๑๓๑
ขั้นตอนท่ี ๕ การประเมินผล
การประเมนิ ผลเน้นการประเมนิ ผลตามสภาพท่ีแท้จริง (Authentic assessment) ซ่งึ
ประเมินอิงความสามารถและการพัฒนาผู้เรยี นมุง่ เนน้ ความกา้ วหนา้ การเปล่ยี นแปลงทเ่ี ป็นชีวิตจริง
ของผ้เู รียนแตล่ ะคนสะทอ้ นใหเ้ หน็ สภาพของงานและสงิ่ ที่ผเู้ รยี นได้ปฏบิ ัติ โดยผ้เู รียนเป็นผสู้ ร้าง
คาตอบด้านการแสดง การสร้างสรรคผ์ ลผลติ ของงานเปน็ การประเมินผลงานของผู้เรยี นทีไ่ ด้ทาจริง
ปฏบิ ตั จิ ริง ในแตล่ ะขัน้ ตอนของกระบวนการเรียน หรอื กระบวนการรวบรวมเหตุการณ์ ข้อมลู ที่
ผู้เรียนทาไดแ้ ละแปลความหมายของข้อมลู หรือเหตุการณ์แลว้ ตัดสินใจจากขอ้ มลู พ้นื ฐานเหล่านั้น
ในทางปฏบิ ัตินิยมใชว้ ิธกี ารประเมินจากแฟม้ สะสมงาน (Portfolio) ซง่ึ เป็นหลกั ฐานแสดง
ความสามารถ ความก้าวหนา้ ของผูเ้ รยี น จากการรวบรวมข้อมลู ผลผลิต การแสดงออก การประเมิน
จากสภาพจรงิ ในงานทม่ี ีความหมายและมีเกณฑ์มาตรฐานท่ชี ัดเจนจะสะท้อนถึงความสามารถ การ
ถา่ ยทอดความรทู้ ี่ได้รับ โครงสรา้ งและประมวลความรคู้ วามคิดในข้นั สูงรวมทั้งคณุ ภาพของการ
แสดงออกและผลผลติ ท่ีมคี ณุ ภาพ
ตาราง แสดงรูปแบบ/สาระของรูปแบบการพฒั นาหลักสูตร
ผูเ้ สนอ รปู แบบ/สาระ
ไทเลอร์ หลกั การและเหตุผลของการพฒั นาหลักสูตร ตอ้ งคานึงถึงพน้ื ฐานท่ีสาคญั
๔ ประการ คือ จดุ ม่งุ หมาย ประสบการณ์ การจัดประสบการณก์ ารเรยี นรู้
และประเมินอย่างไรจงึ จะทราบว่าผเู้ รียนบรรลเุ ป้าหมาย
ทาบา การพัฒนาหลกั สตู รแบบรากหญ้า (Grass-roots approach) หลกั สตู รควรไดร้ ับการ
ออกแบบโดยครูผู้สอนมากกวา่ พฒั นาจากองคก์ รท่ีอยสู่ ูงข้นึ โดยมขี น้ั ตอนในการพฒั นา
หลกั สตู ร ๗ ขน้ั ตอน คือ ๑. วิเคราะหค์ วามตอ้ งการ
๒. กาหนดจดุ มงุ่ หมาย ๓. คดั เลือกเน้ือหา ๔. การจัดรวบรวมเนอ้ื หาสาระ
๕. การคดั เลือกประสบการณ์การเรียนรู้ ๖. การจัดรวบรวมประสบการณก์ ารเรียนรู้ ๗.
กาหนดวิธีวัดและประเมินผล
เซย์เลอร์ การพฒั นาหลกั สตู ร ประกอบดว้ ยกระบวนการพัฒนาหลักสูตรท่ีสาคญั
อเลก็ ๔ ข้ันตอน คือ ๑. วตั ถุประสงค์ของหลกั สตู ร ๒. การออกแบบหลักสตู ร
ซานเดอร์ ๓. การนาหลักสตู รไปใช้ ๔. การประเมนิ ผลหลักสตู ร
และเลวสิ
โอลิวา การพัฒนาหลักสูตรมอี งค์ประกอบท่สี าคญั ๑๒ ขั้นตอน คือ ๑. จดุ หมายของการศึกษา
๒. ความต้องการจาเป็นของผู้เรียนและชุมชน ๓. เป้าหมายหลกั สูตร ๔. จุดประสงค์
หลักสตู ร ๕. นาหลักสูตรไปใช้ ๖. เปา้ หมายการจัดการเรยี นการสอนแตล่ ะระดับ ๗.
จุดประสงคก์ ารจัดการเรยี นแต่ละรายวิชา ๘. เลือกยทุ ธวธิ ใี นการสอน ๙. เลือกเทคนคิ
วธิ ีการประเมินผลก่อนนาไปสอนจรงิ ๑๐. นายทุ ธวธิ ไี ปปฏบิ ตั จิ รงิ ๑๑. ประเมินผลการ
จดั การเรยี นการสอน
สกิลเบ็ก การพัฒนาหลกั สูตรท่เี ป็นพลวัต ประกอบดว้ ย ๕ ข้ันตอน คือ ๑. การวิเคราะห์
สถานการณ์ ๒. การกาหนดวตั ถุประสงค์ ๓. การออกแบบการจดั การเรยี นการสอน ๔.
๑๓๒
ผูเ้ สนอ รปู แบบ/สาระ
การนาหลกั สตู รไปใช้ ๕. การประเมินการเรียนรูแ้ ละการประเมนิ ผลหลักสตู ร
วอลค์ การพฒั นาหลักสตู รตามแนวคดิ เชิงประจกั ษ์นิยม ประกอบดว้ ยขนั้ ตอน
เกอร์ ๓ ขั้นตอน คอื ๑. การศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน ๒. การพิจารณาไตรต่ รอง
๓. การออกแบบหลักสูตร
กรม การพฒั นาหลักสูตรประกอบดว้ ย ๕ ขัน้ ตอน คอื ๑. ศกึ ษาวิเคราะหข์ อ้ มูลพ้นื ฐาน ๒.
วิชาการ ศกึ ษาวเิ คราะหห์ ลักสตู ร ๓. วางแผนและจดั ทาหลกั สตู ร
๔. กาหนดแนวทางการจัดการเรยี นรู้ ๕. จดั ทาแผนการสอน
กรมการ การพัฒนาหลักสูตรประกอบด้วย ๕ ขน้ั ตอน คือ ๑. การวเิ คราะห์หลักสูตร
ศกึ ษานอก แกนกลาง ๒. การจดั หมวดหมูส่ ภาพปญั หาและความต้องการท่สี ่งผลตอ่ ผู้เรียน ๓. การ
โรงเรยี น เขยี นแผนการสอน ๔. การจดั กิจกรรมการเรยี นการสอน
๕. การประเมินผลผูเ้ รยี น
แนวคดิ เก่ยี วกับรูปแบบกระบวนการสร้างหรอื พฒั นาหลกั สตู รของไทยนัน้ ยังมีน้อยมาก สว่ นมากจะ
เป็นรูปแบบตามแนวคิดของชาวตา่ งประเทศ ซึ่งนกั การศกึ ษาหลายทา่ นได้เสนอรปู แบบไวด้ ังนี้
๒.๔ รูปแบบการพัฒนาหลักสูตรของไทเลอร์ (Tyler)
ใน ค.ศ. ๑๙๔๙ ไทเลอร์ไดเ้ ขยี นหนงั สือเรอื่ ง Basic Principles of Curriculum and
Instruction ซึ่งเสนอแนวคิดพนื้ ฐานในการพัฒนาหลกั สูตรที่รจู้ ักกันดี คอื หลักสตู รและเหตผุ ล
พน้ื ฐาน ๔ ประการ คือ
๑. มีความมงุ่ หมายทางการศึกษาอะไรบ้างท่โี รงเรียนควรจะแสวงหา
๒. มปี ระสบการณท์ างการศึกษาอะไรบ้างทีโ่ รงเรียนควรจัดขึ้นเพื่อชว่ ยใหบ้ รรลจุ ุดประสงค์ท่ี
กาหนดไว้
๓. จะจัดประสบการณ์ทางการศึกษาอย่างไร จงึ จะทาใหก้ ารสอนมปี ระสิทธภิ าพ
๔. จะประเมนิ ผลของประสบการณ์ในการเรยี นอย่างไร จงึ จะตัดสนิ ไดว้ า่ บรรลถุ งึ จดุ ประสงค์
ทีก่ าหนดไว้
จากพน้ื ฐานท้ัง ๔ ข้อ ช้ใี หเ้ หน็ วา่ การสร้างหรือพฒั นาหลกั สตู รตอ้ งคานึงถงึ การกาหนด
จุดมุ่งหมาย การกาหนดประสบการณ์ทางการศกึ ษา การจดั ประสบการณท์ างการศึกษาให้
ผู้เรียน และการประเมนิ สัมฤทธผิ์ ลของหลกั สตู รด้วย
รูปแบบของการพัฒนาหลักสูตรของไทเลอร์ ๒๑
๑. การกาหนดจดุ มงุ่ หมาย ก่อนจะกาหนดจดุ มุ่งหมายของหลกั สตู รอย่างกว้างๆ
นน้ั จะต้องอาศัยข้อมูลจากแหล่งตา่ งๆ เชน่ แหลง่ แรกคือสังคม ไดแ้ ก่ คา่ นิยม ความเชอ่ื และแนว
ปฏิบตั ิในการดารงชวี ิตในสังคม โครงสร้างทสี่ าคญั ทางสังคม และความมงุ่ หวังทางสงั คม เปน็ ต้น แหลง่
ท่สี องเก่ยี วกับผเู้ รยี น ซึง่ เก่ยี วกบั ความตอ้ งการ ความสนใจ ความสามารถ และคณุ ลกั ษณะที่
๒๑ ยุทธนา ปฐมวรชาติ. “การพัฒนาหลกั สูตรท้องถิน่ : แนวคดิ เชิงปฏิบัติทเ่ี ป็นพื้นฐานสาคัญสกู่ าร
พฒั นาหลกั สูตรการศึกษาข้ันพื้นฐานระดับสถานศกึ ษา”, วารสารวชิ าการ. 5 (พฤษภาคม 2545) 11-17.
2545.
๑๓๓
ประเทศชาตติ ้องการ และแหล่งที่สามก็คือ คาแนะนาของผ้เู ชี่ยวชาญสาขาวชิ าการตา่ งๆ หรอื จาก
ผลการวจิ ัยทสี่ รปุ ใหข้ อ้ คิดเกยี่ วกับการจดั ทาหลักสูตรจัดการเรียนการสอนแล้วนามาประมวลเข้า
ดว้ ยกนั จนเป็นจดุ มุ่งหมายอยา่ งกวา้ งๆ ของหลกั สูตรหรือจุดประสงคช์ ่ัวคราว (Tentative Objectives)
จากนน้ั จดุ ประสงค์ชัว่ คราวจะได้รับการกล่ันกรองจากข้อมูลด้านปรชั ญาการศกึ ษา ปรัชญาสงั คม และ
จิตวิทยาการเรยี นรู้ ซ่ึงจะตดั ทอนจุดประสงค์ที่ไม่จาเปน็ ออกและทาให้จุดประสงค์มคี วามชดั เจนข้ึน
จดุ ประสงค์ทีไ่ ดน้ ้ีเป็นจดุ ประสงคท์ ีแ่ ทจ้ ริงในการพัฒนาหลกั สูตร จากนน้ั จงึ เลอื กและจัดประสบการณ์
การเรยี นรู้หรอื ประสบการณ์ทางการศกึ ษาสาหรบั ผู้เรียนเพื่อใหบ้ รรลจุ ุดประสงค์ที่กาหนดขน้ึ
๒. การเลือกและจดั ประสบการณก์ ารเรยี น การเลอื กและจัดประสบการณ์การเรยี นทค่ี าด
หวงั จะใหผ้ ูเ้ รียนมีประสบการณ์อยา่ งไร กิจกรรมท่ีจัดท้ังในการเรียนการสอนและส่วนเสริมหลักสตู ร
นัน้ มอี ะไร ทัง้ นกี้ ็เพื่อจะให้กระบวนการการเรียนการสอนดาเนินไปเพ่ือตอบสนองจดุ มุง่ หมายที่
กาหนดไว้ ไทเลอร์ไดเ้ สนอเกณฑใ์ นการพิจารณาเลือกประสบการณก์ ารเรยี นร้ไู วด้ งั น้ี๒๒
๒.๑ ผู้เรยี นควรมโี อกาสฝกึ พฤติกรรม และเรยี นร้เู นอื้ หาตามทีร่ ะบไุ วใ้ นจดุ ประสงค์
๒.๒ กจิ กรรมและประสบการณน์ น้ั ควรจะทาใหผ้ ู้เรียนพงึ พอใจทจ่ี ะปฏบิ ัตติ าม
พฤตกิ รรมที่ได้ระบไุ ว้ในจุดประสงค์
๒.๓ กจิ กรรมและประสบการณ์นนั้ ควรจะอยใู่ นขอบข่ายความพอใจทพ่ี งึ ปฏิบัติได้
๒.๔ กิจกรรมและประสบการณห์ ลายๆ ดา้ นของการเรยี นรู้อาจนาไปส่จู ุดประสงค์ท่ี
กาหนดไวเ้ พยี งข้อเดียว
๒.๕ ในทานองเดยี วกนั กิจกรรมและประสบการณก์ ารเรยี นรู้เพียงหน่ึงอยา่ งอาจ
ตอบสนองจดุ ประสงค์หลายๆ ข้อได้
นอกจากนน้ั ไทเลอรย์ ังเน้นเก่ยี วกบั การพิจารณาการจดั ประสบการณก์ ารเรียนรู้ว่าต้อง
คานึงถงึ ความสัมพนั ธใ์ นดา้ นเวลาตอ่ เวลา และเนอื้ หาตอ่ เนอ้ื หา เรียกว่าเปน็ ความสมั พนั ธ์
แบบ แนวตั้ง (Vertical) กบั แนวนอน (Horizontal) ซึง่ มีเกณฑใ์ นการจัดดังน้ี
๑. ความต่อเนอ่ื ง (Continuity) หมายถงึ ความสัมพันธ์ในแนวต้งั ของสว่ นองค์ประกอบหลกั
ของตัวหลกั สตู รจากระดับหนงึ่ ไปยงั อกี ระดบั หนงึ่ ทสี่ งู ขึน้ ไป เช่น ในวิชาทกั ษะต้องเปดิ โอกาสให้มีการ
ฝกึ ทักษะในกิจกรรมและประสบการณ์บ่อยๆ และต่อเน่อื งกัน
๒. การจดั ชว่ งลาดับ (sequence) หมายถึง ความสัมพนั ธ์ในแนวตั้งของสว่ นองคป์ ระกอบ
หลกั ของหลักสตู รจากสง่ิ ทเี่ กิดข้นึ ก่อนไปสสู่ งิ่ ทเ่ี กดิ ขึ้นภายหลงั หรือจากสิ่งทีม่ คี วามงา่ ยไปสทู่ ี่มคี วาม
ยาก ดงั น้นั การจัดกจิ กรรมและประสบการณใ์ หม้ กี ารเรยี นลาดับก่อนหลังเพ่ือให้ได้เรยี นเนือ้ หาที่
ลึกซึ้งย่งิ ขน้ึ
๓. บูรณาการ (Integration) หมายถึง ความสัมพันธก์ นั ในแนวนอนขององค์ประกอบหลัก
ของตัวหลักสูตร จากหัวข้อเน้อื หาหนึ่งไปยังอีกหวั ขอ้ เนื้อหาหน่ึงของรายวชิ า หรือจากรายวิชาหนง่ึ ไป
ยังอกี รายวชิ าอนื่ ๆ ท่มี ีความเกยี่ วขอ้ งกนั การจดั ประสบการณ์จงึ ควรเปน็ ลกั ษณะทช่ี ว่ ยให้ผูเ้ รียนได้
เพิม่ พูนความคดิ เห็นและไดแ้ สดงพฤติกรรมทส่ี อดคลอ้ งกนั เนอื้ หาทเี่ รียนเปน็ การเพม่ิ ความสามารถ
ของผู้เรียนใหใ้ ชป้ ระสบการณ์ไดใ้ นสถานการณท์ ี่แตกตา่ งกนั ประสบการณก์ ารเรียนร้จู ึงเป็นแบบแผน
ของปฏสิ มั พนั ธ์ (Interaction) ระหว่างผเู้ รยี นกบั สถานการณแ์ วดลอ้ ม
๒๒ วจิ ิตร ศรสี ะอา้ น “ความหมายของการศกึ ษา” เอกสารการสอนชุดวชิ า พน้ื ฐานการศกึ ษา หนว่ ยท่ี
6 ปรชั ญากับการศกึ ษา (กรุงเทพ : สานกั พมิ พ์ มหาวทิ ยาลยั สุโขทัยธรรมมาธิราช 2539)
๑๓๔
๓. การประเมนิ ผลเพ่ือทีจ่ ะตรวจสอบดูว่าการจัดการเรยี นการสอนใหบ้ รรลุตามจดุ ประสงค์
ตามท่กี าหนดไวห้ รือไม่ สมควรจะมกี ารปรบั แกไ้ ขส่วนใดบ้าง ควรพิจารณาจากส่งิ ตอ่ ไปน้ี๒๓
๓.๑ กาหนดจดุ ประสงคท์ จ่ี ะวดั และพฤติกรรมท่คี าดหวัง
๓.๒ วัดและวิเคราะหส์ ถานการณ์ทีจ่ ะทาให้เกดิ พฤตกิ รรมเหลา่ น้ัน
๓.๓ ศึกษาสารวจข้อมลู เพ่อื สร้างเครอื่ งมือทจ่ี ะวัดพฤตกิ รรมเหลา่ น้นั ไดอ้ ยา่ ง
เหมาะสม
๓.๔ ตรวจสอบคุณภาพของเครือ่ งมอื โดยใช้เกณฑใ์ นการพจิ ารณาดงั นี้
๓.๔.๑ ความเป็นปรนยั (Objectivity)
๓.๔.๒ ความเชอื่ มนั่ ได้ (Reliability)
๓.๔.๓ ความเทย่ี งตรง (Validity)
๓.๔.๔ ความถกู ตอ้ ง (Accuracy)
๓.๕ การพิจารณาผลการประเมินใหเ้ ป็นประโยชนเ์ พือ่ อธิบายผลการเรยี นรเู้ ปน็ ราย
บุคคลหรอื เปน็ กล่มุ การอธบิ ายถึงส่วนดีของหลักสูตรหรอื ส่งิ ทจ่ี ะตอ้ งปรับแกเ้ พอ่ื เปน็ แนวทางในการ
ปรับปรุงหลกั สตู รใหม้ ีคุณภาพยงิ่ ข้นึ จากรปู แบบการพฒั นาหลักสูตรและการสอนของไทเลอร์ เม่ือได้
ศกึ ษาวิเคราะหแ์ ละจะพบว่า การพฒั นาหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธกิ ารมสี ่วนคลา้ ยกบั วธิ ีการของ
ไทเลอร์มาก เชน่ การกาหนดจุดประสงค์ของหลักสตู ร ไทเลอร์ได้ใชส้ งั คมปัจจบุ ันเป็นพ้ืนฐานและ
การจัดการศกึ ษาของเราในปัจจบุ ันนี้ไดท้ าการศกึ ษาวเิ คราะห์สังคมจนสรปุ ออกมาเปน็ แนวคิดในการ
จัดการศกึ ษาว่าเปน็ “การศึกษาเพอื่ พฒั นาตนและทาประโยชนใ์ หก้ ับสงั คม” แนวคดิ ของไทเลอรไ์ ด้
สนบั สนุนให้ผ้เู รียนมสี ่วนร่วมในการพฒั นาหลกั สตู ร และกระบวนการเรียนการสอน และนอกจากนี้
การพฒั นาหลกั สตู รจะตอ้ งคานงึ ถึงสภาพแวดล้อมภายนอกท่ีสมั พันธก์ ับการเรยี นรู้ของผู้เรียนอีกดว้ ย
๑๐. สรปุ
การนาหลกั สูตรหรอื หน่วยการเรียนไปทดลองใช้ เมื่อคณะผู้รบั ผิดชอบหลักสตู รได้จดั ทา
หลกั สูตรและเอกสารประกอบหลกั สตู รในรปู ของสอ่ื หรอื บทเรยี นตา่ ง ๆ เรียบร้อยแล้ว คณะครูกจ็ ะ
นาเอกสารหลกั สูตรเหลา่ นัน้ ไปทดลองสอนในช้นั เรยี นท่รี บั ผิดชอบ มกี ารสังเกต วเิ คราะหแ์ ละเกบ็
รวบรวมผลการใช้หลักสูตรและการจัดกจิ การรมในชนั้ เรียน เพ่ือเป็นขอ้ มลู สาหรับการปรบั ปรงุ
หลักสูตรใหส้ มบูรณ์ขึน้ ในโอกาสต่อไป
การปรับปรุงเนือ้ หาในหลักสตู รใหส้ อดคล้องกัน ในข้ันตอนน้ีจะต้องปรบั หนว่ ยการเรยี น
หรือหลกั สตู รใหส้ อดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนอยา่ งแท้จริง โดยพจิ ารณาความสอดคล้อง
ระหวา่ งความสามารถของผ้เู รียนกับทรัพยากรท่โี รงเรียนมีอยูแ่ ละกับพฤตกิ รรมการสอนของครู มีการ
รวบรวมข้อจากดั ตา่ ง ๆ ทไ่ี ดจ้ ากการทดลองไว้ในคมู่ อื ครู เพ่อื จะใชเ้ ปน็ ขอ้ สงั เกตและแนวทางทจ่ี ะ
ช่วยให้ครไู ดจ้ ัดกจิ กรรม การสอนอย่างรอบคอบ
การพัฒนากรอบงาน ภายหลังจากจัดทาบทเรยี นหรอื หลกั สูตรรายวิชาต่าง ๆ จานวนหนงึ่
แลว้ ผู้พัฒนาหลกั สตู รจะตอ้ งตรวจสอบหลักสูตรและสื่อในแต่ละหน่วยหรอื แต่ละรายวิชา ในประเดน็
ของความเหมาะสมและความเพียงพอของขอบขา่ ยเนอ้ื หา และความเหมาะสมของการจดั ลาดับ
๒๓ ยุทธนา ปฐมวรชาต.ิ “การพัฒนาหลกั สูตรท้องถิน่ : แนวคดิ เชิงปฏิบัตทิ เ่ี ปน็ พื้นฐานส าคญั สู่การ
พัฒนาหลักสูตรการศึกษาขนั้ พ้ืนฐานระดับสถานศกึ ษา”, วารสารวชิ าการ. 5 (พฤษภาคม 2545) 11-17.
2545.
๑๓๕
เนื้อหา ครูหรอื ผ้เู ชี่ยวชาญทางดา้ นการพฒั นาหลักสูตรจะตอ้ งรับผดิ ชอบจดั ทาหลกั การและเหตผุ ล
ของหลักสตู รโดยดาเนนิ การผา่ นกระบวนการการพัฒนากรอบงาน
การนาหลกั สูตรไปใช้และเผยแพร่ เพอ่ื ให้ครูทีเ่ กย่ี วขอ้ งนาหลักสตู รไปใช้จรงิ ในระดบั
ห้องเรียนอยา่ งไดผ้ ล จาเป็นทีผ่ ู้บริหารจะตอ้ งจัดฝกึ อบรมครูประจาการอย่างเหมาะสม
กระบวนการพัฒนาหลกั สูตรท้ัง ๕ ขนั้ ตอนที่กลา่ วมามีลักษณะที่เปน็ เชงิ วชิ าการอยู่มาก ดงั นัน้ เมื่อมี
การจดั ทาหลักสตู รในสถานการณจ์ ริงผูร้ บั ผดิ ชอบสามารถปรบั ปรงุ กิจกรรมและขั้นตอนใหเ้ หมาะสม
กบั ธรรมชาติของเน้ือหาวิชา สภาพท้องถ่ินและเงือ่ นไขอนื่ ๆ ได้ อย่างไรก็ตามในเวลาปฏิบัติงาน เม่อื
มปี ญั หาเกดิ ขนึ้ ก็สามารถปรกึ ษาหารอื กบั ผู้รู้และผเู้ ชย่ี วชาญในดา้ นนไี้ ด้
ความไดเ้ ปรยี บของการสรา้ งหลักสูตรโดยคณะบคุ คลในสถานศึกษาก็คือ สามารถตรวจสอบ
ผลงานและปรบั ปรุงแก้ไขใหถ้ กู ต้องเหมาะสมได้ตลอดเวลา เพราะมนี กั เรียนซง่ึ พร้อมทจี่ ะให้ความ
ร่วมมอื ในการทดลองใช้ในทกุ ข้ันตอนและตลอดเวลา
๑๓๖
คาถามท้ายบทที่ ๕
แบบฝกึ หัดท่ี ๑ คาชแี้ จง ให้นิสติ เลือกกากบาทข้อที่ถกู ต้องทสี่ ดุ เพยี งข้อเดียว
๑. ขอ้ ใดกล่าวถงึ ความหมายของหลกั สูตรไดถ้ กู ต้อง
ก. ความรู้ ทกั ษะ กระบวนการท่ีจัดใหผ้ เู้ รียน ข. ความรู้ทง้ั มวลทีจ่ ดั ให้ผ้เู รยี น
ค. ประสบการณ์ท้ังมวลท่จี ดั ให้ผ้เู รยี น ง. ประสบการณจ์ ากครผู สู้ อนท่ีถา่ ยทอดใหผ้ เู้ รยี น
๒. ข้นั ตอนแรกของการพฒั นาหลักสตู รคอื
ก. การนาหลกั สูตรไปใช้ ข. การวเิ คราะห์ข้อมูลพืน้ ฐาน
ค. กาหนดจุดมุ่งหมายของหลกั สตู ร ง. การกาหนดเนื้อหาและประสบการณ์เรียนรู้
๓. ทาบา (Taba) ได้ใหค้ วามหมายของการพัฒนาหลักสตู รว่าอะไร
ก.การทาใหด้ ขี ้ึนหรือทาให้สมบรู ณข์ น้ึ ข.การทาใหเ้ กดิ ข้ึน
ค.การเปล่ียนแปลงปรับปรงุ ใหไ้ ดผ้ ลดยี ิง่ ข้นึ ง.การพฒั นาเพ่อื ใหเ้ หมาะสม
๔. เน้นครูเป็นศนู ย์กลาง เน้นสอนแบบบรรยาย วชิ าทเ่ี น้นคือ อ่านออก เขยี นได้ คิดเลขเป็น
ก. สารตั ถนยิ ม(Essentialism) ข. นิรันตรนิยม (Perenialism)
ค. อัตถภิ าวนยิ ม (Existentialism) ง. ปฏริ ปู นิยม/บรูณาการ (Reconstructionism)
๕. หลกั สตู รเน้นเนือ้ หา เหตผุ ลและสตปิ ญั ญา
ก. สารตั ถนยิ ม(Essentialism) ข. นริ ันตรนิยม (Perenialism)
ค. อัตถภิ าวนิยม (Existentialism) ง. ปฏริ ูปนิยม/บรูณาการ (Reconstructionism)
๖.การพัฒนาผูเ้ รยี นใหเ้ กิดความสมดลุ ตอ้ งคานึงถงึ หลักพัฒนาการตามขอ้ ใด
ก. หลกั พฒั นาการทางร่างกาย ข. หลักพัฒนาการทางสมอง
ค. หลกั พฒั นาการทางพหุปญั ญา ง. หลักพัฒนาการทางสมองและพหปุ ญั ญา
๗. ขอ้ ใด ไมใ่ ช่ รูปแบบการพัฒนาหลกั สตู รของไทเลอร์
ก. จุดมุ่งหมาย ข. จดั ประสบการณ์
ค. คุณสมบัติครู ง. การประเมินครู
๘. เกณฑ์ในการพิจารณา เลอื กประสบการณ์การเรียนรู้ ท่ไี ทเลอรไ์ ม่ไดก้ าหนดไว้ คือ ขอ้ ใด
ก. ครูพึงพอใจในการจดั ประสบการณ์ ข. ผู้เรียนพึงพอใจในการจัดประสบการณ์
ค. ผู้เรยี นมีโอกาสฝกึ และเรียนรู้ ง. ประสบการณท์ กุ ดา้ นเน้น ตอบสนองจดุ ประสงค์
๙. ปรชั ญาการศึกษานามาใช้ประโยชนโ์ ดยตรงในข้อใด
ก. กาหนดเนอ้ื หาสาระ ข. กาหนดวิธีการสอนและหลกั การสอน
ค. กาหนดการจดั กระบวนการเรียนการสอน ง. กาหนดเป้าหมายและจดุ มงุ่ หมายของการศึกษา
๑๐. เน้นการเรยี นรทู้ ล่ี งมือปฏิบตั ิจรงิ
ก. สารัตถนยิ ม(Essentialism) ข. พพิ ฒั นนิยม หรอื วิวฒั นาการนยิ ม (Progressivism)
ค. นริ ันตรนยิ ม (Perenialism) ง. อตั ถภิ าวนิยม (Existentialism)
๑๓๗
แบบฝึกหดั ท่ี ๒ คาชแ้ี จง ให้นิสติ เตมิ สญั ลกั ษณ์ ถกู หนา้ ข้อความท่ถี ูกต้อง ผิด หนา้ ข้อความท่ไี ม่
ถกู ตอ้ ง
_____๑. องค์ประกอบของพัฒนาการของมนษุ ยม์ ี ๒ ประการ
_____๒. การเรยี นรู้ (learning) กระบวนของความเจรญิ เติบโตสงู สุดของอินทรีย์
_____๓. วฒุ ิภาวะ (maturity) เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอันเป็นผลมาจาก
ประสบการณ์
_____๔. การพัฒนาหลกั สตู รจาเปน็ ตอ้ งศึกษา วิเคราะห์ สารวจ วิจัย สภาพพืน้ ฐานด้าน
ต่างๆ
_____๕. ทาบา (Hilda Taba, ๑๙๖๒) กล่าววา่ การพัฒนาหลกั สตู รโดยใชว้ ิธกี ารทาง
วทิ ยาศาสตร์
_____๖.แนวคิดของการพฒั นาการทางสงั คมซึ่งมี ๕ ยคุ
_____๗. การศกึ ษาทาหน้าทสี่ าคญั คือ อนรุ กั ษแ์ ละถ่ายทอดวัฒนธรรมของสังคมสู่เยาวชน
_____๘. ค่านยิ มในสังคม คา่ นิยม หมายถงึ การพฒั นาหลักสูตรจาเป็นตอ้ งศึกษาโครงสรา้ ง
ของสงั คมที่เปน็ อยปู่ ัจจบุ ัน
_____๙. ธรรมชาตขิ องคนในสงั คม สงิ่ ที่คนในสังคมเดยี วกันมองเหน็ วา่ มคี ุณค่าเปน็ ที่ยอมรับ
_____๑๐. โครงสรา้ งของสงั คม แบง่ เปน็ สงั คมชนบทและสังคมเมือง สง่ิ ทีค่ นในสงั คม
เดียวกันมองเห็นวา่ มีคุณค่าเปน็ ที่ยอมรับ
แบบฝึกหัดท่ี ๓ คาชแ้ี จง ให้นิสติ เลอื กคาตอบดา้ นซ้ายไปใส่ในช่องว่างทางขวาใหถ้ ูกตอ้ ง ก.
ค่านิยมในสังคม คา่ นิยม
_______๑. ปรชั ญานี้มีความเชอื่ ว่า ส่งิ ท่มี ีความคงทนถาวร ย่อมเปน็ สง่ิ ที่ดงี ามเปน็ จรงิ มากกวา่
สิ่งที่เปล่ยี นแปลงได้
_______๒. ส่ิงทคี่ นในสงั คมเดยี วกนั มองเหน็ ว่ามีคุณคา่ เป็นท่ียอมรับ
_______๓. ปรัชญาวิวัฒนาการนยิ ม (progressivism) ปรชั ญาการศึกษาน้ีถอื วา่ การศึกษา
เปน็ เครื่องมอื ของสงั คมในการถา่ ยทอดวฒั นธรรมแก่ชนร่นุ หลัง
_______๔. ปรัชญามงุ่ ศกึ ษาชีวิตและจักรวาล สว่ นการศกึ ษามงุ่ ศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกบั มนุษย์
_______๕. ปรัชญานี้มคี วามเชอื่ ว่าการศึกษาควรจะเป็นเคร่อื งมือในการเปลย่ี นแลงสงั คมโดยตรง
_______๖. เป็นปรชั ญาที่ไดร้ ับอทิ ธิพลจากปรชั ญาท่ัวไปสาขาจติ นิยม
_______๗. การศึกษาพฤติกรรมของบุคคลท่ีสามรรถสงั เกตเหน็ ได้เปน็ หลัก โดยมคี วามเชอ่ื วา่
ปจั จยั หลักท่ีมผี ลต่อพฤตกิ รมของมนษุ ย์
_______๘. มนษุ ยเ์ ปน็ ผู้ที่มอี ิสระสามารถนาตนเองและพึ่งตนเองได้ เป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์
ทาประโยชน์ให้สงั คม มีอสิ ระท่จี ะเลอื กทาสงิ่ ตา่ ง ๆ
_______๙. การรับรแู้ ละการแก้ปัญหาของบคุ คล นักจติ วทิ ยากล่มุ นี้มีความเช่อื วา่ การกระทาต่าง ๆ
_______๑๐. แนวความคดิ หลกั การ และกฎเกณฑ์ ในการกาหนดแนวทางในการจดั การศกึ ษา
คาชแี้ จง ให้นสิ ิตเลอื กคาตอบด้านซ้ายไปใสใ่ นช่องวา่ ง ต่อไปน้ี
ข. ปรชั ญากับการศึกษามีความสัมพันธ์
ค. ปรัชญาการศึกษา
๑๓๘
ง. ปรชั ญาสารตั ถนิยมหรอื สาระนิยม
จ. ปรัชญานริ นั ตรนิยม
ฉ. ปรชั ญาพพิ ัฒนาการนยิ ม หรอื ปรชั ญาพิพฒั นิยม
ช. ปรัชญาปฏริ ปู นิยม
ซ. ทฤษฎกี ารเรียนร้กู ลมุ่ ความรู้นิยมหรอื ปญั ญานยิ ม
ฌ. ทฤษฎีการเรยี นรู้กล่มุ มนษุ ย์นิยม
ญ. ทฤษฎีการเรียนรกู้ ล่มุ พฤตกิ รรมนยิ ม
แบบฝึกหัดที่ ๔ คาชแ้ี จง จงตอบคาถามต่อไปนี้
๑. ปจั จัยทม่ี อี ทิ ธิพลตอ่ การพฒั นาหลกั สูตร หมายถึงอะไร
๒. แนวคิดของการพฒั นาการทางสังคมมีกี่ยคุ และอะไรบ้าง
๓. การศึกษาทาหน้าทส่ี าคัญ คืออะไร
๔. วฒุ ภิ าวะ (maturity) หมายถึง
๕. การเรยี นรู้ (learning) แบง่ ออกเปน็ ก่ดี ้าน และอะไรบา้ ง
139
อา้ งอิงประจาบท
กระทรวงศึกษาธกิ าร. หลักสตู รการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช ๒๕๔๔ . กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ์
คุรสุ ภา ลาดพรา้ ว. ๒๕๔๔.
กาญจนา คณุ ารกั ษ.์ เอกสารคาบรรยาย. วิชา ศล.๓๑๙ หลักสตู ร ภาควชิ าหลักสูตรและวธิ กี าร
สอน คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศิลปากร. ๒๕๒๑.
. หลักสูตรและการพฒั นา พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๓, นครปฐม : คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั
ศิลปากร, ๒๕๔๐.
กรมการศกึ ษานอกโรงเรียน กระทรวงศกึ ษาธิการ ชุดวิชาวิจยั ทางการศึกษานอกโรงเรียน
เลม่ ท่ี ๑๐ การเกบ็ รวบรวมข้อมลู เพ่ือการวจิ ยั . กรงุ เทพฯ : บริษทั ประชาชนจากดั
๒๕๔๑ : ๒
กรมวชิ าการ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. ทอ้ งถิ่นกับการพฒั นาหลกั สตู ร. กรงุ เทพฯ : กรมวชิ าการ
กระทรวงศกึ ษาธิการ ๒๕๓๙.
กรมวชิ าการ. การปฏริ ปู การเรยี นรทู้ ่เี นน้ ผเู้ รยี นสาคญั ทสี่ ดุ : แนวทางสกู่ ารปฏิบตั .ิ กรุงเทพฯ :
โรงพิมพค์ ุรสุ ภา, ๒๕๔๓.
ธวชั ชัย ชยั จิรฉายากลุ . ประมวลสาระชดุ วิชา การพฒั นาหลักสตู รและวิทยวิธที างการสอนหนว่ ย
ท่ี ๑-๒ กรุงเทพ : สาขาวชิ าศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธริ าช. ๒๕๓๖
. การพฒั นาหลักสตู รจากแนวคดิ สูก่ ารปฏบิ ตั .ิ กรงุ เทพฯ : อกั ษรบณั ฑิต, หนา้ ๔.
๒๕๒๙.
ธารง บวั ศร.ี ทฤษฎหี ลกั สูตรภาค ๒. พระนคร : มงคลการพมิ พ์. ๒๕๑๔.
ทฤษฎีหลกั สตู ร : การออกแบบและพฒั นา. พมิ พค์ รง้ั ท่ี ๒. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พค์ ุรุสภา
ลาดพรา้ ว. ๒๕๓๒.
. การวจิ ัยเพอื่ การเรยี นร.ู้ กรุงเทพฯ: โรงพมิ พ์คุรสุ ภาลาดพรา้ ว.๒๕๕๑
บุญชม ศรีสะอาด. การพฒั นาหลักสูตรและการวจิ ยั เกยี่ วกบั หลักสูตร. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาสน.์ ๒๕๔๖.
เปรือ่ ง กิจรจั ตน.ี หลักสตู รอตุ สาหกรรมการศกึ ษาและการจัดการมัธยมศกึ ษา. ภาควชิ า พ้ืนฐาน
อุตสาหกรรมศึกษา คณะอุตสาหกรรมศกึ ษา สถาบนั ราชภัฏพระนคร. ๒๕๓๒.
พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตโต). การศกึ ษากบั การพฒั นาทรพั ยากรมนุษย์. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พก์ าร
ศาสนา, ๒๕๓๙.
บทที่ ๖
ประเภทของหลกั สูตร
สาระสาคญั
เป็นรูปแบบท่ีเกา่ แก่ท่สี ดุ ซึ่งใชใ้ นการสอนศาสนา ละตนิ กรีก อาจเรยี กชอื่ อีกอย่างหนง่ึ วา่
เปน็ หลกั สูตรทเี่ น้นเนื้อหาเปน็ ศนู ยก์ ลาง (Subject-Centered-Curriculum) ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั วธิ ีการ
สอนของครูทใ่ี ชว้ ิธกี าร บรรยาย ปรชั ญาการจดั การศกึ ษาแนวนจ้ี ะยดึ ปรชั ญาสารัตถนิยม
(Essentialism)และสัจวทิ ยา(Perennialism)
หลกั สูตรสหสมั พันธ์ คือ หลกั สูตรเนอื้ หาวชิ าอีกรปู แบบหนึง่ แตเ่ ปน็ หลักสูตรทนี่ าเอา
เนอื้ หาวิชาของวชิ าตา่ ง ๆ ทสี่ อดคล้องหรือส่งเสรมิ ซ่งึ กันและกันมาเชอ่ื มโยงเขา้ ด้วยกัน แล้วจดั สอน
เปน็ เน้อื หาเดียวกันวิธกี ารดงั กลา่ วอาศัยหลกั ความคิดของนักการศึกษาทว่ี ่า การทจ่ี ะเรียนรูส้ งิ่ ใดให้ได้
ดผี เู้ รียนตอ้ งมคี วามสนใจเขา้ ใจความหมายของสิง่ ทเี่ รยี นและมองเหน็ ความสัมพันธ์ระหว่างสงิ่ ท่ีเรยี น
กับสง่ิ อ่ืนที่เก่ยี วขอ้ งเพราะฉะนนั้ หลักสูตรสหสมั พันธจ์ ะกาหนดเนอื้ วชิ าใดวชิ าหนง่ึ หรอื หมวดใดหมวด
หน่งึ แลว้ นาเน้อื หาสาระวิชาทส่ี ัมพันธก์ ันมารวมไวด้ ้วยกัน
ขอบเขตเน้อื หา
๑. รปู แบบหลกั สตู ร
๒. แนวคดิ ในการจดั รปู แบบหลักสูตร
๓. หลักสตู รรายวิชาหรือหลักสูตรเนื้อหาวิชา
๔. หลกั สูตรสมั พันธ์
๕. หลกั สูตรหมวดวชิ า
๖. หลกั สตู รแบบแกน
๗. หลักสูตรเพือ่ ชีวติ และสงั คม
๘. หลักสูตรกิจกรรมหรอื ประสบการณ์
๙. หลักสตู รแบบเกณฑค์ วามหมาย
วัตถปุ ระสงค์
๑. เพ่อื สามารถเรยี นรูห้ ลักสูตรในรายวชิ าน่ันๆ ได้
๒. เพื่อให้เกดิ ความตระหนักถึงความสาคัญของการพฒั นาหลกั สตู ร
๓. เพ่ือใหม้ ีความเขา้ ใจถงึ การพัฒนาหลกั สูตรและการใชห้ ลกั สตู ร
๔. เพอ่ื ให้รแู้ ละเขา้ ใจถึงต่างๆทางดา้ นหลกั สตู รปัจจยั
บทนา
เป็นรูปแบบทเ่ี ก่าแกท่ ีส่ ดุ ซ่งึ ใช้ในการสอนศาสนา ละติน กรีก อาจเรยี กชื่ออีกอย่างหน่งึ วา่
เป็นหลกั สูตรทเ่ี นน้ เน้ือหาเปน็ ศนู ยก์ ลาง (Subject-Centered-Curriculum) ซึง่ สอดคล้องกบั วิธกี าร
๑๔๑
สอนของครทู ่ีใช้วิธกี าร บรรยาย ปรชั ญาการจัดการศกึ ษาแนวนีจ้ ะยดึ ปรชั ญาสารตั ถนยิ ม
(Essentialism)และสัจวทิ ยา(Perennialism)
หลกั สูตรสหสมั พันธ์ คือ หลกั สตู รเนื้อหาวชิ าอกี รูปแบบหนง่ึ แต่เป็นหลักสตู รทีน่ าเอา
เนอื้ หาวชิ าของวิชาต่าง ๆ ทสี่ อดคล้องหรือสง่ เสริมซงึ่ กนั และกนั มาเช่อื มโยงเขา้ ดว้ ยกัน แล้วจัดสอน
เป็นเนื้อหาเดยี วกันวิธีการดังกลา่ วอาศัยหลักความคดิ ของนกั การศึกษาทว่ี า่ การทจี่ ะเรียนรสู้ ง่ิ ใดให้ได้
ดผี ูเ้ รยี นต้องมีความสนใจเขา้ ใจความหมายของสิ่งทเ่ี รียนและมองเห็นความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสิง่ ท่ีเรียน
กบั สิง่ อ่ืนท่ีเกยี่ วขอ้ งเพราะฉะน้นั หลักสตู รสหสัมพันธ์จะกาหนดเนอ้ื วชิ าใดวชิ าหน่ึงหรอื หมวดใดหมวด
หนง่ึ แลว้ นาเนอ้ื หาสาระวชิ าที่สมั พนั ธ์กันมารวมไวด้ ้วยกัน
หลักสตู รแบบผสมผสานเป็นหลกั สูตรท่พี ยายามปรับปรุงขอ้ บกพรอ่ งของหลักสตู รเนือ้ หาวชิ า
เพราะฉะนั้นหลกั สูตรแบบผสมผสานคือหลักสูตรเนอื้ หาวิชาอีกรปู แบบหน่งึ โดยการรวมเอาวิชาย่อย
ๆ ทมี่ ลี กั ษณะใกล้เคียงกันมาผสมผสานกันในดา้ นเน้ือหาเข้าเปน็ หมวดหมู่
หลักสูตรหมวดวชิ าแบบกว้างหรอื หลักสูตรรวมวิชา เปน็ หลักสูตรท่พี ยายามจะแก้ปัญหาตา่ ง
ๆ ทเ่ี กิดจากหลักสูตรเนอ้ื หาวิชา ซึ่งขาดการผสมผสานของความรูใ้ หเ้ ปน็ หลักสูตรทมี่ กี ารประสาน
สมั พนั ธข์ องเนือ้ หาความรูท้ กี่ ว้างยิง่ ขึ้น
หลกั สูตรเพอ่ื ชวี ิตและสังคม เป็นหลักสตู รทมี่ งุ่ แกไ้ ขข้อบกพร่องของหลกั สูตรที่ผ่านมาดว้ ย
การรวบรวมความรู้ให้เปน็ อันหน่ึงอนั เดียวกนั โดยยึดกิจกรรมต่าง ๆ ของคนไทยเปน็ หลกั เปน็
หลกั สตู รทถ่ี กู คาดวา่ มีคุณคา่ มากทส่ี ดุ สาหรบั ผู้เรยี น การจดั หลกั สตู รแบบนไ้ี ดย้ ึดเอาสังคมและชวี ติ
จรงิ ของเดก็ เปน็ หลัก เพอ่ื ผู้เรยี นจะไดน้ าความร้ไู ปประยกุ ตใ์ ช้ในชวี ติ ประจาวันได้ เพราะมีการ
เชื่อมโยงความสัมพนั ธ์ระหว่างเนอ้ื หาวิชาในหลักสูตรกบั ชีวติ จรงิ ของผเู้ รยี นหรือภาวะทางสงั คมท่ี
ผู้เรียนกาลงั ประสบอยู่ หลกั การจดั หลักสูตรประเภทน้ี ได้รบั อิทธิพลมาจากความคิดของจอห์น ดิวอ้ี
กบั ปรัชญาการศกึ ษาสาขาพิพัฒนาการนยิ ม และปรัชญาการศึกษาสาขาปฏริ ูปนิยม
๑. รปู แบบของหลกั สูตร
รปู แบบของหลักสูตร (Curriculum Design)แบบต่าง ๆ 1
๑. หลกั สูตรแบบเน้นเน้อื หา (The Subject Matter Curriculum)
เปน็ รปู แบบทเ่ี กา่ แกท่ ส่ี ุดซ่งึ ใช้ในการสอนศาสนา ละติน กรกี อาจเรียกชื่ออกี อยา่ งหน่งึ ว่า
เป็นหลกั สตู รทเี่ นน้ เนอ้ื หาเปน็ ศนู ย์กลาง (Subject-Centered-Curriculum) ซง่ึ สอดคล้องกับวธิ กี าร
สอนของครทู ใี่ ชว้ ธิ ีการ บรรยาย ปรัชญาการจัดการศกึ ษาแนวนี้จะยึดปรชั ญาสารัตถนยิ ม
(Essentialism)และสัจวทิ ยา(Perennialism)
๒. หลกั สตู รสหสมั พันธ์ (Correlated Curriculum)
หลกั สูตรสหสมั พันธ์ คอื หลกั สตู รเนื้อหาวชิ าอีกรปู แบบหน่ึง แตเ่ ป็นหลกั สตู รทน่ี าเอา
เน้ือหาวชิ าของ วิชาตา่ ง ๆ ท่ีสอดคล้องหรือส่งเสริมซ่ึงกนั และกันมาเชือ่ มโยงเข้าด้วยกัน แล้วจัดสอน
เป็นเนอื้ หาเดยี วกนั วธิ กี ารดงั กล่าวอาศัยหลกั ความคิดของนักการศึกษาทวี่ ่า การท่จี ะเรยี นรสู้ ่งิ ใดให้ได้
ดีผู้เรียนต้องมคี วามสนใจเขา้ ใจความหมายของสิง่ ทเ่ี รยี นและมองเห็นความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสิ่งท่ีเรียน
1 กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. หลักสูตรการศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2544 . กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ครุ ุสภา
ลาดพร้าว. 2544.
๑๔๒
กับสิ่งอ่นื ที่เกีย่ วขอ้ งเพราะฉะน้นั หลักสูตรสหสมั พันธจ์ ะกาหนดเน้ือวิชาใดวิชาหน่งึ หรอื หมวดใดหมวด
หนึง่ แลว้ นาเน้ือหาสาระวิชาท่สี มั พนั ธก์ นั มารวมไว้ด้วยกัน
๓. หลกั สตู รแบบผสมผสาน (Fused Curriculum or Fusion Curriculum)
หลกั สตู รแบบผสมผสานเปน็ หลักสูตรท่ีพยายามปรบั ปรุงข้อบกพร่องของหลกั สูตรเนอ้ื หาวิชา
เพราะฉะนัน้ หลักสตู รแบบผสมผสานคอื หลักสตู รเนอื้ หาวชิ าอีกรูปแบบหนึ่ง โดยการรวมเอาวิชาย่อย
ๆ ทม่ี ีลกั ษณะใกล้เคยี งกันมาผสมผสานกนั ในดา้ นเนื้อหาเขา้ เป็นหมวดหมู่
๔. หลกั สูตรแบบหมวดวชิ าแบบกวา้ ง (Broad Fields Curriculum)
หลกั สูตรหมวดวชิ าแบบกวา้ งหรือหลกั สตู รรวมวิชา เปน็ หลักสตู รที่พยายามจะแก้ปญั หาตา่ ง
ๆ ทีเ่ กิดจากหลกั สูตรเนื้อหาวิชา ซ่งึ ขาดการผสมผสานของความร้ใู หเ้ ป็นหลักสตู รทม่ี กี ารประสาน
สัมพนั ธ์ของเน้อื หาความรูท้ กี่ วา้ งย่งิ ข้นึ
๕. หลักสูตรเพื่อชวี ิตและสังคม2 (Social Process and Life Function Curriculum)
หลกั สตู รเพอ่ื ชีวิตและสังคม เปน็ หลักสูตรทมี่ งุ่ แกไ้ ขขอ้ บกพร่องของหลกั สูตรท่ีผา่ นมาดว้ ย
การรวบรวมความรู้ให้เป็นอันหนงึ่ อันเดยี วกนั โดยยดึ กิจกรรมต่าง ๆ ของคนไทยเปน็ หลัก เปน็
หลักสูตรทีถ่ กู คาดวา่ มคี ุณคา่ มากท่ีสุดสาหรบั ผเู้ รยี น การจดั หลกั สตู รแบบน้ไี ด้ยึดเอาสงั คมและชีวติ
จรงิ ของเดก็ เป็นหลกั เพื่อผเู้ รยี นจะไดน้ าความรไู้ ปประยกุ ตใ์ ช้ในชีวิตประจาวนั ได้ เพราะมีการ
เชอ่ื มโยงความสมั พันธร์ ะหวา่ งเนอ้ื หาวิชาในหลกั สตู รกับชวี ติ จริงของผู้เรยี นหรือภาวะทางสังคมที่
ผู้เรียนกาลังประสบอยู่ หลักการจดั หลกั สตู รประเภทนี้ ได้รบั อทิ ธพิ ลมาจากความคดิ ของจอหน์ ดิวอ้ี
กบั ปรชั ญาการศกึ ษาสาขาพิพฒั นาการนยิ ม และปรัชญาการศึกษาสาขาปฏิรูปนยิ ม
๖. หลักสูตรกจิ กรรมหรอื ประสบการณ์ (Activity or Experience Curriculum)
หลักสูตรกิจกรรมหรือประสบการณ์เป็นหลักสตู รทีเ่ กดิ ข้นึ จากความพยายามที่จะแกไ้ ขการ
เรียนรู้แบบครูเปน็ ผ้สู อนเพยี งอย่างเดียว ไมค่ านึงถงึ ความตอ้ งการและความสนใจของผู้เรยี นซึ่งเป็น
ข้อบกพรอ่ งของหลกั สตู รแบบเนือ้ หาวชิ า หลักสูตรแบบนย้ี ดึ ประสบการณ์ และกจิ กรรมเป็นหลกั มงุ่
ส่งเสริมการเรยี นการสอนโดยวธิ กี ารแก้ปัญหา ผู้เรยี นไดแ้ สดงออกด้วยการลงมอื กระทา ลงมอื วางแผน
เพ่ือหาประสบการณ์อนั เกิดจากการแกป้ ัญหานั้น ๆ ดว้ ยตนเอง ซึง่ เป็นการเรยี นแบบการเรียนรดู้ ว้ ย
การกระทา ( Learning by Doing)
๗. หลักสูตรแบบแกน (Core Curriculum)
หลักสตู รแบบแกนเป็นหลักสตู รที่ประสานสมั พนั ธเ์ น้ือหาวิชาตา่ ง ๆ เข้าด้วยกันมุง่ ท่ีจะสนอง
ความต้องการและความสนใจของผูเ้ รียนและส่งเสรมิ การมีส่วนรว่ มของผู้เรียน ส่งเสรมิ การเรียนรู้
แบบ Active Learning สิง่ ทีเ่ รียนจะมีความสมั พันธ์กบั ประสบการณแ์ ละชีวติ ของผู้เรียน เพื่อให้
สามารถเช่อื มโยงชีวิตความเป็นอยูม่ าสัมพันธ์กบั การเรียนร้ไู ด้ เป็นหลกั สตู รทย่ี ึดปรัชญาปฏริ ูปนิยม สิ่ง
เหลา่ นีม้ อี ย่แู ลว้ ในรปู แบบหลกั สูตรทผี่ า่ นมา จึงดเู หมือนว่าหลักสูตรแบบแกนจะเปน็ หลกั สูตรทรี่ วม
เอาลักษณะเดน่ ของหลกั สตู รอน่ื ๆ เขา้ ไว้ดว้ ยกนั ซ่ึงนกั การศึกษาเชอื่ ว่าเป็นแบบที่ดีเหมาะสมทีส่ ุดเมอ่ื
เปรยี บเทยี บกบั หลกั สูตรตา่ ง ๆ ที่กล่าวมาแลว้
2 กาญจนา คณุ ารักษ.์ เอกสารคาบรรยาย. วิชาศล.319 หลักสูตร ภาควิชาหลักสตู รและวิธกี ารสอน คณะ
ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร. 2521.
๑๔๓
๘. หลักสูตรบรู ณาการ (Integrated Curriculum) 3
หลกั สตู รบูรณาการเป็นหลักสตู รทรี่ วมประสบการณก์ ารเรยี นรู้ต่าง ๆ เขา้ ด้วยกัน
ประสบการณ์ดงั กลา่ วเป็นประสบการณท์ ค่ี ัดเลือกมาจากหลายสาขาวิชา แล้วจัดเป็นกลุ่มหรือ
หมวดหมูข่ องประสบการณ์ เป็นการบูรณาการเน้ือหาเข้าด้วยกัน เพือ่ ช่วยใหผ้ เู้ รยี นไดร้ ับประสบการณ์
สมั พนั ธแ์ ละตอ่ เนื่องอันมคี ณุ ค่าต่อการดารงชวี ิต
การพัฒนาหลกั สูตรน้นั มีแนวคิดอยู่ ๒ ลกั ษณะดว้ ยกัน คอื การสร้างหลกั สูตรขน้ึ มาใหม่ โดย
ไม่มีหลักสตู รเดมิ เป็นพนื้ ฐานอยเู่ ลย และการปรับปรุงหลกั สตู รท่ีมอี ยู่แล้วให้ดีข้ึน ความหมายของคา
วา่ “การพฒั นาหลักสูตร” จะรวมไปถึงการผลิตเอกสารต่างๆ สาหรบั ผู้เรยี นด้วย (Saylor and
Alexander ๑๙๗๔, P.๗) ซึง่ ระบบการพัฒนาหลักสูตรนนั้ จะเกยี่ วขอ้ งกับการจดั ทาหลักสตู ร ไดแ้ ก่
การรา่ งหรือพฒั นาหลกั สูตร การนาหลกั สูตรไปใช้ และการประเมนิ หลักสตู ร ไดม้ ีนักการศกึ ษาหลาย
ทา่ นไดพ้ ัฒนารปู แบบหลักสูตรตามแนวคดิ ที่แตกตา่ งกัน นาเสนอรปู แบบการพฒั นาหลักสูตร ดงั น้ี
ราลฟ์ ดับเบลิ ยู ไทเลอร์ (Ralph W. Tyler) ใหห้ ลกั การและเหตผุ ลในการสรา้ งหลกั สตู ร
ไว้ ๔ ประการ ซึ่งเรยี กว่า "Tyler's rationale" โดยเขาให้หลกั เกณฑ์ไว้วา่ ในการจัดหลกั สตู รและการ
สอนนั้น ควรจะตอบคาถามทเ่ี ป็นพนื้ ฐาน ๔ ประการ ไทเลอรเ์ นน้ วา่ คาถามจะตอ้ งเรยี งลาดบั กันลง
มา ดงั น้นั การตั้งจุดม่งุ หมายจงึ เป็นขั้นท่สี าคญั ทสี่ ุดของไทเลอร์
คาถามพื้นฐาน ๔ ประการ
๑. What is the purpose of the education? (มีจุดมุ่งหมายทางการศกึ ษาอะไรบ้างท่ี
โรงเรียนควรจะ แสวงหา)
๒. What educational experiences will attain the purposes? (มปี ระสบการณ์ทาง
การศึกษาอะไรบา้ งท่โี รงเรยี นควรจัดขึ้นเพ่อื ชว่ ยใหบ้ รรลถุ ึงจดุ มงุ่ หมายที่กาหนดไว้)
๓. How can these experiences be effectively organized? (จะจัดประสบการณ์
ทางการศึกษาอยา่ งไร จงึ จะทาให้การสอนมปี ระสทิ ธิภาพ)
๔. How can we determine when the purposes are met? (จะประเมินผล
ประสทิ ธภิ าพของประสบการณ์ในการเรียนอย่างไร จงึ จะตัดสินได้วา่ บรรลุถึงจดุ ม่งุ หมายทีก่ าหนดไว)้
รูปแบบการพัฒนาหลักสตู รของทาบา4
แนวคิดการพัฒนาหลักสูตรตามรปู แบบของทาบา (Hilden Taba) มีลักษณะจากลา่ งขึน้ บน
(grassroots approach) โดยใชว้ ธิ ีอุปนยั ทาบาเสนอไวว้ ่า หลกั สตู รควรมาจากครูผู้สอนมากกว่า
ผู้บรหิ ารระดับสูง กระบวนการพฒั นาหลักสตู รของทาบามีทั้งหมด ๗ ข้ันตอน ดังน้ี
ขนั้ ท่ี ๑ วิเคราะห์สภาพปญั หา สารวจความตอ้ งการและความจาเป็นตา่ งๆ ของสงั คม ศกึ ษา
พัฒนาการของผู้เรียน กระบวนการเรยี นรู้ และธรรมชาตขิ องการเรยี นรู้ ซ่ึงเปน็ แนวทางที่สาคญั ในการ
กาหนดจดุ ม่งุ หมายของหลักสตู ร
3 กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. ทอ้ งถิ่นกับการพัฒนาหลกั สูตร. กรุงเทพฯ : กรมวิชาการ
กระทรวงศกึ ษาธิการ 2539.
กรมวชิ าการ. การปฏิรปู การเรยี นรทู้ ีเ่ น้นผูเ้ รยี นสาคญั ท่สี ุด : แนวทางสูก่ ารปฏิบตั ิ. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์
ครุ สุ ภา, 2543.
4 ธวชั ชัย ชยั จริ ฉายากลุ . ประมวลสาระชุดวิชา การพัฒนาหลักสตู รและวทิ ยวิธที างการสอนหน่วยท่ี 1-
2 กรงุ เทพ : สาขาวชิ าศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธริ าช. 2536
๑๔๔
ขัน้ ท่ี ๒ การกาหนดจุดม่งุ หมายของหลกั สูตร โดยอาศัยข้อมูลท่ีไดจ้ ากข้นั ที่ ๑ เป็นหลัก ควร
เปน็ สงิ่ ทีป่ ฏิบัตไิ ดจ้ รงิ และเปน็ แนวทางในการเลอื กและจดั ประสบการณ์การเรียนรู้
ขน้ั ท่ี ๓ การเลือกเน้อื หาสาระ ต้องให้สอดคล้องกับจดุ มุ่งหมายทก่ี าหนดไว้ เน้อื หาทีค่ ัดเลอื ก
บรรจลุ งในหลกั สตู รจะต้องมีความสาคญั และถูกตอ้ ง
ขน้ั ที่ ๔ การจดั รวบรวมเนื้อหาสาระ พิจารณาถงึ ความเหมาะสมในการที่จะให้ผเู้ รียนไดร้ ับ
ความรู้ใดก่อนหลัง ซึง่ จะตอ้ งมีความตอ่ เนื่องและเปน็ ลาดับขัน้ ตอน
ขัน้ ท่ี ๕ การเลอื กประสบการณก์ ารเรยี นรู้ เปน็ การศึกษาถงึ กระบวนการเรียนรู้ และวิธีการ
สอนแบบตา่ งๆ จะตอ้ งวางแผนเลือกประสบการณใ์ ห้เหมาะสมกับเน้อื หาสาระและผูเ้ รียน
ข้นั ท่ี ๖ การจัดประสบการณก์ ารเรยี นรู้ทไี่ ด้เลอื กแล้ว เปน็ การจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอน
ใหเ้ ปน็ ไปตามลาดับขัน้ ตอนท่บี รรลุตามจดุ ประสงคท์ วี่ างไว้
ขั้นที่ ๗ การประเมินผล เปน็ การพจิ ารณาว่าหลักสูตรประสบผลสาเร็จมากน้อยเพยี งใด มี
ปญั หาหรือขอ้ บกพร่องในขนั้ ตอนใด เพื่อจะได้ทาการปรับปรุงแก้ไขต่อไป
รปู แบบการพฒั นาหลักสูตรของเซเลอร์และอเล็กซานเดอร์
เซเลอรแ์ ละอเล็กซานเดอร์ ไดเ้ สนอแนวคิดว่า การพฒั นาหลกั สตู รจะไมด่ าเนินไปใน
ลักษณะเสน้ ตรง การจะเริ่มท่ขี ้ันตอนหรอื กระบวนการกไ็ ด้ ดังนี้
ขน้ั ท่ี ๑ การกาหนดเป้าหมาย วตั ถปุ ระสงค์ และขอบเขต โดยกาหนดขอบเขตของเป้าหมาย
ไว้ ๔ ประการ คือ ประสบการณก์ ารเรียนร้ทู ่ีหลากหลาย พฒั นาการของบคุ คล ความสามารถทาง
สังคม ทักษะการเรยี นรู้ และความชานาญเฉพาะดา้ น
ขน้ั ท่ี ๒ การออกแบบหลักสตู ร เปน็ การตดั สนิ ใจโดยใชเ้ ปา้ หมาย วตั ถุประสงค์และขอบเขต
พรอ้ มท้ังพจิ ารณาข้อมูลอน่ื ๆ ประกอบ เชน่ ธรรมชาติของวิชา ความสนใจของผู้เรยี น และสังคม เป็น
ต้น
ขน้ั ท่ี ๓ การนาหลกั สตู รไปใช้ เป็นการตดั สินใจเกี่ยวกับการนาวธิ สี อนต่างๆ ทไี่ ด้ออกแบบไว้
ไปปฏบิ ตั ิวิธกี ารสอน รวมทง้ั ส่ือตา่ งๆ ท่ีนาไปใชต้ ้องเหมาะสมสอดคล้องกบั จุดมุ่งหมายการสอน
๑๔๕
ขนั้ ท่ี ๔ การประเมนิ ผลหลักสูตร ผสู้ อนจะตอ้ งเลือกใชว้ ธิ ปี ระเมนิ ผลแบบต่างๆ เพ่อื บอก
ความก้าวหนา้ ของผู้เรียน รวมทั้งประสทิ ธภิ าพการสอน ผลสมั ฤทธิ์ของผเู้ รียน รูปแบบการพัฒนา
หลกั สูตร
รูปแบบการพฒั นาหลกั สตู รของโอลวิ า (Oliva)5
๑. จดุ มุ่งหมายของการศกึ ษา (Aims of Educatioj ) และหลกั การปรชั ญาและจิตวิทยาจาก
การวเิ คราะหค์ วามตอ้ งการจะเป็นของสังคมและของผเู้ รยี น
๒. วิเคราะหค์ วามต้องการจาเป็นขอุมชนทสี่ ถานศกึ ษาน้ันๆ ความตอ้ งการจาเป็นของผเู้ รยี น
ในชมุ ชน และเนื้อหาวชิ าที่จาเปน็ เพอ่ื ใช้ในการจัดการเรียนการสอน
๓. เป้าหมายของหลกั สูตร (Curriculum Goals) โดยอาศัยขอ้ มลู จากข้ันท่ี ๑ และ ๒
๔. จดุ ประสงคข์ องหลักสูตร (Curiiculum Objectives) อาศัยข้อมูลจากข้นั ที่ ๑,
๒ และ ๓ แตกต่างจากข้นั ท่ี ๓ คอื มีลกั ษณะเฉพาะเจาะจงเพื่อนาไปสูก่ ารประยกุ ตใ์ ชห้ ลักสูตร และ
การกาหนดโครงสร้างหลักสตู ร
๕. รวบรวมและนาหลกั สตู รไปใช้ (Organization and Implementation of the
curriculum) เป็นขนั้ ของการกาหนดโครงสรา้ งหลกั สตู ร
๖. กาหนดเปา้ หมายของการสอน (Instructional Goals) ของแต่ละระดับ
๗. กาหนดจดุ ประสงค์ของการจัดการเรียนการสอน (Instructional Objectives) ในแตล่ ะ
รายวิชา
๘. เลือกยุทธวธิ ีในการสอน (Selection of Strategies) เปน็ ข้ันที่ผู้เรยี นเลอื กยทุ ธวธิ ีที่
เหมาะสม
๙. เลอื กเทคนิควธิ ีการประเมินผลก่อนทนี่ าไปสอนจรงิ คือ ๙A (Preliminary selection of
evaluation techniques) และกาหนดวธิ ีการประเมินผลหละงจากกิจกรรมการเรียนการสอนสน้ิ สุด
คือ ๙B (Find selection of evaluation techniques)
๑๐. นายุทธวธิ ไี ปปฏบิ ัติจรงิ (Implementation of Strategies) เปน็ ขน้ั ของการใชว้ ิธีการท่ี
กาหนดในขั้นที่ ๘
๑๑. ประเมนิ ผลการจดั การเรียนการสอน (Evaluation of Instruction) เปน็ ข้ันทเ่ี มื่อการ
ดาเนินการจัดการเรียนการสอนเสร็จสิ้น กม็ ีการประเมินผลตามทีไ่ ด้เลอื กหรือกาหนดวิธกี ารประเมนิ
ในข้ันที่ ๙
๑๒. ประเมินหลกั สตู ร (Evaluation of curriculum) เป็นขนั้ ตอนสดุ ท้ายท่ีทาใหว้ งจร
ครบถ้วน การประเมินผลทีม่ ใิ ช่ประเมินผูเ้ รยี นและผ้สู อน แต่เปน็ การประเมนิ หลักสูตรท่ีจัดทาขึ้น
สงดั อทุ รานนั ท์ มีความเห็นว่าการพัฒนาหลกั สูตรมีความครอบคลุมถึงการร่างหลกั สูตรขน้ึ มา
ใหม่ และการปรับปรุงหลกั สตู รท่ีมีอยูแ่ ล้วใหด้ ขี นึ้ ดว้ ย การใชห้ ลักสตู รและการประเมนิ หลักสูตรน้นั
เปน็ กระบวนการอันหน่งึ ของการพฒั นาหลกั สตู ร โดยได้จดั ลาดบั ขั้นตอนของการพฒั นาหลักสูตรไว้
ดงั น้ี คือ
๑. การวิเคราะหข์ ้อมลู พื้นฐาน
๒. การกาหนดจุดมงุ่ หมาย
5 บรรพต สุวรรณประเสรฐิ . การพัฒนาหลกั สตู รโดยเน้นผเู้ รียนเปน็ สาคญั . เชียงใหม่ : เชียงใหม่ โรง
พิมพแ์ สงศลิ ป์. 2544.
๑๔๖
๓. การคดั เลอื กและจดั เน้อื หาสาระ
๔. การกาหนดมาตรการวัดและการประเมนิ ผล
๕. การนาหลกั สตู รไปใช้
๖. การประเมนิ ผลการใชห้ ลกั สตู ร
๗. การปรบั ปรงุ แกไ้ ขหลกั สตู ร
รปู แบบการพัฒนาหลักสูตรของ สงดั อุทรานนั ท์
สงัด อทุ รานันท์ ไดเ้ สนอแนวคิดการพัฒนาหลกั สตู รโดยยึดหลกั การพัฒนาหลกั สตู รท้ังระบบ
โดยแบ่งออกเปน็ การร่างหลักสูตร หารนาหลกั สูตรไปใช้ และการประเมนิ ผลหลกั สูตรทงั้ ระบบอกี ด้วย
แบ่งออกเป็นขัน้ ตอนซ่ึงสามารถแสดงเป็นรปู วฏั จกั รของกระบวนการพัฒนาหลักสูตรไดด้ ัง แผนภาพ
ประกอบ
รูปแบบการพฒั นาหลักสูตรของกรมการศึกษานอกโรงเรยี น6
กรมการศกึ ษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ เปดิ โอกาสใหส้ ถานศึกษาพัฒนาหลกั สูตร
ไดเ้ อง โดยพฒั นา “หลักสูตรท้องถ่ิน” และให้ความหมายว่า เป็นหลกั สตู รทสี่ ร้างขึ้นจากสภาพปัญหา
และความตอ้ งการของผเู้ รียนหรือสรา้ งจากหลักสตู รแกนกลางที่ปรับให้เข้ากับสภาพชีวติ จรงิ ของ
ผเู้ รียนตามทอ้ งถิ่นตา่ งๆ หรอื สร้างจากเหตุการณท์ เ่ี กดิ ขน้ึ ในปจั จบุ ันทมี่ ผี ลกระทบต่อผเู้ รียน หลกั สตู ร
ทอ้ งถิ่นมคี วามสอดคลอ้ ง เหมาะสมกับเศรษฐกิจและสังคมของท้องถิ่นนน้ั ๆ เน้นการเรยี นรชู้ ีวิตของ
ตนเอง ปรบั ตนเองใหท้ นั กบั การเปลีย่ นแปลงของวิทยาการ การใชเ้ ทคโนโลยขี า่ วสารขอ้ มูลในการ
เรียนรตู้ า่ งๆ ผเู้ รยี นไดเ้ รียนรู้ตามสภาพชีวิตจรงิ ของตนเอง สามารถนาเอาความรู้ไปใช้ในการพฒั นา
ตนเอง พัฒนาอาชพี พัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมของครอบครัวและท้องถนิ่ รูปแบบการพฒั นาหลักสตู ร
ของกรมการศึกษานอกโรงเรียนท่นี าหลกั สตู รแกนกลางปรับใหเ้ ขา้ กับสภาพของผูเ้ รยี น ซ่งึ แตกต่างไป
ตามทอ้ งถ่นิ ต่างๆ มีข้ันตอนการดาเนินการดงั นี้
ข้นั ท่ี ๑ การวเิ คราะห์หลักสูตรแกนกลางทสี่ มั พนั ธ์กบั สภาพปัญหาของชมุ ชน
การวเิ คราะหห์ ลกั สตู รแกนกลางครูและผ้เู รยี นต้องรว่ มกันศกึ ษาหลกั สูตรแกนกลางที่กรมการ
ศกึ ษานอกโรงเรยี นสรา้ งข้นึ กาหนดหมวดวชิ าต่างๆ ทผ่ี ู้เรียนแตล่ ะระดบั ชน้ั ตอ้ งเรยี น โดยวิเคราะห์
หวั ข้อของเนื้อหา ดงั นี้
ศกึ ษาหลกั สตู รแกนกลางในระดบั ทนี่ ามาจดั การเรียนการสอน (ประถม มัธยมต้น มัธยมปลาย
ทุกหมวดวชิ า)
วเิ คราะห์หัวขอ้ เนือ้ หาทต่ี อ้ งพฒั นาเปน็ หลกั สูตรท้องถน่ิ ตามสภาพปัญหาของชุมชนที่สารวจมาแล้ว
และสอดคล้องกบั วถิ ชี วี ติ ของท้องถิน่
พจิ ารณาหัวข้อเนอ้ื หาในหมวดวิชาอ่ืนท่ีเก่ยี วข้องนามาจัดหมวดหมดู่ ้วยกนั ในลักษณะการบรู ณาการ
เนอื้ หา
ขนั้ ท่ี ๒ การจดั หมวดหมู่สภาพปญั หาและความต้องการท่สี ง่ ผลต่อผเู้ รยี น
นาสภาพปัญหาและความต้องการทสี่ ารวจและวเิ คราะหแ์ ลว้ มาพิจารณาร่วมกับหัวขอ้ เน้อื หา หมวด
วชิ าใดวิชาหนง่ึ ตามหลักสูตรทีก่ าหนดเปน็ หมวดวชิ าแกนในการพฒั นาเป็นหลกั สตู รโรงเรยี นแล้วจดั
6 วิจติ ร ศรีสะอ้าน “ความหมายของการศกึ ษา” เอกสารการสอนชุดวิชา พืน้ ฐานการศึกษา หนว่ ยท่ี 6
ปรัชญากับการศึกษา กรุงเทพ : สานักพิมพ์ มหาวทิ ยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราช 2539
๑๔๗
หมวดหมู่ของเน้อื หาทีส่ อดคล้องกบั สภาพปัญหาและความตอ้ งการหลงั จากนน้ั จดั ลาดบั ความสาคัญ
ตามสภาพปัญหาของทอ้ งถ่นิ ทพ่ี บ
ข้ันท่ี ๓ การเขยี นแผนการสอน โดยดาเนินการดงั น้ี
๓.๑ การกาหนดหวั ข้อปญั หา (Theme) หวั ขอ้ เน้ือหาของการเรยี นการสอน
๓.๒ การเขียนสาระสาคัญ (Concept) เป็นบทสรุปใจความสาคัญของเรือ่ ง เนน้
ความคดิ รวบยอด หลักการ ทกั ษะหรือลกั ษณะนสิ ยั ท่ีต้องการปลกู ฝงั ใหเ้ กิดขึน้ กับผเู้ รยี น
๓.๓ การกาหนดขอบเขตเนื้อหา ใหร้ ะบวุ า่ หวั ข้อเนอื้ หาครอบคลมุ และสมั พันธก์ บั
วิชาใด
๓.๔ การกาหนดจุดประสงค์ทั่วไปหรอื จุดประสงคป์ ลายทาง เปน็ จุดประสงคท์ ่คี าด
ว่าผู้เรยี นจะมกี ารเปลยี่ นแปลงพฤติกรรมอย่างไร หรือเกิดการเปลย่ี นแปลงดา้ นความรู้ ทกั ษะ และ
ทัศนคติอยา่ งไรเมื่อเรยี นจบเร่ืองน้ันแล้ว
๓.๕ การกาหนดจุดประสงค์เฉพาะหรอื จุดประสงคน์ าทาง เป็นการกาหนดเป้าหมาย
ของการเรียนการสอนในแตล่ ะหัวข้อเรือ่ งย่อยที่ปรารถนาให้เกิดกบั ผเู้ รยี น นยิ มเขียนในลักษณะของ
จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
๓.๖ การกาหนดกิจกรรมการเรยี นการสอนใหก้ าหนดกจิ กรรมตามขัน้ ตอนของ
ทฤษฎเี ชงิ ระบบ (System Approach)
๓.๗ สือ่ การเรียนการสอน ตอ้ งระบใุ ห้ชดั เจนว่าในการเรยี นการสอนแตล่ ะหัวขอ้
เน้อื หาตอ้ งใชอ้ ปุ กรณ์อะไรบ้าง และสามารถจัดหาไดจ้ ากที่ใด โดยวธิ ีใด
๓.๘ การประเมนิ ผล เปน็ การเขียนแนวทางการประเมนิ ผลของการปฏิบัตกิ จิ กรรม
แต่ละขั้นตอนตามจดุ ประสงคท์ ่ีกาหนด โดยให้ผเู้ รยี นรวบรวมผลงายไว้ นาเสนอครูประจากลุ่ม
ขัน้ ท่ี ๔ การจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน
ครูและผู้เรียนร่วมกันพัฒนาโดยมีสถานศกึ ษาอานวยความสะดวกและกากับดูแลเพ่อื ให้เกดิ
การเรยี นร้ตู าสภาพจรงิ ซงึ่ สถานศกึ ษาโดยศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจงั หวัดเป็นผ้อู นุมตั หิ ลกั สตู รที่
ครแู ละผูเ้ รยี นร่วมกันพฒั นาตามความตอ้ งการทางนโยบายของรฐั ความตอ้ งการทางการศึกษาและ
ความตอ้ งการในการพัฒนาตนเองของผู้เรียน
ขน้ั ที่ ๕ การประเมินผล
การประเมินผลเนน้ การประเมนิ ผลตามสภาพที่แทจ้ รงิ (Authentic assessment) ซงึ่
ประเมินอิงความสามารถและพัฒนาการของผู้เรยี นมุ่งเน้นความกา้ วหนา้ ความเปล่ยี นแปลงที่เปน็ ชวี ิต
จรงิ ของผู้เรียนแต่ละคน สะทอ้ นให้เหน็ สภาพของงานและส่ิงที่ผูเ้ รยี นไดป้ ฏิบตั ิ โดยผู้เรยี นเปน็ ผสู้ รา้ ง
คาตอบด้านการแสดง การสรา้ งสรรค์ผลผลติ ของงานเปน็ การประเมนิ ผลงานผูเ้ รียนทที่ าได้จรงิ ในทาง
ปฏบิ ตั นิ ยิ มใชว้ ิธีการประเมนิ จากแฟม้ สะสมผลงาน (Portfolio) ซ่งึ เป็นหลักฐานแสดงความสามารถ
ความก้าวหน้าของผเู้ รยี น จากการรวบรวมข้อมูล ผลผลิต การแสดงออก การประเมินจากสภาพจริง
ในงานที่มคี วามหมายและมเี กณฑ์มาตรฐานที่ชัดเจนจะสะท้อนถึงความสามารถ การถา่ ยทอดความรทู้ ี่
ได้รบั โครงสรา้ งและประมวลความรู้ ความคดิ ในข้ันสูงรวมท้งั คุณภาพของการแสดงออกและผลผลติ ท่ี
มีคณุ ภาพ
๑๔๘
๒. แนวคิดในการจัดรูปแบบหลักสตู ร7
๑. หลักสูตรรายวชิ า หรือหลกั สูตรเน้ือหาวิชา (subject matter curriculum)
เป็นหลักสตู รทใ่ี ช้มานานทส่ี ุด โดยไดร้ ับอทิ ธิพลจากปรชั ญาการศึกษากลุ่ม สารตั ถ
นยิ ม (essentialism) โครงสรา้ งหลักสูตรแยกเปน็ รายวชิ า แต่ละรายวชิ าจะไมม่ คี วามสมั พันธเ์ กี่ยวขอ้ ง
กนั เป็นหลักสตู รท่ีเนน้ เนอ้ื หาสาระเปน็ หลกั กระบวนการจัดการเรยี นรูเ้ น้นครูเป็นผูถ้ ่ายทอดความรู้
จดุ หมายของหลักสตู รต้องการพัฒนาดา้ นสตปิ ญั ญา ความรคู้ วามจาของผเู้ รียนมากกวา่ การนา
ประโยชน์ของความรู้ไปใชใ้ นชีวิตประจาวนั การประเมินผลการเรียนรู้ จงึ ม่งุ เนน้ ดา้ นผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรยี นเป็นหลกั
๒. หลักสตู รสมั พนั ธ์วชิ า (correlated curriculum)
เน่ืองจากหลักสูตรรายวชิ า มีข้อบกพร่องหลายด้าน นักพฒั นาหลักสตู รจงึ พยายามแก้ไข
ปรบั ปรุง ใหร้ ายวชิ าต่าง ๆ ในหลกั สตู ร มคี วามสมั พนั ธ์เชื่อมโยงกนั มากข้ึน กลา่ วคอื ผู้สอน
ตั้งแต่ ๒ คนข้นึ ไป รว่ มกันจดั การเรียนการสอนโดยสอนหวั เร่ืองเดียวกัน แลว้ เชอ่ื มโยงไปส่รู ายวชิ าที่
เกย่ี วข้องกนั เช่น การสอนเรื่องเงา ครวู ิทยาศาสตรส์ อนการเกิดเงา ครูคณติ ศาสตรส์ อนการวัด
ระยะทางโดยการวดั เงา คิดคานวณเรอื่ งเงาในช่วงเวลาต่าง ๆ จัดทากราฟของเงาในระยะ ต่าง ๆ ครู
ศิลปะสอนเทคนิคการวาดรูปท่มี เี งา การจดั โครงสรา้ งของหลกั สูตรสมั พนั ธว์ ชิ า ยงั คงได้แนวคดิ มาจาก
ปรชั ญาการศึกษาแบบสารัตถนยิ ม การจัดหลกั สตู รแยกเปน็ รายวิชา แตน่ าหวั ขอ้ ของรายวชิ าต่าง ๆ
มาเชอื่ มโยงกนั ผู้สอนยงั คงรบั ผดิ ชอบรายวิชาของตนเอง และเนน้ บทบาทการสอนของครูเปน็ สาคญั
๓. หลักสูตรสหสมั พนั ธ์ (broad field curriculum)
หลกั สูตรสหสมั พนั ธ์ เรียกอกี ช่อื ว่า หลักสูตรหมวดวิชา หรือหลกั สูตรกวา้ ง เป็นหลักสูตรที่
พฒั นาข้ึนเพอ่ื แกข้ อ้ บกพรอ่ งของหลกั สตู รรายวชิ า ดว้ ยการรวมเอาวิชาท่ีมีลักษณะเนอื้ หาคล้าย ๆ กนั
หรอื ใกลเ้ คยี งกนั มารวมไว้ในหมวดวชิ าเดยี วกนั เชน่ หมวดวชิ าสังคมศึกษา ประกอบดว้ ยวิชา
ภูมิศาสตร์ ประวตั ศิ าสตร์ หน้าทพ่ี ลเมือง และศีลธรรม หมวดวิชาคณติ ศาสตร์ ประกอบด้วยวชิ าเลข
คณิต พีชคณิต เรขาคณิต และตรีโกณมิติ เป็นต้น หลกั สตู รประเภทนย้ี ังคงมแี นวคิดของการจัด
การศกึ ษาตามปรัชญาการศกึ ษาแบบสารตั ถนิยม คือมงุ่ เนน้ การถ่ายทอดความรเู้ นื้อหาวชิ าเป็นสาคัญ
๔. หลักสูตรกจิ กรรม หรอื หลกั สูตรประสบการณ์ (activity or experience
curriculum)
แนวคิดของนกั พฒั นาหลกั สตู รกลมุ่ นี้ ตอ้ งการแกไ้ ขขอ้ บกพร่องของหลกั สูตรแบบเดมิ ทเ่ี อา
เนอ้ื หารายวิชาเป็นตัวตั้ง โดยไมค่ านงึ ถึงความต้องการและความสนใจของผเู้ รียน หลกั สตู รนี้ได้รบั
อทิ ธพิ ลจากแนวคิดของปรชั ญาการศกึ ษาแบบพพิ ฒั นาการนยิ ม (progressivism) นกั การศกึ ษาของ
สหรัฐอเมรกิ าที่มีชอ่ื เสียงในกลมุ่ ของหลกั สตู รประเภทนี้ คือ จอหน์ ดวิ อี้ (John Dewey) ซง่ึ มีความ
เชอ่ื ว่า การเรยี นรู้ของผเู้ รยี นทผ่ี า่ นประสบการณ์จากการลงมือปฏิบตั ิ (learning by doing) จะทาให้
เกิดการเรยี นรูท้ มี่ ีประสิทธภิ าพ ผเู้ รยี นจะเรยี นร้วู ิธีการคดิ แกป้ ญั หาทีเ่ กดิ ขึน้ กับตนเองหรอื สังคม
๕. หลกั สตู รเพ่ือชีวติ และสงั คม (social process and life function curriculum)
หลกั สูตรประเภทนไ้ี ดอ้ ทิ ธพิ ลจากแนวคิดของปรชั ญาการศึกษาแบบพพิ ัฒนาการนิยม
เช่นเดยี วกบั หลกั สตู รกิจกรรมหรือประสบการณ์ เป็นหลกั สูตรทีเ่ นน้ ใหผ้ เู้ รยี นมพี ฒั นาการทง้ั ดา้ น
7 เปร่ือง กิจรัจตนี. หลกั สตู รอตุ สาหกรรมการศกึ ษาและการจดั การมัธยมศึกษา. ภาควชิ า พน้ื ฐาน
อุตสาหกรรมศกึ ษา คณะอตุ สาหกรรมศกึ ษา สถาบันราชภฏั พระนคร. 2532.
๑๔๙
สตปิ ญั ญา รา่ งกาย อารมณ์ และสังคม การจดั เนือ้ หาวิชาเนน้ เนอ้ื หาสาระใหม้ คี วามสัมพันธ์กับชีวิต
จริงของผู้เรียนในสังคม มงุ่ เน้นการแก้ปัญหาของสังคม การจดั การเรียนรเู้ นน้ การเรียนรูโ้ ดยใชป้ ัญหา
เป็นฐาน (problem – based learning)
๖. หลกั สูตรแกน (core curriculum)
หลกั สตู รแกน เป็นหลกั สตู รอีกรปู แบบหนึ่งที่พฒั นาขน้ึ เพ่อื แกไ้ ขข้อบกพร่องของหลักสูตร
รายวิชา ในระยะแรก การจัดทาหลักสตู รแกนจะเร่ิมจากการนาเน้อื หาของวชิ าต่าง ๆ มาเชื่อมโยงกนั
กาหนดหวั ขอ้ ใหม่ เอาวชิ าใดวิชาหนึ่งเปน็ วิชาแกน แลว้ นาวิชาอื่น ๆ มาสมั พันธ์กัน โดยคานึงถึงความ
ต้องการและความสนใจของผู้เรียนมาเป็นแกนของหลกั สตู ร รปู แบบของหลกั สูตรแกนสมัยต่อมา มี
การปรับปรุงแนวคดิ ใหม่ คอื นาเอาหน้าทขี่ องบคุ คลในสงั คม และปัญหาของสังคมเปน็ แกนของ
หลักสตู ร
๗. หลักสตู รบรู ณาการ8 (integrated curriculum)
หลกั สตู รบรู ณาการ เปน็ หลกั สูตรที่หลอมรวมความรแู้ ละประสบการณ์จากรายวชิ าตา่ ง ๆ เข้า
มาจดั เป็นกลมุ่ หรือเปน็ หมวดหม่เู ดียวกนั ผสมผสานให้มคี วามสัมพนั ธเ์ ปน็ เรือ่ งเดียวกัน และจดั
กจิ กรรมการเรยี นรูใ้ ห้ผู้เรยี นเกิดความรู้ ความเข้าใจในลักษณะที่เป็นองคร์ วม สามารถนาความรคู้ วาม
เขา้ ใจไปประยุกต์ในชีวิตประจาวนั
๓. หลกั สตู รรายวชิ า
หลกั สูตรรายวิชา (The Subject Curriculum) เป็นหลักสตู รทใี่ ช้กันมาแตด่ งั้ เดมิ ไมเ่ ฉพาะ
แตใ่ นยุโรปหรอื สหรฐั อเมริกาเทา่ นัน้ ประเทศในเอเชียรวมทั้งประเทศไทยกไ็ ด้ใชห้ ลักสตู รแบบนม้ี าแต่
ต้น การที่เรียนกว่าหลกั สตู รรายวิชาก็เนอ่ื งจากโครงสรา้ งของเนอ้ื หาวชิ าในหลักสตู ร จะถูกแยกออก
จากกันเป็นรายวชิ าโดยไมจ่ าเป็นต้องมีสว่ นเก่ียวข้องกนั ไมว่ ่าในดา้ นเนื้อหาหรอื การสอน สาหรบั
เน้ือหาที่คัดมาถอื ว่าเปน็ เนือ้ หาท่สี าคญั และจาเปน็ ต่อการเรยี นรู้ หลกั สตู รของไทยเราท่ยี งั เป็น
หลกั สตู รรายวชิ า ไดแ้ ก่ หลกั สูตรมธั ยมและอุดมศึกษา แตม่ กี ารปรับปรงุ โครงสรา้ ง โดยนาเอาระบบ
หน่วยกติ มาใช้ ซึง่ จะได้อธบิ ายในโอกาสต่อไป
๑. ลักษณะสาคัญของหลกั สตู ร
๑. จุดมุง่ หมายของหลกั สูตร มุง่ ส่งเสริมพฒั นาการของผเู้ รียนโดยใช้วชิ าตา่ งๆ เปน็
เครื่องมือ ดังน้ันโครงสร้างของหลกั สตู รจงึ ประกอบดว้ ยวิชาต่างๆ หลายวชิ า ซงึ่ นกั พฒั นาหลักสูตรคิด
ว่าจะสามารถส่งเสริมพฒั นาการตามทีไ่ ด้ดง่ั จุดหมายไว้
๒. จดุ มงุ่ หมายของหลักสตู ร อาจมสี ่วนสมั พันธ์กบั สังคมหรือไมก่ ็ได้ และโดยท่วั ไป
หลกั สตู รนไี้ ม่คานงึ ถึงผลทเี่ กิดแกส่ งั คมเท่าใดนกั
๓. จุดประสงค์ของแตล่ ะวชิ าในหลกั สูตร เน้นการถ่ายทอดเน้อื หาวชิ าเพ่ือใหผ้ ู้เรยี นมี
ความรู้และลกั ษณะในวิชานั้นๆ เปน็ สาคญั
๔. โครงสร้างของเน้อื หาวชิ า ประกอบด้วยเน้อื หาของแตล่ ะวชิ าทเี่ ปน็ เอกเทศไม่
เกีย่ วขอ้ งกับวชิ าอื่น และจะถูกจดั ไวอ้ ย่างมีระบบ เป็นข้ันตอน เพ่ือสะดวกแก่การเรียนการสอน
8ยุทธนา ปฐมวรชาต.ิ “การพัฒนาหลกั สูตรทอ้ งถ่ิน : แนวคดิ เชงิ ปฏิบัตทิ ่ีเป็นพน้ื ฐานส าคญั สกู่ าร พัฒนา
หลักสูตรการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐานระดบั สถานศกึ ษา”, วารสารวชิ าการ. 5 (พฤษภาคม 2545) 11-17. 2545.
๑๕๐
๕. กจิ กรรมการเรยี นการสอน เน้นเรอ่ื งการถา่ ยทอดความรู้ ด้วยการมงุ่ ใหผ้ เู้ รยี นจา
เนื้อหาวชิ า การส่งเสริมพฒั นาการในด้านอ่ืนๆ ถอื วา่ เป็นเรอ่ื งกจิ กรรมนอกหลักสูตร หรือไม่ก็เป็นผล
พวงจากการเรียนรูเ้ นอื้ หาวชิ า
๖. การประเมนิ ผลการเรียนรู้ มุ่งในเร่ืองความรู้และทกั ษะในวชิ าตา่ งๆ ทไ่ี ดเ้ รยี นมา
๒. สว่ นดีสว่ นเสยี ของหลกั สตู ร
ก.ส่วนดี
๑. จดุ มุ่งหมายของหลักสตู รซง่ึ เน้นเนอื้ หาวิชา ช่วยให้เนือ้ หาวชิ าเป็นไปโดยง่าย
๒. เนอ้ื หาวิชาจะถูกจัดไวต้ ามลาดบั ข้ันอย่างมีระบบ เปน็ การงา่ ยและทุ่นเวลาในการ
เรียนการสอน
๓. การจัดเนื้อหาวิชาอย่างมีระบบ ทาใหก้ ารเรยี นร้เู นือ้ หาวิชาดาเนนิ ไปอย่างตอ่ เนื่อง
๔. การประเมินผลการเรยี นทาไดง้ ่ายเพราะม่งุ ประเมินความรูท้ ี่ได้รบั เปน็ สาคัญ
ข.ส่วนเสีย
๑. เนือ่ งจากจุดม่งุ หมายของหลักสูตร9เนน้ การถ่ายทอดความรู้ตามเน้อื หาท่ีกาหนด
ไว้ ดังนน้ั จงึ มักละเลยตอ่ สภาพและปญั หาของสังคมและทอ้ งถนิ่ ทาให้เกิดการเรียนรู้ทไ่ี ม่สามารถ
นาไปประยกุ ต์ใช้ในสังคมได้
๒. การเน้นเน้ือหา ทาให้ผู้เรียนไมไ่ ด้รับการส่งเสริมพฒั นาการในด้านอารมณแ์ ละ
สังคมเท่าที่ควร นอกจากนีก้ ารทม่ี ุ่งให้จาเนอ้ื หา ทาให้ผเู้ รยี นไมไ่ ดร้ ับการฝึกฝนเร่ืองการคิดทกั ษะใน
การแก้ปญั หาและความคิดรเิ รม่ิ สรา้ งสรรคจ์ ะหย่อนไป
๓. หลกั สตู รแบบนี้ทาให้ผสู้ อนละเลยการเรียนรู้อน่ื ๆ ที่เกิดข้นึ ในระหว่างทเี่ รยี น
เน้อื หาการเรยี นดงั กลา่ วเรยี กวา่ การเรยี นท่เี ปน็ ผลพวง (Concomitant Learning) ซงึ่ อาจเป็น
ประโยชนห์ รือเปน็ โทษแก่ผู้เรียนกไ็ ด้
9 ใจทิพย์ เชอื้ รัตนพงษ์. การพฒั นาหลกั สูตร : หลักการและแนวปฏิบัติ. (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ อลีน
เพรส. 2539)
๑๕๑
๔. การทหี่ ลกั สูตรจัดแยกวิชาต่างๆ ออกเปน็ เอกเทศโดยไม่สัมพันธ์กันทาใหท้ ้ังผูส้ อน
และผู้เรียนมองไมเ่ ห็นภาพรวมของสิ่งท่ีเรยี น อนั จะนาไปส่จู ดุ หมายของหลักสูตรสงิ่ ทม่ี องเหน็ กค็ อื
จุดประสงคข์ องแตล่ ะวชิ า ซงึ่ กระจัดกระจายแยกกนั เป็นอิสระ เปน็ การสรา้ งทศั นะแคบๆ ในด้านการ
เรียนรูซ้ ึง่ เท่ากบั บน่ั ทอนความอยากรไู้ ปในตัว
๕. ถึงแม้วา่ หลกั สูตรแบบนจ้ี ะมีการจดั โครงสร้างและลาดบั ของเน้อื หาอย่างมีระบบ
แต่ก็มกั จะละเลยความสนใจของผเู้ รียน ท้งั นด้ี ว้ ยเหตุผลท่วี ่า การจดั เน้อื หานั้นจะยดึ หลักเหตผุ ลใน
ดา้ นเนอื้ หาสาระของวิชาเกณฑ์โดยไม่คานึงถึงหลกั จิตวทิ ยาท่ีเกีย่ วขอ้ งกับพฒั นาการและความ
ตอ้ งการของผู้เรียนแต่อย่างใด ซ่งึ เท่ากับการแยกความร้แู ละความสนใจออกจากกัน ดังนน้ั การเรียนจึง
ไมเ่ กิดผลสงู สดุ เพราะผเู้ รยี นขาดความสนใจในส่ิงทผี่ ู้เรยี นเรยี นต้งั แต่ตน้ แลว้
๖. กิจกรรมการเรยี นการสอนตามหลักสตู รแบบน้ี จะจากดั อยู่ในลกั ษณะทผี่ ู้สอนเปน็
ผู้ใหแ้ ละผ้เู รยี นเป็นผรู้ บั ดงั นน้ั ความสัมพนั ธร์ ะหว่างผู้สอนและผูเ้ รียนมแี นวโนม้ ท่ีจะเบย่ี งเบนจาก
ความเป็นประชาธิปไตยได้ง่าย บรรยากาศในห้องเรียนมกั จะมคี วามเครง่ เครยี ดและประสบการณท์ ่ี
ผ้เู รยี นจะไดร้ บั จะถกู จากดั ใหอ้ ยู่ในวงแคบ ทาใหผ้ ้เู รียนเกดิ ความเบ่อื หนา่ ยตอ่ การเรียน
๓. การปรบั ปรงุ หลกั สตู ร
เน่อื งจากหลกั สูตรรายวิชามขี อ้ บกพรอ่ งหลายประการดังกลา่ วแล้วจงึ ไดม้ กี ารปรบั ปรุง
แกไ้ ข วิธกี ารทท่ี ามี ๒ วิธี คือ
๑. จัดเรียงลาดับเนอื้ หาใหต้ ่อเน่อื งกัน (Articulation) คือ จดั เน้อื หาทอี่ ยใู่ นช้ัน
เดยี วกนั หรอื ระหวา่ งชน้ั ใหต้ ่อเนอื่ งกนั โดยรกั ษาความเปน็ วิชาของแตล่ ะวชิ าไว้ การจัดมอี ยู่ ๒ แบบ
คือ จัดให้ต่อเนอ่ื งตามแนวนอน (Horizontal Articulation) หมายถึง การจดั เนื้อหาของวิชาหนึง่ ให้
สมั พันธห์ รือตอ่ เนือ่ งกบั ของอีกวชิ าหนงึ่ ซ่ึงอย่ใู นชัน้ เดียวกนั เชน่ กาหนดเนอ้ื หาเรื่องปฏภิ าคไว้ในวิชา
คณติ ศาสตรเ์ พ่ือให้ผ้เู รียนสามารถนาเอาความรไู้ ปใช้ในการคานวณในเรื่องกฎของกา๊ ซ ซง่ึ จัดไวค้ ู่ขนาน
กันในวิชาวทิ ยาศาสตร์ หรอื จดั เน้อื หารายวชิ าวรรณคดีไทยในกรุงศรีอยธุ ยา ไวค้ ขู่ นานกับ
ประวัติศาสตร์สมัยกรงุ ศรอี ยธุ ยาในชนั้ เดียวกนั และใหเ้ รยี นในเวลาใกลเ้ คยี งกันด้วยจดั ใหต้ ่อเนือ่ งใน
แนวตงั้ (Vertical Articulation) หมายถึง การจัดเน้อื หาทีอ่ ยูต่ ่างชั้นกนั คือ ระหวา่ งช้ันต่ากับชนั้ สูง
โดยทาใหเ้ กดิ ความต่อเนอ่ื งของวชิ า ต้งั แต่ช้นั ประถมไปจนถงึ ชน้ั มัธยมศกึ ษา และอาจถงึ มหาวิทยาลยั
ด้วยกไ็ ด้ ถา้ การจดั ใช้หลักอยา่ งเดยี วกนั การจัดความต่อเนื่องของเน้อื หาวิชาตามแบบนจี้ ะจัดภายใน
หลกั สตู รเดยี วกัน เช่น ระหวา่ งชนั้ ป.๑ ถึง ป.๖ ในระดับประถมศึกษา หรอื ระหว่างช้นั ป.๖ ถึงช้นั
ม.๑ ของระดบั มัธยมศกึ ษาหรอื ระหว่างมัธยมศึกษากบั มหาวทิ ยาลัยก็ได้ หลักในการจดั ทานอง
เดียวกันกับการจดั ลาดับเนือ้ หาของแตล่ ะรายวชิ า คอื อาศยั หลกั ความจาเป็นก่อนหลงั ความยากงา่ ย
ของเน้อื หา และหลักอื่นๆ ท่ีเหน็ ว่าสาคัญ
๒. จดั โดยการเชอ่ื มโยงเนอ้ื หาเขา้ ดว้ ยกนั (Coherence) คือจัดเนื้อหาของแต่ละวิชา
ใหเ้ ชื่อมโยงกันในลกั ษณะทสี่ ่งเสริมซง่ึ กันและกนั ทาใหผ้ เู้ รียนมีพฒั นาการท่ีผสมกลมกลืนไมม่ อี ะไรท่ี
ขดั แย้งกนั การเชื่อมโยงโดยวธิ ีการดังกล่าวนี้ทาได้ ๒ ระดบั คือ ระดับความคดิ (Cognitive level)
จุดหมายของหลกั สตู รขอ้ หนึง่ ที่เราต่างกย็ อมรับกัน คือ การพัฒนาความสามารถทางปัญญา อนั
ได้แกค่ วามรู้ความเขา้ ใจ ทกั ษะ เจตคติ ความพึงพอใจ ฯลฯ สงิ่ ตา่ งๆ เหล่าน้ีตา่ งมคี วามสัมพนั ธ์
กนั กลา่ วคอื ความสามารถอย่างหน่ึงจะสง่ เสรมิ ความสามารถอกี อย่างหนึง่ และผลสมั ฤทธ์ทิ าง
ปญั ญาทัง้ หมดทุกดา้ นยอ่ มมผี ลตอ่ การพัฒนาการทางบุคลิกภาพของบคุ คลส่วนรวม การจดั หลกั สูตร
ตามหลักการเชื่อมโยงในระดับความคิดหมายถึงการจัดโดยใหเ้ น้อื หาสง่ ผลให้ผเู้ รยี นมคี วามสามารถใน
๑๕๒
ดา้ นตา่ งๆ ในลกั ษณะท่ีผสมกลมกลืนกัน เป็นการจัดทเ่ี ช่ือมโยงการเรยี นรูก้ ับการพัฒนาการของ
บุคคลเขา้ ด้วยกนั เช่น จดั วชิ าวรรณคดี ไม่เพยี งแต่ใหผ้ เู้ รยี นไดเ้ รียนรเู้ ท่านน้ั แต่ให้เกดิ เจตคตทิ ี่ดตี อ่
วชิ าน้ันดว้ ยหรือใหก้ ารเรียนวิทยาศาสตร์ไมเ่ พยี งแต่จะพัฒนาทักษะในการทดลองเทา่ นนั้ แต่ใหผ้ ู้เรยี น
เกดิ ความพงึ พอใจในประโยชนท์ ่ีวทิ ยาศาสตร์มตี ่อมนษุ ยช์ าติอกี ดว้ ย ระดับโครงสร้าง
(Organizational Level) หมายถึง การจดั ใหเ้ นอ้ื หาในแตล่ ะวชิ าเอ้ือประโยชน์ต่อกนั และกัน และเกดิ
ประโยชน์ต่อวชิ าอน่ื ๆ ดว้ ย เปน็ การจัดท่ีเพ่งเล็งทเี่ นอ้ื หาไม่ใชต่ ัวบุคคลเหมอื นกบั ระดบั ความคิด ดงั นั้น
ผจู้ ดั จะดวู า่ เนือ้ หาของแตล่ ะวิชานัน้ จะเชื่อมโยงและอานวยประโยชนแ์ กว่ ิชาอืน่ อยา่ งไร ตวั อยา่ งเช่น
การอ่านในวิชาภาษาไทยจะกาหนดเน้ือหาให้มีเร่ืองเกย่ี วกบั วิทยาศาสตร์ และสังคมศกึ ษาอยดู่ ้วย เปน็
ตน้ 10
วธิ ีการจัดโดยโยงเน้อื หาเข้าดว้ ยกนั น้ี ทาใหเ้ กดิ หลกั สูตรสมั พันธ์วชิ า (The Correlated
Curriculum)
๔. หลกั สูตรเนอื้ หาวชิ า
เพื่อความเข้าใจรูปแบบของหลักสตู รเน้อื หาไดอ้ ย่างชดั เจน ดร.สจุ ริต เพยี รชอบ เสนอ
ลกั ษณะหลักสตู รของเน้ือหาวิชาดังนี้
๑. หลักสตู รเนือ้ หาวชิ าประกอบไปดว้ ยเนอื้ หาสาระสาคัญ ซ่งึ ได้แก่ ความคิดรวบยอด ทกั ษะ
กฎและหลกั เกณฑต์ า่ ง ๆ ซึง่ จะใช้เปน็ พ้นื ฐานในการศึกษาเน้ือหาวิชาในแต่ละวิชาตอ่ ไป
๒. หลกั สูตรแบบนเ้ี น้นทีเ่ น้ือหาความรู้ ไมไ่ ด้เน้นที่ผเู้ รยี น ผสู้ รา้ งหลกั สตู รจึงได้สรา้ งหลกั สูตร
โดยคานงึ ถึงความรูแ้ ละสาระสาคัญเปน็ หลกั
๓. หลักสตู รแบบนจี้ ัดขนึ้ ตามความต้องการของผ้ใู หญ่มากกว่าทจี่ ะคานงึ ถงึ ความต้องการและ
ความสนใจของเดก็ ความรู้เป็นสง่ิ สาคญั ทสี่ ุด ความตอ้ งการและความสนใจของเดก็ ไมใ่ ชเ่ รอื่ งสาคัญ
มากนัก คุณค่าของหลกั สูตรทมี่ ีต่อเด็กกอ็ ยูท่ ีก่ ารเรียนเนื้อหา ถา้ เดก็ เรยี นได้สอบผ่านก็ถอื วา่ ใช้ได้ ถา้
เรยี นไมด่ ี เรียนซ้า กต็ อ้ งทอ่ งซา้ เรียนซ้าจนกวา่ จะสอบผ่าน
๔. หลักสูตรเนน้ ท่ผี ลการเรยี น เดก็ ทุกคนตอ้ งเรียนทกุ สิง่ ทุกอย่างท่ีเหมอื น ๆ กันและจะต้องมี
ความรสู้ อบผา่ นขอ้ สอบอย่างเดยี วกัน จากสาระเนื้อหาอย่างเดยี วกนั ไม่มีการจัดเนื้อหาสาระทคี่ านงึ ถึง
ความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คล
๕. หลักสูตรจะเปล่ียนแปลงก็ตอ่ เมือ่ เน้อื หาวชิ าเปล่ยี นแปลงไป ใช่เปลย่ี นแปลงจากความ
ตอ้ งการหรอื ความผนั แปรในสงั คม
๖. หลกั สูตรประเภทนี้ไม่ถอื ว่าจิตวทิ ยาในการเรยี นรเู้ ปน็ ส่ิงสาคญั เน้ือหาวิ๙เปน็ เครอ่ื ง
กาหนดวิธสี อน การสอนจงึ เน้นในด้านครูบรรยาย นักเรยี นทอ่ งจา เน้นเรื่องการสอบใหญส่ อบย่อย
นกั เรยี นจงึ ไม่ใครม่ สี ว่ นรว่ มในการเรยี น การแสดงความคดิ เหน็ หรือความคิดริเรม่ิ ใด ๆ ทงั้ สิ้น
๗. การจัดเนอ้ื หาวชิ าจดั เรียนตามลาดบั อย่างมรี ะเบียบระบบ เรียงตามเรื่องหรอื ลาดบั
เหตุการณ์ทีเ่ กิดข้นึ ไมม่ คี วามคล่องตวั ในการท่จี ะจัดเนื้อหาใหต้ รงกับเหตกุ ารณ์ทเ่ี กดิ ขึ้นใน
ชวี ติ ประจาวัน
10 สานักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาต.ิ แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาตฉิ บับที่ Á 10. ( กรุงเทพฯ : สานกั งานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคม แห่งชาติ, 2550 ) หนา้ ท่ี
54
๑๕๓
๕. หลกั สตู รแบบสัมพันธว์ ิชา
หลักสูตรสมั พนั ธ์คือ หลกั สตู รทีม่ ีความสมั พันธ์กนั ในหมวดวิชาหรือระหว่างวชิ า แนวคิดของ
หลักสตู รสมั พนั ธ์นี้ เปน็ แนวคดิ ท่จี ะพยายามขจดั ปัญหาอนั เกดิ ขึ้นในหลักสตู รหมวดวชิ า เน่ืองจาก
หลกั สตู รหมวดวชิ าน้นั มีของเขตของเน้อื หาอยา่ งกว้างขวาง ทาให้เกิดการซ้าซอ้ นในด้านเนื้อหา
ประการหนง่ึ และอีกประการหนง่ึ การกาหนดครใู ห้อยู่แตล่ ะหมวดวิชาทาใหข้ าดความสมั พันธ์ใน
เน้อื หาทต่ี ่างหมวดวชิ ากนั หลักสตู รสัมพนั ธพ์ ยายามกาหนดเนอื้ หาวชิ าในวิชาใดวชิ าหน่ึงหรือหมวดใด
หมวดหน่ึงตามเนอื้ หาสาระและโครงสรา้ งของวิชาน้ัน ๆ แลว้ นาเนื้อหาสาระวชิ าอนื่ ๆ ที่สัมพนั ธ์กันมา
รวมเขา้ ไว้ด้วยกนั
ดร.สจุ ริต เพยี รชอบ ได้กลา่ วถึงวิธกี ารทีจ่ ะทาใหห้ มวดวชิ าและแตล่ ะวิชาสมั พนั ธ์มี ๔ วธิ ี คอื
(สุจรติ เพียรชอบ.
๑. การจดั ใหม้ กี ารสัมพันธ์ระหว่างวิชาในระดับทไ่ี มย่ ุง่ ยากซับซอ้ นมากนกั เช่น ครสู อน
วรรณคดี กอ็ าจให้นกั เรียนวาดภาพประกอบเป็นการแสดงออกซึง่ จินตนาการของนกั เรยี น นักเรยี น
อาจร่วมกันรอ้ งเพลง เลน่ ละครหรืออาจแสดงบทบาทสมมติ กระบวนการเรยี นการสอนเชน่ นี้ คอื การ
สอนวิชาภาษาไทยให้สมั พนั ธก์ บั วิชาศิลปศกึ ษาหรอื อาจสัมพนั ธ์กบั วชิ าประวัตศิ าสตร์
๒. หมวดวชิ าสงั คมศึกษาและหมวดวิชาวทิ ยาศาสตร์ มเี นอ้ื หาบางอยา่ งซ้าซ้อนหรือใกลเ้ คยี ง
กนั เช่น ในเร่ืองของสรุ ิยจักรวาล ครทู ้งั สองหมวดช่วยกนั คดิ และวางแผนกิจกรรมการเรยี นการสอน
รว่ มกนั ก็จะทาใหว้ ิชาภูมิศาสตร์และวิชาวทิ ยาศาสตรใ์ นเรอ่ื งของวชิ าฟิสกิ ส์มีความสมั พันธ์กันมากขึ้น
และในความรสู้ ึกของผู้เรยี นก็จะรู้สกึ สนกุ สนานและจะเรยี นเพียงครัง้ เดยี วก็จะครอบคลุมเน้อื หาทงั้
สองวชิ า
๓. ถ้าปัญหาเกดิ ขึ้นเหมอื นกรณีท่สี อง ครูทง้ั สองหมวดวิชาอาจวางแผนกจิ กรรมการเรียนดาร
สอนร่วมกนั ดาเนินการสอนร่วมกัน และใชเ้ วลาการสอนเป็นชว่ งระยะยาวเปน็ ช่วงระยะยาวเปน็ หลาย
ๆ คาบติดตอ่ กนั
๔. การกาหนดหวั ข้อเร่อื งหรือปญั หาต่าง ๆ มกั จะตอ้ งอาศัยความเกยี่ วพนั ของหมวดวิชาหรอื
วชิ าหลาย ๆ สาขาพิจารณารว่ มกัน กิจกรรมการเรยี นการสอนก็จาเป็นต้องอาศัยวิธีการหลาย ๆ อยา่ ง
เช่น ในเร่อื งปัญหาทีเ่ ก่ยี วกบั สภาวะแวดลอ้ ม ปญั หาการวางแผนครอบครัวต้องอาศัยเน้ือหาทั้งทาง
วิทยาศาสตร์ สงั คมศาสตร์ และภาษาศาสตร์ เป็นตน้ 11
๖. หลกั สตู รหมวดวชิ า (Fusion or Fused Curriculum)
หลักสูตรเนื้อหาวชิ าของไทยเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๓ น้นั แยกออกเป็นรายวชิ ายอ่ ย ๆ เชน่ วชิ า
ภาษาไทย จะประกอบด้วยรายวิชาย่อย ๆ ได้แก่ คดั ไทย เขียนไทย ยอ่ ไทย เรียงความ เขียนจดหมาย
อ่านเอาเร่ือง ไวยากรณ์ สายวิชาอืน่ ๆ ก็แยกออกเป็น ภูมศิ าสตร์ ประวตั ิศาสตร์ หนา้ ท่พี ลเมอื ง
ศลี ธรรม เลขคณิต เรขาคณติ ฯลฯ เนอื่ งจากรปู แบบของหลักสูตรมลี ักษณะดงั กลา่ ว การประเมนิ ผล
ของการศกึ ษาหรอื การเรยี นรู้ของนักเรยี นก็คอื การวดั ความสาเร็จด้วยคะแนนความจดจาเนื้อหาวิชา
แตล่ ะวชิ า ใครมีความสามารถจดจาแล้วถา่ ยทอดออกมาได้มาก กถ็ ือวา่ มคี วามสามรถมาก ถา้ ใคร
จดจาและถ่ายทอดออกมาได้นอ้ ย ก็ถือวา่ ไมม่ คี วามสามารถหรือไม่เก่ง จากจุดอ่อนดังกลา่ ว หลกั สตู ร
11 สจุ ริต เพียรชอบ. การพฒั นาหลักสูตรกับการวิจยั และการพฒั นาสถานศึกษา. วารสารศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยทักษณิ .
๑๕๔
เนือ้ หาวชิ าจึงได้รบั การพฒั นาเป็นหลกั สตู รหมวดวิชา โดยการรวมวิชาย่อย ๆ ท่มี ีลกั ษณะใกล้เคยี งกนั
ผสมผสานในดา้ นเน้อื หาเข้าเปน็ หมวดหมู่ เพื่อใหเ้ กดิ การผสมกลมกลนื ของเนือ้ หาและสะดวกตอ่ การ
จดั การเรียนการสอน ตลอดทงั้ การประเมนิ ผลดว้ ย ดงั ปรากฏในหลกั สตู รการศกึ ษาของประเทศไทยใน
ปี พ.ศ. ๒๕๐๓ และบางสว่ นของหลกั สูตรมัธยมศกึ ษาปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ซึ่งหลักสตู รดงั กลา่ วเป็นหมวด
วิชาต่าง ๆ เช่น หมวดวชิ าภาษาไทย หมวดวชิ าสงั คม หมวดวิชาคณิตศาสตร์ หมวดวิชาวิทยาศาสตร์
หมวดวชิ าพลานามัย หมวดวชิ าศิลปศกึ ษา12 เป็นต้น
๗. หลักสูตรแบบแกน (Core Curriculum)
หลักสูตรแบบแกนเปน็ หลักสตู รที่ประสานสมั พันธ์เน้ือหาวิชาตา่ ง ๆ เขา้ ด้วยกันมุ่งท่จี ะสนอง
ความต้องการและความสนใจของผ้เู รยี นและสง่ เสริมการมสี ว่ นร่วมของผเู้ รียน สง่ เสรมิ การเรียนรแู้ บบ
Active Learning สิ่งที่เรยี นจะมีความสมั พันธก์ บั ประสบการณแ์ ละชีวติ ของผเู้ รยี น เพ่อื ให้สามารถ
เชอ่ื มโยงชีวติ ความเป็นอยู่มาสัมพนั ธ์กับการเรียนรไู้ ด้ เป็นหลักสตู รท่ียดึ ปรัชญาปฏริ ปู นิยม สง่ิ เหลา่ นมี้ ี
อยแู่ ล้วในรูปแบบหลักสตู รทผ่ี า่ นมา จึงดูเหมือนว่าหลกั สตู รแบบแกนจะเป็นหลักสตู รทร่ี วมเอา
ลกั ษณะเดน่ ของหลักสตู รอืน่ ๆ เขา้ ไวด้ ้วยกนั ซึง่ นักการศกึ ษาเชอ่ื วา่ เป็นแบบที่ดีเหมาะสมท่ีสุดเมื่อ
เปรยี บเทียบกบั หลกั สตู รต่าง ๆ ทกี่ ล่าวมาแล้ว13
ผกั คะนา้ ดบิ ๆ น้ามันพืชเทจากขวด ใสเ่ ข้าปากเด็กไปท่อื ๆ เหมอื นทุกวันน้ที พ่ี อ สพฐ.ใช้คา
ว่าหลกั สูตรแกนกลาง กเ็ ลยเอาตัวชี้วัดแตล่ ะขอ้ มาสอนเด็กท่อื ๆ ดยุ่ ๆ ไป กเ็ หมือนใหเ้ ดก็ กินอะไรดิบ
ๆ ไป มันมีรสชาติมีความหมายไหมละ อยู่ ๆ กนิ คะนา้ ดิบ ๆ แทนทจ่ี ะกินคะนา้ ผัดน้ามนั หอย สรปุ
หลักสตู รแกนกลาง คอื บงั คับใหเ้ ดก็ ทกุ คนตอ้ งเรยี นเร่ืองเหล่าน้ี แต่ รร.ตอ้ งไปปรุงแต่งเปน็ หลกั สตู ร
ปรุงแตง่ เปน็ รายวิชา คาอธบิ ายรายวชิ า ทมี่ ีรสชาติใหม่ เอง ไม่ใชเ่ อาตวั ชวี้ ัดไปสอนทอื่ ๆ ตวั ชี้วัดท่ี
กาหนดในแต่ละปี มนั ไมใ่ ช่หลกั สตู ร สากลเขาจะเรยี กว่า มาตรฐานหลักสตู ร ดังนน้ั การใชค้ าว่า
หลกั สูตรแกนกลาง ต้องรเู้ ท่าทนั วา่ มันไมใ่ ชห่ ลกั สตู รตามชื่อ ตวั ชวี้ ัดในแต่ละช้นั ปี มนั ไม่ใชร่ ายวชิ า
เราทาหลักสูตรแกน แลว้ เอาตัวชวี้ ัดตา่ ง ๆ ที่เรียกมนั วา่ หลกั สูตรแกนกลางน่แี หละ ไปเปน็ หลกั สตู ร
แกน แบบนส้ี ิใครทาไดแ้ บบนี้ สดุ ยอด ไม่ใช่อยู่ ๆ กค็ ว้าเอาตัวช้ีวดั ข้อตา่ ง ๆ ไปสอนท่ือ ๆ ช่วยทา
ความเข้าใจกันใหม่ดว้ ย อยา่ เป็นผู้ใหญ่รงั แกเด็ก กนั นักเลย
๗. หลกั สูตรแบบเพ่ือชวี ิตและสังคม (Social Process and Life Function
Curriculum)
หลักสูตรเพื่อชวี ิตและสงั คม เปน็ หลกั สูตรทม่ี ุ่งแก้ไขข้อบกพรอ่ งของหลกั สูตรที่ผ่านมาดว้ ย
การรวบรวมความร้ใู ห้เปน็ อนั หนึ่งอนั เดียวกนั โดยยึดกจิ กรรมตา่ ง ๆ ของคนไทยเปน็ หลัก เป็น
หลักสตู รทถี่ ูกคาดว่ามีคุณค่ามากท่ีสดุ สาหรบั ผู้เรยี น การจดั หลักสูตรแบบนี้ไดย้ ึดเอาสังคมและชีวิต
จรงิ ของเด็กเปน็ หลัก เพือ่ ผเู้ รยี นจะไดน้ าความร้ไู ปประยุกตใ์ ช้ในชวี ิตประจาวันได้ เพราะมกี าร
เชอ่ื มโยงความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งเน้อื หาวชิ าในหลกั สูตรกบั ชวี ติ จริงของผู้เรียนหรือภาวะทางสังคมท่ี
12 กระทรวงศึกษาธิการ. หลักสตู รการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศกั ราช 2544. ( กรุงเทพฯ: 2544.
องค์การคา้ คุรุสภา ). หนา้ ท่ี 67
13 โรงพมิ พ์องคก์ ารค้าครุ สุ ภา. . หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551.
(กรงุ เทพฯ : ชุมชนสหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย จากดั .2551). หน้าที่ 79
๑๕๕
ผ้เู รียนกาลังประสบอยู่ หลกั การจดั หลักสตู รประเภทนี้ ไดร้ บั อทิ ธพิ ลมาจากความคดิ ของจอห์น ดิวอ้ี
กับปรัชญาการศึกษาสาขาพพิ ฒั นาการนยิ ม และปรชั ญาการศึกษาสาขาปฏิรปู นิยม หลักสูตรเพ่อื ชีวติ
และสังคม หรอื หลกั สูตรทย่ี ดึ กจิ กรรมกระบวนการทางสงั คมและการดารงชวี ิต (social process
and life function curiiculum)
การจดั หลักสูตรแบบนย้ี ดึ ชวี ติ จริงของผูเ้ รียนและสงั คมเป็นหลัก เพื่อใหผ้ เู้ รยี นสามารถนา
ความรู้และประสบการณไ์ ปใช้ในชีวิตประจาวนั ได้ และสามารถดารงชวี ติ อยใู่ นสังคมได้อย่างมีความสุข
รวมทัง้ มีสว่ นรว่ มในวฒั นธรรมของสงั คม จงึ เปน็ หลักสตู รทถี่ กู คาดวา่ มีคุณค่ามากที่สุดสาหรับผ้เู รียน
หลกั สตู รน้ีไดร้ บั แนวความคิดมาจากนักการศึกษา จอห์น ดิวอี้ (John Dewey) โดยยึดปรชั ญาพพิ ัฒ
นาการนิยม (progressivism) และปรชั ญาการศกึ ษาปฏิรปู นิยม (reconstructionism) เป็นแนวทาง
ในการจดั หลักสตู ร การจัดการเรยี นร้ยู ึดผู้เรยี นเปน็ ศูนยก์ ลาง คานึงถึงความแตกต่างระหวา่ งบุคคล ครู
ทาหนา้ ที่เปน็ ผใู้ หค้ าปรึกษา การประเมนิ ผลการเรียนร้จู ะประเมนิ ผลในทุกดา้ นลักษณะของ
หลกั สูตร14
๑. จัดเน้อื หาวิชาใหส้ ัมพนั ธก์ ับชีวิตจริง หรือประสบการณ์จริงให้มากทสี่ ดุ เช่น การประกอบ
อาชพี การดารงชีวิตในครอบครัว การป้องกนั ชีวติ และสุขภาพ เป็นตน้
๒. เตรยี มผเู้ รียนให้ร่วมมอื กบั สังคม เพือ่ ใหเ้ รียนรู้เกีย่ วกบั หน้าทีท่ างสังคม กระบวนการทาง
สังคม หรือปญั หาทางสังคม
๓. การจดั กิจกรรมการเรยี นรอู้ าจจัดเป็นหน่วยหรอื รายวิชา เรยี นในสง่ิ ที่ใกล้ตัวกอ่ น หรอื
จากสิ่งท่งี ่ายไปสสู่ ่ิงทีย่ าก เนน้ ใหผ้ เู้ รียนไดล้ งมือปฏบิ ตั จิ รงิ
ขอ้ ดี
๑. ชว่ ยพัฒนาความคดิ และชว่ ยให้ผูเ้ รียนเข้าใจความหมายและความสาคญั ของ สง่ิ ทไ่ี ด้
เรยี นรมู้ ากขึน้ ทาให้เกิดแรงจงู ใจใฝ่ร้ใู ฝ่เรยี น ร้จู กั ศึกษาหาความรู้ดว้ ยตนเอง
๒. ช่วยเสรมิ สรา้ งความรู้และประสบการณ์ของผู้เรยี นไดอ้ ยา่ งกวา้ งขวางยิง่ ขึ้นผเู้ รียนสามารถ
นาความรไู้ ปใช้ในชวี ิตประจาวนั ได้
๓. สง่ เสรมิ การเรียนรูแ้ บบ active learning คือการเรยี นอยา่ งกระตือรอื รน้ ผเู้ รยี นมีส่วนรว่ ม
ในกิจกรรมการเรียนรู้ บรรยากาศในการเรียนมชี ีวติ ชวี า
๔. เปดิ โอกาสให้ผู้เรยี นศึกษาความซับซอ้ นและความเป็นจริงของสงั คม
๕. มคี วามยดื หยุ่น สามารถปรับใหท้ นั กบั ความเปลีย่ นแปลงของสังคม
๖. เปน็ แนวคดิ พนื้ ฐานที่สนับสนนุ ใหเ้ กิดโรงเรยี นชุมชนข้ึน
ข้อดอ้ ย
๑. ผเู้ รยี นสามารถนาความรไู้ ปประยกุ ตใ์ ชใ้ นสงั คมได้เพียงบางสว่ นเทา่ นั้นเน่ืองจากกจิ กรรม
ในการดาเนินชีวิตของคนในสังคมมีหลากหลายไมส่ ามารถนามาสอนไดท้ งั้ หมด
๒. เนื้อหาสาระอาจจะขาดความสมบูรณไ์ ป เนอ่ื งจากการจดั การเรยี นรมู้ งุ่ เพือ่ ความสนใจใน
การปฏิบัติของผูเ้ รยี นมากเกินไป
๓. มปี ญั หาในเรื่องการผสมผสานและการจดั หมวดหมขู่ องประสบการณ์การเรียนรู้ เพราะผู้
จดั ไมท่ ราบแนว่ ่ากิจกรรมหรอื ประสบการณช์ วี ิตอะไรทม่ี ีคา่ มีความสาคัญ และจาเปน็ ทสี่ ดุ ตอ่ ผเู้ รียนท่ี
จะนามาสอนอีกทั้งยงั ไม่มีวธิ ีการจัดหมวดหมู่ความรู้ท่สี มบรู ณอ์ ยา่ งแทจ้ รงิ ได้
14 สงัด อทุ รานันท.์ พ้ืนฐานและหลักการพฒั นาหลักสูตร. ( กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มิตรสยาม.2532 ).
หน้าที่ 67
๑๕๖
๔. ครผู ู้สอนอาจไมม่ คี วามชานาญในการจัดการเรยี นรลู้ กั ษณะน้ี ดังน้ันในทางปฏบิ ตั ิ ครูส่วน
ใหญ่ยงั ใช้วิธีสอนแบบเดิม ๆ ในการบรรยาย เปน็ ต้น
๕. จัดกิจกรรมการเรยี นให้ตรงตามวตั ถปุ ระสงค์ทาไดย้ าก
๖. การจัดตารางสอนแบบตายตวั ทาใหผ้ ้เู รยี นมสี ว่ นรว่ มในกจิ กรรมกบั ครผู ้สู อนได้15
๙. หลักสตู รแบบกจิ กรรมหรอื ประสบการณ์
เปน็ หลักสูตรทเ่ี กดิ ข้นึ จากความพยายามท่จี ะแกไ้ ขการเรียนรู้แบบครเู ปน็ ผสู้ อนเพียง อยา่ ง
เดียวไมค่ านึงถึงความตอ้ งการและความสนใจของผู้เรยี นซึง่ เปน็ ขอ้ บกพร่องของหลกั สูตรแบบเนื้อหาวชิ า
หลกั สูตรแบบนี้ยดึ ประสบการณ์ และกจิ กรรมเปน็ หลกั มงุ่ สง่ เสรมิ การเรยี นการสอนโดยวธิ กี ารแก้ปญั หา
ผเู้ รยี นไดแ้ สดงออกด้วยการลงมอื กระทา ลงมอื วางแผน เพอื่ หาประสบการณอ์ ันเกิดจากการแกป้ ญั หา
น้นั ๆ ดว้ ยตนเอง ซ่ึงเปน็ การเรยี นแบบการเรียนรดู้ ้วยการกระทา ( Learning by Doing)
การจัดการเรยี นรู้แบบกิจกรรมและประสบการณ์
การจดั การเรยี นรใู้ นปัจจบุ ันครตู อ้ งคานงึ ถึงการเรียนรขู้ องผ้เู รยี นเป็นสาคญั และพยายามให้
ผเู้ รยี นไดเ้ รยี นร้ดู ้วยการกระทา ครูจดั การเรยี นรู้โดยยดึ ผู้เรียนเปน็ ศนู ยก์ ลาง ทง้ั น้ี ตอ้ งคานึงถงึ ความ
แตกต่างระหว่างบุคคล เน้นการแกป้ ัญหา ครตู ้องทาหน้าท่เี ปน็ นกั วางแผน นกั จิตวิทยา นักแนะแนว
และนกั พฒั นาการ ส่วนการประเมินผลการเรยี นรู้ จะประเมนิ จากพฒั นาการของผเู้ รยี นในทุก ๆ ด้าน
โดยยดึ ปรชั ญาการศึกษาแบบพิพฒั นาการ
ลกั ษณะของหลักสตู ร
๑. ความสนใจของผู้เรยี นเปน็ ตวั กาหนดเนื้อหา กจิ กรรม หรือประสบการณ์ ต้องสอดคล้อง
กบั ความตอ้ งการ ความสนใจ และความถนดั ของผเู้ รียน
๒. วตั ถปุ ระสงค์ของการเรยี นแบบนี้ เพ่อื มงุ่ ปรับปรุงความเป็นอยใู่ นปัจจุบันของเด็ก ยง่ิ กวา่ ท่ี
จะเตรียมตัวเพ่อื อนาคต
๓. วชิ าทผี่ เู้ รียนทุกคนตอ้ งเรยี นคอื วชิ าท่ีผ้เู รียนมีความสนใจร่วมกัน ดังนนั้ จึงกาหนดเนื้อหา
จากความสนใจของผู้เรยี นเป็นคราว ๆ ไป ไมไ่ ดถ้ กู กาหนดไวล้ ่วงหนา้
๔. ใช้วิธแี ก้ปญั หาเป็นหลักในการจัดการเรยี นรู้
๕. มุ่งทีจ่ ะให้การศึกษาและเอาใจใสต่ ่อนักเรียนเป็นรายบคุ คล และสง่ เสรมิ ความแตกตา่ ง
ระหว่างบคุ คล
๖. การเรียนแบบประสบการณ์ในต่างโรงเรียน ต่างชัน้ กนั ยอ่ มไมเ่ หมอื นกัน การเรียนแบบน้ี
นกั การศึกษาทาไปต่าง ๆ กนั 16
ข้อดอ้ ยของการจดั หลกั สตู ร
๑. การจัดทาหลกั สูตรทาไดย้ าก
๒. ถ้าครูผสู้ อนไม่มคี วามกระตือรือร้น ไมเ่ ปลย่ี นแปลงพฤตกิ รรมในการสอน ขาดความเข้าใจ
ในจิตวิทยาการเรยี นรแู้ ละพฒั นาการของผู้เรยี นแลว้ การจดั การเรยี นรกู้ ็ไม่ประสบ ความสาเรจ็
15 ใจทิพย์ เชื้อรัตนพงษ์. การพฒั นาหลกั สูตร: หลักการและแนวปฏิบัติ. ( กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พอ์ ลนี
เพลส.2539 ) . หนา้ ท่ี 67 - 70
16 รุจิร์ ภสู่ าระ. การพฒั นาหลกั สตู ร : ตามแนวปฏิรปู การศกึ ษา. ( กรุงเทพฯ: บุ๊คพอยท์.2546 ).หน้าท่ี
67
๑๕๗
๓. การจดั กิจกรรมหรอื ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เหมาะสมกบั สภาพความเป็นจริง หรอื ชีวติ จรงิ
ของเดก็ แต่ละคนกระทาไดย้ าก
๔. เนือ้ หาสาระทผี่ ้เู รียนไดร้ ับ อาจจะไม่สัมพันธก์ ับพฒั นาการของผ้เู รยี น หรือ ได้เนื้อหาสาระ
ไม่ครบถว้ นและขาดความต่อเนื่องของความรู้ ไมไ่ ดร้ ับความรเู้ ปน็ กอบเป็นกา หลกั สูตรนีใ้ ช้ได้ดกี บั
ผเู้ รยี นระดบั ประถมศกึ ษา เพราะสามารถจัดกิจกรรมหรอื ประกอบการเรยี นรูไ้ ดง้ า่ ยกวา่ เด็กโต
๕. ต้องมสี ภาพแวดล้อมทีเ่ หมาะสมกบั การเรยี นรู้ เชน่ ห้องเรยี น สอ่ื การเรยี นรู้ แหลง่ การ
เรยี นร้ตู า่ ง ๆมฉิ ะนน้ั การจัดการเรียนรจู้ ะไมบ่ งั เกดิ ผล
ข้อดขี องการจดั หลักสูตร17
๑. ผ้เู รยี นได้รบั ประสบการณ์ตรง ทาให้เกิดการเรียนรไู้ ดม้ าก สามารถนาความรไู้ ปใชใ้ น
ชวี ติ ประจาวันได้
๒. ผู้เรยี นสามารถเรยี นรู้ได้ดว้ ยตนเอง ได้รู้จกั การวางแผนการเรียนดว้ ยตนเอง ได้มโี อกาส
ทดลอง แก้ไขปญั หาได้อยา่ งมีเหตมุ ีผล มีความรบั ผิดชอบในตนเองต่อการศึกษา
๓. ผู้สอนและผเู้ รียนมีโอกาสไดท้ างานร่วมกันอย่างใกลช้ ดิ และมีความเข้าใจซ่ึงกันและกนั
มากขึน้
๔. สอดคล้องกบั ความต้องการและความสนใจของผู้เรยี น
๕. ผู้เรียนได้ลงมอื ปฏบิ ัติกจิ กรรม ทาใหเ้ กดิ ความกระตือรอื รน้ ในการเรยี น
๖. มคี วามยืดหย่นุ ในเรอ่ื งของเวลา และวิธจี ดั การเรียนรทู้ ห่ี ลากหลาย กิจกรรม การเรยี นรู้
ครอบคลุมเนื้อหาไดก้ วา้ งขวาง กระบวนการเรียนรเู้ ปน็ ไป
๑๐. หลกั สูตรแบบเอกัตบุคคล
การสอนแบบเอกัตภาพ ( Individualized Instruction )การเรียนการสอนแบบน้ีในระดับ
โรงเรียนเพ่ิงเริ่มข้ึนเมอ่ื ไม่นานมาน้เี อง ในประเทศไทยเรม่ิ การสอนภาษาอังกฤษแบบนใ้ี นระดับมธั ยม
ตน้ ในปีการศกึ ษา ๒๕๒๓
การสอนแบบเอกตั ภาพ น้ยี ดึ หลกั การสอนแบบบคุ คล นัน่ คือ เชื่อในเรื่องความแตกตา่ ง
ระหวา่ งบคุ คล ถือวา่ คนทกุ คนมีความสามารถไมเ่ ท่ากนั ใครท่เี รยี นดี เรยี นไดเ้ ร็วควรจะไปรดุ หน้ากว่า
คนท่อี อ่ นและชา้ บทเรยี นที่จัดขึน้ มที งั้ บทเรียนธรรมดาและบทเรยี นสาเร็จรูป ( programmed
lessons )
การสอนแบบน้ี เป็นพฒั นาการของการจดั การศึกษาตามแนวทางใหม่ เป็นการปฏริ ปู ระบบ
การเรียน การสอน และการจดั หอ้ งเรียนจากแบบเดิมท่มี คี รูเป็นผูน้ าแต่ผู้เดยี วมาเปน็ ระบบทีค่ รูและ
นกั เรยี นมสี ว่ นรว่ มรบั ผดิ ชอบในชน้ั เรยี นหนง่ึ ๆ โดยการแบง่ ออกเปน็ มมุ ตา่ ง ๆ เชน่ มมุ oral ,
reading และ writing แบง่ นกั เรยี นออกเปน็ กลมุ่ ๆ สกั ๓ – ๕ กลมุ่ อาจจะใช้ครผู ้สู อน ๒ หรือ ๓ คน
ชว่ ยกนั สอนเป็น team teachering
วิธีการเรียนการสอนแบบเอกัตภาพนี้ใชใ้ นระดับมธั ยมศึกษาตอนต้น ในปีการศึกษา ๒๕๒๓
โดยใช้ช่อื เรียกสือ่ การเรยี นการสอนชดุ นีว้ ่า “ ชุดการเรียนการสอนภาษาองั กฤษ ( Learning Kit ) ”
วิธกี ารสอนแบบเอกตั ภาพ
17 ชศู รี สุวรรณโชติ . หลักสูตรและการพฒั นาหลกั สตู ร. กรงุ เทพฯ : อกั ษรไทย.2542.
๑๕๘
๑. ครูสอนสง่ิ ทน่ี กั เรยี นจะตอ้ งเรยี นพร้อมกันทีเดียวทงั้ หอ้ งหรอื ครึง่ หอ้ ง เปน็ ตน้ ว่าการออก
เสยี ง ไวยากรณ์ หรอื คาศพั ท์ สกั ๑๐ – ๑๕ นาที
๒. แบ่งนกั เรียนออกเป็นกลมุ่ ย่อยสัก ๓ – ๕ กลมุ่ มหี ัวหนา้ ดแู ลความเรยี บรอ้ ยแตล่ ะกลมุ่
ทางานตามทีค่ รมู อบหมายใหท้ าดว้ ยตนเอง ถา้ มีปัญหาหรอื ต้องการความช่วยเหลือจะเขา้ มาปรึกษา
ครูไดเ้ ปน็ ราย ๆ ไป ในครง้ั หน่ึง ๆ นกั เรียนอาจจะเลอื กทากิจกรรมมากกว่าหน่งึ อยา่ งก็ไดต้ ามความ
สนใจของตน แต่ครจู ะต้องเป็นผูร้ บั รูด้ ว้ ย
๓. การเรยี นอา่ นและเขยี นนนั้ เป็นการเรียนดว้ ยตนเองเป็นส่วนใหญ่ ครมู หี นา้ ทใี่ หค้ าแนะนา
ชว่ ยเหลือ อธิบายอย่างครา่ ว ๆ นกั เรียนคนใดเรียนได้เรว็ ทางานทีไ่ ดร้ บั มอบหมายเสร็จเรียบรอ้ ย ครู
จะใหช้ ่วยเหลอื หรอื แนะนาหรือดูแลการทาแบบฝกึ หดั ของนักเรยี นทอ่ี อ่ น
๔. แตล่ ะครัง้ นกั เรียนเอางานทส่ี าเร็จแล้วมาใหค้ รดู ู แลว้ ไปเขียนในสมุดหรอื กระดาษรายงาน
ส่วนตวั ท่เี รยี กวา่ progress chart เพือ่ เปน็ หลักฐานว่าในครง้ั นัน้ ๆ ตนได้ทางานอะไรไปแล้วบา้ ง
ข้อเสีย
๑. ถา้ มีนักเรียนหลายคนในหอ้ งเรียน จะตอ้ งอาศยั ครูหลายคนจงึ จะดแู ลนักเรยี นไดท้ ั่วถึง
๒. จะต้องอบรมให้นักเรยี นมรี ะเบียบวินัย ซ่อื ตรงตอ่ ตนเอง สามารถบังคบั ใจให้ทางานไดเ้ อง
โดยไม่มีใครบังคับ
๓. บทเรียนทใ่ี ชม้ ักจะมีราคาแพง เพราะตอ้ งบรรจุกจิ กรรมมากอยา่ งเพื่อเร้าความสนใจของ
ผู้เรียน
๔. ครจู ะต้องมีความสนใจตอ่ นักเรียนเปน็ รายบคุ คลอยา่ งแทจ้ รงิ จึงจะช่วยให้การเรยี นเปน็
ผลสาเรจ็
๕. ในห้องเรยี นท่นี ักเรยี นมคี วามสามารถต่างกนั มาก ทาให้ยากตอ่ การเตรียมการสอนในสว่ น
ของบทเรียนทจี่ ะต้องเรยี นร่วมกนั เพราะนักเรยี นเกง่ จะเรยี นรู้เกินหน้านักเรียนทีอ่ ่อนไปมากแลว้ แต่
จะต้องมาเรยี นบทเรียนยอ้ นหลงั ดังน้นั ครจู ึงตอ้ งเตรียมบทเรียนเป็นหลายระดบั และสอนแต่ละกลมุ่
ดว้ ยเนอื้ หาที่ตา่ งกนั ออกไป ทาใหค้ รทู างานหนักมาก
ข้อดี
๑. สามารถจะแก้ปัญหานักเรยี นท่มี พี ้นื ฐานความร้ตู ่างกันได้
๒. นกั เรยี นไดร้ บั การฝกึ ภาษาอยา่ งทว่ั ถงึ กัน เพราะแตล่ ะกลมุ่ เปน็ กลมุ่ เลก็
๓. นกั เรยี นออ่ นไมร่ สู้ ึกมปี มดอ้ ยในการเรยี น เพราะไดเ้ รียนตามความสามารถของตนเปน็ การ
แขง่ ขนั กับตนเองมากกวา่ แขง่ กับคนอ่นื
๔. นกั เรยี นทเ่ี รยี นเกง่ ไมร่ สู้ ึกเบอ่ื หนา่ ยในการทจ่ี ะตอ้ งรอนกั เรยี นทเ่ี รยี นชา้ มโี อกาสทจ่ี ะ
เลอื กกิจกรรมไดม้ ากอย่างตามความสนใจของแต่ละคน
๕. ฝึกใหน้ ักเรยี นรู้จกั การใหแ้ ละการรบั รู้จกั ชว่ ยเหลอื เพื่อนรว่ มชัน้ เปน็ การฝกึ นสิ ยั ในการท่ี
จะดาเนินชวี ิตอย่รู ว่ มกันในสงั คมอย่างสนั ติสุข18
๑๑. หลกั สูตรแบบผสมผสาน
หลักสตู รแบบผสมผสาน(Fused Curriculum or Fusion Curriculum) เปน็ หลักสตู รท่ี
พยายามปรับปรุงข้อบกพร่องของหลกั สตู รเนือ้ หาวชิ า เพราะฉะนั้นหลักสตู รแบบผสมผสานคือ
18 กระทรวงศกึ ษาธิการ. หลักสูตรการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน ( กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรสุ ภา ลาดพร้าว. 2544
). หน้าที่ 67
๑๕๙
หลักสูตรเนือ้ หาวชิ าอีกรูปแบบหนงึ่ โดยการรวมเอาวชิ าย่อย ๆ ท่ีมลี กั ษณะใกล้เคียงกนั มาผสมผสาน
กนั ในดา้ นเนอื้ หาเขา้ เปน็ หมวดหมู่
๑๒. หลักสูตรบรู ณาการ
หลกั สูตรบูรณาการ (The Integrated Curriculum) เปน็ หลักสูตรท่พี ฒั นามาจากหลักสูตร
กวา้ งโดยนาเอาเนอ้ื หาของวชิ าต่างๆ มาหลอมรวม ทาให้เปน็ เอกลักษณข์ องแตล่ ะวชิ าหมดไป การ
ผสมผสานเน้อื หาของวิชาตา่ งๆ เขา้ เป็นเนอ้ื เดยี วกันทาไดห้ ลายวธิ ี ซง่ึ จะได้ชี้ให้เห็นตอ่ ไปอย่างไรก็
ตามท่ีมีการจัดทาหลกั สูตรบูรณาการขนึ้ ไม่ใช่เพียงเพือ่ แกไ้ ขข้อบกพรอ่ งของหลักสูตรหลายวิชาเท่านัน้
มเี หตุผลและความคิดพืน้ ฐานซ่ึงสนบั สนุนอยดู่ ้วยจะขออธบิ ายใหท้ ราบโดยสงั เขปดังต่อไปนี้
๑. เหตผุ ลและพน้ื ฐานความคิด
๑.๑ เหตผุ ลทางจติ วิทยาและวิชาการ
โดยธรรมชาตเิ ดก็ หรือผู้เรยี นจะมีความสนใจ และมคี วามกระตือรือร้นในการทีจ่ ะแสวงหา
ความรูแ้ ละสรา้ งความเข้าใจในสิง่ ตา่ งๆ อยู่เสมอสมองของเด็กจะไมจ่ ากัดอยู่กบั การเรียนรวู้ ิชาใดวิชา
หน่ึงเปน็ ส่วนๆ โดยเฉพาะเมอ่ื มกี ารแสวงหาความร้กู จ็ ะเรียนรู้หลายๆ อย่างพรอ้ มๆ กนั ดว้ ยเหตุน้ี
หลกั สูตรบูรณาการจงึ เป็นหลกั สูตรทเ่ี หมาะสมเพราะจะสามารถสนองความต้องการของเด็กหรือ
ผเู้ รียนได้
จากผลการวิจยั เร่อื งพัฒนาการทางปัญญาของเดก็ ในช้นั ประถมศึกษา แสดงวา่ พฒั นาการทาง
ปญั ญาจะดาเนนิ ไปเป็นขัน้ ๆ แต่ละขนั้ จะแตกตา่ งกนั ไปและพฒั นาการของแต่ละคนกจ็ ะมีอัตราความ
เจรญิ ต่างกัน แต่ท่ีสาคญั คอื พฒั นาการนั้นจะดาเนินไปด้วยดีในเม่อื เด็กหรือผู้เรยี นไดม้ ีประสบการณ์
ดว้ ยตนเอง ยิ่งประสบการณ์มคี วามหลากหลายเพียงใด โอกาสในการพฒั นาการก็ย่งิ มีมากเพียงนัน้
เมอื่ มาพจิ ารณาดูหลักสูตรบรู ณาการทมี่ ลี ักษณะครอบคลมุ วชิ าหลายวชิ าก็จะเหน็ ว่าเปน็ หลักสูตรท่ี
ส่งเสรมิ ให้ผู้เรยี นได้มปี ระสบการณห์ ลายด้าน
หลกั สตู รบรู ณาการส่งเสริมใหผ้ ู้เรยี นไดส้ มั ผสั กับส่ือการเรียนการสอนหลายๆ อย่างและใหไ้ ด้
มโี อกาสแกป้ ัญหาด้วยตนเอง ซึ่งเปน็ การสนบั สนุนการเรยี นรู้ อนงึ่ แบบฉบบั ของหลักสูตรยังกระต้นุ
และสนองความต้องการทางปญั ญาและอารมณข์ องผูเ้ รยี นได้ ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ต่อเน่อื งกันไปการ
เรียนการสอนจะต้องดาเนนิ ไปอยา่ งมชี ีวิตชวี า โดยเฉพาะในดา้ นการส่งเสรมิ ความคดิ รเิ รม่ิ หลักสตู ร
แบบน้ีทาได้ดีมากส่วนดอี ีกประการหนง่ึ ของหลักสตู รคือช่วยลดภาวะทจี่ ะตอ้ งท่องจาลงไปอยา่ งมาก19
๑.๒ เหตผุ ลทางสงั คมวทิ ยา
เปน็ ท่ยี อมรับกันแล้วว่า การศกึ ษาจะเกิดผลดีทสี่ ดุ ก็ต่อเม่ือใหผ้ เู้ รียนสามารถตอบปญั หาใน
ชวี ิตประจาวันได้ ด้วยเหตนุ ี้หลักสตู รจงึ ตอ้ งเป็นหลักสูตรสนับสนนุ สง่ิ ดังกลา่ วซงึ่ คุณสมบัติน้ีมีอยใู่ น
หลักสูตรบูรณาการกล่าวคือ ประสานสมั พนั ธ์ระหวา่ งสาขาวิชาต่างๆ ใชป้ ัญหาหรอื กิจกรรมเปน็
ศนู ย์กลางของหลักสตู รอนั จะมผี ลให้ผเู้ รยี นได้รบั ความร้ทู ักษะและเจคติความตอ้ งการของชวี ิต
๑.๓ เหตุผลทางการบริหาร
หลกั สูตรบูรณาการช่วยใหล้ ดตาราเรยี นได้ คือแทนทจี่ ะแยกเป็นตาราสาหรบั แต่ละวชิ า ซงึ่
ทาใหต้ ้องใชต้ าราหลายเล่ม กอ็ าจรวมเนื้อหาของหลายวิชาไว้ในตาราเล่มเดยี วกนั และยังสามารถทาให้
19 กาญจนา คุณารักษ.์ เอกสารคาบรรยาย. หลกั สูตรภาควิชาหลักสูตรและวิธีการสอน ( กรงุ เทพ ฯ
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร. 2521). หน้าท่ี 67
๑๖๐
เปน็ ทน่ี ่าสนใจมากขึ้นด้วย นอกจากน้ใี นกรณีทขี่ าดแคลนครู หลกั สตู รบรู ณาการซึง่ อาศยั การสอนโดย
ใช้กจิ กรรมเปน็ หลกั จะช่วยใหค้ รหู นง่ึ คนสามารถสอนได้มากกว่าหน่งึ ชั้นในเวลาเดียวกนั
การผสมผสานวิชาเพ่อื ให้ไดห้ ลกั สูตรบรู ณาการ ทาได้หลายวิธหี ลายรปู แบบ ดงั นน้ั
การตีความหมายของหลกั สูตรจึงทาได้อยาก อย่างไรกต็ ามสง่ิ ที่เหน็ เด่นชดั ประการหน่งึ ก็คือหลกั สตู รน้ี
กา้ วข้ามขน้ั จากวิธกี ารทร่ี วมวชิ าเข้าด้วยกนั แบบธรรมดา ท่ยี ังทง้ิ รอ่ งรอยของวชิ าเดิมไว้ แตเ่ ป็นการ
หลอมรวมในลกั ษณะที่เอกลกั ษณข์ องวิชาเดมิ ไม่คงเหลืออยเู่ ลย ดงั นั้นความรหู้ รือทักษะทีผ่ เู้ รียนได้รบั
จงึ เกดิ จากการเรยี นรหู้ ลายวิชาในขณะเดยี วกนั ตามแนวความคิดข้างบนนอ้ี าจกล่าวได้วา่ หลักสตู ร
บูรณาการคอื หลกั สูตรท่โี ครงสร้างของเน้ือหาวชิ ามีลกั ษณะเป็นสหวิทยาการ(Inter-disciplinary) คือ
มีการผสมผสานอยา่ งกลมกลนื แนบแนน่ ระหวา่ งองค์ ประกอบการเรยี นรูท้ กุ ดา้ นอนั ไดแ้ ก่ พุทธพิ ิสัย
จิตพิสัย และทกั ษะพิสัย และมีกระบวนการเรยี นรู้ท่ีเป็นสหวิทยาการ (Inter-disciplinary Learning)
ดว้ ยในบางตารากล่าวว่าหลักสูตรบูรณาการ คอื หลกั สตู รทโี่ ครงสร้างของเนอ้ื หาวิชามลี กั ษณะเป็น
หวั ข้อหรอื กจิ กรรม หรอื ปญั หา ซึง่ จาเปน็ ต้องอาศัยการเรยี นรู้แบบสหวิทยาการหลักสตู รบูรณาการทมี่ ี
ใชอ้ ย่ใู นประเทศต่างๆ ในเอเชยี มีทั้งทเ่ี ปน็ หลกั สตู รบรู ณาการเตม็ รูปและไมเ่ ต็มรปู มีหลายประเทศท่ี
เหน็ ว่าวิชาประเภททักษะเชน่ คณิตศาสตร์ และภาษาถา้ จะจัดการเรยี นการสอนใหเ้ กดิ ผลดี ควรจัด
หลักสูตรเปน็ แบบรายวิชาหรือหลกั สตู รกว้าง
๒. ลกั ษณะของหลกั สูตรบูรณาการทีด่ ี
ในการผสมผสานวิชาหรอื สาขาวชิ าตา่ งๆ เพือ่ ให้ไดห้ ลักสตู รบูรณาการน้นั ถ้าจะใหด้ จี รงิ ๆนกั พฒั นา
หลกั สูตรจะตอ้ งพยายามใหเ้ กิดบรู ณาการในลกั ษณะต่อไปนี้โดยครบถ้วนคือ
๑) บรู ณาการระหว่างความรู้และกระบวนการเรยี นรู้ แต่เดมิ เมือ่ สภาพและปัญหาสงั คมยงั
ไมส่ ลบั ซบั ซอ้ น และปริมาณเนื้อหาก็ยังไมม่ ีมากนัก การเรยี นรู้ซ่งึ ใช้วธิ ีการถา่ ยทอดความรู้อย่างง่ายๆ
เชน่ การบอกเลา่ การบรรยาย และการทอ่ งจา อาจทาไดโ้ ดยไม่มีปัญหาอะไรในกรณีนีค้ วามสมั พันธ์
ระหวา่ งความรู้กบั กระบวนการเรียนรูเ้ กือบไม่มีอย่เู ลยและการเรียนร้กู น็ บั วา่ มีประสิทธิภาพพอสมควร
แตใ่ นปจั จบุ นั ปริมาณความรูม้ มี าก สภาพและปัญหาสงั คมสลบั ซบั ซ้อน การเรียนรู้จะกระทาอย่างเดิม
ย่อมไมไ่ ดผ้ ลดี ถ้าจะใหก้ ารเรียนรู้มีประสทิ ธภิ าพเราจาเป็นต้องให้กระบวนการการเรยี นรู้มี
ความสมั พันธ์อย่างใกลช้ ดิ กบั ความรู้ ท้ังนี้หมายความวา่ ผเู้ รยี นจะต้องทราบวา่ ตนจะแสวงหาความรไู้ ด้
อยา่ งไรและด้วยกระบวนการอย่างไร
๒) บูรณาการระหวา่ งพฒั นาการทางความรู้และพฒั นาการทางจติ ใจ มผี ู้กล่าวตาหนวิ ่า
การศกึ ษามักจะให้ความเอาใจใส่ตอ่ การพัฒนาจติ ใจนอ้ ยไป คอื มุ่งในดา้ นพทุ ธิพสิ ัยอนั ไดแ้ ก่ความรู้
ความคดิ และการแก้ปัญหา มากกว่าดา้ นจิตพิสัย คือ เจตคติ คา่ นิยม ความสนใจ และความ
สุนทรยี ภาพซึง่ ตามความเป็นจรงิ แล้วทงั้ พุทธพิ ิสยั และจิตพสิ ัยก็มีความสาคญั ไมย่ ิ่งหยอ่ นไปกวา่ กนั
และเป็นส่งิ ทแ่ี ยกกันไม่ออก เพราะการเรียนร้วู ิชาการหรือทกั ษะในด้านหนึง่ ดา้ นใดโดยปราศจาก
ความรู้สกึ ในคณุ คา่ ของสงิ่ ทเี่ รยี น ย่อมเป็นไปไมไ่ ด้ ในทางกลับกนั ถ้าผู้เรยี นได้รบั ประสบการณ์ที่สร้าง
ความร้สู ึกพงึ พอใจและประทบั ใจ กจ็ ะม่งุ มน่ั ในการเรยี นและเรียนรู้ได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพด้วยเหตุนี้
การสรา้ งบรู ณาการระหว่างความรู้และจติ ใจจงึ เป็นสง่ิ จาเปน็
๓) บรู ณาการระหวา่ งความรูแ้ ละการกระทา การสร้างสหสมั พันธร์ ะหวา่ งความรแู้ ละการ
กระทามีความสาคญั ไมย่ ิง่ หยอ่ นไปกวา่ ระหว่างความรู้และจิตใจ โดยเฉพาะในด้านจริยศึกษาการ
เรียนรเู้ ร่อื งคา่ นยิ มและการสง่ เสรมิ ให้ผ้เู รียนมีความสามารถในการเลือกคา่ นิยมที่เหมาะสมจะปรากฏ
ผลดีหรือไม่ยอมข้นึ อยกู่ บั พฤตกิ รรมหรือการแสดงออกของผ้เู รยี น การแยกความรูอ้ อกจากการกระทา
๑๖๑
ก็เหมือนกบั การแยกหลักสตู รออกเปน็ สว่ นๆ ซึ่งเปน็ ไปไมไ่ ด้ ดงั นนั้ การบูรณาการความรแู้ ละการ
กระทาเข้าด้วยกัน จึงเป็นสง่ิ ทีจ่ าเปน็
๔) บูรณาการระหว่างส่ิงท่เี รียนในโรงเรยี นกับส่งิ ที่เปน็ อยใู่ นชีวติ ประจาวันของผเู้ รยี นสงิ่
หนงึ่ ท่ีจะพสิ ูจนว์ ่าหลกั สตู รดหี รือไม่ดี คอื ผลทเี่ กดิ แก่คุณภาพของชีวติ ผู้เรยี น ด้วยเหตุนี้การบรู ณาการ
วชิ าต่างๆ ในหลกั สตู รเราจงึ ตอ้ งแนใ่ จว่าสิง่ ทีส่ อนในหอ้ งเรียนนัน้ มคี วามหมายและมคี ณุ ค่าตอ่ ชวี ติ ของ
ผู้เรยี นไม่ว่าผเู้ รยี นจะอยูท่ ใ่ี ด การทใ่ี ห้เกดิ ผลดังกลา่ วได้ หลกั สูตรจะต้องกาหนดใหค้ วามสนใจและ
ความตอ้ งการมีความเก่ยี วข้องกบั ชวี ิตประจาวันของผู้เรยี น และให้เป็นศนู ยก์ ลางของกระบวนการ
เรียนการสอน
๕) บูรณาการระหวา่ งวิชาต่างๆ ถา้ เรายอมรบั ว่าบูรณาการระหว่างความรกู้ ับจิตใจ และ
ระหว่างความรู้กบั การกระทาเปน็ สิง่ ท่ีจาเปน็ และสาคญั และเปน็ สง่ิ ท่สี ามารถทาได้ เราก็ย่อมจะ
มองเห็นความจาเปน็ และความสาคัญของการท่จี ะบรู ณาการวชิ าตา่ งๆ เข้าด้วยกันซ่ึงอาจทาได้โดย
นาเอาเนอ้ื หาของวชิ าหนึ่งมาเสรมิ อกี วิชาหนึง่ เพ่ือใหผ้ ูเ้ รยี นได้รบั ความรู้และเกิดเจตคติตามที่ตอ้ งการ
หรือโดยกาหนดปัญหาหรือความต้องการของผเู้ รียนเป็นหวั ข้อแลว้ กาหนดหลักสตู รหรอื โปรแกรมการ
เรียนการสอนข้นึ โดยอาศัยเนอ้ื หาของหลายๆ วิชามาช่วยในการแกป้ ญั หาน้ัน
๓. รปู แบบของบรู ณาการ20
หลักสูตรบรู ณาการเทา่ ท่มี อี ยู่ในเวลาน้มี ี ๓ รูปแบบ แตใ่ นการปฏบิ ัติจริงมกั จะมกี ารผสมกนั ระหวา่ ง
รูปแบบต่างๆ ท่นี ามาจาแนกใหเ้ หน็ กเ็ พ่ือความเขา้ ใจว่าพื้นฐานท่แี ทจ้ ริงของแต่ละรูปแบบนัน้ เปน็
อย่างไร
๑) บรู ณาการภายในหมวดวชิ า เราไดท้ ราบแล้ววา่ หลกั สูตรกว้างนน้ั เป็นหลกั สตู รทไ่ี ด้มี
การนาเอาวชิ าหลายๆ วิชามารวมกันในลกั ษณะทผ่ี สมกลมกลืน แทนทจ่ี ะนาเอาเนือ้ วชิ ามาเรียงลาดับ
กนั เฉยๆ ตวั อย่างเชน่ ในวิทยาศาสตรท์ ั่วไป ได้มีการนาเอาเน้ือหาวิชาฟิสิกส์ เคมี ชวี วิทยา มารวมกัน
และต่อมากน็ าเอาวชิ าโภชนาการ สุขศึกษา และสิง่ แวดล้อมมาผสมผสานด้วย หรอื ในวชิ าสงั คมศกึ ษา
กน็ าเอาประวตั ศิ าสตร์ ภมู ศิ าสตร์ หนา้ ท่ีพลเมือง จรยิ ศกึ ษา ซงึ่ เปน็ การสอดคล้องกับแนวความคดิ ของ
หลักสตู รที่วา่ การเรยี นร้ตู ้องมลี ักษณะเป็นสหวทิ ยาการ
๒) บูรณาการภายในหวั ข้อ และโครงการ หลายประเทศในเอเชยี นิยมใชว้ ธิ ีการแบบนคี้ ือ
การนาเอาความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ ของวชิ าหรอื หมวดวชิ าตั้งแต่สองวชิ าหรือหมวดวิชาข้ึนไป
มาผสมผสานกนั ในลักษณะท่เี ปน็ หัวขอ้ หรอื โครงการ ซ่ึงมสี ว่ นเกย่ี วข้องกบั ชวี ิตของผเู้ รียนและในแต่
ละหวั ขอ้ จะมกี ารแบง่ เป็นหนว่ ยการเรียน (Units of Learning) ดว้ ยทาให้เกดิ หลักสูตรบูรณาการที่เรา
เรยี กว่า หลกั สตู รเพอ่ื ชวี ิตและสังคม (The Social Process and Life Function Curriculum)
๓) บรู ณาการโดยการผสมผสานปญั หาและความตอ้ งการของผเู้ รยี นและของสังคม
หลักสูตรท่ีใช้การผสมผสานแบบนี้ ความจริงก็มรี ูปแบบเหมอื นอยา่ งสองแบบแรกทีไ่ ด้กล่าวมาแลว้ คอื
อาจผสมผสานภายในหมวดวิชาหรอื ภายในหัวขอ้ และโครงการก็ได้ สง่ิ ท่แี ตกต่างออกไปคอื หัวขอ้ หรอื
หนว่ ยการเรียน หรือโครงการจะเน้นการแก้ปญั หาชวี ิตประจาวันของผเู้ รยี นไมว่ า่ ปัญหาสว่ นตวั ปญั หา
ชมุ ชน ปญั หางานอาชพี ปัญหาสังคม ฯลฯ ตัวอย่างของหวั ขอ้ หรือหน่วยการเรยี นไดแ้ ก่ “มลภาวะจาก
อากาศ นา้ และเสียง” “การตกต่าของผลผลติ ทางการเกษตรกรรม” “การตัดไมท้ าลายป่าและการ
ทาลายทรพั ยากรธรรมชาตอิ ่นื ๆ” “สภาวะท่ีไม่ถูกสขุ ลกั ษณะ” “โรคทสี่ าคัญ”ฯลฯ
20 กรมวิชาการ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. ท้องถิ่นกับการพัฒนาหลักสตู ร. กรุงเทพฯ : กรมวิชาการ
กระทรวงศึกษาธิการ 2539
๑๖๒
ในการศกึ ษาเพอื่ แก้ปญั หาขา้ งต้นน้ี ผ้เู รียนจาเปน็ ตอ้ งศกึ ษาหาความรจู้ ากวิทยาการต่างๆ
หลายสาขา รวมทงั้ ต้องมีทักษะท่ีจาเป็นในการแก้ปัญหาด้วย การเรยี นรูจ้ ึงมลี ักษณะเป็นบูรณาการ
เนอ่ื งจากต้องผสมผสานวชิ าต่างๆ ในการแก้ปัญหาสิ่งท่ีปรากฏชัดในการเรยี นรู้
๑๓. สรปุ
หลักสตู รแบบผสมผสานเปน็ หลักสตู รทพ่ี ยายามปรบั ปรงุ ข้อบกพร่องของหลกั สตู รเน้อื หาวิชา
เพราะฉะน้ันหลกั สตู รแบบผสมผสานคอื หลักสตู รเน้อื หาวิชาอีกรปู แบบหนง่ึ โดยการรวมเอาวิชาย่อย
ๆ ทมี่ ลี กั ษณะใกลเ้ คยี งกนั มาผสมผสานกันในดา้ นเน้ือหาเขา้ เปน็ หมวดหมู่ หลักสูตรหมวดวชิ าแบบ
กว้างหรอื หลกั สตู รรวมวิชา เปน็ หลักสูตรทพ่ี ยายามจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ท่เี กดิ จากหลักสูตรเนื้อหาวชิ า
ซึ่งขาดการผสมผสานของความร้ใู หเ้ ป็นหลกั สตู รทีม่ กี ารประสานสมั พนั ธข์ องเนอ้ื หาความรทู้ ่กี วา้ ง
ยงิ่ ข้ึน หลักสตู รเพือ่ ชีวิตและสงั คม เป็นหลักสูตรทมี่ งุ่ แกไ้ ขขอ้ บกพรอ่ งของหลักสตู รทผี่ ่านมาดว้ ยการ
รวบรวมความรูใ้ หเ้ ป็นอนั หนึ่งอนั เดียวกัน โดยยดึ กิจกรรมตา่ ง ๆ ของคนไทยเปน็ หลกั เปน็ หลักสูตรที่
ถกู คาดวา่ มีคุณค่ามากทส่ี ุดสาหรบั ผ้เู รียน การจดั หลกั สตู รแบบนีไ้ ดย้ ดึ เอาสังคมและชวี ติ จรงิ ของเด็ก
เป็นหลกั เพอื่ ผเู้ รียนจะได้นาความรูไ้ ปประยกุ ต์ใชใ้ นชีวิตประจาวนั ได้ เพราะมีการเชือ่ มโยง
ความสมั พันธ์ระหว่างเนอ้ื หาวิชาในหลกั สตู รกับชวี ติ จริงของผู้เรยี นหรือภาวะทางสังคมทผ่ี เู้ รยี นกาลงั
ประสบอยู่ หลักการจัดหลกั สตู รประเภทน้ี ได้รบั อิทธพิ ลมาจากความคิดของจอหน์ ดิวอี้ กับปรัชญา
การศึกษาสาขาพพิ ฒั นาการนยิ ม และปรัชญาการศึกษาสาขาปฏิรปู นยิ ม หลักสตู รสหสัมพันธ์ คือ
หลักสตู รเน้ือหาวิชาอีกรูปแบบหนง่ึ แต่เป็นหลกั สูตรทีน่ าเอาเน้อื หาวิชาของ วิชาตา่ ง ๆ ทส่ี อดคล้อง
หรอื สง่ เสรมิ ซ่ึงกนั และกนั มาเชอ่ื มโยงเขา้ ด้วยกนั แลว้ จดั สอนเปน็ เนื้อหาเดียวกนั วธิ ีการดังกล่าวอาศัย
หลกั ความคดิ ของนักการศกึ ษาทว่ี า่ การทจ่ี ะเรียนรูส้ ่ิงใดใหไ้ ดด้ ผี ูเ้ รยี นตอ้ งมีความสนใจเขา้ ใจ
ความหมายของสง่ิ ทเ่ี รยี นและมองเหน็ ความสัมพนั ธร์ ะหว่างส่งิ ทเ่ี รยี นกบั สิง่ อ่นื ท่เี กยี่ วข้องเพราะฉะน้นั
หลักสตู รสหสมั พันธ์จะกาหนดเนื้อวชิ าใดวิชาหนึ่งหรือหมวดใดหมวดหนง่ึ แล้วนาเนื้อหาสาระวชิ าที่
สัมพันธก์ ันมารวมไวด้ ว้ ยกนั
หลกั สตู รแบบผสมผสานเปน็ หลักสูตรทพ่ี ยายามปรบั ปรุงขอ้ บกพรอ่ งของหลักสูตรเน้อื หาวิชา
เพราะฉะน้ันหลกั สูตรแบบผสมผสานคือหลกั สตู รเนื้อหาวิชาอีกรปู แบบหน่งึ โดยการรวมเอาวชิ าย่อย
ๆ ทมี่ ลี ักษณะใกล้เคยี งกนั มาผสมผสานกนั ในด้านเนือ้ หาเข้าเปน็ หมวดหมู่
๑๖๓
คาถามท้ายบทที่ ๖
แบบฝกึ หัดที่ ๑ คาชแี้ จง ข้อสอบแบบปรนัย มี ๑๐ ขอ้ ๑๐ คะแนน
คาสง่ั : ให้เลือกคาตอบที่ถกู ต้องเพียงขอ้ เดียว โดยทาเครอ่ื งหมายกากบาท × ลงในขอ้ ทถ่ี กู ต้อง
๑. การนาหลักสูตรไปใชเ้ ปน็ กระบวนการท่ีทาใหห้ ลกั สตู ร กลายเป็นการปฏบิ ัตจิ รงิ และเป็นขั้นตอน
หน่ึงในกระบวนการพัฒนาหลกั สูตรมีกปี่ ระเภท
ก. มี ๑ ประเภท ข. มี ๒ ประเภท ค. มี ๓ ประเภท ง. มี ๔ ประเภท
๒. การทีผ่ ู้บรหิ ารโรงเรยี นและครู นาโครงการของหลักสตู รทเี่ ปน็ รปู เลม่ เหลา่ นั้นไปปฏิบตั ใิ หบ้ งั เกิดผล
ใครกล่าว
ก. สันต์ ธรรมบารุง ข. สงัด อุทรานนั ท์ ค. สุนยี ์ ภพู่ นั ธ์ ง. สมุ ติ ร คณุ ากร
๓. จากเอกสารการประชมุ ของประเทศต่าง ๆ ในการ ประชมุ ทบทวนประสบการณต์ า่ ง ๆ ของ
ประเทศในเอเชยี เร่ืองใด
ก. จดั ใหม้ ีหน่วยงานสง่ เสริมการนาหลักสูตรไปใช้ ข. ยทุ ธศาสตรก์ ารนาหลักสตู รไป
ค. วางแผนและหลกั สูตรไปใช้ ง.กาหนดวิถที างและกระบวนการนาหลกั สตู รไป ใช้
๔. การนาหลกั สูตรไปใชใ้ ห้ประสบความสาเร็จนน้ั ต้องอาศยั ความร่วมมอื ของบุคคลทเ่ี กย่ี วข้อง
ก. ผู้บริหารสถานศึกษา ข. หัวหนา้ กลุ่มสาระการเรียนรู้
ค. ผ้ปู กครองและชุมชน ง. หวั หน้าหมวดวิชา
๕. การเตรียมจดั การอบรมครูของโรงเรียนควรจดั อบรมในรูปแบบใด
ก. ใช้หลกั สูตรใหม่ ข. ไปปรบั ใช้ในห้องเรียน
ค. การประชมุ เชิงปฏิบตั ิการ ง. ใหค้ รูไดศ้ ึกษาวิเคราะห์ถงึ ปัญหา
๖. ผูบ้ รหิ ารสถานศกึ ษาเปน็ บคุ คลทมี่ ีความสาคัญยิ่งในการนาหลักสูตรไปใช้ ในสถานศึกษา มบี ทบาท
ในการนาหลกั สูตรไปอยา่ งไร
ก. เพ่ือใหเ้ กิดหลกั สตู ร ข. เพ่อื ให้การนาหลกั สูตรไปใช้
ค. เพ่อื ให้มปี ระสทิ ธิภาพ ผู้บริหารสถานศึกษา ง.เพื่อให้การนาหลกั สตู รไปใชอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
๗. จากแนวคดิ ดงั กล่าว สรปุ เป็นหลักการสาคัญในการนาหลักสตู รไปใชไ้ ดท้ ง้ั นบี้ คุ ลากรผมู้ ีส่วน
เกี่ยวข้องควรจะปฏบิ ัติอย่างไร
ก. ปฏบิ ัตเิ ปน็ ไปในทานองเดยี วกนั ข. ปฏิบตั ิสอดคล้องต่อเน่อื งกัน
ค. ปฏิบตั ติ ามความเขา้ ใจตรงกัน ง. ปฏบิ ตั ติ ามความเข้าใจหลกั สูตรท่ี
๘. สาหรับการเก็บรวบรวมขอ้ มลู หลงั จากการนาเอาหลกั สตู รมาใช้ในระยะเวลา หน่ึงแล้ว มขี ้อมูลที่
ควรรวบรวมมีกรี่ ายการ
ก. มี ๒ รายการ ข. มี ๓ รายการ ค. มี ๔ รายการ ง. มี ๕ รายการ
๙. หนว่ ยงานสว่ นกลางมหี น้าทเ่ี ก่ียวข้องกบั การนาหลักสูตรไปใช้มีกี่ ๒ ลกั ษณะ
ก. มี ๒ ลักษณะ ข. มี ๓ ลักษณะ ค. มี ๔ ลักษณะ ง. มี ๖ ลกั ษณะ
๑๐. การจัดการเรยี นการสอนตามหลักสูตร ซึ่งประกอบดว้ ยสว่ นใด ถูกต้องที่สุด
ก. การแปลงหลกั สตู รไปส่กู ารสอน ข. การวดั และประเมินผลการเรยี นรู้
ค. การพัฒนาและใชส้ ่อื การเรียนการสอน ง. การจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนตามหลักสตู ร
๑๖๔
แบบฝึกหัดที่ ๒ คาชแ้ี จง ข้อสอบแบบผดิ ถูก มี ๑๐ ขอ้ ๑๐ คะแนน
คาสง่ั : ทาเคร่ืองหมายถูกหรอื ผดิ อยหู่ นา้ แตล่ ะขอ้ √ หรอื × ลงในช่องว่างใหถ้ กู ต้อง
______๑. การวางแผนและเตรียมการในการนาหลกั สตู รไปใช้ ทั้งนบี้ คุ ลากรผู้มสี ว่ น
เก่ียวข้องควรจะได้ศกึ ษาวิเคราะห์ ส่วนใดกอ่ น
______๒. คณะบคุ คลทงั้ สว่ นกลางและสว่ นท้องถ่นิ ท่จี ะตอ้ งทาหนา้ ที่ประสานงาน กันเปน็
อย่างดใี นแต่ละข้นั ตอนของการนาหลักสตู รไปใช้
______๓. การนาหลกั สตู รไปใชจ้ ะต้องดาเนนิ การอย่างเป็นระบบเป็นไปตามขัน้ ตอนที่
วางแผน และเตรียมการไวห้ รือไม่
______๔. การนาหลกั สตู รไปใชจ้ ะตอ้ งคานงึ ถึงปจั จัยสาคญั ทจ่ี ะชว่ ยใหก้ ารนาหลกั สูตรไปใช้
______๕. ครไู มเ่ ป็นบคุ ลากรที่สาคัญทส่ี ุดในการนาหลกั สูตรไปใช้ ดังน้นั ครจู ะต้องได้รบั การ
พัฒนาอยา่ งเต็มที่และจริงจงั
______๖. การนาหลกั สูตรไปใช้ ควรจัดตั้งใหม้ หี นว่ ยงานทมี่ ผี ูช้ านาญการพเิ ศษ เพื่อใหก้ าร
สนับสนุนและพัฒนาครู
______๗. หน่วยงานและบุคลากรในฝา่ ยตา่ ง ๆ ท่ีเกีย่ วขอ้ งกบั การนาหลักสตู รไปใชไ้ ม่ว่าจะ
เปน็ สว่ นกลางหรือส่วนท้องถน่ิ ตอ้ งปฏิบัตงิ านในบทบาทหน้าท่ีของตนเองอย่างเตม็ ท่ี
______๘. การนาหลกั สตู รไปใชส้ าหรับผู้ทไ่ี ม่มบี ทบาทเกยี่ วขอ้ งทุกฝ่าย ทุกหน่วยงานจะต้อง
มี การติดตามและประเมินผลเปน็ ระยะ
______๙. แสดงความสนใจในการเรยี นของผูเ้ รยี น ด้วยการซักถามผลการเรียน และ
ชว่ ยเหลือ เสนอแนะแหลง่ ศกึ ษาคน้ คว้าเพ่มิ เตมิ
_____๑๐. ใหค้ วามร่วมมือกับทางโรงเรียนเมอื่ โรงเรียนขอความรว่ มมอื มา ครไู ม่มี
ความสามารถเพื่อเป็นแหล่งเรยี นรใู้ นชุมชน เป็นตน้
แบบฝึกหัดท่ี ๓ คาชแ้ี จง ขอ้ สอบแบบจับคู่ มี ๑๐ ขอ้ ๑๐ คะแนน
คาสัง่ : ใหจ้ บั คเู่ ขยี น ก – ญ เติมลงในชอ่ งวา่ งใหถ้ กู ต้อง
_____๑. ศกึ ษาและทาความเข้าใจเกี่ยวกับ ก. หลกั สูตรในกลุ่มสาระการเรยี นรู้
_____๒. ชว่ ยวางแผนและจดั ทาแผนการจดั การเรียน ข. การสอนใหส้ อดคล้องกับหลกั สตู ร
_____๓. จดั หาวัสดุหลักสูตร ค. ส่ือการเรียนการสอน
_____๔. ดาเนนิ การจดั การเรียนการสอนรายวชิ า ง. ในกลุ่มสาระการเรยี นรู้
_____๕. ดาเนนิ การนิเทศ จ. ติดตามผลการใชห้ ลกั สูตร
_____๖. ในกลุ่มสาระการเรยี นรู้หรือหมวดวชิ าอื่นๆ ฉ. ประสานงานการใช้หลักสูตร
_____๗. ประชาสัมพันธ์การใช้หลักสูตรแก่ ช. นักเรยี น
_____๘. วเิ คราะหผ์ ูเ้ รยี นและขอ้ มลู ในด้านต่างๆ ซ. ของผู้เรยี น
_____๙. ปรับปรุงหลกั สตู รใหเ้ หมาะสมกับ ฌ. สภาพของท้องถน่ิ
____๑๐. เอกสารประกอบหลกั สูตรเพื่อ ญ.วางแผนการจดั การเรยี น
แบบฝกึ หัดท่ี ๔ คาชแ้ี จง ขอ้ สอบแบบอตั นัย มี ๕ ข้อ ๒๐ คะแนน
คาสั่ง : จงตอบคาถามดังตอ่ ไปน้ี
๑. การจัดครูเขา้ สอนตามหลกั สูตร การจดั ครูเข้าสอน หมายถึงอะไร
๑๖๕
๒. ความหมายการนาหลกั สตู รไปใช้ จงอธบิ ายมา
๓. แนวทางในการสรา้ งขอ้ ทดสอบเพื่อประเมนิ ผลการเรียนการสอนมีลกั ษณะเป็นแบบใด
๔. การวดั และประเมนิ ผลการเรยี นการสอน ในการนาหลักสูตรไปใช้ อย่างมีประสทิ ธิภาพ มกี ่ี
ข้นั ตอน
๕. ยทุ ธศาสตรก์ ารนาหลกั สตู รไปใชไ้ ด้มกี อี่ งค์ประกอบ
๑๖๖
อา้ งองิ ประจาบท
บรรพต สุวรรณประเสริฐ. การพฒั นาหลกั สตู รโดยเนน้ ผู้เรยี นเปน็ สาคญั . เชียงใหม่ : เชียงใหม่ โรง
พิมพแ์ สงศลิ ป.์ ๒๕๔๔.
บุญชม ปฐมวรชาติ. การศึกษาหลกั สตู รและการวจิ ัยเกยี่ วกบั หลกั สูตร. กรงุ เทพฯ : สวุ ีรยิ าสาส์น.
๒๕๔๖.
บญุ ชม ศรสี ะอาด. การพฒั นาหลกั สูตรและการวิจยั เก่ียวกบั หลกั สูตร. กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาสน.์
๒๕๔๖.
เปร่อื ง กจิ รัจตน.ี หลักสตู รอตุ สาหกรรมการศึกษาและการจัดการมัธยมศึกษา. ภาควชิ าพ้ืนฐาน
อตุ สาหกรรมศกึ ษา คณะอตุ สาหกรรมศกึ ษา สถาบันราชภฏั พระนคร. ๒๕๓๒.
พระธรรมปฎิ ก (ป.อ. ปยตุ โต). การศึกษากบั การพฒั นาทรพั ยากรมนษุ ย์. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพก์ าร
ศาสนา, ๒๕๓๙.
สงัด อุทรานนั ท.์ พน้ื ฐานการพฒั นาหลกั สูตร. กรงุ เทพฯ : กระทรวงศึกษาธกิ าร. ๒๕๓๒.
. พน้ื ท่แี ละหลักการพฒั นาหลกั สตู ร. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์มติ รสยาม. ๒๕๓๒.
สนั ต์ สงิ หภกั ดี และสนั ตสิ ขุ โสภณศริ (แปล). ทีน่ ่ีไม่มีโรงเรียน ไอวาน อิลลชิ . ๒๕๓๗.
สาโรช บัวศร.ี แนวคดิ บางประการทางการศกึ ษา. กรุงเทพฯ :กระทรวงศกึ ษาธิการ. ๒๕๑๔
สุจริต เพียรชอบ. E Learning การพฒั นาหลักสูตร. กรงุ เทพฯ : จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั . ๒๕๔๘.
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแหง่ ชาติ. คณะอนกุ รรมการปฏิรูปการเรยี นรู.้ ปฏิรปู การเรยี นรู้
ผเู้ รียนสาคญั ทส่ี ดุ . กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๔๓.
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาติ สานกั นายกรฐั มนตร.ี พระราชบญั ญตั กิ ารศึกษา
แหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และทแี่ กไ้ ขเพม่ิ เติม (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕. กรุงเทพฯ : บรษิ ทั
พริกหวานกราฟฟคิ จากดั , ม.ป.ป.
สันต์ ธรรมบารุง. หลกั สูตรและการบรหิ ารหลกั สตู ร. กรงุ เทพฯ : ภาคพัฒนาตาราและเอกสาร
วชิ าการ กรมการฝึกหัดครู, ๒๕๒๗.
สานกั งานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ. แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติฉบบั ทÁี ๑๐. กรงุ เทพฯ : สานกั งานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คม
แห่งชาต,ิ ๒๕๕๐
บทที่ ๗
มาตรฐานและมาตรฐานระดบั ชน้ั หลักสตู ร
สาระสาคญั
มาตรฐานหลักสตู รการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน กาหนดให้นกั เรยี น เรยี นรู้ทัง้ หมด ๘ กลุม่ สาระ ดงั นี้
ภาษาไทย สงั คมศึกษา ฯ การงานอาชพี ฯ คณติ ศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ ศิลปะ และ
สขุ ศกึ ษา พละศกึ ษา และแตล่ ะกล่มุ สาระกไ็ ดก้ าหนดมาตรฐานการเรยี นรู้ซ่ึงเปน็ เป้าหมายสาคญั ของ
การพัฒนาผ้เู รยี น และในแตล่ ะรายวิชาจะมมี าตรฐานการเรียนรเู้ พอ่ื เป็นตวั กาหนดให้นักเรยี นบรรลุ
การจดั การเรยี นการสอนได้ตรงตามทคี่ าดหวัง และตวั ช้วี ัดเปน็ สง่ิ ทร่ี ะบวุ า่ ผู้เรยี นพงึ รู้และปฏบิ ตั ไิ ด้
รวมท้ังคณุ ลักษณะของผ้เู รียนในแตล่ ะระดบั ชน้ั
ขอบเขตเนอื้ หา
1. ความหมายของมาตรการจดั ระดับช้ัน
2. การกาหนดมาตรการและระดับชน้ั
3. หลกั สูตรการศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน
4. มาตรฐานและการจดั ระดับชน้ั หลกั สตู ร
5. ปัญหาและแนวโนม้ ในการพฒั นาหลกั สตู ร
6. สาระการเรยี นรู้หลักสูตร
7. การจดั เวลาเรยี นตามระดับชั้น
วัตถปุ ระสงค์
๑. เพือ่ ให้ศึกษามาตรฐานและมาตรฐานช่วงชั้นหลักสูตร
๒. เพอ่ื ให้เกดิ ความตระหนกั ถงึ ความสาคญั ของการพฒั นาหลักสูตร
๓. เพ่อื ให้มีความเข้าใจถงึ การพฒั นาหลกั สูตรและการใชห้ ลกั สูตร
๔. เพ่อื ใหร้ ู้และเขา้ ใจถงึ ตา่ งๆทางดา้ นหลักสูตรปัจจัย
บทนา
ซ่ึงหลักสตู รการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน กาหนดใหน้ กั เรยี น เรยี นรูท้ ัง้ หมด ๘ กลมุ่ สาระ ดงั น้ี
ภาษาไทย สังคมศึกษา ฯ การงานอาชพี ฯ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาตา่ งประเทศ ศลิ ปะ และ
สุขศกึ ษา พละศกึ ษา และแตล่ ะกลมุ่ สาระกไ็ ด้กาหนดมาตรฐานการเรียนรซู้ ่ึงเปน็ เป้าหมายสาคญั ของ
การพฒั นาผู้เรยี น และในแตล่ ะรายวิชาจะมมี าตรฐานการเรียนรเู้ พ่ือเปน็ ตัวกาหนดให้นักเรียนบรรลุ
การจดั การเรยี นการสอนไดต้ รงตามที่คาดหวงั และตวั ชี้วดั เปน็ สง่ิ ที่ระบวุ า่ ผูเ้ รยี นพงึ ร้แู ละปฏิบตั ิได้
รวมทง้ั คุณลักษณะของผู้เรียนในแต่ละระดบั ช้นั และเป็นเกณฑ์ในการวัดผลและประเมนิ ผลเพ่ือพัฒนา
คุณภาพของผ้เู รยี น ซ่ึงตวั ช้ีวัดจะแบง่ เปน็
๑๖๘
๑. ความหมายของมาตรฐานการจัดระดับชน้ั หลกั สูตร
มาตรฐานการเรียนรชู้ ว่ งช้ันและช้ันปขี องหลกั สตู ร
ซง่ึ หลักสูตรการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน กาหนดให้นกั เรียน เรียนรทู้ ้ังหมด ๘ กล่มุ สาระ ดงั น้ี
ภาษาไทย สงั คมศกึ ษา ฯ การงานอาชีพฯ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ ศิลปะ และ
สขุ ศึกษา พละศกึ ษา และแตล่ ะกลุ่มสาระกไ็ ดก้ าหนดมาตรฐานการเรยี นรู้ซึ่งเปน็ เปา้ หมายสาคัญของ
การพฒั นาผูเ้ รียน และในแตล่ ะรายวิชาจะมีมาตรฐานการเรยี นรูเ้ พือ่ เปน็ ตัวกาหนดใหน้ กั เรียนบรรลุ
การจัดการเรยี นการสอนได้ตรงตามที่คาดหวัง และตัวชวี้ ัดเปน็ สง่ิ ท่รี ะบุวา่ ผเู้ รียนพึงรแู้ ละปฏิบัตไิ ด้
รวมทงั้ คุณลกั ษณะของผ้เู รยี นในแต่ละระดบั ชน้ั และเปน็ เกณฑ์ในการวดั ผลและประเมนิ ผลเพอื่ พฒั นา
คุณภาพของผู้เรยี น ซึง่ ตวั ชวี้ ดั จะแบ่งเป็น1
๑. ตัวชว้ี ดั ชน้ั ปี เปน็ เปา้ หมายในการพัฒนาผู้เรียนแต่ละชนั้ ปใี นระดบั การศึกษาภาคบงั คับ
(ประถมศกึ ษาปที ่ี ๑ ถึงมธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๓)
๒. ตัวชว้ี ัดช่วงช้นั เปน็ เป้าหมายในการพฒั นาผเู้ รยี นในระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
การจัดการศึกษาระดบั การศึกษาขน้ั พื้นฐาน ตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช
๒๕๕๑ ไดแ้ บง่ การศึกษาเปน็ ๓ ระดบั ได้แก่
๑. ระดบั ประถมศกึ ษา(ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ ๑-๖) เปน็ ระดบั การศกึ ษาท่ีมงุ่ เนน้ ทกั ษะพน้ื ฐาน
ดา้ นการอ่านการเขียน การคดิ คานวณ การคิดพ้ืนฐาน การตดิ ตอ่ สือ่ สาร กระบวนการเรยี นรทู้ างสงั คม
และพ้ืนฐานความเป็นมนุษย์ การพัฒนาคณุ ภาพชีวติ อย่างสมบรู ณ์และสมดุลทัง้ ด้านรา่ งกาย
สตปิ ัญญา อารมณ์ สงั คม และวฒั นธรรม โดยเน้นจดั การเรียนร้แู บบบรู ณาการ
๒. ระดบั มัธยมศึกษาตอนต้น(ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๑-๓) เป็นระดับการศึกษาท่มี ุ่งเน้นให้
ผเู้ รียนได้สารวจความถนัด และความสนใจของตนเอง ส่งเสริมการพฒั นาบุคลิกภาพส่วนตน มีทักษะ
ในการคิดอย่างมีวจิ ารณญาณ คดิ สร้างสรรค์ และคดิ แกป้ ัญหา มที ักษะในการดารงชวี ิต มที ักษะการ
ใชเ้ ทคโนโลยเี พอื่ เป็นเครอื่ งมือในการเรยี นรู้ มคี วามรับผดิ ชอบต่อสงั คม มคี วามสมดลุ ทงั้ ดา้ นความรู้
ความคิด ความดีงาม และมคี วามภูมิใจในความเปน็ ไทย ตลอดจนใชเ้ ป็นพน้ื ฐาน ในการประกอบ
อาชพี หรอื การศึกษาตอ่
๓. ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย(ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี ๔-๖) เป็นระดบั การศึกษาที่มงุ่ เนน้ การ
เพ่ิมพูนความรู้และทกั ษะเฉพาะด้าน สนองตอบความสามารถ ความถนดั และความสนใจของผเู้ รยี น
แต่ละคน ท้งั ดา้ นวชิ าการ และวชิ าชพี มที กั ษะ มีทกั ษะในการใช้วิทยาการและเทคโนโลยี ทักษะ
กระบวนการคดิ ข้ันสูง สามารถนาความรูไ้ ปประยกุ ต์ใชใ้ ห้เกดิ ประโยชนใ์ นการศึกษาตอ่ และการ
ประกอบอาชพี ม่งุ พฒั นาตนและประเทศตามบทบาทของตน สามารถเปน็ ผู้นา และผู้ให้บรกิ ารชุมชน
ในดา้ นต่าง ๆ
สรปุ จากการศกึ ษา เรือ่ ง มาตรฐานชว่ งช้นั และชนั้ ปขี องหลกั สูตร ซง่ึ ทาให้ผมเขา้ ใจในตวั ของ
มาตรฐานการเรยี นรู้มากขน้ึ เขา้ ใจตวั ยอ่ ที่ใชใ้ นการจดั ทาแผนการจดั การเรียนร้อู ยา่ งชดั แจง้ และใน
รายวิชาวทิ ยาศาสตรท์ ี่ผมสอนอยใู่ นเทอมนกี้ ็มตี ัวช้ีวดั ทัง้ หมด ๓๓ ขอ้ ซง่ึ นกั เรยี นต้องผา่ นหรือบรรลุ
ตามตวั ชว้ี ัด และในเทอมนมี้ มี าตรฐานการเรียนรู้อยู่ ๒ มาตรฐาน เช่น
1 กรมการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ ชุดวิชาวจิ ัยทางการศกึ ษานอกโรงเรียน เลม่
ที่ 10 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลเพื่อการวจิ ัย. (กรุงเทพฯ : บรษิ ัทประชาชนจากดั ”2560). หนา้ ท่ี 23
๑๖๙
มาตรฐาน ว ๑.๑ เข้าใจหนว่ ยพืน้ ฐานของส่งิ มีชวี ติ ความสัมพนั ธข์ องโครงสร้าง และหนา้ ที่
ของระบบตา่ งๆ ของสิ่งมชี ีวิตที่ทางานสัมพนั ธก์ ัน มกี ระบวนการสืบเสาะหาความรู้ สอ่ื สารสง่ิ ที่เรยี นรู้
และนาความร้ไู ปใชใ้ นการดารงชวี ติ ของตนเองและดแู ลสง่ิ มชี ีวิต” ผมยกมาให้ดปู ระกอบคาอธิบาย
ของผมครับ ซงึ่ ถา้ นกั เรียนเรยี นจบในแตล่ ะชว่ งช้ันกจ็ ะไดเ้ ขา้ ใจ และเหน็ ความสาคัญของปรากฏการณ์
ของโลก สิ่งแวดลอ้ ม และมีทักษะทางวทิ ยาศาสตร์ และสาหรบั ทา่ นใดท่สี นใจสามารถไปศกึ ษาต่อได้
ตามเวบ็ ไซตแ์ ละหนังสือทอ่ี า้ งอิงนะครบั .
ดงั น้นั เพ่ือเปน็ หลักประกันวา่ เยาวชนของชาตจิ ะได้รับการพัฒนาอยา่ งมีคุณภาพเท่าเทียม
กัน สว่ นกลางจึงไดก้ าหนดมาตรฐานการเรียนร้ขู น้ึ เพ่อื เป็นเกณฑ์กลางทใี่ ชใ้ นการเทียบเคียง
ตรวจสอบคณุ ภาพการจดั การศกึ ษาแตล่ ะแห่งมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเกณฑ์คุณภาพสาคัญที่บ่งชถ้ี ึง
ระดบั ความรู้ความสามารถทตี่ อ้ งการให้เกดิ แกผ่ ู้เรยี น เพราะมาตรฐานการเรยี นรูจ้ ะบอกถึงส่งิ ท่ี
คาดหวังหรอื จุดหมายได้อย่างชัดเจนว่าอะไรคือส่ิงทตี่ ้องการให้นักเรยี นทกุ คน รู้และปฏบิ ัตไิ ดใ้ นระดับ
การศกึ ษาข้นั พื้นฐาน ท้งั น้ี เพอื่ ให้เกิดความมั่นใจวา่ ไมว่ า่ นกั เรยี นจะจบการศึกษาจากทใี่ ด จาก
โรงเรียนขนาดเล็กหรอื โรงเรียนขนาดใหญไ่ มว่ า่ จะจบจากโรงเรยี นท่ีอย่ใู นเมอื งหรือในชนบทหรอื มุมใด
ของประเทศจะได้รับการพฒั นาใหม้ คี วามรคู้ วามสามารถอยา่ งเทา่ เทยี มกัน จะมยี กเว้นบา้ งก็เพียงผู้ทม่ี ี
ความบกพร่องหรอื พิการในขน้ั รนุ แรงเทา่ นัน้ และสว่ นกลางจะมีกลไกลในการตรวจสอบเพอื่ ประกนั
ระดบั คุณภาพดงั กลา่ ว โดยใช้ระบบประเมนิ ภายในหรือภายนอก ซ่ึงรวมถึง Nationnal tests ที่จะ
เป็นตวั ช้ีวัดสาคญั วา่ สถานศึกษาจัดการเรียนการสอนพฒั นาให้ผเู้ รยี นมคี ณุ ภาพตามท่กี าหนดหรอื ไม่
ดว้ ยเหตุนี้มาตรฐานการเรียนรจู้ ึงเป็นตวั จกั รสาคัญในการขบั เคลื่อนพัฒนาการศึกษา โดยจะสง่ ผลตอ่
การศกึ ษาในทกุ ระดบั ชาติ ทอ้ งถ่นิ โรงเรียน และการเรยี นการสอนในช้ันเรียนผปู้ กครองครูและชมุ ชน
๒. การกาหนดมาตรฐานและระดบั ชน้ั
มาตรฐาน หมายถึง พจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ไดใ้ หค้ านิยามของ
มาตรฐานวา่ มาตรฐาน คอื สง่ิ ทถี่ อื เป็นหลกั สาหรับเทียบกาหนด พระราชบัญญัตมิ าตรฐาน
ผลติ ภณั ฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้กาหนดคาว่า"มาตรฐาน"ไว้วา่ มาตรฐาน คอื ขอ้ กาหนด
รายการอยา่ งใด อยา่ งหนงึ่ หรอื หลายอยา่ งเกีย่ ว กับจาพวก แบบรปู รา่ ง มิติ การทาเครื่องประกอบ
คณุ ภาพชั้นส่วนประกอบ ความสามารถ ความทนทานและความปลอดภัยของผลิตภณั ฑ์อุตสาหกรรม
วิธที า วธิ ีออกแบบ วิธเี ขียนรปู วิธใี ช้ วัตถทุ ีจ่ ะนามาทาผลติ ภัณฑอ์ ุตสาหกรรม และความปลอดภยั อนั
เก่ยี วกับการทา ผลิตภณั ฑอ์ ตุ สาหกรรมจาพวก แบบ รูปรา่ ง มติ ิของหบี หอ่ หรอื ส่ิงบรรจุชนิดอน่ื รวม
ตลอด ถึงการทาหบี ห่อหรอื สิ่งบรรจชุ นดิ อืน่ วิธีการบรรจุ หุ้มหอ่ หรือ ผกู มดั และวัตถทุ ใ่ี ชใ้ น การนน้ั
ด้วย
มาตรฐานการเรียนรู้ หมายถงึ สิง่ ทีก่ าหนดขึน้ เพ่ือกาหนดทศิ ทางเพ่อื พฒั นาประสิทธภิ าพ
การเรยี นการสอน โดยเน้นความรแู้ ละทกั ษะทเี่ กิดขึ้นกับนกั เรียน
มาตรฐานการเรยี นรูแ้ บบช่วงชน้ั หมายถึง มาตรฐานการเรียนร้ใู นแตล่ ะกลมุ่ สาระการเรยี นรู้
เมือ่ ผเู้ รียนเรยี นจบการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน
มาตรฐานการเรยี นรแู้ บบชน้ั ปี หมายถงึ มาตรฐานการเรียนร้ใู นแตล่ ะกลุ่มสาระการเรียนรเู้ ม่ือ
ผ้เู รยี นเรยี นจบในแต่ละช่วงช้ัน
มาตรฐานการเรียนรแู้ บบช่วงชน้ั จะมีความยดื หยุ่นสงู แตก่ ม็ ีข้อจากดั การจดั หลกั สตู รของ
โรงเรียนมีเนือ้ หาแน่นและซา้ ซอ้ น การกาหนดตัวช้ีวดั เปน็ ชั้นปีหรือท่เี รยี กว่า มาตรฐานการเรยี นร้ชู ัน้ ปี
๑๗๐
จึงเปน็ การกาหนดลาดบั การเรยี นร้ไู ว้อยา่ งชดั เจน เพ่อื สรา้ งฐานความร้ใู ห้สงู ขน้ึ ทลี ะชน้ั และหลีกเลีย่ ง
ความซา้ ซ้อนในเน้อื หาทเี่ รยี น
๓. หลักสตู รการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน
โครงสรา้ งหลกั สูตร เพ่ือใหจ้ ัดการศกึ ษาเป็นไปตามหลกั การ จดุ มุ่งหมายและมาตรฐานการ
เรยี นรู้ ท่กี าหนดไว้ในสถานศกึ ษาและผู้ทเ่ี กี่ยวขอ้ งมีแนวปฏบิ ตั ิในการจัดหลักสูตรสถานศึกษา จงึ ได้
กาหนดโครงสร้างของหลักสตู รการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐานดงั น้ี
๑.ระดบั ช่วงชั้น กาหนดหลกั สูตรเปน็ ๔ ชว่ งชั้นตามระดับพฒั นาการดังนี้
ช่วงชัน้ ที่ ๑ ชั้นประถมปที ่ี ๑ - ๓
ชว่ งชน้ั ที่ ๒ ชัน้ ประถมปีที่ ๔ - ๖
ช่วงชั้นท่ี ๓ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ - ๓
ช่วงชน้ั ที่ ๔ ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๔ - ๖
๒.สาระการเรยี นรู้
กาหนดสาระการเรยี นรตู้ ามหลกั สูตร ซง่ึ ประกอบดว้ ยองค์ความรู้ ทกั ษะหรือกระบวนการ
การเรียนรู้ และคุณลกั ษณะหรือคา่ นยิ ม คุณธรรม จริยธรรมของผเู้ รียนเป็น ๘ กล่มุ ดังน้ี
๒.๑ ภาษาไทย
๒.๒ คณติ ศาสตร์
๒.๓ วทิ ยาศาสตร์
๒.๔ สังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม
๒.๕ สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา
๒.๖ ศลิ ปะ
๒.๗ การงานอาชพี และเทคโนโลยี
๒.๘ ภาษาตา่ งประเทศ
สาระการเรยี นร้ทู ้งั ๘ กลมุ่ นเี้ ป็นพ้นื ฐานสาคัญที่ผู้เรียนทกุ คนต้องเรียนรโู้ ดยอาจจัดเปน็ ๒
กลมุ่ คอื กลมุ่ เเรก ประกอบดว้ ย ภาษาไทย คณติ ศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสงั คมศึกษาตอ้ งใชเ้ ป็นหลัก
ในการจดั การเรียนการสอน เพือ่ สร้างพ้นื ฐานการคิดและเปน็ กลยทุ ธ์ในการแกป้ ัญหาและวิกฤตการ
ของชาติกลุ่มท่ีสอง ประกอบดว้ ยสขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และ
ภาษาต่างประเทศ เปน็ สาระการเรียนร้ทู ี่เสริมสรา้ งพ้ืนฐานความเป็นมนุษย์และสร้างศกั ยภาพในการ
คิดและการทางานอย่างสร้างสรรค์เรื่องสง่ิ แวดลอ้ มศึกษา หลักสตู รการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐานกาหนดสาระ
และมาตรฐานการเรียนรู้ ไวใ้ นสาระการเรยี นรูก้ ลุม่ ต่างๆ โดยเฉพาะ กลุ่มวิทยาศาสตร์ กลมุ่ สังคม
ศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม กลมุ่ สขุ ศึกษาและพลศึกษากลมุ่ ภาษาตา่ งประเทศ กาหนดให้เรยี น
ภาษาอังกฤษทุกช่วงชัน้ สว่ นภาษาตา่ งประเทศอื่นๆ สามารถเลือกจัดการเรียนรไู้ ด้ตามความเหมาะสม
หลักสตู รการศกึ ษาขนั้ พื้นฐานกาหนดสาระการเรยี นรใู้ นแตล่ ะกลมุ่ ไวเ้ ฉพาะสว่ นท่ีจาเป็นในการพฒั นา
คุณภาพผู้เรยี นทกุ คนเทา่ น้ัน สาหรบั สว่ นที่ตอบสนองความสามารถ ความถนัดและความสนใจขอ
ผเู้ รียนแตล่ ะคนนั้นสถานศกึ ษาสามารถกาหนดเพ่มิ ขึน้ ได้ ใหส้ อดคลอ้ งและสนองตามศกั ยภาพ ของ
ผเู้ รียนแต่ละคน
๑๗๑
กจิ กรรมพฒั นาผู้เรยี น
เป็นกิจกรรมทจ่ี ดั ใหผ้ ้เู รียนไดพ้ ฒั นาความสามารถของตนเองตามศกั ภาพมุ่งเน้นเพ่มิ เตมิ จาก
กจิ กรรมทไ่ี ด้จดั ใหเ้ รียนรตู้ ามกลมุ่ สาระการเรียนรูท้ งั้ ๘ กลมุ่ การเขา้ รว่ มและปฏิบตั ิทเี่ หมาะสม
รว่ มกับผูอ้ น่ื อยา่ งมีความสุขกบั กิจกรรมท่เี ลอื กดว้ ยตนเองตามความถนดั และความสนใจอย่างแทจ้ ริง
การพฒั นาทส่ี าคัญไดแ้ ก่ การพัฒนาองคร์ วมของการเป็นมนุษย์ให้ครบทกุ ด้าน ทง้ั รา่ งกาย สตปิ ัญญา
อารมณ์ และสังคม โดยอาจจกั เป็นแนวทางหนึง่ ทส่ี นองนโยบายใน การสร้างเยาวชนของชาตใิ หเ้ ปน็ ผู้
มีศีลธรรม จรยิ ธรรม มีระเบียบวนิ ัย และมคี ุณภาพ เพ่อื พฒั นาองคร์ วมของความเป็นมนุษย์ท่ีสมบูรณ์
ปลูกฝังและสรา้ งจิตสานกึ ของการทาประโยชน์ เพ่อื สังคม ซ่ึงสถานศึกษาจะต้องดาเนนิ การอย่างมี
เปา้ หมาย มรี ปู แบบและวิธกี ารทเ่ี หมาะสม กิจกรรมพัฒนาผ้เู รียนแบง่ เป็น ๒ ลกั ษณะคอื
๓.๑ กิจกรรมแนะแนว เป็นกจิ กรรมท่เี หมาะสมและพัฒนาความสามารถของผเู้ รียนให้
เหมาะสมตามความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล สามารถคน้ พบและพัฒนาศกั ยภาพของตนเสรมิ สรา้ ง
ทกั ษะชีวิต
วุฒิภาวะทางอารมณ์ การเรียนรู้ในเชงิ พหปุ ญั ญาและการสร้างสมั พนั ธภาพทีด่ ซี ่ึงผสู้ อนทุกคนตอ้ ง
ทาหน้าที่แนะแนวให้คาปรึกษาดา้ นชีวติ การศึกษาตอ่ การพฒั นาตนเองสู่โลกอาชีพและการมีงานทา
๓.๒ กจิ กรรมนักเรียน เป็นกจิ กรรมทผี่ เู้ รียนเปน็ ผปู้ ฏบิ ตั ดิ ้วยตนเองครบวงจรตัง้ แตศ่ ึกษา
วิเคราะห์ วางแผน ปฏิบตั ติ ามแผน ประเมนิ และปรบั ปรุงการทางาน โดยเน้นการทางานรว่ มกันเป็น
กล่มุ เช่น ลกู เสอื เนตรนารียุวกาชาตแิ ละ ผ้บู าเพญ็ ประโยชน์ เปน็ ต้น
๔. มาตรฐานการเรียนรกู้ ารจดั ระดับชน้ั
หลกั สตู รการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐานกาหนดมาตรฐานการเรยี นร้ตู ามกลมุ่ สาระการเรียนรู้ ๘ กลมุ่
ท่ีเปน็ ข้อกาหนดคุณภาพของผ้เู รยี นดา้ นความรู้ ทกั ษะ กระบวนการ คุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม
ของแตล่ ะกลุ่มเพื่อใชเ้ ปน็ จุดมุ่งหมายในการพฒั นาผู้เรยี นใหม้ ีลกั ษณะทพี่ ึงประสงคซ์ ่ึงกาหนดเปน็ ๒
ลักษณะคอื 2
๔.๑ มาตรฐานการเรียนรกู้ ารศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน เปน็ มาตรฐานการเรยี นรู้ในแต่ละกลุ่มสาระ
การเรยี นรู้ เมอื่ ผู้เรยี นจบการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน
๔.๒ มาตรฐานการเรยี นรู้ช่วงชั้น เปน็ มาตรฐานการเรยี นรใู้ นแตล่ ะกลมุ่ สาระการเรยี นรู้ เม่ือ
ผเู้ รยี นจบในแต่ละช่วงช้นั คือ ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ ๓ และ ๖ และชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๓ และ ๖
มาตรฐานการเรยี นรูใ้ นหลักสตู รการศึกษาข้ันพืน้ ฐานกาหนดไวเ้ ฉพาะมาตรฐานการเรยี นรู้ท่จี าเปน็
สาหรบั การพฒั นาคณุ ภาพผู้เรียนทกุ คนเทา่ นัน้ สาหรบั มาตรฐานการเรยี นรทู้ ีส่ อดคลอ้ งกบั สภาพปัญหา
ชุมชนและสงั คมภมู ิปัญญาท้องถ่นิ คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์ เพ่อื เปน็ สมาชิกท่ีดขี องครอบครวั
ชมุ ชน สงั คมและประเทศชาติ ตลอดจนมาตรฐานการเรยี นรทู้ ีเ่ ขม้ ขึน้ ตามความสามารถ ความถนดั
และความสนใจของผู้เรยี น ใหส้ ถานศึกษาเพิม่ เตมิ ได้
2 กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธกิ าร. ทอ้ งถิ่นกับการพฒั นาหลักสูตร. ( กรงุ เทพฯ : กรมวิชาการ
กระทรวงศึกษาธิการ 2539). หน้าท่ี 78
๑๗๒
๕. การจดั สาระการเรยี นรหู้ ลักสตู ร
หลักสตู รการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐาน เปน็ หลักสูตรท่กี าหนดมาตรฐานการเรียนรู้ในการพัฒนาผู้เรียน
ต้งั แต่ชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๑ ถึงช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี ๖ สาหรับผู้เรียนทุกคน ทกุ กลุ่มเปา้ หมายสามารถ
ปรบั ใชไ้ ด้กับการจัดการศกึ ษาทุกรูปแบบทง้ั ในระบบ นอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัยหลกั สตู ร
การศึกษาขั้นพน้ื ฐานที่สถานศกึ ษานาไปใช้จัดการเรียนร้ใู นสถานศกึ ษานน้ั กาหนดโครงสรา้ งทีเ่ ป็น
สาระการเรียนรู้ จานวนเวลาอย่างกว้างๆ ,, มาตรฐานการเรยี นรทู้ ่แี สดงคณุ ภาพผเู้ รียนเมอ่ื เรียนจบ
๑๒ ปีและเมอ่ื จบการเรยี นรแู้ ตล่ ะช่วงชัน้ ของสาระการเรียนรแู้ ต่ละกลุ่มตอ้ งศึกษาโดยนาโครงสร้าง
ดังกล่าวนี้ไปจดั ทาเป็นหลักสตู รสถานศึกษา โดยคานงึ ถงึ สภาพปัญหาความพร้อม เอกลักษณ์ ภูมิ
ปัญญาท้องถิ่น และคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ ทง้ั นี้สถานศึกษาตอ้ งจดั ทารายวชิ าในแต่ละกลุม่ ให้
ครบถ้วนตามท่มี าตรฐานกาหนด
นอกจากนีส้ ถานศกึ ษาสามารถจดั ทาสาระการเรียนรเู้ พม่ิ เตมิ เป็นหน่อยการเรยี นรู้รายวชิ า
ใหม่ๆ รายวิชาทีม่ คี วามเขม้ ขนึ้ อยา่ งหลากหลาย ให้ผู้เรียนได้คัดเลอื กเรยี นตามความถนัด ความสนใจ
ความต้องการ และความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยเลอื กสาระการเรยี นรู้ ๘ กลุม่ ในชว่ งชัน้ ที่ ๒ ชัน้
ประถมศกึ ษาปที ่ี ๔-๖ ช่วั ชนั้ ที่ ๓ ช้นั มัธยมศึกษาปที ี่ ๑-๓ และช่วงชั้นท่ี ๔ มธั ยมศึกษาปีท่ี ๔-๖ และ
จดั ทามาตรฐานการเรยี นรู้ หรือรายวชิ านั้นๆด้วยสาหรบั ชว่ งชนั้ ที่ ๑ ช้ันมธั ยมศกึ ษาป่ีท่ี ๑-๓ นน้ั ยังไม่
ควรใหเ้ ลือกรายวิชาท่ีเขม้ ขน้ ควรเรียนเฉพาะรายวชิ าพน้ื ฐานกอ่ น สถานศกึ ษาตอ้ งจกั สาระการเรียนรู้
ให้ครบทั้ง๘กลมุ่ ในทุกชนั้ ใหเ้ หมาะสมกบั ธรรมชาติการเรียนรู้ และระดบั พฒั นาการของผ้เู รยี นโดย
ในชว่ งการศึกษาภาคบังคับคือชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๑ ถึงชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี ๓ จัดหลกั สูตรเปน็ รายปี
และชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๔-๖ จดั เป็นหนว่ ยกติ ดงั นี้
ช่วงชั้นท่ี ๑ และ ๒ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี ๑-๓ และ ปที ่ี ๔-๖ การศกึ ษาระดับนีเ้ ปน็ ชว่ งแรก
ของการศกึ ษาภาคบังคับ หลักสตู รที่จดั ขึ้น มงุ่ เนน้ ใหผ้ เู้ รยี นพฒั นาคณุ ภาพชีวิต กระบวนการเรียนรู้
ทางสงั คม ทกั ษะพืน้ ฐานด้านการอ่าน การเขยี น การคิดคานวณ การคดิ วิเคราะห์ การติดต่อส่ือสาร
และพ้ืนฐานความเปน็ มนุษย์ เนน้ การบูรณาการอยา่ งสมบูรณท์ ั้งในด้านร่างกายสตปิ ญั ญา อารมณ์
สังคมและวัฒนธรรม
ชว่ งช้นั ที่ ๓ ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๑-๓ ในช่วงสดุ ท้ายของการศกึ ษาภาคบังคับ มงุ่ เนน้ ใหผ้ เู้ รยี น
สารวจความสามารถ ความถนดั ความสนใจของตนเอง และพฒั นาบุคลกิ ภาพสว่ นตน พฒั นา
ความสามารถ ทักษะพื้นฐานด้านการเรียนรู้ และทกั ษะในการดาเนินชวี ิต ให้มีความสมดลุ ท้งั ดา้ น
ความรู้ ความคิด ความดงี าม และความรบั ผดิ ชอบตอ่ สังคม สามารถเสรมิ สรา้ งสุขภาพสว่ นตนและ
ชุมชน มคี วามภมู ใิ จในความเป็นไทย ตลอดจนใช้เป็นพ้ืนฐานในการประกอบอาชีพหรือศกึ ษาต่อ
ช่วงชน้ั ที่ ๔ ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๔-๖ เปน็ หลกั สตู รท่ีมุ่งเน้นการศกึ ษาเพือ่ เพม่ิ พูนความร้แู ละ
ทกั ษะเฉพาะดา้ น มุ่งปลกู ฝงั ความรู้ ความสามารถ และทกั ษะในวทิ ยาการและเทคโนโลยี เพ่ือให้เกดิ
ความคิดริเรม่ิ สรา้ งสรรค์ นาไปใชใ้ ห้เกิดประโยชน์ตอ่ การศกึ ษาตอ่ และการประกอบอาชีพ ม่งุ ม่นั
พัฒนาตนและประเทศตามบทบาทของตน สามารถเป็นผนู้ า และผู้ให้บรกิ ารชมุ ชนในด้านต่างๆ3
3 ใจทพิ ย์ เช้ือรัตนพงษ.์ การพัฒนาหลกั สูตร : หลักการและแนวปฏิบัติ. ( กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์อลีน
เพรส. 2539 ). หน้าท่ี 67
๑๗๓
การจัดเวลาเรยี น ใหส้ ถานศกึ ษาจัดเวลาเรยี นให้ยดื หยุ่นไดต้ ามความเหมาะสมในแต่ละช้นั ปี ท้ังการ
จัดเวลาเรยี น ในสาระการเรียนรู้ ๘ กลมุ่ และรายวชิ าทีส่ ถานศกึ ษาจดั ทาเพิ่มเติม รวมท้งั ตอ้ งจดั ให้มี
เวลาสาหรับ
กิจกรรมพฒั นากจิ กรรมพฒั นาทุกภาคเรยี นตามความเหมาะสม
ช่วงชัน้ ท่ี ๑ เเละ ๒ ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี ๑-๓ และปที ี่ ๔-๖ การศึกษาระดบั นเ้ี ปน็ ชว่ งแรก
ของการศกึ ษาภาคบงั คบั หลักสูตรที่จัดขน้ึ มงุ่ เน้นให้ผูเ้ รียนพฒั นาคุณภาพชวี ติ กระบวนการเรยี นรู้
ทางสังคม ทกั ษะพืน้ ฐานดา้ นการอ่าน การเขียน การคดิ คานวณ การวิเคราะห์ การตดิ ต่อสื่อสาร และ
พ้ืนฐานความเป็นมนุษย์ เน้นการสมบรู ณอ์ ยา่ งสมดุลทั้งในดา้ นรา่ งกาย สตปิ ญั ญา สังคมและ
วฒั นธรรม
ชว่ งชัน้ ท่ี ๓ มัธยมศึกษาปที ่ี ๑-๓ เปน็ ช่วงสุดทา้ ยของการศึกษาภาคบงั คับ มงุ่ เน้นใหผ้ เู้ รียน
สารวจความสามารถ ความถนดั ความสนใจของตนเอง และพฒั นาบคุ ลิกภาพส่วนตน พฒั นา
ความสามารถ ทกั ษะพ้ืนฐานด้านการเรยี นรู้ และทกั ษะในการดารงชีวิต ใหม้ คี วามสมดลุ ทางด้าน
ความรู้ ความคดิ ความสามารถ ความดีงาม และความรับผดิ ชอบตอ่ สังคม สามารถเสรมิ สร้างสุขภาพ
สว่ นตนเเละชุมชน มคี วามภูมใิ จในความเปน็ ไทย ตลอดจนใช้เป็นพนื้ ฐานในการประกอบอาชีพหรือ
ศกึ ษาตอ่
ชว่ งช้ันท่ี ๔ ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๔-๖ ใหจ้ ดั เวลาเรียนเป็นรายภาค โดยใหค้ ดิ นา้ หนักของ
รายวชิ าท่เี รียนเป็นหนว่ ยกิต ใช้เกณฑ์ ๔๐ ช่วั โมงตอ่ ภาคเรียน มีคา่ น้าหนกั วิชา ๑ หนอ่ ยกิตและมี
เวลาเรียนประมาณวันละไม่น้อยกวา่ ๖ ช่ัวโมง การจัดเวลาเรียนและสาระการเรียนรใู้ นช่วงชัน้ นี้ เปน็
การเรม่ิ เขา้ สู่การเรยี นเฉพาะสาขา จึงใหม้ กี ารเลือกเรียนในบางรายวชิ าของแต่ละกล่มุ สาระ การ
เรยี นรแู้ ละจัดทา "รายวิชาเพิม่ เติมใหม่" บางรายวชิ าทีน่ า่ สนใจหรอื ทมี่ คี วามยากในระดบั สงู ข้นึ ไป เช่น
แคลคลู ัสในคณิตศาสตร์ หรือวทิ ยาศาสตรช์ ั้นสูง สาหรบั ทเี่ รยี นกล่มุ สาระนไี้ ดด้ ีเป็นพิเศษ นอกจากน้ี
สถานศึกษาสามารถปรับปรงุ แบบการจัดหลกั สตู รให้เหมาะสมยง่ิ ข้ึนไดใ้ นบางกลมุ่ สาระ เช่น ศลิ ปะ
การงานอาชีพและเทคโนโลยี ซ่ึงยงั จาเป็นต้องเรียนอยู่อาจจดั เป็นรายวิชาสัน้ ๆ หรอื รายวชิ าเด่ียว
หรอื รวมกันในลักษณะบูรณาการ เมอื่ สถานศึกษาจัดการเรยี นร้ตู ามมาตรฐานเรียนช่วงชน้ั ท่รี ะบไุ ว้
แล้วก็อาจพัฒนาเปน็ วชิ าเลือกเฉพาะทางในระดบั สูงขึน้ ไปไดเ้ ช่นเดยี วกนั การจดั เวลาเรยี นดงั กล่า
ขน้ั ต้นเปน็ เเนวทางสาหรับการจดั การศึกษาในระบบสถานศกึ ษาส่วนการจัดการศึกษานอกระบบ และ
การศกึ ษาตามอธั ยาศยั น้นั ใหพ้ จิ ารณายดื หย่นุ เวลาเรียนตามสถานการณแ์ ละโอกาสผเู้ รยี นสามารถ
เรียนรไู้ ด้
วสิ ยั ทศั น์การเรยี นรู้
การศกึ ษาคณติ ศาสตร์สาหรบั หลักสตู รการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ เป็น
การศกึ ษาเพอ่ื ปวงชนทเ่ี ปดิ โอกาสให้เยาวชนทุกคนได้เรียนรคู้ ณติ ศาสตร์อยา่ งต่อเนือ่ ง และตลอดชวี ติ
ตามศกั ยภาพ ทัง้ นเี้ พ่อื ให้เยาวชนเป็นผู้ทมี่ คี วามร้คู วามสามารถทางคณิตศาสตร์ทีพ่ อเพียงสามารถนา
ความรูท้ กั ษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ท่ีจาเป็นไปพฒั นาคุณภาพทางชวี ติ ใหด้ ียง่ิ ข้นึ รวมทั้ง
สามารถนาไปเป็นเคร่ืองมือในการเรยี นรตู้ ่างๆ และเปน็ พนื้ ฐานสาหรับการศึกษาตอ่ ดังนนั้ จึงเปน็
ความรบั ผิดชอบของสถานศกึ ษาท่ีตอ้ งจัดสาระการเรยี นรู้ที่เหมาะสมแกผ่ ้เู รยี นแตล่ ะคนทงั้ นเ้ี พ่ือให้
บรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้ทกี่ าหนดไว้
สาหรับผู้เรยี นทีม่ คี วามสามารถทางคณติ ศาสตร์ และต้องการเรยี นคณติ ศาสตรม์ ากขนึ้ ให้ถอื
เป็นหนา้ ทขี่ องสถานศกึ ษาทีจ่ ะต้องจัดโปรแกรมการเรยี นการสอนใหแ้ กผ่ ูเ้ รยี นเพือ่ ใหผ้ ู้เรียนได้มโี อกาส
๑๗๔
เรยี นรู้คณติ ศาสตร์เพม่ิ เตมิ ตามความถนดั และความสนใจ ทั้งนเ้ี พอื่ ใหผ้ ู้เรียนมีความรู้ทดั เทียมกับ
นานาอารยประเทศ
๕. การจัดเวลาเรยี นตามระดบั ชน้ั
หลักสตู รการศกึ ษาขนึ้ พื้นฐานกาหนดเวลาในการจดั การเรยี นรแู้ ละกิจกรรมพฒั นาผู้เรียนไว้
ดงั นี้
ช่วงชน้ั ที่ ๑ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๑-๓ มเี วลาเรียนประมาณปีละ ๘๐๐ - ๑๐๐๐ ชั่วโมงโดย
เฉลีย่ วันละ ๔ - ๕ ชั่วโมง
ช่วงชน้ั ที่ ๒ ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี ๔-๖ มเี วลาเรียนประมาณปลี ะ ๘๐๐ - ๑๐๐๐ ชว่ั โมงโดย
เฉล่ยี วันละ ๔ - ๕ ชว่ั โมง
ชว่ งชัน้ ท่ี ๓ ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๑-๓ มเี วลาเรียนประมาณปีละ ๘๐๐ - ๑๒๐๐ ชวั่ โมงโดย
เฉลีย่ วนั ละ ๕ - ๖ ชวั่ โมง
ช่วงชนั้ ท่ี ๔ ชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ ๔-๖ มเี วลาเรยี นปีละไมน่ อ้ ยกว่า ๑๒๐๐ ชว่ั โมงโดยเฉล่ยี วัน
ละไมน่ ้อยกวา่ ๖ ชว่ั โมง
โครงสรา้ งหลักสตู รขน้ั พน้ื ฐานในภาพรวมแสดงไวใ้ นตารางตอ่ ไปนี้
ชีวติ ของผ้ใู หญ่คือแบบอยา่ งของเดก็
เดก็ คือกระจกเงาของผ้ใู หญ่
ปัญหาของเด็กคือภาพสะท้อนของผใู้ หญ่
อยากเดก็ รคู้ ณุ ค่าของชีวิตเสยี กอ่ น
ชวี ติ ทพี่ อ่ แมร่ ู้คณุ ค่าไดอ้ ย่างชดั เจน แจ่มชัด คือ ..ลูก..ทีอ่ ยตู่ รงหนา้ นน่ั เอง
๗. สรปุ
หลักในการจัดการเรียนการสอน เพอ่ื สร้างพ้นื ฐานการคดิ และเป็นกลยทุ ธ์ในการแกป้ ัญหา
และวกิ ฤตการของชาตกิ ลุ่มท่ีสอง ประกอบด้วยสขุ ศึกษาและพลศกึ ษา ศลิ ปะ การงานอาชพี และ
เทคโนโลยี และภาษาตา่ งประเทศ เปน็ สาระการเรียนรทู้ ี่เสรมิ สรา้ งพืน้ ฐานความเป็นมนษุ ย์และสรา้ ง
ศักยภาพในการคดิ และการทางานอยา่ งสร้างสรรค์เร่อื งส่ิงแวดล้อมศึกษา หลกั สูตรการศึกษาขน้ั
พืน้ ฐานกาหนดสาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ ไวใ้ นสาระการเรยี นร้กู ลุ่มตา่ งๆ โดยเฉพาะ กลมุ่
วิทยาศาสตร์ กลุม่ สงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม กลมุ่ สุขศึกษาและพลศกึ ษากลุ่ม
ภาษาตา่ งประเทศ กาหนดให้เรียนภาษาอังกฤษทกุ ชว่ งช้ัน ส่วนภาษาตา่ งประเทศอ่นื ๆ สามารถเลือก
จดั การเรยี นรู้ไดต้ ามความเหมาะสมหลกั สตู รการศึกษาข้ันพื้นฐานกาหนดสาระการเรียนรู้ในแต่ละกลุ่ม
ไว้เฉพาะส่วนทจ่ี าเปน็ ในการพัฒนาคุณภาพผเู้ รียนทกุ คนเทา่ นนั้ สาหรบั สว่ นทต่ี อบสนอง
ความสามารถ ความถนัดและความสนใจขอผเู้ รยี นแต่ละคนน้นั สถานศกึ ษาสามารถกาหนดเพม่ิ ขน้ึ ได้
ให้สอดคลอ้ งและสนองตามศักยภาพ ของผู้เรียนแต่ละคนการเข้ารว่ มและปฏบิ ตั ิท่ีเหมาะสมรว่ มกับ
ผู้อน่ื อยา่ งมคี วามสุขกบั กิจกรรมทีเ่ ลอื กด้วยตนเองตามความถนดั และความสนใจอย่างแทจ้ รงิ การ
พฒั นาทส่ี าคัญได้แก่ การพัฒนาองคร์ วมของการเป็นมนุษยใ์ ห้ครบทุกด้าน ทั้งร่างกาย สติปญั ญา
อารมณ์ และสังคม โดยอาจจกั เปน็ แนวทางหนึ่งทีส่ นองนโยบายใน การสรา้ งเยาวชนของชาตใิ ห้เป็นผู้
มีศีลธรรม จรยิ ธรรม มรี ะเบยี บวินยั และมคี ุณภาพ เพ่ือพัฒนาองคร์ วมของความเป็นมนุษยท์ ่สี มบูรณ์
ปลูกฝงั และสรา้ งจิตสานึกของการทาประโยชน์ เพื่อสงั คม
๑๗๕
คาถามท้ายบทที่ ๗
แบบฝึกหดั ที่ ๑ คาชแี้ จง ให้นิสิตเลือกกากบาทขอ้ ท่ีถกู ต้องที่สุดเพียงข้อเดียว
๑. เนน้ การเพ่ิมพนู ความรู้ และทักษะเฉพาะด้าน เปน็ หลักการจัดการศกึ ษาตามหลักสตู รแกนกลางฯ
ระดับใด
ก. ระดบั กอ่ นประถมศึกษา ข. ระดับประถมศึกษา
ค. ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน้ ง. ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย
๒. เนน้ ทกั ษะ ด้านการอา่ น เขยี น คิดคานวณ เปน็ หลักการจดั การศกึ ษาตามหลักสูตรแกนแกนกลางฯ
ระดับใด
ก. ระดบั กอ่ นประถมศกึ ษา ข. ระดับประถมศึกษา
ค. ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น ง. ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย
๓. การจดั เวลาเรยี นหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน ๕๑ ในระดับ ประถมศึกษากาหนดจดั
อยา่ งไร
ก. กาหนดเป็นรายเดอื น ข. กาหนดเป็นรายภาค
ค. กาหนดเป็นรายปี ง. กาหนดตามครูผู้สอน
๔. การพิจารณาให้นกั เรยี นซา้ ชั้น ตอ้ งคานึงถงึ นักเรยี นด้านใดเปน็ สาคญั
ก. อายุ ข. วุฒิภาวะและสมอง
ค.วฒุ ิภาวะและความรู้ความสามารถ ง. รา่ งกายและสมอง
๕. แบบรายงานผ้สู าเรจ็ การศกึ ษา หมายถึง แบบ (ปพ.) ใด
ก. ปพ.๑ ข. ปพ.๒ ค. ปพ.๓ ง. ปพ.๔
๖. ผู้ลงนามประกาศใชห้ ลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ คอื ใคร
ก. สพฐ ข. คณะรัฐมนตรี
ค. รฐั มนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธกิ าร ง. คณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน
๗. ครูท่านใดทาตามบทบาทของครูผู้สอนตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน
ก. ครูยพุ านานกั เรียนเข้าไปศกึ ษาการทากระเปา๋ ผ้าจากแหล่งเรยี นร้ใู นชุมชน
ข. ครชู วัลย์จดั บรรยากาศในห้องเรียนให้เอ้ือตอ่ การเรียนรขู้ องนักเรียน
ค. ครูสมพรตงั้ คาถามในบทเรียนและใหน้ กั เรยี นคิดหาคาตอบดว้ ยตนเอง
ง. ครูธดิ านาความร้จู ากการทตี่ นเองไปอบรมมานาไปประยกุ ตใ์ ช้กบั วิชาภาษาไทยทต่ี นเองสอน
๘. เด็กหญิงสุรยี ์ เรยี นอยูช่ นั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี ๔ สอบปลายภาคเรยี นท่ี ๒ ไม่ผ่านกล่มุ สาระการเรยี นรู้
ภาษาต่างประเทศ จะไดเ้ ล่อื นไปช้ันเรียนชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ ๕ หรือไม่ เพราะเหตุใด
ก. ได้ เพราะ ไมผ่ ่านเพียงเล็กน้อย ข. ได้ เพราะ สามารถซอ่ มเสริมในปตี ่อไปได้
ค. ไม่ได้ เพราะ เกรดเฉล่ียต่ากว่าเกณฑ์ ง. ไม่ได้ เพราะ ไม่ผ่านเกณฑก์ ารประเมิน
๙. เด็กชายอานนท์ มีระดับผลการเรยี น B+ แสดงวา่ ทาคะแนนในระบบรอ้ ยละได้อย่ใู นเกณฑเ์ ทา่ ไร
ก. ๗๐-๗๔ ข. ๗๔-๘๐ ค. ๗๕-๗๙ ง. ๗๕-๘๐
๑๐. การเก็บขอ้ มูลนกั เรียนเพอื่ นาไปใชใ้ นการตดั สนิ ผลการเรยี น มวี กี ารอยา่ งไรจงึ เหมาะสมที่สุด
ก. เกบ็ ขอ้ มูลบางด้าน บางโอกาส
ข. เลอื กเก็บขอ้ มูลเทา่ ทจี่ าเปน็ และทดสอบเปน็ ระยะ
ค. เลือกเกบ็ ข้อมลู ทุกดา้ นตามตวั ชีว้ ัดและเกบ็ ขอ้ มลู ทกุ เดือน
๑๗๖
ง. เลอื กเกบ็ ขอ้ มลู ทกุ ดา้ นและต่อเนือ่ งในแต่ละภาค
แบบฝกึ หัดที่ ๒ คาชแี้ จง ให้นิสิตเติมสญั ลกั ษณ์ ถกู หนา้ ข้อความทีถ่ ูกตอ้ ง ผดิ หน้าขอ้ ความทไ่ี ม่
ถกู ตอ้ ง
____๑. การเกบ็ ขอ้ มูลนักเรยี นเพื่อนาไปใชใ้ นการตดั สินผลการเรียนเลอื กเก็บขอ้ มูลเท่าท่ี
จาเปน็ และทดสอบเป็นระยะ
____๒. เดก็ ชายอานนท์ มีระดบั ผลการเรียน B+ แสดงว่าทาคะแนนในระบบรอ้ ยละ ๗๕-๗๙
____๓. เดก็ หญิงสุรีย์ เรยี นอยูช่ ัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ ๔ สอบปลายภาคเรียนที่ ๒ ไม่ผา่ นกลุ่ม
สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ จะไดเ้ ลอ่ื นไปชนั้ เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี ๕ หรือไม่ ได้ เพราะ ไม่
ผ่านเพียงเล็กน้อย
____๔. ครูธิดานาความรู้จากการท่ีตนเองไปอบรมมานาไปประยุกตใ์ ชก้ ับวชิ าภาษาไทยท่ี
ตนเองสอน
____๕. ผู้ลงนามประกาศใช้หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ คือ
คณะรัฐมนตรี
____๖. แบบรายงานผสู้ าเรจ็ การศกึ ษา หมายถงึ ปพ.๓
____๗. การจัดเวลาเรยี นหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน ๕๑ ในระดับ
ประถมศกึ ษากาหนดจัดกาหนดเปน็ รายปี
____๘. การพจิ ารณาใหน้ กั เรียนซา้ ช้นั ตอ้ งคานึงถึงนักเรียนดา้ นใดเป็นสาคอั ายุ
____๙. เนน้ ทักษะ ดา้ นการอ่าน เขียน คิดคานวณ เปน็ หลักการจัดการศกึ ษาตามหลักสูตร
แกนแกนกลางฯ ระดับกอ่ นประถมศกึ ษา
____๑๐. เน้นการเพ่มิ พูนความรู้ และทักษะเฉพาะดา้ น เป็นหลักการจดั การศึกษาตาม
หลักสูตรแกนกลางฯ ระดับประถมศกึ ษา
แบบฝึกหดั ท่ี ๓ คาชแี้ จง ให้นสิ ติ เลอื กคาตอบดา้ นซ้ายไปใสใ่ นชอ่ งวา่ งทางขวาให้ถูกตอ้ ง
_______๑. การจดั การศกึ ษาระดบั การศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน ตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษา
ขั้นพน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑ แบ่งเปน็ กีร่ ะดับ
_______๒. หลกั สตู รการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน กาหนดให้นักเรยี น เรยี นรทู้ ้งั หมดกก่ี ลมุ่
_______๓. แบบรายงานผู้สาเร็จการศกึ ษา
_______๔. ระดบั ประถมศึกษา
_______๕. ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ ๑-๓
_______๖. การจัดเวลาเรียนหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน ๕๑ ในระดบั
_______๗. ระดบั ผลการเรยี น B+
_______๘. เนน้ ทกั ษะ ด้านการอ่าน เขยี น คิดคานวณ เปน็ หลกั การจดั การศึกษาตาม
หลักสูตรแกนแกนกลางฯ
______๙. ผ้ลู งนามประกาศใช้หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
______๑๐. เน้นการเพ่มิ พนู ความรู้ และทกั ษะเฉพาะดา้ น เป็นหลักการจดั การศึกษาตาม
หลักสตู รแกนกลางฯ ระดบั ใด
๑๗๗
คาชแี้ จง ให้นสิ ิตเลอื กคาตอบด้านซ้ายไปใส่ในช่องวา่ ง ตอ่ ไปนี้
ก. การศกึ ษาเปน็ ๓ ระดับ
ข. ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี ๑-๖
ค. ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน้
ง. ๘ กลมุ่ สาระ
จ. หมายถึง ปพ.๓
ฉ. ๗๕-๗๙
ช. กาหนดเป็นรายปี
ซ. ระดบั ก่อนประถมศกึ ษา
ฌ. รฐั มนตรีว่าการกระทรวงศกึ ษาธิการ
ญ. ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย
แบบฝึกหดั ท่ี ๔ คาชแ้ี จง จงตอบคาถามตอ่ ไปน้ี
๑. มาตรฐานการเรียนรู้ชว่ งชน้ั และชั้นปขี องหลกั สูตร คือ
................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
๒. ระดบั ประถมศกึ ษา หมายถงึ
................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
๓. ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น หมายถึง
................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
๔. มาตรฐาน หมายถงึ
................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................
๑๗๘
อ้างองิ ประจาบท
กระทรวงศึกษาธกิ าร. หลักสูตรการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๔๔ . กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์ครุ ุ
สภา ลาดพรา้ ว. ๒๕๔๔.
. การวจิ ัยเพอ่ื การเรยี นรู้.กรงุ เทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพรา้ ว.๒๕๕๑
กาญจนา คุณารักษ์. เอกสารคาบรรยาย. วิชาศล.๓๑๙ หลักสูตร ภาควชิ าหลกั สตู รและวธิ กี ารสอน
คณะ ศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร. ๒๕๒๑.
. หลกั สตู รและการพฒั นา พมิ พค์ รัง้ ท่ี ๓, นครปฐม : คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ศลิ ปากร, ๒๕๔๐.
กรมการศกึ ษานอกโรงเรียน กระทรวงศกึ ษาธิการ ชุดวชิ าวิจยั ทางการศึกษานอก
โรงเรียนเล่มที่ ๑๐ การเก็บรวบรวมขอ้ มูลเพ่อื การวจิ ัย. กรุงเทพฯ : บรษิ ัทประชาชน
จากัด๒๕๔๑ : ๒
กรมวชิ าการ กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. ท้องถิ่นกบั การพฒั นาหลกั สูตร. กรุงเทพฯ : กรมวชิ าการ
กระทรวงศึกษาธิการ ๒๕๓๙
สงดั อุทรานันท์. พนื้ ฐานการพฒั นาหลักสตู ร. กรงุ เทพฯ : กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. ๒๕๓๒.
. พน้ื ที่และหลกั การพฒั นาหลักสตู ร. กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์มิตรสยาม. ๒๕๓๒.
สันต์ สิงหภักดี และสนั ตสิ ขุ โสภณศริ (แปล). ทนี่ ่ีไมม่ โี รงเรียน ไอวาน อลิ ลชิ . ๒๕๓๗.
สาโรช บวั ศร.ี แนวคดิ บางประการทางการศกึ ษา. กรุงเทพฯ :กระทรวงศึกษาธิการ. ๒๕๑๔
สุจรติ เพยี รชอบ. E Learning การพฒั นาหลกั สูตร. กรงุ เทพฯ : จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย. ๒๕๔๘.
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาต.ิ คณะอนุกรรมการปฏิรูปการเรยี นร.ู้ ปฏิรปู การเรยี นรู้
ผูเ้ รียนสาคัญทส่ี ดุ . กรุงเทพฯ : โรงพิมพก์ ารศาสนา, ๒๕๔๓.
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแหง่ ชาติ สานกั นายกรฐั มนตรี. พระราชบญั ญัติการศกึ ษา
แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ และท่แี ก้ไขเพิม่ เติม (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๕. กรุงเทพฯ : บรษิ ัท
พรกิ หวานกราฟฟิค จากดั , ม.ป.ป.
สันต์ ธรรมบารงุ . หลักสตู รและการบรหิ ารหลกั สตู ร. กรุงเทพฯ : ภาคพฒั นาตาราและเอกสาร
วชิ าการ กรมการฝกึ หัดครู, ๒๕๒๗.
บทที่ ๘
หลักการพฒั นาหลักสูตรสถานศกึ ษา
สาระสาคญั
การพัฒนาหลกั สตู รเปน็ กระบวนการวางแผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรทู้ ุกประเภท เพื่อให้
ผเู้ รียนเกดิ การเปล่ียนแปลงพฤติกรรมตามความมุ่งหมายและจุดประสงคท์ ีก่ าหนดไว้ และเปน็ การวาง
แผนการประเมินผลใหท้ ราบถึงการเปลยี่ นแปลงในตวั ผู้เรยี น ว่าไดบ้ รรลุตามความมงุ่ หมายและ
จดุ ประสงค์จรงิ หรอื ไม่ เพอ่ื ผทู้ มี่ หี น้าที่รับผดิ ชอบจะได้ร้แู ละคดิ เพ่อื แกไ้ ขปรบั ปรงุ ต่อไป ดงั นั้น
หลกั สูตรทดี่ แี ละเหมาะสมจะตอ้ งมีการพฒั นาอยเู่ สมอเพ่อื ให้ทันต่อการเปลยี่ นแปลงของกาลเวลา
สภาพเศรษฐกจิ สงั คม การเมอื ง และการปกครองของประเทศตลอดจนความก้าวหน้าทางวิทยาการ
และเทคโนโลยตี ่าง ๆ ในอดตี นักพฒั นาหลกั สตู รจะให้ความสาคัญเกยี่ วกบั เป้าหมาย เนื้อหาและ
วิธีการสอนของหลกั สูตรโดยไม่คอ่ ยสนใจหรอื คานงึ ผูเ้ รยี นว่าจะมีความรู้สกึ หรือมีผลกระทบอย่างไร
ปกตินกั พฒั นาหลักการสูตรจะกาหนดจะกาหนดจุดมุง่ หมายใหเ้ กดิ ประโยชนแ์ กผ่ เู้ รียนเป็นสาคัญ และ
เน้ือหาสาระตลอดทง้ั กระบวนการเรยี นการสอนกจ็ ะตอ้ งเป็นเร่อื งของครทู จี่ ะต้องคิดมาหา ครมู ักจะ
หาเนอ้ื เรือ่ งและวิธีการเรียนการสอนโดยคานงึ วา่ ผูเ้ รยี นคิดอยา่ งไร มคี วามรู้สกึ อย่างไรและมคี วาม
ต้องการอยา่ งไร แต่ในปัจจุบนั แนวคิดนไ้ี ด้เปลีย่ นไป จงึ เปน็ หนา้ ท่ีของนกั พฒั นาหลกั สตู รที่จะต้องหา
แนวทางในการพัฒนาหลกั สูตรให้มีความถกู ต้อง ชดั เจนและเปน็ ประโยชนก์ ับผู้เรยี นมากทส่ี ดุ ท้ังน้ไี ด้
มีผ้กู ล่าวถงึ ความหมายของการพัฒนาหลกั สูตร
ขอบเขตของเนอื้ หา
๑. ความหมายการพฒั นาหลักสูตรสถานศึกษา
๒. หลักการจดุ มงุ่ หมายและโครงสรา้ ง
๓. กระบวนการจัดทาหลกั สตู รสถานศึกษา
๔. หลกั สูตรเดิมกับหลักสตู รปจั จบุ นั
๕. การบรหิ ารจดั การหลกั สตู รสถานศกึ ษา
วตั ถปุ ระสงค์
๑. เพอื่ เป็นการเรียนรู้เก่ยี วกบั การพฒั นาหลักสตู ร
๒. เพอื่ ใหเ้ กดิ ความตระหนักถงึ ความสาคญั ของการพฒั นาหลักสูตร
๓. เพื่อใหม้ ีความเขา้ ใจถงึ การพัฒนาหลกั สตู รและการใชห้ ลกั สูตร
๔. เพอื่ ให้รูแ้ ละเขา้ ใจถึงตา่ งๆทางดา้ นหลักสูตรปจั จยั
บทนา
การพฒั นาหลักสูตรเป็นกระบวนการวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรทู้ กุ ประเภท เพ่อื ให้
ผูเ้ รยี นเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรมตามความมงุ่ หมายและจดุ ประสงค์ที่กาหนดไว้ และเปน็ การวาง
แผนการประเมินผลใหท้ ราบถึงการเปลี่ยนแปลงในตัวผ้เู รยี น วา่ ไดบ้ รรลตุ ามความม่งุ หมายและ
๑๘๐
จุดประสงค์จรงิ หรือไม่ เพอ่ื ผทู้ มี่ หี นา้ ที่รับผดิ ชอบจะไดร้ แู้ ละคิดเพือ่ แกไ้ ขปรบั ปรงุ ต่อไป ดงั น้นั
หลกั สตู รที่ดแี ละเหมาะสมจะตอ้ งมีการพฒั นาอยู่เสมอเพื่อให้ทันตอ่ การเปล่ียนแปลงของกาลเวลา
สภาพเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการปกครองของประเทศตลอดจนความกา้ วหน้าทางวิทยาการ
และเทคโนโลยตี ่าง ๆ ในอดตี นกั พฒั นาหลกั สตู รจะให้ความสาคัญเกีย่ วกบั เปา้ หมาย เน้อื หาและ
วิธีการสอนของหลกั สตู รโดยไม่คอ่ ยสนใจหรอื คานงึ ผูเ้ รียนว่าจะมคี วามรู้สึกหรอื มีผลกระทบอย่างไร
ปกตนิ กั พัฒนาหลกั การสูตรจะกาหนดจะกาหนดจุดมุ่งหมายให้เกดิ ประโยชน์แก่ผเู้ รียนเปน็ สาคญั และ
เนื้อหาสาระตลอดทง้ั กระบวนการเรียนการสอนก็จะตอ้ งเป็นเรอ่ื งของครูท่จี ะต้องคดิ มาหา ครูมักจะ
หาเนอ้ื เรอื่ งและวธิ กี ารเรยี นการสอนโดยคานงึ วา่ ผเู้ รยี นคิดอย่างไร มคี วามรู้สึกอย่างไรและมีความ
ตอ้ งการอยา่ งไร แตใ่ นปัจจบุ นั แนวคิดน้ไี ด้เปลี่ยนไป จึงเป็นหนา้ ท่ขี องนักพฒั นาหลักสตู รทจ่ี ะตอ้ งหา
แนวทางในการพัฒนาหลกั สูตรให้มคี วามถกู ตอ้ ง ชดั เจนและเปน็ ประโยชนก์ บั ผเู้ รยี นมากที่สุด ทั้งน้ไี ด้
มผี ้กู ล่าวถึงความหมายของการพฒั นาหลกั สูตร
๑. ความหมายการพัฒนาหลักสตู ร
การพฒั นาหลกั สตู รเป็นกระบวนการวางแผนการจัดกจิ กรรมการเรียนรทู้ กุ ประเภท เพือ่ ให้
ผูเ้ รียนเกดิ การเปลย่ี นแปลงพฤติกรรมตามความม่งุ หมายและจุดประสงคท์ กี่ าหนดไว้ และเปน็ การวาง
แผนการประเมินผลใหท้ ราบถงึ การเปลี่ยนแปลงในตวั ผเู้ รยี น วา่ ได้บรรลตุ ามความมงุ่ หมายและ
จุดประสงคจ์ รงิ หรือไม่ เพอ่ื ผู้ท่มี หี น้าทร่ี บั ผดิ ชอบจะได้รูแ้ ละคิดเพอ่ื แก้ไขปรบั ปรุงต่อไป ดงั นั้น
หลักสูตรท่ีดแี ละเหมาะสมจะต้องมีการพฒั นาอยเู่ สมอเพ่อื ใหท้ นั ต่อการเปล่ยี นแปลงของกาลเวลา
สภาพเศรษฐกจิ สงั คม การเมือง และการปกครองของประเทศตลอดจนความก้าวหนา้ ทางวิทยาการ
และเทคโนโลยตี า่ ง ๆ
ในอดตี นักพฒั นาหลกั สตู รจะใหค้ วามสาคญั เกีย่ วกบั เป้าหมาย เนื้อหาและวิธีการสอนของ
หลักสูตรโดยไม่ค่อยสนใจหรอื คานึงผเู้ รียนวา่ จะมีความรู้สกึ หรอื มีผลกระทบอย่างไร ปกตินักพัฒนา
หลกั การสูตรจะกาหนดจะกาหนดจุดมุ่งหมายใหเ้ กิดประโยชน์แก่ผเู้ รียนเป็นสาคัญ และเนอื้ หาสาระ
ตลอดทั้งกระบวนการเรียนการสอนกจ็ ะต้องเป็นเรอื่ งของครูทีจ่ ะต้องคิดมาหา ครูมักจะหาเนอื้ เรื่อง
และวธิ กี ารเรียนการสอนโดยคานงึ วา่ ผู้เรยี นคดิ อย่างไร มีความรสู้ กึ อยา่ งไรและมีความตอ้ งการอยา่ งไร
แตใ่ นปจั จบุ ันแนวคดิ นไี้ ดเ้ ปลี่ยนไป จงึ เป็นหนา้ ทข่ี องนักพฒั นาหลกั สูตรที่จะตอ้ งหาแนวทางในการ
พฒั นาหลกั สตู รให้มคี วามถูกตอ้ ง ชัดเจนและเป็นประโยชนก์ บั ผเู้ รียนมากท่สี ุด ทัง้ นไ้ี ดม้ ีผู้กล่าวถึง
ความหมายของการพัฒนาหลักสูตร1
สนั ต์ ธรรมบารุง ได้กลา่ วถงึ ความหมายของการพัฒนาหลักสูตรไวว้ ่าการพัฒนาหลักสตู ร
(curriculum development) จะมีความหมายครอบคลุมถึงการสร้างหลักสูตรการวางแผนหลกั สตู ร
การปรบั ปรงุ หลักสูตร การพฒั นาหลกั สูตรซึ่งเปน็ การปรับปรุงคุณภาพของหลักสตู รให้ดีข้ึนทัง้ ระบบ
ตง้ั แตจ่ ุดมุ่งหมาย การเรียนการสอน การใชส้ อื่ การเรยี นการสอน การวดั และประเมินผล
บญุ มี เณรยอด กล่าววา่ การพฒั นาหลักสตู ร หมายถงึ การปรบั ปรุงโครงการทป่ี ระมวล
ความรแู้ ละประสบการณ์ทง้ั หลาย เพอ่ื พัฒนาผู้เรยี นให้ดขี นึ้ ให้เหมาะสมและสอดคลอ้ งกบั สภาพสงั คม
และเพอ่ื บรรลตุ ามจดุ มงุ่ หมายทว่ี างไว้
1 เปรือ่ ง กจิ รจั ตนี. หลักสูตรอตุ สาหกรรมการศกึ ษาและการจัดการมัธยมศกึ ษา. ภาควิชา พนื้ ฐาน
อุตสาหกรรมศึกษา คณะอุตสาหกรรมศกึ ษา สถาบนั ราชภฏั พระนคร. 2532.