บทที่ 4
อุปกรณน ริ ภยั
โรงงานอุตสาหกรรม หรือสถานประกอบการทางชางไดรณรงคเร่ืองความสําคัญของความ
ปลอดภัยในการทาํ งาน เพอื่ ฝก พนักงานใหเปนผูมีสามัญสํานกึ ในการทาํ งานจนเปนนสิ ัย และถอื วา
“การปองกันอุบัติเหตุหรือความปลอดภัย เปนสวนหนึ่งของการทํางาน” แตอยางไรก็ตามแมจะมีการ
รณรงคและประชาสัมพันธเร่ืองความปลอดภัยอยางท่ัวถึงแลวก็ตาม อุบัติเหตุก็ยังมีเกิดขึ้นบอยครั้ง
เพราะอุบัติเหตุท่ีเกิดข้ึน เกิดจากการเผลอหรือประมาทของพนักงาน ซึ่งยอมจะเกิดข้ึนได ตอมาก็ไดมี
วิธีชวยลดอุบัติเหตุโดยวิธีขจัดอันตรายหรือควบคุมทางวิศวกรรม ซ่ึงไดแกการสรางเครื่องปองกัน
อนั ตรายทเ่ี ครอื่ งจกั ร เชน พวกการด หรือครอบปดชนิ้ สวนทีห่ มุน, ทเี่ คลอ่ื นไหว และเครือ่ งจกั ร ถึงแม
จะมีการปอ งกันทางวศิ วกรรม แตอบุ ัติเหตุก็ยังเกิดขึ้นอีก ไมสามารถจะปองกันได 100% และเพ่ือเปน
การเพมิ่ ความปลอดภยั ใหพ นกั งาน จงึ ตองมเี ครอ่ื งปอ งกนั อนั ตรายสว นบุคคลเปนวิธีสดุ ทา ย
อปุ กรณป อ งกนั อันตรายสว นบคุ คล
อุปกรณปองกันอันตรายสวนบุคคล หมายถึง สิ่งหนึ่งสิ่งใดท่ีสวมใสลงบนอวัยวะสวนใดสวนหนึ่ง
ของรางกายหรือหลาย ๆ สวนรวมกัน โดยมีวัตถุประสงคเพ่ือปองกันอันตรายใหแกอวัยวะสวนนั้น ๆ
ไมใ หต อ งประสบกับอนั ตรายท่ีจะเกิดขึน้ ในระหวา งการปฏิบตั งิ าน
เครื่องปองกันหรืออุปกรณปองกันอันตรายสวนบุคคลทําหนาท่ีปองกันภัยที่จะเกิดแกอวัยวะ
ตา ง ๆ ของรางกายพนกั งาน เชน ศีรษะ, ดวงตา, มือ และเทา ฯลฯ
รูปแสดงอุปกรณป องกนั อันตรายสว นบคุ คล
100
แนวทางการเลอื กและใชอ ุปกรณป อ งกนั อนั ตรายสว นบคุ คลอยา ง
เหมาะสม
1. หลักเกณฑใ นการเลอื กอปุ กรณปองกันอนั ตรายสว นบุคคล
การเลอื กอปุ กรณป อ งกนั ฯ มหี ลักเกณฑท ใี่ ชประกอบการพิจารณาเลือก 9 ประการสาํ คัญ คือ
1.1 เลือกใหเหมาะสมกับลักษณะงานท่ีเปนอันตราย ตองทราบลักษณะงานท่ีทําจะเกิด
อันตรายอะไรไดบาง ขอมูลน้ีจะไดจากการวิเคราะหงานเพ่ือความปลอดภัย เชน ถาเราตองทํางาน
เก่ยี วกับกรด เรากค็ วรเลอื กใชห นา กากที่สามารถปองกันไอกรดนั้นได เลือกใชถุงมือปองกันกรด เปน
ตน
1.2 เปนอุปกรณปองกันอันตรายสวนบุคคลที่ผานการทดสอบหรือรับรองประสิทธิภาพ
จากสถาบันหรือองคการท่ีเกี่ยวของกับงานทางดานความปลอดภัยและสุขภาพอนามัย เชน อุปกรณ
ปองกันระบบทางเดนิ หายใจทมี่ หี นงั สอื รับรองประสทิ ธิภาพจากสถาบนั อาชวี อนามยั และความปลอดภยั
แหงสหรัฐอเมริกา (National Institute for Occupational Safety and Health : NIOSH) สํานักงาน
ความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยเหมืองแรแหง สหรฐั อเมริกา (Mine Safety and Health Administration
: MSHA) หรือเปนอุปกรณปอ งกนั ทผ่ี ลติ ขึน้ ตามมาตรฐานกําหนด เชน มาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม
(มอก.) มาตรฐานแหง ชาตอิ เมรกิ ัน (American National Standard Institute : ANSI) จะทําใหมั่นใจไดวา
สามารถปอ งกนั อันตรายดังที่ระบไุ วท่ีอปุ กรณปองกันนัน้
1.3 ขนาดที่พอเหมาะกับผูใช เน่ืองจากอุปกรณปองกันอันตรายสวนบุคคลสวนใหญแลว
จะเปนผลิตภัณฑที่มาจากตางประเทศ และมีขนาดที่แตกตางกันไปมาก บางชนิดจะมีขนาดใหญโตเกินไป
ไมเหมาะสมกับขนาดรางกายคนไทย
1.4 ประสิทธิภาพสูง ตองพิจารณาประสิทธิภาพของอุปกรณปองกันอันตรายสวนบุคคล
ท่ีมีประสิทธิภาพสูงสามารถปองกันอันตรายนั้นไดเปนอยางดี การใชอุปกรณปองกันอันตราย
สวนบุคคลท่ีมีประสิทธิภาพต่ํานอกจากจะไมเกิดประโยชนในการปองกันแลว ยังอาจทําใหเกิด
อันตรายมากยงิ่ ข้ึนไปอกี
1.5 มีนํ้าหนักเบา และสวมใสสบาย เน่ืองจากอุปกรณปองกันอันตรายสวนบุคคลตองใช
สวมใสเขาไปยังอวัยวะสวนใสใดสวนหน่ึงหรือหลายสวนของรางกาย ถามีน้ําหนักเบาและสวมใสสบาย
ก็จะทําใหผูใ ชงานไมเ กิดความรําคาญ มีความเต็มใจที่จะสวมใสอยูไดเปนเวลานานและมีความรูสึก
ไมขดั ขวางตอการทํางาน
1.6 ใชงานไมยุงยาก อุปกรณปองกันอันตรายสวนบุคคลที่ออกแบบมาใชไดงาย ไมยุงยาก
จะทําใหไมตองใชเวลาในการฝกอบรม หรือฝกปฏิบัติใหกับผูใชงาน ซึ่งสามารถเรียนรูวิธีการใช
ไดอ ยา งรวดเรว็ ซึง่ ทาํ ใหเกิดความพงึ พอใจในการใชอุปกรณปองกนั นัน้
101
1.7 บํารงุ รกั ษางา ย เมือ่ ใชอปุ กรณป องกันอันตรายสวนบุคคลไป ยอมตองมีการบํารุงรักษา
เพอ่ื ใหม อี ายกุ ารใชง านท่ยี าวนานและคงประสิทธิภาพในการปองกันเอาไว การบํารุงรักษาควรกระทํา
ไดงายไมยุงยาก เพ่ือใหผูใชงานหรือผูรับผิดชอบในการบํารุงรักษาใหความสนใจในการบํารุงรักษา
อยา งสมาํ่ เสมอ
1.8 ทนทาน หาอะไหลไดงาย ควรเปนอุปกรณปองกันอันตรายสวนบุคคลท่ีทําดวยวัสดุ
ท่ีทนทาน มีอายุการใชงานท่ียาวนานและเม่ือมีช้ินสวนหรืออุปกรณประกอบชํารุดหรือหมดอายุ
สามารถหาอะไหลม าเปลยี่ นไดงา ย
1.9 มีใหเลือกหลายสี หลายแบบ และหลายขนาด เน่ืองจากอปุ กรณปอ งกันอนั ตรายสว นบคุ คล
ตองใชต ดิ ตัวผูปฏบิ ตั งิ านตลอดเวลาที่ทํางาน ความพึงพอใจหรือความเต็มใจของผูใชงานน้ันอาจขึ้นอยู
กับสีสัน แบบและขนาดของอุปกรณปองกันประเภทน้ันได เมื่อมีใหเลือกหลายสี หลายแบบ หรือ
หลายขนาดก็สามารถจัดหาใหตรงกับความตองการของผูใชงานได ทางโรงงานหรือสถานประกอบการ
อาจมีความประสงคที่จะใชสีสันของอุปกรณปองกันอันตรายสวนบุคคลเพื่อแบงกลุมงานในหนาท่ี
รับผิดชอบตาง ๆ กันได
2. หลักเกณฑในการใชอปุ กรณป อ งกนั อนั ตรายสวนบุคคล
การใชอุปกรณปอ งกัน ฯ อยางมีประสิทธภิ าพและเกดิ ประสิทธิผลสูงสุดน้ัน ควรพิจารณา
หลกั เกณฑ 9 ประการตอไปน้ี
2.1 ใชใหถูกกับชนิดของอันตราย เนื่องจากอุปกรณปองกันอันตรายสวนบุคคลแตละ
ประเภทหรือแตละชนิดสวนใหญจะออกแบบมาสําหรับปองกันอันตรายเฉพาะอยาง เชน หนากาก
ปองกันฝุนก็ใชเฉพาะการปอ งกันฝนุ เทา นั้น ไมสามารถนําไปใชป อ งกันไอระเหยของสารอินทรียหรือ
กา ซพิษ หมวดนริ ภยั ท่ปี อ งกันแรงดันไฟฟา จํากดั ไมสามารถนาํ ไปใชก บั งานทม่ี กี ระแสไฟฟาแรงสูงได
เปน ตน
2.2 ตองมีการสอนหรืออบรมการใชอุปกรณปองกัน ฯ ผูปฏิบัติงานอาจจะยังไมทราบถึง
ความจําเปนท่ีตองใชอุปกรณปองกันอันตรายสวนบุคคล จึงควรมีการสอนใหความรูเกี่ยวกับอันตราย
และวิธีการปองกัน บอกใหทราบถึงประโยชนของการใชและโทษของการไมใช มีการอบรมใช
อุปกรณปองกนั อันตรายสวนบุคคลอยางถกู ตอ ง
2.3 มแี ผนการใชเ พอ่ื ใหเกดิ ความเคยชินในการใชอุปกรณปองกันระยะแรก สําหรับผูปฏิบัติงาน
ที่ไมเคยใชอุปกรณปองกันอันตรายสวนบุคคลมากอน จะมีความรูสึกท่ีตอตานกับส่ิงแปลกปลอมท่ี
นํามาสวมใสเขากับรางกาย ดังน้ันการใชอุปกรณปองกัน ฯ ควรมีแผนการใชเพื่อใหเกิดความเคยชิน
และปรับตัวในระยะแรก โดยวันแรกของสัปดาหท่ีเร่ิมใชใหสวมใสเปนระยะเวลาส้ัน ๆ กอน และวัน
ตอมาใหเพ่ิมระยะเวลาท่ีสวมใสใหนานข้ึนทั้งชวงเชาและบาย จนในวันสุดทายของสัปดาหที่เริ่มใชน้ี
สามารถสวมใสไ ดตลอดการทาํ งาน
102
2.4 มีแผนชกั จงู และสงเสรมิ ใหใช โดยฝายบริหารของโรงงานจัดการ อาจจัดกิจกรรมท่ีเปน
การชักจูงและสงเสริมใหมีการใชอุปกรณปองกัน ฯ เชน การจัดประกวดแขงขันเพิ่มอัตราการใช
อุปกรณปองกัน ฯ ขณะทํางานระหวางหนวยงานในโรงงานจัดใหมีการติดโปสเตอร ปายเตือน
เกยี่ วกบั การใชอปุ กรณป องกนั อนั ตรายสว นบคุ คล
2.5 มีการกําหนดกฎระเบียบขอบังคับในการใชอุปกรณปองกันอันตรายสวนบุคคล โดยยึด
ขอกําหนดตามกฎหมายที่จะตองจัดเตรียมไวใหใชในกรณีที่ไมสามารถควบคุมปองกันอันตรายดวย
วธิ ีการทางวิศวกรรมลงได เม่ือผูปฏิบัติงานไดปฏิบัติไปตามกฎระเบียบท่ีกําหนดไวก็ควรไดรับรางวัล
ไดรับคํายกยองชมเชยใหไดทราบท่ัวกัน สวนผูที่ฝาฝนไมปฏิบัติตามกฎระเบียบควรมีการตักเตือน
และลงโทษตามสมควร
2.6 จัดใหมีปริมาณพอเพียงกับจํานวนผูใช ผูปฏิบัติงานที่ทํางานเสี่ยงตออันตรายทุกคน
จาํ เปน จะตอ งสวมใสอุปกรณปอ งกันอนั ตรายสว นบคุ คลทกุ คน ดังน้ัน การจัดเตรียมจะตองมีใหเพียงพอ
กับจํานวนคนที่ทํางาน อุปกรณปองกันอันตรายสวนบุคคลบางประเภทควรมีใชประจําตัว เชน
หมวกนริ ภัย รองเทานิรภยั ปลั๊กอดุ หู เปน ตน บางประเภทอาจสับเปลีย่ นกนั ใชงานได เชน ถุงมอื ปอ งกนั
ความรอน หนา กากเชื่อม เปนตน
2.7 เม่ือชํารุดตองรีบเปล่ียนใหมหรือซอมแซม อุปกรณปองกันอันตรายสวนบุคคล
เม่อื ชํารุดจะทาํ ใหป ระสิทธิภาพในการปอ งกันอันตรายน้ันลดลงไปหรือหมดสภาพในการปองกันอันตราย
น้ันเลย เม่ือพบวามีการชาํ รุดจะตองเปลี่ยนชิ้นสวนที่ชํารุดหรือซอมแซมใหม ถาเปนประเภทที่ไมมี
ชิ้นสวนสาํ หรบั เปลี่ยนหรอื ซอมแซมไมไดกจ็ าํ เปนจะตอ งเปลี่ยนไปใชของใหม
2.8 มีการทําความสะอาดเปนประจํา เม่ือใชอุปกรณปองกันอันตรายสวนบุคคลไปแลว
จะมีสิ่งสกปรกเปรอะเปอนติดคางอยูหรืออาจมีส่ิงท่ีทําใหวัสดุท่ีใชทําอุปกรณเสื่อมสภาพไปไดเร็ว
ดังนั้นจึงควรมีการทําความสะอาดเปนประจําท้ังกอนใชงานและหลังใชงานแลว และบางประเภท
ตองผานการฆาเช้ือโรค ในกรณีท่ีตองใชรวมกันกับผูอ่ืน หรือแมจะใชกับตัวเอง เชน อุปกรณปองกัน
ระบบทางเดินหายใจ อุปกรณปองกันระบบการไดยิน เปนตน ท้ังน้ีเพ่ือใหอายุการใชงานที่คง
ประสิทธิภาพไดนาน มีความปลอดภัยตอการติดเชื้อโรคและทําใหอุปกรณปองกันนั้นสะอาดนาใช
หรือนา สวมใส
29. มีการตรวจสอบและการเก็บรักษาอยางถูกตอง อุปกรณปองกันอันตรายสวนบุคคล
เมื่อใชงานไปแลวจะตองไดรับการตรวจสอบสภาพของวัสดุอุปกรณที่ใชทํา ประสิทธิภาพในการ
ปองกันอันตรายยังดีอยูหรือไม เมื่อพบขอบกพรองก็ทําการซอมแซมหรือเปล่ียนใหม ในการเก็บรักษา
ทั้งท่ีเปน ของใหมสํารองไวใ ชง านหรือที่ผานการใชงานมาแลว ตองมีการเก็บท่ีเหมาะสมไมเปนแหลง
ท่ีจะเกิดการปนเปอนของส่ิงสกปรก หรือเปนแหลงท่ีจะทําใหวัสดุอุปกรณนั้นเสื่อมสภาพไปเร็ว เชน
มีความรอ น ความช้ืนสงู มสี ารเคมี ฝนุ ละอองปนเปอ น เปนตน
103
3. ในการใชอปุ กรณปองกนั อนั ตรายสว นบคุ คล
เนอ่ื งจากอุปกรณปองกันอันตรายสวนบุคคลตองนํามาใชกับตัวคน ทําใหเกิดขอจํากัดและ
ขอบเขตในการใชงาน ท่ีควรแกก ารพิจารณาไว 7 ประการ คือ
3.1 เปนการใชเพียงชั่วคราวในระหวางที่ยังไมสามารถแกไขสิ่งที่เปนอันตรายนั้นลงได
จะดวยวิธกี ารทางวิศวกรรมหรือดวยวิธกี ารทางบริหาร
3.2 ใชควบคกู ับการปอ งกนั อันตรายวิธอี ่นื เพื่อใหเกดิ ความปลอดภัยยิง่ ข้นึ เชน การควบคมุ
การฟุงกระจายของสารเคมีดวยระบบระบายอากาศเฉพาะแหงสามารถลดความเขมขนของสารเคมี
ลงไปไดร ะดับหน่ึง ซึง่ ยังอยใู นเกณฑที่อาจเปนอันตรายอยจู งึ ตองใชหนากากปองกนั สารเคมีเพม่ิ เขาไป
3.3 ใชกับการทํางานระยะส้ัน ๆ หรือในกรณีฉุกเฉิน เชน การใชอุปกรณปองกันระบบ
ทางเดินหายใจ เขาไปปฏิบัติงานในท่ีอับอากาศ ที่ขาดออกซิเจนหายใจ หรือบริเวณท่ีมีกาซพิษ
ฟุงกระจายอยู
3.4 เม่อื กําหนดใหมกี ารใชอุปกรณปองกันอันตรายสวนบุคคล จะตองมีแผนการเลือกชนิด
อบรมวิธีการใช การติดตามการใชงานและการบํารุงรักษาอยางดี จึงจะทําใหการใชงานน้ันเกิด
ประสิทธภิ าพสูงสดุ
3.5 ผูสวมใสไมคุนเคยกับอุปกรณปองกันอันตรายสวนบุคคล ทําใหเกิดความรูสึกรําคาญ
ไมส ะดวกสบายจนเกดิ การตอตา นทจ่ี ะสวมใส เชน การสวมหมวกนิรภยั
3.6 การสวมใสอุปกรณปองกันระบบหายใจและอุปกรณปองกันระบบการไดยินจะทําให
การตดิ ตอสือ่ สารกระทําไดย าก
3.7 การใชอุปกรณปองกันอันตรายสวนบุคคลจะเปนเรื่องท่ีเกี่ยวของโดยตรงกับคนซึ่งมี
สภาวะของรางกายและจิตใจทแ่ี ตกตา งกัน จึงเปนไปไดยากที่จะใหการใชนั้นเกิดประสิทธิภาพในการ
ปอ งกนั ไดอ ยางเต็มท่ี
อุปกรณปองกันอันตรายสวนบุคคลแบงออกตามลักษณะของการ
ปอ งกนั ไดห ลายชนดิ ดังนี้
1. อุปกรณปองกนั ศีรษะ
2. อปุ กรณปองกนั หู
3. อปุ กรณป อ งกนั หนาและดวงตา
4. อปุ กรณป อ งกนั ระบบหายใจ
5. อปุ กรณป อ งกนั ลําตวั
6. อุปกรณปองกนั มือ
7. อปุ กรณป องกนั เทา
104
8. อุปกรณปอ งกนั ตกจากท่ีสงู
9. อุปกรณปองกนั พเิ ศษเฉพาะงาน
1. หมวกนิรภยั
การปองกันอันตรายท่ีศีรษะ คือความปลอดภัยอันสุดยอด เพราะศีรษะน้ันเปนท่ีรวมของ
ประสาทท่ีสั่งการ หรือควบคุมทุกส่ิงทุกอยางของรางกายมนุษย เม่ือศีรษะเปนอวัยวะท่ีสําคัญเชนนี้
บรรพบุรุษของมนุษยไดพยายามหาทางปองกันศีรษะโดยคิดประดิษฐ และผลิตหมวกนิรภัยมาตั้งแต
สมัยกอนคริสตกาล 334 ป คนสมัยโบราณน้ันใชกระดองเตา เปนเคร่ืองปองกันศีรษะใหรอดจากการ
ขวางปาดวยกอนหินของศัตรู ตอมานักรบโบราณเม่ือออกศึกใชเคร่ืองปองกันศีรษะที่ทําจากโลหะ
หรอื หนัง
ในการรบท่ีแมนํ้า “แกรนนิคัส” เม่ือ 334 กอนพระเยซูเกิด พระเจาอเล็กซานเดอรมหาราช
ไดสวมหมวกนักรบซึ่งทําดวยเหล็กขัดผิวเปนมันเหมือนสีเงินตบแตงดวยขนนก แพรวพราวเหมือน
มงกุฎ รบกับศัตรูซ่ึงเปนชาวเปอรเซีย และถูกทหารเปอรเซียผูหนึ่งเขาใกลพระองคและฟนศีรษะของ
พระองคเ ต็มแรง ปรากฏวา พระเจาอเล็กซานเดอรมหาราชไมบาดเจ็บและไมเกดิ บาดแผลอะไรเลย
ตอมาหมวกนักรบโบราณก็ไดหายไปเม่ือเริ่มมีการใชดินปนเปนอาวุธ และเคร่ืองปองกัน
ศีรษะกลบั มาใชอีกครัง้ ในสงครามโลกครั้งท่ี 1 ใชเ ปนหมวกแขง็ เพือ่ ความปลอดภัยจากระสนุ ปนใหญ
และหลังจากสงครามโลกคร้ังท่ี 1 เปนตนมา หมวกเหล็กของทหารถูกดัดแปลงมาปองกันศีรษะ
คนงานในงานอุตสาหกรรมและไดปรับปรุงพัฒนาใชในหลายรูปแบบใหเหมาะสมกับลักษณะงาน
และหมวกนริ ภัยไดช ว ยชวี ิตคนงานไวเปนจํานวนมาก
เปลือกหมวกที่โคงเขารูปตามลักษณะศีรษะมีขอดีคือ ชวยกระจายนํ้าหนัก หรือแรงท่ี
กระแทกจากส่ิงของหรือวัสดุที่กระเด็น หรือตกมาถูก แมหมวกจะบุบหรือแตกราว แรงก็ไมกระทํา
ท่ีจุด ๆ เดยี ว เพราะท่รี องในหมวกจะเปนตัวลดแรงกระแทกคลา ยกับโชคอพั
นอกจากนี้หมวกนิรภัยในปจ จบุ ัน ยังถูกออกแบบใชปอ งกันการไหลผา นของกระแสไฟฟา
ปอ งกันการดดู ซมึ นํ้า ทนตอ การไหมไฟ ซงึ่ คุณสมบัติตา ง ๆ เหลา นี้ขน้ึ อยูกบั คณุ ภาพและงานทใ่ี ช
1.1 รูปทรงของหมวกนิรภัย
หมวกนิรภยั แบง ตามรปู ทรงได 2 ลกั ษณะ คือ
1.1.1 หมวกนริ ภยั ทมี่ ีขอบหมวกโดยรอบ
1.1.2 หมวกนิรภยั ทม่ี ีเฉพาะกระบงั หมวก
รปู แสดงประเภทของหมวกนิรภยั
105
1.2 สว นประกอบของหมวกนิรภยั
1.2.1 ตัวหมวก การออกแบบเปน รูปทรงกลมมกี ลบี ตลอดแนวกลางหมวก จากดา นหนา
ถึงดานหลังเพื่อชวยใหวัตถุท่ีตกกระทบแฉลบใหพนจากตัวผูสวมใสและลดการรับแรงกระแทก
โดยตรงดว ย วสั ดุทนี่ ํามาใชท ําตวั หมวกตามมาตรฐานของอเมรกิ า *(ANSI Z 89.1) ขึ้นอยูตามประเภท
ของหมวก วัสดุท่ีใชทําหมวกนิรภัยช้ันคุณภาพ A, B ตองกันน้ําไดและไหมไฟชา ช้ันคุณภาพ C
ตองทําจากวัสดุพวกโลหะท่ีมีความแข็งแรงสูง น้ําหนักเบา ชั้นคุณภาพ D จะตองใชวัสดุท่ีไมไหมไฟ
และไมเปนส่อื ตวั นาํ
1.2.2 รองในหมวก สวนที่จะทําใหหมวกกระจายแรงไปได สายกระจายแรงตองปรับ
ใหพอดีกับผูใส และใหหมวกอยูเหนือศีรษะผูใสเปนระยะอยางนอย 3 ซม. สายกระจายแรงไมควรจะ
ทําใหเกดิ ความราํ คาญกบั ผใู ส นอกจากนย้ี ังมีสว นของแถบซบั เหง่ือเพอ่ื ใชซ บั เหงอ่ื
1.2.3 สายรัดคาง มักจะทําจากหนัง ผา หรือผาท่ียืดหยุนได บอยครั้งท่ีหมวกถูก
กระแทกหลุดออก หรือหลนลงมาในขณะตกจากท่ีสูง สายรัดคางจะชวยไดอยางดีไมใหหมวกหลุด
ขณะใชงาน
1.3 ชั้นคณุ ภาพของหมวกนริ ภยั
หมวกนริ ภยั สามารถแบง ตามชัน้ คณุ ภาพหรือตามลกั ษณะของการใชง านไดเ ปน 4 ชนั้
คณุ ภาพ คอื
1.3.1 ช้ันคุณภาพ A คือ หมวกนิรภัยท่ีปองกันแรงดันไฟฟาจํากัด จึงเปนหมวกนิรภัย
ซ่ึงเหมาะสมท่ีจะใชกับงานท่ัว ๆไป เชน งานกอสราง, โยธา, งานเคร่ืองกล, งานเหมือง หรืองานที่ไม
เสยี่ งตอ อันตรายจากไฟฟาแรงดนั สงู
1.3.2 ช้นั คณุ ภาพ B คอื หมวกนิรภัยทปี่ องกนั แรงดันไฟฟา สูง จงึ เหมาะทจ่ี ะใชกบั งาน
สายสง , ชางไฟฟา, สถานีไฟฟายอ ย หรืองานอื่น ๆ ซึ่งตองเสี่ยงกบั กระแสไฟฟา แรงดันสงู
1.3.3 ชั้นคุณภาพ C คือ หมวกนิรภัยที่ไมสามารถปองกันแรงดันไฟฟาได เนื่องจาก
วัสดุท่ีใชทําเปนโลหะ หมวกนิรภัยประเภทน้ีจะทนแรงเจาะไดดี ฉะน้ันจึงเหมาะสมที่จะใชกับงานท่ี
ตองเส่ียงกบั แรงเจาะ แตไมตองเส่ยี งกบั กระแสไฟฟา
รูป แสดงหมวกนริ ภยั
ชนดิ กนั เพลงิ และกระแสไฟฟา
106
1.3.4 ชั้นคุณภาพ D คือ หมวกนิรภัยที่ปองกันอัคคีภัยและแรงดันไฟฟาจํากัด ดังนั้น
จึงเหมาะท่ีจะใชกับงานดับเพลิง หรือผจญเพลิงเทานั้น อน่ึงหมวกนิรภัยชั้นคุณภาพ D นี้ ตองเปน
หมวกท่มี ีขอบหมวกโดยรอบเทา นน้ั
1.4 คุณลกั ษณะของหมวกนิรภยั
หมวกนิรภัยจําเปนจะตองไดรับการทดสอบ หรือการรับรองมาตรฐานท่ีเช่ือถือได
เพือ่ ใหสามารถปอ งกันอนั ตรายท่ีจะเกดิ ขึ้นกับผูป ฏิบัตงิ านไดอ ยา งแทจริง
1.4.1 ระยะหางระหวางยอดหมวดดานในกับรองหมวก คาเฉล่ียของระยะหางระหวาง
ยอดหมวกดา นในกับรองหมวกไมนอยกวา 30 มลิ ลิเมตร
1.4.2 ความเปน ฉนวนไฟฟา
1.4.2.1 หมวกนิรภัยชั้นคุณภาพ A และ D ตองสามารถตานแรงดันไฟฟา
กระแสสลับได 2,200 โวลท (รูทมีนสแควร) ความถ่ี 50 เฮิรทซ เปนเวลา 1 นาที โดยมีกระแสไฟฟา
ร่ัวไหลผานหมวกไมเกิน 3 มลิ ลแิ อมแปร
1.4.2.2 หมวกนิรภัยชั้นคุณภาพ B ตองสามารถตานแรงดันไฟฟากระแสสลับ
ได 20,000 โวลท (รูทมีนสแควร) ความถี่ 50 เฮิรทซ เปนเวลานาน 3 นาที กระแสไฟฟารั่วไหลผาน
หมวกไมเกนิ 9 มิลลแิ อมเปร และจุดวิบตั ิทางไฟฟาตอ งไมต่ํากวา 30,000 โวลท
1.4.3 ความตานทานตอแรงกระแทก คาแรงกระแทกสูงสุดท่ีสงผานหมวกแตละใบ
ไมเกิน 4,448 นวิ ตัน และคา เฉลีย่ แรงกระแทกทส่ี ง ผานหมวกไมเ กนิ 3,780 นิวตัน
1.4.4 ความตานทานตอ แรงเจาะ รอยเจาะที่เกดิ ข้นึ บนหมวกชนั้ คณุ ภาพ A, B และ D
ตองลกึ ไมเ กิน 10 มลิ ลิเมตร และชน้ั คณุ ภาพ C ไมเกนิ 12 มลิ ลิเมตร โดยคิดรวมความหนาของหมวกดว ย
1.4.5 น้ําหนกั เปลือกหมวกรวมทงั้ รองในหมวก
1.4.5.1 หมวกนริ ภยั ชนั้ คุณภาพ A และ C นาํ้ หนักไมเกนิ 420 กรมั
1.4.5.2 หมวกนริ ภยั ชนั้ คณุ ภาพ B นํ้าหนกั ไมเ กนิ 435 กรมั
1.4.5.3 หมวกนริ ภยั ชน้ั คณุ ภาพ D นาํ้ หนกั ไมเ กนิ 840 กรัม
1.4.6 การติดไฟ สวนบางท่ีสุดของหมวกช้ันคุณภาพ A และ B ตองติดไฟดวยอัตรา
ความเร็วไมเ กิน 75 มลิ ลิเมตร ตอ นาที และชัน้ คุณภาพ D ตอ งดบั ไดเอง
1.4.7 การดูดซึม
1.4.7.1 การดดู ซมึ นาํ้ ของหมวกชน้ั คณุ ภาพ A และ D ไมเ กินรอ ยละ 5 โดยน้ําหนัก
1.4.7.2 การดูดซึมของหมวกชั้นคณุ ภาพ B ไมเ กนิ รอ ยละ 0.5 โดยนาํ้ หนกั
1.5 มาตรฐานของหมวกนิรภยั
1.5.1 มาตรฐานผลติ ภัณฑอตุ สาหกรรมหรือ มอก. 368/2524
1.5.2 มาตรฐาน ANSI 89.3-1983
107
1.5.3 มาตรฐาน IS 2925-1964
1.5.4 มาตรฐาน BS 5240 : 1975
1.5.5 มาตรฐานอื่น ๆ ที่เชอื่ ถอื ได
1.6 เครือ่ งหมายบนตวั หมวก
หมวกนิรภยั ทมี่ คี ณุ ภาพ หรอื ผา นการทดสอบตามมาตรฐานจะตองมีตวั เลข ตัวอกั ษร
หรอื เครื่องหมายแสดงขอความตอ ไปนีใ้ หเ หน็ ไดงาย ชัดเจน และถาวร
1.6.1 ประเภทและชน้ั คณุ ภาพ
1.6.2 ชื่อผูทํา หรอื โรงงานทีท่ าํ หรอื เครื่องหมายการคา
1.6.3 ประเทศทที่ าํ
1.6.4 วัน เดือน ป ทผี่ ลติ
1.7 การบํารุงรกั ษา
กอ นการใชง านควรตรวจดหู มวกเพอื่ หารอยราว รอยท่ีเกดิ จากการกระแทก หมวกที่
ไดร บั ความเสยี หายตอ งเลิกใชท นั ที หมวกควรไดรับการทาํ ความสะอาดอยา งนอ ยเดือนละครั้ง
โดยเฉพาะสายกระจายแรงและแถบซบั เหงื่อ การทาํ ความสะอาดควรลางดวยนาํ้ อนุ กับนาํ้ สบู หรอื ใชนา้ํ ยา
ที่เหมาะสม
กอนที่จะนําหมวกท่ีใชแลวไปใหผูปฏิบัติงานอีกคนหน่ึงใช ควรทําความสะอาดและ
ฆาเช้ือโรคกอน
ส่งิ สําคญั ที่จะตองตรวจอยูเสมอคือรองในหมวก เพราะรองในหมวกจะเปนตัวสําคัญท่ี
ลดแรงกระแทกลง นอกจากนี้เราตองตรวจดูหารอยฉีกขาดของสายรัดตาง ๆ หารอยปริขาดของดาย
ทเ่ี ย็บไว ถา หากพบความบกพรอ งตาง ๆ ควรทําการเปลีย่ นใหมทนั ที
1.8 ขอควรระวัง
อยา ใชสที าลงไปบนตัวหมวก เพราะจะทาํ ใหป ระสิทธิภาพในการตานทานแรงดนั ไฟฟา
และแรงกระแทกลดลง และยงั อาจทาํ ใหอ ายกุ ารใชงานของหมวกลดลง
สาเหตุสําคัญที่ทําใหอายุการใชงานของหมวกลดลงประการหนึ่ง คือ การนําหมวกไป
ตากทิง้ ไวก ลางแดด หรอื สัมผสั กับความรอน ในขณะทีไ่ มไ ดใชงาน
108
2. อุปกรณปองกนั หู
รปู แสดงสวนประกอบของหู
อปุ กรณปองกนั หู
รูป แสดงอุปกรณป องกนั หู
หูมีหนาท่ีในการับฟงเสียง เพ่ือเปนการสื่อภาษาที่ทําใหเกิดความเขาใจซ่ึงกันและกันได
หจู งึ เปน อวยั วะท่ีสาํ คัญในการดาํ รงชวี ติ ประจําวันที่อยูรวมกันในสงั คม
109
เสียงเปนอันตรายตอหู ถาเสียงนั้นดังมากเกินไป เชน เสียงเครื่องจักรกําลังทํางาน
เสียงเคร่ืองยนตจากยานพาหนะที่ไดยินติดตอกันเปนระยะเวลานาน เสียงท่ีดังน้ีจะทําใหสมรรถภาพ
การไดยนิ ลดลงกลายเปนคนหูตึงและหหู นวกในทีส่ ุด
อาการของผูทีห่ ตู งึ และหูหนวก
ในระยะเริ่มแรก จะมีอาการปวดศีรษะ คล่ืนไส หูอื้อ หรืออยูในที่เงียบ ๆ จะมีเสียงดังในหู
การสูญเสียการไดยินจะคอย ๆ เกิดขึ้นทีละนอย ๆ แมแตตัวเองก็ไมทราบวาหูตึง จนอาการน้ีจะถาวร
และไมสามารถจะรักษากลบั คืนสูสภาพปกติได
นอกจากนี้เสียงยังมีอันตรายตอการเกิดโรคของคนเราอีกหลายโรคดวยกัน เชน โรค
กระเพาะอาหาร ความดันโลหิตสงู และตอ มธัยรอยดเปน พิษ ฯลฯ
เสยี งท่ีดังยังรบกวนสมาธิในการทํางาน ทําใหเกิดความเครียด จึงเปนท่ีมาของการเกิดอุบัติเหตุ
และเปน โรคประสาทไดอกี ดวย
ฉะนั้นหากตองทํางานในสภาพแวดลอมท่ีมีเสียงดังและไมตองใหเกิดปญหาดังกลาวแลว
ขา งตน ทา นควรปองกันอันตรายจากเสียงดงั นี้
1. ใชอ ุปกรณป องกนั เสียง
2. ตรวจสมรรถภาพทางการไดยนิ เปนประจาํ ทกุ ป
อุปกรณปองกันหูเปนอุปกรณที่สวมใสเพ่ือลดระดับความดังของเสียงที่จะมากระทบตอ
กระดูกหูและแกวหู ซึ่งเปนการปองกันหรือลดอันตรายที่มีตอระบบการไดยินและผลพลอยได
ยังสามารถปองกันเศษวัสดุที่จะกระเด็นเขาไดอีกดวย อุปกรณปองกันหูนี้มิไดหมายถึงการปองกัน
ใบหู ในท่นี ีจ้ ะพูดถงึ ประสาทหูและกลไกของการไดย นิ
การเลอื กใชอ ปุ กรณป อ งกันหจู ะตอ งมีขอมูลอ่ืน ๆ ประกอบ เชน ระดับความดังและความถ่ี
ของเสียงในบริเวณท่ีจะใหใชอุปกรณปองกันหู เพ่ือท่ีเราจะไดทราบวาตองการลดเสียงลงมาเทาใด
ความถี่ขนาดใด จึงจะอยูในเกณฑม าตรฐาน
2.1 มาตรฐานของเสยี ง
การที่พนักงานปฏิบัติงานในท่ีมีเคร่ืองจักรมีเสียงดังมากติดตอกันนาน ๆ จะทําให
ประสาทหูเสีย คือหูอาจจะตึงหรือหนวก จึงมีขอกําหนดการทํางานท่ีเสียงดังไวเชนทํางานติดตอกัน
8 ชวั่ โมง หรือ 40 ชั่วโมง ตอ สปั ดาหเสียงจะตองดังไมเกนิ 90 เดซิเบล (เอ)
มาตรฐานตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เร่ืองความปลอดภัยในการทํางานกับภาวะ
แวดลอม หมวด 3 เสียง
110
ระยะเวลาการทํางาน ระดบั เสยี งทส่ี มั ผัสได
ชม./วนั เดซิเบล (เอ)
ไมเ กิน 7 97
7 – 8 90
เกินกวา 8 80
หา มสัมผัสเสียงเกนิ กวา 140 เดซเิ บล (เอ) เปน อันขาด
2.2 ชนดิ ของอปุ กรณปองกนั หู
อุปกรณป อ งกนั หูแบงออกไดเปน 2 ชนดิ คอื
ก. ปล๊กั อดุ หู
ใชสําหรับสอดใสเขาไปในรูหูทั้งสองขาง วัสดุท่ีใชทําปล๊ักอุดหูมีหลายประเภท
ดวยกัน เชน สาํ ลี ยาง ข้ผึ ้ึง แตช นิดทน่ี ยิ มใชก นั มากทีส่ ดุ คอื พลาสตกิ ออน ปลกั๊ อุดหมู ขี นาดและรูปราง
ท่ีแตกตา งกนั ออกไป ฉะน้นั จึงตอ งเลอื กขนาดทีเ่ หมาะสม การใชง านจะไมรูส ึกเจบ็ ปวด
สําลเี ปน วัสดุทห่ี าไดงา ยเพอื่ ใชในการปอ งกนั หู แตความสามารถในการลดระดับเสยี ง
จะลดไดเพยี ง 8 เดซเิ บล สวนปล๊ักอดุ หูทที่ ําดว ยพลาสตกิ ออนจะสามารถลดระดับเสียงไดประมาณ
15 - 20 เดซิเบล
รปู แสดงปล๊ักอุดหเู พื่อลดเสยี ง
การสวมใสป ลก๊ั อุดหู
เทคนิคและวิธีการสวมใสปลัก๊ อดุ หกู ็มีความสําคัญอยไู มนอย ถาใสไ มถ กู วิธจี ะรูสึกเจบ็
ขณะใสห รือขณะถอด หรือแมกระทั่งในขณะปฏบิ ตั งิ าน
111
วธิ กี ารสวมใสปลก๊ั อดุ หู
1. ใชม อื ดานตรงกนั ขา มกับหทู จี่ ะใสป ลก๊ั อดุ หู ออ มไปขางดา นหลงั ศีรษะจบั ใบหู
ทางสวนบน
2. ยกใบหขู ้ึนแลว ดงึ ไปดา นหลัง
3. คอย ๆ ดนั ปล๊กั เขา ไปในรูหดู ว ยมืออกี ดา นหนึง่ ลกึ พอสมควร
การบํารงุ รกั ษา
1. ใหทําความสะอาดทกุ วนั หลังจากใชงาน โดยใชน้ําอุนและสบูออน ๆ แลวลางดวยนํ้าสะอาด
ชนิดที่ทําดวยพลาสติกหรือยางออน หลังจากทําความสะอาดแลวใชผาหรือกระดาษชําระท่ีสะอาด
เช็ดใหแหง
2. ทําการฆา เช้ือโรคโดยการใชส าํ ลีชุบแอลกอฮอล 70% เชด็ ใหทวั่ แลว ปลอ ยใหแหง
3. ถาอุปกรณอุดหูชนิดทีท่ าํ ดว ยฟองน้ําหรอื โฟม หลังจากลา งดว ยน้ําสะอาดแลว บบี นํา้ ออก
แลว ตากใหแ หง
4. ถา เปน ชนิดทที่ าํ ดวยสําลี หรอื เสนใยสงั เคราะหใ หใชเพียงครง้ั เดยี วเมื่อเลิกใชแ ลวใหท ง้ิ ไป
5. เม่อื ทาํ ความสะอาดเรยี บรอ ยแลว ควรเกบ็ ในกลองเฉพาะทสี่ ะอาดไมควรเก็บไวใ นทมี่ ี
อุณหภูมิสงู
6. ควรใชเปน ของเฉพาะตวั แตล ะบคุ คล
ข. ชนิดครอบใบหู
รูป แสดงอปุ กรณป อ งกนั หชู นดิ ครอบใบหโู ดยสวมหวั
112
อปุ กรณป องกนั หชู นดิ ครอบใบหนู ี้ จะชว ยลดเสยี งไดดกี วา ชนดิ แรกแตม รี าคาแพงกวา เหมาะ
กับผทู ํางานในสภาพแวดลอมทีม่ ีเสยี งดงั มาก ตอ งเลอื กใชขนาดท่พี อเหมะกบั ศีรษะ เวลาใชใหค รอบ
ปดใบหใู หมดิ และกระชบั
อปุ กรณปอ งกนั หูชนดิ ครอบใบหู แบงออกไดเปน 2 ชนดิ คือ
1) ชนิดสวมหัว
ครอบหูแบบนย้ี ังสามารถสวมใสได 3 ลักษณะดวยกัน คอื 1. สายรดั ศรี ษะอยูบนศีรษะ
2. สายรดั ศรี ษะอยดู านหลัง 3. สายรัดศีรษะอยูใ ตคาง ซ่งึ ประสทิ ธิภาพในการปองกนั เสยี งจะแตกตา ง
กนั ไป คอื แบบที่ 1 ดที สี่ ุด แบบท่ี 2 รองลงมา และแบบท่ี 3 ปองกนั ไดน อยที่สุด
2) ชนดิ ติดกบั หมวกนิรภัย
ในขณะท่ีสวมหมวกนิรภัย การใชครอบหูชนิดสวมหัวจะทําไดลําบากแมวาจะหลีกเล่ียง
มาสวมแบบสายรัดศรี ษะอยูดา นหลังกย็ งั ไมส ะดวกขณะปฏิบัติงาน ฉะน้ันจึงอาจเลือกใชครอบหูชนิด
ทตี่ ดิ กับหมวกนริ ภัย
รูปแสดง ท่ีครอบหู ใชก ับงานท่ีมีเสยี งดงั อยา งเคร่ืองตอกกระแทกพ้ืนครอบหปู อ งกนั เสียง
ปอ งกนั เสยี งไดป ระมาณ 20 – 30 เดซเิ บล
การบํารงุ รกั ษา
1. ควรทาํ ความสะอาดท่วั ไปทกุ วนั หลังจากใชง าน โดยการปด เชด็ ฝุน หรอื สง่ิ สกปรกท่ีตดิ อยู
ดวยผาชุบนา้ํ หมาด ๆ
2. ควรลางและทาํ ความสะอาดวสั ดรุ ปู ถว ย วัสดปุ องกันเสยี รวั่ และสายคาดศรี ษะดว ยนํ้าอุน
และสบอู อน ๆ แลวลา งดว ยนํา้ สะอาดทําอยา งนอ ยสัปดาหล ะครง้ั เมือ่ มกี ารใชงานทุกวัน
113
3. วัสดุปอ งกันเสยี งชัน้ ในท่ีเปน ฟองนํา้ ใหถ อดออกมาลา งและทําความสะอาดดว ยนา้ํ อนุ และ
สบูอ อ น ๆ ลางดวยนํ้าสะอาดและบบี นาํ้ ออก ตากใหแหง แลวประกอบเขาท่เี ดิม
4. เม่อื วัสดปุ อ งกนั เสียงชน้ั ใน วัสดุปองกันเสยี งรวั่ มกี ารชาํ รุดหรอื ฉกี ขาดใหเปลยี่ นชน้ิ สว น
นน้ั ใหม หรือถา ไมมีชนิ้ สวนสาํ รองเปลีย่ น หรือวัสดรุ ปู ถวยมีการแตก หรือรอยรั่วเกิดขนึ้ ตอ งเปลีย่ น
อุปกรณค รอบหใู หมท ง้ั อนั
5. เม่ือลางทําความสะอาดแลว ใชส ําลีชบุ แอลกอฮอล 70% เชด็ เพ่ือฆา เชื้อโรค โดยเฉพาะ
บริเวณวสั ดปุ อ งกนั เสยี งรว่ั
6. เกบ็ อปุ กรณครอบหูไวใ นที่ ๆ สะอาดปราศจากฝนุ พรอ มที่จะใชง านไดตอไป
7. ควรใชเปนของสว นตัว ถา ใชเ ปนของสว นรวมควรทําความสะอาดและฆา เช้อื โรคทุกคร้ัง
หลังจากใชงาน กอ นเปลยี่ นไปใหผ อู ื่นใช
3) อปุ กรณปองกนั หนาและดวงตา
การทาํ งานหลายประเภทในโรงงานตาง ๆ อาทิเชน ทํางานกบั สารเคมี งานเจียร งานเช่ือม
ตลอดจนงานกลึง ผูปฏิบัติงานมักจะประสบอุบัติเหตุจากวัตถุปลิวเขาตา การกระเด็นของของเหลว
หรอื โลหะหลอมละลาย ฝนุ และรังสี เปนตน จึงจําเปนตอ งมอี ปุ กรณปอ งกันหนาและดวงตาท่ีเหมาะสม
ตามลกั ษณะของการทํางาน เชน แวนตาใชส าํ หรับงานประเภทที่มีเศษวัตถุกระเด็นเขาตา ตองมีกระบังขาง
ปองกันดา นขาง
อปุ กรณป อ งกนั หนาและดวงตา แบงออกเปน 5 แบบ คือ
3.1 แวนตานริ ภยั
3.2 แวนครอบตา
3.3 หนากากปอ งกันใบหนา
3.4 หนา กากเชือ่ ม
3.5 ครอบปองกันใบหนา
รายละเอียดของอุปกรณแ ตละชนิดมดี งั ตอไปนี้
3.1 แวน ตานริ ภยั
มีรูปรางและลักษณะเหมือนแวนตาท่ีใชกันทั่วไป แตกตางกันตรงที่เลนสของ
แวน ตานิรภยั สามารถทนทานตอแรงกระแทก แรงเจาะ ความรอน และสารเคมีไดดีเปนพิเศษ นอกจากน้ี
แวนตานิรภัยยงั มกี ระบงั ขาง เพื่อปองกนั เศษวัสดปุ ลิวกระเดน็ เขาดานขางของแวนตานิรภัยไดอ กี ดวย
114
รปู แสดงแวน ตานิรภัย
แวน ตานิรภัยเหมาะที่ใชง านประเภทกลงึ แตง โลหะหรืองานอ่ืน ๆ ทอ่ี าจมเี ศษวสั ดกุ ระเด็น
มาเขา ตาหรอื แทงดวงตา
3.2 แวน ครอบตา
แวนครอบตามีลักษณะคลายกับแวนตานิรภัย แตจะสามารถครอบดวงตา
ท้ังสองขางและมีรูระบายอากาศเพื่อปองกันไอนํ้าที่จะเกิดขี้นภายในแวนครอบตา ความสามารถ
ของเลนสท ่คี รอบตาก็จะแตกตา งกนั ออกไปตามลักษณะการใชง าน
แวน ครอบตาแบงออกเปน 3 ประเภท คอื
3.2.1 แวนครอบตาปอ งกนั วตั ถุกระแทก แวนครอบตาชนดิ นเ้ี หมาะกับงานไส
งานเจียร หรืองานอ่ืน ๆ ซึ่งเส่ียงตอเศษวัสดุปลิวกระเด็น แวนครอบตาชนิดนี้จะมีรูระบายอากาศ
เปน รูเล็ก ๆ อยูม ากมาย
รปู แสดงแวน ครอบตากนั วตั ถุกระแทก
115
3.2.2 แวนครอบตาปองกันสารเคมี เปนแวนครอบตาที่ใชสําหรับปองกัน
การกระเด็นหรอื ไอของสารเคมี และฝนุ ชนิดละเอียด ดวยเหตุน้ีเลนสของแวนครอบตาชนิดนี้จึงปองกัน
ไดสองทาง คอื แรงกระแทกและทนทานตอ สารเคมี
รูป แสดงแวน ครอบตาปอ งกันสารเคมี
3.2.3 แวนครอบตาสําหรับงานเช่ือมหรือตัด เลนสของแวนครอบตาชนิดน้ี
จําเปนจะตองมีลักษณะพิเศษกวาแบบท่ีแลวมา เพราะตองมีคุณสมบัติในการปองกันแสงจาและรังสี
จากการเช่อื มและตดั ฉะนนั้ เลนสช นดิ นีจ้ งึ มสี ีดาํ และมีตวั เลขระบขุ นาดความเขม หรอื ขนาดของเลนส
(Shade Number)
แวนครอบตาสําหรับงานเช่ือมหรือตัดนี้ มี 2 แบบ คือ แบบเลนสกรองแสง
ยกเปดไมไ ด กับแบบเลนสกรองแสงยกเปดได เพื่อใหม องเห็นช้ินงาน
รปู แสดงแวนตาสําหรับงานเชื่อม
และคดิ แบบเลนสเ ปด ไดและไมได
116
การบํารุงรกั ษาแวน ครอบตา
1. ควรทําความสะอาดหลงั ใชง านทกุ วนั
2. การทาํ ความสะอาดใหลางดว ยนา้ํ อุนและสบู หรือผงซักฟอก
3. ลางดวยนํ้าสะอาด
4. นําแวน ไปจุมสารละลาย Hypochlorite เปน เวลา 10 นาที เพือ่ ฆา เช้ือโรค
5. นําขึน้ มาแขวนไวป ลอ ยใหแ หง เอง
6. นาํ ไปเกบ็ ไวท่ี ๆ สะอาดปราศจากฝุน พรอมทจี่ ะนาํ ไปใชง านตอ ไป
7. ควรใชเปน ของสวนตัว
3.3 หนา กากปองกันใบหนา
หนากากปองกันใบหนาจะมีแผงใสโคงครอบใบหนา ทําหนาที่ปองกัน
การกระเดน็ การกระแทกของของแข็ง หรือแมกระท่ังสารเคมี และวัตถุที่มีความรอนมากระทบถูกหนา
หนากากปอ งกนั ใบหนาจงึ เหมาะสําหรับงานเจียร สกดั และงานทเี่ กย่ี วของกับสารเคมี
แผงใสกรอบใบหนา นนั้ มักจะทําดว ยโพลีคารบอเนต (Polycarbonate) หรอื
พลาสตกิ ใสและตอ งผานการทดสอบตามมาตรฐาน
หนา กากปอ งกนั ใบหนา แบง ออกเปน 2 แบบ คอื
3.3.1 แบบสวมหวั
3.3.2 แบบติดกบั หมวกนิรภยั
ในบางคร้ังจําเปนตองสวมหนากากปองกันใบหนาควบคูไปกับหมวกนิรภัย
หนา กากปอ งกนั ใบหนา แบบตดิ กบั หมวกนริ ภัย ทําใหสะดวกสบายในการใช
แบบสวมหัว แบบตดิ กับหมวกนริ ภยั
รปู แสดงหนากากปองกนั ใบหนาแบบสวมหวั และตดิ กบั หมวกนริ ภยั
117
การบํารงุ รกั ษาหนากากปองกนั ใบหนา
1. ควรทาํ ความสะอาดหลังใชงานทุกวนั
2. ควรทาํ ความสะอาดดว ยการลา งดวยนาํ้ อุนกับสบูหรอื ผงซักฟอก
3. ลางดวยนา้ํ สะอาด
4. นําจุมลงในสารละลาย Hypochlorite เปน เวลา 10 นาที เพื่อฆาเชื้อโรค
5. นาํ ข้นึ มาแขวนไวป ลอยใหแ หงเอง
6. นําไปเก็บไวท ่ี ๆ สะอาดปราศจากฝุน และปอ งกนั การขีดขว นกับแผนกระบัง พรอ มทจี่ ะ
นําไปใชงานตอ ไป
3.4 หนา กากเชื่อม
หนากากเช่ือมเปนอุปกรณปองกันใบหนาและดวงตาซึ่งใชงานเช่ือม
วตั ถปุ ระสงคเพื่อปอ งกนั การกระเดน็ ของโลหะ ความรอนและรงั สี ที่เกดิ จากการเชอ่ื มถกู หนา และเขาตา
หนากากเช่ือมจะประกอบดวย ตัวหนากาก และเลนสกรองแสง ทั้วตัว
หนา กากและเลนสก รองแสงตองมีคณุ สมบัตถิ ูกตอ งตามมาตรฐานทก่ี าํ หนด
หนา กากเชื่อมแบงตามลกั ษณะการใชงานไดเปน 3 ประเภท คอื
3.4.1 หนา กากเชอื่ มชนดิ มอื ถือหนา กากเช่ือมชนดิ นจ้ี ะ
มีกา นสาํ หรบั ถอื ขณะเช่ือม ขอดีคอื ไมท ําใหร ูสึกเกะกะ
และอึดอัดขณะปฏบิ ัติงาน แตขอเสียคอื จะทาํ ให
ปฏิบัติงานไมส ะดวกไมค ลองตัว
รูป แสดงหนา เช่อื มชนดิ มอื ถอื
3.4.2 หนากากเชอ่ื มชนดิ สวมหัว
หนา กากชนดิ นจ้ี ะมสี ายรดั ศรี ษะซง่ึ สามารถ
ปรับใหข นาดพอเหมาะกับขนาดศรีษะของ
ผใู ชงาน
รปู แสดงหนากากเช่อื มชนดิ สวมหวั
118
3.4.3 หนา กากเชือ่ มชนดิ ตดิ กับหมวกนริ ภยั
หนา กากประเภทนีใ้ ชป ระกอบเขากับหมวกนิรภัย เมื่อมีความจําเปน
จะตอ งใชหนากากเชอ่ื มพรอมกับหมวกนริ ภยั
รปู แสดงหนากากเช่อื มติดกบั หมวกนิรภยั
สําหรบั หนากากเชอ่ื มบางชนิด เลนสกรองแสงสามารถยกเปด ไดเ พ่ือดชู น้ิ งาน
ไดชัด แลว คอ ยปด ลงเมื่อตอ งการเชื่อม ปกตเิ ลนสก รองแสงจะตอ งมีเลนสใ สอกี 1 อัน ทีจ่ ะคอยปด ไว
เพื่อกนั วัตถทุ ่รี อ นมากระเดน็ ถกู เลนสกรองแสง
เลนสกรองแสงที่มคี ณุ สมบตั ิเหมาะสมในการใชงานจะตองมีตวั เลขระบุความมืด
หรอื ขนาดของเลนสต ามลกั ษณะงานท่ีปฏบิ ัติ จงึ ควรเลือกใชใ หเ หมาะสม
ตารางแสดงลักษณะงานกับขนาดของเลนส
ลักษณะงาน ขนาดของเลนส
(Shade Number)
1. ผูป ฏบิ ตั งิ านใกลงานเชือ่ มและตัด 2
2. งานเชื่อมทองเหลอื ง บัดกรี 3-4
3. งานตดั หรือเช่อื มดวยออกซีเจนหรือกาซ ช้ินงานหนาไมเกนิ 1/8 นวิ้ 4-5
4. งานตดั หรือเช่ือมดว ยออกซิเจนหรอื กาซ ชน้ิ งานหนาไมเ กนิ 1/2 นวิ้ 5-6
และงานเช่อื มไฟฟา นอยกวา 30 แอมป 6-8
5. งานเช่ือมดว ยกาซ ชิ้นงานหนามากกวา 1/2 น้ิว และงานเชอ่ื มไฟฟา
10
30-75 แอมป 12
6. งานเช่ือมไฟฟา 75-200 แอมป 14
7. งานเช่อื มไฟฟา 200-400 แอมป
8. งานเชื่อมไฟฟา มากกวา 400 แอมป
119
3.5 ครองปองกันใบหนา
ครอบปองกันใบหนาทําหนาที่ปองกันสารเคมีหรือของเหลวท่ีมีอันตรายรวม
ไปถึงผง, ฝุน ครอบปองกันในหนามีสวนประกอบสําคัญ 2 สวน คือ ตัวครอบและเลนสใส วัสดุที่จะ
ใชทําตัวครอบและเลนสนั้น ตองทนทานตอสารเคมี สวนเลนสใสนั้นสามารถทนตอแรงกระแทก
แรงเจาะและมีคุณสมบตั อิ ืน่ ๆ ตามมาตรฐานเชน เดยี วกบั เลนสของแวนตานริ ภยั
ครอบปอ งกนั ใบหนา แบง ออกได 2 ชนดิ คือ
3.5.1 ชนดิ ไมมีไสกรองเคมี
ครอบปองกันใบหนาชนิดนี้จะใชในบริเวณที่มีฝุนมาก ๆ หรือ
บริเวณท่ีสารเคมเี จือจาง จงึ ไมจ ําเปนตอ งใชไสก รองสารเคมี
รปู แสดงครอบปองกันใบหนา
ขณะสวมใสครอบปองกันใบหนาแบบน้ีจะรูสึกรอน จึงอาจจะจําเปนท่ีตองจายอากาศ
เขาไปโดยใชทออากาศ หรอื บางชนิดอาจมีหมวกนิรภยั ตดิ มาดวย เพอื่ ปอ งกันอนั ตรายท่ศี รี ษะ
3.5.2 ชนิดมไี สกรองเคมี
ไสกรองเคมจี ะทําหนาที่ในการกรองสารเคมีท่ีเปนอันตรายตอรางกาย
เพ่ือใหผใู ชห ายใจแตอากาศทบี่ ริสทุ ธ์เิ ขา ไป
รูป แสดงครอบปองกันชนดิ มไี สกรองเคมี
120
การบํารงุ รกั ษา
1. ทาํ ความสะอาดทกุ วนั หลงั ใชง านแลว
2. ทําความสะอาดดวยนาํ้ และสบู หรอื ผงซักฟอก กรณีทม่ี ไี สกรองเคมีตองถอดไสก รองเคมี
ออกกอนทําความสะอาดทกุ ครง้ั
3. ลา งดว ยนํ้าสะอาด
4. แขวนไวใ หแ หง เอง
5. ตรวจสอบดวู า มีการแตกขาดของตวั ครอบหรอื เลนสหรือไม ถาชํารุดควรเปลีย่ นใหมท ันที
6. เปลย่ี นไสกรองเคมีทกุ ครั้งกอ นใชง าน
4. อุปกรณปองกันระบบหายใจ ในโรงงานอุตสาหกรรม มีอันตรายตอระบบทางเดินหายใจ
เพราะการปฏิบัติงานในโรงงานจะทําใหเกิดเศษผง, กาซและไอพิษ ฉะน้ันจึงตองใชอุปกรณปองกัน
การหายใจ และจําเปนจะตองทราบลักษณะของอันตราย ความรุนแรง ตลอดจนเวลาในการปองกัน
เพ่ือประกอบการตัดสินใจในการเลือกใช การจะทราบขอมูลดังกลาว จําเปนจะตองมีการสํารวจและ
ตรวจวดั ทางดา นสขุ ศาสตรอ ตุ สาหกรรม
4.1 อันตรายตอระบบหายใจ
4.1.1 เศษผง
เศษผงเปน อนภุ าคเลก็ ๆ ท้งั ของแขง็ และของเหลวทแ่ี พรกระจายอยใู นอากาศใน
รปู ของฝนุ , ละออง, ควนั หรอื หมอก ซ่งึ กอใหเกิดอันตรายตอการหายใจ เศษผงท่ีลอยอยใู นอากาศจะ
มีชนิดและความเขม ขนที่แตกตางกันออกไป ตัวอยา งของเศษผงไดแ ก ขเี้ ลื่อย, แอสเบสทอส, ฝนุ ถา น,
ยาฆา แมลง เปน ตน
4.1.2 กาซและไอพษิ
ส่ิงเจือปนในอากาศในรูปของกาซและไอ กอใหเกิดอันตรายตอรางกายไดหลาย
รปู แบบ คอื
1. สารทําใหระคายเคือง เปนสารที่ทําใหเน้ือเย่ือของระบบหายใจอักเสบ บวม
และมีการคั่งของเยื่อเมือก จนทําใหหายใจไมออก ตัวอยางของสารน้ีไดแก แอมโมเนีย, คลอรีน
และซัลเฟอรไดออกไซด เปนตน
2. สารทําใหการหายใจหยุดชะงัก สารประเภทนี้จะไปเกี่ยวของกับปริมาณ
หรอื การใชออกซิเจนของรายกาย กลาวคอื สารนจี้ ะไปแทนทอ่ี ากาศ ทาํ ใหป รมิ าณออกซเิ จนในอากาศ
เจือจางลงจนกระทั่งไมเพียงพอตอการหายใจ ไนโตรเจน คารบอนไดออกไซดและไฮโดรเจน ยังมี
สารบางประเภทเม่อื รางกายรับเขาไปแลว จะมผี ลในการจํากดั การสงผานออกซิเจนของเลือดใหแกเซล
หรือทําใหเซลไมสามารถนําออกซิเจนไปใชได ตัวอยางเชน คารบอนมอนออกไซดและไฮโดรเจน
ไซยาไนด เปน ตน
121
3. สารทําใหสลบ เปนสารท่ีไปมีผลตอระบบประสาทสวนกลาง ทําใหเกิด
อาการวิงเวียนศีรษะและระบบการทํางานของระบบตาง ๆ ไมสัมพันธกัน ถารับมากข้ึนจะทําใหสลบ
จนกระทั่งถึงตายได ตัวอยางของสารประเภทน้ีไดแก เบนซิน คลอโรฟอรมและไนตรัสออกไซดเปน
ตน
4. สารพิษตอระบบภายในรางกาย เปนสารพิษท่ีรางกายรับเขาไปแลวจะไป
ทาํ ลายอวัยวะและเนอ้ื เยื้อของรางกายเฉพาะแหง โดยการซึมเขา กระแสโลหติ ผา นทางปอด เชน ปรอท
มีผลตอระบบประสาท - ไต - ตอม, ไฮโดรเจนซัลไฟด มีผลตอระบบหายใจ และฟอสฟอรัส มีผลตอ
กระดกู เปนตน
4.1.3 ปริมาณออกซเิ จนนอ ย
ปริมาณออกซิเจนในอากาศปกติประมาณ 21 เปอรเซ็นต โดยปริมาตรถาไมมี
ออกซิเจนสง่ิ ทม่ี ีชวี ิตก็ไมส ามารถดาํ รงชวี ิตอยูไดแ ละในกรณที ใี่ นบรรยากาศมอี อกซเิ จนนอ ยกวา 16%
โดยปรมิ าตร ถอื วา บรรยากาศนน้ั มีปรมิ าณออกซเิ จนนอ ย
การที่จะทราบวาปริมาณออกซิเจนน้ันมีเพียงพอหรือไม ก็ตองใชเครื่องตรวจวัด
ปรมิ าณออกซเิ จน
อุปกรณปองกันระบบหายใจที่ใชในบริเวณที่มีปริมาณออกซิเจนนอยตองใช
ชนิดทปี่ อนสง อากาศบรสิ ุทธิ์ หรอื ชนดิ หมนุ เวยี นอากาศ
4.2 ชนดิ ของอปุ กรณปอ งกันระบบหายใจ
อปุ กรณปอ งกนั ระบบหายใจ แบงออกเปน ชนิดใหญ ๆ ได 2 ชนดิ คือ
4.2.1 ชนิดกรองอากาศ แยกออกเปน 3 แบบ คอื
รปู แสดงอุปกรณ
ปองกันระบบหายใจแบบกรองอากาศ
122
1. หนากากกรองอากาศ
2. หนากากปองกนั แบบไสกรองเคมี
3. หนา กากกรองกา ซ
4.2.2 ชนิดหมนุ เวยี นอากาศมี 2 แบบ คือ
4.2.2.1 แบบมถี ังอากาศ
4.2.2.2 แบบทอ อากาศ
รปู แสดงอุปกรณก รองอากาศชนิดหมนุ เวยี นอากาศ
อุปกรณป อ งกันระบบหายใจชนดิ กรองอากาศ
เปนอุปกรณปองกันระบบหายใจ ซ่ึงสามารถขจัดสิ่งเจือปนในอากาศ โดยอาศัยหลักการฟสิกส
และทางเคมี อุปกรณปองกันระบบหายใจชนิดกรองอากาศน้ี จึงใชสําหรับปองกัน เศษผงและกาซท่ี
เปนอนั ตรายตอรางกาย สามารถแบงออกไดเ ปน 3 ชนิด คือ
1. หนา กากกรองอากาศ
หนา กากกรองอากาศใชสาํ หรบั ปอ งกันเศษผงในบรรยากาศ ไมสามารถปอ งกนั ไอหรอื กาซ
ของสารเคมไี ด หนากากกรองอากาศสามารถกรองเศษผงตามขนาดตา ง ๆ ทไ่ี ดระบไุ ว
สวนประกอบของหนากากกรองอากาศจะมี 3 สว น คือ ตวั หนา กาก แถบกันร่วั และสายรัดศีรษะ
ตวั หนากากกจ็ ะทําหนาทใ่ี นการกรองเศษผง แถบกันรัว่ มีลกั ษณะเปนแผน โลหะออน สามารถปรบั ให
โคง งอไดต ามแนวสนั จมูก เพอ่ื กันไมใ หเศษผงเล็ดลอดเขา ไปตามแนวสันจมูก สว นสายรดั ศรี ษะกจ็ ะ
ทาํ หนา ทร่ี ัดตวั หนากากใหตดิ แนน กบั ใบหนา หนา กากกรองอากาศบางชนดิ อาจจะมลี นิ้ ระบายอากาศ
หรอื Exhalation Valve เพ่อื ระบายกา ซคารบ อนไดออกไซดท่ีออกมาพรอ มกบั ลมหายใจออก
123
รปู แสดงหนากากกรองอากาศท่มี ลี ้ินระบายอากาศ
ปกตหิ นา กากกกกรองอากาศถกู ออกแบบมา เพอ่ื ใชง านครั้งเดียวแลว ทงิ้ จึงไมม วี ิธกี าร
บาํ รงุ รักษาทแี่ นน อน
วธิ ีการใชท่ปี ลอดภยั
1. ตองไมใชในบริเวณท่ีขาดออกซิเจน หรือบริเวณท่ีมีความเขมขนของฝุนมากเกินไป เพราะ
จะตอ งเปลี่ยนแผน กรองบอย ๆ เปน การสิ้นเปลอื งมาก
2. ตองแนใ จวา อยูในสภาพท่ีเรยี บรอ ย ไมช ํารุด โดยเฉพาะแผนกรองตอ งอยใู นสภาพที่ใชง านไดดี
3. การสวมใสตองใหกระชับกับใบหนา ตองตรวจดูล้ินปดเปดที่เปนทางผานของอากาศที่
หายใจออก ตองอยูในสภาพทีใ่ ชงานได
4. ถาหากใชแลวเกิดการอึดอัดมาก จะตองเปลี่ยนแผนกรองทันทีหรือตองปรึกษาผูที่มี
ความชาํ นาญเพราะอาจจะมสี ิง่ หนึง่ สิ่งใดผดิ ปกติ
2. หนากากปองกันแบบไสก รองเคมี
หนากากปอ งกนั แบบไสก รองเคมี ใชส ําหรบั ปองกันกา ซและไอทเี่ ปน อนั ตรายหรอื บางคร้ัง
สามารถใชไ สก รองเศษผงเขาไปควบคูกบั ไสกรองเคมีไดดวย อุปกรณปองกัน ฯ แบบนี้กรองกาซและ
ไอโดยใชไ สก รองเคมี ซ่ึงไสกรองเคมีก็จะมีอยูมากมายหลายชนิด ไสกรองเคมี 1 อัน จะกรองสารเคมี
ไดเ ฉพาะอยา ง จึงจําเปนจะตอ งเลือกใหเหมาะสม
สวนประกอบของหนากาก คือ ตัวหนากาก ไสกรองเคมี และสายรัดศีรษะ สําหรับตัว
หนากากน้ันจะมีล้ินอากาศ ท้ังลิ้นหายใจเขาและลิ้นหายใจออก สวนไสกรองเคมีก็จะมีหลายชนิด แต
ละชนดิ ก็จะมีสัญลักษณสี และการปองกันท่ีแตกตางกันออกไป สําหรับสายรัดศีรษะก็ตองสามารถปรับ
ใหแนนและคลายไดต ามความตอ งการของผใู ชง าน
124
หนากากปอ งกนั แบบไสก รองเคมี แบง ออกเปน 2 ชนิด คือ
1) ชนดิ ไสกรองเดีย่ ว
หนา กากปอ งกนั ชนดิ นี้จะมไี สกรองเพียง 1 อัน ใชในบรรยากาศท่ีมกี าซและไอเจือจาง
รูปแสดงรูปหนากากปองกันชนิดไส
กรองเดย่ี ว
2) ช2น) ิดไชสนกิดรไอสงก ครู องคู
ไสกไรสอกงรคอูหงรคือูหไรสอื กไรสอกงรสอองงอัน จะเปน ประโยชนใ นการปอ งกันสารเคมี
ที่มคี วามเขมขน
รปู แสดงรูปหนา กากปอ งกันชนดิ ไส
กรองคู
ในบรรยากาศการทาํ งานซ่งึ ไอและกาซพษิ นน้ั อาจทําอนั ตรายตอผิวหนังหรอื ดวงตา
ของผปู ฏิบัติงาน จาํ เปน ตองใชครอบปองกันใบหนา และลาํ ตวั แบบมไี สกรองเคมี
125
รูป แสดงครอบปอ งกันใบหนาและลําตวั ชนิดไสกรองเคมี
วิธกี ารใชไสก รองเคมีทีป่ ลอดภัย
1. ตอ งแนใ จวาเลอื กใชไดถกู ชนิดกับสิง่ ท่ีจะปองกนั
2. ตอ งไมใ ชใ นบริเวณที่มีออกซเิ จนต่าํ กวา 16 เปอรเซ็นต
3. กอ นสวมใสตอ งตรวจดูความพรอม, สภาพของตวั หนา กาก, ไสก รองตดิ แนน ดีแลว
4. การใสหนากากตองระมัดระวังไมใหเกิดความดันบริเวณจมูกมากเกินไป หรือบริเวณ
ภายในหนากากตองระวังเก่ียวกับความดัน ซึ่งอาจจะมีผลตอถุงลมในปอดทําใหแตกได ลิ้นปดเปด
ตอ งใชงานไดปกติ
5. ถา เกิดการรว่ั ซมึ ของกา ซเขาไปในหนากากไดจ ะตองรีบเปล่ียนไสกรองทนั ที
6. การสวมหนา กากจะตอ งไมใ ชผ า รองของหนากาก เพราะอาจจะเกดิ เปน รอยร่ัวเขา ไป
7. สําหรับ Filter ไสกรองเคมี และกลองบรรจุสารเคมีท่ีหมดอายุการใชงานใหเปลี่ยนใหม
โดยสังเกตจากความรูสึกอึดอัดเพราะมีการอุดตันของฝุน Filter หรือไดกลิ่นกาซหรือไอระเหยเนื่องจาก
ตัวดูดซบั สารเคมีหมดอายุ
8. นาํ ไปเกบ็ ไวใ นถุงพลาสติกปด มิดชดิ อยใู นที่เก็บเฉพาะทีส่ ะอาดปราศจากฝุนและสง่ิ ปนเปอน
พรอ มท่ีจะใชงานไดต อไป
126
ตาราง สัญลกั ษณส ขี องไสก รองเคมแี ละชนดิ ของกา ซและไอพษิ
ตามมาตรฐาน ANSI K 13.1 - 1973
สงิ่ เจือปนในอากาศทีป่ อ งกนั สีทีก่ ําหนด
- กาซทเ่ี ปน กรด ขาว
- ไอจากสารอนิ ทรีย ดํา
- กา ซแอมโมเนยี เขยี ว
- กา ซคารบอนมอนนอกไซด นา้ํ เงิน
- กาซทเ่ี ปนกรดและไอจากสารอนิ ทรยี เหลอื ง
- กาซที่เปน กรดแอมโมเนียและไอจากสารอนิ ทรยี นาํ้ ตาล
- กา ซทเี่ ปน กรดแอมโมเนยี คารบอนมอนนอกไซดแ ละไอจากสารอนิ ทรีย แดง
- ไออยา งอน่ื และกา ซทีไ่ มก ลา วไวข างบน เขยี วอมเหลือง
- วัสดกุ ัมมนั ตภาพรังสนี อกจากทรเิ ทยี ม (Tritium) Noble Gases มว ง
- ฝนุ ควัน และหมอก (นอกเหนอื จากวัสดกุ มั มนั ตภาพรงั สี) สม
3) หนากากกรองกา ซ
หนากากกรองกาซถูกกําหนดใหใชสําหรับกรณีฉุกเฉิน ในบรรยากาศที่มีกาซที่เปน
อันตรายตอชีวิต สวนหนากากแบบไสกรองเคมีนั้น ใชสําหรับงานประจํา หนากากกรองกาซจะใช
กลอ งบรรจุสารเคมี ซงึ่ ประกอบดวยสารขจัดกาซที่มีการทํางานเหมือนกับไสกรองเคมี แตกลองบรรจุ
เคมจี ะมีขนาดโตกวาและปอ งกันสารเคมไี ดมากชนดิ กวา
รูป แสดงหนา กากกรองกาซ
127
วธิ ีการใชทีป่ ลอดภัย
1. ตอ งแนใ จวาตวั หนา กากตอเขากับกลองบรรจุสารเคมีอยางเรยี บรอยทกุ ครัง้
2. ตอ งตรวจสอบลิน้ อากาศดูวา อากาศสามารถผา นเขาออกไดดี
3. เวลาจะใชก ลอ งบรรจุสารเคมตี องอยใู นตาํ แหนงทไ่ี มเกะกะการทํางาน
4. ตรวจดรู อยรวั่ ซึมของอปุ กรณป ระกอบทกุ สว นกอนทจ่ี ะใชท ุกครงั้
5. หลงั การใชง านตองมกี ารบาํ รุงรักษาเปนอยางดีตามระยะเวลาการใชง าน
อปุ กรณป องกันระบบหายใจชนิดหมุนเวยี น
อุปกรณปองกนั ระบบหายใจชนดิ นีจ้ ะมอี ุปกรณทท่ี าํ หนา ทใี่ นการสงอากาศหรือออกซิเจน
ใหแ กผ ใู ช เนือ่ งจากตองปฏบิ ัติงานในบรรยากาศทม่ี ีออกซเิ จนนอ ย หรือบรรยากาศทเี่ ปน อนั ตราย
เฉียบพลันตอชีวติ และสุขภาพ สามารถแบง อุปกรณประเภทนอ้ี อกเปน 2 แบบ คือ
1. แบบถังอากาศ
ผใู ชอปุ กรณแ บบนจี้ ะตอ งแบกแหลงจา ยอากาศหรือออกซิเจนในรปู ของถงั บรรจุออกซิเจน
หรือถังอากาศ
อุปกรณป อ งกนั ฯ แบบนจ้ี ะประกอบไปดว ย ถังอากาศ สายรัดตัว ตวั ควบคมุ ความดนั ทอ อากาศ
และตัวหนากากแบบเตม็ ใบหนา
รูป แสดงหนากากแบบเต็มใบหนา
ถังอากาศก็มีหลายขนาดนํ้าหนักและความดันของถงั กจ็ ะแตกตางกันออกไป
รูป แสดงถงั อากาศชว ยระบบหายใจ
128
อปุ กรณป อ งกันระบบหายใจแบบถงั อากาศน้ี ผทู ่ีจะใชต อ งศึกษาเทคนิคและวธิ กี ารใชอ ยา งดี
และจะพบวาการทาํ งานโดยใชอ ุปกรณแบบนต้ี องมมี าตรการความปลอดภยั ท่ไี ดวางแผนงานเปนอยา งดี
รูป แสดงอปุ กรณชว ยหายใจแบบถังอากาศ
วิธีการใชท ่ีปลอดภัย
1. ตองแนใ จวา ผทู ่ใี ชนน้ั ผา นการอบรมเทคนิคและวธิ กี ารใชอ ยา งดีและถูกตอ ง
2. ตอ งตรวจดอู ปุ กรณท จี่ ะเปน ตัวจา ยออกซเิ จนใหก บั ผูสวมใส ตอ งทําหนา ท่ไี ดเปน อยา งดี
ไมมีการชาํ รุดเสยี หาย ขณะทจี่ ะสวมใสต องไมม สี ารเคมีเปนพิษตกคา งอยภู ายในหนากาก
3. ตอ งพยายามปรบั ปริมาณออกซิเจนท่เี ขา ออกใหเหมาะสม เม่ือสวมใสจ ะไมทาํ ใหอ ดึ อดั
อาจจะตอ งศกึ ษารายละเอยี ดกบั บรษิ ทั ผูผ ลิตดว ย
4. ในการทีต่ อ งใชอปุ กรณบรเิ วณท่อี ันตรายสงู จะตองมีทอสาํ รองและสายชว ยชวี ิตในกรณี
ฉกุ เฉนิ หรือเกดิ อบุ ตั เิ หตุข้ึน เชน ทอนาํ สง อากาศจริงเกดิ ชํารุดเสียหายกส็ ามารถใชทอสํารองไดท ันที
หรอื ออกซิเจนในถังของเราเกดิ รั่วหมดก็สมมารถใชท อตอกับของเพื่อนรวมงานไดทนั ที
5. เวลาใชตองใหค นใชคอยสังเกตในสิง่ ท่ผี ดิ ปกติอาจจะเกดิ ขนึ้ เชน มกี ลิ่น รส การระคายเคือง
ถาหากวาพบสง่ิ ผดิ ปกติเหลานี้ตอ งรีบออกมาจากบริเวณที่ทํางานทนั ที
6. ระยะเวลาในการใชนั้นตองศึกษาใหดี เพราะอุปกรณดังกลาวนี้จะมีขีดจํากัดในการใช
เกี่ยวกับเวลา เพราะบริษัทผูออกแบบจะออกแบบใหใชเพียงระยะเวลาหนึ่งเทาน้ัน ถาหากวาหมดเวลาใช
ตอ งรบี เตอื นใหอ อกมาจากบริเวณการทํางานทนั ที ปกติจะไมเกิน 1 ช่วั โมง
7. ตอ งมีการฝก อบรม สาธิตวิธกี ารใช การซอ มบาํ รุง การเกบ็ รกั ษาใหก ับผูใช
129
การบาํ รุงรักษา
1. ตวั หนากากและทออากาศใหต รวจสอบและทําความสะอาดเหมือนการบํารุงรักษาในหัวขอ
การใชอ ปุ กรณป องกันระบบหายใจ
2. ถังอากาศและตัวควบคุม ตองตรวจสอบตามคําแนะนําของบริษัทและบรรจุกาซใหมเม่ือ
กา ซในถงั หมดลง
2. แบบทออากาศ
ประกอบไปดวยหนากากปดจมูก หรือปดคร่ึงใบหนา หรือปดเต็มใบหนา อากาศที่ใชชวย
หายใจจะถกู สง มาตามทอขนาดเล็กที่อดั มาดว ยเครือ่ งอัดอากาศ การปรับปริมาณความตองการอากาศ
ทําโดยการปรับท่ีล้ินปดเปด ล้ินน้ีอาจจะติดท่ีบริเวณลําตัวหรือเข็มขัด อุปกรณน้ีเหมาะกับการใช
ในบรรยากาศท่ัวไปท่ีมีสารเคมีเปนพิษสูง เชน การหลอมโลหะ การพนสี เชื่อมดวยกาซหรือไฟฟา
เผาโลหะ การขัดท่ีมีฝุนมาก อุปกรณนี้จะออกแบบมาใหเหมาะกับการท่ีจะใชกับลักษณะงานใด
งานหน่งึ เทา นัน้
อากาศท่ีออกจากเครื่องอัดอากาศ (Air Compressor) ตองผานการกรองนํ้ามันและความชื้น
โดยเครอื่ งกรองทมี่ คี ณุ ภาพถกู ตองตรงตามมาตรฐาน
รปู แสดงเครื่องชวยหายใจแบบทอ อากาศ
การใชท ปี่ ลอดภยั
1. ตองมีการตรวจสอบกอ นจะใชเสมอ เชน ตรวจหนากาก ทอสง อากาศและลน้ิ ควบคมุ
2. ตองปรับขนาดของหนากากใหพ อดกี บั ใบหนาของผสู วมใส
3. การปรับอัตราการไหลของการอากาศ
4. ตองมีการตรวจสอบรอยรั่วท่ีสายสงอากาศกอนใชง าน
5. ตอ งมีการอบรมเทคนิควธิ กี ารใช การบาํ รุงรกั ษาใหกับผทู ่เี ก่ียวขอ งและใชเ ปน อยางดี
กอนทจี่ ะนํามาใหใช
การบาํ รงุ รักษา
ใชหลักการเดยี วกับอุปกรณป องกัน ฯ แบบถงั อากาศ
130
5. อุปกรณป องกนั ลําตัว
เสือ้ ผา หรือชดุ ทํางานน้ันในงานบางประเภทไมสามารถจะปองกันอนั ตรายที่จะเกิดแกล าํ ตัวได
ฉะนน้ั ตอ งมอี ุปกรณเ พม่ิ เตมิ นอกเหนอื จากเสื้อผาท่เี ปน ชุดฝก งานธรรมดา เชน เม่ือทํางานที่มีประกายไฟ
มีความรอน หรือทํางานกับวัตถุรอน ตองใชเส้ือผาที่ทําดวยใยหิน (แอสเบสตอส) หรือหนังชุบดวย
โครเมียม หรอื อะลูมเิ นียมที่ชวยสะทอนแสงเพอื่ กนั ความรอน
รูป แสดงอปุ กรณป องกนั ลาํ ตัว
และในงานที่มีสารจําพวกกัดกรอนหรือทําอันตรายเส้ือผา เปนของเหลวท่ีสาดกระเซ็น
ก็ตองใชอุปกรณประเภทแผนยางหรือพลาสติกคลุมทับเส้ือผาอีกช้ันหน่ึง สวนสารท่ีเปนกรดหรือสารเคมี
กค็ วรใชฝ าที่ทําดว ยไฟเบอรป กปด
อปุ กรณปองกนั ลาํ ตัวทําหนา ทีส่ าํ หรบั ปอ งกนั สว นของหนาอก ทอง ลาํ ตวั และรวมไปถงึ
สวนของแขนและขา อันตรายที่เกดิ ข้นึ จากลาํ ตวั นนั้ มหี ลายรปู แบบดงั กลา วแลวในตอนตน
ชนิดของอปุ กรณปองกนั ลาํ ตัว
อุปกรณป องกนั ลําตวั แบงออกไดต ามลกั ษณะของการปอ งกนั ไดเ ปน 3 แบบ คอื
5.1 ชดุ ปองกันสารเคมี
ใชสําหรับปองกันสารเคมี ทั้งในรูปแบบเปนของเหลว ผง และไอ การสวมใสชุดปองกัน
สารเคมีสามารถปองกันเฉพาะสวนของลําตัวและขาเทาน้ัน ฉะน้ันถาจะปองกันอันตรายจากสารเคมี
ใหครบทุกสวนของรางกาย ก็จําเปนตองใชควบคูไปกับอุปกรณปองกันสวนอ่ืน ๆ ของรางกาย เชน
แวนครอบตา, หนา กากปอ งกนั ใบหนา และหนา กากปองกันแบบไสกรองเคมี เปนตน
วสั ดทุ ี่ใชทาํ ชุดปอ งกันสารเคมีไดแก พลาสติก ไวนิล หรอื ยางสังเคราะห เปนตน
ชดุ ปอ งกนั สารเคมีแบง ออกเปน 3 ชนิด คอื
5.1.1 เอ๊ียมปองกนั สารเคมี
ใชสาํ หรับปองกันการกระเดน็ ของสารเคมีเฉพาะสวนของหนาอกและลําตัว เมื่อ
ถกู สารเคมีสามารถถอดออกไดรวดเรว็ ไมเปนอันตรายตอรา งกาย
131
รูปท่ี 34 แสดงเอ๊ยี มปองกันสารเคมี
5.1.2 ชุดปองกันสารเคมชี นิดอื่น ๆ
ชดุ ปอ งกนั สารเคมมี ีหลายแบบซึ่งตอ งเลอื กใชใหเ หมาะสมกบั งานมที งั้ ชนดิ ท่ี
เปน เส้ือคลมุ ยาว ชนดิ ทเี่ สือ้ กางเกงตดิ กันเปน ชุดหมี และเสอ้ื กางเกงแยกกนั หรอื แมก ระท่ังชนดิ ทีเ่ ปน
กางเกงและมสี ว นสาํ หรับกนั หนาอก เปน ตน
รูปที่ 35 แสดงชดุ ปองกนั สารเคมแี บบตาง ๆ
5.1.3 ทค่ี ลมุ ศรี ษะ
ในบางครั้งการทํางานกับสารเคมีอาจจําเปนตองใสท่ีคลุมศีรษะเพ่ือปองกัน
อนั ตรายทจ่ี ะเกดิ ขน้ึ กับศรี ษะเขา ประกอบกบั ชดุ ปองกนั สารเคมเี พื่อใหการปองกนั สมบรู ณแบบย่ิงขึ้น
รปู ท่ี แสดงทค่ี ลมุ ศรี ษะ
132
5.2 เส้ือหนัง
เปนชุดปอ งกนั รางกายไมใ หสัมผสั ความรอนท่ีไมสงู มากนกั ปองกันการแผความรอ น
ที่เกดิ จากโลหะถกู เผาและปอ งกนั แรงกระแทกจากวสั ดุ
เส้ือหนังนี้มักจะใชในการเช่ือมเปนสวนมาก นอกจากสวนท่ีเปนเส้ือแลวยัง
ประกอบดวยสนบั แขง และสวนที่เปน ปองกันแขนอีกดว ย
วัสดุท่ีใชทําเสื้อหนังนี้ตองเบา สามารถสวมใสสะดวกไมทําใหเกิดความรูสึกอึดอัด
ขณะปฏิบตั งิ าน และยังตอ งบาํ รุงรกั ษาทาํ ความสะอาดไดง า ย
5.3 ชดุ ปองกนั ความรอ น
ใชสําหรับงานที่เกี่ยวของกับความรอนสูง ๆ และการแผรังสีจากแหลงความรอนโดยตรง
วัสดุท่ีใชทําชุดปองกันความรอนนี้มักทําดวยอะลูมิเนียม แอสเบสตอส หรือไฟเบอรกลาส ซึ่งมี
ขนสัตวหุมอยูภายใน
ชดุ ปอ งกนั ความรอ นน้ีใชสําหรับงานเตาหลอมและงานดบั เพลิง ซึ่งตอ งใชประกอบกับ
ที่คลุมศรี ษะ ถุงมอื และรองเทา ปองกนั ความรอ น
รปู แสดงเสอ้ื หนังปอ งกนั ความรอน
6. อปุ กรณปองกนั มือ
มือและน้ิวเปนอวัยวะของรางกายท่ีประสบอุบัติเหตุบอยท่ีสุด อันตรายท่ีเกิดข้ึนกับมือ
และน้ิวนั้นมีทุกรูปแบบ ตั้งแตถูกตัด ถูกขีดขวน ถูกสารเคมี ถูกไฟฟาดูด ถูกความรอนหรือไฟไหม
เปน ตน เน่ืองจากเราจาํ เปนอยางยง่ิ ทจ่ี ะตองใชมือในงานหลายประเภท ดังนี้นจึงเปนการยากท่ีจะปองกัน
อันตรายอันจะเกิดขึ้นกับมือและนิ้วได แตอยางไรก็ตามการใชถุงมือนิรภัย ก็เปนแนวทางหน่ึงในการ
ชวยลดอันตรายที่จะเกิดขึ้นได นอกจากน้ีถุงมือยังชวยเพ่ิมประสิทธิภาพในการทํางาน และความ
ปลอดภยั ในท่นี ี้หมายถึงความปลอดภัยของมอื และสิ่งของที่หยิบยกจับตอง เชน แพทยใสถุงมือยางใน
การผาตดั สมอง เพ่อื ปองกนั เช้อื โรค สาํ หรบั ชา งเหลก็ ใชถ งุ มอื หนงั ในการจบั โลหะเพื่อปอ งกนั มอื ตัวเอง
133
ชนดิ ของถงุ มอื นิรภยั
ถุงมือนิรภัยสามารถแยกออกไดต ามลักษณะงานดงั นี้
6.1 ถงุ มือปองกนั ความรอน
ใชสําหรบั ปองกันความรอนทเ่ี กดิ ข้นึ ขณะทาํ งาน เชน การจบั ตองของรอนแตการสัมผัสน้ัน
ตองไมนานมากนัก วสั ดุทีใ่ ชทาํ นน้ั ไดแก ใยสงั เคราะห ฝา ย และอะลมู เิ นียม เปน ตน
รปู แสดงถงุ มือหนัง
6.2 ถุงมือปอ งกนั สารเคมี
ใชปอ งกนั สารเคมที ัง้ ในสภาวะของแขง็ และของเหลว วสั ดุที่ใชทําถุงมือปองกันสารเคมี
ไดแ ก ไวนลิ นีโอพรีน และยางสงั เคราะห เปนตน
ความยาวของถงุ มอื กม็ คี วามจาํ เปนจะตอ งเลอื กใหเหมาะสมกับลักษณะงาน
รปู ที่ แสดงถงุ มือปองกนั สารเคมี
134
6.3 ถงุ มือหนัง
ใชปองกันอันตรายที่เกิดจากการขีดขวนของวัสดุซ่ึงขรุขระ และปองกันความรอนท่ี
ไมสูงมากนัก ทาํ ดว ยหนังท่มี ีคณุ สมบตั เิ หมือนเสือ้ หนัง ดังไดก ลาวมาแลว
ถงุ มอื หนงั เหมาะสําหรบั ใชย กของและงานเชื่อมเปนสว นมาก จาํ เปนจะตองเลือกชนิด
ที่ไมหนามากเกินไป เพอ่ื ใหส ามารถจับยกส่ิงของและปฏิบตั งิ านไดถ นดั
6.4 ถุงมอื ยางปอ งกนั ไฟฟา
งานท่ีเกยี่ วของกบั กระแสไฟฟาโดยตรงจาํ เปน จะตองใชถ งุ มอื ยางปอ งกนั ไฟฟา เพราะ
ดังทที่ ราบกนั ดอี ยูแ ลว อนั ตรายจากไฟฟานน้ั รุนแรงถงึ ขนาดทาํ ใหสญู เสยี ชวี ิตได
ถุงมอื ยางปองกันไฟฟาแบง ออกเปน 5 ระดบั คุณภาพ ตามปรมิ าณแรงดันไฟฟา ท่จี ะใช
งาน ดังน้ี
ระดับ แรงดนั ไฟฟา กระแสสลบั แรงดนั ไฟฟา กระแสตรง แรงดันไฟฟา สงู สดุ
คณุ ภาพ (AC) ที่ทดสอบ (DC) ท่ที ดสอบ ท่ีใหใชง านได
(Voltage rms.) (Voltage avg.) (ac rms.)
0 5,000 20,000 1,000
1 10,000 40,000 7,500
2 20,000 50,000 17,000
3 30,000 60,000 26,500
4 40,000 70,000 36,000
ถุงมอื ยางปอ งกนั ไฟฟาจําเปนจะตองใชควบคูไปกับถุงมือหนังเสมอ โดยนําถุงมือหนัง
มาสวมทับถุงมือยางปองกันไฟฟา ถุงมือหนังจะทําหนาท่ีปองกันไมใหถุงมือยางปองกันไฟฟาถูกขีดขวน
หรือถูกบาดตัดจนเกิดรอยร่ัว เพราะถาเกิดรอยรั่วถุงมืออันนั้นจะไมสามารถทนทานตอแรงดันไฟฟา
ตามมาตรฐาน และตามระดับคุณภาพน้ัน ๆ ฉะนั้นกอนที่จะนําถุงมือไฟฟาไปใชงานตองทดสอบการร่ัว
ทุกคร้งั
รปู แสดงถุงมือยาง
135
เนอื่ งจากการทํางานกับไฟฟา เปนงานท่ีเสย่ี งอนั ตรายคอนขางสูง ดังน้ันถุงมือยางปองกัน
ไฟฟาตองไดรับการทดสอบ และรับรองจากสถาบันที่เช่ือถือได เชน American National Standard
Institute (ANSI) หรอื American Society for Testing and Material (ASTM)
6.5 ถุงมือตาขา ยลวด
ถุงมือตาขา ยลวดนใี้ ชสําหรบั งานทเ่ี กย่ี วขอ งกบั ของมีคม โดยเฉพาะการปอ งกนั การตดั
และเฉือน ถงุ มอื ประเภทนจี้ ะทาํ ดว ยลวดหรือเหลก็ กลาไรสนมิ ซึง่ เปนเสนเล็ก ๆ ถกั เปนรปู ถุงมือ แต
อยา งไรก็ตาม ถงุ มอื ประเภทนี้ยังไมคอยมีใชแพรห ลายมากนกั
จะสังเกตไดวาถุงมือนิรภัยท่ีกลาวแลวขางตนเปนถุงมือที่ใชสวมครบทั้งหานิ้ว มี
อปุ กรณปองกันมือบางประเภทท่ีใชปองกันเฉพาะอุงมือหรือฝามือ และปองกันน้ิวบางนิ้ว ซ่ึงอุปกรณ
ประเภทหลงั นก้ี ไ็ มค อ ยมใี ชอยางแพรห ลายเชน เดียวกัน
การบํารุงรักษา
การบํารงุ รกั ษาถุงมอื นริ ภัยตอ งเลอื กใหเ หมาะสมสาํ หรบั แตละชนดิ ไป แตห ลกั โดยท่วั ไปมดี งั นี้
1. ทําความสะอาดทุกครัง้ หลักจากเลิกใชง านแลว
2. ถงุ มอื ทสี่ ามารถทาํ ความสะอาดดวยนํา้ และสบู หรอื ผงซักฟอกได เชน ถงุ มือปองกนั สารเคมี
ถงุ มอื หนงั ก็ใหซ ักลา งแลวผึ่งใหแหง สวนถุงมอื ประเภทอื่น ๆ ใหทําความสะอาดตามคูมือและคาํ แนะนาํ
ของบริษทั
3. เก็บถงุ มอื ไวใ นทท่ี ่ไี มร อ นจนเกินไป ปราศจากฝนุ และสารเคมี
7. รองเทา นริ ภัย
รูป แสดงรองเทานิรภัย
136
ไดมีการรวบรวมสถิติจํานวนผูประสบอันตรายในโรงงานอุตสาหกรรมตาง ๆ ของ
สาํ นักงานกองทุนเงินทดแทนพบวา อันตรายทเ่ี กิดขน้ึ กับนว้ิ เทา และบริเวณเทา จากวัตถกุ ระแทก การกลง้ิ
หลนทับของวัตถุ เคร่ืองจักรหนีบ ของมีคมบาดหรือตัดขาด และถูกสารเคมีทําใหหนังไหม มีจํานวน
สูงมาก
อันตรายท่ีเกิดกับเทานี้ สามารถทําใหลดจํานวนลงได ถาพนักงานสวมใสอุปกรณปองกันเทา
หรอื รองเทานริ ภยั
ชนดิ ของรองเทานิรภัย
รองเทานิรภัยสามารถจําแนกตามคุณลักษณะในการใชงานไดหลายชนิด แตจะกลาวถึงเฉพาะ
ชนิดที่ใชกนั อยา งแพรหลายดังตอไปน้ี
7.1 รองเทานิรภัยชนิดหัวโลหะ
รองเทานิรภัยประเภทนี้ใชกันอยางแพรหลายท่ีสุดในบรรดารองเทานิรภัยทั้งหมด
จนบางครั้งถาพูดถึงรองเทานิรภัย ก็จะหมายถึงรองเทานิรภัยชนิดหัวโลหะทันที เปนรองเทาหุมสน
หมุ ขอ และหุมแข็ง มเี หล็กบัว (หัวโลหะ) ครอบปองกันบริเวณนิ้วเทาและมีแผนเหล็กรองบริเวณฝาเทา
สําหรับปองกันของมีคมบาดหรือตําทะลุขึ้นมา สนและพื้นรองเทาจะเปนดอกกันล่ืนหกลม รองเทา
นริ ภยั แบบนมี้ ี 3 ระดบั ตามความสามารถในการทนตอแรงกด และแรงกระแทกดังน้ี
ระดบั ที่ 1 ทนแรงกระแทกไดไมนอยกวา 400 กิโลกรัม-เซนติเมตร และทนแรงกดได
ไมนอยกวา 446 กโิ ลกรมั แรง
ระดับท่ี 2 ทนแรงกระแทกไดไมนอยกวา 650 กิโลกรับ-เซนติเมตร และทนแรงกดได
ไมน อยกวา 800 กิโลกรมั แรง
ระดบั ที่ 3 ทนแรงกระแทกไดไ มน อยกวา 1,000 กิโลกรบั -เซนตเิ มตร และทนแรงกด
ไดไ มนอ ยกวา 1,150 กิโลกรมั แรง
รองเทานิรภัยชนิดหัวโลหะนี้มีรูปรางลักษณะเหมือนรองเทาธรรมดา แตจะมีสวนท่ีสําคัญ
ทีแ่ ตกตา งกนั ออกไปดังตอไปนี้คอื
1) หวั โลหะครอบนว้ิ เทา อยูสว นหัวของรองเทา มสี าํ หรบั ปอ งกันวตั ถุตกกระแทกนวิ้ เทา
2) แผน เหล็กบาง แทรกตลอดพนื้ ของรองเทา ปองกนั วัสดแุ ละของแหลมท่มิ แทง
3) พ้ืนของรองเทาตองทนทานตอการกัดกรอนของสารเคมี และเปนพื้นแบบหลออัด
ติดกบั ตวั รองเทา
137
รูป แสดงหวั รองเทาและพืน้ รองเทานริ ภยั
รองเทา นิรภยั มีรูปรางและลกั ษณะทแ่ี ตกตา งกันออกไปตามความตอ งการของผใู ช เชน
ชนิดซปิ รูด สีของรองเทา อาจเปนสดี ํา สนี าํ้ ตาล หรือบางคร้ังอาจจะเหน็ รองเทานริ ภยั มีรูปรา งลักษณะ
และสเี หมือนรองเทา ธรรมดากม็ ีใชเ ชน กัน
รปู แสดงรองเทานริ ภัยแบบตาง ๆ
รองเทานริ ภัยชนิดหวั โลหะนจ้ี ะหนักกวารองเทา ธรรมดา และพืน้ รองเทา นิรภัยกจ็ ะแขง็
ทาํ ใหไ มเ หมาะสมกบั ลกั ษณะงานบางประเภท เชน การขบั ข่ีรถยนต การขับขี่เครื่องจกั รบางประเภท
เพราะจะทําใหไ มส ะดวกในการปฏบิ ตั ิงาน
เนื่องจากพ้ืนรองเทานิรภัยแข็ง ผูท่ีสวมใสรองเทานิรภัยจึงไมควรปฏิบัติงานบนที่
สูงเชน การเดินบนโครงเหลก็ เพราะอาจเกดิ การล่ืนตกจากท่สี ูงใหไ ดรับอันตรายได
หวั โลหะ พน้ื และสว นประกอบอืน่ ๆ ของรองเทาตอ งไดรบั การทดสอบตามมาตรฐาน
ทีเ่ ชื่อถือได
138
7.2 รองเทาปอ งกนั สารเคมี
รองเทา นิรภัยสําหรบั ปองกันสารเคมี ทาํ ดวยวสั ดุซึ่งตอ งทนทานตอการกดั กรอ นของ
สารเคมีทง้ั ชนิดในรูปของของเหลว ของแข็ง และไอ วัสดทุ ี่ใชส วนใหญเปนไวนลิ และนโี อพรนี
รองเทา ปองกนั สารเคมีใชสาํ หรับงานท่เี กี่ยวของกับสารเคมี แบง ออกไดเ ปน 2 ชนดิ คือ
7.2.1 รองเทา ปอ งกันสารเคมชี นิดไมมีหวั โลหะ
เปน รองเทา นิรภยั ที่ทาํ ดวยยางหรอื ไวนิล หรอื นโี อพรนี ซ่ึงทนตอการกดั กรอ น
ของสารเคมเี พียงอยา งเดียว
7.2.2 รองเทา ปองกนั สารเคมีชนดิ หวั โลหะ
มีลกั ษณะเหมือนรองเทา ปองกันสารเคมีในหัวขอ ก. แตจะมีสวนหัวของรองเทา
เปนหัวโลหะครอบน้ิวเทาไว ปองกันส่ิงของตกกระแทก และนอกจากน้ีที่พื้นอาจมีแผนเหล็กบางปองกัน
ของมคี มแทงทะลไุ ดอ กี ดวย
รองเทาปองกันสารเคมีควรเปนรองเทาบูทที่มีความสงู ถึงครึง่ หนา แขง หรือถึงหัวเขา
เพือ่ ปองกันไมใ หสารเคมเี ขาไปทําอันตรายสว นของหนาแขงได
7.3 รองเทาปอ งกนั ความรอ น
วัสดุทใ่ี ชทาํ รองเทา ปอ งกนั ความรอนกจ็ ะมคี ุณสมบัตเิ หมอื นชดุ ปองกันความรอ นและ
ถุงมือปอ งกนั ความรอ น เพราะตอ งใชค วบคูไปกับอปุ กรณป องกนั ดงั กลา ว
รองเทา ปองกนั ความรอนจงึ เหมาะทจี่ ะใชง านดบั เพลงิ และงานหลอมโลหะ เปน ตน
นอกจากนี้แลวอุปกรณปองกันเทาก็ยังมีเหล็กครอบรองเทา และรองเทาปองกันไฟฟา
มีคุณสมบัตเิ ปน ฉนวนไฟฟา ท่ดี ี รองเทาชนดิ นีห้ ากชํารุด หา มซอมแซมโดยใชต ะปหู รือลวดตรงึ เพราะ
ส่ิงเหลานเ้ี ปน ส่อื ไฟฟา
139
การบาํ รุงรักษารองเทา นริ ภยั
1. การทําความสะอาด ควรทําทุกวันหลังจากใชงานแลว โดยการปดและเช็ดฝุนหรือส่ิง
สกปรกที่ตดิ อยทู ้ังดานนอกและดานใน ดว ยผา ชบุ นา้ํ หมาด ๆ
2. ควรซักลางดวยน้ําและสบูหรือผงซักฟอกทุก ๆ สัปดาหแลวลางน้ําสะอาด นํารองเทาไป
ตากใหแ หง
3. ควรใชรองเทา นริ ภัยเปน ของสวนตวั
4. รองเทาปองกันความรอนทท่ี ําดว ยอะลูมเิ นียม ตอ งทําความสะอาดตามคมู อื และคาํ แนะนาํ
ของบรษิ ัท
8. อปุ กรณป อ งกนั ตกจากทีส่ งู
การทํางานบนท่ีสูงหรือทํางานตางระดับที่ตองเส่ียงกับการตกจากท่ีสูง ตัวอยางเชน
งานกอสราง งานสายสงโทรศัพท งานบํารุงรักษา เก่ียวกับไฟฟาและทําความสะอาด หรือแมกระทั่ง
การทํางานในหลุม บองานท่ีตองเสี่ยงกับการตกจากที่สูงหรือตางระดับ จําเปนตองใชอุปกรณปองกัน
การตกจากท่สี งู
ชนิดของอุปกรณป องกันการตกจากทส่ี ูง
อปุ กรณป อ งกนั การตกจากทสี่ งู แยกออกตามลกั ษณะและชนดิ ของการใชง านออกไดห ลายชนดิ
ดังน้ี
8.1 เข็มขดั นิรภยั
เข็มขดั นิรภยั ประกอบดว ยตวั เข็มขัด ซง่ึ ตองใชควบคกู บั เชอื กนิรภยั ทกุ ครงั้ โดยตวั เข็มขดั
จะใชร ดั เขา กบั ลาํ ตัวของผูใชงาน สวนเชอื กนิรภยั จะคลอ งตัวเขม็ ขดั โยงไวก ับเสาหรอื โครงสรางเหล็ก
ตวั เขม็ ขัด
วสั ดุท่ใี ชทําตวั เข็มขดั ไดแก หนงั และใยสังเคราะห ซ่งึ ไดแกพวกไนลอน หรอื ดากอน
เข็มขัดท่ที ําดวยหนังจะรบั นาํ้ หนักไดน อ ยกวา สวนเข็มขดั ที่ทาํ ดวยใยสงั เคราะหแมว าจะรบั น้าํ หนักได
มากกวา แตจ ะลนื่ หลุดไดง า ยกวาซึ่งอาจจะเปนอนั ตรายได
ตัวเข็มขัดจะมีหวงรูปตัวดี ไวสําหรับคลองเขากับเชือกนิรภัย ซึ่งอาจมี 1 ถึง 3 อัน
ตัวเข็มขัดท่ีดีควรจะมีรูสําหรับสอดใสอุปกรณตาง ๆ เชน ฆอน ไขควง เปนตน และนอกจากน้ียัง
อาจจะมถี ุงใสต ะปูและนอตอกี ดว ย
140
รปู ที่ 45 แสดงเขม็ ขัดนิรภยั
ตวั เขม็ ขัดมี 2 แบบ คือ แบบรดั ลาํ ตัวดว ยขอเกีย่ วเหมอื นเขม็ ขัดธรรมดา และแบบรดั
ลําตวั ดว ยระบบลอ็ ค ซ่ึงเขม็ ขดั นริ ภยั แบบแรกจะนยิ มใชม ากกวา และรดั ตัวไดอ ยางมน่ั คงกวา
ตวั เขม็ ขัดนริ ภยั ควรมีความกวางไมต าํ่ กวา 43 มลิ ลเิ มตร และมคี วามยาวไมนอ ยกวา
1,200 มลิ ลิเมตร
เชือกนริ ภัย
เชือกนิรภัยจะมีตะขอสําหรับเกี่ยวเขากับตัวเข็มขัดบริเวณหวงรูปตัวดี ซึ่งอาจเปนแบบ
มีตะขอทั้งสองปลาย หรือแบบมีตะขอ 1 ขาง สวนอีกขางเปนแบบล็อคติดกับสายชวยชีวิต ซึ่งจะ
สามารถปรบั ใหเ ลอื่ นขึ้นและลงได ในขณะปฏิบัตงิ าน
เชอื กนิรภัยมที ง้ั ชนิดเสนกลม และชนิดแถบ แตชนิดเสนกลมนิยมใชกันอยางแพรหลายกวา
วัสดุท่ีใชทําเชือกนิรภัยไดแก มนิลา ไนลอน ใยสังเคราะห และหนัง เชือกนิรภัยมีความยาวประมาณ
1.50 เมตร
รูป แสดงเชอื กนริ ภยั
141
8.2 สายรดั ลาํ ตวั
เปนอุปกรณท่ีใชสําหรับงานที่เสี่ยงภัยมาก ๆ ซ่ึงจะสามารถปองกันการตกจากที่สูงได
ดีกวาเข็มขัดนิรภัย ทั้งนี้เพราะสายรัดลําตัวออกแบบใหรับนํ้าหนักหรือแรงกระตุกที่เกิดข้ึนเฉลี่ยไปที่
หนา อก เอวและขาได แทนทจ่ี ะเปน ทีเ่ อวแหง เดยี วในกรณีทใ่ี ชเขม็ ขดั นริ ภัย
สายรัดลําตัวตองใชกับสายชวยชีวิต ซ่ึงบางครั้งอาจจําเปนตองใชเชือกนิรภัย ในการ
เกี่ยวสายรัดลาํ ตวั เขากับสายชว ยชีวิต
รปู แสดงสายรดั ลาํ ตัว
สายรดั ลาํ ตัวควรจะบุดว ยวัสดทุ อ่ี อ นน่มิ ทาํ หนา ที่ลดแรงกระแทกในกรณีท่ีเกิดอุบัติเหตุ
ตกจากท่ีสงู
8.3 สายชวยชีวิต
สายชวยชวี ติ เปนสายซ่ึงผูก ยึด หรือเก่ียวแนนกับโครงสรางของอาคารหรือสวนท่ีม่ันคง
เพื่อชวยไมใหผูใชตกลงจากที่สูง ซึ่งผูที่จะใชสายชวยชีวิตนี้จําเปนจะตองใชเข็มขัดนิรภัยหรือสายรัด
ลําตวั ประกอบดว ยทุกคร้งั โดยมีเชอื กนิรภยั เกี่ยวเขม็ ขัดหรอื สายรัดลําตัวเขากับสายชวยชีวิต โดยปกติ
เชือกนิรภัยจะตองเปนระบบล็อค ติดกับสายชวยชีวิต และสามารถเล่ือนขึ้นไดสะดวก แตถา
ผูปฏบิ ัติงานพลาดตก ระบบล็อคนี้จะล็อคตดิ กบั สายชว ยชวี ิตทันที
สายชว ยชวี ิตอาจเปน เชือกไนลอ น หรอื เชือกมนิลาผูกยึดแนนกับโครงสรางอาคารหรือ
บางครั้งอาจทําดวยสลงิ ซงึ่ มรี ะบบล็อคเม่ือถกู ดงึ หรือเมอ่ื พลาดตากจากทส่ี ูง
รูป แสดงสายชว ยชวี ติ
142
การใชอ ยางปลอดภัย
1. ตรวจสอบตวั เขม็ ขัดวา มกี ารฉีก ปริ และขาดหรือไม และตรวจดูตะเขบ็ เย็บวาขาดหรือไม
ถาเกิดการชํารดุ ไมควรนําไปใชงาน
2. ตรวจสอบดรู ะบบล็อคของตัวเข็มขัด เชือกนริ ภัย และสายชวยชีวิตวา แนนหนาดีหรือไม
3. ตรวจดูเชอื กนริ ภยั และสายชว ยชวี ติ วามกี ารฉกี ขาดของเชือกและสลงิ หรือไม
4. สายชว ยชวี ติ ตอ งยดึ ติดแนน อยางมัน่ คงกับโครงสรางอาคาร
5. ตรวจสอบ D-rings ของเข็มขัดนิรภยั วา มกี ารผกุ รอนหรอื ไม
9. อปุ กรณป อ งกนั พิเศษเฉพาะงาน
อปุ กรณป อ งกนั พิเศษเฉพาะงาน เปนอุปกรณซ ึง่ ไมสามารถจัดหมวดหมูในการปอ งกนั
อนั ตรายไดอยา งแนช ัด และเปน อปุ กรณที่ราคาคอนขางแพง มเี ทคนคิ และวธิ กี ารใชทพี่ เิ ศษยุง ยาก ซง่ึ
ถา จะนําไปใชจ ะตอ งศึกษาแนวทาง วิธกี ารใช และขอ จํากดั ของอุปกรณช นดิ น้นั ๆ โดยละเอียด
ชนิดของอปุ กรณป องกันพเิ ศษเฉพาะงาน มีดังตอ ไปน้ี
9.1 อปุ กรณประดานํา้
9.2 ปลอกแขนยางปอ งกนั ไฟฟา
9.3 ครีมหรอื โลช่ันทาผิวปอ งกนั สารเคมี
9.4 เสื้อชูชีพและทุนชชู ีพ
9.5 ชดุ ปอ งกนั รงั สี
9.6 ฟลมต รวจรบั รังสี (Film Badge) สาํ หรบั ติดตวั
9.7 มานกนั แสงเชอื่ ม (Welding Curtain)
เน่ืองจากอุปกรณปองกันพิเศษเฉพาะงาน มีหลายชนิดรายละเอียดและเทคนิคการใช
ซ่ึงยุงยาก จึงไมไดกลาวในที่นี้ ผูท่ีจะใชจําเปนตองศึกษารายละเอียดจากคูมือและคําแนะนําของ
บรษิ ทั ผูผลิต
การทดสอบประสทิ ธภิ าพอุปกรณปอ งกนั อันตรายสวนบุคคล
อุปกรณปองกันอันตรายสวนบุคคล เปนสิ่งที่นํามาสวมใสอวัยวะสวนใดสวนหนึ่งของ
รางกาย เพ่ือปอ งกนั อันตรายในสวนน้ัน อปุ กรณป องกนั ฯ จึงควรมปี ระสิทธิภาพเพียงพอที่จะปองกัน
อันตรายใหกับอวัยวะสวนนั้น ไดมีอุปกรณปองกันหลายประเภทที่กําหนดเปนมาตรฐานเพื่อใหเปน
บรรทัดฐานสําหรับการผลิต การเลือก การนํามาใชงาน การบํารุงรักษา ทําใหการนําไปใชปองกัน
อันตรายนนั้ มีประสทิ ธภิ าพท่ดี ี ตามมาตรฐานไดกาํ หนดวิธีการทดสอบประสิทธิภาพของอุปกรณปองกันไว
ดังจะไดก ลาวถึงอุปกรณปอ งกนั ฯ บางประเภท ทมี่ กี ารกาํ หนดมาตรฐานผลิตภัณฑอุตสาหกรรม โดย
143
สํานักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม คือ หมวกนิรภัยและรองเทานิรภัย ดังมี
รายละเอียดการทดสอบดงั ตอไปนี้
1.การทดสอบประสิทธิภาพหมวกนริ ภัย
ไดกาํ หนดการทดสอบประสิทธภิ าพตามมาตรฐานผลติ ภณั ฑอุตสาหกรรมไว 7 ประการ คือ
1.1 การทดสอบหาระยะหา งระหวางยอดหมวกดานในกับรองในหมวก
1.2 การทดสอบความเปนฉนวนไฟฟา
1.3 การทดสอบความตานทานการกระแทก
1.4 การทดสอบความตา นทานการเจาะ
1.5 การทดสอบการตดิ ไฟ
1.6 การทดสอบการดดู ซึมนํ้า
1.7 การทดสอบความคงรูปตามขวางดงั มรี ายละเอยี ดการทดสอบ ดังตอไปนี้
1.1 การทดสอบหาระยะหางระหวางยอดหมวกดานในกับรองในหมวก นําหมวกท่ีมีรองใน
มาครอบบนหุนรูปศีรษะขนาดมาตรฐาน (เสนรอบวงหุนรูปศีรษะ 560 มิลลิเมตร) ปลอยแทงเหล็ก
หนารูปทรงกระบอกมีน้ําหนัก 11.2 กิโลกรัม เสนผานศูนยกลางไมนอยกวา 50 มิลลิเมตร ใหกดบน
ยอดหมวกแลวอานระยะจากเครื่องวัดระยะ หลังจากน้ันนําหมวกมาถอดรองในออก แลวนํามาครอบ
บนหุน รูปศีรษะอีกครั้งหน่ึง ปลอยแทงเหล็กใหกดบนยอดหมวก แลวอานระยะจากเคร่ืองวัดระยะ
ผลตางของระยะที่อานไดบนเคร่ืองวัดระยะครั้งแรกและคร้ังหลังจะเปนระยะหางระหวางยอดหมวก
ดานในกับรองในหมวก ใหนําผลตางของคาท่ีอานไดจากการวัดของหมวกแตละใบมาเฉล่ีย ถือเปน
คา เฉลีย่ ของหมวกรุน น้นั ๆ ซึง่ ตอ งมีคา เฉลยี่ ไมน อ ยกวา 30 มลิ ลิเมตร
1.2 การทดสอบความเปนฉนวนไฟฟา นําหมวกที่จะทําการทดสอบมาถอดรองในออกแลว
หงายข้ึนใสนํ้าถังในหมวกใหถึงระดับต่ํากวาขอบหมวกประมาณ 12 มิลลิเมตร ถาเปนชิ้นคุณภาพ A
และ D ซึ่งมีรูสําหรับใสรองในใหระดับนํ้าอยูต่ํากวารูประมาณ 12 มิลลิเมตร นําหมวกไปวางลงใน
ภาชนะบรรจนุ ํา้ ใหข อบหมวกมรี ะยะหา งจากขอบภาชนะตางกัน ใชท่ีรองหรือที่ยึดหมวกใหระดับน้ํา
ในหมวกอยูในระดบั เดียวกนั กับน้ําในภาชนะตออุปกรณจายกระแสไฟฟา มิลลิอัมมิเตอรโวลตมิเตอร
เขากบั สายไฟฟา ขว้ั จายและรับกระแสไฟฟาใหครบวงจร
ในระหวางการทดสอบตองใหหมวกสวนท่ีเปนผิวน้ําแหง และไมใหนํ้าภายในและ
ภายนอกหมวกสมั ผัสกัน สําหรับการทดสอบหมวกนิรภัย ช้ันคุณภาพ A และ D เม่ือปลอยกระแสไฟฟา
คอย ๆ เพ่ิมความดันจนถึง 2,200 โวลต และคงคาแรงดันไฟฟานี้ไว 1 นาที อานคากระแสไฟฟาไหล
ผานหมวก ตองไมเกิน 3 มิลลิอัมแปร สําหรับการทดสอบช้ินคุณภาพ B ใหเพ่ิมแรงดันไฟฟาจนถึง
ระดับ 20,000 โวลต ทิ้งไว 3 นาที อานคากระแสไฟฟาไหลผานหมวกตองไมเกิน 9 มิลลิอัมแปร
จากน้ันเพิ่มแรงดันไฟฟาตอไปอีกดวยอัตราวินาทีละ 1,000 โวลต จนถึงระดับ 30,000 โวลต เพ่ือ
ทดสอบหาแรงดนั ไฟฟาเสยี สภาพฉบั พลนั โดยตอ งมคี าไมตา่ํ กวา 30,000 โวลต
144
1.3 การทดสอบความตานทานการกระแทก เคร่ืองมือประกอบดวยหุนรูปศีรษะ แทน
ทดสอบบริไนลล ซึ่งมีแทง รบั แรงกดทาํ ดว ยอะลูมิเนียมมาตรฐาน และหัวกดบริเบลล ดังภาพท่ี 10.78
ตุมน้ําหนักเปนลูกเหล็กกลม เสนผาศูนยกลาง 95 มิลลิเมตร มีมวล 3.6 ± 0.1 กิโลกรัม กลอง
จุลทรรศนทยี่ ดึ และกระบอกบงั คับแนวตมุ น้ําหนัก
การเตรียมการทดสอบ โดยการนําหมวกตัวอยางซ่ึงถอดสวนประกอบอื่น ๆ ออก ยกเวน
รองในหมวก จดั รองในหมวกใหไ ดเ สน รอบวงสายรัดศีรษะ 580 มลิ ลเิ มตร นาํ ไปทดลองครอบบนหนุ
รปู ศีรษะซึ่งวางอยูบนแกนทดสอบบริเนลล โดยหันหนาออก จัดใหยอดหมวกตรงกับจุดท่ีตุมน้ําหนัก
และตกลงตามแนวดิ่ง ปรับระดับกระบอกบังคับแนวตุมน้ําหนักใหจุดลางสุดของตุมนํ้าหนักอยูเหนือ
ยอดของหมวก 1,524 มิลลิเมตรพอดี กอนทําการทดสอบตองนําหมวกตัวอยางไปไวที่อุณหภูมิ
–10 ± 2 องศาเซลเซียส และ 50 ± 5 องศาเซลเซยี ส คร้ังละไมนอยกวา 2 ชัว่ โมง จงึ เร่มิ ทาํ การทดสอบ
การทดสอบนําหมวกตัวอยางไปครอบลงบนหุนศีรษะแลวปลอยตุมน้ําหนักลงบนหมวก
การกระทําทั้งหมดนจ้ี ะตองใหเ สรจ็ ภายใน 15 วนิ าที เพื่อใหอุณหภูมิของหมวกขณะทดสอบเปล่ียนแปลง
นอยที่สุด วัดเสนผาศูนยกลางของรอยกดที่เกิดข้ึนบนแทงรับแรงกดแตละครั้งนําไปอานคาเปนแรง
กระแทกที่วิ่งผานหมวกไดจากตารางที่ 4 นําคาแรงกระแทกท่ีสงผานหมวกแตละใบมาหาคาเฉล่ีย
ซ่งึ ตองไมเ กิน 3,781 นวิ ตัน และแรงกระแทกสูงสุดท่ีสงผานหมวกทุกชิ้นคุณภาพแตละใบตองไมเกิน
4,448 นวิ ตนั
ภาพที่ 10.78 เครอื่ งมือทดสอบความตานทานการกระแทก
145
1.4 การทดสอบความตานการเจาะ โดยการนําหมวก ซ่ึงถอดสวนประกอบอื่น ๆ ยกเวน
รองในหมวกออกจัดรองในใหไดเสนรอบวงสายรัดศีรษะ 580 มิลลิเมตร และนําหุนรูปศีรษะไปวาง
บนพื้นราบที่เรียบและแข็งแรง ควรเปนพื้นคอนกรีต และใหอยูใตกระบอกบังคับตุมน้ําหนัก
ปลายแหลมซึ่งมีมวล 446 กรัม จัดระดับปลายตุมนํ้าหนักใหอยูหางจากยอดหมวก 3.05 เมตร และจัด
ยอดหมวกใหอยใู นแนวด่ิงท่ตี มุ นาํ้ หนักจะตกลงมาบนยอดหมวกพอดี
ใหท ดสอบที่อณุ หภมู หิ อง โดยปลอยตุมนํ้าหนกั ใหตกลงบนหมวกตัวอยางภายในวงกลม
ท่ีมีรัศมี 38 มิลลิเมตร ซึ่งวัดจากจุดยอดของหมวกและตุมนํ้าหนักจะตองไมตกลงบนสันหรือรอยจุด
ทีฉ่ ดี วสั ดใุ นการหลอหมวก วัดความลกึ ของรอยเจาะตามรอยเอียงตามรปู ของปลายตุมน้ําหนักบวกกับ
ความหนาของหมวก รอยเจาะท่ีเกิดขึ้นเปนหมวกนิรภัยชนิดคุณภาพ A B และ D ตองลึกไมเกิน
10 มิลลิเมตร และช้ันคุณภาพ C ไมเกิน 12 มิลลิเมตร โดยคิดรวมความหนาของหมวกดวย เปนคา
ความตานทานการเจาะของหมวก
1.5 การทดสอบการติดไฟ โดยการนําหมวกตัวอยางท่ีทําความสะอาดผิวแลว มาตัดเปนแถบ
รูปส่ีเหล่ียมผืนผา มีขนาดกวาง 13 มิลลิเมตร ยาวประมาร 125 มิลลิเมตร โดยเลือกตัดสวนใดสวนหนึ่ง
ของหมวกที่จะใหไดช้ินสวนมีลักษณะแบนมากท่ีสุดและบางมากท่ีสุด เลือกตัดใหท่ัว ๆ ตัวหมวก
จํานวน 3 ช้ิน นํามาขีดเครื่องหมายเปนเสนตามขวางโดยเร่ิมจากปลายขางใดขางหน่ึงหางกันเสนละ
13 มิลลิเมตร ประมาณ 7 ถึง 8 เสน ทุกชิ้นนําไปยึดไวกับท่ียึด ใหดานยาวขนานกับพ้ืนและดานกวาง
เอยี งเปนมุม 45 องศา กบั แนวราบ
เร่ิมทดสอบโดยจุดตะเกียงแอลกอฮอลหรือตะเกียงกาซปรับเปลวไฟสีน้ําเงินใหไดสูง
16 ± 3 มิลลิเมตร เล่ือนตะเกียงเขาไปเผาปลายสุดของชิ้นสวนใหยอดของเปลวไฟสีน้ําเงินสัมผัสกับ
ขอบลางสุดของชนิ้ สวนพอดี ใชเ วลาประมาณ 30 วินาที แลวเล่อื นตะเกียงออก ปลอยใหชิ้นสวนติดไฟ
จนกระทั่งเริ่มลามไปถึงเคร่ืองหมายเสนแรก เริ่มจับเวลาจนกระท่ังเปลวไฟลามไปถึงเคร่ืองหมายเสน
ที่ 7 (ระยะ 91 มิลลิเมตร) หยุดจดเวลาท่ีไดไว ในกรณีท่ีวัสดุนั้นติดไฟยากหรือเปลวไฟดับไดเอง ให
ทดสอบวาเปนวัสดุที่ไมดับไดเอง โดยเผาอีกคร้ังหน่ึงใชเวลา 30 วินาทีเทาเดิม เลื่อนตะเกียงออก
ใหเร่ิมจบั เวลาตัง้ แตเมอื่ เลอ่ื นตะเกียงออกจนกวา เปลวไฟบนช้นิ สว นดับไปเอง
ผลการทดสอบในกรณีที่หมวกติดไฟจนถึงเครื่องหมายเสนท่ี 7 ใหคํานวณความเร็วของ
การติดไฟของช้ินสวนเปนมิลลิเมตรตอนาที หมวกนิรภัยช้ินคุณภาพ A และ B ตองติดไฟดวย
ความเร็วไมเกนิ 75 มลิ ลเิ มตร ตอ นาที และชิ้นคุณภาพ D ไมต อ งดับไดเ อง
1.6 การทดสอบการดูดซึมนํ้า นําหมวกตัวอยางมาถอดสวนประกอบตาง ๆ ออกใหหมด
ในกรณีที่หมวกมีวัสดุฉาบผิว ตองขูดหรือขัดผิวที่ฉาบออกใหถึงผิวเนื้อหมวกจริง ๆ โดยการขัดดวย
กระดาษทราบละเอียด ทําความสะอาดผิวของหมวก เช็ดใหแหงแลวนําไปอบไวในเตาอบที่อุณหภูมิ
50 ± 5 องศาเซลเซียส เปนเวลาอยางนอย 4 ชั่วโมง การทดสอบทําท่ีอุณหภูมิหอง โดยนําหมวก
ภายหลังจากการอบมาชั่งและจดนํ้าหนักท่ีอานไว นําไปแชนํ้าในภาชนะท่ีมีขนาดใหญและลึก
146
ใหหมวกจมมิดไดหมดท้ังใบเปนเวลา 24 ช่ัวโมง หลังจากนั้นเช็ดนํ้าที่ผิวหมวกออกจนผิวแหงสนิท
นําไปชั่งใหมอีกคร้ัง นําคานํ้าหนักท่ีอานไดคร้ังแรกและคร้ังหลัง ไปคํานวณจากการดูดซึมนํ้าของ
หมวกเปน รอ ยละ
น้าํ หนกั ของหมวกทชี่ ่งั ไดคร้ังที่สอง – นํ้าหนกั หมวกที่ชงั่ ไวครั้งแรก × 100
นา้ํ หนกั หมวกท่ีชั่งไดค รั้งแรก
การดูดซมึ นา้ํ ของหมวกนิรภยั ชนั้ คุณภาพ A, C และ D ไมเ กินรอยละ 5 ของนาํ้ หนัก ของชั้น
คณุ ภาพ B ตอ งไมเกิน 0.5 ของนา้ํ หนกั
1.7 การทดสอบการคงรูปตามขวาง โดยนําหมวกแตละใบวางอยูระหวางแผนโลหะที่ขนาน
กันสองแผน ใหปลายขอบดานท่ีมนกลมของแผนโลหะท้ังสองสอดอยูในขอบหมวก ดังภาพที่ 10.79
ใหแรงกดบนแผนโลหะท่วี างบนเปลอื กหมวกอยูในตาํ แหนงของหผู สู วมใสครง้ั แรก 30 นิวตัน เมอ่ื ทงิ้
ไว 30 วินาที วัดระยะหางระหวางแผนโลหะท่ีวางขนานกัน เพ่ิมแรงกดจนถึง 430 นิวตัน โดยมีอัตรา
การเพ่ิมคร้ังละ 100 นิวตนั โดยมอี ัตราการเพิม่ ครง้ั ละ 100 นิวตันตอนาที ทิ้งไว 30 วินาที วัดระยะหาง
ระหวา งแผน โลหะขนานกันอีกครั้ง ผลตางของการเสียรูปของหมวกตองไมเกิน 40 มิลลิเมตร จากน้ัน
ลดแรงกดจนกระท่ังถึง 25 นิวตัน และเพิ่มแรงกดทันทีจนถึง 30 นิวตัน และท้ิงไว 30 วินาที วัด
ระยะหางระหวางแผนโลหะขนานกันอีกครั้ง ผลตางของการเสียรูปอยางถาวรของหมวกท่ีแรงกด 30
นวิ ตัน ในคร้งั แรกและครั้งหลงั ตอ งไมเกิน 15 มลิ ลิเมตร และหมวกตองไมป รากฏการแตกรา ว
ตารางที่ 10.4 แสดงแรงกระแทกที่สงผานหมวก
147
หมายเหตุ 1. คา ท่ีอยูใตเ สน A หมายถงึ คาของแรงกระแทกท่ีมคี า เกินหรือเทา กบั คาแรงทส่ี งผา นหมวกเฉล่ียตามท่ีระบุไว
2. คา ที่อยูใตเสน B หมายถงึ คาของแรงกระแทกท่ีมีคา เกินหรอื เทากับคาแรงทีส่ ง ผา นหมวกแตละใบที่ระบไุ ว
148
ภาพท่ี 10.79 การทดสอบการคงรปู ตามขวาง
2. การทดสอบประสิทธภิ าพรองเทา นิรภยั
การทดสอบประสิทธิภาพรองเทานิรภัยไดกําหนดการทดสอบประสิทธิภาพ ตามมาตรฐาน
ผลิตภณั ฑอ ตุ สาหกรรมไว 5 ประการ คือ
2.1 การทดสอบการตดิ แนนของพ้ืนรองเทากับหนังหนา รองเทา
2.2 การทดสอบความทนน้าํ มันของพนื้ รองเทา
2.3 การทดสอบความทนแรงกระแทก
2.4 การทดสอบความทนแรงทะลุของแผน โลหะ
2.5 การทดสอบความตานทานไฟฟาของพืน้ รองเทา
ดงั มีรายละเอยี ดการทดสอบดังน้ี
2.1 การทดสอบการติดแนนของพื้นรองเทากับหนังหนารองเทา เครื่องทดสอบการติดแนน
ของพื้นรองเทา ดังภาพท่ี 10.80 และ 10.81 ประกอบดวยแทงกดแรงซึ่งมีปลายขางหนึ่งยึดอยูกับ
ทส่ี วนปลายอีกขางหน่งึ ตัดกบั นิ้วกดแทนรองรับ แทนประกบ และเคร่อื งบันทกึ แรงกด
วิธีการทดสอบการติดแนน ของพนื้ รองเทา กบั สว นหัวรองเทา เลอื กใชน ิ้วกดทมี่ รี ปู รา งเหมาะกับ
สวนหัวรองเทา วางสวนหัวรองเทาตัวอยางที่ใสหุนแลวลงบนแทงรองรับปรับความสูงจนกระทั่งเมื่อ
สวนหัวรองเทา ตดิ กบั นิ้วกด แลวสวนหนา ของพืน้ รองเทาอยใู นแนวราบ กดสวนหลังของหุน รองเทา ลง
เพ่ือใหแรงกดเพ่ิมขึ้นอยางสม่ําเสมอ ดวยอัตราท่ีทําใหแรงกดเพ่ิมข้ึนถึง 310 นิวตัน ในเวลาประมาณ
3 วนิ าที เมื่อแรงกดเพ่ิมขึน้ ถึง 310 นวิ ตัน แลว ใหนาํ รองเทาตัวอยา งออกจากเคร่ืองทดสอบ แลวตรวจดู
การขาดของดา ยหรือรอยแยกของพน้ื รองเทาจากหนงั หนา รองเทา