The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

MSE1102 การบันทึกโน้ตและฝึกโสตประสาท

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Music Edu. RERU., 2023-11-01 14:34:27

MSE1102 การบันทึกโน้ตและฝึกโสตประสาท

MSE1102 การบันทึกโน้ตและฝึกโสตประสาท

138 = = ตัวอย่างบทเพลงที่มีการซ้ำโน้ต 2 เสียง Beethoven ; Piano Sonata No.1, Op.2 No.1 4.5.6 การซ้ำของกลุ่มและการซ้ำห้องเพลง 1. การซ้ำของกลุ่ม คือ การซ้ำของกลุ่มโน้ตในห้องเดี่ยวกัน เช่น การบันทึกโน้ตเป็น คอร์ดหรือการบันทึกโน้ตเป็นแนวทำนองเดียวกันในจังหวะแรก แต่ต้องการใช้กลุ้มโน้ตนั้น ๆ เล่นซ้ำ กันในจังหวะถัดไปในห้องเพลงเดียวกัน สามารถเขียนเป็นสัญลักษณ์ / แทนการเขียนโน้ตเป็นคอร์ด หรือโน้ตเป็นแนวทำนองเดียวกันได้ ในการอ่านโน้ตเพื่อการปฏิบัติก็ทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เนื่องจากทำ ให้มั่นใจได้ว่าไม่มีการปรับโน้ตใด ๆ ทั้งสิ้นในจังหวะถัดไป


139 2. การซ้ำห้องเพลง คือ การซ้ำกลุ่มโน้ตหรือคอร์ดทั้งหมดในห้องก่อนหน้าห้องที่มี สัญลักษณ์ ในการอ่านโน้ตเพื่อการปฏิบัติทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เนื่องจากทำให้มั่นใจได้ว่าไม่มีการ ปรับโน้ตใด ๆ ทั้งสิ้นในห้องเพลงถัดไป ในกรณีที่มีการซ้ำกลุ่มโน้ตหรือคอร์ดทั้งหมดในห้องก่อนหน้าที่มีการเล่นซ้ำต่อกันอีก หลายห้องเพลง สามารถใช้สัญลักษณ์ ( 1 bar Repeat Bar ) ได้ หากแต่มีการเพิ่มจำนวนขีดตาม จำนวนห้องเพลงที่ต้องการซ้ำ เช่น หากต้องการเล่นกลุ่มโน้ตหรือคอร์ดทั้งหมดในห้องก่อนหน้าจำนวน 2 ห้องเพลง สามารถบันทึกเป็นสัญลักษณ์ ( 2 bar Repeat Bar ) บนเส้นกั้นห้องในห้องเพลงที่ ต้องการซ้ำ หรือหากต้องการเล่นกลุ่มโน้ตหรือคอร์ดทั้งหมดในห้องก่อนหน้าจำนวน 4 ห้องเพลง สามารถบันทึกเป็นสัญลักษณ์ ( 4 bar Repeat Bar ) บนเส้นกั้นห้องในห้องเพลงที่ต้องการ ซ้ำได้เช่นเดียวกัน ในการอ่านโน้ตเพื่อการปฏิบัติทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เนื่องจากทำให้มั่นใจได้ว่าไม่มี การปรับโน้ตใด ๆ ทั้งสิ้นในห้องเพลงถัดไป


140 4.5.7 โน้ตตกแต่ง / โน้ตประดับ 1. Legato อ่านว่า เลกาโต คือการเล่นให้เสียงต่อเนื่อง หลีกเลี่ยงการตัดเสียงระหว่างโน้ต กำกับโดยเครื่องหมายเชื่อม เสียง (Slue) 2. Staccato อ่านว่า สตัคคาโต คือการเล่นให้เสียงสั้นหรือ เสียงขาด โดยตัดเสียงให้แยกออกจากกันทุก ๆ ตัว 3. Staccatissimo อ่านว่า สตัคคาติสสิโม คือการเล่นให้เสียง สั้นลงกว่าสตัคคาโต แต่ถ้าเล่นเร็วขึ้นจะไม่สามารถแยกออกได้ ว่าเป็นสตัคคาโตหรือสตัคคาติสสิโม 4. Tenuto อ่านว่า เตนูโต คือการเล่นโดยการลากเสียงให้ยาว ออกไปอีกเกินความยาวปกติของตัวโน้ต 5. Mezzo Staccato อ่านว่า เมซโซ สตัคคาโต คือการทำให้ เสียงสตัคคาโตกับเตนูโตดังออกมาเท่า ๆ กัน 6. Accent อ่านว่า แอกเซนท์คือ เครื่องหมายเน้นเสียง การ เน้นเสียงสั้น ๆ โดยเน้นเสียงโดยลากเสียงยาวเหมือนเตนูโต 7. Glissando อ่านว่า กลิสซานโด เป็นเทคนิคการไล่เสียงตาม บันไดเสียงจากโน้ตตัวที่ 1 ไปยังโน้ตตัวที่ 2 ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้ง บันไดเสียงโครมาติก (Chromatic scale) และบันไดเสียง ไดอาโทนิค (Diatonic scale) 8. Portamento อ่านว่า พอร์ตาเมนโต คือการไล่/การสไลด์ เสียงจากโน้ตตัวที่ 1 ไปยังโน้ตตัวที่ 2เทคนิคนี้จะเข้าใจชัดเจน มากขึ้น เมื่อดูจากเทคนิคการสไลด์เสียงของเครื่องสาย หรือ เครื่องทรอมโบน


141 10. Fall อ่านว่า ฟอลล์เป็นการแสดงถึงการโยกเสียงลงซึ่ง เสียงตกเป็นโน้ตที่ไม่ชัดเจน ถ้าหากเป็นเสียงสั้นเรียกว่า ดร็อบ (Drop) 11. Fermata อ่านว่า เฟอร์มาตา เป็นการยืดจังหวะโน้ตให้ ยาวกว่าปกติ 4.6 คำศัพท์ดนตรีที่เกี่ยวกับจังหวะและความเร็ว ในการบันทึกโน้ตนั้นมักจะมีการระบุค่าความเร็วโดยใช้คำศัพท์ภาษาอิตาลี เนื่องจากคีตกวีที่มี ชื่อเสียงในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ส่วนใหญ่เป็นชาวอิตาลี และใช้คำศัพท์เหล่านี้มาก่อนการระบุด้วยค่า BPM (Beat per minute) หลังจากมีการคิดค้นเครื่องจับจังหวะหรือเครื่องเคาะจังหวะ(Metronome) และยังคงนิยมใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน คำศัพท์ดนตรีที่ระบุค่าความเร็วหรือเกี่ยวข้องกับจังหวะที่ใช้กัน โดยส่วนใหญ่ สามารถแบ่งเป็นประเภทดังนี้ 4.6.1 คำศัพท์พื้นฐานที่ใช้ระบุค่าเทมโป ชื่อ คำอ่าน ความหมาย จังหวะ bpm Larghissimo ลาร์กิสซิโม จังหวะช้าที่สุด น้อยกว่า 24 bpm Grave กราเว จังหวะช้ามาก 25–45 bpm Largo ลาร์โก จังหวะช้ามาก (ช้ากว่าเลนโต) 40–60 bpm Lento เลนโต จังหวะช้ามาก สง่างาม 45–60 bpm Larghetto เลนเกตโต จังหวะค่อนข้างกว้าง 60–66 bpm Adagio อะดาจิโอ จังหวะช้า 66–76 bpm Adagietto อะดาจิเอตโต จังหวะค่อนข้างช้า 70–80 bpm Andante อันดันเต จังหวะก้าวเดิน 76–108 bpm Andantino อันดันติโน เร็วกว่าอันดันเตเล็กน้อย 80–108 bpm Andante Moderato อันดันเต โมเดราโต เร็วกว่าอันดันเตเล็กน้อย 92–112 bpm Moderato โมเดราโต จังหวะปานกลาง 101–110 bpm Allegretto อัลเลเกรตโต จังหวะเร็วปานกลาง (แต่ช้ากว่าอัลเลอโกร) 112–120 bpm


142 Allegro moderato อัลเลเกรตโต โมเดรา โต จังหวะเร็วปานกลาง (ใกล้เคียงอัลเลอโกร) 116–120 bpm Allegro อัลเลโกร จังหวะเร็วปานกลาง 120–139 bpm Vivace วีวาเช่ จังหวะเร็วและสดใส 168–176 bpm Vivacissimo วีวาชิสซิโม จังหวะเร็วมากและสดใส 172–176 bpm Allegrissimo อัลเลกริสซิโม จังหวะเร็วมาก 172–176 bpm Presto เพรสโต จังหวะเร็วมากๆ 168–200 bpm Prestissimo เพรสทิสซิโม จังหวะเร็วที่สุด มากกว่า 200 bpm คำศัพท์พื้นฐานสำหรับการเปลี่ยนแปลงอัตราความเร็วช้าของจังหวะ ชื่อ คำอ่าน ความหมาย คำย่อ Rallentando ราลเลนตานโด ช้าลงเป็นลำดับ rall. Ritardando ริทาระดานโด ค่อยๆช้าลง ritard. Ritenuto รีเทนูโต ช้าลงทันทีทันใด rit. Stringendo สตริงเจนโด การทำให้เร็วขึ้น string. Accelerado อัดเซเลรานโด ให้ค่อยๆ เร่งจังหวะ accel. คำศัพท์พื้นฐานสำหรับการเปลี่ยนแปลงอัตราความเร็วช้าของจังหวะ ชื่อ คำอ่าน ความหมาย คำย่อ A piacere อะปิอัดเชเร ตามสบายขึ้นอยู่กับผู้เล่น ad libitum A tempo อะ เทมโป ตามความเร็วเดิม ให้กลับไปที่อัตราความเร็ว จังหวะปกติของเพลงนั้นหรือความเร็วเดิม Tempo comodo เทมโป กอมโมโด ความเร็วสบาย ๆ Tempo giusto เทมโป จุสโต ความเร็วคงที่ตลอด Tempo primo เทมโป ปรีโม กลับไปที่อัตราความเร็วแรกเริ่ม


143 คำศัพท์พื้นฐานสำหรับการเปลี่ยนแปลงอัตราความเร็วช้าของจังหวะที่พบบ่อย ชื่อ คำอ่าน ความหมาย alla อัลลา ไปยัง, ณ ที่,ในลีลาของ.. ,ตามแบบฉบับของเพลง alla breve อัลลา เบรเว หมายถึงเครื่องหมายกำหนดจังหวะ มีจังหวะนับสองจังหวะใน แต่ละห้องโดยมีโน้ตตัวขาวนับเป็นหนึ่งจังหวะ อัลลา เบรเว alla marcia อัลลา มาร์เซีย ในแบบฉบับของเพลงเดินแถว alla turca อัลลา ตูร์คา เป็นเพลงรูปแบบทหารของชาวตุรกีเช่น เพลง Turkish March ของ Mozart assai อะซาอี เร็วมาก


144 แบบฝึกหัดท้ายบท แบบฝึกหัดที่ 4.1 ให้นักศึกษารวมกลุ่มจังหวะต่อไปนี้ให้ถูกต้อง โดยใช้เส้นรวบเขบ็ตและใส่เส้นกั้นห้อง ตามประเภทอัตราจังหวะที่กำหนดให้ พร้อมระบุตัวเลขของ Time Signature 1. Simple Quadruple Time signature 2. Simple Triple Time signature 3. Simple Duple Time signature 4. Simple Triple Time signature 5. Simple Duple Time signature


145 6. Simple Quadruple Time signature 7. Simple Triple Time signature 8. Simple Quadruple Time signature 9. Compound Duple Time Signature 10. Compound Triple Time Signature 11. Compound Quadruple Time Signature


146 12. Compound Duple Time Signature แบบฝึกหัดที่ 4.2 ให้นักศึกษารวมกลุ่มจังหวะให้ถูกต้อง 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7.


147 8. 9. 10 . แบบฝึกหัดที่ 4.3 กลุ่มจังหวะยืมที่กำหนดให้ต่อไปนี้ มีค่าเท่ากับโน้ตชนิดใดอัตราจังหวะธรรมดา 1. = …………… 2. = …………… 3. = …………… 4. = …………… 5. = …………… 6. = …………… 7. = …………… 8. = …………… 9. = ……………


148 10. = …………… แบบฝึกหัดที่ 4.4 กลุ่มจังหวะยืมที่กำหนดให้ต่อไปนี้ มีค่าเท่ากับโน้ตชนิดใดอัตราจังหวะผสม 1. = …………… 2. = …………… 3. = …………… 4. = …………… 5. = …………… 6. = …………… 7. = …………… 8. = …………… 9. = …………… 10. = ……………


149 แบบฝึกหัดที่ 4.5 ให้นักศึกษาฟังและฝึกนับจำนวนห้องเพลง จากสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่กำหนดให้ 1. จำนวนห้องเพลง..........................ห้อง 6. จำนวนห้องเพลง..........................ห้อง 2. จำนวนห้องเพลง..........................ห้อง 7. จำนวนห้องเพลง..........................ห้อง 3. จำนวนห้องเพลง..........................ห้อง 8. จำนวนห้องเพลง..........................ห้อง 4. จำนวนห้องเพลง..........................ห้อง 9. จำนวนห้องเพลง..........................ห้อง 5. จำนวนห้องเพลง..........................ห้อง 10. จำนวนห้องเพลง..........................ห้อง แบบฝึกหัดที่ 4.6 ให้นักศึกษาอธิบายความหมายของคำศัพท์ดนตรีที่กำหนดให้ 1. Legato = ……….…………………………………………………………………………………………… ……….…………………………………………………………………………………………… 2. Staccato = ……….…………………………………………………………………………………………… ……….…………………………………………………………………………………………… 3. Tenuto = ……….…………………………………………………………………………………………… ……….…………………………………………………………………………………………… 4. Glissando = ……….…………………………………………………………………………………………… ……….…………………………………………………………………………………………… 5. Grave = ……….…………………………………………………………………………………………… ……….…………………………………………………………………………………………… 6. Largo = ……….…………………………………………………………………………………………… ……….…………………………………………………………………………………………… 7. Lento = ……….…………………………………………………………………………………………… ……….…………………………………………………………………………………………… 8. Larghetto = ……….…………………………………………………………………………………………… ……….…………………………………………………………………………………………… 9. Adagio = ……….…………………………………………………………………………………………… ……….……………………………………………………………………………………………


150 10. Moderato = ……….…………………………………………………………………………………………… ……….…………………………………………………………………………………………… 11. Allegretto = ……….…………………………………………………………………………………………… ……….…………………………………………………………………………………………… 12 Allegro moderato = ……….…………………………………………………………………………………………… ……….…………………………………………………………………………………………… 13. Allegro = ……….…………………………………………………………………………………………… ……….…………………………………………………………………………………………… 14. Vivace = ……….…………………………………………………………………………………………… ……….…………………………………………………………………………………………… 15. Presto = ……….…………………………………………………………………………………………… ……….…………………………………………………………………………………………… 16. Rallentando = ……….…………………………………………………………………………………………… ……….…………………………………………………………………………………………… 17. Ritardando = ……….…………………………………………………………………………………………… ……….…………………………………………………………………………………………… 18. Ritenuto = ……….…………………………………………………………………………………………… ……….…………………………………………………………………………………………… 19. A tempo = ……….…………………………………………………………………………………………… ……….…………………………………………………………………………………………… 20. alla = ……….…………………………………………………………………………………………… ……….…………………………………………………………………………………………… 21. alla breve = ……….…………………………………………………………………………………………… ……….…………………………………………………………………………………………… 22. alla marcia = ……….…………………………………………………………………………………………… ……….…………………………………………………………………………………………… 23. alla turca = ……….…………………………………………………………………………………………… ……….…………………………………………………………………………………………… 24. Adagietto = ……….…………………………………………………………………………………………… ……….…………………………………………………………………………………………… 25. Andante = ……….……………………………………………………………………………………………


151 ……….……………………………………………………………………………………… อ้างอิงท้ายบท ณัชชา พันธุ์เจริญ. ทฤษฎีดนตรี. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550 . พจนานุกรมศัพท์ดุริยางคศิลป์. พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เกศกะรัต, 2552 วรากร สีโย. เอกสารประกอบการสอนวิชาโสตทักษะ 1. พิมพ์ครั้งที่ 1 . วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2561 วิบูลย์ ตระกูลฮุ้น. ทฤษฎีดนตรีตะวันตก. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, 2561 . ทักษะทฤษฎีดนตรีตะวันตก. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2561 พระเจนดุริยางค์. แบบเรียนดุริยางคศาสตร์สากล. ฉบับทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย พิภัช สอนใย. การบันทึกโน้ตเพลงไทย. พิมพ์ครั้งที่ 1 . มหาสารคาม. อภิชาตการพิมพ์, 2561 สัญฉนะวัต นิมมานรตนกุล. ทฤษฎีดนตรีตะวันตก. พิมพ์ครั้งที่ 1. นนทบุรี : สำนักพิมพ์นิมมานรตน กุล, 2552


152 แผนการสอนประจำบทที่ 5 การฟังจังหวะและการบันทึก หัวข้อเนื้อหาประจำบท การฟังตัวโน้ตแล้วมาบันทึกลงในเส้นบรรทัด เปรียบเทียบคล้ายกับการฟังแล้วเขียน ภาษาไทยตอนที่เราเป็นเด็ก ใช้วิธีการจำลักษณะตัวอักษรและการฝึกเขียนตัวอักษรมาก่อนและ จะต้องฝึกอย่างสม่ำเสมอในทางดนตรีก็มีลักษณะที่คล้ายคลึงกันคือต้องจำลักษณะตัวโน้ตและตัวหยุด และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ของดนตรีไม่ว่าจะเป็นทางดนตรีตะวันตก ดนตรีไทย ดนตรีพื้นบ้านก็จะมี ลักษณะเฉพาะในการบันทึกที่แตกต่างกันออกไปเพื่อสื่อสารในการบรรเลงดนตรี แต่ในทางดนตรีจะมี เรื่องของ จังหวะหรือเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องในการบันทึกซึ่งผู้บันทึกจะต้องฟังจังหวะและนับจังหวะให้ ตรงตามที่ได้ยินและบันทึกเป็นตัวโน้ตออกมา วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบถึงการฟังชีพจรจังหวะและหน่วยย่อยจังหวะในอัตราจังหวะธรรมดา 2. เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบถึงการฟังชีพจรจังหวะและหน่วยย่อยจังหวะในอัตราจังหวะผสม กิจกรรมระหว่างเรียน บรรยายเนื้อหาประกอบเอกสารประกอบการสอน ให้นักศึกษาทำแบบฝึกหัดของแต่ละหัวข้อ การฝึกฟังสัดส่วนโน้ตต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจความแม่นยำเพื่อนำไปสู่การบันทึกโน้ตและการ ปฏิบัติเครื่องดนตรีต่อไป ส่วนของเนื้อหา 1. การฟังชีพจรจังหวะและหน่วยย่อยจังหวะในอัตราจังหวะธรรมดา 2. การฟังชีพจรจังหวะและหน่วยย่อยจังหวะในอัตราจังหวะผสม การวัดและการประเมินผล 1. สังเกตพฤติกรรมผู้เรียน 1.1 ความตรงต่อเวลาในการเข้าเรียน และการส่งงานที่มอบหมาย 1.2 การตอบสนองของผู้เรียนระหว่างเรียน 1.3 การมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นของผู้เรียนในระหว่างเรียน 2. ประเมินผลงานที่มอบหมาย 2.1 แบบฝึกหัดท้ายบท


153 บทที่ 5 การฟังจังหวะและการบันทึก จังหวะ คือสัญลักษณ์ที่แทนค่าความยาว-สั้นของเสียง ที่บรรเลงออกมา มีการบันทึกลงอยู่ใน บรรทัดห้าเส้น เช่นเดียวกับการบันทึกระดับความสูง-ต่ำของเสียง ที่ได้อธิบายในบทเรียนไปในบทก่อน หน้านี้แล้ว และยังเป็นตัวกำหนดลักษณะการบรรเลงของบทเพลง ทำให้เกิดความแตกต่างในแต่ละ บทเพลง ในบทนี้จะอธิบายถึง การนำสัญลักษณ์ต่าง ๆ ของจังหวะทั้งสัญลักษณ์ที่กำหนดลักษณะการ บรรเลงของบทเพลง ที่เรียกว่าเครื่องหมายกำหนดอัตราจังหวะ สัญลักษณ์ที่แทนการบรรเลงที่ออก เสียงซึ่งจะเรียกว่า ค่าตัวโน้ตและสัญลักษณ์ที่แทนความเงียบของเสียง ที่เรียกว่า ค่าตัวหยุด มาใช้ใน การฝึกฟังจังหวะ หน่วยย่อยของจังหวะ นำไปสู่การบันทึกจังหวะ การฟังตัวโน้ตแล้วมาบันทึกลงในเส้นบรรทัด เปรียบเทียบคล้ายกับการฟังแล้วเขียน ภาษาไทยตอนที่เราเป็นเด็ก ใช้วิธีการจำลักษณะตัวอักษรและการฝึกเขียนตัวอักษรมาก่อนและ จะต้องฝึกอย่างสม่ำเสมอในทางดนตรีก็มีลักษณะที่คล้ายคลึงกันคือต้องจำลักษณะตัวโน้ตและตัวหยุด และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ของดนตรีไม่ว่าจะเป็นทางดนตรีตะวันตก ดนตรีไทย ดนตรีพื้นบ้านก็จะมี ลักษณะเฉพาะในการบันทึกที่แตกต่างกันออกไปเพื่อสื่อสารในการบรรเลงดนตรี แต่ในทางดนตรีจะมี เรื่องของ จังหวะหรือเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องในการบันทึกซึ่งผู้บันทึกจะต้องฟังจังหวะและนับจังหวะให้ ตรงตามที่ได้ยินและบันทึกเป็นตัวโน้ตออกมา 5.1 การฟังชีพจรจังหวะและหน่วยย่อยจังหวะในอัตราจังหวะธรรมดา การบันทึกโน้ตมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บันทึกโน้ตจะต้องฟังและสามารถแยกกลุ่มอัตรา จังหวะให้ได้ เนื่องด้วยบทเพลงต่าง ๆ ในปัจจุบันนั้น มีความหลากหลายในการสร้างสรรค์ ชีพจร จังหวะ (Pulse) หรือจังหวะใหญ่นั้น นับว่าเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในบทเพลงก่อนที่จะมีการแบ่งย่อย จังหวะเป็นสัดส่วนต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้วในบทที่ 3 และ 4 วิธีการฟังเพื่อการวิเคราะห์ชีพจรจังหวะ เพื่อระบุอัตราจังหวะ สามารถทำได้ดังต่อไปนี้ 1) ฟังและวิเคราะห์หาชีพจรจังหวะในเพลงที่ได้ฟังแล้ววิจึงเคราะห์หาจังหวะหนัก –เบาในบทเพลง 2) เมื่อวิเคราะห์ชีพจรจังหวะรวมถึงหาจังหวะหนัก – เบา แล้ว ให้นับตัวเลขในชีพจังหวะ ตามจังหวะหนัก – เบา ที่วิเคราะห์ได้เช่น ฟังบทเพลงแล้ววิเคราะห์ชีพจรจังหวะได้เป็น หนัก – เบา - หนัก – เบา สลับกันไปจนจบเพลง เราก็สามารถระบุเลขในชีพจรจังหวะนั้นได้เป็น 1 – 2 – 1- 2 สลับกันไปจนจบเพลง เป็นต้น


154 3) เมื่อฟังและวิเคราะห์ชีพจรจังหวะรวมถึงสามารถระบุตัวเลขในจังหวะครบแล้ว ก็สามารถ ระบุเครื่องหมายกำหนดอัตราจังหวะลงไปในการบันทึกโน้ตได้ เพื่อบันทึกโน้ตเพลงนั้น ๆ ต่อไป บทเพลงในอัตราจังหวะธรรมดานับได้ว่าเป็นเพลงที่แพร่หลายในยุคปัจจุบัน อาทิ Jazz pop Rock เพลงลูกทุ่งหมอลำ เพลงไทยสากล เพลงสากล เพลงจังหวะเต้นรำ เพลงในพิธีการต่าง ๆ เพลง สำหรับการเดินสวนสนาม เป็นต้น ซึ่งบทเพลงเหล่านี้ต่างก็มีชีพจรจังหวะทั้งเหมือนและแตกต่างกัน หากเรานำมาบันทึกโน้ตมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทราบอัตราจังหวะเพื่อกำหนดเครื่องหมาย กำหนดอัตราจังหวะในการบันทึกโน้ตเพลง ในบทที่ 3 และ 4 ได้กล่าวถึงเนื้อหาเรื่องอัตราจังหวะและการรวมกลุ่มจังหวะไปแล้ว ดังนั้น ในบทที่ 5 นี้จะเน้นในการฝึกการฟัง ฝึกวิเคราะห์จังหวะและฝึกบันทึกโน้ตในอัตราจังหวะ ซึ่งจะ สัมพันธ์กับเนื้อหาที่กล่าวมาแล้วในบทก่อนหน้า 5.1.1 การฟังและการบันทึกชีพจรจังหวะในอัตราจังหวะสองธรรมดา (Simple Duple time) ในแต่ละห้องเพลงมี 2 จังหวะ เลขตัวบนเป็นเลข 2 ส่วนเลขตัวล่างสามารถเป็น 1 2 4 8 16… ได้ เช่น วิธีการฟังและบันทึกกลุ่มอัตราจังหวะสองธรรมดานั้น เมื่อได้ยินชีพจรจังหวะหรือ จังหวะใหญ่ ในอัตราจังหวะสองธรรมดานั้นจะนับชีพจรจังหวะเป็น 1 2 1 2 1 2… ไปเรื่อย ๆ โดยมี การจัดจังหวะเป็น 1 คือจังหวะหนัก 2 คือ จังหวะเบา (หนัก – เบา ) เราสามารถแบ่งจังหวะหนักเบา ได้แล้ว จะทำการบันทึกโน้ตลงในบรรทัด 5 เส้น จะใช้เส้นกั้นห้อง (Bar line) ขีดกั้น เมื่อนับจังหวะที่ 2 แล้ว เพื่อให้ทราบถึงจำนวนจังหวะของแต่ละห้องเพลง ดังตัวอย่าง ในการเคาะจังหวะต้องอาศัยการปรบมือหรือการเคาะวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามสะดวกหรือ แม้กระทั่งการอำนวยเพลงก็จะมีการเคาะจังหวะ การเคาะจะมีการใช้มือหรืออุปกรณ์อื่นตกลงกระทบ เพื่อให้เกิดเสียงและยกขึ้นมาเพื่อให้ตกลงไปใหม่ การตกลงกระทบให้เกิดเสียงเรียกว่า จังหวะตก (Downbeat) และการยกมือหรืออุปกรณ์ขึ้นมาคือ จังหวะยก (Upbeat)


155 ในอัตราจังหวะสองธรรมดานั้น นอกจากจะมีจังหวะ 1 คือจังหวะหนัก 2 คือ จังหวะเบาแล้ว ยังมีส่วนย่อยของจังหวะคือจังหวะยก ในส่วนของการนับจังหวะยกนั้นเราจะนับเป็น & ( and หรือ และ ) หากเรานับชีพจรจังหวะหลักและกลุ่มย่อยจังหวะแรก (Division) เราจะนับเป็น 1 & 2 & แบบ นี้ไปเรื่อย ๆ ถ้าหากเราจะนับชีพจรจังหวะหลัก กลุ่มย่อยจังหวะแรก (Division) และกลุ่มย่อยจังหวะ ถัดไป (Subdivision) รวมกัน จะนับเป็น 1 e & a 2 e & a แบบนี้ไปเรื่อย ๆ (อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้ว ในบทที่ 3) ตัวอย่างจากแบบฝึกหัดเปียโน Czerny no.599 ข้อที่ 40 ตัวอย่างทำนองเพลงมาร์ชมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด 5.1.2 การฟังและการบันทึกชีพจรจังหวะในอัตราจังหวะสามธรรมดา (Simple Triple time) ในแต่ละห้องเพลงมี 3 จังหวะ เลขตัวบนเป็นเลข 3 ส่วนเลขตัวล่างสามารถเป็น 1 2 4 8 16… ได้ เช่น วิธีการฟังและบันทึกกลุ่มอัตราจังหวะสามธรรมดานั้น เมื่อได้ยินชีพจรจังหวะหรือ จังหวะใหญ่ ในอัตราจังหวะสองธรรมดานั้นจะนับชีพจรจังหวะเป็น 1 2 3 1 2 3 1 2 3… ไปเรื่อย ๆ โดยมีการจัดจังหวะเป็น 1 คือจังหวะหนัก 2 คือ จังหวะเบา 3 คือ จังหวะเบา (หนัก – เบา – เบา) เราสามารถแบ่งจังหวะหนักเบาได้แล้ว จะทำการบันทึกโน้ตลงในบรรทัด 5 เส้น จะใช้เส้นกั้นห้อง (Bar line) ขีดกั้น เมื่อนับจังหวะที่ 3 แล้ว เพื่อให้ทราบถึงจำนวนจังหวะของแต่ละห้องเพลง ดัง ตัวอย่าง


156 ในการเคาะจังหวะต้องอาศัยการปรบมือหรือการเคาะวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามสะดวกหรือ แม้กระทั่งการอำนวยเพลงก็จะมีการเคาะจังหวะ การเคาะจะมีการใช้มือหรืออุปกรณ์อื่นตกลงกระทบ เพื่อให้เกิดเสียงและยกขึ้นมาเพื่อให้ตกลงไปใหม่ การตกลงกระทบให้เกิดเสียงเรียกว่า จังหวะตก (Downbeat) และการยกมือหรืออุปกรณ์ขึ้นมาคือ จังหวะยก (Upbeat) ในอัตราจังหวะสองธรรมดานั้น นอกจากจะมีจังหวะ 1 คือจังหวะ 2 คือ จังหวะเบา 3 คือ จังหวะเบาแล้ว ยังมีส่วนย่อยของจังหวะคือจังหวะยก ในส่วนของการนับจังหวะยกนั้นเราจะนับเป็น & ( and หรือ และ ) หากเรานับชีพจรจังหวะหลักและกลุ่มย่อยจังหวะแรก (Division) เราจะนับเป็น 1 & 2 & 3 & แบบนี้ไปเรื่อย ๆ ถ้าหากเราจะนับชีพจรจังหวะหลัก กลุ่มย่อยจังหวะแรก (Division) และกลุ่มย่อยจังหวะถัดไป (Subdivision) รวมกัน จะนับเป็น 1 e & a 2 e & a 3 e & a แบบนี้ไป เรื่อย ๆ (อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วในบทที่ 3) ตัวอย่างบทเพลงที่มีอัตรา 3 จังหวะ เช่น เพลงเต้นรำในจังหวะว๊อล (Waltz) เพลงทะเลไม่ เค ยห ล ั บ, Für Elise; Ludwig van Beethoven, Symphony No.5 in E-flat major, II ; Jean Sibelius ตัวอย่างบทเพลงในอัตราจังหวะ # เพลงทะเลไม่เคยหลับ ตัวอย่างบทเพลงในอัตราจังหวะ เพลง Für Elise ; Ludwig van Beethoven


157 ตัวอย่างบทเพลงในอัตราจังหวะ เพลง Symphony No.5 in E-flat major, II ; Jean Sibelius 5.1.3 การฟังและการบันทึกชีพจรจังหวะในอัตราจังหวะสี่ธรรมดา (Simple quadruple time) ในแต่ละห้องเพลงมี 4 จังหวะ มีเลขตัวบนเป็นเลข 4 ส่วนเลขตัวล่างสามารถเป็น 1 2 4 8 16… ได้ เช่น วิธีการฟังและบันทึกกลุ่มอัตราจังหวะสามธรรมดานั้น เมื่อได้ยินชีพจรจังหวะหรือจังหวะ ใหญ่ ในอัตราจังหวะสองธรรมดานั้นจะนับชีพจรจังหวะเป็น 1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4… ไปเรื่อย ๆ โดยมี การจัดจังหวะเป็น จะมีจังหวะหนักที่จังหวะที่ 1 จังหวะเบาที่จังหวะที่ 2 จังหวะหนักเล็กน้อยที่จังหวะที่ 3 จังหวะเบาที่จังหวะที่ 4 ตามลำดับ (หนัก –เบา – หนักเล็กน้อย –เบา) เราสามารถแบ่งจังหวะหนักเบาได้ แล้ว จะทำการบันทึกโน้ตลงในบรรทัด 5 เส้น จะใช้เส้นกั้นห้อง (Bar line) ขีดกั้น เมื่อนับจังหวะที่ 4 แล้ว เพื่อให้ทราบถึงจำนวนจังหวะของแต่ละห้องเพลง ดังตัวอย่าง ในการเคาะจังหวะต้องอาศัยการปรบมือหรือการเคาะวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามสะดวกหรือ แม้กระทั่งการอำนวยเพลงก็จะมีการเคาะจังหวะ การเคาะจะมีการใช้มือหรืออุปกรณ์อื่นตกลงกระทบ เพื่อให้เกิดเสียงและยกขึ้นมาเพื่อให้ตกลงไปใหม่ การตกลงกระทบให้เกิดเสียงเรียกว่า จังหวะตก (Downbeat) และการยกมือหรืออุปกรณ์ขึ้นมาคือ จังหวะยก (Upbeat) ในอัตราจังหวะสองธรรมดานั้น นอกจากจะมีจังหวะหนักที่จังหวะที่ 1 จังหวะเบาที่จังหวะที่ 2 จังหวะหนักเล็กน้อยที่จังหวะที่ 3 จังหวะเบาที่จังหวะที่ 4 ตามลำดับ (หนัก – เบา – หนักเล็กน้อย – เบา )แล้ว ยังมีส่วนย่อยของจังหวะคือจังหวะยก ในส่วนของการนับจังหวะยกนั้นเราจะนับเป็น & ( and หรือ และ ) หากเรานับชีพจรจังหวะหลักและกลุ่มย่อยจังหวะแรก (Division) เราจะนับเป็น 1 & 2 & 3 & 4 & แบบนี้ไปเรื่อย ๆ ถ้าหากเราจะนับชีพจรจังหวะหลัก กลุ่มย่อยจังหวะแรก (Division) และกลุ่มย่อย


158 จังหวะถัดไป (Subdivision) รวมกัน จะนับเป็น 1 e & a 2 e & a 3 e & a 4 e & a แบบนี้ไปเรื่อย ๆ (อย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วในบทที่ 3) ยกตัวอย่างบทเพลงที่มีอัตรา 4 จังหวะ เช่น เพลงใจรัก, Czerny no.599 ข้อที่ 44, Canon in F major ; Josquin Desprez ตัวอย่างจากเพลงใจรัก ; สุชาติ ชวางกูร ตัวอย่างจากแบบฝึกหัดเปียโน Czerny no.599 ข้อที่ 44 Canon in F major ; Josquin Desprez แผนภาพแสดงจังหวะหลัก ส่วนย่อยจังหวะที่ 1 ส่วนย่อยจังหวะที่ 2 ในกลุ่มอัตราจังหวะธรรมดา


159 5.2 การฟังชีพจรจังหวะและหน่วยย่อยจังหวะในอัตราจังหวะผสม การฟังและการบันทึกชีพจรจังหวะในอัตราจังหวะผสม (Compound time) เป็นอัตรา จังหวะที่มีชีพจรจังหวะเป็นโน้ตประจุดชนิดใดก็ได้ อัตราจังหวะผสมมีเลขตัวบนเป็นเลข 6, 9, 12 เสมอและมีความหมายแตกต่างจากอัตราจังหวะธรรมดาตรงที่อัตราจังหวะผสมมีจำนวนจังหวะนับ และชีพจรจังหวะไม่เท่ากัน เช่น อัตราจังหวะ ( หากเราตีความจากความหมายของเครื่องหมาย กำหนดจังหวะ (Time signature) หมายถึงในหนึ่งห้องเพลงจะมี 9 จังหวะนับ ( 123 456 789) แต่ จะมีชีพจรจังหวะเท่ากับ 3 จังหวะ โดยในแต่ละชีพจรจังหวะจะมี 3 จังหวะนับเป็นต้น ในอัตราจังหวะผสมเป็นการแบ่งย่อยจังหวะออกเป็นสามดังที่กล่าวมาแล้วคือ เป็นการ แบ่งย่อยจังหวะของโน้ตประจุดออกเป็นสามส่วนในการแบ่งย่อยในระดับแรก ส่วนการแบ่งย่อย จังหวะในระดับสองจะแบ่งย่อยจังหวะตามปรกติ เพราะโน้ตที่แบ่งย่อยแล้วในระดับแรกนั้นกลายเป็น โน้ตที่ไม่มีประจุด ตัวโน้ต กลุ่มย่อยจังหวะแรก (Division) กลุ่มย่อยจังหวะถัดไป (Subdivision) ตารางที่ 5.1 แสดงการกระจายตัวโน้ตของอัตราจังหวะผสม (Compound time)


160 5.2.1 การฟังและการบันทึกชีพจรจังหวะในอัตราจังหวะสองผสม (Compound Duple time) ในแต่ละห้องเพลงมีชีพจรจังหวะเท่ากับ 2 จังหวะ โดยมีโน้ตประจุดชนิดใดก็ได้เป็นเกณฑ์ 1 จังหวะใหญ่ มีเลขตัวบนเป็นเลข6 ส่วนเลขตัวล่างสามารถเป็น 1 2 4 8 16… ได้ เช่น วิธีการ ฟังและบันทึกกลุ่มอัตราจังหวะสองผสมนั้น เมื่อได้ยินชีพจรจังหวะหรือจังหวะใหญ่ ในอัตราจังหวะสอง ผสมนั้นจะนับชีพจรจังหวะเป็น 1 2 34 5 6 I 1 2 3 4 5 6 I… ไปเรื่อย ๆโดยมีในการจัดกลุ่มจังหวะสอง ผสมจะมีการแบ่งชีพจรจังหวะใหญ่เป็น 1 : 3 เสมอในอัตราจังหวะสองผสมจะได้จังหวะดังนี้ จำนวนจังหวะนับ 1 2 3 4 5 5 ชีพจรจังหวะ 1 2 เมื่อนำกลุ่มอัตราจังหวะสองผสมจากตารางข้างต้นจะได้ลักษณะโน้ตดังนี้ อัตราจังหวะสองผสมจะมีการแบ่งย่อยจังหวะของโน้ตประจุดออกเป็นสามส่วนในการ แบ่งย่อยในระดับแรก ส่วนการแบ่งย่อยจังหวะในระดับสองจะแบ่งย่อยจังหวะตามปรกติ เพราะโน้ตที่ แบ่งย่อยแล้วในระดับแรกนั้นกลายเป็นโน้ตที่ไม่มีประจุด (ดังที่กล่าวมาแล้วในบทที่ 3)


161 ตัวอย่างการแบ่งย่อยจังหวะของอัตราจังหวะสองผสม 5.2.2 การฟังและการบันทึกชีพจรจังหวะในอัตราจังหวะสามผสม (Compound Triple time) ในแต่ละห้องเพลงมีชีพจรจังหวะเท่ากับ 3 จังหวะ โดยมีโน้ตประจุดชนิดใดก็ได้เป็นเกณฑ์ 1 จังหวะใหญ่ มีเลขตัวบนเป็นเลข 9 ส่วนเลขตัวล่างสามารถเป็น 1 2 4 8 16… ได้ เช่น วิธีการฟังและบันทึกกลุ่มอัตราจังหวะสามผสมนั้น เมื่อได้ยินชีพจรจังหวะหรือจังหวะใหญ่ ในอัตรา จังหวะสามผสมนั้นจะนับชีพจรจังหวะเป็น 1 2 3 4 5 6 7 8 9 I 1 2 3 4 5 6 7 8 9 I … ไปเรื่อย ๆ โดยมีในการจัดกลุ่มจังหวะสองผสมจะมีการแบ่งชีพจรจังหวะใหญ่เป็น 1 : 3 เสมอ ในอัตราจังหวะ สองผสมจะได้จังหวะดังนี้ จำนวน จังหวะนับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 ชีพจรจังหวะ 1 2 3 เมื่อนำกลุ่มอัตราจังหวะสองผสมจากตารางข้างต้นจะได้ลักษณะโน้ตดังนี้


162 อัตราจังหวะสามผสมจะมีการแบ่งย่อยจังหวะของโน้ตประจุดออกเป็นสามส่วนในการ แบ่งย่อยในระดับแรก ส่วนการแบ่งย่อยจังหวะในระดับสองจะแบ่งย่อยจังหวะตามปรกติ เพราะโน้ตที่ แบ่งย่อยแล้วในระดับแรกนั้นกลายเป็นโน้ตที่ไม่มีประจุด 5.2.3 การฟังและการบันทึกชีพจรจังหวะในอัตราจังหวะสี่ผสม (Compound Quadruple time) ในแต่ละห้องเพลงมีชีพจรจังหวะเท่ากับ 4 จังหวะ โดยมีโน้ตประจุดชนิดใดก็ได้เป็นเกณฑ์ 1 จังหวะ ใหญ่ มีเลขตัวบนเป็นเลข 12 ส่วนเลขตัวล่างสามารถเป็น 1 2 4 8 16… ได้ เช่น วิธีการฟังและ บันทึกกลุ่มอัตราจังหวะสามผสมนั้น เมื่อได้ยินชีพจรจังหวะหรือจังหวะใหญ่ ในอัตราจังหวะสามผสมนั้น จะนับชีพจรจังหวะเป็น 1 2 34 5 6 7 8 9 10 11 12 I 1 2 3 4 5 67 8 9 10 11 12 I … ไปเรื่อย ๆ โดย มีในการจัดกลุ่มจังหวะสองผสมจะมีการแบ่งชีพจรจังหวะใหญ่เป็น 1 : 3 เสมอ ในอัตราจังหวะสองผสมจะ ได้จังหวะดังนี้ จำนวน จังหวะนับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 ชีพจร จังหวะ 1 2 3 4 เมื่อนำกลุ่มอัตราจังหวะสองผสมจากตารางข้างต้นจะได้ลักษณะโน้ตดังนี้


163 การนับจังหวะในอัตราจังหวะผสมจะมีความแตกต่างจากการนับจังหวะที่อยู่ในอัตราจังหวะ ธรรมดาซึ่งการในอัตราจังหวะธรรมดานั้นจะมีการแบ่งสัดส่วนออกเป็น 1 : 2 อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว ส่วนในการนับจังหวะของอัตราจังหวะผสมจะมีการแบ่งสัดส่วนออกเป็น 1 : 3 และในส่วนแบ่งถัดไป จะแบ่งสัดส่วนออกเป็น 1 : 2 ตามปรกติ การฟังตัวโน้ตแล้วมาบันทึกลงในเส้นบรรทัด เปรียบเทียบคล้ายกับการฟังแล้วเขีย น ภาษาไทยตอนที่เราเป็นเด็ก ใช้วิธีการจำลักษณะตัวอักษรและการฝึกเขียนตัวอักษรมาก่อนและ จะต้องฝึกอย่างสม่ำเสมอในทางดนตรีก็มีลักษณะที่คล้ายคลึงกันคือต้องจำลักษณะตัวโน้ตและตัวหยุด และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ของดนตรีไม่ว่าจะเป็นทางดนตรีตะวันตก ดนตรีไทย ดนตรีพื้นบ้านก็จะมี ลักษณะเฉพาะในการบันทึกที่แตกต่างกันออกไปเพื่อสื่อสารในการบรรเลงดนตรี แต่ในทางดนตรีจะมี เรื่องของ จังหวะหรือเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องในการบันทึกซึ่งผู้บันทึกจะต้องฟังจังหวะและนับจังหวะให้ ตรงตามที่ได้ยินและบันทึกเป็นตัวโน้ตออกมา


164 แบบฝึกหัดท้ายบท 5.1 ให้นักศึกษาวิเคราะห์ชีพจรจังหวะของอัตราจังหวะธรรมดาจากตัวอย่างเพลงใน QR Code ที่ กำหนดให้พร้อมระบุเครื่องหมายกำหนดอัตราจังหวะ และเขียนตัวเลขกำกับชีพจรจังหวะ เมื่อครบ ตามจำนวนจังหวะที่วิเคราะห์ได้แล้วให้ขีดเส้นกั้นห้อง (Bar Line) ลิงก์เพลง แบบฝึกหัด 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9.


165 10. 5.2 ให้นักศึกษาวิเคราะห์ชีพจรจังหวะ หน่อยย่อยจังหวะที่ 1 (Divition) ของอัตราจังหวะธรรมดา จากตัวอย่างเพลงใน QR Code ที่กำหนดให้พร้อมระบุเครื่องหมายกำหนดอัตราจังหวะ และเขียน ตัวเลขกำกับชีพจรจังหวะ เมื่อครบตามจำนวนจังหวะที่วิเคราะห์ได้แล้วให้ขีดเส้นกั้นห้อง (Bar Line) ลิงก์เพลง แบบฝึกหัด 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9.


166 10. 5.3 ให้นักศึกษาวิเคราะห์ชีพจรจังหวะ หน่วยย่อยจังหวะที่ 1 (Division) หน่วยย่อยจังหวะที่ 2 (Subdivision) ของอัตราจังหวะธรรมดาจากตัวอย่างเพลงใน QR Code ที่กำหนดให้พร้อมระบุ เครื่องหมายกำหนดอัตราจังหวะ และเขียนตัวเลขกำกับชีพจรจังหวะ เมื่อครบตามจำนวนจังหวะที่ วิเคราะห์ได้แล้วให้ขีดเส้นกั้นห้อง (Bar Line) ลิงก์เพลง แบบฝึกหัด 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7.


167 8. 9. 10. 5.4 ให้นักศึกษาวิเคราะห์ชีพจรจังหวะของอัตราจังหวะผสมจากตัวอย่างเพลงใน QR Code ที่ กำหนดให้พร้อมระบุเครื่องหมายกำหนดอัตราจังหวะและเขียนตัวเลขกำกับชีพจรจังหวะ เมื่อครบ ตามจำนวนจังหวะที่วิเคราะห์ได้แล้วให้ขีดเส้นกั้นห้อง (Bar Line) ลิงก์เพลง แบบฝึกหัด 1. 2. 3. 4. 5.


168 6. 7. 8. 9. 10. 5.5 ให้นักศึกษาวิเคราะห์ชีพจรจังหวะ หน่วยย่อยจังหวะที่ 1 (Division) ของอัตราจังหวะผสมจาก ตัวอย่างเพลงใน QR Code ที่กำหนดให้พร้อมระบุเครื่องหมายกำหนดอัตราจังหวะและเขียนตัวเลข กำกับชีพจรจังหวะ เมื่อครบตามจำนวนจังหวะที่วิเคราะห์ได้แล้วให้ขีดเส้นกั้นห้อง (Bar Line) ลิงก์เพลง แบบฝึกหัด 1. 2. 3. 4. 5.


169 6. 7. 8. 9. 10.


170 อ้างอิงท้ายบท ณัชชา พันธุ์เจริญ. ทฤษฎีดนตรี. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550 . พจนานุกรมศัพท์ดุริยางคศิลป์. พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เกศกะรัต, 2552 วรากร สีโย. เอกสารประกอบการสอนวิชาโสตทักษะ 1. พิมพ์ครั้งที่ 1 . วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2561 วิบูลย์ ตระกูลฮุ้น. ทฤษฎีดนตรีตะวันตก. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, 2561 . ทักษะทฤษฎีดนตรีตะวันตก. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2561 พระเจนดุริยางค์. แบบเรียนดุริยางคศาสตร์สากล. ฉบับทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย พิภัช สอนใย. การบันทึกโน้ตเพลงไทย. พิมพ์ครั้งที่ 1 . มหาสารคาม. อภิชาตการพิมพ์, 2561 สัญฉนะวัต นิมมานรตนกุล. ทฤษฎีดนตรีตะวันตก. พิมพ์ครั้งที่ 1. นนทบุรี : สำนักพิมพ์นิมมานรัต นกุล, 2552


171 แผนการสอนประจำบทที่ 6 การอ่านระดับเสียง หัวข้อเนื้อหาประจำบท การอ่านระดับเสียง ควรจะต้องฝึกฟังเสียงระดับเสียงตามสัญลักษณ์ที่บันทึก แล้วอ่านออก เสียงมาให้ถูกต้อง โดยวิธีการร้องออกเสียงเป็นตัวโน้ตดนตรีหรือวิธีการบรรเลงเครื่องดนตรี แต่ในการ ฝึกวิชาโสตทักษะนี้ให้นิสิตใช้วิธีการฝึกโดยการอ่านออกเสียงเป็นโน้ตดนตรี โดยเทียบเสียงจากเครื่อง ดนตรีเปียโน ใช้ทำนองสั้นๆ และใช้ตัวโน้ตตั้งแต่ 2 ตัวถึง 5 ตัว ในอัตราจังหวะ 2,3 และ 4 ในการ อ่านนั้นใช้การอ่านแบบ Fixed Do และ Move Do วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบถึงการร้องโน้ตในบันไดเสียงเมเจอร์ 2. เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบถึงการร้อง การอ่านโน้ตในระบบโดคงที่ (Fixed Do) 3. เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบถึงการร้อง การอ่านโน้ตในระบบโดเคลื่อนที่ (Movable Do) กิจกรรมระหว่างเรียน บรรยายเนื้อหาประกอบเอกสารประกอบการสอน ให้นักศึกษาทำแบบฝึกหัดของแต่ละหัวข้อ การฝึกปฏิบัติสัดส่วนโน้ตต่าง ๆ วิธีการอ่าน การร้องโน้ตในบันไดเสียงเมเจอร์ การร้องโน้ตในระบบโด คงที่ (Fixed Do) ระบบโดเคลื่อนที่ (Movable Do) เพื่อสร้างความเข้าใจความแม่นยำเพื่อนำไปสู่การ ปฏิบัติเครื่องดนตรีต่อไป ส่วนของเนื้อหา 1. การร้องโน้ตในบันไดเสียงเมเจอร์ 2. ระบบโดคงที่ (Fixed Do) 3. ระบบโดเคลื่อนที่ (Movable Do) การวัดและการประเมินผล 1. สังเกตพฤติกรรมผู้เรียน 1.1 ความตรงต่อเวลาในการเข้าเรียน และการส่งงานที่มอบหมาย 1.2 การตอบสนองของผู้เรียนระหว่างเรียน 1.3 การมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นของผู้เรียนในระหว่างเรียน 2. ประเมินผลงานที่มอบหมาย 2.1 แบบฝึกหัดท้ายบท


172 บทที่ 6 การอ่านระดับเสียง การอ่านโน้ตเป็นการอ่านภาษาซึ่งคล้ายกับการอ่านภาษาอื่น ๆ ทั่วไป เช่นภาษาไทยต้องรู้จัก อักษร ก ข ค ง สระ อา อิ อุ อู และอื่น ๆ ที่จะต้องทำความรู้จักและการจำและเข้าใจสัญลักษณ์หรือ อักษรต่างๆ ในภาษาอังกฤษก็เช่นเดียวกันจะต้องรู้จัก A B C และสระในการสะกดคำอื่น ๆ ในภาษา ดนตรีก็เช่นเดียวกัน จากบทที่เรียนผ่านจะมีสัญลักษณ์ที่ใช้ในการอ่านโน้ต ซึ่งได้แก่ 1.จังหวะ ได้แก่เรื่อง ตัวโน้ต ตัวหยุด ค่าของตัวโน้ต เครื่องหมายกำหนดจังหวะ เส้นกั้นห้อง ห้องเพลง การเคาะจังหวะ 2. ระดับเสียง บรรทัด 5 เส้น กุญแจเสียง ระดับเสียงสูงต่ำ ระดับเสียงต่างๆ เครื่องหมายแปลงเสียง วิธีการ เขียนระดับเสียง ซึ่งจะต้องอาศัยการฝึกฝนจดจำและเข้าใจเรื่องที่กล่าวมา ถ้าเข้าใจแล้วจะสามารถอ่าน โน้ตได้ง่ายหากยังสงสัยต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการอ่านระดับเสียงมีการนิยมการอ่านหลายแบบ เช่น การอ่านระดับเสียงแบบ Fix Do และการอ่านระดับเสียงแบบ Move Do การร้องโน้ตในบันไดเสียงเมเจอร์ การร้องทำนองออกเสียงเป็นตัวโน้ตที่นิยมในปัจจุบันมี 2 ระบบ คือ 1. ระบบโดคงที่ (Fixed Do) คือ ระบบการอ่านโน้ตซึ่งไม่ว่าจะอยู่บนบันไดเสียงใด โน้ต C จะต้องร้องเป็นเสียง โด เสมอ รวมถึงโน้ตตัวอื่น ๆ ต้องร้องตามชื่อโน้ตตัวนั้น ๆ ดังนี้ การร้องโน้ตในระบบโดคงที่ขาขึ้น ( Ascending ) C C# D D# E F F# G G# A A# B C Do Di Re Ri Mi Fa Fi Sol Si La Li Ti Co โด ดี เร รี มี ฟา ฟี โซ ซี ลา ลี ที โด การร้องโน้ตในระบบโดคงที่ขาลง ( Descending ) C B Bb A Ab G Gb F E Eb D Db C Do Ti Te La Le Sol Se Fa Mi Me Re Ra Co โด ที ทา ลา เล โซ เซ ฟา มี เม เร รา โด ระบบนี้นิยมใช้ในประเทศฝรั่งเศส สเปน อิตาลี โปรตุเกส โรมาเนีย รัสเซีย จีน อเมริกาใต้และบาง พื้นที่ของอเมริกาเหนือ และญี่ปุ่น


173 2. ระบบโดเคลื่อนที่ (Movable Do) คือ โน้ต “โด” จะเป็นโน้ตตัวแรกของบันไดเสียงหรือโน้ต โทนิกเสมอ ซึ่งอาจจะเป็นโน้ตตัวใดก็ได้ ระบบการอ่านโน้ตที่เสียงโดจะเปลี่ยนไปตามบันไดเสียง เมื่อ เสียง Do เริ่มต้นที่โน้ตโทนิกบนบันไดเสียงนั้น ๆ ก็จะเรียง Re Mi Fa Sol La Ti Do ตามลำดับ เช่น ถ้าขับร้องเพลงที่อยู่ในบันไดเสียง G เมเจอร์ ( G Major scale ) ประกอบด้วยโน้ต G – A – B – C – D – E - F# - G จะต้องร้องโน้ต G เป็น Do ร้องโน้ต A เป็น Re ร้องโน้ต B เป็น Mi ร้องโน้ต C เป็น Fa ร้องโน้ต D เป็น Sol ร้องโน้ต E เป็น La ร้องโน้ต F# เป็น Ti เมื่อเราลองนำการเรียกชื่อการร้องโน้ตทั้ง 2 ระบบที่กล่าวมาข้างต้น จะพบว่า ระบบโด เคลื่อนที่สะดวกกว่าในการหาระดับเสียงในบันไดเสียงเมเจอร์ แม้ว่าในการร้องต้องปรับหาโน้ตที่ไม่ ตรงกับระบบตัวอักษร (Letter system) ระบบโดเคลื่อนที่จึงเป็นที่นิยมมากกว่าในการสอนวิชาโสต ทักษะในปัจจุบัน แต่ในการเล่นดนตรีบางชนิด โดยเฉพาะเครื่องสาย ถ้านักดนตรีสามารถร้องโน้ตด้วย ระบบโดคงที่ได้ จะทำให้การหาระดับเสียงได้สะดวกกว่า ตัวอย่างการร้องโน้ตทั้ง 2 ระบบบนบันไดเสียง A เมเจอร์ ( A Major scale ) ขาขึ้น ( Ascending ) Fixed Do : La Ti Di Re Mi Fi Si La ลา ที ดี เร มี ฟี ซี ลา Movable Do : Do Re Mi Fa Sol La Ti Do โด เร มี ฟา โซ ลา ที โด ในการร้องทำนองเพลงด้วยระบบโดเคลื่อนที่ ต้องหาโน้ตโทนิกก่อนแล้วให้โน้ตตัวนั้นเป็น Do จากนั้นเมื่อเสียง Do เริ่มต้นที่โน้ตโทนิกบนบันไดเสียงนั้น ๆ ก็จะเรียง Re Mi Fa Sol La Ti Do ตามลำดับ เช่น ถ้าขับร้องเพลงที่อยู่ในบันไดเสียง G เมเจอร์ ( G Major scale ) ประกอบด้วยโน้ต G – A – B – C – D – E - F# - G จะต้องร้องโน้ต G เป็น Do ร้องโน้ต A เป็น Re ร้องโน้ต B เป็น Mi ร้องโน้ต C เป็น Fa ร้องโน้ต D เป็น Sol ร้องโน้ต E เป็น La ร้องโน้ต F# เป็น Ti Movable Do : Sol La Sol Sol Mi Sol Mi Re Sol Mi Sol Mi Re Do La Do La Sol La Sol Fixed Do : Re Mi Re Re Ti Re Ti La Re Ti Re Ti La Sol Mi Sol Mi Re Mi Re


174 ทำนองจากเพลงดวงดือน ศิลปิน โจอี้ ภูวศิษฐ์ จากตัวอย่างเพลงข้างต้น ทำนองจากเพลงดวงดือน ศิลปิน โจอี้ ภูวศิษฐ์ หากเราวิเคราะห์ จาก Key signature เพลงนี้อยู่ในบันไดเสียง E major scale โน้ตประกอบไปด้วย E F# G# A B C# D# E เมื่อเราร้องโน้ตในบันไดเสียงดังกล่าวในระบบ Fixed Do นี้จะร้องว่า Mi Fi Si La Ti Di Ri Mi และเมื่อเราร้องโน้ตในระบบ moveable Do จะร้องโน้ตตามลำดับว่า E = Do, F# = Re, G# = Mi, A = Fa, B = Sol, C# = La, D# = Ti เพื่อให้เข้าใจมากขึ้นให้นักศึกษาดูตารางเปรียบเทียบ Scale E F# G# A B C# D# Fixed Do Mi Fi Si La Ti Di Ri Movable Do Do Re Mi Fa Sol La Ti เมื่อนำมาร้องโน้ตทั้ง 2 ระบบจะได้การร้องโน้ตตามตัวอย่างข้างล่าง Movable Do : Sol La Do Re__ Do Sol Sol La Do Re_____ Mi Do Sol Mi Re Re____ Do Sol Sol La Do Re Fixed Do : Ti Di Mi Fi___Mi Ti Ti Di Mi Fi_____ Si Mi Ti Si Fi Fi_____ Mi Ti Ti Di Mi Fi ทำนองจากเพลง A Thousand Years ศิลปิน Christina Perri จากตัวอย่างเพลงข้างต้น ทำนองจากเพล A Thousand Years ศิลปิน Christina Perri หากเราวิเคราะห์จาก Key signature เพลงนี้อยู่ในบันไดเสียง Bb major scale โน้ตประกอบไปด้วย Bb C D Eb F G A เมื่อเราร้องโน้ตในบันไดเสียงดังกล่าวในระบบ Fixed Do นี้จะร้องว่า Te Do Re Me Fa Sol La และเมื่อเราร้องโน้ตในระบบ moveable Do จะร้องโน้ตตามลำดับว่า Bb = Do, C = Re, D = Mi, Eb = Fa, F = Sol, G = La, A = Ti เพื่อให้เข้าใจมากขึ้นให้นักศึกษาดูตารางเปรียบเทียบ


175 Scale Bb C D Eb F G A Fixed Do Te Do Re Me Fa Sol La Movable Do Do Re Mi Fa Sol La Ti เมื่อนำมาร้องโน้ตทั้ง 2 ระบบจะได้การร้องโน้ตตามตัวอย่างข้างล่าง Movable Do : Do Do Do Mi Re_ Do Do Do Do Sol Fa Mi_ Do La Sol Fa Mi_ De Mi Ti Do Do Do Mi Re_ Do Fixed Do : Te Te Te Re Do_ Te Te Te Te Fa Me Re_ Te Sol Fa Me Re_ Do Re La Te Te Te Re Do_ Te บันไดเสียงเมเจอร์นับเป็นจุดเริ่มต้นหลักที่สำคัญในการทำความเข้าใจในหัวข้อต่อ ๆ ไป ไม่ว่า จะเป็นเรื่องบันไดเสียงไมเนอร์ โมด บันไดเสียงอื่น ๆ กุญแจเสียง ขั้นคู่ ทรัยแอดหรือคอร์ด อันเป็น พื้นฐานในวิชาการประสานเสียง ฉะนั้นการทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ในเรื่องบันไดเสียงเมเจอร์จึงจำเป็น อย่างยิ่งในการศึกษาบทเรียนต่อ ๆ ไป


176 แบบฝึกหัดท้ายบท 1. ให้นักศึกษาฝึกอ่านแนวทำนองที่กำหนดให้ โดยใช้วิธีการร้องโน้ตแบบ Fixed Do เพื่อฝึกแยก ระดับเสียง 1.1 ฝึกร้องโน้ต 2 เสียง หรือ Di chord : Do – Re 1) 2) 3) 4) 5) 6) 7) 8)


177 9) 10) 1.2 ฝึกร้องโน้ต 3 เสียง หรือ Tri chord : Do – Re – Mi 1) 2) 3) 4) 5) 6)


178 7) 8) 9) 10) 1.3 ฝึกร้องโน้ต 4 เสียง หรือ Tetra chord : Do – Re – Mi – Fa 1) 2) 3) 4)


179 5) 6) 7) 8) 9) 10) 1.4 ฝึกร้องโน้ต 5 เสียง หรือ Penta chord ; Do – Re – Mi – Fa – Sol และ Peta tonic scale ; Do – Re – Mi – Sol – La 1) 2) 3)


180 4) 5) 6) 7) 8) 9) 10) 1.5 ฝึกร้องโน้ต 6 เสียง หรือ Hexachord ; Do – Re - Mi - Fa - Sol - La 1) 2) 3)


181 4) 5) 6) 7) 8) 9) 10)


182 1.6 ฝึกร้องโน้ต 7 เสียง หรือ Major scale : Do – Re - Mi - Fa - Sol - La – Ti 1) 2) 3) 4) 5) 2. ให้นักศึกษาฝึกอ่านแนวทำนองที่กำหนดให้ โดยใช้วิธีการร้องโน้ตแบบ Move Do และ Fixed Do เพื่อฝึกแยกระดับเสียง 2.1) Move Do Fixed Do 2.2)


183 Move Do Fixed Do 2.3) Move Do Fixed Do 2.4) Move Do Fixed Do 2.5) Move Do Fixed Do 2.6) Move Do Fixed Do


184 2.7) Move Do Fixed Do 2.8) Move Do Fixed Do 2.9 Move Do Fixed Do 2.10) Move Do Fixed Do


185 อ้างอิงท้ายบท ณัชชา พันธุ์เจริญ. ทฤษฎีดนตรี. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550 . พจนานุกรมศัพท์ดุริยางคศิลป์. พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เกศกะรัต, 2552 วรากร สีโย. เอกสารประกอบการสอนวิชาโสตทักษะ 1. พิมพ์ครั้งที่ 1 . วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2561 วิบูลย์ ตระกูลฮุ้น. ทฤษฎีดนตรีตะวันตก. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, 2561 . ทักษะทฤษฎีดนตรีตะวันตก. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2561 พระเจนดุริยางค์. แบบเรียนดุริยางคศาสตร์สากล. ฉบับทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย พิภัช สอนใย. การบันทึกโน้ตเพลงไทย. พิมพ์ครั้งที่ 1 . มหาสารคาม. อภิชาตการพิมพ์, 2561 สัญฉนะวัต นิมมานรตนกุล. ทฤษฎีดนตรีตะวันตก. พิมพ์ครั้งที่ 1. นนทบุรี : สำนักพิมพ์นิมมานรัต นกุล, 2552


186 แผนการสอนประจำบทที่7 การฟังระดับเสียงและการบันทึก หัวข้อเนื้อหาประจำบท การฝึกโสตทักษะจะเป็นประโยชน์ต่อการแสดงของนักดนตรี การฝึกฝนทักษะการได้ยินของ คุณผ่านการฝึกหูเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการรับรู้ทางระดับเสียง ซึ่งเป็น ความสามารถในการจำลองเสียงของโน้ตหรือระบุโดยอ้างอิงจากตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับโน้ตตัวอื่น (สามารถใช้วิธีฝึกได้ทั้งการ Move Do และ Fix Do) นี่เป็นทักษะที่ช่วยให้นักศึกษาวิเคราะห์และ ถอดรหัสสิ่งที่คุณได้ยิน ช่วยให้คุณเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบทางดนตรีได้ดีขึ้น เมื่อ นักศึกษาฝึกฝนการฟังให้มีประสิทธิภาพที่ดี นักศึกษาจะสามารถปรับปรุงจังหวะ ปรับแต่งเสียงเครื่อง ดนตรีให้แม่นยำยิ่งขึ้น สามารถร่วมบรรเลงกับนักดนตรีคนอื่น ๆ ได้ดีขึ้น และเสริมสร้างทักษะการ แสดงสดและการร้องเพลงอีกด้วย วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกแยกระดับเสียงสูง-ต่ำของโน้ตดนตรี 2. เพื่อให้นักศึกษาทราบถึงวิธีการฝึกฟังและวิเคราะห์ระดับเสียง อัตราจังหวะและการบันทึก โน้ตดนตรี 3. เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกฟังและวิเคราะห์ทำนองเพลงแล้วนำมาบันทึกโน้ตดนตรีลงในบรรทัด 5 เส้น กิจกรรมระหว่างเรียน บรรยายเนื้อหาประกอบเอกสารประกอบการสอน ให้นักศึกษาทำแบบฝึกหัดของแต่ละหัวข้อ การฝึกฟังและวิเคราะห์ทำนองเพลง อัตราจังหวะ สัดส่วนโน้ตต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจความ แม่นยำเพื่อนำไปสู่การบันทึกโน้ตดนตรีต่อไป ส่วนของเนื้อหา 1. เสียงดนตรีและเสียงธรรมชาติ 2. เสียงสูง เสียงต่ำของระดับเสียงดนตรี 3. การฟังแนวทำนองและการบันทึกโน้ต การวัดและการประเมินผล 1. สังเกตพฤติกรรมผู้เรียน 1.1 ความตรงต่อเวลาในการเข้าเรียน และการส่งงานที่มอบหมาย 1.2 การตอบสนองของผู้เรียนระหว่างเรียน


187 1.3 การมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นของผู้เรียนในระหว่างเรียน 2. ประเมินผลงานที่มอบหมาย 2.1 แบบฝึกหัดท้ายบท


Click to View FlipBook Version