The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) และแผนการจัดการเรียนรู้ระดับชั้นประถมศึกษาษาปีที่ 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nonchanschool.2474, 2022-12-06 11:04:48

หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) และแผนการจัดการเรียนรู้ระดับชั้นประถมศึกษาษาปีที่ 2

หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education) และแผนการจัดการเรียนรู้ระดับชั้นประถมศึกษาษาปีที่ 2



คำนำ

ยทุ ธศาสตรช์ าติวา่ ด้วยการป้องกนั และปราบปรามการทจุ ริต ระยะที่ ๓ (พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔) ได้
กำหนดยทุ ธศาสตรท์ ่ี ๑ สรา้ งสงั คมท่ีไม่ทนต่อการทจุ ริต อันมีกลยุทธ์ว่าด้วยเรื่องของการปรบั ฐานความคดิ ทุก
ช่วงวยั ตั้งแตป่ ฐมวยั ใหส้ ามารถแยกระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตนกับผลประโยชน์ส่วนรวม ส่งเสริมให้มีระบบ
และกระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมเพอื่ ต้านทจุ รติ ประยุกตห์ ลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งเป็นเครื่องมือ
ตา้ นทุจริต เสรมิ พลังการมีส่วนรว่ มของชุมชน (Community) และบรู ณาการทุกภาคส่วนเพอื่ ต่อต้านการทุจริต
คณะกรรมการป้องกนั และปราบปรามการทุจริตแหง่ ชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) จึงไดม้ คี าส่งั แตง่ ต้งั
คณะอนุกรรมการจัดทำหลกั สูตรหรือชดุ การเรียนรแู้ ละสื่อประกอบการเรียนรู้ ดา้ นการป้องกันการทุจรติ ข้ึน
เพอ่ื ศึกษา วเิ คราะห์ และรวบรวมขอ้ มลู กำหนดแนวทางและขอบเขตในการจัดทำหลักสตู ร ยกรา่ งและจัดทำ
เน้อื หาหลกั สูตรหรือชุดการเรียนรแู้ ละส่อื ประกอบการเรยี นรู้ พิจารณาใหค้ วามเห็นเพม่ิ เติม กำหนดแผนหรือ
แนวทางการนาหลักสูตรไปใช้ในหน่วยงานที่เกีย่ วข้อง และดำเนนิ การอืน่ ๆ ตำมที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.
มอบหมาย

คณะอนกุ รรมการจัดทำหลกั สูตรหรอื ชดุ การเรยี นรู้และสื่อประกอบการเรียนรู้ ด้านการป้องกนั การ
ทจุ ริตได้ร่วมกนั สร้างหลักสตู รตา้ นทจุ รติ ศกึ ษา (Anti-Corruption Education) ประกอบดว้ ย ๕ หลักสูตร ดังนี้
๑. หลกั สูตรการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน (รายวิชาเพิ่มเตมิ การป้องกันการทุจริต) ๒. หลักสูตรอุดมศึกษา (วัยใส ใจ
สะอาด “Youngster with good heart”) ๓. หลักสตู รตำมแนวทางรบั ราชการ กลุ่มทหารและตำรวจ ๔.
หลกั สูตรสรา้ งวทิ ยากรผู้นาการเปล่ียนแปลงสู่สงั คมท่ีไม่ทนตอ่ การทจุ ริต และ ๕. หลักสูตรโคช้ เพอ่ื การรูค้ ดิ ตา้ น
ทุจริต หลกั สูตรดงั กลา่ วได้ผ่านกระบวนการนาไปทดลองใช้ เพอื่ ปรบั ปรุงให้มีประสทิ ธิภาพ สาหรับการใช้ใน
กลมุ่ เปา้ หมายต่อไป นอกจากน้ี คณะอนุกรรมการจัดทำหลกั สตู รหรือชุดการเรยี นรู้และสอื่ ประกอบการเรียนรู้
ดา้ นการปอ้ งกนั การทุจริตยงั ไดค้ ัดเลอื กสือ่ การเรยี นรู้ จากแหลง่ ตา่ งๆ ทงั้ ในประเทศและตา่ งประเทศ เพื่อ
ประกอบการเรยี นการสอนต่อไป

โรงเรียนบ้านโนนจาน(เนตรขันธร์ าษฎรบ์ ำรงุ ) จงึ จดั ทำหลักสูตรรตา้ นทจุ ริตศึกษา (Anti-Corruption
Education) เพ่ือสร้างความรูค้ วามเขา้ ใจและทักษะให้แก่ผูเ้ รียนในเรอ่ื งการคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชน์
ส่วนตนกับผลประโยชนส์ ว่ นรวม ความอายและความไม่ทนต่อการทุจริต STRONG : จิตพอเพยี งต้านทุจรติ และ
พลเมืองกบั ความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อรว่ มกนั ป้องกันหรอื ตอ่ ต้านการทุจริต มิให้มกี ารทจุ ริตเกดิ ขึ้นใน
สังคมไทย ร่วมสรา้ งสงั คมไทยท่ไี ม่ทนต่อการทจุ ริตต่อไป

โรงเรียนบ้านโนนจาน(เนตรขันธ์ราษฎรบ์ ำรุง)



สารบญั

หน้า

คำนำ…………………………………………….………………………………………………………………..………ก
สารบญั …………………………………………………………………………………………………………………...ข
หลกั สูตรตา้ นทจุ ริตศึกษา………………………………………………………………………………………....๑
รายละเอียดของหลักสตู รตา้ นทุจริตศึกษา………………………………………………………………..…๒
จุดมุ่งหมายของรายวชิ า……………………………………………………………………………………...…….๒
คำอธิบายรายวิชา…………………………………………………………………………………………………….๒
ผลการเรียนรู้…………………………………………………………………………………………………………..๓
โครงสร้างรายวิชา…………………………………………………………………………………….………………๔
กิจกรรมการเรียนรู้…………………………………………………………………………………………….…....๑๒
ส่ือการเรียนร้แู ละแหลง่ เรียนรู้………………………………………………………………………………..…๑๒
การวดั และประเมินผล………………………………………………………………………………………….….๑๒
ตารางชัว่ โมงการจดั การเรียนการสอน…………………………………………………………………….….๑๓
แผนการจัดการเรยี นรรู้ ะดบั ชั้นประถมศึกษาปที ่ี ๒.....……………………………………………….…๑๔

1

๑. หลกั สูตรต้านทุจรติ ศกึ ษา (Anti-Corruption Education)
ยทุ ธศาสตร์ชาติวา่ ด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ระยะท่ี ๓ (พ.ศ. ๒๕๖๐ -๒๕๖๔) ยทุ ธศาสตร์

ที่ ๑ “สรา้ งสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจรติ ” ได้มงุ่ เนน้ ให้ความสำคัญในกระบวนการปรบั สภาพสงั คมใหเ้ กดิ ภาวะท่ี
“ไม่ทนต่อการทุจริต” โดยเร่มิ ตั้งแต่กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมในทุกระดับชว่ งวยั ตั้งแต่ปฐมวัย เพื่อสรา้ ง
วฒั นธรรมต่อตา้ นการทจุ ริต และปลูกฝงั ความพอเพียง มวี นิ ัย ซื่อสัตยส์ ุจริตยึดประโยชนส์ ่วนรวมมากกวา่ ประโยชน์
ส่วนตน เปน็ การดำเนนิ การผ่านสถาบนั หรอื กล่มุ ตัวแทนท่ีทำหน้าท่ีในการกล่อมเกลาสังคมให้มีความเป็นพลเมืองที่
ดี มจี ิตสาธารณะ เสียสละเพ่ือสว่ นรวมและเสริมสร้างให้ทุกภาคส่วนมีพฤตกิ รรมท่ไี ม่ยอมรับและต่อตา้ นการทุจรติ
ในทกุ รูปแบบและได้กาหนดกลยทุ ธ์ ๔ กลยทุ ธ์ กลา่ วคอื กลยุทธ์ท่ี ๑ ปรบั ฐานความคดิ ทกุ ช่วงวัย ต้งั แตป่ ฐมวัยให้
สามารถแยกระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนกบั ผลประโยชนส์ ว่ นรวม กลยทุ ธท์ ี่ ๒ ส่งเสรมิ ใหม้ รี ะบบและกระบวนการ
กล่อมเกลาทางสังคมเพื่อตา้ นทุจริต กลยทุ ธ์ท่ี ๓ ประยุกต์หลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียงเป็นเครือ่ งมอื ตา้ นทจุ รติ
และกลยทุ ธท์ ่ี ๔ เสรมิ พลงั การมีส่วนร่วมของชมุ ชน(Community)และบูรณาการทุกภาคส่วนเพอื่ ต่อตา้ นการทุจริต

คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงได้มีคาสั่งที่ ๖๔๖/๒๕๖๐ ลงวันท่ี ๒๖ เมษายน ๒๕๖๐ แตง่ ต้ังคณะอนกุ รรมการ
จดั ทำหลกั สตู ร หรอื ชดุ การเรียนรู้และส่ือประกอบการเรียนรู้ ดา้ นการป้องกันการทจุ ริตซง่ึ ประกอบด้วย
ผู้ทรงคณุ วุฒหิ รอื ผู้เชยี่ วชาญจากหน่วยงานดา้ นการศึกษา และหนว่ ยงานทเ่ี ก่ยี วข้องในการจดั ทำหลักสตู รการเรียน
การสอน จากท้งั ภายในและภายนอกหน่วยงาน รวมทง้ั ผู้ทรงคุณวุฒิจากองค์กรภาคเอกชนเพ่ือดำเนินการจดั ทำ
หลกั สูตรหรอื ชดุ การเรยี นรแู้ ละสื่อประกอบการเรยี นรู้ ด้านการปอ้ งกนั การทุจริต นาไปใช้ในการเรยี นการสอน
ใหก้ ับนักเรยี น นกั ศกึ ษาในทกุ ระดับช้นั เรยี นท้งั ในสว่ นของการศึกษาตง้ั แตร่ ะดบั ปฐมวัยอนบุ าล ประถมศกึ ษา
มธั ยมศกึ ษา และอุดมศึกษา ท้ังภาครฐั และเอกชน รวมทั้งอาชีวศกึ ษาและการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อัธยาศยั นอกจากน้ี ยงั รวมถึงสถาบันการศึกษาอน่ื ท่เี ก่ียวขอ้ ง เชน่ สถาบันการศึกษาในสงั กดั สำนักงานตำรวจ
แหง่ ชาติ สถาบันการศึกษาทางทหาร เปน็ ตน้ เพอื่ ใหค้ รอบคลมุ กลมุ่ เป้าหมายทเี่ ก่ียวขอ้ งกบั การศกึ ษาทั้งระบบ
รวมทั้งบุคลากรภาครฐั และรัฐวิสาหกจิ รวมทัง้ ภาคประชาชน เพื่อเปน็ การปลกู ฝังจติ สานกึ ในการแยกแยะ
ประโยชน์สว่ นตนกบั ประโยชน์สว่ นรวมจิตพอเพียงต้านทุจริต และสร้างพฤติกรรมท่ีไมย่ อมรบั และไม่ทนตอ่ การ
ทุจริต

เพื่อเป็นการป้องกันการทุจริต โดยเริ่มปลูกฝังนกั เรียนตั้งแต่ปฐมวัยจนถงึ มัธยมศึกษาปที ี่ ๖ สำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงจัดทำรายวิชาเพิ่มเติม “การป้องกันการทุจริต” ให้สถานศึกษาทุกแห่งนา
ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝังและสร้างวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริตให้แก่นักเรียนสร้างความ
ตระหนักให้นักเรียน ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน มีจิตพอเพียงต้านทจุ ริต ละอายและเกรง
กลวั ที่จะไม่ทุจรติ และไม่ทนตอ่ การทุจริตทุกรูปแบบ

โรงเรยี นบ้านโนนจาน(เนตรขันธ์ราษฎร์บำรุง) หวงั เป็นอยา่ งยิง่ ว่าหลักสูตรตา้ นทุจรติ ศึกษา : Anti-
Corruption Education จะสร้างความรู้ความเข้าใจและทักษะให้แกผ่ ู้เรียนในเรือ่ งการคดิ แยกแยะระหวา่ ง
ผลประโยชน์ส่วนตน กบั ผลประโยชนส์ ่วนรวม ความอายและความไม่ทนต่อการทจุ ริต STRONG : จิตพอเพียงต้าน
ทจุ รติ และพลเมอื ง กับความรับผดิ ชอบตอ่ สงั คม เพ่ือรว่ มกนั ปอ้ งกนั หรือต่อต้านการทจุ รติ มใิ หม้ ีการทุจรติ เกิดขึ้น
ในสังคมไทย รว่ มสรา้ งสังคมไทยที่ไม่ทนต่อการทุจรติ ต่อไป

2

๒. รายละเอยี ดของหลกั สตู รตา้ นทุจริตศึกษา (Anti-Corruption Education)
ตามทสี่ ำนกั งานคณะกรรมการปอ้ งกนั และปราบปรามการทจุ รติ แห่งชาติ รว่ มกับสำนกั งานคณะกรรมการ

การศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน และหน่วยงานที่เกย่ี วข้อง ดำเนินการจดั ทำหลกั สตู รหรอื ชุดการเรียนรแู้ ละส่ือประกอบการ
เรยี นรู้ ดา้ นการปอ้ งกนั การทจุ รติ สำหรบั ใช้เปน็ เนื้อหามาตรฐานกลางใหส้ ถาบนั การศกึ ษาหรือหนว่ ยงานที่
เกี่ยวขอ้ งนำไปใชใ้ นการเรียนการสอนให้กับกลุ่มเป้าหมายครอบคลุมทกุ ระดับช้ันเรียน เพือ่ ปลูกฝงั จิตสำนึกในการ
แยกประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชนส์ ่วนรวม จิตพอเพียง การไม่ยอมรับและไม่ทนต่อการทจุ รติ โดยใช้ชื่อว่า
หลักสตู รตา้ นทจุ รติ ศึกษา (Anti-Corruption Education) หลกั สูตรที่ ๑ หลักสตู รการศึกษาข้ันพื้นฐาน โดยมแี นว
ทางการนำไปใช้ตามความเหมาะสมของแตล่ ะโรงเรยี น ดงั น้ี

๑.นำไปจดั เปน็ รายวิชาเพมิ่ เติมของโรงเรียน
๒.นำไปจัดในชั่วโมงลดเวลาเรยี นเพิม่ เวลารู้
๓.นำไปบูรณาการกับการจัดการเรยี นการสอนในกลุม่ สาระการเรียนรสู้ ังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม
(สาระหน้าท่ีพลเมือง) หรือนำไปบรู ณาการกับกลุ่มสาระการเรยี นร้อู น่ื ๆ

๓. จุดมงุ่ หมายของรายวิชา เพ่ือให้นกั เรยี น
๒.๑ มีความรู้ ความเขา้ ใจเกี่ยวกับการแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตนกบั ผลประโยชน์สว่ นรวม
๒.๒ มีความรู้ ความเขา้ ใจเก่ยี วกบั ความละอายและความไม่ทนตอ่ การทุจริต
๒.๓ มคี วามรู้ ความเขา้ ใจเก่ยี วกบั STRONG / จติ พอเพียงต่อตา้ นการทุจริต
๒.๔ มคี วามรู้ ความเขา้ ใจเก่ยี วกบั พลเมืองและมีความรบั ผิดชอบตอ่ สังคม
๒.๕ สามารถคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชน์สว่ นตนกับผลประโยชน์ส่วนรวมได้
๒.๖ ปฏบิ ตั ิตนเป็นผูล้ ะอายและไม่ทนตอ่ การทจุ ริตทุกรูปแบบ
๒.๗ ปฏบิ ัติตนเปน็ ผู้ที่ STRONG / จติ พอเพียงต่อต้านการทจุ รติ
๒.๘ ปฏบิ ัตติ นตามหนา้ ที่พลเมอื งและมีความรับผิดชอบต่อสงั คม

๔. คำอธิบายรายวชิ า
ศึกษาเกีย่ วกับการแยกแยะระหว่างผลประโยชน์สว่ นตนกับผลประโยชน์สว่ นรวม ความละอายและความ

ไม่ทนต่อการทจุ รติ STRONG / จิตพอเพยี งตอ่ ต้านการทุจรติ รู้หน้าท่ีของพลเมืองและรับผิดชอบตอ่ สงั คมในการ
ต่อตา้ นการทจุ ริต

โดยใชก้ ระบวนการคิด วเิ คราะห์ จำแนก แยกแยะ การฝึกปฏบิ ัตจิ ริง การทำโครงงานกระบวนการเรียนรู้
๕ ข้ันตอน (๕ STEPs) การอภิปราย การสบื สอบ การแก้ปัญหา ทักษะการอ่านและการเขียน เพือ่ ให้มีความตระหนกั
และเหน็ ความสำคญั ของการตอ่ ตา้ นและการป้องกันการทุจริต

3

๕.ผลการเรียนรู้
๑. มคี วามรู้ ความเขา้ ใจเกี่ยวกับการแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตน กบั ผลประโยชนส์ ่วนรวม
๒. มคี วามรู้ ความเขา้ ใจเกีย่ วกับความละอายและความไม่ทนตอ่ การทจุ รติ
๓. มคี วามรู้ ความเข้าใจเกย่ี วกบั STRONG / จติ พอเพยี งต่อต้านการทจุ รติ
๔. มคี วามรู้ ความเข้าใจเก่ยี วกับพลเมืองและมีความรบั ผดิ ชอบต่อสังคม
๕. สามารถคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตน กบั ผลประโยชน์สว่ นรวมได้
๖. ปฏิบตั ติ นเป็นผูล้ ะอายและไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบ
๗. ปฏบิ ัติตนเปน็ ผู้ที่ STRONG / จติ พอเพียงตอ่ ต้านการทุจริต
๘. ปฏิบัตติ นตามหน้าที่พลเมืองและมคี วามรับผิดชอบต่อสังคม
๙. ตระหนกั และเหน็ ความสำคญั ของการต่อต้านและป้องกันการทุจริต
รวมทั้งหมด ๙ ผลการเรียนรู้

4

๖. โครงสร้างรายวชิ า เรอื่ ง จำนวน
๖.๑ ระดับปฐมวัย ชว่ั โมง
การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนตน
ลำดบั หนว่ ยการเรียนรู้ และผลประโยชน์สว่ นรวม ๑๔
- การคดิ แยกแยะ
๑. การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนตน - ระบบคิดฐาน ๒
และผลประโยชนส์ ว่ นรวม - ของเล่น
- การรับประทานอาหาร
- การเข้าแถว
- การเกบ็ ของใช้สว่ นตัว
- ทำงานทไ่ี ด้รับมอบหมาย
- การแบ่งปัน
- การแตง่ กาย
- การทำกจิ วตั รประจำวนั (การใช้นำ้ ไฟฟา้
กระดาษ การทิ้งขยะ)

๒. ความละอายและความไม่ทนตอ่ การทจุ รติ ความละอายและความไมท่ นตอ่ การทุจรติ ๑๒
- ของเล่น
- การรบั ประทานอาหาร
- การเข้าแถว
- การเกบ็ ของใชส้ ่วนตัว
- ทำงานท่ไี ด้รบั มอบหมาย
- การแบง่ ปนั
- การแตง่ กาย
- การทำกิจวตั รประจำวนั

๓. STRONG / จิตพอเพยี งต่อตา้ นการทจุ ริต STRONG / จิตพอเพียงต่อต้านการทุจรติ ๙
- ความพอเพียง
- ความโปรง่ ใส
- ความต่ืนรู้ / ความรู้
- ต้านทจุ ริต
- มงุ่ ไปขา้ งหน้ำ
- ความเออ้ื อาทร
- การรบั ประทานอาหาร
- การชว่ ยเหลือเพือ่ น
- การใช้กระดาษ

ลำดบั หนว่ ยการเรียนรู้ เร่ือง 5
จำนวน
๔. พลเมอื งกับความรับผดิ ชอบต่อสงั คม พลเมืองกบั ความรับผิดชอบต่อสงั คม ชัว่ โมง
- ความรบั ผดิ ชอบตอ่ ตนเอง ๕
- ความรบั ผิดชอบต่อผู้อืน่
- การตรงตอ่ เวลา ๔๐
- การทำความสะอาดห้องเรยี น
- การชว่ ยเหลอื ตนเอง

รวม

* หมายเหตุ การจัดประสบการณแ์ ต่ละกจิ กรรมจะใช้เวลาประมาณ ๒๐ นาที

6

๖.๒ ระดับประถมศกึ ษา เรือ่ ง จำนวน
๑) ชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๑ ช่วั โมง
การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตน
ลำดบั หนว่ ยการเรียนรู้ และผลประโยชน์ส่วนรวม ๑๖
- การคดิ แยกแยะ
๑. การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์สว่ นตน - ระบบคดิ ฐาน ๒
และผลประโยชน์สว่ นรวม - ระบบคดิ ฐาน ๑๐

๒. ความละอายและความไมท่ นต่อการทุจรติ ความละอายและความไม่ทนตอ่ การทจุ ริต ๑๐
- การทำการบ้าน
- การทำเวร
- การสอบ
- กจิ กรรมนกั เรียน

๓. STRONG / จติ พอเพียงต่อตา้ นการทจุ รติ STRONG / จติ พอเพียงต่อตา้ นการทจุ รติ ๔
- ความพอเพยี ง
- ความโปรง่ ใส
- ต้านทจุ รติ
- ความเอ้ืออาทร

๔. พลเมอื งกบั ความรับผิดชอบต่อสังคม พลเมอื งกบั ความรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม ๑๐
-ความหมายบทบาทและสิทธิ -การเคารพ ๔๐
สิทธิหน้าที่ต่อตนเองและผู้อน่ื
- ระเบยี บ กฎ กตกิ า กฎหมาย
- ความรับผิดชอบ (ตอ่ ตนเองกบั ตอ่ ผู้อน่ื )
- ความเป็นพลเมือง

รวม

7

๒) ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ ๒ เรอื่ ง จำนวน
ลำดบั หน่วยการเรยี นรู้ ชวั่ โมง
การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตน
๑. การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตน และผลประโยชนส์ ว่ นรวม ๑๖
และผลประโยชนส์ ่วนรวม - การคิดแยกแยะ
- ประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม
- ระบบคิดฐาน ๒
- ระบบคดิ ฐาน ๑๐

๒. ความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต ความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต ๑๐
- การทำการบา้ น
- การทำเวร
- การสอบ
- กจิ กรรมนักเรียน

๓. STRONG / จติ พอเพยี งต่อต้านการทุจรติ STRONG / จิตพอเพยี งต่อตา้ นการทุจริต ๔
- ความพอเพยี ง
- ความโปรง่ ใส
- ตา้ นทจุ รติ
- ความเออื้ อาทร

๔. พลเมืองกบั ความรบั ผดิ ชอบต่อสังคม พลเมืองกับความรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม ๑๐
- เรื่องการเคารพสิทธิหนา้ ท่ีต่อตนเองและ
ผู้อ่นื
- การเคารพสิทธิหน้าทตี่ ่อชมุ ชนและสังคม
- ระเบียบ กฎ กตกิ า กฎหมาย
- ความรบั ผดิ ชอบ (ต่อห้องเรียน)
- คณุ ลกั ษณะของพลเมืองทด่ี ี
- หน้าที่ของพลเมืองท่ีดี

รวม ๔๐

8

๓) ชน้ั ประถมศึกษาปีที่ ๓ เรือ่ ง จำนวน
ลำดับ หน่วยการเรียนรู้ ช่วั โมง
การคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตน
๑. การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตน และผลประโยชน์สว่ นรวม ๑๖
และผลประโยชน์สว่ นรวม - การคดิ แยกแยะ
- ระบบคดิ ฐาน ๒
- ระบบคิดฐาน ๑๐
- ผลประโยชนส์ ่วนตนและผลประโยชน์
สว่ นรวม
- การขัดกนั ระหวา่ งประโยชน์สว่ นตนและ
ผลประโยชน์ส่วนรวม

๒. ความละอายและความไม่ทนตอ่ การทจุ ริต ความละอายและความไมท่ นตอ่ การทุจริต ๑๐
- การทำการบา้ น
- การทำเวร
- การสอบ
- การแตง่ กาย
- กิจกรรมสง่ เสรมิ ความถนดั และความสนใจ

๓. STRONG / จิตพอเพียงต่อต้านการทุจรติ STRONG / จติ พอเพียงต่อต้านการทุจริต ๔
- ความพอเพยี ง
- ความโปรง่ ใส
- ต้านทุจริต
- ความเออื้ อาทร

๔. พลเมอื งกับความรบั ผิดชอบต่อสงั คม พลเมอื งกับความรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม ๑๐
- เรือ่ งการเคารพสิทธิหน้าที่ต่อตนเองและ
ผอู้ ่นื ท่มี ตี ่อชมุ ชน
- เรื่องการเคารพสทิ ธิหน้าท่ีต่อตนเองและ
ผ้อู ื่นทีม่ ตี ่อประเทศชาติ
- ระเบียบ กฎ กติกา กฎหมาย
- ความรบั ผดิ ชอบ (ตอ่ โรงเรียน)
- ความเปน็ พลเมือง

รวม ๔๐

9

๔) ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี ๔ เร่ือง จำนวน
ลำดับ หนว่ ยการเรยี นรู้ ช่ัวโมง
การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตน
๑. การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตน และผลประโยชนส์ ว่ นรวม ๑๔
และผลประโยชน์สว่ นรวม - การคดิ แยกแยะ
- ระบบคิดฐาน ๒
- ระบบคดิ ฐาน ๑๐
- ความแตกตา่ งระหว่างจรยิ ธรรมและการ
ทุจริต
- ประโยชนส์ ว่ นตนและประโยชนส์ ่วนรวม

๒. ความละอายและความไมท่ นตอ่ การทุจรติ ความละอายและความไม่ทนตอ่ การทุจริต ๑๐
- การทำการบ้าน
- การทำเวร
- การสอบ
- การแตง่ กาย
- กจิ กรรมนกั เรียน (ภายใน ร.ร.)
- การเข้าแถว

๓. STRONG / จติ พอเพียงต่อต้านการทุจริต STRONG / จิตพอเพยี งต่อตา้ นการทจุ ริต ๖
- การดารงชวี ิตตามหลักปรชั ญาของ
เศรษฐกจิ พอเพียง
- ความโปร่งใส
- ความต่ืนรู้ / ความรู้
- ต้านทจุ รติ
- มงุ่ ไปขา้ งหน้ำ
- ความเอ้ืออาทร

๔. พลเมืองกบั ความรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม พลเมืองกับความรบั ผดิ ชอบต่อสังคม ๑๐
- เร่ืองการเคารพสิทธิหน้าท่ีต่อตนเองและ
ผู้อ่นื ท่ีมีต่อครอบครวั
- ระเบียบ กฎ กตกิ า กฎหมาย
- ความรับผดิ ชอบ (ตอ่ ชมุ ชน)
- ความเป็นพลเมือง

รวม ๔๐

10

๕) ชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๕

ลำดบั หน่วยการเรยี นรู้ เร่อื ง จำนวน

ชัว่ โมง

๑. การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์สว่ นตน การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตน ๑๔

และผลประโยชน์ส่วนรวม และผลประโยชนส์ ว่ นรวม

- การคิดแยกแยะ

- ระบบคดิ ฐาน ๒

- ระบบคดิ ฐาน ๑๐

- ความแตกต่างระหว่างจริยธรรมและการ

ทุจรติ

- ประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์สว่ นรวม

- การขดั กนั ระหวา่ งประโยชน์สว่ นตนและ

ผลประโยชนส์ ่วนรวม

- ผลประโยชนท์ ับซอ้ น

๒. ความละอายและความไมท่ นตอ่ การทจุ ริต ความละอายและความไม่ทนตอ่ การทจุ ริต ๑๐

- การทำการบา้ น

- การทำเวร

- การสอบ

- การแต่งกาย

- กิจกรรมนักเรยี น (ในห้องเรียน โรงเรียน

ชมุ ชน)

- การเข้าแถว

๓. STRONG / จติ พอเพยี งต่อตา้ นการทจุ ริต STRONG / จติ พอเพยี งต่อตา้ นการทุจริต ๖

- ความพอเพยี ง

- ความโปร่งใส

- ความต่นื รู้ / ความรู้

- ตอ่ ต้านทุจรติ

- มงุ่ ไปข้างหน้ำ

- ความเอื้ออาทร

๔. พลเมืองกับความรับผิดชอบต่อสังคม พลเมอื งกับความรบั ผิดชอบต่อสงั คม ๑๐

- เรอื่ งการเคารพสทิ ธิหน้าท่ีต่อตนเองและ

ผอู้ ื่น

- ระเบยี บ กฎ กตกิ า กฎหมาย

- ความรับผดิ ชอบ (ต่อสังคม)

- ความเปน็ พลเมือง

รวม ๔๐

11

๖) ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี ๖ เรอื่ ง จำนวน
ลำดบั หน่วยการเรยี นรู้ ชัว่ โมง
การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตน
๑. การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ่วนตน และผลประโยชน์สว่ นรวม ๑๔
และผลประโยชนส์ ว่ นรวม - การคิดแยกแยะ
- ระบบคดิ ฐาน ๒
- ระบบคดิ ฐาน ๑๐
- ความแตกตา่ งระหว่างจริยธรรมและการ
ทุจริต
- ประโยชน์ส่วนตนและประโยชนส์ ว่ นรวม
- การขดั กนั ระหว่างประโยชน์ส่วนตนและ
ผลประโยชนส์ ่วนรวม
- ผลประโยชน์ทบั ซ้อน
- รูปแบบของผลประโยชน์ทับซอ้ น

๒. ความละอายและความไมท่ นตอ่ การทจุ ริต ความละอายและความไมท่ นตอ่ การทุจริต ๑๐
- การทำการบา้ น
- การทำเวร
- การสอบ
- การแตง่ กาย
- กจิ กรรมนักเรยี น (ในห้องเรียน โรงเรยี น
ชุมชน สังคม)
- การเข้าแถว

๓. STRONG / จติ พอเพยี งต่อต้านการทจุ ริต STRONG / จติ พอเพียงต่อต้านการทจุ รติ ๖
- การสรา้ งจิตสานกึ ความพอเพียงต่อต้านการ
ทุจริต
- ความโปร่งใส
- ความต่ืนรู้ / ความรู้
- ตา้ นทุจริต
- มุง่ ไปขา้ งหน้ำ
- ความเอ้ืออาทร

๔. พลเมืองกบั ความรับผิดชอบต่อสงั คม พลเมืองกบั ความรบั ผิดชอบต่อสังคม ๑๐
- เรือ่ งการเคารพสทิ ธิหน้าที่ต่อตนเองและ
ผอู้ น่ื ท่มี ตี ่อประเทศชาติ
- ระเบียบ กฎ กตกิ า กฎหมาย
- ความรบั ผิดชอบ (ต่อประเทศชาต)ิ
- ความเป็นพลเมือง

รวม ๔๐

12

๗. กิจกรรมการเรยี นรู้
แนวคิดและแนวการสอน

กิจกรรมการเรียนร้ทู ีใ่ ช้ในการจัดการเรยี นการสอน เน้นการใช้ทฤษฎกี ารเรยี นรู้ การสรา้ งความรู้ ไดแ้ ก่ ๑)
ทฤษฎีคอนสตรคั ติวสิ ต์ (Construction Theory) ๒) ทฤษฎีคอนสตรคั ติวิสตเ์ ชงิ สงั คม (Social Constructivism
Theory) ๓) ทฤษฎคี อนสตรคั ตวิ ิสตเ์ ชงิ ปญั ญา (Cognitive Constructivism) ๔) ทฤษฎีประมวลผลขอ้ มลู
(Information Processing Theory) ๕) ทฤษฎพี หุปญั ญา (Theory of Multiple Intelligences) ๖) ทฤษฎีการ
เรียนรแู้ บบรว่ มมือ (Cooperative Learning Theory) ในการจดั การเรียนการสอน โดยภาพรวมจะใช้กลยทุ ธ์การ
สอนทเี่ น้นผเู้ รียนเป็นสำคญั คอื จดั ตามความแตกตา่ งของเด็กแต่ละคน ดว้ ยการสอนโดยใชก้ ระบวนการคดิ
วิเคราะห์ คดิ สงั เคราะห์ การฝกึ ปฏิบตั ิจรงิ การทำโครงงานสืบสวนสอบสวน กระบวนการเรียนรู้ ๕ ข้นั ตอน (๕
STEPs) การอภปิ ราย การแก้ปัญหาตลอดจนใชเ้ ทคนิคการสอนที่หลากหลายเหมาะกับผูเ้ รียนแต่ละวัย

๘. สื่อการเรยี นรู้และแหลง่ เรียนรู้
จัดกจิ กรรมดว้ ยส่อื การเรยี นรู้ท่เี กี่ยวกบั การปอ้ งกนั และปราบปรามการทุจรติ เช่น วดี ิโอ ข่าว VTR นิทาน

การ์ตนู ภาพยนตร์ส้ัน เอกสารแกท้ ุจริตคิดฐานสอง สือ่ สิงพิมพ์ตา่ ง ๆ ใบความรู้ ใบงาน วสั ดอุ ปุ กรณ์ต่าง ตลอดจน
แหลง่ เรยี นรู้ที่ใช้คอมพวิ เตอร์ในการสบื คน้

๙. การวัดและประเมินผล
๙.๑ การประเมินการเรยี นรู้ โดยใชเ้ คร่ืองมือประเมนิ การเรียนรูใ้ นด้าน
-ความรู้ความเขา้ ใจ
-การปฏบิ ตั ิ
-คณุ ลักษณะที่พึงประสงค์
เครื่องมอื ที่ใช้ประเมิน
-แบบสอบ
-แบบประเมนิ การปฏิบตั งิ าน
-แบบสงั เกตพฤติกรรมการปฏิบัตงิ าน
๙.๒ การประเมนิ ผล
นักเรยี นผา่ นการประเมนิ ทุกกิจกรรม ร้อยละ ๘๐ ขึ้นไป จงึ จะถือว่าผ่านเกณฑก์ ารประเมิน

13

๑๐. ตารางชว่ั โมงการจดั การเรียนการสอน
ประกอบด้วย ๔ หนว่ ยการเรียนรู้ คือ ๑) การคิดแยกแยะผลประโยชน์ส่วนตนกบั ผลประโยชน์ส่วนรวม

๒) ความไม่ทนและความอายตอ่ การทจุ รติ ๓) STRONG : จติ พอเพียงตา้ นทจุ รติ และ ๔) พลเมืองกับ ความ
รบั ผิดชอบต่อสังคม โดยกาหนดชวั่ โมงการจัดการเรียนการสอนดังน้ี

ท่ี หน่วยการเรียนรู้ ปฐมวยั (ชวั่ โมง) ระดับการศกึ ษา ป.๔-๖ (ชั่วโมง)
๑๔ ป.๑-๓ (ช่ัวโมง) ๑๔
๑ การคิดแยกแยะระหวา่ ง
ผลประโยชน์ส่วนตนและ ๑๒ ๑๖ ๑๐
ประโยชนส์ ว่ นรวม ๙ ๖
๕ ๑๐ ๑๐
๒ ความไม่ทนและความอายตอ่ การ ๔๐ ๔ ๔๐
ทจุ ริต ๑๐
๔๐
๓ STRONG : จิตพอเพียงต่อตา้ น
การทจุ รติ

๔ พลเมืองกบั ความรับผิดชอบต่อ
สงั คม
รวม

โดยหลักสูตรรายวชิ าเพิ่มเตมิ การปอ้ งกนั การทุจริต การศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน กาหนดเป็น ๑ หลกั สูตร และ
แยกเปน็ แผนการจดั การเรียนรู้ ๗ ระดับช้นั ปี ได้แก่ ระดับปฐมวัย ระดับประถมศึกษาชั้นปที ่ี ๑ - ๖

ท้ังนี้ ในแต่ละระดบั ช้นั ปี จะใชเ้ วลาเรียนท้ังปี จำนวน ๔๐ ชัว่ โมง ซึง่ จะมีเนื้อหาและกจิ กรรมการเรยี น
การสอนที่แตกต่างกัน ตามความเหมาะสมและการเรียนร้ใู นแตล่ ะชว่ งวยั

14

แผนการจัดการเรยี นรหู้ ลักสูตรตา้ นทจุ ริตศกึ ษา
ระดับช้นั ประถมศึกษาปีท่ี ๒

หนว่ ยท่ี 1
การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตน

และประโยชน์ส่วนรวม

15

แผนการจัดการเรยี นรู้

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม วิชา การปอ้ งกนั การทุจรติ รหัสวชิ า ส12201

ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564

หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 1 เรอ่ื ง การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวม เวลา 16 ชั่วโมง

แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 1 เรอ่ื ง การคดิ แยกแยะ (ของใช้ในโรงเรยี น) เวลา 1 ชวั่ โมง

สอนวันท่ี เดือน พ.ศ. ผู้สอน นายธีรวงศ์ จุดพมิ าย

1. ผลการเรียนรู้

๑.๑ มีความรคู้ วามเข้าใจเก่ียวกบั การแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม
๑.๒ สามารถคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวม

๒. จุดประสงค์การเรียนรู้

๒.๑ นกั เรยี นสามารถบอกความหมายของของใชส้ ว่ นตนภายในโรงเรียนได้
๒.๒ นักเรียนสามารถบอกความหมายของของใชส้ ่วนรวมภายในโรงเรยี นได้
๒.๓ นักเรยี นสามารถแยกแยะของใช้ส่วนตนและของใช้ส่วนรวมทใี่ ชใ้ นโรงเรยี นได้

๓. สาระการเรียนรู้

๓.๑ ความรู้ ของใชส้ ่วนตนภายในโรงเรยี น หมายถงึ สงิ่ ของทใ่ี ช้เฉพาะบุคคลท่ีอย่ใู นบริเวณโรงเรยี น เชน่ แกว้ นํา้
จานขา้ ว ชอ้ นของใช้สว่ นรวมภายในโรงเรียน หมายถึง ส่ิงของทีใ่ ช้ร่วมกันภายในโรงเรยี น เช่น โตะ๊ อาหารเครอื่ ง เล่น
สนาม อปุ กรณก์ ีฬา

๓.๒ ทกั ษะ/กระบวนการ (สมรรถนะทีเ่ กดิ )

๑) ความสามารถในการสื่อสาร (อา่ น ฟัง พดู เขยี น)
๒) ความสามารถในการคิด (วิเคราะห์ สรุป)

๓.๓ คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์

1) ซอื่ สัตยส์ ุจรติ

๔. กิจกรรมการเรียนรู้

๔.๑ ขนั้ ตอนการเรียนรู้

๑. นกั เรียนชมวดี ีทัศนน์ ทิ านเร่อื ง “ของเลน่ ของใช้” แลว้ ให้นักเรยี นฝกึ ต้ังคําถาม คนละ ๑ คําถาม

๒. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเพือ่ หาคาํ ตอบจากนิทานโดยมคี รคู อยให้คําปรกึ ษา
๓. ครอู ธิบายความหมายของของใชส้ ่วนตนและของใชส้ ่วนรวมภายในโรงเรียน
4. นกั เรียนอ่านออกเสยี งจากใบความร้เู ก่ียวกับของใชส้ ว่ นตนและของใช้สว่ นรวมโดยครอู ่านให้
นักเรียนฟังนักเรียนอ่านตามทีละประโยค
5. นกั เรยี นยกตัวอย่างของใช้สว่ นตนและของใชส้ ่วนรวมทีใ่ ชภ้ ายในโรงเรยี น โดยเลา่ ส่กู ันฟงั เก่ียวกับ
ของใชท้ ่ีพบเห็นในชวี ิตประจําวนั

16

6. นักเรียนแยกแยะของใช้สว่ นตนและสว่ นรวมทใ่ี ชภ้ ายในโรงเรยี น โดยการทําใบกจิ กรรมที่ ๑ ระบายสี
ภาพของใช้ทเ่ี ปน็ ของใชส้ ่วนตนด้วยสแี ดง และระบายสภี าพของใช้ที่เป็นของใช้ส่วนรวมด้วยสเี ขยี ว

7. ครูใหค้ วามรเู้ กีย่ วกับของใช้สว่ นตนและของใช้สว่ นรวมเพ่ือเป็นการเพ่มิ พูนความรู้อกี คร้งั
8. นักเรียนออกมานาํ เสนอผลการทําใบกิจกรรมที่ ๑ หน้าชัน้ เรยี น
9. จัดทําขอ้ ตกลงการใชข้ องใช้สว่ นตนและของใชส้ ่วนรวมภายในโรงเรียนพรอ้ มปฏบิ ตั ิตาม ข้อตกลง
เชน่ ไม่หยบิ ของใชภ้ ายในโรงเรยี นมาใชเ้ พ่ือประโยชน์ส่วนตน เม่อื ใช้ของใช้นั้นแลว้ ควรเก็บไว้ทเ่ี ดมิ เปน็ ตน้
๔.๒ ส่ือการเรยี นร/ู้ แหลง่ เรยี นรู้
1) นทิ านเรื่อง ของเล่นของใช้
2) ใบความรูเ้ ร่ือง ของใช้สว่ นตัวและของใชส้ ว่ นรวมภายในโรงเรยี น
3) ใบกจิ กรรมที่ ๑
4) ขอ้ ตกลง
๕. การประเมนิ ผลการเรยี นรู้
๕.๑ วิธกี ารประเมิน
1) ตรวจใบงาน
2) สังเกตพฤติกรรมนกั เรียน
๕.๒ เคร่อื งมือทีใ่ ชใ้ นการประเมนิ
1) แบบตรวจใหค้ ะแนนใบงาน
2) แบบสังเกตพฤติกรรมนกั เรียน
๕.๓ เกณฑ์การตดั สนิ
นกั เรียนผ่านเกณฑ์การประเมินรอ้ ยละ ๘๐ ข้ึนไป ถอื วา่ ผา่ น

17

๖. ความเห็นของผู้บริหารสถานศกึ ษาหรอื ผู้ท่ไี ด้รับมอบหมาย
ข้อเสนอแนะ

ลงชอ่ื
(นางสจุ ริ า รงุ่ รัตน์ตระกูล)

ตำแหนง่ ผู้อำนวยการโรงเรยี นบ้านโนจาน(เนตรขันธ์ราษฎร์บำรงุ )

๗. บันทึกผลหลงั การสอน

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

 ปญั หา/อุปสรรค

 แนวทางการแก้ไข

ลงชื่อ ผู้สอน

(นายธรี วงศ์ จุดพมิ าย)
ตำแหน่ง ครูผ้ชู ่วย

18

๘. ใบความรู้

19

ชื่อ........................................................นามสกลุ .......................................................................ชน้ั ..........................เลขท่ี..................

ใบงานที่ 1
เรื่อง ของใชส้ ่วนตัวและสว่ นรวม
คําชี้แจง ใหน้ กั เรยี นระบายสีภาพของใชท้ ี่เปน็ ของส่วนตัวด้วยสีแดงและระบายสีภาพของที่ใชส้ ว่ นรวม

20

แบบตรวจใหค้ ะแนนใบงาน

คะแนนทไ่ี ด้ สรุปผล

เลขที่ ช่ือ - สกุล (10 คะแนน) ผ่าน ไม่ผา่ น

สรุป

ลงชื่อ ผูต้ รวจ
(นายธรี วงศ์ จดุ พิมาย)

เกณฑก์ ารประเมิน
-นกั เรียนไดค้ ะแนนร้อยละ 80 ขนึ้ ไป ถือว่า ผา่ น (ไดค้ ะแนน 8 คะแนนขึน้ ไป)

21

แบบสงั เกตการปฏบิ ัตติ นตามขอ้ ตกลงในห้องเรยี น
ชอ่ื -สกุล......................................................................ชนั้ ...................ภาคเรยี นที่...........ปกี ารศึกษา...................
คําชีแ้ จง : ใหก้ าเครื่องหมาย ลงในชอ่ งว่างทีต่ รงกบั พฤติกรรมทเี่ กิดข้ึนจรงิ

ระดบั การปฏบิ ัติ (คะแนน)

ท่ี ข้อตกลง ปฏบิ ตั ิ ไมป่ ฏิบัติ
(๕ คะแนน) (๐ คะแนน)


รวมคะแนน

เกณฑ์การประเมนิ ลงชื่อ ผู้ตรวจ
(นายธรี วงศ์ จดุ พมิ าย)
ชอ่ งคะแนน
ผลการประเมนิ
๖-๑๐ คะแนน ผา่ น
๐-๕ คะแนน ไมผ่ า่ น

22

แบบประเมินคณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
คาํ ชแ้ี จง : ใหผ้ สู้ อนสงั เกตพฤตกิ รรมของนักเรียนในระหวา่ งเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในชอ่ งที่
ตรงกับระดับคะแนน

คุณลักษณะอันพึง รายการประเมนิ ระดับคะแนน
ประสงคด์ ้าน 321

ซื่อสัตย์ สจุ ริต 1. ให้ขอ้ มูลท่ถี ูกต้อง และเป็นจริง
2. ปฏบิ ตั ิในส่ิงท่ถี ูกตอ้ ง

ลงชอื่ ผูป้ ระเมิน
(นายธีรวงศ์ จดุ พมิ าย)

เกณฑ์การให้คะแนน
พฤติกรรมทีป่ ฏบิ ตั ิชดั เจนและสมาํ่ เสมอ ให้ 3 คะแนน พฤติกรรมท่ปี ฏบิ ตั ิชดั เจนและบ่อยคร้งั ให้ 2 คะแนน
พฤติกรรมท่ีปฏิบัตบิ างครงั้ ให้ 1 คะแนน

23

แผนการจดั การเรียนรู้

กล่มุ สาระการเรยี นร้สู ังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม วชิ า การป้องกันการทจุ ริต รหสั วชิ า ส12201

ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 2 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2564

หน่วยการเรยี นรูท้ ี่ 1 เรอื่ ง การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวม เวลา 16 ชั่วโมง

แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 1 เร่ือง การคิดแยกแยะ (สถานท่ีในชมุ ชน) เวลา ๒ ชว่ั โมง

สอนวันท่ี เดอื น พ.ศ. ผู้สอน นายธรี วงศ์ จดุ พมิ าย

๑. ผลการเรยี นรู้
๑.๑ มีความร้คู วามเขา้ ใจเก่ียวกบั การแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม
๒.๒ สามารถคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม

๒. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
๒.๑ นกั เรยี นสามารถบอกความหมายของสถานท่สี ่วนตนในชุมชนได้
๒.๒ นกั เรียนสามารถบอกความหมายของสถานทสี่ ว่ นรวมในชมุ ชนได้
๒.๓ นกั เรยี นสามารถแยกแยะสถานทีส่ ่วนตนและสถานทีส่ ่วนรวมในชมุ ชนได้

๓. สาระการเรยี นรู้
๓.๑ ความรู้ สถานทสี่ ่วนตนในชมุ ชน หมายถงึ สถานที่ที่ใชเ้ ฉพาะบุคคลที่อยู่ในชุมชน เช่น บ้าน สวนผลไม้

สวนยางสถานท่ีส่วนรวมในชุมชน หมายถึง สถานท่ีทใ่ี ช้รว่ มกนั ที่อยใู่ นชุมชน เชน่ สวนสาธารณะ สนาม
กฬี า สนามเด็กเล่น

๓.๒ ทักษะ/กระบวนการ (สมรรถนะที่เกดิ )
๑) ความสามารถในการสื่อสาร (อ่าน ฟัง พดู เขยี น)
๒) ความสามารถในการคดิ (วิเคราะห์ จดั กลุ่ม สรปุ )

๓.๓ คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
1) ซอื่ สัตยส์ จุ ริต
2) มวี นิ ัย
๔. กจิ กรรมการเรยี นรู้
๔.๑ ข้ันตอนการเรียนรู้

1) ช่ัวโมงท่ี ๑
๑. ครตู ้ังคาํ ถามใหน้ ักเรยี นทายปริศนาคําทายเกย่ี วกบั สถานทสี่ ่วนตนและสถานที่สว่ นรวม ภายในชมุ ชน ดงั นี้
1.1 อะไรเอย่ มีประตหู น้าตา่ ง ใชพ้ กั อาศัย มีไวเ้ พ่ือหลบแดดหลบฝน
1.2 อะไรเอย่ มลี านกว้าง มีชิงชา้ มีเครือ่ งเล่น เด็ก ชอบไป
2. ครูนําภาพทีเ่ ป็นสถานท่ีสว่ นตนและสถานท่สี ว่ นรวมภายในชมุ ชนมาใหน้ ักเรียนดู จากนน้ั ครู ตง้ั ประเดน็ คําถาม

เชน่
2.๑ นกั เรียนทราบหรอื ไมว่ ่าสถานที่นเ้ี รียกวา่ อะไร
2.๒ นกั เรยี นเคยไปสถานท่ีแหง่ นหี้ รอื ไม่
2.๓ นกั เรยี นคดิ ว่าสถานท่ีเหล่านม้ี ไี ว้เพื่ออะไร

24

3. นกั เรยี นแบง่ กล่มุ กล่มุ ละ ๕-๖ คน
4. ครูใหน้ ักเรยี นคน้ หาสถานที่ส่วนตนและส่วนรวมภายในชมุ ชนโดยใหน้ ักเรยี นค้นควา้ ข้อมลู จากอินเทอรเ์ นต็ ใน
ห้องคอมพิวเตอร์ของโรงเรียน แลว้ ครูชว่ ยพิมพ์ภาพออกมา
5. ครูให้นักเรียนแยกแยะภาพทเี่ ปน็ สถานท่ีสว่ นตนและส่วนรวมภายในชมุ ชน ตดั ภาพแล้วติด ลงในกระดาษ ทําเปน็
หนังสือเลม่ เลก็ และตกแต่งให้สวยงาม
6. ใหส้ มาชิกในกล่มุ รว่ มกันสรปุ ความหมายของสถานทส่ี ่วนตนและสถานทส่ี ่วนรวมในชมุ ชน
7. ครใู ห้ความรเู้ กย่ี วกับสถานท่ีสว่ นตนและสถานทส่ี ่วนรวมในชุมชนเพ่ือเพม่ิ พนู ความรู้อีกครง้ั หนึง่

2) ชัว่ โมงท่ี ๒
1. ใหแ้ ตล่ ะกลุ่มสง่ ตัวแทนนักเรยี นออกมานาํ เสนอผลการทําหนังสือเล่มเล็ก เร่ืองสถานท่ีสว่ นตนและสถานท่ี
ส่วนรวมในชมุ ชน
2. นักเรยี นนําผลงานไปวางบนช้นั ในห้องสมดุ โรงเรยี น เพ่ือเปน็ การเผยแพร่และแนะนําสถานที่ สว่ นตนและสถานท่ี
สว่ นรวมในชมุ ชนให้ทกุ คนรจู้ ัก

๔.๒ สอ่ื การเรียนร/ู้ แหล่งเรยี นรู้
1) ภาพสถานที่สว่ นตนและส่วนรวมในชมุ ชน
2) คอมพิวเตอร์
3) ภาพสถานที่ตา่ ง จากอนิ เทอรเ์ น็ต
4) กระดาษ
5) สไี ม้
๕. การประเมนิ ผลการเรยี นรู้

๕.๑ วธิ ีการประเมนิ
1) การตรวจผลงานการทาํ หนังสือเล่มเลก็
2) การประเมินการทํางานกลุ่ม
๕.๒ เครอื่ งมือทใี่ ชใ้ นการประเมิน
1) ใบให้คะแนนการตรวจผลงานการทาํ หนงั สือเลม่ เลก็
2) แบบประเมินการทํางานกล่มุ

๕.๓ เกณฑ์การตดั สนิ
นักเรยี นผ่านเกณฑก์ ารประเมินรอ้ ยละ ๘๐ ขึ้นไป ถือว่า ผ่าน

25

๖. ความเหน็ ของผู้บริหารสถานศกึ ษาหรอื ผู้ทไ่ี ด้รับมอบหมาย
ขอ้ เสนอแนะ

ลงชอื่
(นางสุจริ า ร่งุ รัตน์ตระกลู )

ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรยี นบา้ นโนจาน(เนตรขนั ธ์ราษฎรบ์ ำรงุ )

๗. บันทกึ ผลหลงั การสอน

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

 ปัญหา/อปุ สรรค

 แนวทางการแก้ไข

ลงช่ือ ผ้สู อน

(นายธีรวงศ์ จุดพิมาย)
ตำแหนง่ ครูผูช้ ่วย

26

8. ภาคผนวก

ปริศนาคาํ ทายเก่ยี วกบั สถานที่

27

28

ภาพสวนสาธารณะ

29

30

แบบประเมินการทํางานกลุ่ม
เร่ือง .................................................................................

รายการประเมนิ

ท่ี ชอ่ื กลุ่ม ความร่วมมือ การแสดง ความตั้งใจ การรับฟัง การร่วม รวมคะแนน
ความ ผูอ้ น่ื ปรบั ปรุง

คิดเห็น ผลงาน

๒ คะแนน ๒ คะแนน ๒ คะแนน ๒ คะแนน ๒ คะแนน ๑๐ คะแนน

ลงชื่อ ผตู้ รวจ
( ........................................... )

เกณฑก์ ารประเมิน นกั เรยี นได้คะแนนร้อยละ ๘๐ ถือว่าผา่ น

31

แบบประเมนิ คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
คาํ ช้แี จ้ง : ใหผ้ ูส้ อนสงั เกตพฤตกิ รรมของนักเรยี นในระหวา่ งเรยี นและนอกเวลาเรยี น แล้วขีด ลงในชอ่ งที่ ตรงกบั
ระดบั คะแนน

คณุ ลกั ษณะอันพงึ รายการประเมิน ระดับคะแนน
ประสงค์ดา้ น 321

ซือ่ สตั ย์ สจุ รติ 1. ให้ข้อมูลที่ถกู ต้อง และเป็นจรงิ

2. ปฏบิ ัติในสิ่งท่ีถูกต้อง
มวี นิ ยั 1. ปฏบิ ัติตามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ขอ้ บังคบั ของ

ครอบครวั มีความตรงต่อเวลาในการปฏิบัตกิ จิ กรรมตา่ ง ใน
ชีวิตประจาํ วนั

ลงช่อื ผปู้ ระเมนิ
(............................................................)

เกณฑ์การใหค้ ะแนน
พฤติกรรมทีป่ ฏบิ ตั ิชดั เจนและสมา่ํ เสมอ ให้ 3 คะแนน
พฤติกรรมทีป่ ฏิบัติชดั เจนและบอ่ ยครัง้ ให้ 2 คะแนน
พฤติกรรมท่ีปฏบิ ตั ิบางครัง้ ให้ 1 คะแนน

32

แผนการจัดการเรียนรู้

กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม วชิ า การป้องกันการทุจริต รหสั วิชา ส12201

ช้ันประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2564

หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 1 เร่ือง การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวม เวลา 16 ชัว่ โมง

แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ๓ เร่อื ง เร่ือง การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตนและสว่ นรวม เวลา ๒ ชวั่ โมง

สอนวันที่ เดอื น พ.ศ. ผู้สอน นายธรี วงศ์ จุดพมิ าย

๑. ผลการเรียนรู้
๑.๑ มีความรู้ความเข้าใจเกีย่ วกับการแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชน์ส่วนรวม 1.๒
สามารถคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม

๒. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
๒.๑ นกั เรยี นสามารถบอกความหมายของผลประโยชนส์ ว่ นตนได้
๒.๒ นกั เรยี นสามารถบอกความหมายของผลประโยชน์ส่วนรวมได้
๒.๓ นักเรยี นสามารถแยกแยะผลประโยชน์สว่ นตนและผลประโยชน์ส่วนรวมได้

๓. สาระการเรยี นรู้
๓.๑ ความรู้ ผลประโยชนส์ ่วนตน หมายถึง การคาํ นงึ ถึงตัวเอง ความต้องการส่วนบคุ คล ผลประโยชน์

ส่วนรวมหมายถงึ การคํานึงถึงบุคคลอนื่ มากกว่าตนเอง
๓.๒ ทกั ษะ/กระบวนการ (สมรรถนะที่เกิด)
๑) ความสามารถในการสื่อสาร (ฟัง พูด เขยี น)
๒) ความสามารถในการคดิ (วิเคราะห์ สรุป)
๓.๓ คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
1) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์
2) ซ่ือสตั ยส์ จุ รติ

๔. กจิ กรรมการเรียนรู้
๔.๑ ขนั้ ตอนการเรยี นรู้
1) ชวั่ โมงท่ี ๑
๑. ครเู ล่าขา่ วหรือกจิ กรรมที่มีการชว่ ยเหลอื กันในชมุ ชน เช่น ช่วยกนั ขุดลอกคูคลองให้สะอาด การ
ปลูกตน้ ไม้ในที่สาธารณะ แล้วต้งั คาํ ถามให้นักเรยี นตอบ
1.1 เมือ่ นกั เรยี นไดร้ ับรู้ขา่ วเหล่านแ้ี ล้ว นกั เรียนรูส้ ึกอย่างไร
1.2 เมอ่ื นกั เรียนมโี อกาสได้ช่วยเหลอื ผอู้ นื่ นกั เรียนทําส่งิ นั้นหรอื ไม่ อยา่ งไร
2. ครูกระตุ้นให้นกั เรยี นทุกคนมสี ว่ นรว่ มในการตอบคาํ ถามเพ่ือนําเขา้ สบู่ ทเรียน
3. ครูใหน้ กั เรียนอาสาสมัครออกมาเล่าประสบการณ์เกย่ี วกับการมีส่วนร่วมในการทาํ
คณุ ประโยชน์กับกิจกรรมของชุมชนท่นี กั เรียนอาศยั อยู่ แล้วให้เพอื่ น แสดงความคิดเหน็ วา่ การ
กระทาํ ดังกล่าวมปี ระโยชน์ต่อตัวนกั เรียนและชมุ ชนหรอื ไม่ อย่างไร
4. ครใู ห้นกั เรียนแบง่ กลุ่ม กลุ่มละ ๕-๖ คน
5. ให้นักเรยี นศกึ ษาเก่ียวกบั ผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์สว่ นรวมจากใบความรู้

33

6. ครูใหน้ กั เรยี นแยกแยะผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวมโดยให้นักเรียนหาภาพ
กิจกรรมทเ่ี ปน็ ประโยชนส์ ว่ นตนและประโยชนส์ ว่ นรวมมากลุ่มละ ๓-๕ ภาพ แล้วรว่ มกันสนทนาและสรุปผล ดังนี้

6.1 จากภาพเป็นการทาํ กิจกรรมทีเ่ ปน็ ผลประโยชน์สว่ นตน
6.2 จากภาพเปน็ การทาํ กิจกรรมทเ่ี ปน็ ผลประโยชนส์ ่วนรวม
6.3 นกั เรยี นคดิ วา่ กิจกรรมเหล่านี้มีความสําคญั อย่างไร
6.4 ถ้าทกุ คนคาํ นึงถึงผลประโยชนส์ ่วนรวมมากกว่าผลประโยชนส์ ่วนตนในการ ทาํ ส่ิงต่างๆ
นกั เรยี นคดิ ว่าจะเกิดผลดอี ย่างไรบ้าง
7. ให้สมาชกิ ในกล่มุ ทีร่ ว่ มกนั สรุปเกยี่ วกับประโยชน์สว่ นตนและประโยชน์สว่ นรวม
8. ครใู ห้ความร้เู กยี่ วกบั ผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชนส์ ่วนรวมเพื่อเปน็ การเพม่ิ พูน ความรู้
อีกคร้ังหนงึ่
2) ชวั่ โมงที่ ๒
1. ใหต้ วั แทนนกั เรยี นออกมานําเสนอผลงานผงั ความคดิ หน้าช้ันเรียน
2. นําผลงานผังความคดิ ติดบอร์ดประชาสมั พันธ์เพื่อเผยแพร่ใหเ้ พ่อื นนักเรียนช้ันเรียนอ่ืนๆ ได้
ศกึ ษาตอ่ ไป
๔.๒ สอ่ื การเรียนรู/้ แหล่งเรยี นรู้
1) ใบความรู้ เร่อื งผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม
2) ภาพกจิ กรรมผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวม
3) กระดาษ flip chart
4) สี กระดาษ กาว
๕. การประเมนิ ผลการเรียนรู้
๕.๑ วิธีการประเมนิ
1) การตรวจผลงานการทําผังความคิด เร่อื ง ผลประโยชนส์ ่วนตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม
2) การประเมนิ การนําเสนอผลงาน
3) การประเมินการทํางานกลุ่ม
๕.๒ เครื่องมอื ทใ่ี ชใ้ นการประเมิน
1) แบบประเมินผลงานการทําผงั ความคดิ เรื่องผลประโยชน์สว่ นตนและผลประโยชน์ส่วนรวม
2) แบบประเมนิ การทาํ งานกล่มุ
๕.๓ เกณฑ์การตัดสิน
นักเรียนผา่ นเกณฑก์ ารประเมินรอ้ ยละ ๘๐ ขน้ึ ไป ถือวา่ ผ่าน

34

๖. ความเหน็ ของผู้บริหารสถานศกึ ษาหรอื ผู้ทไ่ี ด้รับมอบหมาย
ขอ้ เสนอแนะ

ลงชอื่
(นางสุจริ า ร่งุ รัตน์ตระกลู )

ตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรยี นบา้ นโนจาน(เนตรขนั ธ์ราษฎรบ์ ำรงุ )

๗. บันทกึ ผลหลงั การสอน
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

 ปัญหา/อปุ สรรค

 แนวทางการแก้ไข

ลงช่ือ ผ้สู อน
(นายธีรวงศ์ จุดพิมาย)
ตำแหนง่ ครูผูช้ ่วย

35

8. ภาคผนวก

36

ภาพการทาํ ประโยชน์ตอ่ ส่วนรวม

37

ภาพการทาํ ประโยชน์ตอ่ ส่วนรวม

38

39

แบบตรวจให้คะแนนใบงาน
เรื่อง ผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม

คะแนนท่ไี ด้ สรุปผล

เลขท่ี ชื่อ - สกลุ (10 คะแนน) ผ่าน ไมผ่ า่ น

สรุป

ลงชอ่ื ผูต้ รวจ
(นายธรี วงศ์ จุดพิมาย)

เกณฑ์การประเมิน
-นกั เรียนไดค้ ะแนนร้อยละ 80 ขน้ึ ไป ถอื ว่า ผ่าน (ไดค้ ะแนน 8 คะแนนขน้ึ ไป)

40

แบบประเมินการทํางานกลุ่ม
เรื่อง .................................................................................

รายการประเมนิ

ที่ ชือ่ กลุ่ม ความ การ ความต้งั ใจ การรับฟงั การรว่ ม รวมคะแนน
ร่วมมือ แสดง ผู้อื่น ปรับปรงุ

ความ ผลงาน

คดิ เห็น

๒ คะแนน ๒ คะแนน ๒ คะแนน ๒ คะแนน ๒ คะแนน ๑๐ คะแนน

ลงชือ่ ผตู้ รวจ
( ........................................... )

เกณฑก์ ารประเมิน นกั เรยี นได้คะแนนร้อยละ ๘๐ ถือว่าผ่าน

41

แบบประเมนิ คุณลักษณะอันพึงประสงค์

คาํ ชแ้ี จ้ง : ใหผ้ สู้ อนสังเกตพฤตกิ รรมของนักเรียนในระหว่างเรยี นและนอกเวลาเรียน แล้วขดี ลงในช่องท่ี
ตรงกบั ระดับคะแนน

คุณลักษณะอันพงึ รายการประเมนิ ระดับคะแนน
ประสงค์ดา้ น 321

รกั ชาติ ศาสน์ 1. ยนื ตรงเคารพธงชาติ และรอ้ งเพลงชาติได้
กษตั ริย์
2. เขา้ รว่ มกจิ กรรมที่สรา้ งความสามคั คี ปรองดอง และเป็น
ซือ่ สตั ย์ สจุ รติ ประโยชน์ต่อโรงเรียน
3. เข้าร่วมทางศาสนาทต่ี นนับถอื ปฏบิ ตั ติ ามหลักศาสนา

4. เข้ารว่ มกจิ กรรมทเี่ กย่ี วกบั สถาบันพระมหากษตั รยิ ์ตามที่
โรงเรียนจัดขน้ึ
1. ใหข้ อ้ มูลท่ีถูกต้อง และเป็นจริง

2. ปฏบิ ตั ิในสง่ิ ทีถ่ ูกต้อง

ลงช่ือ ผปู้ ระเมิน
(นายธรี วงศ์ จุดพิมาย)
เกณฑ์การใหค้ ะแนน
พฤติกรรมที่ปฏิบตั ชิ ดั เจนและสมาํ่ เสมอ ให้ 3 คะแนน
พฤติกรรมท่ีปฏบิ ตั ิชดั เจนและบอ่ ยครั้ง ให้ 2 คะแนน
พฤติกรรมที่ปฏิบตั บิ างคร้ังให้ 1 คะแนน

42

แผนการจดั การเรียนรู้

กลมุ่ สาระการเรยี นรูส้ ังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม วิชา การปอ้ งกันการทจุ ริต รหสั วิชา ส12201

ช้ันประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2564

หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 1 เร่ือง การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตนและผลประโยชน์สว่ นรวม เวลา 16 ชว่ั โมง

แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี ๔ เรื่อง เร่ือง ประโยชนส์ ่วนตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม เวลา ๒ ชว่ั โมง

สอนวนั ท่ี เดอื น พ.ศ. ผู้สอน นายธีรวงศ์ จดุ พิมาย

๑. ผลการเรยี นรู้
1.1 มีความรู้ ความเขา้ ใจเกย่ี วกบั การแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตน กบั ผลประโยชนส์ ว่ นรวม
1.2 สามารถคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนตน กับผลประโยชน์ส่วนรวมได้

๒. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
2.1 นกั เรยี นสามารถบอกความหมายของประโยชน์ส่วนตน กับผลประโยชนส์ ว่ นรวม
2.2 นกั เรยี นสามารถสามารถแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตน กบั ผลประโยชนส์ ่วนรวม

๓. สาระการเรยี นรู้
3.1 ความรู้ ของใช้ส่วนบุคคล หมายถึง สง่ิ ของทมี ลี ักษณะท่เี หน็ ชัดเจนว่าเปน็ ของใช้เฉพาะของบคุ คลผ้นู ั้นโดย

แท้จริง เชน่ ดินสอ สมุด กระเปา๋ รองเท้า ของใชส้ ่วนรวม หมายถึง สง่ิ ของทีมลี ักษณะที่เหน็ ชดั เจนว่าเปน็ ส่ิงของหรือที่
ส่วนรวม ได้ใช้ ประโยชนร์ ว่ มกนั เชน่ พดั ลม โตะ๊ เก้าอ้ี ไมก้ วาด การแยกแยะระหว่างของใช้ส่วนตนและสว่ นรวม
หมายถึง ความสามารถในการแยกสิ่งของทีมลี ักษณะ ทเ่ี ห็นชัดเจนวา่ เป็นของใช้เฉพาะของตวั เองและส่งิ ของทีมีลักษณะ
ท่เี หน็ ชัดเจนวา่ เปน็ ส่ิงของท่ีสว่ นรวมใช้ ประโยชนร์ ่วมกนั ออกให้เห็นชดั เจน เช่น แยกแยะของใชส้ ่วนบคุ คล ของใช้สวน
รวม ให้เห็นเป็นประเด็น ไป

3.2 ทกั ษะ / กระบวนการ (สมรรถนะที่เกดิ )
1) ความสามารถในการสื่อสาร (อา่ น ฟัง พูด เขียน)
2) ความสามารถในการคิด (วิเคราะห์ จดั กลุ่ม สรปุ )
3) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ

3.3 คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ / ค่านยิ ม
1) มุ่งมน่ั ในการทาํ งาน

๔. กิจกรรมการเรยี นรู้
4.1 ขนั้ ตอนการเรียนรู้
1) ชัว่ โมงท่ี 1
๑. ครูให้นกั เรียนดูภาพ 8 ภาพ เชน่ ดินสอ สมุด กระเป๋า รองเท้า พัดลม โต๊ะ เกา้ อ้ี ไม้กวาด
2. ครูตั้งคําถามวา่
2.1 ดินสอ สมุด กระเปา๋ รองเท้า เปน็ ของใช้ประเภทใด
2.2 พดั ลม โตะ๊ เกา้ อี้ ไม้กวาดเป็นของใชป้ ระเภทใด
3. ครู สรุปวา่ ดินสอ สมุด กระเป๋า รองเท้า เปน็ ของใชส้ ่วนตน และพดั ลม โต๊ะ เกา้ อี้ ไม้กวาด เป็นของ
ส่วนรวม
4. ครูให้ดูบัตรภาพของใช้สว่ นตนและผลประโยชน์สว่ นรวม
5. ครแู จกใบงานที่ 1 เร่ืองของใชส้ ่วนตนและส่วนรวม ตามคําส่งั

43

2) ชัว่ โมงที่ ๒
1. ให้แตล่ ะกลุ่มนาํ เสนอผลงานพรอ้ มอภิปรายหนา้ ชั้นเรยี นพรอ้ มแยกแยะของใช้ส่วนตนและของใช้สว่ นรวม
2. ครูนาํ นกั เรยี นอภปิ รายเกีย่ วกับผลประโยชน์สว่ นตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวม
3. ครสู ะท้อนความคิดจากนาํ เสนอของนกั เรยี นวา่ การกระทาํ ใดทเี่ ราควรประพฤตปิ ฏบิ ัตติ ามการกระทาํ ใดไม่

สมควรปฏิบตั ิ
4. นกั เรยี นร่วมกันคดิ และเขียนข้อตกลงเร่อื งการใช้สิ่งของรว่ มกนั ในหอ้ ง ตดิ ปา้ ยตามจุดท่ีเปน็ ของใช้ส่วนรวมใน
ห้องเรยี น

4.2 สอื่ การเรยี นรู้ / แหลง่ การเรยี นรู้
1) รปู ภาพ ของใช้สว่ นตนและของใช้ส่วนรวม
2) ใบงานท่ี 1 เรื่องของใชส้ ว่ นตนและสว่ นรวม

๕. การประเมินผลการเรียนรู้
๕.๑ วธิ ีการประเมนิ
1) ตรวจผลงาน
2) สังเกตพฤติกรรมการทํางานกลมุ่
๕.๒ เครอื่ งมอื ทใ่ี ช้ในการประเมนิ
1) แบบตรวจผลงาน
2) แบบสงั เกตพฤติกรรมการทาํ งานกลมุ่
๕.๓ เกณฑก์ ารตดั สนิ
นักเรยี นผา่ นเกณฑ์การประเมินรอ้ ยละ ๘๐ ข้นึ ไป ถือว่า ผา่ น

๖. ความเห็นของผบู้ ริหารสถานศึกษาหรือผู้ทีไ่ ด้รบั มอบหมาย

ข้อเสนอแนะ

ลงชอื่
(นางสจุ ริ า รงุ่ รัตน์ตระกลู )

ตำแหนง่ ผู้อำนวยการโรงเรยี นบา้ นโนจาน(เนตรขันธ์ราษฎร์บำรุง)

44

๗. บนั ทึกผลหลงั การสอน
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

 ปัญหา/อุปสรรค

 แนวทางการแก้ไข

ลงช่ือ ผ้สู อน
(นายธีรวงศ์ จุดพมิ าย)
ตำแหน่ง ครูผู้ชว่ ย

45

8.ภาคผนวก

46

แบบตรวจใหค้ ะแนนใบงาน 47
ชนส์ ว่ นตนและผลประโยชน์สว่ นรวม
สรปุ ผล
คะแนนทไ่ี ด้ ผา่ น ไมผ่ า่ น
เลขท่ี ช่ือ - สกลุ (10 คะแนน)

สรปุ

ลงชือ่ ผู้ตรวจ
(นายธีรวงศ์ จุดพิมาย)

เกณฑก์ ารประเมิน
-นกั เรยี นไดค้ ะแนนร้อยละ 80 ขน้ึ ไป ถือวา่ ผ่าน (ไดค้ ะแนน 8 คะแนนขึน้ ไป)


Click to View FlipBook Version