๑๙๔ หน่วยงานควรพิจารณาใช้ข้อมูลสารสนเทศในการบริหารจัดการความเสี่ยง เพื่อให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจ โดยใช้ข้อมูลความเสี่ยงเป็นพื้นฐาน หน่วยงานควรกำหนดประเภทข้อมูลที่ต้องรวบรวม วิธีการรวบรวม และ การวิเคราะห์ข้อมูล และบุคคลที่ควรได้รับข้อมูล ข้อมูลความเสี่ยง ประกอบด้วย เหตุการณ์ที่เป็นผลกระทบทางลบหรือทางบวกต่อองค์กร สาเหตุความเสี่ยง ตัว ผลักดันความเสี่ยง หรือตัวชี้วัดความเสี่ยงที่สำคัญ ข้อมูลสารสนเทศต้องมืความถูกต้อง เชื่อถือได้ เกี่ยวข้องกับ การตัดสินใจ และทันต่อเวลา ๘. การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ความสมบูรณ์ของระบบบริหารจัดการความเสี่ยงขึ้นอยู่กับขนาด โครงสร้าง ศักยภาพขององค์กร รวมถึง การใช้ระบบสารสนเทศในการบริหารจัดการความเสี่ยง กระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยง ๑. การวิเคราะห์องค์กร ในการวิเคราะห์องค์กรหน่วยงานต้องเข้าใจเกี่ยวกับพันธกิจตามกฎหมาย อำนาจหน้าที่ และความ รับผิดชอบของหน่วยงาน รวมถึงยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ระดับกระทรวง รวมถึงนโยบายของรัฐบาลที่ เกี่ยวข้องกับหน่วยงาน โดยการวิเคราะห์องค์กรต้องวิเคราะห์ทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกองค์กร ๒. การกำหนดนโยบายการบริหารจัดการความเสี่ยง ผู้บริหารเป็นผู้กำหนดนโยบายบริหารจัดการความเสี่ยง และผู้กำกับดูแลเป็นผู้ให้ความเห็นชอบนโยบาย ดังกล่าว โดยนโยบายการบริหารจัดการความเสี่ยงอาจระบุถึงวัตถุประสงค์ของการบริหารจัดการความเสี่ยง บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบของการบริหารจัดการความเสี่ยง และความเสี่ยงที่ยอมรับได้ระดับองค์กร ๓. การระบุความเสี่ยง การระบุความเสี่ยง คือ การระบุเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นที่มีผลกระทบต่อวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน ทั้งใน ด้านบวกและด้านลบ ในการระบุความเสี่ยงหน่วยงานอาจทำรายชื่อความเสี่ยงทั้งหมด )Risk.Inventory) โดย รายชื่อความเสี่ยงต้องมีการปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอโดยอาศัยข้อมูลที่เป็นปัจจุบัน ๔. การประเมินความเสี่ยง ประกอบด้วย ๔.๑ การกำหนดเกณฑ์การประเมินความเสี่ยง หน่วยงานอาจให้คะแนนความเสี่ยงตามเกณฑ์การประเมิน ความเสี่ยงด้านต่างๆ เช่น ด้านโอกาส ด้านผลกระทบ รวมถึงด้านความสามารถขององค์กรในการจัดการความ เสี่ยง และด้านลักษณะของความเสี่ยง โดยช่วงคะแนนอาจกำหนดเป็น 3 ช่วงคะแนน หรือ 5 ช่วงคะแนน ๔.๒ การให้คะแนนความเสี่ยง วิธีการให้คะแนนความเสี่ยง เช่น การสัมภาษณ์ การทำแบบสำรวจ การ ประชุมเชิงปฏิบัติการระหว่างหน่วยงานภายในการทำ Benchmarking การวิเคราะห์สถานการณ์ )ScenarioAnalysis) ทั้งนี้ การให้คะแนนความเสี่ยงของแต่ละกองงาน )Silo Thinking) เพียงวิธีเดียวอาจทำให้ การให้คะแนนความเสี่ยงมีความคาดเคลื่อนได้
๑๙๕ ๔.๓ การพิจารณาความเสี่ยงในภาพรวม เมื่อหน่วยงานประเมินความเสี่ยงในแต่ละความเสี่ยงที่มีต่อ วัตถุประสงค์ของกิจกรรมแล้ว หน่วยงานต้องพิจารณาผลกระทบของความเสี่ยงมีต่อวัตถุประสงค์ในระดับกลุ่ม และผลกระทบที่มีต่อหน่วยงานในภาพรวม ๔.๔ การจัดลำดับความเสี่ยง เมื่อหน่วยงานพิจารณา ให้คะแนนความเสี่ยงแล้ว หน่วยงานต้องจัดลำดับ ความเสี่ยง เพื่อนำไปสู่การพิจารณาจัดสรรทรัพยากรในการตอบสนองความเสี่ยง หน่วยงานอาจใช้คะแนน ความเสี่ยง )โอกาส Xผลกระทบ( ในการจัดลำดับความเสี่ยง โดยความเสี่ยงที่เท่ากันอาจพิจารณาปัจจัยอื่น ประกอบ เช่น ความสามารถของหน่วยงานในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านนั้นๆ หรือลักษณะของความ เสี่ยงที่มีผลกระทบต่อหน่วยงาน เป็นต้น ๕. การตอบสนองความเสี่ยง การตอบสนองความเสี่ยง คือ กระบวนการตัดสินใจของฝ่ายบริหารในการจัดการความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น โดยผู้บริหารควรพิจารณาประเด็นดังต่อไปนี้ ในการตัดสินใจเลือกวิธีการตอบสนองความเสี่ยงเพื่อจัดท ำแผน บริหารจัดการความเสี่ยงของหน่วยงาน ๑. การจัดการต้นเหตุของความเสี่ยง ๒. ทางเลือกวิธีการจัดการความเสี่ยง ๓. ทรัพยากรที่ต้องใช้ในการบริหารจัดการความเสี่ยง หน่วยงานสามารถพิจารณาเลือกวิธีการจัดการความเสี่ยงวิธีที่ใดวิธีหนี่งหรือหลายวิธี โดยการพิจารณาวิธีการ จัดการความเสี่ยงควรคำนึงถึงต้นทุนกับประโยชน์ที่ได้รับของวิธีการจัดการความเสี่ยงแต่ละวิธี ตัวอย่างวิธีการจัดการความเสี่ยง ประกอบด้วย ๑. ปฏิเสธความเสี่ยงโดยไม่ดำเนินงานในกิจกรรมที่มีความเสี่ยง ได้แก่ กิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงและหน่วยงาน ไม่สามารถยอมรับความเสี่ยงนั้นได้ หน่วยงานอาจพิจารณาไม่ดำเนินงานในกิจกรรมนั้นๆ ๒. การลดโอกาสของความเสี่ยง เช่น การลดโอกาสของความเสี่ยงการทุจริตด้านการเงิน โดยการวางระบบ การควบคุมภายใน ได้แก่ การแบ่งแยกหน้าที่ การตรวจสอบ การสอบทาน และการกระทบยอด เป็นต้น ๓. การลดผลกระทบของความเสี่ยง เช่น การทำประกัน หรือการใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง ทางการเงิน )Hedging Instruments) เป็นต้น ๔. การโอนความเสี่ยง หน่วยงานอาจเลือกใช้วิธีการถ่ายโอนความเสี่ยงของกิจกรรมที่หน่วยงานเห็นว่าควร ดำเนินการเพื่อประโยชน์ของประชาชน แต่หน่วยงานมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถด าเนินการเองได้หรือไม่สามารถ บริหารจัดการความเสี่ยงได้ ได้แก่ การให้ภาคเอกชนดำเนินการโดยมีการโอนความเสี่ยงและผลตอบแทนไป ด้วย (Public Private Parnership : PPP) เป็นต้น ๕. ยอมรับความเสี่ยงโดยไม่ดำเนินการจัดการความเสี่ยง เนื่องจากความเสี่ยงอยู่ในระดับที่หน่วยงานยอมรับได้ หรือต้นทุนในการบริหารจัดการความเสี่ยงมีมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับ
๑๙๖ ๖. ใช้มาตรการการเฝ้าระวัง หน่วยงานต้องกำหนดข้อมูลที่ต้องมีการเก็บรวบรวม การวิเคราะห์ การแจ้งเตือน และการดำเนินการเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น เช่น ความเสี่ยงของปริมาณน้ำในเขื่อนมากเนื่องจากปริมาณน้ำฝน ๗. การทำแผนฉุกเฉิน การจัดทำแผนฉุกเฉินเป็นการระบุขั้นตอนเมื่อเกิดเหตุการณ์ความเสี่ยงขึ้น โดยต้องระบุ บุคคลและวิธีการดำเนินการที่ชัดเจน เช่น ความเสี่ยงกรณีที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าสถานที่ทำงานได้ ๘. การส่งเสริมหรือผลักดันเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น เมื่อความเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นส่งผลกระทบเชิงบวก กับองค์กร รวมถึงกำหนดแผนการดำเนินงานเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น แผนการบริหารจัดการความเสี่ยง อาจประกอบด้วย - วิธีการจัดการความเสี่ยง - บุคคลที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการความเสี่ยง - ตัวชี้วัดความเสี่ยงที่สำคัญ - วิธีการติดตามและการรายงานความเสี่ยง 6. การติดตามและทบทวน การติดตามและทบทวนเป็นกระบวนการที่ให้ความเชื่อมั่นว่าการบริหารจัดการความเสี่ยงที่มีอยู่ ยังคงมี ประสิทธิผล เนื่องจากความเสี่ยงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นการติดตามและทบทวน เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอ ปัจจัยที่ทำให้หน่วยงานต้องทบทวนการบริหารจัดการความเสี่ยง ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญซึ่งเกิดจากปัจจัยภายในและภายนอก หรือผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ กำหนดไว้ การติดตามและทบทวนการบริหารจัดการความเสี่ยงสามารถดำเนินการอย่างต่อเนื่องหรือเป็นระยะ ซึ่งควร ดำเนินการในทุกกระบวนการของการบริหารจัดการความเสี่ยง การติดตามและทบทวนอาจนำไปสู่การ เปลี่ยนแปลงของแผนการปฏิบัติงานขององค์กร การเปลี่ยนแปลงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงการพัฒนา ระบบบริหารจัดการความเสี่ยง ๗. การสื่อสารและการรายงาน การสื่อสารเป็นการสร้างความตระหนัก ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของกระบวนการบริหารจัดการความ เสี่ยง การสื่อสารเป็นการให้และรับข้อมูล )Two.–.way Communication) หน่วยงานควรมีช่องทางการ สื่อสารทั้งภายในและภายนอก โดยการสื่อสารภายในต้องเป็นการสื่อสารแบบจากผู้บริหารไปยัง ผู้ใต้บังคับบัญชา )Top Down) จากผู้ใต้บังคับบัญชาไปยังผู้บริหาร )Bottom.Up) และระหว่างหน่วยงานย่อย ภายใน )Across Divisions) หน่วยงานควรกำหนดบุคคลที่ควรได้รับข้อมูล ประเภทของข้อมูลที่ควรได้รับ ความถี่ของการรายงาน รูปแบบและวิธีการรายงาน เพื่อให้ผู้กำกับดูแล ผู้บริหาร และผู้มีส่วนได้เสียได้รับข้อมูลสารสนเทศที่ถูกต้อง ครบถ้วน เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ และทันต่อเวลา
๑๙๗ สารคดี ๕ นาที บรรยายสารคดี ๕ นาที เรื่อง ประวัติพระอุปคุต พระอุปคุต หรืออีกชื่อคือ พระอุปคุปต์เป็นพระภิกษุองค์สำคัญองค์หนึ่งในสมัยพระเจ้าอโศก มหาราช และเป็นปฐมาจารย์แห่งนิกายสรวาสติวาท ซึ่งชื่อ "อุปคุต" มีความหมายว่า ผู้คุ้มครองรักษา พระอุป คุตเป็นพระที่เป็นที่นิยมนับถือของชาวอินเดีย มอญ และชาวไทยวน และอีสาน สมัยก่อน พระมอญได้นำพระ บัวเข็มมาถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในตอนที่พระองค์ผนวชอยู่ แม้แต่พระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ยังทรงกล่าวถึงความเป็นมาในพระราชนิพนธ์พระราชพิธีสิบสองเดือนด้วย เชื่อกันมาว่า พระ อุปคุตมีอิทธิฤทธิ์ปราบท้าววสวัตตีมีเรื่องเล่ามาว่าประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ ๒ หลัง พุทธปรินิพพาน ณ กรุง ปาฏลีบุตร )ปัจจุบันคือเมืองปัฏนา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย) พระเจ้าอโศกมหาราช ผู้ครองราชสมบัติใน ขณะนั้น ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ได้ฉลองสมโภชพระสถูปเจดีย์ทั้งหมดที่พระองค์สร้างอย่าง ยิ่งใหญ่ ตลอด ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน แต่ถูกพญามารมาผจญ ท่านจึงนิมนต์พระอุปคุตไปปราบพญามารจนยอม แพ้ ปัจจุบันยังมีความเชื่อในหมู่ชาวไทยวนว่า พระบัวเข็มหรือพระอุปคุตยังมีชีวิตอยู่ ในทุกวันขึ้น ๑๕ ค่ำที่ตรงกับวันพุธ ชาวไทยวนจะเรียกว่าเป็น "วันเป็งปุ๊ด" พระอุปคุตจะออกบิณฑบาตในร่างเณรน้อย และ จะออกมาเวลาเที่ยงคืน ด้วยเหตุนี้จึงเกิดประเพณีตักบาตรกลางคืนขึ้น โดยเชื่อในพุทธคุณว่าเป็นพระศักดิ์สิทธิ์ ก่อให้เกิดลาภผล ความมั่งมี ขจัดภยันตราย และมีอิทธิฤทธิ์ในทางขอฝนอีกด้วย จากการค้นหาข้อมูลของพระอุปคุตนั้น เราทราบเพียงว่า ท่านเกิดหลัง พระพุทธเจ้า เสด็จ ปรินิพพานแล้ว ประมาณ พ.ศ. ๒๑๘ ปี แต่ไม่ทราบ ภูมิเดิมของท่านละเอียด ว่าเป็นบุตรของใคร เกิดในวรรณะ อะไร และที่ไหนจากการสันนิษฐานตามตำนาน พระเถระอุปคุต น่าจะเป็นชาวเมืองปาตลีบุตร เมื่อบวชแล้ว บำเพ็ญเพียร จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ขีณาสพ สำเร็จอภิญญาต่างๆ จนสามารถแสดงอภินิหาร เป็นที่เล่าลือมา
๑๙๘ จนทุกวันนี้ มีปฏิปทาดำเนินไปในทางสันโดษ มักน้อย นัยว่าท่านเนรมิตเรือนแก้ว )กุฏิแก้ว( ขึ้นในท้องทะเล หลวง )สะดือทะเล( แล้วก็ลงไปอยู่ประจำ ที่กุฏิแก้วตลอดเวลา เมื่อมีเหตุเภทภัยเกิดขึ้นในพระศาสนา หรือเมื่อ มีพิธีกรรมใหญ่ๆ หรือมีผู้นิมนต์ ท่านก็จะขึ้นมาช่วยเหลือ ด้วยความเต็มใจเสมอ สรุปรวมความได้ว่า ท่านเป็นพระเถระสำคัญองค์หนึ่ง ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช )ผู้นำ กองทัพธรรมแผ่กระจายไปทั่วโลก( เป็นพระเถระผู้เปี่ยมด้วยพุทธานุภาพ และฤทธิ์เดชเกรียงไกร สามารถปราบ พญามารและกำจัดสิ่งชั่วร้าย ที่จะมาทำลายพิธีกรรมใหญ่ ๆ มาแต่ครั้งโบราณ เรื่องราวก็มีอยู่ว่า เมื่อประมาณ ปลายพุทธศตวรรษที่ ๒ หลังพุทธปรินิพพาน ณ นครปาตลีบุตราชธานี )ปัจจุบันคือเมืองปัตนะ ภาคใต้อินเดีย( พระเจ้าอโศกมหาราช ผู้ครองราชสมบัติในขณะนั้น ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ตามตำนาน กล่าวว่า ได้ทรงสร้างพระวิหารและพระสถูป มากมายทั่วทั้งชมพูทวีป )เค้าว่ามากถึงแปดหมื่นสี่พันองค์( เป็นผู้ รวบรวมและขุดค้นพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อจะนำไปบรรจุในสถูปที่พระองค์ทรงสร้างไว้ทุกแห่ง เมื่อการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระองค์ก็ทรงปรารภ ที่จะจัดให้มีการ ฉลองสมโภช พระสถูปเจดีย์ทั้งหมดนั้น เป็นการมโหฬารยิ่ง ตลอด ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน และเพื่อให้การฉลอง สมโภช เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ปราศจากอุปสรรค จึงใคร่จะอาราธนาพระสงฆ์ขีณาสพ ที่ทรงอิทธิฤทธิ์ มา เป็นผู้คุ้มครองงาน ให้ปราศจากการรบกวนจากมารร้ายต่าง ๆ แต่พระสงฆ์ในนครปาตลีบุตร ไม่มีรูปใดที่จะ สามารถ เป็นผู้คุ้มครองงานมหกรรมอันยิ่งใหญ่นี้ ให้พ้นจากภัยทั้งหลายทั้งปวงได้ )โดยเฉพาะภัยจากพญาวัสส วดีมาร ผู้มีฤทธิ์ยิ่งกว่าภูตผีปีศาจทั้งหลาย( นอกเสียจาก พระอุปคุตเถระผู้เดียวเท่านั้น พระสงฆ์ทั้งปวงจึงตั้ง ตัวแทน ๒ รูป ลงไปอาราธนาพระอุปคุตเถระผู้เรืองฤทธิ์มาช่วยรักษาความปลอดภัย ในงานสมโภชครั้งนี้ ซึ่ง กล่าวกันว่า พระอุปคุตเถระองค์นี้ มีปกติสันโดษอยู่องค์เดียว เข้าฌานสมาบัติเสวยวิมุตติสุข อยู่ในมหาสมุทรอัน กว้างใหญ่ ภายในปราสาทแก้วที่เนรมิตขึ้น เหนือรัตนะบัลลังก์ จะออกจากสมาบัติ เหาะขึ้นมาบิณฑบาต ในโลก มนุษย์ ในวันพุธเพ็ญกลางเดือนเท่านั้น และในครั้งนี้เอง พระอุปคุตเถระ ถูกพระภิกษุสองรูป ผู้ได้อภิญญา สมาบัติ ชำแรกมหาสมุทร ลงมาถึงตัวท่านแจ้งว่า ให้ท่านจงเป็นธุระ ป้องกันพญามารอย่าให้รบกวนงานฉลอง พระสถูปเจดีย์ ของพระเจ้าอโศกมหาราชได้เมื่อพระอุปคุตเถระได้รับนิมนต์ ก็เดินทางมานมัสการ และรายงาน ตัวต่อคณะสงฆ์ในวันรุ่งขึ้น พระเจ้าอโศกมหาราช จึงได้เสด็จเข้ามานมัสการคณะสงฆ์ เพื่อขอทราบเรื่อง ผู้จะที่ จะมาทำหน้าที่รักษาการ งานฉลองสมโภชพระสถูปเจดีย์ เมื่อพระองค์ทรงทราบ ว่าผู้ที่จะมาทำหน้าที่นี้ คือพระ อุปคุตเถระ ก็ทรงนึกแคลงพระทัย เนื่องจากพระอุปคุตเถระนั้น มีร่างกายผ่ายผอมดูอ่อนแอ ก็ทรงไม่แน่ใจ เกรงจะทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์ แต่ไม่ทรงตรัสว่ากระไร ครั้นรุ่งเช้าวันใหม่ ขณะที่พระอุปคุตหาเถระ ออก บิณฑบาตในนครปาตลีบุตรนั้น พระเจ้าอโศกมหาราช ใคร่จะทดสอบฤทธิ์พระเถระ จึงทรงปล่อยช้างซับมัน )ช้างตกมัน( ให้เข้าทำร้ายพระเถระ พระมหาอุปคุตเถระเห็นดังนั้น จึงสะกดช้าง ที่กำลังวิ่งเข้ามา ให้หยุดอยู่กับ ที่ ไม่ไหวติงประดุจช้างที่สลักด้วยศิลา พระเจ้าอโศกมหาราช ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็ทรงเลื่อมใส จึงเสด็จ ไปขอขมาพระเถระ พระมหาอุปคุตเถระ ก็ให้อภัยทั้งแก่พระเจ้าอโศกมหาราช และพญาคชสาร
๑๙๙ เมื่อเห็นว่าพระอุปคุตเถระ มีฤทธิ์เดชมาก พระเจ้าอโศกมหาราช ก็ทรงวางพระทัย ตรัสสั่ง ให้เตรียมฉลองสมโภช พระสถูปเจดีย์ทั้งหมด ด้วยการปลูกปะรำร้านโรง ประดับธงทิว และประทีปโคมไฟ ตลอดระยะทางกึ่งโยชน์ ทำให้ตามแนวฝั่งแม่น้ำคงคา สว่างไสวไปทั่วทั้งบริเวณบรรลุฤกษ์งาม ยามดีตามที่ กำหนดไว้ บรรดาพระสงฆ์ขีณาสพ และพระสงฆ์ปุถุชน ตลอดจนพุทธศาสนิกชน ทั้งในนครปาตลีบุตร และต่าง แดนจากจตุรทิศ ก็เริ่มหลั่งไหลเข้าสู่บริเวณงาน พร้อมเครื่องสักการบูชา เพื่อร่วมพิธีฉลองสมโภช พระบรม สารีริกธาตุที่บรรจุอยู่ในมหาเจดีย์ และเจดีย์ ทั้งแปดหมื่นสี่พันองค์ ด้วยความเลื่อมใส ศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง และในเวลานี้เอง พญามาร )พญาวัสสวดีเทพบุตรมาร( ก็มุ่งหน้าเข้ามาในงานกับเค้าเหมือนกัน ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะก่อ ความวุ่นวาย ต่างๆ นานา ทั้งบันดาลให้เกิดลมพายุ ทั้งแปลงร่างเป็นสัตว์ป่า และสัตว์หิมพานต์ แต่ทุกครั้งก็โดนพระ อุปคุตเถระ กำราบได้หมด และสุดท้าย เพื่อให้พญามาร ออกไปจากบริเวณพิธี พระอุปคุตเถระ จึงเนรมิตร่าง หมาเน่าขึ้นมาตัวหนึ่ง แล้วดึงประคตจากเอวของท่าน ออกมาผูกร่างหมาเน่านั้น คล้องคอพญามารไว้ แล้ว สำทับว่าไม่ว่าใครก็ตาม )นอกจากท่านเอง( จะเอาหมาเน่านี้ออก จากคอพญามารไม่ได้ แล้วขับพญามารออกไป จากบริเวณงานทันทีด้วยความอับอาย พญามารก็ออกมาจากบริเวณงาน และพยายามแก้ร่างสุนัขเน่า ออกด้วย ฤทธานุภาพ แต่ทำอย่างไร ก็ไม่สามารถแก้ได้ เพราะเมื่อเอามือทั้งสอง ต้องสายประคตที่คล้องคอทีไร ต้องมีไฟ ลุกขึ้นไหม้คอ และมือทันที สุดจะแก้ไขด้วยตนเองได้ ก็ไปหาที่พึ่งอื่น )ที่คิดว่าน่าจะช่วยได้( แต่ถึงแม้จะไปหา ท้าวมหาราชทั้งสี่ พระอินทร์ ท้าวยามา ท้าวสันดุสิต ท้าวนิมิตเทวราช ตลอดจนท้าวสหัสบดีพรม ก็ไม่มีใคร สามารถช่วยได้ ต่างได้แต่แนะนำว่า ให้พญามารไปขอขมา และขอความเมตตา จากพระเถระผู้นั้นเสียดีกว่า พญามารเห็นดังนั้น จึงจำใจต้องกลับไปหาพระเถระ อ้อนวอน ให้ช่วยเอาซากหมาเน่าออกจากคอให้ แล้วจะไม่ มารบกวน การจัดงานอีก พระอุปคุตเถระก็อนุโลมตาม แต่ยังไม่ไว้ใจพญามารนัก เกรงพญามาร จะกลับมา ทำลายพิธีในภายหลัง จึงเดินนำพญามาร ไปยังเขาใหญ่ลูกหนึ่ง แล้วเอาร่างหมาเน่าทิ้งลงเหว และเนรมิตให้สาย ประคตยาวขึ้น แล้วพันคอพญามาร ไว้กับเขาลูกนั้น พร้อมทั้งแจ้งว่า เมื่อเสร็จพิธีฉลองสมโภช พระมหาเจดีย์ สิ้นสุดลงแล้ว จึงจะแก้โซ่ออก ปล่อยให้พญามารเป็นอิสระ )๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน( เวลาผ่านไปตามที่ตกลงกัน การจัดงานสมโภชน์ ก็สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี พระอุปคุตเถระ จึงกลับมาหาพญามาร โดยแอบอยู่ห่างๆ เพื่อฟัง เสียงพญามารว่า ละพยศร้ายหรือยัง พญามารเอง เมื่อจากทิพยวิมานอันบรมสุขมารับทุกขเวทนาเช่นนี้ ก็ละ พยศร้ายในสันดาน หวนนึกถึงพระพุทธโคดม จึงกล่าวสดุดี ในความเมตตากรุณา ของพระพุทธเจ้า ในเรื่องที่ ทรงมีมหากรุณาธิคุณ อันยิ่งใหญ่ว่า “ทรงบำเพ็ญสิ่งอันเป็นที่สุดหามิได้ เป็นที่พึ่งพำนักแก่สัตว์โลกทั้งมวล ใน กาลทุกเมื่อ พระองค์นั้น เป็นผู้ประเสริฐหาผู้เสมอเหมือนมิได้ อนึ่ง ในกาลก่อน ข้าพเจ้าได้ทำร้ายพระองค์ โดยประการต่างๆ แต่พระองค์ ก็ยังทรงมหากรุณาธิคุณ มิได้กระทำการโต้ตอบ แก่ข้าพเจ้าเลย มาบัดนี้ สาวก ของพระองค์นามว่าอุปคุต ไม่มีเมตตาแก่ข้าพเจ้าเลย กระทำกับข้าพเจ้า ให้ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส และได้รับความอับอาย เป็นอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าข้ายังมีบุญกุศล ที่ได้สั่งสมไว้แต่กาลก่อน ข้าพเจ้าขอตั้งจิต อธิษฐาน ปรารถนาเป็นพระสัพพัญญูในอนาคต ดังเช่นพระองค์ต่อไป” กล่าวได้ว่า การตกระกำลำบากในครั้งนี้ ทำให้พญามาร ซึ่งความจริงแล้ว ในอดีตชาติ )ในยุคของพระกัสสปพุทธเจ้า( เคยมีจิตตั้งมั่น ที่จะบำเพ็ญเพียร ให้ได้เป็นพระพุทธเจ้าเช่นกัน แต่ที่ได้กระทำการขัดขวาง พุทธศาสดาของพระพุทธโคดม ก็ด้วยความริษยา พระ พุทธโคดม )มีมิจฉาทิฐิ( เนื่องด้วยพระองค์ ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก่อนตน ทั้งๆ ที่ตนบำเพ็ญบารมี มามาก พอสมควรเหมือนกัน แต่การกระทำในแต่ละครั้ง ก็มิได้ล่วงเกิน ทำบาปหนักแต่ประการใด เมื่อพระอุปคุตเถระ
๒๐๐ ได้ยินคำปรารภดังนั้น ก็เห็นว่าพญามารสิ้นพยศแล้ว จึงแก้โซ่ออก ปล่อยให้พญามารเป็นอิสระ พร้อมทั้งขอขมา พญามาร และบอกว่า การกระทำครั้งนี้ ก็เพื่อให้พญามาร ระลึกได้ถึงพุทธภูมิ ที่ท่านเคยปรารถนาไว้เท่านั้นเอง มิได้มีเจตนา ที่จะล่วงเกินประการใด ซึ่งพญามารก็เข้าใจด้วยดีต่อจากนั้นพระเถระก็ได้ขอให้พญามาร เนรมิตกาย เป็นพระพุทธองค์ เพื่อจะได้เห็น เป็นพุทธานุสติบ้าง ซึ่งพญามารก็รับคำ แต่ขอร้องว่า เมื่อเห็นเขาเนรมิตกาย เป็นพระพุทธองค์แล้ว อย่าหลงกราบไหว้เป็นอันขาด เพราะจะให้เขาบาปหนัก ครั้นเมื่อพญามารเนรมิตกาย เป็นพระพุทธเจ้า ประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ และฉัพพรรณรังสี อันวิจิตร มีพระอัครสาวกเบื้องซ้าย เบื้อง ขวา แวดล้อมด้วย มหาสาวกทั้งหลายเป็นบริวาร เสด็จเยื้องย่าง ด้วยพุทธลีลาอันงดงามยิ่ง พระเถระ และ บรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย เห็นเช่นนั้น ก็ลืมตัวพากันถวายนมัสการ ทำเอาพญามารตกใจ รีบคืนร่างเดิม และ ท้วงติงว่า ทำให้ตนมีบาปหนัก แต่พระเถระ ก็กล่าวให้พญามารสบายใจว่า ทุกคนกราบไหว้พระพุทธเจ้า และ พญามารก็ไม่บาปหรอก จะได้กุศลมากกว่าจากนั้นพญามาร ก็กลับคืนสู่สวรรค์ ชั้นที่ ๖ วิมานของตน และนับ แต่นั้นมา พญามารได้มีจิตอ่อนน้อมเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา หมดสิ้นน้ำใจริษยา และบำเพ็ญบารมี เพื่อพุทธ ภูมิต่อไป หมายเหตุ เนื้อเรื่องได้กล่าวถึง พระกัสสปพุทธเจ้า ดังนั้นเพื่อความเข้าใจ ในการอ่าน ขอเสริมว่าตามตำนาน โลกเรานั้น แบ่งช่วงเวลาเป็นกัลป์ ซึ่งแต่ละช่วง ในแต่ละกัลป์ ก็จะมีพระพุทธเจ้า ที่มาตรัสรู้ โปรดบรรดาสัตว์โลก เป็นคราวไป ดังนั้นพระพุทธเจ้า จึงมีหลายพระองค์ ซึ่งเวลาหนึ่งกัลป์นั้นนานนัก )กัลป์ที่เราอยู่นี้ มีพระพุทธเจ้า มาตรัสรู้แค่ 5 พระองค์ และมีหลายๆ ช่วงในแต่ละกัลป์ ที่ปราศจากพระพุทธศาสนา โดยสิ้นเชิง ดังนั้นถือว่าเรา โชคดีมาก ที่เกิดมาพบพระพุทธศาสนาในชาตินี้ ประวัติเพิ่มเติมตามตำนาน พระอุปคุต คัมภีร์อโศกอวทาน ประวัติเพิ่มเติมตามตำนาน พระอุปคุต คัมภีร์ปฐมสมโพธิ์
๒๐๑ สารคดี ๕ นาที ต้นกำเนิดผัดหมี่โคราช ผัดหมี่โคราช เป็นหนึ่งในอาหารพื้นบ้านของเมืองย่าโม ที่หาทานได้ง่ายทั่วไป เพราะในสมัยก่อนเมืองโคราช มี การปลูกข้าวเจ้ามาก จึงมีการดัดแปลงข้าวมาทำเป็นเส้นหมี่ และเพื่อเป็นการถนอมอาหารอีกรูปแบบหนึ่งด้วย จากการนำเส้นหมี่ไปตากแห้ง แล้วเก็บไว้ทานในมื้อต่อๆ ไป ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ในจังหวัดนครราชสีมา นิยม รับประทานผัดหมี่โคราชร้อนๆ กับส้มตำเผ็ดๆ ซึ่งถือว่าเป็นอาหารที่รับประทานเข้ากันได้ดีทีเดียว รสชาติอร่อย ถูกใจคนโคราช ถ้าใครได้ลองรับประทานต้องติดใจด้วยลักษณะพิเศษของเส้นหมี่โคราช ที่มีความโดดเด่นและ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ เส้นมีสีขาวขุ่น เส้นหมี่เหนียวนุ่ม ทำให้เส้นหมี่โคราชมีชื่อเสียง และได้รับความนิยมสูงสุด ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ทันสมัย มีการผลิตในระบบโรงงาน มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นหมี่โคราชพร้อมน้ำผัด สำเร็จรูป เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า และเป็นทางเลือกใหม่ในการบริโภค จนทำให้หมี่โคราชตราห้า ดาว พร้อมซอสผัดสำเร็จรูป ได้รับคัดเลือกให้เป็นสินค้า OTOP สร้างอาชีพและรายได้สู่ชุมชน โดยใช้แรงงานใน ท้องถิ่น ทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มจากอาชีพหลัก จึงทำให้หมี่โคราชห้าดาว กลายเป็นของดีขึ้นชื่อเมืองโคราช ผัดหมี่โคราชตราห้าดาว สูตรเฉพาะด้วยเส้นหมี่ที่เหนียว นุ่ม พร้อมซอสผัดสำเร็จรูป แบบฉบับสูตรห้าดาวที่ หอมเครื่องเทศ เพราะได้คัดสรรนำวัตถุดิบอย่างดีมาสู่ผู้บริโภค
๒๐๒ สารคดี ๕ นาที สังคมก้มหน้า ปัจจุบันเทคโนโลยีต่างๆ มีความเจริญก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ของเทคโนโลยีบนโลกใบนี้ ได้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในระดับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสังคม ระดับครอบครัว แวดวงเพื่อนฝูง หรือแม้กระทั่งสังคมในที่ทำงาน ซึ่งจะเห็นได้จากการเสพติดโทรศัพท์ประเภท สมาร์ทโฟน ไอแพด ที่สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้แค่เพียงปลายนิ้ว จนกระทั่งเทคโนโลยีเหล่านี้กลายเป็น ปัจจัยที่ ๖ นอกเหนือจากปัจจัย ๔ ที่เป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทั่วไป ได้แก่ อาหาร ที่อยู่ อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค รวมทั้งรถยนต์หรือยานพาหนะต่างๆ ซึ่งกลายมาเป็นปัจจัยที่ ๕ ที่จำเป็น อย่างยิ่งในการดำเนินชีวิต ที่กล่าวมานั้นจะเห็นได้ว่า สมาร์ทโฟนทั้งหลายได้กลายเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่หรือคน ทั่วโลกไปแล้ว จะเห็นได้จากกลุ่มคนทุกวัยตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงผู้สูงวัยทั้งหลาย ก็ล้วนแล้ว จะต้องเป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนอย่างน้อย ๑ เครื่อง ผลกระทบที่ตามมาจากการที่ทุกคนให้ความสำคัญกับ สมาร์ทโฟนเหล่านี้ก็คือ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในสังคมระดับต่างๆ ลดลงไปจนถึงขั้นย่ำแย่ เนื่องจากสมาร์ทโฟน ได้ดึงความสนใจจากสิ่งต่างๆ รอบตัวไปจนหมด ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาเสียเวลาไปกับสิ่ง นี้ จนทำให้ขาดปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนรอบข้าง ไม่มีใครสนใจใคร จนกลายเป็น “สังคมก้มหน้า” ที่เราได้ยินกัน จนคุ้นหูและเห็นภาพเหล่านี้จนชินตา นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดปัญหาทางด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน ร่างกาย ได้แก่ การเกิดปัญหานิ้วล็อค อาการปวดหลังหรือต้นคอ เนื่องจากการก้มเป็นเวลานาน ปัญหาทาง สายตาที่เกิดจากการเพ่งมองมากเกินไป หรือทางด้านจิตใจ คือ ก่อให้เกิดความหมกมุ่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาก เกินไป จนก่อให้เกิดปัญหาในการสื่อสาร เป็นต้น จากปัญหาที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะสามารถคลี่คลายได้หากผู้ใช้รู้จักใช้อย่างมีสติและรู้เท่าทัน เทคโนโลยี เพียงเท่านี้ปัญหา “สังคมก้มหน้า” ก็จะหมดไป
๒๐๓ สารคดี๕ นาที ปลาอัลลิเกเตอร์ เป็นปลากินเนื้อน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุด มีลักษณะเด่น คือ มีส่วนปากยาวคล้ายกับจระเข้หรืออัล ลิเกเตอร์รูปร่างกลมยาว ตากลมสีดำ บริเวณลำตัวจรดหางคล้ายปลา มีครีบเล็กใต้ท้อง ๒ ครีบคู่ ใต้ท้องสีขาว บริเวณปลายหาง ใกล้หางมีครีบใหญ่อีก ๒ ครีบ ซึ่งโคนหางด้านบนมีขนาดใหญ่กว่าโคนหางด้านล่างอย่างเห็น ได้ชัดเจน ครีบหางกลมมนเป็นรูปพัด เป็นปลาที่กระจายพันธุ์อยู่ในแหล่งน้ำจืดต่าง ๆ เช่น แม่น้ำ หรือ ทะเลสาบ ของสหรัฐอเมริกาทางตอนใต้ เช่น รัฐฟลอริดา และหลุยส์เซียนา ปลาอัลลิเกเตอร์มีปากเรียวยาวเหมือนอัลลิเกเตอร์ ที่ภายในมีฟันที่แหลมคม ๒ แถว ประมาณ ๕๐๐ ซี่ ใช้สำหรับงับเหยื่อก่อนที่จะกลืนลงไป เกล็ดของปลาอัลลิเกเตอร์มีความหนาและแข็ง ลักษณะเป็นรูป สามเหลี่ยมเหมือนเพชร มีความคมเมื่อถูจะถูกบาดทำให้เกิดบาดแผลได้อินเดียนแดง ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองของ อเมริกาใช้เกล็ดของปลาอัลลิเกเตอร์ทำเป็นหัวลูกศร ปลาอัลลิเกเตอร์สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้ในแหล่งน้ำที่ มีคุณภาพต่ำ มีปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำต่ำ เช่น น้ำที่ขุ่นข้นสภาพพื้นน้ำเป็นโคลน เนื่องจากมีถุงลมที่ทำ หน้าที่เสมือนปอดช่วยในการหายใจ ทำให้สามารถขึ้นมาฮุบอากาศบนผิวน้ำได้ ปลาอัลลิเกเตอร์ ถือกำเนิดขึ้นมานานกว่า ๑๐๐ ล้านปีแล้ว ในยุคเดียวกับไดโนเสาร์ยังมีชีวิตอยู่ ด้วยขนาดลำตัวที่ใหญ่และเกล็ดที่แข็งแรงทำให้ปรับตัวและอยู่รอดได้มาจนถึงปัจจุบัน ปลาอัลลิเกเตอร์มีความ ยาวโดยเฉลี่ยได้ถึง ๖-๗ ฟุต น้ำหนักมากกว่า ๑๐๐ ปอนด์มีอายุขัยได้มากถึง ๖๐ ปี ตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่า ตัว ผู้ ด้วยขนาดที่ใหญ่และรูปลักษณ์ที่น่ากลัว ทำให้ปลาอัลลิเกเตอร์เป็นที่ร่ำลือว่าทำร้ายมนุษย์ในพื้นที่ต่าง ๆ ก่อนทศวรรษที่ ๓๐ ปลาอัลลิเกเตอร์ยังพบได้กระจายไปทั่วสหรัฐอเมริกา จนกระทั่งในปี ค.ศ. ๑๙๓๓ คณะกรรมการตกปลาเท็กซัสได้มีมติล่าทำลายปลาอัลลิเกเตอร์ครั้งใหญ่ เนื่องจากถูกพิจารณาว่า เป็นต้นเหตุของการสูญพันธุ์ของปลาพื้นเมืองชนิดต่าง ๆ เนื่องจากปลาอัลลิเกเตอร์เป็นปลากินเนื้อขนาดใหญ่
๒๐๔ ที่อาจหากินได้วันละ ๒ ครั้ง กินอาหารมากกว่าขนาดน้ำหนักตัวของตัวเอง ๓ ทศวรรษผ่านไป มีปลาอัลลิเก เตอร์นับล้านตัวที่ถูกกำจัดไป ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ปลาอัลลิเกเตอร์เป็นปลาที่ไม่ดุร้าย ไม่ทำร้ายหรือกิน มนุษย์เป็นอาหาร แต่จะกินปลาต่าง ๆ เป็นอาหาร รวมถึงสัตว์ปีกเช่น นกเป็ดน้ำ ปัจจุบันจึงทำให้ปลาอัลลิเกเตอร์หลงเหลือเฉพาะภาคใต้ของสหรัฐอเมริกา และถูกอนุรักษ์ ปลาอัลลิเกเตอร์เป็นปลาที่นิยมตกเป็นเกมกีฬา และนิยมเลี้ยงกันเป็นปลาสวยงาม และจัดแสดงตามพิพิธภัณฑ์ สัตว์น้ำต่าง ๆ ซึ่งในปัจจุบัน สามารถที่จะเพาะขยายพันธุ์ในที่เลี้ยงได้แล้ว มีปลาที่ถูกเลี้ยงไว้ตั้งแต่เล็ก ๆ เมื่อโต ขึ้นมา ผู้เลี้ยงไม่สามารถเลี้ยงต่อไปได้จึงปล่อยลงแหล่งน้ำตามธรรมชาติต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่แหล่งกำเนิดดั้งเดิมใน หลายพื้นที่ เช่น จีน รวมถึงประเทศไทย ซึ่งทำให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่นั้น ๆ ได้
๒๐๕ สารคดี ๕ นาที ช็อกโกแลตเพื่อสุขภาพ ช็อกโกแลตทำให้หัวใจแข็งแรงสารทิโอโบรมีน )Theobromine) ช่วยลดความดันโลหิต กระตุ้นการเต้นของหัวใจ สามารถลดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้ สารฟลาโวนอยด์ )Flavonoid) ในกลุ่ม โพลิฟีนอล )Polyphenol) ต่อต้านอนุมูลอิสระ เสริมความแข็งแรงของหลอดเลือดหัวใจและสมอง ช่วยลดความ เสี่ยงโดยรวม ของโรคหัวใจได้ ๙. ประโยชน์ของช็อกโกแลตที่มีมากกว่าแค่ความอร่อย แร่ธาตุและสารอาหารต่าง ๆ ที่อยู่ในผงโกโก้ ทำให้ช็อกโกแลตมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ โดยเฉพาะ ดาร์กช็อกโกแลตที่มีความเข้มข้นของผงโกโก้สูง ประโยชน์ของช็อกโกแลตที่คุณอาจไม่เคยรู้มีดังนี้ ๑. ช่วยให้พลังงานแก่ร่างกาย ช็อกโกแลตส่วนใหญ่มีคาร์โบไฮเดรตสูง จึงให้แคลอรี่มาก อีกทั้งยังมีน้ำตาลและคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบด้วย แม้ว่าปริมาณของคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และคาเฟอีนในช็อกโกแลตแต่ละชนิดจะแตกต่างกันออกไป แต่การ รับประทานช็อกโกแลตก็สามารถช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย ทำให้อิ่มท้อง และช่วยให้รู้สึกตื่นตัวได้ด้วย ๒. มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ในดาร์กช็อกโกแลตมีสารฟลาโวนอยด์ที่มีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระอยู่หลายชนิด เช่น สารคาเทชิน )Catechins) สารแอนโทไซยานิน )Anthocyanins) และสารโปรแอนโทไซยานิดิน )Proanthocyanidins) ซึ่ง สารเหล่านี้จะออกฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบและเสียหายของเซลล์ที่เกิดจากปฏิกิริยาของอนุมูลอิสระภายในร่างกาย จึงอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายแรงอย่างโรคมะเร็งได้ ๓. ช่วยให้อารมณ์ดี หากคุณรู้สึกเครียด วิตกกังวล หรือเศร้า การรับประทานดาร์กช็อกโกแลตสามารถช่วยบรรเทาอาการเหล่านี้ได้ เพราะสารฟลาโวนอยด์ที่อยู่ในดาร์กช็อกโกแลตมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสามารถช่วยลดฮอร์โมน คอร์ติซอลที่เป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียด และช่วยปรับสภาพอารมณ์ให้ดีขึ้นได้นั่นเอง ๔. ช่วยในการบำรุงหัวใจ ประโยชน์ของช็อกโกแลตที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือช่วยให้หัวใจทำงานได้อย่างปกติและมีประสิทธิภาพ โดย การรับประทานดาร์กช็อกโกแลตมีส่วนช่วยในการปรับปรุงระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ช่วยเพิ่ม การไหลเวียนของเลือด และช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีในร่างกาย จึงอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิด โรคหัวใจได้
๒๐๖ ๕. ช่วยเสริมการทำงานของสมอง การรับประทานดาร์กช็อกโกแลตที่มีความเข้มข้นของผงโกโก้มากกว่า ๗๐% อาจช่วยปรับปรุงการทำงานของ สมองได้ โดยจะกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท ซึ่งจะส่งผลดีต่อสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำ การ รับรู้ และด้านอารมณ์อีกทั้งปริมาณคาเฟอีนในดาร์กช็อกโกแลตยังสามารถช่วยเพิ่มสมาธิและช่วยให้หายจาก อาการง่วงนอนได้นอกจากนี้ การรับประทานดาร์กช็อกโกแลตอาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคสมองเสื่อม ได้ด้วย ๖. ช่วยเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ในช็อกโกแลตจะมีแร่ธาตุแมงกานีส สังกะสี และซิลิเนียม ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อการทำงานของระบบ ภูมิคุ้มกันในร่างกาย อีกทั้งสารฟลาโวนอยด์ที่อยู่ในช็อกโกแลตก็มีคุณสมบัติในการช่วยปกป้องไม่ให้ระบบ ภูมิคุ้มกันทำงานหนักเกินไป และช่วยปรับสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเมื่อระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่าง สมดุลก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ ได้ ๗. อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน สารฟลาโวนอยด์ในดาร์กช็อกโกแลตมีคุณสมบัติในการช่วยต้านภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่อาจเพิ่ม ความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ควรเลือกรับประทานดาร์กช็อกโกแลตที่มีความเข้มข้น ของผงโกโก้สูง และหลีกเลี่ยงการรับประทานช็อกโกแลตที่มีส่วนผสมของน้ำตาลในปริมาณมาก เพื่อลดความ เสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานอีกทางหนึ่งด้วย ๘. อาจช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะโลหิตจาง ในช็อกโกแลตจะมีธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบสูง โดยเฉพาะในดาร์กช็อกโกแลต ดาร์กช็อกโกแลต ๑๐๐ กรัม จะมีธาตุเหล็กเป็นส่วนประกอบมากถึง ๑๒ มิลลิกรัม หรือคิดเป็น ๖๖% ของปริมาณธาตุเหล็กที่ร่างกายควร ได้รับต่อวัน ซึ่งธาตุเหล็กมีความสำคัญต่อกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดง ดังนั้น การรับประทานช็อกโกแลตจึง อาจช่วยป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจางได้ ๙. อาจช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ประโยชน์ของช็อกโกแลตอีกประการหนึ่งที่หลายคนอาจยังไม่รู้คือช็อกโกแลตอาจช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ได้ โดยสารต้านอนุมูลอิสระในช็อกโกแลตจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี )UV) นอกจากนี้ แร่ธาตุแมงกานีสที่อยู่ในช็อกโกแลตยังช่วยกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยให้ ผิวดูอ่อนเยาว์และดูมีสุขภาพดีด้วย เคล็ด )ไม่( ลับ วิธีรับประทานช็อกโกแลตให้ดีต่อสุขภาพ แม้ว่าช็อกโกแลตจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายประการ แต่ก็ควรทราบข้อควรระวังในการรับประทานที่ควรรู้ เช่นกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด และลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ตามมา โดยวิธีการรับประทานช็อกโกแลตให้ดีต่อสุขภาพมีดังนี้
๒๐๗ ▪ ช็อกโกแลตมีแคลอรีค่อนข้างสูง จึงไม่ควรรับประทานในปริมาณมากหรือรับประทาน อย่างสม่ำเสมอ ▪ ควรเลือกรับประทานดาร์กช็อกโกแลตที่มีความเข้มข้นของผงโกโก้มากกว่า ๗๐% และมี น้ำตาลในปริมาณน้อย เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดปัญหาสุขภาพ เช่น โรคเบาหวาน โรค อ้วน หรือโรคหัวใจ ▪ ดาร์กช็อกโกแลตที่มีความเข้มข้นของผงโกโก้สูง จะมีคาเฟอีนในปริมาณมากตามไปด้วย จึงอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น แสบร้อนกลางอก หรือนอนไม่หลับตามมาได้ ▪ การรับประทานช็อกโกแลตอาจเลือกรับประทานกับผลไม้หรือธัญพืชเป็นของว่างระหว่าง วัน หรือเลือกดื่มเครื่องดื่มช็อกโกแลตที่ไม่ผสมนมหรือน้ำตาลเพิ่ม เพื่อให้ได้รับ สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และไม่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคต่าง ๆ เมื่อได้รู้เกี่ยวกับประโยชน์ของช็อกโกแลตหลากหลายประการ รวมถึงเคล็ดลับในการรับประทานช็อกโกแลตให้ เกิดผลดีต่อสุขภาพแล้ว คุณก็จะสามารถเลือกรับประทานช็อกโกแลตได้อย่างสบายใจ และไม่ต้องกังวลว่าการ รับประทานช็อกโกแลตจะได้รับเพียงแค่ความอร่อยเท่านั้น แต่ยังได้สุขภาพที่ดีเป็นของแถมด้วย
๒๐๘ สารคดี ๕ นาที ความลับของ"สมอง"มนุษย์ นักวิทยาศาสตร์ นักชีววิทยา คุณหมอด้านจิตเวช หมอสมองในสหรัฐอเมริกา และยุโรป ศึกษาวิจัยมาหลายปี เพื่อพยายามค้นหาสาเหตุความแตกต่างของมนุษย์แต่ละคนว่าทำไมบางคนล้มเหลวซ้ำๆ แต่บางคนกับประสบความสำเร็จช้ำๆ นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า ในสมองของมนุษย์มีสิ่งหนึ่งที่ทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า"นิวรอน" มีลักษณะโครงข่ายเหมือนใยแมงมุม มีแขน ขา เหมือนรากต้นไม้ ส่วนแขนเรียกว่า "แอพซอน"นิวรอนอยู่ใน สมองมนุษย์เป็นล้านๆเซลล์ มีแขนขายืดออกมาเหมือนใยแมงมุมอยู่มหาศาล ส่วนแขนขาที่ยืดออกมา มันเชื่อมต่อกันด้วยประจุไฟฟ้า เมื่อมนุษย์เครียด มีความกังวล หรือคิดด้านลบมากๆ มันจะส่งกระแสไฟฟ้า เชื่อมต่อกันเป็นล้านๆเซลล์ ส่งกันไปมาในสมองมนุษย์ในด้านลบ ถ้าคิดเรื่องไม่ดีจนเครียดซ้ำๆนานๆ หลายวัน จะทำให้นิวรอนใหญ่ขึ้นจับกันเป็นโครงข่ายและแข็งแรง เมื่อมันแข็งแรงขึ้นจะทำให้คนๆนั้น จะมีลักษณะ เครียดง่าย เศร้าง่าย คิดอะไรก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะสมองจะส่งแต่เรื่องลบๆ ออกมา กระบวนการ ส่งถ่ายข้อมูลในสมองรับรู้แต่เรื่องไม่สำเร็จ เรื่องไม่ดี จึงเป็นที่มาว่าทำไมบางคนทำอะไรแล้วถึงล้มเหลวซ้ำๆ เพราะการสร้างโครงข่ายของนิวรอน มันเชื่อมต่อเรื่องลบๆหมดเลย เมื่อกระแสประสาทมันส่งผลแบบนี้ ปัญหาตรงนี้จึงเป็นตัวกำหนดอนาคตของมนุษย์
๒๐๙ แต่นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบขบวนการทางเดินของนิวรอนในสมองใหม่เรียกว่า "Neuron Pathway" จากเดิมที่คิดลบ ให้ปรับและคิดใหม่ มีวิชาอยู่ ๒ วิชา ที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า"เอ็นแอลพี"เอ็นแอล พี ในสหรัฐอเมริกาเป็นสถาบัน กระบวนการกลไกเขาจะเข้าไปปรับฉากต่างๆ ในสมอง และทำทางนิวรอนใน สมองใหม่ ทันทีที่คนๆ นั้นคิดบวก ปรับทัศนะคติใหม่ ตั้งความหวังใหม่ทำทุกๆ วัน ประมาณ ๑ สัปดาห์ นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า นิวรอนในสมองเริ่มแตกรากแขนงใหม่เป็นแขนงบวก พอคิดบวกเซลล์บวกจะจับกัน เป็นล้านๆเซลล์ เป็นกลุ่มเดียวกัน ส่วนแขนงด้านลบก็จะค่อยๆ หายหรือตายไป คนๆ นั้นก็จะเป็นคนที่มี ความสุข มองอะไรก็เป็นบวก การคิดบวกสร้างเซลล์ในสมองใหม่จับขั้วใหม่ และเปลี่ยนทางเดินของมนุษย์ใหม่ อีกด้วย
๒๑๐ สารคดี ๕ นาที ออกกำลังกายด้านการเงินเพื่อสุขภาพการเงินที่ดี การมีสุขภาพที่ดีเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา และทุกคนส่วนใหญ่จะเลือกใช้การออกกำลังกายเป็นวิธีที่ ทำให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรงหรือบางคนอาจจะใช้วิธีการเลือกรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ต่อร่างกาย การพักผ่อนและนอนหลับให้เพียงพอ รวมทั้งหลีกเลี่ยงความเครียด เพื่อทำให้เรามีสุขภาพที่ดี หากพูดถึงเรื่อง การเงิน ทุกคนอยากมีสุขภาพการเงินที่ดีเช่นเดียวกัน ดังนั้นเราจึงชวนทุกคนมาออกกำลังกายด้านการเงิน เพื่อสุขภาพการเงินที่ดี ๑. เริ่มต้นการออกกำลังกายการเงินด้วยการฝึกออมเงิน การออมเงินเปรียบเสมือนการออกกำลังกายการเงิน ยิ่งเราออมเงินเยอะเพียงใด จะทำให้เรายิ่งมีสุขภาพ การเงินที่ดี บางคนอาจจะไม่เคยออกกำลังกายเลย ซึ่งก็หมายความว่าเราไม่เคยเก็บเงินได้เลย หาเงินได้มา เท่าไรก็ใช้หมด เป็นสิ่งที่จะทำให้เรามีสุขภาพการเงินที่ไม่ดี ดังนั้นเราควรต้องเริ่มต้นออมเงินให้ได้ โดยช่วงแรก เราอาจจะยังเก็บเงินได้น้อย ก็เหมือนกับการออกกำลังกายจากคนที่ไม่ออกกำลังกายเลย แล้วเราเริ่มต้นด้วย การเดินแบบสบายๆ ก่อน ไม่กดดันจนเกินไป จะทำให้เราอยากจะออกกำลังกายต่อไป ซึ่งการเริ่มต้นการออก กำลังกายด้านการเงินนี้เราต้องตั้งใจให้แน่วแน่ก่อน เพราะหลายคนคงเคยตั้งเป้าหมายที่จะเริ่มออกกำลังกาย และแล้วจะมีข้ออ้างขึ้นมา เช่น เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยเริ่ม ซึ่งเป็นการผัดวันประกันพรุ่งไปเรื่อย ๆ สะสมเป็นระยะ เวลานานจาก วันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน จนกระทั่งเป็นปี ท้ายที่สุดก็ไม่ได้เริ่มต้นออกกำลังกายสักที ในทำนองเดียวกัน เรามักมีข้ออ้างในการใช้เงินเสมอ เช่น ไม่เคยพลาดซื้อของลดราคา หรืออ้างว่าทำงานหนัก ก็ ควรจะให้รางวัลตัวเองบ้าง บางคนรูดบัตรเครดิตใช้เงินในอนาคตอย่างเพลิดเพลิน รู้ตัวอีกทีเงินหมด ไม่ได้เริ่ม เก็บออมเงินเลย ดังนั้นเราควรเริ่มต้นออกกำลังกายการเงินด้วยการเก็บออมเงินตอนนี้ทันทีเลย ๒. พัฒนาความรู้ทางการเงินเพื่อทำให้เงินออมเติบโต เมื่อเราเริ่มต้นออกกำลังกายได้แล้ว เราควรจะเพิ่มความเข้มข้นของการออกกำลังกายด้วยการเล่นกีฬา ชนิดต่างๆ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน หรือฟุตบอล ก็เปรียบเสมือนเราเริ่มออมเงินเก่งมากขึ้น ดังนั้นเราควร พัฒนาขีดความสามารถของเราโดยการพัฒนาความรู้ทางการเงินเพื่อทำให้เงินที่เราออมมานั้นเติบโตเพิ่มขึ้น เรื่อย ๆ โดยเราสามารถเรียนรู้การเงินเพื่อนำมาปรับเลือกใช้วิธีการออมเงินด้วยตราสารทางการเงินที่เราชอบ หรือถนัดตามระดับความเสี่ยงที่เรายอมรับได้ เช่น ออมเงินผ่านบัญชีธนาคาร ซื้อกองทุนหรือหุ้น ซึ่งปัจจุบันนี้ เราสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆรวมทั้งอ่านหนังสือหรือบทความทางการเงินด้วย โดยที่ การพัฒนาตัวเองให้มีความรู้ทางการเงินนั้นเป็นปัจจัยที่ทำให้สุขภาพการเงินของเราดีขึ้นเช่นกัน ๓.ฝึกออกกำลังกายด้านการเงินให้เป็นนิสัย ทุกคนคงเห็นด้วยว่าวินัยเป็นสิ่งสำคัญในการทำอะไรสักอย่างให้ประสบความสำเร็จ หากเรามีนิสัย การเก็บออมเงินแล้วเราจะสามารถกำหนดเป้าหมายทางการเงินและเก็บออมเงินได้ตามที่วางเป้าหมายไว้ วิธีที่จะทำให้เรามีวินัยคือการมีเป้าหมายที่ชัดเจน เราต้องการเก็บเงินไปเพื่ออะไรและทำไมต้องเป็นเป้าหมายนี้
๒๑๑ ซึ่งเป้าหมายที่ชัดเจนนี้จะทำให้เรามั่นใจว่าเราจะออมเงินต่อไปได้เรื่อย ๆ ทุกๆวัน จนเป็นนิสัย ดังนั้นเราต้องฝึก ออกกำลังกายให้เป็นนิสัย รวมทั้งฝึกออมเงินให้เป็นนิสัยด้วยเช่นกัน ๔. ลด ละ เลิก ใช้จ่ายสิ่งที่ไม่จำเป็น การเลือกรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์ และลด ละ เลิก อาหารที่มีไขมันเยอะ เป็นปัจจัยในการ ทำให้สุขภาพดีเช่นเดียวกับสุขภาพการเงิน หากเราต้องการสุขภาพการเงินที่ดีแล้ว เราควรลด ละ เลิก ใช้จ่าย สิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะหากเราใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือยแล้ว จะทำให้เรามีหนี้และต้องรับภาระในการใช้คืนหนี้นั้น การลด ละ เลิก ใช้จ่ายสิ่งที่ไม่จำเป็น อาจเริ่มต้นจากการจดบันทึกรายรับ - รายจ่าย เพื่อดูว่าในแต่ละเดือน รายจ่ายไม่จำเป็นรายการใดที่พอจะลดลงได้บ้าง และนำเงินส่วนนั้นมาจ่ายหนี้ให้หมดเร็วขึ้น เชื่อว่าหากเราฝึก พฤติกรรมการลด ละ เลิก และปฏิบัติจนเป็นนิสัยแล้ว จะทำให้เรามีภูมิคุ้มกัน สิ่งสำคัญอย่าปล่อยให้ตัวเอง มี ภาระหนี้มากจนเกินไป เพราะจะมีโอกาสประสบปัญหาทางการเงินที่รุนแรงกว่าคนที่ไม่มีหนี้ หนี้ที่เกิดขึ้นนั้น อาจจะมีทั้งหนี้ดีหรือหนี้ไม่ดี หนี้ดีหมายถึงหนี้ที่ทำให้เกิดประโยชน์ ก่อให้เกิดรายได้หรือประโยชน์มากกว่า รายจ่าย เช่น หนี้เพื่อการศึกษา ส่วนหนี้ไม่ดีหมายถึงก่อให้เกิดรายจ่ายมากกว่ารายได้ เช่น หนี้บัตรเครดิต ซึ่งทุกคนที่มีหนี้จะมีภาระเรื่องการใช้หนี้คืน ทำให้เราต้องเหนื่อยมากขึ้นและมีสุขภาพการเงินที่ไม่ดีการลด ละ เลิก ใช้จ่ายสิ่งที่ไม่จำเป็นเป็นปัจจัยที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพการเงินที่ดี
๒๑๒ สารคดี ๕ นาที ผงชูรสขัดทองเหลืองให้เงางาม ผงชูรส หรือสารชูรส เป็นวัตถุเจือปนอาหารที่ใส่เพื่อเพิ่มรสชาติอาหาร ซึ่งเราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะอาหารที่เรารับประทานส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอาหารที่เราไม่ได้ทำทานเองมักใส่ผงชูรสเพื่อเพิ่มรสชาติ ให้กับอาหาร นอกจากประโยชน์ในด้านนั้นแล้ว “ผงชูรส” ยังมีประโยชน์เกี่ยวกับงานบ้านที่หลายคนอาจไม่เคย ทราบมาก่อน หลายคนอาจไม่เคยใช้ผงชูรสมาขัดทองเหลือง แต่จริงๆ แล้วมันสามารถทำได้วิธีการก็คือ ให้เตรียม เครื่องทองเหลืองที่เราต้องการทำความสะอาดก่อน แล้วดำเนินการดังต่อไปนี้ ๑. ล้างเครื่องทองเหลืองเหล่านั้นให้สะอาดปราศจากเศษฝุ่น ๒. นำผงชูรสผสมกับน้ำเปล่าในอัตราส่วน น้ำ ๑ แก้ว ต่อผงชูรส ๒ ช้อนชา ๓ .หากเครื่องทองเหลืองมีขนาดใหญ่สามารถเพิ่มปริมาณของน้ำได้ ๔.นำเครื่องทองเหลืองไปแช่ทิ้งไว้ประมาณ ๑-๒ ชั่วโมง จากนั้นนำมาเช็ดด้วยผ้าแห้งก็จะทำให้เครื่อง ทองเหลืองเหล่านั้นเป็นเงา แวววาว บ้านไหนมีเครื่องครัวทองเหลือง ลองนำผงชูรสไปทำความสะอาดกันดูนะคะ
๒๑๓ สารคดี ๕ นาที เรื่อง สารคดีของผู้พิทักษ์ป่าในการรักษาผืนป่าอุยานแห่งชาติวิรุงกา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโค อุทยานแห่งชาติวิรุงกา ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโค มีเนื้อที่กว่า ๕,๐๕๖,๒๕๐ ไร่ จัดตั้งขึ้นเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ ๑๙๒๕ ภายในอุทยานแห่งชาติวิรุงกา มีพืชพรรณต่างๆ ทุ่งหญ้าสะวันนาและป่าเขตร้อน นอกจากนี้ยังมีนกอาศัยอยู่กว่า ๗๐๐ ชนิด พร้อมสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกว่า ๒๐๐ ชนิด เป็นที่อยู่ของกอลิลล่า และสัตว์ต่างๆ ทั้งพื้นที่แห่งนี้เปรียบเสมือนบ้านหลังสุดท้ายของ “กอลิลิล่า” ซึ่งนับวันจะสูญพันธุ์ด้วยน้ำมือมนุษย์ผู้รุกราน การบุกรุกที่อยู่อาศัยโดยการตัดไม้ทำลายป่า การทำงานของ เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและกลุ่มคนคอยทำหน้าที่ปกป้องผืนป่า อันเป็นพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติวิรุงกา ท่ามกลาง สมรภูมิรบและป้องกันอุทยานแห่งชาติวิรุงกาแห่งนี้ ไม่ให้ตกเป็นน้ำมือของกองกำลังกบฏ M๒๓ และบริษัทโซโค ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันต่างชาติที่หมายจะเข้าสำรวจขุดเจาะน้ำมัน ทั้งมีเรื่องของการพยามติดสินบนเจ้าหน้าที่ อุทยานเพื่อหาข่าวและอำนวยความสะดวกให้กับบริษัทโซโค และความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจังของเจ้าหน้าที่ ที่เผชิญหน้ากับพวกบุกรุกป่าว่าแย่แล้ว ยังต้องมาเจอกองกำลังที่ใช้อาวุธสงครามเข้าไปอีก อุทยานแห่งชาติวีรุงกาเป็นเขตสงครามมาเกือบสามสิบปี เมื่อปี1994 ความขัดแย้งรุนแรงระหว่างชาติพันธุ์ใน ประเทศเพื่อนบ้านอย่างรวันดาส่งผลให้ชาวฮูตูฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวตุตซี และลุกลามมาถึงคองโก นักรบ ฮูตูและผู้ ลี้ภัยกว่าหนึ่งล้านคนหนีตายจากรวันดาหลังพ่ายแพ้มาอาศัยอยู่อย่างแอดอัดในค่ายผู้ลี้ภัยรอบอุทยานต่อมา ชาวฮูตูบางส่วนรวมตัวกันจัดตั้งกองกำลังประชาธิปไตยเพื่อเสรีภาพแห่งรวันดา หรือเอฟดีแอลอาร์ (FDLR) ใน ที่สุดชาวตุตซีในคองโกก็ตอบโต้ด้วยการก่อตั้งสภาป้องกันประชาชนแห่งชาติ หรือซีเอ็นดีพี(CNDP) ซึ่งพัฒนา มาเป็นกลุ่ม เอ็ม๒๓ เหตุนองเลือดครั้งแล้วครั้งเล่าที่กลุ่มติดอาวุธเหล่านี้ก่อขึ้นค่อยๆกัดกินและบ่อนทำลาย อุทยาน นักรบบางส่วนรวมไปถึงทหารคองโกที่เข้ามาปกป้องประเทศ ไม่ยอมกลับถิ่นฐานหลังประกาศหยุดยิง แต่ล่าสัตว์ในอุทยานทั้งเพื่อยังชีพและเพื่อการค้า ทุกวันนี้นักรบหลายพันคนยังปักหลักอยู่ในป่า ทั้งยังมีกอง กำลังท้องถิ่นอีก หลายพันคนที่เรียกกันว่ากองกำลังมาอีเข้ามาสมทบอีกด้วย ความพยายามขับไล่คนกลุ่มนี้ออก จากพื้นที่ของเจ้าหน้าที่นำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงถึงชีวิต เจ้าหน้าที่อุทยานถูกฆ่าในเขตของอุทยาน ส่งผลให้ จำนวนเจ้าหน้าที่อุทยานที่เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 152 คน นับตั้งแต่ปี1996 อุทยานแห่งนี้ยังเป็นเวทีของโศกนาฏกรรมภายในประเทศคองโกด้วย ความจริงแล้ว วีรุงกาถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ อุดมสมบูรณ์ที่สุดในแอฟริกา การประกาศให้อุทยานเป็นเขตอนุรักษ์นับตั้งแต่ก่อตั้งอุทยานเมื่อปี1925 ส่งผลให้ ประชากรผู้ยากแค้นที่สุดกลุ่มหนึ่งของโลกไม่อาจเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นที่ต้องการอย่างยิ่ง จึงเป็น การเติมเชื้อไฟให้ความขุ่นเคืองของผู้คนราวสี่ล้านชีวิต ในภูมิภาคยิ่งลุกโชนหลายคนเพิกเฉย ต่อ กฎหมายหรือท้าทายด้วยการตัดไม้ในเขตอุทยานมาเผาถ่าน เพาะปลูกพืชผลในอุทยานและล่าสัตว์ป่า
๒๑๔ สำหรับสารคดีเรื่อง VIRUNGA นั้น มีดีกรีระดับสารคดีรางวัลชนะเลิศ (ประจำปี ค.ศ. ๒๐๑๕) สารคดีต่อต้าน คอร์รัปชั่น และหลังจากนั้นได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จนได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ครั้งที่ ๘๗ สาขาสารคดี ยอดเยี่ยม อ้างอิง : https://www.seub.or.th/forestrenger/club_forestrenger/virunga https://ngthai.com/uncategorized/611/protect-virunga-national-park/
๒๑๕ สารคดี ๕ นาที เรื่อง อาการโรคเบาหวานเบื้องต้น บรรยายโดย นางสาวภัคพรพรรณ์ สมานคติธรรม ตำแหน่ง เจ้าพนักงานพัสดุปฏิบัติงาน เทศบาลตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต อาการโรคเบาหวานเบื้องต้น ก่อนที่ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการแสดงที่ชัดเจน อาการเหล่านี้ได้แก่ หิวน้ำบ่อยมากขึ้น ปัสสาวะบ่อย มากขึ้น โดยเฉพาะปัสสาวะเวลากลางคืน หลังจากหลับไปแล้ว หิวบ่อย รับประทานมากขึ้น น้ำหนักตัวลดลง โดยไม่ทราบสาเหตุ เหงื่อง่าย อ่อนเพลีย สายตาพล่า มองเห็นไม่ชัดเจน มีแผล แล้วแผลหายช้า เจ็บป่วย บ่อย ติดเชื้อบ่อยๆ ชา เจ็บ หรือมีความรู้ผิดปกติ เช่นชา ที่ปลายมื้อหรือเท้า มีผิวหนังเข็มมากขึ้น ที่คอ รักแร้ หรือหน้าท้องแตกลาย อาการเหล่านี้บางอย่างไม่ได้จำเพาะของโรคเบาหวาน และผู้ป่วยจะมีอาการเหล่านี้เมื่อระดับ น้ำตาลสูงมากผิดปกติแล้ว จึงยังคงแนะนำให้ทุกคนที่ยังไม่มีอาการ ตรวจสุขภาพน้ำตาลในเลือด อย่างน้อยทุก ๑-๓ ปี โดยยังไม่ต้องมีอาการผิดปกติใดๆ โรคเบาหวาน คือ โรคที่เซลล์ร่างกายมีความผิดปกติในขบวนการเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดให้เป็น พลังงาน โดยขบวนการนี้เกี่ยวข้องกับอินซูลินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างจากตับอ่อนเพื่อใช้ควบคุมระดับน้ำตาลใน เลือด เมื่อน้ำตาลไม่ได้ถูกใช้จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นกว่าระดับปกติ โรคเบาหวานแบ่งเป็น ๔ ชนิด ตามสาเหตุของการเกิดโรค โรคเบาหวานชนิดที่ ๑ (type ๑ diabetes mellitus, T๑DM) เกิดจากเซลล์ตับอ่อนถูก ทำลายจากภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ขาดอินซูลิน มักพบในเด็ก โรคเบาหวานชนิดที่ ๒ (type ๒ diabetes mellitus, T๑DM) เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด ร้อยละ ๙๕ ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด เกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน มักพบในผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน ร่วมด้วย โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (gestational diabetes mellitus, GDM) เป็นโรคเบาหวานที่ เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ มักเกิดเมื่อไตรมาส ๒-๓ ของการตั้งครรภ์ โรคเบาหวานที่มีสาเหตุจำเพาะ (specific types of diabetes due to other causes) มีได้หลายสาเหตุ เช่น โรคทางพันธุกรรม โรคของตับอ่อน โรคทางต่อมไร้ท่อ ยาบางชนิด เป็นต้น
๒๑๖ โดยการวินิจฉัยเบาหวาน ทำได้โดยวิธีใดวิธีหนึ่งใน ๓ วิธี ดังต่อไปนี้ ๑. มีอาการโรคเบาหวานชัดเจน ได้แก่ หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อยและปริมาณมาก น้ำหนักตัว ลดลงโดยไม่มีสาเหตุ ร่วมกับตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเวลาใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอดอาหาร ถ้ามีค่า ≥๒๐๐ มก./ดล. ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร )อย่างน้อย ๘ชั่วโมง( ≥ ๑๒๖ มก./ดล. ๒. การตรวจความทนต่อกลูโคส โดยให้รับประทานกลูโคส ๗๕ กรัม แล้วตรวจระดับน้ำตาลใน เลือดที่ ๒ ชั่วโมง ถ้ามีค่า ≥ ๒๐๐ มก./ดล. ๓. การตรวจระดับน้ำตาลสะสม )A๑C) ≥ ๖.๕% โดยวิธีการตรวจและห้องปฏิบัติการต้องได้รับ การรับรองตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งยังมีน้อยในประเทศไทย ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้ ตามแนวทางเวชปฏิบัติของสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ กล่าวว่าการ วินิจฉัยโรคเบาหวานตามข้อที่ ๒-๓ ต้องมีการตรวจยืนยันอีกครั้งโดยใช้ตัวอย่างเลือดอันใหม่ ด้วยวิธีเดียวกัน หรือต่างกันในวันถัดไป อย่างไรก็ตามแนวทางเวชปฏิบัติของสมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกา พ.ศ. ๒๕๖๒ ได้มีการเปลี่ยนแปลงว่า สามารถตรวจยืนยันอีกครั้งโดยใช้ตัวอย่างเลือดอันเดิมหรืออันใหม่ก็ได้ เพื่อให้ การวินิจฉัยโรคเบาหวาน เมื่อได้รับการวินิจฉัยโรคเบาหวานควรได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อ ลดภาวะแทรกซ้อนระยะยาวจากเบาหวาน ทำได้โดยการควบคุมระดับน้ำตาล ในปัจจุบันระดับน้ำตาลที่เป็น เป้าหมายจะมีค่าที่เหมาะในผู้ป่วยแต่ละราย โดยขึ้นกับอายุ ระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน การมีโรคแทรกซ้อน ความเจ็บป่วยและโรคร่วม รวมถึงประวัติการเกิดน้ำตาลในเลือดต่ำ ถ้าเป็นเบาหวานมาไม่นาน ไม่มี ภาวะแทรกซ้อนหรือโรคร่วม ควรควบคุมระดับน้ำตาลให้ใกล้เคียงค่าปกติ หรือระดับ A๑C < ๖.๕% (ถ้าเป็น ไปได้( หรือ < ๗% ในขณะผู้ที่เป็นเบาหวานมานานและมีภาวะแทรกซ้อน หรือโรคร่วมหลายโรคที่รุนแรง เป้าหมายของระดับ A๑C ประมาณ ๗-๘% ส่วนในผู้ที่อายุมากกว่า ๖๕ ปี ถ้าไม่มีโรคร่วม ควรควบคุมให้ เป้าหมายของ A๑C < ๗% ถ้ามีโรคร่วมแต่ยังช่วยเหลือตัวเองได้ เป้าหมายของ A๑C ควรอยู่ที่ ๗-๗.๕% ถ้าเป็นผู้สูงอายุที่มีเปราะบาง อาจให้เป้าหมาย A๑C สูงได้ถึง ๘.๕% ดังนั้นการตั้งเป้าหมาย A๑C
๒๑๗ บรรยายสาระ ๕ นาที เรื่อง ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndorme) โรคยอดฮิตชีวิตคนทำงาน บรรยายโดย นางสาวรสรินทร์ อุชุภาพ ตำแหน่ง เจ้าพนักงานพัสดุปฏิบัติงาน องค์การบริหารส่วนตำบลมะมุ อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndorme) ขึ้นทำเนียบเป็นโรคยอดฮิตประจำพ.ศ. นี้ไปแล้ว เนื่องจากเป็นโรคที่มากับไลฟ์สไตล์ของมนุษย์ยุคใหม่ที่ใช้ชีวิตกับเทคโนโลยีต่างๆ เป็นปัจจัยที่ ๕ ยิ่งการ work from home เดินทางมาถึง ก็เชื่อเหลือเกินว่าคนทำงานอย่างเราๆ ก็น่าจะเคยผ่านประสบการณ์ปวดหลัง ปวด ไหล่ สะบักจม ข้อมืออักเสบ ปวดต้นคอ ตาล้า และอื่นๆ กันมาบ้างไม่มากก็น้อยและในเมื่อหลีกเลี่ยงการทำงาน นั่งโต๊ะ หน้าแป้นคอมพิวเตอร์ไม่ได้ ก็ควรทำความเข้าใจเพื่อนใหม่ชื่อออฟฟิศซินโดรมเอาไว้ เพราะอย่างที่ว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งก็ย่อมชนะร้อยครั้ง” วันนี้ KDMS เลยจะมาอธิบายทุกอย่างเกี่ยวกับออฟฟิศซินโดรมให้ รู้จัก พร้อมถาม-ตอบปัญหาชวนสงสัย ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndorme) คืออะไร เกิดจากอะไร ออฟฟิศซินโดรม )Office Syndrome) คือกลุ่มอาการที่เกิดจากการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ ติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือใช้ท่าทางในการทำงานที่ไม่เหมาะสมต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน จนทำให้เกิดความ ผิดปกติของระบบในร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบกระดูก เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ หรือดวงตา ที่ต้องรับบทหนัก ขณะทำกิจกรรมเหล่านี้ อาการของโรคทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อที่อาจเกิดจากออฟฟิศซินโดรม (Office Syndorme) • ไมเกรน ตาล้า • ปวดบริเวณ กระดูกคอ บ่า ไหล่ • ปัญหาไหล่งุ้ม คอยื่น • เอ็นรัดข้อมืออักเสบกดทับเส้นประสาท • ปลอกหุ้มเอ็นกล้ามเนื้อบริเวณฐานนิ้วโป้งอักเสบ )De Quervain’s tendonitis) • นิ้วล็อก (trigger finger) • กล้ามเนื้อบริเวณแขนท่อนล่างด้านนอกอักเสบ )tennis elbow) • ปวดหลังจากท่าทางผิดปกติ )postural back pain)
๒๑๘ กลุ่มเสี่ยงกับอาการออฟฟิศซินโดรม (Office Syndorme) จากเดิมออฟฟิศซินโดรม )Office Syndorme) มักจะเกิดขึ้นในคนทำงานที่อยู่ในวัย ๓๐-๔๐ ปี แต่ปัจจุบันการทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ไม่ใช่จำกัดแค่พนักงานออฟฟิศหรือคนทำงานทั่วไป คนรุ่นใหม่ต่างต้อง ใช้คอมพิวเตอร์ในการศึกษาตั้งแต่อายุยังน้อย ทำให้ออฟฟิศซินโดรมเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ในวัย ๒๐ ปีหรือน้อยกว่า นั้น รวมถึงผู้สูงอายุที่ปัจจุบันหันมาใช้เทคโนโลยีต่างๆ มากขึ้นเช่นกัน ทำให้กลุ่มเสี่ยงของโรคออฟฟิศซินโดรม จึงไม่ได้จำกัดแค่วัยทำงานอีกต่อไป อาการออฟฟิศซินโดรมแบ่งเป็นกี่ระดับ รุนแรงขนาดไหนที่ควรพบแพทย์ อาการบาดเจ็บจากออฟฟิศซินโดรม อาจจะเป็นโรคยอดนิยม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อย ผ่านหรือละเลยได้ เพราะถ้าหากปล่อยทิ้งไว้นาน อาการหนักขึ้น จะกลายเป็นการบาดเจ็บเรื้อรังที่ยากต่อการ รักษาระดับของอาการบาดเจ็บจากออฟฟิศซินโดรม • อาการบาดเจ็บเริ่มต้น โดยทั่วไปออฟฟิศซินโดรมจะเริ่มต้นจากอาการเมื่อยที่เมื่อเรา พักผ่อน นวด ยืดเหยียดในบริเวณดังกล่าว หรือเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆก็จะหายหรือทุเลาลงได้ • อาการบาดเจ็บซ้ำๆ ระหว่างการทำงาน ทุกครั้งที่อาการปวดเมื่อยเริ่มเป็นซ้ำๆ ระหว่าง ทำงาน นี่คือสัญญาณเตือนภัยว่าออฟฟิศซินโดรมกำลังเป็นอันตราย ในระยะนี้ควรพบแพทย์เพื่อปรึกษาและ รักษาอาการบาดเจ็บแต่เนิ่นๆ • อาการเจ็บปวดที่เพิ่มมากขึ้นแม้ในเวลาไม่ได้ทำงาน เมื่ออาการเจ็บปวดบริเวณต่างๆ ของ ร่างกายเพิ่มมากขึ้น แม้ตอนที่ไม่ได้ทำงานก็ยังเจ็บ และแม้จะลองพัก ลองยืดเหยียดอย่างไรก็ไม่หาย ลามไปถึง กระทบกระเทือนต่อการใช้ชีวิตในประจำวัน นี่คือระดับอาการที่ควรพบแพทย์โดยด่วน แนวทางการรักษาออฟฟิศซินโดรม (Office Syndorme) ออฟฟิศซินโดรมคือกลุ่มอาการเจ็บป่วยที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างแพทย์และตัวผู้ป่วย เพราะเป็นโรคที่ขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วยด้วยว่าจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำงาน เพื่อให้เอื้อกับการรักษามาก น้อยแค่ไหน ในเบื้องต้น การรักษาจะเน้นวิธีทางกายภาพบำบัด การปรับพฤติกรรมซึ่งเป็นการแก้ที่ต้นเหตุของ ออฟฟิศซินโดรม และทำให้อาการบาดเจ็บของร่างกายในส่วนนั้นๆ ลดลงได้ • ลดอาการปวดที่เกิดจากกล้ามเนื้อ และเอ็นกล้ามเนื้ออักเสบ หลีกเลี่ยงการใช้งานหรือลด การเคลื่อนไหวของข้อต่อบริเวณนั้นๆ เช่น หัวไหล่ ข้อมือ ข้อศอก การกายภาพบำบัด หรือใช้อุปกรณ์ช่วยพยุง ต่างๆ ในกรณีที่จำเป็น • ลดปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการเจ็บปวด เช่น การทำงานในท่าทางเดิมติดต่อกันเป็น เวลานาน, หลีกเลี่ยงท่าทางในการทำงานที่ไม่ถูกต้อง, จัดโต๊ะทำงานให้สิ่งของที่หยิบใช้บ่อยๆ อยู่ในระยะเอื้อม ถึงได้ง่าย ไม่ต้องโน้มตัวหรือเอื้อมมือไปไกล, จัดเวลาการทำงานและการพักผ่อนที่ไม่เหมาะสม
๒๑๙ • ปรับท่าทางในการทำงานให้ถูกต้องตามหลักสรีระศาสตร์ด้วยการปรับอุปกรณ์ที่ใช้ ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ แสงสว่างบริเวณโต๊ะทำงาน จอคอมพิวเตอร์ รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อให้เหมาะสมกับร่างกายของเรา • ออกกำลังกาย เป็นหนึ่งในการรักษาที่สำคัญของออฟฟิศซินโดรม เพราะการที่กล้ามเนื้อไม่ ยืดหยุ่นและไม่แข็งแรงพอ จะไม่อาจทนทานต่อการใช้งานกล้ามเนื้อที่ต่อเนื่องยาวนาน จนทำให้เกิดอาการ ออฟฟิศซินโดรมซ้ำๆ ไม่หายขาดเสียที ซึ่งการออกกำลังกายในโรคนี้ที่สำคัญจะแบ่งเป็น ๒ ประเภท ได้แก่ ๑. การออกกำลังกายเพื่อยืดเหยียดกล้ามเนื้อ จุดประสงค์เพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ลดการตึงตัวของ กล้ามเนื้อที่มักจะมีการหดเกร็งจากการใช้งานติดต่อกันอย่างยาวนาน ซึ่งการยืดเหยียดนี้สามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่ มีช่วงที่ยังมีอาการปวดอยู่ ๒. การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้แก่กล้ามเนื้อ จุดประสงค์เพื่อสร้างความแข็งแรงทนทานให้แก่ กล้ามเนื้อมัดนั้นๆ ให้สามารถทำงานได้ต่อเนื่องยาวนานมากขึ้นซึ่งการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงนี้ มักจะเริ่มทำเมื่ออาการปวดในระยะเฉียบพลันมีอาการทุเลาลง โดยเริ่มจากการออกกำลังกายแบบเกร็ง กล้ามเนื้อ หรือ Isometric strengthening exercise ก่อน เพราะมักไม่ทำให้มีอาการปวดมากขึ้นในช่วงที่ยังมี อาการปวดเฉียบพลันอยู่ หลังจากนั้นจึงค่อยเพิ่มการออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงแบบอื่นต่อไปตามลำดับ หน้ายื่น ไหล่ห่อ อาการออฟฟิศซินโดรมยอดฮิตของคนทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ อย่างที่เราทราบกันดีว่าโลกในศตวรรษที่ ๒๐ คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ได้ เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น สังเกตได้จากการทำงาน กระทั่งการเรียนหนังสือในปัจจุบันที่ ต้องนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ในท่าเดิมนานๆ จนเป็นสาเหตุทำให้เกิดท่า ‘หน้ายื่น ไหล่ห่อ’ ได้ซึ่งนอกจากจะเป็น ท่าทางการนั่งที่ไม่ถูกสุขลักษณะ นำมาซึ่งอาการปวดหลังแล้ว ยังส่งผลต่อสุขภาพในรูปแบบอื่นๆ ด้วย • เนื่องจากน้ำหนักของศีรษะที่ยื่นไปข้างหน้า เพียงแค่ ๑ นิ้วจากแกนกลางของกระดูกคอ สามารถเพิ่มแรงกดที่กระดูกสันหลังถึงประมาณ ๔.๕ กิโลกรัม • หากยิ่งยื่นหน้าไปใกล้จอมากเท่าไหร่ กระดูกสันหลังก็ยิ่งแบกรับน้ำหนักมากขึ้นเท่านั้น • หน้าที่ยื่นออกมาทำให้เราต้องแอ่นคอขึ้นเพื่อมองจอ เพิ่มแรงกดมากขึ้นที่ฐานคอ และส่งแรง กดต่อไปที่กระดูกคอ ข้อต่อกระดูกคอ หมอนรองกระดูก กล้ามเนื้อรอบคอ • อาจนำมาซึ่งอาการต่างๆ เช่น ปวดศีรษะ ปวดร้าวที่กระบอกตา รอบดวงตา และบริเวณ หน้าผาก • ปวดกล้ามเนื้อด้านหลังคอ คอแข็ง ตึง หันลำบาก • ปวดบริเวณกระดูกคอ ข้อต่อกระดูกคอ หมอนรองกระดูกคอเสื่อม • ไหล่ห่อ ทำให้กล้ามเนื้อหน้าอกด้านหน้าถูกดึงจนตึงกว่าปกติ เกิดอาการปวดคอและบ่า รวมถึงแรงตึงที่ทำให้ปวดไหล่ได้
๒๒๐ ดังจะเห็นได้ว่า ท่านั่งทำงานที่ไม่ถูกต้องตามหลักสรีระอาจส่งผลต่ออาการเจ็บปวดของร่างกายได้ การปรับเปลี่ยนอิริยาบทจึงเป็นสิ่งจำเป็น ถ้าหากต้องใช้เวลาในแต่ละวันทำงานหน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน การป้องกันการเกิดออฟฟิศซินโดรม (Office Syndorme) การป้องกันอาการเจ็บปวดจากการทำงานที่ได้ผลดีและทำได้ด้วยตัวเองก็คือ • การออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อแข็งแรง เน้นการออกกำลังกายที่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย ทุกส่วน โดยเฉพาะบริเวณกล้ามเนื้อและเอ็นกล้ามเนื้อที่มักเจ็บปวดได้ง่าย • การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เพื่อคลายกล้ามเนื้อที่ถูกใช้งานระหว่างทำงาน • ระหว่างนั่งทำงานให้หยุดพักทุกหนึ่งชั่วโมง ด้วยการลุกเดิน เปลี่ยนท่าทาง เพื่อให้ ร่างกายได้พักไปในตัว • กายบริหารเบาๆ ด้วยอุปกรณ์ใกล้ตัว เช่นขวดน้ำบนโต๊ะทำงาน ลูกบอลบีบบริหาร มือ เป็นต้น • การป้องกันด้วยอุปกรณ์พยุงต่างๆ ไม่ควรซื้อมาลองใช้เอง ควรปรึกษาแพทย์ เพราะความรู้ ความเข้าใจ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและอิริยาบถ เป็นยาที่ดีที่สุด การผ่าตัดใดๆ ก็ไม่สามารถ ช่วยให้หายได้หากผู้ป่วยยังคงมีพฤติกรรมการทำงานในรูปแบบเดิม ดังนั้น KDMS จึงอยากเชิญชวนเพื่อนๆ มา ปรับอิริยาบถในการทำงานให้ถูกต้อง ออกกำลังกายเพื่อยืดกล้ามเนื้อและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออย่าง สม่ำเสมอ นอกจากนี้ต้องจัดการเวลาเพื่อทำงานและพักผ่อนให้เหมาะสมเพื่อที่ร่างกายจะยังคงอยู่ทำงานกับเรา ไปได้อีกนานๆ
๒๒๑ สารคดี ๕ นาที เรื่อง อุปสรรคการทำงานเป็นสิ่งหนึ่งผู้เริ่มทำงานใหม่ ซึ่งยังไม่มีประสบการณ์ ในการทำงานที่ควรทราบ เมื่อเข้าไปทำงานแล้วอุปสรรคการทำงานที่มักพบเจอ อยู่เสมอมีอะไรบ้าง บรรยายโดย นางสาวพรนิภา ราชรองชัย ตำแหน่ง เจ้าพนักงานพัสดุปฏิบัติงาน องค์การบริหารส่วนตำบลนาหว้า อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ๑. ไม่ชำนาญในงานที่ทำ เนื่องจากคุณเพิ่งเรียนจบ และงานที่คุณได้รับมักเป็นสิ่งที่แปลกใหม่ ไม่เคยทำ ไม่เคยเรียนมาก่อน เรื่องความชำนาญจึงเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่ง คุณอาจรู้สึกว่างานยากเกินไปสำหรับคุณ แต่เมื่อคุณเรียนรู้มันสัก ระยะหนึ่ง คุณจะรู้สึกชินกับมัน และสามารถทำงานได้อย่างสบายใจขึ้น ๒. ขาดกำลังใจ เวลาที่เจอกับงานยาก บางครั้งคุณอาจรู้สึกท้อแท้และหมดกำลังใจ จนคิดว่าคุณไม่มีความสามารถ คุณไม่อาจทำมันให้สำเร็จได้อย่างที่นายจ้างต้องการ หากความรู้สึกนี้เกิดขึ้น คุณควรจะเติมความมั่นใจให้ตัวเอง ให้เต็ม และหมั่นเติมอยู่เรื่อย ๆ อย่าปล่อยให้ความรู้สึกขาดกำลังใจมาบั่นทอนคุณ ถ้านายจ้างคุณคิดว่าคุณทำ ไม่ได้ เขาคงไม่ให้คุณทำงานนี้หรอก ดังนั้น เมื่อเขามั่นใจในตัวคุณ แล้วไยคุณถึงไม่มั่นใจในตัวเองล่ะ ๓. ทีมไม่เวิร์ค การ ทำงานเป็นทีม คือการรวมตัวของคนหลายคน จึงต้องมีการปรับตัวให้ทุก ๆ คน สามารถ ทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น แต่ก็อาจมีบ่อยครั้งที่คนในทีมทำงานคล่อมจังหวะกันบางคนช้าเกินไป บางคนเร็ว เกินไป ควรจะต้องมีการตกลงทำความเข้าใจว่าจะทำงานกันอย่างไร จึงจะทำให้ทีมของคุณประสบความสำเร็จ ๔. ขาดมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี คนที่เป็น พนักงานใหม่ แน่นอนจะต้องเป็นฝ่ายที่เข้าหาผู้อื่น เพื่อ แนะนำตัว คุณให้ผู้อื่นรู้จัก และ ขอคำแนะนำจากพวกเขา เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่งคุณก็จะมีเพื่อนมากมาย ที่เขาสามารถให้คำแนะนำ และช่วยเหลือคุณในเรื่องต่าง ๆ ได้ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือ พนักงานใหม่บางคนขาดมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น ไม่ว่าจะด้วยความขี้อาย พูดน้อย หรือมั่นใจในตัวเองมากจนไม่สนใจผู้อื่น คิดว่าตนเองสามารถอยู่คนเดียว ทำงานคนเดียวได้ จึงทำตัวไม่น่ารัก ไม่น่าเอ็นดู และในที่สุดก็จะถูกโดดเดี่ยวจาก เพื่อนร่วมงาน ในทางกลับกัน คนที่รู้จักเข้าหาผู้อื่น มีนิสัยร่าเริง เข้ากับคนง่าย มักจะเป็นที่รักของคนในที่ทำงาน เมื่อต้องการความช่วยเหลือ ใด ๆ ก็จะมีแต่คนยินดีให้ความช่วยเหลือ ดังนั้น เราต้องเรียนรู้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเราและปัญหาในการทำงาน และหาวิธีแก้ไข้ปัญหาต่างๆ
๒๒๒ สารคดี ๕ นาที วิธีจัดการความเครียด บรรยายโดย นางสาวสุกัญญา มีเดช โรคเครียด แม้จะดูเป็นโรคที่ใคร ๆ ก็เป็นกัน ถ้ามีการจัดการที่ไม่ถูกวิธีก็อาจส่งผลให้เกิดโรค เครียดสะสม และผลกระทบในด้านต่าง ๆ ตามมา ซึ่งวิธีจัดการความเครียดนั้นมีอะไรบ้าง มาลองอ่านแต่ละวิธีกัน ๑. แก้ที่สาเหตุความเครียด การจัดการความเครียด วิธีจัดการความเครียดโดยการแก้ที่สาเหตุหรือเรื่องที่ทำให้เราเกิดความเครียดนั้น เป็น การแก้ความเครียดที่ต้นตอ อย่างแรกที่ต้องจัดการคือเราต้องมีสติในการแก้ไขปัญหา ไม่โทษตัวเองหรือคนอื่น แต่ให้พยายามหาแนวทางการแก้ไขปัญหา และรับยอมว่าบางสิ่งนั้นอยู่เหนือการควบคุมของเราและเรียนรู้จาก ปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อลดการเกิดปัญหาในอนาคตต่อไป
๒๒๓ ๒. ออกกำลังกาย ออกกำลังจัดการความเครียด การออกกำลังกายเป็นวิธีจัดการความเครียดที่จะช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเอ็น ดอร์ฟิน )Endorphin) หรือสารแห่งความสุข ทำให้เรารู้สึกมีความสุข เคลิบเคลิ้ม อิ่มอกอิ่มใจ คลายเครียด อยากอาหารมากขึ้น ช่วยหลั่งฮอร์โมนเพศ และเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน อย่างไรก็ตามการออก กำลังกายเพื่อลดความเครียดนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นการออกกำลังกายที่ใช้แรงมากหรือออกอย่างหนัก สามารถ ออกกำลังกายเบา ๆ อย่างการเดินเล่น ปั่นจักรยาน หรือเล่นโยคะเบา ๆ ก็ช่วยเบี่ยงเบนสมองของเราจาก ความเครียดได้แล้ว ๓. ทานอาหารที่สามารถช่วยลดความเครียด วิธีจัดการกับความเครียด นอกจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางด้านร่างกายแล้ว พฤติกรรมการรับประทาน อาหารก็เป็นวิธีจัดการความเครียดอย่างหนึ่งที่สำคัญเช่นกัน ลองหันมารับประทานอาหารเหล่านี้เพื่อช่วยลด ความเครียด ชาเขียว ชาเขียวมีสาร แอล-ธีอะนีน )L-theanine) ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยทำให้สมองผ่อนคลาย ลดความเครียดและความ วิตกกังวลได้ และยังมีสารอิพิแกลโลคาเทชิน แกลเลต )Epigallocatechin gallate) หรือ EGCG ที่ช่วยลดการ เหนื่อยล้าของร่างกายและจิตใจทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น ดาร์กช็อกโกแลต ในช็อกโกแลตมีสารอะนันดาไมด์ )Anandamide) ซึ่งช่วยลดความเจ็บปวด ควบคุมอุณหภูมิในร่างกายและ กระตุ้นให้อารมณ์ดีขึ้น และยังมีสารแฟนิลเอทิลามีน )Phenylethylamine-PEA) ช่วยสร้างสารสื่อประสาท ช่วยในการลดความเครียด เป็นตัวการที่ทำให้เรารับประทานช็อกโกแลตแล้วรู้สึกมีความสุขนั่นเอง อย่างไรก็ ตามควรรับประทานดาร์กช็อกโกแลตในปริมาณที่เหมาะสม เพราะดาร์กช็อกโกแลตยังคงมีส่วนผสมของน้ำตาล อยู่เช่นกัน
๒๒๔ ส้มหรือฝรั่ง เมื่อเราเครียดร่างกายจะเกิดอนุมูลอิสระขึ้น ส้มและฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง ช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ และ ยังช่วยลดฮอร์โมนคอร์ติซอล )Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกิดจากความเครียดได้ด้วย กล้วย ถั่วเปลือกแข็ง เนื้อสัตว์ และไข่ มีกรดอะมิโน ทริปโตเฟน )Tryptophan) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของการผลิตฮอร์โมนเชโรโทนิน )Serotonin) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ช่วยทำให้รู้สึกอารมณ์ดี ๔. ลดการนอนดึก เข้านอนเวลาสม่ำเสมอ การนอนเป็นวิธีจัดการความเครียดที่หลายคนเลือกใช้ แต่เราต้องนอนให้มีคุณภาพด้วย การพักผ่อนเป็นสิ่ง สำคัญอย่างมากสำหรับร่างกายและจิตใจ แม้เราจะนอนครบ ๘ ชั่วโมงแต่เข้านอนดึกมากเกินไป ย่อมไม่ดีต่อ สุขภาพแน่นอน สำหรับช่วงเวลาที่ควรเข้านอนมากที่สุดคือตั้งแต่ ๒๐.๐๐ – ๒๒.๐๐ น. เมื่อนอนหลับพักผ่อน เพียงพอแล้วจะช่วยให้เราตื่นมาอย่างสดชื่น สมองปลอดโปร่ง มีสติจัดการกับปัญหา ๕. จัดสรรเวลา การแบ่งเวลายังคงเป็นเรื่องสำคัญเสมอ หากจะมองหาวิธีจัดการความเครียดอย่าลืมคิดย้อนว่าเราแบ่งเวลาใน ชีวิตอย่างไรในตอนนี้ การแบ่งเวลาที่ดีคือควรแบ่งเวลาการทำงานและเวลาส่วนตัวอย่างชัดเจน หลังเวลาทำงาน ควรเป็นเวลาพักผ่อน ทำกิจกรรมคลายเครียดและไม่นึกกังวลถึงเรื่องงาน ไม่เอาความเครียดที่สะสมตกค้างจาก การทำงานไประบายหรือใช้อารมณ์กับคนรอบข้าง ๖. พักสายตา ลดการใช้คอมพิวเตอร์ มือถือ ปัจจุบันมีกระแสการทำ Social Media Detox หรือ การบำบัดการเสพติดเทคโนโลยีหรือสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ด้วยการใช้โซเชียลมีเดียให้น้อยลง การทำ Social Media Detox อาจเป็นวิธีจัดการความเครียดที่เราอาจนึกไม่ ถึงเพราะหลายคนอาจคิดว่าเมื่อเครียดก็ต้องผ่อนคลายด้วยการเล่นโทรศัพท์ เนื่องจากทุกวันนี้เราใช้เวลากับสื่อ โซเชียลตลอดเวลา การเสพสื่อและคอมเมนต์ต่าง ๆ ส่งผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจจนทำให้เกิดความเครียด ได้ วิธีทำ Social Media Detox ง่าย ๆ แบ่งเวลาการใช้สื่อออนไลน์หรือการเล่นโทรศัพท์ ปิดการแจ้งเตือนจากสื่อออนไลน์หรือไม่เล่นสื่อโซเชียลทุก วันหยุด อาจเริ่มต้นง่าย ๆ เช่น กำหนดว่าไม่เล่นโซเชียลทุกวันเสาร์ สามารถเริ่มจากระยะเวลาสั้นๆ ก่อนแล้ว ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นระยะเวลาให้นานขึ้นได้หากิจกรรมอื่น ๆ ทำระหว่างการทำ Social Media Detox เช่น ไปเที่ยว พักผ่อน เดินเล่น ชมธรรมชาติ ใช้เวลากับคนในครอบครัว เป็นต้น ๗. ทำงานอดิเรก วิธีจัดการความเครียดด้วยการทำงานอดิเรกช่วยให้เราโฟกัสกับสิ่งที่ชื่นชอบแทนที่จะจมอยู่กับความเครียด งาน อดิเรกไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เป็นประโยชน์มากมาย อาจเป็นการดูหนัง ฟังเพลง ทำอาการ ทำงาน
๒๒๕ ฝีมือ งานประดิษฐ์ เล่นเกม บางครั้งการหันไปทำอย่างอื่นอาจช่วยให้เราสมองปลอดโปร่ง ได้ไอเดียในการ แก้ปัญหาเพิ่มขึ้นด้วย ๘. งดสารเสพติด เลี่ยงแอลกอฮอลล์ หลายคนอาจจะเลือกวิธีจัดการความเครียดด้วยการดื่มแอลกอฮอล์เป็นวิธีแรก ๆ แต่ที่จริงแล้ว เมื่อสารเสพติด หรือแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะโดยการกิน ดม สูบ ฉีด จะทำให้เกิดผลต่อร่างกายและจิตใจ ต้องเพิ่ม ขนาดการเสพขึ้นเรื่อย ๆ และทำให้สุขภาพโดยทั่วไปจะทรุดโทรมลง ขาดสติ ๙. นั่งสมาธิ การจัดการกับความเครียด การนั่งสมาธิปรับลมหายใจเป็นวิธีจัดการความเครียดที่ดีอีกวิธีหนึ่ง ช่วยผ่อนคลาย จิตใจและร่างกาย จริง ๆ แล้วการทำสมาธินั้นสามารถทำได้ทั้งการนั่งและนอน สิ่งสำคัญของการทำสมาธิ คือ การจดจ่อกับลมหายใจของตัวเองเป็นหลัก และหยุดคิดหยุดกังวลถึงเรื่องอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง การทำสมาธิส่งผล ดีต่อร่างกายและจิตใจ ช่วยทำให้จิตสงบ เมื่อเราทำสมาธิร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนเอ็นดอร์ฟิน )Endorphins) หรือสารแห่งความสุขออกมา ช่วยให้ระบบประสาทสมองทำงานเป็นระเบียบ การทำงานของอวัยวะมี ประสิทธิภาพดีขึ้น สามารถป้องกันการเกิดโรคที่มีความสัมพันธ์กับความเครียดได้ ๑๐. ระบายความเครียดให้ผู้อื่นฟัง กำจัดความเครียด การพูดคุยกับคนที่เราไว้ใจเป็นอีกหนึ่งวิธีจัดการความเครียดที่ดีและง่ายที่สุด การมองปัญหา จากมุมมองของเราในด้านเดียวอาจทำให้เราไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แถมยังวิตกกังวล หนักใจ การระบาย ปัญหาหรือความรู้สึกของตัวเองให้กับเพื่อน คนในครอบครัว หรือคนที่เราไว้ใจฟังนอกจากจะช่วยให้เราได้ ระบายความอัดอั้นแล้วยังทำให้เราได้มุมมองการแก้ปัญหา ได้ไอเดียใหม่ ๆ จากคนที่เราคุยด้วย ความเครียด ส่งผลต่อชีวิตประจำวันอย่างไร ความเครียดอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันโดยไม่รู้ตัว หากเราไม่มีวิธีจัดการความเครียดที่เหมาะสม โดยผลกระทบจากความเครียดสามารถแบ่งได้เป็น ๒ ด้าน ดังนี้ - ผลกระทบด้านสุขภาพกาย ความเครียดทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามส่วนต่าง ๆ ของ ร่างกาย เกิดความดันโลหิตสูง โรคกระเพาะอาหาร นอนไม่หลับ - ผลกระทบด้านจิตใจ ทำให้เกิดโรคทางจิตเวชอื่น ๆ เกิดความวิตกกังวล อารมณ์แปรปรวน ซึมเศร้า ปรึกษา ปัญหาสุขภาพใจและความเครียดกับจิตแพทย์และนักจิตวิทยาที่สะดวก สรุปเรื่องวิธีจัดการความเครียด ความเครียดเป็นเรื่องที่ทุกคนต่างต้องพบเจอในชีวิตประจำวันซึ่งแต่ละคนมีวิธีรับมือหรือวิธีจัดการกับ ความเครียดที่แตกต่างกันไป แต่เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าความเครียดนั้นเรื้อรัง ยากต่อการรับมือ ส่งผลต่อการใช้ ชีวิตประจำวัน รีบขอความช่วยเหลือ พูดคุยกับจิตแพทย์เพื่อป้องกันไม่ให้ความเครียดนั้นลุกลามจนเกิดโรคต่าง ๆ ตามมา สุขภาพใจเป็นสิ่งสำคัญ รีบดูแลตั้งแต่วันนี้
๒๒๖ สารคดี ๕ นาที รู้อย่างไร...ใครเป็นทาสแมว บรรยายโดย : นางวัฒนา สมฤทธิ์ เรามักได้ยินคำว่า ทาสแมวทาสหมา ในหมู่คนรักสัตว์เลี้ยงบ่อยๆ แล้วรู้หรือไม่ว่า คำนี้เป็น พฤติกรรมที่มีที่มาจากปรากฏการณ์ Pet Humanization หมายถึง ปรากฏการณ์ที่เจ้าของเลี้ยงสัตว์เลี้ยง เสมือนเป็นสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัว และดูแลเอาใจใส่อย่างดีไม่ต่างจากลูกแท้ๆ ของตนเอง เวลาเกิด เหตุการณ์อะไรขึ้น ก็พร้อมยอมเปย์ให้ทุกอย่าง ดังตัวอย่างข่าวดังในโลกโซเชียลมีเดีย เมื่อแมวแสนรักหายไปจากบ้าน เจ้าของก็รีบประกาศตามหาจนทั่วทันที และยินดีจ่ายค่าหัวให้กับคนที่นำตัวน้องแมวกลับมาได้ด้วยเงินหลายแสน พฤติกรรมเช่นนี้ ทีมวิจัยของ Morgan Stanley Research ให้นิยามว่าเป็นพฤติกรรม Petriarchy หรือแปล เป็นไทยก็คือ ทาสสัตว์เลี้ยง ซึ่งในที่นี้เราจะเน้นกล่าวถึงเฉพาะ ‘ทาสแมว’ หากให้เจาะจงลงไป ทาสแมว ที่ใช้เรียกในหมู่คนรักแมวนั้น ไม่ได้มีใช้แค่ในบ้านเราเท่านั้น เพราะความน่ารักน่า เอ็นดูของเจ้าแมวเหมียวแพร่หลายกระจายไปทั่วโลก โดยในต่างประเทศจะเรียกทาสแมวว่า Ailurophile หรือ Cat Lover ซึ่งหมายถึง คนคลั่งรักแมว นั่นเอง ทำไมหลายคนจึงตกเป็นทาสแมว เหตุผลหลักก็เพราะการสัมผัสตัวแมว ทำให้เกิดฮอร์โมนแห่งความรักในมนุษย์ ขึ้น คือ ฮอร์โมนออกซิโตซิน )Oxytocin) ซึ่งจะมีการปล่อยออกมาเมื่อเกิดการลูบ กอด หอม สร้างความผูกพัน
๒๒๗ ระหว่างแมวกับเจ้าของให้รักกัน คล้ายความสัมพันธ์แบบแม่กับลูก จึงทำให้คนตกหลุมรักแมวหรือเป็นทาสแมว โดยไม่รู้ตัว นอกจากนั้นนิสัยหลายอย่างตามธรรมชาติของแมว ไม่ว่าจะเป็นความช่างสังเกต ตื่นตัวกับสิ่งรอบข้าง ตลอดเวลา ขี้อ้อน ขี้เล่น แสนซน ชอบสำรวจตรวจตรา หรือคอยคลอเคลียเอาอกเอาใจ ก็ล้วนแล้วแต่ตกเหล่า มนุษย์ให้กลายเป็นทาสแมวได้อย่างอยู่หมัด โดยพฤติกรรมต่างๆ ของคนเป็นทาสแมวนั้น เรารู้ได้ไม่ยากจากการแสดงออก ดังนี้ ๑. เอาอกเอาใจแมวทุกอย่าง ตั้งแต่ดูแลด้วยอาหารสุดโปรด ของเล่นถูกใจหลากหลาย เสื้อผ้าแฟชั่นสวยๆ ที่ นอนสบายๆ คอนโดแมวหรูๆ ไปจนถึงอุปกรณ์ข้าวของต่างๆ สำหรับแมวอย่างครบครัน ๒. นอนเตียงเดียวกับแมวบ่อยๆ แม้จะมีที่นอนหรือคอนโดแมวเป็นที่เป็นทางให้น้องแมวอยู่แล้ว แต่บ่อยครั้ง ทาสแมวก็มักจะอุ้มแมวแสนรักมานอนกอดและห่มผ้าห่มผืนเดียวกันอยู่บนเตียงนอนของตนเอง เพราะทำให้ รู้สึกแฮปปี้มีความสุขมากกว่าต้องนอนห่างเจ้าแมวเหมียว ๓. ไปไหนพาแมวไปด้วย ทาสแมวคลั่งรักแค่ไหนไม่รู้ รู้แต่ว่าเวลาต้องเดินทางไปไหน ก็จะต้องพาน้องแมวไป ด้วย บางครั้งถึงกับพาไปทำงานด้วยก็มี ดังนั้นวันหยุดสุดสัปดาห์หรือวันหยุดพักผ่อน ก็ย่อมจะต้องมีน้องแมว ตามติดไปด้วยเสมอ และในสถานที่ที่ไม่อนุญาตนำสัตว์เลี้ยงเข้าไป ทาสแมวก็พร้อมยอมหลีกเลี่ยงไม่ไปสถานที่ นั้นเช่นกัน ๔. แต่งตัวแมวสวยเป็นประจำ ยิ่งหากเป็นทาสแมวสายช้อป ก็ยิ่งจะชอบแต่งตัวให้น้องแมวสวยล้ำตลอด โดยเฉพาะในเทศกาลพิเศษ เช่น วันตรุษจีน วันวาเลนไทน์ วันฮาโลวีน หรือวันคริสต์มาส ยิ่งพลาดไม่ได้ที่ จะต้องแต่งตัวให้น้องๆ สวยใสเข้ากับแฟชั่นของแต่ละเทศกาลอย่างเต็มที่ ๕. แชร์ให้โลกรู้ว่าคลั่งรักแมว ทั้งรักทั้งเอ็นดูแมวขนาดนี้ เป็นธรรมดาที่ทาสแมวย่อมไม่อยากเก็บความสดใส ของน้องๆ เอาไว้ดูคนเดียว แต่อยากประกาศให้คนอื่นรับรู้ผ่านช่องทางต่างๆ ด้วย ซึ่งเรามักจะเห็นบ่อยๆ ตาม โซเชียลมีเดีย เนื่องจากเป็นพื้นที่ในการแชร์ความสดใสได้สะดวกรวดเร็วที่สุด จนเดี๋ยวนี้มีเพจที่เป็นคอมมูนิตี้ ของคนคลั่งรักน้องแมวเกิดขึ้นมากมาย จึงเห็นได้ว่า ความรักมีพลังจริงๆ แม้จะเป็นความรักที่มีต่อสัตว์เลี้ยงอย่างแมวก็ตาม ซึ่งข้อดีของการเป็นทาส แมวนั้น นอกจากทำให้มีความสุขจากการได้เลี้ยงดูแมวแล้ว ก็ยังช่วยให้จิตใจอ่อนโยน นึกถึงคนอื่น มีความ รับผิดชอบ เข้ากับทุกคนได้ดี และมีไอเดียในการสร้างสรรค์งานอยู่เสมอด้วย...
๒๒๘ สารคดี ๕ นาที การดูแลสุขภาพกายและใจให้สมดุล บรรยายโดย : นางสาวสาคร พรานกลาง ความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับคนเรามีสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งมาจากการที่ร่างกายและจิตใจเสีย สมดุล โดยมีปัจจัยจากสภาพแวดล้อม มลพิษ สารเคมี ฝุ่นละอองและเชื้อโรค รวมถึงการดำเนินชีวิตประจำวัน ที่มีความเร่งรีบ แข่งขัน ทำให้เกิดผลต่อจิตใจ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล นอนไม่หลับ หรือซึมเศร้า แม้ว่าธรรมชาติร่างกายของเราจะมีกลไกในการปกป้องและรักษาตนเองจากการเจ็บป่วยได้ แต่การรักษาสมดุล ของทั้งร่างกายและจิตใจน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ช่วยป้องกันการเจ็บป่วย ทั้งช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้เซลล์และ อวัยวะภายในร่างกายมีความสมบูรณ์ แข็งแรง และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด หากเครียดมากๆ หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ฮอร์โมนความเครียดจะสูงขึ้น การทำงานของระบบฮอร์โมนอื่นๆ ก็กระทบกระเทือนไป ด้วย เช่น มีผื่นภูมิแพ้ที่ผิวหนัง เป็นสิวเรื้อรัง ท้องอืด อาหารไม่ย่อย ท้องผูก ท้องเสีย นอนไม่หลับ ตื่นขึ้นมาไม่ สดชื่น อารมณ์ปรวนแปร อ่อนเพลียไม่ทราบสาเหตุ บางคนอาจเกิดอาการซึมเศร้า มีความคิดทำร้ายร่างกาย ตนเองและคิดฆ่าตัวตายได้ หลายคนเมื่อเกิดอาการเหล่านี้ก็จะรักษาไปตามอาการ โดยการรับประทานยา เมื่อ หายแล้วสักพักก็เกิดอาการขึ้นซ้ำอีก เมื่อหากร่างกายหายเป็นปกติสมบูรณ์แล้ว แต่จิตใจยังมีปัญหาอยู่ ไม่ได้รับ การแก้ไขเรื่องความไม่สมดุล ก็ทำให้เกิดความเจ็บป่วยขึ้นอีก แต่เมื่อใดที่ร่างกายและจิตใจมีความสมดุล ระบบ ต่างๆ ของร่างกายก็กระตุ้นให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้ อาการผิดปกติจะดีขึ้นและสามารถป้องกันโรคต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอแนะนำวิธีการสร้างสมดุลด้านจิตใจและร่างกาย เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นโดยมี หลัก 5 ข้อ ดังนี้ ๑.หมั่นออกกำลังกาย เพื่อเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ เพราะจะช่วยทำให้หัวใจและปอดแข็งแรง เลือดไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น ช่วยลดคอเรสเตอรอล ทำให้โอกาสเส้นเลือดอุดตันลดลง ส่งผลดีต่อระบบการย่อย และการขับถ่าย ทั้งยังช่วยให้นอนหลับสนิทอีกด้วย
๒๒๙ ๒.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และจำเป็นต่อร่างกาย ดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่ควรกินอาหารที่เป็นกรดหรือ ด่างมากจนเกินไป แต่ถ้าเมื่อไรที่ร่างกายและอวัยวะภายในมีความร้อน อาหารที่มีฤทธิ์เย็นช่วยปรับสมดุลของ ร่างกายให้เป็นปกติได้ คือ ผักบุ้ง ตำลึง ผักหวาน แตงกวา ฟัก และหัวปลี ส่วนผลไม้ควรเป็น ประเภท มังคุด มะยม แตงโม แตงไทย แคนตาลูป ส้มโอ กล้วยน้ำว้า แก้วมังกร กระท้อน แอปเปิ้ล น้ำมะพร้าว และลูกพรุน เป็นต้น ๔.พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการอดนอนทำให้ระบบการเผาผลาญในร่างกายไม่ดี ฮอร์โมนทำงานผิดปกติ เกิด การติดขัดของเมตาโบลิซึ่ม และส่งผลต่อด้านอารมณ์และจิตใจได้ ๕.เสริมสร้างจิตใจให้แข็งแรง โดยการฝึกทักษะการผ่อนคลาย ดูแลจิตใจเพื่อรับมือกับความเครียดอย่าง สม่ำเสมอ หยุดคิดเรื่องเครียดต่างๆ หากิจกรรมสร้างสรรค์ทำ เช่น ฟังเพลง ดูหนัง เล่นกีฬา ท่องเที่ยว หรือทำ กิจกรรมร่วมกับครอบครัว ๖.คอยสังเกตดูแลเอาใจใส่ตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ ว่าอยู่ในภาวะสมดุลหรือไม่ ทำอะไรเกินหรือขาดไป บ้าง ให้ฟังเสียงของร่างกายและจิตใจ เพื่อจะได้รู้ว่าเราควรปรับตัวเองเพื่อให้ร่างกายและจิตใจอยู่ในสภาวะ สมดุลอย่างไร
๒๓๐ สารคดี ๕ นาที เรื่อง เปลี่ยน ๑๐ พฤติกรรมเคยชินเพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคต บรรยายโดย นางสาวสุภาวดี ใจจังหรีด ตำแหน่งเจ้าพนักงานพัสดุชำนาญงาน สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลหนองระเวียง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา คนเรามักมีพฤติกรรมบางอย่างที่ทำจนติดเป็นนิสัย ซึ่งพฤติกรรมเหล่านั้นส่งผลกระทบกับสุขภาพและการใช้ ชีวิตของคุณโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นหากไม่อยากให้เกิดผลเสียในระยะยาว การรู้เท่าทันและปรับพฤติกรรม ที่เคย ชิน คือสิ่งที่สำคัญที่ควรใส่ใจ เริ่มเปลี่ยนตั้งแต่วันนี้เพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคต 1. ตามใจปาก ไม่หิวก็กิน พฤติกรรมกินตามใจปาก ทำให้สุขภาพเสียไม่รู้ตัว เป็นที่มาของโรคร้ายต่างๆ ทั้งความดันโลหิตสูง ไขมัน อุดตัน เบาหวาน รวมไปถึงโรคอ้วน ทางที่ดีควรกินอาหารให้เป็นเวลา และกินให้ครบ 5 หมู่ แต่ถ้าติดตามใจปากแล้ว อยากเลิก ทำได้ด้วยการไม่กินขนมระหว่างมื้อ หยุดกินเมื่อเริ่มรู้สึกอิ่ม ถือคติกินไม่หมดก็ไม่เป็นไร หรือถ้าไม่ อยาก หักดิบในช่วงแรกอาจทดแทนความอยากด้วยน้ำหรือธัญพืชที่มีประโยชน์แทนขนมก็เป็นวิธีที่ช่วยได้ 2. ติดซีรีย์ ดูทีวีทั้งวัน ผลวิจัยบอกว่าการดูทีวีมากกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน เพิ่มโอกาสการเป็นโรคเบาหวานได้ เพราะการดูทีวี หรือ ซีรีย์ ยาวๆ มักจะมาพร้อมของกินหรือเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยแป้งและน้ำตาล ทำให้เสี่ยงโรคเบาหวาน ไม่เพียง
๒๓๑ เท่านั้น ยังส่งผลให้เกิดปัญหาสายตาและอาการออฟฟิศซินโดรมหากว่านั่งไม่ถูกท่า ทางที่ดีควรแบ่งช่วงเวลา การ ดูทีวีตามสูตร 2/30 คือ ดูทีวี 2 ชั่วโมงแล้วไปออกกำลังกาย 30 นาที ทำแบบนี้ จะทำให้ได้ออกกำลังกาย ไปในตัว แล้วระหว่าง 2 ชั่วโมง ที่ดูทีวีห้ามกินเด็ดขาด ทำได้แค่ดื่มเปล่าเท่านั้น 3.ไม่กินอาหารเช้า เพราะอาหารเช้าคตือพลังงานสำคัญ หากพลาดมื้อเช้าทั้งวันจะรู้สึกไร้เรี่ยวแรง ทั้งยังทำให้เกิดโรคอัล ไซ เมอร์ได้อีกด้วย การปรับเรื่องอาหารเช้าทำได้ไม่ยาก ใครตื่นไม่ทันก็นอนให้เร็วและตื่นเช้าขึ้น หรือหากไม่ สะดวกกินเป็นมื้อๆ ควรมีนม โยเกิร์ต และธัญพืชกรอบติดบ้านไว้เป็นมื้อเช้าอย่างง่ายก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำได้ 4.วิตกกังวล ชอบแบกโลกทั้งใบ ความกังวล ความคิดมาก แม้จะไม่ใช่ความเครียด ก็ส่งผลเสียต่อร่างกายได้ไม่ต่างจากเวลาที่ เครียดจัด เพราะร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา ทำให้ความดันขึ้นสูง น้ำตาลพุ่ง ลดความสามารถ เผาผลาญพลังงาน ซึ่งแรกๆ อาจทำให้เกิดโรคอ้วน แต่นานๆ ไปอาจร้ายแรงถึงขั้นเส้นเลือดในสมองแตกได้ ดังนั้นควรเรียนรู้ที่จะ ปล่อยวาง ทำความเข้าใจกับความเป็นไปของสิ่งต่างๆ ระบายความกังวลออกไปด้วยการ ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมที่ชอบก็จะช่วยลดความกังวลลงได้
๒๓๒ 5. กัดเล็บ การกัดเล็บเป็นอาการอย่างหนึ่งของคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง เครียด คิดมาก ใครมีพฤติกรรมแบบนี้รีบ ปรับเปลี่ยนด่วน 6. งานเผานาทีสุดท้าย ใครชอบดองงานจนถึงนาทีสุดท้าย คือการทำร้ายตัวเอง ก่อให้เกิดพฤติกรรมที่นำไปสู่โรคต่างๆ ได้ทั้งนั้น ลอง เมเนจการใช้ชีวิตตัวเองใหม่ จัดการเวลา ไม่ว่าจะเรื่องงานหรือกิจวัตรประจำวัน เพื่อสุขภาพที่ดีห่างไกลโรค 7. นอนทั้งวันไม่ทำอะไรเลย เพราะมนุษย์ไม่ได้อยู่กับที่ตลอดเวลา หรือเคลื่อนไหวเพียงแค่วันละนิด การได้ขยับตัวทำกิจกรรมต่าง ๆ ใน ระหว่างวันเป็นช่วยให้ร่างกายได้ขยับ ได้ออกกำลังกาย รับรองว่าดีกว่าการนอนเฉยๆ แน่นอน 8. ติดโซเชียล
๒๓๓ อาการติดโซเชียลส่งผลให้เกิดสังคมก้มหน้าที่มาพร้อมปัญหาทางด้านสายตา และปฎิสัมพันธ์รอบกาย เปลี่ยน พฤติกรรมติดจอเปลี่ยนมาสนใจสิ่งรอบข้าง รับรองว่าดีกว่ากันเยอะ 9. กินไปทำงานไป หลายคนติดนิสัยกินข้าวไปด้วยทำงานไปด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องแถมยังทำร้ายร่างกายโดยไม่รู้ตัว ลอง เปลี่ยนมาการกินข้าวอย่างตั้งใจโดยปราศจากสิ่งรบกวนการทำแบบนี้จะทำให้คุณอิ่มท้องได้นานกว่าการกินไป ทำงานไป ถึง 30 นาที 10. โมโหง่ายกับทุกเรื่อง รู้กันหรือไม่ว่าในเวลาที่เรารู้สึกโมโหร่างกายจะปล่อยฮอร์โมนและกระตุ้นความต้องการน้ำตาลออกมา พฤติกรรมนี้ ทำให้เกิดความเสี่ยงโรคต่างๆ มากมาย ฉะนั้นแล้วหากิจกรรมที่ทำให้เรารู้สึกสบายใจขึ้นก็จะเป็น การช่วยปรับอารมณ์ให้ดีขึ้นได้
๒๓๔ สารคดี๕ นาที เรื่อง สภาวะขาดทุนทางอารมณ์ บรรยายโดย นายอาทิตย์ ทานะปัทม์ ตำแหน่ง เจ้าพนักงานพัสดุชำนาญงาน สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลสร้างมิ่ง อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร การแสดงออกทางอารมณ์ เพื่อเรียกร้องการตอบสนองจากคนรอบข้าง เพื่อให้คนเหล่านั้นมี อารมณ์ร่วม หรือเข้าใจสภาวะอารมณ์ของเรา ณ ขณะนั้น ไม่ว่า อารมณ์ดี หรืออารมณ์ไม่ดี เมื่อคนรอบข้างไม่ มีอารมณ์ร่วมหรือคล้อยตามอารมณ์ของเรา ทำให้เราเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีเกิดขึ้น คนเรามีสภาวะอารมณ์หลายอย่างเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ทั้ง สิ่งแวดล้อม สิ่งเร้าภายนอกและภายในที่มากระทบจิตใจ นอกจากนี้อารมณ์แต่ละชนิดก็ยังมีระดับความรุนแรง แตกต่างกันไป ๑. Interest-Excitement (สนใจตื่นเต้น( เป็นอารมณ์ที่ช่วยทำให้บุคคลเกิดแรงจูงใจที่จะเรียนรู้และใช้ความ พยายามในเชิงสร้างสรรค์มากขึ้น เช่น อยากเรียนสูง ๆ อยากประดิษฐ์ข้าวของเครื่องใช้สำหรับใช้เอง ๒. Joy (รื่นเริง( เป็นอารมณ์ที่ก่อให้เกิดสภาวะของความเชื่อมั่น มองว่าโลกนี้ช่างน่าอยู่ รู้สึกว่าตนยังเป็นที่รัก ของบุคคลอื่น ๆ อยู่ ๓. Surprise (ประหลาดใจ( เป็นอารมณ์ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสิ่งเร้าในระบบประสาทอย่างฉับพลัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็พร้อมรับมือในทุกสถานการณ์ ๔. Distress-Anguish (เสียใจ-เจ็บปวด( เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลต้องประสบกับความพลัดพราก หรือ เผชิญกับความล้มเหลวในชีวิต ๕. Anger-Rage (โกรธ-เดือดดาล( เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลพบการขัดขวางหรืออุปสรรคทางด้านร่างกาย หรือด้านจิตใจ ๖. Disgust (รังเกียจ( เป็นอารมณ์อันเกิดจากการกระทบกับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ๗. Contempt-Scorn (ดูถูกเหยียดหยาม( เป็นอารมณ์ที่อาจเกิดการผสมกับอารมณ์โกรธหรืออารมณ์รังเกียจ จัดเป็นอารมณ์ที่มีลักษณะเย็นชา
๒๓๕ ๘. Fear-Terror (กลัว-สยองขวัญ( เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลกำลังเผชิญอยู่กับสิ่งที่ตนไม่สามารถจะเข้าใจ ได้หรือเกิดความไม่แน่ใจในภัยอันตรายที่กำลังจะมาถึง ๙. Shame Sin Shyness-Humiliation (อับอายขายหน้า( เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลถูกลงโทษ เพราะไม่ ประพฤติตามกฎเกณฑ์ของสังคม ๑๐. Guilt (รู้สึกผิด( เป็นอารมณ์ที่มีความเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับความวิตกกังวลและความอาย เป็นความ สำนึกผิดชอบชั่วดี บางครั้งอารมณ์ที่เกิดขึ้นอาจจะมีหลาย ๆ อารมณ์เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันจนแยกไม่ออกว่าเป็นอารมณ์อะไรบ้าง ดังนั้นจึงต้องคอยสังเกตและทำความเข้าใจอารมณ์ของตนเองเพื่อการแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสม เทคนิคการจัดการกับอารมณ์ การจัดการกับอารมณ์เป็นสิ่งที่ต้องมีความตั้งใจด้วยตัวเราเองว่าจะปรับการแสดงออกทางอารมณ์ของตนเองไป ในทางที่ดีขึ้น ซึ่งอาศัยการฝึกปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เทคนิคที่จะช่วยในการฝึกมีดังนี้ ๑. ทบทวนการแสดงออกทางอารมณ์ของตัวเราเอง พิจารณาว่าผลที่ตามมาเป็นอย่างไร เกิดผลอย่างไรกับตัว เราเองและบุคคลอื่น หากรู้สึกว่าการแสดงออกบางอารมณ์ของตัวเราเองมีปัญญาควรยอมรับและหาวิธีการ แก้ไขการยอมรับอารมณ์ตนเองเป็นพื้นฐานที่สำคัญของ การพัฒนาตนเองในเรื่องของอารมณ์ ๒. เตรียมการในการแสดงอารมณ์ จากการทบทวนสถานการณ์ที่นำไปสู่อารมณ์ จะพบว่าเมื่อ กระตุ้นทาง อารมณ์ ตัวเราเองมีการแสดงออกทางอารมณ์ที่ส่งผลในทางลบอย่างไร ควรฝึกตนเองให้ตั้งใจว่าจะไม่ทำอะไร )สิ่งที่เราเคยทำแล้วส่งผลทางลบ( และทำอย่างไร )ปรับการแสดงออกให้ต่างไปจากเดิม และเป็นการแสดงออก ที่ส่งผลดีกับตัวเรา( หากเกิดสถานการณ์เช่นนั้นขึ้นอีก ในขั้นตอนนี้ต้องอาศัยการรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง หากเราไม่รู้ว่าเกิดอารมณ์ขึ้น ปล่อยให้ถูกกระตุ้นจนระดับอารมณ์สูง มักแสดงออกตามความเคยชินเดิม ๓. ฝึกสติ เวลาเข้าไปในสถานการณ์ที่กระตุ้นอารมณ์ต้องตั้งสติให้รู้ตัวว่าเรากำลังมีอารมณ์เกิดขึ้น อารมณ์ที่ เกิดขึ้น จะผลักให้เราแสดงออกเหมือนเดิม และได้รับผลลัพธ์เช่นเดิม ตั้งสติที่จะไม่ทำอย่างที่เคยทำ และจะได้ แสดงออกอย่างที่เราคิดเตรียมการเอาไว้ การฝึกสติเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติอยู่เสมอให้สามารถติดตามอารมณ์ของ ตัวเราเองไม่ว่าร้ายหรือดี เวลาเข้าสู่สถานการณ์ทางอารมณ์จะได้มีความไวขึ้น เมื่ออารมณ์เริ่มเกิดภายในตัวเรา เริ่มตั้งสติให้ได้ว่าเราตั้งใจจะแสดงออกอย่างไรสถานการณ์แบบนี้ การฝึกเช่นนี้ต้องอาศัยความตั้งใจของเราเอง แต่หากฝึกตนเองอยู่เสมอก็จะพัฒนาความสามารถทางอารมณ์ที่ดีได้ ๔. ฝึกการผ่อนคลายตนเอง เนื่องจากการเข้าสู่สถานการณ์ที่กระตุ้นอารมณ์จะทำให้รู้สึกตึงเครียดจนไม่สามารถ ควบคุมตนเองได้ การฝึกการผ่อนคลายจะทำให้รู้สึกว่าสามารถใช้ความคิดพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้น มองในมุมที่เป็น บวก ใช้เหตุผลให้มากขึ้นในการแสดงออก เมื่อตั้งสติได้และรู้สึกว่าเรากำลังถูกเร้าด้วยอารมณ์ การผ่อนคลาย ตนเองที่ดี คือการดึงความสนใจของตัวเราเองออกจากสิ่งที่กำลังเร้าอารมณ์เรา เช่น น้องมาชวนเราทะเลาะ เรา เริ่มหงุดหงิดที่คุยกับน้องไม่รู้เรื่อง หากเป็นตอนเด็กเราคงตีน้องแล้วทะเลาะกันเสียงดัง แต่ขณะนี้เราโตพอที่จะ
๒๓๖ คุยกับน้องให้รู้เรื่องได้ ถ้าเราจดจ่ออยู่กับคำพูด หน้าตา ท่าทางของน้อง อารมณ์โมโหจะรุนแรงขึ้นเรื่องๆ จนใน ที่สุดเราจะแสดงออก เช่นเดียวกับที่เคยทำ ตัวอย่างวิธีที่สามารถใช้ในการผ่อนคลายตนเองลงขณะที่เผชิญ สถานการณ์ที่เร้าอารมณ์เพื่อคุมระดับของอารมณ์ เช่น การฝึกหายใจ โดยดึงความสนใจกลับมาอยู่กับลมหายใจ เข้าออกตัวเราเอง การหายใจเข้าออกลึกๆ ช้าๆ สามารถใช้ได้ในทุกสถานการณ์ แต่ต้องมีการฝึกฝนตนเองมา ก่อน เพราส่วนมากเวลาที่มีอารมณ์ การหายใจมักจะเร็วและตื้นขึ้น ซึ่งทำให้เรายิ่งมีอารมณ์ขุ่นมัวนับเลขเบรก อารมณ์ เป็นการนับเลขในใจ นับหนึ่งถึงสิบช้าๆ อาจร่วมกับการหายใจด้วย ขณะที่นับดึงใจของเราให้มาอยู่ที่ ตัวเลขที่กำลังนับ ๕. ประเมินสถานการณ์และอารมณ์ ดูว่าเราสามารถตดตามควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดีหรือไม่ ถ้ารู้สึกว่าคุม อารมณ์ได้ค่อนข้างดีก็สามารถจัดสถานการณ์ตรงหน้าอย่างที่เราตั้งใจ หากรู้สึกว่าความสามารถในการควบคุม อารมณ์ตนเองแย่ลง อาจต้องเลือกการออกจากสถานการณ์ที่กระตุ้นอารมณ์ เมื่อปรับสภาพอารมณ์ได้ดีขึ้นจึง กลับมาเผชิญกับสถานการณ์ใหม่ ปัญหาอยู่ตรงที่บางครั้งเกิดทิฐิจะเอาชนะให้ได้ ทำให้ไม่ยอมออกจาก สถานการณ์ ซึ่งจะยิ่งทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น ควรฝึกปรับเปลี่ยนความคิดให้เห็นว่าการแก้ปัญหาที่ดีคือการแก้ไข ให้ปัญหาลุล่วงไปด้วยดีไม่ใช่การเอาชนะกัน จิตใจและพฤติกรรมของตนเอง รวมทั้งส่งผลต่อผู้อื่นด้วย การ จัดการกับอารมณ์เป็นทักษะ ที่สามารถพัฒนาได้ด้วย วิธีการและเทคนิคต่างๆ เช่นการควบคุมอารมณ์ทางลบ ให้มีการแสดงออกทางอารมณ์ที่เหมาะสม ถือเป็นการพัฒนาตนเองให้มีความสามารถทางอารมณ์ที่มีความ จำเป็นในการใช้ชีวิต หวังว่าทุกคนจะมีหัวใจที่อยู่ใกล้กัน
๒๓๗ สารคดี๕ นาที เรื่อง กาแฟน่ารู้ บรรยายโดย จ่าสิบเอก สุริยพงษ์ เยื่อใย กาแฟเป็นพืชพื้นเมืองของชาวอาบีซีเนีย )Abyssinia) และชาวอาราเบีย )Arabia) ถูกค้นพบในครั้งแรกใน ศตวรรษที่ 6 ราวปี ค.ศ. 575 ในประเทศอาระเบีย )Arabia) โดยเด็กเลี้ยงแพะชาวอาบิสซีเนีย )ประเทศเอธิโอเปียในปัจจุบัน( ชื่อคาลดี จากการสังเกตพบว่า แพะดูกระปรี้กระเปร่าขึ้นเมื่อกินผลไม้สีแดงของ ต้นไม้ต้นหนึ่ง กาแฟถูกปลูกโดยชาวอาหรับเท่านั้น คำว่ากาแฟ เป็นคำที่มาจากคำว่า "เกาะหฺวะหฺ" ในภาษาอาหรับ แล้วเพี้ยน เป็น กาห์เวห์ ในภาษาตุรกี ก่อนที่จะกลายเป็น คอฟฟี ในภาษาอังกฤษ และกาแฟ ในภาษาไทย ชาวอาหรับ หวงแหนพันธุ์กาแฟมาก จึงส่งออกเฉพาะเมล็ดกาแฟที่คั่วสุกแล้วเท่านั้น แต่ในที่สุดเมล็ดกาแฟก็ออกมาสู่โลก กว้าง โดยการลักลอบนำออกมาโดยชาวอินเดียที่ไปแสวงบุญที่เมกกะ และก็ได้แพร่ขยายไปยังชวา เนเธอร์แลนด์ และทั่วยุโรปในที่สุด สำหรับทวีปอเมริกานั้น ต้นกาแฟถูกนำไปอย่างยากลำบาก โดยทหารเรือ ฝรั่งเศสในต้นศตวรรษที่ 18 ในครั้งแรกนั้น มีต้นกาแฟที่เหลือรอดชีวิตบนเรือมาขึ้นฝั่งอเมริกาได้เพียง 1 ต้น และก็ได้แพร่ขยายเพิ่มขึ้น จนปัจจุบันดินแดนแห่งนี้ ได้กลายเป็นดินแดนที่ปลูกกาแฟมากที่สุดในโลก ประวัติของกาแฟในประเทศไทย กาแฟในประเทศไทยได้ถูกนำเข้ามาครั้งแรก ในปี พ.ศ. 2447 โดยคนไทยผู้ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามคนหนึ่ง ชื่อ นายดีหมุน ได้มีโอกาสไปแสวงบุญ ณ เมืองเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย และได้นำเมล็ดพันธุ์กาแฟพันธุ์โร บัสต้ามาเพาะปลูกที่ ตำบลบ้านโหนด อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา จากนั้นจึงได้มีการขยายพันธุ์และมีการ ส่งเสริมการปลูกกาแฟพันธุ์โรบัสต้าออกไปอย่างกว้างขวางในภาคใต้ของประเทศไทย โดยส่งเสริมเป็นพืชปลูก สลับในสวนยางเป็นรายได้สำรองจากการกรีดยาง ปัจจุบันการปลูกกาแฟในภาคใต้ได้มีการพัฒนาการอย่าง มากมายสามารถปลูกเป็นพืชหลักและทำรายได้ให้เกษตรกรเป็นอย่างดี
๒๓๘ สำหรับกาแฟพันธุ์อะราบิกา )C. Arabica) ได้ถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศไทย ประมาณปีพ.ศ. 2493 ต่อมาใน ปี พ.ศ. 2516 ได้มีโครงการปลูกพืชทดแทนและพัฒนาเศรษฐกิจชาวไทยภูเขา ไทย/สหประชาชาติ โดยได้ ส่งเสริมปลูกพืชทดแทนฝิ่น ซึ่งกาแฟพันธุ์อาราบิกาเป็นพืชชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญและเป็นความหวังในการ ทดแทนฝิ่นและสามารถทำรายได้แก่เกษตรกรชาวเขาได้เป็นอย่างดี โดยสายพันธุ์ของต้นกาแฟมีมากกว่า 6,000 สายพันธุ์ แต่พันธุ์หลักๆ ที่ได้รับความนิยมมี มีอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ อาราบิก้าและโรบัสต้า กาแฟอาราบิก้า กาแฟดั้งเดิมที่ค้นพบในเอธิโอเปีย เมล็ดแบนยาว มีคาเฟอีนต่ำ ให้รสชาติที่อ่อนละมุน กลิ่นหอม จึง นิยมนำมาเป็นวัตถุดิบผลิตกาแฟ กาแฟโรบัสต้า เป็นสายพันธุ์กาแฟที่นิยมใช้ผลิตกาแฟสำเร็จรูป เมล็ดกลมและเล็กกว่าอาราบิก้าเล็กน้อย จะให้รสชาติ ที่ขมโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ เมนูกาแฟน่ารู้แต่ละชนิด เวลาเข้าร้านกาแฟ จะเจอป้ายบอกชนิดกาแฟยาว ๆ และหลากหลายจนตาลายสั่งไม่ถูกเลย มาดูประเภทหรือ ชนิดของกาแฟเหล่านี้กัน จะได้รู้ว่าแต่ละเมนูในร้านกาแฟนั้นมีอะไร และจะเลือกดื่มอะไรดี เอสเพรสโซ (Espresso) มาจากภาษาอิตาเลียนที่แปลว่า เร่งด่วน ชงจากเมล็ดกาแฟสีเข้ม พิเศษที่บดละเอียด ไหลผ่านเครื่องกดแรงดันที่ผลิตครั้งละหนึ่ง ช็อตที่มีความเข้มข้นสูงเท่านั้น มักจะเสิร์ฟเป็นแก้วชอตเล็ก ๆ นอกจากนี้เอสเพรสโซยังถือเป็นเบสสำหรับนำไปผสมกับส่วนผสม อื่น ๆ ในการชงกาแฟชนิดต่าง ๆ อีกหลากหลายประเภท เอสเพรสโซเย็น )Iced Espresso)
๒๓๙ จริง ๆ แล้วเอสเพรสโซ่จะมีแค่แบบร้อน เมนูนี้จึงมีแค่ในเมืองไทยเท่านั้นที่นำช็อตเอสเพรสโซเย็นไป ผสมกับนมข้นหวาน หรือส่วนผสมอื่น ๆ แล้วนำไปใส่น้ำแข็ง ได้รสชาติเข้มข้น หวานมัน และเย็นสด ชื่น กลายเป็นเมนูที่ขายดิบขายดีมากเลยทีเดียว ในอิตาลีเองก็มีการดื่มเอสเพรสโซเย็นอยู่เหมือนกัน แต่จะเป็น การปล่อยให้ช็อตกาแฟไหลลงบนน้ำแข็ง เรียกว่า Espresso On Ice อเมริกาโน (Americano) อเมริกาโน หรือ กาแฟดำ )Black Coffee) อเมริกาโน่มีต้น กำเนิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สิ่งที่น่าสนใจคือทหาร อเมริกันที่ประจำการในอิตาลีคือการนำเอสเพรสโซมาผสมกับ น้ำร้อน จนได้กาแฟชอตที่เจือจาง เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบ กาแฟดำ แต่ไม่เข้มและหนักขนาดเอสเพรสโซ คาปูชิโน่ (Cappuccino) เป็นเอสเพรสโซ นม และฟองนมนุ่ม ๆ ให้รส สัมผัสที่นุ่มนวลและกลมกล่อม ลาเต้ (Latte) เป็นเอสเพรสโซกับนมร้อน ท็อปด้านบนด้วยฟองนมเล็กน้อย หอมหวานมัน และนุ่มละมุน และบางครั้งก็มีการใช้นมร้อน ตกแต่งทำเป็นลวดลายต่าง ๆ ที่เรียกว่า ลาเต้อาร์ต )Latte Art) มอคคา (Mocha) เป็นเอสเพรสโซผสมช็อกโกแลตร้อน โรยหน้าด้วยฟองนม ผง โกโก้หรือน้ำเชื่อม ทำให้ได้รสชาติที่เข้มข้นและกลมกล่อม อีก ทั้งช่วยลดความเป็นกรดและรสเปรี้ยวของเอสเพรสโซด้วย
๒๔๐ วิทยากรบรรยาย
๒๔๑
๒๔๒
๒๔๓