The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานฝึกอบรมหลักสูตรเจ้าพนักงานพัสดุ รุ่นที่ 79

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by machine848243, 2024-06-20 10:10:50

รายงานฝึกอบรมหลักสูตรเจ้าพนักงานพัสดุ รุ่นที่ 79

รายงานฝึกอบรมหลักสูตรเจ้าพนักงานพัสดุ รุ่นที่ 79

๔๔


๔๕


๔๖


๔๗


๔๘


๔๙


๕๐


๕๑


๕๒ สรุปรายวิชานโยบายการคลังและการพัฒนารายได้ของ อปท. โอกาส ปัญหาและอุปสรรค โดย : อาจารย์ ผจญ มหันตปัญญ์ (นวผ.ชก.สน.คท.) ๑.นโยบายการคลัง ระบบภาษี และงบประมาณ การคลังสาธารณะ บทบาทของรัฐ ในระบบเศรษฐกิจ - ผลิตสินค้าและบริการที่เอกชนไม่อยากทำหรือทำไม่ได้แต่ต้องมีในระบบเศรษฐกิจ - จัดสรรทรัพยากรระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้เกิดการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม ทำ ให้เกิดการเจริญเติมโตทางเศรษฐกิจและการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สำหรับ รัฐบาล หรือ อปท. งบประมาณ )Budgeting( ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำงาน ถ้าปราศจากงบประมาณ หรืองบประมาณน้อย เกินไป นโยบายที่ประกาศออกไปหรือสัญญาไว้กับประชาชนก็ไม่สามารถทำได้ หรืออาจล่าช้าไม่ตอบสนองต่อ ความต้องการของประชาชน ดังนั้น การจัดการงบประมาณ กระบวนการงบประมาณ สถาบันที่เกี่ยวข้องกับ งบประมาณ ระเบียบทางการคลังที่เกี่ยวข้อง การศึกษารายรับและรายจ่ายของรัฐบาล งบประมาณแผ่นดิน งบประมาณรายรับ การประมาณการรายรับของรัฐบาลว่าจะมีจำนวนทั้งหมดเท่าใด ในระยะเวลา ๑ ปี งบประมาณรายรับประกอบด้วย รายได้)ภาษี( เงินกู้ เงินคงคลัง งบประมาณรายจ่าย จำแนกรายจ่ายตามลักษณะเศรษฐกิจ - รายจ่ายเพื่อการลงทุน - รายจ่ายประจำ - รายจ่ายในการชำระหนี้เงินกู้ งบประมาณแผ่นดิน งบประมาณเกี่ยวกับรายรับและรายจ่ายของรัฐบาลในระยะเวลา ๑ ปีเช่น ปีงบประมาณ ๒๕๖๔ = ๑ ต.ค.๖๓ – ๓๐ ก.ย.๖๔ เครื่องมือการคลัง )เน้น นโยบายการคลังด้านรายได้ทางภาษีมากสุด( - มาตรการด้านภาษีอากร - มาตรการด้านงบประมาณ - มาตรการด้านรายจ่าย - นโยบายหนี้สาธารณะ ระบบบริหารการคลังของ ประเทศไทย ๑. การกำหนดนโยบายการคลัง ๒. การบริหารจัดเก็บรายได้


๕๓ ๓. การบริหารงบประมาณรายจ่าย ๔. การบริหารการเบิกจ่ายเงิน ๕. การบริหารการตรวจสอบการใช้จ่ายเงิน นโยบายการคลังของ อปท. - ทิศทางการพัฒนา อปท. - นโยบายของผู้บริหารท้องถิ่น - การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น/โครงการพัฒนา - การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี - การจัดเก็บรายได้ของ อปท. - การพัสดุด/จัดซื้อจัดจ้าง - การว่างฎีกาเบิกจ่ายเงินงบประมาณ - วินัยการเงินการคลัง/ความมั่นคงทางการคลัง กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับรายได้ของ อปท. ๑. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ม. ๒๕๐ อปท. มีหน้าที่และอำนาจดูแล จัดทำบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะเพื่อประโยชน์ของ ประชาชนในท้องถิ่นตามหลักการพัฒนาอย่างยังยืน รัฐต้องดำเนินการให้ อปท. มีรายได้ของตนเองโดยจัดระบบ ภาษีหรือการจัดสรรภาษีที่เหมาะสม รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาการหารายได้ของ อปท. ๒. พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.๒๕๖๑ ม. ๖๔ อปท. ต้องจัดเก็บรายได้ให้เพียงพอในการจัดทำบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะในกรณีที่ อปท. ยังไม่สามารถจัดเก็บรายได้เพียงพอ ให้รัฐจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุน อปท. เท่าที่จำเป็น ๓. พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. พ.ศ.๒๕๔๒ ม.๓๐ ให้จัดทำแผนการกระจายอำนาจ ฯ โดยกำหนดการจัดสรรรายได้สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ของ อปท. แต่ละประเภทอย่างเหมาะสม และตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ให้ อปท. มีรายได้คิดเป็นสัดส่วนต่อรายได้สุทธิของรัฐบาลไม่น้อย กว่า ๒๕ % กฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนารายได้ให้แก่ อปท. กฎหมายจัดตั้ง อปท. แต่ละประเภท ๑. กำหนดโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ การบริหารราชการ และการกำกับดูแลต่างกันไปตามประเภทของ อปท. - พ.ร.บ. สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.๒๕๓๗ - พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ.๒๔๙๖


๕๔ - พ.ร.บ. องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.๒๕๔๐ - พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ.๒๕๒๘ - พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ.๒๕๔๒ กฎหมายอื่น ๒. กำหนดอำนาจหน้าที่ อปท. และจัดสรรรายได้บางประเภทให้ อปท. - พ.ร.บ. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ.๒๕๖๒ - พ.ร.บ. ภาษีป้าย พ.ศ.๒๕๑๐ - พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร พ.ศ.๒๕๒๒ - พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.๒๕๓๕ - พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ.๒๕๖๐ สัดส่วนรายได้แต่ละประเภทของ อปท. ๑. รายได้จากเงินอุดหนุน ๔๐ % ๒. รายได้รัฐจัดสรร ๓๒ % ๓. รายได้รัฐแบ่งเพิ่มให้ ๑๘ % ๔. รายได้จัดเก็บเอง ๑๐ % หน่วยจัดเก็บรายได้ระดับประเภท ประกอบด้วย ๓ หน่วยงานหลักอยู่ภายใต้ กระทรวงการคลังได้แก่ ๑. กรมสรรพากร ๒. กรมสรรพสามิต ๓. กรมศุลกากร หน่วยจัดเก็บรายได้ของท้องถิ่นได้แก่ อปท.ได้แก่ อบจ. เทศบาล อบต. กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ฐานภาษี ( TAX BASE ) คือ สิ่งที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษี หรือประเมินภาษีอากรประเภทของฐานภาษี มี ๓ ประเภทได้แก่ ๑. ภาษีจัดเก็บจากฐานรายได้ )เก็บจากเงินได้และกำไร( ได้แก่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงิน ได้ของบุคคลธรรมดา ภาษีปิโตรเลียม


๕๕ ๒. ภาษีเก็บจากฐานบริโภค ได้แก่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีสรรพสามิต ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษี ศุลกากร ๓. ภาษีเก็บจากฐานทรัพย์สิน )ความมั่นคั่ง( ได้แก่ ภาษีรถยนต์ )ป้ายทะเบียนและค่ะธรรม เนียมการโอน( ภาษีมรดก ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ภาษีและค่าธรรมเนียมการโอนที่ดิน โครงสร้างรายได้ของ อปท. แบ่งออกได้ ๔ ประเภท ๑. รายได้จัดเก็บเอง - ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง - ภาษีป้าย - อากรฆ่าสัตว์ - ภาษียาสูบ - ค่าธรรมเนียมผู้เข้าพักโรงแรม - อากรรังนกอีแอ่น - ค่าธรรมเนียม ใบอนุญาตและค่าปรับ - ทรัพย์สิน สาธารณูปโภค - การพาณิชย์ / เบ็ดเตล็ด ๒. รายได้รัฐจัดเก็บและจัดสรรให้ - ภาษีมูลค่าเพิ่มตาม พ.ร.บ. จัดสรรรายได้ประเภทภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะให้แก่ ราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๓๔ )VAT ๑ ใน ๙( - ภาษีมูลค่าเพิ่มตาม พ.ร.บ. แผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฯ พ.ศ. ๒๕๔๒ - ภาษีธุรกิจ - ภาษีสรรพสามิต - ภาษีและค่าธรรมเนียมรถยนต์ - ค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิ์และนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ - ค่าภาคหลวงแร่และปิโตรเลียม - ค่าภาคหลวงและค่าธรรมเนียมป่าไม้ - อื่นๆ ๓. รายได้รัฐแบ่งเพิ่มให้ - ภาษีมูลค่าเพิ่มตาม พ.ร.บ. กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฯ


๕๖ ๔. เงินอุดหนุน - เงินอุดหนุนทั่วไป - เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีที่ดิน การดำเนินงานของ มท. - เร่งรัด อปท. สำรวจข้อมูลผู้เสียภาษีให้ครบถ้วน ถูกต้อง - ประชาสัมพันธ์ช่องทางบริการประชาชนในการรับชำระภาษี - ปี ๒๕๖๕ มท. )สถ. และ ทต.( และ กค. )กรมธนารักษ์( ร่วมกันจัดทำโครงการสร้างเครื่องมือ และแพลตฟอร์มกลางเพื่อบูรณาการการใช้ ประโยชน์จากฐานข้อมูลที่ดิน และราคาประเมินทุนทรัพย์ในระบบ อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ อปท. ใช้จัดเก็บภาษี และอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน ภาษีป้าย พ.ร.บ. ภาษีป้าย พ.ศ.๒๕๑๐ ป้าย ได้แก่ ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้า หรือประกอบ กิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะได้แสดงหรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใดๆ ด้วยอักษรภาพ หรือเครื่องหมายที่เขียน แกะสลัก จารึกหรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีอื่นอัตราภาษี: เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวงกำหนดภาษีป้าย ๒๕๖๓ ออกตามความใน พ.ร.บ. ภาษีป้าย พ.ศ. ๒๕๑๐ ภาษีและค่าธรรมเนียม เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ๑. ซื้อ - ค่าธรรมเนียมการโอน ๒% ของราคาประเมิน ๒. ครอบครอง - ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คิดภาษีจากลักษณะการใช้ประโยชน์ ในที่ดินหรือ สิ่งปลูกสร้าง โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น ๔ ประเภท - เกษตรกรรม - อยู่อาศัย - อื่นๆ - รกร้างว่างเปล่า ๓. ขาย - ค่าอากร - ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ - ภาษีธุรกิจเฉพาะ - ภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย


๕๗ การพัฒนารายได้ของ อปท. ปัญหาการจัดเก็บรายได้ของท้องถิ่น ๑. กฎหมายภาษีที่ให้ อปท. จัดเก็บเองใช้บังคับมาเป็นเวลานาน ๒. ไม่มีแหล่งกำเนิดรายได้ใหม่ ๓. ขาดฐานข้อมูลผู้เสียภาษีที่ครบถ้วน ๔. ผู้บริหารให้ความสำคัญน้อยกว่าการใช้จ่ายเงินรายได้ ๕. เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติขาดความรู้ไม่มีหน่วยรับผิดชอบโดยตรง ๖. ขาดการประชาสัมพันธ์ที่เพียงพอ กลยุทธ์ SIP ในการพัฒนารายได้ท้องถิ่น - การพัฒนาระบบการจัดการ - เทคนิควิธีเชิงพฤติกรรมศาสตร์ - นโยบายและการสนับสนุน จุดมุ่งเน้นในการพัฒนารายได้ท้องถิ่น - เพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บรายได้ภาครัฐ/สัดส่วนรายได้/ขยายฐานภาษี - ใช้เครื่องมือภาษีเพื่อสร้างแรงจูงใจในการผลิตและบริโภค - พัฒนาประสิทธิภาพ อปท. )โดยใช้ IT( - ปรับปรุงกฎหมายใหม่ และส่งเสริมการหารายได้ประเภทอื่น แนวทางเพิ่มประสิทธิภาพ การจัดเก็บรายได้ของ มท. - ทำแผนพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ - จัดทำฐานข้อมูลผู้เสียภาษีให้ครบถ้วนถูกต้อง - กำหนด KPI โดยมีเป้าหมายให้รายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง - รณรงค์ประชาสัมพันธ์และอำนวยความสะดวกประชาชนในการชำระภาษี - ใช้มาตรการบังคับชำระภาษีตามกฎหมาย - แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายให้สะท้อนสภาวะเศษฐกิจ แนวทางความร่วมมือของ อปท. กับหน่วยงานอื่น ๑. จัดบริการสาธารณร่วมกัน ภายใต้กฎหมายระเบียบที่ถือปฏิบัติแต่ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล ต้องผ่านความเห็นชอบของสภาท้องถิ่น )MOU(


๕๘ ๒. จัดตั้งเป็นสหการ )บริษัท/หจก.( มีสภาพเป็นนิติบุคคล มีอำนาจบริหารจัดการได้อย่าง อิสระ แต่ต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง การกู้เงินของ อปท. - พรบ. การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. ๒๕๔๘ - กฎหมายจัดตั้ง อปท. หลักเกณฑ์การกู้เงินของ อปท. ระเบียบ คกก.นโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การกู้เงินของ อปท. พ.ศ. ๒๕๖๑ - การกู้เงินเพื่อดำเนินโครงการลงทุน - การกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ - การกู้เงินเพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนสถานธนานุบาล


๕๙ สรุปรายวิชา การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพใน การทำงานในยุค Thailand ๔.๐ ผู้บรรยาย อาจารย์ เดชรัตน์ ไตรโภค “ประเทศไทย ๔.๐ หรือ Thailand ๔.๐” คือแนวนโยบายของประเทศในปัจจุบันที่ต้องการ ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” โดยรัฐบาลได้มีนโยบายที่จะใช้โมเดล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรมเพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นประเทศไทย ๔.๐ ซึ่งส่งผลให้ระบบราชการซึ่งเป็น กลไกหลักในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวเองก็ต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลง เพื่อให้สอดรับกับบริบทที่กำลัง จะเกิดขึ้นในประเทศไทย ๔.๐ กล่าวคือ ภาครัฐต้องปรับตัวและต้องพลิกโฉมเข้าสู่ยุคดิจิทัล การปรับตัวองค์กรเข้าสู่ยุค ๔.๐ การปรับตัวสู่อนาคตเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเข้าใจและปรับตัวเพื่อธุรกิจ พร้อมเข้าแข่งขันในยุค ๔.๐ สิ่งที่ต้องเปลี่ยนอย่างเร่งด่วน ได้แก่ ๑.ปรับตัวผู้นำ ผู้นำต้องเร่งศึกษาถึงความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมของตนเอง พร้อมกับปรับวิสัยทัศน์ขององค์กรให้สอดรับทิศทางของธุรกิจที่กำลังจะเดินหน้าไปอย่าฝืนหรือปฏิเสธ เทคโนโลยี แต่จงทำความเข้าใจและหาทางนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ๒.ปรับโครงสร้างองค์กรการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การนำเทคโนโลยีมา เป็นส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติงานขององค์กร งานบางอย่างจำเป็นต้องนำหุ่นยนต์หรือ AI มาแทนที่คนใน ขณะที่เร่งพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้เน้นการสร้างนวัตกรรม เน้นความคิดสร้างสรรค์และทำงานเชิงคุณภาพ มากกว่าปริมาณ ๓.ปรับระบบการจัดการใช้เทคโนโลยีเข้ามายกระดับการทำงานในทุกส่วนเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่ม แก่ธุรกิจและผู้บริโภคมากขึ้น เช่น การนำเทคโนโลยีมาพัฒนากลยุทธ์การขายให้เป็นแบบผสมผสานระหว่าง Online กับ Offline หรือที่เรียกว่า Omni - Channel หรือการใช้ข้อมูลเชิงลึกมาวิเคราะห์พฤติกรรม การซื้ออย่างละเอียดเพื่อนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตรงกับความต้องการมากขึ้นไปเรื่อย ๆ หัวใจสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงในยุค ๔.๐ ได้ ก็คือ วิสัยทัศน์ที่ให้ ความสำคัญกับเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ และการปรับตัวไปสู่การเป็นองค์กรยุค ๔.๐ นั้น เป็นเรื่องของการปรับแนวคิดและทัศนคติซึ่งเป็นธุรกิจเล็กหรือธุรกิจใหญ่ก็ทำได้เหมือนกัน เครือข่ายมือถือ ๕G/๖G (Mobile Network ๕G/๖G)


๖๐ ระบบ ๔G ที่ใช้กันในปัจจุบันก็สามารถทำความเร็วในการรับส่งข้อมูลสูงสุดเพิ่มขึ้นจาก ๓G อีกราว ๕๐ เท่า และสำหรับ ๕G จะมีการรับส่งข้อมูลสูงสุดเพิ่มขึ้นไปอีก ๒๐ เท่าจาก ๔G แต่ที่พิเศษ คือ สามารถ ใช้การได้แม้แต่ขณะที่เคลื่อนที่เร็วถึง ๕๐๐ กิโลเมตร/ชั่วโมง สามารถส่งข้อมูลต่อพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก ๑๐๐ เท่า ดังนั้น ๕G จะเป็นแพลตฟอร์ม )Platform) ที่เชื่อมโยงเทคโนโลยีอื่น ๆ เข้าไว้ด้วยกัน เช่น AI, Big Data, Cloud และ IoT เป็นต้น ทำให้สามารถรองรับระบบรถยนต์ไร้คนขับ เกิดบริการรูปแบบใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีมา ก่อนได้มากมาย เช่น การขายโดยใช้ AR/VR ช่วยการเชื่อมต่อยานพาหนะเข้ากับระบบควบคุมการจราจรได้ นอกจากนี้ยังรวมถึงการให้บริการปรึกษาทางการแพทย์ทางไกล หรือแม้แต่ผ่าตัดทางไกลผ่านระบบ อินเทอร์เน็ต ระบบปฏิบัติการโทรศัพท์มือถือ iOS กับ Android ต่างกันอย่างไร…? iOS และ Android เป็นระบบปฏิบัติการหลัก ๒ ระบบที่ใช้กันทั่วไปในสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต แม้ว่า ทั้งสองจะมีฟังก์ชันการทำงานที่คล้ายคลึงกัน แต่ก็มีข้อแตกต่างที่สำคัญหลายประการที่แยกความแตกต่างออก จากกัน ระหว่างระบบ iOS ของ iPhone กับ Android จะมีความแตกต่างกัน ซึ่ง iOS ของ iPhone เป็น ระบบปฏิบัติการที่พัฒนาโดย Apple สำหรับอุปกรณ์ของแบรนด์ตนเองโดยเฉพาะ เช่น iPhone หรือ iPad เป็นต้น ในทางกลับกัน Android เป็นระบบปฏิบัติการที่ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยค่าย Google ซึ่งเป็น ระบบปฏิบัติการแบบ Open Source ที่ใช้ทั่วไปในโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ เป็นต้น จุดเด่นของระบบปฏิบัติการ iOS กับ Android ต่างกันอย่างไร iOS มีการผสานรวมกับอุปกรณ์และบริการอื่น ๆ ของ Apple รวมถึงยังสามารถย้ายไปมาระหว่าง อุปกรณ์ได้อย่างราบรื่น ซึ่งช่วยให้สามารถเชื่อมระหว่างอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย ซึ่งรวมถึงฟีเจอร์ต่าง ๆ เช่น AirDrop สำหรับการแชร์ไฟล์ที่ง่ายดาย ความต่อเนื่องเพื่อการเปลี่ยนระหว่างอุปกรณ์ที่ราบรื่น และ Handoff สำหรับทำงานต่อบนอุปกรณ์เครื่องอื่นของ Apple ที่อยู่ใกล้เคียง เป็นต้น ส่วนระบบปฏิบัติการ Android จะเน้นลักษณะการใช้งานที่เปิดกว้างทำให้ผู้ใช้งานสามารถเลือก อุปกรณ์ได้หลากหลายด้วยคุณสมบัติฮาร์ดแวร์และราคาที่แตกต่างกัน มีการผสานรวมกับบริการต่าง ๆ ของ Google เช่น Gmail, Google Maps และ Google Assistant นอกจากนี้ อุปกรณ์ Android มักจะมีตัวเลือก พื้นที่เก็บข้อมูลที่ขยายได้และรองรับ USB OTG (On-The-Go) ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่อพ่วง ต่าง ๆ เช่น Card Reader, Flash Drive, Mouse, Keyboard หรือ Joy-stick ได้ ทั้งนี้การเลือกใช้ระหว่าง iPhone กับ Android ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว ระดับการปรับแต่งที่ ต้องการรวมถึงการผสานรวมกับอุปกรณ์และบริการอื่น ๆ นั่นเอง


๖๑ ภาพรวมของแอปและระบบ iOS มี App Store ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องมาตรการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด ส่งผลให้ภาพรวมของแอป ต่าง ๆ ได้รับการดูแลและรักษาความปลอดภัยมากขึ้น ภายใน App Store มีแอปคุณภาพสูงมากมาย รวมถึง แอปพิเศษเฉพาะสำหรับ iOS Android มี Google Play Store ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องการเปิดกว้างและอิสระ ทำให้ผู้ใช้สามารถติดตั้ง แอปจากแหล่งต่าง ๆ รวมถึงร้านค้าของบุคคลที่สามได้ง่าย ภายใน Google Play Store มีแอปให้เลือก มากมายเพื่อตอบสนองความต้องการและความชอบที่แตกต่างกัน การเลือกใช้งานในแต่ละอุปกรณ์ iOS ใช้งานได้เฉพาะบนอุปกรณ์ Apple เช่น iPhone, iPads และ iPod Touch Apple นำเสนอ อุปกรณ์บางรุ่นพร้อมคุณสมบัติที่แตกต่างกัน Android ถูกนำไปใช้ในแบรนด์ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตจำนวนมาก โดยนำเสนออุปกรณ์ ที่หลากหลายพร้อมข้อมูลจำเพาะการออกแบบ และราคาที่แตกต่างกัน ซึ่งตอบโจทย์สำหรับผู้ใช้ที่มีความ ต้องการและงบประมาณที่จำกัด ตัวเลือกการปรับแต่ง iOS ของ iPhone กับ Android จะมีความแตกต่างกัน ซึ่ง iOS มีตัวเลือกการปรับแต่งที่จำกัด เมื่อเทียบกับ Android ผู้ใช้สามารถจัดเรียงไอคอนแอปใหม่ เลือกวอลเปเปอร์ และสร้างโฟลเดอร์ได้ Android มีตัวเลือกการปรับแต่งมากมาย ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งอุปกรณ์ของตนด้วยธีม ชุดไอคอน วิดเจ็ต และ Launcher ต่าง ๆ ได้ง่าย ทำให้ได้รับประสบการณ์ที่ปรับให้เหมาะกับผู้ใช้แต่ละคนได้ มากขึ้น คุณสมบัติฮาร์ดแวร์ iOS ที่เป็นระบบปฏิบัติการในอุปกรณ์ Apple เป็นที่รู้จักในด้านการผสานรวมฮาร์ดแวร์และ ซอฟต์แวร์ที่ได้รับการปรับปรุงมาอย่างดี ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานใช้งานได้ยาวนานและมีอายุการใช้ งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานขึ้น Android ที่เป็นระบบปฏิบัติการในอุปกรณ์ Android มีคุณสมบัติฮาร์ดแวร์ที่หลากหลายขึ้นอยู่กับ ผู้ผลิตและรุ่น อุปกรณ์บางอย่างมีตัวเลือกพื้นที่เก็บข้อมูลที่ขยายได้ รองรับ USB OTG ช่องเสียบหูฟัง และ การกำหนดค่าฮาร์ดแวร์อื่น ๆ ที่หลากหลาย


๖๒ ความนิยมของระบบปฏิบัติการของ iOS และ Android ระบบปฏิบัติการ iOS ของ iPhone กับ Android ทั้ง ๒ ระบบปฏิบัติการนี้ก็ถือว่าได้รับความนิยม อย่างมากในปัจจุบัน โดยแต่ละระบบมีส่วนแบ่งการตลาดที่แตกต่างกันไป iOS ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะสำหรับ อุปกรณ์ Apple ได้รักษาฐานผู้ใช้ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง iPhone เป็นที่รู้จักในด้านการออกแบบ ระดับพรีเมียม ประสิทธิภาพที่ราบรื่น และการผสานรวมกับการใช้งานของอุปกรณ์ Apple อย่างแข็งแกร่ง โดย ระบบปฏิบัติการ iOS ได้รับความภักดีจากผู้ใช้ที่ชื่นชมความเรียบง่าย ความปลอดภัย และการผสานรวมที่ ราบรื่นกับอุปกรณ์และบริการอื่น ๆ ของ Apple ในทางกลับกัน Android ได้กลายเป็นระบบปฏิบัติการที่โดดเด่นและถูกนำไปใช้ในสมาร์ทโฟนทั่วโลก ส่งผลให้มีอุปกรณ์ Android ให้เลือกหลากหลายในราคาหลายระดับ สิ่งนี้มีส่วนทำให้ Android ได้รับการ ยอมรับอย่างกว้างขวางและเป็นที่นิยมในหมู่ผู้คนทั่วโลก นอกจากนี้ ตัวเลือกการปรับแต่งของ Android ที่มี ความยืดหยุ่น และความเข้ากันได้กับแอปและบริการของบุคคลที่สามทำให้ผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีควบคุม ประสบการณ์ในการใช้งานอุปกรณ์ของตนได้มากขึ้น ความนิยมของระบบปฏิบัติการทั้ง ๒ ล้วนเป็นผลมาจากความพร้อมใช้งานของภาพรวมของแอปและ ระบบ อย่าง App Store และ Google Play Store มีแอปพลิเคชันหลายล้านรายการที่ตอบสนองความ ต้องการและความพึงพอใจของผู้ใช้


๖๓ สรุปรายวิชา การสื่อสารยุคดิจิทัล ผู้บรรยาย อาจารย์ เดชรัตน์ ไตรโภค การสื่อสารยุคดิจิทัล คือ กระบวนการใช้ทักษะในการใช้วิเคราะห์ผู้รับสาร ออกแบบสารอย่างดึงดูดใจ มีความคิดสร้างสรรค์ผ่านการใช้สื่อดิจิทัล )digital media) ที่มีปฏิสัมพันธ์มีการแบ่งปันแลกเปลี่ยนอย่าง มีประสิทธิภาพ ทั้งการผสมผสานข้อความ )text) ภาพ เสียง เทคนิคพิเศษ ให้เกิดผลต่อผู้รับสารตามที่ผู้ส่งสาร ตั้งใจ รวมทั้งการสร้างระบบคิดการผลิต การสร้างสาร การถ่ายทอด และการสร้างผลกระทบต่อผู้รับสารบางคน เรียกการสื่อสารดิจิทัลว่า Multimedia องค์ประกอบหลักของกระบวนการสื่อสาร ประกอบด้วย ๕ ส่วน ดังนี้ ๑.ผู้ส่งสาร ผู้เป็นเจ้าของสาร สารสนเทศ หรือข้อความ ที่จะต้องการส่งสารของตัวเองไปยังผู้รับสาร ๒.สาร ผู้เป็นเจ้าของสาร สารสนเทศ หรือข้อความที่จะต้องการส่งสารของตัวเองไปยังผู้รับสาร ๓.ช่องทางการสื่อสาร ช่องทางที่นำสารไปยังผู้รับสาร ช่องทางสื่อสารดั้งเดิม เช่น สื่อบุคคล สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโทรศัพท์ สื่อวิทยุ เป็นต้น ช่องทางสื่อดิจิทัล เช่น สื่ออินเทอร์เน็ต สื่อสังคมออนไลน์ สื่อชุมชน ออนไลน์ เป็นต้น ๔.ผู้รับสาร เป้าหมายที่ผู้ส่งสารต้องสื่อสารความหมายให้ไปถึงซึ่งเป็นบุคคลหรือกลุ่มคน ๕.ปฏิกิริยาสะท้อนกลับ ปฏิกิริยาต่อสารที่ผู้ส่งสารส่งมาโดยผู้รับสารสามารถมีปฏิกิริยาทางบวก หรือ ทางลบก็ได้หลังจากได้รับสารไปแล้ว รูปแบบการส่งสาร ปัจจัยด้านเวลา หมายถึง การสื่อสารระหว่างผู้รับสารและผู้ส่งสารโดยมีการส่งสารผ่านช่องทางภายใน ช่วงเวลาเดียวกัน )Synchronous) กับการสื่อสารระหว่างผู้รับสาร และผู้ส่งสารในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน (Asynchronous) ปัจจัยด้านสถานที่ หมายถึง การสื่อสารระหว่างผู้รับสารและผู้ส่งสารอยู่ในสถานที่เดียวกัน (In-Person) และผู้รับสารและผู้ส่งสารอยู่ต่างสถานที่กัน )Roam) หรือการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ (Online) ประเภทของการสื่อสาร การสื่อสารแบบเป็นทางการ )Formal communication) มีรูปแบบของภาษาเป็นทางการหรือภาษา ราชการ เป็นประเภทของการสื่อสารที่มีระเบียบแบบแผนและมีข้อกำหนดที่ได้วางไว้เป็นมาตรฐานขององค์กร หรือสังคม ส่วนมากมักจะใช้ในการติดต่อในระดับหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ การสื่อสารแบบไม่เป็นทางการ )Informal Communication) เป็นประเภทของการสื่อสารที่ไม่ อิงรูปแบบการสื่อสารแบบเป็นทางการไม่มีข้อกำหนดรูปแบบของภาษาที่ชัดเจน ซึ่งจะเป็นการติดต่อสื่อสาร ระหว่างบุคคลหรือกลุ่มสังคมที่อ้างอิงระดับการสื่อสารจากระดับความสัมพันธ์ของแต่ละบุคคล


๖๔ รูปแบบการติดต่อสื่อสาร ๑.การสื่อสารแบบตัวต่อตัว (๑-๑ Communication) เป็นการสื่อสารที่มีผู้รับสารและผู้ส่งสารเพียง ไม่เกิน ๓ คน ครอบคลุมทั้งการสื่อสารระยะใกล้และระยะไกลอาจเผชิญหน้ากันหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับบริบท และจุดประสงค์ของการสื่อสาร ซึ่งมีจุดประสงค์ได้หลากหลายรูปแบบ เช่น การสร้างความสัมพันธ์ การแจ้งข่าว การถ่ายทอดความรู้ และการเสนอแนะชักจูง เป็นต้น ๒.การสื่อสารแบบกลุ่ม (Group Communication) เป็นการสื่อสารระหว่างกลุ่มบุคคลจำนวนมาก ที่มีความสนใจร่วมหรือต้องการแสดงออกในเรื่องราวเดียวกัน ซึ่งสามารถเป็นได้ตั้งแต่การสื่อสารภายใน กลุ่มเล็ก เช่น การล้อมวงสนทนา การอภิปราย การสื่อสารแบบกลุ่มใหญ่ เช่น การสัมมนา การบรรยาย เป็นต้น ลักษณะการสื่อสารยุคดิจิทัล การสื่อสารยุคดิจิทัล หมายถึง การสื่อสารระหว่างบุคคลและสังคมผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลต่าง ๆ เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ สมาร์ทโฟน โทรศัพท์ดิจิทัล เป็นต้น และผ่านช่อง ทางการสื่อสารดิจิทัลหรือดิจิทัลแพลตฟอร์ม )Digital Platform) - การสื่อสารแบบด้วยตัวอักษร )Text) - การสื่อสารแบบด้วยภาพนิ่ง )Image) - การสื่อสารด้วยภาพเชิงสัญลักษณ์ )Emoticon และ Sticker) - การสื่อสารแบบด้วยภาพเคลื่อนไหวจริง )Video) - การสื่อสารแบบด้วยภาพเคลื่อนไหวจริงแบบทันที่ทันใด )Real Time Video/Live Video) การสื่อสารผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ ปัจจุบันเครือข่ายสังคมออนไลน์อยู่มากมาย แต่ที่ได้รับความนิยมมาก ได้แก่ Facebook, Twitter, Line, YouTube และ Instagram เป็นต้น Facebook ได้กำหนดระดับความเป็นส่วนตัว ๓ ระดับ คือ ๑.สาธารณะ เป็นการกำหนดว่าไม่ใครก็ตามสามารถเห็นโพสต์ข้อความที่นำเสนอได้ ๒.เพื่อน เป็นการกำหนดว่าเฉพาะเพื่อนใน Facebook เท่านั้นที่สามารถมองเห็นโพสต์ของเราได้ ๓.เฉพาะฉัน เป็นกำหนดให้เฉพาะตนเอง เท่านั้นที่จะเห็นโพสต์นั่นคือ บุคคลอื่นไม่สามารถเห็นโพสต์ นั้นได้ Twitter เป็นช่องทางการสื่อสารออนไลน์ที่มีความรวดเร็ว สามารถสร้างกระแสของข้อมูลสารสารได้ อย่างรวดเร็วผ่านการ Tweet (ทวีต( และ Retweet (รีทวีต( Instagram ช่องทางการแสดงความคิดเห็นที่มีจุดเด่น คือ การโพสต์รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว หรือ เรื่องราว โดยผู้ใช้สามารถกำหนดผู้รับสารเฉพาะกลุ่มผู้ติดตามหรือกำหนดเป็นสาธารณะได้ )Public) วิธีการรูปแบบใหม่ของการสื่อสารดิจิทัลที่น่าสนใจ - Mentions (เรียกว่า การ tag บุคคล อื่น ๆ( - Hashtag (เรียกว่าการติดแฮชแท็ก #) - การใช้ Emoticon หรือ Sticker


๖๕ แนวทางการสื่อสารยุคดิจิทัลเพื่อสื่อสารให้ได้ความหมายและสร้างคุณค่า การสื่อสารด้วยรูปแบบใดก็ตามผู้ส่งสารหรือผู้สื่อสารต้องคำนึงหลักการสำคัญ ๓ ข้อ ได้แก่ ๑.มีความรับผิดชอบ คำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาหลังจากสื่อสารนั้นเกิดขึ้นไปแล้ว หรือสารถูก เผยแพร่ ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดผลด้านบวกและด้านลบต่อบุคคลและสังคม ๒.มีความประณีต การเลือกระดับของภาษา การเลือกสรรถ้อยคำการใช้สำนวนทางภาษา การจัด องค์ประกอบ การจัดรูปแบบลำดับเนื้อหา และแสดงเนื้อหาสาระ ความหมาย โดยสารที่ถูกส่งออกไปต้องมี ความกระชับ ความไพเราะ สุภาพ เพื่อให้บรรลุตามจุดประสงค์ของการสื่อสาร รวมถึงเลือกใช้ช่องทาง และ อุปกรณ์ที่เหมาะสม ๓.ถูกกาลเทศะ การคำนึงถึงผู้รับสารจุดประสงค์การสื่อสาร กฎระเบียบ ข้อบังคับ ระยะเวลา เครื่องมือ เทคโนโลยีและสถานการณ์แวดล้อม ตัวแปรเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดความเหมาะสมของสาร และ องค์ประกอบการสื่อสาร การสื่อสารยุคดิจิทัลให้ปลอดภัย จุดประสงค์หลัก คือ เพื่อให้เกิดการสื่อสารที่มีคุณภาพที่ไม่เพียงแต่การบรรลุวัตถุประสงค์ แต่ยังต้องมี ความสร้างสรรค์ และปลอดภัยต่อผู้รับสาร โดยมีการพิจารณาว่าผู้ส่งสารจะส่งสารอะไรมายังผู้รับสาร เพื่อเป็นการเสริมสร้างความปลอดภัยในการใช้การสื่อสาร ดิจิทัล ผู้ใช้ควรคำนึงถึงหลัก ๒P และ ๒F ซึ่งประกอบด้วยรายละเอียด ดังนี้ ๒P ประกอบด้วย Prevention (ป้องกัน( และ Protection (ปกป้อง( ๒F ประกอบด้วย Final Decision (ไตร่ตรอง( และ Friend Acceptation Filtering (คัดสรร( ผลการวิเคราะห์การประยุกต์การสื่อสารยุคดิจิทัลในชีวิตประจำวัน รูปแบบของการสื่อสารในปัจจุบันมีรูปแบบการสื่อสารที่หลากหลายและรวดเร็วกว่าในอดีตมาก การ เข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลและการใช้งานที่ง่ายขึ้น ทำให้เป็นที่นิยมสื่อสารกันผ่านทางออนไลน์ เพราะมี ประสิทธิภาพ และตัวเลือกที่มากกว่า เช่น การโทรศัพท์แบบเห็นหน้า )Facetime) การประชุมร่วมกันแบบ เรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน )Real-Time Meeting Conference) การส่งข้อความอัตโนมัติที่มีผู้รับหลายคน (Online Broadcast) เป็นต้น


๖๖ สรุปรายวิชา ความรู้เรื่องระบบบริหารการเงิน การคลังภาครัฐ แบบอิเล็กทรอนิกส์ (GFMIS) วิทยากร : อาจารย์เบญจวรรณ ปรางเพ็ชร ตำแหน่ง นักวิชาการเงินและบัญชีปฏิบัติการ สำนักงานคลังจังหวัดปทุมธานี ๑. (Government Fiscal Management Information) หรือเรียกยอ ๆ วา GFMIS ประกอบดวย 5 ระบบ 1. ระบบงบประมาณ 2. ระบบจัดซื้อจัดจ้าง 3. ระบบเบิกจ่าย 4. ระบบรับและนำส่งรายได้ 5. ระบบบัญชีแยกประเภท สิ่งที่แตกต่างระหว่างระบบ GFMIS และ NEW GFMIS THAI ปัจจุบัน ระบบ GFMIS SAP ระบบ NEW GFMIS THAI การบันทึกรายการผ่านระบบ SAP T-CIDE โดยใช้ Browser Internet Explorer การบันทึกรายการผ่านระบบโดยใช้ Web Online Browser Chrome การเข้าใช้งานบันทึกและอนุมัติใช้User และ Password การเข้าใช้งานบันทึกและอนุมัติใช้ Token Key การเก็บรายงานเป็น รายสัปดาห์/รายเดือน การเก็บรายงานเป็น รายวัน/รายสัปดาห์ ๒. การใช้งานในระบบ NEW GFMIS THAI ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษา เงินและการนำส่งคลัง พ.ศ. 2562 หน้า 9 หมวด 2 ข้อ 10 - 13 การจัดซื้อจัดจ้างให้คำนิยาม ข้อมูลหลักผู้ขายไว้ว่า ข้อมูลหลักผู้ขายหมายความว่า ข้อมูลของ หน่วยงานผู้เบิกหรือเจ้าหนี้ หรือผู้มีสิทธิ์รับเงินเกี่ยวกับชื่อ ที่อยู่ เลขประจำตัวประชาชน เลขประจำตัว ผู้เสียภาษี เลขบัญชีธนาคาร เงื่อนไขการชำระเงินหรือข้อมูลอื่นใดแล้วแต่กรณี เพื่อใช้สำหรับรับเงินขอเบิกจาก คลัง ส่วนที่ 5 หมวด 3 ข้อ 28 วิธีการเบิกเงินของส่วนราชการ ข้อ ๒๘ การขอเบิกเงินของส่วนราชการสำหรับการซื้อทรัพย์สิน จ้างทำของ หรือเช่าทรัพย์สิน ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐให้ปฏิบัติ ดังนี้ (๑) ในกรณีที่มีใบสั่งซื้อ ใบสั่งจ้าง สัญญาหรือข้อตกลง ซึ่งมีวงเงินตั้งแต่ห้าพันบาทขึ้นไปหรือ ตามที่กระทรวงการคลังกำหนด ให้ส่วนราชการจัดทำหรือลงใบสั่งซื้อ หรือใบสั่งจ้างเพื่อทำการจองงบประมาณ ในระบบโดยกรมบัญชีกลางจ่ายเงินเข้าบัญชีให้กับเจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิรับเงินของส่วนราชการโดยตรง


๖๗ (๒) นอกจากกรณีตาม )๑( ส่วนราชการไม่ต้องจัดทำหรือลงใบสั่งซื้อหรือใบสั่งจ้างในระบบ โดยกรมบัญชีกลางจะจ่ายเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของส่วนราชการเพื่อให้ส่วนราชการจ่ายเงิน ให้ เจ้าหนี้ หรือผู้มีสิทธิรับเงินต่อไป หรือหากส่วนราชการต้องการให้จ่ายเงินเข้าบัญชีให้กับเจ้าหนี้หรือ ผู้มีสิทธิรับเงิน ของส่วนราชการโดยตรงก็ได้การซื้อทรัพย์สิน จ้างทำของ หรือเช่าทรัพย์สิน ให้ส่วนราชการดำเนินการ ขอเบิกเงินจากคลังโดยเร็วอย่างช้าไม่เกินห้าวันทำการนับแต่วันที่ได้ตรวจรับทรัพย์สินหรือตรวจรับงานถูกต้องแล้ว หรือนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากหน่วยงานย่อย 3. การกันเงินไว้เบกเหลื่อมปี ภายหลังสิ้นปงบประมาณ พรบ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 หน้า 13 มาตรา 43 ระเบียบ กระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงินและการนำส่งคลัง พ.ศ. 2562 หน้า 28 หมวด 9 ข้อ 105 - 106 ๔. หรือภายหลังระยะเวลาที่กระทรวงการคลังกําหนดใหดําเนินการ ดังนี้ ๔.1 การกันเงินไวเบิกเหลื่อมปกรณีมีหนีผูกพัน ๔.๒ การกันเงินไวเบิกเหลื่อมปกรณีไม่มีหนีผูกพัน ๔.๓ การขยายเวลาเบิกจายเงิน ๕. กระบวนการได้มาซึ่งงบประมาณมีดังนี้ ๕.1 ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจจัดทำรายละเอียด ทำของบประมาณและการประมาณการรายได้ส่งให้ สำนักงบประมาณ ๕.2 สำนักงบประมาณพิจารณาและจัดทำรายละเอียดงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๕.๓ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีและนำเสนอต่อสภา ๕.๔ รัฐสภาเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 5.๕ พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๖. การเข้าใช้งานในระบบ NEW GFMIS THAI 1. ระบบบันทึกข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ agency ระบบบริหารงบประมาณ 2. ระบบรายงานหน่วยงานภาครัฐ agency online report ระบบจัดซื้อจัดจ้าง ระบบเบิกจ่าย ระบบและนำส่งรายได้ ระบบบัญชีแยกประเภท ๗. โครงสร้างรหัสในระบบบริหารงบประมาณ ๑. รหัสหน่วยงาน ๒. รหัสหน่วยรับงบประมาณ ๓. รหัสแหล่งของเงิน


๖๘ ๔. รหัสงบประมาณ ๕. รหัสรายการผูกพันงบประมาณ ๖. รหัสพื้นที่ ๗. รหัสกิจกรรมหลัก ๘. รหัสกิจกรรมย่อย ๘. การเข้าใช้งานในระบบ NEW GFMIS THAI ๑. ระบบบันทึกข้อมูลหน่วยงานภาครัฐ agency ระบบบริหารงบประมาณ ๒. ระบบรายงานหน่วยงานภาครัฐ agency online report ระบบจัดซื้อจัดจ้าง ระบบเบิกจ่าย ๙. ระบบบริหารงบประมาณ ๑. รายงานข้อมูลหลัก ๒. รายงานข้อมูลภาพรวมงบประมาณ ๓. รายงานงบประมาณระดับหน่วยเบิกจ่าย )๓.๑( รายงานสถานการณ์เบิกจ่ายงบประมาณตามค่ารหัสงบประมาณ NFMA46 )๓.๒( รายงานสถานการณ์เบิกจ่าย (ตามงวด( ตามค่ารหัสงบประมาณ NFMA48 )๓.๓( รายงานแสดงยอดงบประมาณตามหน่วยรับงบประมาณ NFMA55 ๔. รายงานงบประมาณระดับกอง ๕. รายงานการโอน/เปลี่ยนแปลงงบประมาณ ๖. รายงานเอกสารสำรองเงิน ๗. รายงานตามช่วงเวลา ๑๐. ระบบจัดซื้อจัดจ้าง ๑. การค้นหาข้อมูลหลักผู้ขาย ๒. การผูกข้อมูลหลักผู้ขาย ๑๑. ระบบเบิกจ่าย อปท.ที่ไม่เป็นหน่วยรับงบประมาณตรง อปท.ที่เป็นหน่วยรับงบประมาณโดยตรง ขบ08-1 ขบ01, ขบ11 ขบ02 ขบ08 ขจ05 อม08 อม01 และ อม02


๖๙ ๑๒. ระบบรายงานหน่วยงานภาครัฐ รายงานระบบเบิกจ่าย อปท. ที่ไม่เป็นหน่วยรับงบประมาณตรง อปท.ที่เป็นหน่วยรับงบประมาณตรง รายงานสรุปรายการขอเบิกเงิน LGR01 รายงานสรุปรายการเบิกจ่ายของหน่วยงาน )NAP_RPTW01) รายงานแสดงการเคลื่อนไหวเงินฝากกระทรวงการคลัง LGR02 รายงานแสดงการเคลื่อนไหวเงินฝากกระทรวงการคลัง (NFI_RPT013) รายงานแสดงรายละเอียดสถานการณ์เบิกจ่ายเงิน LGRO03 รายงานขอเบิกตามวันที่ส่งโอนเงิน )NAP_RPT503) รายงานติดตามสถานะขอเบิก )NAP_S80000034) ๑๓. รายงานสรุปรายการเบิกจ่ายของหน่วยงาน (NAP_RPTW01) การบันทึกรายการเบิกเกินส่งคืนผ่าน ระบบ NEW GFMIS THAI ประกอบด้วย ๑๓.๑ บันทึกรายการขอเบิกและจ่ายชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ๑๓.๒ บันทึกรับเงินเบิกเกินส่งคืน ๑๓.๓ นำฝากเงินด้วย Pay in Ship ๑๓.๔ บันทึกนำส่งคลัง ๑๓.๕ บันทึกล้างค่าใช้จ่ายและเบิกเกินส่งคืนรอนำส่ง ๑๔. ระบบรับและนำส่งรายได้ การบันทึกรายการรับและนำส่งเงินรายได้แผ่นดินของหน่วยงานผ่านระบบ NEW GFMIS THAI ขั้นตอนการทำงาน แบบฟอร์ม ๑. การบันทึกรับเงิน แบบ นส 01 (RA) ๒. การนำเงินส่งคลัง pay in ช่องรายได้แผ่นดิน ๓. การบันทึกข้อมูลนำส่งเงิน แบบ นส 02-1 (R1) ๑๕. รายงานสรุปข้อมูลจัดเก็บนำส่งรายได้แผ่นดิน และเงินฝากคลัง NRP_REV_002 ๑๖. แบบฟอร์มที่ Download PAY – IN SLIP New GFMIS Thai - หนังสือแจ้งการเตรียมความพร้อมการขึ้นระบบบริหารการเงินการคลังภาครัฐ แบบอิเล็กทรอนิกส์ )New GFMIS Thai( -ตรวจสอบความพร้อมหน้าเบิกจ่ายเพื่อเข้าสู่ระบบใช้การ New GFMIS Thai -ตรวจสอบรายชื่อหน่วยเบิกจ่ายในหน่วยงาน ๑๗. ระบบบัญชีแยกประเภท - FM งบประมาณอนุมัติจัดสรรงบประมาณ - PO จัดซื้อจัดจ้างสร้าง PO ตรวจรับสินค้า/AP ระบบเบิกจ่าย เบิกจ่ายเงิน/เบิกเกินส่งคืน - FA ระบบสินทรัพย์สร้างสินทรัพย์/ประมวลค่าเสื่อม/RP รับและนำส่งรับรายได้และนำส่ง


๗๐ - GL บัญชีแยกประเภท บันทึก/ปรับปรุงบัญชี - รายงานทางการเงิน สรุปรายวิชา แนวทางปฏิบัติในการจัดหาและจำหน่ายพัสดุ ด้วยวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ e-market, e-bidding และ e-GP วิทยากร : อาจารย์ลือชัย อ่อนสีตำแหน่ง นักวิชาการคลังชำนาญการ สำนักงานคลังจังหวัดปทุมธานี พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ มีผลบังคับใช้เมื่อ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๖๐ มี ๑๕ หมวด ๑๓๒ มาตรา ประกอบด้วย ๑. ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ ๒. กฎกระทรวงว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ หลักการจัดซื้อจัดจ้างตาม พรบ. )มาตรา ๘( - คุ้มค่า - โปร่งใส - มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล - ตรวจสอบได้ การจัดซื้อจัดจ้างการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งพัสดุ )พรบ. มาตรา ๔( ได้แก่ ซื้อ จ้าง เช่า แลกเปลี่ยน และนิติกรรมอื่น ความหมายของพัสดุ )มาตรา ๔( หมายความว่า สินค้า งานบริการ งานก่อสร้าง งานจ้างที่ ปรึกษาและงานจ้างออกแบบ หรือควบคุมงานก่อสร้าง รวมทั้งการดำเนินการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ (มาตราที่ ๔๖) ให้กรมบัญชีกลางมีหน้าที่ในการดูแลและพัฒนาระบบการจัดซื้อจัดจ้างผ่านระบบ อิเล็กทรอนิกส์ และการประกาศเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างในระบบเครือข่ายสารสนเทศของ กรมบัญชีกลางเพื่อให้สาธารณชนเข้าตรวจดูได้ ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ ข้อ ๑๐ ให้กรมบัญชีกลางจัดทำแนวทางปฏิบัติในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างผ่านระบบจัดซื้อ จัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา ๕๗ รายละเอียดของวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุในหมวดนี้ด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ในระบบเครือข่ายสารสนเทศของกรมบัญชีกลาง ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกําหนด ข้อ ๙ การดําเนินการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุตามระเบียบนี้ด้วยวิธีการ ทาง


๗๑ อิเล็กทรอนิกส์ให้หน่วยงานของรัฐดําเนินการในระบบเครือข่ายสารสนเทศของกรมบัญชีกลาง ผ่านทางระบบ จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ )Electronic Government Procurement : e - GP) ตามวิธีการที่ กรมบัญชีกลางกําหนด ให้หน่วยงานของรัฐใช้เอกสารที่จัดพิมพ์จากระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วย อิเล็กทรอนิกส์เป็นเอกสารประกอบการดําเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามวิธีการที่กําหนดในระเบียบนี้ แนวทางปฏิบัติในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (ebidding) ผ่านระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government Procurement: e-GP) (ระยะที่ ๕) ตามหนังสือด่วนที่สุด กรมบัญชีกลาง ที่ กค ๐๔๓๓.๔/ว๑๒๘ ลงวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๖๖ ตั้งแต่ ๓ เมษายน ๒๕๖๖ ประกาศร่างเอกสารฯ หรือประกาศเชิญชวนดำเนินการตามขั้นตอนใหม่ TimeLine ระบบ e-GP ระยะที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๕๓ พัฒนาระบบการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นอิเล็กทรอนิกส์และเป็นศูนย์กลาง จัดซื้อจัดจ้างมุ่งเน้นการปฏิบัติงานตามวิธีต่างๆและการเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง ระยะที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๕๕ พัฒนากระบวนการสัญญาและบริหารสัญญา ระยะที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๕๘ พัฒนากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นอิเล็กทรอนิกส์ทุกขั้นตอน ได้แก่ e – Market และ e – Bidding ระยะที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๖๐ พัฒนาระบบให้รองรับ พรบ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ ภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๖๐ ระยะที่ ๕ พ.ศ. ๒๕๖๕ เพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยของระบบ e-GP วัตถุประสงค์ e-GP ระยะที่ ๕ ๑. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ e-GP รองรับปริมาณการใช้งานที่มากขึ้น และรองรับเทคโนโลยีใน ปัจจุบัน ๒. เพื่อพัฒนาระบบ e-GP ให้มีความปลอดภัยมากขึ้น ๓. เพื่อปรับปรุงระบบ e-GP ให้รองรับขั้นตอนที่พรบ. การจัดซื้อจัดจ้างฯ พ.ศ. ๒๕๖๐ ระเบียบ กฎกระทรวง และหลักเกณฑ์ต่างๆ ๔. เพื่อพัฒนาระบบ e-GP ให้รองรับเทคโนโลยี Cloud และรองรับการทำงานแบบ Micro Service ให้ระบบ e-GP มีความคล่องตัว ๕. เพื่อสร้างความคล่องตัวและเสริมประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบ e-GP ในระยะ ยาว ระบบงานที่พัฒนาใหม่ระยะที่ ๕ ลงทะเบียน - หน่วยงานของรัฐ -ผู้ค้ากับภาครัฐ


๗๒ เพิ่มโครงการ e – Bidding e – Market รายงาน )Report( ภาพรวมการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ ๑. แผนการจัดซื้อจัดจ้าง ๒. จัดซื้อจัดจ้าง ๓. สัญญา ๔. บริหารสัญญา ๕. บันทึกรายงานผลการพิจารณา จัดซื้อจัดจ้าง การจัดซื้อจัดจ้าง มี ๓ วิธี - ประกาศเชิญชวนทั่วไป )e – Bidding, e – Market, สอบราคา( - คัดเลือก - เฉพาะเจาะจง งานจ้างที่ปรึกษา มี ๓ วิธี - ประกาศเชิญชวนทั่วไป - คัดเลือก - เฉพาะเจาะจง การออกแบบหรือควบคุมงาน มี ๔ วิธี - ประกาศเชิญชวนทั่วไป - คัดเลือก - เฉพาะเจาะจง - ประกวดแบบ แนวทางปฏิบัติในการจัดทำร่างรายละเอียดขอบเขตของงานทั้งโครงการ (Terms of Reference : TOR) ตามหนังสือคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ด่วนที่สุด ที่ กค )กวจ( ๐๔๐๕.๔/ว๑๕๙ ลงวันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๖๖ แนวทางที่ ๑ - จัดทำร่างรายละเอียดของเขตของงานแล้วแต่กรณีตามระเบียบข้อ ๒๑ - กำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอ ตามมาตรา ๖๕ แนวทางที่ ๒ จัดทำร่างรายละเอียดของเขตของงานอย่างละเอียดอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญดังนี้


๗๓ ๑. ความเป็นมา ๒. วัตถุประสงค์ ๓. คุณสมบัติของผู้ยื่นของเสนอ ๔. รายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุที่จะดำเนินการจัดซื้อหรือขอบเขตของงานที่ จะดำเนินการ จัดจ้างฯ )แล้วแต่กรณี( ๕. กำหนดเวลาส่งมอบพัสดุ ๖. หลักเกณฑ์ในการพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอ ๗. วงเงินงบประมาณ/วงเงินที่ได้รับจัดสรร ๘. งวดงานและการจ่ายเงิน ๙. อัตราค่าปรับ ๑๐. ระยะเวลารับประกันความชำรุดบกพร่อง )ถ้ามี( วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ )Electronic Bidding : e - Bidding( ข้อ ๔๕ การจัดหาพัสดุครั้งหนึ่ง ซึ่งมีราคาเกิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท โดยเป็นการจัดหาพัสดุที่มีรายละเอียดคุณลักษณะที่มีความซับซ้อนมีเทคนิค เฉพาะ หรือเป็นสินค้าหรือบริการที่ไม่ได้กำหนดไว้ในระบบ e – Market การนำร่างประกาศและร่างเอกสารประกวดราคาเผยแพร่ให้สาธารณชนเสนอแนะ วิจารณ์ หรือมี ความเห็นเป็น ลายลักษณ์อักษร ดังนี้ วงเงินจัดซื้อจัดจ้าง การประกาศร่างเอกสาร เกิน ๕๐๐,๐๐๐ – ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ดุลยพินิจของหัวหน้าหน่วยงาน เกิน ๕.๐๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป ต้องประกาศฯ วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Bidding : e - Bidding) ข้อ ๕๑ ระยะเวลาการนำประกาศและเอกสารประกวดราคาฯ เผยแพร่ทางเว็บไซต์ส่วนราชการและ กรมบัญชีกลาง ดังนี้ วงเงินจัดซื้อจัดจ้าง (บาท) ระยะเวลาเผยแพร่ (วันทำการ) (ให้คำนึงถึงระยะเวลาในการให้ผู้ประกอบการ เตรียมจัดทำเอกสารเพื่อยื่นข้อเสนอด้วย) เกิน ๕๐๐,๐๐๐ – ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไม่น้อยกว่า ๕ วัน เกิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ – ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไม่น้อยกว่า ๑๐ วัน เกิน ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ - ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไม่น้อยกว่า ๑๒ วัน ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท ขึ้นไป ไม่น้อยกว่า ๒๐ วัน


๗๔ การประกาศผู้ได้รับการคัดเลือก และแจ้งผลการพิจารณา มาตรา ๖๖ ให้หน่วยงานของรัฐประกาศผลผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างหรือผู้ได้รับคัดเลือกและเหตุผล สนับสนุนในระบบเครือข่ายสารสนเทศของกรมบัญชีกลางและของหน่วยงานของรัฐตามวิธีการที่กรมบัญชีกลาง กำหนดและให้ปิดประกาศโดยเปิดเผย ณ สถานที่ปิดประกาศของหน่วยงานของรัฐนั้น เมื่อประกาศผู้ชนะหรือผู้ ได้รับการคัดเลือกระบบ e-GP จะส่งแบบแจ้งผลการจัดซื้อจัดจ้างให้ผู้ค้าแต่ละรายทราบทาง E-mail ให้ผู้มีสิทธิ์ อุทธรณ์ยื่นอุทธรณ์ต่อหน่วยงานของรัฐนั้น ภายใน ๗ วันทำการนับแต่วันประกาศผลการจัดซื้อจัดจ้างในระบบ เครือข่ายสารสนเทศของกรมบัญชีกลาง หากผู้ค้าไม่เห็นด้วยกับการพิจารณาสามารถยื่นอุทธรณ์ได้โดย คลิกที่ แบบอุทธรณ์ผลการจัดซื้อจัดจ้าง )อธ ๒( ที่ระบบจัดส่งให้ทาง E-mail ของผู้ค้า ทั้งนี้สำหรับวิธีe – Bidding หน่วยงานไม่ต้องส่งเอกสารเป็น กระดาษให้ผู้ค้า ๑. การทำสัญญา ๑.๑ การทำข้อตกลงเป็นหนังสือ ๑.๒ การทำสัญญาตามแบบของหน่วยงาน ๑.๓ การทำสัญญา ๒. การจ่ายเงิน ๒.๑ จ่ายตามงวดเงินที่กำหนด ๒.๒ จ่ายตามความก้าวหน้าของงาน ๓. ค่าปรับ ประเภท อัตรา ๑. การทำสัญญาหรือข้อตกลงเป็นหนังสือนอกจาก การจ้าง ที่ปรึกษา ร้อยละ ๐.๐๑ - ๐.๐๒ ของราคาพัสดุที่ยังไม่ได้รับมอบ ๒. การจ้างซึ่งต้องการผลสำเร็จของงานทั้งหมดพร้อม กัน ร้อยละ ๐.๐๑ - ๐.๑๐ ของราคางานจ้างนั้นแต่จะต้องไม่ต่ำกว่าวันละ ๑๐๐ ๓. สำหรับงานก่อสร้างสาธารณูปโภคที่มีผลกระทบ ต่อการจราจร ร้อยละ ๐.๒๕ ของราคางานจ้าง ๔. จ้างที่ปรึกษา ร้อยละ ๐.๐๑ - ๐.๑๐ ของราคางานจ้าง ๔. หลักประกัน (ร้อยละ ๕ / ไม่เกิน ร้อยละ ๑๐) หลักประกันการเสนอราคา เพื่อประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากกรณีที่ผู้ยื่นข้อเสนอ ผู้เสนอราคาหรือผู้ให้บริการไม่ปฏิบัติ ตามกระบวนการซื้อหรือจ้างหรือการจ้างออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้าง ให้หน่วยงานของรัฐกำหนด หลักประกันการเสนอราคาสำหรับการจัดซื้อหรือจ้างด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ การจ้างออกแบบหรือ ควบคุมงานก่อสร้างด้วยวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปที่มีวงเงินซื้อหรือจ้างหรือวงเงินงบประมาณค่าก่อสร้างเกิน


๗๕ กว่า ๕ ล้านบาท ดังนี้ ๑. เช็คหรือดราฟท์ที่ธนาคารเซ็นสั่งจ่ายซึ่งเป็นเช็คหรือดราฟท์ลงวันที่ที่ใช้เช็คหรือดราฟท์เท่านั้น ชำระต่อเจ้าหน้าที่ หรือก่อนวันนั้นไม่เกิน ๓ วันทำการ ๒. หนังสือค้ำประกันอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารภายในประเทศตามแบบที่คณะกรรมการนโยบาย กำหนด ๓. พันธบัตรรัฐบาลไทย ๔. หนังสือค้ำประกันของบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการ เงินทุนเพื่อ ๕. การพาณิชย์และประกอบธุรกิจค้ำประกันตามประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยตามรายชื่อ บริษัทเงินทุนที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยแจ้งเวียนให้ทราบโดยอนุโลม ๕. หลักประกันสัญญา ให้ใช้หลักประกันอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ ๑. เงินสด ๒. เช็คหรือดราฟท์ที่ธนาคารเซ็นสั่งจ่ายซึ่งเป็นเช็คหรือดราฟท์ลงวันที่ที่ใช้เช็คหรือดราฟท์เท่านั้น ชำระต่อเจ้าหน้าที่ หรือก่อนวันนั้นไม่เกิน ๓ วันทำการ ๓. หนังสือค้ำประกันของธนาคารภายในประเทศ ๔. หนังสือค้ำประกันของบริษัทเงินทุนหรือบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ได้รับอนุญาต ๕. พันธบัตรรัฐบาลไทย ๖. ๖. บริหารสัญญา ๑. การส่งมอบงาน ๒. การตรวจรับพัสดุ ๓. การเบิกจ่ายเงิน


๗๖ สรุปรายวิชาข้อสังเกตของหน่วยตรวจสอบเพื่อความโปร่งใส และมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน บรรยายโดย นางอรัญญา วัฒนเศรษฐนันท์ ผู้อํานวยการกลุ่มงานตรวจสอบ 2 กองตรวจสอบระบบการเงินบัญชีท้องถิ่น พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 8 การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุของหน่วยงานของรัฐต้องก่อให้เกิด ประโยชน์ สูงสุดแก่หน่วยงานของรัฐ และต้องสอดคล้องกับหลักการ ดังนี้ 1. คุ้มค่า 2. โปร่งใส 3. มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 4. ตรวจสอบได้ ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ ๙ การดําเนินการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุตามระเบียบนี้ด้วยวิธีการ ทาง อิเล็กทรอนิกส์ ให้หน่วยงานของรัฐดําเนินการในระบบเครือข่ายสารสนเทศของกรมบัญชีกลาง ผ่านทางระบบ จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Government Procurement: e - GP) ตามวิธีการที่ กรมบัญชีกลางกําหนดให้หน่วยงานของรัฐใช้เอกสารที่จัดพิมพ์จากระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ เป็น เอกสารประกอบการดําเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามวิธีการที่กําหนดในระเบียบนี้ การใช้งานระบบคํานวณราคากลางงานก่อสร้างของทางราชการด้วยอิเล็กทรอนิกส์ หนังสือ กรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 0433.2/ว 1368 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2565 กําหนดให้ อปท. คํานวณ ราคากลางงานก่อสร้างที่มีวงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 20 ล้านบาท ต้องคํานวณราคา กลางงาน ก่อสร้างในระบบคําวณราคากลางงานก่อสร้างในระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2565 เป็นต้นไป ไม่ได้กําหนดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุที่จะซื้อหรือจ้าง (Spec) หรือร่างขอบเขตของงาน (TOR) / กําหนดไม่ครบถ้วนไม่สอดคล้องกับรายงาน ขอความเห็นชอบในการจัดซื้อจัดจ้าง ข้อ 21 ในการซื้อหรือจ้างที่มิใช่การจ้างก่อสร้างให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้ง คณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง หรือจะ ให้เจ้าหน้าที่หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งรับผิดชอบในการจัดทําร่างขอบเขต ของงานหรือรายละเอียด คุณลักษณะเฉพาะของพัสดุ ที่จะซื้อหรือจ้างในการจ้างก่อสร้าง แต่งตั้ง คณะกรรมการ/เจ้าหน้าที่/บุคคลจัดทําแบบรูปรายการก่อสร้าง หรือจะดําเนินการจ้าง ออกแบบหรือควบคุม งานก่อสร้างก็ได้ ข้อ 22 ในการซื้อหรือจ้างแต่ละวิธี นอกจากการซื้อที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ให้เจ้าหน้าที่จัดทํา รายงานขอซื้อหรือขอจ้าง เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อขอความเห็นชอบ โดยเสนอผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่ ตามรายการดังต่อไปนี้... (2) ขอบเขตของ งาน หรือรายละเอียดคุณลักษณะเฉพาะของพัสดุหรือแบบรูป รายการงานก่อสร้างที่จะซื้อหรือจ้าง แล้วแต่กรณี การใช้งานระบบคํานวณราคากลางงานก่อสร้างของทางราชการด้วยอิเล็กทรอนิกส์ หนังสือ กรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 0433.2/ว 1368 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2565 กําหนดให้ อปท. คํานวณ ราคากลางงานก่อสร้างที่มีวงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 20 ล้านบาท ต้องคํานวณราคา กลางงาน ก่อสร้างในระบบคําวณราคากลางงานก่อสร้างในระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2565 เป็นต้นไป


๗๗ มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้ “ราคากลาง” หมายความว่า ราคาเพื่อใช้เป็นฐานสําหรับเปรียบเทียบราคาที่ผู้ยื่นข้อเสนอได้ ยื่นเสนอไว้ ซึ่งสามารถจัดซื้อจัดจ้างได้จริงตามลําดับ ดังต่อไปนี้ (๑) ราคาที่ได้มาจากการคํานวณตามหลักเกณฑ์ ที่คณะกรรมการราคากลางกําหนด (๒) ราคา ที่ได้มาจากฐานข้อมูลราคาอ้างอิงของพัสดุ ที่กรมบัญชีกลางจัดทํา (๓) ราคามาตรฐานที่สํานักงบประมาณหรือหน่วยงานกลางอื่นกําหนด (๔) ราคาที่ได้มาจาก การสืบราคาจากท้องตลาด (๕) ราคาที่เคยซื้อหรือจ้างครั้งหลังสุดภายใน ระยะเวลาสองปีงบประมาณ (๖) ราคาอื่นใดตามหลักเกณฑ์วิธีการ หรือแนวทาง ปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐนั้น ๆ ใน กรณีที่มีราคาตาม (๑) ให้ใช้ราคาตาม (๑) ก่อน ในกรณีที่ไม่มีราคาตาม (๑) แต่มีราคาตาม (๒) หรือ(๓) ให้ใช้ราคาตาม (๒) หรือ (๓) ก่อน โดยจะใช้ราคาใด ตาม (๒) หรือ (๓) ให้คํานึงถึงประโยชน์ของ หน่วยงาน ของรัฐเป็นสําคัญ ในกรณีที่ไม่มีราคาตาม (๑) (๒) และ (๓) ให้ใช้ราคาตาม (๔) (๕) หรือ (๖) โดยจะ ใช้ราคาใด ตาม (๔) (๕) หรือ (๖) ให้คํานึงถึงประโยชน์ ของหน่วยงานของรัฐเป็นสําคัญ การใช้งานระบบคํานวณราคากลางงานก่อสร้างของทางราชการด้วยอิเล็กทรอนิกส์ หนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุด ที่ กค 0433.2/ว 1368 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2565 กําหนดให้ อปท. คํานวณราคากลางงานก่อสร้างที่มีวงเงินตั้งแต่ 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 20 ล้านบาท ต้องคํานวณราคากลางงาน ก่อสร้างในระบบคํานวณราคากลางงานก่อสร้าง ในระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-GP) ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2565 เป็นต้นไป การคำนวณราคากลางงานก่อสร้าง คณะกรรมการราคากลางและขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณราคากลางงานก่อสร้าง - ให้ใช้กับงานก่อสร้าง โดยไม่คำนึงถึง วงเงิน มูลค่า และหรือวงเงินงบประมาณของงานก่อสร้าง - งานก่อสร้างที่ต้องคำนวณราคากลางตามหลักเกณฑ์การคำนวณราคากลาง “งานก่อสร้าง” หมายถึง งานก่อสร้างอาคาร งานก่อสร้างสาธารณูปโภค หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นใด และการ ซ่อมแซม ต่อเติม ปรับปรุง รื้อถอน หรือการดำเนินการอื่นใดที่มีลักษณะทำนองเดียวกันต่ออาคาร สาธารณูปโภค หรือสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว รวมทั้งงานบริการที่รวมอยู่ในงานก่อสร้างนั้นด้วย แต่มูลค่าของงาน บริการต้องไม่สูงกว่ามูลค่าของงานก่อสร้าง 1. การปรับปรุง หมายถึง การแก้ไข การกระทํา และหรือการดําเนินการอื่นใด อันเป็น โครงสร้างของสิ่งก่อสร้าง หรือสิ่งก่อสร้างทั้งหมดหรือบางส่วน ให้คงสภาพหรือใช้งานได้ตามปกติดังเดิม 2. การรื้อถอน หมายถึง การรื้อหรือการดําเนินการอื่นใด เพื่อนําส่วนประกอบอันเป็น โครงสร้างของสิ่งก่อสร้าง หรือสิ่งก่อสร้างทั้งหมดหรือบางส่วนออกไป 3. การต่อเติม หมายถึง การดัดแปลง เปลี่ยนแปลง เพื่อเพิ่มเติมหรือขยาย ซึ่งลักษณะ ขอบเขต แบบ รูปทรง สัดส่วน น้ําหนัก เนื้อที่อันเป็นโครงสร้างของสิ่งก่อสร้างหรือสิ่งก่อสร้างทั้งหมดหรือ บางส่วนซึ่งได้ก่อสร้าง ก่อสร้างไว้แล้วให้ผิดไปจากเดิม แต่มิใช่เป็นกรณีของการซ่อมแซม 4. การซ่อมแซม หมายถึง การซ่อม การดําเนินการ และหรือการเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบ อันเป็นโครงสร้างของ สิ่งก่อสร้างหรือสิ่งก่อสร้างทั้งหมดหรือบางส่วน ให้คงสภาพและหรือใช้งานได้ตามปกติ ดังเดิม กรณีการดําเนินการตาม 1 – 4 ต้องมีผลกระทบต่อโครงสร้างหลัก หรือมีผลกระทบต่อความ ปลอดภัย หรือมีความจําเป็นจะต้องมีการควบคุมดูแลการปฏิบัติงานตลอดระยะเวลาดําเนินการ


๗๘ คณะกรรมการกําหนดราคากลาง องค์ประกอบ ประกอบด้วย - ประธานซึ่งเป็นข้าราชการหรือเทียบเท่า โดยคํานึงถึงลักษณะงาน หน้าที่และความรับผิดชอบ ของผู้ที่ได้รับ การแต่งตั้งเป็นสําคัญ 1 คน - กรรมการอย่างน้อย 2 คน กรรมการควรแต่งตั้งจากข้าราชการหรือเทียบเท่า ลูกจ้างประจํา พนักงานจ้างตาม ภารกิจ โดยคํานึงถึงลักษณะงาน หน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้ที่ได้รับการ แต่งตั้งเป็นสําคัญ และควรมีผู้มี ความรู้เกี่ยวกับการประมาณราคา ร่วมเป็นกรรมการด้วย กรณีจําเป็นหรือเพื่อประโยชน์ของทางราชการ จะแต่งตั้งบุคคลภายนอก ซึ่งไม่มีส่วนได้ส่วน เสีย กับการก่อสร้างนั้น ร่วมเป็นกรรมการด้วยก็ได้ อํานาจหน้าที่คณะกรรมการกําหนดราคากลาง ให้คณะกรรมการกําหนดราคากลางมีอํานาจหน้าที่ และรับผิดชอบคํานวณราคากลางงาน ก่อสร้างครั้งนั้น ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์การคํานวณราคากลาง งานก่อสร้าง แล้วนําเสนอ หัวหน้าหน่วยงาน ของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนการจัดทํารายงาน ขอซื้อหรือขอจ้างและหรือก่อน การจัดทําเอกสารประกาศสอบราคา หรือเอกสารประกาศ ประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ หรือประกาศร่าง ขอบเขตของงาน ในกรณีที่ราคาของผู้เสนอราคารายที่ส่วนราชการเห็นสมควรจ้างแตกต่างจากราคากลางที่ คณะกรรมการกําหนดราคากลางคํานวณไว้ ตั้งแต่ร้อยละ 15 ขึ้นไป โดยใช้ราคากลางเป็นฐาน ในการคํานวณ ให้คณะกรรมการกําหนดราคากลางหรือผู้ที่เกี่ยวข้องแจ้งรายละเอียดการคํานวณ ราคากลางงานก่อสร้างนั้นให้ สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินทราบโดยเร็ว *การแจ้งไม่มีผลในการที่จะพิจารณารับหรือไม่รับราคาของผู้เสนอราคารายนั้น - กรณีที่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐได้ให้ความเห็นชอบราคากลางงานก่อสร้าง ที่คณะกรรมการ กําหนดราคากลางได้คํานวณไว้แล้ว และยังไม่ประกาศเผยแพร่ TOR ยังไม่ประกาศสอบราคา ประกาศประกวด ราคาอิเล็กทรอนิกส์ ยังไม่ได้ทําหนังสือเชิญชวนกรณีวิธีการคัดเลือกหรือวิธี เฉพาะเจาะจงหรือตามที่กําหนด สําหรับการจัดจ้างก่อสร้างด้วยวิธีการอื่น ภายใน 30 วัน นับถัด จากวันที่หัวหน้าหน่วยงานของรัฐได้ให้ความ เห็นชอบราคากลางงานก่อสร้างนั้น ให้หัวหน้า หน่วยงานของรัฐมอบหมายให้คณะกรรมการกําหนดราคากลาง ที่คํานวณราคากลางงานก่อสร้าง นั้นพิจารณาทบทวนราคากลางให้มีความเป็นปัจจุบัน แล้วนําเสนอหัวหน้า หน่วยงานของรัฐ ผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนการประกาศสอบราคา ประกาศ ประกวด ราคาอิเล็กทรอนิกส์ ประกาศร่างขอบเขตของงาน ก่อนทําหนังสือเชิญชวนกรณีวิธีคัดเลือกหรือวิธี เฉพาะเจาะจง ด้านการพัสดุ อปท. - ไม่ได้ดําเนินการจัดซื้อจัดจ้างในระบบ e-GP - ไม่ได้ใช้เอกสารจัดซื้อจัดจ้างจากระบบ e-GP - เบิกจ่ายเงินค่าวัสดุสํานักงานโดยอ้างอิงตารางที่ 1 ตามหนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค (กวจ) 0405.2/ว 119 ลงวันที่ 7 มีนาคม 2561 ซึ่งเป็นรายการ ค่าใช้จ่ายที่ไม่เข้าลักษณะตามหนังสือ สั่งการดังกล่าว ระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 9 การดําเนินการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุตามระเบียบนี้ด้วยวิธีการทาง อิเล็กทรอนิกส์ ให้หน่วยงานของรัฐดําเนินการในระบบเครือข่ายสารสนเทศของกรมบัญชีกลาง ผ่านทางระบบ


๗๙ จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Government Procurement : e - GP) ตามวิธีการที่ กรมบัญชีกลางกําหนดให้หน่วยงานของรัฐใช้เอกสารที่จัดพิมพ์จากระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ เป็นเอกสารประกอบการดําเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามวิธีการที่กําหนดในระเบียบนี้ วัตถุประสงค์ ของ ว 119 เพื่อให้การจัดหาพัสดุที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายใน การบริหารงานของ หน่วยงานของรัฐ ที่มีวงเงินเล็กน้อยเป็นไปด้วยความ สะดวก รวดเร็ว ลดขั้นตอนในการดําเนินการ และ หน่วยงานของรัฐมีแนว ปฏิบัติเดียวกัน จึงยกเว้นการปฏิบัติตามกระบวนงานจัดหาตาม พ.ร.บ. และระเบียบ กค . ว่ าด้ วยการจัด ซื้ อ จั ด จ้ า ง ซึ่ ง ร วมระเบียบ กระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม และการเข้ารับการ อบรมของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และระเบียบ คชจ.ในการบริหารงาน อปท. การดําเนินการจัดหาพัสดุที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน ค่าใช้จ่ายในการ ฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมของหน่วยงานของรัฐ ตามหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ กค (กวจ) 0405.2/ว 119 ลว. 7 มีนาคม 2561 ระเบียบและหนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้อง 1. ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของ อปท. พ.ศ. 2562 2. ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม และการเข้ารับการ ฝึกอบรมของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น พ.ศ. 2557 3. ที่ มท 0808. 2/ว 0766 ลว. 5 กุมภาพันธ์ 2563 เรื่อง ระเบียบ กระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของ อปท. พ.ศ. 2562 4. ที่ มท 0808.2/ว 4759 ลว. 19 ส.ค. 2564 เรื่อง กําหนดค่าใช้จ่ายที่เป็น ค่าใช้ สอย ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของ อปท. พ.ศ. 2562 การยืมเงินเพื่อปฏิบัติราชการ ข้อ 93 การเบิกจ่ายเงินเพื่อจ่ายเป็นเงินยืมให้แก่บุคคลใดในสังกัด ยืมเพื่อปฏิบัติ ราชการให้ กระทําได้เฉพาะรายการ (1) รายการค่าจ้างแรงงาน ซึ่งไม่มีกําหนดจ่ายเป็นงวดแน่นอนเป็นประจํา แต่จําเป็นต้องจ่าย ให้แก่ละวันหรือแต่ละคราวเมื่อเสร็จงาน (ตามป.แพ่ง,กม.แรงงาน) (2) รายการค่าตอบแทน ใช้สอยและวัสดุ เฉพาะค่าตอบแทนสําหรับผู้ที่ปฏิบัติงานให้แก่ อปท. และจำเป็นต้องจ่ายแต่ละวันหรือแต่ละคราวเมื่อสิ้นสุดการปฏิบัติงาน ค่าเบี้ยประชุม (3) รายการค่าใช้สอยหรือวัสดุที่ไม่ต้องจัดซื้อจัดจ้าง เช่น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไป ราชการ ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม ค่าใช้จ่ายในการจัดงาน การจัดกิจกรรมสาธารณะและ การจัดการแข่งขัน กีฬา เป็นต้น ในกรณีเดินทางไปราชการเพื่อฝึกอบรมให้สามารถยืมค่าลงทะเบียนและ ค่าใช้จ่ายในการ เดินทางไปราชการในคราวเดียวกันได้* (4) ค่าใช้สอยและค่าวัสดุที่มีวงเงินในการจัดหาตามที่ กวจ. กําหนด และยกเว้นให้ไม่ต้องทํา รายงานขอซื้อขอจ้าง (ว 119 ตาราง 1) (5) รายการค่าสาธารณูปโภค เฉพาะค่าบริการไปรษณีย์โทรเลข (6) รายการที่ตั้งงบประมาณไว้เพื่อจ่ายให้กับผู้มีสิทธิได้รับ เช่น เบี้ยยังชีพ ทุนการศึกษา การ ให้ความช่วยเหลือนักเรียน คชจ. เพื่อช่วยเหลือ ปชช. กรณีช่วยเป็นเงิน ตารางที่ 1 ค่าใช้จ่ายในการบริหารงานรายการที่ต้องจัดซื้อจัดจ้างตาม พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหาร พัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560


๘๐ - ใช้กับการจัดหาที่เกี่ยวกับ คชจ.ในการบริหารงาน ของอปท. ที่มีวงเงินครั้งหนึ่งไม่เกิน 10,000 บาท ต้องดําเนินภายใต้ พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 รายการ ดังนี้ 1. ค่าใช้จ่ายในการเตรียมการระหว่างการรับเสด็จ หรือเกี่ยวเนื่องกับการรับเสด็จ ส่งเสด็จ พระมหากษัตริย์พระราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ 2. ค่าพานพุ่มดอกไม้ พานประดับพุ่มดอกไม้ พานพุ่มเงินพุ่มทอง กรวยดอกไม้พวงมาลัย ช่อ ดอกไม้ กระเช้าดอกไม้ หรือพวงมาลา สําหรับวางอนุสารีย์ หรือใช้ในการจัดงานการจัดกิจกรรมเฉลิมพระ เกียรติ ในวโรกาสต่าง ๆ 3. ค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมราชการ สัมมนา จัดงานและให้หมายความรวมถึงการประชุม ราชการทางไกล ผ่านดาวเทียม ตามที่จําเป็น เช่น ค่าเช่าสถานที่อบรม ค่าเช่ารถ ค่ากระเป๋า ค่าเอกสารและ อุปกรณ์เครื่อง เขียน ค่าดอกไม้ ค่าตกแต่งสถานที่ ค่าป้ายไวนิล ค่าของที่ระลึกวิทยากร 4. ค่าของขวัญหรือของที่ระลึกที่มอบให้ชาวต่างประเทศ กรณีเดินทางไปราชการ ต่างประเทศชั่วคราว กรณีชาวต่างประเทศเดินทางมาประเทศไทยในนามของหน่วยงานของรัฐเป็นส่วนรวม 5. ค่าของขวัญหรือของที่ระลึกเพื่อแสดงความยินดีหรือเนื่องในเทศกาลต่าง ๆ ในนามของ หน่วยงานของรัฐ เป็นส่วนรวม เช่น กระเช้าของขวัญ กระเช้าผลไม้ กระเช้าดอกไม้ ช่อดอกไม้ ของชําร่วย 6. ค่าโล่ ใบประกาศเกียรติคุณ ค่ากรอบใบประกาศเกียรติคุณ ของขวัญ ของรางวัล ของที่ ระลึกสําหรับข้าราชการ ลูกจ้างประจํา หรือพนักงานของหน่วยงานของรัฐ ที่เกษียณอายุ หรือผู้ให้ความ ช่วยเหลือ หรือควรได้รับการยกย่องจากทางราชการ 7. ค่าใช้จ่ายในการประดับ ตกแต่งอาคารสถานที่ของหน่วยงานของรัฐ 8. ค่าบริการ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการกําจัดแมลง แมง หนู หรือสัตว์ที่อาจเป็นพาหะนําโรค ร้ายมาสู่คน และให้หมายความรวมถึงการกําจัดเชื้อโรคหรือเชื้อราตามหน่วยงานของรัฐหรือ บ้านพักที่ทาง ราชการจัดไว้ให้ 9. ค่าใช้จ่ายในการจัดหาอาหารสําหรับผู้ป่วยสามัญ ผู้ป่วยโรคเรื้อนของสถานบริการของ หน่วยงานของรัฐหรือสําหรับผู้ถูกควบคุม คุมขัง กักขัง คุมความประพฤติ หรือผู้ที่ถูกใช้ มาตรการอื่นใดอันมี ลักษณะเป็นการจํากัดสิทธิเสรีภาพ ซึ่งต้องหาว่ากระทําความผิด หรืออาหาร นม อาหารเสริมสําหรับเด็กที่อยู่ ในสงเคราะห์ของทางราชการ หรือหน่วยงานของ ทางราชการ 10. ค่าใช้จ่ายในการเป็นสมาชิก หรือการจัดซื้อหนังสือ จุลสาร วารสาร หนังสือพิมพ์ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ในราชการโดยส่วนรวม 11. ค่าบริการในการกําจัดสิ่งปฏิกูล จัดเก็บขยะของหน่วยงานของรัฐ ค่าบริการในการกําจัด สิ่งปฏิกูลบ้านพักของทางราชการกรณีไม่มีผู้พักอาศัย 12. ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดจากการใช้พัสดุที่ยืมจากหน่วยงานอื่น เพื่อใช้ในการปฏิบัติ ราชการหรือปฏิบัติงานกรณีจําเป็นเร่งด่วนเป็นการชั่วคราว 13. ค่าวัสดุที่ใช้เพื่ออํานวยความสะดวกแก่ผู้ปฏิบัติงาน 14. ค่ารับรองและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องในการรับรองบุคคลภายนอก 15. ค่าน้ําดื่ม ตาราง 2 ค่าใช้จ่ายในการบริหารงานรายการที่ไม่ใช่การจัดซื้อจัดจ้างตาม พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการ บริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 1. ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม ค่าอาหารในกรณีที่มีการประชุมคาบเกี่ยวมื้ออาหาร ค่าตอบแทนวิทยากร ทั้งภายในและภายนอก และค่าเช่าที่พัก สําหรับการจัดประชุมราชการและให้หมายความ


๘๑ รวมถึงการ ประชุมราชการทางไกลผ่านดาวเทียม การจัดสัมมนา การจัดงานทั้งในและนอกสถานที่ของ หน่วยงาน ของรัฐ 2. ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มสําหรับกรณีหน่วยงานอื่นหรือบุคคลภายนอกเข้าดูงาน หรือ เยี่ยมชม หน่วยงานของรัฐ หรือกรณีการตรวจเยี่ยมหรือตรวจราชการตามภารกิจปกติของบุคลากรภายใน หน่วยงานของรัฐ การแถลงข่าวของหน่วยงานของรัฐ การมอบเงินหรือสิ่งของบริจาค 3. ค่าธรรมเนียมในการคืนบัตร เปลี่ยนบัตรโดยสารพาหนะในการเดินทางไปราชการ หรือค่า บัตร โดยสารที่ไม่สามารถคืนหรือเปลี่ยนแปลงได้กรณีเลื่อนการเดินทางไปราชการ กรณีหน่วยงานของรัฐ สั่งให้ งดหรือเลื่อนการเดินทาง ไปราชการ และให้รวมถึงกรณีเหตุสุดวิสัยอื่น ๆ ที่ทําให้ไม่สามารถ เดินทางได้ ทั้งนี้ ต้องมิได้เกิดจากตัวผู้เดินทางเป็นเหตุ 4. ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ที่มิใช่ค่าธรรมเนียมธนาคารเกี่ยวกับการทําธุรกรรมทางการเงินเพื่อ ความสะดวกของส่วนราชการที่มิใช่เป็นการร้องขอของผู้มีสิทธิรับเงิน 5. ค่าใช้บริการอินเตอร์เน็ตของผู้เดินทางไปราชการเพื่อประโยชน์ของทางราชการ 6. ค่าผ่านทางด่วนพิเศษ ค่าบริการจอดรถในการเดินทางไปปฏิบัติราชการ สําหรับรถยนต์ ของ ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐตามระเบียบว่าด้วยรถราชการหรือระเบียบอื่นที่เกี่ยวข้องของ หน่วยงาน ของรัฐซึ่งหน่วยงานของรัฐได้มาโดยวิธีการซื้อ การยืม การรับบริจาค หรือได้รับความ ช่วยเหลือจากรัฐบาล ต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศและขึ้นทะเบียนเป็นครุภัณฑ์ของ ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ นั้น การเช่า หรือรถส่วนตัวของข้าราชการหรือพนักงานของ หน่วยงานของรัฐผู้เลือกรับเงินค่าตอบแทนเหมา จ่ายแทนการจัดหารถประจําตําแหน่งสําหรับ ข้าราชการผู้มีสิทธิได้รับรถประจําตําแหน่งที่ได้จัดหามาใช้ในการ ปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงานของ หน่วยงาน 7. ค่าพาหนะกรณีได้รับมอบหมายให้เดินทางไปปฏิบัติราชการ ซึ่งหน่วยงานของรัฐไม่ สามารถ จัดรถยนต์ส่วนกลางได้ 8. ค่าตรวจสอบเพื่อรับรองระบบการทํางานหรือมาตรฐานการทํางาน 9. ค่าระวาง บรรทุก ขนส่งหรือพัสดุภัณฑ์ของหน่วยงานของรัฐ ยกเว้นค่าระวาง บรรทุก ขนส่งพัสดุ หรือพัสดุภัณฑ์ในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ 10. ค่าตรวจร่างกายของบุคลากรเพื่อตรวจหาสารกัมมันตภาพรังสี และเชื้อเอชไอวีจากการ ปฏิบัติงานตามภารกิจปกติ และไม่ถือเป็นสวัสดิการ การรักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้างประจํา หรือ พนักงานของหน่วยงาน ของรัฐที่จะใช้สิทธิเบิกจ่ายตามกฎหมายเกี่ยวกับการเบิก ค่ารักษาพยาบาล 11.ค่ารักษาพยาบาลสัตว์และค่าตรวจสุขภาพสัตว์ สําหรับหน่วยงาน ที่ภารกิจปกติในการ ดูแลสัตว์ 12. ค่าสาธารณูปโภค เช่น - ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าโทรศัพท์ ของหน่วยงานของรัฐและบ้านพักข้าราชการ - ค่าบริการไปรษณีย์ ค่าฝากไปรษณีย์ ค่าบริการไปรษณีย์ตอบรับค่าดวงตราไปรษณีย์ หรือ ค่าเช่าตู้ไปรษณีย์ - ค่าธรรมเนียมธนาคารเกี่ยวกับการทําธุรกรรมทางการเงินเพื่อความสะดวกของส่วนราชการ ที่มิใช่เป็นการร้องขอของผู้มีสิทธิรับเงิน 13. การบริจาคหรือการดําเนินการเพื่อการกุศล เช่น บัตรการกุศล 14. ค่าสมาชิกหรือค่าบํารุงประจําปีของสถาบัน องค์กร หรือสโมสรต่าง ๆ 15. ค่าตอบแทนวิทยากร ค่าตอบแทนในการจ้างให้บริการสันทนาการ หรือค่าตอบแทนอื่น ในลักษณะเดียวกัน


๘๒ หน้าที่ของผู้ควบคุมงาน ข้อ 178 ผู้ควบคุมงาน มีหน้าที่ดังนี้ (1) ตรวจและควบคุม ณ สถานที่ที่กําหนดไว้ในสัญญา ให้เป็นไปตามแบบรูปรายการ และ ข้อกําหนดในสัญญา กรณีสั่งเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพิ่มเติม หรือตัดทอนงานได้ตามที่เห็นสมควร เพื่อให้เป็นไปตาม แบบรูปรายการ ละเอียด และข้อกําหนดในสัญญา และสั่งให้หยุดงานกรณีผู้รับจ้างขัดขืนไม่ปฏิบัติตาม และ รายงาน คกก. ตรวจรับพัสดุทันที (2) กรณีแบบรูปรายการขัดแย้งกับข้อกําหนดในสัญญา ให้สั่งพักงานไว้ก่อน แล้วรายงาน คกก.ตรวจรับพัสดุ โดยเร็ว (3) จดบันทึกสภาพการปฏิบัติงานและเหตุการณ์แวดล้อมเป็นรายวัน พร้อมผลการปฏิบัติงาน หรือการหยุดงาน และสาเหตุที่หยุดงาน โดยจัดทําอย่างน้อย 2 ฉบับ รายงาน คกก.ฯ ทุกสัปดาห์ และส่งมอบ ให้เจ้าหน้าที่เมื่อ เสร็จงานแต่ละงวด (4) รายงานผลการปฏิบัติงานตามสัญญาเมื่อมีการเริ่มงานของผู้รับจ้าง และในวันถึงกําหนด ส่งมอบงานแต่ละ งวด ว่าเป็นไปตามสัญญาหรือไม่ ให้ คกก.ฯ ทราบภายใน 3 วันทําการ นับแต่ถึงกําหนด นั้น ๆ กรณี อปท. รับมอบพัสดุที่มีผู้อุทิศให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ อปท. หรือให้สิทธิ อันเกี่ยวกับพัสดุหรือมอบให้เป็น ผู้ดูแลพัสดุ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง ม.3 บัญญัติว่า “ให้ยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับพัสดุ การจัดซื้อจัดจ้าง หรือ การ บริหารพัสดุ ในกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ ข้อบัญญัติ และข้อกําหนดใด ๆ ของ หน่วยงานของ รัฐที่อยู่ภายใต้บังคับแห่งพระราชบัญญัตินี้” ตามเจตนารมย์ให้ยกเลิกบทบัญญัติเกี่ยวกับพัสดุสําหรับกรณีอื่นที่มิได้เกี่ยวกับการจัดซื้อ จัด จ้างหรือการบริหารพัสดุก็ยังคงดําเนินการตามระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป เมื่อข้อเท็จจริงกรณีมี ผู้อุทิศพัสดุให้ เป็นกรรมสิทธิ์แก่ อปท.ฯ ถ้ามีเงื่อนไขหรือมีภาระติดพัน อปท. จะรับเอาพัสดุหรือ สิทธินั้น ๆ ได้ต่อเมื่อได้รับ ความเห็นชอบจากสภาท้องถิ่น ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วย การพัสดุของหน่วยบริหารราชการส่วน ท้องถิ่น พ.ศ. 2535 การกําหนดคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอในงานจ้างก่อสร้าง 1. งานจ้างก่อสร้างวงเงินตั้งแต่ 1,000,000 บาท ขึ้นไป ให้กําหนดว่าต้องเป็นนิติบุคคลตาม กฎหมาย 2. งานจ้างก่อสร้างห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐกําหนดเงื่อนไขของผู้ยื่นข้อเสนอในเรื่องดังนี้ (1) จะต้องเป็นนิติบุคคลที่มีผลประกอบการเป็นกําไร (2) จะต้องยื่นใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมมาแสดงตั้งแต่ขณะเข้าเสนอราคา (3) ผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องเป็นตัวแทนจําหน่ายและจะต้องมีหนังสือแต่งตั้งตัวแทนจําหน่าย หรือจะต้องมี หนังสือรับรองอะไหล่จากผู้ผลิตหรือตัวแทนจําหน่ายที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ผลิต (4) การกําหนดผลงาน หากหน่วยงานของรัฐจะกําหนดให้กําหนดได้ไม่เกินร้อยละ 50 ของ วงเงิน งบประมาณ หรือวงเงินที่ประมาณการ และเป็นผลงานการก่อสร้างประเภทเดียวกันกับงานที่จะก่อสร้าง และเป็น ผลงานในสัญญาเดียวเท่านั้น รวมทั้งเป็นงานที่ได้มีการส่งมอบและตรวจรับแล้ว 3. การกําหนดรายการวัสดุที่จะนํามาใช้ในงานก่อสร้าง 1) กรณีมี มอก. หรือมีมาตรฐานที่หน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกําหนดไว้ ให้ระบุมาตรการ นั้นได้ 2) กรณีที่ยังไม่ได้กําหนดมาตรฐานตาม 1) แต่มีความจําเป็นต้องใช้วัสดุซึ่งเห็นว่าคุณภาพดี


๘๓ เป็นที่นิยม ใช้ และจําเป็นต้องระบุยี่ห้อ ให้ระบุยี่ห้อได้ แต่ต้องไม่น้อยกว่า 3 ยี่ห้อ และให้ถือว่าวัสดุทั้งหมดมี คุณภาพ เทียบเท่ากัน ในกรณีผู้ยื่นข้อเสนอขอใช้วัสดุที่มีคุณภาพดีกว่าหรือเทียบเท่ากับยี่ห้อที่ระบุ ให้ผู้ยื่นพิสูนจน์ ให้เป็นที่เชือ ถือและยอมรับของ คกก.ตรวจรับพัสดุ ถ้า คกก.ฯ ยอมรับ ให้ถือว่าเป็นวัสดุเทียบเท่าได้ และ ความเห็นของ คกก. ตรวจรับพัสดุถือเป็นที่สุดเฉพาะครั้งนั้น แนวทางปฏิบัติในการกําหนดรายละเอียดงานดินถม งานดินตัก และงานฐานรากในการจ้าง ก่อสร้าง ประเด็น หน่วยงานของรัฐบางแห่ง กําหนดรายละเอียดของงานฐานรากในลักษณะเป็นทางเลือกตามผลการ ทดสอบดินก่อนทําการ ก่อสร้าง แต่ไม่ได้มีการตกลงกันในราคาจ้างในแต่ละลักษณะไว้ก่อนรวมถึงบางแห่งได้ กําหนดรายละเอียดของงานดินถม งานดินตัก ในงวดค่างานแตกต่างไปจากสภาพข้อเท็จจริงมาก ทําให้เกิด ปัญหาในการดําเนินการตามสัญญาจ้างเมื่อมีการก่อสร้างจริง หนังสือ ด่วนที่สุด ที่ กค (กวจ) 0405.2/ว 118 ลว. 12 มี.ค. 2562 1. ให้สํารวจและกําหนดปริมาณงานดินถม งานดินตัก ในแบบรูปรายการละเอียดให้ใกล้เคียง กับข้อเท็จจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนที่เกี่ยวกับความสั้นยาวและขนาดของเสาเข็มที่อาจทําให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงราคาค่างานก่อนเริ่มดําเนินการจัดจ้าง 2. ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐ ไม่อาจกําหนดแบบรูปและรายการละเอียดในงานฐานรากให้ แน่นอนได้ จําเป็นจะต้องให้มี ทางเลือกในการเปลี่ยนแปลงรายการฐานรากตามสภาพของการก่อสร้างได้ โดย ปกติให้กําหนดเงื่อนไขในลักษณะเป็น ทางเลือกไว้ตั้งแต่ต้น เช่น ต้องตอกเสาเข็มหรือใช้ฐานแผ่ หรือขนาด ความสั้นยาวของเสาเข็ม และในชั้นการเสนอราคาของ ผู้รับจ้าง การพิจารณาของหน่วยงาน ให้มีการกําหนด ราคาค่าจ้างในส่วนต่าง ๆ ให้ชัดเจนไว้ตั้งแต่ต้น และระบุไว้เป็นส่วนหนึ่ง ของสัญญา 3. กรณีนอกเหนือจาก 2. หากมีความจําเป็นจะต้องเปลี่ยนแปลงแบบรูปและรายการทําให้ ค่าจ้างมีวงเงินสูงขึ้นหรือลดลงจากเดิม หน่วยงานจะต้องดําเนินการในเรื่องของการแก้ไขสัญญา ตามระเบียบ ข้อ 165 แนวทางปฏิบัติการดําเนินการภายหลังหน่วยงานของรัฐบอกเลิกสัญญาซื้อหรือจ้าง ตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัด จ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ดังนี้ ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 183 กําหนดว่า กรณีหากปรากฏว่าคู่สัญญาไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาหรือข้อตกลงได้ และจะต้องมีการ ปรับตามสัญญาหรือข้อตกลงนั้น หากจํานวนเงินค่าปรับจะเกินร้อยละสิบของวงเงินค่าพัสดุ ให้พิจารณา ดําเนินการบอกเลิกสัญญาหรือข้อตกลง เว้นแต่คู่สัญญาจะได้ยินยอมเสียค่าปรับให้แก่หน่วยงานของรัฐโดยไม่มี เงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐพิจารณาผ่อนปรนการบอกเลิกสัญญาได้เท่าที่จําเป็น แนวทางการดําเนินการ 1. กรณีมีหลักประกันสัญญา ให้แจ้งหน่วยงานที่ออกหนังสือค้ําประกันชําระเงินตามสัญญาค้ํา ประกัน พร้อมกับ แนบสําเนาหนังสือบอกเลิกสัญญา ภายใน 60 วัน เมื่อได้รับชําระเงินตามสัญญาค้ําประกัน แล้ว ให้ดําเนินการตามกฎหมายและระเบียบ ในกรณีที่หน่วยงานผู้ออกหนังสือค้ําประกันไม่ชําระเงินตาม สัญญา ค้ําประกัน ให้ส่งเรื่องไปยังสํานักอัยการสูงสุดดําเนินการฟ้องคดี 2. ให้หน่วยงานของรัฐพิจารณากรณีทิ้งงานให้เป็นไปตาม พ.ร.บ. และระเบียบฯ แล้วแจ้ง รายชื่อผู้ทิ้งงานตาม แบบ ให้ปลัดกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณา ค่าเสียหาย


๘๔ 1. ค่าเสียหายของพัสดุหรืองานที่ได้ส่งมอบแล้ว และยังไม่ได้เบิกจ่ายเงิน (1) ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้ง คกก. ขึ้นมาคณะหนึ่งหรือจะมอบหมายบุคคลบุคคล หนึ่งรับผิดชอบ เพื่อพิจารณาพัสดุหรืองานที่คู่สัญญารายเดิมได้ส่งมอบ ว่าสมควรรับไว้และใช้ประโยชน์ในทาง ราชการได้ตามสัญญา หรือไม่ หากเห็นว่ามีพัสดุหรืองานที่หน่วยงานของรัฐรับไว้และใช้ประโยชน์ในทาง ราชการได้ หน่วยงานของรัฐจะต้อง ชดใช้เงินคืนตามค่าพัสดุหรือค่างานนั้นแก่คู่สัญญารายเดิม (2) ให้ คกก. หรือบุคคลที่รับผิดชอบ ตาม (1) จัดทํารายงานผลการพิจารณาและความเห็น เสนอหัวหน้า หน้าหน่วยงานของรัฐผ่านหัวหน้าเจ้าหน้าที่ให้ความเห็นชอบ กรณีหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเห็นว่า มีพัสดุหรืองาน ที่หน่วยงานของรัฐรับไว้และใช้ประโยชน์ในทางราชการได้ ต้องชดใช้เงินคืนตามค่าพัสดุหรือค่า งานให้คู่สัญญารายเดิม 2. ค่าเสียหายของพัสดุหรืองานที่ยังไม่ได้ส่งมอบ (1) ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้ง คกก. ขึ้นมาคณะหนึ่งหรือจะมอบหมายบุคคลบุคคล หนึ่ง รับผิดชอบประเมินค่าเสียหาย โดยสํารวจตรวจสอบค่าเสียหายของพัสดุหรืองานที่คู่สัญญาเดิมยังไม่ส่ง มอบหรือ สํารวจตรวจสอบและประเมินแบบที่ใช้ในการก่อสร้าง ประเมินรายการปริมาณและราคาของ สิ่งก่อสร้างคงเหลือ เพื่อคํานวณงบประมาณสําหรับการดําเนินการจัดหาคู่สัญญารายใหม่ (2) ให้ คกก. ตาม (1) จัดทํารายงานผลการพิจารณาและความเห็นเสนอหัวหน้าหน่วยงาน ของรัฐผ่าน หัวหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อพิจารณาให้ความเห็น (3) กรณีงานก่อสร้าง ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐแต่งตั้ง คกก.กําหนดราคากลางสําหรับงาน ก่อสร้าง ส่วนที่ยังไม่ได้ดําเนินการ (4) หน่วยงานของรัฐอาจดําเนินการตามโครงการนั้นต่อเอง หรือจัดหาคู่สัญญารายใหม่ ตาม กฎหมาย ระเบียบฯ เพื่อเข้าดําเนินการต่อจนแล้วเสร็จ กรณีค่าพัสดุหรือค่างานเพิ่มจากสัญญาเดิม รวมทั้งมี ค่าใช้จ่าย และค่าเสียหายอื่น ๆ ให้ถือเป็นค่าเสียหายที่คู่สัญญารายเดิมจะต้องรับผิดชอบ การประเมินค่าเสียหาย 1. เมื่อรับทราบค่าเสียหาย จากการดําเนินการตาม 2. แล้ว ให้นํามาหักออกจาก หลักประกันสัญญาจนครบถ้วน 2. หากยังมีหลักประกันสัญญาคงเหลืออยู่ ให้คืนจํานวนเงินที่เหลือแก่คู่สัญญารายเดิม แต่ หากค่าเสียหายมีจํานวนมากกว่าจํานวนเงินหลักประกันสัญญา หน่วยงานของรัฐมี สิทธิริบหลักประกันไว้ ทั้งหมด และมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ขยายหรือผู้รับจ้างรายเดิมต้อง ชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มเติมอีกจนครบถ้วน 3. ให้หน่วยงานของรัฐมีหนังสือแจ้งให้คู่สัญญารายเดิมชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มเติม ภายใน 15 วัน นับถัดจากวันที่ได้รับหนังสือ หากคู่สัญญารายเดิมไม่ยอมชดใช้ค่าเสียหายไม่ว่า ทั้งหมดหรือบางส่วน ให้ส่งเรื่องให้สํานักงานอัยการสูงสุดดําเนินคดีกับคู่สัญญารายเดิม ข้อตรวจพบ 1) ไม่พบหลักฐานการอนุมัติให้เดินทางไปราชการ 2) ผู้บริหารท้องถิ่นเป็นผู้อนุมัติให้รองประธานสภาและสมาชิกสภาเดินทางไปราชการ 3) เบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงเดินทางเกินอัตราที่ระเบียบกําหนด 4) เบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการในวันที่ไม่ได้รับอนุมัติให้เดินทางไปราชการ 5) เบิกจ่ายค่าเช่าที่พักเหมาจ่ายระหว่างเดินทางซึ่งโดยปกติต้องพักแรมในยานพาหนะ 6) เบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการเกินอัตราที่กําหนด ไม่จําเป็น ไม่เหมาะสม และ ไม่ประหยัด


๘๕ 7) กรณีเดินทางโดยพาหนะรับจ้างไม่พบเอกสารหลักฐานชี้แจงเหตุผลและความจําเป็นไว้ใน รายงาน การเดินทางหรือหลักฐาน 8) เบิกค่าโดยสารรถไฟเกินสิทธิตามที่ระเบียบกําหนด 9) กรณีเดินทางไปราชการเป็นหมู่คณะ ผู้ร่วมคณะเดินทางทุกรายไม่ได้ลงลายมือชื่อใน หลักฐานการจ่ายเงิน แบบ 8708 ส่วนที่ 2 (ผู้ขอเบิกเป็นผู้ลงนามรับเงินเพียงคนเดียว) 10) ใช้แบบรายงานการเดินทางไปราชการไม่เป็นไปตามแบบที่ระเบียบกําหนด 11) เบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการโดยไม่มีใบขอเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไป ราชการ 12) ใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินไม่อาจเรียกใบเสร็จรับเงินได้ ผู้ขอเบิกกําหนดรูปแบบขึ้นเอง และมี สาระไม่ครบถ้วนถูกต้องตามที่ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการของ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น พ.ศ. 2555 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 13) เบิกจ่ายเงินชดเชยค่าพาหนะส่วนตัวโดยไม่มีรายละเอียดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ประกอบการ เบิกจ่าย 14) เบิกจ่ายค่าโดยสารเครื่องบินโดยไม่มีใบเสร็จรับเงิน /ใบรับเงินค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน 15) ตั้งงบประมาณประเภทค่าลงทะเบียนในการฝึกอบรมรวมเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไป ราชการ และนําค่าลงทะเบียนมาเบิกเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ข้อ 15 ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการชั่วคราว ได้แก่ (1) เบี้ยเลี้ยงเดินทาง (2) ค่าเช่าที่พัก (3) ค่าพาหนะ รวมถึงค่าเช่ายานพาหนะ ค่าเชื้อเพลิงหรือพลังงานสําหรับยานพาหนะ ค่า ระวาง บรรทุก ค่าจ้างคนหาบหาม และอื่น ๆ ทํานองเดียวกัน (4) ค่าใช้จ่ายอื่นที่จําเป็นต้องจ่ายเนื่องในการเดินทางไปราชการ (ไม่รวม คชจ.ที่เป็นค่าใช้จ่าย ใน การบริหารงาน) เบิกจ่ายเบี้ยเลี้ยงเดินทางเกินอัตราที่ระเบียบกําหนด ข้อ 16 เบี้ยเลี้ยงเดินทางให้เบิกได้ในลักษณะเหมาจ่าย ตามบัญชีหมายเลข 1 ท้ายระเบียบนี้ - อัตรา 240 บาท สําหรับ อก.กลาง บห.กลาง ชพ. ลงมา/เทียบเท่า นายก/ประธานสภา อบต. รองนายก ฯ สมาชิกฯ - อัตรา 270 บาท สําหรับ อก.สูง บห.สูง ชช. ขึ้นไป/เทียบเท่า นายกเทศมนตรี นายก อบจ./ ประธานสภา *กรณีบุคคลอื่นเทียบระดับทั่วไปปฏิบัติงาน เคยเป็น ขรก. เทียบตามตําแหน่งสุดท้ายก่อนออกจากราชการ (ว 1827) ข้อ 17 การนับเวลาเดินทางไปราชการ เพื่อคํานวณเบี้ยเลี้ยงเดินทาง ให้นับตั้งแต่เวลาออก จาก สถานที่อยู่หรือสถานที่ปฏิบัติราชการปกติจนถึงกลับถึงสถานที่อยู่หรือสถานที่ปฏิบัติราชการตามปกติ แล้วแต่กรณี เวลาเดินทางไปราชการในกรณีที่มีการพักแรม ให้นับ 24 ชั่วโมงเป็น 1 วัน ถ้าไม่ถึงหรือเกิน 24 ชั่วโมง และส่วนที่ไม่ถึงหรือเกิน 24 ชั่วโมงนั้นนับได้เกิน 12 ให้ถือเป็น 1 วัน กรณีมิได้พักแรม หากนับ ได้ไม่เกิน 12 ชั่วโมง แต่เกิน 6 ชั่วโมงขึ้นไปให้ถือเป็นครึ่งวัน - การเดินทางเป็นหมู่คณะ เบิกค่าเช่าที่พักโดยไม่ได้เบิกในลักษณะเดียวกันทั้งคณะ - เบิกจ่ายค่าเช่าที่พักเหมาจ่ายระหว่างเดินทาง ซึ่งโดยปกติต้องพักแรมในยานพาหนะ ข้อ 18 การเดินทางไปราชการที่จําเป็นต้องพักแรม เว้นแต่การพักแรมซึ่งโดยปกติ ต้องพัก


๘๖ แรมในยานพาหนะ หรือพักแรมในที่พักซึ่งทางราชการจัดที่พักไว้ให้แล้วให้ผู้เดินทางไป ราชการเบิกค่าเช่าที่พัก ในลักษณะเหมาจ่ายหรือในลักษณะจ่ายจริงก็ได้ แต่ถ้าเป็นการเดินทาง ไปราชการเป็นหมู่คณะต้องเลือกค่าเช่า ที่พักในลักษณะเดียวกันทั้งคณะ ทั้งนี้ ตามบัญชีหมายเลข 2 ท้ายระเบียบนี้ *กรณีเดินทางไปราชการคนเดียวให้มีสิทธิเลือก 2 ลักษณะ หากเลือกลักษณะใดแล้ว ต้องเบิก ลักษณะนั้น ตลอดการเดินทาง ข้อ ๒๒ การเดินทางไปราชการ โดยปกติให้ใช้ยานพาหนะประจําทาง และให้เบิกค่าพาหนะได้ โดย ประหยัด ในกรณีไม่มียานพาหนะประจําทาง หรือมีแต่ต้องการความรวดเร็ว เพื่อประโยชน์แก่ ราชการให้ ใช้พาหนะอื่นได้ แต่ผู้เดินทางจะต้องชี้แจงเหตุผลและความจําเป็นไว้ในรายงานการเดินทาง หรือหลักฐาน การ ขอเบิกเงินค่าพาหนะนั้นการเดินทางไปราชการโดยพาหนะรับจ้างข้ามเขตจังหวัดระหว่าง สถานที่อยู่ที่พัก หรือ สถานที่ปฏิบัติราชการกับสถานียานพาหนะประจําทาง หรือสถานที่จัดพาหนะ ที่ต้องใช้ในการเดินทางไปยัง สถานที่ปฏิบัติราชการให้เบิกค่าพาหนะรับจ้างได้เท่าที่จ่ายจริง แต่ต้อง ไม่เกินอัตรา เดินทางไปราชการเพื่อเข้ารับการอบรมเป็นหมู่คณะอนุมัติให้ใช้รถยนต์ส่วนตัวเพื่อเดินทางไปราชการทุกราย ข้อ 25 การใช้พาหนะส่วนตัวเดินทางไปราชการ ผู้เดินทางจะต้องได้รับอนุมัติจากผู้บริหาร ท้องถิ่น สําหรับผู้บริหาร ท้องถิ่นและประธานสภาท้องถิ่นต้องได้รับอนุมัติจากผู้มีอํานาจอนุมัติตามข้อ 8 โดย ต้องระบุยี่ห้อและหมายเลขทะเบียน พาหนะส่วนตัวไว้ด้วย และต้องใช้พาหนะนั้นตลอดเส้นทาง จึงจะมีสิทธิ เบิกเงินชดเชยเป็นค่าพาหนะในลักษณะเหมา จ่าย ให้เป็นค่าใช้จ่ายสําหรับเป็นค่าพาหนะส่วนตัวได้ ทั้งนี้ ให้ พิจารณาอนุมัติการใช้พาหนะส่วนตัวตามความจําเป็น เหมาะสม และประหยัด ในกรณีผู้เดินทางไม่สามารถใช้พาหนะส่วนตัวได้ตลอดเส้นทางต้องชี้แจงเหตุผลความจําเป็นต่อผู้มีอํานาจอนุมัติ ตามวรรคหนึ่งเพื่อพิจารณาอนุมัติ ข้อ 26 ให้คํานวณระยะทางเพื่อเบิกเงินชดเชยตามเส้นทางของกรมทางหลวงในระยะทางสั้น และตรงซึ่งสามารถ เดินทางได้สะดวกและปลอดภัย ทั้งนี้ ให้ใช้ระยะทางของกรมทางหลวงเป็นเกณฑ์ ในการ คํานวณระยะทางดังกล่าว ในกรณีที่ ไม่มีเส้นทางของกรมทางหลวงให้ใช้ระยะทางตามเส้นทางของหน่วยงาน อื่นที่ตัดผ่าน เช่น เส้นทางของเทศบาล และในกรณี ที่ไม่มีเส้นทางของกรมทางหลวงและของหน่วยงานอื่นให้ผู้ เดินทางเป็นผู้รับรองระยะทางในการเดินทาง - เบิกจ่ายค่าโดยสารเครื่องบินโดยไม่มีใบเสร็จรับเงิน /ใบรับเงินค่าบัตรโดยสารเครื่องบิน - ใบเสร็จรับเงินปรากฏรายการค่าบริการเลือกที่นั่ง ค่าอาหารและเครื่องดื่ม ค่าประกัน ค่าธรรมเนียม บัตรเครดิต ค่าจัดซื้อน้ําหนักกระเป๋า - ตั้งงบประมาณประเภทค่าลงทะเบียนในการฝึกอบรมรวมเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไป ราชการ และนําค่าลงทะเบียนมา เบิกเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ หนังสือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ มท 0808.2/ว 1095 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2564 เรื่อง รูปแบบและการจําแนก ประเภทรายรับ - รายจ่าย งบประมาณรายจ่ายประจําปีขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น และที่ มท 0808.2/ว 2268 ลงวันที่ 5 ตุลาคม 2564 เรื่อง แก้ไขคําผิด และเพิ่มเติม ข้อความรูปแบบและการจําแนกประเภทรายรับ - รายจ่าย งบประมาณรายจ่ายประจําปีขององค์กร ปกครอง ส่วนท้องถิ่น ที่กําหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใช้ในการจัดทํางบประมาณ ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ .ศ. 2565 เป็นต้นไป กําหนดโดยสรุปในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อตรวจพบว่า การจําแนกงบรายจ่ายและประเภท รายจ่าย สําหรับงบประมาณรายจ่าย ประจําปี 4. หรือรายจ่ายอื่นใดในลักษณะรายจ่ายดังกล่าว ตามที่มี กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คําสั่ง หรือหนังสือสั่งการ กระทรวงมหาดไทยกําหนด งบดําเนินงาน ค่าใช้สอย ประเภท (3) รายจ่ายเกี่ยวเนื่องกับ การปฏิบัติราชการที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่าย งบรายจ่ายอื่น


๘๗ - ค่าใช้จ่ายในการจัดฝึกอบรมและสัมมนา - ค่าลงทะเบียนในการฝึกอบรม - ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการในราชอาณาจักรหรือการเดินทางไปราชการต่างประเทศ ชั่วคราว เช่น ค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง ค่าพาหนะ ค่าเช่าที่พัก ค่าธรรมเนียมการใช้สนามบิน


๘๘ สรุปรายวิชาแนวทางการเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและค่าเช่าบ้านของ อปท. บรรยายโดย นางสาวสุธารัตน์ เอี่ยมชูกูล (นวผ.ปก.สน.คท.) ระเบียบที่เกี่ยวข้อง ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการของ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น )ฉบับที่ ๑( พ.ศ. ๒๕๕๕ )ใช้บังคับ ๒๓ ธ.ค. ๕๕( )ฉบับที่ ๒( พ.ศ. ๒๕๕๘ )ใช้บังดับ ๒๔ มี.ค. ๕๘( )ฉบับที่ ๓( พ.ศ. ๒๕๕๙ )มีผลใช้บังคับ ๑๗ ส.ค. ๕๙( )ฉบับที่ ๔( พ.ศ. ๒๕๖๑ )มีผลใช้บังคับ ๑๗ ธ.ค. ๖๑( หนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๘๐๘.๒/ว ๒๗๐๙ ลงวันที่ ๑๙ พ.ค. ๖๐ เรื่อง หลักเกณฑ์และหลักฐานประกอบการเบิกจ่ายและกรณีหลักฐานสูญหาย หนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๘๐๘.๒/ว ๑๗๙๗ ลงวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๖๑ เรื่อง หลักเกณฑ์และแนวทางการเบิก คชจ.ในการเดินทางและฝึกอบรม ประเภทการไปราชการ ๑. การไปราชการชั่วคราว ๒. การเดินทางไปราชการประจำ ๓. การเดินทางกลับภูมิลำเนา ๔. การเดินทางไปราชการต่างประเทศ การไปราชการชั่วคราว (ข้อ ๑๔) ๑. การไปปฏิบัติราชการนอกที่ตั้งสำนักงาน ๒. ไปสอบคัดเลือก/รับการคัดเลือก ๓. ไปช่วยราชการ/ไปรักษาการในตำแหน่ง /ไปรักษาราชการแทน เบิกอะไรได้บ้าง (ข้อ ๑๕) ๑. เบี้ยเลี้ยงเดินทาง ๒. ค่าพาหนะ


๘๙ ๓. ค่าเช่าที่พัก ๔. ค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็นต้องจ่าย ค่าเบี้ยเลี้ยง (ข้อ ๑๖) เบิกในลักษณะเหมาจ่ายตามบัญชีหมายเลข ๑ ๑. ผู้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไป ตำแหน่งประเภทวิชาการตั้งแต่ระดับ ชำนาญการพิเศษ ลงมา ตำแหน่งประเภทอำนวยการท้องถิ่นระดับกลางลงมาตำแหน่ง ประเภทบริหารท้องถิ่น ตั้งแต่ระดับกลางลงมา หรือ ตำแหน่งตั้งแต่ระดับ ๔ ลงมา หรือ ตำแหน่งที่เทียบเท่า ๒๔๐ บาท/วัน ๒. ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญ ตำแหน่งประเภท อำนวยการท้องถิ่นระดับสูง หรือตำแหน่งระดับ ๙ หรือตำแหน่งที่เทียบเท่า ๒๗๐ บาท/วัน การนับเวลาคำนวณเบี้ยเลี้ยง (ข้อ ๑๗) - นับตั้งแต่ออกจากสถานที่อยู่/ ที่ปฏิบัติราชการ จนถึงกลับถึงสถานที่อยู่/ ที่ปฏิบัติราชการ การนับเวลาคำนวณเบี้ยเลี้ยง (ต่อ) ๑. กรณีมีการพักแรม • นับยี่สิบสี่ชั่วโมงเป็นหนึ่งวัน ส่วนที่ขาดหรือเกิน ถ้านับได้เกินสิบสอง ชั่วโมงให้ถือเป็นหนึ่งวัน ๒. กรณีไม่มีการพักแรม - นับยี่สิบสี่ชั่วโมงเป็นหนึ่งวัน ส่วนที่ขาดหรือเกิน ถ้านับได้เกินสิบสองชั่วโมงให้ถือเป็น หนึ่งวัน ถ้านับได้ไม่เกินสิบสองชั่วโมง แต่เกินหกชั่วโมงให้ถือเป็นครึ่งวัน ค่าเช่าที่พัก ข้อ ๑๘ - ให้เบิกในลักษณะเหมาจ่ายหรือจ่ายจริงก็ได้ตามบัญชีหมายเลข ๒ - ในกรณีเดินทางไปราชการในห้องที่ที่มีค่าครองชีพสูงเบิกค่าเช่าที่พักใน อัตราสูงได้ตามความจำเป็นแต่ไม่เกิน ๒๕ % )กรณีเลือกเบิกในลักษณะจ่ายจริงเท่านั้น( อัตราค่าที่พักจ่ายจริง ๑. ผู้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไป ตำแหน่งประเภทวิชาการตั้งแต่ระดับ ชำนาญการพิเศษลงมา ตำแหน่งประเภทอำนวยการท้องถิ่นระดับกลางลงมาตำแหน่ง


๙๐ ประเภทบริหารท้องถิ่น ตั้งแต่ระดับกลางลงมา หรือ ตำแหน่งตั้งแต่ระดับ ๔ ลงมา หรือ ตำแหน่งที่เทียบเท่า ห้องพักคนเดียว ๑,๕๐๐ บาท ห้องพักคู่ ๘๕๐ บาท ๒. ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญ ตำแหน่งประเภท อำนวยการท้องถิ่นระดับสูง หรือตำแหน่งระดับ ๙ หรือตำแหน่งที่เทียบเท่า ห้องพักคน เดียว ๒,๒๐๐ บาท ห้องพักคู่ ๑,๒๐๐ บาท ๓. ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารท้องถิ่นระดับสูง หรือตำแหน่งระดับ ๑๐ ขึ้นไปหรือตำแหน่งที่เทียบเท่าห้องพักคนเดียว ๒,๕๐๐ บาท ห้องพักคู่ ๑,๔๐๐ บาท อัตราค่าที่พักเหมาจ่าย ๑. ผู้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไป ตำแหน่งประเภทวิชาการ ตั้งแต่ระดับ ชำนาญการพิเศษลงมา ตำแหน่งประเภทอำนวยการท้องถิ่นระดับกลางลงมา ตำแหน่ง ประเภทบริหารท้องถิ่น ตั้งแต่ระดับกลางลงมา หรือ ตำแหน่งตั้งแต่ระดับ ๘ ลงมา หรือ ตำแหน่งที่เทียบเท่า ไม่เกิน ๘๐๐ บาท ๒. ผู้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญ ตำแหน่งประเภท อำนวยการท้องถิ่นระดับสูง ตำแหน่งประเภทบริหารท้องถิ่นระดับสูงหรือตำแหน่งตั้งแต่ ระดับ ๙ ขึ้นไปหรือตำแหน่งที่เทียบเท่า ไม่เกิน ๑,๒๐๐ บาท การเดินทางเป็นหมู่คณะ การเดินทางไปราชการเป็นหมู่คณะของผู้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไป ตำแหน่งประเภทวิชาการ ตำแหน่งประเภทอำนวยการท้องถิ่น ตำแหน่งประเภทบริหาร ห้องถิ่นระดับต้นและระดับกลาง หรือตำแหน่งระดับ ๑ - ๙ ต้องเลือกเบิกค่าเช่าที่พักใน ลักษณะเดียวกันทั้งคณะ ค่าพาหนะ (ข้อ ๒๒) - ใช้ยานพาหนะประจำทาง - เบิกได้โดยประหยัด


๙๑ - ไม่มียานพาหนะประจำทางหรือมีแต่ต้องการความรวดเร็ว เพื่อประโยชน์ แก่ทางราชการให้ใช้พาหนะอื่นได้ แต่ต้องชี้แจงเหตุผลและความจำเป็น "ยานพาหนะประจำทาง" หมายความว่า รถไฟ รถโดยสารประจำทางตามกฎหมายว่า ด้วย การขนส่งทางบกและเรือกลเดินประจำทางตามกฎหมายว่าด้วยการเดินเรือใน น่านน้ำไทย และให้หมายความรวมถึงยานพาหนะอื่นใด ที่ให้บริการขนส่งแก่บุคคลทั่วไป เป็นประจำโดยมีเส้นทาง อัตราค่าโดยสารและค่าระวางที่แน่นอน รถโดยสารประจำทาง - เท่าที่จ่ายจริงไม่เกินอัตราที่คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง กำหนด เว้นแต่ ถูกเรียกเก็บเกินกว่าให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริง รถไฟ - เท่าที่จ่ายจริง - รถด่วน รถด่วนพิเศษ ขั้นที่ ๑ นั่งนอนปรับอากาศ )บนอ.ป.( เบิกได้ เฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งประเภททั่วไประดับชำนาญงานขึ้นไปตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการขึ้นไป ประเภทอำนวยการท้องถิ่น ตำแหน่งประเภทบริหารท้องถิ่น หรือตำแหน่งระดับ ๖ ขึ้นไป หรือเทียบเท่า เครื่องบิน )๑( สำหรับตำแหน่งประเภททั่วไประดับชำนาญงานขึ้นไปประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการขึ้นไป ประเภทอำนวยการท้องถิ่น ประเภทบริหารท้องถิ่นหรือตำแหน่ง ระดับ ๖ - ๘ หรือเทียบเท่า )๒( ผู้ดำรงตำแหน่งต่ำกว่าที่ระบุใน )๑( เฉพาะกรณีที่มีความจำเป็น รีบด่วน เพื่อประโยชน์ต่อทางราชการ และได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจอนุมัติ )๓( การเดินทางซึ่งไม่เข้า )๑( หรือ )๒( จะเบิกค่าใช้จ่ายได้ไม่เกินค่าใช้จ่าย ในการเดินทางภาคพื้นดินในระยะเดียวกันตามสิทธิซึ่งผู้เดินทางจะพึงเบิกได้กรณี )๑( มี ความจำเป็นต้องโดยสารเครื่องบินในชั้นที่สูงกว่าสิทธิ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งที่เดินทาง ดังกล่าวสามารถเดินทางและเบิกค่าโดยสารเครื่องบิน ชั้นสูงกว่าสิทธิ์ได้ โดยได้รับอนุมัติ จาก ผวจ.


๙๒ เบิกได้อย่างไร ๑. ไป - กลับ ระหว่างสถานที่อยู่/ที่พัก/สถานที่ปฏิบัติราชการ กับสถานี ยานพาหนะประจำทาง ๒. ไป - กลับ ระหว่างสถานที่อยู่ ที่พัก กับสถานที่ปฏิบัติราชการภายในเขตจังหวัด เดียวกัน ไม่เกินวันละ ๒ เที่ยว ๓. ไปราชการในเขตกรุงเทพ การเบิกค่าพาหนะรับจ้างข้ามเขตจังหวัด ๑. ระหว่างกรุงเทพฯ กับจังหวัดที่มีเขตติดต่อกับกรุงเทพฯ หรือจังหวัด ที่ผ่านกรุงเทพฯ เท่าที่จ่ายจริงไม่เกินเที่ยวละ ๖๐๐ บาท ๒. ข้ามเขตจังหวัดอื่นๆ ให้เบิกเท่าที่จ่ายจริงเที่ยวละไม่เกิน ๕๐๐ บาท )ข้ามเขตจังหวัดระหว่างสถานที่อยู่ ที่พัก หรือสถานที่ปฏิบัติราชการ กับสถานี ยานพาหนะประจำทางหรือสถานที่จัดพาหนะ( "พาหนะส่วนตัว" หมายความว่า รถยนต์ส่วนบุคคล หรือรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งมิใช่ของทางราชการ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เดินทางไปราชการหรือไม่ก็ตาม ค่าพาหนะส่วนตัว (ข้อ ๒๕) - ต้องได้รับอนุญาตจากผู้บริหารท้องถิ่น - ผู้บริหารท้องถิ่น/ประธานสภาต้องได้รับอนุมัติจากผู้มีอำนาจอนุมัติตามข้อ ๘ - เบิกเงินชดเชยค่าพาหนะเหมาจ่าย - ให้อนุมัติตามความจำเป็น เหมะสม ประหยัด พาหนะส่วนตัว (ข้อ ๒๖) - อัตรา (๑)รถยนต์ กิโลเมตรละ ๔ บาท (๒)รถจักรยานยนต์ กิโลเมตรละ ๒ บาท -ระยะทางตามเส้นทางกรมทางหลวงสั้นและตรง/เส้นทางอื่น/ผู้เดินทางรับรอง ระยะทาง การเดินทางไปราชการประจำ - ไปประจำต่างสำนักงาน )การโอน ย้าย( - เบิกค่าใช้จ่ายได้ตามข้อ ๑๕


๙๓ - เบิกค่าขนย้ายเหมาจ่ายได้ )บัญชีหมายเลข ๓( - เบิกจากสังกัดใหม่ อัตราค่าขนย้าย - ระยะทาง ๑ - ๕๐ (กม.( อัตรา ๒,๐๐๐ บาท - ระยะทาง ๑,๔๕๑ )กม.( อัตรา ๒๐,๕๐๐ บาท - ระยะทาง ๑,๕๐๐ ขึ้นไป ดุลพินิจของผู้บริหาร การเดินทางกลับภูมิลำเนา มี ๒ กรณี ได้แก่ ออกจากราชการ ถูกสั่งพักราชการ เบิกจากต้นสังกัดเดิม ข้อ ๔๖ สำหรับตนเองและครอบครัว ค่าเช่าที่พัก ค่าพาหนะ ค่าขนย้ายสิ่งของ สำหรับตำแหน่งระดับครั้งสุดท้าย การเบิกเงิน - ผู้เดินทางยืมเงินได้ โดยยื่นประมาณการค่าใช้จ่ายในการเดินทาง - ยื่นรายงานการเดินทาง ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันเดินทางกลับ - กรณีทดรองจ่ายให้ถือว่าเป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นในปีงบประมาณที่ได้รับแบบรายงาน การเดินทาง


Click to View FlipBook Version