๒ รูปเทพธิดายืนบนแท่น ที่ด้านหลังบานพระบัญชร พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน บานพระทวาร บานพระบัญชร ทวารบาลคุ้มครอง คือ เหล่าเทวดา บานพระทวารและบานพระบัญชร มักเป็น ภาพเทวดาหรือทวารบาลคอยรักษาประตู เพื่อ บ่งบอกความสำคัญของสถานที่ มักประดับตกแต่ง อย่างประณีตวิจิตร เช่น เขียนลาย แกะสลัก ประดับมุก หรือประดับกระจก 47 54-07-034_030-073_W.indd 47 2/27/12 11:14:12 AM
๖๖ 48 ตำนานครุฑกับนาคจัดแสดงด้วย เทคนิคอะนิเมชั่นพร้อมบทบรรยาย ภาษาไทยและอังกฤษบนจอภาพ ภายในกรอบสีทอง 54-07-034_030-073_W.indd 48 2/27/12 11:14:14 AM
๒ หน้าบัน...สัญลักษณ์ แห่งพระมหากษัตริย์ ตำนานครุฑกับนาค หน้าบันหรือบริเวณสามเหลี่ยมหน้าจั่วของหลังคา ที่ปรากฏในพระที่นั่งองค์สำคัญในแต่ละรัชกาล มักประดับ ด้วยสัญลักษณ์ที่สื่อถึงพระมหากษัตริย์ เช่น รูปพระนารายณ์ ทรงครุฑที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท แสดงให้เห็นว่าเป็น ที่ประทับของพระนารายณ์ อันหมายถึงพระมหากษัตริย์ บางครั้งเป็นภาพสัญลักษณ์อื่นๆ เช่น รูปเทวดา ประจำทิศประทับบนพระแท่น ได้แก่ ท้าวธตรฐ ท้าววิรุฬหก ท้าววิรูปักษ์ ท้าวเวสสุวัณ ที่พระมหามณเฑียร และรูปพระอินทร์ ที่พระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ปราสาท หรือตราแผ่นดินที่พระที่นั่ง จักรีมหาปราสาท เป็นต้น ภาพครุฑยุดนาคอันเป็นองค์ประกอบสำคัญ ในศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมไทยที่เกี่ยวเนื่องกับ พระมหากษัตริย์เสมอนั้น มีที่มาจากตำนานเล่าขาน กันว่า... กาลครั้งหนึ่ง...มีฤๅษี นามพระกัศยปมุนี มีภรรยา สองคน คือนางวินตาและนางกัทรู ทั้งสองเป็นพี่น้องกัน นางกัทรูให้กำเนิดลูกเป็นนาค นางวินตาให้กำเนิดลูก เป็นครุฑ วันหนึ่งทั้งคู่ท้าพนันกันทายสีของม้าที่ชักรถ พระอาทิตย์ โดยตกลงกันว่าผู้แพ้ต้องยอมเป็นทาส อีกฝ่ายหนึ่งห้าร้อยปี นางวินตาทายว่าเป็นม้าสีขาว นางกัทรูทายว่าเป็นม้าสีดำ ซึ่งความจริงม้าตัวนั้นเป็นสีขาว แต่นางกัทรูใช้อุบายให้บรรดาลูกนาคหนึ่งพันตัวของตน พากันพ่นพิษใส่ตัวม้าให้เป็นสีดำ นางวินตาจึงต้องตกเป็นทาส ในแดนบาดาลถึงห้าร้อยปี ต่อมาครุฑก็คิดเจรจาปลดปล่อยมารดาให้เป็นอิสระ ฝ่ายนาคขอแลกด้วยน้ำอมฤตที่พระอินทร์เป็นผู้รักษาไว้ แต่ระหว่างที่ครุฑจะไปเอาน้ำอมฤต ได้ถูกเทวดารวมทั้ง พระอินทร์ขัดขวาง แต่สู้ครุฑไม่ได้ แม้แต่พระนารายณ์ มาปราบก็ไม่แพ้หรือชนะกัน สุดท้ายจึงเจรจาหย่าศึก โดยครุฑถวายปฏิญญาว่าจะเป็นพาหนะพระนารายณ์ ส่วนพระนารายณ์สัญญาว่าจะให้ครุฑเป็นอมตะ และให้อยู่ ในตำแหน่งสูงกว่าพระองค์ และยอมให้ครุฑนำน้ำอมฤต ไปไถ่ตัวแม่ แล้วให้เทวดาเป็นผู้นำน้ำอมฤตกลับคืน มารดาครุฑเป็นอิสระแล้ว แต่ฝ่ายนาคกลับไม่ได้ ดื่มกินน้ำอมฤตดังตั้งใจ จึงเกิดอาฆาตแค้นและเป็นศัตรูกัน นับแต่นั้น และเป็นที่มาของภาพครุฑยุดนาคที่ปรากฏ ในสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ผู้เป็นดั่ง พระนารายณ์อวตาร 49 54-07-034_030-073_W.indd 49 2/27/12 11:14:16 AM
พระราชฐานชั้นกลางมีบริเวณอยู่ในส่วนกลางของพระบรมมหาราชวัง เป็นที่ตั้งของพระมหาปราสาทและพระราชมณเฑียรอันเคยเป็นที่ประทับ ของพระมหากษัตริย์ ถือเป็นหัวใจของพระบรมมหาราชวัง และเป็นศูนย์กลาง การบริหารราชการแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๕ ปัจจุบัน เป็นมณฑลสถานประกอบพระราชพิธีสำคัญของประเทศ หมู่พระที่นั่งในเขตพระราชฐานชั้นกลาง คือ สถานประทับแห่งพระมหากษัตริย์ ๓ จัดแสดงเรื่องหมู่พระที่นั่ง ในเขตพระราชฐาน ชั้นกลางด้วยการฉาย วีดิทัศน์บนผนัง จัดแสดงประวัติ หมู่พระที่นั่งในเขต พระราชฐานชั้นกลาง ด้วยระบบจอสัมผัส 50 54-07-034_030-073_W.indd 50 2/27/12 11:14:22 AM
หมู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๑ ตามคติสมมติเทวราช ที่สืบทอดมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา ถือเป็นสถาปัตยกรรมไทย ชิ้นเอก เป็นแม่แบบสถาปัตยกรรมทรงปราสาทที่สมบูรณ์แบบ ของไทย สร้างขึ้นด้วยฝีมือที่ประณีตวิจิตรงดงามทุกส่วน และเป็นสัญลักษณ์อันแสดงถึงเกียรติยศของแผ่นดิน ในอดีต ที่มุขเด็จของพระที่นั่งองค์นี้ เคยใช้เป็นที่ เสด็จออกให้เจ้าประเทศราชเข้าเฝ้าฯ และในโอกาสเฉลิมฉลอง กรุงเทพฯ ๒๐๐ ปี ยังได้ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระสยาม เทวาธิราชให้ประชาชนมาสักการะ ภายในพระที่นั่งยังใช้เป็นมณฑลสถานประกอบ พระราชพิธีสำคัญต่างๆ ของบ้านเมือง เช่น พระราชพิธี ฉัตรมงคล และถือเป็นธรรมเนียมในการประดิษฐาน พระบรมศพพระมหากษัตริย์ พระอัครมเหสี และพระศพ พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตลอดมา บริเวณใกล้เคียงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ยังปรากฏพระที่นั่งองค์อื่นๆ เช่น พระที่นั่งอาภรณ์พิโมกข์ ปราสาท และพระที่นั่งราชกรัณยสภา เป็นต้น หมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นสถาปัตยกรรม ที่ผสมผสานหลังคาเครื่องยอดปราสาทแบบไทยเข้ากับ อาคารแบบตะวันตกได้อย่างลงตัว จึงเป็นสัญลักษณ์แห่ง ยุคสมัยที่ไทยเริ่มพัฒนาศิลปวิทยาการ มุ่งสู่ความทัดเทียม ชาติตะวันตก ส่วนสำคัญที่สุดของพระที่นั่ง คือ ท้องพระโรงกลาง ใช้ต้อนรับพระราชอาคันตุกะและเสด็จออกให้คณะ ทูตานุทูตต่างประเทศถวายพระราชสาส์นและสาส์นตราตั้ง หรือเข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลในโอกาสต่างๆ ในรัชกาลปัจจุบัน พระที่นั่งด้านหลังของพระที่นั่ง จักรีมหาปราสาทได้ถูกรื้อลงเนื่องจากทรุดโทรมเกินจะ บูรณะ และมีการสร้างพระที่นั่งมูลสถานบรมอาสน์ พระที่นั่งสมมติเทวราชอุปบัติ และพระที่นั่งบรมราช สถิตยมโหฬารองค์ใหม่ เพื่อจัดพระราชพิธีและงานเลี้ยง รับรองระดับประเทศอย่างเป็นทางการ และยังมีพระที่นั่ง เทวารัณยสถานตามแบบโบราณราชประเพณี เพื่อเป็น พระที่นั่งโถงทรงปราสาทประจำรัชกาล 51 54-07-034_030-073_W.indd 51 2/27/12 11:14:24 AM
หมู่พระมหามณเฑียร หมู่พระมหามณเฑียรเคยเป็นสถานที่ประทับของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๖ ประกอบด้วยพระที่นั่งสำคัญ ๓ องค์ ด้วยกัน ได้แก่ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เคยเป็นสถานที่บรรทมของพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและเป็นมณฑลสถานประกอบพระราชพิธี เฉลิมพระราชมณเฑียรซึ่งเปรียบได้กับพิธีขึ้นบ้านใหม่เมื่อพระมหากษัตริย์ เสด็จขึ้นครองราชย์ มาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน พระที่นั่งไพศาลทักษิณ เคยเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ บางครั้งเป็นที่ เสวยพระกระยาหาร ที่สำคัญเป็นมณฑลสถานประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก หรือการเสด็จขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการของพระมหากษัตริย์ ภายในพระที่นั่ง มีพระวิมานประดิษฐานพระสยามเทวาธิราช พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหสูรยพิมาน เคยเป็นท้องพระโรงสำหรับ เสด็จออกขุนนางหรือเสด็จออกรับทูตานุทูตในบางโอกาส ถือเป็นธรรมเนียม ที่พระมหากษัตริย์จะเสด็จออกมหาสมาคมเป็นครั้งแรกในรัชกาล ณ พระที่นั่ง แห่งนี้ นอกจากนี้ ยังเป็นมณฑลสถานประกอบพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธี เฉลิมพระชนมพรรษา พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติ เป็นต้น หมู่พระมหามณเฑียรได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์และปลูกสร้างพระที่นั่ง และหอต่างๆ เพิ่มเติมสืบต่อมาตามการเปลี่ยนผ่านของแต่ละสมัย นอกจาก ศิลปะไทยแล้ว ยังมีอิทธิพลของศิลปะจีนเข้ามาผสมผสานกับศิลปะไทยอยู่ทั่วไป ในหมู่พระมหามณเฑียรนี้อีกด้วย พระที่นั่งราชฤดี ตั้งอยู่บริเวณชาลา ด้านตะวันออกของพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยฯ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใหม่แทนองค์เดิม ซึ่งสร้างเมื่อสมัยรัชกาลที่ ๔ เพื่อใช้เป็นที่สรงมูรธาภิเษก พระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ ประดิษฐานอยู่ด้านหน้าพระที่นั่ง บุษบกมาลามหาจักรพรรดิพิมาน ภายในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย มไหสูรยพิมาน 52 54-07-034_030-073_W.indd 52 2/27/12 11:14:27 AM
หมู่พระที่นั่งในสวนศิวาลัย ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ เขตพระราชฐานชั้นกลางฝ่ายตะวันออกเคยเป็น พื้นที่ของโรงแสงต้นและสวนอันกว้างใหญ่ เรียกกันว่าสวนขวา ซึ่งในสมัย รัชกาลที่ ๒ ปรับปรุงให้เป็นสวนแบบจีนอันสวยงาม เคยเป็นที่ตั้งของพระอภิเนาว์ นิเวศน์ พระราชมณเฑียรที่ประทับแบบสถาปัตยกรรมอิทธิพลตะวันตกของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อีกทั้งยังเคยเป็นที่ตั้งของพระพุทธ นิเวศน์ สถานที่สำหรับบำเพ็ญพระราชกุศล พื้นที่ที่เคยเป็นโรงแสงต้น รัชกาลที่ ๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระที่นั่งบรมพิมาน โดยทรงตั้งพระราชหฤทัยจะให้เป็นที่ประทับของ มกุฎราชกุมาร ซึ่งต่อมาคือรัชกาลที่ ๖ แต่มิได้เสด็จฯ มาประทับ ในปัจจุบันใช้เป็น ที่รับรองพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระที่นั่งและอาคารต่างๆ ซึ่งสร้างในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์เหลืออยู่ ไม่มากนัก เนื่องจากพื้นที่เคยเป็นสระมาก่อนมีการทรุดตัว พื้นที่ส่วนใหญ่ จึงปรับปรุงเป็นพื้นที่สวนที่เรียกว่า สวนศิวาลัย ในปัจจุบัน พระที่นั่งบรมพิมานตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือ ของบริเวณสวนศิวาลัย ๓ 53 54-07-034_030-073_W.indd 53 2/27/12 11:14:28 AM
๔ ศิลปกรรม เลิศล้ำวิจิตร เนรมิตดั่งพระวิมาน พระบรมมหาราชวัง คือเอกลักษณ์และสมบัติอันล้ำค่าของชาติ เป็นศูนย์รวมแห่งศาสตร์ ทั้งการศึกษาและการพัฒนางานศิลปกรรมอันเป็นรากเหง้า ของไทยทุกแขนงที่สรรค์สร้างขึ้นโดยช่างฝีมือชั้นครู ซึ่งพระมหากษัตริย์ ในพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์ทรงฟื้นฟูและทำนุบำรุงให้สถาพรสืบมา เพื่อเป็นเครื่องแสดงเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของชาวไทย จัดแสดงขั้นตอนการทำลวดลาย และองค์ประกอบของสถาปัตยกรรม แบบต่างๆ โดยใช้กระจกเงา สะท้อนภาพต่อเนื่องเสมือนจริง 54 54-07-034_030-073_W.indd 54 2/27/12 11:14:31 AM
งานประดับมุก เป็นงานประณีตศิลป์ ที่อาศัยความประณีตบรรจง มากที่สุดแขนงหนึ่ง งานมุกของ ไทย ใช้วิธีการตัดเปลือกหอยมุก เป็นลวดลาย เรียงลงบนพื้นผิว ที่ต้องการ จากนั้นจึงถมด้วยรัก และขัดให้เรียบ ในงานสถาปัตย กรรมใช้การประดับมุกกับศาสน สถานเท่านั้น งานประดับมุกมีความ คงทนอย่างยิ่ง เช่น บานประตู หอพระมณเฑียรธรรม วัดพระศรี รัตนศาสดาราม ซึ่งเป็นฝีมือช่าง อยุธยาตอนปลาย สมัยสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ที่ยังคง งดงาม แม้ผ่านกาลเวลานานนับ ร้อยปี นอกจากนี้ การประดับมุก ยังใช้ในการตกแต่งศิลปวัตถุ เครื่องเรือน เครื่องใช้สำหรับ ชนชั้นสูงอีกด้วย ประดับกระเบื้อง การประดับกระเบื้อง เป็นการตกแต่งสถาปัตยกรรม ตามอย่างศิลปะจีน ใช้ควบคู่กับ งานปูนปั้น การค้าขายกับจีน ในสมัยรัชกาลที่ ๒ ถึงรัชกาล ที่ ๔ ส่งผลให้กรุงรัตนโกสินทร์ รั บ อิ ท ธิ พ ล จ า ก ศิ ล ป ะ จี น มาประยุกต์ใช้ร่วมกับรูปแบบ ดั้งเดิม ปรากฏเป็นความงาม ที่ลงตัวด้วยวัสดุและโทนสีใหม่ ที่งดงามแปลกตา กระเบื้องที่นำมาประดับ สั่งมาจากจีน มีทั้งกระเบื้องสี สำเร็จรูปหรือถ้วยชามที่ช่างนำ มาติดลงทั้งชิ้นหรือตัดเป็นชิ้น เล็กๆ เพื่อติดเป็นลวดลายต่างๆ และกระเบื้องที่สั่งทำจากเมืองจีน ด้วยการส่งลายเขียนไปเป็นแบบ ห รื อ ปั้ น ขึ้ น เ พื่ อ ใ ช้ ป ร ะ ดั บ งานสถาปัตยกรรมโดยเฉพาะ 55 54-07-034_030-073_W.indd 55 2/27/12 11:14:33 AM
ลายรดน้ำ เป็นการตกแต่งพื้นผิว วัสดุให้เป็นลวดลายสีทอง ในงานสถาปัตยกรรมและเครื่องใช้ ต่างๆ ใช้วิธีการลงรักเป็นพื้นภาพ สีดำหรือสีแดง ส่วนที่เป็นลวดลาย ติดด้วยทองคำเปลว ในขั้นตอน สุดท้าย ช่างต้องทำการรดน้ำลงบน ชิ้นงาน เพื่อล้างแผ่นทองคำเปลว ให้เห็นเป็นลวดลาย จึงเรียกว่า ลายรดน้ำ ในอดีตลายรดน้ำจะใช้กับ งานเพื่อศาสนาและพระมหา กษัตริย์เท่านั้น จวบจนรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงให้เสรีภาพแก่ ประชาชนมากขึ้น จึงมีการใช้ ลายรดน้ำกันทั่วไป ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ภาพจิตรกรรมในงาน สถาปัตยกรรมไทยมักเขียนบน ฝาผนังภายในอาคารหรือเขียน ลงบนบานประตูหน้าต่าง ใช้สีฝุ่น จากวัสดุธรรมชาติ เช่น ดิน หิน บดเป็นผงผสมกับกาวที่ทำจาก หนังสัตว์ อาจปิดทองคำเปลว ในบางส่วนของภาพที่ต้องการ เน้นความสำคัญ เช่น ตัวละครเอก และปราสาทราชวัง เป็นต้น ภาพจิตรกรรมในสมัย โบราณล้วนแสดงเรื่องราวทาง พระพุทธศาสนา ใช้เส้นสายที่ อ่อนช้อย ได้สัดส่วนตามอุดมคติ มากกว่าความสมจริง จนถึงสมัย รัชกาลที่ ๔ จึงเริ่มมีจิตรกรรม ฝาผนังที่เขียนบันทึกเหตุการณ์ รวมทั้งยังนำหลักการเขียน ทัศนียภาพและแสงเงาแบบ ตะวันตกมาประยุกต์ใช้กับ จิตรกรรมไทยให้มีความสมจริง มากขึ้น 56 54-07-034_030-073_W.indd 56 2/27/12 11:14:35 AM
งานประดับกระจก เป็นงานประณีตศิลป์ที่ใช้ ประดับสถาปัตยกรรมให้ดู ระยิบระยับดั่งอัญมณีหลากสีสัน ทั้งยังเป็นความชาญฉลาด ในการปิดรักษาพื้นผิวของวัสดุ ให้คงทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ โดยการติดกระจกลงบนพื้นผิว ที่ต้องการด้วย รักสมุก (น้ำรัก ผสมเถ้าถ่านของใบตองแห้งหรือ หญ้าคาบดแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน) อาจประดับร่วมกับงานไม้แกะสลัก หรือปูนปั้นปิดทอง ซึ่งเรียกว่า การปิดทองร่องกระจก การประดับกระจก ลายลงยา การประดับกระจก ลาย ลงยา หรือ ลายยา เป็นรูปแบบ ของการประดับกระจกอย่างหนึ่ง โดยจำหลักไม้เป็นลวดลาย และ ฝังกระจกสีต่างๆ ลงในเนื้อไม้ที่ จำหลักไว้นั้น พื้นหน้าปิดทองทึบ การประดับกระจกลายลงยานี้ มีความคงทน เพราะต้องฝังกระจก ลงในเนื้อไม้ จึงไม่หลุดล่อนง่าย การประดับกระจกชนิดนี้เริ่มมีมา ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๒ ได้แก่ ฐานพระที่นั่งสนามจันทร์ที่ตั้งอยู่ ทางทิศตะวันตกของพระที่นั่ง อมรินทรวินิจฉัยมไหสูรยพิมาน ต่อมาเป็นที่นิยมในสมัยรัชกาล ที่ ๔ และรัชกาลที่ ๕ โดยใช้ ประดับพระที่นั่งอีกหลายองค์ ๔ 57 54-07-034_030-073_W.indd 57 2/27/12 11:14:37 AM
๕ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สร้างขึ้นพร้อมการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ ผู้คนมักเรียกว่า วัดพระแก้ว เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธ มหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทย 58 54-07-034_030-073_W.indd 58 2/27/12 11:14:40 AM
อาคารส่วนใหญ่ภายในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ อาทิ พระอุโบสถ ภายใน ประดิษฐานพระแก้วมรกต ใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธี ต่างๆ พระระเบียง มีภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังเรื่อง รามเกียรติ์ ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นจิตรกรรมฝาผนังที่ยาวที่สุด ในโลก พระมณฑป ประดิษฐานพระไตรปิฎกฉบับทอง ที่สังคายนาในสมัยรัชกาลที่ ๑ พระเจดีย์ทอง ที่สร้างขึ้น เพื่อแสดงพระกตัญญุตา ทรงอุทิศถวายแด่สมเด็จ พระบรมราชชนกและพระราชชนนี ในสมัยรัชกาลที่ ๓ มีการสร้าง พระเศวตกุฎาคาร วิหารยอด ซึ่งมีเอกลักษณ์อันงดงามคือหลังคาทรงมงกุฎ ประดับด้วยเครื่องกระเบื้อง ในสมัยรัชกาลที่ ๔ มีการสร้างอาคารเพิ่มเติม อีกหลายหลัง เช่น ปราสาทพระเทพบิดร ซึ่งปัจจุบัน ประดิษฐานพระบรมรูปพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ ๑ ถึง รัชกาลที่ ๘ พระศรีรัตนเจดีย์ ประดิษฐานพระบรม สารีริกธาตุ โดยยกฐานเสมอพระมณฑปและปราสาท พระเทพบิดร และมียอดสูงเท่ากันทั้ง ๓ องค์ แผนผังวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จัดแสดงด้วยเทคนิคอินเตอร์ แอคทีฟบอร์ด คือเมื่อกดที่ปุ่ม บนจุดต่างๆ จะปรากฏภาพ สถานที่บนจอฉายภาพ อาคารต่างๆ ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ๑. พระอุโบสถ๒. ซุ้มเสมา๓. หอพระมณเฑียรธรรม๔. พระมณฑป ๕. พระเจดีย์ทอง ๒ องค์ ๖. หอพระนาก๗. ศาลาราย๘. พระระเบียง๙. พระเศวตกุฎาคารวิหารยอด๑๐. พระอัษฎามหาเจดีย์๑๑. ปราสาทพระเทพบิดร๑๒. พระศรีรัตนเจดีย์๑๓. ฐานไพที ๑๔. พระเจดีย์ทรงเครื่อง ๑๕. บุษบกองค์ตะวันตก เฉียงเหนือ ๑๖. บุษบกองค์ตะวันออก เฉียงใต้ ๑๗. บุษบกองค์ตะวันตกเฉียงใต้ ๑๘. บุษบกองค์ตะวันออก เฉียงเหนือ ๑๙. พนมหมาก ๒๐. รูปหล่อสัตว์หิมพานต์ ๒๑. หอระฆัง ๒๒. พระมณฑปยอดปรางค์ ๒๓. หอพระคันธารราษฎร์ ๒๔. หอพระราชกรมานุสร ๒๕. หอพระราชพงศานุสร ๒๖. พระโพธิธาตุพิมาน ๒๗. นครวัดจำลอง ๒๘. กำแพงแก้ว ๑๐ ๑๑ ๑๖ ๑๓ ๑๗ ๑๔ ๑๙ ๘ ๒ ๒๘ ๑ ๒๔ ๒๖ ๒๕ ๑๘ ๑๕ ๑๒ ๒๗ ๔ ๙ ๖ ๒๐ ๓ ๕ ๗ ๒๓ ๒๒ ๒๑ 59 54-07-034_030-073_W.indd 59 2/27/12 11:14:43 AM
๕ 60 54-07-034_030-073_W.indd 60 2/27/12 11:14:45 AM
พระแก้วมรกต พระพุทธรูป คู่บ้านคู่เมือง ไตรภูมิ หลังการสถาปนาพระบรม มหาราชวังแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เร่งการ ก่อสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปคู่บ้าน คู่เมือง คือ พระพุทธมหามณีรัตน ปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต เพื่อเป็น ขวัญกำลังใจแก่ราษฎร ผ นั งด้ า น ห ลั ง บุ ษ บ ก ป ร ะ ดิ ษ ฐ า น พระแก้วมรกต จำลอง ภาพเขาสัตบริภัณฑ์ โดยทำเป็นภาพนูนต่ำ ตามคติไตรภูมิซึ่งเป็น คติความเชื่อที่นับเนื่อง ในทางพระพุทธศาสนา ปรากฏมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นเรื่องเกี่ยวกับการกำเนิดของโลก สวรรค์ นรก และ ภูมิสถานต่างๆ ของจักรวาล ซึ่งล้วนแต่มีผลต่อ โลกทัศน์ของคนไทยและยังส่งอิทธิพลไปถึงรูปแบบ ทางศิลปะและสถาปัตยกรรมของไทยโดยเฉพาะใน พระบรมมหาราชวัง ตลอดจนวัดวาอารามต่างๆ เช่นเดียวกับจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดารามซึ่งปรากฏเรื่องราวในไตรภูมิ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต จัดแสดงบนบุษบก ประดิษฐานพระแก้วมรกตซึ่งจำลอง จากพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ประกอบการฉายวีดิทัศน์ถ่ายทอดตำนาน พระแก้วมรกตในรูปแบบอะนิเมชั่น 61 54-07-034_030-073_W.indd 61 2/27/12 11:14:49 AM
ตำนานพระแก้วมรกต มีตำนานกล่าวถึงการสร้างพระพุทธมหามณี รัตนปฏิมากรหรือพระแก้วมรกต เล่าสืบต่อกันมาว่า เทวดาสร้างพระแก้วมรกตถวายพระอรหันต์ นามพระนาคเสน แห่งเมืองปาฏลีบุตร (ปาตลีบุตร) พระนาคเสนได้อธิษฐานอาราธนาพระบรม สารีริกธาตุให้ประดิษฐานอยู่ในองค์พระแก้วมรกต ๗ แห่ง คือในพระโมฬี พระนลาฏ พระอุระ พระอังสาทั้งสอง และ พระชานุทั้งสอง จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เล่ากันสืบมาว่า ณ เมืองเชียงราย พระแก้วมรกตได้ถูกทาปูนและลงรัก ปิดทอง ก่อนนำไปประดิษฐานไว้ในพระเจดีย์วัดป่าญะ ซึ่งปัจจุบันคือวัดพระแก้วเมืองงาม ล่วงมาถึง พ.ศ. ๑๙๗๗ เกิดฟ้าผ่าที่พระเจดีย์ เผยให้เห็นพระพุทธรูปปิดทองซ่อนอยู่ ชาวบ้านที่ไปพบ จึงอัญเชิญไปประดิษฐานในวิหารของวัดแห่งหนึ่ง กาลเวลาผ่านไป ปูนที่หุ้มองค์พระแก้วมรกต ได้กะเทาะออกที่ปลายพระนาสิก เห็นเป็นเนื้อแก้วสีเขียว ชาวบ้านจึงช่วยกันแกะปูนออกทั้งองค์แล้วพบว่า เป็นพระพุทธรูปแก้วสีเขียว ชาวบ้านจึงพากันมา กราบไหว้ ความรู้ถึงเจ้าเมืองเชียงใหม่จึงให้อัญเชิญมา เชียงใหม่ แต่ช้างที่ใช้อัญเชิญองค์พระได้หันเหไปทางลำปาง ถึงสามครั้ง จึงยอมให้อัญเชิญองค์พระไปประดิษฐานที่ ลำปางถึง ๓๒ ปี จากนั้น พระแก้วมรกตได้ไปประดิษฐาน ยังเมืองต่างๆ รวมเป็นเวลากว่า ๓๑๐ ปี กระทั่งใน พ.ศ. ๒๓๒๑ พระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ขณะมีบรรดาศักดิ์เป็นสมเด็จ เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมายัง กรุงธนบุรี สมัยธนบุรี พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ที่ โรงพระแก้ว ซึ่งเป็นโรงที่สร้างขึ้นใหม่ภายในบริเวณ พระราชวังเดิม ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑ ๒ ๔ ๕ ๕ 62 54-07-034_030-073_W.indd 62 2/27/12 11:14:50 AM
๑๐ ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระแก้วมรกต มาประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อวันจันทร์ เดือน ๔ แรม ๑๔ ค่ำ ปีมะโรง พุทธศักราช ๒๓๒๗ ๓ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ตำนานพระแก้วมรกต จัดแสดงด้วย เทคนิคการฉายภาพเคลื่อนไหว ในรูปแบบอะนิเมชั่นบนผนัง เบื้องหลังบุษบกประดิษฐาน พระแก้วมรกตจำลอง 63 54-07-034_030-073_W.indd 63 2/27/12 11:14:53 AM
๕ 64 54-07-034_030-073_W.indd 64 2/27/12 11:14:57 AM
เครื่องทรงพระแก้วมรกต มรดกงานประณีตศิลป์ หลังการสถาปนาวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มีพระราชศรัทธาสร้างเครื่องทรงถวายพระพุทธมหามณีรัตน ปฏิมากรหรือพระแก้วมรกตเป็นพุทธบูชา สำหรับฤดูร้อน และฤดูฝน ต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเครื่องทรงสำหรับฤดูหนาว เครื่องทรงพระแก้วมรกตจึงมี ๓ สำรับนับแต่นั้นมา พระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์จะทรง ประกอบพระราชพิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต เป็นประจำทุกปี หากทรงติดพระราชภารกิจอื่นใด ก็จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้านายอันเป็นพระบรมวงศ์ เสด็จฯ แทนพระองค์ การเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต ถือกำหนด เวลาดังนี้ เครื่องทรงฤดูร้อน กำหนดเปลี่ยนเครื่องทรง ในวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ หรือราวเดือนมีนาคม เครื่องทรงฤดูฝน กำหนดเปลี่ยนเครื่องทรง วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ หรือราวเดือนกรกฎาคม เครื่องทรงฤดูหนาว กำหนดเปลี่ยนเครื่องทรง วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ หรือราวเดือนพฤศจิกายน การเปลี่ยนเครื่องทรงพระแก้วมรกต ถือเป็น พระราชพิธีที่ปฏิบัติสืบมาเป็นประจำทุกปี เครื่องทรงพระแก้วมรกตจัดแสดงด้วยเทคนิค Electric-Glass โดยใช้กระแสไฟฟ้าควบคุมกระจกใส ให้กลายเป็นฝ้าในพริบตา ตามเวลาที่สัมพันธ์กับเครื่องกล ที่จัดซ่อนอยู่ภายในบุษบกจำลอง 65 54-07-034_030-073_W.indd 65 2/27/12 11:15:02 AM
เขตพระราชฐานชั้นใน มีอะไรอยู่ในนั้น ๖ พระราชฐานชั้นใน ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของพระบรมมหาราชวัง เป็นพื้นที่ เชื่อมต่อด้านหลังหมู่พระมหามณเฑียรและพระมหาปราสาท ในอดีตพระราชฐานชั้นในเป็นที่ประทับของพระมเหสีเทวี พระราชธิดา ของพระมหากษัตริย์ เจ้าจอม และข้าราชการซึ่งล้วนเป็นหญิง จึงเปรียบเป็น เมืองเล็กๆ ที่มีพลเมืองหญิงล้วนอยู่ร่วมกันได้ด้วยมีกฎระเบียบทั้งในการเข้า-ออก และการใช้ชีวิตในพระราชฐานชั้นใน โดยกำหนดเป็นแบบแผนอย่างเคร่งครัด มีเจ้านายชั้นสูงทรงเป็นผู้บังคับบัญชา และมีข้าราชการหญิงทำหน้าที่ดูแล ควบคุมต่อกันมาอย่างเป็นระบบ มีระเบียบที่ถือปฏิบัติอันเป็นต้นแบบของจารีต ประเพณีที่ดีงาม พระราชฐานชั้นในถือเป็นแหล่งอบรมกุลสตรีไทยที่เจ้านายและ ข้าราชการชั้นสูงนิยมส่งธิดามาเล่าเรียน เขียน อ่าน และอบรมความรู้ให้มี คุณสมบัติเป็นกุลสตรีที่เพียบพร้อมด้วยกิริยา มารยาท และความสามารถ ในการครองเรือน 66 54-07-034_030-073_W.indd 66 2/27/12 11:15:05 AM
ขนบประเพณีเคร่งครัด ปฏิบัติกันมาแต่อดีต ในเขตพระราชฐานชั้นในจะมีระเบียบแบบแผนที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมานาน แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างตามกาลเวลาและตามพระราชนิยม ระเบียบ แบบแผนและประเพณีนี้ คนทั่วไปเรียกกันว่า ประเพณีวัง ซึ่งมีข้อห้ามข้อปฏิบัติ ต่างๆ ดังเช่น เขตนี้ผู้ชายห้ามเข้า ห้ามบุคคลภายนอกโดยเฉพาะบุรุษเข้าเขตพระราชฐานชั้นในเด็ดขาด ยกเว้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชโอรสที่ยังมิได้ทรงประกอบ พระราชพิธีโสกันต์ เด็กชายที่มีอายุไม่เกิน ๑๐ ปี และแพทย์ชายที่ต้องเข้าไป รักษาผู้ป่วยซึ่งต้องมีพนักงานฝ่ายในคอยติดตามอย่างเคร่งครัด ปัจจุบัน ประเพณีดังกล่าวได้ผ่อนคลายไปมากแล้ว แต่ในหลักการยังห้ามมิให้บุรุษเพศ เข้าในเขตนี้อยู่ ถ้ามีความจำเป็นต้องขออนุญาตอย่างเป็นทางการ หน้าต่างจำลอง จัดแสดงวีดิทัศน์ฉายภาพ อาคารสถานที่ต่างๆ ในเขตพระราชฐาน ชั้นใน 67 54-07-034_030-073_W.indd 67 2/27/12 11:15:08 AM
โขลน ผู้พิทักษ์รักษาการณ์ฝ่ายใน โขลนเปรียบได้กับตำรวจหญิง มีหน้าที่รักษาการณ์ตามประตูเข้า-ออก หรือตามสี่แยกของถนนในวัง เพื่อดูแลความเรียบร้อย โดยมีสมเด็จพระราชินี หรือพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่ฝ่ายในทรงดูแลบังคับบัญชาต่างพระเนตรพระกรรณ จะออกจะเข้า เฝ้าอย่างระวัง ประตูวังฝ่ายในทุกจุดมีโขลนเฝ้ารักษาการณ์ เมื่อค่ำลงต้องปิดประตู ลงกลอนทั้งหมด เปิดเผื่อเหตุฉุกเฉินเพียงประตูสนามราชกิจ ที่อยู่ติดกับ พระมหามณเฑียรเท่านั้น ประตูนี้จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ประตูย่ำค่ำ กระโถนปากแตร เครื่องใช้สำหรับชนชั้นสูง จำลองด้วยเรซิ่น 68 54-07-034_030-073_W.indd 68 2/27/12 11:15:11 AM
ธรณีประตูข้ามได้ เหยียบไม่ได้ ประตูพระบรมมหาราชวังฝ่ายในจะมีบานใหญ่ ๒ บาน ซึ่งปิดไว้เสมอ และในบานใหญ่จะมีประตูเล็กเปิดปิดได้อยู่อีกบานหนึ่ง จึงทำให้ประตูเล็ก มีธรณีประตู หากเดินเข้า-ออกจะเหยียบธรณีประตูไม่ได้ ถ้าเผลอเหยียบ ต้องโดนจ่าโขลนดุและให้กราบธรณีประตูนั้น เพราะถือกันว่าธรณีประตู มีเทวดาสถิตอยู่ ด้วยเหตุนี้ประตูวังจึงต้องมีการสมโภชเป็นการภายใน ประจำทุกปี เหนือกว่าการกินหมาก คือความภูมิใจ การกินหมากเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของคนไทยสมัยโบราณ อุปกรณ์ ในการจีบพลูและกินหมากจัดเป็นงานศิลปะ หีบหมากและพานหมากที่ได้รับ พระราชทานจากพระเจ้าแผ่นดินจะงามประณีตเป็นพิเศษ เป็นเครื่องยศที่ถือ เป็นเกียรติแก่ตนเองและวงศ์ตระกูล การกินหมากของชาววัง มีความพิถีพิถันตั้งแต่วิธีจีบพลู โดยไว้หางยาวแหลม เรียกว่าพลูต่อยอด การกัดพลูจะค่อยๆ กัด ค่อยๆ เคี้ยว เวลาบ้วนน้ำหมาก ก็ต้องป้องปากบ้วนทีละน้อย และเช็ดปากด้วยผ้าทอตาหมากรุกสีแดงสลับดำ เพื่อไม่ให้เห็นคราบเปื้อนน้ำหมากชัดเจน และใช้ตรงมุมผ้าเช็ดแบบซับๆ แตะๆ ด้วยความละเมียดละไม ๖ ครกตำหมากทองเหลือง และเชี่ยนหมากเงินดุนลาย จัดแสดงอยู่ภายในส่วนพระราชฐานชั้นใน ทางขึ้นระหว่างบันได ๒ ข้าง ใต้พระที่นั่งบุษบกมาลา มหาจักรพรรดิพิมาน ภายในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย มไหสูรยพิมานทำเป็นช่องเว้าเข้าไป ภายในช่องทำเป็นรูปปั้นนูนต่ำของ ท้าวศรีสัจจา (มิ) จ่าบัว และจ่าตี ซึ่งเป็นจ่าโขลน โดยท้าวศรีสัจจา นุ่งผ้าลายแบบโจง ห่มผ้าแถบ นั่งบนตั่ง มีเครื่องประกอบยศ เช่น กระโถนทอง เชี่ยนหมากทอง เป็นต้น จ่าบัวนั่งพนมมือและจ่าตีส่งท่อนไม้ 69 54-07-034_030-073_W.indd 69 2/27/12 11:15:12 AM
แต่งกายแบบไหน ที่ว่าใช่ชาววัง สาวชาววังได้ชื่อว่าเป็นผู้นำทางด้านความงามและการแต่งกาย กิตติศัพท์นี้ใช่ว่าจะได้มาง่ายดาย เบื้องหลังคือความอุตสาหะพยายามและ ความชาญฉลาดในการคิดค้นเครื่องแต่งกายที่เหมาะกับยุคสมัย ใช้ทั้งความคิด สร้างสรรค์ ใช้ฝีมือ ใช้เวลา และความทุ่มเทในการทำความสะอาดและ เก็บรักษาผ้าให้เรียบเป็นมัน จีบที่คมสวย และเอกลักษณ์ที่สำคัญที่สุด คือ กลิ่นหอมที่กำจายไปไกล ถึงขนาดมีคำกล่าวที่ว่า สาวชาววังเมื่อนั่งลงที่ไหนก็จะหอมติดกระดาน นอกจากนี้ สาวชาววังยังมีระเบียบในการแต่งกาย โดยใช้สีผ้านุ่งและผ้าห่มเข้าชุดกันตามวัน ตลอด ๗ วันอีกด้วย การปักผ้าโดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า สะดึง ของสาวชาววังในอดีต 70 54-07-034_030-073_W.indd 70 2/27/12 11:15:15 AM
๖ อุปกรณ์ที่สาวชาววังในอดีตใช้สำหรับอบผ้า หรือเครื่องนุ่งห่มให้มีกลิ่นหอม “สาววังหลวง หอมเหมือนพวงมาลัย” เป็นภูมิปัญญาของไทยตั้งแต่ สมัยโบราณที่สืบทอดกันมาจากรุ่น สู่รุ่น โดยขั้นตอนการทำความสะอาดผ้า เริ่มจากการล้างผ้าด้วยน้ำมะพร้าว แล้วนำไปต้มด้วยลูกซัดและเปลือก ของต้นชะลูด ซึ่งทำให้ผ้าหอมและ แข็งเหมือนลงแป้ง ตามด้วยการขัด ด้วยหอยเบี้ยเพื่อให้ผ้าเรียบเป็นมันวาว แล้วจึงอัดกลีบผ้าด้วยเครื่องอัดกลีบ และเครื่องก็อปปี้ผ้า เพื่อให้มีจีบที่ คมสวย จากนั้นนำผ้าไปนึ่งด้วยเครื่องหอม และร่ำผ้า โดยนำผ้าลงอบในหีบหรือโถ ที่ปิดสนิท แล้วจุดเทียนหอมให้เกิดควัน ทิ้งไว้จนความหอมซึมเข้าเนื้อผ้า จากนั้น นำดอกไม้หรือน้ำมันหอมชุบผ้าขาว วางในหีบหรือโถ ปิดทิ้งไว้เพื่อให้ผ้ามี กลิ่นหอมนาน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญ ที่สุด เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในแบบฉบับ ของสาวชาววัง ดังร่ำลือกันเป็นสำนวนว่า พวกวังหลวง หอมเหมือนพวงมาลัย 71 54-07-034_030-073_W.indd 71 2/27/12 11:15:17 AM
อาหารในวัง สวรรค์ของนักชิม อาหารการกินเป็นสิ่งที่ชาววังให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก แม้จะเป็น อาหารเช่นเดียวกับที่คนทั่วไปรับประทาน แต่ล้วนต้องใช้แรงงานและความประณีต พิถีพิถัน เพื่อให้พร้อมทั้งรสชาติ ความสะอาด และความงดงามในรูปแบบ การตกแต่ง การให้สีสัน รวมถึงความสะดวกสบายในการรับประทาน ฝีมือชาววังที่เลื่องลือ คือการแกะสลักผักและผลไม้ เช่น มะปรางริ้ว การสลักผักเป็นรูปต่างๆ ผลไม้ที่ต้องคว้านเมล็ดและแกะสลักขนาดพอดีคำ หรือประกบกลับเป็นผลไม้เหมือนเดิมอย่างน่าอัศจรรย์ นอกจากฝีมือในการประกอบอาหารประจำ ๓ มื้อแล้ว ยังมีอาหารว่าง รับประทานเล่นทั้งคาวหวาน ซึ่งชาววังทำคราวละมากๆ เก็บใส่ขวดโหลไว้พร้อม รับประทานเสมอ 72 54-07-034_030-073_W.indd 72 2/27/12 11:15:22 AM
๖ การประดิษฐ์ดอกไม้ การประดิษฐ์ดอกไม้เป็นศิลปะที่สืบทอดมาตั้งแต่โบราณ เพื่อใช้ใน การประดับตกแต่งอาคาร สถานที่ และสิ่งเคารพบูชา เช่น มาลัย เครื่องแขวน พุ่มกรวย และตาข่าย รังสรรค์ขึ้นจากการนำดอกไม้เล็กๆ มาเรียงร้อยรวมกัน ด้วยเส้นด้าย ประดิษฐ์เป็นรูปต่างๆ อย่างประณีต งานประดิษฐ์ดอกไม้ใช้สำหรับประกอบพระราชพิธีต่างๆ นอกจากนี้ยังมี เจ้านาย พระญาติ ตลอดจนข้าราชบริพารที่ขอประทานของเนื่องในพิธีมงคล อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงาน งานโกนจุก หรืองานบวช ข้าราชบริพารฝ่ายในยังคงสืบทอดหน้าที่ในการประดิษฐ์ดอกไม้ในงาน พระราชพิธีต่างๆ สืบมาจนถึงปัจจุบัน 73 54-07-034_030-073_W.indd 73 2/27/12 11:15:26 AM
74 เรืองนาม ๓ มหรสพศิลป์ 54-07-034_074-119_W.indd 74 2/27/12 11:15:56 AM
75 เรืองนาม มหรสพศิลป์ มหรสพ นับเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งซึ่งได้รับการรังสรรค์ และสืบทอดต่อกันมาเป็นเวลายาวนาน โดยเฉพาะที่ได้รับการอุปถัมภ์ ทำนุบำรุงจากพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี จนกลายเป็น วัฒนธรรมที่งดงามและล้ำค่า ความอ่อนช้อยในท่วงท่าและวิธีการ ร่ายรำ ประกอบกับทำนองเพลงที่บรรเลงได้อย่างไพเราะและเป็น เอกลักษณ์ ล้วนแสดงถึงความมีศิลปะและความเป็นศิลปินของชาวสยาม ถือเป็นความภูมิใจที่ควรรักษาไว้ให้เป็นมรดกศิลป์ประดับแผ่นดินสืบไป 54-07-034_074-119_W.indd 75 2/27/12 11:15:58 AM
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงคุ้นเคยกับราชสำนักกรุงศรีอยุธยามานานถึง ๑๕ ปี มีความรู้ความสามารถในสรรพวิชาการ ทั้งด้านราชการ ด้านวรรณศิลป์ และด้านนาฏศิลป์เป็นอย่างมาก จึงเอื้อต่อ การฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมของกรุงรัตนโกสินทร์ในปฐมกาล เมื่อการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์สำเร็จและ แผ่อาณาจักรออกไปอย่างกว้างขวาง ก็ย่อมมีการประกอบ 76 54-07-034_074-119_W.indd 76 2/27/12 11:16:00 AM
พระราชพิธีต่างๆ และเฉลิมฉลองหรือสมโภชตามธรรมเนียม และเพื่อบำรุงขวัญแก่ราษฎร มหรสพและการละเล่น นานาชนิดจึงได้รับการฟื้นฟูขึ้นอีกครั้ง ในโอกาสการสมโภช การก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ มีการละเล่นมากมาย อาทิ ระเบง โมงครุ่ม กุลาตีไม้ กระอั้ว หนัง โขน ละคร ระบำ งิ้ว หุ่น มโหรี ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของนาฏศิลป์ทุกแขนงที่รวม เรียกว่ามหรสพให้เข้ามาโลดแล่นควบคู่ไปกับวิถีชีวิตของ ชาวไทยอีกครั้ง ห้องวีดิทัศน์จัดแสดงด้วยเทคนิค การฉายภาพเคลื่อนไหวประกอบ อะนิเมชั่นบนจอ ๓๖๐ องศา 77 54-07-034_074-119_W.indd 77 2/27/12 11:16:01 AM
แ ผ น ผั ง ห้องเรืองนามมหรสพศิลป์ ทางเข้า ๖ ๒ ๑ ๑ ๒ ๖ ๗ ๘ ๗ ห้องฉายภาพบนจอ ๓๖๐ องศา ภาษาท่าทางโขน วิวัฒนาการมหรสพ ในอุษาคเนย์ การแต่งกายโขน รำ ระบำ ละคร 78 54-07-034_074-119_W.indd 78 2/27/12 11:16:03 AM
ทางออก ๓ ๖ ๓ ๕ ๑๐ ๔ ๙ ๘ ๕ ๑๐ ๙ ๔ ๘ หนังใหญ่ โขน ความเป็นมาของมหรสพสมัยรัตนโกสินทร์ และโอกาสในการแสดงมหรสพ หัวโขน หุ่น 79 54-07-034_074-119_W.indd 79 2/27/12 11:16:06 AM
80 54-07-034_074-119_W.indd 80 2/27/12 11:16:09 AM
มหรสพเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทยมาช้านาน มีต้นเค้าจาก การรำบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าป่าเจ้าเขา ผี เทพเทวดา เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และเพื่อวิงวอนขอความผาสุกของชีวิตและขจัดโรคภัยต่างๆ ส่วนอีกทางหนึ่ง น่าจะมาจากการฟ้อนรำเพื่อพักผ่อนหย่อนใจตามวัฒนธรรมเกษตรกรรม เริ่มจากการออกท่าทางง่ายๆ วาดวงแขน ม้วนมือ หรือย่ำเท้าตามจังหวะดนตรี วิวัฒนาการจนมีความละเอียดลออมากยิ่งขึ้น และแตกแขนงแบ่งสายออกไป หลายชนิด จากระบำ รำ เต้น เป็นมหรสพ จากพิธีกรรมสู่ความบันเทิง ๒ 81 54-07-034_074-119_W.indd 81 2/27/12 11:16:12 AM
ตัวหนังอันอลังการด้วยลวดลายวิจิตรเกิดจากฝีมือของช่างฉลุ ประกอบกับลีลาการเชิดที่ผู้เชิดต้องขยับร่างกายและตัวหนังให้เคลื่อนไหว สอดคล้องกับบทบาทและอารมณ์ของตัวละคร ซึ่งแต่ละตัวละครจะมีท่าเชิด ที่เป็นแบบแผนเฉพาะของตัวเอง เสียงดนตรีของวงปี่พาทย์ก็เป็นส่วนประกอบ ที่ขาดไม่ได้ของหนังใหญ่ การพากย์จะทำให้คนดูเข้าใจและสนุกกับเรื่องราว ผู้เชิดกับผู้พากย์ต้องทำงานประสานกันให้เข้าจังหวะและสื่ออารมณ์ที่ต้องการ ผู้พากย์จึงต้องใช้ไหวพริบปฏิภาณและมีทักษะในการเล่าเรื่องเป็นอย่างดี องค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ได้หลอมรวมกันเป็นการแสดงที่มีเอกลักษณ์และ มนต์เสน่ห์อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนาน ๕๘ หนังใหญ่ ๓ ผืนหนังอลังการ ผสานด้วยเสียงวงปี่พาทย์ 82 54-07-034_074-119_W.indd 82 2/27/12 11:16:15 AM
สร้างวัฒนธรรมร่วม หนังเป็นมหรสพเก่าแก่มีกล่าวไว้ในกฎมณเฑียรบาล พ.ศ. ๑๙๐๑ ซึ่งคงมีอายุเก่าแก่กว่านั้นมาก เดิมเรียกว่า “หนัง” ต่อมาจึงเปลี่ยนมาเรียกว่า “หนังใหญ่” เพื่อไม่ให้ สับสนกับหนังเล็ก คือ หนังตะลุง ราชสำนักโบราณก่อนกรุงศรีอยุธยาได้จัดให้เล่น หนังใหญ่ในงานสมโภชและงานเทศกาลต่างๆ เพื่อให้ ประชาชนที่อยู่ร่วมกันหลากหลายเชื้อชาติมีสำนึกเป็น อันหนึ่งอันเดียวกันทางสังคมและวัฒนธรรม อีกทั้ง เป็นการส่งเสริมฐานานุภาพของพระเจ้าแผ่นดิน ครั้นล่วงมาถึงรัชกาลที่ ๑ หนังยังคงอยู่ในทำเนียบ มหรสพในการพระราชพิธีและการสมโภชต่างๆ มีทั้งหนัง กลางคืนและหนังกลางวัน และยังแพร่หลายไปในภูมิภาค ต่างๆ ของสยามประเทศ หนังคู่จอ สถานที่เล่นหนังต้องมีจอ คือผ้าขาว ทำขอบ ๔ ด้าน ด้วยผ้าแดง ขึงกับโครงไม้ไผ่ ๔ ลำ ดังบทพากย์หนังว่า ตัดไม้มาสี่ลำ ปักขึ้นทำเป็นจอ สี่มุมแดงยอ กลางก็ดาด ด้วยผ้าขาว ด้านหลังของจอมีกองไฟหรือร้านเพลิงเพื่อสุมไฟ ให้เกิดแสงเงาจากตัวหนัง ซึ่งมีลวดลายวิจิตรทาบไปที่จอ เช่นมีบทพากย์ว่า เร่งเร็วเถิดนายไต้ เอาเพลิงใส่เข้าหนหลัง ส่องแสงอย่าให้บัง จะเล่นให้ท่านทั้งหลายดู เล่นเฉพาะเรื่องรามเกียรติ์ รามเกียรติ์ฉบับสยามมีต้นเรื่องมาจากรามายณะ ฉบับภาษาทมิฬในอินเดียใต้ ที่มาพร้อมกับการติดต่อ ค้าขายและการเผยแผ่ศาสนา รามเกียรติ์เป็นเรื่องราวปางหนึ่งในสิบปางของ พระนารายณ์ที่อวตารมาปราบยุคเข็ญ มีชื่อว่า รามาวตาร ราชสำนักสยามเผยแพร่เรื่องรามเกียรติ์ให้เป็นที่รู้จัก อย่างกว้างขวาง โดยการเล่นเป็นหนังใหญ่ ชาวสยาม ทั้งหลาย จึงรู้เรื่องรามเกียรติ์จากการดูหนัง เรื่องที่ใช้เล่นหนังมีอยู่เรื่องเดียว คือ รามเกียรติ์ แม้จะมีหลักฐานกล่าวถึงในสมุทรโฆษคำฉันท์ ว่าแต่ง บทหนังใหญ่เรื่องอนิรุทธ์ แต่ก็ไม่ปรากฏหลักฐานของ การแสดง 83 54-07-034_074-119_W.indd 83 2/27/12 11:16:16 AM
โขน เรื่องราวคึกคัก สนุกกับยักษ์และลิง โขนเป็นการละเล่นของชายล้วนที่อยู่ในราชสำนัก มาแต่แรกเริ่ม มีไว้สำหรับเล่นในการพระราชพิธี ผู้ที่ได้รับ การฝึกหัดให้เป็นโขนคือมหาดเล็กหลวง จึงเรียกว่า “โขน หลวง” จวบจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์แล้ว ทรงฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมทุกด้าน สำหรับการแสดงโขนนั้น พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เจ้านายและขุนนาง ผู้ใหญ่หัดโขนได้โดยไม่ทรงห้ามปราม เจ้านายและ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จึงได้ฝึกหัดโขนเพื่อประดับเกียรติ ของตน เรียกว่า “โขนบรรดาศักดิ์” จึงเกิดมีโขนขึ้น หลายโรงเล่นประชันกัน เป็นเหตุให้ศิลปะการแสดงโขน แพร่หลายเป็นที่นิยมของประชาชนเป็นอย่างมาก ๕๘ จิตรกรรมฝาผนังเรื่อง รามเกียรติ์ ที่พระระเบียง วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ดำเนินเรื่องตามพระราชนิพนธ์ รามเกียรติ์ ในรัชกาลที่ ๑ จัดแสดงเรื่องย่อ รามเกียรติ์ ด้วยเทคนิคอะนิเมชั่น ๔ 84 54-07-034_074-119_W.indd 84 2/27/12 11:16:20 AM
บทละครและสมุดไทย เรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑ รามเกียรติ์ ยอดวรรณกรรมแห่งยุค เรื่องที่นิยมนำมาแสดงโขน คือเรื่อง “รามเกียรติ์” แม้บางครั้งมีการแสดงเรื่องอื่นบ้าง แต่ไม่ได้รับความนิยม รามเกียรติ์เป็นวรรณคดีสำคัญของไทยและเป็นที่รู้จักกัน อย่างแพร่หลาย เนื้อเรื่องมีคติสอนใจและให้แง่คิดในด้าน ต่างๆ สอดแทรกอยู่เป็นอันมากตามหลักนิยมของอินเดีย สำนวนกลอนในเรื่องรามเกียรติ์มีความไพเราะตามหลัก นิยมของไทย คติในรามเกียรติ์มีบทบาทสำคัญต่อ การพัฒนาของบ้านเมืองในดินแดนสยามที่มีความก้าวหน้า ขึ้นเป็นแว่นแคว้นหรือ “รัฐ” อันรุ่งเรือง ดังมีร่องรอยอยู่ ตอนต้นเรื่องตามพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๑ จากหนังใหญ่มาเป็นโขน หนังใหญ่เล่นเรื่องรามเกียรติ์เผยแพร่ให้แก่ ประชาชนมาก่อนเป็นเวลาช้านาน แต่หนังใหญ่เป็นเพียง ภาพนิ่งที่ปรากฏบนจอ ต่อมาจึงมีระบำออกมาเล่นสลับ หนังใหญ่เพื่อให้น่าชมยิ่งขึ้น เรียกว่า เล่นหนังระบำ หรือ หนังจับระบำหน้าจอ นานเข้าระบำก็ค่อยๆ ออกมาเล่น แทนตัวหนัง การเล่นสลับกันแบบนี้ มักเรียกว่า “หนังติดตัวโขน” นานเข้าก็เล่นแทนหนังใหญ่ทั้งเรื่อง แล้วเรียกชื่อ “โขน” ที่มาจากรากศัพท์เช่นเดียวกับ “ละคร” เครื่องแต่งกายชักนาคดึกดำบรรพ์ ผันมาเป็นโขน ชักนาคดึกดำบรรพ์เป็นการแสดงในพระราชพิธี อินทราภิเษกที่สืบเนื่องกันมาเพื่อเทิดพระเกียรติ พระจักรพรรดิราชที่เกี่ยวข้องกับเรื่องรามเกียรติ์ จึงมี ผู้แสดงแต่งกายเป็นอสูร เทวดา พาลี สุครีพ วานรบริวาร ตลอดจนเทพเจ้าต่างๆ เช่น พระอิศวร พระนารายณ์ พระอินทร์ และเป็นต้นแบบการแต่งกายของผู้แสดงโขน ต่อมา สรรพยุทธ-สรรพคิลา ปรับท่าเป็นโขน โขนได้ลอกเลียน “ท่าจับ” ซึ่งเป็นท่าขึ้นรบแบบต่างๆ ที่ปรากฏในหนัง มาใส่ไว้ในการเล่นโขนให้ได้จริงตามที่ช่าง ทำเป็นหนังไว้ ซึ่งเป็นท่าที่ฝืนธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ ตัวโขน จึงต้องฝึกวิชาระบำรำเต้นในกระบวนสรรพยุทธ อันหมายถึง การต่อสู้ด้วยอาวุธหรือที่เรียกว่า กระบี่กระบองและสรรพคิลา อันหมายถึง การกีฬาที่เกี่ยวข้องกับการต่อสู้ เพื่อให้ เคลื่อนไหวด้วยลีลาฟ้อนเต้นอันเป็นพื้นฐานดั้งเดิมของ ประชาชนในภูมิภาคนี้ อันเจ้าลงกากรุงไกร นั้นได้แก่ช้างงารี มารษาอาธรรม์พ้นนัก ไปลอบลักพาเมียเขาหนี ฝ่ายองค์พระรามสามี คือชีโฉดชั่วสามานย์ เมียรักของตัวผู้เดียว ทิ้งไว้ให้เปลี่ยวในไพรสาณฑ์ ครั้นหายเที่ยวหาไม่พบพาน จนต้องรอนราญวุ่นไป 85 54-07-034_074-119_W.indd 85 2/27/12 11:16:25 AM
๕๘ หัวโขนที่ผู้เล่นโขนใช้สวมหัว เพื่อแสดงเป็นตัวละคร ต่างๆ เป็นงานศิลปกรรมประเภทประณีตศิลป์ เป็นงาน หัตถศิลป์ที่ประดิษฐ์ประดับด้วยลวดลายอันวิจิตร มีการ ปิดทองประดับแววและเขียนหน้า ปั้นลาย แสดงเส้น ให้ปรากฏเป็นความรู้สึกทางอารมณ์อย่างชัดเจน และ ที่สำคัญคือมีกรรมวิธีหลายขั้นตอน ซึ่งแต่ละขั้นตอน ต้องใช้ความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคและฝีมือเป็นอย่างสูง ด้วยตัวละครในคู่สงครามที่มีสมัครพรรคพวก จำนวนมากด้วยกัน ตัวโขนที่ออกแสดงจึงมีจำนวนมาก และต้องสวมใส่หัวโขนที่ประดิษฐ์ให้มีลักษณะ ลวดลาย และสีสันวรรณะแตกต่างกัน แต่แม้จะมีการบัญญัติและ ประดิษฐ์หัวโขนให้มีลักษณะมงกุฎแตกต่างกัน ก็ยังไม่วาย ที่จะซ้ำกัน โบราณาจารย์ท่านจึงบัญญัติให้ทำปากและ ตาให้แตกต่างกันออกไปอีก แต่กระนั้นก็ยังมีลักษณะซ้ำกัน จึงต้องบัญญัติให้มีสีแตกต่างไปอีกชั้นหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ สีจึงเป็นส่วนสำคัญในลักษณะและความแตกต่างของ หัวโขน ถ้าระบายสีผิดเพี้ยนไป หัวโขนอาจซ้ำกันและเข้าใจ ว่าเป็นตัวเดียวกันได้ถ้าบังเอิญมีสีคล้ายกันหรือบางตัว อาจมีสีเดียวกัน ผู้ชมต้องสังเกตจากอาวุธที่ถือเป็น ส่วนประกอบอีกอย่างหนึ่ง หัวโขน ๕ 86 54-07-034_074-119_W.indd 86 2/27/12 11:16:26 AM
87๕๙ 54-07-034_074-119_W.indd 87 2/27/12 11:16:28 AM
๕๘ หัวโขนตัวละครฝ่ายกรุงอโยธยา หนุมาน พงศ์ วานร คุณสมบัติเฉพาะตัว หาวเป็นดาวเป็นเดือน ไม่มีวันตาย เพราะเมื่อลมพัดโดนกายก็จะฟื้น มีกุณฑล ขนเพชร เขี้ยวแก้ว เวลาแผลงฤทธิ์จะมี ๔ พักตร์ ๘ กร อุปนิสัย ชอบทำหน้าที่เกินคำสั่ง เจ้าชู้ ลักษณะหัวโขน ไม่สวมมงกุฎ ตาโพลง ปากอ้า สีกาย สีขาว อาวุธประจำตัว ตรี พระลักษมณ์ พงศ์ กษัตริย์ เดิมคือบัลลังก์นาคของ พระนารายณ์ อวตารลงมาช่วยพระราม อุปนิสัย มีความรักพี่น้อง ซื่อสัตย์ต่อพระราม และนางสีดา ลักษณะหัวโขน สวมมงกุฎยอดชัย สวมมงกุฎยอดบวช เวลาทรงพรต ๑ พักตร์ ๒ กร สีกาย สีทอง อาวุธประจำตัว พระขรรค์ พระราม พงศ์ กษัตริย์ เดิมคือพระนารายณ์อวตาร ลงมาเกิดเพื่อปราบทศกัณฐ์ คุณสมบัติเฉพาะตัว เวลาแสดงอิทธิฤทธิ์จะปรากฏเป็น ๔ กร ทรงอาวุธ ตรี คฑา จักร สังข์ อุปนิสัย มีความรักพี่น้องและซื่อสัตย์ต่อนางสีดา ลักษณะหัวโขน สวมมงกุฎยอดชัย สวมมงกุฎยอดบวช เวลาทรงพรต ๑ พักตร์ ๒ กร สีกาย สีเขียวนวล อาวุธประจำตัว ศร 88 54-07-034_074-119_W.indd 88 2/27/12 11:16:32 AM
๕๙ องคต พงศ์ วานร คุณสมบัติเฉพาะตัว เชี่ยวชาญการรบ แปลงกายได้ อุปนิสัย เด็ดเดี่ยว อาจหาญ ลักษณะหัวโขน สวมมงกุฎยอดสามกลีบ ตาโพลง ปากหุบ สีกาย สีเขียว อาวุธประจำตัว พระขรรค์ พิเภก พงศ์ ยักษ์ คุณสมบัติเฉพาะตัว มีความรู้ทางด้านโหราศาสตร์ มีกระดานโหรประจำกาย อุปนิสัย มีความซื่อตรง จิตใจงาม ลักษณะหัวโขน สวมมงกุฎน้ำเต้า ตาจระเข้ ปากแสยะ เขี้ยวทู่ ๑ พักตร์ ๒ กร สีกาย สีเขียว อาวุธประจำตัว กระบอง สุครีพ พงศ์ วานร คุณสมบัติเฉพาะตัว เนรมิตกายได้ อุปนิสัย มีปัญญาดี มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดี และเป็นผู้เสียสละ ลักษณะหัวโขน สวมมงกุฎยอดบัด ตาโพลง ปากอ้า สีกาย สีแดง อาวุธประจำตัว พระขรรค์ ๕ 89 54-07-034_074-119_W.indd 89 2/27/12 11:16:34 AM
๕๘ หัวโขนตัวละครฝ่ายกรุงลงกา ทศกัณฐ์ พงศ์ ยักษ์ คุณสมบัติเฉพาะตัว สามารถถอดดวงใจได้ อุปนิสัย เจ้าชู้ มักมากในกามารมณ์ ใจคอโหดเหี้ยม ลักษณะหัวโขน สวมมงกุฎยอดชัย (ศีรษะทศกัณฐ์ มีทั้งสีเขียวและสีทอง ในการทำสงคราม ครั้งสุดท้าย ได้แปลงเป็นพระอินทร์ โดยทำเป็นหน้าพระ ๓ ชั้น สีเขียว มีเขี้ยว ดอกมะลิ) ปากแสยะ เขี้ยวโง้ง ตาโพลง ๑๐ พักตร์ ๒๐ กร สีกาย สีเขียว อาวุธประจำตัว ศร กุมภกรรณ พงศ์ ยักษ์ คุณสมบัติเฉพาะตัว มีวาจาคมคายเฉียบแหลม ชาญฉลาด อุปนิสัย ตั้งอยู่ในสัจธรรม รักความยุติธรรม รักความสะอาด ลักษณะหัวโขน สวมกระบังหน้าไม่มีมงกุฎ หัวโล้น ปากแสยะ ตาโพลง เขี้ยวโง้ง มี ๔ พักตร์ (หน้าปกติ ๑ หน้า และอีก ๓ หน้า อยู่ด้านหลัง) ๒ กร สีกาย สีเขียว อาวุธประจำตัว หอกโมกขศักดิ์ อินทรชิต พงศ์ ยักษ์ คุณสมบัติเฉพาะตัว สามารถแปลงกายเป็นพระอินทร์ได้ และเมื่อตายถ้าศีรษะตกถึงพื้น จะเกิดไฟไหม้โลก อุปนิสัย มีความรับผิดชอบในหน้าที่ ลักษณะหัวโขน สวมชฎามนุษย์หรือชฎายอดกาบไผ่เดินหน แบบพระอินทร์ ตาโพลง ปากขบ เขี้ยวคุด (ดอกมะลิ) มีจอนหู ๑ พักตร์ ๒ กร สีกาย สีเขียว อาวุธประจำตัว ศร 90 54-07-034_074-119_W.indd 90 2/27/12 11:16:37 AM
๕ ๕๙ ไมยราพ พงศ์ ยักษ์ คุณสมบัติเฉพาะตัว สามารถถอดดวงจิตได้ อุปนิสัย มีความทะนงในฤทธิ์ตน ดื้อรั้น ลักษณะหัวโขน สวมมงกุฎยอดกระหนก ตาจระเข้ ปากขบ เขี้ยวทู่ ๑ พักตร์ ๒ กร สีกาย สีม่วงอ่อน อาวุธประจำตัว กล้องเป่ายา วิรุญจำบัง พงศ์ ยักษ์ คุณสมบัติเฉพาะตัว หายตัวได้ ลักษณะหัวโขน สวมมงกุฎยอดหางไก่ ตาจระเข้ ปากขบ ๑ พักตร์ ๒ กร สีกาย สีมอหมึก อาวุธประจำตัว หอก แสงอาทิตย์ พงศ์ ยักษ์ ลักษณะหัวโขน สวมมงกุฎยอดกระหนก ตาจระเข้ ปากขบ เขี้ยวทู่ ๑ พักตร์ ๒ กร สีกาย สีแดงชาด อาวุธประจำตัว ศรและแว่นแก้ววิเศษ ส่องให้เกิดไฟไหม้ได้ 91 54-07-034_074-119_W.indd 91 2/27/12 11:16:40 AM
จัดแสดงด้วยวีดิทัศน์ ซึ่งฉายบนจอภาพรูปวงรี ประยุกต์เป็นรูปทรงเดียวกับกระจกส่องหน้า ของโต๊ะเครื่องแป้งโบราณ โดยสามารถ กดปุ่มเลือกชมการแต่งกายของตัวละคร ได้ตามอัธยาศัย 92 54-07-034_074-119_W.indd 92 2/27/12 11:16:43 AM
การแต่งกายโขน เนื่องด้วยโขนแสดงเรื่องราวของชนชั้นกษัตริย์ การแต่งกายจึงมีความวิจิตรใกล้เคียงกับเครื่องทรง ของกษัตริย์ โขน “ทรงเครื่อง” แต่แรกมีการประดิษฐ์เครื่องแต่งตัวชุดนายโรง หรือ “ตัวพระ” ขึ้นก่อน และมีตัวละครแต่งกายแบบนี้ อยู่เพียงคนเดียว จึงเรียกว่า “ตัวยืนเครื่อง” และเรียก เครื่องแต่งกายแบบตัวพระว่า “ยืนเครื่อง” เครื่องประดับศีรษะ ต่อมาไม่ว่าจะเป็นตัวเอกหรือตัวรองก็แต่งยืนเครื่อง ทั้งนั้น ต่างกันก็แต่เครื่องประดับศีรษะ ซึ่งเป็นแบบฉบับ ของเครื่องแต่งกายโขนละครที่ใช้สืบมาจนถึงสมัยปัจจุบัน สีเสื้อ สีผิว การสวมเสื้อแขนยาวของตัวโขนนั้น นอกจาก สวมให้ครบตามแบบของเครื่องแต่งกายยืนเครื่องพระแล้ว สีของเสื้อที่สวมยังเป็นการบ่งบอกถึงสีผิวของโขนตัวนั้นๆ อีกด้วย เช่น ทศกัณฐ์ พระราม กุมภกรรณ อินทรชิต พระอินทร์ มีผิวกายสีเขียวตามพงศ์ ในเรื่องรามเกียรติ์ ก็สวมเสื้อสีเขียว ยักษ์หรือลิงที่มีผิวกายสีใดก็สวมเสื้อสีนั้น ผ้านุ่ง ส่วนผ้านุ่งของผู้แสดงโขน ผู้จัดเครื่องแต่งกายโขน จะจัดสีของผ้านุ่งให้ตัดกับสีเสื้อ เช่น เสื้อสีเขียวให้นุ่งผ้า สีแดง เสื้อสีแดงให้นุ่งผ้าสีเขียว เป็นต้น ๖ 93 เครื่องต้น-เครื่องโขนละคร มีผู้ศึกษาเปรียบเทียบเครื่องแต่งตัวโขนละคร และพบว่ามีความใกล้เคียงกับเครื่องต้นของพระมหา กษัตริย์ เช่น ฉลองพระกรน้อย ฉลองพระองค์สีย่นนอก รัดพระองค์หนามขนุน รัดพระองค์แครง และพระภูษา ริ้ววรวะหยี่จีบโจง เป็นต้น จึงมีพระราชกำหนด ห้ามไม่ให้สร้างเครื่องแต่งตัวโขนละครเลียนแบบ เครื่องต้น แต่พระราชกำหนดดังกล่าวได้คลาย ความเข้มงวดลงในเวลาต่อมา ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้มี การนำเครื่องแต่งตัวละครมาผสมด้วย ดังที่ปรากฏอยู่ ในปัจจุบัน พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์เครื่องต้น 54-07-034_074-119_W.indd 93 2/27/12 11:16:44 AM
เ ค รื่ อ ง แ ต่ ง ก า ย พ ร ะ กำไลเท้า สนับเพลา คันศร สังวาล อินทรธนู อุบะ หรือพวงดอกไม้ (ขวา) ดอกไม้ทัด (ขวา) กำไลแผง หรือทองกร ปะวะหล่ำ แหวนรอบ ธำมรงค์ ห้อยหน้า หรือชายไหว สุวรรณกระถอบ หรือ สุวรรณกัญจน์ถอบ ผ้านุ่ง หรือภูษา ตาบทิศ รัดสะเอว เข็มขัด หรือปั้นเหน่ง เสื้อ หรือฉลององค์ ทับทรวง กรองคอ หรือนวมคอ จอนหู หรือกรรเจียก หรือกรรเจียกจร ดอกไม้เพชร (ซ้าย) ชฎา ห้อยข้าง หรือเจียระบาด หรือชายแครง 94 54-07-034_074-119_W.indd 94 2/27/12 11:16:51 AM
ดอกไม้ทัด (ซ้าย) อุบะ หรือพวงดอกไม้ (ซ้าย) ธำมรงค์ กรองคอ หรือนวมนาง ผ้าห่มนาง พาหุรัด แหวนรอบ กำไลตะขาบ กำไลสวม หรือทองกร เข็มขัด หรือปั้นเหน่ง ผ้านุ่ง หรือภูษา กำไลเท้า สะอิ้ง เสื้อใน จี้นาง หรือตาบทับ จอนหู หรือกรรเจียก หรือกรรเจียกจร มงกุฎ ปะวะหล่ำ เ ค รื่ อ ง แ ต่ ง ก า ย น า ง ๖ 95 54-07-034_074-119_W.indd 95 2/27/12 11:16:55 AM
เ ค รื่ อ ง แ ต่ ง ก า ย ยั ก ษ์ ห้อยหน้า หรือชายไหว ห้อยข้าง หรือเจียระบาด หรือชายแครง กำไลเท้า สนับเพลา ผ้านุ่ง หรือภูษา ตาบทิศ รัดสะเอว หรือรัดองค์ สังวาล รัดอก เสื้อ หรือฉลององค์ ทับทรวง กรองคอ หรือนวมคอ ธำมรงค์ คันศร เข็มขัด หรือปั้นเหน่ง กำไลแผง หรือทองกร พวงประคำคอ แหวนรอบ อินทรธนู หัวทศกัณฐ์ 96 54-07-034_074-119_W.indd 96 2/27/12 11:17:01 AM