The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by social study, 2021-10-18 09:20:14

ปรัชญาการศึกษาและการพัฒนาหลักสูตร

ผศ.อนุสรณ์ นางทะราช

๒๓๑

หลกั สูตรที่เปน็ เอกสารจัดทาเปน็ รปู เล่มเท่าน้ันแตต่ อ้ งประเมนิ สถานการณต์ า่ งๆ ที่เกีย่ วข้องกบั
หลักสตู รทงั้ หมดเชน่ นกั เรียนครูกระบวนการระบบตา่ งๆ โครงการตา่ งๆ ฯลฯ ข้อมลู ตา่ งๆ ท่ีได้จาก
การประเมนิ ผลสภาพการณด์ ังกล่าวจะเป็นตัวชไ้ี ดว้ า่ หลกั สูตรท่ีใช้อยู่เปน็ อย่างไร

จากแนวคิดดงั กลา่ วนักการศึกษาไดพ้ ยายามจัดรวบรวมสภาพการณ์ขนั้ ตอนต่างๆ จัดเป็น
หมวดหมู่หรือกาหนดขอบข่ายใหช้ ดั เจนข้นึ เพ่ือสะดวกในการท่ีจะดาเนนิ การประเมนิ ผลนักการศกึ ษา
ได้เสนอขอบข่ายของการประเมนิ ผลไว้ดงั นี้

โบแชมป์ (Beauchamp. ๑๙๗๕: ๑๗๗) ได้กาหนดขอบข่ายการประเมินหลกั สตู รไวว้ า่
ควรประเมิน ๔ ดา้ นคือ

๑ .ประเมินผลการใชห้ ลักสูตร (Evaluation of Teacher use of the Curriculum)
๒. ประเมินผลรปู แบบของหลกั สูตร (Evaluation of the Design)
๓. ประเมนิ ผลการเรียนของนักเรยี น (Evaluation of Pupil Outcomes)
๔. ประเมินผลระดบั หลักสูตร (Evaluation of Curriculum System)
เซเลอร์และอเลก็ ซานเดอร์ (Saylor and Alexander, ๑๙๘๑: ๒๖๕) ไดก้ ลา่ วถงึ ขอบเขต
ของการประเมนิ หลกั สูตรไว้ดังน9ี้
๑. การประเมนิ จดุ มุ่งหมายของโรงเรียนจดุ มุ่งหมายของหลกั สูตรจดุ มุง่ หมายเฉพาะวชิ า
และจุดมงุ่ หมายในการสอนเพ่อื จะดวู า่ จุดม่งุ หมายเหลา่ นน้ั เหมาะสมกบั ตัวผเู้ รียนสภาพแวดล้อม
หรือไม่ มีความเทีย่ งตรงและครอบคลมุ เพียงใด
๒. การประเมินผลโครงการการศกึ ษาของโรงเรยี นท้ังหมดเชน่ การเตรยี มพรอ้ มของ
โรงเรียนการดาเนนิ งานของกลมุ่ โรงเรยี นงบประมาณการเงนิ การแนะแนวหอ้ งสมุดดูว่าการดาเนนิ งาน
โครงการตา่ งๆ ไดด้ าเนนิ การไปอยา่ งไรและมีประสทิ ธภิ าพเพยี งใด
๓. การประเมนิ ผลการเลอื กเนื้อหาและการจัดประสบการณเ์ รยี นและกจิ กรรมต่างๆ ว่า
เหมาะสมเพียงใด
๔. การประเมนิ ผลการสอบเพือ่ ดวู า่ การสอนของครดู าเนนิ ไปโดยยึดตวั หลักสูตรหรอื ไม่
การสอนไดเ้ ปล่ยี นแปลงพฤตกิ รรมของผเู้ รยี นไปตามที่ตอ้ งการหรอื ไม่เพราะผลการเปลย่ี นแปลง
พฤตกิ รรมของผเู้ รยี นคือผลสมั ฤทธใิ์ นการสอนของครู
๕. การประเมินผลโครงการประเมินผลเพอ่ื ปอ้ งกนั การผิดพลาดซง่ึ จะทาให้การประเมินผล
สัมฤทธ์ิของหลกั สตู รผิดพลาดไปดว้ ย
สมุ ิตร คณุ านกุ ร (๒๕๒๐: ๑๙๘ – ๒๐๒) ได้แสดงความคิดเหน็ วา่ การประเมนิ ผลเพอ่ื
ตดั สินผลสมั ฤทธ์ิของหลักสูตรน้ันควรมีขอบเขตอยู่ ๔ ประการคือ
๑. การวิเคราะห์ตัวหลกั สตู ร
๒. การวเิ คราะห์กระบวนการนาหลกั สตู รไปใช้
๓. การวิเคราะห์สัมฤทธ์ผิ ลการเรียนของเด็ก
๔. การวเิ คราะห์โครงการประเมินผล
จากขอบเขตการประเมินผลหลักสตู รท่ียกมาเปน็ ตัวอยา่ งจะเหน็ ได้ว่า การประเมิน
หลักสูตรนั้นสามารถทาการประเมินได้ในขอบเขตท่แี ตกต่างกนั อาจจะเปน็ การประเมินในขอบเขตท่ี
แคบ เชน่ การประเมนิ จุดมุ่งหมายของหลักสตู ร หรอื การประเมนิ ในขอบเขตทก่ี วา้ ง เช่น การประเมิน

9 สาโรช บวั ศรี. แนวคดิ บางประการทางการศกึ ษา.( กรุงเทพฯ:กระทรวงศึกษาธิการ,2514 ). หน้าท่ี
567

๒๓๒

หลักสูตรทั้งระบบ ซึง่ ขึ้นอยกู่ บั จุดมุ่งหมายของการประเมนิ หรือสิง่ ทเ่ี ราตอ้ งการตรวจสอบและระยะ

ของการประเมินดงั กลา่ วมาแลว้ หลกั เกณฑแ์ ละขนั้ ตอนการประเมนิ 10

ความหมายของการประเมินหลกั สตู ร

การประเมนิ หลักสตู รหมายถงึ กระบวนการการเกบ็ รวบรวมข้อมลู และการประมวลผลขอ้ มลู เพอ่ื

นามาตดั สินใจเกยี่ วกบั คณุ ภาพทง้ั ประสทิ ธิภาพและประเมนิ ผลของหลกั สูตรรวมถึงสงิ่ ท่ีจะเกดิ ข้ึนจาก

การใช้หลักสตู รน้ันในอนาคต แนวคดิ การประเมินหลกั สูตรประกอบดว้ ยคณุ ลักษณะสาคญั ดังน1ี้ 1

๑. การประเมินเปน็ การประเมินคา่ ของเร่ืองท่ตี ดั สินใจ

๒. การตดั สินใจมีเกณฑ์ที่ชดั เจน

๓. เกณฑ์การตดั สินใจมปี ระเด็นทีค่ รอบคลมุ และเหมาะสมกับเน้ือหา

๔. เกณฑแ์ สดงให้เห็นด้วยบคุ คลและสอดคล้องกับแนวคดิ ของแบบจาลองเพ่อื นาไปส่กู าร

ตดั สนิ ใจ

จดุ มงุ่ หมายของการประเมนิ หลักสูตร

ทาบา ได้กลา่ วไว้วา่ การประเมินหลักสตู รทาขน้ึ เพอ่ื ศกึ ษากระบวนการต่างๆ ทก่ี าหนดไวว้ า่ มี

การเปล่ยี นแปลงใดบ้างท่สี อดคล้องหรือขดั แย้งกับวตั ถปุ ระสงค์ของการศึกษาการประเมนิ ดงั กล่าวจะ

ครอบคลมุ เน้ือหาทัง้ หมดของหลกั สตู รและกระบวนการตา่ งๆ ท่ีเก่ยี วข้องซง่ึ ไดแ้ ก่ จดุ ประสงค์

ขอบเขตของเนอ้ื หาสาระ คุณภาพของผใู้ ช้บรหิ ารและผู้ใชห้ ลกั สูตร สมรรถภาพของผู้เรยี น

ความสมั พันธ์ของวชิ าต่างๆ การใช้สอื่ และวสั ดุการสอน ฯลฯ

การประเมินหลักสตู ร ก่อน ระหวา่ ง และหลงั การนาหลักสูตรไปใช้

ขน้ั ตอนการประเมินหลักสตู ร จุดมุง่ หมายการประเมิน

การประเมนิ หลักสตู รกอ่ นนาหลักสตู รไปใช้ การประเมินเอกสารและคุณคา่ ของหลกั สตู ร

การประเมินหลกั สูตรระหวา่ งดาเนินการใช้ การประเมนิ การนาไปใชแ้ ละผลสมั ฤทธิข์ อง

หลกั สูตร หลกั สูตร

การประเมินหลกั สูตรหลังนาหลักสูตรไปใช้ การประเมนิ ระบบหลกั สตู ร

ขอบเขตในการประเมนิ หลักสตู ร

เซเลอรแ์ ละอเลก็ ซานเดอร์ ได้กล่าวถงึ ขอบเขตของการประเมินหลกั สูตรไว้ดงั น้ี12

๑.การประเมินจุดมงุ่ หมายของโรงเรียน จดุ มุ่งหมายของหลกั สตู ร จดุ ม่งุ หมายเฉพาะวชิ า

และจุดมุ่งหมายในการสอน

๒.การประเมนิ ผลโครงการการศึกษาของโรงเรยี นทั้งหมด

๓.การประเมินผลการเลือกเนอ้ื หาและการจัดประสบการณ์เรียนและกจิ กรรม

๔.การประเมินผลการสอบ

๕.การประเมนิ ผลโครงการประเมินผล

หลกั เกณฑก์ ารประเมนิ หลักสตู ร

10 สุจริต เพียรชอบ. การพัฒนาหลักสตู ร. E Learning ( กรุงเทพฯ:จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย,2548).
หนา้ ท่ี 786

11 กรณั ยพล์ ววิ รรธมงคล. (ม.ป.ป). หลักสูตรและการพฒั นาหลักสูตร Curriculum and Curriculum
Development. ( กาญจนบรุ :ี คณะครุศาสตรม์ หาวิทยาลยั ราชภัฏกาญจนบรุ ี ). หนา้ ท่ี 55

12 กระทรวงศกึ ษาธิการ. หลกั สตู รการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 . ( กรงุ เทพฯ : โรงพิมพค์ ุรุ
สภาลาดพร้าว. 2544 ). หน้าท่ี 554

๒๓๓

๑. มีจุดประสงค์ในการประเมินทแ่ี น่นอน การประเมินผลหลกั สูตรจะตอ้ งกาหนดลงไป
ใหแ้ นน่ อนชดั เจนว่าประเมนิ อะไร

๒. มีการวดั ทีเ่ ชอ่ื ถอื ได้ โดยมีเครื่องมอื และเกณฑ์การวดั ซึ่งเป็นที่ยอมรับ
๓. ขอ้ มูลเป็นจรงิ จาเป็นอย่างยงิ่ สาหรับการประเมินผล ดงั นั้น ขอ้ มลู จะตอ้ งไดม้ าอยา่ ง
ถูกตอ้ งเชอื่ ถอื ได้และมากพอทจ่ี ะใชเ้ ป็นตัวประเมนิ ค่าหลกั สูตรได้
๔. มขี อบเขตทแี่ น่นอนชัดเจนวา่ เราตอ้ งการประเมนิ ในเรื่องใดแค่ไหน
๕. ประเดน็ ของเร่ืองทจ่ี ะประเมนิ อยู่ในช่วงเวลาของความสนใจ
๖. การรวบรวมขอ้ มลู มาเพื่อกาหนดกฎเกณฑ์ และกาหนดเครอื่ งมือในการประเมนิ ผล
จะตอ้ งพจิ ารณาอย่างรอบคอบ
๗. การวเิ คราะห์ผลการประเมนิ ต้องทาอย่างระมดั ระวังรอบคอบ และใหม้ ีความเทยี่ งตรง
ในการพจิ ารณา
๘. การประเมินผลหลกั สตู รควรใชว้ ธิ ีการหลายๆวิธี
๙. มเี อกภาพในการตดั สินผลการประเมนิ
๑๐. ผลตา่ งๆทไ่ี ดจ้ ากการประเมินควรนาไปใชใ้ นการพฒั นาหลักสูตรทง้ั ในดา้ นการ
ปรบั ปรงุ เปล่ียนแปลงในโอกาสตอ่ ไป เพือ่ ให้ได้หลักสตู รทด่ี ีและมคี ุณคา่ สูงสดุ ตามท่ีต้องการ

๔. ขนั้ ตอนในการประเมนิ หลักสตู ร

๑.ขน้ั กาหนดวัตถปุ ระสงค์หรือจดุ มุ่งหมายในการประเมนิ การกาหนดจดุ มงุ่ หมายใน
การประเมินเป็นขั้นตอนแรกของกระบวนการในการดาเนินการประเมินหลักสูตร ผู้ประเมินตอ้ ง
กาหนดวัตถุประสงคแ์ ละเป้าหมายของการประเมินให้ชดั เจนวา่ จะประเมนิ อะไร จะทาใหเ้ ราสามารถ
กาหนดวธิ ีการ เคร่อื งมือ และข้นั ตอนในการประเมินได้อย่างถกู ตอ้ ง

๒. ขน้ั กาหนดหลกั เกณฑว์ ธิ ีการที่จะใช้ในการประเมินผล การกาหนดเกณฑ์และ
วธิ ีการประเมินเปรียบเสมอื นเข็มทศิ ทจ่ี ะนาไปสูเ่ ปา้ หมายของการประเมิน เกณฑ์การประเมนิ จะเป็น
เครื่องบ่งชคี้ ณุ ภาพในสว่ นของหลักสูตรที่ถกู ประเมนิ การกาหนดวธิ ีการที่จะใชใ้ นการประเมนิ ผลทาให้
เราสามารถดาเนนิ งานไปตามขน้ั ตอนได้อยา่ งราบรนื่

๓. ข้นั การสร้างเครอ่ื งมือและวิธีการเก็บรวบรวมขอ้ มลู เครอื่ งมือทใี่ ชใ้ นการประเมิน
หรอื เก็บรวบรวมขอ้ มลู เปน็ สง่ิ ทีม่ ีความสาคญั ทจี่ ะมผี ลทาใหก้ ารประเมินน้ันน่าเชอ่ื ถือมากน้อยแคไ่ หน
ซง่ึ ผปู้ ระเมนิ จะตอ้ งเลือกใชแ้ ละสร้างอยา่ งมคี ณุ ภาพ มีความเชอ่ื ถือได้และมีความเท่ียงตรงสูง

๔. ข้ันเกบ็ รวบรวมข้อมูล ในข้นั การรวบรวมข้อมูลนนั้ ผปู้ ระเมนิ ต้องเกบ็ รวบรวม
ข้อมลู ตามขอบเขตและระยะเวลาทีก่ าหนดไว้ ผเู้ กบ็ รวบรวมข้อมลู มสี ่วนชว่ ยให้ขอ้ มูลทร่ี วบรวมไดม้ ี
ความเทีย่ งตรงและนา่ เชือ่ ถอื

๕. ข้นั วเิ คราะหข์ อ้ มูล ในข้นั นผี้ ูป้ ระเมินจะตอ้ งกาหนดวิธีการจดั ระบบข้อมูล พจิ ารณา
เลือกใช้สถิติในการวิเคราะห์ทเี่ หมาะสม แลว้ จงึ วเิ คราะห์ สงั เคราะหข์ อ้ มูลเหล่านัน้ โดยเปรยี บเทยี บ
กับเกณฑ์ท่ไี ดก้ าหนดไว้

๖. ขั้นสรปุ ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูลและรายงานผลการประเมิน ในขนั้ นีผ้ ปู้ ระเมินจะสรปุ
และรายงานผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูลในขน้ั ต้น ผู้ประเมนิ จะตอ้ งพิจารณารูปแบบของการรายงานผลวา่
ควรจะเปน็ รูปแบบใด และการรายงานผลจะม่งุ เสนอข้อมูลที่บง่ ชี้ให้เห็นว่าหลักสูตรมคี ุณภาพหรอื ไม่
เพียงใด มสี ่วนใดบ้างทค่ี วรแก้ไข ปรับปรุงหรอื ยกเลกิ

๒๓๔

๗. ข้นั นาผลที่ไดจ้ ากการประเมนิ ไปพฒั นาหลักสตู รในโอกาสต่อไป

๕. รปู แบบของการประเมินหลกั สูตร

ในเร่อื งรปู แบบของการประเมนิ หลักสูตรมนี ักวชิ าการซง่ึ เช่ียวชาญทางด้านหลักสตู รและ
การ ประเมนิ ผลเสนอแนะหลายรูปแบบด้วยกนั ซึ่งสามารถนามาศกึ ษาเพอื่ เลอื กใช้ให้เหมาะสมกบั
ความตอ้ งการ ในปจั จุบนั รูปแบบของการประเมนิ หลกั สตู รสามรถแบ่งได้เป็น ๒ ประเภทใหญๆ่ 13 คอื

๑. รปู แบบของการประเมนิ หลกั สตู รทสี่ รา้ งเสร็จใหมๆ่ เปน็ การประเมินผลกอ่ นนา
หลกั สูตร ไปใช้ กล่มุ น้ีจะเสนอรูปแบบทเี่ ดน่ ๆ คือ รูปแบบการประเมินหลกั สตู รดว้ ยเทคนิคการ
วเิ คราะหแ์ บบ ปุยแชงค์ (Puissance Analysis Technique)

๒. รปู แบบของการประเมินหลกั สูตรในระหวา่ งหรือหลงั การใช้หลกั สตู รสามารถแบ่งเป็น
กลุม่ ยอ่ ยๆ ได้เปน็ ๔ กลมุ่ คอื

๒.๑ รปู แบบการประเมินหลกั สตู รทยี่ ดึ จุดมงุ่ หมายเปน็ หลัก (Goal Attainment
Model) เป็นรปู แบบการประเมนิ ที่จะประเมนิ วา่ หลกั สูตรมีคุณค่ามากนอ้ ยเพยี งใด โดยพิจารณาจาก
จดุ ม่งุ หมายเปน็ หลัก กล่าวคือพจิ ารณาวา่ ผลท่ีได้รับเปน็ ไปตามจุดมงุ่ หมายหรือไม่ เช่น รปู แบบการ
ประเมนิ หลกั สตู รของไทเลอร์ (Ralph W. Tyler) และรปู แบบการประเมนิ หลักสตู รของแฮมมอนด์
(Rabert L. Hammond)

๒.๒ รปู แบบการประเมนิ หลกั สูตรที่ไมย่ ดึ เปา้ หมาย (Goal Free Evaluation
Model) เปน็ รูปแบบการประเมนิ ทไ่ี ม่นาความคดิ ของผู้ประเมินเป็นตวั กาหนดความคดิ ในโครงการ
ประเมินผ้ปู ระเมินจะประเมินเหตกุ ารณ์ทเี่ กดิ ตามสภาพความเปน็ จรงิ มีความเป็นอสิ ระในการประเมนิ
และ ไมต่ อ้ งมคี วามลาเอียง เช่น รูปแบบการประเมินหลกั สูตรของสครฟิ เวน (Michael Scriven)

๒.๓ รปู แบบการประเมนิ หลกั สตู รท่ยี ึดเกณฑเ์ ปน็ หลัก (Criterion Model) เป็น
รปู แบบการประเมินทต่ี อ้ งอาศยั ผ้เู ชยี่ วชาญในการตัดสนิ คุณค่าของหลกั สตู รโดยใช้เกณฑเ์ ปน็ หลัก เชน่
รปู แบบการประเมนิ หลักสตู รของสเตค (Robert E.Stake)

๒.๔ รูปแบบการประเมนิ หลักสตู รที่ชว่ ยในการตัดสนิ ใจ (Decision-Mzking Model)
เป็นรปู แบบการประเมินท่ีเนน้ การทางานอยา่ งมีระบบเกี่ยวกับการรวบรวมข้อมลู การวิเคราะหข์ ้อมูล
และการเสนอผลท่ไี ดจ้ ากการวิเคราะห์ข้อมลู นน้ั ๆ เพ่อื ชว่ ยในการตัดสินใจของผู้บริหารหรอื ผทู้ ่ี
เกี่ยวข้อง เช่น รปู แบบการประเมนิ ของโพรวัส(Malcolm Provus) รปู แบบการประเมนิ หลกั สตู ร
ของสตัฟเฟลิ บีม(Daniel L. Stufflebeam) และรปู แบบการประเมนิ หลกั สูตรของดอริสโกว์ (Doris T.
Gow) เปน็ ตน้ การประเมินหลักสตู รมีขอบเขตตา่ งๆ ทจ่ี ะตอ้ งทาการประเมนิ กว้างขวางมาก ดงั นั้น
วธิ ีการประเมนิ หลักสูตรจึงต้องได้รับการวเิ คราะหแ์ ละออกแบบให้สามารถท่จี ะประเมินได้ครบถ้วนใน
ขอบขา่ ยสาระ

ผปู้ ระเมินจะตอ้ งอธิบายความสัมพนั ธ์ (Contingency) ระหว่างส่ิงที่มากอ่ น
(Antecedents) กระบวนการเรียนการสอน (Transactions) และผลผลิต (Outcomes) ของ
หลักสตู รและการศกึ ษาความสอดคล้อง (Congruence) ระหว่างสง่ิ ท่คี าดหวังและสิง่ ทเ่ี กิดขนึ้ จริง

13 กรมการศกึ ษานอกโรงเรียน กระทรวงศกึ ษาธิการ ชุดวิชาวิจยั ทางการศกึ ษานอกโรงเรียนเลม่
ท่ี 10 การเกบ็ รวบรวมข้อมูลเพอื่ การวิจัย. (กรุงเทพฯ : บรษิ ัทประชาชนจากัด 2562). หน้าท่ี 67

๒๓๕

หรือไม่อยา่ งไรจากการพิจารณาขอ้ มูลในลกั ษณะแนวต้ังและแนวนอนน้ี สรุปเปน็ แผนภมู เิ กี่ยวกับการ
วิเคราะห์ถงึ ความสมั พนั ธ์และความสอดคล้องของหลกั สูตร

๓. ส่วนท่เี ป็นการพจิ ารณาตดั สินคณุ ค่าของหลกั สูตร หรือทเี่ รียกวา่ “ขอ้ มลู เชิงตัดสิน”
(Judgemental Data) ประกอบดว้ ยขอ้ มูล ๒ ชนิด คอื

๓.๑ ขอ้ มลู ท่ีเปน็ เกณฑ์มาตรฐาน (Standards) ซงึ่ เปน็ แนวความคิดท่ผี ู้เชีย่ วชาญตา่ งๆ
เชน่ ครู ผ้บู รหิ าร นกั เรยี น ผู้ปกครอง ฯลฯ เช่ือวา่ ควรจะใช้

๓.๒ ขอ้ มลู ที่เปน็ การตดั สินของบุคคลต่างๆ ซ่งึ เปน็ ความรูส้ ึกนกึ คดิ ตดั สินคุณภาพและ
ความเหมาะสมของบคุ คลตา่ งๆ ผ้ปู ระเมินจะต้องตัดสนิ คณู ค่าของหลักสตู รโดยใช้ขอ้ มูลทีเ่ ป็นเกณฑ์
มาตรฐานและขอ้ มลู ทเ่ี ปน็ การตัดสินของบุคคลต่างๆ มาประกอบการพิจารณาตัดสนิ วา่ หลักสตู รมีสว่ น
ใดดหี รอื ส่วนใดไม่ดี

๔. วิธีการใชต้ ารางในการประเมินผลของหลกั สูตร
เรมิ่ ต้นด้วยการพิจารณาขอ้ มลู ท้งั ๔ หมวด ตามเกณฑท์ ่ตี ั้งขึ้น เชน่ จากตารางแบบ
ตัวอย่างของ สเตค จะเร่ิมทขี่ อ้ ก. ดา้ นสิ่งทีม่ มี าก่อนข้อ ก.๑ บุคลิกและนสิ ัยของนกั เรยี น เราก็จะ
พจิ ารณาวา่ ผลทคี่ าดหวังหรอื วัตถุประสงค์ในด้านนี้คืออะไร และนามาเปรียบเทียบกับผลท่เี กิดข้นึ วา่
ตรงหรือสอดคล้องกับวตั ถุประสงคห์ รอื ไมเ่ พยี งใด และผลทเ่ี กิดขนึ้ นนั้ ใช้มาตรฐานอะไรวัดและถอื
อะไรเป็นหลกั ในการตดั สนิ ยกตัวอยา่ ง เช่น ในเรอื่ งของบคุ ลกิ และนสิ ยั ของนกั เรยี น
ผลท่คี าดหวงั : ตอ้ งการนักเรียนท่มี ีลกั ษณะความเปน็ ผู้นากลา้ ซักถามโตต้ อบและโต้แย้ง
ผลท่ีเกดิ ขนึ้ : ไดน้ ักเรยี นทีม่ ีลักษณะความเปน็ ผ้นู าประมาณ ๒๐% และได้นกั เรียนทม่ี ี
ลกั ษณะความเปน็ ผูน้ าตาม ๘๐%
มาตรฐานทใี่ ช้ : ควรและนกั บริหารการศึกษาเห็นว่านกั เรยี น ๑๐๐% ควรมที ้ังลกั ษณะ
ความเปน็ ผนู้ าและผตู้ ามอยใู่ นตวั
ทม่ี าของหลกั สูตรการตดั สิน : สงั คมประชาธปิ ไตย
จากการเปรียบเทยี บเกณฑข์ ้อมูลในหมวดต่างๆ ในลกั ษณะข้างตน้ ผปู้ ระเมินจะสามารถ
เหน็ วา่ หลักสูตรนน้ั มคี วามสอดคลอ้ งกันหรือไมใ่ นด้านทฤษฎีและการปฏบิ ัติ
นอกจากนนั้ การพิจารณาขอ้ มูลตามแนวตงั้ ผู้ประเมนิ น้ันจะพบว่าหลักสตู รนัน้ มี
ความสัมพันธ์ในตวั กนั หรือไม่ ตัวอยา่ งเช่น ในเรื่องบุคลกิ และนสิ ัยของนกั เรียน
ในลักษณะเช่นนี้ การเปรียบเทียบข้อมลู ตามแนวตั้งของหลักลกู ศร ผู้ประเมนิ หลักสตู รจะ
สามารถตรวจสอบได้ทนั ทวี า่ การจัดการทั้ง ๓ ดา้ น คอื ดา้ นส่งิ ทม่ี ีมาก่อน กระบวนการในการสอน
และผลท่ีเกิดขนึ้ นนั้ มีความสมั พนั ธ์กันถูกต้องหรือไม่
การวเิ คราะห์ถึงความสอดคลอ้ งกบั ความสมั พนั ธก์ นั ของหลักสูตรนจี้ ะเป็นแนวทางช้ีให้เหน็
ถึงข้อบกพร่องตา่ งๆ ซ่งึ จะมีส่วนชว่ ยในการปรับปรงุ หลกั สูตรเป็นอนั มาก
๕ รูปแบบของการประเมนิ หลกั สตู ร14
ของสตฟั เฟลิ บีม (Stufflebeam) แดเนียลแอลสตฟั เฟลิ บมี (Daniel L. Stufflebeam) ไดอ้ ธิบาย
ความหมายของการประเมินผลทางการศกึ ษาเอาไว้วา่ เปน็ กระบวนการการบรรยายการหาขอ้ มลู และ
การใหข้ ้อมูลเพ่ือการตัดสนิ ใจหาทางเลือก ฉะนั้นรูปแบบการประเมินผลหลกั สูตรตามแนวคดิ
ขอลสตัฟเฟิลบีมจึงเป็นรปู แบบเหมาะสมแกก่ ารชว่ ยตัดสินใจเพอ่ื หาทางเลือกที่ดีทส่ี ดุ

14 บรรพต สวุ รรณประเสรฐิ . การพฒั นาหลกั สูตรโดยเน้นผู้เรยี นเปน็ สาคญั . ( เชียงใหม่ : เชยี งใหม่ โรง
พิมพ์แสงศลิ ป์. 2544 ). หน้าท่ี 667

๒๓๖

ตามปกตสิ ถานการณใ์ นการตัดสินใจ (Decision Settingt) โดยทว่ั ไปจะประกอบดว้ ยมติ ิ
ที่สาคญั ๒ ประการ คอื

๑. มติ ิด้านขอ้ มูลท่ีมีอยู่ (Information Grasp) คือถ้าเราจะตัดสนิ ใจทาอะไรสักอยา่ ง
เราจาเป็นต้องคานึงว่าเรามีข้อมูลเกยี่ วกับเรือ่ งน้นั อยูม่ ากนอ้ ยเพยี งใด

๒. มติ ดิ า้ นปริมาณความเปลย่ี นแปลงที่ต้องการให้เกดิ ข้นึ (Degree of Cange) คือ
ความหมายวา่ ถ้าเราจะตดั สนิ ใจทาอะไรสกั อยา่ งหนึง่ เราต้องคานงึ วา่ เมือ่ ทาไปแลว้ จะเกดิ การ
เปลย่ี นแปลงจากเดมิ มากน้อยสกั แค่ไหน

จากรูปแบบการประเมินผลหลกั สตู ร15ตามแนวคดิ ของสตฟั เฟิลบีมแสดงให้เหน็ ว่า
๑. สถานการณ์ตดั สนิ ใจทต่ี ้องการให้มกี ารเปลยี่ นแปลงเพยี งเลก็ น้อย แตท่ วา่ ข้อมลู ทจี่ ะ
ช่วยให้การตดั สนิ ใจนั้นมอี ยมู่ ากสถานการณ์การตัดสินใจอย่างนีเ้ รียกว่า Homeostatic
๒. สถานการณ์ตดั สินใจท่ตี ้องการใหม้ กี ารเปลย่ี นแปลงเพียงเล็กน้อยและขอ้ มูลท่ีจะชว่ ยใน
การตัดสนิ ใจกม็ อี ยูน่ ้อย สถานการณ์การตดั สินใจอย่างนเ้ี รียกว่า Incremental
๓. สถานการณ์ตดั สนิ ใจทต่ี ้องการใหม้ กี ารเปลย่ี นแปลงอยา่ งมาก แต่ว่าข้อมูลทจ่ี ะช่วยใน
การตัดสนิ ใจมีอยูน่ ้อย สถานการณ์การตัดสนิ ใจอย่างน้ีเรียกวา่ Neomobilistic
๔. สถานการณ์ตดั สนิ ใจที่ตอ้ งการให้มีการเปลยี่ นแปลงอย่างมาก และข้อมลู ท่ชี ว่ ยในการ
ตัดสนิ ใจกม็ อี ยมู่ าก สถานการณก์ ารตดั สนิ ใจอยา่ งน้ีเรียกวา่ Metamorphism
จากท่ีกลา่ วมาจะเหน็ ไดว้ ่า การตัดสินใจน้ันไมว่ ่าจะอยู่ในสถานการณแ์ บบใดกต็ ามก็
จาเปน็ ต้องอาศยั ข้อมูลเชงิ ประมาณ (Evaluation Data) มาช่วยเปน็ พ้ืนฐาน เพราะการตดั สินใจใดๆ
ของผบู้ รหิ ารทไ่ี มใ่ ชข่ อ้ มลู เชงิ ประมาณมาเปน็ พื้นฐานในการหาทางเลอื กย่อมเส่ียงตอ่ ความล้มเหลวใน
การดาเนินงานตามทางเลือกนนั้ อยา่ งมาก
ส่วนการตดั สินใจทางการตัดสินใจนั้น ไม่วา่ จะเป็นเรอ่ื งจะจดั เนอื้ หาวชิ าในหลกั สูตร16
อยา่ งไรจะจดั การเรียนการสอนดว้ ยวิธไี หน จะใช้สื่อการเรียนการสอนอะไร จะจัดกิจกรรมเสรมิ
หลักสตู รอะไร ถา้ พิจารณาในแงข่ องวิธีการกับผลท่ีเกดิ ขน้ึ และสง่ิ ที่คาดหวงั กับสงิ่ ทีจ่ ะเกดิ ขึ้นจริง เรา
อาจจาแนกการตดั สินใจออกได้เปน็ ๔ ประเภท
๑. Planning Decisions เปน็ การตัดสินใจโดยคาดหวังว่าเราต้องการใหเ้ กดิ ผลทางการ
ศกึ ษาอยา่ งไร เชน่ หลงั จากท่ีนกั เรียนจบชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ ๖ ไปแลว้ นักเรยี นควรจะมีคณุ สมบตั ทิ ่ี
เดน่ ๆ อยา่ งไรบ้าง ฉะนนั้ การตัดสินใจชนดิ นีจ้ ึงนามาเป็นประโยชน์ในการกาหนดจุดม่งุ หมายของ
หลักสูตรหรือในการวางแผนจัดการศกึ ษาได้เป็นอยา่ งดี จึงเรียกการตดั สินใจอยา่ งนี้วา่ การตดั สินใจ
เกี่ยวกับการวางแผน
๒. Structuring Decisions เปน็ การตดั สินใจโดยคาดหวังว่าถ้าตอ้ งการให้เกดิ ผลทางการ
ศึกษา17 ตามทค่ี าดหวังไวใ้ นขอ้ ๑ น้ันเราควรจะวางโครงสรา้ งหรอื วางรปู แบบของการใช้หลกั สูตรทพ่ี ึ่ง
ประสงค์เอาไว้อย่างไรเชน่ ถา้ จะใหน้ กั เรียนมีคุณสมบัตติ รงตามทค่ี าดหวังเอาไว้นั้น โรงเรยี นควรจดั

15 บุญชม ปฐมวรชาติ. การศึกษาหลักสตู รและการวจิ ยั เกีย่ วกับหลักสูตร. (กรุงเทพฯ : สุวรี ยิ าสาส์
น. 2546). หนา้ ท่ี 568

16 เรื่องเดียวกัน, หน้าที่ 553
17 พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยตุ โต). การศึกษากับการพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ย.์ (กรุงเทพฯ : โรงพิมพก์ าร
ศาสนา,2539 ). หน้าท่ี 67

๒๓๗

สภาพแวดล้อมอยา่ งไรการบรหิ ารงานควรเปน็ แบบใด ครคู วรจัดการเรยี นการสอนอย่างไร ควรใหม้ ี
กิจกรรมเสรมิ หลักสตู รอะไรบ้าง ฯลฯ จงึ เรียกการตดั สินใจแบบนี้ว่าการตดั สินใจเก่ียวกับโครงสรา้ ง

๓. Implemening Decisions เป็นการตดั สินใจวา่ ตามความเป็นจรงิ น้นั ได้มกี ารนา
หลักสตู รไปใชต้ ามแนวทางที่คาดหวังเอาไวห้ รือไม่ มกี ารควบคุมหรือแก้ไขปรบั ปรงุ เพื่อให้วิธกี ารที่
เกิดขึน้ จรงิ ๆ เป็นไปตามทีต่ ้องการมากนอ้ ยเพยี งใด จึงเรยี กการตัดสนิ ใจแบบน้ีว่าการตดั สินใจ
เก่ียวกบั การนาไปใช้

๔. Recycling Decisions เปน็ การตดั สนิ ใจหลังจากศกึ ษาตามหลกั สตู รไปแลว้ นน้ั จรงิ ๆ
แล้วนักเรยี นมคี ณุ สมบตั ิอยา่ งไร มคี วามรู้ มที ักษะ มเี จตคติ เปน็ อย่างไรและเป็นไปตามที่คาดหวัง
เอาไวห้ รอื ไม่ มอี ะไรบา้ งที่ต้องรกั ษาไว้ มอี ะไรบา้ งที่ตอ้ งละทง้ิ หรอื ต้องปรับขยายเสยี ใหม่ จงึ เรียกการ
ตัดสนิ ใจแบบนีว้ ่าการตดั สินใจเกี่ยวกบั คณุ สมบัติที่พง่ึ ประสงค์

ทัง้ หมดท่กี ลา่ วมา ๔ ขอ้ น้ี คือประเภทการตัดสนิ ใจทางการศึกษา แต่ตามความคดิ ของ
สตฟั เฟลิ บีมนน้ั การตัดสนิ ใจทุกๆ เรื่องจาเปน็ ตอ้ งอาศยั ข้อมูลเชงิ ประเมินในการพิจารณาขัน้ พ้ืนฐาน
และสตฟั เฟลิ บมี ได้ให้แนวคิดไวว้ ่า การประเมนิ ผลหลกั สูตรนั้นมีส่งิ สาคญั ท่เี ราต้องประเมินอยู่ ๔
ดา้ น คอื

๑. การประเมนิ สภาพแวดล้อม (Context Evaluation) เป็นการประเมนิ ทม่ี จี ุดมุง่ หมาย
เพ่ือให้ได้หลกั การและเหตผุ ลมากาหนดจดุ มงุ่ หมาย การประเมินสภาพแวดล้อมจะชว่ ยให้ผพู้ ัฒนา
หลักสูตรรวู้ า่ สภาพแวดล้อมทีเ่ กี่ยวข้องกบั การจัดการศึกษามอี ะไรบา้ ง สภาพการณท์ ่ีคาดหวังและ
สภาพท่แี ท้จรงิ ในสภาพแวดลอ้ มดังกลา่ วเป็นอย่างไร มีความต้องการ หรือปัญหาอะไรบ้างทยี่ งั ไม่ได้
รบั การตอบสนองหรือแกไ้ ข มโี อกาสและสรรพกาลงั ท่ีจาเปน็ อะไรบ้างท่ียงั ไม่ได้ถกู นามาใชใ้ นการจัด
การศกึ ษา และสบื เนอื่ ง มาจากปญั หาอะไรบ้าง ฯลฯ ในการประเมนิ สภาพแวดล้อมนี้ ผปู้ ระเมินอาจ
ใช้วธิ ดี งั ตอ่ ไปนี้

๑.๑ การวเิ คราะหค์ วามคดิ รวบยอด (Conceptual Analysis)
๑.๒ การทาวิจยั ดว้ ยการเกบ็ ขอ้ มลู มาวิเคราะห์จริงๆ (Empirical Studies)
๑.๓ การอาศัยทฤษฎแี ละความคิดเหน็ ของผูเ้ ช่ยี วชาญ การประเมนิ สภาพแวดลอ้ มนี้
จะชว่ ยให้ไดข้ ้อมลู ทเี่ ป็นประโยชนใ์ นการตดั สินใจดา้ นการวางแผนหรอื กาหนดจุดมุง่ หมาย (Planning
Decision)
๒. ประเมนิ ตัวป้อน (Inputs Evaluation) เป็นการประเมินที่มจี ดุ มุง่ หมายเพื่อใหไ้ ด้
ข้อมลู มาช่วยตดั สนิ ใจว่า จะใช้ทรัพยากรหรือสรรพกาลังตา่ งๆ ทีม่ อี ยเู่ พอื่ ให้บรรลผุ ลตามจดุ มุ่งหมาย
ของหลกั สตู ร18ได้อยา่ งไร จะขอความชว่ ยเหลอื ดา้ นทรัพยากรและสรรพกาลังจากแหล่งภายนอกดี
หรอื ไม่ จะใชว้ ธิ ีจดั การเรยี นการสอนแบบใดดจี งึ จะประเมินดว้ ยตัวป้อนอาจจะทาได้โดย
๒.๑ จดั ทาในรูปแบบของคณะกรรมการ
๒.๒ อาศัยผลงานวิจัยทเ่ี ก่ียวขอ้ งท่ีมผี ู้ทาเอาไว้แลว้
๒.๓ วา่ จา้ งผู้เชี่ยวชาญมาให้การปรกึ ษา
๒.๔ ทาการวิจยั เชิงทดลองเปน็ การนาร่อง

18 ยุทธนา ปฐมวรชาติ. “การพฒั นาหลกั สูตรทอ้ งถิน่ : แนวคิดเชิงปฏิบัติท่เี ปน็ พื้นฐานสาคัญส่กู าร
พัฒนาหลักสูตรการศกึ ษาขัน้ พื้นฐานระดับสถานศึกษา”, วารสารวิชาการ. 5 (พฤษภาคม 2545) หน้าท่ี 11 -
17.

๒๓๘

อน่งึ ขอให้สังเกตว่าวิธกี ารประเมินนมี้ คี วามแตกต่างกนั ออกไปมาก นบั แตใ่ ชว้ ธิ งี ่ายๆ
โดยอาศยั ความ คิดเห็นของผูเ้ ชย่ี วชาญ หรอื ของคณะกรรมการ ไปจนถงึ วธิ กี ารท่ีซบั ซอ้ น เชน่ การ
วิจัยเชิงทดลอง ซงึ่ ทัง้ น้กี ข็ ้ึนอยู่กับความต้องการให้มกี ารเปล่ียนแปลงนน้ั มอี ยมู่ ากหรือน้อยนน้ั เอง
ตวั อย่างเชน่ ในการตดั สินใจแบบ Homeostatic ที่ตอ้ งการให้มีการเปลย่ี นแปลงเพียงเลก็ น้อย แต่
ทวา่ ข้อมูลท่จี ะมาช่วยในการสนับสนนุ น้นั มอี ยูม่ ากแล้วในบางกรณีอาจไมจ่ าเป็นตอ้ งประเมินผลใน
ลักษณะทย่ี ุ่งยากซบั ซอ้ นแตป่ ระการใด อย่างไรก็ตามถา้ สถานการณ์การตดั สนิ ใจแบบ Incremental
หรอื Neomobilistic ท่ีต้องการนานวตั กรรมบางอยา่ งมาใช้ในหลกั สูตรประเมนิ ผลเพอ่ื ใหไ้ ด้ข้อมลู
สนับสนุนจาเปน็ ตอ้ งใชว้ ิธกี ารที่รอบคอบรัดกมุ ยง่ิ ขน้ึ เพอ่ื ใหไ้ ดผ้ ลท่ีเทย่ี งตรงและเชอ่ื ถือได้นัน่ เอง

ฉะน้นั การประเมนิ ตัวป้อนนจี้ ะช่วยใหเ้ ราได้ข้อมูลในการตัดสินใจ ถ้าเราจะจดั การศึกษา
ตามหลกั สูตร เราควรจะขอความรว่ มมอื และช่วยเหลือจากแหล่งภายนอกหรอื ไมค่ วรจะหาวธิ ใี ด
วธิ กี ารหนงึ่ ท่ีมอี ยแู่ ลว้ หรอื วิธกี ารทค่ี ิดคน้ ขนึ้ มาใหม่ การดาเนินงานในโรงเรยี น เช่น การบรหิ าร
ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งครู และนักเรยี น ฯลฯ ควรเปน็ อยา่ งไรจงึ จะชว่ ยให้การนาหลักสูตรไปใชป้ ระสบ
ความสาเรจ็ การประเมนิ ตัวป้อนนจ้ี ะชว่ ยให้ไดข้ อ้ มูลที่เป็นประโยชนใ์ นการตดั สินใจด้านโครงสร้าง
หรอื การวางรูปแบบในการดาเนินงาน (Structuring Decision)

๓. การประเมินกระบวนการ19 (Process Evaluation) เป็นการประเมนิ ทม่ี ีจดุ ม่งุ หมาย
เพอ่ื สบื คน้ จุดอ่อนของรปู แบบการดาเนินตามที่คาดหวังเอาไว้ หรอื จุดอ่อนของการดาเนินงานใน
ขนั้ ทดลองการใชห้ ลกั สตู ร เพอื่ นามาใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการเลือกวิธกี ารตอ่ ไป ฉะนน้ั
ตอ้ งมกี ารจดบันทกึ ผลการประเมินกระบวนการน้นั จาเป็นต้องอาศยั วิธกี ารหลายๆ อยา่ งต่างๆ กัน เช่น

๓.๑ การสังเกตแบบมสี ว่ นรวมปฏิบตั ิ
๓.๒ การวิเคราะห์ความสมั พันธ์
๓.๓ การสมั ภาษณ์
๓.๔ การใชแ้ บบสอบถามประเภทมาตราส่วนประมาณค่า
๓.๕ การเขยี นรายงานประเภทปลายเปดิ
อย่างไรกต็ าม ในการประเมนิ กระบวนการนี้ บางครั้งจาเป็นต้องตั้งคณะกรรมการในการ
ประเมนิ ผลข้ึนมาโดยเฉพาะ และใหค้ ณะกรรมการชดุ น้มี เี วลาการทาประเมนิ อยา่ งเตม็ ที่ เช่น ถา้
เป็นสถาบนั ระดบั อุดมศึกษาก็อาจจะได้แกท่ มี งานในหน่วยวจิ ยั ของสถาบันนน้ั เอง แตถ่ ้าเป็นโรงเรยี น
ระดับประถมศกึ ษาก็อาจจะได้แก่ศกึ ษานเิ ทศกข์ องจังหวดั เพราะการต้งั ครูในโรงเรียนทาหน้าท่ี
ประเมนิ ผลโดยเฉพาะทาได้ยากเน่ืองจากมีข้อจากดั อยู่หลายอยา่ ง เช่น เร่อื งเวลาซ่งึ มคี วามจา
เป็นมากในกรณีท่ีสถานการณ์การตัดสินใจเป็นแบบ Incremental และ Neomobilistic เพราะมี
ขอ้ มลู ทีช่ ว่ ยในการตัดสินใจอยู่แล้วน้อยมาก แตถ่ ้าหากสถานการณ์การตดั สนิ ใจแบบ Homeobilistic
ซง่ึ ตอ้ งการใหม้ ีการเปลย่ี นแปลงเพียงเลก็ น้อย ขณะเดียวกนั กม็ ขี อ้ มลู ทจี่ ะนามาใชส้ นบั สนุนอย่างมาก
แลว้ ผู้บริหารและครใู นโรงเรียนอาจช่วยกันทาการประเมนิ ก็ได้
การประเมนิ กระบวนการนใี้ หข้ อ้ มลู ทีช่ ว่ ยในการตัดสินใจด้านการนาหลักสตู รไปใชป้ ฏิบัติ
จริงๆ (Implementing Decisions)

19 วจิ ิตร ศรีสะอาง “ความหมายของการศกึ ษา” เอกสารการสอนชุดวิชา พื้นฐานการศกึ ษา หน่วยที่ 6
ปรชั ญากับการศกึ ษา ( กรุงเทพ : สานกั พิมพ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราช 2539 ). หน้าที่ 78

๒๓๙

๔. การประเมินผลผลิต (Products Evaluation) มจี ดุ มงุ่ หมายจะตรวจสอบวา่ ผลทเ่ี กดิ
ขน้ึ กับ นกั เรยี นนัน้ เปน็ ไปตามทค่ี าดหวงั เอาไวม้ ากเพียงใด อาจทาไดโ้ ดยการเปรียบเทยี บกับเกณฑ์
สมั พนั ธ์กับหลักสตู รอน่ื ทมี่ อี ยู่กไ็ ด้

ในกระบวนการการศึกษานัน้ การประเมินผลผลติ จะให้ขอ้ มูลทีจ่ ะนามาชว่ ยตัดสินใจว่ามี
กจิ กรรมทางการศกึ ษาอะไรบ้างท่ีควรทาต่อไป เลกิ ทา หรือควรนามาปรบั ปรุงแก้ไขเสยี ใหม่
นอกจากนนั้ ยังใหข้ ้อมูลทจ่ี ะนาไปเชือ่ มต่อหรือสานต่อเข้ากับขนั้ ตอนอ่ืนๆ ของกระบวนการทาง
การศึกษาได้อีกดว้ ย เชน่ โรงเรียนหนึง่ มีปัญหาครูไม่พอสอนหรอื ครูมภี ารกิจมากจนไม่มเี วลาจะ
เตรียมการสอนให้ได้ผล จึงไดค้ ิดค้นนวัตกรรมทางการสอนแบบ RIT (Reduced Insructional
Time) ขึน้ มาใช้ เสรจ็ แลว้ การทาประเมนิ ผลผลติ ของการเรียนแบบ RIT ดู พบวา่ ผลสมั ฤทธ์ทิ างการ
เรยี นของนกั เรียนนนั้ อยใู่ นขนั้ ที่จะนาไปเผยแพรใ่ นโรงเรยี นอ่นื ๆ ท่ปี ระสบปญั หาอย่างเดย่ี วกันได้
เพราะเปน็ ส่ิงที่ทาไดง้ า่ ยไม่สนิ้ เปลืองมากนัก อยา่ งน้ีผูบ้ ริหารการศึกษาก็อาจใชผ้ ลจากการประเมิน
ดงั กลา่ วมาช่วยตัดสนิ ใจประกาศใหโ้ รงเรยี นตา่ งๆ นานวตั กรรม RIT ไปใชจ้ ดั การเรยี นการสอนตอ่ ไป
การประเมนิ ผลผลติ นจี้ ะใหข้ อ้ มลู ทช่ี ว่ ยในการตัดสินใจว่า จะเกบ็ รักษาไว้ เลิกใชห้ รือปรับปรงุ แก้ไข
ใหม่ (Recycling Decisions) เนื่องจากสตัฟเฟิลบมี ให้แนวคดิ วา่ ในการประเมนิ ผลหลกั สตู รนัน้ มสี งิ่ ที่
จะต้องประเมินอยู่ ๔ อยา่ ง คอื Context, Input, Process และ Products รูปแบบการ
ประเมนิ ผลของเขาจึงเปน็ ทรี่ ู้จกั โดยทัว่ ไปว่าเป็น CIPP Model
กรวิชาชพี ครทู ี่เรียกว่าคุรสุ ภาได้เสนอกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศกึ ษา
เพอ่ื ใหม้ คี วามรสู้ มรรถนะความสามารถในการจัดการศกึ ษาอยา่ งมคี ณุ ภาพ

แนวโนม้ ของการพฒั นาหลกั สตู รอาจพิจารณาไดจ้ ากผลการศกึ ษาวจิ ัย และข้อมูลพืน้ ฐานด้าน
ตา่ งๆ ท่นี ามาใชก้ ารพัฒนาหลักสูตร20

๖. ปญั หาและแนวโน้มการเปลีย่ นแปลงหลักสตู ร

ออนสไตนไ์ ด้สรุปไวว้ า่ แนวโน้มของหลักสตู รมดี ังน2้ี 1
๑. การศึกษาในรปู แบบอเี ล็กทรอนกิ ส์ ความเจริญก้าวหนา้ ของวดิ ิทัศนส์ ามารถนามาใช้เปน็
เครือ่ งมอื ในการเรยี นการสอนได้ วีดิโอเทป คาสเสท และดิสค์สามารถนามาสอนไดท้ ัง้ ในห้องเรยี น
ห้องสมุด ศูนย์การเรียนร้แู ละที่บ้านของนักเรียน วดี โิ อทัศนม์ ีความสะดวกที่นามาเรียนได้ตลอดเวลา
ซ่งึ จะชว่ ยไมใ่ หพ้ ลาดบทเรยี นไปได้ จากความกา้ วหนา้ ทางเทคโนโลยสี ามารถท่จี ะพิมพว์ ิดิทัศนห์ รอื
ภาพจากจอในรปู ของภาพถา่ ย ตาราง กราฟ หรือ รปู ภาพในแบบตา่ งๆลงในกระดาษสาหรับศึกษาต่อ
ได้

ความรู้ในรปู แบบอีเล็กทรอนิกส์น้ยี งั สามารถจดั เกบ็ ไวใ้ นสถานท่ที ีผ่ ้เู รยี นสามารถเข้าถงึ
ได้โดยผ่านระบบเครอื ขา่ ย ใครๆกส็ ามารถเข้าถงึ ขอ้ มลู สารสนเทศและสามารถใช้ประโยชน์ได้

๒. การร้ใู ชเ้ ทคโนโลยี โรงเรียนปจั จุบันเหน็ ความสาคญั ในวิวฒั นาการใชเ้ ทคโนโลยี จงึ ไดใ้ ห้
การศกึ ษากบั บคุ ลากรเกย่ี วกบั คอมพิวเตอร์ อีเล็กทรอนิกส์ เลเซอร์และหนุ่ ยนต์ การเรียนรู้
คอมพวิ เตอร์ เป็นทกั ษะพ้ืนฐานเพ่ิมขนึ้ จากทักษะการอ่านออกเขยี นได้ คิดเลขเป็นหรือท่รี ู้จักกันวา่ ๓

20 ทศิ นา แขมณี. ศาสตรก์ ารสอน. พมิ พ์ครงั ท่ี 4. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ดา่ นสุทธาการพมิ พ์.2543)
หน้าท่ี 45

21 นทั ธาตุทอง. การพัฒนาหลกั สูตรสถานศกึ ษาตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษา ขนั พน้ื ฐาน
พทุ ธศกั ราช 2551. พมิ พ์ครังท่ี 2. (นครปฐม : เพชรเกษมการพิมพ์.2545).หน้าท่ี 67

๒๔๐

สรปุ การประเมินและเปลีย่ นแปลงหลกั สตู ร

การประเมนิ หลักสูตรเปน็ ขั้นตอนในการศึกษาคณุ ค่าของว่าดีหรอื ไมอ่ ยา่ งไรบกพรอ่ งในส่วน
ไหนเพื่อนาผลการประเมนิ ไปปรบั ปรุงหลกั สตู รในโอกาสตอ่ ไปการประเมินหลักสตู รนนั้ มีขอบเขตและ
ระยะการประเมนิ แตกตา่ งกันออกไปแล้วแต่จดุ ประสงคข์ องการประเมินเชน่ การประเมินเอกสาร
หลกั สตู รในระยะกอ่ นนาหลกั สตู รไปใชก้ ารประเมินการใช้หลักสูตรในขณะท่ดี าเนนิ การใชห้ ลักสตู ร
หรือประเมนิ สมั ฤทธผ์ิ ลของหลักสูตรและประเมนิ ระบบหลักสตู รหลงั จากการใช้หลักสูตรแล้วการ
ประเมินผลหลกั สตู รนนั้ ตอ้ งกาหนดลงไปให้แนช่ ดั วา่ ตอ้ งการประเมนิ อะไรข้อมลู ทีน่ ามาประเมินต้อง
เชอ่ื ถือได้การวิเคราะห์ผลการประเมินต้องทาอย่างรอบคอบการประเมนิ หลกั สูตรตอ้ งทาเป็น
กระบวนการตามลาดบั ขัน้ ตอนตัง้ แต่กาหนดวัตถุประสงค์ของการประเมินวางแผนและออกแบบการ
ประเมินรวบรวมข้อมูลวเิ คราะห์ข้อมูลรายงานและสรปุ ผลการประเมินเพ่อื ทจี่ ะนาผลท่ีได้จากการ
ประเมนิ ไปปรบั ปรงุ พฒั นาหลักสตู รในโอกาสต่อไปจากขนั้ ตอนการประเมนิ นกั ศกึ ษาไดพ้ ัฒนารปู แบบ
การประเมินไว้หลายรูปแบบเปน็ ต้นว่ารปู แบบการประเมนิ หลักสูตรทสี่ รา้ งเสรจ็ ใหมก่ ารประเมนิ ผล
หลกั สูตรเป็นงานท่มี ีความซับซอ้ นมคี วามกวา้ งขวางและมคี วามละเอยี ดออ่ นมากการประเมินผล
หลกั สตู รตอ้ งคานงึ ถึงปัจจัยหลายอย่างทจ่ี ะตอ้ งนาเขา้ มาเก่ียวขอ้ งในลักษณะท่ีมคี วามสมั พันธ์ต่อกัน
การประเมนิ ผลหลักสูตรมิไดห้ มายความว่าจะประเมนิ เฉพาะตัวหลกั สูตรที่เปน็ เอกสารจดั ทาเปน็
รูปเล่มเทา่ นั้นแต่ต้องประเมินสถานการณต์ า่ ง ๆ ทเี่ กย่ี วข้องกับหลกั สูตรทง้ั หมดเชน่ นักเรียนครู
กระบวนการระบบตา่ ง ๆ โครงการตา่ ง ๆ

๒๔๑

คาถามท้ายบทที่ ๑๐ เรอ่ื ง การประเมนิ และเปล่ียนแปลงหลักสูตร

แบบฝึกหัดท่ี ๑

คาชแ้ี จง.ให้นกั เรียนเลอื กตวั เลือกท่ถี กู ตอ้ งท่สี ดุ แลว้ ทาเคร่ืองหมายกากบาท ( X )ลงใน

กระดาษคาตอบ

๑.ความหมายของการประเมินหลักสตู รคอื ขอ้ ใด

ก. การประเมนิ หลกั สตู รเป็นกระบวนการรวบรวมขอ้ มูลสารสนเทศตลอดจนกจิ กรรมต่างๆเกี่ยวกับ

หลกั สตู รเพอ่ื นามาตดั สนิ ค่าหรือคุณภาพของหลักสูตรน้นั

ข. การประเมินหลกั สตู รตอ้ งทาเป็นกระบวนการตามลาดับข้นั ตอนต้งั แตก่ าหนดวัตถปุ ระสงคข์ อง

การประเมินวางแผนและออกแบบการประเมนิ รวบรวมขอ้ มูล

ค. กระบวนการพฒั นาหลกั สตู รและผลทไี่ ดจ้ ากการประเมนิ หลักสูตรจะเป็นขอ้ มูลในการตัดสนิ เพื่อ

แก้ไขปรบั ปรงุ หรือเปล่ียนแปลงหลักสูตร

ง. การประเมินหลักสตู รเปน็ การพจิ ารณาเกย่ี วกับคุณคา่ ของหลกั สูตรโดยใชผ้ ลจากการวดั ในแงม่ ุม

ตา่ งๆ

๒.ระยะของการประเมนิ หลักสูตรโดยทั่วไปจะแบ่งเปน็ กี่ระยะ

ก. ๑ ระยะ ข. ๒ ระยะ ค. ๓ ระยะ ง. ๔ ระยะ

๓. (Project Analysis) ตรงกับขอ้ ใด

ก. การประเมนิ หลกั สตู รกอ่ นนาหลกั สตู รไปใช้ ข. การประเมนิ หลกั สูตรระหว่างการดาเนนิ การ

ใช้หลกั สูตร

ค. การประเมินหลกั สตู รหลงั การใชห้ ลกั สูตร ง. ไมม่ ขี อ้ ถกู

๔.หลกั สูตรประถมศกึ ษาพทุ ธศกั ราช ๒๕๒๑ มชี ่วงระยะการใช้งานกี่ปี

ก. ๓ ปี ข. ๔ ปี ค. ๕ ปี ง. ๖ ปี

๕.โบแชมป์ (Beauchamp. ๑๙๗๕: ๑๗๗) ได้กาหนดขอบข่ายการประเมนิ หลกั สูตรไวว้ ่าควรประเมิน

กีด่ ้าน

ก. ๔ ดา้ น ข. ๕ ดา้ น ค. ๖ ด้าน ง. ๗ ด้าน

๖.ข้อใดไมใ่ ชป่ ระโยชน์ขอการประเมิน

ก. การประเมนิ ผลหลกั สูตรเป็นสิ่งสาคัญและจาเป็นอยา่ งยงิ่ ทจี่ ะทาให้เราทราบถึงคุณภาพและ

ประสิทธภิ าพของหลักสตู ร

ข. การประเมินผลมีประโยชน์ในการจดั การศึกษาการจัดทาหรอื พัฒนาหลักสูตรต้องอาศยั ผลการ

ประเมินผลเปน็ สาคญั ประโยชน์ของการประเมนิ ผลหลกั สูตร

ค. ช่วยให้การประเมินผลเปน็ ระบบระเบยี บ เพราะมีเครอื่ งมอื และหลกั เกณฑท์ าให้เปน็ เหตผุ ลในทาง

วิทยาศาสตร์มากขึน้

ง. การประเมนิ หลกั สูตรเป็นงานท่มี ขี อบเขตกวา้ งขวาง

๗.ข้อใดคอื ข้นั ตอนของการประเมนิ หลกั สูตร

ก. การประเมนิ ผลหลกั สตู รควรใชว้ ิธกี ารหลายๆ วธิ ี

ข. การประเมินหลกั สตู รเป็นกระบวนการในการพจิ ารณาคณุ คา่ หรอื นิยมของหลักสตู ร

ค. ข้นั วางแผนออกแบบการประเมนิ

ง. ทาใหท้ ราบหลักสตู รท่สี ร้างหรอื พฒั นาข้ึนนัน้ มจี ดุ ดหี รือจดุ เสยี ตรงไหน

๒๔๒

๘.ในปจั จบุ นั รปู แบบของการประเมนิ หลกั สูตรสามรถแบ่งไดเ้ ป็นกป่ี ระเภท

ก. ๑ ประเภท ข. ๒ ประเภท ค. ๓ ประเภท ง. ๔ ประเภท

๙.วิธีการใช้ตารางในการประเมนิ ผลของหลกั สตู รคอื ขอ้ ใด

ก. เริม่ ตน้ ด้วยการพิจารณาข้อมลู ทั้ง ๔หมวด ตามเกณฑ์ทต่ี ง้ั ขึ้น เช่น จากตารางแบบตวั อย่างของส

เตค

ข. การประเมินผลทางการศกึ ษาเอาไวว้ า่ เป็นกระบวนการการบรรยายการหาขอ้ มูล

ค. สถานการณต์ ัดสนิ ใจทต่ี ้องการให้มีการเปล่ียนแปลงเพยี งเล็กนอ้ ยและข้อมูลทจ่ี ะชว่ ยในการ

ตดั สนิ ใจก็มีอยนู่ อ้ ย

ง. สถานการณต์ ดั สินใจทีต่ อ้ งการให้มกี ารเปลยี่ นแปลงอย่างมาก และข้อมูลทช่ี ว่ ยในการตดั สินใจกม็ ี

อยมู่ าก

๑๐. (Context Evaluation) ตรงกับข้อใด

ก. การประเมินสภาพแวดล้อม ข. การวิเคราะหค์ วามคดิ รวบยอด

ค. การทาวิจยั ดว้ ยการเกบ็ ข้อมลู มาวเิ คราะหจ์ รงิ ๆ ง. ประเมินตวั

แบบฝกึ หัดที่ ๒

คาชแ้ี จง ให้จบั ค่ขู ้อความที่มคี วามหมายสมั พนั ธก์ ันให้ถกู ตอ้ ง โดยอา่ นขอ้ ความดา้ นซา้ ยมือแล้ว
เลือกตอบคาตอบด้านขวามอื ถา้ คิดวา่ ขอ้ ใดถกู ตอ้ งใหน้ าตวั อักษรทอ่ี ย่หู น้าคาตอบด้านซ้ายมือมาใส่
หนา้ คาตอบดา้ นขวามือ

______๑. Context Evaluation
______๒.ไทเลอร(์ Ttler, ๑๙๔๙ : ๒๔๘) เปน็ ผ้ทู ี่วางรากฐานการประเมินหลักสตู ร
______๓.ความหมายของการประเมนิ หลกั สตู ร
______๔.ใหค้ วามหมายของการประเมินหลักสตู รว่าการประเมินหลักสูตรคอื กระบวนการหา
ข้อมลู เก็บขอ้ มลู เพอื่ นาไปใชใ้ ห้เป็นประโยชน์ในการตดั สินใจหาทางเลอื กท่ีดกี วา่ เดมิ
______๕.การประเมนิ หลกั สตู รกอ่ นนาหลักสูตรไปใช้ในช่วงระหว่างทม่ี ีการสรา้ งหรือพัฒนา
หลกั สูตรอาจมกี ารดาเนนิ การตรวจสอบทกุ ข้นั ตอนของการจดั ทานบั แต่การกาหนดจุดมุ่งหมายไป
จนถึงการกาหนดการวัดและประเมนิ ผลการเรยี นซ่งึ สามารถทาได้
______๖.การประเมนิ หลกั สตู รระหวา่ งการดาเนนิ การใชห้ ลักสูตร
______๗.ประโยชน์ของการประเมินหลกั สตู ร
______๘. รปู แบบของการประเมนิ หลกั สตู รท่สี รา้ งเสร็จใหม่ๆ เปน็ การประเมนิ ผลกอ่ นนา
หลกั สตู ร
______๙. รปู แบบการประเมนิ หลักสตู รดว้ ยเทคนคิ การวเิ คราะหแ์ บบปุยแชงค์
______๑๐. รปู แบบการประเมินหลักสตู รของไทเลอร์

คาชแ้ี จง ใหน้ กั เรียนเตม็ คาในช่องว่าง ดงั ตอ่ ไปนี้
ก.โดยเสนอแนะแนวคิดว่าการประเมนิ หลักสูตรเป็นการเปรยี บเทียบวา่ พฤติกรรมของผเู้ รยี นท่ี
เปล่ียนแปลงเปน็ ไป
ข.การประเมินหลกั สตู รเป็นกระบวนการรวบรวมข้อมลู สารสนเทศตลอดจนกจิ กรรมตา่ งๆ
ค.การประเมนิ สภาพแวดลอ้ ม

๒๔๓

ง. การประเมินผลหลักสตู รเป็นสิ่งสาคัญและจาเป็นอยา่ งยงิ่ ทจ่ี ะทาให้เราทราบถึงคุณภาพและ
ประสิทธภิ าพของหลกั สูตร
จ. Formative Evaluation
ฉ.ระยะท๑่ี
ช.. รปู แบบของการประเมินหลกั สตู ร
ฌ. Ralph W. Tyler
ญ.สตัฟเฟิลบีมและคณะ

แบบฝึกหัดท่ี ๓

คาชแี้ จง ใหน้ ักเรยี นเตมิ คาในช่องวา่ งใหถ้ กู ต้อง
๑.รปู แบบการประเมนิ หลกั สตู รทไี่ มย่ ดึ เปา้ หมาย……………..เปน็ รปู แบบการประเมินท่ไี ม่นา

ความคิดของผู้ประเมินเป็นตัวกาหนดความคิดในโครงการประเมนิ ผู้ประเมนิ จะประเมนิ เหตกุ ารณ์ท่ี
เกดิ ตามสภาพความเปน็ จริง

๒………..ใหค้ วามหมายวา่ การประเมนิ หลกั สตู รคอื การรวบรวมขอ้ มลู และการใชข้ อ้ มูลเพ่อื
ตัดสนิ ใจในเร่ืองโปรแกรมหรอื หลกั สูตรการศกึ ษา

๓.ประเมนิ ผลในขั้นตอนทดลองใช้เพอื่ ปรบั ปรุงแกไ้ ขสว่ นที่ขาดตกบกพร่องหรอื เปน็ ปัญหาให้
มคี วามสมบูรณเ์ พือ่ ประสทิ ธิภาพในการนาไปใช้ตอ่ ไปเชน่ หลกั สูตรประถมศกึ ษา………มกี ารทดลองใช้
ตั้งแต่ …………เพื่อหาขอ้ บกพร่องอปุ สรรคจะไดแ้ ก้ไขใหเ้ หมาะสมและมปี ระสทิ ธิภาพตอ่ ไป

๔…………การประเมินหลกั สตู รก่อนนาหลกั สูตรไปใช้ (Project Analysis)
๕………การประเมนิ หลกั สตู รระหว่างการดาเนนิ การใชห้ ลกั สูตร (Formative Evaluation)
๖……….การประเมินหลักสตู รหลงั การใชห้ ลกั สูตร (Summative Evaluation
๗.ทาบา ใหแ้ นวทางในการประเมนิ ผลหลักสตู รเป็นกระบวนการม…ี …….ขนั้ ตอน
๘.ประโยชนข์ องการประเมินหลักสูตร……………………….
๙. . สว่ นทเี่ ป็นการพจิ ารณาตดั สินคณุ คา่ ของหลักสูตร หรอื ทีเ่ รยี กวา่ “ขอ้ มูลเชิงตดั สนิ ”
(Judgemental Data) ประกอบด้วยข้อมูล……..ชนิด
๑๐…………….กล่าวว่า ในการประเมนิ หลักสตู รนัน้ ผู้ประเมินผลควรดาเนินตามข้ันตอนอย่าง
เปน็ ระบบ

๒๔๔

แบบฝกึ หดั ชุดท่ี ๔ คาสัง่ ใหต้ อบคาถามต่อไปนี้

๑.จงบอกความหมายของการประเมนิ หลกั สตู ร
๒.ประโยชน์ของการประเมนิ ผลหลักสตู รมกี ขี่ อ้ อะไรบ้าง อธิบายมาพอเข้าใจ
๓.รูปแบบของการประเมินหลกั สตู รสามรถแบ่งไดเ้ ป็น ๒ ประเภทใหญๆ่ คืออะไร อธบิ ายมาพอสงั เขป
๔.ระยะของการประเมนิ หลักสูตรระยะท่ี ๑ คอื อะไร
๕.การประเมนิ ผลในข้ันตอนทดลองใชเ้ พอ่ื ปรับปรุงแก้ไขส่วนทีข่ าดตกบกพรอ่ งหรอื เป็นปญั หาใหม้ ี
ความสมบรู ณเ์ พอื่ ประสิทธภิ าพในการนาไปใชต้ ่อไปเช่นหลักสูตรอะไรและในพ.ศ.อะไร

๒๔๕

อ้างองิ ประจาบท

ชูศรี สวุ รรณโชติ . หลักสูตรและการพฒั นาหลกั สตู ร. กรงุ เทพฯ : อักษรไทย.๒๕๔๒.
ธวชั ชัย ชัยจิรฉายากลุ . ประมวลสาระชดุ วชิ า การพฒั นาหลกั สตู รและวทิ ยวธิ ที างการสอนหน่วย

ที่ ๑-๒ กรุงเทพ : สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช. ๒๕๓๖
. การพฒั นาหลกั สตู รจากแนวคิดส่กู ารปฏบิ ตั ิ. กรุงเทพฯ : อักษรบัณฑติ , หนา้ ๔.
๒๕๒๙.
ธารง บัวศร.ี ทฤษฎหี ลกั สตู รภาค ๒. พระนคร : มงคลการพิมพ.์ ๒๕๑๔.
. ทฤษฎหี ลกั สูตร : การออกแบบและพัฒนา. พิมพค์ รั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พค์ รุ ุ
สภาลาดพรา้ ว. ๒๕๓๒.
บรรพต สวุ รรณประเสรฐิ . การพฒั นาหลกั สตู รโดยเนน้ ผู้เรยี นเปน็ สาคัญ. เชียงใหม่ : เชยี งใหม่
โรง พิมพ์แสงศลิ ป.์ ๒๕๔๔.
. หลกั สูตรและการพฒั นาหลักสตู ร. กรุงเทพฯ : อักษรไทย.๒๕๔๒.
ธวชั ชัย ชยั จริ ฉายากลุ . ประมวลสาระชุดวชิ า การพฒั นาหลักสตู รและวิทยวธิ ที างการสอนหน่วยท่ี๑-
๒ กรงุ เทพ : สาขาวชิ าศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช. ๒๕๓๖
. การพฒั นาหลกั สตู รจากแนวคดิ สู่การปฏิบตั ิ. กรุงเทพฯ : อักษรบณั ฑติ , หนา้ ๔.
๒๕๒๙.
ธารง บัวศรี. ทฤษฎหี ลักสูตรภาค ๒. พระนคร : มงคลการพมิ พ์. ๒๕๑๔.
. ทฤษฎหี ลักสูตร : การออกแบบและพฒั นา. พมิ พค์ รัง้ ที่ ๒. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์ครุ ุ
สภาลาดพรา้ ว. ๒๕๓๒.
เปรื่อง กิจรจั ตน.ี หลกั สตู รอตุ สาหกรรมการศกึ ษาและการจดั การมัธยมศกึ ษา. ภาควชิ า พ้ืนฐาน
อุตสาหกรรมศึกษา คณะอุตสาหกรรมศกึ ษา สถาบันราชภฏั พระนคร. ๒๕๓๒.
พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยตุ โต). การศึกษากบั การพัฒนาทรพั ยากรมนษุ ย.์ กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์
การศาสนา, ๒๕๓๙.
ยทุ ธนา ปฐมวรชาต.ิ “การพฒั นาหลกั สตู รทอ้ งถ่นิ : แนวคิดเชงิ ปฏิบตั ิทเ่ี ปน็ พน้ื ฐานส าคญั สกู่ าร
พฒั นาหลกั สตู รการศกึ ษาขั้นพน้ื ฐานระดบั สถานศกึ ษา”, วารสารวชิ าการ. ๕
(พฤษภาคม ๒๕๔๕) ๑๑-๑๗. ๒๕๔๕.

บรรณานกุ รม

ภาษาไทย

กระทรวงศึกษาธิการ. หลักสตู รการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๔ . กรุงเทพฯ : โรงพมิ พค์ รุ ุ
สภาลาดพรา้ ว, ๒๕๔๔.

. การวจิ ยั เพ่อื การเรยี นร.ู้ กรุงเทพฯ: โรงพิมพค์ รุ สุ ภาลาดพรา้ ว. ๒๕๕๑
กาญจนา คุณารกั ษ.์ เอกสารคาบรรยาย. วชิ าศล.๓๑๙ หลกั สตู ร ภาควิชาหลกั สตู รและวิธกี ารสอน

คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ศลิ ปากร, ๒๕๒๑.
. หลกั สตู รและการพฒั นา พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๓, นครปฐม : คณะศกึ ษาศาสตร์มหาวิทยาลัยศลิ ปากร

, ๒๕๔๐.
กรมการศกึ ษานอกโรงเรยี น กระทรวงศกึ ษาธิการ ชุดวชิ าวจิ ยั ทางการศึกษานอกโรงเรยี น เลม่ ที่ ๑๐

การเก็บรวบรวมขอ้ มลู เพอ่ื การวจิ ัย. กรงุ เทพฯ : บรษิ ัทประชาชนจากดั , ๒๕๔๑ : ๒
ชศู รี สุวรรณกรมวิชาการ กระทรวงศกึ ษาธิการ. ท้องถ่ินกับการพฒั นาหลกั สตู ร. กรุงเทพฯ : กรม

วชิ าการ กระทรวงศึกษาธกิ าร, ๒๕๓๙.
กรมวชิ าการ. การปฏิรปู การเรยี นรทู้ ี่เนน้ ผเู้ รียนสาคญั ทสี่ ดุ : แนวทางสกู่ ารปฏบิ ตั .ิ กรุงเทพฯ : โรง

พมิ พ์คุรุสภา, ๒๕๔๓.
ใจทพิ ย์ เชอื้ รัตนพงษ์. การพฒั นาหลกั สตู ร : หลกั การและแนวปฏิบตั .ิ กรุงเทพฯ : โรงพิมพอ์ ลนี

เพรส. ๒๕๓๙
. โชติ . หลกั สตู รและการพฒั นาหลกั สูตร. กรงุ เทพฯ : อกั ษรไทย, ๒๕๔๒.
ธวัชชัย ชัยจริ ฉายากุล. ประมวลสาระชดุ วิชา การพฒั นาหลกั สตู รและวิทยวธิ ที างการสอนหน่วย
ท่ี ๑- ๒ กรุงเทพ : สาขาวิชาศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธริ าช. ๒๕๓๖
. การพฒั นาหลกั สตู รจากแนวคิดสกู่ ารปฏิบตั ิ. กรุงเทพฯ : อกั ษรบณั ฑิต, ๒๕๒๙.
ธารง บัวศร.ี ทฤษฎีหลักสูตรภาค ๒. พระนคร : มงคลการพมิ พ์. ๒๕๑๔.
. ทฤษฎหี ลกั สตู ร : การออกแบบและพฒั นา. พิมพค์ รงั้ ที่ ๒. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พค์ ุรุสภา
ลาดพรา้ ว, ๒๕๓๒.
บรรพต สุวรรณประเสริฐ. การพฒั นาหลกั สตู รโดยเน้นผเู้ รยี นเปน็ สาคญั . เชยี งใหม่ : เชยี งใหม่
โรงพิมพ์แสงศลิ ป์, ๒๕๔๔.
บญุ ชม ปฐมวรชาติ. การศกึ ษาหลกั สตู รและการวิจยั เกย่ี วกบั หลักสตู ร. กรงุ เทพฯ : สวุ รี ยิ า
สาส์, ๒๕๔๖.
บุญชม ศรสี ะอาด. การพฒั นาหลักสูตรและการวิจัยเก่ยี วกบั หลักสูตร. กรุงเทพฯ: สวุ ีรยิ าสาสน,์
๒๕๔๖.
เปรอื่ ง กิจรัจตนี. หลักสูตรอตุ สาหกรรมการศึกษาและการจัดการมัธยมศกึ ษา. ภาควชิ าพืน้ ฐาน
อตุ สาหกรรมศกึ ษา คณะอตุ สาหกรรมศึกษา สถาบนั ราชภัฏพระนคร, ๒๕๓๒.
พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยตุ โต). การศกึ ษากบั การพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ย์. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พก์ าร
ศาสนา, ๒๕๓๙.

๒๔๗

ยุทธนา ปฐมวรชาติ. “การพฒั นาหลกั สตู รท้องถิน่ : แนวคิดเชงิ ปฏิบตั ทิ เ่ี ปน็ พน้ื ฐานสาคญั สกู่ าร
พฒั นาหลกั สตู รการศกึ ษาข้ันพืน้ ฐานระดบั สถานศกึ ษา”, วารสารวชิ าการ. ๕
(พฤษภาคม ๒๕๔๕) ๑๑-๑๗, ๒๕๔๕.

วิจติ ร ศรีสะอ้าน. เอกสารการสอนชดุ วิชา พน้ื ฐานการศกึ ษา หน่วยท่ี ๖ ปรัชญากับการศึกษา
กรุงเทพ : สานกั พมิ พ์ มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมมาธิราช, ๒๕๓๙

วชิ ยั วงษใ์ หญ.่ พฒั นาหลกั สตู รและการสอน. ภาควชิ าหลกั สตู รและการสอน มหาวิทยาลยั
ศรีนครนิ ทรวิโรฒประสานมิตร, ๒๕๒๑.
. พฒั นาหลกั สตู รและการสอนมติ ิใหม.่ กรุงเทพฯ: ธเนศวรการพิมพ,์ ๒๕๓๗.

สงดั อุทรานันท์. พน้ื ฐานการพฒั นาหลักสูตร. กรุงเทพฯ : กระทรวงศึกษาธิการ, ๒๕๓๒.
. พนื้ ทแี่ ละหลกั การพฒั นาหลักสูตร. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์มติ รสยาม, ๒๕๓๒.

สนั ต์ สิงหภักดี และสนั ตสิ ุข โสภณศริ (แปล). ทน่ี ่ีไมม่ ีโรงเรียน ไอวาน อลิ ลิช. กรงุ เทพฯ
,๒๕๓๗.

สาโรช บวั ศรี. แนวคดิ บางประการทางการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ :กระทรวงศกึ ษาธิการ, ๒๕๑๔
สจุ รติ เพียรชอบ. E Learning การพฒั นาหลักสตู ร. กรงุ เทพฯ : จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย} ๒๕๔๘.
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาต.ิ คณะอนุกรรมการปฏิรปู การเรยี นร.ู้ ปฏริ ปู การเรยี นรู้

ผู้เรยี นสาคัญทส่ี ดุ . กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พก์ ารศาสนา, ๒๕๔๓.
สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาแหง่ ชาติ สานกั นายกรัฐมนตร.ี พระราชบัญญตั กิ ารศึกษา

แหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และทแ่ี ก้ไขเพมิ่ เตมิ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕. กรุงเทพฯ :
บริษัทพรกิ หวานกราฟฟิคจากัด, ม.ป.ป.
สนั ต์ ธรรมบารงุ . หลกั สตู รและการบรหิ ารหลกั สตู ร. กรุงเทพฯ : ภาคพฒั นาตาราและเอกสาร
วิชาการ กรมการฝกึ หดั คร,ู ๒๕๒๗.
สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาต.ิ แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คม
แห่งชาตฉิ บบั ทÁี ๑๐. กรงุ เทพฯ : สานักงานคณะกรรมการพฒั นาเศรษฐกจิ และ
สงั คม แห่งชาต,ิ ๒๕๕๐
สาราญ คงชะวนั . การพฒั นาหลกั สตู รกบั การวจิ ยั และการพฒั นาสถานศกึ ษา. วารสาร
ศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ทกั ษณิ . ๒ (๒): ๑๓-๒๐. ๒๕๔๖.
เอกวทิ ย์ ณ ถลาง. “ข้อคิดเรือ่ งหลกั สตู ร”คูม่ ือนเิ ทศการศึกษา. พระนคร: วทิ ยาลัยครูสวนสุนนั ทา,
๒๕๒๑.

ภาษาอังกฤษ
APEID.Lmplenting curriculum : A Symposium of Experience from The

Asian Region.Bangkok; UNESSCO Regional Office Education in Asia. .
1977.
Armstrong, David G. Curriculum Today. New York : Merrill Prentice Hall 1986
Arthur J. Lewis and Alice Miel, Supervision for Improved Instruction : New
Challenge, New Response (Belmont, California : Wads worth
Publishing,1972), p. 27.
Audrey Nicholls and Howard Nicholls, Developing a Curriculum : A Practical Guide

๒๔๘

(London : George Allen & Unwin Ltd., 1975.
Beauchamp George A. A curriculum Theory. 3 ed. Willamette lllinois : The

Kagg Press. 1975.
Beauchamp, George. A. Curriculum Theory. Itasca, Illinois : F.E Peacock Publisher.

1981.
Bobbit, J. F. The Curriculum. Boston : Houghton Mifflin Company reprinted New York

: Arno Press, 1972
Bruner, J., Goodnow, J.J., and Austin, G.A. A study of thinking. New York : Science

Editions. 1960.
Caswell, Hollis L. and Campbell, Doak S. Curriculum Development. New York :

American Book Company, 1935
Carter V. Good, Dictionary of Education (New York : McGraw-Hill Book Co. 1973.
Chandra. Arvinda. Curriculum Development and Evaluation in Education.

New delhi : Sterling Publishers Private Ltd. 1977.
Cronbach, Lee J. Essentials of Psychological Testing. New York :Harper & Row.

1970
Cohen, Libby G. and Spruill, Jo Anna Curriculum-based assessment; Educational tests

and measurements ; Learning disabled children; Education (Secondary);
United States Thomas (Springfield, Ill., U.S.A.). 1990.
Dewey, John. Experience and Education. New York : Collier Books. 1938
D. Tanner and L.N. Tanner, Curriculum Development : Theory into Practice (2d
ed.; New York : Macmillan. 1980.
Edward A. Krug, Curriculum Planning (New York : Harper & Row, p.3. 1957,
Fogarty, Robin. How to Integrate the Curricula. Palatine, lllinois : Skylight Publishing.
1991
Franklin Boobbitt, The Curriculum (Boston : Houghton Mifflin Company) p.42. 1918.
Frazee, Bruce M. & Rudnitshi, Rose A. Integrated Teachung Methods : 1995
Good, Carter V. Dictionary of Education. 3rd ed. New York : McGraw-Hill. 1973.
Gardner Howard and others. Intelligence Reframed Multiple Intellligence for the
21th . New York : Member of the peruses Book Group
Goodlad, J. L. “Three Dimensions for Organizing the curriculum for Learning and
Teaching.” Proceeding of Conference on Elementary Eduation,
Syracuse Uni. Press. 1956
Harold G. Shane and E.T. Mcswain, Evaluation and Elementary Curriculum (New
York : Henry, Holt and Company, p. 170. 1951.
Hilda Taba, Curriculum Development : Theory and Practice (New York : Harcourt,
Brace and World, p.10. 1962.
Hollis L. Casswell and Doak S. Campbell, Curriculum Development (New York :

๒๔๙

American Book Company,p.29. 1935.
Jacobs, Heidi Hayes. Interdisciplinary Curriculum : Design and Implementation.

Joornal. 1(1) : 13-15. 1989.
J. Galen Saylor and William M. Alexander, Planning Curriculum for Schools (New

York : Holt, Rinehart and Winston lnc., , p. 2. 1974.
J. Lloyd Trump and D.F. Miller, Secondary School Curriculum Improvement :

Proposal and Procedures (Boston : Allyn and Bacon, pp. 11-12.
1968.

ประวัติผู้รวบรวม

ผศ.อนสุ รณ์ นางทะราช

ANUSORN NANGTHARAT

วนั /เดือน/ปี เกดิ วันที่ ๙ เดือน มิถุนายน พ.ศ.๒๕๐๓ อายุ ๕๕ ปี
ภูมลิ าเนาเดิม
ทอี่ ยู่ปัจจุบนั บ้านหนองโน หมูท่ ี่ ๘ ต.นาหวา้ อ.ภเู วียง จ.ขอนแก่น ๔๒๑๐๐
ประวตั ิการศึกษา
เลขท่ี ๙ บ้านโคกเปีย้ หมทู่ ี่ ๙ ตาบลบา้ นค้อ อาเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
ประสบการณ์การ
ทางาน ๔๐๐๐๐ โทรศัพทม์ ือถือ ๐๙๓๓๕๗๙๔๓๑, ๐๙๐๓๔๓๗๔๙๕
ประวตั กิ ารทางาน
- พ.ศ.๒๕๑๒ ประถมศกึ ษา ชนั้ ปีท่ี ๔ (ป.๔) โรงเรยี นบ้านโนนอุดม ตาบลนาหวา้
ประสบการณ์
บรรยาย อาเภอภเู วียง จังหวดั ขอนแก่น

- พ.ศ.๒๕๑๘ นกั ธรรมชัน้ เอก (น.ธ.เอก) สานกั เรยี นวดั ศรีบุญเรอื ง ตาบลบ้านเรือ

อาเภอภเู วียง จงั หวัดขอนแก่น

- พ.ศ.๒๕๒๐ เปรยี ญธรรม ๓ ประโยค (ป.ธ.๓) สานกั เรียนวัดธาตุ เมอื งเกา่

อาเภอเมอื ง จังหวดั ขอนแก่น

- พ.ศ.๒๕๒๓ มัธยมศึกษา ปีที่ ๓ (ม.ศ.๓) โรงเรียนบาลีอบรมศึกษาวัดสระเกศ

มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย กรงุ เทพมหานคร

- พ.ศ.๒๕๒๔ เปรยี ญธรรม ๔ ประโยค(ป.ธ.๔)วดั ยานนาวา กรุงเทพมหานคร

- พ.ศ.๒๕๒๗ มธั ยมศึกษาปีที่ ๖ (ม.๖) ศนู ยก์ ารศึกษานอกโรงเรียนขอนแกน่

อาเภอเมือง จังหวัดขอนแกน่ ๔๐๐๐๐

- พ.ศ.๒๕๓๗ ครุศาสตรบณั ฑติ ค.บ.(การประถมศกึ ษา)วิทยาลัยครูเลย จงั หวัดเลย

- พ.ศ.๒๕๔๘ ศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑิต ศษ.ม.(หลักสูตรและการสอน)

คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น

- พ.ศ.๒๕๒๕ พนกั งานเก็บเงิน/คนงาน โรงงานแก็ส เขตบางรกั กรงุ เทพมหานคร

- พ.ศ.๒๕๒๖ ครูโรงเรียนสหกจิ ศกึ ษา ตาบลในเมืองอาเภอเมือง จงั หวัดอุดรธานี

- ตาแหน่ง อาจารย์ ประจาสาขาวิชาหลักสูตรและการสอน

- ตาแหน่ง หัวหน้าสาขาวิชาหลักสูตรและการสอน (วิทยาลัยสงฆ์เลย)

- ตาแหน่ง อาจารย์

- ตาแหน่ง หัวหน้าสาขาวิชาหลักสูตรและการสอน

- ตาแหน่ง อาจารย์

- ตาแหน่ง ปัจจุบัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์/ประธานหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต

สาขาวิชาสังคมศึกษา

เคยบรรยายวิชา

- วิชาการศึกษาคณะสงฆ์ไทย - วิชาศาสตร์การสอน

- วิชาหลักสูตรและการจัดสาระวิชาพระพุทธศาสนา

- วิชาวิจัยสังคมศึกษา - วิชาเศรษฐศาสตร์สาหรับครู

- วิชาภาษาไทยเบ้ืองต้น(สาหรับนิสิตต่างประเทศ)

บรรยายประจาวิชา

- วิชาเทคนิคการศึกษาระดับอุดมศึกษา - วิชาการพัฒนาหลักสูตร

- วิชาการจัดการเรียนรู้ - วิชาความเป็นครูวิชาชีพ

- วิชาหลักสูตรสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม - วิชาการสอนสังคมศึกษา

การศึกษาดูงาน - ๒๕๔๖ ท่ี มหาวิทยาลัยปักกิง่ -โรงเรยี นมธั ยมมง่ิ เออ ประเทศจีน

- ๒๕๔๘ ท่ี มหาวิทยาลยั โดนดก(มหาวทิ ยาลัยแห่งชาต)ิ ประเทศลาว

- ๒๕๕๑ ท่ี มหาวทิ ยาสงฆ์ พนมเปน,นครวัด-นครธม ประเทศกมั พชู า

- ๒๕๕๔ ที่ วทิ ยาลัยองคต์ ้ืน,ม.สุภาณวุ งษ์ หลวงพระบาง ประเทศลาว

- ๒๕๕๔ ที่ มหาวิทยาลยั ดองอา เมืองเว้-ดาดงั ประเทศเวยี ดนาม

- ๒๕๕๕ ท่ี มหาวิทยาเซกิ(SEGI UNIVERSITY) ประเทศมาเลเชีย

- ๒๕๕๖ ที่ มหาวทิ ยาลยั แหง่ ชาตลิ าว,มหาวทิ ยาลัยสภุ าณุวงศ์ ประเทศลาว

- ๒๕๕๗ ท่ี วัดไป๋หม่าซอ่ื ลว่ั หยาง มณฑลเหอหนาน ประเทศจนี

(ลงชื่อ)......................................................

(........................................................)
........./..................../..........


Click to View FlipBook Version