The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by social study, 2021-10-18 09:20:14

ปรัชญาการศึกษาและการพัฒนาหลักสูตร

ผศ.อนุสรณ์ นางทะราช

31

๓. กำรออกแบบหลกั สูตร
๔. รปู แบบกำรประเมินผล
๕. ระเบยี บกำรประเมนิ ผล
ไทเลอร์ อำ้ งถงึ ใน ชมุ ศักด์ิ อินทรร์ กั ษ,์ เสนอข้อคดิ เห็นไว้ ๔ ประกำรในกำรจัดทำหลักสตู ร
ดังน้ี
๑. ควำมมุ่งหมำยทำงกำรศึกษำที่สถำบนั ต้องกำรใหบ้ รรลมุ อี ะไรบำ้ ง
๒. เพื่อใหบ้ รรลคุ วำมมงุ่ หมำย จะตอ้ งจัดประสบกำรณ์อะไรบำ้ ง
๓. ประสบกำรณท์ ก่ี ำหนดไวส้ ำมำรถจดั ใหม้ ปี ระสิทธภิ ำพไดอ้ ยำ่ งไร
๔. ทรำบไดอ้ ย่ำงไรวำ่ บรรลคุ วำมประสงค์แลว้
ทำบำ อำ้ งถงึ ในชุมศกั ด์ิ อนิ ทร์รักษไ์ ดก้ ล่ำวถงึ ส่วนประกอบของหลกั สตู รไว้ว่ำ ต้อง
ประกอบดว้ ย
๑. จุดมุ่งหมำยทั่วไปและจุดมงุ่ หมำยเฉพำะ
๒. เนื้อหำสำระและประสบกำรณเ์ รียนรู้
๓. กำรประเมนิ ผล
โบแชมป์ (Beauchamp, ชมุ ศักด์ิ อินทรร์ ักษ์ ไดก้ ำหนดองคป์ ระกอบของหลักสูตร
ไว้ ๔ ประกำร
๑. เนอ้ื หำ
๒. จุดมุ่งหมำย
๓. กำรนำหลกั สูตรไปใช้
๔. กำรประเมินผล
สมุ ิตร คุณำนกุ ร ไดใ้ หค้ วำมเห็นว่ำ องค์ประกอบของหลักสตู รมีอยู่ ๔ องคป์ ระกอบ ดังนี้
๑. ควำมมงุ่ หมำย (Objectives)
๒. เนอื้ หำ (Content)
๓. กำรนำหลักสตู รไปใช้ (Curriculum Implementation)
๔. กำรประเมินผล(Evaluation) จำกทนี่ กั วิชำกำรได้ใหท้ ศั นะองค์ประกอบของ
หลักสูตร สรปุ ได้ว่ำ องค์ประกอบของหลกั สตู ร ประกอบดว้ ย จดุ มงุ่ หมำย เนือ้ หำสำระ กำร
นำไปใช้ และกำรประเมนิ ผล

๔. ความสาคญั และประโยชนข์ องหลักสูตร

ในอดตี สถำนศกึ ษำเปน็ ผู้รบั ผดิ ชอบในกำรจดั กิจกรรมกำรเรียนกำรสอนใหบ้ รรลจุ ดุ หมำยตำม
หลักสูตรกลำงที่กระทรวงศกึ ษำธกิ ำรได้กำหนดไวเ้ ท่ำนนั้ ปัจจบุ นั แนวควำมคิดดังกลำ่ วเปล่ยี นไป มี
กำรกระจำยอำนำจและมอบหมำยใหส้ ถำนศึกษำมอี ำนำจตัดสินใจในกิจกรรมตำ่ งๆ มำกขนึ้ จงึ มีผูน้ ำ
แนวควำมคิดน้บี รรจไุ ว้ในพระรำชบัญญัติกำรศึกษำแหง่ ชำติ พ.ศ. ๒๕๔๒ เพื่อใหบ้ งั เกิดผลในกำร
ปฏบิ ตั ิ ดังข้อควำมในวรรคสอง มำตรำ ๒๗ ทีว่ ่ำ ใหส้ ถำนศกึ ษำขัน้ พ้ืนฐำนมหี นำ้ ทีจ่ ัดทำสำระของ
หลกั สูตรตำมวัตถุประสงคใ์ นวรรคหนง่ึ ในสว่ นท่ีเกีย่ วกับสภำพปญั หำในชมุ ชนและสังคม ภูมิปญั ญำ

32

ทอ้ งถิ่น คุณลักษณะอนั พึงประสงคเ์ พอ่ื เป็นสมำชิกทดี่ ีของครอบครวั ชมุ ชน สงั คม และ
ประเทศชำติ (สำนกั งำนปฏิรูปกำรศกึ ษำ)5

จำกข้อควำมตำมวรรคนแ้ี สดงว่ำ สถำนศึกษำทีจ่ ัดกำรศกึ ษำขน้ั พืน้ ฐำน จะต้องจดั ทำสำระใน
รำยละเอียดตำมกรอบของหลกั สตู รแกนกลำงและจดั ทำหลกั สตู รอืน่ บำงสว่ นเพิ่มเติม เพือ่ สนองควำม
ตอ้ งกำรของผเู้ รียนและควำมต้องกำรของท้องถ่ินน้นั ๆ ดงั นั้นบทบำทของสถำนศึกษำโดยเฉพำะ
ผบู้ ริหำรและคณะครจู ะตอ้ งรบั ผิดชอบงำนทำงดำ้ นกำรจดั ทำรำยละเอยี ดของหลักสตู รในทุกเน้อื หำ
สำระเพิ่มเติม ทัง้ นเ้ี พื่อใหห้ ลกั สูตรตอบสนองตอ่ ควำมต้องกำรของชมุ ชนและท้องถิน่ ใหม้ ำกทีส่ ดุ
ประกอบกับสถำนศกึ ษำมบี ุคลำกรที่มีควำมพรอ้ มท่ีจะกำหนด รำยละเอยี ดสำระของหลกั สตู รเพิม่ เตมิ
ได้เอง

ในกำรพัฒนำหลกั สูตรระดบั สถำนศึกษำนน้ั นอกจำกเปน็ บทบำทของบคุ ลำกรของ
สถำนศกึ ษำโดยตรงแลว้ สถำนศกึ ษำอำจเชิญนักวิชำกำรจำกมหำวทิ ยำลยั ผเู้ ช่ยี วชำญจำกหนว่ ยงำน
ต่ำง ๆ มำช่วยจัดทำหลกั สูตรให้แกส่ ถำนศกึ ษำได้ ได้กล่ำววำ่ ผ้ทู ่จี ะจัดทำหลกั สูตรใหแ้ กโ่ รงเรยี นมำ
จำกหลำยแหลง่ จำกบคุ ลำกรในโรงเรียน ครู ผูบ้ ริหำรโรงเรยี น ผู้ปกครองนกั เรียน ผเู้ ช่ยี วชำญจำก
สถำบนั อดุ มศกึ ษำ กลมุ่ บุคคลจำกอุตสำหกรรมและชมุ ชน เจำ้ หนำ้ ที่ของรฐั บำลจนถึงนกั กำรเมอื ง
กำรทบี่ คุ คลของสถำนศึกษำมสี ว่ นรว่ มในกำรพัฒนำหลักสูตร โดยเฉพำะผู้บรหิ ำรและครผู ู้สอน จะช่วย
ใหผ้ เู้ กย่ี วข้องดงั กล่ำวเขำ้ ถงึ และเข้ำใจควำมสำคญั ทิศทำงของหลกั สูตรและกำรจัดกำรเรียนกำรสอน
ใหบ้ รรลวุ ตั ถปุ ระสงค์ได้อย่ำงแทจ้ ริง เพรำะได้มกี ำรอภปิ รำย กำรตรวจสอบ และกำรหำขอ้ ยตุ อิ ย่ำง
รอบคอบ เปน็ ท่ีแนช่ ดั วำ่ กำรจัดกำรเรยี นกำรสอนของครทู ีด่ ำเนินตำมหลักสตู รทต่ี นมสี ว่ นร่วมสร้ำง
ข้นึ มำเอง จะทำให้กำรจัดกำรสอนสนองควำมต้องกำรของผู้เรียนและบรรลุวัตถปุ ระสงค์ท่ีวำงไว้
มำกกว่ำกำรจดั กำรเรียนกำรสอนตำมหลักสตู รท่มี ีผ้กู ำหนดมำใหเ้ รียบร้อยแลว้

นักวิชำกำรดำ้ นกำรพัฒนำหลักสตู รตำ่ งเห็นพอ้ งต้องกันว่ำ กำรกระจำยอำนำจกำรตดั สนิ ใจ
เกย่ี วกับกำรพัฒนำหลกั สูตรเปน็ เรือ่ งจำเป็นและมีควำมสำคญั จงึ บัญญตั ศิ พั ทท์ ี่เกยี่ วกับแนวคดิ ในกำร
สนับสนุนใหส้ ถำนศึกษำจดั ทำหลกั สูตรเองไวม้ ำกมำย เช่น กำรพัฒนำหลกั สูตรทย่ี ดึ โรงเรยี นเปน็
ฐำน (School-based curriculum development) กำรพฒั นำหลกั สูตรทย่ี ึดโรงเรยี นเป็น
หลกั (School-focused curriculum development) พร้อมทง้ั มคี วำมพยำยำมท่ีจะมอบอำนำจ
กำรตดั สินใจและกำรบริหำรจัดกำรให้แกค่ รูใหญ่หรอื ผบู้ รหิ ำรโรงเรียน โดยบญั ญัติศพั ท์เรยี ก
แนวควำมคดิ นีว้ ่ำ กำรบรหิ ำรจดั กำรทยี่ ึดแหล่งปฏิบัตกิ ำรเป็นฐำน (Site-based Management) หรอื
กำรบรหิ ำรจดั กำรทยี่ ึดโรงเรียนเปน็ ฐำน (School-based Management) เป็นต้น

สเตอรแ์ มน (Sturman, ) ไดส้ รปุ ถึงประโยชนห์ รอื ขอ้ ดขี องกำรกระจำยอำนำจทัง้ กำรบรหิ ำร
จัดกำรและกำรพัฒนำหลกั สตู รไปสสู่ ถำนศกึ ษำไว้ดังน้ี

๑. มีควำมสำมำรถทจ่ี ะตดั สินใจใหส้ อดคลอ้ งกบั เง่อื นไขของท้องถ่นิ ได้ดขี ึ้น
๒. มีศักยภำพทีจ่ ะสรำ้ งควำมกระตือรือร้นระหว่ำงผู้มสี ่วนร่วมในกำรตดั สนิ ใจ
๓. มีศกั ยภำพทจี่ ะสง่ เสริมควำมเขำ้ ใจเก่ียวกับประชำธิปไตยไดด้ ขี ้นึ โดยชกั จงู กำรดงึ ให้
บุคลำกรเขำ้ รว่ มกจิ กรรมกำรตัดสินใจมำกขนึ้
๔. มศี ักยภำพในกำรสง่ เสริมให้เกิดโครงสร้ำงกำรทำงำนที่มลี กั ษณะเป็นนวัตกรรมมำกข้ึน

5 อรุ วดี รจุ ิเกียรตติ จิ ร. ปรัชญาการศึกษาเบื้องต้น. ( ขอนแก่น. ขอนแกน่ กำรพิมพ์. 2535). หนำ้ 98

33

๕. มปี ระสิทธภิ ำพในกำรจัดกำรศกึ ษำมำกขน้ึ หลีกเล่ียงหรอื ลดกำรใช้โครงสรำ้ งกำรทำงำน
แบบเดมิ ลง

๖. มศี ักยภำพในกำรนำทรัพยำกรของรฐั มำใช้ เพ่ือให้เกิดกำรตอบสนองควำมต้องกำรท่ี
เหมำะสมมำกขนึ้

๗. ลดควำมขัดแย้งของกลมุ่ ผลประโยชนต์ ่ำง ๆ
๘. เปิดโอกำสให้กลุม่ บุคคลที่ดอ้ ยโอกำสเข้ำมำมีสว่ นรว่ ม
๙. ส่งเสรมิ กำรตรวจสอบและประเมนิ ผลกำรปฏบิ ัติงำนอย่ำงเปน็ วตั ถุวิสัย
อำภำ บุญช่วย สรุปได้ดงั น้ี
๑. เป็นเอกสำรของทำงรำชกำร หรือเป็นบญั ญตั ขิ องรัฐบำล เพอ่ื ใหบ้ คุ คลทที่ ำหนำ้ ทเี่ กย่ี วกับ
กำรศึกษำปฏิบตั ิ ไมว่ ำ่ เปน็ สถำบนั กำรศึกษำของรัฐบำลหรอื เอกชน ดงั น้ันหลักสูตรจึง
เปรยี บเสมอื น “คำสั่ง” หรอื “ขอ้ บงั คับ” ของทำงรำชกำรชนิดหนงึ่ น่นั เอง
๒. เป็นเกณฑ์มำตรฐำนทำงกำรศกึ ษำ เพ่ือควบคุมกำรเรยี นกำรสอนในสถำบันกำรศกึ ษำ
ระดบั ตำ่ งๆ รวมท้ังเป็นเกณฑม์ ำตรฐำนอยำ่ งหน่งึ ในกำรทจ่ี ะจัดสรรงบประมำณ บุคลำกร อำคำร
สถำนท่ีและวสั ดุอปุ กรณ์ทำงกำรศกึ ษำของรัฐบำลให้แกโ่ รงเรยี น
๓. เป็นแผนกำรดำเนินงำนของนักบรหิ ำรกำรศึกษำที่จะตอ้ งอำนวยกำรควบคุมดแู ล และ
ติดตำมประเมินผลให้เป็นไปตำมนโยบำยกำรจดั กำรศึกษำของรัฐบำล
๔. เป็นแผนกำรปฏบิ ัติงำนหรอื เครื่องชน้ี ำทำงในกำรปฏิบัตงิ ำนของครู เพรำะหลกั สตู รจะ
เสนอแนะจุดมงุ่ หมำย กำรจัดกิจกรรมกำรเรยี นกำรสอน และกำรประเมนิ ผลกำรเรยี นกำรสอนซง่ึ ครู
ควรจะปฏิบตั อิ ย่ำงจรงิ จงั
๕. เปน็ เครื่องมอื ของรัฐในอนั ท่จี ะพฒั นำคนและพัฒนำกำลงั คนซึ่งจะเป็นตวั จกั รสำคญั ใน
กำรพัฒนำเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชำตติ ำมแผนของรฐั บำล
๖. เป็นเครอ่ื งชี้ถึงควำมเจริญของชำติ เพรำะกำรศึกษำเปน็ เครือ่ งมอื ในกำรพฒั นำคน ถำ้
ประเทศชำติใดมหี ลกั สตู รท่เี หมำะสม ทนั สมยั และมปี ระสทิ ธภิ ำพ ก็จะทำให้คนในประเทศของตนมี
คณุ ภำพ
สนั ต์ ธรรมบำรุง ไดก้ ลำ่ วถึงควำมสำคัญของหลกั สตู รไว้วำ่
๑. หลักสตู รเปน็ แผนปฏบิ ัตงิ ำนของครู เพรำะหลกั สูตรจะกำหนดจุดมุ่งหมำยเน้ือหำสำระ
กำรจัดกิจกรรมกำรเรยี นกำรสอน และกำรประเมนิ ผลไวเ้ ป็นแนวทำง
๒. หลักสตู รเปน็ ข้อกำหนดแผนกำรเรียนกำรสอน อนั เป็นสว่ นรวมของประเทศเพ่อื นำไปสู่
ควำมมุ่งหมำยตำมแผนกำรศกึ ษำแหง่ ชำติ
๓. หลักสูตรเป็นเอกสำรของทำงรำชกำรเป็นบัญญตั ขิ องทำงรฐั บำล เพอ่ื ให้บุคคลทที่ ำงำน
เกยี่ วข้องกับกำรศึกษำปฏิบตั ติ ำม
๔. หลักสูตรเป็นเกณฑ์มำตรฐำนกำรศึกษำ เพื่อควบคมุ กำรเรียนกำรสอนใน
สถำบันกำรศึกษำระดบั ต่ำงๆ และยังเป็นเกณฑม์ ำตรฐำนอยำ่ งหน่งึ ในกำรจดั สรรงบประมำณ บคุ ลำกร
อำคำรสถำนท่ี วสั ดุอปุ กรณ์ฯลฯ ของกำรศึกษำของรฐั ใหแ้ กส่ ถำนศกึ ษำของรัฐบำลด้วย
๕. หลักสตู รเป็นแผนดำเนินงำนของผ้บู ริหำรกำรศกึ ษำทีจ่ ะอำนวยควำมสะดวกและ
ควบคุมดแู ลตดิ ตำมผลให้เปน็ ไปตำมนโยบำยกำรจัดกำรศกึ ษำของรฐั บำลดว้ ย
๖. หลกั สตู รจะกำหนดแนวทำงในกำรสง่ เสริมควำมเจรญิ งอกงำม และพฒั นำกำรของเดก็ ตำม
จุดหมำยของกำรศกึ ษำ

34

๗. หลกั สูตรจะกำหนดลกั ษณะและรูปร่ำงของสงั คมในอนำคตได้วำ่ จะเป็นไปในรปู ใด
๘. หลกั สูตรจะกำหนดแนวทำงใหค้ วำมรู้ ทกั ษะและควำมสำมำรถควำมประพฤติท่จี ะเป็น
ประโยชนต์ อ่ สังคมอนั เป็นกำรพฒั นำกำลังคน ซงึ่ จะนำไปสกู่ ำรพฒั นำเศรษฐกิจ และสงั คมแหง่ ชำติที่
ได้ผล
๙. หลกั สตู รจะเป็นส่ิงทีบ่ ง่ ชถี้ งึ ควำมเจริญของประเทศ เพรำะกำรศกึ ษำเปน็ เครอ่ื งมอื ในกำร
พัฒนำคน ประเทศใดจัดกำรศกึ ษำโดยมหี ลกั สตู รทีเ่ หมำะสม ทันสมยั มปี ระสิทธภิ ำพ ทันต่อ
เหตกุ ำรณ์ และกำรเปลย่ี นแปลงย่อมได้กำลงั คนทีม่ ีประสทิ ธภิ ำพสงู
สนุ ีย์ ภู่พันธ์ ได้กล่ำวถงึ ควำมสำคัญของหลักสตู รสรุปไดด้ งั นี้
๑. หลกั สูตรเปน็ เสมอื นเบ้ำหลอมพลเมืองใหม้ คี ณุ ภำพ
๒. หลกั สูตรเปน็ โครงกำรและแนวทำงในกำรให้กำรศกึ ษำ
๓. หลักสูตรเป็นแนวทำงในกำรสง่ เสรมิ ควำมเจรญิ งอกงำมและพฒั นำกำรของเดก็
ตำมจดุ หมำยของกำรจัดกำรศึกษำ
๔. หลักสตู รเป็นเครื่องกำหนดแนวทำงในกำรจดั ประสบกำรณว์ ่ำผ้เู รียนและสงั คมควรจะ
ไดร้ บั สง่ิ ใดบ้ำงทเ่ี ปน็ ประโยชนแ์ กเ่ ด็กโดยตรง
๕. หลกั สตู รเปน็ เครอื่ งมอื กำหนดวำ่ เนอื้ หำวิชำอะไรบ้ำงท่ีจะช่วยให้เด็กมีชีวติ อยู่ในสังคม
อยำ่ งรำบรนื่ เป็นพลเมอื งที่ดขี องประเทศและบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชนแ์ กส่ ังคม
๖. หลักสูตรเป็นเครอ่ื งกำหนดว่ำวิธีกำรดำเนนิ กำรดำเนินชวี ิตของเด็กให้เปน็ ไปดว้ ยควำม
รำบรื่นและผำสกุ เป็นอย่ำงไร
๗. หลกั สูตรยอ่ มกำหนดแนวทำงควำมรู้ ควำมสำมำรถ ควำมประพฤตทิ ักษะและเจตคตขิ อง
ผเู้ รยี นในอนั ทอ่ี ย่รู ว่ มกนั ในสงั คมและบำเพญ็ ตนใหเ้ ปน็ ประโยชนต์ ่อชมุ ชนและชำติบ้ำนเมือง6
โดยสรุปแลว้ หลกั สูตรมคี วำมสำคญั เป็นอยำ่ งมำกในกระบวนกำรจดั กำรเรียนกำรสอน เพรำะ
หลักสูตรบอกให้ทรำบว่ำผูเ้ รียนบรรลุจุดมงุ่ หมำยอยำ่ งไร และจะต้องจัดเนื้อหำสำระอย่ำงไร เครือ่ งมอื
วดั ผลประเมนิ ผลอย่ำงไร ดังน้ันหลักสตู รจงึ เปน็ หัวใจของกำรจัดกำรเรยี นกำรสอน และเป็น
ตวั กำหนดแนวทำงในกำรจดั กำรศกึ ษำเพ่อื นำไปสคู่ วำมมงุ่ หมำย ตำมแผนกำรศึกษำแห่งชำติ และ
เปน็ ไปตำมท่ีสังคมตอ้ งกำร
ประโยชนอ์ กี ประกำรหน่ึงทเี่ ห็นได้ชัดเจนจำกกำรท่สี ถำนศกึ ษำไดจ้ ดั ทำหลักสตู รขนึ้ ใช้เอง ก็
คือสำมำรถสนองควำมต้องกำร ควำมถนัด และควำมสำมำรถของผเู้ รียนไดอ้ ย่ำงแท้จรงิ แม้หลักสูตร
กลำงจะกำหนดเปน็ หลักกำรไวว้ ่ำ “เปน็ กำรศึกษำทีม่ ุ่งใหผ้ เู้ รียนคน้ พบควำมสำมำรถ ควำมถนัด และ
ควำมสนใจของตนเอง” (กระทรวงศึกษำธิกำร ๒๕๓๓: ๑) แต่กม็ กั จะไมค่ อ่ ยบรรลเุ จตนำรมณท์ ี่วำงไว้
แมใ้ นอดีตและปัจจุบัน ท้ังนเี้ พรำะโดยขอ้ เทจ็ จรงิ สภำพโรงเรยี นและธรรมชำติของผู้เรยี นในแต่ละ
ท้องถิ่นมคี วำมแตกตำ่ งและควำมหลำกหลำยค่อนขำ้ งสูง เนอื้ หำสำระและรำยวิชำตำ่ ง ๆ ท่กี ำหนด
จำกสว่ นกลำงไม่สำมำรถสนองควำมต้องกำรเฉพำะดังกลำ่ วของโรงเรียนได้ กำรส่งเสรมิ ให้โรงเรยี น
กำหนดรำยละเอยี ดของ หรือหลักสตู รแกนกลำงหลกั สตู รในบำงรำยวิชำเพม่ิ เตมิ ใหส้ อดคล้องกบั
ท้องถนิ่ และควำมตอ้ งกำรของผู้เรยี น จึงเปน็ ทำงออกทีจ่ ะแกป้ ัญหำควำมจำกดั ของควำมหลำกหลำย
ของหลักสูตรได้

6 อุดมพร อมรธรรม . ปรชั ญาการศกึ ษาพระเจา้ อยหู่ วั . ( กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์จุฬำลงกรณรำชวทิ ยำลัย
.25431)หน้ำ 76

35

๕. คณุ สมบตั ิของหลักสตู ร

หลักสตู รในลกั ษณะทีเ่ ป็นพลวัต (Dynamis) จดุ เดน่ คือกำรวิเครำะหส์ ถำนกำรณซ์ ่ึงเปน็
ยทุ ธศำสตร์ท่สี ำคัญในกำรพฒั นำหลักสูตร ท้ังนี้ สกลิ เบ็กเชอ่ื วำ่ สถำนกำรณเ์ ป็นองค์ประกอบสำคญั ใน
กำรกำหนดควำมแตกตำ่ งของหลักสตู ร เพรำะไม่สำมำรถคำดเหตกุ ำรณส์ ่งิ ที่เกิดข้นึ ภำยหน้ำได้ กำร
กำหนดวตั ถุประสงค์ของกำรเรียนรู้ไวก้ ่อนมกี ำรสำรวจสถำนกำรณจ์ รงิ จึงขำดควำมน่ำเชือ่ ถือ ดงั นั้น
กำรพัฒนำหลักสตู รโดยโรงเรียนเป็นผพู้ ัฒนำหลกั สูตรเอง (School-based curriculum
development หรอื SBCD) เปน็ วิธที ี่สำมำรถนำไปปฏิบัติใหส้ อดคล้องกับควำมเป็นจริงได้ กำร
วิเครำะหอ์ งค์ประกอบตำ่ งๆ ทีเ่ ป็นปรำกฏกำรณ์ของสังคมแต่ละแหง่ มีควำมแตกตำ่ งกนั ทำให้ไม่
สำมำรถเจำะจงใชร้ ปู แบบหลกั สูตรทเ่ี ป็นแบบเดยี วกันได้ ดงั นน้ั รูปแบบหลกั สูตรจึงเป็นพลวัต แนวคดิ
กำรพฒั นำหลกั สูตรของสกลิ เบก็ ประกอบดว้ ย ๕ ขน้ั ตอน ดงั ตอ่ ไปน้ี

ข้นั ตอนท่ี ๑ กำรวเิ ครำะหส์ ถำนกำรณ์ (Analyze the situation) วเิ ครำะหป์ ัจจัยทที่ ำใหเ้ กดิ
กำรเปลี่ยนแปลงเกย่ี วกับหลกั สตู ร ซ่งึ ส่งผลถงึ โรงเรยี นใหม้ กี ำรพัฒนำหลกั สตู รใหน้ ำไปปฏิบตั ไิ ด้จรงิ
และบังเกดิ ผลให้นกั เรยี นไดเ้ รียนรู้ ซ่งึ ปจั จัยท่ีก่อให้เกดิ กำรเปล่ียนแปลงประกอบดว้ ย ปัจจยั ภำยนอก
และปัจจัยภำยใน

ก. ปัจจัยภำยนอก ไดแ้ ก่
๑. กำรเปล่ยี นแปลงทำงสังคมและวัฒนธรรม ควำมคำดหวงั ของผูป้ กครองควำมต้องกำรของ
นำยจำ้ ง ควำมต้องกำรของสงั คม ควำมสมั พนั ธร์ ะหว่ำงผู้ใหญก่ ับเดก็ และอดุ มคติของสงั คม
๒. กำรเปลย่ี นแปลงระบบกำรศึกษำและหลักสตู ร ซึ่งประกอบด้วย นโยบำยกำรศกึ ษำ ระบบ
กำรสอน อำนำจในกำรตัดสินใจของทอ้ งถ่นิ ผู้จบกำรศกึ ษำท่ีสอดคล้องกับควำมตอ้ งกำรของสังคม
เป็นต้น
๓. กำรเปล่ยี นแปลงเนื้อหำวิชำ กำรจดั กำรเรียนกำรสอนให้สอดคลอ้ งกับยคุ สมยั
๔. กำรเพิม่ ศักยภำพของครูอำจำรย์ ในกำรเรียนกำรสอนให้เหมำะสมกับยคุ สมัย
๕. กำรนำทรัพยำกรใชใ้ นโรงเรียน เพือ่ พฒั นำกำรจดั กำรเรียนกำรสอน
ข. ปจั จัยภำยใน ไดแ้ ก่
๑. เจตคติ ควำมสำมำรถและควำมตอ้ งกำรทำงกำรศึกษำของนกั เรียน
๒. คำ่ นิยม เจตคติ ทกั ษะ ประสบกำรณข์ องครู ท่ีเป็นจดุ เดน่ และจดุ ดอ้ ยของกำรจดั กำรเรียน
กำรสอน
๓. ควำมคำดหวังของโรงเรียน โครงสรำ้ งกำรบริหำรงำน กำรกระจำยอำนำจกำรบรหิ ำร
กำรศึกษำ วิธจี ดั ประสบกำรณใ์ ห้นกั เรียน แรงจงู ใจใฝส่ ัมฤทธิ์ของนกั เรยี นบรรทดั ฐำนทำงสังคม กำร
จดั กำรกับกำรเปลี่ยนแปลงทีไ่ ม่พงึ ประสงค์
๔. วัสดุอุปกรณ์ ทรพั ยำกร งบประมำณ แผนงำน และศกั ยภำพในกำรจัดกำรเรยี นกำรสอน
ของโรงเรยี น
๕. กำรยอมรับและกำรรบั ร้ปู ญั หำทเ่ี กดิ ข้ึนจำกกำรนำหลกั สูตรมำใช้
ข้นั ตอนที่ ๒ กำรกำหนดวตั ถปุ ระสงค์ (Define Objectives) กำรวิเครำะหส์ ถำนกำรณ์ใน
ข้ันตอนที่ ๑ เพื่อนำไปกำหนดวัตถปุ ระสงคซ์ งึ่ กำรกำหนดวตั ถุประสงค์แปลงเปลย่ี นไปตำมปัจจัย
ภำยนอกและภำยใน สะทอ้ นควำมเปน็ จรงิ ของสถำนกำรณท์ ี่เป็นอยู่ สอดคลอ้ งกับคำ่ นิยม ทิศทำงท่ี
กำหนด รวมทั้งผลลัพธ์ที่คำดหวงั จำกกำรจดั กำรศึกษำ กำรกำหนดวตั ถปุ ระสงค์ควรเขยี นในลักษณะ
กำรเรยี นรทู้ คี่ ำดหวงั จำกนกั เรยี นและกระบวนกำรจดั กำรเรียนกำรสอนของครทู ี่ใหบ้ รรลวุ ัตถปุ ระสงค์

36

ซึง่ กำรกำหนดวัตถุประสงคป์ ระกอบด้วยวตั ถปุ ระสงค์ทั่วไปกบั วัตถุประสงคเ์ ฉพำะ ในกำรกำหนด
วัตถุประสงคต์ ้องเกดิ จำกกำรมสี ว่ นร่วมของผูท้ ีเ่ กีย่ วขอ้ งเชน่ นกั เรยี น ครู ผู้ปกครอง ชมุ ชน และ
นักวิชำกำร เป็นตข้ น้ั ตอนท่ี ๓ กำรออกแบบกำรจัดกำรเรยี น กำรสอน (Design the teaching
learning programme) เปน็ กำรออกแบบกำรเรียนกำรสอนต้องใหส้ อดคล้องกับวตั ถุประสงคข์ องกำร
จัดกำรศกึ ษำ โรงเรียนต้องตอบคำถำมพืน้ ฐำน เช่น จะสอนอะไร และนักเรยี นจะเรยี นร้อู ะไรซง่ึ ตอ้ ง
ศึกษำเอกสำรท่เี ก่ยี วขอ้ งเก่ยี วกับรำยวิชำท่ีนำมำจดั กำรเรยี นกำรสอน กำรกำหนดแบบแผนกำรสอน
และกำรเรียนรเู้ กี่ยวขอ้ งกับกำรตัดสนิ ใจในเร่ืองตำ่ งๆ ดงั นี้

๓.๑ ข้อมลู พน้ื ฐำนหรือทิศทำงของหลักสูตรที่กำหนดไวใ้ นหลักสูตรแกนกลำง เป็นวชิ ำบงั คบั
หรอื วชิ ำเลอื กตำมควำมสนใจ

๓.๒ กำรจัดกลุ่มและกำรบรู ณำกำรของสำระวชิ ำตำ่ งๆ
๓.๓ กำรจดั กลุ่มนักเรียน ซึ่งอำจจดั ตำมควำมสนใจของนกั เรียน จัดใหเ้ ดก็ เรยี นเก่งเรียน
ด้วยกนั และไม่เก่งเรียนดว้ ยกัน หรือจัดให้เดก็ ท่ีมีควำมสนใจต่ำงกันเรยี นด้วยกนั
๓.๔ ควำมสัมพนั ธข์ องวิชำตำ่ งๆ กบั เป้ำหมำยของหลักสูตร
๓.๕ กำรเรียงลำดับของเนือ้ หำกำรสอน
๓.๖ สถำนท่ี ทรัพยำกร อุปกรณแ์ ละเคร่ืองใชไ้ ฟฟ้ำ
๓.๗ ออกแบบวิธีกำรจัดกำรเรียนกำรสอน
๓.๘ แตง่ ต้งั คณะทำงำน
๓.๙ จดั ทำตำรำงและกจิ กรรมในกำรปฏบิ ัตงิ ำน
ขั้นตอนท่ี ๔ กำรนำหลกั สตู รไปใช้ (Interpret and implement the programme) กำร
วำงแผนและกำรออกแบบหลกั สูตรก็เพอ่ื ให้หลกั สูตรน้ันนำไปสูก่ ำรปฏิบัติให้บงั เกดิ ผลตำม
วัตถุประสงค์ที่วำงไว้ ซึง่ ดจู ำกผลกำรประเมินผลลพั ธ์สดุ ทำ้ ยวำ่ กำรเรยี นกำรสอนเปน็ ไปตำมควำม
ตอ้ งกำรหรือไม่ มแี ผนงำนใดทีม่ ีควำมพรอ้ มมำกที่สุด และรับรองคุณภำพไดด้ ังน้นั ครูตอ้ งมีจิตสำนึก
ในควำมเปน็ มอื อำชีพทต่ี อ้ งติดตำมควบคมุ ดแู ล และประเมนิ ผลอย่ำงสมำ่ เสมอ เพ่อื พิจำรณำวำ่ สงิ่ ที่
ออกแบบและดำเนินกำรอยู่มปี ระโยชน์คุ้มค่ำ กำรพฒั นำหลักสตู รโรงเรยี นจำกบุคคลใดบคุ คลหนงึ่
เชน่ ผู้บรหิ ำรโรงเรียน หวั หนำ้ ภำค อำจไมป่ ระสบควำมสำเร็จเนอ่ื งจำกปญั หำกำรขำดกำรเอำใจใสจ่ ำก
ครู ผทู้ มี่ ีส่วนเกีย่ วขอ้ ง ดังน้ันกำรบริหำรหลักสูตรท่ที ำให้เกิดกำรยอมรบั และนำไปใชไ้ ดจ้ ริงๆ ตอ้ ง
ดำเนนิ กำรโดยผูท้ อ่ี ยใู่ นโรงเรยี นซึ่งกค็ ือครูนนั่ เองครูเป็นผู้ท่ใี กลช้ ดิ และทรำบขอ้ มูลเกยี่ วกบั ควำมสนใจ
ควำมตอ้ งกำรของนกั เรยี นเปน็ อย่ำงดดี งั นั้น กำรปฏบิ ตั ิเพื่อพฒั นำหลักสตู รต้องเหมำะสมและตอ้ ง
สอดคลอ้ งกบั ศกั ยภำพของครู กำรนำไปใชข้ น้ึ อยกู่ บั ครู ครตู อ้ งเปน็ บุคลำกรหลักในกำรออกแบบและ
กำรนำไปใช้ น่ันคอื ครตู อ้ งเปน็ ผูพ้ ัฒนำหลกั สูตรดัวยตนเอง ดกี วำ่ รูปแบบกำรพัฒนำหลักสตู รท่ีบคุ คล
อ่นื เปน็ ผู้จัดทำให้
ขัน้ ตอนที่ ๕ กำรประเมินกำรเรียนรูแ้ ละกำรประเมนิ ผลหลกั สตู ร (Assess and evaluate)
กำรประเมินกำรเรียนรู้ (Assessment) เปน็ กำรตัดสนิ คุณค่ำในศักยภำพกำรเรยี นร้แู ละกำรปฏิบัติของ
ผเู้ รยี นรู้ สว่ นกำรประเมินผล (Evaluation) หมำยถึงกำรรวบรวมหลักฐำนเพ่ือนำมำตัดสนิ คณุ ค่ำ
เกีย่ วกบั หลักสตู ร ซึ่งประกอบดว้ ย กำรวำงแผน กำรออกแบบ กำรนำไปใช้ รวมทั้งผลกำรปฏบิ ัติหรอื
ผลกำรเรยี นรขู้ องผ้เู รยี น ซงึ่ กำรประเมนิ กำรปฏบิ ตั ิของผู้เรยี นเป็นกำรกำหนดเกณฑท์ ผี่ เู้ รยี นตอ้ งบรรลุ
เชน่ กำรกำหนดช้ินงำน กำรสังเกต กำรบนั ทกึ กำรทำงำน กำรสอน กำรรำยงำนผล กำรประเมนิ กำร
เรยี นรขู้ องผูเ้ รยี นต้องมีแนวทำงท่ีหลำกหลำยเพอ่ื ใหค้ รอบคลุม รวมทัง้ เป็นกระบวนกำรท่ีต่อเนื่องทุก

37

ครง้ั ดังน้ัน กำรประเมนิ จงึ ไมใ่ ช่กิจกรรมทก่ี ระทำรวบยอดครัง้ เดยี ว แต่เปน็ กำรประเมินเพื่อพฒั นำ
ผู้เรียน รวมท้ังผอู้ อกแบบหลกั สตู รด้วยกำรกระทำเช่นนี้เป็นวงจรต่อเนื่องกนั ไปเรอ่ื ยๆ เพอื่ นำไปสู่กำร
ปรบั ปรงุ ผู้เรยี นและหลักสตู รให้ดีย่ิงข้ึน

กำรพัฒนำหลกั สูตรเปน็ กำรพฒั นำตอ่ เนอื่ ง คณุ สมบตั ขิ ้อนใี้ กลเ้ คียงและเสรมิ ขอ้ แรก คอื
หลกั สตู รทมี่ กี ำรเปลยี่ นแปลงต่อเนื่องกนั ไปตำมควำมต้องกำรของสงั คมที่เปลีย่ นแปลงไปตำมกำลเวลำ
เพรำะฉะนัน้ กระบวนกำรพฒั นำหลักสตู รเป็นกระบวนกำรท่ตี ่อเน่ืองเปน็ วัฏจกั รในกระบวนกำร
เปลย่ี นแปลงทม่ี ีกำรเปลี่ยนแปลงรวมอยดู่ ว้ ย หลกั สตู รควรเป็นส่ิงทแี่ ละเมอ่ื สังคมมีกำรปรับปรุงแก้ไข
อยู่เสมอ เพรำะหลกั สตู รท่ีดคี วรตอบสนองต่อสังคมมกี ำรเปลย่ี นแปลงตลอดเวลำ หลักสูตรจึง
จำเปน็ ตอ้ งเปล่ียนแปลงตำมไปด้วย เพอื่ ท่ีจะใหก้ ระบวนกำรปรับปรุงและพฒั นำหลักสตู รเป้นกระบวน
กำรต่อเนื่องอย่ำงแท้จริง จำเปน็ ตอ้ งมีองคป์ ระกอบหรอื หน่วยงำนเฉพำะรบั ผิดชอบงำนดังกลำ่ วอยำ่ ง
ต่อเน่ืองกนั ไป กำรเปลย่ี นแปลงหลักสูตรแตล่ ะครงั้ ไมจ่ ำเป็นตอ้ งเปลย่ี นกิจกรรมและประสบกำรณท์ ุก
ชนดิ ในครำวเดียวกัน ถ้ำหำกสงั คมไม่ไดเ้ ปลย่ี นแปลงอย่ำงรวดเรว็ จำกหนำ้ มอื เป็นหลังมอื ขอ้ สังเกต
จำกกำรเปล่ียนแปลงหลกั สตู รแต่ละครง้ั พบวำ่ เน้อื หำสำระและกจิ กรรมทง้ั หลำยของกำรเรยี นกำร
สอนจะซำ้ ของเดิมเกินกวำ่ ๘๐ % เพรำะในกำรปรบั ปรุงตัวหลักสตู รแต่ละคร้งั เรำอำจเปลี่ยนแปลง
เป้ำหมำยบำงประกำรใหม่ และปรับปรงุ โครงสร้ำงของหลักสตู รซงึ่ ไดแ้ กก่ ำรใหน้ ้ำหนกั ควำมสำคญั ของ
กิจกรรมหรือเนื้อหำสำระเสียใหม่ แตก่ ิจกรรมและเน้อื หำสำระองวิชำตำ่ งๆ หรือตำรำที่มอี ย่เู ดิมก็อำจ
สำมำรถจดุ ม่งุ หมำยใหมไ่ ด้ ถำ้ กจิ กรรมหรือเน้อื หำใดไมส่ นองจดุ มุ่งหมำยดังกลำ่ วก็
หลกั สตู รไมส่ ำมำรถแสดงกิจกรรมหรอื กระทำกจิ กรรมต่ำงๆด้วยตัวองมันเองไดจ้ ึงจำเปน็ ต้องใช้
กจิ กรรมหรอื กำรกระทำอย่ำงอืน่ มำช่วย เชน่ กำรพฒั นำหลกั สตู รกำรจดั ทำหลกั สตู ร กำรปรบั ปรงุ
หลกั สตู ร กำรสร้ำงหลกั สูตร เพรำะฉะนนั้ หลกั สูตรจึงทำหน้ำทเ่ี ป็นผกู้ ระทำอยตู่ ลอดเวลำ

๖. ลกั ษณะหลักสูตรทีด่ ี

หลกั สูตรเป็นแนวทำงสำคัญในกำรจัดกำรเรยี นกำรสอน ลกั ษณะของหลกั สูตรทีด่ จี ะนำไปสู่
กำรเรยี นกำรสอนที่มปี ระสิทธิภำพ และเกดิ สัมฤทธ์ิผลทำงกำรศึกษำ หลักสตู รทดี่ คี วรมีดงั นี้

๑) ตรงตำมควำมม่งุ หมำยของกำรศกึ ษำ
๒) ตรงตำมลกั ษณะของพัฒนำกำรของเด็กในวัยต่ำงๆ
๓) ตรงตำมลกั ษณะวฒั นธรรม ขนบธรรมเนยี มประเพณีเอกลกั ษณ์ของชำติ
๔.)มเี นื้อหำสำระเรือ่ งทส่ี อนเพยี งพอที่จะชว่ ยให้นกั เรยี นคดิ เป็นและมพี ัฒนำในกำรทกุ ดำ้ น
๕) สอดคล้องกับชีวติ ประจำวนั ของผู้เรยี น คือ จดั วชิ ำทกั ษะ และวิชำเน้อื หำให้เหมำะสมกนั
ในทจ่ี ะสง่ เสรมิ ให้ผู้เรียนเจรญิ งอกงำมทกุ ด้ำน
๖) หลกั สูตรที่ดีควรสำเรจ็ ขึน้ ด้วยควำมรว่ มมอื ของทุกฝำ่ ย เพ่อื จะใหผ้ ลดคี วรจัดใหเ้ ปน็
คณะกรรมกำร
๗) หลกั สูตรทด่ี จี ะตอ้ งให้นกั เรยี นไดเ้ รยี นรู้ตอ่ ไป และจะตอ้ งเรยี งลำดับควำมยำกง่ำยไมใ่ ห้
ขำดตอนจำกกัน7

7 อุดม บัวศรี .ปรัชญาการศกึ ษา . ( ขอนแก่น : มหำวิทยำลยั มหำจุฬำลงกรณรำชวิทยำลัย วิทยำเขต
ขอนแก่น . 2544) หนำ้ 54.

38

๘) หลกั สูตรท่ดี ีจะตอ้ งเปน็ ประสบกำรณท์ ่เี กย่ี วกบั ชีวิตประจำวนั ของเดก็ เพ่อื ใหเ้ ด็กได้มี
โอกำสแก้ปัญหำตำ่ งๆ ในชวี ติ เพอื่ ให้เปน็ อยู่อย่ำงผำสุก

๙) หลักสูตรทด่ี ีจะตอ้ งเพมิ่ พูนและส่งเสรมิ ทักษะเบ้ืองตน้ ทจ่ี ำเปน็ ของเด็ก
๑๐) หลกั สตู รท่ดี ยี ่อมส่งเสรมิ ให้เดก็ เกิดควำมรู้ ทักษะ เจตคติ ควำมคิดรเิ รม่ิ มคี วำมคดิ
สรำ้ งสรรค์ในกำรดำเนินชีวติ
๑๑) หลักสตู รทด่ี ีจะตอ้ งสง่ เสรมิ ให้เด็กทำงำนเป็นอสิ ระ และทำงำนรว่ มกนั เปน็ หมูค่ ณะเพื่อ
พัฒนำใหร้ จู้ กั กำรอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คมประชำธิปไตย
๑๒) หลกั สูตรท่ดี ยี ่อมบอกแนวทำง วิธีสอน และสอื่ อปุ กรณ์ประกอบเน้อื หำสำระท่ีสอนไว้
อย่ำงเหมำะสม
๑๓) หลักสตู รทด่ี ีย่อมมกี ำรประเมินผลอยตู่ ลอดเวลำ เพอ่ื ทรำบข้อบกพรอ่ งในกำรท่ีจะนำไป
ปรับปรงุ ให้ดีย่ิงๆ ขนึ้ ไป
๑๔) หลกั สตู รท่ีดีจะต้องจัดประสบกำรณใ์ หเ้ ด็กเกิดควำมรู้ ควำมเข้ำใจ และมโี อกำส
แกป้ ญั หำตำ่ งๆ โดยเฉพำะปญั หำครอบครวั ชุมชน ประเทศชำติ
๑๕) หลักสตู รที่ดีต้องสง่ เสรมิ ให้เดก็ รจู้ กั แกป้ ัญหำ
๑๖) หลกั สูตรท่ดี ีต้องจัดประสบกำรณท์ ่ีมีควำมหมำยตอ่ ชีวติ ของเดก็
๑๗) หลกั สูตรท่ดี ตี ้องจัดประสบกำรณ์และกิจกรรมหลำยๆ อย่ำง เพ่อื เปิดโอกำสให้เดก็ ได้
เลือกอย่ำงเหมำะสมตำมควำมสนใจ ควำมต้องกำร และควำมสำมำรถของแตล่ ะบุคคล
๑๘) หลกั สตู รท่ีดจี ะต้องวำงกฎเกณฑไ์ ว้อย่ำงเหมำะสมแกก่ ำรนำไปปฏิบตั ิและสะดวกแกก่ ำร
วดั และประเมินผล

๗. ความเปน็ มาวิวฒั นาการของหลกั สูตร

กำรพฒั นำหลักสูตรกำรศึกษำของไทย ได้มพี ัฒนำกำรมำเปน็ ระยะ ๆ ตำมกำลเวลำในสมยั
ต่ำง ๆ เริ่มตง้ั แตส่ มัยกอ่ นกรุงสโุ ขทัย สมัยกรงุ สโุ ขทยั สมยั กรุงศรีอยธุ ยำ สมัยกรุงธนบุรี สมยั กรุง
รัตนโกสินทรต์ อนต้น สมยั กรุงรตั นโกสนิ ทร์ตอนกลำง กำรศึกษำสมัยปฎริ ปู กำรศึกษำ สมัยหลงั
เปลี่ยนแปลงกำรปกครอง หลกั สูตร หลักสตู รมัธยมศึกษำตอนตน้ หลักสตู รดังกล่ำว เปน็ หลกั สตู ร
กลำงทใี่ ชใ้ นกำรจดั กำรศึกษำให้กบั เยำวชน ในระบบนอกจำกนน้ั ยังมหี ลกั สูตรอืน่ ๆ ที่หน่วยรำชกำร
ต่ำง ๆ จดั ทำขนึ้ เพ่ือใหค้ รอบคลุมในสำขำวชิ ำตำ่ ง ๆ รวมไปถึงกำรจัดกำรศึกษำ นอกระบบด้วย ซ่งึ
ผ้เู ขยี นจะพยำยำมคน้ คว้ำและเสนอหลักสตู ต้งั แต่ยคุ ก่อนสโุ ขทยั จนถงึ ยคุ ปจั จุบนั เพอ่ื แสดงให้เห็นกำร
เปล่ยี นและววิ ัฒนำกำรของหลกั สตู รในแต่ละยุคแตล่ ะสมัยซ่ึงจะเสนอถงึ เหตุผลและแนวนโยบำยท่ี
เก่ยี วกบั กำรจัดกำรศึกษำ ในยคุ นพ้ี อจะแยกออกเป็น ๓ ระยะ คอื

๑. ระยะแรก) นโยบำยในกำรจดั กำรศกึ ษำในช่วง ๑๐ ปแี รกของกำรเปลี่ยนแปลงกำร
ปกครอง จะเปน็ กำร ขยำยกำรศึกษำระดับ ประถมศึกษำออกไปใหม้ ำกยิ่งขึ้นและใหค้ วำมสำคญั
มำกกว่ำระดบั อืน่ สว่ นในระดับมธั ยมศกึ ษำ อำชีวศกึ ษำ และอุดมศกึ ษำนัน้ เปน็ กำรขยำยด้ำนปรมิ ำณ
และปรบั ปรงุ คณุ ภำพ

๒. ระยะทส่ี อง ช่วงแรกของระยะทีส่ อง ประเทศตกอยูภ่ ำยใตภ้ ำวะสงครำม นโยบำย กำร
บรหิ ำรรำชกำร แผ่นดิน จงึ เนน้ หนักในดำ้ นกำรทหำร และกำรป้องกนั ประเทศ สว่ นในดำ้ นกำรศึกษำ
จึงไม่ค่อยชดั เจน

39

๘. สรุป

จุดมุ่งหมำยของกำรศกึ ษำมีหลำยของระดับ ได้แก่ จุดม่งุ หมำยหลำยระดับหลักสตู รซ่ึงเป็น
จดุ ม่งุ หมำยที่บอกให้ผู้ท่เี กย่ี วขอ้ ง รู้เป้ำหมำยของหลกั สูตรน้นั ๆ จุดมงุ่ หมำยของกลมุ่ วิชำ วชิ ำแต่ละ
กลุ่มจะสรำ้ งคณุ ลักษณะทแ่ี ตกต่ำงกันให้กับผ้เู รยี นดง้ั นัน้ แต่ละ กลมุ่ วิชำจึงมีจดุ มงุ่ หมำยไว้ต่ำงกัน
จุดมุง่ หมำยรำยวชิ ำเปน็ จดุ หมำยทีล่ ะเอียดจำเพำะเจำะจงกว่ำจุดม่งุ หมำยกลมุ่ วชิ ำ ผู้สอนกลุ่ม
รำยวชิ ำจะกำหนดจดุ ม่งุ หมำยในกำรสอนเนื้อหำแตล่ ะบทแต่ละตอนขนึ้ ใน รปู ของจดุ มุ่งหมำยเชิง
พฤติกรรม แม้วำ่ จุดมงุ่ หมำยทำงกำรศกึ ษำจะมีระดับดงั กล่ำวแล้วจุดมุ่งหมำยหลำยระดบั ย่อม
สอดคล้องกนั และนำไปสจู่ ุดหมำยปลำยทำงเดียวกัน กำรพัฒนำหลักสูตรเปน็ กำรพฒั นำต่อเนอ่ื ง
คณุ สมบัติข้อนใี้ กล้เคยี งและเสริมขอ้ แรก คอื หลกั สูตรทม่ี กี ำรเปล่ยี นแปลงตอ่ เนอ่ื งกันไปตำมควำม
ตอ้ งกำรของสงั คมท่เี ปล่ยี นแปลงไปตำมกำลเวลำเพรำะฉะนั้นกระบวนกำรพัฒนำหลักสตู รเป็น
กระบวนกำรที่ต่อเนอ่ื งเปน็ วัฏจักรในกระบวนกำรเปลยี่ นแปลงท่ีมกี ำรเปลี่ยนแปลงรวมอยดู่ ้วย
หลักสูตรควรเป็นสงิ่ ที่และเมอ่ื สังคมมกี ำรปรับปรงุ แกไ้ ขอยเู่ สมอ เพรำะหลกั สูตรท่ดี คี วรตอบสนองต่อ
สังคมมีกำรเปลยี่ นแปลงตลอดเวลำ หลกั สูตรจึงจำเปน็ ตอ้ งเปลย่ี นแปลงตำมไปด้วย เพือ่ ที่จะให้
กระบวนกำรปรับปรงุ และพัฒนำหลักสตู รเปน้ กระบวนกำรต่อเน่ืองอยำ่ งแทจ้ รงิ จำเปน็ ตอ้ งมี
องค์ประกอบหรอื หน่วยงำนเฉพำะรับผิดชอบงำนดังกลำ่ วอย่ำงต่อเน่อื งกันไป กำรเปลย่ี นแปลง
หลกั สตู รแตล่ ะครั้งไม่จำเปน็ ต้องเปล่ียนกิจกรรมและประสบกำรณท์ กุ ชนิดในครำวเดียวกัน

40

คาถามทา้ ยบทท่ี ๒

แบบฝกึ หัดที่ ๑ คาชแี้ จง.ใหน้ กั เรยี นเลือกตวั เลอื กท่ถี กู ต้องทส่ี ดุ แล้วทาเครือ่ งหมายกากบาท (

X ) ลงในกระดาษคาตอบ

๑. ข้อใดกลำ่ วถึงควำมหมำยของหลักสตู รได้ถกู ตอ้ ง

ก. ควำมรู้ ทักษะ กระบวนกำรท่ีจดั ใหผ้ ู้เรียน ข. ควำมรู้ท้ังมวลท่จี ัดให้ผเู้ รยี น

ค. ประสบกำรณ์ท้ังมวลทีจ่ ัดใหผ้ ้เู รียน ง. ประสบกำรณ์จำกครผู ู้สอนท่ีถ่ำยทอดให้

ผู้เรียน

๒. บุคคลในข้อใดมีบทบำทสำคัญในกำรพฒั นำหลกั สตู ร

ก. ผบู้ ริหำร ข. ครู ค. ชมุ ชน ง. ถูกทกุ ขอ้

๓. กำรพัฒนำหลักสูตร แบ่งได้เป็น๔ ระดบั ยกเว้นข้อใด

ก. กำรพฒั นำหลักสูตรระดับชำติ ข. กำรพฒั นำหลักสตู รระดับท้องถน่ิ

ค. กำรพัฒนำหลกั สูตรระดบั เขตพ้นื ที่ ง. กำรพัฒนำหลกั สตู รระดบั ห้องเรยี น

๔. กิจกรรมทีส่ ง่ เสรมิ และพฒั นำผเู้ รยี นให้รูจ้ กั ตนเอง สำมำรถตัดสินใจ คดิ แกป้ ัญหำ คอื กจิ กรรมในขอ้

ใด

ก. กจิ กรรมแนะแนว ข. กจิ กรรมนักเรยี น

ค. กิจกรรมบำเพ็ญตน ง. กิจกรรมเพ่อื สังคมและสำธำรณประโยชน์

๕. เนน้ กำรเพิ่มพนู ควำมรู้ และทกั ษะเฉพำะด้ำน เป็นหลักกำรจดั กำรศึกษำตำมหลักสูตรแกนกลำงฯ

ระดับใด

ก. ระดับก่อนประถมศกึ ษำ ข. ระดับประถมศึกษำ

ค. ระดับมัธยมศกึ ษำตอนต้น ง. ระดบั มธั ยมศกึ ษำตอนปลำย

๖. กำรจดั เวลำเรยี นหลักสตู รแกนกลำงกำรศึกษำขั้นพน้ื ฐำน ๕๑ ในระดบั ประถมศกึ ษำกำหนดจัด

อย่ำงไร

ก. กำหนดเปน็ รำยเดอื น ข. กำหนดเปน็ รำยภำค

ค. กำหนดเปน็ รำยปี ง. กำหนดตำมครผู ู้สอน

๗. กำรประเมินผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรยี นของนกั เรยี นตอ้ งสอดคลอ้ งกับสิง่ ใด

ก. หลกั สูตร ข. นโยบำยของรัฐ

ค. ควำมทนั สมยั ง. แบบเรยี น

๘. กำรตดั สนิ ผลกำรเรียนตำมหลกั สตู รแกนกลำงกำรศกึ ษำขั้นพน้ื ฐำนทง้ั ระดบั ประถมศึกษำและระดับ

มธั ยมศกึ ษำกำหนดเวลำเรยี นของนักเรียนไว้เทำ่ ไรจงึ จะผ่ำนเกณฑ์

ก. ไม่น้อยกว่ำรอ้ ยละ ๖๐ ของเวลำเรยี นทั้งหมด ข. ไมน่ ้อยกวำ่ รอ้ ยละ ๗๐ ของเวลำเรยี นทั้งหมด

ค. ไมน่ ้อยกว่ำร้อยละ ๘๐ ของเวลำเรยี นทั้งหมด ง. ไมน่ อ้ ยกวำ่ รอ้ ยละ ๙๐ ของเวลำเรียนทั้งหมด

๙. จำนวนเวลำเรียน ๔๐ ชั่วโมง เทำ่ กับกหี่ น่วยกติ

ก. ๐.๕ หนว่ ยกิต ข. ๑ หนว่ ยกติ ค. ๑.๕ หน่วยกติ ง. ๒ หนว่ ยกติ

๑๐. กำรศกึ ษำภำคบังคับมจี ำนวนก่ปี ี

ก. จำนวน ๙ ปี ข. จำนวนไมน่ อ้ ยกวำ่ ๙ ปี ค. จำนวน ๑๒ ปี ง. จำนวนไมน่ ้อย

กว่ำ ๑๒ ปี

41

แบบฝกึ หดั ท่ี ๒

คาสงั่ จงใส่เครือ่ งหมาย / ในหนา้ ข้อความทเี่ หน็ วา่ ถกู และใสเ่ คร่ืองหมาย X ในหนา้ ขอ้ ความท่ี
เหน็ วา่ ผิด

๑. หลักสตู ร หมำยถึงมวลประสบกำรณค์ วำมรตู้ ำ่ ง ๆ ทจ่ี ดั ให้ผู้เรียนทั้งในและนอก
ห้องเรียน

๒. หลักสตู ร เป็นแผนกำรเรยี นหรือเครือ่ งชแ้ี นวทำงกำรเรยี นของนกั เรียน เพรำะ
หลกั สูตรจะ
กำหนดจุดมุ่งหมำย เน้อื หำสำระ กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนและกำรประเมินผลไว้เป็นแนวทำง

๓. หลกั สตู รย่อมเป็นแนวทำงในกำรสง่ เสรมิ ควำมเจรญิ กำ้ วหนำ้ และพัฒนำกำรของครู
ตำม
จดุ มงุ่ หมำยของกำรศึกษำ

๔. หลกั สูตร ระดับห้องเรยี นมคี วำมสำคัญตอ่ กำรนำไปสู่กำรปฏิบตั เิ พ่ือจดั กำรเรยี นรทู้ ี่
เกดิ กบั
ผเู้ รียนโดยตรง โดยมรี ำยละเอยี ดและเอกสำรประกอบที่กำหนดแนวทำงวำ่ จะสอนใคร เรื่องใด
เพอ่ื อะไร

๕. องค์ประกอบของหลกั สตู ร นับว่ำเปน็ สว่ นสำคัญท่ีจะทำใหค้ วำมหมำยของหลักสตู ร
สมบูรณ์
และสำมำรถใช้เป็นแนวทำงในกำรจดั กำรเรยี นกำรสอน กำรประเมนิ ผล และกำรปรับปรุงกำรเรียน
กำรสอนหรือกำรพัฒนำหลกั สตู รได้

๖. กำรนำหลกั สตู รไปใช้ ตรงกับคำศพั ทใ์ นภำษำองั กฤษว่ำ Curriculum
implemenettational

๗. หลกั สูตรกำรศกึ ษำข้นั พน้ื ฐำนพุทธศักรำช ๒๕๕๑ ได้กำหนดโครงสรำ้ งของหลกั สตู ร
กำรศกึ ษำ
ขนั้ พืน้ ฐำน กำหนดไว้ ๔ ชว่ งชน้ั

๘. กิจกรรมแนะแนว เปน็ กจิ กรรมทสี่ ่งเสรมิ และพฒั นำควำมสำมำรถของผู้เรียนให้
เหมำะสมตำม
ควำมแตกตำ่ งระหวำ่ งบุคคลสำมำรถคน้ พบและพัฒนำศักยภำพของตน เสรมิ สร้ำงทกั ษะชีวิตและ
กำรพัฒนำตนสโู่ ลกอำชีพและมงี ำนทำ

๙. หลกั สตู รแบบเนือ้ หำวิชำหรือแบบรำยวิชำ เปน็ หลกั สูตรแบบใหม่ที่เน้นกำรถ่ำยทอด
จำกครู
เปน็ หลัก ต้องกำรใหผ้ ู้เรยี นไดเ้ รยี นรู้เนอ้ื หำควำมรูต้ ่ำงๆจะจัดไว้เพ่ือถ่ำยทอดอย่ำงมีระเบยี บตำมที่ผรู้ ู้
ในแต่ละวชิ ำไดก้ ำหนดไว้

๑๐. หลักสตู รกจิ กรรมและประสบกำรณ์ หลักสูตรนีจ้ ะยึดเอำกจิ กรรม ควำมสนใจและ
ประสบกำรณ์แวดล้อมมำเป็นแนวทำงในกำรจัดลำดับประสบกำรณก์ ำรเรียนรู้ เพอ่ื ให้ผ้เู รียนสำมำรถ
นำควำมรูไ้ ปใชไ้ ด้ในชีวิตจรงิ

แบบฝกึ หดั ท่ี ๓ 42

คาสงั่ จงนาพยญั ชนะหนา้ ประโยคมาเติม สภำพกำรณต์ ่ำงๆทีเ่ ปลย่ี นแปลงได้เปน็
หน้าข้อทเี่ หน็ ว่าถกู อยำ่ งดี
ฉ. หลักสตู รทมี่ ีพน้ื ฐำนมำจำกหลักสตู รแบบ
๑. ควำมหมำยหลกั สตู ร
๒. ควำมสำคญั ของหลกั สูตร รำยวิชำเน่อื งจำกเมอื่ นำหลกั สตู รรำยวิชำ
๓. องคป์ ระกอบของหลกั สตู ร ไปใช้
๔. โครงสรำ้ งของหลกั สูตร
๕. กิจกรรมแนะแนว กำรเรยี นรขู้ องผเู้ รยี นในแตล่ ะวิชำ
๖. กจิ กรรมนักเรยี น แตกแยก
๗. หลกั สตู รแบบเน้ือหำวชิ ำหรอื แบบ
รำยวิชำ กนั มำกขน้ึ ผ้เู รียนนำควำมรูไ้ ปใช้
๘. หลักสตู รแบบสมั พนั ธว์ ิชำ ประโยชนไ์ ด้
๙. หลกั สูตรกจิ กรรมและประสบกำรณ์
๑๐. ลักษณะของหลกั สตู รทด่ี ี นอ้ ยเพ่อื แกป้ ญั หำน้ี จึงนำเนอ้ื หำวิชำ
ก. ยดึ เอำกิจกรรม ควำมสนใจและ ตำ่ งๆทม่ี ี
ประสบกำรณ์
แวดล้อมมำเป็นแนวทำงในกำรจดั ลำดบั ลักษณะคลำ้ ยคลึง และมสี ว่ นเก่ยี วขอ้ ง
ประสบกำรณก์ ำรเรียนรู้ เพ่ือใหผ้ ู้เรยี น สมั พันธก์ ันจดั ไว้ดว้ ยกัน
สำมำรถนำควำมรไู้ ปใช้ไดใ้ นชวี ิตจริง ช. กิจกรรมทผี่ ู้เรยี นปฏิบตั ดิ ้วยตนเองอยำ่ ง
ข. กจิ กรรมท่ีสง่ เสริมและพฒั นำ ครบ
ควำมสำมำรถ วงจร ตัง้ แตศ่ กึ ษำวิเครำะห์ วำงแผน
ของผู้เรียนใหเ้ หมำะสมตำมควำม ปฏบิ ตั ิ
แตกตำ่ ง ตำมแผน ประเมิน และปรบั ปรงุ กำร
ระหว่ำงบุคคลสำมำรถค้นพบและพัฒนำ ทำงำน
ศักยภำพของตน เสรมิ สร้ำงทกั ษะชีวติ โดยเนน้ กำรทำงำนรว่ มกันเป็นกล่มุ
และ ซ. เปน็ แผนปฏบิ ตั ิงำนหรอื เคร่อื งชแ้ี นวทำง
กำรพัฒนำตนสโู่ ลกอำชีพและมงี ำนทำ ปฏบิ ตั งิ ำนของครู เพรำะหลักสูตรจะ
ค. มวลประสบกำรณค์ วำมรู้ตำ่ งๆ ทีจ่ ัดให้ กำหนด
ผเู้ รียน จดุ มุ่งหมำยเนื้อหำสำระ กำรจัดกิจกรรม
ทัง้ ในและนอกหอ้ งเรียน กำร
ง. กำรกำหนดรูปแบบของกำรจดั เนื้อหำ เรยี นกำรสอนและกำรประเมนิ ผลไวเ้ ป็น
สำระ แนวทำง
กำรกำหนดขอบเขตหรือจำนวนควำมมำก ฌ. เป็นหลกั สูตรแบบดั้งเดมิ หรือหลกั สตู รเกำ่
น้อยของสำระ รวมท้ังเวลำเรียน เพื่อให้ ที่
บรรลุ เนน้ กำรถำ่ ยทอดเน้อื หำวิชำเปน็ หลัก
เปำ้ หมำยของหลกั สตู ร ต้องกำร
จ. หลักสตู รมคี วำมคลอ้ งตวั และสำมำรถ ใหผ้ ้เู รียนได้เรยี นรเู้ นอื้ หำควำมรู้ต่ำงๆจะ
ปรบั ปรงุ และยดื หย่นุ ใหเ้ หมำะสมกบั จัด
ไว้เพ่อื ถ่ำยทอดอย่ำงมีระเบยี บตำมทีผ่ ้รู ู้
ในแต่
ละวิชำไดก้ ำหนดไว้
ญ. ส่วนสำคญั ทจ่ี ะทำใหค้ วำมหมำยของ

43

หลักสูตรสมบรู ณ์และสำมำรถใชเ้ ป็น
แนวทำง

ในกำรจัดกำรเรยี นกำรสอน กำร
ประเมินผล

และกำรปรบั ปรุงกำรเรยี นกำรสอนหรอื
กำร

พฒั นำหลกั สตู รได้

44

แบบฝกึ หัดท่ี ๔

คาสั่ง จงตอบคำถำมตอ่ ไปนใี้ หส้ มบูรณแ์ ละถูกต้อง
๑. คำวำ่ “หลกั สูตร” มีควำมหมำยว่ำอย่ำงไร จงอธบิ ำยมำพอเขำ้ ใจ
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
๒. หลกั สตู รมีควำมสำคัญตอ่ กำรศึกษำอย่ำงไร จงอธบิ ำยพอสังเขป
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
๓. องค์ประกอบของหลกั สตู รมีกีอ่ งคป์ ระกอบอะไรบำ้ ง อธิบำยมำพอเขำ้ ใจ
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
๔. รูปแบบของหลักสูตรจำแนกออกได้กีร่ ูปแบบ อะไรบำ้ ง
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................
๕. หลักสูตรทด่ี ีควรเปน็ อยำ่ งไร จงอธิบำยมำอย่ำงละเอียด
...................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................................
..........................................................................................................................................................

45

อา้ งองิ ประจาบท

ยุทธนำ ปฐมวรชำต.ิ “การพฒั นาหลกั สตู รทอ้ งถิน่ : แนวคิดเชงิ ปฏิบตั ทิ เี่ ป็นพน้ื ฐานสาคัญสกู่ าร
พฒั นาหลกั สตู รการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐานระดบั สถานศกึ ษา”, วำรสำรวชิ ำกำร. ๕ (พฤษภำคม
๒๕๔๕) ๑๑-๑๗. ๒๕๔๕.

วิจิตร ศรสี ะอำ้ น “ความหมายของการศึกษา” เอกสารการสอนชดุ วิชา พน้ื ฐานการศึกษา หนว่ ยที่ ๖
ปรัชญากบั การศกึ ษา กรุงเทพ : สำนักพิมพ์ มหำวทิ ยำลัยสโุ ขทยั ธรรมมำธิรำช ๒๕๓๙

วชิ ัย วงษ์ใหญ่. พฒั นาหลกั สูตรและการสอน. ภาควิชาหลกั สตู รและการสอน มหำวทิ ยำลยั
ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒประสำนมิตร. ๒๕๒๑.
. พฒั นาหลกั สตู รและการสอนมิติใหม.่ กรงุ เทพฯ:ธเนศวรกำรพิมพ.์ ๒๕๓๗.

สงัด อทุ รำนนั ท์. พน้ื ฐานการพฒั นาหลกั สตู ร. กรงุ เทพฯ : กระทรวงศกึ ษำธกิ ำร. ๒๕๓๒.
. พน้ื ทแ่ี ละหลักการพฒั นาหลักสูตร. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พม์ ติ รสยำม. ๒๕๓๒.

สันต์ สิงหภกั ดี และสนั ติสุข โสภณศริ (แปล). ที่น่ไี มม่ โี รงเรยี น ไอวาน อลิ ลชิ . ๒๕๓๗.
สำโรช บวั ศร.ี แนวคดิ บางประการทางการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ :กระทรวงศกึ ษำธกิ ำร. ๒๕๑๔
สจุ ริต เพียรชอบ. E Learning การพฒั นาหลกั สตู ร. กรงุ เทพฯ : จฬุ ำลงกรณ์มหำวทิ ยำลัย. ๒๕๔๘.
สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรศกึ ษำแหง่ ชำต.ิ คณะอนุกรรมกำรปฏิรูปกำรเรยี นรู้.ปฏิรปู การเรียนรู้

ผู้เรียนสาคัญทส่ี ดุ . กรุงเทพฯ : โรงพิมพก์ ำรศำสนำ, ๒๕๔๓.
สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรศกึ ษำแห่งชำติ สำนักนำยกรฐั มนตร.ี พระราชบญั ญัตกิ ารศึกษา แห่งชาติ

พ.ศ. ๒๕๔๒ และท่ีแก้ไขเพม่ิ เตมิ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕. กรงุ เทพฯ : บริษทั พริกหวำน
กรำฟฟิค จำกดั , ม.ป.ป.
สนั ต์ ธรรมบำรงุ . หลกั สูตรและการบรหิ ารหลกั สตู ร. กรุงเทพฯ : ภำคพฒั นำตำรำและเอกสำรวชิ ำกำร
กรมกำรฝกึ หดั คร,ู ๒๕๒๗.
สำนักงำนคณะกรรมกำรพฒั นำกำรเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชำติ. แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคม
แหง่ ชาตฉิ บับทÁี ๑๐. กรงุ เทพฯ : สำนักงำนคณะกรรมกำรพฒั นำเศรษฐกจิ และสงั คม
แห่งชำติ, ๒๕๕๐
สำรำญ คงชะวนั . การพฒั นาหลกั สตู รกบั การวิจัยและการพฒั นาสถานศกึ ษา. วำรสำรศึกษำศำสตร์
มหำวิทยำลยั ทกั ษิณ. ๒ (๒): ๑๓-๒๐. ๒๕๔๖.

บทท่ี ๓

พนื้ ฐานทางหลักสูตร

สาระสาคญั

การจัดการศึกษาของประเทศไทยมวี วิ ฒั นาการมาต้ังแตส่ มยั โบราณเรอ่ื ยมาจนถึงปัจจบุ นั
ด้วยความเชอื่ ทว่ี า่ การศกึ ษาชว่ ยกาหนดทิศทางของชาติ เพือ่ พัฒนาคนไทยให้มคี วามพร้อมทจี่ ะเป็น
กาลังสาคัญสาหรบั การพฒั นาประเทศใหเ้ จริญก้าวหนา้ ความเปน็ มาของการศกึ ษาไทยมีประวัติท่ี
นา่ สนใจ การจดั การศึกษาของไทยมีววิ ัฒนาการมาโดยตลอด อาจจะเป็นเพราะมปี จั จยั ทัง้ ภายในและ
ภายนอกประเทศทาใหส้ ังคมมีการเปลีย่ นแปลง กลา่ วคอื ปัจจยั ภายในเกิดจากความต้องการพฒั นา
สังคมให้มคี วามเจรญิ และทันสมัย สว่ นปจั จยั ภายนอกเกิดจากกระแสความเปล่ยี นแปลงของสงั คมโลก
ทง้ั ด้านเศรษฐกิจและการเมอื ง ตลอดจนการตดิ ต่อสื่อสารกันทาให้ประเทศไทยต้องปรับตวั ใหท้ ันสมยั
เพ่ือความอยู่รอดและประเทศไดเ้ กดิ การพฒั นาใหท้ ดั เทยี มกับนานาประเทศ

ขอบเขตเนือ้ หา

1. ความเปน็ มาและระบบการศึกษาไทย
2. พื้นฐานทางสังคมความและวฒั นธรรม
3. พน้ื ฐานทางเศรษฐกิจ
4. พืน้ ฐานทางดา้ นการเมืองและการปกครอง
5. พ้นื ฐานทางดา้ นสภาพสังคมในอนาคต
6. ปัญหาอุปสรรคในการจดั การหลักสตู รไทย

วัตถุประสงค์

๑. เพือ่ ศึกษาและเรยี นรูเ้ กย่ี วกับความเป็นมาของพืน้ ฐานทางหลักสูตร
๒. เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความตระหนักถึงความสาคัญของการพฒั นาหลกั สตู ร
๓. เพ่อื ใหม้ ีความเขา้ ใจถึงการพัฒนาหลักสูตรและการใชห้ ลกั สตู ร
๔. เพอ่ื ให้รแู้ ละเขา้ ใจถงึ ต่างๆทางดา้ นหลกั สตู รปจั จัย

บทนา

การจดั การศึกษาของประเทศไทยมีวิวฒั นาการมาตงั้ แต่สมยั โบราณเรื่อยมาจนถงึ ปัจจุบัน
ด้วยความเชื่อท่ีว่าการศึกษาช่วยกาหนดทิศทางของชาติ เพ่ือพฒั นาคนไทยใหม้ ีความพร้อมท่จี ะเป็น
กาลังสาคัญสาหรบั การพัฒนาประเทศให้เจรญิ กา้ วหนา้ ความเปน็ มาของการศึกษาไทยมีประวัติที่
น่าสนใจ การจดั การศึกษาของไทยมวี วิ ฒั นาการมาโดยตลอด อาจจะเปน็ เพราะมปี ัจจยั ทั้งภายในและ
ภายนอกประเทศทาใหส้ งั คมมกี ารเปลี่ยนแปลง กลา่ วคอื ปัจจัยภายในเกดิ จากความต้องการพฒั นา
สังคมให้มีความเจรญิ และทนั สมยั สว่ นปจั จัยภายนอกเกดิ จากกระแสความเปลยี่ นแปลงของสังคมโลก
ท้ังด้านเศรษฐกจิ และการเมอื ง ตลอดจนการตดิ ต่อส่ือสารกนั ทาให้ประเทศไทยตอ้ งปรบั ตวั ใหท้ ันสมัย
เพื่อความอยูร่ อดและประเทศได้เกดิ การพฒั นาใหท้ ดั เทียมกับนานาประเทศ ด้วยเหตุผลทก่ี ล่าวมาทา

๔๗

ให้การจดั การศึกษาของไทยมีวิวัฒนาการเรือ่ ยมา ซ่งึ เป็นปจั จัยทช่ี ว่ ยเสริมความเจริญกา้ วหนา้ ท้ัง
ทางดา้ นสังคม เศรษฐกจิ และการเมืองของชาติให้ม่นั คงและเจรญิ ก้าวหน้า ดังจะได้กล่าวถงึ
ววิ ัฒนาการของการศึกษาไทย

๑. ความเป็นมาระบบไทยการศึกษา

การจดั การศกึ ษาของประเทศไทยมวี วิ ัฒนาการมาต้งั แตส่ มัยโบราณเรือ่ ยมาจนถงึ ปจั จบุ ัน
ด้วยความเช่อื ทวี่ า่ การศึกษาช่วยกาหนดทิศทางของชาติ เพื่อพฒั นาคนไทยให้มคี วามพร้อมท่ีจะเป็น
กาลังสาคัญสาหรบั การพฒั นาประเทศใหเ้ จริญก้าวหนา้ ความเป็นมาของการศึกษาไทยมปี ระวตั ิที่
น่าสนใจแบง่ ออกได้ ๕ ช่วง ดงั น้ี (ประไพ เอกอนุ่ . )

๑ การศึกษาสมยั กรงุ สุโขทยั (พ.ศ. ๑๗๘๑ - พ.ศ. ๑๙๒๑)
๒ การศกึ ษาสมัยกรงุ ศรีอยุธยา (พ.ศ. ๑๘๙๓ - พ.ศ. ๒๓๑๐)
๓ การศกึ ษาสมยั กรุงธนบุรีและกรงุ รัตนโกสินทร์ตอนตน้ (พ.ศ. ๒๓๑๑ – พ.ศ. ๒๔๑๑)
๔. การศึกษาไทยสมัยพฒั นาการศึกษา (พ.ศ. ๒๔๙๒ พ.ศ. ๒๕๓๔)
๕. การศึกษาสมยั ปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๓๕ ปัจจบุ ัน)
การจัดการศึกษาของไทยมีววิ ฒั นาการมาโดยตลอด อาจจะเปน็ เพราะมีปจั จยั ทัง้ ภายในและ
ภายนอกประเทศทาใหส้ งั คมมกี ารเปลยี่ นแปลง กล่าวคือ ปจั จัยภายในเกดิ จากความต้องการพฒั นา
สงั คมใหม้ คี วามเจรญิ และทนั สมยั สว่ นปจั จัยภายนอกเกิดจากกระแสความเปลยี่ นแปลงของสังคมโลก
ท้ังด้านเศรษฐกจิ และการเมอื ง ตลอดจนการตดิ ต่อสอื่ สารกันทาให้ประเทศไทยต้องปรบั ตัวให้ทันสมยั
เพ่ือความอยู่รอดและประเทศได้เกิดการพฒั นาใหท้ ดั เทยี มกบั นานาประเทศ ดว้ ยเหตุผลทก่ี ล่าวมาทา
ให้การจัดการศึกษาของไทยมีววิ ัฒนาการเรื่อยมา ซง่ึ เป็นปัจจัยท่ชี ่วยเสริมความเจริญก้าวหน้าท้ัง
ทางด้านสงั คม เศรษฐกจิ และการเมืองของชาติให้มนั่ คงและเจรญิ ก้าวหนา้ ดงั จะได้กล่าวถงึ
วิวฒั นาการของการศกึ ษาไทย ดังน้ี 1

การศกึ ษาของไทยสมยั โบราณ ( พ.ศ. ๑๗๘๑ - พ.ศ. ๒๔๑๑)
การศกึ ษาสมยั นเ้ี ปน็ การศึกษาแบบสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีทีม่ มี ากแต่เดมิ จาเปน็ ที่คน
ไทยในสมัยนัน้ ต้องขวนขวายหาความรูจ้ ากผรู้ ู้ในชมุ ชนตา่ งๆ ซง่ึ การศกึ ษาในสมัยน้ีมบี า้ นและวดั เป็น
ศนู ย์กลางของการศึกษา เชน่ บ้านเป็นสถานท่ีอบรมกลอ่ มเกลาจติ ใจของสมาชิกภายในบ้าน โดยมพี อ่
และแมท่ าหนา้ ที่ในการถา่ ยทอดอาชพี และอบรมลกู ๆ วงั เปน็ สถานท่ีรวมเอานักปราชญส์ าขาต่าง ๆ
มาเป็นขุนนางรบั ใช้เบ้อื งพระยุคลบาท โดยเฉพาะงานช่างศิลปหัตถกรรมเพื่อสร้างพระราชวังและ
ประกอบพระราชพิธตี ่างๆ ซึง่ เปน็ สถานที่ที่ถา่ ยทอดความรูต้ ่าง ๆ จากคนรนุ่ หนง่ึ ไปส่คู นอกี รุ่นหนึ่ง
สว่ นวดั เป็นสถานท่ปี ระกอบพิธกี รรมทางศาสนา พระจะทาหนา้ ที่ในการอบรมส่งั สอนธรรมะแก่
พทุ ธศาสนิกชน โดยเฉพาะผ้ชู ายไทยมโี อกาสได้ศึกษาธรรมะและบวชเรยี น ในสังคมไทยจึงนยิ มให้
ผชู้ ายบวชเรียนกอ่ นแตง่ งานทาใหม้ ีคณุ ธรรมและจติ ใจมั่นคงสามารถครองเรอื นไดอ้ ย่างมคี วามสขุ
นอกจากน้ผี ทู้ มี่ าบวชเรยี นมาแสวงหาความรูเ้ รอื่ งธรรมะในวัดแล้ว ยังสามารถแลกเปลยี่ นและถา่ ยทอด
ความรู้ในดา้ นศิลปวทิ ยาการต่าง ๆ ทเ่ี คยไดอ้ บรมจาก ครอบครัวมา จะเห็นได้ว่าสถาบันทงั้ สามน้ลี ว้ น

1 กรมวิชาการ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร 2539. กรมวิชาการ. การปฏิรูปการเรียนรู้ทเ่ี นน้ ผเู้ รียนสาคัญ
ที่สุด : แนวทางสู่การปฏิบัติ. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรสุ ภา, 2543). หน้า 78

๔๘

แต่มี บทบาทในการศกึ ษาอบรมสาหรบั คนไทยในสมัยน้ัน ในการถ่ายทอดจากคนรนุ่ หนงึ่ ไปส่คู นอกี รุ่น
หนงึ่ นอกจากนีใ้ นชุมชนต่าง ๆ กม็ ภี มู ปิ ัญญามากมายซ่ึงมปี ราชญ์แต่ละสาขาวชิ า เช่น ดา้ นการ
กอ่ สรา้ ง หัตถกรรม ศิลปกรรม ประตมิ ากรรม และแพทยแ์ ผนโบราณเปน็ ตน้ สว่ นพระมหากษตั รยิ ใ์ น
สมัยนีม้ พี ระราชกรณยี กจิ อันเปน็ ประโยชนต์ อ่ การจดั การศกึ ษาในสมัยนั้นและมีอิทธิพลตอ่ มา กลา่ วคือ
พ่อขนุ รามคาแหงมหาราชและพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พระเจา้ ลไิ ท) ซ่ึงพระราชกรณยี ะกจิ ท่สี าคญั
เชน่ การประดิษฐอ์ กั ษรไทยขน้ึ คร้งั แรก โดยทรงดัดแปลงมาจากตัวหนังสือขอมและมอญ อันเป็น
รากฐานด้านอกั ษรศาสตร์จนนามาสูก่ ารพฒั นาปรบั ปรุงเป็นอกั ษรไทยในปจั จุบัน ศิลาจารึกหลกั ที่ ๑
จึงเป็นศิลาจารกึ ที่จารกึ เปน็ อักษรไทยให้ความรู้เกย่ี วกับประวตั คิ วามเป็นมาของสโุ ขทัยในดา้ น
ประวัติศาสตร์สว่ นการบารุงพุทธศาสนาในรชั กาลพระมหาธรรมราชาที่ ๑ ( พระเจ้าลิไท) ทาให้
พระพุทธศาสนาเจริญร่งุ เรอื งมากในสมัยน้ี ด้วยเหตุผลทีว่ า่ พระองคท์ รงสละราชยส์ มบตั อิ อกบวชเป็น
พระภกิ ษุชว่ั ระยะหนง่ึ นับเป็นแบบอย่างของการบวชเรยี นในสมัยต่อมา การทพี่ ระองคท์ รงจดั ระเบยี บ
การปกครองคณะสงฆ์โดยกาหนดให้การปกครองสงฆอ์ อกเป็นสองคณะ กลา่ วคือ คณะอรัญวาสีและ
คณะคามวาสี และการทีพ่ ระองค์ทรงพระนิพนธ์หนังสือไตรภมู ิพระรว่ ง ซึ่งเปน็ หนังสอื เก่ียวกับ
พระพุทธศาสนาท่ีมุ่งเน้นการสอนศีลธรรมใหร้ าษฎรประพฤติแต่ส่ิงทีด่ ีงามละเว้นความช่วั ผู้ประพฤติดี
จะไดข้ ึน้ สวรรค์ผูป้ ระพฤตชิ ่วั จะต้องตกนรก ซ่งึ พระองค์ทรงบรรยายไวอ้ ันนา่ สะพรึงกลัวนับเปน็
วรรณคดีร้อยแก้วท่มี ีความสาคัญทส่ี ุดในสมยั สุโขทยั โดยกล่าวถงึ โลกมนุษย์ สวรรคแ์ ละนรกเปน็
วรรณคดีทีไ่ ดร้ บั การกลา่ วอา้ งถึงในวรรณกรรมตา่ งๆ และเป็น วรรณคดที ่ีมคี วามสาคญั ต่อคาสอนใน
พุทธศาสนามาจนถึงปัจจบุ ันน้ี

การศึกษาในสมยั สโุ ขทัย (พ.ศ. ๑๗๘๑ พ.ศ. ๑๙๒๑) มีลกั ษณะการจัด ดังนี้
๑. รูปแบบการจัดการศกึ ษา แบง่ ออกเปน็ ๒ ฝ่าย กล่าวคอื ฝา่ ย อาณาจักรแบ่งออกเป็น ๒
สว่ น ไดแ้ ก่ สว่ นทห่ี นงึ่ เป็นการจัดการศึกษาสาหรับผชู้ ายท่เี ป็นทหาร เชน่ มวย กระบี่ กระบองและ
อาวธุ ต่างๆ ตลอดจนวธิ ีการบงั คบั มา้ ช้าง ตาราพิชยั ยทุ ธ์ซ่ึงเป็นวชิ าชัน้ สูงของผทู้ จี่ ะเปน็ แมท่ ัพนายก
อง และส่วนทส่ี อง พลเรอื น เป็นการจัดการศกึ ษาให้แกพ่ ลเรือนผู้ชายเรียนคมั ภรี ไ์ ตรเวทโหราศาสตร์
เวชกรรม ฯลฯ สว่ นพลเรอื นผู้หญงิ ให้เรยี นวิชาช่างสตรี การปัก การยอ้ ม การเยบ็ การถักทอ
นอกจากนั้นมกี ารอบรมบม่ นสิ ยั กิรยิ ามารยาท การทาอาหารการกินเพื่อเตรียมตวั เป็นแมบ่ า้ นแม่เรอื น
ทดี่ ตี อ่ ไป
ฝ่ายศาสนาจกั ร เป็นการศึกษาเกย่ี วกบั พระพุทธศาสนาการจดั การศกึ ษาในสมยั สุโขทัย จงึ
เปน็ การจัดการศึกษาท่ีเน้นพระพทุ ธศาสนาและศลิ ปศาสตร์ สมยั นีพ้ ่อขนุ รามคาแหงได้นาช่างชาวจนี
เขา้ มาเผยแพรก่ ารทาถว้ ยชามสังคโลกใหแ้ กค่ นไทย และหลงั จากท่ที รงคิดประดษิ ฐอ์ กั ษรไทยแลว้ งาน
ด้านอักษรศาสตรเ์ จรญิ ขึ้น มีการสอนภาษาไทยในพระบรมมหาราชวงั มวี รรณคดีที่สาคญั คอื หนงั สือ
ไตรภมู พิ ระร่วงและตารบั ทา้ วศรีจฬุ าลักษณ์
สถานศกึ ษา สาหรบั สถานศกึ ษาในสมยั นี้ ประกอบดว้ ย
(๑) บา้ น เป็นสถาบนั สงั คมพน้ื ฐานที่ช่วยทาหนา้ ท่ีในการถา่ ยทอดความรูด้ า้ นอาชีพตามบรรพ
บรุ ุษ การก่อสร้างบา้ นเรือนศิลปการป้องกันตัวสาหรบั ลูกผชู้ ายและการบา้ นการเรอื น เช่น การจบี พลู
การทาอาหารและการทอผา้ สาหรบั ลูกผู้หญงิ เป็นต้น
(๒) สานกั สงฆ์ เป็นสถานศกึ ษาทีส่ าคญั ของราษฎรทว่ั ไป เพอ่ื หน้าทีข่ ัดเกลาจติ ใจ และ
แสวงหาธรรมะต่างๆ

๔๙

(๓) สานกั ราชบัณฑติ เปน็ บา้ นของบคุ คลที่ประชาชนยกย่องว่ามคี วามรู้สูง บางคนก็เป็นขุน
นางมยี ศถาบรรดาศักดิ์ บางคนก็เคยบวชเรียนแลว้ จงึ มีความรู้ แตกฉานในแขนงต่างๆ

(๔) พระราชสานกั เป็นสถานศกึ ษาของพระราชวงศ์และบตุ รหลานของขนุ นางในราชสานักมี
พราหมณ์หรอื ราชบัณฑิตเป็นครสู อน

วชิ าทส่ี อน ไม่ไดก้ าหนดตายตวั พอแบง่ ออกไดด้ ังนี้
(๑) วชิ าความรูส้ ามญั สนั นษิ ฐานว่าในชว่ งตน้ สุโขทยั ใชภ้ าษาบาลี และสนั สกฤตในการศกึ ษา
ตอ่ มาในสมัยหลังจากที่พ่อขุนรามคาแหงได้ทรงประดษิ ฐ์อกั ษรไทยขน้ึ ใชเ้ ม่อื พ.ศ. ๑๘๒๖ จงึ มกี าร
เรยี นภาษาไทยกัน
(๒) วิชาชพี เรียนกนั ตามแบบอยา่ งบรรพบุรุษ ตระกูลใดมีความชานาญดา้ นใดลูกหลานจะมี
ความถนัดและประกอบอาชีพตามแบบอยา่ งกันมา เช่น ตระกูลใดเปน็ แพทย์ก็จะสอนบตุ รหลานให้
เปน็ แพทย์
(๓) วชิ าจริยศึกษา สอนให้เคารพนบั ถอื บรรพบุรษุ การร้จู กั กตัญญูรคู้ ุณการรักษา
ขนบธรรมเนียมประเพณดี ้งั เดมิ และการรูจ้ กั ทาบุญใหท้ าน ถือศลี ในระหว่างเข้าพรรษา เปน็ ต้น
(๔) วิชาศิลปะป้องกันตัว เป็นการสอนให้รจู้ กั การใชอ้ าวุธ การบังคบั สตั ว์ท่ีใชเ้ ปน็ พาหนะใน
การออกศึกและตาราพชิ ยั ยทุ ธ
การศกึ ษาในสมัยกรงุ ศรีอยธุ ยา (พ.ศ. ๑๘๙๓ - พ.ศ. ๒๓๑๐)
กรุงศรีอยธุ ยาซ่งึ เป็นราชธานอี ันยาวนาน ๔๑๗ ปี ซ่งึ มคี วามเจริญทงั้ ทางด้านการเมอื ง
เศรษฐกิจและสังคม การเปลย่ี นแปลงดังกล่าวนบั เกดิ จากมชี นชาติต่าง ๆ ในเอเชยี เขา้ มาติดตอ่ คา้ ขาย
และเข้ามาเพ่ือตั้งหลักแหลง่ หากินในดนิ แดนไทย เชน่ จนี มอญ ญวน เขมร อนิ เดียและอาหรบั และ
ตั้งแตร่ ชั สมัยพระรามาธบิ ดีท่ี ๒ ชาตติ ะวนั ตกได้เร่มิ เขา้ มาตดิ ต่อค้าขาย เช่น ชาติโปรตเุ กสเข้ามาเป็น
ชาติแรก และมีชนชาตอิ ืน่ ๆ ติดตามมา เช่น ฮอลนั ดา ฝร่ังเศส อังกฤษ เป็นตน้ มีผลใหก้ ารศกึ ษาไทย
มีความเจริญขนึ้ โดยเฉพาะใน รชั สมยั สมเดจ็ พระเจ้าปราสาททองและสมเดจ็ พระนารายณ์มหาราช
ลักษณะการจดั การศกึ ษาสมยั กรงุ ศรีอยธุ ยา มีดังน้ี 2
รปู แบบการจดั การศึกษา มดี งั นี้
(๑) การศึกษาวิชาสามัญ เน้นการอ่าน เขยี น เรยี นเลข อนั เปน็ วิชาพื้นฐานสาหรับการ
ประกอบสมั มาอาชพี ของคนไทย พระโหราธบิ ดไี ดแ้ ต่งแบบเรยี นภาษาไทย ชือ่ จนิ ดามณี ถวายสมเดจ็
พระนารายณ์มหาราชซง่ึ ใช้เป็นแบบเรียนสืบมาเป็นเวลานาน
(๒) การศึกษาทางดา้ นศาสนา วัดยงั มบี ทบาทมากในสมยั สมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั บรมโกศ
พระองค์ทรงส่งเสริมพทุ ธศาสนาโดยทรงวางกฎเกณฑ์ไว้วา่ ประชาชนคนใดไม่เคยบวชเรียนเขียนอ่าน
มาก่อน จะไมท่ รงแต่งตัง้ ให้เปน็ ข้าราชการและในสมยั สมเดจ็ พระนารายณม์ หาราชเป็นต้นมา มนี กั
สอนศาสนาหรอื มชิ ชันนารไี ด้จัดต้ังโรงเรียนสอนหนงั สอื และวิชาอ่ืน ๆ ข้ึนเรยี กโรงเรยี นมิชชนั นารีนวี้ ่า
โรงเรยี นสามเณร เพ่ือชกั จูงให้ชาวไทยหันไปนับถอื ศาสนาครสิ ต์
(๓) การศกึ ษาทางด้านภาษาศาสตรแ์ ละวรรณคดี ปรากฏวา่ มีการสอนทั้งภาษาไทยบาลี
สนั สกฤต ฝรั่งเศส เขมร พม่า มอญ และภาษาจนี ในรชั สมัยสมเดจ็ พระนารายณม์ หาราชมวี รรณคดี
หลายเลม่ เชน่ เสือโคคาฉันท์ สมทุ รโฆษคาฉันท์ อนิรุทธ์คาฉันท์ และกาสรวลศรีปราชญ์ เป็นต้น

2 ใจทพิ ย์ เชือ้ รัตนพงษ์. การพฒั นาหลกั สูตร : หลักการและแนวปฏิบัต.ิ (กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์ อลีนเพรส.
2539). หน้า 78 - 80

๕๐

(๔) การศึกษาของผู้หญงิ มีการเรียนวชิ าชีพ การเรอื นการครัว ทอผา้ ตลอดจนกริ ิยามารยาท
เพอื่ ป้องกนั ไม่ให้เขยี นเพลงยาวโต้ตอบกับผู้ชาย แตผ่ ู้หญิงท่อี ยู่ใน ราชตระกลู เริม่ เรียนภาษาไทยตลอด
ท้ังการประพนั ธด์ ้วย ในสมัยน้โี ปรตเุ กสเป็นชาตแิ รกที่นาวิธีการทาขนมหวานท่ีใช้ไข่มาเป็นส่วนผสม
เชน่ ทองหยิบ ฝอยทอง มาเผยแพร่จนขนมเหล่านีเ้ ปน็ เอกลักษณ์ขนมหวานของไทยในปัจจบุ นั

(๕) การศกึ ษาวิชาการด้านทหาร มกี ารจดั ระเบียบการปกครองในแผน่ ดนิ สมเด็จพระบรม
ไตรโลกนาถทรงแยกราชการฝา่ ยทหารและฝา่ ยพลเรือนออกจากกัน หัวหน้าฝ่ายทหารเรียกว่า สมหุ ก
ลาโหม ฝา่ ยพลเรือนเรยี กวา่ สมุหนายก ในรชั สมัยพระรามาธิบดีท่ี ๒ ทรงจดั วางระเบียบทางด้าน
การทหาร มกี ารทาบญั ชี คือ การเกณฑค์ นเข้ารับราชการทหาร ผู้ชายอายุต้งั แต่ ๑๓ ปขี น้ึ ไปถงึ ๖๐ ปี
เรยี กวา่ ไพร่หลวง เชื่อวา่ ตอ้ งมกี ารศึกษาวิชาการทหาร เป็นการศึกษาดา้ นพลศึกษาสาหรับผู้ชาย ฝกึ
ระเบียบวินยั เพื่อฝึกอบรมให้เป็นกาลังสาคัญของชาติ

สถานศกึ ษา ในสมยั กรุงศรอี ยธุ ยานย้ี ังคงเหมอื นกับสมยั สโุ ขทัยทต่ี า่ งออกไป คอื มโี รงเรียน
มชิ ชนั นารี เปน็ โรงเรียนท่ีชาวตะวันตกได้เข้ามาสร้างเพือ่ เผยแพร่ศาสนาและขณะ เดียวกนั ก็สอนวชิ า
สามญั ดว้ ย

๓. เนือ้ หาวิชาทส่ี อน มสี อนทั้งวิชาชีพและวิชาสามญั กล่าวคอื
(๑) วชิ าสามญั มกี ารเรยี นวชิ าการอา่ น เขยี น เลข ใชแ้ บบเรียนภาษาไทยจนิ ดามณี
(๒) วชิ าชีพเรียนรู้กันในวงศต์ ระกูล สาหรับเดก็ ผู้ชายไดเ้ รียนวิชาวาดเขยี น แกะสลกั และ

ชา่ งฝีมอื ตา่ ง ๆ ท่พี ระสงฆเ์ ป็นผสู้ อนให้ สว่ นเดก็ ผู้หญิงเรียนรู้การบา้ นการเรอื นจากพอ่ แม่สมัยต่อมา
หลังชาติตะวนั ตกเขา้ มาแล้วมีการเรยี นวชิ าชพี ชนั้ สงู ดว้ ย เชน่ ดาราศาสตร์ การทานา้ ประปา การทา
ปืน การพาณิชย์ แพทยศาสตร์ ตารายา การก่อสรา้ ง ตาราอาหาร เป็นต้น

(๓) ดา้ นอักษรศาสตร์ มกี ารศกึ ษาด้านอักษรศาสตร์ มวี รรณคดีหลายเล่มทเี่ กดิ ขน้ึ เชน่
สมุทรโฆษคาฉนั ท์ และกาศรวลศรีปราชญ์ เปน็ ต้น อกี ท้ังมกี ารสอนภาษาไทย บาลี สนั สกฤต ฝรงั่ เศส
เขมร พม่า มอญ และจนี

(๔) วิชาจรยิ ศึกษา เนน้ การศึกษาดา้ นพระพุทธศาสนามากขนึ้ เช่นในสมัยพระเจ้าอยูห่ ัว
บรมโกศ ทรงกวดขนั ในเรือ่ งการศึกษาหลักธรรมของพระพทุ ธศาสนามาก มกี ารกาหนดใหผ้ ู้ชายทเ่ี ขา้
รบั ราชการทกุ คนจะตอ้ งเคยบวชเรยี นมาแลว้ เกิดประเพณีการอุปสมบทเมื่ออายุครบ ๒๐ ปี
นอกจากน้ใี นสมัยสมเดจ็ พระนารายณท์ รงใหเ้ สรีภาพไมก่ ีดกนั ศาสนา ทรงอปุ ถมั ภพ์ วกสอนศาสนา
เพราะทรงเหน็ วา่ ศาสนาทุกศาสนาต่างสอนใหค้ นเป็นคนดี

วิชาพลศกึ ษายังคงเหมือนสมัยสโุ ขทยั
๑.๓ การศกึ ษาในสมัยธนบุรีและรตั นโกสินทร์ตอนตน้ (พ.ศ. ๒๓๑๑ พ.ศ. ๒๔๑๑)
การศึกษาในสมยั นเี้ ช่นเดียวกับสมยั อยุธยา บา้ นและวัดยังคงมีบทบาทเหมอื นเดิม การจัดการศึกษา
ในช่วงน้ี มดี ังนี้
(๑) สมยั พระเจา้ กรงุ ธนบุรีเปน็ ระยะเกบ็ รวบรวมสรรพตาราจากแหลง่ ตา่ ง ๆ ท่รี อดพน้ จาก
การทาลายของพมา่ เนน้ การทานุบารงุ ตาราทางศาสนา ศลิ ปะและวรรณคดี
(๒) สมยั พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จุฬาโลก ทรงฟื้นฟูการศึกษาดา้ นอักษรศาสตร์
วรรณคดี มีการแตง่ รามเกยี รติได้เคา้ โครงเรื่องมาจากอินเดียเรอื่ ง รามายณะ ศิลปะ กฎหมาย เช่น
กฎหมายตรา๓ดวง และหลกั ธรรมทางศาสนา มกี ารสังคายนาพระไตรปฎิ ก
(๓) สมยั พระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิ หล้านภาลยั เริ่มมชี าวยโุ รปเชน่ ชาตโิ ปรตุเกสเขา้ มา
ติดตอ่ ทางการคา้ กบั ไทยใหม่ หลงั จากเลิกราไปเม่อื ประมาณปลายสมัยอยุธยา และชาตอิ น่ื ๆ ตามเข้า

๕๑

มาอกี มากมาย เชน่ องั กฤษ ฝร่ังเศส ฮอลันดา เป็นต้น เนื่องจากยโุ รปมีการปฏิวตั อิ ตุ สาหกรรมทาให้
เปล่ยี นระบบการผลิตจากการใช้มอื มาใช้เครอื่ งจกั ร พลังงานจากไอน้าสามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้นจึง
ต้องหาแหลง่ ระบายสนิ ค้า ในสมยั นไี้ ด้ส่งเสรมิ การศกึ ษาทงั้ วิชาสามญั โหราศาสตร์ ดาราศาสตร์ จรยิ
ศาสตร์ มีการตงั้ โรงทานหลวงขึน้ ในพระบรมมหาราชวงั เปน็ ทใ่ี หก้ ารศึกษา

(๔) สมยั พระบาทสมเด็จพระน่งั เกลา้ เจา้ อยู่หัว ทรงส่งเสริมการศึกษาด้านศาสนาเป็นพเิ ศษ มี
การจารึกวชิ าความรสู้ ามัญและวชิ าชพี ลงในแผ่นศลิ าประดับไวต้ ามระเบียงวดั พระเชตุพนจนมผี กู้ ล่าว
วา่ เปน็ มหาวิทยาลัยแหง่ แรกของไทย มีการใชห้ นงั สอื ไทยชื่อ ประถม ก กา และประถมมาลา นบั เปน็
แบบเรยี นเล่มที่ ๒ และ ๓ ต่อจากจินดามณขี องพระโหราธิบดี ตอ่ มานายแพทย์ ดี บี บรดั เลย์ได้นา
กิจการแพทย์สมยั ใหม่ เชน่ การผ่าตดั เข้ามารักษาคนไข้และการตั้งโรงพมิ พห์ นงั สอื ไทยเปน็ ครง้ั แรกใน
ปีพ.ศ. ๒๓๗๙ โดยรบั จ้างพมิ พเ์ อกสารทางราชการเรือ่ งห้ามสูบฝิ่น จานวน ๙,๐๐๐ ฉบับ เม่อื ปพี .ศ.
๒๓๘๒

(๕) สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั ในสมัยนชี้ าวยโุ รป และอเมริกนั เริ่มเขา้ มา
ตดิ ตอ่ คา้ ขายและสอนศาสนา มกี ารนาวิทยาการสมยั ใหม่ ๆ เขา้ มาปรบั ใช้ในเมืองไทยเพิ่มขนึ้ และ
พระองค์ทรงเหน็ ความสาคญั ของการศกึ ษาจงึ ทรงจ้างนางแอนนา เอช เลยี วโนเวนส์ มาสอนสมเดจ็
พระเจ้าลูกยาเธอ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๕ จนรอบรูภ้ าษาอังกฤษเป็นอย่างดี ลักษณะการจดั การศึกษาเป็น
แบบเดมิ ท้งั วัดและบา้ น ในสว่ นวชิ าชพี และวชิ าสามญั มอี กั ษรศาสตร์ ธรรมชาตวิ ทิ ยาหรือ
วิทยาศาสตรก์ ารศึกษาของไทยสมัยโบราณ (พ.ศ. ๑๗๘๐ - พ.ศ. ๒๔๑๑ ) ยังเนน้ การจัดการศึกษาท่ี
วัดและบ้าน โดยมีหลักสตู รเก่ยี วกับการอา่ นและเขยี นภาษาไทยทง้ั ในดา้ นโคลง ฉนั ท์ กาพย์ กลอน
โหราศาสตร์ และไสยศาสตรจ์ ากอาศยั คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา มาจนกระทง่ั ในสมัยพระนารายณ์
มหาราชเร่มิ ใชห้ นงั สือจนิ ดามณีเล่มแรก ตอ่ มามีประถม ก กา และประถมมาลา ส่วนครูผสู้ อนได้แก่
พระภกิ ษุ นักปราชญร์ าชบัณฑติ พ่อแม่ ช่างวชิ าชีพต่างๆ สาหรับการวัดผลไม่มีแบบแผนแตม่ กั จะเน้น
ความจาและความสามารถในการประกอบอาชีพจึงจะไดร้ ับการยกยอ่ งและได้รับราชการ
๒. การศึกษาของไทยสมยั ปฏิรปู การศกึ ษา (พ.ศ. ๒๔๑๒ พ.ศ. ๒๔๗๕) มงุ่ ให้คนเข้ารบั ราชการและมี
ความรู้ทัดเทียมฝรั่งแต่ไม่ใชฝ่ รง่ั (คณะอาจารยภ์ าควชิ าพน้ื ฐานการศกึ ษา. ๒๕๓๒ : ๗) แบ่งออกเป็น
๓ ชว่ ง ดงั น้ี

๒.๑ การศึกษาในรชั สมัยพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยู่หวั หลงั จากทพี่ ระองค์ได้
ครองราชยแ์ ล้ว กไ็ ด้ทรงปรบั ปรงุ ประเทศให้เจริญรุง่ เรืองในทกุ ๆ ดา้ น ท้งั ในด้านการปกครอง การศาล
การคมนาคมและสาธารณสขุ เป็นตน้ โดยเฉพาะดา้ นการศึกษาน้นั พระองค์ได้ทรงตระหนัก เพ่อื
ปรบั ปรงุ คนในประเทศให้มีความรูค้ วามสามารถจะชว่ ยให้ ประเทศชาติมีความเจรญิ ก้าวหนา้ ในทกุ ๆ
ด้าน ดงั พระราชดารสั ท่วี ่า “ วิชาหนังสอื เป็นวชิ าทนี่ ่านับถือและเป็นทน่ี า่ สรรเสรญิ มาแต่โบราณว่า
เป็นวิชาอย่างประเสริฐซึง่ ผยู้ งิ่ ใหญ่นับแต่ พระมหากษตั ริย์เป็นต้นมา ตลอดจนราษฎรพลเมอื งสมควร
และจาเปน็ จะต้องรเู้ พราะเป็นวชิ าที่อาจทาให้การท้ังปวงสาเรจ็ ในทุกสง่ิ ทุกอยา่ ง… (ประไพ เอกอุ่น. )
การท่พี ระองคท์ รงเหน็ ความสาคญั ของการศึกษา จงึ ไดม้ กี ารจัดการศึกษาอยา่ งมีระเบยี บแบบแผน
(Formal education) มีโครงการศึกษาชาติ มโี รงเรียนเกิดขึน้ ในวังและในวัด มีการกาหนดวิชาทีเรยี น
มีการเรยี นการสอบไล่ และมที ุนเลา่ เรียนหลวงให้ไปศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ ซงึ่ ปัจจยั ท่ีมีผลในการ
ปฏริ ปู การศกึ ษาในครัง้ นีม้ ีหลายปัจจยั เช่น

(๑) แนวคดิ และวทิ ยาการตา่ งๆ ของชาตติ ะวนั ตก ซึ่งคณะมิชชันมารีได้นาวิทยาการเขา้ มา
เผยแพร่ในดา้ นการแพทย์ การพมิ พ์หนังสือและระบบโรงเรยี นของพวกสอนศาสนา ตัง้ แต่สมยั

๕๒

พระบาทสมเด็จพระน่งั เกล้าเจา้ อยหู่ ัวและพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสบื เนอ่ื งมาถึงในสมยั
น้ี เปน็ เหตใุ ห้ไทยตอ้ งรับและปรบั ปรงุ แนวคดิ ในการจัดการศึกษาข้นึ เพือ่ ประโยชน์ในการพฒั นา
ประเทศ

(๒) ภัยจากการคุมคามของประเทศมหาอานาจในต้นคริสต์ศตวรรษท่ี ๑๙หรือปลายพทุ ธ
ศตวรรษที่ ๒๔ ลัทธิจักรพรรดนิ ยิ มกาลังแผข่ ยายมายงั ประเทศตา่ งๆ ในเอเชยี ซงึ่ ประเทศเพ่ือนบา้ น
เชน่ พมา่ ญวน เขมรและมลายเู ป็นต้น ต่างตกอย่ภู ายใตก้ ารปกครองของประเทศมหาอานาจ สว่ น
ประเทศไทยมจี ดุ อ่อนทั้งในเร่อื งความล้าหลงั ระบบการปกครองและการกาหนดเขตแดนทีช่ ดั เจน
พระองคจ์ งึ ทรงห่วงใยบา้ นเมือง จงึ ดาเนนิ นโยบายต่างประเทศแบบประณีประนอมและเร่งปรับปรงุ
ประเทศ โดยเน้นการ ศึกษาของชาติ

(๓) ความตอ้ งการบุคคลทมี่ คี วามรูค้ วามสามารถ เข้ามารับราชการเน่อื งจากพระองค์ทรง
ปรบั ปรงุ และขยายงานในส่วนราชการต่างๆ จงึ จาเปน็ ตอ้ งจัดตั้งโรงเรียนเพอื่ สอนคนให้เข้ามารบั
ราชการ

(๔) โครงสร้างของสังคมไทยได้มกี ารเปลยี่ นแปลง โดยมีการเลิกทาสและมีการตดิ ตอ่ กบั
ตา่ งประเทศมากข้นึ วฒั นธรรมแบบอย่างตะวันตกได้แพร่หลายจึงจาเป็นตอ้ งการปรับปรุงการศกึ ษา
เพอื่ ให้ประชาชนได้รับการศึกษาเพิ่มขน้ึ

(๕) การที่พระองคไ์ ด้เสดจ็ ตา่ งประเทศทั้งในเอเชยี และยโุ รป ทาใหไ้ ดแ้ นวความคิดเพือ่ นามา
ปฏริ ูปการศกึ ษาและใช้เปน็ แนวทางพัฒนาบา้ นเมือง

๑. การจดั ต้ังสถานศึกษาปี พ.ศ. ๒๔๑๔ จดั ตั้งโรงเรยี นหลวงข้นึ ในพระบรมมหาราชวัง เพอ่ื
ฝกึ คนให้เข้ารบั ราชการ มพี ระยาศรสี นุ ทรโวหาร (นอ้ ย อาจารยิ างกรู ) ในขณะน้นั เป็นหลวงสาร
ประเสรฐิ เปน็ อาจารย์ใหญ่ โดยมีการสอนหนงั สือไทย การคดิ เลข และขนบธรรมเนยี มราชการ
นอกจากมีการจดั ตั้งโรงเรียนหลวงสาหรับสอนภาษาอังกฤษในพระบรมมหาราชวงั เกดิ จาก
แรงผลักดนั ทางการเมอื งทสี่ ่งผลใหไ้ ทยต้องเรยี นรูภ้ าษาองั กฤษ เพอื่ จะได้เจรจากบั มหาอานาจ
ตะวันตก และมีการส่งนักเรียนไทยไปศกึ ษาวิชาครูท่ปี ระเทศองั กฤษปี พ.ศ. ๒๔๒๓ จัดตง้ั โรงเรยี น
สุนันทาลัยในพระบรมมหาราชวงั เปน็ โรงเรียนสตรี 3

ปี พ.ศ. ๒๔๒๔ ปรบั ปรุงโรงเรียนพระตาหนักสวนกหุ ลาบให้เป็นโรงเรยี นนายทหารมหาดเล็ก
ต่อมาได้กลายเปน็ โรงเรยี นขา้ ราชการพลเรอื นในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ และปี พ.ศ. ๒๔๕๙ ไดต้ งั้ เปน็
จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัยปี พ.ศ. ๒๔๒๕ จดั ตง้ั โรงเรียนแผนที่และในปี พ.ศ.๒๔๒๗ จดั ตงั้ โรงเรยี น
หลวงสาหรบั ราษฎรขึ้นตามวัดในกรงุ เทพมหานครหลายแหง่ และแหง่ แรก คอื โรงเรยี นมหรรณพา
ราม ปี พ.ศ. ๒๔๓๒ ตัง้ โรงเรียนแพทยข์ นึ้ เรียกวา่ โรงเรียนแพทยากร ตงั้ อยูท่ ่รี ิมแม่นา้ หนา้
โรงพยาบาลศริ ิราช ใชเ้ ปน็ ทีส่ อนวิชาแพทย์แผนปจั จบุ ัน ปี พ.ศ. ๒๔๓๕ จดั ตัง้ โรงเรยี นมลู ศกึ ษาขึ้นใน
วดั ทว่ั ไปทงั้ ในกรุงเทพมหานครและหัวเมอื ง โดยประสงค์จะขยายการศึกษาเลา่ เรยี นหนังสอื ไทยให้
แพร่หลายเป็นแบบแผนยง่ิ ขนึ้ และตั้งโรงเรยี นฝกึ หดั ครูเป็นแหง่ แรกทตี่ าบลโรงเลี้ยงเด็ก ตอ่ มายา้ ยไป
อย่ทู ี่วัดเทพศริ ินทราวาส ปี พ.ศ. ๒๔๓๗ นกั เรยี นฝกึ หดั ครชู ดุ แรก ๓ คนสาเร็จการศึกษาได้รับ
ประกาศนยี บตั รเป็นครสู อนภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ปี พ.ศ. ๒๔๔๙ ยา้ ยโรงเรียนฝกึ หัดครู ซง่ึ
ตง้ั อยูท่ ่ีวัดเทพศริ ทิ ราวาส ไป รวมกับโรงเรยี นฝึกหัดครูฝ่งั ตะวนั ตก (บ้านสมเดจ็ เจา้ พระยา) ปรับปรุง

3 ชศู รี สุวรรณโชติ . หลกั สูตรและการพฒั นาหลักสตู ร. (กรงุ เทพฯ : โรงพิมพอ์ ักษรไทย.2542). หน้า75

๕๓

หลกั สตู รให้สูงข้ึนเปน็ โรงเรียนฝกึ หดั อาจารยส์ อนหลกั สตู ร ๒ ปี รบั นกั เรยี นที่สาเร็จมธั ยมศึกษา ปี
พ.ศ. ๒๔๕๖ ต้งั โรงเรียนฝึกหดั ครหู ญงิ ข้นึ เปน็ คร้ังแรกทโี่ รงเรยี นเบญจมราชาลยั

๒. การบริหารการศกึ ษาเม่อื จานวนโรงเรยี นเพิ่มมากขนึ้ จงึ จาเป็นต้องมหี น่วยงานรับผดิ ชอบ
การศกึ ษาเปน็ สว่ นหนึ่งต่างหาก เช่น ปี พ.ศ. ๒๔๓๐ ทรงโปรดเกล้า ฯ ให้ต้ังกรมศึกษาธกิ ารโดนโอน
โรงเรยี นที่สังกัดกรมทหารมหาดเล็กมาทงั้ หมด ใหก้ รมหม่นื ดารงราชานุภาพเปน็ ผูบ้ ญั ชาการอกี
ตาแหนง่ หนง่ึ ปี พ.ศ. ๒๔๓๒ รวมกรมศกึ ษาธิการเขา้ ไปอยใู่ นบงั คบั บัญชาของกรมธรรมการ และ ปี
พ.ศ. ๒๔๓๕ ประกาศตง้ั กระทรวงธรรมการ มีเจา้ พระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เป็นเสนาบดี มี
หน้าที่ในการจดั การศกึ ษา การพยาบาล พพิ ิธภัณฑ์และศาสนา

๓. การจัดแบบเรียนหลักสตู รและการสอบไล่ปี พ.ศ. ๒๔๑๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้
พระยาศรสี ุนทรโวหาร(นอ้ ย อาจารยิ างกรู ) เรียบเรยี งแบบเรียนหลวงข้ึน ๑ เล่ม ชุดมูลบรรพกจิ เพ่อื
ใชเ้ ป็นบทหลกั สูตรวิชาช้นั ต้นปี พ.ศ. ๒๔๒๗ กาหนดหลักสูตรชน้ั ประโยคหนง่ึ โดยอนโุ ลมตาม
แบบเรียนหลวงหกเล่ม นับเป็นปีแรกท่จี ัดใหม้ กี ารสอบไล่วชิ าสามญั และมกี ารกาหนดหลักสูตรช้นั
ประโยคสอง ซงึ่ เปน็ หลกั สตู รทีเ่ กีย่ วกบั วชิ าสามญั ศกึ ษา หมายถึง ความรูต้ า่ ง ๆ ที่ต้องการใช้สาหรบั
เสมียนในราชการพลเรอื นตามกระทรวงตา่ ง ๆปี พ.ศ. ๒๔๓๑ กรมศึกษาธิการ จัดทาแบบเรยี นเรว็ ใช้
แทนแบบเรียนหลวงชดุ เดมิ ผ้แู ตง่ คือ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร (กรมพระยาดารงราชานุภาพ) ๑ ชดุ มี
๓ เลม่ ปี พ.ศ. ๒๔๓๓ ประกาศใชพ้ ระราชบญั ญัตวิ ชิ า พ.ศ. ๒๔๓๓ มีผลทาให้หลกั สูตรภาษาไทยแบง่
ออกเปน็ ๓ ประโยค หลกั สตู รภาษาองั กฤษแบ่งออกเปน็ ๖ ชนั้ ปี พ.ศ. ๒๔๓๔ ไดแ้ กไ้ ขการสอบไล่
จากเดิมปีละครงั้ เปน็ ปลี ะ ๒ คร้ังเพ่ือไม่ให้นกั เรียนเสยี เวลานานเกนิ ไป4

การศึกษาในรชั สมยั พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา้ เจา้ อยู่หัว
๑. ปัจจัยที่มีอทิ ธพิ ลตอ่ การจดั การศกึ ษา มดี ังนี้
(๑) พระบรมราชโชบายในการปกครองประเทศ เพือ่ ใหป้ ระเทศมคี วามเจรญิ กา้ วหนา้
ทดั เทียมกบั นานาประเทศ โดยการสง่ ทหารไปรว่ มกบั ฝา่ ยสมั พนั ธมติ รในสงครามโลกครัง้ ที่ ๑
นอกจากนพี้ ระองค์ทรงสร้างความรสู้ กึ ชาตนิ ิยมในหมู่ประชาชนชาวไทยโดยมสี าระสาคญั ของ
อุดมการณ์ชาตินยิ ม คอื ความรักชาติ ความจงรกั ภกั ดีต่อพระมหากษตั ริยแ์ ละความยดึ มัน่ ในพุทธ
ศาสนา
(๒) พระองค์ทรงศกึ ษาวิชาการจากต่างประเทศ และเมอื่ เสด็จกลับมาแล้วพระองค์ไดท้ รง
นาเอาแบบอย่างและวิธกี ารทเ่ี ปน็ ประโยชน์มาใชเ้ ปน็ หลักในการปรับปรงุ การศกึ ษา เชน่ ทรงนาเอา
แบบอยา่ งและวิธกี ารทีเ่ ป็นประโยชนม์ าใช้เป็นหลกั ในการปรับปรุงการศึกษา เชน่ ทรงนาเอาวชิ า
ลูกเสือจากประเทศองั กฤษเขา้ มาจดั ต้ังกองเสือปา่ พระองค์ทรงเป็นนักปราชญโ์ ดย ทรงแปลวรรณคดี
ตา่ งประเทศเป็นภาษาไทยและทรงนิพนธว์ รรณคดีไวห้ ลายเร่อื ง
(๓) ผลอันเนื่องจากการจดั การศกึ ษาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว
เมอื่ คนสว่ นมากทีไ่ ดร้ ับการศกึ ษา มคี วามรแู้ ละแนวคิดเกยี่ วกบั การปกครองประเทศในระบอบ
รัฐธรรมนญู ในระบบรฐั สภา จึงมีความปรารถนาจะเปลย่ี นแปลงการปกครองไปเป็นระบอบ
ประชาธิปไตย และปัญหาอันเกิดจากคนล้นงานและคนละทง้ิ อาชพี และถิ่นฐานเดิม มุง่ ที่จะหันเขา้ สู่
อาชีพราชการมากเกินไป

4 ธวชั ชัย ชยั จริ ฉายากุล. ประมวลสาระชดุ วิชา การพัฒนาหลักสูตรและวทิ ยวิธที างการสอนหนว่ ยท่ี 1
- 2 (กรุงเทพ : สาขาวิชาศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช. 2536) หน้า 45

๕๔

วิวัฒนาการในการจัดการศกึ ษา มดี งั น้ี
ปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ประกาศต้ังโรงเรยี นขา้ ราชการพลเรอื นเพ่ือฝึกคนเขา้ รับราชการตาม
กระทรวง ทบวง กรมตา่ ง ๆ และต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๕๙ ได้ประกาศยกฐานะโรงเรียนข้าราชการพลเรือน
น้ี ข้นึ เป็นจฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั นับเปน็ มหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทยปี พ.ศ. ๒๔๕๔ ตงั้
กองลกู เสอื หรือเสอื ปา่ ข้ึนเป็นคร้ังแรกโครงการศกึ ษา พ.ศ. ๒๔๕๖ และฉบบั แก้ไข พ.ศ. ๒๔๕๘ โดยมงุ่
ให้ประชาชนมคี วามรู้ทางดา้ นการทามาหาเลีย้ งชพี ตามอัตภาพของตน พยายามท่ีจะเปลยี่ นค่านิยม
ของประชาชนไม่ให้มงุ่ ที่จะเขา้ รับราชการอย่างเดยี ว ปี พ.ศ. ๒๔๕๙ จัดต้ังกองลกู เสือหญิงและ
อนกุ าชาดโรงเรียนกุลสตรวี งั หลงั และไดจ้ ัดตง้ั กองลูกเสอื หญงิ ข้ึน เรียกวา่ เนตรนารี ปี พ.ศ. ๒๔๖๑ มี
การปรับปรุงและขยายฝึกหัดครูขน้ึ โดยโอนกลบั มาข้ึนกบั กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเดมิ เปน็ แผนกหนึง่
ของโรงเรียนข้าราชการพลเรอื น ปี พ.ศ. ๒๔๖๑ ประกาศใช้พระราชบัญญัตโิ รงเรยี นราษฎร์ และ ปี
พ.ศ. ๒๔๖๔ ปรบั ปรงุ โครงการศึกษาชาติ โดยวางโครงการศกึ ษาข้นึ ใหมเ่ พอ่ื ส่งเสรมิ ใหท้ ามาหาเล้ยี ง
ชีพ นอกเหนือจากทาราชการ ปี พ.ศ. ๒๔๖๔ ใชพ้ ระราชบญั ญัตปิ ระถมศกึ ษาบังคบั ใหเ้ ด็กทกุ คนทม่ี ี
อายุ ๗ ปี บริบูรณห์ รอื ยา่ งเขา้ ปีที่ ๘ ใหเ้ รียนอยใู่ นโรงเรยี นจนถึงอายุ ๑๔ ปีบรบิ ูรณ์หรือยา่ งเข้าปที ่ี
๑๕ โดยไม่ตอ้ งเสยี คา่ เล่าเรยี น และมกี ารเรียกเกบ็ เงนิ ศึกษาพลจี ากประชาชนคนละ ๑- ๓ บาทเพือ่
นาไปใช้จา่ ยในการจดั ดาเนนิ การประถมศึกษา
การจดั การศกึ ษาในรัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระปกเกล้าเจา้ อยูห่ ัว ปจั จยั ทมี่ ีอทิ ธิพลต่อการ
จดั การศกึ ษาในสมยั นี้มีดงั นี้
(๑) ปัญหาการเมืองท่ีเกดิ ขน้ึ ภายในประเทศ มีกลมุ่ ผู้ตื่นตวั ทางการเมืองในกรุงเทพมหานคร
เรยี กรอ้ งให้มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมอื ง มกี ารวพิ ากษว์ จิ ารณร์ ะบอบสม
บรู ณาญาสิทธริ าช
(๒) ปญั หาสบื เนือ่ งจากอทิ ธิพลจักรวรรดินิยมตะวนั ตก ซ่งึ ตกคา้ งมาตง้ั แต่รชั กาลก่อนๆ
(๓) ปญั หาสืบเนอ่ื งจากภาวะเศรษฐกจิ ตกตา่ ในระหวา่ ง พ.ศ.๒๔๖๓ - พ.ศ. ๒๔๗๔
เศรษฐกิจของประเทศตกตา่ จนเป็นเหตใุ หร้ ฐั บาลตอ้ งตัดทอนรายจ่ายลง มีการยบุ หนว่ ยงานและปลด
ข้าราชการออก สร้างความไม่พอใจให้กับรฐั บาลระบอบสมบูรณาญาสทิ ธริ าชย์
(๔) ปญั หาสบื เน่ืองจากการประกาศใชก้ ฎหมายการศึกษา คอื พระราชบัญญัตปิ ระถมศกึ ษา
ทาใหก้ ารศึกษาแพรห่ ลายออกไป แต่ขาดความพร้อมทางดา้ นงบประมาณการศกึ ษา
วิวฒั นาการการจดั การศึกษาในสมัยนี้ มดี งั นี้
(๑) ปี พ.ศ. ๒๔๖๙ เปลีย่ นชือ่ กระทรวงธรรมการอย่างเดิม
(๒) ปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ยกเลกิ การเก็บเงนิ ศกึ ษาพลคี นละ ๑ - ๓บาท จากผชู้ ายทกุ คนท่มี ีอายุ
ระหวา่ ง ๑๖ - ๖๐ ปี โดยใช้เงินจากกระทรวงพระคลังมหาสมบตั อิ ดุ หนนุ การศกึ ษาแทน
(๓) ปี พ.ศ. ๒๔๗๔ ปรบั ปรงุ กระทรวงธรรมการเพ่ือใหส้ อดคลอ้ งกับภาวะเศรษฐกจิ ตกตา่ ของ
ประเทศ โดยยุบกรมสามญั ศึกษาในตอนนัน้ กระทรวงธรรมการจึงมีหนว่ ยงานเพียง ๓ หน่วยคอื
กองบญั ชาการ กองตรวจการศึกษากรงุ เทพ ฯ และกองสขุ าภิบาลโรงเรยี น
(๔) ยกเลกิ ระเบียบว่าดว้ ยการควบคมุ แบบเรยี น
การศึกษาสมยั การปกครองระบอบรัฐธรรมนญู (พ.ศ. ๒๔๗๕ ปัจจบุ นั ) ปจั จัย ของไทยท่ี
มอี ทิ ธพิ ลต่อการจดั การศึกษา
(๑) นโยบายการจดั การศึกษาของคณะราษฎร์ ประเทศไทยได้เปลีย่ นแปลงการปกครองจาก
ระบอบสมบูรณาญาสทิ ธริ าชย์มาเป็นระบอบประชาธปิ ไตยเมือ่ วนั ท่ี ๒๔ มิถนุ ายน พ.ศ. ๒๔๗๕ คณะ

๕๕

ราษฎรซ์ ง่ึ เปน็ กลมุ่ บคุ คลท่ีรวมตวั กันเปล่ียนแปลงการปกครอง ได้วางเป้าหมายสาคญั หรอื อุดมการณ์
ของคณะราษฎร์ มปี รากฏอยูใ่ นหลัก ๖ ประการ ขอ้ ท่ี ๖ จะตอ้ งให้การศกึ ษาอย่างเต็มที่แกร่ าษฎร
เพราะคณะราษฎร์มคี วามเหน็ วา่ การท่ีจะใหป้ ระชาชนมีความรู้ความเขา้ ใจเร่อื งการปกครองระบอบ
ประชาธปิ ไตย จาเปน็ ตอ้ งจัดการศึกษาให้กบั ประชาชนอย่างทั่วถงึ เมอื่ ประชาชนมกี ารศกึ ษาดีย่อมจะ
ทาใหป้ ระเทศชาติเจริญขึ้นด้วย ดงั จะเหน็ ไดจ้ ากคาแถลงนโยบายของรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นติ ิ
ธาดา พ.ศ. ๒๔๗๕ กล่าวไวว้ ่า การจดั การศึกษาเพ่ือจะใหพ้ ลเมอื งไดม้ กี ารศกึ ษาโดยแพร่หลาย ก็
จะตอ้ งอนุโลมตามระเบียบการปกครองท่ีให้เข้าลักษณะเกีย่ วกับแผนเศรษฐกจิ แหง่ ชาติ หลกั สตู รของ
โรงเรยี นและมหาวิทยาลัยจะตอ้ งขยายใหส้ งู ข้ึนเท่าเทยี มอารยประเทศ ในการน้จี ะตอ้ งเทียบหลกั สูตร
ของนานาประเทศ หลักสตู รใดสงู ถือตามหลกั สตู รน้ัน” รฐั บาลชุดตอ่ ๆ มากไ็ ด้พยายามที่จะได้จัด
การศกึ ษาใหท้ ว่ั ถงึ ในหมู่ประชาชนท่วั ไป ถ้าวิเคราะหด์ ูจากคาแถลงนโยบายของรัฐบาลพบว่า ไดต้ ้ัง
ความหวังเรื่องการศกึ ษาไว้สงู เกนิ ไปจะใหเ้ ทา่ เทยี มอารยประเทศ ซ่งึ สภาวการณใ์ นประเทศขณะนนั้ ยัง
ไม่มีความพร้อม โดยเฉพาะดา้ นเศรษฐกิจซ่ึงเปน็ ปญั หาใหญ่ของประเทศในขณะน้นั เปน็ ผลให้เกดิ
ปัญหาในการจดั การศึกษานับแต่นน้ั เปน็ ตน้ มา 5

(๒) การเกิดสงครามโลกครง้ั ท่สี อง พ.ศ. ๒๔๘๔ - พ.ศ. ๒๔๘๘ ประเทศไทยตกอย่ใู นภาวะ
สงครามโลกครง้ั ทีส่ อง ซ่งึ มีผลกระทบกระเทือนต่อประเทศไทยอยา่ งรุนแรงท้งั ด้านเศรษฐกจิ สังคม
และการศึกษา หลงั สงครามโลกครงั้ ท่ีสอง ประเทศไทยได้รับความเสียหาย อนั สบื เนื่องมาจาก
สงครามโลกครงั้ ที่สอง จึงจาเป็นต้องกเู้ งนิ จากธนาคารโลกเพอ่ื นามาใช้ในการพฒั นาประเทศและ
ประเทศไทยสมัครเป็นสมาชกิ องคก์ ารศึกษาวิทยาศาสตรแ์ ละวฒั นธรรมแหง่ สหประชาชาติ ทาให้
ประเทศไทยได้รบั ความชว่ ยเหลอื ในด้านต่างๆ ตลอดจนแนวคิดใหม่ ๆมาใชใ้ นการพฒั นาประเทศ ทา
ใหแ้ นวคิดทางการศกึ ษาของไทยเรมิ่ เปลี่ยนแปลงจากเดมิ เป็นอย่างมาก

วิวัฒนาการการจดั การศกึ ษา มดี งั น้ี
(๑) มีการประกาศใช้แผนการศึกษาชาติ หลังเปลย่ี นแปลงการปกครองเปน็ ระบอบ
ประชาธปิ ไตยแลว้ โดยจดั ต้ังคณะกรรมการการศึกษาและทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ๆ ให้ตัง้ สภา
การศึกษา พ.ศ. ๒๔๗๕ ประกาศใช้แผนการศกึ ษาชาติ ตอ่ มามีการปรับปรงุ การจัดการศกึ ษาภาค
บงั คับจาก ๖ ปี เหลือ ๔ ปี และประกาศใช้แผนการศึกษาชาติ พ.ศ. ๒๔๗๙
(๒) การมอบให้ท้องถิน่ จัดการศึกษา พ.ศ. ๒๔๗๖ และยกฐานะท้องถนิ่ ขึ้นเป็นเทศบาลตรา
พระราชบญั ญตั เิ ทศบาลขน้ึ และเทศบาลได้จัดการศึกษาอยา่ งแท้จรงิ ใน พ.ศ. ๒๔๗๘
(๓) การปรับปรงุ หน่วยงานท่ีมสี ่วนรับผดิ ชอบในการจัดการศกึ ษาและเหตุการณ์สาคญั ทาง
การศึกษา ดังเช่น ปี พ.ศ. ๒๔๗๖ มกี ารปรบั ปรงุ ส่วนราชการในกระทรวงธรรมการและประกาศตงั้
มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ปี พ.ศ. ๒๔๗๗ โอนคณะนติ ศิ าสตรใ์ นจฬุ าลงกรณ์
มหาวิทยาลยั ไปสมทบกบั มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์และการเมอื ง ปี พ.ศ. ๒๔๗๘ ประกาศใช้
พระราชบญั ญตั ิประถมศึกษาทว่ั ประเทศ ปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ประกาศใชพ้ ระราชบัญญัตคิ รพู ทุ ธศกั ราช
๒๔๘๘ ปี พ.ศ. ๒๔๙๔ มีการประกาศใช้แผนการศึกษาแหง่ ชาติ ฉบับท่ี ๑ ปพี .ศ.๒๕๐๓ ประกาศใช้
แผนการศึกษาแหง่ ชาติ ฉบบั ท่ี๒ ปีพ.ศ.๒๕๒๐ ประกาศใช้แผนการศกึ ษาแห่งชาติ ฉบบั ท๓ี่ และ
ปจั จุบนั กาลังใชแ้ ผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ฉบับที่ ๔ และ พระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษา
แหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ การปฏวิ ัติเมื่อเดือนตลุ าคม ๒๕๐๑ ไดม้ กี ารจดั ทาและนาแผนพัฒนาเศรษฐกิจ

5 ธารง บวั ศร.ี ทฤษฎหี ลกั สูตรภาค 2. พระนคร : พมิ พค์ รงั้ ท่ี 2. (กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์คุรสุ ภา ลาดพร้าว.
2532). หนา้ 87

๕๖

และสังคมมาใช้ ซงึ่ ตอ่ มาได้ยุบเลกิ และจัดตง้ั สภาการศึกษาขน้ึ มาแทน สภานไี้ ด้พิจารณาเสนอแผนการ
ศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๓ ขน้ึ มา เปน็ ผลให้การศกึ ษาในระยะหลังได้เปลยี่ นไปอย่างมาก การศกึ ษา
ได้ขยายตัวขนึ้ ทกุ ระดบั เพราะประเทศกาลงั อยใู่ นระหวา่ งการพัฒนา จึงจาเปน็ จะต้องสง่ เสรมิ ให้
พลเมืองได้รับการศึกษาท่ีดีขึน้ เพื่อจะไดเ้ ป็นพลเมืองท่ีมีคณุ ภาพสามารถเพ่มิ รายได้ของตน และช่วย
ยกฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศใหส้ งู ข้นึ ดว้ ยเหตุนร้ี ัฐบาลจึงไดใ้ ห้สภาพฒั นาเศษรฐกจิ และสงั คม
แหง่ ชาตจิ ดั ทาแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบบั ที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๐๔ - พ.ศ. ๒๕๐๙) ฉบบั ท่ี
๒ (พ.ศ. ๒๕๑๐ - พ.ศ. ๒๕๑๔) ฉบับท่ี ๓ (พ.ศ. ๒๕๑๕ - พ.ศ. ๒๕๑๙ ) ฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๒๐ -
พ.ศ. ๒๕๒๔) ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๕๒๕ - พ.ศ. ๒๕๒๙) ฉบับท่ี ๖ (พ.ศ. ๒๕๓๐ - พ.ศ. ๒๕๓๔) ฉบบั ท่ี
๗ (พ.ศ. ๒๕๓๕ - พ.ศ. ๒๕๓๙) ฉบบั ท่ี ๘ (พ.ศ. ๒๕๔๐ - พ.ศ. ๒๕๔๔) และฉบบั ที่ ๙ (พ.ศ. ๒๕๔๕
พ.ศ. ๒๕๔๙) ซ่ึงการจดั การศึกษาในปัจจบุ นั ได้มงุ่ ยึดแนวนโยบายทีส่ อดคล้องกับแผนพฒั นาเศรษฐกิจ
และสงั คมแห่งชาติฉบบั ที่ ๙ (พ.ศ.๒๕๔๕- พ.ศ. ๒๕๔๙) ไดจ้ ดั แผนการศกึ ษาระยะ เวลา ๑๕ ปีเพอ่ื
วางแนวทางในการพัฒนาการอย่างบรู ณาการคุณภาพชีวิตในทุก ๆ ด้านและสอดรับกับวสิ ัยทศั น์
แนวนโยบาย มาตรการและกฎหมายอนื่ ๆ ทเ่ี กีย่ วขอ้ งกบั การพัฒนาสังคมไทย (สานกั งาน
คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. ๒๕๔๕ ข : คานา) สว่ นการจัดการศกึ ษาของประเทศไทยในสมยั
การปกครองระบอบรัฐธรรมนูญมกี ารขยายสถานศึกษาทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมภิ าค โดยเฉพาะใน
ส่วน ภมู ภิ าค เช่น ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เริ่มกอ่ สรา้ งและจัดต้ังมหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่ และรบั นสิ ิตในปี พ.ศ.
๒๕๐๗ ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ เร่ิมกอ่ สร้างมหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร์ในภาคใต้ เป็นตน้ เน่อื งจากมีผู้สนใจ
ศึกษาในระดบั อุดมศกึ ษามากข้นึ ในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ มกี ารจัดตงั้ มหาวิทยาลัยรามคาแหงเปน็
มหาวทิ ยาลยั เปิดแหง่ แรกและปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ต้งั มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าชเปน็ มหาวิทยาลัยเปดิ
แหง่ ที่สอง ความเคล่อื นไหวในทางการศึกษาได้นาไปสแู่ นวคิดการพัฒนาระบบการบรหิ ารและการจดั
การศกึ ษาให้สามารถพัฒนาทรพั ยากรบคุ คลในชาตติ ามแนวทางพระราชบัญญัติการศกึ ษาแหง่ ชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๒ มีผลทาใหโ้ ครงสร้างการบริหารงานและการจัดการศึกษาได้ปรับเปลีย่ น ทง้ั การจัดการ
เรียนการสอนทีเ่ นน้ ผู้เรียนเปน็ สาคญั การเปดิ สอน ในสาขาวชิ าการและวิชาชีพมุ่งพฒั นาใหผ้ รู้ อบรู้เป็น
คนเก่ง คนดีและใช้ชวี ิตในสังคมอยา่ งมีความสขุ การปรับโครงสร้างการบรหิ ารการศึกษาของ
กระทรวงศกึ ษาธิการใหมแ่ บ่งออกเปน็ ๔ สว่ น คอื สภาการศกึ ษา สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษา
ข้ันพน้ื ฐาน สานกั งานคณะกรรมการการอดุ มศกึ ษาและสานกั งานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา

ไทยเรามีประวัตกิ ารศึกษาควบคกู่ บั ประวตั ิศาสตร์ เช่น ชาตอิ น่ื ๆ คอื ต้ังแต่สมยั ลา้ นนา
นโยบายการจดั การศกึ ษาต้องการใหค้ นไทยรู้จักตัวหนงั สือให้สามารถอา่ นเขยี นหนงั สือได้ เพอื่ เปน็
พื้นฐานในการศึกษาพระไตรปฏิ ก นอกจากนี้ยงั มีความรเู้ กี่ยวกับการประกอบอาชีพ การต่อส่ปู ้องกนั
ตวั การเรียนการสอนใช้วัดเป็นส่วนใหญ่ (วณิช บรรจง. ๒๕๑๗ : ๒) ตัวอักษรที่ใช้ในสมยั น้ันเปน็ ตัว
อกั ษรไทยพวน หนงั สือขอมและหนงั สอื ฝักขาม เข้าส่ยู ุคไทยมีอักษรใชค้ อื สมยั สุโขทัย จดุ มุ่งหมายของ
การศกึ ษากเ็ พอ่ื ทจ่ี ะศึกษาพระไตรปฏิ ก เพราะเชอื่ กันว่าพระไตรปฏิ กคือประมวลวิชาการทไี่ ม่ได้มี
ความรู้อย่างเดยี ว แต่ยงั สร้างวทิ ยาคณุ แกผ่ ู้เรียนและผู้ปฏบิ ตั ิตามด้วย ผู้ศึกษาจบพระไตรปฏิ ก จะ
ไดร้ ับการยกย่องนับถอื เหมอื นผศู้ กึ ษาจบไตรเวทศาสนาพราหมณ์ และถอื เป็นผู้บริสุทธเ์ิ ปน็ มงคล
บุคคล (เจรญิ ไวรวจั นกุล. ๒๕๒๒ : ๑๕ ) เมอ่ื ถึงสมยั อยธุ ยา ลกั ษณะการปกครองของไทย ได้
เปล่ียนแปลงไปจากพอ่ ปกครองลกู เขา้ สูร่ ะบบศกั ดินา การศึกษาจงึ ถูกจดั ให้เป็นเครอื่ งมือในการสร้าง
ฐานอานาจ หรอื รักษาอานาจของตน ดังจะเห็นได้จากวรรณคดที แ่ี ต่งในยคุ นี้จะเทิดทูนฐานนั ดรศกั ดิ์
และความมีอานาจเหนือมนษุ ย์ของตวั พระตัวนางในบทวรรณกรรม และใชส้ าระทางบาปบุญ นรก

๕๗

สวรรค์ เป็นแนวทางการ สงั่ สอนให้มนษุ ย์เกรงกลัวตอ่ บาป ไมล่ ะเมดิ ระบบศักดินาของชนช้นั ดังเชน่
เรือ่ ง สมทุ โฆษคาฉันท์ นันโทปนนั ทสูตร เปน็ ตน้ (เจริญ ไวรวจั นกลุ ๒๕๒๒ : ๑๘) ต่อมากรงุ ศรีอยธุ ยา
ได้มกี ารติดตอ่ กับชาวตา่ งประเทศ จึงได้รับวทิ ยาการใหม่ ๆ ของชาวตะวนั ตกเพอ่ื การพัฒนาประเทศ
มีการเปดิ สานักสอนวิชาเฉพาะขนึ้ อยา่ งกว้างขวาง กาหนดคณุ สมบัตขิ องผจู้ ะเข้ารับราชการ นาการ
สอนแบบ ๓RS มาใช้ในไทย โดยเฉพาะสมัยแผ่นดินพระนารายณม์ หาราช นับเปน็ ยคุ ทองของไทยได้
เปดิ โรงเรยี นสามเณร ซึ่งเปน็ โรงเรียนท่ีบาทหลวงฝร่ังเศสตัง้ ขึน้ เรมิ่ การสอนภาษาต่างประเทศจนเกดิ
การเกร่งกลวั ตอ่ วัฒนธรรมตะวนั ตก นักปราชญข์ องไทยจงึ ไดแ้ ตง่ แบบเรยี นภาษาไทยเล่มแรกชอ่ื วา่
จนิ ดามณีขนึ้ มา (สภุ างค์ จนั ทวานิช ๒๕๒๙ : ๓) เขา้ ส่สู มัยรตั นโกสินทรย์ ุคต้น การศกึ ษามไิ ด้แตกตา่ ง
ไปจากยคุ ก่อนมากนักมกี ารจดั ตัง้ โรงทานในรัชกาลท่ี ๒ เพอ่ื เลย้ี งอาหารและสอนวิชาการ

จะเห็นได้ว่าการศึกษาของไทยเราเท่าท่ีผ่านมา มองการศกึ ษาวา่ เปน็ เครอ่ื งมือทีจ่ ะพาให้หลดุ
พ้นจากกิเลสตณั หา ความดบั ชว่ั นริ นั ดรคือนพิ าน เชอ่ื ในผลบญุ ในชาติปางกอ่ นที่ส่งผลมาสู่ชาตภิ พนี้
และบุญกรรมชาติน้จี ะสง่ ผลสู่ภพหน้า การทเ่ี รายากไร้ลาบากในชาตินี้ก็เพราะบญุ กรรมทที่ าแตช่ าติ
ปางกอ่ น ไม่มีทางที่จะแกไ้ ขเปลย่ี นแปลงไปได้ ดงั นัน้ ในชาตินีค้ วรท่ีจะประกอบผลบญุ ให้มากไว้ เพอ่ื
ชาติหน้าจะได้สบาย อทิ ธิพลความคิดความเชอ่ื ทศั นคตเิ ช่นนีย้ งั ติดตัวคนไทยมาจนถึงยุคปจั จุบัน

สมยั รัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรตั นโกสินทร์ ไดม้ กี ารปฏิวัติเปลย่ี นแปลงระบบการศกึ ษาอยา่ ง
มากมาย เนอื่ งจากเหตุผลทางการเมืองเหน็ ไดจ้ ากนโยบายการจดั การศึกษาของพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจา้ อยู่หวั มวี ่า

๑. จัดการศกึ ษาเพ่อื ผลิตคนเข้ารับราชการ
๒. จัดการศึกษาเพอื่ ผลติ คนให้มคี วามรู้ความสามารถแบบตะวนั ตก
๓. เพื่อเปลยี่ นแปลงฐานของคนไทย (สมัย ช่นื สขุ . ๒๕๒๐ : ๙๑-๙๒)
การทีพ่ ระองค์ทรงมนี โยบายจัดการศึกษา พัฒนาคนไทยใหม้ ีความรแู้ บบคนตะวันตก เพอ่ื เข้า
รับราชการ กเ็ พ่อื ไมใ่ ห้ชาวตะวนั ตกดแู คลนคนไทยและประเทศไทย อีกทงั้ สะดวกในการติดต่อกบั
ชาวตะวันตก สามารถทจี่ ะรคู้ วามคิดความอ่าน และรเู้ ท่าทนั ชาวตะวนั ตก เพอื่ ความอย่รู อดปลอดภัย
ของไทยโดยส่วนรวม มใิ ห้เหมอื นกบั นานาประเทศเพือ่ นบ้านทีต่ อ้ งเปน็ เมืองข้นึ ของประเทศตะวันตก
สมยั นมี้ กี ารจดั การศกึ ษาในระบบโรงเรยี นอย่างจริงจงั ได้ตง้ั กระทรวงธรรมการเพ่ือทาหนา้ ทรี่ ับผิดชอบ
ด้านการศกึ ษามีการประกาศใช้แผนการศกึ ษาแห่งชาตใิ นรูปแบบโครงการการศกึ ษาปี พ.ศ. ๒๔๔๑,
๒๔๔๕, และ ๒๔๕๖
หลังการเปลย่ี นแปลงการปกครองไดม้ แี ผนการศกึ ษาชาติ พ.ศ. ๒๔๗๕ แผนการศกึ ษาชาติ
พ.ศ. ๒๔๗๙ แผนการศกึ ษาชาติ พ.ศ. ๒๔๙๔ และแผนการศกึ ษาชาติ พ.ศ. ๒๕๐๓ ซ่ึงแผนการศกึ ษา
ดังกล่าวระบแุ นวทางการจัดการศึกษา ปรชั ญาและจดุ มุ่งหมายของการศกึ ษาแตล่ ะระดับโดยส่วนรวม
กาหนดโครงสรา้ งของการศึกษา คือ กาหนดระดบั การศึกษา กาหนดรายอายผุ ู้ท่ีจะเข้าเรียนในระดับ
ตา่ งๆ กาหนดชนั้ เรียนและกาหนดความเก่ยี วเนือ่ งระหว่างระดับการศึกษา (เจือจันทร์ จงสถติ อย.ู่
๒๕๒๙ : ๔๙) โดยท่วั ๆ ไปมีระดับการศึกษาภาคบงั คบั หรือระดบั ประถมศกึ ษา ระดบั มัธยมศกึ ษา หรอื
ที่เรียกวา่ ระดับ ๒ และระดบั อดุ มศึกษาเปน็ การศึกษาระดับท่ี ๓ หลักสูตรการจดั การเรยี นการสอน
ทฤษฎที ใี่ ชใ้ นการเรยี นการสอนของไทยยงั นาเอาความรวู้ ชิ าการ การจดั การเรยี นการสอนตลอดถึง

๕๘

รูปแบบของการจัดการศกึ ษามาจากประเทศตะวนั ตกจวบจนถงึ ปจั จบุ นั แมจ้ ะมีการปรบั ปรงุ หลกั สตู ร
กค่ี รง้ั กต็ าม 6

สภาพการจดั การศึกษาไทย มรี ะบบการบริหารเป็นระบบราชการทเี่ ปน็ ส่วนหน่งึ ของระบบ
บรหิ ารราชการแผน่ ดิน แบ่งออกเปน็ การบริหารส่วนกลาง สว่ นภมู ิภาค และส่วนทอ้ งถน่ิ โดยมี
หนว่ ยงานต่าง ๆ ทร่ี ับผิดชอบ ๑. บรหิ ารสว่ นกลาง หน่วยงานทร่ี บั ผิดชอบ ไดแ้ ก่ ๑ สานัก
นายกรัฐมนตรี มสี านกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาตเิ ปน็ หน่วยงานทีร่ บั ผิดชอบ ๒
ทบวงมหาวิทยาลยั กาลับดแู ลการจดั การศกึ ษาของมหาวทิ ยาลยั ท่ังของรัฐและของเอกชน ๓
กระทรวงศกึ ษาธิการ รบั ผิดชอบการจัดการศึกษาระดับกอ่ นวัยเรยี น ประถมศึกษา มัธยมศึกษา
อาชวี ศกึ ษา การศกึ ษานอกโรงเรียน การฝกึ หดั ครู นอกจากน้นั ยงั รับผดิ ชอบงานดา้ นพลศกึ ษา ศาสนา
ศลิ ปวัฒนธรรม ซงึ่ มหี นว่ ยงานระดบั กรม ๑๔ หน่วยงาน และมีเขตการศึกษา ๑๒ เขต ๔ กระทรวง
มหาไทย มอี งคก์ รท้องถ่นิ รบั ผิดชอบในการจัดการศกึ ษา ได้แก่ เทศบาลเมืองพัทยา และ
กรงุ เทพมหานคร ๕. กระทรวงอื่น ๆ จดั การศกึ ษาทงั้ ในระบบและนอกระบบ โดยจดั การศึกษาใน ๒
รูปแบบ ดงั น้ี

๕.๑. จดั การศึกษาเฉพาะกิจเพื่อเตรียมบุคคลเข้ารับราชการในหนว่ ยงานของตน เชน่
กระทรวงกลาโหม มโี รงเรยี นนายทหารทกุ เหลา่ ทัพ วทิ ยาลัยพยาบาล วทิ ยาลัยแพทยศาสตร์ โรงเรยี น
ดุรยิ างค์ โรงเรียนช่างฝมี อื โรงเรยี นนายสิบ เปน็ ต้น กระทรวงสาธารณสขุ มวี ิทยาลยั พยาบาล
โรงเรยี นอนามัย กระทรวงคมนาคม มีโรงเรยี นวศิ วกรรมรถไฟ โรงเรียนไปรษณียโ์ ทรเลข เป็นตน้
กระทรวงการคลัง มโี รงเรียนศลุ การักษ์ และกระทรวงเกษตร มโี รงเรยี นชลประทาน โรงเรียนปา่ ไม้
เปน็ ตน้

๕.๒ การจัดการศกึ ษาเพ่ือสนองภารกิจของหน่วยงานของตน เชน่ กรมพฒั นาชมุ ชน กรม
อนามัย กรมการแพทย์ กรมแรงงาน กองบญั ชาการตารวจตระเวนชายแดน กรมการปกครอง
นอกจากน้ียงั มีหนว่ ยงานอสิ ระอ่นื ๆ เชน่ สภาการชาดไทย เป็นต้น
๑. การบรหิ ารส่วนภูมิภาค มเี ขตจงั หวดั เป็นเขตจดั การศึกษา หน่วยงานการศกึ ษาในเขตจังหวดั แบง่
ออกเปน็ ๒ ประเภท คือ

๑.๑ หนว่ ยงานส่วนจงั หวดั ไดแ้ ก่ สานกั งานศกึ ษาธกิ ารจังหวดั สานกั งานศึกษาธิการอาเภอ
และหน่วยงานทเ่ี จ้าสังกัดในสว่ นกลางมอบอานาจใหผ้ วู้ ่าราชการจัดหวัดดูแลรับผิดชอบ

๑.๒ หน่วยงานสว่ นกลาง เปน็ หน่วยงานส่วนงานทตี่ งั้ อยใู่ นเขตจงั หวดั แตข่ ึ้นตรงกับสว่ นกลาง
เชน่ สานกั งานศึกษาธิการเขต มหาวทิ ยา วิทยาลยั นาฏศิลป์ วทิ ยาลยั พลศกึ ษา วทิ ยาเขตตา่ ง ๆ ของ
สถาบันเทคโนโลยรี าบมงคล
๒. การบรหิ ารสว่ นท้องถิ่น หนว่ ยงานทีร่ ับผิดชอบ ไดแ้ ก่

๒.๑ สานกั งานการศึกษาท้องถ่ิน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบการศกึ ษา
๒ หน่วย ดังน้ี

๒.๑.๑ เทศบาล จดั การศกึ ษาระดบั ประถมศกึ ษาในเขตเทศบาล
๒.๑.๒ เมอื งพัทยา จัดการศกึ ษาในระดบั ประถมศกึ ษาในเขตเมืองพัทยา
๒.๒ สานกั งานการศกึ ษากรุงเทพมหานคร รบั ผิดชอบในการจัดการศกึ ษาในเขต
กรงุ เทพมหานคร

6 บรรพต สวุ รรณประเสรฐิ . การพัฒนาหลักสูตรโดยเนน้ ผเู้ รียนเป็นสาคญั . (เชยี งใหม่ : โรงพิมพแ์ สง
ศลิ ป์. 2544) หนา้ 89

๕๙

๒. พน้ื ฐานทางสังคมและวัฒนธรรม

การศึกษาทาหน้าท่ีสาคัญคือ อนรุ ักษแ์ ละถา่ ยทอดวัฒนธรรมของสังคมไปสูค่ นร่นุ หลังและ
ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของสงั คมใหเ้ ข้ากับการเปลยี่ นแปลงวฒั นธรรมให้เข้ากบั การ
เปล่ยี นแปลงทางด้านวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ตา่ งๆ โดยหนา้ ท่ีดังกล่าวการศกึ ษาจะช่วยควบคมุ
การเปลย่ี นแปลงสงั คมให้ไปในทิศทางทพ่ี ึงปรารถนา เพราะฉะนน้ั หลักสตู รทจ่ี ะนาไปสอนอนุชน
เหล่านั้นจึงต้องมีความเก่ียวข้องสัมพันธ์กับสงั คมอย่างแยกไม่ออก และโดยธรรมชาติของสงั คมและ
วฒั นธรรมมกั มีการเปลย่ี นแปลงไปตามกาลเวลา ดังนนั้ การพฒั นาหลักสูตรจึงจาเปน็ ตอ้ งคานงึ ถงึ
ข้อมลู ทางสงั คมและวฒั นธรรมทเี่ ป็นปัจจุบันอยเู่ สมอ จึงจะทาให้หลักสตู รมีความสอดคลอ้ งกบั สภาพ
สงั คมปจั จุบัน สามารถแก้ปญั หาและตอบสนองความต้องการสงั คมได้ ทง้ั นขี้ น้ึ อยูก่ ับความสามารถใน
การวิเคราะห์ความต้องการใหม่ ผลการวิเคราะห์ออกมาอย่างไรหลักสตู รก็จะเปลี่ยนจดุ หมายไปใน
แนวน้นั สามารถจาแนกขอ้ มลู ให้ชดั เจนได้ดังน7้ี

๑.๑ โครงสร้างของสงั คม โครงสร้างไทยแบง่ ออกเปน็ ๒ ลักษณะ คอื ลักษณะสงั คม
ชนบทหรือสงั คมเกษตรกรรม และสังคมเมอื งหรือสงั คมอตุ สาหกรรม ในปจั จุบันความเจรญิ ก้าวหน้า
ทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยมี าก สังคมอตุ สาหกรรมมแี นวโนม้ จะเพิ่มขน้ึ แตถ่ งึ อย่างไรกต็ ามสงั คม
สว่ นใหญข่ องประเทศกย็ ังมีสภาพเปน็ สงั คมเกษตรกรรมอยู่ ดังนน้ั การพฒั นาหลกั สตู รจาเป็นจะต้อง
ศกึ ษาโครงสร้างของสังคมท่เี ปน็ อยู่ในปจั จุบนั และแนวโนม้ โครงสรา้ งในอนาคตเพ่ือที่จะได้ข้อมูลมาจัด
หลกั สูตรว่า จะจัดหลกั สตู รอย่างไรเพอื่ ยกระดับการพฒั นาสงั คมเกษตรกรรมและเตรยี มพ้นื ฐานเพอื่
การเปลยี่ นแปลงทางดา้ นสงั คมไปสูก่ ารพฒั นาอตุ สาหกรรมตามความจาเป็น

๑.๒ คา่ นิยมในสังคม ค่านิยม หมายถงึ สิง่ ทค่ี นในสงั คมเดยี วกันมองเหน็ ว่ามคี ณุ คา่ เป็น
ท่ียอมรบั หรือเป็นท่ปี รารถนาของคนทั่วไปในสังคมน้ันๆ เนอื่ งจากการศึกษาเป็นตวั การทท่ี าใหเ้ กิดการ
เปลย่ี นแปลงในสังคม ค่านิยมชนดิ ไหนทจ่ี ะไดร้ บั การเปลีย่ นแปลงดารงไวห้ รือคา่ นิยมชนิดไหนควร
สร้างขน้ึ มาใหม่ เช่น คา่ นยิ มของสงั คมไทยเก่ยี วกบั ความเฉ่อื ยชา การถือความสัมพนั ธ์สว่ นตวั การถือ
ประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง

๑.๓ ธรรมชาตขิ องคนไทยในสังคม ธรรมชาตขิ องคนไทยในแตล่ ะสังคมย่อมแตกต่างกนั
ออกไป ท้งั นี้ขึน้ อยูก่ บั สภาพพืน้ ฐานทางวัฒนธรรมและค่านยิ มนั้นๆ ทาใหค้ นไทยสว่ นใหญ่มีลักษณะ
บคุ ลิกภาพดังตอ่ ไปนี้

๑. ยึดม่ันในตวั บคุ คลมากกวา่ หลักการและเหตผุ ล
๒. ยกยอ่ งบุคคลท่ีมคี วามรหู้ รือได้รับการศึกษาสงู
๓. เคารพและคลอ้ ยตามผูไ้ ด้รับวัยวุฒิสงู
๔. ยกย่องผูม้ ีเงนิ และผู้มีอานาจ
๕. นิยมการเล่นพรรคเล่นพวก
๖. มีลกั ษณะเฉือ่ ยชาไมก่ ระตอื รอื ร้น8

7 บุญชม ปฐมวรชาต.ิ การศึกษาหลกั สูตรและการวจิ ัยเกย่ี วกับหลักสูตร. (กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น.
2546). หนา้ 67

8 เรือ่ งเดยี วกนั , หน้า 70

๖๐

ในการพัฒนาหลักสตู ร ควรคานึกถงึ ลักษณะธรรมชาติ บุคลกิ ของคนในสงั คม โดย
พจิ ารณาวา่ ลกั ษณะใดควรไมค่ วร เพราะหลักสตู รเปน็ แนวทางในการสรา้ งลักษณะสงั คมในอนาคต

๑.๔ การชน้ี าสงั คมในอนาคต การศึกษาควรมีบทบาทในการช้ีนาสังคมในอนาคตดว้ ย
เพราะในอดตี ท่ีผ่านมาระบบการศกึ ษา เชน่ การตัง้ รับตามการเปลี่ยนต่างๆ เช่น กระแสการ
เจรญิ เตบิ โตของประเทศทางตะวนั ตก กระแสวชิ าการตะวันตก ความตอ้ งการและปัญหาสังคม จึงทา
ให้การศึกษาเปน็ ตวั ตาม ฉะนั้นการจดั การเรียนร้ตู อ้ งวางเปา้ หมายให้ดี นักพัฒนาหลักสูตรจงึ ควร
ศึกษาข้อมลู ต่างๆ ทเ่ี ป็นเคร่อื งช้นี าสงั คมในอนาคต เช่น แผนการพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ
การศกึ ษาไทยจะได้มบี ทบาททางสังคมอย่างแท้จริง

๑.๕ ลกั ษณะสงั คมตามความคาดหวงั การเตรียมพัฒนาทรพั ยากรให้มีคุณภาพมี
คุณลักษณะหรอื คุณสมบตั อิ ย่างใดอยา่ งหนงึ่ นั้นเปน็ เรอื่ งไม่คงที่ เรื่องของประเทศจะสง่ ผลกระทบ
การศกึ ษามีมากมายเช่น การเมอื ง เศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางวชิ าการท้งั นใ้ี นตา่ งประเทศจงึ ตัง้
คุณลักษณะของสงั คมเปล่ียนแปลงไป เพื่อท่ีจะคาดการณ์ล่วงหนา้ ไดใ้ นอนาคต ๕-๑๐ ปขี า้ งหน้าจะ
เปน็ เชน่ ไร และคุณลกั ษณะของประชากรทีม่ ีคุณภาพมดี ังนี้

๑. มีสขุ ภาพกาย สขุ ภาพจติ ทีด่ ี
๒. มีอาชีพเพอ่ื เลี้ยงตนเองและครอบครวั
๓. เปน็ สมาชิกทด่ี ขี องสงั คม เปน็ พลเมืองทดี่ ขี องชาติ
๔. มสี ตปิ ญั ญา
๕. มนี สิ ัยรักการทางาน
๖. มมี นษุ ยสัมพนั ธ์ทีด่ ี
หนา้ ทขี่ องนกั พฒั นาหลกั สูตรกค็ ือ จะตอ้ งพิจารณาว่าจะจดั หลกั สูตรอย่างไร รปู แบบใดจงึ
จะทาใหป้ ระชากรมีคณุ ภาพดี
๑.๖ ศาสนาและวฒั นธรรมในสงั คม ศาสนาเป็นเคร่ืองยดึ เหนย่ี วจิตใจของคนในสงั คม
วัฒนธรรมเปน็ สญั ลกั ษณ์อันสาคัญทีจ่ ะแสดงให้ทราบวา่ เขาเหลา่ น้นั เป็นคนในสงั คมเดียวกันหรือเปน็
คนชาติเดยี วกนั ดังนน้ั ศาสนาและวฒั นธรรมจึงเป็นสง่ิ สาคญั มากสาหรบั การพฒั นาหลกั สตู ร ทั้งนี้
เพราะจุดประสงค์สาคัญของหลกั สตู รกค็ อื การทะนุบารงุ รักษาและถ่ายทอดวฒั นธรรมทดี่ ีงามไว้ การ
พัฒนาหลกั สูตรจงึ ต้องคานึกถึงศาสนาและวัฒนธรรมความรู้หลกั ธรรมศาสนาต่างๆ นามาบรรจุไวใ้ น
หลกั สูตรดว้ ยเหตทุ ่ีว่าประเทศไทยเป็นประเทศประชาธปิ ไตยใหส้ ทิ ธิเสรภี าพแก่ประชาชนในการนับถือ
ศาสนา เพราะฉะนัน้ สิ่งทีบ่ รรจไุ ว้ควรจะเปน็ หลักธรรมของศาสนาต่างๆ
ขอ้ มูลพน้ื ฐานทางสงั คมและวฒั นธรรมมีความสาคญั ต่อการพัฒนาหลกั สตู รเป็นอย่าง
มาก เพราะเปน็ หลักสตู รท่ตี อ้ งตอบสนองสงั คมและพฒั นาไปพร้อมกัน การศกึ ษาข้อมูลพนื้ ฐานทาง
สงั คมและวัฒนธรรมอยา่ งรอบคอบจะทาใหเ้ ราสามารถนาไปพฒั นาหลักสูตรทด่ี ตี ามลักษณะดงั ตอ่ ไปน้ี
๑. ตอบสนองความต้องการของสังคม
๒. สอดคลอ้ งกบั ความเป็นจรงิ ในสังคม
๓. เน้นในเรือ่ งรกั ชาติรักประชาชน
๔. แกป้ ญั หาใหก้ บั สงั คมมิใชส่ รา้ งปญั หากบั สงั คม
๕. ปรับปรุงสังคมใหด้ ขี ้ึน
๖. สร้างความสานกึ ในเร่อื งของความเปลย่ี นแปลงทางสังคม
๗. ช้ีนาในเรอื่ งการเปล่ยี นแปลงประเพณแี ละค่านยิ ม

๖๑

๘. ต้องถ่ายทอดวฒั นธรรมและจรยิ ธรรม
๙. ปลูกฝงั ในเร่ืองความซอ่ื สตั ย์และความยุตธิ รรม ในสงั คม
๑๐. ใหค้ วามสาคญั ในเร่อื งผลประโยชนใ์ นสังคม

๓. พ้นื ฐานทางเศรษฐกิจ

การศกึ ษาเปน็ เครื่องมอื สาคัญในการพฒั นาเศรษฐกิจ เพราะการศกึ ษาเป็นเครือ่ งมือสาคัญในการ
พัฒนาคนซึง่ เป็นส่วนประกอบทีส่ าคญั ที่สุดในระบบเศรษฐกจิ เพราะระบบเศรษฐกจิ กา้ วหน้าเพยี งใด
ข้นึ อยกู่ บั คุณภาพของคนในสงั คมนน้ั การพฒั นาหลกั สูตรใหใ้ หเ้ หมาะกับพน้ื ฐานทางเศรษฐกจิ ควร
พิจารณาประเดน็ ตอ่ ไปนี้

การเตรยี มกาลงั คน การใหก้ ารศกึ ษาเป็นสิง่ สาคัญในการผลิตกาลังคนในด้านตา่ งๆ ให้
เพยี งพอ พอเหมาะ และสอดคล้องกบั ความตอ้ งการในแต่ละสาขาวิชาชีพ เพอ่ื ปอ้ งกนั การสญู เปลา่
ทางการศึกษา และเพ่อื ลดปัญหาการว่างงานอนั เปน็ อุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ

นอกจากนกี้ ารเตรยี มกาลังคนให้สนองความต้องการของประเทศนัน้ ตอ้ งพจิ ารณาให้
เหมาะสมกับระดับความ สามารถทต่ี อ้ งการ ซง่ึ มีทั้งระดับผเู้ ชยี่ วชาญทางวิชาการสาขาตา่ งๆ ระดบั
ช่างฝมี อื และระดบั กรรมกร รวมท้ังต้องพิจารณาถงึ แนวโน้มความตอ้ งการทางเศรษฐกิจของ
ประเทศชาตใิ นอนาคตดว้ ย

การพฒั นาอาชพี ประเทศไทยพ้ืนทส่ี ว่ นใหญเ่ ปน็ พ้นื ทท่ี างการเกษตร และประชากรสว่ น
ใหญ่เปน็ เกษตรที่อาศัยอย่ใู นชนบท อาชพี อุตสาหกรรม พาณชิ ยกรรมและบรกิ ารมอี ยเู่ พยี งชมุ ชนใน
เมอื ง ปัจจุบนั มีการโยกยา้ ยถนิ่ ที่อยเู่ ข้ามาทางานอุตสาหกรรมในเมอื งใหญ่ ซงึ่ ทาใหเ้ กิดปญั หาอื่นๆ
ตามมา เช่นส่งิ แวดล้อมเปน็ พษิ เกดิ ชมุ ชนแออดั ปัญหาครอบครวั เด็กเร่ร่อน เปน็ ต้น เพราะฉะนนั้
การพัฒนาหลักสูตรควรเน้นการส่งเสรมิ อาชีพส่วนใหญข่ องคนในประเทศ จัดหลกั สตู รเพื่อพัฒนา
อาชีพตามศักยภาพและทอ้ งถิ่น เพอ่ื พัฒนาอาชพี ให้เหมาะสมเปน็ การยกระดบั รายได้ คนในชนบทให้
สูงขน้ึ เพือ่ ลดปญั หาชอ่ งวา่ งระหว่างคนรวยและคนจน ลดการหลั่งไหลของประชาชนเข้าไปทางาน
ตามเมืองใหญ่ สิ่งเหลา่ นนั้ เปน็ หน้าท่สี าคัญที่นกั พัฒนาหลกั สูตรจะต้องร่วมมือรว่ มใจกนั ทาหลกั สูตร
อาชพี เพ่อื พัฒนาอาชีพให้บรรลุผล

การขยายตัวทางด้านอตุ สาหกรรม ปจั จบุ ันประเทศไทยกาลังพฒั นาจากเกษตรกรรมไปสู่
ภาคอุตสาหกรรมมากขึ้นเร่ือยๆ นักพฒั นาหลกั สตู รควรศกึ ษาข้อแนวโน้มและทิศทางการขยายตัวใน
อุตสาหกรรม อตุ สาหกรรมดา้ นไหนท่ีจะไดร้ ับการพฒั นา หลักสูตรท่ีสามารถพฒั นาเยาวชนใหม้ ี
ความพร้อมสาหรบั การขยายตวั ทางด้านอตุ สาหกรรมสามารถผลิตผจู้ บการศกึ ษาท่สี ามารถเข้าสู่
ภาคอตุ สาหกรรมอย่างเหมาะสม เท่าท่ีผ่านมาจะเหน็ ว่าบางครัง้ ภาคอตุ สาหกรรมไมม่ ีผูม้ คี วามรู้
ความสามารถดา้ นเฉพาะด้านเขา้ ไปรับรองการการพัฒนาดา้ นอุตสาหกรรมบางครง้ั มกี ารผลติ ผู้จบ
การศกึ ษากบั ความตอ้ งการของแรงงานของไทยไม่สมดุลกนั ทาให้บางครงั้ ภาคอสุ าหกรรมเหล่าน้นั
อยา่ งพอเพยี ง ฉะนนั้ การศึกษาแนวโนม้ การขยายตัวทางอุตสาหกรรมจงึ เป็นสิ่งสาคัญประการหน่ึงที่
นกั พฒั นาการหลักสูตรจะละเลยเสยี มิได้

การใชท้ รพั ยากร เศรษฐกจิ เปน็ เรอ่ื งของการใช้ทรพั ยากรท่ีมอี ยู่อยา่ งจากัดใหเ้ กิดประโยชน์
สูงสุดเพื่อสอบสนองความต้องการที่ไม่จากัดของมนุษย์ เพราะฉะนน้ั นกั พฒั นาหลักสตู รควรให้
ความสาคญั ในเร่อื งของทรพั ยากรโดยใช้หลกั สตู รเปน็ เคร่ืองปลูกฝงั เกย่ี วกบั ความสาคัญของ
ทรพั ยากร จดั ทาหลักสตู รเนอื้ หาวิชา กจิ กรรมและประสบการณ์ในหลกั สตู รที่สง่ เสรมิ การใช้

๖๒

ทรัพยากรใหเ้ กดิ ประโยชนส์ ูงสดุ และเนน้ กิจกรรมทางเศรษฐกจิ ครบวงจรอันไดแ้ ก่ การผลติ การ
จาหนา่ ย การบริโภค การแลกเปล่ียนการบรกิ ารโดยเนน้ การปฏิบัตจิ รงิ และการใช้ทรพั ยากรใน
ทอ้ งถิ่นใหเ้ กดิ ประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้รูจ้ กั และเข้าใจระบบเศรษฐกิจพอเพยี งตาม
พระราชดาริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซง่ึ ในจุดน้ีนกั พฒั นาหลกั สตู รควรให้ความสาคญั แลว้
คิดพัฒนาหลกั สูตรเพอื่ สนองพระราชดารดิ งั กล่าว ในอนาคตประชาชนจะเห็นความสาคัญของ
ทรพั ยากรและสามารถนาทรพั ยากรท่มี อี ย่นู ามาใชป้ ระโยชน์ เกิดรายไดอ้ ยา่ งมีคณุ คา่ ไม่มีการ
สูญเสียทางทรัพยากร ปัญหาความยากจนและการอพยพย้ายถ่นิ กไ็ มเ่ กดิ ขนึ้ 9

การพฒั นาคณุ ลักษณะของบคุ คลในระบบเศรษฐกิจของไทย คุณลักษณะของในบุคคลใน
ระบบเศรษฐกจิ ของคนไทยยงั ขดั แยง้ กบั ความเปน็ จริงในระบบเศรษฐกิจ เชน่ คนไทยมรี ายได้ต่าแต่
ความต้องการจับจา่ ยในระบบเศรษฐกิจในระบบเศรษฐกจิ ในระบบเปิดทาใหส้ ินคา้ ฟุ่มเฟือยหลงั่ ไหล
เกิดปญั หาหนส้ี นิ ลน้ พน้ ตวั หรอื เปน็ เศรษฐกจิ ในระบบเปดิ ทาใหส้ ินค้าฟมุ่ เฟอื ยหลง่ั ไหลเข้ามาสรา้ ง
วัฒนธรรมใหมใ่ นหมเู่ ยาวชน หรอื การเอารัดเอาเปรียบต่อผดู้ ้อยการศกึ ษาจากบคุ คลผู้มีอานาจทาง
เศรษฐกิจ ฯลฯ ส่ิงเหลา่ นเี้ ปน็ คณุ ลักษณะของคนไทยในระบบเศรษฐกิจทต่ี อ้ งได้รบั การแกไ้ ขและ
พัฒนา การใชก้ ารศึกษาเขา้ ไปแก้ไขจะเป็นวิธีการสาคัญและให้ผลในระยะยาว เพราะฉะนน้ั การ
พัฒนาหลกั สูตรตอ้ งคานงึ ถึงการพัฒนาคณุ ลกั ษณะของคนไทย ในหลักสูตรจะต้องบรรจุเน้ือหาสาระ
และประสบการณก์ ารเรยี นรทู้ ม่ี ีการปลกู ฝังจิตสานกึ ในความรบั ผดิ ชอบรว่ มกนั การสร้างค่านิยมใน
การทางานร่วมกนั การไม่เอารัดเอาเปรยี บกนั ความขยนั หมัน่ เพยี ร การรจู้ กั อดออม การมสี ตริ ู้
คิด การมคี วามคดิ ริเร่มิ สร้างสรรค์ การสรา้ งเสริมความสามารถในการผลิต การสรา้ งงานและแนว
การประกอบอาชพี ถา้ หลักสตู รในระดับตา่ งๆ ไดบ้ รรจุและปลูกฝังส่งิ เหลา่ น้ีไว้ทั้งในแนวกวา้ งและ
แนวลกึ ตามระดบั การศึกษาแล้วผ้จู บการศึกษากจ็ ะเปน็ บคุ คลมีความสามารถพฒั นาตนเองใหม้ ี
ประสทิ ธภิ าพทางเศรษฐกิจภายใตค้ วามเจรญิ ทางดา้ นเศรษฐกจิ ไดเ้ หมาะสม

การลงทนุ การศกึ ษา การจัดการศกึ ษาในระดบั ตอ้ งใช้งบประมาณของรัฐโดยเฉพาะ
การศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน การจดั การศึกษาควรคานึงถงึ งบประมาณเพือ่ การศึกษาแหลง่ งานท่ีจะช่วยเหลือ
รัฐในรูปงบประมาณ ในการพัฒนาพัฒนาหลักสตู รควรจดั ให้สอดคลอ้ งกับงบประมาณของรัฐ ไม่ว่า
ในดา้ นจดั การเรียนการสอน ด้านวัตถอุ ปุ กรณ์ เพอื่ ให้มีการใช้หลักสตู รเปน็ ไปอย่างมี
ประสิทธิภาพ และต้องคานึงถึงผลตอบแทนจากการลงทุน ในด้านกาลังคนปริมาณคน และคุณภาพ
เช่น การพัฒนาหลกั สตู รให้เยาวชนมคี าวามสามารถทางด้านคอมพวิ เตอร์ การลงทุนดา้ นอุปกรณค์ อื
คอมพวิ เตอร์ ให้ทกุ โรงเรียนมีคอมพวิ เตอร์สอนนักเรียน แต่บางโรงเรยี นไมม่ ีไฟฟ้า หรือบางโรงเรยี น
ยังไม่มีบคุ ลากรทมี่ คี วามรทู้ างด้านคอมพิวเตอร์ การลงทนุ ในจดุ ดงั กลา่ วส่วนหน่งึ อาจเป็นการลงทนุ ที่
สญู เปล่า เฉพาะฉะน้ันในการพัฒนาหลักสูตรควรคานงึ ถึงการลงทุนทางการศกึ ษาดว้ ยว่าเป็นการลงทุน
ท่ีสญู เปลา่ หรือไม่ ในอนาคตมีตัวอยา่ งในการพฒั นาหลักสตู รท่ีทาให้เกดิ การสตู รเปลา่ ทางการศกึ ษาอยู่
เสมอ

9 เครื่อง กจิ รัตนมงคล. หลักสตู รอตุ สาหกรรมการศึกษาและการจัดการมัธยมศึกษา. (กรงุ เทพฯ.ภาควิชา
พ้นื ฐานอตุ สาหกรรมศกึ ษา คณะอุตสาหกรรมศกึ ษา สถาบันราชภัฏพระนคร. 2532).

๖๓

๔. พ้นื ฐานทางการเมืองการปกครอง

การเมอื งการปกครองเป็นที่เก่ยี วกับการจัดระเบียบการอยูร่ ่วมกนั ในสังคมหมู่มากจาเป็นต้อง
มีระเบยี บแบบแผนหรือกตกิ าตา่ งๆ สาหรับสมาชกิ ในสังคมยดึ ถือเป็นแนวปฏิบตั ิต่อกนั เพ่อื ความสงบ
เรียบร้อยและการอย่รู วมกันอย่างสันติ ดงั นัน้ การเมอื งการปกครองจึงเป็นเรือ่ งเกีย่ วกับ
บทบาท หน้าทีส่ ิทธิ และความรับผิดชอบทที่ ุกคนพงึ มตี อ่ สงั คมและประเทศชาติ

การเมอื งการปกครองมคี วามสัมพันธ์กับการศึกษา ในฐานะทก่ี ารศึกษามีหนา้ ทีผ่ ลติ
สมาชิกทด่ี ีใหแ้ ก่สงั คมใหอ้ ยใู่ นระบบการปกครองประเทศชาติ ช่วยให้ผเู้ รียนทราบว่าตนมสี ทิ ธิหนา้ ที่
และความรับผดิ ชอบตอ่ สงั คมอยา่ งไร และควรแสดงแนวคดิ ปฏบิ ัตติ นอยา่ งไรหลักสตู รของประเทศ
ต่างๆ จึงควรบรรจเุ นื้อหาวิชาและประสบการท่ีจะปลกู ฝังใหป้ ระชากรอยู่ร่วมกนั ในสงั คมได้ดว้ ยความ
เป็นระเบียบเรียบรอ้ ยและสันตสิ ุข10

ขอ้ มูลที่เก่ียวกบั การเมอื งการปกครอง ทค่ี วรจะนามาเปน็ เน้ือหาประกอบการพิจารณาใน
การพัฒนาหลกั สตู รกค็ ือ ระบบการเมืองและระบบการปกครอง นโยบายของรัฐและรากฐาน ของ
ประชาธิปไตย

๕. สรปุ

การศกึ ษาเปน็ เครอ่ื งมือสาคัญในการพฒั นาเศรษฐกิจเพราะการศกึ ษาเป็นเคร่อื งมือสาคญั ใน
การพัฒนาคนซ่งึ เป็นส่วนประกอบทสี่ าคญั ที่สุดในระบบเศรษฐกิจเพราะระบบเศรษฐกจิ กา้ วหนา้
เพยี งใดขึน้ อยกู่ ับคุณภาพของคนในสงั คมนน้ั การพฒั นาหลักสตู รใหใ้ ห้เหมาะกบั พน้ื ฐานทาง
เศรษฐกจิ ควรพจิ ารณาประเดน็ ตอ่ ไปน้ี

การเตรยี มกาลงั คน การใหก้ ารศกึ ษาเปน็ สิง่ สาคัญในการผลติ กาลงั คนในดา้ นต่าง ๆ ให้
เพยี งพอและสอดคล้องกบั ความต้องการในแตล่ ะสาขาวิชาชีพเพื่อป้องกันการสูญเปล่าทางการศึกษา
และเพือ่ ลดปญั หาการวา่ งงานอันเป็นอปุ สรรคตอ่ การพัฒนาประเทศ

การพฒั นาอาชพี ประเทศไทยพ้นื ที่สว่ นใหญเ่ ปน็ พน้ื ทีท่ างการเกษตร และประชากรสว่ น
ใหญเ่ ป็นเกษตรทอี่ าศัยอยู่ในชนบท อาชีพอตุ สาหกรรม พาณิชยกรรมและบรกิ ารมอี ยูเ่ พียงชมุ ชนใน
เมอื ง ปจั จบุ นั มกี ารโยกย้ายถิน่ ที่อยู่เข้ามาทางานอุตสาหกรรมในเมืองใหญ่ ซง่ึ ทาให้เกดิ ปัญหาอนื่ ๆ
ตามมา เช่นสิ่งแวดล้อมเปน็ พิษ เกดิ ชมุ ชนแออดั ปัญหาครอบครัว เดก็ เร่ร่อน เป็นตน้ เพราะฉะน้ัน
การพัฒนาหลักสูตรควรเนน้ การสง่ เสรมิ อาชีพสว่ นใหญข่ องคนในประเทศ จดั หลกั สตู รเพอ่ื พัฒนา
อาชีพตามศักยภาพและท้องถิน่ เพ่อื พฒั นาอาชีพใหเ้ หมาะสมเปน็ การยกระดบั รายได้

การขยายตวั ทางดา้ นอตุ สาหกรรม ปจั จุบันประเทศไทยกาลงั พฒั นาจากเกษตรกรรมไปสู่
ภาคอตุ สาหกรรมมากข้ึนเรือ่ ยๆนักพัฒนาหลักสูตรควรศึกษาขอ้ แนวโน้มและทศิ ทางการขยายตวั ใน
อตุ สาหกรรม อตุ สาหกรรมด้านไหนที่จะไดร้ บั การพัฒนา หลกั สูตรทส่ี ามารถพัฒนาเยาวชนให้มี
ความพร้อมสาหรับการขยายตวั ทางดา้ นอตุ สาหกรรมสามารถผลิตผจู้ บการศึกษาทสี่ ามารถเข้าสู่
ภาคอุตสาหกรรมอยา่ งเหมาะสม ฉะนั้นการศกึ ษาแนวโนม้ การขยายตัวทางอตุ สาหกรรมจึงเปน็ สง่ิ
สาคญั ประการหนงึ่ ท่นี กั พฒั นาการหลกั สตู รจะละเลยเสยี มไิ ด้

10 ยทุ ธนา ปฐมวรชาต.ิ “การพฒั นาหลักสูตรท้องถ่ิน : แนวคิดเชิงปฏบิ ัตทิ ่เี ป็นพ้นื ฐานสาคัญส่กู ารพฒั นา
กรุงเทพฯ, หลกั สูตรการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐานระดบั สถานศกึ ษา.

๖๔

การใชท้ รพั ยากร เศรษฐกจิ เปน็ เร่อื งของการใชท้ รพั ยากรที่มีอยอู่ ยา่ งจากัดให้เกดิ ประโยชน์
สงู สดุ เพอื่ สอบสนองความต้องการท่ไี ม่จากดั ของมนุษย์ เพราะฉะนน้ั นักพฒั นาหลกั สูตรควรให้
ความสาคญั ในเร่ืองของทรัพยากรโดยใช้หลกั สูตรเปน็ เครอ่ื งปลกู ฝงั เกย่ี วกบั ความสาคัญของ
ทรัพยากร จดั ทาหลกั สูตรเนอ้ื หาวชิ า กจิ กรรมและประสบการณใ์ นหลกั สตู รที่สง่ เสรมิ การใช้
ทรัพยากรให้เกดิ ประโยชนส์ งู สดุ และเนน้ กิจกรรมทางเศรษฐกจิ ครบวงจรอนั ได้แก่ การผลิต การ
จาหนา่ ย การบรโิ ภค การแลกเปลยี่ นการบรกิ ารโดยเน้นการปฏบิ ัติจรงิ และการใชท้ รพั ยากรใน
ท้องถนิ่ ใหเ้ กดิ ประโยชน์

๖๕

คาถามทา้ ยบทท่ี ๓

แบบฝกึ หัดท่ี ๑ คาชแ้ี จง ให้นิสิตเลอื กกากบาทข้อทถี่ กู ตอ้ งท่ีสุดเพียงข้อเดียว

๑. ข้อใดไม่ใชม่ าตรฐานการศึกษาแห่งชาติ

ก. แนวการจัดการศกึ ษา ข. แนวการสรา้ งสังคมแห่งการเรยี นรู้/สงั คมแหง่ ความรู้

ค. คุณภาพผเู้ รยี น ง. คณุ ลกั ษณะของคนไทยท่พี งึ ประสงค์ ท้ังในฐานะพลเมอื งและพลโลก

๒. ขอ้ ใดตอ่ ไปน้ไี มใ่ ช่มาตรฐานการศกึ ษาขนั้ พ้นื ฐาน

ก. ดา้ นบริหารจัดการ ข. แนวการจัดการศึกษา

ค. สังคมแห่งการเรยี นรู้ ง. คุณภาพดา้ นผเู้ รียน

๓. บุคคลในขอ้ ใดเป็นผู้ให้ความเห็นชอบหลักสูตรสถานศกึ ษา

ก. คณะกรรมการสถานศึกษา ข. คณะกรรมการบริหารหลักสตู รและงานวชิ าการ

ค. คณะกรรมการกล่มุ สาระการเรียนรู้ ง. ผู้อานวยการสถานศกึ ษา

๔. บุคคลในข้อใดเปน็ ผู้ออกแบบหน่วยการเรยี นรเู้ พอ่ื พัฒนาผู้เรยี น

ก. ครผู ูส้ อน ข. คณะกรรมการบริหารหลักสูตรและงานวชิ าการ

ค. คณะกรรมการพฒั นาหลกั สูตร ง. คณะกรรมการกล่มุ สาระการเรยี นรู้

๕. ขอ้ ใดไม่ใชบ่ รบิ ทของสถานศกึ ษาที่นามาพจิ ารณาในการจัดโครงสร้างเวลาเรยี น

ก. ความพร้อมของสถานศกึ ษา ข. ความต้องการและจุดเนน้ ของสถานศึกษา

ค. ความตอ้ งการของผูเ้ รยี น ง. ความตอ้ งการของชุมชน

๖. ข้อใดกลา่ วถงึ หลักสตู รไดถ้ กู ตอ้ งท่สี ดุ

ก. หลกั สตู รเปน็ เครือ่ งมอื ท่จี ะชว่ ยให้การเรยี นการสอน

ข. หลักสตู รคือมวลประสบการณค์ วามรตู้ า่ ง ๆ ท่จี ดั ใหผ้ ูเ้ รยี นท้ังในและนอกห้องเรียน

ค. การกาหนดรปู แบบของหลักสูตรเป็นการพิจารณาเลือกและจดั เน้ือหาวชิ า

ง. หลกั สตู รเปน็ ตวั ชแ้ี นะแนวทางกระบวนการเรยี นรู้

๗. ลักษณะของหลักสูตรทดี่ ีควรเปน็ ตามขอ้ ใดมากทีส่ ุด

ก. หลักสูตรทบี่ อกแนวทาง ด้านสื่อการสอน การใชส้ ื่อ การวดั และประเมนิ ผลไว้อยา่ งชดั เจน

ข. หลกั สตู รท่ไี ด้รับการจัดทาหรอื พัฒนาจากคณะบุคคลหลายฝ่าย

ค. หลักสตู รควรจะมลี กั ษณะที่สนองความต้องการและความสนใจ ท้งั ของนักเรยี นและสังคม

ง. หลักสูตรท่มี คี วามคล่องตัว และสามารถปรับปรุงและยดื หยนุ่ ใหเ้ หมาะสมกบั สภาพการณ์

ตา่ งๆทเี่ ปลี่ยนแปลงไดเ้ ปน็ อย่างดี

๘. หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐานไดแ้ นวคิดจากปรัชญาการศกึ ษาแบบใด

ก. สารัตถนยิ ม ข. นริ ันตรนิยม ค. พพิ ัฒนาการ ง. ปฏริ ูปนิยม

๙. ปรัชญาการศึกษานามาใชป้ ระโยชนโ์ ดยตรงในข้อใด

ก. กาหนดเนือ้ หาสาระ ข. กาหนดวิธีการสอนและหลกั การสอน

ค. กาหนดการจัดกระบวนการเรียนการสอน ง. กาหนดเป้าหมายและจดุ มงุ่ หมายของการศกึ ษา

๑๐. ถา้ หลักสตู รเปรียบเสมือนรถแลว้ ความมุง่ หมายของหลักสูตรเปรียบเสมอื นอะไร

ก. ล้อ ข. พวงมาลัย ค. ตัวเครือ่ ง ง. ไฟรถ

๖๖

แบบฝึกหดั บทที่ ๒ คาชแี้ จง ให้นสิ ติ เตมิ สัญลกั ษณ์ ถกู หน้าขอ้ ความทถี่ ูกต้อง ผดิ หน้าข้อความท่ี

ไม่ถกู ต้อง
____๑. ถา้ หลกั สูตรเปรยี บเสมอื นรถแลว้ ความมุง่ หมายของหลักสตู รเปรยี บเสมอื น ล้อ
____๒. ปรัชญาการศึกษานามาใช้ประโยชน์โดยตรงกบั กาหนดเน้อื หาสาระ
____๓. หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐานไดแ้ นวคดิ จากปรัชญาการศกึ ษาแบบพพิ ัฒ
นาการ
____๔. ลกั ษณะของหลกั สตู รท่ีดหี ลกั สตู รที่มีความคลอ่ งตวั และสามารถปรบั ปรุงและ
ยืดหย่นุ ใหเ้ หมาะสมกบั สภาพการณต์ ่างๆท่เี ปลี่ยนแปลงไดเ้ ปน็ อย่างดี
____๕. หลักสตู รคือมวลประสบการณค์ วามรู้ตา่ ง ๆ ทจี่ ดั ให้ผู้เรียนทง้ั ในและนอกหอ้ งเรียน
____๖. บรบิ ทของสถานศึกษาท่ีนามาพจิ ารณาในการจัดโครงสรา้ งเวลาเรียนความพร้อมของ
สถานศึกษา
____๗. ผู้ออกแบบหน่วยการเรยี นรเู้ พื่อพัฒนาผูเ้ รยี น คือ คณะกรรมการบริหารหลกั สตู ร
และงานวชิ าการ
____๘. ผู้ออกหนงั สอื รบั รองหรอื หลกั ฐานการจบการศึกษาแกผ้ เู้ รียนท่ีจดั โดยครอบครัว คอื
ผู้อานวยการสถานศกึ ษา
____๙. มาตรฐานการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐาน ด้านบรหิ ารจดั การ
____๑๐. มาตรฐานการศกึ ษาแหง่ ชาติ คุณภาพผเู้ รยี น

แบบฝึกหัดบทท่ี ๓ คาชแ้ี จง ใหน้ สิ ติ เลอื กคาตอบดา้ นซา้ ยไปใสใ่ นชอ่ งว่างทางขวาใหถ้ กู ต้อง

๑.______Existentialism
๒.______Reconstructionism
๓.______นิรนั ดรนิยม
๔.______หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐานไดแ้ นวคดิ จากปรชั ญาการศกึ ษาแบบใด
๕.______บุคคลในข้อใดเปน็ ผอู้ อกแบบหน่วยการเรียนรู้เพ่ือพัฒนาผู้เรียน
๖.______มาตรฐานการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน
๗.______บุคคลในขอ้ ใดเป็นผูใ้ หค้ วามเหน็ ชอบหลักสตู รสถานศึกษา
๘.______มาตรฐานการศกึ ษาแห่งชาติ
๙.______ การศึกษาผลติ กาลังคนในดา้ นต่าง ๆ ให้เพยี งพอ พอเหมาะ สอดคล้องกบั ความ
ตอ้ งการในแต่ละสาขาอาชีพ คอื มีความรู้ ทกั ษะ และคุณสมบตั ติ า่ ง ๆ ตรงตามที่ตอ้ งการทง้ั ดา้ น
ปริมาณและคณุ ภาพ
๑๐._____พ้นื ฐานด้านปรัชญา พื้นฐานดา้ นจติ วทิ ยา และพ้ืนฐานด้านสังคม

ก. Perenialism
ข. ปฏริ ปู นยิ ม
ค. ครูผสู้ อน
ง. คณะกรรมการสถานศกึ ษา
จ. แนวการจัดการศกึ ษา

๖๗

ฉ. การพฒั นาหลกั สูตรนัน้ ประกอบดว้ ยพื้นฐาน
ช. การเตรียมกาลงั คน
ซ. ด้านบริหารจดั การ
ฌ. อัตถภิ าวะนยิ ม
ญ. พพิ ัฒนาการ

๖๘

อา้ งองิ ประจาบท

ใจทพิ ย์ เช้อื รตั นพงษ์. การพฒั นาหลกั สตู ร : หลักการและแนวปฏบิ ตั .ิ กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์ อลีน
เพรส. ๒๕๓๙

ชูศรี สุวรรณโชติ . หลกั สูตรและการพฒั นาหลกั สูตร. กรงุ เทพฯ : อกั ษรไทย.๒๕๔๒.
ธวัชชยั ชัยจริ ฉายากุล. ประมวลสาระชดุ วิชา การพฒั นาหลกั สูตรและวิทยวธิ ที างการสอนหนว่ ยที่

๑-๒ กรุงเทพ : สาขาวิชาศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. ๒๕๓๖
. การพฒั นาหลกั สตู รจากแนวคดิ สกู่ ารปฏบิ ัติ. กรุงเทพฯ : อักษรบัณฑิต, หน้า ๔.
๒๕๒๙.
ธารง บัวศรี. ทฤษฎหี ลักสตู รภาค ๒. พระนคร : มงคลการพมิ พ.์ ๒๕๑๔.
---------------.ทฤษฎหี ลกั สูตร : การออกแบบและพฒั นา. พมิ พ์คร้ังท่ี ๒. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ครุ ุสภา
ลาดพร้าว. ๒๕๓๒.
บรรพต สุวรรณประเสริฐ. การพฒั นาหลกั สตู รโดยเนน้ ผู้เรียนเปน็ สาคญั . เชียงใหม่ : เชยี งใหม่ โรง
พิมพ์แสงศลิ ป.์ ๒๕๔๔.
บุญชม ปฐมวรชาติ. การศกึ ษาหลักสตู รและการวิจัยเก่ยี วกบั หลกั สูตร. กรุงเทพฯ : สวุ รี ิยาสาส์น.
๒๕๔๖.
เปรอื่ ง กจิ รจั ตนี. หลกั สูตรอตุ สาหกรรมการศึกษาและการจัดการมัธยมศกึ ษา. ภาควชิ า พืน้ ฐาน
อตุ สาหกรรมศึกษา คณะอตุ สาหกรรมศึกษา สถาบนั ราชภัฏพระนคร. ๒๕๓๒.
พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยตุ โต). การศกึ ษากบั การพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ย์. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์การ
ศาสนา, ๒๕๓๙.
ยุทธนา ปฐมวรชาติ. “การพฒั นาหลกั สตู รทอ้ งถิน่ : แนวคิดเชงิ ปฏบิ ตั ทิ เ่ี ปน็ พน้ื ฐานส าคัญสกู่ าร
พฒั นาหลกั สตู รการศึกษาขั้นพน้ื ฐานระดบั สถานศกึ ษา”, วารสารวิชาการ. ๕
(พฤษภาคม ๒๕๔๕) ๑๑-๑๗. ๒๕๔๕.
วิจติ ร ศรสี ะอ้าน “ความหมายของการศกึ ษา” เอกสารการสอนชดุ วชิ า พน้ื ฐานการศกึ ษา หนว่ ยท่ี
๖ ปรชั ญากบั การศกึ ษา กรงุ เทพ : สานักพิมพ์ มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมมาธริ าช
๒๕๓๙
วิชัย วงษ์ใหญ.่ พฒั นาหลักสูตรและการสอน. ภาควิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยศรนี คริ
นทรวโิ รฒประสานมติ ร. ๒๕๒๑.
. . พฒั นาหลกั สตู รและการสอนมิตใิ หม.่ กรงุ เทพฯ:ธเนศวรการพมิ พ.์ ๒๕๓๗.

บทที่ ๔

วสิ ัยทัศน์และแผนการพฒั นาการศึกษาไทย

สาระสาคัญ

การบรหิ ารจัดการ หมายถึง การดาเนินงานของบุคคลในองค์กรร่วมกนั ทากจิ กรรมให้บรรลุ
ตามเปา้ หมายทกี่ าหนดไว้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ โดยมีการวางแผน การจดั องค์การ การจดั บุคคลเข้า
ทางาน การประสานงาน และการควบคมุ งาน การบรหิ ารหลักสูตรวา่ เป็น การบริการและดาเนนิ งาน
เก่ยี วกับหลักสตู รเป็นไปตามเป้าหมายท่กี าหนดไวใ้ นหลักสตู รผู้บริหาร จะเป็นแกนนาโดยมผี ู้ช่วยใน
ฝา่ ยต่าง ๆ วิชาการ ครผู ูส้ อนและหน่วยงานอื่น ๆ ที่สง่ เสริมการบรหิ ารหลกั สูตร เช่น กรรมการ
สถานศกึ ษา กรรมการบริหารหลักสูตร การบริหารและการจดั การไว้ดงั น้ี คาว่าบรหิ าร
(administration) จะใชใ้ นการบริหารระดบั สงู โดยเนน้ ที่ การกาหนดนโยบายทส่ี าคัญและการกาหนด
แผนของผู้บรหิ ารระดบั สูง

ขอบเขตด้านเน้อื หา

๑. การบริหารจัดการหลกั สตู รปจั จุบนั
๒. หลกั สูตรการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน
๓. แนวโนม้ การบริหารหลักสตู ร
๔. การพฒั นาหลกั สตู รไทยในอนาคต
๕. พฒั นาหลักสตู รในระดบั ตา่ งๆ

วตั ถุประสงค์

๑. เพ่อื ศึกษาวสิ ัยทัศนแ์ ละแนวทางในการวางแผนการพฒั นาการศึกษาไทย
๒. เพื่อใหเ้ กดิ ความตระหนกั ถงึ ความสาคัญของการพัฒนาหลกั สูตร
๓. เพื่อใหม้ คี วามเขา้ ใจถึงการพัฒนาหลักสตู รและการใชห้ ลักสตู ร
๔. เพื่อใหร้ ู้และเข้าใจถงึ ตา่ งๆทางดา้ นหลกั สตู รปจั จัย

บทนา

การบรหิ ารจดั การหมายถงึ การดาเนินงานของบุคคลในองค์กรร่วมกันทากิจกรรมใหบ้ รรลุ
ตามเป้าหมายทีก่ าหนดไวอ้ ยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ โดยมกี ารวางแผน การจดั องคก์ าร การจดั บุคคลเข้า
ทางาน การประสานงาน และการควบคุมงาน การบริหารหลกั สูตรว่าเปน็ การบริการและดาเนนิ งาน
เกย่ี วกับหลกั สตู รเปน็ ไปตามเปา้ หมายทกี่ าหนดไวใ้ นหลักสตู รผูบ้ ริหาร จะเปน็ แกนนาโดยมีผู้ชว่ ยใน
ฝ่ายต่าง ๆ วชิ าการ ครผู ้สู อนและหน่วยงานอ่นื ๆ ทีส่ ง่ เสรมิ การบรหิ ารหลกั สตู ร เช่น กรรมการ
สถานศกึ ษา กรรมการบริหารหลกั สูตร การบริหารและการจัดการไวด้ งั นี้ คาวา่ บริหาร
(administration) จะใชใ้ นการบรหิ ารระดบั สงู โดยเน้นท่ี การกาหนดนโยบายท่ีสาคญั และการกาหนด
แผนของผู้บรหิ ารระดบั สูง เปน็ คานิยมใชใ้ นการบริหารรฐั กจิ (public administration) หรือใชใ้ น
หน่วยงานราชการ

๗๐

๑. การบรหิ ารจัดการหลักสูตรปัจจบุ นั

แนวคดิ เกย่ี วกับการบรหิ ารจัดการหลกั สตู รปัจจุบนั
๑. ความหมายการบรหิ ารจัดการและความหมายของหลกั สูตรปจั จบุ ัน

ศิรวิ รรณ เสรรี ัตนแ์ ละคณะ ให้ความหมายของคาว่าการบริหารและการจดั การไว้ดังนี้
คาวา่ บริหาร (administration) จะใชใ้ นการบรหิ ารระดบั สงู โดยเน้นที่ การกาหนดนโยบาย
ทีส่ าคญั และการกาหนดแผนของผู้บรหิ ารระดบั สูง เปน็ คานิยมใช้ในการบรหิ ารรฐั กจิ (public
administration) หรอื ใช้ในหน่วยงานราชการ
คาวา่ การจัดการ (management) จะเน้นการปฏบิ ัตกิ ารให้เป็นไปตามนโยบาย แผนทว่ี าง
ไว้ นิยมใชใ้ นการจัดการธรุ กิจ
สุรัสดี ราชกลุ ชยั ให้ความหมายคาว่าการบรหิ าร (administration) และ การจดั การ
(management) แตกต่างกนั เล็กน้อยโดยการบริหารจะสนใจและสัมพนั ธก์ ับการกาหนด
สรปุ ไดว้ า่ การบรหิ ารจดั การหมายถึง การดาเนินงานของบคุ คลในองค์กรรว่ มกนั ทา
กิจกรรมใหบ้ รรลุตามเป้าหมายทีก่ าหนดไวอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ โดยมีการวางแผน การจดั องคก์ าร
การจัดบุคคลเขา้ ทางาน การประสานงาน และการควบคมุ งาน
ใจทิพย์ เช้ือรัตพงศ์ ให้ความเห็นเกีย่ วกบั การบรหิ ารหลักสูตรว่าเปน็ การบรกิ ารและ
ดาเนินงานเก่ยี วกับหลักสตู รเปน็ ไปตามเปา้ หมายท่กี าหนดไว้ในหลกั สตู รผบู้ รหิ าร จะเป็นแกนนาโดยมี
ผู้ชว่ ยในฝ่ายตา่ ง ๆ วิชาการ ครผู สู้ อนและหนว่ ยงานอ่นื ๆ ท่สี ง่ เสริมการบรหิ ารหลกั สตู ร เช่น
กรรมการสถานศึกษา กรรมการบริหารหลักสูตร เปน็ ตน้
สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พืน้ ฐานกล่าวถงึ การบริการ การจดั หลกั สูตร เปน็ การ
บริหารงานท่ีมขี อบข่ายกวา้ งขวาง ครอบคลมุ หลายมิตทิ เี่ กย่ี วขอ้ ง กบั บุคคลหลายฝ่าย และตอ้ งอาศัย
องคป์ ระกอบตา่ ง ๆ
มากมาย เปรยี บเสมือนการบริหารกจิ กรรมทุกชนิดในโรงเรียนท่ีเก่ยี วข้องกบั การปรับปรุง พัฒนาการ
เรียนกรสอน ใหไ้ ด้ผลดี และมีประสทิ ธภิ าพสงู สดุ 1
สรปุ ไดว้ า่ การบรหิ ารจัดการหลกั สตู รหมายถึง กระบวนการดาเนนิ งานเพ่ือสง่ เสริมสนบั สนนุ
เพือ่ จัดกิจกรรมต่าง ๆ ในการพัฒนาผ้เู รยี น ตามวัตถุประสงค์ทกี่ าหนดไว้ ในหลกั สตู ร เร่มิ ตง้ั แตก่ าร
วางแผนใช้หลกั สตู ร การนิเทศ กากับตดิ ตาม และประเมนิ การใช้หลกั สูตร โดยใชท้ รัพยากรการบริหาร
ให้เกดิ ประโยชนแ์ ละประสทิ ธภิ าพสงู สดุ
ความสาคญั ของการบรหิ ารจัดการหลกั สตู รปจั จบุ นั
อาภา บุญชว่ ย สรปุ ไดด้ งั นี้
๑. เปน็ เอกสารของทางราชการ หรือเปน็ บัญญตั ิของรฐั บาล เพื่อให้บคุ คลทที่ าหนา้ ทเี่ กยี่ วกบั
การศึกษาปฏบิ ตั ิ ไม่ว่าเปน็ สถาบันการศึกษาของรัฐบาลหรอื เอกชน ดังน้ันหลกั สูตรจงึ
เปรยี บเสมือน “คาสง่ั ” หรอื “ขอ้ บงั คบั ” ของทางราชการชนดิ หนง่ึ นัน่ เอง
๒. เป็นเกณฑ์มาตรฐานทางการศกึ ษา เพอื่ ควบคมุ การเรียนการสอนในสถาบนั การศึกษา
ระดบั ตา่ งๆ รวมท้ังเปน็ เกณฑ์มาตรฐานอย่างหนง่ึ ในการที่จะจัดสรรงบประมาณ บุคลากร อาคาร
สถานที่และวัสดอุ ปุ กรณท์ างการศึกษาของรัฐบาลให้แกโ่ รงเรยี น

1 กรมศึกษานอกโรงเรยี น. บทความเก่ียวกบั การจัดการเรียนรกู้ ารสอน. ( กรงุ เทพมหานคร : 2543).
หน้า 65

๗๑

๓. เปน็ แผนการดาเนินงานของนกั บรหิ ารการศกึ ษาท่จี ะต้องอานวยการควบคมุ ดูแล และ
ตดิ ตามประเมินผลใหเ้ ปน็ ไปตามนโยบายการจัดการศึกษาของรฐั บาล

๔. เปน็ แผนการปฏิบตั งิ านหรอื เครือ่ งชี้นาทางในการปฏิบัตงิ านของครู เพราะหลกั สตู รจะ
เสนอแนะจุดมุ่งหมาย การจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอน และการประเมินผลการเรยี นการสอนซึง่ ครู
ควรจะปฏิบตั ิอยา่ งจริงจัง

๕. เปน็ เคร่ืองมอื ของรฐั ในอนั ทจี่ ะพฒั นาคนและพฒั นากาลังคนซง่ึ จะเป็นตวั จกั รสาคัญใน
การพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติตามแผนของรฐั บาล

๖. เป็นเครือ่ งช้ถี งึ ความเจริญของชาติ เพราะการศกึ ษาเป็นเครือ่ งมือในการพฒั นาคน ถา้
ประเทศชาติใดมีหลกั สูตรทเี่ หมาะสม ทนั สมัย และมปี ระสทิ ธภิ าพ ก็จะทาให้คนในประเทศของตนมี
คุณภาพ
สันต์ ธรรมบารุง ไดก้ ล่าวถึงความสาคญั ของหลักสตู รไว้ว่า

๑. หลกั สูตรเป็นแผนปฏบิ ตั งิ านของครู เพราะหลักสตู รจะกาหนดจุดมุ่งหมายเนอ้ื หาสาระการ
จดั กจิ กรรมการเรียนการสอน และการประเมินผลไว้เป็นแนวทาง

๒. หลกั สูตรเปน็ ข้อกาหนดแผนการเรียนการสอน อนั เปน็ ส่วนรวมของประเทศเพ่ือนาไปสู่
ความมงุ่ หมายตามแผนการศกึ ษาแหง่ ชาติ

๓. หลักสตู รเปน็ เอกสารของทางราชการเป็นบญั ญตั ิของทางรฐั บาล เพือ่ ใหบ้ คุ คลท่ีทางาน
เกย่ี วขอ้ งกบั การศึกษาปฏิบัตติ าม

๔. หลกั สตู รเป็นเกณฑ์มาตรฐานการศกึ ษา เพื่อควบคุมการเรียนการสอนใน
สถาบนั การศึกษาระดบั ต่างๆ และยังเป็นเกณฑม์ าตรฐานอยา่ งหนึ่งในการจดั สรรงบประมาณ บุคลากร
อาคารสถานที่ วสั ดอุ ปุ กรณฯ์ ลฯ ของการศึกษาของรัฐใหแ้ กส่ ถานศึกษาของรฐั บาลดว้ ย

๕. หลักสูตรเปน็ แผนดาเนนิ งานของผูบ้ รหิ ารการศึกษาทจ่ี ะอานวยความสะดวกและ
ควบคุมดแู ลตดิ ตามผลให้เปน็ ไปตามนโยบายการจดั การศกึ ษาของรัฐบาลดว้ ย

๖. หลักสูตรจะกาหนดแนวทางในการส่งเสริมความเจรญิ งอกงาม และพฒั นาการของเด็กตาม
จดุ หมายของการศกึ ษา

๗. หลักสูตรจะกาหนดลักษณะและรูปร่างของสังคมในอนาคตได้วา่ จะเปน็ ไปในรูปใด
๘. หลักสตู รจะกาหนดแนวทางให้ความรู้ ทักษะและความสามารถความประพฤติท่ีจะเป็น
ประโยชนต์ อ่ สังคมอนั เปน็ การพฒั นากาลังคน ซึ่งจะนาไปสกู่ ารพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาตทิ ่ี
ไดผ้ ล
๙. หลักสตู รจะเปน็ สง่ิ ทีบ่ ่งชี้ถงึ ความเจรญิ ของประเทศ เพราะการศกึ ษาเปน็ เครอื่ งมอื ในการ
พัฒนาคน ประเทศใดจดั การศึกษาโดยมีหลกั สตู รที่เหมาะสม ทันสมัย มปี ระสิทธภิ าพทนั ต่อเหตุการณ์
และการเปล่ียนแปลงย่อมได้กาลังคนทีม่ ีประสทิ ธิภาพสงู
สนุ ยี ์ ภู่พนั ธ์ ได้กล่าวถึงความสาคญั ของหลกั สูตรสรุปไดด้ ังน้ี
๑. หลกั สตู รเป็นเสมอื นเบ้าหลอมพลเมอื งให้มีคณุ ภาพ
๒. หลกั สูตรเปน็ โครงการและแนวทางในการให้การศึกษา
๓. หลักสูตรเป็นแนวทางในการส่งเสรมิ ความเจรญิ งอกงามและพัฒนาการของเดก็ ตาม
จุดหมายของการจัดการศึกษา
๔. หลกั สูตรเป็นเครอื่ งกาหนดแนวทางในการจดั ประสบการณว์ ่าผู้เรียนและสงั คมควรจะ
ไดร้ บั ส่ิงใดบ้างทเ่ี ปน็ ประโยชนแ์ ก่เดก็ โดยตรง

๗๒

๕. หลักสูตรเปน็ เครื่องมอื กาหนดวา่ เนอื้ หาวชิ าอะไรบา้ งทจี่ ะช่วยใหเ้ ด็กมีชวี ติ อยใู่ นสังคม
อย่างราบรน่ื เปน็ พลเมอื งทดี่ ีของประเทศและบาเพ็ญตนให้เป็นประโยชนแ์ ก่สงั คม

๖. หลกั สูตรเปน็ เครื่องกาหนดว่าวธิ ีการดาเนนิ การดาเนนิ ชวี ติ ของเดก็ ให้เป็นไปดว้ ยความ
ราบรื่นและผาสุกเปน็ อยา่ งไร

๗. หลักสตู รยอ่ มกาหนดแนวทางความรู้ ความสามารถ ความประพฤตทิ กั ษะและเจตคตขิ อง
ผูเ้ รียนในอันทอ่ี ย่รู ว่ มกันในสังคมและบาเพญ็ ตนให้เป็นประโยชนต์ ่อชุมชนและชาติบ้านเมอื ง

หลกั การบริหารจดั การหลกั สตู ร
การทาความเข้าใจและใหค้ วามสาคญั กบั การบรหิ ารหลกั สูตรสถานศกึ ษาอยา่ งชดั เจนและ

ถกู ต้องถือเป็นเครอื่ งมอื ทส่ี าคญั ประการหนง่ึ ในการพฒั นาคณุ ภาพการศึกษาของชาติ โดยมหี ลักและ
แนวคดิ ที่สาคญั ๙ ประการ ดังน้ี

๑. การวางแผนงานหลักสูตร ในช่วงระยะเปลีย่ นผ่านของการปฏริ ปู หลักสตู รการศึกษาข้นั
พื้นฐาน ทกุ โรงเรียนจะมที ัง้ หลกั สูตรใหม่และหลกั สูตรเกา่ หลกั สาคญั ในการบรหิ ารหลักสตู รคอื จะตอ้ ง
ทาใหผ้ ู้เรยี นสญู เสยี ประโยชน์น้อยทส่ี ุด เพราะฉะนนั้ จะตอ้ งใช้เวลาในการเปล่ยี นหลักสตู รให้น้อยและ
ส้นั ท่ีสุด ดังนน้ั จึงจาเป็นต้องมีการวางแผนทด่ี ี ต้องจัดระบบให้ดี มีขอ้ มูลท่ีชดั เจน และตระเตรียมทกุ
อยา่ งใหพ้ ร้อมรบั การเปล่ยี นแปลง

๒. การจดั ระบบข้อมลู โรงเรยี น นับเป็นพ้นื ฐานท่สี าคญั ประการหนึง่ ในการบริหารหลกั สูตร
ระบบข้อมูลโรงเรียนประกอบด้วยข้อมูลต่างๆ ดงั น้ี

* หลกั สูตร - ระบบการสร้างหลักสูตร การบรหิ ารหลักสตู ร และการประเมนิ ผล
* การบริหารจัดการ - มีข้อมูลดา้ นผู้เรยี น ผู้สอน วา่ มคี วามพรอ้ มหรือไม่เพยี งใด
* ระบบข้อมลู - ครอู าจารย์ นักเรียน บคุ ลากร ผ้รู ใู้ นชมุ ชน อาชพี ในพน้ื ท่ี
* การวางแผนกลยทุ ธ์ ๓-๕ ปี - แสดงถงึ วิสยั ทศั น์ จดุ ม่งุ หมาย และขนั้ ตอนการปฏิบัตงิ าน
* ระบบงบประมาณ - การบรหิ ารงบประมาณจะตอ้ งมีความชัดเจนตรวจสอบได้ มุ่งผลงาน
และเพ่ือพฒั นาการศกึ ษาเปน็ สาคัญ
* การพัฒนาการเรยี นรู้ - ส่อื และขอ้ มูลเกย่ี วกบั นวัตกรรมการเรยี นการสอน การ
ประเมนิ ผล การศึกษาอบรมของครู
* ระบบชว่ ยเหลือ - มีข้อมลู ผเู้ รยี นเป็นรายบุคคล จาแนกเดก็ เกง่ เดก็ ปกติ และเดก็ ดอ้ ย
โอกาส เพอื่ ให้การสนับสนนุ ชว่ ยเหลืออยา่ งสอดคลอ้ งกับความจาเป็นต้องการของเด็กแต่ละกลมุ่
* บริหารบุคคล - ข้อมลู เก่ยี วกบั ครอู าจารย์ ทัง้ ในด้านการศกึ ษา การอบรม การจัดหา
บรรจุ และเลกิ จ้าง เพือ่ ชว่ ยในการพฒั นาครใู ห้เหมาะสมสอดคล้องกบั หลกั สตู รใหม่
* การประเมินภายใน - จัดเตรยี มข้อมูลการพฒั นาหลักสูตร บุคลากร และผลสมั ฤทธิ์
ทางการศกึ ษาของเดก็ และโรงเรียน2
๓. เอกสารหลักสตู ร จะต้องช้แี นวการสอนอย่างถกู ตอ้ ง ชดั เจน และทนั สมยั เอกสาร
ประกอบหลกั สตู รและรายวชิ าทล่ี ะเอยี ดประณีต จะช่วยใหก้ ารบรหิ ารหลกั สตู รเปน็ ไปโดยง่าย
สามารถตดิ ตามการทางานได้อยา่ งใกลช้ ดิ และเป็นข้ันเปน็ ตอน

2 จมุ พล บญุ ออ่ น. เทคนคิ ในการวจิ ยั . ( กรุงเทพมหานคร : 10 เดือนธนั วาคม 2522, ) หนา้ ที่ 26 –
28.

๗๓

๔. คณาจารยม์ ีคณุ ภาพ เข้าใจหลกั สูตรอย่างดี เมือ่ ครเู ป็นผูเ้ ขยี นหลักสูตรเองแลว้ ยอ่ มจะ
ทาให้การศกึ ษาทาความเข้าใจหลกั สูตรเป็นไปโดยง่าย สามารถปรบั ประยกุ ต์ให้เหมาะสมกับสภาพท่ี
เป็นจรงิ ในห้องเรียนได้

๕. ผ้เู รียนมคี วามพร้อมด้านความรพู้ ื้นฐานและคุณธรรม ทง้ั ดา้ นวิชาการ คุณธรรม จริยธรรม
สถานศึกษาจะต้องจัดเตรียมระบบขอ้ มูลรายบุคคลของผู้เรียน โดยครผู ้สู อนทกุ คนมีส่วนร่วมพฒั นา
ผ้เู รยี นทุกๆ ดา้ น

๖. มีทรัพยากรสนับสนนุ ที่ดีและเพยี งพอ การบรหิ ารการศึกษาในอนาคตอันใกล้เปน็ การ
กระจายอานาจในหลายๆ ด้าน ทอ้ งถิน่ จะมสี ว่ นร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรในการเรียนการ
สอน ซ่ึงครอบคลุมท้งั เร่อื งงบประมาณ ทรพั ยากรบคุ คล แหลง่ เรยี นรู้ และสภาพแวดลอ้ มในการเรยี น
การสอน การระดมทรัพยากรจะตอ้ งกระทาอย่างหลากหลายและกว้างขวางข้ึน

๗. ระบบอาจารย์ท่ปี รึกษาดแี ละมปี ระสิทธภิ าพ ในหลกั สูตรการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน จดุ เน้นอีก
เรอ่ื งหนึง่ คอื กิจกรรมพัฒนาผู้เรยี น จะมสี อดแทรกอยู่เปน็ ระยะๆ ตลอดเวลา บทบาทในเร่อื งน้ีไมใ่ ช่
ภาระหนา้ ทขี่ องครูคนใดคนหน่งึ แตค่ รทู ุกคนจะมบี ทบาทเปน็ ครูทีป่ รกึ ษาหรอื ครูแนะแนวได้
โดยเฉพาะครทู อี่ ยูใ่ กลช้ ิดเดก็

๘. มบี รรยากาศทางวชิ าการทเี่ ออ้ื ตอ่ การแสวงหาความรู้ ทุกจุดทุกมมุ ของโรงเรียนและ
ชมุ ชนเป็นสิง่ ทีเ่ รียนรไู้ ด้ ไม่ใชจ่ ะตอ้ งเรยี นจากตาราอยา่ งเดียว หากครูเขา้ ใจก็จะสามารถดงึ
ประสบการณข์ องผู้เรยี นเขา้ มาสกู่ ระบวนการเรียนรไู้ ด้ การสรา้ งบรรยากาศทางวิชาการเป็นเร่อื ง
ละเอียดอ่อน ต้องอาศยั ความเอาใจใส่อยา่ งสงู จากผู้เกีย่ วขอ้ ง เชน่ การจดั แสดงนิทรรศการหรือข้อมลู
ข่าวสารต่างๆ ในโรงเรียน หากทาให้เปน็ ปจั จบุ ันและใหเ้ ดก็ มีส่วนรว่ มในการทา กจ็ ะเป็นกจิ กรรมและ
แหล่งเรียนรทู้ ใ่ี กลต้ ัวเดก็ ไดอ้ ีกแหลง่ หนึง่ เชน่ นาผลงานของเด็กท่ีดเี ด่นมาแสดง ทั้งดา้ นศิลปะ หรอื
ในโรงอาหาร ตดิ ปา้ ยใหเ้ ดก็ ได้เกิดการเรยี นร้เู กย่ี วกบั โภชนาการ เปน็ ตน้

๙. มีระบบการติดตามและประเมนิ ผล คณะกรรมการบรหิ ารหลกั สตู รรายวิชาจะตอ้ งมา
พดู คยุ กันในแตล่ ะภาคการศกึ ษา และทกุ สิน้ ปีการศึกษา คณะกรรมการบรหิ ารหลกั สตู รสถานศกึ ษาก็
จะตอ้ งจดั การประเมินผล ดูภาพรวม และเขยี นรายงานออกมา เปน็ การประเมินภายในไปในตวั เปน็
การทางานทผี่ ลการปฏริ ปู การเรียนการสอนจะไปสตู่ ัวผเู้ รียนโดยตรง และควรเนน้ การประเมนิ ตาม
สภาพจริง3

ระบบบรหิ ารจดั การหลกั สตู รที่ดีจงึ ตอ้ งเป็นระบบทีม่ คี ณุ ธรรม อนั เป็นคณุ สมบัติทดี่ ีทางจิตใจ
มคี วามรบั ผดิ ชอบต่อการจดั การเรียนการสอนใหด้ ที สี่ ดุ เมอ่ื นาไปประพฤตปิ ฏบิ ัตจิ ริง ถือได้ว่ามี
จริยธรรม มีการควบคุมกายวาจา อนั เป็นศลี ธรรมของผสู้ อน ทาใหเ้ กดิ ความชอบธรรมในการจดั การ
เรียนการสอน และทกุ คนทกุ ฝ่ายจะตอ้ งมีความสมานฉนั ท์ ช่วยกันทางานเพ่ือพัฒนาผเู้ รยี น เติมเต็ม
ผู้เรยี นในทุกๆ ดา้ น เมื่อประกอบกบั โรงเรยี นมโี ครงสร้างและทางานอยา่ งมีคณุ ภาพ ก็จะทาให้
โรงเรียนเปน็ ระบบท่ีมีปญั ญาเปน็ พน้ื ฐานสามารถเรยี นรู้ และปรบั ตวั ได้ต่อเนอ่ื ง

3 กลุม่ พัฒนาหลักสูตรและมาตรบานการเรยี นรู.้ หลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขน้ั พื้นฐาน.
(กรุงเทพมหานคร : 2551). หน้า 78

๗๔

ปจั จัยความสาเรจ็ ในการบรหิ ารจดั การหลักสูตร
การบรหิ ารจดั การหลกั สูตรจะประสบความสาเรจ็ ไดด้ ว้ ยความร่วมมือของบุคลากรหลายฝา่ ย

ท้ังภายในและภายนอกสถานศกึ ษา ปจั จยั ความสาเรจ็ ในการบริหารจัดการหลกั สูตรแบง่ เป็น ๒ ปัจจัย
คอื ปจั จัยภายในและปัจจยั ภายนอก
ปัจจยั ภายในองคก์ าร ได้แก่

๑.โครงสรา้ ง การเปลย่ี นแปลงโครงสรา้ งองค์การสง่ ผลใหอ้ งคก์ ารมีผลติ ภาพเพิ่มขึ้น และมี
วธิ ีการแก้ปญั หาทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพมากขึ้น การเปลีย่ นแปลงโครงสร้างน้ันรวมถึงการกระจายอานาจ
การลดจานวนลาดบั ช้นั ในองคก์ าร การเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑใ์ นการประเมนิ บคุ ลากรการ
เปลยี่ นแปลงโครงสรา้ งในระดบั มหภาค คอื การรวมแผนกต่าง ๆ ในองคก์ าร การเปล่ยี นแปลง
โครงสร้างในระดับจลุ ภาค คอื การรวมหรือแยกแผนกต่าง ๆ เปล่ียนแปลงทต่ี ้งั ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง
แผนกตา่ ง ๆ

การเปลยี่ นแปลงโครงสรา้ งในด้านต่าง ๆ ได้แก่ การปรบั แผนเพ่อื เพิม่ ประสทิ ธิภาพการ
ทางาน ลดความลา่ ช้า โดยรวมแผนกตา่ ง ๆ ในองค์การเปน็ แผนกเดียว การรวมอานาจดา้ นสารสนเทศ
รวมอานาจการจัดการสารสนเทศไว้ที่ผ้จู ัดการเพียงคนเดียว ลดจานวนลาดบั ชนั้ ในองค์การ ทาให้
องค์การมโี ครงสร้างแบนราบ และสรา้ งการทางานเป็นทีม สรา้ งความหลากหลาย ลดจานวนลาดบั
ชัน้ ในองค์การ และสรา้ งสานกั งานในภมู ิภาคตา่ ง ๆ เปน็ ต้น

๒. กลยุทธ์ นอกจากนีใ้ นกระบวนการเปล่ียนแปลงภายในยงั ประกอบไปดว้ ยการเปลีย่ นแปลง
กลยุทธ์ขององค์การ ซึง่ กลยทุ ธ์จะเป็นตวั กาหนดทศิ ทางการทางาน เพื่อใหบ้ รรลวุ ิสัยทศั น์และพันธกจิ
ขององคก์ าร ดังน้นั การเปลี่ยนแปลงในเร่ืองของกลยุทธจ์ ะเปน็ ส่วนที่สาคญั ท่ที าให้ทศิ ทางการ
ดาเนนิ งานขององค์การเปลีย่ นแปลง การเปล่ยี นแปลงกลยทุ ธ์เกิดจากการปรึกษาหารอื ระหว่าง
ผูบ้ รหิ ารระดับตา่ ง ๆ ดังนน้ั การเปล่ยี นแปลงกลยุทธ์จึงตอ้ งอาศยั ความร่วมมือจากบคุ ลากรในองค์การ

การเปล่ียนแปลงกลยุทธใ์ นดา้ นตา่ งๆ เช่น การผลิต ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ เพิ่มความหลากหลาย
ของผลิตภัณฑ์ เพอ่ื ตอบสนองความตอ้ งการของลูกค้า ใหค้ วามสาคัญกบั การบรกิ ารลกู ค้า ราคา ผลิต
สินคา้ ทีม่ ีราคาถกู และมีคณุ ภาพสงู

๓. กระบวนการตดั สนิ ใจ กระบวนการตดั สินใจของผูบ้ ริหารองคก์ ารทีม่ โี ครงสรา้ งแบบแบน
ราบนัน้ ผู้บรหิ ารระดบั สงู จะมีอานาจในการตดั สนิ ใจนอ้ ยลง การตัดสนิ ใจของผู้บริหารจะมีผลกระทบ
ตอ่ การเปลี่ยนแปลงในองคก์ าร ส่วนการตดั สินใจของพนักงาน เปน็ สิง่ ที่ทาใหเ้ กิดนวตั กรรมต่าง ๆ ทา
ให้เกดิ วิธกี ารผลิตทสี่ ามารถลดต้นทนุ และเพ่มิ คณุ ภาพให้เกบ็ สินคา้ ได้ ทาให้เกดิ การเปลย่ี นแปลงระบบ
การผลิต

๔. กระบวนการทางาน เป็นผลมาจากการเปล่ยี นแปลงด้านเทคโนโลยี และโครงสรา้ งองคก์ าร
ซง่ึ ทาให้เกิดการเปลีย่ นแปลงวธิ กี ารทางานเพอ่ื แปรสภาพปัจจัยนาเข้าเปน็ ผลผลิตและผลลัพธ์

๕. เทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงเครอื่ งมือในการผลติ และเทคโนโลยีน้นั เป็นปัจจัยท่สี าคญั ใน
การอยรู่ อด และเพม่ิ ความสามารถในการแข่งขันขององค์การ ซง่ึ มผี ลกระทบตอ่ การเปล่ยี นแปลง
โครงสรา้ ง กระบวนการทางาน และการบริหารทรพั ยากรมนษุ ย์ การนาเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในการ
ทางานอาจทาใหเ้ กิดผลกระทบตอ่ ความสมั พันธร์ ะหวา่ งพนักงานคอื อาจทาให้เกดิ ความขัดแยง้ ขึน้ ใน
องค์การได้

๗๕

๖. วฒั นธรรม การเปลยี่ นแปลงวัฒนธรรมองค์การอาจสง่ ผลกระทบให้เกดิ การเปลยี่ นแปลง
เทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงวฒั นธรรมองค์การนนั้ คอื การเปลี่ยนแปลงคา่ นยิ มในการทางาน การ
เปล่ยี นแปลงวัฒนธรรมในด้านตา่ ง ๆ ไดแ้ ก4่

• การรว่ มมือและการใหอ้ านาจ ผู้จดั การจะตอ้ งไปทางานในสาขาต่าง ๆ เช่นเดยี วกับ
พนกั งาน เป็นการสรา้ งความสมั พนั ธร์ ะหว่างสานกั งานใหญ่และสาขายอ่ ย

• มติ รภาพและการบรกิ ารลูกคา้ สรา้ งความสมั พันธก์ บั ลกู ค้าและสมาคมตา่ ง ๆ
• การรว่ มมอื และการทางานเปน็ ทีม สร้างความสมั พันธร์ ะหว่างแผนกต่าง ๆ ในองค์การ สรา้ ง
ทมี งานเพือ่ พัฒนานวัตกรรมและระบบการผลิต
• ความหลากหลาย มีบคุ ลากรทีม่ ีความชานาญในด้านต่าง ๆ โดยมีการฝกึ อบรม
• ความร่วมมือและการมสี ว่ นร่วม ให้พนกั งานมสี ่วนรว่ มในการตัดสินใจ เนน้ ความรว่ มมอื และ
การมีส่วนรว่ มในทุกระดบั ขององค์การ
• ความรูส้ กึ เป็นครอบครัว เพม่ิ ความรู้สกึ เป็นเจ้าของและใหค้ วามสาคญั กับพนักงานเพม่ิ ขึน้
๗. บคุ ลากร การเปลีย่ นแปลงนัน้ มคี วามเกีย่ วข้องกับบคุ ลากรในองคก์ ารในประเด็นตอ่ ไปนี้
คือ บคุ ลผู้นนั้ ทาหนา้ ทีอ่ ะไร บุคคลผนู้ ้นั มที ศั นคติและความคาดหวังอย่างไร บคุ คลนน้ั ทาการ
ตอบสนองการเปลีย่ นแปลงอยา่ งไร บุคคลน้นั ไดร้ บั การฝกึ อบรมและพฒั นาอย่างไร การเปลย่ี นแปลง
นน้ั เกดิ จากการเพม่ิ หรอื ลดจานวนบคุ ลากร สบั เปลย่ี น โอนยา้ ยแผนก การใหข้ อ้ มลู ข่าวสาร และการ
ฝกึ อบรมนนั้ สามารถเปล่ยี นแปลงพฤติกรรมการทางานของบคุ ลากรได้ การเปล่ยี นแปลงรปู แบบ
ความสมั พนั ธร์ ะหว่างบคุ ลากรนั้นสามารถทาใหเ้ กดิ การเปล่ยี นแปลงได้เช่นกนั การฝกึ อบรมเพ่ือ
พัฒนาทกั ษะ ความรู้ ความสามารถนัน้ สามารถพฒั นาความสามารถในการปฏบิ ัติงานของบคุ ลากรใน
องค์การ และทาใหผ้ ลการปฏิบัติงานมคี ณุ ภาพดขี น้ึ การเปลย่ี นแปลงนน้ั มผี ลกระทบต่อการ
เปลย่ี นแปลงขนาดองคก์ าร เพ่ือให้สามารถทาการผลิตได้มีประสิทธผิ ลมากท่สี ดุ ซง่ึ ในปัจจุบันองคก์ าร
มแี นวโน้มทีจ่ ะมขี นาดเล็กลง องคก์ ารแต่ละประเภทจะมขี นาดทแ่ี ตกตา่ งกนั ปัจจยั ภายนอกองค์การ
ไดแ้ ก่
๑. สภาวะเศรษฐกจิ มีผลกระทบตอ่ การบรหิ ารทรพั ยากรมนษุ ย์ในองคก์ ารคือ ถา้ เศรษฐกิจไม่
ดีทาให้องค์การตอ้ งลดจานวนบุคลากร ลดจานวนการผลติ ในทางกลับกันถา้ เศรษฐกจิ ดที าให้องค์การ
เพิม่ การผลิตสนิ คา้ และบรกิ าร ทาใหม้ ีภารกจิ เพิม่ ข้ึนและมกี ารเพ่ิมจานวนบคุ ลากร
๒. คแู่ ขง่ ขัน มผี ลกระทบตอ่ การเปล่ียนแปลงดา้ นกลยุทธ์การตลาด ในการหาลูกคา้ ใหม่เพือ่
เพมิ่ ส่วนแบง่ การตลาดและการเตบิ โตทางการตลาด และอาจทาให้เกิดการควบรวมกจิ การ
๓. เทคโนโลยี การเปลยี่ นแปลงทางเทคโนโลยีมผี ลกระทบตอ่ กจิ กรรมหลกั ขององค์การ ทาให้
องคก์ ารต้องเปลย่ี นแปลงระบบการผลติ เพื่อสรา้ งความได้เปรียบทางการแขง่ ขนั และมผี ลกระทบตอ่
การบรหิ ารทรัพยากรมนุษย์
๔. การเมืองและกฎหมาย การเปล่ยี นแปลงนโยบายและกฎหมายมีผลให้องคก์ ารตอ้ ง
ปรบั เปลย่ี นนโยบาย มผี ลใหอ้ งคก์ ารต้องปรับเปลยี่ นนโยบายการทางาน ระบบบริหารงาน ซึ่งตอ้ งมี
วธิ ีการเปลี่ยนแปลงใหร้ วดเรว็ และเกดิ ความขัดแยง้ นอ้ ยทส่ี ุด
๕. สงั คมและประชากร การเปลย่ี นแปลงคา่ นิยมในการบรโิ ภคสินค้าต่าง ๆ ทาให้องค์การตอ้ ง
เปลยี่ นแปลงระบบการผลิต ลักษณะของสนิ ค้าและบรกิ ารเพ่อื ตอบสนองความตอ้ งการของลกู ค้า การ

4 วชิ ัย วงษใ์ หญ่. การบรหิ ารการจัดการเรียนรู้หลักสูตร. พมิ พ์ จฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย. กรงุ เทพมหานคร
: 2535.

๗๖

เปลยี่ นแปลงโครงสร้างประชากรมผี ลกระทบตอ่ การเปลย่ี นแปลงรูปแบบผลิตภัณฑ์ กลยุทธ์การขาย
และการตลาด5

กระบวนการบรหิ ารจดั การหลักสูตร
๑. การวางแผนการใช้หลักสตู ร
โดยท่วั ไปแลว้ การวางแผนพัฒนาหลักสูตร จะเริ่มตน้ จากการวเิ คราะหห์ ลกั สูตรเดิมทใ่ี ชก้ นั กอ่ นแลว้ วา่
มผี ลตอ่ การใช้ในปจั จุบันอย่างไร หากหลักสูตรเดมิ ไมส่ นองต่อความตอ้ งการของสงั คมและผเู้ รยี นใน
ปจั จุบัน อนั จะส่งผลไปสูอ่ นาคต เพอ่ื การผลติ คนสอู่ นาคตแลว้ กใ็ หน้ าผลท่ีไดม้ าเป็นขอ้ มลู ในการ
วางแผนสร้างหลกั สูตรใหมก่ ารจัดการเรยี นการสอนใหส้ อดคล้องกบั สภาพและแหลง่ การเรียนรตู้ ่างๆท่ี
มอี ยูใ่ นท้องถนิ่ เร่ิมจากครแู ละนักเรยี นรว่ มกนั จัดทาขอ้ มลู เกย่ี วกบั บุคลากร องคก์ รทางสงั คม แหลง่
การเรียนรู้ทางธรรมชาตแิ ละวสั ดุที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นที่สามารถนามาใช้ในการประกอบการสอน
เนื้อหาตา่ งๆไว้อยา่ งเป็นระบบระเบียบ เพ่ือความสะดวกในการใช้งาน ครอู าจจะพาผเู้ รียนไปศึกษา
และฝึกการทางานในสถานทจ่ี ริง ท่ีบ้าน หนว่ ยงาน หรอื สถานประกอบการตา่ งที่มใี นท้องถิ่น หรือครู
อาจจะเชญิ ผรู้ ู้ ผู้เชีย่ วชาญ หรือผ้ทู ่ีประสบความสาเรจ็ ในการประกอบอาชพี ต่างๆมาเป็นวทิ ยากรใน
โรงเรียน
๒. การนาหลักสูตรไปใช้
มโนทศั น(์ Concept)การนาหลกั สูตรไปใช้เปน็ ข้ันตอนท่สี าคัญยงิ่ ในการพฒั นาหลกั สตู ร เพราะเปน็ การ
นาอดุ มการณ์ จดุ มุง่ หมายของหลักสูตร เนือ้ หาวชิ า และประสบการณ์การเรยี นรู้ท่ีคัดสรรคอ์ ย่างดแี ลว้
ไปสูผ่ ู้เรยี น นักพฒั นาหลกั สตู รทุกคนตา่ งก็ยอมรบั ความสาคัญของขน้ั ตอนในการนาหลักสูตรไปใช้ วา่
มคี วามสาคัญยง่ิ กว่าขั้นตอนอ่นื ใดท้ังหมด เป็นตวั บ่งชถ้ี งึ ความสาเร็จหรอื ความล้มเหลวของหลักสตู ร
โดยตรง
หลักสูตรแมจ้ ะไดส้ ร้างไว้ดเี พียงใดกต็ าม ยังไมส่ ามารถจะกลา่ วได้ว่าจะประสบความสาเร็จ
หรอื ไม่ ถา้ หากว่าการนาหลกั สูตรไปใชด้ าเนนิ ไปโดยไมถ่ กู ตอ้ งหรอื ไม่ดีเพยี งพอ ความลม้ เหลวของ
หลักสตู รจะบังเกดิ ข้นึ อยา่ งหลีกเลีย่ งไม่ได้ เพราะฉะนัน้ การนาหลักสูตรไปใช้จึงมคี วามสาคัญท่บี คุ คล
ผู้เกยี่ วข้องในการนาหลกั สูตรไปใช้จะต้องทาความเขา้ ใจกับวิธกี ารขน้ั ตอนตา่ งๆ เพอื่ ให้สามารถนา
หลักสตู รไปใชอ้ ยา่ งมปี ระสิทธิผลสูงสดุ สมความมุ่งหมายทกุ ประการการนาหลกั สูตรไปใช้ การนา
หลกั สูตรไปใช้เป็นขั้นตอนสาคัญของการพฒั นาหลกั สูตร เปน็ กระบวนการดาเนนิ งานและกิจกรรม
ต่างๆในการนาหลกั สตู รไปสูโ่ รงเรียนและจัดการเรยี นการสอนเพื่อใหบ้ รรลจุ ุดม่งุ หมายของหลกั สตู ร
การนาหลักสูตรไปใช้เป็นงานเกี่ยวข้องกับบคุ คลหลายฝ่าย ต้ังแตร่ ะดับกระทรวงศกึ ษาธกิ าร แตล่ ะ
ฝ่ายมีความเกยี่ วขอ้ งในแต่ละส่วนของการนาหลักสูตรไปใช้ เช่น หน่วยงานสว่ นกลางเกยี่ วขอ้ งในดา้ น
การบรหิ ารและบรหิ ารหลกั สตู รกบั การนเิ ทศและติดตามผลการใช้หลกั สตู ร
การนาหลกั สูตรไปใช้จาตอ้ งเป็นขนั้ ตอนตามลาดับ นบั แตข่ น้ั การวางแผน และเตรยี มการใน
การประชาสัมพันธห์ ลักสตู ร และการเตรยี มบคุ ลากรที่เกย่ี วขอ้ ง ขั้นต่อมาคือการดาเนนิ การนา
หลกั สูตรไปใชอ้ ย่างมรี ะบบ นับแต่การจดั ครเู ข้าสอนตามหลกั สูตร การบรกิ ารวัสดุหลักสตู รและส่ิง
อานวยความสะดวกในการนาหลักสูตรไปใช้ และดาเนินการเรียนการสอนตามหลักสตู ร
ส่วนขน้ั สดุ ทา้ ยตอ้ งตดิ ตามประเมนิ ผลการนาหลักสูตรไปใช้ นับแตก่ ารนิเทศตดิ ตามผลการใช้หลกั สตู ร
การตดิ ตามและประเมินผลการใชห้ ลักสตู ร การนาหลักสตู รไปใชถ้ ือเปน็ กระบวนการทีส่ าคญั ทีจ่ ะทา

5 กรมการศกึ ษานอกโรงเรียน. รวมบทความ เรื่องนา่ รูเ้ กย่ี วกับบูรณาการการเรยี นการสอน. ( กรงุ เทพฯ
: กรมการศึกษานอกโรงเรียน.2562 ). หนา้ 67

๗๗

ใหห้ ลักสตู รทส่ี รา้ งข้ึนบรรลุผลตามจุดหมาย และเปน็ กระบวนการท่ตี ้องไดร้ บั ความรว่ มมือจากบคุ คลท่ี
เก่ียวข้องหลายๆฝ่าย และทส่ี าคัญท่สี ดุ คอื ครผู ู้สอน6

ความหมายของการนาหลกั สตู รไปใช้
การนาหลักสตู รไปใชซ้ งึ่ เป็นขั้นตอนทีน่ าหลกั สูตรไปสู่การปฏบิ ตั ิงานทม่ี ีขอบเขตกว้างขวาง
ทาใหก้ ารใหค้ วามหมายของคาวา่ การนาหลักสูตรไปใช้แตกต่างกนั ออกไป นักการศกึ ษาหลายทา่ นได้
แสดงความคิดเห็นหรือให้คานยิ ามของคาว่าการนาหลักสูตรไปใช้ ดังน้ี
โบแชมป์ (Beauchamp,๑๙๗๕:๑๖๔)ได้ให้ความหมายของการนาหลกั สูตรไปใช้วา่ การนา
หลกั สูตรไปใช้ หมายถงึ การนาหลักสูตรไปปฏิบัติ โดยการะบวนการทสี่ าคญั ท่ีสุด คอื การแปลง
หลกั สตู รไปสกู่ ารสอน การจัดสภาพสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนให้ครูได้มีพฒั นาการเรยี นการสอน
สนั ติ ธรรมบารุง (๒๕๒๗.๑๒๐)กล่าววา่ การนาหลกั หลกั สูตรไปใช้หมายถงึ การที่ผู้บรหิ าร
โรงเรียนและครูนาโครงการของหลักสูตรทเ่ี ป็นรูปเลม่ นัน้ ไปปฏิบตั ิใหบ้ งั เกิดผล รวมถงึ การบรหิ ารงาน
ดา้ นวิชาการของโรงเรียนเพื่ออานวยความสะดวกใหค้ รแู ละนักเรียนสามารถสอนและเรยี นได้อยา่ งมี
ประสิทธิภาพ
จนั ทรา (Chandra, ๑๙๗๗:๑) ได้ใหค้ วามหมายของการนาหลักสตู รไปใชว้ ่าเป็นการทดลอง
ใชเ้ น้อื หาวชิ าวธิ ีการสอน เทคนิคการประเมิน การใชอ้ ุปกรณก์ ารสอน แบบเรยี นและทรพั ยากรตา่ งๆ
ให้เกิดประโยชน์แก่นักเรยี น โดยมคี รแู ละผู้ร่างหลกั สตู รเป็นผู้ปญั หาแล้วหาคาตอบใหไ้ ด้จากการ
ประเมินผล
แนวคิดเกยี่ วกับการนาหลกั สตู รไปใช้
โบแชมป์ กล่าวว่า ส่งิ แรกท่ีควรทาคอื การจดั สภาพแวดลอ้ มของโรงเรยี น ครูผนู้ าหลกั สตู ร
ไปใช้มีหนา้ ทีแ่ ปลงหลักสตู รไปส่กู ารสอน โดยใช้หลกั สูตรเป็นหลกั ในการพัฒนากลวธิ ีการสอน ส่งิ ท่ี
ควรคานงึ ถึงในการนาหลกั สตู รไปใชใ้ ห้ได้ผลตามเปา้ หมาย
๑. ครผู สู้ อนควรมสี ่วนรว่ มในการร่างหลกั สูตร
๒. ผบู้ รหิ ารต้องเห็นความสาคญั และสนับสนุนการดาเนินงานใหเ้ กดิ ผลสาเร็จได้ ผู้นาท่สี าคัญ
ทจี่ ะรบั ผิดชอบได้ดี คอื ครูใหญ่
หลักการทสี่ าคญั ในการนาหลักสูตรไปใช้
๑. จะต้องมกี ารวางแผนและเตรยี มการ
๒. จะตอ้ งมอี งคค์ ณะบุคคลทงั้ ส่วนกลางและส่วนทอ้ งถ่ินทาหนา้ ที่ประสานงานกัน
๓. ดาเนนิ การอยา่ งเปน็ ระบบ
๔. คานงึ ถึงปจั จัยท่ีจะช่วยในการนาหลกั สตู รไปใช้
๕. ครเู ป็นบุคคลท่ีสาคญั ท่สี ดุ ดังนัน้ ครจู ะต้องไดร้ ับการพฒั นาอย่างเตม็ ที่และจริงจัง
๖. จดั ต้ังใหม้ ีหนว่ ยงานท่ีมีผู้เชีย่ วชาญพเิ ศษ เพื่อใหก้ ารสนบั สนุนและพฒั นาครู
๗. หนว่ ยงานและบคุ คลในฝ่ายต่างๆ ต้องปฏบิ ัตหิ นา้ ท่อี ย่างเตม็ ความสามารถ
๘. มีการติดตามและประเมินผลเปน็ ระยะๆ7

6 กรมวิชาการ. ทอ้ งถิน่ กับการพัฒนาหลักสูตร.( กรุงเทพฯ : กรมวิชาการกระทรวงศึกษาธกิ าร. 2539 ).
หนา้ 89

7 กฤษดา กรดุ ทอง. โครงสร้างขอ้ มูลและอัลกอริทึม.( กรงุ เทพฯ : ภาคพัฒนาตาราและเอกสารวชิ าการ
กรมการฝึกหัดครู. 2536 ). หน้า 64

๗๘

กิจกรรม/งานทเี่ กย่ี วขอ้ งกับการนาหลกั สตู รไปใช้
สงดั อทุ รานันท์ กลา่ ววา่ การนาหลกั สูตรไปใช้มีงานหลัก ๓ ประการ คือ
๑. งานบรหิ ารและบริการหลกั สตู ร จะเกี่ยวขอ้ งกบั งานเตรียมบคุ ลากร การจัดครูเขา้ สอน
ตามหลกั สูตร การบริหารและบริการวสั ดหุ ลักสูตร การบรกิ ารหลกั สตู รภายในโรงเรยี น
๒. งานดาเนินการเรยี นการสอนตามหลกั สตู รประกอบดว้ ย การปรับปรงุ หลกั สูตรให้
สอดคลอ้ งกับสภาพท้องถ่นิ การจัดทาแผนการสอน การจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอน
๓. งานสนับสนนุ และสง่ เสรมิ การใชห้ ลักสตู รประกอบด้วย การนเิ ทศและตดิ ตามผลการใช้
หลกั สูตรและการตง้ั ศนู ย์บรกิ ารเพอ่ื สนบั สนนุ และสง่ เสรมิ การใชห้ ลกั สตู ร
ข้ันตอนการนาหลกั สตู รไปใช้
๑. ข้นั การเตรยี มการใช้หลกั สูตร
- การตรวจสอบลกั ษณะหลักสูตร
- การวางแผนและการทาโครงการศึกษานาร่อง
- การประเมินโครงการศึกษานารอ่ ง
- การประชาสัมพันธห์ ลกั สูตร
- การเตรียมบุคลากรท่เี ก่ียวข้อง
๒. ข้นั ดาเนินการใชห้ ลกั สูตร
- การบรหิ ารและบริการหลกั สูตร
- การดาเนินการเรยี นการสอนตามหลกั สูตร
- การสนับสนนุ และสง่ เสริมการใชห้ ลักสตู ร
๓. ข้นั ติดตามและประเมินผล
- การนเิ ทศและการใชห้ ลักสูตรในโรงเรยี น
- การตดิ ตามและประเมนิ ผลการใช้หลกั สตู ร
๔. การประเมนิ การใชห้ ลกั สตู ร
๑. การตรวจสอบประสทิ ธผิ ลและความตกต่าของคณุ ภาพของหลักสตู ร
๒. การตรวจสอบหาเหตุทท่ี าใหค้ ณุ ภาพตกตา่
๓. แกไ้ ขและตรวจสอบประสิทธิผลของวิธีการทีน่ ามาแกไ้ ข
๕. ผทู้ เ่ี กี่ยวขอ้ งกบั การนาหลักสูตรไปใช้
บทบาทของบุคลากรในการนาหลกั สตู รไปใช้
๑. ผู้บรหิ ารโรงเรยี น
๒. หวั หนา้ หมวดวิชาหรือสาขาวิชา
๓. ครูผูส้ อน
สรปุ คอื การนาหลักสูตรไปใชเ้ ป็นการแปลงหลกั สตู รไปสู่การสอน เป็นกระบวนการท่ี
เกี่ยวข้องกบั บุคคลหลายฝ่าย และเป็นกิจกรรมทเ่ี ป็นขนั้ ตอนการปฏบิ ัติหลายขนั้ ตอน วิธีการของ
กระบวนการนาหลักสตู ร

๒. หลักสูตรการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน

สถานศกึ ษาเปน็ ชมุ ชนของการแสวงหาความรู้ สถานศกึ ษาจึงตอ้ งมีหลักสตู รของตนเอง คอื
หลกั สูตรสถานศึกษา ประกอบดว้ ย การเรียนรทู้ ้ังมวลและประสบการณอ์ ื่นๆ ทสี่ ถานศกึ ษาแตล่ ะแห่ง

๗๙

วางแผนเพ่อื พัฒนาผ้เู รียน โดยจะต้องจดั ทาสาระการเรยี นรู้ ทงั้ รายวชิ าทเี่ ปน็ พ้นื ฐานและรายวิชาท่ี
ต้องการเรียนเพมิ่ เติม เปน็ รายปีหรือรายภาค จัดกิจกรรมพฒั นาผเู้ รยี นทกุ ภาคเรยี น และกาหนด
คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ จากมาตรฐานการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน ซงึ่ เป็นสว่ นประกอบที่สาคญั ของการ
จัดหลักสูตร สถานศึกษา

๒. จดุ มงุ่ หมายหลักสตู รการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน
สถานศกึ ษาจะตอ้ งทางานร่วมกับครอบครวั และชุมชน ทอ้ งถิน่ วดั และหนว่ ยงานและ
สถานศึกษา ทงั้ ภาครัฐและเอกชน ในทอ้ งถน่ิ เพื่อให้เกิดผลตามจุดมงุ่ หมายของ หลกั สตู รสองประการ
ซึ่งจุดมงุ่ หมายทั้งสองประการนใ้ี หแ้ นวทางทส่ี าคัญ ซง่ึ สถานศึกษาตอ้ งพฒั นาหลักสูตรภายในบริบท
และแนวทางนนั้ ๆ ดงั น้ี
๒.๑หลักสูตรสถานศกึ ษาควรพฒั นาให้เดก็ เกดิ ความสนุกและความเพลิดเพลินในการเรยี นรู้
เปรยี บเสมอื นเป็นวิธีสร้าง กาลงั ใจและเรา้ ใจใหเ้ กิดความกา้ วหนา้ แกผ่ ูเ้ รียนใหไ้ ดม้ ากทส่ี ุด มีความรู้
สูงสุดสาหรบั ผเู้ รียนทุกคน ควรสร้างความเข้มแข็ง ความสนใจ และประสบการณ์ใหผ้ เู้ รยี น และพฒั นา
ความม่ันใจ ใหเ้ รยี นและทางานอยา่ งเปน็ อิสระและร่วมใจกนั ควรใหผ้ ู้เรยี นมีทักษะการเรยี นร้สู าคัญๆ
ในการอ่านออกเขยี นได้ คิดเลขเป็น ไดข้ ้อมลู สารสนเทศ และเทคโนโลยสี ่ือสาร ส่งเสริมจติ ใจที่อยากรู้
อยากเห็น และมีกระบวนการคดิ อยา่ งมีเหตผุ ล8
๒.๒ หลกั สตู รสถานศึกษาควรส่งเสริมการพฒั นาดา้ นจิตวิญญาณ จริยธรรม สังคม และ
วัฒนธรรม และโดยเฉพาะพัฒนา หลกั การในการจาแนกระหวา่ งถูกและผิด เข้าใจและศรทั ธาในความ
เชอ่ื ของตน ความเชอ่ื และวฒั นธรรมที่แตกตา่ งกัน วา่ มีอทิ ธิพลตอ่ ตัวบคุ คลและสงั คม หลักสตู ร
สถานศึกษาตอ้ งพัฒนาหลักคณุ ธรรมและความอิสระของผู้เรยี นและชว่ ยให้เปน็ พลเมอื งท่มี คี วาม
รับผดิ ชอบ สามารถช่วยพัฒนาสังคมให้เปน็ ธรรมข้ึนมีความเสมอภาค ควรพัฒนา ความตระหนัก
เข้าใจ และยอมรบั สภาพแวดลอ้ มท่ตี นดารงชีวิตอยู่ ยึดมนั่ ในขอ้ ตกลงร่วมกันต่อการพัฒนาทย่ี ่ังยนื ทง้ั
ใน ระดบั สว่ นตนระดบั ท้องถนิ่ ระดบั ชาตแิ ละระดบั โลก หลกั สตู รสถานศึกษาควรสร้างให้ผู้เรียนมี
ความพร้อมใน การเป็นผบู้ ริโภคทีต่ ดั สินใจแบบมีข้อมลู และเป็นอิสระและเขา้ ใจในความรับผดิ ชอบ
๓. การสร้างหลกั สูตรสถานศกึ ษา
หลกั สตู รจะตอ้ งสนองตอบตอ่ การเปล่ยี นแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ และเปลี่ยนไปตาม
ธรรมชาตขิ องการศกึ ษา ผู้สอนต้องปรับปรุงกระบวนการสอนและประเมินกระบวนการสอนของตน
เพอ่ื สนองตอบต่อความตอ้ งการของผู้เรียนทเ่ี ปลย่ี นแปลงและผลกระทบจากการ เปลีย่ นแปลงทาง
เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การศกึ ษาจะเจริญก้าวหนา้ ยิ่งขน้ึ ถ้าหลกั สูตรมีการปรับปรุง ให้
เป็นไปตามความต้องการและ ความจาเปน็ ตลอดเวลา สถานศึกษาควรดาเนินการจดั ทาหลกั สตู ร ดังนี้
๓.๑ กาหนดวิสัยทศั น์
สถานศึกษาจาเปน็ ต้องกาหนดวสิ ัยทศั นเ์ พ่ือมองอนาคตวา่ โลกและสังคมรอบๆ จะ
เปลยี่ นแปลงไปอยา่ งไร และสถานศกึ ษาจะต้องปรับตัว ปรับหลักสูตรอยา่ งไร จึงจะพัฒนาผเู้ รียนให้
เหมาะสมกับยคุ สมัย ในการสรา้ งหลกั สูตรสถานศึกษา สถานศึกษาต้องมีวสิ ยั ทศั น์ ซงึ่ ทาไดโ้ ดยอาศัย
ความรว่ มมอื ของชุมชน พอ่ แม่ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ ผ้เู รียน ภาคธุรกิจ ภาครฐั ในชุมชน ร่วมกนั กบั
คณะกรรมการสถานศกึ ษา แสดงความประสงคอ์ ันสูงส่งหรือวสิ ยั ทศั น์ทป่ี รารถนาใหส้ ถานศึกษา เปน็

8 กงั วล เทียนกัณฑเ์ ทศน์. การวัด การวิเคราะห์ การประเมินทางการศกึ ษาเบ้ืองตน้ Introduction
to Measurement Analysis and Evaluation in Education. ( กรุงเทพฯ : ศูนยส์ ื่อเสริมกรุงเทพฯ. 2540 ).
หนา้ 78

๘๐

สถาบันพัฒนาผูเ้ รยี น ทม่ี ีพนั ธกิจหรือภาระหนา้ ที่รว่ มกนั ในการกาหนดงานหลักทส่ี าคญั ๆ ของ
สถานศกึ ษา พรอ้ มดว้ ย เปา้ หมาย มาตรฐาน แผนกลยุทธแ์ ละแผนปฏบิ ัตกิ าร และการตดิ ตามผล
ตลอดจนจดั ทารายงาน แจง้ สาธารณชน และส่งผลยอ้ นกลับใหส้ ถานศึกษาเพื่อการปฏิบัติงาน ท่ี
เหมาะสมตามหลักสตู รของสถานศกึ ษา และมาตรฐานหลกั สตู รการศึกษา ข้นั พน้ื ฐานของชาตทิ ี่
กาหนดไว้

กระบวนการสรา้ งวิสยั ทศั น์ โดยอาศัยบุคคลตา่ งๆ เขา้ ไปมสี ่วนร่วมน้ี เปน็ กระบวนการทีม่ ี
พลังผลกั ดันใหแ้ ผนกลยทุ ธ์ทส่ี ถานศึกษาสรา้ งขึน้ ดาเนนิ ไปอยา่ งมี ประสทิ ธิภาพ และมีทศิ ทาง
กอ่ ใหเ้ กดิ เจตคตใิ นทางทส่ี รา้ งสรรคด์ ีงามแกส่ งั คมของ สถานศกึ ษา มีระบบและหน่วยสนับสนนุ ในการ
ปฏิบตั งิ านเกดิ ขึ้นอยา่ งเปน็ เครือข่าย เพยี บพร้อม เชน่ ระบบคณุ ภาพ ระบบหลกั สตู ร สาระการเรยี นรู้
การเรียนการสอน ส่ือการเรียนรู้ การวดั และประเมินผล การติดตาม การรายงาน ฐานขอ้ มูลการ
เรียนรู้ การวจิ ัยแบบมีส่วนรว่ ม มรี ะบบสนับสนนุ ครอู าจารย์ เป็นตน้ กระบวนการสร้างวิสยั ทศั น์ดว้ ย
วิธดี งั กล่าวนจ้ี ะนาไปสู่การปรับปรงุ เปลีย่ นแปลงหลกั สูตร การกาหนดสาระ การเรียนรหู้ รือหวั ขอ้ เร่ือง
ในทอ้ งถ่ินสนองตอบความตอ้ งการของชุมชน

๓.๒ การจัดหลักสตู รสถานศกึ ษา
จากวสิ ยั ทัศน์ เป้าหมาย และมาตรฐานการเรยี นรทู้ สี่ ถานศกึ ษาได้กาหนดไว้ สถานศึกษา
จะตอ้ งจัดทาสาระ การเรยี นร้จู ากช่วงชนั้ ให้เปน็ รายปีหรือรายภาค พร้อมกาหนดผลการเรียนรทู้ ่ี
คาดหวงั ไวใ้ ห้ชัดเจน เพอ่ื ใหค้ รทู กุ คน คือ ครผู ูส้ อน และครูสนบั สนนุ ไดน้ าไปออกแบบการเรียนการ
สอน การบูรณาการโครงการรว่ ม เวลาเรยี น การมอบหมายงาน / โครงงาน แฟม้ ผลงาน หรอื การบา้ น
ทมี่ ีการวางแผนร่วมกันท้งั สถานศกึ ษา เป็นหลักสูตรสถานศกึ ษาที่ครอบคลมุ ภาระงานการจดั
การศกึ ษาทุกดา้ นของสถานศึกษา
๓.๓ การกาหนดสาระการเรยี นรู้ และผลการเรียนรทู้ ี่คาดหวังรายปหี รอื ภาค
สถานศึกษานามาตรฐานการเรยี นรชู้ ว่ งชัน้ ของกลมุ่ ต่าง ๆ จากหลกั สูตรการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน
วเิ คราะห์ และ กาหนดสาระการเรยี นรู้ และผลการเรียนรทู้ ีค่ าดหวัง เป็นรายปีหรือรายภาค ท้ังนต้ี อ้ ง
พยายาม กาหนดให้สอดคล้องกบั มาตรฐานการเรียนร้ทู ่ีกาหนดไว้ตามเปา้ หมาย และวสิ ัยทศั นข์ อง
สถานศึกษาด้วย พิจารณากาหนดวธิ ีการจัดการเรียนการสอน สื่อการเรียนการสอน การวดั และ
ประเมินผล พร้อมทัง้ การพิจารณา ภมู ิปญั ญาทอ้ งถ่นิ แหลง่ เรยี นรู้ในท้องถน่ิ และสามารถกาหนดใน
ลักษณะผสมผสานบรู ณาการ จดั เปน็ ชุดการเรยี นแบบยึดหวั ข้อเรือ่ ง หรือจดั เปน็ โครงงานได้
๓.๔ การออกแบบการเรียนการสอน
จากสาระการเรียนรแู้ ละผลการเรียนรู้ทคี่ าดหวัง รายปีหรอื รายภาค สถานศึกษาตอ้ ง
มอบหมายครผู สู้ อนทกุ คนต้องออกแบบการเรยี นการสอน โดยคาดหวงั วา่ ผเู้ รียนควรจะสามารถ ทา
อะไรได้ เชน่ ชว่ งช้นั ท่ี ๑ ซงึ่ มชี น้ั ประถมศกึ ษาปีที่ ๑, ๒ และ ๓ น้ัน ผ้เู รยี นจะเรยี นรูส้ าระเรอื่ งท่ี
กาหนดไดใ้ นระดบั ใด ยกตัวอยา่ งวิชาคณิตศาสตร์ ท่มี สี าระท่ี ๑: จานวนและการดาเนนิ การ และมี
มาตรฐาน ค ๑.๑ : เข้าใจถึงความหลากหลายของการแสดงจานวนและการใช้จานวนในชวี ิตจรงิ
ผูเ้ รียนในช่วงชนั้ น้ีจะสามารถ ทาอะไรได้ เชน่ ในชว่ งช้นั ที่ ๑ ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี ๑ - ๓ กาหนด
มาตรฐานการเรียนรูช้ ว่ งชั้นไว้ ขอ้ หนง่ึ ว่า มีความคดิ รวบยอดและความรูส้ กึ เชิงจานวนเกยี่ วกับจานวน
นบั และศนู ย์ และผเู้ รียนในช่วงชัน้ นจี้ ะมี ความสามารถอย่างไร เชน่ ผู้เรียนในชน้ั ประถมศึกษา ปที ี่ ๑
สามารถนบั ได้ ๑ ถึง ๑๐๐ และมากกวา่ เป็นตน้ และออกแบบการเรียนรูจ้ ะตอ้ งให้ผ้เู รียนพัฒนาได้ท้งั
ดา้ นความรู้ ความคดิ ทกั ษะ และเจตคติทด่ี ีตอ่ คณิตศาสตรแ์ ละสงั คม


Click to View FlipBook Version