38 แบบฝึกหัดที่ 2.11 ให้ฝึกร้องโน้ตในกุญแจเสียงที่กำหนดให้ 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10.
39 11. 12. 13. 14. 15. 16. 17. 18. 19. 20. 21.
40 22. 23. 24. 25. 26. 27. 28. 29. 30.
41 อ้างอิงท้ายบท ณัชชา พันธุ์เจริญ. ทฤษฎีดนตรี. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550 . พจนานุกรมศัพท์ดุริยางคศิลป์. พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เกศกะรัต, 2552 วรากร สีโย. เอกสารประกอบการสอนวิชาโสตทักษะ 1. พิมพ์ครั้งที่ 1 . วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2561 วิบูลย์ ตระกูลฮุ้น. ทฤษฎีดนตรีตะวันตก. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, 2561 . ทักษะทฤษฎีดนตรีตะวันตก. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2561 พระเจนดุริยางค์. แบบเรียนดุริยางคศาสตร์สากล. ฉบับทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย พิภัช สอนใย. การบันทึกโน้ตเพลงไทย. พิมพ์ครั้งที่ 1 . มหาสารคาม. อภิชาตการพิมพ์, 2561 สัญฉนะวัต นิมมานรตนกุล. ทฤษฎีดนตรีตะวันตก. พิมพ์ครั้งที่ 1. นนทบุรี : สำนักพิมพ์นิมมานรตน กุล, 2552
42 แผนการสอนประจำบทที่ 3 องค์ประกอบพื้นฐานของจังหวะ หัวข้อเนื้อหาประจำบท สัญลักษณ์แสดงลักษณะจังหวะ (Rhythm) เป็นตัวกำหนดความสั้น-ยาว (Duration) ของ เสียงโน้ตแต่ละตัว ลักษณะจังหวะจะปรากฏพร้อมกับตัวโน้ต ซึ่งผู้เล่นจะต้องอ่านทั้งระดับเสียงของตัว โน้ตและความสั้น-ยาวของจังหวะไปพร้อม ๆ กัน สัญลักษณ์แสดงลักษณะจังหวะ คือ ตัวโน้ตและตัว หยุด ทั้งตัวโน้ตและตัวหยุดนั้นมีความสำคัญต่อดนตรีเช่นเดียวกัน เนื่องจากดนตรีประกอบไปด้วย เสียง (Sound) และความเงียบ (Silence) วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบถึงสัญลักษณ์แสดงลักษณะจังหวะทางดนตรี 2. เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบถึงค่าความยาวตัวโน้ตและค่าตัวหยุด 3. เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบถึงการควบคุมจังหวะโดยการใช้เส้นกั้นห้อง 4. เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบถึงการแบ่งกลุ่มย่อยจังหวะ 5. เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบถึงเครื่องหมายกำหนดจังหวะ (Time signature / Meter signature) 6. เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบถึงอัตราจังหวะ กิจกรรมระหว่างเรียน บรรยายเนื้อหาประกอบเอกสารประกอบการสอน ให้นักศึกษาทำแบบฝึกหัดของแต่ละหัวข้อ การฝึกปฏิบัติสัดส่วนโน้ตต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจความแม่นยำเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติเครื่องดนตรี ต่อไป ส่วนของเนื้อหา 1. สัญลักษณ์แสดงลักษณะจังหวะ 2. ค่าความยาวตัวโน้ตและค่าตัวหยุด 3. การยืดค่าตัวโน้ต 4. การควบคุมจังหวะโดยการใช้เส้นกั้นห้อง 5. การแบ่งกลุ่มย่อยจังหวะ 6. เครื่องหมายกำหนดจังหวะ (Time signature / Meter signature) 7. อัตราจังหวะ
43 การวัดและการประเมินผล 1. สังเกตพฤติกรรมผู้เรียน 1.1 ความตรงต่อเวลาในการเข้าเรียน และการส่งงานที่มอบหมาย 1.2 การตอบสนองของผู้เรียนระหว่างเรียน 1.3 การมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นของผู้เรียนในระหว่างเรียน 2. ประเมินผลงานที่มอบหมาย 2.1 แบบฝึกหัดท้ายบท
44 บทที่ 3 องค์ประกอบพื้นฐานของจังหวะ มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า ตัวโน้ตและตัวหยุดแต่ละตัวมีความยาวจังหวะที่แน่นอน เช่น โน้ตและตัวหยุดตัวกลมมีค่าเท่ากับ 4 จังหวะ โน้ตและตัวหยุดตัวขาวมีค่าเท่ากับ 2 จังหวะ โน้ตและ ตัวหยุดตัวดำมีค่าเท่ากับ 1 จังหวะ ความเข้าใจค่าความยาวของตัวโน้ตและตัวหยุดดังกล่าวอาจจะ ใช้ได้ในทางปฏิบัติเพียงบางส่วนเท่านั้นแต่ไม่ถูกต้องนักในทางทฤษฎีดนตรีเนื่องจากค่าความยาวของ ตัวโน้ตและตัวหยุดนั้นจะกำหนดได้แน่นอนว่ามีความยาวกี่จังหวะก็ต่อเมื่อมีเครื่องหมายกำหนดอัตรา จังหวะ (Time signature) ของบทเพลงเป็นตัวกำหนด นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่จำเป็นจะต้องทำ ความเข้าใจเกี่ยวกับอัตราจังหวะ ซึ่งครอบคลุมประเด็นอื่น ๆ ได้แก่ สัญลักษณ์แสดงลักษณะจังหวะ ค่าตัวโน้ตและค่าตัวหยุด การยืดค่าตัวโน้ต การแบ่งกลุ่มย่อยจังหวะ เครื่องหมายกำหนดอัตราจังหวะ การจัดกลุ่มจังหวะ (วิบูลย์ ตระกูลฮุ้น) 3.1 สัญลักษณ์แสดงลักษณะจังหวะ สัญลักษณ์แสดงลักษณะจังหวะ (Rhythm) เป็นตัวกำหนดความสั้น-ยาว (Duration) ของ เสียงโน้ตแต่ละตัว ลักษณะจังหวะจะปรากฏพร้อมกับตัวโน้ต ซึ่งผู้เล่นจะต้องอ่านทั้งระดับเสียงของตัว โน้ตและความสั้น-ยาวของจังหวะไปพร้อม ๆ กัน สัญลักษณ์แสดงลักษณะจังหวะ คือ ตัวโน้ตและตัว หยุด ทั้งตัวโน้ตและตัวหยุดนั้นมีความสำคัญต่อดนตรีเช่นเดียวกัน เนื่องจากดนตรีประกอบไปด้วย เสียง (Sound) และความเงียบ (Silence) สัญลักษณ์แสดงลักษณะจังหวะที่หมายถึงตัวโน้ตและตัวหยุดดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น มี องค์ประกอบดังต่อไปนี้ 3.1.1 ตัวโน้ต (Note) ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1) หัวโน้ต (Note head) คือส่วนที่แสดงระดับเสียง หัวโน้ตจะบันทึกอยู่บนเส้น บรรทัดหรืออยู่ในช่องก็ได้ หัวโน้ตอาจจะปรากฏในรูปของหัวโน้ตขาวหรือหัวโน้ตดำ ในกรณีที่หัวโน้ต ดำจำเป็นจะต้องเขียนก้านโน้ตในด้วยเสมอ ส่วนหัวโน้ตขาวจะมีก้านหรือไม่มีก็ได้แล้วแต่กรณีของ ความยาวโน้ต 2) ก้านโน้ต (Stem) เป็นส่วนที่ลากออกมาจากด้านข้างส่วนหัวโน้ต ทั้งหัวโน้ตขาว และหัวโน้ตดำ ก้านโน้ตจะขี้ขึ้นหรือลงขึ้นอยู่กับตำแหน่งของหัวโน้ต ถ้าหัวโน้ตบันทึกอยู่ต่ำกว่า
45 บรรทัดเส้นที่ 3 ก้านโน้ตจะชี้ขึ้นอยู่ด้านขวาของหัวโน้ต และถ้าหัวโน้ตบันทึกอยู่สูงกว่าบรรทัดเส้นที่ 3 ก้านโน้ตจะชี้ลงอยู่ด้านซ้ายของหัวโน้ต ความยาวของก้านโน้ตเมื่อรวมกับหัวโน้ตแล้วจะมีความยาว ประมาณ 3-4 ช่องของบรรทัด 5 เส้น ยกเว้นมีการบันทึกบนเส้นน้อยก้านโน้ตจะต้องลากยาวจดเส้น กลางของบรรทัด 5 เส้นเสมอ 3. เขบ็ต (Flag) เป็นส่วนที่เติมต่อจากก้านโน้ต มีลักษณะคล้ายชายธง เขบ็ตจะใช้กับ โน้ตหัวดำที่มีก้านโน้ตเท่านั้น สำหรับโน้ตหัวขาวและมีก้านโน้ตจะไม่ใช้เขบ็ต เขบ็ตจะเป็นส่วนต่อจาก ปลายก้านโน้ตโดนตวัดไปทางขวาเสมอ ไม่ว่าก้านโน้ตนั้นจะชี้ขึ้นหรือชี้ลงก็ตาม 4. เส้นรวบเขบ็ต (Beam) คือเส้นที่ทำหน้าที่รวบหางเขบ็ตอยู่ติดกันในกลุ่มเดียวกัน เราสามารถที่จะใช้เส้นรวบเขบ็ตนี้ได้ เพื่อความเป็นระเบียบและจะทำให้การปฏิบัติง่ายขึ้น ผลของการบันทึกโน้ตหางขึ้นหรือหางลงนั้น มีจุดประสงค์เพื่อให้โน้ตในกลุ่มนั้น ๆ มีความ เป็นระเบียบและง่ายต่อการอ่านไม่เกะกะ โดยมีหลักการอยู่คือ ให้ยึดบรรทัดเส้นที่ 3 เป็นหลักในการ พิจารณาว่าควรจะบันทึกเป็นหางขึ้นหรือหางลงดี 1) หากโน้ตในกลุ่มนั้น ๆ บันทึกอยู่ใต้เส้นที่ 3 ให้ บันทึกหางขึ้น 2) หากโน้ตในกลุ่มนั้น ๆ บันทึกอยู่บนเส้นที่ 3 ให้บันทึกหางลง 3) หากโน้ตในกลุ่ม นั้น ๆ มีการบันทึกอยู่ใต้เส้นที่ 3 บันทึกอยู่บนเส้นที่ 3 หรืออยู่คาบเส้นที่ 3 ให้พิจารณาตามโน้ตไกล้ เคียง
46 3.1.2 ตัวหยุด (Rest) มี 3 ลักษณะคือ 1. ตัวหยุดแบบมีขีด มี 2 ชนิด คือ ตัวหยุดแบบขีดแนวนอน และตัวหยุดแบบขีด แนวนอนตั้ง แบบแนวนอนมีอยู่ 2 ตำแหน่ง คือ ใต้บรรทัดเส้นที่ 4 หรือบนบรรทัดเส้นที่ 3 ส่วนแบบ แนวตั้งนั้นมีอยู่ตำแหน่งเดียว คือ ในช่องที่ 3 2. ตัวหยุดที่มีลักษณะเหมือนเลขเก้าไทยมีอยู่ตำแหน่งเดียวคือ อยู่กลางบรรทัด 5 เส้น 3. ตัวหยุดที่มีลักษณะเหมือนเลขเก้าฝรั่ง มีอยู่ตำแหน่งเดียวคือ อยู่กลางบรรทัด 5 เส้น แต่มีรูปร่างที่สามารถปรับได้ตามค่าของจังหวะ 3.2 ค่าความยาวตัวโน้ตและค่าตัวหยุด ตัวโน้ต (Note) คือ เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์แทนเสียงดนตรี โดยมีชื่อเรียกตาม ลักษณะต่างๆ ดังนี้ ตัวโน้ต ชื่อของตัวโน้ต ไทย อังกฤษ อเมริกัน ตัวกลมดับเบิล Brave Double whole note ตัวกลม Semi - Brave whole note ตัวขาว Minim Half note ตัวดำ Crotchet Quarter note ตัวเขบ็ต 1 ชั้น Quaver Eight note ตัวเขบ็ต 2 ชั้น Semiquaver Sixteen note ตัวเขบ็ต 3 ชั้น Demisemiquaver Thirty – Second note ตารางที่ 3.1 ตัวโน้ต (Note)
47 ลักษณะของตัวโน้ตที่หลากหลายแสดงความยาวของโน้ตที่สามารถเปรียบเทียบกันได้ และ โน้ตลักษณะต่าง ๆ เหล่านี้ก็มีชื่อเรียกที่สื่อความหมายได้ ดังนี้ 1. โน้ตตัวกลมดับเบิล (Double whole note หรือ Brave) คำว่า Brave อ่านแบบอังกฤษ ว่า บรีฟ และอ่านแบบอิตาลีว่า เบรเว แปลว่า สั้น หรือ ไม่เน้น ในบทร้อยกรองจะหมายถึงพยางค์ที่ ออกเสียงไม่เน้นหรือเสียงเบา ในการบันทึกโน้ตดนตรีสมัยก่อน เบรเวเคยเป็นโน้ตสั้นส่วนโน้ตยาว เรียกว่า ลองกา (Longa) ซึ่งมาจากคำว่า Long 2. โน้ตตัวกลม ( whole note หรือ Semi - Brave) 3. โน้ตตัวขาว (Half note หรือ Minim ) ในการบันทึกโน้ตในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่14 โน้ต มินิมเป็นโน้ตที่มีความยาวน้อยที่สุดหรือสั้นที่สุดในบรรดาโน้ตที่มีลักษณะต่าง ๆ กัน จึงได้ชื่อว่า Minim ซึ่งมาจากคำว่า Minimum แปลว่า เล็กที่สุด หรือ น้อยที่สุด 4. โน้ตตัวดำ ( Quarter note หรือ Crotchet ) คำว่า Crotchet อ่านแบบอังกฤษว่า ครอทเช็ท อ่านแบบฝรั่งเศสว่า โครเช บางครั้งเรียกเชมิมินิม (Semi minim) เพราะมีค่าเป็นครึ่งหนึ่ง ของโน้ตมินิม พบเป็นครั้งแรกในคริสต์ศตวรรษที่ 14 มีลักษณะเป็นโน้ตตัวขาว มีตะขอคล้านเขบ็ต ในปัจจุบันแต่สั้นกว่า ลักษณะของโน้ตที่มีตะขอเช่นนี้เปรียบได้กับไม้ถักโครเช ( Crotchet ) 5. โน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น (Eight note หรือ Quaver ) คำว่า Quaver อ่านว่า เควเวอร์แปลว่า การสั่น เช่น เสียงสั่นอาจจะเกิดจากความประหม่า ในที่นี้หมายถึงการเคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเร็ว จึง ใช้คำว่า Quaver กับโน้ตที่มีเขบ็ต เพราะโน้ตเขบ็ตเป็นโน้ตที่เคลื่อนไหวเร็ว คำว่า เขบ็ต ในภาษาไทย น่าจะแผลงมาจากคำว่า เขบ็ต (ตะขอของเบ็ดตกปลา) เพราะเขบ็ตมีลักษณะคล้ายตะขอของเบ็ดตก ปลา 6. โน้ตเขบ็ตสองชั้น ( Sixteen note หรือ Semiquaver ) 7. โน้ตเขบ็ตสามชั้น ( Thirty – Second note หรือ Demisemiquaver ) ในแต่ละลำดับขั้นของตัวโน้ตเราจะสังเกตเห็นว่า ค่าตัวโน้ตหนึ่งตัวจะเป็นสองเท่าของโน้ตใน ลำดับขั้นต่อไป กล่าวคือ โน้ตตัวกลม 1 ตัว มีค่าเท่ากับโน้ตตัวขาว 2 ตัว โน้ตตัวขาว 1 ตัว มีค่าเท่ากับ โน้ตตัวดำ 2 ตัว โน้ตตัวดำ 1 ตัว มีค่าเท่ากับโน้ตตัวเขบ็ตหนึ่งชั้น 2 ตัว เป็นเช่นนี้เรื่อยไป และโน้ตตัว เขบ็ตจะเรียงตามจำนวนชั้นของเขบ็ต ชื่อเรียกตัวโน้ตคำแรกในวงเล็บเป็นการเรียกชื่อในระบบอเมริกัน เช่น Whole note, Half note ฯลฯ สามารถสื่อความหมายได้ดีกว่าคำหลังในภาษาอิตาลีซึ่งเป็นระบบอังกฤษ ชื่อเรียกตัวโน้ต ในระบบอเมริกันจึงเป็นที่นิยมกว่าในปัจจุบัน และการใช้ภาษาอังกฤษเรียกตัวโน้ตในระบบอเมริกันนี้ ทำให้ทราบว่า โน้ตทุกลักษณะจะอิงกับโน้ตตัวกลม (Whole note) เสมอ
48 ภาพแผนผังการกระจายตัวโน้ต หากเราสังเกตจากภาพแผนผังการกระจายตัวโน้ตข้างต้นจะเห็นได้ว่า โน้ตตัวกลม 1 ตัวจะ เท่ากับโน้ตตัวขาว 2 ตัว (Half แปลว่าครึ่ง หมายความว่า โน้ตตัวขาวมีค่าเป็นครึ่งหนึ่งของโน้ตตัวกลม ซึ่งจะเท่ากับโน้ตตัวดำ 4ตัว (Quarterแปลว่า เศษหนึ่งส่วนสี่ หมายความว่า โน้ตตัวดำมีค่าเป็นเศษหนึ่ง ส่วนสี่ของโน้ตตัวกลม) ซึ่งจะเท่ากับโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 8 ตัว (Eighth แปลว่า เศษหนึ่งส่วนแปด หมายความว่า โน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้นมีค่าเป็นเศษหนึ่งส่วนแปดของโน้ตตัวกลม) ซึ่งจะเท่ากับโน้ตเขบ็ตสอง ชั้น 16 ตัว (Sixteenth แปลว่าเศษหนึ่งส่วนสิบหกหมายความว่า โน้ตเขบ็ตสองชั้นมีค่าเป็นเศษหนึ่ง ส่วนสิบหกของโน้ตตัวกลม) ซึ่งจะเท่ากับโน้ตเขบ็ตสามชั้น 32 ตัว (Thirty-second แปลว่า เศษหนึ่ง ส่วนสามสิบสอง หมายความว่า โน้ตเขบ็ตสามชั้นมีค่าเป็นเศษหนึ่งส่วนสามสิบสองของโน้ตตัวกลม) จำนวนโน้ต 1 2 4 8 16 32 แผนภาพการกระจายตัวโน้ตเมื่อเทียบเป็นตัวเลข และจำนวนตัวเลขนี้จะนำไปอธิบายเรื่องอัตราจังหวะและเครื่องหมายกำหนดจังหวะ
49 ในการบันทึกโน้ตสมัยโบราณ มีโน้ตอีกตัวหนึ่งซึ่งปัจจุบันไม่มีที่ใช้แล้ว คือ โน้ตตัวกลมดับเบิล ซึ่งมีค่าเท่ากับโน้ตตัวกลม 2 ตัว หรือเท่ากับโน้ตตัวขาว 4 ตัว เป็นที่น่าสังเกตว่า การใช้ภาษาไทยเรียก ตัวโน้ตจะสอดคล้องกับรูปร่างลักษณะของตัวโน้ตตามที่ปราากฎ แต่จะไม่สื่อกับค่าตัวโน้ต เช่น โน้ตตัว กลม โน้ตตัวขาว โน้ตตัวดำ โน้ตเขบ็ตสองชั้น เป็นต้น ตัวหยุด ( Rests ) ตัวหยุด ชื่อของตัวหยุด ไทย อังกฤษ อเมริกัน ตัวหยุดโน้ตตัวกลมดับเบิล Brave Rests Double whole Rests ตัวหยุดโน้ตตัวกลม Semi – Brave Rests whole Rests ตัวหยุดโน้ตตัวขาว Minim Rests Half Rests ตัวหยุดโน้ตตัวดำ Crotchet Rests Quarter Rests ตัวหยุดโน้ตตัวเขบ็ต 1 ชั้น Quaver Rests Eight Rests ตัวหยุดโน้ตตัวเขบ็ต 2 ชั้น Semiquaver Rests Sixteen Rests ตัวหยุดโน้ตตัวเขบ็ต 3 ชั้น Demisemiquaver Rests Thirty – Second Rests ตารางที่ 3.2 ตัวหยุด ( Rests ) 3.3 การยืดค่าตัวโน้ต การยืดค่าตัวโน้ตหรือสัญลักษณ์เพิ่มค่าความยาวเสียงการทำให้ค่าตัวโน้ตหรือค่าตัวหยุดยาว ขึ้น สามารถทำได้3 วิธีดังนี้ 3.3.1 การใช้ประจุด (Dot) ค่าตัวโน้ตหรือค่าของตัวหยุดสามารถทำให้มีความยาวขึ้นโดยการประจุดทางขวา ของตัวโน้ตหรือตัวหยุด การประจุดทำให้ตัวโน้ตหรือตัวหยุดมีค่ามากขึ้นเป็นครึ่งหนึ่งของค่าตัวโน้ต การประจุดสามารถทำได้มากกว่า 1 จุด โดยแต่ละจุดจะมีค่าเป็นครึ่งหนึ่งของจุดก่อนหน้า
50 การใช้ประจุดในลักษณะต่าง ๆ 3.3.2 การใช้เครื่องหมายโยงเสียง (Tie) เครื่องหมายโยงเสียงเป็นเส้นโค้งที่ลากเชื่อมระหว่างตัวโน้ต 2 ตัว ที่มีระดับเสียง เดียวกัน เครื่องหมายโยงเสียงมักใช้ในกรณีที่โน้ตตัวเดียวกันมีเสียงยาวข้ามห้องเพลงหรือข้ามหน่วย จังหวะ 3.3.3 การใช้เครื่องหมายเฟอร์มาตา (Fermata) สัญลักษณ์เฟอร์มาตามีลักษณะเป็นเส้นโค้งครึ่งวงกลม มีจุดอยู่บนหัวตัวโน้ตหรือตัว หยุด เครื่องหมายเฟอร์มาตาทำให้ตัวโน้ตหรือตัวหยุดมีค่ายาวกว่าค่าที่แท้จริงของตัวโน้ตหรือตัวหยุด แต่ค่าที่ยาวขึ้น จะมากหรือน้อยเท่าใดไม่กำหนดขึ้นอยู่กับนักดนตรีจะเห็นสมควร 3.4 การควบคุมจังหวะโดยการใช้เส้นกั้นห้อง ตัวโน้ตและตัวหยุดลักษณะต่าง ๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในหัวข้อข้างต้น มีความจำเป็นที่ต้อง อาศัยบรรทัด 5 เส้นสำหรับบันทึกบทเพลง ตัวโน้ตและตัวหยุดต้องมีจำนวนพอดีกันกับจำนวนจังหวะ เท่าที่กำหนดขึ้นไว้ในตอนต้นของบทเพลง ดังนั้นจำเป็นต้องมีการใช้เส้นกั้นห้อง (Barline) ขีดขวาง บรรทัด 5 เส้น เพื่อแยกกลุ่มจังหวะไว้ให้เป็นเป็นห้อง ๆ ไป และเส้นกั้นห้องไม่เพียงแต่จะคุมจังหวะ เท่านั้น ยังให้เห็นว่าโน้ตหรือตัวหยุดตัวแรกภายในห้องนั้น ๆ เป็นตัวทีตกจังหวะที่หนึ่งของห้องเพลง อีกด้วย ทำให้สะดวกแก่การปฏิบัติ (พระเจนดุริยางค์)
51 เส้นกั้นห้องมีลักษณะและความหมายของการใช้งานที่แตกต่างกัน สามารถจำแนกได้ดังนี้ เส้นกั้นห้อง (Barline) คือเส้นกั้นห้องเส้นเดียวที่ขีดทับบนบรรทัด 5 เส้น เพื่อแสดงให้เห็นถึง จำนวนตัวโน้ตและตัวหยุดเมื่อรวมกันแล้วมีจำนวนจังหวะครบตามเครื่องหมายกำหนดอัตราจังหวะที่ เขียนต้นห้องเพลง และยังแสดงให้เห็นว่าโน้ตหรือตัวหยุดตัวแรกภายในห้องนั้น ๆ เป็นตัวทีตกจังหวะ ที่หนึ่งของห้องเพลง รวมถึงสามารถระบุได้อีกว่าบทเพลงนั้น ๆ มีจำนวนกี่ห้องเพลง เมื่อบรรเลงผู้ ควบคุมวงหรือผู้อำนวยเพลงสามารถบอกผู้บรรเลงในวงได้ว่าจะเริ่มบรรเลงที่ห้องเพลงที่เท่าไหร่ Double barline คือเส้นกั้นห้องเส้นคู่ที่ขีดทับบนบรรทัด 5 เส้น เพื่อแสดงให้เห็นว่าจะมี การเปลี่ยนท่อนเพลง เพื่อให้ง่านต่อการอ่านเมื่อเวลาปฏิบัติ End barlines คือเส้นกั้นห้องเส้นคู่โดยที่มีเส้นบางกับเส้นทึบขีดทับบนบรรทัด 5 เส้น เพื่อ แสดงให้เห็นถึงว่าจบเพลงแล้ว หรือเรียกได้ว่า “เส้นจบ” Repeat signs หรือเครื่องหมายย้อนท่อนเพลง คือเส้นกั้นห้องเส้นคู่โดยที่มีเส้นบางกับเส้น ทึบขีดทับบนบรรทัด 5 เส้นและมีจุด 2 จุดบนช่องที่ 2 และ 3 เป็นเส้นกั้นห้องเพื่อแสดงว่าในท่อน เพลงนี้จะต้องมีการย้อนในท่อนเพลงที่มีเครื่องหมายนี้ปรากฏ ในเส้นกั้นห้องลักษณะนี้จะมีการใช้ร่วมกันอยู่ 2 ลักษณะคือ Start Repeat และ End Repeat
52 3.5 การแบ่งกลุ่มย่อยจังหวะ ตัวโน้ตแต่ละตัวสามารถแบ่งย่อยจังหวะออกได้เป็นหน่วยที่เล็กลง เพื่อความละเอียดในการ แจกแจงระยะเวลาของตัวโน้ตและตัวหยุด การแบ่งย่อยจังหวะมี 2 ประเภท ได้แก่ 1. การแบ่งย่อยจังหวะตัวโน้ตปกติที่ไม่มีประจุด คือ แบ่งกลุ่มย่อยระดับแรกออกเป็น 2 ส่วนเท่ากัน (Simple beat) ตามอัตราส่วนตัวโน้ต 1 : 2 จากนั้นสามารถแบ่งกลุ่มย่อยระดับถัดไปได้ อีก จากหนึ่งเป็นสอง ตัวอย่างการแบ่งย่อยจังหวะเป็น 2 (ตัวโน้ตปกติที่ไม่มีประจุด) = = = = = = = = จากตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่า การแบ่งกลุ่มย่อยจังหวะ (Beat Division) แต่ละระดับ (ระดับแรกและระดับถัดไป) ตามอัตราส่วนจำนวนโน้ตที่เพิ่มขึ้น 1 : 2 นั้น เป็นการเปลี่ยนค่าหรือชนิด ตัวโน้ต เช่น ถ้าเริ่มต้นจากโน้ตตัวกลมจะได้โน้ตตัวขาวในระดับแรก 2 ตัวตามด้วยโน้ตตัวดำในระดับ ถัดไป 4 ตัว และในระดับถัดไปจะได้โน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 8 ตัว ถ้าเริ่มต้นจากโน้ตตัวขาวจะได้โน้ตตัวดำในระดับแรก 2 ตัว ตามด้วยโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้นใน ระดับถัดไป 4 ตัว และในระดับถัดไปจะได้โน้ตเขบ็ตสองชั้น 8 ตัว ถ้าเริ่มด้วยโน้ตตัวดำ ในระดับแรกจะได้โน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 2 ตัว จากนั้นระดับถัดไปจะได้โน้ต เขบ็ตสองชั้น 4 ตัว 2. การแบ่งย่อยจังหวะตัวโน้ตที่มีประจุด คือ การแบ่งย่อยระดับแรกออกเป็น 3 ส่วน โดย ตัวโน้ตปกติมีค่าเพิ่มขึ้นตามอัตราส่วน 1 ต่อ 2 แต่การประจุดทำให้โน้ตมีค่าเพิ่มขึ้นอีกครึ่งหนึ่งของตัว ของมัน จึงได้เป็น 3 ส่วนเท่ากัน (Compound Beat) จากนั้นก็แบ่งกลุ่มย่อยระดับถัดไปด้วย อัตราส่วน 1 ต่อ 2 = = =
53 = = = = = = สำหรับตัวโน้ตประจุด การแบ่งกลุ่มย่อยจังหวะยังคงใช้อัตราส่วนการเพิ่มจำนวนโน้ต 1 : 2 เช่นกัน แต่การเริ่มต้นด้วยตัวโน้ตประจุดจะทำให้มีจำนวนโน้ตเพิ่มขึ้นอีก 1 ตัวในการแบ่งกลุ่มย่อย ระดับแรก กล่าวคือ ถ้าเริ่มต้นด้วยโน้ตตัวขาวประจุด โน้ตตัวขาวสามารถแบ่งกลุ่มย่อยระดับแรกได้ โน้ตตัวดำ 2 ตัว บวกกับจุดที่มีค่าครึ่งหนึ่งของโน้ตตัวขาว ทำให้การแบ่งกลุ่มย่อยระดับแรกได้จำนวน โน้ตตัวดำทั้งหมด 3 ตัว ซึ่งโน้ตตัวดำเหล่านี้ไม่มีประจุด ดังนั้น การแบ่งกลุ่มย่อยระดับถัดไปด้วย อัตราส่วนจำนวนโน้ต 1 : 2 จึงทำให้ได้โน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้นจำนวน 6 ตัว เราสามารถสรุปการแบ่งกลุ่มย่อยจังหวะ (Beat Division) ทั้ง 2 ประเภทได้ตามตารางต่อไปนี้ ตัวโน้ต กลุ่มย่อยจังหวะแรก (Division) กลุ่มย่อยจังหวะถัดไป (Subdivision) ตารางที่ 3.3 สรุปการแบ่งกลุ่มย่อยจังหวะ (Beat Division) ทั้ง 2 ประเภท
54 3.5 เครื่องหมายกำหนดจังหวะ (Time signature / Meter signature) เครื่องหมายกำหนดจังหวะเป็นผลมาจากอัตราจังหวะธรรมดาและอัตราจังหวะผสม ซึ่งใช้ สำหรับกำหนดค่าที่แน่นอนให้แก่ตัวโน้ตและตัวหยุดแต่ละตัว เครื่องหมายกำหนดจังหวะประกอบด้วย ตัวเลข 2ตัว วางซ้อนกันคล้ายตัวเลขเศษส่วน เพียงแต่ไม่มีขีดคั่นระหว่างตัวเลขทั้งสอง โดยเลขตัวบน และเลขตัวล่างมีความหมายแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเป็นอัตราจังหวะประเภทใด (วิบูลย์ ตระกูลฮุ้น) ตัวโน้ตและตัวหยุดที่กล่าวมาแล้วสามkรถเปรียบเทียบค่ากันได้ แต่ไม่สามารถบอกคำจังหวะ ที่แน่นอนได้ จนกว่าจะมีการกำหนดเครื่องหมายประจำจังหวะ (Time signature หรือ Meter signature) ซึ่งมี 2 ลักษณะ ได้แก่ 3.5.1 เครื่องหมายกำหนดจังหวะเป็นที่มีลักษณะเป็นตัวเลข ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ เลข ตัวบนและเลขตัวล่าง ซึ่งวางช้อนกันอยู่บนบรรทัดห้าเส้นโดยไม่มีเส้นขีดคั่นกลางซึ่งต่างจากเลขเศษส่วน อย่างไรก็ตามในการบันทึกเครื่องหมายกำหนดจังหวะเป็นในคำบรรยายที่เป็นตัวหนังสือมักใช้ / คั่น ระหว่างตัวเลข เพื่อความสะดวกในการพิมพ์ เช่น 2/4 แต่ก็ยังอ่านว่า จังหวะสองสี่ เหมือนเดิมโดยไม่ ต้องอ่านเครื่องหมายขีดคั่น เครื่องหมายกำหนดจังหวะมีตำแหน่งอยู่หลังกุญแจ ในกรณีที่เพลงนั้นมีเครื่องหมายประจำ กุญแจเสียง (Key signature) เครื่องหมายกำหนดจังหวะจะอยู่หลังเครื่องหมายประจำกุญแจเสียง หรืออาจกล่าวได้ว่า เครื่องหมายกำหนดจังหวะจะอยู่ก่อนโน้ตตัวแรกของเพลงเสมอ และถ้าเพลงนั้น ไม่มีการเปลี่ยนเครื่องหมายกำหนดจังหวะ ก็จะไม่เขียนเครื่องหมายกำหนดจังหวะช้ำอีกครั้งในบรรทัด ที่ 2 ซึ่งต่างจากกุญแจและเครื่องหมายประจำกุญแจเสียง ซึ่งต้องเขียนทุกครั้งที่ขึ้นบรรทัดใหม่ ตัวอย่างการเขียนเครื่องหมายกำหนดจังหวะหลังเครื่องหมายประจำกุญแจเสียง ในการที่จะทราบได้ว่า บทเพลงนั้นจะมีการปฏิบัติอย่างไร มีความจำเป็นจะต้องอาศัยตัวเลข ซึ่งบันทึกไว้ให้ปรากฏที่ต้นบทเพลงอย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ตัวเลขที่กำกับเพื่อกำหนดจังหวะมี ความหมายดังต่อไปนี้ 1) เลขตัวบน แสดงจำนวนจังหวะใน 1 ห้อง (Bar หรือ Measure) ลักษณะโดยทั่วไปของ ดนตรีจะต้องแบ่งเป็นห้อง ๆ ในแต่ละเพลงจะมีความยาวกี่ห้องก็ได้ เพลงสากลและเพลงของชาติต่าง ๆ มักมีจำนวนจังหวะเท่ากันทุกห้อง ถ้าเลขตัวบนเป็น 2 หมายความว่า ในแต่ละห้องเพลงมี 2 จังหวะ ถ้าเลขตัวบนเป็น 3 หมายความว่า ในแต่ละห้องเพลงมี 3 จังหวะ ถ้าเลขตัวบนเป็น 4 หมายความว่า ในแต่ละห้องเพลงมี 4 จังหวะ เป็นต้น
55 ตัวอย่างการนับจำนวนจังหวะเมื่อเลขตัวบนเป็นเลข 2 ตัวอย่างการนับจำนวนจังหวะเมื่อเลขตัวบนเป็นเลข 3 ตัวอย่างการนับจำนวนจังหวะเมื่อเลขตัวบนเป็นเลข 4 2) เลขตัวล่าง แสดงค่าตัวโน้ตและค่าตัวหยุด คิดจากค่าเศษส่วนของเลขตัวล่าง โดยเชื่อมโยง กับชื่อภาษาอังกฤษของตัวโน้ตในระบบอเมริกันซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่า โน้ตชนิดใดมีค่าเท่ากับ 1 จังหวะ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเลขตัวล่างเป็น 4 หมายถึง เศษหนึ่งส่วนสี่ หมายความว่า โน้ตตัวดำหรือ Quarter note (Quarter แปลว่าเศษหนึ่งส่วนสี่) มีค่าเท่ากับ 1 จังหวะ ถ้าเลขตัวล่างเป็น 8 หมายถึง เศษหนึ่งส่วนแปด หมายความว่าโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้นหรือ Eighth note (Eighth แปลว่า เศษหนึ่งส่วน แปด) มีค่าเท่ากับ 1 จังหวะ จำนวนโน้ต 1 2 4 8 16 32 จากตารางแผนภาพการกระจายตัวโน้ตเมื่อเทียบเป็นตัวเลข ตัวเลขต่าง ๆ ข้างต้นจะเชื่อมโยง กับชื่อของตัวโน้ตที่ได้กล่าวมาแล้ว และตัวเลขนี้จะแทนตัวโน้ตต่าง ๆ ในเลขตัวล่างให้มีค่าเท่ากับ 1
56 จังหวะ และเมื่อทราบว่าโน้ตชนิดใดมีค่าเท่ากับ 1 ก็สามารถเทียบค่าตัวโน้ตในลำดับขั้นต่อ ๆ ไปได้ เช่น ในกรณีที่เลขตัวล่างเป็นเลข 4 ดังนั้นเลข 4 (Quarter แปลว่าเศษหนึ่งส่วนสี่) เป็นตัวเลขที่แทน โน้ตตัวดำ เราจะทราบค่าโน้ตตัวดำเท่ากับ 1 จังหวะ และจะทำให้ทราบต่อไปได้ว่า โน้ตตัวขาวมีค่า เป็นสองเท่าของโน้ตตัวดำจะมีค่าเท่ากับ 2 และโน้ตตัวกลมซึ่งมีค่าเป็นสองเท่าของโน้ตตัวขาว จะมีค่า เท่ากับ 4 จังหวะ ในกรณีที่เลขตัวล่างเป็นเลข 2 ดังนั้นเลข 2 เป็นตัวเลขที่แทนโน้ตตัวขาว เราจะทราบค่าโน้ต ตัวขาวเท่ากับ 1 จังหวะ และจะทำให้ทราบต่อไปได้ว่า โน้ตตัวกลมมีค่าเป็นสองเท่าของโน้ตตัวขาวจะ มีค่าเท่ากับ 2 และโน้ตตัวกลมดับเบิลซึ่งมีค่าเป็นสองเท่าของโน้ตตัวกลม จะมีค่าเท่ากับ 4 จังหวะ จากวิธีการคิดเลขตัวล่างที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้เราทราบว่าโน้ตชนิดใดทีค่าเท่ากับ 1 จังหวะ ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้ ถ้าเลขตัวล่างเป็นเลข 1 หมายถึงโน้ตตัวกลมมีค่าเท่ากับ 1 จังหวะ ถ้าเลขตัวล่างเป็นเลข 2 หมายถึงโน้ตตัวขาวมีค่าเท่ากับ 1 จังหวะ ถ้าเลขตัวล่างเป็นเลข 4 หมายถึงโน้ตตัวดำมีค่าเท่ากับ 1 จังหวะ ถ้าเลขตัวล่างเป็นเลข 8 หมายถึงโน้ตตัวเขบ็ตหนึ่งชั้นมีค่าเท่ากับ 1 จังหวะ ถ้าเลขตัวล่างเป็นเลข 16 หมายถึงโน้ตตัวเขบ็ตสองชั้นมีค่าเท่ากับ 1 จังหวะ ถ้าเลขตัวล่างเป็นเลข 32 หมายถึงโน้ตตัวเขบ็ตสามชั้นมีค่าเท่ากับ 1 จังหวะ ถ้าเลขตัวล่างเป็นเลข 64 หมายถึงโน้ตตัวเขบ็ตสี่ชั้นมีค่าเท่ากับ 1 จังหวะ เลขตัวบน : บอกจำนวนชีพจรจังหวะในแต่ละห้องเพลง เลขตัวล่าง : บอกให้ทราบว่าโน้ตชนิดใดที่มีค่าเท่ากับ 1 จังหวะ
57 3.5.2 เครื่องหมายกำหนดจังหวะเป็นที่มีลักษณะเป็นสัญลักษณ์ได้แก่ c และ C ซึ่งมีค่า เท่ากับ $ และ ! ตามลำดับ c เป็นตัวย่อของคำว่า คอมมอนทายม์ (Common time) หรืออัตรา จังหวะสามัญ Common แปลว่า สามัญหรือธรรมดา ในทางดนตรีอัตราจังหวะ $อาจเป็นอัตรา จังหวะที่พบบ่อยที่สุด ถือว่าเป็นอัตราจังหวะที่ธรรมดาที่สุด ส่วนสัญลักษณ์ Cคือ อัตราจังหวะตัด (Cut time) Cut แปลว่า ตัด หมายถึง $ ถูกตัดครึ่งกลายเป็น ! อย่างไรก็ตามอาจมีทีมาจากรูปวงกลม แสดงอัตราจังหวะเต็มรูปแบบ $ ในขณะที่ C เป็นรูปครึ่งวงกลมแสดงอัตราจังหวะเพียงครึ่งเดียว ! (ณัชชา พันธุ์เจริญ) เครื่องหมายกำหนดจังหวะเป็นที่มีลักษณะเป็นสัญลักษณ์ c และ C 3.6 อัตราจังหวะ โดยทั่วไป ตัวโน้ตและตัวหยุดจะมีการรวมกลุ่มจังหวะ (Grouping) ที่เป็นแบบแผนสอดคล้อง และเป็นไปในทิศทางเดียวกันตลอดทั้งบทเพลง การรวมกลุ่มตัวโน้ตลักษณะนี้อยู่ภายใต้เงื่อนไขอัตรา จังหวะ (Time หรือ Meter) มีเครื่องหมายกำหนดจังหวะหรือเครื่องหมายประจำจังหวะ (Time Signature หรือ Meter Signature) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ตัวเลข (บางกรณีใช้สัญลักษณ์อื่นแทนตัวเลข) กำกับไว้บนบรรทัดห้าเส้นที่จุดเริ่มต้นของบทเพลงเพียงครั้งเดียว (ถ้าไม่มีการเปลี่ยนอัตราจังหวะ ภายในบทเพลง) ความหมายแท้จริงของเครื่องหมายกำหนดจังหวะขึ้นอยู่กับประเภทของอัตราจังหวะ ว่าเป็นอัตราจังหวะธรรมดาหรืออัตราจังหวะผสม รูปแบบการรวมกลุ่มจังหวะภายใต้เงื่อนไขอัตราจังหวะทั้ง 2 ประเภทข้างต้น จะเกิดขึ้น ภายในห้องเพลงแต่ละห้อง (Measure ย่อว่า m. หรือ mm.) ที่แบ่งด้วยเส้นกั้นห้อง (Bar Line) ซึ่ง เป็นขีดแนวตั้งขวางบรรทัดห้าเส้น ทั้งนี้อัตราจังหวะธรรมดาและอัตราจังหวะผสมต่างก็แสดงจำนวน จังหวะของการรวมกลุ่มตัวโน้ตภายในแต่ละห้องว่าเท่ากับกี่กลุ่ม ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นอัตราจังหวะ สอง (Duple Meter) อัตราจังหวะสาม (Triple Meter) และอัตราจังหวะสี่ (Quadruple Meter)
58 อัตราจังหวะ กลุ่มจังหวะ (Grouping) ต่อห้อง รูปแบบการเน้นในแต่ละจังหวะ อัตราจังหวะสอง (Duple Meter) 2 หนัก – เบา 1 – 2 อัตราจังหวะสาม (Triple Meter) 3 หนัก – เบา – เบา 1 - 2 – 3 อัตราจังหวะสี่ (Quadruple Meter) 4 หนัก – เบา – หนักเล็กน้อย – เบา 1 – 2 – 3 – 4 ตารางที่ 3.4 แสดงการเน้นจังหวะหนัก - เบา ในกลุ่มอัตราจังหวะ อัตราจังหวะธรรมดาและอัตราจังหวะผสมเป็นการพิจารณารูปแบบของจังหวะในมิติใหญ่ ที่มี การเน้นจังหวะหนัก-เบาภายในห้องเพลงแต่ละห้อง ซึ่งสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับมิติที่เล็กกว่า เรียกว่า “ชีพจรจังหวะและจังหวะ” โดยชีพจรจังหวะ (Pulse) เสมือนเป็นจุดของเวลา (Time Point) ที่ ดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง และมั่นคง ชีพจรจังหวะนี้เป็นพื้นฐานของจังหวะที่ดำเนินอย่าง ต่อเนื่องในดนตรี และเมื่อนำชีพจรจังหวะมาพิจารณาโดยอาศัยบริบทของอัตราจังหวะที่มีการ เน้นหนัก-เบา ก็จะเรียกว่า “จังหวะ (Beat)” นอกจากนี้ การที่จังหวะสามารถแบ่งกลุ่มย่อยจังหวะได้ 2 รูปแบบ กล่าวคือ ตัวโน้ตปรกติที่ ไม่ประจุดสามารถบ่งกลุ่มย่อยได้ 2 ส่วน เรียกว่า “จังหวะธรรมดา (Simple Beat)” และตัวโน้ตประ จุดสามารถแบ่งกลุ่มย่อยได้ 3 ส่วน เรียกว่า “จังหวะผสม (Compound Beat)” หากนำจังหวะ ธรรมดาและจังหวะผสมมาพิจารณาร่วมกับรูปแบบอัตราจังหวะ ก็จะได้ประเภทของอัตราจังหวะ 2 ประเภท ได้แก่ อัตราจังหวะธรรมดา (Simple Time หรือ Simple Meter) และอัตราจังหวะผสม (Compound Time หรือ Compound Meter) ดังนี้ อัตราจังหวะ จังหวะ (Beat) อัตราจังหวะสอง (Duple) อัตราจังหวะสาม (Triple) อัตราจังหวะสี่ (Quadruple) จังหวะธรรมดา (Simple Beat) อัตราจังหวะสองธรรมดา (Simple duple time) อัตราจังหวะสามธรรมดา (Simple triple time) อัตราจังหวะสี่ธรรมดา (Simple quadruple time) จังหวะผสม (Compound Beat) อัตราจังหวะสองผสม (Compound duple time) อัตราจังหวะสามผสม (Compound triple time) อัตราจังหวะสี่ผสม (Compound quadruple time) ตารางที่ 3.5 ประเภทอัตราจังหวะ
59 จากเนื้อหาที่กล่าวมาข้างต้นทำให้เราทราบถึงประเภทของอัตราจังหวะที่จะเชื่อมโยงไปใน ส่วนของการนำประเภทของอัตราจังหวะกับเครื่องหมายกำหนดอัตราจังหวะมารวมกันดังจะกล่าวใน เนื้อหาถัดไป 3.6.1 อัตราจังหวะธรรมดา (Simple time) เป็นอัตราจังหวะที่มีชีพจรจังหวะหรือจังหวะ หลัก (Pulse) เป็นโน้ตชนิดใดก็ได้ในอัตราจังหวะธรรมดานั้นตัวโน้ตที่เป็นจังหวะหลักจะต้องไม่มีประ จุด อัตราจังหวะธรรมดาจะมีจำนวนจังหวะและชีพจรจังหวะเท่ากัน อัตราจังหวะธรรมดาเลขตัวบนจะ เป็นเลข 2 3 4 ซึ่งเป็นตัวเลขที่แสดงจำนวนจังหวะในห้องเพลงตามชนิดของอัตราจังหวะที่ได้กล่าว มาแล้ว 1) อัตราจังหวะสองธรรมดา (Simple duple time) ในแต่ละห้องเพลงมี2 จังหวะ มีเลข ตัวบนเป็นเลข 2 ส่วนเลขตัวล่างสามารถเป็น 1 2 4 8 16… ได้ เช่น • @ อ่านว่าอัตราจังหวะสองสี่ หมายถึงในแต่ละห้องเพลงมี 2 จังหวะ เลขตัว บนที่เป็นเลข 2 หมายถึงจำนวน 2 จังหวะ ส่วนเลขล่างที่เป็นเลข 4 หมายถึงโน้ตตัวดำมีค่าเท่ากับตัว ละ 1 จังหวะ จากตัวอย่างของอัตราจังหวะสองสี่ข้างต้น จะเห็นได้ว่าในแต่ละห้องเพลงมี 2 จังหวะ โน้ตตัวดำมีค่าเท่ากับตัวละ 1 จังหวะ ดังนั้นโน้ตตัวขาวจึงมีค่าเท่ากับ 2 จังหวะ • อ่านว่าอัตราจังหวะสองสอง หมายถึงในแต่ละห้องเพลงมี 2 จังหวะ เลข ตัวบนที่เป็นเลข 2 หมายถึงจำนวน 2 จังหวะ ส่วนเลขล่างที่เป็นเลข 2 หมายถึงโน้ตตัวขาวมีค่าเท่ากับ ตัวละ 1 จังหวะ จากตัวอย่างของอัตราจังหวะสองสองข้างต้น จะเห็นได้ว่าในแต่ละห้อง เพลงมี 2 จังหวะ โน้ตตัวขาวมีค่าเท่ากับตัวละ 1 จังหวะ ดังนั้นโน้ตตัวกลมจึงมีค่าเท่ากับ 2 จังหวะ ในอัตราจังหวะ นั้นยังมีสัญลักษณ์C คือ อัตราจังหวะตัด (Cut time) Cut แปลว่า ตัด หมายถึง $ ถูกตัดครึ่งกลายเป็น ! เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้แทนตัวเลข ! อีกด้วย
60 • อ่านว่าอัตราจังหวะสองแปด หมายถึงในแต่ละห้องเพลงมี 2 จังหวะ เลขตัวบนที่เป็นเลข 2 หมายถึงจำนวน 2 จังหวะ ส่วนเลขล่างที่เป็นเลข 8 หมายถึงโน้ตตัวเขบ็ตหนึ่ง ชั้นมีค่าเท่ากับตัวละ 1 จังหวะ จากตัวอย่างของอัตราจังหวะสองแปดข้างต้น จะเห็นได้ว่าในแต่ละห้องเพลงมี 2 จังหวะ โน้ตตัวเขบ็ตหนึ่งชั้นมีค่าเท่ากับตัวละ 1 จังหวะ ดังนั้นโน้ตดำจึงมีค่าเท่ากับ 2 จังหวะ 2) อัตราจังหวะสามธรรมดา (Simple triple time) ในแต่ละห้องเพลงมี3 จังหวะ มีเลข ตัวบนเป็นเลข 3 ส่วนเลขตัวล่างสามารถเป็น 1 2 4 8 16… ได้ เช่น • # อ่านว่าอัตราจังหวะสามสี่ หมายถึงในแต่ละห้องเพลงมี 3 จังหวะ เลขตัว บนที่เป็นเลข 3 หมายถึงจำนวน 3 จังหวะ ส่วนเลขล่างที่เป็นเลข 4 หมายถึงโน้ตตัวดำมีค่าเท่ากับตัว ละ 1 จังหวะ จากตัวอย่างของอัตราจังหวะสามสี่ข้างต้น จะเห็นได้ว่าในแต่ละห้องเพลงมี 3 จังหวะ โน้ตตัวดำมีค่าเท่ากับตัวละ 1 จังหวะ ดังนั้นโน้ตตัวขาวจึงมีค่าเท่ากับ 2 จังหวะ หาก ต้องการให้โน้ตที่มีความยาวเสียงเต็มห้องเพลงคือที่ความยาว 3 จังหวะ จำเป็นต้องมีการใช้ เครื่องหมายประจุด (Dot) หรือเครื่องหมายโยงเสียง (Tie) ที่โน้ตตัวขาว
61 • อ่านว่าอัตราจังหวะสามสอง หมายถึงในแต่ละห้องเพลงมี 3 จังหวะ เลข ตัวบนที่เป็นเลข 3 หมายถึงจำนวน 3 จังหวะ ส่วนเลขล่างที่เป็นเลข 2 หมายถึงโน้ตตัวขาวมีค่าเท่ากับ ตัวละ 1 จังหวะ จากตัวอย่างของอัตราจังหวะสามสองข้างต้น จะเห็นได้ว่าในแต่ละห้อง เพลงมี 3 จังหวะ โน้ตตัวขาวมีค่าเท่ากับตัวละ 1 จังหวะ ดังนั้นโน้ตตัวกลมจึงมีค่าเท่ากับ 2 จังหวะ หากต้องการให้โน้ตที่มีความยาวเสียงเต็มห้องเพลงคือที่ความยาว 3 จังหวะ จำเป็นต้องมีการใช้ เครื่องหมายประจุด (Dot) หรือเครื่องหมายโยงเสียง (Tie) ที่โน้ตตัวกลม • อ่านว่าอัตราจังหวะสามแปด หมายถึงในแต่ละห้องเพลงมี 3 จังหวะ เลขตัวบนที่เป็นเลข 3 หมายถึงจำนวน 3 จังหวะ ส่วนเลขล่างที่เป็นเลข 8 หมายถึงโน้ตตัวเขบ็ตหนึ่ง ชั้นมีค่าเท่ากับตัวละ 1 จังหวะ จากตัวอย่างของอัตราจังหวะสามแปดข้างต้น จะเห็นได้ว่าในแต่ละห้องเพลงมี 3 จังหวะ โน้ตตัวเขบ็ตหนึ่งชั้นมีค่าเท่ากับตัวละ 1 จังหวะ ดังนั้นโน้ตดำจึงมีค่าเท่ากับ 2 จังหวะ หาก ต้องการให้โน้ตที่มีความยาวเสียงเต็มห้องเพลงคือที่ความยาว 3 จังหวะ จำเป็นต้องมีการใช้ เครื่องหมายประจุด (Dot) หรือเครื่องหมายโยงเสียง (Tie) ที่โน้ตตัวดำ
62 3) อัตราจังหวะสี่ธรรมดา (Simple quadruple time) ในแต่ละห้องเพลงมี 4 จังหวะ มีเลข ตัวบนเป็นเลข 4 ส่วนเลขตัวล่างสามารถเป็น 1 2 4 8 16… ได้ เช่น • $ อ่านว่าอัตราจังหวะสี่สี่ หมายถึงในแต่ละห้องเพลงมี 4 จังหวะ เลขตัวบน ที่เป็นเลข 4 หมายถึงจำนวน 4 จังหวะ ส่วนเลขล่างที่เป็นเลข 4 หมายถึงโน้ตตัวดำมีค่าเท่ากับตัวละ 1 จังหวะ จากตัวอย่างของอัตราจังหวะสามสี่ข้างต้น จะเห็นได้ว่าในแต่ละห้องเพลงมี 4 จังหวะ โน้ตตัวดำมีค่าเท่ากับตัวละ 1 จังหวะ ดังนั้นโน้ตตัวขาวจึงมีค่าเท่ากับ 2 จังหวะ โน้ตตัวกลม จึงมีค่าเท่ากับ 4 จังหวะ • อ่านว่าอัตราจังหวะสี่สอง หมายถึงในแต่ละห้องเพลงมี 4 จังหวะ เลขตัว บนที่เป็นเลข 4 หมายถึงจำนวน 4 จังหวะ ส่วนเลขล่างที่เป็นเลข 2 หมายถึงโน้ตตัวขาวมีค่าเท่ากับตัว ละ 1 จังหวะ จากตัวอย่างของอัตราจังหวะสี่สองข้างต้น จะเห็นได้ว่าในแต่ละห้องเพลงมี 4 จังหวะ โน้ตตัวขาวมีค่าเท่ากับตัวละ 1 จังหวะ ดังนั้นโน้ตตัวกลมจึงมีค่าเท่ากับ 2 จังหวะและโน้ตตัว กลมดับเบิลจึงมีค่าเท่ากับ 4 จังหวะ • อ่านว่าอัตราจังหวะสี่แปด หมายถึงในแต่ละห้องเพลงมี 4 จังหวะ เลข ตัวบนที่เป็นเลข 4 หมายถึงจำนวน 4 จังหวะ ส่วนเลขล่างที่เป็นเลข 8 หมายถึงโน้ตตัวเขบ็ตหนึ่งชั้นมี ค่าเท่ากับตัวละ 1 จังหวะ โน้ตตัวดำจึงมีค่าเท่ากับ 2 จังหวะ และโน้ตตัวขาวจึงมีค่าเท่ากับ 4 จังหวะ
63 วิธีการนับจังหวะในอัตราจังหวะธรรมดา (Simple time) ในการเคาะจังหวะในอัตราต่าง ๆ จะมีจังหวะหนักและจังหวะเบาในห้องเพลง อัตราจังหวะ ธรรมดาเป็นการพิจารณารูปแบบของจังหวะในมิติใหญ่ ที่มีการเน้นจังหวะหนัก-เบาภายในห้องเพลง แต่ละห้อง ซึ่งสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับมิติที่เล็กกว่า เรียกว่า "ชีพจรจังหวะและจังหวะ" โดยชีพจร จังหวะ (Pulse) เสมือนเป็นจุดของเวลา (Time Point) ที่ดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง และ มั่นคง ชีพจรจังหวะนี้เป็นพื้นฐานของจังหวะที่ดำเนินอย่างต่อเนื่องในดนตรี และเมื่อนำชีพจรจังหวะ มาพิจารณาโดยอาศัยบริบทของอัตราจังหวะที่มีการเน้นหนัก-เบา ก็จะเรียกว่า "จังหวะ (Beat)" หากเราเปรียบเทียบจังหวะตกกับจังหวะยกของดนตรีจากตัวอย่างการทุ่มลูกบาสเกตบอล จะ ทำให้เราเห็นว่าในการที่เราทุ่มลูกบาสเกตบอลลงพื้นนั้นจะเป็นจังหวะตกมีเสียงกระทบเมื่อตกลงที่พื้น ส่วนเมื่อเวลาที่ลูกบาสเกตบอลเด้งขึ้นนั้น เปรียบได้เหมือนเป็นจังหวะยกและจะตกลงอีกครั้งสลับกัน ไปมา หากเพียงแตกต่างกันตรงที่จังหวะของดนตรีนั้นจะดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอกว่าจังหวะของการ ทุ่มลูกบาสเกตบอล ภาพที่ 3.1 ภาพตัวอย่างแสดงจังหวะการตกและยกจากการทุ่มลูกบาสเกตบอลลงพื้น ที่มาภาพ ชัชวาลย์สร้อยกุดเรือ ความสั้น- ยาวของเสียงดนตรีสามารถวัดได้โดยการเคาะเป็น “จังหวะเคาะ” (Beat) ที่ ประกอบด้วย จังหวะตก (Downbeat) จังหวะยก (Upbeat) ซึ่งเป็นการดำเนินจังหวะ โดยปกติใน แต่ละบทเพลงจะมีการกำหนดความช้า - เร็ว ของการดำเนินจังหวะไว้เพื่อให้เป็นไปตามความต้องการ ของผู้ประพันธ์ ในการบรรเลงหรือขับร้องจึงต้องปฏิบัติตามความช้า - เร็ว ที่กำหนดไว้อย่างสม่ำเสมอ จนกว่าจะมีการกำหนดให้เปลี่ยนแปลงใหม่ไปจากเดิม ซึ่งการดำเนินจังหวะนี้จะสังเกตได้จากจังหวะ
64 ตกในบทเพลงที่ ดำเนินไปอย่างสม่ำเสมอตามความช้าเร็วที่กำหนดไว้ เช่น กำหนดให้ความเร็ว q= 60 หมายความว่า ตลอดบทเพลงนี้ต้องดำเนินจังหวะหรือการเคาะจังหวะไปด้วยความเร็วอย่าง สม่ำเสมอ 60 ครั้งต่อ 1 นาที (60 bpm.) โดยใช้ตัวโน้ต q เป็นเกณฑ์1จังหวะต่อ 1 วินาทีหรือ กำหนดให้ q =120 หมายความว่าตลอดบทเพลงนี้ต้องดำเนินจังหวะหรือการเคาะจังหวะไปด้วย ความเร็วสม่ำเสมอ 120 ครั้งต่อ 1 นาที ( 120 bpm.) ในการเคาะจังหวะต้องอาศัยการปรบมือหรือการเคาะวัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ตามสะดวกหรือ แม้กระทั่งการอำนวยเพลงก็จะมีการเคาะจังหวะ การเคาะจะมีการใช้มือหรืออุปกรณ์อื่นตกลงกระทบ เพื่อให้เกิดเสียงและยกขึ้นมาเพื่อให้ตกลงไปใหม่ การตกลงกระทบให้เกิดเสียงเรียกว่า “จังหวะตก (Downbeat)” และการยกมือหรืออุปกรณ์ขึ้นมาคือ “จังหวะยก (Upbeat)” จากภาพตัวอย่างข้างต้น หากเราพิจารณาจังหวะจากแนวตั้ง จะทำให้เห็นถึงชีพจรจังหวะ หลัก คือจังหวะตกได้แก่ 1 2 3 4 และส่วนย่อยของจังหวะคือจังหวะยก ในส่วนของการนับจังหวะยก นั้นเราจะนับเป็น & ( and หรือ และ ) หากเรานับชีพจรจังหวะหลักและกลุ่มย่อยจังหวะแรก (Division) เราจะนับเป็น 1 & 2 & 3 & 4 & แบบนี้ไปเรื่อย ๆ ถ้าหากเราจะนับชีพจรจังหวะหลัก กลุ่ม ย่อยจังหวะแรก (Division) และกลุ่มย่อยจังหวะถัดไป (Subdivision) รวมกัน จะนับเป็น 1 e & a 2 e & a 3 e & a 4 e & a แบบนี้ไปเรื่อย ๆ
65 อย่างที่กล่าวมาแล้วในเรื่องการแบ่งย่อยจังหวะ ตัวโน้ตแต่ละตัวสามารถแบ่งย่อยจังหวะออก ได้เป็นหน่วยที่เล็กลง ซึ่งตัวโน้ตหนึ่งตัวจะมีกลุ่มย่อยจังหวะแรก (Division) กลุ่มย่อยจังหวะถัดไป (Subdivision) เพื่อความละเอียดในการแจกแจงระยะเวลาของตัวโน้ตและตัวหยุด ในการแบ่งย่อย จังหวะดังกล่าวนี้ เราสามารถนับส่วนย่อยของจังหวะในอัตราจังหวะธรรมดาได้ดังนี้ สมมุติเรากำหนดให้โน้ตตัวดำมีค่าเท่ากับ 1 จังหวะ จะมีกลุ่มย่อยจังหวะแรก (Division) เป็น โน้ตตัวเขบ็ต 1 ชั้น และมีโน้ตตัวเขบ็ต 2 ชั้นเป็นกลุ่มย่อยจังหวะถัดไป (Subdivision) เพลงอัตรา 2 จังหวะ จะมีจังหวะหนักที่จังหวะที่ 1 และจังหวะเบาอยู่ที่จังหวะที่ 2 ยกตัวอย่างบทเพลงที่มีอัตรา 2 จังหวะ (หนัก – เบา) เช่น Czerny no.599 ข้อที่ 40, เพลงมาร์ชมหา วิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ตัวอย่างจากแบบฝึกหัดเปียโน Czerny no.599 ข้อที่ 40 ตัวอย่างทำนองเพลงมาร์ชมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด
66 เพลงอัตรา 3 จังหวะ จะมีจังหวะหนักที่จังหวะที่ 1 และจังหวะเบาอยู่ที่จังหวะที่ 2 และ 3 (หนัก – เบา – เบา) ยกตัวอย่างบทเพลงที่มีอัตรา 3 จังหวะ เช่น เพลงเต้นรำในจังหวะว๊อล (Waltz) เพลงทะเลไม่เคยหลับ, Für Elise; Ludwig van Beethoven, Symphony No.5 in E-flat major, II ; Jean Sibelius ตัวอย่างบทเพลงในอัตราจังหวะ # เพลงทะเลไม่เคยหลับ ตัวอย่างบทเพลงในอัตราจังหวะ เพลง Für Elise ; Ludwig van Beethoven ตัวอย่างบทเพลงในอัตราจังหวะ เพลง Symphony No.5 in E-flat major, II ; Jean Sibelius เพลงอัตรา 4 จังหวะ จะมีจังหวะหนักที่จังหวะที่ 1 จังหวะเบาที่จังหวะที่ 2 จังหวะหนัก เล็กน้อยที่จังหวะที่ 3 จังหวะเบาที่จังหวะที่ 4 ตามลำดับ (หนัก – เบา – หนักเล็กน้อย – เบา ) ยกตัวอย่างบทเพลงที่มีอัตรา 4 จังหวะ เช่น เพลงใจรัก, Czerny no.599 ข้อที่ 44, Canon in F major ; Josquin Desprez ตัวอย่างจากเพลงใจรัก ; สุชาติ ชวางกูร
67 ตัวอย่างจากแบบฝึกหัดเปียโน Czerny no.599 ข้อที่ 44 Canon in F major : Josquin Desprez นอกจากการนับสัดส่วนโน้ตต่าง ๆ ในอัตราจังหวะ @ # $ ที่กล่าวมาแล้วนั้น ยังมีสัดส่วนโน้ต ในรูปแบบอื่น ๆ ที่ควรทราบและทำความเข้าใจ ดังนี้ = = = = = 3.6.2 อัตราจังหวะผสม (Compound time) เป็นอัตราจังหวะที่มีชีพจรจังหวะเป็นโน้ต ประจุดชนิดใดก็ได้ อัตราจังหวะผสมมีเลขตัวบนเป็นเลข 6, 9, 12 เสมอและมีความหมายแตกต่าง จากอัตราจังหวะธรรมดาตรงที่อัตราจังหวะผสมมีจำนวนจังหวะนับและชีพจรจังหวะไม่เท่ากัน เช่น อัตราจังหวะ ( หากเราตีความจากความหมายของเครื่องหมายกำหนดจังหวะ (Time signature)
68 หมายถึงในหนึ่งห้องเพลงจะมี 9 จังหวะนับ ( 123 456 789) แต่จะมีชีพจรจังหวะเท่ากับ 3 จังหวะ โดยในแต่ละชีพจรจังหวะจะมี 3 จังหวะนับ เป็นต้น ในอัตราจังหวะผสมเป็นการแบ่งย่อยจังหวะออกเป็นสามดังที่กล่าวมาแล้วคือ เป็นการ แบ่งย่อยจังหวะของโน้ตประจุดออกเป็นสามส่วนในการแบ่งย่อยในระดับแรก ส่วนการแบ่งย่อย จังหวะในระดับสองจะแบ่งย่อยจังหวะตามปรกติ เพราะโน้ตที่แบ่งย่อยแล้วในระดับแรกนั้นกลายเป็น โน้ตที่ไม่มีประจุด ตัวโน้ต กลุ่มย่อยจังหวะแรก (Division) กลุ่มย่อยจังหวะถัดไป (Subdivision) ตารางที่ 3.6 แสดงการกระจายตัวโน้ตของอัตราจังหวะผสม (Compound time) จากตารางแสดงการกระจายตัวโน้ตของอัตราจังหวะผสม (Compound time) ข้างต้น จะ ทำให้เราทราบที่มาของเลขตัวบนของอัตราจังหวะผสม ซึ่งประกอบไปด้วย 6 9 12 ที่มาของเลขนี้ เรา คิดได้จากการแบ่งย่อยจังหวะออกเป็นสามจากตัวโน้ตประจุดหนึ่งตัว ดังนั้นเลข 3 ที่เกิดจากการแบ่ง โน้ตจึงนำมาเป็นหลักคิดในการจำแนกประเภทกลุ่มจังหวะอัตราจังหวะสองผสม อัตราจังหวะสามผสม อัตราจังหวะสี่ผสม เมื่อเรานำเลข 3 มาคูณเข้ากับประเภทกลุ่มจังหวะ 2, 3, 4 จึงทำให้เราได้เลขตัว บนดังกล่าวมาเป็นตัวเลขแทนอัตราจังหวะผสม ดังนี้
69 3 คูณ 2 (กลุ่ม 2 จังหวะ) เท่ากับ 6 เลข 6 จึงเป็นเลขตัวบนในกลุ่มอัตราจังหวะสองผสม (Compound duple time) และเมื่อนำเลข 6 มาหารด้วย 3 จะทำให้เราทราบถึงชีพจรจังหวะเท่ากับ 2 จังหวะ 3 คูณ 3 (กลุ่ม 3 จังหวะ) เท่ากับ 9 เลข 9 จึงเป็นเลขตัวบนในกลุ่มอัตราจังหวะสามผสม (Compound triple time) และเมื่อนำเลข 9 มาหารด้วย 3 จะทำให้เราทราบถึงชีพจรจังหวะเท่ากับ 3 จังหวะ 3 คูณ 4 (กลุ่ม 4 จังหวะ) เท่ากับ 12 เลข 12 จึงเป็นเลขตัวบนในกลุ่มอัตราจังหวะสี่ผสม (Compound quadruple time) และเมื่อนำเลข 12 มาหารด้วย 3 จะทำให้เราทราบถึงชีพจรจังหวะ เท่ากับ 4 จังหวะ 1)อัตราจังหวะสองผสม (Compound duple time) ในแต่ละห้องเพลงมีชีพจร จังหวะเท่ากับ 2 จังหวะ โดยมีโน้ตประจุดชนิดใดก็ได้เป็นเกณฑ์1 จังหวะใหญ่ มีเลขตัวบน เป็นเลข 6 ส่วนเลขตัวล่างสามารถเป็น 1 2 4 8 16… ได้ เช่น • อ่านว่าอัตราจังหวะหกแปด เมื่อนำเลข 6 ตัวบนมาหารด้วย 3 จะทำให้ ทราบว่าในอัตราจังหวะหกแปดมีชีพจรจังหวะเท่ากับ 2 จังหวะ โดยในแต่ละชีพจรจังหวะจะมี 3 จังหวะนับ ในหนึ่งห้องเพลงจะมีโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 6 ตัว ตัวละ 1 จังหวะนับ เมื่อรวมกลุ่มโน้ตให้ เท่ากับจำนวนชีพจรจังหวะจึงได้กลุ่มโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ตัว และมีค่าเท่ากับโน้ตตัว ดำประจุด 2 ตัว ดังนั้นในอัตราจังหวะหกแปดโน้ตตัวดำประจุดจึงมีค่าเท่ากับ 1 ชีพจรจังหวะ จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า อัตราจังหวะ มีการแบ่งย่อยจังหวะของโน้ตประจุดออกเป็นสาม ส่วนในการแบ่งย่อยในระดับแรก ส่วนการแบ่งย่อยจังหวะในระดับสองจะแบ่งย่อยจังหวะตามปรกติ เพราะโน้ตที่แบ่งย่อยแล้วในระดับแรกนั้นกลายเป็นโน้ตที่ไม่มีประจุด • อ่านว่าอัตราจังหวะหกสอง เมื่อนำเลข 6 ตัวบนมาหารด้วย 3 จะทำให้
70 ทราบว่าในอัตราจังหวะหกสองจะมีชีพจรจังหวะเท่ากับ 2 จังหวะ โดยในแต่ละชีพจรจังหวะจะมี 3 จังหวะนับ ในหนึ่งห้องเพลงจะมีโน้ตขาว 6 ตัว ตัวละ 1 จังหวะนับ เมื่อรวมกลุ่มโน้ตให้เท่ากับจำนวน ชีพจรจังหวะจึงได้กลุ่มโน้ตตัวขาว 2 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ตัว และมีค่าเท่ากับโน้ตตัวกลมประจุด 2 ตัว ดังนั้นในอัตราจังหวะหกแปดโน้ตตัวกลมประจุดจึงมีค่าเท่ากับ 1 ชีพจรจังหวะ • อ่านว่าอัตราจังหวะหกสี่ เมื่อนำเลข 6 ตัวบนมาหารด้วย 3 จะทำให้ ทราบว่าในอัตราจังหวะหกสี่มีชีพจรจังหวะเท่ากับ 2 จังหวะ โดยในแต่ละชีพจรจังหวะจะมี3 จังหวะ นับ ในหนึ่งห้องเพลงจะมีโน้ตตัวดำ 6 ตัว ตัวละ 1 จังหวะนับ เมื่อรวมกลุ่มโน้ตให้เท่ากับจำนวนชีพจร จังหวะจึงได้กลุ่มโน้ตตัวดำ 2 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ตัว และมีค่าเท่ากับโน้ตตัวขาวประจุด 2 ตัว ดังนั้นใน อัตราจังหวะหกสี่โน้ตตัวขาวประจุดจึงมีค่าเท่ากับ 1 ชีพจรจังหวะ 2)อัตราจังหวะสามผสม (Compound triple time) ในแต่ละห้องเพลงมีชีพจร จังหวะเท่ากับ 3 จังหวะ โดยมีโน้ตประจุดชนิดใดก็ได้เป็นเกณฑ์ 1 จังหวะใหญ่ มีเลขตัวบนเป็นเลข 9 ส่วนเลขตัวล่างสามารถเป็น 1 2 4 8 16… ได้ เช่น • อ่านว่าอัตราจังหวะเก้าแปด เมื่อนำเลข 9 ตัวบนมาหารด้วย 3 จะทำ ให้ทราบว่าในอัตราจังหวะเก้าแปดมีชีพจรจังหวะเท่ากับ 3 จังหวะ โดยในแต่ละชีพจรจังหวะจะมี3 จังหวะนับ ในหนึ่งห้องเพลงจะมีโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 9 ตัว ตัวละ 1 จังหวะนับ เมื่อรวมกลุ่มโน้ตให้ เท่ากับจำนวนชีพจรจังหวะจึงได้กลุ่มโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ตัว และมีค่าเท่ากับโน้ตตัว ดำประจุด 3 ตัว ดังนั้นในอัตราจังหวะเก้าแปดโน้ตตัวดำประจุดจึงมีค่าเท่ากับ 1 ชีพจรจังหวะ
71 • อ่านว่าอัตราจังหวะเก้าสอง เมื่อนำเลข 9 ตัวบนมาหารด้วย 3 จะทำให้ ทราบว่าในอัตราจังหวะเก้าสองมีชีพจรจังหวะเท่ากับ 3 จังหวะ โดยในแต่ละชีพจรจังหวะจะมี3 จังหวะนับ ในหนึ่งห้องเพลงจะมีโน้ตขาว 9 ตัว ตัวละ 1 จังหวะนับ เมื่อรวมกลุ่มโน้ตให้เท่ากับจำนวน ชีพจรจังหวะจึงได้กลุ่มโน้ตตัวขาว 3 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ตัว และมีค่าเท่ากับโน้ตตัวกลมประจุด 3 ตัว ดังนั้นในอัตราจังหวะเก้าสองโน้ตตัวกลมประจุดจึงมีค่าเท่ากับ 1 ชีพจรจังหวะ • อ่านว่าอัตราจังหวะเก้าสี่ เมื่อนำเลข 9 ตัวบนมาหารด้วย 3 จะทำให้ ทราบว่าในอัตราจังหวะเก้าสี่มีชีพจรจังหวะเท่ากับ 3 จังหวะ โดยในแต่ละชีพจรจังหวะจะมี3 จังหวะ นับ ในหนึ่งห้องเพลงจะมีโน้ตตัวดำ 9 ตัว ตัวละ 1 จังหวะนับ เมื่อรวมกลุ่มโน้ตให้เท่ากับจำนวนชีพจร จังหวะจึงได้กลุ่มโน้ตตัวดำ 3 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ตัว และมีค่าเท่ากับโน้ตตัวขาวประจุด 3 ตัว ดังนั้นใน อัตราจังหวะเก้าสี่โน้ตตัวขาวประจุดจึงมีค่าเท่ากับ 1 ชีพจรจังหวะ
72 3) อัตราจังหวะสี่ผสม (Compound quadruple time) ในแต่ละห้องเพลงมีชีพ จรจังหวะเท่ากับ 4 จังหวะ โดยมีโน้ตประจุดชนิดใดก็ได้เป็นเกณฑ์ 1 จังหวะใหญ่ มีเลขตัวบนเป็นเลข 12 ส่วนเลขตัวล่างสามารถเป็น 1 2 4 8 16… ได้ เช่น • อ่านว่าอัตราจังหวะสิบสองแปด เมื่อนำเลข 12 ตัวบนมาหารด้วย 3 จะทำให้ทราบว่าในอัตราจังหวะเก้าแปดมีชีพจรจังหวะเท่ากับ 4 จังหวะ โดยในแต่ละชีพจรจังหวะจะ มี 3 จังหวะนับ ในหนึ่งห้องเพลงจะมีโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 12 ตัว ตัวละ 1 จังหวะนับ เมื่อรวมกลุ่มโน้ตให้ เท่ากับจำนวนชีพจรจังหวะจึงได้กลุ่มโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ตัว และมีค่าเท่ากับโน้ตตัว ดำประจุด 4 ตัว ดังนั้นในอัตราจังหวะสิบสองแปดโน้ตตัวดำประจุดจึงมีค่าเท่ากับ 1 ชีพจรจังหวะ • อ่านว่าอัตราจังหวะสิบสองสอง เมื่อนำเลข 12 ตัวบนมาหารด้วย 3 จะทำให้ทราบว่าในอัตราจังหวะสิบสองสองมีชีพจรจังหวะเท่ากับ 4 จังหวะ โดยในแต่ละชีพจรจังหวะ จะมี3 จังหวะนับ ในหนึ่งห้องเพลงจะมีโน้ตขาว 12 ตัว ตัวละ 1 จังหวะนับ เมื่อรวมกลุ่มโน้ตให้ เท่ากับจำนวนชีพจรจังหวะจึงได้กลุ่มโน้ตตัวขาว 4 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ตัว และมีค่าเท่ากับโน้ตตัวกลม ประจุด 4 ตัว ดังนั้นในอัตราจังหวะสิบสองสองโน้ตตัวกลมประจุดจึงมีค่าเท่ากับ 1 ชีพจรจังหวะ • อ่านว่าอัตราจังหวะสิบสองสี่ เมื่อนำเลข 12 ตัวบนมาหารด้วย 3 จะทำ ให้ทราบว่าในอัตราจังหวะสิบสองสี่มีชีพจรจังหวะเท่ากับ 4 จังหวะ โดยในแต่ละชีพจรจังหวะจะมี3 จังหวะนับ ในหนึ่งห้องเพลงจะมีโน้ตตัวดำ 12 ตัว ตัวละ 1 จังหวะนับ เมื่อรวมกลุ่มโน้ตให้เท่ากับ จำนวนชีพจรจังหวะจึงได้กลุ่มโน้ตตัวดำ 4 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ตัว และมีค่าเท่ากับโน้ตตัวขาวประจุด 4 ตัว ดังนั้นในอัตราจังหวะสิบสองสี่โน้ตตัวขาวประจุดจึงมีค่าเท่ากับ 1 ชีพจรจังหวะ
73 วิธีการนับจังหวะในอัตราจังหวะผสม (Compound time) การนับจังหวะในอัตราจังหวะผสมจะมีความแตกต่างจากการนับจังหวะที่อยู่ในอัตราจังหวะ ธรรมดาซึ่งการในอัตราจังหวะธรรมดานั้นจะมีการแบ่งสัดส่วนออกเป็น 1 : 2 อย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว ส่วนในการนับจังหวะของอัตราจังหวะผสมจะมีการแบ่งสัดส่วนออกเป็น 1 : 3 และในส่วนแบ่งถัดไป จะแบ่งสัดส่วนออกเป็น 1 : 2 ตามปรกติ การกำหนดความเร็วของบทเพลงในอัตราจังหวะผสมจะมีคำสั่งอยู่ 2 ลักษณะ คือ 1) กำหนดค่าของโน้ตประจุดตัวที่เป็นชีพจรจังหวะหลักใด ๆ ก็ได้ตามอัตราจังหวะ นั้น ๆ และตามด้วยความเร็ว เช่น j = 60 หมายความว่า ตลอดบทเพลงนี้ต้องดำเนินชีพจรจังหวะ หรือการเคาะจังหวะไปด้วยความเร็วอย่างสม่ำเสมอ 60 ครั้งต่อ 1 นาที (60 bpm.) โดยใช้ตัวโน้ต j เป็นเกณฑ์ 1 จังหวะต่อวินาที ในกรณีที่มีการกำหนดความเร็วของโน้ตประจุดที่เป็นชีพจรจังหวะหลักเพื่อบอกค่า ความเร็วนี้ จะทำให้โน้ตที่เป็นส่วนย่อยที่หนึ่งมีค่าความเร็วเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าของชีพจรจังหวะ เช่น j = 60 bpm. ส่วนย่อยจังหวะคือโน้ตเขบ็ต 1 ชั้น จะมีค่าตัวละ 180 bpm. (60 x 3 =180) เป็นต้น
74 j = 80 bpm : Division คือ ดังนั้น e แต่ละตัวจะมีความเร็วเท่ากับ 240 bpm. d = 100 bpm : Division คือ q q q ดังนั้น q แต่ละตัวจะมีความเร็วเท่ากับ 300 bpm. 2) กำหนดค่าของโน้ตที่เป็นส่วนย่อยจังหวะที่เป็นจังหวะนับตามอัตราจังหวะนั้น ๆ และตามด้วยความเร็ว เช่น e = 60 หมายความว่า ตลอดบทเพลงนี้ต้องดำเนินจังหวะนับจังหวะไป ด้วยความเร็วอย่างสม่ำเสมอ 60 ครั้งต่อ 1 นาที (60 bpm.) โดยใช้ตัวโน้ต e เป็นเกณฑ์ 1 จังหวะต่อ วินาทีในกรณีนี้โน้ตที่เป็นชีพจรจังหวะหลักจะมีค่าความเร็วลดลง 3 เท่า ในกรณีที่มีการกำหนดความเร็วของโน้ตที่เป็นส่วนย่อยที่เป็นจังหวะนับเพื่อบอกค่า ความเร็วนี้ จะทำให้โน้ตที่เป็นชีพจรจังหวะมีค่าความเร็วลดลงเป็น 3 เท่าของความเร็วในจังหวะนับ เช่น e = 60 bpm. ชีพจรจังหวะคือโน้ตตัวดำประจุด จะมีค่าตัวละ 20 bpm. (60 ÷ 3 = 20) เป็น ต้น e = 90 bpm : ชีพจรจังหวะ (Pulse) คือ j ดังนั้น j แต่ละตัวจะมีความเร็วเท่ากับ 30 bpm. q = 120 bpm :ชีพจรจังหวะ (Pulse) คือ d ดังนั้น d แต่ละตัวจะมีความเร็วเท่ากับ 40 bpm. นอกจากการนับสัดส่วนโน้ตต่าง ๆ ในอัตราจังหวะ ที่กล่าวมาแล้วนั้น ยังมี สัดส่วนโน้ตในรูปแบบอื่น ๆ ที่ควรทราบและทำความเข้าใจ ดังนี้ = = = =
75 = = 3.6.3 อัตราจังหวะซ้อน (Complex time / Composite time) อัตราจังหวะซ้อนเป็นอัตราจังหวะที่มีการเน้นจังหวะไม่สม่ำเสมอหรือไม่สมมาตร เลขตัวบนของเครื่องหมายกำหนดจังหวะ มักไม่ซ้ำกับอัตราจังหวะธรรมดาและอัตราจังหวะผสม เช่น เลข 5, 7, 11 หรืออื่น ๆ จึงทำให้การแบ่งกลุ่มจังหวะภายในห้องเพลงไม่เท่ากัน ซึ่งการเน้นจังหวะนั้น บางกรณีต้องสังเกตการจัดกลุ่มตัวโน้ต หรือบางกรณีนักประพันธ์เพลงอาจกำหนดให้ ส่วนเลขตัวล่างมี ความหมายเช่นเดียวกับอัตราจังหวะธรรมดา คือ กำหนดว่าโน้ตตัวใดมีค่าเท่ากับ 1 จังหวะ ตัวอย่างบทเพลง Theme from Symphony No.6 2nd Movement ; Tchaikovsky
76 ตัวอย่างบทเพลง Take Five ; Dave Brubeck สำหรับอัตราจังหวะซ้อนนี้ไม่มีหลักที่แน่นอนว่า ชีพจรจังหวะเกิดขึ้นที่ใดในห้องเพลง โดย ปกติผู้ประพันธ์เพลงจะบอกไว้ที่เครื่องหมายประจำจังหวะที่เลขตัวบนว่าชีพจรจังหวะควรอยู่ที่ใด เช่น 5(3+2)/4 หมายความว่า ใน 5 จังหวะ จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกมี 3จังหวะ และกลุ่มที่ 2 มี 2 จังหวะ ฉะนั้น ชีพจรจังหวะจะตกบนจังหวะที่ 1 และ 4 ซึ่งเป็นจังหวะแรกของแต่ละกลุ่ม ถ้าผู้ประพันธ์เพลงระบุว่า 5(2+3)/4 หมายความว่าใน 5 จังหวะจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มเช่นเดิม แต่กลุ่มแรกมี 2 จังหวะ ในขณะที่กลุ่มที่ 2 มี 3 จังหวะ ซึ่งชีพจรจังหวะก็จะตกบนจังทวะที่ 1 และ 3 เป็นตัน ถ้าโน้ตในห้องมีเขบ็ต การรวมกลุ่มจังหวะโดยใช้เส้นรวบเขบ็ตเป็นวิธีบอกชีพจรจังหวะที่ สะดวกที่สุด แต่ถ้าเป็นโน้ตที่ไม่มีเขบ็ตก็อาจใช้เครื่องหมายเน้นเสียงช่วย กลุ่มจังหวะในอัตราจังหวะซ้อน อาจมีมากกว่า 2 กลุ่มในแต่ละห้องเพลง เช่น 7/8 ซึ่งอาจ ระบุรายละเอียดที่เลขตัวบนของเครื่องหมายประจำจังหวะเป็น 7(2+2+3) หรือ 7(3+2+2) หรือ 7(2+3+2)
77 สำหรับกรณีของ 7/8 อาจแบ่งเป็น 2 หรือ 3 กลุ่มก็ได้ถ้ามี 2 กลุ่มจังหวะก็สามารถแบ่งได้ เป็น 7(4+3) หรือ 7(3+4) หรือแม้แต่ 7(2+5) หรือ 7(5+2) ก็อาจเป็นได้ เครื่องหมายกำหนดจังหวะทั้งหมดข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นอัตราจังหวะธรรมดา อัตราจังหวะ ผสม หรืออัตราจังหวะซ้อน อาจมีเลขตัวบนเป็นเลขใดก็ได้ แต่สำหรับเลขตัวล่างนั้น ในทางทฤษฎีอาจ เป็นเลข 2, 4, 8, 16, 32 และ 64 ซึ่งเป็นตัวเลขของจำนวนโน้ตที่แบ่งตามสัดส่วนได้จากโน้ตตัวกลม อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติเลขตัวล่างที่นิยมใช้ คือ เลข 2, 4, 8 และ 16 เท่านั้น นอกจากนี้ เครื่องหมายกำหนดจังหวะจะปรากฎตั้งแต่ตอนต้นของบทเพลงหลังกุญแจเพียงครั้งเดียว ถ้าไม่มีการ เปลี่ยนแปลงภายในบทเพลง
78 แบบฝึกหัดท้ายบท แบบฝึกหัดที่ 3.1 ใช้เส้นรวบเขบ็ต (Beam) รวมกลุ่มโน้ตที่กำหนดให้ โดยให้ก้านโน้ตมีความยาวและ ทิศทางที่เหมาะสม แบบฝึกหัดที่ 3.2 ให้นักศึกษาเปรียบเทียบค่าตัวโน้ตตามที่กำหนดให้ 1. Double whole note 1 ตัว มีค่าเท่ากับ Quarter note ตัว 2. Quarter note 4 ตัว มีค่าเท่ากับ Sixteen note ตัว 3. whole note 2 ตัว มีค่าเท่ากับ Quarter note ตัว 4. Eight note 8 ตัว มีค่าเท่ากับ Half note ตัว 5. Thirty-Second note 32 ตัว มีค่าเท่ากับ Sixteen note ตัว 6. Eight note 4 ตัว มีค่าเท่ากับ Half note ตัว 7. Quarter note 8 ตัว มีค่าเท่ากับ whole note ตัว 8. Crotchet 4 ตัว มีค่าเท่ากับ Semi - Brave ตัว 9. Semiquaver 8 ตัว มีค่าเท่ากับ Crotchet ตัว 10. Quaver 4 ตัว มีค่าเท่ากับ Minim ตัว
79 แบบฝึกหัดที่ 3.3 ให้นักศึกษาหาค่าตัวโน้ตตามค่าที่กำหนดให้ Ex. w เท่ากับ q 4 ตัว 1. w เท่ากับ 8 ตัว 6. s เท่ากับ 2 ตัว 2. w เท่ากับ 8 ตัว 7. w เท่ากับ 32 ตัว 3. e เท่ากับ 2 ตัว 8. e เท่ากับ 4 ตัว 4. q เท่ากับ 8 ตัว 9. h เท่ากับ 2 ตัว 5. h เท่ากับ 8 ตัว 10. q เท่ากับ 2 ตัว แบบฝึกหัดที่ 3.4 หาค่าตัวโน้ตและตัวหยุดให้กับสัญลักษณ์ที่กำหนด 1. ; เท่ากับ + + . 6. I เท่ากับ + . 2. d เท่ากับ + . 7. R เท่ากับ + . 3. i เท่ากับ + . 8. D เท่ากับ + . 4. j เท่ากับ + . 9. เท่ากับ + + . 5. J เท่ากับ + . 10. เท่ากับ + + . แบบฝึกหัดที่ 3.5 หาค่าตัวโน้ตตามค่าที่กำหนดให้ 1. R เท่ากับ q ตัว 6. ; เท่ากับ s ตัว 2. j เท่ากับ s ตัว 7. w เท่ากับ s ตัว 3. เท่ากับ e ตัว 8. z เท่ากับ e ตัว 4. i เท่ากับ s ตัว 9. hเท่ากับ s ตัว 5. d เท่ากับ s ตัว 10. zเท่ากับ e ตัว
80 แบบฝึกหัดที่ 3.6 ให้เปลี่ยนเครื่องหมายประจุด (Dot) เป็นเครื่องหมายโยงเสียง (Tie) 1. ; = _________________ 6. I =__________________ 2. d =__________________ 7. R=__________________ 3. i =__________________ 8. D=__________________ 4. j =__________________ 9. =_________________ 5. j =__________________ 10. =__________________ แบบฝึกหัดที่ 3.7 ให้เปลี่ยนเครื่องหมายโยงเสียง (Tie) เป็นเครื่องหมายประจุด (Dot) 1. wUhUq = _____ 6. HUQUE = _____ 2. qUeUs = _____ 7. wUh = _____ 3. hUq = _____ 8. HUQ = _____ 4. qUeUs = _____ 9. EUS = _____ 5. WUHUQ = _____ 10. eUs = _____ แบบฝึกหัดที่ 3.8 รวมค่าตัวโน้ตที่กำหนดให้ต่อไปนี้ให้เท่ากับโน้ตตัวเดียว 1. qhqh = _____ 2. Mmnq = _____ 3. nmMoqn = _____ 4. nnnm = _____ 5. jemMqqh = _____
81 แบบฝึกหัดที่ 3.9 ให้เขียนจังหวะเคาะและจังหวะนับตามโน้ตในเครื่องหมายกำหนดจังหวะ ใน ประเภทอัตราจังหวะธรรมดา (Simple time) ที่กำหนดให้ 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10.
82 แบบฝึกหัดที่ 3.10 ให้เขียนชีพจรจังหวะและจังหวะนับตามโน้ตในเครื่องหมายกำหนดจังหวะ ใน ประเภทอัตราจังหวะผสม (Compound time) ที่กำหนดให้ 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10.
83 แบบฝึกหัดที่ 3.11 ให้นักศึกษาบอกประเภทของอัตราจังหวะ แบบฝึกหัดที่ 3.12 ให้นักศึกษาระบุเครื่องหมายกำหนดอัตราจังหวะตามกลุ่มโน้ตที่กำหนดให้ให้ เหมาะสม 1. 2. 3. 4. 5. 6.
84 7. 8. 9. 10. แบบฝึกหัดที่ 3.13 ให้นักศึกษาขีดเส้นกั้นห้องตามเครื่องหมายกำหนดอัตราจังหวะที่กำหนดให้ 1. 2. 3. 4. 5. 6.
85 7. 8. 9. 10. แบบฝึกหัดที่ 3.14 ให้นักศึกษาฝึกปรบมือตามจังหวะที่กำหนดให้ในอัตราจังหวะธรรมดา (Simple time) โดยเปิดเมโทรนอมกำกับจังหวะด้วยความเร็ว q = 60 – 110 bpm. 1. 2. 3. 4. 5.
86 6. 7. 8. 9. 10.
87 11. 12. 13. 14.