14/10/6627บทที่ 2 อัตราเรว ็ ของแสง โอเลอ เรอเมอร (Ole Roemer) ค.ศ. 1678 ไดทําการศึกษาโดยใชสังเกตการณบริวารของดาวพฤหัสบดีที่ กําลังโคจรรอบดาวพฤหัสบดีซึ่งเธอเมอรไดวัดเวลา และระยะทางท่ใีชในการโคจรรอบดาวพฤหัสบดีของบริวารดวง หนึ่งที่โคจรบดบังกัน (Eclipse) สองครั้งติดตอกัน และไดสรุปผลจากการสังเกตการณวาอัตราเร็วแสงมีคาเทากับ 2.1x108 เมตรตอวินาที เจมส แบรดลีย (James Bradley) ไดสังเกตปรากฏการณดาราศาสตรอยางอื่น และตั้งขอสรุปวาอัตราเร็ว แสงมีคาประมาณ 3.8x108 เมตรตอวินาที 53บทที่ 2 อิฟโพไลท ฟซัว (Hippolyte Louis Fizeau) ค.ศ. 1849 ไดทําการศึกษาอัตราเร็วแสงโดยไมใชวิธีทาง ดาราศาสตรเปนครั้งแรก ซึ่งผลของอัตราเร็วแสงที่ไดจากการทดลองพบวาแสงมีอัตราเร็วประมาณ 3.13x10 8 เมตร ตอวินาทีค.ศ.1964 นักฟสิกสไดวัดคาอัตราเร็วแสงจากการทดลองหาอตัราเร็วของคลื่นแมเหล็กไฟฟา เนื่องจากแสง ถือวาเปนคลื่นแมเหล็กไฟฟาแบบหนึ่ง พบวาอัตราเร็วของแสงนั้นมีคาประมาณ 2.997925x108 เมตรตอวินาที และมีคาความคลาดเคลื่อน 0.0001 เปอรเซ็นต 5427
14/10/6628บทที่ 2 ความสัมพันธพื้นฐานที่ประยุกตเขากับการเคลื่อนที่ของคลื่นแบบใดก็ตาม รวมถึงแสงดวยนั้นก็คือ อัตราเร็วในการเคลื่อนที่จะมีคาเทากับผลคูณระหวางความถี่กับความยาวคลื่น ดังสมการ 2.1 55บทที่ 2 ตัวอยางที่ 2.1 วัดคล่ืนแสงของดวงอาทิตยไดความยาวคลื่นเทากับ 500 นาโนเมตร อยากทราบวาดวงอาทิตยจะปลดปลอยคลื่นแสงที่ความถี่เทาใด 5628
14/10/6629บทที่ 2 สมบัติของแสง สมบัตขิองแสงสามารถจําแนกไดดงัตอไปนี้ การหักเห เปนสมบัติของแสงเมื่อแสงเดินทางในตัวกลางที่ตางชนิดกัน แลว ทําใหแสงมีอัตราเรว็ที่เปลี่ยนไป ภาพที่2.2 แสดงการหักเหของรังสีแสง ที่เคลื่อนที่จากตัวกลางที่ 1 เขามาสูตัวกลางที่ 2 ซึ่งแสงบางสวนที่ เดิน ทางผานเขามาในตัวกลางที่ 2 จะมีอัตราเร็วไมเทากับอัตราเร็วใน ตัวกลางที่1 สงผลใหทิศทางการเคลื่อนที่ของรังสีแสงเปล่ียนไป เรียกวา การหักเห และมุมที่รังสีแสงตกกระทบ ก็จะมีคาไมเทากับมุมหักเหท่ีกระทํากับเสนตั้งฉากกับตวักลางที่2 หรือเรียกวาเสนปกติ 57บทที่ 2 การหักเหของแสงจะถูกกําหนดโดยคาดัชนีหักเห ซึ่งคาดัชนีหักเหในตัวกลางใด ๆ สามารถคํานวณไดจาก อัตราสวนของความเร็วแสงในสุญญากาศกับความเร็วแสงที่หักเหในตัวกลางใด ๆ ดังสมการ 5829
14/10/6630บทที่ 2 ตัวอยางที่ 2.2 ถาแสงเดินทางในตัวกลางที่เปนน้ําดวยความเร็ว 3/4 ของความเร็วแสง อยากทราบวาน้ําจะมี คาดัชนีหักเหเทาใด 59บทที่ 2 6030
14/10/6631บทที่ 2 เม่อืรังสีแสงเคลื่อนที่ผานตัวกลางที่1 ไปตวักลางที่2 จะสามารถคํานวณหาคาดัชนีหักเหไดจากสมการ 61บทที่ 2 ตัวอยางที่ 2.3 ถาแสงเดินทางจากตัวกลางที่เปนน้ําไปยังตัวกลางท่ีเปนแทงแกวธรรมดา จงหาคาดัชนีหักเหของ แสงเมื่อผานตวักลางทั้งสอง 6231
14/10/6632บทที่ 2 การอธิบายเกี่ยวกับความสัมพันธของมุมรังสีแสงตกกระทบกับมุมหักเห จะอธิบายไดดวยกฎของสเนล (Snell's law) กลาวคอือัตราสวนระหวางคา sin ของมุมรังสีแสงตกกระทบ กับคา sin ของมุม รังสีหักเห สําหรับ ตวักลางคูหนึ่ง ๆ จะมคีาเทากับดัชนีหักเหของรังสีแสงจากตัวกลางที่1 ไปยังตวักลางที่2 ดังสมการ 2.4 63บทที่ 2 โจทยลองคิด กําหนดใหดัชนีหักเหจากอากาศไปน้ํา เทากับ 1.33 ดัชนีหักเหจากอากาศไปแทงแกว เทากับ 1.5 และถามุม ตกกระทบของรังสีแสงจากน้ําไปแทงแกว เทากับ 60 องศา อยากทราบวามุมหักเหมีคาเทาใด โดยคาดัชนีหักเหของ อากาศ เทากับ 1 6432
14/10/6633บทที่ 2 จากการศึกษาการหักเหของแสง ถาแสงเดินทางจากตัวกลางที่มีดัชนีหักเหนื่อยไปสูตัวกลางที่มีดัชนีหักเห มากกวา มุมของรงัสีแสงหักเหจะนอยกวามุมของรังสีแสงตกกระทบ ในทางกลับกันถาแสงเดินทางจากตัวกลางที่มีดัชนีหักเหมากไปสูตัวกลางที่มีดัชนีหักเหนอยกวามุมของรังสีแสงหักเหจะมากกวามุมของรังสีแสงตกกระทบ ดังนั้นเมื่อมุม รังสีแสงตกกระทบแลวทําใหเกิดมุมรังสีแสงหักเหเทากับ 90 องศา แลวรังสีแสงจะพุงขนานกับผิวรอยตอของตัวกลางที่ 2 ดงัภาพที่2.3 มุมรังสตกกระทบนี้จะเรียกวา มุมวิกฤต คํานวณจากสมการ 2.5 ี 65บทที่ 2 ตัวอยางที่ 2.4 แทงแกวมีคาดัชนีหักเห เทากับ 1.5 จงคํานวณหาคาวิกฤตของแทงแกวน้ีและถารังสีแสงเดินทาง จากแทงแกวไปสูตัวกลางอากาศที่ทํามุมของรังสีแสงตกกระทบ เทากับ 45 องศา จะเกิดการสะทอนกลับหมด หรือไม จากคามุมวิกฤตของแทงแกวที่คํานวณไดเทากับ 41.5 องศา แตถามุมรังสีแสงตกกระทบมากกวาคามุม วิกฤต น่นัก็หมายความวารังสีแสงนั้นจะเกิดการสะทอนกลบัหมด 6633
14/10/6634บทที่ 2 ถามุมของรังสแีสงที่ตกกระทบมคีามากขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็จะทําใหมุมของรังสีแสงที่หักเหมีคามากเชนกัน เมื่อมุมของ รังสีแสงที่หักเหมีคามากกวา 90 องศา แสดงวาเกิดการสะทอนกลับหมดของรังสีแสง ดังภาพที่2.4 67บทที่ 2 การสะทอน เปนสมบัติของแสงที่ไมสามารถผานเขาไปในตัวกลางได จึงเกิดการสะทอนกลับเขามายังตัวกลางเดิม ภาพที่ 2.5 แสดงการสะทอนของแสงและมีกฎของการสะทอนดังน้ี - รังสีแสงตกกระทบ เสนปกติและแสงรังสีสะทอนจะตองอยูในตัวกลางชนิดเดยีวกัน - มุมที่รังสีแสงตกกระทบ (61) จะตองเทากับมุมของรังสีแสงท่สีะทอน (62) อยางไรก็ตามการสะทอนของแสงก็สามารถจําแนกออกเปน 2 ประเภทใหญ ๆ ไดแก การสะทอนของแสงที่เปนระเบียบ (Regular reflection) และการสะทอนของแสงที่ไมเปนระเบียบ (Diffused reflection or Scattering) 6834
14/10/6635บทที่ 2 การสะทอนของแสงที่เปนระเบียบ เปนการสะทอนของแสงท่ีเกิดขึ้นจากแสงที่ไปตกกระทบกับผิวสะทอนที่เรียบ ไมขรุขระซึ่งตัวอยางของการสะทอนลักษณะนี้เชน การสะทอนของแสงจากดวงอาทิตยซึ่งถือวาเปนแสงขนาน ไปตกบนกระจกเงาราบ รังสีของแสงก็จะสะทอนขึ้นไปแบบขนานกันดวย ดังภาพที่ 2.6 (ก) แตถาไปตกกระทบกับผิว ของกระจกโคงเวา รังสีของแสงจะคอย ๆ ไปรวมกันที่จดุโฟกัสดังภาพที่2.6 (ข) และถาเปนกระจกนูนรังสีของแสงก็จะ กระจายออกจากกันอยางเปนระเบียบดังภาพที่ 2.6 (ค) 69บทที่ 2 การสะทอนของแสงที่ไมเปนระเบียบ เปนการสะทอนของรังสีจากตัวกลางที่มีผิวขรุขระ เชน กระดาษ กระดาน พื้นหอง ฝุนละอองในอากาศ เปนตน เกิดขึ้นไดเนื่องจากเสนปกติของรังสีแสงทุกจุดบนผิวสะทอนไมขนานกัน และตัดกันอยางไมเปนระเบียบทําใหแสงที่สะทอนท่ผีิวกระจัดกระจายไปคนละทิศละทางไมขนานกัน ดังภาพท่ี2.7 7035
14/10/6636บทที่ 2 การแทรกสอด เปนสมบัตขิองคลื่นแสงที่เกดิขึ้นเมื่อคลื่น 2 คลื่น หรือมากกวา มาพบกันที่จุด ๆ เดียวกัน แลวเกิดการ รวมกันของคลื่นตาม หลักการซอนกัน (Superposition) ลกัษณะของการซอนทับกันของ คลื่นแบงออกเปน 2 ลักษณะดังนี้ ก า ร แ ท ร ก ส อ ด แ บ บ เ ส ริ ม ( Constructive interference) เปนการท่ีคลื่นที่มีความถี่และความยาวคลื่น เดียวกัน ประกอบกับมีเฟส (Phase) ตรงกันเคลื่อนที่มาพบกันที่ จุด ๆ หนึ่งแลวสงผลใหเกิดการรวมกันของคลื่นที่ทําใหคาแอมพลิจูด (Amplitude) มากขึ้น แสดงดังภาพ ที่ 2.8 71บทที่ 2 ก า ร แ ท ร ก ส อ ด แ บ บ หั ก ล า ง กั น ( Destructive interference) เปนการที่คล่ืนที่มีความถี่และความยาวคลื่น เดียวกัน แตมีเฟสตรงกันขามเคลื่อนที่มาพบกันท่ีจุด ๆ หนึ่ง แลว สงผลใหเกิดการรวมกันของคลื่น ที่ทําใหคาแอมพลิจูดมีคาเปนศูนย แสดงดังภาพที่ 2.9 7236
14/10/6637บทที่ 2 การเลี้ยวเบน เปนสมบัติของคลื่นแสงที่เกิดขึ้นเมื่อคลื่น เคลื่อนที่ผานถูกสิ่งที่กีดขวางใด ๆ หรือฉากที่มีรูเปด เล็ก ๆ หรือชองแคบที่คลื่นสามารถเคลื่อนที่ผานไปได หรือวัตถุขนาดเล็ก เชน ลวดหรือแผนกลมซึ่งก้ันคลื่น บางสวนไมใหผานไปไดคลื่นท่สีามารถผานสิ่งกีดขวาง ไปไดนั้นก็จะสามารถกระจายไปรอบ ๆ สิ่งกีดขวาง ดงัภาพที่2.10 73บทที่ 2 โพลาไรซเซชัน นักวิทยาศาสตรไดทําการพิสูจนโดยใชการ โพลาไรซเซชัน ทําใหทราบวาคลื่นแสงน้ันเปนคลื่น ตามขวาง เพราะถาเปนคลื่นตามยาวคล่ืนแสงจะไมเกิดปรากฏการณนี้คลื่นแสงธรรมดาจะไมโพลาไรซ (Unpolarized) ทิศทางของสนามไฟฟาจะพุงทุกทิศ ทุกทาง และตั้งฉากกับทิศที่แสงเคลื่อนที่ ดังภาพที่ 2.11 (ก) แตถาแสงที่ โพลาไรซ (Polarized) ทิศทาง ของสนามไฟฟาของคลื่นแสงจะตั้งฉากกับทิศการ เคล่อืนที่ของแสงระนาบเดียว ดังภาพที่2.11 (ข) 7437
14/10/6638บทที่ 2 การที่จะทาํ ใหแสงธรรมดาเปนแสงที่โพลาไรซไดนั้นจะตองมีวัตถุที่มีคุณสมบัติในการดูดกลืนแสงที่มีทิศทางของ สนามไฟฟาในทิศทางหนึ่งมากกวาอกีทิศทางหนึ่ง เชน ทัวรมาลีน (Tourmaline) ซึ่งถาแสงธรรมชาติเคลื่อนที่ผานผลึก ทัวรมาลนีแสงที่มีสวนประกอบของทิศทางไฟฟาในทิศทางที่ตั้งฉากกัน ดังภาพที่2.12 ซึ่งถาผลึกมีความหนาพอ แสงที่ผานออกมาจะมีทศิทางของสนามไฟฟาในทิศเดียว นั่นก็คือแสงที่โพลาไรซ(วภิูรุโจปการ 2557, 150) 75บทที่ 2 ปรากฏการณดอปเลอร เปนปรากฏการณของคลื่นแบบหนึ่งที่ผูสังเกตไดรับคาความถี่ ของคลื่นเปลี่ยนไปจากแหลงกําเนิด เชน การเคลื่อนที่ของแหลงกําเนิด แสงเขาหรือออกหางผูสังเกต ซ่ึงจะสงผลคลื่นแสงมีคาความยาวคลื่น ตางไปจากเดิมปรากฏการณดอปเลอรนี้ไดถูกนําไปประยุกตใชกับการ สังเกตการณวัตถุทองฟา และการขยายตัวของเอกภพ ภาพที่ 2.13 แสดงการเกิดปรากฏการณดอป เลอร เมื่อ แหลงกําเนิดเคลื่อนท่ีเขาหาผูสังเกต B ซึ่งจะสังเกตเห็นไดวาความยาว คลื่นของผูสังเกต B สั้นกวาความยาวคล่ืนของผูสังเกต A จะไดรับความ ยาวคลื่นท่ยีาวกวาคลื่นจากแหลงกําเนิด 7638
14/10/6639บทที่ 2 ถาแหลงกาํเนิดคลื่นเคลื่อนที่เขาหาผูสังเกตคาความยาวคลื่นที่วัดไดจะนอยกวาคาความยาวคลื่น มาตรฐานทําใหคา∆ จะมีคาตดิลบ ผูสังเกตจะเห็นเสนสเปกตรัมเลื่อนไปทางสีน้ําเงิน (Blue shift) แตถ า แหลงกาํเนิดเคลื่อนที่ออกหางจากผูสังเกต คาความยาวคลื่นที่วัดไดจะมากกวาคาความยาวคลื่นมาตรฐาน ทําใหคา ∆ จะมีคาเปนบวก ผูสังเกตจะสังเกตเห็นเสนสเปกตรัมเลื่อนไปทางสีแดง (Red shift) แสดงดังภาพที่ 2.14 77บทที่ 2 การประยุกตใชปรากฏการณดอปเลอร ในทางดาราศาสตรจะพิจารณาจากคลื่น แสงโดยพิจารณาจากความยาว คลื่นที่ได จากเครื่องวัดสัญญาณ ซึ่งจะสามารถระบุ การเคลื่อนที่ของวัตถุทองฟา หรือการ ขย า ยตั วข อ งเอ กภ พไ ด โด ย อา ศั ย ความสัมพันธจากสมการ 2.6 7839
14/10/6640บทที่ 2 ตัวอยางที่ 2.5 จากการสังเกตดาวฤกษดวงหน่ึงพบวามีความยาวคล่ืนของไฮโดรเจนอัลฟา 656.52 นาโนเมตร ซึ่งคา มาตรฐานของความยาวคลื่นไฮโดรเจนอัลฟา 656.28 นาโนเมตร ดาวฤกษดวงนี้เคลื่อนที่ดวยความเร็วเทาใด และกําลัง เคล่อืนที่เขาหา หรือออกหางจากผสูังเกต ดาวฤกษดวงนี้กําลังเคลื่อนที่ดวยความเร็ว 10.971x104 m/s และกําลังเคลื่อนที่ออกจากผูสังเกต คาความยาวคลื่นที่วัด ไดมีคามากกวาคามาตรฐานสงผลใหคา ∆เปนบวก ผูสังเกตจะสังเกตเห็นเสนสเปกตรัมของไฮโดรเจน อัลฟาเลื่อนไปทางสีแดง 79บทที่ 2 สเปกตรัม คลื่นแสงที่มีความยาวคลื่นไมเทากัน ซึ่งคลื่นแสงเหลานี้จะ มีคาความยาวคลื่นตั้งแต 400 - 700 นาโนเมตร และเคลื่อนที่ใน สุญญากาศดวยอัตราเร็วเทาท่ีกัน แตในตัวกลางอื่น ๆ อัตราเร็วก็จะแตกตางกัน สงผลทําใหเกิดการหักเหที่ไมเทากันเมื่อเคลื่อนที่ ผานตัวกลางหนึ่งๆ โดยคลื่นแสงจากดวงอาทิตยซึ่งเปนแสงขาว เคลื่อนที่ผานปริซึมก็จะถูกหักเหแยกออกเปนแสงสีตาง ๆ ที่ เรียกวา สเปกตรัม โดยสเปกตรัมของแสงจากดวงอาทิตยมีทั้งหมด 7 สี คนพบโดย เซอร ไอแซค นิวตัน โดยแสงสีมวงจะมีมุมของการ หักเหผานปริซึมมากที่สุด จนถึงแสงสีแดงที่มีมุมของการหักเหผาน ปริซึมนอยที่สุดดังภาพท่ี2.15 8040
14/10/6641บทที่ 2 81บทสรุปประจําบทที่ 2 แสงเปนคลื่นแมเหล็กไฟฟา และยังมีคุณสมบัติเปนอนุภาคอีกดวย โดยแสงมีอัตราเร็วราว 3×108 เมตรตอวินาที ซึ่ง เปนคาคงที่ในตัวกลางที่เปนเนื้อเดียวกัน สมบัติของแสงมี 5 ประการ ไดแก การหักเห การสะทอน การแทรกสอด การ เลี้ยวเบน และการโพลาไรซเซชัน ปรากฏการณดอปเลอรเปนปรากฏการณของคลื่นแบบหน่ึงท่ีผูสังเกตไดรับคาความถี่ของคลื่นเปลี่ยนไปจาก แหลงกําเนิด เมื่อผูสังเกตและแหลงกําเนิดมีความเร็วสัมพทัธกัน การประยุกตใชปรากฏการณดอปเลอรในทางดาราศาสตรจะพิจารณาจากคลื่นแสงโดยพจิารณาความยาวคลื่นที่ไดรับจากเครื่องวัดสัญญาณ ซึ่งจะสามารถระบุการเคลื่อนที่ของวัตถุทองฟา หรือการขยายตัวของเอกภพไดโดยอาศัยความสัมพันธจากสมการ v 0 = c 0 0 สเปกตรัมเปนตัวแทนของคลื่นแสงของความยาวคลื่นสีตาง ๆ ซึ่งสเปกตรัมของแสงจากดวงอาทิตยมีทั้งหมด 7 สี ไดแก สีมวง สีน้ําเงิน สีเขียว สีเหลือง สีสม และสีแดง ที่คนพบโดย เซอรไอแซก นิวตัน โดยแสงสมีวงจะมีมุมของการหักเหผานปริซึมมาก ที่สุด เรียงตามสีมาเรื่อย ๆ จนถึงแสงสีแดงที่มีมุมของการหักเหผานปริซึมนอยที่สุด 8241
14/10/6642แบบฝกหัดทายบทที่ 2 1. แสงที่เคลื่อนที่ดวยความถี่ 108 เฮิรตซ จะมีความยาวคลื่นเทาใด 2. คาความถี่ของแสงที่เคลื่อนที่ในสุญญากาศจะมีคาเทา ใด เม่อืแสงนี้มีความยาวคลื่น 546 นาโนเมตร 3. ความเร็วแสงในตัวกลางที่เปนน้ําจะมีคาเทาใด 4. ถาแสงเดินทางในตัวกลางท่เีปนแกวดวยความเร็ว 1.91×10 8 เมตรตอวินาที จงคํานวณหาคาดัชนีหักเหของแกวนี้ 5. ถาแสงเดินทางจากตัวกลางที่เปนอากาศ โดยทํามุมตกกระทบ 50 องศา เดินทางไปสูตัวกลางที่เปนแทงแกว ธรรมดา จงคํานวณหามุมหักเห 6. ถามุมวิกฤตของแสงที่เดินทางจากกอนหินไปน้ํา เทากับ 40.5 องศา จงคํานวณหาคาดัชนีหักเหของกอนหินนี้ 7. มุมวิกฤตของแสงที่เดนิทางจากแทงแกวไปอากาศมีคาเทาใด 8. จากการสังเกตดาวฤกษดวงหนึ่งพบวามีความยาวคลื่นของไฮโดรเจนอัลฟา 655.58 นาโนเมตร ซึ่งคามาตรฐานของ ความยาวคลื่นไฮโดรเจนอัลฟาคือ 656.28 นาโนเมตร ดาวฤกษดวงนี้เคลื่อนท่ีดวยความเร็วเทาใด และกําลังเคลื่อนที่เขาหา หรือออกหางจากผูสังเกต 83เอกสารอา งองิประจําบทที่2 นิรันดร แนบชิด. (2523). แสงประยุกต. คณะวิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยรามคําแหง. กรุงเทพฯ: หางหุนสวน จํากัด โรงพิมพชวนพิมพประธาน พัฒนธิยานนท และพิทักษ รักษพลเดช. (2505). ตําราวชิาชุดครูประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา วิทยาศาสตร ตอน 4 แสง. กรุงเทพฯ: องคการคาของคุรุสภา วิภู รุโจปการ. (2557). เอกภพ เพื่อความเขาใจในธรรมชาตขิองจักรวาล. พิมพครั้งที่ 15. กรุงเทพฯ: นามมีบุค พับลิเคชั่นส. Serway,A., & Jewett,W. (2014). Principles of Physics .(3rd ed.). A Calculus-Based Text. Singapore : Harcourt, Inc. Young, D., & Freedman, A. (2014). University Physics With Modern Physics. (10th ed.). United States of America. : Addition Wesley Longman, Inc 8442
14/10/6643บทที่ 3 แผนบริหารการสอนประจําบท ลักษณะของวัตถทุองฟา อาจารยวรีวัฒน อินทรทั ต แผนบริหารการสอนประจําบท เนื้อหา/สาระการเรียนรู 1. ดาวฤกษ และกระจุกดาว 2. เนบิวลา 3. ดาราจักร 4. ควอซาร และเบลซาร 5. ดาวแคระขาว 6. ดาวนิวตรอน และพัลซาร 7. หลุมดํา 8. ดาวหาง และอุกกาบาต 9. ดาวแปรแสง บทสรุปประจําบทท่ี3 แบบฝกหัดทายบทที่ 3 เอกสารอางอิงประจําบทที่ 3 8643
14/10/6644แผนบริหารการสอนประจําบท วัตถปุระสงคเชงิพฤติกรรม 1. ผูเรียนสามารถอธิบายความหมายของวตัถุทองฟาตางๆ ได 2. ผูเรียนสามารถอธิบายลักษณะเฉพาะของวัตถุทองฟาได 3. ผูเรียนสามารถอธิบายความรูสงูานวจิัยได 87แผนบริหารการสอนประจําบท วิธสีอนและกิจกรรมการเรียนการสอนประจาํบท 1. ผูสอนสนทนากับผูเรียนถึงความรูความเขาใจเบื้องตนเกี่ยวกับลักษณะของวัตถุทองฟา โดยสุมถามผูเรียน ในชั้นเรียน 2. ผูสอนบรรยายหัวขอดาวฤกษ และกระจุกดาว เนบิวลา ดาราจักร ควอซาร และเบลซาร ดาวแคระขาว ดาวนิวตรอน และพัลซาร หลุมดํา ดาวหาง และอุกกาบาต ดาวแปรแสง แลวใหผูเรียนรวมกันอภิปรายวาลักษณะ เดนของวัตถุทองฟาแตละประเภท 3. ผูสอนใหผูเรียนฝกปฏิบัติการสังเกตวัตถุทองฟาภาคกลางคืน และจําแนกประเภทของวัตถุทองฟาโดยใช แผนที่ดาว 4. ผูสอนมอบหมายงานใหผูเรียนทําแบบฝกหัดทายบท 8844
14/10/6645แผนบริหารการสอนประจําบท สื่อการเรยีนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน บทที่ 3 2. Power point 3. คลิปวิดีโอ 4. แผนที่ดาว 5. แบบฝกหัดทายบท 89แผนบริหารการสอนประจําบท การวัดและประเมินผล 1. สังเกตความตั้งใจเรียน และการมีสวนรวมในกิจกรรมการเรียนการสอน 2. พิจารณาการอภิปรายแลกเปลี่ยนความรใูนหองเรียน 3. พิจารณาและตรวจผลการฝกการใชแผนที่ดาว 4. ตรวจแบบฝกหัดทายบท 9045
14/10/6646บทที่ 3 เนื้อหา ลักษณะของวัตถทุองฟา อาจารยวรีวัฒน อินทรทั ต บทที่ 3 วัตถุทองฟา ดาวฤกษ และกระจุกดาว เนบิวลา ดาราจักร ควอซาร และเบลซาร ดาวแคระขาว ดาวนิวตรอน และพัลซาร หลุมดาํ ดาวหาง และอุกกาบาต ดาวแปรแสง 9246
14/10/6647บทที่ 3 ดาวฤกษ และกระจุกดาว ดาวกฤษ เปนกอนพลาสมาขนาดใหญมีแหลงกําเนิดพลังงาน เทอรโมนิวเคลียรในตัวเอง และแผรังสีพลังงานรอบดาน มี ลักษณะ เปนกอนกลมเพราะแรงโนมถวงของตัวเองประกอบ กับแรงดัน ภายในที่อยูในสภาวะสมดุลสงผลใหดาวฤกษและ มีการหมุนรอบ ตัวเอง ดังภาพที่ 3.1ภาพท่ี3.1 การทรงตัวอยูของดาวฤกษ 93บทที่ 3 ดาวฤกษสามารถมองเห็นไดประมาณ 5,000 ดวง และเพื่อใหงายตอการจดจํา จึงไดจัดจําแนกดาวฤกษเปนกลุม หรือ เรียกกันวา กลุมดาว โดยสหพันธดาราศาสตรระหวางชาติ (IA.U.) ไดจัดจําแนกกลุมดาวออกเปน 88 ดังภาพที่ 3.2 ภาพท่ี3.2 กลุมดาว 88 กลุม ที่มา : Seeds & Backman, 2010, p. 463 9447
14/10/6648บทที่ 3 ตารางที่ 3.1 ตัวอยางแสดงชื่อของกลุมดาวทั้ง 88 กลุมดาว 95บทที่ 3 การสังเกตการณกลุมดาวทั้ง 88 กลุมดาว พบวา 12 กลุมดาวท่ีดวงอาทิตยจะโคจรผาน เมื่อผูสังเกตอยูบน โลกจึงเรยีก 12 กลุม นี้วา กลมุดาวจักรราศี(Zodiac) ดังภาพที่3.3 ภาพท่ี3.3 กลุมดาวจักรราศี ที่มา: Fraknoi, Morrison & Wolff, 2017, p. 37 9648
14/10/6649บทที่ 3 กระจกุดาว เปนกลุมของดาวฤกษที่อาศัยอยูรวมกันเปนกระจุก โดยแรงโนมถวงระหวางดาวที่มีดาวฤกษสมาชิกมากมาย หลายประเภท การศึกษากระจุกดาวมคีวามสําคัญเพราะสามารถพิจารณาคุณสมบัติและวิวัฒนาการของดาวฤกษไดกระจุกดาวแบงเปน 2 ประเภท กระจกุดาวเปด (Open cluster) เปนบริเวณท่ีดาวฤกษอาศัยอยูรวมกันต้ังแตประมาณ สิบดวงไปจนถึงหลายรอยดวง เชน กระจุกดาว ลูกไก สังเกต ดวยตาเปลาบนโลกจะเห็นเพียง 6 หรือ 7 ดวง แตเมื่อ สังเกตการณผานกลองโทรทรรศนจะเห็นสมาชิกของกระจุก ดาวลูกไกน ับรอยดวง ดังภาพที่3.4 ภาพท่ี3.4 กระจุกดาวลูกไกที่มา: Fraknoi, Morrison & Wolff, 2017, p. 740 97บทที่ 3 กระจกุดาวทรงกลม (Globular cluster) เปนดาวฤกษที่อาศัยอยูรวมกันต้ังแตประมาณ 1,000 - 1,000,000 ดวง ดวยแรงโนมถวง เมื่อสังเกตพบวากระจุกดาวนี้มี ลักษณะเปนทรงกลม ดงัภาพที่3.5 ภาพที่ 3.5 กระจุกทรงกลม Omega Centauri ที่มา: Fraknoi, Morrison & Wolff, 2017, p. 774 9849
14/10/6650บทที่ 3 เนบิวลา เปนกลุมกาซและฝุนในอากาศ องคประกอบของเนบิวลาเปนกาซไฮโดรเจน กาซฮีเลียม กาซของธาตุหนัก อื่น ๆ และฝุนอวกาศปะปนอยู เมื่อดาวฤกษสิ้นอายุขัยจะเกิดการระเบิดทําใหเกิดเปนกลุมกาซขนาดใหญที่เรียกวา เนบิวลา ทางกลับกนักลุมกาซเหลานี้ก็ยังสามารถรวมตัวกลับมาเปนดาวฤกษใหมไดเนบิวลาแบงออกเปน 2 ชนิด เนบิวลาดาวเคราะห(Planetary nebula) เปนเนบิวลาที่เกิดจากการเผาไหมบริเวณแกนกลางของดาวฤกษที่ มีมวลใกลเคียงกบัดวงอาทิตยและยุบตวัลงเนื่องจากแรงโนมถวงกลายเปน ดาวเคราะหแลวปลดปลอยสสารระหวางดาวใหฟุงกระจาย ซึ่งบริเวณใน กลางของเนบิวลานี้จะมีดาวฤกษที่มีอุณหภูมิสูงและวิวัฒนาการไปเปนดาว แคระขาวในอนาคต เชน เนบิวลาวงแหวน (M57) ดังภาพที่ 3.6ภาพท่ี3.6 เนบิวลาวงแหวนในกลุมดาวพิณ ที่มา: Fraknoi, Morrison & Wolff, 2017, p. 788 99บทที่ 3 เนบิวลาฟงุกระจาย (Diffuse nebula) เปนกลุมกาซและฝุนในอวกาศที่เกิดจากการระเบิดของดาว ฤกษ แบงออกเปน 2 ชนิด เนบิวลาสวาง (Bright nebula) เปนเปนเนบิวลาที่มีความสวาง สามารถสังเกตเห็นไดจากแสงที่เปลงหรือสะทอนออกมา ดังภาพที่3.7 ซ่ึงแบงออกเปน 2 ประเภท ไดแก เนบิวลาเรืองแสง (Emission nebula) และเนบิวลาสะทอน แสง (Reflective nebula)ภาพท่ี3.7 เนบิวลากลุมดาวนายพราน (เนบิวลาเรืองแสง) ที่มา: Fraknoi, Morrison & Wolff, 2017, p. 16 10050
14/10/6651บทที่ 3 เนบิวลามืด (Dark nebula) เปนกลุมกาซและฝุนที่มีความหนาแนนมาก จนแสง ไมสามารถผานทะลุออกมาได ดังภาพที่ 3.8 เชน เนบิวลาหัว มาในกลุมดาวนายพราน (House head nebula) ภาพที่ 3.8 เนบิวลาหัวมา (เนบิวลามืด) ที่มา: Fraknoi, Morrison & Wolff, 2017, p. 783 101บทที่ 3 ดาราจักร (Galaxy) ดาราจักร คือ บริเวณที่ประกอบไปดวยดาวฤกษนับแสนลานดวงที่อยูรวมกัน ประกอบไปดวยกระจุกดาว ระบบดาวคูเนบิวลา กาซ ฝุน และที่วางระหวางดาว โดยวตัถุเหลานี้จะหมุนวนรอบแกนกลางของดาราจกัร เอ็ดวิน พีฮับเบิล (Edwin P. Hubble) แหงหอดูดาวเมาทวิลสัน (Mount wilson observatory) ค.ศ.1920 ไดจําแนกรูปทรง ของดาราจักรเปน 4 ประเภท - ดาราจักรแบบทรงรี (Elliptical galaxy) - ดาราจักรแบบกังหัน (Spiral galaxy) - ดาราจักรแบบไรรูปราง (Irregular galaxy) - ดาราจักรกัมมันตะ (Active galaxy) 10251
14/10/6652บทที่ 3 ดาราจักรแบบทรงรี นักดาราศาสตรพบวาดาราจักรแบบทรงรีขนาดยักษ (Giant elliptical) จะมีเสนผานศูนยกลางประมาณ 10 พารเซก และมีมวล ประมาณ 10 เทาของมวลดวงอาทิตย ซึ่งคอนขางหายาก ดาราจักรแบบทรงรีที่พบมากที่สุดจะเปนดาราจักรแบบทรง รี ขนาดเล็ก (Dwarf elliptical) จะมีมวลประมาณ 2.3 ลาน เทาของมวล ดวงอาทิตย และมีเสนผานศูนยกลางประมาณ 2,000 พารเซก รูปราง ของดาราจักรแบบทรงรีจะมีรูปทรง ตั้งแตทรงกลม (Circular) ซึ่ง ฮับเบิลกําหนดใหเปนชนิด EO จนถึงรูปทรงท่รีีมากที่สุดเปน E7 ดงัภาพ ที่ 3.9 ภาพที่ 3.9 ดาราจักรแบบทรงรี NGC3115 ที่มา: วิภู รุโจปการ, 2557, หนา 269 103บทที่ 3 ดาราจักรแบบกังหัน ดาราจักรแบบกังหันบริเวณใจกลางที่มีดาวฤกษอยูรวมกันอยาง หนาแนน เรียกวานิวเคลียส (Nucleus) หรือสวนโปง (Bulge) มีแขนยื่นมวน ออกมาลักษณะเปนแขนกังหัน (Spiral arms) ถัดออกมาจะเปนสวนที่เรียกวา ฮาโล (Halo) ซึ่งเปนบริเวณที่มีกระจุกดาวทรงกลม อยูดังภาพที่ 3.10 ดาราจักรแบบกังหันจะมีความสวางและมีขนาดใหญกวาดาราจักรแบบ ทรงรีดาราจักรแบบกังหันมีขนาดเสนผานศูนยกลางต้ังแต 10,000 - 80,000 พารเซก และมีมวล 10 เทาของดวงอาทติยภาพท่ี3.10 โครงสรางของดาราจักรแบบกังหันที่มา: วิภู รุโจปการ, 2557, หนา 269 10452
14/10/6653บทที่ 3 ดาราจักรแบบกังหัน สามารถจําแนกออกไดเปน 3 ประเภท คือ ประเภท Sa ประเภท Sb และประเภท Sc จากภาพที่ 3.11 ดาราจักรแบบกังหันประเภท Sa จะมีนิวเคลียสขนาดใหญ และแขนกังหันคอนขางกระชับ สวน ดาราจักรแบบกังหันประเภท Sb จะมีนิวเคลียสขนาดเล็ก และแขนกังหันจะคลายออกไมกระชับมาก และดารา จักรแบบกังหันประเภท SC จะมีนิวเคลียสขนาดเล็ก และแขนกังหันกางออกมา ภาพที่ 3.11 ประเภทของดาราจักรแบบกงัหันที่มา: วิภู รุโจปการ, 2557, หนา 269 105บทที่ 3 จากการศึกษาพบวา ดาราจักรแบบกังหันประมาณหนึ่งในสามมีลักษณะเปนแขนตรง (Bar) ยื่นออกมาจาก นิวเคลียส แลวจึงมีลักษณะมวนรอบนิวเคลียสเปนแขนของกังหัน แบงออกเปน 3 ประเภท คลายดาราจักรแบบกังหัน ปกติ คือ SBa, SBb และ SBC ดังภาพที่ 3.12 ภาพที่ 3.12 ดาราจักรแบบกังหันแขนตรงประเภท SBa, SBb, และ SBc ที่มา: วิภู รุโจปการ, 2557, หนา 267 10653
14/10/6654บทที่ 3 ฮับเบิลไดจัดจําแนกประเภทของดาราจักรตามลักษณะที่ สังเกตการณ แลวสรางแผนภาพแบงหมวดหมูของดาราจักร เรียกวา แผนภาพรูปสอมเสียง (Tuning - Fork Diagram) โดยเริ่มจากดาราจักร แบบทรงรีตั้งแต E0 จนถึง E7 ตามดวยดาราจักรแบบกังหัน S0 จากนั้นดาราจักรจะถูแบงแยกออกไปตามเสนทางของประเภท ดาราจักร โดยถัดจากดาราจักร S0 ก็แยกเปนดาราจักรแบบกังหัน ประเภท Sa, Sb และ Sc และดาราจักรที่มีแขนตรงประเภท SBa, และ SBb และ SBc ตามลําดับ ดังภาพที่ 3.13 ภาพท่ี3.13 แผนภาพประเภทดาราจักรของฮับเบิล ที่มา: วิภู รุโจปการ, 2557, หนา 272 107บทที่ 3 ดาราจักรแบบไรรูปราง ดาราจักรทั้งหมดพบวา 2.3 เปอรเซ็นต เปนดาราจักรแบบไร รูปราง กลาวคือ ไมมีลักษณะรูปทรงเปนทรงรี หรือ แบบกังหัน เชน ดาราจักรแมกเจลแลน (Magellan cloud galaxy) ซึ่งฮับเบิลไดจําแนก ดาราจักรแบบไรรูปราง ออกเปน 2 ประเภท ดังนี้ Irregular I (Irrl) สามารถสังเกตเห็นดาวฤกษชนิด O และ B ตลอดจนกลุมของไฮโดรเจนท่ไีอออไนซอยางชัดเจน เชน ดาราจักรแมก เจลแลนใหญ (Large magellan cloud galaxy) ดังภาพที่ 3.14ภาพท่ี3.14 ดาราจักรแมกเจลใหญ ที่มา: Fraknoi, Morrison & Wolff, 2017, p. 672 10854
14/10/6655บทที่ 3 Irregular II (Irrll) ไมสามารถสังเกตเห็นดาวฤกษ หรือ กลุมแกสไดเลย และมีฝุนและแกสกระจัดกระจาย จากการศึกษาทางสเปกโทรสโคป พบวามีแกสจํานวนมาก พุงออกมาดวยอัตราเร็วสูงในบางบริเวณ บางครั้งเรียก ดาราจักรนี้วาดาราจกัรระเบิด (Exploding galaxy) เชน ดาราจักร NGC3034 ภาพที่ 3.15 ภาพที่ 3.15 ดาราจักร NGC3034 ที่มา: Fraknoi, Morrison & Wolff, 2017, p. 689 109บทที่ 3 ดาราจักรกัมมันตะ ดาราจักรกัมมันตะถูกคนพบครั้งแรกในป ค.ศ. 1943 โดยคารล เซยเฟรท (Carl sayfert) นักดาราศาสตรที่ ใชกลองโทรทรรศนขนาดเสนผานศูนยกลาง 2.5 เมตร ของหอดูดาวเมาทวิลสนั เปนดาราจักรที่มีศูนยกลางที่สวางมากกวาดาราจักร อื่น ๆ ที่มีขนาดเดียวกันถึง 100 เทา ดาราจักรเหลานี้จะ ปรากฏใหเห็นเพียงจุดสวางคลายดาว ซึ่งเซยเฟรทได คนพบดาราจักรที่มีศูนยกลางสวางผิดปกติถึง 12 ดารา จักร ดังภาพท่ี3.16ภาพท่ี3.16 ดาราจักรแบบเซยเฟรท (Sayfert galaxy) ที่มา: Fix, 2006, p. 579 11055
14/10/6656บทที่ 3 การคนพบดาราจักรแบบเซยเฟรทนําไปสูการศึกษาดาราจักรกัมมันตะ ซึ่งตอมาในป ค.ศ. 1960 นัก ดาราศาสตรก็ไดคนพบควอซาร(Quasar) ซ่งึเปนวัตถุทองฟาที่มีการปลดปลอยพลังงานมากกวาดาราจักรทาง ชางเผือกนบัพันเทา และยังมีการพบเบลซาร(Blazar) ที่สามารถปลดปลอยพลังงานมากกวาควอซารหลายเทา จากการคนพบทําใหนักดาราศาสตรตั้งขอสังเกตวาดาราจักรแบบเซยเฟรท ควอซาร และเบลซาร คือ แกน กลางของดาราจักรกัมมันตะ (Active galactic nuclei) ซึ่งแผพลังงานปริมาณมากมหาศาลจากจานรวมมวล รอบหลุมดําขนาด ใหญที่อยูบริเวณใจกลางของดาราจักร 111บทที่ 3 โครงสรางของแกนดาราจักรกัมมันตะประกอบไปดวย หลุม ดําขนาดใหญยักษ (Supper massive black hold) บริเวณรอบ ๆ คอืจานรวมมวล(Accretion disk) 4 - 6 พันลานกโิลเมตร ซึ่งเปนที่รวมของมวลสารใกลหลุมดํา และกําลังถูกแรงโนมถวงดึงดูดเขา มาแลวหมุนวนรอบหลุมดํากอนตกลงสูหลุมดํา จานรวมมวลลักษณะ เปนพลาสมาที่อุณหภูมิสูงกวา 100 ลานเคลวิน และแผรังสีในชวง ความยาวคลื่นรังสีเอกซหรือรังสีแกมมา สนามแมเหล็กความเขมสูง ของหลุมดํายักษจะบีบใหเกิด ลําอนุภาคพลังงานสูง (Relativistic jet) พุงออกจากแกนดาราจักรกัมมันตะดวยความเร็วเกือบเทา ความเร็วแสง ดังภาพที่ 3.17ภาพท่ี3.17 ดาราจักรแบบกัมมนัตะที่มา: Fix, 2006, p. 580 11256
14/10/6657บทที่ 3 กระจกุดาวดาราจักร เปนบริเวณที่มีดาราจักรมาอยูรวมกันคลายกับกระจุกดาว กระจุกดาราจักรจะประกอบไปดวยดาราจักร หลากหลายชนิด ที่มีจํานวนตั้งแตระดับสิบดาราจักรจนถึงระดับรอยดาราจักร ดังภาพที่ 3.18 โดยดาราจักรเหลาน้นัจะตองโคจรรอบจุดศูนยกลางรวมกัน โดยถาดาราจักร ที่อยูในกระจุกเดียวกันจะเรียกวาดาราจักรทองถิ่น (The local group) เชน กระจุก ดาราจักรที่มีระบบสุริยะจะประกอบดวยดาราจักรกังหันขนาด ใหญ สองดาราจักรคือ ดาราจักรทางชางเผือก และดาราจักรแอนโดรมีดา และ ดาราจักรขนาดเล็กอีกราว 30 ดาราจักร ทีโคจรรอบดาราจักรทางชางเผือก เชน ดาราจักรแมกเจลแลนใหญ และดาราจักรแมกเจลแลนเล็ก เปนตน กระจุกดาราจักรมีจํานวนมากในเอกภพนี้ เชน กระจุกดาราจักรเวอรโก (Virgo cluster) กระจุกดาราจักโค เปนตน ภาพที่ 3.18 กระจุกดาราจักร ที่มา: Fix, 2006, p. 557 113บทที่ 3 ควอซาร และเบลซาร ควอซารและเบลซารเปนวัตถุทองฟาที่สามารถแผพลังงานสูง และมีการเปล่ยีนแปลงของคาความสวางอยาง รวดเร็วซ่งึอยูบริเวณแกนของดาราจักรเซยเฟรท ควอซาร เปนวัตถุทองฟาขนาดเล็กคลายกับดาว ฤกษที่แผพลังงานไดสงูถึง 100 key มีความหนาแนน มาก ความสวางมีการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว เกิด การลุกจาเปนวัตถุที่มีกําลังสองสวางสูงสุด (Most Luminous) และเสนสเปกตรัมมีการเลื่อนแถบแดง สูง แสดงดังภาพที่ 3.19 คนพบโดยมารเทน ชมิดท (Maarten schmidt) ภาพที่ 3.19 ควอซาร ที่มา: วิภู รุโจปการ, 2557, หนา 288 11457
14/10/6658บทที่ 3 ภาพที่ 3.20 ถาสังเกตวัตถุจากมุมบนจะมีลักษณะเปนเบลซารที่มี การปลดปลอยพลังงานสูงเนื่องจากสังเกตบริเวณที่มีลําอนุภาค หรือถาสังเกตจากดานมุมทแยงจะมีลักษณะเปนควอชาร และถา สังเกตจากดานขางจะมีลักษณะเปนดาราจักรแบบเซยเฟรทซึ่งมี พลังงานสูงไมมากนัก เบลซารเปนวัตถุทองฟาที่มลีักษณะเปนดาวริบรี่สีฟาที่มีการแผพลังงานสูงกวาควอซารนับพันเทามีการเปลี่ยน คาความสวางอยางชัดเจนแสดงใหเห็นวาเบลซารจะตองมีขนาดเล็กมาก พลังงานของเบลซารจะแผออกมาสูงสุด อยูที่ราว 1012 keV ซึ่งเปนวัตถุที่สามารถปลดปลอยพลังงานสูงที่สุดที่มีการคนพบในปจจุบัน นักดาราศาสตร พบวาแทท่จีริงแลวควอซารและเบลซารก ็คือแกนของดาราจกัรเซยเฟรทชนิดเดียวกันแตเรียกชื่อตางกัน ภาพที่ 3.20 มุมมองของแกนดาราจักรกัมมันตะ ที่มา: วิภู รุโจปการ, 2557, หนา 290 115บทที่ 3 ดาวแคระขาว ภาพที่ 3.21 เปนซากบริเวณแกนกลางของดาวฤกษที่มีมวลนอย กวา 8 เทาของมวลดวงอาทิตย ประกอบไปดวยธาตุคารบอนหรือ ออกซิเจนที่สภาวะดเีจนเนอเรต มีอุณหภูมิสูง ปลดปลอยแสงในชวงความ ยาว คลื่นพลังงานสูง เมื่อเวลาผานไปดาวแคระขาวที่ปลดปลอยพลังงาน ออกมาก็จะมอีุณหภมูิลดต่ําลง ซึ่งในระหวางที่อุณหภูมิลดต่ําลง ความยาว คลื่นก็เปลี่ยนแปลงตามคาระดับพลังงานจากรังสีเอกซมาเปนรังสี อัลตราไวโอเลต และรังสีของแสงที่ตามองเห็นจากสีมวงไป ยังสีแดงและ อินฟาเรด ดังภาพที่ 3.21 ภาพที่ 3.21 ดาวซีเรียสเอ (ดาวสวางขนาดใหญ) และดาวแคระขาวซิเรียสบี ที่มา: Fraknoi, Morrison & Wolff, 2017, p. 808 11658
14/10/6659บทที่ 3 ตัวอยางที่ 3.1 ดาวแคระขาวดวงหนึ่งมีมวลเทากับมวลของดวงอาทิตย 2x1030 กิโลกรัม แตมีระยะหางจากโลก 6.4 x 106 เมตร จงหาคาสนามโนมถวงพื้นผิวของดาวแคระขาวดวงนี้ 117บทที่ 3 โจทยลองคิด ดาวแคระขาวดวงหนึ่งมีมวลมากกวาของดวงอาทิตย8 เทาและมรีะยะหางจากโลก 150x10 6 เมตร จงหาคา สนามโนมถวงพื้นผิวของดาวแคระขาวดวงนี้ 11859
14/10/6660บทที่ 3 ดาวนิวตรอน และพัลซาร เปนดาวฤกษท่ีสิ้นอายุขัยแลวเกิดซุปเปอรโนวาซากที่เหลือคือดาว นิวตรอนที่มีความหนาแนนสูงและขนาดเล็ก ดาวนิวตรอน เปนซากแกนกลางของดาวฤกษที่มีมวลเริ่มตนระหวาง 8 - 18 เทา ของมวลดวงอาทิตยที่หลงเหลืออยูหลังจากเกิดซุปเปอรโนวา ดาว นิวตรอนมีมวลมากถึง 3 เทาของมวลดวงอาทิตยและมีขนาดเพียง 10 - 20 km โดยมคีวามหนาแนนสูงถึง 10 12 kg/cm3 ดงัภาพที่3.22 ภาพที่ 3.22 ดาวนิวตรอนในซุปเปอรโนวา puppisที่มา: Seeds & Backman, 2010, p. 323 119บทที่ 3 โดยทั่วไปดาวนิวตรอนจะสูญเสีย พลังงานไปกับการแผรังสีในรูปแบบของ การแผรังสีจากผิวดาวโดยตรง และการ แผรังสีเปนลําเนื่องจากสนามแมเหล็ก และเมื่อเวลาผานไปดาวนิวตรอนจะหมุน ชาลงเรื่อย ๆ จนหยุดหมุน และในท่ีสุดก็จะเหลือเพยีงกอนนิวตรอนที่อยูในสภาวะ ดเีจนเนอเรต ดงัภาพที่3.23 ภาพที่ 3.23 ภาพแสดงลําแสงของรังสีที่ขั้วแมเหล็กของดาวนิวตรอน ที่มา: Fraknoi, Morrison & Wolff, 2017, p. 837 12060
14/10/6661บทที่ 3 พัลซาร เปนวัตถุทองฟาขนาดเล็กเหมือนกับดาว นิวตรอนที่มีการแผคลื่นวิทยุออกมาหมุนรอบ ตัวเองเร็วมาก และมีความเขมของสนามแมเหล็ก สูงสงผลใหเกิดลํารังสแีผออกมาจากแนวขั้ว ภาพที่ 3.24 แสดงใหเห็นพัลซารเปนจุด สวางที่กึ่งกลางของวงแหวนศูนยกลาง แสดงใหเห็น วาอนุภาคไหลออกจากวงแหวนดานในความเร็ว แสงต้ังฉากกับวงแหวน กระแสของสสารและ อิเล็กตรอนปฏิสสารเคลื่อนที่ดวย ความเร็วแสง ภาพที่ 3.24 ภาพแสดงพัลซารแผรังสีเอกซจากเนบิวลาปู ที่มา: Fraknoi, Morrison & Wolff, 2017, p. 827 121บทที่ 3 หลุมดํา หลุมดําเกิดจากดาวฤกษท ี่มีมวลเร่มิตนมากกวา 18 เทาของดวงอาทิตยที่วิวัฒนาการมาเปนซุปเปอรโนวา แลว เกิดการยุบตัวของแกนกลางดวยแรงโนมถวงอยางมหาศาล ดังภาพที่ 3.25 การศึกษาหลุมดํายังเปนในทฤษฎีทาง คณิตศาสตรและหลักฐานจากการสังเกตการณการที่จะหาหลมุดํานั้นจะใชการตรวจสอบวงโคจร เพื่อหามวลของดาว ในระบบดาวคูหรอืวัดการแผรังสีเอกซจากจานรวมมวลที่อาจเกิดรอบ ๆ หลุมดํา ภาพท่ี3.25 ภาพจําลองแรงโนมถวงของหลุมดํา ที่มา: Seeds & Backman, 2010, p. 332 12261
14/10/6662บทที่ 3 หลุมดําวตัถุแรกที่นักดาราศาสตรคาดวาจะเปนคือวัตถุในระบบดาวคูซิกนัส เอกซ-1 (Cygnus X-1) ในกลุม ดาวหงส(Cygnus) โดยถูกคนพบในปค.ศ.1971 พบวามีดาวฤกษโคจรรอบวัตถุท่ีไมสามารถมองเห็นไดมีมวล ประมาณ 4.8 – 14.7 เทาของมวลดวงอาทติยซึ่งมากกวาดาวแคระขาว หรือดาวนิวตรอน อีกทั้งยังมีการแผรังสีเอก ความเขมสงูซึ่งเปนไปไดวาเกดิจากจานรวมมวลรอบ ๆ หลุมดํา ดงัภาพที่3.26 ภาพที่ 3.26 หลมุดํา Cygnus X-1 ในกลุมดาวหงสที่มา : ดัดแปลงมาจาก Seeds & Backman, 2010, p. 334 123บทที่ 3 ดาวหาง และอุกกาบาต นักดาราศาสตรมีความเชื่อวาดาวหางนั้นเกิดขึ้นพรอม ๆ กับการกําเนิดระบบสุริยะ ซึ่งแจน ออรต (Jan oort) ไดต้งัสมมติฐานวามีกลุมดาวหางอยูรวมกันเปนทรงกลมลอมรอบดวงอาทิตยที่ระยะหาง 3x10 4 - 105 AU นิวเคลียสบาง ดวงจะถูกรบกวน ทําใหมนัโคจรเขาหาดวงอาทิตยกลายเปนดาวหาง การกําเนิดระบบสุริยะเมื่ออุณหภูมิเย็นลงยังทําใหเกิด เปนดาวหางที่โคจรรอบดวงอาทิตย และอุกกาบาตที่อยูใน อวกาศเปนจํานวนมาก ซึ่งอุกกาบาตก็ยังสามารถเกิดจากเศษ ซากของดาวหางนั้นเอง (ดังภาพที่ 3.27)ภาพท่ี3.27 ดาวหางฮัลเลย ที่มา: Fraknoi, Morrison & Wolff, 2017, p. 465 12462
14/10/6663บทที่ 3 ดาวหาง เปนวัตถุทองฟาในระบบสุริยะที่โคจรรอบดวงอาทิตยตามกฎของแรงโนมถวงสวนใหญจะเปนรูปวงรี สวนประกอบของดาวหางแบงออกเปน 3 สวน ไดแกนิวเคลียส (Nucleus) โคมา (Coma) และหาง (Tail) ดังภาพที่3.28 ภาพท่ี3.28 สวนประกอบของดาวหาง ที่มา: Fraknoi, Morrison & Wolff, 2017, p. 468 125บทที่ 3 นักดาราศาสตรคาดวานิวเคลียสของดาวหางประกอบไปดวยน้ําแข็ง คารบอนไดออกไซดมีเทนแขง็แอมโมเนีย แข็ง ฝุนและหิน และเมื่อดาวหางเคลื่อนท่ีเขาใกลดวงอาทิตยที่ระยะหางประมาณ 2 - 3 หนวยดาราศาสตรกอน น้ําแข็งจะเกิดการระเหิดกลายเปนกาซรอบ ๆ นิวเคลียสซึ่งเปนสวนของโคมา โดยสวนของโคมานี้มีขนาดเสนผาน ศนูยกลางราว 10 5 กโิลเมตร ซึ่งสวนนิวเคลียสและโคมาจะถูกเรียกรวมกันวาสวนหัวของดาวหาง ดังภาพท่ี3.29 ภาพท่ี3.29 หัวของดาวหาง ที่มา: Fraknoi, Morrison & Wolff, 2017, p. 242 12663
14/10/6664บทที่ 3 ดาวหางเมื่อเขาใกลดวงอาทิตยจะสามารถสังเกตเห็นหางของดาวหางชัดขึ้น โดยหางของดาวหางยาวถึง 1 หนวยดาราศาสตรและมีทิศช้อีอกจากดวงอาทิตยหางของดาวหางมีอยู 2 ชนิด หางฝุน (Dust tail) จะประกอบไปดวยอนุภาคของแข็งที่หลุดออกจากนิวเคลียส เม่อืสังเกตจะไมเปนเสนตรง หางแกส (Gas tail) เมื่อสังเกตจะมีลักษณะเปนเสนตรงออกจากสวนหัวของดาวหาง ผลจากรังสีจากดวงอาทิตยและลมสุริยะ แสงของสวนนิวเคลียส และหาง ฝุนของดาวหางเกิดจากการสะทอนแสงของดวงอาทิตย และแสงจากสวน โคมาและหางแกสเกดิจากการเรืองแสง ดังภาพที่3.30ภาพท่ี3.30 หางของดาวหาง ที่มา: Fraknoi, Morrison & Wolff, 2017, p. 471 127บทที่ 3 อุกกาบาต เปนกอนหินที่โคจรอยูทั่วไปในระบบสุริยะที่มีขนาดเทากับดาวเคราะหนอยขนาดเล็กราว 10 กิโลเมตร ซึ่ง อุกกาบาตขนาดใหญจะเกิดจากการชนกันของดาวเคราะหนอยสวนอุกกาบาตขนาดเล็กอาจเกิดจากการสลายตัวของ ดาวหาง เมื่ออุกกาบาตเคลื่อนที่เขามาใกลโลกที่ความสูงประมาณ 120 กิโลเมตร จะถูกแรงดึงดูดของโลกดึงดูดลงมาสูพื้นโลก ขณะที่กําลัง เคล่อืนที่ลงมาผานชั้นบรรยากาศจะถูกเผาไหมเนื่องจากการเสียดสีกับชั้นบรรยากาศสามารถสงัเกตเห็นไดอยางชัดเจนในตอนกลางคืน หรือเรยีกวาดาวตก ดังภาพที่3.31ภาพท่ี3.31 ดาวตกเจมินิดส ที่มา: สถาบันวจิัยดาราศาสตรแหงชาติ(องคกรมหาชน), 2562, หนา 25 12864
14/10/6665บทที่ 3 อุกกาบาตแบงได 3 ประเภท คือ ประเภทซิลิเกตหรือหิน ลักษณะเปนหินเกือบทั้งหมดและมีความหนาแนนต่ํา มีจํานวนมากที่สดุประเภทหิน - เหล็ก จะมีหินแทรกอยูในเนื้อเหล็ก และประเภทเหล็กจะมีความหนาแนนสูง ภาพที่ 3.32 (ก) ชิ้นสวนของอุกกาบาต Allende carbonaceous คาดวามีอายุใกลเคียงกับการกอตัวของเนบิวลา สุริยะ (ข) ชิ้นสวนจากอกุกาบาตเหล็กที่กอตัวของ Meteor Crater (ค) ชิ้นสวนของอุกกาบาต Imilac stony-iron ซึ่ง มีความสวยงามของผลึกโอลิวีนและโลหะเหล็ก ภาพที่ 3.32 ประเภทของอกุกาบาตที่มา: Fraknoi, Morrison & Wolff, 2017, p. 498 129บทที่ 3 เมื่อพิจารณาทิศทางการเคลื่อนที่ของอุกกาบาตสูโลกสามารถจําแนกประเภทได 2 ประเภท คือ ประเภทการ กระจัดกระจาย (Sporadic) มีทิศทางและเวลาในการเกิดไมแนนอน และประเภทฝนอุกกาบาต (Meteor shower) หรือเรยีกวาฝนดาวตกมีทิศทางและเวลาในการเกิดใกลเคียงกนัมาก ดังภาพที่3.33 ภาพที่ 3.33 แสดงทิศทางการเคลื่อนที่ของอุกกาบาตประเภทฝนอุกกาบาต ที่มา: Fraknoi, Morrison & Wolff, 2017, p. 492 13065
14/10/6666บทที่ 3 ดาวแปรแสง เปนวัตถุทองฟาที่มีแสงสวางเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผสูังเกตจึงเห็นแสงของดาวเหลานั้นมกีารเปลี่ยนแปลง มากนอยอยูเสมอ ดาวแปรแสงพบมากในดาราจักรทางชางเผือก และดาราจักรอื่น ๆ ซึ่งถูกคนพบครั้งแรกเมื่อป ค.ศ.1569 โดยแฟบริเชียส (Fabricius) และต้ังชื่อดวงดาวนั้นวา ไมรา (Mira) ประเภทของดาวแปรแสง แบง ออกเปน 2 ประเภทใหญๆ (บญุรกัษา สนุทรธรรม, 2550, หนา 220) ดาวแปรแสงภายใน (Intrinsic variables) เปนดาวแปรแสงที่มีกระบวนการแปรแสงเกิดจากกลไกภายในดาว เชน ดาวแปรแสงประเภทเซเฟอิด (Cepheids) ดับเบิลยู เวอรจอนีส (W viginis stars) ดาวแปรแสงประเภท อาร อาร ไลรี (RR (yrea stars) และดาวเดลตา สคูที (Delta scuti variable stars) เปนตน 131บทที่ 3 โดยจากการศึกษาวิวัฒนาการของระบบดาวคู GV Leo (ศราวุฒิชูโลก และอนุชา เตยแกว, 2018) พบวาคาบวง โคจรระบบดาวคู GV Leo มีแนวโนมลดลงของคาบการ โคจรเทากับ 0.004524349151 - 0.005440856529 วินาทีตอป GV Leo มีระยะหางลดลงตามกฎของ เคป เลอร และสงผลใหมีวิวัฒนาการณมีการแตะกัน (Fill factor) ดัง ภาพที่ 3.34 ดาวแปรแสงภายนอก (Extrinsic variables) เปนดาวแปรแสงที่มีกระบวนการแปรแสงเกิดจากกลไกภายนอกของดาว เชน ระบบดาวคูแบบมองเห็นแยกกัน (Visual binary system) ระบบดาวคูแบบใกลชิด (Close binary system) และระบบดาวคูอุปราคา (Eclipsing binary stars system) เปนตน ภาพท่ี3.34 วิวัฒนาการของระบบดาวคู GV Leo ที่มา: Sarawut & Anucha, 2018, p. 1144 13266
14/10/6667บทที่ 3 ประกอบกับการศึกษาการเปลี่ยนแปลงคาบการโคจรของระบบดาวคู V1799 Ori ดังภาพที่ 3.35 แสดงใหเห็น คาบการโคจรของระบบดาวคู V1799 Ori มีการลดลงในชวงอัตรา 0.000300268 วินาทีตอป ถึง 0.000299477 วินาทีตอป จัดเปนระบบดาวคูอุปราคาประเภท W Uma ซึ่งวิวัฒนาการของระบบดาวคูดวงนี้อาจจะมีวิวัฒนาการ เหมือนกับระบบดาวคู GV Leo นั้นเอง ภาพท่ี3.35 กราฟแสงดาวคู V1799 Ori ความยาวคลื่นสีน้ําเงิน (B) สีเหลือง (V) และสีแดง (R) ที่มา: ศราวุฒิ ชูโลก, ยามีละมะโระ, และสุณีรัตนลารีนู, 2558, หนา 271 133บทสรุปประจําบทที่ 3 วัตถุทองฟาทางดาราศาสตรจะเปนวตัถุท่เีกดิขึ้นเองตามธรรมชาติเชน ดาวฤกษกระจุกดาว เนบิวลา ดาราจักร หรือ หลุมดํา เปนตน โดยสรุปดังตอไปนี้ ดาวฤกษเปนกอนพลาสมาขนาดใหญมีแหลงกาํเนิดพลังงานเทอรโมนิวเคลยีรในตัวเอง และแผรงัสีพลังงานรอบดาน มีลักษณะเปนกอนกลมเพราะแรงโนมถวงของตัวเองประกอบกับแรงดันภายใน โดยแรงทั้งสองจะอยูในสภาวะสมดุล โดยดาว ฤกษบนทองฟาถูกจัดเปนกลมุดาวเพื่อใหงายตอการศึกษา โดยมีทั้งหมด 88 กลุมดาว แตถาดาวฤกษเหลานี้อยูในบริเวณที่ใกลกันจะเรียกวา กระจุกดาว ซึ่งแบงออกเปน 2 ประเภท ไดแกกระจุกดาวเปด และกระจุกดาวทรงกลม เนบิวลาเปนกลมุกาซและฝุนในอวกาศที่เกิดจากการระเบิดของดาวฤกษและเนบิวลายังสามารถกอตัวเปนดาวฤกษไดอีกดวย โดยเนบิวลาแบงออกเปน 2 ชนิดใหญๆ คือ เนบิวลาดาวเคราะหและเนบวิลาฟุงกระจาย โดยเนบิวลาฟุงกระจายก็ยัง แบงออกเปน 2 ประเภทยอย ๆ ไดแกเนบิวลาสวาง และเนบิวลามืด ดาราจักรเปนบริเวณที่ประกอบไปดวยดาวฤกษนับแสนลานดวงที่อาศัยอยูรวมกัน และภายในดาราจักรยังประกอบไป ดวยกระจุกดาว ดาวแปรแสง เนบิวลา กาซ ฝุน และที่วางระหวางดาว สามารถแบงประเภทดาราจักรตามลักษณะไดเปน 4 ประเภท ไดแกดาราจักรแบบวงรีดาราจักรแบบกังหัน ดาราจักรแบบไรรูปราง และดาราจกัรกมมันตะ ัควอซารและเบลซารเปนวัตถุที่มีการแผพลังงานสูง ที่มีคาความสวางเปลี่ยนแปลงอยางชัดเจนอยูที่แกนของดาราจักร เซยเฟรท 13467
14/10/6668บทสรุปประจําบทที่ 3 ดาวแคระขาวเปนซากของดาวฤกษมวลนอยกวา 8 เทาของมวลดวงอาทิตย ประกอบไปดวยธาตุคารบอน หรือ ออกซิเจนที่สภาวะดีเจนเนอเรตเปนสวนใหญ โดยทั่วไปมีมวล 1.4 เทาของดวงอาทิตย และขนาดเสนผานศูนยกลาง 10,000 กิโลเมตร ดาวนิวตรอนเปนซากแกนกลางของดาวฤกษที่มีมวลเริ่มตนระหวาง 8 - 18 เทาของมวลดวงอาทิตย ที่หลงเหลืออยู หลังจากเกิดซุปเปอรโนวา ดาวนิวตรอนเปนดาวที่มีความหนาแนนสูง ประกอบไปดวยนิวตรอนที่อัดแนน พัลซารเปนวัตถุทองฟาขนาดเล็กเหมือนกับดาวนิวตรอน แตมีการแผคลื่นวิทยุออกมาเปนจังหวะ แลวมีการหมุนรอบ ตัวเองเร็วมาก มีความเขมของสนามแมเหล็กคอนขางสูง โดยสนามแมเหล็กที่มีความเขมสูงสงผลใหเกิดลํารังสีแผออกมาจาก แนวขั้ว หลุมดําเปนวตัถุทองฟาที่มีขนาดเปนศูนยแตมีมวลเปนอนันตโดยหลุมดําจะเกิดจากดาวฤกษที่มีมวลเริ่มตนมากกวา 18 เทาของดวงอาทิตยที่วิวัฒนาการเปนซุปเปอรโนวา แลวเกิดการยุบตัวของแกนกลางดวยแรงโนมถวงอยางมหาศาล ดาวแปรแสงเปนวัตถุทองฟาที่มีแสงสวางเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ผูสังเกตจึงเห็นแสงของดาวเหลาน้ันมีการ เปลี่ยนแปลงมากนอยอยูเสมอ ดาวแปรแสงพบมากในดาราจักรท่ัวไป ซึ่งดาวแปรแสงสามารถแบงออกเปน 2 ประเภท คือ ดาวแปรแสงภายใน และดาวแปรแสงภายนอก 135แบบฝกหัดทายบทที่ 3 1. จงอธบิายความแตกตางระหวางดาวฤกษกับดาวเคราะห 2. ในแตละชวงเดือน ดวงอาทิตยจะอยทูี่ตําแหนงของกลุมดาวใดบาง 3. จงอธิบายความแตกตางของกระจกุดาวเปดกับกระจุกดาวทรงกลม 4. เพราะเหตุใดเนบิวลาจะสามารถวิวัฒนาการเปนดาวฤกษได 5. จงอธิบายโครงสรางของดาราจักรแบบกังหัน 6. ดาราจักรแบบกัมมันตะมีลักษณะเดนอยางไร 7. เราจะสามารถรูวาที่ใดมีหลุมดําไดอยางไร 8. หางของดาวหางเกิดขึ้นไดเพราะสาเหตุใด 9. จงอธิบายคุณสมบัติทั่วไปของควอซาร และควอซารเหมือนหรือแตกตางจากดาราจักรอยางไร 10. ดาวแปรแสงภายในและระบบดาวคูตางกันหรือเหมือนกัน อยางไร 13668
14/10/6669เอกสารอา งองิประจําบทที่3 บุญรักษา สุนทรธรรม. (2550). ดาราศาสตรฟสิกส. (พมิพครั้งที่1). เชียงใหม: หนวยพิมพเอกสารวิชาการ คณะ วิทยาศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม.วิภู รุโจปการ. (2557). เอกภพ เพื่อความเขาใจในธรรมชาตขิองจักรวาล. (พิมพครั้งที่ 12). กรุงเทพฯ: นามมีบุค พับลิเคชั่นส.ศราวุฒิชโูลก, ยามีละ มะโระ, และสณุีรตันลารีนู. (2558). การศึกษาการเปลี่ยนแปลงคาบการโคจรของระบบ ดาวคู V2799 Ori. วารสารมหาวิทยาลัยทกัษิณ, 18(23), 265-272. สถาบันวิจัยดาราศาสตรแหงชาติ (องคกรมหาชน). ดาวตกเจมนิิดส. สืบคน 21 สิงหาคม 2561, จาก http://www.narit.or.th 137เอกสารอา งองิประจําบทที่3 Fix, D. (2006). Astronomy Journey to The Cosmic Frontier. (4th ed.). New York: Mc Graw Hill Higher Education. Fraknoi, A., Morrison, D., & Wolff, C. (2017). Astronomy. Texas: OpenStax. Sarawut, C., & Anucha, T. (2018). Analysis of Structure and Evolution of Binary System GV Leo. Journal of Physics. 1144. Seeds, A., & Backman, E. (2010). Astronomy: The Solar System and Beyond. (6th ed.). California: Nelson Education, Ltd. 13869
14/10/6670บทที่ 4 แผนบริหารการสอนประจําบท ดาวฤกษ อาจารยวรีวัฒน อินทรทั ต แผนบริหารการสอนประจําบท เนื้อหา/สาระการเรียนรู 1. สมบัติของดาวฤกษ 2. การแผพลังงานของดาวฤกษ 3. ความสวางและโชติมาตรของดาวฤกษ 4. สีและดัชนีสี 5. สเปกตรัมของดาวฤกษ 6. แผนภูมิเอช-อาร 7. วิวัฒนาการของดาวฤกษ บทสรุปประจําบทที่ 4 แบบฝกหัดทายบทที่ 4 เอกสารอางอิงประจําบทที่ 4 14070
14/10/6671แผนบริหารการสอนประจําบท วัตถปุระสงคเชงิพฤติกรรม 1. ผูเรียนสามารถอธิบายสมบัติของดาวฤกษได 2. ผูเรียนสามารถอธิบายหลักการการแผพลังงาน คาความสวางและโชติมาตรของดาวฤกษได 3. ผูเรียนสามารถอธิบายสีดัชนีสีและสเปกตรัมของดาวฤกษได 4. ผูเรียนสามารถอธิบายแผนภูมิเอช – อาร และวิวัฒนาการของดาวฤกษได 5. ผูเรียนสามารถคํานวณหาคา ปริมาณตางๆ ของดาวฤกษเชน ระยะทาง การเคลื่อนที่โชติมาตร ของดาวฤกษได 6. ผูเรียนสามารถอธิบายความรูสกูารวิจยัดาวฤกษได 141แผนบริหารการสอนประจําบท วิธสีอนและกิจกรรมการเรียนการสอนประจาํบท 1. ผูสอนสนทนากับผูเรียนถึงความรูความเขาใจเบื้องตนเกี่ยวกับดาวฤกษโดยสุมถามผูเรียนในช้นัเรียน 2. ผูสอนบรรยายหัวขอสมบัติของดาวฤกษ การแผพลังงานของดาวฤกษ ความสวางและโชติมาตรของดาว ฤกษ สีและดัชนีสี สเปกตรัมของดาวฤกษ แผนภูมิเอช-อาร และวิวัฒนาการของดาวฤกษ แลวใหผูเรียนรวมกัน อภิปราย 3. ผูสอนใหผูเรียนฝกปฏิบัติการสังเกตดาวฤกษในภาคกลางคืน 4. ผูสอนใหผูเรียนแตละคนอธิบายผลจากการสังเกตดาวฤกษในประเด็นดังนี้ - สีและดัชนีสี - ความสวาง - สเปกตรัมของดาว - วิวัฒนาการ (อธิบายผลจากการสังเกตดาวฤกษของแตละคน) 5. ผูสอนมอบหมายงานใหผูเรียนทําแบบฝกหัดทายบท 14271
14/10/6672แผนบริหารการสอนประจําบท สื่อการเรยีนการสอน 1. เอกสารประกอบการสอน บทที่ 4 2. Power point 3. คลิปวิดีโอ 4. แผนที่ดาว 5. แบบฝกหัดทายบท 143แผนบริหารการสอนประจําบท การวัดและประเมินผล 1. สังเกตความตั้งใจเรียน และการมีสวนรวมในกิจกรรมการเรียนการสอน 2. พิจารณาการอภิปรายแลกเปลี่ยนความรใูนหองเรียน 3. พิจารณาและตรวจผลการฝกปฏิบัติการสังเกตดาวฤกษ 4. ตรวจแบบฝกหัดทายบท 14472
14/10/6673บทที่ 4 เนื้อหา ดาวฤกษ อาจารยวรีวัฒน อินทรทั ต บทที่ 4 ดาวฤกษ สมบัตขิองดาวฤกษ การแผพลงังานของดาวฤกษ ความสวางและโชติมาตรของดาวฤกษ สีและดัชนีสี สเปกตรัมของดาวฤกษ แผนภมูิเอช - อาร วิวัฒนาการของดาวฤกษ 14673
14/10/6674บทที่ 4 ดาวฤกษ ดาวฤกษเปนกอนสสารขนาดใหญที่รวมตัวกันตามกฎแรงโนมถวงระหวางอะตอมของสสาร ประกอบดวย กาซไฮโดรเจนและฝุนในอวกาศ ยุบตัวลงและเกิดการหมุนวนทาํ ใหดาวฤกษมีการหมุนรอบตัวเอง เมื่อแกนกลางของดาวฤกษจะมีอุณหภูมิจนทําให เกิดปฏิกิริยาเทอรโมนิวเคลียรฟวชันสงแรงดันออกมา เมื่อ ความโนมถวงที่เกิดขึ้นและแรงดันภายในจากแกนกลางของ ดาวฤกษอยูในสภาวะสมดุลทําใหดาวฤกษเปนทรงกลม เชน ดวงอาทิตย ดังภาพที่ 4.1 ภาพที่ 4.1 วิวฒันาการกําเนิดดาวฤกษ(เนบิวลาสุริยะ) ที่มา: ดดัแปลงจาก Seeds & Backman, 2010, p. 117 147บทที่ 4 สมบัติของดาวฤกษ ระยะทางของดาวฤกษ การหาระยะทางของดาวฤกษมีความสาํคัญมาก เพราะเปนตัวชี้วัดถงึขนาดของเอกภพ และความสามารถของ เครื่องมือท่จีะสังเกตการณดานดาราศาสตรการหาระยะทางของดาวฤกษจะใชวิธีแพรัลแลกซ(Parallax) ดังภาพที่4.2 การหาระยะทางของดาวฤกษดวยวิธีแพรัลแลกซจะอาศัยการ สังเกตดาวฤกษศึกษาเทยีบกับดาวฤกษที่เปนฉากหลังขณะที่โลกโคจรรอบ ดวงอาทิตยครึ่งรอบ โดยสามารถหาระยะทางของดาวฤกษไดดังสมการ ภาพที่ 4.2 แพรัลแลกซของดาวฤกษ ที่มา: Bennett & Shostak, 2012, p. 23 14874
14/10/6675บทที่ 4 การหาระยะทางของดาวฤกษดวยวิธีแพรัลแลกซจะเปนวิธีที่หาระยะทางของดาวฤกษที่อยู ใกลเทานั้น โดยดาวท่มีีแพรัลแลกซมากที่สุด คือ ดาวพรฮกซิมา เซนทอรี (Proxima Centauri) โดย มีมุมแพรัลแลกซ0.765 พิลปิดาคํานวณระยะทางได4.3 ปแสง แตสําหรับดาวฤกษท่ีมีระยะไกลเกิน 300 พารเซก จะหาโดยวธิีแพรัลแลกซไมได (บุญรักษา สุนทรธรรม. 2532: 234) (4.1) 149บทที่ 4 ตัวอยางที่ 4.1 ในการสังเกตการณกระจุกดาวเดลตา ทาวริ( ) สามารถวัดมุมแพรัลแลกซได 0.025 ฟลิปดา กระจุกดาวเดลตา ทาวริอยูหางจากผูสังเกตประมาณเทาใด 15075
14/10/6676บทที่ 4 การเคลื่อนที่ของดาวฤกษ การพิจารณาการเคลื่อนที่ของดาวฤกษ จะ พจิารณาอยูใน รูป Space motion หรือเรียกอีกอยาง วาการเคลื่อนที่ ของดาวฤกษในอวกาศ ซึ่งแยก พิจารณาเปน 2 แนว คือ การเคลื่อนที่ในแนวขวาง (Transverse motion) และการเคลื่อนที่ในแนวเล็ง (Radial motion) ดังภาพที่ 4.3 ผูสังเกตการณ ภาพที่ 4.3 การเคลื่อนท่ขีองดาวฤกษ 151บทที่ 4 การเคลื่อนที่ในแนวขวาง เรียกอีกอยางหนึ่งวาความเร็วตามขวางของดาวฤกษจะระบุอยูในเทอมของการ เคล่อืนที่เฉพาะ (Proper motion) มีนิยามวาเปนการเปลี่ยนตําแหนงเชิงมุมของดาวฤกษในเวลา 1 ปเทียบกับดวง อาทิตย หาไดจากสมการ 4.2 (4.2) 15276