The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by social study, 2021-10-18 09:20:14

ปรัชญาการศึกษาและการพัฒนาหลักสูตร

ผศ.อนุสรณ์ นางทะราช

๘๑

๓.๕ การกาหนดเวลาเรยี นและจานวนหน่วยกติ
ใน การจดั การศึกษาภาคบงั คับ ๙ ปี นน้ั สถานศึกษาต้องตระหนักถงึ เปน็ ความจาเปน็ ที่
จะตอ้ งจัดการศึกษาขนั้ พื้นฐานให้ ผ้เู รียนไดเ้ รียนรู้ในทุกกลุ่มสาระการเรยี นรู้ โดยเนน้ ใหผ้ เู้ รยี นมที กั ษะ
ในด้านการอ่าน การเขยี น การคิดเลข การคดิ วิเคราะห์ และการใชค้ อมพิวเตอร์ ดว้ ยวธิ ีการสอนทย่ี ดึ
หวั ข้อเรอ่ื งจากกลุม่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์หรอื สังคมศกึ ษาเปน็ หลกั ตามความเหมาะสมของ
ท้องถิน่ บรู ณาการการเรยี นรูด้ ้วยกลุ่มสาระตา่ งๆ เขา้ กบั หัวข้อเรอ่ื งทเ่ี รยี นอยา่ งสมดุล ควรกาหนด
จานวนเวลาเรียน สาหรับสาระการเรียนรูร้ ายปี ดงั น้ี9
ช่วงชน้ั ท่ี ๑ ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ ๑ - ๓ และชว่ งชั้นที่ ๒ ช้นั ประถมศึกษาปีท่ี ๔ - ๖ ควร
กาหนดจานวนเวลาสาหรับการเรียนตามสาระการเรียนรูร้ ายปี ให้เหมาะสมและสอดคลอ้ งกบั ความ
จาเปน็ ในการสอนเพ่อื เนน้ ทกั ษะพนื้ ฐาน เช่น การอ่าน การเขยี น การคิดเลข และการคดิ วิเคราะห์
โดยเฉพาะชว่ งช้ันท่ี ๑ ซ่งึ จะตอ้ งจัดใหผ้ ูเ้ รียนเรียนอยา่ งสนุกเพลดิ เพลิน ซ่งึ ในแต่ละคาบเวลาไม่ควรใช้
เวลายาวเกนิ ความสนใจของผเู้ รยี น นอกจากผู้สอนจะจัดใหเ้ ป็นกิจกรรม เชน่ การฝกึ ให้เขียนหนงั สอื
เปน็ เลม่ เป็นตน้
การเรียนการสอนควรดาเนนิ ไปตามความสนใจของผู้เรยี น ครผู ู้สอนในชว่ งชน้ั ท่ี ๑ควรเข้าใจ
จติ วิทยาการสอนเด็ก เลก็ อยา่ งลกึ ซึง้ สามารถบรู ณาการกลุ่มสาระการเรยี นรูต้ า่ งๆ ใหผ้ สมกลมกลนื
ตอบสนองต่อชีวิตทีอ่ ยากรู้ อยากเห็นของเด็กโดยเฉพาะ แตต่ ้องไม่ลมื มงุ่ เน้นทกั ษะพ้นื ฐานดังกล่าว
สาหรบั ผเู้ รยี นในช่วงช้นั ท่ี ๒ ซงึ่ ไดผ้ า่ นการเรียนการเล่นเปน็ กลุม่ มาแลว้ ในช่วงชัน้ น้ีจึงมุง่ เนน้ ให้
ผู้เรยี นเร่ิมทางานเป็นทีม การสอนตามหัวข้อ เรอื่ งจึงเปน็ เรื่องสาคัญ หวั ขอ้ เรอ่ื งขนาดใหญ่สามารถ
จัดทาเปน็ หัวข้อย่อย ทาให้ผู้เรียนรับผิดชอบไปศึกษา ค้นคว้าตามหวั ขอ้ ย่อยเหล่าน้ี เปน็ การสรา้ ง
ความรู้ของตนเองและใช้กระบวนการวิจัยควบคูก่ ับการเรียนตาม พระราชบัญญตั กิ ารศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๒ และนาผลงานมาแสดง ทาให้ผเู้ รยี นทุกคนไดเ้ รยี นรู้ ผลงานของกันและกันในรูปแฟ้ม
สะสมผลงาน
การเรียนในช่วงช้ันที่ ๓ ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี ๑ - ๓ ซ่งึ เปน็ ช่วงสุดท้ายของการศึกษาภาคบังคับ
เปน็ การเรียนทีม่ ุ่งพัฒนา ความสามารถ ความถนดั และความสนใจของผู้เรยี น สถานศึกษานอกจากจะ
ทบทวนการเรียนรู้ใน กล่มุ สาระต่าง ๆ ท่ไี ดเ้ รยี นรู้ ตามมาตรฐานการเรยี นรชู้ ่วงชัน้ ทก่ี าหนดไวแ้ ลว้
จะต้องจดั การเรียนแบบบูรณาการเป็น โครงงานมากข้ึน เปน็ การเริม่ ทาใหผ้ ูเ้ รียนไดเ้ ขา้ ใจการศึกษาสู่
โลกของการทางานตามความตอ้ งการของท้องถ่ินและสงั คม นวตั กรรมดา้ นการสอนและประสบการณ์
ในการทางานดา้ นต่างๆ แมก้ ารเรยี นภาษากส็ ามารถเปน็ ช่องทางสู่โลกของ การทางานได้ และต้อง
ช้แี จงใหผ้ เู้ รยี นไดท้ ราบว่าสังคมในอนาคตจะตอ้ งอยบู่ นรากฐานของความรู้ สถานศกึ ษาจึงต้องจัด
บรรยากาศให้อยใู่ นสภาพแหง่ การเรยี นรู้ทสี่ มบูรณ เ์ ป็นตัวอยา่ งแกส่ งั คม และควรจดั รายวชิ าหรือ
โครงงานท่ีสนองความถนัด ความสนใจของผ้เู รยี นเพมิ่ ขึน้ ด้วย
การเรยี นในช่วงช้ันท่ี ๔ ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ ๔ - ๖ ซึ่งเปน็ ชว่ งสุดทา้ ยของ การศกึ ษาขน้ั
พ้นื ฐาน สถานศกึ ษาตอ้ ง จัดการเรียนรู้ เพ่อื เตรยี มตวั ใหผ้ เู้ รยี นมีความพรอ้ มในดา้ นการศึกษาต่อใน
ระดับที่สงู ขึน้ หรือการประกอบอาชพี ดังนนั้ สถานศึกษาควรจัดการเรยี นการสอน เพือ่ ม่งุ ส่งเสริมความ
ถนัดและความสนใจของผูเ้ รียนในลกั ษณะ รายวิชาหรอื โครงงาน
๓.๖ แนวทางการจดั หลกั สตู รสถานศึกษา

9 เกษม บญุ อ่อน. การออกแบบสือการสอน. คุรปุ ริทัศน.์ (ธันวาคม 2522), หนา้ 26 – 28. .

๘๒

เพือ่ ให้การจัดทาหลักสูตรสถานศึกษา ดาเนินไปดว้ ยดบี รรลุตามทีค่ าดหวงั จงึ กาหนดแนว
ทางการดาเนนิ งาน ดังนี้

๓.๖.๑. การจดั ทาสาระของหลกั สูตร ๑) กาหนดผลการเรยี นรู้ที่คาดหวังรายปหี รอื รายภาค
โดยวิเคราะห์จากมาตรฐานการเรยี นรชู้ ว่ งชั้นที่กาหนดไวใ้ นแตล่ ะกลุม่ สาระการ เรียนรู้ มาจัดเปน็ ผล
การเรียนร้กู ารเรยี นรูท้ ่ีคาดหวังรายปหี รอื รายภาค ที่ระบุถึงความรู้ ความสามารถของผู้เรยี น ซึง่ จะ
เกิดขน้ึ หลังจากการเรียนรูใ้ นแต่ละปหี รอื ภาค น้นั 10

การกาหนดผลการเรยี นรทู้ ค่ี าดหวังรายปีหรือรายภาคของสาระการเรยี นรูข้ องรายวชิ าทม่ี ี
ความเขม้ (Honour Course) ให้สถานศกึ ษากาหนดได้ตามความเหมาะสม สอดคลอ้ งกับรายวชิ าท่ีจะ
จัด

๒) กาหนดสาระการเรยี นรู้รายปีหรือรายภาค โดยวิเคราะห์จาก
ผลการเรียนรทู้ ีค่ าดหวังรายปหี รือรายภาคทีก่ าหนดไว้ในขอ้ ๑) ให้สอดคล้องกับสาระและ
มาตรฐานการเรียนรกู้ ล่มุ สาระและมาตรฐานการเรยี นรูช้ ่วงชั้น รวมทง้ั สอดคล้องกับสภาพและความ
ต้องการของท้องถิ่นและของชมุ ชน
๓) กาหนดเวลาและหรอื จานวนหนว่ ยกิต สาหรับสาระการเรยี นรูร้ ายภาค ท้งั สาระการเรียนรู้
พ้ืนฐานและสาระการเรยี นรทู้ ีส่ ถานศึกษากาหนดเพม่ิ เตมิ ขน้ึ ดงั น้ี
- ชว่ งชนั้ ที่ ๑ ช้ันประถมศึกษาปที ่ี ๑ - ๓ ช่วงชน้ั ที่ ๒ ช้ันประถมศึกษาปีท่ี ๔ - ๖ และ ช่วง
ชัน้ ที่ ๓ ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๑-๓ กาหนดสาระ การเรียนรเู้ ปน็ รายปแี ละกาหนดจานวนเวลาเรยี นให้
เหมาะสมและสอดคลอ้ งกับมาตรฐาน
- ชว่ งชนั้ ท่ี ๔ ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ ๔ - ๖ กาหนดสาระการเรยี นรเู้ ปน็ รายภาค และกาหนด
จานวนหนว่ ยกิตให้เหมาะสม สอดคล้องกบั มาตรฐานและสาระการเรยี นรู้
ในการกาหนดจานวนหนว่ ยกิต ของสาระการเรยี นรูร้ ายภาค สาหรบั ชว่ งชั้นท่ี ๔ ชนั้
มธั ยมศึกษาปที ่ี ๔–๖ ใช้เกณฑ์การพิจารณา ทใี่ ชเ้ วลาจดั การเรยี นรู้ ๔๐ ชั่วโมงต่อภาคเรยี นมคี า่
เทา่ กับ ๑ หนว่ ยกติ
สาระการเรยี นรู้ทส่ี ถานศึกษาจัดทาเพ่ิมข้นึ ซ่ึงเปน็ วชิ าเฉพาะของสายอาชีพหรอื โปรแกรม
เฉพาะทางอนื่ ๆ ใช้เกณฑ์การพิจารณาคอื สาระการเรยี นรู้ทใี่ ช้เวลา จัดการเรียนรรู้ ะหวา่ ง ๔๐-๖๐
ชั่วโมงต่อภาคเรียน มคี ่าเท่ากบั ๑ หน่วยกิต ท้งั น้สี ถานศกึ ษาสามารถกาหนดได้ตาม ความเหมาะสม
และใช้หลักเกณฑเ์ ดียวกนั
๔) จัดทาคาอธิบายรายวชิ า โดยการนาผลการเรียนรูท้ ่ีคาดหวังรายปหี รือรายภาค สาระการ
เรียนรรู้ ายปหี รอื รายภาค รวมทงั้ เวลาและจานวนหนว่ ยกิตท่กี าหนด ตามขอ้ ๑) ๒) และ ๓) มาเขยี น
เป็นคาอธิบายรายวิชา โดยใหป้ ระกอบด้วย ชื่อรายวิชา จานวนเวลาหรือจานวนหน่วยกิต มาตรฐาน
การเรยี นรู้ และสาระการเรยี นรู้ของรายวชิ านนั้ ๆ
สาหรบั ชอ่ื รายวิชามแี นวทางในการกาหนดดงั น้ี ชื่อรายวชิ าของสาระการเรียนรู้ ใหใ้ ชต้ ามชื่อ
กลุ่มสาระการเรียนรู้ สว่ นชื่อรายวชิ าเลอื กที่สถานศกึ ษาจดั ทาเพ่ิมขนึ้ กาหนดได้ตามความเหมาะสม
ทั้งน้ตี ้องสอ่ื ความหมายได้ชดั เจน มีความสอดคลอ้ งกับสาระการเรยี นร้ทู ก่ี าหนดไวใ้ นรายวชิ านั้น
๕) จดั ทาหนว่ ยการเรียนรู้ โดยการนาเอาสาระการเรียนรู้รายปีหรอื รายภาค ท่ีกาหนดไวไ้ ป
บรู ณาการจัดทาเปน็ หนว่ ยการเรยี นรู้หนว่ ยยอ่ ยๆ เพื่อความสะดวก ในการจดั การเรียนรู้ และผู้เรยี นได้

10 จุมพล พลู ภัทร. เทคนิคการวจิ ัยแบบ EDFR. ( กรงุ เทพฯ : จฬุ าลงกรณ์มหาวิยาลัย. 2535 ). หน้า
45

๘๓

เรียนรู้ในลกั ษณะองค์รวม หนว่ ยการเรยี นรู้ แต่ละหน่วยประกอบดว้ ย มาตรฐานการเรยี นรู้ สาระการ
เรยี นรู้ และจานวนเวลาสาหรับการจดั การเรยี นรู้ ซึง่ เมือ่ เรียนครบทุกหนว่ ยย่อยแล้ว ผเู้ รียนสามารถ
บรรลตุ ามผล การเรยี นรู้ท่คี าดหวังรายปหี รือรายภาคของทกุ รายวิชา

ใน การจดั ทาหนว่ ยการเรยี นรู้ อาจบูรณาการท้ังภายในและระหว่างสาระการเรยี นรูห้ รือเป็น
การบรู ณาการเฉพาะ เร่อื งตามลักษณะสาระการเรยี นรู้ หรอื เปน็ การบรู ณาการท่ีสอดคลอ้ งกบั วถิ ชี วี ิต
ของผเู้ รียน โดยพจิ ารณาจากมาตรฐานการเรยี นรู้ทม่ี ีความเก่ยี วเนื่องสมั พันธก์ นั การจดั การเรยี นรู้
สาหรบั หน่วยการเรยี นรู้ ในแต่ละช่วงชนั้ สถานศึกษาตอ้ งจัดให้ผูเ้ รียนไดเ้ รียนรู้ โดยการปฏบิ ัติ
โครงงานอย่างนอ้ ย ๑ โครงงาน

๖) จดั ทาแผนการจัดการเรยี นรู้ โดยวิเคราะหจ์ ากคาอธบิ าย รายวชิ ารายปีหรอื รายภาคและ
หนว่ ยการเรยี นรทู้ จ่ี ัดทา กาหนดเปน็ แผนการจัดการเรยี นรูข้ องผู้เรยี นและผ้สู อน

๓.๖.๒. การจดั กจิ กรรมพัฒนาผู้เรียน
สถานศกึ ษาตอ้ งจดั ใหผ้ เู้ รยี นทกุ คนเขา้ รว่ มกจิ กรรมให้เหมาะสมกบั วัย วฒุ ิภาวะ และความ
แตกต่างระหว่างบคุ คลของ ผู้เรียน โดยคานึงถึงสิ่งต่อไปนี้
๑) การจดั กิจกรรมต่างๆ เช่น ชมรมวชิ าการ เพื่อเก้ือกลู
สง่ เสรมิ การเรยี นรูต้ ามกล่มุ สาระการเรยี นรู้
๒) จัดกิจกรรมตามความสนใจ ความถนดั ตามธรรมชาติ และ
ความสามารถ ความต้องการ ของผ้เู รยี นและชมุ ชน
๓) จัดกิจกรรมเพอื่ ปลูกฝังใหผ้ ู้เรียนมีบคุ ลิกภาพและคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ ฝึกการ
ทางานทีเ่ ปน็ ประโยชนต์ ่อตนเอง และสว่ นรวม เช่น กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี เปน็ ต้น
๔) จัดกิจกรรมประเภทบรกิ ารด้านต่างๆ ฝึกการทางานทเ่ี ป็น
ประโยชนต์ อ่ ตนเองและส่วนรวม
๕) การประเมนิ ผลการปฏิบตั กิ ิจกรรมอยา่ งเป็นระบบ โดยใหถ้ อื
ว่าเปน็ เกณฑป์ ระเมนิ ผลการผา่ นชว่ งชั้นเรียน
๓.๖.๓. การกาหนดคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
สถานศกึ ษาตอ้ งร่วมกบั ชุมชน กาหนดคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ เพ่ือเป็นเปา้ หมายในการ
พฒั นาผูเ้ รียนด้านคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นิยม
คุณธรรม จรยิ ธรรม และคา่ นิยมท่สี ถานศกึ ษาจะกาหนดเป็นคุณลักษณะอันพงึ ประสงคน์ ัน้
สามารถกาหนดข้นึ ไดต้ าม ความตอ้ งการ โดยใหส้ อดคล้องกบั สภาพปัญหาและความจาเป็นทจี่ ะตอ้ งมี
การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมและคา่ นิยม ดงั กล่าวใหแ้ ก่ผเู้ รยี น เพม่ิ จากทีก่ าหนดไวใ้ นกลุ่มสาระการ
เรยี นรู้ตา่ งๆ
ในแตล่ ะภาคเรยี นหรือปีการศึกษา ครูผสู้ อนต้องจดั ให้มกี ารวัดและประเมนิ ผลรวมดา้ น
คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ของ ผเู้ รยี น โดยเป็นการประเมนิ เชิงวนิ ิจฉัย เพ่ือการปรบั ปรุงพฒั นา และ
การสง่ ตอ่ ท้ังนีค้ วรประสานสมั พนั ธ์กบั ผู้เรยี น ผู้ปกครอง และผู้เกยี่ วขอ้ งรว่ มกนั ประเมนิ คุณลกั ษณะ
อนั พึงประสงค์รายปี/รายภาค
ในแต่ละช่วงช้ัน สถานศึกษาต้องจัดให้มีการวดั และประเมนิ ผลรวมดา้ นคุณลักษณะอนั พึง
ประสงคข์ องผู้เรียน เพ่อื ทราบความกา้ วหน้าและพฒั นาการของ ผเู้ รียน สถานศกึ ษาจะไดน้ าไป
กาหนด แผนกลยุทธใ์ นการปรบั ปรุงพฒั นาคณุ ลกั ษณะของผู้เรยี นให้เปน็ ไปตามเป้าหมายทกี่ าหนด

๘๔

แนวทางการวัดและประเมนิ ผลด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ใหเ้ ป็นไปตามท่ีสถานศึกษา
กาหนด

๓.๖.๔ การวจิ ยั เพอ่ื พฒั นาการเรยี นรู้
การจัดการเรียนรู้ตามหลักสตู รการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน มรี ปู แบบและวิธกี ารทีห่ ลากหลาย
เพือ่ ใหส้ อดคลอ้ งกับ ความถนัด ความสนใจ และความตอ้ งการของผเู้ รียน โดยให้ผูส้ อนนา
กระบวนการวิจัยมาผสมผสานหรือบูรณาการใชใ้ นการจดั การเรียนรเู้ พือ่ พัฒนาคณุ ภาพของผเู้ รียน
และเพ่อื ให้ผเู้ รยี นเกดิ การเรยี นรู้ สามารถใชก้ ระบวนการวิจยั เป็นส่วนหน่งึ ของกระบวนการเรียนรู้ โดย
มขี นั้ ตอนการปฏิบตั ิ เร่มิ ต้งั แตก่ ารวเิ คราะห์ปัญหา การวางแผนแก้ปญั หาหรือพฒั นา การดาเนินการ
แก้ปัญหาหรือพัฒนา การเก็บรวบรวมข้อมูล การสรุปผลการแก้ปัญหา หรอื พัฒนา และการรายงาน
ผลการเรียนรู้ และการนาผลการวิจยั ไปประยุกตใ์ ช้

๓. แนวโน้มการบรหิ ารจดั การหลักสตู ร

ปรัชญาการศึกษานน้ั มีความจาเปน็ อยา่ งยิ่งในการพฒั นาหลกั สตู ร โดยใชก้ าหนดจุดมุ่งหมาย
เลอื กเนอื้ หาสาระและนามาจดั หลักสูตรไดอ้ ย่างเปน็ ระบบ ทาให้หลกั สตู รนั้นมปี ระสทิ ธภิ าพมากขึ้น

ปรัชญากบั การศกึ ษามีความสมั พนั ธก์ นั คือ ปรัชญามุ่งศึกษาชวี ิตและจักรวาล สว่ น
การศกึ ษามุ่งศกึ ษาเรอ่ื งราวเกีย่ วกับมนุษย์ ปรชั ญาและการศึกษามีจดุ สนใจรว่ มกนั อยอู่ ย่างหน่งึ คอื
การจัดการศึกษาต้องอาศยั ปรัชญาในการกาหนดจุดมงุ่ หมายและหาคาตอบทางการศึกษา

ปรัชญาการศกึ ษา คอื แนวความคิด หลักการ และกฎเกณฑ์ ในการกาหนดแนวทางในการ
จัดการศกึ ษา นอกจากนป้ี รชั ญาการศกึ ษายงั พยายามทาการวิเคราะห์และทาความเขา้ ใจเกีย่ วกบั
การศกึ ษา สามารถมองเหน็ ปัญหาของการศึกษาได้อยา่ งชดั เจน

ลักษณะปรชั ญาการศกึ ษา
ปรัชญาการศกึ ษาจะตอ้ งมโี ครงสรา้ งท่ีเป็นระบบทแ่ี นน่ อนพอสมควร โดยทวั่ ไป

ประกอบดว้ ยประเดน็ ดงั นี้
๑. คาจากัดความของการศกึ ษา
๒. ความมงุ่ หมายของการศกึ ษา
๓. นโยบายหรือแนวทางเพอื่ การปฏบิ ตั ิในการจัดการศึกษา
๔. เรื่องอื่นๆ เช่น วธิ ีการสอนที่จะใหเ้ กดิ การเรยี นรู้

วชิ ัย วงษใ์ หญ่ สรุปสาระสาคญั ของปรัชญาการศกึ ษาไว้ ดงั น้ี
สารัตถนยิ ม (Essentialism) การศกึ ษาเป็นเครื่องมอื ถ่ายทอดวฒั นธรรม และอดุ มการณ์

ทางสังคม การจดั การเรียนการสอนเนน้ การถา่ ยทอดเนือ้ หาสาระตา่ งๆ ใหก้ ับผู้เรยี น
นิรนั ตรนิยม / สจั จนยิ ม (Perennialism) มนษุ ยม์ คี วามสามารถในการใช้เหตุผล การ

ควบคุมตนเอง การจัดการเรยี นการสอนเน้นใหผ้ ูเ้ รียนจดจา การใชเ้ หตผุ ล และต้ังใจทาสิง่ ต่างๆ
อัตถิภาวนยิ ม / สวภาพนยิ ม (Existentialism) มนษุ ยแ์ ต่ละคนเป็นผกู้ าหนดหรือแสวงหา

สิ่งสาคัญ และตดั สนิ ใจด้วยตนเอง การจดั การศกึ ษาจงึ ให้เสรภี าพในการเรยี นรใู้ ห้ผ้เู รียนรู้จักตนเอง
ปฏริ ปู นิยม (Reconstructionism) การปฏริ ปู สังคมเป็นหนา้ ที่ของสมาชิกในสงั คม การ

จัดการเรยี นการสอน เนน้ ใหผ้ เู้ รียนเขา้ ไปมสี ่วนร่วมในกจิ กรรมของสงั คม เพื่อการเปน็ สมาชิกท่ีดขี อง
สงั คม

๘๕

พิพัฒนนิยม (Progressivism) การดารงชวี ติ ท่ีดี อย่บู นพืน้ ฐานของการคดิ และการกระทา
การจัดการเรยี นการสอน เน้นใหผ้ ู้เรยี นคิด ลงมือกระทา และแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง

นอกจากนี้ วิชยั วงษใ์ หญ่ กลา่ วถงึ ประโยชน์ของวิธกี ารทางปรัชญาท่มี ีตอ่ การพัฒนา
หลักสูตร ไว้ดงั นี้

๑. การจดั จาแนกระบบความคดิ ความเชือ่ พืน้ ฐานทางการศกึ ษาที่จะสะทอ้ นไปสู่การ
พัฒนาหลกั สูตร

๒. ปรชั ญาเป็นพื้นฐานและเปน็ ตวั นาไปสู่การตรวจสอบ เสนอแนะเกย่ี วกบั จุดมุง่ หมาย
ของการศกึ ษา ตรวจสอบความสอดคลอ้ งของจุดมงุ่ หมายการศกึ ษากบั สงั คม

๓. กระบวนการพัฒนาหลักสตู รจะต้องศึกษาวิเคราะหข์ ้อมูลอยา่ งกวา้ งขวาง วิธกี ารทาง
ปรัชญาจะช่วยทาให้เกิดความคดิ แบบองคร์ วม มีเอกภาพทางความคิด

๔. วิธกี ารทางปรชั ญา จะทาการวเิ คราะห์สาระและธรรมชาติของการศึกษา เช่น ความรู้
อะไรทเ่ี ป็นประโยชน์ และการจดั การศึกษาอย่างไร จงึ จะพัฒนาชีวติ ของคนใหม้ คี ุณภาพ11

พน้ื ฐานการพฒั นาหลกั สตู รด้านจติ วทิ ยา
ในการจัดทาหลกั สตู รน้นั นกั พฒั นาหลกั สตู รตอ้ งศกึ ษาข้อมูลพนื้ ฐานทางจิตวทิ ยา ซ่ึงให้

ขอ้ มลู เกี่ยวกับผเู้ รยี นวา่ ผเู้ รียนเปน็ ใคร มคี วามต้องการและความสนใจอะไร มพี ฤติกรรมอยา่ งไร
จติ วิทยาการเรียนรู้จะถูกนามาใชเ้ พอ่ื ให้ได้ความรูใ้ นเรื่องธรรมชาติของการเรียนร้แู ละปจั จยั ทาง
จติ วทิ ยาท่ีส่งเสริมการเรยี นรู้ ซง่ึ สามารถนาไปใชใ้ นการจัดการเรยี นร้ใู ห้กับผู้เรยี นไดอ้ ยา่ งมี
ประสทิ ธิภาพ โดยแบง่ ทฤษฎีการเรยี นรู้ไดเ้ ป็น ๔ กลมุ่ ใหญๆ่ ได้แก่

๑. ทฤษฎีการเรยี นรู้กลมุ่ พฤตกิ รรมนิยม (Behaviorism)
๒. ทฤษฎีการเรยี นรกู้ ลุ่มปญั ญานยิ ม (Cognitivism)
๓. ทฤษฎีการเรยี นรู้กลุ่มมนุษยน์ ิยม (Humanism)
๔. ทฤษฎีการเรียนรูก้ ล่มุ สรรคส์ ร้างนิยม (Constructivism)
นอกจากข้อมูลท่ีเกย่ี วกับจติ วิทยาการเรียนร้แู ลว้ ในการพฒั นาหลกั สตู รจาเป็นตอ้ งมีข้อมูลท่ี
เกี่ยวกบั พน้ื ฐานการพฒั นาหลักสตู รด้านผูเ้ รยี นซึ่งมปี ระเดน็ สาคญั ทเ่ี กยี่ วขอ้ งดังน้ี
โดนลั คลาก (Donald Clark) กล่าววา่ ข้ันตอนการวิเคราะหข์ อ้ มูลประชากรกลุ่มเปา้ หมายมคี วาม
จาเปน็ และใช้ประโยชนไ์ ด้มาก เม่อื ต้องตดั สนิ ใจเกีย่ วกบั การเสนอโปรแกรมการเรียนการสอนซงึ่
ประกอบด้วยข้อมูลต่างๆดงั ต่อไปนี้
- จานวนผู้เรยี น
- ทาเล/ท่ีต้งั ของผ้เู รยี น
- การศกึ ษาและประสบการณข์ องผ้เู รยี น รวมถงึ ประสบการณใ์ นปจั จบุ นั
- ภูมิหลงั ของผเู้ รยี น
- ระดับความสามารถในการปฏิบัตงิ านทตี่ อ้ งการกับระดับทักษะในปัจจบุ นั
- ความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรมของผูเ้ รยี น
- สงิ่ เร้าของผเู้ รียน
- แรงจูงใจของผูเ้ รียน
- ความสามารถทางสติปัญญาของผเู้ รยี น

11 ใจทพิ ย์ เช้ือรัตนพงษ์ การพฒั นาหลักสตู ร : หลักการและแนวปฏิบตั .ิ ( กรงุ เทพฯ : ภาควิชาบริหาร
การศกึ ษา จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย. 2539 ). หน้า 78

๘๖

- ความสนใจพิเศษหรอื อคติของผเู้ รียน
ข้อมูลพน้ื ฐานการพัฒนาหลักสูตรดา้ นผ้เู รียน เป็นข้อมลู ท่ีเกยี่ วขอ้ งกับคณุ ลักษณะของ
ประชากรกลุม่ เป้าหมายในการจดั การศกึ ษา โดยเริม่ จากการวิเคราะห์ภาพรวมของผเู้ รียนวา่ ผู้เรยี นอยู่
ในระบบการศึกษาแบบใด เพ่อื ม่งุ คน้ หาผสู้ อนไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งแนน่ อน ซ่งึ ผลการวเิ คราะห์ผเู้ รยี นจะ
ช่วยปรับปรงุ ผู้สอนใหส้ ามารถจัดการเรยี นการสอนที่ตอบสนองความจาเปน็ ของผ้เู รียน
คอคซิม ( Cogsim) เสนอแนวคิดในการวิเคราะห์ผู้เรยี น โดยกาหนดคาถามเกยี่ วกบั
ผเู้ รียนในประเดน็ ต่างๆดังนี้
- ทักษะ(skill) และเจตคติ(attitudes)
- ประสบการณ์(experiences)
- มโนทศั น์ทค่ี ลาดเคล่ือน(misconceptions)
- สถานภาพของผ้เู รียน (demographics)
- เป้าหมาย(goal)
- การนาไปใช(้ uses)
- แบบการเรียนรทู้ ่ีต้องการ(preferred learning styles)
- แรงจูงใจ(motivations)
- ความสามารถทางภาษา(language abilities)
- ศพั ทเ์ ฉพาะ(technical vocabularies12

กรมวิชาการ และคณะอนกุ รรมการปฏิรูปการเรียนรู้ คณะกรรมการปฏริ ูปการศกึ ษา
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร กลา่ วสรุปว่า วธิ วี ิเคราะหผ์ เู้ รียนทจ่ี ะช่วยใหผ้ สู้ อนไดร้ ู้จักผ้เู รยี นเป็นรายบุคคล
หรือรายกลมุ่ มขี ั้นตอนดงั นี้

๑. กาหนดจดุ มุ่งหมายท่จี ะใชข้ ้อมูลเกี่ยวกบั ตัวผู้เรียนแลว้ นาไปจัดกลุ่มผเู้ รียนในลักษณะ
กลมุ่ เหมือน หรือกลมุ่ คละ หรอื กลมุ่ ทีม่ ีจุดมุ่งหมายเฉพาะในเรื่องทักษะ

๒. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ซึง่ มหี ลายวิธีเชน่ การสงั เกต การสนทนา การสมั ภาษณ์ การ
ทาแบบทดสอบก่อนเรยี น ระเบยี นสะสม แฟม้ ผลงาน บนั ทกึ สขุ ภาพ เปน็ ตน้

๓. วิเคราะห์ผเู้ รียนรายบุคคล โดยนาเสนอใหเ้ หน็ องคร์ วมของผเู้ รียนใน ๓ ด้านคือ ความ
สนใจ สติปญั ญา วฒุ ิภาวะ และวธิ ีการเรยี นรู้

พ้ืนฐานการพัฒนาหลกั สตู รด้านสงั คม
ขอ้ มลู พ้ืนฐานดา้ นสงั คมท่ีสาคญั ท่ีควรศกึ ษาเพือ่ เป็นพ้นื ฐานในการพัฒนาหลักสูตร คือ

ข้อมลู ทีเ่ ก่ียวกบั สภาพของสงั คม และแนวคดิ ของการพัฒนาการทางสงั คมซึ่งมี ๕ ยคุ คือ
๑. ยคุ เกษตรกรรม
๒. ยุคอตุ สาหกรรม
๓. ยุคสงั คมขา่ วสารขอ้ มูล
๔. ยุคขอ้ มลู พื้นฐานความรู้
๕. ยคุ ปญั ญาประดษิ ฐ์
การศึกษาขอ้ มลู ดังกลา่ วนั้นเพอื่ นาข้อมลู ไปใช้ในการทาหลกั สตู รให้เหมาะสมกับผ้เู รยี นใน

ยุคสมัยต่างๆ ประการสาคญั อีกประการหนึง่ ในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู ดา้ นสงั คมนัน้ มุ่งการสร้าง

12 ชนิตา รกั ษ์พลเมอื ง. การศกึ ษาเพื่อพฒั นาประเทศ. ( กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. 2535). หน้า 67

๘๗

เครอื ข่ายหรอื ความรว่ มมอื ของชุมชนเพอ่ื ให้ไดข้ อ้ มลู ทเ่ี ปน็ ประโยชน์ในการจดั ทาหลักสตู ร เพราะบาง
รายวิชา สภาพชุมชนและสังคมไม่เอ้อื อานวยหรือสง่ เสรมิ เทา่ ทคี่ วรกอ็ าจเปน็ อุปสรรคในการจดั
การศึกษา โดยขอ้ มูลพื้นฐานการพฒั นาหลักสูตรด้านสังคมน้ี สามารถเก็บรวบรวมข้อมลู ไดจ้ าก
เอกสารรายงานตา่ งๆ หรอื เก็บรวบรวมขอ้ มลู ด้วยการสารวจ สอบถาม และการสมั ภาษณบ์ ุคคลต่างๆ

พื้นฐานทางดา้ นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ความเจรญิ กา้ วหนา้ ทางด้านวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยเี ป็นปัจจัยสาคัญประการหนึง่ ที่

ทาใหส้ ังคมเกดิ การเปลย่ี นแปลงไปอยา่ งมาก การศกึ ษาจึงตอ้ งสอดคล้องไปกับความเจริญก้าวหนา้
ทางด้านวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี นกั พฒั นาหลักสตู รจงึ ต้องใช้ข้อมูลทางด้านวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีมาประกอบการกาหนดเน้อื หาของหลักสูตร และวิธีการจดั การเรียนรู้ กล่าวคอื กาหนด
เนอื้ หาทพี่ อเพียง ทันสมยั ให้ผู้เรยี นได้ทราบถงึ ผลกระทบทเ่ี กดิ จากความเจริญก้าวหนา้ ทางดา้ น
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยตี อ่ สังคมและสิ่งแวดลอ้ ม กาหนดใหใ้ ช้วธิ ีการและส่อื การเรยี นอนั ทนั สมัย
เชน่ การสอนแบบทางไกล การใชโ้ ปรแกรมคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน การใช้อนิ เทอร์เน็ต (internet) ใน
การจัดการเรยี นรู้ เปน็ ตน้

พน้ื ฐานทางดา้ นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะเก่ยี วข้องกบั การจัดทาหลักสูตรใน ๒ ลกั ษณะ
คือ

๑. นามาเป็นขอ้ มลู ในการพัฒนาหลักสูตรเพ่อื พัฒนาคนให้พร้อมรับกบั ความเปล่ยี นแปลงใน
สงั คม

๒. ใชใ้ นการพฒั นากระบวนการจดั การศึกษาให้มปี ระสิทธิภาพมากข้ึน ดงั นัน้ การศึกษา
ขอ้ มูลทางดา้ นวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มีผลทั้งในปัจจบุ ันและแนวโนม้ ความเจริญในอนาคต จะทา
ให้สามารถพัฒนาหลักสตู รที่สามารถพฒั นาคนในสงั คมใหม้ ศี กั ยภาพเหมาะสมกับการดารงชีวิตอยใู่ น
สังคมท่เี ปลยี่ นแปลงไปไดต้ ามความตอ้ งการของสังคม
พน้ื ฐานทางดา้ นการเมอื ง การปกครอง13

การเมอื งการปกครองมคี วามสมั พันธก์ บั การศกึ ษา หนา้ ท่ีทสี่ าคญั ของการศึกษาคอื การสร้าง
สมาชกิ ทดี่ ีใหก้ บั สังคมใหอ้ ยใู่ นระบบการเมอื งการปกครองทางสังคมนัน้ หลกั สตู รจงึ ตอ้ งบรรจุเนือ้ หา
สาระและประสบการณท์ จี่ ะปลูกฝังและสรา้ งความเข้าใจใหค้ นในสงั คมอยรู่ ว่ มกันดว้ ยความเปน็
ระเบยี บเรยี บร้อยและสันตสิ ขุ ไมม่ กี ารเอารดั เอาเปรียบซึ่งกนั และกัน จดั การเรียนรทู้ ส่ี อดคลอ้ งกบั
สภาพของสังคม เช่น การมุ่งเนน้ พฤติกรรมดา้ นประชาธปิ ไตย เป็นตน้ ข้อมลู ทเี่ กี่ยวกับการเมอื งการ
ปกครองทคี่ วรจะนามาปรบั พ้ืนฐานประกอบการพจิ ารณาในการพัฒนา หลกั สตู ร เช่น ระบบการเมอื ง
ระบบการปกครอง นโยบายของรัฐ เป็นตน้

พืน้ ฐานทางด้านเศรษฐกจิ
ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สงั คมท่มี สี ภาพเศรษฐกจิ ดี จะทาให้สามารถจดั การศึกษาให้กับ

คนในสังคมไดอ้ ย่างท่วั ถงึ และมปี ระสทิ ธิภาพ
ประเด็นทีค่ วรพจิ ารณาในการพฒั นาหลักสูตรใหเ้ หมาะสมกับพืน้ ฐานทางเศรษฐกิจ
๑. การเตรียมกาลงั คน การศกึ ษาผลิตกาลังคนในด้านต่าง ๆ ให้เพียงพอ พอเหมาะ

สอดคลอ้ งกับความต้องการในแตล่ ะสาขาอาชพี คอื มีความรู้ ทักษะ และคุณสมบัตติ า่ ง ๆ ตรงตามท่ี
ตอ้ งการทัง้ ด้านปรมิ าณและคุณภาพ

13 ชยั วฒั น์ ไทยเกรียงไกรยศ. รปู แบบการบรหิ ารโรงเรยี นเอกชนศึกษากรณีระดบั ประถมศึกษาและ
มธั ยมศึกษา. ปริญญานิพนธก์ ารศกึ ษามหาบณั ฑิต ( กศ.ม.มหาวิทยาลัยนเรศวร. 2536 ). หน้า 67

๘๘

๒. การพัฒนาอาชีพ จัดหลักสตู รเพอื่ พัฒนาอาชีพตามศักยภาพและท้องถ่นิ
๓. การขยายตัวทางดา้ นอุตสาหกรรม พฒั นาหลกั สูตรใหส้ ามารถพัฒนาคนให้มคี วามพร้อม
สาหรับการขยายตัวทางด้านอุตสาหกรรม
๔. การใชท้ รพั ยากรให้หลกั สูตรเป็นเครือ่ งปลกู ฝงั ความสาคญั ของทรัพยากร สง่ เสริมการใช้
ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สงู สุด
๕. การพฒั นาคุณลกั ษณะของบุคคลในระบบเศรษฐกจิ ให้สอดคลอ้ งกบั สภาพท่เี ป็นจรงิ ของ
สังคม
๖. การลงทนุ ทางการศึกษา คานึงถึงคุณค่าและผลตอบแทนของการศกึ ษา เพอ่ื ไม่ก่อให้เกิด
ความสูญเปล่าระบบการนาทรพั ยากรท่ีมอี ยมู่ าใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์สงู สดุ
๗. ในอดีตการจัดศึกษาไทยเป็นระบบศูนย์รวม สถานศึกษาต้องปฏิบัติตามขอ้ กาหนดและ
หลักสตู รทีส่ รา้ งข้ึนจากส่วนกลาง ซึ่งไม่สะทอ้ นสภาพความต้องการท่แี ทจ้ รงิ ของสถานศึกษาและ
ท้องถน่ิ
๘. เกดิ จากบุคลากรทเี่ กยี่ วขอ้ งกับการจัดการเรยี นการสอนและการพัฒนาหลกั สูตร เชน่ ครู
ผบู้ รหิ าร ผู้จัดทาหลกั สตู ร ไม่เขา้ ใจกระบวนการของการพฒั นาหลักสูตร มเี จตคตทิ ไี่ มด่ ีตอ่ การพัฒนา
หลักสูตร ไม่ยอมรับกับการเปล่ยี นแปลงของหลกั สตู ร มีความรู้ความสามารถไม่เพียงพอท่จี ะพัฒนา
หลักสูตร
๙. ขาดงบประมาณสนับสนุน เชน่ ขาดงบประมาณในการเตรยี มวัสดุอปุ กรณ์ เอกสาร เงนิ
สนบั สนนุ ชว่ ยเหลือครแู ต่ละวนั ในการพัฒนาหลกั สตู ร เปน็ ตน้
๑๐. การบรหิ ารจดั การ เชน่ ขาดการประสานงานดี่ ีระหว่างระหน่วยงานต่างๆ ขาดผเู้ ช่ียน
ชาญที่มคี วามรู้ ความเข้าใจและทกั ษะในการใหข้ ้อเสนอแนะในการพฒั นาหลักสูตร ขาดการวางแผน
ดา้ นเวลา บรรยากาศของโรงเรยี นไมส่ ่งเสรมิ การทางาน
แนวโนม้ ในการพฒั นาหลกั สตู ร14
๑๑. เป็นหลกั สูตรท่เี น้นให้ผเู้ รยี นคดิ เปน็ ทาเปน็ วเิ คราะห์เป็น ไมเ่ น้นทอ่ งจาเหมือนในอดีต
เช่น จดั การเรียนรูแ้ บบโครงการ ให้ครแู ละนักเรยี นช่วยกันพัฒนาโจทยข์ ้นึ ด้วยกนั การเสาะแสวงหา
ข้อมลู การลงภาคสนาม การทดลองปฏบิ ัติ การจดบันทกึ ขอ้ มูล การสรปุ บทเรยี นดว้ ยตนเอง โดยมคี รู
เปน็ วทิ ยากรกระบวนการ ผูใ้ ห้คาแนะนาปรกึ ษาต่อนักเรยี น
๑๒. สื่อและเทคโนโลยีต่าง ๆ เขา้ มามบี ทบาทในการเรยี นเพ่ิมมากขึ้น เชน่ มีการค้นควา้ หา
ข้อมูลผา่ นอนิ เตอรเ์ น็ตด้วยตนเองซึ่งผเู้ รยี นจะสามารถคน้ คว้า มที กั ษะเขา้ สรู่ ะบบข้อมลู ข่าวสาร องค์
ความรู้ต่าง ๆ ท่มี ีอยู่มากมายได้ตลอดเวลา จัดการเรียนรู้โดยเนน้ ผเู้ รยี นเปน็ ศูนยก์ ลาง การเรยี นการ
สอนแบบทางไกล ซงึ่ จะทาใหไ้ มม่ ขี ้อจากัดในเรื่องของเวลา สถานท่ี
๑๓. เน้นการบรู ณาการ แตย่ งั คงเนื้อหาสาระของแตล่ ะรายวชิ าอยู่ทัง้ ด้านภาษา การคดิ
คานวณและด้านเหตุผลหรอื วทิ ยาศาสตร์
๑๔. เน้นการมสี ่วนรว่ มและการกระจายอานาจให้แก่ท้องถ่ินและสถานศึกษาเขา้ มามีบทบาท
ในการจดั การศกึ ษา เพ่ือใหส้ อดคล้องกับความตอ้ งการทแ่ี ท้จรงิ ของผู้เรยี น แตส่ ว่ นกลางยังคงเปน็ ผู้
กาหนดมาตรฐานการเรยี นรเู้ พื่อใชเ้ ป็นเกณฑใ์ นการตรวจสอบคุณภาพการจดั การศึกษาของ
สถานศึกษาแตล่ ะแห่ง

14 ดลิ ก บุญเรืองรอด. การวจิ ยั อนาคตทางการศึกษา. การวจิ ัยเพื่อการพฒั นา. 3 ( มกราคม –ธนั วาคม
2530 ), หน้า 19 .

๘๙

๑๕. ใหค้ รูและผมู้ ีส่วนรว่ มในการพัฒนาหลกั สูตรเป็นผู้มคี วามรคู้ วามเข้าใจเก่ยี วกับการ
พัฒนาหลกั สตู รอย่างแท้จรงิ เช่น การจัดอบรมสมั มนา.เรอ่ื งการพฒั นาหลกั สตู รอยา่ งต่อเน่ือง จดั ให้มี
ผ้เู ช่ยี วชาญด้านหลักสตู รมาให้คาแนะนาชว่ ยเหลือในการพฒั นาหลกั สูตร

๑๖. เนน้ หลักสตู รทอ้ งถน่ิ ท่มี คี วามหลากหลายและใหช้ ุมชนเขา้ มามสี ่วนร่วมในการพฒั นา
หลกั สตู รทอ้ งถนิ่

๑๗. เน่ืองจากในยคุ ปัจจบุ นั ภาษาต่างประเทศมคี วามจาเป็นในดารงชีวิตของผู้คนเพ่ิมมากขึ้น
ประกอบกับประเทศไทยจะกา้ วเข้าส่ปู ระชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี ๒๕๕๘ ดงั นัน้ จงึ จาเป็นต้องมี
การเรียนรภู้ าษาต่างประเทศ เชน่ ภาษาเวยี ดนาม ลาว มลายู อังกฤษ รวมไปถงึ มีการเปดิ หลกั สตู ร
นานาชาตเิ พิม่ ข้ึนดว้ ย

๔. การพฒั นาหลักสตู รไทยในอนาคต

แนวโน้มในการพัฒนาหลักสตู ร
- เป็นหลกั สูตรทเี่ นน้ ใหผ้ ้เู รียนคดิ เป็น ทาเปน็ วเิ คราะหเ์ ป็น ไม่เนน้ ท่องจาเหมือนในอดีต เช่น
จัดการเรยี นร้แู บบโครงการ ใหค้ รแู ละนักเรยี นช่วยกนั พฒั นาโจทยข์ น้ึ ด้วยกนั การเสาะแสวงหาข้อมูล
การลงภาคสนาม การทดลองปฏิบัติ การจดบันทกึ ข้อมูล การสรปุ บทเรยี นดว้ ยตนเอง โดยมคี รเู ปน็
วิทยากรกระบวนการ ผู้ให้คาแนะนาปรกึ ษาตอ่ นกั เรยี น
- สอ่ื และเทคโนโลยตี า่ งๆ เขา้ มามีบทบาทในการเรียนเพ่มิ มากขน้ึ เชน่ มีการค้นควา้ หา
ข้อมลู ผา่ นอินเตอร์เน็ตดว้ ยตนเองซึ่งผูเ้ รียนจะสามารถค้นคว้า มที กั ษะเข้าสู่ระบบขอ้ มลู ข่าวสาร องค์
ความรู้ตา่ งๆ ทมี่ ีอยูม่ ากมายไดต้ ลอดเวลา จัดการเรยี นรู้โดยเน้นผ้เู รียนเปน็ ศูนย์กลาง การเรยี นการ
สอนแบบทางไกล ซง่ึ จะทาให้ไมม่ ีข้อจากดั ในเรอื่ งของเวลา สถานท่ี
- เนน้ การบูรณาการ แต่ยงั คงเนือ้ หาสาระของแต่ละรายวิชาอยูท่ ัง้ ดา้ นภาษา การคิดคานวณ
และดา้ นเหตผุ ลหรือวิทยาศาสตร์
- เน้นการมีสว่ นร่วมและการกระจายอานาจให้แกท่ อ้ งถ่ินและสถานศกึ ษาเข้ามามีบทบาทใน
การจดั การศกึ ษา เพอื่ ให้สอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการท่แี ท้จรงิ ของผเู้ รยี น แต่สว่ นกลางยงั คงเป็นผู้
กาหนดมาตรฐานการเรียนรู้เพ่ือใชเ้ ปน็ เกณฑใ์ นการตรวจสอบคุณภาพการจัดการศกึ ษาของ
สถานศกึ ษาแตล่ ะแห่ง
- ใหค้ รแู ละผู้มสี ว่ นร่วมในการพฒั นาหลกั สูตรเป็นผูม้ คี วามรู้ความเขา้ ใจเกี่ยวกับการพฒั นา
หลกั สตู รอยา่ งแท้จริง เช่น การจัดอบรมสมั มนา.เรอื่ งการพัฒนาหลักสตู รอย่างต่อเนอ่ื ง จดั ใหม้ ี
ผู้เช่ยี วชาญด้านหลกั สตู รมาใหค้ าแนะนาช่วยเหลือในการพัฒนาหลกั สูตร15
- เน้นหลักสตู รทอ้ งถิน่ ทีม่ คี วามหลากหลายและให้ชุมชนเขา้ มามสี ่วนร่วมในการพัฒนา
หลกั สูตรทอ้ งถน่ิ
- เนอ่ื งจากในยคุ ปจั จบุ ันภาษาตา่ งประเทศมีความจาเปน็ ในดารงชวี ิตของผ้คู นเพ่ิมมากข้ึน
ประกอบกบั ประเทศไทยจะกา้ วเข้าสปู่ ระชาคมเศรษฐกจิ อาเซียนในปี ๒๕๕๘ ดังนั้นจึงจาเปน็ ต้องมี
การเรียนรภู้ าษาตา่ งประเทศ เชน่ ภาษาเวยี ดนาม ลาว มลายู องั กฤษ รวมไปถึงมีการเปดิ หลกั สตู ร
นานาชาติเพ่มิ ขึ้นด้วย

15 นยั นา นรุ ารกั ษ์. รูปแบบนาเสนอการจดั ตั้งศูนย์วทิ ยบริการทางการแพทย.์ วิทยานิพนธ์ ปริญญา
คุรุศาสตรมหาบัณฑิต ภาควชิ าโสตทศั นศึกษา จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั . 2539.

๙๐

แนวโน้มการพฒั นาหลกั สตู รมธั ยมศกึ ษา
- เป็นบคุ คลทม่ี ีความสามารถในการใชภ้ าษา เพื่อการสอ่ื สาร
- มีความสามารถใชเ้ ทคโนโลยีมาชว่ ยสง่ เสรมิ ทกั ษะการทางานและการดาเนินชวี ิต
- มีความสามารถปรบั ตัวอยู่ร่วมกบั คนอื่นได้
- มีแนวทางทจี่ ะเลือกดาเนนิ ชวี ิต
- มีความสามารถพัฒนาศักยภาพการเรียนรขู้ องตนเองใหเ้ จริญถึงขีดสดุ
- มคี วามสามารถท่ีจะนาตนเองได้ การควบคมุ ตนเองได้
- มีโลกทศั นท์ ่กี วา้ งและมนี า้ ใจแบบนานาชาติรวมทัง้ มคี า่ นิยมและความสานึกในความเป็น
ชาติไทยของตน
- มคี า่ นยิ มคณุ ธรรมและจรยิ ธรรม
- มสี นุ ทรียภาพในการดาเนินชวี ิต
สภาพปัญหาการพฒั นาหลกั สตู รของอดุ มศกึ ษา
- ขาดแคลนอาจารยป์ ระจาท่ีมีคณุ วุฒแิ ละประสบการณโ์ ดยเฉพาะสาขาวิชาทม่ี ีความ
ต้องการมากทางด้านวทิ ยาศาสตร์ วศิ วกรรมศาสตร์ และเกษตรกรรม
- อุดมศึกษามงุ่ ความเป็นเลิศทางวิชาการ ละเลยคณุ ธรรม จริยธรรม การบริการวชิ าการแก่
สังคม
- มหาวทิ ยาลยั มกั เลยี นแบบตา่ งประเทศโดยไม่เข้าใจ หลักการและเป้าหมายทแ่ี ท้จรงิ ของ
หลกั การทีเ่ ลียนแบบ
- การเรยี นการสอนยงั เน้นทฤษฎมี ากกว่าปฏบิ ตั เิ น้นความรูม้ ากกวา่ การนาไปใช้
- การต่ืนตวั ทางการวิจัยมุ่งการกาหนดให้เล่ือนตาแหนง่ ทางวิชาการซึง่ เนน้ การวจิ ัยมาก
เกินไปจนทาใหล้ ดความสาคญั ด้านการสอน
- กล่มุ ผู้บริหารอดุ มศึกษามลี ักษณะอนรุ ักษ์นิยมสูง
- งบประมาณในการพัฒนาการศกึ ษาระดับนก้ี ย็ ังมีไม่เพียงพอ
แนวโน้มสาคญั ของการศึกษาไทยใน ๕ ปีข้างหนา้
- มงุ่ พฒั นาหลักสตู รใหม่ ๆ อาทิ หลกั สตู รท่ีบรู ณาการระหวา่ งสองศาสตรข์ ้ึนไป เช่น ระดับ
อาชวี ศึกษา หลักสตู รเดยี วจะมหี ลายสาขาวชิ าเรียนช่างยนต์ จะผนวกการตลาดและการบัญชีเขา้ ไป
ด้วย เปน็ ต้น หลักสูตรท่ีใหป้ รญิ ญาบัตร ๒ ใบ และมกี ารพฒั นาหลกั สูตรให้ทันสมัยตลอดเวลา
- หลักสูตรนานาชาติมแี นวโน้มมากขน้ึ เนอ่ื งจากสภาพยคุ โลกาภวิ ัตน์ที่มกี ารเชื่อมโยงด้าน
การค้าและการลงทนุ
- การจดั การศึกษามีความเป็นสากลมากขน้ึ สภาพโลกาภิวัฒนท์ ม่ี กี ารเชอ่ื มโยงในทุกดา้ น
ร่วมกันทว่ั โลก
- ความเหลื่อมล้าด้านโอกาสทางการศกึ ษาลดลง
- โอกาสรับบริการทางการศกึ ษาท่มี ีคณุ ภาพเพิม่ ข้นึ

แนวโน้มของการพัฒนาหลักสตู ร

เมือ่ กล่าวถงึ แนวโนม้ ของการพัฒนาหลักสตู ร มีประเดน็ สาคัญเกยี่ วขอ้ ง ๒ ประเด็นคือ ข้อมูล
ทนี่ ามาเป็นพ้นื ฐานในการพัฒนาหลักสตู ร กบั การวิจัยทางการศกึ ษา จากการศกึ ษางานวิจัยที่เกีย่ วข้อง
สรุปดงั น้ี

๙๑

ตวั แปรทานายจากคณุ สมบัตขิ องครู มีความเช่อื ว่าครทู ่ีมีคณุ สมบัติมีแนวโน้มที่จะสอนได้อย่าง
มีประสิทธภิ าพ ดงั นี้

- เสยี ง
- รปู ร่างหนา้ ตา
- ความมัน่ คงในอารมณ์
- ความนา่ เช่อื ถือ
- ความอบอุน่
- ความกระตอื รอื รน้
การเปลยี่ นแปลงทัศนะการเรียนรูแ้ บบพฤติกรรมนิยม เปน็ การเรยี นรู้ด้วยปัญญา สถานศกึ ษา
ใดทีม่ ุ่งมั่นพัฒนาในด้านการประเมินทีม่ ปี ระสทิ ธิภาพและการพฒั นาวชิ าชพี การสอนจึงตอ้ งเริ่มดว้ ย
การกาหนดมาตรฐานการสอนซึง่ สะทอ้ นสิง่ ทคี่ รคู วรรู้ ในประเทศไทยหนว่ ยงานหรือองค์กรวชิ าชีพครู
ทีเ่ รียกวา่ ครุ สุ ภาไดเ้ สนอกฎหมายทเ่ี ก่ียวข้องกบั ผูบ้ รหิ าร ครู และบคุ ลากรทางการศึกษา เพ่ือใหม้ ี
ความรสู้ มรรถนะความสามารถในการจดั การศกึ ษาอยา่ งมคี ุณภาพ
การศกึ ษาทมี่ ผี ลตอ่ หลกั สตู รในการพฒั นาหลกั สตู ร
๑ .ความสมดลุ ระหว่างความยากลาบากในการได้มาของข้อเท็จจรงิ กับการพฒั นาทักษะ
กระบวนการ
๒. เอกสารความรทู้ ีใ่ ชเ้ ปน็ แหลง่ ความรใู้ นหลกั สตู ร จากขอบข่ายดงั กล่าวนก้ี ลุม่ ตัวอย่างจาก
โรงเรียน Virginia Beach Public Schools ให้ความเหน็ ว่าแนวโน้มในอนาคตท่ีมีผลตอ่ การวางแผน
หลกั สตู รมี ๑๕ ประเดน็ คือ
๓.ทกั ษะพ้ืนฐานทางวชิ าการ (Basic Academic Skills) จะตอ้ งใหค้ วามสาคญั เพ่ิมข้ึนกับ
ทกั ษะการสื่อสาร คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะหลกั สูตรอาชีวศกึ ษา
๒ คอมพิวเตอรแ์ ละเทคโนโลยสี ารสนเทศอน่ื ๆ (Computes and Other Information
Technologies) คอมพิวเตอรแ์ ละเทคโนโลยสี ารสนเทศอนื่ ๆมีรวมกนั เปน็ หนึง่ เดียวกนั แล้วอุปมาด่งั
เชน่ เปน็ พาหนะขบั เคล่อื นการศึกษาสาหรับผเู้ รยี นทุกคน การพัฒนาแผนสาหรับการประยกุ ต์ใช้
เทคโนโลยที ่ีเหมาะสมในระบบโรงเรียน Virginia Beach Public Schools ตัง้ แต่อนบุ าลถงึ เกรดสิบ
สอง
๓ ความยดื หยนุ่ ของหลักสตู ร (Curriculum Flexibility)ให้โอกาสอันย่ิงใหญท่ มี่ ง่ั คัง่ สมบูรณ์
และรวดเร็วจากหลักสตู ร สาหรับอนุบาลถงึ เกรดสิบสอง
๔ การทบทวนหลักสตู ร (Curriculum Revision) พัฒนาแผนปฏิบัตกิ ารที่แน่ใจว่าสามารถ
ดาเนินการต่อไปได้ หลักสตู รไดร้ บั การทบทวนและมีการประเมนิ อย่างเป็นระบบ
๕ ความเป็นประชาธิปไตย (Democratic Ideals)ทาความเขา้ ใจและใหค้ วามสาคญั กบั
กระบวนการประชาธิปไตยแบบมีส่วนรว่ ม16
๖ โปรแกรมสาหรบั เดก็ เลก็ (Early Childhood Programs) ขยายโปรแกรมสาหรับเด็กเลก็
(เด็กกอ่ นอนบุ าล)ที่ใหค้ วามสาคญั กบั การพฒั นาประสบการณก์ ารเรียนรู้

16 นาตยา ปลิ ันธนานนท์. อนาคตศาสตร.์ ( กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. 2526). หน้า 87

๙๒

๗ การมองอนาคต (Futures Perspective) การรวมขอบเขตสาระเปน็ หลักสูตรเดยี วโดยสงิ่
ตา่ งๆเหลา่ นน้ั เปน็ ประเดน็ สะท้อนและอธิบายประเดน็ ร่วมสมัย แนวโน้มอนาคต และความสัมพันธ์
ระหวา่ งปัจจบุ ันกบั เหตุการณท์ ผ่ี ่านไปและทางเลอื กในอนาคต

๘ สมั พันธภาพระดบั สากล (Global Interrelationships)ใหค้ วามสาคัญกบั มุมมองของ
ความสัมพนั ธร์ ะหว่างเศรษฐกิจ และวฒั นธรรม-ชาติพนั ธุ์ของมนษุ ย์ทหี่ ลักสตู รต้องมคี วามหลากหลาย
๙ การเรยี นรูต้ ลอดชีวติ (Lifelong Learning) ขยายโอกาสสาหรบั สมาชกิ ของชุมชนในเขตพนื้ ที่
บรกิ ารของโรงเรียนที่สนใจเรยี นรู้ในรูปแบบกจิ กรรมการเรยี นรตู้ ลอดชีวติ

๑๐ ส่อื มวลชน (Mass Media) ใหค้ วามสาคญั กับทกั ษะในการวิเคราะหว์ ิจารณ์ การฟัง และ
การดูท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั การแปลความหมายจากสือ่

๑๑ การเติมเตม็ บคุ ลิกภาพ (Personal Fulfillment) โรงเรยี นเปน็ สถานที่อันย่ิงใหญท่ จ่ี ะ
สร้างความคดิ ตอ่ ตนเองเชงิ บวก และพัฒนาสัมพันธภาพระหว่างบคุ คล

๑๒ การประยกุ ตก์ ระบวนการ (Process Approach)หลักสูตรมงุ่ ท่ีการแกป้ ัญหา การ
ตดั สินใจ ความคิดสรา้ งสรรค์ และทกั ษะการคดิ ขนั้ สูง ทกั ษะการนาไปใช้ การวเิ คราะห์ สงั เคราะห์
และประเมนิ คา่

๑๓ การพฒั นาทมี งาน (Staff Development ) เพ่ิมโอกาสใหพ้ ัฒนาทมี งาน โดยเฉพาะเรอื่ ง
เกยี่ วกับเทคโนโลยี

๑๔ ใช้ชมุ ชน (Use of Community) เพมิ่ บทบาทของผปู้ กครองและแหล่งเรียนรใู้ นชุมชนใน
การจัดโปรแกรมการศึกษาเชือ่ มโยงการเรียนรใู้ นชั้นเรียนกับประสบการณ์ในชุมชน
๑๕ การอาชีวะและอาชพี ศึกษา (Vocational and Career Education) แนใ่ จวา่ การศกึ ษาอาชีวและ
อาชพี สะทอ้ นการเปล่ียนแปลงมโนทัศน์ในการทางานและสรา้ งแรงบันดาลใจให้กับผู้เรยี น

๕. ปญั หาอปุ สรรคในการจัดการหลักสูตรไทย

หลกั ของการศกึ ษาไทย
รฐั บาลไทยพยายามปฏริ ปู การศกึ ษามาตงั้ แตป่ ี๒๕๔๑ หรอื ๒๒ปมี าแล้วโดยไม่ได้ผลในระดับ
ท่วั ทง้ั ประเทศ เพราะมัวแตแ่ ก้ปญั หารอ้ ยแปดโดยไมเ่ ข้าใจปัญหาหลักๆ และไม่ไดแ้ กไ้ ขเชิงปฏิรูป
โครงสร้างของระบบอย่างกล้าผา่ ตดั และเอาจรงิ มากพอ วันนีข้ อเสนอใหร้ ฐั มนตรกี ระทรวงศกึ ษาฯคน
ใหมล่ องอา่ นและใช้ความพยายามอีกคร้ัง ปญั หาหลักคือ
๑. ด้านการบรกิ ารจดั ได้ไมท่ วั่ ถึง ประสทิ ธภิ าพตา่ รัฐบาลไทยใช้งบประมาณการศึกษาสงู มี
สถาบันการศึกษา และผ้เู ขา้ เรยี นระดับต่างๆ เพ่มิ ขึ้น แต่เด็กวยั เรียนยังได้เรียนระดบั อนุบาลถึง
การศกึ ษาบงั คบั (ม.๓) ได้ไมท่ ่วั ถึง มีปญั หาออกกลางคันสูงมาตลอด ส่วนใหญค่ อื เด็กวยั ทคี่ วรไดเ้ รียน
ระดับมัธยมปลาย (ท้ังสายสามัญและอาชวี ศึกษา) แตไ่ ม่ได้เรียน สาเหตมุ าจากความยากจน เรียนไมไ่ ด้
ดี เบ่ือหน่าย มีปัญหาดา้ นตา่ งๆแรงงานผู้มีงานทาเกือบครึ่งหนึง่ ยังจบการศึกษาแค่ช้นั ประถมและต่า
กว่า ขณะท่ีหลายประเทศที่ใช้งบการศึกษาเปน็ สัดสว่ นต่อ GDP ตา่ กวา่ ไทย สามารถให้บรกิ าร
การศกึ ษาแกป่ ระชาชนไดท้ ัว่ ถึงกวา่ และผลติ แรงงานที่มีการศึกษาระดับมัธยมและอาชวี ศกึ ษาได้เปน็
สดั สว่ นสงู กวา่ ไทย
๒. ด้านคุณภาพ การกระจายและคณุ ภาพการศึกษาทีจ่ ัดให้ประชาชนทั้งประเทศยงั แตกต่าง
กันสงู และคุณภาพการศกึ ษาถัวเฉลีย่ ทั้งประเทศอย่ใู นเกณฑต์ า่ เดก็ เลก็ วัย ๓-๕ ปี ท่ีไดเ้ รียนขัน้
ปฐมวัยยังคงมสี ดั ส่วนต่อประชากรวยั เดียวกันตา่ และทไี่ ดเ้ รยี นส่วนใหญก่ ไ็ ด้เรยี นในศนู ย์เลี้ยงเดก็ เล็ก

๙๓

หรอื โรงเรียนอนุบาลทีม่ ีคณุ ภาพปานกลางและต่า ทง้ั ท่วี ยั น้ีสมองพฒั นามากท่ีสุด ถ้าลงทุนทาให้เดก็
ทุกคนได้เรียนอนุบาลดีๆแบบเตรยี มความพรอ้ ม(เรียนแบบเล่นและทากจิ กรรม) สอดคล้องกับการ
ทางานของสมอง จะสรา้ งใหเ้ ด็กไทยฉลาดมากขึน้ และมโี อกาสเรียนในช้นั สูงได้ดขี ้ึนด้วย
สถาบนั การศึกษาข้นั พน้ื ฐานยงั มีปัญหาคุณภาพแตกต่างกันสูงมากระหวา่ งโรงเรียนมีชื่อเสยี งในเมือง
ราว ๔๐๐ แหง่ และโรงเรยี นทั่วไปอีก ๓ หมื่นกวา่ แห่ง ลูกคนรายไดต้ ่าท่ไี ด้รับการศึกษาในโรงเรียนทมี่ ี
คุณภาพต่ากวา่ และมปี ญั หาสภาพแวดล้อมทางสงั คมอ่นื ๆ ประกอบ ตอ้ งออกกลางคัน คอื เรียนไมจ่ บ
มธั ยมศึกษาตอนปลายเป็นสัดส่วนสูงผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นของนกั เรียนระดับมธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๓ และ
ปีที่ ๖ จากการทดสอบระดบั ชาติ ONET ในชว่ ง ๖-๗ ปีท่ีผา่ นมามคี ะแนนเฉลี่ยท้งั ประเทศอย่ใู นเกณฑ์
ตา่ มาตลอด โดยเฉพาะวชิ าภาษาอังกฤษ คณติ ศาสตร์ และวิทยาศาสตรผ์ ลการทดสอบนกั เรียนระดับ
นานาชาติ ตามโครงการ PISA ของ OECD ในวิชาการอ่าน คณติ ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ซง่ึ ถือเป็นวิชา
พ้นื ฐานทีส่ าคญั และเป็นการวัดการคิดวเิ คราะห์ความร/ู้ ทักษะที่จะใช้งานไดจ้ รงิ ในอนาคต นักเรียน
ไทยกลมุ่ ท่ีสมุ่ ตวั อยา่ งแบบเปน็ ตวั แทนของนักเรยี นทง้ั ประเทศ ได้คะแนนเฉล่ยี ในเกณฑต์ า่ อยใู่ น
อันดับท้ายๆ แพ้จีน (เซย่ี งไฮ้) เวยี ดนาม ฯลฯ

๓. ดา้ นระบบบริหารการจดั การศึกษา ปญั หาคือ การบรหิ ารแบบราชการรวมศนู ย์อยทู่ ่ี
สว่ นกลางและวิธีการทางานตามขอ้ บงั คับคาสั่งระเบยี บ การประเมนิ ผลการปฏิบตั งิ านทเ่ี นน้ งานเชิง
ปรมิ าณและการทางานถูกระเบียบ ไม่ไดน้ าไปสูก่ ารบริหารที่ดใี นแง่เพ่ือเพ่ิมสมั ฤทธผ์ิ ลของนักเรียน
ขาดระบบตรวจสอบดูแลความรบั ผิดชอบ (Accountability) อย่างมปี ระสิทธภิ าพ ผบู้ ริหาร ครู
อาจารย์ ส่วนใหญท่ างานเพ่อื รักษาสถานภาพ,ประโยชนข์ องตนเองทข่ี ้ึนอยกู่ บั อานาจของ
ผูบ้ ังคบั บญั ชา มากกว่าเพ่อื พัฒนานักเรยี นของตนใหม้ ผี ลสัมฤทธ์ิท่ดี อี ย่างทั่วถึงแม้จะมีสถานศกึ ษาท่มี ี
คณุ ภาพสูงบ้าง แตค่ ือสถานศกึ ษาใหญ่ๆ ทมี่ ชี ือ่ เสียงอยู่ในเมอื งใหญซ่ ่งึ เป็นสว่ นน้อยของสถานศกึ ษา
ท้งั หมด ไมไ่ ด้กระจายไปท่วั ทั้งประเทศอย่างทั่วถงึ เป็นธรรม เมอ่ื เทยี บกบั ประเทศอื่นทม่ี ีการกระจาย
การบรหิ ารทรัพยากรและสง่ บุคลากรท่ีมคี วามรู้ความสามารถไปสทู่ อ้ งถิน่ ตา่ งๆ อย่างทัว่ ถงึ มากกว่า
(ของไทยจึงมปี ญั หากวดวิชาหนกั การเกบ็ เงนิ ใต้โตะ๊ ค่าเขา้ โรงเรยี นดี ฯลฯ) ประเทศทปี่ ระสบ
ความสาเรจ็ ดา้ นการศึกษายงั มีระบบการคดั เลือกครู ครใู หญ่ ทเี่ น้นการคดั และใหผ้ ลตอบแทนตาม
ความสามารถและใหอ้ ิสระและความรบั ผดิ ชอบในการทางานของครูอยา่ งมุ่งผลงาน คือทาให้ผเู้ รียน
เรยี นไดด้ ขี ้ึน อย่างถอื เป็นเป้าหมายสาคญั มากกว่าของไทย ซง่ึ เปน็ ระบบราชการรวมศนู ยแ์ บบโบราณ
การจะปฏิรูปการศกึ ษาให้ได้ผลจริง ต้องเปลย่ี นแปลงดา้ นระบบการบรหิ ารจัดการและการพัฒนา
บุคลากร ที่จะทาให้เกดิ การเปล่ียนแปลงพัฒนาคุณภาพครู หลกั สูตร การสอน การวดั ผล ในแนวใหม่ที่
สามารถทาใหผ้ ู้เรียนมีความรู/้ ทักษะ คณุ ลกั ษณะโดยรวมทใี่ ช้งานไดจ้ รงิ ในโลกสมยั ใหม่ เป็นพลเมืองที่
รับผดิ ชอบดว้ ย ต้องทากระทรวงศกึ ษาใหเ้ ลก็ ลงและเลกิ จัดการศกึ ษาเอง การกระจายอานาจการ
บรหิ ารและความรบั ผดิ ชอบไปส่จู งั หวัดเขตการศกึ ษา สถาบันปฏิรูประบบการคดั เลอื ก การประเมิน
การพัฒนาครูอาจารย์แบบคดั กลั่นกรองคนทม่ี ีความรู้ ความสามารถในการบรหิ าร และมภี าวะผนู้ ามี
ความรับผิดชอบสงู มีระบบตดิ ตามประเมนิ ผลทีม่ ีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

๔. การเปลี่ยนแปลงในรอบ ๒ ปี เป็นแคร่ ปู แบบการบริหาร แตบ่ ุคคลากรยังคงเปน็ ชุดเดิมท่ี
คงทางานแบบเดมิ ต้องปฏิรูปเปลย่ี นแปลงทีเ่ น้ือหาสาระ คอื การพฒั นาครแู ละกระบวนการเรยี นการ
สอนในชัน้ เรียนในแนวใหม่ ต้องสรา้ งและวา่ จ้างครูที่ใฝ่การเรยี นรู้ รกั การอ่าน คดิ วิเคราะห์เป็นเทา่ น้ัน
พวกเขาจงึ จะสามารถสอนใหน้ ักเรยี นนกั ศกึ ษาใฝ่การเรียนรุ้ รกั การอา่ น อ่านเองเป็น คิดวเิ คราะห์
วิจัย แกป้ ญั หา ทาโครงการเปน็ ฯลฯ ต้องเปลยี่ นแปลงหลกั สตู ร และวธิ ีการวดั ผลหรือสอบด้วย ถ้ายัง

๙๔

เน้นแต่เรอื่ งการจาขอ้ มูล เพอื่ ไปสอบแบบกาผดิ กาถกู ท้งั ครแู ละนักเรยี นก็ยังต้องติดยึดวิธกี ารสอนการ
เรียนแบบเกา่ ทล่ี า้ สมัยการปฏิรูปการศึกษาท่สี าคัญตอ้ งรวมทั้งการปฏิรูปปญั หาวฒั นธรรมการเรยี นรู้
จากแบบท่องจาเพอ่ื สอบเปน็ การคิดวเิ คราะห์ การคดั เลอื กคนเข้าทางานและประเมินผลเลือ่ นความดี
ความชอบ ต้องพิจารณาจากความรูค้ วามสามารถ ความตั้งใจทางาน รกั การอา่ นและพฒั นาตนเอง
การปฏิรปู การศึกษาทแ่ี ท้จรงิ จะต้องเปน็ การปฏริ ปู เชิงโครงสร้างท้งั ระบบ ในเร่ืองการปฏิรูปและ
พัฒนาครู อาจารย์ ผบู้ รหิ าร การปฏริ ปู การบริหารจดั การ ปฏริ ูปหลกั สูตรกระบวนการการเรียนการ
สอนและการวดั ผล จดั การศกึ ษาให้คนส่วนใหญ่ไดเ้ รยี นการศกึ ษาระดบั ประเภทตา่ งๆ ตามศกั ยภาพ
ของตนเองอยา่ งเตม็ ที่ สถานศกึ ษาทัว่ ประเทศมีคณุ ภาพสูงใกล้เคียงกัน ใครอยากเรยี นท่ีไหน เม่อื ไหร่
ก็เข้าเรียนไดฟ้ รสี าหรบั การศกึ ษาขั้นอนุบาลถงึ มธั ยมสาม และเสยี คา่ ใช้จา่ ยตา่ สาหรับระดับอืน่ ไม่ใช่
ระบบแพ้คดั ออก ใหค้ นส่วนน้อยไปเรียนมหาวทิ ยาลยั ทเ่ี น้นปริญญามากกว่า การมอี งค์ความรแู้ ละ
ทกั ษะท่ใี ช้งานได้จริง การศึกษาทกุ ระดบั ทกุ ประเภทต้องชว่ ยให้ผู้เรียนรกั การอ่าน ใฝก่ ารเรยี นรู้ คดิ
วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประยุกตใ์ ชเ้ ปน็ เรียนร้ตู อ่ ด้วยตนเองเป็น แก้ปญั หาปรับปรุงพัฒนาตนเองเปน็ มี
ความฉลาดทางอารมณ์ และความฉลาดทางสงั คม ทางานในระบบเศรษฐกิจสมยั ใหม่ได้อยา่ งมี
ประสิทธภิ าพ และเป็นพลเมืองท่ีรับผิดชอบและเออื้ อาทรต่อคนอน่ื ในสังคม17

๖. สรปุ

หลกั สตู รการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน สถานศกึ ษาเป็นชุมชนของการแสวงหาความรู้ สถานศกึ ษาจึง
ต้องมีหลกั สูตรของตนเอง คอื หลกั สตู รสถานศึกษา ประกอบดว้ ย การเรียนรู้ทงั้ มวลและประสบการณ์
อื่นๆ ท่ีสถานศกึ ษาแต่ละแหง่ วางแผนเพ่ือพัฒนาผเู้ รียน โดยจะตอ้ งจัดทาสาระการเรยี นรู้ ท้งั รายวิชาที่
เปน็ พื้นฐานและรายวิชาท่ีตอ้ งการเรยี นเพิ่มเตมิ เปน็ รายปีหรือรายภาค จัดกจิ กรรมพฒั นาผเู้ รียนทุก
ภาคเรียน และกาหนดคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ จากมาตรฐานการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน ซง่ึ เปน็
ส่วนประกอบท่ีสาคัญของการจัดหลักสตู ร สถานศกึ ษา จดุ มุ่งหมายหลกั สูตรการศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน
สถานศึกษาจะต้องทางานร่วมกบั ครอบครัวและชุมชน ทอ้ งถ่ิน วดั และหน่วยงานและสถานศึกษา ทั้ง
ภาครัฐและเอกชน ในทอ้ งถนิ่ เพอ่ื ใหเ้ กดิ ผลตามจุดมุ่งหมายของ หลักสตู รสองประการ ซ่ึงจุดมุ่งหมาย
ทง้ั สองประการนี้ให้แนวทางทส่ี าคัญ ซ่ึงสถานศกึ ษาตอ้ งพัฒนาหลกั สูตรภายในบรบิ ทและแนวทาง
นน้ั ๆ ดังน้ี หลกั สตู รสถานศกึ ษาควรพฒั นาให้เด็กเกดิ ความสนุกและความเพลดิ เพลินในการเรยี นรู้
เปรียบเสมอื นเปน็ วธิ ีสร้าง กาลงั ใจและเรา้ ใจใหเ้ กิดความกา้ วหน้าแกผ่ เู้ รยี นใหไ้ ด้มากที่สุด มีความรู้
สูงสุดสาหรับผเู้ รยี นทกุ คน ควรสรา้ งความเข้มแข็ง ความสนใจ และประสบการณใ์ ห้ผเู้ รียน และพฒั นา
ความมน่ั ใจ ใหเ้ รยี นและทางานอยา่ งเปน็ อสิ ระและร่วมใจกัน ควรใหผ้ ู้เรยี นมที ักษะการเรยี นรูส้ าคญั ๆ
ในการอา่ นออกเขียนได้ คดิ เลขเปน็ ไดข้ ้อมลู สารสนเทศ และเทคโนโลยีสอ่ื สาร สง่ เสรมิ จติ ใจที่อยากรู้
อยากเหน็ และมกี ระบวนการคดิ อย่างมีเหตผุ ล

17 บญุ ชม ศรสี ะอาด. การพัฒนาหลกั สูตรและการวิจยั เกย่ี วกับหลักสตู ร. ( กรุงเทพฯ : สวุ รี ยิ าสาส์น.
2546 ). หนา้ 34

๙๕

คาถามทา้ ยบทที่ ๔

แบบฝึกหัดท๑ี่ คาช้แี จง ขอ้ สอบแบบปรนยั มี ๑๐ ขอ้ ๑๐ คะแนน

คาสัง่ : ให้เลือกคาตอบทีถ่ กู ต้องเพียงข้อเดยี ว โดยทาเครอื่ งหมายกากบาท × ลงในข้อท่ีถกู ตอ้ ง

๑. ขอ้ ใดคอื ความหมายการบริหารจดั การและความหมายของหลกั สตู รปจั จบุ นั

ก. การบรหิ ารระดับสงู โดยเน้นท่ี การกาหนดนโยบายทสี่ าคญั และการกาหนดแผนของผู้บรหิ าร

ระดบั สงู เปน็ คานยิ มใชใ้ นการบริหารรัฐกจิ

ข. การศึกษาเป็นเคร่อื งมอื ในการพัฒนาคน

ค. การระดบั สงู ของการบรหิ ารของสถานศึกษา

ง. สถานศึกษามีการบริหารสถาศึกษาในระดบั สงู ข้ึน

๒. หลักสูตรจึงเปรยี บเสมือนมคี าที่เปน็ จุดเด่นคือข้อใด

ก. คาสั่ง ข. ปฏบิ ัติ ค. ข้อบงั คับ ง. ถูกท้งั ขอ้ ก และ ค

๓. หลกั การบรหิ ารจดั หลกั สตู รโดยมหี ลกั และแนวคดิ ที่สาคญั ก่ปี ระการ

ก. ๗ ประการข. ๘ ประการ ค. ๙ ประการ ง. ๑๐ ประการ

๔.การบริหารตรงกบั ข้อใด

ก. administration ข. Management ค. public administration ง.

published

๕. การนาหลักสูตรไปใช้มงี านหลกั กีป่ ระการ

ก. ๑ ประการ ข. ๒ ประการ ค. ๓ ประการ ง. ๔ ประการ

๖. การนาหลักสตู รไปใชม้ งี านหลักมี ๓ ประการ คืออะไรบา้ ง

ก. บรหิ าร,ดาเนินงาน,ปฏบิ ตั ิ ข. บรหิ าร,ดาเนนิ งาน,สนับสนนุ

ค. บรหิ าร,ปฏบิ ตั ิ,ผลกระทบ ง. บริหาร,ดาเนนิ งาน,ผลกระทบ

๗. ขน้ั ตอนการนาหลกั สูตรไปใช้มกี ่ขี ้นั ตอน

ก. ๔ ขนั้ ตอน ข. ๕ ขั้นตอน ค. ๖ ข้นั ตอน ง. ๗ ข้นั ตอน

๘. การกาหนดเวลาเรยี นและจานวนหน่วยกิตใน การจัดการศกึ ษาภาคบงั คบั กป่ี ี

ก. ๗ ปี ข. ๘ ปี ค. ๙ ปี ง. ๑๐ ปี

๙. อตั ถภิ าวนิยม / สวภาพนิยมตรงกบั ขอ้ ใค

ก. Essentialism ข. Perennialism ค. Existentialism ง. Progressivism

๑๐. Essentialism ตรงกับข้อใด

ก. อตั ถิภาวนยิ ม ข. สวภาพนยิ ม ค. สรรตนยิ ม ง. ไม่มขี ้อถกู

แบบฝกึ หดั ท่ี ๒ คาชแี้ จง ข้อสอบแบบผดิ ถกู มี ๑๐ ขอ้ ๑๐ คะแนน

คาสงั่ : ทาเคร่ืองหมายถูกหรอื ผดิ อยหู่ น้าแตล่ ะข้อ √ หรอื × ลงในช่องว่างใหถ้ ูกตอ้ ง
_____๑ การบรหิ ารระดบั สูงโดยเน้นท่ี การกาหนดนโยบายทส่ี าคัญและการกาหนดแผนของ

ผบู้ รหิ ารระดับสงู เปน็ คานยิ มใช้ในการบรหิ ารรัฐกจิ
_____๒ การบริหารจัดการหลกั สตู รจะประสบความสาเร็จได้ดว้ ยความรว่ มมอื ของบคุ ลากร

หลายฝา่ ยทง้ั ภายในและภายนอกสถานศึกษา ปจั จยั ความสาเรจ็ ในการบรหิ ารจัดการหลักสูตร
แบง่ เป็น ๒ ปัจจัย คอื ปจั จยั ภายในและปจั จยั ภายนอก

๙๖

._____๓ การกาหนดนโยบายมี๒ปัจจยั ของการบรหิ าร
_____๔ หลักสูตรเปน็ เกณฑม์ าตรฐานการศึกษา เพอ่ื ควบคมุ การเรยี นการสอนใน
สถาบันการศึกษาระดบั ตา่ งๆ และยังเปน็ เกณฑ์มาตรฐานอย่างหนงึ่ ในการจัดสรรงบประมาณ บคุ ลากร
อาคารสถานที่ วัสดุอปุ กรณ์ฯลฯ ของการศกึ ษาของรฐั ใหแ้ กส่ ถานศกึ ษาของรฐั บาลด้วย
_____๕ หลกั สตู รเปน็ แผนดาเนนิ งานของผู้บริหารการศึกษาทจี่ ะอานวยความสะดวกและ
ควบคุมดแู ลตดิ ตามผลให้เปน็ ไปตามนโยบายการจดั การศกึ ษาของรฐั บาลด้วย
_____๖ หลกั สตู รจะกาหนดแนวทางในการไมส่ ่งเสรมิ ความเจริญงอกงาม และพัฒนาการ
ของเด็กตามจุดหมายของการศกึ ษา
_____๗ หลกั สูตรจะไมก่ าหนดลักษณะและรปู ร่างของสังคมในอนาคตได้วา่ จะเป็นไปในรูปใด
ของการศกึ ษา
_____๘ หลกั สูตรจะกาหนดแนวทางใหค้ วามรู้ ทกั ษะและความสามารถความประพฤติทีจ่ ะ
เป็นประโยชน์ต่อสังคมอนั เปน็ การพฒั นากาลังคน ซ่งึ จะนาไปสูก่ ารพฒั นาเศรษฐกจิ และสังคม
แหง่ ชาตทิ ไ่ี ดผ้ ล
_____๙. หลกั สตู รจะเปน็ สง่ิ ท่ีบง่ ชถี้ ึงความเจริญของประเทศ เพราะการศึกษาเป็นเครือ่ งมือ
ในการพฒั นาคน ประเทศใดจดั การศึกษาโดยมีหลักสตู รทีเ่ หมาะสม ทนั สมัย มีประสทิ ธิภาพ ทันตอ่
เหตกุ ารณ์ และการเปล่ยี นแปลงยอ่ มได้กาลังคนทม่ี ีประสทิ ธิภาพสูง
_____๑๐ การศึกษาหลักสูตรไม่ต้องใช้การบริหารของสถานศึกษา

แบบฝึกหัดที่ ๓ คาชแ้ี จง ข้อสอบแบบจบั คู่ มี ๑๐ ข้อ ๑๐ คะแนน

คาสัง่ : ใหจ้ บั คูเ่ ขยี น ก – ญ เติมลงในช่องว่างใหถ้ กู ตอ้ ง

๑. ศกึ ษาและทาความเขา้ ใจเก่ยี วกับ ก. บรหิ าร,ดาเนินงาน

,สนับสนุน

๒. การกาหนดนโยบายที่สาคญั ข. กาหนดแผนของ

ผู้บริหารระดับสงู

๓. Essentialismใหค้ วามสาคญั ตรงใด ค. คาสง่ั ขอ้ บังคับ

๔. การกาหนดเวลาเรียนและจานวนหน่วยกิต ง. หลักสูตรการจดั ดาร

บริหาร

๕. การนาหลกั สตู รไปใชม้ ีงานหลักมี ๓ ประการ คือ จ. หลักสตู รจะกาหนด

แนวทางใหค้ วามรู้

๖. หลักสตู รจึงเปรยี บเสมอื นมคี าที่เปน็ จดุ เดน่ ฉ. บรหิ ารผสู้ ูงในสังคม

๗. ทักษะและความสามารถความประพฤตทิ จี่ ะเปน็ ประโยชน์ตอ่ สังคม ช. หลกั การจดั

๘. การบรหิ ารจัดการหลักสูตรแบ่งเปน็ ๒ ปจั จยั ซ. ใน การจัดการ

ศกึ ษาภาคบงั คบั ๙ ปี

๙. ปรับการบริหารการศกึ ษา ฌ. ปัจจยั นอกและปจั จัยใน

๑๐. การบรหิ ารระดบั สงู ญ.สรรหนิยม

๙๗

แบบฝึกหัดที่ ๔ คาชแ้ี จง ขอ้ สอบแบบอตั นยั มี ๕ ขอ้ ๒๐ คะแนน

คาส่ัง : จงตอบคาถามดงั ตอ่ ไปน้ี
๑. ความหมายการบรหิ ารจดั การและความหมายของหลกั สตู รปจั จบุ นั อธิบายพอสงั เขป
๒. การนาหลกั สูตรไปใชม้ ีงานหลัก ๓ ประการ คอื มอี ะไรบ้างอธบิ าย
๓. กระบวนการทางาน เป็นผลมาจากการเปลย่ี นแปลงด้านไหน
๔. การนาหลกั สตู รไปใชม้ ีนกั ศกึ ษากี่นกั ศกึ ษาอธบิ ายวา่ มใี ครบ้าง
๕. ตัวแปรทานายจากคุณสมบตั ิของครู มีความเช่ือว่าครูท่มี ีคุณสมบัตมิ ีแนวโน้มท่จี ะสอนได้อยา่ งมี

ประสิทธภิ าพ ดงั นอี้ ะไรบา้ ง

๙๘

อา้ งอิงประจาบท

สงัด อทุ รานันท์. พนื้ ฐานการพฒั นาหลักสูตร. กรงุ เทพฯ : กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. ๒๕๓๒.
. พนื้ ทแี่ ละหลักการพฒั นาหลกั สูตร. กรุงเทพฯ : โรงพิมพม์ ติ รสยาม. ๒๕๓๒.

สันต์ สิงหภกั ดี และสนั ติสุข โสภณศริ (แปล). ทนี่ ่ไี มม่ ีโรงเรยี น ไอวาน อิลลชิ . ๒๕๓๗.
สาโรช บัวศร.ี แนวคดิ บางประการทางการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ :กระทรวงศึกษาธกิ าร. ๒๕๑๔
สุจรติ เพียรชอบ. E Learning การพฒั นาหลกั สูตร. กรงุ เทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ๒๕๔๘.

สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาติ. คณะอนกุ รรมการปฏิรูปการเรยี นร้.ู ปฏิรปู การ
เรยี นรู้ ผเู้ รียนสาคญั ทส่ี ดุ . กรุงเทพฯ : โรงพมิ พก์ ารศาสนา, ๒๕๔๓.
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ สานกั นายกรฐั มนตร.ี พระราชบญั ญตั ิการศกึ ษา

แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และทแ่ี กไ้ ขเพม่ิ เตมิ (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕. กรงุ เทพฯ : บริษทั
พริกหวานกราฟฟคิ จากัด, ม.ป.ป.
สนั ต์ ธรรมบารุง. หลกั สูตรและการบรหิ ารหลกั สตู ร. กรงุ เทพฯ : ภาคพัฒนาตาราและเอกสาร
วิชาการ กรมการฝกึ หัดคร,ู ๒๕๒๗.
สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ. แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คม
แหง่ ชาตฉิ บบั ทÁี ๑๐. กรงุ เทพฯ : สานักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคม
แห่งชาติ, ๒๕๕๐
สาราญ คงชะวัน. การพฒั นาหลกั สูตรกบั การวจิ ัยและการพัฒนาสถานศึกษา. วารสารศึกษาศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ทักษณิ . ๒ (๒): ๑๓-๒๐. ๒๕๔๖.
เอกวทิ ย์ ณ ถลาง. “ข้อคิดเร่อื งหลกั สตู ร”คมู่ ือนิเทศการศกึ ษา. พระนคร: วทิ ยาลัยครสู วนสุนันทา.
๒๕๒๑.
ธวชั ชัย ชยั จริ ฉายากลุ . ประมวลสาระชุดวิชา การพฒั นาหลกั สตู รและวทิ ยวิธที างการสอนหน่วยท่ี
๑-๒ กรงุ เทพ : สาขาวชิ าศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมาธิราช. ๒๕๓๖

. การพฒั นาหลกั สตู รจากแนวคดิ ส่กู ารปฏบิ ตั ิ. กรุงเทพฯ : อักษรบัณฑติ , หน้า ๔.
๒๕๒๙.
ธารง บวั ศรี. ทฤษฎหี ลักสตู รภาค ๒. พระนคร : มงคลการพิมพ์. ๒๕๑๔.
-------------ทฤษฎหี ลักสตู ร : การออกแบบและพฒั นา. พมิ พค์ รั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : โรงพิมพค์ ุรสุ ภา
ลาดพรา้ ว. ๒๕๓๒.

บทท่ี ๕
หลักการพัฒนาหลักสตู ร

สาระสาคญั

การพัฒนาหลักสูตร หมายถงึ แผนประสบการณก์ ารเรยี น นักการศกึ ษาที่มคี วามคิดเห็นวา่
หลกั สูตร หมายถงึ แผนประสบการณก์ ารเรยี นนน้ั มองหลักสตู รในลกั ษณะท่ีเปน็ เอกสาร หรอื
โครงการการศึกษาท่ีสถาบนั การศกึ ษาไดว้ างแผนไว้ เพ่ือใหผ้ ้เู รยี นไดศ้ ึกษาตามแผนหรอื โครงการท่ี
กาหนดไว้ หลักสตู รตามความหมายนี้หมายถงึ รวมถึง แผนการเรยี นหรอื รายวิชาตา่ ง ๆ ทกี่ าหนดให้
เรยี นรวมท้งั เนอื้ หาวชิ าของรายวชิ าตา่ ง ๆ กิจกรรมการเรยี นการสอนและการประเมนิ ผล ซึ่งไดก้ าหนด
ไว้ในแผน ความคดิ เห็นของนกั ศกึ ษากลุ่มนไี้ มร่ วมถงึ การนาหลักสูตรไปใช้หรือการเรียนการสอนที่
ปฏบิ ตั ิจริง แตท่ ั้งแผนประสบการณก์ ารเรียนกับการสอนท่ปี ฏิบตั ิจรงิ มีความสมั พนั ธก์ ันอยา่ งใกลช้ ดิ
หลักสตู ร หมายถึง ประสบการณ์การเรยี นร้ขู องผเู้ รยี นทส่ี ถาบนั การศกึ ษาจดั ใหซ้ ่งึ หมายรวมถงึ
ประสบการณ์การเรียนและการนาหลักสตู รไปใช้ดว้ ย

ขอบเขตเนื้อหา

๑ .ความหมายของการพัฒนาหลกั สตู ร
๒. ทฤษฎกี ารพัฒนาหลกั สูตร
๓. กระบวนการพฒั นาหลกั สตู ร
๔. การพฒั นาหลักสูตรในระดบั ต่างๆ
๕. หลกั ของการพัฒนาหลักสตู ร
๖. ผลทีไ่ ด้จากการพฒั นาหลกั สูตร
๗. ขอ้ คดิ ในการพฒั นาหลักสูตร
๘. รปู แบบของการพัฒนาหลักสตู ร

วัตถปุ ระสงค์
๑. เพือ่ นาหลกั การที่เกี่ยวกับการพัฒนาหลักสตู รไปใช้
๒. เพื่อให้เกดิ ความตระหนกั ถึงความสาคัญของการพัฒนาหลกั สูตร
๓. เพ่ือใหม้ ีความเขา้ ใจถงึ การพัฒนาหลักสูตรและการใชห้ ลกั สตู ร
๔. เพอื่ ใหร้ ู้และเขา้ ใจถงึ ตา่ งๆทางด้านหลกั สตู รปัจจัย

บทนา

การพัฒนาหลักสตู ร หมายถงึ แผนประสบการณก์ ารเรียน นักการศึกษาที่มคี วามคิดเห็นว่า
หลักสูตร หมายถึง แผนประสบการณ์การเรียนน้นั มองหลักสูตรในลักษณะท่ีเปน็ เอกสาร หรอื
โครงการการศึกษาที่สถาบนั การศึกษาได้วางแผนไว้ เพื่อใหผ้ ู้เรยี นไดศ้ กึ ษาตามแผนหรอื โครงการที่
กาหนดไว้ หลกั สูตรตามความหมายนห้ี มายถงึ รวมถงึ แผนการเรยี นหรือรายวชิ าตา่ ง ๆ ท่ีกาหนดให้
เรียนรวมทง้ั เนื้อหาวชิ าของรายวชิ าต่าง ๆ กจิ กรรมการเรยี นการสอนและการประเมินผล ซึ่งไดก้ าหนด

๑๐๐

ไว้ในแผน ความคดิ เหน็ ของนกั ศึกษากลุม่ นไ้ี มร่ วมถึงการนาหลักสูตรไปใชห้ รือการเรียนการสอนท่ี
ปฏิบัติจรงิ แต่ทั้งแผนประสบการณ์การเรยี นกับการสอนท่ปี ฏิบัตจิ รงิ มีความสมั พันธ์กันอยา่ งใกล้ชดิ
หลกั สตู ร หมายถึง ประสบการณก์ ารเรยี นรูข้ องผู้เรยี นทสี่ ถาบันการศกึ ษาจดั ให้ซ่ึงหมายรวมถงึ
ประสบการณก์ ารเรยี นและการนาหลักสูตรไปใช้ดว้ ย แนวคดิ นี้สอดคล้องกบั แนวคดิ ของท้งั ทาบาและ
ไทเลอร์ทเี่ หน็ วา่ หลักสตู รประกอบดว้ ยจุดมุ่งหมายประสอบการณท์ างการศกึ ษาหรอื เน้อื หาการจดั
ประสบการณท์ างการศึกษาหรือจดั การเน้อื หาและกจิ กรรมการเรยี นการสอนและการประเมนิ ผล

๑. ความหมายของการพฒั นาหลกั สูตร

๑ หลกั สตู ร หมายถงึ แผนประสบการณก์ ารเรียน นักการศึกษาทม่ี คี วามคดิ เหน็ ว่าหลักสูตร
หมายถึง แผนประสบการณ์การเรยี นน้นั มองหลักสตู รในลกั ษณะที่เป็นเอกสาร หรอื โครงการ
การศึกษาทสี่ ถาบันการศึกษาไดว้ างแผนไว้ เพ่อื ให้ผเู้ รียนได้ศกึ ษาตามแผนหรือโครงการทก่ี าหนดไว้
หลกั สตู รตามความหมายนห้ี มายถงึ รวมถงึ แผนการเรียนหรอื รายวิชาตา่ ง ๆ ท่ีกาหนดให้เรียนรวมทงั้
เนือ้ หาวชิ าของรายวชิ าต่าง ๆ กจิ กรรมการเรียนการสอนและการประเมนิ ผล ซ่งึ ไดก้ าหนดไว้ในแผน
ความคิดเหน็ ของนักศกึ ษากลุม่ น้ไี มร่ วมถึงการนาหลักสตู รไปใช้หรอื การเรียนการสอนทปี่ ฏบิ ตั จิ ริง แต่
ทงั้ แผนประสบการณ์การเรียนกบั การสอนทป่ี ฏบิ ัติจริงมคี วามสมั พันธก์ ันอย่างใกลช้ ิด

หลกั สตู ร หมายถึง ประสบการณก์ ารเรียนรูข้ องผู้เรยี นทส่ี ถาบันการศกึ ษาจัดใหซ้ ง่ึ หมาย
รวมถงึ ประสบการณก์ ารเรียนและการนาหลักสตู รไปใช้ด้วย แนวคิดนส้ี อดคล้องกบั แนวคดิ ของทง้ั ทา
บาและไทเลอรท์ เี่ หน็ วา่ หลักสูตรประกอบด้วยจดุ มุ่งหมายประสอบการณ์ทางการศึกษาหรือเนอ้ื หา
การจดั ประสบการณ์ทางการศึกษาหรือจัดการเนื้อหาและกจิ กรรมการเรยี นการสอนและการ
ประเมนิ ผล

ธารง บวั ศรี กล่าวว่า หลกั สตู ร คอื แผนซึง่ ได้ออกแบบจดั ทาข้นึ เพื่อแสดงจดุ มงุ่ หมายการ
จดั เนื้อหาสาระกิจกรรมและมวลประสบการณใ์ นแต่ละโปรแกรมการศกึ ษา เพอ่ื ใหผ้ ้เู รียนมีพฒั นาการ
ในดา้ นตา่ ง ๆ ตามจดุ หมายท่ีได้กาหนดไว้

มาเรียม นิลพนั ธ์ุ กล่าววา่ หลกั สูตร หมายถึง เอกสารขอ้ กาหนดเก่ียวกบั มวลประสบการณ์
เพ่อื ให้ผู้เรยี นมพี ฒั นาไปในแนวทางท่ีตอ้ งการ ทงั้ น้ี นกั การศกึ ษาและนกั พฒั นาหลักสตู รประเทศ ได้
ให้ความหมายและคาจากดั ความของหลักสูตรไว้ โดยสรปุ ดงั น้ี๑

คาสเวลและแคมเบล (Caswell and Cambel ) ไดใ้ หจ้ ากัดความวา่ หลกั สตู รเป็นสง่ิ ท่ี
ประกอบดว้ ยประสบการณ์ทง้ั มวลของเดก็ ภายใต้การแนะแนวของครู

ไทเลอร์ ไดส้ รปุ ว่าหลักสูตรเปน็ สง่ิ ท่ีเด็กจะต้องเรยี นรู้ทง้ั หมด โดยมโี รงเรียนเป็นผูว้ างแผน
และกากบั เพื่อใหบ้ รรลุถงึ จดุ หมายของการศกึ ษา

ทาบา ใหค้ าสรุปเก่ยี วกบั หลกั สูตรอย่างสั้น ๆ วา่ หลักสูตรเปน็ แผนการเกยี่ วกบั การเรียนรู้
ก๊ดู ได้ใหค้ วามหมายของหลักสูตรไว้ ๓ ประการ ดังนี้ คือ
๑. หลกั สตู ร หมายถึง เนอ้ื หาวชิ าทจ่ี ดั ไว้เป็นระบบใหผ้ ู้เรียนไดศ้ กึ ษา เพ่อื สาเรจ็ หรือรบั
ประกาศนียบัตรในสาขาวิชาหน่ึง
๒. หลักสูตร หมายถงึ เคา้ โครงสรา้ งท่วั ไปของเน้ือหาหรอื สิ่งเฉพาะทีจ่ ะต้องสอน ซึ่งโรงเรียน
จดั ให้แกเ่ ด็กเพ่ือให้สาเร็จการศึกษาและสามารถเข้าศึกษาตอ่ ในทางอาชพี ตอ่ ไป

๑ ทศิ นา แขมมณ.ี ศาสตร์การสอน. (กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2554 ), หน้า 55.

๑๐๑

๓. หลกั สูตร หมายถงึ กลุม่ วชิ าและการจัดประสบการณ์ท่กี าหนดไว้ใหผ้ ูเ้ รียนไดเ้ รยี นภายใต้
การแนะนาของโรงเรียนและสถานศึกษา

โอลวิ า ไดใ้ หน้ ิยามความหมายของหลกั สตู รโดยแบ่งเป็นการให้นยิ ามโดยยดึ จดุ ประสงค์
บรบิ ทหรอื สภาพแวดล้อม และวธิ ีดาเนนิ การหรอื ยุทธศาสตร์ ดังน้ี๒

๑. การใหน้ ิยามโดยยึดจดุ ประสงค์ (Purpose) หลกั สูตรจงึ มีภาระหน้าทที ่จี ะทาให้ผเู้ รียนควร
จะเปน็ อยา่ งไร หรือมีลักษณะอย่างไร หลกั สูตรในแนวคิดนีจ้ งึ มีความหมายในลักษณะที่เป็นวิธีการท่ี
นาไปสคู่ วามสาเรจ็ ตามจุดประสงค์หรือจดุ มุ่งหมายนั้น ๆ เชน่ หลักสตู ร คือ การถา่ ยทอดมรดกทาง
วัฒนธรรม หลกั สตู ร คอื การพัฒนาทกั ษะการคิดผ้เู รียน เปน็ ต้น

๒. การให้นิยามโดยยดึ บริบทหรือสภาพแวดล้อม (Contexts) นยิ ามของหลักสูตร ในลกั ษณะ
นจี้ ึงเปน็ การอธบิ ายถึงลักษณะทัว่ ไปของหลักสูตรซง่ึ แลว้ แต่วา่ เนอ้ื หาสาระของหลกั สูตรน้นั มีลักษณะ
เป็นอยา่ งไร เชน่ หลักสตู รท่ยี ดึ เน้อื หาวิชา หรือหลกั สูตรท่ยี ึดผูเ้ รียนเป็นศูนย์กลาง หรือหลกั สตู รทเ่ี น้น
การปฏริ ปู สังคม เป็นต้น

๓. การให้นยิ ามโดยยึดวิธีดาเนินการการหรอื ยุทธศาสตร์ (Strategies) เปน็ การนิยามในเชิง
วธิ ีดาเนนิ การที่เป็นกระบวนการ ยทุ ธศาสตร์หรอื เทคนิควิธีการในการจัดการเรียนการสอน เชน่
หลกั สตู ร คือ กระบวนการแก้ปัญหา หลกั สตู ร คือ การอยรู่ วมกนั เป็นกลุ่ม การทางานกลุ่ม หลกั สูตร
คอื การเรียนรเู้ ปน็ รายบคุ คล หลกั สตู ร คอื โครงการหรือแผนการจดั การเรียนการสอน เป็นต้น

โอลวิ า ไดส้ รุปความหมายของหลกั สตู รไวว้ า่ หลักสตู ร คอื แผนงานหรอื โครงการท่ีจัด
ประสบการณ์ท้ังหมดให้แกผ่ ู้เรียน ภายใต้การดาเนนิ งานของโรงเรยี น และในทางปฏบิ ัตหิ ลกั สตู ร
ประกอบดว้ ยจานวนของแผนการต่าง ๆ ท่เี ขยี นเป็นลายลกั ษณ์อักษร และมีขอบเขตกวา้ งหลายหลาย
เปน็ แนวทางของการจัดประสบการณก์ ารเรยี นร้ทู ี่ตอ้ งการ ดงั น้ัน หลกั สูตรอาจเปน็ หน่วย (Unit) เป็น
รายวชิ า (course) หรือเป็นรายวชิ ายอ่ ยตา่ ง ๆ (sequence of courses) แผนงานหรือโครงการทาง
การศกึ ษาดังกล่าวนอี้ าจจดั ขึน้ ได้ทั้งในและนอกชน้ั เรยี นหรอื โรงเรียนกไ็ ด้

จากที่กลา่ วมาแลว้ สามารถสรปุ ได้วา่ หลักสูตร หมายถงึ มวลประสบการณค์ วามรู้ต่าง ๆ ท่ีจัด
ใหผ้ เู้ รยี นทั้งในและนอกห้องเรยี น ซึ่งมลี กั ษณะเป็นกจิ กรรม โครงการหรอื แผน เพ่ือเปน็ แนวทางใน
การจัดการเรยี นการสอนให้ผเู้ รียน ไดพ้ ฒั นาและมีคุณลักษณะตามความมุ่งหมายทไ่ี ดก้ าหนดไว้

๒. ทฤษฎีการพฒั นาหลักสตู ร

โบแชมพ์ (Beauchamp ) ไดน้ าเสนอแนวคิดทฤษฎกี ารออกแบบหลักสตู รเปน็ ๒
ลกั ษณะ คือ ทฤษฎีการออกแบบหลกั สูตร (Design Theories) และทฤษฎีวิศวกรรมหลกั สตู ร
(Engineering theories)

๑. ทฤษฎกี ารออกแบบหลกั สตู ร (Design Theories)การออกแบบหลักสูตร (Curriculum
Design) หมายถึง การจดั แบ่งองคป์ ระกอบของ หลักสูตรไดแ้ ก่ จุดมุง่ หมาย เนื้อหาสาระ วิธกี ารจดั
กิจกรรม จดุ มุ่งหมายทัว่ ไปและจุดม่งุ หมายเฉพาะแนวทางการนาหลกั สตู รไปใชส้ กู่ ารจัดการเรียนการ
สอนและการวดั ผลประเมินผล

๒. ทฤษฎีวศิ วกรรมหลักสูตร (Engineering theories)

๒ชัยวฒั น์ สทุ ธริ ัตน์. นวตั กรรมการจัดการเรียนร้ทู ี่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ. (กรุงเทพฯ:บริษทั แดเนก็ ซ์
อนิ เตอร์คอร์ปอเรห์ จากดั ,2553 ), หนา้ 123.

๑๐๒

ทฤษฎีวศิ วกรรมหลกั สตู ร (Engineering theories) หมายถงึ กระบวนการทกุ อย่างท่ที าให้
ระบบหลกั สูตรเกิดขน้ึ ในโรงเรยี น ได้แก่ การสรา้ งหรือจดั ทาหลักสตู ร การใช้หลกั สตู ร และการ
ประเมินประสิทธภิ าพหลักสตู ร และการประเมินระบบหลักสตู ร รูปแบบหลักสูตรท่ีมีคณุ ภาพท่ี
สามารถสรา้ งประสบการณแ์ ก่ผ้เู รียนได้มีหลายรปู แบบ ได้แก่ รูปแบบการบรหิ าร รปู แบบการ
ปฏบิ ัติการ รปู แบบการสาธิต รูปแบบการวิจยั เชิงปฏิบตั ิ และรูปแบบการใช้คอมพวิ เตอรเ์ ปน็ ฐาน
สาหรบั การกาหนดหลกั สตู รทฤษฎี หลกั สตู รจะช่วยในการบริหารงานเกย่ี วกับหลักสตู รใหม้ ี
หลกั เกณฑ์ หลกั การ และระบบมากยงิ่ ขึ้น เช่น การสร้างหลกั สูตร การพัฒนาหลกั สูตร และการ
ประเมนิ หลักสตู รการจัดบคุ ลากรเกี่ยวกับหลกั สูตร การทาให้องคป์ ระกอบของหลักสตู รทจี่ ะนาไปใช้
ใหเ้ กดิ ประสทิ ธิภาพมากขึ้น

สรปุ ได้วา่ ทฤษฎหี ลักสตู รกค็ อื แนวคดิ ในการพฒั นาหลักสูตร แบง่ ออกเปน็ ทฤษฎีการ
ออกแบบองค์ประกอบของหลักสูตร ได้แก่ จุดมุ่งหมาย เน้ือหาสาระ วิธกี ารจัดกจิ กรรม จุดมุ่งหมาย
ท่ัวไปและจุดมงุ่ หมายเฉพาะแนวทางการนาหลกั สตู รไปใช้สู่การจัดการเรียนการสอนและการวดั ผล
ประเมนิ ผลและทฤษฎีวศิ วกรรมหลกั สูตร โรงเรยี น ไดแ้ ก่ การสร้างหรือจดั ทาหลักสตู ร โครงสรา้ งของ
หลักสูตร การใช้หลักสตู ร และการประเมินประสทิ ธภิ าพหลกั สตู รและการประเมินระบบหลกั สตู ร

แนวคิดเก่ยี วกับการพฒั นาหลกั สตู ร
การพฒั นาหลกั สูตร เป็นกระบวนการท่ีสลับซับซอ้ นและเกย่ี วข้องกบั คนสว่ นมากจึงตอ้ งมกี าร
วางแผนอยา่ งรอบคอบดว้ ยการศึกษาข้อมลู และความจาเปน็ พื้นฐานของการพฒั นาหลกั สตู รในหลาย
ๆดา้ น โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งขอ้ มลู ทเ่ี กี่ยวข้องกับตัวผเู้ รยี น (หมายถงึ สภาพของบา้ น ครอบครัว ชุมชน)
เก่ียวข้องกบั สงั คมและเกยี่ วข้องกับการเรยี นรู้ ขอ้ มลู และความจาเป็นเหล่าน้ี จะเป็นพ้นื ฐานเบ้อื งตน้
ในการกาหนดจุดม่งุ หมายของหลกั สตู ร การเลือกเน้ือหาวิชา และประสบการณก์ ารเรียนรเู้ พ่ือช่วยให้
ผเู้ รียนมีพฒั นาการตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรพ้นื ฐาน
กาญจนา คุณารกั ษ์ ได้นาเสนอแนวคิดพน้ื ฐานในการพฒั นาหลักสูตรไว้ ๖ ประการ ได้แก่
การเปล่ยี นแปลงของสงั คม การเปลย่ี นแปลงทางด้านเศรษฐกิจ การเมืองและการ ปกครอง
แนวความคดิ และผลการศกึ ษาคน้ คว้าทางดา้ นจติ วิทยา ความก้าวหนา้ ทางวิทยาการ เทคโนโลยีและ
และ บทบาทของสถานบันศึกษาและสื่อมวลชน
ใจทพิ ย์ เช้ือรัตนพงษ์ กลา่ วถึงแนวคดิ พ้ืนฐานการพัฒนาหลักสูตร อยา่ งเปน็ ระบบสรุปได้
ดังนี้
ขน้ั ท่ี ๑ การวเิ คราะห์ขอ้ มลู พนื้ ฐาน เพ่ือวินจิ ฉยั ปญั หาและความต้องการ ซงึ่ จะชว่ ย
ในการตัดสนิ ใจ
ขน้ั ที่ ๒ การกาหนดเปา้ ประสงค์ จุดหมายและจุดประสงค์ หลงั จากไดว้ เิ คราะห์ขอ้ มลู
พนื้ ฐานแล้ว จะพจิ ารณาและกาหนดความมงุ่ หมายของการศึกษา
ขน้ั ที่ ๓ การเลอื กและการจัดเนอ้ื หา จะตอ้ งมีความถกู ต้องสอดคลอ้ งกบั จดุ มงุ่ หมายท่ี
กาหนดไวใ้ นหลักสตู ร มคี วามสอดคลอ้ งกับความต้องการ ความสนใจของผ้เู รยี น มคี วามยากงา่ ย
สอดคลอ้ งเหมาะสมกบั วยั เนื้อหาต้องเปน็ ประโยชน์ตอ่ ผ้เู รียน และเนอื้ หานนั้ เปน็ สิง่ ทสี่ ามารถจัดให้
ผูเ้ รียนได้ ในแง่ของความพร้อมดา้ นเวลา ผู้สอน และวสั ดอุ ปุ กรณ์ตา่ ง ๆ
ขั้นที่ ๔ การเลอื กและการจัดประสบการณ์การเรยี นรู้ ในการจดั กิจกรรมตา่ ง ๆ ต้องสามารถ
ทาใหผ้ เู้ รยี นเกดิ การเรยี นรูไ้ ด้เร็ว รวมไปถงึ ยทุ ธวธิ ีการสอน การเลือกใชส้ ่อื การสอนให้ สอดคล้องกับ

๑๐๓

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ และการจดั สภาพแวดล้อมของโรงเรียนตอ้ งเอ้ือตอ่ การเรยี นรู้ และ กระตนุ้
ความสนใจของผเู้ รียน

ขั้นที่ ๕ การกาหนดอัตราเวลาเรยี น หลกั เกณฑใ์ นการวัดประเมนิ ผลการเรียน กาหนดเวลา
เรยี นการสอน โดยจดั เนื้อหาวชิ าตามลาดับก่อนหลงั ให้สมั พนั ธก์ ับจานวนช่วั โมงตอ่ สัปดาห์ สว่ นการ
วดั ผลประเมินผล ควรกาหนดวิธกี ารเกณฑ์การจบหลกั สูตร

ข้นั ที่ ๖ การนาหลกั สูตรไปใช้ หลังจากล่างหลักสูตรแล้วตอ้ งมีการตรวจสอบ
ขอ้ บกพร่องท่คี วรปรบั ปรุงแก้ไขเพิ่มเตมิ

ข้นั ที่ ๗ การประเมนิ ผลหลักสูตร เมื่อใชห้ ลกั สตู รไปไดส้ กั ระยะหน่ึง ควรมกี ารประเมินผล
หลกั สตู รในด้านต่างๆวา่ มขี ้อบกพรอ่ งท่คี วรแกไ้ ขปรับปรงุ หรือเพิ่มเติมอะไรบ้าง

ขั้นท่ี ๘ การปรบั ปรงุ แกไ้ ขหลกั สูตร หลงั จากทีท่ ราบข้อบกพรอ่ งของหลกั สตู ร อาจจะตอ้ งมี
การศกึ ษาปัญหาเพอ่ื ปรับปรุงข้อบกพรอ่ งให้หลักสูตรเหมาะสมยงิ่ ขึน้

มเิ ชลลิส กรอสแมน และสก๊อต (Michealis Grossman and Scott. ) ไดเ้ สนอแนวคดิ หลัก
สาคญั ๕ ประการ ซ่งึ เปน็ พนื้ ฐานในการพฒั นาหลักสตู ร ไดแ้ ก่ พ้นื ฐานทางประวตั ิศาสตร์ซึ่งจะมี
ประโยชน์ตอ่ การศกึ ษาปญั หาข้อถกเถยี งและการปฏบิ ตั ิตลอดจนความสาเร็จและความลม้ เหลวขอ
หลักสตู รเดิม พื้นฐานทางดา้ นปรชั ญาซึง่ จะช่วยในการพัฒนาเคา้ โครงของคา่ นยิ มและความเชื่อที่
สมั พนั ธ์กบั การกาหนดความมุ่งหมาย การเลือกและการใชค้ วามรู้ ความหมายและวธิ ีการดาเนินการ
และมติ ิอ่นื ๆ ของการศึกษา พืน้ ฐานทางสงั คมซึ่งจะเป็นแหล่งข้อมูลค่านยิ ม การเปลีย่ นแปลง ปัญหา
ความกดดนั และแรงขบั ทางสังคมทีจ่ ะนามาพิจารณาในการวางแผนหลักสตู ร พื้นฐานจติ วทิ ยา ซ่ึง
ประกอบด้วยความคดิ เกี่ยวกับการเจรญิ เติบโตและพัฒนาการของเด็กตลอดจนการเรียนรูข้ องเดก็ ๆ
และ พนื้ ฐานเกีย่ วกับสาขาวิชา ซงึ่ จะเปรยี บเสมอื นแหล่งขอ้ มูลท่เี กยี่ วกบั มโนมติ ขอ้ มลู ตา่ ง ๆ
แบบอย่างวธิ ีการและกระบวนการคน้ ควา้ อืน่ ๆ ทอ่ี าจจะใช้ในการพัฒนาหลกั สตู รและการวางแผน

บชิ อบ มีความเห็นสอดคล้องกันว่าพื้นฐานในการพฒั นาหลักสูตรนน้ั มีอยดู่ ้วยกนั ๕ ด้าน แต่
เขาใช้คาว่า “ตวั กาหนดหลัก” ซ่ึงจัดเปน็ ตวั แปรที่ส่งผลต่อการพฒั นาหลักสูตรได้แก่ ปรัชญา ซงึ่ หมาย
รวมถงึ จดุ มุ่งหมายของการศกึ ษา ความนกึ คิดทางลัทธติ ่าง ๆ และอน่ื ๆ การเงนิ รวมถึงทรัพยากร
บคุ คลและวัสดอุ ปุ กรณต์ า่ ง ๆ สังคมและวฒั นธรรมซึง่ รวมถงึ ภาษาดว้ ยความรู้ ซ่ึงรวมถึงเนอ้ื หาวชิ า
มโนทศั น์ และกระบวนการทางสมอง และ จติ วทิ ยาซงึ่ ประกอบด้วยทฤษฎกี ารเรยี นรู้วธิ ีสอนและอ่นื ๆ

สรุปไดว้ า่ แนวคดิ พืน้ ฐานในการพัฒนาหลักสตู ร คอื การวเิ คราะห์ข้อมลู พนื้ ฐานทเี่ ก่ียวขอ้ งกบั
การศกึ ษา การกาหนดเป้าประสงค์สาคัญและจุดมุง่ หมายของหลักสตู ร การกาหนดมาตรฐานต่างๆ
ของหลักสูตร การคัดเลือกเนอื้ หาสาระและการจดั ประสบการณ์การเรียนรู้ การนาหลกั สตู รไปใช้ การ
ประเมินผลการใช้หลกั สตู รและการปรับปรงุ พฒั นาหลักสูตรอย่างต่อเน่ือง๓

๓ วิจิตร ศรีสะอาง “ความหมายของการศึกษา” เอกสารการสอนชดุ วชิ า พ้ืนฐานการศึกษา หน่วยท่ี 6
ปรชั ญากับการศึกษา. ( กรงุ เทพ : สานกั พิมพ์ มหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมมาธริ าช 2539 ). หนา้ ท่ี 67

๑๐๔

๓. กระบวนการพฒั นาหลกั สตู ร

กระบวนการพัฒนาหลกั สตู ร ๗ ขนั้ ตอน ดงั นี้
๑. การวินจิ ฉัยความต้องการ (diagnosis of needs) การศกึ ษาความตอ้ งการเป็นส่ิงที่มี
ความสาคญั เปน็ อนั ดบั แรก ผู้พัฒนาหลักสตู ร (คร)ู จะตอ้ งวนิ จิ ฉัยประสบการณ์ ความตอ้ งการและ
ความสนใจของผเู้ รียนเพอ่ื มากาหนดเนอื้ หาของหลักสูตร
๒. การกาหนดวัตถปุ ระสงค์ (formulation of objectives) เมอ่ื ทราบความตอ้ งการของ
ผู้เรียนหรือของสงั คมแล้ว ผู้พฒั นาหลักสตู รจะต้องกาหนดวัตถุประสงคข์ องหลักสตู ร ซ่ึงจะใชก้ าหนด
เนอื้ หาว่าจะมีความเฉพาะเจาะจงเพยี งใดและวิธีการจัดประสบการณก์ ารเรียนรู้
๓. การเลือกเน้อื หา (selection of content) ผู้พัฒนาหลกั สตู รเลือกเนอ้ื หาสาระทจ่ี ะนามา
ให้ผเู้ รียนศึกษาโดยพิจารณาจากวตั ถปุ ระสงค์ เนื้อหาทีเ่ ลอื กมาน้ันจะตอ้ งมีความตรง (validity) ตาม
วตั ถุประสงคแ์ ละมีนยั สาคญั (significance) ตอ่ ผเู้ รยี น
๔. การจัดองค์ประกอบของเนื้อหา (organization of content) เน้อื หาทค่ี ัดเลือกมาได้น้นั
ผพู้ ัฒนาหลักสตู รจะตอ้ งนามาจัดเรยี งลาดบั (sequence) โดยใชเ้ กณฑ์หรอื ระบบบางอย่าง ทัง้ ยัง
จะต้องคานงึ ถึงความเช่อื มโยงและการเนน้ (focus) ใหเ้ หมาะกับวัตถุประสงค์ทจ่ี ะสอนและระดบั ของ
ผเู้ รยี น
๕. การเลือกประสบการณก์ ารเรียนรู้ (selection of learning experiences) ผพู้ ัฒนา
หลกั สูตรจะต้องพจิ ารณาเรือ่ งของการจัดเรยี งลาดบั ประสบการณ์ และจะต้องเลือกวิธกี ารจดั การเรยี น
การสอนทีจ่ ะสรา้ งประสบการณเ์ ก่ียวกบั เนือ้ หาตามวตั ถปุ ระสงค์
๖. การจัดองคป์ ระกอบของประสบการณ์การเรยี นรู้ (organization of learning
experiences) การจัดองคป์ ระกอบของประสบการณก์ ารเรยี นรู้ ผพู้ ัฒนาหลักสูตรจะต้องคานึงถงึ
ยทุ ธศาสตรก์ ารสอนที่สาคญั คือการพฒั นากระบวนการสรา้ งมโนทัศน์ (strategic of concept
attainment) และคานึงถึงคาถามสาคัญ ไดแ้ ก่ จะทาอยา่ งไรใหเ้ น้อื หาสาระสอดคล้องกบั
ประสบการณ์และความสนใจของผู้เรียน และจะทาอยา่ งไรใหก้ ารจดั ประสบการณ์ การเรียนรู้
สอดคลอ้ งและตอบสนองตอ่ ความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล
๗. การวนิ ิจฉยั วา่ สิ่งทจ่ี ะประเมินคอื อะไรและจะใช้วิธกี ารและเคร่อื งมือใดในการประเมนิ
(determination of what to evaluate and of the ways and means of doing it) นกั หลกั สูตร
จะต้องประเมินผลการเรยี นร้ขู องผเู้ รียนตามวัตถปุ ระสงคข์ องหลกั สตู ร โดยจะต้องตอบคาถามว่า จะ
ประเมนิ คณุ ภาพของการเรยี นรูท้ ี่เกดิ ข้นึ ได้อยา่ งไรและจะใช้เครอื่ งมอื และวิธีการใดในการประเมิน
ความหมายของกระบวนการพฒั นาหลกั สูตร
แนวคดิ และกระบวนการพฒั นาหลกั สูตรทน่ี ิยมนามาใชใ้ นการวางแผนหลกั สูตร (curriculum
planning) ในปัจจุบนั เรียกวา่ แนวคิดการบริหารทางวิทยาศาสตร์ (scientific management) ซ่งึ
เปน็ แนวคิดของนักหลักสูตรกล่มุ ผลผลิต (product approach) หรอื หลักสูตรท่กี าหนดผลการเรยี นรู้
ที่คาดหวงั (desirable result) ในรูปของคณุ ลักษณะหรอื สมรรถนะในดา้ นความรแู้ ละทักษะของ
ผเู้ รยี นเป็นปลายทางของการพัฒนาผเู้ รยี น แนวคิดหลักสตู รกล่มุ ผลผลิตน้ีเปน็ ฐานสาคญั ท่ีก่อใหเ้ กดิ
กระแสการศกึ ษาท่เี นน้ ผลลพั ธ์ (outcome based-education) และก่อให้เกิดรปู แบบหลักสตู รใหม่
ตามมา ได้แก่ หลักสูตรอิงมาตรฐาน (standards-based curriculum) และหลักสตู รอิงสมรรถนะ
(competencies based-curriculum) เป็นต้น อยา่ งไรกต็ าม แมว้ า่ รปู แบบของหลักสตู รจะมีความ
แตกต่างในดา้ นการกาหนดเปา้ หมาย แตห่ ลกั สตู รในกลมุ่ น้ี ลว้ นแต่มวี ิธกี ารดาเนินการพัฒนาบน

๑๐๕

กระบวนการหรือข้นั ตอนทค่ี ล้ายคลงึ กัน และขัน้ ตอนเหลา่ นนั้ มาจากแนวคิดของนักหลักสตู รกล่มุ
ผลผลิต

สันต์ ธรรมบารุง ไดก้ ล่าวถงึ ความหมายของการพัฒนาหลกั สตู รไวว้ า่ การพฒั นาหลกั สตู ร
(curriculum development) จะมีความหมายครอบคลมุ ถงึ การสรา้ งหลักสูตรการวางแผนหลกั สูตร
การปรบั ปรุงหลกั สูตร การพฒั นาหลักสูตรซึง่ เปน็ การปรบั ปรงุ คณุ ภาพของหลักสูตรใหด้ ีขนึ้ ทัง้ ระบบ
ต้ังแต่จุดมุ่งหมาย การเรยี นการสอน การใชส้ อ่ื การเรยี นการสอน การวดั และประเมนิ ผล

รปู แบบการพฒั นาหลกั สตู ร
บญุ มี เณรยอด กลา่ วว่าการพฒั นาหลกั สตู ร หมายถงึ การปรบั ปรงุ โครงการทปี่ ระมวลความรู้
และประสบการณท์ ัง้ หลาย เพื่อพัฒนาผู้เรียนใหด้ ีขึน้ ใหเ้ หมาะสมและสอดคลอ้ งกับสภาพสังคมและ
เพ่อื บรรลุตามจดุ ม่งุ หมายทว่ี างไว้
สงัด อุทรานันท์ กลา่ วคาว่า “การพัฒนา” หรอื คาในภาษาองั กฤษวา่ “development” มี
ความหมายท่เี ด่นชดั อยู่ ๒ ลักษณะ คอื ลักษณะแรก หมายถึง การทาใหด้ ีขน้ึ หรอื ทา
ทฤษฎหี ลกั สตู ร แนวคิด รปู แบบ ข้นั ตอนการพัฒนาหลักสตู รของนกั วิชาการไทยและตา่ งประเทศท่ี
นาเสนอในท่ีน้ีมีท้งั หมด ๖ แบบ ไดแ้ ก่
๑) แบบจาลองการพฒั นาหลักสูตรของไทเลอร์
๒) แบบจาลองการพัฒนาหลักสตู รของทาบา
๓) แบบการจาลองการพฒั นาหลกั สูตรของเซเลอร์ อเล็กซานเดอรแ์ ละเลวสี
๔) แบบจาลองการพัฒนาหลักสตู รของโอลิวา
๕) แบบจาลองการพฒั นาหลกั สตู รของวิชยั วงษใ์ หญ่
แบบจาลองของไทเลอร์ ถือเป็นตน้ แบบของการพัฒนาหลักสตู ร ไทเลอรใ์ ห้คาแนะนาวา่ ใน
การกาหนดวตั ถปุ ระสงค์ท่ัวไปของหลักสูตรทาไดด้ ้วยการเก็บรวบรวมข้อมลู จากแหลง่ ตา่ งๆ
ประกอบด้วย ข้อมลู ผเู้ รยี น ขอ้ มูลสังคมที่โรงเรยี นตัง้ อยู่ และข้อมลู เนอื้ หาสาระวิชา นาขอ้ มูลจากสาม
แหลง่ นี้มาวิเคราะหเ์ ช่อื มโยงเพ่อื ชว่ ยใหม้ ัน่ ใจในข้อมลู ทเ่ี กบ็ รวบรวมมา การเชอื่ มโยงข้อมลู เป็นการ
สังเคราะหข์ ้อมูลเพ่อื นาข้อมลู ไปกาหนดจุดประสงคข์ องหลักสูตร (ฉบับรา่ ง) ตอ่ จากน้นั จึงกล่นั กรอง
ด้วยปรชั ญาการศกึ ษาของสถานศึกษาและจติ วทิ ยาการเรียนรู้๔
ไทเลอรม์ องว่า นกั การศกึ ษาจะตอ้ งจัดการศกึ ษาทม่ี ุ่งใหค้ วามสาคัญกบั สังคม ดว้ ยการยอมรับ
ความต้องการของสงั คม และในการดาเนนิ ชวี ติ ใชก้ ารศกึ ษาเปน็ เครอ่ื งมือที่มุ่งปรับปรงุ สงั คม ผสู้ อน
ควรไดน้ าท้ังปรชั ญาสงั คมและปรชั ญาการศกึ ษา มาเป็นเค้าโครงพิจารณาใน ๔ ประเดน็ คือ
๑. ความจาและการระลกึ ได้ของแต่ละคน เป็นพื้นฐานของการเปน็ มนษุ ย์ ไม่จากัดวา่ จะเป็น
เช้ือชาติ สญั ชาติ หรือฐานะทางเศรษฐกิจและสงั คม
๒. โอกาสเพ่อื การมีส่วนร่วมท่เี ปดิ กว้างในทุกระยะของกจิ กรรมในกลุ่มสงั คม
๓. ให้การสนับสนุนของการเปลีย่ นแปลงมากกวา่ มุง่ ตอบความต้องการส่วนบุคคล
๔. ความเชื่อและสติปญั ญาเปน็ ดังวธิ ขี องความคิดท่เี กีย่ วข้องกบั ปัญหาสาคญั มากกวา่ ทีจ่ ะ
ขึ้นอยกู่ ับอานาจรัฐหรือผมู้ ีอานาจ

๔ วชิ ัย วงษ์ใหญ.่ พัฒนาหลักสูตรและการสอน. ภาควชิ าหลกั สตู รและการสอน มหาวทิ ยาลัย ศรีนคริ
นทรวโิ รฒประสานมติ ร. พัฒนาหลักสูตรและการสอนมติ ใิ หม.่ ( กรงุ เทพฯ:ธเนศวรการพิมพ์. 2537 ) หน้าท่ี 67

๑๐๖

ไทเลอรใ์ ห้ความสาคญั ในการใช้จติ วิทยา ไม่เพยี งการตอบข้อค้นพบเฉพาะบางเรอื่ งเทา่ น้ัน หากยงั ใช้
จิตวิทยาในฐานะทฤษฎกี ารเรียนรู้ ซง่ึ ชว่ ยในการกาหนดกรอบโครงสรา้ งของกระบวนการเรยี นรูอ้ ีก
ด้วย ไทเลอรก์ ลา่ วถงึ ความสาคญั ของการกล่นั กรองด้วยจิตวิทยา สรปุ ได้ดังน้ี

๑. ช่วยให้เราเปลีย่ นแปลงความคดิ เหน็ ทแี่ ตกต่างกนั และสามารถคาดหวังผลจาก
กระบวนการเรยี นรูห้ รือไม่กไ็ ด้

๒. ชว่ ยใหเ้ รามคี วามคดิ เหน็ ท่ีแตกตา่ งกันในจุดหมายที่เป็นไปไดใ้ นระยะเวลาท่ยี าวนานหรอื
ความเปน็ ไปได้ทจี่ ะบรรลุผลในแต่ละช่วงอายุ

๓. ชว่ ยให้ความคดิ บางอยา่ งเกยี่ วกบั ระยะเวลาท่ตี อ้ งการให้บรรลุผลตามจดุ ประสงคแ์ ละชว่ ง
อายซุ ง่ึ เปน็ ความพยายามสงู สุดทจี่ ะเกดิ ผลดงั ความตงั้ ใจ
เมื่อผ่านการกลัน่ กรองแลว้ ไทเลอร์ให้คาแนะนาการวางแผนหลกั สตู ร ๓ ประเดน็ คอื การเลอื ก
ประสบการณ์เรียนรู้ การจัดระบบโครงสร้างประสบการณเ์ รียนรู้ และการประเมินผลการเรยี นรู้ ซง่ึ
ผู้สอนตอ้ งจัดประสบการณ์เรียนรทู้ มี่ ุ่งจะ:

๑. พฒั นาทกั ษะการคดิ
๒. ชว่ ยใหไ้ ด้สารสนเทศท่ีต้องการ
๓. ชว่ ยใหไ้ ดพ้ ฒั นาเจตคตเิ ชิงสงั คม
๔. ช่วยให้ได้พัฒนาความสนใจ
แบบจาลองการพฒั นาหลักสตู รของทาบา
ทาบามีความเห็นวา่ หลกั สูตรตอ้ งถูกออกแบบโดยครูผู้สอนไม่ใช่คนอน่ื โดยส่งเสรมิ การ
สร้างสรรคก์ ารสอนและการเรียนรูม้ ากกว่าการออกแบบหลักสตู ร
แบบจาลองการพฒั นาหลักสตู รของ
ทาบา (Taba ) มีท้งั หมด ๗ ขน้ั ดังน้ี
ขั้นท่ี ๑ การวเิ คราะหค์ วามต้องการจาเปน็
ขั้นท่ี ๒ การกาหนดวัตถปุ ระสงค์
ขั้นที่ ๓ การเลอื กเนือ้ หาสาระ
ขนั้ ท่ี ๔ การจดั การเกีย่ วกับเนื้อหาสาระ
ขั้นที่ ๕ การเลอื กประสบการณเ์ รยี นรู้
ขัน้ ท่ี ๖ การจดั การเกีย่ วกับประสบการณเ์ รียนรู้
ขน้ั ที่ ๗ การตัดสินใจวา่ จะประเมินอะไรและวธิ กี ารประเมิน
เซเลอร์ อเล็กซานเดอร์และเลวีส (Saylor J.G, Alexander. W.M. and Lewis Arthur
นาเสนอแบบจาลองในการพฒั นาหลกั สตู รประกอบด้วย ๔ ข้ันตอน ภายใตแ้ นวคดิ ของการวางแผนให้
โอกาสในการเรยี นรเู้ พ่อื บรรลผุ ลสมั ฤทธ์ทิ างการศกึ ษาและวัตถปุ ระสงค์ทเี่ กี่ยวขอ้ งสาหรับประชากร
ดงั น้ี
๑. จุดหมาย วตั ถุประสงค์และขอบข่ายที่ต้องการพัฒนา จดุ หมายและวัตถปุ ระสงคข์ อง
หลกั สตู รถูกเลอื กหลังจากการพิจารณาตัวแปรภายนอก เช่น ผลการศึกษาจากการวิจยั ทางการศึกษา
การรบั รองมาตรฐาน ความเหน็ ของกลุ่มสังคม และอืน่ ๆ
๒. การออกแบบหลกั สูตร นกั วางแผนลกั สตู รต้องดาเนินการออกแบบหลักสตู ร ด้วยการสร้าง
โอกาสในการเรยี นรทู้ เ่ี หมาะสมกับขอบขา่ ยทตี่ อ้ งการพัฒนา ระบวุ นั เวลาและวธิ ีการในโอกาสการ

๑๐๗

เรยี นร้ดู งั กลา่ ว การออกแบบหลักสูตรคานงึ ถึง ธรรมชาตขิ องวชิ า รปู แบบของสถาบนั ทางสงั คมที่
สมั พนั ธ์กบั ความต้องการและความสนใจของผู้เรยี น

๓. การนาหลักสตู รไปใช้ ผูส้ อนนาหลักสตู รไปใช้ในช้ันเรียน โดยจัดการเรยี นการสอนตาม
วัตถปุ ระสงคแ์ ละเลือกกลยทุ ธวิธกี ารสอนท่เี กย่ี วขอ้ งเพอื่ บรรลุผลการเรียนรู้

๔. การประเมนิ หลกั สตู ร นกั วางแผนลักสูตรและผสู้ อนรว่ มกันประเมนิ ด้วยการเลือกเทคนคิ
การประเมนิ ทีห่ ลากหลาย การประเมินมีจดุ เนน้ ๒ ประเภท คือ ๑) การประเมนิ ผลรวมของการใช้
หลกั สูตรทงั้ โรงเรียน ประกอบด้วย เปา้ หมาย วตั ถุประสงค์ จุดประสงคก์ ารเรียน ประสิทธิภาพของ
การเรียนการสอน และผลสัมฤทธ์ขิ องผูเ้ รยี น ๒) การประเมินกระบวนการหลกั สตู รทั้งระบบ ตั้งแต่
การออกแบบหลกั สูตร การนาหลักสูตรไปใช้ เพ่อื ตดั สินใจว่าหลกั สูตรมปี ระสทิ ธภิ าพเพยี งใด
แบบจาลองการพฒั นาหลักสตู รของโอลิวาเปน็ ความสมั พันธ์อย่างละเอียดระหว่างองค์ประกอบทเี่ ป็น
สาระสาคัญครอบคลุมกระบวนการพฒั นาหลักสูตรต้ังแต่ต้นจนจบ นักพัฒนาหลกั สตู รต้องทาความ
เข้าใจแต่ละข้ันโดยตลอด จากข้อมลู พื้นฐานการพฒั นาหลกั สตู รดา้ นปรชั ญาถงึ การประเมนิ หลกั สูตร

ขน้ั ท่ี ๑ - กาหนดปรัชญา จุดหมายการศกึ ษา และความเชื่อเกีย่ วกบั การเรียนรู้
ขั้นที่ ๒ - วิเคราะห์ความตอ้ งการจาเปน็ ของผูเ้ รียนและสังคม
ขั้นที่ ๓ และ ๔ - กาหนดวตั ถปุ ระสงค์ที่ได้จากข้นั ที่ ๑ และ ๒
ขั้นที่ ๕ - การบรหิ ารและนาหลักสตู รไปใช้
ขนั้ ท่ี ๖ และ ๗ - การเพม่ิ ระดับจดุ หมายของการเรียนการสอน
ขน้ั ที่ ๘ - การเลือกกลวิธกี ารสอน
ขน้ั ท่ี ๙ - การเลือกวธิ กี ารประเมินผลกอ่ นเรียน
ขน้ั ที่ ๑๐ - การดาเนนิ การจดั การเรียนการสอน
ขน้ั ท่ี ๑๑ - เกบ็ รวบรวมข้อมูลการประเมนิ ผลการเรยี นการสอน
ขั้นท่ี ๑๒ – การประเมนิ หลักสูตรทงั้ ระบบ
ขน้ั ตอนการพฒั นาหลักสูตรมดี ังน้ี
๑. คณะกรรมการพฒั นาหลกั สตู ร ใช้ขอ้ มลู สภาพปญั หาและความตอ้ งการของสังคม มา
กาหนดจุดมงุ่ หมาย หลกั การและโครงสรา้ ง และออกแบบหลกั สตู ร โดยปรกึ ษาผ้เู ช่ียวชาญประกอบ
๒. ยกร่างเนอ้ื หาสาระ แตล่ ะกลมุ่ ประสบการณ์ แต่ละหนว่ ยการเรยี น และแต่ละรายวชิ า โดย
ปรึกษาหารอื ผู้เชี่ยวชาญแตล่ ะสาขาวชิ า คณะกรรมการฯ รว่ มกับผู้เชีย่ วชาญแตล่ ะสาขาวิชาเป็นผู้
กาหนดผลการเรียนรู้ จุดประสงค์ เชิงพฤตกิ รรมหรอื จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ วางแผนการสอน ทา
บันทึก ผลติ สือ่ การสอน จัดกจิ กรรมการเรียนการสอน
๓. ทดลองใชห้ ลกั สูตรในสถานศึกษานารอ่ ง และแก้ไขข้อบกพรอ่ ง
๔. อบรมผู้สอน ผู้บริหาร และบุคลากรทางการศกึ ษาให้เขา้ ใจหลกั สตู รใหม่
๕. ปฏบิ ตั ิการสอน กจิ กรรมการใชห้ ลกั สตู รใหม่มี ๔ ประการ คือ
๕.๑ การแปลงหลกั สตู รไปสกู่ ารสอน คือจัดทาวสั ดุ สื่อการสอน
๕.๒ ผู้บริหารจดั เตรียมสง่ิ ตา่ งๆ เชน่ บคุ ลากร (ครู) วสั ดุหลกั สตู ร และบริการต่างๆ
๕.๓ การสอน ผูส้ อนประจาการ ทาหนา้ ทด่ี าเนนิ การสอน
๕.๔ การประเมนิ ผล ประเมนิ ทง้ั ผลการเรยี นและหลกั สูตร แล้วนาไปแกไ้ ข
แบบจาลองการพัฒนาหลักสตู ร จากการศกึ ษาแนวคดิ ของนกั พฒั นาหลักสูตรทั้งตา่ งประเทศ
และในประเทศ มีผสู้ รา้ งแบบจาลองการพัฒนาหลักสตู รมากมาย เช่น โอลวิ า (Oliva) ไทเลอร์ (Tyler)

๑๐๘

เซเลอร์ อเลก็ ซานเดอร์และเลวีส ทาบา (Taba) และวิชยั วงษใ์ หญ่ เป็นต้น จากแบบจาลองของ
นกั พัฒนาหลกั สตู รดงั กลา่ ว จึงสามารถสรุปเปน็ แบบจาลองการพัฒนาหลักสูตร SU Model ดงั น้ี
SU Model คอื รปู แบบจาลองโลกแห่งการศึกษา โดยประกอบด้วยวงกลม ซ่ึงเปรียบเสมอื นจกั รวาล
แห่งการเรียนรู้ ทมี่ พี ้นื ฐานที่สาคัญ ๓ ด้าน คือ

๑) พน้ื ฐานด้านปรชั ญา
๒) พืน้ ฐานด้านจิตวิทยา
๓) พน้ื ฐานดา้ นสังคม
ด้านสามเหล่ียมระหวา่ งความรู้กบั ผู้เรยี นมพี ้นื ฐานสาคญั คอื พ้นื ฐานด้านปรชั ญา ดา้ น
สามเหลีย่ มระหวา่ งผเู้ รยี นกับสงั คมมีพ้นื ฐานสาคัญคือ พนื้ ฐานด้านจิตวิทยา และดา้ นสามเหล่ียม
ระหวา่ งสังคมกับความรมู้ พี ้ืนฐานสาคญั คอื พนื้ ฐานด้านสังคม
เมอื่ พจิ ารณาพน้ื ฐานด้านปรชั ญา แนวคิดของการพัฒนาหลักสตู รที่มจี ุดหมายของหลกั สูตรที่
ม่งุ เนน้ ความรู้ (Knowledge) กากับดว้ ยปรัชญาทางการศึกษา ๒ ปรัชญา คือ ปรัชญาสารัตถนิยม
(Essentialism) ซงึ่ มแี นวคดิ ในการจดั การเรียนการสอนเพอ่ื เปน็ การสบื ทอดมรดกทางวัฒนธรรม
ประเพณี และ ปรัชญานริ นั ดรนยิ ม (Perenialism) ทมี่ ีแนวคดิ ในการจดั การเรียนการสอนด้วยเหตผุ ล
เรยี นรูใ้ นส่งิ ทเี่ ปน็ เนื้อหาสาระท่มี น่ั คง การพัฒนาหลกั สูตรที่มจี ุดหมายของหลกั สตู รทม่ี ่งุ เนน้ ผูเ้ รียน
(Learner) กากับด้วยปรัชญาการศกึ ษาอตั ถิภาวะนิยม (Existentialism) ซ่งึ มีแนวคดิ ทใี่ ห้บคุ คลมี
เสรีภาพในการเลอื กดว้ ยตนเอง มีแนวทางการจดั การศกึ ษาโดยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเลอื กประสบการณ์
ในการเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง และการพัฒนาหลกั สตู รทม่ี จี ดุ หมายของหลักสูตรท่ีมุ่งเนน้ สงั คม (Social)
จะกากับด้วยปรัชญาการศึกษาปฏิรปู นิยม (Reconstructionism) โดยมีแนวคดิ ในการจัดการศึกษา
ใหก้ บั ผเู้ รยี นควรเป็นไปเพ่อื การพัฒนาสังคม เนื่องจากสังคมมีปญั หา
กระบวนการพัฒนาหลกั สูตรตามแนวคดิ แบบจาลอง SU Model
กระบวนการพฒั นาหลกั สูตรประกอบดว้ ยขัน้ ตอนในการจัดทาหลักสตู ร โดยประกอบดว้ ย ๔
ขน้ั ตอน ดังน้ี
สามเหลี่ยมแรก เป็นการวางแผนหลักสตู ร (Curriculum Planning) ซ่งึ จะเหน็ วา่ กากบั ด้วย
ความรู้ (Knowledge) และสอดคล้องกับแนวคดิ การพฒั นาหลกั สูตรของไทเลอรค์ าถามท่หี นง่ึ คือ มี
จดุ มุง่ หมายอะไรบ้างในการศึกษาท่ีโรงเรยี นต้องแสวงหา เพราะว่าหลกั สูตรตอ้ งมจี ดุ หมายที่ชดั เจน
เพื่อนาไปวางแผนและกาหนดจดุ มุ่งหมายของหลกั สตู ร หลักสูตรตอ้ งวางแผนใหม้ ีเนือ้ หาครบคลมุ ใน
สง่ิ ทผ่ี ้เู รียนต้องรูแ้ ละตอ้ งเรยี น การวางแผนหลกั สูตร มแี นวปฏบิ ัติ ดงั น้ี๕
๑. ผู้พฒั นาหลกั สตู รศึกษาสาระสาคญั ของความรใู้ นประเด็นการวางแผนหลักสูตรจากแหลง่
ความรู้ต่างๆให้กระจา่ งแจง้
๒. ทาความเขา้ ใจต่อข้อมลู ทศี่ กึ ษามา แลว้ นาขอ้ มลู ดงั กลา่ วมาประมวลผลใหอ้ ยู่ในรปู
สารสนเทศ
๓. ผู้พฒั นาหลกั สูตรฝกึ เขียนการวางแผนหลกั สตู รโดยนาสาระสาคัญมาจาก ๒๑st Century
Skills: The Challenges Ahead; A World Class Education ทักษะแหง่ อนาคตใหม่: การศึกษา
เพอื่ ศตวรรษท่ี ๒๑ เป็นต้น ซึ่งข้ันตอนน้ีเป็นขั้นตอนของการเขยี น วสิ ยั ทัศน์ (Vision) ของหลักสูตร

๕ สงัด อทุ รานันท.์ พื้นฐานการพฒั นาหลักสูตร. (กรุงเทพฯ : โรงพมิ พม์ ติ รสยาม. 2532). หนา้ ท่ี 67

๑๐๙

สามเหลย่ี มรูปทส่ี อง เปน็ การออกแบบ (Curriculum Design) คือการนาจุดหมายและ
จุดมุ่งหมายของหลกั สูตร มาทากรอบการปฏิบตั ิ ซ่งึ จะเห็นว่ากากบั ดว้ ยผู้เรยี น (Learner) และ
สอดคล้องกบั คาถามท่ีสองของไทเลอร์ คอื มปี ระสบการณก์ ารศึกษาอะไรบ้างท่โี รงเรียนควรจดั
เพ่อื ให้บรรลุจดุ มงุ่ หมายในการศึกษา ดังน้นั การออกแบบหลักสตู รจึงเนน้ การออกแบบเนื้อหา
(Content) ประสบการณก์ ารเรียนรู้ หรือกจิ กรรมการเรยี นรู้ (Learning Activities) ท่กี อ่ ใหเ้ กิด
ความรู้แก่ผ้เู รียน เพอ่ื ให้ตอบสนองจดุ หมายและจดุ มุ่งหมายของหลักสตู ร

การออกแบบหลกั สตู ร มแี นวปฏิบตั ิ ดังน้ี
๑. ผู้พฒั นาหลกั สตู รศกึ ษาสาระสาคัญของความรูใ้ นประเด็นการออกแบบหลกั สตู รจากแหลง่
ความร้ตู า่ งๆใหก้ ระจา่ งแจ้ง
๒. ทาความเขา้ ใจต่อข้อมูลทศ่ี กึ ษามา แลว้ นาขอ้ มูลดงั กลา่ วมาประมวลผลให้อยใู่ นรปู
สารสนเทศ
๓. ผพู้ ัฒนาหลกั สตู รฝกึ เขยี นการออกแบบหลกั สตู ร โดยนาสาระสาคญั มาจากโมเดลตน้ แบบ
เชิงวตั ถุประสงค์ (Objective Model) หรือโมเดลต้นแบบเชิงเหตผุ ล การปรับปรุงโมเดลโดยฮลิ ดา ทา
บา รปู แบบของการออกแบบหลักสูตรท่เี น้นเน้ือหาวชิ า เนา้ ผเู้ รยี นเป็นสาคญั และเน้นปญั หาสังคม
เปน็ สาคัญ หลกั การออกแบบหลักสูตร ๗ ประการของสกอ็ ตแลนด์ แนวคดิ การออกแบบหลักสูตรท่ี
ส่งเสริมความเปน็ เลิศในการเรียนรูแ้ ละการสอนของมหาวทิ ยาลัยกฟิ ฟิธ การออกแบบหลักสตู ร
รายวิชาตามแนวคิดของเวสมนิ สเ์ ตอร์ เอ็กเชงจ์ มหาวทิ ยาลยั เวสมนิ เตอร์ และการออกแบบหลักสูตร
ด้วยแนวคดิ วตั ถุประสงคเ์ ป็นฐาน เป็นต้น ซงึ่ ขัน้ ตอนน้ีเป็นข้นั ตอนของการเขยี นพันธกิจ (Mission)
ของหลักสูตร
สามเหลีย่ มรปู ท่สี าม เป็นการจัดหลกั สูตร (Curriculum Organization) ซ่ึงจะเหน็ ว่ากากับดว้ ย
ผูเ้ รยี น (Learner), ความรู้ (Knowledge) และสงั คม (Society) ทง้ั ยงั สอดคล้องกับคาถามทสี่ ามของ
ไทเลอร์ คือจัดประสบการณก์ ารเรียนรู้อยา่ งไรใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพ ซงึ่ การจัดหลกั สตู รให้มปี ระสทิ ธภิ าพ
มีความหมายรวมถงึ การบริหารจัดการหลักสตู ร การจดั การเรยี นรู้ การนิเทศการศึกษา การนิเทศการ
สอน เพือ่ ใหน้ กั เรียนเกิดความรแู้ ละบรรลุวตั ถุประสงคข์ องหลกั สูตร พรอ้ มกบั สามารถนาความรู้ทไ่ี ด้
ไปใชใ้ นการอยู่ในสงั คมอยา่ งเป็นสุข
การจัดหลักสตู ร มแี นวปฏบิ ตั ิ ดังน๖้ี
๑. ผพู้ ฒั นา รวบรวมข้อมลู ความรู้และทาความเขา้ ใจใหก้ ระจ่างแจ้ง
๒. ทาความเขา้ ใจต่อข้อมลู ที่ศึกษามา แล้วนาข้อมูลดังกล่าวมาประมวลผลให้อยู่ในรูป
สารสนเทศ
๓. ยืนยนั ความถกู ตอ้ งและการใชข้ อ้ มูลใหม่ โดยนาความร้ตู ามแนวคิดของออรน์ สไตน์และฮัน
กิน ไปออกแบบเป็นหลกั สูตร
สามเหลยี่ มรปู ทีส่ ่ี การประเมนิ หลักสตู ร (Curriculum Evaluation) เป็นการประเมิน
หลักสูตร และผลการเรยี นรตู้ ามหลักสูตร ซง่ึ จะเห็นวา่ กากบั ดว้ ยสังคม (Society) และสอดคลอ้ งกบั
คาถามทีส่ ีข่ องไทเลอร์ คือ ประเมินประสทิ ธิผ์ ลของประสบการณ์ในการเรียนอย่างไร เพราะวา่ การ

๖ สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาต.ิ คณะอนกุ รรมการปฏิรูปการเรียนร.ู้ ปฏิรูปการเรียนรู้
ผ้เู รียนสาคัญท่สี ุด. (กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา, 2543). หนา้ ที่ 89

๑๑๐

ประเมนิ ผลการเรียน ความรู้และการจัดการเรียนการสอนจะทาให้นกั เรยี นไดค้ วามรู้ทส่ี ามารถนาไปใช้
ในสังคมการประเมนิ หลกั สตู ร มีแนวปฏิบตั ิ ดงั นี้

๑. ผพู้ ัฒนาศกึ ษาขอ้ มลู และทาความเขา้ ใจเกีย่ วกับการประเมินหลักสูตรใหก้ ระจา่ งแจ้ง
๒. นาความรูท้ ร่ี วบรวมได้ มาประมวลเป็นขอ้ มลู ใหม่ โดยนาเสนอในรปู แบบสารสนเทศ
๓. ผู้พัฒนาศกึ ษาแนวคิดการประเมนิ หลักสูตร แลว้ เลือกใชร้ ูปแบบการประเมินหลักสตู รตาม
ความสนใจเมอื่ ผพู้ ฒั นาตอ้ งการประเมินผลการเรียนร้ขู องผเู้ รียน ผู้พฒั นาตอ้ งใช้เครื่องมอื วัดในการ
ประเมิน เชน่ แบบทดสอบความรตู้ ามสภาพจรงิ แบบสงั เกตพฤตกิ รรม การประเมินการเรียนรูโ้ ดยใช้
แฟ้มสะสมงาน แล้วกาหนดเกณฑ์การประเมินโดยใช้ The SOLO Taxonomy

๔. หลักของการพฒั นาหลักสูตร

จากความคิดเห็นของนักการศกึ ษาในเรือ่ งของความหมายของการพฒั นาหลักสตู รทกี่ ล่าว
มาจะเหน็ ได้ว่าการพัฒนาหลกั สตู รเป็นกระบวนการท่มี ขี นั้ ตอนๆ อยา่ งเป็นระบบระเบยี บและเพ่อื ให้
งานการพัฒนาหลักสตู รดาเนนิ ไปสจู่ ดุ มุง่ หมายของการพัฒนาอยา่ งแท้จริงเราจงึ ต้องคานงึ ถงึ หลักใน
การพัฒนาหลกั สตู ร๗

๑. การพฒั นาหลักสูตรจาเปน็ ตอ้ งมีผูน้ าทเี่ ชีย่ วชาญและมีความสามารถในงานพฒั นา
หลักสูตรเปน็ อย่างดี

๒. การพัฒนาหลกั สูตรจาเป็นต้องไดร้ ับความร่วมมือและการประสานงานอย่างดจี ากบุคคล
ท่เี ก่ียวขอ้ งทกุ ฝา่ ยทุกระดับ

๓. การพัฒนาหลกั สูตรจาเป็นตอ้ งมีการดาเนนิ การเป็นระบบระเบยี บแบบแผนต่อเน่อื งกันไป
เรมิ่ ต้ังแต่การวางจดุ มุง่ หมายในการพฒั นาหลกั สูตรน้ันจนถึงการประเมินผลการพฒั นาหลักสตู รในการ
ดาเนนิ งานจะต้องคานึงถงึ จุดเร่ิมต้นในการเปลีย่ นแปลงว่า การพฒั นาหลกั สูตรทจ่ี ุดใด จะเปน็ การ
พฒั นาส่วนยอ่ ยหรือการพฒั นาทั้งระบบ และจุดดาเนินการอยา่ งไรในขัน้ ต่อไป สง่ิ เหลา่ น้ันเปน็ สง่ิ ทผี่ มู้ ี
หน้าทใ่ี นการพฒั นาหลกั สูตรไมว่ ่าจะเป็นผู้เช่ียวชาญทางด้านการจดั หลกั สตู ร ครูผ้สู อน หรือ
นักวชิ าการทางดา้ นการศกึ ษาและบุคคลต่างๆ ที่เกย่ี วขอ้ งจะตอ้ งร่วมมอื กนั พิจารณาอยา่ งรอบคอบ
และดาเนินการอยา่ งมีระเบยี บระบบแบบแผนทีละข้ันตอน

๔. การพฒั นาหลกั สูตรจะต้องรวมถึงผลงานต่างๆ ทางด้านหลักสตู รทีไ่ ด้สร้างขึน้ มาใหม่อย่าง
มีประสิทธิภาพ ไม่วา่ จะเป็นเอกสารหลักสตู ร เนอื้ หาวชิ า การทาการทดสอบหลกั สตู รการนาหลกั สตู ร
ไปใช้ หรือการจดั การเรียนการสอน

๕. การพฒั นาหลกั สูตรทีม่ ีประสทิ ธภิ าพจะต้องมกี ารฝึกฝนอบรมครูประจาการใหม้ ีความ
เขา้ ใจในหลักสตู รใหม่ ความคดิ ใหม่ แนวทางการจดั การเรียนการสอนตามหลกั สตู รใหม่

๖. การพฒั นาหลักสตู รจะตอ้ งคานงึ ถึงประโยชนใ์ นด้านการพฒั นาจิตใจ และทัศนคติของ
ผ้เู รียนด้วย

๗ สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ สานกั นายกรัฐมนตรี. พระราชบัญญัติการศกึ ษา แห่งชาติ
พ.ศ. 2542 และท่ีแกไ้ ขเพ่มิ เติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545. (กรุงเทพฯ : บริษัท พรกิ หวานกราฟฟคิ จากัด,
2543). หนา้ ท่ี 67

๑๑๑

๕. ผลท่ไี ดจ้ ากการพัฒนาหลกั สตู ร

หลักสตู รเปรียบเสมอื นเขม็ ทศิ ท่ใี ช้ในการจดั การศกึ ษา เพอื่ ใหผ้ ูเ้ รียนบรรลผุ ลตามจุดม่งุ หมาย
ของแผนการศกึ ษาแหง่ ชาตทิ ีต่ อ้ งการใหห้ ลักสตู รชว่ ยพัฒนาบุคคลตา่ งๆ ใหเ้ ปน็ คนทม่ี คี วามรู้
ความสามารถและพัฒนาการในทุกๆด้าน นอกจากนห้ี ลักสตู รยังช่วยทาใหบ้ คุ คลตา่ งๆ สามารถกาหนด
แนวทางในการประกอบอาชพี ตามความสามารถ ความถนัดและความสนใจของตนเอง เพือ่ บาเพ็ญตน
ใหเ้ ปน็ ประโยชน์แกส่ งั คมและประเทศชาติ ตลอดจนช่วยพัฒนาประเทศชาติไปสูค่ วามเจรญิ ในทกุ ๆ
ดา้ น

ความสาคญั ของการพฒั นาหลกั สตู ร อาภา บญุ ชว่ ย สรุปไดด้ งั น้ี
๑. เป็นเอกสารของทางราชการ หรือเป็นบัญญตั ขิ องรัฐบาล เพอ่ื ใหบ้ คุ คลทที่ าหนา้ ท่ีเกยี่ วกับ
การศึกษาปฏิบตั ิ ไมว่ ่าเป็นสถาบนั การศึกษาของรฐั บาลหรอื เอกชน ดงั นั้นหลกั สูตรจึง
เปรยี บเสมอื น “คาสัง่ ” หรอื “ขอ้ บังคบั ” ของทางราชการชนดิ หนึ่งนัน่ เอง
๒. เป็นเกณฑม์ าตรฐานทางการศึกษา เพอ่ื ควบคมุ การเรียนการสอนในสถาบนั การศึกษา
ระดับตา่ งๆ รวมท้ังเปน็ เกณฑม์ าตรฐานอยา่ งหนง่ึ ในการที่จะจัดสรรงบประมาณ บุคลากร อาคาร
สถานทแ่ี ละวัสดุอปุ กรณ์ทางการศกึ ษาของรฐั บาลใหแ้ กโ่ รงเรยี น
๓. เปน็ แผนการดาเนินงานของนักบริหารการศกึ ษาทจ่ี ะตอ้ งอานวยการควบคุมดูแล และ
ตดิ ตามประเมินผลให้เป็นไปตามนโยบายการจดั การศึกษาของรฐั บาล
๔. เป็นแผนการปฏิบัตงิ านหรอื เครือ่ งชน้ี าทางในการปฏบิ ัติงานของครู เพราะหลักสตู รจะ
เสนอแนะจดุ มงุ่ หมาย การจดั กิจกรรมการเรยี นการสอน และการประเมนิ ผลการเรียนการสอนซ่ึงครู
ควรจะปฏบิ ัตอิ ย่างจรงิ จงั
๕. เป็นเครือ่ งมือของรัฐในอนั ทจ่ี ะพัฒนาคนและพฒั นากาลงั คนซง่ึ จะเปน็ ตัวจักรสาคญั ใน
การพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติตามแผนของรฐั บาล
๖. เปน็ เครื่องชถ้ี ึงความเจรญิ ของชาติ เพราะการศึกษาเปน็ เคร่อื งมอื ในการพัฒนาคน ถ้า
ประเทศชาติใดมีหลกั สูตรทเ่ี หมาะสม ทันสมัย และมปี ระสทิ ธภิ าพ กจ็ ะทาให้คนในประเทศของตนมี
คุณภาพ๘
สันต์ ธรรมบารงุ ได้กลา่ วถึงความสาคญั ของหลักสตู รไว้วา่
๑. หลักสูตรเปน็ แผนปฏิบัตงิ านของครู เพราะหลกั สูตรจะกาหนดจุดมงุ่ หมายเน้ือหาสาระ
การจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอน และการประเมนิ ผลไวเ้ ป็นแนวทาง
๒. หลกั สูตรเปน็ ข้อกาหนดแผนการเรียนการสอน อนั เป็นส่วนรวมของประเทศเพ่ือนาไปสู่
ความมุ่งหมายตามแผนการศกึ ษาแหง่ ชาติ
๓. หลักสูตรเปน็ เอกสารของทางราชการเป็นบัญญตั ิของทางรัฐบาล เพื่อใหบ้ ุคคลที่ทางาน
เกีย่ วข้องกบั การศกึ ษาปฏิบัตติ าม
๔. หลักสตู รเป็นเกณฑ์มาตรฐานการศึกษา เพอ่ื ควบคมุ การเรียนการสอนใน
สถาบนั การศกึ ษาระดับตา่ งๆ และยังเปน็ เกณฑม์ าตรฐานอยา่ งหนึ่งในการจัดสรรงบประมาณ บคุ ลากร
อาคารสถานท่ี วัสดุอปุ กรณฯ์ ลฯ ของการศึกษาของรัฐใหแ้ กส่ ถานศึกษาของรัฐบาลดว้ ย

๘ ม.ป.ป. สันต์ ธรรมบารงุ . หลักสูตรและการบรหิ ารหลักสูตร. (กรุงเทพฯ : ภาคพฒั นาตาราและเอกสาร
วิชาการ กรมการฝกึ หดั ครู, 2527). หน้าท่ี 54

๑๑๒

๕. หลกั สตู รเป็นแผนดาเนินงานของผบู้ ริหารการศึกษาที่จะอานวยความสะดวกแล
ควบคมุ ดูแลตดิ ตามผลใหเ้ ปน็ ไปตามนโยบายการจดั การศึกษาของรัฐบาลด้วย

๖. หลกั สูตรจะกาหนดแนวทางในการสง่ เสริมความเจรญิ งอกงาม และพัฒนาการของเด็กตาม
จุดหมายของการศกึ ษา

๗. หลักสูตรจะกาหนดลักษณะและรปู รา่ งของสงั คมในอนาคตไดว้ า่ จะเปน็ ไปในรปู ใด
๘. หลกั สตู รจะกาหนดแนวทางใหค้ วามรู้ ทักษะและความสามารถความประพฤตทิ ่ีจะเป็น
ประโยชน์ต่อสังคมอนั เปน็ การพฒั นากาลังคน ซึ่งจะนาไปสกู่ ารพัฒนาเศรษฐกิจ และสงั คมแห่งชาตทิ ่ี
ไดผ้ ล
๙. หลักสตู รจะเป็นสิง่ ทบี่ ง่ ชี้ถงึ ความเจรญิ ของประเทศ เพราะการศกึ ษาเปน็ เครือ่ งมือในการ
พฒั นาคน ประเทศใดจดั การศกึ ษาโดยมหี ลกั สูตรท่ีเหมาะสม ทันสมยั มปี ระสิทธภิ าพ ทนั ตอ่ เหตกุ ารณ์
และการเปลี่ยนแปลงย่อมได้กาลงั คนที่มปี ระสิทธภิ าพสงู
นอกจากน้ี สนุ ยี ์ ภพู่ ันธ์ ไดก้ ลา่ วถึงความสาคญั ของหลกั สูตรสรุปไดด้ งั น๙ี้
๑. หลกั สูตรเป็นเสมือนเบา้ หลอมพลเมอื งใหม้ ีคณุ ภาพ
๒. หลักสูตรเป็นโครงการและแนวทางในการใหก้ ารศกึ ษา
๓. หลกั สูตรเป็นแนวทางในการส่งเสริมความเจรญิ งอกงามและพฒั นาการของเดก็
ตามจุดหมายของการจดั การศกึ ษา
๔. หลักสตู รเป็นเครื่องกาหนดแนวทางในการจัดประสบการณ์ว่าผู้เรียนและสังคมควรจะ
ได้รับสิ่งใดบา้ งทเ่ี ปน็ ประโยชน์แกเ่ ด็กโดยตรง
๕. หลักสูตรเป็นเคร่ืองมอื กาหนดว่าเนอ้ื หาวิชาอะไรบา้ งทจ่ี ะชว่ ยใหเ้ ดก็ มชี วี ิตอยใู่ นสงั คม
อย่างราบรื่น เป็นพลเมอื งทด่ี ขี องประเทศและบาเพ็ญตนให้เปน็ ประโยชนแ์ ก่สังคม
๖. หลกั สูตรเปน็ เครอ่ื งกาหนดวา่ วธิ ีการดาเนนิ การดาเนินชวี ิตของเด็กให้เป็นไปด้วยความ
ราบร่ืนและผาสกุ เปน็ อยา่ งไร
๗. หลกั สตู รยอ่ มกาหนดแนวทางความรู้ ความสามารถ ความประพฤตทิ ักษะและเจตคตขิ อง
ผูเ้ รยี นในอันทอี่ ยรู่ ่วมกันในสงั คมและบาเพญ็ ตนให้เป็นประโยชน์ตอ่ ชุมชนและชาตบิ ้านเมือง
โดยสรปุ แลว้ หลักสูตรมีความสาคัญเป็นอยา่ งมากในกระบวนการจัดการเรยี นการสอน เพราะ
หลกั สูตรบอกใหท้ ราบว่าผเู้ รยี นบรรลุจดุ ม่งุ หมายอยา่ งไร และจะต้องจดั เนือ้ หาสาระอยา่ งไร เคร่อื งมอื
วัดผลประเมนิ ผลอย่างไร ดงั นน้ั หลกั สูตรจึงเปน็ หวั ใจของการจัดการเรยี นการสอน และเป็นตวั
กาหนดแนวทางในการจดั การศึกษาเพอื่ นาไปสู่ความมุ่งหมาย ตามแผนการศกึ ษาแหง่ ชาติ และเป็นไป
ตามที่สังคมตอ้ งการ

๖. ข้อคดิ ในการพฒั นาหลกั สตู ร

โดยหลกั การทั่วไป ขน้ั ตอนในการพฒั นาหลกั สตู รในระดบั ชาติหรอื ระดับสถานศกึ ษา จะมี
วิธีดาเนนิ การในลกั ษณะเดียวกนั กลา่ วคือ เริ่มด้วยการกาหนดจุดหมายของหลกั สตู ร การกาหนด
เนื้อหาสาระ การนาหลกั สตู รไปใช้ การประเมนิ หลกั สูตร และการปรับปรงุ เปล่ียนแปลงหลักสตู ร

๙ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. หลกั สูตรการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2544 . (กรุงเทพฯ : โรงพิมพค์ ุรุ
สภา. ลาดพรา้ ว. 2544).

๑๑๓

อยา่ งไรกต็ าม แต่ละข้ันตอนอาจมกี ารกระจายกิจกรรมให้ละเอียดและครอบคลุมมากขึ้นได้ เพอ่ื ให้
เหมาะสมกบั ธรรมชาติของหลักสูตรแตล่ ะระดบั หรือแต่ละประเภท๑๐

ทาบา (Taba, ๑๙๖๒) นักพฒั นาหลักสตู รชาวอเมริกัน ให้ความเห็นสนับสนนุ ให้โรงเรียน
เป็นผู้จัดทาหลักสูตรเอง โดยยดึ หลักการดาเนินการจากระดบั ลา่ งหรือระดับรากหญา้ ทาบามีความ
เชอ่ื ว่าครใู น โรงเรียนซง่ึ เปน็ ผูส้ อนโดยตรงควรจะเปน็ ผจู้ ัดทาหลกั สตู รเองมากกวา่ ส่วนกลางหรอื
เจา้ หน้าทีร่ ะดับสงู เปน็ ผจู้ ัดทาและจัดส่งมาให้ และกล่าวว่าครคู วรจะเร่ิมกระบวนการพัฒนาหลักสูตร
จากการสรา้ งหนว่ ยการเรยี นการสอนในเนอื้ หาเฉพาะสาหรบั เด็กในโรงเรยี นกอ่ น ความเหน็ ดังกลา่ ว
สอดคล้องกบั นโยบายปฏิรูปการศกึ ษาในคร้ังน้ี

ทาบา (Taba,) ไดก้ าหนดกระบวนการพัฒนาหลกั สูตรในระดับโรงเรยี นออกเปน็ ๕ ข้นั ตอน
ซง่ึ สามารถปรบั ใชไ้ ดก้ บั บรบิ ทของประเทศไทย ดงั นี้

การผลิตหนว่ ยการเรยี นการสอนหรือหลักสตู รเฉพาะรายวชิ า การดาเนินการจะเป็นไปใน
ลกั ษณะนารอ่ งกระบวนการจัดทาหลักสตู รในลักษณะหนว่ ยการเรียนหรือหลกั สูตรเฉพาะรายวชิ า มี
กิจกรรมดาเนินการ ๘ ประการ ดงั น้ี๑๑

๑. การวิเคราะหค์ วามต้องการของผูเ้ รียน ในข้ันน้ีคณะกรรมการหลักสตู รของโรงเรียนจะ
สารวจความตอ้ งการของผูเ้ รียนเพื่อใชเ้ ปน็ กรอบในการจดั ทาหลักสตู ร โดยพิจารณาจาก
ช่องวา่ ง จดุ บกพรอ่ งและความหลากหลายแห่งภมู ิหลังของผู้เรยี น

๒. การกาหนดจดุ หมาย ภายหลังจากได้วเิ คราะห์ความตอ้ งการของนักเรยี นแล้ว ผูว้ างแผน
หลักสูตรจะชว่ ยกันกาหนดจดุ หมายท่ีตอ้ งการ

๓. การเลือกเน้อื หา เนอ้ื หาสาระหรอื หัวข้อเนื้อหาที่จะนามาศึกษาได้มาโดยตรงจาก
จดุ หมาย คณะผทู้ าหลักสูตรไมเ่ พียงแตจ่ ะต้องพจิ ารณาจุดหมายในการเลอื กเน้ือหาเท่าน้นั แตจ่ ะตอ้ ง
พิจารณาความสอดคลอ้ งและความสาคญั ของเนอ้ื หาทีเ่ ลือกด้วย

๔. การจดั เนอ้ื หา เมือ่ ได้เน้อื หาสาระแลว้ งานข้นั ต่อไปคือ การจดั ลาดับเนื้อหา ซง่ึ อาจจดั
ตามลาดบั จากเนอื้ หาทง่ี า่ ยไปสู่เน้อื หาท่ยี าก หรอื อาจจัดตามลักษณะหรือธรรมชาติของเน้ือหาสาระท่ี
ต้องการใหผ้ เู้ รยี นเรียนรู้ การจัดเนอ้ื หาท่เี หมาะสมควรจะสอดรับกบั วฒุ ิภาวะของผูเ้ รยี น ความพร้อม
ของผู้เรยี นและระดบั ผลสัมฤทธิข์ องผู้เรยี น

๕. การเลือกประสบการณก์ ารเรียนรู้ ผพู้ ฒั นาหลักสูตรจะตอ้ งเลือกวิธีการหรือยุทธวธิ ที ี่
ผูเ้ รียนสามารถนาไปใช้กบั เน้อื หาได้ นกั เรยี นจะทาความเขา้ ใจเนอื้ หาผา่ นกจิ กรรมการเรียนรทู้ ่นี กั
วางแผนหลักสูตรและครูเปน็ ผู้เลือก

๖. การจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ ครูเปน็ ผู้ตัดสนิ วิธีการทจ่ี ะจัดและกาหนดกิจกรรมการ
เรยี นรู้ และการจดั ลาดับขั้นตอนของการใชก้ ิจกรรม ในขน้ั นี้ครจู ะปรบั ยทุ ธวิธีให้เหมาะกบั นักเรียน
เฉพาะกลุ่มทคี่ รูรับผิดชอบ

๗. การกาหนดสงิ่ ทจี่ ะต้องประเมนิ และวธิ กี ารในการประเมนิ ครูผ้สู อนในฐานะผ้มู สี ว่ นร่วมใน
การพัฒนาหลักสตู รจะต้องประเมินและตรวจสอบใหไ้ ดว้ า่ หลกั สูตรดังกล่าวบรรลจุ ดุ หมาย

๑๐ การวจิ ัยเพอ่ื การเรียนรู้.กรุงเทพฯ: โรงพิมพค์ รุ ุสภาลาดพรา้ ว.2551
๑๑ กาญจนา คณุ ารักษ์. เอกสารคาบรรยาย. วชิ าศล.319 หลกั สตู ร. (กรงุ เทพฯ ภาควชิ าหลักสูตรและวิธกี าร
สอน คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. 2521).

๑๑๔

๘. การตรวจสอบความสมดลุ และลาดบั ข้นั ตอน ผู้จดั ทาหลักสูตรจะต้องมุ่งเน้นทก่ี ารจัดทา
หลกั สตู รหรอื หน่วยการเรียนการสอนให้คงเส้นคงวาและสอดคลอ้ งภายในตัวหลกั สตู รเอง การ
ดาเนินการในลักษณะนก้ี เ็ พอ่ื ให้ผเู้ รยี นเกดิ ประสบการณก์ ารเรยี นรทู้ เ่ี หมาะสมและเกดิ ความสมดลุ ใน
เนอ้ื หาและประเภทของการเรยี นรู้

การนาหลักสูตรหรอื หนว่ ยการเรียนไปทดลองใช้ เมือ่ คณะผู้รบั ผิดชอบหลกั สูตรไดจ้ ดั ทา
หลักสตู รและเอกสารประกอบหลักสูตรในรปู ของสื่อหรือบทเรยี นตา่ ง ๆ เรียบรอ้ ยแล้ว คณะครกู ็จะ
นาเอกสารหลกั สตู รเหลา่ นัน้ ไปทดลองสอนในชัน้ เรยี นท่รี บั ผดิ ชอบ มีการสังเกต วิเคราะหแ์ ละเกบ็
รวบรวมผลการใช้หลักสูตรและการจัดกิจการรมในช้นั เรียน เพอ่ื เปน็ ข้อมลู สาหรบั การปรับปรุง
หลักสตู รใหส้ มบูรณ์ข้ึนในโอกาสตอ่ ไป

การปรับปรงุ เน้อื หาในหลกั สูตรใหส้ อดคลอ้ งกนั ในขน้ั ตอนน้จี ะตอ้ งปรับหน่วยการเรียน
หรอื หลกั สตู รใหส้ อดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการของผเู้ รียนอยา่ งแทจ้ ริง โดยพจิ ารณาความสอดคล้อง
ระหวา่ งความสามารถของผเู้ รียนกับทรพั ยากรทโี่ รงเรียนมอี ย่แู ละกับพฤติกรรมการสอนของครู มกี าร
รวบรวมข้อจากดั ตา่ ง ๆ ที่ได้จากการทดลองไว้ในคมู่ ือครู เพอื่ จะใชเ้ ปน็ ข้อสงั เกตและแนวทางทีจ่ ะ
ช่วยใหค้ รไู ดจ้ ดั กจิ กรรม การสอนอยา่ งรอบคอบ

การพฒั นากรอบงาน ภายหลังจากจดั ทาบทเรยี นหรือหลักสตู รรายวชิ าต่าง ๆ จานวนหนงึ่
แลว้ ผ้พู ัฒนาหลกั สูตรจะต้องตรวจสอบหลักสูตรและส่อื ในแต่ละหนว่ ยหรอื แตล่ ะรายวิชา ในประเด็น
ของความเหมาะสมและความเพียงพอของขอบข่ายเน้ือหา และความเหมาะสมของการจัดลาดบั
เนอื้ หา ครูหรอื ผเู้ ช่ียวชาญทางดา้ นการพัฒนาหลักสูตรจะตอ้ งรับผดิ ชอบจัดทาหลกั การและเหตุผล
ของหลกั สตู รโดยดาเนินการผ่านกระบวนการการพฒั นากรอบงาน

การนาหลักสตู รไปใชแ้ ละเผยแพร่ เพื่อให้ครูทเ่ี กี่ยวขอ้ งนาหลกั สูตรไปใช้จรงิ ในระดับ
หอ้ งเรียนอยา่ งได้ผล จาเปน็ ท่ผี ้บู รหิ ารจะตอ้ งจัดฝึกอบรมครปู ระจาการอยา่ งเหมาะสม
กระบวนการพัฒนาหลกั สูตรทง้ั ๕ ขั้นตอนทกี่ ล่าวมามลี ักษณะท่ีเปน็ เชิงวิชาการอยมู่ าก ดงั นน้ั เม่ือมี
การจัดทาหลักสตู รในสถานการณ์จรงิ ผ้รู บั ผดิ ชอบสามารถปรบั ปรงุ กจิ กรรมและขนั้ ตอนใหเ้ หมาะสม
กบั ธรรมชาติของเน้อื หาวิชา สภาพท้องถิ่นและเงอ่ื นไขอน่ื ๆ ได้ อย่างไรกต็ ามในเวลาปฏบิ ตั ิงาน เมอื่
มปี ัญหาเกิดขนึ้ กส็ ามารถปรกึ ษาหารอื กับผูร้ แู้ ละผู้เช่ยี วชาญในด้านน้ไี ด้

ความไดเ้ ปรียบของการสรา้ งหลักสูตรโดยคณะบุคคลในสถานศกึ ษากค็ ือ สามารถตรวจสอบ
ผลงานและปรบั ปรงุ แก้ไขใหถ้ ูกต้องเหมาะสมได้ตลอดเวลา เพราะมนี ักเรยี นซ่ึงพร้อมท่ีจะใหค้ วาม
ร่วมมือในการทดลองใช้ในทกุ ขัน้ ตอนและตลอดเวลา

๗. รปู แบบของการพัฒนาหลักสตู ร

รปู แบบของการพฒั นาหลักสตู รส่วนมากจะพฒั นามาจากแนวคิดของนักการศึกษาชาว
ตา่ งประเทศ ซงึ่ แต่ละรูปแบบจะมรี ายละเอียดท่แี ตกต่างกันไป แตก่ ระบวนการและขน้ั ตอนควร
ประกอบดว้ ยการศึกษาวเิ คราะหข์ ้อมูลพนื้ ฐานท่ซี ง่ึ ประกอบด้วยปรชั ญาการศกึ ษา ผู้เรยี น สังคม
สภาพแวดลอ้ มและเทคโนโลยีและอนื่ ๆ เพือ่ นามากาหนดจุดมุ่งหมายเลือกเนือ้ หาสาระและ
ประสบการณ์การเรยี นรจู้ ดั ลงในหลกั สตู ร แลว้ นาหลกั สตู รไปทดลองใชเ้ พอ่ื หาข้อบกพร่องเพ่อื นามา
แก้ไขหลกั สูตรทสี่ มบรู ณแ์ ละนาไปใช้ สุดท้ายทาการประเมินผลหลักสูตรและนาผลจากการประเมินไป
ปรบั ปรุงแกไ้ ขหลักสตู รตอ่ ไป กระบวนการพฒั นาหลักสูตรจะเปน็ ไปอยา่ งต่อเนือ่ งอยา่ งเป็นวฏั จักร

๑๑๕

ความหมายของการพฒั นาหลกั สตู ร๑๒
การพฒั นาหลักสตู รเปน็ ภารกิจที่สาคัญและกว้างขวาง จึงมีผ้ใู ห้ความหมายของคาวา่ การ

พฒั นาหลกั สตู รเกิดข้นึ การพัฒนาหลกั สูตรไวห้ ลายกรณี เช่น
กดู๊ ได้ใหค้ วามเหน็ ว่า การพัฒนาหลักสูตรเกิดข้นึ ได้ ๒ ลกั ษณะ คือ การปรบั ปรุงและ

เปลย่ี นแปลงหลกั สตู ร การปรับปรงุ หลักสตู รเป็นวิธกี ารพฒั นาหลักสตู รอยา่ งหนง่ึ เพื่อให้เหมาะกับ
โรงเรียนและระบบโรงเรยี น จุดมุ่งหมายของการสอน วัสดุอุปกรณ์ วิธีการสอนรวมทัง้ ประมวลผล ส่วน
คาวา่ การเปล่ยี นแปลงหลกั สูตร หมายถงึ การแก้ไขหลกั สูตรให้แตกต่างไปจากเดิม เป็นการสรา้ ง
โอกาสทางการเรียนขึน้ ใหม่

เชยเ์ ลอร์ และอเลก็ ซานเดอร์ ให้คาจากัดความหมายของการพัฒนาหลักสตู รวา่ หมายถึง
การจัดทาหลกั สตู รเดมิ ที่มอี ยแู่ ลว้ ใหด้ ีขน้ึ หรือเป็นการจัดทาหลักสตู รใหม่โดยไม่มหี ลักสตู รเดมิ อยู่กอ่ น
การพัฒนาหลักสูตรอาจหมายรวมถงึ การสร้างเอกสารอืน่ สาหรับนกั เรยี นดว้ ย

ทาบา ไดก้ ล่าวไว้ว่า การพฒั นาหลักสูตร หมายถึงการเปล่ียนแปลงและปรบั ปรงุ สตู รเดิม
ใหไ้ ดผ้ ลดยี ิ่งขน้ึ ทงั้ ในด้านการวางจดุ มง่ หมาย การจดั เนือ้ หาวชิ าการเรียนการสอน การวัดและการ
ประเมนิ ผลอ่นื ๆ เพือ่ ใหบ้ รรลถุ ึงจดุ ม่งหมายอนั ใหมท่ ่ีวางไว้ การเปล่ียนแปลงหลกั สตู รเปน็ การ
เปล่ยี นแปลงทง้ั ระบบหรือเปลี่ยนแปลงทั้งหมด ต้ังจดุ มุ่งหมายและวธิ ีการ และการเปลยี่ นแปลง
หลักสูตรนีจ้ ะมผี ลกระทบทางดา้ นความคดิ และความรสู้ กึ ของผ้ทู เี่ ก่ยี วข้องทกุ ฝ่าย สว่ นการปรับปรุง
หลกั สูตร หมายถงึ การเปลี่ยนแปลงหลักสตู รเพยี งบางสว่ นโดยไมเ่ ปล่ียนแปลงแนวความคดิ พื้นฐาน
หรอื รูปแบบของหลกั สูตร

สงัด อุทรานันท์ กล่าวว่าการพฒั นาหลักสตู รมคี วามหมายอยู่ ๒ ลักษณะ คือ
๑. การทาหลกั สตู รทม่ี ีอยู่แล้วใหด้ ีข้ึนหรือสมบรู ณข์ น้ึ และ
๒. การสรา้ งหลักสตู รข้นึ มาใหมโ่ ดยไม่มีหลกั สูตรเดมิ เป็นพน้ื ฐาน

วิชัย วงษ์ใหญ่ กลา่ วว่า การพัฒนาหลกั สตู รคือการพยายามวางโครงการ ท่จี ะชว่ ยให้
นกั เรยี นไดเ้ รยี นรูต้ รงตามจดุ มงุ่ หมายทก่ี าหนดไว้ หรอื การพฒั นาหลักสตู รและการสอนระบบ
โครงสร้างของการจัดโปรแกรมการสอน การกาหนดจดุ มงุ่ หมาย เนอ้ื หาสาระ การปรับปรุงตารา
แบบเรยี น ค่มู อื ครู และสอ่ื การเรียนตา่ งๆ การวัดและการประเมนิ ผลการใช้หลกั สตู รการปรับปรงุ
แก้ไข และการใหก้ ารอบรมครผู ู้ใช้หลกั สตู รให้เป็นไปตามวตั ถุประสงค์ของการพัฒนาหลกั สูตรและการ
สอน รวมท้ังการบริการและการบรหิ ารหลกั สูตร

ในการพฒั นาหลกั สูตร เซยเ์ ลอร์และอเล็กซานเดอร์ (Saylor and Alexander,
๑๙๗๔: ๘-๙) ชใ้ี ห้เห็นว่า การจดั ทาหรอื พฒั นาหลักสูตรนน้ั มงี านท่ีต้องทาสาคัญๆ อยู่ ๓ ประการ คือ

๑. การพจิ ารณาและการกาหนดเป้าหมายเบอ้ื งต้นท่สี าคญั ของหลักสตู รท่ีจดั ทานัน้ ว่ามี
เป้าหมายเพื่ออะไร ท้ังโดยส่วนรวมและสว่ นยอ่ ยของหลกั สูตรนน้ั ๆ อยา่ งเด่นชัด

๒. การเลอื กกจิ กรรมการเรยี นการสอนและวสั ดปุ ระกอบการเรียนการสอน การเลอื กสรร
เนอื้ หาเพอื่ สาระเพอื่ การอา่ น การเขียน การทาแบบฝกึ หดั และหวั ขอ้ สาหรับการอภปิ รายตลอดจน
กจิ กรรมท้งั ในและนอกห้องเรียน เปน็ ต้น

๑๒ ใจทพิ ย์ เช้ือรตั นพงษ์. การพัฒนาหลักสูตร : หลกั การและแนวปฏิบัติ. (กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์ อลีน
เพรส. 2539)

๑๑๖

๓. การกาหนดระบบการจดั วัสดุอุปกรณ์และการจัดการเรียนการสอน ตลอดทั้งการ
ทดลองที่เป็นประโยชน์ เหมาะสมกับการเรยี นการสอนแต่ละวชิ าและแต่ละช้นั เรยี น

บางครัง้ เราจะพบวา่ การพัฒนาหลักสูตรเปน็ กระบวนการหรือข้ันตอนของการตัดสนิ ใจ
เลือกหาทางเลอื กทางการเรียนการสอนทเ่ี หมาะสม หรอื เปน็ ทีร่ วบรวมของทางเลือกทเี่ หมาะสม
ตา่ งๆ เขา้ ด้วยกนั จนเปน็ ระบบทีส่ ามารถปฏบิ ัติได้ และถา้ หากหลักสูตรมงุ่ ทจี่ ะกาหนดสาหรับผเู้ รยี น
หลายกล่มุ หลายประเภทโดยใชว้ ธิ ีการต่างๆ และโอกาสต่างๆ กันแล้วนักพฒั นาหลักสตู รตอ้ งคานงึ ถึง
ภูมหิ ลกั ขององคป์ ระกอบตา่ งๆ อยา่ งละเอียดและรอบคอบกอ่ นจะตัดสนิ ใจเลือกทางเลอื กใดทางเลอื ก
หนึ่ง และเมื่อตดั สนิ ใจเลือกแลว้ ก็ต้องคานงึ ถงึ ผลลัพธ์ที่เกดิ ข้ึนซึง่ อาจมผี ลกระทบตอ่ สงิ่ อ่ืนๆ

รูปแบบในการพัฒนาหลกั สูตร ตา่ ง ๆ

รปู แบบในการพฒั นาหลกั สูตรเปน็ สิ่งสาคญั และจาเปน็ เน่อื งจากรปู แบบหลกั สูตร
เปรยี บเสมือนพมิ พ์เขียว (Blue Print) ทใ่ี ชเ้ ปน็ แนวทางการพฒั นาหลักสตู รจากผู้เชยี่ วชาญทางดา้ น
หลักสูตร นักวชิ าการจึงมีความสาคญั เพื่อเปน็ พน้ื ฐานสาหรบั การวิจยั คร้งั นี้ รปู แบบการพัฒนา
หลกั สตู รทสี่ าคญั มดี งั น๑้ี ๓

๑ รปู แบบการพฒั นาหลกั สตู รจากแนวคดิ ตา่ งประเทศ
๑.๑ รูปแบบการพัฒนาหลกั สูตรตามแนวคดิ ของไทเลอร์ (Ralph W. Tyler)

ไทเลอรไ์ ด้นาเสนอแนวคดิ พืน้ ฐานเกี่ยวกบั การพัฒนาหลกั สตู รและการสอนซงึ่ กค็ อื หลกั การและเหตผุ ล
ในการพฒั นาหลกั สตู ร(Tyler Rationale) ว่าในการพัฒนาหลักสตู รและการสอน ตอ้ งตอบคาถาม
พ้นื ฐานทีส่ าคญั ๔ ประการ คอื (Tyler, )

๑. จดุ มุ่งหมายทางการศึกษา (Educational Purposes) อะไรบา้ งที่
โรงเรียนต้องการใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รยี นรู้

๒. ประสบการณ์ทางการศึกษา (Educational Experiences) อะไรบา้ งที่
โรงเรยี นจะต้องจดั ให้ เพ่ือชว่ ยให้บรรลจุ ุดมงุ่ หมาย

๓. จะจดั ประสบการณ์ทางการศึกษาอยา่ งไรจงึ จะทาให้สอนมปี ระสิทธิภาพ
๔. ประเมินประสทิ ธภิ าพของการจัดประสบการณก์ ารเรยี นอยา่ งไรจงึ จะ
ทราบได้วา่ ผูเ้ รยี นได้บรรลุเปา้ หมายทางการศึกษา
ไทเลอรไ์ ดว้ างรปู แบบโครงสรา้ งของหลักสูตรโดยใช้วิธีการและเป้าหมายปลายทาง (Means
and ends approsch) ดงั น้ี
ในการกาหนดจุดมุง่ หมายนั้น ในข้ันแรกต้องกาหนดเปน็ จุดมุง่ หมายช่วั คราวก่อน โดยต้องนา
บริบทท่ีเกี่ยวขอ้ ง เชน่ บริบททางด้านสงั คม ดว้ ยการนาสงิ่ ทสี่ งั คมคาดหวังว่าต้องการใหผ้ ูเ้ รยี นมี
คณุ ลกั ษณะอยา่ งไร และมกี ารศกึ ษาตวั ผ้เู รยี น เช่น ความต้องการ ความสนใจ ฐานะทางเศรษฐกจิ
ของครอบครัว เป็นต้น นอกจากนน้ั ยงั ตอ้ งศกึ ษาแนวคดิ ของนกั วชิ าการ (วชิ ัย วงษ์ใหญ,่
๒๕๓๗ : ๑๒) ความเช่ือค่านิยมของสงั คมเป็นส่งิ จาเปน็ ทตี่ ้องวิเคราะหใ์ ห้ชดั เจน เพราะการศกึ ษา
สงั คมคา่ นิยมขนบประเพณี วัฒนธรรมจะใหค้ าตอบวา่ สังคมต้องการจัดการศกึ ษาเพ่ืออะไร และจะจดั
การศกึ ษาสาหรับใคร ส่งิ เหล่านชี้ ่วยให้แสวงหาคาตอบท่ชี ดั เจนในการกาหนดเป้าหมายหรือทิศทาง
ของการศึกษา
การพัฒนาหลักสตู รและการเสนอของไทเลอร์ มลี ักษณะสาคัญคอื

๑๓ การพฒั นาหลักสตู รจากแนวคิดสกู่ ารปฏิบัติ. กรุงเทพฯ : อกั ษรบัณฑติ , หน้า 4. 2529.

๑๑๗

๑. จุดม่งุ หมายเป็นตวั กาหนดควบคุมการเลอื กและจัดประสบการณก์ ารเรยี นดังนน้ั การ
กาหนดจดุ มงุ่ หมายจึงมี ๒ข้ันตอน คือ ตอนแรกเป็นการกาหนดจุดมงุ่ หมายช่วั คราวแล้วจงึ หาวธิ กี าร
และเกณฑจ์ ากทฤษฎีการเรยี นรู้ปรชั ญาการศึกษาและปรัชญาสังคมมากลนั่ กรองจดุ มุ่งหมายช่ัวคราว
เพอื่ ให้ไดม้ าเป็นจดุ มงุ่ หมายทแี่ ท้จรงิ ของหลักสตู ร พื้นฐานทางจิตวทิ ยาและปรชั ญาในการพฒั นา
หลักสูตรจะเขา้ มามบี ทบาทและช่วยในการตรวจสอบเพ่ือหาความชัดเจนของการกาหนดจุดมุ่งหมาย
ขัน้ นีเ้ พ่อื ตอบคาถามและหาความชัดเจนว่าการจดั หลกั สตู รเพื่อตอบสนองใคร ตอบสนองผเู้ รียนหรือ
สงั คม

๒. การเลือกและจดั ประสบการณก์ ารเรียนทค่ี าดหวังว่าจะใหผ้ ู้เรียนมปี ระสบการณ์การจดั
กิจกรรมในการเรียนการสอนและส่วนเสรมิ หลกั สตู รนนั้ มอี ะไร ทั้งนี้เพอ่ื ให้กระบวนการเรียนการสอน
ดาเนนิ ไปเพอ่ื ตอบสนองจุดมุ่งหมายทีก่ าหนดไว้ ไทเลอรไ์ ด้เสนอเกณฑ์ในการพจิ ารณาเลือก
ประสบการณ์การเรียนรู้ไว้ดังนี้

๒.๑ ผู้เรยี นควรมโี อกาสฝกึ พฤตกิ รรมและการเรยี นรเู้ นื้อหาตามที่ระบุไว้ใน
จดุ มุ่งหมาย

๒.๒ กิจกรรมและประสบการณน์ ้นั ทาให้ผ้เู รยี นพอใจปฏิบัติการเรยี นรูอ้ าจนาไปสู่
จุดมุง่ หมายท่กี าหนดไวเ้ พยี งข้อเดยี วกไ็ ด้

๒.๓ กิจกรรมและประสบการณ์นนั้ อยูใ่ นขา่ ยความพอใจทพ่ี ึงปฏิบัติได้
๒.๔ กจิ กรรมและประสบการณห์ ลายๆ ดา้ นของการเรยี นรูอ้ าจนาไปสู่จุดมุง่ หมายที่
กาหนดไว้เพยี งข้อเดยี วกไ็ ด้
๒.๕ กจิ กรรมและประสบการณ์เรยี นร้เู พียงหน่งึ อย่างอาจตรวจสอบจุดมงุ่ หมาย
หลายๆ ขอ้ ได้
๓. การจัดประสบการณก์ ารเรียนรูว้ า่ ต้องคานงึ ถงึ ความสัมพนั ธ์ในด้านเวลาต่อเวลา และ
เนอ้ื หาตอ่ เน้ือหา เรยี กว่าความสมั พนั ธ์แบบแนวต้ัง (Vertical) กบั แนวนอน (Horizontal) ซ่งึ มีเกณฑ์
ในการจัดดงั นี้
๓.๑ ความต่อเนื่อง (Continuity) หมายถึงความสมั พันธใ์ นแนวตัง้ ของสว่ น
องค์ประกอบหลักของตัวหลักสตู รจากระดับหน่งึ ไปยังอีกระดับหนึ่งท่ีสงู ขึน้ ไป เช่น ในวชิ าทักษะ ต้อง
เปิดโอกาสใหม้ กี ารฝึกทกั ษะในกิจกรรมและประสบการณ์บ่อยๆ และต่อเนอื่ งกัน
๓.๒ การจัดชว่ งลาดับ(Sequence) หมายถึงความสมั พนั ธแ์ นวตงั้ ของสว่ น
องคป์ ระกอบหลักของตวั หลกั สตู รจากส่ิงทเี่ กิดขนึ้ กอ่ นไปสู่ส่ิงทีเ่ กิดข้ึนภายหลัง หรือจากส่งิ ทมี่ ีความ
ง่ายไปสู่ทีม่ คี วามยาก ดงั นัน้ การจัดกิจกรรมและประสบการณใ์ หม้ กี ารเรยี งลาดบั กอ่ นหลงั เพื่อให้ได้
เรียนเนือ้ หาท่ีลกึ ซ้งึ ย่งิ ขน้ึ
๓.๓ บูรณาการ (Integration) หมายถงึ ความสัมพนั ธ์กันในแนวนอนของ
องค์ประกอบหลกั ของตวั หลกั สูตร จากหวั ขอ้ เน้อื หาหน่ึงไปยงั อกี หัวข้อหนง่ึ ของรายวิชา หรือจาก
รายวิชาหน่งึ ไปยังรายวิชาอนื่ ๆ ทมี่ ีความเกี่ยวขอ้ งกนั การจดั ประสบการณ์จงึ ควรเปน็ ในลกั ษณะทชี่ ว่ ย
ให้ผูเ้ รียนได้เพ่ิมพนู ความคิดเห็นและไดแ้ สดงพฤตกิ รรมทีส่ อดคล้องกนั เน้อื หาท่ีเรยี นเป็นการเพ่ิม
ความสามารถทั้งหมดของผู้เรยี นทีไ่ ด้ประสบการณใ์ นสถานการณต์ ่างๆ กนั ประสบการณก์ ารเรยี นร้จู ึง
เป็นแบบแผนของปฏิสมั พันธ์ (Interaction) ระหวา่ งผ้เู รยี นกบั สถานการณ์สิง่ แวดล้อม
๔. การประเมินผลเพอ่ื ตรวจสอบดูว่าการจดั การเรยี นการสอนได้บรรลตุ ามจดุ มุ่งหมายตามที่
กาหนดไวห้ รือไม่ สมควรมกี ารปรับแกใ้ นส่วนใดบา้ ง พิจารณาจากสิ่งตอ่ ไปน้ี

๑๑๘

๔.๑ กาหนดจดุ มุง่ หมายทจี่ ะวดั และพฤตกิ รรมทค่ี าดหวงั
๔.๒ วัดและวเิ คราะห์สถานการณ์ทท่ี าให้เกดิ พฤติกรรมเหล่านน้ั
๔.๓ ศกึ ษาสารวจขอ้ มูลเพอ่ื สรา้ งเคร่อื งมือวัดพฤตกิ รรมเหลา่ นน้ั ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
๔.๔ ตรวจสอบคณุ ภาพของเครอ่ื งมือ โดยใชเ้ กณฑใ์ นการพิจารณาดังนี้

๑. ความเป็นปรนัย (Objectivity)
๒. ความเช่ือม่ันได้ (Reliability)
๓. ความเทีย่ งตรง (Validity)
๔. ความถกู ตอ้ ง (Accuracy)
๔.๕ การพิจารณาผลประเมินใหเ้ ป็นประโยชนเ์ พือ่ อธบิ ายผลการเรยี นรู้เป็น
รายบคุ คลหรอื เปน็ กล่มุ การอธิบายถงึ สว่ นดขี องหลกั สูตรหรือสง่ิ ทตี่ ้องปรับแก้เพอ่ื เปน็ แนวทางในการ
ปรับปรงุ หลกั สตู รใหม้ ีคณุ ภาพย่ิงข้ึน
๑.๒ รปู แบบการพฒั นาหลกั สูตรตามแนวความคิดของทาบา (Taba)
แนวคดิ ของทาบาในการพฒั นาหลกั สตู รใช้วีแบบรากหญ้า (Grass-roots approach) มคี วาม
เชือ่ ว่าหลักสูตรควรได้รบั การออกแบบโดยครผู ้สู อนมากกวา่ พฒั นาจากองค์กรทอ่ี ยใู่ นระดบั สงู ขึ้น
ประกอบดว้ ยขั้นตอนต่างๆ ดังน้ี
๑. วิเคราะหค์ วามตอ้ งการ (Diagnosis of needs) ใชว้ ิธีสารวจสภาพปญั หา ความต้องการ
และความจาเปน็ ของผ้เู รยี นและของสงั คม
๒. กาหนดจุดม่งุ หมาย (Formulation of objectives) ด้วยขอ้ มูลทีไ่ ดจ้ าการวเิ คราะหค์ วาม
ตอ้ งการ
๓. คดั เลอื กเนอื้ หาสาระ (Selection of content) เมอ่ื กาหนดจดุ มงุ่ หมายแล้วกต็ ้องเลอื ก
เน้อื หาสาระ ซึง่ สอดคลอ้ งกับจุดม่งุ หมาย และต้องคานึงถึงพัฒนาการของผู้เรียนดว้ ย
๔. การจดั รวบรวมเนอ้ื หาสาระ (Organization of content) เน้ือหาสาระท่ีรวบรวมตอ้ ง
คานงึ ถึงความยากง่ายและความตอ่ เนอ่ื ง รวมทั้งจัดใหเ้ หมาะสมกับพฒั นาการและความสนใจของ
ผู้เรียน
๕. คดั เลอื กประสบการณ์การเรียนรู้ (Selection of learning experiences) การคัดเลอื ก
ประสบการณ์เรียนรใู้ ห้สอดคล้องกับจุดมงุ่ หมายและเนื้อหาวิชา
๖. การจดั รวบรวมประสบการณก์ ารเรียนรู้ (Organization of leaning experiences) การ
จดั ประสบการณ์การเรยี นรคู้ วรคานงึ ถงึ ความตอ่ เนือ่ งของเนื้อหาสาระ
๗. กาหนดวธิ วี ัดและประเมนิ ผล (Determination of what to evaluate and the ways
and means of doing it) มีการประเมนิ เพ่ือตรวจสอบว่าประสบการณก์ ารเรียนทจ่ี ัดใหบ้ รรลุ
จุดมุง่ หมายที่กาหนดไว้หรอื ไม่ และกาหนดวธิ กี ารประเมนิ รวมท้ังเครอ่ื งมอื ทใี่ ชใ้ นการประเมินด้วย
จากการพัฒนาหลกั สตู รแนวคดิ ของทาบาจะเริ่มท่ีจุดใดจุดหนึง่ ก่อนก็ได้ แตเ่ มอื่ เรมิ่ ที่ จดุ ใด
แลว้ จะตอ้ งทาการศกึ ษาใหค้ รบกระบวนการท้ัง ๗ ข้นั ตอน จดุ เด่นในแนวคิดของทาบาคือเรือ่ งยุทธวิธี
การสอน (Teaching Strategies) และประสบการณก์ ารเรียนรู้เปน็ กระบวนการท่ีต้องคานงึ ถงึ มี
อยู่ ๒ ประการ คือ
๑. ยุทธวิธีการสอนและประสบการณเ์ รยี นรู้ เปน็ เครื่องกาหนดสถานการณเ์ งอื่ นไขการเรยี นรู้
การจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนแต่ละครง้ั มีวตั ถปุ ระสงคเ์ กี่ยวกับการเรียนร้ทู เ่ี กิดข้ึนเปน็ ผลผลติ
ดงั นัน้ การจัดรปู แบบของการเรยี นการสอนตอ้ งแสดงลาดบั ข้ันตอนของการเรยี นรดู้ ว้ ย

๑๑๙

๒. ยุทธวิธกี ารสอนเปน็ สงิ่ ทหี่ ลอมรวมหลายสิง่ หลายอย่างเข้ามาไว้ด้วยกันการพิจารณา
ตัดสนิ ใจเกย่ี วกับยุทธวธิ กี ารสอนควรคานึงถึงสง่ิ ตอ่ ไปนี้ คือ

๒.๑ การจัดเนอ้ื หา ตอ้ งกาหนดใหช้ ดั เจนวา่ รายวิชาน้ันๆ มงุ่ ให้ผู้เรียนเรยี นรูแ้ บบใด กว้าง
หรอื ลกึ มากนอ้ ยเพียงใด และไดเ้ รยี งลาดับเน้อื หาวิชาไว้อย่างไร การกาหนดโครงสรา้ งได้กระทา
ชดั เจนสอดคลอ้ งกับโครงการในระดบั ใด เพราะแตล่ ะระดับมีจดุ ประสงค์เน้ือหาสาระทีม่ ีความ
เกี่ยวขอ้ งสัมพนั ธ์กนั

๒.๒ หน่วยการเรียน สอดคล้องกับวตั ถุประสงค์ทบ่ี ง่ ชถ้ี ึงการวัดและประเมินไดช้ ดั เจน มี
รายละเอยี ดและมคี วามยดื หยุน่ เพ่อื เปดิ โอกาสใหค้ รูและนักเรียนมสี ่วนร่วมในการวางแผนการเรยี น
และทากิจกรรมตามความตอ้ งการและความสนใจ การตรวจสอบความรพู้ ้ืนฐานของผ้เู รยี นจะชว่ ยให้
ผ้เู รียนได้เรยี นร้ใู นการพัฒนากระบวนการเรยี นได้เป็นลาดับขัน้ ตอนเพ่อื นาไปสขู่ อ้ ค้นพบ ขอ้ สรปุ ท่ี
เป็นหลกั การท่ีมงุ่ เนน้ ความคาดหวังเก่ยี วกับการเรยี นร้ทู ่จี ะเกดิ ขนึ้ กับผเู้ รยี น และการกระตุน้ ให้
ผเู้ รยี นเกิดการเรยี นร้ดู ้วยตนเอง

๑.๓ รปู แบบการพฒั นาหลกั สตู รตามแนวคดิ ของเซยเ์ ลอร์ อเล็กซานเดอร์ และเล
แนวคดิ ของเซยเ์ ลอร์ อเล็กซานเดอร์ และเลวิส ประกอบด้วย กระบวนการพัฒนาหลักสูตร
ทีส่ าคญั ๔ ขั้นตอน คือ (Saylor and Alexander, Saylor,Alexander and Lewis, ๑๙๘๑: ๑๘๑)
๑. เป้าหมาย วตั ถุประสงค์ และความครอบคลมุ (Goals, Objective and domains)
หลักสตู รตอ้ งประกอบด้วย เป้าหมาย วตั ถปุ ระสงค์ และในแต่ละเป้าหมายควรบ่งบอกถึงความ
ครอบคลุมของหลักสูตร (Curriculum Domain) วัตถุประสงค์ พฒั นาการส่วนบุคคล มนุษยสัมพันธ์
ทักษะการเรยี นรทู้ ต่ี ่อเนือ่ ง และความชานาญเฉพาะดา้ น ซงึ่ กาหนดจากความเป็นโลกาภิวฒั น์ ความ
ตอ้ งการของสงั คมท่อี ยอู่ าศยั กฎหมาย ขอ้ บงั คบั เปน็ ตน้
๒. การออกแบหลักสตู ร (Curriculum Design) คือการวางแผนเพ่อื ตดั สินใจเก่ียวกบั การ
เลอื กและจดั เนอื้ หาสาระและจดั ประสบการณ์การเรยี นรู้ทีส่ อดคล้องกับเปา้ หมาย วัตถุประสงค์ โดย
คานงึ ถึงปรชั ญา ความตอ้ งการของสังคมและผเู้ รียนมาพจิ ารณาดว้ ย
๓. การนาหลกั สูตรไปใช้ (Curriculum implementation) ครูตอ้ งเป็นผู้วางแผนและวาง
แผนการจดั การเรียนการสอนในรูปแบบตา่ งๆ (Instructional Plans) รวมทั้งการจดั ทาสอื่ การเรียน
การสอน เช่น ตารา แบบเรียน วสั ดอุ ุปกรณต์ า่ งๆ เพอื่ ชว่ ยให้ผู้เรยี นไดเ้ รยี นรูใ้ นส่ิงทคี่ รตู ั้งเป้าหมายไว้
๔. การประเมินผลหลกั สตู ร (Curriculum Evaluation) ครแู ละผู้ทีม่ สี ่วนเกี่ยวข้องรว่ มกัน
ตดั สินใจเพอ่ื เลอื กวธิ กี ารประเมินผลทส่ี ามารถประเมินได้วา่ หลกั สตู รท่พี ัฒนาขน้ึ ได้ผลตามความมงุ่
หมายการประเมินหลกั สตู รจะเป็นขอ้ มลู สาคญั ทบ่ี อกผทู้ ี่มสี ว่ นเก่ยี วข้องได้ว่าควรจะปรับปรงุ หลกั สตู ร
ในจดุ ใด เพอื่ ประกอบการตัดสนิ ใจในการวางแผนการใช้หลักสูตรในอนาคต
๑.๔ รูปแบบการพัฒนาหลกั สูตรตามแนวคดิ ของโอลิวา (Oliva)
๑. จดุ มุง่ หมายของการศกึ ษา (Aims of Education) และหลกั การปรัชญาและจติ วิทยาจาก
การวเิ คราะหค์ วามต้องการจาเปน็ ของสงั คมและผ้เู รยี น
๒. วเิ คราะห์ความต้องการจาเป็นของชุมชนท่ีสถานศกึ ษานั้นๆ ตงั้ อยู่ ความตอ้ งการจาเป็น
ของผเู้ รยี นในชมุ ชน และเนื้อหาวชิ าท่ีจาเป็นเพอ่ื ใช้ในการจดั การเรยี นการสอน
๓. เปา้ หมายของหลกั สูตร (Curriculum Goals) โดยอาศัยขอ้ มลู จากขนั้ ๑ และ ๒

๑๒๐

๔. จุดประสงค์ของหลักสูตร (Curriculum Objectives) โดยอาศัยขอ้ มูลจากข้ัน
ที่ ๑, ๒ และ ๓ แตกต่างจากข้นั ที่ ๓คือมลี กั ษณะเฉพาะเจาะจงเพือ่ นาไปสกู่ ารประยุกต์ใช้หลกั สตู ร
และการกาหนดโครงสร้างหลกั สูตร

๕. รวบรวมและนาไปใช้ (Organization and Implementation of the Curriculum) เปน็
ขนั้ ของการกาหนดโครงสร้างหลกั สตู ร

๖. กาหนดเป้าหมายของการสอน (Instructional Goals) ของแตล่ ะระดับ
๗. กาหนดจดุ ประสงคข์ องการจดั การเรยี นการสอน (Instructional Objective) ใน แตล่ ะ
วิชา
๘. เลือกยทุ ธวธิ ใี นการสอน (Selection of Strategies) เปน็ ขัน้ ท่ีผู้เรียนเลือกยุทธวธิ ีท่ี
เหมาะสมกบั ผเู้ รียน
๙. เลอื กเทคนคิ วธิ กี ารประเมนิ ผลก่อนท่ีนาไปสอนจรงิ คือ ๙A (Preliminary selective of
evaluation techniques) และกาหนดวิธปี ระเมินผลหลงั จากกจิ กรรมการเรียนการสอนส้นิ สุดคอื ๙
B (Find selection of evaluation techniques)
๑๐. นายทุ ธวิธีไปใช้ปฏิบัติจรงิ (Implementation of Strategies) เปน็ ขนั้ ของการใช้วธิ ีการที่
กาหนดในข้นั ที่ ๘
๑๑. ประเมนิ ผลจากการเรียนการสอน (Evaluation of Instruction) เป็นขนั้ ทเี่ ม่ือการ
ดาเนินการจัดการเรียนการสอนเสรจ็ ส้ิน กม็ กี ารประเมินผลตามท่ไี ด้เลอื กหรอื กาหนดวิธกี าร
ประเมนิ ขนั้ ที่ ๙
๑๒. ประเมินหลักสูตร (Evaluation of curriculum) เปน็ ขน้ั ตอนสดุ ทา้ ยทท่ี าใหว้ งจร
ครบถ้วน การประเมนิ ผลทม่ี ใิ ชป่ ระเมนิ ผเู้ รยี นและผู้สอน แต่เป็นการประเมนิ หลักสูตรทีจ่ ัดทาขนึ้
๑.๕ รปู แบบการพฒั นาหลักสูตรตามแนวคิดของมัลคอล์ม สกลิ เบก็
สกลิ เบก็ ไดเ้ สนอแนวคดิ เก่ียวกบั รูปแบบของหลกั สูตรในลกั ษณะทเี่ ปน็ พลวตั จุดเดน่ คอื การ
วเิ คราะหส์ ถานการณซ์ ่ึงเป็นยทุ ธศาสตรท์ ี่สาคญั ในการพฒั นาหลกั สตู ร ทงั้ นี้ สกิลเบ็กเชอื่ วา่
สถานการณ์เปน็ องคป์ ระกอบสาคญั ในการกาหนดความแตกตา่ งของหลกั สตู ร เพราะไม่สามารถคาด
เหตกุ ารณส์ ิ่งท่ีเกดิ ขึน้ ภายหน้าได้ การกาหนดวัตถปุ ระสงคข์ องการเรยี นรไู้ วก้ ่อนมีการสารวจ
สถานการณจ์ รงิ จงึ ขาดความน่าเชอื่ ถือ ดงั นั้น การพฒั นาหลกั สตู รโดยโรงเรียนเป็นผูพ้ ัฒนาหลกั สตู ร
เอง (School-based curriculum development หรอื SBCD) เปน็ วิธที ีส่ ามารถนาไปปฏิบัติให้
สอดคลอ้ งกบั ความเป็นจรงิ ได้ การวเิ คราะหอ์ งค์ประกอบตา่ งๆ ท่ีเปน็ ปรากฏการณข์ องสงั คมแต่ละ
แห่งมคี วามแตกต่างกัน ทาใหไ้ ม่สามารถเจาะจงใช้รูปแบบหลักสตู รที่เป็นแบบเดยี วกันได้ ดังนน้ั
รูปแบบหลกั สตู รจึงเปน็ พลวัต แนวคดิ การพฒั นาหลักสูตรของสกลิ เบก็ ประกอบดว้ ย ๕ ขน้ั ตอน
ดงั ตอ่ ไปน้ี
ขนั้ ตอนที่ ๑ การวิเคราะห์สถานการณ์ (Analyze the situation) วิเคราะหป์ จั จยั ที่ทาให้
เกิดการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกบั หลกั สูตร ซงึ่ สง่ ผลถงึ โรงเรียนให้มีการพฒั นาหลักสตู รใหน้ าไปปฏิบัติได้
จรงิ และบังเกิดผลให้นกั เรยี นได้เรียนรู้ ซงึ่ ปจั จัยที่ก่อใหเ้ กิดการเปล่ียนแปลงประกอบดว้ ย ปจั จัย
ภายนอกและปัจจัยภายใน
ก. ปัจจยั ภายนอก ไดแ้ ก่
๑. การเปล่ยี นแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม ความคาดหวงั ของผู้ปกครองความต้องการของ
นายจา้ ง ความต้องการของสังคม ความสมั พันธร์ ะหวา่ งผู้ใหญก่ ับเด็ก และอดุ มคตขิ องสังคม

๑๒๑

๒. การเปลยี่ นแปลงระบบการศกึ ษาและหลกั สูตร ซง่ึ ประกอบดว้ ย นโยบายการศกึ ษา ระบบ
การสอน อานาจในการตัดสินใจของท้องถิน่ ผจู้ บการศกึ ษาท่ีสอดคล้องกับความตอ้ งการของสังคม
เปน็ ตน้

๓. การเปลยี่ นแปลงเน้อื หาวชิ า การจดั การเรยี นการสอนใหส้ อดคลอ้ งกบั ยคุ สมัย
๔. การเพิ่มศักยภาพของครอู าจารย์ ในการเรยี นการสอนใหเ้ หมาะสมกบั ยุคสมยั
๕. การนาทรพั ยากรใช้ในโรงเรยี น เพ่อื พัฒนาการจดั การเรียนการสอน
ข. ปัจจัยภายใน ไดแ้ ก่
๑. เจตคติ ความสามารถและความตอ้ งการทางการศึกษาของนกั เรยี น
๒. ค่านิยม เจตคติ ทักษะ ประสบการณข์ องครู ทเ่ี ป็นจุดเด่นและจุดดอ้ ยของการจัดการเรยี น
การสอน
๓. ความคาดหวังของโรงเรียน โครงสรา้ งการบรหิ ารงาน การกระจายอานาจการบรหิ าร
การศึกษา วธิ จี ดั ประสบการณ์ให้นกั เรยี น แรงจงู ใจใฝ่สัมฤทธิ์ของนกั เรียนบรรทดั ฐานทางสังคม การ
จดั การกับการเปล่ยี นแปลงทีไ่ ม่พึงประสงค์
๔. วสั ดอุ ปุ กรณ์ ทรัพยากร งบประมาณ แผนงาน และศกั ยภาพในการจดั การเรยี นการสอน
ของโรงเรยี น
๕. การยอมรับและการรับร้ปู ญั หาที่เกิดขนึ้ จากการนาหลกั สูตรมาใช้
ขั้นตอนที่ ๒ การกาหนดวตั ถุประสงค์ (Define Objectives) การวิเคราะห์สถานการณ์ใน
ขัน้ ตอนท่ี ๑ เพอื่ นาไปกาหนดวัตถปุ ระสงคซ์ งึ่ การกาหนดวตั ถปุ ระสงคแ์ ปลงเปล่ยี นไปตามปจั จยั
ภายนอกและภายใน สะทอ้ นความเป็นจรงิ ของสถานการณท์ ีเ่ ป็นอยู่ สอดคลอ้ งกบั ค่านยิ ม ทศิ ทางที่
กาหนด รวมทงั้ ผลลัพธ์ท่คี าดหวังจากการจัดการศกึ ษา การกาหนดวตั ถุประสงคค์ วรเขยี นในลักษณะ
การเรียนร้ทู ี่คาดหวงั จากนกั เรยี นและกระบวนการจดั การเรยี นการสอนของครูทีใ่ หบ้ รรลวุ ตั ถุประสงค์
ซ่ึงการกาหนดวตั ถปุ ระสงค์ประกอบด้วยวัตถปุ ระสงค์ท่วั ไปกบั วัตถุประสงค์เฉพาะ ในการกาหนด
วตั ถุประสงค์ต้องเกดิ จากการมีส่วนรว่ มของผู้ทเ่ี ก่ยี วข้องเช่น นักเรยี น ครู ผปู้ กครอง ชุมชน และ
นักวิชาการ เป็นตน้
ขนั้ ตอนที่ ๓ การออกแบบการจดั การเรียนการสอน (Design the teaching learning
programme) เป็นการออกแบบการเรียนการสอนตอ้ งใหส้ อดคล้องกับวัตถุประสงคข์ องการจดั
การศกึ ษา โรงเรยี นต้องตอบคาถามพ้นื ฐาน เชน่ จะสอนอะไร และนกั เรียนจะเรยี นรู้อะไรซง่ึ ตอ้ งศกึ ษา
เอกสารที่เกี่ยวขอ้ งเก่ียวกบั รายวิชาทนี่ ามาจัดการเรยี นการสอน การกาหนดแบบแผนการสอนและ
การเรยี นรู้เกย่ี วข้องกับการตัดสินใจในเรอื่ งตา่ งๆ ดังนี้
๓.๑ ข้อมลู พนื้ ฐานหรือทิศทางของหลกั สตู รที่กาหนดไว้ในหลกั สูตรแกนกลาง เป็นวชิ าบงั คบั
หรอื วชิ าเลอื กตามความสนใจ
๓.๒ การจดั กล่มุ และการบรู ณาการของสาระวชิ าตา่ งๆ
๓.๓ การจัดกลุม่ นักเรียน ซง่ึ อาจจดั ตามความสนใจของนกั เรียน จดั ใหเ้ ดก็ เรยี นเก่งเรยี น
ด้วยกันและไม่เกง่ เรียนดว้ ยกัน หรือจดั ใหเ้ ดก็ ที่มคี วามสนใจตา่ งกนั เรยี นด้วยกนั
๓.๔ ความสัมพันธ์ของวิชาต่างๆ กบั เป้าหมายของหลักสตู ร
๓.๕ การเรียงลาดบั ของเนื้อหาการสอน
๓.๖ สถานที่ ทรพั ยากร อปุ กรณ์และเครื่องใชไ้ ฟฟา้
๓.๗ ออกแบบวิธกี ารจัดการเรียนการสอน

๑๒๒

๓.๘ แต่งตงั้ คณะทางาน
๓.๙ จดั ทาตารางและกิจกรรมในการปฏิบัตงิ าน
ขั้นตอนที่ ๔ การนาหลักสตู รไปใช้ (Interpret and implement the programme) การ
วางแผนและการออกแบบหลักสูตรกเ็ พอ่ื ให้หลักสตู รนั้นนาไปสูก่ ารปฏบิ ัติให้บังเกดิ ผลตาม
วัตถุประสงคท์ ี่วางไว้ ซงึ่ ดูจากผลการประเมนิ ผลลัพธส์ ดุ ท้ายว่าการเรียนการสอนเปน็ ไปตามความ
ตอ้ งการหรือไม่ มแี ผนงานใดท่ีมคี วามพรอ้ มมากทสี่ ดุ และรับรองคุณภาพได้ดังนน้ั ครูตอ้ งมจี ติ สานกึ
ในความเปน็ มอื อาชพี ทตี่ อ้ งติดตามควบคมุ ดูแล และประเมินผลอยา่ งสม่าเสมอ เพอื่ พิจารณาว่าส่งิ ที่
ออกแบบและดาเนินการอยู่มปี ระโยชนค์ มุ้ ค่า การพัฒนาหลักสตู รโรงเรยี นจากบุคคลใดบคุ คลหนึง่
เชน่ ผบู้ ริหารโรงเรียน หัวหน้าภาค อาจไมป่ ระสบความสาเรจ็ เน่อื งจากปญั หาการขาดการเอาใจใส่จาก
ครู ผ้ทู ม่ี ีส่วนเกยี่ วขอ้ ง ดังน้ันการบรหิ ารหลกั สูตรทีท่ าใหเ้ กดิ การยอมรับ และนาไปใชไ้ ด้จริงๆ ตอ้ ง
ดาเนนิ การโดยผทู้ อี่ ยู่ในโรงเรยี นซึง่ ก็คือครนู น่ั เองครเู ปน็ ผู้ที่ใกล้ชดิ และทราบขอ้ มลู เก่ยี วกับความสนใจ
ความตอ้ งการของนกั เรียนเปน็ อยา่ งดีดังนัน้ การปฏิบัตเิ พ่อื พัฒนาหลกั สตู รตอ้ งเหมาะสมและตอ้ ง
สอดคลอ้ งกบั ศักยภาพของครู การนาไปใชข้ น้ึ อยู่กบั ครู ครูต้องเปน็ บคุ ลากรหลกั ในการออกแบบและ
การนาไปใช้ นั่นคอื ครตู อ้ งเปน็ ผพู้ ัฒนาหลักสูตรดวั ยตนเอง ดกี ว่ารปู แบบการพัฒนาหลกั สตู รท่ีบคุ คล
อ่ืนเป็นผ้จู ัดทาให้
ข้ันตอนที่ ๕ การประเมินการเรียนรแู้ ละการประเมนิ ผลหลกั สตู ร (Assess and evaluate)
การประเมินการเรียนรู้ (Assessment) เปน็ การตดั สนิ คณุ ค่าในศกั ยภาพการเรยี นรแู้ ละการปฏบิ ตั ขิ อง
ผเู้ รียนรู้ ส่วนการประเมนิ ผล (Evaluation) หมายถึงการรวบรวมหลักฐานเพือ่ นามาตัดสนิ คณุ ค่า
เกย่ี วกบั หลักสตู ร ซ่ึงประกอบดว้ ย การวางแผน การออกแบบ การนาไปใช้ รวมทั้งผลการปฏิบตั ิหรือ
ผลการเรียนร้ขู องผูเ้ รียน ซ่งึ การประเมินการปฏบิ ตั ขิ องผูเ้ รียนเป็นการกาหนดเกณฑท์ ่ีผเู้ รยี นตอ้ งบรรลุ
เชน่ การกาหนดชน้ิ งาน การสงั เกต การบันทึกการทางาน การสอน การรายงานผล การประเมนิ การ
เรยี นรู้ของผู้เรียนต้องมแี นวทางท่หี ลากหลายเพื่อใหค้ รอบคลมุ รวมทั้งเป็นกระบวนการที่ตอ่ เนอ่ื งทกุ
คร้ัง ดงั นั้น การประเมนิ จงึ ไมใ่ ชก่ ิจกรรมทก่ี ระทารวบยอดคร้งั เดียว แต่เป็นการประเมนิ เพอื่ พฒั นา
ผู้เรียน รวมทัง้ ผอู้ อกแบบหลกั สตู รด้วยการกระทาเชน่ นี้เปน็ วงจรต่อเนื่องกนั ไปเรอ่ื ยๆ เพื่อนาไปส่กู าร
ปรบั ปรุงผู้เรยี นและหลกั สูตรใหด้ ยี ิ่งขนึ้
๑.๖ รูปแบบการพฒั นาหลักสูตรตามแนวคิดของวอลค์ เกอร์ (Decker Walker)
เดคเกอร์ วอลค์ เกอร์ (Decker Walker) ปฏเิ สธแนวคิดการพฒั นาหลักสตู รดว้ ยการกาหนด
สิ่งตา่ งๆ ทีเ่ ก่ยี วกับหลกั สูตรดว้ ยการอธบิ ายเชิงเหตผุ ลโดยปราศจากการค้นควา้ หาขอ้ เทจ็ จรงิ มาก่อน
วธิ กี ารของวอลค์ เกอร์เป็นวธิ ีการศกึ ษาแบบประจักษน์ ยิ ม (Epiricalism) หรือเปน็ วิธกี ารศึกษาแบบ
ธรรมชาติ (Naturalistic model) ซงึ่ เปน็ วธิ กี ารทีเ่ ป็นการแสวงหาขอ้ เทจ็ จรงิ จากปรากฏการณท์ าง
สงั คม และผ่านกระบวนการพิจารณาไตร่ตรองอย่างเหมาะสมกอ่ นการตดั สินใจออกแบบหลกั สูตร
ส่วนผลการพจิ ารณาจะออกมาเชน่ ไรก็ยอมรบั ตามสภาพการณ์ซ่ึงเปน็ วธิ คี ลา้ ยกับเติบโตของสิง่ ตา่ งๆ
ในธรรมชาติ (Marsh , ๑๙๘๖ , curricula ; An Analytical Introduction : )
รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรตามแนวคดิ ของวอลค์ เกอร์ แบ่งเป็นกระบวนการพฒั นาหลกั สูตร
ออกเปน็ ๓ ข้นั ตอน คอื (Walker , ๑๙๗๑ , curriculum Theory Network : )
ข้นั ตอนท่ี ๑ ศกึ ษาขอ้ มูลพน้ื ฐาน ซ่งึ ได้มาจากการศึกษาเชงิ ประจักษท์ ่ไี ด้จากมุมมองตา่ งๆ
ความเชอ่ื คา่ นยิ ม ทฤษฎี แนวคดิ เป้าหมาย เพ่อื เป็นข้อมลู พืน้ ฐานในการพิจารณาสรา้ งหลักสูตร

๑๒๓

ต่อไปในอนาคต ท้ังนี้ มคี วามจาเป็นทตี่ ้องวิเคราะหป์ ัญหาต่างๆ ไว้ล่วงหน้าซง่ึ เปน็ ประโยชนใ์ นการ
ดาเนินการข้นั ต่อไป

ขั้นตอนที่ ๒ การพจิ ารณาไตรต่ รอง (Deliberates) ซ่งึ เป็นการนาข้อมลู พ้นื ฐานทว่ั ไปท่ีได้
จากการวิเคราะหป์ ญั หาตา่ งเขา้ มาส่กู ระบวนการปรกึ ษาหรอื การอภปิ ราย การวิพากษ์วจิ ารณเ์ พ่ือ
พจิ ารณาทางเลอื กต่างๆ กอ่ นทจี่ ะออกแบบหลกั สตู ร โดยการถว่ งน้าหนักทางเลอื กตา่ งๆ (eight
alternatives) ในทกุ ๆ ด้านอยา่ งเปน็ รปู ธรรม ท้งั ในเชงิ ตน้ ทุน ค่าใช้จ่ายและประโยชน์ท่ไี ดร้ ับมา การ
พิจารณาทางเลือกนจี้ ะก่อใหเ้ กดิ ความไมแ่ นใ่ จว่าเป็นทางเลือกทีด่ ีทีส่ ุด ดังน้ัน จงึ สามารถที่จะยอมรับ
หรือปฏเิ สธได้อยา่ งเต็มที่กอ่ นการกาหนดทิศทางท่ถี กู ต้องในการออกแบบหลกั สตู รตอ่ ไป

ขนั้ ตอนท่ี ๓ การออกแบบหลักสตู ร (Curriculum design) เปน็ การวินิจฉยั เกยี่ วกับ
สาระสาคัญของหลกั สูตรกอ่ น โดยคานงึ ถึงองคป์ ระกอบอยา่ งรอบด้านของกระบวนการพฒั นา
หลักสูตร ซ่งึ ไมก่ าหนดรปู แบบหลกั สูตรไว้ลว่ งหน้า แต่ใช้ในการแสวงหาความเหมาะสมทส่ี อดคลอ้ งกบั
ความเป็นจรงิ ของสถานการณ์ เป็นการเลือกที่ผา่ นการกลน่ั กรองมาแล้ว และมคี วามชดั เจนใน
องค์ประกอบตา่ งๆ โดยสามารถช้ีเฉพาะเจาะจงความตอ้ งการหลกั สตู รของชมุ ชนได้ชดั เจนมากยง่ิ
กวา่ รปู แบบของหลกั สูตรเชงิ วตั ถปุ ระสงคก์ ารออกแบบหลกั สตู รเชิงพลวัตเป็นพรรณนาความ
เชื่อมโยงจากข้อมูลพืน้ ฐาน โดยนาตัวแปรตา่ งๆ ทเี่ กีย่ วข้องมาสูก่ ระบวนการพิจารณาไตร่ตรองอย่าง
รอบคอบ (Deliberations) ซงึ่ เปน็ การเลอื กวธิ ีที่ดที ่สี ดุ จากนนั้ เริ่มกา้ วไปส่จู ุดสดุ ท้าย คือ การ
ออกแบบหลกั สูตรที่มลี ักษณะเฉพาะเจาะจง

๒ รปู แบบการพัฒนาหลกั สตู รของไทย

การพฒั นาหลักสูตรเพ่ือใช้ในการจัดการเรียนการสอนขัน้ พื้นฐานเทา่ ทผี่ า่ นมาเปน็ หนา้ ท่ีของ
หน่วยงานระดบั นโยบาย โดยกรมวิชาการ เปน็ ผู้พัฒนาหลักสตู รแกนกลางหรอื หลักสตู รระดบั ชาติ
รวมทงั้ เป็นผ้จู ดั เน้ือหาสาระแบบเรยี น ส่อื รายวิชาตา่ งๆ ให้โรงเรียนใช้เหมือนกันทวั่ ประเทศ แม้ว่าใน
คู่มือหลกั สตู รประถมศึกษา พทุ ธศกั ราช ๒๕๒๑ (ฉบบั ปรับปรุง พุทธศักราช๒๕๓๓) เปิดโอกาสให้
โรงเรยี นพฒั นาหลักสูตรให้สอดคล้องกบั บรบิ ทของโรงเรยี นได้เอง แต่กม็ ีโรงเรียนจานวนไม่นอ้ ยมาก
คือประมาณร้อยละ ๒๗ ทมี่ ีหลกั สูตรสอดคลอ้ งกบั ท้องถ่นิ และผ้เู รยี น ดังน้ัน การศกึ ษารปู แบบการ
พัฒนาหลกั สูตรทม่ี ุ่งสง่ เสริมให้สถานศกึ ษาสามารถพฒั นาหลักสตู รไดใ้ นบริบทของประเทศจากแนวคดิ
ของหน่วยงานตา่ งๆ ซึ่งมสี ่วนสาคัญในการกาหนดรปู แบบ รวมทัง้ แนวคดิ ของนักวิชาการ อนั นาไปสู่
การสงั เคราะห์เปน็ รูปแบบสาหรับการพัฒนาหลกั สตู รโรงเรยี นในครัง้ นี้ มดี งั ต่อไปนี้๑๔

๒.๑ รูปแบบการพฒั นาหลักสูตรของกรมวชิ าการ กรมวชิ าการ กระทรวงศึกษาธิการ ได้
กาหนดใหโ้ รงเรยี นสามารถพฒั นาหลกั สตู รเองไดภ้ ายใตแ้ นวทางการพฒั นาหลักสตู รทอ้ งถนิ่ ซึ่งมี
รูปแบบการดาเนนิ งานพฒั นาหลักสูตร ๔ ลกั ษณะ ดงั ตอ่ ไปนี้

๑. การพัฒนาหลกั สูตรโดยการปรบั กิจกรรมการเรียนการสอน
๒. การพฒั นาหลักสูตรโดยการปรับรายละเอียดของเนือ้ หา
๓. การพฒั นาหลกั สตู รโดยการพัฒนาส่ือการเรยี นการสอน
๔. การพัฒนาหลกั สูตรโดยการจดั ทาวิชา/รายวิชาเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่

๑๔ วชิ ัย วงษ์ใหญ.่ พัฒนาหลกั สูตรและการสอน. ภาควชิ าหลักสตู รและการสอน มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ท
รวโิ รฒประสานมิตร. 2521.

๑๒๔

๘. การพัฒนาหลักสตู รโดยการปรบั กิจกรรมการเรียนการสอน

การพฒั นาหลกั สูตรโดยการปรับกิจกรรมการเรียนการสอน โดยศึกษาจากคาอธิบายหรือ
คาอธบิ ายวิชาท่กี าหนด ซ่ึงประกอบดว้ ยสว่ นต่างๆ คอื ๑๕

๑.๑ กิจกรรม ได้แก่ สว่ นท่รี ะบุถึงแนวการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนที่ตอ้ งจดั ใหแ้ กผ่ เู้ รียน
สงั เกตไดจ้ ากคาวา่ ศึกษาคน้ ควา้ ทดลอง สารวจ ฝึก ปฏบิ ตั ิ วิเคราะห์ อภิปราย ฯลฯ

๑.๒ เนือ้ หา ไดแ้ ก่ สว่ นทร่ี ะบถุ ึงหวั ข้อหรอื ขอบขา่ ยของเนอ้ื หาทจี่ ะนามาใหผ้ เู้ รียนหรอื ฝึก
เพื่อให้บรรลตุ ามจุดประสงค์

๑.๓ จุดประสงค์ ได้แก่ สว่ นทรี่ ะบุถงึ พฤตกิ รรมท่ีต้องการให้เกิดข้ึนกบั ผู้เรยี น หลังจากทไ่ี ด้
เรยี นรูห้ รือฝึกทักษะตามทีไ่ ดร้ ะบุไปแล้วในขอ้ ๑.๑ และ ๑.๒ พฤตกิ รรมทีต่ อ้ งการให้เกิดขน้ึ น้ี
ประกอบดว้ นส่วนทีเ่ ป็นความรู้ ทักษะ เจตคติ และกระบวนการ
ผลที่ได้จากการศึกษา วิเคราะห์ คาอธิบาย หรอื คาอธิบายรายวิชานี้ ชว่ ยทาให้ผสู้ อนมองเห็นภาพงาน
สอนของเน้อื หาหรอื รายวิชาดงั กล่าวได้ชัดเจนข้ึน วา่ ตอ้ งจดั กิจกรรมการเรียนการสอนวธิ ใี ด มี
ขอบข่ายเนือ้ หาที่ตอ้ งเรียนรู้หรอื ฝึกทกั ษะอะไรบา้ ง และประการสุดทา้ ยต้องการใหผ้ เู้ รียนมหี รอื เกิด
พฤตกิ รรมท้งั ในดา้ นความรู้ ทกั ษะ เจตคติ รวมท้ังการจัดการอะไรบ้าง กิจกรรมต่างๆ ทีว่ ิเคราะห์
ออกมานี้ หลักสูตรกาหนดไวก้ ว้างๆ เปน็ หนา้ ท่ีของโรงเรียนที่ต้องพจิ ารณาวา่ กจิ กรรมดังกลา่ วควรจัด
โดยวธิ ีใด จัดอยา่ งไรให้เหมาะสมสอดคลอ้ งกับสภาพและความต้องการของท้องถิน่ เนอ้ื หาและตวั
ผเู้ รยี น เชน่ กจิ กรรม “ศึกษา” สามารถจะจดั รูปแบบหรือวิธีการ “ศึกษา” ได้หลายวิธี เชน่

- ฟังคาอธิบายจากครู
- ค้นควา้ จากหอ้ งสมดุ ของโรงเรยี น
- คน้ ควา้ จากแหลง่ วทิ ยาการอ่ืนๆ
- เชิญผู้ทรงคณุ วฒุ ิในทอ้ งถิน่ มาบรรยาย
- ออกไปสมั ภาษณ์ผทู้ รงคณุ วฒุ หิ รอื ผู้เกยี่ วข้องในทอ้ งถ่ิน
- ออกไปสารวจดสู ภาพจริงในพน้ื ท่ี
- สงั เกตสิง่ แวดล้อม
- ออกไปทัศนศึกษา
- รวบรวมขอ้ มลู จากแหล่งต่างๆ
- นาหรือพฒั นาภูมิปัญญาทอ้ งถิ่นมาใช้
- วเิ คราะห์ขอ้ มลู ทไี่ ด้ เชน่ ความสมั พนั ธด์ า้ นความเหมอื นและความแตกตา่ งส่ิงทีเ่ ปน็
เหตุและผล ฯลฯ
จะเหน็ ไดว้ ่ากิจกรรมการ “ศกึ ษา” น้ัน โรงเรียนสามารถ “ศึกษา” ตามทกี่ าหนดไดด้ ้วย
วธิ กี ารต่างๆ หลายวิธี และแตล่ ะวธิ ีมขี ัน้ ตอนของการปฏิบัตทิ ีแ่ ตกต่างกันออกไป ไมว่ ่าโรงเรียนต้อง
ตดั สนิ ใจเลือกหรอื ปรบั กจิ กรรมการเรียนการสอนเปน็ ลกั ษณะใดกต็ าม กจิ กรรมท่จี ดั นัน้ ต้องเป็น
กจิ กรรมท่ีทาใหผ้ เู้ รียนไดล้ งมอื ปฏบิ ตั แิ ละได้เรยี นรจู้ ริงเกย่ี วกับท้องถิ่นของตนเองได้มากทสี่ ุด ต้องจัด
ใหส้ อดคลอ้ งกบั แนวทางการพัฒนาท่ไี ดจ้ ากการวางแผนอย่างมยี ทุ ธศาสตร์ของโรงเรียน ทสี่ าคญั ต้อง
ไมท่ าให้จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้เปลีย่ นแปลงไป

๑๕ วจิ ติ ร ศรสี ะอ้าน “ความหมายของการศกึ ษา” เอกสารการสอนชดุ วชิ า พ้ืนฐานการศึกษา หนว่ ยที่ 6
ปรชั ญากบั การศกึ ษา กรงุ เทพ : สานกั พิมพ์ มหาวทิ ยาลัยสุโขทยั ธรรมมาธิราช 2539

๑๒๕

๙. การพฒั นาหลักสตู รโดยการปรับรายละเอียดของเนือ้ หา๑๖

การพฒั นาหลักสูตรลักษณะน้ี เป็นการดาเนินการต่อเนือ่ งจากทีโ่ รงเรยี นไดว้ ิเคราะหเ์ นอื้ หา/
คาอธิบายรายวิชามาแลว้ โรงเรียนต้องนาเอาผลการวิเคราะห์ในสว่ นทีเ่ ป็นเน้อื หามาวิเคราะหต์ ่อไปอกี
วา่ จากหวั ขอ้ หรอื ขอบขา่ ยเน้ือหาทห่ี ลักสูตรกาหนดไวใ้ นแต่ละหวั ขอ้ นั้นควรมกี ารเพม่ิ เตมิ วเิ คราะห์
รายละเอยี ดอะไรอีกบา้ งว่าพัฒนาหลกั สตู รโดยการปรับรายละเอยี ดเน้ือหานี้ โรงเรียนสามารถ
พจิ ารณากาหนดรายละเอียดเน้อื หาเพิม่ เติมใหส้ อดคล้องกบั สภาพและความต้องการของทอ้ งถิน่ ได้
อย่างเต็มท่ี โดยต้องไม่ทาใหจ้ ดุ ประสงค์การเรยี นรูเ้ ปลีย่ นไปและต้องไม่คานึงถงึ ความเหมาะสมของ
เวลาและผูเ้ รยี นดว้ ยการพฒั นาหลกั สตู รในลักษณะนี้ โรงเรยี นสามารถดาเนนิ การได้เอง

การพฒั นาหลกั สูตรโดยการพฒั นาสอ่ื การเรยี นการสอน

การพัฒนาหลักสตู รในลักษณะของการพฒั นาสือ่ การเรยี นการสอน ด้วยการเลอื ก ปรบั ปรุง
หรอื จัดทาส่อื การเรียนการสอนข้นึ ใหม่ มลี กั ษณะดงั นี้

๓.๑ ประเภทของสอ่ื การเรยี นการสอน จาแนกประเภทตามลักษณะของสือ่ การเรียนการสอน
ได้ดังนี้

๓.๑.๑ หนังสือเรยี น เปน็ หนังสอื ทกี่ ระทรวงศกึ ษาธกิ ารกาหนดให้ใช้สาหรบั การเรียน
มสี าระตรงทรี่ ะบุไว้ในหลักสูตรอย่างถกู ต้อง อาจมีลกั ษณะเปน็ เล่ม เป็นแผ่นหรือเป็นชดุ กไ็ ด้

๓.๑.๒ คู่มอื ครู แผนการสอน แนวการสอน หรือเอกสารอืน่ ๆ ที่จัดทาขน้ึ เพอ่ื ช่วยครู
ในการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนแต่ละรายวชิ าใหเ้ ป็นไปตามจดุ ประสงค์ของหลักสูตร

๓.๑.๓ หนังสอื เสริมประสบการณ์ เป็นหนังสอื ท่จี ดั ทาขึ้นโดยคานงึ ถึงประโยชนใ์ น
ด้านการศกึ ษาหาความรู้ของตนเอง ความสนกุ สนานเพลดิ เพลิน ความซาบซ้ึงในคณุ คา่ ของภาษา การ
เสริมสร้างทักษะและนสิ ัยรักการอ่าน การเพ่มิ พูนความรู้ ความเขา้ ใจในสงิ่ ท่ีเรยี นรตู้ ามหลกั สตู รให้
กว้างขวางขึ้น หนังสือประเภทนี้โรงเรียนควรจดั ไวบ้ รกิ ารครแู ละนักเรียนในโรงเรยี น หนงั สอื เสริม
ประสบการณ์จาแนกออกเปน็ ๔ ประเภท คอื

(๑) หนังสืออ่านนอกเวลา เป็นหนงั สือท่กี ระทรวงศกึ ษาธกิ ารกาหนดให้ใชใ้ นการ
เรียนวชิ าใดวิชาหนงึ่ ตามหลกั สตู รนอกเหนือจากหนังสือเรยี นสาหรบั ใหน้ กั เรยี นอา่ นนอกเวลาเรียน
โดยถือว่ากิจกรรมการเรยี นการสอนเกี่ยวกบั หนงั สอื นี้เปน็ สว่ นหนง่ึ ของการเรยี นตามหลกั สูตร

(๒) หนงั สืออ่านเพม่ิ เตมิ เป็นหนังสือทีม่ สี าระองิ หลักสูตรสาหรบั ให้นักเรียนอา่ น
เพื่อศกึ ษาหาความรู้เพ่ิมเติมดว้ ยตนเอง ตามความเหมาะสมกับวัยและความสามารถในการอ่านของแต่
ละบุคคล หนังสือประเภทนีเ้ คยเรยี กว่าหนงั สอื อา่ นประกอบ

(๓) หนังสอื อเุ ทศ เปน็ หนังสอื สาหรับใช้ค้นควา้ อ้างองิ เกย่ี วกบั การเรียน โดยมีการ
เรยี บเรียงเชิงวิชาการ

(๔) หนงั สอื ส่งเสริมการอา่ น เป็นหนังสอื ท่จี ดั ทาขึ้นโดยมวี ตั ถุประสงค์เนน้ ไป
ในทางส่งเสริมใหผ้ ้อู า่ นเกิดทกั ษะในการอา่ น และมีนสิ ยั รกั การอา่ นมากยงิ่ ขน้ึ อาจเป็นหนังสอื วรรณคดี
นวนยิ าย นยิ าย ฯลฯ ที่มลี กั ษณะไม่ขัดตอ่ วฒั นธรรม ประเพณแี ละศลี ธรรมอนั ดีงาม ใหค้ วามรู้ มคี ติ
และสาระประโยชน์

๑๖ วชิ ัย วงษ์ใหญ่. พฒั นาหลักสตู รและการสอน. ภาควิชาหลกั สูตรและการสอน มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวิ
โรฒประสานมติ ร. 2521.

๑๒๖

๓.๑.๔ แบบฝกึ หัด เป็นสอื่ การเรยี นสาหรบั ใหผ้ เู้ รยี นไดฝ้ ึกปฏบิ ตั ิ เพ่อื ช่วยเสริมให้
เกดิ ทักษะและความแตกฉานในบทเรียน

๓.๑.๕ สอื่ การเรียนการสอนอน่ื ๆ เช่น สอ่ื ประสม วีดที ัศน์ เทปบนั ทึกเสยี ง ภาพพลกิ
แผน่ ภาพ เปน็ ตน้ สือ่ การเรียนการสอนดังกลา่ วข้างตน้ โรงเรยี นสามารถเลือกใช้ ปรับปรุงหรือจดั ทา
ขนึ้ เพ่อื ใช้ในการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนได้ตามความเหมาะสม

๓.๒ การเลือกใชส้ ่ือการเรยี นการสอน เน่อื งจากสอ่ื การเรียนการสอนมหี ลายประเภทตามที่
กลา่ วมาข้างต้นแลว้ และสื่อการเรยี นการสอนแต่ละประเภทกม็ ลี ักษณะเฉพาะท่แี ตกต่างกนั ออกไป
อีกท้ังส่อื การเรยี นการสอนที่ผลิตจากส่วนกลางก็มกั จะใหเ้ นื้อหาท่ัวไปๆ ซงึ่ ไม่เจาะจงเฉพาะท้องถนิ่ ใด
ท้องถน่ิ หน่งึ ฉะนัน้ โรงเรยี นจงึ ควรเลอื กใช้สอ่ื การเรยี นการสอนให้เหมาะสมกับสภาพของท้องถ่นิ ตน
โดยมีขั้นตอนดังนี้

๓.๒.๑ วเิ คราะห์หลักสตู ร๑๗ โดยวเิ คราะหจ์ ดุ ประสงค์ คาอธบิ าย/คาอธบิ ายรายวิชา
และคาบเวลาเรยี น ท่ีปรากฏในหลกั สตู รว่า วชิ า/รายวชิ านัน้ มุ่งใหผ้ เู้ รยี นเกดิ ความรู้ เจตคติ ค่านยิ ม
ทักษะ และการปฏบิ ัตอิ ย่างไร มขี อบข่ายเนอ้ื หาเพยี งใด และมีคาบเวลาเรียนเทา่ ไร เพอ่ื นามากาหนด
สอื่ การเรยี นการสอนอยา่ งเหมาะสมและมีประสทิ ธภิ าพ

๓.๒.๒ สารวจ รวบรวมส่ือการเรยี นการสอน ท่มี ีเน้อื หาสาระเกี่ยวข้องหรอื
สอดคลอ้ งกบั จุดประสงค์และคาอธบิ าย/คาอธบิ ายรายวชิ าจากแหลง่ ต่างๆ เชน่ ห้องสมดุ
สถาบันการศึกษาในทอ้ งถน่ิ รา้ นจาหน่ายหนัง ฯลฯ เพอ่ื นามาศกึ ษาวิเคราะห์ความเหมาะสมและ
สอดคลอ้ งกบั หลักสูตร

๓.๒.๓ วิเคราะหส์ อ่ื การเรียนการสอน ท่ไี ดจ้ ากการสารวจและรวบรวมไว้ตาม
๓.๒.๒ เพ่อื พิจารณาวา่ สอื่ การเรยี นการสอนดงั กลา่ วสามารถนามาใช้ประกอบการ
เรียนการสอนตามหลกั สูตรไดห้ รอื ไม่เพยี งใด
๓.๓ การปรับปรุงส่ือการเรยี นการสอน โรงเรยี นอาจปรับปรงุ สื่อการเรียนการสอนทงั้ หนงั สอื
เรยี น คมู่ อื ครู แผนการสอน แนวการสอนหนังสอื เสริมประสบการณ์ ใหค้ รอบคลุมเนื้อหาท่ีปรับ
รายละเอียด หรือให้เป็นปจั จบุ นั ได้
๓.๔ การจดั ทาส่ือการเรยี นการสอนเมอ่ื โรงเรียนได้วิเคราะห์ส่อื การเรียนการสอนเพือ่ เลอื กใช้
ใหเ้ หมาะสมกบั สภาพของท้องถ่นิ แล้วพบว่า มคี วามจาเปน็ ท่ีโรงเรยี นจะต้องจดั ทาส่อื การเรยี นการ
สอนขน้ึ ใหมเ่ พอื่ ให้สามารถนาไปใชจ้ ัดกจิ กรรมการเรยี นการสอนใหม้ ปี ระสิทธิภาพยง่ิ ขนึ้ เชน่ หนังสอื
เรยี น คู่มอื ครู แผนการสอน หนงั สอื เสรมิ ประสบการณ์ แบบฝกึ หดั ส่อื การเรยี นการสอนอื่นๆ เป็นตน้
การพฒั นาหลกั สตู รลกั ษณะนีเ้ ป็นการจดั ทาวชิ าหรือรายวชิ าขนึ้ ใหม่ หลงั จากท่ศี ึกษามาแลว้
พบวา่ สิง่ ทค่ี วรพฒั นานน้ั ไม่มปี รากฏอยู่ในหลักสตู รของกลุม่ ประสบการณ์หรอื รายวิชา/กลมุ่ วิชาใดๆ
ในหลักสูตรแกนกลาง การพฒั นาหลักสตู รโดยการจดั ทารายวิชา/รายวิชาขึน้ ใหม่น้ี ควรดาเนินการใน
รูปแบบของคณะทางานโดยมขี น้ั ตอนการจดั ทาดงั นี้
๑. ศึกษาจดุ หมายของหลกั สูตร จุดประสงค์และโครงสร้าง เน้ือหาของกลุ่มประสบการณ์/
กลุม่ วชิ า/รายวิชาต่างๆ จากหลักสตู รแกนกลาง เพื่อใช้เปน็ ข้อมลู พ้นื ฐานประกอบการพิจารณาจดั ทา
และเพอื่ ปอ้ งกันไม่ใหเ้ กิดการซา้ ซอ้ นกับเน้อื หาท่มี อี ยู่

๑๗ พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยตุ โต). การศกึ ษากบั การพฒั นาทรพั ยากรมนุษย์. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์การ
ศาสนา, 2539.

๑๒๗

๒. นาเอาผลการศกึ ษาผลการวิเคราะห์สภาพท่คี วรจะเป็นของการจัดการศึกษาทีส่ อดคล้อง
กับความเปลีย่ นแปลงของท้องถิ่น ที่ได้จากการวางแผนอย่างมยี ทุ ธศาสตร์มาใชเ้ ปน็ ข้อมูลในการ
กาหนดจุดประสงค์และเนือ้ หา

๓. กาหนดจุดประสงคข์ องวิชา/รายวิชาที่จะดาเนินการจัดทาขึน้ ใหม่ โดย
๓.๑ วเิ คราะหจ์ ากปัญหา/ความต้องการของทอ้ งถิ่น ซึง่ ได้แก่ ส่งิ ท่ตี ้องการให้รู้

พฤตกิ รรมทตี่ อ้ งการใหเ้ กดิ และเงอ่ื นไขตา่ งๆ (ถ้ามี)
๓.๒ กาหนดจดุ ประสงคใ์ หค้ รอบคลมุ กับสภาพทต่ี ้องการให้เกดิ กบั ผูเ้ รยี นเมอ่ื เรียน

จบรายวิชานั้น ไมใ่ ชก่ ารดาเนนิ การงานหรือกิจกรรม
๔. กาหนดเนือ้ หา โดยการวเิ คราะหจ์ ากจดุ ประสงค์ ซึ่งระบคุ าหลักของจดุ ประสงค์รายวิชา

น้นั ซึง่ ประกอบด้วยสว่ นทเ่ี ปน็ ความรู้ (สิ่งท่ใี หผ้ เู้ รยี น/ศกึ ษา) และสว่ นทีเ่ ป็นทกั ษะ (สิ่งท่ตี ้องการฝกึ )
เนือ้ หาทีก่ าหนดนต้ี อ้ ง

๔.๑ สอดคลอ้ งกับจุดประสงคร์ ายวิชา
๔.๒ ประกอบด้วยส่วนท่เี ป็นความรูแ้ ละทกั ษะ
๔.๓ เหมาะสมกับวยั และพื้นความรขู้ องผเู้ รยี น
๔.๔ เหมาะสมกบั คาบเรียน
๔.๕ ไม่ขัดต่อความมน่ั คงของชาติ ระบบการปกครองตามหลังประชาธิปไตย อนั มี
พระมหากษตั ริยเ์ ปน็ ประมขุ และไมข่ ดั ตอ่ ศลี ธรรมอนั ดี
๕. กาหนดคาบเวลาเรียนสาหรับคาอธบิ ายหรือรายวชิ าที่จดั ทาขึ้นใหม่ ในการกาหนด
คาบเวลาต้องเป็นไปตามเงือ่ นไข เชน่ ระดับประถมศกึ ษา จานวนคาบเวลาเรียนท่ีกาหนดขนึ้ น้นั ต้องไม่
ทาใหค้ าบเวลาเรียนสาหรบั กลุม่ ประสบการณ/์ หนว่ ยยอ่ ยทม่ี อี ยเู่ ปลยี่ นแปลงไป
๖. เขยี นคาอธิบาย/คาอธบิ ายรายวชิ า ใหเ้ ปน็ ไปตามรูปแบบท่กี าหนดไว้ในหลักสูตรแม่บท
โดยระบุแนวการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน เนอ้ื หาและจุดประสงคก์ ารเรยี นร้ขู องรายวิชา ตาม
แบบฟอรม์ ทก่ี าหนด
๗. จัดทาเอกสารชี้แจงรายละเอยี ดประกอบการจัดทาวิชาหรอื รายวชิ าท่ีจัดทาข้นึ ใหม่ ตาม
แบบฟอร์มทกี่ าหนด โดยให้มรี ายละเอยี ดเนื้อหา ประกอบดว้ ย
๗.๑ เหตผุ ลความจาเป็น
๗.๒ จดุ ประสงค์ (ของวชิ า/รายวชิ าที่จัดทา)
๗.๓ ขอบข่ายเน้ือหา
๗.๔ แนวการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน
๗.๕ สื่อการเรยี นการสอนทีส่ ามารถนามาใช้ในการจดั กจิ กรรมการสอน
๗.๖ แนวการวดั ผลประเมินผล
๘. ในการเสนอขออนุมัติ ใหส้ ง่ เอกสารในขอ้ ๖ และ ๗ ใหแ้ กห่ น่วยงานที่ทาหน้าทีพ่ จิ ารณา
อนุมตั ิ เม่อื ไดร้ บั อนมุ ัติและกระทรวงศึกษาธกิ ารใหใ้ ช้คาอธิบาย/คาอธบิ ายรายวิชาดังกลา่ วแล้วจงึ
นาเอาคาอธบิ ายหรือรายวชิ าดงั กลา่ วมาจดั ทาการเรียนการสอนในโรงเรยี นและตอ้ งไมล่ ืมว่า เนอื้ หา
รายวชิ าท่ที าขน้ึ ใหมต่ อ้ งไมเ่ ป็นเน้ือหาที่ซ้าซ้อนกบั เนอ้ื หาทม่ี ีอยู่แล้วในแม่บท เน้อื หาในกลุ่ม
ประสบการณ/์ รายวิชา/กลมุ่ วิชาเดยี วกนั หรือตา่ งกลมุ่ กนั ก็ตาม ดังน้ันต้องตรวจสอบรายละเอยี ดของ
เนอ้ื หากอ่ นลงมอื พัฒนา

๑๒๘

สาหรบั เกณฑท์ ่ีใชใ้ นการพจิ ารณาอนุมัตคิ าอธบิ าย/คาอธิบายรายวชิ าที่จดั ทาประกอบดว้ ยเกณฑต์ ่างๆ
ดงั นี้

๑. สนองและสอดคล้องกับหลักการ จดุ หมาย และโครงสร้างของหลักสูตร
๒. เปน็ สว่ นหนึง่ ของโครงสร้างความรู้ในแต่ละกลมุ่ ประสบการณห์ รือกลมุ่ วชิ าตามท่โี ครงสร้าง
หลักสูตรทง้ั ๓ระดบั กาหนดไว้
๓. สอดคล้องและสนองตอ่ สภาพเศรษฐกจิ สงั คม และความต้องการของทอ้ งถิ่นอย่างแท้จรงิ
๔. มีความสมบรู ณ์และความพรอ้ มเพียงพอในการนาไปใชใ้ นการเรยี นการสอน ปจั จยั
กระบวนการ ผลผลติ และผลกระทบ
๕. เปน็ ผลผลิตจากการนาข้อมูลในระดบั ทอ้ งถิ่นมาพัฒนาการเรยี นการสอน ท้ังในด้าน
หลกั สตู ร สอื่ การเรียนการสอน และเทคนิคการสอน
๖. ไมเ่ ป็นเน้อื หาวชิ า/รายวิชาที่ซา้ ซ้อนกบั เน้ือหาวิชาหรอื รายวิชาท่มี ีอยูใ่ นหลกั สตู ร
แกนกลาง
๗. ไม่มเี นอ้ื หาทกี่ ล่าวมาโดยตรงกบั พาดพิงในลกั ษณะทลี่ บหลู่สถาบันชาติ ศาสนา
พระมหากษัตรยิ ์ ไม่ขดั ตอ่ หลกั การปกครองระบบประชาธิปไตย ไมข่ ัดกบั หลกั ศลี ธรรมอันดี และไม่
กระทบกระเทือนต่อความมนั่ คงของชาติ
๘. มรี ปู แบบและวธิ กี ารเขยี นสอดคล้อง และเปน็ ไปตามท่ีหลักสูตรของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร
กาหนด
จากรูปแบบการพัฒนาหลักสตู รด้วยการปรับกิจกรรม ปรบั เนอ้ื หา ปรับปรงุ ส่ือ และเพม่ิ เตมิ
รายวชิ าดังกลา่ วมาแล้ว กรมวชิ าการไดก้ าหนดข้ันตอนการดาเนินการพฒั นาหลักสตู รตามความ
ตอ้ งการของท้องถนิ่ และปรบั ปรงุ แบบการพัฒนาหลกั สตู รดว้ ยการเพ่ิมกิจกรรมการจดั ทาสอื่ ใหม่
เพ่ิมเติมขึน้ มาซง่ึ ขัน้ ตอนในการพัฒนาหลักสูตรตามความตอ้ งการของทอ้ งถิน่
๑. ศึกษาวเิ คราะห์ข้อมลู พ้นื ฐานในเรอื่ งตา่ งๆ เช่น

๑.๑ ด้านการศกึ ษา
๑.๒ ดา้ นเศรษฐกจิ
๑.๓ ดา้ นสงั คมวัฒนธรรม
๑.๔ ด้านสง่ิ แวดล้อม
๑.๕ ดา้ นการสอื่ สาร/คมนาคม
๑.๖ ด้านประชากร
๒. ศึกษาวเิ คราะห์หลักสูตรในดา้ นตา่ งๆ ดงั นี้
๒.๑ หลกั การ จุดหมาย และโครงสรา้ ง
๒.๒ จุดประสงค์และคาอธบิ ายรายวิชา
๓. วางแผนและจัดทาหลักสูตรตามความต้องการของทอ้ งถนิ่ ในลักษณะตา่ ง ๆ
๓.๑ การปรับกจิ กรรมการเรยี นการสอน
๓.๒ การปรับรายละเอยี ดเน้อื หา
๓.๓ ปรบั ปรุง และ/หรอื เลอื กใช้สอื่ การเรียนการสอน
๓.๔ จดั ทาสอื่ การเรยี นข้นึ ใหม่
๓.๕ จดั ทาคาอธิบายและรายวชิ าเพ่ิมเตมิ
๔. กาหนดแนวทางการจดั การเรียนรู้

๑๒๙

๕. จดั ทาแผนการสอน
การพฒั นาหลักสตู รตามความตอ้ งการของท้องถ่นิ ในลักษณะท่ี ๓.๑-๓.๔ สถานศกึ ษาไม่
จาเป็นตองขออนุมัติ/ขออนญุ าตจากกระทรวงศึกษาธิการ สถานศึกษาสามารถดาเนนิ จดั ทาคาอธบิ าย
หรอื คาอธบิ ายรายวชิ าขึ้นมาใหม่แลว้ สถานศึกษาจะต้องดาเนินการเสนอในกระทรวงศกึ ษาธิการหรือ
ผทู้ ่ีไดร้ บั การอนมุ ตั แิ ละกระทรวงศึกษาธิการประกาศใหใ้ ชไ้ ดแ้ ลว้ จึงจะสามารถนาไปใช้ในการจัดการ
เรียนการสอนในสถานศกึ ษาได้ ดงั ภาพประกอบ ๑๐ ดังนี้
๒.๒ รปู แบบการพฒั นาหลกั สตู รของกรมการศกึ ษานอกโรงเรียน๑๘
กรมการศึกษานอกโรงเรยี น กระทรวงศึกษาธกิ าร เปดิ โอกาสให้สถานศกึ ษาพัฒนาหลกั สตู ร
ได้เอง โดยพัฒนา “หลักสูตรทอ้ งถน่ิ ” และใหค้ วามหมายว่า เปน็ หลกั สตู รทสี่ ร้างข้ึนจากสภาพปัญหา
และความตอ้ งการของผเู้ รียนหรอื สร้างจากหลกั สูตรแกนกลางที่ปรบั ให้เขา้ กบั สภาพชีวติ จริงของ
ผเู้ รยี นตามทอ้ งถน่ิ ต่างๆ หรอื สร้างจากเหตุการณ์ทเ่ี กดิ ข้ึนในปัจจุบนั ที่มผี ลกระทบตอ่ ผู้เรียน หลักสตู ร
ท้องถน่ิ มคี วามสอดคล้อง เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกจิ และสงั คมของทอ้ งถนิ่ นน้ั ๆ เนน้ การเรยี นร้ชู ีวิต
ของตนเอง ปรับตนเองใหท้ ันกบั การเปลย่ี นแปลงของวิทยาการ การใช้เทคโนโลยีและขา่ วสารขอ้ มลู ใน
การเรยี นรตู้ า่ งๆ ผู้เรียนไดเ้ รยี นรู้ตามสภาพชีวติ จรงิ ของตนเอง สามารถนาเอาความรู้ไปใช้ในการ
พฒั นาตนเอง พฒั นาอาชพี พฒั นาเศรษฐกจิ และสังคมของครอบครัวและท้องถน่ิ ไดร้ ปู แบบการ
พัฒนาหลักสูตรของกรมการศกึ ษานอกโรงเรียนทนี่ าหลักสูตรแกนกลางมาปรับใหเ้ ขา้ กับสภาพของ
ผเู้ รยี น ซง่ึ แตกตา่ งไปตามทอ้ งถิน่ ตา่ งๆ มีข้ันตอนการดาเนินการดงั นี้
ข้นั ตอนที่ ๑ การวเิ คราะหห์ ลกั สตู รแกนกลางทส่ี ัมพนั ธก์ ับสภาพปญั หาของชุมชน
การวเิ คราะหห์ ลักสตู รแกนกลาง ครแู ละผ้เู รยี นต้องร่วมกันศกึ ษาหลักสูตรแกนกลางที่
กรมการศึกษานอกโรงเรยี นสรา้ งข้นึ กาหนดหมวดวิชาตา่ งๆ ทีผ่ ูเ้ รยี นแตล่ ะระดบั ต้องเรียน เนื้อหา
หลกั สตู รแกนกลางที่กาหนดเปน็ เนื้อหากลางทว่ั ไปตามหลกั ทฤษฎีของหมวดวชิ าน้นั ๆ ศกึ ษา
รายละเอยี ดของแต่ละหมวดวิชา วิเคราะห์หัวข้อของเน้อื หาดังนี้
๑.๑ ศกึ ษาหลักสูตรแกนกลางในระดบั ท่นี ามาจดั การเรียนการสอน (ประถม มธั ยมต้น มัธยม
ปลาย ทุกหมวดวชิ า)
๑.๒ วเิ คราะหห์ วั ข้อเนือ้ หาท่ีตอ้ งพฒั นาเป็นหลกั สตู รท้องถนิ่ ตามสภาพปัญหาของชุมชนท่ี
สารวจมาแล้ว และสอดคลอ้ งกับวถิ ีชวี ิตของทอ้ งถนิ่
๑.๓ พิจารณาหวั ขอ้ เนื้อหาในหมวดวชิ าอนื่ ทีเ่ กีย่ วข้องนามาจัดหมวดหมดู่ ้วยกนั ในลกั ษณะ
บรู ณาการเนอื้ หา
ขน้ั ตอนที่ ๒ การจดั หมวดหมูส่ ภาพปญั หาและความต้องการท่ีสง่ ผลตอ่ ผู้เรยี น
นาสภาพปัญหาและความตอ้ งการท่ีสารวจและวิเคราะหแ์ ลว้ มาพจิ ารณาร่วมกับหวั ข้อเน้ือหา
หมวดวิชาใดวิชาหน่ึงตามหลกั สูตรทก่ี าหนดเปน็ หมวดวชิ าแกนในการพฒั นาเปน็ หลกั สตู รโรงเรยี นแลว้
จัดหมวดหม่ขู องเนอ้ื หาท่ีสอดคล้องกับสภาพปญั หาและความตอ้ งการหลังจากนั้นจดั ลาดับ
ความสาคัญตามสภาพปญั หาของท้องถ่ินทพี่ บ

๑๘ ธวชั ชยั ชัยจริ ฉายากุล. ประมวลสาระชดุ วชิ า การพัฒนาหลักสูตรและวิทยวธิ ีทางการสอนหน่วยท่ี 1-2
กรงุ เทพ : สาขาวิชาศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธริ าช. 2536

๑๓๐

ขัน้ ตอนท่ี ๓ การเขยี นแผนการสอนโดยดาเนนิ การดงั น้ี๑๙
๓.๑ การกาหนดหัวข้อปญั หา (theme) หวั ข้อเนอ้ื หาของการเรียนการสอน
๓.๒ การเขยี นสาระสาคญั (concept) เป็นบทสรปุ ใจความสาคญั ของเรือ่ งเนน้ ความคิดรวบ
ยอด หลักการ ทักษะหรือลกั ษณะนิสยั ที่ตอ้ งการปลกู ฝงั ใหเ้ กดิ กับผู้เรียน
๓.๓ การกาหนดขอบเขตเน้ือหา ให้ระบุว่าหวั ข้อเนื้อหาครอบคลุมและสมั พนั ธก์ ับ วชิ าใด
๓.๔ กาหนดจดุ ประสงค์ท่วั ไปหรอื จุดประสงคป์ ลายทางเปน็ จุดประสงคท์ ่ีคาดวา่ ผูเ้ รยี นจะมี
การเปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมอยา่ งไร หรือเกิดการเปล่ียนแปลงดา้ นความรู้ ทักษะและทศั นะคติอย่างไร
เมือ่ เรยี นจบเร่อื งนัน้ แลว้
๓.๕ การกาหนดจดุ ประสงคเ์ ฉพาะหรือจดุ ประสงค์นาทาง เปน็ การกาหนดเปา้ หมายของการ
เรียนการสอนในแต่ละหัวเร่อื งย่อยท่ปี รารถนาใหเ้ กิดกบั ผู้เรียน นิยมเขยี นในลกั ษณะของจุดประสงค์
เชิงพฤตกิ รรม
๓.๖ การกาหนดกจิ กรรมการเรยี นการสอน ให้กาหนดกจิ กรรมตามข้นั ตอนของทฤษฎีเชิง
ระบบ (System Approach)
๓.๗ ส่ือการเรียนการสอน ต้องระบใุ ห้ชดั เจนวา่ ในการเรยี นการสอนแต่ละหวั ขอ้ เน้อื หาตอ้ งใช้
อปุ กรณอ์ ะไรบ้าง และสามารถจัดหาจากท่ีใด โดยวธิ ีใด ต้องระบเุ ปน็ รายข้อตามจดุ ประสงค์
๓.๘ การประเมนิ ผล เป็นการเขียนแนวทางการประเมินผลของการปฏิบัตกิ ิจกรรมแต่ละ
ขั้นตอนตามจดุ ประสงค์ท่ีกาหนด โดยใหผ้ ูเ้ รยี นรวบรวมผลงานไว้ นาเสนอครปู ระจากลมุ่ โดยการ
พรรณนางานท่รี วบรวมไว้ เกี่ยวกับอะไร มีจุดม่งุ หมายอย่างไร ผเู้ รียนมีความรสู้ กึ อย่างไรตอ่ การ
รวบรวมผลงาน และมีแนวคดิ มกี ารพฒั นาอะไรตอ่ ไป มคี วามพึงพอใจกับช้นิ งานมากน้อยเพียงใด
ข้ันตอนที่ ๔ การจดั กิจกรรมการเรียนการสอน๒๐
ครูและผูเ้ รยี นร่วมกันพัฒนาโดยมีสถานศกึ ษาอานวยความสะดวกและกากบั ดแู ลเพ่อื ให้เกดิ
การเรียนรู้ตามสภาพจริง ซงึ่ สถานศกึ ษาโดยศนู ย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดเป็นผอู้ นมุ ตั ิหลกั สตู รที่
ครูและผูเ้ รียนร่วมกันพัฒนาขึ้นตามความต้องการทางนโยบายของรัฐความต้องการทางการศึกษาและ
ความตอ้ งการในการพัฒนาตนเองของผ้เู รียน โดยมีวิธีดาเนินตามลาดบั ดังน้ี
๔.๑ ครูนาหลกั สตู รทอ้ งงถิ่นทพี่ ฒั นาแลว้ นาเสนอศูนยบ์ รกิ ารการศกึ ษานอกโรงเรยี นอาเภอ
เพ่อื นาเสนอศนู ยก์ ารศึกษานอกโรงเรยี นจังหวัดเปน็ รายภาคเรียน แตใ่ นกรณไี มต่ อ้ งขออนมุ ัติใหมห่ รือ
ในกรณีหลักสตู รวิชาชีพให้นาเสนอเปน็ คราวๆ ไป ท่ีพัฒนาหลกั สตู รท้องถ่นิ จากหลกั สูตรแกนกลาง
๔.๒ ครแู ละผู้เรียนรว่ มกันกาหนดระยะเวลาในการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน ตามสภาพ
ความเป็นไปได้ โดยให้ความสาคัญกับกระบวนการหาความรู้ (Input) กระบวนการนาความรทู้ ไ่ี ด้รับไป
ปรบั /ประยุกต์ใช้ (Process) และกระบวนการแสดงผลของความรูห้ รือการเรียนร้ทู ส่ี ามารถประยุกตใ์ ช้
กบั ชีวติ (Output)
๔.๓ จัดกิจกรรมการเรยี นการสอนตามกระบวนการ โดยยึดวธิ ขี องทฤษฎีเชิงระบบ
(Systems Approach: I-P-O)

๑๙ วชิ ัย วงษ์ใหญ่. พฒั นาหลักสูตรและการสอน. (กรงุ เทพฯ. ภาควิชาหลกั สูตรและการสอน
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวโิ รฒประสานมติ ร. 2521).

๒๐ เปร่ือง กจิ รัจตนี. หลักสูตรอตุ สาหกรรมการศึกษาและการจดั การมธั ยมศึกษา. (กรงุ เทพฯ.ภาควชิ า
พ้ืนฐานอุตสาหกรรมศกึ ษา คณะอตุ สาหกรรมศกึ ษา สถาบนั ราชภัฏพระนคร. 2532).


Click to View FlipBook Version