ดาราศาสตร์และอวกาศ รหัสวิชา 8304201 เอกสารประกอบการสอนรายวิชา โดย. . . อาจารย์วีรวัฒน์ อินทรทัต (Astronomy and Space) คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต
(ก) ค ำน ำ รายวิชาดาราศาสตร์และอวกาศ (Astronomy and Space) รหัส 8304201 เป็นรายวิชาเลือก เสรีที่เปิดการเรียนการสอนภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต มุ่งเน้นเนื้อหาเกี่ยวกับความรู้ทางระบบสุริยะ ธรรมชาติคุณสมบัติของแสง ลักษณะของวัตถุท้องฟ้า ทัศนูปกรณ์ทางดาราศาสตร์ รวมถึงศึกษาลักษณะ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ของวัตถุในท้องฟ้า เริ่มตั้งแต่วัตถุท้องฟ้าที่อยู่ใกล้สุดไปยังจุดที่กว้างไกลสุดจากโลกถึง เอกภพ ยานอวกาศ และความก้าวหน้าของดาราศาสตร์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียน เกิดความเข้าใจต่อสิ่งต่าง ๆ และสามารถเฝ้ามองเห็น ค้นหา ตลอดจนหาค าตอบเกี่ยวกับปรากฏการณ์ ต่าง ๆ ทางธรรมชาติให้กับตัวเอง เช่น การเกิดกลางวัน กลางคืน ข้างขึ้น ข้างแรม ปรากฏการณ์น้ าขึ้น น้ าลง จันทรุปราคา สุริยุปราคา อุกกาบาต ดาวหาง ฝนดาวตก ปรากฏการณ์พระจันทร์ยิ้ม หรือแม้กระทั่ง เรื่องของฤดูกาล ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจ าวันของมนุษย์ ทั้งสิ้น ด้านหนึ่งนั้นยังช่วยต่อเติมจินตนาการให้กว้างไกล น าไปสู่การเรียนรู้ต่อยอดและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้แก่ตนเองและสังคมได้ เอกสารประกอบการสอนฉบับนี้ประกอบด้วยเนื้อหาจ านวน 9 บท ได้แก่ บทที่ 1 ประวัติดารา ศาสตร์สากลและประเทศไทย บทที่ 2 ธรรมชาติและคุณสมบัติของแสง บทที่ 3 ลักษณะของวัตถุท้องฟ้า บทที่ 4 ดาวฤกษ์ บทที่ 5 ดวงอาทิตย์ บทที่ 6 ระบบสุริยะ บทที่ 7 ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ของวัตถุบน ท้องฟ้า บทที่ 8 ทัศนูปกรณ์ทางดาราศาสตร์และบทที่ 9 ยานอวกาศกับความก้าวหน้าของดาราศาสตร์ใน ปัจจุบัน ในโอกาสนี้ ผู้เขียนขอขอบคุณผู้แต่งต าราวิชาการ และเอกสารประกอบอื่น ๆ ที่ผู้เขียนได้ น ามาใช้ในการศึกษาค้นคว้าตามรายการที่ปรากฏในเอกสารประกอบการสอนฉบับนี้ ผู้เขียนหวังเป็นอย่าง ยิ่งว่า เอกสารประกอบการสอนฉบับนี้จะเป็นประโยชน์แก่ผู้เรียนและผู้สนใจในการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ เพื่อพัฒนาตนเองอย่างถูกต้อง เหมาะสม และเกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป วีรวัฒน์ อินทรทัต พฤษภาคม 2566
(ข)
(ค) สำรบัญ เนื้อหำ หน้ำ ค าน า (ก) สารบัญ (ค) แผนบริหารการสอนประจ าวิชา (ช) แผนบริหำรกำรสอนประจ ำบทที่ 1 2 บทที่ 1 ประวัติดำรำศำสตร์สำกลและประเทศไทย พัฒนาการทางดาราศาสตร์สากล พัฒนาการทางดาราศาสตร์ประเทศไทย บทสรุปประจ าบทที่ 1 แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 1 เอกสารอ้างอิงประจ าบทที่ 1 5 6 16 18 19 20 แผนบริหำรกำรสอนประจ ำบทที่ 2 21 บทที่ 2 ธรรมชำติและคุณสมบัติของแสง ประวัติและธรรมชาติของแสง อัตราเร็วของแสง สมบัติของแสง ปรากฏการณ์ดอปเลอร์ สเปกตรัม บทสรุปประจ าบทที่ 2 แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 2 เอกสารอ้างอิงประจ าบทที่ 2 24 25 27 29 38 40 41 42 42 แผนบริหำรกำรสอนประจ ำบทที่ 3 43 บทที่ 3 ลักษณะของวัตถุท้องฟ้ำ ดาวฤกษ์ และกระจุกดาว เนบิวลา ดาราจักร 46 47 50 51
(ง) สำรบัญ เนื้อหำ หน้ำ ควอซาร์ และเบลซาร์ ดาวแคระขาว ดาวนิวตรอน และพัลซาร์ หลุมด า ดาวหาง และอุกกาบาต ดาวแปรแสง บทสรุปประจ าบทที่ 3 แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 3 เอกสารอ้างอิงประจ าบทที่ 3 57 58 60 61 62 66 67 68 69 แผนบริหำรกำรสอนประจ ำบทที่ 4 70 บทที่ 4 ดำวฤกษ์ สมบัติของดาวฤกษ์ การแผ่พลังงานของดาวฤกษ์ ความสว่างและโชติมาตรของดาวฤกษ์ สีและดัชนีสี สเปกตรัมของดาวฤกษ์ แผนภูมิเอช-อาร์ วิวัฒนาการของดาวฤกษ์ บทสรุปประจ าบทที่ 4 แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 4 เอกสารอ้างอิงประจ าบทที่ 4 73 74 79 81 86 87 89 91 96 98 99 แผนบริหำรกำรสอนประจ ำบทที่ 5 99 บทที่ 5 ดวงอำทิตย์ สมบัติและโครงสร้างของดวงอาทิตย์ ปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ของดวงอาทิตย์ ปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ วิวัฒนาการของดวงอาทิตย์ 102 103 111 118 122
(จ) สำรบัญ เนื้อหำ หน้ำ การส ารวจดวงอาทิตย์ บทสรุปประจ าบทที่ 5 แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 5 เอกสารอ้างอิงประจ าบทที่ 5 123 126 128 128 แผนบริหำรกำรสอนประจ ำบทที่ 6 129 บทที่ 6 ระบบสุริยะ การก าเนิดระบบสุริยะ ต าแหน่งปรากฏของดาวเคราะห์ การเคลื่อนที่และองค์ประกอบการโคจรของดาวเคราะห์ ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ ดาวเคราะห์แคระ ดาวเคราะห์น้อย บทสรุปประจ าบทที่ 6 แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 6 เอกสารอ้างอิงประจ าบทที่ 6 132 134 135 137 139 159 161 161 163 163 แผนบริหำรกำรสอนประจ ำบทที่ 7 164 บทที่ 7 ปรำกฏกำรณ์ต่ำง ๆ ของวัตถุบนท้องฟ้ำ เวลาทางดาราศาสตร์ ข้างขึ้น ข้างแรม น้ าขึ้น น้ าลง สุริยุปราคา จันทรุปราคา ปรากฏการณ์แสงโลก บทสรุปประจ าบทที่ 7 แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 7 เอกสารอ้างอิงประจ าบทที่ 7 167 168 178 180 181 183 185 186 187 187
(ฉ) สำรบัญ เนื้อหำ หน้ำ แผนบริหำรกำรสอนประจ ำบทที่ 8 188 บทที่ 8 ทัศนูปกรณ์ทำงดำรำศำสตร์ กล้องโทรทรรศน์ สมบัติของกล้องโทรทรรศน์ กล้องโทรทรรศน์วิทยุและกล้องโทรทรรศน์อวกาศ บทสรุปประจ าบทที่ 8 แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 8 เอกสารอ้างอิงประจ าบทที่ 8 191 192 199 207 210 211 211 แผนบริหำรกำรสอนประจ ำบทที่ 9 212 บทที่ 9 ยำนอวกำศกับควำมก้ำวหน้ำของดำรำศำสตร์ในปัจจุบัน การส ารวจอวกาศ ดาวเทียม ยานอวกาศ โครงการส ารวจดาวเคราะห์ ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศ บทสรุปประจ าบทที่ 9 แบบฝึกหัดท้ายบทที่ 9 เอกสารอ้างอิงประจ าบทที่ 9 215 216 217 225 229 236 239 240 240 บรรณำนุกรม ประวัติผู้จัดท ำ 243 247
(ช) แผนบริหำรกำรสอนประจ ำวิชำ ชื่อสถำบันอุดมศึกษำ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต วิทยำเขต/คณะ/ภำควิชำ - หมวดที่ 1 ข้อมูลโดยทั่วไป 1. รหัสและชื่อรำยวิชำ 8304201 ดาราศาสตร์และอวกาศ Astronomy and Space 2. จ ำนวนหน่วยกิต 3 หน่วยกิต (2-2-5) 3. หลักสูตรและประเภทของรำยวิชำ วิชาเลือกเสรี 4. อำจำรย์ผู้รับผิดชอบรำยวิชำและอำจำรย์ผู้สอน อาจารย์วีรวัฒน์ อินทรทัต 5. ภำคกำรศึกษำ/ชั้นปีที่เรียน ภาคการศึกษาที่ 1/2566 6. รำยวิชำที่ต้องเรียนมำก่อน (Pre-requisites) (ถ้ำมี) ไม่มี 7. รำยวิชำที่ต้องเรียนพร้อมกัน (Co-requisites) (ถ้ำมี) ไม่มี 8. สถำนที่เรียน มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต 9. วันที่จัดท ำหรือปรับปรุงรำยละเอียดของรำยวิชำครั้งล่ำสุด 3 พฤษภาคม 2566
(ซ) หมวดที่ 2 จุดมุ่งหมำยและวัตถุประสงค์ 1. จุดมุ่งหมำยของรำยวิชำ 1. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถอธิบายธรรมชาติการก าเนิด การด ารงอยู่ และการสลายของสรรพสิ่งใน เอกภพได้ 2. เพื่อให้ผู้เรียนเชื่อมโยงความสัมพันธ์ในปรากฏการณ์ต่าง ๆ ของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก ได้ 3. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถประกอบ และใช้งานกล้องโทรทรรศน์เพื่อสังเกตการณ์วัตถุบนท้องฟ้าได้ 4. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถติดตามข่าวสาร และแสวงหาความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศได้ 2. วัตถุประสงค์ในกำรพัฒนำ/ปรับปรุงรำยวิชำ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในปรากฏการณ์ธรรมชาติ และสามารถใช้ทักษะในการ สังเกตการณ์ด้วยอุปกรณ์ทางดาราศาสตร์ได้ หมวดที่ 3 ลักษณะและกำรด ำเนินกำร 1. ค ำอธิบำยรำยวิชำ ระบบสุริยะธรรมชาติและคุณสมบัติของแสงบางประการ ลักษณะบางประการของวัตถุท้องฟ้า ทัศนูปกรณ์ทางดาราศาสตร์ ศึกษาลักษณะ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ของวัตถุในท้องฟ้า เริ่มตั้งแต่วัตถุท้องฟ้าที่ อยู่ใกล้สุดไปยังจุดที่กว้างไกลสุดจากโลกถึงเอกภพ ยานอวกาศ กับความก้าวหน้าของดาราศาสตร์ 2. จ ำนวนชั่วโมงที่ใช้ต่อภำคกำรศึกษำ บรรยำย สอนเสริม กำรฝึกปฏิบัติ/งำน ภำคสนำม/กำรฝึกงำน กำรศึกษำด้วยตนเอง 30 ชั่วโมง ตามความต้องการของ ผู้เรียน 30 ชั่วโมง 75 ชั่วโมง 3. จ ำนวนชั่วโมงต่อสัปดำห์ที่อำจำรย์ให้ค ำปรึกษำและแนะน ำทำงวิชำกำรแก่ผู้เรียนเป็นรำยบุคคล แนะน าเพิ่มเติมแก่ผู้เรียนเป็นรายบุคคลหลังผู้เรียนเลิกเรียน เวลา 16.30-17.30 น. (อาจมีการ ปรับเปลี่ยนวันตามความเหมาะสม)
(ฌ) หมวดที่ 4 กำรพัฒนำกำรเรียนรู้ของผู้เรียน 1. คุณธรรม จริยธรรม - สถำนะ ผลกำรเรียนรู้ กลยุทธ์/วิธีกำรสอน กลยุทธ์/วิธีกำรประเมินผล 1. มีคุณธรรม จริยธรรม เช่น คุณธรรมค้ าจุนโลก ธรรมคุ้มครองโลก การ ด าเนินชีวิตบนพื้นฐาน ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นต้น สอนและจัดกิจกรรมโดย สอดแทรกเนื้อหาคุณธรรม จริยธรรม รวมทั้งสอดแทรก การมีจิตสาธารณะ สร้าง ความตระหนักคุณธรรม จริยธรรมของพลเมือง ประเมินจากพฤติกรรมของ ผู้เรียน เช่น การเข้าชั้นเรียน ตรงเวลา ส่งงานตรงเวลาและ ครบถ้วน การร่วมกิจกรรมใน ชั้นเรียนอย่างผู้มีความ รับผิดชอบการเป็นแบบอย่างที่ ดี การช่วยเหลือผู้อื่น เป็นต้น 2. ความมีระเบียบวินัย และรับผิดชอบต่อตนเอง และสังคม ชี้แจงและส่งเสริมให้ผู้เรียนมี ความเคารพในกฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับของ มหาวิทยาลัย และยกย่อง ชื่นชมผู้ที่มีความเสียสละ สังเกตจากพฤติกรรมของ ผู้เรียนในการปฏิบัติตามกฎและ ระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ของ มหาวิทยาลัย และการส่งงาน ตามเวลาที่ก าหนด 2. ควำมรู้ สถำนะ ผลกำรเรียนรู้ กลยุทธ์/วิธีกำรสอน กลยุทธ์/วิธีกำรประเมินผล 1. มีความรอบรู้ และความ เข้าใจในสาระส าคัญของ เนื้อหาวิชาอย่างกว้างขวาง จัดการเรียนการสอนที่มี ลักษณะบรรยาย อภิปราย โดยยึดผู้เรียนเป็นส าคัญ เน้นการจัดกิจกรรมใน ลักษณะบูรณาการความรู้ และประสบการณ์เดิมของ ผู้เรียนเข้ากับความรู้และ ประสบการณ์ใหม่ในรายวิชา ที่สอน ทดสอบย่อย สอบกลางภาคและ ปลายภาคการศึกษา
(ญ) สถำนะ ผลกำรเรียนรู้ กลยุทธ์/วิธีกำรสอน กลยุทธ์/วิธีกำรประเมินผล 3. มีความเข้าใจเกี่ยวกับ ความก้าวหน้าของความรู้ ในวิชาที่ศึกษา เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึก ปฏิบัติในทักษะต่าง ๆ ประเมินจากการฝึกปฏิบัติ 3. ทักษะทำงปัญญำ สถำนะ ผลกำรเรียนรู้ กลยุทธ์/วิธีกำรสอน กลยุทธ์/วิธีกำรประเมินผล 2. มีทักษะในการแสวงหา ความรู้ตลอดชีวิต เพื่อ พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง จัดกิจกรรมการเรียนการ สอนส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ แสดง ความคิดเห็นในประเด็น ต่าง ๆ และน าข้อสรุปที่ได้ แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ประเมินด้วยการสร้าง สถานการณ์จ าลอง แล้วให้ ผู้เรียนฝึกตัดสินใจแก้ปัญหา อย่างมีเหตุมีผล โดยผู้สอนและ ผู้เรียนร่วมกันประเมินผลงาน นั้น 3. สามารถประยุกต์ใช้ ความรู้ในการป้องกันและ แก้ปัญหา จัดกิจกรรมการเรียนการ สอนด้วยประสบการณ์ตรง เช่น ศึกษานอกสถานที่ การสัมภาษณ์ พูดคุยกับผู้มี ประสบการณ์แล้วสรุปเป็น สาระความรู้ แนวคิด ข้อคิด ที่สามารถน ามาประยุกต์ใช้ ในการป้องกันและแก้ปัญหา ชีวิตประจ าวันได้ ประเมินจากงานที่มอบหมาย และการน าเสนอผลงานหน้าชั้น เรียน
(ฎ) 4. ทักษะควำมสัมพันธ์ระหว่ำงบุคคลและควำมรับผิดชอบ สถำนะ ผลกำรเรียนรู้ กลยุทธ์/วิธีกำรสอน กลยุทธ์/วิธีกำรประเมินผล 3. มีความรับผิดชอบใน การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งพัฒนาตนเอง จัดกิจกรรมการเรียนการ สอนที่ให้ผู้เรียนได้ตระหนัก ถึงความส าคัญและเห็น คุณค่าของการแบ่งปัน ดูแล เอาใจใส่ รักษาสมบัติต่าง ๆ ที่เป็นของส่วนร่วม และไม่ น ามาเป็นของส่วนตน ประเมินความรับผิดชอบจาก งานที่มอบหมาย 5. ทักษะกำรวิเครำะห์เชิงตัวเลข กำรสื่อสำรและกำรใช้เทคโนโลยีสำรสนเทศ สถำนะ ผลกำรเรียนรู้ กลยุทธ์/วิธีกำรสอน กลยุทธ์/วิธีกำรประเมินผล 2. สามารถใช้เทคโนโลยี สารสนเทศอย่างรู้เท่าทัน ในการพัฒนาปัญญา ความรู้ด้านต่าง ๆ และใช้ เทคโนโลยีในการ ติดต่อสื่อสาร สืบค้นข้อมูล คัดกรอง รวบรวม วิเคราะห์ และน าเสนอข้อ ค้นพบได้อย่างเหมาะสม จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ ผู้เรียนได้มีโอกาสสืบค้น ข้อมูลด้วยเทคโนโลยี สารสนเทศที่เหมาะสมและ ได้ข้อมูลที่ทันสมัย ตรงกับ วัตถุประสงค์ที่ต้องการ ประเมินจากงานที่มอบหมาย และการน าเสนอผลงานหน้าชั้น เรียน
(ฏ) หมวดที่ 5 แผนกำรสอนและกำรประเมินผล สัปดำห์ ที่ รำยละเอียด จ ำนวน ชั่วโมง กิจกรรมกำรเรียน กำรสอน สื่อที่ใช้ กำรประเมินผล 1- 2 ปฐมนิเทศ ข้อตกลงในการ เรียน บทที่ 1 ประวัติ ดาราศาสตร์ สากลและ ประเทศไทย - พัฒนาการทาง ดาราศาสตร์ สากล - พัฒนาการทาง ดาราศาสตร์ ประเทศไทย 8 - อธิบายวิธีการเรียน - ข้อตกลงในการเรียน - แลกเปลี่ยนความคิดเห็น - ให้นักศึกษาแสดงความ คิดเห็นเกี่ยวกับดารา ศาสตร์ - ให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่ม และ ศึกษาหัวข้อที่ก าหนด จากนั้นน าเสนอหน้าชั้น เรียน - ผู้สอนเปิดโอกาสให้ ผู้เรียนคนอื่นซักถามข้อ สงสัย - มอบหมายงาน แบบฝึกหัดท้ายบท - เอกสาร แนวการสอน - เอกสาร ประกอบการ สอน - Power point - คลิปวิดีโอ - แบบฝึกหัด ท้ายบท - สังเกตความ ตั้งใจเรียน และ การมีส่วนร่วม - การท างาน กลุ่ม และการ น าเสนอหน้าชั้น เรียน - ตรวจการตอบ ค าถาม - ตรวจผลการ วิเคราะห์และ แบบฝึกหัดท้าย บท 3 บทที่ 2 ธรรมชาติและ คุณสมบัติของ แสง - ประวัติและ ธรรมชาติของ แสง - อัตราเร็วของ แสง - สมบัติของแสง - ปรากฏการณ์ ดอปเลอร์ - สเปกตรัม 4 - บรรยาย อธิบายเนื้อหา ยกตัวอย่าง - ให้ผู้เรียนช่วยกัน วิเคราะห์หน้าที่และ บทบาทของสื่อสิ่งพิมพ์ - ให้ผู้เรียนท าการทดลอง การหักเหของแสง การ เลี้ยวเบนของแสง และการ แทรกสอดของแสงใน ตัวกลางต่าง ๆ - แบ่งกลุ่มผู้เรียนศึกษา หัวข้อที่ก าหนด และ น าเสนอหน้าชั้นเรียน - เอกสาร ประกอบการ สอน - Power point - คลิปวิดีโอ - เครื่องมือ การทดลอง ทางทัศน ศาสตร์ - แบบฝึกหัด ท้ายบท - สังเกตความ ตั้งใจเรียน และ การมีส่วนร่วม - การท างาน กลุ่ม และการ น าเสนอหน้าชั้น เรียน - ตรวจการตอบ ค าถาม - สังเกตการใช้ เครื่องมือการ ทดลองทางทัศน ศาสตร์และ
(ฐ) สัปดำห์ ที่ รำยละเอียด จ ำนวน ชั่วโมง กิจกรรมกำรเรียน กำรสอน สื่อที่ใช้ กำรประเมินผล - ผู้สอนเปิดโอกาสให้ ผู้เรียนทุกคนร่วมกัน อภิปราย - มอบหมายงาน แบบฝึกหัดท้ายบท ตรวจผลการ ทดลอง - ตรวจผลการ วิเคราะห์และ แบบฝึกหัดท้าย บท 4-5 บทที่ 3 ลักษณะของวัตถุ ท้องฟ้า - ดาวฤกษ์ และ กระจุกดาว - เนบิวลา - ดาราจักร - ควอซาร์ และเบลซาร์ - ดาวแคระขาว ดาวนิวตรอน และพัลซาร์ - หลุมด า - ดาวหาง และ อุกกาบาต - ดาวแปรแสง 8 - บรรยาย อธิบายเนื้อหา ยกตัวอย่าง - ผู้สอนให้ผู้เรียนฝึก ปฏิบัติการสังเกตวัตถุ ท้องฟ้าภาคกลางคืน และ จ าแนกประเภทของวัตถุ ท้องฟ้าโดยใช้แผนที่ดาว - ผู้สอนมอบหมายงานให้ ผู้เรียนท าแบบฝึกหัดท้าย บท - เอกสาร ประกอบการ สอน - Power point - คลิปวิดีโอ - แผนที่ดาว - แบบฝึกหัด ท้ายบท - สังเกตความ ตั้งใจเรียน และ การมีส่วนร่วมใน กิจกรรมการ เรียนการสอน - สังเกตการ วิเคราะห์ และ อภิปรายผล - พิจารณาและ ตรวจผลการฝึก การใช้แผนที่ดาว - ตรวจ แบบฝึกหัดท้าย บท 6-7 บทที่ 4 ดาว ฤกษ์ - สมบัติของดาว ฤกษ์ - การแผ่ พลังงานของดาว ฤกษ์ 8 - บรรยาย อธิบายเนื้อหา ยกตัวอย่าง - ผู้สอนให้ผู้เรียนฝึก ปฏิบัติการสังเกตดาวฤกษ์ ในภาคกลางคืน - ผู้สอนให้ผู้เรียนแต่ละคน อธิบายผลจากการสังเกต ดาวฤกษ์ในประเด็นต่าง ๆ - เอกสาร ประกอบการ สอน - Power point - คลิปวิดีโอ - แผนที่ดาว - สังเกตความ ตั้งใจเรียน และ การมีส่วนร่วมใน กิจกรรมการ เรียนการสอน - สังเกตการ วิเคราะห์ และ อภิปรายผล
(ฑ) สัปดำห์ ที่ รำยละเอียด จ ำนวน ชั่วโมง กิจกรรมกำรเรียน กำรสอน สื่อที่ใช้ กำรประเมินผล - ความสว่าง และโชติมาตร ของดาวฤกษ์ - สีและดัชนีสี - สเปกตรัมของ ดาวฤกษ์ - แผนภูมิเอชอาร์ - วิวัฒนาการ ของดาวฤกษ์ - ผู้สอนมอบหมายงานให้ ผู้เรียนท าแบบฝึกหัดท้าย บท - แบบฝึกหัด ท้ายบท - พิจารณาและ ตรวจผลการฝึก ปฏิบัติการ สังเกตดาวฤกษ์ - ตรวจ แบบฝึกหัดท้าย บท 8 บทที่ 5 ดวง อาทิตย์ - สมบัติและ โครงสร้างของ ดวงอาทิตย์ - ปฏิกิริยาเทอร์ โมนิวเคลียร์ของ ดวงอาทิตย์ - ปรากฏการณ์ ดวงอาทิตย์ - วิวัฒนาการ ของดวงอาทิตย์ - การส ารวจดวง อาทิตย์ 4 - บรรยาย อธิบายเนื้อหา ยกตัวอย่าง - ผู้สอนแบ่งกลุ่มผู้เรียน กลุ่มละ 3 คน และ มอบหมายให้ผู้เรียนสร้าง กล้องรูเข็ม พร้อมทั้งฝึก ปฏิบัติการใช้งาน และท า กิจกรรมการวัดขนาดของ ดวงอาทิตย์โดยใช้กล้องรู เข็ม หาขนาดของดวง อาทิตย์จากกล้องรูเข็ม เปรียบเทียมขนาดดวง อาทิตย์ที่วัดได้กับข้อมูล จากทฤษฎี - ผู้สอนเปิดโอกาสให้ ผู้เรียนทุกคนร่วมกัน อภิปราย - ผู้สอนมอบหมายงานให้ ผู้เรียนท าแบบฝึกหัดท้าย บท - เอกสาร ประกอบการ สอน - Power point - คลิปวิดีโอ - กล้องรูเข็ม - แบบฝึกหัด ท้ายบท - สังเกตความ ตั้งใจเรียน และ การมีส่วนร่วมใน กิจกรรมการ เรียนการสอน - สังเกตการ วิเคราะห์ และ อภิปรายผล - พิจารณาและ ตรวจผลการฝึก ปฏิบัติการและ การสังเกตการณ์ - ตรวจ แบบฝึกหัดท้าย บท
(ฒ) สัปดำห์ ที่ รำยละเอียด จ ำนวน ชั่วโมง กิจกรรมกำรเรียน กำรสอน สื่อที่ใช้ กำรประเมินผล 9 สอบกลำงภำค 10-11 บทที่ 6 ระบบ สุริยะ - การก าเนิด ระบบสุริยะ - ต าแหน่ง ปรากฏของดาว เคราะห์ - การเคลื่อนที่ และ องค์ประกอบ การโคจรของ ดาวเคราะห์ - ดาวเคราะห์ใน ระบบสุริยะ - ดาวเคราะห์ แคระ - ดาวเคราะห์ น้อย 8 - บรรยาย อธิบายเนื้อหา ยกตัวอย่าง - ผู้สอนมอบหมายให้ ผู้เรียนท ากิจกรรมการ สร้างแบบจ าลองระบบ สุริยะ - มอบหมายงานให้ผู้เรียน ท าแบบฝึกหัดท้ายบท - เอกสาร ประกอบการ สอน - Power point - คลิปวิดีโอ - แบบจ าลอง ระบบสุริยะ - แบบฝึกหัด ท้ายบท - สังเกตความ ตั้งใจเรียน และ การมีส่วนร่วมใน กิจกรรมการ เรียนการสอน - สังเกตการ วิเคราะห์ และ อภิปรายผล - พิจารณาและ ตรวจผลการฝึก ปฏิบัติการสร้าง แบบจ าลอง ระบบสุริยะและ การค านวณ - ตรวจ แบบฝึกหัดท้าย บท 12-13 บทที่ 7 ปรากฏการณ์ ต่าง ๆ ของวัตถุ บนท้องฟ้า - เวลาทางดารา ศาสตร์ - ข้างขึ้น ข้างแรม - น้ าขึ้น น้ าลง - สุริยุปราคา - จันทรุปราคา 8 - บรรยาย อธิบายเนื้อหา ยกตัวอย่าง - ผู้สอนมอบหมายให้ ผู้เรียนท ากิจกรรมการ สร้างแผนที่ร้อยปีดิถีจันทร์ พร้อมฝึกปฏิบัติการใช้งาน - ผู้สอนมอบหมายให้ ผู้เรียนทุกคนอธิบาย ปรากฏการณ์การเกิดเฟส ของดวงจันทร์ และ ปรากฏการณ์การเกิดน้ า - เอกสาร ประกอบการ สอน - Power point - คลิปวิดีโอ - แผนที่ร้อย ปีดิถีจันทร์ ของสมาคม ดาราศาสตร์ ไทย - สังเกตความ ตั้งใจเรียน และ การมีส่วนร่วมใน กิจกรรมการ เรียนการสอน - สังเกตการ วิเคราะห์ และ อภิปรายผล - พิจารณาและ ตรวจผลการฝึก ปฏิบัติการสร้าง
(ณ) สัปดำห์ ที่ รำยละเอียด จ ำนวน ชั่วโมง กิจกรรมกำรเรียน กำรสอน สื่อที่ใช้ กำรประเมินผล ปรากฏการณ์ แสงโลก ขึ้นน้ าลงจากแผนที่ร้อยปี ดิถีจันทร์ - ผู้สอนมอบหมายงานให้ ผู้เรียนท าแบบฝึกหัดท้าย บท - แบบฝึกหัด ท้ายบท แผนที่ร้อยปีดิถี จันทร์ - พิจารณา พฤติกรรมการ ร่วมสังเกตการณ์ ปรากฏการณ์ ทางดาราศาสตร์ - ตรวจ แบบฝึกหัดท้าย บท 14-15 บทที่ 8 ทัศนูปกรณ์ทาง ดาราศาสตร์ - กล้อง โทรทรรศน์ - ประเภทและ คุณสมบัติของ กล้อง โทรทรรศน์ - กล้อง โทรทรรศน์วิทยุ และกล้อง โทรทรรศน์ อวกาศ 8 - บรรยาย อธิบายเนื้อหา ยกตัวอย่าง - เปิดโอกาสให้ผู้เรียน ซักถามข้อสงสัย - ผู้สอนแบ่งกลุ่มผู้เรียน และให้ผู้เรียนฝึก ปฏิบัติการประกอบ และ เรียนรู้การใช้งานกล้อง โทรทรรศน์ - ผู้สอนมอบหมายงานให้ ผู้เรียนท าแบบฝึกหัดท้าย บท - เอกสาร ประกอบการ สอน - Power point - คลิปวิดีโอ - กล้อง โทรทรรศน์ ประเภทหัก เหแสง - กล้อง โทรทรรศน์ ประเภท สะท้อนแสง - กล้อง โทรทรรศน์ ประเภทผสม - แบบฝึกหัด ท้ายบท - สังเกตความ ตั้งใจเรียน และ การมีส่วนร่วมใน กิจกรรมการ เรียนการสอน - สังเกตการ วิเคราะห์ และ อภิปรายผล - พิจารณาผล ของการ ประกอบและ การใช้กล้อง โทรทรรศน์ - ตรวจ แบบฝึกหัดท้าย บท
(ด) สัปดำห์ ที่ รำยละเอียด จ ำนวน ชั่วโมง กิจกรรมกำรเรียน กำรสอน สื่อที่ใช้ กำรประเมินผล 16 บทที่ 9 ยาน อวกาศกับ ความก้าวหน้า ของดาราศาสตร์ ในปัจจุบัน - การส ารวจ อวกาศ - ดาวเทียม - ยานอวกาศ - โครงการ ส ารวจดาว เคราะห์ - ประโยชน์จาก เทคโนโลยี อวกาศ สรุปเนื้อหา รายวิชาทั้งหมด 4 - บรรยาย อธิบายเนื้อหา ยกตัวอย่าง - ผู้สอนแบ่งกลุ่มผู้เรียน และมอบหมายให้ผู้เรียน ศึกษาหัวข้อที่ก าหนดให้ จากนั้นน าเสนอหน้าชั้น เรียน - ผู้สอนมอบหมายงานให้ ผู้เรียนท าแบบฝึกหัดท้าย บท - เอกสาร ประกอบการ สอน - Power point - คลิปวิดีโอ - แบบฝึกหัด ท้ายบท - สังเกตความ ตั้งใจเรียน และ การมีส่วนร่วมใน กิจกรรมการ เรียนการสอน - สังเกตการ วิเคราะห์ และ อภิปรายผล - พิจารณาการ น าเสนอหน้าชั้น เรียน - ตรวจ แบบฝึกหัดท้าย บท 17 สอบปลำยภำค 2. แผนกำรประเมินผลกำรเรียนรู้ กิจกรรม ที่ ผลกำรเรียนรู้ วิธีกำรประเมินผล สัปดำห์ที่ประเมิน สัดส่วนกำร ประเมิน % 1. คุณธรรม จริยธรรม 1.1 , 1.2 - การสังเกตพฤติกรรม (การมาเรียน การร่วม กิจกรรม ในชั้นเรียนด้วย ความตั้งใจ มีความ รับผิดชอบ ปฏิบัติงานได้ ทุกสัปดาห์ 10
(ต) กิจกรรม ที่ ผลกำรเรียนรู้ วิธีกำรประเมินผล สัปดำห์ที่ประเมิน สัดส่วนกำร ประเมิน % ครบถ้วนตามระยะเวลาที่ ก าหนด) - การท างานกลุ่ม - การอ้างอิงเอกสารจาก การศึกษาค้นคว้า 1-3 , 8, 14-15, 16 ทุกสัปดาห์ 2. ความรู้ 2.1 , 2.3 - การตอบค าถาม การแสดง ความคิดเห็น การวิเคราะห์ การอภิปราย - แบบฝึกหัดท้ายบท - สอบกลางภาคและ ปลายภาค ทุกสัปดาห์ ทุกสัปดาห์ 9 , 17 60 3. ทักษะทางปัญญา 3.2 , 3.3 - ผลงานที่ได้รับมอบหมาย - กระบวนการท างาน ทุกสัปดาห์ 15 4. ทักษะความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคลและ ความรับผิดชอบ 4.3 -การท างานกลุ่ม -การมีส่วนร่วมอภิปราย เสนอความคิดเห็นในชั้น เรียน 1-3 , 8, 14-15, 16 ทุกสัปดาห์ 5 5. ทักษะการวิเคราะห์ เชิงตัวเลข การ สื่อสารและการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ 5.2 - การใช้สื่อเทคโนโลยีในการ สืบค้นข้อมูล - การน าเสนอผลงานผ่านสื่อ ต่าง ๆ ทุกสัปดาห์ 10
(ถ) กำรวัดผลและกำรประเมินผล กำรวัดผล 1. คะแนนระหว่ำงภำคเรียน 80 % 1.1 ตรวจแบบฝึกหัด ทดสอบย่อย กลางภาค 20 % 1.2 สอบภาคปฏิบัติ 60 % 1.2.1 การทดลองคุณสมบัติของแสง 10 % 1.2.2 การถ่ายภาพท้องฟ้าและสังเกตวัตถุท้องฟ้า โดยใช้แผนที่ดาว 10 % 1.2.3 การสร้างกล้องรูเข็ม พร้อมทั้งฝึกปฏิบัติการใช้งาน 10 % 1.2.4 การสร้างแบบจ าลองระบบสุริยะ 10 % 1.2.5 การสร้างแผนที่ร้อยปีดิถีจันทร์ พร้อมฝึกปฏิบัติการใช้งาน 10 % 1.2.6 การประกอบกล้องโทรทรรศน์ และเรียนรู้การใช้งาน 10 % 2. คะแนนสอบปลำยภำคเรียน 20 % กำรประเมินผล คะแนนระหว่าง 80-100 ได้ระดับคะแนน A ดีเยี่ยม คะแนนระหว่าง 75-79 ได้ระดับคะแนน B+ ดีมาก คะแนนระหว่าง 70-74 ได้ระดับคะแนน B ดี คะแนนระหว่าง 65-69 ได้ระดับคะแนน C+ ดีพอใช้ คะแนนระหว่าง 60-64 ได้ระดับคะแนน C พอใช้ คะแนนระหว่าง 55-59 ได้ระดับคะแนน D+ อ่อน คะแนนระหว่าง 50-54 ได้ระดับคะแนน D อ่อนมาก คะแนนระหว่าง 0-49 ได้ระดับคะแนน E ตก
(ท) หมวดที่ 6 ทรัพยำกรประกอบกำรเรียนกำรสอน 1. เอกสำรและต ำรำหลัก วีรวัฒน์ อินทรทัต. (2566). ดาราศาสตร์และอวกาศ (Astronomy and Space). ภูเก็ต: มหาวิทยาลัย ราชภัฏภูเก็ต. เอกสำรและข้อมูลส ำคัญ กรกมล ศรีบุญเรือง, และประณิตา เสพปันค า. (2556). ระบบสุริยะ (Solar System). เชียงใหม่: สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์กรมหาชน). บัญชา ธนบุญสมบัติ. (2555). พายุสุริยะ. กรุงเทพฯ: ส านักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แห่งชาติ (สวทช.). บุญรักษา สุนทรธรรม. (2550). ดาราศาสตร์ฟิสิกส์. (พิมพ์ครั้งที่ 1). เชียงใหม่: หน่วยพิมพ์เอกสาร วิชาการ คณะ วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ประพันธ์ เตละกุล. (2542). ดาราศาสตร์และอวกาศ. (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: บริษัทโรงพิมพ์ไทย วัฒนาพานิช จ ากัด. วิภู รุโจปการ. (2557). เอกภพ เพื่อความเข้าใจในธรรมชาติของจักรวาล. (พิมพ์ครั้งที่ 15). กรุงเทพฯ: นามมีบุ๊ค พับลิเคชั่นส์. Bennett, J., & Shostak, S. (2012). Life in the universe. (3rd ed.). San Francisco: Pearson Education, Inc. Bennett, J., Donahues, M., Schneider, N., & Voit, M. (2012). The essential cosmic perspective. (6th ed.). San Francisco: Pearson Education, Inc. Fix, D. (2006). Astronomy Journey to The Cosmic Frontier. (4th ed.). New York: Mc Graw Hill Higher Education. Fraknoi, A., Morrison, D., & Wolff, C. (2017). Astronomy. Texas: OpenStax. Seeds, A., & Backman, E. (2010). Astronomy: The Solar System and Beyond. (6th ed.). California: Nelson Education, Ltd. Serway,A., & Jewett,W. (2014). Principles of Physics. (3rd ed.). A Calculus-Based Text. Singapore : Harcourt, Inc. Young, D., & Freedman, A. (2014). University Physics With Modern Physics. (10th ed.). United States of America. : Addition Wesley Longman, Inc
(ธ) หมวดที่ 7 กำรประเมินและปรับปรุงกำรด ำเนินกำรของรำยวิชำ 1. 1. กลยุทธ์กำรประเมินประสิทธิผลของรำยวิชำโดยผู้เรียน การประเมินประสิทธิผลในรายวิชานี้ ได้ด าเนินการดังนี้ - 1. การสนทนาระหว่างผู้สอนและผู้เรียนทั้งกลุ่มและเดี่ยวอย่างไม่เป็นทางการทั้งในเวลา และนอกเวลาที่มีการจัดการเรียนการสอน - 2. แบบประเมินผู้สอน 2. 2. กลยุทธ์กำรประเมินกำรสอน ใช้กลยุทธ์ในการเก็บข้อมูลเพื่อประเมินการสอน ดังนี้ - 1. การสังเกตการณ์สอนของอาจารย์ผู้สอน - 2. ผลการเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น การตอบค าถาม การแสดงความคิดเห็น การท าแบบฝึกหัด การน าเสนองาน เป็นต้น 3. 3. กำรปรับปรุงกำรสอน หลังจากได้รับผลการประเมินการสอนในข้อ 2 จะมีการปรับปรุงการสอนโดยการระดมสมอง ในการประชุมคณะกรรมการประจ าหลักสูตรอย่างเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ เพื่อร่วมวิเคราะห์ ปรับปรุงกระบวนการจัดการเรียนการสอน 4. 4. กำรทวนสอบมำตรฐำนผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนในรำยวิชำ มีคณะกรรมการประจ าหลักสูตรพิจารณากระบวนการจัดการเรียนการสอน ผลการเรียนของผู้เรียน และมีการใช้แบบประเมินเพื่อทวนสอบผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน 5. 5. กำรด ำเนินกำรทบทวนและกำรวำงแผนปรับปรุงประสิทธิผลของรำยวิชำ จากผลการประเมิน และทวนสอบผลสัมฤทธิ์ประสิทธิผลรายวิชา จะมีการวางแผนการปรับปรุง การสอนและรายละเอียดวิชา เพื่อให้เกิดคุณภาพมากขึ้น ดังนี้ - ปรับปรุงรายวิชาหลังการสอนทุกภาคเรียน หรือตามข้อเสนอแนะปรับปรุงการสอนในข้อ 3 และผลการทวนสอบมาตรฐานผลสัมฤทธิ์ตามข้อ 4
(น)
14/10/661เอกสารประกอบการสอน ดาราศาสตรและอวกาศ Astronomy and Space รหัสวชิา 8304201 อาจารยวรีวัฒน อินทรทั ต เนื้อหาในรายวิชา บทที่ 1 ประวัติดาราศาสตรสากลและประเทศไทย บทที่ 2 ธรรมชาติและคุณสมบัติของแสง บทที่3 ลกัษณะของวัตถุทองฟา บทที่ 4 ดาวฤกษ บทที่ 5 ดวงอาทิตย บทที่ 6 ระบบสุริยะ บทที่7 ปรากฏการณตาง ๆ ของวัตถุบนทองฟา บทที่8 ทัศนูปกรณทางดาราศาสตรบทที่ 9 ยานอวกาศกับความกาวหนาของดาราศาสตรในปจจุบัน 21
14/10/662บทที่ 1 แผนบริหารการสอนประจําบท ประวัติดาราศาสตรสากลและประเทศไทย อาจารยวรีวัฒน อินทรทั ต แผนบริหารการสอนประจําบท เนื้อหา/สาระการเรียนรู 1. พฒันาการทางดาราศาสตรสากล 2. พฒันาการทางดาราศาสตรประเทศไทย บทสรุปประจําบทที่ 1 แบบฝกหัดทายบทที่ 1 เอกสารอางอิงประจําบทที่ 1 42
14/10/663แผนบริหารการสอนประจําบท วัตถปุระสงคเชงิพฤติกรรม 1. ผูเรียนสามารถอธิบายความหมายและความสําคัญของวิชาดาราศาสตรได 2. ผูเรียนสามารถอธิบายพัฒนาการทางดาราศาสตรได 3. ผูเรียนสามารถอธิบายหลักการและคํานวณการเคลื่อนที่ของดาวเคราะหจากกฎของเคปเลอรได 4. ผูเรียนสามารถอธิบายหลักการและคํานวณจากกฎแรงโนมถวงของนิวตนัได 5แผนบริหารการสอนประจําบท วิธสีอนและกิจกรรมการเรียนการสอนประจาํบท 1. ผูสอนสนทนากับผูเรียนถึงความรูความเขาใจเบื้องตนเกี่ยวกับดาราศาสตร โดยสุมถามผูเรียนในชั้นเรียน 2. ผูสอนบรรยายหัวขอพัฒนาการทางดาราศาสตรสากล และพัฒนาการทางดาราศาสตรประเทศไทย แลว ใหผูเรียนรวมกันอภิปรายวามีความแตกตางกันอยางไร 3. ผูสอนแบงกลุมผูเรยีน โดยใหผูเรียนแตละกลุมศึกษาหัวขอที่กําหนด และนําเสนอหนาชั้นเรยีน ไดแกกลุม ที่ 1 สืบคนขอมูลทั่วไปของดาวเคราะหแตละดวงและหาคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย กลุมที่ 2 สืบคนขอมูล แนวคิดทางดาราศาสตรของไทยในอดีต และกลุมที่3 รวบรวมขอมูลทางดาราศาสตรที่จะเกิดข้ึนในอนาคตของ ประเทศไทย 4. หลังนําเสนอเสร็จสิ้น ผูสอนเปดโอกาสใหผูเรียนคนอื่นซักถามขอสงสัยกับกลุมผูเรียนที่นําเสนอ ผูสอน สรุปความรูพัฒนาการทางดาราศาสตรสากล และพฒันาการทางดาราศาสตรประเทศไทย 5. ผูสอนมอบหมายงานใหผูเรียนทําแบบฝกหัดทายบท 63
14/10/664แผนบริหารการสอนประจําบท สื่อการเรยีนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน บทที่ 1 2. Power point 3. คลิปวิดีโอ 4. แบบฝกหัดทายบท 7แผนบริหารการสอนประจําบท การวัดและประเมินผล 1. สงัเกตความตั้งใจเรียน และการมสีวนรวมในกิจกรรมการเรียนการสอน 2. การทํางานกลุม และการนาํเสนอหนาชั้นเรียน 3. ตรวจการตอบคําถามในประเด็นที่มีผูเรียนคนอื่นสงสัย 4. ตรวจผลการวเิคราะหความแตกตางของพัฒนาการทางดาราศาสตรสากล และพัฒนาการทาง ดาราศาสตรประเทศไทย 5. ตรวจแบบฝกหัดทายบท 84
14/10/665บทที่ 1 เนื้อหา ประวัติดาราศาสตรสากลและประเทศไทย อาจารยวรีวัฒน อินทรทั ต บทที่ 1 ประวัติดาราศาสตรสากลและประเทศไทย พฒันาการทางดาราศาสตรส์ากล พฒันาการทางดาราศาสตรป์ระเทศไทย105
14/10/666บทที่ 1 พัฒนาการทางดาราศาสตรสากล สมัยกอนปคริสตกาล เธลสี (Thales) สมัย 625 - 545 กอนปคริสตกาล ถือเปนบุคคลแรกที่จุดประกายวิชาดาราศาสตร โดยอาศัย ความรูพื้นฐานดาราศาสตรจากอยีิปตและบาบิโลเนีย ซึ่งเธลีสมีความเชื่อวาปรากฏการณที่เกิดขึ้นเปนปรากฏการณที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีแนวความคิดเกี่ยวกับโลกของเราวามีลักษณะเปนจานแบนลอยอยูบนผิวน้ํา อีกทั้งยัง ไดทํานายการเกิดปรากฏการณสรุิยคราสในปท่ี585 กอนปคริสตกาลไดอยางถูกตอง 11บทที่ 1 อาแนกซิแมนเดอร (Anaximander) สมัย 611 - 543 กอนปคริสตกาล ผูที่เปนศิษยของเธลีส ได เสนอแนวคิดวา โลกมีลักษณะเปนทรงกระบอกที่ลอย อยูในอวกาศ และมีทรงกลม ทองฟาที่เปนชั้น บรรยากาศหอหุมโลกเหมือนกับเปลือกไมที่หุมแกนไม อยูดังภาพที่1.1 อาแนกซากอรัส (Anaxagoras) นักปราชญชาวกรีกใหแนวความคิดเกี่ยวกับดวงจันทรและดาวเคราะหวา องคประกอบของวัตถุทองฟาเหลานี้มีองคประกอบเหมือนกบัโลก และมแีสงสวางไดโดยการสะทอนแสงจากดวงอาทิตยนอกจากนี้ยังอธิบายการเกดิจันทรุปราคาวาเปนปรากฏการณที่ดวงจนัทรโคจรเขาไปในเงาของโลกไดอยางถูกตองอีกดวย 126
14/10/667บทที่ 1 ปทากอรัส (Pythagorus) สมัย 582–507 นักปราชญชาว กรีกไดมีแนวความคิดเกี่ยวกับลักษณะของโลก โดยกลาววาโลกมี ลักษณะเปนทรงกลม ขณะที่ดาวเคราะห ดวงอาทิตย และดวง จันทรจะมีวงโคจรเปนวงกลมของตนเอง ดังภาพที่ 1.2 13บทที่ 1 อาริสโตเติล (Aristotle) ไดใหแนวคิดทางดาราศาสตรที่ เก่ียวกับเอกภพวา โลกเปนจุดศูนยกลางของเอกภพ โดยมีดวง อาทิตย ดวงจันทร และดาวเคราะหตาง ๆ โคจรรอบโลก ดังภาพ ที่ 1.3 147
14/10/668บทที่ 1 อารีสตาคัส (Aristachus) สมัย 250 กอนปคริสตกาล ที่แยง แนวความคิดของอาริสโตเติลวา แทจริงแลวดวงอาทิตยเปนจุด ศูนยกลางของระบบสุริยะ และอธิบายการเคลื่อนที่ปรากฏของวัตถุ ทองฟาในแตละวันวาเปนผลเนื่องจากการหมุนรอบตัวเองของโลก ดงัภาพที่1.4 15บทที่ 1 ฮิปปาคัส (Hipparchus) สมัย 160 - 127 กอนคริสตกาล เปนนักดาราศาสตร ไดไขปญหาเกี่ยวกับการ เคลื่อนที่ของวตัถุทองฟา และเชื่อวาโลกเปนศูนยกลางของเอกภพ ฮิปปาคัสไดทําการสังเกตการณการเคล่ือนท่ีของ ดาวพฤหัสบดีพบวามกีารเคลื่อนที่แบบวกกลับ (Retrograde) ดังภาพที่1.5 ซึ่งเปนขอมูลสําคัญ และประโยชนตอ วงการดาราศาสตรในยุคตอมา 168
14/10/669บทที่ 1 ฮิปปาคัส ไดเสนอแบบจําลองจากการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตยรอบโลก ดังภาพที่ 1.6 เปนคนแรกที่จัดทํา แคตตาล็อค (Catalogs) ของดาวฤกษและจัดลําดับความสวางปรากฏของดาวฤกษเปน 6 กลุมใหญ ๆ ดาวฤกษสวาง ปรากฏมากที่สุดเปนดาวฤกษท ี่มีโชติมาตร (Magnitude) เปน 1 และดาวฤกษสวางปรากฏนอยที่สุดเปนดาวฤกษที่มี โชติมาตรเปน 6 17บทที่ 1 ปโตเลมี (Ptolemy) ค.ศ. 120 - 180 ไดทําการรวบรวมแนวความคิดของอารีสโตเติล ปทากอรัส และ ฮิปปาคัส แลวนํามาสรางแบบจําลองเอกภพมีชื่อวา “ระบบของปโตเลมี (Ptolemaic system)” กลาววา โลกเปน จุดศูนยกลางของเอกภพที่มีดวงจนัทรดวงอาทติยและดาวเคราะหตาง ๆ โคจรรอบโลก ประกอบกบัโลกมีลกัษณะ เปนทรงกลม ดังภาพที่ 1.7 สมัยปครสิตกาล 189
14/10/6610บทที่ 1 โคเปอรนิคัส (Copernicus) สมัย ค.ศ.1473- 1543 นํา แนวความคิดของอารีสตาคัส ซึ่งดวงอาทิตยเปนจุดศูนยกลางของ ระบบสุริยะ แนวคิดฮิปปาคัส และปโตเลมี มีชื่อเรียกอีกอยาง หนึ่งวา “ระบบของโคเปอรนิคัส (Copernicus system)” หรือ “ระบบศูนยสุริยะ (Heliocentric system)” ดงัภาพที่1.8 โคเปอรนิคัส ไดเรียงลําดับดาวเคราะหที่โคจรรอบดวง อาทิตยดังนี้ คือ ดาวพุธ ดาวศุกร โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัส และดาวเสาร อีกทั้งยังกลาววาดาวเคราะหที่อยูใกลดวงอาทิตย มากก็จะเคลื่อนที่ไดเร็ว 19บทที่ 1 ไทโค บราเฮ ไดเสนอแนวความคิดเกี่ยวกับระบบสุริยะ โดย อาศัยแนวความคิดของฮิปปาคัสและปโตเลมี โดยใหดาว เคราะหทุกดวงโคจรรอบดวงอาทิตย ยกเวนโลกกับดวง จันทร ดังภาพที่ 1.9 ไทโค บราเฮ (Tycho brahe) สมัย ค.ศ. 1546 – 1601 ศึกษาดาราศาสตรโดยอาศัยการสังเกตการณดวย เครื่องมือวัดตําแหนงของดวงดาวและนาฬิกา ไทโค บราเฮ สามารถบอกตําแหนงของดาวฤกษไดอยางแมนยําถึง 9 ดวง ไดอธบิายดาวหางวาเปนวัตถทุองฟาชนิดหนึ่งที่อยูหางไกล 2010
14/10/6611บทที่ 1 กาลิเลโอคนพบวัตถุทองฟามากมายที่ไมมีใครเคยพบมากอน เชน บริวารของดาวพฤหัสบดี 4 ดวง เรียกวาดวงจันทรของกาลิเลโอ ไดแกวงแหวนดาวเสารและจุดบนดวงอาทิตยเปนตน นับตั้งแตนั้นไดมีการพัฒนากลองโทรทรรศนใหมีศกัยภาพ และประสิทธิภาพใหมากขึ้น กาลิเลโอ (Galileo) สมัย ค.ศ.1564-1642 นักดาราศาสตรที่ปฏิวัติวงการดาราศาสตรจากปรัชญามาสูการ ทดลองและตั้งทฤษฎีกาลิเลโอเช่ือในแนวความคิดของโคเปอรนิคัสเกี่ยวกับระบบสุริยะ และคนหาขอเท็จจริงตาง ๆ ของวตัถุทองฟา โดยอาศัยการทดลองเปนหลัก กาลิเลโอไดสรางเปนกลองโทรทรรศนตัวแรกของโลก ซึ่งเปนแบบหัก เหแสง (Refracting telescope) และมีกําลงัขยายเพียง 5-6 เทา ดังภาพที่1.10 21บทที่ 1 ขอหนึ่ง กฎแหงการโคจรรูปวงรี คือ ดาว เคราะหแตละดวงในระบบสุริยะจะโคจรรอบ ดวงอาทิตยเปนรูปวงรี โดยดวงอาทิตยจะอยู ที่ตําแหนงจุดโฟกัสหนึ่งของรูปวงรี ดังภาพที่ 1.11 โยฮันน เคปเลอร (Johunn kepler) สมัย ค.ศ. 1571 - 1630 เปนนักดาราศาสตรผูที่ซึ่งรวบรวมขอมูลของ ไทโค บราเฮ มาวิเคราะหและ สรุปเปนกฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะหในระบบสุริยะไว3 ขอ 2211
14/10/6612บทที่ 1 ขอสอง กฎแหงพื้นที่ กลาวคือ อัตราการเคลื่อนที่ของดาวเคราะหรอบดวงอาทิตยจะกวาดพื้นที่เทากันในเวลาที่ เทากัน จากภาพที่1.12 เมื่อดาวเคราะหโคจรจากตําแหนงท่ีA ไป ยังตําแหนงที่B กวาดพื้นที่ไดเทากบัa และเมื่อดาวเคราะหโคจรจากตําแหนงท่ีC ไปยังตําแหนงที่D กวาดพื้นที่ได เทากับ b และจากกฎแหงพ้ืนที่จะไดพื้นที่a และ b มีคา เทากัน โดยใชเวลาในการโคจรเทากัน 23บทที่ 1 ขอสาม กฎแหงคาบ กลาวคือ กําลังสองของคาบการโคจรของดาวเคราะหจะแปรผันตรง กับระยะทางเฉล่ียระหวาง ดาวเคราะหกับดวงอาทิตยยกกําลังสาม เขียนเปนสมการไดดงันี้ 2412
14/10/6613บทที่ 1 ตัวอยางที่ 1.1 จงคํานวณหาคาบการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย ถามวลดวงอาทิตยมีคา 1.99X1030 กิโลกรัม มวลโลก 5.98×1024 กโิลกรัม ระยะหวางดวงอาทิตยกับโลกเฉลี่ย 150 ลานกิโลเมตร วิธีทํา เมื่อเปรียบเทียบมวลของ โลกกับดวงอาทิตยพบวามวลโลกมี ค า น อ ย ก ว า ม ว ล ด ว ง อ า ทิ ต ย คอนขางมาก จึงสามารถที่จะไม พจิารณามวลของโลกจากสมการกฎ แหงคาบของเคปเลอร 25บทที่ 1 โจทยลองคิด แกนีมีดเปนบริวารดาวพฤหัสบดีมีคาบการโคจรรอบดาวพฤหัสบดี7.1555 วัน มีระยะหางเฉล่ีย 1.0x10 9 เมตร และมีมวล 14.9x1022 กิโลกรัม จากขอมูลขางตนจงคาํนวณหามวลของดาวพฤหัสบดี 2613
14/10/6614บทที่ 1 กฎการเคลื่อนที่ของนิวตนั1. กฎแหงความเฉื่อย เมื่อไมมีแรงมากระทําตอวัตถุ (แรง เปนศูนย) วัตถุจะรักษาสภาพหยุดนิ่ง หรือเคล่ือนที่ดวย ความเรว็คงที่2. กฎแหงแรง เมื่อมีแรงมากระทําตอวัตถุวัตถุน้ันจะ เคล่อืนที่ดวยความเรง 3. กฎแหงกิริยา - ปฏิกิริยา กลาววาทุก ๆ แรงกิริยายอม มีแรงปฏิกิริยาที่มีขนาดเทากันแตมีทิศทางตรงกันขาม เซอร ไอแซก นิวตัน (Sir Isaac newton) สมัย ค.ศ.1642-1727 ไดคนพบกฎเกี่ยวกับการเคลื่อนที่และ กฎแหงความโนมถวงสากล (Law of universal gravitation) ไดสรางกลองโทรทรรศนแบบสะทอนแสงเปนกลอง แรกของโลก ดังภาพที่ 1.13 27บทที่ 1 นิวตัน ไดอธิบายกฎความโนมถวงสากลวา วัตถุทองฟาในเอกภพจะมีแรงดึงดูดซึ่งกันและกัน ซึ่งแรงจะเปนสัดสวน โดยตรงของผลคูณระหวางมวลและผกผันกับระยะทางกําลังสอง 2814
14/10/6615บทที่ 1 ตัวอยางท่ี1.2 จงคํานวณแรงโนมถวงระหวางดวงอาทิตยกับโลก ถามวลดวงอาทิตยมีคา 1.99x10 30 กิโลกรัม มวล ของโลก 5.98×1024 กโิลกรัม ระยะหางระหวางดวงอาทิตยก ับโลกเฉลี่ย 150 ลานกิโลเมตร 29บทที่ 1 โจทยลองคิด ดวงอาทิตยมีมวล 1.99 x1030 kg อยูหางจากดาวยูเรนัส 2.8774 x1012 m ซึ่งมีมวล 8.68 x1025 kg วัตถุทั้งสองจะมีขนาดของแรงโนมถวงเทาไร 3015
14/10/6616บทที่ 1 พัฒนาการทางดาราศาสตรประเทศไทย สมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช พระองคทรงสนพระทัยและสนับสนุนงานดานดารา ศาสตรเปนอยางมาก เพ่อืนําความรูและวิทยาการสมัยใหมเขาสูประเทศ พระองคทรงรับสั่งใหกอสรางหอดูดาวแหงแรกของ ประเทศขึ้น มีช่ือวา หอดูดาววัดสันเปาโล พระองคไดทอดพระเนตร ปรากฏการณสุริยุปราคาในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2231 ดังภาพท่ี1.14 ทามกลางขาราชการการ บริวาร ฝายไทยและพระนักดาราศาสตรชาวฝรั่งเศส 31บทที่ 1 สมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหวั (รัชกาล ที่ 4) พระบิดาแหงวิทยาศาสตรและดาราศาสตรของไทย พระองค ทรงใหความสนพระราชหฤทัยในวิชาดาราศาสตร เปนอยางมาก พระองคไดศึกษาวิชาดาราศาสตรอยางจริงจัง และทรงโปรดใหสราง หอดูดาวบนเขาวัง จังหวดัเพชรบุรีในวันท่ี10 พฤษภาคม พ.ศ. 2403 พระราชทาน นามวา หอดูดาวชัชวาลเวียงชัย ดังภาพที่ 1.15 3216
14/10/6617บทที่ 1 พระองคยังทรงคํานวณการเกิดปรากฏการณสุริยุปราคาเต็มดวง และประกาศลวงหนากอนเกิดปรากฏการณ 2 ป ตรงกับวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2411 ณ หวากอ ตําบลคลองวาฬ อําเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ ไดอยาง ถูกตองแมนยํา โดยพระองคไดเสด็จไปทอดพระเนตรดวยพระองคดงัภาพที่1.16 33บทที่ 1 ปจจุบันดาราศาสตรของประเทศไทยไดพัฒนาขึ้นอยางตอเนื่อง จนกระทั่งวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2556 สมเด็จ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดําเนินเปนประธานในพิธีเปด “หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ ๗ รอบ พระชนมพรรษา” อยางเปนทางการ ณ อุทยานแหงชาติดอยอินทนนท กม. 44.4 อําเภอจอมทอง จังหวัด เชียงใหม ที่มีกลองโทรทรรศนขนาดเสนผานศูนยกลางของ 2.4 เมตร ดังภาพที่ 1.17 3417
14/10/6618บทที่ 1 35บทสรุปประจําบทที่ 1 ดาราศาสตรเปนศาสตรความรูที่อธิบายถึงธรรมชาติของวัตถุทองฟา ตลอดจนปรากฏการณธรรมชาติตาง ๆ ที่ เกิดขึ้นนอกชั้นบรรยากาศของโลก และเปนศาสตรความรูที่อยูคูมนษุยมาตั้งแตสมัยโบราณ ประวัติศาสตรดาราศาสตรสากล เริ่มตั้งแตสมัยกอนคริสตกาลโดยเทลิส โดยเชื่อวาปรากฏการณที่เกิดขึ้นเปนปรากฏการณที่เกิดขึ้นเองตาม ธรรมชาติ และอาริสโตเติลไดใหแนวคิดทางดาราศาสตรที่เกี่ยวกับเอกภพวา โลกของเราเปนจุดศูนยกลางของเอกภพ โดย จะมีดวงอาทิตย ดวงจันทร และดาวเคราะหตาง ๆ โคจรรอบโลก จนมาถึงสมัยของโคเปอรนิคัสที่มีแนวความคิดวาดวง อาทิตยเปนจุดศนูยกลางของระบบสุริยะที่มีดาวเคราะหโคจรรอบดวงอาทิตยไดแกดาวพธุดาวศกุรโลก ดาวองัคาร ดาว พฤหัส และดาวเสารตามลําดับ จากนั้นก็มาถึงสมัยท่ีมีการสังเกตการณและตั้งทฤษฎีโดยกาลิเลโอที่ไดประยุกตสราง กลองโทรทรรศนมาเพ่อืสังเกตการณวัตถุทองฟา หลังจากโยฮนัน เคปเลอร ไดตั้งกฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะหในระบบ สุรยิะไว3 ขอ คือ 1. กฎแหงการโคจรรูปวงรี2. กฎแหงพื้นท่ีและ 3. กฎแหงคาบ จากนั้นเซอรไอแซก นิวตัน ไดตั้งกฎ เกี่ยวกบัการเคลื่อนที่และกฎแหงความโนมถวงสากล อีกทั้งยงัไดสรางกลองโทรทรรศนแบบสะทอนแสงเปนครั้งแรก 3618
14/10/6619บทสรุปประจําบทที่ 1 ประวัติศาสตรดาราศาสตรในประเทศไทย เริ่มต้งัแตสมัยสมเดจ็พระนารายณมหาราช โดยบาทหลวงตาชารด คณะซูอิตไดนําเอาความรูทางดานดาราศาสตรเขามาเผยแพรในประเทศไทยเปนคร้ังแรกเมื่อปพ.ศ.2228 และไดรับสั่งใหกอสรางหอดูดาวแหงแรกของประเทศไทยขึ้น มีชื่อวา หอดูดาววัดสันเปาโล จังหวัดลพบุรีจากน้ันในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่4) พระบิดา แหงวิทยาศาสตรและดาราศาสตรของไทย พระองคไดคํานวณการเกิดปรากฏการณสุริยุปราคาเต็มดวง และประกาศ ลวงหนากอนเกิดปรากฏการณ2 ปซึ่งตรงกับวันที่18 สงิหาคม พ.ศ.2411 ณ หวากอ ตําบลคลองวาฬ อําเภอเมือง จังหวัด ประจวบคีรีขันธไดอยางถูกตองแมนยํา และในปจจุบันดาราศาสตรของประเทศไทยก็ไดรับการพัฒนาขึ้นจนกระทั่งวันที่22 มกราคม พ.ศ.2556 สมเด็จพระเทพรตันราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสดจ็พระราชดําเนินเปนประธานในพิธีเปด หอดูดาว เฉลิมพระเกียรติ ๗ รอบ พระชนมพรรษา อยางเปนทางการ ณ สถานีทวนสัญญาณทีโอทีอุทยานแหงชาติดอยอินทนนท อําเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม ที่มีกลองโทรทรรศนขนาดเสนผานศูนยกลาง 2.4 เมตร และอุปกรณดาราศาสตรทันสมัย และไดสรางหอดูสวนภูมิภาคขึ้นอีกหลายแหงดวยกัน เชน หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษาสงขลา หอดู ดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา นครราชสีมา และหอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา ซึ่งไดติดตั้งอุปกรณทางดาราศาสตรเพื่อใชเปนแหลงเรียนรูทางดาราศาสตรสําหรับนักเรียน นักศึกษา สําหรับ การวิจัย และการบริการแกประชาชนทั่วไป 37แบบฝกหัดทายบทที่ 1 1. เพราะเหตุใดนักดาราศาสตรสมัยโบราณมีความเชื่อวาโลกเปนศนูยกลางของจกัรวาล 2. ฮิปปาคัสมีแนวความคิดอยางไรวาดวงอาทิตยอยูหางจากโลกไมเทากัน ณ เวลาตาง ๆ 3. จงอธบิายการพฒันาการดาราศาสตรในประเทศไทยตั้งแตแรกเริ่มจนถึงปจจบุัน 4. ดวงจนัทรของโลกมีมวล 7.35×1022 กิโลกรัม อยูหางจากโลกเฉลี่ยราว 362,600 กิโลเมตร และถาโลกมีมวล 5.97×1024 กิโลกรัม จงคํานวณหาคาบการโคจรของดวงจันทรรอบโลก 5. จงคํานวณหาระยะหางของดาวศุกรกับดวงอาทิตยโดยใชขอมูลดังตอไปนี้คาบการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย 365.25 วัน คาบการโคจรของดาวศุกรรอบดวงอาทิตย 224.7 วัน และระยะหางระหวางโลกกับดวงอาทิตยเฉลี่ย 150 ลานกโิลเมตร 6. ดาวหาง Halley โคจรรอบดวงอาทิตยมีระยะหางเฉลี่ย 2.67×109 กิโลเมตร ถามวลดวงอาทิตย 1.99×1030 กิโลเมตร จงคํานวณหาคาบการโคจรของดาวหางดวงนี้ เมื่อมวลของดาวหาง Halley มีคานอยมากเมื่อเทียบกับมวลดวง อาทิตย 3819
14/10/6620เอกสารอา งองิประจําบทที่1 เกริกฤทธี ไทคูนธนภพ. (2555). พระนารายณมหาราช ยุคอารยธรรมความรุงเรืองแหงสยามประเทศ. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพสยามความรู.บุญรักษา สุนทรธรรม. (2532). ดาราศาสตรทั่วไป เลม 1. เชียงใหม: ภาควิชาฟสิกส คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม.สถาบนัวิจัยดาราศาสตรแหงชาติ(องคกรมหาชน). (ม.ป.ป.). หอดูดาวเฉลมิพระเกียรต. ิสืบคน 24 มิถุนายน 2561, จาก http://www.narit.or.th สมาคมดาราศาสตรไทย. (ม.ป.ป.). สุริยุปราคาเต็มดวง. สืบคน 25 มิถุนายน 2561, จาก http://thaiastro.nectec.or.th. สํานักหอสมุดและศูนยสารสนเทศวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี. Galileo Galilei. สืบคน 13 มีนาคม 2561, จาก http://www.rmutphysics.com/charud/specialnews/2/scientist/scientist3/ Galileo Galilei.html 39เอกสารอา งองิประจําบทที่1 Bennett, J., & Shostak, S. (2012). Life in the universe. (3rd ed.). San Francisco: Pearson Education, Inc. History of science. อาแนกซิแมนเดอร. สืบคน 2 กันยายน 2562, จาก https://geoffneilsen. wordpress.com/navigation/philosophy/anaximander-of-miletos-c-611-c-547-bc/ LESA. Astronomy. สืบคน 28 สิงหาคม 2561, จาก http://www.lesa.biz/astronomy/cosmos/ geocentric Seeds, A., & Backman, E. (2010). Astronomy: The Solar System and Beyond. (6th ed.). California: Nelson Education, Ltd. 4020
14/10/6621บทที่ 2 แผนบริหารการสอนประจําบท ธรรมชาติและคุณสมบัติของแสง อาจารยวรีวัฒน อินทรทั ต แผนบริหารการสอนประจําบท เนื้อหา/สาระการเรียนรู 1. ประวัติและธรรมชาติของแสง 2. อัตราเร็วของแสง 3. สมบัติของแสง 4. ปรากฏการณดอปเลอร 5. สเปกตรัม บทสรุปประจําบทที่ 2 แบบฝกหัดทายบทที่ 2 เอกสารอางอิงประจําบทที่ 2 4221
14/10/6622แผนบริหารการสอนประจําบท วัตถปุระสงคเชงิพฤติกรรม 1. ผูเรียนสามารถอธิบายสมบัติและปรากฏการณของแสงได 2. ผูเรียนสามารถคํานวณและอธิบายตวัแปรตางๆ ของแสงได 3. ผูเรียนสามารถอธิบายการประยุกตหลักการของแสงกับการศึกษาดาราศาสตรได 43แผนบริหารการสอนประจําบท วิธสีอนและกิจกรรมการเรียนการสอนประจาํบท 1. ผูสอนสนทนากับผูเรียนถึงความรูความเขาใจเบื้องตนเกี่ยวกับประวัติและธรรมชาติของแสง จากนั้นให ผูเรียนชวยกันอภิปราย 2. ผูสอนบรรยายหัวขออัตราเร็วของแสง สมบตัิของแสง ปรากฏการณดอปเลอรและสเปกตรัม จากนั้นสมุถามผูเรียนเพื่อทดสอบความเขาใจ 3. ผูสอนมอบหมายใหผูเรียนทําการทดลองการหักเหของแสง การเลี้ยวเบนของแสง และการแทรกสอดของ แสงในตัวกลางตาง ๆ โดยใชเครื่องมือการทดลองทางทัศนศาสตรโดยผูสอนสังเกตการอยางใกลชิด 4. ผูสอนแบงกลุมผูเรียน โดยใหผูเรียนแตละกลุมศึกษาหัวขอที่กําหนด และนําเสนอหนาชั้นเรยีน ไดแกกลุมที่1 ถายภาพทองฟาในเวลา 07.00 น. (ทิศตะวนัออก) กลุมที่2 ถายภาพทองฟาในเวลา 12.00 น. (จุดเซนดิ) กลุมที่3 ถายภาพทองฟาในเวลา 18.00 น. (ทิศตะวนัตก) 5. หลังนําเสนอเสร็จส้ิน ผูสอนเปดโอกาสใหผูเรียนทุกคนรวมกันอภิปราย ผูสอนสรุปความรูธรรมชาติและ คุณสมบัติของแสง 6. ผูสอนมอบหมายงานใหผูเรียนทําแบบฝกหัดทายบท 4422
14/10/6623แผนบริหารการสอนประจําบท สื่อการเรยีนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน บทที่ 2 2. Power point 3. คลิปวิดีโอ 4. เครื่องมือการทดลองทางทัศนศาสตร 5. แบบฝกหัดทายบท 45แผนบริหารการสอนประจําบท การวัดและประเมินผล 1. สงัเกตความตั้งใจเรียน และการมสีวนรวมในกิจกรรมการเรียนการสอน 2. การทํางานกลุม และการนาํเสนอหนาชั้นเรียน 3. สงัเกตการใชเครื่องมือการทดลองทางทศันศาสตรและตรวจผลการทดลอง 4. พิจารณาการอภิปรายแลกเปลี่ยนความรใูนหองเรียน 5. ตรวจแบบฝกหัดทายบท 4623
14/10/6624บทที่ 2 เนื้อหา ธรรมชาติและคุณสมบัติของแสง อาจารยวรีวัฒน อินทรทั ต บทที่ 2 ธรรมชาติและปรากฏการณของแสง ประวัติและธรรมชาติของแสง อัตราเร็วของแสง สมบัตขิองแสง ปรากฏการณดอปเลอร สเปกตรัม 4824
14/10/6625บทที่ 2 ประวัติและธรรมชาติของแสง แสงเปนพลังงานรูปแบบหนึ่ง และเชื่อวาแสงประกอบไปดวยลําอนุภาค (Corpuscle) เล็ก ๆ ที่ถูกปลอย ออกจากแหลงกําเนิดแสง เชน ดวงอาทิตย หรือเทียนไข ทฤษฎีท่ีสามารถ อธิบายเกี่ยวกับเรื่องแสงคือ ทฤษฎีคอพัสคิวลาร(Corpuscular theory) เพราะสามารถ อธิบาย วาทําไมแสงถึงเดินทางเปนเสนตรง หรือทําไมแสงจึงถูกสะทอนกลับจากกระจกเงาราบ หรือ ทําไมแสงจึง หักเหเมื่อเคลื่อนที่ผานตัวกลาง (นิรนัดรแนบชิด, 2523, หนา 153) ริสเตียน เฮยเคินส (Christian Huygens) ค.ศ. 1670 อธิบายวาการสะทอนและการหักเหสามารถอธิบาย ดวยทฤษฎีคล่นืและคลื่นก็ยังสามารถอธบิายปรากฏการณใหมๆ ได 49บทที่ 2 กริมัลติ (Grimaldi) ค.ศ. 1665 คนพบการเปลี่ยนแนวของแสงท่ขีอบวัตถุและทาํการพสิูจนปรากฏการณนี้ และเรียกวาปรากฏการณนี้วาการเล้ยีวเบนของแสง (Diffraction of light) โทมัส ยัง (Thomas Young) และ โอกุสแตง เฟรสเนล (Augustin Fresnel) ค.ศ. 1827 ไดทําการ ทดลองการแทรกสอดของแสง (Interference) สามารถวัดอัตราเร็วแสงได เลออง ฟูโกลต (Leon Foucault) ทํา การวัดความเร็วแสงในของเหลวและอธิบายวาการเคลื่อนที่ของแสงนั้นเปนเสนตรงหนึ่งมิติ เจมส คลารก แมกซเวลล (James Clerk Maxwell) ค.ศ. 1873 ไดคนพบทฤษฎีคลื่นแมเหล็กไฟฟา และ ยังพบวาอัตราเร็วของคลื่นเหลานี้เทากบัอัตราเรว็ของคลื่นแสง 5025
14/10/6626บทที่ 2 ไอนสไตน (Einstein) ค.ศ. 1921 ไดเสนอสมมติฐานวา พลังงานของลําแสงจะรวมเปนกลุมกอนที่เรียกวา โฟตอน (Photon) ซึ่งแตละกลุมจะมีคาความถี่เฉพาะ และพลังงานจะแปรผันตรงกับความถี่ มิลลิแกน (Millikan) ไดทําการพิสูจน และสรุปวาพลังงานของโฟตอนเปนไปตามขอ สมมติฐานของ ไอนสไตนทุกประการ เอ เอ็ม คอมปตัน (A.M. Compton) ค.ศ. 1921 ที่ทําการทดลองโดยใหโฟตอนและอิเล็กตรอนเคลื่อนที่ มาชนกัน และพบวาโฟตอนมีพฤติกรรมเหมือนวัตถุทั่วไป ซึ่งเปนปรากฏการณหนึ่งท่ีสนับสนุนสมมติฐานของ ไอนสไตนเกี่ยวกับโฟตอน เรียกวา ปรากฏการณคอมปตนั (Compton effect) 51บทที่ 2 นักวิทยาศาสตรพบวา พฤติกรรมของแสงมีอยู2 ลักษณะ คือการเคลื่อนที่ของแสงจะอธิบายดวยทฤษฎีคลื่น แมเหล็กไฟฟา ในขณะที่ปฏิกิริยาของแสงกับวัตถุจะอธิบายดวยทฤษฎีคอพัสคิวลาร ลักษณะของแสงจะแสดงใหเห็น เปนรังสีหรือลาํแสง ซึ่งก็คอืคล่นืแสงหรือหนาคลื่น (Wave front) จากภาพที่ 2.1 (ก) แสดงเสนรังสี (เสนลูกศร) และหนาคลื่น (เสนประ) ที่พุงออกทุกทิศทุกทาง เปน ทรงกลมจากแหลงกําเนิดแสงบริเวณกึ่งกลาง (จุดสีดาํ ) ภาพที่ 2.1 (ข) แสดงเสนรังสี (เสนลูกศร) และหนา คลื่น (เสน ประ) จากแหลงกําเนิดแสงที่อยูไกลมาก 5226