ใช้คอมพิวเตอร์ให้คลิกที่คอลัมน์ ชื่อ แล้วสังเกตที่มุมล่างขวาของหน้าต่างโปรแกรมจะปรากฏคำว่า COUNT
และจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ในคอลัมน์นั้น แต่ต้องลบด้วย 3 เนื่องจากในคอลัมน์นั้นมีหัวตาราง (ชื่อ) และข้อมูลที่
ไมเ่ ก่ียวขอ้ งด้านล่างอีก 2 แถว
- เราสามารถใช้สูตร COUNTIF ในการหาคำตอบกับข้อมูลอะไรได้อีกบ้าง (นับจำนวน
สมาชิกชมรมที่เพื่อนแต่ละคนในห้องเลือก นับจำนวนสินค้าแต่ละชนิดในร้านสหกรณ์แยกตามเงื่อนไขต่าง ๆ
เช่นประเภทของสนิ คา้ )
- การคัดลอกสตู รไปยังเซลอนื่ ๆ มปี ระโยชน์อย่างไร (ไมต่ อ้ งพิมพ์สูตรซ้ำหลายครั้งป้องกัน
ความผิดพลาดจากการพิมพ์สูตร แต่ควรตรวจสอบความถูกต้องของสูตรที่คัดลอกว่ามีการอ้างอิงเซลตามที่
ตอ้ งการหรอื ไม่)
2. ครูชี้แจงและให้นักเรียนทำใบกิจกรรมที่ 3.2 ตั้งชื่อให้น้อง ครูสุ่มนักเรียนนำเสนอคำตอบ
แล้วรว่ มกันอภิปราย ประเด็นในการอภิปราย เช่น
- กิจกรรมน้เี ราสามารถหาคำตอบได้อยา่ งไร (ใช้สตู ร COUNTA และ COUNTIF ในการนับ
จำนวนช่อื ตามเง่อื นไข ใช้ฟังกช์ ัน Sort ในการเรียงลำดบั รายชอ่ื )
- ถ้าไม่ใช้สูตรในการคำนวณกับข้อมูลชุดนี้จะสามารถหาคำตอบได้หรือไม่ และจะทำได้
อย่างไร (ถา้ ไมใช้สูตรจะหาคำตอบได้ยาก เนื่องจากขอ้ มลู มจี ำนวนมาก)
4. ข้ันขยายความรู้ (elaboration)
1. ครนู ำนกั เรียนรว่ มกนั อภปิ รายสรุปโดยใช้ประเดน็ คำถามต่อไปน้ี
- นักเรียนได้รับความรู้อะไรจากกิจกรรมนี้ (การใช้คำสั่ง COUNT, COUNTIF, COUNTA
ในการประมวลผลข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้องของสูตรคำนวณและผลลัพธ์การล็อกเซล การวิเคราะห์
ปญั หาและสร้างทางเลอื ก)
- ประโยชน์ของการใช้โปรแกรมตารางทำงานมีอะไรบ้าง (คำนวณข้อมูลปริมาณมาก ได้
อย่างรวดเรว็ และถกู ตอ้ ง)
- นักเรียนจะนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไร (ใช้โปรแกรมตาราง
ทำงานในการทำรายรับรายจ่ายของครอบครัว บันทึกผลการเรยี นและคะแนนสอบของตนเองสรา้ งทางเลือกท่ี
คุ้มค่าในการเลอื กซื้อของ)
5. ข้นั ประเมิน (evaluation)
1. ครูให้นกั เรยี นแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวขอ้ ที่เรยี นมาและการปฏิบัติกจิ กรรม มีจุดใดบ้าง
ทยี่ งั ไมเ่ ข้าใจหรอื ยังมขี อ้ สงสัย ถ้ามี ครูชว่ ยอธบิ ายเพิ่มเติมใหน้ ักเรียนเข้าใจ
2. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการ
แก้ไขอย่างไรบา้ ง
3. ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม
และการนำความร้ทู ี่ไดไ้ ปใชป้ ระโยชน์
7. กระบวนการวดั และประเมินผล
การประเมนิ การเรียนรู้ของนักเรยี นทำได้ ดงั นี้
1. ประเมนิ ความรู้เดมิ จากการอภิปรายในชัน้ เรียน
2. ประเมินการเรียนรู้จากคำตอบของนักเรียนระหว่างการจัดการเรียนรู้และจากแบบบันทึก
กิจกรรม
3. ประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 จากการทำกิจกรรม
ของนักเรยี น
การประเมินจากการทำกิจกรรม
ระดบั คะแนน
3 คะแนน หมายถงึ ดี 2 คะแนน หมายถงึ พอใช้ 1 คะแนน หมายถึง ควรปรบั ปรุง
รหสั สิ่งทีป่ ระเมนิ ระดบั คะแนน
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
S1 การสงั เกต
S8 การลงความเหน็ จากข้อมูล
S13 การตีความหมายขอ้ มูลและลงขอ้ สรปุ
ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21
C4 การสอื่ สาร
C5 ความร่วมมือ
8. สื่อและแหล่งการเรยี นรู้
- หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
สสวท.
- แบบฝึกทักษะรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
สสวท.
- ไฟล์ข้อมูลของขวญั วนั เดก็ .xlsx http://oho.ipst.ac.th/i/5395
- ไฟล์ขอ้ มลู แบบฝกึ หดั ท้ายบท http://oho.ipst.ac.th/im/5322
- ไฟลข์ ้อมลู สำหรบั ใบกจิ กรรมท่ี 3.2 http://oho.ipst.ac.th/i/5321
- การเรยี งลำดบั ข้อมูลในชว่ งหรือตาราง http://oho.ipst.ac.th/in/5391
- การกรองขอ้ มูลในชว่ งหรอื ตาราง http://oho.ipst.ac.th/im/5392
- ฟังกช์ ัน COUNTIF http://oho.ipst.ac.th/im/5393
- ฟังกช์ ัน IF http://oho.ipst.ac.th/im/5394
9. ความเหน็ ของหัวหน้าสถานศกึ ษา/ผทู้ ไ่ี ด้รบั มอบหมาย
ได้ทำการตรวจแผนการจัดการเรยี นรู้ของ.......................................................... แลว้ มีความเหน็ ดังนี้
1. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่
ดีมาก
ดี
พอใช้
ควรปรับปรงุ
2. การจัดกจิ กรรมไดน้ ำเอากระบวนการเรียนรู้
เนน้ ผเู้ รียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม
ยงั ไมเ่ นน้ ผเู้ รยี นเป็นสำคัญ ควรปรับปรงุ พัฒนาตอ่ ไป
3. เปน็ แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่
นำไปใช้ได้จรงิ
ควรปรับปรงุ ก่อนนำไปใช้
4. ขอ้ เสนอแนะอ่ืนๆ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชื่อ..................................................
(.................................................)
วันที่........เดือน...............พ.ศ. ...........
10. บันทกึ ผลหลงั การสอน
ดา้ นความรู้
ดา้ นสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
ดา้ นคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
ด้านความสามารถทางวิทยาศาสตร์
ด้านอืน่ ๆ (พฤตกิ รรมเด่น หรือพฤติกรรมที่มีปญั หาของนกั เรยี นเป็นรายบคุ คล (ถา้ ม)ี )
ปัญหา/อปุ สรรค
แนวทางการแกไ้ ข
ลงชอื่ ..................................................ครผู ู้สอน
(.................................................)
ตำแหนง่ ............................................
ขอ้ เสนอแนะ
1. หลังจากประมวลผลข้อมูลด้วยมือเพื่อนับจำนวนของขวัญและราคารวมให้นักเรียนบันทึกข้อมูล
เฉพาะจำนวนของขวัญ ราคารวมของของขวัญแต่ละรายการ และราคารวมของของขวัญทั้งหมด โดยไม่ต้อง
บันทึกขอ้ มลู รายชื่อและของขวญั ทเ่ี ลือก
2. การสอนเรื่องการใช้สูตรคำนวณ สิ่งที่ปรากฏในตารางจะเป็นข้อมูลข้อความหรือจำนวน หาก
ต้องการดูสูตรให้คลกิ ที่เซลนั้นจะปรากฏสตู รที่แถบสูตร (formular bar) หรือดับเบิลคลิกท่ีเซลนั้น จะปรากฏ
สูตรทเี่ ซลดงั กล่าว
3. การล็อกเซลในสูตรอาจยากต่อการทำความเข้าใจของนักเรียน ครูควรหาตัวอย่างเพิ่มเติมเพื่อให้
นกั เรียนไดฝ้ กึ ทกั ษะจนเกิดความชำนาญ
4. การนับจำนวนสำหรับข้อมูลที่มีจำนวนไม่มาก สามารถใช้การลากเมาส์คลุมในคอลัมน์หรือแถวท่ี
ตอ้ งการแลว้ ดูจำนวนขอ้ มลู ท่แี ถบดา้ นลา่ งของหน้าต่างโปรแกรม
5. ครูอาจให้นักเรียนทดลองใช้โปรแกรมตารางทำงานของผู้พัฒนารายอื่น เช่น Google Sheet,
Numbers, Libre Office Calc ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว โปรแกรมเหล่านี้จะมีรูปแบบการทำงานที่คล้ายกันเพื่อให้
นกั เรยี นสามารถปรบั ตวั ในการเรียนรจู้ ากสภาพการใชง้ านที่ต่างกนั
6. ในการทำใบกิจกรรมที่ 3.3 ครูอาจเปิดโอกาสให้นักเรียน เป็นผู้กำหนดวัตถุดบิ และเงื่อนไขในการ
ทำเครปตามความสนใจ
แนวคำตอบแบบฝึกหดั ท้ายบท
- สูตรการนบั จำนวนผูส้ มัครตามชื่อกีฬาแตล่ ะชนดิ
H3 ใช้สตู ร =COUNTIF($C$3:$C$17,E3)
หรือ =COUNTIF(C$3:C$1,.E3)
H4 ใชส้ ูตร =COUNTIF($C$3:$C$17,E4)
หรือ =COUNTIF(C$3:C$17,E4)
H5 ใช้สตู ร =COUNTIF($C$3:$C$17,65)
หรอื =COUNTIF(C$3:C$17,E5)
H6 ใช้สตู ร =COUNTIF($C$3:$C$17,E6)
หรอื =COUNTIF(C$3:C$17,E6)
- สูตรคำนวณจำนวนเงินคา่ สมัครตามช่ือกีฬาแต่ละชนดิ
I3 ใชส้ ูตร =G3*H3
I4 ใช้สูตร =G4*14
I5 ใช้สตู ร =G5*H5
I6 ใชส้ ูตร =G6*H6
- สตู รคำนวณจำนวนเงนิ ค่าสมัครรวมท้ังหมด
I7 ใช้สูตร =SUM(I3:I6) หรอื =I3+I4+I5+I6
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 10
กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ รายวิชาพืน้ ฐานวทิ ยาศาสตร์เทคโนโลยี (วทิ ยาการคำนวณ)
ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 5 ปกี ารศกึ ษา ..........
เรื่อง เสน้ ทางเดนิ เหนอื เรอื นยอดไม้ ตอน เครปร้อน ๆ มาแลว้ จา้ เวลา 2 ชั่วโมง
ครูผ้สู อน.........................................
1. มาตรฐานการเรยี นร้/ู ตัวชว้ี ดั
สาระที่ 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นขั้นตอน
และเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน
และการแก้ปัญหาไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ รู้เทา่ ทันและมจี ริยธรรม
ตัวชี้วัด ป.5/3 รวบรวม ประเมิน นำเสนอข้อมูลและสารสนเทศสามวัตถุประสงค์โดยใช้ซอฟต์แวร์
หรือบริการบนอินเทอร์เน็ตทีห่ ลากหลาย เพือ่ แกป้ ญั หาในชวี ติ ประจำวนั
2. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ (ความรู้, ทักษะ, เจตคต)ิ
1. นกั เรียนมคี วามรู้ความเข้าใจเกย่ี วกบั การตรวจหา และแก้ไขข้อผิดพลาดของขอ้ มลู
2. นกั เรยี นสามารถประมวลผลขอ้ มูล และนำเสนอข้อมูลตามวตั ถุประสงค์ได้
3. นกั เรยี นมีเจตคตทิ ีด่ ตี อ่ วิชาวทิ ยาศาสตร์และสามารถใช้ซอฟต์แวรเ์ พ่อื แก้ปญั หาใน
ชวี ติ ประจำวนั ได้
3. สาระสำคัญ
เราสามารถใช้โปรแกรมตารางทำงานในการประมวลผลข้อมูล เช่น นับจำนวนคำนวณผลรวม
เรียงลำดับข้อมูล การนับจำนวน ทำได้โดยใช้สูตร เช่น COUNT, COUNTA, COUNTIF การเรียงลำดับข้อมูล
ทำไดโ้ ดยใชค้ ำสั่ง Sort & Filter
4. สาระการเรยี นรู้
1. ใช้โปรแกรมตารางทำงานในการประมวลขอ้ มูล
5. คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
1. ใฝเ่ รยี นรู้
2. อยอู่ ยา่ งพอเพียง
3. มุ่งม่นั ในการทำงาน
5. ชน้ิ งานหรือภาระงาน
ใบกิจกรรมที่ 3.3 เครปรอ้ น ๆ มาแล้วจา้
6. กจิ กรรมการเรียนรู้
แนวคิด/รูปแบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนิค : สืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)
โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคญั ดำเนนิ การเรยี นการสอนดังตอ่ ไปนี้
1. ขน้ั สร้างความสนใจ (engagement)
1. ครูนำเข้าสู่บทเรียนโดยทบทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับโปรแกรมตารางทำงาน โดยตั้งคำถาม
เช่น
- นักเรียนรู้จักโปรแกรมตารางทำงานหรือไม่โปรแกรมนี้ใช้ทำอะไรได้บ้าง (บันทึกข้อมูล
คำนวณค่าใชจ้ า่ ยพมิ พ์เอกสารทเี่ ปน็ ตารางสรา้ งแผนภูมแิ บบต่าง ๆ)
- สูตรคำนวณที่นักเรียนเคยใช้ในโปรแกรมตารางทำงานมีอะไรบ้าง (หาผลรวม, หา
คา่ เฉลี่ย)
2. ครูทบทวนเกี่ยวกับวิธีการใช้โปรแกรมตารางทำงาน เช่น การเปิดไฟล์ การพิมพ์ข้อมูล การ
ลบข้อมูล การพิมพ์สูตร การคัดลอกสูตร (การคลิกที่เครื่องหมาย + ที่มุมล่างขวาของเซลแล้วลากไปยังเซลที่
ต้องการใชส้ ตู รคำนวณเดยี วกนั ) การบันทึกไฟล์ การตัง้ ช่อื ไฟล์
2. ข้นั สำรวจและค้นหา (exploration)
1. ครูแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มกลุ่มละ 3 - 4 คนให้นักเรียนเปิดไฟล์ข้อมูลของขวัญวันเด็ก .xlsx
พร้อมอธิบายว่าข้อมูลในตารางเป็นข้อมูลของขวัญวันเด็กที่นักเรียนแต่ละคนเลอื กไว้ ซึ่งครูต้องรวบรวมข้อมูล
เพอ่ื เตรียมเงนิ สำหรบั ซือ้ ของ จากนน้ั ครูตงั้ คำถามเพ่อื ให้นักเรยี นชว่ ยกันประมวลผลดงั นี้
- ถ้าต้องการทราบว่าจะต้องซื้อของขวัญแต่ละชนิดเป็นจำนวนที่ขึ้นจะสามารถหาคำตอบ
ได้อยา่ งไร (นบั ขอ้ มลู จำนวนคนต่อของขวญั แต่ละชนดิ )
- ถ้าต้องการทราบว่าจำนวนเงินทั้งหมดที่ครูต้องใช้ในการซื้อของขวัญวันเด็กเป็นจำนวน
เงินเท่าไร จะมีวิธีการคำนวณอย่างไร (นำราคาของขวัญแต่ละชนิดคูณกับจำนวนคนที่ต้องการของขวัญนั้น
ท้ังหมดซ่งึ จะได้ราคารวมของของขวัญแตล่ ะชนิดจากนั้นหาผลรวมราคาของขวญั ทั้งหมด)
- ให้นักเรียนหาคำตอบจากคำถามด้านบนทั้งสองข้อโดยการประมวลผลด้วยมือใช้เครื่อง
คดิ เลขหรือใชโ้ ปรแกรมโดยบนั ทึกผลลงในกระดาษและตรวจสอบว่าได้คำตอบตรงกันหรือไม่
2. ครูสาธิตการใช้โปรแกรมตารางทำงานในการหาคำตอบ เริ่มจากการนับจำนวนของขวัญแต่
ละชนิดใช้สูตร COUNTIF (สูตรสำหรับนับจำนวนเซลข้อมูลที่ตรงกับเงื่อนไข) โดยพิมพ์ =COUNTIF(B2:B16,
D2) ในเซล F2 (ช่องสีเขยี ว) จากน้นั กดแปน็ Enter แลว้ ต้ังคำถามดงั นี้
- สูตรทีใ่ ช้น้จี ะนับข้อมลู จากเซลใดถงึ เซลใด (R2 ถงึ B16)
- เปน็ การนบั จำนวนของเซลทีม่ เี ซลใดเปน็ เงอื่ นไข (02)
- คำตอบท่ีไดค้ อื เท่าใด (5)
3. ครูตั้งคำถามว่า ถ้าต้องการนับจำนวนของขวัญสองชนิดที่เหลืออยู่จะใช้สูตรอะไร นักเรียน
คิดว่าใช้วิธกี ารคดั ลอกสตู รจากเซล F2 ได้หรือไม่
- ถ้านักเรียนตอบว่าไม่ได้ให้ถามว่าเพราะอะไรหากคำตอบของนักเรียนไม่ถูกต้องให้
นกั เรียนทดลองปฏบิ ตั ิและสังเกตข้อผิดพลาดเพ่ือนำไปสู่การอภิปรายในขอ้ 4.
- ถ้านักเรียนตอบว่าได้ ให้ครูสาธิตโดยคัดลอกสูตรจากเซล F2 ไปที่เซล F3 และ F4
จากนั้นให้นักเรียนพิจารณาผลลัพธ์ว่าตรงกับที่เคยคำนวณไว้หรือไม่ ซึ่งจะพบว่าผลการนับจำนวนไม่ถูกต้อง
เนือ่ งจากข้อจำกัดในการใชส้ ตู ร)
4. ครใู หน้ กั เรยี นพิจารณาสูตรที่คัดลอกมาว่าส่วนใดที่ไม่ถูกต้องและส่วนใดที่ถูกต้องแล้ว (ส่วน
ทไ่ี ม่ถกู ต้องคือขอบเขตของเซลท่นี ำมานับจำนวนมีการเปลีย่ นแปลงไมต่ รงกบั ข้อมลู ทีม่ ีอยู่ สว่ นท่ีถกู ตอ้ งคือเซล
ท่เี ปน็ เงื่อนไข)
- ครูอธิบายเพิ่มเติมว่า หลังการคัดลอกสูตรจะต้องตรวจสอบความถูกต้องของขอบเขต
ข้อมูลที่กำหนด เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดในการประมวลผล โดยในกรณีนี้โปรแกรมตารางทำงานจะ
ปรับเปล่ียนเซลในการอ้างถึงโดยอัตโนมัตจึงทำใหข้ ้อมลู ไม่ถูกตอ้ ง
- ครูอธิบายเพิม่ เตมิ ว่าในกรณีที่เราต้องการนบั จำนวนข้อมูลในเซล B2 ถึง B16 แต่เมื่อเรา
คัดลอกสูตร โปรแกรมตารางทำงานจะเปลี่ยนแถวของเซลในการอ้างถึง ดังนั้น เราสามารถใช้สัญลักษณ์ $
(ดอลลาร์ไซน์) เพ่อื เปน็ การล็อกแถวหรือคอลัมนท์ ี่อา้ งถงึ ได้
- ครูอธิบายว่าจากการคัดลอกสูตรที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงแถวของเซลที่อ้างถึง ดังนั้น
ในการใช้สูตรคำนวณในคร้ังแรกจึงตอ้ งเพิ่มสัญลักษณ์ $ เพื่อลอ็ กแถวไวโ้ ดยพิมพ์ =COUNTIF(B$2:B$16,D2)
ในเซล F2 (เพ่ิม $ ที่ดา้ นหน้าของตัวเลขซ่งึ ระบุหมายเลขของแถว)
5. ครูสาธิตการคำนวณราคารวมในการซื้อของขวัญแต่ละชนิดโดยพิมพ์ =E2*F2 ในเซล G2
แล้วกดแป้น Enter ซึ่งจะได้จำนวนเงินรวมของรถของเล่นเท่ากบั 120 จากนั้นใหน้ กั เรียนคัดลอกสูตรจากเซล
G2 ไปที่เซล G3 และ G4 เพื่อคำนวณราคารวมของของขวัญชนิดอื่นจนครบ และให้นักเรียนตรวจสอบว่า
ผลลพั ธ์ถกู ต้องหรือไม่
6. ครูให้นักเรียนหาผลรวมของค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการซื้อของขวัญทั้งหมดโดยทบทวนเกี่ยวกับ
วิธีการคำนวณตามที่ครูได้อธิบายแล้ว (อาจใช้สูตร =SUM (G2:G4) ในการหาผลรวมหรือใช้สูตร =G2+G3+
G4)
3. ขั้นอธบิ ายและลงข้อสรปุ (explanation)
1. ครนู ำนักเรียนศึกษาเนื้อหาในหนงั สอื เรยี นบทที่ 3 เร่อื งเส้นทางเดิน เหนือเรอื นยอดไม้ และ
ให้นักเรียนทดลองปฏบิ ัติตัง้ แตห่ นา้ 48 เป็นต้นไปเพื่อให้นักเรยี นได้เหน็ วิธีการที่ถูกตอ้ งและอภิปรายความรู้ที่
ได้ตวั อย่างประเด็นการอภิปราย เชน่
- จากทโ่ี ปง้ และกอ้ ยช่วยคณุ ครูคำนวณค่าเดินทางถ้าไมใ่ ช้สูตร COUNTA ในการนบั จำนวน
คนทรี่ ว่ มเดินทางไปทัศนศึกษา จะสามารถใช้วธิ ีการใดได้อีกบ้าง (นบั จำนวนแบบไม่ใช้คอมพวิ เตอร์) ในกรณีท่ี
ใช้คอมพิวเตอร์ให้คลิกที่คอลัมน์ ชื่อ แล้วสังเกตที่มุมล่างขวาของหน้าต่างโปรแกรมจะปรากฏคำว่า COUNT
และจำนวนข้อมูลที่มีอยู่ในคอลัมน์นั้น แต่ต้องลบด้วย 3 เนื่องจากในคอลัมน์นั้นมหี ัวตาราง (ชื่อ) และข้อมูลที่
ไม่เกยี่ วขอ้ งด้านล่างอีก 2 แถว
- เราสามารถใช้สูตร COUNTIF ในการหาคำตอบกับข้อมูลอะไรได้อีกบ้าง (นับจำนวน
สมาชิกชมรมที่เพื่อนแต่ละคนในห้องเลือก นับจำนวนสินค้าแต่ละชนิดในร้านสหกรณ์แยกตามเงื่อนไขต่าง ๆ
เชน่ ประเภทของสินคา้ )
- การคดั ลอกสูตรไปยังเซลอ่ืน ๆ มปี ระโยชน์อย่างไร (ไม่ตอ้ งพิมพ์สตู รซำ้ หลายครั้งป้องกัน
ความผิดพลาดจากการพิมพ์สูตร แต่ควรตรวจสอบความถูกต้องของสูตรที่คัดลอกว่ามีการอ้างอิงเซลตามท่ี
ต้องการหรอื ไม่)
2. ครูชี้แจงและให้นกั เรียนทำโบกิจกรรมที่ 3.3 เครปร้อน ๆ มาแล้วจ้า โดยอธิบายเพิ่มเตมิ วา่
สูตรของวัตถุดิบที่ใช้ในการทำเครปสำหรับกิจกรรมนี้เป็นข้อมูลที่สมมติขึ้นเท่านั้น เมื่อนักเรียนทำใบกิจกรรม
เสร็จแล้ว ครูสมุ่ นักเรยี นนำเสนอคำตอบและร่วมกันอภปิ ราย ประเด็นในการอภปิ ราย เชน่
- นกั เรยี นมีวิธกี ารสร้างทางเลือกในการทำเมนเู ครปโดยไม่ใช้ไส้ซำ้ กันได้อยา่ งไร (จดบันทึก
หรอื ทำสัญลักษณ์ไว้ว่าเลอื กใช้ไส้ใดไปแลว้ บา้ ง จากนน้ั เลอื กไส้ทไ่ี มซ่ ำ้ ในเมนตู ่อไป)
- ในข้อ 2 นักเรียนเลือกทางเลอื กใดในการทำเครปเพราะเหตุใด (ทางเลือกที่เหลือวัตถุดิบ
น้อยทสี่ ุดเพราะจะไดใ้ ช้วัตถดุ บิ ได้ค้มุ คา่ ท่สี ดุ )
- หากสามารถเพิ่มวัตถุดิบได้นักเรียนจะเพิ่มอะไร และจะทำเมนูเครปได้เพิ่มอีกกี่เมนู (ชีส
สามารถเพิ่มได้อีก 5 เมนู คือ ชีสน้ำพริกเผา ซสี ช็อกโกแลต ชสี กลว้ ยหอมชี สลูกเกด ชสี ไก่หยอง)
4. ขัน้ ขยายความรู้ (elaboration)
1. ครนู ำนกั เรยี นรว่ มกันอภิปรายสรปุ โดยใช้ประเดน็ คำถามตอ่ ไปนี้
- นักเรียนได้รับความรู้อะไรจากกิจกรรมนี้ (การใช้คำสั่ง COUNT, COUNTIF, COUNTA
ในการประมวลผลข้อมูล การตรวจสอบความถูกต้องของสูตรคำนวณและผลลัพธ์การล็อกเซล การวิเคราะห์
ปัญหาและสรา้ งทางเลือก)
- ประโยชน์ของการใช้โปรแกรมตารางทำงานมีอะไรบ้าง (คำนวณข้อมูลปริมาณมากได้
อยา่ งรวดเร็วและถกู ตอ้ ง)
- นักเรียนจะนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไร (ใช้โปรแกรมตาราง
ทำงานในการทำรายรับรายจ่ายของครอบครัว บันทึกผลการเรียนและคะแนนสอบของตนเองสรา้ งทางเลือกที่
คุ้มคา่ ในการเลอื กซอ้ื ของ)
5. ขนั้ ประเมิน (evaluation)
1. ครใู ห้นกั เรยี นแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวข้อท่ีเรียนมาและการปฏบิ ัติกจิ กรรม มีจุดใดบ้าง
ท่ยี ังไมเ่ ข้าใจหรือยังมีข้อสงสยั ถ้ามี ครชู ่วยอธบิ ายเพ่ิมเติมให้นักเรียนเขา้ ใจ
2. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการ
แก้ไขอย่างไรบา้ ง
3. ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม
และการนำความรทู้ ่ีไดไ้ ปใช้ประโยชน์
7. กระบวนการวัดและประเมินผล
การประเมินการเรียนรู้ของนกั เรยี นทำได้ ดังน้ี
1. ประเมินความรู้เดมิ จากการอภปิ รายในช้นั เรยี น
2. ประเมินการเรียนรู้จากคำตอบของนักเรียนระหว่างการจัดการเรียนรู้และจากแบบบันทึก
กิจกรรม
3. ประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 จากการทำกิจกรรม
ของนกั เรียน
การประเมินจากการทำกิจกรรม
ระดบั คะแนน
3 คะแนน หมายถงึ ดี 2 คะแนน หมายถงึ พอใช้ 1 คะแนน หมายถงึ ควรปรับปรุง
รหสั สิ่งทป่ี ระเมิน ระดบั คะแนน
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
S1 การสังเกต
S8 การลงความเห็นจากขอ้ มลู
S13 การตีความหมายขอ้ มลู และลงขอ้ สรุป
ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21
C4 การส่อื สาร
C5 ความรว่ มมือ
8. ส่อื และแหล่งการเรียนรู้
- หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
สสวท.
- แบบฝึกทักษะรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
สสวท.
- ไฟลข์ อ้ มลู ของขวัญวันเดก็ .xlsx http://oho.ipst.ac.th/i/5395
- ไฟลข์ อ้ มูลแบบฝึกหัดท้ายบท http://oho.ipst.ac.th/im/5322
- ไฟลข์ อ้ มลู สำหรับใบกิจกรรมที่ 3.2 http://oho.ipst.ac.th/i/5321
- การเรียงลำดบั ขอ้ มูลในชว่ งหรอื ตาราง http://oho.ipst.ac.th/in/5391
- การกรองขอ้ มลู ในชว่ งหรือตาราง http://oho.ipst.ac.th/im/5392
- ฟังกช์ นั COUNTIF http://oho.ipst.ac.th/im/5393
- ฟงั กช์ นั IF http://oho.ipst.ac.th/im/5394
9. ความเห็นของหวั หน้าสถานศึกษา/ผูท้ ่ีได้รับมอบหมาย
ไดท้ ำการตรวจแผนการจัดการเรยี นรู้ของ.......................................................... แล้วมีความเห็นดงั น้ี
1. เปน็ แผนการจดั การเรยี นร้ทู ี่
ดีมาก
ดี
พอใช้
ควรปรบั ปรุง
2. การจัดกิจกรรมไดน้ ำเอากระบวนการเรยี นรู้
เน้นผเู้ รยี นเป็นสำคญั มาใช้ในการสอนไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
ยังไม่เนน้ ผ้เู รียนเปน็ สำคัญ ควรปรับปรุงพฒั นาต่อไป
3. เป็นแผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี
นำไปใช้ไดจ้ ริง
ควรปรับปรงุ กอ่ นนำไปใช้
4. ข้อเสนอแนะอน่ื ๆ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชอ่ื ..................................................
(.................................................)
วันท่ี........เดือน...............พ.ศ. ...........
10. บันทกึ ผลหลงั การสอน
ดา้ นความรู้
ดา้ นสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
ดา้ นคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
ด้านความสามารถทางวิทยาศาสตร์
ด้านอืน่ ๆ (พฤตกิ รรมเด่น หรือพฤติกรรมที่มีปญั หาของนกั เรยี นเป็นรายบคุ คล (ถา้ ม)ี )
ปัญหา/อปุ สรรค
แนวทางการแกไ้ ข
ลงชอื่ ..................................................ครผู ู้สอน
(.................................................)
ตำแหนง่ ............................................
ขอ้ เสนอแนะ
1. หลังจากประมวลผลข้อมูลด้วยมือเพื่อนับจำนวนของขวัญและราคารวมให้นักเรียนบันทึกข้อมูล
เฉพาะจำนวนของขวัญ ราคารวมของของขวัญแต่ละรายการ และราคารวมของของขวัญทั้งหมด โดยไม่ต้อง
บันทึกขอ้ มลู รายชื่อและของขวญั ทเ่ี ลือก
2. การสอนเรื่องการใช้สูตรคำนวณ สิ่งที่ปรากฏในตารางจะเป็นข้อมูลข้อความหรือจำนวน หาก
ต้องการดูสูตรให้คลกิ ที่เซลนั้นจะปรากฏสตู รที่แถบสูตร (formular bar) หรือดับเบิลคลิกท่ีเซลนั้น จะปรากฏ
สูตรทเี่ ซลดงั กล่าว
3. การล็อกเซลในสูตรอาจยากต่อการทำความเข้าใจของนักเรียน ครูควรหาตัวอย่างเพิ่มเติมเพื่อให้
นกั เรียนไดฝ้ กึ ทกั ษะจนเกิดความชำนาญ
4. การนับจำนวนสำหรับข้อมูลที่มีจำนวนไม่มาก สามารถใช้การลากเมาส์คลุมในคอลัมน์หรือแถวท่ี
ตอ้ งการแลว้ ดูจำนวนขอ้ มลู ท่แี ถบดา้ นลา่ งของหน้าต่างโปรแกรม
5. ครูอาจให้นักเรียนทดลองใช้โปรแกรมตารางทำงานของผู้พัฒนารายอื่น เช่น Google Sheet,
Numbers, Libre Office Calc ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว โปรแกรมเหล่านี้จะมีรูปแบบการทำงานที่คล้ายกันเพื่อให้
นกั เรยี นสามารถปรบั ตวั ในการเรียนรจู้ ากสภาพการใชง้ านที่ต่างกนั
6. ในการทำใบกิจกรรมที่ 3.3 ครูอาจเปิดโอกาสให้นักเรียน เป็นผู้กำหนดวัตถุดบิ และเงื่อนไขในการ
ทำเครปตามความสนใจ
แนวคำตอบแบบฝึกหดั ท้ายบท
- สูตรการนบั จำนวนผูส้ มัครตามชื่อกีฬาแตล่ ะชนดิ
H3 ใช้สตู ร =COUNTIF($C$3:$C$17,E3)
หรือ =COUNTIF(C$3:C$1,.E3)
H4 ใชส้ ูตร =COUNTIF($C$3:$C$17,E4)
หรือ =COUNTIF(C$3:C$17,E4)
H5 ใช้สตู ร =COUNTIF($C$3:$C$17,65)
หรอื =COUNTIF(C$3:C$17,E5)
H6 ใช้สตู ร =COUNTIF($C$3:$C$17,E6)
หรอื =COUNTIF(C$3:C$17,E6)
- สูตรคำนวณจำนวนเงินคา่ สมัครตามช่ือกีฬาแต่ละชนดิ
I3 ใชส้ ูตร =G3*H3
I4 ใช้สูตร =G4*14
I5 ใช้สตู ร =G5*H5
I6 ใชส้ ูตร =G6*H6
- สตู รคำนวณจำนวนเงนิ ค่าสมัครรวมท้ังหมด
I7 ใช้สูตร =SUM(I3:I6) หรอื =I3+I4+I5+I6
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี 11
ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 5
เรื่อง ดาวกระจายที่คา่ ยลกู เสือ รายวชิ าพื้นฐานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี (วทิ ยาการคำนวณ)
ครูผสู้ อน......................................... ปกี ารศึกษา ..........
เวลา 1 ชัว่ โมง
1. มาตรฐานการเรยี นรู้/ตวั ชี้วดั
สาระที่ 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นขั้นตอน
และเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน
และการแกป้ ัญหาไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ รเู้ ท่าทันและมีจริยธรรม
ตัวช้ีวัด ป.5/2 ออกแบบและเขียนโปรแกรมทมี่ กี ารใช้เหตผุ ลเชิงตรรกะอยา่ งงา่ ยตรวจหา
ข้อผดิ พลาดและแก้ไข
2. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ (ความรู้, ทักษะ, เจตคต)ิ
1. นกั เรยี นมคี วามรคู้ วามเข้าใจเกีย่ วกับการตรวจหา และแก้ไขข้อผิดพลาดของโปรแกรม
2. นกั เรียนสามารถประมวลผลข้อมลู และนำเสนอขอ้ มลู ตามวตั ถุประสงค์ได้
3. นักเรียนมีเจตคตทิ ่ีดตี อ่ วิชาวิทยาศาสตร์และสามารถใช้นำไปใช้ในชวี ิตประจำวันได้
3. สาระสำคญั
เราสามารถวางแผนเขียนโปรแกรมโดยเขียนรหัสลำลองเพื่อแสดงขั้นตอนการทำงาน บล็อกคำสั่ง
repeat ในโปรแกรม Scratch ใช้ในการทำงานแบบวนซ้ำ บล็อกคำสั่ง forever ใช้ครอบชุดคำสั่งที่ต้องการ
ทำซ้ำไปเรอ่ื ย ๆ ไม่ส้ินสดุ
4. สาระการเรียนรู้
1. การออกแบบโปรแกรมโดยใช้รหสั ลำลอง
2. การเขยี นโปรแกรมทีม่ กี ารทำงานแบบวนซ้ำ
3. การตรวจสอบและแก้ไขข้อผดิ พลาดของโปรแกรม
5. คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
1. ใฝเ่ รยี นรู้
2. อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง
3. มุง่ มัน่ ในการทำงาน
5. ช้ินงานหรือภาระงาน
ใบกจิ กรรมที่ 4.1 ลกู เสือร้องเพลง
6. กจิ กรรมการเรียนรู้
แนวคิด/รูปแบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนิค : สืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)
โดยเนน้ ผ้เู รยี นเป็นสำคัญ ดำเนนิ การเรยี นการสอนดังตอ่ ไปน้ี
1. ขน้ั สรา้ งความสนใจ (engagement)
1. ครูนำเข้าสู่บทเรียนโดยให้นักเรียนร่วมกันร้องเพลงที่นักเรียนสนใจเพลงสำหรับเด็ก หรือ
เพลงเชยี ร์กฬี าพรอ้ มทำทา่ ทางประกอบ โดยอาจใชค้ ลปิ วิดโี อเพื่อใหน้ ักเรียนเหน็ ตัวอย่างการแสดงทา่ ทาง เช่น
เพลงกำมือขึ้นแลว้ หมนุ ๆ
2. ครูเขยี นเนอื้ เพลงบนกระดานและใหน้ กั เรียนช่วยกันพจิ ารณาดังตวั อย่าง
(1) กำมอื ข้นึ แลว้ หมนุ ๆ ชูมือขึน้ โบกไปมา
(2) กำมอื ขน้ึ แล้วหมนุ ๆ ชูมือขนึ้ โบกไปมา
(3) กางแขนขน้ึ และลง พบั แขนมอื แตะไหล่
(4) กางแขนขน้ึ และลง ชขู น้ึ ตรงหมนุ ไปรอบตวั
ครถู ามนักเรียนว่าจากเนอ้ื เพลงท่คี รูเขียนมีบรรทดั ใดท่ีซำ้ กันท้ังหมด (บรรทดั ท่ี 1 และ 2) และ
ในเพลงน้ีตอ้ งร้องท่อนทีม่ คี ำว่า “กำมือขึ้นแลว้ หมุน ๆ ชูมอื ข้ึนโบกไปมา” ก่คี ร้ัง (2 คร้ัง)
3. ครูลบข้อความในบรรทัดที่ (1) และตัวเลขกำกับหน้าบรรทัดที่ (3) – (4) ออกและเขียน
ขอ้ ความทา้ ยบรรทดั ที่ (2) ดงั นี้
- กำมือข้ึนแล้วหมนุ ๆ ชูมือข้ึนโบกไปมา (รอ้ งซำ้ 2 ครั้ง)
- กางแขนขึ้นและลง พับแขนมอื แตะไหล่
- กางแขนขึน้ และลง ชูข้ึนตรงหมนุ ไปรอบตัว
ครใู หน้ ักเรยี นร้องเพลงตามเงื่อนไขท่ีกำหนดบนกระดานและตรวจสอบว่านักเรยี นรอ้ งครบตาม
จำนวนที่กำหนดหรือไม่ จากนั้นครูนำอภิปรายว่าในโปรแกรม Scratch ก็สามารถเขียนโปรแกรมเพื่อสั่งงาน
แบบวนซำ้ หรอื ทำซ้ำได้เชน่ เดยี วกัน
4. ครูทบทวนคำส่ังพน้ื ฐานของโปรแกรม Scratch และการเขยี นรหสั ลำลองซง่ึ นอกจากจะเป็น
การแสดงขน้ั ตอนการแกป้ ญั หาแล้ว ยงั ใชอ้ อกแบบการทำงานของโปรแกรมได้อกี ด้วย
2. ข้นั สำรวจและคน้ หา (exploration)
1. ครูนำอภิปรายเกี่ยวกับกิจกรรมในค่ายลูกเสือและนำนักเรียนศึกษาเนื้อหาในหนังสียเรียน
บทที่ 4 เรื่อง ดาวกระจายที่ค่ายลูกเสือ หน้า 74-80 โดยให้นักเรียนลงมอื ปฏิบัติไปพร้อมกับการศึกษาเนื้อหา
จากนั้นครูเพิ่มตัวอย่างการใช้บล็อกคำสั่ง ask and wait บล็อกคำสั่ง Join เพื่อให้นักเรียนเข้าใจวิธีการ
ประยุกต์ใช้งาน (เช่น การนำบลอ็ ก answer มาวางในตำแหน่งแรกของบล็อก Join และแสดงข้อความต่อท้าย
หรือการนำไปใช้กับขอ้ ความอน่ื ๆ)
2. ครูทบทวนการใช้บล็อกคำสั่งในการลากเส้นเช่น pen up, pen down, clear และบล็อก
คำสั่งทีใ่ ช้ในการเคล่อื นที่เชน่ go to, move
3. ครูนำนักเรียนศึกษาเนื้อหาในหนังสือเรียนหน้า 81-103 โดยให้นักเรียนทดลองปฏิบัติแล้ว
ตอบคำถามในประเดน็ ต่าง ๆ จากนน้ั อภิปรายความร้รู ว่ มกัน
3. ขัน้ อธบิ ายและลงขอ้ สรุป (explanation)
1. ครูแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มกลุ่มละ 2-4 คน จากนั้นชี้แจงและให้นักเรียนทำใบกิจกรรมที่ 4.1
ลูกเสือร้องเพลง เมื่อนักเรียนทำใบกิจกรรมเสร็จแล้ว ครูสุ่มนักเรียนนำเสนอผลงานอภิปรายคำตอบและ
แนวทางในการเขยี นโปรแกรมรว่ มกนั เช่น นักเรียนใช้คำสงั่ ใดบ้างนักเรียนส่ังใหโ้ ปรแกรมทำงานซ้ำท่ีจุดใดและ
ซำ้ ก่ีครง้ั
4. ขน้ั ขยายความรู้ (elaboration)
1. ครแู ละนักเรยี นสรุปความรู้ท่ีไดร้ บั จากการทำกจิ กรรมในประเดน็ ต่อไปนี้
- บล็อกคำสั่ง ask and wait, answer, say, move, go to, repeat, forever ใช้สำหรับ
ทำอะไร
- การสั่งให้โปรแกรมทำงานแต่ละครั้งผลลัพธ์เป็นไปตามที่ต้องการหรือไม่ ถ้าไม่เป็นไป
ตามท่ีตอ้ งการ นักเรียนมีวิธกี ารแก้ปญั หาอยา่ งไร
- การเขียนรหัสลำลองมีประโยชน์อยา่ งไร (ช่วยในการวางแผนและได้ทราบแนวคิดในการ
เขียนโปรแกรม)
- นักเรยี นได้ความรู้อะไรจากการเขียนโปรแกรม Scratch (การแก้ปัญหาอยา่ งเปน็ ขั้นตอน)
5. ขั้นประเมนิ (evaluation)
1. ครใู หน้ ักเรียนแตล่ ะคนพิจารณาว่า จากหวั ข้อท่ีเรียนมาและการปฏบิ ัติกจิ กรรม มีจุดใดบ้าง
ทยี่ งั ไม่เขา้ ใจหรือยงั มีข้อสงสัย ถา้ มี ครูชว่ ยอธิบายเพ่มิ เตมิ ใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจ
2. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการ
แกไ้ ขอยา่ งไรบา้ ง
3. ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม
และการนำความรทู้ ี่ได้ไปใช้ประโยชน์
7. กระบวนการวดั และประเมินผล
การประเมนิ การเรียนรขู้ องนกั เรียนทำได้ ดงั น้ี
1. ประเมินความรู้เดิมจากการอภิปรายในชนั้ เรยี น
2. ประเมินการเรียนรู้จากคำตอบของนักเรียนระหว่างการจัดการเรียนรู้และจากแบบบันทึก
กจิ กรรม
3. ประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 จากการทำกิจกรรม
ของนักเรียน
การประเมนิ จากการทำกิจกรรม
ระดับคะแนน
3 คะแนน หมายถงึ ดี 2 คะแนน หมายถงึ พอใช้ 1 คะแนน หมายถึง ควรปรบั ปรงุ
รหสั สิง่ ทปี่ ระเมนิ ระดบั คะแนน
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
S1 การสังเกต
S8 การลงความเห็นจากขอ้ มลู
S13 การตคี วามหมายขอ้ มูลและลงข้อสรุป
ทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21
C4 การส่อื สาร
C5 ความรว่ มมือ
8. สอื่ และแหลง่ การเรียนรู้
- หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
สสวท.
- แบบฝึกทักษะรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
สสวท.
- เพลงกำมอื ข้ึนแลว้ หมนุ ๆ http://oho.ipst.ac.th/itm/5491
- เอกสารการจัดการเรยี นรสู้ ะเตม็ ศึกษาดว้ ยโปรแกรม Scratch สสวท.
http://cho.ipst.ac.th/im/5691
9. ความเหน็ ของหัวหน้าสถานศกึ ษา/ผทู้ ไ่ี ด้รบั มอบหมาย
ได้ทำการตรวจแผนการจัดการเรยี นรู้ของ.......................................................... แลว้ มีความเหน็ ดังนี้
1. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่
ดีมาก
ดี
พอใช้
ควรปรับปรงุ
2. การจัดกจิ กรรมไดน้ ำเอากระบวนการเรียนรู้
เนน้ ผเู้ รียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม
ยงั ไมเ่ นน้ ผเู้ รยี นเป็นสำคัญ ควรปรับปรงุ พัฒนาตอ่ ไป
3. เปน็ แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่
นำไปใช้ได้จรงิ
ควรปรับปรงุ ก่อนนำไปใช้
4. ขอ้ เสนอแนะอ่ืนๆ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชื่อ..................................................
(.................................................)
วันที่........เดือน...............พ.ศ. ...........
10. บันทกึ ผลหลงั การสอน
ดา้ นความรู้
ดา้ นสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
ดา้ นคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
ด้านความสามารถทางวิทยาศาสตร์
ด้านอืน่ ๆ (พฤตกิ รรมเด่น หรือพฤติกรรมที่มีปญั หาของนกั เรยี นเป็นรายบคุ คล (ถา้ ม)ี )
ปัญหา/อปุ สรรค
แนวทางการแกไ้ ข
ลงชอื่ ..................................................ครผู ู้สอน
(.................................................)
ตำแหนง่ ............................................
ข้อเสนอแนะ
1. เพลงนำเข้าสู่บทเรียนอาจเลือกเพลงอื่น แต่ไม่ควรมีเนื้อยาวเกินไป เพราะต้องเขียนเนื้อเพลงบน
กระดานเพอ่ื ใหน้ กั เรียนพิจารณา และควรเปน็ เพลงท่มี ที ่อนซ้ำ
2. ใบกจิ กรรมท่ี 4.1 อาจใหน้ ักเรียนเปลยี่ นข้อความในบล็อกคำสง่ั Say เป็นข้อความอื่น
3. ใบกิจกรรมที่ 4.2 และ 4.3 ครูควรแนะนำนักเรียนให้วางแผนและออกแบบโปรแกรมก่อนลงมือ
เขียนโปรแกรม เพื่อลดขอ้ ผิดพลาด หากผลลพั ธโ์ ปรแกรมไม่เป็นไปตามต้องการ ใหน้ กั เรยี นใช้แนวทางแก้ไขท่ี
ปฏิบตั มิ ากอ่ นหนา้ น้ี โดยลำดับในการแก้ปญั หาทำได้ดงั นี้
1) ตรวจสอบความถูกตอ้ งของคำส่งั ท่ีใช้
2) ทดสอบการทำงานทล่ี ะบล็อกคำสั่ง
3) หากพบข้อผิดพลาดให้ขอคำแนะนำจากเพื่อนที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ หรือเพื่อนคนอื่นที่ทำเสร็ จ
แล้ว
4) ยกมือถามคณุ ครู
แนวคำตอบแบบฝกึ หดั ท้ายบท
ขอ้ 1.
- สรา้ งบันได 5 ขน้ั ต้องเพม่ิ คำสง่ั repeat เพ่อื ทำซำ้ จำนวน 5 รอบ
- ตอ้ งการรับข้อมูลจำนวนขั้นบนั ไดโดยถามจากผูใ้ ช้ ต้องเพิ่มคำส่งั ask and wait ดังน้ี
- รปู ผลลพั ธโ์ ปรแกรมของกอ้ ย คือ
สามารถแกโ้ ปรแกรมใหม่ใหไ้ ด้ผลลพั ธ์ตามกอ้ ยตอ้ งการดังน้ี
แผนการจดั การเรยี นร้ทู ี่ 12
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ รายวิชาพืน้ ฐานวทิ ยาศาสตรเ์ ทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ)
ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 5 ปกี ารศกึ ษา ..........
เรอ่ื ง ดาวกระจายทค่ี ่ายลกู เสือ ตอน สามคั คชี ุมนุม เวลา 2 ชั่วโมง
ครูผ้สู อน.........................................
1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตวั ช้วี ัด
สาระท่ี 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นขั้นตอน
และเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน
และการแกป้ ญั หาได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ รเู้ ท่าทันและมีจริยธรรม
ตวั ชีว้ ัด ป.5/2 ออกแบบและเขยี นโปรแกรมที่มีการใชเ้ หตผุ ลเชงิ ตรรกะอย่างงา่ ยตรวจหา
ขอ้ ผดิ พลาดและแกไ้ ข
2. จุดประสงค์การเรียนรู้ (ความรู,้ ทักษะ, เจตคติ)
1. นักเรียนมีความรู้ความเขา้ ใจเกีย่ วกบั การตรวจหา และแกไ้ ขข้อผดิ พลาดของโปรแกรม
2. นกั เรียนสามารถประมวลผลข้อมูล และนำเสนอขอ้ มลู ตามวตั ถปุ ระสงคไ์ ด้
3. นกั เรยี นมีเจตคตทิ ่ดี ตี อ่ วชิ าวิทยาศาสตร์และสามารถใช้นำไปใช้ในชีวติ ประจำวันได้
3. สาระสำคัญ
เราสามารถวางแผนเขียนโปรแกรมโดยเขียนรหัสลำลองเพื่อแสดงขั้นตอนการทำงาน บล็อกคำสั่ง
repeat ในโปรแกรม Scratch ใช้ในการทำงานแบบวนซ้ำ บล็อกคำสั่ง forever ใช้ครอบชุดคำสั่งที่ต้องการ
ทำซำ้ ไปเรือ่ ย ๆ ไมส่ ้นิ สดุ
4. สาระการเรียนรู้
1. การออกแบบโปรแกรมโดยใชร้ หสั ลำลอง
2. การเขียนโปรแกรมทมี่ ีการทำงานแบบวนซ้ำ
3. การตรวจสอบและแก้ไขข้อผดิ พลาดของโปรแกรม
5. คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
1. ใฝเ่ รยี นรู้
2. อยอู่ ย่างพอเพียง
3. มงุ่ มั่นในการทำงาน
5. ชน้ิ งานหรือภาระงาน
ใบกจิ กรรมที่ 4.2 สามัคคชี มุ นุม
6. กจิ กรรมการเรยี นรู้
แนวคิด/รูปแบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนิค : สืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)
โดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ดำเนินการเรียนการสอนดงั ต่อไปน้ี
1. ขน้ั สรา้ งความสนใจ (engagement)
1. ครูนำเข้าสู่บทเรียนโดยให้นักเรียนร่วมกันร้องเพลงที่นักเรียนสนใจเพลงสำหรับเด็ก หรือ
เพลงเชยี ร์กฬี าพร้อมทำท่าทางประกอบ โดยอาจใชค้ ลิปวิดีโอเพื่อให้นักเรียนเห็นตัวอย่างการแสดงทา่ ทาง เช่น
เพลงกำมอื ขึน้ แล้วหมนุ ๆ
2. ครูเขียนเนื้อเพลงบนกระดานและให้นกั เรียนช่วยกันพิจารณาดังตวั อย่าง
(1) กำมอื ขึ้นแลว้ หมนุ ๆ ชูมือขน้ึ โบกไปมา
(2) กำมือขึ้นแล้วหมุน ๆ ชูมือขึ้นโบกไปมา
(3) กางแขนข้นึ และลง พบั แขนมอื แตะไหล่
(4) กางแขนขน้ึ และลง ชูขนึ้ ตรงหมุนไปรอบตัว
ครถู ามนกั เรียนว่าจากเนือ้ เพลงทีค่ รเู ขยี นมีบรรทดั ใดท่ีซำ้ กนั ทั้งหมด (บรรทดั ท่ี 1 และ 2) และ
ในเพลงนี้ต้องร้องท่อนท่มี ีคำว่า “กำมือขึ้นแลว้ หมุน ๆ ชูมอื ขึ้นโบกไปมา” กคี่ รงั้ (2 คร้ัง)
3. ครูลบข้อความในบรรทัดที่ (1) และตัวเลขกำกับหน้าบรรทัดที่ (3) – (4) ออกและเขียน
ข้อความท้ายบรรทัดท่ี (2) ดงั นี้
- กำมอื ข้นึ แล้วหมุน ๆ ชูมอื ข้ึนโบกไปมา (รอ้ งซ้ำ 2 ครง้ั )
- กางแขนขนึ้ และลง พบั แขนมือแตะไหล่
- กางแขนขน้ึ และลง ชขู ึน้ ตรงหมนุ ไปรอบตัว
ครูใหน้ ักเรยี นรอ้ งเพลงตามเง่ือนไขที่กำหนดบนกระดานและตรวจสอบว่านักเรียนร้องครบตาม
จำนวนที่กำหนดหรือไม่ จากนั้นครูนำอภิปรายว่าในโปรแกรม Scratch ก็สามารถเขียนโปรแกรมเพื่อสั่งงาน
แบบวนซ้ำหรือทำซ้ำไดเ้ ชน่ เดียวกัน
4. ครทู บทวนคำสง่ั พ้นื ฐานของโปรแกรม Scratch และการเขยี นรหสั ลำลองซงึ่ นอกจากจะเป็น
การแสดงขนั้ ตอนการแก้ปัญหาแล้ว ยงั ใช้ออกแบบการทำงานของโปรแกรมได้อีกดว้ ย
2. ขั้นสำรวจและค้นหา (exploration)
1. ครูนำอภิปรายเกี่ยวกับกิจกรรมในค่ายลูกเสือและนำนักเรียนศึกษาเนื้อหาในหนังสียเรียน
บทที่ 4 เรื่อง ดาวกระจายที่ค่ายลกู เสือ หน้า 74-80 โดยให้นักเรียนลงมือปฏิบัติไปพร้อมกับการศึกษาเนื้อหา
จากนั้นครูเพิ่มตัวอย่างการใช้บล็อกคำสั่ง ask and wait บล็อกคำสั่ง Join เพื่อให้นักเรียนเข้าใจวิธีการ
ประยกุ ตใ์ ชง้ าน (เช่น การนำบล็อก answer มาวางในตำแหน่งแรกของบล็อก Join และแสดงข้อความต่อท้าย
หรอื การนำไปใชก้ บั ขอ้ ความอน่ื ๆ)
2. ครูทบทวนการใช้บล็อกคำสั่งในการลากเส้นเช่น pen up, pen down, clear และบล็อก
คำส่งั ทใี่ ชใ้ นการเคลอ่ื นที่เช่น go to, move
3. ครูนำนักเรียนศึกษาเนื้อหาในหนังสือเรียนหน้า 81-103 โดยให้นักเรียนทดลองปฏิบัติแล้ว
ตอบคำถามในประเดน็ ตา่ ง ๆ จากนัน้ อภปิ รายความรู้รว่ มกัน
3. ขั้นอธบิ ายและลงข้อสรปุ (explanation)
1. ครูชี้แจงและให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทำใบกิจกรรมที่ 4.2 สามัคคีชุมนุม จากนั้นสุ่มนักเรียน
นำเสนอแนวคิดและวิธกี ารเขียนโปรแกรมโดยอาจใชค้ ำถาม เช่น
- โปรแกรมทีโ่ จทย์ใหม้ าเป็นการวาดภาพคนก่ีคน
- ตวั ละครรปู คนกางแขนถูกวาดโดยมีจดุ เริ่มตน้ ที่บลอ็ กคำสัง่ ใดตำแหน่งใดนักเรยี นเลือกใช้
คำสงั่ repeat วางทต่ี ำแหนง่ ใด เพราะเหตุใด
- นักเรียนพบขอ้ ผดิ พลาดระหว่างการเขยี นโปรแกรมหรือไม่และแก้ไขอย่างไร
- นกั เรียนไดค้ วามร้หู รอื แนวคดิ อะไรบา้ งจากการเขยี นโปรแกรมน้ี
4. ข้ันขยายความรู้ (elaboration)
1. ครแู ละนกั เรียนสรปุ ความรทู้ ่ีได้รับจากการทำกิจกรรมในประเด็นต่อไปนี้
- บล็อกคำสั่ง ask and wait, answer, say, move, go to, repeat, forever ใช้สำหรับ
ทำอะไร
- การสั่งให้โปรแกรมทำงานแต่ละครั้งผลลัพธ์เป็นไปตามที่ต้องการหรือไม่ ถ้าไม่เป็นไป
ตามทตี่ ้องการ นกั เรียนมีวธิ กี ารแก้ปัญหาอยา่ งไร
- การเขียนรหัสลำลองมีประโยชน์อย่างไร (ช่วยในการวางแผนและได้ทราบแนวคิดในการ
เขยี นโปรแกรม)
- นักเรียนไดค้ วามรูอ้ ะไรจากการเขียนโปรแกรม Scratch (การแกป้ ัญหาอยา่ งเป็นขั้นตอน)
5. ข้นั ประเมิน (evaluation)
1. ครูใหน้ กั เรียนแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวขอ้ ที่เรยี นมาและการปฏบิ ัติกิจกรรม มีจุดใดบ้าง
ที่ยังไมเ่ ข้าใจหรอื ยังมขี ้อสงสยั ถา้ มี ครชู ่วยอธิบายเพมิ่ เตมิ ใหน้ ักเรียนเข้าใจ
2. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการ
แก้ไขอยา่ งไรบ้าง
3. ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคดิ เห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม
และการนำความร้ทู ี่ไดไ้ ปใช้ประโยชน์
7. กระบวนการวัดและประเมินผล
การประเมินการเรียนร้ขู องนักเรยี นทำได้ ดังนี้
1. ประเมินความรเู้ ดิมจากการอภปิ รายในช้นั เรียน
2. ประเมินการเรียนรู้จากคำตอบของนักเรียนระหว่างการจัดการเรียนรู้และจากแบบบันทึก
กิจกรรม
3. ประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 จากการทำกิจกรรม
ของนักเรียน
การประเมนิ จากการทำกิจกรรม
ระดับคะแนน
3 คะแนน หมายถึง ดี 2 คะแนน หมายถงึ พอใช้ 1 คะแนน หมายถึง ควรปรับปรงุ
รหัส สง่ิ ที่ประเมนิ ระดับคะแนน
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
S1 การสังเกต
S8 การลงความเหน็ จากข้อมลู
S13 การตคี วามหมายข้อมูลและลงข้อสรปุ
ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21
C4 การส่ือสาร
C5 ความรว่ มมือ
8. สื่อและแหลง่ การเรยี นรู้
- หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
สสวท.
- แบบฝึกทักษะรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
สสวท.
- เพลงกำมือขึ้นแล้วหมนุ ๆ http://oho.ipst.ac.th/itm/5491
- เอกสารการจดั การเรียนรูส้ ะเตม็ ศึกษาด้วยโปรแกรม Scratch สสวท.
http://cho.ipst.ac.th/im/5691
9. ความเหน็ ของหัวหน้าสถานศกึ ษา/ผทู้ ไ่ี ด้รบั มอบหมาย
ได้ทำการตรวจแผนการจัดการเรยี นรู้ของ.......................................................... แลว้ มีความเหน็ ดังนี้
1. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่
ดีมาก
ดี
พอใช้
ควรปรับปรงุ
2. การจัดกจิ กรรมไดน้ ำเอากระบวนการเรียนรู้
เนน้ ผเู้ รียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม
ยงั ไมเ่ นน้ ผเู้ รยี นเป็นสำคัญ ควรปรับปรงุ พัฒนาตอ่ ไป
3. เปน็ แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่
นำไปใช้ได้จรงิ
ควรปรับปรงุ ก่อนนำไปใช้
4. ขอ้ เสนอแนะอ่ืนๆ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชื่อ..................................................
(.................................................)
วันที่........เดือน...............พ.ศ. ...........
10. บันทกึ ผลหลงั การสอน
ดา้ นความรู้
ดา้ นสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
ดา้ นคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
ด้านความสามารถทางวิทยาศาสตร์
ด้านอืน่ ๆ (พฤตกิ รรมเด่น หรือพฤติกรรมที่มีปญั หาของนกั เรยี นเป็นรายบคุ คล (ถา้ ม)ี )
ปัญหา/อปุ สรรค
แนวทางการแกไ้ ข
ลงชอื่ ..................................................ครผู ู้สอน
(.................................................)
ตำแหนง่ ............................................
ข้อเสนอแนะ
1. เพลงนำเข้าสู่บทเรียนอาจเลือกเพลงอื่น แต่ไม่ควรมีเนื้อยาวเกินไป เพราะต้องเขียนเนื้อเพลงบน
กระดานเพอ่ื ใหน้ กั เรียนพิจารณา และควรเป็นเพลงท่มี ที ่อนซำ้
2. ใบกจิ กรรมท่ี 4.1 อาจใหน้ ักเรียนเปลยี่ นข้อความในบล็อกคำส่งั Say เป็นข้อความอื่น
3. ใบกิจกรรมที่ 4.2 และ 4.3 ครูควรแนะนำนักเรียนให้วางแผนและออกแบบโปรแกรมก่อนลงมือ
เขียนโปรแกรม เพื่อลดขอ้ ผิดพลาด หากผลลัพธ์โปรแกรมไม่เป็นไปตามต้องการ ใหน้ กั เรยี นใช้แนวทางแก้ไขท่ี
ปฏิบตั มิ ากอ่ นหนา้ น้ี โดยลำดับในการแก้ปญั หาทำได้ดงั นี้
1) ตรวจสอบความถูกตอ้ งของคำส่งั ท่ีใช้
2) ทดสอบการทำงานทีล่ ะบลอ็ กคำส่ัง
3) หากพบข้อผิดพลาดให้ขอคำแนะนำจากเพื่อนที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ หรือเพื่อนคนอื่นที่ทำเสร็ จ
แล้ว
4) ยกมือถามคณุ ครู
แนวคำตอบแบบฝกึ หดั ท้ายบท
ขอ้ 1.
- สรา้ งบันได 5 ขน้ั ต้องเพิม่ คำสง่ั repeat เพ่อื ทำซำ้ จำนวน 5 รอบ
- ตอ้ งการรับข้อมูลจำนวนขั้นบนั ไดโดยถามจากผูใ้ ช้ ต้องเพิ่มคำส่งั ask and wait ดังน้ี
- รปู ผลลพั ธโ์ ปรแกรมของกอ้ ย คือ
สามารถแกโ้ ปรแกรมใหม่ใหไ้ ด้ผลลพั ธ์ตามกอ้ ยตอ้ งการดังน้ี
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 13
กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์ รายวชิ าพน้ื ฐานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ)
ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 5 ปีการศึกษา ..........
เรื่อง ดาวกระจายที่ค่ายลกู เสอื ตอน กางเต็นทพ์ กั แรม เวลา 1 ช่ัวโมง
ครผู ู้สอน.........................................
1. มาตรฐานการเรยี นรู/้ ตวั ชวี้ ดั
สาระที่ 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นขั้นตอน
และเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน
และการแก้ปญั หาได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ รเู้ ท่าทันและมจี รยิ ธรรม
ตวั ช้วี ัด ป.5/2 ออกแบบและเขียนโปรแกรมทมี่ ีการใช้เหตผุ ลเชงิ ตรรกะอย่างง่ายตรวจหา
ขอ้ ผดิ พลาดและแกไ้ ข
2. จุดประสงค์การเรยี นรู้ (ความรู้, ทกั ษะ, เจตคต)ิ
1. นกั เรียนมีความรู้ความเข้าใจเกยี่ วกับการตรวจหา และแก้ไขข้อผิดพลาดของโปรแกรม
2. นักเรยี นสามารถประมวลผลขอ้ มูล และนำเสนอข้อมลู ตามวตั ถุประสงคไ์ ด้
3. นักเรียนมีเจตคตทิ ดี่ ตี อ่ วชิ าวิทยาศาสตร์และสามารถใช้นำไปใช้ในชีวติ ประจำวนั ได้
3. สาระสำคัญ
เราสามารถวางแผนเขียนโปรแกรมโดยเขียนรหัสลำลองเพื่อแสดงขั้นตอนการทำงาน บล็อกคำส่ัง
repeat ในโปรแกรม Scratch ใช้ในการทำงานแบบวนซ้ำ บล็อกคำสั่ง forever ใช้ครอบชุดคำสั่งที่ต้องการ
ทำซำ้ ไปเรอ่ื ย ๆ ไม่สนิ้ สุด
4. สาระการเรยี นรู้
1. การออกแบบโปรแกรมโดยใช้รหัสลำลอง
2. การเขียนโปรแกรมท่ีมีการทำงานแบบวนซำ้
3. การตรวจสอบและแกไ้ ขข้อผดิ พลาดของโปรแกรม
5. คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
1. ใฝเ่ รยี นรู้
2. อยูอ่ ยา่ งพอเพยี ง
3. มุง่ มัน่ ในการทำงาน
5. ช้ินงานหรือภาระงาน
ใบกจิ กรรมที่ 4.3 กางเตน็ ทพ์ ักแรม
6. กจิ กรรมการเรียนรู้
แนวคิด/รูปแบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนิค : สืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)
โดยเนน้ ผ้เู รยี นเป็นสำคัญ ดำเนินการเรียนการสอนดังตอ่ ไปน้ี
1. ขน้ั สรา้ งความสนใจ (engagement)
1. ครูนำเข้าสู่บทเรียนโดยให้นักเรียนร่วมกันร้องเพลงที่นักเรียนสนใจเพลงสำหรับเด็ก หรือ
เพลงเชยี ร์กฬี าพร้อมทำท่าทางประกอบ โดยอาจใช้คลปิ วิดโี อเพื่อใหน้ ักเรียนเหน็ ตัวอย่างการแสดงท่าทาง เช่น
เพลงกำมือขึ้นแลว้ หมนุ ๆ
2. ครูเขียนเน้อื เพลงบนกระดานและใหน้ กั เรียนช่วยกันพจิ ารณาดังตวั อย่าง
(1) กำมอื ข้นึ แล้วหมนุ ๆ ชูมอื ขน้ึ โบกไปมา
(2) กำมอื ขน้ึ แลว้ หมุน ๆ ชูมอื ขน้ึ โบกไปมา
(3) กางแขนขึน้ และลง พับแขนมอื แตะไหล่
(4) กางแขนขนึ้ และลง ชขู ้ึนตรงหมนุ ไปรอบตวั
ครูถามนกั เรียนวา่ จากเน้ือเพลงทีค่ รูเขียนมีบรรทัดใดท่ีซำ้ กันท้ังหมด (บรรทดั ท่ี 1 และ 2) และ
ในเพลงน้ีตอ้ งร้องท่อนที่มีคำว่า “กำมือข้ึนแล้วหมนุ ๆ ชูมอื ข้ึนโบกไปมา” ก่คี ร้ัง (2 คร้ัง)
3. ครูลบข้อความในบรรทัดที่ (1) และตัวเลขกำกับหน้าบรรทัดที่ (3) – (4) ออกและเขียน
ขอ้ ความทา้ ยบรรทดั ที่ (2) ดงั น้ี
- กำมอื ขนึ้ แล้วหมุน ๆ ชูมอื ขน้ึ โบกไปมา (รอ้ งซำ้ 2 ครั้ง)
- กางแขนขึ้นและลง พบั แขนมอื แตะไหล่
- กางแขนขน้ึ และลง ชขู ึน้ ตรงหมนุ ไปรอบตัว
ครูใหน้ ักเรียนรอ้ งเพลงตามเงื่อนไขที่กำหนดบนกระดานและตรวจสอบว่านักเรียนรอ้ งครบตาม
จำนวนที่กำหนดหรือไม่ จากนั้นครูนำอภิปรายว่าในโปรแกรม Scratch ก็สามารถเขียนโปรแกรมเพื่อสั่งงาน
แบบวนซำ้ หรอื ทำซ้ำไดเ้ ชน่ เดียวกัน
4. ครูทบทวนคำส่ังพ้ืนฐานของโปรแกรม Scratch และการเขยี นรหสั ลำลองซงึ่ นอกจากจะเป็น
การแสดงขน้ั ตอนการแกป้ ญั หาแล้ว ยังใช้ออกแบบการทำงานของโปรแกรมได้อกี ด้วย
2. ขั้นสำรวจและคน้ หา (exploration)
1. ครูนำอภิปรายเกี่ยวกับกิจกรรมในค่ายลูกเสือและนำนักเรียนศึกษาเนื้อหาในหนังสียเรียน
บทที่ 4 เรื่อง ดาวกระจายที่ค่ายลูกเสือ หน้า 74-80 โดยให้นักเรียนลงมือปฏิบัติไปพร้อมกับการศึกษาเนื้อหา
จากนั้นครูเพิ่มตัวอย่างการใช้บล็อกคำสั่ง ask and wait บล็อกคำสั่ง Join เพื่อให้นักเรียนเข้าใจวิธีการ
ประยกุ ตใ์ ช้งาน (เช่น การนำบลอ็ ก answer มาวางในตำแหน่งแรกของบล็อก Join และแสดงขอ้ ความต่อท้าย
หรือการนำไปใชก้ ับขอ้ ความอ่ืน ๆ)
2. ครูทบทวนการใช้บล็อกคำสั่งในการลากเส้นเช่น pen up, pen down, clear และบล็อก
คำสั่งทใ่ี ช้ในการเคลอ่ื นท่ีเชน่ go to, move
3. ครูนำนักเรียนศึกษาเนื้อหาในหนังสือเรียนหน้า 81-103 โดยให้นักเรียนทดลองปฏิบัติแล้ว
ตอบคำถามในประเด็นต่าง ๆ จากน้นั อภปิ รายความรรู้ ่วมกนั
3. ขน้ั อธิบายและลงขอ้ สรปุ (explanation)
1. ครูชแ้ี จงและให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทำใบกิจกรรมท่ี 4.3 กางเตน็ ท์พักแรม เมื่อนักเรียนเขียน
โปรแกรมเสร็จแล้วให้ออกมานำเสนอแนวคดิ และเปดิ โอกาสให้นกั เรียนคนอื่นที่มีวธิ ีการแก้ปัญหาทตี่ า่ งกัน แต่
ได้คำตอบเชน่ เดียวกนั ออกมานำเสนอดว้ ย
4. ขน้ั ขยายความรู้ (elaboration)
1. ครูและนกั เรียนสรปุ ความรทู้ ไ่ี ด้รับจากการทำกจิ กรรมในประเดน็ ต่อไปน้ี
- บล็อกคำสั่ง ask and wait, answer, say, move, go to, repeat, forever ใช้สำหรับ
ทำอะไร
- การสั่งให้โปรแกรมทำงานแต่ละครั้งผลลัพธ์เป็นไปตามที่ต้องการหรือไม่ ถ้าไม่เป็นไป
ตามทีต่ ้องการ นักเรยี นมีวธิ กี ารแก้ปญั หาอย่างไร
- การเขียนรหัสลำลองมีประโยชน์อย่างไร (ช่วยในการวางแผนและได้ทราบแนวคิดในการ
เขียนโปรแกรม)
- นกั เรยี นได้ความรอู้ ะไรจากการเขยี นโปรแกรม Scratch (การแก้ปญั หาอย่างเป็นขั้นตอน)
5. ข้ันประเมนิ (evaluation)
1. ครูใหน้ กั เรียนแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรยี นมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้าง
ทีย่ งั ไมเ่ ขา้ ใจหรอื ยงั มีขอ้ สงสยั ถา้ มี ครชู ่วยอธิบายเพ่มิ เตมิ ใหน้ ักเรยี นเข้าใจ
2. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการ
แกไ้ ขอยา่ งไรบ้าง
3. ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคดิ เห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม
และการนำความรู้ท่ไี ดไ้ ปใชป้ ระโยชน์
7. กระบวนการวดั และประเมินผล
การประเมนิ การเรียนรูข้ องนกั เรยี นทำได้ ดงั นี้
1. ประเมินความรูเ้ ดิมจากการอภปิ รายในชั้นเรียน
2. ประเมินการเรียนรู้จากคำตอบของนักเรียนระหว่างการจัดการเรียนรู้และจากแบบบันทึก
กจิ กรรม
3. ประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 จากการทำกิจกรรม
ของนักเรียน
การประเมนิ จากการทำกิจกรรม
ระดับคะแนน
3 คะแนน หมายถงึ ดี 2 คะแนน หมายถงึ พอใช้ 1 คะแนน หมายถึง ควรปรบั ปรงุ
รหสั สิง่ ทปี่ ระเมนิ ระดบั คะแนน
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
S1 การสังเกต
S8 การลงความเหน็ จากข้อมลู
S13 การตคี วามหมายข้อมูลและลงข้อสรุป
ทกั ษะแหง่ ศตวรรษท่ี 21
C4 การส่อื สาร
C5 ความรว่ มมอื
8. สอื่ และแหลง่ การเรียนรู้
- หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
สสวท.
- แบบฝึกทักษะรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
สสวท.
- เพลงกำมอื ข้นึ แลว้ หมนุ ๆ http://oho.ipst.ac.th/itm/5491
- เอกสารการจัดการเรยี นรสู้ ะเตม็ ศึกษาดว้ ยโปรแกรม Scratch สสวท.
http://cho.ipst.ac.th/im/5691
9. ความเหน็ ของหัวหน้าสถานศกึ ษา/ผทู้ ไ่ี ด้รบั มอบหมาย
ได้ทำการตรวจแผนการจัดการเรยี นรู้ของ.......................................................... แลว้ มีความเหน็ ดังนี้
1. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่
ดีมาก
ดี
พอใช้
ควรปรับปรงุ
2. การจัดกจิ กรรมไดน้ ำเอากระบวนการเรียนรู้
เนน้ ผเู้ รียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม
ยงั ไมเ่ นน้ ผเู้ รยี นเป็นสำคัญ ควรปรับปรงุ พัฒนาตอ่ ไป
3. เปน็ แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่
นำไปใช้ได้จรงิ
ควรปรับปรงุ ก่อนนำไปใช้
4. ขอ้ เสนอแนะอ่ืนๆ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชื่อ..................................................
(.................................................)
วันที่........เดือน...............พ.ศ. ...........
10. บันทกึ ผลหลงั การสอน
ดา้ นความรู้
ดา้ นสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
ดา้ นคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
ด้านความสามารถทางวิทยาศาสตร์
ด้านอืน่ ๆ (พฤตกิ รรมเด่น หรือพฤติกรรมที่มีปญั หาของนกั เรยี นเป็นรายบคุ คล (ถา้ ม)ี )
ปัญหา/อปุ สรรค
แนวทางการแกไ้ ข
ลงชอื่ ..................................................ครผู ู้สอน
(.................................................)
ตำแหนง่ ............................................
ข้อเสนอแนะ
1. เพลงนำเข้าสู่บทเรียนอาจเลือกเพลงอื่น แต่ไม่ควรมีเนื้อยาวเกินไป เพราะต้องเขียนเนื้อเพลงบน
กระดานเพอ่ื ใหน้ กั เรียนพิจารณา และควรเปน็ เพลงท่มี ที ่อนซ้ำ
2. ใบกจิ กรรมท่ี 4.1 อาจใหน้ ักเรียนเปลยี่ นข้อความในบล็อกคำสง่ั Say เป็นข้อความอื่น
3. ใบกิจกรรมที่ 4.2 และ 4.3 ครูควรแนะนำนักเรียนให้วางแผนและออกแบบโปรแกรมก่อนลงมือ
เขียนโปรแกรม เพื่อลดขอ้ ผิดพลาด หากผลลพั ธโ์ ปรแกรมไม่เป็นไปตามต้องการ ใหน้ กั เรยี นใช้แนวทางแก้ไขท่ี
ปฏิบตั มิ ากอ่ นหนา้ น้ี โดยลำดับในการแก้ปญั หาทำได้ดงั นี้
1) ตรวจสอบความถูกตอ้ งของคำส่งั ท่ีใช้
2) ทดสอบการทำงานทล่ี ะบล็อกคำสั่ง
3) หากพบข้อผิดพลาดให้ขอคำแนะนำจากเพื่อนที่นั่งอยู่ใกล้ ๆ หรือเพื่อนคนอื่นที่ทำเสร็ จ
แล้ว
4) ยกมือถามคณุ ครู
แนวคำตอบแบบฝกึ หดั ท้ายบท
ขอ้ 1.
- สรา้ งบันได 5 ขน้ั ต้องเพม่ิ คำสง่ั repeat เพ่อื ทำซำ้ จำนวน 5 รอบ
- ตอ้ งการรับข้อมูลจำนวนขั้นบนั ไดโดยถามจากผูใ้ ช้ ต้องเพิ่มคำส่งั ask and wait ดังน้ี
- รปู ผลลพั ธโ์ ปรแกรมของกอ้ ย คือ
สามารถแกโ้ ปรแกรมใหม่ใหไ้ ด้ผลลพั ธ์ตามกอ้ ยตอ้ งการดังน้ี
กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 14
ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 5
เรอื่ ง ไลฟส์ าระ รายวิชาพน้ื ฐานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี (วทิ ยาการคำนวณ)
ครผู ู้สอน......................................... ปีการศึกษา ..........
เวลา 1 ชั่วโมง
1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวช้วี ดั
สาระท่ี 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นขั้นตอน
และเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน
และการแกป้ ัญหาได้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ รู้เท่าทนั และมีจรยิ ธรรม
ตัวชี้วัด ป.5/3 ใช้อินเทอร์เน็ตค้นหาข้อมูลติดต่อสื่อสารและทำงานร่วมกัน ประเมินความน่าเชื่อถือ
ของขอ้ มูล
ป.5/5 ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภยั มมี ารยาทเข้าใจสิทธิและหน้าที่ของตนเคารพ
ในสทิ ธขิ องผอู้ ืน่ แจง้ ผูเ้ ก่ียวข้องเมอ่ื พบข้อมลู หรือบุคคลท่ีไม่เหมาะสม
2. จุดประสงค์การเรียนรู้ (ความร,ู้ ทกั ษะ, เจตคต)ิ
1. นักเรียนมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจเก่ียวกบั การใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศอยา่ งปลอดภยั และมีมารยาท
2. นกั เรยี นสามารถแยกแยะข้อเท็จจรงิ กบั ขอ้ คดิ เหน็ ได้
3. นกั เรยี นมีเจตคตทิ ่ดี ตี อ่ วชิ าวิทยาศาสตร์และสามารถใช้นำไปใช้ในชวี ิตประจำวนั ได้
3. สาระสำคญั
การถ่ายทอดสดมีประโยชนช์ ว่ ยเผยแพรค่ วามรู้หรือสิ่งที่ตอ้ งการนำเสนอให้ผู้ท่ีสนใจ สามารถโต้ตอบ
กับผู้ชมได้ สถานการณ์ที่ไม่ควรถา่ ยทอดสด เช่น เมื่ออยู่ตามลำพงั การแสดงพฤติกรรมท่ีไม่เหมาะสมหรอื การ
กระทำที่สร้างความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น ผู้ที่ถ่ายทอดสดควรปกป้องข้อมูลส่วนตัวระมัดระวังความ
ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การถ่ายทอดสดอาจมีคนที่เราไม่รู้จักเข้ามาดู และมารบกวนสร้างความ
เดือดร้อนให้เราได้ การแสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมต้องแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ และใช้คำสุภาพ
ข้อเท็จจริงเป็นข้อความหรือเหตุการณ์ที่สามารถตรวจสอบได้ว่าจริงหรือไม่ส่วนข้อคิดเห็นเป็นความ
เชือ่ ของแต่ละบุคคลอาจจะไมส่ ามารถตรวจสอบได้ เพราะแต่ละคนมคี วามเช่อื แตกต่างกัน
4. สาระการเรยี นรู้
1. การถ่ายทอดสด (LIVE)
2. การแสดงความคิดเห็นบนสือ่ สงั คมออนไลน์
3. การแยกแยะข้อเท็จจริงกับขอ้ คดิ เห็น
5. คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์
1. ใฝเ่ รียนรู้
2. อยอู่ ย่างพอเพยี ง
3. ม่งุ มั่นในการทำงาน
5. ชิ้นงานหรือภาระงาน
ใบกิจกรรมที่ 5.1 ไลฟห์ รือไม่ไลฟ์
6. กจิ กรรมการเรียนรู้
แนวคิด/รูปแบบการสอน/วิธีการสอน/เทคนิค : สืบเสาะหาความรู้ (5Es Instructional Model)
โดยเน้นผูเ้ รยี นเปน็ สำคญั ดำเนินการเรยี นการสอนดงั ต่อไปน้ี
1. ข้นั สรา้ งความสนใจ (engagement)
1. ครูนำเข้าสู่บทเรียนโดยถามคำถาม จากสำรวจความรู้ก่อนเรียนว่านักเรียนเคยพูดคุยแสดง
ความคดิ เหน็ ผา่ นสื่อสังคมออนไลน์หรือไม่ หรอื เคยดกู ารถ่ายสดผา่ นส่ือสังคมหรือไม่ ถ้าเคยดเู ปน็ เรื่องเก่ียวกับ
อะไร จากนั้นให้ความรู้เกี่ยวกับการถ่ายสดว่าเป็นการถ่ายทอดภาพบรรยากาศที่เกิดขึ้นในขณะนั้นผ่านส่ือ
สังคมตา่ ง ๆ เชน่ YouTube, Facebook, Instagram
2. ครูเปิดวิดีโอถ่ายทอดสดงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ให้นักเรียนดู (ให้ดูนาทีที่ 5.27-6)
และให้นักเรียนสังเกตด้านข้างของวิดีโอซึ่งผู้ชมสามารถแสดงความคิดเห็นได้ขณะที่ถ่ายทอดสดจากนั้น
อภิปรายรว่ มกันประเดน็ ในการอภิปราย เช่น
- วิดโี อนี้เปน็ การถ่ายทอดสดเกีย่ วกับอะไร (งานสง่ ทา้ ยปีเกา่ ต้อนรบั ปีใหม)่
- จุดประสงคใ์ นการถา่ ยทอดสดน้คี อื อะไร (เพ่ือถ่ายทอดบรรยากาศของงานใหร้ บั ชมได้ทาง
ส่อื ออนไลน์)
- ผู้ถ่ายทอดสดได้รับประโยชน์อะไรบ้าง (ประชาสัมพันธ์ห้างสรรพสินค้าได้รับค่าโฆษณา
จากผสู้ นบั สนุน)
- ผู้ชมได้ประโยชน์อะไรบ้าง (รับชมบรรยากาศงานและการแสดงคอนเสิร์ตโดยไม่ต้อง
เดนิ ทางไปสถานท่นี ั้นสามารถแสดงความคดิ เห็นเกีย่ วกับวิดโี อได)้
2. ข้ันสำรวจและคน้ หา (exploration)
1. ครูนำนกั เรียนศึกษาเนื้อหาในหนงั สือเรียนบทท่ี 5 เรอื่ ง ไลฟส์ าระ และอภิปรายความรู้ที่ได้
ตวั อยา่ งประเด็นการอภปิ ราย เช่น
- นักเรียนคิดว่าเพื่อน ๆ ในห้องเรียนของโป้งและก้อยสนใจชมการถ่ายทอดสดชีวิตนักบนิ
อวกาศหรือไมเ่ พราะอะไร (สนใจเพราะมีการนง่ั ชมกนั พรอ้ มเพรยี งและต้งั คำถาม)
- เพราะเหตุใดเราจึงควรใช้คำสุภาพในการแสดงความคิดเห็น (เพื่อมารยาทที่ดีในการ
สือ่ สารกับบคุ คลอื่นใหเ้ กียรติผูอ้ น่ื ป้องกันการทะเลาะววิ าท)
- นักเรียนได้รบั ความรอู้ ะไรบา้ งในการถ่ายทอดสดเกย่ี วกบั ชีวติ ของนักบนิ อวกาศ (ได้ทราบ
วา่ สถานีอวกาศเป็นอย่างไรงานของนักบนิ อวกาศเป็นอย่างไรนักบนิ นอนอย่างไร)
- ขณะท่ีคุณย่าถ่ายทอดสดการทำคุกกี้นอกจากจะต้องระวังไม่ให้เห็นทรัพย์สินและข้อมูล
สว่ นตัวแล้วจะตอ้ งระวังไมใ่ ห้เห็นสิ่งใดอกี (ทางเขา้ ออกของบา้ นหอ้ งอน่ื ๆ ในบา้ นสมาชกิ คนอืน่ ๆ ในบ้านขณะ
กำลงั ทำกจิ กรรมท่ไี ม่สมควรเผยแพรเ่ ช่นกำลังไปอาบน้ำกำลงั แตง่ ตัว)
3. ขน้ั อธิบายและลงขอ้ สรุป (explanation)
1. ครูชี้แจงและให้นักเรียนทำใบกิจกรรมที่ 5.1 ไลฟ์หรือไม่ไลฟ์ หลังจากทำเสร็จสุ่มนักเรียน
นำเสนอคำตอบแล้วรว่ มกันอภปิ ราย ประเด็นในการอภิปราย เชน่
- สถานการณ์ท่ีไมเ่ หมาะสมในการถา่ ยทอดสดมขี ้อใดบ้าง เพราะเหตุใด
- ถ้าถ่ายทอดจะเกิดผลเสยี อยา่ งไร (เช่น ข้อ 4 ขณะถีบจักรยานเพื่อให้เพือ่ นเห็นว่าตนเอง
มจี ักรยานใหมไ่ ม่ควรถ่ายทอดสดเพราะอาจเกดิ อบุ ตั ิเหตุและเปน็ อนั ตรายได)้
- สถานการณท์ ีส่ ามารถถ่ายทอดสดไดม้ ีข้อใดบ้างเพราะเหตุใด (เช่น ข้อ 9 ขณะกำลังซ้อม
ดนตรสี ามารถถ่ายทอดสดได้ เพราะเปน็ กิจกรรมที่สร้างสรรค์ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และทำให้ผู้ชมได้รับ
ความบันเทิงโดยไม่ต้องเดนิ ทางมาสถานที่จริง แตค่ วรไดร้ บั อนุญาตจากผเู้ ก่ยี วขอ้ ง)
4. ขนั้ ขยายความรู้ (elaboration)
1. ครูนำนกั เรียนรว่ มกันสรุปความรทู้ ไ่ี ด้จากการจดั กจิ กรรมในประเดน็ ตอ่ ไปนี้
- นกั เรยี นคิดว่าการถา่ ยทอดสดมขี ้อดหี รือข้อเสียอยา่ งไร
- นักเรียนควรจะถ่ายทอดสดหรือไม่ (มีข้อดีในการประชาสัมพันธ์ข่าวสารหรือเผยแพร่
ความรตู้ า่ ง ๆ ไดส้ ะดวกและเปน็ วงกวา้ งผู้ท่รี ับชมสามารถรบั ชมได้ทุกที่โดยไมต่ ้องเดนิ ทางข้อเสียคืออาจจะเป็น
ช่องทางใหผ้ ้ไู ม่หวังดเี ข้ามาตดิ ต่อเราได้เดก็ ๆ ยังไม่ควรถา่ ยทอดสด)
5. ขนั้ ประเมิน (evaluation)
1. ครูใหน้ กั เรยี นแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวขอ้ ที่เรียนมาและการปฏบิ ัติกิจกรรม มีจุดใดบ้าง
ที่ยงั ไม่เขา้ ใจหรือยงั มขี ้อสงสัย ถ้ามี ครชู ว่ ยอธบิ ายเพิม่ เตมิ ใหน้ กั เรียนเข้าใจ
2. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการ
แก้ไขอยา่ งไรบ้าง
3. ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคดิ เห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม
และการนำความรู้ทไ่ี ด้ไปใช้ประโยชน์
7. กระบวนการวดั และประเมนิ ผล
การประเมนิ การเรยี นร้ขู องนักเรยี นทำได้ ดงั นี้
1. ประเมินความรู้เดิมจากการอภปิ รายในชัน้ เรยี น
2. ประเมินการเรียนรู้จากคำตอบของนักเรียนระหว่างการจัดการเรียนรู้และจากแบบบันทึก
กิจกรรม
3. ประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 จากการทำกิจกรรม
ของนักเรยี น
การประเมินจากการทำกจิ กรรม
ระดับคะแนน
3 คะแนน หมายถงึ ดี 2 คะแนน หมายถงึ พอใช้ 1 คะแนน หมายถึง ควรปรบั ปรุง
รหสั ส่งิ ทปี่ ระเมนิ ระดบั คะแนน
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
S1 การสังเกต
S8 การลงความเห็นจากขอ้ มูล
S13 การตคี วามหมายขอ้ มูลและลงข้อสรปุ
ทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21
C4 การสอ่ื สาร
C5 ความร่วมมือ
8. สอ่ื และแหล่งการเรียนรู้
- หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
สสวท.
- แบบฝึกทักษะรายวิชาพื้นฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
สสวท.
- วิดีโอถ่ายทอดสดงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปใี หม่ http://oho.ipst.ac.th/im/5591
- ข่าวเกีย่ วกบั ผลกระทบจากการถา่ ยทอดสด http://oho.ipst.ac.th/im/5592
9. ความเหน็ ของหัวหน้าสถานศกึ ษา/ผทู้ ไ่ี ด้รบั มอบหมาย
ได้ทำการตรวจแผนการจัดการเรยี นรู้ของ.......................................................... แลว้ มีความเหน็ ดังนี้
1. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่
ดีมาก
ดี
พอใช้
ควรปรับปรงุ
2. การจัดกจิ กรรมไดน้ ำเอากระบวนการเรียนรู้
เนน้ ผเู้ รียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม
ยงั ไมเ่ นน้ ผเู้ รยี นเป็นสำคัญ ควรปรับปรงุ พัฒนาตอ่ ไป
3. เปน็ แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่
นำไปใช้ได้จรงิ
ควรปรับปรงุ ก่อนนำไปใช้
4. ขอ้ เสนอแนะอ่ืนๆ
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
ลงชื่อ..................................................
(.................................................)
วันที่........เดือน...............พ.ศ. ...........
10. บันทกึ ผลหลงั การสอน
ดา้ นความรู้
ดา้ นสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน
ดา้ นคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
ด้านความสามารถทางวิทยาศาสตร์
ด้านอืน่ ๆ (พฤตกิ รรมเด่น หรือพฤติกรรมที่มีปญั หาของนกั เรยี นเป็นรายบคุ คล (ถา้ ม)ี )
ปัญหา/อปุ สรรค
แนวทางการแกไ้ ข
ลงชอื่ ..................................................ครผู ู้สอน
(.................................................)
ตำแหนง่ ............................................
ข้อเสนอแนะ
1. ครูสามารถให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับอันตรายและผลกระทบที่เกิดจากการถ่ายทอดสดโดย
ยกตัวอย่าง ข่าวหรือเหตุการณ์ในปัจจุบันที่แสดงถึงผลกระทบจากการถ่ายทอดสดผ่านสื่อสังคมทั้งผลกระทบ
ในด้านบวกและด้านลบ เช่น กรณีของนักเรียนที่ถ่ายทอดสดการทะเลาะวิวาทและทำร้ายร่างกายกันสร้าง
ผลกระทบให้กับทุกฝ่ายรวมถึงผู้ที่ถ่ายทอดสดด้วย นอกจากนี้การทำร้ายร่างกายกันยังเป็นพฤติกรรมที่ไม่
เหมาะสมสรา้ งความรนุ แรงและผดิ กฎหมายอกี ดว้ ย
แนวคำตอบแบบฝกึ หดั ทา้ ยบท
ข้อ 1. การถ่ายทอดสดเพื่อให้ความรู้ความบันเทิงหรือประชาสัมพันธ์งานที่เป็นประโยชน์ เช่น
ถ่ายทอดสดการติวหนังสือก่อนสอบ ถ่ายทอดสดการแสดงเชียร์ลีดเดอร์ ถ่ายทอดสตการวิ่งการกุศลระดมทุน
ช่วยโรงพยาบาล
ข้อ 2. - “น้ำนมมแี คลเซียมช่วยให้ร่างกายแข็งแรง” เป็น ขอ้ เท็จจริง
- “การดม่ื นมชว่ ยให้นอนหลับฝันดี” เป็น “ขอ้ คิดเห็น”
- “แสงแดดในยามเชา้ มีประโยชน์ต่อร่างกาย” เป็น ข้อเทจ็ จริง
- “การรบั แสงแดดมาก ๆ จะทำให้ร่างกายแขง็ แรง” เป็น ข้อคดิ เหน็
- “แสงแดดมีประโยขน์”” เปน็ ขอ้ เทจ็ จริง
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี 15
กลุม่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ รายวิชาพ้ืนฐานวทิ ยาศาสตรเ์ ทคโนโลยี (วทิ ยาการคำนวณ)
ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ปีการศกึ ษา ..........
เรือ่ ง ไลฟส์ าระ ตอน โฆษณาชวนเชอื่ เวลา 1 ช่ัวโมง
ครูผู้สอน.........................................
1. มาตรฐานการเรียนรู/้ ตวั ชวี้ ัด
สาระที่ 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคำนวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอย่างเป็นขั้นตอน
และเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทำงาน
และการแกป้ ญั หาไดอ้ ย่างมปี ระสิทธิภาพ ร้เู ทา่ ทันและมีจริยธรรม
ตัวชี้วัด ป.5/3 ใช้อินเทอร์เน็ตค้นหาข้อมูลติดต่อสื่อสารและทำงานร่วมกัน ประเมินความน่าเชื่อถือ
ของข้อมูล
ป.5/5 ใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศอย่างปลอดภัย มมี ารยาทเข้าใจสิทธิและหน้าท่ีของตนเคารพ
ในสิทธขิ องผูอ้ นื่ แจง้ ผ้เู ก่ยี วขอ้ งเมอื่ พบขอ้ มลู หรือบุคคลที่ไม่เหมาะสม
2. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ (ความร,ู้ ทกั ษะ, เจตคต)ิ
1. นกั เรียนมคี วามรคู้ วามเข้าใจเก่ียวกับการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศอยา่ งปลอดภัยและมีมารยาท
2. นกั เรยี นสามารถแยกแยะขอ้ เทจ็ จริงกับขอ้ คิดเห็นได้
3. นกั เรียนมีเจตคตทิ ดี่ ตี ่อวิชาวทิ ยาศาสตร์และสามารถใช้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
3. สาระสำคัญ
การถ่ายทอดสดมีประโยชน์ชว่ ยเผยแพรค่ วามรู้หรือสิ่งที่ต้องการนำเสนอให้ผู้ที่สนใจ สามารถโต้ตอบ
กับผู้ชมได้ สถานการณ์ทีไ่ ม่ควรถา่ ยทอดสด เช่น เมื่ออยู่ตามลำพัง การแสดงพฤติกรรมท่ีไมเ่ หมาะสมหรอื การ
กระทำที่สร้างความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น ผู้ที่ถ่ายทอดสดควรปกป้องข้อมูลส่วนตัวระมัดระวังความ
ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน การถ่ายทอดสดอาจมีคนที่เราไม่รู้จักเข้ามาดู และมารบกวนสร้างความ
เดือดร้อนให้เราได้ การแสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมต้องแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ และใช้คำสุภาพ
ข้อเท็จจริงเป็นข้อความหรือเหตุการณ์ที่สามารถตรวจสอบได้ว่าจริงหรือไม่ส่วนข้อคิดเห็นเป็นความ
เชื่อของแตล่ ะบคุ คลอาจจะไม่สามารถตรวจสอบได้ เพราะแตล่ ะคนมีความเชื่อแตกตา่ งกนั