใหญํ 6. ด าเนินการให๎เกิดประสบการณ์การเรียนรู๎ด๎วยวิธีการและสื่ออุปกรณ์ที่เหมาะสม เน๎น ให๎รู๎จริง รู๎อยํางลึกซึ้ง 7. ประเมินผลการเรียนรู๎และวิเคราะห์ความต๎องการเรียนรู๎อีกครั้งเพื่อดูวําความต๎องการ เรียนรู๎นั้น ๆ ได๎รับการตอบสนองหรือไมํ เน๎นให๎ผู๎เรียนมีสํวนรํวมในการรับรู๎ด๎วย 8. เปิดโอกาสให๎ทุกคนมีสํวนรํวมในการเรียนและเน๎นกระบวนการคิดเป็น 9. อธิบาย สาธิต งําย ๆ และชัดเจน เน๎นของจริงและใกล๎เคียงกับประสบการณ์ 10. เปิดโอกาสให๎ผู๎เรียนได๎แสดงออกอยํางเต็มที่ ให๎อิสระในการตัดสินใจของตนเอง 11. ละเว๎นการลงโทษ ทั้งทางตรง และทางอ๎อม แตํต๎องอธิบายให๎เข๎าใจเหตุผล 12. จะต๎องมีการวางแผน ปฏิบัติ และประเมินผลอยํางชัดเจนรํวมกันกับผู๎เรียน 13. กิจกรรมเนื้อหาตรงตามความต๎องการและเป็นเรื่องใกล๎ตัว 14. สํงเสริมให๎เรียนรู๎ด๎วยตนเอง หรืออาจจัดกลุํมเล็ก ๆ ชํวยกันเรียน 15. เน๎นให๎น าความรู๎ที่ได๎รับไปประยุกต์ใช๎ในชีวิตจริงและการท างานได๎ด๎วย **วิธีจัดการเรียนรู้กศน. การจัดการเรียนรู๎ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ยึดหลักการ ดังนี้ 1) พระราชบัญญัติการศึกษาแหํงชาติพุทธศักราช 2542 และแก๎ไขเพิ่มเติม 2) พระราชบัญญัติการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พุทธศักราช 2551 3) หลักปรัชญา “คิดเป็น” วิธีเรียน กศน. เป็นวิธีเรียนที่ผู๎เรียน ต๎องฝึกกระบวนการคิดวิเคราะห์ในสถานการณ์ตําง ๆ เกี่ยวกับเนื้อหาสาระในแตํละรายวิชา รวมทั้งการเรียนที่เน๎นผู๎เรียนเป็นส าคัญ ตามสภาพความพร๎อม พร๎อมและความต๎องการของผู๎เรียนโดยมีครูเป็นผู๎สํงเสริมและอ านวยความสะดวกในการเรียนรู๎และ พัฒนาการเรียนรู๎ของผู๎เรียนอยํางตํอเนื่องตลอดหลักสูตร พร๎อมทั้งมีการให๎บริการแนะแนวหรือระบบ ดูแลชํวยเหลือผู๎เรียน ด๎วยการให๎ค าปรึกษา ชํวยเหลือ แนะน าและรํวมกับผู๎เรียนและผู๎เกี่ยวข๎องในการ แก๎ปัญหาให๎กับผู๎เรียน ซึ่งวิธีการเรียนรู๎ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ดังที่กลําวมาแล๎วเรียกวํา “วิธีเรียน กศน.” ซึ่งสามารถจัดการเรียนรู้ได้หลาย รูปแบบ โดยพิจารณาจากปัจจัย ดังตํอไปนี้


106 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 1. ความพร๎อม ความสนใจ และศักยภาพของผู๎เรียน 2. ความพร๎อมในการบริหารจัดการของสถานศึกษา 3. ความพร๎อมและศักยภาพของครูผู๎สอน 4. ความยากงํายของเนื้อหารายวิชา วิธีเรียน กศน. ตามตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่เหมาะสมกับผู๎เรียน เชํน การเรียนรู๎แบบพบกลุํม การเรียนรู๎ด๎วยตนเอง การเรียนรู๎แบบทางไกล การเรียนรู๎แบบชั้นเรียน และการเรียนรู๎แบบอื่นๆ ซึ่งการเรียนรู๎แตํละรูปแบบมีลักษณะ ดังตํอไปนี้ 1. การเรียนรู้แบบพบกลุ่ม การเรียนรู๎แบบพบกลุํมเป็นการจัดการเรียนรู๎ที่ก าหนดให๎ผู๎เรียน มาพบกันโดยมีครูเป็นผู๎ด าเนินการให๎เกิดกระบวนการกลุํม เพื่อให๎มีการอภิปราย แลกเปลี่ยนเรียนรู๎และ หาข๎อสรุปรํวมกัน ทุกสัปดาห์ครูจะต๎องจัดให๎มีการพบกลุํม โดยหนังสือส านักงาน กศน. ที่ ศธ 0210.03/6036 ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2558 เรื่องทบทวนแนวปฏิบัติการจัดการเรียนรู๎แบบพบกลุํม กลําววําในแตํละรายวิชาผู๎เรียนสามารถเลือกเรียนรูปแบบใด รูปแบบหนึ่ง หรือหลายรูปแบบก็ได๎ ทั้งนี้ สถานศึกษาต๎องเพิ่มระยะเวลาในการจัดการเรียนรู๎ให๎มากขึ้นกวําเดิม โดยเฉพาะการเรียนรู๎แบบพบกลุํม ให๎มีการเพิ่มระยะเวลาในการจัดการเรียนรู้แบบพบกลุ่มเป็นสัปดาห์ละ 6 ชั่วโมง โดยให๎สถานศึกษา จัดกระบวนการเรียนรู๎ในรายวิชาที่ลงทะเบียนไมํน๎อยกวํา 3 ชั่วโมง และอีก 3 ชั่วโมงให๎เป็นกิจกรรมเพื่อ เสริมสร๎างนิสัยใฝุเรียนรู๎ การคิดเป็น การอําน การเขียน และทักษะการสื่อสารถํายทอดกระบวนการคิด ให๎ผู๎อื่นเข๎าใจ หลักการในการจัดการเรียนรู๎แบบพบกลุํม มีดังนี้ 1) จัดพบกลุํมในรายวิชาที่ยากปานกลาง 2) เน๎นการแลกเปลี่ยนเรียนรู๎ระหวํางผู๎เรียนกับผู๎เรียนและผู๎เรียนกับครู 3) ให๎ผู๎เรียนเรียนรู๎ด๎วยการศึกษาค๎นคว๎า เป็นรายบุคคล เป็นกลุํม และการท าโครงงาน 4) จัดกระบวนกลุํมที่เน๎นผู๎เรียนเป็นส าคัญ และสอดแทรกกระบวนการ “คิดเป็น” ให๎ ผู๎เรียนได๎ฝึก คิดวิเคราะห์ในแตํละรายวิชาที่เชื่อมโยงสูํการประยุกต์ใช๎ในชีวิตจริงและอาจสอนเพิ่มเติมใน บางเนื้อหาที่ผู๎เรียนต๎องการ 5) มีการทดสอบยํอย (QUIZ) 6) จัดพบกลุํมอยํางน๎อยสัปดาห์ละ 6 ชั่วโมง วิธีด าเนินการจัดการเรียนรู๎แบบพบกลุํม มีดังนี้ 1) การน าเสนอผลจากการศึกษาค๎นคว๎า ครูให๎ผู๎เรียนน าเสนอผลจากการศึกษาค๎นคว๎า ด๎วยตนเองหรืองานกลุํม ซึ่งเป็นการท ากิจกรรมตามที่ได๎รับมอบหมายจากการพบกลุํมสัปดาห์ที่ที่ผํานมา ครูจะต๎องท าหน๎ากระตุ๎นให๎ผู๎เรียนแลกเปลี่ยนเรียนรู๎ และ ครูและผู๎เรียนสรุปองค์ความรู๎รํวมกัน 2) การจัดการเรียนการสอนตามสาระการเรียนรู๎ ครูจัดการเรียนการสอนตามสาระการ เรียนรู๎ที่ได๎วางแผนการเรียนรู๎รํวมกับผู๎เรียนไว๎ โดยครูจัดกระบวนการเรียนรู๎เพิ่มเติมความรู๎ในเนื้อหา


107 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 สาระที่ส าคัญ ที่ผู๎เรียนยังไมํเข๎าใจและต๎องการจะเรียนรู๎ โดยครูสอนเพิ่มเติมบางเนื้อหาที่ผู๎เรียนต๎องการ หรือจัดสอนเสริมนอกเหนือจากเวลาพบกลุํม ในเนื้อหาวิชาที่ยาก ที่ผู๎เรียนไมํสามารถเรียนรู๎ด๎วยตนเอง ได๎ เชํน วิชาคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และวิทยาศาสตร์ เป็นต๎น 3) การน าเสนอโครงงาน โดยให๎ผู๎เรียนน าเสนอความคิด และความก๎าวหน๎าในการท า โครงงานตํอกลุํมใหญํ เพื่อให๎ผู๎เรียนคนอื่นและครูชํวยกันวิเคราะห์ ซักถาม ให๎ข๎อเสนอแนะ ค าแนะน า ท าให๎เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู๎ เป็นการตํอยอดหรือพัฒนาความคิดและน าไปสูํการพัฒนาโครงงานใน สัปดาห์ตํอไป การน าเสนอโครงงานดังกลําวจะเป็นไปอยํางตํอเนื่องทุกครั้งที่พบกลุํมจนสิ้นสุดภาคเรียน 4) การสอบยํอย(QUIZ) เป็นการทดสอบความรู๎ความเข๎าใจในเนื้อหาสาระ โดยครูและ สถานศึกษาเป็นผู๎จัดท าข๎อสอบยํอย ในลักษณะ ถาม – ตอบ (QUIZ) ให๎ผู๎เรียนตอบค าถามสั้น ๆ ใน ลักษณะสรุปความคิดรวบยอด ที่เป็นความรู๎ ความเข๎าใจเกี่ยวกับเนื้อหาในรายวิชานั้นๆ ของผู๎เรียนเอง 5) การฝึกกระบวนการเรียนรู๎โดยใช๎กระบวนการ “คิดเป็น” ให๎ผู๎เรียนฝึกคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และแสวงหาความรู๎ด๎วยตนเองจากสื่อ เชํน สถานการณ์ ขําว นสพ. บทความ ที่เกี่ยวข๎องกับ เนื้อหารายวิชาที่ก าลังเรียน ครูจะท าหน๎าที่เป็นผู๎กระตุ๎น เสริมแรง ใช๎กระบวนการเรียนรู๎แบบมีสํวนรํวม ให๎ผู๎เรียนทุกคนได๎แลกเปลี่ยนเรียนรู๎รํวมกันตลอดชํวงเวลาพบกลุํม โดยครูตั้งประเด็นค าถามปลายเปิด ให๎ผู๎เรียนได๎รํวมคิด รํวมอภิปรายเพื่อหาค าตอบ และพยายามเชื่อมโยงเรื่องที่เรียนรู๎จากรายวิชานั้นเข๎าสูํ วิถีชีวิตของผู๎เรียนได๎มองเห็นประโยชน์จากการพบกลุํม 6) ฝึกให๎ผู๎เรียนแสดงออก เพื่อให๎สามารถน าความรู๎และทักษะไปใช๎ในชีวิตจริงได๎ เชํน การน าเสนองานประกอบการใช๎สื่อ การฝึกพูดในโอกาสตําง ๆ การใช๎ภาษาไทยที่ถูกต๎อง การฟังและจับ ประเด็นส าคัญ การพูดและการเขียนเพื่อสรุปใจความส าคัญ 7) การวางแผนจัดกิจกรรมการเรียนรู๎ตํอเนื่อง คือการที่ครูและผู๎เรียนรํวมกันก าหนดและ นัดหมายการท ากิจกรรมตําง ๆ ระหวํางสัปดาห์ รวมทั้งเรื่องที่ผู๎เรียนจะต๎องศึกษาค๎นคว๎าด๎วยตัวเอง ตามแผนการเรียนรู๎ที่ได๎รํวมกันก าหนดไว๎ และครูจะต๎องก าหนดตัวผู๎เรียนที่จะมาน าเสนองานตํอกลุํมใน สัปดาห์ตํอไป และก าหนดการท ากิจกรรมการเรียนรู๎ส าหรับผู๎เรียนคนอื่น ๆ ด๎วย 8) การติดตามและชํวยเหลือผู๎เรียน ครูติดตามชํวยเหลือผู๎เรียน เพื่อให๎ค าแนะน า ค าปรึกษาในการเรียน ครูอาจใช๎วิธี “เพื่อนชํวยเพื่อน” คือให๎เพื่อน หรือกลุํมเพื่อนของผู๎เรียน คอย ชํวยเหลือให๎ค าแนะน าค าปรึกษาในการเรียน 2. การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู๎ด๎วยตนเอง เป็นการเรียนรู๎ที่ผู๎เรียนแสวงหาความรู๎ด๎วย ตนเอง โดยผู๎เรียนก าหนดแผนการเรียนรู้ของตนเองให๎สอดคล๎องกับรายวิชาที่ลงทะเบียน โดยระบุ ขั้นตอนการเรียนรู๎ตั้งแตํต๎นจนจบ และมีครูเป็นที่ปรึกษา ให๎ค าแนะน าในการศึกษาหาความรู๎จากสื่อ ตํางๆ และแหลํงการเรียนรู๎ ลักษณะของผู๎เรียนที่สามารถเรียนรู๎ด๎วยตนเอง 1.1) สมัครใจที่จะเรียนรู๎ด๎วยตนเอง ไมํได๎เกิดจากการบังคับ


108 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 1.2) ผู๎เรียนเป็นแหลํงข๎อมูล คือสามารถบอกได๎วําตนเองจะเรียนเรื่องอะไร มีทักษะ และข๎อมูลอะไรบ๎าง สามารถก าหนดเปูาหมายได๎ บอกวิธีการรวบรวมข๎อมูลได๎ บอกวิธีการประเมินผล การเรียนได๎ รู๎ถึงความสามารถของตนเอง ตัดสินใจได๎ มีความรับผิดชอบตํอหน๎าที่และเป็นผู๎เรียนรู๎ที่ดี 1.3) รู๎ “วิธีการที่จะเรียน” คือรู๎ขั้นตอนในการเรียนรู๎ด๎วยตนเอง วําจะต๎องท า กิจกรรมอะไรบ๎างจึงจะท าให๎เกิดการเรียนรู๎ 1.4) มีความคิดเชิงบวก มีแรงจูงใจ และสามารถเรียนแบบรํวมมือกับเพื่อนหรือ บุคคลอื่น 1.5) มีระบบการเรียน รู๎จักประยุกต์การเรียน และสนุกกับการเรียน 1.6) มีการเรียนรู๎จากข๎อผิดพลาดและความส าเร็จ มีการประเมินผลเองและเข๎าใจถึง ศักยภาพของตนเอง 1.7) มีความพยายามหาวิธีการใหมํ ๆ เพื่อหาค าตอบ รู๎จักประยุกต์ใช๎ความรู๎ที่ได๎จาก การเรียนไปใช๎กับสถานการณ์จริง และหาโอกาสในการพัฒนา ค๎นคว๎าหาข๎อมูลเพื่อแก๎ปัญหา 1.8) สามารถแสดงความคิดเห็นและ อภิปรายในกลุํมเรียนอยํางสร๎างสรรค์ 1.9) การมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นสามารถเก็บข๎อมูล และน าข๎อมูลไปใช๎ประโยชน์ ในการเรียน วิธีการเรียนรู้ด้วยตนเอง 1) การวิเคราะห์และก าหนดความต้องการ ผู๎เรียนวิเคราะห์และก าหนดความต๎องการใน การเรียนรู๎ โดยค านึงถึงความต๎องการและความสนใจเกี่ยวกับเนื้อหาสาระที่ต๎องการเรียน 2) การก าหนดจุดมุ่งหมายในการเรียนรู๎ ผู๎เรียนก าหนดจุดมุํงหมายในการเรียนรู๎ ที่มี ความเป็นไปได๎และสามารถปฏิบัติได๎จริง โดยศึกษาจุดมุํงหมายของรายวิชา แล๎วเขียนจุดมุํงหมายในการ เรียน และระบุพฤติกรรมที่คาดหวังหรือผลการเรียนรู๎ที่คาดหวังที่สามารถวัดได๎ 3) การวางแผนการเรียน ผู๎เรียนก าหนดแนวทางในการเรียนของตนเอง เพื่อให๎บรรลุ วัตถุประสงค์ของรายวิชา ก าหนดเวลาเรียน คือก าหนดจ านวนชั่วโมง และจ านวนครั้ง ในการเรียนรู๎ด๎วย ตนเอง ท ากิจกรรมกลุํม พบครูเพื่อขอค าปรึกษา แนะน า สอนเสริม และก าหนดเวลาที่สิ้นสุดการเรียน ของตนเอง 4) การเลือกรูปแบบการเรียน คือผู๎เรียน เลือกกิจกรรมการเรียนรู๎ด๎วยตนเองได๎แกํแหลํง วิทยาการ ผู๎รู๎ แหลํงเรียนรู๎ เชํน ห๎องสมุด วัด สถานีอนามัย และสื่อในการเรียน เชํนหนังสือเรียน วีซีดี สื่อคอมพิวเตอร์ 5) การก าหนดบทบาทผู้ช่วยเหลือในการเรียน เพื่อชํวยให๎ผู๎เรียนเข๎าใจในเนื้อหาสาระ และเกิดทักษะยิ่งขึ้น และประสบผลส าเร็จในกาเรียน เชํนมีเพื่อรํวมเรียนเพื่อให๎เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู๎


109 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 6) การก าหนดวิธีการประเมินผลการเรียน ครูและผู๎เรียน ควรรํวมกันก าหนดวิธีการ วัดผลและประเมินผล เชํน ก าหนดเครื่องมือวัดผลได๎แกํแบบทดสอบตําง ๆ หรือชิ้นงาน เป็นต๎น การท าสัญญาการเรียนรู้ ในการเรียนรู๎ด๎วยตนเองนั้น เพื่อให๎การเรียนรู๎เป็นไปตามเปูาหมาย ผู๎เรียนแตํละคน จะต๎องมีการจัดท าข๎อตกลงการเรียนหรือสัญญาการเรียนรู๎กับครู เพื่อครูจะได๎ทราบความก๎าวหน๎าใน การเรียนของผู๎เรียนเป็นรายบุคคล สัญญาการเรียนรู้ (Learning Contact) คือ ข๎อตกลงที่ผู๎เรียนได๎ท าไว๎กับครูวําผู๎เรียน จะปฏิบัติตนอยํางไรในการเรียน เพื่อให๎บรรลุจุดมุํงหมายของหลักสูตร โดยผู๎เรียนจะเป็นผู๎เขียนสัญญา การเรียนรู๎ ระบุวําจะเรียนรู๎อะไร จะวัดผลด๎วยวิธีใด จะมีหลักฐานการเรียนรู๎อะไรบ๎าง และผลการเรียน ควรเป็นอยํางไร เมื่อเขียนเสร็จแล๎วจัดท าส าเนาให๎ครู 1 ชุด เพื่อครูจะได๎ติดตาม ตรวจสอบ ความก๎าวหน๎าของผู๎เรียนแตํละคน 3. การเรียนรู้แบบทางไกล การเรียนรู๎แบบทางไกล เป็นการจัดการเรียนรู๎ ที่ผู๎เรียนจะเรียนรู๎จากสื่อตําง ๆ โดยผู๎เรียน และครูจะสื่อสารทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นสํวนใหญํ เชํน การเรียนรู๎แบบ e – learning หลักในการเรียนรู๎แบบทางไกล 1) ผู๎เรียนต๎องมีเครื่องมือที่สามารถสื่อสาร และใช๎อุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ได๎ เชํน คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ ฯลฯ 2) ผู๎เรียนต๎องมีเวลาสื่อสารทางอิเลคทรอนิกส์ กับครูตามเวลาที่ได๎ตกลงรํวมกันกับ ครู เชํน Chat room, E – mail, Web board, Blog, face book ฯลฯ 3) สถานศึกษาและครู มีบทบาทในการจัดเตรียมสื่อทางไกล และอ านวยความ สะดวก ให๎ความชํวยเหลือ แนะน า ให๎ค าปรึกษาให๎ผู๎เรียนสามารถเรียนรู๎แบบทางไกลได๎ส าเร็จตาม จุดมุํงหมาย วิธีการเรียนรู๎แบบทางไกล 1) การศึกษาแนวทางการเรียนรู๎แบบทางไกลจากสื่อตําง ๆ 2) การเรียนรู๎จากสื่อทางไกลตามที่สถานศึกษาก าหนด 3) การประเมินความรู๎กํอนเรียน คือผู๎เรียนประเมินความรู๎ของตนเองกํอนเรียน 4) ศึกษาเนื้อหาสาระจากสื่อตําง ๆ และสํงงานที่ครูมอบหมายตามก าหนด 5) การสื่อสารกับครูตามเวลาที่ก าหนด เพื่อขอค าแนะน า ค าปรึกษา และนัดหมาย การท ากิจกรรมการเรียนรู๎ 6) การประเมินความรู๎หลังเรียน คือผู๎เรียนประเมินความรู๎ของตนเองหลังเรียน


110 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 4. การเรียนรู้แบบชั้นเรียน การเรียนรู๎แบบชั้นเรียน เป็นการเรียนรู๎ในลักษณะแบบห๎องเรียน ที่สถานศึกษาก าหนดรายวิชา เวลาเรียน และสถานที่ที่เรียนชัดเจน การเรียนรู๎แบบชั้นเรียนเหมาะ ส าหรับผู๎เรียนที่มีเวลามาเข๎าชั้นเรียนสม่ าเสมอ หลักในการเรียนรู๎แบบชั้นเรียน 1) สถานศึกษาก าหนดสถานที่เรียนและตารางเรียนที่เหมาะสม 2) จัดให๎มีการประชาสัมพันธ์การเรียนรู๎แบบชั้นเรียน เกี่ยวกับสถานที่ วัน เวลาที่ เรียนและครูผู๎รับผิดชอบให๎ผู๎เรียนทราบอยํางทั่วถึง 3) สถานศึกษาจัดหาสื่อและอุปกรณ์การเรียนการสอน เชํนเครื่องมือ – อุปกรณ์ ทดลองวิทยาศาสตร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ และโสตทัศนูปกรณ์ ที่มีคุณภาพ 4) ผู๎เรียนจะต๎องมีเวลามาเรียนตามที่ก าหนดไว๎ในตารางเรียน วิธีด าเนินการจัดการเรียนรู๎ 1) การจัดกระบวนการเรียนรู๎ การจัดกระบวนการเรียนรู๎ โดยครู ผู๎รู๎ หรือผู๎เชี่ยวชาญ ด๎านเนื้อหานั้น ๆ เป็นผู๎ถํายทอดความรู๎และฝึกทักษะให๎กับผู๎เรียน โดยเปิดโอกาสให๎ผู๎เรียน ซักถาม แสดงความคิดเห็นและลงมือฝึกปฏิบัติจริง และครูควรจัดเวลาในการให๎ค าปรึกษาแกํผู๎เรียน 2) การจัดกระบวนการปฏิสัมพันธ์ เป็นการจัดกระบวนการที่สํงเสริมการมี ปฏิสัมพันธ์ในการเรียนรู๎ระหวํางครูกับผู๎เรียน และผู๎เรียนกับผู๎เรียน เชํนกิจกรรมกลุํม การจัดที่นั่งเป็น กลุํม 3) การจัดให๎มีการปรับบทบาทผู๎เรียน เชํนการแบํงผู๎เรียนเป็นกลุํมยํอย ๆ และ มอบหมายงานให๎ปฏิบัติในการจัดกระบวนการเรียนรู๎ ครูจะจัดกิจกรรม 3 ลักษณะ ดังนี้ (1) การให๎ข๎อมูล ข๎อเท็จจริง (2) การเรียนรู๎ด๎วยการลงมือปฏิบัติจริง (3) การสะท๎อนการเรียนรู๎รํวมกันระหวํางผู๎เรียนและครู 4) การติดตาม และชํวยเหลือผู๎เรียน เชํน จัดบริการแนะแนว จัดบริการให๎ค าปรึกษา จัดให๎มีผู๎ชํวยสอน และการติดตามชํวยเหลือโดยเพื่อหรือกลุํมเพื่อน การเรียนรู๎ทั้ง 4 รูปแบบ ดังที่กลําวข๎างต๎น สถานศึกษาและผู๎เรียนจะรํวมกันก าหนดวําในแตํ ละรายวิชาจะเรียนรู๎แบบใด ซึ่งขึ้นอยูํกับความยากงํายของเนื้อหาสาระของแตํละรายวิชานั้น ๆ โดยให๎ สอดคล๎องกับวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพของผู๎เรียน และขึ้นอยูํกับความพร๎อมของสถานศึกษาในการ จัดสอนเสริมเพื่อเติมเต็มความรู๎ให๎กับผู๎เรียนได๎เรียนรู๎ให๎บรรลุมาตรฐานการเรียนรู๎ที่ก าหนดไว๎ นอกจากนั้นสถานศึกษาสามารถออกแบบการเรียนรู๎แบบอื่น ๆ ได๎ตามความต๎องการของผู๎เรียนและ ความพร๎อมของสถานศึกษาแตํละแหํง **ทักษะที่จ าเป็นในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ( 3R 8C )


111 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 3R คือทักษะพื้นฐานที่จ าเป็นตํอผู๎เรียนทุกคน มีดังนี้ **1. Reading คือ สามารถอํานออก **2. (W)Riteing คือ สามารถเขียนได๎ **3. (A)Rithmatic คือ มีทักษะในการค านวณ และอีกอยํางที่ส าคัญไมํแพ๎ 3R คือ 8C ซึ่งเป็นทักษะตํางๆ ที่จ าเป็นเชํนกัน ซึ่งทุกทักษะ สามารถน าไปปรับใช๎ในการเรียนรู๎ได๎ทุกวิชา มีดังนี้ 1. Critical thinking and problem solving คือ มีทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดอยําง มีวิจารณญาณและสามารถแก๎ไขปัญหาได๎ 2. Creativity and innovation คือ การคิดอยํางสร้างสรรค์และคิดเชิงนวัตกรรม 3. Cross-cultural understanding คือ ความเข๎าใจในความแตกต่างของวัฒนธรรม และกระบวนการคิดข๎ามวัฒนธรรม 4. Collaboration teamwork and leadership คือ ความร่วมมือ การท างานเป็นทีม และภาวะความเป็นผู๎น า 5. Communication information and media literacy คือ มีทักษะในการสื่อสาร และการรู๎เทําทันสื่อ 6. Computing and IT literacy คือ มีทักษะการใช๎คอมพิวเตอร์และรู๎เทําทัน เทคโนโลยี 7. Career and learning skills คือ มีทักษะอาชีพและการเรียนรู๎ 8. Compassion คือ มีความเมตตากรุณา มีคุณธรรม และมีระเบียบวินัย ทักษะทั้งหมดที่ได๎กลําวมาเป็นสิ่งที่จ าเป็นส าหรับนักเรียนในยุคการเรียนรู๎แหํงศตวรรษที่ 21 เป็นอยํางมาก ซึ่งมีความแตกตํางจากการเรียนรู๎ในสมัยกํอน ท าให๎การเรียนรู๎ของนักเรียนในศตวรรษที่ 21 มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น **การแนะแนว ให๎สถานศึกษาและเครือขํายจัดให๎มีการแนะแนวเพื่อเป็นการแนะน า การชี้ชํองทางให๎ผู๎ไมํรู๎ ไมํ แนํใจในสิ่งที่ได๎รับรู๎ เข๎าใจและมั่นใจที่จะด าเนินการให๎ถูกต๎อง สถานศึกษาด าเนินการจัดตั้งศูนย์ให้ค าปรึกษาแนะน า (Advice Center) เพื่อเป็น แหลํงข๎อมูลสารสนเทศ และให๎ค าปรึกษากับผู๎เรียน คือ 1. แนะแนวการศึกษา ด าเนินการได๎ทุกเวลาเมื่อมีผู๎ขอรับบริการโดยปกติจะมีการแนะ แนว ดังนี้ 1.1) การแนะแนวก่อนลงทะเบียนเรียน เป็นการแนะแนวให๎ผู๎สนใจ หรือผู๎เรียนได๎เข๎าใจ ถึงวิธีเรียน การลงทะเบียนเรียน การเทียบโอนผลการเรียน ตลอดจนเงื่อนไขตํางๆ ในการเรียน


112 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 1.2) การแนะแนวระหว่างเรียน เป็นการแนะแนวให๎ผู๎เรียนในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการ เรียน การการสอน และการท ากิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต ตลอดจนปัญหาอื่นๆ 1.3) การแนะแนวเมื่อจบการศึกษา เป็นการแนะแนวให๎ผู๎เรียนได๎ทราบเกี่ยวกับการ ประกอบอาชีพ หรือการศึกษาตํอในระดับที่สูงขึ้น เพื่อให๎มีทางเลือกตามความรู๎ ความสามารถ ตาม ศักยภาพของตนเอง เจ้าหน้าที่แนะแนว ต๎องเป็นผู๎มีประสบการณ์ในด๎านตํางๆ บุคลากรที่ปฏิบัติหน๎าที่การศึกษา นอกระบบทุกคน ได๎แกํ ครู ศรช. ครูประจ ากลุํม ครูอาสาสมัครฯ พนักงานราชการ ข๎าราชการ และ ผู๎บริหาร ขั้นตอนการแนะแนว 1) การวางแผนแนะแนว โดยจัดหาสื่อ แตํงตั้งบุคลากร จัดท าขั้นตอนการรับสมัคร 2) สื่อประกอบการแนะแนว เตรียมระเบียบ ค าสั่ง คูํมือครู คูํมือนักศึกษา เอกสาร ปฐมนิเทศ แหลํงเรียนรู๎ 3) การด าเนินการแนะแนว ประชุมคณะกรรมการ แบํงหน๎าที่รับผิดชอบ ประสาน หนํวยงานที่เกี่ยวข๎อง ด าเนินการตามแผน 4) ลักษณะการแนะแนว การแนะแนวรายบุคคล การแนะแนวเป็นกลุํม การแนะแนว โดยใช๎สื่อตํางๆ


113 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 แนวข้อสอบ 1. แนวการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 สอดคล้องกับข้อใด ก. เป็นการศึกษาตํอเนื่องตลอดชีวิตส าหรับประชาชน ข. ให๎ภาคีเครือขํายมีสํวนรํวมในการขจัดการศึกษา ค. สร๎างสังคมแหํงการเรียนรู๎ ง. ยึดผู๎เรียนส าคัญที่สุด 2. การจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียนต้อง ค านึงถึงข้อใด ก. ความรู๎พื้นฐานของผู๎เรียน ข. ความแตกตํางระหวํางบุคคล ค. สอดคล๎องกับบริบทของสถานศึกษา ง. สอดคล๎องกับบริบทชุมชนและการเปลี่ยนแปลงทางสังคม 3. การจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงและฝึกการปฏิบัติเพื่อให้เกิดสิ่งใด ก. มีความรู๎และประสบการณ์ ข. มีความรู๎คูํคุณธรรม ค. คิดเป็น ท าเป็น ง. ทุกข๎อที่กลําวมา 4. ข้อใดคือความหมายของค าว่า “คิดเป็น” ก. กระบวนการที่คนเราน ามาใช๎ในการตัดสินใจ ข. กระบวนการรวบรวมข๎อมูลอยํางเป็นระบบ ค. กระบวนการแสวงหาข๎อมูลอยํางเป็นระบบ ง. กระบวนการค๎นคว๎าข๎อมูลอยํางเป็นระบบ 5. ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบของกระบวนการ “คิดเป็น” ก. ตนเอง ข. สังคม ค. ชุมชน ง. วิชาการ 6. ปรัชญาแนวคิดความเชื่อพื้นฐานปรัชญา “คิดเป็น” มีความเชื่อตามข้อใด ก. เชื่อวํามนุษย์ทุกคนต๎องการความสุข ข. เชื่อวํามนุษย์ทุกคนมีความเทําเทียมกัน ค. เชื่อวํามนุษย์ทุกคนสามารถพัฒนาตนเองได๎ ง. เชื่อวํามนุษย์ทุกคนมีความสมบูรณ์ทั้งทางด๎านรํางการและจิตใจ 7.ข้อใดไม่สอดคล้องกับลักษณะของคน “คิดเป็น” มี8 ประการ ก. มีความสนใจที่จะวิเคราะห์ข๎อมูลอยูํเสมอ ข. มีความรู๎ความเข๎าใจตํอการกระท าของตนวําสํงผลตํอสังคม


114 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 ค. มีการแก๎ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจ าวันอยํางระบบ ง. มีความรู๎ความเข๎าใจเกี่ยวพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ 8. การศึกษานอกโรงเรียนเป็นกระบวนการของการศึกษาใด ก. การศึกษาในระบบ ข. การศึกษานอกระบบ ค. การศึกษาตามอัธยาศัย ง. การศึกษาตลอดชีวิต 9. .ข้อใดไม่สอดคล้องหลักการจัดการเรียนรู้การศึกษานอกโรงเรียน ก. หลักการเรียนรู๎ด๎วยตนเองตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร๎อม โอกาส ข. หลักการเรียนรู๎รํวมกันและการมีสํวนรํวมของชุมชน ค. หลักการบูรณาการการเรียนรู๎กับวิถีชีวิต ง. หลักความเสมอภาคทางการศึกษา 10. ข้อใดไม่สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ก. พอเพียง ข. พอประมาณ ค. มีเหตุผล ง. มีภูมิคุ๎มกันในตัวที่ดี 11. จากทฤษฏี Andragogy เป็นทฤษฏีที่พัฒนาขึ้นมาจากการศึกษาเกี่ยวกับการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ เป็นทฤษฏีของ Knowles มากที่สุดคือข้อใด ก. ผู๎ใหญํสามารถเรียนรู๎ได๎ด๎วยตัวเอง ข. ผู๎ใหญํมีสภาวะการเรียนรู๎ที่แตกตําง ค. ผู๎ใหญํมีความรู๎เป็นพื้นฐานอยูํแล๎ว ง. ผู๎ใหญํไมํสามารถเรียนรํวมกับเด็กได๎ 12. หลักการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้ใหญ่ ต้องค านึงถึงข้อใด ก. ผู๎ใหญํต๎องการที่จะรู๎เหตุผลวําท าไม ข. ผู๎ใหญํต๎องการเรียนรู๎จากประสบการณ์จริงที่ประสบอยูํ ค. ผู๎ใหญํมุํงที่จะเรียนรู๎เพื่อแก๎ปัญหา หรือน าไปใช๎ได๎จริง ง. ทุกข๎อที่กลําวมา 13. หลักการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้ใหญ่ (Andragogy) เป็นทฤษฏีของใคร ก. Knowles ข. John B.Watson ค. Thorndike ง. Pavlov 14. นักศึกษาผู้ใหญ่ส่วนมากจะมีสิ่งเหล่านี้ติดตัวมาด้วย คือข้อใด ก. มีประสบการณ์ตําง ๆ ข. ความต๎องการในการเรียนรู๎ ค. มีความหมายตํอสถานการณ์การเรียนรู๎ ง. ทุกข๎อที่กลําวมา 15. ข้อใดคือจะมีลักษณะบางประการต่อสถานการณ์ในการเรียนรู้ของนักศึกษาผู้ใหญ่ ก. ความเชื่อมั่นในตนเอง ข. การรับรู๎ในตนเอง ค. ความชื่นชมในตนเอง ง. ทุกข๎อที่กลําวมา


115 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 16. ทักษะที่จ าเป็นในการเรียนรู้ในศตวรรษที่21 คือข้อใด ก. 3R 8C ข. 3D 8C ค. 3R 8D ง. 3C 8R 17. 3R คือทักษะพื้นฐานที่จ าเป็นต่อผู้เรียนทุกคน ยกเว้นข้อใดข้อใด ก. สามารถอํานออก ข. สามารถเขียนได๎ ค. มีทักษะในการค านวณ ง. สามารถวิเคราะห์จากการฟัง 18. R ที่ 1 คือ Reading สอดคล้องกับข้อใด ก. สามารถอํานออก ข. สามารถเขียนได๎ ค. มีทักษะในการค านวณ ง. สามารถวิเคราะห์จากการฟัง 19. R ที่ 2 คือ WRiteing สอดคล้องกับข้อใด ก. สามารถอํานออก ข. สามารถเขียนได๎ ค. มีทักษะในการค านวณ ง. สามารถวิเคราะห์จากการฟัง 20. R ที่ 3 คือ ARithmatic สอดคล้องกับข้อใด ก. สามารถอํานออก ข. สามารถเขียนได๎ ค. มีทักษะในการค านวณ ง. สามารถวิเคราะห์จากการฟัง 21. Critical thinking and problem solving สอดคล้องกับข้อใด ก. การคิดวิเคราะห์ ข. การท างานเป็นทีม ค. การคิดอยํางสร๎างสรรค์ ง. ความเข๎าใจในความแตกตําง 22. Creativity and innovation สอดคล้องกับข้อใด ก. การคิดวิเคราะห์ ข. การท างานเป็นทีม ค. การคิดอยํางสร๎างสรรค์ ง. ความเข๎าใจในความแตกตําง 23. ข้อใดคือ “การเรียนรู้ด้วยตนเอง” ก. สมศรี โทรศัพท์สอบถามอาจารย์ ข. ทองดี ยืมหนังสือเพื่อนมาอําน ค. สมศักดิ์ สืบค๎นข๎อมูลทางอินเทอร์เน็ต ง. กีต๎า จ๎างครูมาสอน 24. ข้อใดคือทักษะที่จ าเป็นในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ก. การฟัง ข. การพูด ค. การอํานและการเขียน ง. ถูกทุกข๎อ 25. Knowles ได้ให้ลักษณะของการเรียนรู้ด้วยตนเอง คือข้อใด ก. สัญญาการเรียน ข. จัดท าโครงงาน ค. จัดท าแฟูมสะสมงาน ง. จัดท าฐานข๎อมูล


116 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 26. อันดับแรกสุดของการเรียนรู้ด้วยตนเอง คือข้อใด ก. การออกแบบแผนการเรียน ข. การแสวงหาแหลํงวิทยาการ ค. การก าหนดจุดมุํงหมายในการเรียน ง. การวิเคราะห์ความต๎องการในการเรียน 27. การเรียนรู้แบบพบกลุ่มก าหนดให้จัดการเรียนรู้กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ก. 3 ชั่วโมง ข. 4 ชั่วโมง ค. 5 ชั่วโมง ง. 6 ชั่วโมง 28. ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักการในการจัดการเรียนรู้แบบพบกลุ่ม ก. จัดพบกลุํมในรายวิชาที่ยากปานกลาง ข. เน๎นการแลกเปลี่ยนเรียนรู๎ระหวํางผู๎เรียนกับครูผู๎สอนเทํานั้น ค. จัดกระบวนกลุํมที่เน๎นผู๎เรียนเป็นส าคัญ และสอดแทรกกระบวนการคิดเป็น ง. ให๎ผู๎เรียนเรียนรู๎ด๎วยการศึกษาค๎นคว๎า เป็นรายบุคคล เป็นกลุํม และการท าโครงงาน 29. Learning Contact คือข้อใด ก. ความต๎องการเรียนรู๎ ข. สัญญาการเรียนรู๎ ค. ข๎อตกลงการเรียนรู๎ ง. ประชาคมการเรียนรู๎ 30. การจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนจะเรียนรู้จากสื่อต่าง ๆ โดยผู้เรียนและครูจะสื่อสารทางสื่อ อิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่ เช่น การเรียนรู้แบบ e – learning เป็นการเรียนรู้แบบใด ก. การเรียนรู๎แบบชั้นเรียน ข. การเรียนรู๎แบบพบกลุํม ค. การเรียนด๎วยตนเอง ง. การเรียนรู๎แบบทางไกล เฉลยข้อสอบ 1.ง 2.ข 3.ค 4.ก 5.ค 6.ก 7.ง 8.ง 9.ก 10.ก 11.ก 12.ง 13.ก 14.ง 15.ง 16.ก 17.ง 18.ก 19.ข 20.ค 21.ก 22.ค 23.ค 24.ง 25.ข 26.ง 27.ง 28.ข 29.ข 30.ง


117 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 กรอบแนวทางการจัดการศึกษา งบอุดหนุน กิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ปีงบประมาณ 2563 (14 ข้อ) 1. โครงการเกี่ยวกับกิจกรรมพัฒนาวิชาการ / ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให๎สูงขึ้น 2. โครงการเกี่ยวกับกิจกรรมพัฒนาทักษะชีวิต 3. โครงการเกี่ยวกับกิจกรรมที่แสดงออกถึงความจงรักภักดีตํอสถาบันชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ 4. โครงการเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนรู๎ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 5. โครงการเกี่ยวกับลูกเสือ และกิจกรรมอาสายุวกาชาด 6. โครงการเกี่ยวกับกีฬาและสํงเสริมสุขภาพ 7. โครงการเกี่ยวกับพัฒนาความรู๎ ความสามารถด๎านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) 8. โครงการเกี่ยวกับพัฒนาความรู๎สูํประชาคมโลก 9. โครงการเกี่ยวกับจิตอาสา กศน. “เราท าความดีด๎วยหัวใจ” 10. โครงการเกี่ยวกับสํงเสริมการอําน และพัฒนาทักษะการเรียนรู๎ 11. โครงการเกี่ยวกับการสํงเสริมการเรียนรู๎เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ 12. โครงการเกี่ยวกับการสํงเสริมคุณธรรม จริยธรรม 13. โครงการเกี่ยวกับการเรียนรู๎การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรง เป็นประมุข 14. โครงการเกี่ยวกับการเสริมสร๎างความสามารถพิเศษ รูปแบบของกิจกรรม 1. แบบการจัดคํายวิชาการ คํายกิจกรรม ทั้งคํายไป – กลับ และคํายค๎างคืน 2. แบบชั้นเรียน โดย ครู กศน. หรือวิทยากรที่มีความรู๎หรือประสบการณ์ในการสอนวิชานั้นๆ เป็นผู๎จัดกิจกรรมหรือรํวมกับเครือขําย 3. แบบศึกษาดูงาน ในพื้นที่ใกล๎เคียงหรือภายในจังหวัด/ภาคเดียวกัน กรณีออกนอกพื้นที่ ให๎ขอความเห็นชอบจากผู๎อ านวยการส านักงาน กศน.จังหวัด/กทม. 4. อื่นๆ โดยให๎พิจารณารูปแบบของกิจกรรมข๎อที่ 1 – 3 กํอน แล๎วจึงด าเนินการในข๎อ 4 งบประมาณ งบประมาณในแผนงานสนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โครงการสนับสนุนคําใช๎จํายใน การจัดการศึกษานอกระบบตั้งแตํอนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน งบเงินอุดหนุน ในการจัดกิจกรรม พัฒนาคุณภาพผู๎เรียน มีรายละเอียด ดังนี้ 1. ระดับประถมศึกษา คนละ 140 บาทตํอภาคเรียน (280 บาท/ปี)


118 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 2. ระดับมัธยมศึกษาตอนต๎น คนละ 290 บาทตํอภาคเรียน (580 บาท/ปี) 3. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย คนละ 290 บาทตํอภาคเรียน (580 บาท/ปี) 4. ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ คนละ 530 บาทตํอภาคเรียน (1,060 บาท/ปี) แนวข้อสอบกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ****************** 1. กรอบการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน มีทั้งหมดกี่ข้อ ก. 11 ข. 12 ค. 13 ง. 14 2. ข้อใดไม่สอดคล้องกับกรอบการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ก. โครงการเกี่ยวกับพัฒนาความรู๎สูํประชาคมอาเซียน ข. โครงการเกี่ยวกับสํงเสริมการอําน และพัฒนาทักษะการเรียนรู๎ ค. โครงการเกี่ยวกับการสํงเสริมการเรียนรู๎เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ ง. โครงการเกี่ยวกับจิตอาสา กศน. “เราท าความดีด๎วยหัวใจ” 3. โครงการเกี่ยวกับการเรียนรู้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข การปกครองระบอบประชาธิปไตยและกฎหมายที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจ าวัน ให้จัดกิจกรรม ในลักษณะใด ก. อบรมการท าบัญชีครัวเรือน ข. จัดกิจกรรมด๎านกีฬา ค. อบรมประวัติศาสตร์ชาติไทยและตอบแทนบุญคุณของพระมหากษัตริย์ไทย ง. อบรมเกี่ยวกับเรื่องของยาเสพติด 4. การจัดกิจกรรมเกี่ยวปัญหายาเสพติด และการตั้งครรภ์ สอดคล้องกับข้อใด ก. โครงการเกี่ยวกับการสํงเสริมการเรียนรู๎เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ ข. โครงการเกี่ยวกับกิจกรรมพัฒนาทักษะชีวิต ค. โครงการเกี่ยวกับกีฬาและสํงเสริมสุขภาพ ง. โครงการเกี่ยวกับการสํงเสริมคุณธรรม จริยธรรม 5. ข้อใดคือรูปแบบของการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ก. แบบระยะสั้น ข. แบบชั้นเรียน ค. แบบอบรมประชาชน ง. ทุกข๎อที่กลําวมา


119 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 6. การพานักศึกษาไปศึกษาดูงาน กรณีออกนอกพื้นที่ ให้ขอความเห็นชอบจากใคร ก. ผู๎อ านวยการ กศน.อ าเภอ/เขต ข. ผู๎อ านวยการ ส านักงาน กศน.จังหวัด/กทม. ค. เลขาธิการ กศน. ง. ปลัดกระทรวง 7. วัตถุประสงค์ของโครงการเกี่ยวกับการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม คือ ก. เพื่อให๎ผู๎เรียนได๎เรียนรู๎ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ข. เพื่อให๎ผู๎เรียนได๎เรียนด าเนินชีวิต ตามแบบ เกํง ดี มีสุข ค. กิจกรรมที่จัดถึงการบ าเพ็ญสาธารณประโยชน์ในพื้นที่ตํางๆ ง. เพื่อสํงเสริมให๎ผู๎เรียนได๎เรียนรู๎ ด๎วยการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี และเอกลักษณ์ของชาติ 8. กิจกรรมเพื่อพัฒนาความรู้ให้กับผู้เรียนด้านการศึกษา เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ความมั่ง คง และการเมือง สอดโครงกับข้อใด ก. โครงการเกี่ยวกับพัฒนาความรู๎สูํประชาคมโลก ข. โครงการเกี่ยวกับสํงเสริมการอําน และพัฒนาทักษะการเรียนรู๎ ค. โครงการเกี่ยวกับการสํงเสริมการศึกษา เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล๎อม ง. โครงการเกี่ยวกับจิตอาสา กศน. “เราท าความดีด๎วยหัวใจ” 9. ครู กศน. หรือวิทยากรที่มีความรู้หรือประสบการณ์ในการสอนวิชานั้นๆ เป็นผู้จัดกิจกรรมหรือ ร่วมกับเครือข่าย คือการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในรูปแบบใด ก. แบบจัดคํายวิชาการ ข. แบบชั้นเรียน ค. แบบศึกษาดูงาน ง. ทุกข๎อที่กลําวมา 10. การฝึกให้ผู้เรียนกล้าแสดงออก ความคิดสร้างสรรค์จินตนาการในแนวทางที่ถูกต้องและ เหมาะสม เป็นการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในลักษณะใด ก. โครงการเกี่ยวกับการเสริมสร๎างความสามารถพิเศษ ข. โครงการเกี่ยวกับสํงเสริมการอําน และพัฒนาทักษะการเรียนรู๎ ค. โครงการเกี่ยวกับการสํงเสริมการศึกษา เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล๎อม ง. โครงการเกี่ยวกับจิตอาสา กศน. “เราท าความดีด๎วยหัวใจ” เฉลยแนวข๎อสอบ 1.ง 2.ก 3.ค 4.ข 5.ข 6.ข 7.ง 8.ก 9.ข 10.ก


120 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 การบริหารจัดการชั้นเรียน **************************** ** การบริหารจัดการชั้นเรียน หมายถึง การสร๎างและการรักษาสิ่งแวดล๎อมของห๎องเรียน เพื่อเอื้อตํอการเรียนรู๎ของผู๎เรียน หรือหมายถึงกิจกรรมทุกอยํางที่ครูท าเพื่อจะชํวยให๎การสอนมี ประสิทธิภาพและผู๎เรียนมีผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู๎ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว๎ส าหรับบทเรียนหนึ่งๆ นอกจากนี้การจัดการห๎องเรียนยังรวมถึงการที่ครูสามารถที่จะใช๎เวลาที่ก าหนดไว๎ในตารางสอนได๎อยําง เต็มเม็ดเต็มหนํวย และการจัดที่นั่งของผู๎เรียน และอุปกรณ์ที่ครูจะใช๎ในการสอนให๎อยูํในสภาพที่จะชํวย ครูได๎ในเวลาสอน ** เทคนิคการปกครองชั้นเรียน เทคนิคหรือวิธีการที่ครูใช๎ปกครองชั้นเรียนมีสํวนสํงเสริมในการสร๎างบรรยากาศทางจิตวิทยา กลําวคือ ถ๎าครูปกครองชั้นเรียนด๎วยความยุติธรรม ยึดหลักประชาธิปไตย ใช๎ระเบียบกฎเกณฑ์ที่ทุกคน ยอมรับ ยินดีปฏิบัติ นักเรียนก็จะอยูํในห๎องเรียนอยํางมีความสุข เกิดความรู๎สึกอบอุํนพอใจและสบายใจ ในทางตรงกันข๎าม ถ๎าครูโลเล ไมํยุติธรรม เลือกที่รักมักที่ชัง ปกครองชั้นเรียนแบบเผด็จการ นักเรียนจะ เกิดความรู๎สึกไมํศรัทธาครู ไมํเห็นคุณคําของระเบียบกฎเกณฑ์ สํงผลให๎นักเรียนไมํสนใจเรียน ไมํอยาก มาโรงเรียนในที่สุด ดังนั้นเทคนิควิธีการปกครองชั้นเรียนของครูจึงมีความส าคัญตํอการสร๎างบรรยากาศ ทางจิตวิทยาด๎วย ซึ่งครูควรยึดหลักดังตํอไปนี้ 1)หลักประชาธิปไตย ครูควรให๎ความส าคัญตํอนักเรียนเทําเทียมกัน ให๎ความเสมอภาคให๎ อิสระ ให๎โอกาสแกํทุกคนในการแสดงความคิดเห็น ขณะเดียวกันครูต๎องใจกว๎าง ยินดีรับฟังความเห็น ของทุกคน และควรฝึกให๎ผู๎เรียนปฏิบัติตนตามสิทธิหน๎าที่ รู๎จักเคารพสิทธิของผู๎อื่น ให๎รู๎จักการอยูํรํวมกัน อยํางประชาธิปไตย 2)หลักความยุติธรรม ครูควรปกครองโดยใช๎หลักความยุติธรรมแกํผู๎เรียนทุกคนโดยทั่วถึง ผู๎เรียนจะเคารพศรัทธาครู และยินดีปฏิบัติตามกฎระเบียบของครู ยินดีปฏิบัติตามค าอบรมสั่งสอนของ ครู ตลอดจนไมํสร๎างปัญหาในชั้นเรียน 3)หลักพรหมวิหาร 4 ได๎แกํ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ซึ่งมีความหมายดังตํอไปนี้ ** เมตตา หมายถึง ความรักและเอ็นดุ ความปรารถนาที่จะให๎ผู๎อื่นเป็นสุข ** กรุณา หมายถึง ความสงสาร คิดจะชํวยให๎ผู๎อื่นพ๎นทุกข์ ** มุทิตา หมายถึง ความยินดีด๎วยเมื่อผู๎อื่นได๎ลาภยศ สุข สรรเสริญ ** อุเบกขา หมายถึง ความเที่ยงธรรม การวางตัวเป็นกลาง การวางใจเฉย ถ๎าครูทุกคนยึดหลักพรหมวิหาร 4 ในการปกครองชั้นเรียน นอกจากจะท าให๎ผู๎เรียนมีความ เคารพรักศรัทธาครู และมีความสุขในการเรียนแล๎วยังเป็นการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ให๎แกํผู๎เรียน ด๎วย


121 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 4)หลักความใกล้ชิด การที่ครูแสดงความเอาใจใสํ ความสนใจ ให๎ความใกล๎ชิดกับผู๎เรียน เป็นวิธีการหนึ่งในการสร๎างบรรยากาศทางด๎านจิตวิทยา วิธีการแสดงความสนใจผู๎เรียนท าได๎หลายวิธี ซึ่ง ประกอบด๎วย 1. ครูจะต๎องรู๎จักผู๎เรียนในชั้นทุกคน 2. ครูจะต๎องแสดงความสนใจในสารทุกข์สุขของเด็กแตํละคน 3. ครูอุทิศเวลาของตนเพื่อเด็ก เวลาที่นอกเหนือจากงานสอน ได๎แกํ เวลาเย็นหลังเลิก เรียน ชํวงพักระหวํางการเรียน เพื่อชํวยเด็กที่ต๎องการการชํวยเหลือเป็นพิเศษได๎ตลอดเวลาวําต๎องการ ขอค าปรึกษา ต๎องการขอค าแนะน าในการหารายได๎พิเศษ 4. ครูปฏิบัติตัวเป็นแบบอยํางที่ดี อบรมสั่งสอนเด็กเรื่องความซื่อสัตย์ ครูจะต๎องปฏิบัติ ตนเป็นคนซื่อสัตย์ด๎วย **การจัดการเรียนรู้ 1) จัดปฐมนิเทศผู๎เรียน 2) แนะแนวการศึกษา 3) จัดท าหลักสูตรสถานศึกษา วิเคราะห์หลักสูตร วิเคราะห์สภาพปัญหาและความต๎องการของผู๎เรียน จัดท าแผนการเรียนรู๎รํวมกันกับผู๎เรียนและผู๎เกี่ยวข๎อ รูปแบบกระบวนการเรียนรู๎ กศน. (ONIE MODEL) ซึ่งประกอบด๎วย 4 ขั้นตอน 1)ขั้น ก าหนดสภาพปัญหา/ความต๎องการในการเรียนรู๎ (Orientation : O) 2)ขั้นแสวงหาข๎อมูลและการ จัดการเรียนรู๎(New ways of learning : N) 3)ขั้นปฏิบัติ (Implementation : I) 4)ขั้นประเมินผลการ เรียนรู๎ (Evaluation : E) **การปฏิบัติหน้าที่ของครู กศน. โดยการจัดการเรียนรู๎ให๎กับผู๎เรียน โดยก าหนดวิธีการจัดการเรียนรู๎ คือ วิธีเรียน กศน. สามารถจัดการเรียนรู๎ได๎หลากหลายรูปแบบให๎เหมาะสมกับความต๎องการ สอดคล๎อง กับวิถีชีวิตการท างานของผู๎เรียน เชํน การเรียนรู๎แบบพบกลุํม การเรียนรู๎ด๎วยตนเอง การเรียนรู๎แบบ ทางไกล และการเรียนรู๎แบบอื่นๆ ในแตํละรายวิชา ผู๎เรียนสามารถเลือกเรียนรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หรือหลายรูปแบบก็ได๎ แตํทั้งนี้ต๎องขึ้นอยูํกับความพร๎อมของสถานศึกษาด๎วย


122 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 แนวข้อสอบ การบริหารจัดการชั้นเรียน 1. การบริหารจัดการชั้นเรียน หมายถึง ก. การสร๎างและการรักษาสิ่งแวดล๎อมของห๎องเรียนเพื่อเอื้อตํอการเรียนรู๎ของผู๎เรียน ข. ให๎ภาคีเครือขํายมีสํวนรํวมในการจัดการศึกษา ค. การคณะกรรมการสถานศึกษามีสํวนรํวมในการจัดการศึกษา ง. การที่ผู๎บริหารสถานศึกษาก าหนดแผนการเรียนรู๎ใช๎ชั้นเรียน 2. ในการปกครองชั้นเรียน ครูควรน าหลักธรรมใดมาใช้ในการปกครองชั้นเรียน ก. ฆราวาสธรรม 4 ข. พรหมวิหาร 4 ค. อิทธิบาท 4 ง. สังคหวัตถุ 4 3. หลักธรรมส าหรับการ ครองตน สอดคล้องกับข้อใด ก. ฆราวาสธรรม 4 ข. พรหมวิหาร 4 ค. อิทธิบาท 4 ง. สังคหวัตถุ 4 4. หลักธรรมส าหรับการ ครองคน สอดคล้องกับข้อใด ก. ฆราวาสธรรม 4 ข. พรหมวิหาร 4 ค. อิทธิบาท 4 ง. สังคหวัตถุ 4 5. หลักธรรมส าหรับการ ครองงาน สอดคล้องกับข้อใด ก. ฆราวาสธรรม 4 ข. พรหมวิหาร 4 ค. อิทธิบาท 4 ง. สังคหวัตถุ 4 6. ข้อใดสอดคล้องกับ “หลักประชาธิปไตย” ก. ครูให๎ความส าคัญตํอนักเรียนเทําเทียมกัน ข. ครูมีการแบํงแยกระดับนักเรียนตามความสามารถ ค. ครูปกครองโดยใช๎หลักความยุติธรรมแกํผู๎เรียนทุกคนโดยทั่วถึง ง. ทุกข๎อที่กลําวมา 7. ข้อใดสอดคล้องกับ “หลักความยุติธรรม” ก. ครูให๎ความส าคัญตํอนักเรียนเทําเทียมกัน ข. ครูมีการแบํงแยกระดับนักเรียนตามความสามารถ ค. ครูปกครองโดยใช๎หลักความยุติธรรมแกํผู๎เรียนทุกคนโดยทั่วถึง ง. ทุกข๎อที่กลําวมา


123 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 8. ข้อใดสอดคล้องกับ “หลักความใกล้ชิด” ก. ครูให๎ความส าคัญตํอนักเรียนเทําเทียมกัน ข. ครูมีการแบํงแยกระดับนักเรียนตามความสามารถ ค. ครูปกครองโดยใช๎หลักความยุติธรรมแกํผู๎เรียนทุกคนโดยทั่วถึง ง. การที่ครูแสดงความเอาใจใสํ ความสนใจ ให๎ความใกล๎ชิดกับผู๎เรียน 9. ความยินดีด้วยเมื่อผู้อื่นได้ลาภยศ สุข สรรเสริญ สอดคล้องกับข้อใด ก. เมตตา ข. กรุณา ค. มุทิตา ง. อุเบกขา 10. ความรักและเอ็นดูความปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นเป็นสุข สอดคล้องกับข้อใด ก. เมตตา ข. กรุณา ค. มุทิตา ง. อุเบกขา เฉลยข้อสอบ 1.ก 2.ข 3.ก 4.ข 5.ค 6.ก 7.ค 8.ง 9.ค 10.ก


124 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 สื่อการเรียนการสอน ความหมายของสื่อการเรียนการสอน สื่อการสอน (Instructional Media) หมายถึงตัวกลางหรือช่องทางถ่ายทอดองค์ความรู้ ทักษะประสบการณ์ จากแหล่งความรู้ไปสู่ผู้เรียน และท าให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย สื่อการเรียนก็นับได๎วําเป็นเครื่องมือที่ชํวยให๎ผู๎เรียนผู๎สอนได๎แสดงบทบาทและเกิดความเข๎าใจในวิชาที่ เรียนที่สอนกันได๎มากขึ้น สื่อการสอน เป็นอุปกรณ์ วัสดุและวิธีการสื่อ ถํายทอดความรู๎ความเข๎าใจให๎แกํผู๎อื่นเพื่อความ เข๎าใจงํายและความสะดวกสบายมากขึ้น อยํางที่เราๆเคยเห็นกันมา ตัวอยํางเชํนกระดานไวท์บอร์ดหรือ กระดานด าก็ถือวําใชํ แม๎แตํหนังสือเรียน ชีทตํางๆ ก็ถือวําเป็นสื่อการสอนชนิดหนึ่ง จากนี้เราจะมา จ าแนกประเภทกันอยํางงํายๆ แบ่งได้เป็น 4 ประเภท 1. สื่อประเภทวัสดุซึ่งได๎แกํ สไลด์ ซีท หนังสือเรียน สิ่งพิมพ์ตํางๆ 2. สื่อประเภทอุปกรณ์ได๎แกํ หุํนจ าลอง ลูกโลก กระดาน เครื่องเลํนเสียง โทรทัศน์ อุปกรณ์ในห๎องปฏิบัติการ 3. สื่อประเภทเทคนิคหรือวิธีการ ได๎แกํ การสาธิต การอภิปรายกลุํม การฝึกปฏิบัติงาน การเสนองานหน๎าชั้น การจัดนิทรรศการ 4. สื่อประเภทคอมพิวเตอร์ได๎แกํ การใช๎คอมพิวเตอร์ชํวยสอน พรีเซนต์ แอนิเมชั่น การ์ตูน แอพลิเคชั่นหรือเกมส์รํวมถึงการใช๎อินเตอร์เน็ต ในปัจจุบันรูปแบบสื่อการสอนก็เริ่มเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามยุคสมัย การใช๎กระดานด าและไวท์ บอร์ดเริ่มลดน๎อยลงเปลี่ยนมาใช๎การน าเสนอผํานคอมพิวเตอร์(presentation) แทนซึ่งก็สะดวกสบาย และสื่อสารกันได๎งํายกวํา ในบางองค์กรหรือโรงเรียนก็อาจจะแจกไฟล์กันทางอีเมล์เพื่อให๎กลับไปศึกษา ตํอที่บ๎านเองได๎อีกด๎วย การแบ่งประเภทของสื่อการเรียนการสอน 1. สื่อไม่ใช้เครื่องฉายเป็นสื่อที่ใช้การทางทัศนะโดยไม่ต้องใช้เครื่องฉายร่วมด้วย แบํง ออกเป็น 3 ประเภท ได๎แกํ 1) สื่อภาพ (illustrative materials) เป็นสื่อที่สามารถถํายทอดเนื้อหา เชํน ภาพกราฟิก กราฟ แผนที่ ของจริงของจ าลอง 2) กระดานสาธิต (demonstration boards) ใช๎ในการน าเสนอเนื้อหา เชํนกระดาน ชอล์ก กระดานนิเทศ กระดานแมํเหล็ก กระดานผ๎าส าลี ฯลฯ 3) กิจกรรม(activities)


125 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 2. สื่อแบ่งตามประสบการณ์การเรียนรู้ ขั้นที่1 ประสบการณ์ตรง (Direct Purposeful Experience) เป็นประสบการณ์ที่เป็น รากฐานของประสบการณ์ทั้งปวงเพราะได๎เรียนรู๎จากประสบการณ์จริง ได๎เห็น ได๎ยินเสียง ได๎สัมผัสด๎วย ตนเอง เชํน การเรียนจากของจริง (Real object) ได๎รํวม กิจกรรมการเรียนด๎วยการลงมือกระท าเป็นต๎น ขั้นที่ 2 ประสบการณ์จ าลอง (Contrived Simulation Experience) จากข๎อจ ากัดที่ไมํ สามารถจัดการเรียนการสอนจากประสบการณ์จริงให๎แกํผู๎เรียนได๎ เชํน ของจริงมีขนาดใหญํหรือเล็ก เกินไป มีความซับซ๎อน มีอันตราย จึงใช๎ประสบการณ์จ าลองแทน เชํน การใช๎หุํนจ าลอง (Model) ของ ตัวอยําง (Specimen) เป็นต๎น ขั้นที่ 3 ประสบการณ์นาฏการ (Dramatized Experience) เป็นประสบการณ์ที่จัดขึ้น แทนประสบการณ์จริงที่เป็นอดีตไปแล๎ว หรือเป็นนามธรรมที่ยากเกินกวําจะเข๎าใจและไมํสามารถ ใช๎ ประสบการณ์จ าลองได๎ เชํน การละเลํนพื้นเมือง ประเพณีตํางๆ เป็นต๎น ขั้นที่ 4 การสาธิต (Demonstration) คือ การอธิบายข๎อเท็จจริง ความจริง และ กระบวนการที่ส าคัญด๎วยการแสดงให๎เห็นเป็นล าดับขั้น การสาธิตอาจท าได๎โดยครูเป็นผู๎สาธิต นอกจากนี้อาจใช๎ภาพยนตร์ สไลด์และฟิล์มสตริป แสดงการสาธิตในเนื้อหาที่ต๎องการสาธิตได๎ ขั้นที่ 5 การศึกษานอกสถานที่ (Field Trip) การพานักเรียนไปศึกษายังแหลํงความรู๎นอก ห๎องเรียน เพื่อเปิดโอกาสให๎นักเรียนรู๎หลายๆด๎าน ได๎แกํ การศึกษาความรู๎จากสถานที่ส าคัญ เชํน โบราณสถาน โรงงาน อุตสาหกรรม เป็นต๎น ขั้นที่ 6 นิทรรศการ (Exhibition) คือ การจัดแสดงสิ่งตํางๆ รวมทั้งมีการสาธิตและการฉาย ภาพยนตร์ประกอบเพื่อให๎ประสบการณ์ในการเรียนรู๎แกํผู๎เรียนหลายด๎าน ได๎แกํ การจัดปูายนิทรรศการ การจัดแสดงผลงานนักเรียน ขั้นที่ 7 ภาพยนตร์ และโทรทัศน์ (Motion Picture and Television) ผู๎เรียนได๎เรียนด๎วย การเห็นและได๎ยินเสียงเหตุการณ์และเรื่องราวตํางๆ ได๎มองเห็นภาพในลักษณะการเคลื่อนไหวเหมือน จริง ไปพร๎อมๆกัน ขั้นที่ 8 การบันทึกเสียง วิทยุ และภาพนิ่ง (Recording, Radio and Picture) ได๎แกํ เทป บันทึกเสียง แผํนเสียง วิทยุ ซึ่งต๎องอาศัยเรื่องการขยายเสียง สํวนภาพนิ่ง ได๎แกํ รูปภาพทั้งชนิดโปรํง แสงที่ใช๎กับเครื่องฉายภาพข๎ามศีรษะ(Overheadprojector) สไลด์ (Slide) ภาพนิ่งจากคอมพิวเตอร์ และภาพบันทึกเสียงที่ใช๎กับเครื่องฉายภาพทึบแสง(Overhead projector) ขั้นที่ 9 ทัศนสัญลักษณ์ (Visual Symbol) มีความเป็นนามธรรมมากขึ้น จ าเป็นที่จะต๎อง ค านึงถึงประสบการณ์ของผู๎เรียนเป็นพื้นฐาน ในการเลือกน าไปใช๎ สื่อที่จัดอยูํในประเภทนี้ คือ แผนภูมิ แผนสถิติ ภาพโฆษณา การ์ตูน แผนที่ และสัญลักษณ์ตํางเป็นต๎น ขั้นที่ 10 วจนสัญลักษณ์ (Verbal Symbol) เป็นประสบการณ์ขั้นสุดท๎าย ซึ่งเป็นนามธรรม ที่สุด ไมํมีความคล๎ายคลึงกันระหวํางวจนสัญลักษณ์กับของจริง ได๎แกํ การใช๎ตัวหนังสือแทนค าพูด


126 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 3. สื่อแบ่งตามทรัพยากรการเรียนรู้ ได๎จ าแนกสื่อการเรียนการสอนตามทรัพยากรการเรียนรู๎ 4 รูปแบบ โดยแบํงได๎เป็นสื่อที่ ออกแบบขึ้นเพื่อ จุดมุํงหมายทางการศึกษา 1) คน (people) ได๎แกํ ครู ผู๎บริหารผู๎แนะน าการศึกษา ผู๎ชํวยสอน หรือผู๎ที่อ านวยความ สะดวกด๎านตํางๆเพื่อให๎ผู๎เรียนเกิดการเรียนรู๎ สํวน“คน” ตามความหมายของการประยุกต์ใช๎ ได๎แกํคนที่ ท างานหรือมีความช านาญงานในแตํละสาขาซึ่งมีอยูํในวงสังคมทั่วไป คนเหลํานี้เป็น “ผู๎เชี่ยวชาญ” 2) วัสดุ(materials) สื่อตํางๆที่เป็นทรัพยากรในการเรียนการสอนนั้นจะมีลักษณะ เชํนเดียวกับวัสดุที่ใช๎ในการศึกษาดังกลําวเพียงแตํวําเนื้อหาที่บรรจุในวัสดุสํวนมากจะอยูํในรูปของการ ให๎ความบันเทิง เชํน คอมพิวเตอร์หรือภาพยนตร์สารคดีชีวิตสัตว์สิ่งเหลํานี้ถูกมองไปในรูปแบบของความ บันเทิงแตํสามารถให๎ความรู๎ในเวลาเดียวกัน หลักการเลือกสื่อการสอน 1. เลือกสื่อการสอนที่สอดคล๎องกับวัตถุประสงค์การเรียนรู๎ ผู๎สอนควรศึกษาถึงวัตถุประสงค์การ เรียนรู๎ที่หลักสูตรก าหนดไว๎ วัตถุประสงค์ในที่นี้หมายถึงวัตถุประสงค์เฉพาะในแตํละสํวนของเนื้อหายํอย 2. เลือกสื่อการสอนที่ตรงกับลักษณะของเนื้อหาของบทเรียน เนื้อหาของบทเรียนอาจมีลักษณะ แตกตํางกันไป เชํน เป็นข๎อความ เป็นแนวคิด เป็นภาพนิ่ง/ภาพเคลื่อนไหว เป็นเสียง เป็นสี ซึ่งการเลือก สื่อการสอนควรเลือกให๎เหมาะสมกับลักษณะของเนื้อหา 3. เลือกสื่อการสอนให๎เหมาะสมกับลักษณะของผู๎เรียน ลักษณะเฉพาะตัวตํางๆ ของผู๎เรียนเป็น สิ่งที่มีอิทธิพลตํอการรับรู๎สื่อการสอน ในการเลือกสื่อการสอนต๎องพิจารณาลักษณะตํางๆ ของผู๎เรียน เชํน อายุ เพศ ความถนัด ความสนใจ ระดับสติปัญญา วัฒนธรรมและประสบการณ์เดิม 4. เลือกสื่อการสอนให๎เหมาะสมกับจ านวนของผู๎เรียน และกิจกรรมการเรียนการสอนในการ สอนแตํละครั้งจ านวนของผู๎เรียนและกิจกรรมที่ใช๎ในการเรียนสอน ในห๎องก็เป็นสิ่งส าคัญที่ต๎องน ามา พิจารณาควบคูํกันในการใช๎สื่อการสอน เชํน การสอนผู๎เรียนจ านวนมาก จ าเป็นต๎องใช๎วิธีการสอนแบบ บรรยาย 5. เลือกสื่อการสอนที่เหมาะสมกับสภาพแวดล๎อม สภาพแวดล๎อมในที่นี้อาจได๎แกํ อาคาร สถานที่ ขนาดพื้นที่ แสงไฟฟูา เสียงรบกวน อุปกรณ์อ านวยความสะดวก หรือ บรรยากาศ สิ่งเหลํานี้ ควรน ามาประกอบการพิจารณาเลือกใช๎สื่อการสอน ตัวอยํางเชํน การสอนผู๎เรียนจ านวนมากซึ่งควรจะ ใช๎เครื่องฉายและเครื่องเสียง แตํสถานที่สอนเป็นลานโลํงมีหลังคา ไมํมีผนังห๎อง


127 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 ขั้นตอนการใช้สื่อการสอน 1. ขั้นน าสูํบทเรียน เพื่อกระตุ๎นให๎เรียนเกิดความสนใจในเนื้อหาที่ก าลังจะเรียนสื่อที่ใช๎ในขั้นนี้จึง เป็นสื่อที่แสดงเนื้อหากว๎างๆ หรือเนื้อหาที่เกี่ยวกับการเรียนในครั้งกํอนยังมิใชํสื่อที่เน๎นเนื้อหาเจาะลึก จริง อาจเป็นสื่อที่เป็นแนวปัญหาหรือเพื่อให๎ผู๎เรียนคิด และควรเป็นสื่อที่งํายตํอการน าเสนอใน ระยะเวลาอันสั้น เชํน ภาพ บัตรค า หรือเสียง เป็นต๎น 2. ขั้นด าเนินการสอนหรือประกอบกิจกรรมการเรียน เป็นขั้นตอนที่ส าคัญเพราะจะให๎ความรู๎ เนื้อหาอยํางละเอียดเพื่อสนองวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว๎ ผู๎สอนจึงต๎องเลือกสื่อให๎ตรงกับเนื้อหาและวิธีการ สอนหรืออาจจะใช๎สื่อประสมก็ได๎ ต๎องมีการจัดล าดับขั้นตอนการใช๎สื่อให๎เหมาะสมและสอดคล๎องกับ กิจกรรมการเรียน การใช๎สื่อในขั้นนี้จะต๎องเป็นสื่อที่เสนอความรู๎อยํางละเอียดถูกต๎องและชัดเจนแกํ ผู๎เรียน เชํน ของจริง แผํนโปรํงใส กราฟ วีดิทัศน์ แผํนวีซีดี หรือการทัศนศึกษานอกสถานที่เป็นต๎น 3. ขั้นวิเคราะห์และฝึกปฏิบัติ เป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ตรงแกํผู๎เรียนเพื่อให๎ผู๎เรียน ได๎ ทดลองน าความรู๎ด๎านทฤษฏีหรือหลักการที่เรียนมาแล๎วไปใช๎แก๎ปัญหาในขั้นฝึกหัดโดยการลงมือฝึก ปฏิบัติเอง สื่อในขั้นนี้จึงเป็นสื่อที่เป็นประเด็นปัญหา เทปเสียง สมุดแบบฝึกหัด ชุดการเรียน หรือ บทเรียนซีเอไอ เป็นต๎น 4. ขั้นสรุปบทเรียน เป็นการเน๎นย้ าเนื้อหาให๎มีความเข๎าใจที่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่วางไว๎ ขั้น สรุปนี้ควรใช๎เพียงระยะเวลาน๎อย เชํน แผนภูมิโปรํงใส กราฟ เป็นต๎น 5. ขั้นประเมินผู๎เรียน เป็นการทดสอบวําผู๎เรียนสามารถเรียนรู๎หรือเข๎าใจสิ่งที่เรียนไปถูกต๎องมาก น๎อยเพียงใด และบรรลุตามวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ตั้งไว๎หรือไมํ สื่อในขั้นประเมินนี้มักจะเป็น ค าถามจากเนื้อหาบทเรียนโดยอาจมีภาพประกอบด๎วยก็ได๎ อาจน าบัตรค าหรือสื่อที่ใช๎ขั้นกิจกรรมการ เรียนมาถามอีกครั้งหนึ่ง และอาจเป็นการทดสอบโดยการปฏิบัติจากสื่อหรือการกระท าของผู๎เรียนเพื่อ ทดสอบดูวําผู๎เรียนสามารถมีทักษะจากการฝึกปฏิบัติอยํางถูกต๎องครบถ๎วนตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว๎ หรือไมํ การวัดและการประเมินสื่อการเรียนการสอน เครื่องมือที่ใช๎ในการวัดและประเมินผลสื่อการเรียนการสอนมีหลายรูปแบบ ผู๎กระท าการวัดและ ประเมินผลอาจเลือกใช๎ตามความเหมาะสม ที่นิยมกันมากได๎แกํ แบบทดสอบ แบบสังเกต แบบ ตรวจสอบรายการ (Checklist) เป็นต๎น ขั้นตอนของการวัดและการประเมินสื่อการเรียนการสอน 1. การตรวจสอบโครงสร๎างภายในสื่อ (Structural basis) สิ่งที่ปรากฏในสื่อ ซึ่งสามารถสัมผัสได๎ด๎วยประสาทสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น และกาย การ ตรวจสอบที่ส าคัญในขั้นนี้ประกอบด๎วยสองสํวนคือ ลักษณะสื่อและเนื้อหาสาระในสื่อ


128 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 1.1 ลักษณะสื่อ ปัจจัยหลักที่มีผลตํอการผลิตสื่อให๎มีลักษณะตํางๆ คือ ลักษณะเฉพาะตาม ประเภทของสื่อ การออกแบบ เทคนิควิธี และความงาม ดังนั้นในการตรวจสอบลักษณะสื่อ ผู๎ตรวจสอบ จะมุํงตรวจสอบทั้งสี่ประเด็นข๎างต๎นเป็นหลัก 1) ลักษณะเฉพาะตามประเภทของสื่อ สื่อแตํละประเภทมีลักษณะและ คุณสมบัติเฉพาะ เชํน สื่อส าหรับการศึกษารายบุคคล 2) มาตรฐานการออกแบบ (Design Standards)เป็นการสร๎างสรรค์สิ่งใหมํ เพื่อ ประโยชน์ของการสื่อสาระการเรียนการสอน และต๎องไมํเป็นการออกแบบที่ท าให๎การสื่อสารคลุมเครือ และสับสนจนเป็นอุปสรรคตํอการสื่อความเข๎าใจ 3) มาตรฐานทางเทคนิควิธี (Technical standards) เป็นเทคนิควิธีการที่ชํวยให๎การ เสนอสาระเป็นไปอยํางชัดเจน ไมํคลุมเครือหรือไมํซํอนเร๎นสาระเพื่อให๎มีการเดาในด๎านการน าเสนอต๎อง นําสนใจ ตื่นหู ตื่นตา 1.2 เนื้อหาสาระ การออกแบบและการใช๎เทคนิควิธีการด าเนินการเพื่อเสนอสาระให๎ ปรากฏตาม ลักษณะประเภทของสื่อ เนื้อหาที่ปรากฏในสื่อจะต๎องครบถ๎วนและถูกต๎อง เข๎าใจงําย ไมํ สับสน การเลือกสื่อ การเลือกสื่อที่เหมาะสมนั้นต๎องพิจารณาตามหลัก 3 ประการ ดังนี้ 1. การเลือกสื่อที่มีอยูํแล๎ว ตรวจสอบดูวํามีสิ่งใดที่จะใช๎เป็นสื่อได๎บ๎าง โดยเลือกให๎ตรงกับ ลักษณะผู๎เรียนและวัตถุประสงค์ 2. การดัดแปลงสื่อที่มีอยูํแล๎ว ให๎ใช๎ได๎ดีและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ยํอมขึ้นกับเวลาและ งบประมาณในการดัดแปลงสื่อด๎วย 3. การออกแบบผลิตสื่อใหมํ ถ๎าไมํมีสื่อตามที่ต๎องการเหลืออยูํ ข้อค านึงถึงการออกแบบผลิตสื่อใหม่ 1. จุดมุํงหมาย ต๎องพิจารณาวําต๎องการให๎ผู๎เรียนได๎เรียนอะไร 2. ผู๎เรียน ควรได๎พิจารณาผู๎เรียนทั้งโดยรวมวําเป็นใคร มีความรู๎พื้นฐานและทักษะอะไรมากํอน 3. คําใช๎จําย มีงบประมาณเพียงพอหรือไมํ 4. ความเชี่ยวชาญด๎านเทคนิค ถ๎าตนเองไมํมีทักษะจะหาผู๎เชี่ยวชาญแตํละด๎านมาจากแหลํงใด 5. เครื่องมืออุปกรณ์ มีเครื่องมืออุปกรณ์ที่จ าเป็นพอเพียงตํอการผลิตหรือไมํ 6. สิ่งอ านวยความสะดวก มีอยูํแล๎วหรือสามารถจะจัดหาอยํางไร 7. เวลา มีเวลาพอส าหรับการออกแบบหรือไมํ


129 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 นวัตกรรมการศึกษา ความหมายของนวัตกรรม “นวัตกรรม” หมายถึงความคิด การปฏิบัติ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหมํ ๆ ที่ยังไมํเคยมีใช๎มากํอน หรือ เป็นการพัฒนาดัดแปลงมาจากของเดิมที่มีอยูํแล๎ว ให๎ทันสมัยและใช๎ได๎ผลดียิ่งขึ้น เมื่อน า นวัตกรรมมาใช๎ จะชํวยให๎การท างานนั้นได๎ผลดีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกวําเดิม ทั้งยังชํวย ประหยัดเวลาและ แรงงานได๎ด๎วย “นวัตกรรม” (Innovation) มีรากศัพท์มาจาก innovare ในภาษาลาติน แปลวํา ท าสิ่งใหมํ ขึ้นมา ความหมายของนวัตกรรมในเชิงเศรษฐศาสตร์คือ การน าแนวความคิดใหมํหรือการใช๎ประโยชน์ จากสิ่งที่มีอยูํแล๎วมาใช๎ในรูปแบบใหมํ เพื่อท าให๎เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจ หรือก็คือ ”การท าในสิ่งที่ แตกตํางจากคนอื่น โดยอาศัยการเปลี่ยนแปลงตําง ๆ (Change) ที่เกิดขึ้นรอบตัวเราให๎กลายมาเป็น โอกาส (Opportunity) และถํายทอดไปสูํแนวความคิดใหมํที่ท าให๎เกิดประโยชน์ตํอตนเองและสังคม” แนวความคิดนี้ได๎ถูกพัฒนาขึ้นมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 โดยจะเห็นได๎จากแนวคิดของนักเศรษฐ อุตสาหกรรม เชํน ผลงานของ Joseph Schumpeter ใน The Theory of Economic Development,1934 โดยจะเน๎นไปที่การสร๎างสรรค์ การวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี อันจะน าไปสูํการได๎มาซึ่ง นวัตกรรมทางเทคโนโลยี (Technological Innovation) เพื่อ ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เป็นหลัก นวัตกรรมยังหมายถึงความสามารถในการเรียนรู๎และน าไปปฎิบัติให๎ เกิดผลได๎จริงอีกด๎วย ค าวํา “นวัตกรรม” เป็นค าที่คํอนข๎างจะใหมํในวงการศึกษาของไทย ค านี้ เป็นศัพท์บัญญัติของ คณะกรรมการพิจารณาศัพท์วิชาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ มาจากภาษาอังกฤษวํา Innovation มาจากค ากริยาวํา innovate แปลวํา ท าใหมํ เปลี่ยนแปลงให๎เกิดสิ่งใหมํ ในภาษาไทยเดิมใช๎ค าวํา “นวกรรม” ตํอมาพบวําค านี้มีความหมายคลาดเคลื่อน จึงเปลี่ยนมาใช๎ค าวํา นวัตกรรม (อํานวํา นะ วัด ตะ ก า) หมายถึงการน าสิ่งใหมํๆ เข๎ามาเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมจากวิธีการที่ท าอยูํเดิม เพื่อให๎ใช๎ได๎ผลดี ยิ่งขึ้น ดังนั้นไมํวําวงการหรือกิจการใด ๆ ก็ตาม เมื่อมีการน าเอาความเปลี่ยนแปลงใหมํๆ เข๎ามาใช๎เพื่อ ปรับปรุงงานให๎ดีขึ้นกวําเดิมก็เรียกได๎วําเป็นนวัตกรรม ของวงการนั้น ๆ เชํนในวงการศึกษาน าเอามาใช๎ ก็เรียกวํา “นวัตกรรมการศึกษา” (Educational Innovation) ส าหรับผู๎ที่กระท า หรือน าความ เปลี่ยนแปลงใหมํ ๆ มาใช๎นี้ เรียกวําเป็น “นวัตกร” (Innovator) (boonpan edt01.htm) นวัตกรรม แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 มีการประดิษฐ์คิดค๎น (Innovation) หรือเป็นการปรุงแตํงของเกําให๎เหมาะสมกับ กาลสมัย ระยะที่ 2 พัฒนาการ (Development) มีการทดลองในแหลํงทดลองจัดท าอยูํในลักษณะ ของโครงการทดลองปฏิบัติกํอน (Pilot Project) ระยะที่ 3 การน าเอาไปปฏิบัติในสถานการณ์ทั่วไป ซึ่งจัดวําเป็นนวัตกรรมขั้นสมบูรณ์


130 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 ความหมายของนวัตกรรมการศึกษา “นวัตกรรมการศึกษา (Educational Innovation )” หมายถึง นวัตกรรมที่จะชํวยให๎ การศึกษา และการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ผู๎เรียนสามารถเกิดการเรียนรู๎อยํางรวดเร็วมี ประสิทธิผลสูงกวําเดิม เกิดแรงจูงใจในการเรียนด๎วยนวัตกรรมการศึกษา และประหยัดเวลาในการเรียน ได๎อีกด๎วย ในปัจจุบันมีการใช๎นวัตกรรมการศึกษามากมายหลายอยําง ซึ่งมีทั้งนวัตกรรมที่ใช๎กันอยําง แพรํหลายแล๎ว และประเภทที่ก าลังเผยแพรํ เชํน การเรียนการสอนที่ใช๎คอมพิวเตอร์ชํวยสอน (Computer Aids Instruction) การใช๎แผํนวิดีทัศน์เชิงโต๎ตอบ (Interactive Video) สื่อหลายมิติ ( Hypermedia ) และอินเทอร์เน็ต [Internet] เหลํานี้ เป็นต๎น “นวัตกรรมทางการศึกษา” (Educational Innovation) หมายถึง การน าเอาสิ่งใหมํซึ่งอาจจะ อยูํในรูปของความคิดหรือการกระท า รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ก็ตามเข๎ามาใช๎ในระบบการศึกษา เพื่อมุํงหวังที่ จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยูํเดิมให๎ระบบการจัดการศึกษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ท าให๎ผู๎เรียนสามารถเกิด การเรียนรู๎ได๎อยํางรวดเร็วเกิดแรงจูงใจในการเรียน และชํวยให๎ประหยัดเวลาในการเรียน เชํน การสอน โดยใช๎คอมพิวเตอร์ชํวยสอน การใช๎วีดิทัศน์เชิงโต๎ตอบ(Interactive Video) สื่อหลายมิติ (Hypermedia) และอินเตอร์เน็ต เหลํานี้เป็นต๎น


131 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 แนวข้อสอบสื่อการเรียนการสอน 1. ข้อใดอธิบายความหมายของสื่อการสอนได้อย่างถูกต้องที่สุด ก. สื่อการสอนคือสื่อการเรียนรู๎เพื่อประกอบการเรียนการสอน ข. สื่อการสอนคือสื่อที่ท าให๎ผู๎เรียนมีความสะดวกในการเรียนรู๎มากขึ้น ค. สื่อการสอนคือตัวกลางหรือชํองทางถํายทอดองค์ความรู๎ ทักษะประสบการณ์ จากแหลํงความรู๎ ไปสูํผู๎เรียนท าให๎เกิดการเรียนรู๎อยํางมีประสิทธิภาพ ง. สื่อการสอนคือแหลํงความรู๎และแหลํงฝึกประสบการณ์ที่ดีแกํผู๎ที่ได๎ศึกษาเรียนรู๎ 2. กระดานสาธิตเป็นสื่อประเภทใด ก. สื่อภาพ ข. สื่อที่ใช๎เครื่องฉาย ค. สื่อที่ไมํใช๎เครื่องฉาย ง. สื่อกิจกรรม 3. สื่อการเรียนรู้ใดที่มาจากประสบการณ์จ าลอง ก. การสาธิตท าเครื่องประหยัดพลังงาน ข. เรียนรู๎ระบบสุริยะจ าลอง ค. เรียนรู๎แหลํงประวัติศาสตร์ในวัด ง. การฝึกเลํนประเพณีพื้นเมืองกับชาวบ๎าน 4. การจัดแสดงผลงานของนักศึกษาที่ได้รับรางวัลชนะเลิศการประดิษฐ์หุ่นยนต์ เป็นประสบการณ์ สื่อการเรียนรู้ประเภทใด ก. การสาธิต ข. การจ าลอง ค. นิทรรศการ ง. ประสบการณ์นาฏการ 5. ขั้นตอนในการใช้สื่อการสอนมีทั้งหมดกี่ขั้นตอน ก. 4 ขั้นตอน ข. 5 ขั้นตอน ค. 6 ขั้นตอน ง. 7 ขั้นตอน 6. ขั้นตอนในการใช้สื่อการสอน ขั้นตอนใดถือว่าส าคัญที่สุด ก. ขั้นน าเข๎าสูํบทเรียน ข. ขั้นสรุปบทเรียน ค. ขั้นประเมินผู๎เรียน ง. ขั้นด าเนินการสอน 7. ข้อใดเป็นการตรวจสอบคุณภาพสื่อ ก. แบบทดสอบ แบบสังเกต ข. แบบทดลอง แบบสุํม ค. แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม ง. แบบวิเคราะห์ แบบตรวจสอบ 8. ข้อใดเป็นการเลือกสื่อที่เหมาะสมที่สุด ก. การเลือกสื่อที่ทันสมัยที่สุด ข. การเลือกสื่อที่มีอยูํแล๎ว ตรวจสอบดูวํามีสิ่งใดที่จะใช๎เป็นสื่อได๎บ๎าง โดยเลือกให๎ตรงกับลักษณะ ผู๎เรียนและวัตถุประสงค์ ค. ออกแบบผลิตสื่อใหมํ ถ๎าไมํมีสื่อตามที่ต๎องการเหลืออยูํ


132 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 ง. ดัดแปลงสื่อที่มีอยูํแล๎ว ให๎ใช๎ได๎ดีและเหมาะสมมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ยํอมขึ้นกับเวลาและงบประมาณใน การดัดแปลงสื่อด๎วย 9. ข้อใดเป็นหลักค านึงถึงของการออกแบบผลิตสื่อใหม่ที่ไม่ถูกต้อง ก. จุดมุํงหมาย ต๎องพิจารณาวําต๎องการให๎ผู๎เรียนได๎เรียนอะไร ข. สิ่งอ านวยความสะดวก มีอยูํแล๎วหรือสามารถจะจัดหาอยํางไร ค. ครูผู๎สอน สะดวกตํอการจัดการเรียนการสอนหรือไมํ ง. เวลา มีเวลาพอส าหรับการออกแบบหรือไมํ 10. ข้อใดไม่ใช่สื่อการเรียนการสอนจ าแนกตามประสบการณ์ ก. การศึกษานอกสถานที่ ข. ภาพนิ่ง การบันทึกเสียง และวิทยุ ภาพนิ่ง ค. การสาธิต ง. เทคนิคหรือวิธีการ 11. สื่อที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีโอกาสคิดสร้างสรรค์มีส่วนร่วม และได้รับข้อมูลย้อนกลับด้วยตัวของ เขาเอง เป็นสื่อการสอนประเภทใด ก. นิทรรศการ ข. ทัศนสัญลักษณ์ ค. ภาพนิ่ง การบันทึกเสียง และวิทยุ ภาพนิ่ง ง. โทรทัศน์และภาพยนตร์ 12. สิ่งที่ช่วยให้การศึกษาและการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น คือข้อใด ก. สื่อการเรียนรู๎ ข. นวัตกรรมการศึกษา ค. แผนการจัดการเรียนรู๎ ง. เทคโนโลยีทางการศึกษา 13. สิ่งที่เป็นเครื่องมือส่งเสริมสนับสนุนการจัดการกระบวนการเรียนรู้ คือข้อใด ก. นวัตกรรมการศึกษา ข. แผนการจัดการเรียนรู๎ ค. สื่อการเรียนรู๎ ง. เทคโนโลยีทางการศึกษา 14. สิ่งที่เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ จากแหล่งความรู้ไปสู่ ผู้เรียน คือข้อใด ก. คอมพิวเตอร์ ข. เทคโนโลยีทางการศึกษา ค. แบบทดสอบ ง. สื่อการเรียนการสอน 15. ข้อใดไม่ใช่บทบาทของสื่อในการเรียนการสอน ก. ใช๎สื่อเพื่อชํวยการสอนของครู ข. ชํวยผู๎เรียนฝึกทักษะและการปฏิบัติได๎ ค. ชํวยการเรียนแบบค๎นพบ ง. เหมาะส าหรับการสอนเป็นกลุํมใหญํ 16. ภาพยนตร์ จัดว่าเป็นสื่อการเรียนการสอนใด ก. เครื่องมือหรืออุปกรณ์ ข. ทัศนวัสดุ ค. โสตทัศนวัสดุ ง. โสตวัสดุ


133 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 17. โฮมเพจ เปรียบได้กับสิ่งใด ก. หน๎าปกหนังสือ ข. สันหนังสือ ค. สารบัญหนังสือ ง. หน๎าหนังสือ 18. การเลือกใช้สื่อการเรียนรู้ต้องค านึงปัจจัยต่างๆ ข้อใดไม่ใช่ ก. เนื้อหามีความถูกต๎องและทันสมัย ข. ภาษาที่ใช๎เป็นไปตามความเหมาะสมของผู๎เรียน ค. รูปแบบการน าเสนอที่เข๎าใจงําย และนําสนใจ ง. มีความสอดคล๎องกับหลักสูตร 19. สื่อการสอนที่ดี ข้อใดส าคัญที่สุด ก. เหมาะกับวัตถุประสงค์ที่วางไว๎ ข. เหมาะกับกิจกรรมการเรียนการสอน ค. เหมาะกับวัยของผู๎เรียน ง. ใช๎งําย ปลอดภัย และสะดวก 20. สื่อประเภทใดที่จะช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี ก. เนื้อหาครบถ๎วน ถูกต๎อง ข. สอดคล๎องกับหลักสูตร ค. มีความทันสมัย ง. นําสนใจ 21. สื่อการสอนประเภทใด ที่เหมาะสมส าหรับให้ผู้เรียนใช้เพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง ก. บทเรียนส าเร็จรูป ข. แบบฝึกทักษะ ค. ชุดการเรียนการสอน ง. หนังสือเรียน 22. การน าความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การน าแนวคิด หลักการเทคนิควิธีการ กระบวนการ ตลอดจน ผลิตผลทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในระบบงานต่างๆ หมายถึงข้อใด ก. การจัดการเรียนรู๎ ข. สื่อการเรียนการสอน ค. เทคโนโลยีทางการศึกษา ง. นวัตกรรม 23. สื่อที่เป็นกระบวนการต่าง ๆ ให้ฟังและเห็นไปด้วย เป็นสื่อการสอนประเภทใด ก. การศึกษานอกสถานที่ ข. โทรทัศน์และภาพยนตร์ ค. นิทรรศการ ง. การสาธิต 24. สื่อที่ใช้ในวงการศึกษา แบ่งตามลักษณะทั่วไปได้ 3 ลักษณะ ข้อใดไม่ใช่ ก. ประเภทเครื่องมือ (Hardware) ข. ประเภทวิธีการ (Techniques) ค. ประเภทประสบการณ์ (Experiances) ง. ประเภทวัสดุ (Software) 25. ข้อใดคือสื่อประสม ก. Soft Ware ข. Hard Ware ค. Mutimedia ง. Materials


134 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 26. ตัวหนังสือหรืออักษร สัญลักษณ์ทางค าพูดที่เป็นเสียงพูด เป็นสื่อการสอนประเภทใด ก. นิทรรศการ ข. ภาพนิ่ง การบันทึกเสียง และวิทยุ ภาพนิ่ง ค. ทัศนสัญลักษณ์ ง. วจนสัญลักษณ์ 27. ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของสื่อการสอนที่ดี ก. เหมาะกับวัตถุประสงค์ ข. ใช๎งําย สะดวก ปลอดภัย ค. เหมาะกับวัยของผู๎เรียน ง. คุ๎มคํามีราคา 28. ข้อใดไม่ใช่ความส าคัญของสื่อการสอน ก. ชํวยให๎ครูเกิดความสนใจ ข. ชํวยแก๎ปัญหาในการเรียนการสอน ค. ชํวยให๎นักเรียนมีประสบการณ์กว๎างขึ้น ง. ชํวยให๎นักเรียนเกิดความสนใจที่จะเรียนรู๎ 29. การใช้สื่อการสอน มีล าดับขั้นตอนดังนี้ ก. 1.เตรียมสื่อการสอน, 2.วางแผนการใช๎สื่อ, 3.น าสื่อไปใช๎, 4.วัดและประเมินผลการใช๎สื่อ ข. 1.วางแผนการใช๎สื่อ, 2.วัดและประเมินผลการใช๎สื่อ, 3.เตรียมสื่อการสอน, 4.น าสื่อไปใช๎ ค. 1.เตรียมสื่อการสอน, 2.วางแผนการใช๎สื่อ, 3.วัดและประเมินผลการใช๎สื่อ, 4.น าสื่อไปใช๎ ง. 1.วางแผนการใช๎สื่อ, 2.เตรียมสื่อการสอน, 3.น าสื่อไปใช๎, 4.วัดและประเมินผลการใช๎สื่อ 30. สื่อประเภทกราฟิกแบบใด ที่เหมาะส าหรับเด็กเล็ก ก. ภาพงํายๆที่ไมํซับซ๎อน มีสีสัน ข. ภาพที่มีความซับซ๎อน ค. ภาพที่เป็นมากกวําภาพธรรมดา ง. ภาพขาวด า 31. ข้อใดไม่ใช่หลักเกณฑ์ในการเลือกภาพประกอบการเรียนการสอน ก. เลือกภาพที่ตรงเหมาะสมกับผู๎ดู ข. เลือกภาพที่ตรงเหมาะสมกับเนื้อหาวิชา ค. เลือกภาพที่ชัดเจน ง. เลือกภาพที่มีราคา คมชัด 32. ข้อใดคือ Computer – Assisted Instruction : CAI ก. เครือขํายคอมพิวเตอร์ ข. คอมพิวเตอร์ชํวยสอน ค. คอมพิวเตอร์กราฟิก ง. เน็ตเวิร์คคอมพิวเตอร์ 33. “สื่อการเรียนการสอนทางคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง ซึ่งใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการ น าเสนอสื่อประสมอันได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟิก แผนภูมิ กราฟ วิดีทัศน์ ภาพเคลื่อนไหว และ เสียง เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาบทเรียน” คือความหมายของข้อใด ก. เครือขํายคอมพิวเตอร์ ข. คอมพิวเตอร์ชํวยสอน ค. คอมพิวเตอร์กราฟิก ง. เน็ตเวิร์คคอมพิวเตอร์ 34. “การเรียนการสอนในลักษณะ หรือรูปแบบใดก็ได้ ซึ่งการถ่ายทอดเนื้อหานั้น กระท าผ่านทางสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ เช่น เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซทราเน็ต” คือความหมายของข้อใด ก. E-Commerce ข. E-mail ค. E-Network ง. E-Learning


135 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 35. Educational Innovation มีความหมายตรงกับข้อใด ก. การปฏิรูปการศึกษา ข. นวัตกรรมทางการศึกษา ค. การศึกษาโลก ง. การศึกษาทางไกลผํานดาวเทียม เฉลยแนวข้อสอบสื่อการเรียนการสอน 1.ค 2.ค 3.ข 4.ค 5.ข 6.ง 7.ก 8.ข 9.ค 10.ง 11.ก 12.ง 13.ค 14.ง 15.ง 16.ค 17.ค 18.ข 19.ก 20.ง 21.ค 22.ง 23.ข 24.ค 25.ค 26.ง 27.ง 28.ก 29.ง 30.ก 31.ง 32.ข 33.ข 34.ง 35.ข


136 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา นวัตกรรม (Innovation) นวัตกรรม เป็นค าที่มีรากทรัพย์มาจากภาษาลาตินวํา Innovare แปลวํา to renew หรือ to modify ได๎แกํ แนวคิด การปฏิบัติ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหมํ ๆ ที่ยังไมํเคยมีใช๎มากํอน หรือพัฒนาดัดแปลง มาจากของเดิมให๎ทันสมัยและใช๎ได๎ผลดียิ่งขึ้น นวัตกรรม หมายถึง วิธีการปฏิบัติใหมํที่แปลกไปจากเดิม โดยอาจจะได๎มาจากการคิดค๎นหรือ การปรับปรุงเสริมแตํงของเกํา และสิ่งเหลํานี้ได๎รับการทดลองและพัฒนาจนเป็นที่เชื่อถือได๎ ท าให๎ระบบ บรรลุจุดมุํงหมายได๎อยํางมีประสิทธิภาพ ประโยชน์ของนวัตกรรมทางการศึกษา 1. ชํวยให๎ผู๎เรียนเรียนรู๎ได๎เร็วขึ้น 2. ชํวยให๎ผู๎เรียนเข๎าใจบทเรียนเป็นรูปธรรม 3. ชํวยให๎บรรยากาศการเรียนรู๎สนุกสนาน 4. ชํวยให๎บทเรียนนําสนใจ 5. ชํวยลดเวลาในการสอน 6. ชํวยประหยัดคําใช๎จําย เทคโนโลยี(Technology) เทคโนโลยี หมาย ถึง กระบวนการหรือวิธีการในการน าความรู๎เรื่องแนวคิดมาประยุกต์ องค์ประกอบหรือ องค์ความรู๎ตํางๆ มาใช๎อยํางเป็นระบบเพื่อให๎การด าเนินงานในวงการตํางๆ เป็นไป อยํางมีประสิทธิภาพ ลักษณะของเทคโนโลยี สามารถจ าแนกออกได้ 3 ลักษณะ 1. เทคโนโลยีในลักษณะกระบวนการ (process) เป็นการใช๎วิทยาศาสตร์และความรู๎ตํางๆ ที่รวบรวมไว๎อยํางเป็นระบบ เพื่อน าไปสูํผลในการปฏิบัติ 2. เทคโนโลยีในลักษณะของผลผลิต (product) หมายถึง วัสดุหรืออุปกรณ์ที่เป็นผลมาจาก การใช๎การะบวนการทางเทคโนโลยี 3. เทคโนโลยีในลักษณะผสมของกระบวนการและผลผลิต (process and product) เชํน เทคโนโลยีชํวยให๎ระบบการรับสํงข๎อมูลเป็นไปได๎อยํางรวดเร็ว เป็นผลมาจากความก๎าวหน๎าของอุปกรณ์ เพื่อการรับสํงข๎อมูล หลักการใช้เทคโนโลยี 1. ประสิทธิภาพของงาน (efficiency) เทคโนโลยีต๎องชํวยให๎การด าเนินงานบรรลุเปูาหมาย และรวดเร็ว สามารถตรวจสอบได๎


137 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 2. ประสิทธิผล (productivity) ต๎องชํวยให๎การท างานได๎ผลออกมาอยํางเต็มที่ 3. ประหยัด (economy) ทั้งเวลาและแรงงาน ลงทุนน๎อยแตํได๎ผลมากกวําทุน ประโยชน์ของเทคโนโลยี 1. ชํวยยกระดับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ แถมยังชํวยพัฒนาระบบอารายธรรมโดยทางอ๎อม อีกด๎วย 2. ชํวยให๎มนุษย์มีความสะดวกสบายขึ้น 3. ชํวยให๎เราทันสมัย 4. ชํวยประหยัดเวลา 5. ชํวยในการท างาน นวัตกรรมและเทคโนโลยี มักจะเขียนคูํกันเสมอใช๎รวมเป็นค าเดียวกันคือ Innotech โดยสองค านี้มีความสัมพันธ์กัน อยํางใกล๎ชิด นวัตกรรมเป็นเรื่องของการกระท าสิ่งใหมํ ซึ่งอยูํในขั้นทดลอง ยังไมํเป็นที่ยอมรับในสังคม เทคโนโลยี เป็นเรื่องของการน าเอาสิ่งใหมํ ๆ มาประยุกต์ใช๎อยํางมีประสิทธิภาพ การน าเอานวัตกรรมมาประยุกต์ใช๎ เรียกวําเป็น “เทคโนโลยี” การใช๎เทคโนโลยีเพื่อให๎เกิดสิ่งใหมํ เรียกสิ่งใหมํนั้นวํา “นวัตกรรม” หลักการเลือกนวัตกรรมและเทคโนโลยี 1. ประหยัด (Economy) จะชํวยให๎ประหยัดเวลา ทรัพยากร และกํอให๎เกิดประโยชน์สูงสุด 2. ประสิทธิภาพ (Effeciency) จะชํวยให๎การท างานนั้นสามารถบรรลุผลตามเปูาหมายได๎ อยํางถูกต๎องและรวดเร็ว 3. ประสิทธิผล (Effectiveness) จะชํวยให๎งานนั้นได๎ผลผลิตออกมาอยํางเต็มที่ เทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology : IT) เป็นเทคโนโลยีที่เน๎นถึงการ จัดการในกระบวนการด าเนินงานสารสนเทศ หรือสารสนเทศในขั้นตอนตําง ๆ ตั้งแตํการแสวงหา การ วิเคราะห์ การจัดเก็บ การจัดการเผยแพรํ หรือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความถูกต๎อง ความแมํนย า และ ความรวดเร็ว เพื่อให๎ทันตํอการน ามาใช๎ประโยชน์ ICT ยํอมาจาก Information and Communication Techology แปลวํา เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร หมายถึง เทคโนโลยีที่เกี่ยวข๎องกับขําวสารข๎อมูลและการสื่อสาร นับตั้งแตํ การสร๎าง การน ามาวิเคราะห์และประมวลผล การรับและสํงข๎อมูล การจัดเก็บและการน าไปใช๎งานใหมํ ความรู๎เกี่ยวกับ ICT E-Training การฝึกอบรมผํานระบบอิเล็กทรอนิกส์ E-Learning การจัดการเรียนการสอนผํานระบบอิเล็กทรอนิกส์


138 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 E-Filing ระบบงารสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ E-Office ส านักงานอัตโนมัติ E-Content สื่ออิลเกทรอนิกส์ E-library ห๎องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีการศึกษา ความหมายของเทคโนโลยีการศึกษา เทคโนโลยีการศึกษา หมาย ถึง การประยุกต์ใช๎สหวิทยาอยํางเป็นระบบเพื่อให๎ได๎แนวคิด เครื่องมือ เทคนิคและวิธีกาตํางๆ เพื่อน าไปใช๎ในการปูองกันและแก๎ไขปัญหา และพัฒนาการเรียนรู๎ให๎มี ประสิทธิภาพตามจุดมุํงหมาย เทคโนโลยีทางการศึกษา (Educational Technology) ตามรูปศัพท์ เทคโน (วิธีการ) + โลยี(วิทยา) หมายถึง ศาสตร์ที่วําด๎วยวิธีการทางการศึกษาครอบคลุมระบบการน าวิธีการมาปรับปรุง ประสิทธิภาพของการศึกษาให๎สูงขึ้นเทคโนโลยีทางการศึกษาครอบคลุมองค์ประกอบ 3 ประการ คือ วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการ สภาเทคโนโลยีทางการศึกษานานาชาติได๎ให๎ค าจ ากัดความของ เทคโนโลยี ทางการศึกษา วําเป็นการพัฒนาและประยุกต์ระบบเทคนิคและอุปกรณ์ ให๎สามารถน ามาใช๎ใน สถานการณ์ได๎อยํางเหมาะสม เพื่อสร๎างเสริมกระบวนการเรียนรู๎ของคนให๎ดียิ่งขึ้น ความส าคัญของเทคโนโลยีการศึกษา เทคโนโลยีการศึกษาเป็นสิ่งส าคัญยิ่งอยํางหนึ่งในการชํวยให๎การแก๎ปัญหาทางด๎าน การศึกษาส าเร็จลุลํวงไปได๎ ไมํวําจะเป็นด๎านการบริหารการจัดการเรียนการสอนโดยเฉพาะอยํางยิ่งใน การน าเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช๎เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลทางการเรียนแกํผู๎เรียน ดังนี้ 1. ท าให๎การเรียนการสอนการจัดการศึกษามีความหมายมากขึ้น ชํวยให๎ผู๎เรียนเรียนได๎ กว๎างขวางขึ้นเรียนได๎เร็วขึ้นได๎เห็นหรือสัมผัสกับสิ่งที่เรียนและท าให๎ครูมีเวลาแกํผู๎เรียนมากขึ้น 2. สามารถเรื่องความแตกตํางระหวํางบุคคลได๎ เป็นการเปิดทางให๎ผู๎เรียนได๎เรียนรู๎ ความสามารถของเขา สนองความสนใจและความต๎องการของแตํละบุคคลได๎เป็นอยํางดี 3. สามารถท าให๎การจัดการศึกษาตั้งอยูํบนรากฐานของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่ง เป็นวิธีการหนึ่งที่สร๎างความเจริญก๎าวหน๎าให๎แกํทุกวงการท าให๎การจัดการศึกษามีระบบมากขึ้นมีการ ทดลองค๎นคว๎าวิจัยพบวิธีการใหมํๆ อยูํเสมอท าให๎การศึกษาก๎าวหน๎าและเหมาะกับสภาพความ เปลี่ยนแปลงของสังคม 4. ชํวยให๎การจัดการศึกษามีพลังมากขึ้นด๎วยความก๎าวหน๎าทางเทคโนโลยีเมื่อน ามาใช๎ ในการสอนได๎อยํางเหมาะสมจะท าให๎การจัดการศึกษามีพลังมากขึ้น


139 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 5. สามารถท าให๎การเรียนรู๎อยูํแคํเอื้อมท าให๎ผู๎เรียนได๎มองเห็นสภาพความเป็นจริง เพราะสามารถน าสิ่งตําง ๆ ในโลกมาสูํห๎องเรียนได๎ความสามารถเอาชนะข๎อจ ากัดตําง ๆ ทั้งในด๎านเวลา และสถานที่ 6. ท าให๎เกิดความเสมอภาคทางการศึกษาเพราะชํวยให๎ทุกคนมีโอกาสที่จะจํายได๎ หลายรูปแบบเชํนการศึกษาในระบบโรงเรียนนอกระบบโรงเรียนการเรียนตามอัธยาศัยและการศึกษา พิเศษแกํคนพิการ เป็นต๎น พระราชบัญญัติเกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (หมวด 9 : พระราชบัญญัติการศึกษา แหํงชาติ พ.ศ. 2542) มาตรา 63 รัฐต๎องจัดสรรคลื่นความถี่ สื่อตัวน าและโครงสร๎างพื้นฐานอื่นที่จ าเป็นตํอการสํง วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ วิทยุโทรคมนาคม และการสื่อสารในรูปแบบอื่น เพื่อใช๎ประโยชน์ ส าหรับการศึกษาในระบบ มาตรา 64 รัฐต๎องสํงเสริมและสนับสนุนจัดให๎มีแบบเรียน ต ารา วัสดุอุปกรณ์ เทคโนโลยี เพื่อการศึกษาอื่นอยํางเรํงรัด พัฒนาขีดความสามารถในการผลิต มีเงินสนับสนุน เปิดให๎มีการแขํงขัน โดยเสรีภาพและเป็นธรรม มาตรา 65 ให๎มีการพัฒนาบุคลากรและผู๎ใช๎เทคโนโลยี เพื่อให๎มีความรู๎ความสามารถและ ทักษะการผลิต รวมทั้งการใช๎เทคโนโลยีที่เหมาะสม มีคุณภาพและประสิทธิภาพ มาตรา 66 ผู๎เรียนมีสิทธิได๎รับการพัฒนาขีดความสามารถในการใช๎เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ในโอกาสแรกที่ท าได๎ เพื่อแสวงหาความรู๎ด๎วยตนเอง มาตรา 67 รัฐต๎องสํงเสริมการวิจัยและการพัฒนาการผลิตและเทคโนโลยี รวมทั้งการ ติดตาม การตรวจสอบ และประเมินผล เพื่อให๎เกิดการใช๎อยํางคุ๎มคํา เหมาะสมกับกระบวนการเรียนรู๎ ของคนไทย มาตรา 68 ให๎มีการระดมทุนเพื่อจัดตั้งกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาให๎เป็นไป ตามที่ก าหนดไว๎ในกฎกระทรวง มาตรา 69 รัฐต๎องจัดให๎มีหนํวยงานกลาง ท าหน๎าที่พิจารณาเสนอนโยบายแผนสํงเสริมและ ประสานการวิจัยการพัฒนาและการใช๎ รวมทั้งการประเมินคุณภาพและประสิทธิภาพของการผลิต และ การใช๎เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา เปูาหมายของเทคโนโลยีการศึกษา 1. การขยายพิสัยของทรัพยากรของการเรียนรู๎ กลําวคือ แหลํงทรัพยากรการเรียนรู๎ มิได๎ หมายถึงแตํเพียงต ารา ครู และอุปกรณ์การสอน ที่โรงเรียนมีอยูํเทํานั้น แนวคิดทางเทคโนโลยีทางการ ศึกษา ต๎องการให๎ผู๎เรียนมีโอกาสเรียนจากแหลํงความรู๎ที่กว๎างขวางออกไปอีก แหลํงทรัพยากรการ เรียนรู๎ครอบคลุมถึงเรื่องตํางๆ เชํน


140 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 1.1 คน คนเป็นแหลํงทรัพยากรการเรียนรู๎ที่ส าคัญซึ่งได๎แกํ ครู และวิทยากรอื่น ซึ่งอยูํ นอกโรงเรียน เชํน เกษตรกร ต ารวจ บุรุษไปรษณีย์ เป็นต๎น 1.2 วัสดุและเครื่องมือ ได๎แกํ โสตทัศนวัสดุอุปกรณ์ตําง ๆ เชํน ภาพยนตร์ วิทยุ โทรทัศน์ เครื่องวิดีโอเทป ของจริงของจ าลองสิ่งพิมพ์ รวมไปถึงการใช๎สื่อมวลชนตํางๆ 1.3 เทคนิค-วิธีการ แตํเดิมนั้นการเรียนการสอนสํวนมาก ใช๎วิธีให๎ครูเป็นคนบอก เนื้อหา แกํผู๎เรียนปัจจุบันนั้น เปิดโอกาสให๎ผู๎เรียนได๎ศึกษาค๎นคว๎าด๎วยตนเองได๎มากที่สุด ครูเป็นเพียง ผู๎วางแผนแนะแนวทางเทํานั้น 1.4 สถานที่ อันได๎แกํ โรงเรียน ห๎องปฏิบัติการทดลอง โรงฝึกงาน ไรํนา ฟาร์ม ที่ท า การรัฐบาล ภูเขา แมํน้ า ทะเล หรือสถานที่ใด ๆ ที่ชํวยเพิ่มประสบการณ์ที่ดีแกํผู๎เรียนได๎ 2. การเน๎นการเรียนรู๎แบบเอกัตบุคคล ถึงแม๎นักเรียนจะล๎นชั้น และกระจัดกระจาย ยากแกํ การจัดการศึกษาตามความแตกตํางระหวํางบุคคลได๎ นักการศึกษาและนักจิตวิทยาได๎พยายามคิด หาวิธี น าเอาระบบการเรียนแบบตัวตํอตัวมาใช๎ แตํแทนที่จะใช๎ครูสอนนักเรียนทีละคน เขาก็คิด ‘แบบเรียน โปรแกรม’ ซึ่งท าหน๎าที่สอน ซึ่งเหมือนกับครูมาสอน นักเรียนจะเรียนด๎วยตนเอง จากแบบเรียนด๎วย ตนเองในรูปแบบเรียนเป็นเลํม หรือเครื่องสอนหรือสื่อประสมหลายๆ อยํางจะเรียนช๎าหรือเร็วก็ท าได๎ ตามความสามารถของผู๎เรียนแตํละคน 3. การใช๎วิธีวิเคราะห์ระบบในการศึกษา การใช๎วิธีระบบ ในการปฏิบัติหรือแก๎ปัญหา เป็น วิธีการที่เป็นวิทยาศาสตร์ ที่เชื่อถือได๎วําจะสามารถแก๎ปัญหา หรือชํวยให๎งานบรรลุเปูาหมายได๎ เนื่องจากกระบวนการของวิธีระบบ เป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบของงานหรือของระบบ อยํางมีเหตุผล หาทางให๎สํวนตําง ๆ ของระบบท างาน ประสานสัมพันธ์กันอยํางมีประสิทธิภาพ 4. พัฒนาเครื่องมือ-วัสดุอุปกรณ์ทางการศึกษา วัสดุและเครื่องมือตําง ๆ ที่ใช๎ในการศึกษา หรือการเรียนการสอนปัจจุบันจะต๎องมีการพัฒนา ให๎มีศักยภาพ หรือขีดความสามารถในการท างานให๎ สูงยิ่งขึ้นไปอีก วิธีระบบ ความส าคัญของวิธีระบบ วิธีระบบกลายเป็นแกนแนวคิดเทคโนโลยีการศึกษาทางพฤติกรรมศาสตร์ และกลายเป็น ค าหลักของเทคโนโลยีการศึกษา การฝึกอบรมและการให๎การศึกษา เน๎นไปที่ผู๎ออกแบบและจัด โปรแกรมควบคูํไปกับการผลิตชํางเทคนิค เพื่อให๎ได๎นักเทคโนโลยีการศึกษาที่มองภาพการใช๎เทคโนโลยี การศึกษาที่มีระบบ และมองภาพกว๎างขวางขึ้น องค์ประกอบของระบบ 1. ข๎อมูลปูอนเข๎า(Input) ได๎แกํ วัตถุดิบ ข๎อมูลดิบ ปัญหาความต๎องการวัตถุประสงค์ ข๎อก าหนดกฎเกณฑ์


141 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 2. กระบวนการ(Process) ได๎แกํ วิธีการปฏิบัติงานอยํางเป็นขั้นตอน 3. ผลลัพธ์ (Output) ได๎แกํ ผลงานที่ได๎จากการปูอนข๎อมูลและกระบวนการเพื่อที่จะน าไป ประเมินผล 4. ข๎อมูลย๎อนกลับ(Feedback) ผลการประเมินการท างานของระบบ ซึ่งประเมินย๎อนกลับ ได๎ทุกขั้นตอน


142 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 แนวข้อสอบนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา 1. เทคโนโลยี หมายถึงข้อใด ก. การน าวิชาวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช๎อยํางมีระบบ ข. การน าศาสตร์ตําง ๆ มาประยุกต์ใช๎อยํางมีระบบ ค. การน าเครื่องมือมาใช๎อยํางมีระบบ ง. การน าคอมพิวเตอร์มาใช๎อยํางมีระบบ 2. ข้อความข้างล่างนี้ท่านคิดว่าข้อใดเหมาะสมและถูกต้องมากที่สุด ก. นักเทคโนโลยีทางการศึกษาคือผู๎ที่สามารถใช๎และผลิตอุปกรณ์การสอนได๎ ข. การใช๎เทคโนโลยีทางการสอนที่ดีควรเลือกให๎เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของเรื่อง ค. การใช๎ภาพยนตร์ประกอบการเรียนการสอนดีกวํารูปภาพ ง. ครูที่ดีควรใช๎สื่อหลายๆ อยํางในการสอน 3. กระบวนการระบบมีขั้นตอนดังต่อไปนี้ ก. INPUT -> OUTPUT -> PROCESS ข. PROCESS -> INPUT -> OUTPUT ค. OUTPUT -> PROCESS -> INPUT ง. INPUT -> PROCESS -> OUTPUT 4. INPUT ในระบบการเรียนการสอนคือขั้นใด ก. การวัดผลและการประเมินผล ข. เนื้อหาการเรียนการสอน ค. ใช๎สื่อจัดการเรียนการสอน ง. ก าหนดยุทธศาสตร์การสอน 5. “เป็นความใหม่ซึ่งยังไม่เคยมีมาก่อน” ตรงกับข้อใด ก. นวัตกรรม ข. เทคโนโลยี ค. ข๎อมูลขําวสาร ง. เทคโนโลยีสารสนเทศ 6. ท าไมต้องน านวัตกรรมการศึกษามาใช้แทนวิธีการเดิม ก. เพื่อได๎ประสิทธิผลสูงขึ้น ข. เพื่อให๎มีประสิทธิภาพมากขึ้น ค. เพื่อลดการสอนของครูจะได๎ไปท างานด๎านอื่น ง. วิธีการเดิมไมํเป็นที่ยอมรับ 7. เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารตรงกับข้อใด ก. IT ข. ICT ค. Technology ง. Innovation 8. การน าเอาวัสดุ อุปกรณ์และวิธีการมาใช้ร่วมกันอย่างมีระบบในการเรียนการสอน เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพการเรียนการสอน ตรงกับข้อใดมากที่สุด ก. นวัตกรรมทางการศึกษา ข. อุปกรณ์ทางการศึกษา ค. เทคโนโลยีทางการศึกษา ง. สารสนเทศทางการศึกษา


143 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 9. ข้อใดเป็นเทคโนโลยีทางการศึกษา ก. ไมํควรให๎มีนักเรียนในแตํละชั้นเกิน 35 คน ข. มีครูหลายคนผลัดกันสอนในเนื้อหาวิชาเดียวกัน ค. นักเรียนอนุบาลควรมีเวลาพักผํอนหลังการเลํน ง. เรียนหนังสือด๎วยตนเองทางอินเทอร์เน็ต 10. ข้อใดคือความหมายที่ถูกต้องที่สุดของ “นวัตกรรม” ก. การกระท าที่ไมํเคยมีมากํอน ข. การกระท าที่รื้อฟื้นมาจากของเดิม ค. การกระท าที่เอาแบบอยํางมาจากที่อื่น ง. การกระท าที่ใช๎แนวคิดหรือวิธีปฏิบัติใหมํๆเพื่อแก๎ปัญหาและพัฒนางาน 11. นวัตกรรมการศึกษามีความส าคัญต่อการจัดการศึกษาอย่างไร ก. เพิ่มความส าคัญในตัวผู๎สอน ข. เพิ่มความส าคัญในตัวผู๎เรียน ค. ลดความส าคัญทั้งในตัวผู๎สอนและผู๎เรียน ง. ชํวยแก๎ไขปัญหาและพัฒนาการจัดการศึกษา 12. “การเรียนการสอนในลักษณะ หรือรูปแบบใดก็ได้ ซึ่งการถ่ายทอดเนื้อหานั้น กระท าผ่านทางสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ เช่น เครือข่ายอินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต เอ็กซทราเน็ต” คือความหมายของข้อใด ก. E-Commerce ข. E-mail ค. E-Network ง. E-Learning 13. Educational Innovation มีความหมายตรงกับข้อใด ก. การปฏิรูปการศึกษา ข. นวัตกรรมทางการศึกษา ค. การศึกษาโลก ง. การศึกษาทางไกลผํานดาวเทียม 14. การน าเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจัดการศึกษา เพื่อเผยแพร่ข่าวสารประชาสัมพันธ์ ระหว่างสถานศึกษากับผู้เกี่ยวข้องและบุคคลทั่วไป ก. อินเทอร์เน็ต. ข. เว็บไซต์. ค. คอมพิวเตอร์ชํวยสอน. ง. การเรียนรู๎ผํานสื่อ 15. Partnership School จัดอยู่ในกลุ่มใด ก. Innovation ข. Technology ค. Information ง. Information Technology 16. Computer-Assisted Instruction (CAI) คือข้อใด ก. การเรียนรู๎โดยใช๎คอมพิวเตอร์ ข. การเรียนรู๎การใช๎คอมพิวเตอร์ ค. การใช๎คอมพิวเตอร์เพื่อเป็นสื่อในการสอน ง. การใช๎คอมพิวเตอร์ในการสอน


144 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 17. นวัตกรรมการศึกษาและเทคโนโลยีการศึกษายึดหลักของศาสตร์ใดในการสร้างผลงาน ก. คณิตศาตร์ ข. วิทยาศาสตร์ ค. สังคมศาสตร์ ง. มนุษย์ศาสตร์ 18. นวัตกรรมการทางการศึกษามีความหมายตรงกับข้อใด ก. การน าเอาความรู๎มาประยุกต์ใช๎ในชีวิตประจ าวัน ข. การน าเอาความคิด เทคนิควิธีการใหมํมาใช๎ในการจัดการศึกษา ค. การน าเอาประสบการณ์มาจัดการเรียนการสอน ง. การน าเอาคอมพิวเตอร์มาจัดการเรียนการสอน 19. ข้อใดคือค าว่า Innovation ก. สื่อหลายมิติ ข. นวัตกรรม ค. ความคิดสร๎างสรรค์ ง. การเผยแพรํไอเดียใหมํๆ 20. นวัตกรรมการศึกษามีความส าคัญต่อการจัดการศึกษาอย่างไร ก. ลดความส าคัญในตัวผู๎สอน ข. เพิ่มความส าคัญในตัวผู๎เรียน ค. เพิ่มความส าคัญทั้งในตัวผู๎เรียนและผู๎สอน ง. ชํวยแก๎ไขปัญหาและพัฒนาการจัดการศึกษา 21. การออกแบบนวัตกรรม ควรพิจารณาในข้อใดเป็นอันดับแรก ก. การน าไปใช๎ ข. ทฤษฎีที่รองรับ ค. ความจ าเป็นของปัญหา ง. วัตถุประสงค์ 22. ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์หลัก ของนวัตกรรมทางการศึกษา ก. นักเรียนได๎เรียนรู๎เร็วขึ้น เข๎าใจบทเรียนเป็นรูปธรรม ข. บทเรียนนําสนใจ สนุกสนาน ค. ลดเวลาในการสอน ประหยัดคําใช๎จําย ง. สร๎างรายได๎ ให๎กับผู๎จัดท านวัตกรรมทางการศึกษา 23. นวัตกรรมในข้อใด สนองแนวคิด เรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individual Different) ก. แบบเรียนส าเร็จรูป ข. ศูนย์การเรียน ค. ชุดการเรียน ง. การเรียนทางไปรษณีย์ 24. นวัตกรรมในข้อใด สนองแนวคิด เรื่องความพร้อม (Readiness) ก. แบบเรียนส าเร็จรูป ข. ศูนย์การเรียน ค. ชุดการเรียน ง. การเรียนทางไปรษณีย์


145 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 25. ข้อใดต่อไปนี้ ไม่ใช่ลักษณะที่ดีของนวัตกรรม ก. นักเรียนเรียนรู๎ได๎เร็ว ข. นําสนใจ สนุกสนาน ค. มีราคาแพง ง. ลดเวลาของครู เฉลยแนวข้อสอบนวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา 1.ก 2.ข 3.ง 4.ข 5.ข 6.ข 7.ข 8.ค 9.ง 10.ง 11.ง 12.ง 13.ข 14.ก 15.ก 16.ค 17.ข 18.ข 19.ข 20.ง 21.ค 22.ง 23.ก 24.ข 25.ค


146 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 การจัดท าแผนงาน โครงการ แผนปฏิบัติการ ตามพระราชกฤษฎีกาวําด๎วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ๎านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 มาตรา 9 และมาตรา 16 ได๎ก าหนดให๎ในแตํละปีงบประมาณ สํวนราชการจะต๎องจัดท าแผนปฏิบัติ ราชการประจ าปีเพื่อให๎เกิดผลสัมฤทธิ์ตํอภารกิจของรัฐ ประกอบกับคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2560 เห็นชอบแนวทางการจัดท างบประมาณ และการปรับปรุงปฏิทินงบประมาณรายจําย ประจ าปีงบประมาณ ทุกสํวนราชการจัดท าแผนปฏิบัติงานและแผนการใช๎จํายงบประมาณประจ าปี งบประมาณ เบื้องต๎นให๎สอดคล๎องกับ กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหํงชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) นโยบายความมั่นคงแหํงชาติ (พ.ศ. 2558 - 2564) และนโยบายรัฐบาล (พลเอก ประยุทธ์จันทร์โอชา) นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ นโยบายส านักงาน กศน. และนโยบายส ายนักงาน กศน.จังหวัด นั้น การจัดท าแผนงาน ความหมายการวางแผน “การวางแผน” (Planning) มาจากค าในภาษาละตินวํา “แพลนัม” (Planum) หมายถึง พื้นที่ราบหรือพิมพ์เขียว ค าภาษาอังกฤษใช๎ “Planning” ซึ่งหมายถึง กระบวนการวิเคราะห์และการ ตัดสินใจ ของผู๎บริหารที่จะก าหนดวิธีการไว๎ลํวงหน๎าอยํางเป็นระบบเพื่อใช๎เป็นแนวทางปฏิบัติให๎ บรรลุผลตามเปูาหมายและวัตถุประสงค์ที่ก าหนดไว๎อยํางมีประสิทธิภาพ โดยน าเอาข๎อมูลขําวสาร (Information) ในอดีตมาก าหนดหรือพยากรณ์อนาคต ดังนั้นแนวคิดของการวางแผนจึงมีลักษณะเป็น “ศาสตร์” ที่ต๎องใช๎ข๎อมูลเชิงประจักษ์(Empirical Information) ที่มีความแมํนตรง และเชื่อถือได๎และ จะต๎องประกอบด๎วยองค์ประกอบที่ชัดเจน และมีความตํอเนื่องกันตามล าดับ ทั้งนี้เพื่อให๎ผู๎ใช๎แผน มี ความรู๎และความเข๎าใจที่จะสามารถน าแผนไปปฏิบัติให๎บรรลุผลส าเร็จได๎ การวางแผน (Planning) หมายถึง กระบวนการที่องค์การหรือหนํวยงานด าเนินการเพื่อให๎ ได๎ผลที่ต๎องการในอนาคต โดยการตัดสินใจลํวงหน๎าในการเลือกวิธีท างานที่ดีที่สุดมีประสิทธิภาพมาก ที่สุด ให๎บรรลุผลตามที่ต๎องการภายในเวลาที่ก าหนด และเป็นกระบวนการที่ต๎องด าเนินการอยําง ตํอเนื่อง ตลอดจนสามารถปรับปรุงแก๎ไขได๎อยูํเสมอ ประโยชน์ของการวางแผน การวางแผนทุกระดับจะมีประโยชน์ทั้งตํอผู๎บริหาร และผู๎ปฏิบัติดังนี้ 1. ปูองกันมิให๎เกิดปัญหาและความผิดพลาดหรือลดความเสียงที่อาจจะเกิดขึ้นในการ ปฏิบัติงานในอนาคต 2. ท าให๎องค์การมีกรอบหรือทิศทางในการปฏิบัติงานที่ชัดเจนวําจะท าอะไร ที่ไหน เมื่อไร อยํางไรและใครท า ท าให๎นักบริหารมีความมันใจในการปฏิบัติงานให๎บรรลุผลส าเร็จได๎งําย 3. ชํวยให๎เกิดการประหยัดทรัพยากรทางการบริหาร เชํน คน เงิน วัสดุอุปกรณ์ เวลา ฯลฯ


147 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 4. ชํวยให๎การปฏิบัติงานรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ เพราะมีแผนเป็นแนวทาง “เปรียบเสมือน เรือที่มีหางเสือ” 5. ชํวยให๎การปฏิบัติงานเป็นระบบ นักบริหารสามารถควบคุม ติดตามการปฏิบัติงานได๎งําย องค์ประกอบของการวางแผน องค์ประกอบของการวางแผนที่ส าคัญ คือ 1. การก าหนดจุดหมายปลายทาง (Ends) ที่ต๎องการบรรลุ ซึ่งมีหลายระดับ คือ 1) จุดมุํงหมายหรือเปูาประสงค์ (Goals) เป็นการแสดงถึงความคาดหวังที่ต๎องการให๎ เกิดขึ้นในชํวงระยะเวลาข๎างหน๎า ซึ่งมักจะมองในรูปของผลลัพธ์ (Outcomes ) ในอนาคตก าหนดอยําง กว๎างๆ 2) วัตถุประสงค์ (Objective) เป็นองค์ประกอบที่เป็นผลมาจากการแปลงจุดมุํงหมาย (Goal) ให๎เป็นรูปธรรมมากขึ้นเพื่องํายในการน าไปปฏิบัติวัตถุประสงค์จึงเป็นการก าหนดผลผลิต (Output) ที่คาดหวังให๎เกิดขึ้นอยํางกว๎าง ๆ แตํชัดเจน และสามารถปฏิบัติได๎ 3) เปูาหมาย (Targets) เป็นองค์ประกอบที่เป็นผลมาจากการแปลงวัตถุประสงค์ให๎ เป็นรูปธรรมในการปฏิบัติมากขึ้น เปูาหมายจึงเป็นการก าหนดผลลัพธ์สุดท๎ายที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ ตามแผน โดยจะก าหนดเป็นหนํวยนับที่วัดผลได๎เชิงปริมาณ และก าหนดระยะเวลาที่จะบรรลุผลส าเร็จ นั้นด๎วย 2. วิธีการและกระบวนการ (Means and Process) เป็นองค์ประกอบที่เกิดจากการน า ข๎อมูลตําง ๆ มาวิเคราะห์และก าหนดเป็นทางเลือก (Alternative) ส าหรับเป็นแนวทางปฏิบัติ หรือ กลวิธี(Strategy) ให๎บรรลุจุดหมายที่ก าหนดไว๎จากนั้นจะถํายทอดออกมาเป็นแผนงาน (Programs) และโครงการ (Projects) ที่เชื่อมโยงกัน โดยทั่วไปจะประกอบด๎วย 2 องค์ประกอบหลัก คือ 1) กลวิธีการปฏิบัติหรือมาตรการ (Strategy) เป็นการก าหนดแนวทางปฏิบัติให๎บรรลุ จุดหมาย (Ends) ที่ก าหนดไว๎อยํางมีประสิทธิภาพ 2) แผนงาน (Programs) และโครงการ(Projects) เป็นการก าหนดแนวทางการกระท า ที่เป็นรูปธรรมในการปฏิบัติมากขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปจะมีประเด็นในการเขียนที่ชัดเจน ครอบคลุม และ เชื่อมโยงนอยํางเป็นระบบ 3. ทรัพยากร (Resources) และคําใช๎จําย (Cost) เป็นองค์ประกอบที่ส าคัญอยํางหนึ่งใน การวางแผนและการน าแผนไปปฏิบัติซึ่งได๎แกํ คน เงิน วัสดุอุปกรณ์ ซึ่งผู๎วางแผนจะต๎องระบุให๎ชัดเจน และมีความเป็นไปได๎“มิใชํเขียนแผนแบบวาดวิมานในอากาศ”หรือ“เขียนแผนแบบเพ๎อฝัน” 4. การน าแผนไปปฏิบัติ (Implementation) เป็นองค์ประกอบที่แสดงถึงกรรมวิธีในการ ตัดสินใจเลือกแผนงานและโครงการไปปฏิบัติให๎เกิดผลส าเร็จตามจุดหมาย (Ends) ทีก าหนดไว๎ ซึ่งขั้น ตอนนี้จะต๎องอาศัยกลยุทธ์หลายอยํางทังกลยุทธ์ภายในองค์การและกลยุทธ์ภายนอกองค์การ


148 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 5. การประเมินผลแผน (Evaluation) เป็นองค์ประกอบที่แสดงถึงการตรวจสอบการ ควบคุมและการวัดผลการปฏิบัติตามแผนเพื่อให๎ทราบถึง ความก๎าวหน๎าหรือข๎อบกพรํองหรือข๎อจ ากัด ของแผนนั้น ๆ เพื่อจะได๎ปรับปรุงแผนให๎สามารถน าไปปฏิบัติได๎บรรลุตามเปูาหมายและวัตถุประสงค์ที่ ก าหนดไว๎ ระดับของการวางแผน ถ๎าจะแบํงระดับของการวางแผนตามลักษณะของการบริหารงานในองค์การ สามารถแบํง ออกเป็น 3 ระดับ คือ 1. การวางแผนระดับนโยบาย (Policy Planning) เป็นแผนระดับสูงสุดขององค์การ มักจะ ระบุแนวทางอยํางกว๎างๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานที่จะกํอให๎เกิดแผนชนิดอื่นๆ สํวนใหญํจะเป็นแผนระยะยาว (Long - Range Plan) เชํน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหํงชาติฉบับที่ 12 2. การวางแผนกลยุทธ์(Strategic Planning) เป็นการวางแผนหลอมรวมครอบคลุม กิจกรรมทั้งหมดขององค์การ หรือแผนงานใหญํขององค์การ โดยจะระบุไว๎“อยํางกว๎าง” และ “มอง ไกล” ไปพร๎อมๆ กัน ซึ่งมักจะเป็นแผนระยะยาว 5 - 10 ปีซึ่งจะต๎องสอดคล๎องกับแผนระดับนโยบาย 3. แผนปฏิบัติการ หรือแผนด าเนินงาน (Operation Plan) เป็นการวางแผนที่ก าหนด จุดมุํงหมายระยะสั้น ระยะเวลา ไมํเกิน 1 ปี ซึ่งถํายทอดมาจากแผนกลยุทธ์องค์ประกอบของแผนปฏิบัติ การจะประกอบด๎วย วัตถุประสงค์เปูาหมาย กิจกรรม ขั้นตอนการปฏิบัติงบประมาณ ผู๎รับผิดชอบในการ ด าเนินงาน แผนปฏิบัติการ แบํงออกเป็น 2 ประเภท คือ แผนใช๎ประจ า (Standing Plans) และแผนใช๎ เฉพาะครั้ง (Single - use Plans) การวางแผนโครงการ การวางแผนโครงการ : Project planning คือ ความพยายามที่จะคาดคะเนเวลาและ คําใช๎จําย ที่จะใช๎ในการด าเนินงานโครงการใดโครงการหนึ่ง รวมทั้งผลประโยชน์ที่จะได๎รับจากโครงการ จะรวมถึงขั้นตอนการท างาน กิจกรรมที่จะต๎องท า เวลาที่ใช๎ในแตํละกิจกรรม รวมทั้งบุคคลากรที่ เหมาะสมในแตํละกิจกรรมด๎วย แตํละโครงการควรจะวางแผนในรายละเอียดให๎มาก กํอนที่จะเริ่ม ท างานจริง และเมื่อด าเนินงานจริงๆแล๎ว ควรจะติดตามและควบคุม ให๎เป็นไปตามแผนที่วางไว๎ด๎วย แผนงานของโครงการวิเคราะห์และออกแบบ จะประกอบแผนงานตํอไปนี้คือ การวิเคราะห์ การออกแบบการพัฒนาโปรแกรม เตรียมเอกสาร ฝึกอบรม และการน าระบบมาใช๎งานจริงแตํละ กิจกรรมก็จะประกอบด๎วย งานยํอยแยกไปอีก ในหัวข๎อนี้ได๎แกํ การคาดคะเนเวลา และการเตรียมตาราง การท างาน คาดคะเนคําใช๎จําย ผลประโยชน์ที่จะได๎รับ


149 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 ลักษณะของแผนงาน ลักษณะของแผนโดยทั่วไป จะต๎องประกอบด๎วยสิ่งตํอไป 1. วัตถุประสงค์ เป็นการก าหนดไว๎ลํวงหน๎าจะมีการปฏิบัติอะไรและอยํางไร เป็นการชี้ทาง ให๎เห็นและเป็นการปูองกันการเข๎าใจผิดและหลงทาง วัตถุประสงค์จะต๎องก าหนดไว๎แจํมแจ๎งชัดเจน โดย ให๎ทุกฝุายมีสํวนรํวม ต๎องมีการจัดเรียงล าดับวัตถุประสงค์ และมีการปรับปรุงแก๎ไขเป็นระยะๆ ไป 2. มาตรฐานในการบริหาร เป็นการก าหนดความต๎องการ ความสมดุลย์และความสัมพันธ์ ระหวํางทรัพยากรทั้งหลาย มาตรฐานเป็นเครื่องก าหนดหลักเกณฑ์ส าหรับการควบคุม การก าหนดอาจ เขียนเป็นค าอธิบาย หรือโดยการบอกกลําวด๎วยค าพูดให๎ถือปฏิบัติตาม 3. งบประมาณ ได๎แกํ แผนกการรับและแผนการจําย ซึ่งก าหนดขึ้นส าหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นใน อนาคตและเป็นสิ่งที่ชํวยก าหนดเป็นเปูาหมายของแตํละกิจกรรม และใช๎เป็นแผนการควบคุมได๎ 4. แผนงาน เป็นแผนเบ็ดเตล็ดซึ่งรวมการใช๎ทรัพยากรตํางๆ และการจัดเรียงล าดับของ กิจกรรมซึ่งจะต๎องท าตามก าหนดระยะเวลาเพื่อให๎บรรลุวัตถุประสงค์ 5. นโยบาย หมายถึง การตกลงขั้นต๎นในการก าหนดแนวทางอยํางกว๎างในการปฏิบัติงานให๎ บรรลุวัตถุประสงค์ นโยบายที่ดีจะต๎องก าหนดไว๎อยํางกว๎างๆ และสอดคล๎องกันและแสดงให๎เห็นถึงการ พัฒนาองค์การในที่สุด 6. วิธีปฏิบัติ หมายถึง กระบวนการของงานทั้งหลายซึ่งเกี่ยวข๎องกัน มีการจัดเรียงล าดับ พร๎อมทั้งก าหนดวิธีปฏิบัติ ตลอดจนจัดสายทางเดินของงานไว๎ด๎วย วิธีปฏิบัติควรจะแนํนอนมั่นคง จะ เปลี่ยนแปลงตํอเมื่อมีเหตุการณ์กระทบตํอการด าเนินงานเกิดขึ้นเทํานั้น 7. วิธีการ หมายถึง ขั้นตอนของวิธีปฏิบัติงานอยํางหนึ่ง และเป็นการก าหนดวํา งานขั้นนี้ จะต๎องปฏิบัติอยํางใด โดยพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ คําใช๎จําย เวลา เงิน และก าลัง การจ าแนกแผนตามลักษณะการใช้ โดยปกติหนํวยงานตํางๆ จะมีแผนที่ใช๎อยูํ 2 ประเภท คือ 1) แผนที่มีวัตถุประสงค์เดียว (Single-Purpose planning) เป็นแผนที่ใช๎ส าหรับเป็นแนวทางในการปฏิบัติเฉพาะงานหรือเฉพาะ ความรับผิดชอบหรือเป็นไปตามสภาวการณ์ ครั้นเมื่องานส าเร็จลุลํวงไปแล๎ว หรือสภาวการณ์ เปลี่ยนแปลงไป แผนนั้นก็จะถูกยกเลิกไมํใช๎อีกตํอไป หรืออาจเรียกวํา “แผน ชั่วคราว” เชํน แผนลด คําเงินบาท แผนปูองกันน้ าทํวม โครงการแพทย์อาสาสมัครเคลื่อนที่และอื่นๆ เป็นต๎น 2) แผนที่ใช๎อยําง ตํอเนื่อง (Continuous-Use Planning) เป็นแผนที่ใช๎ส าหรับเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานอยําง ตํอเนื่องและเป็นประจ าด๎วยระยะเวลาที่ยาวนาน แม๎จะมีผลกระทบตํางๆ เกิดขึ้นในขณะด าเนินงาน แผนชนิดนี้จะไมํเปลี่ยนโครงสร๎างแตํจะปรับปรุงรายละเอียดให๎สามารถด าเนินการตํอไปได๎ หรือ อาจ เรียกได๎วํา “แผนถาวร” หรือ “แผนงานหลัก”ได๎แกํนโยบายตํางๆ เชํน นโยบายการพัฒนา ชนบท นโยบายการปูองกันและปราบปรามการทุจริต นโยบายเพิ่มอัตราการอําน เป็นต๎น 4.5 จ าแนกตาม ระดับการบริหารงานหนํวยงาน แผนประเภทนี้ อาจแบํงได๎เป็น 3 ระดับ ดังนี้


150 คู่มือเตรียมสอบพนกังานราชการ ตา แหน่งครู กศน.ต าบลและนักวิชาการศึกษา ID LINE : NFE4567 แผนกลยุทธ์ (Strategic Planning) เป็นแผนที่ถูกจัดท าขึ้นโดยผู๎บริหารระดับสูง เพื่อให๎สอดคล๎องกับเป็นหมายกลยุทธ์ของหนํวยงานแล๎วประสานไปยังผู๎บริหารระดับกลาง และระดับ ลําง ท าให๎การวางแผนกลยุทธ์มีลักษณะการบริหารแบบลงลําง (Top-Dow Planning) ที่ผู๎บริหาร ระดับสูงมีบทบาทส าคัญที่สุด การวางแผนกลยุทธ์จะกลําวถึงขอบเขตกว๎างๆ ของการจัดกิจกรรมของ หนํวยงาน ซึ่งต๎องครอบคลุม ทรัพยากรทั้งหมดที่หนํวยงานมีอยูํตลอดจนการพยากรณ์สภาวะแวดล๎อม ทั้งภายในและภายนอก เปูาหมาย ของการวางแผนกลยุทธ์ โดยทั่วไปจะมุํงเน๎นให๎หนํวยงานเจริญเติบโต และด ารงอยูํได๎ในอนาคตกับการชํวยเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการด าเนินงานของหนํวยงาน แผนยุทธวิธี (Tactical Planning) เป็นแผนที่เกิดจากการกระท ารํวมกันระหวําง ผู๎บริหาร ระดับสูงกับผู๎บริหารระดับกลางเพื่อให๎หนํวยงานธุรกิจก๎าวไปสูํผลส าเร็จที่วางไว๎ ซึ่งเป็นไปตาม เปูาหมายยุทธวิธีและสอดคล๎องกับแผนกลยุทธ์ แผนยุทธวิธี จะมีลักษณะเฉพาะเจาะจงและเป็น กิจกรรมที่ต๎องกระท าโดย หนํวยงานยํอยซึ่งอยูํภายในหนํวยงาน การวางแผนยุทธวิธีต๎องอยูํภายใต๎ ขอบเขตก าหนดของแผนกลยุทธ์ แตํ แผนยุทธวิธีจะท าหน๎าที่ในการผสมผสานสอดคล๎องระหวํางแผน กลยุทธ์ ซึ่งถูกสร๎างขึ้นโดยผู๎บริหารระดับสูง กับแผนปฏิบัติการ ซึ่งเป็นแผนระดับลํางและมักเป็นแผน ระยะสั้นเข๎าด๎วยกันโดยเน๎นให๎ครอบคลุมในสิ่งที่มีความส าคัญทั้งหมด เชํน คําใช๎จําย รายได๎ เวลา และ เครื่องมือเครื่องใช๎ แผนปฏิบัติการ (Operational Plans) ใช๎อธิบายเปูาหมายในการปฏิบัติงานของ หนํวยงานใน ลักษณะที่เป็นหน๎าที่เฉพาะของหนํวยงาน หรือมีลักษณะที่เป็นงานที่ต๎องท าเป็นประจ าวัน ตํอวัน การวางแผน ปฏิบัติการเป็นหน๎าที่ของผู๎บริหารระดับลํางที่จะต๎องกระท าตามเปูาหมายปฏิบัติการ และให๎สอดคล๎องกับแผน ยุทธวิธี และแผนกลยุทธ์ แผนปฏิบัติการจึงมีลักษณะการวางแผนระยะสั้น ซึ่ง มักเกี่ยวข๎องกับปัจจัยตํางๆ ภายในหนํวยงาน ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ผู๎บริหารสามารถควบคุมได๎ การเขียนโครงการ ความหมายของโครงการ ค าวํา “โครงการ” ภาษาอังกฤษใช๎ค าวํา “Project” ซึ่งหมายถึง แผนงานยํอยที่ ประกอบด๎วยกิจกรรม หรืองานหลายงานที่ระบุรายละเอียดชัดเจน อาทิ วัตถุประสงค์เปูาหมาย ระยะเวลาด าเนินการ วิธีการหรือขั้นตอนในการด าเนินงาน พื้นที่ในการด าเนินงาน งบประมาณที่ใช๎ใน การด าเนินงานตลอดจน ผลลัพธ์ที่คาดวําจะได๎รับ แผนงานที่ปราศจากโครงการยํอมเป็นแผนงานที่ไมํ สมบูรณ์ ไมํสามารถน าไปปฏิบัติให๎เป็น รูปธรรมได๎ดังนั้นการเขียนโครงการขึ้นมารองรับแผนงานยอม เป็นสิ่งส าคัญและจ าเป็นยิ่งเพราะจะท าให๎งํายในการปฏิบัติและงํายตํอการติดตามและประเมินผลเพราะ ถ๎าโครงการบรรลุผลส าเร็จ นั้นหมายความวํา แผนงานและนโยบายนั้นบรรลุผลส าเร็จด๎วยโครงการจึง เปรียบเสมือนพาหนะที่น าแผนปฏิบัติการไปสูํการด าเนินงานให๎เกิดผล เพื่อไปสูํจุดหมายปลายทางตามที่


Click to View FlipBook Version