The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการสอนวิชาดาราศาสตร์ โดยอาจารย์วีรวัฒน์ อินทรทัต

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Patcharaporn Kachin, 2023-10-13 23:24:00

เอกสารประกอบการสอนวิชาดาราศาสตร์

เอกสารประกอบการสอนวิชาดาราศาสตร์ โดยอาจารย์วีรวัฒน์ อินทรทัต

14/10/66127บทสรุปประจําบทที่ 5 และปฏิกิริยาหลอมรวมทางเทอรโมนวิเคลียรจะมีกระบวนการหลอมรวมโปรตอนเปนนิวเคลียสของอะตอมฮีเลียม โดยพลังงานภายในดวงอาทติยจากบรเิวณแกนกลางที่เกิดปฏิกิริยาเทอรโมนิวเคลียรหลอมรวมนิวเคลียสของไฮโดรเจน 4 ตัว มาเปนนิวเคลยีสของฮเีลียม 1 ตัว เขียนไดดังสมการนิวเคลียร จากการศึกษาพบวาดวงอาทิตยมีการแผรังสีออกมาเทากับ 3.9×10 26 วัตตและใชระยะเวลาในการแผรังสีพลังงาน ที่แกนกลางโดยปฏิกิริยาเทอรโมนวิเคลียรหลอมรวมไฮโดรเจน 4 ตัว เปนฮเีลียม 1 ตัว ประมาณ 1.039×10 10 ป หรือราว 1 หมื่นลานป 253บทสรุปประจําบทที่ 5 ปรากฏการณบนดวงอาทติยเปนสิ่งที่เกิดขึ้นบนดวงอาทิตยและสามารถสังเกตไดเชน จุดดวงอาทิตยเปลวสรุิยะ และลมสุริยะ ซึ่งปรากฏการณเหลานี้จะมีลักษณะและพฤติกรรมที่แตกตางกัน อยางไรก็ตามปรากฏการณเหลานี้ก็มีกลไกการเกิดเดียวกัน นั้นก็คือเกิดจาก สนามแมเหล็กของดวงอาทิตยการสํารวจดวงอาทิตย การสํารวจดวงอาทิตยอยางจริงจังเริ่มขึ้นจากสมยัของกาลิเลโอ ที่ไดน ํากลองโทรทรรศนสองดูดวงอาทิตยและไดพบ จุดบนดวงอาทิตย แตในปจจุบันไดมีการพัฒนาเทคโนโลยีจนทําใหไดมีการสงกลองโทรทรรศนอวกาศและดาวเทียมขึ้นไป สํารวจ และเก็บรวบรวมขอมูลสงมายังโลก ไดแก กลองโทรทรรศนอวกาศโซโฮ กลองโทรทรรศนอวกาศสเตริโอ กลอง โทรทรรศนอวกาศโซลารไดนามิกส ดาวเทียม GOES ดาวเทียม POES ดาวเทียม ACE และดาวเทียมในโครงการ DMSP เปนตน 254127


14/10/66128แบบฝกหัดทายบทที่ 5 1. โครงสรางของดวงอาทติยใดที่มีคาอุณหภูมิมากที่สุด 2. การถายเทความรอนของดวงอาทิตยมีแบบใดบาง พรอมอธิบายประกอบ 3. ขณะเกิดปรากฏการณสุริยุปราคาเต็มดวง สามารถเห็นชั้นบรรยากาศใดของดวงอาทิตยเดนชัดที่สุด 4. จงอธบิายการเกิดดอกดวง (Granulation) บนดวงอาทิตย 5. จะสามารถสังเกตปรากฏการณใดที่จะทําใหทราบวาดวงอาทิตยมีการหมุนรอบตัวเอง 6. ถามวลของดวงอาทิตยท ั้งหมดเปลี่ยนมาเปนพลังงานเทอรโมนิวเคลยีรจะมีคาพลังงานเทาใด 7. จุดบนดวงอาทิตยมีความสัมพนัธกับลมสุริยะหรือไมอยางไร 8. จงอธบิายการกอกําเนิดและวิวัฒนาการของดวงอาทิตย 9. การสํารวจดวงอาทิตยมีผลตอโลกอยางไร จงอธบิาย 255เอกสารอา  งองิประจําบทที่5 กรกมล ศรีบุญเรือง, และประณิตา เสพปนคํา. (2256). ระบบสุริยะ (Solar System). เชียงใหม: สถาบันวิจยัดาราศาสตรแหงชาติ(องคกรมหาชน).บัญชา ธนบุญสมบตั. (2555). ิ พายุสุริยะ. กรุงเทพฯ: สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีแหงชาติ (สวทช.). บุญรักษา สุนทรธรรม. (2532). ดาราศาสตรทั่วไป เลม 1. เชียงใหม: ภาควิชาฟสิกส คณะวิทยาศาสตร มหาวทิยาลัยเชียงใหม.ระวี ภาวิไล. (2522). ดาราศาสตรและอวกาศ. (พิมพครั้งที่1). กรุงเทพฯ: บริษัทศกึษิตสยาม จํากัด.วิภู รุโจปการ. (2557). เอกภพ เพื่อความเขาใจในธรรมชาตขิองจักรวาล. (พิมพครั้งที่ 12). กรุงเทพฯ: นามมีบุค พับลิเคชั่นส. Bennett, J., & Shostak, S. (2012). Life in the universe. (3rd ed.). San Francisco: Pearson Education, Inc. Fraknoi, A., Morrison, D., & Wolff, C. (2017). Astronomy. Texas: OpenStax. Seeds, A., & Backman, E. (2010). Astronomy: The Solar System and Beyond. (6th ed.). California: Nelson Education, Ltd. 256128


14/10/66129บทที่ 6 แผนบริหารการสอนประจําบท ระบบสุริยะ อาจารยวรีวัฒน อินทรทั ต แผนบริหารการสอนประจําบท เนื้อหา/สาระการเรียนรู 1. การกําเนิดระบบสรุิยะ 2. ตําแหนงปรากฏของดาวเคราะห 3. การเคลื่อนท่แีละองคประกอบการโคจรของดาวเคราะห 4. ดาวเคราะหในระบบสุริยะ 5. ดาวเคราะหแคระ 6. ดาวเคราะหนอย บทสรุปประจําบทที่ 6 แบบฝกหัดทายบทที่ 6 เอกสารอางอิงประจําบทที่ 6 258129


14/10/66130แผนบริหารการสอนประจําบท วัตถปุระสงคเชงิพฤติกรรม 1. ผูเรียนสามารถอธิบายการกาํเนิดระบบสุริยะและนิยามของดาวเคราะหได 2. ผูเรียนสามารถสามารถอธบิายตําแหนงดาวเคราะหในระบบสุริยะได 3. ผูเรียนสามารถอธิบายลักษณะของดาวเคราะห ดาวเคราะหแคระ ดาวเคราะหนอย 4. ผูเรียนสามารถคํานวณหาคาบดาราคติและคาบซิโนดิกของดาวเคราะหได 259แผนบริหารการสอนประจําบท วิธสีอนและกิจกรรมการเรียนการสอนประจาํบท 1. ผูสอนสนทนากับผูเรียนถึงความรูความเขาใจเบื้องตนเกี่ยวกับระบบสุรยิะ โดยสุมถามผูเรียนในช้นัเรียน 2. ผูสอนบรรยายหัวขอการกําเนิดระบบสุริยะ ตําแหนงปรากฏของดาวเคราะห การเคลื่อนที่และ องคประกอบการโคจรของดาวเคราะหดาวเคราะหในระบบสุริยะ ดาวเคราะหแคระ และดาวเคราะหนอย แลวใหผูเรียนรวมกันอภิปราย 3. ผูสอนมอบหมายใหผูเรียนทํากิจกรรมการสรางแบบจําลองระบบสุริยะ (เรื่องการยอสวนระบบสุริยะ) โดย ใหผูเรียนคํานวณการยอสวนของระยะทางจากดวงอาทิตยถึงดาวเคราะหแตละดวง คํานวณการยอสวนขนาดของ ดาวเคราะหแตละดวง จากนั้นนําผลการคํานวณที่ไดมาทํากิจกรรมการยอสวนระบบสุริยะ 4. ผูสอนมอบหมายงานใหผูเรียนทําแบบฝกหัดทายบท 260130


14/10/66131แผนบริหารการสอนประจําบท สื่อการเรยีนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน บทที่ 6 2. Power point 3. คลิปวิดีโอ 4. แบบจําลองระบบสุริยะ (เรื่องการยอสวนระบบสุริยะ) 5. แบบฝกหัดทายบท 261แผนบริหารการสอนประจําบท การวัดและประเมินผล 1. สังเกตความตั้งใจเรียน และการมีสวนรวมในกิจกรรมการเรยีนการสอน 2. พิจารณาการอภิปรายแลกเปลี่ยนความรใูนหองเรียน 3. พิจารณาและตรวจผลการฝกปฏิบัติการสรางแบบจําลองระบบสุริยะและการคํานวณ 4. ตรวจแบบฝกหัดทายบท 262131


14/10/66132บทที่ 6 เนื้อหา ระบบสุริยะ อาจารยวรีวัฒน อินทรทั ต บทที่ 6 ดาวเคราะหในระบบสุริยะ การกําเนิดระบบสรุยิะ ตาํแหนงปรากฏของดาวเคราะห การเคลื่อนท่แีละองคประกอบการโคจรของดาวเคราะห ดาวเคราะหในระบบสุริยะ ดาวเคราะหแคระ ดาวเคราะหนอย 264132


14/10/66133บทที่ 6 ระบบสุริยะเปนระบบที่ประกอบไปดวยดาวฤกษเปนศูนยกลางของระบบ และบริวารของดาวฤกษท่ีโคจรรอบ ดาวฤกษนั้น ซึ่งระบบสุริยะมีดวงอาทิตยเปนศูนยกลางของระบบสุริยะ และมีบริวารโคจรรอบระบบสุริยะ ไดแก ดาว เคราะหและวัตถุขนาดเล็ก เชน ดาวเคราะหนอยและดาวหาง และอ่ืน ๆ อีกเปนจํานวนมาก โดยปจจุบัน ดาว เคราะหในระบบสุริยะของเรามีทั้งหมด 8 ดวง ไดแก ดาวพุธ ดาวศุกร โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร ดาว ยูเรนัส และดาวเนปจูน ที่เรียงจากใกลดวงอาทิตยไปไกลจากดวงอาทิตย และจากการประชุมสหพันธ ดาราศาสตร นานาชาติ(International astronomical union: IAU) ในปพ.ศ. 2549 ไดมีการตั้งนยิามของ ดาวเคราะหและวัตถุอื่น ๆ ในระบบสุริยะขึ้นมา ดงันี้ 265บทที่ 6 นิยามดาวเคราะห โคจรรอบดวงอาทิตย์ มีมวลมากพอจนแรงโนม้ถ่วงทาํ ใหว้ตัถดุงักล่าวมีรูปทรงเป็นทรงกลมหรอืเกือบกลม วตัถดุงักล่าวทาํ ใหบ้รเิวณใกลเ้คียงกบัวงโคจรของมนั ปราศจากวตัถอุนÉืนิยามดาวเคราะหแคระ โคจรรอบดวงอาทิตย์ มีมวลมากพอจนแรงโนม้ถ่วงทาํ ใหว้ตัถดุงักล่าวมีรูปทรงเป็นทรงกลมหรอืเกือบกลม ในบรเิวณใกลเ้คียงกบัวงโคจรของวตัถุดงักลา่วสามารถมีวตัถอุÉน ๆ ในวงโคจื รได้ ไม่เป็นบรวิารของดาวเคราะหอ์Éนื 266133


14/10/66134บทที่ 6 จากการประชุมทําใหโอกาสในการคนพบดาวเคราะหดวงที่ 9 คงเปนไปไดยาก แตในทางกลับกันการคนพบ ดาว เคราะหแคระอาจเพิ่มสูงขึ้นในระยะเวลาไมกี่ปขางหนา ซึ่งดาวเคราะหแคระที่ถูกจัดประเภทหลังจากที่มีมติท่ีประชุม ไดแกพลูโต (Pluto) เซเรส (Ceres) และอีรีส (Eris) จากนั้นในปพ.ศ.2552 ไดพิจารณาเพ่ิมอีก 2 ดวง คือ มาเกะ มาเกะ (Makemake) และเฮาเมอา (Haumea) ในปจจุบันไดม ีการคนพบดาวเคราะหแคระแลวกวารอยดวง 267บทที่ 6 การกาํเนิดระบบสุริยะ ระบบสุริยะกาํเนิดมาประมาณ 4,600 ลานปจากการรวมตัวกันของ กาซ และฝุนละอองตาง ๆ ในอวกาศ การรวมตัวกันเกิดขึ้นเนื่องจากแรงโนมถวงของ กาซและฝุนละออง เมื่อความหนาแนนเพิ่มขึ้นจึงสงผลใหอุณหภูมิสูงขึ้น เกิดการ หมุนรอบตัวเองของกลุมกาซและฝุนละอองที่มารวมตัวกัน เพื่อเปนการอนุรักษ โมเมนตัม ที่สุดบริเวณใจกลางที่มีความหนาแนนสูงก็จะกลายเปนดาวฤกษ บริเวณที่ไกลออกไปจากศูนยกลางของระบบกลุมกาซและฝุนละอองจะคอย ๆ รวมตัวกันจนมีขนาดใหญขึ้นกลายเปนดาวเคราะหตาง ๆ ดังภาพท่ี6.1ภาพท่ี6.1 วิวฒันาการกําเนิดระบบสรุิยะที่มา: Seeds & Backman, 2010, p. 117 268134


14/10/66135บทที่ 6 ตาํแหนงปรากฏของดาวเคราะห  การเคลื่อนที่ของดาวเคราะหที่ปรากฏบนทองฟาจะเปลี่ยนตําแหนงไปตามกลุมดาวตาง ๆ ซ่ึงคลายคลึงกับ ดวงอาทิตยและดวงจันทร แตการเคลื่อนที่ของดาวเคราะหนั้นจะมีการเคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันออกบาง ตะวันตก บาง ซึ่งการเคลื่อนที่ไปทางทิศตะวันออกนั้นเรียกวาการเคลื่อนที่ทางตรง (Direc motion) และการเคลื่อนที่ไปทาง ทิศตะวันตกเรียกวาการเคลื่อนที่วกกลับ (Retrograde motion) ดังภาพท่ี6.2 ซึ่งจะแตกตางกับดวงอาทิตยและ ดวงจนัทรที่จะเคลื่อนท่ไีปยงัทิศตะวันออกเสมอ ภาพท่ี6.2 การเคลื่อนที่ปรากฏของดาวเคราะห ที่มา: บุญรักษา สุนทรธรรม, 2532, หนา 141 269บทที่ 6 จากการสังเกตดาวเคราะหนักดาราศาสตรสามารถจัดจําแนกดาวเคราะหที่สังเกตการณเปน 2 ประเภท คือ ดาวเคราะหวงใน และดาวเคราะหวงนอก ซึ่งดาวเคราะหวงใน ไดแก ดาวพุธ และดาวศุกร สวนดาวเคราะหวงนอก ไดแก ดาวอังคาร ดาวพฤหัส ดาวเสาร ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน การพิจารณากําหนดตําแหนงของดาวเคราะห จะ พิจารณาเทียบกับดวงอาทิตย โดยจะกําหนดในรูปแบบของอีลองเกชัน (Elongation) ซึ่งเปนมุมที่กระทําระหวาง เสนตรงที่ลากจากโลกถึงดวงอาทิตยกับเสนตรงที่ลากจากโลกถึงดาวเคราะห โดยพิจารณาดังนี้ (บุญรักษา สุนทร ธรรม, 2532, หนา 143) 270135


14/10/66136บทที่ 6 ตาํแหนงของดาวเคราะหวงใน เม่อืคาอีลองเกชัน เทากับ 0 องศา ดาวเคราะหจะอยูที่ตําแหนงคอนจังชัน (Conjuntion) ซึ่งแบงออกเปน 2 ตาํแหนง คือ ตําแหนงหนาดวงอาทิตยเรียกวาการรวมทิศแนววงใน (Inferio conjuntion) และตําแหนงหลัง ดวง อาทติยเรียกวาการรวมทิศแนววงนอก (Superior conjuntion) เนื่องจากดาวเคราะหวงในมีรัศมีวงโคจรนอยกวา โลกสามารถวัดคา มุมอีลองเกชันของดาวเคราะห วงในได ซึ่งคาอีลองเก ชันของดาวเคราะหวงในที่มี คามากที่สุด คือ ไมเกิน 28 องศา สําหรับดาวพุธ และไมเกิน 48 องศา สําหรับดาวศุกร ดังภาพที่ 6.3 ภาพท่ี6.3 แสดงตําแหนงปรากฏของดาวเคราะหวงใน 271บทที่ 6 ตาํแหนงของดาวเคราะหวงนอก ดาวเคราะหวงนอกเปนดาวเคราะหที่มีรัศมีวงโคจรมากวาโลก ดังนั้นการพิจารณาตําแหนงตาง ๆ ของดาว เคราะหวงนอกจะพิจารณาตามคามุม อีลองเกชัน ดงันี้ - เม่ือคาอีลองเกชัน เทากับ 0 องศา ดาวเคราะหจะอยูที่ตาํแหนง คอนจังซัน - เมื่อคาอีลองเกชัน เทากับ 90 องศา ดาวเคราะหจะอยูที่ ตาํแหนง ควอดราเจอร(Quadrature) - เมื่อคาอีลองเกชัน เทากับ 180 องศา ดาวเคราะหจะอยูที่ ตาํแหนง ออฟโพซิชัน (Opposition) ดังภาพที่6.4ภาพท่ี6.4 แสดงตําแหนงปรากฏของดาวเคราะหวงนอก 272136


14/10/66137บทที่ 6 การเคลื่อนที่และองคประกอบการโคจรของดาวเคราะห การพิจารณาการเคล่ือนที่ของดาวเคราะหและองคประกอบการโคจรของดาวเคราะหจะทําใหทราบ ถึงลักษณะของการโคจรของดาวเคราะหในระบบสุริยะ สงผลใหการศึกษาดาวเคราะหมีความเขาใจมากยิ่งขึ้น คาบซินโนดิก (Synodic period) ของดาวเคราะห คือ เวลาที่ดาวเคราะหใชในการเคลื่อนที่จากตําแหนงอีลอง เกชั่นแลวกลับมาสูตําแหนงอีลองเกชั่นเดิมอีกครั้ง คาบดาราคติ(Sidereal period) ของดาวเคราะห คือ เวลาที่ดาวเคราะหใชในการเคลื่อนที่โคจรรอบดวงอาทิตย ครบ 1 รอบ จากตาํแหนงใด ๆ บนทรงกลมทองฟาจนกลับมายังตําแหนงเดิมอีกครั้ง 273บทที่ 6 คาบดาราคตขิองดาวเคราะหวงใน สามารถพจิารณา จากสมการ 6.1 เม่อื S คือ คาบซินในดิกของดาวเคราะห P คือ คาบดาราคติของดาวเคราะห E คือ คาบดาราคติของโลก ซึ่งมีคา 365.25 วัน คาบดาราคตขิองดาวเคราะหวงนอก สามารถพิจารณา จากสมการ 6.2 (6.1) (6.2) 274137


14/10/66138บทที่ 6 ตัวอยางที่ 6.1 จากการสังเกตการณดาวองัคารพบวา มีคาบดาราคติ687 วัน จะมีคาบชินโนติกเทาไร วิธีทํา ดาวอังคารจัดวาเปนดาวเคราะหวงนอก ดังนั้น ดาวอังคารมคีาบซนิในดิก 779.88 วัน หรือ 2135 ป 275บทที่ 6 โจทยลองคิด ดาวพุธมีคาบซินโนดิกราว 115.88 วัน ดาวพุธจะมีคาบดาราคตเิปนเทาใด 276138


14/10/66139บทที่ 6 องคประกอบของวงโคจรของดาวเคราะห การพิจารณาวงโคจรของดาวเคราะหเปนการบอกตําแหนงและเสนทางการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห เมื่อเทียบกับกรอบอางอิง (Frame of reference) ซึ่งประกอบดวย 7 คา ดังตอไปนี้ 1. ระยะครึ่งแกนเอก (Semi major axis, a) 2. คาความรี(Eccentricity, e) 3. มุมเอยีง (Inclination) ระหวางระนาบวงโคจรกับระนาบอคีลิปติก 4. คาบดาราคติของดาวเคราะห 5. มุมระหวางเสนแกนเอกของระนาบอีคลิปติกกระทํากับระนาบวงโคจรของดาวเคราะห() 6. มุมที่วัดตามระนาบอีคลิปตกิที่เริ่มตนจากจุดวสันตวิษุวัตในทิศทวนเข็มนาฬิกา หรือเรียกอีกอยางหนึ่งวา ลองจิจูดของบัพดิ่ง() 7.จํานวนของดาวเคราะหที่ผานตําแหนงเพริซีเลียน 277บทที่ 6 ดาวเคราะหในระบบสุริยะ ดาวพุธ (Mercury) ดาวพุธสามารถสังเกตเห็นดวยตาเปลา แตก็สังเกตไดยาก เนื่องจากดาวพุธมีตําแหนงใกลเคียงกับดวง อาทิตยมาก การสังเกตดาวพุธสามารถสังเกตไดชวงกอนดวงอาทิตยขึ้นหรือหลังจากดวงอาทิตยตกประมาณ 2 ชั่วโมง ดาวพุธไมมีดวงจันทรเปนบริวาร มีสนามแมเหล็กที่ความเขมราว 1 เปอรเซ็นตของสนามแมเหล็กโลก ดาวพุธมีวงโคจรเอียงจากระนาบสุรยิะวิถี7 องศา มีคาบวงโคจร 87.97 วัน มีคาความรู0.206 มีมวลเปน 0.055 เทาของโลก คาบการหมุนรอบตัวเอง 58.65 วัน ขนาดเสนผานศูนยกลาง 2,440 กิโลเมตร ความโนมถวง 0.38 เทาของโลก และมีระยะหางจากดวงอาทิตยเฉลี่ย 57.91 ลานกิโลเมตร 278139


14/10/66140บทที่ 6 29 มีนาคม ค.ศ.1974 ยานมาริเนอร 10 (Mariner 10) ไดทําการสํารวจพื้นผิวดาวพุธเปนครั้งแรกที่ ระยะหาง 800 กิโลเมตร พบวาบริเวณพื้นผิวของดาวพุธมีลักษณะเปนปลอง (Crater surface) คลายผิวของดวง จันทรดังภาพที่6.5 ซึ่งคาดกันวาอาจเกิดจากการที่อุกาบาตพงุชน และมีรอยแตกเปนแนวยาว ซึ่งอาจเกิดจากการ หด และขยายตัวของผิวดาวพธุเอง ภาพที่ 6.5 พื้นผิวดาวพุธ ที่มา: Seeds & Backman, 2010, p. 123 279บทที่ 6 ดาวพุธมบีรรยากาศแบบเบาบางมาก เนื่องจากดาวพุธมีมวลนอยเกิน กวาจะมีแรงโนมถวงมากพอที่จะดึงดูดบรรยากาศไวได โดยบรรยากาศของ ดาวพุธมีความหนาแนนเพียง 1 ในพันลานลานเทาของบรรยากาศโลก ธาตุที่ พบในบรรยากาศของดาวพุธสวนใหญเปนธาตุออกซิเจน โซเดียม ไฮโดรเจน และฮีเลียม สันนิษฐานวาธาตุเหลานี้จะถูกพดัมาที่ผิวดาวพุธโดยลมสุรยิะ พื้นผิวดาวพุธเต็มไปดวยหลุมอุกาบาตรขนาดใหญนอยมากมาย เพราะกอนอุกาบาตสามารถพุงชนดาวพุธโดยไมมีการเผาไหมจากชั้น บรรยากาศ หลุมอุกาบาตรที่มีขนาดใหญที่สุดที่มีการคนพบบนดาวพุธ คือ แองคาโลริส (Caloris basin) มีขนาด 1,300 กิโลเมตร ที่บริเวณซีกเหนือ ของดาว ซ่ึงเกิดจากการชนของดาวเคราะหนอยในชวงแรกของการกําเนิด ดาวพุธ ภาพที่ 6.6 แองคาโลริสบนดาวพุธ ที่มา: Seeds & Backman, 2010, p. 148 280140


14/10/66141บทที่ 6 ดาวศกุร(Venus) ดาวศุกรเปนดาวเคราะหที่ปรากฏสุกสวาง เมื่อสังเกตจากโลก เนื่องจากดาวศุกรมีชั้น บรรยากาศหนาแนน มากดังภาพที่ 6.7 (ก) เมื่อ สังเกตการณดาวศุกรจะเห็นเปนเสี้ยวคลายดวง จันทรดังภาพที่ 6.7 (ข) ดาวศุกรจะปรากฏใหเห็นใน เวลารงุเชาและพลบค่ําคลายๆ ดาวพุธ คนไทยเรียก ดาวศุกรตอนรุงเชาวาดาวประกายพรึก และในตอน พลบค่ําวาดาวประจําเมือง ดาวศุกรไมมดีวงจันทรเปนบริวาร ไมม ีสนามแมเหล็ก ดาวศกุรหมุนรอบตัวเองจากทิศตะวันออกไปตะวันตก ถาอยูที่ดาวศุกรจะสังเกตเห็นดวงอาทิตยขึ้นทางทิศตะวันตก และตกทางทิศตะวันออก ภาพที่ 6.7 ช้นับรรยากาศและการเกิดเฟสของดาวศุกรที่มา: ดัดแปลงจาก Fraknoi, Morrisn & Wolff, 2017, p. 348 281บทที่ 6 ดาวศุกรมีวงโคจรเอียงจากระนาบสุริยะวิถี 3.39 องศา มีคาบวงโคจร 224.7 วัน มีคาความรี 0.0068 มีมวลเปน 0.815 เทาของโลก คาบการหมุนรอบตัวเอง 243.02 วัน มีขนาดเสนผาศูนยกลาง 6,052 กิโลเมตร ความโนมถวง 0.91 เทาของโลก และมีระยะหางจากดวงอาทิตยเฉลี่ย 108.21 ลานกิโลเมตร ค.ศ. 1962 ยานมารีเนอร 2 (Mariner 2) และในป ค.ศ. 1975 ยานเวเนอรา 7 (Venera 7) ลงจอดที่ผิวดาวศุกร พบวาบรรยากาศของดาวศุกรประกอบไปดวยกาซ คารบอนไดออกไซดกวา 96.5 เปอรเซ็นต กาซไนโตรเจน ปะปนเปนสวนนอยราว 3.5 เปอรเซ็นต สงผลใหดาวศุกรเกิด ปรากฏการณเรือนกระจก (Green house effect) เมฆของ ดาวศุกรประกอบไปดวยกรดกํามะถัน (Sulfuric acid) ผิวของ ดาวศุกรยังมีภูเขาไฟระเบิด และธารลาวาไหลอยู ดังภาพที่ 6.8ภาพท่ี6.8 ภูเขาไฟมอท มอนส และธารลาวาบนดาวศุกร ที่มา: Seeds & Backman, 2010, p. 153 282141


14/10/66142บทที่ 6 จากชั้นเมนเทิลเปนแกนโลกที่แบงเปนแกนโลกชั้นนอก (Outer core) ที่จะประกอบไปดวยหินและสารประกอบในรูปของเหลวมี ความรอนสูงทําใหเกิดสนามแมเหล็กโลก และแกนโลกชั้นใน (Inner core) เปนของแข็งมีความรอนถึง 5,000 เคลวิน มีความหนาประมาณ 1,200 กิโลเมตร โลกมดีวงจันทรเปนบริวาร 1 ดวง ดังภาพที่6.9 โลก (Earth) โลกเปนดาวเคราะหมีระยะหางจากดวงอาทิตยอยางเหมาะสมจึงเอื้อใหเกิดการวิวัฒนาการของสิ่ง ตาง ๆ ผิว โลกกวา 71 เปอรเซ็นต ปกคลุมดวยน้ํา และอีกราวกวา 21 เปอรเซ็นต เปนพื้นดิน เปลือกโลกมีความหนา ประมาณ 50 กิโลเมตร ถัดจากเปลือกโลกจะเปนช้ันเมนเทิส (Mantle) ซึ่งเปนชั้นของหินหนืดมีความหนา ประมาณ2,800 กิโลเมตร ภาพท่ี6.9 โลกและดวงจันทรบริวารของโลก ที่มา: ดดัแปลงจาก Fraknoi, Morrisn & Wolff, 2017, p. 408 283บทที่ 6 ชั้นโทรโพสเฟยร (Troposphere) เปนช้ันบรรยากาศที่มีความสูง15 กิโลเมตร จากผิวโลก ประกอบไปดวยกาซไนโตรเจนเปนสวนใหญ กวา 78 เปอรเซ็นต มีออกซิเจนผสมอยูประมาณ 12 เปอรเซ็นต และที่เหลืออีก 1 เปอรเซ็นตเปนกาซอื่น ๆ เชน กาซ คารบอนไดออกไซดไอน้ํา อารกอน เปน ตนอุณหภูมิของบรรยากาศ ชั้นนี้ที่ระดับน้ําทะเลมีคาราว 300 เคลวิน และจะ มีคาลดลงเรื่อยๆ จนถึง 220 เคลวิน ดังภาพที่ 6.10 ภาพที่ 6.10 ชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟยรของโลก ที่มา: ดัดแปลงจาก Kusky, 2010, p. 71 284142


14/10/66143บทที่ 6 ชั้นสตราโตสเฟยร (Stratosphere) มีระดับความสูง 15 - 50 กิโลเมตร ถัด จากชั้นโทรโพสเฟยร ภายในบรรยากาศชั้นนี้จะมีกาซออกซิเจนชนิดพิเศษที่ เรียกวา โอโซน (Ozone) โดยเปนอะตอมของ ออกซิเจนรวมกัน 3 อะตอม ชั้นโอโซนนี้สามารถดูดกลืนรังสีอุลตราไวโอเลตที่เปนอันตรายตอมนุษยจาก ดวงอาทิตยได และชั้นบรรยากาศนี้จะมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้นจาก 220 - 273 เคล วิน ดังภาพท่ี6.11 ภาพที่ 6.11 ชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟยรของโลก ที่มา: ดัดแปลงจาก Kusky, 2010, p. 71 285บทที่ 6 ชั้นเมโซสเฟยร (Mesosphere) มีระดับความสูง 50 - 80 กิโลเมตร ถัดจาก ชั้นสตราโตสเฟยร บรรยากาศในชั้นนี้จะมีอุณหภูมิลดลงตามความสูง โดยจะ มีอุณหภูมิตั้งแต 273 - 180 เคลวิน อยางไรก็ตามชั้นบรรยากาศ 3 ชั้นแรกยัง เปนเนื้อเดยีวกันอยูที่เรียก รวมกันวา โฮโมสเฟยร (Homosphere) ดังภาพที่  6.12 ภาพที่ 6.12 ชั้นบรรยากาศเมโซสเฟยรของโลก ที่มา: ดัดแปลงจาก Kusky, 2010, p. 71 286143


14/10/66144บทที่ 6 ชั้นเทอรโมสเฟยร (Thermosphere) มีระดับความสูง 80 - 500 กิโลเมตร ถัดจากชั้นเมโซสเฟยร อุณหภูมิของบรรยากาศชั้นนี้จะสูงขึ้นอยาง รวดเร็ว โดยมีอุณหภูมิตั้งแต 500 - 2,000 เคลวิน กาซถูกไอออไนตเพราะ ไดรับพลังงานจากการแผรังสีของดวงอาทิตยหรือท่ีเรียกวา กาซมีประจุหรืออาจเรียกชั้นบรรยากาศนี้วา ไอโอโนสเฟยร(Jonosphere) ก็ไดช้ัน บรรยากาศนี้ยังสามารถสะทอนคลื่นวิทยุที่มีความยาวคล่ืน 15 เมตรขึ้นไป ทําใหเกิดประโยชนตอการสื่อสารทางไกล ดังภาพที่ 6.13ภาพท่ี6.13 ช้นับรรยากาศเทอรโมสเฟยรของโลกที่มา: ดัดแปลงจาก Kusky, 2010, p. 71 287บทที่ 6 ชั้นเอกโซสเฟยร (Exosphere) มีระดับความสูง 500 กิโลเมตรขึ้นไป ถัด จากชั้นเทอรโมสเฟยร บรรยากาศชั้นนี้เบาบางมากจนถือวาไมเปนสวนหนึ่ง ของชั้นบรรยากาศ องคประกอบสวนใหญเปนกาซไฮโดรเจนและฮีเลียม ไมมี รอยตออยางชัดเจนระหวางชั้นบรรยากาศกับอวกาศ มีอุณหภูมิ999 เคลวิน ถึงแมจะมีอุณหภูมิสูง แตเพราะมีอากาศเบาบางมากจึงแทบไมมีผลตอยาน อวกาศ ดังภาพที่ 6.14 ภาพที่ 6.14 ชั้นบรรยากาศเอกโซสเฟยรของโลก ที่มา: ดัดแปลงจาก Kusky, 2010, p. 71 288144


14/10/66145บทที่ 6 ดวงจันทรของโลก ท่ีมีขนาดเสนผานศูนยกลาง 3,476 กิโลเมตร อยูหางจากโลกเฉลี่ยประมาณ 384,000 กิโลเมตร ผิวของ ดวงจนัทรจะมีหลุมอุกกาบาตขนาดนอยใหญมากมาย และมีบรรยากาศเบาบางมากคลายกับดาวพุธ ดวงจันทรไมมี สนามแมเหล็ก เนื่องจากดวงจันทรมีการเย็นตัวลงเกือบทั้งหมด สามารถสังเกตการเคลื่อนที่ของดวงจันทรรอบ โลกไดโดยท่ดีวงจันทรจะมกีารเปลี่ยนรูปราง หรือเรียกวาการเปล่ยีนเฟส (Phase) ดังภาพที่6.15 ภาพท่ี6.15 ภาพการเกดิเฟสของดวงจันทรที่มา: Seeds & Backman, 2010, p. 30 289บทที่ 6 กาลิเลโอไดสองดูดวงจันทรโดยใชกลองโทรทรรศน สังเกตผิว ของดวงจันทรที่แตกตางกันไปอยู 2 บริเวณ คือ บริเวณมืด และ บริเวณสวาง ตามแนวความคิดของกาลิเลโอเชื่อวา บริเวณมืดของผิว ดวงจันทรเปนบริเวณที่เปนทะเลหรือ มหาสมุทร เรียกวา มาเรีย (Maria) สวนบริเวณสวางจะเปนที่ราบสูง (Highland) ดังภาพที่6.16ภาพท่ี6.16 ภาพแสดงบรเิวณมาเรียและบริเวณที่ราบสูงของดวงจันทรที่มา: Karttunen, Kroger, Oja, & Poutanen, 2012, p. 20 290145


14/10/66146บทที่ 6 มนุษยสามารถเดินทางไปดวงจันทรไดสําเร็จเปนครั้งแรกในวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1969 ดวยยานอวกาศ อะพอลโล 11 (Apollo 11) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ดังภาพที่ 6.17 ภาพท่ี6.17 ภาพการสํารวจดวงจันทรในป ค.ศ. 1969 ที่มา: Seeds & Backman, 2010, p. 144 291บทที่ 6 ดาวอังคาร (Mars) เมื่อสังเกตดาวอังคารจะเห็นเปนสีแดง บางครั้งก็เรียกวาดาวแดง เนื่องจากผิวของดาวอังคารเต็มไปดวย หินและฝุนสีแดงที่เกิดจากสนิมเหล็ก ในป จิโอวานี เซียพาเรลลี (ค.ศ. 1877) ไดทําการสังเกตดาวอังคาร พบวา บนดาวอังคาร มภีูมิประเทศเปนเสนพาดผาน ไดตั้งช่อืภูมิประเทศเหลานั้นวา Canali ดาวอังคารยังมีนํ้าแข็งขนาดใหญอยูบริเวณขั้วทั้งสองและมีคารบอนไดออกไซดแข็ง (น้ําแข็งแหง) ดังภาพที่ 6.18 ดาวอังคารจะ มี การเคลื่อนที่แบบถอยหลังเม่ือเทียบกับดาวฤกษฉากหลัง ซึ่งลักษณะ แบบนี้จะเกิดขึ้นกับดาวเคราะหที่ไกลจากดวงอาทติยมากวาโลกภาพท่ี6.18 ภาพแสดงเสนพาดผานและขั้วนํา้แขง็บนดาวอังคารที่มา: Seeds & Backman, 2010, p. 76 292146


14/10/66147บทที่ 6 ดาวอังคารมีวงโคจรเอียงจากระนาบสุริยะวิถี 1.8 องศา มีคาบวงโคจร 1.88807 ป มีคาความรี 0.093 มีมวล เปน 0.714 เทาของโลก คาบการหมุนรอบตัวเอง 24.62 ชั่วโมง มีขนาดเสนผานศูนยกลาง 3,397 กิโลเมตร ความโนม ถวง 0.91 เทาของโลก และมีระยะหางจากดวงอาทิตยเฉลี่ย 227.94 ลานกิโลเมตร บรรยากาศของดาวอังคาร ประกอบไปดวย กาซคารบอนไดออกไซด ออกซิเจนและน้ําเปนสวน นอยที่มีความหนาแนนของชั้นบรรยากาศไมถ ึง 1 ใน 100 ของชั้นบรรยากาศโลก ดาวอังคารเต็มไปดวย รองรอยของการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา เชน การเคลื่อนที่ของแผนทวีป การชนของอุกกาบาต ภูเขาไฟ รวมถึงรองรอยการกัดเซาะของน้ํา ดังภาพ ที่ 6.19 ภาพที่ 6.19 รองรอยการกัดเซาะของนํา้บนดาวองัคาร (หุบเขา Valles Marineris) ที่มา: Fraknoi, Morrisn & Wolff, 2017, p. 356 293บทที่ 6 ดาวอังคารมีภูเขาไฟขนาดใหญที่สงบแลวถึง 4 ลูก ไดแก โอลิมปสมอนส (Olympus mons) อารเซีย มอนส (Arsia mons) พาโวนิส มอนส (Pavonis mons) และอัสเครอุส มอนส (Ascraeus mons) โดยภูเขาไฟที่โดดเดน ที่สุดคือ โอลิมปส มอนส เนื่องจากเปนภูเขาไฟที่มีความสูงและขนาดใหญที่สุด ดังภาพที่ 6.20 ภาพท่ี6.20 ภูเขาไฟโอลิมปส มอนส ที่มา: ดดัแปลงจาก Seeds & Backman, 2010, p. 159 294147


14/10/66148บทที่ 6 บริวารของดาวอังคารมี2 ดวง ไดแกดวงจันทรโฟบอส (Phobos) ภาพท่ี6.21 (ก) และไดมอส (Deimos) ภาพ ที่ 6.21 (ข) คนพบโดย เอเอฟ ฮอล (Asaph Hall) ป ค.ศ.2420 คาดวาดวงจันทรทั้งสองของดาวอังคารเคยเปน สมาชิกในแถบดาวเคราะหนอยมากอน ลักษณะทั่วไปของดวงจันทรท้ังสองจะมีรูปรางบิดเบี้ยวไมกลม ประกอบดวย น้ําแข็งและหินที่มีคารบอนปะปนอยูที่ผิวจะมีรองรอยของหลุมอุกกาบาต ภาพที่ 6.21 ดวงจันทรบริวารของดาวอังคารที่มา: ดัดแปลงจาก Fraknoi, Morrisn & Wolff, 2017, p. 456 295บทที่ 6 ดาวพฤหัสบดี(Jupiter) ดาวพฤหัสบดีเปนดาวเคราะหขนาดใหญ และมีมวลมากท่ีสุดในระบบสุริยะ ชาวกรีกโบราณเรียกดาวพฤหัส วาเปนเทพเจาจูปเตอร ดาวพฤหัสบดีเปนดาวเคราะหกาซ (Jovian planet) ประกอบ ไปดวยกาซไฮโดรเจนและฮีเลียมเปนสวนใหญ และยังพบมีเทน แอมโมเนีย ไอโดรซัลไฟด และน้ําเปนองคประกอบยอย ซึ่งองคประกอบ เหลานี้สงผลใหดาวพฤหัสบดีมีสีแดงในบรเิวณตาง ๆ ดังภาพที่6.22 ภาพท่ี6.22 ดาวพฤหัสบดี ที่มา: Fraknoi, Morrisn & Wolff, 2017, p. 247 296148


14/10/66149บทที่ 6 สังเกตดาวพฤหัสบดีจะพบวามีแถบพาดผานดาวพฤหัสบดี ซึ่งแถบเหลานี้เปนเมฆบนดาวพฤหัสบดีแบง ออกเปน สองชนิด คือ โซน (Zone) ที่มีสีขาวของแอมโมเนีย และเข็มขัด (Belt) มีสีน้ําตาลแดงของแอมโมเนียม ซัลไฟด ภาพที่ 6.23 (ก) ลักษณะเดนอีกจุดหนึ่งของดาวพฤหัสบดี คือจุดแดงใหญ (The great red sport) ภาพที่ 6.23 (ข) ที่คนพบโดยแคสสินี ภาพที่ 6.23 เข็มขัดและจุดแดงใหญบนดาวพฤหัสบดี ที่มา: ดัดแปลงจาก Seeds & Backman, 2010, p. 172 297บทที่ 6 ดาวพฤหัสบดีมีสนามแมเหล็กสูงกวาสนามแมเหล็กโลกถึง 19,000 เทา และหมุนรอบตัวเองอยางรวดเร็ว ดาวพฤหัสบดีมีวง แหวนบาง ๆ ดังภาพที่ 6.24 โดยวงแหวนของดาวพฤหัสบดีประกอบ ไปดวยอนุภาค และฝุนผงที่เกิดจากการชนของอุกกาบาตขนาดเล็ก กับดวงจันทรชั้นในของดาวพฤหัสบดี มีคาความหนาเฉลี่ยนอยกวา 10 เซนตเิมตร ซึ่งวงแหวนของดาวพฤหัสบดีมี4 วง คือ ฮาโล (Halo) เมน (Main) อินเนอร กอสสาเมอร (Inner gossamer) และเอาเตอร กอสสาเมอร (Outter gossamer) ดาวพฤหัสบดีมีวงโคจรเอียงจากระนาบสุริยะวิถี 1.305 องศา มีคาบวงโคจร 11.8565 ป มีคาความรี 0.048 มี มวลเปน 317.82 เทาของโลก คาบการหมุนรอบตัวเอง 9.92 ชั่วโมง มีขนาดเสนผานศูนยกลาง 71,492 กิโลเมตร ความ โนมถวง 2.13 เทาของโลก และมีระยะหางจากดวงอาทิตยเฉลี่ย 778.41 ลานกโิลเมตร ภาพท่ี6.24 วงแหวนของดาวพฤหัสบดี ที่มา: Bennett, Donahues, Schneider, & Voit, 2012, p. 254 298149


14/10/66150บทที่ 6 บริวารของดาวพฤหัสบดีถูกคนพบครั้งแรกโดยกาลิเลโอ ในป พ.ศ. 2153 จํานวน 4 ดวง ไดแก ไอโอ (IO) ยูโร ปา (Europa) แกนิมีด (Ganymede) และคัลลิสโต (Callisto) อาจเรียกดวงจันทรเหลานี้วาดวงจันทรกาลิเลียน (Galilean satellites) ดงัภาพที่6.25 ในปจจุบันไดมีการคนพบดวงจันทรของดาวพฤหัสบดแีลวกวา 79 ดวง สงผลใหดาวพฤหัสบดมีีดวงจันทรมากที่สุดในระบบสุริยะ ภาพที่ 6.25 ดวงจันทรของดาวพฤหัสบดี ที่มา: Bennett, Donahues, Schneider, & Voit, 2012, p. 244 299บทที่ 6 ดวงจันทรไอโอ หางจากดาวพฤหัสบดีประมาณ 420,000 กิโลเมตร มีขนาดเสนผานศูนยกลาง 3,630 กิโลเมตร เปนดวงจันทรดวงเดียวในระบบสุริยะที่มีภูเขาไฟระเบิดอยู แสดงวาภายในของดวงจันทรไอโอยังมีความรอน อยูดังภาพที่6.26 ภาพที่ 6.26 ดวงจันทรไอโอของดาวพฤหัสบดีที่มา: Bennett, J., Donahues, M., Schneider, N., & Voit, M. 2012, p. 245 300150


14/10/66151บทที่ 6 ดวงจันทรยูโรปา อยูหางจากดาวพฤหัสบดีประมาณ 680,000 กิโลเมตร มีขนาดเสนผานศูนยกลาง 3,138 กิโลเมตร มพีื้นผิวเปนนํา้แข็ง มีเนินเขาขนาดเล็กไมสูงมาก และมีหลุมอุกกาบาต นักดาราศาสตรเชื่อวาภายใตน้ําแข็งจะเปนมหาสมุทร ดังภาพที่ 6.27 ภาพที่ 6.27 ดวงจันทรยุโรปาของดาวพฤหัสบดี ที่มา: Bennett, Donahues, Schneider, & Voit, 2012, p. 247 301บทที่ 6 ดวงจันทรแกนิมีด อยูหางจากดาวพฤหัสบดี ประมาณ 1 ลานกิโลเมตร มีขนาดเสนผานศูนยกลาง 5,2 62 กิโลเม ตร ผิวข องด วงจันทรแกนิ มีด ไม มี ปรากฏการณทางธรณีวิทยา เต็มไปดวยหลุมอุกกาบาต ดัง ภาพที่ 6.28ภาพท่ี6.28 ดวงจันทรแกนมิิตของดาวพฤหสับดีที่มา: Bennett, Donahues, Schneider, & Voit, 2012, p. 247 302151


14/10/66152บทที่ 6 ดวงจันทรคัลลิสโต อยูหางจากดาวพฤหัสบดี ประมาณ 1.9 ลานกิโลเมตร มีขนาดเสนผานศูนยกลาง 4,800 กิโลเมตร มีลักษณะคลาย ๆ กับดวงจันทรแกนิมีด แตยังมีปรากฏการณทางธรณีวิทยาที่ยังหลงเหลืออยูใน ปจจุบัน ดังภาพที่ 6.29 ภาพท่ี6.29 ดวงจันทรคัลลิสโตของดาวพฤหัสบดี ที่มา: Bennett, Donahues, Schneider, & Voit, 2012, p. 248 303บทที่ 6 ดาวเสาร (Saturn) ดาวเสารเปนดาวเคราะหที่มีขนาดใหญ รองจากดาวพฤหัสบดี เมื่อสังเกตการณดาวเสารดวย กลอง โทรทรรศนจะเห็นวงแหวนอยางชัดเจน ดังภาพที่6.30 ดาวเสารเปนดาวเคราะหกาซ เชนเดียวกับดาวพฤหัสบดีซึ่ง องคประกอบสวนใหญเปนกาซไฮโดรเจน และฮีเลียม และองคประกอบตาง ๆ คลายกบัดาวพฤหัสบดี ดาวเสารมีวงโคจรเอียงจากระนาบสุริยะวิถี 2.484 องศา มีคาบวงโคจร 29.4 ป มีคาความรี 0.054 มีมวลเปน 95.16 เทา ของโลก คาบการหมุนรอบตัวเอง 10.656 ช่วัโมง มีขนาดเสนผาน ศูนยกลาง 60,268 กิโลเมตร ความโนมถวง 0.74 เทาของโลก และมีระยะหางจากดวงอาทิตย1,426.73 ลานกโิลเมตรภาพท่ี6.30 ดาวเสารที่มา: Seeds & Backman, 2010, p. 166 304152


14/10/66153บทที่ 6 บรรยากาศของดาวเสารจะถูกแบงเปนโซน โดยบริเวณโซน จะมีสีขาว และสีเหลือง ดังภาพที่ 6.31 บรรยากาศบนดาวเสารมี พายุหมุน เน่ืองจากการหมุนรอบตัวเองของดาวเสารอยางรวดเร็ว และพายุใหญที่เกิดข้ึนบนดาวเสารจะสามารถเห็นไดในทุก ๆ 30 ป เปนพายุที่ เรียกวา จุดขาวใหญ (The great white sport) คลาย กับจดุแดงใหญบนดาวพฤหัสบดีแตจะสลายไปประมาณ 3 สัปดาหเทานั้น ภาพที่ 6.31 ภาพแสดงบรรยากาศของดาวเสาร ที่มา: Fraknoi, Morrisn & Wolff, 2017, p. 396 305บทที่ 6 วงแหวนของดาวเสารถูกคนพบสมัยกาลิเลโอ จนกระทั่ง คริสเตียน ฮอยแกนส ไดสังเกตการณ และพบวาบริเวณที่ลอมรอบ ดาวเสาร คือ วงแหวน และจีน โดมินิค แคสสินี ไดทําการแบงวง แหวนออกเปน 2 วง คือ วงแหวน A และวง แหวน B โดยชอง ระหวางวงแหวนทั้ง 2 เรียกวา ชองแคบ แคสสินี สังเกตดวยกลอง โทรทรรศนบนโลกจะเห็นวงแหวน ของดาวเสารไดเพียง 3 วง ไดแก วงแหวน A, B และ C รวมทั้งชองแคบแคสสินี ดังภาพที่ 6.32ภาพท่ี6.32 วงแหวนของดาวเสาร ที่มา: ดัดแปลงจาก Seeds & Backman, 2010, p. 180 306153


14/10/66154บทที่ 6 นักดาราศาสตรเชื่อวาวงแหวนของดาวเสารเกิดจากการที่ดาวเคราะหนอย หรือดวงจันทรที่โคจรเขาใกลดาว เสารมากเกินไปแลวถูกแรงกระทาํจนแตกเปนชิ้นเล็ก ๆ แลววัตถุชิ้นเล็ก ๆ เหลานั้นก็โคจรรอบดาวเสารเปนวงแหวน นั้นเอง ซึ่งมทีั้งเศษหิน และเศษน้ําแข็ง ดงัภาพที่6.33 โดยวงแหวนของดาวเสารมีความหนาเฉลี่ย 500 เมตร และมีความกวางรวมกนัแลวกวา 80,000 กิโลเมตร ในปจจุบันไดมีการสํารวจดาวเสารพบวาดาวเสารนั้นมีวงแหวนทั้งหมด 7 วง ดังนี้ วงแหวน D , C , B , A , F , G และ E ตามลําดับจากใกลดาวเสารออกไป ภาพท่ี6.33 แสดงการเกิดวงแหวนของดาวเสาร ที่มา: Bennett, Donahues, Schneider, & Voit, 2012, p. 255 307บทที่ 6 ดวงจันทรของดาวเสารคนพบแลวกวา 82 ดวง สวนใหญเปนดาวเคราะหนอยที่โดนดาวเสารดึงดูดเขามา โดยมีลักษณะบิดเบี้ยวไมเปนทรงกลม ดวงจันทรที่ใหญที่สุดและถูกคนพบเปนดวงแรก คือ ดวงจันทรไททัน คนพบ โดยคริสเตียน ฮอยเกนส (ค.ศ. 1655) ดังภาพที่ 6.34 ภาพท่ี6.34 ดวงจันทรบริวารของดาวเสาร ที่มา: Bennett, Donahues, Schneider, & Voit, 2012, p. 243 308154


14/10/66155บทที่ 6 ดาวยูเรนัส (Uranus) ดาวยูเรนัสถูกคนพบโดย เซอร วิลเลียม เฮอรเชล (Sir William Hershel) ดวยกลองโทรทรรศนขนาด 6.4 นิ้ว ดาวยูเรนัสเปนดาวเคราะหกาซ ประกอบไปดวยกาซไฮโดรเจน ฮีเลียม สารพวกแอมโมเนีย และมีเทน มีวงแหวน ดงัภาพที่6.35 ภาพท่ี6.35 ดาวยูเรนัส ที่มา: ดดัแปลงจาก Bennett, Donahues, Schneider, & Voit, 2012, p. 153 309บทที่ 6 ดาวยูเรนสัมีวงโคจรเอียงจากระนาบสุริยะวิถี0.77 องศา มีคาบวงโคจร 84.02 ปมีคาความรี0.047 มีมวล เปน 14.371 เทาของโลก คาบการหมุนรอบตัวเอง 17.24 ชั่วโมง มีขนาดเสนผานศนูยกลาง 25,559 กิโลเมตร ความ โนมถวง 0.86 เทาของโลก และมีระยะหางจากดวงอาทิตยเฉลี่ย 2,870.97 ลานกิโลเมตร ดาวยูเรนัสมีสนามแมเหล็กความเขมสูงทมี่ีแหลงกําเนินอยูหางจากศูนยกลางดาวประมาณ 10,000 กิโลเมตร ปจจุบันขอมูล เก่ียวกับดาวยูเรนัสยังมีคอนขางนอย เพราะการสํารวจคอนขาง ยากลําบาก และตองใชเวลานาน โดยมีเพียงยานวอยเอเจอร 2 (Voyager 2) ที่สามารถเดินทางไปถึงดาวยูเรนัส และไดทําการ เก็บขอมลูภาพถายไดเพียง 8,000 ภาพ ซึ่งถือวานอยมากภาพท่ี6.36 ลกัษณะทางกายภาพดาวยูเรนัสที่มา: Fraknoi, Morrisn & Wolff, 2017, p. 388 310155


14/10/66156บทที่ 6 วงแหวนของดาวยูเรนัสถูกคนพบในป พ.ศ. 2520 และในปจจุบันวง แหวนของดาวยูเรนัสมี 13 วง ไดแก Zeta, Six, Five, Four, Alpha, Beta, Eta, Gamma, Delta, Lambda, Epsilon, Nu และ Mu ตามลําดับดังภาพที่ 6.37 ภาพท่ี6.37 วงแหวนของดาวยูเรนัส ที่มา: ดัดแปลงจาก Seeds & Backman, 2010, p. 186 311บทที่ 6 ดวงจันทรบริวารของดาวยูเรนัสที่ มีการคนพบ 27 ดวง โดยดวงจันทรที่มี รัศมีมากกวา 200 กิโลเมตร ไดแก ไททา เนีย (Titania) โอบีรอน (Oberon) อัมเบรี ยล (Umbriel) แอเรียล (Ariel) และมิแรน ดา (Miranda) ซึ่งเปนดวงจันทรหลักทั้ง 5 ดวง ดังภาพที่ 6.38ภาพท่ี6.38 ดวงจันทรบริวารของดาวยูเรนัส ที่มา: ดดัแปลงจาก Bennett, Donahues, Schneider, & Voit, 2012, p. 243 312156


14/10/66157บทที่ 6 ดาวเนปจูน (Neptune) ดาวเนปจูนเปนดาวเคราะหลําดับสุดทายในระบบสุริยะ เปนดาวเคราะหที่คนพบจากการคํานวณ โดย เจ.ซี อดัมส (J.C Adams) และ ยู. เลอรวีแย (U Le Verrier) ประกอบไปดวยกาซไฮโดรเจน และฮีเลียมเปนสวนใหญ และ มีเทนทําใหสังเกตเห็นดาวเนปจูนมีสีน้ําเงิน ดังภาพที่ 6.39 ดาวเนปจูนมีวงโคจรเอียงจากระบบุสุริยะวิถี 1.769 องศา มี คาบวงโคจร 164.79 ป มีคาความรี 0.00859 มีมวลเปน 17.147 เทา ของโลก คาบการหมุนรอบตัวเอง 16.11 ชั่วโมง มีขนาดเสนผาน ศูนยกลาง 24,764 กิโลเมตร ความโนมถวง 1.09 เทาของโลก ระยะหางจากดวงอาทิตยเฉลี่ย 4,498.25 ลานกิโลเมตรภาพท่ี6.39 ดาวเนปจูน ที่มา: ดัดแปลงจาก Seeds and Backman. 2010, p. 189 313บทที่ 6 กลองโทรทรรศนอวกาศฮับเบิลสังเกตดาวเนปจูน พบวามีจุดมืดใหญไดสลายไป แสดงใหเห็นวาบรรยากาศ ของดาวเนปจูนมีการเปลี่ยนแปลงคอนขางเร็ว ดาวเนปจูน เปนดาวเคราะหท่ีมีลมพัดไดเร็วท่ีสุดในระบบสุริยะ โดยมีความเร็วลมถึง 2,000 กิโลเมตรตอชั่วโมง ดาวเนปจูนมี สนามแมเหล็กเบาบาง บรรยากาศของดาวเนปจูนมีลักษณะปรากฏการณที่สงัเกตไดชัดกวาดาวยเูรนัส ซึ่งไดมีการสังเกตเห็นพายุหมุน ขนาดใหญมีสีออกน้ําเงินเขมคลายจุดแดงใหญบนดาวพฤหัสบดแีตมีขนาดเล็กกวาเรียกวาจุดมืดใหญ (The great dark sport) ดงัภาพที่6.40 แสดงวาบรรยากาศของดาวเนปจูนมีการเปลี่ยนแปลงคอนขางเร็ว ภาพที่ 6.40 จุดมดืใหญของดาวเนปจูนที่มา: Seeds and Backman. 2010, p. 188 314157


14/10/66158บทที่ 6 วงแหวนของดาวเนปจูนถูกคนพบในป พ.ศ.2524 ดังภาพที่ 6.41 โยใชวิธีสังเกตการณเมื่อ ดาวเนปจูน โคจรเคลื่อนที่ผานหนาดาวฤกษปรากฏ เห็นวงแหวน 3 วง จนกระทั่งในป พ.ศ. 2532 ยาน วอยเอเจอร 2 ไดสงภาพถายวงแหวนของดาวเนปจูน มายังโลก พบวาดาวเนปจูนมีวงแหวน 5 วง วงที่ กวางที่สุดมี ความกวางประมาณ 5,800 กิโลเมตร หนา 10 เซนติเมตร โดยวงแหวนของดาวเนปจูนจะ ภาพที่ 6.41 วงแหวนของดาวเนปจูน ประกอบ ไปดวยวัตถุขนาดเล็ก ที่มา: Seeds and Backman. 2010, p. 187 315บทที่ 6 ดวงจันทรบริวาลของดาวเนปจูนมีการคนพบแลว 13 ดวง ซ่ึงดวงจันทรที่มีขนาดใหญที่สุดชื่อ ไทรตัน (Triton) มีขนาด 2,700 กิโลเมตร อยูหางจาก ดาวเนปจูนเฉลี่ย 354,760 กิโลเมตร พ้ืนผิวมีลักษณะเปนเหวและรองลึก มากมาย ซึ่งอาจ เกิดจากการแข็งตัว และละลายของน้ําแข็งกลับไปกลับมา และ ยังมีภูเขาไฟน้ําแข็ง (Ice Volcanoes) ที่พนไนโตรเจนเหลว มีเทนแข็ง และฝุนที่เย็นออกมา ดงัภาพที่6.42ภาพท่ี6.42 ดวงจันทรบริวารของดาวเนปจูนที่มา : ดัดแปลงจาก Bennett, J. et al. 2012, p. 243 316158


14/10/66159บทที่ 6 ดาวเคราะหแคระ เปนดาวเคราะหอีกรูปแบบหนึ่งมีลกัษณะคลายกบัดาวเคราะหตามนิยามของดาวเคราะหแคระที่นิยามไวซึ่ง มีการคนพบมากขึ้นเรื่อย ๆ ดาวเคราะหแคระที่นาสนใจเชน ดาวพลูโต ดาวเซเรส ดาวเฮาเมอา ดาวมาเกะมา เกะ และดาวอิริส ดาวพลูโต ดาวพลูโตมีระยะหางจากดวง อาทิตยเฉลี่ย 5,906.38 ลานกิโลเมตร คาบ การโคจร รอบดวงอาทิตย 247.92 ป มีรัศมี เฉล่ียราว 1,180 กิโลเ ม ตร มีม วล 1.30×1022 กิโลกรัม อุณหภูมิเฉลี่ยราว 44 ภาพท่ี6.43 ดาวพลูโตและดวงจันทรบริวาร เคลวิน และมีบริวาร 5 ดวง ดังภาพที่ 6.43 ที่มา : Nasa. 2015, p. 5 317บทที่ 6 ดาวเซเรส ดาวเซเรสมีขนาดใหญที่สุดในแถบดาวเคราะหนอย ดาวเซเรสถูกจัดใหเปนดาวเคราะหนอย ป ค.ศ. 2006 มีระยะหางจากดวงอาทิตยเฉลี่ย 413.9 ลานกิโลเมตร คาบการโคจรรอบดวงอาทิตย 4.60 ป วงโคจรเอียง ทํามุม 10.56 องศา จากระนาบสุริยะวิถี รัศมีเฉลี่ยราว 476.2 กิโลเมตร มีมวล 9.43×1020 กิโลกรัม อุณหภูมิ เฉลี่ยราว 168 เคลวิน และไมมีบริวาร ดังภาพที่ 6.44 ภาพที่ 6.44 ดาวเซเรสและลักษณะพื้นผวิที่มา : ดัดแปลงจาก Fraknoi, Morrison and Wolff. 2017, p. 459 318159


14/10/66160บทที่ 6 ดาวเฮาเมอา ดาวเฮาเมอาเดิมชื่อ136108 เฮาเมอา มีการสันนิษฐานวาอาจจะมีลักษณะเปนวัตถทุรงรีดังภาพท่ี6.45 มีระยะหางจากดวงอาทิตยเฉล่ยี 6,484 ลานกิโลเมตร ดาวเฮาเมอาคาบการโคจรรอบดวงอาทิตย 285.4 ป วงโคจร เอียงทํามุม 28.22 องศาจากระนาบสุริยะวิถี คาความรู 0.195 มีรัศมีราว 1,400 กิโลเมตร มีมวล 4.20x1021 กิโลกรัม อุณหภูมิเฉลี่ยนอยกวา 50 เคลวิน และมีบริวาร 2 ดวงภาพท่ี6.45 ภาพจินตนาการของดาวเฮาเมอาและดวงจันทรฮีอีอากาและดวงจันทรนามากา ที่มา : ดัดแปลงจาก Bennett, J. et al. 2012, p. 272 319บทที่ 6 ดาวอีรีส ดาวอีรีสเดิมชื่อ 2003 UB313 เปนดาวเคราะหแคระที่มีขนาดใหญที่สุดในระบบสุริยะที่มีการคนพบในขณะนี้ มี ระยะหางจากดวงอาทิตยเฉลี่ย 10,166 ลานกิโลเมตร คาบการ โคจรรอบดวงอาทิตย 560 ปดาวอีรีสมีวงโคจรเอียงทํามุม 43.88 องศาจากระนาบสุริยะวิถี คาความรู 0.437 มีรัศมี ประมาณ 1,163 กิโลเมตร มีมวล 1.67x1022 กิโลกรัม อุณหภูมิเฉล่ียราว 30 เคลวิน และมีบริวาร 1 ดวง ชื่อวา ดิสโนเมีย (Dysnomia) ดงัภาพที่6.45 ภาพที่ 6.45 ภาพจินตนาการของดาวเอริส และดวงจันทรดิสโนเมีย ที่มา : ดัดแปลงจาก Bennett, Donahues, Schneider, & Voit, 2012, p. 272 320160


14/10/66161บทที่ 6 ดาวเคราะหนอย ดาวเคราะหนอยเปนวัตถุที่มีลักษณะเปนกอนหนิขนาดตั้งแตไมกี่กิโลเมตรจนถึงหลายรอยกิโลเมตรโคจรรอบ ดวง อาทิตย สวนใหญเรียงรายเปนแถบมีตําแหนงอยูระหวางดาวอังคารกับดาวพฤหัสบดี ดังภาพที่ 6.46 ระยะหาง จากดวงอาทติย2.5 - 3.1 หนวยดาราศาสตรเรียกแถบนี้วา เข็มขัดดาวเคราะหนอย (Asteroid belt) การคนพบดาวเคราะหนอยดวงแรกเกิดขึ้นในป ค.ศ.1801 มีชื่อวา เซเรส หลังจากน้ันก็ไดมีการคนพบ ดาว เคราะหนอยเพิ่มเติม เชน พาลาส (pallas) จูโน (Juno) เวส ตา (Vesta) ปจจุบันไดมีการคนพบดาว เคราะหนอยแลว กวา 251,002 ดวงภาพท่ี6.46 แถบเข็มขัดดาวเคราะห ที่มา : ดัดแปลงจาก Bennett, Donahues, Schneider, & Voit, 2012, p. 279 321บทสรุปประจําบทที่ 6 ระบบสุริยะถือกําเนดิมาเมื่อประมาณ 4,600 ลานปกอน จากการรวมตัวกันของกาซ และฝุนละอองตาง ๆ ในอวกาศ ซึ่งการรวมตัวเนื่องจากแรงโนมถวง เมื่อความหนาแนนเพิ่มก็ทําใหอุณหภูมิสูงข้นึดวย โดยบริเวณใจกลางจะมีคาความหนาแนน มากที่สุด และในขณะเดียวกนักเ็กดิการหมุนรอบตวัเองของกลุมกาซ และฝุนละอองที่มารวมตัวกันเพื่ออนุรกัษโมเมนตัม จนใน ที่สุดบริเวณใจกลางกลายเปนดาวฤกษขณะท่ีกลุมกาซและฝุนละอองท่ีมีมวลต่ําบริเวณใกลเคียงจะถูกแรงโนมถวงดึงดูดเขา เปนสวนหนึ่งของดาวฤกษสวนบริเวณท่ไีกลหางออกไปก็จะกลายเปนดาวเคราะหและวัตถุอื่น ๆ ตําแหนงปรากฏของดาวเคราะห การพิจารณาตําแหนงของดาวเคราะหจะพิจารณาจากผูสังเกตบนโลก ซึ่งสามารถแบงประเภทของตําแหนงไดเปน ตําแหนงของดาวเคราะหวงใน และตําแหนงของดาวเคราะหวงนอก ซึ่งดาวเคราะหวงใน ไดแก ดาวพุธ และดาวศุกร สวนดาว เคราะหวงนอก ไดแกดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดีดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน และตาํแหนงของดาวเคราะหจะพิจารณาเทียบกับ ดวงอาทิตย โดยจะกําหนดในรูปแบบของ มุมอีลองแกชัน ซึ่งเปนมุมที่กระทําระหวางเสนตรงที่ลากจากโลกถึงดวงอาทิตยกับ เสนตรงที่ลากจากโลกถึงดาวเคราะห 322161


14/10/66162บทสรุปประจําบทที่ 6 การเคลื่อนที่และองคประกอบการโคจรของดาวเคราะห 1. การเคลื่อนที่ของดาวเคราะห การพิจารณาการเคลื่อนที่ของดาวเคราะหจะพิจารณาจากคาบของดาวเคราะหซึ่งแบงออกเปน 2 กรณีคอืคาบดารา คติและคาบซินโนดิก ที่เขียนเปนสมการดังตอ ไปนี้คาบดาราคติของดาวเคราะหวงใน หาไดจากสมการ คาบดาราคติของดาวเคราะหวงนอก หาไดจากสมการ 323บทสรุปประจําบทที่ 6 การเคลื่อนที่และองคประกอบการโคจรของดาวเคราะห 2. องคประกอบของวงโคจรของดาวเคราะห การพิจารณาวงโคจรของดาวเคราะหเปนการบอกตําแหนง และเสนทางการเคลื่อนท่ีของดาวเคราะหเมื่อเทียบกับ กรอบอางอิง ซึ่งประกอบดวย 7 คา ไดแก ระยะครึ่งแกนเอก (Semi major axis, a) คาความรี (Eccentricity, e) มุมเอียง (Inclination) ระหวางระนาบวงโคจรกับระนาบอีคลิปติก คาบดาราคติของดาวเคราะห, มุมระหวางเสนแกนเอกของระนาบอี คลิปติกกับระนาบวงโคจรของดาวเคราะหมมุที่วัดตามระนาบอีคลิปติก ที่เริ่มตนจากจุดวสันตวิษวัต ในทิศทวนเข็มนาฬิกา ุหรือเรียกอีกอยางหนึ่งวาลองจิจูดของบพัดิ่ง และจํานวนของดาวเคราะหที่ผานตําแหนงเพรฮีิเลียน (Perihelion) ดาวเคราะหในระบบสุริยะ จากการประชุมของสหพันธดาราศาสตรสากล (International astronomy unit, IAU) ไดมีการนิยามดาวเคราะห ใหมในปพ.ศ.2549 สงผลใหจํานวนดาวเคราะหในระบบสุริยะของเรามีจํานวน 8 ดวง ไดแกดาวพุธ ดาวศุกรโลก ดาวอังคาร ดาวพฤหสับดีดาวเสารดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน ดาวเคราะหแคระ เปนดาวเคราะหอีกรูปแบบหน่งึที่มีลักษณะคลายกับดาวเคราะหตามนิยามของดาวเคราะหแคระที่สหพันธดาราศาสตรสากลไดนิยามไว ซึ่งมีการคนพบมากขึ้นเรื่อย ๆ 324162


14/10/66163แบบฝกหัดทายบทที่ 6 1. ดาวเคราะหในระบบสุริยะดวงใดบางที่ไมมีดวงจันทรเปนบริวาร 2. ดาวประจําเมือง และดาวประกายพรึก เหมือนกันหรือแตกตางกนัอยางไรจงอธิบาย 3. อะไรที่เปนองคประกอบสําคัญที่ทําใหเกิดปรากฏการณเรือนกระจกของดาวศุกร 4. เพราะเหตุใดจึงมีความเชื่อวาดาวอังคารจะมีสิ่งมีชีวิต 5. เพราะเหตุใดนักดาราศาสตรจึงคาดการณว าดวงจันทรไททันของดาวเสารอาจจะเปนวัตถุที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยูได 6. จงอธบิายถึงความแตกตางของดาวพุธ ดาวศุกรโลก และดาวอังคารที่มีลักษณะเปนหินขณะที่ดาวพฤหัสบดีดาว เสาร ดาวยูเรนัส และดาวเนปจูน มีลักษณะเปนกาซ 7. จงอธิบายการเกิดจุดแดงใหญบนดาวพฤหัสบดี 8. ดาวเคราะหแคระดวงใดเคยถูกจัดใหเปนดาวเคราะหมากอน 9. จงอธบิายและเปรยีบเทียบวงโคจรของดาวเคราะหโดยใชกฎขอที่3 ของเคปเลอร 325เอกสารอา  งองิประจําบทที่6 บุญรักษา สุนทรธรรม. (2532). ดาราศาสตรทั่วไป เลม 1. เชียงใหม: ภาควิชาฟสิกส คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม. Bennett, J., Donahues, M., Schneider, N., & Voit, M. (2012). The essential cosmic perspective. (6th ed.). San Francisco: Pearson Education, Inc. Fraknoi, A., Morrison, D., & Wolff, C. (2017). Astronomy. Texas: OpenStax. Karttunen, H., Kröger, P., Oja, H., & Poutanen, M. (2012). Fundamental Astronomy. (5th ed.). New York: Springer Berlin Heidelberg. Kusky, T. (2010). Encyclopedia of Earth and Space Science. New York: Facts On File, Inc. Nasa. Pluto. สืบคน 28 พฤศจิกายน 2561, จาก https://solarsystem.nasa.gov/planets/ dwarfplanets/pluto/overview Seeds, A., & Backman, E. (2010). Astronomy: The Solar System and Beyond. (6th ed.). California: Nelson Education, Ltd. 326163


14/10/66164บทที่ 7 แผนบริหารการสอนประจําบท ปรากฏการณตาง ๆ ของวัตถุบนทองฟา อาจารยวรีวัฒน อินทรทั ต แผนบริหารการสอนประจําบท เนื้อหา/สาระการเรียนรู 1. เวลาทางดาราศาสตร 2. ขางขึ้น ขางแรม 3. น้ําขึ้น น้ําลง 4. สุริยปุราคา 5. จันทรุปราคา 6. ปรากฏการณแสงโลก บทสรุปประจําบทที่ 7 แบบฝกหัดทายบทที่ 7 เอกสารอางอิงประจําบทที่ 7 328164


14/10/66165แผนบริหารการสอนประจําบท วัตถปุระสงคเชงิพฤติกรรม 1. ผูเรียนสามารถอธิบายการเกิดปรากฏการณต างๆ ทางดาราศาสตรได 2. ผูเรียนสามารถคํานวณหาคา ปริมาณตางๆ ของเวลา วัน และตําแหนงของดวงจันทรได 329แผนบริหารการสอนประจําบท วิธสีอนและกิจกรรมการเรียนการสอนประจาํบท 1. ผูสอนสนทนากับผูเรียนถึงความรูความเขาใจเบื้องตนเกี่ยวกับปรากฏการณตาง ๆ ของวัตถุบนทองฟา โดยสุมถามผูเรยีนในชั้นเรียน 2. ผูสอนบรรยายหัวขอเวลาทางดาราศาสตร ขางขึ้น ขางแรม น้ําขึ้น น้ําลง สุริยุปราคา จันทรุปราคา และ ปรากฏการณแสงโลก แลวใหผูเรียนรวมกันอภิปราย 3. ผูสอนมอบหมายใหผูเรียนทํากิจกรรมการสรางแผนที่รอยปดิถีจันทรของสมาคมดาราศาสตรไทย พรอม ฝกปฏิบัติการใชงาน 4. เมื่อสรางแผนที่รอยปดิถีจันทรเรียบรอยแลว ผูสอนมอบหมายใหผูเรียนทุกคนอธิบายปรากฏการณการ เกิดเฟสของดวงจันทรและปรากฏการณการเกิดน้ําขึ้นน้ําลงจากแผนท่ีรอยปดิถีจันทร โดยกําหนดใหผูเรียนแตละ คนศกึษาปรากฏการณดังกลาวในวันที่แตกตางกัน 5. ผูสอนมอบหมายงานใหผูเรยีนทําแบบฝกหัดทายบท 330165


14/10/66166แผนบริหารการสอนประจําบท สื่อการเรยีนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน บทที่ 7 2. Power point 3. คลิปวิดีโอ 4. แผนที่รอยปดิถีจันทรของสมาคมดาราศาสตรไทย 5. แบบฝกหัดทายบท 331แผนบริหารการสอนประจําบท การวัดและประเมินผล 1. สังเกตความตั้งใจเรียน และการมีสวนรวมในกิจกรรมการเรยีนการสอน 2. พิจารณาการอภิปรายแลกเปลี่ยนความรใูนหองเรียน 3. พิจารณาและตรวจผลการฝกปฏิบัติการสรางแผนที่รอยปดิถีจันทร 4. พจิารณาพฤติกรรมการรวมสังเกตการณปรากฏการณทางดาราศาสตร 5. ตรวจแบบฝกหัดทายบท 332166


14/10/66167บทที่ 7 เนื้อหา ปรากฏการณตาง ๆ ของวัตถุบนทองฟา อาจารยวรีวัฒน อินทรทั ต บทที่ 7 ดาวเคราะหในระบบสุริยะ เวลาทางดาราศาสตร ขางขึ้น ขางแรม น้ําขึ้น น้ําลง สุริยุปราคา จันทรุปราคา ปรากฏการณแสงโลก 334167


14/10/66168บทที่ 7 เวลาทางดาราศาสตร เวลาและวัน สมัยโบราณไดกําหนดหนวยมูลฐานของเวลาขึ้น จากการหมุนรอบของทรงกลมทองฟาหนึ่งรอบ ถือ เปนหนึ่งวัน ซ่งึเปนผลจากการหมุนรอบตัวเองของโลก และชวงเวลานี้เปนคาคงที่การที่จะวัดการหมุนรอบตัวเอง ของทรงกลมทองฟา และวัดระยะระนาบนั้นไปยังจุดคงที่ที่กําหนดขึ้น ซึ่งจุดนั้นจะเคลื่อนที่ไปพรอม ๆ กับการ หมุนรอบของทรงกลมทองฟา ระนาบท่ีคือ ระนาบเมริเดียนของผูสังเกต และจุดคงที่จะมี2 จุด คือ จุดวสันต วิษุวัต และจุดดวงอาทิตยเฉลี่ย (Mean sun) ซึ่งทั้งสองจุดนี้เปนจุดสมมติบนทรงกลมทองฟา แตมีอัตราเร็ว ตางกนัและเวลามีความแตกตางกันไปดวย ซึ่งนักดาราศาสตรไดอาศัยวิธีนี้เปนตัวกําหนดเวลาขึ้นมา โดยเวลาที่กําหนดขึ้น 3 ประเภท ไดแก เวลาดาราคติ (Sidereal time) เวลาสุริยปรากฏ (Apparent solar time) และ เวลาสุริยคติ (Mean solar time) 335บทที่ 7 เวลาดาราคติ เวลาดาราคติเปนเวลาที่อาศัยการเคลื่อนที่ของดาวฤกษหรือเปนคา ไรทแอสเซนชนัของดาวฤกษใด ๆ ขณะที่อยูบนเสนเมริเดีย เวลาดาราคตนิยิามวาเปนชวงเวลาที่ดาวฤกษปรากฏโคจรกลับมาอยูณ ตําแหนง เดิมอีกครั้งหนึ่งบนทรงกลมทองฟา นับเปน 1 วันดาราคติแบงออกเปน 24 ช่ัวโมง คาเวลาที่ไดสามารถเทียบ กับมุมดาวฤกษที่ใชในการเปลี่ยนตําแหนงบนทองฟาไดดังนี้ ถาเวลาดาราคตทิี่ดาวฤกษเคลื่อนที่ครบ 1 รอบ มีคา 24 ชั่วโมง กวาดมุมได360 องศา ถา 1 ชั่วโมง กวาดมุมได15 องศา ถา 4 นาทีกวาดมุมได1 องศา 336168


14/10/66169บทที่ 7 การที่สังเกตดาวฤกษมีความยุงยากและสับสน เนื่องจากจํานวนของดาวฤกษที่มีมากบนทองฟา นักดาราศาสตรไดกาํหนดจุดการสังเกตขึ้นแทนจุดนั้นคือ จุดวสันตวิษุวัต โดยวันดาราคติของผูสังเกตการณจะเริ่ม นับเมื่อจุดตนราศีเมษปรากฏอยูบนแนวเมริเดียนของผสูังเกตนั้น ซึ่งจะมีคาเปน 0 ชั่วโมง เมื่อโลกหมุนรอบตัวเอง คาเวลาก็จะเพิ่มมากขึ้นจนครบรอบกลับมาที่ตําแหนงเมรเดี ิยนของผสูังเกตอีกครั้งเปน 24 ชั่วโมงพอดี 337บทที่ 7 พิจารณาคาเวลาดาราคติที่มีหนวยเปนชั่วโมง ซ่ึงเรียกคาเวลานี้อีกอยางวาคามุมชั่วโมงของจุด วสันตษุวัต นั้นมีความสมัพันธกับคาไรทแอสเซนชันของดาวฤกษใด ๆ แสดงดังภาพที่ 7.1 และสามารถอธิบาย ไดจากสมการ 7.1 ภาพที่ 7.1 ความสัมพันธของเวลาดาราคติ ที่มา : บุญรักษา สุนทรธรรม, 2532, หนา 67 (7.1) 338169


14/10/66170บทที่ 7 ในทางปฏิบัติการอานคาเวลาดาราคตินิยมอานคาไรทแอสเซนชันของดาวที่ปรากฏอยใูนแนวเมรเดี ิ ยน คา มุม ชั่วโมงจึงเปนศูนยพอดี(H.A = 0) และโดยปกติเวลาดาราคตจิะเดินเรว็กวานาฬิกาปกติอยูราวประมาณวันละ 4 นาที ซึ่งการวัดคาเวลาดาราคติ ณ ตําแหนงใด ๆ บนโลกจะเรียกวาเวลาดาราคติทองถิ่น (Local sidereal time,L.S.T) มุมชั่วโมงเปนคามุมที่ใชบอกตําแหนงของวัตถุทองฟา ซึ่งเปนมุมที่วัดเริ่มจากเสนเมริเดียนของผูสังเกตไปตามเสน ศนูยสูตรทองฟาทางทิศตะวันตก ดังภาพที่7.2 คามุม ชั่วโมง จะมีคาต้ังแตหนวยองศาเปนชั่วโมงจะใชการเทียบแบบเวลา ดาราคติภาพท่ี7.2 การวัดมุมชั่วโมง 339บทที่ 7 เวลาสุริยปรากฏ เปนเวลาที่กําหนดโดยใชตําแหนงดวงอาทิตยเปนเกณฑนิยามของเวลาสุริยปรากฏ คือ มมุชั่วโมงของ ดวงอาทิตยปรากฏจริงบนทองฟา กลาวคือ เมื่อดวงอาทิตยอยูที่ตําแหนงเมริเดียนของผูสังเกตเวลาสุริยปรากฏ จะมีคาเปน 0 ชั่วโมง ซึ่งนํามาประยุกตใชเปนนาฬิกาแดด อยางไรก็ตามการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตยขึ้นและตก ตามปกติน้ันไมคงที่เนื่องมาจากการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตยและสงผลใหวันสุริยะมีการเปลี่ยนแปลงไมเทากันในแตละวัน ซึ่งสามารถสังเกตไดจากชวงเวลากลางวันของฤดูรอนที่ยาวนานกวาชวงเวลากลางวันของฤดูหนาว เปนตน 340170


14/10/66171บทที่ 7 เวลาสุริยะเฉลี่ย เปนเวลาที่กําหนดโดยดวงอาทิตยเฉลี่ย (Mean sun) เพื่อความสะดวกและแมนยําในการระบุเวลา โดย ดวงอาทิตยเฉลี่ยมีนิยามวาจะตองเคลื่อนที่ดวยอัตราเร็วคงที่ตามแนวเสนศูนยสูตรทองฟา (Equator) ซึ่งมีคา เทากับอัตราการเคล่อืนที่เชิงมุมของดวงอาทิตยจริงใน 1 ปตามแนวเสนสรุยิวิถี(Ecliptic) คาเวลาสุริยะเฉลี่ยจะมีคาเทากับมุมชั่วโมงของดวงอาทิตยเฉลี่ย โดยถาดวงอาทิตยเฉลี่ยอยูบนเสน เมริเดียนจะมีคาเวลาดวงอาทิตยเฉลี่ยเปน 0 ชั่วโมง และชวงเวลาที่ดวงอาทิตยเฉลี่ยเคลื่อนที่มาบนเสนเมริเดียน สองครั้งจะ เปน 1 วันสุริยะเฉลี่ย (Mean solar day) ซึ่งจะมีชวงเวลาเทากันทุกวัน 341บทที่ 7 ทางปฏิบัติจะกําหนดเวลาอยูในรูปของเวลาทองถิ่น (Local mean time, LMT) กําหนดใหตอนเที่ยง คนืคาเวลาทองถิ่นจะมีคาเทากับ 0 ชั่วโมง ซึ่งมคีวามสัมพันธกับคาเวลาสรุิยะปรากฏ ดังสมการ 7.2 คาเวลาทองถ่นิ= คาเวลาสรุิยะปรากฏ + 12 ชั่วโมง (7.2) ทองถิ่นแตละที่ก็มีตําแหนงแตกตางกันไปขึ้นอยูกับตําแหนงของลองจิจูดของแตละทองถิ่นนั้น ๆ จาก การศึกษา พบวาถาสังเกตอยูที่ตําแหนงหางกันบนโลก 1 องศา คิดเปน 80.5 กิโลเมตร จะมีเวลาทองถ่ินแตกตาง กัน 4 นาที 342171


14/10/66172บทที่ 7 การคํานวณเวลาทองถิ่นเฉล่ยีจึงไดม ีการกําหนดโซน (Zone) บนพื้นโลกเปนสวนเทา ๆ กัน ดังภาพที่7.3 ตามคา ๆ ลองจิจูด โดยใหเมืองกรนีชิซึ่งตั้งอยูที่ลองจจิดู0 องศา เปนโซนที่0 และอาณาเขตของแตละโซน จะมีบริเวณ กวาง 15 องศา โดยไปทางตะวันออก และตะวันตกของเสนลองจิจูดหลกัขางละ 7.5 องศา ภาพท่ี7.3 โซนเวลา ที่มา : Karttunen, Kroger, Oja, & Poutanen, 2012, p. 35 343บทที่ 7 จากภาพที่ 7.3 เวลาทองถิ่นในโซนจะเรียกวาเวลาโซนมาตรฐาน (Standard time zone, S.T.Z.) หรือเวลา มาตรฐาน (Standard time, S.T.) ซ่งึโซนแตละโซนจะมีเวลาตางกัน 1 ชั่วโมง เชน โซนที่0 เปนเวลา 12.00 น. แสดงวาโซนท่ี+1 (ศูนยกลางที่15 องศาตะวันออก) เปนเวลา 13.00 น. และโซนที่1 (ศูนยกลางที่15 องศาตะวันตก) เปนเวลา 11.00 น. เปนตน ภาพที่ 7.3 โซนเวลา ที่มา : Karttunen, Kroger, Oja, & Poutanen, 2012, p. 35 344172


14/10/66173บทที่ 7 เวลาทองถ่นิเฉลี่ยที่อยูบริเวณกึ่งกลางโซนเดียวกันจะมีเวลามาตรฐานเทากัน โดยทั่วไปจะเทียบเวลา กับเวลาที่เมืองกรีนิช เวลาที่เมืองกรีนิช คือ เวลาสากล (Universal time, U.T.) เปนเวลามาตรฐานท่ีเมือง กรีนิช หรือเวลาทองถิ่นเฉลี่ยท่ีเมืองกรีนิชนั่นเอง การแปลงเวลามาตรฐานที่ทองถิ่นใด ๆ ไปเปนเวลาสากลจะ อาศัยความสัมพันธ ดังสมการ 7.3 U.T. = S.T.Z. ± zone number (7.3) เครื่องหมายบวก (+) โซนที่ทองถิ่นนั้นจะอยูในโซนลบ (ทางทิศตะวันตกของเมืองกรีนิช) ในทางกลบักันกรณีใช เครื่องหมายลบ (-) โซนที่ทองถิ่นนั้นจะอยใูนโซนบวก (ทางทิศตะวันออกของเมืองกรีนิช) 345บทที่ 7 ตัวอยางที่ 7.1 จากการสังเกตการณกระจุกดาว M67 ที่หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา จังหวัดสงขลา ประเทศไทย ในเวลา 19.58 น. จะมีคาเวลาสากลเทาใด วิธีทํา เนื่องจากคาลองจิจูดของประเทศไทย จัดอยูในโซน +7 สมการที่ใชคอื ดังนั้น เวลาสากลเทากบั 12.58 น. หรือ 12 นาฬิกา 58 นาที 346173


14/10/66174บทที่ 7 สําหรับการแปลงคาระหวางเวลาทองถิ่นเฉลี่ยกับคาเวลาสากล จะอาศัยตําแหนงคาลองจิจูดของทองถ่ิน นั้นมาใชในการแปลงคา ดังสมการ 7.4 และ 7.5 U.T. = L.M.T. + Longitude West (7.4) U.T. = L.M.T. - Longitude East (7.5) เนื่องจากคาลองจิจูดของตําแหนงทองถ่ินใด ๆ บนโลกจะอยูในหนวยขององศา ดังนั้นในการคํานวณ จะตองเปลี่ยนใหอยูในหนวยของชั่วโมง นาที วินาที 347บทที่ 7 โจทยลองคิด ถาเวลาสากลในขณะนี้คือ 12.00 น. เวลาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตจะเปนเทาใด 348174


14/10/66175บทที่ 7 สัปดาห การกําหนดสัปดาหนั้นมาจากจํานวนของดาวเคราะหที่สามารถมองเห็นไดดวยตาเปลา 5 ดวง ไดแก ดาว พธุดาวศกุรดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดีและดาวเสารรวมกับ ดวงอาทิตยและดวงจันทรทั้งหมด 7 วัตถุทําให1 สัปดาหมี7 วัน โดยชื่อของแตละวันกเ็ปนชื่อที่มาจากวัตถุท้งั 7 เดอืน ใชการสงัเกตดวงจันทรพบวาดวงจันทรปรากฏใหเห็นเปนคาบ บางวันเห็นเปนเสี้ยว บางวันเห็นเต็มดวง ซ่ึง จากการสังเกตทราบวาชวงเวลาที่ดวงจนัทรปรากฏใหเห็นเตม็ดวง 2 ครั้งตดิตอกันใชเวลาเทากับ 29.5 วัน ในหนึ่ง เดือนจันทรคติและปในจันทรคติมี12 เดือนรวมเปน 354 วัน โดยเดือนที่มี30 วัน เดอืนคูมี29 วัน 349บทที่ 7 ป เปนชวงเวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตยครบหนึ่งรอบ เรียกวาป ปในทางดาราศาสตรแบงออกเปน 3 ประเภท ไดแก ปดาราคติ (Sidereal year) ปทรอปก (Tropical year) และปอะนอมัลลี (Anomalistic year) ปดาราคติ เปนเวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตยครบ 1 รอบ โดยใชจุดคงที่หนึ่งบนทองฟาเปนตําแหนง อางอิง มีคาประมาณ 365.2564 วันสุริยะเฉลี่ย ปทรอปก เปนชวงเวลาที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตยครบ 1 รอบ โดยใชจุดวสันตวิษุวัต เปนตําแหนง อางอิง มีคาประมาณ 365.242199 วันสุริยะเฉลี่ย ซึ่งเปนปที่ใชกันอยูในปจจุบัน ปอะนอมัลลี เปนชวงเวลาท่ีโลกโคจรรอบดวงอาทิตยครบ 1 รอบ โดยใชตําแหนงเพรฮีเลียนเปน ตาํแหนง อางอิงมีคาประมาณ 365.2596 วันสุริยะเฉลี่ย 350175


14/10/66176บทที่ 7 ปฏิทิน การกําหนดปฏิทินเกิดขึ้นเมื่อ 46 ปกอนคริสตศักราช โดยจูเลียส ซีซาร (Julius Caesar) ไดเสนอปฏิทิน แบบจูเลียน (Julian calendar) วาในทุกชวงเวลา 4 ป ให 3 ป แรกใชจํานวนวันเทากับ 365 วันในแตละป และ ในปที่ 4 ใหใช 366 วัน ซึ่งปที่ 4 จะเรียกวาปอธิกสุรธิน (Leap year) ซ่งึเปนปที่คริสตศักราชที่หารดวย 4 ลงตัว ค.ศ. 1582 ปรากฏความผิดพลาดจากปฏิทินจูเลียนหลังจากพบวามีจํานวนวันคลาดเคลื่อนไป 10 วัน โดย วัน แรกของฤดูใบไมผลิปรากฏเปนวนัที่11 มีนาคม แทนที่จะเปนวันที่21 มีนาคม ดังนั้นเพื่อใหเกิดความแมนยํา ขึ้น พระสันตะปาปา เกรกอรีที่ 13 (Pope gregory XII) ไดเสนอรูปแบบของปฏิทินขึ้นมาใหมในป ค.ศ. 1852 วา เปน ปฏิทนิแบบเกรกอเรียน (Gregorian calander) ท่ีถือปทรอปกเปนหลัก โดยตั้งกฎวาปที่หารดวย 4 ลงตัวจะ เปน ปฏิทนิอธิกสุรทิน 351บทที่ 7 ปที่ลงทายดวย 00 เปนปปกติ จะหารดวย 400 ไมลงตัว เชน ค.ศ.1700, 1800, 1900, 2100 เปนปปกติ ปที่ลงทายดวย 00 เปนปอธิกสุรทิน ที่หารดวย 400 ลงตัว เชนค.ศ. 1600, 2000, 2400 เปนปอธิกสรุธิน ปที่ลงทายดวย 000 เปนปปกติ จะหารดวย 4000 ลงตัว เชน ค.ศ.4000, 8000 เปนปปกติ ปที่ลงทายดวย 000 เปนปอธิกสุรทิน จะหารดวย 4000 ไมลงตัว เชน ค.ศ.1000, 2000, 3000 เปนป อธิกสุรทนิ ปฏิทนิอธิกสุรทิน แตมีขอยกเวนดังนี้ 352176


Click to View FlipBook Version