๑๔๔ มาตรา ๙ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๕ หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการอย่างน้อย ดังต่อไปนี้ไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด )๑( ผลการพิจารณาหรือคำวินิจฉัยที่มีผลโดยตรงต่อเอกชนรวมทั้งความเห็นแย้งและคำสั่งที่เกี่ยวข้องในการ พิจารณาวินิจฉัย )๒( นโยบายหรือการตีความที่ไม่เข้าข่ายต้องลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาตามมาตรา7 )4( )๓( แผนงานโครงการและงบประมาณรายจ่ายประจำปีของปีที่กำลังดำเนินการ )๔( คู่มือหรือคำสั่งเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งมีผลกระทบถึงสิทธิหน้าที่ของเอกชน )๕( สิ่งพิมพ์ที่ได้มีการอ้างอิงถึงตามมาตราเจ็ดวรรคสอง )๖( สัญญาสัมปทานสัญญาที่มีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอนหรือสัญญาร่วมทุนกับเอกชนในการจัดทำบริการ สาธารณะ )๗( มติคณะรัฐมนตรีหรือมติคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยกฎหมายหรือโดยมติคณะรัฐมนตรีทั้งนี้ให้ระบุรายชื่อ รายงานทางวิชาการรายงานข้อเท็จจริงหรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการพิจารณาไว้ด้วย )๘( ข้อมูลข่าวสารอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนดกำหนดข้อมูลข่าวสารที่จัดให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ตาม วรรคหนึ่งถ้ามีส่วนที่ต้องห้ามมิให้เปิดเผยตามมาตรา ๑๔ หรือมาตรา ๑๕ อยู่ด้วยให้ลบหรือตัดทอนหรือทำโดย ประการอื่นใดที่ไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนนั้น บุคคลไม่ว่าจะมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตามย่อม มีสิทธิ์เข้าตรวจดูขอสำเนาหรือขอสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารตามวรรคหนึ่งได้ในกรณีที่ สมควรหน่วยงานของรัฐโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการจะวางหลักเกณฑ์เรียกค่าธรรมเนียมในการนั้นก็ ได้ในการนี้ให้คำนึงถึงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยประกอบด้วยทั้งนี้เว้นแต่จะมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติไว้เป็น อย่างอื่น คนต่างด้าวจะมีสิทธิตามมาตรานี้เพียงใดให้เป็นไปตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง ข้อมูลข่าวสารอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนดตามมาตรา ๙ (๘) ขณะนี้ขณะนี้คณะกรรมการได้ประกาศกำหนดไว้ ๓ ประเภท )๑( ประกาศประกวดราคาประกาศสอบราคา )๒( สรุปผลการพิจารณาการจัดซื้อจัดจ้างประจำเดือนวงเล็บแบบสอคอ. หนึ่งวงเล็บ )๓( เอกสารเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ มติคณะรัฐมนตรี ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ให้นำข้อมูล )๑( – )๒( เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ของหน่วยงาน วิธีการจัดให้ตรวจดู ประกาศคณะกรรมการลงวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ )๑( จัดให้มี สถานที่ )๒( จัดทำดรรชนี )๓( ประชาชนสามารถค้นหาได้เอง )๔( คำนึงถึงความสะดวก
๑๔๕ สถานที่ตั้ง ศูนย์ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ วัสดุอุปกรณ์ และครุภัณฑ์ งบ งบประมาณ เอกสารข้อมูล ข่าวสาร )๕( อาจเป็นห้องสมุดหรือห้องในหน่วยงานอื่น ประกาศเรื่องการเรียกค่าธรรมเนียมของสำเนา )๑( ขนาดกระดาษเอ ๔ ไม่เกิน ๑ บาท )๒( ขนาดกระดาษเอฟ ๑๔ ไม่เกิน ๑.๕๐ บาท )๓( ขนาดกระดาษบี ๔ ไม่เกิน ๒ บาท )๔( ขนาดกระดาษเอ ๓ ไม่เกิน ๓ บาท )๕( ขนาดกระดาษพิมพ์เขียวเอ ๒ ไม่เกิน ๘ บาท )๖( ขนาดกระดาษพิมพ์เขียวเอ ๑ ไม่เกิน ๑๕ บาท )๗( ขนาดกระดาษพิมพ์เขียวเอ ๐ ไม่เกิน ๓๐ บาท หลักการและเหตุผลของพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ในระบอบประชาธิปไตยการให้ประชาชนมีโอกาสกว้างขวางในการได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินการ ต่างๆของรัฐเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อที่ประชาชนจะสามารถแสดงความคิดเห็นและใช้สิทธิทางการเมืองได้โดยถูกต้อง กับความเป็นจริงอันเป็นการส่งเสริมให้มีความเป็นรัฐบาลโดยประชาชนมากขึ้นสมควรกำหนดให้ประชาชนมี สิทธิได้รู้ ข้อมูลข่าวสารของราชการทั้งนี้เพื่อที่จะปกปักรักษาประโยชน์ของตนประการหนึ่งกับสมควรคุ้มครอง สิทธิส่วนบุคคลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารของราชการไปพร้อมอีกประการหนึ่ง แนวทางการจัดทำศูนย์บริการข้อมูลข่าวสารของราชการ บัตรนำหรือกระดาษดัชนีขั้นเพื่อแบ่งแยกเรื่องในแฟ้มออกเป็นหมวดหมวดหมู่สำหรับค้นหาเอกสาร เอกสารได้อย่างรวดเร็ว บัตรดัชนีประกอบด้วยชื่อหัวเรื่องใหญ่หัวเรื่องย่อยหมายเลขแฟ้มที่เก็บเอกสารกำกับไว้ในดัชนีแล้วนำบัตรมา เรียงตามลำดับอักษรไว้ในตู้หรือกล่องใส่บัตรดัชนี
๑๔๖ การแยกประเภทข้อมูลข่าวสารตามมาตรา ๙ (๑) – (๘) หลักเกณฑ์การใช้สิทธิขอดูข้อมูลข่าวสารมาตรา ๑๑ ๑. มีคำขอโดยวาจา/ทำเป็นหนังสือ ๒. ต้องระบุข้อมูลข่าวสารพอเข้าใจได้ ๓. เป็นข้อมูลข่าวสารทั่วไปนอกเหนือมาตราเจ็ดและมาตราเก้า ๔. เป็นข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่แล้ว ๕. อาจจะทำให้ใหม่ก็ได้หากไม่ใช่เพื่อประโยชน์การค้าหรือเพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิของบุคคล ๖. การจัดหาให้เอกชนเป็นการเฉพาะรายวงเล็บมาตรา ๑๑ ๖.๑ มีการยื่นคำขอระบุข้อมูลข่าวสารที่ต้องการในลักษณะที่อาจเข้าใจได้ ตามควร ข้อมูลข่าวสารของ ราชการมาตรา ๙ )๑( ผลการพนาที่มีผล โดยตรงต่อเอกชน ข้อมูลข่าวสารของ ราชการมาตรา ๙ )๒( นโยบายการตีความ การใช้กฎหมาย ข้อมูลข่าวสารของ ราชการมาตรา ๙ )๓( โครงการงบประมาณ แผนงานรายงานสถิติ ข้อมูลข่าวสารของ ราชการมาตรา ๙)๔( คู่มือคำสั่ง ข้อมูลข่าวสารของ ราชการมาตรา ๙ )๕( สิ่งพิมพ์ที่มีการอ้างถึง ใ น ร า ช ก ิ จ จ า ต า ม มาตรา ๗ ว.๒ ข้อมูลข่าวสารของ ราชการมาตรา ๙)๙( สัญญาสัมปทาน ข้อมูลข่าวสารของ ราชการมาตรา ๙)๗( มติครม. ข้อมูลข่าวสารของ ราชการมาตรา ๙)๘( ประกาศการจัดซื้อ จัดจ้างและผลการ พิจารณาการจัดซื้อ จัดจ้าง แผนพัฒนาท้องถิ่น ๙)๓( ประปา ๙)๘( นโยบายท้องถิ่น ๙)๒( ถนน ๙ งบประมาณ ๒๕๕๐ )๘( ๙ )๓( คู่มือการตรวจสอบจัดจ้าง ๙)๔( การจัดจ้าง-คอมพิวเตอร์ ๙)๘(
๑๔๗ ๖.๒ ต้องไม่ขอจำนวนมากหรือบ่อยครั้งโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ลักษณะข้อมูลที่จัดให้ ๖.๒.๑ ข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่แล้ว ๖.๒.๒ ไม่ต้องจัดทำขึ้นใหม่เว้นแต่การแปรสภาพเป็นเอกสารแต่หากเห็นว่ามิใช่เป็นการแสวงหาประโยชน์ทาง การค้าและเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพหรือเพื่อประโยชน์แก่สาธารณะอาจจัดหาให้ก็ได้ ตัวอย่างคำขอดูข้อมูลข่าวสาร เขียนที่ ระบุสถานที่เขียน/ที่อยู่ของผู้เขียน วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๔๔ เรื่อง ขอดูข้อมูลข่าวสารของราชการ เรียน ประธาน อบต. ห้วยขาแข้ง ข้าพเจ้านายไทยรักดีตำแหน่ง /อาชีพ ราษฎรตำบลห้วยขาแข้ง อยู่บ้านเลขที่ห้าตำบลห้วยขาแข้ง อำเภอห้วย ขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี โทรศัพท์ ๑๒๓-๕๕๕ มีความประสงค์ขอตรวจดูข้อมูลข่าวสารดังต่อไปนี้ ๑. สัญญาและเอกสารประกวดราคาการจัดซื้อครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ของ อบต. ห้วยขาแข้งเดือนมกราคมปี๒๕๔๔ ๒. รายงานรายงานการประชุมประจำเดือนมิถุนายน ๒๕๔๔ ของ อบต. ห้วยขาแข้ง ๓. ขอสำเนาเอกสารทั้งสองรายการ พร้อมนี้ ข้าพเจ้าได้ส่งเงินจำนวน …… บาท เพื่อชำระเป็นค่าทำเนียมการค้าสำเนามาด้วยแล้ว จึงเรียนมาเพื่อดำเนินการดำเนินการให้ความประสงค์ของข้าพเจ้าต่อไป )ขอแสดงความนับถือ( )ลงชื่อ( ไทย รักดี ๗. ข้อมูลข่าวสารที่ไม่ต้องเปิดเผย ๗.๑ ข้อมูลข่าวสารที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบัน พระมหากษัตริย์ )มาตรา ๑๔) ข้อมูลที่ต้องใช้ดุลพินิจเปิด/ปิดได้ (มีเจ็ดลักษณะ) มาตรา ๑๕ (๑) การเปิดเผยจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความ มั่นคงในทางเศรษฐกิจหรือการคลังของประเทศ
๑๔๘ (๒) การเปิดเผยจะทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพไม่อาจสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้ไม่ว่าจะ เกี่ยวกับการฟ้องคดีการป้องกันการปราบปรามการทดสอบการตรวจสอบหรือการรู้แหล่งที่มาของข้อมูล ข่าวสารหรือไม่ก็ตาม (๓) ความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการเรื่องหนึ่งเรื่องใดแต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงรายงาน ทางวิชาการรายงานข้อเท็จจริงหรือข้อมูลข่าวสารที่นำมาใช้ในการความเห็นหรือคำแนะนำภายในดังกล่าว (๔) การเปิดเผยจะก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัย ของบุคคลหนึ่งบุคคลใด (๕) รายงานการแพทย์หรือข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลซึ่งการเปิดเผยจะเป็นการรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่ สมควร )๖( ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีกฎหมายคุ้มครองมิให้เปิดเผยหรือข้อมูลข่าวสารที่มีผู้ให้มาโดยโดยไม่ ประสงค์ให้ทางราชการนำไปเปิดเผยต่อผู้อื่น )๗( กรณีอื่นอื่นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา คำสั่งมีให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดก็ได้แต่ต้องระบุไว้ด้วยว่าที่เปิดเผยไม่ได้ เพราะเป็นข้อมูลข่าวสารประเภทใดและเพราะเหตุใดและให้ถือ ว่าการมีคำสั่งเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการเป็นดุลย์พินิจโดยเฉพาะของเจ้าหน้าที่ของรัฐตามลำดับสายการ บังคับบัญชาแต่ผู้ขออ่านอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารได้ตามที่กำหนดใน พระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงฉบับที่ ๔ พ.ศ. ๒๕๔๐ การมีคำสั่งให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามมาตรา ๑๕ อาจเป็นอำนาจของ ๑. ข้าราชการพลเรือนระดับ ๖ ขึ้นไป ๒. ข้าราชการทหาร หรือตำรวจ ยศพันตรี นาวาตรี นาวาอากาศตรี หรือ พันตำรวจตรี ขึ้นไป ๓. ข้าราชการ ตุลาการชั้นสองขึ้นไป ๔. ข้าราชการอัยการชั้นสองขึ้นไป ๕. ผู้บริหารท้องถิ่นหรือปลัด อปท. ข้อมูลของหน่วยงานอื่นที่มีชั้นความลับ หากข้อมูลในการกำหนดชั้นความลับได้ให้ส่งคำขอนั้นให้หน่วยงานผู้จัดทำข้อมูลนั้นมาตรา ๑๖ ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล มาตรา ๒๔ หน่วยงานของรัฐจะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลที่อยู่ในความควบคุมดูแลของตนต่อหน่วยงาน ของรัฐแห่งอื่นหรือผู้อื่นโดยปราศจากความยินยอมเป็นหนังสือของเจ้าของข้อมูลที่ให้ไว้ล่วงหน้าหรือในขณะนั้น มิได้เว้นแต่เป็นการเปิดเผยดังต่อไปนี้ ๑. ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานของตนเพื่อการนำไปใช้ตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐแห่งนั้น ๒. เป็นการใช้ข้อมูลตามปกติวัตถุประสงค์ของการจัดให้มีระบบข้อมูลส่วนบุคคลนั้น ๓. ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำงานด้านการวางแผนหรือการสถิติหรือสำมะโนต่างๆซึ่งมีหน้าที่ต้องรักษาข้อมูล ข่าวสารส่วนบุคคลไว้ไม่ให้เปิดเผยต่อไปยังผู้อื่น
๑๔๙ ๔. เป็นการให้เพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัยโดยไม่ระบุชื่อหรือส่วนที่ทำให้รู้ว่าเป็นข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ บุคคลใด ๕. ต่อหอจดหมายเหตุแห่งชาติกรมศิลปากรหรือหน่วยงานอื่นของรัฐตามมาตรา ๒๖ วรรค ๑ เพื่อการตรวจดู คุณค่าในการเก็บรักษา ๖. ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อการป้องกันการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายการสืบสวนการสอบสวนหรือการ ฟ้องคดีไม่ว่าจะเป็นคดีประเภทใดก็ตาม ๗. เป็นการให้ซึ่งจำเป็นเพื่อการป้องกันหรือระงับอันตรายต่อชีวิตหรือสุขภาพของบุคคล ๘. ต่อศาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะขอข้อเท็จจริง ดังกล่าว ๙. กรณีอื่นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา บทกำหนดโทษ มาตรา ๔๐ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการที่สั่งตามมาตรา ๓๒ระหว่างโทษจำคุกไม่เกิน ๓ เดือน หรือปรับไม่เกิน ๕,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา ๔๑ ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อจำกัดหรือเงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกำหนดค่ะมาตรา ๒๐ ต้องระวัง โทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปีหรือปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ การใช้ดุลพินิจก่อนมีคำสั่งไม่เปิดเผยต้องคำนึงถึงเรื่องต่อไปนี้ประกอบกัน ๑. การปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐ ๒. ประโยชน์สาธารณะ ๓. ประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนการใช้ดุลพินิจ ๑. พิจารณาถึงผลดีผลเสียผลกระทบ ๒. ชั่งน้ำหนักผลดีกับผลเสียผลกระทบ ๓. ตัดสินใจเปิดเผยหรือไม่เปิดเผย ๘. ข้อมูลไม่อยู่ในความครอบครอง ข้อมูลข่าวสารไม่อยู่ในครอบครองของหน่วยงานและเห็นว่าเป็นของหน่วยงานของรัฐแห่งอื่นให้ แนะนำไปยื่นคำขอที่หน่วยงานของรัฐที่ครอบครองข้อมูลนั้นๆมาตรา 12 ๙. ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ความหมาย “ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล” )มาตรา 4 วรรคที่ 5( ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับ สิ่งเฉพาะตัว ของบุคคล เช่นการศึกษาสถานะการเงินประวัติสุขภาพประวัติอาชญากรรมหรือประวัติการทำงานบรรดาที่มีชื่อของผู้นั้น หรือมีเลขหมายรหัสหรือ สิ่งบอกลักษณะอื่น ที่ทำให้รู้ตัวผู้นั้นได้เช่นลายพิมพ์นิ้วมือแผ่นบันทึกลักษณะเสียง ของคุณหรือรูปถ่ายและให้ความหมายรวมถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของผู้ที่ถึงแก่กรรมแล้วด้วย
๑๕๐ ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล : องค์ประกอบ ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล สิ่งเฉพาะตัวบุคคล สิ่งที่ทำให้รู้ตัวผู้นั้น เช่น เช่น ฐานะการเงิน ชื่อ-นามสกุล การศึกษา ลายพิมพ์นิ้วมือ ประวัติสุขภาพ แผ่นบันทึกลักษณะเสียง ประวัติอาชญากรรม รูปภาพ ประวัติการทำงาน ฯลฯ หน้าที่ของหน่วยงานของรัฐต่อข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล - เก็บข้อมูลเท่าที่จำเป็นยกเลิกเมื่อหมดความจำเป็น - ตรวจแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องเสมอและจัดระบบ ร.ป.ภ.มิให้นำไปใช้โดยไม่เหมาะสมมาตรา ๒ ๓ - เก็บข้อมูลโดยตรงจากเจ้าของข้อมูล ม.๒๓ - การเปิดเผยต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของข้อมูลมารตรา ๒๔ -ให้เจ้าของข้อมูลตรวจดูข้อมูลเกี่ยวกับคุณให้มมารตรา ๒๔ -แก้ไขข้อมูลให้ตรงความจริงตามที่เจ้าของร้องขอมารตรา ๒๕ -จัดให้พิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาใน ๖ ประเด็นมารตรา ๒๕ ๑๐. เอกสารประวัติศาสตร์ เอกสารที่ต้องส่งให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ๑. หน่วยงานของรัฐไม่ประสงค์จะเก็บรักษา ๒. มีอายุครบกำหนด ปกปิดตาม ๑๔ ได้ ๗๕ ปี ปกปิดตาม ๑๕ ได้ ๒๐ ปี ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของ บุคคล มีสิ่งบ่งบอกลักษณะที่ท าให้รู้ตัว ผู้นั้นได้
๑๕๑ กรณีขอขยายเวลา ๑. หน่วยงานขอเก็บรักษาไว้เองเพื่อใช้สอนต้องจัดให้ประชาชนศึกษาได้ ๒. ยังไม่ควรเปิดต้องขอขยายเวลาเก็บได้คราวละไม่เกิน ๕ ปี ๑๑. ข้อมูลที่มีผลกระทบต่อผู้อื่น หากเปิดเผยข้อมูลที่อาจกระทบถึงประโยชน์ได้เสียของผู้ใดให้แจ้งผู้นั้นคัดค้านการเปิดเผยภายในกำหนดการไม่ รับฟังคำคัดค้านทำให้มีสิทธิ์อุทธรณ์ได้มาตรา 17 สิทธิ์ร้องเรียนเจ้าหน้าที่/หน่วยงานของรัฐ -การไม่ปฏิบัติ/ฝ่าฝืนพรบข้อมูลข่าวสาร -การปฏิบัติล่าช้า -ไม่ได้รับความสะดวก โดยไม่มีเหตุอันสมควร สิทธิอุทธรณ์ - คำสั่งมิได้เปิดเผยข้อมูล ตามมาตรา ๑๕ - คำสั่งไม่รับฟังคำคัดค้าน ตามมาตรา ๑๗ - คำสั่งไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อมูล ตามมาตรา ๒๕ กระบวนการและขั้นตอนการใช้สิทธิของประชาชน - การใช้สิทธิขอดูข้อมูลข่าวสาร - การใช้สิทธิร้องเรียนและกระบวนการพิจารณา - การใช้สิทธิอุทธรณ์และกระบวนการพิจารณา การใช้สิทธิร้องเรียน ขั้นตอนการร้องเรียน ๑. พิจารณาว่าพฤติการณ์หรือการปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐลักษณะ ดังต่อไปนี้หรือไม่ )๑( ไม่จัดพิมพ์ข้อมูลข่าวสารส่งให้รัฐราชกิจจานุเบกษา )๒( ไม่จัดข้อมูลข่าวสารไว้ให้ประชาชนตรวจดู )๓( ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมายนี้ )๔( ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า )๕( ปฏิเสธว่าไม่มีข้อมูลข่าวสารที่ขอ )๖( ไม่อำนวยความสะดวก ๒. ยื่นหนังสือร้องเรียน ๓. รอฟังผลการพิจารณา ข้อความที่ควรระบุในหนังสือร้องเรียน ๑. ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ร้องเรียน ๒. รายละเอียดของหน่วยงาน ๓. เอกสารประกอบ
๑๕๒ การใช้สิทธิอุทธรณ์ อุทธรณ์ได้ ๓ กรณี ๑. ยื่นคำขอแล้วหน่วยงานไม่เปิดเผยมาตรา ๑๘ ๒. เจ้าหน้าที่ไม่รับฟังคำคัดค้านนี้ )มาตรา ๑๗ วรรค ๓ มาตรา ๑๘( ๓. หน่วยงานของรัฐไม่แก้ไขตามคำขอ )มาตรา ๒๕ วรรค ๔( ขั้นตอนการอุทธรณ์ ๑. พิจารณาว่าหน่วยงานของรัฐมีคำสั่งดังนี้หรือไม่ ๑.๑ มีคำสั่งไม่เปิดเผยข้อมูลตามที่ขอ ๑.๒ มีคำสั่งไม่รับฟังคำคัดค้าน ๑.๓ มีคำสั่งไม่แก้ไขข้อมูลส่วนบุคคลตามที่ขอ ๒. ยื่นหนังสืออุทธรณ์ต่อ สขร. ๓. รอหนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำวินิจฉัยภายใน ๖๐ วัน การแปลงหน้าที่ตามกฎหมายสู่การปฏิบัติในระดับผู้บริหารของหน่วยงาน - กำหนดเป็นนโยบายสำคัญของหน่วยงาน - อบรมให้ความรู้ความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ - แต่งตั้งผู้รับผิดชอบดำเนินการ - กำหนดระเบียบหลักเกณฑ์และค่าธรรมเนียม - จำแนกประเภทข้อมูลข่าวสาร - การจัดทำคู่มือปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่ - ปฏิบัติตามกฎหมายและให้บริการประชาชนที่มาใช้สิทธิ์ - ควบคุมกำกับติดตามและรายงาน มือการปฏิบัติ - การให้บริการขั้นตอนต่างๆ - กำหนดแบบฟอร์มต่างๆ - กำหนดขั้นตอน/กระบวนการร้องเรียน/อุทธรณ์ - กำหนดผู้รับผิดชอบในแต่ละขั้นตอน - จัดทำข้อแนะนำ/ตัวอย่างคำถาม-คำตอบ - รายงาน/ประเมินผล ความรับผิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา ๒๐ การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารใดแม้จะเข้าข่ายต้องมีความรับผิดตามกฎหมายใดให้ถือว่าเจ้าหน้าที่ของ รัฐไม่ต้องรับผิดหากเป็นการกระทำโดยสุจริตในกรณี ๑ ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา ๑๕ ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ดำเนินการโดยถูกต้องตามระเบียบตามมาตรา ๑๖ ๒ ข้อมูลข่าวสารตามมาตรา ๑๕ ถ้าเจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับตามที่กำหนดในกฎกระทรวงมีคำสั่งให้เปิดเผย เป็นการทั่วไปหรือเฉพาะแก่บุคคลใดเพื่อประโยชน์อันสำคัญยิ่งกว่าที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ ชีวิต ร่างกาย
๑๕๓ สุขภาพ หรือประโยชน์อื่นของบุคคล และคำสั่งนั้นได้กระทำโดยสมควรแก่เหตุในการนี้จะมีการกำหนดข้อจำกัด หรือเงื่อนไขในการใช้ข้อมูลข่าวสารนั้นตามความเหมาะสมก็ได้ การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามวรรค 1 ไม่เป็นเหตุให้หน่วยงานของรัฐพ้นจากความรับผิดตามกฎหมายหากจะ พึงมีในกรณีดังกล่าว ความรับผิดทางกฎหมาย ๑. ความรับผิดทางวินัย ๒. ความรับผิดทางอาญา ๓. ความรับผิดทางแพ่ง ข้อยกเว้นความรับผิดมาตรา ๒๐ ๑. เจ้าหน้าที่ทำโดยสุจริตและ ๒. ปฏิบัติตามระเบียบที่หน่วยงานกำหนดและตามระเบียบการ รักษาความลับของราชการ ๓. เปิดเผยในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กฎกระทรวงให้อำนาจ บันได ๓ ขั้นของการป้องกันตน - การแจ้งผู้มีส่วนได้เสียคัดค้าน ม.๑๗ - กระทำโดยสุจริตและตามกฎหมาย ม.๒๐ - กำหนดเงื่อนไขการเปิดเผยเพื่อมิให้รุกล้ำความเป็นอยู่ส่วนตัว/ละเมิดผู้อื่น ประชาชน มีส่วนร่วมทางการเมืองได้โดยตรงแสดงความคิดเห็นและสะท้อนความต้องการได้อย่างมี ประสิทธิภาพ หน่วยงาน โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีภาพลักษณ์ที่ดี การทำงานมีประสิทธิภาพ สังคม ค่านิยมและวิถีปฏิบัติทางสังคมส่งเสริมความคิดพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย หลักการปฏิบัติเกี่ยวกับกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง เหตุผลที่เจ้าหน้าที่ของรัฐควรรู้กฎหมายฉบับนี้ ในฐานะผู้ออกคำสั่งทางปกครอง ▪ คำสั่งที่ทำขึ้นใช้บังคับแก่บุคคลภายนอก ▪ คำสั่งเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลในหน่วยงาน ในฐานะผู้รับคำสั่งทางปกครอง ▪ รับคำสั่งเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ▪ รับคำสั่งในฐานะประชาชนทั่วไป ความหมายของ "คำสั่งทางปกครอง" ๑. คำสั่งทางปกครองโดยผลของกฎหมาย - กฎกระทรวงฉบับที่ ๑๒ - คำสั่งในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ/การให้หรือไม่ให้ทุนการศึกษา ๒.คำสั่งทางปกครอง ตามความหมายทางวิชาการ
๑๕๔ - นิยาม ม.๕ : การใช้อำนาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่มีผลเป็นการสร้างนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่ จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน ระงับ หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล..แต่ไม่ หมายความรวมถึงการออกกฎ ข้อยกเว้นไม่ใช้บังคับทางกฎหมาย ๑. กรณีที่ไม่ใช่การใช้อำนาจทางปกครอง - การใช้อำนาจนิติบัญญัติ - การใช้อำนาจตุลาการ )และที่เกี่ยวเนื่อง( - การใช้อำนาจบริหารในทางนโยบาย - การใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ๒. การใช้อำนาจทางปกครองของบางองค์กร - คณะรัฐมนตรี -องค์การทางศาสนา องค์ประกอบของ "คำสั่งทางปกครอง" ๑. กระทำโดยเจ้าหน้าที่ ๒. ใช้อำนาจทางปกครอง ๓. ก่อตั้งนิติสัมพันธ์ ๔. มีผลภายนอกฝ่ายปกครอง ๕. มีผลเฉพาะกรณี ตัวอย่าง "มาตรการเตรียมการ" ในกระบวนการดำเนินการทางวินัยข้าราชการ ๑. คำสั่งแต่งตั้ง คกก.สอบข้อเท็จจริง )คำสั่ง ศป.๖๓๘/๒๕๔๗) ๒. คำสั่งแต่งตั้ง คกก.สอบสวนทางวินัย - ไม่ร้ายแรง )คำสั่ง ศป.๑๗๗/๒๕๔๖) - ร้ายแรง )คำพิพากษา ศป.อ.๑๒๗/๒๕๔๗) ๓. ความเห็นและรายงานของ คกก.)คำสั่ง ศป.๗๑๙/๒๕๔๗) ๔. คำสั่งลงโทษทางวินัย = คำสั่งทางปกครอง การพิจารณาเพื่อออกคำสั่งทางปกครอง ๑. เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจพิจารณาทางปกครอง ๒. คู่กรณีในการพิจารณาทางปกครอง ๓. หลักประกันในการพิจารณาทางปกครอง -การช่วยเหลือคู่กรณี -การตรวจสอบข้อเท็จจริง -การรับฟังคู่กรณี
๑๕๕ เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจพิจารณาทางปกครอง ๑. เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจพิจารณาทางปกครอง )ม.๑๒) - อำนาจในแง่ของเรื่อง พื้นที่ เวลา - ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย -ดำรงตำแหน่งโดยชอบด้วยกฎหมาย (แต่งตั้งโดยชอบ ไม่ขาดคุณสมบัติ ไม่มีลักษณะต้องห้าม( ๒. เจ้าหน้าที่มีเหตุบกพร่องในการดำรงตำแหน่ง - การงานที่ทำไปได้รับความคุ้มครอง )ม.๑๙) คณะกรรมการมีอำนาจพิจารณาทางปกครอง ๑. คณะกรรมการต้องมีองค์ประกอบครบถ้วน ๒. การพิจารณาต้องกระทำโดยที่ประชุมคณะกรรมการ ๓. การนัดประชุมคณะกรรมการต้องกระทำโดยถูกต้อง ๔. ต้องมีกรรมการมาครบเป็นองค์ประชุม ๕. การประชุมและลงมติต้องเป็นไปโดยถูกต้อง เหตุต้องห้ามมิให้ทำการพิจารณาทางปกครอง ๑. เป็นคู่กรณีเอง ๒. เป็นคู่หมั้นหรือคู่สมรสของคู่กรณี ๓. เป็นญาติของคู่กรณี ๔. เป็น/เคยเป็น ผู้แทน ผู้พิทักษ์ ตัวแทน ของคู่กรณี ๕. การเจ้าหนี้ ลูกหนี้ นายจ้าง ของคู่กรณี ๖. กรณีอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง เหตุร้ายแรงที่อาจทำให้เจ้าหน้าที่ไม่เป็นกลาง ๑. เจ้าหน้าที่มีประโยชน์ได้เสียกับคู่กรณี - ถือหุ้นในบริษัทที่เป็นคู่กรณี )ค.วิ.ป.๓๓๕/๒๕๔๖) ๒. เจ้าหน้าที่มีเหตุขัดแย้งส่วนตัวกับคู่กรณี - โกรธเคืองกัน มีเรื่องร้องเรียน หรือฟ้องคดีระหว่างกัน )ศป.อ.๑๔๖/๒๕๕๔) ๓. เจ้าหน้าที่มีความเห็นเป็นปรปักษ์ในการทำงานกับคู่กรณี - คกก.สอบละเมิด ไม่ให้ตรวจรับงาน แต่ จนท. ที่ถูกสอบเป็นฝ่ายให้รับงาน และจ่ายเงิน )ศป.อ.๑๒๑/๒๕๕๔) เหตุร้ายแรงที่อาจทำให้เจ้าหน้าที่ไม่เป็นกลาง ๑. เจ้าหน้าที่มีประโยชน์ได้เสียกับคู่กรณี - ถือหุ้นในบริษัทที่เป็นคู่กรณี)ค.ว.ป.๓๓๕/๒๕๔๖) ๒. เจ้าหน้าที่มีเหตุขัดแย้งส่วนตัวกับคู่กรณี - โกรธเคืองกัน มีเรื่องร้องเรียน หรือฟ้องร้องระหว่างกัน
๑๕๖ )ศป.อ.๑๔๖/๒๕๕๔) ๓. เจ้าหน้าที่มีความเห็นเป็นปรปักษ์ในการทำงานกับคู่กรณี - คกก.สอบละเมิด ไม่ให้ตรวจรับงาน แต่ จนท.ที่ถูกสอบเป็นฝ่ายให้รับงานและ จ่ายเงิน )ศป.อ.๑๒๑/๒๕๕๔) ๔. เจ้าหน้าที่มีส่วนร่วมพิจารณาทั้งในขั้นตอนการออกคำสั่งและทบทวนคำสั่ง โดยปกป้องผลการพิจารณาของ ตน - นาย ป.เป็นประธานกรรมการใน อ.ก.ค.ที่ออกเสียงชี้ขาดว่า คู่กรณีทำผิดวินัย ร้ายแรง และมีการออกคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ ต่อมา อ.ก.ค.วิสามัญฯ ได้มีมติยกอุทธรณ์ โดยนาย ป. เป็นประธานกรรมการใน อ.ก.ค.วิสามัญ อยู่ด้วย - เจ้าหน้าที่มีส่วนร่วมพิจารณาทั้งในขั้นตอนการออกคำสั่งและทบทวนคำสั่ง โดยปกป้องผลการพิจารณา ของตน)ต่อ( - เจ้าหน้าที่พิจารณาเรื่องซ้ำ ความเห็นโน้มเอียงไปตามเดิมถือเป็นเหตุร้ายแรง คำสั่ง ไม่ชอบ )ศป.อ.๑๓๓/๒๕๕๓) ๕. เจ้าหน้าที่ส่วนร่วมพิจารณาในหลายขั้นตอนก่อนออกคำสั่งทางปกครอง - เช่น อยู่ใน คกก.ชุดแรกที่ประเมิน ขรก.และต่อมาอยู่ใน คกก. ชุดที่สองที่พิจารณาอนุมัติผลการประเมินก่อน เสนอผู้มีอำนาจออกคำสั่งแต่งตั้ง ขรก. - คกก.ทั้งสองคณะเป็นองค์กรเดียวกัน เพียงแต่แบ่งหน้าที่กันทำงานภายใต้ กระบวนการพิจารณาทางปกครองเดียวกัน - ไม่ถือเป็นเหตุร้ายแรง )ค.ว.ป.๕๖๖/๒๕๕๕) นิยาม )ม.๕) - ผู้ยื่นคำขอหรือผู้คัดค้านคำขอ - ผู้อยู่ในบังคับหรือจะอยู่ในบังคับของคำสั่ง - ผู้ซึ่งได้เข้ามาในกระบวนการพิจารณาทางปกครองเนื่องจากสิทธิจะถูกกระทบกระเทือนจากผลของคำสั่ง สถานะ )ม.๒๑) และความสามารถ )ม.๒๒) - บุคคลธรรมดา บรรลุนิติภาวะ หรือกฎหมายกำหนดให้มีความสามารถ/คณะบุคคล นิติบุคคล รูปแบบของคำสั่งทางปกครอง - ทำเป็นหนังสือ ด้วยวาจา หรือรูปแบบอื่น แต่ต้องมีความหมายชัดเจนพอเข้าใจได้)ม.๓๔) ถ้าออกคำสั่งด้วย วาจา คู่กรณีขอให้ยืนยันเป็นหนังสือได้ )ม.๓๕) - ระบุวัน เดือน ปีที่ทำคำสั่ง ชื่อและตำแหน่งของเจ้าหน้าที่ผู้ทำคำสั่ง ลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ )ม.๓๖) - ระบุเหตุผลประกอบคำสั่ง )ม.๓๗) - จดแจ้งสิทธิอุทธรณ์/โต้แย้ง )ม.๔๐) คำสั่งทางปกครองที่ต้องระบุเหตุผลให้คำสั่ง - คำสั่งที่ปฏิเสธการก่อตั้งสิทธิ เช่น ไม่รับคำขอ ไม่อนุญาต ไม่อนุมัติ ไม่รับรอง ไม่รับอุทธรณ์ ไม่รับจดทะเบียน
๑๕๗ - คำสั่งที่เพิกถอนสิทธิ เช่น เพิกถอนใบอนุญาต การอนุมัติ การรับรอง การรับจดทะเบียน - คำสั่งที่กำหนดให้กระทำการ/ละเว้นกระทำการ - คำสั่งที่เป็นการวินิจฉัยอุทธรณ์ - คำสั่งยกเลิกการสอบ ประกวด หรือประมูลราคา การระบุเหตุผลประกอบคำสั่งทางปกครอง + เหตุผลประกอบด้วย - ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ - ข้อกฎหมายที่อ้างอิง - ข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ + เหตุผลต้อง - ครบถ้วนและชัดเจน - ไม่ใช่ระบุพอเป็นพิธี + วัตถุประสงค์ - ป้องกันความผิดพลาดในการทำคำสั่งทางปกครอง - คุ้มครองการต่อสู้ป้องกันสิทธิของคู่กรณี - ส่งเสริมการตรวจสอบภายในฝ่ายปกครองและโดยสาร +กรณีที่ต้องให้เหตุผล - เป็นคำสั่งทางปกครอง - คำสั่งทางปกครอง ตาม ม.๓๗ วรรค ๑ หรือวรรคสอง + คำสั่งทางปกครอง ตาม ม.๓๗ วรรคหนึ่ง - คำสั่งทางปกครองที่เป็นหนังสือ/ยืนยันเป็นหนังสือ - ถ้าไม่ให้เหตุผลไว้ในคำสั่ง อาจเยียวยาความบกพร่องโดยให้เหตุผลในภายหลังได้ ตาม ม.๔๑ วรรคหนึ่ง )๒) + คำสั่งทางปกครอง ตาม.ม.๓๗ วรรคสอง - คำสั่งทางปกครอง ที่มีการประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ให้ต้องระบุเหตุผลไว้ในคำสั่ง/เอกสารแนบท้าย คำสั่ง - ต้องให้เหตุผลเมื่อแจ้งคำสั่ง ไม่อ่านให้เหตุผลในภายหลังได้ )คำพิพากษา ศป.อ. ๑๔๗/๒๕๕๘) แนวทางปฏิบัติกับการออกคำสั่งทางปกครอง + วัตถุประสงค์ของแนวทางปฏิบัติ - กำหนดแนวทางการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่แต่ละคน/ในแต่ละพื้นที่ให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ ลักลั่นกัน - ป้องกันมิให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ ลดความเสี่ยงที่จะมีการเลือกปฏิบัติ-รักษาไว้ซึ่งความเสมอ ภาค )คำพิพากษา ศป. อ.๔๗๓/๒๕๕๖) + สิทธิของประชาชนในการรับทราบ/โต้แย้งแนวทางปฏิบัติ
๑๕๘ - แนวทางปฏิบัติไม่อยู่ในบังคับต้องลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษาตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ หากไม่มีเจตนาให้มีสภาพบังคับเป็นกฎและให้เจ้าหน้าที่ถือปฏิบัติโดยเคร่งครัดเช่นเดียวกับกฎ )คำ พิพากษา ศป.อ.๒๙๗/๒๕๕๖) - ประชาชนไม่อาจนำแนวทางปฏิบัติไปฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนได้ เพราะถือว่ายังไม่มี ผลกระทบต่อสิทธิหรือหน้าที่ของประชาชน)คำสั่ง ศป.๖๑๙/๒๕๕๐) ข้อยกเว้นไม่ต้องให้เหตุผล + คำสั่งมีผลตรงตามคำขอและไม่กระทบสิทธิและหน้าที่ของบุคคลอื่น +เหตุผลรู้กันอยู่แล้ว ไม่ต้องระบุอีก + ต้องรักษาเป็นความลับ + ออกคำสั่งด้วยวาจา/โดยเร่งด่วน แต่ต้องให้เหตุผลในเวลาอันควร หากผู้อยู่ในบังคับบัญชาของคำสั่งร้องขอ การจดแจ้งสิทธิ์ในการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง +ระบุกรณีที่อาจอุทธรณ์ ผู้รับคำอุทธรณ์ และระยะเวลายื่นอุทธรณ์ +ถ้าไม่แจ้งจดสิทธิหรือแจ้งไม่ครบถ้วน ระยะเวลาอุทธรณ์ขยายเป็นหนึ่งปี เว้นแต่จะมีการแจ้งใหม่โดยถูกต้อง ครบถ้วน +กรณีมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ไว้พิจารณาเพราะยื่นเกินระยะเวลา - ต้องแจ้งสิทธิ์อุทธรณ์ไว้ด้วย )ค.ว.ป.๘๔๔/๒๕๔๗) - แต่ถ้ายังอุทธรณ์คำสั่งไม่รับอุทธรณ์เกินระยะเวลาอีก ในการมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ไว้พิจารณาครั้งที่สอง ไม่ ต้องแจ้งสิทธิ์อุทธรณ์แล้ว เว้นแต่ให้แจ้ง ๑๐ ฟ้องคดีต่อศาล )ค.ว.ป. ๑๒๙๖/๒๕๕๕) การแจ้งโดยวิธีส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ + ถ้ามีหลักฐานการได้รับแจ้ง เช่น ใบตอบรับ ให้ถือว่าได้รับแจ้งในวันที่มีผู้ลงลายมือชื่อรับหนังสือไว้ + แต่ถ้าไม่มีหลักฐานได้รับแจ้ง เช่น ใบตอบรับสูญหายหรือมีใบตอบรับแต่ไม่ได้ลงวันที่ที่รับหนังสือ ให้ สันนิษฐานว่า "ได้รับแจ้งเมื่อครบ ๗ วัน)ในประเทศ( หรือครบ ๑๕ วัน )ส่งไปต่างประเทศ( นับแต่วันส่งหนังสือ ใช้บทสันนิษฐานโดยอนุโลมกับกรณีส่งหนังสือทางไปรษณีย์ลงทะเบียนธรรมดา )ค.ว.ป.๔๗๘/๒๕๕๔( + ส่งหนังสือและบุคคลอื่นรับไว้แทน ถือว่าคู่กรณีได้รับแจ้งในวันที่มีผู้รับหนังสือไว้แทนนั้น ผลของคำสั่งทางปกครอง การมีผลของคำสั่งทางปกครอง - มีผลใช้ยันเมื่อแจ้ง )หลักเกณฑ์การแจ้งตาม ม.๖๘- ม.๗๕) การแจ้งคำสั่งทางปกครอง - สถานที่แจ้ง - ภูมิลำเนา/ที่อยู่ที่คู่กรณีให้ไว้+ม.๖๙) -ให้บุคคลนำไปส่ง/ปิดหนังสือ )ม.๗๐) - ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ )ม.๗๑) - ปิดประกาศ ณ ที่ทำการ )ม.๗๒) - ประกาศในหนังสือพิมพ์ )ม.๗๓) - ส่งทางเครื่องโทรสาร )ม.๗๔)
๑๕๙ คำสั่งทางปกครองที่เป็นโมฆะ + เหตุแห่งความเป็นโมฆะ : คำสั่งทางปกครองผิดพลาดอย่างร้ายแรงและชัดเจนได้แก่ ๑. คำสั่งให้ เจ้าหน้าที่ชดใช้เงิน ทั้งที่ไม่ได้ทำละเมิดโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงและไม่ได้ส่ง สำนวนให้กระทรวงการคลังตรวจสอบ )ศป.อ.๔๗/๒๕๔๖) ๒. การออก น.ส.๓ ก ในเขตป่าสงวน )ค.ว.ป.๒๖๘/๒๕๕๒) ๓. การแต่งตั้งบุคคลที่เสียชีวิตแล้วเป็นกรรมการ)ค.ว.ป.๙๘๙/๒๕๕๔) ๔. การคัดเลือกข้าราชการที่เกิดจากการทุจริต)ค.ว.ป.๗๖๓/๒๕๕๗) ๕. คำสั่งอนุมัติให้ข้าราชการเบิกค่าเช่าบ้าน ทั้งที่ไม่มีสิทธิและผู้ยื่นคำขอไม่ สุจริต )ค.ว.ป.๑๑๓๖/๒๕๕๘) ผลของคำสั่งทางปกครองที่มีข้อบกพร่อง + คำสั่งที่มีข้อผิดพลาด/ผิดหลงเล็กน้อย - แก้ไขเพิ่มเติมได้เสมอ คำสั่งสมบูรณ์)ม.๔๓) + คำสั่งที่มีข้อบกพร่องในขั้นตอนหรือรูปแบบ - เยียวยาได้ เช่น รับฟังในภายหลัง ให้เหตุผลภายหลังให้ความเห็นชอบภายหลัง ถือ ว่า คำสั่งสมบูรณ์ )ม.๔๑) + คำสั่งที่มีข้อบกพร่องในเนื้อหาหรืออำนาจของเจ้าหน้าที่ - ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่มีผลจนกว่าจะถูกเพิกถอน + คำสั่งที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรงและชัดเจน - เสียเปล่าตั้งแต่ต้น)เป็นโมฆะ( "ระยะเวลา" ในกระบวนการพิจารณาทางปกครอง + ระยะเวลาในการพิจารณาออกคำสั่งทางปกครอง - เป็นไปตามกฎหมายเฉพาะในแต่ละเรื่องกำหนดไว้ - ส่วนใหญ่เป็นเพียง "ระยะเวลาเร่งรัด" แม้ครบกำหนดแล้ว จนท. ก็ยังมีอำนาจออกคำสั่ง ได้ แต่หากล่าช้าจนเกินสมควรอาจต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย - บางกรณีเป็นระยะเวลาที่ทำให้เกิด "คำสั่งทางปกครองโดยปริยาย" เช่น ถ้าพิจารณาไม่เสร็จภายใน ระยะเวลา ถือว่าอนุญาต + กำหนดเวลาแล้วเสร็จของงานที่แต่ละหน่วยงานกำหนดขึ้นเอง ตาม พ.ร.ฏ.หลักเกณฑ์และวิธีการบริหาร กิจการบ้านเมืองที่ดีฯ การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง + คำสั่งทางปกครองที่ไม่อาจ )และไม่ต้อง( อุทธรณ์ - กฎหมายเฉพาะบัญญัติ ห้ามมิให้อุทธรณ์หรือมีวัตถุประสงค์มิให้อุทธรณ์ - คำสั่งทางปกครองของรัฐมนตรี คณะกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่อื่น ซึ่งไม่มีผู้บังคับบัญชา นั้นเหนือขึ้นไปซึ่งไม่มีผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไป - คำสั่งทางปกครองทั่วไป
๑๖๐ + รูปแบบคำอุทธรณ์ - ทำเป็นหนังสือ - ระบุข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมายอ้างอิงด้วย + วัตถุประสงค์ - คุ้มครองสิทธิของคู่กรณี - ส่งเสริมการตรวจสอบภายในฝ่ายปกครอง - กลั่นกรองข้อพิพาทและลดจำนวนคดีที่จะขึ้นสู่ศาล + ระบบอุทธรณ์ตามกฎหมายกลาง - อุทธรณ์บังคับ} ถ้าไม่อุทร/อุทธรณ์ไม่ถูกต้อง เสียสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง - อุทธรณ์สองชั้น}โดยผู้ทำคำสั่งและ ขนม.ชั้นเหนือขึ้นไป + ผู้มีสิทธิอุทธรณ์ > คู่กรณี/ ผู้ได้รับมอบอำนาจ + จนท.ซึ่งต้องยื่นอุทธรณ์ > จนท.ผู้ทำคำสั่ง + ระยะเวลาอุทธรณ์ - การนับระยะเวลาและขยายระยะเวลา - วัดที่อุทธรณ์มีผล : ปัญหากรณีส่งหนังสืออุทธรณ์ทางไปรษณีย์ - ผลของอุทธรณ์ที่ยื่นเกินระยะเวลา : จนท.ไม่มีอำนาจรับ คำอุทธรณ์ไว้พิจารณา แต่อาจรับไว้ในฐานะคำ ร้องเรียนเพื่อใช้อำนาจเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง )ค.ว.ป.๒๑๓/๒๕๕๐) - ถอนอุทธรณ์ได้ถ้ายังไม่มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์)ค.ว.ป.๓๑๙/๒๕๕๑) ผลของคำสั่งทางปกครอง + ระดับความผูกพันในผลของคำสั่งทางปกครอง - ผลผูกพันของคำสั่งที่ยังถูกโต้แย้งได้ > คู่กรณีต้องปฏิบัติตาม แต่อุทธรณ์และฟ้องคดีต่อศาลได้ - ผลบังคับผูกพันของคำสั่งที่เด็ดขาดเป็นที่สุดแล้ว > ขอให้พิจารณาใหม่ได้ และ จนท.ยังเพิกถอนได้ ระยะเวลายื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ ภายใน ๙๐ วันนับแต่คู่กรณีได้รู้ถึงเหตุแห่งการขอให้ พิจารณาใหม่ และขยายระยะเวลาได้)ม.๖๖) หากมีพฤติการณ์ที่จำเป็นมิใช่ความผิดของคู่กรณี การขอให้พิจารณาใหม่ เหตุแห่งการพิจารณาใหม่ ๑. มีพยานหลักฐานใหม่ทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ ๒. คู่กรณีไม่ได้เข้ามาในกระบวนการพิจารณา/ไม่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณา ๓. จนท.ไม่มีอำนาจทำคำสั่งในเรื่องนั้น (๑-๓ คู่กรณีต้องไม่ทราบเหตุในการพิจารณาครั้งก่อน( 4.ข้อเท็จจริง/ข้อกฎหมายเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อคู่กรณี ผลของคำสั่งทางปกครอง
๑๖๑ +ระยะความผูกพันในผลของคำสั่งทางปกครอง - ผลผูกพันของคำสั่งที่ยังถูกโต้แย้งได้ >คู่กรณีต้องปฏิบัติตาม แต่อุทธรณ์และฟ้องคดีต่อศาลได้ - ผลบังคับผูกพันของคำสั่งที่เด็ดขาดเป็นที่สุดแล้ว > ขอให้พิจารณาใหม่ได้ และ จนท.ยังเพิกถอนได้ ระยะเวลายื่นคำขอพิจารณาใหม่ ภายใน ๙๐ วันนับแต่คู่กรณีได้รู้ถึงเหตุแห่งการขอให้พิจารณาใหม่ และ ขยายระยะเวลาได้ )ม.๖๖) หากมีพฤติการณ์ที่จำเป็นมิใช่ความผิดของคู่กรณี + การสิ้นผลของคำสั่งทางปกครอง - โดยเงื่อนเวลา โดยการเพิก โดยเหตุอื่นๆ
๑๖๒ สรุปสาระสำคัญรายวิชา วิชา การเบิกจ่ายเงินของ อปท. ตามระเบียบกระทรวง มท.ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงินและการตรวจเงินของ อปท. พ.ศ.๒๕๖๖ และที่แก้ไขเพิ่มเติม และกฎหมายการเงินที่เกี่ยวข้องพร้อมกรณีศึกษาข้อทักท้วงของ หน่วยตรวจสอบ บรรยายโดย อาจารย์ธิศวรรณ กรรณรงค์ ตำแหน่ง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ วงจรการบริหารการคลัง ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๖ ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๖ เป็นต้นไป - ยกเลิก ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บ รักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉ 2) พ.ศ. 2548 (ฉ 3) พ.ศ. 2558 (ฉ 4) พ.ศ. 2561
๑๖๓ ภาพรวมการรับเงิน การเบิกจ่าย การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินของ อปท. การรับเงิน
๑๖๔ สาระสำคัญในใบเสร็จรับเงิน ( ข้อ ๑๔ ) (1) ตราเครื่องหมายและชื่อ อปท. (2) เล่มที่และเลขที่ของใบเสร็จ (3) ที่ทำการ/หรือสำนักงานที่ออกใบเสร็จฯ (4) วัน เดือน ปี ที่รับเงิน (5) ชื่อและสกุลของบุคคลหรือนิติบุคคลผู้ชำระเงิน (6) รายการแสดงการรับเงิน (7) จำนวนเงินที่รับชำระ (ตัวเลขและตัวอักษร) (8) ข้อความระบุว่าได้มีการรับเงินแล้ว (9) ลายมือชื่อพร้อมชื่อในวงเล็บและตำแหน่งผู้รับเงินกำกับอย่างน้อยหนึ่งคน - ตัวอย่าง - การเก็บรักษาเงิน สถานที่เก็บรักษาเงิน ข้อ 22 ให้ อปท. เก็บรักษาเงินที่จัดเก็บหรือได้รับไว้ในตู้นิรภัยซึ่งตั้งอยู่ในที่ปลอดภัยของ อปท. ฯลฯ หากมีจำนวนเงินสดที่เก็บรักษาไว้ในตู้นิรภัยตามวรรคหนึ่ง ให้นำฝากธนาคารทั้งจำนวนในวัน ทำการถัดไปกรณี ทต. หรือ อบต. หรือหน่วยงานย่อยของ อบจ. ที่มีพื้นที่ห่างไกล การคมนาคมไม่สะดวก ไม่ สามารถนำฝากธนาคารได้เป็นประจำทุกวันให้เก็บรักษาเงินสดไว้ในตู้นิรภัยได้ และให้นำเงินสดดังกล่าว ฝาก ธนาคารในวันทำการสุดท้ายของสัปดาห์ ฯลฯ
๑๖๕ คณะกรรมการเก็บรักษาเงิน ข้อ 24 - ให้ผู้บริหารท้องถิ่นแต่งตั้งคณะกรรมการเก็บรักษาเงินไว้ ณ สำนักงานอย่างน้อย 3 คน (หัวหน้าหน่วยงานคลัง และกรรมการเก็บรักษาเงินอื่นอีกอย่างน้อย 2 คน) - กรณี อปท. มีพนักงานส่วนท้องถิ่นไม่ครบจำนวนที่จะแต่งตั้งเป็นกรรมการ ให้แต่งตั้ง ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น เป็นกรรมการให้ครบจำนวนก็ได้ - การแต่งตั้งกรรมการเก็บรักษาเงินของหน่วยงานที่มีงบประมาณเฉพาะการหรือหน่วยงาน ย่อยผู้บริหารท้องถิ่นอาจแต่งตั้งหัวหน้าหน่วยงานนั้น และพนักงานส่วนท้องถิ่นอีก 1 คน เป็นกรรมการเก็บ รักษาเงิน การเก็บรักษาเงิน ข้อ 29 - ให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการนำเงินที่ได้รับฝากธนาคารทั้งจำนวน หากนำฝากธนาคารไม่ทัน ให้ นำเงินที่จะเก็บรักษา และรายงานสถานะการเงินประจำวัน ส่งมอบต่อคณะกรรมการเก็บรักษาเงิน - ในกรณีมีเหตุขัดข้อง/มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องจ่ายเงินเป็นเงินสด ให้เก็บไว้ ณ สำนักงาน ได้ไม่เกิน 10,000 บาท การถอนเงิน ข้อ 39 การถอนเงินฝากธนาคารของ อปท. ให้ ปท. แจ้งเงื่อนไขการสั่งจ่ายต่อธนาคาร โดยให้ผู้มี อำนาจลงนามสั่งจ่ายเงินร่วมกันอย่างน้อย 3 คน ประกอบด้วย 1. "ผู้บริหารท้องถิ่น" และ "ปลัด อปท." ลงนามสั่งจ่ายด้วยทุกครั้ง 2. ให้ "ผู้บริหารท้องถิ่น" มอบหมายให้ "ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น" หรือ "ผู้ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำ กว่าหัวหน้าหน่วยงาน" อีก 1 คน เป็นผู้ลงนามร่วม 3. กรณีที่ไม่มีผู้บริหารท้องถิ่น ให้ "ปลัด อปท." มอบหมาย"ผู้ดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าหัวหน้า หน่วยงาน" เพิ่มอีก 1 คน เป็นผู้มีอำนาจลงลายมีชื่อ ถอนเงินฝากร่วมกัน และเมื่อมีผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหาร ท้องถิ่นแล้ว ให้การมอบหมายดังกล่าวเป็นอันสิ้นสุดลง 4. การถอนเงินฝากของหน่วยงานที่มีงบประมาณเฉพาะการ หรือหน่วยงานย่อย ผู้บริหาร ท้องถิ่นอาจแต่งตั้งหัวหน้าหน่วยงานนั้น และพนักงานส่วนท้องถิ่นอีก 1 คน เป็นผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อร่วมกัน ถอนเงินฝากของหน่วยงานนั้น การเบิกเงิน
๑๖๖ การกันเงิน ข้อ 59 กรณีก่อหนี้ผูกพันแล้ว กรณีที่ อปท. ได้กันเงินค่าครุภัณฑ์ ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ตามวรรคหนึ่งไว้แล้ว หากใน ภายหลังมีการบอกเลิกสัญญา ให้ อปท. ดำ เนินการจัดหาผู้ขายหรือผู้รับจ้างรายใหม่ โดยนำ เงินที่เหลือเป็น ส่วนหนึ่งของการจัดหาผู้ขายหรือผู้รับจ้างรายใหม่ เพื่อดำ เนินงานในส่วนที่เหลือได้
๑๖๗ ข้อ 61 กรณียังมิได้ก่อหนี้ผูกพัน ในกรณีที่มีรายจ่ายค่าครุภัณฑ์ ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ยังมิได้ก่อหนี้ผูกพัน แต่มีความจำ เป็น ต้องใช้จ่ายเงินนั้นต่อไปอีกให้ อปท. รายงานขออนุมัติกันเงินต่อสภาท้องถิ่นได้อีกไม่เกินระยะเวลา 1 ปี กรณีเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการกันเงินตามวรรคหนึ่งแล้ว หาก อปท. ยังมิได้ดำ เนินการก่อหนี้ ผูกพัน ให้ขออนุมัติขยายเวลาเบิกจ่ายเงินได้ไม่เกินอีก 1 ปีต่อสภาท้องถิ่น กรณีที่ อปท. ได้ก่อหนี้ผูกพันแล้วให้เบิกจ่ายได้ตามข้อผูกพัน หากในภายหลังมีการบอกเลิก สัญญาให้ อปท. ดำ เนินการจัดหาผู้ขาย หรือ ผู้รับจ้างรายใหม่ โดยนำ เงินที่เหลือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดหา ผู้ขาย หรือผู้รับจ้างรายใหม่ เพื่อดำ เนินงานในส่วนที่เหลือได้ เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการกันเงินตามวรรคหนึ่ง หรือขยายเวลาเบิกจ่ายเงินตามวรรคสองแล้ว หากยังไม่ได้ดำเนินการก่อหนี้ผูกพัน หรือมีเงินเหลือจ่ายจากเงินดังกล่าว ให้เงินจำนวนนั้นเป็นอันพับไป การจ่ายเงิน ข้อ ๗๒ การจ่ายเงินผ่านธนาคาร การจ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือด้วยวิธีอื่นใด ให้เป็นไปตามที่ สถ. กำหนดการจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิ นอกจากการจ่ายเงินตามวรรคหนึ่ง ให้จ่ายเป็นเช็คหรือเงินสด ตามข้อ 29 วรรคสอง กรณีจำ เป็นที่ไม่อาจจ่ายเป็นเช็คได้ ให้จัดทำ ใบถอนเงินฝากธนาคารเพื่อให้ธนาคาร ออกตั๋วแลกเงินสั่งจ่ายให้เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิ
๑๖๘ สรุปสาระสำคัญรายวิชา วิชา การพัฒนาบุคลิกภาพและการสมาคม บรรยายโดย ดร.บัณฑิต ตั้งประเสริฐ ตำแหน่ง นักวิชาการอิสระ การพัฒนาบุคลิกภาพ - บุคลากรในองค์กร เป็นหัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งของความสำเร็จหรือ ล้มเหลวขององค์กร - บุคลากรในองค์กรที่จะถือได้วา่ มีคุณภาพ นอกจากจะต้องมีทักษะประสบการณ์และความรู้ ความสามารถ ในการทำงาน ตามภาระหน้าที่แล้ว ควรต้องมีบุคลิกภาพที่เหมาะสม สอดคล้องกับงาน - “บุคลิกภาพ )Personality)”คำว่า “บุคลิกภาพ”มาจากคำละตินว่า Persona หมายถึง หน้ากาก ที่ตัว ละครในสมัยกรีกโรมันใช้สวมเวลาออกแสดง เพื่อแสดงบทบาทตามที่ถูกกำหนดมา ให้ผู้ดูเห็นได้ ในระยะไกลๆ “บุคลิกภาพ หมายรวมถึง สภาพทางกายและสภาพทางจิตหรือ ลักษณะที่สำคัญต่อการปรับตัวของแต่ละ บุคคลได้แก่รูปร่าง หน้าตา ท่าทาง ความสามารถ แรงจูงใจ และการแสดงออกทางอารมณ์ และผลที่เกิด จากประสบการณ์โดยจะปรากฎออกมาเป็นลักษณะทางพฤติกรรมให้ผู้อื่นเห็น รู้ และเข้าใจในถานการณ์ จากชีวิตของผู้นั้น” - บุคลิกภาพเน้นคุณลักษณะเฉพาะตัวของบุคคล จะมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน และปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ทั้งในองค์กรและนอกองค์กร และยังเป็นภาพลักษณ์ที่สำคัญ ขององค์กรด้วย - บุคลิกภาพ เป็นเรื่องที่เรียนรู้ ฝึกฝน และพัฒนาได้ แม้บางลักษณะอาจจะต้องใช้เวลา และพัฒนาได้ - “บุคลิกภาพ” )personality)เป็นลักษณะเฉพาะของบุคคลที่บ่งบอกความแตกต่างระหว่างบุคคล - บุคลิกภาพ คือตัวบุคคลโดยส่วนรวมทั้งลักษณะทางกาย ซึ่งสังเกตได้ง่าย อันได้แก่รูปร่างหน้าตา กิริยาท่าทาง น้ำเสียง คำพูด ความสามารถทางสมอง ความสำคัญของบุคลิกภาพ - บุคลิกภาพมีอิทธิพลตอประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ทำให้บุคคลมีความอดทน ต่อสู้ บากบั่น ใช้ความสามารถ ลงทุนลงแรง สนใจใฝ่รู้ในทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนา งานให้เจริญก้าวหน้า - บุคลิกภาพกำหนดทิศทางการดําเนินงาน บุคลิกภาพทางด้านความคิดริเริ่ม ด้านกล้าได้กล้าเสีย และด้านความระมัดระวังรอบคอบ มีผลต่อทิศ ทางการดำเนินงาน ถ้าบุคคลมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สูง - บุคลิกภาพมีผลตอความนาเชื่อถือ บุคลิกภาพบางด้าน มีส่วนช่วยสร้างเสริมความน่าเชื่อถือ
๑๖๙ การพิจารณาบุคลิกภาพของคน ๑. ลักษณะทางกาย ได้แก่ รูปร่าง ความสูง น้ำหนัก ความปกติของอวัยวะ สีผม ผิวพรรณ หน้าตา ท่วงที ท่าทาง การแต่งกาย )ตามกาลเทศะ( ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ย่อมเป็นเครื่องแสดงให้ทราบถึงประสิทธิภาพของบุคคลทางกายซึ่ง ผู้พบเห็นจะประเมินเราเมื่อเจอกันในเวลา ๑-๕ วินาทีแรก ๒. คุณลักษณะทางจิตใจ เช่น สติปัญญา ความจำ จินตนาการ ความถนัด เจตคติความสนใจ ความตั้งใจ การตัดสินใจ ความคิดด้วยเหตุผล ฯลฯ เหล่านี้เกี่ยวกับสมองทั้งสิ้น ๓. อุปนิสัย หมายถึง ลักษณะโดยรวมของนิสัยหลายๆ อย่าง ของบุคคลที่แสดงออกเป็นพฤติกรรม เป็นระยะ ที่ยาวนานพอสมควร จนกลายเป็นความประพฤติหรือความมีศีลธรรม จรรยา มารยาท และคุณธรรม ๔. อารมณ ได้แก่ ความรู้สึกแห่งจิตทที่ก่อให้เกิดการกระทำต่างๆ เช่น ชื่นชอบ ตื่นเต้น โกรธ กล้าหาญ หวาดกลัว ตกใจง่าย ร่าเริง หดหู่ หงุดหงิด กังวล ฯลฯ ๕. การสมาคม คือ กิริยา ท่าที อาการที่บุคคลแสดงต่อผู้อื่น เช่น ชอบคบค้าสมาคม หรือเก็บตัว เมตตาปราณีเห็น อกเห็นใจผู้อื่น หรือไม่แยแสเอาใจใส่กับผู้ใด บุคลิกภาพที่พึงประสงค์ในการทำงาน - ช่างสังเกต ช่างคิด ช่างสืบค้น ช่างแสวงหาคำตอบในปัญหาทุกสิ่งทุกอย่าง บุคคลที่ประสบความสำเร็จ มักเป็น คนประเภทที่บอกตนเองอยู่เสมอว่า ไม่มีสิ่งใดที่เขาไม่รู้ ไม่มีปัญหาใดที่ตอบไม่ได้ ไม่มีงานใดที่ทำไม่ได้ ไม่มีสิ่งใด ที่จะเอาชนะไม่ได้ ฯลฯ ลักษณะดังกล่าวส่งผลให้บุคคลมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ทั้งทางด้านความคิดและ การกระทำ - ไม่อยูนิ่งเฉยกับที่ แต่หนักแน่น คือ ชอบการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงให้ได้อะไรแปลกใหม่อยู่เสมอ แต่จะยังไม่เปลี่ยนหากยัง ขาดข้อมูลที่เด่นชัดว่า เปลี่ยนแล้วจะต้องไปเผชิญอะไรข้างหน้า - มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค ถ้าองค์กรใดมีบุคคลที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ หาวิธีการแปลกใหม่ก็จะทำให้งานก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว - แสดงออกได้โดยเหมาะสมตามกาลเทศะอันควร ผู้บริหารแสดงตนได้เหมาะสมทั้งการแต่งกาย การเข้าสมาคม ท่าทางการเดิน การพูด อิริยาบถต่างๆ ตลอดจนความสามารถในการควบคุมอารมณ์ และการแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม
๑๗๐ - มีความสามารถในการปรับตัวให้เขากับภาวะแวดลอมได้ดี วางตัวและปฏิบัติงานให้ผสมกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมทั้งบุคคล เวลา สถานที่ และสถานการณ์ ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การพัฒนาบุคลิกภาพในการทำงาน ๑. การพัฒนาบุคลิกภาพทางกาย ควรใช้เครื่องแต่งกายที่สะอาดเรียบร้อย ใช้ให้เหมาะสมกับรูปร่าง ของตนไม่ฟู่ฟ่านำสมัยจนเกินไป บุคลิกภาพทางกายเป็นสิ่งที่ทำให้คนประทับใจครั้งแรก “สำเนียงส่อภาษา กิริยาส่อสกุล” ๒. การพัฒนาบุคลิกภาพทางสติปญญา ความรู้สึกนึกคิด เจตคติ และความสนใจ ผู้ทำงานโดยทั่วไป ไม่จำเป็นจะต้องฉลาดเฉลียวมีไหวพริบสูงเสมอไป ๓. การพัฒนาบุคลิกภาพทางอารมณ การสังเกต คิดหาเหตุผล ไม่ฉุนเฉียว ไม่ก้าวร้าวหยาบคาย ๔. การพัฒนาบุคลิกภาพทางสังคมกิริยาท่าทาง น้ำเสียง ภาษาพูด การแต่งกาย และการวางตน เป็นปัจจัยเบื้องต้นที่จูงใจ ให้บุคคลอื่นๆ อยากคบหาสมาคมด้วย หลักการพัฒนาบุคลิกภาพตามแนวของยอรช วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา ๑. การกระทำทุกอย่างในหมู่คณะ ควรที่จะทำโดยแสดงให้เห็นว่าเราเคารพผู้ที่ร่วมงาน ๒. อย่าหลับในเมื่อคนอื่นๆ กำลังพูดอยู่ อย่านั่งเมื่อผู้อื่นยืน อย่าพูดในเมื่อควรจะนิ่ง อย่าเดิน ในเมื่อ คนอื่น ๆ หยุดเดิน ๓. ทำสีหน้าให้ชื่นบาน แต่ในนกรณีที่มีเรื่องร้ายแรงพึงทำสีหน้าให้เคร่งขรึมบ้าง ๔. อย่าโต้เถียงกับผู้ที่อยู่เหนือกว่า แต่พึงเสนอข้อวินิจฉัยของตนแก่ผู้นั้น อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน ๕. เมื่อผู้ใดพยายามทำงานจนสุดความสามารถแล้ว แม้จะไม่ได้รับผลสำเร็จเป็นอย่างดี ก็ไม่ควรจะตำหนิติเตียน เขา ๖. อย่าใช้ถอยคำรุนแรงติเตียนหรือด่าผู้หนึ่งผู้ใด ๗. อย่าผลีผลามเชื่อข่าวลือที่ก่อความกระทบกระเทือนให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใด ๘. อย่ารับทำในสิ่งที่ตนไม่สามารถทำได้ แต่เมื่อสัญญาแล้วก็ต้องทำตามสัญญานั้น ประโยชนของการมีบุคลิกภาพที่ดี ๑. มีความสามารถในการรับรู้และเข้าใจในสภาพความเป็นจริงได้อย่างถูกต้อง ๒. การแสดงอารมณ์จะอยู่ในลักษณะและขอบเขตที่เหมาะสม ๓. มีความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น และสังคมได้ดี ๔. มีความสามารถในการทำงานที่อำนวยประโยชน์ต่อผู้อื่น และสังคมได้ ๕. มีความรักและความผูกพันต่อผู้อื่น
๑๗๑ ๖. มีความสามารถในการพัฒนาตนเอง และการพัฒนาทางการแสดงออกของตนต่อผู้อื่นได้ดีขึ้น บุคลิกภาพที่ดี หมายถึง บุคลิกภาพที่น่าประทับใจเริ่มต้น บุคลิกภาพภายนอกที่ตองพัฒนา ๑. รูปรงหนาตา - แต่งหน้า ๒. การแต่งกาย - เป็นตัวเองและมีสไตล์ที่เหมาะสม - วาระและสถานที่ )ตามกาลเทศะ( สะอาด สุภาพ และสวยงาม ๓. การปรากฏตัว - ดูดี เหมาะสมกับกาลเทศะ ๔. กิริยาทาทาง - แสดงความเป็นมิตร ๕. การสบสายตา ๖. การใชน้ำเสียง - น่าฟัง เป็นธรรมชาติ ๗. การใชถ้อยคําภาษา - คำเหมาะสมกับบุคคลกาลเทศะ ๘. ศิลปะการพูด - รอยยิ้มที่จริงใจ พูดไปยิ้มไป การสมาคม การสมาคม คือ การรวมกลุ่มของคนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน พบปะพูดคุย โดยมี วัตถุประสงค์หรือเป้าหมายเดียวกันของคน กลุ่มคน ตามโอกาส และสถานที่ที่กำหนดไว้อย่างเดียวกัน เช่น การเล่นกีฬา การประชุมการเข้าชมรมต่าง ๆ เป็นต้น มารยาทและการสมาคม มารยาทและการสมาคม คือ สิ่งที่แสดงออกให้ผู้อื่นเห็นได้ง่ายที่สุด ซึ่งทำให้ผู้พบเห็นสามารถประเมิน ได้ว่าตนงามหรือไม่งามโดยแท้ ซึ่งแม้ในปัจจุบันมีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนใลยี การพบปะพูดคุยผ่าน สื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่ออินเตอร์เน็ต ทำให้ยิ่งควรระมัดระวังมากขึ้น เพราะไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กันเหมือนสังคม ยุคก่อน
๑๗๒ จึงสรุปได้ว่ามารยาทและการสมาคมมีความสำคัญที่ควรศึกษาหาความรู้ดังนี้ ๑) มีมารยาททำให้สามารถครองใจคนได้ กิริยาสุภาพ พูดจาถูกกาลเทศะก็เป็นที่นิยมรักใคร่ของบุคคล ทั่วไป ๒) มารยาทและการสมาคมทำให้มีระเบียบแบบแผน ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และอยู่ร่วมกันในสังคมได้ดี ๓) ผู้ที่มีกิริยามารยาทดีสามารถถ่ายทอด อบรมสู่บุตรหลานเป็นการถ่ายทอดวัฒนธรรมอีกรูปแบบหนึ่ง ๔) มารยาทและการสมาคมทำให้ส่งเสริมและสามารถพัฒนาบุคลิกภาพให้งดงามมีความน่าเลื่อมใสได้ ๕) มารยาทและการสมาคมเป็นตัวบ่งชี้ให้ทราบพื้นฐานของชาติตระกูล การอบรม การศึกษา และอาชีพ
๑๗๓ สรุปสาระสำคัญรายวิชา วิชา การควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยง บรรยายโดย นางสาวกรุณาพร พรกัญจนเอก ตำแหน่ง นักวิชาการคลังชำนาญการ กองตรวจสอบระบบการเงินการบัญชีท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ ม. ๗๙ ให้หน่วยงานของรัฐจัดให้มีการ ตรวจสอบภายในการควบคุมภายใน และการบริหารจัดการความเสี่ยงโดยให้ถือปฏิบัติตามมาตรฐานและ หลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนด หลักเกณฑ์กระทรวงการคลังว่าด้วยมาตรฐานและหลักเกณฑ์ปฏิบัติการควบคุมภายในสำหรับหน่วยงาน ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ • หลักเกณฑ์นี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันที่กระทรวงการคลังประกาศเป็นต้นไป )มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๖๑( และให้ใช้หลักเกณฑ์นี้ในการประเมินผลการ ควบคุมภายในสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๖๑ เป็นต้นไป • ให้หน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ ถือปฏิบัติ ตามมาตรฐานและหลักเกณฑ์ปฏิบัติการควบคุมภายในสำหรับหน่วยงานของ รัฐที่แนบท้ายหลักเกณฑ์ฉบับนี้ • กรณีหน่วยงานของรัฐ มีเจตนาหรือปล่อยปละละเลยในการปฏิบัติตามมาตรฐาน หรือ หลักเกณฑ์ปฏิบัติการควบคุมภายในสำหรับหน่วยงานของรัฐที่กระทรวงการคลังกำหนด โดยไม่มีเหตุอันควร ให้กระทรวงการคลังพิจารณาความเหมาะสมในการเสนอความเห็น เกี่ยวกับพฤติการณ์ของหน่วยงานของรัฐดังกล่าว ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจ และหน้าที่ต่อไป “หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า )๑( ส่วนราชการ )๒( รัฐวิสาหกิจ )๓( หน่วยงานของรัฐสภา ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ และ องค์กรอัยการ )๔( องค์การมหาชน
๑๗๔ )๕( ทุนหมุนเวียนที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล )๖( องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น )๗( หน่วยงานอื่นของรัฐตามที่กฎหมายกำหนด มาตรฐานการควบคุมภายในสำหรับหน่วยงานของรัฐ Internal Control Standard for Government Agency ๑. การควบคุมภายในเป็นกลไกที่จะทำให้หน่วยงานของรัฐบรรลุวัตถุประสงค์การควบคุมภายใน ด้านใดด้าน หนึ่ง หรือหลายด้าน ได้แก่ ด้านการดำเนินงาน ด้านการรายงาน และด้านการปฏิบัติตาม กฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ ๒. การควบคุมภายในเป็นส่วนประกอบที่แทรกอยู่ในการปฏิบัติงานตามปกติของหน่วยงานของรัฐ การ ควบคุมภายในเป็นสิ่งที่ต้องกระทำอย่างเป็นขั้นตอนและต่อเนื่อง มิใช่เป็นผลสุดท้ายของการกระทำ ๓. การควบคุมภายในเกิดขึ้นได้โดยบุคลากรของหน่วยงานของรัฐ โดยผู้กำกับดูแล ฝ่ายบริหาร ผู้ปฏิบัติงาน และผู้ตรวจสอบภายใน เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการทำให้มีการควบคุมภายในเกิดขึ้น ซึ่งไม่ใช่ เพียงการกำหนด นโยบาย ระบบงาน คู่มือการปฏิบัติงานและแบบฟอร์มดำเนินงานเท่านั้น หากแต่ต้องมี การปฏิบัติ ๔. การควบคุมภายในสามารถให้ความเชื่อมั่นอย่างสมเหตุสมผลว่าจะบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดของ หน่วยงานของรัฐ อย่างไรก็ตาม การควบคุมภายในที่กำหนดก็อาจจะไม่สามารถให้ความมั่นใจ แก่ผู้กำกับดูแล และฝ่ายบริหาร ว่าการดำเนินงานจะบรรลุตามวัตถุประสงค์อย่างสมบูรณ์ ๕. การควบคุมภายในควรกำหนดให้เหมาะสมกับโครงสร้างองค์กรและภารกิจของหน่วยงานของรัฐ หมายถึง ควรกำหนดให้เหมาะสมกับลักษณะ ขนาด และ ความซับซ้อนของงาน และมีการติดตามประเมินผล การ ปรับปรุงการควบคุมภายในให้เพียงพอและเหมาะสม รวมทั้งมีการปฏิบัติตามอย่างต่อเนื่อง “การควบคุมภายใน” หมายความว่า กระบวนการปฏิบัติงานที่ผู้กำกับดูแล หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ ฝ่าย บริหาร และบุคลากรของหน่วยงานของรัฐจัดให้มีขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจอย่างสมเหตุสมผลว่า การดำเนินงานของหน่วยงานของรัฐจะบรรลุวัตถุประสงค์ด้านการดำเนินงาน ด้านการรายงาน และด้านการ ปฏิบัติ ตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ “ความเสี่ยง” หมายความว่า ความเป็นไปได้ที่เหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งอาจเกิดขึ้น และเป็น อุปสรรคต่อการ บรรลุวัตถุประสงค์ “ผู้กำกับดูแล” หมายความว่า บุคคล หรือคณะบุคคล ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการกำกับดูแล หรือ บังคับบัญชา ของหน่วยงานของรัฐ “หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า ผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานของรัฐ “ฝ่ายบริหาร” หมายความว่า ผู้บริหารทุกระดับของหน่วยงานของรัฐ “ผู้ตรวจสอบภายใน” หมายความว่า ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจสอบภายในของหน่วยงาน หรือดำรง
๑๗๕ ตำแหน่งอื่นที่ทำหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ตรวจสอบภายในของหน่วยงานของรัฐ วัตถุประสงค์ของการตรวจสอบภายใน ๑. วัตถุประสงค์ด้านการด าเนินงาน )Operations Objectives) เป็นวัตถุประสงค์เกี่ยวกับความมี ประสิทธิผลและประสิทธิภาพของการดำเนินงานรวมถึงการบรรลุเป้าหมายด้านการดำเนินงาน ด้านการเงิน ตลอดจนการใช้ทรัพยากร การดูแลรักษาทรัพย์สิน การป้องกันหรือลดความผิดพลาด ของหน่วยงานของรัฐ ตลอดจนความเสียหาย การรั่วไหล การสิ้นเปลือง หรือการทุจริตในหน่วยงานของรัฐ ๒. วัตถุประสงค์ด้านการรายงาน )Reporting Objectives) เป็นวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการรายงาน ทาง การเงินและไม่ใช่การเงิน ที่ใช้ภายในและภายนอกหน่วยงานของรัฐ รวมถึงการรายงานที่เชื่อถือได้ ทันเวลา โปร่งใส หรือข้อกำหนดอื่นของทางราชการ ๓. วัตถุประสงค์ด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับ )Compliance Objectives) เป็นวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับหรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับ การดำเนินงาน รวมทั้งข้อกำหนดอื่นของทางราชการ องค์ประกอบของมาตรฐานของการควบคุมภายใน ๑. สภาพแวดล้อมการควบคุม )Control Environment) ๒. การประเมินความเสี่ยง )Risk Assessment) ๓. กิจกรรมการควบคุม )Control Activities) ๔. สารสนเทศและการสื่อสาร )Information and Communication) ๕. กิจกรรมการติดตามผล )Monitoring Activities) สภาพแวดล้อมการควบคุม สภาพแวดล้อมการควบคุมประกอบด้วย ๕ หลักการ ดังนี้ )๑( หน่วยงานของรัฐแสดงให้เห็นถึงการยึดมั่นในคุณค่าของความซื่อตรงและจริยธรรม )๒( ผู้กำกับดูแลของหน่วยงานของรัฐ แสดงให้เห็นถึงความเป็นอิสระจากฝ่ายบริหารและมีหน้าที่กำกับดูแลให้มี การพัฒนาหรือปรับปรุงการควบคุมภายใน รวมถึงการดำเนินการเกี่ยวกับการควบคุมภายใน )๓( หัวหน้าหน่วยงานของรัฐจัดให้มีโครงสร้างองค์กร สายการบังคับบัญชา อำนาจหน้าที่ และความ รับผิดชอบ ที่เหมาะสมในการบรรลุวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของ ผู้กำกับ ดูแล )๔( หน่วยงานของรัฐแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างแรงจูงใจ พัฒนาและรักษาบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐ
๑๗๖ )๕( หน่วยงานของรัฐกำหนดให้บุคลากรมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อผลการปฏิบัติงานตามระบบ การ ควบคุมภายใน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐ การประเมินความเสี่ยง การประเมินความเสี่ยงประกอบด้วย ๔ หลักการ ดังนี้ (๖( หน่วยงานของรัฐระบุวัตถุประสงค์การควบคุมภายในของการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ของ องค์กรไว้อย่างชัดเจนและเพียงพอที่จะสามารถระบุและประเมินความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับ วัตถุประสงค์ (๗( หน่วยงานของรัฐระบุความเสี่ยงที่มีผลต่อการบรรลุวัตถุประสงค์การควบคุมภายใน อย่างครอบคลุมทั้ง หน่วยงานของรัฐ และวิเคราะห์ความเสี่ยงเพื่อกำหนดวิธีการจัดการความเสี่ยงนั้น (๘( หน่วยงานของรัฐพิจารณาโอกาสที่อาจเกิดการทุจริต เพื่อประกอบการประเมินความเสี่ยง ที่ส่งผลต่อการ บรรลุวัตถุประสงค์ (๙( หน่วยงานของรัฐระบุและประเมินการเปลี่ยนแปลงที่อาจมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อระบบ การควบคุม ภายใน กิจกรรมการควบคุม กิจกรรมการควบคุมประกอบด้วย ๓ หลักการ ดังนี้ (๑๐( หน่วยงานของรัฐระบุและพัฒนากิจกรรมการควบคุม เพื่อลดความเสี่ยงในการบรรลุ วัตถุประสงค์ให้อยู่ใน ระดับที่ยอมรับได้ (๑๑( หน่วยงานของรัฐระบุและพัฒนากิจกรรมการควบคุมทั่วไปด้านเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุน การบรรลุ วัตถุประสงค์ (๑๒( หน่วยงานของรัฐจัดให้มีกิจกรรมการควบคุม โดยกำหนดไว้ในนโยบาย ประกอบด้วยผลสำเร็จ ที่ คาดหวังและขั้นตอนการปฏิบัติงาน เพื่อนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง สารสนเทศและการสื่อสาร สารสนเทศและการสื่อสารประกอบด้วย ๓ หลักการ ดังนี้ )๑๓( หน่วยงานของรัฐจัดทำหรือจัดหาและใช้สารสนเทศที่เกี่ยวข้องและมีคุณภาพ เพื่อสนับสนุน ให้มีการ ปฏิบัติตามการควบคุมภายในที่กำหนด )๑๔( หน่วยงานของรัฐมีการสื่อสารภายในเกี่ยวกับสารสนเทศ รวมถึงวัตถุประสงค์และ ความ รับผิดชอบ ที่มีต่อการควบคุมภายในซึ่งมีความจำเป็นในการสนับสนุนให้มีการปฏิบัติตามการควบคุมภายในที่ กำหนด )๑๕( หน่วยงานของรัฐมีการสื่อสารกับบุคคลภายนอกเกี่ยวกับเรื่องที่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติตาม การควบคุม ภายในที่กำหนด กิจกรรมการติดตามผล กิจกรรมการติดตามผลประกอบด้วย ๒ หลักการ ดังนี้
๑๗๗ )๑๖( หน่วยงานของรัฐระบุ พัฒนา และดำเนินการประเมินผลระหว่างการปฏิบัติงาน และหรือการประเมินผล เป็นรายครั้งตามที่กำหนด เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าได้มีการปฏิบัติตามองค์ประกอบของการควบคุมภายใน )๑๗( หน่วยงานของรัฐประเมินผลและสื่อสารข้อบกพร่อง หรือจุดอ่อนของการควบคุมภายในอย่างทันเวลา ต่อ ฝ่ายบริหารและผู้กำกับดูแล เพื่อให้ผู้รับผิดชอบสามารถสั่งการแก้ไขได้อย่างเหมาะสม หลักเกณฑ์ปฏิบัติการควบคุมภายในสำหรับหน่วยงานรัฐ ข้อ ๑ “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการประเมินผล การควบคุม ภายในของหน่วยงานของรัฐ ข้อ ๒ ให้หน่วยงานของรัฐจัดวางระบบการควบคุมภายใน โดยใช้มาตรฐานการควบคุมภายใน สำหรับหน่วยงาน ของรัฐที่กระทรวงการคลังกำหนดเป็นแนวทางในการจัดวางระบบการควบคุมภายในให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ ของการควบคุมภายในทั้งนี้ ให้หน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นใหม่ หรือที่ได้ปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ จัดวางระบบ การควบคุมภายในตามวรรคหนึ่ง ให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ปี นับแต่วันที่จัดตั้งขึ้นใหม่ หรือที่ได้ปรับโครงสร้าง องค์กรใหม่ โดยให้มีการรายงานตามข้อ ๖ และข้อ ๗ ข้อ ๓ ให้หน่วยงานของรัฐจัดให้มีการประเมินผลการควบคุมภายในตามที่หน่วยงานของรัฐกำหนดไว้ อย่างน้อย ปีละหนึ่งครั้ง โดยให้มีการรายงานตามข้อ ๘ และข้อ ๙ ข้อ ๔ ให้ฝ่ายบริหารเป็นผู้รับผิดชอบในการกำกับดูแลให้มีการนำมาตรฐานการควบคุมภายใน สำหรับ หน่วยงานของรัฐที่กระทรวงการคลังกำหนด ใช้เป็นแนวทางในการจัดวางระบบการควบคุมภายใน และ ประเมินผลการควบคุมภายในของหน่วยงานของรัฐ ข้อ ๕ ให้หน่วยงานของรัฐจัดให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งโดยมีหน้าที่ ดังนี้ )๑( อำนวยการในการประเมินผลการควบคุมภายใน )๒( กำหนดแนวทางการประเมินผลการควบคุมภายในในภาพรวมของหน่วยงานของรัฐ )๓( รวบรวม พิจารณากลั่นกรอง และสรุปผลการประเมินการควบคุมภายในในภาพรวมของหน่วยงานของรัฐ )๔( ประสานงานการประเมินผลการควบคุมภายในกับหน่วยงานในสังกัดที่เกี่ยวข้อง )๕( จัดทำรายงานการประเมินผลการควบคุมภายในระดับหน่วยงานของรัฐ ทั้งนี้ องค์ประกอบและคุณสมบัติของคณะกรรมการ ให้เป็นไปตามที่หน่วยงานของรัฐกำหนด ข้อ ๖ รายงานการจัดวางระบบการควบคุมภายในระดับหน่วยงานของรัฐ ประกอบด้วย )๑( การรับรองการจัดวางระบบการควบคุมภายในของหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ )๒( รายงานการจัดวางระบบการควบคุมภายใน โดยอย่างน้อยต้องแสดงข้อมูล ดังนี้ )๒.๑( ภารกิจตามกฎหมายที่จัดตั้งหน่วยงานของรัฐ หรือภารกิจตามแผนการ ดำเนินงาน ที่สำคัญของหน่วยงานของรัฐ )๒.๒( วัตถุประสงค์การดำเนินงานตามข้อ ๖ )๒.๑(
๑๗๘ )๒.๓( ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมการควบคุมของหน่วยงานของรัฐ )๒.๔( ความเสี่ยงที่สำคัญที่มีผลกระทบต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ของการควบคุม ภายใน )๒.๕( กิจกรรมการควบคุมที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงตามข้อ ๖ )๒.๔( )๒.๖( ผู้รับผิดชอบในกิจกรรมการควบคุมตามข้อ ๖ )๒.๕( ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวให้เป็นไปตามแบบรายงานที่แนบท้ายหลักเกณฑ์ปฏิบัตินี้ โดยหน่วยงานของรัฐสามารถ กำหนดแบบรายงานเพิ่มเติมได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม ข้อ ๗ ให้หน่วยงานของรัฐจัดส่งรายงานการจัดวางระบบการควบคุมภายในระดับหน่วยงานของรัฐ ตามข้อ ๖ ให้ผู้กำกับดูแลภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่จัดวางระบบการควบคุมภายในแล้วเสร็จ ข้อ ๘ ให้คณะกรรมการจัดทำรายงานการประเมินผลการควบคุมภายในระดับหน่วยงานของรัฐ ประกอบด้วย )๑( การรับรองว่าการควบคุมภายในของหน่วยงานของรัฐเป็นไปตามมาตรฐานและ หลักเกณฑ์ปฏิบัติที่กระทรวงการคลังกำหนด (๒( การประเมินองค์ประกอบของการควบคุมภายใน ประกอบด้วย สภาพแวดล้อม การควบคุม การประเมินความเสี่ยง กิจกรรมการควบคุม สารสนเทศและการสื่อสาร กิจกรรมการติดตามผล (๓( การประเมินผลการควบคุมภายในของภารกิจตามกฎหมายที่จัดตั้งหน่วยงานของรัฐ หรือ ภารกิจตามแผนการดำเนินงานที่สำคัญของหน่วยงานของรัฐ (๔( ความเห็นของผู้ตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการสอบทานการควบคุมภายในของ หน่วยงานของรัฐ ข้อ ๙ ให้คณะกรรมการของหน่วยงานของรัฐตามข้อ )๑( เสนอรายงานการประเมินผลการควบคุม ภายใน ระดับหน่วยงานของรัฐตามข้อ ๘ ต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณาลงนาม และจัดส่งให้ผู้กำกับ ดูแล และกระทรวงเจ้าสังกัด ภายใน ๙๐ วันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณหรือสิ้นปีปฏิทิน แล้วแต่กรณี ให้คณะกรรมการของหน่วยงานของรัฐตามข้อ )๖( กรณีองค์การบริหารส่วนตำบล และเทศบาลตำบล เสนอ รายงานการประเมินผลการควบคุมภายในระดับหน่วยงานของรัฐตามข้อ ๘ ต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเพื่อ พิจารณาลงนาม และจัดส่งให้นายอำเภอ เพื่อให้คณะกรรมการที่นายอำเภอจัดให้มีขึ้น ดำเนินการรวบรวมและ สรุปรายงานการประเมินผลการควบคุมภายในดังกล่าวมาจัดทำรายงานการประเมินผลการควบคุมภายในของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับอำเภอ และส่งให้สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัด ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ ให้คณะกรรมการของหน่วยงานของรัฐตามข้อ )๖( กรณีเทศบาลเมือง เทศบาลนคร และองค์การบริหารส่วน จังหวัด เสนอรายงานการประเมินผลการควบคุมภายในระดับหน่วยงานของรัฐ ตามข้อ ๘ ต่อหัวหน้า หน่วยงานของรัฐเพื่อพิจารณาลงนาม และจัดส่งให้ส านักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัด ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ
๑๗๙ ให้คณะกรรมการของหน่วยงานของรัฐตามข้อ )๖( กรณีเมืองพัทยาและกรุงเทพมหานคร เสนอรายงานการ ประเมินผลการควบคุมภายในระดับหน่วยงานของรัฐตามข้อ ๘ ต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ เพื่อพิจารณาลง นาม และให้จัดส่งรายงานต่อกระทรวงการคลังโดยตรง ภายใน ๙๐ วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ ข้อ ๑๐ ให้กระทรวงเจ้าสังกัดดำเนินการรวบรวมและสรุปรายงานการประเมินผลการควบคุมภายใน ที่ได้รับ ตามข้อ ๙ วรรคหนึ่ง มาจัดทำรายงานการประเมินผลการควบคุมภายในระดับกระทรวง และส่งให้ กระทรวงการคลังภายใน ๑๕๐ วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณหรือสิ้นปีปฏิทินแล้วแต่กรณี ให้สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดรวบรวมและสรุปรายงานการประเมินผลการควบคุมภายในของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับตามข้อ ๙ วรรคสาม และวรรคสี่ มาจัดทำรายงาน การ ประเมินผลการควบคุมภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด แล้วเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ภายใน ๑๕๐ วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ และสำเนาให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นด้วย ให้คณะกรรมการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดให้มีขึ้น ดำเนินการรวบรวมและสรุปรายงานการประเมินผลการ ควบคุมภายในที่ได้รับตามวรรคสาม และข้อ ๙ วรรคสอง มาจัดทำรายงานการประเมินผลการควบคุมภายใน ภาพรวมจังหวัด แล้วเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อพิจารณาลงนาม และส่งให้กระทรวงการคลัง ภายใน ๑๘๐ วัน นับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ ข้อ ๑๑ ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ ผู้กำกับดูแล กระทรวงเจ้าสังกัด ใช้ข้อมูลรายงานการประเมินผล การ ควบคุมภายใน เพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุนให้หน่วยงานของรัฐสามารถขับเคลื่อนการปฏิบัติงานให้บรรลุตาม วัตถุประสงค์ที่กำหนด ข้อ ๑๒ กรมบัญชีกลางเป็นผู้กำหนดคู่มือหรือแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการควบคุมภายในให้หน่วยงาน ของรัฐ ถือ ปฏิบัติ ข้อ ๑๓ ในกรณีกระทรวงการคลังขอให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการชี้แจง และหรือให้ข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับ ระบบการควบคุมภายใน ให้หน่วยงานของรัฐดังกล่าวต้องชี้แจง และหรือให้ข้อมูลเพิ่มเติม ภายในระยะเวลาที่ กระทรวงการคลังกำหนด ข้อ ๑๔ กรณีหน่วยงานของรัฐไม่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ปฏิบัติการควบคุมภายในสำหรับหน่วยงานของ รัฐที่กระทรวงการคลังกำหนดได้ ให้ขอทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง แบบรายงานการจัดวางระบบการควบคุมภายใน ๑. หนังสือรับรองการจัดวางระบบการควบคุมภายใน (แบบ วค. ๑) เป็นแบบหนังสือรับรองการจัดวางระบบการควบคุมภายใน สำหรับหน่วยงานของรัฐ ที่จัดตั้ง ขึ้นใหม่ หรือปรับโครงสร้างใหม่ ๒. รายงานการจัดวางระบบการควบคุมภายใน (แบบ วค. ๒)
๑๘๐ เป็นแบบรายงานการจัดวางระบบการควบคุมภายใน สำหรับหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นใหม่ หรือปรับ โครงสร้างใหม่ เพื่อระบุภารกิจ/กิจกรรม/งาน สภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง ความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบ ต่อการ บรรลุวัตถุประสงค์ กิจกรรมการควบคุมเพื่อป้องกันความเสี่ยง และหน่วยงานที่รับผิดชอบ แบบรายงานการประเมินผลการควบคุมภายใน ๑. หนังสือรับรองการประเมินผลการควบคุมภายใน (ระดับหน่วยงานของรัฐ) (แบบ ปค. ๑) เป็นแบบหนังสือรับรองการประเมินผลการควบคุมภายในสำหรับหน่วยงานของรัฐ ตามหลักเกณฑ์ปฏิบัติฯ ข้อ ๙ และข้อ ๑๐ วรรคสาม ๒. หนังสือรับรองการประเมินผลการควบคุมภายใน (กรณีกระทรวงเจ้าสังกัดส่งรายงาน ต่อ กระทรวงการคลัง หรือจังหวัดส่งรายงานในภาพรวมจังหวัดต่อกระทรวงการคลัง) (แบบ ปค. ๒) เป็นแบบหนังสือรับรองการประเมินผลการควบคุมภายในสำหรับกระทรวงเจ้าสังกัด หรือสำหรับจังหวัดใน ภาพรวมจังหวัด แล้วแต่กรณี เพื่อส่งกระทรวงการคลัง ตามหลักเกณฑ์ปฏิบัติฯ ข้อ ๑๐ วรรคหนึ่ง และวรรคสี่ ๓. หนังสือรับรองการประเมินผลการควบคุมภายใน (กรณีหน่วยงานของรัฐไม่อยู่ในสังกัด กระทรวง) (แบบ ปค. ๓) เป็นแบบหนังสือรับรองการประเมินผลการควบคุมภายในสำหรับหน่วยงานของรัฐ กรณีหน่วยงาน ของรัฐไม่อยู่ ภายใต้สังกัดกระทรวง เพื่อส่งกระทรวงการคลัง ตามหลักเกณฑ์ปฏิบัติฯ ข้อ ๑๐ วรรคสอง ๔. รายงานการประเมินองค์ประกอบของการควบคุมภายใน (แบบ ปค. ๔) เป็นแบบรายงานการประเมินองค์ประกอบของการควบคุมภายในสำหรับหน่วยงานของรัฐ ๕. รายงานการประเมินผลการควบคุมภายใน (แบบ ปค. ๕) เป็นแบบรายงานการประเมินผลการควบคุมภายในสำหรับหน่วยงานของรัฐ ๖. รายงานการสอบทานการประเมินผลการควบคุมภายในของผู้ตรวจสอบภายใน (แบบ ปค. ๖) เป็นแบบรายงานการสอบทานการประเมินผลการควบคุมภายในของผู้ตรวจสอบ ภายในสำหรับหน่วยงาน ของรัฐ แบบ วค. ๑ หนังสือรับรองการจัดวางระบบการควบคุมภายใน เรียน ...............)๑(..........ระบุตำแหน่งผู้กำกับดูแล/ปลัดกระทรวงเจ้าสังกัด ชื่อหน่วยงาน)๒(.................ได้จัดตั้งขึ้นใหม่ )หรือได้ปรับโครงสร้างใหม่( ตาม...........................)๓(...... เมื่อวันที่.....)๔(......เดือน.....................พ.ศ.......... และได้จัดวางระบบการควบคุมภายในแล้วเสร็จ เมื่อวันที่...)๕(....เดือน.....พ.ศ.....ตามหลักเกณฑ์ กระทรวงการคลังว่าด้วยมาตรฐานและหลักเกณฑ์ปฏิบัติการควบคุมภายในสำหรับหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความมั่นใจอย่างสมเหตุสมผลว่า ภารกิจของหน่วยงานจะบรรลุ
๑๘๑ วัตถุประสงค์ของการควบคุมภายใน ด้านการด าเนินงานที่มีประสิทธิผล ประสิทธิภาพ ด้านการรายงานที่ เกี่ยวกับการเงิน และไม่ใช่การเงิน ที่เชื่อถือได้ ทันเวลา และโปร่งใส ด้านการปฏิบัติ ตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน ภายใต้การกำกับดูแลของ .......................)๖(...................... ลายมือชื่อ ...........................)๗(...................... ตำแหน่ง ...)๘(................................................ วันที่ ...)๙(....เดือน...................พ.ศ.............. แบบ วค. ๒ ..............................(๑)................................ รายงานการจัดวางระบบการควบคุมภายใน ระยะเวลาตั้งแต่ .................(๒)................. ถึง ................................. (๓( ภารกิจตามกฎหมายที่จัดตั้ง หน่วยงานของรัฐ หรือภารกิจตามแผนการ ดำเนินงาน หรือภารกิจอื่นๆ ที่สำคัญของ หน่วยงานของรัฐ /วัตถุประสงค์ (๔( สภาพแวดล้อม การควบคุม (๕( ความเสี่ยง ที่สำคัญ )๖( กิจกรรมการ ควบคุมที่ สำคัญ (๗( หน่วยงาน ที่รับผิดชอบ ลายมือชื่อ .....................)๘(....................... ตำแหน่ง ...............)๙(................................ วันที่ .....)๑๐(......เดือน..........พ.ศ...............
๑๘๒ แบบ ปค. ๑ หนังสือรับรองการประเมินผลการควบคุมภายใน (ระดับหน่วยงานของรัฐ) เรียน ......................)๑(......................... ...................(๒(...................ได้ประเมินผลการควบคุมภายในของหน่วยงานสำหรับปีสิ้นสุดวันที่....)๓(.... เดือน ..............พ.ศ............ ด้วยวิธีการที่หน่วยงานกำหนดซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์กระทรวงการคลังว่าด้วยมาตรฐาน และหลักเกณฑ์ปฏิบัติ การควบคุมภายในสำหรับหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความ มั่นใจอย่างสมเหตุสมผลว่า ภารกิจของหน่วยงานจะบรรลุวัตถุประสงค์ของการควบคุมภายในด้านการ ดำเนินงานที่มีประสิทธิผล ประสิทธิภาพ ด้านการรายงานที่เกี่ยวกับการเงิน และไม่ใช่การเงินที่เชื่อถือได้ ทันเวลา และโปร่งใส รวมทั้งด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน จากผลการประเมินดังกล่าว ..............)๔(.............. เห็นว่า การควบคุม ภายในของหน่วยงานมีความ เพียงพอ ปฏิบัติตามอย่างต่อเนื่อง และเป็นไปตามหลักเกณฑ์กระทรวงการคลัง ว่าด้วยมาตรฐานและ หลักเกณฑ์ปฏิบัติการควบคุมภายในสำหรับหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ ภายใต้ การกำกับดูแลของ .....................)๕(........................ ลายมือชื่อ .......)๖(.................................................. ตำแหน่ง ..........)๗(.................................................. วันที่ ......)๘(........เดือน......................พ.ศ............... กรณีมีความเสี่ยงสำคัญ และกำหนดจะดำเนินการปรับปรุงการควบคุมภายในสำหรับความเสี่ยง ดังกล่าวในปีงบประมาณ / ปีปฏิทินถัดไป ให้อธิบายเพิ่มเติมในวรรคสาม ดังนี้ อย่างไรก็ดี มีความเสี่ยงและได้กำหนดปรับปรุงการควบคุมภายใน ในปีงบประมาณหรือปีปฏิทินถัดไป สรุปได้ ดังนี้ ๑. ความเสี่ยงที่มีอยู่ที่ต้องกำหนดปรับปรุงการควบคุมภายใน )๙( ๑.๑............................................................................................. ๑.๒............................................................................................. ๒. การปรับปรุงการควบคุมภายใน )๑๐( ๒.๑............................................................................................. ๒.๒.............................................................................................
๑๘๓ แบบ ปค. ๒ หนังสือรับรองการประเมินผลการควบคุมภายใน (กรณีกระทรวงเจ้าสังกัดจัดส่งรายงานต่อกระทรวงการคลัง หรือจังหวัดส่งรายงานในภาพรวมจังหวัดต่อกระทรวงการคลัง) เรียน ปลัดกระทรวงการคลัง ....................(๑(...................ได้ประเมินผลการควบคุมภายในของหน่วยงานของรัฐในสังกัด )หรือในภาพรวมของจังหวัด( สำหรับปีสิ้นสุดวันที่....(๒(.... เดือน..............พ.ศ............ ด้วยวิธีการที่หน่วยงาน กำหนด ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานการควบคุมภายในสำหรับหน่วยงานของรัฐ และหลักเกณฑ์กระทรวงการคลัง ว่าด้วยการควบคุมภายในสำหรับหน่วยงานของรัฐโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ความมั่นใจอย่างสมเหตุสมผลว่า ภารกิจของหน่วยงานจะบรรลุวัตถุประสงค์ของการควบคุมภายในด้านการดำเนินงานที่มีประสิทธิผล ประสิทธิภาพ ด้านการรายงานที่เกี่ยวกับการเงิน และไม่ใช่การเงินที่เชื่อถือได้ทันเวลาและโปร่งใส รวมทั้งด้าน การปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน จากผลการประเมินดังกล่าว ...............)๓(................เห็นว่า การควบคุมภายในของหน่วยงานของรัฐใน สังกัด )หรือในภาพรวมของจังหวัด( มีความเพียงพอ ปฏิบัติตามอย่างต่อเนื่อง และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ กระทรวงการคลังว่าด้วยมาตรฐานและหลักเกณฑ์ปฏิบัติการควบคุมภายในสำหรับหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ ลายมือชื่อ ........)๔(.............................................. ตำแหน่ง .....)๕(.................................................... วันที่ ....)๖(......เดือน......................พ.ศ................. กรณีมีความเสี่ยงสำคัญ และกำหนดจะดำเนินการปรับปรุงการควบคุมภายในสำหรับความเสี่ยง ดังกล่าวในปีงบประมาณหรือปีปฏิทินถัดไป ให้อธิบายเพิ่มเติมในวรรคสาม ดังนี้ อย่างไรก็ดี มีความเสี่ยงและได้กำหนดปรับปรุงการควบคุมภายใน ในปีงบประมาณหรือปีปฏิทินถัดไป สรุปได้ ดังนี้ ๑. ความเสี่ยงที่มีอยู่ที่ต้องกำหนดปรับปรุงการควบคุมภายใน )๗( ๑.๑............................................................................................. ๑.๒............................................................................................. ๒. การปรับปรุงการควบคุมภายใน )๘( ๒.๑............................................................................................. ๒.๒.............................................................................................
๑๘๔ แบบ ปค. ๓ หนังสือรับรองการประเมินผลการควบคุมภายใน (กรณีหน่วยงานของรัฐไม่อยู่ในสังกัดกระทรวง) เรียน ปลัดกระทรวงการคลัง ....................(๑(...................ได้ประเมินผลการควบคุมภายในของหน่วยงานสำหรับปีสิ้นสุดวันที่...)๒(.... เดือน ..............พ.ศ............ ด้วยวิธีการที่หน่วยงานกำหนดซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์กระทรวงการคลังว่าด้วยมาตรฐาน และหลักเกณฑ์ปฏิบัติ การควบคุม ภายในสำหรับหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความ มั่นใจอย่างสมเหตุสมผลว่า ภารกิจของ หน่วยงานจะบรรลุวัตถุประสงค์ของการควบคุมภายในด้านการ ดำเนินงานที่มีประสิทธิผล ประสิทธิภาพ ด้านการรายงานที่เกี่ยวกับการเงิน และไม่ใช่การเงินที่เชื่อถือได้ ทันเวลา และโปร่งใสรวมทั้งด้านการปฏิบัติ ตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน จากผลการประเมินดังกล่าว ...............)๓(.......................... เห็นว่าการควบคุมภายในของหน่วยงาน มีความ เพียงพอ ปฏิบัติตามอย่างต่อเนื่อง และเป็นไปตามหลักเกณฑ์กระทรวงการคลังว่าด้วยมาตรฐาน และ หลักเกณฑ์ปฏิบัติการควบคุมภายในสำหรับหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ ลายมือชื่อ ......................)๔(................................. ตำแหน่ง ................)๕(......................................... วันที่ ....)๖(......เดือน......................พ.ศ................. กรณีมีความเสี่ยงสำคัญ และกำหนดจะดำเนินการปรับปรุงการควบคุมภายในสำหรับความเสี่ยง ดังกล่าวในปีงบประมาณหรือปีปฏิทินถัดไป ให้อธิบายเพิ่มเติมในวรรคสาม ดังนี้ อย่างไรก็ดี มีความเสี่ยงและได้กำหนดปรับปรุงการควบคุมภายใน ในปีงบประมาณหรือปีปฏิทินถัดไป สรุปได้ ดังนี้ ๑. ความเสี่ยงที่มีอยู่ที่กำหนดปรับปรุงการควบคุมภายใน )๗( ๑.๑............................................................................................. ๑.๒............................................................................................. ๒. การปรับปรุงการควบคุมภายใน )๘( ๒.๑............................................................................................. ๒.๒.............................................................................................
๑๘๕ แบบ ปค. ๔ .......................(๑)......................... รายงานการประเมินองค์ประกอบของการควบคุมภายใน สำหรับระยะเวลาดำเนินงานสิ้นสุด...................(๒)..................... (๓( องค์ประกอบของการควบคุมภายใน (๔( ผลการประเมิน / ข้อสรุป ๑. สภาพแวดล้อมการควบคุม............... ๒. การประเมินความเสี่ยง..................... ๓. กิจกรรมการควบคุม......................... ๔. สารสนเทศและการสื่อสาร................ ๕. กิจกรรมการติดตามผล...................... ผลการประเมินโดยรวม )๕( ............................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................................................................. ลายมือชื่อ ........................)๖(............................ ตำแหน่ง ..........................)๗(............................ วันที่ .....)๘(......เดือน......................พ.ศ............. แบบ ปค. ๕ .....................(๑)....................... รายงานการประเมินผลการควบคุมภายใน สำหรับระยะเวลาดำเนินงานสิ้นสุด..................(๒).................. )๓( ภารกิจตามกฎหมายที่ จัดตั้งหน่วยงานของรัฐ หรือภารกิจตามแผนการ ดำเนินการ หรือภารกิจอื่นๆ ที่สำคัญของหน่วยงาน ของรัฐ /วัตถุประสงค์ (๔( ความเสี่ยง (๕( การ ควบคุม ภายใน ที่มีอยู่ (๖( การ ประเมินผล การควบคุม ภายใน (๗( ความ เสี่ยง ที่ยังมีอยู่ (๘( การ ปรับปรุง การ ควบคุม ภายใน (๙( หน่วยงาน ที่ รับผิดชอบ/ กำหนด ลายมือชื่อ ........................)๑๐(............................ ตำแหน่ง ..........................)๑๑(............................ วันที่ .....)๑๒(......เดือน......................พ.ศ............
๑๘๖ แบบ ปค. ๖ รายงานผลการสอบทานการควบคุมภายในของผู้ตรวจสอบภายใน เรียน ..................)๑(................... ผู้ตรวจสอบภายในของ................)๒(................ได้สอบทานการประเมินผลการควบคุมภายในของหน่วยงาน สำหรับปีสิ้นสุดวันที่...)๓(...เดือน.............พ.ศ....... ด้วยวิธีการสอบทานตามหลักเกณฑ์กระทรวงการคลังว่าด้วย มาตรฐานและหลักเกณฑ์ปฏิบัติการควบคุมภายในสำหรับหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ โดยมี วัตถุประสงค์เพื่อให้ความมั่นใจอย่างสมเหตุสมผลว่า ภารกิจของ หน่วยงานจะบรรลุวัตถุประสงค์ของการ ควบคุมภายในด้านการดำเนินงานที่มีประสิทธิผล ประสิทธิภาพ ด้านการรายงานที่เกี่ยวกับการเงิน และไม่ใช่ การเงินที่เชื่อถือได้ ทันเวลา และโปร่งใส รวมทั้งด้านการปฏิบัติ ตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่ เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน จากผลการสอบทานดังกล่าว ผู้ตรวจสอบภายในเห็นว่า การควบคุมภายในของ....................)๔(................... มี ความเพียงพอ ปฏิบัติตามอย่างต่อเนื่อง และเป็นไปตาม หลักเกณฑ์กระทรวงการคลังว่าด้วยมาตรฐานและ หลักเกณฑ์ปฏิบัติการควบคุมภายในส าหรับหน่วยงาน ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ ลายมือชื่อ ...........................)๕(........................................ ตำแหน่ง ..............)๖(........................................................ วันที่ ...)๗(....เดือน......................พ.ศ................................ กรณีได้สอบทานการประเมินผลการควบคุมภายในแล้ว มีข้อตรวจพบหรือข้อสังเกตเกี่ยวกับความเสี่ยง และ การควบคุมภายในหรือการปรับปรุงการควบคุมภายในสำหรับความเสี่ยงดังกล่าว ให้รายงานข้อตรวจพบหรือ ข้อสังเกตดังกล่าวในวรรคสาม ดังนี้ อย่างไรก็ดี มีข้อตรวจพบและหรือข้อสังเกตเกี่ยวกับความเสี่ยง การควบคุมภายในและหรือการปรับปรุงการ ควบคุมภายใน สรุปได้ดังนี้ ๑. ความเสี่ยง )๘( ๑.๑............................................................................................. ๑.๒............................................................................................. ๒. ควบคุมภายในและหรือการปรับปรุงการควบคุมภายใน )๙( ๒.๑............................................................................................. ๒.๒.............................................................................................
๑๘๗ อปท. ต้องดำเนินการในสาระสำคัญ ๕ ข้อ ๑. อปท.ปรับปรุงคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการ ประเมินผลการควบคุมภายใน ๒. ผู้บริหารแจ้งให้ทุกสำนัก/กอง ประเมินผลการควบคุมภายใน ๓. สำนัก/กอง ปรับปรุงคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการ ประเมินผลการควบคุมภายใน ๔. สำนัก/กอง จัดทำคำสั่งแบ่งงานภายใน สำนัก/กองให้ชัดเจน ๕. ให้ อปท. ประเมินผลการควบคุมภายใน ตามหลักเกณฑ์ฯ ข้อ ๘ ตามแบบฟอร์ม ที่ระเบียบฯ กำหนด การจัดทำรายงานการประเมินผลการควบคุมภายใน (แบบใหม่) ระดับงานส่วนย่อย ๑. แบบ ปค. ๔ ๒. แบบ ปค. ๕ ระดับองค์กร ๑. แบบ ปค. ๑ ๒. แบบ ปค. ๔ ๓. แบบ ปค. ๕ ผู้ตรวจสอบภายใน แบบ ปค. ๖ หลักเกณฑ์กระทรวงการคลังว่าด้วยมาตรฐานและ หลักเกณฑ์ปฏิบัติการบริหารจัดการความเสี่ยง (มีผลบังคับใช้วันที่ ๑ ต.ค. ๒๕๖๒) หนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค ๐๔๐๙.๔/ว๒๓ ลงวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๖๒ เรื่อง หลักเกณฑ์กระทรวงการคลัง ว่าด้วยมาตรฐานและหลักเกณฑ์ปฏิบัติการบริหารความเสี่ยง ด้วยพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๙ บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐ จัดให้มีการตรวจสอบภายในการควบคุมภายใน และการบริหารจัดการความเสี่ยง โดยให้ถือปฏิบัติตาม มาตรฐานและหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนด กระทรวงการคลังขอเรียนว่า เพื่อให้หน่วยงานของรัฐจัดให้มีการบริหารจัดการความเสี่ยง เป็นไปตามบทบัญญัติ แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ จึงกำหนดหลักเกณฑ์กระทรวงการคลังว่าด้วย มาตรฐานและหลักเกณฑ์ปฏิบัติการบริหารจัดการความเสี่ยงสำหรับหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๒ ให้ หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติ รายละเอียดตามหลักเกณฑ์กระทรวงการคลังว่าด้วยมาตรฐาน และหลักเกณฑ์ ปฏิบัติการบริหารจัดการความเสี่ยงสำหรับหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๒
๑๘๘ หลักเกณฑ์กระทรวงการคลังว่าด้วยมาตรฐานและหลักเกณฑ์ปฏิบัติการบริหารความเสี่ยง สำหรับหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๒ โดยที่สมควรให้หน่วยงานของรัฐจัดให้มีการบริหารจัดการความเสี่ยง เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุ วัตถุประสงค์ตามยุทธศาสตร์ที่หน่วยงานของรัฐกำหนด อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗๙ แห่งพระราชบัญญัติ วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ จึงได้ กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ ดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ หลักเกณฑ์นี้เรียกว่า “หลักเกณฑ์กระทรวงการคลังว่าด้วยมาตรฐานและหลักเกณฑ์ปฏิบัติการบริหาร จัดการความเสี่ยง สำหรับหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๒” ข้อ ๒ หลักเกณฑ์นี้ให้ใช้บังคับในรอบระยะเวลาบัญชีของหน่วยงานของรัฐถัดจากปีที่กระทรวงการคลังประกาศ เป็นต้นไป ข้อ ๓ ให้หน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ ถือปฏิบัติตามมาตรฐาน และหลักเกณฑ์ปฏิบัติการบริหารจัดการความเสี่ยง สำหรับหน่วยงานของรัฐ ที่แนบท้ายหลักเกณฑ์ฉบับนี้ ข้อ ๔ กรณีหน่วยงานของรัฐ มีเจตนาหรือปล่อยปละละเลยในการปฏิบัติตามมาตรฐานและหลักเกณฑ์ ปฏิบัติการบริหารจัดการความเสี่ยงสำหรับหน่วยงานของรัฐที่กระทรวงการคลังกำหนด โดยไม่มีเหตุอันควร ให้กระทรวงการคลังพิจารณาความเหมาะสมในการเสนอความเห็นเกี่ยวกับพฤติการณ์ของหน่วยงานของรัฐ ดังกล่าว ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามอำนาจและหน้าที่ต่อไป มาตรฐานการบริหารจัดการความเสี่ยงสำหรับหน่วยงานของรัฐ ด้วยพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ หมวด ๔ การบัญชี การรายงาน และการ ตรวจสอบ มาตรา ๗๙.บัญญัติ ให้หน่วยงานของรัฐจัดให้มีการตรวจสอบภายใน การควบคุมภายใน และ การบริหารจัดการความเสี่ยง โดยให้ถือปฏิบัติตาม มาตรฐาน และหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนด ซึ่ง การบริหารจัดการความเสี่ยง เป็นกระบวนการที่ใช้ในการบริหารจัดการเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และส่งผล กระทบต่อหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐสามารถดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ รวมถึงเพิ่ม ศักยภาพ และขีดความสามารถ ให้หน่วยงานของรัฐ เพื่อให้เป็นไปตามนัยพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ ดังกล่าวข้างต้น จึงได้จัดท ำ มาตรฐานการบริหารจัดการความเสี่ยงสำหรับหน่วยงานของรัฐฉบับนี้ขึ้น โดยประยุกต์ตามแนวทาง การ บริหารจัดการความเสี่ยงของสากล และมีการปรับให้เหมาะสมกับบริบทของระบบการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นกรอบหรือแนวทางพื้นฐานในการกำหนดนโยบายการจัดทำแผน การบริหาร จัดการความเสี่ยงและการติดตามประเมินผล รวมทั้ง การรายงานผลเกี่ยวกับการบริหารจัดการความเสี่ยง อัน จะทำให้เกิดความเชื่อมั่นอย่างสมเหตุสมผลต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย และการบริหารงานของหน่วยงานของรัฐ สามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ
๑๘๙ มาตรฐานการบริหารจัดการความเสี่ยงสำหรับหน่วยงานของรัฐ ที่กำหนดต่อไปนี้ได้จัดทำขึ้น ตามแนวทางการ บริหารจัดการความเสี่ยงของสากลมากำหนดให้เหมาะสมกับบริบทของหน่วยงานของรัฐ ในประเทศ ไทย โดยถือเป็นมาตรฐานเบื้องต้นของการบริหารจัดการความเสี่ยงสำหรับหน่วยงานของรัฐ ๑. คำนิยาม “หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า )๑( ส่วนราชการ )๒( รัฐวิสาหกิจ )๓( หน่วยงานของรัฐสภา ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กร อัยการ )๔( องค์การมหาชน )๕( ทุนหมุนเวียนที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล )๖( องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น )๗( หน่วยงานอื่นของรัฐตามที่กฎหมายกำหนด “ฝ่ายบริหาร” หมายความว่า ผู้บริหารทุกระดับของหน่วยงานของรัฐ “การบริหารจัดการความเสี่ยง” หมายความว่า กระบวนการบริหารจัดการเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และส่งผล กระทบต่อหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐสามารถดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ ของ หน่วยงาน รวมถึงเพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถให้หน่วยงานของรัฐ ๒. มาตรฐาน ๒.๑ หน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีการบริหารจัดการความเสี่ยง เพื่อให้ความเชื่อมั่นอย่างสมเหตุสมผล แก่ผู้มี ส่วนได้เสียของหน่วยงาน ว่าหน่วยงานได้ดำเนินการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ๒.๒ ฝ่ายบริหารของหน่วยงานของรัฐต้องจัดให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการบริหารจัดการความเสี่ยง ภายในองค์กร อย่างน้อยประกอบด้วย การมอบหมายผู้รับผิดชอบเรื่องการบริหารจัดการความเสี่ยง การ กำหนดวัฒนธรรมของหน่วยงานของรัฐที่ส่งเสริมการบริหารจัดการความเสี่ยง รวมถึงการบริหารทรัพยากร บุคคล ๒.๓ หน่วยงานของรัฐต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม รวมถึงมี การสื่อสารการบริหารจัดการความเสี่ยงของวัตถุประสงค์ด้านต่าง ๆ ต่อบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ๒.๔ การบริหารจัดการความเสี่ยงต้องดำเนินการในทุกระดับของหน่วยงานของรัฐ ๒.๕ การบริหารจัดการความเสี่ยง อย่างน้อยต้องประกอบด้วย การระบุความเสี่ยง การประเมินความเสี่ยง และการตอบสนองความเสี่ยง ๒.๖ หน่วยงานของรัฐต้องจัดทำแผนบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างน้อยปีละครั้ง และต้องมีการสื่อสารแผน บริหารจัดการความเสี่ยงกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
๑๙๐ ๒.๗ หน่วยงานของรัฐต้องมีการติดตามประเมินผลการบริหารจัดการความเสี่ยง และทบทวนแผนการบริหาร จัดการความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ ๒.๘ หน่วยงานของรัฐต้องมีการรายงานการบริหารจัดการความเสี่ยงของหน่วยงานต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง ๒.๙ หน่วยงานของรัฐสามารถพิจารณานำเครื่องมือการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้กับ หน่วยงาน เพื่อให้การบริหารจัดการความเสี่ยงของหน่วยงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด หลักเกณฑ์ปฏิบัติการบริหารจัดการความเสี่ยงสำหรับหน่วยงานของรัฐ ด้วยพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ มาตรา ๗๙ บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐจัดให้มีการ บริหารจัดการความเสี่ยง โดยให้ถือปฏิบัติตามมาตรฐานและหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนด ดังนั้น เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. ๒๕๖๑ กระทรวงการคลังจึงได้ กำหนดหลักเกณฑ์ปฏิบัติการบริหารจัดการความเสี่ยง เพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นกรอบ แนวทางในการ บริหารจัดการความเสี่ยง โดยมีหลักเกณฑ์ ดังนี้ ข้อ ๑ ในหลักเกณฑ์นี้ “หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า )๑( ส่วนราชการ )๒( รัฐวิสาหกิจ )๓( หน่วยงานของรัฐสภา ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และ องค์กรอัยการ )๔( องค์การมหาชน )๕( ทุนหมุนเวียนที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล )๖( องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น )๗( หน่วยงานอื่นของรัฐตามที่กฎหมายก าหนด “ผู้กำกับดูแล” หมายความว่า บุคคล หรือคณะบุคคล ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการกำกับดูแล หรือบังคับบัญชา ของหน่วยงานของรัฐ “หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า ผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานของรัฐ “ฝ่ายบริหาร” หมายความว่า ผู้บริหารทุกระดับของหน่วยงานของรัฐ “ผู้รับผิดชอบ” หมายความว่า คณะบุคคลหรือหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ทาหน้าที่เกี่ยวกับการบริหาร จัดการความเสี่ยงของหน่วยงานของรัฐที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ “การบริหารจัดการความเสี่ยง” หมายความว่า กระบวนการบริหารจัดการเหตุการณ์ ที่อาจเกิดขึ้นและส่งผล กระทบต่อหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐสามารถดำเนินงานให้บรรลุ วัตถุประสงค์ของหน่วยงาน รวมถึงเพื่อเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถให้หน่วยงานของรัฐ
๑๙๑ “ความเสี่ยง” หมายความว่า ความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุ วัตถุประสงค์ของหน่วยงาน ข้อ ๒ ให้หน่วยงานของรัฐจัดให้มีการบริหารจัดการความเสี่ยง โดยใช้มาตรฐานการบริหารจัดการความเสี่ยง สำหรับหน่วยงานของรัฐ ที่กระทรวงการคลังกำหนดเป็นแนวทางในการบริหารจัดการความเสี่ยง ข้อ ๓ ให้หน่วยงานของรัฐตามข้อ ๑ )๑( และ )๓( - )7( ถือปฏิบัติตามคู่มือหรือแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการ บริหารจัดการความเสี่ยงตามที่กระทรวงการคลังกำหนดและสามารถนำคู่มือหรือแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการ บริหารจัดการความเสี่ยงอื่นมาประยุกต์ใช้กับหน่วยงาน และหน่วยงานของรัฐตามข้อ ๑ )๒( ถือปฏิบัติตาม หลักเกณฑ์หรือแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายใน และคู่มือปฏิบัติเกี่ยวกับการ บริหารความเสี่ยงและการควบคุมภายในตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจกำหนด ข้อ ๔ ให้หน่วยงานของรัฐจัดให้มีผู้รับผิดชอบ ซึ่งต้องประกอบด้วยฝ่ายบริหาร และบุคลากรที่มีความรู้ความ เข้าใจเกี่ยวกับการจัดท ายุทธศาสตร์ และการบริหารจัดการความเสี่ยงของหน่วยงานของรัฐดำเนินการเกี่ยวกับ การบริหารจัดการความเสี่ยงสำหรับหน่วยงานของรัฐ ทั้งนี้ ไม่ควรเป็นผู้ตรวจสอบภายในของหน่วยงานของรัฐ ข้อ ๕ ผู้รับผิดชอบมีหน้าที่ ดังนี้ )๑( จัดทำแผนการบริหารจัดการความเสี่ยง )๒( ติดตามประเมินผลการบริหารจัดการความเสี่ยง )๓( จัดทำรายงานผลตามแผนการบริหารจัดการความเสี่ยง )๔( พิจารณาทบทวนแผนการบริหารจัดการความเสี่ยง ข้อ ๖ ให้หน่วยงานของรัฐจัดทำแผนบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน ของรัฐ ข้อ ๗ ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ หรือ ผู้กำกับดูแล แล้วแต่กรณี กำกับดูแลฝ่ายบริหาร ผู้รับผิดชอบ และ บุคลากรที่เกี่ยวข้อง ให้มีการบริหารจัดการความเสี่ยงให้เป็นไปตามแผนการบริหารจัดการความเสี่ยงที่กำหนด ไว้ ข้อ ๘ ให้ฝ่ายบริหารและผู้รับผิดชอบต้องจัดให้มีการติดตามประเมินผลการบริหารจัดการความเสี่ยง โดย ติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่องในระหว่างการปฏิบัติงาน หรือติดตามประเมินผลเป็นรายครั้ง หรือใช้ทั้งสองวิธี ร่วมกัน กรณีพบข้อบกพร่องที่มีสาระสำคัญให้รายงานทันที ข้อ ๙ ให้ผู้รับผิดชอบของหน่วยงานของรัฐจัดทำรายงานผลการบริหารจัดการความเสี่ยง และเสนอให้หัวหน้า หน่วยงานของรัฐ หรือผู้กำกับดูแลแล้วแต่กรณี พิจารณาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ข้อ ๑๐ หัวหน้าหน่วยงานของรัฐหรือผู้กำกับดูแลแล้วแต่กรณี สามารถกำหนดนโยบาย วิธีการ และระยะเวลา การรายงานการบริหารจัดการความเสี่ยง ข้อ ๑๑ กรณีกรมบัญชีกลางขอให้หน่วยงานของรัฐ ตามข้อ ๑ )๑( และ )๓( - )๗( และส านักงาน คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจขอให้หน่วยงานของรัฐ ตามข้อ ๑ )๒( จัดส่งรายงานแผนการบริหารจัดการ
๑๙๒ ความเสี่ยง ตามข้อ ๖ และรายงานผลการบริหารจัดการความเสี่ยง ตามข้อ ๙ หรือข้อมูลอื่น ๆ เพิ่มเติม เกี่ยวกับกระบวนการบริหาร จัดการความเสี่ยง ให้หน่วยงานของรัฐดังกล่าวดำเนินการตามรูปแบบ วิธีการ และ ระยะเวลาที่กรมบัญชีกลาง หรือสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจกำหนด ข้อ ๑๒ กรณีหน่วยงานของรัฐไม่สามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ปฏิบัติการบริหารจัดการความเสี่ยง สำหรับ หน่วยงานของรัฐได้ให้ขอทำความตกลงกับกระทรวงการคลัง ข้อ ๑๓ หน่วยงานของรัฐที่ได้ดำเนินการหรืออยู่ระหว่างการบริหารจัดการความเสี่ยงให้ดำเนินการต่อไปจนกว่า จะแล้วเสร็จ และให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงฉบับนี้ ในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป สำหรับหน่วยงานของรัฐที่ยังไม่ได้ดำเนินการบริหารจัดการความเสี่ยงให้ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ การบริหาร จัดการความเสี่ยงฉบับนี้ในรอบระยะเวลาบัญชีถัดไป แนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงสำหรับหน่วยงานรัฐ เรื่อง หลักการบริหารจัดการความเสี่ยงระดับองค์กร หลักการบริหารจัดการความเสี่ยงระดับองค์กร แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ประกอบด้วย ๑. กรอบการบริหารจัดการความเสี่ยง เป็นพื้นฐานของการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี เพื่อให้การ บริหารจัดการความเสี่ยงเป็นเครื่องมือช่วยหน่วยงานในการกำหนดแผนระดับองค์กร )Strategic Plans) และ การกำหนดวัตถุประสงค์เป็นไปอย่างมีประสิทธิผล รวมถึงการตัดสินใจของผู้บริหารอยู่บนฐานข้อมูลสารสนเทศ ที่สมบูรณ์ ส่งผลให้หน่วยงาน ของรัฐสามารถดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์หลักขององค์กร และเพื่อเพิ่ม ศักยภาพและขีดความสามารถของหน่วยงาน ๒. กระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยง เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง)RoutineProcesses) ของการบริหารจัดการความเสี่ยง ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของกรอบการบริหารจัดการ ความเสี่ยงของหน่วยงาน กรอบบริหารจัดการความเสี่ยง ประกอบด้วย หลักการ ๘ ประการ ดังนี้ ๑. การบริหารจัดการความเสี่ยงต้องดำเนินการแบบบูรณาการทั่วทั้งองค์กร ๑.๑ การบริหารจัดการความเสี่ยงต้องมีการบริหารจัดการในภาพรวมมากกว่าแยกเดี่ยว เนื่องจากความเสี่ยง ของกิจกรรมหนึ่งอาจมีผลกระทบต่อความเสี่ยงของกิจกรรมอื่น ๆ ๑.๒ การบริหารความเสี่ยงควรผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานขององค์กร รวมถึงกระบวนการ จัดทำแผนกลยุทธ์และกระบวนการประเมินผล ๑.๓ การบริหารจัดการความเสี่ยงต้องช่วยสนับสนุนกระบวนการดัดสินใจในทุกระดับขององค์กร
๑๙๓ ๒. ความมุ่งมั่นของผู้กำกับดูแล หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ และผู้บริหารระดับสูง หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ และผู้บริหารระดับสูง ซึ่งมีหน้าที่ในการกำกับฝ่ายบริหารให้มีการบริหารจัดการ ตามหลักธรรมาภิบาล ผู้กำกับดูแลซึ่งมีหน้าที่ดังกล่าวจะมีหน้าที่ในการกำกับการบริหารจัดการความเสี่ยงด้วย สำหรับหัวหน้าหน่วยงานของรัฐและผู้บริหารระดับสูง มีหน้าที่ความรับผิดชอบในการบริหารจัดการความเสี่ยง ๓. การสร้างและรักษาบุคลากรและวัฒนธรรมที่ดีขององค์กร การขับเคลื่อนหน่วยงานของรัฐต้องอาศัยบุคลากรที่มีศักยภาพ การบริหารทรัพยากรบุคคลเริ่มตั้งแต่ การ สรรหา การพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถ การส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ โดยบุคลากรถือว่าเป็นสินทรัพย์หลักขององค์กรที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ การสร้างพฤติกรรมที่ดี )Desired behaviors) ในการส่งเสริมการบริหารจัดการความเสี่ยงผ่านวัฒนธรรมที่ดี ขององค์กรเป็นสิ่งสำคัญ การสร้างวัฒนธรรมที่สนับสนุนการบริการจัดการความเสี่ยง ประกอบด้วย ๑. การสื่อสารและการตระหนักถึงนโยบายการบริหารจัดการความเสี่ยงของหน่วยงาน ๒. การสร้างความตระหนักถึงหน้าที่ต่อองค์กรในการแจ้งข้อมูลผิดปกติ ๓. การสร้างพฤติกรรมการแบ่งปันข้อมูลภายในองค์กร ๔. การสร้างพฤติกรรมการตัดสินใจตามนโยบายการบริหารจัดการความเสี่ยง ๕. การสร้างพฤติกรรมการตระหนักถึงความเสี่ยง และโอกาส ๔. การมอบหมายหน้าที่ความรับผิดชอบด้านการบริหารจัดการความเสี่ยง หน่วยงานควรมีการกำหนดอำนาจ หน้าที่ ความรับผิดชอบในเรื่องของการบริหารจัดการความเสี่ยง อย่าง ชัดเจนและเหมาะสม ประกอบด้วย เจ้าของความเสี่ยง )Risk Owners) ซึ่งรับผิดชอบในการติดตามการรายงาน หรือการส่งสัญญาณความเสี่ยง ผู้รับผิดชอบในการตัดสินใจในกรณีที่ความเสี่ยงเกิดขึ้นในระดับที่กำหนดไว้ และ ผู้ที่มีหน้าที่ในการควบคุมกำกับติดตามให้มีการบริหารจัดการความเสี่ยงตามแผนการบริหารจัดการความเสี่ยง ๕. การตระหนักถึงผู้มีส่วนได้เสีย การบริหารจัดการความเสี่ยงนอกจากจะคำนึงถึงวัตถุประสงค์ขององค์กรเป็นหลักแล้ว ผู้บริหารต้องคำนึงถึง ผู้มีส่วนได้เสียในการบริหารจัดการความเสี่ยงด้วย โดยเฉพาะความคาดหวังของผู้รับบริการหรือความคาดหวัง ของประชาชนที่มีต่อองค์กร รวมถึงผลกระทบที่มีต่อสังคม เศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อม ๖. การกำหนดยุทธศาสตร์/กลยุทธ์ วัตถุประสงค์ และการตัดสินใจ การบริหารจัดการความเสี่ยงเป็นเครื่องมือช่วยผู้บริหารในการกำหนดยุทธศาสตร์/กลยุทธ์ขององค์กร เพื่อให้หน่วยงานมั่นใจว่ายุทธศาสตร์/กลยุทธ์ขององค์กรสอดคล้องกับพันธกิจตามกฎหมายและหน้าที่ความ รับผิดชอบของหน่วยงาน ยุทธศาสตร์/กลยุทธ์ อาจหมายรวมถึงแผนปฏิบัติราชการ ระยะยาว แผนปฏิบัติ ราชการระยะปานกลาง หรือแผนปฏิบัติราชการประจำปีของหน่วยงาน ๗. การใช้ข้อมูลสารสนเทศ