The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jui643, 2022-04-10 00:21:55

นิรภัยการช่าง

นิรภัยการช่าง

Keywords: นิรภัยการช่าง,safe,safety,ปลอดภัยในงาน

149

ภาพท่ี 10.80 เครอ่ื งทดสอบการติดแนน ของพน้ื รองเทา กับสวนหวั รองเทา

ภาพที่ 10.81 เคร่อื งทดสอบการตดิ แนนของพ้นื รองเทา กับสว นของสน รองเทา
วิธีการทดสอบ การติดแนนของพื้นรองเทากับสวนรองเทาทําลักษณะเดียวกับการทดสอบ
สว นหวั รองเทาตางกันที่ใชแรงกดเพิ่มข้ึนถึง 450 นิวตัน ในเวลาประมาณ 3 วินาที เมื่อแรงกดเพิ่มขึ้น
ถึง 450 นิวตัน ใหนํารองเทาตัวอยางออกจากเคร่ืองทดสอบแลวตรวจดูการเคล่ือนถอนของตะปูหรือ
รอยแยกของพ้นื รองเทา จากหนังหนา รองเทา
2.2 การทดสอบความทนนํ้ามันของพ้ืนรองเทา การทดสอบโดยตัดรองเทาหนังนิรภัย
ตัวอยางตรงพ้ืนรองเทามาทําเปนชิ้นทดสอบ ใหมีขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร × 25 มิลลิเมตร × 50
มิลลิเมตร × จํานวน 3 ชิ้น กอนทดสอบใหเนนช้ินทดสอบไวที่อุณหภูมิ 27 ± 2 องศาเซลเซียส
ความชื้นสมั พัทธ รอยละ 65 ± 5 ไมนอยกวา 72 ชวั่ โมง
วิธีการทดสอบ โดยการชั่งชิ้นทดสอบในอากาศใหทราบคาที่แนนอนถึง 0.1 กรัม แลวช่ังใน
น้ํากล่ันท่ีอุณหภูมิ 27 ± 2 องศาเซลเซียส อาจใชเคร่ืองถวงชิ้นทดสอบใหจมนํ้า ซึ่งตองช่ังเคร่ืองถวง

150

ในนํ้ากล่ันดวย จากนั้นซับช้ินทดสอบใหแหงดวยกระดาษกรองหรือผา แลววางในชามแกวบรรจุ
น้ํามันเครื่อง ประเภท 3 ชนิด 40 มีปริมาตรอยางนอย 15 เทา ของช้ินทดสอบ และเพียงพอที่จะทวม
ชิ้นทดสอบ ปลอยไว 22 ชั่วโมง ± 15 นาที ที่อุณหภูมิ 27 ± 2 องศาเซลเซียส โดยไมใหชิ้นทดสอบ
ถกู แสง นาํ ชิ้นทดสอบเช็ดนาํ้ มนั ทต่ี ดิ ตามผวิ และชง่ั ในอากาศทันทแี ละช่ังนา้ํ หนกั ในนํา้ กลนั่

นําคา น้าํ หนกั ที่ไดคาํ นวณหาปรมิ าตรท่เี ปลี่ยนแปลงไปเปนรอ ยละ
จากสตู รปรมิ าตรที่เปลยี่ นแปลง
(น้ําหนักในอากาศหลังแชน าํ้ มนั – นา้ํ หนักในนํา้ หรือแชนํ้ามนั ) + (น้าํ หนกั ในอากาศ – นา้ํ หนกั ในน้าํ ) × 100

นํ้าหนกั ในอากาศ – น้ําหนักในน้าํ

ปริมาตราทีเ่ ปลย่ี นแปลงโดยเฉลี่ยตอ งไมเกนิ รอยละ ± 10
2.3 การทดสอบความทนแรงกระแทก เคร่ืองมือและอุปกรณประกอบดวย เคร่ืองปลอย
ตุมเหล็กหนัก 20 ± 0.2 กิโลกรัม ใหตกลงมาตามราง มีปลายกระแทกประกอบดวยล่ิมฉากยาง
60 มิลลิเมตร ตรงปลายมนขนานกับฐานของเคร่ืองทดสอบ ซึ่งเปนไมหนา 75 ± 5 มิลลิเมตร กวาง
และยาวไมน อยกวา 350 และ 1,100 มิลลิเมตร ฐานจะรองรบั และยึดแผนเหลก็ หนา 50 ± 5 มิลลิเมตร
ยดึ รางกง่ิ ไว มเี ครอ่ื งจับลูกตมุ เหล็กใหก ระแทกสว นหนาของรองเทานิรภัยตวั อยางเพียงครั้งเดียว มีดิน
น้ํามันรูปทรงกระบอกตัน เสนผาศูนยกลาง 25 มิลลิเมตร สูง 30 มิลลิเมตร และมีอุปกรณยึด
ชิน้ ทดสอบ
วิธีการทดสอบ นํารองเทานิรภัยตัวอยางที่จะใชทดสอบตัดเอาเฉพาะสวนหนาของรองเทา มี
ระยะหางจากขอบหลงั ของเหลก็ หัวบัว 30 มิลลิเมตร ยดึ ชิ้นทดสอบใหแ นนดวยอปุ กรณย ดึ ชิ้นทดสอบ
วางดินนํ้ามันไวภายในช้ินทดสอบ โดยใหจุดก่ึงกลางของดินนํ้ามันอยูบนแนวทางการทดสอบ และ
ดา นหลงั สุดอยูตรงในแนวดง่ิ กับขอบหลงั ของเหล็กหัวบวั ดงั ภาพท่ี 10.82 ปลอยลกู ตุมเหลก็ ยกระดับสงู

ภาพที่ 10.82 ตาํ แหนงการวางดนิ นาํ้ มนั

151
ท่ีกําหนดสําหรบั รองเทา นริ ภัยแตล ะชนดิ ใหเกดิ แรงกระแทกบนชน้ิ ทดสอบ

ชนิด 40 จากระดบั ความสงู 200 มลิ ลเิ มตร
ชนิด 65 จากระดบั ความสงู 325 มลิ ลเิ มตร
ชนิด 100 จากระดบั ความสงู 500 มลิ ลิเมตร
ชนิด 200 จากระดบั ความสงู 1,020 มลิ ลิเมตร
วัดความสูงของดินนํ้ามันท่ีระยะ 10 มิลลิเมตร จากขอบหลังของเหล็กหัวบัว ความสูงของดินนํ้ามัน
โดยเฉลี่ยตองไมนอยกวา 13.75 มิลลิเมตร โดยความสูงของดินน้ํามันแตละตัวตองไมนอยกวา
13.5 มิลลิเมตร
2.4 การทดสอบความทนแรงแทงทะลุของแผนโลหะ เครื่องมือประกอบดวยเครื่องทดสอบ
แรงดึงที่สามารถวัดคาไดถึง 2,000 นิวตัน พรอมดวยอุปกรณทดสอบแรงดัน ตะปูเหล็กกลาปลายตัด
ดังภาพที่ 10.83 และทย่ี ดึ ชน้ิ ทดสอบและตะปู ดงั ภาพท่ี 10.84

ภาพที่ 10.83 ปลายตะปู

ภาพที่ 10.84 อปุ กรณทดสอบความทนแรงแทงทะลุ

152

ช้ินทดสอบใหใชแผนโลหะที่ตัดจากรองเทานิรภัยตัวอยางซ่ึงไมมียางหรือวัสดุอ่ืนติดอยู
ทดสอบขางละ 4 ตําแหนง ยึดชิ้นทดสอบไวระหวางแผนแข็ง 2 แผน ดังในภาพที่ 10.84 ยึดโลหะ
ประกบ 2 แผน ไวระหวางมือยึดของอุปกรณทดสอบแรงอัดซ่ึงประกอบอยูกับเคร่ืองทดสอบแรงดึง
แลวเดินเครื่องดวยความเร็วที่ทําใหเกิดอัตราการแทงทะลุของตะปูระหวาง 7 มิลลิเมตร ถึง 13
มิลลิเมตรตอนาที บันทึกคาแรงแทงทะลุเมื่อแรงแทงทะลุถึงคาสูงสุดแลว ท้ังนี้ตองไมใหตะปูแทง
ทะลุชน้ิ ทดสอบกับสวนปลายตะปู แรงแทงทะลุเฉลย่ี ตอ งไมน อ ยกวา 1,200 นวิ ตัน

2.5 การทดสอบความตานทานไฟฟาของพื้นรองเทา การเตรียมตัวอยาง ดวยการทําความ
สะอาดผิวนอกของพื้นรองเทาหนังนิรภัยตัวอยางดวยแอลกอฮอลเพื่อขจัดสารเคลือบนําไฟฟาใด ๆ ท่ี
อาจติดอยูท าแลกเกอรน ําไฟฟาขนผวิ นอกของพื้นรองเทา ดังภาพที่ 10.85 นํารองเทาตัวอยางไปปรับภาวะ
ที่อุณหภูมิ 27 ± 2 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธรอยละ 65 ± 5 เปนเวลา 7 วัน วางรองเทาตัวอยาง
ที่บรรจุลูกปนโลหะไวขางในลงบนหมุดสัมพัทธโลหะ ดังภาพท่ี 10.86 โดยใหสวนสนรองเทาอยูบน
หมุดเด่ียวและสวนหนาของรองเทาอยูบนหมุดคู ความตานทานไฟฟาของอิเล็กโทรดภายนอก
วัดระหวางหมุดคูและหมุดเดียว ตองไมเกิน 1,000 โอหม สวนความตานทานไฟฟาของอิเล็กโทรด
ภายในทีว่ ดั ระหวางตัวนําโลหะกับสวนใดสว นหน่ึงของลกู ปน โลหะ ตอ งไมเกนิ 1,000 โอหม

วิธีทดสอบ ปลอยไฟฟากระแสตรงแรงดัน 100 โวลต เขาระหวางอิเล็กโทรด ภายในกับหมุด
สัมผัสและอิเล็กโทรดภายนอก โดยที่อิเล็กโทรดภายในเปนขั้วลบวัดความตานทานไฟฟาเปนโอหม
หลังจากปลอยไฟฟากระแสตรงเขาไป 10 นาที ความตานทานไฟฟาเฉลี่ยตองไมนอยกวา
150,000 โอหม

153

รูปแสดงอเิ ล็กโทรดภายนอก

บทท่ี 5

เครอื่ งหมาย/ สญั ลักษณ/ สเี กี่ยวกบั ความปลอดภยั

สคี ือคลนื่ ไฟฟาชนิดหนง่ึ แตล ะสจี ะมคี วามยาวคลื่นแตกตา งกนั แสงสีปฐมภมู ิมี 3 สี คือ แดง
เขยี ว และนาํ้ เงนิ สวนสอี ืน่ ๆ ที่ประสาทตาของมนษุ ยส ามารถเห็นไดน นั้ คอื การรวมกนั ของสปี ฐมภูมิ
ในขนาดตา ง ๆ กนั และเมอ่ื แสงสปี ฐมภมู ิทงั้ 3 รวมกนั ในปริมาณเทา ๆ กัน จะเกดิ แสงสีขาว (White
Light) ขึน้

อทิ ธพิ ลของสีตอจติ ใจมนุษย
นกั นิยมธรรมชาติรกู นั มานานแลววา สัตวหลายชนิดสอ่ื สารกันดวยสบี นตัวของมัน ปลาเขตรอน

ที่มีสีสันสดสวยจะรับการเปล่ียนแปลงของสีบนปลาตัวอ่ืน ๆ ไดอยางรวดเร็ว ลูกปลาบางชนิดจะ
เคล่อื นไหวเขา หาวัตถทุ ี่มรี ปู รางและสีคลายพอแมของมนั เมื่อมอี ันตราย สตั วบ างชนิดก็จะเปลี่ยนแปลง
สีบนตัวของมนั โดยสัญชาตญาณเม่อื เขาใกลส ัตวอ่ืน

มนุษยเรามักคิดวาเราพัฒนาไปเหนือกวาสัญชาตญาณของสัตวเชนนั้นแลว เราจะมีการ
ตอบสนองทันทีทนั ใด ท้ังทางรา งการและจิตใจ แบบอัตโนมตั เิ ม่ือเหน็ สีเทานั้นหรอื ?

ผูชายจะเขาเก้ียวพาราสีหรือจับคูทันทีที่เห็น ผูหญิงแกมและริมฝปากสีแดงเรื่อข้ึนดวยความอาย
อันเปนสัญญาณที่ชดั เจนวาเธอกาํ ลังมกี ารสบู ฉีดของเลือดแรงขึ้นและมีการเปล่ียนแปลงทางอารมณ...
กระนัน้ หรือ ?

แมจะยังไมมีใครยืนยันวามีสัญชาตญาณแบบนี้ในมนุษย แตการท่ีสตรีชาวอิยิปตโบราณรูจัก
การทาปากใหเ ปนสแี ดงอยางกวา งขวางน้นั ก็อาจเนือ่ งมาจากคนโบราณไดต้ังขอสังเกตในเรื่องนี้ และ
รูจักใชสีในการกระตุนความรูสึกตามธรรมชาติของผูชายได อยางไรก็ตาม มีหลักฐานหลายอยางท่ี
สนบั สนุนวา คนเราไมไ ดเ ห็นสเี พียงแตต าเทาน้ัน จิตใจ ก็มีการรับรูและตอบสนองตอสีดวย สีแตละสี
ทําใหเกิดความรูสึกจําเพาะบางอยางในจิตใจของคน นักจิตวิทยาชาวสวิสกลาววา สีฟา ทําใหเกิด
ความรูส ึกสนั โดษและสงบสันติ สฟี า ถูกใชกนั มากในสัญลกั ษณของธนาคารและบริษัทผลิตรถยนต สี
แดง กระตุนใหเกิดพลัง อํานาจ และความตองการเอาชนะ สีแดงเปนสีที่บริษัทผลิตนํ้าอัดลม บุหรี่
เลือกใชก นั มาก เปน ตน นอกจากน้ี เขายงั พบวาเด็ก ๆ จะชอบสีทส่ี ด ๆ ซึง่ สามารถกระตุนอารมณไดอยาง
รวดเรว็ สว นผูใ หญจะชอบสีทอี่ อ นกวา

สแี ละแสงยังมผี ลตอ การเปลีย่ นแปลงของรา งกายของส่ิงมชี วี ติ หลายอยา ง ซึ่งมีหลักฐานแสดง
ไดจากหองปฏิบัติการ เปนตนวาหนูที่ถูกแยกเล้ียงในหองท่ีใชแสงแตละสี จะมีการเจริญเติบโตของ
อวัยวะตา ง ๆ เร็วไมเ ทา กัน หนทู ่ีเลี้ยงในหองแสงสีเขียวจะไมคอยกระฉับกระเฉง และหนูในหองแสง
สแี ดงจะกระฉบั กระเฉงทส่ี ุด

155

แสงสีแดงเพียงวูบเดียวจะเปล่ียนตารางเวลาการดําเนินชีวิตภายในเซลของสาหรายได นกท่ี
ถูกกระตุนดวยแสงเชนเดียวกันน้ี แตเปนเวลานาน จะมีแรงผลักดันในการผสมพันธมากขึ้น และหนู
จะมรี ะดบั ฮอรโ มนในเลือดสงู ข้นึ คนทชี่ อบแสงวูบวาบในดิสโกเธคจงึ ควรระวงั มีผลกระทบเชนกัน

นักวทิ ยาศาสตรโ ซเวียต พบวา คนทที่ าํ งานภายใตแสงสีแดงจะมีปฏิกิริยาตอบสนองตอส่ิงเรา
ไวข้ึน แตประสิทธิภาพในการทํางานกลับลดลงอยางมาก นักวิทยาศาสตรโซเวียต และญี่ปุนพบวา
แสงสแี ดงสามารถเปลีย่ นลักษณะคล่ืนไฟฟา ของสมองใหผิดไปจากเดิมดวย

จากรายงานการวิจัยพบวา สีของวัสดุในงานผลิตที่ใกลเคียงกับสีของชิ้นสวนเครื่องจักร
ผูควบคมุ ตอ งใชแ สงมาก เพราะจะตองแยกวสั ดอุ อกจากกลไกลของเครอื่ งจกั ร ไมเพยี งแตดวงตาเทานั้น
ทอ่ี อนลา แตจ ะเกยี่ วของไปถึงกลา มเนอื้ ประสาท จะเกดิ ความออ นลา ทางกาย จะรูสึกออนเพลียตลอดเวลา
ความจาํ เสอื่ ม มกั จะปวดศีรษะบอย ไมสบายใจ บางรายอาจมอี าการทางประสาท และกระทบถงึ ระบบ
ยอยอาหารได

สีมีอิทธพิ ลตอการลวงตาและเกดิ การรับรทู ่ีผิดพลาดสามารถลวงขนาดท่ีแทจ ริง เชน สีอาจทาํ
ใหหอ งสีเ่ หลีย่ มดยู าวขน้ึ หรอื ทําใหห อ งทด่ี ูแคบดกู วางขนึ้ กวา ทเี่ ปนจรงิ และในทํานองเดียวกันทําให
รูสกึ เหมือนวา เพดานหองดูสงู ขนึ้ หรอื ต่ําลง สีออน ๆ ทําใหส่งิ ของดเู บาลง สเี ขมทําใหสิ่งของดูหนกั ข้นึ
สีทําใหว ัสดดุ เู ดนขน้ึ มา

สจี ากธรรมชาติกย็ งั ใชเ ปนประโยชนสาํ หรบั การพรางตาของสตั ว เพอื่ ปกปอ งชีวติ ของมัน
จากอันตรายตา ง ๆ

ขอดขี องสีเก่ยี วกับเรื่องความปลอดภยั
1. ทาํ ใหชิน้ งานสวยงาม
2. งายตอการดแู ลและการบาํ รงุ รักษา
3. ทําใหส ภาพจติ ใจและสภาพแวดลอมดีขน้ึ
4. ชวยใหเ กดิ ขอ เปรยี บเทยี บ
5. เปน จุดทจี่ ะเนน ใหเ หน็ ถึงอนั ตราย

สีและรปู แบบของเคร่ืองหมายเพอ่ื ความปลอดภยั ตามมาตรฐานผลติ ภณั ฑอตุ สาหกรรม
ปจ จุบันสีและเครอื่ งหมายเพื่อความปลอดภัย มีความสําคญั และเกย่ี วของกับชีวติ ประจําวันมาก

มีใชกันทั่วไป สวนมากจะมีลักษณะเปนภาพสีที่ดูเขาใจงาย และอาจมีถอยคําขยายความเพียงเล็กนอย
ใหพึงปฏิบัติหรือละเวนการปฏิบัติ หรือแสดงการเตือนอันตรายท่ีจะเกิดกับสุขภาพรางกาย ดังนั้น
เพื่อใหเขาใจความหมายของสีและเคร่ืองหมายตาง ๆ ในระบบเดียวกันและเปนที่ยอมรับของสากล
สํานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม จึงกําหนดมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม สีและ
เคร่ืองหมายเพอ่ื ความปลอดภยั ขนึ้ โดยอาศยั เอกสารตอไปนี้ประกอบการพจิ ารณา

ISD 3864-1984 156
BS 5378: Part 1:1980
BS 5378: Part 2:1980 Safety colours and safety signs
Safety signs and colours
BS 5378: Part 3:1982 Part 1 specification for colour and design
Safety signs and colours
Part 2 specification for colorimetric and photometric
properties of materials
Safety signs and colours
Part 3 specification for additional sings to those given in BS
5378:Part 1

157

มาตรฐานผลติ ภัณฑอตุ สาหกรรม
สีและเครอื่ งหมายเพ่ือความปลอดภยั

เลม 1 สีและรูปแบบ

1. ขอบขา ย
มาตรฐานผลิตภณั ฑอ ตุ สาหกรรมฉบับนก้ี าํ หนดสีเพื่อความปลอดภัย รปู แบบของเครื่องหมาย

เพื่อความปลอดภัย เครื่องหมายเสริม และขนาดของเคร่ืองหมายและตัวอักษรของสีและเครื่องหมาย
เพอ่ื ความปลอดภัย ท่ีใชสือ่ ความหมายตา ง ๆ แทนการใชขอ ความเพือ่ จุดประสงคในการเตือนภัย หรือ
ใหค าํ แนะนําในการปองกันอุบัติภัยท่ีจะเกิดข้ึนกับบุคคลท่ัวไป ท้ังนี้ไมรวมถึงเครื่องหมายท่ีใชในการ
ควบคุมการจราจร

2. บทนิยาม
ความหมายของคาํ ศพั ทท ่ใี ชในมาตรฐานผลติ ภณั ฑฉ บบั นี้ มีดงั ตอ ไปน้ี
2.1 สเี พือ่ ความปลอดภัย หมายถึง สีทีก่ าํ หนดในการสื่อความหมายเพือ่ ความปลอดภัย
2.2 เครื่องหมายเพื่อความปลอดภัย หมายถึง เครื่องหมายท่ีใชส่ือความหมายเกี่ยวกับความ
ปลอดภยั โดยมสี ี รปู แบบ และสัญลักษณภ าพหรือขอความแสดงความหมายโดยเฉพาะเพือ่
ความปลอดภยั
2.3 เครื่องหมายเสริม หมายถึง เครื่องหมายที่ใชส่ือความหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยโดยมีสี
รปู แบบ และขอ ความเพ่ือใชรวมกับเคร่ืองหมายเพื่อความปลอดภยั ในกรณีที่จําเปน

3. สีเพอื่ ความปลอดภัย
3.1 สเี พ่อื ความปลอดภัยและสีตัดใหเ ปน ไปตามตารางที่ 1
3.2 สมบัติทางสีและแสง ของวัสดุที่ทําใหเกิดสีตาง ๆ ใหเปนไปตามมาตรฐาน
ผลิตภัณฑอุตสาหกรรม สีและเครื่องหมายเพื่อความปลอด เลม 2 สมบัติทางสีและแสง
ของวัสดุ มาตรฐานเลขท่ี มอก.635 เลม 2
3.3 ตวั อยางการใชส เี พ่ือความปลอดภยั และสีตดั เพื่อเตือนภัยอันตราย การใชสีเพ่ือความปลอดภัย
สีเหลืองและสีตัดสีดํา ดังตัวอยางในรูปท่ี 1 โดยทั่วไปจะใชสําหรับบริเวณหรือสถานที่ท่ีอาจ
มีอนั ตรายช่วั คราวหรอื ถาวร เชน
1. สถานทที่ อี่ าจมภี ยั อนั ตรายจากการชน การตกหลน การสะดดุ หรอื อาจมขี องตกหลน จากทสี่ ูง
2. สถานทที่ เี่ ปนขนั้ บันได หรอื มหี ลมุ บอ เปนตน

158

ตารางที่ 1 สีเพ่ือความปลอดภยั และสีตดั

(ขอ 3.1 และขอ 5.2)

สีเพอ่ื ความ ความหมาย ตัวอยา งการใชง าน สตี ัด

ปลอดภยั

สีแดง1) - หยดุ - เครอื่ งหมายหยุด สีขาว

- เคร่อื งหมายอุปกรณห ยุดฉกุ เฉิน

- เครื่องหมายหาม

สเี หลอื ง - ระวงั - ชบ้ี ง วามอี ันตราย (เชน ไฟ, วตั ถรุ ะเบดิ , สดี ํา

- มีอนั ตราย กัมมนั ตภาพรงั สี, วัตถมุ ีพษิ และอ่นื ๆ)

- ชบี้ ง ถงึ อนั ตราย, ทางผานทีม่ ีอนั ตราย,

เคร่ืองกีดขวาง2)

- เคร่อื งหมายเตอื น

สฟี า - บังคับใหต อ งปฏบิ ัติ - บงั คับใหต องสวมเครอ่ื งปองกันสว นบคุ คล สีขาว

- เคร่ืองหมายบังคับ

สีเขียว - แสดงภาวะปลอดภยั - ทางหนี สขี าว

- ทางออกฉุกเฉนิ

- ฝกบัวชําระลา งฉุกเฉิน

- หนว ยปฐมพยาบาล

- หนว ยกูภยั

- เคร่อื งหมายสารนเิ ทศแสดงภาวะปลอดภยั

หมายเหตุ 1) สีแดงยังใชสําหรับอุปกรณเกี่ยวกับการปองกันอัคคีภัย อุปกรณดับเพลิงและตาํ แหนง

ท่ีต้ังอีกดว ย

2) อาจใชแดงสม วาวแสงแทนได แตไ มใ หใ ชแ ทนสเี หลืองกบั เครอ่ื งหมายเพ่ือความปลอดภัย

ตามตารางท่ี 2 สีแดงสมวาวแสงน้ีมองเหน็ เดน โดยเฉพาะอยางยงิ่ ในภาวะที่มืดมวั

รปู ท่ี 1 ตัวอยางการใชส ีเพ่อื ความปลอดภยั และสตี ัด
(ขอ 3.3)

หมายเหตุ พน้ื ท่สี ีเหลอื งตอ งมอี ยา งนอ ยรอยละ 50 ของพนื้ ทท่ี ัง้ หมดของเครอ่ื งหมาย

159

4. รปู แบบของเครือ่ งหมายเพื่อความปลอดภยั
4.1 รูปแบบของเคร่ืองหมายเพ่ือความปลอดภัยและสีที่ใช แบงเปน 4 ประเภท ตาม
จดุ ประสงคข องการแสดงความหมายตามตารางที่ 2
4.2 ใหแสดงสัญลักษณภาพไวตรงกลางของเครื่องหมายโดยไมทับแถบ
ขวางสาํ หรับเคร่ืองหมายหาม
4.3 ในกรณีที่ไมมีสัญลักษณภาพท่ีเหมาะสมสําหรับส่ือความหมายตามที่ตองการ ใหใช
เคร่ืองหมายทั่วไปสําหรับเคร่ืองหมายเพ่ือความปลอดภัยแตละประเภท (ดูในภาคผนวก
ก.) รว มกันเคร่ืองหมายเสรมิ

ตารางท่ี 2 รูปแบบของเครอ่ื งหมายเพื่อความปลอดภยั (ขอ 4.1)

ประเภท รปู แบบ สที ่ใี ช หมายเหตุ

เครือ่ งหมายหา ม สพี นื้ :สขี าว - พื้นท่ขี องสแี ดงตอ งมี อยาง
เครอ่ื งหมายเตือน
เคร่ืองหมายบงั คับ สีของแถบตามขอบของ นอยรอยละ 35 ของ พ้นื ทีท่ ง้ั หมด

วงกลมและแถบขวาง:สีแดง ของเครอ่ื งหมาย

สีพ้ืน : สีเหลือง -พืน้ ท่ขี องสเี หลอื งตองมี อยางนอย
สขี องแถบตามขอบ : สีดํา รอ ยละ50ของพน้ื ที่ ท้งั หมดของ
สขี องสญั ลกั ษณ : สดี าํ เคร่ืองหมาย

สีพื้น : สฟี า -พนื้ ทขี่ องสีฟา ตองมี อยางนอ ยรอยละ
สขี องสัญลักษณภาพ : สี 50ของพน้ื ทที่ ้ังหมดของเคร่ืองหมาย
ขาว

เคร่อื งหมายสารนเิ ทศ สพี ้นื : สเี ขียว -พื้นที่ของสีเขียวตองมี อยางนอย
เกีย่ วกับภาวะปลอดภัย สีของสัญลักษณภาพ : สี รอยละ 50 ของพื้นที่ทั้งหมดของ
ขาว เคร่ืองหมาย
-อาจใชรูปแบบเปนสี่เหลี่ยมผืนผา
ได

5. เครื่องหมายเสริม
5.1 รูปแบบของเครื่องหมายเสรมิ เปน สเี่ หลี่ยมผนื ผา หรือสี่เหลยี่ มจตั รุ ัส
5.2 สพี นื้ ใหใ ชสีเดียวกบั สีพนื้ ความปลอดภยั และสขี องขอความใหใ ชสีตดั ดงั กาํ หนดไวใ น
ตารางที่ 1 หรอื สพี ื้นใหใ ชส ีขาวและสีของขอความใหใ ชส ีดํา
5.3 ตวั อกั ษรทใี่ ชใ นขอ ความ

160

5.3.1 ชอ งไฟระหวางตวั อกั ษรตอ งไมแตกตางกนั มากกวารอยละ 10
5.3.2 ลกั ษณะของตวั อักษรตองดเู รียบงา ย ไมเขยี นแรงเงาหรอื ลวดลาย
5.3.3 ความกวางของตวั อักษรตองไมนอ ยกวารอ ยละ 70 ของความสงู ของตวั อักษร
5.4 ใหแ สดงเครอ่ื งหมายเสรมิ ไวใตเครอื่ งหมายเพื่อความปลอดภยั ดังตัวอยางในรูปท่ี 2

เคร่ืองหมายเพ่ือความปลอดภัย

เครอ่ื งหมายเสริม

รปู ท่ี 2 ตวั อยา งการแสดงเคร่อื งหมายเสรมิ
(ขอ 5.4)

6. ขนาดของเครอื่ งหมายเพ่อื ความปลอดภยั และตวั อกั ษร
6.1 ขนาดของเครือ่ งหมายเพ่อื ความปลอดภยั และตัวอกั ษรทใี่ ชใ นเครื่องหมายเสริม กําหนดไว

เปนแนวทางตามตารางที่ 3
ตารางท่ี 3 ขนาดของเครอ่ื งหมายและตวั อกั ษร
(ขอ 6.1)

161

ความสูงของแผน เสน ผาศูนยก ลางหรือความสูง ความสูงของตวั อักษร
เคร่อื งหมาย (a) ของเครอ่ื งหมาย (b) ในเคร่ืองหมายเสรมิ
60
75 80 5.0
100 120 6.6
150 180 10.0
225 240 15.0
300 480 20.0
600 600 40.0
750 720 50.0
900 960 60.0
1,200 80.0

162

ภาคผนวก ก.
ตัวอยางเคร่อื งหมายเพอ่ื ความปลอดภยั และความหมาย
ก.1 เครอ่ื งหมายหาม

หมายเลข เครอื่ งหมายหาม ความหมาย
ก. 1.1
หา มทัว่ ไป

(general prohibition)

ก. 1.2 หามสูบบหุ ร่ี

( no smoking )

ก. 1.3 หามจดุ ไฟหรอื สบู บหุ รี่

( smoking and make
flames prohibition )

ก. 1.4 หามคนเดนิ ผาน

( pedestrians
prohibition )

163

หมายเลข เคร่อื งหมายหาม ความหมาย
ก. 1.5 หา มใชน้าํ ดบั ไฟ
ข. 1.6
( do not extinguist with
ค. 1.7 water
ง. 1.8
หา มใชน ้ําด่ืม

( not drinking water )

หามใชบนั ได

( do not use ladder )

หา มเดินเครอื่ ง

( do not operate )

164

เครอ่ื งหมายเตอื น เครื่องหมายหาม ความหมาย
หมายเลข เตอื นท่วั ไป

( ก. 2.1 ( general hazard )

ก. 2.2 ระวงั อันตรายจากไฟ

ก. 2.3 ( caution. risk of fire )

(ระcวaงัuอtันioตnร.ายRจiาsกkกาoรfระeเxบpดิ losion )

ก. 2.4 ระวงั อันตรายจากวตั ถุมีพิษ

( caution. toxic hazard )

ก. 2.5 (ระCวaงั uอtนั ioตnรา.ยCจาoกrสrาoรsกivัดeกรอ น
substance)

ก. 2.6 ระวงั อันตรายจากการแผรงั สี

( Caution. Risk of ionizing
radiation)

ก. 2.7 ระวังอนั ตรายจากการแผรังสี
ท่ไี มท ําใหเกดิ การแตกตัวเปน ไอออน

( Caution. Non- ionizing
Radiation

ก. 2.8 ระวงั อนั ตรายจากของตกจากทส่ี ูง

หมายเลข 165 ความหมาย
ก. 2.9 เครื่องหมายเตอื น
ก. 2.10 ระวงั อนั ตรายจากรถโรงงาน
ก. 2.11
ก. 2.12 ( caution. industrial trucks )
ก. 2.13
ระวงั อันตรายจากไฟฟา ช็อต
ก. 2.14
ก. 2.15 ( caution. risk of electric
shock )

ระวังอนั ตรายจากลําแสงเรเซอร

( caution. laser beam )

ระวงั อันตรายจากสนุ ัข

( caution. guard dog )

ระวงั หลังคาแตกหักงา ย

( caution fragile roof )

ระวังศีรษะกระแทก

( caution. overhead hazard
( fixed harzard ))

ร(ะhcวaeงัiugจthําioกtnดั ).ควliาmมสitงูed overhead

หมายเหตุ การจํากัดความสงู อาจจะแสดง
ได ดังในรูป หรือแสดงไวในเครื่องหมาย
เสริมกไ็ ด

หมายเลข 166 ความหมาย
ก. 2.16 เครอื่ งหมายหา ม
ระวงั สะดุด
ก. 2.17
( caution. trip hazard )
ก. 2.18
ก. 2.19 ระวงั พื้นลนื่

ก. 3 เคร่อื งหมายบงั คับ ( caution. slipperly surface )
หมายเลข
ระวงั สนามแมเ หล็กความเขมสงู
ก. 3.1
( caution. strong magnetic
ก. 3.2
field )
ก. 3.3
ระวังอันตรายจากเชอ้ื โรค
ก. 3.4
( caution. biological hazard )

เครือ่ งหมายหา ม ความหมาย
บังคับท่วั ไป

( general mandatory sign )

ตองสรวมเครอื่ งปองกันตา

( eye protection must be
worn )

ตองสรวมเครอ่ื งปอ งกนั ศีรษะ

( head protection must be
worn )

ตอ งสรวมเครอื่ งปองกนั เสยี ง

( hearing protection must be
worn )

หมายเลข 167 ความหมาย
ก. 3.5 เครื่องหมายหา ม ตอ งสรวมหนา กากปองกนั ระบบ
ก. 3.6
ก. 3.7 หายใจ ( respiratory protection
must be worn )
ก. 3.8
ตองสรวมเครอ่ื งปอ งกนั เทา
ก. 3.9
ก. 3.10 ( foot protection must be
ก. 3.11 worn )
ก. 3.12
ตอ งสรวมเครอื่ งปอ งกันมือ

( hand protection must be
worn )

ตองสรวมกระบังปอ งกนั ในหนา

( were face shield )

ใหใ ชแตร

( sound horn )

ใหลางมือ

( wash hand )

ใหใชทีบ่ งั ปกปอ งชนดิ ปรับได

( use adjustable guard )

ตองใสก ญุ แจตลอดเวลา

( keep locked )

168

ก. 4 เคร่ืองหมายสารนิเทศเกี่ยวกับความปลอดภยั

หมายเลข เคร่ืองหมายสารนเิ ทศ ความหมาย
เก่ียวกับความปลอดภยั
สารนิเทศทัว่ ไป
ก. 4.1
( general safe condition )

ก. 4.2 หนวยปฐมพยาบาล

( first aid )

บอกทิศทาง

ก. 4.3 ( indication of direction )

ก. 4.4 ทลี่ างตาฉกุ เฉนิ
(
( emergency eye wash )

ก.4.5 โทรศัพทฉ กุ เฉนิ

( emergency telephone )

ก. 4.6 ปุม กดสําหรับหยุดฉุกเฉนิ

( emergency stop push -

button )

ก. 4.7 ฝกบัวสาํ หรับชําระลา งฉกุ เฉนิ

( emergency shower )

169
ภาคผนวก ข.
ขอ แนะนําในการเลือกและการใชเครือ่ งหมายเพ่อื ความปลอดภยั
ข.1 การใชเคร่อื งหมายเพอื่ ความปลอดภยั รว มกับเคร่ืองหมายเสรมิ ในกรณีทไี่ มมเี ครอ่ื งหมายที่
ใชส ัญลกั ษณภ าพตามทแี่ สดงในภาคผนวก ก.
ข.1.1 ใชสัญลักษณภาพท่ีเหมาะสม ที่ดูแลวเขาใจมากที่สุด ไมตองแสดงรายละเอียดใน
สญั ลักษณภ าพที่ไมจ าํ เปน ตอทีไ่ มจ ําเปน ตอ การส่ือความหมายแตอาจใชเคร่อื งหมายเสริมดวย
ถา จําเปน
ข.1.2 ใชเคร่ืองหมายท่ัวไปสําหรับเคร่ืองหมายเพื่อความปลอดภัยแตละประเภทรวมกับ
เคร่ืองหมายเสรมิ ดงั ตวั อยา งในรปู ท่ี ข.1

รปู ที่ ข.1 เคร่อื งหมายเพือ่ ความปลอดภัย
(ขอ ข.1.2)

ข.2 การใชเครอื่ งหมายเพ่ือความปลอดภัย เพือ่ จดุ ประสงคใ นการส่ือความหมายมากกวา 1 ความหมาย
ข.2.1 ไมค วรสอื่ ความหมายโดยใชเ ครื่องหมายเพอ่ื ความปลอดภยั รว มกบั เครอื่ งหมายเสรมิ ท่มี ี
ขอความส่ือความหมาย 2 ประการ ดังน้ี

170

ถา ตอ งใชเครื่องหมายรว มกบั ขอความเพื่ออธิบายขอ ความเก่ยี วกับประกาศเตอื น ไมค วรใชเ ครื่องหมายดงั น้ี

171
ควรใชเครือ่ งหมายแยกเปน 2 เครื่องหมาย ดงั น้ี

172
ข.3 การใชเครื่องหมายเพ่ือความปลอดภัยสาํ หรับเงื่อนไขที่แตกตางกัน เมื่อตองการใชเคร่ืองหมาย

เพ่ือความปลอดภัยท่แี สดงไวในภาคผนวก ก. เพ่ือแสดงความหมายสําหรับเง่ือนไขท่ีแตกตาง
ออกไป แตการส่ือความหมายยังเหมือนเดิม ใหใชสัญลักษณภาพน้ันรวมกับเคร่ืองหมายเสริม
ท่ีใชถ อยคําแตกตางออกไป เชน
ตัวอยา งท่ี ข.1

ตวั อยา งท่ี ข.2

บทท่ี 6

การปฐมพยาบาลเบ้อื งตน

การปฐมพยาบาลบาดแผล
บาดแผลแบงออกเปน 2 ชนิดใหญ ๆ คอื แผลชาํ้ และแผลแยก วิธีการปฐมพยาบาลจะแตกตา งกนั
การปฐมพยาบาลแผลชํ้าตองประคบบริเวณแผลดวยความเย็นประมาณ 30 นาที แลวพันผาใหแนน
พอสมควรจัดทําใหบริเวณแผลช้ําอยูน่ิง ๆ 24 ชั่วโมง หลังจากน้ันประคบบริเวณแผลดวยความรอน
เพื่อใหอาการบวมชํา้ ลดลง
สวนแผลแยกถามีการตกเลือดตองหามเลือดกอน ถามีอาการช็อคหรือเปนลมตองรีบแกไข
อาการเหลานี้ และเมื่อเลือดหยุดแลวทําความสะอาดบาดแผลดวยน้ําตมสุกนํ้าเกลือ หรือน้ําผสม
ดา งทบั ทมิ อยาเช็ดเลอื ดกอ นทีแ่ ขง็ ตัวอยูอ อกเพราะจะทาํ ใหเลือดออกจากแผลอีก ระหวางทําความสะอาด
บาดแผลตองสังเกตลักษณะบาดแผลวามีความกวาง ยาว ลึก หรือมีสิ่งแปลกปลอมหักคางอยูหรือไม
หากไมลึกมากควรเอาออก กรณีบาดแผลบริเวณแขนขาควรใหอวัยวะสวนน้ันพักนิ่ง ๆ เมื่อทําความสะอาด
บาดแผลแลวใสยาฆาเช้ือโรค เชน เบตาดีนและปดแผลดวยผากอซหรือผาสะอาด แตถาแผลลึกมาก
ไมควรลางบาดแผลดวยตนเอง เพราะเลือดออกมากข้ึน และเปนแผลติดเชื้อไดงายควรรีบสง
โรงพยาบาลและสง่ิ สาํ คญั บาดแผลทุกชนดิ ตองฉีดวัคซีนปองกันบาดทะยัก

การปฐมพยาบาลผปู วยกระดกู หัก
กระดกู ของคนเราอาจเกิดแตกหักไดตลอดเวลา ถาไมระมัดระวังหรือไมปองกันอันตราย เชน
จากอุบัติเหตุตาง ๆ ลักษณะของกระดูกหักแบงออกเปน 2 ประเภท คือ หักออกจากกันเปน 2 สวน
อาจหักธรรมดาไมมีบาดแผลหรือหักมีบาดแผล กระดูกแตกละเอียด มีอาการแทรกซอนโดยกระดูกท่ี
หักแทงทะลุอวัยวะภายในที่สําคัญ กระดูกหักไมขาดออกจากกันมีลักษณะกระดูกราว กระดูกเดาะ
หรือกระดูกบบุ ลกั ษณะอาการจะแตกตางกนั ไปตามตําแหนงทกี่ ระดกู หัก อาการทว่ั ๆ ไป อาจมีอาการชอ็ ค

174

มีอาการบวม และรอน ลักษณะกระดูกผิดรูปรางไปจากเดิมเคลื่อนไหวไมได ถาจับดูจะมีเสียง
กรอบแกรบ อาจมีบาดแผลหรอื พบปลายกระดูกโผลออกมาใหเห็นชัดเจน

ถาพบผูปวยกระดูกหักอยาพยายามเคล่ือนยายผูปวย จนกวาสวนของกระดูกที่หักไดรับการ
ใสเผอื กชัว่ คราว โดยใชวสั ดุท่ีหางาย เชน กระดาษหนังสือพิมพ กระดาษแข็ง ไมไผ เปนตน และกอน
เขาเฝอกควรใชผาสะอาดพันสวนที่หักหนาพอสมควร ในรายไมรูสึกตัวตองจับผูปวยนอนตะแคง
หันหนาไปดานใดดา นหน่งึ ถา มเี ลือดออกมากบรเิ วณบาดแผลตองทําการหามเลือด หากปวดแผลมาก
ใหยาแกปวดและใหความอบอุนแกรางกาย ถากระดูกท่ีหักโผลออกมานอกเนื้ออยาดันกลับเขาท่ีเดิม
เด็ดขาด หลังจากชวยเหลือขั้นตนแลวรีบนําผูปวยสงโรงพยาบาล การเคล่ือนยายผูปวยตองทําอยาง
ระมัดระวังโดยใหสว นทีห่ กั เคลื่อนไหวนอ ยที่สดุ

การปฐมพยาบาลผปู วยขอ เคลด็
ขอ เคล็ด หมายถึงที่ขอตาง ๆ ไดร ับการเคลอื่ นไหวมากเกนิ ไป ทําใหเนอื้ เยื่อหมุ ขอ หรอื เอน็
รอบ ๆ ขอ หรือกลามเนื้อบริเวณขอ มกี ารฉีกขาดหรือชํา้ สาเหตุขอ เคล็ดนั้น เกิดจากขอ ตอ สว นใหญ
เกดิ กระทบกระเทอื น ทําใหเ ยอ่ื หุมหรือเอน็ รอบ ๆ ขอตอ เคลด็ หรอื แพลงได
ขอเคล็ดมอี าการบอกใหรูดังนี้
บรเิ วณขอ สวนน้ันจะบวม มอี าการเจบ็ ปวด ถาเคลือ่ นไหวหรือใชมอื กดจะทาํ ใหเ จบ็ มากขน้ึ
ในรายท่มี ีอาการรนุ แรงจะไมส ามารถเคลื่อนไหวไดเ ลย เพราะจะเจบ็ ปวดมาก
มีอาการท่ัวบรเิ วณขอเคล็ดแสดงวา เสน ประสาทสวนนนั้ เกิดฉีกขาดดว ย

แดชใปหพววั่รยโบะทยมครยาใภภถงบิเหวหตาาาดณมยยมบอ วใใอีอขมรยนนางอเิานวกมน22ณา้ําอี44แน้ัรขาขปชชอกอ ็งั่วว่ัวยานทโโดนูรถั้นมมันบหางิ่ งงอมทแวรตแยอีลมอืี รอนูเาะบพกมกยง่ิ วอื่ใใาากแมหหลรมสลมปดปปอี งูะาอวารรไกยกดาะะวกใกาคหคภ หสราบบารบรรูงยือดดปไบีวใกบววววมนไายยวดรปในนมหปบ2พ้าํา้ํม4ฐวปรบแามมอรขชแกพะนง็ั่วพใคทหโยทภบมันารหยาบดงบีทยรแาว ไใีอืลรเยนปพนกนพอ่ืใว้าํ2หลบดร4ดอ อนาหกราือรนปววดดดบว วยมยาหมอง

175

การปฐมพยาบาลผปู วยชอ็ ค
ชอ็ คจะมอี าการเริ่มแรกเชน เดียวกบั เปนลม คือ มีอาการหนามืด มือเทาออนแรง อยากลมตัวนอน
หายใจไมอิ่ม ใจหวิว มืออาจสั่นและตาลาย ถาตรวจดูจะพบวาตัวเย็นชืด หนาซีดหรือเขียว อาจมีเหง่ือ
ออกซบิ ๆ ชพี จรเบาเร็วและหายใจหอบ ความดนั เลือดตก ปส สาวะออกนอยหรือไมออกเลย จมูกบาน
เขาออกพรอมกับการหายใจ ไมคอยพูด เพราะเหน่ือย อาการจะมีมากหรือนอยข้ึนอยูกับความรุนแรง
ของอาการ ถาช็อคอยูน าน สมองจะขาดเลอื ดมากทาํ ใหห มดสติได
ช็อค เกดิ จากสาเหตใุ ด ๆ ก็ตามการรกั ษาเร่ิมแรกเหมือนกันหมด คือ พยายามใหมีการไหลเวียน
ของเลอื ดใหดีขึ้น อวัยวะท่ีทนตอหัวใจขาดเลือดที่นอยท่ีสุดคือสมอง หัวใจ และไต ดังนั้นควรใหผูปวย
นอนราบเลือดจะไดไปเล้ียงสมองพอเพียงพรอมกับทําใหหัวใจทํางานนอยลง ควรนอนยกเทาใหสูง
ถามีเลือดออกจากภายนอกตองหามเลือดตามวิธีการที่เหมาะสม ถามีกระดูกหักตองใสเผือกช่ัวคราว
ปองกันไมใหเสียเลือดมากและทําใหไมเจ็บปวยเพิ่มข้ึน ถาอากาศเย็นหรือหนาวควรใหมีความอบอุน
เชน หมดวยผาหม ใหยาระงับปวดใชเฉพาะผูปวยที่มีความเจ็บปวดมากเทาน้ัน ท่ีดีที่สุดคือ ยาฉีด
เขา หลอดเลือดได เชน มอรฟ นตองใหดวยความระมัดระวังและเม่อื มีความจาํ เปน จรงิ ๆ ถา ใหถ กู วธิ ีจะ
มปี ระโยชนม าก ไมค วรใหยาแกป วดทางปากเพราะจะทาํ ใหอ าเจียนได นําสงโรงพยาบาล

การปฐมพยาบาลผปู วยทีม่ อี าการชัก
อาการชักเปนอาการแสดงของโรคหลายอยาง การชักแตละครั้งสมองจะไดรับความ
กระทบกระเทือน ถาไมไดรับการรักษาท่ีถูกตองจะทําใหสมองพิการได อาการชักที่พบบอยไดแก
ผูปวยโรคลมชักหรือลมบาหมูและอาการชักเนื่องจากไขขึ้นสูง เวลาชักผูปวยมักไมรูสึกตัว มีอาการ
คอแข็ง ตาเหลือก นิ้วมือนิ้วเทากระตุก จึงตองทําการชวยเหลือเบ้ืองตน โดยจัดใหผูปวยนอนตะแคง
ระวังอยางใหตกเตียง ระวังสําลัก ถามีสิ่งของในปาก เชน เศษอาหาร ฟนปลอมใหลวงออก และใช
ดามชอน ไม หรือดามดินสอสอดเขาไปในปากระหวางฟน เพ่ือปองกันไมใหผูปวยกัดลิ้นระยะหลับ
หลงั ชัก ควรเฝา ดูอาการจนกวา จะฟนและรูสึกตัวแลว รีบนําสง โรงพยาบาล ผูปวยโรคลมชักไมควรขับ
รถ วายนํ้า หรือทํางานที่เส่ียงอันตราย เพราะอาจมีอาการชักเวลาใดก็ไดและควรรับการรักษาจาก
แพทยอ ยางตอ เนอื่ ง

176
ในกรณีที่ชักเนื่องจากไขสูงมักพบในเด็กอายุระหวาง 6 เดือน ถึง 6 ป สาเหตุสวนใหญ
เน่ืองมาจากโรคติดเชื้อของทางเดินหายใจ เชน ไขหวัด ดังนั้น เด็กที่มีประวัติเคยชักและมีไขขึ้นสูง
ยังรูสึกตัวดีตองรีบใหยาลดไขกอน สวนการชวยเหลือในขณะที่เด็กกําลังชักใหใชผาชุบนํ้าเย็นธรรมดา
เช็ดตัวแรง ๆ จนเปยกชุม โดยเฉพาะบริเวณหลัง แขน ขา และตะโพก เมื่อเด็กหยุดชักแลว ใหเช็ดตัว
ดวยผาชุบนํ้าพอหมาด ๆ ตอไปอีก พรอมกันวางผาชุบนํ้าเย็นบริเวณท่ีมีเสนเลือดใหญ ๆ ผาน เชน
หนาผาก รักแร ขาหนีบ ตนคอ สวนปลายเทาใชกระเปาน้ํารอนวางเพื่อใหเทาอบอุน การเช็คตัวแตละครั้ง
นานประมาณ 10 ถึง 40 นาที ถาเช็ดตัวจนเย็นเกินไป อาจทําใหรางกายเกิดภาวะอุณหภูมิต่ําและ
อาจช็อคได หลงั จากนั้นควรพาเด็กสง โรงพยาบาล

การปฐมพยาบาลผูปวยหมดสติ
การหมดสติ เปนสิ่งสําคัญมากท่ีจะตองศึกษาสําหรับผูปวยที่จะตองปฐมพยาบาล เพราะหมดสติ
หายใจ และหมดสติแตยังมีการหายใจเปนพวกท่ีมีอาการชัก ไดแก ลมบาหมู เกิดจากโลหิตเปนพิษ
หรือโรค เชน อิสทีเรีย พวกไมมีอาการชัก ไดแก ช็อค เปนลม เมาเหลา เบาหวานและเสนโลหิต
ในสมองแตก ลักษณะการหมดสติมี 2 ลักษณะคือ อาการซึม มึนงง เขยาตัวอาจต่ืน งัวเงียแลวหลับ
พูดไดบางแตฟงไมไดศัพท และลักษณะอาการหมดความรูสึกทุกอยางเปนการหมดความรูสึกแมแต
เขยาตัวก็ไมฟน

การชวยเหลอื ผูปว ยไมรูสึกตัว แบบผชู ว ยเหลอื 1 คน

177
การปฐมพยาบาลผปู ว ยหมดสติ ใหด วู าผูปวยหายใจหรือไม ถา หยุดหายใจชว ยฟนคนื ชีพโดย
การนวดหวั ใจ ถาผูปว ยมเี ลือดออก จบั ใหผปู วยนอนหงาย เอยี งหนา ไปดานใดดา นหน่ึง เพ่ือเปนการ
ปองกนั ไมใหล น้ิ ตกไปดา นหลงั ลําคอ ซงึ่ อุดกัน้ ทางเดนิ หายใจ และปอ งกนั ไมใหอาเจยี นไหลเขาสู
หลอดลม การจัดทานอน ถาผปู ว ยหนา แดง การใหน อนศีรษะสูง ถา สหี นา ซดี ใหน อนราบเหยยี ดขา
และแขน เพราะอาจมกี ระดกู หกั ได หากตอ งการเคลอ่ื นตอ งระมดั ระวังไมใ หด ม่ื นาํ้ หรือรับประทานยา
ใด ๆ ตรวจดูบาดแผลโดยเฉพาะบรเิ วณศีรษะหากมอี าการชักใหมว นผา ดามชอ นใสเขาไประหวางฟน
เพอ่ื ปอ งกนั ไมใ หก ัดลน้ิ ตนเอง ใหหาสาเหตทุ ่ที ําใหผ ปู วยหมดสติ และประวัติการเกิดอบุ ตั ิเหตุของผปู ว ย
เพ่ือแจง ใหแ พทยท ราบ

การชว ยเหลือผูปว ยไมร ูส ึกตวั แบบผูชว ยเหลือ 3 - 4 คน
การปฐมพยาบาลผปู วยเปนลม

การเปนลม เปนอาการที่เกิดข้ึนเน่ืองจากเลือดไปเลี้ยงสมองไมเพียงพอช่ัวคราว ทําใหผูปวย
เปนลมหมดสติไปช่ัวครู มักมีอาการซึม เวียนศีรษะนํามากอนและมีอาการตัวซีดเย็นเฉียบรวมดวย
ความรูสึกเชนนี้อาจเกิดขึ้นโดยไมหมดสติก็ได การตกใจรุนแรง ภาวะน้ําตาลในเลือดตํ่า อาจทําให
ความดนั โลหิตลดลง และรสู กึ จะเปน ลมได การเปนลมอยา งเดียวโดยไมม อี าการอนื่ แทรกนน้ั เปน เรื่อง
ทไ่ี มนาวิตก แตถ าเปนลมบอ ย ๆ หรอื มีอาการอน่ื ๆ รวมดว ย จาํ เปน อยา งยงิ่ ทต่ี อ งปรึกษาแพทย ดังน้ัน
ถาการเปนลมหมดสติไปชั่วคราว แตหายใจไดดี และรูสึกตัวภายใน 2 - 3 นาที เปนสิ่งที่ไมนากังวล
แตถาหมดสติไปนาน หายใจไมดีไมสมํ่าเสมอหรือหายใจชาผิดปกติ ตองนําสงโรงพยาบาลทันที และ
ระหวางทางไปโรงพยาบาลควรอยใู นทานอนก่งึ ควาํ่ เพือ่ ปองกนั ไมใ หท างเดนิ หายใจอดุ ตัน

การเปนลมเนื่องจากสูญเสียนํา้ และเกลอื แรออกจากรา งกายโดยทางเหง่ือ การเปน ลมเน่อื งจากความรอ น

178

การปฐมพยาบาลผูปวยถกู ไฟฟาดดู
ในวันหนึ่ง ๆ วิถีการดําเนินชีวิตของคนเราตองอาศัยไฟฟา ซ่ึงเปนส่ิงจําเปนท่ีขาดเสียไมได
เราใชเครื่องอํานวยความสะดวก เครื่องไฟฟาตาง ๆ มากมายบางครั้งอาจใชอุปกรณไฟฟาพรอมกัน
หลายอยางในเวลาเดียวกัน บางคนรูเทาไมถึงการณ เผอเรอ โดยเฉพาะในชวงฤดูฝนชวงที่มีนํ้ามาก
หรือน้ําทวมบาน ไฟฟาจะมีอันตรายมากอาจทําใหผูใชถูกไฟฟาดูดทําใหมีบาดแผลไฟไหม หรืออาจ
ทาํ ใหเสยี ชีวติ ไดถาเราเปน ผปู ระสบเหตุการณเ ชนนี้
ชว ยผูปวยใหพ นจากการสัมผัส โดยการปลดสวทิ ชกระแสไฟฟา หรือใชผ าหรือกระดาษหุม
โคนไมแหง ๆ หรือสิ่งท่ีเปนฉนวนไฟฟาเขย่ี สายไฟออกใหพ นตวั ผปู วย โดยผูชวยเหลอื ตอ งสวมรองเทา
พ้ืนยางยืนอยบู นกระดานหรือพืน้ ที่ไมเ ปยกไมเ ปนสอ่ื
ไฟฟา เมอ่ื ตดั กระแสไฟฟาออกไปไดแ ลว ตรวจดู
การหายใจของผปู วยถาไมห ายใจตองรบี ผายปอด
ทนั ทีเม่อื ผปู ว ยหายใจดแี ลว ใหผ ปู วยนอนพกั ผอน
เงียบ และใหค วามอบอุน

การปฐมพยาบาลผปู ว ยอวยั วะขาด
การทมี่ ีผบู าดเจบ็ มีอวยั วะขาด เกิดไดจากหลายสาเหตุ ดงั เชน จากอบุ ัตเิ หตุเมื่อพบผูบาดเจ็บมี
อาการดังกลาวไมตองตกใจต้ังสติโดยเร็วและทําการหามเลือดดวยการใชมือกดบาดแผลที่ถูกตัดขาด
โดยมีข้ันตอนดงั น้ี

นาํ อวัยวะทข่ี าดไปใสใ นถงุ พลาสติกทีส่ ะอาดและแหงปด
ปากถุงใหแ นน นําไปแชใ นกระติกนา้ํ แขง็ นําสงถุง
อวัยวะนั้นพรอ มผูบาดเจบ็ สง โรงพยาบาลโดยเร็ว

การปฐมพยาบาลผปู วยไดร ับสารเคมีพษิ
1. ทําใหอ าเจียน เมือ่ ผปู ว ยกนิ สารพิษเขาไปควรทําใหอาเจยี นโดยมวี ิธีดงั ตอไปน้ี

1.1 ใชน วิ้ มือลวงคอ

179

1.2 หากยังไมอาเจียนใหรับประทานน้ําเช่ือมไอปแคค (Syrup of lpecac) ขนาดท่ีใช
เด็ก 2 – 3 ชอนชา ผูใหญ 1 – 2 ชอนโตะ และดื่มนํ้าตามอีก 1 แกว ใหรับประทาน
อาหารซํา้ หลังจากใชย า 15 – 30 นาที แลว ยังไมอ าเจียน

ขอ หา ม การทาํ ใหผูปวยอาเจียนขณะหมดสติ หรอื ผปู วยท่ีเปน โรคหวั ใจ หรอื ตั้งครรภ
2. ลดการดดู ซึมสารพิษในทางเดนิ อาหาร โดยใหรบั ประทานดังตอ ไปนี้
2.1 ผงถา นแอคตเิ วเตด ชารโคล ขนาดท่ใี ช 2 ชอ นโตะ ผสมนาํ้ 1/4 แกว
2.2 ไขขาวดบิ ขนาดท่ีใช เดก็ 4 ฟอง ผูใ หญ 8 ฟอง

หมายเหตุ การใชน้ําเชื่อมไอปแคคกับผงถานแอคติเวเตดชารโคลรวมกันน้ัน ตองใหนํ้าเช่ือมไอปแคค
กอน จนอาเจียนออกหมด แลวรีบใชผงถานเพ่ือดูดซับพิษท่ียังเหลืออยู หามใชพรอมกันเพราะจะทํา
ใหผงถา นไปดูดซบั ไอปแ คค และไมเ กิดอาการอาเจยี น

การปฐมพยาบาลผูปวยไดรับสารพษิ จากการสูดดม

1. นําผูปวยไปยังบริเวณท่ีมีอากาศบริสุทธ์ิทันที ผูเขาไปชวยควรมีเครื่องปองกันสารพิษ
เชน เคร่ืองชว ยหายใจ หรือหนากากกนั สารพษิ

2. คลายเส้ือผา ใหหลวม
3. พยายามควบคมุ อณุ หภมู ิรางกายของผูปว ย ถาผูปว ยรอ น พยายามเช็ดตวั ดว ยน้าํ เยน็
4. หามผปู ว ยสบู บหุ รีห่ รือดมื่ สรุ า

การปฐมพยาบาลผปู วยไดรบั พิษทางผิวหนัง
1. ถอดเสื้อผา ที่เปรอะสารพิษออก รีบลางและทําความสะอาดรางกายทุกสวนดวยนํ้าและสบู
ธรรมดาอยาขัดถูผิวหนัง เพราะจะทําใหสารพิษดูดซึมเขาผิวหนังไดงาย ผูทําการปฐมพยาบาลตอง
สวมรองเทาบทู และถุงมือ ขณะทาํ การปฐมพยาบาลผูปวย
2. เช็ดตัวผปู ว ยใหแหง และหม ผาใหผปู ว ย
3. ถาผวิ หนังไหมใหใ ชผ า บาง ๆ ทน่ี ุมและสะอาดคลมุ ท้ิงไว หามทาชี้ผงึ้ โรยยาอ่ืน ๆ

การปฐมพยาบาลเมือ่ สารพษิ เขาตาผูป ว ย
1. รบี ลา งตาโดยเปดเปลอื กตาแลวใหน าํ้ สะอาดผา นจํานวนมาก ๆ นานประมาณ 15 นาที

180

2. หามใชยาลางตา หรือผสมสารเคมีลงในน้ําลางตา การปฐมพยาบาลท่ีกลาวมาขางตน
ทุกวิธีนั้น ในขั้นสุดทายตองรีบนําผูปวยสงแพทยโดยดวน พรอมกับภาชนะบรรจุ เชน กระปอง ขวด
ซองของสารเคมีท่ที าํ ใหเ กดิ พษิ นอกจากน้ีควรศกึ ษาขอผดิ พลาดเพอ่ื ไมใหเ กิดอุบตั เิ หตุซํา้ อีก

บทที่ 7

มาตรฐานสากล ISO 14000 กับ การปอ งกันไมใหเ กิดมลภาวะตอ สิ่งแวดลอ ม

สิ่งแวดลอม หมายถึง ส่ิงตาง ๆ ท่ีอยูรอบตัวเรา ท้ังท่ีมีชีวิตและไมมีชีวิต เกิดขึ้นเองตาม

ธรรมชาติ และมนุษยสรางข้ึน นับต้ังแตคน สัตว ดิน นํ้า ตนไม ภูเขา ตลอดจนอาคาร บานเรือน
ถนนหนทาง สิ่งประดษิ ฐต าง ๆ รวมถึงทง้ั ขนบธรรมเนียมดว ย

ส่ิงแวดลอมแบง ได 2 ประเภทใหญ ๆ คือ
1. ส่ิงแวดลอมตามธรรมชาติ คือ ส่ิงแวดลอมท่ีเกิดข้ึนเองหรือมีอยูตามธรรมชาติ แบง
ออกเปน 2 ชนิด คือ

1.1 ส่ิงท่ีไมมีชีวิต ทั้งที่มองเห็นสัมผัสได และมองไมเห็นสัมผัสไมได เชน อากาศ
พลังงาน แรธาตุ ปาไม ธารน้าํ ฯลฯ

1.2 ส่ิงมีชีวิต ไดแก คน สัตว และพืช ส่ิงมีชีวิตตาง ๆ เหลาน้ีลวนแตเกื้อกูลประโยชน
ซ่งึ กันและกนั โดยพืชและสตั วม ีคณุ คา ตอการอยรู อดของมนุษยทัง้ ทางตรงและทางออม

2. ส่ิงแวดลอ มท่มี นุษยสรางข้ึน หมายถึง ทกุ ส่งิ ทุกอยางทเ่ี กดิ ขน้ึ หรือมีข้นึ โดยการกระทําของ
มนุษย ท้ังที่ตั้งใจและไมไดต้ังใจ ท้ังท่ีมีตัวตนและไมมีตัวตน เชน บานเรือน โตะ เกาอ้ี ตลอดจน
ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีตาง ๆ แบง เปน 2 ชนิด คือ

2.1 ทางกายภาพ คือ ส่งิ แวดลอ มที่เปน รปู ธรรม เชน รถยนต เครอ่ื งบิน เขื่อน เปน ตน
2.2 ทางสังคม คือ สิ่งแวดลอมที่เปนนามธรรมที่สังคมมนุษยสรางขึ้น เชน วัฒนธรรม
ประเพณี ความเช่ือ เปนตน

ทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง สิ่งตาง ๆ ที่มีอยูหรือเกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติและ

มนุษยสามารถนํากลับมาใชประโยชนได เชน ดิน นํ้า ปาไม สัตวปา แรธาตุ และพลังงานตาง ๆ
เปนตน สิ่งใดที่มีอยูหรือเกิดขึ้นตามธรรมชาติ แตไมอาจนํามาใชประโยชนได เราเรียกวา ธรรมชาติ
เมื่อนาํ มาใชประโยชนไดเ ราจึงเรียกวา ทรัพยากร

ทรัพยากรธรรมชาตแิ บงเปน 3 ประเภทใหญ ๆ คือ
1. ใชแ ลวไมหมดเปลืองหรือสูญหายไป (Inexhaustible) ไดแก บรรยากาศ น้ําที่อยูในวัฏจักร
(Water in Cycle)
2. ทดแทนไดห รือรักษาไวไ ด (Replaceable and Maintainable) เชน

h นาํ้ ทอี่ ยู ณ ทีแ่ หงใดแหง หนึ่ง h สตั วป า
h ดนิ และทดี่ นิ h ทงุ หญา
h ปา ไม

182

3. ไมงอกเงยใชแลว หมดไป (Exhaustible)

h แรธ าตุ h ทดี่ นิ ในสภาพธรรมชาติ

ระบบนิเวศน หมายถึง ระบบความสัมพันธท่ีประกอบดวยสิ่งมีชีวิตและสิ่งไมมีชีวิตอยู

รวมกนั ในพื้นท่ีแหงใดแหงหนึง่ อาจจะเปน พ้นื ท่ขี นาดเล็กหรือใหญก็ได ซ่ึงตองมีความสัมพันธและ
มีการเปล่ียนสสารและพลังงานระหวางหนวยที่มีชีวิตและไมมีชีวิตในระบบนิเวศนน้ันดวย ระบบ
นิเวศนมีสวนประกอบหลายอยาง เชน นํ้า อุณหภูมิ ความช้ืน ความเค็ม ปริมาณฟอสฟอรัส
ปรมิ าณออกซเิ จน ปรมิ าตรของแองนํ้า ความสูงจากระดบั นํ้าทะเล ความลาดชันของหุบเขา ลักษณะ
พชื สัตว ฯลฯ

ผลกระทบจาก ปญ หาดานสิ่งแวดลอม

1. สภาพความสมดุลของธรรมชาติท่ีประกอบขึ้นมาประกอบดวย ส่ิงมีชีวิตตาง ๆ น้ํา
อากาศ ดิน คน พืช สัตว ทรัพยากรธรรมชาติ และความสัมพันธขององคประกอบขางตนถูกสราง
ข้ึนมาโดยระยะเวลาอันยาวนาน ความสัมพันธขององคประกอบขางตนเก้ือหนุนกัน กิจกรรมของ
มนุษย เชน การผลิตก็จะมีการนําเอาทรัพยากรธรรมชาติมาแปรรูปเปนผลิตภัณฑ เปนพลังงาน เปน
ของกินของใช และเศษที่เหลือจากกิจกรรมเหลานี้ ก็จะถูกปลอยลงสูดิน สูอากาศ สูนํ้า ทําให
สดั สว นที่เคยสมดลุ เสยี ไป และสรา งความเสยี หายใหอ งคป ระกอบที่เหลอื เชน มกี ารปลอยความรอน
ปลอยควันพิษ ปลอยฝุน ออกมาซึ่งจะไปทําลายสิ่งมีชีวิต พืช สัตวตาง ๆ สัตวที่เคยอาศัยอยูไดก็อยู
ไมได ขาดแหลงอาหาร ขาดสภาพพอเหมาะที่อยูได ขาดนํ้าสะอาดท่ีดํารงอาศัยและใชได สภาพ
อากาศกแ็ ปรปรวน ฝนก็เปน ฝนกรด ตาง ๆ เหลานี้ เปน ตน

2. เปนท่ีทราบกันวาช้ัน OZONE ในบรรยากาศจะชวยปองกันรังสีจากแสงอาทิตยที่อาจจะ
เปนอันตรายตอคนและส่ิงมีชีวิตตาง ๆ สารประเภทที่มีคลอรีนเปนองคประกอบ เชน CFCs และ
อ่ืน ๆ จํานวนมากท่ีไปทําลายและทําใหเกิดรูในชั้นบรรยากาศ OZONE ถึงแมวาจะถูกหามใชใน
หลาย ๆประเทศแลว กต็ าม แตการปฏิบตั คิ อ นขา งชา

3. การเกิดฝนกรด เกิดจากปญหามลพิษอันเกิดจากกระบวนการเผาผลาญของสารฟอสซิล
เชน น้าํ มนั ถา นหนิ แกส การผลิตไฟฟา ทีไ่ มใ ชพลังน้ําจํานวนมากจะใชพ ลงั งานจากการเผาผลาญ
นา้ํ มนั แกส ถา นหิน หรืออกี กจิ การหลาย ๆ ประเภท รวมท้งั รถยนต ซ่ึงจากการเผาผลาญน้จี ะทําให
เกิดสารท่ีเรียกวา SOx NOx เมื่อรวมกับฝนท่ีตกลงมาจะทําใหเกิดกรดพวกซัลฟูริกและไนตริก ซ่ึงมี
สภาพเปนกรดออน มีฤทธ์ิทําลายกัดกรอน อาคารบานเรือน ทําลายพืชผักการเกษตร แหลงนํ้า มีผล
ตอ ความเปน อยูของผูค นท่อี าศัยอยูในบริเวณนัน้ ๆ

4. อุณหภูมิของโลกท่ีสูงขึ้น อาจจะเรียกปรากฏการณน้ีอีกอยางวา “เรือนกระจก” ซึ่งแมจะ
ไมเกิดโดยตรงตอประเทศไทยแตก็ทําใหรอนขึ้น ในบางประเทศทําใหคนมีอาการทางรางกาย

183

คือชอ กก็มี ทําใหนํ้าแข็งที่ขั้วโลกละลาย เกิดน้ําทวมทําลายพ้ืนท่ีเพาะปลูก ทําลายดินที่อุดมสมบูรณ
ทําใหร ะดับนาํ้ ทะเลสงู ข้นึ การเกิดเรือนกระจกนี้มักเกิดจากการเผาผลาญพวกสารฟอสซิล พวกสารที่
มีคารบอนเปน องคประกอบ เชน พวกพืช ซ่ึงจะทําใหเกิดกาซ CO2 (คารบอนไดออกไซด) แมวาใน
ธรรมชาติพืชจะเปนตัวเปล่ียน CO2 มาเปนออกซิเจน แตมนุษยก็มีการตัดไมทําลายปา มีกิจกรรม
การผลติ ทเี่ พ่มิ CO2 ออกสบู รรยากาศเกินกวาความสามารถของพืชจะเปล่ียนเปน O2 ได ทําใหมี O2
ปลอยออกสูชั้นบรรยากาศโลกมาก เกิดเปนช้ันเรือนกระจกท่ีสะทอนความรอนกลับมาสูมนุษยอีก
เหมือนมนุษยอยูในภาชนะท่ีปด เมื่อความรอนถูกปลอยออกมากระทบกับชั้นของเรือนกระจกก็จะ
สะทอนกลับมาทาํ ใหโ ลกรอนยง่ิ ข้ึนตามลําดับ

5. การเกษตรแผนใหมที่มุงเนนการเพาะปลูกใหเกิดผลผลิตจํานวนมากเพ่ือตอบสนองความ
ตองการของผูบริโภค จะเปนตัวทําลายและกอใหเกิดปญหาดานสิ่งแวดลอมมากกวาการพังทะลาย
ของผิวดนิ สาเหตเุ น่ืองจากสารพิษ ยาฆาแมลง ปยุ ซึง่ สารเหลานี้จะถูกปลอยหรือฉีดสูผิวดินวงกวาง
เม่ือมีฝนตกลงมา ก็จะชะลางสารเหลานี้ลงสูท่ีตํ่ากวา คือแหลงนํ้า ขณะเดียวกันกระบวนการผลิตใน
อุตสาหกรรมคือจากกิจกรรมประจําของมนุษยก็จะมีการปลอยสารเคมีตาง ๆ ออกมา และถูกปลอยลง
สูแหลงน้ํา มีผลตอการขาดแคลนน้ํากินนํ้าใชที่สะอาด เมื่อนํ้าเหลานั้นถูกปลอยรวมกันและไหลลงสู
ทะเล แมวาจะมีความเช่ือวาทะเลคือแหลงท่ีเจือจางความเขมขนของสารพิษนั้นได มีสาหราย มี
ส่ิงมีชีวิตตาง ๆ ท่ีคอยกําจัดไดบาง แตเม่ือเกินขีดความสามารถแลว สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ในทะเลก็ถูก
ทําลาย มีผลตอหวงโซอาหารซ่ึงกลายเปนแหลงสะสมสารพิษ และในท่ีสุดก็ยอนกลับมาสูมนุษยจาก
การเปนหว งโซอาหารนน่ั เอง

6. ดินท่ีสมบูรณ คือดินท่ีมีแหลงแรธาตุที่เปนอาหารของพืชอุดมสมบูรณทําใหพืชเจริญ
งอกงาม ซ่ึงจะเปนแหลงยังชีพและประโยชนตอมนุษยมหาศาล หากดินถูกทําลายความอุดมสมบูรณ
ไปแลวก็เทากับทําลายแหลงยังชีพของมนุษยไปดวย การเกษตรแผนใหมท่ีมุงเนนการใชสารเคมีคือ
ตัวการหลัก การตัดไมทําลายปาซึ่งเปนแหลงผลิต CO2 และ O2 ทําใหขาดความสมดุลไป และมี
ผลกระทบตอระบบนิเวศนดวย อุณหภูมิของโลกรอนขึ้น ซึ่งเหลานี้ลวนแตมีผลตอการทําใหดินขาด
ความอดุ มสมบรู ณไ ป

การเกษตรแผนใหมส ว นหนงึ่ มกี ารปลกู ในปรมิ าณมากแลว ใชส ารเคมเี พอ่ื เรงสรางแหลง อาหาร
ปฐมภูมิและทุติยภูมิตอมนุษยเอง โดยไมคํานึงถึงการทําลายความสมบูรณของผิวดิน ไมคํานึงถึง
ความยงั่ ยืนของการใชพ ้ืนดนิ ทาํ ใหด นิ ถูกทาํ ลายไป

อุณหภูมิโลกท่รี อ นขน้ึ ทําใหเ กดิ กระแสลม ทําใหเ กดิ การเปลยี่ นแปลงอยางรุนแรง ทําใหผ วิ
ดินถกู กดั กรอ นและชะลางแรธาตทุ ส่ี มบรู ณเมื่อมีฝนตกลงมา

184

ปญหามลพิษที่ถูกปลอยลงสูดินจากกระบวนการจากอุตสาหกรรมน้ันมีคอนขางมากและ
หลากหลาย มีท้ังผลกระทบระยะสนั้ และระยะยาว ซ่ึงผลกระทบตรงน้ยี ังไมไดมกี ารศึกษาทาํ เปนแผน
ระดับความรุนแรงเอาไว ในจํานวนส่ิงที่ปลอยออกมา เชน ขยะ , สารเคมี , สารปนเปอน , กาก
นิวเคลียร เม่ือถูกปลอยออกมาแลวจะมีผลกระทบตอการใชพ้ืนท่ี ทําลายความสมบูรณของดิน ไม
สามารถใชพื้นดินได พืชไมสามารถข้ึนได แตอยางไรก็ตามเมื่อถูกปลอยลงสูดินก็จะไหลลงสูนํ้า
เชน กัน ฉะน้ันจะเหน็ อกี วา เมือ่ มีปญ หาตอ พน้ื ดนิ ก็จะกระทบตอ การดํารงชีวติ อยูข องมนษุ ยเ ชนกัน

7. ขยะเกิดจากเศษท่ีเหลือจากการใชบริโภค หรือจากกระบวนการผลิต ในบานเราจะเห็น
ขยะทุกหนทุกแหง มีกองเปนภูเขา มีกองอยูบนถนน ในแมนํ้า สวนสาธารณะ มีท้ังท่ียอยสลายได
ในเวลาไมนาน และที่ตองใชเวลานาน สรางความรําคาญทั้งในแงสายตา แงกล่ิน ที่เราจะไดพบอยู
เสมอ พวกขยะพลาสติก สารสังเคราะหตาง ๆ อาจจะเปนภาชนะบรรจุภัณฑ อาจจะเหลือจาก
กระบวนการผลิต เหลานี้ไมสามารถยอยสลายทางชีวภาพ หรือนํากลับมาใชใหมไดท้ังหมด หรือไม
สามารถนาํ มาแปรรูปใหมไ ดทัง้ หมด กลายเปนขยะท่ีไรคณุ คา กจ็ ะถูกนาํ มาฝง กลบ

185

ISO 14000 : มาตรฐานการจดั การสง่ิ แวดลอ ม

เก่ยี วกบั การตรวจสอบ การจัดการระบบในหนวยงาน เก่ยี วกับผลิตภัณฑ

การประเมนิ ผลดาน ISO 14001 ฉลากส่ิงแวดลอม ( EL )
สิ่งแวดลอม (EPE) ระบบการจดั การ 14020 ห ลั ก ก า ร ข้ั น พื้ น ฐ า น
สิง่ แวดลอ ม (EMS )
ISO 14031 แนวทางการ เกี่ยวกับการพัฒนาและการ
ขอกาํ หนดสาํ หรับการใช ใชฉ ลากสงิ่ แวดลอ ม
ประเมินผลการ 14021 คํ า นิ ย า ม แ ล ะ คํ า ศั พ ท
ดาํ เนนิ การ ดาน ISO 14004 เ ก่ี ย ว กั บ ก า ร ใ ช ฉ ล า ก
สง่ิ แวดลอ ม ระบบการจดั การ ผ ลิ ต ภั ณ ฑ ป ร ะ เ ภ ท
ส่ิงแวดลอม (EMS ) ที่ 2 ใ น ก า ร ป ร ะ ก า ศ
〉 การตรวจสอบดาน คุณสมบัติทางสิ่งแวดลอม
สงิ่ แวดลอม (EA) หลักเกณฑแ ละขอ แนะนาํ ของผลิตภณั ฑ
14022 วิธีการในการใชสัญลักษณ
〉14010 แนวทางและ ข อ ง ฉ ล า ก ผ ลิ ต ภั ณ ฑ
ห ลั ก ก า ร ประเภทที่ 2
14023 วิ ธี ก า ร ต ร ว จ ส อ บ แ ล ะ
ในการตรวจสอบ รับรองผลิตภัณฑที่จะใช
ฉลากผลติ ภัณฑป ระเภทท่ี 2
สงิ่ แวดลอ ม 14024 แนวทาง หลกั การ และ
ขอกําหนด ของวธิ กี ารรับรอง
14011 – 1 แนวทางในการ ของผลติ ภัณฑท ่จี ะใชฉ ลาก
ผลติ ภัณฑประเภทที่ 1
ตรวจสอบระบบ
การประเมนิ วงจรผลิตภัณฑ (LCA )
ก า ร จั ก ก า ร 14040 หลักการและการดําเนนิ การ
14041 วิธีการจัดทํารายการปจจัยท่ี
ส่ิงแวดลอ ม
ใ ช ใ น ก ร ะ บ ว น ก า ร ผ ลิ ต /
14012 ข อ กํ า ห น ด บ ริการและผลที่ไ ดจ า ก
กระบวนการ
คุ ณ ส ม บั ติ 14042 ประเมินผลกระทบทาง
สิง่ แวดลอม
ของผูตรวจสอบ 14043 ประเมนิ การปรับปรุงวงจร
ผลติ ภัณฑ
สง่ิ แวดลอม

186

องคป ระกอบสําคญั ของระบบการจดั การสิง่ แวดลอม

h การกาํ หนดนโยบายสิง่ แวดลอม และความมุงมนั่ ในการดาํ เนินการของผูบริหารระดบั สูง
h การวเิ คราะหป ญ หาสง่ิ แวดลอ ม กฎหมาย พนั ธกรณที างสง่ิ แวดลอ ม พรอ มท้ังกําหนด

วตั ถปุ ระสงคแ ละเปา หมายเพอ่ื ดําเนินการ
h การจัดทําแผน วิธีการดําเนนิ การกจิ กรรมตา ง ๆ เพอื่ ใหเปนไปตามวตั ถุประสงคและ

บรรลถุ งึ เปาหมาย
h การตรวจสอบ/ควบคุม จัดประเมนิ ผลการดาํ เนินการตรวจสอบทั้งในแงร ะบบและผลการ

ดาํ เนนิ งานและหามาตรการในการปรบั ปรุงแกไ ข
h ทบทวนการดําเนินการที่ผานมาโดยระดับบริหาร โดยเปรยี บเทียบกบั นโยบาย วัตถุ

ประสงค ทบทวนเปาหมายทวี่ างไวแ ละปรบั ปรุงการดาํ เนินงานใหด ขี น้ึ อยา งตอเนื่อง

มาตรฐานการจัดการส่ิงแวดลอ ม มปี ระเทศองั กฤษเปน เลขาธิการ อนกุ รมมาตรฐานฉบบั น้ี
ประกอบดว ย 2 มาตรฐาน คอื

ISO 14001 : ระบบการจดั การส่ิงแวดลอ ม : ขอกาํ หนดสาํ หรับการใช เปน ขอกาํ หนดของ
ระบบการจดั การสง่ิ แวดลอ ม และแนวทางในการนําขอกาํ หนดไปใชใ นองคการ

ISO 14004 : ระบบการจัดการส่งิ แวดลอ ม : หลกั เกณฑแ ละขอแนะนาํ เปน แนวทางเกย่ี วกับ
หลักการของระบบการจัดการสง่ิ แวดลอ มและการประยกุ ตใ ชใ นองคกร

การตรวจสอบสง่ิ แวดลอม

การตรวจสอบสิ่งแวดลอมอยางเปนระบบตามข้ันตอนท่ีกําหนดไวโดยการประเมินจาก
หลักฐานที่พบ เพื่อพิจารณาวาองคกรน้ันไดปฏิบัติตามขอกําหนดทางสิ่งแวดลบิ้มที่ไดต้ังไวหรือไม
และรวมท้ังการรายงานผลการตรวจสอบทไ่ี ดใหแกผเู ก่ียวขอ งทราบ

มาตรฐานการตรวจสอบส่ิงแวดลอม มปี ระเทศเนเธอรแลนดเปนเลขาธิการ อนุกรมมาตรฐาน
ฉบบั นี้ ประกอบดวย 3 มาตรฐาน

ISO 14010 : หลักเกณฑทวั่ ไป : เปนแนวทางและหลกั การในการตรวจสอบสิ่งแวดลอมซงึ่
สามารถนําไปประยุกตใ ชกบั การตรวจสอบส่ิงแวดลอมหลาย ๆ รปู แบบ

ISO 14011 : วิธีการตรวจสอบระบบการจัดการสิ่งแวดลอม : เปนแนวทางในการ
ตรวจสอบระบบการจัดการส่ิงแวดลอมซ่ึงครอบคลุมถึงการวางแผน วิธีการดําเนินการตรวจสอบ
และตรวจสอบผลการดําเนินงานทางส่ิงแวดลอมวาเปนไปตามมาตรฐานของระบบการจัดการ
ส่งิ แวดลอมหรือไม

187

ISO 14012 : คุณสมบัตผิ ูตรวจสอบ : เปน ขอกําหนดคุณสมบัตขิ องผตู รวจสอบสง่ิ แวดลอม
และหัวหนาผูตรวจสอบส่ิงแวดลอม ซ่ึงครอบคลุมถึงผูตรวจสอบส่ิงแวดลอมภายในองคกรและผู
ตรวจสอบสิ่งแวดลอมอิสระ

ฉลากเพอื่ สิ่งแวดลอ ม (Environmental Labeling)

ฉลากเพื่อส่ิงแวดลอ มทใี่ ชในปจ จุบนั แบงออกเปน 3 ประเภท
ประเภทที่ 1 (Type 1) เปนฉลากท่ีดําเนินการโดยองคกรอิสระ มอบใหกับผลิตภัณฑท่ีมี
คุณสมบัติตรงกับขอกําหนดทางสิ่งแวดลอมท่ีองคกรกําหนด โดยสวนใหญจะมีเงื่อนไขทาง
สิง่ แวดลอ มหลายขอดว ยกัน
ประเภทท่ี 2 (Type 2) เปนฉลากผลิตภัณฑเพื่อสิ่งแวดลอมดวยความมุงหมายเฉพาะดาน
โดยปกติแลวผูผลติ จะเปนผูตดิ ฉลากเอง
ประเภทท่ี 3 (Type 3) มีลักษณะเปนฉลากบอกรายละเอยี ดใหขอมูลตาง ๆ เก่ียวกับผลิตภัณฑ
ในการใชทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน ปริมาณ มลพิษที่เกิดขึ้น เปนตน มีลักษณะคลายกับฉลาก
โภชนาการของอาหาร
มาตรฐานฉลากสิ่งแวดลอม มีประเทศออสเตรเลียเปนเลขาธิการ อนุกรมมาตรฐานฉบับน้ี
ประกอบดวย 6 มาตรฐาน คอื
ISO 14020 : เปนหลักการขั้นพนื้ ฐานเกยี่ วกับการพัฒนาและการใชฉ ลากสิ่งแวดลอ ม
ISO 14021 : เปน คํานยิ ามและคําศัพทเ กย่ี วกบั การใชฉลากผลิตภัณฑประเภทที่ 2 ในการ

ประกาศคุณสมบตั ิทางสงิ่ แวดลอ มของผลิตภัณฑ
ISO 14022 : เปนวธิ กี ารในการใชส ัญลักษณข องฉลากผลิตภัณฑป ระเภทที่ 2
ISO 14023 : เปน วธิ ีการตรวจสอบและรบั รองผลติ ภัณฑท ่ีจะใชฉ ลากผลิตภัณฑประเภทท่ี 2
ISO 14024 : เปน แนวทางหลกั การ และขอ กําหนดของวธิ กี ารรบั รองผลิตภณั ฑท ีจ่ ะใชฉลาก

ผลติ ภณั ฑประเภทที่ 1
ISO 14025 : เปนแนวทางหลกั การ และขอ กาํ หนดของวธิ กี ารรบั รองผลิตภณั ฑท จ่ี ะใชฉ ลาก

ผลิตภณั ฑประเภทที่ 3

การประเมนิ ผลการดําเนินการดานสง่ิ แวดลอม
(Environmental Performance Evaluation)

มาตรฐานการประเมินผลการดําเนินการดานส่ิงแวดลอมมีประเทศสหรัฐอเมริกาเปน
เลขาธิการ ซึ่งขณะนีม้ ีเพยี ง 1 มาตรฐาน คอื

188

ISO 14031 : Environmental Management – Environmental Performance Evaluation –
Guideline เปนแนวทางในการออกแบบและการใชประโยชนของการประเมินผลการดําเนินการดาน
ส่งิ แวดลอ มสําหรับองคกรทกุ ขนาด ทกุ ประเภท

การประเมินวงจรของผลติ ภัณฑ (Life Cycle Assessment)

นอกจากมาตรฐานการใชฉลากสิ่งแวดลอม และระบบการจัดการสิ่งแวดลอมแลว ยังเชื่อกัน
วามาตรฐานการประเมินวงจรอายุของผลิตภัณฑจะเปนมาตรฐานอีกประการซึ่งจะมีผลกระทบสูงตอ
ธุรกิจตาง ๆ เน่ืองจากความตื่นตัวในการรักษาสภาพแวดลอมและผลกระทบตาง ๆ ท่ีอาจจะเกิดขึ้น
เกี่ยวกับผลติ ภัณฑตาง ๆ มีมากขึน้ ทําใหเกิดความตอ งการในการหาวธิ ีในการประเมินผลกระทบ และ
มาตรการในการลดผลกระทบดงั กลาว

การประเมินวงจรของผลิตภัณฑ มีหลักการท่วั ๆ ไปดงั น้ี

h จดั ทํารายการของปจ จยั ทใ่ี ชใ นกระบวนการผลิต ตลอดจนสวนตา ง ๆ ท่นี ํามาใชเพ่อื การ
ผลติ ใหบ รกิ าร การใชงานและผลทั้งหมดทไ่ี ดร ับจากกระบวนการดงั กลาว

h ประเมินผลกระทบทางสิง่ แวดลอ มที่อาจจะเกิดข้นึ จากรายการของปจจัยท่ีใชใ นกระบวน
การผลิตและสว นตา ง ๆ เพอ่ื การผลิต ใหบริการกบั การใชงานและผลทั้งหมดท่ีไดร บั จาก
กระบวนการดังกลา ว

h วเิ คราะหข อ มูลเพื่อดคู วามจาํ เปน และหาโอกาสในการลดผลกระทบทางสง่ิ แวดลอมท่ไี ด
ในการประเมิน

โดยปกตกิ ารประเมนิ ผลกระทบจะครอบคลมุ ไปถึงการใชทรัพยากรธรรมชาติ ผลกระทบตอ
ระบบนิเวศนว ทิ ยา และผลกระทบตอ สุขภาพดวย

การประเมนิ วงจรของผลิตภณั ฑส ามารถนําไปใชประโยชนไดดังนี้

h ผูผลิต/บริการใชเปนเคร่ืองมือในการคนหาโอกาสในการลดผลกระทบตอสิ่งแวดลอม
ของผลิตภัณฑ/บริการ โดยพิจารณาตลอดวงจรอายุของผลิตภัณฑ/บริการ การไดมา
ซ่ึงวตั ถดุ ิบเพือ่ การผลติ การออกแบบ การตดิ ตั้ง การผลิต การบริการ การใชงาน

h ภาครฐั บาล ผูผลติ /บรกิ าร มักจะใชผ ลการศึกษาการประเมินวงจรของผลิตภัณฑเปนแนว
ทางในการตัดสินใจในการวางแผนเชิงกลยุทธ การจัดลําดับความสําคัญการ
ปรับปรุงผลติ ภณั ฑห รอื กระบวนการผลิต

189

h ผูผลิต/บริการจะใชขอมูลในการวางแผนการตลาด เชน ในการทําฉลากส่ิงแวดลอมหรือ
ฉลากเขยี ว

การควบคมุ สารเคมอี ันตราย

สารเคมีอันตราย เปนสารเคมีท่ีมีคุณสมบัติที่แตกตางกันไปท่ีอาจกอใหเกิดอันตรายตอ
พนักงานท้ังในรูปของการบาดเจ็บและการเจ็บปวย โดยความรุนแรงนั้นจะขึ้นอยูกับชนิด ปริมาณ
และระยะเวลาทีส่ มั ผัสกบั สารเคมี ซง่ึ สารเคมใี นกลุมนีอ้ าจจะประกอบดว ย

1. สารท่ีระเบิดได (Explosives)
2. กา ซอนั ตราย/อัดแรงดัน (Dangerous/Compressed Gases)
3. ของแข็งไวไฟ/ตดิ ไฟ (Flammable/Combustible Liquid)
4. ของแขง็ ไวไฟ (Flammable Solids)
5. สารทเี่ ตมิ ออกซิเจน (Oxidizing Materials)
6. สารเปนพษิ (Toxic/Poisons Chemicals)
7. สารกัมมนั ตรงสี (Radioactive)
8. สารท่ีกัดกรอนได (Corrosives)
9. กาซอันตรายอ่ืน ๆ (ORM / Other Regulated Material)
โดยท่ัวไปสารเคมีจะเขาสูรางกายของคนได 4 ทางดวยกัน คือ โดยการหายใจ, การกิน, การ
ดูดซึมผานผิวหนัง และผานเขาทางบาดแผล เม่ือสารเคมีถูกดูดซึมเขาสูกระแสโลหิตแลว สารเคมีที่
เปน พษิ น้ันกจ็ ะกอใหเ กิดผลรา ยขนึ้ หรอื บางคร้งั กอ็ าจทําใหเ กดิ อันตรายตออวัยวะตา ง ๆ ไดดวย
อาการเฉียบพลัน (Acute Effect) = อาการท่ีรางกายแสดงออกมาภายหลังจากไดรับสารเคมี
เขาไปไมนานนกั
อาคารเร้ือรัง (Chronic Effect) = อาการท่ีรางกายคอยแสดงออกมา ซึ่งเปนผลจากการที่
รางกายไดรับสารเคมีเขาไปทีละนอย ๆ สะสมจนมีระดับสารเคมีท่ีสูงพอจะทําใหเปนผลเสียตอ
รางกายได
สารเคมอี นั ตราย จะมีสง่ิ บงบอกถึงอันตรายของสารเคมีน้ัน 2 ทางคอื

- ฉลากขางภาชนะบรรจุ
- แบบแจงรายละเอียดเกยี่ วกบั สารเคมีอนั ตราย (MSDS)
ขอ ควรปฏิบัตใิ นการใชส ารเคมี

h อา นฉลากขา งภาชนะบรรจุสารเคมีทุกชนดิ ท่ีใช
h ศกึ ษาขอมลู จาก MSDS เมื่อตอ งการรายระเอยี ดดานความปลอดภยั

190

h เมอ่ื มกี ารเปลย่ี นแปลงสารเคมีตัวใหม องคกร ควรจะพจิ ารณาถึงอันตรายของสารเคมีน้ัน
และจัดใหมกี ารฝก อบรมการใชส ารเคมีอยา งปลอดภัย

h ถา ไมท ราบวาสารเคมีนน้ั เปน อยา งไร ใหค ดิ ไวก อนวา สารเคมีน้ัน “อันตราย” และปฏิบัติ
ตามแผนควบคุมสารเคมีอันตรายขององคกร

แผนควบคมุ สารเคมอี ันตราย (Chemical Hazard Control Plan)

วัตถปุ ระสงค เพ่อื ควบคุมปรมิ าณการสมั ผสั เคมี ปอ งกันมใิ หพนกั งานไดรบั อนั ตรายจาก
สารเคมแี ละการเผา ระวังทางการแพทย

แผนควบคุมสารเคมอี นั ตรายจะมีผลทางการปฏิบตั ิจะตองครอบคลุมทั้ง 8 หวั ขอ นค้ี อื
1. มบี คุ คลรับผิดชอบ สนับสนุนแผน รวมถึงเจา หนาทคี่ วามปลอดภยั ในการทํางาน
2. การตรวจสขุ ภาพาและใหค ําปรึกษาทางการแพทยส ําหรบั พนกั งาน
3. องคกรพจิ ารณาและสนบั สนนุ ใหม กี ารตรวจวดั เพือ่ ควบคุมอนั ตรายท่จี ะเกิดขน้ึ
4. ดําเนินการตรวจสอบทอ ดูดควันและอปุ กรณป องกนั อนื่ ๆ ใหม่นั ใจวา ยังมีประสทิ ธภิ าพ
5. มาตรฐานขน้ั ตอนการปฏบิ ัติของบริษทั ฯ
6. การปฏบิ ตั งิ านพเิ ศษท่มี ีอนั ตรายจาํ เปน ตองขออนญุ าตกอ น
7. การทดสอบอปุ กรณป อ งกันท่ใี ชสําหรบั ทาํ งานในบรเิ วณที่มอี นั ตรายพิเศษ
8. ขา วสารและการฝกอบรมพนกั งาน

ขา วสารและการฝก อบรมพนักงาน (Employee Information and Training)

การตระหนกั ถึงอนั ตราย ส่ิงท่จี ะตองกระหนกั ถึงมีดงั นี้
h อนั ตรายทางกายภาพ และสขุ ภาพในพ้นื ทที่ ํางานของทา น

- อนั ตรายทางกายภาพ เปน สารเคมีจําพวกสารไวไฟ สารทร่ี ะเบดิ ได และสารท่ีทาํ
ปฏกิ ริ ยิ ารนุ แรง

- อันตรายตอสุขภาพ เปนสารเคมีจําพวกสารพิษ ซึ่งเปนเหตุกอใหเกิดมะเร็ง ทําลาย
ระบบสืบพันธุ หรือทําลายผิวหนัง, ตา, เนื้อเยื่อในจมูก, ปอด หรืออวัยวะภายใน
อื่น ๆ

h วธิ กี ารตรวจสอบหาระดบั อนั ตรายของสารเคมี ซง่ึ รวมถึง
- การตรวจสอบหาระดับของสารเคมีเปน ประจาํ
- การสงั เกตปรากฏการณทเี่ กดิ ขึน้ หรอื กล่ิน

h มาตรฐานท่ีกําหนดระดบั สารเคมีอนั ตราย

191

- สถานทจี่ ดั เก็บของ MSDS และเอกสารอางองิ อ่ืน

อปุ กรณป อ งกนั อนั ตรายสว นบุคคล

กอ นเรม่ิ ปฏบิ ัติงานท่เี กย่ี วขอ งกับสารเคมีอนั ตรายจะตอ งทาํ ความเขา ใจเพอ่ื ใหสามารถ
นํามาใชไดอ ยา งถกู ตองและเหมาะสม และควรสวมใสอ ปุ กรณใหครบถวนตามทก่ี าํ หนด ดงั น้ี

h รองเทา กนั สารเคมี
h อปุ กรณป อ งกันรางกาย เชน ผากนั เปอ น

- สวมใสใหเรยี บรอยกอ นเขา ปฏิบตั งิ าน
- ถอดออกทนั ทถี า สารเคมหี กรด
h อปุ กรณป อ งกันตา ไดแก กอ กเกอร, แวน ตานริ ภยั มกี ระบังขา งหรือกระบงั หนา ควรสวม
ใสทุกคร้ัง เม่ือเขาไปปฏิบัติงานในบริเวณท่ีมีระดับสารเคมีเกินมาตรฐานหรือในระดับท่ีอาจเปน
อนั ตราย
h ถุงมือกันสารเคมี เม่อื ตอ งสมั ผัสสารมพี ิษ
- เลอื กชนิดท่เี หมาะสมกับสารเคมีนั้น
- ตรวจสอบถงุ มอื กอ นสวมใสทกุ ครั้ง
- ลา งถุงมอื กอนถอด
- เปล่ียนใหมเปน ระยะ ๆ
h หนา กากกรองอากาศ ใชเมื่อจําเปนตองปฏบิ ัติงานในบรเิ วณท่มี ีระดับสารเคมีเกนิ
มาตรฐาน
- ผใู ชตองมัน่ ใจวา ไมม ผี ลตอ สุขภาพ
- ผใู ชตองไดร บั การอบรมวิธกี ารใชอ ยางถูกตองและวธิ บี าํ รงุ รกั ษาอปุ กรณ
h อปุ กรณปอ งกนั อนั ตรายสว นบุคคลอื่น ๆ ทจ่ี ําเปน

มาตรการในการปฏิบตั งิ าน

h การเก็บสารเคมี ควรเกบ็ ไวในท่เี ยน็ อากาศถา ยเทดมี ีพัดลมระบายอากาศ และไมส ัมผัส
กบั แสงอาทติ ยโ ดยตรง

h เครอ่ื งใชไฟฟาและอปุ กรณไฟฟา ทกุ ชนิดในหอ งปฏบิ ตั งิ านเกยี่ วกับสารเคมี ควรเปนชนดิ
ปอ งกันประกายไฟทที่ ําใหร ะเบดิ ได (Explosion Proof) และควรมีสายไฟตอลงดิน

h สําหรบั สารเคมีทีม่ ีพิษ ควรจะตดิ ต้งั ระบบดูดอากาศเฉพาะท่ี

192

h หลงั ปฏบิ ัตงิ านตอ งทําความสะอาดพ้ืนท่ปี ฏิบัตงิ านทกุ ครั้ง
h จดั เก็บพ้นื ที่ปฏบิ ตั ิงานใหส ะอาดและเปน ระเบยี บเรียบรอ ย
h หา มปฏบิ ัตงิ านคนเดียวในพ้ืนที่ที่สารเคมีอันตรายมาก ใหใ ชระบบ Two Person Rule
h การกําจัดของเสีย จะตอ งจดั ภาชนะทป่ี ลอดภัย และนาํ ไปท้ิงในท่ีท่ปี ลอดภัยทุกกะ

ปฏิบัตกิ ารฉุกเฉิน (Emergency Procedures)

h กรณที ีส่ ารเคมีกระเดน็ เขา ตา มขี อ ควรปฏิบัตดิ ังน้ี (เบิกตาตลอดเวลาขณะที่น้ํา
- ไปที่บริเวณอางลางตาฉกุ เฉนิ ท่ใี กลท ี่สุดทันที
- ลางตาดวยนํา้ โดยใหน ้ําผานตานานอยา งนอย 15 นาที
ผา นตา
- พบปรึกษาแพทย/ พยาบาล ทันที

h กรณีที่สารเคมีกระเดน็ /หกรดผวิ หนังหรอื รางกาย
ลา งบรเิ วณทส่ี มั ผสั กบั สารเคมีดว ยน้ํา นานอยางนอ ย 15 นาที แลวถอดเสื้อผาทถ่ี กู สารเคมี

ออกทนั ที (กรณีรุนแรงใหล างน้าํ อกี ครงั้ หลังจากถอดเสอ้ื ผา ท่ีปนเปอ นแลว)

h กรณีเกิดไฟไหม หรือการรัว่ ไหลของสารเคมี
- ใหป ฏิบัติตามแผนฉุกเฉนิ ขององคกร โดยจะตอ งมแี ผนฉกุ เฉนิ ของกรณไี ฟไหมดวย

193

194

หมายเหตุ : ขนาดของฉลากขางภาชนะบรรจุข้ึนอยูก บั ปรมิ าตรของภาชนะ ดังตารางตอไปนี้

ปริมาตรของภาชนะบรรจุ (V) ขนาดเล็กท่ีสุดของฉลาก

V < 0.5 ลิตร 37 มม. X 52 มม.
0.5 ลิตร < V < 1 ลติ ร 52 มม. X 74 มม.
1 ลติ ร < V < 10 ลติ ร 74 มม. X 105 มม.
10 ลิตร < V < 50 ลิตร 105 มม. X 148 มม.
148 มม. X 210 มม.
< 50 ลิตร

1

บทที่ 8

กฎกระทรวงอตุ สาหกรรม และกฎหมายทเี่ ก่ียวขอ งกับความปลอดภยั
ในการทาํ งานดานตา ง ๆ

กฎหมายโรงงานที่สําคัญ คือ พระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2512 ซ่ึงแบงสาระสําคัญไดเปน 4 สวน
คือ การอนญุ าตโรงงาน นโยบายเศรษฐกิจ ความปลอดภัย – อนามัย และส่งิ แวดลอ ม

บทความนี้ จะกลาวเฉพาะบทบัญญัติท่ีเก่ียวของกับความปลอดภัย และอนามัย โดยมีคําอธิบายตัว
บทเพอื่ เปนแนวทางดานปฏิบัติดว ย

บทบัญญัติที่เก่ียวของกับการปองกันอุบัติเหตุอันตราย และการเสริมสรางความปลอดภัยในโรงงาน
อตุ สาหกรรม ตามพระราชบัญญตั ิโรงงาน พ.ศ.2512 ไดแก

มาตรา 27 ในกรณมี ีอุบัตเิ หตใุ นโรงงานเนอื่ งจากโรงงานหรอื เครื่องจักรของโรงงานถา อบุ ตั เิ หตุนั้น
(1) เปนเหตใุ หบคุ คลถึงแกความตาย หรือเจบ็ ปวยซงึ่ ภายหลังเจ็ดสบิ สองชัว่ โมงแลวยงั

ไมสามารถทํางานในหนา ที่เดิมได ใหผ ูร บั ใบอนุญาตประกอบกจิ การโรงงานแจง เปน หนังสอื ใหพ นักงาน
เจาหนา ท่ีทราบภายในสามวนั นับแตว นั ตาย หรือวนั ครบกาํ หนดเจ็ดสบิ สองชว่ั โมงแลว แตก รณี

(2) เปนเหตใุ หโ รงงานตอ งหยดุ ดาํ เนินงานเกนิ กวาเจด็ วัน ใหผ ูรับใบอนญุ าตประกอบ
กจิ การโรงงานแจงเปน หนังสอื ใหพ นกั งานเจา หนา ทที่ ราบภายในสิบวนั นับแตว นั เกดิ อบุ ัตเิ หตุ

คําอธิบาย

เมื่อเกิดอุบัติเหตุในโรงงานอันเนื่องมาจากการประกอบกิจการ อาคารโรงงาน หรือเครื่องจักร ผูรับ
ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (เจาของโรงงาน หรือผูจัดการตามทะเบียนนิติบุคคล) จะตองแจงเปน
หนงั สอื (ในลักษณะของรายงาน) ใหกรมโรงงานอุตสาหกรรมไดทราบภายในเวลาที่กําหนดไว แยกไดเปน 2
กรณี คอื

1. กรณีท่ีอุบัติเหตุน้ัน ทําใหมีคนถึงแกความตาย หรือ ทําใหมีผูเจ็บปวยไมสามารถทํางานในหนาท่ี
เดิมไดเกินกวา 3 วัน หรือ 72 ช่ัวโมง ซึ่งอาจเปนกรณีที่ผูบาดเจ็บตองหยุดงานไป หรือพักรักษาตัวใน
สถานพยาบาล หรอื ถกู สับเปลี่ยนไปทํางานในหนาท่ีอื่นมากกวา 3 วันติดตอกัน เจาของโรงงานหรือผูจัดการ
มหี นาทีต่ องแจงการเกดิ อบุ ตั เิ หตุน้นั โดยรายงานเปน หนังสือใหกรมโรงงานอุตสาหกรรมไดทราบภายใน 3
วัน นับแตว ันตาย หรอื ในวนั ทส่ี ่ีของการหยดุ งานครบ 3 วนั แลว แตก รณี

2. กรณที ่ีเกิดอบุ ตั เิ หตุโดยไมทาํ ใหม ีคนบาดเจ็บหรอื ตาย แตท าํ ใหโรงงานตองหยุดดําเนินงานเกินกวา
7 วัน ซึ่งอาจจะเน่ืองมาจากเคร่ืองจักรหรืออุปกรณบางอยางชํารุดเสียหายตองหยุดซอมแซมแกไข หรือทําให

2

เกิดปญ หาในขบวนการผลิต หรอื เกิดอคั คภี ัยเจา ของโรงงานหรือผูจัดการก็ตองแจงเปนหนังสือโดยทํารายงาน
เกี่ยวกับอบุ ตั ิเหตใุ หกรมโรงงานอุตสาหกรรมไดท ราบภายในเวลา 10 วัน นับตง้ั แตว นั ทีเ่ กิดอบุ ัตเิ หตุนน้ั

มาตรา 28 ในกรณีโรงงานเกิดอุบัติเหตุตามมาตรา 27 และ พนักงานเจาหนาที่ไดเขาตรวจโรงงาน
และเครื่องจักรแลว เห็นวาโรงงานและเครื่องจักรนั้นไมอาจซอมแซมใหอยูในสภาพที่จะใชการไดโดย
ปลอดภัยใหพนักงานเจาหนาท่ีรายงานตอปลัดกระทรวงหรือผูซ่ึงปลัดกระทรวงมอบหมายใหออกใบอนุญาต
เพื่อพิจารณาส่ังเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานเมื่อมีคําส่ังเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการ
โรงงานแลว ใหแจงใหผูรับใบอนุญาตประกอบกจิ การโรงงานทราบ

คําส่ังเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ใหอุทธรณตอรัฐมนตรีไดภายในสิบหาวันนับแต
วันทีไ่ ดทราบคําสั่ง คําวนิ จิ ฉัยของรัฐมนตรีใหเปนทส่ี ดุ

ถาผูซ่งึ ถูกสงั่ เพกิ ถอนใบอนญุ าตประกอบกจิ การโรงงานตามวรรคหนึ่งประสงคจะต้ังโรงงานข้ึนใหม
แทนโรงงานเดิม ใหดําเนินการเสมือนผูขออนุญาตต้ังโรงงานใหม และถาไดขออนุญาตภายในหนึ่งรอยแปด
สบิ วัน นับแตว ันทถ่ี กู สงั่ เพิกถอนใบอนญุ าตแลว มิใหนาํ มาตรา 33 มาใชบังคับ

ในการพิจารณาการขออนุญาตตามวรรคสาม ถาปลัดกระทรวงหรือผูซ่ึงปลัดกระทรวงมอบหมาย
ใหออกใบอนุญาตเห็นวาการขออนุญาตดังกลาวเปนไปตามหลักเกณฑวิธีการและเงื่อนไขที่เคยไดรับ
ใบอนุญาตประกอบกจิ การโรงงานเดิม ก็ใหออกใบอนุญาตต้ังโรงงานและใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน
ใหโดยมชิ กั ชาแตส ถานทตี่ ั้งโรงงานนนั้ หากไมอาจอนญุ าตใหต้ังในสถานที่เดิมได จะอนุญาตใหต้ังในสถานที่
อน่ื ได

คําอธิบาย

เม่ือเกิดอุบัติเหตุในโรงงานอุตสาหกรรม อันทําใหมีผูถึงแกความตาย หรือตองหยุดงานเพื่อ
รักษาพยาบาลเกินกวา 3 วัน หรือทําใหโรงงานตองหยุดดําเนินงานมากวา 7 วันตามมาตรา 27 แลวเม่ือกรม
โรงงานอุตสาหกรรมไดทราบเรื่องราวการเกิดอุบัติเหตุ ก็จะมอบหมายใหพนักงานเจาหนาท่ีตาม
พระราชบญั ญตั โิ รงงาน พ.ศ. 2518 ไดเขา ตรวจโรงงานและเครอ่ื งจกั ร

หากการตรวจสอบโรงงานพบวา อาคารโรงงานและเคร่ืองจักรน้นั ไมอ าจจะทําการซอมแซมแกไขให
มีสภาพใชงานไดดังเดิมหรือใชไดอยางปลอดภัยแลว พนักงานเจาหนาท่ีผูตรวจโรงงาน จะตองทํารายงาน
เสนอใหมีการพิจารณาส่ังเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานน้ัน หากปลัดกระทรวงหรือผูไดรับ
มอบหมายใหออกใบอนุญาตพิจารณาแลวเห็นชอบ และมีคําสั่งเพิกถอนใบอนุญาตโรงงานที่เกิดอุบัติเหตุน้ัน
ก็จะส้ินสภาพการเปนโรงงานตามกฎหมาย หากโรงงานประสงคจะประกอบกิจการตอไป ก็ตองดําเนินการ
เสมือนผูขออนุญาตต้ังโรงงานใหมในกรณีท่ีโรงงานไมพอใจคําสั่งเพิกถอนใบอนุญาตก็สามารถอุทธรณตอ
รัฐมนตรีวาการกระทรวงอุตสาหกรรมได และหากวาถูกเพิกถอนใบอนุญาตแลวและทําเร่ืองของจัดตั้ง
โรงงานใหมภายใน 180 วัน ก็จะไมตองถูกบังคับโดยมาตรา 33 ซ่ึงระบุวา “เพื่อประโยชนในทางเศรษฐกิจ

3

ของปรเทศใหรัฐมนตรีมีอํานาจประกอบในราชกิจจานุเบกษา โดยไดรับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ใน
เรื่องดังตอไปน้ี

1. กําหนดจาํ นวนโรงงานแตล ะประเภทหรอื ชนิดท่ีจะอนุญาตใหจ ัดตั้งหรอื ขยาย หรือทจี่ ะไมอนุญาต
ใหจัดต้งั หรอื ขยายในทองทีใ่ ดทองท่หี น่งึ

2. กําหนดชนิด คุณภาพ อัตราสวนของวัตถุดิบหรือแหลงกําเนิดของวัตถุดิบ ที่จะนํามาใชหรือผลิต
ในโรงงานทจ่ี ะอนุญาตใหจดั ตงั้ หรือขยาย

3. กาํ หนดชนดิ หรอื คุณภาพของสินคาท่ผี ลติ ในโรงงานท่ีจะอนญุ าตใหจ ดั ตง้ั หรือขยาย
4. กําหนดใหนําผลผลิตของโรงงานท่ีจะอนุญาตใหจัดตั้งหรือขยายไปใชในอุตสาหกรรมบาง
ประเภทหรือใหส ง ผลผลิตออกนอกราชอาณาจักรท้ังหมดหรอื บางสวน
ดังนน้ั แมวาในระยะเวลาดงั กลาวจะไดม ีประกาศตามมาตรา 33 นี้ใชบังคับอยูและโรงงานทข่ี อจดั ตงั้
ใหม เน่ืองจากถูกเพิกถอนใบอนุญาตตามมาตรา 28 จะไดเขาขายในประกาศนั้นก็ตาม แตก็ยกเวนไดตาม
วรรคสามของมาตรา 28 แตหากวาไมไ ดดาํ เนินการขอจดั ตั้งภายใน 180 วนั ก็จะตองถูกบังคับดวยมาตรา 33
ดวย

มาตรา 35 โรงงานใดท่ีกอใหเกิดอันตรายอยางรายแรงแกสาธารณชนใหปลัดกระทรวงหรือผูซ่ึง
ปลัดกระทรวงมอบหมายใหออกใบอนุญาตสั่งใหผูรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานน้ันหยุดประกอบ
กิจการโรงงานท้ังหมดหรือบางสวนเปนการช่ัวคราว และปรับปรุงแกไขโรงงานน้ันเสียใหมใหเสร็จภายใน
ระยะเวลาท่ีกาํ หนด

4

เม่ือพนระยะเวลาดังกลาวแลว ถาผูรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานปรับปรุงแกไขโรงงาน
แลว ใหปลัดกระทรวงหรือผูซ่ึงปลัดกระทรวงมอบหมายใหออกใบอนุญาตสั่งใหประกอบกิจการโรงงาน
ตอไปได

ถา ผรู บั ใบอนญุ าตประกอบกจิ การโรงงานไมป รบั ปรุงแกไ ขหรอื ไมส ามารถปรับปรุงแกไขโรงงานให
ปลอดภัยแกสาธารณะชนใหปลัดกระทรวงหรือผูซ่ึงปลัดกระทรวงมอบหมายใหออกใบอนุญาตรายงานตอ
รัฐมนตรีเพอื่ พิจารณาส่งั ยายโรงงานทั้งหมดหรือบางสวนภายในระยะเวลาที่กําหนดจากทองท่ีน้ันไปยังทองที่
อ่นื ซึ่งจะไมทาํ ใหเ กิดอนั ตรายอยางรา ยแรงแกส าธารณชน คําวนิ จิ ฉยั ของรฐั มนตรีใหเ ปนท่สี ดุ

เม่ือไดรับคําสั่งใหยายโรงงานแลว ใหผูรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานดําเนินการเสมือนผูขอ
อนุญาตต้ังโรงงานใหม แตใหไดรับการยกเวนไมตองเสียคาธรรมเนียมใบอนุญาตตั้งโรงงานและใบอนุญาต
ประกอบกจิ การโรงงานท่ีออกใหใ หมน ้นั

ในกรณีที่มีคําส่ังยายโรงงาน ถาผูรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานไมยายโรงงานภายใน
ระยะเวลาท่ีกําหนด ใหปลัดกระทรวงหรือผูซ่ึงปลัดกระทรวงมอบหมายใหออกใบอนุญาตสั่งเพิกถอน
ใบอนุญาตประกอบกจิ การโรงงานนัน้ ดว ย

คําอธิบาย

มาตรา 35 หมายถึงโรงงานที่กอใหเกิดอันตรายาอยางรายแรงแกสาธารณชน ไดแก โรงงานที่ปลอย
สารพิษออกนอกโรงงาน ปลัดกระทรวงหรือผูซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมายใหออกใบอนุญาตก็จะส่ังการให
โรงงานหยุดดําเนินงานทั้งหมดหรือเฉพาะบางขบวนการผลิตเปนท่ีกอใหเกิดอันตรายน้ันเปนการช่ัวคราว
เพื่อใหโ รงงานไดแ กไขปรบั ปรงุ ใหปลอดภยั ภายในเวลาท่ีกาํ หนด

ในกรณที เี่ ปน อนั ตรายรายแรงถึงขนาด และโรงงานไมส ามารถแกไขไดก็จะถูกส่ังยายโรงงานทั้งหมด
หรือบางสวนไปตั้งในทําเลท่ีเหมาะสมตอไป หรืออาจถึงข้ันถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตจนสิ้นสภาพโรงงาน
ตามกฎหมาย

มาตรา 36 เพอ่ื ปฏิบัตกิ ารใหเ ปน ไปตามพระราชบญั ญัตินีใ้ หพนกั งานเจา หนา ที่มีอํานาจดงั ตอไปนี้

(1) เขาไปในอาคารสถานที่หรือยานพาหนะที่พนักงานเจาหนาที่มีเหตุควรสงสัยวาจะเปนโรงงานที่
ไมไดรับอนุญาตตามพระราชบัญญตั นิ ี้

(2) เขาไปในโรงงานในระหวางเวลาทําการเพ่ือตรวจสภาพโรงงาน อาคาร หรือสถานท่ี สภาพ
เครื่องจักร บริเวณโรงงาน บริเวณอาคารหรือสถานที่ และอ่ืน ๆ เพ่ือปองกันความรําคาญหรืออันตรายอันอาจ
กอ ใหเ กิดแกบ คุ คลหรือทรัพยสิน


Click to View FlipBook Version