The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ebookcha, 2023-04-03 05:26:47

อัญมณีของมหานคร นิทรรศน์รัตนโกสินทร์

เมืองไทย

Keywords: เม,ืองไทย

เ ค รื่ อ ง แ ต่ ง ก า ย ลิ ง แหวนรอบ หัวหนุมาน ทับทรวง เข็มขัด หรือปั้นเหน่ง กำไลแผง หรือทองกร ปะวะหล่ำ แหวนรอบ สนับเพลา กำไลเท้า ห้อยหน้า หรือชายไหว ห้อยข้าง หรือเจียระบาด หรือชายแครง ตาบทิศ สังวาล พาหุรัด กรองคอ หรือนวมคอ ผ้านุ่ง หรือภูษา เสื้อ ในที่นี้สมมติเป็นขนตามตัวของลิง ๖ 97 54-07-034_074-119_W.indd 97 2/27/12 11:17:05 AM


๕๘ แอบดูลิง แอบดูลิง จัดแสดงด้วยวีดิทัศน์ ฉายท่าทางของโขนตัวลิง สามารถชมได้โดยมองผ่าน ช่องเลนส์ขนาดเล็กบนผนัง ซึ่งเขียนลวดลายคล้ายขนลิง ตามที่ปรากฏบนเครื่องแต่งกาย ของตัวโขน อิริยาบถลิงเป็นสิ่งที่สร้างสีสันในการรับชมโขนได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากผู้ประดิษฐ์ท่าทางได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยพยายามลอกเลียนอากัปกิริยา ของลิง ประยุกต์กับการเคลื่อนไหวแบบนาฏศิลป์โดยยังคงความเป็นธรรมชาติ ไว้มากที่สุด จึงทำให้ลิงเป็นตัวละครที่มีเอกลักษณ์ ดูน่ารัก น่าจดจำ แตกต่าง จากท่าทางของตัวละครอื่นๆ 98 54-07-034_074-119_W.indd 98 2/27/12 11:17:07 AM


ภาษาท่าทางโขน ยักษ์อาย การที่เราเห็นผู้เล่นโขนออกมาเต้นและรำอยู่เป็นเวลานานนั้น ก็คือ ผู้แสดงโขนกำลังพูดอยู่ เพราะท่าเต้นท่ารำนั้นเป็นหัวใจของโขนเสมือนเป็น ภาษาพูด ถ้าเรารู้ภาษาโขน เราก็ย่อมเข้าใจความหมาย ยิ่งศิลปินผู้เล่นโขน เป็นผู้ได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดีและมีฝีไม้ลายมือในการส่งภาษานาฏศิลป์ ด้วยแล้ว รสสนุกในการดูก็จะทวียิ่งขึ้นเช่นเดียวกับเราไปฟังนักพูดคารมดี ฉะนั้นถ้าเราดูโขนรู้เรื่องแล้ว บางทีเราจะเห็นว่าโขนออกรสสนุกและไม่น่าเบื่อ และหากผู้เล่นโขนหรือละครรำคนใดสามารถเต้นและรำให้ถูกต้องงดงาม และสามารถสื่ออารมณ์ของตัวละครออกมาอย่างพอดีได้ ผู้นั้นก็จะได้รับยกย่อง ว่าเป็นผู้ที่ “ตีบทแตก” การเล่นโขนจะต้องแสดงท่าให้ ประสานกลมกลืนกันไปกับ จั ง ห ว ะ ข อ ง ค ำ พ า ก ย์ คำเจรจา คำขับร้อง และ เพลงหน้าพาทย์ ซึ่งเป็น หลักสำคัญของการเต้น การรำ ท่าทางที่นำมาแสดง เหล่านั้นจึงงดงามแตกต่างไปจากกิริยา ท่าทางสามัญของมนุษย์ ภาษาท่าทาง ที่สามารถสื่อสารให้ผู้ชมเข้าใจได้แบ่งออก เป็น ๓ ประเภท คือ ๑. ท่าทางที่ใช้แทนคำพูด เช่น รับ ปฏิเสธ สั่ง เรียก ไป มา ฯลฯ ๒. ท่าแสดงกิริยาอาการหรือ อิริยาบถ เช่น เดิน นั่ง นอน เคารพ ฯลฯ ๓. ท่าที่แสดงอารมณ์ภายใน เช่น รัก โกรธ ดีใจ เสียใจ ร่าเริง ฯลฯ เมื่อดึงแผ่นป้ายขึ้น จะปรากฏภาพตัวละคร แสดงกิริยาท่าทางโขน ตามที่เขียนไว้บนป้าย ๗ 99 54-07-034_074-119_W.indd 99 2/27/12 11:17:11 AM


๕๘ รำ ภาษานาฏศิลป์เพื่อสุนทรียรส รำ หรือการฟ้อนที่มีมาแต่โบราณในเหล่ามนุษย์ทุกชาติทุกภาษา คำเหล่านี้ หมายถึง ลีลาการเคลื่อนไหวทุกส่วนของร่างกายตั้งแต่ศีรษะ ไหล่ แขน ลำตัว จนถึงเท้า ให้ประสานกลมกลืนกับจังหวะดนตรีโดยดัดแปลงท่าต่างๆ ให้วิจิตร พิสดาร งดงามกว่าท่าธรรมชาติโดยทั่วไป นอกจากเพื่อเป็นการส่งภาษา ให้หมายรู้กันด้วยสายตาแล้ว ในทางนาฏกรรมก็จำเป็นต้องมุ่งให้เต้นและรำ ได้อย่างงดงามและเป็นสง่าที่เรียกว่าสุนทรียรสอีกด้วย ซึ่งแต่เดิมมีเพียงระบำ รำฟ้อนเป็นชุดเท่านั้น ต่อมาจึงประกอบเป็นเรื่องราวที่สนุกสนานมากขึ้น ๘ 100 54-07-034_074-119_W.indd 100 2/27/12 11:17:16 AM


รำไทย ต้นเค้าจากอินเดีย กระบวนรำที่ใช้ในการพิธีตลอดลงมาจนถึงการเล่นระบำและโขนละครนั้น ได้แบบอย่างมาจากอินเดีย เพราะชาวอินเดียถือว่าการฟ้อนรำเป็นของที่เทพเจ้า ได้ทรงคิดประดิษฐ์ขึ้น แล้วสั่งสอนให้มนุษย์ได้ฟ้อนรำเป็นสวัสดิมงคล ใครฟ้อน รำหรือให้มีการฟ้อนรำตามเทวบัญญัติ ก็เชื่อว่าจะได้รับประโยชน์และจะได้ไปสู่ สุคติในเบื้องหน้า ฉะนั้นแต่โบราณ พราหมณ์ที่เข้ามาเป็นครูบาอาจารย์ จึงได้นำ แบบแผนการรำเข้ามาฝึกหัดให้กับชาวไทย ซึ่งภายหลังคนไทยได้ผสมผสาน การรำให้สอดรับกับแบบท้องถิ่นของตนเองมากขึ้น เช่น การย่อก้นเตี้ยๆ จนกลายเป็นรำไทยที่มีท่วงท่าอันเป็นเอกลักษณ์ รูปแบบการรำไทยนั้นมีมาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัย โดยปรากฏในศิลาจารึก หลักที่ ๘ สมัยรัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ ๑ แต่ไม่ได้อธิบายถึงลักษณะ การร่ายรำ ครั้นถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา ได้ปรากฏภาพลายเส้นรำไทยขึ้น มีชื่อเรียกว่า ตำรารำไทย มีการระบุชื่อเรียกท่าต่างๆ ทำนองเดียวกับตำรานาฏยศาสตร์ ของชาวอินเดีย แต่แปลงชื่อเรียกเป็นภาษาไทย รำ กับ ระบำ ต่างคำต่างรูป รำ ใช้เรียกการรำเดี่ยว รำคู่ รำประกอบเพลง รำอาวุธ รำทำบท ระบำ คือ การรำพร้อมกัน เป็นหมู่ ถ้าระบำมีศิลปะการรำ แบบไทยเหนือ ก็เรียกกันว่า ฟ้อน 101 54-07-034_074-119_W.indd 101 2/27/12 11:17:20 AM


๖๖ ท่ารำ ต้นสาย นาฏกรรม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้สร้างตำรารำไทย โดยเขียนรูปท่ารำเป็นแบบแผนถึง ๖๖ ท่า ระบายสีปิดทองไว้เป็น หลักฐานในการรักษาและสืบสาน รูปแบบรำไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา มิให้สูญหาย นับเป็นตำรารำไทย ที่เก่าแก่และสมบูรณ์ที่สุด ทำให้ คนรุ่นหลังได้รู้ว่า การรำไทยในอดีต มีรูปแบบเช่นไร ตำราท่ารำที่จัดทำขึ้นในสมัย รัชกาลที่ ๑ นั้น ได้รับการสืบทอด อย่างต่อเนื่อง และได้รับการบันทึกไว้ ในสื่ออันทันสมัย โดยสมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชา นุภาพ โปรดให้มีการบันทึกภาพท่ารำ โดยน่าจะมีการเทียบเคียงกับตำรา ท่ารำของรัชกาลที่ ๑ โดยมีนายวงศ์ กาญจนวัฒน์ เป็นตัวพระ และ นางสาวเสงี่ยม นาวีเสถียร (ภายหลัง ได้รับพระราชทานนามใหม่จาก พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัวว่า อนินทิตา) เป็นตัวนาง โดยใช้เครื่องแต่งกายของกรมมหรสพ ในสมัยรัชกาลที่ ๖ และใช้วังวรดิศ เป็นสถานที่ถ่ายภาพ 102 54-07-034_074-119_W.indd 102 2/27/12 11:17:22 AM


“พระรถโยนสาร” ๑ ใน ๖๖ ท่ารำ ที่ปรากฏในตำรารำไทยสมัยรัชกาลที่ ๑ ๘ 103 54-07-034_074-119_W.indd 103 2/27/12 11:17:23 AM


รำและระบำ จัดแสดงความเป็นมา ของรำและระบำ ๕ ชุดการแสดง ด้วยการฉายวีดิทัศน์ โดยสามารถ กดปุ่มเลือกชมได้ตามอัธยาศัย การรำเบิกโรงอย่างหนึ่งของ ละครในซึ่งมีมาแต่โบราณ ผู้แสดง แต่งกายยืนเครื่องพระ ๒ คน สวมหัว เทวดาไม่มียอด เป็นการสมมติว่า เทวดาลงมารำ เพื่อความเป็นสิริมงคล และปัดรังควานป้องกันเสนียดจัญไร ตัวนายโรงทั้ง ๒ คนที่รำประเลง จะต้อง ถือหางนกยูงทั้งสองมือออกมาร่ายรำ ตามทำนองเพลง โดยไม่มีบทร้อง ส่วนเพลงหน้าพาทย์ประกอบการรำ ประเลง บ้างก็ใช้เพลงกลม บ้างก็ใช้ เพลงโคมเวียน แล้วออกด้วยเพลง ตะบองกัน รำประเลง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐ์ขึ้นใหม่แทนรำประเลง สำหรับเป็นรำเบิกโรงละครใน ผู้รำ ๒ คน แต่งกายยืนเครื่องพระ ศีรษะสวมชฎาแทนการสวมหัวเทวดาโล้น สมมติว่าเป็น เทวดา มือข้างขวาถือกิ่งไม้ทอง ส่วนมือข้างซ้ายถือกิ่งไม้เงิน ลีลาท่ารำ ดำเนินไปตามบทขับร้องที่พระองค์ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้น โดยมีพระราชประสงค์ ให้เกิดความสวัสดิมงคลแก่การแสดงและผู้แสดง ตลอดจนผู้ชมโดยทั่วกัน รำกิ่งไม้เงินทอง 104 54-07-034_074-119_W.indd 104 2/27/12 11:17:30 AM


พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐ์ท่ารำและพระราชนิพนธ์บทขับร้อง สำหรับเป็นการรำเบิกโรงละครไทย ผู้รำ ๒ คน แต่งกาย ยืนเครื่องนาง มือข้างขวากำกิ่งไม้ทอง ส่วนมือข้างซ้ายกำ กิ่งไม้เงิน รำไปตามบทขับร้องและทำนองเพลงฉุยฉาย เป็นฉุยฉายพวง คือร้องรวบความจนจบท่อน โดยไม่มี ปี่เป่ารับ นับเป็นวิวัฒนาการอีกขั้นหนึ่งซึ่งมีมาตั้งแต่ สมัยโบราณ ฉุยฉาย กิ่งไม้เงินทอง ฉุยฉายเบญกายแปลง อยู่ในการแสดงโขนเรื่อง รามเกียรติ์ ชุดนางลอย เป็นการรำเดี่ยวเพื่ออวดลีลาท่ารำ ของตัวละครนางเบญกายที่สามารถแปลงกายเป็นสีดา สำเร็จ และชมโฉมความสวยงามของตัวเองด้วยความพอใจ บทร้องฉุยฉายเบญกายนี้ เป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ฉุยฉาย เบญกายแปลง ระบำดาวดึงส์ เป็นระบำมาตรฐานชุดหนึ่งอยู่ใน ละครดึกดำบรรพ์เรื่องสังข์ทอง ตอนตีคลี ซึ่งสมเด็จ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงพระนิพนธ์บทร้องขึ้น พรรณนาถึงความสง่างามของ เหล่าเทพบุตร เทพธิดา ทิพย์วิมาน อันมโหฬารตระการตา ขององค์อมรินทร์ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จึงนับเป็นระบำ มาตรฐานที่สวยงามชุดหนึ่ง ระบำดาวดึงส์ ๘ 105 54-07-034_074-119_W.indd 105 2/27/12 11:17:34 AM


ละคร ละคร คือ มหรสพที่วิวัฒนาการมาจากระบำ รำเต้นประกอบเพลงต่างๆ เพื่อความบันเทิงของพื้นถิ่น ดั้งเดิม ต่อมาได้เล่นเป็นเรื่องราว กลายเป็นละครรำ และละครร้องแบบต่างๆ ของไทย ทั้งท่าเต้นรำ เนื้อร้อง ดนตรี และเพลงที่เล่นเป็นละครไทย เป็นผลรวมของ วัฒนธรรมพื้นถิ่นอุษาคเนย์กับวัฒนธรรมนำเข้า เช่น อินเดีย เป็นต้น กลายเป็นเอกลักษณ์ของละครไทย 106 54-07-034_074-119_W.indd 106 2/27/12 11:17:35 AM


ครั้นถึงจึงเห็นนางสุวิญชา ยิ่งโกรธาหุนหันหมั่นไส้ กระทืบบาทกึกก้องทั้งห้องใน ชี้หน้าว่าไปกับนงลักษณ์ เสียแรงเราชุบเลี้ยงถึงเพียงนี้ ควรหรือมีลูกอ่อนเป็นท่อนสัก ให้อับอายขายหน้านักหนานัก สิ้นรักใคร่กันแล้ววันนี้ แม้นเลี้ยงไว้ในเมืองจะเลื่องลือ ขึ้นชื่อว่าเป็นเมียเสียศักดิ์ศรี ชอบแต่สังหารผลาญชีวี ภูมีฮึดฮัดขัดแค้นใจ ละครดั้งเดิม ละครมักเล่นเพื่อการแก้บนและในงานบุญต่างๆ เช่น งานวัด งานฉลองพระ ฉลองโบสถ์ เป็นต้น เรื่องที่ นิยมมากที่สุด คือ มโนราห์ เป็นเหตุให้เรียกการละเล่น อย่างนี้ว่า ละครมโนราห์ แล้วกร่อนเสียงเป็น โนรา ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เรียกละครนี้ว่า โนราชาตรี เมื่อราชสำนักเลียนแบบละครชายจริงหญิงแท้ของชาวบ้าน ไปหัดให้ผู้หญิงในวังเล่นละครแบบชาวบ้าน แต่รำเอง อย่างเดียว ไม่ได้ร้องเอง ใช้คนร้องกลุ่มหนึ่งโดยนำ เพลงมโหรีมาร้องแทน เรียกว่า ละครใน (วัง) หรือ ละครใน (เจ้านาย) ทำให้เรียกละครของชาวบ้านว่า ละครนอก ละครใน เล่นเพื่อสุนทรียะของการรำกับร้องเป็นหลัก ไม่นิยมเล่นเพื่อความตลกคะนองให้ขบขัน นิยมแสดงเพียง ๓ เรื่อง คือ เรื่องรามเกียรติ์ อุณรุท และอิเหนา จะไม่เล่น เรื่องอื่น หากละครผู้หญิงของหลวงเล่นเรื่องอื่น ก็จะเรียกว่า ละครนอก ละครนอก เล่นกันแต่เรื่องอื่นๆ เช่น เรื่องสังข์ทอง คาวีเป็นต้น ถือเอาการที่จะเล่นเพื่อความสนุกสนานชอบใจ ของมหาชนเป็นหลัก ไม่เน้นการฟ้อนรำสวยงาม แต่มี การขับร้องเช่นละครใน ละครปรับปรุงใหม่ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นต้นมา วิถีชีวิตเริ่ม เปลี่ยนแปลงไปทางตะวันตกทีละน้อย มีผลทำให้รสนิยม การละครของไทยปรับตัวให้มีลักษณะเป็นตะวันตกมากขึ้น โดยการนำความคิดมาประยุกต์อย่างไทยๆ จนเกิดละคร แผนใหม่หลายชนิดด้วยกัน บทละครนอกเรื่อง ไชยเชษฐ์ ตอน นางสุวิญชาถูกขับไล่ พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จัดฉายวีดิทัศน์ตัวอย่างการแสดงละครใน เรื่องอุณรุท ละครดึกดำบรรพ์ เรื่องอิเหนา และละครร้อง เรื่องสาวเครือฟ้า โดยสามารถ กดปุ่มเลือกชมได้ตามอัธยาศัย ๘ 107 54-07-034_074-119_W.indd 107 2/27/12 11:17:37 AM


ละครพันทาง เกิดขึ้นในปลายรัชกาลที่ ๔ ได้รับการพัฒนาในรัชกาลที่ ๕ โดย เ จ้ า พ ร ะ ย า ม หิ น ท ร ศั ก ดิ์ ธ ำ ร ง ดัดแปลงพงศาวดารของชาติต่างๆ เช่น จีน มอญ มาผูกเรื่องเป็นบทละคร เพื่อใช้แสดงละครรำแบบแหวกแนว ผสมผสานเข้ากับละครพูด เพลงและ ท่ารำออกภาษาตามเนื้อเรื่อง เดินเรื่อง ตามคำร้อง บางครั้งมีต้นเสียง และลูกคู่ ร้องทั้งหมดตามแบบแผนละครนอก คือ ดำเนินเรื่องรวดเร็ว ไม่เคร่งครัด ในระเบียบประเพณี และแทรกตลก ได้ตามความเหมาะสม ความสำคัญ อยู่ที่ถ้อยคำ ทั้งบทร้องและบทเจรจา ประกอบเพื่อให้การเดินเรื่องสนุกสนาน ซึ่งส่วนที่เป็นคำพูดตัวละครจะร้องเอง ละครดึกดำบรรพ์ เป็นละครรำที่ปรับเปลี่ยน รูปแบบการแสดงให้คล้ายกับโอเปร่า (Opera) ผู้แสดงร้องเองรำเอง ไม่มี การบรรยายกิริยาของตัวละคร และ พยายามแสดงให้สมจริงสมจัง มากที่สุด ออกแสดงครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๔๒ ที่โรงละครดึกดำบรรพ์ของ เจ้าพระยาเทเวศรวงษ์วิวัฒน์ จึงได้ เรียกชื่อการแสดงแบบใหม่นี้ตามชื่อ โรงละครว่า ละครดึกดำบรรพ์ มีการ ตกแต่งฉากและสถานที่ ใช้แสง สี เสียงประกอบฉาก นับเป็นต้นแบบ ในการจัดฉากประกอบการแสดงของ โขนละครต่อมา การแสดงมักแสดง เป็นตอนเพื่อให้ผู้ชมอยากจะติดตาม ชมตอนต่อๆ ไปด้วย ละครเสภา สมัยรัชกาลที่ ๔ ได้มีผู้คิดเอา ตัวละครเข้ามารำประกอบคำขับเสภา และมีปี่พาทย์รับ เรียกว่า เสภารำ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กวี ช่วยกันแต่งเสภาเรื่อง นิทราชาคริต เพื่อใช้ขับเสภาในเวลาทรงเครื่องใหญ่ สมัยรัชกาลที่ ๖ สมเด็จพระเจ้า บรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กับพระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่น กวีพจน์สุปรีชา ช่วยกันชำระเสภา ขุนช้างขุนแผน แก้ไขกลอนให้เชื่อม ติดต่อกันและพิมพ์เป็นฉบับหอสมุด แห่งชาติขึ้นครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ ซึ่งเป็นแบบแผนของการแสดงขับเสภา และต่อมากลายเป็น ละครเสภา 108 54-07-034_074-119_W.indd 108 2/27/12 11:17:39 AM


ละครร้อง เมื่อครั้งที่รัชกาลที่ ๕ เสด็จ ประพาสเมืองไทรบุรี ชาวมลายูได้แสดง ละครถวาย เรียกว่า บังสาวัน (Malay Opera) ต่อมาละครบังสาวันได้เข้ามา แสดงในกรุงเทพฯ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ ทรงแก้ไข ปรับปรุงเป็นละครร้องเล่นที่โรงละคร ปรีดาลัย ใช้ผู้ชายและผู้หญิงแสดงจริง ตามเนื้อเรื่อง หากเป็นละครร้องล้วนๆ ตัวละครจะแสดงท่าประกอบตาม ธรรมชาติมากที่สุด แต่หากเป็นละคร ร้องสลับพูด ก็อาจมีการรำผสมบ้าง แต่ไม่จีบมือเต็มที่เหมือนรำไทย ออกท่าทางเป็นสากล กำมือ แบมือ ตามเนื้อเรื่องสมัยใหม่ แต่งตัวตาม สมัยนิยมในท้องเรื่อง ละครพูด มีรากฐานมาจากแนวจำอวด และละครตลก ครั้งรัชกาลที่ ๕ ทรงจัดแสดงขึ้นในหมู่พระเจ้าน้องยาเธอ เรื่องที่เล่นมักนำมาจากนิทานอาหรับ ราตรีในภาษาอังกฤษ สมัยรัชกาลที่ ๖ ทรงแต่งบทให้พวกมหาดเล็กแสดง ตามแบบละครตะวันตกที่ทรงคุ้นเคย เมื่อครั้งทรงศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ ละครพูดสลับลำ เกิดขึ้นพร้อมๆ กับละครพูด คือนำละครพูดมาบรรจุเพลงร้อง ในตอนเด่นๆ เป็นบทกลอนที่ไพเราะ ได้อารมณ์ เรื่องที่เล่น เช่น นิทราชาคริต บทพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๕ วิวาหพระสมุท บทพระราชนิพนธ์ของ รัชกาลที่ ๖ เป็นต้น ๘ 109 54-07-034_074-119_W.indd 109 2/27/12 11:17:40 AM


110 หุ่น หุ่นเป็นมหรสพเก่าแก่ของไทยใช้เล่นทั้งในงานหลวงและงานราษฎร์ ควบคู่กับมหรสพอื่นๆ เช่น โขน หนัง ละคร ระเบง ระบำ และมีการกล่าวถึงใน กฎมณเฑียรบาลสมัยกรุงศรีอยุธยาว่ามีการเล่นหุ่นด้วย เช่น อิเหนา ขุนช้างขุนแผน ฯลฯ หุ่นเป็นศิลปะการแสดงที่ผสานศิลปะหลายแขนงไว้ด้วยกัน อันได้แก่ หัตถศิลป์ หรือการสร้างองค์ประกอบของหุ่น ประณีตศิลป์ ในการสร้างเครื่อง แต่งกาย นาฏศิลป์ หรือการใช้ลีลา ท่าเชิด คีตศิลป์ หรือดนตรี มัณฑนศิลป์ หรือการจัดฉาก รวมทั้งวรรณกรรมเรื่องเอก ได้แก่ รามเกียรติ์ พระอภัยมณี และราชาธิราช เป็นต้น ๙ 54-07-034_074-119_W.indd 110 2/27/12 11:17:45 AM


111๕๙ การแสดงหุ่นกระบอกสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ภาพจิตรกรรมฝาผนัง วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม การแสดงหุ่นละครเล็ก เรื่องรามเกียรติ์ ของคณะสาครนาฏศิลป์ หุ่นเล็ก ซึ่งกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ โปรดให้สร้างขึ้นใหม่ ให้มีลักษณะคล้ายหุ่นหลวงอย่างโบราณ แต่มีขนาดเล็กลง หุ่นไทยปรากฏหลักฐานว่า มีมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย แต่ไม่เรียกว่า หุ่น เรียกว่า “กทำยนตร” คำว่า “หุ่น” มาปรากฏในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยหลักฐานทาง ประวัติศาสตร์เก่าแก่ที่สุดที่กล่าวถึงการเล่นหุ่น บันทึก ไว้ในจดหมายเหตุของบาทหลวงตาชาร์ด และ จดหมายเหตุของลาลูแบร์ ราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ ที่ ๑๔ แห่งประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเดินทางเข้ามา กรุงศรีอยุธยา เมื่อรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ช่างที่ทำหุ่น เรียกว่า ช่างหุ่น เป็นช่างหนึ่งในช่าง สิบหมู่ การเชิดหุ่นเริ่มแพร่หลายในสมัยกรุงธนบุรีและ กรุงรัตนโกสินทร์ นิยมสร้างโดยจำลองตัวละคร ในวรรณคดีหรือตัวโขนในเรื่องรามเกียรติ์ โดยเลียนแบบ ตั้งแต่เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ ตลอดจน ลีลาท่ารำ 54-07-034_074-119_W.indd 111 2/27/12 11:17:51 AM


112 หุ่นหลวง ที่เรียกว่า “หุ่นหลวง” เพราะเป็นของเจ้านายหรือเล่นในวังหลวง ใช้หุ่นแสดงละครแทนคนจริงๆ ตามขนบของละครในแท้ๆ โดยสร้างหุ่นเป็น รูปคนเต็มตัว มีขนาดใหญ่สูงประมาณ ๑ เมตร หน้าตา แขนขา และลำตัว เลียนแบบคน การแต่งตัวเหมือนละครทุกส่วน แม้แต่หน้าโขนที่หัวก็สามารถ ถอดหรือสวมได้เหมือนของจริง ภายในตัวหุ่นทำสายโยงติดกับอวัยวะของ ตัวหุ่น และปล่อยเชือกลงมารวมกันที่แกนไม้ส่วนล่าง สำหรับคนเชิดจับ เพื่อใช้ดึงบังคับให้เคลื่อนแขนขา มือยกจีบรำตามต้องการ พยายามทำให้รำ ได้แนบเนียนเหมือนคนรำให้มากที่สุด กลไกของหุ่นชนิดนี้จึงซับซ้อน ยุ่งยาก และต้องอาศัยความชำนาญในการเชิดและชักเป็นอย่างมาก หุ่นรุ่นเก่าที่สุดมีปรากฏหลักฐานว่า อยู่ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย นอกจากนั้นยังเล่ากันสืบต่อมาว่า ทรงฝาก ฝีพระหัตถ์การทำหน้าหุ่นหลวงไว้ด้วยพระองค์เองคู่หนึ่ง เรียกกันว่า พระยารักน้อย พระยารักใหญ่ เรื่องที่แสดงก็เป็นเรื่องที่ใช้เล่นละครใน คือเรื่องรามเกียรติ์ อุณรุท และ อิเหนา การรำเพลงหน้าพาทย์ต่างๆ เรื่องจะดำเนินไปตามแบบของละครใน มีการขับร้องและการบรรเลงดนตรีประกอบ หน้าหุ่นหลวง พระยารักน้อย และพระยารักใหญ่ ฝีพระหัตถ์รัชกาลที่ ๒ 54-07-034_074-119_W.indd 112 2/27/12 11:17:56 AM


๙ 113 54-07-034_074-119_W.indd 113 2/27/12 11:17:58 AM


114 ด้านหลังฉาก มีหุ่นจำลอง แสดงวิธีการเชิดหุ่นกระบอก ซึ่งเป็นตัวละครจากวรรณคดี เรื่องพระอภัยมณี ฝีมือการประพันธ์ของ พระสุนทรโวหาร (ภู่) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า สุนทรภู่ 54-07-034_074-119_W.indd 114 2/27/12 11:18:02 AM


การเล่นหุ่นกระบอก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบวร วิไชยชาญ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล สร้างหุ่น ขึ้นใหม่ เพื่อใช้แสดงคล้ายหุ่นหลวงหรือหุ่นใหญ่อย่าง โบราณ แต่ทำตัวหุ่นให้มีขนาดเล็กลง แต่ปรากฏว่าหุ่น เต็มตัวที่สร้างขึ้นใหม่ของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ ก็ยังคงเชิดยาก ทำบทละครนอกซึ่งส่วนใหญ่เป็นบทตลก ขบขันได้ไม่ทันใจ ม.ร.ว.เถาะ พยัคฆเสนา จึงคิดสร้างหุ่น ชนิดใหม่ขึ้น คือใช้กระบอกไม้ไผ่ทำตัวหุ่นและทำเสื้อคลุม ส่วนล่างไว้ เผยให้เห็นอวัยวะที่ทำเหมือนคนจริงเพียงหัว และมือ จึงมีลักษณะเป็นหุ่นครึ่งตัว เพื่อปรับการเชิด ให้คล่องขึ้น คนเชิดเพียงจับกระบอกแกนลำตัวของหุ่นมือ หนึ่ง และจับไม้ตะเกียบที่ต่อกับมือของหุ่นอีกมือหนึ่ง เพื่อบังคับหุ่นเท่านั้น เรียกหุ่นนี้ว่า “หุ่นกระบอก” นิยม แสดงเรื่อง พระอภัยมณี เนื่องจากเนื้อเรื่องมีหลายรส ทั้งรัก โศก ตลก ตื่นเต้น สำนวนกลอนไพเราะ และดำเนิน เรื่องรวบรัด นอกจากหุ่นกระบอกจากเรื่อง พระอภัยมณีแล้ว ยังมีหุ่นแกละ และหุ่นโก๊ะ สำหรับให้ผู้เข้าชม ทดลองเชิดเล่น ซึ่งขณะเชิด จะปรากฏภาพบนจอ อีกด้านหนึ่งด้วย จัดฉายวีดิทัศน์ตัวอย่าง การแสดงหุ่นกระบอก เรื่อง พระอภัยมณี โดยสำนักการสังคีต กรมศิลปากร ๙ 115 54-07-034_074-119_W.indd 115 2/27/12 11:18:05 AM


หุ่นละครเล็ก เสน่ห์ของหุ่นละครเล็กคือลีลาที่ดูมีชีวิตเหมือน คนจริง ทั้งลีลา ท่ารำ และอารมณ์ต่างๆ ที่แสดงออก หลากหลายและดูสมจริง แม้จะเป็นท่าที่ละเอียดอ่อน เพราะโครงสร้างของหุ่นออกแบบให้มีข้อต่อของอวัยวะ ใกล้เคียงกับคน ทั้งคอ แขน ขา และมีกลไกในการจีบมือ เพื่อการรำที่อ่อนช้อยแบบนาฏศิลป์ไทยและอากัปกิริยา ที่เหมือนคนรำ ผู้เชิดสามคนคือชีวิตของหุ่น แม้จะทำหน้าที่แยกกัน คนหนึ่งบังคับส่วนขา คนหนึ่งบังคับศีรษะ และอีกคนหนึ่ง บังคับมือและแขนของหุ่น แต่ก็ต้องผสานกลมเกลียวกัน ราวกับเป็นคนๆ เดียวกัน ทั้งสามคนจะต้องเต้นเป็นกระบวนอย่างพร้อมเพรียง ต้องกระทบเท้าตามลีลาของหุ่น โยกย้ายไปในทิศทาง ที่สัมพันธ์กันและพอดีกับจังหวะ เข้ากับดนตรีและ การพากย์ ลีลาสวยงามทั้งหุ่นและคนเชิด กลมกลืนเป็น หนึ่งเดียว อันเกิดจากการฝึกซ้อมร่วมกันจนชำนาญ ความโดดเด่นของการแสดงหุ่นละครเล็กอีกอย่างหนึ่ง คือ สามารถสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้ชมได้ จึงทำให้ หุ่นละครเล็กเป็นที่ชื่นชอบของทุกคน 116 54-07-034_074-119_W.indd 116 2/27/12 11:18:10 AM


สมัยรัชกาลที่ ๕ นายแกร ศัพทวนิช เจ้าของคณะละครที่มีชื่อ ได้ประดิษฐ์หุ่นขึ้นโดยพยายาม ทำให้เหมือนหุ่นหลวงมากที่สุด แต่ดัดแปลงให้มีสายชักน้อยลงและ นำออกแสดงให้เจ้านายในวังวรดิศ ทอดพระเนตรเป็นครั้งแรก โดยแสดง เรื่องพระอภัยมณี เป็นที่ชื่นชอบของ ผู้ชมมาก บรรดาเจ้านายที่ทอด พระเนตรต่างเรียกการแสดงนี้ว่า “ละครเล็ก” ส่วนชาวบ้านพากัน เรียกว่า “หุ่นครูแกร” ต่อมานายแกร ก็รับแสดงในงานทั่วไปและตั้งชื่อ คณะว่า “ละครเล็กครูแกร” จากนั้น นายแกรยังคงแสดงละครเล็ก ที่วังวรดิศอีกหลายครั้ง และออกรับ งานแสดงหารายได้เลี้ยงชีพจนวาระ สุดท้าย วีดิทัศน์ฉายประวัติ ความเป็นมา และวิธีการเชิด หุ่นละครเล็ก ๙ 117 54-07-034_074-119_W.indd 117 2/27/12 11:18:12 AM


วิวัฒนาการมหรสพในยุครัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๑ ช่วงฟื้นฟู ปรับรากฐาน สร้างสรรค์ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ฟื้นฟูพระราชพิธี พิธีกรรม และมหรสพอย่างครบถ้วนและ ยิ่งใหญ่ รัชกาลที่ ๒ ยุคทองแห่งการละคร การจัดการเรียนการสอนนาฏศิลป์ แห่งแรก เกิดที่ “โรงละครต้นสน” บริเวณศาลาโถงข้างประตูพรหมศรีสวัสดิ์ ในพระบรมมหาราชวัง รัชกาลที่ ๓ ช่วงต่อยอดนอกพระราชวัง มหรสพฉลองวัด เกิดวัดใหม่ขึ้น ประมาณ ๗๐ วัด จึงมีงานฉลองวัดใหม่และงานเทศกาลต่างๆ เพิ่มขึ้นจาก กาลก่อนหลายเท่าตัว รัชกาลที่ ๔ มหรสพแพร่หลาย ร่ำรวยรุ่งเรือง กำเนิด “ละครพันทาง” ที่เก็บเงินค่าดู เกิดภาษีโขนละคร รัชกาลที่ ๕ สังคมเปลี่ยนแปลง มหรสพก็เปลี่ยนตามอิทธิพลของ ตะวันตก เนื้อหาและรูปแบบการแสดงมีความเป็นตะวันตกนิยมมากขึ้น รัชกาลที่ ๖ ยุคทองแห่งการละคร สมัยที่ ๒ เกิดกรมมหรสพ ทรงตั้ง กรมมหรสพขึ้นใหม่ มีเจ้ากรมแต่ทรงว่าราชการอย่างใกล้ชิด พระราชทาน บรรดาศักดิ์แก่เหล่าศิลปิน รัชกาลที่ ๗-รัชกาลปัจจุบัน สร้างรูปแบบใหม่ สานรูปแบบเดิม “ละคร เพลง” หรือ “ละครจันทโรภาส” มีการออกอากาศทางวิทยุที่เพิ่งเริ่มในยุคนี้ ซึ่งทำให้คนสนใจไปดูละครมากขึ้น ๑๐ 118 54-07-034_074-119_W.indd 118 2/27/12 11:18:14 AM


วิวัฒนาการมหรสพในยุครัตนโกสินทร์ โอกาสในการเล่นมหรสพ การเล่นมหรสพจัดขึ้นเพื่อให้เกิดความเริงรื่นครื้นเครง เกิดความรู้สึกร่วมเป็นอันหนึ่งอันเดียว ในความสำเร็จเมื่อมีการเฉลิมฉลองสิ่งที่เป็นมงคล และอีกอย่างหนึ่งก็เพื่อปลอบขวัญปลุกกำลังใจ ลดความเศร้าโศกจากงานอวมงคลในการสูญเสียบุคคลชั้นสูง สำหรับราษฎรเองก็จัดมหรสพสมโภช ในงานต่างๆ ด้วยเช่นกัน ซึ่งถือเป็นงานรื่นเริงของคนในสังคม มหรสพในงานหลวง เช่น งานสมโภชต่างๆ สมโภชพระแก้วมรกต สมโภชพระนคร สมโภช พระอารามหลวง สมโภชการสังคายนาพระไตรปิฎก สมโภชการเสร็จศึกสงคราม สมโภชช้างสำคัญ สมโภชพระบรมอัฐิ ฉลองสิ่งปลูกสร้างต่างๆ เช่น วัง ถนน คลอง สะพาน ฯลฯ งานพระราชพิธีและงานส่วนพระมหากษัตริย์ในโอกาสต่างๆ เช่น การโสกันต์ การผนวช พระราชพิธีแห่สนานใหญ่และแห่พระกฐิน พระราชพิธีสังเวยพระสยามเทวาธิราช พระราชพิธีลงสรง งานราตรีสโมสร ทำขวัญและบวงสรวงพระบรมมหาราชวัง งานเฉลิมพระชนมพรรษา ๖๐ พรรษา งานพระราชทานเลี้ยงและงานรื่นเริง งานรับรองแขกเมือง งานพระบรมศพ งานพระศพ งานพระเมรุ งานเรี่ยไรมอบให้การกุศล งานฉลองวันประสูติเจ้านายต่างๆ งานรัชตวิวาหสมโภช สมโภชมหรสพในงานราษฎร์ เช่น งานโกนจุก งานแข่งเรือ งานสงกรานต์ งานบวช เป็นต้น 119 54-07-034_074-119_W.indd 119 2/27/12 11:18:15 AM


ลือระบิล ๔ พระราชพิธี 54-07-034_120-143_W.indd 120 2/27/12 11:27:11 AM


พระราชพิธีนับเป็นวัฒนธรรมที่งดงามและล้ำค่า ซึ่งได้รับการสืบทอดมา อย่างยาวนาน แสดงถึงความเป็นบ้านเมืองที่มีอารยะ เป็นเกียรติยศปรากฏ สู่สายตานานาประเทศ การพระราชพิธีไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพระมหากษัตริย์และ พระราชวงศ์เท่านั้น หากแต่ยังเป็นการแสดงถึงความห่วงใยของพระมหากษัตริย์ ที่มีต่อราษฎรและความผูกพันระหว่างพระมหากษัตริย์กับพสกนิกรอย่างลึกซึ้ง ยากจะหาที่ใดในโลกเสมอเหมือน 54-07-034_120-143_W.indd 121 2/27/12 11:27:12 AM


พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนา กรุงรัตนโกสินทร์ โดยได้สืบทอดแบบแผนธรรมเนียมอันดีมาจากกรุงศรีอยุธยา และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และสมโภชพระนครอย่างครบถ้วนถูกต้องตามตำรา เพื่อความเป็นสิริมงคล ของราชธานีและเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่พสกนิกรโดยทั่วกัน พระมหากษัตริย์รัชกาลต่อๆ มา ได้สืบทอดพระราชปณิธานของสมเด็จ พระปฐมบรมกษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์โดยทรงฟื้นฟูพระราชพิธีสำคัญ เช่น 122 54-07-034_120-143_W.indd 122 2/27/12 11:27:16 AM


พระราชพิธีที่เนื่องในพระมหากษัตริย์ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส พระราชพิธีเฉลิมสิริราชสมบัติ พระราชพิธีที่เกี่ยวเนื่องในบ้านเมือง เช่น พระราชพิธีพืชมงคล จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระราชพิธีบวงสรวงพระสยามเทวาธิราช พระราชพิธีเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในการธำรงรักษาเอกลักษณ์วัฒนธรรม อันดีงามของไทยให้ปรากฏสู่สายตาชาวโลกและสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ยังความภูมิใจ มาสู่ปวงชนชาวไทยสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน 123 54-07-034_120-143_W.indd 123 2/27/12 11:27:17 AM


แ ผ น ผั ง ห้องลือระบิลพระราชพิธี พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตรา ทางชลมารค พระสยามเทวาธิราช เสาหลักเมือง ช้างต้นและพระราชพิธีที่เกี่ยวข้อง ๖ ๔ ๘ ๗ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ทางออก 124 54-07-034_120-143_W.indd 124 2/27/12 11:27:20 AM


ทางเข้า พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระมหากษัตริย์กับพระราชพิธี พระราชพิธีที่เกี่ยวเนื่องกับ พระมหากษัตริย์ พระราชพิธี๑๒ เดือน ๑ ๒ ๔ ๓ ๕ ๑ ๓ ๒ ๔ ๕ 125 54-07-034_120-143_W.indd 125 2/27/12 11:27:22 AM


พระราชพิธี ชาวไทยผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์มาช้านาน กล่าวได้ว่าพระมหากษัตริย์เป็น ศูนย์รวมจิตใจของพสกนิกรและมีบทบาทสำคัญที่ทำให้สังคมไทยร่มเย็นเป็นสุขเสมอมา คติความเชื่อที่ยึดถือกันมาแต่โบราณกาลที่ว่า พระมหากษัตริย์เป็นสมมติเทวราช เป็นที่มาของพระราชพิธีทั้งปวงที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า แม้ว่าจะทรงดำรงสถานะเทวราชา แต่พระมหากษัตริย์ไทยทรงตั้งมั่นอยู่ในราชธรรมทาง พุทธศาสนาอย่างมั่นคง มีพระราชจริยวัตรในการทำนุบำรุงและปฏิบัติบำเพ็ญพระองค์ตาม หลักธรรมคำสอนทางศาสนา หลายครั้งที่พระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการ พระราชพิธีด้วยพระราชประสงค์เพื่อการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ราษฎร โดยเฉพาะเกษตรกร ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ และเพื่อบังเกิดสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลแก่แผ่นดิน การพระราชพิธีทั้งปวงล้วนกำหนดไว้ตามจารีตแห่งราชประเพณีอย่างมีระเบียบ มีความวิจิตร อลังการ แฝงไว้ทั้งความยิ่งใหญ่และความศักดิ์สิทธิ์บ่งบอกถึงความเจริญทางวัฒนธรรมที่ดีงาม มานานนับศตวรรษ อันเป็นศรีสง่าแก่พระราชอาณาจักร ตราบถึงทุกวันนี้ พระราชพิธีที่ยึดถือสืบเนื่องกันมายาวนานยังคงมีความหมายสำคัญ และเป็น ประจักษ์พยาน แสดงความผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับสังคมไทยอย่างแนบแน่น ไม่เสื่อมคลาย ๑ จอภาพจัดแสดงวีดิทัศน์ เรื่องราวของพระมหากษัตริย์ กับพระราชพิธีเมื่อจบการนำเสนอ จอภาพจะเลื่อนขึ้น เพื่อเปิดไปสู่จุดจัดแสดงต่อไป 126 126 54-07-034_120-143_W.indd 126 2/27/12 11:27:24 AM


หนังสือพระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 127 ความหมายและความสำคัญของ พระราชพิธี พระบรมราชาธิบายของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชนิพนธ์คำนำ พระราชพิธีสิบสองเดือน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรม ราชาธิบายว่า พระราชพิธีสำหรับพระนครนั้น มีที่มาจากพิธี ในศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนา ด้วยแต่เดิม พระมหากษัตริย์และราษฎรนับถือศาสนาพราหมณ์การพิธี ที่เป็นสิริมงคลจึงดำเนินตามพิธีอย่างพราหมณ์สืบมา ภายหลังพระมหากษัตริย์และราษฎรนับถือพระพุทธศาสนา การพระราชพิธีจึงคละปะปนกัน ทั้งพุทธและพราหมณ์ ซึ่งเดิมพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ไม่มีพิธีกรรมใดๆ ตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ว่า “...ฤกษ์ดี ยามดี ครู่ดี ขณะดี การบูชาเซ่นสรวงดี...ก็อาศัยที่ ชนทั้งปวงประพฤติการสุจริตทุจริตเป็นที่ตั้ง...” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรม ราชาธิบายอีกว่า ความกลัวต่อภยันตราย ความปรารถนา ต่อความเจริญรุ่งเรือง ทำให้เกิดการเซ่นสรวงบูชา ซึ่งถึงแม้ คนไทยจะนับถือพระพุทธศาสนาก็ไม่อาจละทิ้งการบูชา เซ่นสรวงเพื่อความสบายใจได้ อย่างไรก็ตาม พระราชพิธีของไทยนั้นได้รับการ เลือกสรรแต่ที่สุจริต มาเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของ บ้านเมือง ส่วนการพระราชพิธีใดที่มีแต่พิธีพราหมณ์ ก็มี การเพิ่มเติมการพิธีที่เป็นพระราชกุศล ประกอบด้วย ทาน ศีล และภาวนาเข้าไป เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ พระราชพิธี ในตอนท้าย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงเน้นย้ำว่า ที่อธิบายมาทั้งหมดก็เพื่อให้ คนทั่วไปเข้าใจแน่ชัดว่า การพระราชพิธีมีขึ้นเพื่อความเป็น สิริมงคลแก่บ้านเมืองและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ เหล่าพสกนิกรเป็นสำคัญ 54-07-034_120-143_W.indd 127 2/27/12 11:27:26 AM


พระราชพิธี เนื่องใน พระมหากษัตริย์ จอแสดงเรื่องราว ของพระราชพิธีต่างๆ พร้อมคำบรรยาย ภาษาอังกฤษ ที่วางแขน ของเก้าอี้นวม มีปุ่มให้กดเลือกชม พระราชพิธีต่างๆ ตามอัธยาศัย พร้อมปุ่มปรับระดับ ความดังของเสียง ของลำโพงซึ่งซ่อนอยู่ ในระดับเดียวกับศีรษะ ๒ สถาบันพระมหากษัตริย์ คือ ศูนย์รวมจิตใจของชาติไทย ชาวไทย เคารพและเทิดทูนพระมหากษัตริย์ เสมอด้วยสมมติเทวราชตามคติ พราหมณ์ควบคู่กับคติทางพระพุทธ ศาสนาว่า พระองค์คือพระโพธิสัตว์ เป็นความเชื่อที่ยึดถืออย่างมั่นคง มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็น ราชธานีดังจะเห็นได้จากการขาน พระนาม การใช้คำราชาศัพท์ และ การประกอบพระราชพิธี เป็นต้น 128 128 54-07-034_120-143_W.indd 128 2/27/12 11:27:31 AM


พระเต้าทักษิโณทก คือ หนึ่งในเครื่องราชูปโภค ที่ใช้สำหรับการบำเพ็ญ พระราชกุศลในพระราชพิธีด้วยการหลั่งทักษิโณทก ประกาศพระองค์เป็นพระบรมโพธิสัตว์ธรรมิกราชผู้สั่งสมบุญบารมี พระราชพิธีบรมราชาภิเษกและ เฉลิมพระราชมณเฑียร พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในรัชกาลปัจจุบัน กำหนดขึ้นเมื่อ วันศุกร์ที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ หลังจากทรงดำรงสิริราชสมบัติแล้ว ๔ ปีเพื่อความเป็นพระมหากษัตริย์ ตามคติเทวราชาโดยสมบูรณ์ พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดการ พระราชพิธีราชาภิเษ กสมรส ณ พระตำหนักใหญ่ภายในวังสระปทุม เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ พระราชพิธีทรงพระผนวช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นพุทธมามกะและมีพระราชศรัทธา มั่นคงในพระพุทธศาสนา พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระผนวช เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตน ศาสดาราม ทรงเคร่งครัดในพระธรรม วินัยตามพุทธบัญญัติได้ทรงบำเพ็ญ พระราชจริยวัตรตามธรรมเนียมปฏิบัติ ในพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัด พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นประจำทุกปี พระราชพิธีเฉลิม พระชนมพรรษาเป็นมหามงคลสมัย ที่พสกนิกรจะได้มีโอกาสร่วมแสดง ความจงรักภักดีและถวายพระพร ชัยมงคลแด่พระมหากษัตริย์ ผู้เป็น มิ่งขวัญของแผ่นดิน พระราชพิธีเฉลิมสิริราชสมบัติ เมื่อมหามงคลสมัยที่พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงดำรงสิริ ราชสมบัติครบ ๒๕ ปี๕๐ ปี๖๐ ปี ตามหลักสากล นับว่าเป็นโอกาส พิเศษในการจัดพระราชพิธีเฉลิม ฉลองสมโภชเพื่อความเป็นสวัสดิ มงคลแก่แผ่นดินและสิริราชสมบัติ 129 129 54-07-034_120-143_W.indd 129 2/27/12 11:27:35 AM


พระราชพิธีสิบสองเดือนจัดแสดงด้วยระบบจอสัมผัส นำเสนอเรื่องราวผ่านภาพจิตรกรรมฝาผนัง วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามประกอบอะนิเมชั่น ๓ 130 พระราชพิธีสิบสองเดือน พระบรมราชาธิบาย ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราช นิพนธ์หนังสือเรื่องพระราชพิธีสิบสองเดือน ทรงอธิบายพระราชพิธี ในแต่ละเดือนที่สมเด็จพระบุรพมหากษัตริยาธิราชทรงปฏิบัติ เพื่อความเป็นสิริมงคล เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมือง และเพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่ราษฎร นอกจากนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่อง พระราชพิธี ๑๒ เดือน ขึ้นภายในวิหารหลวงวัดราชประดิษฐ สถิตมหาสีมาราม เป็นงานจิตรกรรมฝาผนังที่มีคุณค่าทางศิลปะ ประวัติศาสตร์ และโบราณคดีซึ่งแสดงหลักฐานทางวัฒนธรรม อันเป็นวิถีชีวิตของชาวไทย ประกอบด้วยพิธีกรรมทางศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณีตลอดจนลักษณะของศิลปกรรมในสมัยนั้น 130 54-07-034_120-143_W.indd 130 2/27/12 11:27:38 AM


พระราชพิธีสิบสองเดือน พระราชพิธี เดือนอ้าย (ธันวาคม - มกราคม) การพระราช กุศลเลี้ยงขนมเบื้อง เป็นงานพระราชทานเลี้ยงขนมเบื้องแก่ พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยฯ พระราชพิธี เดือนยี่ (มกราคม - กุมภาพันธ์) พระราชพิธี ตรียัมปวายตรีปวาย เป็นพิธีพราหมณ์ในการรับ-ส่งพระอิศวรและ พระนารายณ์ที่เสด็จลงมาเยี่ยมโลก แบ่งพิธีเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรก จัดขึ้นภายในเทวสถาน อีกส่วนหนึ่งเป็นกระบวนแห่และพิธีโล้ชิงช้า ประกอบพิธีที่หน้าวัดสุทัศนเทพวราราม พระราชพิธี เดือนสาม (กุมภาพันธ์- มีนาคม) การพระราช กุศลเลี้ยงพระตรุษจีน เมื่อต้นรัตนโกสินทร์มีการถวายภัตตาหาร แก่พระสงฆ์ในเทศกาลตรุษจีน ณ พระที่นั่งราชกิจวินิจฉัย พระราชพิธี เดือนสี่ (มีนาคม - เมษายน) พระราชพิธี สัมพัจฉรฉินท์หรือพิธีตรุษ เป็นพระราชพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคล แก่พระราชอาณาจักร พระมหากษัตริย์พระราชวงศ์และราษฎร พระราชพิธี เดือนห้า (เมษายน - พฤษภาคม) พระราชพิธี สงกรานต์ เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย มีการสวดมนต์ สรงน้ำ พระสงฆ์ในพระบรมมหาราชวัง ทรงบาตร สรงน้ำพระพุทธรูป พระบรมอัฐิสมเด็จพระบุรพมหากษัตริยาธิราชและพระราชินี พระราชพิธี เดือนหก (พฤษภาคม - มิถุนายน) พระราชพิธี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลวิสาขบูชา วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญ ทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันคล้ายวันประสูติตรัสรู้และ ปรินิพพานของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระราชพิธี เดือนเจ็ด (มิถุนายน - กรกฎาคม) พระราชพิธี กุศลสลากภัต เป็นพระราชพิธีเนื่องในพระพุทธศาสนา ถวายภัตตาหาร แด่พระสงฆ์โดยการจับสลาก พระราชพิธี เดือนแปด (กรกฎาคม - สิงหาคม) พระราช กุศลเข้าพรรษา พระราชพิธีเนื่องในพระพุทธศาสนาที่กำหนดเป็น แบบแผนโบราณราชประเพณีตั้งแต่สมัยสุโขทัยตราบถึงปัจจุบัน พระราชพิธี เดือนเก้า (สิงหาคม - กันยายน) พระราชพิธี พิรุณศาสตร์คือ พระราชพิธีขอฝน ซึ่งเป็นพระราชพิธีสำคัญ เกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมืองและดินฟ้าอากาศ มีทั้ง พิธีสงฆ์และพิธีพราหมณ์ ในมณฑลพิธีตั้งพระพุทธรูปสำคัญ ที่บันดาลให้ฝนตก เช่น พระคันธารราษฎร์เป็นต้น พระราชพิธี เดือนสิบ (กันยายน - ตุลาคม) พระราชพิธี สารท มีการกวนข้าวทิพย์หรือข้าวปายาส ข้าวยาคูและขนมกระยาสารท ถวายพระสงฆ์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ข้าวในนาและอุทิศส่วนกุศล แก่บูรพชน พระราชพิธี เดือนสิบเอ็ด (ตุลาคม - พฤศจิกายน) พระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน พระราชพิธี เดือนสิบสอง (พฤศจิกายน - ธันวาคม) พระราชพิธีลอยพระประทีป ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นการเสด็จ พระราชดำเนินประพาสลำน้ำในวันเพ็ญเดือนสิบสอง เรือที่ประทับ ทอดทุ่นที่หน้าท่าราชวรดิฐเพื่อทรงลอยพระประทีป จิตรกรรมฝาผนัง เรื่องพระราชพิธี๑๒ เดือน ภายในพระวิหารวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม พ ร ะบาทสมเด็จพ ร ะจอมเกล้าเจ้าอยู่หั ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เพิ่มพิธีสงฆ์ในการ ประกอบพิธีพราหมณ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลของ พระราชพิธีเช่น ให้จัดพิธีสงฆ์เพิ่มขึ้นในพระราชพิธี แรกนาขวัญ ยกเป็นพิธีหนึ่งต่างหากเรียกว่า พืชมงคล แล้วเรียกชื่อรวมว่า พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัล แรกนาขวัญ ในพระราชพิธีจองเปรียงหรือการยกโคม ตามประทีปบูชาเทพเจ้าตรีมูรติทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้มีพระสงฆ์สวดมนต์เช้าเย็นและเจริญ พระพุทธมนต์นอกเหนือจากพิธีพราหมณ์ 131 54-07-034_120-143_W.indd 131 2/27/12 11:27:39 AM


พระราชพิธีบวงสรวงพระสยามเทวาธิราช พระสยามเทวาธิราช เทพยดาปกปักรักษาบ้านเมือง คือ เทพยดาศักดิ์สิทธิ์ ที่อภิบาลรักษาประเทศไทย ประดุจพระภูมิคุ้มบ้าน คุ้มเมือง เมื่อมีเหตุการณ์ ไม่ปกติเกิดขึ้น คนไทยจะวิงวอนขอให้พระสยามเทวาธิราชปัดเป่าให้แคล้วคลาด ภยันตราย พระสยามเทวาธิราชจึงเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำพระบรมราชวงศ์จักรี ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างขึ้นเพื่อสักการะ ทรงเซ่นไหว้ เป็นประจำวันและโปรดให้มีพระราชพิธีบวงสรวงประจำปีเพื่อเป็นสวัสดิมงคลแก่ ประเทศชาติในวันขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ซึ่งเป็นวันขึ้นปีใหม่ทางจันทรคติของไทย และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการแสดงมหรสพในวันนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระสยามเทวาธิราชมาประดิษฐานในพระวิมานไม้จันทน์ลงรักปิดทอง ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ภายในหมู่พระมหามณเฑียร พระบรมมหาราชวัง หน้าพระวิมานตั้งโต๊ะเครื่องบูชาแบบจีนและตั้งการพระราชพิธีบวงสรวงใหญ่ แบบพราหมณ์พร้อมมีการแสดงมหรสพสมโภชหนึ่งครั้งต่อปีเหมือนในรัชสมัย สมเด็จพระบรมชนกนาถ ซึ่งได้ถือปฏิบัติมาตราบจนทุกวันนี้ ๔ พระราชพิธีอันเกี่ยวเนื่องในบ้านเมือง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปักธูปหางบนเครื่องสังเวยพระสยาม เทวาธิราช ที่อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ มุขเด็จพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เนื่องใน พระราชพิธีบวงสรวงพระสยามเทวาธิราช เมื่อวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ.​ ๒๕๒๕ 132 132 54-07-034_120-143_W.indd 132 2/27/12 11:27:45 AM


ประวัติพระสยามเทวาธิราช เมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๔ เป็นเวลาที่ บ้านเมืองต้องเผชิญภัยสงคราม ล่อแหลมต่อการพลาดพลั้งเสียอธิปไตย หลายครั้ง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ มีพระราช ปรารภว่า การที่บ้านเมืองแคล้วคลาดเสมอมา ชะรอยคงเป็นเพราะมี เทพยดาองค์ใดองค์หนึ่งคอยพิทักษ์รักษาบ้านเมืองไว้ด้วยเหตุนี้ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างรูปเทพยดาองค์นั้นขึ้นด้วย ทองคำบริสุทธิ์ สูง ๘ นิ้ว เพื่อสักการบูชา ลักษณะเป็นเทวรูป ทรงเครื่องต้นอย่างพระมหากษัตริย์ทรงยืน พระหัตถ์ขวาทรงพระขรรค์ พระหัตถ์ซ้ายจีบเสมอพระอุระ ถวายพระนามว่า พระสยามเทวาธิราช พระสยามเทวาธิราชประดิษฐานอยู่ในมุขกลาง ของพระวิมานไม้แกะสลักปิดทอง ตั้งอยู่เหนือ ลับแลบังพระทวารเทวราชมเหศวร์ตอนกลาง พระที่นั่งไพศาลทักษิณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ภายในหมู่พระมหามณเฑียร ที่ประดิษฐานองค์พระสยามเทวาธิราช 133 54-07-034_120-143_W.indd 133 2/27/12 11:27:55 AM


มงคลแห่งพืชพันธุ์ บำรุงขวัญเกษตรกร พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ด้วยเชื่อกันว่า เมื่อพระมหากษัตริย์ ทรงไถหว่านเป็นปฐมฤกษ์ย่อมจะเป็นสิริมงคลแก่พืชพันธุ์ ธัญญาหารในแผ่นดิน และแม้ภายหลังพระมหากษัตริย์ จะมิได้ทรงไถหว่านด้วยพระองค์เอง แต่ความเชื่อและ ความศรัทธาของปวงชนที่มีต่อพระราชพิธีนี้ก็ยังคงมีอยู่ อย่างมั่นคงเสมอมา การพระราชพิธีที่ฟื้นฟูใหม่นี้ปฏิบัติตามแนว พระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วันแรกเป็นพิธีสงฆ์จัดภายในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อเสริมสิริมงคลแก่พันธุ์พืชทั้งหลาย รวมทั้งพระยาแรกนา พระราชพิธีพืชมงคล จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และเทพีหาบคู่ เรียกว่าพระราชพิธีพืชมงคล วันรุ่งขึ้น ประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพิธี พราหมณ์จึงเรียกทั้งสองพระราชพิธีรวมกันว่า พระราชพิธี พืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พ.ศ. ๒๕๐๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฟื้นฟูพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ด้วยทรงตระหนักว่าประชากรส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ผู้ที่ปลูกข้าวเลี้ยงชีวิตชาวไทย ทั้งแผ่นดิน เปรียบเสมือนเป็นกระดูกสันหลังของชาติ ในครั้งนี้มีพระราชดำริปรับปรุงการพระราชพิธีให้เหมาะสม ตามกาลสมัย และเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นมิ่งขวัญ ในการพระราชพิธี ๕ 134 134 54-07-034_120-143_W.indd 134 2/27/12 11:27:58 AM


พระราชพิธีพืชมงคล เป็นพิธีสงฆ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปยังพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงอธิษฐานเพื่อความอุดมสมบูรณ์แห่งพืชผล พระมหาราชครูประกาศ พระราชพิธีพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์พระราชทานน้ำสังข์ทรงเจิมพระยาแรกนาและเทพี พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ก่อนประกอบพิธีหว่านไถที่เรียกว่าจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พระยาแรกนาจะต้องเสี่ยงทาย เลือกผ้านุ่งสำหรับแต่งในพิธีจากนั้นจึงทำพิธีไถ พระยาแรกนาถือคันไถเทียมโค ตามด้วยเทพีคู่หาบ ไถเวียนไปโดยรอบ แล้วหว่านพันธุ์ข้าวลงในแปลงพระราชพิธีซึ่งปัจจุบันเป็นพันธุ์ข้าวทรงปลูกที่ได้ พระราชทานจากแปลงนาสาธิตสวนจิตรลดาถือเป็นพันธุ์ข้าวมงคล เมื่อไถครบตามพิธีพราหมณ์ จะนำของ ๗ สิ่ง ได้แก่ ข้าวเปลือก ข้าวโพด ถั่ว งา เหล้า น้ำ หญ้า มาเสี่ยงให้พระโคกิน ถ้าพระโค กินสิ่งใด จะมีคำทำนายซึ่งล้วนเป็นสิริมงคล เมื่อเสร็จพระราชพิธีในรัชกาลปัจจุบันยังมีการ พระราชทานรางวัลแก่เกษตรกรดีเด่นประจำปีด้วย 135 54-07-034_120-143_W.indd 135 2/27/12 11:27:59 AM


๕ พันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญเป็นพิธีอันเป็นสิริมงคลแก่พืชพันธุ์ ธัญญาหารเพื่อสนับสนุนส่งเสริมชาวไร่ชาวนาในการประกอบอาชีพ พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัย เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็น ประธานอธิษฐานขอความสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารให้มีแก่ราชอาณาจักร ได้ทรงปลูกพันธุ์ข้าวทดลองในแปลงนาสาธิตสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ซึ่งเป็นพระราชฐานที่ประทับ เมื่อเก็บเกี่ยวแล้วพระราชทานให้นำมาเข้าใน พระราชพิธีประมาณ ๔๐ - ๕๐ กิโลกรัม เมล็ดพันธุ์ข้าวที่พระราชทาน มาเข้าพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แบ่งไปหว่านที่ลานประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งจัดบรรจุซองส่งไปยังจังหวัดต่างๆ ทั่วราชอาณาจักรสำหรับแจกจ่าย แก่เกษตรกรเพื่อเป็นสิริมงคลตามพระราชประสงค์ที่ทรงส่งเสริมการเกษตร ด้านหน้าของเสา นำเสนอเรื่องราว ของพระราชพิธีด้วยการฉายภาพ เคลื่อนไหวบนเสาอาคารที่ได้รับการ ตกแต่งด้วยเมล็ดข้าวเปลือกจำนวนมาก 136 54-07-034_120-143_W.indd 136 2/27/12 11:28:02 AM


ด้านหลังของเสา นำเสนอ เรื่องราวของพระราชพิธี พิรุณศาสตร์และประวัติ พระคันธารราษฎร์ บานประตูและหน้าต่าง หอพระคันธารราษฎร์ จำหลักลายเทวดาเหาะ อยู่เหนือกอข้าว นับเป็น เครื่องหมายที่แสดงถึง ความเชื่อของชาวไทย สมัยโบราณว่าฤดูกาลและ สภาพภูมิอากาศเกิดจาก การบันดาลของเทวดา พระคันธารราษฎร์ประดิษฐาน ณ หอพระคันธารราษฎร์ มุมระเบียงด้านหน้าพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง พระคันธารราษฎร์ พระคันธารราษฎร์ หรือ “พระขอฝน” เป็น พ ระป ระธานในพ ระ ราชพิธีพิ รุณศาสต ร์และ พระราชพิธีพืชมงคล ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาล ปัจจุบัน มีพุทธลักษณะนั่งขัดสมาธิราบ พระหัตถ์ขวา ท่ากวัก ยกเสมอพระอุระ พระหัตถ์ซ้ายวางหงายบน พระเพลาเป็นกิริยารับน้ำ พระพักตร์ค่อนข้างกลม พระขนงโก่ง พระเนตรเหลือบต่ำ ลงยาสีเหมือนจริง พระนาสิกโด่ง พระโอษฐ์บางเรียว พระกรรณยาว เกือบจดพระอังสา พระรัศมีดอกบัวตูม ฐานบัวคว่ำ บัวหงายรับด้วยฐานสิงห์ พระราชพิธีพิรุณศาสตร์ พระราชพิธีพิรุณศาสตร์เป็นพิธีขอฝนเพื่อบำรุงขวัญ เกษตรกร มีมาแต่สมัยโบราณ ไม่ได้จัดเป็นการประจำทุกปี แต่จะประกอบพระราชพิธีเมื่อฝนแล้ง รัชกาลปัจจุบัน มีการจัดพระราชพิธีขึ้นครั้งหนึ่ง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๓ โดยอนุโลมตามพระราชพิธีของหลวง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงประกอบ พระราชพิธีณ วัดศีลขันธาราม จังหวัดอ่างทอง มีพิธีสงฆ์ และพิธีพราหมณ์ที่สระน้ำหน้าอุโบสถ ตั้งบุษบกปิดทอง ประดิษฐานเจว็ดรูปพระอินทร์๔ มุม ตั้งราชวัตร ฉัตร ธง ต้นกล้วย ต้นอ้อย ริมสระตั้งโต๊ะประดิษฐานรูปท้าว จตุโลกบาล ๔ ทิศ ในสระมีสัตว์น้ำ ได้แก่ กุ้ง ปูปลาหมอ ปลาช่อน ปลาดุก ปลาตะเพียน กบ เต่า ตะพาบ สำหรับ นำไปปล่อยในแม่น้ำ พระคันธารราษฎร์รัชกาลที่ ๑ โปรดให้สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐาน ในพระราชพิธีพิรุณศาสตร์ 137 54-07-034_120-143_W.indd 137 2/27/12 11:28:06 AM


พระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ๖ ขบวนเรือพระราชพิธีจัดแสดงด้วยเทคนิค โฮโลแกรม (Hologram) หรือภาพสามมิติ ในรูปแบบเมจิกวิชั่น(Magic Vision) เพื่อจำลองภาพให้ผู้เข้าชมเห็นเรือพระที่นั่ง ลอยในน้ำอย่างสวยงาม วิถีพุทธผสานพิธีพราหมณ์ งดงาม ยิ่งใหญ่ การเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตรา ทางชลมารคในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ถวายผ้าพระกฐิน เนื่องมาจากเมื่อเวลาบ้านเมืองว่างศึก สงคราม อันเป็นช่วงเวลาที่ราษฎรหยุดพักรอการเกี่ยวข้าว ตรงกับเทศกาลกฐินตามประเพณีในพระพุทธศาสนา ซึ่ง เป็นราชประเพณีที่พระมหากษัตริย์จะเสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นประจำ ราชการจะเกณฑ์ ผู้คนมาฝึกฝีพายเพื่อให้พร้อมรบในฤดูน้ำหลาก จึงกลาย เป็นพระราชประเพณีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลโดย 138 ขบวนพยุหยาตราทางชลมารคสืบเนื่องต่อมา แม้จะหมดสมัย ที่จะใช้เรือในราชการแล้วก็ตาม ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร และประชาชน จะนำเรือตกแต่งอย่าง สวยงามเข้าร่วมในขบวนด้วย ขบวนเรือที่มีระเบียบ สวยงาม แสดงความพร้อมเพรียงของกองทัพ ความวิจิตร ของเรือพระราชพิธีในการเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวน พยุหยาตรา สะท้อนความมีวัฒนธรรมและการยึดมั่นใน พระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง เป็นพระราชพิธีที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งมีเพียงแห่งเดียวในโลก 138 54-07-034_120-143_W.indd 138 2/27/12 11:28:10 AM


การเสด็จพระราชดำเนินโดย ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ดังปรากฏภาพเขียน ฝีมือ ชาวตะวันตก และบันทึก ที่บรรยายถึงความงดงาม และยิ่งใหญ่ของขบวน พยุหยาตราทางชลมารค ยากจะหาที่ใดเสมอเหมือน เรือพระที่นั่งนารายณ์ ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ ๙ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ เรือครุฑเหิรเห็จ 139 54-07-034_120-143_W.indd 139 2/27/12 11:28:12 AM


ตำราคชลักษณ์จัดแสดงด้วยระบบ จอสัมผัสประกอบอะนิเมชั่น แสดงลักษณะอันเป็นมงคล และเป็นโทษของช้างตระกูลต่างๆ 140 54-07-034_120-143_W.indd 140 2/27/12 11:28:14 AM


พระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางช้างสำคัญ ในรัชกาลปัจจุบัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดงาน ดังนี้ พิธีจารึกนามช้างสำคัญลงบนอ้อยแดง มีขึ้นก่อนพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางช้าง สำคัญ เจ้าพนักงานจะจารึกนามพระราชทานลงบน อ้อยแดง แล้วพระราชครูพราหมณ์ทำพิธีจารึก เทพมนต์กำกับ พิธีถวายช้างสำคัญ นำช้างน้อมเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงรับเป็นช้าง สำคัญ ซึ่งอาจจัดก่อนวันพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวาง ช้างสำคัญหรือจัดในวันเดียวกัน พิธีสมโภช มีขบวนแห่ช้างสำคัญเข้าสู่โรงพิธี พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานน้ำพระพุทธมนต์ อ้อยแดงจารึก และเครื่องคชาภรณ์ วันสุดท้าย มีการนำช้างสำคัญอาบน้ำและ ตักบาตร จากนั้นทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวาย ภัตตาหาร พราหมณ์เบิกแว่นเวียนเทียนสมโภช พระราชครูพราหมณ์เจิมและป้อนมะพร้าวอ่อน เป็นเสร็จพิธี พระราชพิธีรับ และสมโภชขึ้นระวางช้างสำคัญ ช้างเผือก พระราชพาหนะคู่พระบารมี ช้างเป็นสัตว์มงคลคู่พระบารมีพระมหากษัตริย์ไทย มาแต่โบราณ ทำคุณประโยชน์แก่บ้านเมืองหลายประการ ทั้งในการสงครามปกป้องบ้านเมือง นอกจากนี้ยังเป็น สัญลักษณ์แห่งพระบารมี ความศักดิ์สิทธิ์ ความอุดม สมบูรณ์ความเจริญรุ่งเรืองของแผ่นดิน ความร่มเย็น เป็นสุขของอาณาประชาราษฎร์ด้วยเหตุนี้ช้างจึงถูกนำมาใช้ เป็นสัญลักษณ์ปรากฏในสิ่งสำคัญต่างๆ เช่น ธงชาติไทย (สมัยก่อน) และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เมื่อมีการพบช้างที่มีลักษณะพิเศษที่เรียกว่า ช้างเผือก ซึ่งหาได้ยากในพระราชอาณาจักร ถือว่าเป็น นิมิตอันเป็นมงคลของแผ่นดิน ช้างเผือกจึงเป็นพระราช พาหนะคู่พระบารมี แสดงพระเกียรติยศและพระบรม เดชานุภาพของพระมหากษัตริย์ มีประเพณีนำช้าง เข้าพระราชพิธีรับและสมโภชขึ้นระวางช้างสำคัญอันเป็น แบบแผนสืบมา ๗ 141 54-07-034_120-143_W.indd 141 2/27/12 11:28:15 AM


๘ พระราชพิธีสมโภชหลักเมือง หลักชัยขวัญเมืองเพื่อความ รุ่งเรืองสถาพร การสร้างหลักเมือง เป็นคติพราหมณ์ซึ่งมีความเชื่อว่า เป็นที่ สำหรับเทวดาผู้มีหน้าที่รักษาเมือง สิงสถิต เพื่อป้องกันภยันตราย เสริมสร้าง สิริมงคลและทำให้เชื่อมั่นว่าอานุภาพ ของพระหลักเมืองคือหลักชัยที่ทำให้ ประชาชนรวมกันอยู่ในเมืองได้อย่าง ร่มเย็น มีความรุ่งเรืองสถาพร พิธี ยกเสาหลักเมืองเรียกว่า พระราชพิธี นครสถาน มักเลือกชัยภูมิที่ตั้ง เสาหลักเมืองบริเวณใจกลางพระนคร หลักเมืองกรุงเทพมหานคร มี๒ หลัก คือเสาหลักเมืองเดิมและเสาหลักเมือง ปัจจุบัน เสาหลักเมืองเดิม สร้างขึ้นเมื่อพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรง สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี เสาทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์สูง ๑๘๗ นิ้ว ประกับภายนอกด้วยไม้แก่นจันทน์ เสาส่วนที่อยู่บนพื้นดินสูง ๑๐๘ นิ้ว ส่วนที่ฝังลงดินยาว ๗๙ นิ้ว ลงรัก ปิดทอง ยอดหัวเม็ดรูปบัวตูม ภายใน กลวงเป็นช่องสำหรับบรรจุดวงชะตา พระนคร สมัยรัชกาลที่ ๕ มีการปรับปรุงพระนคร ครั้งใหญ่ เพื่อสร้างสถานที่ราชการ และถนน เป็นเหตุให้ต้องรื้อ ศาลเทพารักษ์ต่างๆ ซึ่งมีอยู่หลายแห่ง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญเทวรูปในศาลเหล่านั้น มาประดิษฐานไว้ในบริเวณศาลหลักเมือง แต่เพียงแห่งเดียว เทวรูปที่อัญเชิญมา ได้แก่ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระกาฬไชยศรีเจ้าเจตคุปต์ และเจ้าหอกลอง 142 เทวรูปเจ้าหอกลอง 142 54-07-034_120-143_W.indd 142 2/27/12 11:28:19 AM


พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพิธีสมโภชหลักเมือง เมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ.​ ๒๕๒๙ พิธียกเสาหลักเมืองจัดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๖ ปีขาล ตรงกับวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ มีการสร้างศาลเป็นอาคารไม้ ประดิษฐานเสาหลักเมือง หลังคามุงกระเบื้อง ครั้งนั้นได้สร้างรูปเทพารักษ์ สำหรับพระนครประดิษฐานไว้ในศาล ๓ หลัง ตั้งอยู่บริเวณหน้าวัดพระเชตุพน วิมลมังคลารามเลียบคลองคูเมืองเดิม ได้แก่ศาลหน้าคุกกรมพระนคร ศาลเจ้า หอกลองหน้า และหอกลองประจำเมือง ทำหน้าที่รักษาบ้านเมืองคู่กับ พระหลักเมืองด้วย เสาหลักเมืองปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างแทนหลักเก่าที่ชำรุดมาก อาคารหมดความสง่างาม ทรงบรรจุดวงชะตา พระนคร ต้องตามดวงพระบรมราชสมภพ เพื่อให้บ้านเมืองและประชาชน ภายใต้พระบารมีประสบความเจริญวัฒนา เป็นเสาไม้สักมีแกนอยู่ภายใน ประกับด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ๖ แผ่น กว้างแผ่นละ ๘ นิ้ว ยอดหัวเม็ดทรงมัณฑ์ เสาสูง ๒๐๑.๔ นิ้ว เส้นผ่านศูนย์กลางที่โคนเสายาว ๑๘.๘ นิ้ว ลำต้นอวบกว่า เสาหลักเมืองต้นเดิม ปรับปรุงอาคารศาลเป็นจัตุรมุข ยอดปรางค์ก่ออิฐถือปูน ฉาบสีด่อน (สีเผือก) แบบศาลหลักเมืองที่พระนครศรีอยุธยา ส่วนเสาหลักเมืองเดิม ได้เชิญขึ้นมาตั้งคู่กันไว้ ศาลหลักเมืองสร้างขึ้นใน พ.ศ. ๒๓๒๕ ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ยันต์สุริยาทรงกลด สำหรับจารลงในแผ่นทอง แผ่นเงิน แผ่นนาก แล้วลงดวงชะตาพระนคร ไว้ตรงกลาง ดวงชะตาพระนคร 143 54-07-034_120-143_W.indd 143 2/27/12 11:28:21 AM


144 สง่าศรี ๕ สถาปัตยกรรม 54-07-034_144-169_W.indd 144 2/27/12 11:28:39 AM


145 สง่าศรี สถาปัตยกรรม พระบรมโพธิสมภารแห่งพระมหากษัตริย์ทุกรัชกาลที่ปกแผ่ไพศาล ไปทั่วทุกทิศ บันดาลให้กรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีที่รุ่งเรืองสมฐานะ ทัดเทียมนานาอารยประเทศ เป็นมหานครที่งดงามด้วยอาคารสถาน ที่ได้รับ การประดับประดาด้วยสถาปัตยกรรมอันล้ำค่าหลากสมัย จากสุดยอด ช่างฝีมือที่ได้รังสรรค์ไว้เป็นมรดกศิลป์สำหรับแผ่นดินสยาม เป็นความภูมิใจ ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ให้สถิตสถาพรสืบไป 54-07-034_144-169_W.indd 145 2/27/12 11:28:40 AM


146 กรุงรัตนโกสินทร์ ศูนย์กลางแห่งแผ่นดินสยาม นับตั้งแต่ได้รับการสถาปนา เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ และรุ่งเรือง สืบมาเป็นเวลายาวนานกว่า ๒๐๐ ปี ด้วยพระบรมโพธิ สมภารของพระมหากษัตริย์ทุกรัชกาล ที่ทรงทำนุบำรุง บ้านเมืองให้เฟื่องฟูในทุกด้าน ราชธานีแห่งนี้จึงวิจิตรตระการ ด้วยสรรพสถาน ที่ได้รับการรังสรรค์ด้วยศิลปกรรมอันล้ำค่า หลากสมัย ตั้งแต่รูปแบบไทยประเพณีที่สืบเนื่องแบบอย่าง อันดีมาแต่เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยา แล้ววิวัฒนาด้วยการผสาน 54-07-034_144-169_W.indd 146 2/27/12 11:28:42 AM


Click to View FlipBook Version