เอกสารที่ใช้ในการประเมินผลการสอน รายวิชา การบันทึกโน้ตและฝึกโสตประสาท รหัสวิชา MSE1102 ชัชวาลย์ สร้อยกุดเรือ (ศป.ม.ดุริยางคศิลป์) คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด 2565
ก คำนำ เอกสารประกอบการสอนวิชา การบันทึกโน้ตและฝึกโสตประสาท (Musical Notation and Ear training) รหัสวิชา MSE1102 เล่มนี้ ได้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนสำหรับ นักศึกษา หลักสูตรดนตรีศึกษา (หลักสูตรปรับปรุง 2562) คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ ร้อยเอ็ด กลุ่มรายวิชาเอกบังคับ โดยมีคำอธิบายรายวิชา ดังนี้ การบันทึกโน้ตดนตรีตะวันตก ระดับ เสียง จังหวะ การประสานเสียง เครื่องหมายทางดนตรีตะวันตก การเปล่งเสียงระดับตัวโน้ตและ พัฒนาโสตประสาท การฝึกทักษะการฟังขั้นคู่เสียง คอร์ดและบันไดเสียง รายวิชาดังกล่าวนี้ มี จุดมุ่งหมายสำคัญให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจในวิชาการฝึกโสตประสาท ซึ่งนับเป็นส่วนสำคัญ ของนักดนตรีทุกคนที่ต้องศึกษาค้นคว้าทำความเข้าใจเกี่ยวกับส่วนองค์ประกอบของเสียงและจังหวะ เพื่อให้เข้าใจและเกิดการพัฒนาในการปฏิบัติเครื่องดนตรี เนื้อหาภายในประกอบไปด้วยความหมาย ของโสตทักษะ การฝึกโสตประสาททางดนตรี การวิเคราะห์การฟังในด้านขององค์ประกอบของดนตรี รวมถึงทฤษฎีดนตรีขั้นพื้นฐาน เช่น ระยะห่างของเสียง การอ่านและการบันทึกโน้ต ตัวโน้ต เครื่องหมายกำหนดจังหวะ แบบฝึกหัดการอ่านโน้ต แบบฝึกหัดการคิดคำตอบในการฟังและฝึกบันทึก โน้ตในดนตรีตะวันตก ทั้งนี้ขอกราบขอบพระคุณผู้ประพันธ์เพลง ตำราเรียน แบบฝึกหัดและนักวิชาการหลาย ๆ ท่าน ที่มีบทเพลงและเอกสารและข้อความต่าง ๆ ปรากฏในเอกสารเล่มนี้ ซึ่งแต่ละท่านเขียนไว้ด้วย จิตวิญญาณและความไพเราะซึ่งทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจและสามารถปฏิบัติและเข้าถึงในการปฏิบัติทักษะ ทางโสตประสาทได้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ทางผู้รวบรวมได้นำมาเป็นแนวทางในการให้ผู้เรียนได้ศึกษาเท่านั้น มิได้มุ่งหาผลประโยชน์ในทางธุรกิจ ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าวิชา การบันทึกโน้ตและฝึกโสตประสาท (Musical Notation and Ear training) รหัสวิชา MSE1102 เล่มนี้ จะช่วยให้การจัดการเรียนการสอนในกลุ่มรายวิชาเอกบังคับ ให้มีความสมบูรณ์เพิ่มมากขึ้น และเป็นแนวทางที่ดีต่อการเรียนรู้พื้นฐานดนตรีเพื่อนำไปใช้ในการเรียน การสอนในระดับถัดไป สุดท้ายหากเอกสารประกอบการสอนเล่มนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ข้าพเจ้า ขออภัยไว้ใน ณ โอกาสนี้ หากผู้ที่อ่านแล้วไม่เข้าใจหรือมีข้อแนะนำ ข้าพเจ้ายินดีและจะปรับปรุง เอกสารเล่มดีให้ดีขึ้นในโอกาสต่อไป ชัชวาลย์ สร้อยกุดเรือ 15 พฤภาคม 2565
ข สารบัญ เนื้อหา หน้า คำนำ ก สารบัญ ข สารบัญตาราง จ สารบัญภาพ ฉ แผนการสอนประจำรายวิชา ช แผนการสอนประจำบทที่ 1 1 บทที่ 1 การฟัง 2 การฟังดนตรี 2 การฝึกโสตประสาททางดนตรี 7 ประโยชน์ของการฝึกโสตประสาททางดนตรี 10 หลักสูตรการเรียนการสอนโสตประสาท 11 หูและการดูแลรักษา 13 แบบฝึกหัดท้ายบท 17 อ้างอิงท้ายบท 21 แผนการสอนประจำบทที่ 2 22 บทที่ 2 ระดับเสียงและเครื่องหมายแทนเสียง 24 ระดับเสียง 24 บรรทัด 5 เส้น 25 เส้นน้อย 26 กุญแจเสียง 26 กุญแจประจำหลักอื่น ๆ 30 เครื่องหมายแปลงเสียง 32 โน้ตเอ็นฮาร์โมนิก 33 แบบฝึกหัดท้ายบท 34 อ้างอิงท้ายบท 41 แผนการสอนประจำบทที่ 3 42 บทที่ 3 องค์ประกอบพื้นฐานของจังหวะ 44
ค สารบัญ (ต่อ) สัญลักษณ์แสดงลักษณะจังหวะ 44 ค่าความยาวตัวโน้ตและค่าตัวหยุด 46 การยืดค่าตัวโน้ต 49 การควบคุมจังหวะโดยการใช้เส้นกั้นห้อง 50 การแบ่งกลุ่มย่อยจังหวะ 52 เครื่องหมายกำหนดจังหวะ 54 อัตราจังหวะ 57 แบบฝึกหัดท้ายบท 78 อ้างอิงท้ายบท 110 แผนการสอนประจำบทที่ 4 111 บทที่ 4 การรวมกลุ่มจังหวะและสัญลักษณ์ทางดนตรี 113 การจัดกลุ่มโน้ตและตัวหยุด 113 การแบ่งกลุ่มย่อยโน้ตพยางค์ 121 การเน้นเสียงและการเน้นจังหวะ 129 การนับจำนวนห้องเพลง 130 สัญลักษณ์ทางดนตรี 132 คำศัพท์ดนตรีที่เกี่ยวกับจังหวะและความเร็ว 141 แบบฝึกหัดท้ายบท 144 อ้างอิงท้ายบท 151 แผนการสอนประจำบทที่ 5 152 บทที่ 5 การฟังจังหวะและการบันทึก 153 การฟังชีพจรจังหวะและหน่วยย่อยจังหวะในอัตราจังหวะธรรมดา 153 การฟังชีพจรจังหวะและหน่วยย่อยจังหวะในอัตราจังหวะผสม 159 แบบฝึกหัดท้ายบท 164 อ้างอิงท้ายบท 170 แผนการสอนประจำบทที่ 6 171 บทที่ 6 การอ่านระดับเสียง 172 ระบบโดคงที่ (Fixed Do) 172 ระบบโดเคลื่อนที่ (Movable Do) 173
ง สารบัญ (ต่อ) แบบฝึกหัดท้ายบท 176 อ้างอิงท้ายบท 185 แผนการสอนประจำบทที่ 7 186 บทที่ 7 การฟังระดับเสียงและการบันทึก 188 เสียงดนตรีและเสียงธรรมชาติ 189 การฟังเสียงต่ำเสียงสูงของระดับเสียงดนตรี 189 การฟังแนวทำนองและการบันทึกโน้ต 191 แบบฝึกหัดท้ายบท 194 อ้างอิงท้ายบท 198 บรรณานุกรม 199 ประวัติผู้เขียน 201
จ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 2.1 เครื่องหมายแปลงเสียง (Accidental) 32 3.1 ตัวโน้ต (Note) 46 3.2 ตัวหยุด ( Rests ) 49 3.3 สรุปการแบ่งกลุ่มย่อยจังหวะ (Beat Division) ทั้ง 2 ประเภท 53 3.4 แสดงการเน้นจังหวะหนัก - เบา ในกลุ่มอัตราจังหวะ 58 3.5 ประเภทอัตราจังหวะ 58 3.6 แสดงการกระจายตัวโน้ตของอัตราจังหวะผสม (Compound time) 68 5.1 แสดงการกระจายตัวโน้ตของอัตราจังหวะผสม (Compound time) 159
ฉ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1.1 ส่วนประกอบของหู 5 3.1 ภาพตัวอย่างแสดงจังหวะการตกและยกจากการทุ่มลูกบาสเกตบอลลงพื้น 63
ช แผนการสอนประจำรายวิชา รหัสวิชา MSE1102 รายวิชา การบันทึกโน้ตและฝึกโสตประสาท 3 (2-2-5) หน่วยกิต (Musical Notation and Ear Training) เวลาเรียน 60 ชั่วโมง คำอธิบายรายวิชา การบันทึกโน้ตดนตรีตะวันตก ระดับเสียง จังหวะ การประสานเสียง เครื่องหมายทางดนตรี ตะวันตก การเปล่งเสียงระดับตัวโน้ตและพัฒนาโสตประสาท การฝึกทักษะการฟังขั้นคู่เสียง คอร์ด และบันไดเสียง วัตถุประสงค์ทั่วไป 1. เพื่อให้นักศึกษามีความรู้เกี่ยวกับพื้นฐานของการฟัง 2. เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นฐานโน้ตสากล 3. เพื่อให้นักศึกษาสามารถอ่านและร้องโน้ตได้อย่างถูกต้อง 4. เพื่อให้นักศึกษาวิเคราะห์จังหวะ ระดับเสียงและบันทึกโน้ตจากเสียงดนตรีที่ได้ยินได้ 5. เพื่อให้นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจนำไปบูรณาการทำสื่อการสอนได้ แผนการสอนและเนื้อหารายวิชา สัปดาห์ที่ บทที่ / รายการสอน จำนวน ชั่วโมง 1 บทที่ 1 การฟัง การฟังดนตรี การฝึกโสตประสาททางดนตรี ประโยชน์ของการฝึกโสตประสาททางดนตรี หลักสูตรการเรียนการสอนโสตประสาท หูและการดูแลรักษา 4 2 บทที่ 2 ระดับเสียงและเครื่องหมายแทนเสียง ระดับเสียง บรรทัด 5 เส้น 4
ซ สัปดาห์ที่ บทที่ / รายการสอน จำนวน ชั่วโมง เส้นน้อย กุญแจเสียง กุญแจประจำหลักอื่น ๆ เครื่องหมายแปลงเสียง โน้ตเอ็นฮาร์โมนิก 3 - 5 บทที่ 3 องค์ประกอบพื้นฐานของจังหวะ สัญลักษณ์แสดงลักษณะจังหวะ ค่าความยาวตัวโน้ตและค่าตัวหยุด การยืดค่าตัวโน้ต การควบคุมจังหวะโดยการใช้เส้นกั้นห้อง การแบ่งกลุ่มย่อยจังหวะ เครื่องหมายกำหนดจังหวะ อัตราจังหวะ 12 6 - 7 บทที่ 4 การรวมกลุ่มจังหวะและสัญลักษณ์ทางดนตรี การจัดกลุ่มโน้ตและตัวหยุด การแบ่งกลุ่มย่อยโน้ตพยางค์ การเน้นเสียงและการเน้นจังหวะ สัญลักษณ์ทางดนตรี คำศัพท์ดนตรีที่เกี่ยวกับจังหวะและความเร็ว 8 8 - 10 บทที่ 5 การฟังจังหวะและการบันทึก การฟังชีพจรจังหวะและหน่วยย่อยจังหวะในอัตรา จังหวะธรรมดา การฟังชีพจรจังหวะและหน่วยย่อยจังหวะในอัตรา จังหวะผสม 12 11 - 12 บทที่ 6 การอ่านระดับเสียง ระบบโดคงที่ (Fixed Do) ระบบโดเคลื่อนที่ (Movable Do) 8
ฌ สัปดาห์ที่ บทที่ / รายการสอน จำนวน ชั่วโมง 13 - 15 บทที่ 7 การฟังระดับเสียงและการบันทึก เสียงดนตรีและเสียงธรรมชาติ การฟังเสียงต่ำเสียงสูงของระดับเสียงดนตรี การฟังแนวทำนองและการบันทึกโน้ต 12 16 สอบปลายภาคเรียน รวม 60 วิธีการสอน รายวิชาการบันทึกโน้ตและฝึกโสตประสาท มีวิธีการสอนดังต่อไปนี้ 1. การบรรยาย อภิปราย และถามตอบข้อซักถาม 2. การสาธิตการปฏิบัติประกอบการบรรยาย 3. ใช้สื่อในการประกอบการสอน 4. การทำงานรายบุคคล / รายงานกลุ่ม 5. ทดสอบโดยการสอบย่อย สื่อการเรียนการสอน รายวิชาหลักบันทึกโน้ตและฝึกโสตประสาท มีสื่อการเรียนการสอนดังต่อไปนี้ 1. เอกสารประกอบการสอนวิชาบันทึกโน้ตและฝึกโสตประสาท 2. สื่ออิเล็กทรอนิคส์ 3. สื่อเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับดนตรี 4. โปรแกรมนำเสนอประกอบการสอน 5. กิจกรรมประกอบการสอน 6. เปียโน
ญ การวัดผลและประเมินผล รายวิชาบันทึกโน้ตและฝึกโสตประสาท มีการวัดและประเมินผลดังต่อไปนี้ 1. การวัดผล 1.1 คะแนนระหว่างภาคเรียน 70 คะแนน 1.1.1 เข้าชั้นเรียน 10 คะแนน 1.1.2 งานรายบุคคล / รายกลุ่ม 30 คะแนน 1.1.3 ทดสอบกลางภาค 30 คะแนน 1.2 คะแนนปลายภาคเรียน 30 คะแนน รวม 100 คะแนน 2. การประเมินผล ระดับ ได้คะแนนร้อยละ A 80 - 100 B+ 75 - 79 B 70 - 74 C+ 65 - 69 C 60 - 64 D+ 55 - 59 D 50 - 54 F 0 - 49
1 แผนการสอนประจำบทที่ 1 การฟัง หัวข้อเนื้อหาประจำบท การได้รู้ถึงการฟังดนตรี ความเป็นมา ประโยชน์วิธีการเรียนโสตประสาท การฟังและแยก องค์ประกอบดนตรี อวัยวะหูและการดูแลรักษา จะช่วยให้ผู้เรียนได้ตระหนักและเล็งเห็นถึง ความสำคัญในการฝึก อย่างมีขั้นตอน และนำสู่ความสำเร็จในการฝึกได้อย่างรวดเร็ว วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้นักศึกษาได้รับรู้ถึงการฟังดนตรีและแยกองค์ประกอบดนตรี 2. เพื่อให้นักศึกษาได้รับรู้ถึงการฝึกโสตประสาท 3. เพื่อให้นักศึกษาได้รับรู้ถึงประโยชน์ของการฝึกโสตประสาท 4. เพื่อให้นักศึกษาได้รับรู้ถึงหลักสูตรการเรียนการสอนโสตประสาท 5. เพื่อให้นักศึกษาได้รับรู้ถึงส่วนประกอบของหูและการดูแลรักษา กิจกรรมระหว่างเรียน บรรยายจากพาวเวอร์พอยต์ (Power point) เปิดวีดีโอและบทเพลง แบ่งนักศึกษาออกเป็น กลุ่มตามองค์ประกอบของดนตรี ในแต่ล่ะกลุ่มให้ศึกษาองค์ประกอบดนตรีที่กำหนดให้แล้วนำมา อภิปรายหน้าชั้นเรียน ส่วนของเนื้อหา 1. การฟังดนตรี 2. ความเป็นมาของการฝึกโสตประสาท 3. ประโยชน์ของการฝึกโสตประสาท 4. วิธีการเรียนการสอนโสตประสาท 5. หูและการดูแลรักษา การวัดและการประเมินผล 1. สังเกตพฤติกรรมผู้เรียน 1.1 ความตรงต่อเวลาในการเข้าเรียนและการส่งงานที่มอบหมาย 1.2 การตอบสนองของผู้เรียนระหว่างเรียน 1.3 การมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นของผู้เรียนในระหว่างเรียน 2. ประเมินผลงานที่มอบหมาย 2.1 แบบฝึกหัดท้ายบท
2 บทที่ 1 การฟัง 1. การฟังดนตรี ก่อนที่จะไปรับรู้ถึงเรื่องของการฝึกโสตประสาททางดนตรี ผู้เขียนอยากกล่าวถึงเรื่องของการ ฟังดนตรีซึ่งมีความสำคัญในระดับพื้นฐาน ซึ่งเป็นการรับฟังและรับรู้พื้นฐานสำคัญของคนทั่วไปที่ไม่ได้ เรียนดนตรีโดยตรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ฟังมีประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจในดนตรี รู้จักการ วิเคราะห์วิจารณ์บทเพลง สามารถแยกแยะบทเพลง ตลอดจนศึกษารสนิยมในการฟังเพลง ก็จะได้รับ ความสุข และประโยชน์สูงสุดจากการฟังได้ ปัจจุบันดนตรีมีหลากหลายประเภท และมีการนำเสนอ ทางสื่อทางอิเล็กทรอนิคส์จำนวนมากหลายช่องทางเช่น อินเตอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ โทรทัศน์ สถาน บันเทิงต่าง ๆ สถานที่สาธารณะต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งในศาสนาต่าง ๆ มีการนำบทสวดและคำสอนมา ใส่ทำนองดนตรี เพื่อให้คนเข้าถึงและเข้าใจในบทสวดและคำสอนโดยง่าย ซึ่งพฤติกรรมของการฟัง ดนตรีแต่ละเหตุการณ์ก็ต่างกันออกไป จึงสามารถแยกประเภทของการฟังออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้ 1. การฟังแบบผ่านหูเป็นการฟังโดยบังเอิญ เป็นเพียงเสียงที่ผ่านเข้าและออกไปโดยไม่ได้ ตั้งใจ อาจไม่ใช่ดนตรีหรืออาจเป็นการได้ยินเท่านั้น เช่น ได้ยินเพลงจากห้างสรรพสินค้า ห้องอาหาร ดนตรีโฆษณาดนตรีประกอบรายการวิทยุโทรทัศน์หรือแม้แต่ดนตรีประโคมพิธีและขบวนแห่ต่าง ๆ 2. การฟังด้วยอารมณ์เป็นการฟังที่มีปฏิกิริยาต่อเสียงดนตรีมากยิ่งขึ้น เป็นการฟังเพื่อความ บันเทิง ความพึงพอใจ อาจเกิดอารมณ์คล้อยตามอิทธิพลของดนตรีที่ฟังช่วยให้ผ่อนคลาย บางทีฟัง เพื่อตอบสนองอารมณ์ของตนเองโดยผู้ฟังอาจไม่สนใจในรายละเอียด เป็นแต่เพียงความพึงพอใจหรือ อาจเป็นการเปิดเพลงพร้อมอ่านหนังสือหรือขณะทำงานบ้านไปด้วย เรียกได้ว่าเปิดเพลงแก้เหงา แม้กระทั่งการนวดผ่อนคลายแล้วผู้ให้บริการเปิดเพลงให้ผู้รับบริการฟังและรู้สึกผ่อนคลาย 3. การฟังด้วยความรู้สึก เป็นการฟังอย่างตั้งใจมากขึ้น อาจจะเริ่มสนใจบางสิ่งบางอย่างใน ดนตรีที่ได้ฟังหรืออาจเริ่มติดใจเสียงเครื่องดนตรีบางชนิดในเพลง เช่น เสียงกระจ่างใสของฟลูต เสียง สดใสของไวโอลิน เสียงทุ้มต่ำนุ่ม ๆ ของเบส เสียงกระหึ่มกังวานของวงออร์เคสตร้า หรือบางครั้ง อาจจะเกิดความชอบในน้ำเสียงบางอย่าง โดยไม่ทราบว่าเป็นเสียงของอะไร ทั้งนี้เพราะเป็นระดับการ ฟังที่เกิดมีความสนใจมากยิ่งขึ้น การฟังระดับนี้อาจมีความรู้สึกสนุก สุขใจ เศร้า หดหู่ กังวน หรืออื่น ใด หากอารมณ์ในช่วงนั้นและเสียงดนตรีส่งอิทธิพลให้เกิด โดยมากเป็นการฟังเพลงเฉพาะเพลงที่ชื่น ชอบเท่านั้นและมีการตั้งใจฟัง 4. การฟังด้วยความเข้าใจ เป็นการรับฟังที่ผู้ฟังต้องมีพื้นฐานทางด้านดนตรีจนสามารถที่จะ วิเคราะห์ วิจารณ์ดนตรีได้ ทั้งนี้ผู้ฟังจำเป็นต้องศึกษาองค์ประกอบพื้นฐานทางดนตรีและฝึกฝนเพื่อฟัง
3 ดนตรี การเรียนรู้ประวัติความเป็นมา มูลเหตุในการประพันธ์ โดยมีประสบการณ์และความรู้ที่สะสม ไว้จึงจะสามารถทำให้เกิดความซาบซึ้ง เกิดปัญญา สัมผัสกับความงดงามทางดนตรีได้ บางครั้งอาจมี การอ่านโน้ตเพลงที่บันทึกไว้พร้อมกับการฟังเพลงไปด้วยทำให้เกิดความซาบซึ้งและเข้าถึงเพลงนั้น มากขึ้น อย่างไรก็ตามในกลุ่มผู้ฟังย่อมมีความสนใจความชอบในดนตรีแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับแต่ ละบุคคล ก่อนที่จะมาเป็นดนตรีให้เราได้ยินได้ฟังกันจนกระทั่งปัจจุบันนี้ มนุษย์ได้คิดได้ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงมาแล้วไม่น้อยกว่าพันปี ดังนั้นดนตรีจึงถือได้เป็นสิ่งที่มีมาคู่กับมนุษย์เลยก็ว่าได้ และ ธรรมชาติได้สร้างการรับฟังเสียงโดยใช้ประสาทหูและรับภาพด้วยประสาทตาแล้วส่งต่อไปสู่สมอง จากนั้นจึงแปลความหมายของสิ่งนั้น ๆ ออกมา ส่วนการที่จะแปลความหมายได้ลึกซึ้งและเป็นเรื่อง เป็นราวเพียงใด ขึ้นอยู่กับความสามารถของสมองซึ่งหาได้เท่ากันทุกคนไม่ ปัจจัยที่ทำให้คนเราฟัง เสียงแล้วแปลความได้เท่ากันหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการได้แก่ 1. อายุและเพศ คนที่อายุมากอาจจะชอบฟังเพลงที่จังหวะช้า ๆ ฟังแล้วผ่อนคลายถ้าหากฟัง เพลงที่มีจังหวะเร็วและดนตรีที่มีความหนักแน่นอาจทำให้คนที่มีอายุมากไม่ชอบและบอกว่าดนตรีที่มี จังหวะเร็วนั้นไม่ดี ไม่ชอบและฟังไม่รู้เรื่อง ในทางกลับกันคนที่มีอายุน้อยเช่นวัยรุ่นก็จะชอบดนตรีที่มี ลักษณะที่มีความเร็วและดนตรีที่มีความหนักแน่นที่เหมาะกับวัยตนเองที่มีความรวดเร็ว กระฉับกระเฉงหากไปฟังเพลงที่ช้าแบบผู้ใหญ่ก็จะบอกว่าลักษณะดนตรีนั้นไม่ดีและเชยไป ส่วนเรื่อง เพศนั้นส่วนใหญ่แล้วเกี่ยวกับเนื้อหาทางดนตรีที่เกี่ยวกับเพศของตนเอง โดยเฉพาะดนตรีที่มีคำร้อง ประกอบ ถ้าหามีการกล่าวถึงเพศของตัวเองในทางที่ไม่ดีก็จะบอกว่าดนตรีหรือเพลงที่ฟังนั้นไม่ดีตาม ไปด้วย 2. ประสบการณ์หรือความเคยชินกับสิ่งนั้นจนเกิดเป็นความชำนาญและระดับการศึกษา การฟังของแต่ละคนแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมที่ตนเองอยู่ หากเราอยู่แถบอีสานเรา ก็จะบอกว่าดนตรีพื้นบ้านลูกทุ่งหมอลำเป็นดนตรีที่เก่าล้าสมัยและหันไปบอกว่าดนตรีสากลแบบฝรั่ง เป็นดนตรีที่ดีและทันสมัยกว่า แต่ในทางกลับกันฝรั่งกลับมาชอบดนตรีที่พื้นบ้านมากกว่าดนตรีของ ตัวเอง 3. ความเฉลียวฉลาดเฉพาะตัว เป็นสามารถเฉพาะตัวเองที่สามารถเข้าถึงและเข้าใจดนตรี ได้อย่างดีแยกแยะและรับรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ดีไม่ต้องอธิบายถึงความแตกต่างขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ที่ติดตัวเอง มา แต่ถ้าหากเรานั้นมีการพัฒนาการอยู่ตลอดเวลา เราก็จะสามารถพัฒนาตนเองให้เฉลียวฉลาดได้ หากผู้ที่ฟังเพลงที่มีเนื้อหาทางดนตรีที่ซับซ้อน คอร์ดดนตรีที่แปลก แนวทำนองที่หลากหลายได้เข้าใจ ก็จะบอกว่าดนตรีและเพลงนั้น ๆ ดี ในทางกลับกันผู้ที่ไม่เข้าใจก็จะบอกว่าดนตรีแบบนั้นไม่ไพเราะ และไม่ดี
4 4. ความถนัด ความสนใจและความพึงพอใจของผู้ฟัง ถ้าหากผู้ฟังนั้นมีความสามารถทางด้าน ดนตรีก็จะเข้าใจและมีความสนใจดนตรีที่ตนเองกำลังบรรเลงอยู่ แต่หากผู้ที่ไม่ได้ถนัดและไม่ค่อย สนใจและมองดนตรีในแง่ลบก็จะบอกว่าดนตรีไม่ไพเราะ 5. เลือกฟังในดนตรีที่ดีความเหมาะสมกับเครื่องดนตรีเครื่องเสียงที่ดี แนวดนตรีที่เราชอบ และอุปกรณ์ในการฟังอาจส่งผลถึงการฟังดนตรีและอาจทำให้เราตัดสินว่าดนตรีที่เราฟังนั้นไพเราะ หรือไม่ไพเราะได้ เช่น หากเราชอบลูกทุ่งก็จะบอกว่าดนตรีแบบคลาสสิกไม่ไพเราะ หรือถ้าเราซื้อ อุปกรณ์เครื่องเสียงที่ไม่ดีมาก็อาจทำให้เสียงดนตรีที่ฟังไม่ได้อรรถรสและความสุนทรีย์ในการรับฟังนั้น ไปตัดสินดนตรีที่เรากำลังฟังนั้นไม่ดี การฟังดนตรีนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เราได้รับรู้ว่าเราฟังเพื่ออะไรและต้องเปิดใจและเข้าใจ ธรรมชาติของดนตรีนั้น ๆ หากเรายึดติดและฝังใจในสิ่งที่ตนเองแค่ชอบนั้นอาจทำให้การสื่อ ความหมาย ในการฟังผิดไป ดั่งที่ ประภาส ชลศรานนท์ ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์และนักแต่งเพลงได้กล่าว ไว้ว่า "คลาสสิคอย่าดูถูกแจ๊ส แจ๊สอย่าดูแคลนป็อป ป็อปอย่ารังเกียจลูกทุ่ง ลูกทุ่งเองก็อย่ารังงอนหมอ ลำ หมอลำก็อย่าคิดกว่าคลาสสิคมันสูงส่ง" ถ้าเราอยู่ในฐานะผู้ศึกษาดนตรีแล้วการฟังดนตรีดนตรีทุก แนวนั้นยิ่งเป็นการได้เปรียบในการเกิดความรู้และประสบการณ์ในการฟังมากขึ้นและเราควรจะศึกษา เพลงในแนวนั้น ๆ ในเรื่องขององค์ประกอบดนตรีที่มีเนื้อหาสาระทางด้านดนตรีให้มากเพื่อนำมาเป็น แนวทางในการสร้างผลงานและพัฒนาทักษะทางดนตรีให้เพิ่มขึ้นได้ ถ้าเราจะจัดลำดับก่อนหลังในการ รับรสความไพเราะโดยอาศัยดุริยางควิทยาแล้ว ก็พอจะจัดลำดับของการฟังได้ดังนี้ คือ ฟังเสียง ฟัง จังหวะ ฟังทำนอง ฟังเนื้อร้อง ฟังการเรียบเรียงเสียงประสาน ฟังสีสันแห่งเสียง ฟังรูปแบบของสังคีต ลักษณ์ ฟังอย่างวิเคราะห์ และฟังเพื่อประโยชน์ของชีวิต โดยทั่วไปการฟังดนตรีมักจะเริ่มจากง่ายไปสู่ การฟังที่ซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งพอจะจัดเป็นลำดับดังนี้ 1. ฟังเสียง (Sound) เสียงที่เกิดขึ้นทุกชนิดจัดอยู่ในกลุ่มนี้หูจะเรียนรู้เสียงที่ได้ยิน จะพอใจ ไม่พอใจ น่าฟังหรือไม่น่าฟังเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ เด็กแรกเกิดจะเรียนรู้เรื่องเสียงเด็กจะมีความสนใจ ต่อเสียงแปลกใหม่ เสียงสามารถสร้างความสนใจและเปลี่ยนแปลงอารมณ์ของเด็กได้ เสียงต่าง ๆ ที่ไม่ ถูกจัดระบบ เช่น เสียงรถยนต์ เสียงนกร้อง เสียงตีเกราะเคาะไม้ ลมพัด ฟ้าร้อง ฯลฯ หูเราจะทนฟัง อยู่ได้ไม่นานก็เกิดความเบื่อหน่าย เพราะความไม่มีศิลปะ ดนตรีประกอบด้วยเสียงต่าง ๆ เหล่านี้แต่ ถูกนำมาจัดระบบเป็นศิลปะมีความไพเราะ 2. ฟังจังหวะ (Rhythm Time) จังหวะเป็นการเอาเสียงมาจัดระบบระเบียบให้สัมพันธ์ คล้องจองกัน ความแปลกหูทำให้น่าฟัง เช่น กลองยาว กรับ โหม่ง ฆ้องมาเคาะเป็นจังหวะ ความเร็ว - ช้า ให้อารมณ์ความรู้สึกครึกครื้น อับเฉา ชุ่มฉ่ำ เป็นต้น จังหวะมีอิทธิพลต่อความรู้สึกมาก โดยเฉพาะ ทางร่างกายความตื่นเต้นเร้าใจต่อจังหวะที่ได้ยิน จังหวะมักถูกนำไปเป็นองค์ประกอบที่สำคัญใน
5 พิธีกรรมต่าง ๆ ทุกกิจกรรมของมนุษย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับจิต ความรู้สึก ปลุก วิญญาณ ความเป็นชาตินิยม ฯลฯ จังหวะมักจะเร่งเร้าให้ร่างกายแสดงออกอย่างใดอย่างหนึ่งต่อ จังหวะที่ได้ยิน จังหวะเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของธรรมชาติ ทุกอย่างมีจังหวะควบคุม การ เปลี่ยนแปลงของฤดูกาล กลางวัน กลางคืน ความเป็น ความตาย เป็นธรรมชาติที่ประกอบขึ้นด้วย จังหวะ สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น สัดส่วนของอาหาร สถาปัตยกรรม ความสมดุลของสรรพสิ่ง ภาพวาด ท่าทางที่ร่ายรำ ลีลาของฉันทลักษณ์แม้แต่ลีลาของชีวิตล้วนเกี่ยวข้องกับจังหวะทั้งสิ้น 3. ฟังทำนอง (Melody) ทำนองเป็นรูปร่างหน้าตาภายนอก เป็นโครงสร้างบอกถึงขอบเขต ของความสูงต่ำของเสียง การฮัมเพลง การผิวปาก การร้องเพลงเป็นการนำแนวทางทำนองมาใช้ ทำนองจะให้อารมณ์ชัดเจนกว่าจังหวะ ให้ความรู้สึกลึกลงถึงจิตใจมากกว่าส่วนของจังหวะ ขณะเดียวกันทำนองก็มีจังหวะรวมอยู่ด้วย 4. ฟังเนื้อร้อง (Text) ผู้ฟังจำนวนมากมุ่งฟังดนตรีเพื่อให้รู้เรื่องราวของเพลง เนื้อร้อง สามารถสร้างความประทับใจให้ผู้ฟัง บางครั้งดูเหมือนว่าเนื้อร้องเป็นหัวใจของเพลงด้วยซ้ำไป 5. ฟังการเรียบเรียงเสียงประสาน (Harmony) การเรียบเรียงเสียงประสาน คือการนำเอา เสียงมาจัดระบบ เอาเสียงมาซ้อนกันตามกฎเกณฑ์ของแต่ละยุคแต่ละสมัยที่นิยมกัน เสียงประสานจะ เป็นตัวช่วยอุ้มเสียงดนตรีให้มีพลังทางอารมณ์ 6. ฟังสีสันแห่งเสียง (Tone Color) สีสันแห่งเสียงแห่งดนตรีเป็นเสียงที่เกิดจากเครื่อง ดนตรีที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับวัสดุและรูปแบบของเครื่องดนตรี ทั้งที่เกิดเสียงโดย การดีด สี ตี เป่า หรือการกระทบแบบต่าง ๆ ทำให้เสียงดนตรีมีความแตกต่างกัน 7. ฟังรูปแบบของเพลง (Form) รูปแบบหรือโครงสร้างของเพลง เป็นการฟังดนตรีอย่าง ภาพรวมเรียนรู้โครงสร้างของบทเพลงว่าเป็นเพลงที่มี 1 ท่อน 2 ท่อน 3 ท่อน หรือ 4 ท่อน รูปแบบ ของบทเพลงแต่ละบทเพลงเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเพลงนั้น ๆ 8. การฟังอย่างวิเคราะห์ (Analysis) เป็นการฟังเพื่อหารายละเอียดของผลงานชนิดนั้น ๆ ว่าเป็นอย่างไร เป็นการฟังโดยมีจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ฟังเพื่อวิเคราะห์ว่าเป็นผลงานของ ใคร สมัยใด ใช้เครื่องดนตรีอะไรบรรเลง แต่งรูปแบบใด การประสานเป็นอย่างไร 9. ฟังเพื่อสุนทรียะ (Aesthetic) การฟังดนตรีเพื่อให้เกิดความซาบซึ้งเป็นประโยชน์ของ ชีวิต เป็นการฟังที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ เพราะการฟังประเภทนี้ผู้ฟังจะเลือกเพลงให้เหมาะสมกับตนเอง ผู้ฟังอาจจะมีความพอใจอยู่ในระดับใดระดับหนึ่ง มีความสุขที่จะเลือกฟังในสิ่งที่ตนชอบ โดยอาศัย ความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่มีอยู่ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองให้มากที่สุดการฟังดนตรี เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการศึกษาดนตรีและการปฏิบัติดนตรี ฟังดนตรีผู้ฟังต้องมีเจคติที่ดีในการฟังและ เปิดใจยอมรับดนตรีหลากหลายรูปแบบเพื่อจะได้เป็นคลังความรู้และเพิ่มทักษะการฟังเพลงให้ได้มาก จึงจะสามารถนำมาเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์ผลงาน ตลอดจนการพัฒนาการฟังต้องมีการฝึกฝน
6 อย่างสม่ำเสมอ เพื่อจะทำให้การฟังดนตรีนั้นจะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเป็นการนำเข้าสู่การ ฟังอย่างมีสมาธิและวิเคราะห์ดนตรีอย่างมีหลักการทางด้านดนตรี จากข้อความข้างต้นเรื่องการฟัง ดนตรีเป็นบทปฐมฤกษ์ของผู้ที่กำลังคิดอย่างศึกษาและหาแนวทางในการพื้นฐานเท่านั้น เรื่องของการ ฟังดนตรีของนักดนตรีจริง ๆ แล้วนั้นมีการฝึกเรื่องโสตประสาท ซึ่งมีวิธีการฝึก เรื่องการฟังโน้ต การ อ่านโน้ต การเขียนโน้ต ซึ่งดนตรีเปรียบเหมือนกับภาษาที่ใช่สื่อสารระหว่างผู้บรรเลงและผู้ฟังให้เข้าใจ ถ้าเปรียบกับการเรียนภาษาไทยก็จะมีทักษะการฟัง พูด อ่าน เขียน ในการสอนให้เข้าใจสัญลักษณ์ หรือที่เรียกว่าอักษรและการออกเสียงต่าง ๆ ในการพูดก็เปรียบเสมือนการบรรเลงดนตรีนั่นเอง ดังนั้น การเรียนดนตรีจะอาศัยทักษะดังกล่าวเหมือนกัน เพื่อพัฒนานักดนตรีและนักศึกษาดนตรีต่อไป การฝึกการฟัง ความสามารถในการฟังสามารถพัฒนาให้ดีขึ้นเป็นลำดับได้ด้วยหลายวิธีด้วยกัน ฮอฟเฟอร์ (Hoffer, 1985) เสนอแนะในการเพิ่มประสิทธิภาพของการฟัง โดยมีกระบวนการต่อไปนี้ 1. มีสมาธิในการฟังเสียงดนตรีให้ตลอดการฟัง โดยมีสมาธิไม่มากพอหรือการฟังอย่างมีสมาธิ ในเวลา 2 นาที ในขณะที่เพลงยาวถึง 10 นาที ย่อมไม่นำไปสู่ความเข้าใจในบทเพลงได้ 2. พยายามฟังโดยการจับแนวทำนองหลักของบทเพลงให้ได้ การฟังเพลงใด ๆ เป็นครั้งแรก ไม่ควรพยายามฟังเพื่อเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในบทเพลง ควรพยายามจับองค์ประกอบเด่น ๆ เสียก่อนและค่อย ๆ เรียนรู้สิ่งที่มีอยู่ในบทเพลงนั้นเป็นลำดับต่อไป ซึ่งสิ่งที่ฟังง่ายที่สุดคือแนวทำนอง หลัก 3. จดจำแนวทำนองหลักหรือลักษณะเด่นของเพลงให้ได้ การที่จะจดจำสิ่งใด ๆ ได้นั้น ควร ฟังหลาย ๆ ครั้งและอาจแบ่งการฟังออกเป็นตอนๆ เพราะการพยายามจดจำสิ่งที่สำคัญจากเพลงที่มี ความยาวซึ่งเพลงคลาสสิกมักมีความยาวกว่าเพลงประเภทอื่น โดยการฟังตั้งแต่ต้นจนจบเป็นสิ่งที่ ค่อนข้างลำบากนอกจากนี้สิ่งที่จะช่วยให้เราจดจำจากการฟังแล้วอาจจะมีการร้องและการเล่นดนตรี ประกอบการฟังไปด้วยจะทำให้เราสามารถจำได้เร็วยิ่งขึ้น 4. สังเกตการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาแนวทำนองหรือลักษณะสำคัญในบทเพลงนั้น ๆ โดยปกติรูปแบบของดนตรีมักจะมีการแปรเปลี่ยนพัฒนาไปของแนวทำนองหลักเสมอ ดังนั้นถ้าเรา สามารถฟังออกว่าการเปลี่ยนแปรเป็นไปในลักษณะใดบ้าง จะทำให้เข้าใจในดนตรีได้มากขึ้น 5. พยายามฟังบทเพลงนั้นหลาย ๆ ครั้ง ถ้ายังไม่สามารถเห็นถึงความสำพันธ์ของรูปแบบหรือ การพัฒนาไปของแนวทำนองหลัก การฟังหลายๆ ครั้งจะทำให้ผู้ฟังสามารถเก็บรายละเอียดของสิ่ง ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในบทเพลงได้มากขึ้น 6. พยายามประยุกต์ใช้สิ่งที่ค้นพบจากการได้ยินกับบทเพลงที่เพิ่งฟังเป็นครั้งแรกเนื่องจาก ดนตรีมีรูปแบบ การฟังเพลงใด ๆ มักจะเป็นรูปแบบที่เหมือนกัน เช่น ซิมโฟนีโดยทั่วไปนั้น ท่อนแรก
7 มักใช้รูปแบบโชนาตาอัลเลโกร ถ้าฟังเพลงใดที่ไม่เคยได้ยินซึ่งเป็นซิมโฟนี โดยพยายามฟังดูว่าเป็น แบบโซนาตาอัลเลโกรหรือไม่ จะช่วยให้มีหลักในการฟังและนำไปสู่ความเข้าใจในบทเพลงได้ง่ายขึ้น 7. พยายามจับรายละเอียดปลีกย่อยให้ได้ เนื่องจากดนตรีเป็นศิลปะแม้จะมีรูปแบบกำหนด โครงสร้าง แต่ผู้ประพันธ์สามารถแปรเปลี่ยนเนื้อหาสาระไปได้เสมอ ดังนั้นการพยายามฟังรายละเอียด ของเพลงให้ได้ จะทำให้เข้าใจและเห็นลักษณะความงดงามของแต่ล่ะบทเพลง 8. ใช้สัมผัสความรู้ในการฟังเพลง เพื่อให้เข้าถึงความงดงามความสุนทรียะของบทเพลงนั้น ๆ ในการฟังเพลงใด ๆ ผู้ฟังควรเกิดความรู้สึกในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เช่น ความเศร้าสร้อย ความ สนุกสนานความน่ารัก ความกลัว ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ชี้ให้ผู้ฟังทราบว่าขณะฟังเพลงนั้น ตนได้สัมผัสกับดนตรีโดยความรู้สึก มิได้สัมผัสกับดนตรีเพียงเพื่อจะเรียนรู้ถึงโครงสร้างของดนตรี เท่านั้น 9. พยายามฟังดนตรีเพื่อให้เข้าถึงสุนทรียรสของดนตรี คือ เสียง ไม่ควรฟังดนตรีเพื่อใช้เป็น สื่อนำไปสู่เรื่องราวต่าง ๆ ในความคิดฝัน ซึ่งเป็นการฟังดนตรีเพื่อลักษณะสิ่งอื่นนอกเหนือจากความ เป็นดนตรีมิใช่การฟังดนตรีเพื่อให้เข้าถึงสุนทรียรสของดนตรีหรือให้ซาบซึ้งในดนตรีอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามการฟังดนตรีประเภทดนตรีบรรยายเรื่องราว ผู้ฟังสามารถนึกภาพหรือใช้ดนตรีเป็นสื่อ นำเรื่องราวต่าง ๆ ได้เพราะเป็นความประสงค์ของผู้ประพันธ์เพลงที่ต้องการใช้ดนตรีเล่าเรื่องราว แต่ การฟังดนตรีประเภทนี้ผู้ฟังไม่จำเป็นต้องทราบเรื่องราวมาก่อนก็ได้โดยฟังในลักษณะของดนตรี บริสุทธิ์ 10. ฝึกฝนการฟังดนตรีให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งมีวิธีการหลายวิธีดังกล่าวมาแล้ว และอาจจะมีอีกหลายวิธีซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ฟังแต่ละคนสามารถค้นคว้าใฝ่หาด้วยตนเอง วิธีการหนึ่งที่ สามารถปฏิบัติได้ คือการศึกษาดนตรีจะต้องศึกษาโครงสร้างของดนตรี ประวัติดนตรี ผู้ประพันธ์ และ การอ่านบทวิเคราะห์เพลงแต่ล่ะเพลงนั้นย่อมช่วยให้ผู้ศึกษาเห็นคุณค่าของดนตรี มีความเข้าใจดนตรี มากขึ้น ดังนั้นเมื่อมีโอกาสได้ฟังดนตรีหรือบทเพลงหนึ่งบทเพลงใด ย่อมช่วยให้ผู้ฟังเห็นถึงความ สุนทรียะของบทเพลงนั้นได้แจ่มชัดขึ้น ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจและซึมชับดนตรีอย่างแท้จริงในสุด 2. การฝึกโสตประสาททางดนตรี ดนตรี เป็นศิลปะแห่งเสียงที่มนุษย์ได้บรรจงสร้างสรรค์ขึ้นไว้เป็นเวลานานมาแล้ว นับตั้งแต่ เมื่อผู้คนได้ยินเสียงจากธรรมชาติและพยายามลอกเลียนเสียง จนกระทั่งสร้างเสียงดนตรีขึ้นได้ เสียงดนตรีอยู่คู่กับมนุษย์มาโดยดลอดไม่ว่าชนชาติใด ภาษาใด ความเชื่อทางศาสนาใด ดนตรีได้แทรก ซึมเข้าไปอยู่ในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมความเป็นอยู่ อันแสดงถึงความเจริญทางจิตใจและอารยะธรรม ของมนุษย์ชนชาติต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดีอาจกล่าวได้ว่าไม่มีขั้นตอนใดเลยที่ดนตรีจะไม่มีบทบาท เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ ดนตรีเป็นเครื่องถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ซึ่งมีมาตั้งแต่
8 ครั้งดึกดำบรรพ์จนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน เช่น เสียงเพลงร้องที่แสดงถึงประเพณีของแต่ละสังคม เสียงเพลงที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาหรือในการทำงานการละเล่นต่าง ๆ แม้ในยุคสมัยก่อนดนตรี ก็มีบทบาทต่อมนุษย์ เช่น คนในสมัยโบราณจะเต้นรอบกองไฟ ร้องวิงวอนต่อเทพเจ้าพวกชายหนุ่มก็ จะร้องเพลงหรือเล่นขลุ่ยเกี้ยวสาว พวกทาสจะผ่อนคลายความเหน็ดเหนื่อยและเงียบเหงาด้วยบท เพลง มารดาก็ใช้บทเพลงในการกล่อมลูกน้อยให้หลับ ทุกวันนี้ดนตรีก็ยังคงช่วยในการผ่อนคลาย อารมณ์หรือถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ช่วยบำบัดโรคภัยไข้เจ็บ ใช้ในพิธีเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสต่าง ๆ แม้ในด้านเศรษฐกิจก็นำมาใช้ในการโฆษณาขายสินค้า ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า ดนตรีเป็นส่วนหนึ่ง ของมนุษย์ (อรวรรณ บรรจงศิลป์, 2538:2-3) ซึ่งมนุษย์เองก็ใช้สติปัญญาความรู้ความคิดอย่างเต็มที่ ในการสร้างสรรค์งานดนตรี มีการเรียนการสอนมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ มีการคิดค้นระบบเสียง การ ประดิษฐ์เครื่องดนตรี การสร้างกฎเกณฑ์ทางทฤษฎีดนตรีและยึดถือกันมาถึงปัจจุบัน มีการเรียนการ สอนดนตรีระบบต่าง ๆ ซึ่งทำให้มนุษยชาติได้ใช้ประโยชน์พัฒนาจิตใจและคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้ ดนตรีเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเสียงโดยตรงและเราสามารถรับรู้เสียงได้ด้วยการได้ยิน ดังนั้น ความสามารถทางการได้ยินจึงจัดว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนดนตรี หากผู้ที่บกพร่องทางการ ได้ยินเสียงมาเรียนดนตรีคงไม่ประสบความสำเร็จเท่าผู้ที่มีความพร้อมทางการได้ยิน นอกจากนั้นความ ละเอียดรอบคอบในการฟังเลียงดนตรีก็เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ศึกษาดนตรี ซึ่งสามารถฝึกฝนให้ดีขึ้น ด้วยการฝึกโสตประสาททางดนตรี การฝึกโสตประสาทเป็นการฝึกเพื่อพัฒนาการรับรู้ทางดนตรี ซึ่ง รวมไปถึงความสามารถทางการจดจำและบันทึกสิ่งที่ได้ยินไม่ว่าเป็นทำนองดนตรีขั้นคู่เสียง การ ประสานเสียง จังหวะ ความสามารถในการร้องโดยดูโน้ตเพลง การฝึกโลดประสาทยังเป็นความ พยายามการสื่อสารระหว่างหูกับสมอง เป็นการฟังอย่างมีสติและใช้ปัญญาเข้าใจสิ่งที่ได้ยิน การฝึกโสด ประสามมีความสัมพันธ์กับการเรียนการสอนดนตรี เป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตรการสอนดนตรีในประเทศ อังกฤษ นักเรียนจะได้ฝึกการแยกแยะระดับเสียงและจังหวะ รวมทั้งกลุ่มคอร์ดและกลุ่มโน้ต เข้าใจถึง ไวยากรณ์ของการเขียนโน้ตดนตรีซึ่งอยู่ในรูปสัญลักษณ์บนกระดาษ ครูดนตรีจึงมีบทบาทสำคัญใน การช่วยนักเรียนให้พัฒนาทางการรับรู้โสตประสาททั้งในการปฏิบัติเครื่องดนตรีและการร้อง โสตประ ลาททางดนตรีจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ละเลยไม่ได้ในการเรียนการสอนดนตรี และจำเป็นต้องเรียนรู้ ฝึกฝน พัฒนาศักยภาพทางโสตประสาทให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นไป เพื่อให้ประสบความสำเร็จทางการเรียน ดนตรีอย่างแท้จริงการฝึกโสตประสาททางดนตรีเพื่อให้เข้าใจว่าการฝึกโสตประสาทคืออะไร ผู้เขียน จะขอยกการนิยามความหมายของการฝึกโสตประสาทของนักวิชาการดนตรีต่อไปนี้ เพื่อให้เข้าใจ แนวคิดของการฝึกโสตประสาททางดนตรีได้ดียิ่งขึ้น วัชรินทร์ สายสาระ(2533 : 4) ได้ให้ความหมายของการฝึกโสตประสาทไว้ว่า การฝึกโสต ประสาทคือ การกระทำหรือปฏิบัติกิจกรรมใด ๆ ที่ทำให้ความรู้สึกการรับรู้ทางหู การได้ยิน ในสิ่งที่
9 สัมผัสได้อย่างดีมากขึ้นกว่าปรกติ การฝึกโสตประสาททางดนตรี หมายถึง การปฏิบัติกิจกรรมใด ๆ ทางดนตรีที่ทำให้ผู้รับการฝึกได้มีประสบการณ์ในการรับรู้ และความรู้จักคุ้นเคยกับคำสั่งและปัญหา ด้วยการฟังและการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อแสดงออกถึงการรับรู้ ความเข้าใจสามารถปฏิบัติได้ ถูกต้องและพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นต่อไป ณัชชา โสคติยานุรักษ์ (2543 : 64) ได้ให้ความหมายของการฝึกโสตประสาทว่า การฝึกโสต ประสาท หมายถึง การฝึกการฟังของนักดนตรีเพื่อพัฒนาหูให้มีประสิทธิภาพในการรับรู้รายละเอียด ของเสียง ทั้งทำนอง จังหวะ และเสียงประสาน ความสามารถในการฟังมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับ นักดนตรีที่ อเนก วีระธรรมานนท์ (2555 : 1) ได้กล่าวว่าการมีโสตประสาทดีในที่นี้หมายถึง การมี ความสามารถในการฟัง การแยกแยะระดับเสียงสูงต่ำ ความสั้นยาวของเสียงดนตรีได้อย่างซัดเจน อัน เป็นพื้นฐานของการเป็นนักร้องนักดนตรีที่ดี และเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้การฝึกศึกษาวิชาดนตรีทุก แขนงได้ผลดียิ่งขึ้นบางคงอาจจะมีพรสวรรค์อยู่ทางด้านโสตประสาทนี้อยู่แล้ว เพียงแค่ได้รับการฝึกฝน เพิ่มเติมอีกเล็กน้อยเท่านั้นก็สามารถที่จะเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว Denis Arnold (1996 : 601-602) ได้ให้ความหมายของการฝึกโสตประสาทไว้ว่า การฝึกโสต ประสาท เป็นความรู้สึกขั้นสามัญเป็นการพยายามพัฒนาการสื่อสารระหว่างหูและสมอง ดังนั้น การ ฝึกโสตประสาทจึงเป็นการฟังอย่างมีสติและใช้ปัญญาในการเข้าในสิ่งที่ได้ยิน Don Michael Randel (1996 : 248) ได้กล่าวถึงความหมายของการฝึกโสตประสาทไว้ว่า การฝึกโสตประสาทเป็นการฝึกเพื่อพัฒนาการรับรู้ทางดนตรีซึ่งรวมไปถึงความสามารถทางการจดจำ และบันทึกสิ่งที่ได้ยินไม่ว่าเป็นทำนองดนตรี ขั้นคู่เสียง การประสานเสียง จังหวะและอัตราจังหวะ ความสามารถในการร้องโดยดูโน้ตฝึกระบบในการแยกแยะระดับเสียงและจังหวะ การเขียนสัญลักษณ์ ทางดนตรี เรียนรู้ประสบการณ์ของทำนองหรือจังหวะและแยกเป็นส่วนๆ ทั้งยังรวมถึงรูปคอร์ดและ กลุ่มโน้ต ผู้เรียนต้องเข้าใจในเรื่องของทฤษฎีและการปฏิบัติโน้ตดนตรีซึ่งแสดงออกในรูปแบบ สัญลักษณ์บนกระดาษ สรุปการฝึกโสตประสาทหมายถึง การฝึกฟังดนตรีเพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้งด้านทฤษฎีและ การปฏิบัติ โดยฝึกฟังแล้วแยกแยะจังหวะในอัตราจังหวะต่าง ๆ ขั้นคู่เสียง บันไดเสียง ตรัยแอด คอร์ด ทำนองเพลง กลุ่มตัวโน้ต แล้วนำมาวิเคราะห์และแสดงออกในรูปแบบการบันทึกสัญลักษณ์ทางดนตรี หรือโดยวิธีการแสดงออกโดยการร้องออกเสียงและการบรรเลงเครื่องดนตรี ให้ถูกต้องตามสัญลักษณ์ ทางดนตรีที่ถูกบันทึกไว้ การฝึกนั้นต้องใช้สติปัญญาวิเคราะห์สิ่งที่ได้ยินกับหลักเกณฑ์ต่าง ๆ อย่างมี สมาธิและปัญญา
10 3. ประโยชน์ของการฝึกโสตประสาททางดนตรี 3.1 เกิดทักษะการฟังด้านดนตรี เกิดการพัฒนาการฟังดนตรีโดยมีการเข้าใจและสามารถ แยกแยะเสียงต่าง ๆ รวมไปถึงองค์ประกอบดนตรี ทำให้เกิดความซาบซึ้งในการฟังบทเพลงมากขึ้น 3.2 เกิดทักษะการบันทึกโน้ต ในการฝึกโสตประสาททางดนตรีไม่ได้ฟังการฟังเสียงดนตรี เพียงอย่างเดียวต้องมีการฝึกฝนการบันทึกโน้ตที่ได้จากการฟังมาบันทึกเป็นสัญลักษณ์ทางดนตรีหรือที่ เรียกว่าการเขียนโน้ต ในการบันทึกสัญลักษณ์นั้น อาจแตกต่างไปตามลักษณะเฉพาะของการบันทึก แต่ล่ะชาติ เช่น ดนตรีตะวันตกบันทึกโดยใช้โน้ตสากล มีตัวโน้ตและบรรทัดห้าเส้น ส่วนดนตรีไทยมีตัว โน้ตที่เป็นสัญลักษณ์ทางดนตรีเช่นเดียวกับอักษรไทย เช่น โน้ตเสียงโดใช้สัญลักษณ์คือตัว "ด" ในการ บันทึก และมีเส้นกันห้องและขีดในแต่ล่ะห้อง เช่น | - - - ด| เป็นต้น 3.3 เกิดทักษะการอ่านโน้ต การอ่านโน้ตถือเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่ง ในการเรียนวิชาโสต ประสาท ซึ่งการอ่านโน้ตที่ถูกบันทึกไว้ผู้ที่อ่านโน้ตต้องรู้และได้ฟังและเข้าใจเรื่องของจังหวะและเสียง ต่าง ๆ ที่บันทึกไว้ให้เข้าใจถึงจะสามารถอ่านโน้ตแล้วนำมาปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ซึ่งการเรียนโสต ประสาทจะมีการพัฒนาทักษะการอ่านโน้ตไว้ควบคู่ไปกับการฟัง การเขียนและการบรรเลงหรือการ ร้องออกเสียง เหมือนกับที่เราเรียนภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่น ๆ ก็จะมีทักษะการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน 3.4 สามารถบรรเลงและร้องโน้ตได้อย่างถูกต้อง ในการตรวจดูว่านักศึกษาสามารถเข้าใจและ อธิบายเสียงและจังหวะที่ได้ยินถูกต้องหรือไม่ ต้องอาศัยการสื่อสารออกมาจากตัวผู้เรียน โดยจะมีการ ฝึกบรรเลงและการร้องโน้ต ออกมาสื่อสารให้ผู้สอนได้ยิน 3.5 เกิดทักษะในการจำเสียงจากเครื่องดนตรีต่าง ๆ โดยเฉพาะเครื่องดนตรีของตนเองที่เล่น ประจำอยู่นั้นถ้าหากผู้ที่เล่นเครื่องดนตรีมีทักษะการฟังที่ดีก็จะช่วยให้ผู้เล่น จำเสียงของเครื่องดนตรี ตนเองได้ดีและสามารถที่จะมีจินตนาการและคาดเดาในเสียงนั้น ๆ ได้อย่างแม่นยำ นักดนตรีบางคน เล่นกีตาร์หลายปีแล้วแต่จำเสียงสายกีตาร์ของตนเองไม่ได้ซักทีเวลาตั้งสายกีตาร์ต้องใช้เครื่องเทียบ เสียงอยู่ตลอดเวลา 3.6 มีการปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อนักดนตรีด้วยกัน เนื่องจากมีการฟังเครื่องดนตรีอื่นในขณะที่มีการ รวมวงกันเล่นดนตรี ก็จะรู้ว่าบทบาทของตนเองในขณะนั้นเป็นทำนองหรือเสียงผสานหรือคอร์ด ก็จะ ทำให้เกิดความเข้าใจกันระหว่างนักดนตรีด้วยกันเอง 3.7 สามารถที่จะได้ยินทำนองและคอร์ดโดยการจินตนาการโดยไม่ต้องใช้เครื่องดนตรีในการ เทียบเสียงหากได้รับการฝึกอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยในการบรรเลงเครื่องดนตรีและสร้างทำนองใหม่ๆ ได้ 3.8 พัฒนามาเป็นอาชีพ เช่น นักแต่งเพลง นักแกะเพลง นักเขียนโน้ตเพลง ฯลฯ เมื่อมีการ ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอและเป็นระบบประโยชน์ในฝึกการโสตประสาททางด้านดนตรีนั้น จะช่วยให้ผู้ที่
11 ฝึกนั้นเข้าใจดนตรีมากขึ้นในเรื่องของทฤษฎีและการปฏิบัติและสามารถพัฒนามาเป็นอาชีพได้ใน อนาคต หากมีฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ 4. หลักสูตรการเรียนการสอนโสตประสาท หลักสูตรการสอนดนตรีที่ทั่วโลกให้การยอมรับ ต่างก็มีวิธีการฝึกโสตประสาทอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น แต่มีความแตกต่างกันไปในรายละเอียด วิธีปฏิบัติ กิจกรรมการสอน แต่ทุกหลักสูตรต่างมุ่งเน้นให้ผู้เรียน มีโสตประสาทที่ดี มีความสามารถในการได้ยินเสียงโน้ตดนตรีจากภายในตัวเอง ซึ่งเป็นความสามารถขั้น สูงของนักดนตรีที่เพียงแค่มองเห็นตัวโน้ตดนตรีก็สามารถได้ยินเสียงของโน้ตนั้นบรรเลงอยู่ภายในสมอง อย่างถูกต้องตามระดับเสียงจังหวะ รวมถึงการประสานเสียงต่าง ๆ ครบถ้วน ดังนั้นเป้าหมายของวิธีการ สอนดนตรีต่าง ๆ จึงมีการวางรากฐานการฝึกโสตประสาททางดนตรีตั้งแต่เริ่มแรกในการเรียนดนตรี จน พัฒนาสูงขึ้นไปตามลำดับวิธีการสอน กิจกรรมการเรียนการสอนของทฤษฎีการสอนดนตรีของนักดนตรี ศึกษาที่สำคัญทั้ง 4 วิธี อันได้แก่ การสอนดนตรีของโคดาย ( Kodaly Approach) การสอนดนตรีของ ดาลโครซ (Dalcroze Approach) การสอนดนตรีของออร์ฟ (Orff Schuwerk) และการสอนดนตรีของ ซูซูกิ (Suzuki Method) สามารถสรุปวิธีการฝึกโสตประสาทตามหัวข้อต่าง ๆ ได้ดังนี้ การฝึกโสตประสาททางจังหวะ (Rhythm) ในทุกวิธีการสอนดนตรีของนักดนตรีศึกษาที่ สำคัญล้วนมีการฝึกโสตประสาทเกี่ยวกับจังหวะเป็นพื้นฐานสำคัญทั้งสิ้น ดังเช่น วิธีการสอนดนตรีของ โคดาย มีการนำเสนอสัญลักษณ์เกี่ยวกับจังหวะทางดนตรีที่ไม่ใช้เป็นตัวโน้ตดนตรีมาตรฐาน แต่เป็น สัญลักษณ์ง่าย ๆ ให้เด็กสามารถอ่านและปฏิบัติตามได้ และมีการนำเสนออย่างเป็นขั้นเป็นตอน ใน วิธีการสอนดนตรีของ ดาลโครซ มีการเน้นเรื่อจังหวะโดยใช้วิธีการที่เรียกว่า ยูริทึมมิก (Eurhythmics) ซึ่งเป็นการแสดงออกทางร่างกายในการตอบสนองต่อจังหวะ ในวิธีการสอนดนตรีของออร์ฟ ก็มีการ สอนเรื่องจังหวะเช่นกันโดยเน้นในการฝึกเครื่องดนตรีของออร์ฟ ซึ่สังเกตได้ว่าเป็นเครื่องเคาะได้แก่ ระนาด และเครื่องกระทบประกอบจังหวะอื่น ๆ ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก อย่างมาก ส่วนวิธีการสอนดนตรีของซูซูกิ แม้จะดูเหมือนว่าเป็นการปฏิบัติในเครื่องดนตรีจริงเช่น เครื่องสายต่าง ๆ และเปียโน แต่ซูซูกิก็มีการใช้จังหวะในรูปแบบกระสวนจังหวะ (Rhythmic Pattern) เพื่อให้เด็กสามารถปฏิบัติเครื่องดนตรีได้ง่ายขึ้นและสามารถจดจำเพลงฝึกหัดได้ง่ายขึ้นด้วย การฝึกโสตประสาทเกี่ยวกับระดับเสียง (Pitch) การสอนเรื่องระดับเสียงเป็นพื้นฐานแรกที่สำคัญใน การเรียนดนตรีเช่นเดียวกับเรื่องของจังหวะ ซึ่งนักดนตรีศึกษาต่าง ๆ พยายามคิดหาวิธีการสอนเรื่อง ระดับเสียงให้เด็กสามารถเข้าใจได้ง่ายที่สุด ดังที่วิธีการสอนดนตรีของโคดายได้คิดค้นสัญลักษณ์มือ แทนเสียงต่าง ๆ โดยการดัดแปลงจากสัญลักษณ์มือของเคอร์เวน (John Curven, 1816-1880) นัก ดนตรีศึกษาชาวอังกฤษ ซึ่งเด็กย่อมเข้าใจได้ดีกว่าการใช้บรรทัดห้าเส้นในการเรียน นอกจากนั้น
12 สัญลักษณ์จะแสดงความสูง - ต่ำของระดับเสียงได้ชัดเจนดีมาก ในวิธีการสอนของดาลโครซมีการสอน เรื่องระดับเสียงโดยใช้ระบบโซลเฟจ (Solfege) เริ่มต้นจากโน้ตระบบโซ-ฟาง่ายๆ ที่บันทึกไว้บน บรรทัดเดียวและเพิ่มความซับซ้อนขึ้นไป และเริ่มจากบันไดเสียงเมเจอโดยใช้คีย์ซีจากโน้ตตัวโดก่อน ในวิธีการสอนดนตรีของออร์ฟได้ใช้วิธีการฝึกเรื่องระดับเสียงโดยการใช้เครื่องดนตรีของออร์ฟเป็นสื่อ ซึ่งมีระดับเสียงตั้งแต่โซปราโนไปจนถึงเบส นอกจากนั้นยังใช้สัญญาณมือช่วยในการอ่านโน้ตด้วย และ เริ่มจากการฝึกบันไดเสียงเพนทาโทนิก (Pentatonic Scale) ในเบื้องต้น ส่วนวิธีการสอนของชูซูกิ ไม่ได้เน้นการอ่านโน้ตเช่นเดียวกับวิธีที่กล่าวมาข้างต้น แต่วิธีการสอนซูซูกิใช้วิธีการเลียนแบบเสียง ด้วยการฝึกการฟังและเล่นเครื่องดนตรีให้มีระดับเสียงเดียวกับที่ครูเล่นหรือที่ได้ยินจากเทปเพลง ต้นฉบับ ชูซูกิเน้นเรื่องของการฟังเป็นอย่างมากโดยให้ผู้ปกครองเปิดเทปให้เด็กฟังซ้ำ ๆ บ่อย ๆ จนหู เด็กสามารถจดจำระดับเสียงที่ถูกต้องได้และเล่นเครื่องดนตรีได้อย่างไม่เพี้ยน การฝึกโสตประสาทเกี่ยวกับทำนอง (Melody) มีวิธีการสอนเรื่องทำนองเพลงมากมายใน ทฤษฎีการสอนดนตรีต่าง ๆ ทำนองเป็นความรู้ที่ต่อเนื่องมาจากเรื่องจังหวะและระดับเสียง วิธีการ ของโคดายมีการสอนเรื่องทำนองอย่างชัดเจน อันเห็นได้จากแบบฝึกหัดของโคดาย ทุกแบบฝึกล้วน เป็นทำนองเพลงสั้น ๆ ทั้งสิ้น โดยใช้วิธีการร้องเพลงเป็นหลัก มีการคำนึงถึงช่วงกว้างของเสียงในการ ร้อง ใช้โน้ตเริ่มเพียงไม่กี่ตัวและเพิ่มขึ้นตามลำดับ โคดายให้ความสำคัญกับการใช้ทำนองเพลงพื้นเมือง มาเป็นแบบฝึกหัดด้วย วิธีการสอนของดาลโครซ ก็ฝึกเรื่องทำนองด้วยวิธีการของโซลเฟจ (Solfege) เช่นเดียวกับการฝึกเรื่องระดับเสียงแต่ก็มีวิธีการอื่นในการฝึกทำนองแฝงอยู่ด้วย เช่น การเคลื่อนไหว ตามทำนองเพลง การปฏิบัติอย่างอิสระต่อการตอบสนองทำนอง หรือการร้องเพลงโต้ตอบกันอย่าง อิสระซึ่งนับเป็นจุดเด่นของวิธีการนี้วิธีการของออร์ฟ มีการใช้เครื่องดนตรีในการปฏิบัติเรื่องทำนอง เพลงผ่านทางเครื่องดนตรีออร์ฟ ซึ่งมีระดับเสียงต่าง ๆ ครบถ้วน และเริ่มจากง่ายไปหายาก เป็นที่ น่าสนใจว่าทั้งวิธีการทั้ง 3 ที่กล่าวมานี้ ต่างเริ่มด้วยการฝึกทำนองเพลงที่อยู่ในบันไดเสียงเพนทาโทนิก (Pentatonic Scale) ก่อนทั้งสิ้น และตามมาด้วยบันไดเสียงเมเจอร์ (Major Scale) และบันไดเสียง อื่น ๆ ส่วนวิธีการที่แตกต่างจากข้างต้นคือ วิธีการสอนดนตรีของซูซูกิ คือการใช้บทเพลงในตำราชูซูกิ โดยตรง และไม่ได้เน้นการอ่านโน้ตในการฝึกครั้งแรก แต่วิธีการซูซูกิเน้นการจำบทเพลงการฟัง การ เลียนแบบ และการฝึกหัดซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ซึ่งเด็กต้องเลียนแบบครูผู้สอนทั้งท่าทางและเสียง การฝึกเป็น เพลงจะช่วยทำให้เด็กเข้าใจเรื่องประโยคเพลงได้ดี การฝึกโสตประสาทเกี่ยวกับเสียงประสาน (Harmony) การฝึกเกี่ยวกับเสียงประสานนี้ สามารถฝึกได้ตั้งแต่ขั้นตอนแรกๆ ของการเรียนดนตรีทีเดียว ดังจะสังเกตได้ว่าทฤษฎีการสอนดนตรี ต่าง ๆ ก็มีการให้แนวคิดในเรื่องการประสานเสียง โดยเริ่มจากขั้นคู่เสียงเป็นลำดับแรกดังที่ Robert E.Nye (1992:348) ได้กล่าวว่า ทั้งออร์ฟและโคดายต่างก็ได้ใช้ขั้นคู่สามไมเนอร์ขาลง (descending
13 minor third) และเปลี่ยนโน้ตโทนิกไปเรื่อย เพราะเพลงร้องที่เขานำมาใช้อยู่ในบันไดเสียงเพนทาโท นิค (pentatonic scale) ซึ่งบันไดเสียงนี้ได้ถูกใช้ในการสอนดนตรีสำหรับเด็กในการร้องเพลง แต่ยัง ไม่นำมาใช้ในการประสานเสียง เด็กจะใช้บันไดเสียงนี้ในการสร้างสรรค์อิสระด้วยตามความสามารถ ของเขา ซึ่งสอดคล้องกับที่ ธวัชชัย นาควงษ์ (2544 : 9) กล่าวว่า ออร์ฟใช้ pentatonic mode เพราะเขาเชื่อว่ามันเป็นกลุ่มเสียงที่เด็กใช้ร้องเพลงโดยธรรมชาติของเด็กเอง จากการที่ออร์ฟเชื่อ ทฤษฎีที่ว่าประวัติการดนตรีจะต้องแสดงตัวอยู่ในการพัฒนาของปัจเจกบุคคลเขาจึงมั่นใจว่าบันได เสียงเพนทาโทนิก สามารถพัฒนาจิตใจของเด็กและเล่นได้ต่อเนื่องโดยไม่เกิดเสียงกระด้าง ไม่ถูกดึง เข้าหา tonal center เหมือนกับคีย์เมเจอร์และไมเนอร์ เมื่อเด็กได้มีประสบการณ์เกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ของเสียงหลาย ๆ บันไดเสียง เขาจะมีความรู้หลายแบบในการแต่งทำนองและประสาน เสียง รวมถึงการแต่งทำนองตามความคิดสร้างสรรค์ จากข้อความข้างต้นแสดงว่าในวิธีการออร์ฟและ โคดายก็มีแนวคิดเรื่องเสียงประสานที่ใกล้เคียงกันในการใช้ขั้นคู่เสียงและบันไดเสียงในการฝึกเรื่อง เสียงประสาน วิธีการของดาลโครชมีการใช้การร้องในการฝึกเรื่องเสียงประสาน และอยู่ในขั้นตอนของ การฝึกโซลเฟจ (Solfege) และเริ่มจากบันไดเสียงเมเจอร์ วิธีการที่ไม่ได้ฝึกเรื่องเสียงประสานโดยตรง คือ วิธีการสอนดนตรีของซูซูกิ แต่วิธีซูซกิก็มีการฝึกทางอ้อมโดยการฟังเสียงประสานจากเปียโนซึ่ง บรรเลงประกอบทำนองเพลง (Accompaniment) ซึ่งเริ่มตั้งแต่เพลงแรกของการฝึกทีเดียว และเมื่อ เด็กได้เล่นกับเปียโนประกอบแล้วก็จะได้ฝึกฟังเสียงประสานควบคู่ไปด้วยโดยธรรมชาติ 5. หูและการดูแลรักษา ในการฝึกโสตประสาทนั้นอวัยวะในร่างกายที่จำเป็นต้องใช้ คือ หู ซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญของ นักดนตรีและนักร้อง หากไม่มีการดูแลรักษาให้ดีอาจจะมีผลเสียต่อการร้องและการบรรเลงเป็นได้ ซึ่ง การดูแลอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เราได้ยินและใช้ได้ยาวนานไปจนตายได้ ก่อนที่จะไปดูเรื่องการดูแล รักษาหู มาศึกษาเรื่องส่วนประกอบของหูและการได้ยินจะช่วยให้เราเข้าใจหูมากยิ่งขึ้น ซึ่ง ส่วนประกอบของหูของคนเราแต่ละข้างแบ่งออกเป็น 3 ชั้นคือ หูชั้นนอก หูชั้นกลาง และหูชั้นใน ดังนี้ 1. หูชั้นนอก ประกอบไปด้วย 1.1 ใบหู เป็นกระดูกอ่อนที่หุ้มด้วยผิวหนังบาง ๆ ทำหน้าที่ดักและรับเสียงเข้าสู่รูหู 1.2 รูหู เป็นท่อคดเคี้ยวเล็กน้อย ลึกประมาณ 2.5 ชม. ผนังของรูหูบุด้วยเยื่อบาง และใต้เยื่ออ่อนนี้เต็มไปด้วยต่อมน้ำมัน ทำหน้าที่ขับไขมันเหนียวและเหลว มาหล่อเลี้ยงรูหู ไขมัน เหล่านี้เมื่อรวมกับสิ่งสกปรกต่าง ๆ ก็จะกลายเป็นขี้หู ซึ่งจะช่วยป้องกันสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาทางรูหู ไม่ให้เข้าถึงเยื่อแก้วหูได้ง่าย 1.3 เยื่อแก้วหู เป็นเยื่อบาง ๆ อยู่ลึกเข้าไปในส่วนของรูหู กั้นอยู่ระหว่างหูชั้นนอก และหูชั้นกลาง ทำหน้าที่รับแรงสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงที่เดินทางเข้ามาทางรูหู
14 2. หูชั้นกลาง อยู่ถัดจากเยื่อแก้วหู มีลักษณะเป็นโพรงอากาศบรรจุกระดูกเล็ก ๆ 3 ชิ้น ติดต่อกัน คือกระดูกค้อนอยู่ติดกับเยื่อแก้วหู กระดูกทั่งอยู่ตรงกลาง และกระดูกโกลนอยู่ติดกับหู ชั้นใน ส่วนล่างของโพรงอากาศตอนปลายของหูชั้นกลางจะมีท่อยูสเตเชี่ยน (Eustachian tube) ซึ่งมี ลักษณะเป็นช่องอากาศแคบ ๆ และยาวต่อไปถึงคอ ทำหน้าที่ปรับความกดอากาศข้างในและข้างนอก หูให้มีความสมดุลกัน ทำให้เราไม่ปวดหูเวลาอากาศเข้าไปกระทบแก้วหูขณะที่มีการหายใจหรือกลืน อาหาร 3. หูชั้นใน อยู่ถัดจากกระดูกโกลนเข้ามา หูชั้นนี้ประกอบด้วยอวัยวะที่สำคัญ 2 ส่วน คือ 3.1 ส่วนที่ทำหน้าที่รับเสียง มีลักษณะเป็นท่อเล็ก ๆ ที่ขดเป็นวงซ้อนกันอยู่หลายชั้น คล้ายหอยโข่ง ภายในมีท่อของเหลวบรรจุอยู่ตามผนังด้านในของท่อมีอวัยวะรับเสียงอยู่ทั่วไป 3.2 ส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมการทรงตัว มีลักษณะเป็นรูปท่อโค้งครึ่งวงกลมเล็ก ๆ 3 วงวางเรียงติดต่อกันตั้งฉากกับผนังภายในปลายของครึ่งวงกลมทั้ง 3 นั้น อยู่ติดกัน ท่อครึ่งวงกลมทั้ง 3 นี้บุด้วยเนื้อเยื่อบาง ๆ ที่มีประสาทรับความรู้สึกเกี่ยวกับการทรงตัวกระจายอยู่ ส่วนที่เป็นช่องว่าง ภายในท่อครึ่งวงกลมนี้บรรจุด้วยของเหลว เมื่อเราเคลื่อนไหวศีรษะและเอนเอียงไปด้วย ของเหลวที่ บรรจุภายในท่อทั้ง 3 นี้ ก็จะเคลื่อนที่ตามทิศทางการเอียงของศีรษะ ซึ่งจะไปกระตุ้นประสาทรับ ความรู้สึกเกี่ยวกับการทรงตัวแล้วส่งความรู้สึกไปยังสมองจึงทำให้เรา ทราบว่าร่างกายของเราทรงตัว อยู่ในลักษณะใดของเหลวที่บรรจุในท่อครึ่งวงกลมนี้จะปรับไปตามความกดดันของอากาศ ถ้าความ กดดันอากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหันของเหลวปรับตัวไม่ทันก็จะทำให้เรามีอาการวิงเวียนศีรษะเมื่อขึ้น ไปอยู่ที่สูงๆอย่างรวดเร็วเป็นต้น ภาพที่ 1.1 ส่วนประกอบของหู ที่มาภาพ https://www.hearplus.com
15 การได้ยินเสียง เสียงที่เกิดขึ้นทุกชนิดมีลักษณะเป็นคลื่นเสียง ใบหูรับคลื่นเสียงเข้าสู่รูหูไปกระทบเยื่อแก้วหู เยื่อแก้วหูถ่ายทอดความสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงไปยังกระดูกค้อน กระดูกทั่งและกระดูกโกลน ซึ่งอยู่ ในหูชั้นกลางและเลยไปยังท่อรูปครึ่งวงกลม แล้วต่อไปยังของเหลวในท่อรูปหอยโข่ง และประสาทรับ เสียงในหูชั้นในตามลำดับ ประสาทรับเสียงถูกกระตุ้นแล้วส่งความรู้สึกไปสู่สมองเพื่อแปลความหมาย ของเสียงที่ได้ยิน การดูแลรักษาหู นักดนตรีต้องอาศัยอวัยวะที่ใช้ในการฟังก็คือ "หู" ซึ่งมีส่วนประกอบมากมายและถือได้ว่าเป็น ประสาทสัมผัสที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของร่างกายของเรา ซึ่งต้องอาศัยการดูแสรักษาอย่างดีจากตัวเอง อย่างตลอดเวลา เพราะถ้าหากเราไม่ได้ยินแล้วการรับรู้ทางโสตประสาททางดนตรีก็จะลดลงไปด้วย คนที่ตาบอดยังสามารถที่จะเล่นดนตรีได้แต่ว่าคนที่หูหนวกนั้นไม่สามารถที่จะบรรเลงดนตรีได้ คนหู หนวกทำไมถึงเป็นใบ้ก็เพราะไม่ได้ยินเสียงจึงไม่สามารถที่จะสื่อสารและพูดออกมาเป็นเสียงได้ ฉะนั้น หูจึงเป็นสิ่งที่นักดนตรีต้องดูแลรักษา นายแพทย์พิสิฏฐ์ สุอาชาวรัตน์ แพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก อาร์ เอสยู เฮลท์แคร์คลินิก มหาวิทยาลัยรังสิต แนะวิธีการรักษาสุขภาพของหูอย่างถูกต้อง พร้อมพูดถึง ความสำคัญของหู โดยมีวิธีดังนี้ 1. ดูแลทำความสะอาด โดยเช็ดใบหู รูหู ห้ามแคะหูและห้ามปั่นในรูหูเด็ดขาด 2. ถ้ามีน้ำเข้าหูให้เอียงหูข้างนั้นลงและทำความสะอาดด้วยไม้ปั้นหู (cotton bud) เพื่อซับน้ำ ให้แห้ง 3. ธรรมชาติของมนุษย์ร่างกายคนเราจะผลิตขี้หูออกมาตามความเหมาะสม อาจจะเปียกหรือ แห้งต่างกันไป ในกรณีที่มีขี้หูเปียกมากควรเช็ดทำความสะอาดด้วยไม้ปั่นหูที่มีขนาดเล็กกว่ารูหู เช็ด หรือปั่นเบา ๆ เพื่อเอาขี้หูออกสัปดาห์ละครั้ง ส่วนในกรณีที่ขี้หูแห้งและแข็ง ควรหยอดด้วยน้ำมัน มะกอกครั้งละ 1-2 หยด หยอดบ่อย 1 ประมาณ 2-3 วัน หลังจากนั้นค่อยทำความสะอาด ไม่ควรแคะ หูด้วยที่แคะหูหรือกิ๊บเสียบผม เพราะอาจทำให้แก้วหูทะลุ ผนังรูหูเป็นแผลและอักเสบติดเชื้อโรคได้ 4. ถ้าแมลงเข้าหู ให้ใช้น้ำมันมะกอกหยอดให้เต็มรูหู ทิ้งไว้สักพัก เพื่อให้แมลงตาย จึงค่อย เขี่ยเอาแมลงออก ถ้ายังไม่สามารถเขี่ยแมลงออกได้ ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ทันที 5. กรณีเป็นหวัด คัดจมูกมาก ไม่ควรสั่งน้ำมูกแรงๆ เพราะจะทำให้เชื้อโรคถูกดันให้เข้าไปใน ท่อยูสเตเซี่ยน ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อบริเวณหูชั้นกลาง และลุกลามจนกลายเป็นโรคหูน้ำหนวกได้
16 6. ควรหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุหรือการกระทบกระแทกแรง ๆ ที่กกหู เพราะอาจทำให้แก้ว หูฉีกขาด เลือดคั่งในหูชั้นกลาง กระดูกหูอาจเคลื่อนจากตำแหน่งเดิม ทำให้ความสามารถในการได้ยิน ลดลง 7. ควรหลีกเลี่ยงแหล่งที่มีเสียงดังอึกทึก เช่น เครื่องจักรในโรงงาน เสียงดนตรีในสถานบันเทิง ถ้าหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรใส่ที่ครอบหูหรือที่อุดหูและติดตามตรวจการได้ยินทุกปี 8. ควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของหู และการได้ยินอยู่เสมอ เช่น หูอื้อ ปวดหู คันหู มีน้ำ หนองหรือเลือดไหลออกจากหู การฟังเสียงลดลง ควรรับการตรวจจากแพทย์อย่างใกล้ชิด 9. ควรหลีกเลี่ยงการใช้หูฟังเป็นเวลานาน ๆ และลดการเปิดเสียงดังมากจนเกินไป นอกจากนี้ ควรอยู่ห่างจากพื้นที่ที่มีเสียงดังมาก เช่น ร้านสถานที่บันเทิง พื้นที่โรงงาน ซึ่งอาจทำให้เป็นอันตราย ต่อหู แม้แต่การใช้โทรศัพท์มือถือก็อาจเสี่ยงต่อการทำให้แก้วหูอักเสบได้ 10. หากต้องอยู่ในสถานที่เสียงดังหรือจำเป็นต้องฟังเสียงดังแล้วควรจะมีอุปกรณ์อุดหูหรือ ครอบหู Ear Bug เพื่อลดความดังของเสียงลง
17 แบบฝึกหัดท้ายบท 1. จงอธิบายระดับการฟังดนตรีมาโดยละเอียด ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 2. จงฟังเพลงที่ปิดให้ฟังแล้วอธิบายการรับรสความไพเราะโดยอาศัยหลักดุริยางควิทยาแล้วจำแนก เสียง จังหวะ ทำนอง เนื้อร้อง การเรียบเรียงเสียงประสาน สีสันแห่งเสียง รูปแบบของคีตลักษณ์ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 3. จงอธิบายความหมายของการฝึกโสตประสาททางดนตรีมาโดยละเอียด ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................
18 .......................................................................................................................................................... ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 4. จงบอกประโยชน์ของการฝึกโสตประสาททางดนตรีมา 5 ข้อพร้อมอธิบาย ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 5. จงอธิบายลักษณะเด่นของวิธีการเรียนการสอนโสตประสาทของ 5.1 โคดาย (Kodaly Approach) ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 5.2 การสอนดนตรีของดาลโครซ (Dalcroze Approach) ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................
19 ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 5.3 การสอนดนตรีของออร์ฟ (Orff Schuwerk) ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 5.4 การสอนดนตรีของซูซูกิ (Suzuki Method) ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ 6. จงบอกถึงวิธีการดูแลรักษาหู มา 5 ข้อพร้อมอธิบาย ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................
20 ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................................
21 อ้างอิงท้ายบท ณัชชา โสคติยานุรักษ์. (2543). พจนานุกรมศัพท์ดุริยางคศิลป์. พิมพ์ครั้ที่ 1. กรุงเทพฯ. สำนักพิมพ์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ธวัชชัย นาควงษ์ (2544). โคไดสู่การปฏิบัติ พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร. สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. พิสิฏฐ์ สุอาชาวรัตน์. แพทย์แนะนำสุขภาพหู, วารสารดิจิตอล. 26 สิงหาคม 2557. <www.jrrsu.net/article/413> 29 พฤศจิกายน 2559. วัชรินทร์ สายสาระ. (2533). เทคนิคการฝึกโสตประสาท. เลย. ฝ่ายเอกสารและตำรา วิทยาลัยครูเลย. อรวรรณ บรรจงศิลป. (2538). การสอนดนตรีในระดับประถมศึกษา. พิมพ์ครั้งที่ 1.กรุงเทพมหานคร. สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อเนก วีระธรมานนท์. (2555). โสตประสาท. เอกสารประกอบเรียนการสอนสำหรับหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพโรงเรียนดุริยางค์ทหารอากาศ. กองดุริยางค์ทหารอากาศ. Denis Arnold. (1996). The New Oxford Campanion to Music. 2nd ed.Oxford : Oxford University Press. Don Michael Randel.(1996). The Harword Biographical Dictionary of Music. Cambridge : Harword University Press.Michael Horvit, Timothy Koozin and Robert Nelson. (2001). Music for Ear training. Moores School of music, University of Houston. Robert E. Nye. (1992). Music in the Elementary School. 6th ed. New Jursey: Prentice Hall, Englewood Cliffs.
22 แผนการสอนประจำบทที่2 ระดับเสียงและเครื่องหมายแทนเสียง หัวข้อเนื้อหาประจำบท ในการฝึกโสตทักษะ เสียง (Tone) เป็นเรื่องสำคัญมากอีกเรื่องไม่น้อยกว่าเรื่องของจังหวะ ระดับเสียงคือการนำเสียงสูงและเสียงต่ำมา เรียงลำดับเพื่อให้เกิดความไพเราะ ระดับเสียงดนตรีของ แต่ล่ะชาติอาจแตกต่างกันออกไป เช่น เสียงในดนตรีไทยและนตรีพื้นบ้านของไทยจะมีระดับเสียง 7 เสียง ส่วนเสียงในดนตรีตะวันตกจะมีระดับเสียง 12 เสียง ในการฟังระดับเสียงต้องอาศัยการฝึกฝน อย่างสม่ำเสมอและเมื่อฟังแล้วจะต้องมีการบันทึกและสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจในสิ่งที่เราฟังว่าเราได้ยิน เสียงอะไร ในการบันทึกระดับเสียงจะมีสัญลักษณ์ เช่น บรรทัด 5 เส้น กุญแจเสียง ชื่อตัวโน้ต วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบลักษณะของบรรทัด 5 เส้น, เส้นน้อย 2. เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบถึงลักษณะกุญแจเสียง 3. เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบถึงชื่อระดับเสียงดนตรี 4. เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบถึงระยะห่างของเสียง 5. เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบถึงเครื่องหมายแปลงเสียง 6. เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบถึงโน้ตเอ็นฮาร์โมนิก กิจกรรมระหว่างเรียน บรรยายเนื้อหาประกอบเอกสารประกอบการสอน ให้นักศึกษาทำแบบฝึกหัดของแต่ละหัวข้อ รวมถึงให้อภิปรายในชั้นเรียน ส่วนของเนื้อหา 1. ระดับเสียง (Pitch) 2. บรรทัด 5 เส้น (Staff) 3. เส้นน้อย (Leger Lines) 4. กุญแจเสียง (Clef) 5. กุญแจประจำหลักอื่น ๆ 6. เครื่องหมายแปลงเสียง (Accidental) 7. โน้ตเอ็นฮาร์โมนิก (Enharmonic note)
23 การวัดและการประเมินผล 1. สังเกตพฤติกรรมผู้เรียน 1.1 ความตรงต่อเวลาในการเข้าเรียน และการส่งงานที่มอบหมาย 1.2 การตอบสนองของผู้เรียนระหว่างเรียน 1.3 การมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นของผู้เรียนในระหว่างเรียน 2. ประเมินผลงานที่มอบหมาย 2.1 แบบฝึกหัดท้ายบท
24 บทที่ 2 ระดับเสียงและเครื่องหมายแทนเสียง การบันทึกโน้ตเป็นหัวใจของการสื่อสารในภาษาดนตรีเปรียบได้กับภาษาเขียนที่ใช้ตัวอักษร เป็นเครื่องมือในการสื่อสาร 2.1 ระดับเสียง (Pitch) ระดับเสียง หมายถึง ความสูง – ต่ำของเสียงดนตรีซึ่งมีชื่อเรียกเรียงตามลำดับจาก เสียงต่ำ ไปหาเสียงสูง รวมทั้งหมด 7 ชื่อ และมีระบบเรียกชื่อตัวโน้ต ดังนี้ ระบบโซ - ฟา ( So – Fa system ) Do Re Mi Fa So La Ti (โด) (เร) (มี) (ฟา) (ซอล) (ลา) (ที) ระบบตัวอักษร ( Letter system ) C D E F G A B เมื่อนำโน้ตทั้งหมด 7 ตัวดังกล่าวมาเรียงต่อกันจากเสียง A ไปถึง A ตัวถัดไป จากเสียงต่ำจน เสียงสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ จะเห็นว่า โน้ตทั้งหมดจะมีระยะห่างกัน 8 เสียง หรือเรียกว่า คู่แปด (Octave) ซึ่งเป็นระดับเสียงเดียวกันแต่มีระดับเสียงสูง - ต่ำต่างกัน 1 เท่า และถ้าระดับเสียงสูง - ต่ำต่างกัน 2 เท่า เช่น A ตัวที่ 1 กับ A ตัวที่ 3 เรียกว่าห่างกัน 2 คู่แปด ( 2 Octave ) 1 Octave เสียงต่ำ..A B C D E F G A B C D E F G A B C D E F G A B C D E F G A… เสียงสูง 2 Octave ระดับเสียงของดนตรีบันทึกได้โดยใช้บรรทัดห้าเส้นและกุญแจเสียง
25 2.2 บรรทัด 5 เส้น ( Staff ) บรรทัด 5 เส้นประกอบด้วยเส้นขนาน 5 เส้น กับช่องว่าง 4 ช่องที่มีระยะห่างเท่า ๆ กัน ระหว่างเส้น วิธีการนับเส้นหรือช่องให้นับจากล่างขึ้นบน เส้นขนาน 5 เส้น ช่องว่าง 4 ช่อง การบันทึกโน้ตให้เขียนหัวโน้ตวางบนเส้นหรือในช่องของบรรทัด 5 เส้น เมื่อบันทึกโน้ตลงในบันทัด 5 เส้นแล้ว สามารถบอกความสูง - ต่ำ ของระดับเสียงได้ โดย สังเกตุจาก ตำแหน่งที่โน้ตบันทึกอยู่ ถ้าโน้ตบันทึกอยู่บนเส้นหรือในช่องที่อยู่ส่วนล่างของบรรทัด 5 เส้น จะมีระดับเสียงที่ต่ำกว่าโน้ตที่บันทึกอยู่บนเส้นหรือในช่องที่อยู่ส่วนบนของบรรทัดห้าเส้น เช่น • โน้ตหมายเลข 1 มีระดับเสียงต่ำกว่าโน้ตตัวอื่น ๆ • โน้ตหมายเลข 5 มีระดับเสียงสูงกว่าโน้ตตัวอื่น ๆ • โน้ตหมายเลข 4 และ 6 มีระดับเสียงเท่ากัน บรรทัดห้าเส้นใช้สำหรับบันทึกความสูง - ต่ำของระดับเสียงหรือตัวโน้ต
26 2.3 เส้นน้อย (Leger Lines) เส้นน้อยมีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า Leger Lines ( อ่านว่า เล-เจอร์-ลายน์ส ) หรือ Ledger Lines (อ่านว่า เลด-เจอร์-ลายน์ส) คำว่า Ledge ในภาษาอังกฤษหมายถึง ชั้นแคบ ๆ ในแนวนอน ที่ ติดอยู่กับฝาผนัง ซึ่งเส้นน้อยมีลักษณะคล้ายชั้นดังกล่าวที่วางซ้อนกันเป็นชั้น ๆ เส้นน้อยมีไว้สำหรับ บันทึกโน้ตที่มีระดับเสียงสูง - ต่ำเกินที่จะบันทึกลงบนบรรทัดห้าเส้นได้ ในกรณีที่ต้องการจะบันทึก โน้ตที่มีระดับเสียงสูงขึ้นไป หรือต่ำลงมาเกินกว่าขอบเขตของบรรทัดห้าเส้น จะต้องอาศัยเส้นสั้นๆที่ ขีดเฉพาะตรงที่จะประสงค์จะบันทึกตัวโน้ต เส้นเหล่านี้เรียกว่า “เส้นน้อย” (พระเจนดุริยางค์,2537:3) การบันทึกโน้ตบนเส้นน้อย 2.4 กุญแจเสียง ( Clef ) กุญแจเสียง คือสัญลักษณ์ทางดนตรีที่บันทึกไว้ตอนต้นของบรรทัด 5 เส้นแต่ละบรรทัด กุญแจเสียงมีหน้าที่กำหนดระดับเสียงบนบรรทัด 5 เส้น ให้เป็นไปตามชนิดของกุญแจนั้น ๆ กุญแจมี หลายชนิด แต่ละชนิดมีรูปร่างแตกต่างกัน ดังนี้ 2.4.1 กุญแจซอล (G clef or Treble clef) กุญแจซอล กำหนดให้เส้นที่ 2 ของบรรทัดห้าเส้นมีชื่อเป็น G ดังนั้นโน้ตทุกตัว ที่อยู่ บนเส้นที่ 2 มีชื่อว่า โน้ต G ส่วนชื่อที่บันทึกบนเส้นหรือในช่องอื่นๆ ของบรรทัดห้าเส้นจะมีชื่อเปลี่ยนไปตามลำดับดังนี้ เมื่อบันทึกโน้ตบนบรรทัดห้าเส้นนับจากเส้นที่ 1 2 3 4 5 ตามลำดับ จากล่างขึ้นบนจะประกอบด้วย
27 โน้ตตามลำดับดังนี้ เส้นที่ 1 เสียง E (Mi), เส้นที่ 2 เสียง G (Sol), เส้นที่ 3 เสียง B (Ti), เส้นที่ 4 เสียง D (Re), เส้นที่ 5 เสียง F (Fa) เมื่อบันทึกโน้ตบนบันทัดห้าเส้นนับจากช่องที่ 1 2 3 4 ตามลำดับจากล่างขึ้นบนจะ ประกอบด้วยโน้ตตามลำดับดังนี้ ช่องที่ 1 เสียง F (fa), ช่องที่ 2 เสียง A (la), ช่องที่ 3 เสียง C (Do), ช่องที่ 4 เสียง E (Mi) เมื่อนำระดับเสียงต่าง ๆ มาบันทึกบนบรรทัดห้าเส้นที่มีกุญแจซอลเป็นกุญแจเสียงหลักจาก ระดับเสียง G บนเส้นที่ 2 ไปหาเสียงสูง และจากเสียง G บนเส้นที่ 2 ไปหาเสียงต่ำ โดยใช้เส้นน้อย มา บันทึกร่วมจะมีระดับเสียงทั้งหมดดังต่อไปนี้ ระดับเสียงเมื่อไล่จากโน้ต G สูงขึ้นไปตามลำดับ ระดับเสียงเมื่อไล่จากโน้ต G ต่ำลงมาตามลำดับ กุญแจซอลใช้บันทึกโน้ตที่มีระดับเสียงสูง เช่น เสียงร้องของผู้หญิง, เสียงกีต้าร์, ฟลู๊ต, ไวโอลิน, ทรัมเป็ท, แซกโซโฟน เป็นต้น.
28 2.4.2 กุญแจฟา (F clef or Bass clef) กุญแจฟา กำหนดให้เส้นที่ 4 ของบรรทัดห้าเส้นมีชื่อเป็น F ดังนั้นโน้ตทุกตัวที่บันทึก อยู่บนเส้นที่ 4 มีชื่อว่า โน้ต F โน้ต F บนกุญแจฟา ส่วนชื่อที่บันทึกบนเส้นหรือในช่องอื่น ๆ ของบรรทัดห้าเส้นจะมีชื่อเปลี่ยนไปตามลำดับ ดังนี้ เมื่อบันทึกโน้ตบนบรรทัดห้าเส้นนับจากเส้นที่ 1 2 3 4 5 ตามลำดับ จากล่างขึ้นบนจะประกอบ ด้วย โน้ตตามลำดับดังนี้ เส้นที่ 1 เสียง G (So), เส้นที่ 2 เสียง B (Ti), เส้นที่ 3 เสียง D (Re), เส้นที่ 4 เสียง F (Fa), เส้นที่ 5 เสียง A (La) ลำดับโน้ตเมื่อบันทึกบนเส้นในกุญแจฟา เมื่อบันทึกโน้ตบนบรรทัดห้าเส้นนับจากช่องที่ 1 2 3 4 ตามลำดับจากล่างขึ้นบนจะ ประกอบด้วย โน้ตตามลำดับดังนี้ ช่องที่ 1 เสียง A (La), ช่องที่ 2 เสียง C (Do), ช่องที่ 3 เสียง E (Mi), ช่องที่ 4 เสียง G (Sol) ลำดับโน้ตเมื่อบันทึกในช่องของกุญแจฟา เมื่อนำระดับเสียงต่าง ๆ มาบันทึกบนบรรทัดห้าเส้นที่มีกุญแจฟาเป็นกุญแจเสียงหลักจาก ระดับเสียง F บนเส้นที่ 4 ไปหาเสียงสูง และจากเสียง F บนเส้นที่ 4 ไปหาเสียงต่ำ โดยใช้เส้นน้อยมา บันทึกร่วมจะมีระดับเสียงทั้งหมดดังต่อไปนี้ ระดับเสียงเมื่อไล่จากโน้ต F สูงขึ้นไปตามลำดับ
29 ระดับเสียงเมื่อไล่จากโน้ต F ต่ำลงมาตามลำดับ กุญแจฟาใช้บันทึกโน้ตที่มีระดับเสียงต่ำ เช่น เสียงต่ำของผู้ชาย, เสียงของกีต้าร์เบส, ทรอมโบน, ทูบา, เซลโล, ดับเบิ้ลเบส เป็นต้น เมื่อนำบรรทัดห้าเส้นที่บันทึกด้วยกุญแจซอลและกุญแจฟามาเขียนรวมกันเรียกว่า บรรทัดห้า เส้นคู่ (Grand staff) โดยมีโน้ต C - กลาง คั่นอยู่ระหว่าง 2 บรรทัด ลำดับโน้ตบนบรรทัดห้าเส้นคู่ (Grand staff) 2.4.3. กุญแจโด (C clef) กุญแจโดเป็นกุญแจประเภทเคลื่อนที่ได้ กุญแจโดจะมีตำแหน่งคาบอยู่บนบรรทัด เส้นใดก็ได้ ซึ่งจะทำให้โน้ตที่อยู่บนเส้นบรรทัดนั้นเป็นโน้ตโด – กลาง ถ้ากำหนดให้โน้ต C - กลาง ไว้ที่ เส้นที่ 3 ของบรรทัดห้าเส้นจะมีชื่อเรียกว่า กุญแจอัลโต (Alto clef) หรือกุญแจโดอัลโต ส่วนชื่อที่บันทึกบนเส้นหรือในช่องอื่น ๆ ของบรรทัดห้าเส้นจะมีชื่อเปลี่ยนไป ตามลำดับดังนี้ เมื่อบันทึกโน้ตบนบรรทัดห้าเส้นนับจากเส้นที่ 1 2 3 4 5 ตามลำดับ จากล่างขึ้นบนจะ ประกอบ ด้วยโน้ตตามลำดับดังนี้ เส้นที่ 1 เสียง F (Fa), เส้นที่ 2 เสียง A (La), เส้นที่ 3 เสียง C (Do), เส้นที่ 4 เสียง E (Mi), เส้นที่ 5 เสียง G (Sol) ลำดับโน้ตเมื่อบันทึกบนเส้นในกุญแจโด
30 เมื่อบันทึกโน้ตบนบรรทัดห้าเส้นนับจากช่องที่ 1 2 3 4 ตามลำดับจากล่างขึ้นบนจะ ประกอบด้วย โน้ตตามลำดับดังนี้ช่องที่ 1 เสียง G (So), ช่องที่ 2 เสียง B (Ti), ช่องที่ 3 เสียง D (Re), ช่องที่ 4 เสียง F (Fa) ลำดับโน้ตเมื่อบันทึกในช่องของกุญแจโด เมื่อนำระดับเสียงต่าง ๆ มาบันทึกบนบรรทัดห้าเส้นที่มีกุญแจโดอัลโตเป็นกุญแจเสียงหลัก จากระดับเสียง C - กลาง บนเส้นที่ 3 ไปหาเสียงสูง และจากเสียง C - กลาง บนเส้นที่ 3 ไปหาเสียง ต่ำ โดยใช้เส้นน้อย มาบันทึกร่วมจะมีระดับเสียงทั้งหมดดังต่อไปนี้ ระดับเสียงเมื่อไล่จากโน้ต C -กลาง สูงขึ้นไปตามลำดับ ระดับเสียงเมื่อไล่จากโน้ต C -กลาง ต่ำลงมาตามลำดับ 2.5 กุญแจประจำหลักอื่น ๆ 2.5.1. กุญแจซอลต่ำ (Hybrid clef) กุญแจซอลต่ำ มีลักษณะเหมือนกับกุญแจซอล แต่มีเลข 8 กำกับไว้ไต้กุญแจ หรือเรียกอีกชื่อ หนึ่งว่า กุญแจเทเนอร์กำหนดให้เส้นที่ 2 ของบรรทัดห้าเส้นเป็นโน้ต G ใช้บันทึกระดับเสียงที่ต่ำกว่า กุญแจซอล 1 คู่แปด กุญแจอัลโต ใช้บันทึกโน้ตที่มีระดับเสียงต่ำกว่ากุญแจซอล เช่น เสียงต่ำ ของผู้หญิงหรือเสียงอัลโต (Alto) , เสียงวิโอลา เป็นต้น
31 กุญแจซอลต่ำ (Hybrid clef) 2.5.2. กุญแจโซปราโน (Soprano clef) กุญแจโซปราโน กำหนดให้เส้นที่ 1 ของบรรทัดห้าเส้นเป็นโน้ต C - กลาง ใช้สำหรับบันทึก เสียงสูงของผู้หญิง กุญแจโซปราโน (Soprano clef) 2.5.3. กุญแจเมซโซโซปราโน ( Mezzo – soprano clef ) กุญแจเมซโซโซปราโน กำหนดให้เส้นที่ 2 ของบรรทัดห้าเส้นเป็นโน้ต C - กลาง ใช้สำหรับ บันทึก เสียงเมซโซโซปราโน หรือเสียงกลางของผู้หญิง กุญแจเมซโซโซปราโน ( Mezzo – soprano clef ) 2.5.4. กุญแจบาริโทน ( Baritone clef ) กุญแจบาริโทนมี 2 แบบ คือ แบบที่บันทึกด้วยกุญแจฟา กำหนดให้เส้นที่ 3 ของ บรรทัดห้าเส้นเป็นโน้ต F และ แบบที่บันทึกด้วยกุญแจโด กำหนดให้เส้นที่ 5 ของบรรทัดห้าเส้น เป็น โน้ต C - กลาง ใช้สำหรับ บันทึกเสียงบาริโทน หรือเสียงกลางของผู้ชาย กุญแจบาริโทน ( Baritone clef ) ในปัจจุบันกุญแจเสียงดังกล่าวมาข้างต้นในหัวข้อนี้ ไม่เป็นที่นิยมใช้แล้ว เพราะถ้าใช้ กุญเเจเสียงหลายชนิดเกินไปจะทำให้สับสนในการอ่านโน้ต
32 2.6 เครื่องหมายแปลงเสียง (Accidental) เครื่องหมายแปลงเสียง คือ เครื่องหมายที่ใช้บันทึกไว้หน้าตัวโน้ตที่ต้องการให้ระดับ 1. เครื่องหมายชาร์ป (Sharp, ) เป็นเครื่องหมายแปลงเสียงที่ทำให้โน้ตมีระดับเสียงสูงขึ้น ครึ่งเสียง (1 semitone) 2. เครื่องหมายแฟล็ต (Flat, ) เป็นเครื่องหมายแปลงเสียงที่ทำให้โน้ตมีระดับเสียงต่ำลง ครึ่งเสียง (1 semitone) 3. เครื่องหมายดับเบิลชาร์ป (Double sharp, ) เป็นเครื่องหมายแปลงเสียงที่ทำให้โน้ตมี ระดับเสียงสูงขึ้น 2 ครึ่งเสียง (2 semitone) หรือ 1 เสียงเต็ม (1 Tone) 4. เครื่องหมายดับเบิลแฟล็ต (Double Flat, ) เป็นเครื่องหมายแปลงเสียงที่ทำให้โน้ตมี ระดับเสียงต่ำลง 2 ครึ่งเสียง (2 semitone) หรือ 1 เสียงเต็ม (1 Tone) 5. เครื่องหมายเนเชอรัล (Natural, ) เป็นเครื่องหมายแปลงเสียงที่ทำให้โน้ตมีระดับ เสียงปกติ ลักษณะ เครื่องหมาย ชื่อเรียก ไทย อังกฤษ อเมริกัน ชาร์ป Sharp Kreuz แฟล็ต Flat Be ดับเบิลชาร์ป Double sharp Double Kreuz ดับเบิลแฟล็ต Double Flat Double Be เนเชอรัล Natural Auflosungszeichen or Quadrat ตารางที่ 2.1 เครื่องหมายแปลงเสียง (Accidental) เครื่องหมายแปลงเสียงต้องใส่ไว้หน้าตัวโน้ต โดยมีตำแหน่งอยู่ระดับเดียวกับโน้ตตัวนั้นพอดี ถ้าตัวโน้ตคาบเส้นบรรทัด เครื่องหมายแปลงเสียงก็ต้องคาบเส้นบรรทัดด้วย และถ้าตัวโน้ตอยู่ในช่อง บรรทัด เครื่องหมายแปลงเสียงก็ต้องอยู่ในช่องบรรทัดเดียวกันนั้นเช่นกัน
33 ข้อควรจำเกี่ยวกับเครื่องหมายแปลงเสียง 1. การเขียนเครื่องหมายแปลงเสียง ให้เขียนไว้หน้าตัวโน้ตเสมอโดยอยู่ในตำแหน่ง เส้นหรือช่องเดียวกันกับตัวโน้ต ถ้าชื่อตัวโน้ตเป็นตัวอักษรให้เขียนเครื่องหมายแปลงเสียงไว้ข้างหลัง 2. การเรียกชื่อโน้ตที่มีเครื่องหมายแปลงเสียง ให้เรียกชื่อก่อนแล้วตามด้วยชื่อ เครื่องหมายแปลงเสียง 3. เครื่องหมายแปลงเสียงมีผลบังคับใช้ต่อโน้ตชื่อเดียวกัน ที่อยู่ในช่วงคู่ 8 เดียวกัน และอยู่ในห้องเดียวกัน 4. ถ้าโน้ตในห้องแรกติดเครื่องหมายแปลงเสียง แล้วโยงเสียงข้ามห้องไม่ต้อง เขียนเครื่องหมายแปลงเสียงที่โน้ตตัวหลัง แต่ถ้าต้องการใช้โน้ตเสียงเดิมอีกในห้องหลัง จะต้องเขียน เครื่องหมายแปลงเสียงที่โน้ตอีก 2.7 โน้ตเอ็นฮาร์โมนิก (Enharmonic note) โน้ตเอ็นฮาร์โมนิก คือ โน้ตที่มีเสียงเหมือนกันแต่มีชื่อเรียกต่างกัน เช่น โน้ต C# และโน้ต Db มีระดับเสียงเดียวกันแต่มีชื่อเรียกต่างกัน โน้ตบางตัวอาจมีโน้ตเอ็นฮาร์โมนิกได้ถึง 2 ตัว เช่น F# มีโน้ต เอ็นฮาร์โมนิก คือ โน้ต Gb และโน้ต Ex , และโน้ต C มีโน้ตเอ็นฮาร์โมนิก คือ โน้ต B# และโน้ต Dbb
34 แบบฝึกหัดท้ายบท แบบฝึกหัด 2.1 ให้ฝึกเขียนกุญแจเสียงซอล (G clef) แบบฝึกหัด 2.2 ให้บอกชื่อของตัวโน้ตต่อไปนี้เป็นระบบโซ – ฟา (So – fa system) อยู่ในกุญแจซอล ที่กำหนดให้ แบบฝึกหัด 2.3 ให้ฝึกเขียนกุญแจฟา (F clef)
35 แบบฝึกหัด 2.4 ให้บอกชื่อของตัวโน้ตต่อไปนี้เป็นระบบตัวอักษร (Letter system) อยู่ในกุญแจฟาที่ กำหนดให้ แบบฝึกหัด 2.5 ให้ฝึกเขียนกุญแจอัลโต (C clef) แบบฝึกหัด 2.6 ให้บอกชื่อของตัวโน้ตต่อไปนี้เป็นระบบโซ – ฟา (So – fa system) ที่อยู่ในกุญแจอัล โตที่กำหนดให้ แบบฝึกหัด 2.7 ให้ระบุตำแหน่งของตัวโน้ตบนบรรทัดห้าเส้นที่อยู่บนกุญแจเสียงที่กำหนดให้
36 แบบฝึกหัด 2.8 ให้บอกชื่อของตัวโน้ตต่อไปนี้เป็นระบบตัวอักษร (Letter system) ที่อยู่ในกุญแจ เสียงที่กำหนดให้
37 แบบฝึกหัด 3.9 ให้ระบุตำแหน่งของตัวโน้ตบนบรรทัดห้าเส้นที่อยู่บนกุญแจเสียงที่กำหนดให้ แบบฝึกหัด 2.10 ให้เขียนโน้ตเอ็นฮาร์โมนิกของโน้ตที่กำหนดให้