นิรภัยการช่าง
เรยี บเรยี งโดย แผนกหอ้ งสมุด กรมพฒั นาการชา่ ง กรมอู่ทหารเรอื ปี 2565
เอกสารวชิ าการ
นิรภยั การชาง
กรมอทู หารเรือ
(จดั พิมพเ มอ่ื กันยายน ๒๕๔๘)
บทที่ 1
จริยธรรมทางชาง
“ชางคือ ผูทท่ี าํ งานใชฝ ม อื ชา งทกุ ประเภทเปน กลไกสําคัญอยา งยงิ่ ของบา นเมอื ง และของทกุ คน”
พระราชดํารสั ของพระบาทสมเด็จพระเจา อยหู ัวทอี่ ัญเชญิ มาไวข า งตน บงบอกถึงความสําคญั
ของผูมวี ชิ าชีพทางชา งในทกุ สาขาไดเปน อยางดี จงึ นับเปน เร่อื งทเ่ี ราทุกคนซ่ึงดาํ เนนิ ชวี ติ อยบู นถนน
สายนี้ ควรตระหนกั ในคณุ คา ของตนเองและยดึ มน่ั กระทาํ ตนใหสมกับพระราชดํารสั ของ “พอแหง
ปวงชนชาวไทย” ซ่งึ ทรงไดรบั การยกยองในฐานะกษัตรยิ ผเู ปนชา งฝมอื แหง แผน ดนิ สยาม
หากพจิ ารณากนั อยางถองแท เราอาจพบวา คณุ คา ของความเปน ชา งไมไดขึ้นอยกู ับความรู
ความสามารถอันเชยี่ วชาญหรือปริญญาบตั ร ประกาศนยี บัตรใด ๆ เพราะทุกสิ่งทก่ี ลา วมานไ้ี มอ าจกอ
ประโยชนแ กผ เู กีย่ วของและสวนรวมไดอ ยา งแทจรงิ และสมบรู ณแ บบ หากผทู ไ่ี ดช ื่อวา เปน ชา ง
ปราศจากจิตสาํ นกึ และจรยิ ธรรมในวชิ าชพี ของตนเอง ขอเขียนนจ้ี ึงมุง หวงั ทีจ่ ะใหผ ูท ่เี ปนชา งทกุ คน
ไดท บทวนตนเองวา ไดด าํ รงตนอยูในฐานะชางทม่ี คี ุณคา หรือไม
จรยิ ธรรมทางชาง...ส่งิ ทส่ี รา งขนึ้ ไดใ นหวั ใจชางอยา งคณุ
จรยิ (จะ – ริ – ยะ) หมายถงึ ความประพฤติทีค่ วรทาํ จริยธรรมทางชา งจึงแปลวา การประพฤติ
ปฏิบัตทิ ช่ี างควรกระทําทั้งตอ ตนเองและผอู ่นื รวมทั้งกจิ การงานทง้ั ปวงทีค่ วามเปน “ชา ง” เขาไปมี
สวนเกยี่ วของดวย
ดงั นน้ั ไมว า ทา นจะเปนชา งระดบั ไหน มพี น้ื เพแหลงกําเนดิ มาจากสถาบนั ใด สิง่ ทีเ่ สมอเหมือน
เทาเทียมกนั ไดก ็คอื “จรยิ ธรรมทางชาง” ท่มี ีอยใู นสาํ นกึ และจติ ใจของแตละคน แมจ รยิ ธรรมชา งอาจ
ไมใ ชส ่ิงทต่ี ดิ ตวั มาแตก าํ เนดิ แตม นั ก็ไมใ ชส งิ่ ท่ียากเกินกวา การเรยี นรูแ ละปลกู ฝงควบคูไปกบั
การศึกษาทฤษฎีทางวิชาการของชา งในทุกสาขาอาชีพ
กรมอูทหารเรอื ในฐานะหวั หนา หนว ยวทิ ยาการสายชา งของกองทพั เรอื จงึ ปรารถนาท่ีจะไดเ หน็
ผทู ีเ่ ปนชา ง มคี วามสมบูรณพ รอ มทัง้ ดา นวิชาการความรูและจริยธรรม ซ่งึ จะเปน สิ่งทช่ี ว ยเสรมิ สราง
ใหวทิ ยาการสายชา งของกองทัพเรือมคี วามเขมแขง็ เปย มไปดว ยประสทิ ธภิ าพอันจะนาํ ไปสกู ารดาํ รง
ความพรอมของกองทัพเรือ ซ่งึ เปนภารกจิ และความมุงหมายสงู สดุ ของ “ชางทหารเรือ” ทกุ คน
2
จรยิ ธรรมขอใดที่คณุ ไมม .ี ..สาํ รวจตัวเองเสียแตวนั น้ี
แมจ ะไมเ คยมกี ารกําหนดไวอ ยางแนชัดวา จริยธรรมทางชางควรประกอบดว ยเรือ่ งใดบา ง แตจ าก
ประสบการณท ่ีพบเหน็ จากชา งผูมอี าวุโส นายทหารพรรคกลนิ รุนครแู ละจากสิ่งที่ไดส มั ผัสดว ยตนเอง
ตลอดระยะเวลากวา ป ที่ทาํ งานสายชา ง ท้งั หมดทีจ่ ะนาํ มากลาวตอ ไปน้ี อาจเปน แนวทางใหทานได
พิจารณาตนเองวา การประพฤติปฏิบัติขอใดบางที่ทานอาจละเลยหรือมองขามไป ทั้งท่ีมันคือ
“จริยธรรมทางชา ง” ซงึ่ ถอื เปน องคประกอบสาํ คญั ท่จี ะนําไปสคู วามสาํ เรจ็ และเจรญิ กา วหนาในหนาที่
การงานสายชา ง
1. จริยธรรมทางความคิดในการทาํ งาน
1.1 ชางตองทํางานอยางมที กั ษะ ยดึ ถือหลกั วิชาดว ยความหลักแหลม ชาญฉลาด แตม ิใช
ฉลาดแกมโกงหรือนาํ หลกั วชิ าไปใชอ ยา งมเี ลหเหลย่ี ม ขณะเดยี วกนั การยึดถอื หลักวชิ าก็ตองเปน ไป
อยางเหมาะสมมคี วามออ นตวั รจู กั แกป ญหาหาทางออก เพ่ือผลสําเรจ็ ของงานนน้ั ๆ เพราะการดือ้ ดึง
โดยอางองิ หลกั วชิ าทเ่ี ขยี นไวในตาํ ราเพยี งอยา งเดยี วโดยไมศ ึกษาวเิ คราะหเ พิ่มเติมในอนั ที่จะนําไปสู
แนวทางและวธิ ีการอน่ื อาจนาํ มาซ่งึ ความลม เหลวเสยี หายในการทํางานไดเ ชน กนั
1.2 เคารพในความคิดเหน็ ของผอู ่ืน เปดใจกวางในคําแนะนําขอเสนอของเพ่ือนรวมงาน
และผูใ ตบ งั คบั บัญชา การดูแคลนหยามหมน่ิ ดวยเหน็ วา ผูอ ื่นมคี วามรูทางทฤษฎีวชิ าการนอยกวา ตน
นอกจากจะไมไ ดรบั ความนบั ถือจากใจจรงิ แลว งานทก่ี ระทําก็อาจมีจดุ บกพรอ งลม เหลวเกดิ ขน้ึ ได
อยางคาดไมถงึ ดอ็ กเตอรท ีช่ าญฉลาดยอมเปดโอกาสใหช างฝกงานไดเสนอแนะหรอื คดั คา นส่ิงท่ตี นเอง
สั่งการออกไปเพื่อใหชางฝกงานผูปราศจากใบปริญญามหาบัณฑิตทาํ หนาท่ีเสมือน “กระจกเงา”
บานเล็ก ๆ ทส่ี องสะทอนขอผดิ พลาดทีต่ นเองอาจนกึ ไมถึง
1.3 นายชางท่ีดีตองกลาหาญเพียงพอท่ีจะยอมรับความผิดพลาดที่กระทําไปแลว การมี
ยศสูงกวาหรือมีตําแหนงเปนผูบริหาร มไิ ดหมายความวา จะวเิ คราะหและตดั สนิ ใจไดอ ยา งถกู ตอ ง
เสมอไป ยง่ิ ทา นมีความรสู ูงมากเทา ใด ทา นกย็ งิ่ จะตอ งกลาหาญท่จี ะยอมรับขอ ผดิ พลาดหากมนั
บงั เอิญเกดิ ข้ึนมากเทาน้ัน จงอยา อับอายทจ่ี ะยอมรบั เมอ่ื ทําผดิ แตจ งอดสูตอการเมินเฉยในสิง่ บกพรอ ง
ผดิ พลาดทีไ่ ดก ระทาํ ไปแลว
1.4 อยาทํางานในลกั ษณะจอ งจบั ผดิ หาขอบกพรอ งของผอู ่นื โดยเฉพาะผใู ตบังคบั บัญชา
จงพยายามคดิ อยเู สมอวา เพอ่ื นรวมงานทกุ คนไดใ ชฝ ม อื ของตนในการทาํ งานอยา งเต็มกาํ ลงั
ความสามารถแลว แตห ากผลงานยังไมเปน ทีพ่ อใจตามเกณฑที่คาดหวงั ไว เปน หนาทีข่ องทา นในการ
ใชก ศุ โลบายอยา งเหมาะสมเพอื่ กระตนุ หรอื ชแ้ี นะใหบคุ คลน้นั แกไ ขปรับปรงุ การทํางานของตนเอง
อยางเต็มใจ
3
1.5 ตองมคี วามรับผดิ ชอบในหนา ที่ นึกถึงประโยชนข องสว นรวมมากกวาสว นตน ไมท าํ งาน
ในลักษณะสรา งผลประโยชนทับซอนใหแ กต นเองและพวกพอ ง
1.6 มสี ัจจะในการทาํ งาน จรงิ ใจ และกลาหาญทจี่ ะตอสเู พ่ือความถกู ตอง เม่ือแนใ จแลววาความ
ถกู ตอ งน้นั เปน ความถกู ตอ งของสวนรวม มิใชต นเองคดิ วาถูกตอ งเพยี งผูเดียว
2. จริยธรรมในการดาํ รงตน
2.1 รจู ักออ นนอ มถอ มตน เปนผูมีความออ นโยน แตไมออนแอ เปนที่พง่ึ ไดท้ังของตนเอง
และของผูอ ืน่ ยิ่งมีความรูสงู มาก และแสดงออกอยา งสุภาพ ออ นนอ ม ก็จะยิง่ ไดร ับความนยิ มชนื่ ชอบ
จากคนทว่ั ไป
2.2 มองคนในแงด ี ไมค วรคิดวา ผอู ่นื จอ งจะโกงหรอื ทรยศตอวิชาชพี อยตู ลอดเวลา เพราะ
การคดิ เชน นนั้ จะทําใหทานหวาดระแวงไมไวใ จใครเลย และนําไปสกู ารทํางานคนเดยี วในทีส่ ุด
2.3 รจู ักยอมและผอนปรน เพอ่ื ผลสาํ เรจ็ ของงานและสวนรวม การยนื กรานดน้ื รัน้ ในความคดิ
ทวี่ า ตนเองเปน ฝา ยถกู เสมอ แมอ าจจะทาํ ใหท านไดรบั ชัยชนะ แตผ ลขางเคยี งท่ีตามมาอาจเปน ความ
เสยี หายของสว นรวมและองคก ร รวมทง้ั อาจยอ นมาสูตวั ทา นเองไดใ นอนาคต
2.4 ใชค ําชมใหมากกวาคาํ ตาํ หนติ ิเตยี น รูจักชนื่ ชมผลงาน ความคิด ตลอดจนการกระทาํ
ของเพอ่ื นรวมงาน แมในสายตาและความรูส ึกของทา น ส่งิ เหลา นอี้ าจเปนเรอ่ื งเลก็ นอ ยก็ตาม พึงระลึก
อยเู สมอวา มนษุ ยทุกคนแมแ ตตวั ทานเองลว นแลว แตป รารถนาการแสดงความช่นื ชมยนิ ดอี ยเู สมอ
2.5 พดู เฉพาะในสงิ่ ท่คี วรพดู ทาํ เฉพาะในสิ่งทีค่ วรทาํ บางเรอ่ื งแมท านอาจจะอยากพูดและ
อยากทํา แตห ากไมก อใหเ กดิ ประโยชนอ ันใดหรือเปนประโยชนเ ฉพาะตนเองเพียงผูเ ดียว หรอื ทา น
สรุปเอาเองวาเปน ประโยชน จงหลีกเลีย่ งท่ีจะกระทาํ เพอื่ ไมใ หเ กิดความแตกแยก เกลยี ดชงั ในหมู
เพือ่ นรวมงานโดยไมจ ําเปน
2.6 ซ่ือตรงและภกั ดตี อองคกรและสว นรวม ไมเ ห็นแกอ ามิสสนิ จา งใด ๆ
3. จรยิ ธรรมในการปกครอง
3.1 มีความยตุ ธิ รรมตอผูใตบ ังคับบญั ชา ทง้ั ตอหนาและลบั หลงั ปฏิบตั ติ อทุกคนอยาง
เทาเทียมกนั
3.2 พจิ ารณาคนโดยใหน า้ํ หนกั ในเร่ืองตาง ๆ อยางเหมาะสมผสมผสานกนั ท้ังความรู
ความสามารถ ความประพฤติ ตลอดจนอาวุโส ไมอ าฆาตหรอื นําความรสู ึกสวนตวั เขา มาเก่ยี วของ
3.3 รูจกั การใหรางวัลเทา ๆ กับกลา พอทจ่ี ะลงโทษอยางเหมาะสม เพอื่ ใหค นดีและคนไมด ี
อยรู ว มกนั ไดโ ดยไมเ กดิ ความขัดแยง ทอ ถอย แตกแยกในหมคู ณะ
3.4 ใสใจดแู ลทกุ ขส ขุ ของผใู ตบงั คบั บญั ชา ท้ังเร่ืองงานและสวนตัว ตามขอบเขต อันสมควร
3.5 บรหิ ารจัดการอยา งมเี หตุผล ไมป กครองโดยใชอ ารมณ หรอื มีอคตสิ ว นตัว
4
3.6 กระตือรือรน ในการพฒั นาองคก รของตนเอง ไมว า จะเปน ขนาดเลก็ หรอื ใหญสกั เพียงใดก็
ตาม
3.7 รวมใจทกุ คนเปนหนง่ึ เดยี ว เพอื่ การทาํ งานอยางมรี ะบบ บนความสามคั คี
4. จรยิ ธรรมที่ควรมีเมือ่ ตองปฏบิ ตั งิ านเก่ียวขอ งกับบคุ คลภายนอก
นายชางและชา งของกองทพั เรือ มโี อกาสอยา งมากทจ่ี ะตอ งปฏบิ ัตหิ นา ทใี่ นงานสาขาตา ง ๆ
ทเี่ กี่ยวของกบั บุคคลภายนอก ท้งั ภาครฐั และเอกชน ท้งั การปฏิบตั หิ นา ทีใ่ นฐานะกรรมการตรวจรับ
กรรมการตรวจการจา ง และผูควบคุมงาน ขอแนะนาํ ทางจริยธรรมตอ ไปนี้อาจเปนแนวทางทน่ี ําไปสู
การแกไ ขปญหาขอ ขดั ของ ขดั แยงท่ีมักเกดิ ข้ึนอยเู นอื ง ๆ ระหวางผูปฏบิ ัตหิ นาทกี่ บั หนว ยงานภายนอก
4.1 ปฏบิ ตั หิ นา ที่อยางสุภาพออ นโยนบนพน้ื ฐานของความเปน มิตร ไมตงั้ เปา วา อีกฝา ยเปน
ศตั รตู รงขา งทหี่ วังผลประโยชนจากกองทัพเรือโดยไมค าํ นึงถงึ สงิ่ ใด
4.2 ปฏิบัติหนาที่ในลักษณะรวมมือรวมใจ เพ่ือกาวไปสูจุดหมายเดียวกัน นั่นคือการสง
มอบงานใหแกก องทพั เรอื ไดอยางสมบูรณครบถว น ตรงตามเวลา
4.3 ปฏบิ ัตหิ นา ท่อี ยา งซื่อตรง ไมม ีเลหเ หลย่ี ม หรือสรางเงือ่ นไขใหบุคคลภายนอกหรือ
คสู ญั ญาของกองทัพเรอื ตอ งยนิ ยอมตามขอ เรียกรองนอกเหนอื จากท่ีระบุไวแ ตแ รก
4.4 รกั ษาเกยี รตแิ ละศักด์ิศรีของเจา หนาท่ีกองทัพเรอื ไมเ รยี กรบั ผลประโยชนใ ด ๆ ทั้งทางตรง
และทางออ ม ไมว าประโยชนน น้ั จะเปน ของตนเองหรอื สว นรวมกต็ าม
4.5 จริงใจในการแกป ญ หารว มกนั เมอื่ มขี อขัดของเกดิ ขึ้นดว ยการรับฟง ขอเสนอแนะของ
ผอู ่ืนอยา งใหเ กยี รติ และนํามาวิเคราะหพ จิ ารณาอยา งรอบคอบ โดยไมด ื้อร้ัน ยดึ ถือแตค วามคดิ ของตนเอง
เพียงผูเดยี ว
4.6 เช่อื ม่นั ในความสุจรติ ของตนเองและผอู ื่นทปี่ ฏบิ ัติหนา ทรี่ วมกนั ไมห วาดระแวงหรอื
ใหร ายผูอ ่นื เปน ผทู จุ ริตท่หี วงั ผลตอบแทนจากบคุ คลภายนอก
4.7 ยึดม่นั ในหลักการทางเทคนคิ และขอกาํ หนดตา ง ๆ แตตอ งรจู กั วเิ คราะหศกึ ษาแนวทางอน่ื
ทส่ี ามารถปฏิบัตไิ ด เพอื่ ผลสาํ เรจ็ ของงาน การอางองิ ตาํ ราเพียงอยางเดยี ว โดยไมหาหนทางอ่นื อาจ
นําไปสูปญหาขอขัดขอ งทส่ี งผลกระทบกบั งานโดยตรง
4.8 พงึ ระลึกอยูเสมอวา “การผอนปรน” กับ “การชวยเหลอื ” เปน ส่งิ ทีใ่ กลเ คยี งกนั แตไ ม
เหมือนกนั จงึ เปน หนาที่ของทานในอันทจี่ ะกาํ หนดขอบเขตของทง้ั สองสงิ่ น้อี ยา งเหมาะสม
4.9 เตือนตนเองอยูเสมอวา กองทัพเรือมอบหมายใหทานเปนผูปฏิบัติงาน ไมใชเปน
ผูสรางปญหากบั บุคคลภายนอก ซึ่งจะนําไปสกู ารฟองรองในทส่ี ุด
บทที่ 2
ทฤษฏกี ารเกดิ อบุ ตั ิภัย
มที ฤษฏตี า ง ๆ ที่เปนสมมตุ ิฐานการเกิดอบุ ัติภยั มากมาย ท่นี ํามากลา วตอไปนเ้ี ปน ทฤษฎที ี่
นา สนใจและเปนที่นาเชื่อถอื โดยเฉพาะอยางยิ่งทฤษฏพี ลงั งาน :-
1. ทฤษฏีโดมโิ น (Domino Theory)
H.W. Heinrich ซ่ึงเปน ผคู ิดทฤษฏีโดมิโน กลา ววา การบาดเจบ็ และความเสยี หายตา ง ๆ
เปน ผลสบื เนอื่ งโดยตรงมาจากอุบตั ิภยั เปนผลมาจากการกระทาํ ท่ไี มป ลอดภยั (หรอื สภาพการณท ่ีไม
ปลอดภยั ) ซ่ึงเปรียบไดเ หมือนตัวโดมโิ นทเ่ี รยี งกนั อยู 5 ตวั ใกลก ัน เม่ือตวั หน่ึงลม ยอ มมีผลทาํ ใหตวั
โดมิโนถัดไปลมตามกนั ไปดวย ตวั โดมิโนทั้งหา ตวั (แผนภมู ทิ ี่ 1.1) ไดแก
1) สภาพแวดลัอมหรือภมู ิหลังของบคุ คล (Social Environment of Background)
2) ความบกพรองผิดปกตขิ องบุคคล (Defects of Person)
3) การกระทาํ หรือสภาพการณทไ่ี มปลอดภยั (Unsafe Acts/ Unsafe Conditions)
4) อบุ ตั ิภยั (Accident)
5) การบาดเจบ็ หรอื เสยี หาย (Injury / Damages)
แผนภมู ทิ ่ี 1.1 แสดงโดมโิ นท้งั หา
6
แผนภมู ิที่ 1.2 การปอ งกันอุบัติภัย โดยดึงโดมิโนตัวทส่ี ามออกน้นั คือ สภาพแวดลอมของ
สังคมหรือภูมิหลงั ของคนใดคนหนึ่ง (สภาพครอบครวั ฐานะความเปนอยูการศกึ ษาอบรม) กอ ใหเกิด
ความบกพรองผิดปกตขิ องคนนั้น (ทัศนคติตอความปลอดภัยไมถกู ตอง ชอบเสี่ยง มกั งา ย) กอใหเกดิ
การกระทําที่ไมปลอดภัยหรอื สภาพการณท ี่ไมปลอดภยั กอใหเกิดอบุ ตั เิ หตุ กอ ใหเ กดิ การบาดเจ็บหรอื
ความเสยี หาย
ทฤษฏโี ดมิโนนม้ี ีผูเ รียกชอ่ื ใหมเปน “ลูกโซข องอุบัติเหต”ุ (Accident Chain) เมอ่ื โดมิโนตัว
ที่ 1 ลม ตัวถดั ไปก็ลม ตาม หากไมใ หโ ดมโิ นตัวท่ี 4 ลม (ไมใ หเกิดอบุ ัตภิ ยั ) ก็ตอ งเอาโดมโิ นตวั ที่ 3
ออก
2. ทฤษฏกี ารขาดดุลยภาพ (Imbalance Cause Theory)
การบาดเจบ็ หรอื อบุ ตั ิภัยเกิดจากการขาดดุลยภาพช่ัวขณะหนงึ่ ระหวางพฤตกิ รรมของคน
กบั ระบบงานท่ีคนนัน้ กระทาํ อยู ซง่ึ อาจจะปองกนั ไมใ หเ กิดไดโดยการแกไ ขเปลย่ี นแปลงพฤติกรรม
ของคน หรือการแกไ ขเปลยี่ นแปลงระบบทั้งสองอยา งหรอื อยา งหนงึ่ อยา งใด แตว ธิ ีทไ่ี ดผ ลดที ส่ี ุดคือ
ประการหลัง ดงั แสดงในแผนภมู ิ
พฤตกิ รรมของคน การขาดดลุ ยภาพ อบุ ัติภยั
ระบบการทาํ งาน
ทีม่ า : Blumenthal, M. Dimensions of the traffic safety problem. Traffic Safety Research
Review 12 : 7 1968
3. ทฤษฏีพลงั งาน (Energy Cause Theory)
เคยมีผูคิดทฤษฏตี าง ๆ ที่ทําใหเกิดการบาดเจบ็ หลายทฤษฏดี วยกนั แตใ นปจจบุ นั นี้ทฤษฏี
ทย่ี อมรับกนั มากท่ีสุดไดแ ก ทฤษฏีพลังงานกอ ใหเกดิ บาดเจ็บ Haddon ไดกลา วไวว า เปนเรื่องสม
ดว ยเหตผุ ลที่จะอธบิ ายสาเหตกุ ารเกดิ บาดเจ็บ ซึง่ อาจเกดิ ขึ้นไดโดยคาดคิดหรือโดยตั้งใจใหเ กดิ ขึน้ ก็
ตาม จัดอยใู นประเภทหนง่ึ ประเภทใดใน 2 ประเภท ดังตอไปน้ี
7
ประการที่หน่งึ ไดแ ก การบาดเจบ็ ซงึ่ เกดิ จากการเกิดพลังงานมากระทบรางของคนเราใน
ปรมิ าณท่ีสูงเกนิ กวารางกายหรือสว นหน่ึงสว นใดของรา งกายจะทนตอ แรงกระทบนน้ั ได (Injury
thresholds) ดงั อธบิ ายในตารางที่ 1.1
ประการทส่ี อง เกดิ การแลกเปลย่ี นพลงั งานระหวา งรางกาย หรอื สวนหน่ึงสว นใดของ
รา งกายกบั แรงซึ่งมากระทบในลักษณะทผ่ี ดิ ปกติ (Abnormal energy exchange) แตย งั ไมม กี ารปลอ ย
พลงั งานใหปรากฏออกมา เปรียบเสมอื นรถยนตท ีก่ าํ ลังตดิ เครอื่ งยนต ทาํ ใหเกิดพลังงานข้นึ แลว แตย ัง
ไมข ับเคล่อื น ตอ มาจะมกี ารปลอ ยพลงั งานออกมา ซ่ึงเปรียบไดกับรถยนตขับเคลอื่ นออกมาบนถนน
แลว และเม่ือรถคันนน้ั วงิ่ มาชนคน ถา ชนเบา ๆ รา งกายหรอื สวนหนึ่งสว นใดของรา งกายตอ แรง
กระทบได กจ็ ะไมเ กดิ บาดเจ็บ แตถ า แรงกระทบนน้ั สงู เกินกวา รา งกายหรอื สวนหน่งึ สวนใดของ
รางกายทนทานไมได กจ็ ะเกดิ บาดเจบ็ ขนึ้
ตารางที่ 1.1 แสดงการเกดิ บาดเจบ็ ประเภททห่ี น่งึ ซ่งึ เกดิ จากพลงั งานท่ีเกิดขนึ้ มากระทบ
รางกายเกนิ กวา ท่ีรา งกายจะยอมรับได (Overbody Injury Threshoids)
ชนิดของพลงั งาน ลกั ษณะบาดเจบ็ ที่เกิด ตัวอยาง
แรงกระทบ รา งกายหรืออวยั วะของรา งกาย การบาดเจบ็ ซงึ่ เกิดจากแรง
(Mechanical) เคลอ่ื นท่เี ปลี่ยนรปู ฉีกขาด กระทบมากจากวัตถุกาํ ลัง
แตกหกั เคล่ือนท่ี เชน กระสุนปน ของมี
คม สงิ่ ท่ตี กจากที่สงู รถชน
ความรอ น เกิดการอกั เสบ ไหม ไฟไหม หรอื นา้ํ รอนลวก
(Thermal) (Charring) และเผาเปน เถา
(incineration)
กระแสไฟฟา เกดิ การรบกวนของหนาท่ี ไฟฟา ดดู ไหม เกิดการรบกวน
ประสาท และกลา มเนอื้ (neuro- ระบบประสาท เชน ในการช็อต
muscular function) การแข็งตัว ดวยกระแสไฟฟา
(coagulation) ไหมเ กรียม
(Charring) และเผาเปนเถา
(incineration)
แสงรังสี(Radiation) เซลลถ ูกทาํ ลาย ถกู รังสี หรือ กัมมนั ตภาพรังสี
สารเคมี(Chemical) เกดิ การอกั เสบ ปฏิกริ ิยาตอ ถกู สารเคมี กรด ดา ง รวมทงั้
เนือ้ เยื่อ แลว แตช นิดของ toxins จากพชื และสัตว
สารเคมี การตายของเซลล
ท่ีมา : D.W. Clark & B.MacMahon, preventive Medicine, Boston, 1967
8
ตารางท่ี 1.2 แสดงถงึ การบาดเจ็บประเภททส่ี อง เกดิ จากการผิดปกตขิ องการแลกเปลีย่ น
พลงั งานระหวา งรา งกาย หรอื สว นของรางกายกบั สิ่งที่มากระทบ (Abnormal Energy Exchange)
ชนิดของพลงั งาน ชนดิ ของบาดเจบ็ หรือการ ตัวอยา ง
ออกซเิ จน เกิดเปลี่ยนแปลง จมนา้ํ รางกายถกู ทับ พิษจาก
(Oxygen Utilization) การบกพรอ งทางสรรี ะวทิ ยา CO และ HCN เสนเลือดขาด
ความรอน (Thermal) เนื้อเยือ่ หรือรางกายตาย การบาดเจ็บเกดิ จากการปรับ
การบกพรองทางสรรี ะวทิ ยา อุณหภูมิของรา งกายเสียไป
เนอ้ื เยือ่ หรอื รางกายตาย หมิ ะกดั (frosbite) และแข็งตาย
เพราะเยน็ จดั
ความหมายของอุบตั ภิ ัย
เราสามารถพิจารณาคําจํากดั ความของอุบตั ิภัยไดด ังน้ี
อบุ ตั ิภัย หมายถึงภัยทเี่ กดิ จากอบุ ตั เิ หตุ เนื่องจากการจราจรทางบก ทางนา้ํ หรอื ทางอากาศ
อุบัตเิ หตุเนอ่ื งจากการทาํ งาน และอุบตั เิ หตุท่เี กดิ ขนึ้ ในบา นและในทสี่ าธารณะ (ระเบยี บสํานกั
นายกรัฐมนตรี วา ดว ยการปองกนั อบุ ัติภยั แหง ชาต)ิ
อุบัติภัย หมายถึงเหตกุ ารณท เ่ี กดิ ข้ึนโดยไมค าดฝนมากอ น โดยไมเ จตนา เปน ผลใหเ กดิ
ความเสยี หายใหแ กท รพั ยสนิ เปน อันตรายแกรางกายและจติ ใจ และอาจทําใหสญู เสยี ชีวิตได (ศ.
นายแพทยว ิจติ ร บุญยะโหตระ)
อบุ ัตภิ ยั หมายถึงเหตุการณใด ๆ ก็ตามทเี่ กิดข้นึ เองโดยมิไดตั้งใจ หรอื มิไดค าดคดิ มากอ น
อาจเกดิ ขนึ้ เองตามธรรมชาติหรือมาจากการกระทาํ ของมนษุ ย และเปน ผลใหเ กดิ ความเสียหายแก
รา งกายของเราและผูทีเ่ กย่ี วขอ ง ทําใหบ าดเจ็บลม ตาย หรือเกดิ ความเสยี หายแกท รพั ยสนิ (นาม จง
เจียมจติ ต)
อบุ ัตเิ หตุ หมายถงึ เหตุการณทเี่ กิดขน้ึ โดยมิไดวางแผนไวลว งหนา ซงึ่ กอ ใหเ กิดการ
บาดเจ็บ พกิ าร หรอื ตาย และทําใหทรัพยส ินเกดิ ความเสยี หาย (วรี พงษ เฉลิมจริ ะรตั น และคณะ)
9
จากคาํ จํากดั ความขางตน สามารถสรปุ ไดว า อุบตั ภิ ัย หมายถงึ ภัยท่ีทุกคนไมป รารถนาซ่งึ
เกิดขน้ึ ไดโดยไมร ูต วั มากอ น และไมมีเจตนาจะใหเ กิดขน้ึ เพราะหากเกดิ ข้ึนแลว อาจเกดิ ความเสยี หาย
แกชีวติ และทรพั ยสนิ ได
สาเหตนุ าํ ของการเกิดอุบัติเหตุ
1. เกดิ จากความผดิ พลาดของการบรหิ ารจดั การความเสย่ี ง
1.1 ไมม กี ารสอน หรือการอบรมเกยี่ วกบั ดานความปลอดภยั
1.2 ไมมมี าตรการขอกําหนด ใหป ฏิบตั ิตามกฎความปลอดภยั
1.3 ไมมกี ารวางแผน และเตรียมงานดานความปลอดภยั ไว
1.4 ไมม ีการแกไ ขจดุ ทอี่ นั ตรายลอ แหลม ในสถานที่ปฏบิ ัตงิ าน หรอื ภายในโรงพยาบาล
1.5 ไมม กี ารจัดหาอุปกรณเพอ่ื ความปลอดภยั ให
1.6 ผูบริหารไมมีความสําคญั
2. เกดิ จากสภาวะทางดานจิตใจ ของผปู ฏบิ ัตงิ าน
2.1 ขาดความระมดั ระวงั
2.2 ความต้งั อกตัง้ ใจ
2.3 มีทัศนคติที่ไมถ ูกตอ ง
2.4 อารมณอ อ นไหวงา ย และขโ้ี มโห
2.5 หวาดกลัว ขวญั ออน ตกใจงา ย
2.6 สมองมปี ฏิกริ ยิ าในการสั่งงานชา เปน ตน
3. เกดิ จากสภาพของรา งกายไมเ หมาะสม
3.1 ออนเพลีย
3.2 หหู นวก
3.3 สายตาไมดี
3.4 รา งกายไมเ หมาะสมกบั งาน
3.5 เปน โรค
3.6 รางกายพิการ
สาเหตโุ ดยตรงของการเกิดอบุ ัตเิ หตุ
การปฏบิ ตั งิ านทีไ่ มป ลอดภยั เปน การกระทําทไ่ี มปลอดภยั ของเจาหนาท่ี ในขณะทก่ี าํ ลงั
ทาํ งาน ซงึ่ อาจกอใหเ กดิ อนั ตรายได จากขอมูลทางสถิตกิ ารเกิดอุบตั เิ หตุ พบสว นใหญข องอบุ ัตเิ หตุ
ท้ังหมด เกดิ จากสาเหตนุ ้ี
1. การใชเ ครอื่ งมอื โดยพลการ โดยไมไดร บั อนุญาต
2. การทํางานที่เรว็ เกนิ ไป เกนิ กาํ ลงั ของเครอื่ งมอื
10
3. ทําการซอมเครือ่ ง ขณะท่ีกําลงั ใชงาน
4. ถอดอปุ กรณความปลอดภยั ออกจากเคร่ือง โดยไมมีเหตอุ ันควร
5. ไมใ สใจตอ ปายหา มเตือนตาง ๆ
6. เลน หยอกลอกันขณะทํางาน
7. ใชเคร่ืองมือทช่ี าํ รดุ
8. ใชเ ครื่องมอื ไมถ ูกวิธี
9. ยืน หรือนง่ั หรือใชท า ทางในการทํางานทไ่ี มเหมาะสม
10. ไมสวมใสอ ปุ กรณท ปี่ องกนั อันตราย
11. ประมาท เปนตน
สาเหตทุ ่เี กิดอบุ ตั ิเหตุ
1. สาเหตมุ ี ดงั น้ี
1.1 การปฏิบตั ิงานท่ีไมป ลอดภัย เสย่ี งตอการบาดเจ็บ เชน เครอ่ื งจักรมคี ม มคี วามเรว็
1.2 สภาพแวดลอม ไมปลอดภยั ขาดการปอ งกนั อันตรายจากเคร่ืองจกั รและอปุ กรณ
2. สาเหตทุ างออ ม
ขาดการบรหิ ารความปลอดภยั เชน ขาดการปฏบิ ตั ิตามระเบียบ สาเหตุทางกายภาพ
ของบคุ คล เชน การเหนื่อย ขาดการพกั ผอ นที่เพียงพอ สาเหตจุ ากลกั ษณะทางจติ ใจ เชน ความเครยี ด
ขาดความรบั ผิดชอบ และการประมาท
ธีรวฒุ ิ บณุ ยโสภณ และ วรี พงษ เฉลมิ จิระรตั น (2527 : 222 – 27) กลาวไวว า อบุ ตั เิ หตุที่
เกดิ ในโรงงาน จะทาํ ใหก ารผลติ หยดุ ชะงักแลว ยังตองเสียคาพยาบาลจงชว ยกันปอ งกนั อุบัตเิ หตทุ ่ี
เกดิ ขึน้ ใหน อ ยท่ีสุด และแบง ประเภทของอบุ ตั ิเหตุออกเปน 2 ประเภท คอื
1. อุบัติเหตุท่เี กดิ กบั บุคคล
1.1 เกิดจากการทาํ งานกับเคร่อื งจกั ร ซงึ่ สวนใหญจ ะใชไ ฟฟา คนงานเกดิ อบุ ตั ิเหตไุ ด
หรอื เครอ่ื งเกา ไมม ีระบบปอ งกนั อนั ตรายที่ดีพอ ทําใหเกิดอนั ตรายตออวยั วะของรา งกาย ทาํ ใหพ กิ าร
หรือเสยี ชวี ติ ได
1.2 เกดิ จากสงิ่ แวดลอ มในการทาํ งานเปน อันตรายตอ คนงานยงั แบง ออกได 4
ประเภท คือ
1.2.1 ทางฟสกิ ส ไดแ ก อณุ หภมู ิ แสงสวาง เสยี งดัง การระบายอากาศ
1.2.2 ทางเคมี ไดแ ก ควนั พษิ หรอื แกส พิษท่ีเกดิ จากปฏิกริ ิยาเคมีใน
กระบวนการผลติ เชน สารตะกว่ั สงั กะสี สารปรอท
1.2.3 ทางสุขาภิบาล ความสะอาดบริเวณโรงงาน เช้อื โรคจากแมลงและสตั ว
นาํ มาสูค นงานได
1.2.4 ทางดานจติ ใจ การมอบงานมากเกนิ ไป ทาํ งานซาํ้ ๆ เกดิ การเบ่ือ
11
2. อบุ ัติเหตทุ ี่เกดิ กับทรพั ยส นิ เชน โรงงานไดรับความเสียหายเก่ยี วกบั เครื่องจักรผลผลติ
ไมเ ปน ไปตามทีก่ ําหนด ถา มีคนงานบาดเจบ็ ตอ งเสียเวลาตอ งรกั ษาบาดแผล และสภาพจิตใจดวย หรอื
ถาเกิดอัคคีภัยถือวารายแรงมาก เกิดการสญู เสียทรัพยสนิ มากมาย อุบตั ิเหตนุ น้ั เกดิ ขนึ้ ไดเ สมอ ทกุ เวลา
ทกุ ขณะ ทุกสถานที่ จะมีองคประกอบในการเกดิ แตกตา งกนั ซงึ่ อารี เพชรผดุ (2529 : 169 – 171) ได
ใหแนวคดิ วา องคประกอบสว นบุคคลท่ีเกยี่ วขอ งกบั อบุ ัตเิ หตุ มีดงั น้ี
2.1 สติปญญา (Intelligence)
สติปญญาเกีย่ วขอ งกับพฤตกิ รรมของการทาํ งาน การทจี่ ะรบั คนเขา ทาํ งานมีส่ิงจําเปน
มาก อบุ ัตเิ หตจุ ะเกดิ กบั คนงานทมี่ สี ตปิ ญญาตํา่ คนท่มี สี ตปิ ญญาสูงจะทํางานไดร บั อบุ ัตเิ หตุนอย
2.2 การเหน็ (Vision)
การทบ่ี ุคคลมองเหน็ ชัดหรอื ไม ทาํ ใหเ กดิ อุบัติเหตไุ ด การรับบุคคลเขา ทํางานตอง
ทดสอบเก่ียวกบั การมองเหน็ (Visual Test)
3.3 ลกั ษณะบุคลิกภาพ (Personality Characteristics)
บคุ ลกิ บางอยางของตนเกยี่ วขอ งกับอุบตั ิเหตุในการทาํ งาน เชน
3.3.1 อารมณ เม่ือไมมีความสขุ ผิดหวงั ก็สามารถทําใหเ กิดอบุ ตั ิเหตุได
3.3.2 ความวิตกกังวล ชอบเก็บตัว กท็ าํ ใหเ กิดอบุ ตั ิเหตุได
4. ความเหนอื่ ยลา (Fatigue)
เมื่อมกี ารผลติ ผลงานมาก ๆ อบุ ัตเิ หตุกอ็ าจจะเกิดเนื่องจากเหนื่อยลาเรงผลงาน อาจจะ
ทาํ ใหผ ลผลติ ตํ่าได เพราะเกดิ อบุ ตั ิเหตบุ อย ๆ เพราะเหนอื่ ยลา ตอการทํางาน
5. ประสบการณ (Experience)
การทํางานเมอ่ื มีประสบการณมากขน้ึ อุบตั เิ หตกุ จ็ ะลดนอยลง ดงั นน้ั เมื่อมีการทาํ งาน
นาน ๆ ตองมกี ารจดั การฝก อบรมหรือรบั คนงานใหม ๆ ท่มี อี ายยุ ังนอ ย ตองระวังเนอ่ื งจากยัง
ขาดประสบการณในการทาํ งาน
6. การยอมเสีย่ ง (Risk Acceptance)
การยอมเสยี่ ง เปน ลกั ษณะของบคุ คลทเี่ มอื่ ทํางานแลวเคยผิดหวังมากอนเลยทดลองเส่ียง
ทําเปนอุบตั ิเหตทุ เ่ี กดิ ขึ้นเพราะประมาท
12
จํานวนอบุ ตั เิ หตุที่เกิดข้นึ ในโรงงานยอ มมากนอ ยแตกตา งกัน การเกิดอบุ ัติเหตจุ ากครง้ั แรก
ทําใหเ กิดความสูญเสีย จะมคี วามเช่อื มน่ั ในตัวเอง มแี นวโนม ของการอบุ ตั เิ หตอุ ีก ขอ สงั เกต เชน คน
ท่ขี ีจ่ ักรยานยนต เมอื่ เกดิ อบุ ตั ิเหตลุ น่ื ลม จะตองมีความระมัดระวัง เพราะกลวั จะเกิดแบบเดิมอีก เปน
ตน แนวโนม ของการเกิดอบุ ัตเิ หตุ (Accident Proneness) มหี ลายสาเหตุ อมุ าพรรณ ชชู นื่ กล่นิ และ
คณะ (2529 : 38 – 41) ไดก ลาวถึงแนวโนม ของการเกิดอบุ ัตเิ หตุ ดังน้ี
1. สาเหตขุ องการเกดิ อุบัตเิ หตุ (Causes of Accident)
1.1 สภาพการทาํ งานทีไ่ มเหมาะสม เชน อณุ หภมู ิ ปรมิ าณความช้นื แสงสวางไม
เพยี งพอในการทํางาน
1.2 วิธีการทาํ งาน ชั่วโมงในการทํางานมากเกนิ ไป เกดิ การเมื่อยลางานทหี่ นักเกนิ ไป
เรงทาํ งานเรว็ ๆ
1.3 เกีย่ วกบั ตวั คนทาํ งาน อายนุ อยเกนิ ไป ประสบการณท ํางานนอย สขุ ภาพไมด ี
ความบกพรอ งของรางกาย ความแตกตางทางเพศทไี่ มเหมาะสมกบั ชนดิ ของงาน
2. ปญหาการฝก อบรมการปองกันอบุ ตั เิ หตุ (The Problem of Accident preventing
Training)
การฝก อบรมเปน การปองกนั อุบตั เิ หตุได เพราะการทํางานในโรงงานตอ งกาํ ลงั คนงาน
และเคร่อื งจกั ร ควบคูกันไป ตอ งสงคนไปอบรมการใชเ ครอ่ื งจกั ร บาํ รงุ รักษา ซอ มแซม ทดลองการใช
อยา งปลอดภยั ฝกกฎระเบยี บของโรงงาน โดยเปน ตอนแรกคนงานตองเรียนรวู ิธกี ารทาํ งานท่ี
ปลอดภัย และตอนท่ี 2 ตวั เองจะตอ งไดก ารกระตุนใหทาํ งานดว ยวธิ ีทปี่ ลอดภยั นนั้ ดว ยตนเอง
สาเหตุสาํ คัญของการเกิดอบุ ัตเิ หตสุ ามารถแบง ออกไดเปน 2 ประการ ไดแ ก
1. การกระทาํ ทีไ่ มปลอดภัย (unsafe act) และ
2. สภาพการณทไี่ มป ลอดภยั (unsafe condition)
การกระทาํ ทีไ่ มป ลอดภยั (Unsafe act) ไดแก
- การทํางานไมถ กู วธิ ี หรอื ไมถ กู ขัน้ ตอน
- การไมป ฏบิ ัตติ ามกฎของความปลอดภยั
- ความไมเอาใจใสในการทํางาน จนประมาท พล้ังเผลอ
- การมีนิสัยชอบเสีย่ ง หรือรบี รอนทีจ่ ะทาํ ใหเสรจ็
- การแตงกายไมเหมาะสม เชน ไมใ ชอ ปุ กรณป อ งกันอนั ตรายสว นบคุ คล
- การถอดเครื่องกําบังอนั ตราย (Guard) ของเครือ่ งจกั รออกดว ยความรูส ึกราํ คาญ
13
- การใชเครอื่ งมอื หรอื อุปกรณต า ง ๆ ไมเ หมาะกบั งาน
- การขาดวินยั หยอกลอ กนั ระหวางทํางาน
- การทาํ งานโดยทีร่ างกายหรอื จิตใจไมพ รอมหรือผดิ ปกติ เชน เปน ไขไ มส บาย
สภาพการณท ไี่ มป ลอดภัย (Unsafe condition) ไดแก
- ไมม ีกําบังปอ งกนั อนั ตรายสว นทเี่ ปน อนั ตรายของเครื่องจักร
- เครอ่ื งจกั รกล เครอ่ื งมือ หรอื อปุ กรณช าํ รุดบกพรอ ง
- เครือ่ งกําบังปอ งกันอนั ตรายไมถ กู ตอ งหรอื ชาํ รดุ
- ระบบไฟฟา หรอื อปุ กรณไ ฟฟา ชาํ รุด บกพรอ ง
- ความไมเ ปน ระเบียบเรียบรอยและสกปรกในการจดั เก็บวสั ดุ
- สภาพแวดลอมในการทาํ งานท่ไี มป ลอดภยั หรอื ไมถกู สขุ อนามัน เชน พ้นื โรงงานขรุขระ
พืน้ ล่นื การระบายอากาศไมเ พียงพอ
แนวทางในการปอ งกนั อุบัติเหตุ
การคดิ หาแนวทางปอ งกนั อาจมหี ลากหลายวิธี บอ ยคร้ังท่แี นวทางปองกนั อาจไมค รอบคลุม
ทั้งหมด มีตกหลนไปบาง ทําใหการปองกันไมเ กดิ ประสิทธิภาพเทา ทค่ี วร ดังน้นั จงึ ตอ งมีหลกั ในการ
หาแนวทางใหค รอบคลมุ ไดทั้งหมด เพื่อจะไดไมเกดิ อบุ ตั เิ หตุท่ีซาํ้ รอยข้นึ มาอีก ดว ยหลกั 3E กบั
ตาํ แหนง การปอ งกัน
หลกั 3E ไดแ ก 1. Engineering 2. Education และ 3. Enforcement
1. Engineering คือ การใชความรูด า นวิศวกรรมศาสตรม าจัดการ เชน การออกแบบ
เครื่องจักรใหม กี ารใชงานทป่ี ลอดภัย การติดต้ังเครอ่ื งปองกันอนั ตราย การวางผังโรงงานและ
ออกแบบสภาพแวดลอมในการทาํ งาน
2. Education คือ การใหก ารศกึ ษา หรอื ฝกอบรมคนงาน ตลอดจนผทู ่ีเกย่ี วของในการ
ทาํ งาน ใหมคี วามรคู วามเขา ใจเกย่ี วกบั การปองกนั อุบัตเิ หตุ การฝกใชเครือ่ งมือหรอื วธิ กี ารทาํ งานที่
ปลอดภยั
3. Enforcement คอื การออกมาตรการควบคมุ บังคบั ใหคนงานปฏบิ ตั ติ าม หากฝาฝนหรือไม
ปฏบิ ัตติ ามจะตองถกู ลงโทษ เพ่อื ใหเ กดิ ความสํานกึ และหลกี เลีย่ งการกระทาํ ทีไ่ มถ กู ตอ ง
การใชห ลัก 3E น้ี จะตองดาํ เนนิ การให E ทงั้ 3 ไปพรอมกัน จงึ จะทําใหการปอ งกนั อบุ ัติเหตุ
มีประสิทธภิ าพสงู สดุ ถา มกี ารดําเนนิ การเฉพาะ E ตัวใดตวั หน่งึ กจ็ ะเกดิ ปญ หาขน้ึ เชน เคร่ืองจกั รท่ี
ออกแบบมาดมี เี ครอื่ งปอ งกันอันตราย (Machine Guarding) ติดตง้ั ไว คนงานอาจเหน็ วา เกะกะไม
14
จาํ เปนจึงถอดออก เพราะขาดการฝกอบรม หรือชแ้ี นะใหเ หน็ อนั ตรายท่ีเกิดขนึ้ หากถอดเครอ่ื ง
ปองกนั อนั ตรายออก หรือวา มีการอบรมมาอยา งดแี ลว แตขาดการออกกฎขอ บังคับคนงานอาจเหน็ วา
การด น้ันเกะกะ ทําใหทํางานไมส ะดวก จงึ ถอดท้ิงเสียเพราะตอ งการทาํ งานใหเ รว็ ขนึ้ ท้งั ๆ ท่ีรูวา
อันตรายแตก ย็ อมเส่ยี งเพราะเขาใจวา จะสามารถเพิ่มผลผลิตได ในทาํ นองเดียวกนั แมจะมขี อบงั คับ
แลว หากคนงานไมไ ดรบั การแนะวธิ กี ารทาํ งานท่ถี ูกตองปลอดภยั คนงานกอ็ าจจะปฏิบตั ิงานอยางผิด
วธิ ี เน่อื งจากความไมร ูเปนเหตุหรอื การทํางานที่ผิดพลาด ไมถ กู ขน้ั ตอน เปนผลทาํ ใหร ะบบปองกัน
นน้ั เสยี หายไมท าํ งาน ตาํ แหนงการปองกนั
ทฤษฎีการเกดิ อุบตั ิเหตใุ นยคุ แรก ๆ ของวชิ าความปลอดภยั คือทฤษฏีโดมิโน โดยคิดวา
สภาพการณ หรือสิง่ แวดลอมทางกายภาพ เปนสาเหตุหลกั ทท่ี ําใหเ กิดอบุ ัติเหตุข้ึน จนกระท่งั ป
พ.ศ.2471 ไฮนรชิ เสนอแงม ุมใหมว า มนษุ ยต างหากที่เปนสาเหตหุ ลกั หาใชสงิ่ แวดลอ มไม ไฮนรชิ
กลา ววาอุบตั เิ หตทุ ่ที ําใหค นบาดเจบ็ จะเกดิ จากปจ จยั ตอ เน่อื ง ไมว า จะเปน การกระทําที่ไมป ลอดภยั ของ
ผปู ฏบิ ัตงิ านหรอื เครื่องจักร หรือสภาพแวดลอ มที่เปนอนั ตรายโดมิโน 5 ตวั ทีท่ าํ ใหเ กิดอบุ ัตเิ หตุ คอื
1. ภมู ิหลังและสภาพแวดลอ มทางสงั คม
2. ความบกพรอ งสวนบคุ คล
3. การกระทาํ หรอื สภาพแวดลอ มที่ไมป ลอดภยั
4. อุบตั เิ หตุ
5. การบาดเจ็บ
เมือ่ โดมโิ นตัวท่ี 1 ลม ก็จะทาํ ใหโดมโิ นตวั ตอ ๆ ไปลมตามกนั ไป นอกเสียจากจะหยิบ
โดมิโนตวั ใดตวั หน่ึงออกไป เพ่อื ตัดวงจรความตอ เนอ่ื งไมใ หโดมิโนตวั ถัดไปลม เมอ่ื พิจารณาดู ก็จะ
พบวาการหยิบโดมิโนตัวกลางคือ การกระทาํ หรอื สภาพแวดลอมทีไ่ มป ลอดภยั ออก โดยในตวั ท4่ี และ
5 กจ็ ะไมล ม คอื ไมเกิดอุบตั เิ หตุและไมมกี ารบาดเจ็บ
ผลกระทบจากการเกดิ อบุ ตั เิ หตุ
1. สรา งความสญู เสียตอ ทรัพยสนิ เชน รถยนตช นกนั สรางความเสยี หายคอื รถยนตพ งั หรือ
สูญเสียทรัพยส นิ จา ยเงนิ ชดเชยคา เสยี หายใหแ กผอู ืน่
2. รางกายไดร บั บาดเจบ็ สญู เสยี อวยั วะ หรอื หากรุนแรงอาจสูญเสยี ชีวิตในท่สี ดุ
3. สรา งความเส่ือมเสยี ช่อื เสียง การยอมรับในทางธรุ กจิ เชน บรษิ ัทรถทวั รใดมกั เกิด
อุบัติเหตบุ อ ย ๆ ลูกคาผใู ชบ ริการอาจใชบริการของบริษทั ทวั รอ่นื แทน ทาํ ใหรายไดข องบริษทั ลด
นอยลง
กลาวคือ หากเราตองการจะกําจดั และลดสาเหตุของการเกดิ อบุ ตั ิเหตุลง เราสามารถ
พจิ ารณาที่ตาํ แหนง การปองกนั (Point of protection) กอ น เพอื่ ประเมินความเปน ไปไดข องการ
15
แกป ญ หาวา ควรทาํ ทีจ่ ุดใด ตามลาํ ดับ จากนั้นจงึ พจิ ารณาตอไปวา เมือ่ เลือกทีจ่ ะปอ งกนั ทีจ่ ดุ นน้ั แลว
ควรจะตองดาํ เนินการแตละ E ในหลกั 3E อยางไร เพอื่ ใหตําแหนงการปอ งกันสามารถปอ งกนั
อุบตั ิเหตุไดอ ยา งสมั ฤทธิผล ตวั อยางเชน เมื่อตรวจพบวา เครื่องจักรมีเสยี งดังเกนิ มาตรฐานมาก เรา
พิจารณาแลวเหน็ วาควรจะแกปญ หาทที่ างผา น(Pass) คือสรา งหองครอบเครอ่ื งจักรนนั้ เสีย ซึง่ แนน อน
วา การจะสรา งหอ งครอบดังกลาวก็ควรอาศยั ความรูดาน Engineering เพราะไมเ ชนนนั้ เมอ่ื สรา ง
เสรจ็ อาจแทบไมไ ดลดระดบั ความดงั เลย จากนนั้ กต็ อง Education แกพนกั งานทอ่ี ยบู ริเวณใกลเคียง
หรือตอ งเขา ไปทํางานใกลหรือภายในหองครอบ และสุดทา ยคอื กาํ หนดมาตรการ Enforcement
โดยเฉพาะอยา งยิง่ เมื่อตองทํางานในหองครอบดังกลา ว
ชนิดของอบุ ตั ิภัย
อบุ ัตภิ ยั ในงานอตุ สาหกรรม จะแตกตางกันออกไปตามลักษณะงานในอตุ สาหกรรมนัน้ ๆ
เมื่อประมวลเขา ดวยกัน อุบตั ภิ ยั สามารถแบงออกไดด ังตอ ไปน้ี
1. การยกของขน้ึ ลง (Handling objects) แบงออกเปน 2 อยาง คอื ยกดว ยกาํ ลงั คนและ
ยกดว ยเคร่ืองจกั รกล
1.1 ยกดว ยกําลงั คน
1.1.1 มอื และแขน บาดแผลทไี่ ดรบั เกดิ จากเสี้ยนตาํ ของมคี มบาด ตะปตู าํ ถกู วตั ถทุ ่ี
ยกหนีบกับวตั ถอุ นื่ ๆ หรอื ประตู หรอื สวนอาคารทย่ี ่นื ออกมา นอกจากนั้นกม็ ีบาดแผลท่ีเกิดจากมมุ
คมของวตั ถทุ ีย่ ก เหล็กรัดลงั หรอื หีบหอ หรอื ลวดรัดหบี หอ
1.1.2 การปวดหลงั และไสเล่อื น (Hernia) โรคปวดหลังเกิดจากการยกของทผ่ี ดิ วธิ ี
กลา วคือ ไมย กของโดยบงั คบั ใหหลงั ตรง และงอเขา เพ่อื ใหห นา ขาทัง้ สองรับนํา้ หนกั ขณะทย่ี ก
จะตองแยกเทา หา งพอประมาณโดยใหเทาหนง่ึ ล้ําไปขา หนา เล็กนอ ย และปลายเทาชไ้ี ปทางทศิ ทีจ่ ะยก
ของไป การยกวิธนี ้ี จะทาํ ใหย กรกั ษาสมดุลตวั เองได และจะลดอาการปวดหลงั ลงดวย สาํ หรบั ไส
เล่ือนนัน้ ไมไ ดเ กิดจากการยกของผดิ วธิ เี พยี งอยางเดยี ว ความโนมนอมโดยธรรมชาติมีสวนทําให
เกดิ ขึน้ ดวย
1.1.3 เทา บาดแผลที่เทา สวนใหญเ กดิ จากวตั ถสุ ่งิ ของหลน ทับเทา ซึ่งจะเกิดข้นึ
บอ ย ๆ ในการยกของพรอมกนั หลายคน และเกดิ ความเขา ใจผดิ ในระหวา งผยู กดว ยกนั ทางท่ีดใี นการ
ยกของก็คือพยายามอยายกของ ดว ยลกั ษณะการยกท่ีไมพ รอ มเพรยี ง ยกของบนทล่ี นื่ หรอื ของท่ยี ก
รปู ราง ไมส มดุลพลิกงา ยและประการสาํ คญั ก็คอื จะตองกะลว งหนา วา จะวางของไวท่ีใด
1.1.4 รางกายและศีรษะ บาดแผลทเ่ี กดิ ตามบริเวณรางกายหรือศีรษะมกั จะเกดิ
จากการขนวตั ถทุ เี่ ปนอันตรายตกเรยี่ ราด หรือของอ่ืน ๆ ท่ีบรรจุหบี หอไว ไมเ หมะสมหรอื ไมแ นน
หนา หรอื ขาดการตรวจสอบดวู า ของท่ีผูย กไปนั้นมีอะไรบรรจอุ ยู
16
1.1.5 การยกของพรอ มกันหลายคน เหล็กคาน เหล็กราง หรือสิ่งของทมี่ ีลกั ษณะ
กวางควรจะยกโดยผคู ุมงานเปนผูสงั่ เพียงคนเดียว และทุกคาํ ที่สั่งจะตอ งชดั เจนและไมเ ร็วเกนิ ไป ผู
ยกกจ็ ะตองปฏบิ ัตติ ามพรอมกนั
1.1.6 รถเขน็ ที่ใชก ําลงั คนฯลฯ อยา กองส่งิ ของสูงจนมองทางขา งหนา ไมเหน็ ระวัง
มือขณะเข็นผานประตแู ละเมอ่ื จะเลย้ี ว จะตอ งตีวงใหกวาง
1.1.7 การขน ดูทศิ ทางขางหนา ตลอดเวลา และอยา เขน็ วัตถกุ องสงู มากเกินไป ซ่งึ
จะทําใหไ มอาจมองเห็นเสน ทางขา งหนา ได
1.2 ยกโดยกาํ ลังเครื่องยนต
อุบัติภยั ทก่ี ลาวถงึ น้ี เปน เรอ่ื งเกย่ี วกบั การใชอ ปุ กรณย กของดวยกําลงั เครือ่ งยนต
มือและนว้ิ มืออาจจะถูกหนบี ขณะสอดสะลิงลงบนขอเกีย่ ว ขณะยกขอเก่ยี ว การคลองและถอดสะลิง
รดั วัตถทุ ่ยี ก การใช Fixing dogs (หนบี ของขณะยก) หรอื ตะขอสบั เกย่ี วของ วิธีการลดความยาวของ
สะลงิ ดว ยการใชสลกั หรือผกู เง่ือน การใชส ะลิงยกของดว ยวิธีการผดิ ๆ เหลา นมี้ กั กอใหเ กดิ ความ
เสียหายขนึ้ ได การเคาะสะลงิ โดยใชช ะแลงแทนท่ีจะใชไมเ ปนวธิ ีปฏบิ ตั งิ านทไ่ี มถกู ตอ งเพราะอาจทาํ
ใหสะลิงเสียใชการไมไ ดต อ ไป
การยกของควรจะทดลองยกใหล อยตวั เพยี งเลก็ นอยกอน เมือ่ เหน็ วา ปลอดภัยดแี ลว
จงึ จะยกขึน้ เตม็ ที่
อันตรายอนื่ ๆ ก็ไดแ กการยกสิ่งของเคลอ่ื นจากหรือวางลงพนื้ รองรบั ท่ไี มม ่ันคง หรือ
วางของไวใ นลักษณะไมสมดลุ อาจพลกิ หรอื กระดกได ลมแรงอาจทาํ ใหของที่ยกลอยตัวแกวง ไปมา
ซงึ่ ทาํ ใหลําบากตอการบังคบั ควบคุม ควรจดั หาแพก็ กง้ิ หนุนรองรับมุมคมของวัตถุท่ยี กเพื่อปอ งกันสะ
ลงิ ชาํ รุด ถา ใชโซแ ทนสะลิงกค็ วรจะกระทาํ เชนเดยี วกนั เพือ่ ความปลอดภัย ลูกโซท ่ีพับงานหรอื สะลิง
ทห่ี ักมุม เน่ืองจากไดรบั แรงเคน อยา งมากไมค วรนํามาใชง านอกี ไมเ นอื้ แข็งมคี วามคมพอทจ่ี ะตดั ลวด
สะลงิ ขาดได
การใชส ญั ญาณไมว า ดา นใหเสยี งหรอื ใชม ือ ควรจัดระบบใหเปน มาตรฐานอยา ง
เดยี วกนั และการใหสัญญาณจะตอ งชดั เจน วัตถุทย่ี กมกั จะหยอ นลงทบั เทา หรอื มอื เมื่อผยู กของขาด
ความระมัดระวัง สนใจแตต าํ แหนงทจี่ ะวางของเพียงอยา งเดียว
การใชรถ Fork lift ในบางกรณที ่ีอาจกอ อบุ ัตเิ หตุขึน้ เพราะรถ Fork lift เลย้ี วไดใ น
วงแคบและปกติกม็ ักจะบรรทกุ ของสงู มาก จนผูขับไมอ าจมองทางขางหนาไดช ัดเจนพอ ผูเ ดนิ เทา จงึ
ตอ งใชความระมดั ระวัง เพราะอาจจะถูกทบั หรือตวั รถ Fork lift เองอาจจะพลกิ ควาํ่ ผูทําหนาที่จดั สง
ของเพอ่ื บรรทกุ จะตองยืนในทท่ี ปี่ ลอดภัยขณะทค่ี ันยกของกําลังยกขึ้นหรือลง
2. การหกลม หรอื ตกจากท่สี งู (Falls of persons)
ตามสถิติซึง่ ทางประเทศองั กฤษไดร วบรวมไว ปรากฏวาอบุ ัติภยั ท่เี กดิ จากการหกลม หรือ
ตกจากทส่ี ูงมมี ากถงึ 13 % ของอุบัตภิ ัยทเ่ี กิดขึน้ ท้งั หมดดว ยเหตผุ ลตาง ๆ กัน และ 30% ของอบุ ตั ภิ ยั
17
นีต้ อ งสูญเสียชวี ิตไป อบุ ัตภิ ยั เหลานีป้ รากฏวาเกดิ เมือ่ บคุ คลเดินบนพน้ื ราบเสยี สวนใหญ และ
สาเหตกุ ็คอื พนื้ ไมเรียบ พ้ืนนองดว ยนํา้ มนั หรือนาํ้ สงิ่ ของท่ีวางเกะกะบนพ้นื เชน ตะปู เคร่ืองมอื เศษ
ไม หรอื อ่ืน ๆ สวมรองเทาขาดหรอื ไมเหมาะ สายตาไมด หี รอื ใชแ วนไมถ ูกกบั สายตา มีควนั ฝุน หรอื
ไอน้ําจนมองไมเ หน็ ทาง แสงสวา งไมเ พยี งพอ มแี สงจา หรือมเี งา ลกั ษณะการเดินไมเ หมาะกับลกั ษณะ
พื้น พื้นท่ขี รขุ ระหรอื ลื่นมากอาจจะซอมแซมแกไขใหด ีได แตถา ยังไมไ ดท าํ บคุ คลทเ่ี ดนิ ก็จะตอ ง
ระมดั ระวังการใชค วามเร็วในการเดนิ บนพื้นนัน้ ๆ
2.1 ชางมักจะลม หรอื สะดดุ เครือ่ งมือและสิ่งของทีต่ นเอง หรอื ผูอ ื่นวางทงิ้ ไวบ นพน้ื
อุบตั ิภัยจากการหกลม ใกลเ ครอ่ื งมือจักรกล หรอื เครอื่ งกลงึ เกิดมาแลว มากมาย จนเปนเหตใุ หตอ ง
สญู เสยี มอื แขน และบางครง้ั ถึงชีวิต
2.2 อบุ ตั ิภยั ตกจากทส่ี งู เกิดขนึ้ ไดจ ากสาเหตุดงั ไดกลาวแลว เชน กนั รวมทง้ั สาเหตจุ ากการ
ท่ีเปด ฝาทอแลวไมปด หรือไมจ ัดรว้ั กัน นงั่ รานไมม่ันคง ไมท ่ีใชพ าดเปน ทางเดนิ กระดกได การตง้ั
บนั ไดไมถ ูกตอ ง ไมพ าดสําหรบั เดนิ ลากขน้ึ ทีส่ ูงพลิกได ไมมีรัว้ กนั้ เฉลียง ยืนบนพน้ื ท่ีไมม ่ันคง เชน
บนหบี หรือถังทตี่ อ กนั ขึ้นไป ปน ขึน้ บนพน้ื ทรงกลม เชน ถงั นํ้ามัน หมอ น้ํา ซึง่ ทางทดี่ คี วรใชบนั ได
2.3 อบุ ตั ภิ ัยเคยเกดิ จากการใชบันไดไมถกู วธิ ี เปนสาเหตใุ หผูใ ชหลน ลงมา (วธิ ีการใช
บนั ไดจะไดก ลาวตอ ไป) ผูปฏิบัติงานขน้ึ ไปซอ มหลังคาแลว หลดุ รว งทะลกุ ระเบ้ืองกระดาษ สังกะสีท่ี
ผุ หรือกระจก
2.4 ในการปฏิบตั งิ านบนทส่ี ูง ควรจะใชเ ข็มขัดรัดเพือ่ ความปลอดภยั ราวหรือรัว้ ปอ งกัน
ผูป ฏบิ ัตงิ านตกลงมาควรติดตั้งเทาทจี่ ะกระทาํ ได แมว า งานนั้นจะเปน งานชวั่ คราวกต็ าม
2.5 อบุ ัตภิ ยั ที่บุคคลจะหลน ตกลงไปในทอ หรือหลุมทขี่ ุดไวจ ะไมเ กดิ ถา ผขู ุดหลมุ หรือ
เปด ฝาทอ กน้ั รวั้ ไวโดยรอบ ผูคนท่เี ดินผา นไปมาจะไดร แู ละใชความระมดั ระวงั
3. ถูกกระแทกจากสงิ่ ของยกลอยตวั (Falls of Objects)
อบุ ัติภยั สว นใหญท่ีเกดิ ปรากฏวาสง่ิ ของท่หี ลนลงมามขี นาดเลก็ และเบา นตั ขนาด 3/4 นิ้ว
ถา หลน ลงมาดวยระยะปานกลางกอ็ าจทําใหผ ถู ูกกระแทกเสียชีวติ ได จึงอาจกลา วไดว าในการ
ปฏบิ ัติงานบนทส่ี ูง ความเปน ระเบียบไมวางสง่ิ ของทิ้งเกลอ่ื นกลาดเปนเรื่องสาํ คัญมาก
อบุ ัตภิ ยั เก่ยี วกบั ถูกกระแทกจากสิ่งของยกลอยตัวนี้ มีสาเหตุสาํ คญั ซง่ึ อาจแบง ไดครา ว ๆ
3 ประการ
3.1 สิ่งของที่ผูป ฏิบตั ิงานถือไวแ ลวหลดุ มือตกลงมา เชน เครอ่ื งมือ
3.2 ผปู ฏบิ ตั งิ านสะดดุ ส่ิงของทว่ี างไว เชน เครื่องมอื หรืออุปกรณบางช้นิ รว งหลนลงมา
หรอื สงิ่ เหลานนั้ ตกลงมาดว ยความสั่นสะเทอื น หรือแรงลม
3.3 ประกอบโครงสรา งไวไ มแขง็ แรง หรอื โครงสรา งนน้ั ชํารดุ ทรุดโทรม ซงึ่ ควรจะไดรบั
การตรวจสอบหรือเปลี่ยนใหม
18
ทางเดนิ ปฏิบตั งิ านบนท่ีสูง ควรจะมีไมตขี อบก้ันท่ีพน้ื เพอ่ื ปองกันส่ิงของรวงหลน ชา งฟต
ท่ขี ึ้นไปปฏบิ ตั งิ านก็ควรใชก ระบะหรอื ถุงเครื่องมือ แทนที่จะวางกองไวกับพืน้ และเพ่อื ปองกนั
อบุ ัตภิ ัยใหดีขน้ึ บคุ คลท่เี ดนิ ผานบริเวณท่ีมีผูป ฏบิ ัตงิ านบนที่สูงจะตอ งใชความระมัดระวัง ทางท่ดี ีก็
คอื ก้นั ขอบเขตที่พน้ื เบ้อื งลา ง หรอื ปก ปา ยเตือนใหรูถงึ เขตอนั ตราย
4. เคร่อื งมือ (Hand Tools)
อุบตั ิภัยทีเ่ กย่ี วกับเครือ่ งมือ สวนใหญเน่ืองมาจากใชเครอื่ งมือท่ีชํารุดหรอื ไมเหมาะกับงาน
และบางสว น เนอ่ื งจากใชเ ครอ่ื งมอื ไมถูกตอง ผปู ฏิบัตงิ านเม่ือเหน็ วา เคร่ืองมือชํารุดกค็ วรจะสงซอ ม
หรอื ซอมดวยตนเอง
4.1 เครอื่ งมอื ที่ชาํ รดุ
4.1.1 คอ น ขวาน อเี ตอ พะเนนิ ถาดา มไมยดึ หวั ไวไ มแ นน หรอื ไมท่ใี ชท าํ ดา มแตก
หรือบิ่นยอ มเส่ยี งภัยในการใชง านหวั คอนอาจจะหลดุ ปลวิ ออกไปหรอื ตอกพลาด ดามไมที่แตกอาจจะ
แทงมอื หนา คอ นทตี่ อกถา สึกจนกลมหรอื สกดั ทท่ี ื่อยอ มทาํ ใหก ารตอกพลาดไดง า ย หัวคอนทใ่ี ชง าน
จนคลอนแลว ควรเปล่ยี นดา มไมใ หมแ ทนท่ีจะตอกลมิ่ เพมิ่ เขาไป
4.1.2 สกดั สกัดที่หวั บานแบบดอกเหด็ อยา นาํ มาใชง าน เพราะสะเก็ดเหลก็ สวน ที่
บาน อาจจะปลิวเขาตาผูปฏบิ ัติงานเอง หรอื ผูอน่ื ทาํ ใหต าบอดได เปน การเส่ยี งภัยและกอความสญู เสยี
ใหแ กผ อู ่ืนโดยไมจ ําเปน การแตงหวั สกดั นน้ั ไมใชเจียระไนสวนที่บานออกมาใหห มดไปเทานน้ั แต
จะตอ งเจียระไน รอยราวระหวางสวนทบ่ี านออกใหห มดไปดว ย
4.1.3 ตะไบ ส่ิว ไขควง ตะไบทไ่ี มม ีดามมอี ันตรายมาก ถา นํามาใช กา นตะไบ
แหลมมากอาจแทงมอื และอาจปก เทาผูปฏิบตั ิงานไดถ า หลน จากโตะ ปากกา นอกจากนน้ั อาจเปน
อันตรายตอ หนาอกหรือทอง ถานําไปใชกบั เครือ่ งกลึง ดามตะไบ สวิ่ หรือไขควงทแี่ ตกหรอื หลวมเปน
อันตรายตอผูใชเ ชน เดยี วกัน เมอื่ ดามแตกหรือหลวมกค็ วรเปล่ยี นดา มใหม
4.1.4 ประแจปากตาย ปากประแจท่รี าว หรือบานออก ควรเลกิ ใชประแจเหลาน้ี
เพราะวาจะทาํ ใหเหล่ียมนัตเสียและอาจลืน่ หลดุ ทาํ ใหม ือผใู ชก ระแทกกบั วตั ถุหรือสวนของ
เครือ่ งจกั รกลบาดเจ็บได
4.2 เคร่ืองมอื ไมเ หมาะกับงานและการใชเครื่องมอื ไมถ กู ตอง ยกตัวอยางเชน การใช
ตะไบแทนเหลก็ งดั หรือใชกา นตะไบควา นรู การใชป ระแจปากตายผดิ ขนาดกบั นตั ไมเ ลือ่ นแตง ปาก
ประแจเล่ือนใหเหมาะกบั นตั ตอหางประแจดว ยทอเหลก็ แลวล่นื หลุดออกไป ใชประแจปากตายกวด
คลานนัตในทแ่ี คบแทนทจ่ี ะใชประแจบอกซ ใชเ คร่อื งมือตดั ที่ท่อื ทาํ ใหล นื่ งายและงานเสีย ใชประแจ
จบั ทอ ผิดทศิ ทาง
4.3 การใชเ ครื่องมอื ชนิดหวิ้ เคลอื่ นท่ีได ไดแ ก สวา น เครื่องกวา น หินเจียระไน เคร่ืองขัด
ผิว คอ นหรือสกดั (ท้ังชนดิ ที่ใชไฟฟา หรอื ลม) เครื่องมอื แตล ะชนดิ เหลานีม้ ีอันตรายแตกตา งออกไป
ไดแก การไมต อสายดินที่ตวั เครอื่ งมอื สวิตชหรือล้นิ ทาํ งานเปด ปด ดหี รอื ไม ปลอยทง้ิ เครื่องมอื ไวใ น
19
ลกั ษณะที่มีไฟหรอื ลมพรอมทจี่ ะสตารท ปลอ ยสายหรอื ทอ ไวก ับพ้นื ทําใหผเู ดนิ ไปมาสะดดุ หรือถกู
รถทับเสยี หาย
5. ไฟไหม (Fires)
อุบตั ิภยั ทเ่ี กิดเพลงิ ไหมแ ละเกิดระเบดิ ในโรงงาน ไมก อ อันตรายถงึ ชีวติ มากมายนกั แต
ทรัพยส ินสวนใหญตอ งสูญเสียไปปหนงึ่ ในประเทศไทยเราความเสยี หายจากเพลงิ ไหมม มี ลู คา หลาย
รอ ยลานบาท ซ่ึงนับวาไมใ ชเ รอ่ื งเล็กนอย สวนใหญผปู ฏบิ ตั งิ านมักจะคดิ ในแงบ าดเจบ็ เทาน้นั แตถ า
คดิ ใหไกลแลว การทเ่ี พลิงไหมสถานทปี่ ฏบิ ัตงิ านก็ยอ มทาํ ใหผปู ฏบิ ตั งิ านไมมีงานทําไปดว ย และกวา
จะดําเนนิ งานตอ ไปกใ็ ชเ วลานาน
5.1 การตดิ ตงั้ อุปกรณไ ฟฟา ไฟไหมบ างคร้ังเกดิ จากอปุ กรณไฟฟา เสอ่ื มคณุ ภาพ และ
บางครง้ั ก็เนือ่ งจากผตู ิดตั้งใชส ายไฟเล็กเกนิ ไปจนทําใหก ระแสไฟเกนิ กําลังสาย การใชเ ครื่องมือ
ไฟฟา ชนิดหวิ้ เคลอื่ นท่ีได กบั เตา เสียบไฟแสงสวา งยอมทาํ ใหสายไฟรอนจดั อาจเกดิ ไฟลุกข้นึ ได
5.2 การลุกไหมจากวตั ถุทบั ถมกนั สารไวไฟไมควรนําเขาไปใกลเปลวไฟหรือความ
รอ นและไมใ ชแตเ พยี งเปลวไฟเทา นน้ั ทจ่ี ะกอใหเ กดิ เพลิงไหมข นึ้ ได แมทอ นาํ้ รอนกอ็ าจเปน สาเหตุ
ไดเชนกนั ถา อยูใ นสภาพทเี่ หมาะสมสารบางอยา งอาจลุกไหมไดเ องโดยไมต อ งอาศัยความรอ นจาก
ภายนอกถากองทับถมไวน านโดยไมเ คล่อื นยาย จะเกดิ ความรอ นระอขุ ้ึนภายในและลกุ เปน เปลวไฟ
ในทส่ี ุด ยกตวั อยา งเชน ฟางชนื้ ๆ กระดาษหรือขเ้ี ลอ่ื ย และในโรงงานก็ไดแ กผ า หรอื ยตุ ทชี่ ุบนํา้ มนั
ซึ่งเมื่อไมใชแลวก็ควรทิง้ ลงไปในถังโลหะทีม่ ีฝาปดซงึ่ ไดจ ัดไวใหท ิง้
สารอยางอนื่ ทอ่ี าจเกิดลกุ ไหมไ ดเองจากการทับถมกนั คอื ถา นหนิ ถานไม ผงอลูมินมั
ลกิ ไนต โลหะบางอยา งทป่ี น เปนผงละเอยี ด เหลก็ ซลั ไฟด ฟอสฟอรัสและสารประกอบเซลลโู ลส
ฯลฯ
สารบางอยา งเมือ่ ถกู น้ําจะเกดิ ความรอ นสูงหรอื เกดิ เปลวไฟ เชน ปนู ขาว แบเรยี มหรอื
โซเดยี มเพอรรอคไซด อโลหะโซเดยี ม อโลหะโปแตสเซยี ม น้ํามนั สนและแอมมอเนยี จะเกดิ ลกุ ไหม
ถาผสมกบั กา ซคลอรนี เมื่อกองถานหนิ หรอื ลกิ ไนทเรม่ิ ลุกไหม ควรใชว ิธคี รอบคลุมเพลิงและอยา
พยายามคยุ เข่ียข้นึ มาเพราะเมอื่ เพลงิ ไดร ับอากาศสะดวกขน้ึ ก็จะลุกไหมข ยายออกไป ทางท่ีดกี ็คอื กลบ
กองถานหินหรอื ลิกไนทน นั้ ดวยดินหรอื ทราย
5.3 ของเหลวทีไ่ วไฟ มีเชอื้ เพลิงหลายชนิดทีใ่ หไอระเหยซง่ึ ติดไฟหรอื ระเบดิ ไดง า ยใน
อณุ หภูมิปกติ ยกตวั อยา งเชน นา้ํ มันเบนซิน ซ่ึงไอระเหยมีอนั ตรายมาก อาจระเบดิ ไดร นุ แรงและ
กอ ใหเ กดิ ความเสยี หายไดย งิ่ กวา เพลงิ ไหมธ รรมดา ยง่ิ กวา น้ันไอระเหยของน้าํ มนั เบนซนิ มีน้ําหนัก
มากกวาอากาศจะแผก ระจายอยูเหนอื พนื้ เปน ระยะทางไกลออกไปจนกระทัง่ ถงึ แหลง เพลงิ เม่ือเกิด
ระเบิดแลว ไฟจะยอนกลับมายังทเี่ ก็บน้ํามนั เบนซินนน้ั ทําใหไฟไหมม ากขึ้น ประกายไฟหรอื ไฟทจ่ี ดุ
เรือง ๆ เชน บหุ ร่ี อาจจะทําใหเบนซินลุกไหมข น้ึ ได
20
มขี องเหลวอยา งอืน่ เชน แอมโมเนยี ซึ่งโดยคณุ สมบตั ติ วั มันเองไมตดิ ไฟ แตเมือ่ ระเหย
เปนไออาจจะระเบดิ ไดเมือ่ ผสมกับอากาศ
กาซทจ่ี ุดไฟตดิ บางอยาง เชน กาซซงึ่ สกดั ไดจากถานหนิ เมื่อผสมกบั อากาศอาจระเบดิ ได
เชนกัน กาซชนดิ นเ้ี ปน กาซอยา งหนง่ึ ที่มนี าํ้ หนกั เบากวา อากาศ ฉะนนั้ เมอื่ เกดิ ร่ัวกจ็ ะลอยฟุงอยแู ถบ
เพดานหอง ทงั้ ทบ่ี ริเวณพืน้ หองยงั คงมีอากาศตามปกติ
ในสถานท่ีทมี่ อี ันตรายซึง่ อาจจะมไี อระเหยหรอื กาซท่ไี วไฟลอยฟงุ อยู ก็จาํ เปน ตอง
ตรวจสอบสภาพของอปุ กรณไ ฟฟาตา ง ๆ ภายในบรเิ วณน้ัน อุปกรณไฟฟา ท่ีควรใชเปนแบบมคี รอบ
ปอ งกันไมใหไ อระเหยหรือกาซไวไฟเขาไปถงึ ตวั อุปกรณไ ฟฟา ได (Gas tight or Flame-proof
equipment)
ในบรเิ วณท่มี ไี อระเหยหรอื กา ซไวไฟฟุงกระจายอยคู วรใชเ ครอ่ื งมอื ทไ่ี มท าํ ใหเกดิ
ประกายไฟ หรือเครอ่ื งมอื ทที่ ําดว ยเหล็ก ฉะนน้ั เหล็กทุกชนิดควรนําออกไปจากบริเวณนน้ั ทัง้ นี้
รวมทง้ั ตะปูทตี่ อกรองเทา กอ็ าจจะกอ ใหเ กดิ ประกายไฟระเบดิ ขนึ้ ไดเ ชน เดยี วกัน
อันตรายทเ่ี กดิ จากบุคคลสบู บหุ ร่ีหรอื จดุ ไมขีดใกล ๆ กบั เช้ือเพลงิ ไวไฟกย็ อ มเปน ที่
ทราบกนั อยแู ลว แตอ นั ตรายบางอยาง บางทานอาจจะมองไมเ หน็ กค็ ือ การเชอื่ มหรอื บดั กรถี ังท่ีใช
บรรจเุ ชอ้ื เพลิงไวไฟ (ทง้ั ๆ ทไ่ี ดถ า ยเชือ้ เพลิงเหลา น้ันออกหมดแลว) โดยไมไดทําการปอ งกนั ตาม
วธิ ีการใหเ รยี บรอ ยเสียกอ น ในที่บางแหง ไฟฟา สถติ จะสะสมประจเุ พมิ่ มากข้ึน เชน ท่สี ายพานหรอื ท่ี
ถังหรือขวดบรรจเุ ชื้อเพลงิ ไวไฟเอง ฉะนัน้ ผทู ี่ปฏบิ ตั งิ านเกยี่ วกบั ของเหลวทีไ่ วไฟกจ็ ําเปน จะตองรู
และระวงั ไวเ พราะเมือ่ ไฟฟา สถิตสะสมประจุมากขน้ึ เร่อื ย ๆ ประจจุ ะวิง่ ผานอากาศไปยงั ท่ีศกั ยตาํ่ ทาํ
ใหเ กดิ ประกายไฟระเบิดข้ึนได
5.4 ฝนุ ละออง ละอองวตั ถหุ ลายชนิดอาจระเบดิ ไดรนุ แรงเชน เดียวกับกาซและไอระเหย
ไวไฟ ละอองถานหนิ ทาํ ใหเหมือนถา นหนิ ระเบิดเปน ขา วทล่ี งหนังสอื พิมพอ ยบู อ ย ๆ ละอองวัตถุอยา ง
อื่นทอี่ าจระเบดิ ได เชน แปง ไมค อรค น้ําตาล โกโก แปง มนั ชา Cellulose acetate, Ebonite, Erinoid,
หนังขเ้ี ลอ่ื ย มสั ตารด และผงละเอยี ดของโลหะบางชนิด
5.5 สาเหตุอื่น ๆ สง่ิ ที่เห็นไดง ายที่สุดก็คือ การสบู บหุ ร่ีอาจจะเปนกนบหุ ร่ี หรอื กานไมข ีดที่
จดุ แลวทิ้งลงในที่ไมค วรจะท้งิ อาจมีผฝู าฝน สูบบหุ รใี่ นท่ีหามสูบ หรอื อาจจะเปน ดว ยปลายทอ เหลก็
เสยี ดสขี อบภาชนะท่ีบรรจสุ ารทไี่ วไฟ
สารบางอยา ง เชน โซเดียมและโปรแตสเซียม จะลุกไหมเ มือ่ ถูกนา้ํ แตส ารบางอยา ง เชน
แคลเซียมคารไบดเม่ือถูกนาํ้ จะใหก าซอะเซ็ทเทลีนซง่ึ อาจระเบิดไดร นุ แรง กรดสว นมากจะใหความ
รอ นและใหฟ องซง่ึ เปนอันตรายเม่ือผสมกบั นํา้ ของเหลวบางชนิดหรอื โลหะ เซลลลู อยดและสารบาง
ชนิดอาจลกุ ไหมได ถึงแมไ ดไลอ ากาศในท่ีบรรจอุ อกหมดแลว โลหะผสมแมกนเี ซียมซึง่ เบาและใช
งานอตุ สาหกรรมมากมายอาจระเบดิ ลุกไหมเ มื่อเขา เคร่ืองกลึง เครื่องไส ผา หมท่จี ดั ทาํ พิเศษหรอื ผง
เคมีอาจดบั เพลงิ แบบนไี้ ด
21
5.6 การดบั เพลิง การดับเพลงิ ขนาดใหญจาํ เปน ตอ งใชผชู ํานาญ ซ่ึงเปน หนาท่ีของเจา หนาท่ี
ตาํ รวจดบั เพลิงเพราะไฟทไ่ี หมใ นโรงงาน บางครั้งมสี ารซงึ่ เมอ่ื ถูกความรอนแลว เกดิ ฟองและควนั พิษ
เปนอันตราย แตโ ดยทว่ั ไปแลว ผูปฏิบัตงิ านทุกคนยอมมีสว นสาํ คญั ในการปอ งกนั เพลิงไหม เพลงิ ที่
เกิดข้ึนครงั้ ใดกต็ าม ยกเวน เพลงิ ขนาดใหญที่เกิดจากการลกุ ไหมข องเซลลูลอยดแลวอาจจะดับไดใ น
เวลาไมชา นกั
6. เครอ่ื งจักรกล (Machinery)
6.1 สาเหตุ อบุ ตั ภิ ยั ทีเ่ กดิ จากเครื่องจักรกลอาจแบง อยางคราว ๆ ได 6 ชนดิ คอื
6.1.1 อุบตั ิภยั ท่ีเกิดจากเครือ่ งจักรกล ท่ีสภาพเรียบรอยและพจิ ารณาสถานทีต่ ั้งไวดแี ลว
แตไ มไ ดก ้นั รวั้ ไวเชน เครอ่ื งทมี่ ีรอบการหมุนสงู สถานทตี่ ดิ ต้งั เครอ่ื งจักรกลแบบน้ี ผูตดิ ตง้ั อาจเหน็ วา
ปลอดภยั แตเ มื่อผูปฏิบัตงิ านเขาไปใกลเ พอ่ื ทําการซอม อาจหมุนมว นเสื้อผา หรอื ฉุดลากผปู ฏิบัตงิ าน
น้ันเขา ไปทาํ ใหบ าดเจ็บ
6.1.2 อบุ ัตภิ ัยที่เกดิ จากเครอื่ งจักรกลบางสวนไมม คี รอบปองกนั
6.1.3 อุบัตภิ ัยท่เี กิดจากการถอดครอบปองกันออก
6.1.4 อบุ ัตภิ ยั ทเี่ กิดจากเครอื่ งหามอตั โนมตั ิหรอื หามในตวั สวนใหญเ นอ่ื งจากการ
ออกแบบไมดพี อ ปรบั ระยะการทาํ งานไมพ อดี ไมมีการทดลองโดยสมํา่ เสมอระหวา งใชง าน
6.1.5 อุบัตภิ ยั นีเ้ กิดจากเคร่ืองจกั รกลบางชนดิ ซึง่ ไมอ าจจะใสครอบปองกันไดโดย
สมบูรณเ พราะลําบากตอการใชงาน เชน เคร่อื งจักรกลทางดาน งานชางไม เครอ่ื งทอผา เครื่องทํา
กระดาษ
6.1.6 อบุ ัตภิ ัยเกิดจากการสตารท เครือ่ งจักรกลโดยไมต้งั ใจ ซึ่งสวนมากมักจะเปน
บคุ คลอ่นื ไมใชผปู ฏิบตั ิงาน
6.2 ขอ ควรระวงั การปอ งกันอบุ ัติภยั อันเกยี่ วกบั เครือ่ งจักรตอ งอาศัยเทคนคิ และการ
จดั ระบบท่ีดพี อ ประการแรกซง่ึ สาํ คญั ทีส่ ุด คอื ผูร บั ผิดชอบจะตองเขา ใจซึมซาบตอขอปลีกยอ ยใน
การทาํ งานของเครื่องจกั รกลน้นั และการตดิ ตัง้ ครอบปอ งกันอันตรายจะตองปองกนั ไดเ ตม็ ที่ แมแ ต
ชอ งเลก็ ๆ นอย ๆ ซงึ่ นว้ิ อาจจะลอดไปสัมผัสกับสว นที่เปน อนั ตราย ประการทีส่ อง ผปู ฏิบตั งิ านซึ่ง
ทาํ งานอยูใกลเครือ่ งจักรกลจะตองใชค วามระมดั ระวงั การปอ งกันโดยท่ัวไปก็คอื เสื้อผาทใ่ี ชจ ะตอ ง
กะทดั รดั ไมม สี วนไหนหลวมรุมราม แขนเสอื้ ถาเปน เส้อื แขนยาวตอ งกลดั กระดมุ ขอ มอื เรยี บรอ ย
ผูปฏบิ ตั งิ านควรสวมหมวกไมปลอยผมยาวรงุ รัง ไมค วรสวมแหวน ปฏิบัติตามขอ แนะนําในการ
ประกอบสายพานเครื่องจักร และระมัดระวงั ในการเขาไปใกลเครอ่ื งจกั รกล อนั ตรายอน่ื ๆ ท่ีจะทําให
เกดิ อบุ ัติเหตเุ กย่ี วกับเครื่องจกั รกลกค็ ือ ความไมเปน ระเบียบเรียบรอยในสถานทป่ี ฏบิ ตั งิ าน เชน กอง
หรือทง้ิ ส่ิงของรกรุงรัง พนื้ ลืน่ ทําความสะอาดหรอื หยอดน้ํามันเครือ่ งจักรกลซงึ่ เดนิ อยู แสงสวา งใน
โรงงานไมเ พยี งพอหรอื จาเกนิ ไป
22
6.2.1 เพลาขับ เครอื่ งไอนํา้ เครอื่ งยนตเ ผาไหมภ ายใน มอเตอรท กุ ชนิดมกั จะกอ ใหเ กดิ
การบาดเจ็บแกผทู ่ีหยอดนํา้ มนั หรือเขาไปคลําแบริ่งวา รอ นหรือไม ผปู ฏิบตั งิ าน ควรระวังเรื่องเส้อื ผา
ที่สวม สวมรองเทาและถุงมอื ตามความจาํ เปน ของงาน การตอ ทอหยอดนํา้ มันโดยผูหยอดอยหู าง
ออกมาแทนทจี่ ะหยอดอยูใกลๆ เพลาขับที่หมนุ อยเู ปนวธิ หี นงึ่ ที่จะปองกนั อุบตั ภิ ยั เหลา นไ้ี ด
6.2.2 เพลาหมนุ ไมว า เพลาหมุนจะมีขนาดใหญเ ลก็ เพยี งใด หมนุ ดว ยรอบชาเร็ว
เพยี งใด แตผ วิ ของเพลาจะตอ งเรยี บ
6.2.3 สายพาน เชอื ก โซ และรอก นอกจากเรือ่ งการใชค รอบปอ งกนั ไมเหมาะสม
หรือไมใ ชเลยแลว อุบตั ิภยั ขอ หนง่ึ ก็คอื การประกอบสายพานซง่ึ ผูปฏิบัติ งานอาจจะทําโดยผิดวิธี
หรอื ไมใชเ หลก็ งดั สายพานหรืออปุ กรณช ว ย สายพานมอี ันตรายอันอาจกออบุ ตั ภิ ยั ไดโดยเฉพาะเมอ่ื
สายพานสมั ผสั กับวงลอ ซ่ึงอาจหนบี นวิ้ มือหรอื สวนหนึ่งสวนใดของรา งกายได
6.2.4 หมูเฟอง อบุ ตั ภิ ยั เกยี่ วกับหมเู ฟอง มกั จะเนื่องมาจากการใชค รอบปองกนั ที่
ไมถ ูกตองหรอื การยืนเขาไปใกลห องเฟองซงึ่ เปดท้ิงไว ท่สี ําคญั ก็คือหองเฟองทไี่ มไดปดมดิ ชิดจึง
ใชค รอบปอ งกนั ไวแตส ว นท่เี หน็ วา จะเปน อันตรายเทา นัน้ เชน สวนท่ีเฟอ งขบกนั (Nips) หรือสวน
นอกของฟน เฟอง ซึ่งจําเปน ตอ งแกไขและผูใชเ ครือ่ งจกั รกลเหลา นน้ั จะตองระวงั เปน อยางมาก
6.2.5 เครอ่ื งจกั รกลเก่ยี วกับงานชา งไม จะตดั อวยั วะรางกายในชว่ั วินาที แตส ว น
มากก็ยงั อาศยั ความชาํ นาญที่จะไมต อ งอาศยั ครอบปองกัน ถา ใชไ มส าํ หรับดนั ปอ นไมแ ละทยี่ ัดไม
ครอบปอ งกนั ชนดิ นี้ อาจไมส มบรู ณแ บบนัก แตอยางนอยก็ชว ยปอ งกันผปู ฏบิ ัตงิ านไมใหบาดเจ็บ
มากนัก ถา ผนู น้ั เกดิ หยอ น ความชาํ นาญลง ความมใี จจดจอตองานลดลง หรือเหตกุ ารณท ไี่ มน กึ ฝน
เกิดขนึ้
6.2.6 เครื่องเจาะ จะตอ งยึดสิ่งทจ่ี ะเจาะใหมั่นคง เพราะถาสวา นขดั ตัวขณะเจาะจะยึดตดิ
วัตถุ ทําใหว ตั ถทุ จ่ี ะเจาะรหู มุนควางกอ ใหเ กดิ การบาดเจบ็ ได โดยเฉพาะการเจาะเหลก็ แผน บาง ๆ
อนั ตรายมาก การหมนุ ของแผนเหล็กบาง ๆ มีลกั ษณะเหมอื นเล่อื ยวงเดือนในแนวนอน
6.2.7 หินเจยี ระไน มีอนั ตรายอนั อาจกอ อุบตั ภิ ยั ไดหลายประการ เชน การประกอบ หนิ
เจียระไน แกนหมนุ ไมไ ดศ นู ยหรือยึดไมแ นน ใชร อบการหมนุ สูงผิดปกตไิ มมีครอบปอ งกัน หรือ
ครอบปองกนั ไมแ ขง็ แรงเพยี งพอทีจ่ ะตานทานแรงเหวย่ี งของหินเจยี ระไนทแ่ี ตกกระจายออกมาใน
การเจียระไนมอี ันตราย (รวมทั้งท่ีเกดิ บาดเจ็บทต่ี า เพราะไมส วมแวน ) อนั เนอ่ื งมาจากการแตงระยะ
พกั วัตถุ กจ็ ะทาํ ใหห นิ เจยี ระไนนนั้ เหว่ยี งแตกกระจาย ทําใหม ือบาดเจ็บหรอื เครื่องมอื เหวย่ี งกระเดน็
ออกไป อนั ตรายอกี ประการหน่งึ ก็คือ การเจยี ระไนวตั ถุทางดา นขางของหินเจยี ระไน กดวตั ถจุ ะ
เจียระไนหนักเกินไปโดยเฉพาะ ในขณะอากาศเยน็ จัด วิธปี ฏิบัติงานดงั ไดก ลาวแลว นเ้ี ปน
วิธีปฏิบตั ิงานที่ผดิ ซง่ึ อาจกอ อุบตั ภิ ัยขนึ้ ได
23
7. การจราจร (Traffic)
อุบัติภยั เก่ียวกบั การขนสงมีประมาณ 7 % ของอบุ ัตเิ หตุท่ีเกดิ ขึ้นในงานอตุ สาหกรรมและ
ในจํานวนอบุ ตั ภิ ยั เหลา น้ปี รากฎวา 12 % มีอนั ตรายถึงชวี ติ และสวนท่ีเหลือก็ลว นแตไ ดร บั บาดเจบ็
สาหสั เปนสว นมาก อันตรายสวนใหญม ักจะเกิดจากพาหนะท่แี ลน อยูในระหวางปฏบิ ตั งิ าน เชน
รถเขน็ รถบรรทกุ เล็ก รถไฟ รถบรรทกุ หนัก รถยก ตลอดถงึ อบุ ัติภัยอนั เกดิ จากอปุ กรณทบ่ี รรทกุ ไป
กบั รถ เชน บนั ได
7.1 ผปู ฏิบัตงิ านทไ่ี มเก่ียวกับการขนสง
ทางที่ดีทส่ี ดุ ทผี่ ูปฏบิ ัติงานจะหลกี เลย่ี งไมใ หถกู รถชนกค็ อื ใชความระมัดระวังอยางดี
นั่นเอง โดยเฉพาะอยา งย่งิ เวลาที่จะออกหรอื เขา ประตโู รงงานทีม่ รี ถผา นไปมา เดนิ ผานมุมอาคารเม่ือ
จะขา มถนน เดนิ บนถนนทางเดนิ หรือตรอกแคบ ๆ การเตรียมพรอมอยูเสมอเปนสง่ิ จาํ เปน เพราะ
ยวดยานพาหนะท่แี ลนไปมามกั จะใชค วามเร็วคอนขางสูง การมองขวาซา ยจึงควรกระทํากอ นทจี่ ะกาว
เทา ออกไปสูจดุ อนั ตรายมใิ ชเ ม่ือเห็นผูอ่นื กา วเทา กก็ าวเดนิ ตาม
ผปู ฏิบตั ิงานจะตองระวังรถบรรทกุ ส่งิ ของท่ลี ํ้ากระบะทา ยออกมา ของทผี่ กู มดั ไวไ ม
ม่ันคงอาจจะหลนลงมา หรือสิ่งของท่ีไมไ ดผ กู มดั ไวก ็อาจจะกระดอนเคลื่อนท่ไี ดเ มื่อรถตกหลุมหรอื
ปนกอ นหนิ หรือเมอื่ รถเลยี้ ววงแคบ สงิ่ ของเหลา น้อี าจจะเฉย่ี วหรือตกลงมาทับได
7.2 ผขู ับยานพาหนะและรถบรรทกุ หนกั
กฎเพอื่ ความปลอดภยั ในการขบั ขย่ี านพาหนะ จะตอ งเขมงวดกวดขนั สําหรบั การจราจร
ภายในบริเวณโรงงาน เพราะภายในบรเิ วณอาจจะไมม ที างเทา ตามขา งถนนเสมอไป ทางเขาออกติด
กับทางที่รถผานไปมา ถนนตัดกนั คนละระดับไมม ีร้ัวกนั้ มสี งิ่ กีดขวางขา มเหนือถนนเชน สะพาน
สําหรับเดินทอ พาดผา นถนน ซึง่ รถ Fork Lift จะตอ งระมดั ระวงั เปน พิเศษยังมีเหตกุ ารณตาง ๆ อีก
มากมายทีอ่ าจเกดิ ข้ึนไดในบริเวณโรงงานซึง่ แตกตางไปจากท่ีจะพบเหน็ ไดบนถนนหลวง ฉะนน้ั การ
ขับรถชา ๆ จงึ เปนการดี และควรคาดคิดไวเ สมอในสง่ิ ที่นกึ ไมถ งึ
7.3 ผูใ ชรถเข็นยกของ
ผใู ชร ถเขน็ ของมขี อทอ่ี าจกอ ใหเ กิดความเสียหายไดห ลายทาง เชน การเข็นรถไปเทยี บ
เบ้อื งหลงั ผอู น่ื ซง่ึ ขณะน้นั รถกาํ ลังบรรทุกของกองสูงอยู เข็นรถทบั เทา ผปู ฏิบตั ิงานอน่ื กระแทกคนซึง่
กาํ ลงั ทาํ งานอยกู บั เครอื่ งจกั ร เขน็ ชนบันไดซ่ึงพาดอยู เขน็ ชนของซ่ึงกองทบั กันอยู ซึง่ ทําใหของท่ีกอง
อยูนน้ั โคน ลงมา จอดรถเขน็ ทง้ิ ไวเกะกะ ทาํ ใหผอู น่ื ท่เี ดนิ ไปมาโดยไมระมัดระวงั สะดดุ ลม
ของซงึ่ บรรทุกยื่นลาํ้ กระบะรถออกมาทางดานหลงั จะกวาดเปนมมุ กวา งเมือ่ รถเล้ียว
ฉะนั้นเวลาเลย้ี ว จงึ ควรเผ่ือระยะเอาไวด ว ยเมอ่ื จะบรรทุกของชนดิ นน้ั การบรรทุกของที่กวางล้ํา
กระบะดา นขางออกมาอาจจะปะทะเขา กับมุมแคบ ๆ เม่ือรถเลี้ยว
24
รถเขน็ จะแลน เร็วเมื่อลงท่ีลาด ๆ ผูใ ชจ ะตอ งคอยดึงอยขู า งหลงั เพอ่ื ปอ งกนั รถแลน ลงมา
ทบั ตวั ผใู ชเองเม่อื ของที่บรรทุกหนกั มาก และผูใ ชเ องไมอ าจจะเหนยี่ วไวลําพงั ตัวคนเดยี วได ทางทดี่ ี
ควรจะเรยี กผอู นื่ ชว ย
8. ลิฟทแ ละอปุ กรณยกของ (Lifts and Lifting Tackle)
วธิ กี ารทางเทคนคิ ทจี่ ะทําใหล ฟิ ทป ลอดภัยมีมากมาย อบุ ตั ิภยั อันเนอ่ื งจากขอขดั ของทาง
เทคนคิ มที ้งั ทางดานกลศาสตรแ ละดา นโครงสราง รวมท้ังการใชอนิ เทอลอ็ คไมเหมาะสม อนิ เทอล็อค
ขดั ขอ งงาย ไมไดระวังรกั ษาอนิ เทอล็อคใหด เี พยี งพอ ไมไ ดท ํารว้ั ลอมปองกันหอ งสาํ หรับนา้ํ หนกั ถวง
เลื่อนข้ึนลง การหยดุ ของลฟิ ทไมไ ดต้ังไวใ หถูกตอ งหรอื ไมไดดแู ลเลย สะลงิ และรอ งบังคบั สลิงสึก
สวติ ชเสยี สวนสาํ คญั ของอุปกรณอ าจชาํ รดุ ถา ใชไดโดยไมร ะมัดระวงั ไมเหลียวและหรือใชไ มเ ปน
ยกตวั อยาง เชน กดปมุ Limit Stops เพอ่ื ใหล ิฟทห ยดุ ทตี่ าํ แหนง บนสดุ หรอื ลางสดุ บังคับใหลิฟทห ยุด
โดยใชเ ลอื่ นประตูตาขาย ลฟิ ทบรรทุกนาํ้ หนักเกินพกิ ดั ผูป ฏิบัตงิ านใชลิฟทส าํ หรับสง สิ่งของเพื่อ
โดยสาร ปลอ ยใหส ง่ิ ของท่ีบรรทุกโผลออกมานอกประตู การใชลิฟทโดยไมม ผี ูควบคุมดแู ลมัก
กอใหเกิดอบุ ัตภิ ัยไดบ อย ๆ โดยเฉพาะบุคคลซึ่งไมรวู ิธีการใช
อุบัตภิ ัยอาจจะเกดิ ขึน้ ไดใ นขณะทก่ี ําลงั ซอมแซมลิฟท อาจจะมคี นเขา ไปตดิ อยใู ตน ้ําหนกั ถว ง
หรอื อาจจะตดิ อยใู ตลิฟท การทดลองใหลฟิ ทท าํ งานโดยผิดวิธี หรอื ไมบอกกลาวในขณะทมี่ ีบคุ คลอนื่
อยบู นหอ งลฟิ ท หรืออยใู นหองสาํ หรับนา้ํ หนักถว งเลอื่ นขึ้นลงมักจะกอใหเกดิ อบุ ตั ภิ ัย การปน ออก
นอกหอ งลิฟทเ ม่อื เกดิ ขัดขอ ง อาจทําใหผ นู น้ั ไดรับอันตรายจากการถูกลิฟทบ ีบทบั รางกายได
8.2 รถยก
รถยกและเครอื่ งมือยกของตา ง ๆ มีขอ ขดั ของทางดา นจกั รกลแตกตางกัน ซงึ่ บางคร้งั ก็มี
ขอบกพรอ งดานการออกแบบรวมอยูด ว ย แตข อขดั ขอ งทางดา นกลจกั รอาจจะแกไขไดดว ยการตรวจ
ตราตามกําหนดเวลาโดยใชผ ทู ีช่ ํานาญงานและวธิ กี ารซอมทเ่ี หมาะสม การตรวจและบํารงุ รกั ษามใิ ช
ทาํ แตเ ฉพาะทห่ี อ งเฟองสําหรบั ยกของเทานั้น แตจ ะตอ งกระทาํ โดยทั่วถงึ เชน ท่เี หลก็ โครงสรา ง
ฐานรองรับ ฐานยึด รางรองรับ เครอื่ งยนตและเฟอง ซึ่งการชํารุดแตล ะสว นอาจจะกอใหเ กดิ อุบตั ภิ ยั
ได
การขบั เคล่อื นรถยกหรอื เคร่อื งมือยกของผิดพลาดมักจะเกดิ อุบัตภิ ยั อยเู สมอ บางครง้ั เกิด
จากผูไมมีหนาท่คี วบคมุ รถยกน้นั บางคร้งั เกดิ จากผมู หี นา ท่เี กย่ี วของแตไมชินกบั การทาํ งานของคนั
บงั คับตาง ๆ หรือบางครัง้ กเ็ กดิ จากผูม หี นาทคี่ วบคุมโดยตรง
มวี ิธีการผดิ ๆ อยมู ากมายทีท่ ําใหสง่ิ ของทีย่ กหลนลงมา , โครงสรางหกั โคน ลงหรือ
เครื่องมือยกลม ฟาดลงมา ทั้งน้ี ยงั ไมร วมถงึ ขอบกพรองตา ง ๆ ของอุปกรณยก การใชเ ครนดงึ และสก
สิ่งของไปทางดา นขางจะทาํ ใหเ กดิ แรงเคน ในโครงสราง, ส่ิงของที่ยกแกวง กระแทกคนหรอื ทรัพยส นิ
อนื่ ๆ สิ่งของอาจจะกระแทกหรือคา งอยกู ับโครงสรางขณะกวา นขนึ้ หรอื ลง, รถเครนรางอาจจะจอด
อยบู นรางทไี่ มไ ดร ะดบั อาจจะพลิกควา่ํ ไดเมอื่ ยกสงิ่ ของ, การยกของอยูในลกั ษณะกระตกุ ไมน มุ นวล
25
ในขณะเร่ิมยกหรอื หยดุ , ใชเครนดึงลากสงิ่ ของออกจากกองท่ที ับถมกันอาจทาํ ใหโครงสรา งไดรบั แรง
เคน เกินกาํ หนด, การวางระยะเครนเพื่อยกสงิ่ ของผดิ ระยะรศั ม,ี ไมท าํ การยดึ รถยกใหม ่นั คงเทา ทคี่ วร,
นาํ รถยกไปจอดบนพื้นดินทไี่ มแขง็ เพยี งพอทาํ ใหรถจมทรดุ ลงได, พยายามใชรถยกสง่ิ ของเกนิ พิกดั
กําลังของรถนัน้ , ผูปฏบิ ัตงิ านใกล ๆ กบั รถยก ตัวรถอาจจะหนีบรางกายกบั อาคารหรอื สงิ่ กอ สรางอน่ื
ๆ ทั้งน้ี อาจจะเน่อื งจากผขู บั ไมรหู รอื ลืมไปวามผี ปู ฏบิ ัติงานอยทู น่ี นั่ , รถยกทแี่ ลน บนรางอาจจะลม
โคนตกรางถา หอ งควบคมุ ยน่ื ออกไปดา นขางมากเกินไป, นอกจากนี้ ยังมีอบุ ัตภิ ยั อน่ื ๆ เชน ปมุ หรือ
คนั บังคับใหห ยุดทาํ งานบกพรอง การใหส ัญญาณผดิ หรือไมเ ขา ใจสญั ญาณ
8.3 อุปกรณยก
อบุ ตั ิภัยเก่ียวกบั การใชรถยกเทา ท่ไี ดก ลาวมาแลว ยังนอ ยกวา อุบัติภยั ทเี่ กดิ จากการใช
อปุ กรณย ก (โซสะลิง ขอเก่ยี ว สเกล หว งตา) ผลทไี่ ดร ับจากการใชอ ปุ กรณยกฟด ๆ ก็คอื ส่งิ ของทยี่ ก
หลนลงมา อนั นจี้ งึ เปนเหตุผลที่วา ทาํ ไมจงึ หา มไมใ หผ ปู ฏบิ ัตงิ านเขาไปยนื อยูใตสิ่งของยกลอยตวั
และทาํ ไมจึงใหผ ูขบั รถเครนในโรงงานยกส่ิงของใหห า งจากท่ที ่ีผูป ฏิบัตงิ านจะเดินลอดไปใตสง่ิ ของ
ได นอกจากนยี้ งั มอี นั ตรายอน่ื ๆ อันเกยี่ วกบั สง่ิ ของทยี่ กโดยวิธหี นบี ใสก ระบะหรือตาขา ย ฯลฯ
ลวดสะลิงอาจจะชาํ รุดไดถา ต้งั ไวตากแดดตากฝน เก็บไวใ นพสั ดโุ ดยไมถูกวธิ ี ตง้ั อยใู น
ท่ที ่รี อนจัดหรอื มีเคมภี ณั ฑอื่น ๆ ลวดสะลงิ นนั้ ปกตแิ ลว ชํารดุ ไดงายและการชํารุดน้นั กไ็ มว าจะ
มองเหน็ ไดเ สมอไป การใชล วดสะลิงผดิ วธิ ีจะทาํ ใหลวดสะลิงหงกิ งอ ซงึ่ จะเปนจดุ ออ นของสะลงิ ท่ี
รอยหักพับน้นั การใชโซโดยผดิ วธิ ี เชน ยกน้าํ หนกั มากเกนิ พกิ ัด ผูกเปนเงื่อนไวหรอื พนั ลอดใต
สง่ิ ของที่มีคมขณะยก โซจะเปราะเมอื่ ใชง านนาน ๆ จึงตอ งมีการเผาไฟชบุ เปนคร้งั คราว การเผาไฟชบุ
ก็ดี การตรวจโดยถี่ถว นและซอมหลังจากเผาไฟชบุ กด็ ี จะตองทําอยเู สมอกอนทโ่ี ซจะขาดลงในขณะ
ใชง าน สะลิงและอปุ กรณย กตาง ๆ ควรจะเขยี นบอกพกิ ดั นาํ้ หนกั ทจี่ ะยกไดใหเ ปน ทเ่ี ขา ใจ
การยกของโดยไมมกี ฎเกณฑเ ปน สาเหตใุ หของหลน ลงมา การเลอื กสะลิงผิดขนาดทาํ ให
เสนลวดในสะลงิ ขาด ซึง่ โทษวา สะลงิ ไมด กี ็เปนเร่ืองไมถ ูกตอ งนกั เพราะผูป ฏบิ ัติงานอาจกะน้าํ หนกั
ส่ิงของที่ไมทราบแนนอนผดิ ไปกไ็ ด มุมของสะลิงท่ีขอเก่ียวในขณะยกอาจจะคาํ นวณไวผ ดิ พลาดเมื่อ
ใชส ะลิงคลองสิง่ ของ 3 - 4 เสน และใชส ะลงิ เล็กเกินไป การผูกเงอ่ื นสะลิง การทบุ บว งสะลงิ (สะลงิ
ทาํ เปน บว งมดั ลอดใตส งิ่ ของแลว สอดผานแบบทรดุ ) แรงเกินไป การใชเคร่ืองมือเครือ่ งใชอยา งอืน่ ที่
ไมเกี่ยวกับการยกของ สง่ิ เหลานั้นอาจจะหลุดรวงลงมาได มวี ธิ กี ารใชสะลงิ ทถี่ กู ตองเหมาะกับ
นาํ้ หนกั และรปู รางของสง่ิ ของ ถาผใู ชสะลงิ ผดิ ขนาดหรือผิดวธิ ี แทนที่จะเลอื กใชใหเหมาะก็อาจเปน
สาเหตุใหเ กดิ ความยงุ ยากไดเ ชนกนั มมุ คมของสงิ่ ของอาจจะตดั หรือหกั พับสะลิงถา ไมห าสงิ่ ออ นนมุ
เชน ไมเ น้อื ออน หรอื ผากระสอบรองไวใ หดี (ไมเน้อื แข็งกอ็ าจตดั สะลงิ ได) ขอเก่ียวกอ็ าจกอ เหตไุ ด
เชนกนั ถาหากไมค ลองสะลิงใหม นั่ คงอาจลนื่ หลุด สง่ิ ของทยี่ กจะตกลงมา ขอเกี่ยวทเ่ี กี่ยวหา งตาสอด
เขาไดแตเ ฉพาะตอนปลาย หรอื ใชขอเกยี่ วเกย่ี วรทู ี่ฐานสิ่งของ ยอ มจะกอใหเกดิ แรงเคนในตวั ขอเก่ยี ว
ซ่งึ ทาํ ใหความแขง็ แรงของขอเก่ียวตองลดลงแมวา สง่ิ ของจะไมรว งหลดุ ลงมา นอกจากน้ี ยังมอี ันตราย
26
อื่น ๆ อันเกดิ จากส่ิงของลืน่ หลดุ จากอปุ กรณยกพิเศษ เชน ขอเกีย่ วชนดิ ยกหีบหอ หรอื กระปอง ขอ
หนีบเหลก็ แผน ขอสับยก การใชข อสบั ยกยกของหนกั ๆ จะตอ งระวงั อนั ตรายจากของที่บรรจอุ ยใู น
หบี รวงหลดุ ลงทางกน หีบ เพราะไมม สี ่งิ ใดรองรับ
สลกั ขวางของสเกลถา ไมขนั เกลยี วใหตึงพอ สลักอาจจะคลายเกลยี วหลุดได หรอื เมอื่ ใช
รถยก 2 คัน ชว ยยกของทหี่ นักมาแลว ไมแบง นํา้ หนกั ใหส มดลุ พอเหมาะก็อาจกอ อุบตั ภิ ยั ได
หวงตาเมือ่ ไมใ ชงานยกขณะนนั้ ควรถอดเกบ็ ใหเ รยี บรอ ย เพราะอาจชํารุดไดงายถา
ปลอยทิ้งไว บางคร้ังถา ออกแบบไมดหี รือวางไมไดศูนยถ วงกอ็ าจกอ ใหเ กิดเสยี หายขนึ้ ได แตถาแมจ ะ
ออกแบบไดถ กู ตอ งกจ็ ําเปน จะตอ งใชใ หถ กู ทศิ ทางตามแนวศนู ยกลาง หรอื เมื่อถอดเกลียวก็ตองถอด
ใหแ นน การใชข อเก่ยี วสอดผานหว งตาแทนทจี่ ะใชส เกล จะทาํ ใหเ กดิ แรงเคนทัง้ ในขอเกี่ยวและหว ง
ตา การใชสะลงิ เสน เดียวรอ ยหว งตาหลายหว งแทนทจ่ี ะใชห ว งละเสน
อุบตั ิภัยเกยี่ วกบั น้วิ มอื ก็มกั จะเกดิ จากนว้ิ ถกู บีบระหวา งสะลงิ กบั ขอเกยี่ ว หรอื บว งสะลิง
กับส่งิ ของท่ีจะยก สิ่งของทจี่ ะวางลงมาทับน้วิ มอื หรอื นวิ้ เทา ส่งิ ของอาจจะหนีบนว้ิ มอื กับสวนอาคาร
หรือหีบหอ ทว่ี างกองอยู ขณะทมี่ ลี มพัดแรงอาจจะบงั คับสง่ิ ของทยี่ กไมไดเนอื่ งจากการแกวงหรอื
หมนุ ควางไปรอบ ๆ ตามท่กี ลาวมาแลว นล้ี ว นแตเ ปนอันตรายทีจ่ ะตองขบคดิ ในการปฏบิ ัตงิ าน
9. การวางซอ นและจดั กองสิ่งของ (Stacking and Piling)
วสั ดสุ ว นใหญม กั จะตองวางกองหรอื ไมรวมกองอยูในโรงงาน ไมว า จะเพ่อื เกบ็ หรอื กาํ ลงั ใช
งาน การจดั กองส่งิ ของจงึ เปนงานอยา งหนงึ่ ตอ งศึกษา
การบาดเจบ็ เกย่ี วกบั เรอ่ื งกองส่งิ ของน้มี ักจะมสี าเหตุจากสง่ิ ของทวี่ างหลน ลงมา ผูป ฏิบัติงาน
หลน ลงมาหรอื ถูกหบี หอ หบี รา งกาย นอกจากนี้ยงั มกี ารบาดเจ็บเกย่ี วกับมือซึง่ สาเหตุมาจากตะปู ลวด
รัดลัง เส้ยี น รวมทั้งผูบาดเจบ็ ปวดเมอื่ หลังไหล หรือไดร บั แผลถลอกหรือรอยขีดขวน
สิ่งของอาจจะหลนลงมาขณะยกขนึ้ วางบนกอง ชนั้ นอี้ าจจะเกยี่ วกบั มอื จบั ส่งิ ของไมมั่น
พยายามยกของหนกั ดว ยแขนขา งเดียว ยกวางสิ่งของไมพรอ มกันเมอ่ื ปฏิบตั ิงานหลาย ๆ คน หีบหอ
หรือขวดบรรจุแตก ถงั ที่บรรจฉุ กี ขาด พน้ื ลน่ื หรอื มือถกู ของมีคมบาดทนั ทที ันใด ทําใหสิ่งของท่ีถือ
หลดุ มอื ของบางอยา ง เชน ปอ ฝายท่ผี ูกมัดเปนกลมุ ยอมไมสะดวกแกก ารยกเพราะกลมุ ใหญเ กินไป
ลกั ษณะท่ีผูกมดั ไมถ นัดทจี่ ะยก หรอื ขาดการผูกมดั ท่ีกะทดั รัด
ถึงแมวา ไดจ ดั กองไวแ ลว กต็ าม สิ่งของกอ็ าจจะพงั ทลายลงมา หรืออยา งนอ ยก็รว งหลน ลงมา
ได วสั ดสุ ว นมากมวี ิธที ีจ่ ะจดั กองตามลกั ษณะวัสดนุ ้นั ยกตวั อยา งเชน ของทีบ่ รรจถุ งุ ใชว ธิ ีวาง
ดานขาง วางเปนแถวสลับกนั เพือ่ ใหขัดกนั ในตวั และเมอื่ กองซอนข้ึนไปก็ลดระยะทับกันเขา ไปเร่ือย
ๆ ท้งั 4 ดา น ถงั นํา้ มนั ใชก องวิธนี อนถังและใชไ มข ัดลมิ่ ไว และระหวางแถวที่ซอ นกันกใ็ ชไ มขดั
เอาไวทกุ ชน้ั ไป การกองแบบแนวนอนนอ้ี าจกอข้ึนไปไดเ ปน แบบปรามิด แตถ า หากตองการวางถัง
น้าํ มันในแนวตัง้ กจ็ ะตอ งมีไมแ บน ๆ รองระหวา งชัน้ และวางไดในแนวตรงแตจะตองไมซ อนสงู
เกนิ ไป ไมก็ตอ งใชว ธิ กี องตา งหากออกไป และสิง่ ของทีร่ ปู รา งไมส ม่าํ เสมอ เชน โลหะหลอ รปู ตา ง ๆ
27
ตองใชวธิ ีพิเศษตามลกั ษณะส่ิงของนัน้ ๆ สง่ิ ของตาง ๅ ทก่ี ลง้ิ ไดงา ย เชน ถังนา้ํ มัน มว นกระดาษ
จําเปนตอ งใชล ิ่ม (ซง่ึ ทําไวเ หมาะกับถงั หรอื มว นนน้ั ๆ ) ไมใชห ยิบเพยี งแตอะไรมาขดั
การวางส่งิ ของไมม หี ลกั เกณฑหรอื ไมปลอดภยั มกั จะทาํ ใหส่ิงของพงั ทลายลงมา บางครง้ั กท็ ํา
ใหอาคารทเี่ กบ็ พลอยพงั ลงไปดว ย การกองซอ นสงิ่ ของหนกั ๆ ไมควรจะพิงฝาผนงั อาคาร เพราะฝา
ผนังออกแบบไวรบั แรงแนวต้งั ไมใชแนวนอน การวางสง่ิ ของบนพ้ืนก็จะตอ งใชก ารพินิจพจิ ารณาวา
พ้ืนอาคารทจ่ี ะรบั นา้ํ หนกั ของกองนั้นจะทานไดห รือไม ความสมดุลซง่ึ เปน หลักในการกองสงิ่ ของยัง
เปนเร่อื งสําคัญมาก เมือ่ กองวัสดบุ นรถบรรทุกหรือยานพาหนะอ่ืน ๆ เพราะจะมีเรอื่ งเกยี่ วกบั การ
สนั่ สะเทือนหรือแกวงเขา มาเกยี่ วของดว ย สง่ิ ของทก่ี องในพัสดุอาจสนั่ สะเทอื นไดถา ในอาคารนนั้ มี
เครื่องจกั รกลใหญ ๆ ทํางานอยูดวย
การปนข้นึ บนกองสิง่ ของแทนทจี่ ะใชบ นั ไดอาจจะไดร ับบาดเจ็บได โดยเฉพาะถาตกลงไปใน
ชอ งระหวางกองสิ่งของทจี่ ัดไวไ มด ี อนั ตรายนอี้ าจจะเกดิ ไดถ า หากสิ่งของทก่ี องรปู รา งไมเ หมอื นกนั
เชน ทอ นไม ลงั ขนาดตาง ๆ กัน เมอื่ ขนไมออกไปแถวหนง่ึ จนต่าํ ลง แถวท่อี ยูใกลเคียงอาจจะพงั ทับ
ลงมา ฉะนนั้ การขนของออกจากกองจึงควรยกของดา นบนออกโดยสม่ําเสมอกนั
ผูท ่ีปนขึ้นไปบนกองสิง่ ของอาจจะเขา ไปใกลก บั เครื่องจักร สายไฟฟา สาํ หรบั เครนอน่ื ๆ ซงึ่
เปน อันตราย ฉะนัน้ จงึ ไมควรจะกองส่ิงของใหสูงเกนิ ไป หรอื ควรใสค รอบปอ งกนั จุดทจ่ี ะเปน
อันตรายนน้ั เสีย
การท่ีผูปฏบิ ตั งิ านพยายามเรง ขนของออกจากกองโดยวธิ โี ยนของนน้ั ลงมาหรือดงึ ของทาง
ชั้นลา งกอน ก็อาจจะกอ ใหเ กดิ อุบัติเหตุขน้ึ ได การดงึ ของทางดา นลางกอนเปน อันตรายอยา งย่งิ
บางครง้ั ของท่กี องอยูข า งบนอาจจะหลน ลงมาถูกผูคนขางลางโดยไมร ูตวั เนอ่ื งจากผปู ฏบิ ตั ิงานกอง
ส่ิงของไวไ มด พี อและโดนแรงลมปะทะ
การกองสง่ิ ของไมถ ูกวธิ นี เี้ ปน สาเหตุอนั หน่ึงในเรือ่ ง Spontaneous combustion ซึ่งไดกลาว
ไวแ ลว ในเรอ่ื งไฟไหม
10. เคร่ืองแตงกายและอุปกรณปอ งกนั อนั ตราย (Safety Equipment and Clothing)
10.1 อปุ กรณป อ งกนั อนั ตราย คาํ วาอุปกรณปอ งกนั อนั ตรายน้ีรวมถงึ เข็มขัดเพื่อความ
ปลอดภัย (Safety belt) แวน ตา (Goggles) ฉากก้นั ท้ังชนดิ ตดิ ต้งั ตายตวั และเคลื่อนท่ีได เครือ่ งสวม
ปอ งกนั อนั ตรายตา ง ๆ เชน หนา กาก หมวก เกราะปองกนั ศรี ษะ หนากากปองกนั กา ซหรอื ฝุนละออง
เคร่อื งแตงกายสาํ หรบั สวมขณะปฏบิ ตั งิ าน เหล็กครอบหลังเทา เสอ้ื สวมทับเพ่ือปอ งกันเคมีภณั ฑตา ง
ๆ ครอบปองกนั หนาแขง รองเทา ปองกันอนั ตราย ถุงมอื และน้าํ ยาลา งมอื ส่งิ เหลานไี้ ดประดษิ ฐขน้ึ เพื่อ
ปองกันชน้ิ โลหะท่ปี ลิววอน ความรอนหรอื เยน็ สารทกี่ ดั ผกุ รอ นเปนพิษหรอื กอใหเ กดิ อันตรายอน่ื ๆ
ฝุน กา ซ ไอระเหยและควนั ผงหรือวนุ เหลว ประกายไฟ แสงท่ีจาเกนิ ไปหรอื รังสีความรอ น ของ
แหลมคม และทใ่ี ชในการขดั สี ไฟฟา ดูด นาํ้ หรอื ของเหลวทีก่ อ ใหเ กดิ อันตรายไมรนุ แรงนัก แตก ท็ าํ
ใหเกดิ ความระคายเคอื ง บุคคลตกจากท่สี งู สงิ่ ของหลอนจากทสี่ งู
28
อบุ ตั ิภยั เกยี่ วกบั เรอ่ื งเหลานี้ ก็เนอ่ื งจากผปู ฏบิ ตั งิ านไมส วมหรือใชอปุ กรณปอ งกัน
อนั ตรายท่ีจัดให ผลทไ่ี ดรบั คอื การบาดเจบ็ ทพุ พลภาพและเสียชวี ติ บางครัง้ ผูปฏิบัตงิ านไมใ ชเ คร่อื ง
ปองกนั อนั ตรายเพราะไมร วู ธิ ีใช หรือไดร ับเครอ่ื งปองกันอนั ตรายมาใชไ มเหมาะสมกบั งานที่
ปฏบิ ตั ิอยู และท่ีสาํ คญั ทีส่ ดุ กค็ ือไมจ ัดหาเครอื่ งปองกันอันตรายใหแกผูปฏบิ ัตงิ าน
การแกไ ขอบุ ตั ภิ ยั เก่ียวกับเรอ่ื งไมใ ชเ คร่ืองปอ งกนั อนั ตรายนี้ จงึ ขนึ้ อยกู บั ตัว
ผูป ฏบิ ัตงิ านเอง ในบางประเทศนน้ั ไดม พี ระราชบญั ญตั บิ งั คบั ใหท างโรงงานจดั หาอปุ กรณปองกนั
อันตราย รวมทง้ั ติดประกาศ หรือฝกสอนใหผ ูปฏิบัตงิ านรูจักวธิ ใี ชแ ตใ นทาํ นองเดียวกันผูป ฏบิ ัตงิ านก็
จะตองใชอ ปุ กรณนน้ั ๆ (เพอื่ ใหเปน ไปตามพระราชบญั ญัตดิ วย)
อยางไรก็ดี ปรากฏวา ยังมผี ลู ะเลยหลีกเลยี่ งในการใชอ ุปกรณปองกนั อันตราย ท้ัง ๆ ท่ี
ทางโรงงานจะไมจ า ยคาทดแทนใหส ําหรับผูท ี่ฝาฝน สาเหตุมไิ ดเนอ่ื งมาจากเกยี จครานหรืออวดเกง
แตมาจากสามญั สาํ นกึ ที่วา ถา ตนเจ็บผูอ่นื ก็เจบ็ เหมือนกนั ถาผูอ น่ื เปน อะไร ตนกไ็ มควรจะเปน มี
บอยครง้ั ทผ่ี ูปฏิบตั งิ านรองวา ใชแ ลวรําคาญทํางานไมสะดวก จริงอยูความไมส ะดวกอาจจะมีบางใน
ตอนแรก ๆ แตเม่อื ไดใชจ นเคยชนิ แลว ความรูสึกเชน น้ีกจ็ ะหายไป แตถ า ยงั คงรําคาญอยูก ข็ อใหน กึ เสยี
วา ความไมสะดวกสบายนน้ั ยังดกี วาสญู เสยี ตา น้ิว มอื แขน หรอื พกิ ารอ่ืน ๆ ซ่งึ ไมมีโอกาสเรยี กรอ ง
กลับคืนมาไดช ัว่ ชวี ิต
การปฏบิ ตั งิ านโดยไมคํานงึ ถงึ ความปลอดภยั ของผอู ืน่ มักจะมอี ยูบอ ย ๆ เชน ไมใชฉาก
กั้นขณะสกัดสงิ่ ของ เพอ่ื ปอ งกันผูทเ่ี ดินผานไปมาจากสะเก็ดเหล็ก ผูเ ดนิ ผา นไปมามองดแู สงไฟเชอ่ื ม
โลหะแทนทจ่ี ะหาฉากก้ันแสงไว
มอี ยเู รื่องหนงึ่ ซง่ึ เกย่ี วกับการละเลย ไมใ ชอ ปุ กรณเพือ่ ความปลอดภัยและมผี ลถงึ
เสยี ชีวิต กลาวคือ ชว ยเหลอื ผูประสบภัยจากถูกรมดว ยแกสในหอ งอบั ทึบ โดยไมม ีเครื่องชว ยหายใจ
หรอื หนา กากปอ งกนั กาซ บางครัง้ ผชู วยเหลืออาจนาํ ผูป ระสบภยั ออกมานอกหอ งไดส าํ เร็จ แตใ ช
เวลานาน ซ่ึงทาํ ใหผปู ระสบภยั มกั ไมร อดชวี ิต หรือถา อยา งนอ ยก็ตกเปนภาระหนกั แกผ พู ยาบาลรกั ษา
ตอ ไป
บางคนอาจจะเดินเขาไปในหอ งอบั ทึบ และคดิ วา ไมมีกา ซสะสมอยูในหองนนั้ แตเ มอ่ื
ไปเหยยี บหรือแซะคราบนาํ้ มนั หรือสารอ่ืน ๆ ทาํ ใหเ กดิ ไอระเหยทเ่ี ปน พษิ ออกมา
เข็มขัดเพอ่ื ความปลอดภัย บางครงั้ ผปู ฏิบัตงิ านใชมนั เพยี งครึง่ เดียว เชน รดั เข็มขัดไว
กับตัวเรยี บรอยดี แตไ มไ ดค ลองติดกบั โครงสรา งทีผ่ ูปฏิบตั ิงานทาํ งานอยู ซง่ึ ไมกอใหเกิดความ
ปลอดภัยแกผใู ชแตอ ยางใด
ผปู ฏิบตั งิ านยอมไมไ ดรับความสะดวกสบาย ในการสวมเครอ่ื งปองกนั อันตราย
เหมือนกับตอนไมไ ดสวม ฉะน้นั การเลือกอุปกรณ จงึ ควรพิจารณาในเรอื่ งความสะดวกสบายดว ย
ความไมส ะดวกสบายอยางอนื่ ไดแ กการจดั หาแวนตากันผงชนิดไมม รี ูระบายอากาศ
ซึง่ ทาํ ใหอ บรอ นเบา ตา ทางทด่ี คี วรจะใชช นดิ มีรูระบายอากาศ หรอื แบบแวนตาธรรมดา (Spectacle)
29
การใชแวน ตากนั ผงโดยทเ่ี ครอ่ื งกลน้นั ๆ อาจจะตดิ ตง้ั กระจกกนั สําหรับมองดไู ด การใชห นากาก
ปองกันกาซหรอื ฝุน ละอองผิดแบบไมเหมาะกบั งานทที่ ํา ถงุ มือเมือ่ สวมแลว จบั ของไมถ นดั แวนตากนั
ผงใชก ระจกธรรมดาแทนทจ่ี ะใชก ระจกทเ่ี คลอื บไวไ มแ ตกงาย
นอกจากนมี้ ีอยบู อยครั้งท่ีทางโรงงานไดจดั หาอุปกรณสําหรับปฏบิ ตั งิ าน แทนท่จี ะทํา
การปองกันอนั ตรายเปน สว นรวมท่ีตนเหตุ ยกตวั อยาง เชน แจกหนากากชว ยหายใจแทนทจ่ี ะหาวิธี
ถายเทอากาศเสียหรอื ฝนุ ละอองออกจากหอ งปฏิบตั ิงาน จดั ใหผ ปู ฏบิ ัติงานสวมเสอ้ื ปองกนั นา้ํ ยาเคมี
ตา ง ๆ ทีก่ ระเซ็นออกมาแทนทีจ่ ะปอ งกันการกระเซน็ นนั้ โปรดระลึกวาการใชอปุ กรณป องกนั นั้น
เปน วธิ ีการปอ งกันอนั ดบั รอง สง่ิ แรกที่จะตอ งกระทํากค็ อื หยดุ หรือกาํ จัดตนตอเสยี กอ นเทาท่จี ะทําได
มีขอ ควรจะกลา วถงึ อีกเรอื่ งหนงึ่ คือ เรื่องการใชอ ปุ กรณปองกนั อนั ตรายทีไ่ มถูกทาง
ยกตวั อยา ง เชน สวมถงุ มือขณะทํางานกบั เครื่องจกั รกล ซงึ่ เครือ่ งจักรกลเหลา น้ันอาจจะหมุนมว นถุง
มอื เขา ไปได ในกรณเี ชน นมี้ กั จะใชถ ุงมอื แบบทีไ่ มบ บี กระชบั นัก ซึ่งถา เครอื่ งจกั รบังเอิญหนบี ดึงเขา
ไปก็อาจจะสลดั มือออกไดท นั ทว งที
10.2 เครอ่ื งแตงกายปอ งกันอันตราย การสวมรองเทา ทชี่ าํ รุดมกั จะกออุบตั ภิ ยั พนื้ รองเทาสกึ
มากของมคี มอาจจะแทงทะลุถงึ เทา หรือพน้ื ท่มี ีของคมอาจฝงจบั รองเทาไวทําใหผ ูส วมถลาได รองเทา
ทสี่ น สึกมากทาํ ใหผ ูสวมเดนิ ไมถนัด เม่ือยเทา หรือสะดุดส่งิ อืน่ ไดง าย ความเมอ่ื ยลา จากการที่ตอ งยนื
ปฏิบตั งิ านนาน ๆ ขณะที่สวมรองเทา ทคี่ บั เกินไปหรือชํารดุ อาจจะกอ ใหเ กดิ อุบตั ภิ ยั ได รองเทาแตะ
รองเทา ยาง หรอื รองเทาเตน ราํ ไมควรนาํ มาใชในงานชา ง รองเทา สนสูงของหญิงเปน อันตราย ถา สน
สูงเกนิ ไปหรือสนสกึ มาก ถาสวมไมเ หมาะพอดีกอ็ าจจะพลกิ ไดขณะสวม
ผูท ป่ี ฏิบตั ิงานยกของหนัก ควรสวมรองเทา ที่มคี รอบปอ งกันอนั ตราย ท่ีไหนมี
เครือ่ งจักร ผปู ฏิบตั ิงานก็จะตองระวงั เกยี่ วกับเคร่อื งแตงกาย อยาผูกเน็คไทหลวม ๆ สวมเสือ้ ไมกลัด
กระดมุ ใชผ าพนั คอ สวมเสอื้ ปลอ ยชาย ไวผ มยาวมาก เพราะมีอันตราย เครอื่ งจกั รกลจะหนีบดงึ เขา ไป
แตถึงแมจ ะไดร ะมัดระวงั เรอื่ งเหลา นีแ้ ลว กย็ ังมคี นอีกเปน จาํ นวนมากทตี่ อ งบาดเจ็บพกิ ารดว ย
เครื่องจักรเพราะเหตตุ าง ๆ
เพลาเรียบ ๆ ก็อาจหมนุ มวนเสอ้ื ผาทปี่ ลอยชายหรอื สายรุงรงั ได ฉะนนั้ ควรสวมเครื่อง
แตง กายใหก ะทดั รดั กลัดกระดุมใหครบ กางเกงขายาวเกินไปควรตดั และเยบ็ ตะเขบ็ ใหพอดี เชน ชุด
ปฏบิ ัตงิ านเมื่อไดร บั มาขายาวเกนิ ไป อยา ใชว ิธพี ับขาแลว ใชไ ด เพราะถาทพี่ ับไวห ลดุ ลงก็จะทาํ ให
ตนเองสะดดุ ลม กางเกงทั่วไปก็เชน เดยี วกนั ไมค วรพับขา สว นเส้อื ผา เปนแขนยาวก็ควรจะพับแขน
ดีกวาสวมแขนยาว เวนแตว าแขนเสอ้ื นนั้ แนบกะทัดรัด เสอ้ื แขนสนั้ ควรตัดใหแขนสั้นเหนือขอ ศอก
ข้ึนไป
ผูทเ่ี ฝาเครือ่ งจกั รซงึ่ ไมม ีร้วั ลอ มปอ งกัน ขณะที่เคร่ืองทาํ งานจะตอ งแตงกายดว ย
เครือ่ งแบบท่เี หมาะกบั งานนนั้ มกี ระเปาหลังไวส ําหรบั ใสยตุ เพือ่ ปอ งกันเศษยุตทยี่ อยลงมาซงึ่ อาจจะ
มว นเกีย่ วกบั เพลาทห่ี มนุ อยไู ด
30
ชดุ ทาํ งานปกตกิ ็มักจะเปรอะเปอ นงา ย ซงึ่ เปนเร่อื งท่ีหา มไมไ ด แตถ าผสู วมไมคอยซกั
ใหสะอาดตามทีเ่ หน็ สมควรก็จะกอความยงุ ยากใหเ ชน กนั เชน เสื้อผาทีช่ มุ ดวยน้ํามนั อยเู สมอ เมื่อ
เสยี ดสกี ับผิวหนังกอ็ าจเปน ตนเหตใุ หเกดิ โรคผื่นคนั (Dermatitis)
ไมม ีสถิติเก่ยี วกบั อุบตั ภิ ยั อนั เนื่องจากการหยอกลอ เลนกนั ในขณะปฏบิ ัติงาน แต
ปรากฏวา อบุ ัตภิ ัยเชน น้เี คยเกดิ มาแลว มากมาย ความจรงิ แลวการหยอกลอเลนกนั ในการปฏบิ ตั งิ าน
ไมไดแ กใหเ กดิ ประโยชนอนั ใด เปน การเสย่ี งภยั และขาดระเรยี บวนิ ัยซ่งึ เปนหนทางนําไปสูอ ุบตั ิภยั
สง่ิ เหลา นผี้ ูปฏบิ ัตงิ านพงึ ระมดั ระวังใหมาก ถงึ แมบ างครั้งการลอ เลยี นกนั จะไมก อใหเกิดบาดเจบ็ อยา ง
ใด แตกท็ ําใหผถู ูกลอไดร ับทุกขทรมานใจ ผลู ออาจไดร ับความสนกุ แตถาความสนุกนนั้ กอ ให
ผรู ว มงานเสียชีวิตก็จะเปน เร่อื งเศรา ทผ่ี ูล อจะจดจาํ ไปไมร ลู มื
การหยอกลอ เลนกนั ในขณะปฏิบตั ิงานนนั้ เกดิ ขึ้นก็เนอ่ื งจากผปู ฏบิ ัติงานไมไดระลกึ
ถึงผลเสียหายเหลา น้ี หรือละเลยเห็นเปน เรื่องไมสาํ คญั โปรดระลึกวาลมที่มีกาํ ลังอดั ดันสูงถา เปา ใส
หนา คนเหมาะ ๆ กอ็ าจทําใหล ูกตาทะลกั จากเบาได เขา ทวารไดของรางกายกก็ อ ใหเ กดิ อันตรายภายใน
บางครั้งอาจถึงเสยี ชวี ติ แกลง ผูอ่ืนดว ยสารเคมีท่ีตนไมรคู ุณสมบตั ิของมันอาจเปน พิษหรือเกดิ ระเบดิ
หยอกลอ กนั ดว ยอปุ กรณไฟฟา ยอมเปนเรื่องยากทจ่ี ะวนิ ิจฉยั วา ขาดการเอาใจใสต อ อุปกรณน น้ั
หรือไม ไฟแรงตา่ํ มาก ๆ (ขนาด 24 โวลต) ยอมไมมีใครทายวา จะกอใหเกิดไฟดูดถงึ ตายหรอื ไม
ฉะนั้น ทางทด่ี ที ่ีสุดก็คือเอาใจใสต องานที่ตนทํา ละเวน การหยอกลอ เลน กันในระหวางปฏิบตั งิ าน
11. ไฟฟา (Electricity)
เมื่อถกู ไฟฟาดดู เพียงเลก็ นอ ยจะทาํ ใหผวิ หนงั ไหม หรอื ทาํ ใหผ ถู กู ไฟฟาดูดตกใจ กระโดดตก
ลงมาไดรับบาดเจ็บ ในบางกรณี ผูถกู ไฟฟาดูดรนุ แรงอาจจะเสยี ชวี ติ ทันทที นั ใด หรอื มบี าดเจบ็
รนุ แรงภายหลงั กไ็ ด คนสว นมากมักจะเหน็ เหตกุ ารณเ กย่ี วกับไฟฟา ดดู เล็ก ๆ นอย ๆ เขาใจวาไมมี
อนั ตราย แตความจริงแลว ไฟฟา ไมไ ดบอกใหเ รารถู ึงอนั ตรายจนกวาจะถกู เขาจรงิ
มอี งคป ระกอบหลายอยา งทจ่ี ะนาํ มาพจิ ารณากนั วา การถูกไฟฟาดดู จะเปน อนั ตรายถงึ ชีวิต
หรือไม ยกตวั อยาง เชน การสัมผสั ใกลและนานมากนอ ยเพยี งใด การตอ วงจรสายดนิ ดีพอหรอื ไม
แรงดนั ไฟฟา สูงหรอื ตา่ํ ไฟตรงหรอื ไฟสลับ กระแสไฟฟา ผา นรา งกายทางไหน และความชุมชน้ื ของ
ผิวหนังมมี ากนอยเพยี งใด
ขอ บกพรอ งทางเทคนิค (เชน การหุมฉนวนไมด )ี การเดนิ สายไฟไมถ กู ตอ ง (เชน ตอสวิตช
ทางดา นสายทไ่ี มมไี ฟ แทนทจ่ี ะตอ ดานทม่ี ไี ฟ) ใชส ายดนิ ไมด ี ไมม กี ารดแู ลรกั ษาอุปกรณไฟฟา หรือ
ใชไ ฟเกินพกิ ัดของอุปกรณน น้ั สงิ่ เหลา นล้ี ว นเปน ขอ บกพรอ งทจี่ ะทําใหเกิดอนั ตรายขึ้นได
ผปู ฏิบตั ิงานทางดา นไฟฟา ทํางานเสย่ี งภัยมากกวา ผูปฏิบตั งิ านธรรมดา เพราะจาํ เปนตอง
ปฏบิ ัตงิ านกบั อุปกรณท่ีมไี ฟอยเู สมอ แตบางทีผปู ฏิบัติงานทางไฟฟา อาจจะประมาทไมป ลดสวติ ช
ออกทงั้ ๆ ทีจ่ ะปลดกไ็ ด อาจจะสบั สนเขา ใจผิดพลาดไมแ นวาอุปกรณส ว นไหนมีไฟหรือไม หรือบาง
ทีไมใชถ ุงมือเครอื่ งมือหรือเครอื่ งปองกันทีเ่ หมาะสมกบั อปุ กรณทีม่ ีไฟ
31
อบุ ัติภยั ทางไฟฟา มกั จะเกดิ กบั ผูปฏิบตั ิงาน ทไ่ี มมหี นา ท่ี เมื่อพยายามจะเปลย่ี นฟว สหรอื ตอ
สายเคร่อื งมอื หรืออุปกรณไฟฟาดวยตนเอง อนั ตรายท่เี ห็นไดงา ย ๆ ท่เี กิดข้ึนกับผูไ มใ ชช างไฟฟา
ไดแกก ารใชเครื่องมอื ไฟฟาชนดิ ยายไปมาได บางทตี อสายดนิ ผดิ บางทสี ายดินขาดทําใหห ัวเสียบ
ไฟฟา 3 ทาง กลายเปน 2 ทาง เครอ่ื งใชไฟฟาอาจจะมีไฟร่วั ดดู ผใู ช ถา หากมีส่ิงบกพรองภายใน แตก ็มี
อยบู อ ย ๆ ทมี่ กี ารตอขัว้ สายกลับกนั เกลยี วสายไฟถาแยกออกไปแตะตัวเครือ่ งมอื นนั้ ไฟร่ัวดูดผใู ชได
ถาสายดินไมด พี อ ดว ยเหตนุ อ้ี ันตรายจึงมกั เกดิ ข้นึ เมอื่ ผใู ชม ีความรทู างไฟฟาแลว ตอสายอยา งลวก ๆ
งาย ๆ เสยี เองแทนท่ีจะใชช างไฟฟา อนั ตรายอยางอนื่ ๆ ที่เกี่ยวกบั ผไู มใ ชช างไฟฟา ก็คอื การตอสาย
โดยไมม ีความรูความชํานาญทาํ ใหไ ฟฟาทีใ่ ชเ กนิ กาํ ลงั สาย
เครื่องใชไฟฟา บางอยางทาํ ฉนวนไวอยา งดี ไมตอ งมีสายดิน เชน ไฟสอง การถอดฝาครอบ
ออกกอ็ าจจะทาํ ใหไ มป ลอดภัยได การใชไฟสอ งแบบธรรมดาที่ตอดวยสายหมุ ไหม มักมผี ไู ดร ับ
อันตรายบอย ๆ เมอ่ื นําไปใชใ นทีเ่ ปย กช้นื หรือในหอ งทท่ี าํ ดวยโลหะ เชน หมอนํ้า
บางคนเขา ใจวา การถกู ชอ็ ตเบา ๆ จากไฟฟา จะไดรบั อนั ตรายนอ ยกวา โดนช็อตแรง ๆ ซึ่งเปน
ความเขาใจผดิ อยางมาก
อนั ตรายอน่ื ๆ จากไฟฟาก็ไดแกส วติ ชทาํ งานไมคอ ยดี ซ่งึ เมอ่ื ฝน ใชก จ็ ะเสียในทสี่ ุด
โดยเฉพาะเม่อื ถึงคราวฉกุ เฉินไมต ิดปา ย (Tag) ที่สวติ ชบอกใหแ นน อนวามีผปู ฏิบตั งิ านซอมอยกู ับ
อปุ กรณนั้น ๆ ไมเ ช่อื วาไฟตรงแรงต่ําเคยทาํ ใหผ คู นเสยี ชีวติ มามากแลว เมือ่ อยใู นสภาวะทีเ่ หมาะ ไม
ใชแ วน เม่ือคดิ วา จะไดรบั อนั ตรายการขาดของฟว ส ไมย กสวติ ชไฟออกหรอื ไมสวมฉนวนปองกนั เสีย
กอนท่ีจะเขาไปชว ยเหลอื ผถู กู ไฟฟาดูด ขณะทย่ี ังตดิ อยทู ีส่ ายไฟ ไมย กสวิตชบอกกอ นทีจ่ ะทาํ งาน
งา ย ๆ เก่ยี วกบั ไฟฟา เชน เปลี่ยนหลอดไฟ และไมใ สกุญแจตวั สวิตช หรือล็อคหามคนั สวติ ชเสยี
กอนทจี่ ะทําการซอมอปุ กรณไฟฟา
12. บันได (Ladders)
อุบัติภยั ที่เกดิ เพราะการใชบ นั ไดอาจแบงออกไดเ ปน 4 อยา ง คอื บนั ไดชํารดุ วางบันไดไม
มนั่ คงใชไ มถกู วิธี และถูกเคลื่อนยายไมถูกวิธี
12.1 บนั ไดชํารดุ เนอ่ื งจากการใชบ นั ไดมอี ยเู ปน ประจาํ และไมเปน วตั ถทุ ่ีเปลีย่ นคณุ สมบตั ิ
ไดงาย บนั ไดจึงมีการชาํ รดุ ตาง ๆ เชน ไมข้ันบนั ไดแตก ไมขั้นบันไดหลวมหลดุ จากรอ ง ไมล ูกตง้ั ตวั
บันไดแตกหรอื บดิ งอ การชํารุดเหลา นม้ี กั จะทําใหเกดิ อุบตั ิภยั ไดขณะใชง าน บนั ไดทไ่ี มขน้ั หลดุ
หายไป บางซมี่ ักจะทาํ ใหผูใ ชบ นั ไดตัง้ ไมม ่ันคง และทาํ ใหไ มล ูกต้งั อกี ขางหน่งึ ตองรบั แรงเคน มากขึ้น
ดวย
บนั ไดท่เี หมาะกบั การใชง านจะตองไดรบั การตรวจสอบอยูเสมอ และตรวจทกุ ครง้ั
กอ นนําไปใช ถา เห็นวามีขอบกพรองก็ไมค วรฝนนําไปใช บนั ไดทีข่ ั้นบันไดทําดว ยไมตอกตะปตู อ ๆ
กันข้นึ ไปไมป ลอดภัยในการใช ไมข น้ั บันไดอาจจะทรดุ เขาไปทางดา นขาง
32
บนั ไดที่ชํารดุ ควรจะตดิ ปายใหเห็นชดั แจง และควรตดั ออกหรอื ทาํ ลายเพ่อื ไมใหผทู ่ไี ม
รนู าํ ไปใชอ กี ความจริงมอี ยขู อหนึ่งวา บันไดท่ชี าํ รุดมักจะอยใู กลมอื กวา อันทีด่ ีและมกั กอ ใหเกิด
อบุ ัตภิ ยั
12.2 การวางบนั ไดไมม ่ันคง บางครงั้ ผูปฏิบัติงานอาจจะวางบนั ไดผิดมมุ และวางชนั ไป เมอ่ื
ผูปฏบิ ัติงานปน ขึ้นไปก็อาจจะหงายหลังลงมา ถา วางลาดไปบันไดอาจแตกชาํ รดุ เพราะรบั แรงเคน มาก
ขน้ึ ขาบันไดเปนเรื่องทต่ี อ งใชความระมดั ระวังเพราะมีโอกาสทจี่ ะลืน่ ไถลไดง า ย
การวางมุมบนั ไดผิดนี้ บางครงั้ เกดิ จากการเลอื กบนั ไดมาใชพอเหมาะ บางทียาวไป
บางทสี ั้นไป ถา บันไดส้ันอาจจะไมมีสว นเกินเพอ่ื พาดกบั คานหรอื ของอาคาร เวลาบันไดลน่ื มกั จะไม
เลอ่ื นไปมากนกั แตก ารแกวง ของบันไดอาจทาํ ใหผใู ชตกลงมาได
บนั ไดทวี่ างบนพน้ื ท่ไี มเสมอมกั จะล่นื ไดงา ย การเสรมิ ขาบนั ไดขางหนึง่ โดยใชว ัตถุ
รองเพอื่ ใหเ สมอกันมอี ันตรายมากเชน กนั ถาหากวตั ถุทนี่ าํ มารองนนั้ ไมด ีพอ ทางท่ดี ีควรจะใช
อปุ กรณสาํ หรบั ยดึ ฐานบนั ไดใหเ หมาะกับการใชงาน และควรจะผูกปลายบันไดตอนบนไวด วย
บนั ไดทวี่ างไวโ ดยฐานย่ืนอยใู นเสนทางการปฏบิ ัติงานอนื่ ๆ เชน ยวดยานพาหนะหรือ
ผคู นเดนิ ไปมา ซ่งึ ผูท ค่ี อยยึดบนั ไดทฐ่ี านนอกจากจะจับฐานบนั ไดใหมน่ั คงแลว กค็ วรจะเตือนผทู ่ี
สญั จรไปมาไมใ หเ ขา ใกลบ นั ได บนั ไดทวี่ างขา งทางเขา ออกไมวา จะขา งในหรือขา งนอก จะปลอดภยั
ถาหากปด ประตใู สกญุ แจเสยี
12.3 ใชบนั ไดไมถูกวธิ ี มขี อระมัดระวงั ในการพงิ บนั ไดจะตองไมหางจากงานทจ่ี ะทาํ
ดานขางจนเกนิ ไป โดยเฉพาะอยางยงิ่ ขณะถอดหรือคลายนตั สกรู ทอ ใชเชือกสาวเอาถงุ หรือรอก
แขวนกบั ขัน้ บนั ได เมื่อใชบ นั ไดเปน ทางหนเี พลงิ ถา วางบันไดชันมากเกินไปก็จะทําใหผูปน ลงรว ง
หลนลงมาได ระยะทพ่ี ้ืนอยา งตาํ่ สดุ 3 ฟตุ 6 น้ิว เปน ระยะทจ่ี ะใชสาํ หรับจุดประสงคน ้ี การลงบนั ได
แบบแปลก ๆ เชน ปลอยตัวเลอ่ื นไหลลงมาใชม ือราไว หรือหนั หลังใหบ นั ไดขณะลงอาจจะทําใหผ นู ั้น
ตกลงมาได การปลอยตัวเลอื่ นไหลลงมายงั เปนอันตรายตอ มือซ่งึ อาจจะถูกเสยี้ นตาํ ได
พูดโดยทว่ั ไป การใชบ นั ไดที่จะใหสะดวกและปลอดภยั ควรจะมีคนยนื จบั ฐานบนั ได
ไว วธิ ีนยี้ อมจะชว ยไดแ มก รณที ีใ่ ชบันไดชนดิ มีฐานกนั ลน่ื ซึ่งความจรงิ ไมจ ําเปน แตถ า เปนฐานชนดิ ที่
ไมเ หมาะกับพนื้ ทปี่ ฏิบตั งิ านกย็ อมเปนเรื่องจาํ เปน เม่อื ผใู ชบนั ไดปนขนึ้ ปลายสดุ ของบันไดแลว ก็
ควรจะผกู ยดึ ปลายบนั ไดไว เพอื่ ผูท่ยี ดึ ฐานบนั ไดจะไดมโี อกาสระวังยวดยานและผูคนท่ีผา นไปมา
เบ้อื งลา ง การสวมรองเทา ชํารุดกอ็ าจเปนสาเหตตุ กบนั ไดได เมอ่ื รองเทาขดั ตัวกบั ขน้ั บันได บนั ไดจะ
หักไดถ ารบั นา้ํ หนักมากเกนิ ไป คนทย่ี ืนอยบู นบันไดควรจะมีเพยี งคนเดยี ว ถา ไมม ีความจาํ เปน ท่ี
จะตองไปปฏบิ ตั งิ านพรอม ๆ กันสองคน
บันไดอาจชํารดุ เสยี หายไดเ มอื่ เกบ็ ไวใ นพสั ดุ ยกตวั อยา ง เชน ตากแดดตากฝน ไดรบั
ความรอ นมากเกนิ ไป หรือไมห าสิ่งใดมารองใหไดร ะดับเม่ือวางตามแนวนอน
33
12.4 การยกเคลอ่ื นยา ยบันไดไมถ กู ตอ ง เมอ่ื ผูปฏิบัตงิ านแบกบนั ได กม็ ปี ลายบันไดสองขาง
ท่ผี นู น้ั จะตอ งคอยระวัง ปลายดานหนา อาจปะทะบุคคลอน่ื ทม่ี ุมอาคารซ่ึงมองกันไมเ ห็น เวนแตผ แู บก
จะยกปลายบันไดใหเชดิ ขน้ึ ปลายดา นหลังอาจจะแกวงซา ยขวาและไปกระทบขาบคุ คลอืน่ ได เพราะ
ดา นหลังผูแ บกไมอาจจะระมัดระวังไดต ลอดเวลา ผูทแี่ บกบันไดจึงควรกะเอาวา ขณะน้ีปลายบันไดอยู
ประมาณตาํ แหนง ใด แตข อสาํ คญั ก็คือจะตอ งระลกึ ถงึ ขอ นีอ้ ยูเสมอเมอ่ื จะเลย้ี ว
เมื่อจะตัง้ หรือลดบันได ถาใชผ ูปฏบิ ตั ิงานที่ไมเ ขา ใจกอ็ าจจะทําใหบนั ไดลม ฟาดลงมา
ได เน่อื งจากบงั คบั ไมอยู ถา บนั ไดยาวมากควรใชวธิ เี อาเชือกผูกปลายบนั ไดแลว โรยเชอื กลงมา
รถทมี่ บี ันไดบรรทุกติดรถ ควรมธี งแดงตดิ ไวท ้งั ดา นหนาและหลงั และจะตอ งกะระยะ
ใหพ อในขณะเล้ยี ว
.......................................................
บทท่ี 3
ความปลอดภัยในการทํางานดา นตา ง ๆ
ความปลอดภยั ในโรงงานควรมสี ิ่งตา ง ๆ ดังจะกลา วตอ ไปนี้
1. การรักษาโรงงานและเครื่องจักร ควรจัดใหมกี ารตรวจสภาพอาคารและเครื่องจกั รเปน
ประจํา และตอ งจัดเตรียมพนื้ ทใี่ หสะดวกแกก ารทาํ งาน ตองจัดเก็บวสั ดสุ ง่ิ ของและสารเคมใี หเ ปน ที่
นอกจากนี้ควรมีทางหลบหนภี ยั ทีอ่ ยใู นสภาพพรอ มเสมอ
2. ทางออกฉุกเฉิน ควรมีขนาดกวางใหเหมาะสมกบั จาํ นวนผปู ฏิบัติงานและควรมคี วาม
พรอ มตลอดเวลาจงึ ควรไดรบั การดูแลตลอดเวลา
3. สญั ญาณอันตราย โรงงานท่มี กี าซหรอื วตั ถุไวไฟที่มคี นงานตั้งแต 50 คน ข้นึ ไป ควรมี
สัญญาณแจงใหคนงานออกจากพ้นื ทีโ่ ดยเรว็ ซ่งึ ควรมอี ยางนอย 2 แหง
4. เครอื่ งดับเพลิงในโรงงานทีม่ สี ารเคมีและวัตถไุ วไฟควรมเี ครอื่ งดับเพลิงทีเ่ หมาะสมตาม
สภาพในอตั ราสวน 1 เครอ่ื งตอพ้นื ท่ี 100 ตารางเมตร
5. การกําจดั ขยะมูลฝอย ควรทําที่ท้งิ ใหเ หมาะสม
6. แสงสวา งในการทาํ งาน ควรมใี หเ พียงพอเพื่อมองเหน็ ส่ิงตา ง ๆ ชัดเจน
7. เคร่อื งมือในการปฐมพยาบาลตอ งมีพรอ มตลอดเวลา
8. สวมและสถานทที่ ําความสะอาดรา งกาย ควรสะอาดปราศจากเชือ้ โรค
9. จัดพ้ืนท่ปี ฏบิ ัตงิ าน วางเครอื่ งจกั ตาง ๆ ใหเหมาะสม
10. นา้ํ ดื่มควรสะอาด ถกู ตองตามหลักอนามยั
ประโยชนของการทาํ งานทปี่ ลอดภัยในโรงงาน
การเกิดอบุ ตั เิ หตุ ยอ มกอใหเกิดความสูญเสยี หลายอยาง เชน เสยี เวลา เสียคา ใชจ า ย เสีย
ขวัญ และกําลงั ใจ เปนตน การสญู เสียดังกลาวในทางเศรษฐกิจถือวา เปน ตน ทุนในการผลิตอยางหน่ึง
ดงั นัน้ การปอ งกนั ไมใหเกดิ อบุ ัติเหตขุ ้นึ จงึ เปนการประหยัดคาใชจ า ย เทากบั เปนการลดตน ทุนในการ
ผลิตอีกดวย การจัดสภาพการทาํ งานของคนงานใหมีความปลอดภยั เปนส่งิ สาํ คัญของการบรหิ ารใน
ปจจบุ นั การทํางานในสภาพทีม่ ีความปลอดภัย นอกจากเปน การปองกันอุบัติเหตทุ จี่ ะเกิดขนึ้ แลว
(โดยการปรับปรงุ แกไขสภาพแวดลอ ม เครือ่ งจกั รกล และวธิ ีการทํางาน) ยงั จะไดรบั ประโยชนด งั นี้
1.ผลผลติ เพ่มิ ขึ้น การทาํ งานในโรงงานไดร บั ความปลอดภยั โดยการจัดสภาพแวดลอมท่ี
ถกู สุขลักษณะ เครื่องจกั รมอี ปุ กรณปองกนั อันตรายเพียงพอ ทําใหคนงานมขี วัญ และกาํ ลงั ใจในการ
ทํางานสงู กวาการทํางานท่อี นั ตราย หรือเสี่ยงตอการบาดเจ็บ เพราะคนงานมีความรสู กึ วาปลอดภัย
หมดความวิตกหรือกงั วลเกยี่ วกบั อันตราย ทําใหม น่ั ใจทาํ งานไดเต็มที่และรวดเรว็ ย่งิ ขึ้น ผลผลติ ของ
โรงงานเพม่ิ ขึ้น
35
2. ตนทนุ การผลิตลดลง เมอื่ สถติ ิการเกดิ อบุ ัติเหตุของโรงงานลดลง ความสญู เสีย หรอื
คาใชจายสําหรับอุบตั ิเหตลุ ดลงดวย ทาํ ใหโ รงงานสามารถประหยดั เงิน คา รักษาพยาบาล เงินทดแทน
คาซอมแซมเคร่ืองจักร เปนตน ถามีอุบัติเหตเุ กดิ ขน้ึ จะตองเสยี คา ใชจา ยสวนนเ้ี ปน เหตใุ หต น ทุนการ
ผลติ เพมิ่ ข้ึน
3. สงวนทรพั ยาการมนษุ ย การเกดิ อบุ ตั ิเหตุแตละครั้งมักจะทาํ ใหค นงานบาดเจบ็ บางคร้ัง
รา ยแรงถึงข้ึนพกิ ารทุพพลภาพหรอื เสยี ชวี ติ เปนผลใหประเทศชาตติ องสูญเสียทรพั ยาการทสี่ าํ คัญ
โดยเฉพาะเมอื่ ผบู าดเจบ็ หรือเสยี ชวี ติ นน้ั เปนแรงงานทมี่ ฝี ม ือ มีความชาํ นาญงานจากการฝกฝนเรยี นรู
เปน เวลานาน การสญู เสียบุคคลเหลาน้ี เปนการสญู เสียที่มีคาสงู มาก นอกจากนน้ั ความพกิ ารหรือ
ทุพพลภาพยงั เปนภาระของญาติพ่นี อง และสงั คมท่ีตอ งใหค วามชว ยเหลือ การทําสภาพแวดลอมใหมี
ความปลอดภยั ในการทาํ งาน จึงเปน การสงวนทรพั ยากรท่สี าํ คญั ของประเทศชาติอกี ดวย
การปองกนั อันตรายจากเครอ่ื งจักร
อันตรายท่ีเกดิ ขึน้ เน่อื งจากการทํางานกบั เคร่ืองจกั รมกั ปรากฎข้นึ ในสถานประกอบการตาง ๆ
อยูเสมอ สาเหตขุ องอันตรายทีเ่ กดิ ข้นึ มกั เกดิ จากเครือ่ งจกั รชาํ รดุ เครือ่ งจกั รมีสภาพทไ่ี มป ลอดภยั หรอื
ความประมาทของผทู ํางานกับเครื่องจักร จงึ จําเปน อยา งยง่ิ ทจี่ ะตอ งหาวิธีการปอ งกนั อันตรายมิให
เกิดขน้ึ ได และการปอ งกนั ทไ่ี ดผ ลวิธหี นงึ่ คอื การตดิ ต้งั อุปกรณปอ งกันอันตราย หรือ ฝาครอบที่
เหมาะสมท่เี ครื่องจักร ณ จดุ ที่กอ ใหเกิดอันตรายได
ลกั ษณะของเครื่องจักรท่ีตองใชอ ุปกรณป อ งกนั อนั ตราย หรอื ฝาครอบ มี 2 ประเภท คือ
1. เครื่องสงถายกําลงั ไดแก เพลา สายพาน โซ กระเดอ่ื ง เฟอง ปลุ เลย เกยี ร เปนตน
อนั ตรายท่ีเกดิ กบั คนงานสว นใหญอยูในลกั ษณะของการถูกชน กระแทก หนีบรัง้ เขา ไปทาํ ใหส ญู เสีย
อวัยวะ เชน มอื แขน เทา ขา ใบหนา ศรี ษะ ผวิ หนัง เปน ตน ทําใหคนงานพกิ ารหรอื เสยี ชีวติ
2. เคร่อื งจักรทาํ การผลิต ไดแก เคร่อื งกลงึ เคร่ืองกัด เครอ่ื งไส เคร่อื งเจาะ เครื่อง
เจยี ระไน เปน ตน ลักษณะของอนั ตรายอยใู นรปู ของอบุ ัตเิ หตุที่เกดิ แก นว้ิ มือ แขน เทา ใบหนา ลาํ ตัว
ศรี ษะ และ ผวิ หนัง และมักเกิดแกคนงานที่ทาํ งานกบั เครอื่ งจกั รน้นั โดยตรง
ทําไมจงึ ตอ งใชอ ปุ กรณป อ งกันอนั ตราย ?
1. ปอ งกนั มใิ หค นสัมผัสกับสว นที่เคลอ่ื นไหวอยูต ลอดเวลาของเครอ่ื งจักร เชน เกียร
ปลุ เลย สายพาน ใบมีดตดั ฯลฯ
2. ปอ งกนั มใิ หค นสมั ผัส กบั ลกั ษณะงานทเ่ี ปน อนั ตรายมาก เชน ปอ งกนั การกระเด็น
ของวัตถถุ ูกตา ใบหนา ปองกันการถูกเลอื่ ยตัด เปน ตน
3. ปอ งกันอนั ตรายทีเ่ กดิ จากการชาํ รุดของเครอ่ื งจักร เนือ่ งจากเครอื่ งจักรขาดการ
บํารงุ รกั ษา ใชง านผดิ วตั ถปุ ระสงค หรอื ใชเ ครือ่ งจกั รเกนิ กาํ ลัง เปน เหตุใหเ กดิ อนั ตรายตอผูใชเ คร่อื ง
จกั รน้นั
36
4. ปองกนั การเกดิ เพลิงไหม หรือปอ งกนั อันตรายจากไฟฟา เนอื่ งจากระบบสายไฟฟา
ชํารดุ หรอื ตดิ ต้ังไวไ มถ ูกตอง
5. ปองกันอันตราย เนอ่ื งจากความบกพรอ งของตัวผูใชเ ครอื่ งจักรเอง เชน งว ง เหนอ่ื ย
เมอ่ื ยลา เจบ็ ปว ย เปน ตน
ลกั ษณะของอุปกรณป อ งกันอนั ตรายทด่ี ี
1. ไดรบั การออกแบบถกู ตองตามมาตรฐาน สามารถประกอบกบั เคร่ืองจกั รไดเหมาะสม
สว นใหญจ ะตดิ ต้ังมาพรอมกบั เครอ่ื งจกั ร
2.สามารถปอ งกนั อันตรายไดม ากทส่ี ุดและครอบคลมุ พืน้ ท่งี านในการทาํ งานของคนงาน
3.อปุ กรณป องกันอนั ตรายทต่ี ดิ ตง้ั จะตอ งไมก อใหมจี ดุ ออ นเปนชนวนใหเ กดิ อันตรายกบั
คนที่ใชเ ครอื่ งจกั รนัน้
4. เม่อื ตดิ ตั้งอปุ กรณปอ งกนั อนั ตรายแลว จะตอ งไมรบกวนขดั ขวางการทํางาน จนทาํ ให
ประสทิ ธภิ าพในการทาํ งานของเคร่อื งจักรลดลง หรอื เกิดความไมส ะดวกสบายตอผูใชเ ครื่องจักร
5. มีความเหมาะสมกบั งาน หรือเคร่อื งจักรน้ันโดยเฉพาะ สะดวกตอการปรับแตง การ
ตรวจสอบ การบํารุงรกั ษาและการซอ มแซม
6. ตอ งทนทานตอ การกัดกรอ นของ กรด และดา ง
7.วสั ดุท่ีใชท าํ ตอ งคงทนแข็งแรง สามารถรับน้าํ หนักแรงกระแทก และแรงกดไดเ ปน
อยางดี
วสั ดุทีน่ ิยมใชท าํ อุปกรณปอ งกันอันตราย
ตะแกรงลวดถกั หรือตาขา ย, ตาขายเหลก็ ยดึ
แผนเหล็กเจาะรู หรอื ไมเ จาะรู
แผงเหลก็ หรอื ไม ตีเปนตาขาย หรอื ตขี วาง
แผนไมอ ดั หรอื แผน พลาสติก, ทอเหล็ก หรอื ทําร้ัวกนั้
37
ความปลอดภยั ในการใชเ ครือ่ งจกั รกล
เครอื่ งจักร เปน อปุ กรณท่ีสาํ คญั ประเภทหนึ่งของโรงงานอตุ สาหกรรมการผลติ ตา ง ๆ เพราะเปน ตัว
ผลติ และตกแตง ผลผลิตใหออกมามคี ุณภาพ จงึ ตองมกี ารศกึ ษาถงึ ปลอดภัยในการใชเครื่องจกั ร ซึง่ ที่
จรงิ แลวผูเ รยี นสายอาชีพสาขาชา งอุตสาหกรรมจะตอ งศกึ ษาถึงอันตรายทอ่ี าจเกดิ ขึ้นจากการทงาํ านข
องเครอ่ื งจกั รกลในโรงงาน
รปู 1 แสดงเครื่องจักรกล
ในโรงงาน
อุบัตเิ หตทุ เี่ กิดจากเคร่อื งจกั รกล
รูป 2 แสดงการตะไบงานบนเคร่ืองจักรกลผิดวิธี
1. อบุ ัตเิ หตุทเ่ี กดิ จากเครื่องจักรกลท่สี ภาพเรียบรอ ย แตไ มไ ดก นั้ รั้วไว เชน เครอื่ งทีม่ ีรอบการหมุนสงู
สถานที่ตดิ ตั้งเครอ่ื งจกั รกลแบบนี้ ผตู ิดตง้ั อาจเห็นวา ปลอดภยั แตเ มอื่ ผปู ฏิบตั งิ านเขาไปใกลเ พอ่ื ทํา
การซอม ถาหากวาผูนน้ั ขาดความชํานิชํานาญ, ไมเชือ่ ฟง หวั หนา หรืออนื่ ๆ เพลาของเคร่ืองจักรกล
อาจหมนุ มว นเสอื้ ผา ผปู ฏิบัติงานน้ันเขา ไปทําใหบาดเจ็บ
38
รูป 3 แสดงการตะไบงานบนเครอ่ื งจักรกลถกู วิธี
2. อุบัติเหตทุ ่ีเกดิ จากเครอ่ื งจักรกลบางสว นไมม คี รอบปองกนั เพราะตดิ ตัง้ มีความเชือ่ วา ไมมี
ใครเขาไปใกลไ ด จึงทาํ ครอบปอ งกันไวไมแ ข็งแรงเพยี งพอ
รปู 4 แสดงถงึ จดุ อนั ตรายทอ่ี าจจะเกดิ
จากเครือ่ งจกั รทไ่ี มมคี รอบปอ งกัน
3. อบุ ัติเหตุที่เกิดจากการถอดครอบปองกันออก
4. อุบัตเิ หตุทีเ่ กดิ จากเครอื่ งหามอัตโนมตั ิหรือหา มในตวั สว นใหญเ นอ่ื งจากจากออกแบบไมด ีพอ
บํารงุ รักษาไมด ี และการทาํ งานของเคร่อื งจกั รกลบกพรอง
รปู 5 แสดงเคร่ืองกลงึ ซ่ึงไมสามารถใสก รอบปองกันและเปนทมี่ าของการเกดิ อุบัติเหตุ
5. อบุ ัติเหตุนี้เกิดจากเครื่องจักรกลบางชนิด ซ่ึงไมอ าจจะใสค รอบปอ งกนั ไดโ ดยสมบรู ณเพราะ
ลาํ บากตอ การใชง าน
39
รูป 6 แสดงการเกดิ อุบตั ิเหตมุ ีสาเหตุมาจากบคุ คลอื่น
6. อบุ ตั เิ หตุเกิดจากการสตารท เคร่อื งจักรกลโดยไมต ้งั ใจ ซงึ่ สวนมากมักจะเปน บคุ คลอ่นื ไมใช
ผปู ฏิบตั ิงาน
ขอ ควรระวัง
การปอ งกันอบุ ตั ิเหตอุ นั เกี่ยวกับเคร่อื งจกั รกลตอ งอาศัยเทคนิคแลการจดั ระบบที่ดพี อ
รูป 7 แสดงเคร่อื งมอื ที่มคี รอบปอ งกนั
1. ผรู ับผิดชอบจะตอ งเขาใจตอขอ ปลีกยอยในการทํางานของเครื่องจักรกลนน้ั
รปู 8 แสดงอนั ตรายจากการใสเสอื้ ผา ทไี่ ม
รดั กมุ ทํางาน
40
2. ผูปฏิบัติงานซ่งึ ทาํ งานอยใู กลเ ครือ่ งจกั รกลจะตอ งใชค วามระมดั ระวงั ตวั การปอ งกัน
โดยทั่วไปกค็ อื เสื้อผา ทใ่ี ชจ ะตอ งกะทดั รัด ปฏบิ ัติตามขอแนะนําในการประกอบสายพานเครอ่ื งจกั ร
และระมดั ระวงั ในการเขาไปใกลเครื่องจักรกลซงึ่ ผูตดิ ต้ังเขาใจวาตัง้ อยู ณ ทีท่ ่ปี ลอดภยั
รูปที่ 9 แสดงอนั ตรายจากนา้ํ มันเครอื่ งทีร่ วั่
3. อันตรายอ่ืน ๆ ทจ่ี ะทําใหเ กดิ อบุ ตั ิเหตุเกยี่ วกับเคร่อื งจักรกล เชน กองหรือทิง้ สิ่งของรก
รุงรงั , พ้นื ลืน่ ขาดการทําความสะอาด แสงสวางในโรงงานไมเพยี งพอ ซ่ึงสง่ิ เหลานี้ควรจะทาํ แกไ ข
เสียกอ น
อุปกรณแ ละเครอื่ งจกั รทเี่ ปน อนั ตราย
1. เพลาขับเครื่องยนตเ ผาไหมภายใน ทกุ ชนดิ มักจะกอ ใหเกดิ การบาดเจบ็ ผูปฏบิ ัติงานควร
ระวังเร่อื งเส้อื ผาที่สวม การหยอดน้ํามนั โดยผูหยอดอยหู า งออกมาแทนทจี่ ะหยอดอยใู กล ๆ เพลาขับที่
หมุนอยู
I รปู 10 แสดงอันตรายจากการจับชนิ้ งานทร่ี อน หรอื
เคร่ืองมอื ทร่ี อ นโดยไมส วมถงุ มอื หรอื ผา รอง
2. เพลาหมนุ เพลาหมุนน้ีจดั วาเปน อันตรายอยางหน่งึ ท่กี อ ใหเกดิ การบาดเจบ็ ซึ่งเพลาหมนุ น้ี
นบั วาอนั ตรายตอผูปฏิบตั งิ านอยา งมาก ฉะนัน้ ควรปฏิบตั งิ านอยา งระมัดระวงั
41
รปู 11 แสดงอันตรายจากผา เช็ดมอื ทีเ่ ก็บ
ในกระเปาเส้อื
3. สายพาน, เชือก, โซ และรอก นอกจากเรื่องการใชค รอบปองกันไมเหมาะสมแลว อบุ ตั ิเหตอุ กี
ขอหนง่ึ กค็ ือ การประกอบสายพาน ซึง่ อาจจะทําโดยผิดวธิ หี รอื ไมใ ชเหล็กงัดสายพาน หรอื อุปกรณ
ชวย ซึง่ อาจหนบี น้ิวมอื หรอื สวนหนง่ึ สว นใดของรางกายได
รูป 12 แสดงอนั ตรายจากการใสส ายพาน
4. หมูเฟอง อบุ ัตเิ หตุเกย่ี วกบั หมเู ฟอง มกั จะเนอ่ื งมากจากการใชครอบปองกันท่ีไมถ กู ตอ ง ท่ี
สําคญั ก็คอื หอ งเฟอ งทีไ่ มไ ดปด มิดชิด คงใชค รอบปองกนั ไวแ ตส วนท่เี หน็ วาเปนอนั ตรายเทา นนั้ ซง่ึ
จําเปน ตอ งแกไ ขและผใู ชเ คร่อื งจักรกลเหลา นั้นจะตองระวังอยา งมาก
รปู 13 แสดงหมเู ฟอ งภายในเคร่อื งจกั รทมี่ าของอบุ ตั เิ หตุในการทํางาน
42
5. เครอ่ื งปม ขน้ึ รปู เครื่องจกั รกลชนิดนี้มีอนั ตรายทจ่ี ะตองเอาใจใส คือ
ก. ไมติดต้งั ครอบปอ งกนั ใหม น่ั คง
ข. ปรับระยะครอบปองกันอตั โนมตั ิไมถูกตอ ง
ค. ไมมคี รอบปองกันดานขา งและดานหลงั
6. เคร่อื งจกั รกลเก่ียวกับงานชา งไม จะตดั อวัยวะรางกายในชั่ววินาที ซ่งึ ชา งทกุ คน
ยอมทราบดอี ยแู ลว แตส วนมากก็ยงั อาศยั ความชาํ นาญทีจ่ ะไมตองอาศัยครอบปอ งกัน เหตกุ ารณท ่ีไม
นึกฝน เกดิ ขนึ้ และผชู าํ นาญก็ไมอ าจรูไดล ว งหนา ถงึ สภาพของมันดว ย สภาพเชน วานจ้ี ะเหน็ ไดวา
ครอบปองกันสิง่ จําเปนในการปองกนั อบุ ัติเหตุ
7. เครอื่ งเจาะ จะตอ งยดึ สิ่งที่จะเจาะใหม นั่ คง โดยเฉพาะการเจาะเหลก็ แผนบาง ๆ อันตราย
มาก การหมุนของแผน เหลก็ บาง ๆ มีลักษณะเหมอื นเล่ือยวงเดือนในแนวนอน
รปู 14 แสดงอนั ตรายจากการเจาะ
ชนิ้ งานทจ่ี ับยดึ ไมม น่ั คง
8. หินเจยี ระไน มีอนั ตรายอันอาจกอ อบุ ัติเหตุไดห ลายประการ เชน การประกอบหนิ เจยี ระไน
กับแกนหมนุ ไมไ ดศูนยหรอื ยดึ ไมแ นน , ใชร อบการหมุนสงู ผดิ ปกติไมม ีครอบปอ งกันหรอื ครอบ
ปอ งกันไมแขง็ แรงเพียงพอท่จี ะตานทานแรงเหว่ียงของหนิ เจยี ระไนทแ่ี ตกกระจายออกมา
รูป 15 แสดงอันตรายจากการประกอบ
หินเจียระไนไมม่ันคง
43
กฎความปลอดภยั ในการปฏบิ ตั งิ านกบั เครือ่ งมอื กลทั่วไป
กฎทีส่ าํ คัญมี 6 ขอ คือ
1. จะตองหยุดเคร่อื งทกุ คร้งั เม่ือผปู ฏิบัตไิ มอ ยูค วบคมุ
2. ชางปฏิบัติการตองไมสวมเสอื้ ผารมุ ราม
3. ชางผปู ฏบิ ัตกิ ารเกย่ี วกบั เคร่ืองมอื กลทุกชนดิ ตอ งสวมเครื่องปองกนั อันตรายตอ ดวงตา
4. หา มทิ้งเศษขยะ หรือบว นนาํ้ ลายลงในถงั นํา้ ระบายความรอน หรอื น้าํ ยาหลอเยน็ เพราะ
เปนการทําใหน าํ้ ยาเสอื่ มคณุ ภาพ และเปนการแพรเชอื้ โรค
5. หามปรับแตง หรอื วดั ขนาดช้นิ งานในขณะท่เี คร่อื งมอื กลยงั ทาํ งานอยู
6. ผปู ฏบิ ตั งิ านจะตองใชแ ปรงหรือเคร่ืองมอื พเิ ศษในการกวาดเศษโลหะ
สาเหตสุ ําคญั อยา งหน่งึ ทเี่ ปนผลใหเ กดิ อบุ ตั เิ หตแุ กด วงตา ในการปฏิบตั งิ านเกย่ี วกบั เครื่องมอื กลทุก
ประเภท โดยเฉพาะอยา งยง่ิ เครื่องเจาะกเ็ นือ่ งจากการใชลมกําลังดันสงู เปาเศษโลหะออกจาเครอื่ งกล
หรือออกจากเส้ือผา ซึง่ เปนวธิ ีการปฏบิ ัติทีไ่ มถูกตอง
อยา ใชเคร่อื งจกั รกอนเรยี นรู
ระบบและความปลอดภัยในโรงงาน
1. อยาซอ มเคร่ืองจักรกอนเรยี นรู
เมอ่ื เคร่อื งจกั รเกดิ ชํารดุ ขนึ้ ควรใหชางผชู าํ นาญงานเปนผซู อมแซมเครอ่ื งจกั รนนั้ ไมควร
ทดลองแกเ อง เพราะอาจทําใหเครื่องจักรนน้ั ชํารดุ มากขนึ้ หรอื อาจไดร บั อนั ตรายจากเครือ่ งจักรนนั้ ได
2. อยาถอดการด ปอ งกนั อนั ตราย
อยานาํ เครอื่ งปอ งกันหรอื การด ซึ่งปดครอบสว นทเ่ี คลือ่ นที่ไดของเคร่ืองจักรออก
เวน เสยี แตใ นกรณีทีม่ ีการซอ มแซมหรือปรับเสรจ็ เรียบรอ ยแลว
44
รูป 16 อยา ถอดการด ปองกนั อนั ตราย
3. หมูเฟอง
อบุ ัติเหตเุ กย่ี วกับหมูเฟอง มักจะเนือ่ งมาจากการใชครอบปองกันทีไ่ มถ ูกตอง หรอื การยนื
เขา ไปใกลหอ งเฟอ งซ่ึงเปดท้ิงไว ทส่ี าํ คญั กค็ ือหองเฟอ งท่ไี มไ ดปด มิดชดิ คงใชค รอบปอ งกนั ไวแต
สวนทีเ่ หน็ วา จะเปนอันตรายเทา นั้น เชน สว นทเี่ ฟอ งขบกนั หรอื สว นนอกของฟนเฟองซงึ่ จาํ เปนตอ ง
แกไ ข และผูใ ชเ ครอื่ งจักรเหลา นน้ั จะตองระวงั เปน อยา งมาก
4. การสตารทเครอื่ งจักร
อุบัติภัยท่ีเกิดจากการสตารทเคร่อื งจกั ร โดยไมต ัง้ ใจ ซึ่งสวนมากมกั จะเปน บุคคลอ่นื
ไมใชผปู ฏิบัติงาน การแกไ ขกค็ ือ ชกั ฟวสออกเสยี กอ นปฏบิ ตั ิงานซอมแกไข ใชป า ยเตอื นระวัง
อันตราย ลนั่ กญุ แจสตารท เตอรไมใหใ ครกดหรอื สับสวติ ชไ ด
รปู 17 อนั ตรายจากการไมร ะวังการสตารท เครอ่ื งจกั ร
45
5. การใชผ า คลมุ ผม
สําหรบั ผูปฏบิ ัตงิ านหญงิ จะตองใสห มวก
นริ ภัยทส่ี ามารถปกคลุมผมไดอยางเรยี บรอยมอี ยู
บอยครง้ั ท่อี บุ ตั ิภยั เกดิ ข้นึ เปน บทเรยี น ลดความ
ประมาท อยากลองดขี องผูปฏบิ ตั งิ านหญิงลงได เมื่อ
ปรากฎวาเครือ่ งมอื กลไดถ ลกเอาหนงั ศีรษะติด
ออกไปเปนบางสวน หรอื ตลอดทัง้ ศรี ษะ ในทาํ นอง รูปท่ี 18 อันตรายจากการไม
เดยี วกนั สงิ่ ประดับรา งกายตาง ๆ เชน แหวน กําไล ใชผา คลุมผม
สรอ ยคอ หรอื เครื่องประดบั อ่ืน ๆ ก็ไมควรสวมใส
ขณะทํางาน เพราะสว นทย่ี นื่ ออกมาของช้นิ สว นทเ่ี คลอื่ นไหวไดห รอื หมุนอยูของเครือ่ งมอื กลอาจจะ
ดึงเอาเครือ่ งประดับเหลานเี้ ขาไปพรอ มกบั อวยั วะของรา งกาย
เครอื่ งกลงึ ธรรมดา
เครือ่ งกลงึ ชนดิ นจ้ี ดั เปน เครื่องมือทมี่ ีอนั ตราย นอย แต
ตองใชดวยความสขุ ุมรอบคอบเพอ่ื มใิ หเ กดิ อันตรายได การ
บาดเจ็บจากเครือ่ งมอื ประเภทนี้ เน่อื งมาจาก
1. สมั ผสั หรอื กระทบกับรอยคมของชนิ้ งาน หรอื สวน
ท่ยี ื่นออกมาจากช้ินงาน หนาจาน หวั จบั หรือเหล็กพางาน
โดยเฉพาะอยา งย่งิ สลกั เกลยี วปรบั แตง ตาง ๆ ที่ยืน่ ออกมา
2. การกระเดน็ ของเศษโลหะจากการกลงึ รูปที่ 19 อันตรายจากการท้ิง
3. คนั บงั คบั หยุดของเครือ่ ง ประแจ
4. ใชต ะไบดวยมอื ขวา ใชตะไบโดยไม มดี ามจบั หรือใชม ือจบั กระดาษทรายขดั ชน้ิ งาน แทน
การใชไ มปะกระดาษทราย
5. วดั ขนาดหรอื ความยาวของชน้ิ งาน ในขณะทเ่ี ครอ่ื ง
กาํ ลงั เดนิ อยู
6. พยายามเขยี่ หรอื ปดเศษโลหะ ในขณะท่เี ครื่อง
กําลงั เดนิ อยู
7. สัมผัสหรอื กระทบกับชน้ิ งานทก่ี าํ ลังหมนุ ซึ่งยน่ื
ออกมาจากเครอื่ งกลงึ ประเภทแทนลูกโม หรอื เครือ่ งทาํ
รปู ท่ี 20 อันตรายจากการใชม ือเปลา เกลียว
กวาดเศษเหลก็ 8. ทง้ิ ประแจขนั หวั จบั คาไวทีห่ วั จับ
9. เครอื่ งมอื หมุนมว นเอาเสือ้ ผา ทีร่ ุมรา ม หรอื ผา เชด็
เครอื่ งเขา ไป
46
อนั ตรายจากการใชส วา นเจาะต้ังแทน
- สัมผสั กบั แกนของเครื่อง หรอื กบั ดอกสวา น
- ดอกสวานหัก
- การใชดอกสวา นทีข่ าดความคม (ทอ่ื )
- ถกู กระแทกจากช้นิ งานทีเ่ หวย่ี งหลดุ ออกมาเพราะจับยึดไวไมแ นน
- ชนิ้ สวนของเครือ่ งหมนุ มว นเอาเสนผม หรอื เสอื้ ผาเขา ไป
- ใชมอื เปลา กวาดเอาข้เี หลก็ ออกจากเคร่อื ง
- ลมื ประแจหวั จับหรอื เหล็กสง ไวใ นหัวจบั
การทาํ ความสะอาดดว ยลมเปา
ผปู ฏิบัตงิ านสว นมากชอบใชสายยางลมเปา ทาํ
ความสะอาดฝนุ หรอื ส่งิ สกปรกท่ตี ดิ อยกู ับเส้ือผาหรอื ท่ีผม
ซ่ึงอาจเกิดอนั ตรายตอดวงตาและหไู ด ควรจะหามวิธี
ปฏบิ ตั ิที่ผดิ ๆ เชน นเี้ สยี และจดั หาแปรงหรือเคร่ืองดูดฝุน
ใหใชแ ทน มีวธิ กี ารท่ีปลอดภัยกวา และดกี วาใชลม
รูปท่ี 21 อันตรายจากเศษเหล็ก ในการขจดั เศษโลหะ คอื จดั หาแปรงสาํ หรบั ปดเศษโลหะ
กระเด็นเขาตา ใชแปรงทใี่ ชเ พือ่ วตั ถุประสงคดงั กลาว จะตอ งไมม ีหว ง
ลวดหรอื สิง่ อนื่ ๆ ท่ีมลี กั ษณะเปนหวงอยูท ีป่ ลายของดา ม
จับ เพราะนวิ้ มอื อาจสอดเขา ไปได เปนอนั ตรายตอการท่ีเคร่อื งจกั รอาจหนีบดงึ เกย่ี วเขา ไปพรอ มทง้ั
แปรง
การเปลย่ี นหนา จานแทน กลึง
เนือ่ งจากการทํางานกับเครอื่ งมอื กลเหลา น้ี ตองมี
การยกเปลย่ี นอุปกรณประกอบที่หนัก ๆ หรอื ชนิ้ สวน
เครื่องมือกลที่หนกั เชน หนาจาน หวั จบั เปน ตน ดังนน้ั
ผูปฏบิ ัตงิ านทกุ คนจะตอ งใสร องเทานิรภัยเพือ่ ลดอันตราย
ท่ีจะเกดิ ขึ้นหากของหนัก ๆ เหลา นีห้ ลนทบั เทา
รูปท่ี 22 อนั ตรายจากหนาจานทับเทา
ท่ีไมใสรองเทานริ ภัย
47
การดปอ งกนั อนั ตรายจากเคร่ืองจักร
การปอ งกนั อนั ตรายจากเครอ่ื งจักร หรอื เรียกวา การทาํ การด เครอื่ งจกั ร กค็ อื การออกแบบ
หรือหามาตรการปองกันไมใหม ีอนั ตรายเกดิ ขึ้น การออกแบบการสราง การตดิ ตง้ั และการบาํ รงุ รักษา
การด ทจ่ี ะปองกันจดุ อนั ตรายของเครื่องจกั รนี้ จําเปน ตองเอาใจใสเปนพเิ ศษ อาจถึงขัน้ สูญเสียน้วิ ฝา
มอื หรือแขนก็เปน ได อนั เปน ผลใหผบู าดเจ็บตองพกิ ารไปตลอดชีวติ แตอ ยา งไรกต็ าม เครอื่ งจกั รที่
ไมม กี ารดหรือมแี ตไมเหมาะสมหรอื เพยี งพอ แมวาจะมกี ารใชมาเปน เวลานานแลวกต็ าม แตย ังไมเคย
มีอุบัติภัยเกิดขน้ึ เลย กไ็ มไดห มายความวา เครือ่ งจกั รน้ันจะไมเ ปนอนั ตราย เพยี งแตผ ปู ฏิบตั ิงานอาศยั
ความชาํ นาญหรอื ทํางานดว ยความระมดั ระวังเทา นั้น นบั วา เปน การกระทาํ ที่เสีย่ งอนั ตรายมาก
เนื่องจากพฤติกรรมของคนคอ นขา งจะคาดการณไ ดย ากและหว่นั ไหวแปรเปล่ียนไดต ลอดเวลา แมว า
ผูป ฏิบัตงิ านมคี วามระมดั ระวงั มากเพยี งใดกต็ าม บางคร้งั ก็
อาจพลาดพลั้งได ดังนน้ั จงึ ตอ งมกี ารทําการด เครือ่ งจักรให
ถูกตอ งและเหมาะสมท่สี ุด ลกั ษณะของการดท่ดี ีควรจะมี
ลักษณะดงั นี้
1. ใหก ารปองกันอันตรายต้งั แตตน มอื
2. ใหการปอ งกนั มใิ หสวนของรา งกายเขา ใกลเ ขต
รปู ท่ี 23 การดปองกันมือกอ นแกไข อันตราย
3. ใหค วามสะดวกแกผ ูทาํ งานไดเ ชน เดยี วกบั ท่ี ไมไ ด
ใสการดปองกนั
4. การดท่ีดีควรไมข ัดขวางผลผลติ
5. การดควรเหมาะสมกับงานและเครื่องจกั ร
รูปที่ 24 การดปองกันมอื หลังแกไข 6. การดควรมลี ักษณะติดมากับเครื่อง
7. การดควรงา ยตอ การตรวจซอ มและการเติมนาํ้ มนั
รปู ที่ 25 แทนปมยงั ไมใส 8. การดควรทนทานตอ การใชง านปกติไดด ี และมีการ
การด บาํ รุงรักษานอ ย
การปองกันอนั ตรายสวน
ทเี่ คล่อื นไหวของเครอ่ื งจักรแบบตา ง ๆ นั้น สามารถทาํ ได
โดยการสรางการดปองกันอนั ตรายจากเคร่อื งจกั ร ทั้งน้ี เพือ่
ปอ งกนั ไมใหค นงานตอ งสมั ผสั กบั จดุ ทอ่ี ันตราย ในการ
ติดตงั้ การด นน้ั จะตอ งศึกษาใหด แี ละละเอียดรอบคอบ
เพราะหากติดตัง้ การดไมเหมาะสม แทนทจี่ ะ ปอ งกันไดก ลับเปน จดุ ออนท่ีทาํ ใหเ กดิ อันตรายมาก
ย่ิงขึ้น ดังนนั้ การตดิ ตงั้ การดน้นั จะตองเลอื กใหถกู กบั ลกั ษณะของงาน ปกติสามารถแบง การด
48
ออกเปนชนดิ ใหญ ๆ 5 ชนิด ซ่ึงในการใชน ัน้ อาจเลอื กใชแบบใดแบบหนง่ึ หรือหลายแบบพรอ มกนั ก็
ได
1. การดชนิดตดิ ต้งั อยกู ับที่ ( a Fixed Guard )
2. การดชนิดลอ็ คในตัว ( an Interlocking Guard )
3. การดชนิดปลดคลัตช ( a Trip Guard )
4. การดชนดิ อตั โนมัติ ( an Automatic Guard )
5. การด ชนิดใชม ือ 2 ขา ง ( a Two – hand Control
Device ) กจ็ ะกระทบหรือสมั ผัสกบั ตะแกรง ทาํ ให
รูปที่ 26 เครื่องผสมแปง ใส เครือ่ งจักรหยดุ ทาํ งานทนั ที
การด ชนดิ ปลดคลตั ชน ี้ มีหลกั การทํางานอีก แบบ
การดปด ชนดิ ปลดคลัทซ
หนงึ่ โดยใชล ําแสงแทนตะแกรงหรือกรง ประกอบขน้ึ
เปนฉากมา นกน้ั ระหวา งผูปฏิบตั งิ านกบั จดุ อนั ตรายของ
เคร่ืองจกั ร ลําแสงนอ้ี อกแบบเปน พิเศษ ซง่ึ เมอื่ ใดก็ตามที่
ลําแสงถูกตัดหรอื บดบัง จะทําใหว งจรไฟฟา ทาํ งาน เปน
ผลใหก ลไกหรอื คลตั ชป ลดหรอื แยกตัวออก ทาํ ให
รปู ที่ 27 แทนตัดโลหะแผนไมใสการด เครือ่ งจกั รหยดุ ทาํ งานทนั ที
ตัวอยา งเชน เครอื่ งผสมแปง และเครอ่ื งผสมนาํ้
ยาง เปน ตน การเกดิ อุบตั ภิ ัยจากดามตหี รอื แขนผสม
ของเครอื่ งผสม ข้นึ อยกู บั การหมุนและจงั หวะการตีของ
แขนผสม แขนตนี อ้ี าจจะเกีย่ วเสอ้ื ผาหรอื อวยั วะของ
ผปู ฏิบัติงานเขา ไป กอ ใหเกดิ การบาดเจบ็ หรอื อันตราย
ได การด ท่เี หมาะสําหรบั เคร่ืองจกั รประเภทนี้ คอื การด
ชนดิ ปลดคลตั ช เครอ่ื งจักรจะทาํ งานได ตอ
เม่อื ปดชอ งเปด เรียบรอย และเครอ่ื งจักรจะหยุดทนั ที
รูปที่ 28 แทนตัดโลหะแผนใสการด เมอ่ื ชอ งเปดถกู เปด ออก
ชนดิ ท่ีแบบเปนซี่ ๆ
การดชนดิ อัตโนมตั ิ
การดชนดิ น้ี เปน การดทีอ่ อกแบบเพือ่ ปอ งกันตวั ผปู ฏิบัติงาน โดยจะทําหนาที่ปด มอื หรืออวยั วะ
สวนหนึ่งสว นใดที่อาจจะเปน อันตราย ใหอ อกมาพนจดุ อันตรายของเคร่ืองจกั ร สวนทเี่ คลื่อนท่ไี ดข อง
การด จะถกู ขบั เคล่ือนโดยสว นท่เี คล่อื นที่ไดข องเครอ่ื งจักรนั้น ๆ รปู แบบของการเคลอื่ นไหวของ
การดอาจจะเปน การกวาดจากดานหน่ึงไปอกี ดา นหน่งึ หรือการผลักออกมาขางนอก หรือผลักขนึ้
ขา งบน จากจดุ ปฏิบตั ิงาน หรืออาจจะเปน ลกั ษณะดงึ มอื ผูปฏิบัตงิ านออกจากบรเิ วณอนั ตราย การด