The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การสืบค้นข้อมูลวิจัย นายวรศักดิ์ ยังอ้น เลขที่16

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ceenboolala, 2021-09-25 00:16:05

การสืบค้นข้อมูลวิจัย

การสืบค้นข้อมูลวิจัย นายวรศักดิ์ ยังอ้น เลขที่16

22

ผลผลติ
ผลผลิต พบว่า มีค่าไม่แตกต่างกันทางสถิติโดยมีผลผลิตท้ังหมด 2,493-2,673 กิโลกรัมต่อไร่ และ

เป็นผลผลิตที่จาหน่ายได้ 1,237-1,574 กิโลกรัมต่อไร่ และเมื่อแยกเป็นผลผลิตขนาดต่างๆ พบว่าการใช้สาร
mepiquat chloride อัตรา 200 ppm 2 คร้ังที่อายุ 4 และ 5 เดือน ให้ผลผลิตหัวขนาดใหญ่สูงสุด คือ 436
กิโลกรัมต่อไร่ แตกตา่ งกันทางสถิติกับการปลูกโดยใช้สารชะลอการเจริญเติบโตในกรรมวิธีอื่นๆ และมีแนวโน้ม
สูงกว่าการไม่ใช้สารชะลอการเจริญเติบโตท่ีให้ผลผลิตหัวขนาดใหญ่ 370 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนผลผลิตที่เป็นหัว
ขนาดกลางและขนาดเล็ก มีค่าไม่แตกต่างกันทางสถิติ ผลผลิตหัวขนาดกลางและขนาดเล็กมีค่า 917-1,203
และ 1,004-1,286 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลาดับ (ตารางที่ 1.10) ส่วนจานวนหัวท่ีแยกเป็นขนาดต่างๆต่อกิโลกรัม
พบว่า จานวนหัวแต่ละขนาดมีค่าไม่แตกต่างกันทางสถิติ เป็นหัวขนาดเล็กมากท่ีสุด 100-139 หัวต่อกิโลกรัม
รองลงมาคือหวั ขนาดกลางและหวั ขนาดใหญน่ ้อยที่สุด 40-49 และ 8-11 หัวต่อกิโลกรัม ตามลาดับ (ตารางท่ี 1.11)

ที่ศนู ย์วจิ ยั และพัฒนาการเกษตรพัทลงุ
การเจริญเตบิ โต

ขนาดทรงพุ่มก่อนการฉีดพ่นสารท่ีอายุ 3 เดือน พบว่าเฉพาะในวิธีการปลูกโดยไม่ใช้สารมีขนาดทรง
พุ่มกว้างท่ีสุด 64.05 เซนติเมตร ท่ีไม่แตกต่างกันทางสถิติกับวิธีการใช้ mepiquat chloride อัตรา 200 ppm
2 ครั้ง ท่ี 4 และ 5 เดือน ท่ีมีเส้นผ่านศูนย์กลางทรงพุ่ม 62.49 เซนติเมตรเท่าน้ันท่ีจะเปรียบเทียบขนาด
เส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่มก่อนการเก็บเกี่ยวและระยะความยาวข้อก่อนเก็บเกี่ยวได้ เพราะในกรรมวิธีอื่นๆเป็น
การเร่มิ ตน้ จากการมีความแตกต่างทางสถติ ิจึงไมส่ ามารถวัดอิทธิพลของกรรมวิธีได้ ซึ่งพบว่าการไม่ฉีดพ่นสาร
ชะลอการเจริญเติบโตกับการใช้ mepiquat chloride อัตรา 200 ppm 2 คร้ัง ที่ 4 และ 5 เดือนให้ค่าเส้น
ผ่านศูนย์กลางทรงพุ่ม 102.23 กับ 104.18 ซ.ม. และระยะความยาวระหว่างข้อ 3.44 กับ 3.46 ซ.ม.
ตามลาดบั โดยไมม่ ีความแตกตา่ งกันทางสถติ ิ (ตารางที่ 1.12)

ผลผลติ
ผลผลิตทั้งหมดในแปลงน้ีต่ามาก เนื่องจากมันขี้หนูมีโรคลาต้นเน่าเข้าทาลายเช่นเดียวกับท่ีศูนย์วิจัย

พืชไร่สงขลา ซ่ึงการปลูกโดยไม่ใช้สารชะลอการเจริญเติบโตให้น้าหนักหัวท้ังหมดสูงท่ีสุด 472 กิโลกรัมต่อไร่
แตกตา่ งกนั ทางสถิติกบั ทุกกรรมวิธีทม่ี ีการใช้สารฯ ผลผลิตหวั เม่ือแยกตามขนาดและผลผลิตขนาดที่จาหน่ายสู่
ตลาดไดก้ ็ให้ค่าสงู ทส่ี ุดเป็นไปในรูปแบบเดียวกัน (ตารางที่ 1.13) ซึ่งเป็นท่ีน่าสังเกตได้ว่า ในสภาพแวดล้อมท่ี
มนั ขห้ี นเู กิดโรคลาตน้ เนา่ การฉีดพ่นสารชะลอการเจรญิ เติบโต paclobutazol และ mepiquat chloride ทา
ให้การเกดิ โรครุนแรงมากข้นึ จนกระทบต่อการใหผ้ ลผลติ มากกวา่ การไม่ใช้สารชะลอการเจรญิ เตบิ โต

23

ตารางท่ี 1.1 เส้นผ่าศูนยก์ ลางทรงพุ่มของมันขห้ี นทู ่ีอายุ 3 เดือน และหลังการฉดี พ่นสารชะลอการเจรญิ เติบโต
1 เดือน 3 เดือน และ 5 เดอื น

เส้นผา่ ศนู ย์กลางทรงพุ่ม (ซม.)

กรรมวิธี ทอ่ี ายุ 3 เดอื น หลังการฉีดพ่น หลังการฉีดพน่ หลงั การฉดี พ่น 5
เดอื น
1. paclobutrazol 200 ppm 54.3b 1 เดอื น 3 เดือน
2. paclobutrazol 400 ppm 57.0b 75.3bc 108.5 111.0
3. paclobutrazol 600 ppm 55.5b 70.0c 120.5 122.5
4. mepiquat chloride 200 ppm 56.0b 70.0c 129.0 131.3
5. mepiquat chloride 400 ppm 54.0b 83.3b 125.8 128.8
6. mepiquat chloride 600 ppm 56.8b 76.5bc 114.8 118.5
7. ไมฉ่ ดี พ่นสารฯ 74.3a 78.8b 117.0 121.5
F-test ** 95.6a 125.5 127.5
CV. (%) 8.13
** ns ns
12.70
6.42 12.36

ตารางที่ 1.2 อายุเกบ็ เกี่ยวและผลิตของมนั ขห้ี นูแยกตามขนาดหวั เม่อื ได้รับการฉีดพ่นด้วยสารชะลอการ
เจริญเติบโต paclobutazol (PBZ) และ mepiquat chloride (MC) ความเขม้ ขน้ ตา่ งกัน

กรรมวิธี อายุ ผลผลติ หัวรวม ผลผลติ หวั ผลผลติ หัว ผลผลติ หัวขนาด
เกบ็ เกีย่ ว ทุกขนาด ขนาดเลก็ ขนาดใหญ่ สง่ ตลาดได้
1. paclobutrazol 200 ppm (กรัม/หลุม) (กรัม/หลมุ ) (กรมั /หลุม) (กรมั /หลมุ )
2. paclobutrazol 400 ppm (วัน) 480.5b 1,031.3b
3. paclobutrazol 600 ppm 1,432.4 401.1 597.9ab 1,492.5ab
4. mepiquat chloride 200 ppm 276 2,174.2 681.7 535.5b 1,621.2ab
5. mepiquat chloride 400 ppm 276 2,062.3 441.1 1,087.8a 1,960.4a
6. mepiquat chloride 600 ppm 269 2,518.8 558.4 547.5b 1,101.3ab
7. ไม่ฉดี พ่นสารฯ 281 1,614.2 512.9 624.9ab 1,371.4ab
F-test 280 1,790.9 414.5 872.1ab 1,737.1ab
CV. (%) 278 2,200.6 464.2
267 * *
ns ns 54.96 41.13
ns 40.40 62.09
3.77

24

ตารางที่ 1.3 ปริมาณการตกค้างของ paclobutazol (PBZ) และ mepiquat chloride (MC) ที่พบในผลผลิต
มันข้ีหนู

กรรมวธิ ี ปรมิ าณการตกค้างในผลผลติ (mg/kg)

1. paclobutrazol 200 ppm ND

2. paclobutrazol 400 ppm ND

3. paclobutrazol 600 ppm ND

4. mepiquat chloride 200 ppm ND

5. mepiquat chloride 400 ppm ND

6. mepiquat chloride 600 ppm 0.03

7. ไม่ฉดี พ่นสารฯ ND

ทมี่ า : ผลวิเคราะห์ของกลมุ่ งานวิจยั สารพิษตกค้าง กองวจิ ัยพัฒนาปัจจยั การผลติ ทางการเกษตร กรมวชิ าการเกษตร

หมายเหตุ ND = มีปริมาณนอ้ ยกว่า 0.01 mg/kg

ตารางท่ี 1.4 ขนาดเส้นผ่าศูนยก์ ลางของทรงพุ่มมันข้หี นูที่อายุ 2-5 เดือน เมื่อไดร้ บั การฉีดพน่ ด้วยสารชะลอ
การเจรญิ เติบโตแตกตา่ งกัน ทศ่ี นู ยว์ จิ ยั และพัฒนาการเกษตรพทั ลงุ ปี 2559

กรรมวธิ ี อายุ 2 เดอื น ขนาดทรงพุม่ (ซม.) อายุ 5 เดือน

1.พ่น PBZ อัตรา 400 ppm.1 ครัง้ ที่ 3 เดอื น 16.0 อายุ 3 เดือน อายุ 4 เดอื น 65.2
2.พ่น PBZ อตั รา 400 ppm.1 ครั้งที่ 4 เดอื น 18.5 77.7
3.พ่น PBZอัตรา 400 ppm. 1 ครงั้ ที่ 5 เดือน 21.0 34.0 61.1 75.2
4.พ่น MCอตั รา 200 ppm.1 ครั้งที่ 3 เดอื น 21.8 39.7 72.0 73.9
5.พ่น MC อตั รา 200 ppm. 1 คร้งั ท่ี 4 เดอื น 23.4 41.9 70.8 78.8
6.พน่ MC อัตรา 200 ppm. 1 คร้ังที 5 เดอื น 23.7 39.9 68.1 72.5
7.พน่ PBZ อตั รา 400 ppm. 2 ครง้ั ที่ 3 และ 4 เดือน 24.3 42.7 73.4 70.9
8.พ่น PBZ อัตรา 400 ppm.2 ครั้งท่ี 3และ 5 เดือน 25.0 44.6 70.4 76.4
9.พน่ PBZ อัตรา 400 ppm.2 ครง้ั ทอ่ี ายุ4และ 5 เดอื น 19.2 42.0 64.6 69.0
10.พ่น MCอัตรา 200 ppm. 2 ครงั้ ท่ี 3 และ 4 เดอื น 21.1 44.8 71.9 69.7
11.พ่น MCอัตรา 200 ppm. 2 ครั้งท่ี 3 และ 5 เดอื น 20.0 37.9 65.5 70.3
12.พน่ MC อตั รา 200 ppm. 2 คร้งั ท่ี 4 และ 5 เดือน 22.6 39.0 62.6 70.8
13.ไม่ฉดี พน่ สาร 20.9 38.1 70.8 80.5
F-test 39.5 67.6
CV. (%) ns 43.1 75.4 ns
ns ไม่มคี วามแตกตา่ งกันทางสถิติ 19.6 8.1
ns ns
15.7 9.3

25

ตารางที่ 1.5 ผลของสาร paclobutazol และ mepiquat chloride ต่อผลผลติ ของมนั ข้ีหนู
ทศี่ ูนย์วิจยั และพัฒนาการเกษตรพัทลุง ปี 2559

กรรมวธิ ี ผลผลติ ทงั้ หมด1/ ผลผลติ ทีจ่ าหนา่ ยได1้ /
( กก./ไร่) ( กก./ไร)่

1.พ่น PBZ อัตรา 400 ppm. 1 คร้ังท่อี ายุ 3 เดือน 436a 20 a

2.พ่น PBZ อตั รา 400 ppm. 1 ครั้งทอ่ี ายุ 4 เดอื น 261bcd 207 bcd

3.พ่น PBZอตั รา 400 ppm. 1 ครัง้ ทีอ่ ายุ 5 เดอื น 135def 108 def

4.พ่น MC อัตรา 200 ppm. 1 ครั้งที่อายุ 3 เดือน 212b-f 174 b-f

5.พน่ MC อัตรา 200 ppm. 1 ครง้ั ท่อี ายุ 4 เดอื น 277bc 211 bc

6.พน่ MC อัตรา 200 ppm. 1 ครั้งทอ่ี ายุ 5 เดือน 251b-e 185 bc

7.พน่ PBZ อตั รา 400 ppm. 2 ครงั้ ทอ่ี ายุ 3 และ 4 เดือน 126ef 91 ef

8.พน่ PBZอัตรา 400 ppm. 2 ครงั้ ที่อายุ 3 และ 5 เดอื น 109f 81 f

9.พน่ PBZอตั รา 400 ppm. 2 คร้งั ท่ีอายุ 4 และ 5 เดือน 175c-f 121 c-f

10.พ่น MC อัตรา 200 ppm. 2 ครั้งที่อายุ 3 และ 4 เดือน 273bc 196 bcd

11.พน่ MC อตั รา 200ppm 2 ครงั้ ทีอ่ ายุ 3และ 5 เดือน 261bcd 189 b-e

12.พ่น MC อตั รา 200 ppm. 2 ครั้งอายุ 4 และ 5 เดอื น 339ab 272 ab

13.ไม่พน่ สาร 231b-f 187 b-e

F-test ** **

CV. (%) 28.7 30.4
1/ ตัวเลขในสดมภ์เดยี วกันท่มี ีอกั ษรเหมอื นกัน ไม่แตกตา่ งกันทางสถติ ทิ รี่ ะดับความเชื่อมน่ั 99 % ดว้ ยวิธี DMRT

ตารางที่ 1.6 เสน้ ผ่าศูนย์กลางทรงพุ่มและระยะระหวา่ งข้อของมันขห้ี นกู ่อนและหลงั การฉีดพน่ สาร
paclobutazol และ mepiquat chloride ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่สงขลา ปี 2560

กรรมวธิ ี เสน้ ผา่ นศูนยก์ ลางทรงพมุ่ (ซม.) ระยะระหวา่ งข้อ(ซม.)
อายุ 3 เดอื น1/ หลังพน่ สาร
อายุ 3 เดอื น หลงั พน่ สาร
2 เดือน 2 เดอื น

1. PBZ 400 ppm 1 ครงั้ ที่ อายุ 3 เดือน 71.78 94.97 2.69a 3.60

2. PBZ 400 ppm 1 ครง้ั ท่ี อายุ 4 เดอื น 81.15 103.13 4.14b 3.65

3. MC 200 ppm 1 ครั้งทอ่ี ายุ 4 เดอื น 81.97 107.43 3.83b 3.66

4. MC 200 ppm 2 คร้งั ท่ี 4 และ 5 เดือน 83.43 105.18 3.88b 3.68

5. ไม่ใชส้ ารชะลอการเจรญิ เติบโต. 97.75 120.68 4.54b 4.10

F- test ns ns ** ns

CV (%) 13.3 9.8 12.2 8.4
1/ ตัวเลขในสดมภเ์ ดยี วกนั ทมี่ ีอกั ษรเหมือนกนั ไม่แตกต่างกนั ทางสถิตทิ ่ีระดับความเชอื่ ม่นั 99 % ด้วยวิธี DMRT

ns ไม่มคี วามแตกตา่ งกันทางสถิต

26

ตารางท่ี 1.7 ผลผลิตหัวท้งั หมด ผลผลติ หวั แยกตามขนาด และผลผลติ หัวท่ีจาหนา่ ยไดข้ องมันขหี้ นูทฉ่ี ีดพ่น
สารชะลอการเจรญิ เติบโตท่ีอายุตา่ งๆ กัน ท่ีศูนย์วจิ ัยพชื ไร่สงขลา ปี 2560

กรรมวิธี ผลผลติ 1/ ปรมิ าณผลผลิตตามขนาดหัว (กก./ไร่) ผลผลติ ท่ี
(กก./ไร่) ใหญ่ กลาง เลก็ จาหน่ายได้
(กก./ไร)่

1. PBZ 400 ppm 1 ครง้ั ท่ี อายุ 3 เดอื น 417b 83c 157b 177a 240b

2. PBZ 400 ppm 1 ครงั้ ท่ี อายุ 4 เดือน 255c 114b 87c 51c 200b

3. MC 200 ppm 1 ครั้งทีอ่ ายุ 4 เดอื น 18d 7d 8d 7d 14c

4. MC 200 ppm 2 ครง้ั ที่ 4 และ 5 เดือน 98d 27d 7d 64c 34c

5. ไมใ่ ชส้ ารชะลอการเจริญเติบโต 553a 198a 213a 143b 424a

F- test ** ** ** ** **

CV (%) 26.9 16.8 14.1 14.1 26.0
1/ ตัวเลขในสดมภ์เดยี วกันทีม่ อี กั ษรเหมอื นกัน ไมแ่ ตกตา่ งกนั ทางสถติ ทิ รี่ ะดบั ความเช่ือมั่น 99 % ด้วยวธิ ี DMRT

ตารางที่1.8 จานวนหัวตอ่ กโิ ลกรัมแยกตามขนาด ของมนั ขหี้ นทู ่ีไดร้ บั การฉดี พ่นสารชะลอการเจรญิ เตบิ โต
ที่อายุตา่ งๆ กัน ท่ีศนู ยว์ จิ ยั พชื ไร่สงขลา ปี 2560

กรรมวธิ ี จานวนหัวแยกตามขนาด1/ (หวั /กก.)
เล็ก กลาง ใหญ่

1. PBZ 400 ppm 1 ครัง้ ที่ อายุ 3 เดือน 126 a 39 a 10 b

2. PBZ 400 ppm 1 ครั้ง ท่ี อายุ 4 เดือน 105 a 44 a 15 a

3. MC 200 ppm 1 ครัง้ ที่อายุ 4 เดือน 54 b 15 b 3c

4. MC 200 ppm 2 ครั้งท่ี 4 และ5 เดอื น 130 a 8b 7c

5.ไมใ่ ช้สารชะลอการเจรญิ เตบิ โต 62 b 37 a 14 ab

F- test ** ** **

CV (%) 22.4 26.8 24.4
1/ ตัวเลขในสดมภ์เดยี วกนั ทม่ี ีอักษรเหมอื นกัน ไมแ่ ตกตา่ งกนั ทางสถิตทิ ี่ระดับความเชื่อมั่น 99 % ดว้ ยวิธี DMRT

27

ตารางท่ี 1.9 เส้นผา่ ศูนย์กลางทรงพุ่มและระยะระหวา่ งข้อของมันขีห้ นูก่อนและหลังการฉดี พน่ สาร
paclobutazol และ mepiquat chloride ที่ศนู ย์วจิ ัยและพัฒนาการเกษตรตรงั ปี 2560

กรรมวิธี เส้นผา่ นศนู ย์กลางทรงพ่มุ (ซม.) ระยะระหวา่ งข้อ (ซม.)
อายุ 3 เดือน หลงั พ่นสาร อายุ 3 หลงั พ่นสาร
1. PBZ 400 ppm 1 ครง้ั ที่ อายุ 3 เดือน. เดอื น 2 เดอื น
2. PBZ 400 ppm 1 คร้ัง ท่ี อายุ 4 เดอื น 2 เดอื น
3. MC 200 ppm 1 คร้งั ที่อายุ 4 เดือน 3.12 2.37
4. MC 200 ppm 2 ครง้ั ที่ 4 และ 5 เดือน 79.94 100.71 3.22 2.22
5.ไม่ใช้สารชะลอการเจรญิ เตบิ โต 84.87 100.73 3.36 2.15
F- test 84.57 101.80 3.17 2.19
CV (%) 83.26 98.70 3.14 2.25
ns ไมม่ ีความแตกต่างกันทางสถติ ิ 85.32 101.23
ns ns
ns ns
5.5 11.9
3.8 3.3

ตารางท่ี 1.10 ผลผลิตหวั ทงั้ หมด ผลผลิตหัวแยกตามขนาด และผลผลติ หัวทีจ่ าหน่ายไดข้ องมนั ข้ีหนทู ่ีฉดี พ่น
สารชะลอการเจริญเติบโตที่อายตุ ่างๆ กนั ที่ศนู ยว์ จิ ยั และพัฒนาการเกษตรตรัง ปี 2560

กรรมวิธี ผลผลติ ผลผลติ แยกตามขนาดหวั (กก./ไร)่ ผลผลติ ที่1/
(กก./ไร่) ใหญ่1/ กลาง เลก็ จาหนา่ ยได้
(กก./ไร)่

1. PBZ 400 ppm 1 ครง้ั ที่ อายุ 3 เดือน. 2,493 320b 917 1,044 1,237

2. PBZ 400 ppm 1 คร้ัง ที่ อายุ 4 เดือน 2,613 289b 951 1,286 1,239

3. MC 200 ppm 1 คร้งั ทอี่ ายุ 4 เดือน 2,673 321b 1,014 1,105 1,360
1,451
4. MC 200 ppm 2 ครง้ั ท่ี 4 และ 5 เดอื น 2,560 436a 1,015 1,048

5. ไมใ่ ชส้ ารชะลอการเจรญิ เติบโต 2,653 370ab 1,203 1,004 1,574

F- test ns * ns ns ns

CV (%) 22.1 18.1 13.6 12.1 26.6
1/ ตวั เลขในสดมภเ์ ดียวกนั ที่มอี ักษรเหมือนกัน ไมแ่ ตกตา่ งกันทางสถิตทิ ี่ระดับความเชือ่ ม่นั 95 % ด้วยวธิ ี DMRT

ns ไมม่ ีความแตกตา่ งกันทางสถิติ

28

ตารางท่ี 1.11 จานวนหวั ตอ่ กโิ ลกรมั แยกตามขนาด ของมันขี้หนทู ่ไี ด้รบั การฉดี พ่นสารชะลอการเจริญเตบิ โต
ทอี่ ายตุ า่ งกัน ท่ีศูนย์วจิ ัยและพัฒนาการเกษตรตรงั ปี 2560

กรรมวธิ ี จานวนหัวใน 1 กก. แยกตามขนาด (หัว)
เลก็ กลาง ใหญ่

1 PBZ 400 ppm 1 คร้ัง ที่ 3 เดือน 139 40 8
2. PBZ 400 ppm 1 ครงั้ ท่ี 4 เดอื น 116 49 10
3. MC 200 ppm 1 ครั้งที่อายุ 4 เดอื น 130 40 11
4. MC 200 ppm 2 ครงั้ ท่ี 4 และ 5 เดอื น 100 40 10
5. ไมใ่ ช้สารชะลอการเจริญเตบิ โต 105 40 8
ns ns ns
F- test 22.3 17.7 16.7

CV (%)
ns ไม่มคี วามแตกตา่ งกนั ทางสถติ ิ

ตารางที่ 1.12 เสน้ ผ่าศนู ย์กลางทรงพุ่มและระยะระหวา่ งข้อของมันขี้หนูทไ่ี ด้รับการฉดี พ่นสารชะลอ
การเจริญเตบิ โตทีอ่ ายุต่างกัน ที่ศนู ย์วจิ ัยและพฒั นาการเกษตรพทั ลุง ปี 2560

กรรมวธิ ี เสน้ ผา่ นศูนยก์ ลาง1/ เสน้ ผา่ นศนู ย์กลาง1/ ระยะระหว่างขอ้ กอ่ น
2/เกบ็ เกย่ี ว
ทรงพุม่ ที่อายุ 3 เดอื น ทรงพุ่มก่อนเก็บเกีย่ ว (ซม.)
(ซม.) (ซม.)

1. PBZ 400 ppm 1 คร้งั ท่ี อายุ 3 เดือน. 44.31c 76.65c 2.75b

2. PBZ 400 ppm 1 ครั้ง ที่ อายุ 4 เดือน 52.29c 91.52ab 2.87b

3. MC 200 ppm 1 ครัง้ ที่อายุ 4 เดือน 53.80bc 87.91bc 2.95ab

4. MC 200 ppm 2 ครงั้ ท่ี 4 และ 5 เดือน 62.49ab 104.18a 3.46a

5.ไม่ใช้สารชะลอการเจรญิ เติบโต 64.05a 102.23a 3.44a

F- test ** ** *

CV (%) 11.0 8.5 11.0
1/ ตวั เลขในสดมภเ์ ดียวกนั ที่มอี ักษรเหมือนกนั ไมแ่ ตกตา่ งกันทางสถติ ทิ ่รี ะดบั ความเช่ือม่นั 99 % ดว้ ยวธิ ี DMRT

2/ ตวั เลขในสดมภเ์ ดียวกนั ท่มี อี กั ษรเหมือนกันไม่แตกต่างกันทางสถิตทิ ี่ระดบั ความเช่ือม่นั 95 % ด้วยวธิ ี DMRT

29

ตารางท่ี 1.13 ผลผลิตหัวทงั้ หมด ผลผลติ หัวแยกตามขนาด และผลผลิตหวั ทจี่ าหน่ายไดข้ องมนั ขีห้ นทู ่ีได้รบั
การฉีดพ่นสารชะลอการเจริญเตบิ โตท่อี ายตุ า่ งกัน ทศี่ นู ยว์ ิจยั และพฒั นาการเกษตรพทั ลงุ ปี 2560

กรรมวธิ ี ผลผลติ 1/ ปรมิ าณผลผลติ ตามขนาดหวั (กก./ไร่) ผลผลติ ที่
(กก./ไร่) ใหญ่ กลาง เล็ก จาหนา่ ยได้

(กก./ไร)่

1. PBZ 400 ppm 1 ครัง้ ที่ อายุ 3 เดือน. 98c 26c 41c 31d 67c

2. PBZ 400 ppm 1 คร้งั ท่ี อายุ 4 เดือน 108c 25c 45c 37cd 71c

3. MC 200 ppm 1 ครงั้ ทอี่ ายุ 4 เดอื น 139c 26c 62bc 51bc 88c

4. MC 200 ppm 2 ครง้ั ที่ 4 และ 5 เดือน 235b 94b 79b 62b 173b

5. ไม่ใช้สารชะลอการเจรญิ เตบิ โต 472a 159a 179a 134a 339a

F- test ** ** ** ** **

CV (%) 27.7 30.9 16.8 16.4 33.0
1/ ตวั เลขในสดมภ์เดียวกนั ทมี่ ีอักษรเหมอื นกนั ไม่แตกตา่ งกันทางสถิติที่ระดับความเชอ่ื มั่น 99 % ด้วยวิธี DMRT

การทดลองท่ี 2 การตอบสนองต่อระดบั ปยุ๋ ไนโตเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ในมันขีห้ นู

ปี 2558
ทาการทดลองเพ่อื ดถู งึ การตอบสนองของมันขห้ี นใู นดนิ ร่วนเหนียวปนทรายที่มีค่าวิเคราะห์ความเป็น

กรด-ดา่ ง (pH) 4.74 อนิ ทรยี วัตถุ (OM) 1.42% ฟอสฟอรัสท่เี ปน็ ประโยชน์ 129.84 mg/kg โพแทสเซียมท่ีเป็น
ประโยชน์ 47.3 mg/kg เพื่อจะได้ทาการปรับจานวนวิธีการทดลองให้เหลือน้อยลงในการศึกษาการตอบสนอง
ต่อปุ๋ยในสถานท่อี น่ื ๆ ในหลายสภาพแวดล้อมต่อไป เริ่มปลูกมันขี้หนูเม่ือวันที่ 23 มีนาคม 2558 พบมันข้ีหนู
เร่ิมออกดอกเม่ือวันท่ี 24 กรกฎาคม 2558 ซึ่งคือ 120 วันหลังปลูก และการออกดอก 50% ของทั้งแปลง
เกิดข้ึนถัดไปอีก 20 วัน การเจริญเติบโตทางลาต้นเมื่อวัดจากเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่มที่อายุ 40 วัน 85 วัน
และ 200 วนั หลงั ปลกู พบวา่ ท่อี ายุ 40 วันซ่ึงคอื หลังการใส่ปุ๋ยคร้ังแรกไป 10 วัน ค่าเฉล่ียเส้นผ่าศูนย์กลางทรง
พ่มุ ของทกุ กรรมวิธียังใกลเ้ คียงกันอยรู่ ะหวา่ ง 11.0 – 18.0 ซม. และที่อายุ 85 วนั ซ่ึงคือหลังการใส่ปุ๋ยคร้ังที่ 2
เป็นระยะเวลา 15 วัน เส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่มก็มีค่าอยู่ระหว่าง 52.6 – 66.7 ซม. โดยค่าต่าสุดเป็นกรรมวิธีที่
ไม่มีการใส่ปุ๋ยแต่ก็ไม่แตกต่างอย่างชัดเจนกับกรรมวิธีที่ได้รับปุ๋ยแต่ละชนิดถึง 12 กก.ของ N-P2O5-K2O ต่อไร่
(ภาพที่ 1) และเมอ่ื วดั ขนาดของทรงพมุ่ อกี ครั้งหน่งึ ท่ีอายุ 200 วันหรือประมาณ 7 เดือน ซ่ึงใกล้ระยะเก็บเก่ียว
ซ่งึ มีการขยายขนาดทรงพ่มุ เต็มที่แล้ว พบวา่ วิธีการซงึ่ ไม่ใสป่ ุ๋ยใดๆ เลยมีค่าเฉลี่ยต่าที่สุด 85.7 ซม. โดยกรรมวิธี
ท่ใี ห้คา่ สูงสดุ คอื การใสป่ ยุ๋ อัตรา 8-12-8 ของ N-P2O5-K2O เท่ากับ 122.4 ซม. (ตารางท่ี 1)

30

a bc

ภาพท่ี 1 (a) ลกั ษณะของทรงพุ่มมันขหี้ นทู อ่ี ายุ 40 วนั (b) ลกั ษณะของทรงพุ่มมันขี้หนูท่ีอายุ 85 วัน และ (c) ลักษณะทรง
พุม่ ของมันข้หี นทู อ่ี ายุ 180 วนั

เม่ือเก็บเกี่ยวผลผลิตพบว่า กรรมวิธีท่ี 3 และกรรมวิธีที่ 6 ซึ่งมีการใส่ปุ๋ยในอัตรา 8-8-8 และ 8-4-8
กก./ไร่ ของ N-P2O5-K2O ผลผลิตได้รบั ความเสยี หายจากการเข้าทาลายของไส้เดือนฝอย กรรมวิธีที่ให้ผลผลิต
ต่าท่ีสุดคือการปลูกโดยไม่ใส่ปุ๋ย ซึ่งให้ผลผลิตเพียง 116 กก./ไร่ โดยมีจานวนหัวเฉล่ียต่อหลุม 18.1 หัว
กรรมวิธีท่ีให้ผลผลิตมากที่สุด 636 กก./ไร่ คือการใส่ปุ๋ยอัตรา 12-8-8 ของ N-P2O5 และ K2O ซึ่งจะเห็น
แนวโน้มการเพิ่มขนึ้ ของผลผลติ ตามปริมาณการเพ่ิมปุ๋ยไนโตรเจน การเพิ่มปริมาณปุ๋ยฟอสฟอรัสข้ึนในกรรมวิธี
ท่ี 5, 6, 3 และ 7 ไม่พบว่าจะทาให้เห็นแนวโน้มในการเพิ่มขึ้นของผลผลิต เช่นเดียวกันกับการเพ่ิมปริมาณปุ๋ย
โพแทสเซียมตามชุดกรรมวิธีท่ี 8, 9, 3 และ 10 ผลผลิตหัว/ไร่ก็ไม่ได้เพิ่มอย่างชัดเจน (ตารางท่ี 2) ทั้งน้ีน่าจะ
เป็นเพราะปริมาณความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมท่ีมีอยู่ในดินที่ใช้ทาการทดลองอยู่ใน
ระดบั ท่ีเพยี งพอกับความต้องการในการสร้างหวั ของมันข้ีหนูแล้ว จึงเห็นผลเฉพาะการตอบสนองต่อการเพิ่มข้ึน
ของปุ๋ยไนโตรเจน และเม่ือเทียบในกรณีที่ไม่ใส่ปุ๋ยใดๆ เลยกับการใส่อัตรา 0-8-8 ของ N-P2O5 และ K2O ก็
ช้ีใหเ้ ห็นถึงการใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมเพ่ิมเข้าไปให้พืชดูดใช้ได้ง่ายข้ึนก็สามารถช่วยเพิ่มผลผลิตของ
มันขี้หนูในสภาพท่ีมีไนโตรเจนต่าได้ ในการทดลองปีต่อไปจึงมีการปรับกรรมวิธีเหลือเพียง 8 กรรมวิธี โดยตัด
กรรมวิธีที่ไม่ใช้ปุ๋ยไนโตรเจนออกไปและเพ่ิมกรรมวิธีท่ีมีไนโตรเจนสูงแต่มีปริมาณของฟอสฟอรัสและ
โพแทสเซียมต่า

ปี 2559
ท่ศี นู ยว์ จิ ัยพชื ไร่สงขลา
การเจริญเติบโต

ขนาดทรงพุ่ม พบวา่ การใส่ปุ๋ยด้วยอัตราต่างๆ มีขนาดของทรงพุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติทั้งท่ีอายุ 2
และ 3 เดือน โดยมีเส้นผ่านศูนย์กลางของทรงพุ่มเท่ากับ 21.50-25.94 และ 35.50-47.20 เซนติเมตร
ตามลาดับ (ตารางท่ี 3)

31

ผลผลิต
การปลูกมันขี้หนูโดยใส่ปุ๋ยในอัตราที่แตกต่างกันที่ศูนย์วิจัยพืชไร่สงขลาซ่ึงค่าวิเคราะห์ดินแปลงที่ใช้

ทาการทดลองมีค่าอินทรีย์วัตถุ (OM) 0.70 % ฟอสฟอรัสท่ีเป็นประโยชน์ 10.25 mg/kg โพแทสเซี่ยมท่ีเป็น
ประโยชน์ 51.15 mg/kg พบว่าผลผลิตหัวมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญ โดยการใส่ปุ๋ยในอัตรา
4-8-8 กก./ไร่ของ N-P2O5-K2O ให้ค่าผลผลิตสูงสุด 1,199 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งไม่แตกต่างทางสถิติกับการใส่ปุ๋ยอัตรา
อ่ืนๆ ยกเว้นปลูกโดยไม่ใส่ปุ๋ยให้ผลผลิตเพียง 745 กิโลกรัม/ไร่ และเมื่อแยกเป็นผลผลิตหัวขนาดต่างๆ
ทุกกรรมวิธีจะเป็นผลผลิตหัวขนาดกลางและขนาดเล็กมากกว่าหัวขนาดใหญ่ การใส่ปุ๋ยอัตรา 8-8-4 กก./ไร่
ของ N-P2O5-K2O มีหัวขนาดใหญ่สูงสุด 16 หัวต่อกิโลกรัม ซ่ึงมีค่าไม่แตกต่างกันทางสถิติกับอัตรา 4-8-8
และ 8-0-8 กก./ไร่ของ N-P2O5-K2O ซ่ึงมีจานวนหัวขนาดใหญ่ 15 และ 12 หัว/กิโลกรัม ตามลาดับ ส่วนหัวขนาด
กลางการใส่ปุ๋ยอัตราต่างกันมีจานวนไม่แตกต่างกันทางสถิติ โดยมีจานวนหัว 42-64 หัว/กิโลกรัม และอัตราปุ๋ย
4-8-8 กก./ไรข่ อง N-P2O5-K2O มจี านวนหวั ใหญ่และหัวกลางสูงจึงให้ผลผลิตท่ีจาหน่ายได้สูงสุด 798 กิโลกรัม/
ไร่ แตกตา่ งกนั ทางสถิติกับปลูกโดยใส่ปุ๋ยในอัตราสูงและไม่ใส่ปุ๋ย (ตารางท่ี 4) ในการทดลองนี้กรรมวิธีท่ีมีการใส่ปุ๋ย
ไนโตรเจน 12 ก.ก./ไร่ไม่ทาให้มันข้ีหนูให้ผลผลิตได้สูงดังในการทดลองในปี 2558 ที่ทาในดินท่ีมีปริมาณ OM ต่า
เช่นกัน ท้ังนี้เนื่องจากการเพ่ิมปริมาณปุ๋ยไนโตรเจนในขณะที่ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ในดินมีไม่มากพอ
กรรมวิธีที่ใส่ปุ๋ยอัตรา 12-0-4 กก./ไร่ของ N-P2O5-K2O จึงให้ผลผลิตได้ไม่ดี ส่วนกรรมวิธีที่ใส่ปุ๋ยอัตรา 12-8-8
กก./ไร่ของ N-P2O5-K2O ซ่ึงน่าจะให้ผลผลิตได้ดีท่ีสุดกลับให้ผลผลิตต่า ท้ังนี้เน่ืองจากมีปัญหาการเข้าทาลายของ
ไสเ้ ดือนฝอยรากปม

ทศ่ี ูนยว์ จิ ยั และพฒั นาการเกษตรพัทลงุ
การเจริญเติบโต

ขนาดทรงพุม่ ทอ่ี ายุ 2 เดอื น การใสป่ ุ๋ยในอัตรา 12-0-4 กก./ไร่ของ N-P2O5-K2O มีทรงพุ่มกว้างท่ีสุด
ไม่แตกตา่ งกบั ไม่ใส่ปุ๋ย โดยมีเสน้ ผา่ นศนู ย์กลางทรงพุ่มเท่ากับ 26.65 เซนติเมตร ท่ีอายุ 3 เดือน ทุกกรรมวิธีไม่
มผี ลต่อขนาดของทรงพุม่ โดยมีเส้นผ่านศนู ยก์ ลางทรงพุ่ม 30.75 -47.20 เซนติเมตร (ตารางที่ 5) การทดลองที่
แปลงนี้ไม่สามารถเก็บข้อมูลผลผลิตได้เน่ืองจากช่วงมันขี้หนูอายุ 5 เดือน เกิดสภาวะน้าท่วมขังแปลงเป็น
เวลานาน ทาใหม้ นั ขหี้ นตู ายกอ่ นถึงอายเุ กบ็ เกีย่ ว
ปี 2560
ทีศ่ นู ยว์ จิ ยั และพัฒนาการเกษตรกระบ่ี

จากผลการวิเคราะห์ดินก่อนปลูก พบว่าเน้ือดินเป็นดินร่วนเหนียวปนทราย มีความเป็นกรดจัด
(pH 4.67) มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง (อินทรียวัตถุ 1.94 %) ฟอสฟอรัสท่ีเป็นประโยชน์ต่า
(3.48 มิลลิกรัม/กิโลกรัม) โพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์ต่า (18.98 มิลลิกรัม/กิโลกรัม) จึงทาให้มันข้ีหนูมีการ
ตอบสนองต่อการใส่ปุ๋ยได้ค่อนข้างเด่นชัด การใส่ปุ๋ยทุกกรรมวิธีมีขนาดของทรงพุ่มกว้างกว่าปลูกโดยไม่ใส่ปุ๋ย
แม้ว่าที่อายุ 2 เดือนทรงพุ่มมีขนาดไม่แตกต่างกันทางสถิติ แต่มีแนวโน้มว่าการใส่ปุ๋ยอัตรา 8-8-8 กก./ไร่

32

ของ N-P2O5-K2O มีทรงพุ่มกว้างที่สุด 48.43 เซนติเมตร ท่ีอายุ 3 เดือน การใส่ปุ๋ยอัตรา 12-0-4 กก./ไร่ของ
N-P2O5-K2O มที รงพมุ่ กวา้ งท่สี ดุ 108.83 เซนติเมตร ซึ่งมคี า่ แตกตา่ งกนั ทางทางสถติ กิ บั วิธไี ม่ใส่ป๋ยุ (ตารางท่ี 6)
ผลผลิต

สว่ นผลตอ่ ผลผลติ ของมันข้ีหนพู บว่า การใส่ปุย๋ อตั รา 8-8-4 กก./ไร่ของ N-P2O5-K2O ให้ผลผลิตสูงสุด
1,059 กโิ ลกรมั /ไร่ มีค่าแตกต่างกันทางสถิติกับไม่ใส่ปุ๋ย และกรรมวิธีที่มีการใส่ปุ๋ยครบท้ัง 3 ชนิด ให้ผลผลิตได้
สูงกว่ากรรมวิธีท่ีขาดปุ๋ยตัวใดตัวหนึ่ง การใส่ปุ๋ยอัตราต่างๆ มีผลต่อจานวนหัวขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ทาให้
จานวนหวั ขนาดใหญ่และขนาดเล็กแตกต่างกันทางสถิติ การใส่ปุ๋ยอัตรา 8-8-4 กก./ไร่ของ N-P2O5-K2Oกก./ไร่
ของ N-P2O5-K2O มีหัวขนาดใหญ่ต่อกิโลกรัมสูงสุด 19 หัว กรรมวิธีท่ีขาดปุ๋ยฟอสฟอรัสมีหัวขนาดใหญ่น้อย
ทส่ี ดุ หวั ขนาดกลางไม่แตกตา่ งกนั ทางสถติ ิ โดยมจี านวนหัวต่อกิโลกรัม 42-64 หัว ส่วนหัวขนาดเล็กการใส่ปุ๋ย
ไนโตรเจนในระดบั สูงคืออัตรา 12-0-4 และ 12-8-8 กก./ไร่ของ N-P2O5-K2O มีจานวนหัวเล็กสูงมาก 151 และ
139 หัว/กโิ ลกรมั ตามลาดบั วิธใี สป่ ุ๋ยอตั รา 8-8-4 กก./ไร่ของ N-P2O5-K2O มีหัวขนาดกลางและใหญ่จานวนมาก
จึงทาให้มีผลผลิตท่จี าหน่ายได้สงู สุด 718 กิโลกรัม/ไร่ (ตารางที่ 7)

ทศ่ี นู ยว์ จิ ยั และพัฒนาการเกษตรสุราษฎร์ธานี
การเจรญิ เติบโต

ขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่มอายุ 1 เดือน พบว่าแตกต่างกันทางสถิติท้ังที่ยังไม่ได้รับอิทธิพล
ของปุ๋ยท่ีใส่ แต่อาจจะต่างกันเพราะปริมาณอาหารที่สะสมในหัวปลูกทาให้การเติบโตตอนแรกไม่เท่าเทียมกัน
ขนาดทรงพุ่มเมื่ออายุ 2 เดือน มันข้ีหนูท่ีใส่ปุ๋ยอัตรา 8-8-4 กก./ไร่ ของ N-P2O5-K2O มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง
ทรงพุ่มมากที่สุด คือ 38.31 เซนติเมตร ในขณะที่มันข้ีหนูท่ีได้รับปุ๋ยอัตรา 8-8-8 กก./ไร่ของ N-P2O5-K2O มีขนาด
เส้นผา่ นศนู ย์กลางทรงพุม่ น้อยทส่ี ดุ คือ 29.40 เซนตเิ มตร เมอ่ื อายุ 3 เดือน ขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่มก็มี
ความแตกต่างกันทางสถิติ โดยมันขี้หนูท่ีได้รับปุ๋ยเคมีในอัตรา 8-8-4 กก./ไร่ ของ N-P2O5-K2O มีขนาดเส้นผ่าน
ศูนย์กลางทรงพุ่มมากที่สุดคือ 71.72 เซนติเมตร ในขณะท่ีมันขี้หนูที่ได้รับปุ๋ยอัตรา 8-8-8 ก.ก./ไร่ของ N-P2O5-
K2O ยังคงมขี นาดเส้นผ่านศูนย์กลางทรงพมุ่ น้อยที่สุดคือ 56.72 เซนตเิ มตร (ตารางท่ี8)

ผลผลิต
แม้ในการทดลองนี้ผู้ดาเนินการทดลองจะไม่ได้ตวั อย่างดินวเิ คราะห์ความอุดมสมบูรณ์ของดินก่อนทา

การทดลอง แต่ผลผลติ ของมนั ขห้ี นใู นการทดลองนกี้ แ็ สดงให้เหน็ อยา่ งชดั เจนวา่ เป็นดนิ ท่ีมีความอุดมสมบูรณ์ต่า
โดยในกรรมวิธีที่ไม่มีการใส่ปุ๋ย ผลผลิตหัวรวมทุกขนาดและผลผลิตหัวขนาดที่จาหน่ายได้มีค่าต่าท่ีสุด คือ 408
และ 352 กก./ไร่ ตามลาดับ แตกต่างทางสถิติกับทุกกรรมวิธีที่มีการใส่ปุ๋ย ผลผลิตหัวรวมทุกขนาดสูงที่สุดใน
การทดลองนี้ 1,730 กก./ไร่มาจากการใส่ปุ๋ยอัตรา 12-8-8 ก.ก./ไร่ของ N-P2O5-K2O ซ่ึงไม่แตกต่างทางสถิติกับ
การใส่ปุ๋ยอัตรา 8-8-8 ก.ก./ไร่ ท่ีให้ผลผลิตหัวรวมทุกขนาด 1,546 ก.ก./ไร่ ส่วนการใส่ปุ๋ยอัตราอ่ืนๆ
ให้ผลผลิตที่ตา่ กว่าอยา่ งมคี วามแตกต่างทางสถติ ิ โดยมีค่าอยรู่ ะหวา่ ง 982 ถึง 1,298 ก.ก./ไร่ ผลผลิตหัวขนาด
ท่ีจาหน่ายได้ก็เป็นไปในลักษณะท่ีสอดคล้องกัน โดยการใส่ปุ๋ยอัตรา 12-8-8 ให้ผลผลิตหัวขนาดจาหน่ายได้สูง

33

ท่ีสุด 1,504 ก.ก./ไร่ (ตารางที่ 9) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในสภาพท่ีได้รับปุ๋ย P และ K อัตรา 8 ก.ก./ไร่ มันข้ีหนู
สามารถยงั สามารถให้ผลผลิตเพ่ิมข้ึนได้อีกเม่ือมีการเพ่ิมปริมาณปุ๋ยไนโตรเจนจาก 8 เป็น 12 ก.ก./ไร่ ในขณะ
ที่การไม่ได้รับปุ๋ย P และ K ในกรรมวิธีท่ี 2 และ 3 รวมถึงการได้รับปุ๋ย N และ K ในระดับต่ากว่า 8 ก.ก./ไร่
(4-8-8, 8-8-4, และ 12-0-4) เป็นตัวจากัดทาให้มันขี้หนูให้ผลผลิตหัวทั้งหมดและหัวขนาดจาหน่ายได้ต่าลง
กว่าการได้รบั ปุ๋ยครบทง้ั 3 ชนิดในปรมิ าณทเี่ หมาะสมเพยี งพอ

ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากการทดลองท้ังใน 4 สถานท่ี จะเห็นได้ว่าในท่ีซ่ึงมีค่าวิเคราะห์อินทรียวัตถุต่า
มากการให้ผลผลิตมันข้ีหนูสามารถตอบสนองต่อการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนถึง 12 ก.ก.ไนโตรเจน/ไร่เมื่อปริมาณของ
ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมที่เป็นประโยชน์อยู่ในระดับท่ีสูงมากพอ และหากค่าวิเคราะห์ความเป็นประโยชน์
ของฟอสฟอรัสอยู่ในระดับท่ีสูงมากดังเช่นที่บาเจาะก็ไม่จาเป็นต้องใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัส ท่ีศูนย์วิจัยพืชไร่สงขลา
ค่าวิเคราะห์ความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัสอยู่ในระดับปานกลางและค่าวิเคราะห์ความเป็นประโยชน์ของ
โพแทสเซียมมากกว่า 45 mg/kg เมื่อมีการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนระดับ 8 ก.ก. ไนโตรเจน/ไร่ ก็ไม่พบการตอบสนอง
ต่อการใส่ปุ๋ย P และ K ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกระบ่ีซึ่งค่าวิเคราะห์อินทรียวัตถุอยู่ในระดับปาน
กลาง การใส่ปุ๋ย N ถึง 12 ก.ก. N/ไร่จะเป็นผลเสียท่ีทาให้ได้หัวขนาดเล็กเป็นปริมาณมาก และการท่ีมีค่า
วิเคราะห์ความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมต่ามากจึงจาเป็นต้องได้รับปุ๋ยท้ังสองน้ีเพิ่มเติม
โดยเม่อื ให้ป๋ยุ ฟอสฟอรัส 8 กก P2O5/ไร่ การให้ปุ๋ยโพแทสเซียมอัตรา 4 ก.ก./ไร่ ก็ทาให้ได้ผลผลิตดีที่สุด ซึ่งทา
ใหเ้ หน็ ไดว้ า่ ถึงแม้มนั ขห้ี นูจะเป็นพชื ทีใ่ หผ้ ลผลิตหัวแต่ก็ไม่ต้องการปุ๋ยโพแทสเซียมในปริมาณท่ีสูง อาจจะด้วยมี
การปรบั ตวั ในววิ ัฒนาการให้มหี วั ขนาดเล็กและเจรญิ เตบิ โตไดด้ ีในดนิ ทรายทมี่ ีความโปร่งและร่วนซุยสูง การใส่
ปุ๋ยโดยพิจารณาจากค่าวิเคราะห์ดินจึงมีความสาคัญอย่างมากต่อปริมาณผลผลิตท่ีได้และความคุ้มค่าทาง
เศรษฐกิจ ซ่ึงการทดลองในประเทศไนจีเรียก็ช้ีให้เห็นในทานองเดียวกัน คือเม่ือมันข้ีหนูท่ีปลูกในดินที่มีความ
อุดมสมบูรณส์ งู อย่แู ล้วไดร้ ับปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราทีส่ ูงเกินไปมผี ลทาให้มีปริมาณหัวเน่าเพิ่มขึ้น (Ogedegbe et
al., 2015) และทาให้ผลผลิตหวั มีแนวโนม้ ลดลงและไมค่ ุม้ คา่ กับการลงทุนทเ่ี พ่มิ ขนึ้ (Akinpelu et al.,2011)

34

ตารางที่ 2.1 ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่มมันข้หี นูท่ีไดร้ ับปุ๋ยแตกต่างกันท่ีอายุหลังปลูก 40 วนั 85 วนั
และ 200 วนั

กรรมวธิ ี เสน้ ผา่ ศูนย์กลางทรงพุม่ มนั ขหี้ นู (ซม.)

1. ปุ๋ยอัตรา 0-8-8 กก./ไรข่ อง N-P2O5-K2O ทอี่ ายุ 40 วัน ทอ่ี ายุ 85 วัน ที่อายุ 200 วนั
2. ปุย๋ อัตรา 4-8-8 กก./ไรข่ อง N-P2O5-K2O
3. ปยุ๋ อตั รา 8-8-8 กก./ไรข่ อง N-P2O5-K2O 15.0 55.7 110.4
4. ปยุ๋ อตั รา 12-8-8 กก./ไรข่ อง N-P2O5-K2O
5. ปุย๋ อตั รา 8-0-8 กก./ไร่ของ N-P2O5-K2O 14.3 53.1 110.8
6. ปยุ๋ อัตรา 8-4-8 กก./ไร่ของ N-P2O5-K2O
7. ปยุ๋ อตั รา 8-12-8 กก./ไรข่ อง N-P2O5-K2O 18.0 60.0 99.8
8. ปยุ๋ อัตรา 8-8-0 กก./ไร่ของ N-P2O5-K2O
9. ปยุ๋ อัตรา 8-8-4 กก./ไร่ของ N-P2O5-K2O 11.0 59.2 109.7
10. ปุ๋ยอตั รา 8-8-12 กก./ไร่ของ N-P2O5-K2O
11. ปลูกโดยไมใ่ สป่ ุ๋ย 12.9 52.7 116.3

14.1 62.2 111.7

13.2 66.7 122.4

12.4 54.5 99.6

13.1 54.3 107.1

15.3 63.8 107.1

15.2 52.6 85.7

ตารางท่ี 2.2 จานวนหัว และน้าหนกั ผลผลิตตอ่ พืน้ ท่ีของมนั ขห้ี นทู ี่ไดร้ ับป๋ยุ N P K ในอตั ราที่แตกต่างกนั

กรรมวธิ ี จานวนหวั /หลุม นน.ผลผลติ /หลุม นน.ผลผลติ /ไร่
(หัว) (กรัม) (กิโลกรัม)
1. ปุย๋ อตั รา 0-8-8 กก./ไร่ของ N-P2O5-K2O
2. ปยุ๋ อตั รา 4-8-8 กก./ไร่ของ N-P2O5-K2O 54.1 252.5 404
3. ปุย๋ อตั รา 8-8-8 กก./ไร่ของ N-P2O5-K2O 62.1 295.0 472
4. ปยุ๋ อตั รา 12-8-8 กก./ไร่ของ N-P2O5-K2O -
5. ปยุ๋ อตั รา 8-0-8 กก./ไรข่ อง N-P2O5-K2O - - 636
6. ปยุ๋ อัตรา 8-4-8 กก./ไรข่ อง N-P2O5-K2O 90.9 397.5 508
7. ปุย๋ อตั รา 8-12-8 กก./ไร่ของ N-P2O5-K2O 71.3 317.5 -
8. ปยุ๋ อตั รา 8-8-0 กก./ไรข่ อง N-P2O5-K2O 456
9. ปุ๋ยอตั รา 8-8-4 กก./ไร่ของ N-P2O5-K2O - - 560
10. ปุย๋ อัตรา 8-8-12 กก./ไร่ของ N-P2O5-K2O 74.2 285.0 568
11. ปลกู โดยไม่ใส่ปยุ๋ 73.2 350.0 596
72.0 355.0 116
82.3 372.5
18.1 72.5

35

ตารางที่ 2.3 ผลของอตั ราปุ๋ย N P K ตอ่ ขนาดของทรงพุ่มมนั ข้หี นูพนั ธุค์ วนเนยี ง1 ทีอ่ ายุ 2 และ 3 เดอื น
ทศี่ นู ยว์ จิ ยั พืชไร่สงขลา ปี 2559

อัตราปยุ๋ ขนาดทรงพมุ่ ที่อายุ 2 เดอื น ขนาดทรงพมุ่ ท่ีอายุ 3 เดือน
(กก/ไร่ ของ N-P2O5-K2O) (ซม.) (ซม.)

1. ใสป่ ๋ยุ อัตรา 8-8-8 23.02 45.00
2. ใส่ปุ๋ยอตั รา 8-0-8 22.07 35.50
3. ใสป่ ยุ๋ อัตรา 8-8-0 24.44 47.50
4 ใสป่ ยุ๋ อตั รา. 8-8-4 25.94 41.00
5. ใส่ปยุ๋ อัตรา 4-8-8 23.66 45.00
6. ใสป่ ยุ๋ อตั รา 12-8-8 25.04 40.00
7. ใส่ปยุ๋ อตั รา 12-0-4 23.19 42.75
8. ไม่ใสป่ ุ๋ย 21.50 38.00
F- test ns ns
CV (%) 16.3 14.3
ns ไมแ่ ตกต่างกนั ทางสถิติ

ตารางท่ี 2.4 ผลผลิต จานวนหัวแยกตามขนาดและผลผลิตที่จาหน่ายได้ของมนั ข้ีหนใู ส่ปยุ๋ N P K อตั ราต่างๆ
ที่ศนู ยว์ จิ ัยพชื ไรส่ งขลา ปี 2559

อัตราปุ๋ย ผลผลติ 1/ จานวนหัวแยกตามขนาด(หัว/กก.) ผลผลติ ท่จี าหนา่ ยได้
(กก./ไร่ ของ N-P2O5-K2O) (กก./ไร)่ ใหญ่2/ กลาง2/ เล็ก1/ (กก./ไร่) 2/

1.ใสป่ ยุ๋ 8-8-8 1,067 ab 11 bcd 54 182 b 600 abc

2. ใส่ปุย๋ 8-0-8 1,133 a 12 abc 49 172 b 755 a

3. ใสป่ ุย๋ 8-8-0 1,054 ab 10 cd 64 165 b 631 abc

4. ใสป่ ๋ยุ 8-8-4 1,192 a 16 a 51 160 b 738 ab

5. ใส่ป๋ยุ 4-8-8 1,199 a 15 ab 58 218 a 798 a

6 .ใส่ปยุ๋ 12-8-8 715 c 11 bcd 42 222 a 291 d

7. ใส่ปยุ๋ 12-0-4 872 abc 7 d 49 133 c 489 bcd

8. ไมใ่ สป่ ยุ๋ 745 bc 9 cd 44 118 c 390 cd

F- test * ** ns ** **

CV (%) 21.0 23.8 21.9 10.9 26.8
1/ ตัวเลขในสดมภ์เดียวกนั ทม่ี ีอกั ษรเหมอื นกัน ไม่แตกตา่ งกนั ทางสถติ ิทร่ี ะดบั ความเชอ่ื ม่นั 95 % ดว้ ยวธิ ี DMRT

2/ตวั เลขในสดมภ์เดียวกันทม่ี ีอกั ษรเหมือนกนั ไม่แตกตา่ งกันทางสถิตทิ ร่ี ะดบั ความเชอื่ ม่นั 99 % ด้วยวธิ ี DMR

36

ตารางที่ 2.5 ผลของอัตราปุ๋ย N P K ต่อขนาดของทรงพุ่มมนั ขีห้ นพู นั ธคุ์ วนเนียง 1 ทอี่ ายุ 2 และ 3 เดือน
ทศ่ี ูนยว์ จิ ยั และพฒั นาการเกษตรพทั ลุง ปี 2559

อัตราปุ๋ย ขนาดทรงพุ่มทอี่ ายุ 2 เดือน1/ ขนาดทรงพมุ่ ท่อี ายุ 3 เดอื น
(กก./ไร่ ของ N-P2O5-K2O) (ซม.) (ซม.)

1. ใส่ปยุ๋ อตั รา 8-8-8 17.30 bc 35.90

2. ใสป่ ุ๋ยอัตรา 8-0-8 15.40 c 30.75

3. ใสป่ ยุ๋ อัตรา 8-8-0 15.15 c 34.05

4. ใสป่ ยุ๋ อัตรา 8-8-4 17.00 bc 33.00

5. ใสป่ ยุ๋ อัตรา 4-8-8 17.00 bc 36.32

6. ใสป่ ุ๋ยอตั รา 12-8-8 19.20 bc 38.05

7. ใส่ปุ๋ยอัตรา 12-0-4 26.65 a 42.85

8. ไม่ใส่ป๋ยุ 23.65 ab 47.20

F-test ** ns

CV (%) 22.2 25.9
1/ ตัวเลขในสดมภเ์ ดียวกันทม่ี ีอักษรเหมือนกนั ไม่แตกตา่ งกันทางสถิติที่ระดบั ความเชื่อม่นั 99 % ด้วยวธิ ี DMRT

ns ไมแ่ ตกต่างกนั ทางสถิติ

ตารางที่ 2.6 ผลของอตั ราปุ๋ย N P K ตอ่ ขนาดทรงพมุ่ มันข้หี นพู นั ธคุ์ วนเนียง1 ที่อายุ 2 และ 3 เดอื น
ท่ีศูนยว์ ิจัยและพฒั นาการเกษตรกระบ่ี ปี 2560

อตั ราปยุ๋ ขนาดทรงพมุ่ ท่ีอายุ 2 เดอื น ขนาดทรงพมุ่ ทอ่ี ายุ 3 เดือน1/
(กก./ไร่ ของ N-P2O5-K2O) (ซม.) (ซม.)

1. ใส่ปยุ๋ อตั รา 8-8-8 48.43 92.85 a

2. ใสป่ ๋ยุ อัตรา 8-0-8 39.23 88.78 ab

3. ใส่ปุ๋ยอัตรา 8-8-0 43.45 88.50 ab

4. ใสป่ ยุ๋ อัตรา. 8-8-4 43.40 92.72 ab

5. ใสป่ ยุ๋ อตั รา 4-8-8 44.60 83.55 ab

6. ใส่ปุย๋ อัตรา 12-8-8 43.75 93.63 a

7. ใส่ปยุ๋ อัตรา 12-0-4 39.68 108.83 a

8. ไมใ่ สป่ ยุ๋ 31.03 61.43 b

F- test ns *

CV (%) 19.7 20.8
1/ ตัวเลขในสดมภ์เดยี วกนั ที่มอี กั ษรเหมอื นกนั ไม่แตกตา่ งกันทางสถติ ิที่ระดบั ความเชอ่ื มน่ั 95 % ดว้ ยวิธี DMRT

ns ไมแ่ ตกตา่ งกันทางสถติ ิ

37

ตารางท่ี 2.7 ผลผลิต จานวนหวั แยกตามขนาดและผลผลิตท่จี าหน่ายได้ของมนั ขีห้ นูใส่ปุ๋ย N P K ระดบั ต่างๆ
ท่ีศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรกระบี่ ปี 2560

อตั ราปยุ๋ ผลผลติ 1/ จานวนหัวแยกตามขนาด (หัว/กก.) ผลผลติ ท่จี าหนา่ ยได้
(กก./ไร่ ของ N-P2O5-K2O) (กก./ไร่) (กก./ไร่) 1/
ใหญ่1/ กลาง เลก็ 1/

1. ใส่ปุย๋ อัตรา 8-8-8 866 ab 14 b 37 65 f 519 b

2. ใสป่ ยุ๋ อตั รา 8-0-8 622 cde 7 c 39 103 cd 348 bc

3. ใส่ปยุ๋ อตั รา 8-8-0 848 abc 14 b 41 108 cd 548 ab

4. ใส่ปยุ๋ อตั รา 8-8-4 1,059 a 19 a 39 71 ef 718 a

5. ใส่ปุ๋ยอตั รา 4-8-8 459 e 13 b 38 90 de 256 c

6 .ใส่ป๋ยุ อัตรา 12-8-8 886 ab 13 b 40 139 ab 464 b

7. ใสป่ ยุ๋ อตั รา 12-0-4 540 de 8 c 43 151 a 247 c

8. ไม่ใส่ปยุ๋ 725 bcd 12 bc 44 118 bc 355 bc

F- test ** ** ns ** **

CV (%) 29.8 25.3 15.3 14.7 29.3
1/ ตวั เลขในสดมภเ์ ดียวกันทมี่ อี กั ษรเหมอื นกัน ไม่แตกตา่ งกันทางสถติ ทิ ่ีระดับความเชื่อม่นั 99 % ด้วยวิธี DMRT

ns ไม่แตกต่างกนั ทางสถติ ิ

ตารางที่ 2.8 ผลของระดับปยุ๋ N P K ตอ่ ขนาดของเสน้ ผา่ นศูนยก์ ลางทรงพุ่มมันขห้ี นู ท่อี ายุ 1 2 และ 3 เดอื น
ทีศ่ นู ยว์ จิ ัยและพฒั นาการเกษตรสรุ าษฎร์ธานี ปี 2560

อตั ราป๋ยุ ขนาดเสน้ ผา่ นศนู ย์กลางทรงพ่มุ (ซม.) 1/
(กก/ไร่ ของ N-P2O5-K2O)
1 เดือน 2 เดือน 3 เดือน

1. ใสป่ ๋ยุ อัตรา 8-8-8 14.39 c 29.40 c 56.72 b
2. ใสป่ ุ๋ยอัตรา 8-0-8 18.48 ab 35.82 ab 68.10 a

3. ใสป่ ุ๋ยอตั รา 8-8-0 20.98 a 34.67 abc 67.82 a
4. ใส่ปุ๋ยอตั รา 8-8-4 14.68 bc 38.31 a 71.72 a

5. ใสป่ ๋ยุ อัตรา 4-8-8 15.80 bc 34.56 abc 69.24 a

6. ใส่ปุ๋ยอตั รา 12-8-8 20.71 a 34.08 abc 67.72 a

7. ใสป่ ุ๋ยอตั รา 12-0-4 16.29 bc 32.14 bc 61.14 ab

8. ไมใ่ ส่ปยุ๋ 17.29 abc 37.14 ab 70.92 a

F-test * * *

CV (%) 19.61 23.71 22.54
1/ ตัวเลขในสดมภเ์ ดียวกันทม่ี ีอกั ษรเหมือนกนั ไมแ่ ตกตา่ งกนั ทางสถติ ิทรี่ ะดับความเชือ่ มั่น 95 % ดว้ ยวิธี DMRT

38

ตารางที่ 2.9 ผลผลิต จานวนหัวแยกตามขนาดและผลผลิตทีจ่ าหน่ายได้ของมนั ข้ีหนูใส่ปุย๋ N P K อตั ราต่างๆ
ทศ่ี นู ยว์ ิจยั และพฒั นาการเกษตรสรุ าษฎร์ธานี ปี 2560

อตั ราปุ๋ย ผลผลติ 1/ จานวนหวั แยกตามขนาด (หวั /กก.) ผลผลติ ที่จาหน่ายได1้ /
(กก/ไร่ ของ N-P2O5-K2O) (กก./ไร)่ (กก./ไร)่
ใหญ่2/ กลาง1/ เล็ก1/

1. ใส่ปยุ๋ อตั รา 8-8-8 1,546 ab 18 ab 151 a 91 cd 1,188 b

2. ใส่ป๋ยุ อัตรา 8-0-8 1,298 bc 10 bc 145 ab 185 a 1,000 bc

3. ใสป่ ยุ๋ อตั รา 8-8-0 1,159 c 20 a 147 ab 84 cd 1,051 bc

4. ใสป่ ุ๋ยอตั รา 8-8-4 982 c 9 c 94 cd 67 d 802 c

5. ใสป่ ุย๋ อัตรา 4-8-8 1,142 c 15 abc 151 a 150 b 943 bc

6 .ใสป่ ๋ยุ อัตรา 12-8-8 1,730 a 20 a 132 abc 108 c 1,504 a

7. ใสป่ ๋ยุ อัตรา 12-0-4 1,134 c 20 a 107 bcd 81 cd 980 bc

8. ไมใ่ ส่ปยุ๋ 408 d 13 abc 89 d 99 cd 352 d

F- test ** * ** ** **

CV (%) 20.8 26.2 16.7 17.4 16.4
1/ ตวั เลขในสดมภ์เดียวกันทีม่ ีอกั ษรเหมือนกัน ไมแ่ ตกตา่ งกนั ทางสถติ ทิ ่ีระดบั ความเช่ือมนั่ 99 % ดว้ ยวธิ ี DMRT

2/ ตัวเลขในสดมภเ์ ดยี วกนั ที่มอี ักษรเหมอื นกัน ไม่แตกตา่ งกนั ทางสถติ ทิ ร่ี ะดับความเชอื่ มนั่ 95 % ด้วยวิธี DMRT

การทดลองที่ 3 การปลกู มนั ข้ีหนูระยะชิดร่วมกบั การใช้สารชะลอการเจรญิ เติบโต

การทดลองท่ีศนู ย์วจิ ยั พชื ไร่สงขลา

เมื่อวัดการเจริญเติบโตทางลาต้นจากการแผ่กว้างของทรงพุ่ม พบว่าท่ีอายุ 3 เดือนก่อนท่ีจะฉีดพ่น
สาร paclobutazol ขนาดเสน้ ผา่ ศนู ย์กลางทรงพุ่มไม่แตกต่างกันทางสถิติ โดยการปลูกด้วยระยะปกติ 1 × 1
เมตร มีแนวโน้มจะให้ค่ามากที่สุดคือ 82.37 ซม. และเมื่อวัดอีกคร้ังหลังการฉีดพ่นสาร paclobutazol 2
เดอื น หรือที่มันขี้หนูอายุ 5 เดือน การปลูกด้วยระยะ 1 × 1 เมตร ทาให้ทรงพุ่มมีขนาดกว้างท่ีสุดแตกต่างจาก
การปลูกด้วยระยะอื่นๆ ทั้งที่มีการฉีดพ่นและไม่ฉีดพ่นสารชะลอการเจริญเติบโต แต่จะเห็นได้ว่าขนาด
เส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่มมีขนาดลดลง ข้อมูลท่ีได้น้ีจึงไม่ใช่อิทธิพลของกรรมวิธีการทดลองเพียงอย่างเดียว ซ่ึง
พบว่าท่ีเป็นเช่นน้ีเพราะมีการเข้าทาลายของโรคโคนและขอบใบเน่า ซ่ึงเป็นสาเหตุให้ทุกกรรมวิธีให้ผลผลิตต่า
มาก (ตารางท่ี 3.1)

การทดลองท่ีศนู ยว์ ิจยั และพัฒนาการเกษตรตรัง

ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่มท่ีอายุ 3 เดือน และที่อายุ 5 เดือนซึ่งเป็นการวัดเส้นผ่าศูนย์กลางทรง
พุ่มหลังมีการฉีดพ่นสาร paclobutazol 2 เดือน ในกรรมวิธีที่มีการฉีดพ่นสาร paclobutazol คือกรรมวิธีท่ี
3, 5 และ 7 พบว่าไม่มีความแตกต่างทางสถิติกับกรรมวิธีอ่ืนๆ ท้ังน้ีเป็นไปในลักษณะเดียวกับท่ีพบในการ
ทดลองเรือ่ งผลของชนิด ความเข้มข้น และช่วงเวลาการใช้สารชะลอการเจริญเติบโต ต่ออายุเก็บเก่ียวและการ

39

ให้ผลผลิตของมันข้หี นูทดี่ าเนนิ การในปี 2558 (ฉันทนาและคณะ, 2560) ที่พบว่าหลังจาก 2 สัปดาห์มันขี้หนูที่
ไดร้ บั สารชะลอการเจริญเตบิ โตจะกลับมาขยายขนาดทรงพุ่มอีกตามปกติ เม่ือวัดท่ีอายุ 5 เดือนจึงไม่พบความ
แตกตา่ งของขนาดทรงพมุ่ แตจ่ ากขอ้ มูลจะเห็นได้ว่าการปลูกด้วยระยะปลูกท่ีห่างตามปกติ คือ 1 × 1 เมตรนั้น
มีแนวโน้มวา่ ใหเ้ สน้ ผ่าศนู ยก์ ลางทรงพุ่มทั้งท่ีอายุ 3 เดือนและ 5 เดือนมีค่ามากกว่ากรรมวิธีอ่ืนๆ ซ่ึง คือ 72.11
และ 83.15 ซม. ตามลาดบั (ตารางท่ี 3.2) ซงึ่ ความยาวระหว่างข้อก็ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ ส่วนการท่ี
ทุกกรรมวิธีมีค่าตัวเลขความยาวระหว่างข้อลดลง เป็นเพราะการยืดยาวจะมีอัตราลดลงเน่ืองจากเข้าสู่ระยะท่ี
มันขี้หนูมีการสร้างหัวและสะสมอาหาร ดังน้ันถ้าจะใช้สาร paclobutazol ในความเข้มข้นระดับ 400 ppm
เพ่ือบงั คบั ให้มันข้ีหนูมีทรงพุ่มขนาดเล็กกว่าปกติ จึงอาจต้องฉีดพ่นทุก 15 วันเป็นระยะเวลาติดต่อกันยาวนาน
ช่วงหนงึ่

สาหรับการให้ผลผลิตพบว่าท้ังผลผลิตน้าหนักหัวรวม ผลผลิตของหัวท่ีจาหน่ายได้และปริมาณหัว
ขนาดใหญ่ต่อไร่ กรรมวิธีท่ีให้ผลผลิตได้สูงที่สุด คือ กรรมวิธีท่ี 7 ให้ผลผลิตน้าหนักหัวรวม 2,200 กก./ไร่
ผลผลิตหัวขนาดที่จาหน่ายได้ 1,454 กก./ไร่ ซึ่งเป็นการปลูกด้วยระยะ 60 × 60 ซม.ร่วมกับการฉีดพ่น
paclobutazol ความเข้มข้น 400 ppm ที่อายุ 3 เดือน ในขณะที่การปลูกด้วยระยะ 1 × 1 เมตร มีแนวโน้ม
การให้ผลผลิตนา้ หนักหวั รวมต่าท่ีสดุ 1,091 กก./ไร่ ถึงแมร้ ะหว่างกรรมวธิ ีทใี่ ช้ระยะปลกู เดียวกันแต่ต่างกันที่มี
และไมม่ ีการฉีดพ่นสารชะลอการเจริญเติบโต paclobutazol (2 กับ 3 และ 6 กับ 7) จะให้ผลผลิตไม่แตกต่าง
ทางสถิติ แต่ก็เป็นไปในทิศทางที่ให้ผลผลิตเพ่ิมข้ึน ยกเว้นกรรมวิธีที่ 4 กับ 5 ท่ีค่าเฉล่ียของกรรมวิธีที่ 5 การ
ฉดี พ่นสารชะลอการเจริญเติบโตกลับทาใหผ้ ลผลิตต่ากว่าอยา่ งมีความแตกต่างทางสถิติ (ตารางท่ี 3.3)

สิง่ ทป่ี รากฏให้เหน็ ชดั เจนในการทดลองน้ีคือการใช้ระยะปลูกที่หนาแนน่ เพ่มิ ขน้ึ หรือระยะปลกู ที่ชิด
มากข้นึ กว่า 1x1 เมตรตามคาแนะนาปกติ ทาให้มันขีห้ นมู ีผลผลิตตอ่ ไรเ่ พิ่มสงู ขึน้ สอดคลอ้ งกบั ในต่างประเทศ
ทรี่ ะยะปลูกแนะนาค่อนขา้ งแคบ เช่น ในประเทศ Ghana และอนิ เดยี ปลูกแบบยกรอ่ งใหม้ รี ะยะระหว่างรอ่ ง
90 ซ.ม. ระยะระหว่างหลมุ 15 – 20 ซ.ม. ใน South Africa ใช้ระยะ 75 x 25 ซ.ม. ในศรีลงั กาใช้ระยะ 90 x
22 ซ.ม. (Anonymous, 1962; NRI, 1987) ซ่งึ เปน็ ระยะท่ีหนาแน่นกวา่ ระยะที่แคบสุดในการทดลองนีถ้ งึ สอง
เท่า สว่ นการจะฉดี พ่นสาร paclobutazol ทไี่ มไ่ ด้ทาให้มคี ่าเฉล่ยี ของผลผลติ แตกต่างกนั ทางสถิติ เพยี งแต่มี
แนวโนม้ ของการให้ผลผลติ เพิ่มข้นึ ร่วมดว้ ยหรือไม่นน้ั ควรตอ้ งศึกษาถงึ ความคุ้มค่าทางเศรษฐกจิ โดยการ
ทดสอบในหลายๆ สภาพแวดล้อมเพ่ิมเติมจนไดข้ ้อสรุปท่ีชัดเจนเสยี กอ่ น

40

ตารางที่ 3.1 เสน้ ผา่ นศนู ย์กลางทรงพุ่มและผลผลติ หวั รวมทกุ ขนาดของมันขห้ี นทู ีป่ ลูกดว้ ยระยะปลกู ต่างๆ
รว่ มกบั การใชส้ าร placlobutrazol ทีศ่ ูนยว์ จิ ยั พืชไร่สงขลา ปี 2560

กรรมวิธี เส้นผา่ นศนู ยก์ ลางทรงพุ่ม (ซม.) ผลผลติ หวั รวม
(กก./ไร)่
อายุ 3 เดอื น อายุ 5 เดอื น (หลงั ฉดี
พน่ 2 เดอื น)

1. ระยะ 1x1 ม. 82.37 80.20 a 481 a

2. ระยะ 1x0.5 ม. 76.20 61.40 b 204 de

3. ระยะ 1x0.5ม.+ PBZ 400 ppm. 80.00 66.53 b 259 cde

4. ระยะ 0.75 x 0.5 ม. 71.90 61.20 b 304 bcd

5. ระยะ0.75x0.5ม.+ PBZ 400 ppm. 71.37 64.60 b 360 abc

6. ระยะ 0.6x0.6 ม. 62.47 69.23 b 425 ab

7. ระยะ 0.6x0.6 ม.+ PBZ 400 ppm. 70.13 70.27 b 156 e

F- test ns ** **

CV (%) 12.2 8.0 23.2

ตวั เลขในสดมภเ์ ดียวกันท่มี อี ักษรเหมือนกัน ไมแ่ ตกตา่ งกันทางสถติ ทิ ี่ระดบั ความเช่อื ม่ัน 99 % ดว้ ยวธิ ี DMRT

ns ไม่มคี วามแตกต่างทางสถิติ

ตารางท่ี 3.2 เส้นผา่ นศนู ยก์ ลางทรงพุ่มและระยะระหวา่ งขอ้ ของมนั ขหี้ นูทีป่ ลูกด้วยระยะปลกู ต่างกันร่วมกบั
การใชส้ าร placlobutrazol ทศี่ ูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตรัง ปี 2560

กรรมวิธี เส้นผา่ นศนู ยก์ ลางทรงพ่มุ (ซม.) ระยะระหวา่ งข้อ (ซม.)
อายุ 3 เดือน หลังฉดี พ่น 2 เดือน อายุ 3 เดอื น หลงั ฉดี พ่น 2 เดอื น

1. ระยะ 1x1 ม. 72.11 83.15 1.72 1.42
2. ระยะ 1x0.5 ม. 65.41 75.93 1.47 1.29
3. ระยะ 1x0.5ม.+ PBZ 400 ppm. 62.84 73.80 1.79 1.35
4. ระยะ 0.75 x 0.5 ม. 67.21 74.18 1.48 1.39
5. ระยะ0.75x0.5ม.+ PBZ 400 ppm. 61.79 67.24 1.77 1.30
6. ระยะ 0.6x0.6 ม. 64.37 66.02 1.65 1.39
7. ระยะ 0.6x0.6 ม.+ PBZ 400 ppm. 65.90 67.50 1.75 1.33
ns ns ns
F- test 13.4 ns 16.6 14.1
CV (%) 11.3
ns ไมม่ คี วามแตกต่างทางสถติ ิ

41

ตารางที่ 3.3 ผลผลติ ผลผลติ แยกตามขนาด และผลผลิตที่จาหน่ายได้ของมันขีห้ นูที่ปลูกด้วยระยะปลูก
ตา่ งกนั ร่วมกับใชส้ ารplaclobutrazol ทศี่ ูนยว์ จิ ัยและพฒั นาการเกษตรตรงั ปี 2560

กรรมวิธี ผลผลติ ผลผลติ ตามขนาดหวั (กก./ไร)่ ผลผลติ ทจ่ี าหน่ายได้
(กก./ไร่) ใหญ่ กลาง เลก็ (กก./ไร)่
459 bc
1. ระยะ 1 x 1 ม. 1,091 b 146 bc 341 e 631 b 939 ab
848 ab
2. ระยะ 1 x 0.5 ม. 1,371 ab 190 b 748 c 432 c 1,230 a
213 c
3. ระยะ1 x 0.5 ม.+ PBZ 400 ppm. 1,849 ab 272 b 576 d 1,001 a 1,402 a
1,454 a
4. ระยะ 0.75 x 0.5 ม. 2,207 a 256 b 974 b 977 a **
33.5
5. ระยะ 0.75 x 0.5ม.+PBZ 400 ppm. 1,221 b 10 c 204 f 1,007 a

6. ระยะ 0.6 x 0.6 ม. 2,124 a 257 b 1,146 a 721 b

7. ระยะ 0.6 x 0.6 ม.+PBZ 400 ppm. 2,200 a 481 a 973 b 746 b

F- test ** ** ** **

CV (%) 25.7 37.1 5.9 11.9

ตวั เลขในสดมภเ์ ดยี วกันทม่ี อี กั ษรเหมือนกนั ไมแ่ ตกต่างกนั ทางสถติ ทิ ี่ระดบั ความเชอ่ื มั่น 99 % ด้วยวธิ ี DMRT

การทดลองท่ี 4. อิทธพิ ลของวนั ปลกู ต่อการเจริญเติบโตทางลาต้น การสรา้ งหวั และการใหผ้ ลผลิตของมันขห้ี นู

เร่ิมปลูกคร้ังแรกเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2559 และปลูกทกุ เดอื นจนครบรอบ 12 เดือน จนส้ินสุดเม่ือ
กลางเดือนธันวาคม 2559 พบว่าสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เม่ือมันข้ีหนูอายุ 6 เดือน ซ่ึงในการปลูกมันขี้หนู
ด้วยยอดจะสามารถเก็บเก่ียวผลผลิตได้เร็วกว่าปกติ 1 เดือน (จิระและคณะ, 2556) ในการทดลองน้ีสามารถ
ปลูกมันข้ีหนูได้ครบ 12 คร้ัง (เดือน) ตามกรรมวิธีที่วางไว้ แต่เฉพาะมันข้ีหนูที่ปลูกใน 5 เดือนแรกเท่าน้ันที่
สามารถบันทึกข้อมูลการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิตได้ เนื่องจากน้าท่วมพื้นท่ีดาเนินงาน (ภาพผนวกท่ี
4.2) โดยเป็นการท่วมเน่ืองจากปริมาณฝนตกมากในเดือนธันวาคม 2559 และ มกราคม 2560 (ภาพผนวกที่
4.3) จนเกิดอุทกภัยอย่างหนักในพื้นท่ีจังหัดพัทลุง มันขี้หนูท่ีปลูกต้ังแต่เดือนมิถุนายน 2559 ซ่ึงจะเก็บเก่ียว
ต้ังแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นไปจึงได้รับความเสียหายท้ังหมด เมื่อนาข้อมูลเฉพาะของการปลูก 5 ครั้งแรกมา
วิเคราะห์ผลทางสถิติ พบว่า ขนาดของเส้นผ่านศูนย์กลางทรงพุ่มเม่ือวัดหลังปลูกท้ังท่ี 2 เดือน และ 3 เดือน มี
ความแตกต่างกันทางสถิติ โดยการปลูกในเดือนพฤษภาคมให้ค่าของขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางทรงพุ่มมากกว่า
การปลูกเดือนอ่ืนๆ คือ 73.7 เซนติเมตร และ 96.6 เซนติเมตร ตามลาดับ ส่วนการวัดท่ีอายุ 4, 5 และ 6
เดอื นหลังปลูก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางทรงพุ่มไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ แต่การปลูกในเดือนพฤษภาคม
ซึ่งเป็นช่วงต้นฝน ที่สภาพอากาศลดความร้อนและแห้งแล้งลงจึงมีแนวโน้มแสดงให้เห็นว่า มันข้ีหนู มีการ
เจริญเติบโตด้านความกว้างของขนาดทรงพุ่มดีกว่าการปลูกในเดือนอ่ืนๆ ก่อนหน้านั้น โดยมีค่าเท่ากับ 100.2
เซนติเมตร 103.0 เซนติเมตร และ 108.7 เซนติเมตร ตามลาดับ (ตารางที่ 4.1) โดยปกติการปลูกในสภาพ
แปลงทใ่ี ช้ระยะปลูก 1x1 เมตร ทรงพมุ่ ของมนั ขหี้ นกู จ็ ะประสานกันเตม็ พื้นที่ ส่วนค่าเฉลี่ยของระยะระหว่างข้อ
ซ่ึงบันทึกข้อมูลตอนท่ีเก็บเกี่ยวผลผลิต พบว่า ท้ัง 5 เดือนปลูกมีค่าไม่แตกต่างกันทางสถิติ โดยมีค่าอยู่ระหว่าง
3.44 – 4.21 เซนติเมตร (ตารางที่ 4.1) สาหรับจานวนหัวต่อหลุมท้ังหมดพบว่าการปลูกในเดือนพฤษภาคมมี
ค่าเฉล่ียสูงกว่าเดือนอ่ืนๆ ประมาณ 2 เท่าตัวคือ 492 หัว/หลุม ยกเว้นการปลูกในเดือนกุมภาพันธ์ท่ีได้รับ

42

ผลกระทบจากการเขา้ ทาลายของไส้เดือนฝอยจนผลผลิตเสียหายมีค่าเฉล่ียเพียง 18 หัว/หลุม ซ่ึงในการทลลอง
นี้การวิเคราะห์ผลทางสถิติก็มีค่า C.V. ที่บ่งบอกถึงการมีความแปรปรวนในการทดลองที่สูงมากจนขาดความ
นา่ เช่ือถือ เมื่อแยกตามขนาดของหวั พบวา่ การปลูกในเดือนพฤษภาคมก็ไม่ได้ให้ค่าเฉล่ียจานวนหัวขนาดใหญ่
และขนาดกลางต่างจากการปลูกในเดือนมกราคมและมีนาคม มีแต่จานวนหัวขนาดเล็กท่ีเป็นส่วนซ่ึงจาหน่าย
ไม่ได้เท่านั้นที่มีจานวนมากกว่าเกิน 2 เท่าตัว ในส่วนของน้าหนักผลผลิตต่อหลุมทั้งหมด พบว่า การปลูกใน
เดือนมกราคมให้ค่าสูงสุด 667.8 กรัม/หลุม รองลงมาคือการปลูกในเดือนพฤษภาคม 558.9 กรัม/หลุม และ
เมื่อแยกตามขนาดของหัว พบว่าการปลูกเดือนพฤษภาคมเก็บเก่ียวเดือนพฤศจิกายน มีน้าหนักผลผลิตของหัว
ขนาดเล็กมากกว่าเดือนปลูกอื่น คือเท่ากับ 314.2 กรัมต่อหลุม และการปลูกเดือนมกราคมเก็บเกี่ยวผลผลิต
เดอื นกรกฎาคมมีนา้ หนักผลผลติ ของหวั ขนาดกลางและขนาดใหญม่ ากกว่าเดือนปลูกอื่น คือเท่ากับ 254.2 กรัม
และ 221.7 กรัม (ตารางที่ 4.2) สาหรับจานวนหัวต่อหลุม น้าหนักผลผลิตต่อหลุม และน้าหนักผลผลิตต่อไร่
ของหวั ขนาดท่สี ามารถจาหน่ายได้คอื รวมหวั ขนาดกลางกับหวั ขนาดใหญ่ การปลูกเดือนมกราคมเก็บเกี่ยวเดือน
กรกฎาคมมีค่ามากกว่าเดือนปลูกอื่น คือ เท่ากับ 88 หัว 475.9 กรัม และ 761.4 กิโลกรัม ตามลาดับ (ตารางที่ 4.3)
ซ่งึ จานวนหัวและน้าหนักผลผลิตที่สามารถจาหน่ายได้จะต่ากว่าผลผลิตทั้งหมดเนื่องจากขนาดหัวเล็กจะถูกคัด
ออระหว่างการเก็บเกี่ยว แต่สามารถนาไปใช้เป็นหัวพันธ์ุสาหรับการปลูกได้ และจากการทดลองจะเห็นว่าจาก
ข้อมูลที่บันทึกได้ของช่วงเวลาการปลูกมันขี้หนูทั้ง 5 เดือนปลูก การปลูกในเดือนพฤษภาคมมันขี้หนูมีการ
เจริญเติบโตด้านของขนาดทรงพุ่มและให้จานวนหัวมากท่ีสุด แต่เมื่อพิจารณาผลผลิตและจานวนหัวท่ีสามารถ
จาหนา่ ยได้กลบั มคี า่ น้อยกว่าการปลูกเดอื นมกราคมและเดือนมีนาคมเพราะหัวส่วนใหญจ่ ะเปน็ หัวขนาดเลก็

ถึงแมก้ ารทดลองครงั้ นจ้ี ะไดข้ อ้ มูลการใหผ้ ลผลิตของมันขี้หนูเพียงที่ปลูกตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือน
พฤษภาคมก็ตาม แต่หากนาข้อมูลจากคร้ังนี้ไปพิจารณาร่วมกับการทดลองเรื่องการผลิตมันขี้หนูนอกฤดูกาล
โดยใช้ยอดปักชาโดย จิระและคณะ (2556) ท่ียังไม่สามารถบอกได้ว่าการปลูกมันข้ีหนูด้วยยอดในช่วงระหว่าง
เดอื นธนั วาคมถึงเดอื นเมษายนมนั ขห้ี นูจะให้ผลิตได้หรือไม่นั้น สามารถยืนยันได้ว่าทาได้จากท่ีการปลูกในเดือน
มกราคมของการทดลองน้ีเป็นกรรมวิธีที่ให้ผลผลิตได้สูงท่ีสุด และการปลูกในเดือนมีนาคมและพฤษภาคมที่ให้
ผลผลติ ไดส้ ูงใกลเ้ คียงกนั ซ่งึ การปลกู ในเดอื นพฤษภาคมถอื เป็นช่วงการปลูกตามฤดูกาลปกติแล้ว

43

ตารางท่ี 4.1 ระยะระหว่างข้อ และขนาดเส้นผ่านศนู ย์กลางทรงพุ่มของมนั ขี้หนูท่ีปลูกทุกเดือนระหวา่ ง
เดือนมกราคม ถงึ พฤษภาคม 2560 ทศ่ี ูนย์วจิ ัยและพัฒนาการเกษตรพัทลงุ

กรรมวธิ ี ขนาดเส้นผ่านศูนยก์ ลางทรงพมุ่ (เซนตเิ มตร) ระยะระหวา่ งขอ้

(เดือนปลกู ) 2 เดอื น 3 เดอื น 4 เดอื น 5 เดือน 6 เดอื น (เซนตเิ มตร)

หลังปลูก หลงั ปลูก1/ หลังปลูก หลังปลูก หลงั ปลกู

มกราคม 40.1 b 57.7 b 71.8 85.6 95.7 3.44

กมุ ภาพนั ธ์ 33.8 b 58.7 b 72.6 82.6 92.8 3.49

มีนาคม 49.8 b 60.2 b 70.4 82.1 90.8 4.21

เมษายน 40.4 b 61.4 b 88.3 90.9 93.2 4.09

พฤษภาคม 73.7 a 96.6 a 100.2 103.0 108.7 4.19

F-test ** ** ns ns ns ns

CV.(%) 21.3 18.3 16.1 12.1 8.1 18.8

ค่าเฉลย่ี ทต่ี ามด้วยตัวอักษรที่เหมอื นกันในแนวตัง้ ไม่มีความแตกตา่ งทางสถิตทิ ี่ระดับความเชอื่ ม่ัน 95% โดยวิธี DMRT

ตารางท่ี 4.2 น้าหนักผลผลิต และจานวนหวั ตอ่ หลุมแยกตามขนาด ของมนั ข้ีหนูที่ปลูกทุกเดือนระหว่าง
เดือนมกราคม ถึง พฤษภาคม 2560 ท่ีศนู ย์วิจัยและพฒั นาการเกษตรพัทลุง

กรรมวธิ ี เกบ็ เกย่ี ว จานวนหัวต่อหลมุ (หวั ) นา้ หนักผลผลติ ต่อหลุม (กรมั )

เดอื นปลูก Total ขนาด1/ ขนาด ขนาด Total ขนาด ขนาด ขนาด

เล็ก กลาง ใหญ่ เลก็ กลาง ใหญ่

มกราคม กรกฎาคม 241 153b 65 23 667.8 191.9 254.2 221.7

กุมภาพันธ์ สิงหาคม 18 14b 2 2 42.2 13.2 13.3 15.8

มีนาคม กันยายน 240 158b 61 21 460.3 160.7 193.8 105.8

เมษายน ตลุ าคม 219 174b 38 7 306.5 141.5 103.0 61.9

พฤษภาคม พฤศจกิ ายน 492 413a 57 23 558.9 314.2 139.0 105.7

F-test ns ** ns ns ns ns ns ns

CV.(%) 70.4 69.3 95.7 98.7 87.1 101.8 99.2 108.2

ค่าเฉล่ยี ทต่ี ามดว้ ยตัวอักษรทเ่ี หมอื นกันในแนวตง้ั ไมม่ คี วามแตกต่างทางสถิตทิ ่ีระดับความเชื่อมัน่ 95% โดยวิธี DMRT
ns ไม่มีความแตกตา่ งทางสถิติ

44

ตารางที่ 4.3 จานวนหัวต่อหลุม (หัว) นา้ หนกั ผลผลติ ต่อหลุม (กรมั ) และน้าหนกั ผลผลิตตอ่ ไร่ (กโิ ลกรัม)

ที่สามารถจาหนา่ ยได้ของมันขห้ี นูเดือนปลูกแตกต่างกนั ในพ้ืนทศี่ ูนยว์ ิจัยและพฒั นาการเกษตร

พทั ลุง ปี 2559

กรรมวิธี เดอื น จานวนหัวต่อหลมุ ที่ นา้ หนกั ผลผลติ ต่อ น้าหนกั ผลผลติ ท่ี

(เดือนปลกู ) เก็บเก่ียว จาหน่ายได้ หลมุ ทจ่ี าหนา่ ยได้ จาหนา่ ยไดต้ ่อไร่

(หัว) (กรัม) (กิโลกรัม)

มกราคม กรกฎาคม 88 475.9 761.4

กมุ ภาพนั ธ์ สิงหาคม 4 29.1 46.5

มนี าคม กันยายน 82 299.6 479.4

เมษายน ตุลาคม 46 165.0 264.0

พฤษภาคม พฤศจิกายน 79 244.7 391.5

F-test ns ns ns

CV.(%) 94.7 88.9 88.9

ns ไมม่ คี วามแตกตา่ งทางสถิติ

45

สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ

การทดลองที่ 1. ผลของชนิด ความเขม้ ขน้ และช่วงเวลาการใช้สารชะลอการเจริญเติบโต
ต่ออายเุ กบ็ เก่ียวและการใหผ้ ลผลิตของมนั ขห้ี นู

1. การฉดี พน่ สาร paclobutazol และ mepiquat chloride ทคี่ วามเขม้ ข้นตั้งแต่ 200 ถงึ 600
ppm ที่เวลาตา่ งๆ กันในการทดลองนี้ ทาใหก้ ารขยายขนาดทรงพุ่มชะงกั ในช่วง 2 สัปดาหห์ ลังการฉีดพน่
เท่านั้น แลว้ กม็ กี ารแผ่กวา้ งตามปกตติ ่อไป จงึ ไม่มีผลทาให้ขนาดทรงพุ่มของมนั ขีห้ นมู ีขนาดเล็กลง โดยเม่ือวดั
ขนาดเสน้ ผา่ ศูนยก์ ลางทรงพมุ่ ทร่ี ะยะก่อนการเก็บเกยี่ วจึงพบว่าไม่มีความแตกตา่ งกับวธิ กี ารทไ่ี ม่มกี ารฉีดพ่น

2. การฉดี พ่นสาร paclobutazol และ mepiquat chloride นอกจากจะไม่ทาให้อายุเก็บเกยี่ วของ
มนั ขหี้ นสู นั้ ลงแล้ว ยังมีแนวโน้มทาให้ยืดยาวออกไปอกี ต้ังแต่ 2 – 11 วนั

3. ปรมิ าณการตกค้างในผลผลติ หัวมันขี้หนูของสารชะลอการเจริญเตบิ โตทใ่ี ชใ้ นการทดลองน้ี พบ
ปริมาณท่ีตรวจวัดไดเ้ กิน 0.01 mg/kg เฉพาะเม่ือฉดี พ่นด้วย mepiguat chloride อัตรา 600 ppm ทม่ี ันข้ีหนู
อายุ 3 เดือน ซ่งึ มคี ่า 0.03 mg/kg

4. ในการปลูกมนั ข้ีหนดู ้วยหัวพันธุโ์ ดยใชรั ะยะปลกู 1x1 เมตรและสภาพของแปลงทดลองมีการ
เจรญิ เตบิ โตเปน็ ไปอย่างปกติไม่มผี ลกระทบจากโรคลาตน้ เน่าเข้าทาลาย พบว่าการฉดี พน่ สาร paclobutazol
และ mepiquat chloride ตามกรรมวธิ กี ารทดลองไมท่ าใหผ้ ลผลิตของมันขี้หนูมีความแตกตา่ งทางสถิติกบั การ
ปลูกโดยไม่มีการฉดี พน่ สารชะลอการเจริญเตบิ โต การฉีดพ่นท่ีใหผ้ ลผลติ ที่สงู กวา่ การไมฉ่ ีดพ่นพบเฉพาะในการ
ทดลองในวงบ่อซีเมนต์ท่ีศูนย์วิจัยและพฒั นาการเกษตรพทั ลงุ ในปี 2559 เม่อื ฉีดพ่นดว้ ย paclobutazol อตั รา
400 ppm 1 ครั้งท่อี ายุ 3 เดือนเท่านัน้

ดังน้ันในการผลติ มนั ขหี้ นจู ึงไม่สามารถใชส้ ารชะลอการเจริญเติบโต paclobutazol และ mepiquat
chloride มาช่วยในการเพิ่มผลผลิต ลดขนาดทรงพุ่ม หรือช่วยให้สามารถเกบ็ เก่ยี วผลผลิตไดเ้ รว็ ขน้ึ แตใ่ น
อนาคตหากมีสารควบคมุ การเจริญเติบโตชนิดใหมก่ ็ควรนามาศึกษาเพื่อการใชป้ ระโยชน์อยา่ งเหมาะสมต่อไป

การทดลองที่ 2 การตอบสนองต่อระดับปยุ๋ ไนโตเจน ฟอสฟอรสั และโพแทสเซยี ม ในมันขีห้ นู

1. ในดินท่ีมีค่าวเิ คราะห์อนิ ทรียวัตถอุ ยู่ในระดับตา่ (1.42 %) ทบี่ าเจาะ การให้ผลผลิตของมนั ข้ีหนู
ตอบสนองต่อการใสป่ ยุ๋ ไนโตรเจนถึง 12 ก.ก. N/ไร่ ไม่พบการตอบสนองต่อปยุ๋ ฟอสฟอรัสเพราะมีปรมิ าณ
ฟอสอรัสทีเ่ ป็นประโยชน์อยู่แล้วสูงมากถึง 129.84 mg/kg ไม่พบการตอบสนองต่อการใส่ปุย๋ โพแทสเซยี มแม้มี
ค่าวิเคราะหป์ ริมาณโพแทสเซียมท่ีเป็นประโยชน์เพียง 47.3 mg/kg ซง่ึ อยู่ในเกณฑ์ต่า (น้อยกว่า 60 mg/kg)
แสดงวา่ ระดับดังกลา่ วเพียงพอสาหรบั มนั ข้หี นู การไม่ไดร้ ับปยุ๋ ไนโตรเจนเพิม่ เติมเปน็ ตวั จากดั ใหว้ ธิ กี ารไมใ่ ส่
ปยุ๋ ให้ผลผลติ ไดต้ า่ ทสี่ ดุ

2. ปริมาณการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนที่เหมาะสมสาหรับมันขี้หนูโดยทั่วไปคือ 8 ก.ก. N/ไร่ โดยไม่
จาเปน็ ตอ้ งใส่ปยุ๋ ฟอสฟอรัสเพมิ่ หากมคี ่าวเิ คราะหด์ นิ สงู ถงึ ระดบั ปานกลาง และไม่จาเป็นต้องใส่ปุ๋ยโพแทสเซียม
หากคา่ วิเคราะหด์ นิ มโี พแทสเซยี มท่เี ป็นประโยชน์สงู กวา่ 45 mg/kg

46

3.หากต้องการเพิ่มผลผลติ โดยการเพิม่ ปรมิ าณปุ๋ยไนโตรเจนเป็นระดับ 12 ก.ก. N/ไร่ มันขี้หนูจะต้อง
ได้รับปุ๋ย P และ K ในปริมาณท่ีเพียงพอด้วย ดังนั้นหากค่าความเป็นประโยชน์ของทั้งสองชนิดอยู่ในระดับต่า
จะต้องใส่ปุ๋ย P และ K อย่างละ 8 ก.ก./ไร่ของ P2O5 และ K2O หรืออาจใส่น้อยลงกว่า 8 ก.ก./ไร่ หากค่า
วิเคราะห์ดินมฟี อสฟอรัสในระดบั ปานกลาง และโพแทสเซียมมากกว่า 45 mg/kg

จากการศึกษาสูตรและอัตราปุ๋ยที่เหมาะสมสาหรับมันขี้หนูที่ผ่านมาจนได้เป็นคาแนะนาท่ัวไปใน
เบื้องต้นที่ให้ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 อัตรา 50 ก.ก./ไร่ (จิระและคณะ, 2556) ซ่ึงใกล้เคียงกับ
การใส่ปุ๋ยอัตรา 8-8-8 ก.ก./ไร่ของ N-P2O5-K2O ของการทดลองนี้ แต่จากข้อมูลผลการทดลองที่ได้ทาให้
สามารถใส่ปุ๋ยได้อย่างถูกต้องเหมาะสมข้ึนโดยการประเมินจากผลของค่าวิเคราะห์ดิน ซึ่งจะทาให้ต้นทุนการ
ผลิตของเกษตรกรลดลงได้โดยการปรับลดปุ๋ย P และ K หรือการเพ่ิม N ตามความเหมาะสม โดยอาจเพ่ิมปุ๋ย
N เป็น 12 ก.ก./ไร่ หรอื การลดปยุ๋ P และ K ลงเหลือ 0 หรอื 4 ก.ก./ไร่

4. ควรมีการศึกษาความคุ้มค่าในการลงทุนหรือผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของการใส่ปุ๋ยตามค่า
วเิ คราะหด์ ินท่เี หมาะสมเฉพาะพื้นที่ในแหล่งผลติ มันขหี้ นูเพิ่มเตมิ สาหรับใช้เปน็ คาแนะนาเฉพาะพ้นื ท่ตี ่อไป

การทดลองที่ 3 การปลูกมันขี้หนูระยะชดิ รว่ มกบั การใช้สารชะลอการเจรญิ เติบโต
1. การปลกู มนั ขี้หนูโดยใช้ระยะทีแ่ คบกวา่ ระยะ 1x1 เมตรท่เี ปน็ คาแนะนาเดิมทาให้ไดผ้ ลผลติ ต่อไร่

สงู ข้นึ ทุกระยะปลูก

2. ระยะปลกู ท่ีใช้ระยะระหว่างแถว 75 ซ.ม. ระยะหวา่ งหลมุ 50 ซ.ม. และระยะระหว่างแถว 60 ซ.
ม. ระยะหว่างหลุม 60 ซ.ม. เปน็ ระยะปลูกที่ควรมีการนาไปทดสอบในแปลงผลิตร่วมกบั เกษตรกรเพื่อสร้างการ
รบั รู้และนาไปสู่การขยายผล เพราะนอกจากจะให้ผลผลิตหวั ไดส้ งู อยา่ งชดั เจนแลว้ การท่ีทรงพุม่ คลุมเตม็ พื้นท่ี
อยา่ งรวดเรว็ ทาใหส้ ามารถลดปญั หาการแขง่ ขันจากวชั พชื ได้ด้วย

3. การฉดี พน่ สาร paclobutazol ความเข้มข้น 400 ppm ร่วมกบั การปลูกมนั ข้หี นูท่ีใช้ระยะชิดกว่า
คาแนะนาเดมิ ท่ีอายุ 3 เดือน แม้จะไมท่ าใหผ้ ลผลิตมีความแตกตา่ งกนั ทางสถิติ แต่เป็นไปในทศิ ทางทเี่ พิ่มขึน้
และการฉีดพน่ รว่ มกบั การใช้ระยะปลูก 60x60 ซ.ม. ก็เปน็ กรรมวธิ ีทีใ่ หผ้ ลผลติ ไดส้ งู ทส่ี ดุ ในการทดลองนี้ จึง
ควรมีการศึกษาเพม่ิ เติมถึงความค้มุ คา่ ทางเศรษฐกิจและการยอมรบั ของเกษตรกรเพ่ิมเติม

การทดลองท่ี 4 อิทธพิ ลของวันปลกู ตอ่ การเจรญิ เตบิ โตทางลาตน้ การสรา้ งหวั และการให้ผลผลติ ของมนั ขี้หนู

1. มันขหี้ นทู ป่ี ลูกด้วยยอดพันธ์ุในชว่ งเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม สามารถเจริญเติบโตทางลาต้น
และใหผ้ ลผลติ ไดต้ ามปกติ หากปลกู ในสภาพดนิ ทม่ี ีความร่วนซุยและได้รับนา้ อย่างเหมาะสม

2. สภาพแวดลอ้ มของภมู ิอากาศในเดือนพฤษภาคมซึง่ เร่ิมมีฝนตกทาใหม้ นั ขห้ี นมู ีการเจริญเตบิ โตทาง
ลาต้นและใบรวดเรว็ กว่าเดือนอ่ืนๆก่อนหนา้ นน้ั และให้ผลผลติ หัวขนาดเล็กทีไ่ มส่ ามารถขายสตู่ ลาดได้ใน
ปริมาณและสัดส่วนทมี่ ากกว่า

3. ควรมีการทดสอบการผลิตตามช่วงเวลาทจี่ ะให้ผลผลติ ออกสู่ตลาดนอกฤดตู ามท่ตี ้องการในแปลง
ผลิตขนาดใหญ่ เพื่อศึกษาความคุ้มคา่ ในการลงทนุ และการตอบรับของตลาดด้วย

47

กจิ กรรมที่ 2 การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากแปง้ มนั ขี้หนู
Development of Products from Hausa Potato Flour

จารุวรรณ บางแวก อนุวฒั น์ รัตนชยั นฤเทพ เวชภิบาล
Jaruwan Bangwaek Arnuwat Rattanachai Naruthep Wechpibal

จารุรตั น์ พุม่ ประเสริฐ ภคั วไิ ล ยอดทอง
Jarurat Phumprasert Pakvilai Yodthong

คาสาคัญ: คุณสมบัติของแปง้ แปง้ มนั ข้หี นู
Key words: flour characteristic hausa potato flour

บทคัดย่อ
มันข้ีหนูเป็นผลผลิตพืชท่ีมีการปลูกมากในภาคใต้ ผลผลิตจะมีปริมาณมากในช่วงฤดูกาล การเก็บ
รักษาหัวสดทาได้ในระยะเวลาส้ันๆ ทาให้ผลผลิตมีราคาต่า แต่ด้วยมันขี้หนูจะมีแป้งเป็นส่วนประกอบหลัก จึง
สามารถทาเป็นแป้งฟลาวมันข้ีหนูได้ โดยการปอกเปลือกล้างให้สะอาดหั่นเป็นแผ่นบาง อบให้แห้งที่อุณหภูมิ
50 องศาเซลเซียส หรือตากแดดแห้งจนความชื้นต่ากว่า 14 เปอร์เซ็นต์ บดละเอียดจนเป็นแป้งท่ีมีความ
ละเอียดขนาดผ่านตะแกรงร่อนขนาด 150 mesh จากการวิเคราะห์คุณภาพแป้งฟลาวของหัวมันข้ีหนูท่ีเก็บ
รวบรวมมาจาก 10 แหลง่ พบวา่ แปง้ มนั ข้ีหนูมีปรมิ าณโปรตีนประมาณ 2 - 5 เปอร์เซ็นต์ มีอมิโลสต่า ประมาณ
15 เปอร์เซ็นต์ ความหนืดแป้งสุกสูงสุดค่อนข้างต่าประมาณ 50 BU เปอร์เซ็นต์สตาร์ช ประมาณ 15 - 25
เปอร์เซ็นต์ จากองค์ประกอบทางเคมีหรือคุณภาพแป้ง สามารถบอกให้รู้ว่า แป้งมีความนิ่ม เม่ือนาไปทา
ผลติ ภณั ฑ์จะได้ผลติ ภัณฑ์ท่ีมคี วามขน้ นม่ิ เหมาะท่จี ะทาอาหารประเภทกวน เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าผลผลิตมัน
ข้ีหนู จึงนาแป้งข้ีหนูมาทดลองทาผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ เช่น เค้ก บราวน่ี ทองม้วน โดยทาการปรับปรุงส่วนผสม
ทาให้แป้งมันข้ีหนูสามารถทาอาหารประเภทเบเกอร่ี เช่น เค้ก ทองม้วน และบราวน่ีได้ โดยที่คุณภาพไม่ต่าง
จากการใช้แปง้ สาลี ถงึ แม้จะใชแ้ ปง้ มันขหี้ นูทดแทนแป้งสาลถี ึง 100 เปอรเ์ ซ็นต์

Abstracts
Hausa potato was a cash crop in Southern part of Thailand. There were plenty of
yield in harvest season that cause it low price. Fresh yield was always damaged by micro-
organisms. Flour of Hausa potato was made by peel off fresh tuber then washed and
cleaned in water, sun dry or use of hot air oven with temperature about 50oC until it dry
(moisture content less than 14%). Then grind it into fine flour (150 mesh). Flour of hausa
potato from 10 locations were analyzed. They were found that protein was about 2-5%, low
amylose content (15%), maximum viscosity was low (50 BU). Starch content was about

48

15-20 %. It resulted that flour was good for making soft bakery products. Bakery such as
cake, rolled cake sheet and brownie had been made from 100 % of hausa potato flour.
These product qualities were accepted. They were not different from products made from
wheat flour.

บทนา

มันข้ีหนูเป็นพืชท้องถ่ินท่ีมีการปลูกกันในพื้นที่ภาคใต้สาหรับใช้บริโภคตามวัฒนธรรม ในการปรุง
อาหารของท้องถิ่น โดยการใช้หัวต้มรับประทานเป็นของว่าง และใช้เป็นผักแกงในแกงเหลือง แกงไตปลา
หรือแกงกะทิอ่ืน ๆ (เทอด, 2529) ตามปกติเกษตรกรจะปลูกมันขี้หนูเพื่อเอาผลผลิตหัวสดจาหน่ายสู่
ท้องตลาด ซ่ึงในหัวมันขี้หนูจะมีแป้งที่มีลักษณะพิเศษคือ เม่ือถูกต้มสุกจะมีความร่วนซุยในการขบเค้ียว
แต่จะไม่เละถึงแม้จะมีการต้มหรืออุ่นซ้าหลายคร้ัง ต่างจากลักษณะท่ีพบเห็นทั่วไปในมันเทศและมันฝรั่ง
ผลผลติ มันขี้หนูจะมีมากในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่ส้ันและไม่สามารถเก็บรักษาโดยยังคงคุณภาพในการบริโภคท่ี
ดีเช่นเดิมไว้ได้นาน ดังนั้นการหาวิธีการใช้ประโยชน์ให้ต่างไปจากแบบเดิมๆ เพ่ือเพ่ิมมูลค่าและชิงความ
ได้เปรียบจากการใช้วัตถุดิบท่ีมีคุณสมบัติเฉพาะตัวโดยการแปรรูปเป็นแป้งซึ่งเป็นวัตถุดิบข้ันต้นในกา รทาเป็น
อาหารชนิดตา่ งๆ ต่อไปนั้นกเ็ ป็นอีกแนวทางหนง่ึ ท่ีสามารถทาได้

แป้งของพืชต่างชนิดกันจะมีองค์ประกอบทางเคมี เช่น คาร์โบไฮเดรท โปรตีน ไขมัน เส้นใย และ
คณุ ภาพของแปง้ เช่น ปรมิ าณอมโิ ลส ความหนืด การพองตวั อตั ราการดูดนา้ ต่างกนั คุณสมบัติดังกล่าวมีผลต่อ
คุณภาพผลิตภัณฑ์ เช่น ความนุ่ม ความแข็ง และการพองฟูของผลิตภัณฑ์ ในแป้งจะมีส่วนประกอบของ
คาร์โบไฮเดรตมากที่สุด ซึ่งจะอยู่ในรูปของสตาร์ช รองลงมาคือ โปรตีน นอกจากนี้ยังมีไขมัน เซลลูโลส
เถ้า วิตามิน สารสี เอนไซม์ ความชื้นหรือน้า คาว่า แป้ง ท่ีคนไทยเรียกกันทั่ว ๆ ไปนั้น ในภาษาอังกฤษแบ่ง
2 ประเภทด้วยกัน คือ แป้งฟลาว (flour) และแป้งสตาร์ช (starch) ซ่ึงแป้งฟลาวร์และแป้งสตาร์ชมี
ส่วนประกอบทางเคมีท่ีแตกต่างกัน ส่งผลให้มีคุณสมบัติแตกต่างกัน ฎายิน (2543) ศึกษาคุณสมบัติของแป้ง
มันขี้หนูพบว่า เป็นแป้งที่มีขนาดเม็ดแป้งเล็กมากอยู่ระหว่าง 2 - 28 ไมครอน เม็ดแป้งมีลักษณะกลมและรูป
ไข่ท่ีปลายข้างหน่ึงมีลักษณะตัดและเว้าเข้าข้างใน พบว่ามีไฮลัมเฉพาะเม็ดขนาดใหญ่ แป้งมันขี้หนูดูดน้าและ
พองตัวได้เร็ว มีกาลังการพองตัวสูงมาก ให้กราฟจุดความหนืดสูงสุดท่ีมีความชันมาก แสดงถึงเม็ดแป้งส่วน
ใหญ่มขี นาดใกล้เคียงกนั จงึ เกดิ การพองตวั ทส่ี มา่ เสมอ การสุกของเมด็ แปง้ เกิดข้ึนได้ง่าย โดยมีอุณหภูมิแป้งสุก
อยู่ที่ 55 - 57 - 62 องศาเซลเซียส ลักษณะภายนอกท่ีสัมผัสได้มีลักษณะเป็นผงละเอียดเนียนลื่น ไม่มีกล่ิน
หมักหรือกล่ินผิดปกติใด ๆ และมีคุณสมบัติที่เด่นกว่าในหลายประการเม่ือเทียบกับแป้งมันสาปะหลัง โดยแป้ง
สตารช์ ของมันขหี้ นูมีปริมาณแป้ง 99.81 เปอร์เซ็นต์ โปรตีนต่า 0.02 เปอร์เซ็นต์ มีอมิโลส 18.26 เปอร์เซ็นต์
และเมื่อนาแป้งมันขี้หนูมาทดลองทาลดช่องสิงคโปร์และแป้งราดหน้า พบว่าแป้งจะมีความหนืดมากกว่าแป้ง
มันสาปะหลัง ซ่ึงหากมีการศึกษาที่ละเอียดยิ่งขึ้นก็สามารถท่ีจะนาไปสู่การประยุกต์ใช้ในทางเภสัชกรรมและ
อุตสาหกรรมอาหารไดต้ ่อไป

49

ปัจจุบันความนิยมบริโภคอาหารที่มีคุณค่ามีสูงขึ้น แป้งที่ย่อยแล้วได้น้าตาลกลูโคสต่า (resistant
starch) จึงเป็นท่ีสนใจของผ้บู รโิ ภค ในขณะเดียวกันการบริโภคเบเกอร่ีที่ทาจากแป้งสาลีก็มีมากขึ้น รวมทั้งข้าว
แป้งสาลีที่ผลิตในประเทศไทยมีคุณสมบัติท่ีด้อยกว่าแป้งท่ีนาเข้า ทาให้ปริมาณการนาเข้าแป้งสาลีสูงมาก
ประเทศจงึ ตอ้ งสูญเสยี เงินตราตา่ งประเทศมากข้นึ ดงั นน้ั หากสามารถใชแ้ ปง้ จากพืชอน่ื ๆ ทดแทนแป้งสาลี หรือ
ทดแทนแป้งถั่วเขียวในการผลิตวุ้นเส้นได้ ก็จะเป็นการลดต้นทุนการผลิตและเพ่ิมมูลค่าผลิตผลของเกษตรได้
อย่างมาก และผู้ท่ีแพ้กลูเต้นในแป้งสาลีซ่ึงไม่สามารถรับประทานผลิตภัณฑ์จากแป้งสาลีก็จะสามารถบริโภค
ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ท่ีทาจากแป้งมันขี้หนูได้ การพัฒนาแป้งมันขี้หนูเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ ผลิตภัณฑ์ท่ีมี
ผลดีต่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ท่ีมีคุณภาพเฉพาะ หรือสามารถทดแทนแป้งจากพืชอ่ืนที่ต้องพึ่งพาการนาเข้าจาก
ต่างประเทศก็จะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพ่ิมมูลค่าผลผลิตการเกษตรของพืชในท้องถิ่นหรือ
ภายในประเทศได้เป็นอย่างมาก ซ่ึงวัตถุประสงค์ของการวิจัยน้ีก็เพื่อศึกษาองค์ประกอบทางเคมี ความเป็น
resistant starch คุณภาพของแป้งมันข้ีหนู และพัฒนาผลิตภัณฑ์เพ่ือสนับสนุนอุตสาหกรรมเกษตร
อุตสาหกรรมอาหารในท้องถิ่น เป็นการเปิดโอกาสให้นาศักยภาพของความหลากหลายของพืชในท้องถิ่นมาใช้
ประโยชน์มากยงิ่ ขนึ้

ระเบียบวธิ ีการวิจยั
อุปกรณ์

1. มนั ขหี้ นูจากแหลง่ ตา่ งๆ 10 แหง่
2. อุปกรณใ์ นการวิเคราะห์ โปรตีน เถ้า ความหนดื อมโิ ลส ปริมาณน้าตาล
3. อปุ กรณใ์ นการทาผลติ ภณั ฑ์ เชน่ ตอู้ บขนม เครื่องตไี ข่ ถาด กะละมงั เปน็ ต้น
4. สว่ นผสมในการทาขนม เช่น เนย นา้ ตาล นม ไข่ เป็นตน้
5. เครื่องช่งั ทศนิยม 4 ตาแหนง่
6. ตู้อบลดความชน้ื
วิธกี าร
การทดลองที่ 1 การศึกษาองค์ประกอบทางเคมี ความเปน็ resistant starch

และคุณภาพของแปง้ มันขห้ี นู
1. นามนั ขีห้ นจู ากแหล่งต่างๆ 10 แหล่งมาทาแป้งฟลาวมันข้ีหนู โดยปอกเปลือกทาความสะอาด ฝาน
เปน็ แผน่ บางๆ อบทีอ่ ุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส จนความช้นื ลดลงเหลือ 14 เปอร์เซน็ ต์ แล้วบดให้ละเอยี ด
2. นาแป้งมันขี้หนูมาวิเคราะห์คุณภาพทางเคมี วิเคราะห์หา ความชื้น (Oven) ปริมาณโปรตีน
(Semi-automated method; Gerhardt, Germany) เถ้า ไขมัน เส้นใย อมิโลส (Juliano, 1972) ความ
หนืดแป้งโดยใช้เคร่ือง Brabender Micro Visco-Amylo-Graph และปริมาณน้าตาลชนิดต่างๆ เมื่อย่อยด้วย
เอนไซมอ์ มิเลส

50

การทดลองที่ 2 การพฒั นาผลติ ภณั ฑ์จากแปง้ ฟลาวมนั ข้ีหนู
นาแป้งมันขี้หนูมาทดลองทาผลิตภัณฑ์ประเภทเบเกอร่ีชนิดต่างๆ คือ เค้ก บราวนี่ แพนเค้ก และ
ผลิตภัณฑอ์ นื่ เชน่ ทองม้วน เปน็ ต้น โดยนาแป้งมันขี้หนูใช้แทนแป้งสาลี พร้อมทั้งปรับปรุงสูตรโดยใช้ส่วนผสม
อ่ืนๆ มาช่วยปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพเหมือนหรือใกล้เคียงและเป็นที่ยอมรับของผู้ชิมอย่างน้อย
50 ราย

ผลการทดลองและอภิปราย
การทดลองที่ 1 การศกึ ษาองคป์ ระกอบทางเคมี ความเป็น resistant starch

และคุณภาพของแปง้ มนั ข้ีหนู
แป้งฟลาวมนั ข้หี นทู ม่ี าจากแหล่งปลกู ต่างกันซง่ึ มลี กั ษณะและขนาดหวั ตา่ งกัน พบว่ามีปริมาณความช้ืน
ไม่ต่างกันในแป้งฟลาว โดยมีค่าเฉลี่ย 8.38 เปอร์เซ็นต์ และความชื้นในสตาร์ชก็ไม่ต่างกัน มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ
7.39 เปอรเ์ ซ็นต์ มปี รมิ าณโปรตนี ค่อนขา้ งต่า ต้ังแต่ 2.11-5.43 เปอร์เซ็นต์ มีคา่ เฉล่ียเท่ากบั 3.65 เปอร์เซ็นต์
ทาให้แป้งมคี วามร่วนหรือกระด้างนอ้ ย มีเถา้ เฉลี่ย 0.024 % (ตารางที่ 1)

ปรมิ าณอมิโลส
อมโิ ลส คือ สายน้าตาลทเ่ี ปน็ เส้นตรงในโมเลกุลแปง้ ทจี่ ะบอกถึงคุณภาพแป้งหรือความนุ่มแข็งของแป้ง
ในการทาผลิตภัณฑ์ พบว่าแป้งฟลาวมันข้ีหนูจากแหล่งต่างๆ มีปริมาณอมิโลสต่า เฉลี่ย 15.35 เปอร์เซ็นต์
(ตารางท่ี 1) ผลิตภณั ฑท์ ีท่ าจากแปง้ ข้ีหนูจงึ มีความนมุ่ เละ

ความหนดื สงู สุด
นาแป้งฟลาวมากวนด้วยความร้อน ทาให้เม็ดแป้งดูดน้าจนแป้งสุก พบว่า แป้งมันขี้หนูมีความหนืด
สงู สดุ ไมส่ ูงนัก เฉล่ยี 187.85 BU (ตารางที่ 1)

ปรมิ าณนา้ ตาล
พบวา่ แป้งมนั ขีห้ นูท่ีมาจากแหล่งตา่ งๆ แมจ้ ะมีลักษณะและขนาดหัวต่างกันแต่มีปริมาณน้าตาลกลูโคส
ในฟลาวและสตาร์ชไม่ต่างกัน ค่ากลูโคสในฟลาวเฉลี่ยเท่ากับ 1.40 เปอร์เซ็นต์ และในสตาร์ชเฉล่ีย 1.39
เปอรเ์ ซน็ ต์ มปี ริมาณซโู ครสในฟลาวเฉล่ีย 1.07 เปอร์เซ็นต์ และในสตาร์ชมีซูโครสเฉลี่ย 1.12 เปอร์เซ็นต์ ซ่ึง
ใกล้เคียงกับกลูโคสในแป้งข้าวเจ้า ขาวดอกมะลิ 105 ข้าวชัยนาท1 และข้าวเหนียว กข. 6 คือ 1.40, 1.46
และ 1.27 เปอร์เซน็ ตต์ ามลาดบั เชน่ เดียวกัน ปริมาณซูโครสในแป้งมันข้ีหนูก็ไม่ต่างจากในแป้งข้าวท้ัง 3 พันธุ์
คอื 1.10, 1.10 และ 1.11 เปอร์เซน็ ต์ ตามลาดับ ส่วนแป้งสาลีจะมีปริมาณน้าตาล 3 ชนิด คือ กลูโคส ซูโครส
และ ฟรุคโตส โดยเฉลี่ยเท่ากับ 1.14 0.41 และ 0.32 เปอร์เซ็นต์ตามลาดับ (ตารางท่ี 2) ซ่ึงต่ากว่ามันขี้หนู
และข้าวทุกพันธ์ุ จากองค์ประกอบทางเคมีและคุณภาพแป้งฟลาว จะเห็นได้ว่าแป้งมันข้ีหนูมีความนุ่ม และ
ความหนืดต่า เหมาะท่ีจะนาไปทาผลิตภัณฑ์ประเภทแป้งกวน สารเพิ่มความข้นเหนียว และเมื่อรับประทาน
แป้งมันข้ีหนูจะถูกย่อยเป็นน้าตาลกลูโคสได้ใกล้เคียงกับข้าว ซ่ึงสูงกว่าแป้งข้าวสาลี แต่อย่างไรก็ตามแป้งมัน
ข้หี นูกเ็ หมาะกบั ผบู้ ริโภคท่แี พโ้ ปรตีนกลเู ตน้

51

ปรมิ าณสตาร์ช
แป้งสตาร์ช คือ แป้งท่ีกาจัดส่วนผสมอ่ืนๆ ออกให้มากท่ีสุดโดยการนาแป้งฟลาวมาล้างน้าประมาณ
2-3 คร้ัง ทาให้ได้แป้งสตาร์ชที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรทมากท่ีสุด พบว่า ตัวอย่างมันข้ีหนูท่ีมาจากแหล่งต่างๆ
มีปริมาณสตาร์ชในเกณฑ์ต่าต้ังแต่ 14 - 24 เปอร์เซ็นต์ โดยมีค่าเฉล่ีย 18.09 เปอร์เซ็นต์ และการที่ราคามัน
ขหี้ นูค่อนขา้ งสูง จึงไม่เหมาะทจี่ ะนาแปง้ สตารช์ มันข้ีหนูมาทาผลิตภัณฑ์ที่ราคาต่า ซ่ึงควรศึกษาต่อถึงผลิตภัณฑ์
ท่ีมมี ลู ค่าสงู ที่สามารถนาเอาแป้งสตาร์ชมันขห้ี นูไปใช้ได้ต่อไป

การทดลองที่ 2 การพัฒนาผลิตภณั ฑ์จากแปง้ มันข้ีหนู
นาแป้งฟลาวมันขี้หนูมาทดลองทาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เดิมใช้แป้งสาลีเป็นส่วนผสม เช่น เค้ก บราวนี่
แพนเคก้ และ ทองมว้ น โดยปรบั สตู รส่วนผสมจนสามารถใช้แป้งมันข้ีหนูทาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้ และผู้บริโภค
ยอมรับในคุณภาพผลิตภัณฑ์ โดยเพ็ญขวัญและคณะ (2550) ก็ทาแป้งเค้กเนย และแป้งมัฟฟินจากแป้งข้าว
กลอ้ งขา้ วขาวดอกมะลิ 105 ซง่ึ เป็นแป้งทม่ี อี มิโลสต่า ความหนดื แปง้ สกุ ต่า เช่นเดยี วกนั กบั แป้งมันขหี้ นเู คก้
ลักษณะของเค้กจากแป้งมันขี้หนู มีความฟูไม่ต่างจากเค้กจากแป้งสาลี (ภาพท่ี 1) ผู้ชิมยอมรับใน
คณุ ภาพ มีความฟู ความน่มุ นวล ไม่กระด้างหรือฝืดคอ จากส่วนผสมท่ีแตกต่าง เค้กแป้งสาลีจะใช้แป้งสาลีตรา
พัดโบกทมี่ คี ่าโปรตนี ตา่ นา้ หนัก 115 กรัม ลักษณะแป้งสาลีจะมีความยืดหยุ่นเพราะมีกลูเต้น แต่ลักษณะเค้กไม่
ต้องการแป้งที่มีความยืดหยุ่นมาก แต่ต้องการแป้งที่มีความฟูและนุ่ม แต่เม่ือใช้แป้งมันขี้หนูต้องใช้แป้งสาคูเข้า
มาผสมดว้ ยประมาณ 35 เปอร์เซน็ ต์ จากลักษณะของแป้งมันข้ีหนูเป็นแป้งที่มีปริมาณอมิโลสต่าแสดงว่าแป้งมี
ความนมิ่ มากแต่จะมคี วามเหนยี วน้อย ส่วนแปง้ สาคจู ะมีความหนืดมากเหมือนแป้งมันสาปะหลัง การใช้แป้งมัน
ขหี้ นมู าผสมกับแป้งสาคชู ่วยทาให้แปง้ มคี วามยดื หยนุ่ มากข้นึ การฟขู องเค้กเนอื่ งจากมีส่วนผสมของไข่ เค้กทั้ง
2 สูตรใช้ปริมาณไข่เท่ากันแต่การใช้แป้งมันขี้หนูต้องใช้ผงฟูมากกว่าเพราะเน้ือแป้งมันข้ีหนูจะไม่มีความฟู
สว่ นแปง้ สาลตี ้องผสมน้ามนั ราขา้ วมากกวา่ แปง้ มันขีห้ นู เป็นเพราะแป้งมนั ข้หี นมู ไี ขมันสูงกว่าแป้งสาลี

ภาพท่ี 1 ลกั ษณะของหัวมนั ขีห้ นูสด และเค้กที่ทาจากแปง้ ฟลาวมันข้หี นู

52

ภาพท่ี 2 ก้อนเค้กและเนื้อเคก้ ท่ีทาจากแปง้ มันข้ีหนูเปรียบเทยี บกับเคก้ ที่ทาจากแปง้ สาลี
บราวน่ี
บราวน่ีเป็นขนมท่ีมีช็อกโกแลตเป็นส่วนผสมหลัก ใช้ส่วนประกอบของแป้งเพียงเล็กน้อย มีความนุ่มฟู
พบว่าสามารถนาแป้งมันขี้หนูมาแทนแป้งสาลีได้ 100 เปอร์เซ็นต์โดยไม่ต้องดัดแปลงสูตร จากการท่ีแป้งมัน
ข้ีหนูมีความเหนียวมากกว่าแป้งพืชชนิดอื่นและมีสีเข้ม เมื่อนามาใช้แทนแป้งสาลีจึงได้บราวน่ีท่ีมีสีเข้มกว่า
จากการนาไปให้ผู้ชิมจานวนมากกว่า 100 คน ได้คาตอบว่าบราวนี่จากแป้งมันข้ีหนูเน้ือสัมผัสมีความฟู นุ่ม
เหนียว ไม่กระด้างหรอื ฝืดคอ ผชู้ มิ มีความชอบมากกว่าบราวนี่ท่ีทาจากแป้งสาลีท่ีมีความนุ่มฟู นุ่มนวล แต่ไม่มี
ความเหนยี ว การทส่ี ามารถใชแ้ ป้งมันขี้หนูทดแทนได้เลยโดยไม่ต้องดัดแปลงสูตรส่วนผสม เป็นเพราะลักษณะ
ของบราวนี่เป็นขนมท่ีมีความนุ่มหวานเข้มข้นด้วยช็อกโกแลตและไม่ต้องการความฟูมาก เมื่อใช้แป้งมันขี้หนู
ทดแทนก็ไดค้ วามเหนียวจากแปง้ มันขี้หนู ทาใหเ้ นอื้ สัมผัสเป็นท่นี ิยมของผูช้ มิ มากกว่า

ภาพที่ 3 ขนมบราวนท่ี ีท่ าจากแปง้ มันขีห้ นู เปรียบเทียบกับบราวนท่ี ่ที าจากแปง้ ข้าวสาลี

แพนเค้ก
เม่อื นาแปง้ ฟลาวมันขี้หนูมาทดลองทาแพนเค้ก โดยดัดแปลงจากสูตรเดิมที่ใช้แป้งสาลี พบว่าแพนเค้ก
จากแปง้ ขี้หนทู ีไ่ ดม้ คี วามนมุ่ ฟู ไม่กระดา้ ง คณุ ภาพไมต่ า่ งจากการใช้แปง้ สาลี

53

ทองมว้ น
ทองม้วนเป็นขนมท่ีต้องมีความกรอบ ซ่ึงแป้งท่ีมีอมิโลสสูงจะทาให้ขนมมีความกรอบ เม่ือผสมไข่
น้าปูนใส และกะทิ จะทาให้มีความกรอบมากข้ึน ส่วนแป้งสาลีน่าจะทาให้แผ่นขนมมีความฟู แต่ลักษณะของ
ขนมทองม้วนไม่ต้องการความฟูมาก ดังน้ันจึงสามารถใช้แป้งมันขี้หนูแทนแป้งสาลีได้ 100 เปอร์เซ็นต์ และใช้
วธิ ีการทาเชน่ เดมิ

(a) (b)
ภาพท่ี 4 (a) ลักษณะของแพนเคก้ ที่ไดจ้ ากการใช้แป้งมันข้หี นู

(b) ลกั ษณะของขนมทองมว้ นที่ทาโดยใช้แป้งมันข้หี นู

จากผลการทดลองท่ีได้ ทาให้เห็นว่าสามารถใช้แป้งฟลาวจากมันข้ีหนูทดแทนแป้งจากข้าวสาลีได้ถึง
100 % ในการทาเบเกอรี่บางชนิด ซ่ึงจะใช้ได้มากชนิดข้ึนหากได้นาแนวทางจากการวิจัยน้ีไปศึกษาทดลอง
เพ่ิมเติม ในส่วนของการใช้ประโยชน์จากหัวมันข้ีหนู ในเมื่อสามารถใช้ทาแป้งฟลาวได้ หัวมันขี้หนูขนาดเล็กที่
เดิมต้องถูกทิ้งไว้ในแปลงตอนเก็บเกี่ยวเพราะไม่สามารถจาหน่ายได้ก็จะเป็นผลผลิตที่มีมูลค่าสาหรับการใช้ทา
แป้งฟลาว เกษตรกรก็จะมีรายได้จากส่วนน้ีเพ่ิมขึ้น ซ่ึงอาจมากถึง หรือมากกว่า 500 กิโลกรัมต่อไร่ในกรณีท่ี
ผลผลติ รวมทุกขนาดอยู่ในระดับ 2,500–3,000 กิโลกรัมต่อไร่ อย่างไรก็ตาม แป้งฟลาวของมันข้ีหนูก็มีข้อเสีย
ตรงที่เม่ือนาแป้งมาทาเป็นผลิตภัณฑ์จะมีสีคล้า ทาให้ผู้บริโภคบางส่วนไม่นิยม ซึ่งการศึกษาหาวิธีการท่ี
เหมาะสมมากขนึ้ ก็จะตอ้ งดาเนนิ การเพื่อแกป้ ัญหานตี้ อ่ ไป

54

ตารางที่ 1 องคป์ ระกอบทางเคมี ปริมาณสตาร์ช อมโิ ลส และความหนืดของแป้งฟลาวมันขห้ี นู
จากแหล่งตา่ งๆ

ตัวอยา่ งท่ี โปรตนี (เปอรเ์ ซ็นต)์ เถ้า สตาร์ช (เปอรเ์ ซน็ ต)์ อมโิ ลส(เปอรเ์ ซน็ ต)์ ความหนดื สูงสุด
(เปอร์เซน็ ต)์ (BU)
1 2.76 24.26 15.53 161.5
2 2.11 0.02 15.45 16.22 251
3 3.56 0.01 17.62 14.99 155.5
4 4.94 0.03 17.14 13.92 176
5 2.54 0.04 18.15 15.37 228.5
6 3.26 0.02 21.17 14.76 176
7 2.18 0.01 17.44 15.68 242
8 4.87 0.03 16.96 15.76 204
9 4.89 0.03 18.13 15.22 178.5
10 5.43 0.03 14.55 16.06 205.5
เฉล่ีย 3.65 0.02 18.09 15.35 187.85
0.024

55

ตารางท่ี 2 ปรมิ าณนา้ ตาลในแปง้ มันขี้หนเู ปรยี บเทยี บกับแป้งข้าวและแป้งสาลี

แป้งพืช ตวั อยา่ งที่ กลโู คส (%) ซูโครส (%) ฟรคุ โตส รวม
ฟลาว สตาร์ช ฟลาว สตาร์ช
มนั ขี้หนู 1 1.27 1.40 1.09 1.11 ND 2.36
1.39 1.36 1.02 1.09 ND 2.41
2 1.52 1.34 1.08 1.11 ND 2.60
1.35 1.35 1.06 1.11 ND 2.40
3 1.31 1.35 1.06 1.12 ND 2.37
1.41 1.34 1.12 1.13 ND 2.53
4 1.37 1.34 1.08 1.10 ND 2.45
1.57 1.36 1.10 1.11 ND 2.65
5 1.32 1.37 1.09 1.13 ND 2.42
1.49 1.36 1.04 1.10 ND 2.58
6 1.40 1.39 1.07 1.12 ND 2.47
1.14 - 0.41 - 0.32 1.87
7 1.40 - 1.10 - - 2.50

8 1.46 - 1.10 - - 2.56
1.27 - 1.11 - - 2.38
9

10

มนั ขห้ี นู เฉลีย่

แปง้ สาลี เฉลี่ย

ขา้ วเจ้า เฉลี่ย

ขาวดอกมะล1ิ 05

ขา้ วเจ้าชัยนาท1 เฉลี่ย

ข้าวเหนียว กข.6 เฉลย่ี

ND – not detect

56

สรปุ ผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ

แป้งฟลาวมันข้ีหนูเป็นแป้งที่มีปริมาณโปรตีนต่า อมิโลสต่า ความหนืดแป้งสุกต่า เหมาะท่ีจะทา
ผลติ ภณั ฑป์ ระเภทกวน

แป้งฟลาวมันข้ีหนู เมอ่ื นามาบริโภคจะใหน้ ้าตาลกลโู คสและซโู ครสในปริมาณท่ีใกล้เคียงกับการบรโิ ภคข้าว
หัวมันข้ีหนูสามารถนามาผลิตเป็นแป้งฟลาวได้โดยมีวิธีการที่ไม่ยุ่งยาก ซ่ึงทาให้สามารถแปรรูปและเก็บรักษา
ผลผลิตไวใ้ ชป้ ระโยชน์อน่ื ๆไดน้ าน ทาให้เกดิ ทางเลือกในการใช้ประโยชน์ทห่ี ลากหลายข้ึน

แปง้ ฟลาวมันข้หี นูมคี ณุ สมบตั ิที่สามารถนามาทาผลิตภัณฑ์ประเภทเบเกอรี่ เช่น เค้ก แพนเค้ก บราวน่ี
ทองมว้ น ได้โดยไม่ต้องใช้แป้งสาลีเลย จงึ เหมาะกับผู้บริโภคทแ่ี พ้กลูเตน้ ได้

57

บทสรุปและขอ้ เสนอนแนะ

กิจกรรมที่ 1 การวิจยั และพัฒนาเทคโนโลยีการผลติ มนั ขี้หนู
ในกจิ กรรมน้มี ีวตั ถปุ ระสงคเ์ พือ่ ใหไ้ ดเ้ ทคโนโลยีการผลติ มันข้ีหนูที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมการผลิต
ในเขตภาคใต้ตอนล่างท้ังในและนอกฤดูกาลปกติ ในการศึกษาถึงความเหมาะสมของชนิด ความเข้มข้น
และช่วงระยะเวลาการฉีดพ่นสารชะลอการเจริญเติบโต paclobutazol และ mepiquat chloride น้ันได้
ขอ้ มูลสรปุ ว่าสารชะลอการเจริญเติบโต 2 ชนิดนี้ ไม่ได้ช่วยให้มันข้ีหนูท่ีปลูกด้วยหัวพันธุ์โดยใช้ระยะปลูก 1X1
เมตร มีผลผลติ เพิม่ ขนึ้ และไม่ช่วยให้อายุการเก็บเกี่ยวส้ันลง ในการศึกษาถึงการปลูกมันขี้หนูระยะชิดร่วมกับ
การใช้สารชะลอการเจริญเติบโต ก็พบว่า สารชะลอการเจริญเติบโตไม่ได้ทาให้ผลผลิตเพ่ิมขึ้นได้อย่างเด่นชัด
แต่การปลูกมันข้ีหนูโดยใช้ยอดด้วยระยะปลูกท่ีแคบกว่าปกติมีผลทาให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ
อย่างย่ิงการปลูกด้วยระยะ 75X50 ซม. และ 60X60 ซม. ซ่ึงหน่วยงานวิจัยในพื้นท่ีควรนาไปศึกษาในแปลง
ผลิตของเกษตรกรเพอ่ื ศึกษาผลตอบแทนเศรษฐกจิ การยอบรบั ของเกษตรกร รวมถึงทาการถ่ายทอดวิธีการใหม่
สู่เกษตรกร ซ่ึงในอนาคตหากมีสารควบคุมการเจริญเติบโตชนิดใหม่ๆ ที่มีความปลอดภัยก็ควรนามา
ทาการศกึ ษาเพ่มิ เติมต่อไป
การศึกษาการตอบสนองต่อปุ๋ยไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมของมันขี้หนู ทาให้ได้ทราบว่า
มันขีห้ นไู ม่ใช่พชื ทต่ี ้องการโพแทสเซียมสงู แมจ้ ะเป็นพืชหวั โดยหากในดินมีปริมาณโพแทสเซียมท่ีเป็นประโยชน์
มากกว่า 45 mg/kg มันขี้หนูจะไม่ตอบสนองต่อการเพิ่มปุ๋ยโพแทสเซียม ในระดับท่ีมีการใส่ปุ๋ยไนโตรเจน
8 กก.ไนโตรเจน/ไร่ หากในดินมีปริมาณความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัสในระดับปานกลาง (10-20 mg/kg)
ก็ไมจ่ าเป็นต้องใส่ปยุ๋ ฟอสฟอรัส และหากปริมาณท้ังไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมในดินอยู่ในเกณฑ์
ต่า มันขี้หนูจะตอบสนองต่อการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนถึง 12 กก. ไนโตรเจน/ไร่ โดยจะต้องใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัส และ
โพแทสเซียมในอัตรา 8 กก./ไร่ ของ P2O5 และ K20 ซ่ึงทาให้เห็นได้ชัดเจนว่าการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินจะ
ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นปุ๋ยที่ไม่จาเป็นลงไปได้ ซ่ึงข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์สาหรับการศึกษาการใช้ปุ๋ยที่
เหมาะสมอยา่ งมคี วามจาเพาะกบั แหล่งผลิต หรอื เปน็ แนวทางการใชป้ ุ๋ยตามคา่ วิเคราะห์ดนิ ตอ่ ไป
ในการศึกษาช่วงเวลาปลูกมันขี้หนูในเดือนต่างๆ ตลอดทั้งปี แม้จะได้ผลการทดลองที่สมบูรณ์เฉพาะ
การปลูกระหว่างเดือนมกราคมถึงพฤษภาคมเท่าน้ัน แต่การที่ผลผลิตจากการปลูกในเดือนมกราคมมีค่าสูงสุด
และการปลูกในเดือนมีนาคมให้ผลผลิตไม่แตกต่างกับการปลูกในเดือนพฤษภาคม เม่ือพิจารณาร่วมกับผลการ
ทดลองในโครงการวิจัยระหวา่ งปี 2554-2556 ทาให้มน่ั ใจได้วา่ สามารถปลูกมันขี้หนูได้ตลอดทั้งปีหากมีการให้
นา้ ไดอ้ ย่างเพียงพอและปลูกในดินที่มคี วามร่วนซุยสงู ระบายน้าและอากาศไดด้ ี

58

กิจกรรมที่ 2 การพัฒนาผลติ ภัณฑ์จากแปง้ มนั ขห้ี นู
กิจกรรมน้ีมุ่งเน้นศึกษาองค์ประกอบทางเคมี คุณภาพของแป้ง และการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารชนิด
ต่างๆ จากแป้งมันขี้หนู ซ่ึงการนามันข้ีหนูมาทาเป็นแป้งฟลาวนั้นทาได้โดยไม่มีความยุ่งยากและสามารถเก็บ
รักษาไว้ใช้ประโยชน์ได้นาน ทาให้มีทางเลือกท่ีหลากหลายมากข้ึน โดยท่ีแป้งฟลาวท่ีได้เป็นแป้งท่ีมีปริมาณ
โปรตีนต่า อมิโลสต่า ความหนืดแป้งสุกต่า เหมาะที่จะทาเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทกวน องค์ประกอบของ
น้าตาลในแป้งมันข้ีหนูท้ังน้าตาลกลูโคสและซูโครสใกล้เคียงกับที่มีในข้าวเจ้าจึงไม่เป็น resistant starch
แป้งฟลาวมมันข้ีหนูมีคุณสมบัติท่ีสามารถนามาเป็นผลิตภัณฑ์เบเกอร่ีได้หลายอย่างเช่น เค้ก แพนเค้ก บราวน่ี
ทองมว้ น โดยไมต่ อ้ งผสมแปง้ ข้าวสาลเี ลย จงึ เหมาะสมสาหรบั ผู้บรโิ ภคที่แพ้กลูเตน้ ในแปง้ ขา้ วสาลี
การศึกษาการทาผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ จากแป้งมันข้ีหนูยังไม่หลากหลายมากเน่ืองจากกิจกรรมน้ีมี
ระยะเวลาดาเนินการเพียง 1 ปี ซึ่งน่าจะมีการศึกษาต่อไปจากที่ทราบคุณสมบัติของแป้งมันขี้หหนูในเบื้องต้น
แล้ว นอกจากน้ันการเก็บถนอมอาหารแบบต้มแช่แข็งเป็นวัตถุดิบพร้อมปรุงเช่นเดียวกับมันฝร่ังก็น่าจะเป็น
รูปแบบทต่ี ลาดใหก้ ารตอบรับสูงเพราะจะตอบสนองตอ่ ความต้องการบรโิ ภคแกงมันขี้หนูไดต้ ลอดทั้งปี

59

บรรณานกุ รม

เอกสารอา้ งอิง กิจกรรมท่ี 1

จิระ สุวรรณประเสริฐ. ม.ป.ป. การปลูกมันขห้ี นู. แผน่ พันคาแนะนาการปลูกมันขี้หนู. ศูนย์วจิ ัยและ
พฒั นาการ เกษตรสงขลา, สานกั วจิ ยั และพฒั นาการเกษตรเขตท่ี 8 กรมวชิ าการเกษตร.

จริ ะ สวุ รรณประเสริฐ. 2542. มันข้ีหน.ู เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการเร่ือง ทิศทางการผลติ พืชไร่
ภาคใต้ ในทศวรรษหนา้ . วนั ที่ 9-10 มถิ ุนายน 2542 ณ โรงแรมเจบี อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา.
ศูนยว์ ิจัยพชื ไรส่ งขลา, สงขลา. (อดั สาเนา)

จิระ สวุ รรณประเสริฐ, มนตรี เอ่ยี มวมิ งั สา, ดารกิ า ดาวจันอัด, กลอยใจ คงเจ้ยี ง, เอมอร เพชรทอง,
พรอุมา อไุ รพนั ธ์, และไตรเดช ขา่ ยทอง. 2556. รายงานฉบับสมบูรณโ์ ครงการวิจยั และพฒั นา
เทคโนโลยีการผลิตมนั ข้ีหนู. ศูนยว์ จิ ยั พืชไรส่ งขลา, สถาบันวิจยั พืชไรแ่ ละพืชทดแทนพลงั งาน กรม
วชิ าการเกษตร.

ฉนั ทนา คงนคร, กลอยใจ คงเจย้ี ง, จิระ สวุ รรณประเสรฐิ , เมธาพร พฒุ ขาว และสะฝีหยะ๊ ราชนชุ . 2560.
ผลของชนิด ความเข้มขน้ และช่วงเวลาการใชส้ ารชะลอการเจริญเตบิ โต ตอ่ อายุเก็บเกี่ยวและการ
ใหผ้ ลผลติ ของมนั ขหี้ นู, รายงานผลเร่ืองเตม็ การทดลองทีส่ ้ินสดุ ปี 2560. ศนู ย์วิจยั พชื ไร่สงขลา,
สถาบันวจิ ัยพืชไรแ่ ละพืชทดแทนพลงั งาน กรมวชิ าการเกษตร.

เทอด สุวรรณคีรี. 2529. มันขี้หนู : พชื , น. 2766. ใน สทุ ธิวงศ์ พงศ์ไพบลู ย,์ บรรณาธิการ. สารานุกรม
วัฒนธรรมภาคใต้. สถาบนั ทกั ษิณคดศี ึกษา มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทร วโิ รฒสงขลา, สงขลา.

พีรเดช ทองอาไพ. 2537. ฮอร์โมนพืชและสารสงั เคราะห์ แนวทางการใชป้ ระโยชน์ในประเทศไทย. ภาควิชา

พืชสวน คณะเกษตร มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์. กรุงเทพฯ.

สุปรียา ยืนยงสวสั ด์ิ และสุภญิ ญา ตวิ๋ ตระกูล. 2548. องคป์ ระกอบเคมีในนา้ มนั หอมระเหยและฤทธทิ์ าง
ชวี ภาพของใบมันข้ีหนู (Coleus parvifolius). วารสารสงขลานครินทร.์ 27 (ฉบบั พเิ ศษ 2) : 497-
502.

Akinpelu, A.O., A.O. Olojede, L.E.F Amangbo and S.C. Njoku. 2011. Response of hausa
potato (Solenostemon rotundifolius Poir) to differen NPK 15:15:15 fertilizer rate in
NRCRI, Umudike, Abia state, Nigeria. JARS. 11:22-25.

Anonymous. 1962. Solenostemon rotundifolius (Poir.) J.K. Morton ;
Journ. Linn. Soc., Bot. 58: 272. Available source : http://www.prota4u.org/database
[4/3/2018]

ITIS. 2006. Solenostemon rotundifolius (Poiret) J.K. Morton ; Taxonomic Serial No. 506021.
ITIS Report. Available source :
http://www.itis.usda.gov/servlet/SingleRpt/SingleRpt?search_topic=
TSN&search_value=506021, [June 5, 2006].

MULTILINGUAL MULTISCRIPT PLANT NAME DATABASE. 2006. Sorting Plectranthus names.
Available source : http://www.plantnames.unimelb.edu.au/Sorting/Plectranthus.html,
[June 5, 2006].

NRI. 1987. Root Crops (2nd edition): Hausa potato (Solenostemon rotundifolius). Available
source : http://puka.cs.waikato.ac.nz/ [4/3/2018].

60

Ogedegbe, S.A., I.I. Safwan and B.A. Ajala. 2015. EFFECTS OF SEED TUBER SIZE AND NPK
FERTILIZER ON SOME YIELD COMPONENTS OF COLEUS POTATO (Solenostemon
rotundifolius) (Poir) J.K. MORTON. INT’L JOURNAL OF AGRIC. AND RURAL DEV.
Vol. 18(2): 2240-2245.

Tewtrakul, S., H. Miyashiro, N. Nakamura, M. Hattori, T. Kawahata, T. Otake, T. Yoshinaga,
T. Fujiwara, T. Supavita, S. Yuenvongsawad, P. Rattanasuwon and S. Dej-Adisai.
2003. HIV-1 integrase inhibitory substances from Coleus parvifolius. Phytother Res.
17(3) : 232-239.

USDA-NRCS. 2006. Solenostemon rotundifolius (Poiret) J.K. Morton ; hausa potato. PLANTS
Profile. Available source : http://plants.usda.gov/java/profile?symbol=SORO5, [June
5, 2006].

เอกสารอ้างอิง กจิ กรรมที่ 2
ฎายนิ ทัศนเสถียร. 2543. คุณสมบัติและการนาไปใชป้ ระโยชนข์ องแป้งมันขห้ี น.ู วทิ ยานพิ นธป์ ริญญาโท,

มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.์
เทอด สุวรรณครี ี. 2529. มันข้หี นู : พชื น. 2766. ใน สทุ ธวิ งศ์ พงศ์ไพบูลย์, บรรณาธิการ. สารานุกรม

วฒั นธรรมภาคใต.้ สถาบนั ทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลยั ศรีนครินทร วโิ รฒสงขลา, สงขลา.
เพญ็ ขวญั ชมปรีดา, พชิ ัย หฤทยั ธนาสนั ต์ิ, ธงชัย สุวรรณสชิ ฌน์, ปยิ าภรณ์ เชอ่ื มชยั ตระกูล, ประวณี า ลาภา.

2550. การพัฒนาแปง้ เคก้ เนยและแปง้ มฟั ฟนิ ลดพลงั งานสาเรจ็ รูปจากแปง้ ข้าวกลอ้ งหอมมะล.ิ
รายงานผลการวจิ ยั ฉบับสมบรู ณ์ โครงการวิจยั ทุนอุดหนนุ วจิ ยั มก. ปีงบประมาณ 2550. 39 หนา้ .

61

ภาคผนวกกจิ กรรมที่ 1

ab c

ภาพผนวกท่ี 4.1 (a) สภาพแปลงทดลอง (b) การเจริญเติบโตของมนั ขี้หนูทปี่ ลูกตา่ งเวลากัน

(c) การวดั ขอ้ มลู ขนาดของทรงพมุ่

ab c

ภาพผนวกท่ี 4.2 (a) สภาพแปลงทดลองถูกนา้ ทว่ ม (b) สภาพหลังนา้ ท่วม
(c) ต้นทถี่ ูกไสเ้ ดือนอยทาลายจนผลผลติ เสยี หาย

มลิ ลิเมตร

เดอื นธันวาคม 2559
เดอื นมกราคม 2560

วนั ท่ี

ภาพผนวกท่ี 4.3 ปรมิ าณฝนรายวนั ในเดือนธนั วาคม 2559 และเดือนมกราคม 2560
ทศี่ นู ย์วจิ ัยและพัฒนาการเกษตรพัทลงุ

62

ภาคผนวกกจิ กรรมท่ี 2

สูตรและวิธที าเคก้ จากแป้งมันข้หี นู 90 กรมั
3/4 ชอ้ นชา
สว่ นผสมท่ี 1 40 กรมั
แป้งฟลาวมนั ขี้หนู 1/4 ช้อนชา
ผงฟู 5 ฟอง
น้าตาลทรายปน่ (ส่วนที่ 1) 75 กรมั
เกลือปน่ 112 กรมั
ไข่แดง 1/2 ชอ้ นชา
นมข้นจืด
น้ามนั ราขา้ ว
วานลิ า

ส่วนผสมท่ี 2 5 ฟอง
ไขข่ าว 1/2 ชอ้ นชา
ครีมออฟทาร์ทาร์ 50 กรมั
น้าตาลทรายปน่ (สว่ นท่ี 2)

วธิ ีทา

1. ช่ังแป้ง ผงฟู เกลือป่น ตามส่วนแล้วร่อนรวมกัน ใส่ลงในชามผสมกับน้าตาลทรายป่น คนด้วย
ตะกรอ้ ใหเ้ ขา้ กัน แล้วทาเป็นบ่อตรงกลางพกั ไว้

2. ใส่ไข่แดง นมข้นจืด น้ามันราข้าว วานิลาลงในถ้วยตวงของเหลว ใช้ตะกร้อคนเร็วๆ ให้ส่วนผสม
เขา้ กนั เทลงในสว่ นผสมตามข้อ 1. คนเรว็ ๆใหส้ ่วนผสมเข้ากัน อย่าคนนาน พักไว้

3. ตีไข่ขาวกับครีมออฟทาร์ทาร์ด้วยเคร่ืองตีไข่ระดับความเร็วสูงสุดจนเป็นฟองละเอียดค่อยๆใส่
น้าตาลทรายป่นทีละช้อนจนหมด ตีต่อจนตั้งยอดอ่อนเกือบแข็งให้เปล่ียนเป็นความเร็วต่าสุด ตีต่ออีก 1 นาที
เพือ่ ตัดฟองอากาศ

4. แบ่งส่วนผสมไข่ขาวออกเป็น 2 ส่วน ใช้พายยางตักทีละส่วนลงในส่วนผสมไข่แดง ตะล่อมด้วย
ตะกร้อมอื เบาๆใหเ้ ข้ากันเทใส่พิมพ์กลม ขนาด 26 ซม. ท่ีรองด้วยกระดาษไขเตรียมไว้

5. นาเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 190 องศาเซลเซียส ใช้เวลาประมาณ 20 นาที แล้วลดอุณหภูมิเหลือ
150 องศาเซลเซยี ส อบต่ออีก 30 นาที หรือจนกระทั่งสุกเหลือง นาออกมากระแทก 1 คร้ังพักไว้ในพิมพ์สักครู่
จนขนมเย็นคอ่ ยนาออกจากพมิ พ์

63

สตู รและวธิ ีทาบราวนี่จากแปง้ มันขห้ี นู

ส่วนผสม ½ ถว้ ยตวง
แป้งมนั ขหี้ นู 150 กรมั
ช้อกโกเลต 80 กรัม
เนยสดชนิดเคม็ 10 กรัม
ผงโกโก้ 1 ช้อนชาครึ่ง
ผงฟู 2 ฟอง
ไขไ่ กเ่ บอร์ 1 1 ชอ้ นโต๊ะ
ผงกาแฟ 1 ช้อนโต๊ะ
นา้ หอมกลนิ่ วนลิ า

วิธีทา
1. นาเนยผสมกับน้าตาลทราย นาเข้าไมโครเวฟใหเ้ นยละลาย ใชเ้ วลา 2 นาที
2. ใชต้ ะกร้อมือคนใหน้ ้าตาลละลายใหม้ ากทส่ี ุด
3. ใสช่ อ็ กโกแลตลงไปแล้วนาเขา้ ไมโครเวฟเพ่อื ละลายใช้เวลา 2 นาที
4. ใชต้ ะกร้อมือคนให้ช็อกโกแลตละลายเข้ากับเนยและน้าตาล พักใหเ้ ยน็ แลว้ ทาขน้ั ตอนต่อไป
5. รอ่ นแปง้ กับผงฟู และผงโกโก้เขา้ ด้วยกนั สองรอบ
6. เปิดเตาอบอุณหภูมิ 170 องศาเซลเซยี ส ใช้ไฟบน-ลา่ ง เปดิ พัดลมเตรยี มไว้
7. ตอกไข่ใส่อ่างผสมใส่นา้ หอมกลิ่นวนลิ า และผงกาแฟ ตีใหเ้ ข้ากนั จนไข่ขึ้นเป็นฟอง
8. ใส่ส่วนผสมช็อกโกแลตท่ีเย็นแล้วลงไป
9. ตีผสมดว้ ยความเรว็ ปานกลาง จนสว่ นผสมชอ็ กโกแลตมสี ีอ่อนลงเลก็ น้อย หรอื จนกว่าน้าตาล
ละลาย
10. นาแป้งที่ร่อนมาตเี ข้ากันกับชอ็ กโกแลตทีผ่ สมแล้ว เสร็จแล้วนาใสพ่ ิมพ์ทีเ่ ตรียมไว้
11. ใช้เวลาอบ 15-30 นาที หรอื จนกวา่ จะสกุ

การพัฒนาผลติ ภณฑ์เส้นสปาเกตตีสดเสรมิ ใบชะคราม
Product Development of spaghetti Enriched with Suaeda Maritima

ญาณีั ไชยบุราณนนท์
YANEE CHAIBURANNONT

วทิ ยานพิ นธ์น้ัีเป็นส่วนหนึ่งของการศึกั ษาตามหลักสัตรคหกรรมศาสตรมหาบณฑติ ั
สาขาวชิ าคหกรรมศาสตร์ คณะเทคโนโลยคี หกรรมศาสตร์ัมหาวทิ ยาลยเทคโนโลยี

ราชมงคลพระนคร
2560

การพัฒนาผลติ ภณฑ์เส้นสปาเกตตสี ดเสรมิ ใบชะคราม
Product Development of spaghetti Enriched with Suaeda Maritima

ญาณีั ไชยบุราณนนท์
YANEE CHAIBURANNONT

วิทยานพิ นธ์น้ัีเปน็ สว่ นหนึง่ ของการศักึ ษาตามหลักสัตรคหกรรมศาสตรมหาบณฑิตั
สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ คณะเทคโนโลยคี หกรรมศาสตรั์ มหาวิทยาลยเทคโนโลยี

ราชมงคลพระนคร
2560

ลขิ สิทธิข์ องมหาวทิ ยาลยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร



ชื่อวิทยานิพนธ์ ผลติ ภณั ฑ์เส้นสปาเกตตีสดเสริมใบชะคราม
ชื่อ นามสกุล ญาณี ไชยบุราณนนท์

ชอ่ื ปรญิ ญา คหกรรมศาสตรมหาบณั ฑิต
สาขาวิชา และคณะ สาขาวชิ าคหกรรมศาสตร์ เทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์

อาจารย์ท่ีปรกึ ษา รองศาสตราจารย์สุรีย์ แถวเทยี่ ง
ปีการศกึ ษา 2560

บทคดั ยอ่

สปาเกตตเี ป็นอาหารประเภทเส้นท่ีรับความนิยมในการบริโภค ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการหลัก
คอื คารโ์ บไฮเดรตและโปรตนี จงึ ทาการศึกษาการผลิตเสน้ สปาเกตตีสดเสริมใบชะคราม โดยทาการศึกษา
ปริมาณท่ีเหมาะสมของใบชะครามแบบต้มและแบบอบแห้ง พบว่า การเสริมปริมาณใบชะครามต้มท่ี
ปริมาณเพิ่มข้ึนมีผลทาให้คุณภาพของเส้นสปาเกตตีสดที่เสริมใบชะครามแบบต้มและแบบอบแห้งมี
คณุ ภาพแตกต่างกนั อย่างมนี ัยสาคัญทางสถิติ (p≤0.05) โดยการเติมปริมาณใบชะครามแบบต้มและแบบ
อบแหง้ เพ่ิมมากข้นึ มีผลทาให้สีของสปาเกตตมี สี ีเขยี วเพิม่ ขน้ึ อยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิติ (p≤0.05) และมีผล
ทาใหล้ กั ษณะเน้อื สัมผสั ของสปาเกตตีด้านความเหนียวและความยืดหยุ่น ลดลงอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
(p≤0.05) เมื่อทาการทดสอบทางประสาทสัมผัส พบว่า ผู้ทดสอบชิมให้คะแนนความชอบทางประสาท
สมั ผสั ที่เสริมใบชะครามตม้ ทีป่ ริมาณร้อยละ 20 ของส่วนผสมท้ังหมด มากท่ีสุดอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ
(p≤0.05) และให้คะแนนความชอบท่ีเสริมใบชะครามอบแห้งท่ีปริมาณร้อยละ 2 ของส่วนผสมทั้งหมด
มากที่สุดอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p≤0.05) และทาการศึกษาการเปล่ียนแปลงระหว่างการเก็บรักษา
โดยเลือกสปาเกตตีสดเสริมใบชะครามอบแห้งมาทาการเก็บรักษา พบว่า เส้นสปาเกตตีสดสามารถเก็บ
รกั ษาในถงุ พลาสติกปิดผนกึ ทอ่ี ณุ หภูมิ 7 องศาเซลเซยี ส พบวา่ คุณภาพของเส้นสปาเกตตีท่ีเก็บรักษาไว้ท่ี
3 วันยังคงลักษณะทางกายภาพไว้ได้ เม่ือทาการศึกษาการยอมรับของผู้บริโภค พบว่า ผู้บริโภคให้การ
ยอมรับในระดับชอบเล็กน้อยถงึ มากทส่ี ุดร้อยละ 100 และสนใจซื้อผลิตภัณฑ์ราคาจาหน่าย 75 บาท ต่อ
1 หนว่ ยบรโิ ภค (120 กรมั )

คาสาคญั : เส้นสปาเกตตีสด, ใบชะคราม, ฟนี อลกิ

Thesis title Fresh Spaghetti Product by addition of Seablite

(Suaeda maritime (L.) Dumort.) Leaves

Author Miss Yanee Chaiburannont

Degree Master of Home Economics

Major program Home Economics, Faculty of Home Economics Technology

Advisor Assoc. Prof. Suree Taew-Teing

Academic Year 2017

ABSTRACT

Spaghetti was a pasta product and one of the popular foods that had the
value of main nutrition as carbohydrate and protein. The research was studied
production of fresh spaghetti by addition of seablite leaves. The study on optimum
amount of boiled seablite leaves and dried seablite leaves found that
supplementation with increasing quantity of boiled seablite leaves had results about
the quality of fresh spaghetti by addition of boiled seablite leaves and dried seablite
leaves which the quality had statistically significant difference at the 0.05 level
(p≤0.05). By addition with increasing quantity of boiled seablite leaves and dried
seablite leaves that had increasingly resulted in color as green spaghetti (p≤0.05) and
toughness and elasticity of texture of fresh spaghetti had decreased with statistically
significant level at 0.05 (p≤0.05). Testing on sensation found that the testers had
tasted to vote the most of sensation fondness as addition of boiled seablite leaves
at 20 percent and addition of dried seablite leaves at 2 percent by weight of all
ingredients (p≤0.05) and had studied of change on storage period that selected a
fresh spaghetti by addition of dried seablite leaves to preserve, fresh spaghetti could
store in plastic bag of 7 degree Celsius and quality of the fresh spaghetti had
preserved for 3 days that kept in physical quality. The consumer had accepted by
the penchant of less to the highest level at 100 percent and they interested the
product at sale price of 75 baht per serving.

Keywords: fresh spaghetti, seablite leaves, phenolic compound

(3)

กิตตกิ รรมประกาศ

วทิ ยานิพนธ์ฉบบั นีส้ าเร็จลลุ ว่ งไปได้ดว้ ยความชว่ ยเหลืออย่างดีย่ิงของ รองศาสตราจารย์สุรีย์
แถวเที่ยง ที่ได้ใหค้ าแนะนาและขอ้ คิดเหน็ ต่างๆ ของการศึกษาโดยมาตลอด

ขอบพระคณุ ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.พิสุทธิ หนักแน่น และ ดร.วรลักษณ์ ปัญญาธิติพงศ์ ท่ี
ให้ความกรุณาเป็นกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ และให้ข้อเสนอแนะเพ่ิมเติมท่ีเป็นประโยชน์ ทาให้
วิทยานิพนธฉ์ บบั นม้ี ีความสมบรู ณ์ย่ิงขน้ึ

ขอกราบขอบพระคุณพระคุณบิดา มารดา และญาติพ่ีน้องทุกท่านท่ีให้การสนับสนุนเป็น
อยา่ งดีและเป็นกาลังใจใหต้ ลอดมา

คุณค่าประโยชนจ์ ากวิทยานิพนธ์ฉบับน้ี ข้าพเจ้าขอมอบแด่ ครูอาจารย์และผู้ที่มีพระคุณทุก
ท่าน หากวทิ ยานพิ นธ์ฉบับน้ีมขี ้อผดิ พลาดประการใดข้าพเจา้ ขอน้อมรับไวเ้ พยี งผู้เดยี ว

ญาณี ไชยบุราณนนท์

(4)

สารบญั

บทคดั ยอ่ หน้า
Abstract (1)
(2)
กิตติกรรมประกาศ (3)
สารบัญ (4)
สารบัญตาราง (6)
(7)
สารบัญภาพ (8)
สารบญั แผนภาพ 1
1
บทที่ 1 บทนา 2
1.1 ความเปน็ มาและความสาคัญของปญั หา 2
1.2 วตั ถุประสงค์ 3
4
1.3 ประโยชนท์ คี่ าดว่าจะไดร้ ับ 4
1.4 ขอบเขตงานวจิ ยั 17
20
บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจัยท่เี กีย่ วขอ้ ง 20
2.1 แนวคดิ ทฤษฎีทีเ่ กี่ยวข้อง 22
2.2 งานวิจัยที่เกยี่ วขอ้ ง 25
26
บทท่ี 3 วธิ ีดาเนนิ การ 27
3.1 อปุ กรณ์และวัตถุดิบ
27
3.2 วิธีดาเนนิ การทดลอง
3.3 สถานท่ีดาเนินการ 30
3.4 ระยะเวลาดาเนินการ
32
บทท่ี 4 การวิเคราะหข์ อ้ มูลและอภปิ รายผล
4.1 การศกึ ษาปริมาณทเี่ หมาะสมของใบชะครามตม้ ในการสร้างสูตรมาตรฐาน

เสน้ สปาเกตตีสดเสริมใบชะคราม
4.2 การศกึ ษาปริมาณท่เี หมาะสมของใบชะครามอบแห้งในการทาเสน้ สปาเกตตี

สดเสรมิ ใบชะคราม

4.3 ผลการศึกษาการเปลีย่ นแปลงระหวา่ งการเก็บรักษาเสน้ สปาเกตตีสดเสรมิ ใบ
ชะคราม

สารบญั (ต่อ) (5)

4.4 การศึกษาการยอมรับผลิตภณั ฑข์ องผู้บริโภค หน้า
บทท่ี 5 สรปุ ผลและข้อเสนอแนะ 34
41
5.1 สรปุ ผล 41
5.2 ข้อเสนอแนะ 42
เอกสารอา้ งองิ 43
ภาคผนวก 46

ภาคผนวก ก สูตรพ้ืนฐานเส้นสปาเกตตสี ดและ 47
สตู รมาตรฐานเสน้ สปาเกตตสี ดเสรมิ ใบชะคราม
54
ภาคผนวก ข แบบประเมนิ คุณภาพทางประสาทสัมผัส 61
และแบบทดสอบการยอมรับผลติ ภัณฑ์จากผู้บริโภค 70

ภาคผนวก ค การวเิ คราะห์องค์ประกอบเคมี
ประวัติการศึกษาและการทางาน


Click to View FlipBook Version