The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอนวิชาดาราศาสตร์ โดยอาจารย์วีรวัฒน์ อินทรทัต

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Patcharaporn Kachin, 2023-10-13 23:24:00

เอกสารประกอบการสอนวิชาดาราศาสตร์

เอกสารประกอบการสอนวิชาดาราศาสตร์ โดยอาจารย์วีรวัฒน์ อินทรทัต

14/10/66177บทที่ 7 จากการพิจารณาปฏิทินแบบเกรกอเรียนพบวา 1 ปจะมีคาประมาณ 365.24225 วัน ซึ่งใกลเคียงกับ ปทรอปกมาก และจะมีคาความคลาดเคลื่อน 0.00005 วัน ใน 1 ป หรือคิดเปน 1 วัน ใน 20,000 ป ปจจุบันปฏิทินของประเทศไทยใชในแตละป จะแบงออกเปน 12 เดือน มีทั้งสิ้น 365 วัน โดยเดือนที่ลง ทายดวย คม จะมี 31 วัน ลงทายดวย ยน จะมี 30 วัน และเดือนกุมภาพันธจะมี 28 วัน แตบางป (4 ป ครั้ง) เดือนกุมภาพันธจะมี29 วนัซึ่งปที่เดือนกุมภาพันธมี29 วัน นั้นจะเรียกวาปอธิกสุรทิน 353บทที่ 7 ฤดูกาล ฤดูกาลเกิดจากการโคจรของโลกรอบดวง อาทิตย ประกอบกับแกนของโลกที่เอียงทํามุม 23.5 องศา กับเสนตั้งฉากกับระนาบวงโคจรรอบดวง อาทิตย ดังภาพที่ 7.4ภาพท่ี7.4 ลกัษณะการเอียงของแกนโลกที่มา: Seeds and Backman. 2010, p. 24 354177


14/10/66178บทที่ 7 ฤดูกาลขึ้นอยูกับอุณหภูมทิี่พื้นโลกไดรับพลังงานความรอนจากดวงอาทิตยและขึ้นอยูกับจํานวนชั่วโมงใน ชวงเวลากลางวัน มุมเงยของดวงอาทิตยในเวลาเที่ยงวัน อีกทั้งตําแหนงละติจูดของผูสังเกต และตําแหนงของดวง อาทติยบนเสนสรุิยวิถีซึ่งทั้งหมดจะเปนองคประกอบของการเกิดฤดูกาลบนโลก ขณะที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตยไปเรื่อย ๆ ดงัภาพที่7.5 ภาพท่ี7.5 แสดงการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย ที่มา : Fraknoi, Morrison and Wolff. 2017, p. 108 355บทที่ 7 ขา  งข ึ้น ข  างแรม เปนปรากฏการณที่เกี่ยวของกับดวงจันทรของโลก ที่ผูสังเกตจะสังเกตเห็นดวงจันทรมลีักษณะเปนเสี้ยว แตกตาง กันไป บางก็เห็นดวงจันทรเต็มดวง ซึ่งการที่ผูสังเกตสามารถเห็นดวงจันทรไดนั้นก็เนื่องมาจากแสงของดวงอาทิตยที่สอง มากระทบกบัผิวดวงจันทรแลวสะทอนมายังผูสังเกตบนโลกนั้นเอง ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของดวงจันทรที่สังเกตเห็นได จะ เกิดขึ้นตามมุมระหวางโลก ดวงจันทร และดวง อาทิตย เรียกวาเฟส ของดวงจันทร (Lunar phase) ดังภาพที่ 7.6ภาพท่ี7.6 แสดงลักษณะการเฟสของดวงจนัทรที่มา: Seeds & Backman, 2010, p. 32 356178


14/10/66179บทที่ 7 ขางขึ้น ขางแรม สังเกตไดจากสวนของดวงจันทรดานมืด ถาดานมืดของดวงจันทรอยูทางดานทิศ ตะวันออก แสดงวาคืนนั้นเปนขางขึ้น และในทาง กลบักันถาดานมืดอยทูางดานทิศตะวันตกแสดงวาคืนนั้น เปนขางแรม ในแตละวันดวงจันทรจะเปลี่ยนตําแหนงบน ทองฟาวันละ 13 องศา เมื่อเทียบกับดาวฤกษฉากหลังคิด เปน 52 นาทีและตําแหนงของดวงจนัทรที่เปลี่ยนไปทาง ทิศตะวันออกในทุก ๆ วนัดังภาพที่7.7ภาพท่ี7.7 แสดงการเปลี่ยนแปลงตําแหนงของดวงจันทรบนทองฟา ที่มา: Seeds & Backman, 2010, p. 33 357บทที่ 7 การเปลี่ยนตําแหนงของดวงจันทรบนทองฟา ตัวอยางเชนถาวันนี้เปนวันขึ้น 15 ค่ํา แสดงวาวันถัดไปเปนวัน แรม 1 ค่ํา ดังน้ันตําแหนงของดวงจันทรจะต่ําลงไปในพื้นดินจากทางทิศตะวันออก 13 องศา และจะขึ้นมาทางทิศ ตะวนัออกบริเวณเหนือพื้นดินในเวลา 18.52 น. แสดงวาวันแรม 1 คํ่า ดวงจันทรจะขึ้นชากวาวันขึ้น 15 ค่ํา ราว 52 นาที ดังภาพที่ 7.8 ภาพที่ 7.8 แสดงการพิจารณาตาํแหนงของดวงจันทรวันแรม 1 ค่ํา 358179


14/10/66180บทที่ 7 น้ําข้น ึ นํา้ลง เปน ปรากฏการณที่เกิดจากแรงดึงดูดของดวงจันทรที่กระทําตอบริเวณตาง ๆ บนโลกไมเทากัน ทําใหของเหลว เชน ทะเล มหาสมุทร บนโลกที่อยูในแนวเดียวกับดวงจันทรโปงออกจากผิวโลก ดังภาพที่ 7.9 จากภาพที่ 7.9 ภาพ (ก) แสดงตําแหนงของโลกกับดวงจันทร เมื่อ ไมพิจารณาแรงดึงดูดของดวงจันทรที่กระทําตอโลก ภาพ (ข) แสดงผลของแรงดึงดูดของดวงจันทรที่กระทําตอโลก โดยเสนประ รูป วงกลมแสดงถึงระดับน้ําทะเลปานกลางปกติเทียบกับเสนทึบ รูปวงรีที่ แสดงถึงระดับน้ําทะเลจากการไดรับอิทธิพลแรงดึงดูดจาก ดวงจันทร ซึ่งจะสังเกตไดวาบริเวณที่โปงคือบริเวณ A และ B เปนบริเวณน้ําขึ้น สวนบริเวณ C และ D จะเปนบริเวณน้ําลงภาพท่ี7.9 แสดงการเกิดปรากฏการณน้ําขึ้น น้ําลง 359บทที่ 7 การหมุนรอบตัวเอง และความเอียง ของแกนโลกจะทําใหเกิดน้ําขึ้นน้ําลง 2 ครั้ง ในแตละวัน เชน ผูสังเกตทางซีกโลกเหนือ จะ สังเกตเหน็ความสูงของระดับนํ้าบริเวณดานที่โลกหันเขาหาดวงจันทรสูงกวา ระดับน้ําอีก ครึ่งวันตอมา ดังแสดงในภาพที่ 7.10 แตใน แตละวัน เวลาที่น้ําขึ้นสูงสุด และลงต่ําสุดจะ ชาไป วันละประมาณ 52 นาที ภาพที่ 7.10 ระดับความสูงของนํา้ขึ้น น้ําลง ที่ไมเทากัน (เสนประ) 360180


14/10/66181บทที่ 7 สุริยุปราคา เปน ปรากฏการณทางดาราศาสตรที่เกิดขึ้นเมื่อดวงจันทรโคจรเขามาอยูระหวางดวงอาทิตยกับโลก และเงาของ ดวงจันทรทอดมายังโลก ทําใหผูสังเกตบนโลกเห็นดวงอาทิตยถูกบัง ซึ่งลักษณะของเงาแบงออกเปนเงามืด (Umbra) เปนบริเวณที่แสงไมสามารถตกกระทบวัตถุได และเงามัว (Penumbra) เปนบริเวณที่แสงสามารถตกกระทบวัตถุได บางสวน ดังภาพที่7.11 โดยขนาดของเงามดืและเงามัวจะขึ้นอยูกบัระยะหางของตําแหนงวัตถุ ภาพที่ 7.11 การเกิดเงามืด และเงามัว ที่มา: Seeds & Backman, 2010, p. 31 361บทที่ 7 การเกิดปรากฏการณสุริยุปราคาจะใชเวลาไมนาน ในขณะที่ผูสังเกตเห็นดวงอาทิตยกําลังถูกดวงจันทร บัง อุณหภูมิบนผิวโลกลดต่ําลงเรื่อย ๆ และถาดวงจันทรบดบังดวงอาทิตยทั้งดวงบริเวณที่อยูในเงามืดก็จะมืด เหมือนเปนเวลากลางคืน สามารถสังเกตเห็นดวงดาวตาง ๆ บนทองฟาอยางชัดเจน สามารถสังเกตเห็นชั้น บรรยากาศโคโรนาของดวงอาทิตยไดอีกดวย ซึ่งปรากฏการณสุริยุปราคานี้ถูกแบงออกเปน 3 ประเภท (บุญรักษา สุนทรธรรม 2532, หนา 133) ดังตอไปนี้ 362181


14/10/66182บทที่ 7 สุริยุปราคาแบบเต็มดวง (Total solar eclipse) เปน ปรากฏการณที่ดวงจันทรโคจรเขามาอยูระหวางดวงอาทิตยกับโลก เงาของดวงจันทรทอดลงบนโลก ดังภาพ ที่7.12 ซึ่งถาผูสังเกตอยูตําแหนงของเงามืดจะเห็นขนาดปรากฏของดวงจนัทรคอย ๆ บดบังดวงอาทิตยพอดี ภาพท่ี7.12 การเกดิปรากฏการณสุริยุปราคาเต็มดวงที่มา: ดดัแปลงจาก Seeds & Backman, 2010, p. 35 363บทที่ 7 สุริยุปราคาแบบบางสวน (Partial solar eclipse) มีลักษณะเหมือนกันกับปรากฏการณสุริยุปราคา เต็มดวง ตางกันเพียงผูสังเกตอยูที่บริเวณเงามัวของดวงจันทรไมสามารถ สังเกตเห็นดวงจันทรบังดวงอาทิตยไดทั้งดวง บังเพียงบางสวน เทานั้น ดังภาพที่ 7.13 ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นไดมากกวาปรากฏการณ สุริยุปราคาแบบอื่น ๆภาพท่ี7.13 สุริยปุราคาแบบบางสวนที่มา : https://www.narit.or.th/index.php/caas/101-apod/762-apod-2013-10-06 364182


14/10/66183บทที่ 7 สุริยุปราคาแบบวงแหวน (Annular solar eclipse) ลักษณะเหมือนกับปรากฏการณสุริยุปราคาเต็มดวง ตางกันเพียงระยะหางของดวงจันทรอยูไกลกวา ปรากฏการณสุริยุปราคาแบบเต็มดวง ผูสังเกตอยูที่บรเิวณเงามืดของดวงจันทรจะสงัเกตเห็นดวงจันทรบังดวงอาทิตยไดทั้งดวง แตขนาดปรากฏของดวงจันทรเลก็กวาดวงอาทิตยจงึเห็นเปนลักษณะเหมือนวงแหวน ดังภาพที่7.14 ภาพท่ี7.14 การเกดิปรากฏการณสุริยุปราคาวงแหวนที่มา: ดัดแปลงจาก Seeds & Backman, 2010, p. 37 365บทที่ 7 จันทรุปราคา เปนปรากฏการณดาราศาสตรที่ดวงจันทรโคจรเขามาอยูในเงาของโลกดังภาพที่ 7.15 ผูสังเกตบนโลกจะ คอย ๆ เห็นดวงจันทรลับหายไปในสวนโคงของเงาโลกทั้งดวง โดยปรากฏการณจันทรุปราคาสามารถแบงออกเปน 3 ประเภท ดังนี้ ภาพที่ 7.15 การเกิดปรากฏการณจ ันทรุปราคา ที่มา : Bennett, Donahues, Schneider, & Voit, 2012, p. 45 366183


14/10/66184บทที่ 7 จันทรปุราคาแบบเต็มดวง (Total lunar eclipse) ดวงจันทรจะโคจรเขาไปอยูในเงามืดของโลกทั้งดวงผูสังเกตบนโลกจะคอย ๆ เห็นดวงจันทรคอย ๆ มืด จนกระทั่งดวงจันทรมืดหายไป อยางไรก็ตามเมื่อดวงจันทรเขาไปอยูในเงามืดของโลกท้ังหมดแลวผูสังเกตยังสามารถ เห็นดวงจันทรเต็มดวงไดอีกครั้ง ก็เพราะวาแสงของดวงอาทิตยที่หักเหกับช้ันบรรยากาศของโลกซึ่งเปนแสงในชวง ความยาวคลื่นสีแดงไปกระทบผิวดวงจันทรแลวสะทอนกลับมายงัโลกทําใหผูสังเกตเห็นดวงจันทรเต็มดวงอีกครั้งแตมีสี แดง ดังภาพที่ 7.16 ภาพที่ 7.16 การเกิดปรากฏการณจันทรุปราคาเต็มดวง ที่มา : Bennett, Donahues, Schneider, & Voit, 2012, p. 45 367บทที่ 7 จันทรปุราคาแบบบางสวน (Partial lunar eclipse) เปนปรากฏการณคลาย ๆ กับปรากฏการณจนัทรุปราคาแบบเต็มดวงตางกันเพียงการโคจรของดวงจันทรจะเขาไปอยูทั้งในเงามืด และเงามัวของโลก ผูสังเกตจะเห็นดวงจันทรคอย ๆ มืดบางสวนเทานั้น ดังภาพที่ 7.17 แลว กลบัมาเปนดวงจันทรเต็มดวงปกตอิีกครั้ง ภาพที่ 7.17 การเกิดปรากฏการณจ ันทรุปราคาแบบบางสวน ที่มา : Bennett, Donahues, Schneider, & Voit, 2012, p. 45 368184


14/10/66185บทที่ 7 จันทรปุราคาเงามัว (Penumbra lunar eclipse) เปนปรากฏการณท ี่ดวงจันทรโคจรเขาไปอยูในเงามัวของโลกเทานั้น ผูสังเกตจะเห็นเปนดวงจันทรเต็มดวงธรรมดา เนื่องจากดวงตาของมนุษยไมสามารถแยกแยะความแตกตางของแสงที่สะทอนจากดวงจันทรไดอยางชัดเจน ดัง ภาพที่ 7.18 ภาพที่ 7.18 การเกิดปรากฏการณจันทรุปราคาแบบเงามัว ที่มา : Bennett, Donahues, Schneider, & Voit, 2012, p. 45 369บทที่ 7 ปรากฏการณแสงโลก เปนปรากฏการณที่แสงจากดวงอาทิตยสองมายังโลกแลวสะทอนไปที่ผิวดวงจันทรแลวสะทอนกลับมายังโลก อีกครั้ง ดงัภาพที่7.19 ผูสังเกตบนโลกจะเห็นแสงจาง ๆ บนพื้นผวิดวงจันทรด านมืด ซึ่งแสงที่เห็นน้ีไมใชแสงจากดวง อาทิตยโดยตรง แตเปนแสงของดวงอาทิตยที่สะทอนกับผิวโลก ซึ่งปรากฏการณนี้นักอุตุนิยมวิทยาไดทําการเก็บ รวบรวมขอมูลคาความสวางของแสงโลกเพื่อศึกษาถึงการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศโลกโดยรวม ภาพที่ 7.19 การเกิดปรากฏการณแสงโลก ที่มา : สถาบันวจิัยดาราศาสตรแหงชาติ (องคกรมหาชน), 2561, หนา 15 370185


14/10/66186บทสรุปประจําบทที่ 7 ปรากฏการณดานดาราศาสตรส วนใหญจะเปนปรากฏการณท่เีกดิขึ้นนอกเหนือช้นับรรยากาศโลกขึ้นไป หรือแมแตการ หมุนรอบตัวเองของโลกก็ยังสงผลใหเกิดการขึ้นตกของวัตถุทองฟา ทําใหเกิดเปนกลางวันกลางคืน กลายมาเปนเวลาที่ใชกันอยู ในทกุวันนี้และนอกจากนี้ยังมีปรากฏการณดาราศาสตรอื่นอีก เชน ปรากฏการณขางขึ้น ขางแรม สุริยุปราคา จันทรุปราคา เปนตน เวลาทางดาราศาสตร จากการศกึษาการขึ้น-ตก ของดวงอาทิตยทําใหมนุษยนําหลกัการนี้มาประยุกตเปนเวลา อีกทั้งระยะการโคจรของโลก รอบดวงอาทิตยมาเปนตัวกําหนดของเวลาใน 1 ปที่สังเกตไดจากการเกิดฤดูกาลตาง ๆ ซึ่งทั้งปรากฏการณท้ังหมดน้ีลวนแลว เกิดจากปรากฏการณทางดาราศาสตร โดยเวลาทางดาราศาสตร ไดแก เวลาดาราคติ เวลาสุริยปรากฏ และเวลาสุริยคติ ซึ่งได ประยกุตเวลาทางดาราศาสตรมาเปนสัปดาหเดือน ปและฤดูกาล ขางขึ้น ขางแรม เปนปรากฏการณที่เกี่ยวของกบัดวงจันทรของโลก ที่ผูสังเกตจะสังเกตเห็นดวงจันทรมีลักษณะเปนเสี้ยวแตกตางกันไป ซึ่งลักษณะการเปลี่ยนแปลงเสี้ยวของดวงจันทรที่สังเกตเห็นไดจะเกิดข้ึนตามมุมระหวางโลก ดวงจันทรและดวงอาทิตยเรียกวาเฟสของดวงจันทรโดยถาสังเกตเห็นดวงจันทรเต็มดวง จะเรยีกวาเปนวนัข้นึ 15 ค่ํา หรือคืนเดือนเพ็ญ และในวันถัดไป ก็จะเปนวันแรม 1 ค่ํา แรม 2 ค่ํา ไปเรื่อยๆ แลวจะเห็นดวงจันทรเปนเสี้ยวเล็กลงเรื่อย ๆ จนถึงวันแรม 15 ค่ํา หรือคืนเดือนมืด ถัดจากนั้นก็เปนวันขึ้น 1 ค่ํา 2 ค่ํา ไปจนถึงขึ้น 15 ค่ํา วนไปลักษณะน้เีรื่อย ๆ 371บทสรุปประจําบทที่ 7 น้ําขึ้น น้ําลง เปนปรากฏการณที่เกิดจากแรงดึงดูดของดวงจันทรที่กระทําตอบริเวณตาง ๆ บนโลกไมเทากัน ทําใหของเหลว เชน ทะเล มหาสมุทร บนโลกที่อยูในแนวเดียวกับดวงจันทรโปงออกจากผิวโลก สุริยุปราคา เปนปรากฏการณที่เกิดข้นึเมื่อดวงจนัทรโคจรเขามาอยูระหวางดวงอาทติยกับโลกและเงาของดวงจันทรทอดมายังโลก ทําใหผูสังเกตบนโลกเห็นดวงอาทิตยถูกบงัแบงออกเปน 3 ประเภท สุริยุปราคาแบบบางสวน และสุริยุปราคาแบบวงแหวน จันทรุปราคา เปนปรากฏการณที่ดวงจันทรโคจรเขามาอยูในเงาของโลก ผูสังเกตบนโลกจะคอย ๆ เห็นดวงจันทรลับหายไปในสวน โคงของเงาโลกทั้งดวง โดยปรากฏการณจันทรุปราคาสามารถแบงออกเปน 3 ประเภท ไดแก จันทรุปราคาแบบเต็มดวง จันทรุปราคาแบบบางสวน และจันทรุปราคาเงามัว ปรากฏการณแสงโลก เปนปรากฏการณที่แสงจากดวงอาทิตยสองมายังโลกแลวสะทอนไปที่ผิวดวงจันทรแลว สะทอนกลับมายังโลกอีกครั้ง ทําใหผูสังเกตบนโลกจะเห็นแสงจาง ๆ บนพื้นผิวดวงจันทรดานมดื 372186


14/10/66187แบบฝกหัดทายบทที่ 7 1. ดาราศาสตรใชปรากฏการณใดในการระบุวันและเวลา 2. จุดคงที่บนทองฟาท่ใีชเปนตําแหนงอางอิงในการพิจารณาคาเวลาดาราคติ3. ถาผูสังเกตสังเกตเห็นดาวฤกษดวงหนึ่งอยูบนเสนเมริเดียนพอดีและถาดาวฤกษดวงนี้มีคา R.A. เทากับ 8 ช่ัวโมง ดาวฤกษดวงน้จีะมีเวลาดาราคติเทาใด 4. นักศกึษาคิดวาถาผูสังเกตอยูคนละตําแหนงลองจิจูดบนโลก จะมีเวลาเทากันหรอืไมเพราะเหตุใด 5. ถาขณะน้เีมอืงกรนีิชเปนเวลา 12.00 น. ประเทศที่มีโซนเวลาเปน -7 และ +5 จะเปนเวลากี่โมง 6. ถาเวลาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต คือ 13.00 น. เวลาสากลจะมีคาเทาใด 7. นกัศึกษาจงอธิบาย และใหเหตุผลเกี่ยวกับการเกิดฤดูหนาว และฤดูรอนของซีกโลกเหนือ 8. ในการเกิดปรากฏการณสุริยปุราคาเต็มดวงถาผูสังเกตไมอยูในเงามดืและเงามัว จะสามารถสังเกตเหน็ ปรากฏการณดังกลาวหรือไมเพราะเหตุใด 9. นักศกึษาจงอธิบายวาเพราะเหตุใดเมื่อดวงจนัทรโคจรมาในเงาของโลกแลว ผูสังเกตยังสามารถเห็นดวงจันทรไดอีก 373เอกสารอา  งองิประจําบทที่7 บุญรักษา สุนทรธรรม. (2532). ดาราศาสตรทั่วไป เลม 1. เชียงใหม: ภาควิชาฟสิกส คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม.สถาบันวิจัยดาราศาสตรแหงชาติ (องคกรมหาชน). ปรากฏการณแสงโลก. สืบคน 24 ตุลาคม 2561, จาก http://www.narit.or.th Bennett, J., Donahues, M., Schneider, N., & Voit, M. (2012). The essential cosmic perspective. (6th ed.). San Francisco: Pearson Education, Inc. Fraknoi, A., Morrison, D., & Wolff, C. (2017). Astronomy. Texas: OpenStax. Karttunen, H., Kröger, P., Oja, H., & Poutanen, M. (2012). Fundamental Astronomy. (5th ed.). New York: Springer Berlin Heidelberg. Seeds, A., & Backman, E. (2010). Astronomy: The Solar System and Beyond. (6th ed.). California: Nelson Education, Ltd. 374187


14/10/66188บทที่ 8 แผนบริหารการสอนประจําบท ทัศนูปกรณทางดาราศาสตร อาจารยวรีวัฒน อินทรทั ต แผนบริหารการสอนประจําบท เนื้อหา/สาระการเรียนรู 1. กลองโทรทรรศน 2. สมบัติของกลองโทรทรรศน 3. กลองโทรทรรศนวิทยุและกลองโทรทรรศนอวกาศ บทสรุปประจําบทที่ 8 แบบฝกหัดทายบทที่ 8 เอกสารอางอิงประจําบทที่ 8 376188


14/10/66189แผนบริหารการสอนประจําบท วัตถปุระสงคเชงิพฤติกรรม 1. ผูเรียนสามารถอธิบายความหมาย หลักการ ประเภท และสมบัติของกลองโทรทรรศนได 2. ผูเรียนสามารถอธิบายลักษณะและประโยชนของอุปกรณรับแสงได 3. ผูเรียนสามารถอธิบายความหมายและประโยชนของกลองโทรทรรศนวิทยุและกลองโทรทรรศนอวกาศได 4. ผูเรียนสามารถคํานวณหาคาของปริมาณตางๆ ของคุณสมบัติกลองโทรทรรศนได 377แผนบริหารการสอนประจําบท วิธสีอนและกิจกรรมการเรียนการสอนประจาํบท 1. ผูสอนสนทนากับผูเรียนถึงความรูความเขาใจเบื้องตนเกี่ยวกับทัศนูปกรณทางดาราศาสตร จากนั้นให ผูเรียนชวยกันอภิปราย 2. ผูสอนบรรยายหัวขอกลองโทรทรรศนประเภท และสมบตัของกลองโทรทรรศน และกลองโทรทรรศน ิวิทยุและกลองโทรทรรศนอวกาศ จากนั้นสุมถามผูเรียนเพื่อทดสอบความเขาใจ 3. ผูสอนแบงกลุมผูเรียน และใหผูเรียนฝกปฏิบัติการประกอบกลองโทรทรรศนและเรยีนรูการใชงาน ดังนี้กลุมที่ 1 กลองโทรทรรศนประเภทหักเหแสง กลุมที่ 2 กลองโทรทรรศนประเภทสะทอนแสง กลุมที่ 3 กลองโทรทรรศนประเภทผสม 4. ผูสอนมอบหมายงานใหผูเรยีนทําแบบฝกหัดทายบท 378189


14/10/66190แผนบริหารการสอนประจําบท สื่อการเรยีนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน บทที่ 8 2. Power point 3. คลิปวิดีโอ 4. กลองโทรทรรศนประเภทหักเหแสง 5. กลองโทรทรรศนประเภทสะทอนแสง 6. กลองโทรทรรศนประเภทผสม 7. แบบฝกหัดทายบท 379แผนบริหารการสอนประจําบท การวัดและประเมินผล 1. สังเกตความตั้งใจเรียน และการมีสวนรวมในกิจกรรมการเรยีนการสอน 2. พิจารณาการอภิปรายแลกเปลี่ยนความรใูนหองเรียน 3. พิจารณาผลของการประกอบและการใชกลองโทรทรรศน 4. ตรวจแบบฝกหัดทายบท 380190


14/10/66191บทที่ 8 เนื้อหา ทัศนูปกรณทางดาราศาสตร อาจารยวรีวัฒน อินทรทั ต บทที่ 8 ดาวเคราะหในระบบสุริยะ กลองโทรทรรศน สมบัติของกลองโทรทรรศน กลองโทรทรรศนวิทยุและกลองโทรทรรศนอวกาศ 382191


14/10/66192บทที่ 8 กลองโทรทรรศน ศตวรรษที่ 16 แจน ลิปเพอรเซย (Jan Lippershey) ไดนําเลนส 2 ชิ้น มาวางในแนวเดียวกันใน ระยะหางกันพอ จากนั้นนําไปสองวัตถุพบวาภาพวัตถุที่เห็นมันอยูใกลเขามา ซึ่งมันเปนหลักการทํางานของกลอง สองทางไกล ตอมา กาลิเลโอ ไดนําแนวความคิดนี้มาประยุกตสรางเปนกลองโทรทรรศนตัวแรก ที่มีกําลังขยาย 3 เทา และได พัฒนาใชเลนสขนาดเสนผานศูนยกลางเปน 1 นิ้ว กับเลนสขนาดเสนผานศูนยกลาง 1/3 นิ้ว ทํา กลองขึ้นมาใหมที่มีกําลังขยาย 33 เทา เพื่อสังเกตการณวัตถุทองฟา เปนจุดเริ่มตนของการพัฒนาความรูดานดารา ศาสตรครั้งสําคัญ (บุญรักษา สุนทรธรรม, 2532, หนา 255) 383บทที่ 8 กลองโทรทรรศนแบบหักเหแสง หรือกลองโทรทรรศนแบบกาลิเลียน (Galilian telescope) โทรทรรศนชนิด นี้จะประกอบดวยเลนสนูน สองอัน อันหนึ่งอยูใกลวัตถุ เรียกเลนสใกลวัตถุ (Objective lens) จะมีขนาดใหญ และมีความยาวโฟกัส มาก ในขณะที่เลนสนูนอีกอันหน่งึจะเปนเลนสใกลตา (Eye piece) ดังภาพที่ 8.1 จะมีความยาวโฟกัสสั้น ภาพวัตถุจะ ปรากฏที่จุดรวมแสงเลนสนูนใกลตาจะมีหนาที่ขยายภาพ จากวัตถุซ่งึภาพจะเปนภาพจริงหัวกลับขนาดใหญกวาวัตถุภาพที่ 8.1 กลองโทรทรรศนแบบหักเหแสง ที่มา : https://www.narit.or.th/index.php/chachoengsao-observatory/cco-camera-menu-b 384192


14/10/66193บทที่ 8 กลองโทรทรรศนแบบสะทอนแสง หรืออาจจะเรียกอีกอยางหนึ่งวากลองโทรทรรศน แบบนิวโตเนียน (Newtonian telescope) จะประกอบดวย กระจกโคงเวาพาราโบลา แสงจากวัตถุจะถูกสะทอนดวย กระจกโคงเกิดภาพที่จุดรวมแสง แลวจะมีกระจกเงาราบ สะทอนภาพออกมาบริเวณขางกลอง แลวตรงไปที่เลนสใกล ตา ดังภาพที่ 8.2 ซึ่งความยาวของกลองโทรทรรศนแบบ สะทอนแสงนี้จะเทากบัความยาวโฟกัสของกระจกโคงเวาภาพท่ี8.2 กลองโทรทรรศนแบบสะทอนแสง ที่มา : https://www.narit.or.th/index.php/chachoengsao-observatory/cco-camera-menu-b 385บทที่ 8 กลองโทรทรรศนแบบผสม กลองแบบชมิดท แคสสิเกรน เปนกลอง โทรทรรศนที่มีความยาวโฟกัสคอนขางยาวแตมี ลํากลองสั้น เนื่องจากออกแบบใหลําแสงมีการ สะทอนกลับไปกลับมาหลายครั้งในกลอง ดัง ภาพที่ 8.3 จะใชกระจกโคงทําหนาที่รวมแสง และใชเลนสปรับแกภาพใหคมชัดมากขึ้นที่บริเวณหนากลอง ซึ่ง โดยทั่วไปแลวกลองโทรทรรศนแบบผสมที่นิยมใช คือ กลองแบบชมิดท แคสสิเกรน และกลองแบบแมคซูทอฟแคส สิเกรน ภาพที่ 8.3 หลักการทํางานของกลองแบบชมิดท แคสสิเกรน 386193


14/10/66194บทที่ 8 กลองแบบแมคซูทอฟ แคสสิเกรน เปนกลองโทรทรรศนที่มีความยาวโฟกัสยาวมาก และมีความคมชัดที่ เทียบเทากับกลองโทรทรรศนแบบหักเหแสงที่มีขนาดเทากัน ดังภาพที่ 8.4 กลองชนิดนี้มักใชในการสังเกตการณ ดาวเคราะห และวัตถุที่ตองการความคมชัดสูง เชน ระบบดาวคู ภาพที่ 8.4 หลักการทํางานของกลองแบบแมควูทอฟ แคสสิเกรน 387บทที่ 8 ฐานกลองโทรทรรศน กลองโทรทรรศนทุกชนิดจะตองมีฐานต้ัง หรือขาตั้งกลองเปนสวนประกอบหลักที่สําคัญ ซึ่งฐานตั้งกลองที่พบเห็นทั่วไปแบงออกเปน 3 ประเภท ไดแกฐานตั้งกลองแบบอัลตาซิมุธ (Altazimuth mount) ฐานต้ังกลองแบบ ตอบโซเนียน (Dobsonion mount) และฐานตั้งกลองแบบอีเคลทอเรียล (Equatorial mount) 388194


14/10/66195บทที่ 8 ฐานตั้งกลองแบบอัลตาซิมุธ เปนฐานตั้งกลองที่หมุนไดสองมุม คือ มุมทิศ (Azimuth) และมุมเงย (Altitude) แสดงดังภาพที่ 8.5 ฐานต้ังกลอง ลักษณะน้ีสวนใหญเปนกลองขนาดเล็ก เชน กลองดูนก สองสัตว เปนตน ฐานกลองแบบอัลตาม มีหลักการ ใชงาย ติดตั้ง รวดเร็ว แตไมสามารถติดตามดาวไดโดยอัตโนมัติผูใชจะตองคอยเปลี่ยน หรือเลื่อนกลองตามวัตถุที่ตองการ สังเกตภาพท่ี8.5 หลักการทํางานของฐานตั้งกลองแบบอลตาซิมุธ ัที่มา : Seeds & Backman, 2010, p. 81 389บทที่ 8 ฐานต้งักลองแบบดอบโซเนียนเปนฐานตั้งกลองอัลตา ซิมุธแบบหนึ่งที่ ออกแบบโดย จอหน ดอบสัน (John dobson) ชาวอเมริกัน เพื่อใชในการตั้งกลองโทรทรรศนแบบสะทอนแสง นิวโตเนียนโดยเฉพาะ ดังภาพที่ 8.6 เปนฐานกลองที่แข็งแรง เคลื่อนยายสะดวกและประกอบงาย แตก็ไมมีระบบติดตาม อัตโนมัติภาพท่ี8.6 ฐานตั้งกลองแบบดอบโซเนียน ที่มา : https://www.xn--42cg6bh3chdf6amw3ac7eb1a9bd8ntg1d.com/dob/ 390195


14/10/66196บทที่ 8 ฐานตั้งกลองแบบอีเคลทอเรียล เปนฐานกลองที่ใชในทาง ดาราศาสตรโดยเฉพาะ และยังเปนฐานกลองที่นิยมใชกันมาก ที่สุด เพื่อใชในการติดตามการเคล่ือนที่ของวัตถุทองฟา ฐาน กลองอีเคลทอเรียจะมแีกนหมุนสองแกน คือ แกนไรทแอสเซน ชัน และแกนเดคลิเนชัน ดังภาพที่8.7 การต้ังแกนของกลองนี้ใหชี้ไปที่ขั้วฟาทุกครั้งเมื่อใชงาน ภาพที่ 8.7 แสดงลักษณะการเอียงของแกนโลก ที่มา : Seeds and Backman. 2010, p. 81 391บทที่ 8 การตั้งฐานอิเคลทอเรียลในประเทศไทย (ซีกโลกเหนือ) จะตองเล็งแกนไรท แอสเซนชัน ไปที่ขั้วฟาเหนือ หรือดาวเหนือ ดังภาพที่ 8.8 ภาพท่ี8.8 การติดตั้งฐานกลองแบบอีเคลทอเรียล ที่มา : https://www.narit.or.th/index.php/chachoengsao-observatory/cco-camera-menu-b 392196


14/10/66197บทที่ 8 เลนสใกลตา เปนอุปกรณที่สําคัญมากที่ใชรวมกับกลองโทรทรรศนในการสังเกตวัตถุทองฟา โดยเลนสใกลตาชิ้นแรกถูก สรางขึ้นในชวงป ค.ศ. 1608-1609 โดยฮานส ลิเปอรซี่ ซึ่งเปนเลนสนูน จากนั้นนักดาราศาสตรก็ไดออกแบบและ พฒันาเลนสใกลตา จึงทําใหปจจุบันมีเลนสใกลตาหลายชนิด ดังตอไปนี้ เลนสใกลตาแบบไฮเกนส (Huygenian) ประดิษฐขึ้นโดยคริสเตียน ไฮเกนส (Chistian hygens) ในป ค.ศ. 1703 เปนเลนสใกลตาที่สรางไดงาย โดยการนาํเลนสนูนดานเดียว 2 ช้นิมาเรียงตอกัน แตการใชงานยังไมดีพอ เม่อืประกอบเขากับกลองโทรทรรศน เลนสตาแบบเคลเนอร (Kellner) ประดิษฐข้นึโดยคารล เคลลเนอร(Cart kellner) ในปค.ศ. 1849 โดย นําเอาเลนสใกลตาแบบแรมสเดนมาประยุกตซ่งึถือเปนจุดเริ่มตนของเลนสตาสมัยใหม โดยจะใชเลนสแกความคลาด สีตอกัน 2 ชิ้น ซึ่งจะชวยในการแกความคลาดสีได 393บทที่ 8 เลนสใกลตาแบบแรมสแดน (Ramsden) ประดิษฐข้ึนโดยเจซซี่แรมสเดน (Jesse ramsden) ในปค.ศ.1782 โดยการนําเลนสนูนดานเดียว 2 ชิ้น ประกบกันแตใหดานนูนหันเขามาหากัน ขอดีของเลนสตาประเภทนี้คือ ไมเกดิการบิดเบี้ยวของภาพ และยังเปนเลนสตาตนแบบท่ีใชในการประยุกตทําเลนสตาประเภทเคลเนอรและพลอซ เซิล แตขอเสียของเลนสตาประเภทน้ีคือ ระยะในการมองภาพสั้นมาก มีการคลาดสีและความคลาดทรงกลม ความ คมชัดของภาพไมสม่ําเสมอ เลนสใกลตาแบบ (Orthoscopic) ประดิษฐขึ้นโดยเอรนิสต คารล แอบเบ (Ernst Kart abbe) ในป ค.ศ. 1880 โดยใชเลนสประกบกนั 3 ชิ้น ซึ่งถือวาเปนการออกแบบเลนสตาที่ดีที่สุดในศตวรรษท่ี20 โดยเลนสตาประเภทน้ี ไดรวมคุณสมบัติที่ดีของระยะหางในการมองเห็นกับการแกการบิดเบี้ยวของภาพที่ขอบของเลนสตา รวมถึง ความคลาดอื่น ๆ 394197


14/10/66198บทที่ 8 อุปกรณรับแสง เนื่องจากดวงตาของมนุษยมีขีดจํากัดในการสังเกตการณดาราศาสตร และยังไมสามารถสะสมแสงได เนื่องจากดวงตาสงขอมูลไปยังสมองโดยทันทีจึงไมสามารถประมวลผลคาของแสงไดนั้น นักดาราศาสตรจึง ประยุกตใชการถายภาพนิ่งมาเปนสิ่งที่ชวยในการพจิารณาศึกษาวตัถุตางๆ โดยมีวัสดุอุปกรณที่สามารถสะสมแสงไดดงัตอไปนี้ ฟลม (Film) เปนอุปกรณสะสมแสงอยางหนึ่งที่คนสวนใหญรูจักและคุนเคยกนั ฟลมทํางานโดยสารเคมีไว แสงที่ เคลือบอยูบนแผนเซลลูลอยดหรือแผนแกว ซึ่งจะทําปฏิกิริยาและเปลี่ยนสภาพไปเมื่อถูกแสง ฟลมที่ใชกัน ทั่วไปจะมีคาความไวแสงราว 100 - 400 แตในทางดาราศาสตรคาความไวแสงจะมีคา 800 ขึ้นไป อยางไรก็ตามก็มี วิธีการเพ่มิคาความไวแสงของฟลม โดยใชกระบวนการไฮเปอรเซนซิไทเซชัน (Hypersensitization) ท่ีจะนําฟลมไป รมกาซไฮโดรเจน ซ่งึจะทําใหฟลมมีคาความไวแสงเพิ่มมากขึ้นหลายเทา 395บทที่ 8 ซีซีดี (CCD, Charge coupled device) หรือเครื่องคูควบประจุ มี ลักษณะเปนชีพรบัแสงอิเล็กทรอนิกสดังภาพ 8.9 ทาํหนาที่เชนเดียวกับฟลม โดย ซีซีดีที่เปนชิพนี้จะมีความไวแสงมาก ซึ่งจะเปลี่ยนอนุภาคแสงเกือบทั้งหมดที่ตกลง บนชีพระหวางการเปดหนากลองใหเปนอิเล็กตรอน และนับจํานวนอิเล็กตรอนใน แตละบริเวณของชิพทันทีหลังจากถายภาพ บริเวณท่ีนับอิเล็กตรอนไดมากก็คือ บริเวณที่มีความสวางมาก โดยจะใชซอฟตแวรในคอมพิวเตอรในการควบคุม และสรางภาพของ วัตถุจากขอมูลของจํานวนอิเล็กตรอน การรับแสงของซีซีดีมีประสิทธิภาพ มากกวา ฟลมเนื่องจากเปนการวัดความเขมแสงโดยตรงไมผานกระบวนการทาง เคมีอกีทั้งซีซีดียังสามารถสะสมแสงในชวงความยาวคลื่นกวางกวาฟลมมาก ภาพที่ 8.9 ซีซีดี ชิพ ที่มา: Fraknoi, Morrison & Wolff, 2017, p. 270 396198


14/10/66199บทที่ 8 สมบัติของกลองโทรทรรศน กําลังขยายของกลองโทรทรรศน เปนความสามารถในการขยายขนาดของวัตถุใหมีขนาดใหญขึ้น ซึ่งจะทําใหสังเกตวัตถุทองไดอยางละเอียด คาํนวณไดจากสมการ 8.1 (8.1) 397บทที่ 8 ตัวอยางที่ 8.1 กลองโทรทรรศนหนึ่งมีเลนสใกลวัตถุที่มีความยาวโฟกัส 50 มิลลิเมตร ถาใชเลนสใกลตาที่มีความยาว โฟกัส 10 มิลลเิมตร กลองโทรทรรศนนี้จะมีกําลังขยายเทาใด 398199


14/10/66200บทที่ 8 กําลังแยกภาพ เปนคาระยะหางเชิงมุมระหวางวัตถุสองวตัถุที่นอยท่ีสุดที่กลองโทรทรรศนสามารถแยกภาพออกเปนสองวัตถุไดซึ่งก็คือความสามารถของกลองโทรทรรศนในการแยกรายละเอียดของภาพนั้นเอง กําลังแยกภาพจะขึ้นอยูกับขนาดของ หนากลอง ถาขนาดของหนากลองมากก็จะรับแสงไดมาก ภาพที่เห็นจะมีความคมชัดมาก ซึ่งกําลังการแยกภาพสามารถ คาํนวณไดดังสมการ 8.2 (8.2) 399บทที่ 8 ตัวอยางที่ 8.2 กลองโทรทรรศนที่มีขนาดเสนผานศูนยกลางหนากลอง 10 นิ้ว จะมีคากําลังแยกภาพเทาใด วิธีทํา จากสมการ คากําลังแยกภาพของกลองโทรทรรศนขนาดเสนผานศูนยกลาง 10 น้วิจะมีกําลังแยกภาพ 0.456 พิลิปดา 400200


14/10/66201บทที่ 8 พื้นที่รับแสง เปนพ้นืที่ทั้งหมดของหนากลองท่เีปรียบเสมือนเปนรูมานตาในการสังเกตการณวัตถุตาง ๆ ซึ่งในการหาคาพื้นที่รับแสงจะหาไดจากสมการพื้นที่วงกลม ดังสมการ 8.3 (8.3) 401บทที่ 8 ตัวอยางที่ 8.3 กลองโทรทรรศนหักเหแสงหนึ่งมีขนาดเสนผานศูนยกลางหนากลอง 4 นิ้ว กลองโทรทรรศนนี้จะมีพื้นที่รับแสงเทาใด วิธีทํา จากเสนผานศนูยกลางหนากลองโทรทรรศนคือ4 นิ้ว จะไดรัศมีหนากลอง เปน 2 นิ้ว ดงันั้น จากสมการพื้นที่รบัแสง จะได พื้นที่รับแสงของกลองโทรทรรศนขนาดเสนผานศูนยกลางหนากลอง 4 นิ้ว มีคาเปน 12.57 ตารางนิ้ว 402201


14/10/66202บทที่ 8 โจทยลองคิด จงเปรียบเทียบอัตราสวนของพื้นที่รับแสงของกลองโทรทรรศนที่มีขนาดเสนผานศูนยกลางหนากลอง 6 น้ิว กับ 5 นิ้ว 403บทที่ 8 สเกลภาพ สเกลภาพหรอืขนาดภาพจะเปนการวัดขนาดของวตัถุดวยมุม หาไดจากขนาดภาพในหนวยความยาวตอวัตถุใน หนวยมุม เชน ขนาดเสนผานศูนยกลางเชิงมุมของดวงจันทรมีคา 0.5 องศา ถาขนาดเสนผานศูนยกลางของภาพดวง จันทรมีคา 1 เซนติเมตร สเกลภาพจะมีคา 1 เซนตเิมตร 0.5 องศา หรือ 2 เซนติเมตรตอองศา เปนตน อยางไรก็ตาม สเกลภาพกแ็ ปรผันกับระยะโฟกสัของเลนสหรือกระจกเงา ดังสมการ 8.4 (8.4) 404202


14/10/66203บทที่ 8 ตัวอยางที่ 8.4 กระจกเงาของกลองโทรทรรศนขนาดเสนผานศูนยกลาง 200 นิ้ว (5.08 เมตร) ที่มีความยาวโฟกัส 16.764 เมตร กลองโทรทรรศนนี้จะมีสเกลภาพเทาใด 405บทที่ 8 ความสวางของภาพ เปนปริมาณของพลังงานท่ตีกกระทบลงในหนึ่งหนวยพื้นที่ซึ่งคาความสวางของภาพจะขึ้นอยูกับขนาดเสน ผาน ศูนยกลางของเลนสหรือกระจก โดยกลองที่มีขนาดเสนผานศูนยกลางมากก็จะไดภาพที่สวางมาก เนื่องจากพลังงาน ของแสงที่ตกกระทบลงบนพื้นที่มากเมื่อเทียบกับกลองโทรทรรศนที่มีขนาดเสนผานศูนยกลางนอย ดังภาพที่ 8.10 ภาพท่ี8.10 แสดงพื้นที่รับพลังงานของกลองที่มขีนาดตางกันที่มา : ดัดแปลงจาก Fraknoi, Morrison and Wolff. 2017, p. 288 406203


14/10/66204บทที่ 8 ความสวางของภาพที่เกิดจากดวงจันทร ดาวเคราะห เนบิวลา และดาราจักร ซึ่งเปนสัดสวนโดยตรงกับกําลังของ แสงที่ผานเขามาในเลนสหรือกระจกเงา และแปรผกผันกับพื้นที่ภาพ ดังสมการ 8.5 อีกท้ังคากําลังของแสงยังแปรผันตรงกับพื้นที่ของเลนสหรือกระจก หรือกําลังสองของเสนผานศูนยกลางหรือ กระจก ดังสมการ a คือ ขนาดเสนผานศูนยกลางของเลนสหรือกระจก (8.5) (8.6) 407บทที่ 8 และพื้นที่ของภาพก็แปรผันกับกําลังสองของขนาดภาพ ซึ่งขนาดภาพจะเปนสัดสวนโดยตรงกับความยาวโฟกัส ของเลนสหรอืกระจก ดังสมการ 8.7 d คือ ขนาดภาพ f คือ ความยาวโฟกัสของเลนสหรือกระจก ดงันั้นคาความสวางของภาพ จะสามารถเขียนเปนสมการใหมดังสมการ 8.8 (8.7) (8.8) 408204


14/10/66205บทที่ 8 จากสมการที่8.8 k คือคาคงที่จะขึ้นอยกูับหนวยที่ใชในการวัดปริมาณตาง ๆ และปริมาณของแสงจากหนึ่ง หนวย พื้นที่ของวัตถุสวนปรมิาณ f/a เรยีกวาอัตราสวนโฟกัส (f ratio) ของเลนสหรอืกระจก เชนถาเลนสอันหนึ่ง มีความยาวโฟกัสเปนแปดเทาของเสนผานศูนยกลาง เลนสตัวนี้จะมีอัตราสวนโฟกัสเปน f/8 ความหมายวา a= f/8 หรือ f/a = 8 สําหรับวัตถุที่เปนจุด เชน ดาวฤกษภาพที่เกิดขึ้นจะเปนจุดเปรียบเสมือนไมมีขนาด ดังน้ันความสวางของ ภาพ จะขึ้นอยูกับกําลังของแสงที่เขาสูเลนสหรือกระจกเพียงอยางเดียว 409บทที่ 8 ความคมชัดของภาพ เปนการแสดงรายละเอียดของภาพจากปรากฏการณการเลี้ยวเบนของคลื่นแสง ที่จะแสดงรายละเอียดตาง ๆ ของวัตถุขณะเกิดภาพ ซึ่งในกรณีที่วัตถุเปนจุดจะไมเกิดภาพเปนจุด แตจะเปนภาพวงกลมที่ลอมรอบดวยวงแหวน หลายวง โดยวงกลมตรงกลางจะเรียกวาวงกลมแหงการเลี้ยวเบน (Diffraction disk) ท่ีมีขนาดเสนผานศูนยกลาง ผกผันกับเสนผานศูนยกลางของเลนสหรือกระจกเงา และเปนสัดสวนโดยตรงกับความยาวคลื่นของแสง รายละเอียด ของภาพที่เล็กกวาวงกลมแหงการเลี้ยวเบนจะไมมีทางมองเห็นได วงกลมนี้จะไมใชภาพของดาว แตเปนภาพที่เกิด จากการเลี้ยวเบนของแสง และภาพที่เกิดจากกลองโทรทรรศนจะมีลักษณะเปนแบบที่เรียกวา ลวดลายดิฟแฟรกชัน (Diffraction patten) คือภาพท่ีเห็นตรงกลางสวางลอมรอบดวยวงมืด และแสงมัวสลัวสลับกันไป ซึ่งขนาดของ ลวดลายดิฟแฟรกชันจะขึ้นอยูกับขนาดเสนผานศูนยกลางของเลนสใกลวัตถุ และความยาวคลื่นของแสงไมไดขึ้นอยู กับคาความสวาง 410205


14/10/66206บทที่ 8 ขอบเขตภาพ เปนพื้นที่มองผานกลองโทรทรรศน ซึ่งการคํานวณหาคาขอบเขตนั้นจะตองคํานึงถึงกําลังขยายของกลอง โทรทรรศน และมุมมองภาพของเลนสใกลตา โดยขอมูลของเลนสใกลตาทั้งหมดจะระบุที่ตัวของเลนสใกลตาเอง การคํานวณหาขอบเขตภาพสามารถหาไดจากสมการ 8.9 (8.9) 411บทที่ 8 ตัวอยางที่ 8.6 กลองโทรทรรศนหน่งึมีความยาวโฟกัสของเลนสใกลวัตถุ1,200 มลิลิเมตร ถาใชเลนสใกลตาที่มีความ ยาวโฟกัส 25 มิลลิเมตร แตมีคามุมมองภาพเทากับ 40 องศา จะสามารถมองเห็นภาพผานเลนสใกลตามุมมองใด 412206


14/10/66207บทที่ 8 กลองโทรทรรศนวิทยุและกลองโทรทรรศนอวกาศ เมื่อเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตรมคีวามกาวหนามากข้ึน นักดาราศาสตรก็ไดประยุกตความรูตาง ๆ เพื่อศึกษา วัตถุทองฟาดวยเทคนิคอื่นที่มีความทันสมัยมากกวากลองโทรทรรศนปกติบนโลก นั้นก็คือกลองโทรทรรศนวิทยุ และ กลองโทรทรรศนอวกาศ ดังรายละเอียดตอไปน้ี กลองโทรทรรศนว ิทยุเปนกลองโทรทรรศนที่ทํางานโดยใชจานรับสัญญาณวิทยุที่แผออกมาจากวัตถุทองฟา สวนใหญเปนวัตถุท่ีมีอุณหภูมิต่ํา เชน บริเวณกลุมหมอกกาซไอโดรเจนในอวกาศที่กําลังเริ่มกอตัวเปนดาวฤกษที่มีอุณหภูมิประมาณ 250 องศาเซลเซียส หรือพัลซาร เปนตน คลื่นวิทยุมีความยาวคลื่นตั้งแต 1 - 100 เมตร ที่มีพลังงานนอยมาก กลอง โทรทรรศนวิทยุที่มีขนาดใหญที่สุดในโลก คือ กลองอาเรซโบ มีขนาดของจานรับสัญญาณราว 305 เมตร ติดตั้งอยูที่ หุบเขาในเปอรโตริโก 413บทที่ 8 โดยสวนมากแลวสวนประกอบของกลองโทรทรรศนวิทยุจะประกอบไปดวยจานพาราโบลาขนาดใหญจะ ทําหนาที่เปนเสาอากาศ (Antenna) ระบบรวมคลื่นวิทยุที่สงมาจากอวกาศโดยมีจูนเนอร (Tuner) ทําหนาที่เลือก ความยาวคลื่นที่ตองการวัดพรอมเครื่องขยายสัญญาณ (Amplifier) ที่จะเพิ่มความเขมของสัญญาณคล่ืนดังกลาว แลวจึงบนัทึกผลออกมาโดยการเขียนกราฟ (Plotter) ดังภาพที่8.11 ภาพท่ี8.11 แสดงสวนประกอบของกลองโทรทรรศนวิทยุ ที่มา: Seeds and Backman. 2010, p. 86 414207


14/10/66208บทที่ 8 ปจจุบันนักดาราศาสตรมักใชกลองวิทยุหลายตัวทํางานรวมกัน แสดงดังภาพที่8.12 และนําสัญญาณท่ี ไดมา รวมกันโดยใชเทคนิคอินเตอรเฟอรโรเมตรี (Interferometry) ที่จะทําใหไดสัญญาณวิทยุเทากับระยะหางของ กลองโทรทรรศนวิทยุที่ใชรวมกันทั้งหมด ภาพท่ี8.12 แสดงกลองโทรทรรศนวิทยุหลายตัวที่ทํางานรวมกนัที่มา: Seeds and Backman. 2010, p. 88 415บทที่ 8 กลองโทรทรรศนอวกาศ ประเทศสหรัฐอเมริกา ไดสงกลองโทรทรรศนอวกาศขึ้นสูวงโคจร แสดงดังภาพที่8.13 โดยกลองดังกลาว มีขนาดเสนผานศูนยกลาง 2.4 เมตร มีอํานาจแยกภาพที่ดีกวากลองโทรทรรศนบนโลกมาก ภาพที่ไดก็จะมีความ ละเอียดสูงในชวงความยาวคลื่นอินฟาเรด ชวงความยาวคลื่นแสง และชวงความยาวคลื่นอัลตราไวโอเลต โดยเฉพาะ อยางยิ่งวัตถุที่แสงมาก ๆ เชน ควอซาร หรือนิวเคลียสของดาราจักร เปนตน ภาพท่ี8.13 กลองโทรทรรศนอวกาศ (กลอง Hubble) ที่มา: Seeds and Backman. 2010, p. 90 416208


14/10/66209บทที่ 8 กลองโทรทรรศนรังสีเอกซ เปนกลองโทรทรรศนที่ตรวจวัดรังสีเอกซที่แผออกมาจากวัตถุทองฟาที่มีความรอนสูง เชน บริเวณที่มีการ ระเบิดของกาซบนดวงอาทิตย ดาวที่มีความรอนสูงมาก ศูนยกลางดาราจักร เปนตน และกลองโทรทรรศนรังสีเอกซ จะตองอยูในอวกาศเทานั้น กลองโทรทรรศนรังสีเอกซจะมีการรวมแสงโดยการใชผิวกระจกรูปกรวยที่จะสะทอนรังสี เอกซไปยังจดุโฟกัส ดังภาพที่8.14 ภาพท่ี8.14 การรวมแสงของกลองโทรทรรศนรังสีเอกซ ที่มา : Bennett, Donahues, Schneider, & Voit, 2012, p. 130 417บทที่ 8 ปจจุบันการศึกษาวัตถุทองฟาดวยรังสีเอกซมักจะใชกลองโทรทรรศนรังสีเอกซจันทรา (The Chandra Xray observatory) ของประเทศสหรัฐอเมริกา สงขึ้นไปในอวกาศ วันที่ 23 กรกฎาคม ค.ศ. 1999 ที่โคจรรอบโลกโดย อยสู ูงจากผิวโลกราว 133,000 กิโลเมตร ดังภาพท่ี8.15 ภาพท่ี8.15 กลองโทรทรรศนรังสีเอกซจันทราที่มา : Bennett, Donahues, Schneider, & Voit, 2012, p. 130 418209


14/10/66210บทที่ 8 กลองโทรทรรศนรังสีอัลตราไวโอเลต เปนกลองโทรทรรศนที่เอาไวตรวจวัดรังสีอัลตราไวโอเลต โดยรังสีอัลตราไวโอเลตมักจะมีคาความเขมสูง หาก แผออกจากวัตถุ หรือบริเวณที่มีอุณหภูมิระดับหมื่นองศาเซลเซียสขึ้นไป เชน ดาวเกิดใหม ดาวยักษน้ําเงิน เปนตน โดยการศึกษาในชวงรังสีอัลตราไวโอเลตจะทําการศึกษาจากดาวเทียม หรือยานอวกาศที่ติดกลองขึ้นไป เหนือชั้น บรรยากาศโลกเทาน้นั 419บทสรุปประจําบทที่ 8 การศึกษาทางดาราศาสตรมีความจําเปนมากที่จะตองอาศัยอุปกรณมาชวยในการสังเกตการณ และเก็บขอมูล ซึ่งอุปกรณทางดาราศาสตร ไดแก กลองโทรทรรศน กลองโทรทรรศนวิทยุ และกลองโทรทรรศนอวกาศ เปนตน กลองโทรทรรศน กลองโทรทรรศนบนโลกถูกแบงออกเปน 3 ประเภทใหญๆ ไดแก กลองโทรทรรศนแบบหักเหแสง กลองโทรทรรศน แบบสะทอนแสง และกลองโทรทรรศนแบบผสม ที่จะตั้งอยูบนฐานกลอง โดยฐานกลองที่พบเห็นท่วัไปแบงออกเปน 3 ประเภท ไดแก ฐานตั้งกลองแบบอัลตาซิมุธ ฐานตั้งกลองแบบดอบโซเนียน และฐานตั้งกลองแบบอีเคลทอเรีย และสมบัติของกลอง โทรทรรศนจะตองคาํนึงถงึกําลังขยายของกลองโทรทรรศนกําลังแยกภาพ พื้นที่รับแสง สเกลภาพ ความสวางของภาพ ความ คมชัดของภาพ และขอบเขตภาพ กลองโทรทรรศนวิทยุ เปนกลองโทรทรรศนที่ทํางานโดยใชจานรับสัญญาณวิทยุที่แผออกมาจากวัตถุทองฟา สวนใหญเปนวัตถุที่มีอุณหภูมิต่ํา โดยสวนมากแลวสวนประกอบของกลองโทรทรรศนวิทยุจะประกอบไปดวยจานพาราโบลาขนาดใหญจะทําหนาที่เปนเสา อากาศระบบรวมคลื่นวิทยุที่สงออกมาจากอวกาศ โดยมีจูนเนอรทําหนาที่เลือกความยาวคลื่นที่ตองการวัดพรอมเครื่องขยาย สัญญาณที่จะเพิ่มความเขมของสัญญาณคลื่นดังกลาว แลวจึงบันทึกผลออกมาโดยการเขียนกราฟ กลองโทรทรรศนอวกาศ เปนกลองโทรทรรศนที่สงขึ้นไปบนอวกาศเพ่ือสังเกตการณวัตถุทองฟา ซึ่งทองฟาสามารถตรวจวัดรังสีไดหลายชวง ความคลื่น ทาํ ใหสามารถวิเคราะหวตัถุทองฟาหลายลักษณะมากกวาบนพื้นโลก 420210


14/10/66211แบบฝกหัดทายบทที่ 8 1. จงใหเหตุผลวาเพราะเหตุใดจึงตองมอีปุกรณในการศึกษาดาราศาสตร 2. กลองโทรทรรศนหักเหแสงตางจากกลองโทรทรรศนสะทอนแสงอยางไร 3. กลองโทรทรรศนหนึ่งมีความยาวโฟกัส 1.2 เมตร ถาใชเลนสใกลตาที่มีความยาวโฟกัส 2 เซนติเมตร กลอง โทรทรรศนน ี้จะมีกําลังขยายเทา ใด 4. กลองโทรทรรศนขนาดเสนผานศูนยกลาง 8 นิ้ว จะสามารถมีกําลังขยายมากที่สุดเทาใด และมีกําลังแยกภาพเทาใด 5. กลองโทรทรรศนขนาดเสนผานศูนยกลาง 4 นิ้ว กับ 8 นิ้ว จะมีพื้นที่รับแสงตางกันกี่เทา 6. กลองโทรทรรศนที่มีความยาวโฟกัส 1.8 เมตร จะสามารถใหสเกลภาพไดเทาใด 7. กลองโทรทรรศนหนึ่งมีความยาวโฟกัส 1.4 เมตร มีขนาดเสนผานศูนยกลาง 0.5 เมตร กลองโทรทรรศนนี้จะมี อัตราสวนโฟกัสเทาใด 8. กลองโทรทรรศนหน่งึมีกําลังขยาย 40 เทา ถาใชเลนสที่มีคามุมมองภาพเทากับ 20 องศา จะสามารถมองเห็นภาพ ผานเลนสใกลตามุมมองเทาใด และถาเปลี่ยนเลนสตาที่มีมุมมองภาพ 80 องศา จะเห็นภาพที่มุมมองมากกวา หรือนอยกวา เลนสตาชิ้นแรก 421เอกสารอา  งองิประจําบทที่8 บุญรักษา สุนทรธรรม. (2532). ดาราศาสตรทั่วไป เลม 1. เชียงใหม: ภาควิชาฟสิกส คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม. Bennett, J., Donahues, M., Schneider, N., & Voit, M. (2012). The essential cosmic perspective. (6th ed.). San Francisco: Pearson Education, Inc. Fraknoi, A., Morrison, D., & Wolff, C. (2017). Astronomy. Texas: OpenStax. Seeds, A., & Backman, E. (2010). Astronomy: The Solar System and Beyond. (6th ed.). California: Nelson Education, Ltd. 422211


14/10/66212บทที่ 9 แผนบริหารการสอนประจําบท ยานอวกาศกับความกาวหนา ของดาราศาสตรในปจจุบัน อาจารยวรีวัฒน อินทรทั ต แผนบริหารการสอนประจําบท เนื้อหา/สาระการเรียนรู 1. การสํารวจอวกาศ 2. ดาวเทียม 3. ยานอวกาศ 4. โครงการสํารวจดาวเคราะห 5. ประโยชนจากเทคโนโลยีอวกาศ บทสรุปประจําบทที่ 9 แบบฝกหัดทายบทที่ 9 เอกสารอางอิงประจําบทที่ 9 424212


14/10/66213แผนบริหารการสอนประจําบท วัตถปุระสงคเชงิพฤติกรรม 1. ผูเรียนสามารถอธิบายความเปนมาและพัฒนาการของการสาํรวจอวกาศได 2. ผูเรียนสามารถอธิบายประโยชนของการสํารวจอวกาศได 3. ผูเรียนสามารถอธิบายลักษณะของดาวเทียมและยานอวกาศได 4. ผูเรียนสามารถอธิบายโครงการสํารวจดาวเคราะหในระบบสรุยิะตั้งแตอดีตจนถึงปจจบุันได 5. ผูเรียนสามารถคํานวณหาปริมาณตาง ๆ ในการโคจรของดาวเทียมได 425แผนบริหารการสอนประจําบท วิธสีอนและกิจกรรมการเรียนการสอนประจาํบท 1. ผูสอนสนทนากับผูเรียนถึงความรูความเขาใจเบื้องตนเกี่ยวกับยานอวกาศกับความกาวหนาของดารา ศาสตรในปจจุบัน จากนั้นใหผูเรียนชวยกันอภิปราย 2. ผูสอนบรรยายหัวขอการสาํรวจอวกาศ ดาวเทียม ยานอวกาศ โครงการสํารวจดาวเคราะหและประโยชนจากเทคโนโลยีอวกาศ จากนั้นสุมถามผูเรียนเพื่อทดสอบความเขาใจ 3. ผูสอนแบงกลุมผูเรียน และมอบหมายใหผูเรยีนศึกษาหัวขอท่กีําหนดใหจากนั้นนาํเสนอหนาชั้นเรียนใน หัวขอดังนี้ กลุมที่1 สบืคนขอมูลโครงการที่ประเทศไทยจะสงยานอวกาศไปดวงจันทรกลุมที่2 สบืคนขอมูลการสงยานอวกาศไปดวงจันทรการสํารวจน้สีํารวจอะไรบาง 4. ผูสอนมอบหมายงานใหผูเรยีนทําแบบฝกหัดทายบท 426213


14/10/66214แผนบริหารการสอนประจําบท สื่อการเรยีนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน บทที่ 9 2. Power point 3. คลิปวิดีโอ 4. แบบฝกหัดทายบท 427แผนบริหารการสอนประจําบท การวัดและประเมินผล 1. สังเกตความตั้งใจเรียน และการมีสวนรวมในกิจกรรมการเรยีนการสอน 2. พิจารณาการอภิปรายแลกเปลี่ยนความรใูนหองเรียน 3. พิจารณาการนําเสนอหนาชั้นเรยีน 4. ตรวจแบบฝกหัดทายบท 428214


14/10/66215บทที่ 9 อาจารยวรีวัฒน อินทรทั ต เนื้อหา ยานอวกาศกับความกาวหนา ของดาราศาสตรในปจจุบัน บทที่ 9 ดาวเคราะหในระบบสุริยะ การสํารวจอวกาศ ดาวเทียม ยานอวกาศ โครงการสํารวจดาวเคราะห ประโยชนจากเทคโนโลยีอวกาศ 430215


14/10/66216บทที่ 9 การสํารวจอวกาศ การสํารวจอวกาศเกิดขึ้นครั้งแรกโดยประเทศรัสเซีย สงดาวเทียมดวงแรกของโลกชื่อสปุตนิก (Sputnik1) มี น้ําหนัก 83.45 กิโลกรัม เสนผานศูนยกลาง 57.9 เซนติเมตร ดังภาพที่ 9.1 (ก) ขึ้นสูอวกาศโคจรรอบโลก วันที่ 4 ตลุาคม 2500 ประเทศรัสเซยีถือวาเปนประเทศที่มีความเจริญทางดานเทคโนโลยีอวกาศกวาชาติใดในโลก วันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2500 รัสเซียสงดาวเทียมดวง ที่ 2 ชื่อวาสปุตนิก 2 (Sputnik 2) ไปโคจร รอบโลกอีกครั้งมี น้ําหนัก 509 กิโลกรัม และยังมีสุนัขชื่อไลกา (Laika) ภาพที่ 9.1 (ข) ขึ้นไปกับดาวเทียมดวงนี้ ถือเปนสิ่งมีชีวิตสิ่งแรกที่จารึก วาขึ้นไปบนอวกาศภาพท่ี9.1 ดาวเทียมสปุตนิก 1 และ สปุตนิก 2 ที่มา : ศูนยการเรียนรูโลกและดาราศาสตร (LESA), 2561, หนา 42 431บทที่ 9 การพัฒนาทางดานอวกาศของประเทศรัสเซีย สงผลใหประเทศรัสเซียไดทําการสงดาวเทียมขึ้นไปอยาง ตอเนื่อง 2 มกราคม พ.ศ. 2502 ประเทศรัสเซียไดสงยานอวกาศ ชื่อ ลูนา 1 ไปบนอวกาศ และไดสงสัญญาณวิทยุ มายัง โลกไดในระยะทาง 317,000 กิโลเมตร และ 12 กันยายน พ.ศ. 2502 ประเทศรัสเซียก็สามารถสงยานอวกาศ ชื่อ ลูนา 2 ไปสูดวงจนัทรของโลก นับวาเปนยานอวกาศลําแรกของโลกท่สีามารถขึ้นไปสูดวงจันทรประเทศรัสเซียสงสุนัขและหนูข้นึไปบนอวกาศกับยานอวกาศสปุตนิก 5 ในวันที่19 สิงหาคม พ.ศ. 2503 และกลับมายังโลกอยางปลอดภัย และยังไดสงยานอวกาศหลาย ๆ ลําขึ้นไปเก็บขอมูลโดยการถายภาพดวงจันทร และสงขอมูลมายังโลกอยางตอเนื่อง 432216


14/10/66217บทที่ 9 12 เมษายน พ.ศ. 2504 ประเทศรัสเซียก็ไดสงมนุษยคนแรกของโลกขึ้นสูอวกาศ ซึ่งมนุษยอวกาศคนแรก ของโลก คนนี้มีชื่อวา ยูริ กาการิน ดังภาพที่ 9.2 โดยขึ้นไปกับยาน วอสตอก 1 ซึ่งไดโคจรรอบโลก 1 รอบ ใชเวลา 1 ชั่วโมง 48 นาทีแลวกลับมาสูพ้นืโลกอยางปลอดภัย มนุษยอวกาศคนที่ 2 ของประเทศรัสเซีย ชื่อ เกอร แมน ตีตอฟ ขึ้นไปกับยานอวกาศวอสตอก 2 โคจรรอบโลก 17 รอบ ใชเวลา 25 ชั่วโมง 11 นาที ซึ่งถือเปนความสําเร็จของ ประเทศรสัเซียที่เปนผูนําทางดานเทคโนโลยอวกาศในสมัยนั้น ีภาพที่ 9.2 ยูริ กาการิน มนุษยคนแรกของโลกขึ้นสูอวกาศ ที่มา : Nasa. 2011, p. 3 433บทที่ 9 ดาวเทียม ดาวเทียมเปนสิ่งประดิษฐที่มนุษยไดสรางขึ้นเพื่อใชประโยชนในดานตาง ๆ เปรียบเสมือนเปน หองทดลองที่เต็มไปดวยอุปกรณทางวิทยาศาสตรตาง ๆ ที่ถูกสงขึ้นไปโคจรรอบโลก ซึ่งมีรูปทรงแตกตางกันไป ดาวเทียมที่ถูก ๆ สงขึ้นไปบนอวกาศอาจมรีะยะเวลาในการโคจรรอบโลกไมเทากันขึ้นอยูกับขนาดและระยะหาง จากผิวโลก ถาเขาใกลมาก็จะมแีรงตานทานมาก ทําใหความเร็วของดาวเทียมลดลงและเม่อืความเร็วนอยกวาที่กําหนดดาวเทียมจะตกลงสูพื้นโลก และถูกเผาไหมในชั้นบรรยากาศ โดยทั่วไปแลวดาวเทียมที่มีขนาดใหญและ มีวงโคจรต่ํา ๆ จะสลายตัวไปเร็วกวาดาวเทียมที่มีขนาดเลก็และมีวงโคจรสูง ๆ 434217


14/10/66218บทที่ 9 หลักการสงดาวเทียม การสงดาวเทียมออกนอกโลกจะอาศัยกฎเกณฑธรรมชาติที่มนุษยไดพยายามศึกษาจนพบความจริง ไดแกกฎการเคลื่อนที่(Law of motion) และกฎแหงความโนมถวง (Law of gravitational) ของเซอรไอแซค นิวตัน แตเน่อืงจากการเคลื่อนที่ของวัตถบุนโลกกับในอวกาศนั้นมีความแตกตางกัน โดยวัตถุเคล่ือนท่ีบนโลกจะ ถูกแรงโนมถวงของโลกดึงดูดเอาไวและยงัมีแรงตานอากาศที่ตานการเคลื่อนที่อยูวัตถุจงึเคลื่อนที่ไดไมไกลนัก 435บทที่ 9 จากภาพที่ 9.3 แสดงการเคลื่อนที่ของวัตถุที่ถูกขวางดวย แรงที่แตกตางกัน ถาขวางวัตถุจากตําแหนง A ดวยแรงไมมากนักวัตถุ จะเคลื่อนที่ตกลงบริเวณตําแหนง B และถาเพิ่มแรงขวางอีกหนอยวัตถุจะเคลื่อนที่ไปตกท่ตีําแหนง C กระทั่งออกแรงขวางวัตถุดวยแรงอยาง เหมาะสมวัตถุจะเคลื่อนที่โดยไมตกลงพ้ืน วัตถุG จะเคลื่อนที่เปน วงกลม และมีจุดศูนยกลางรวมกับจุดศูนยกลางโลก ซึ่งจะมีความยาว สูงระหวาง 200 - 300 กิโลเมตรจากพื้นดิน ซึ่งพนเขตบรรยากาศโลก ไปแลว และวัตถุจะเคลื่อนที่กลายเปนบรวิารของโลกภาพท่ี9.3 ลกัษณะวตัถทุี่ตกจากที่สูงดวยแรงที่แตกตางกัน 436218


14/10/66219บทที่ 9 จากภาพที่9.3 (ตอ ) ถาวัตถุเคล่อืนที่จากตําแหนง A ดวยแรงที่มากกวาความเหมาะสมจะทําใหวัตถุมีความเร็วมากขึ้นกวา ความเร็ว เหมาะสมวัตถุจะเคลื่อนที่เปนรูปวง D ซ่ึงใชสําหรับสงยานอวกาศไปดวง จันทร แลวถาวัตถุเคลื่อนที่มากขึ้นกวาเดิมอีก วัตถุจะเคลื่อนที่เปนรูป พาราโบลา ตามเสนโคง E และถาความเร็วของวัตถุมากกวานั้นอีก วัตถุจะ เคล่อืนที่เปนรูปไฮเพอรโบลา ตามเสนโคง F ซึ่งจะเปนเสนทางการสงยาน อวกาศไปสูวงโคจรรอบดวงอาทิตย หรือดาวเคราะห ซึ่งทําใหวัตถุหลุด ออกไปจากโลก ความเร็วนี้จะถูกเรียกวา ความเร็วหลุดพน (Escape velocity)ภาพท่ี9.3 (ตอ) ลกัษณะวัตถทุี่ตกจากที่สูงดวยแรงที่แตกตางกัน 437บทที่ 9 ความเรว็หลุดพน (Escape velocity) ที่คํานวณไดจากสมการ 9.1 (9.1) 438219


14/10/66220บทที่ 9 การโคจรของดาวเทียมรอบโลกจะมีแรงกระทําอยู 2 แรง ที่มีคาเทากัน โดยในขณะที่ดาวเทียมกําลังเคลื่อนที่เปนเสนโคงหรือวงกลมจะตองมีแรงเขาสูศูนยกลาง (Centripetal force) และแรงโนมถวงของนิวตัน ดังที่กลาวไว ใน บทท่ี1 ภาพที่ 9.4 แสดงแรงท่กีระทําตอดาวเทียมขณะเคลื่อนที่เปนวงกลม ภาพที่ 9.4 แสดงการโคจรของดาวเทียมรอบโลก ดวยความเร็ว V คงที่ มีระยะหางจากจุดศูนยกลางของโลก โดยดาวเทียมมีมวลเปน m และโลกมีมวล เปน m, ขณะที่ ดาวเทียมกําลังเคลื่อนที่รอบโลกเปนวงกลมจะมีแรงเขา ศูนยกลาง F, ประกอบกับแรงดึงดูดระหวางดาวเทียมที่ กระทําตอโลก F, ที่มีขนาดเทากัน ความเร็ว v ที่ดาวเทียมใช ในการโคจรนี้ เรียกวาความเร็วตามวงโคจร (Orbital velocity) 439บทที่ 9 แรงเขาสูศูนยกลาง (Centriprtal force) เปนแรงที่เกิดข้นึเมื่อวัตถุเคลื่อนที่เปนวงกลม หรือเสนโคง โดย ทิศทางของแรงจะพุงเขาสูศูนยกลางเสมอ หาไดจากสมการ 9.2 (9.2) 440220


14/10/66221บทที่ 9 อัตราเร็วของวัตถุที่เคลื่อนที่เปนวงกลมครบ 1 รอบ สามารถหาไดจากสมการ 9.3 (9.3) 441บทที่ 9 ตัวอยางที่ 9.1 สงดาวเทียมขึ้นไปในวงโคจรรอบโลกเปนวงกลมท่ีมีรัศมีวงโคจร เทากับ 6.38x10 6 เมตร จงคํานวณหาคาความเร็วหลุดพนของดาวเทียมดวงนี้ ถาโลกมีมวลเทากับ 5.98x1024 กิโลกรัม ดังนั้น ดาวเทียมดวงนี้มีคาความเร็วหลุดพน 11,200 เมตรตอวินาที และถาตองการออกจากแนวรัศมีของ วงโคจรจะตองมีคาความเร็วตั้งแต 11,200 เมตรตอวินาทีขึ้นไป 442221


14/10/66222บทที่ 9 ตัวอยางท่ี9.2 วัตถุมงคล 10 กิโลกรัม ที่เคลื่อนที่เปนวงกลมรัศมี 8 เมตร ดวยอัตราเร็ว 2 เมตรตอวินาที วัตถุนี้จะ มีแรงเขาสูศูนยกลางเทาใด 443บทที่ 9 โจทยลองคิด ถาตองการสงดาวเทียมขึ้นไปในวงโคจรรอบโลกเปนวงกลมที่มีรัศมีวงโคจร เทากับ 100,000 เมตร อยาก ทราบวาดาวเทียมนี้จะตองมอีัตราเร็วในวงโคจร และมีความเร็วหลดุพนเทาใด เมื่อพิจารณาใหโลกเปนจุดศูนยกลาง กําหนดใหโลกมมีวลเทากับ 5.98 x 10 24 กิโลกรัม 444222


14/10/66223บทที่ 9 โจทยลองคิด ถาดาวเทียมดคจรรอบดวงจันทรที่ระดับความสูง 20,000 เมตร เปนวงกลม และมีแรงโนมถวงของดวง จันทรกระทําตอมันเพียงอยางเดียว จงหาความเร็วและคาบในการโคจรของดาวเทียมนี้ กําหนดใหมวลของดวง จันทร เทากับ 7.34 x 10 22 กิโลกรัม รัศมขีองดวงจันทรเทากับ 1.738 x 10 6 เมตร 445บทที่ 9 ตารางที่ 9.1 แสดงการโคจรของดาวเทียมที่ระยะความสูง ความเร็วและเวลาในการโคจร 446223


14/10/66224บทที่ 9 ประเภทของดาวเทียม ดาวเทียมที่ไดมีการสรางขึ้นและสงขึ้นไปบนอวกาศโคจรรอบโลกนั้น ลวนแลวจะมีหนาที่ในการปฏิบัติเพื่อ สรางประโยชนตาง ๆ ใหกับมนษุยซ่งึสามารถจัดจําแนกประเภทของดาวเทยีมได4 ประเภทใหญ ดาวเทียมสื่อสาร (Communication satellite) เปนดาวเทียมที่มีจุดประสงคเพื่อการสื่อสารและ โทรคมนาคม จะถูกสงไปในชวงของอวกาศเขาสูวงโคจรโดยมีความหางจากพื้นโลกโดยประมาณ 35,786 กิโลเมตร ซึ่งความสูง ในระดับนี้จะเปนผลทําใหเกิดแรงดึงดูดระหวางโลกกับดาวเทียม ในขณะที่โลกหมุนก็จะสงแรงเหวี่ยง ทําใหดาวเทียมเกิดการโคจรรอบโลกตามการหมุนของโลกเชนดาวเทียม Milstar ดาวเทียมสื่อสารของ สหรัฐอเมริกา 447บทที่ 9 ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา (Weather satellites) เปนดาวเทียมท่ีเก็บขอมูลทางอุตุนิยมวิทยาเพื่อนํามา ศกึษา แนวโนมตางๆ เชน ดาวเทียมแวนการดหมายเลข 2 ดาวเทียมชุดไทรอส เปนตน ดาวเทียมเพื่อการเดินเรือ (Navigation satellites) เปนดาวเทียมที่สามารถนําทาง หรือตรวจสอบ ตาํแหนง เชน ดาวเทียมชุดทรานซิท เปนตน ดาวเทียมวทิยาศาสตร(Scientific satellites) เปนดาวเทียมที่ใชในการทดลองดานวิทยาศาสตร เชน ดาวเทียม แวนการดหมายเลข 1 เอ็กซปลอเรอรหมายเลข 6 โอโซหมายเลข 1 เปนตน (ประพันธ เตละกุล, 2542) 448224


14/10/66225บทที่ 9 ยานอวกาศ ยานอวกาศเปนสิ่งประดิษฐที่ถูกสรางขึ้นเพื่อใชในการสํารวจอวกาศ เชน ดวงจันทร ดวงอาทิตย ดาวเคราะห หรือวัตถุอื่น ๆ ที่ไกลออกจากชั้นบรรยากาศของโลก ซึ่งยานอวกาศแบงไดเปน 2 ประเภท ไดแก ยานอวกาศที่ไมมี มนุษยควบคุม และยานอวกาศที่มีมนุษยควบคุม ยานอวกาศที่ไมมีมนุษยควบคุม ยานอวกาศท่สีงข้นึไปสํารวจดวงจนัทรดวงอาทิตยดาวเคราะหถูกสรางขึ้นตามโครงการสํารวจตาง ๆ ไดแก โครงการเรนเจอร (Ranger) เปนยานอวกาศที่ถูกออกแบบมาเพื่อพุงชนดวงจันทร รวม 9 ลํา ตั้งแตป พ.ศ.2505-2508 ซึ่งยานอวกาศของโครงการนี้ที่สามารถทําภารกิจสําเร็จตามวัตถุประสงคไดทุกประการมีเพียง 3 ลํา คอืเรนเจอร-7 เรนเจอร-8 และเรนเจอร-9 449บทที่ 9 โครงการลูนาร ออบิเตอร (Lunar orbiter) สงยานอวกาศขึ้นไป 5 ลํา ระหวางป พ.ศ. 2509-2510 โครงการนี้จะสงยานอวกาศขึ้นไปโคจรรอบดวงจันทรซึ่งแตกตางจากโครงการเรนเจอรที่ถูกสงขึ้นไปเพื่อพุงชนดวง จันทร โดยภาพถายของยานอวกาศในโครงการลูนาร ออบิเตอร มีความคมชัดมาก แสดงถึงรายละเอียดของผิวดวง จันทรไดเปนอยางดี จนสามารถสรางแผนที่บนดวงจันทรไดเกือบสมบูรณแบบ โครงการเซอเวเยอร (Surveyor) เปนโครงการท่ีมุงเนนใหยานอวกาศลงจอดที่พื้นผิวดวงจันทรอยาง นุมนวล สงข้ึนไป 7 ลํา และประสบความสําเร็จเพียง 5 ลํา คือ เซอเวเยอร-1, เซอเวเยอร-3, เซอเวเยอร5 เซอเว เยอร-6 และเซอเวเยอร-7 ซึ่งแตละลําสามารถสงภาพถายมากมาย ลําแรกสงขึ้นไปเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2509 และลําสุดทายสงขึ้นไปเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2511 ซ่ึงโครงการนี้ถือเปนโครงการนํารองในการสํารวจพื้นผิวดวง จันทร 450225


14/10/66226บทที่ 9 ยานอวกาศที่มีมนุษยควบคุม โครงการเมอคิวรีเปนโครงการที่มีวัตถุประสงคเพ่อืสงมนุษยขึ้นไปโคจรในอวกาศ และทดลองความสามารถ ในการขึ้นไปปฏิบัติงานตาง ๆ ในสภาวะแวดลอมอวกาศที่ไรน้ําหนัก ไรบรรยากาศโดยรอบ อีกทั้งยังตองเผชิญกับรังสี อวกาศดวย นาวาตรี อลัน บี. เซ็ปเพิรด จูเนียร เปนบุคคลแรกของโครงการนี้ที่ถูกสงขึ้นไป ในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2504 แตโคจรไมครบรอบ โดยเวลาที่ใชในการโคจรเพียง 15 นาที บุคคลที่ที่สอง นาวาตรี จอหน เอช. เกล็น จูเนียรที่ถกูสงขึ้นไปบนอวกาศวันที่20 กุมภาพันธพ.ศ.2505 ซึ่งสามารถโคจรรอบโลกได3 รอบ ใชเวลา 4 ชั่วโมง 55 นาทีที่ระยะความสูงจากพื้นผวิโลกตั้งแต 160 - 259 กิโลเมตร สวนคนสุดทายของโครงการน้ีคือ เรืออากาศเอก แอล, กอรดอน คูเปอรจเูนียร ที่สามารถขึ้นไปบนอวกาศแลวโคจรรอบโลกไดทั้งสิ้น 22 รอบ ใชเวลาในการโคจร 33 ชั่วโมง 20 นาทีในระหวางวันที่15 - 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2506 451บทที่ 9 โครงการอะพอลโล เปนโครงการตอเนื่องจากโครงการเมอคิวรีและโครงการเจมินีมีเปาหมายเพื่อนํามนุษยไปสํารวจดวงจันทรโครงการนี้ใชมนุษยอวกาศไปครั้งละ 3 คน กับยานอวกาศอะพอลโล โครงการน้ีเริ่มสงมนุษยขึ้น โคจรพรอมกัน 3 คน ซึ่งในยานอวกาศอพพอลโล 7 มีนาวาเอก วอลเตอร เอ็ม เชอรรา นาวาตรี ดอน ไอซลี และวอล เตอร คันนิง แฮม ที่เปนพลเรือนขึ้นไปดวย โดยสามารถโคจรรอบโลกถึง 163 รอบ ใน ระหวางวันที่ 11-12 ตุลาคม พ.ศ. 2511 452226


Click to View FlipBook Version