The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

MSE1102 การบันทึกโน้ตและฝึกโสตประสาท

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Music Edu. RERU., 2023-11-01 14:34:27

MSE1102 การบันทึกโน้ตและฝึกโสตประสาท

MSE1102 การบันทึกโน้ตและฝึกโสตประสาท

88 15. 16. 17. 18.


89 19. 20. 21. 22. 23.


90 24. 25. 26. 27.


91 28. 29. 30. 31. 32.


92 33. 34. 35. 36. 37. 38.


93 39. 40. 41. 42.


94 43. 44. 45. 46.


95 47. 48. 49.


96 50. 51.


97 52. 53. 54.


98 55. 56. 57.


99 58. 59. 60.


100 61. 62. 63.


101 64. 65. 66. 67. 68.


102 69. 70. 71. 72. แบบฝึกหัดที่ 3.16 ให้นักศึกษาฝึกปรบมือตามจังหวะที่กำหนดให้ในอัตราจังหวะผสม (Compound time) โดยเปิดเมโทรนอมกำกับจังหวะด้วยความเร็ว j = 60 – 110 bpm. 1.


103 2. 3. 4. 5. 6.


104 7. 8. 9. 10. 11.


105 12. 13. 14. 15. 16.


106 17. 18. 19. 20. 21. 22.


107 23. 24 25 26.


108 27. 28. 29. 30. 31.


109 32. 33. 34.


110 อ้างอิงท้ายบท ณัชชา พันธุ์เจริญ. ทฤษฎีดนตรี. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550 . พจนานุกรมศัพท์ดุริยางคศิลป์. พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เกศกะรัต, 2552 วรากร สีโย. เอกสารประกอบการสอนวิชาโสตทักษะ 1. พิมพ์ครั้งที่ 1 . วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2561 วิบูลย์ ตระกูลฮุ้น. ทฤษฎีดนตรีตะวันตก. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, 2561 . ทักษะทฤษฎีดนตรีตะวันตก. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2561 พระเจนดุริยางค์. แบบเรียนดุริยางคศาสตร์สากล. ฉบับทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย พิภัช สอนใย. การบันทึกโน้ตเพลงไทย. พิมพ์ครั้งที่ 1 . มหาสารคาม. อภิชาตการพิมพ์, 2561 สัญฉนะวัต นิมมานรตนกุล. ทฤษฎีดนตรีตะวันตก. พิมพ์ครั้งที่ 1. นนทบุรี : สำนักพิมพ์นิมมานรัต นกุล, 2552


111 แผนการสอนประจำบทที่ 4 การรวมกลุ่มจังหวะและสัญลักษณ์ทางดนตรี หัวข้อเนื้อหาประจำบท สัญลักษณ์แสดงลักษณะจังหวะ (Rhythm) เป็นตัวกำหนดความสั้น-ยาว (Duration) ของ เสียงโน้ตแต่ละตัว ลักษณะจังหวะจะปรากฏพร้อมกับตัวโน้ต ซึ่งผู้เล่นจะต้องอ่านทั้งระดับเสียงของตัว โน้ตและความสั้น-ยาวของจังหวะไปพร้อม ๆ กัน สัญลักษณ์แสดงลักษณะจังหวะ คือ ตัวโน้ตและตัว หยุด ทั้งตัวโน้ตและตัวหยุดนั้นมีความสำคัญต่อดนตรีเช่นเดียวกัน เนื่องจากดนตรีประกอบไปด้วย เสียง (Sound) และความเงียบ (Silence) การจัดกลุ่มโน้ตหรือการแบ่งกลุ่มจังหวะต้องอาศัยความรู้ เรื่องอัตราจังหวะและชีพจรจังหวะ นอกจากนี้ยังต้องเข้าใจเรื่องกลุ่มตัวโน้ตที่สามารถจับกลุ่มเข้า ด้วยกันได้ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบถึงการจัดกลุ่มโน้ตและตัวหยุด 2. เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบถึงการแบ่งกลุ่มย่อยโน้ตพยางค์ 3. เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบถึงการเน้นเสียงและการเน้นจังหวะ 4. เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบถึงสัญลักษณ์ทางดนตรี 5. เพื่อให้นักศึกษาได้ทราบถึงคำศัพท์ดนตรีที่เกี่ยวกับจังหวะและความเร็ว กิจกรรมระหว่างเรียน บรรยายเนื้อหาประกอบเอกสารประกอบการสอน ให้นักศึกษาทำแบบฝึกหัดของแต่ละหัวข้อ การฝึกปฏิบัติสัดส่วนโน้ตต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจความแม่นยำเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติเครื่องดนตรี ต่อไป ส่วนของเนื้อหา 1. การจัดกลุ่มโน้ตและตัวหยุด 2. การแบ่งกลุ่มย่อยโน้ตพยางค์ 3. การเน้นเสียงและการเน้นจังหวะ 4. สัญลักษณ์ทางดนตรี 5. คำศัพท์ดนตรีที่เกี่ยวกับจังหวะและความเร็ว


112 การวัดและการประเมินผล 1. สังเกตพฤติกรรมผู้เรียน 1.1 ความตรงต่อเวลาในการเข้าเรียน และการส่งงานที่มอบหมาย 1.2 การตอบสนองของผู้เรียนระหว่างเรียน 1.3 การมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นของผู้เรียนในระหว่างเรียน 2. ประเมินผลงานที่มอบหมาย 2.1 แบบฝึกหัดท้ายบท


113 บทที่ 4 การรวมกลุ่มจังหวะและสัญลักษณ์ทางดนตรี 4.1 การจัดกลุ่มโน้ตและตัวหยุด การจัดกลุ่มโน้ตหรือการแบ่งกลุ่มจังหวะต้องอาศัยความรู้เรื่องอัตราจังหวะและชีพจรจังหวะ นอกจากนี้ยังต้องเข้าใจเรื่องกลุ่มตัวโน้ตที่สามารถจับกลุ่มเข้าด้วยกันได้ การแบ่งกลุ่มจังหวะพอแบ่งได้ เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 4.1.1 การจัดกลุ่มโน้ตและตัวหยุดในอัตราจังหวะธรรมดา เลขตัวบนของอัตราจังหวะธรรมดามีเฉพาะตัวเลข 2,3,4 ดังนั้น โดยปรกติแล้วมีกลุ่มโน้ตละ 1 จังหวะ เท่ากับ 2, 3 และ 4 กลุ่ม ตามลำดับ ยกเว้นในกรณีที่กลุ่มโน้ตภายในห้องนั้นไม่ชับซ้อน การจัดกลุ่มจังหวะในอัตราจังหวะสองธรรมดา จะแบ่งกลุ่มจังหวะออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1 และ 2 หากมีการย่อยจังหวะให้ยึดชีพจรจังหวะเป็นเกณฑ์ในการจัดกลุ่ม เช่น อัตราจังหวะ @ ก็จะจัด กลุ่มโน้ตออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 1 จังหวะ โดยที่โน้ตตัวดำเป็นชีพจรจังหวะ ซึ่งสามารถแบ่งย่อย ออกเป็นโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 2 ตัว โน้ตเขบ็ตสองชั้น 4 ตัว ตามลำดับการย่อยจังหวะ โดยต้องยึดชีพจร จังหวะเป็นเกณฑ์ในการจัดกลุ่ม การจัดกลุ่มจังหวะในอัตราจังหวะสามธรรมดา จะแบ่งกลุ่มจังหวะออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1 2 และ 3 หากมีการย่อยจังหวะให้ยึดชีพจรจังหวะเป็นเกณฑ์ในการจัดกลุ่ม เช่น อัตราจังหวะ # ก็จะจัด กลุ่มโน้ตออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 1 จังหวะ โดยที่โน้ตตัวดำเป็นชีพจรจังหวะ ซึ่งสามารถแบ่งย่อย ออกเป็นโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 2 ตัว โน้ตเขบ็ตสองชั้น 4 ตัว ตามลำดับการย่อยจังหวะ


114 การจัดกลุ่มจังหวะในอัตราจังหวะสี่ธรรมดา จะแบ่งกลุ่มจังหวะออกเป็น 4กลุ่ม คือ จังหวะที่ 1 2 3 และ 4 หากมีการย่อยจังหวะให้ยึดชีพจรจังหวะเป็นเกณฑ์ในการจัดกลุ่ม เช่น อัตราจังหวะ $ ก็จะจัดกลุ่มโน้ตออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 1 จังหวะ โดยที่โน้ตตัวดำเป็นชีพจรจังหวะ ซึ่งสามารถ แบ่งย่อยออกเป็นโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 2 ตัว โน้ตเขบ็ตสองชั้น 4 ตัว ตามลำดับการย่อยจังหวะ การจัดกลุ่มจังหวะในอัตราจังหวะสี่ธรรมดาในกรณีที่มีการใช้กลุ่มโน้ตที่ไม่ได้เรียงกลุ่มโน้ตใน แบบตัวอย่างข้างต้น เช่น ในกรณีที่มีการใช้กลุ่มโน้ตสลับกัน จะแบ่งกลุ่มจังหวะออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มจังหวะที่ 1 กับ 2 และกลุ่มจังหวะที่ 3 กับ 4 หากมีการย่อยจังหวะให้ยึดชีพจรจังหวะเป็นเกณฑ์ ในการจัดกลุ่มโน้ต อัตราจังหวะ $ ก็จะจัดกลุ่มโน้ตออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 2 จังหวะ โดยที่โน้ตตัวดำ เป็นชีพจรจังหวะ ซึ่งสามารถแบ่งย่อยออกเป็นโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 2 ตัว โน้ตเขบ็ตสองชั้น 4 ตัว ตามลำดับการย่อยจังหวะ ในบางกรณีเราอาจมีความจำเป็นที่จะต้องบันทึกจังหวะที่มีความใหญ่กว่าชีพจรจังหวะ กล่าวคือ หากโน้ตในจังหวะนั้น ๆ มีความยาวของเสียงเพิ่มหรือยืดออกไปอีกครึ่งจังหวะ เราสามารถ จัดโน้ตในกลุ่มแรกยาวกว่ากลุ่มหลังได้ เช่น โน้ตตัวดำประจุดในอัตราจังหวะ @ จะมีความยาวเสียง เป็น 1.5 จังหวะ และในส่วนหลังอีก 0.5 จังหวะสามารถใส่โน้ตหรือตัวหยุดเขบ็ตหนึ่งชั้นได้ 1 ตัว หรือ หากมีการย่อยจังหวะระดับสองอีกสามารถเติมโน้ตเขบ็ตสองชั้นได้ 2 ตัว


115 หรือ โน้ตตัวขาวในอัตราจังหวะ # จะมีความยาวเสียงเป็น 2 จังหวะ และในส่วนหลังอีก 1 จังหวะสามารถเติมโน้ตหรือตัวหยุดตัวดำได้ 1 ตัว หากมีการย่อยจังหวะระดับแรกอีกสามารถเติมโน้ต เขบ็ตหนึ่งชั้นได้ 2 ตัว หรือหากมีการย่อยจังหวะระดับสองอีกสามารถเติมโน้ตเขบ็ตสองชั้นได้ 4 ตัว หรือ โน้ตตัวขาวประจุดในอัตราจังหวะ $ จะมีความยาวเสียงเป็น 3 จังหวะ และในส่วนหลัง อีก 1 จังหวะสามารถเติมโน้ตหรือตัวหยุดตัวดำได้ 1 ตัว หากมีการย่อยจังหวะระดับแรกอีกสามารถ เติมโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้นได้ 2 ตัว หรือหากมีการย่อยจังหวะระดับสองอีกสามารถเติมโน้ตเขบ็ตสองชั้น ได้ 4 ตัว การใช้ตัวหยุดในอัตราจังหวะธรรมดานั้น จำเป็นต้องคำนึงถึงการจัดกลุ่มด้วยเช่นกัน โดยใช้ หลักการเดียวกันกับการจัดกลุ่มจังหวะของตัวโน้ต การใช้ตัวหยุดนั้นต้องสามารถทำให้เห็นตัวหยุดบน จังหวะตกได้อย่างชัดเจน ในอัตราจังหวะธรรมดานั้นการบันทึกตัวหยุดในบทเพลงมักไม่นิยมใช้ตัวหยุด ร่วมกับประจุด เพราะจะทำให้ผู้ปฏิบัติเกิดความสับสนในเรื่องของการนับจังหวะ สำหรับการบันทึกตัวหยุดนั้น มีความหมายและข้อกำหนดบางประการที่จำเป็นต้องคำนึงถึง เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของการจัดกลุ่มจังหวะ (วิบูลย์ ตระกุลฮุ้น) 1. ตัวหยุดตัวกลม (Whole rest) สามารถใช้แทนตัวหยุดทุกชนิด โดยมีความหมายว่าหยุด เต็มห้องไม่ว่าจะอยู่ภายใต้เครื่องหมายกำหนดจังหวะและอัตราจังหวะประเภทใดก็ตาม


116 2. ตัวหยุดอาจแบ่งหน่วยย่อยได้หลายตัวต่อเนื่องกัน ขึ้นอยู่กับการจัดกลุ่มจังหวะ ภายใต้เงื่อนไขของเครื่องหมายกำหนดจังหวะและอัตราจังหวะ ทั้งนี้ต้องสามารถเห็นตัวโน้ตหรือตัว หยุดที่อยู่บนจังหวะตกได้อย่างชัดเจน 3. ถ้าหน่วยจังหวะถูกแบ่งย่อยให้เล็กมาก ให้พิจารณาการใส่ตัวหยุดให้เต็มค่าตัวโน้ต ของหน่วยย่อยนั้น ๆ ก่อนจากนั้นจึงใช้ตัวหยุดหน่วยย่อนในระดับใหญ่ขึ้นทีละระดับ จากตัวอย่างข้างต้น กลุ่มตัวโน้ตและตัวหยุดที่วงไว้นั้น เพื่อแสดงให้เห็นว่า ถ้าหน่วยจังหวะ ถูกแบ่งย่อยให้เล็กมากจำเป็นจะต้องใส่ตัวหยุดให้เต็มค่าตัวโน้ตของหน่วยย่อยจังหวะนั้นให้ครบตาม ชีพจรจังหวะตามประเภทของอัตราจังหวะนั้น ๆ การจัดกลุ่มโน้ตในอัตราจังหวะธรรมดา แบบที่นิยม แบบที่ไม่นิยม ; ; ; ; ;


117 ; ; ; ; ; การจัดกลุ่มตัวหยุดในอัตราจังหวะธรรมดา แบบที่นิยม แบบที่ไม่นิยม ; ; ; ; ; ; ; ;


118 4.1.2 การจัดกลุ่มโน้ตและตัวหยุดในอัตราจังหวะผสม เลขตัวบนของอัตราจังหวะผสมมีเฉพาะตัวเลข 6,9,12 ดังนั้น การจัดกลุ่มจังหวะแต่ ละกลุ่มจึงใช้โน้ตประจุดเท่ากับ 1 จังหวะใหญ่ ซึ่งในแต่ละห้องเพลงมีกลุ่มอัตราจังหวะ 2 3 และ 4 อย่างที่ได้กล่าวมาแล้วในบทที่ 2 ในการจัดกลุ่มอัตราจังหวะผสมควรใช้ความระมัดระวังในการจัดกลุ่ม โน้ต โดยให้คำนึงว่าแต่ละกลุ่มโน้ตที่มีการจัดกลุ่มจะต้องมีค่าเท่ากับโน้ตประจุดที่ทำหน้าที่เป็นจังหวะ ใหญ่ (Pulse) การจัดกลุ่มจังหวะในอัตราจังหวะสองผสม จะแบ่งกลุ่มจังหวะออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1 และ 2 โดยมีโน้ตประจุดเท่ากับ 1 จังหวะใหญ่ หากมีการย่อยจังหวะให้ยึดชีพจรจังหวะเป็นเกณฑ์ในการจัด กลุ่ม โดยให้คำนึงว่าแต่ละกลุ่มโน้ตที่มีการจัดกลุ่มจะต้องมีค่าเท่ากับโน้ตประจุดที่ทำหน้าที่เป็นจังหวะ ใหญ่ (Pulse) เช่น อัตราจังหวะ P ก็จะจัดกลุ่มโน้ตออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 1 จังหวะ โดยที่โน้ตตัว ดำประจุดเป็นชีพจรจังหวะ ซึ่งสามารถแบ่งย่อยออกเป็นโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 3 ตัว ในแต่ละชีพจรจังหวะ ส่วยการแบ่งย่อยจังหวะที่สองนั้นแบ่งได้เป็นโน้ตเขบ็ตสองชั้น 6 ตัว ตามลำดับการย่อยจังหวะใน 1 ชีพจรจังหวะ (โดยต้องยึดชีพจรจังหวะเป็นเกณฑ์ในการจัดกลุ่ม) การจัดกลุ่มจังหวะในอัตราจังหวะสามผสม จะแบ่งกลุ่มจังหวะออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1 2 และ 3 โดยมีโน้ตประจุดเท่ากับ 1 จังหวะใหญ่ หากมีการย่อยจังหวะให้ยึดชีพจรจังหวะเป็นเกณฑ์ในการจัด กลุ่ม โดยให้คำนึงว่าแต่ละกลุ่มโน้ตที่มีการจัดกลุ่มจะต้องมีค่าเท่ากับโน้ตประจุดที่ทำหน้าที่เป็นจังหวะ ใหญ่ (Pulse) เช่น อัตราจังหวะ ( ก็จะจัดกลุ่มโน้ตออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 1 จังหวะ โดยที่โน้ตตัวดำ ประจุดเป็นชีพจรจังหวะ ซึ่งสามารถแบ่งย่อยออกเป็นโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 3 ตัว ในแต่ละชีพจรจังหวะ ส่วยการแบ่งย่อยจังหวะที่สองนั้นแบ่งได้เป็นโน้ตเขบ็ตสองชั้น 6 ตัว ตามลำดับการย่อยจังหวะใน 1 ชีพจรจังหวะ (โดยต้องยึดชีพจรจังหวะเป็นเกณฑ์ในการจัดกลุ่ม)


119 การจัดกลุ่มจังหวะในอัตราจังหวะสี่ผสม จะแบ่งกลุ่มจังหวะออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1 2 4 และ 4 โดยมีโน้ตประจุดเท่ากับ 1 จังหวะใหญ่ หากมีการย่อยจังหวะให้ยึดชีพจรจังหวะเป็นเกณฑ์ใน การจัดกลุ่ม โดยให้คำนึงว่าแต่ละกลุ่มโน้ตที่มีการจัดกลุ่มจะต้องมีค่าเท่ากับโน้ตประจุดที่ทำหน้าที่เป็น จังหวะใหญ่ (Pulse) เช่น อัตราจังหวะ ก็จะจัดกลุ่มโน้ตออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 1 จังหวะ โดยที่ โน้ตตัวดำประจุดเป็นชีพจรจังหวะ ซึ่งสามารถแบ่งย่อยออกเป็นโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 3 ตัว ในแต่ละชีพ จรจังหวะ ส่วยการแบ่งย่อยจังหวะที่สองนั้นแบ่งได้เป็นโน้ตเขบ็ตสองชั้น 6 ตัว ตามลำดับการย่อย จังหวะใน 1 ชีพจรจังหวะ (โดยต้องยึดชีพจรจังหวะเป็นเกณฑ์ในการจัดกลุ่ม) การใช้ตัวหยุดในอัตราจังหวะผสมนั้น จำเป็นต้องคำนึงถึงการจัดกลุ่มด้วยเช่นกัน โดยใช้ หลักการเดียวกันกับการจัดกลุ่มจังหวะของตัวโน้ตในอัตราจังหวะผสม การใช้ตัวหยุดนั้นต้องสามารถ ทำให้เห็นตัวหยุดบนจังหวะตกได้อย่างชัดเจน ในอัตราจังหวะผสมนั้นการบันทึกตัวหยุดในบทเพลง อนุโลมใช้ตัวหยุดร่วมกับประจุดได้เนื่องจากตัวประจุดแสดงความหมายถึงการแบ่งกลุ่มย่อยจังหวะ ออกเป็น 3 ส่วนที่มีผลมาจากอัตราจังหวะผสมนั่นเอง การจัดกลุ่มโน้ตในอัตราจังหวะผสม แบบที่นิยม แบบที่ไม่นิยม ; ; ;


120 ; ; ; การจัดกลุ่มตัวหยุดในอัตราจังหวะผสม แบบที่นิยม แบบที่ไม่นิยม ; ; ; ; ; การจัดกลุ่มโน้ตโดยใช้เครื่องหมายโยงเสียง (Tie) ในอัตราจังหวะผสม แบบที่นิยม แบบที่ไม่นิยม ; ; ;


121 การจัดกลุ่มจังหวะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดกลุ่มของตัวโน้ตหรือตัวหยุด หรือการจัดกลุ่มโน้ต และตัวหยุดร่วมกันนั้น บางกรณีอาจทำได้หลายรูปแบบแตกต่างกัน แต่สิ่งสำคัญที่จำเป็นต้องคำนึงถึง คือ ไม่ว่าจะเป็นการจัดกลุ่มในรูปแบบใดก็ตาม ถ้านักดนตรียังคงอ่านโน้ตประกอบกับการปฏิบัติได้ ง่าย ก็สามารถอนุโลมให้ได้เป็นกรณีไป แม้ว่าอาจไม่เป็นไปตามข้อกำหนดทางทฤษฎีบ้างก็ตาม (วิบูลย์ ตระกูลฮุ้น) 4.2 การแบ่งกลุ่มย่อยโน้ตพยางค์ โน้ตพยางค์ (Tuplet หรือ Grouplet) เป็นลักษณะของกลุ่มโน้ตที่มีจำนวนตัวโน้ตเท่าใดก็ได้ ตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป อาจจะเรียกชื่อได้ว่า "กลุ่มโน้ตพยางค์หรือโน้ตพยางค์" ในตำราเรียนดุริยางค ศาสตร์สากลของท่านอาจารย์พระเจนดุริยางค์ ได้ให้คำจำกัดความในการเรียกชื่อโน้ตกลุ่มนี้ว่า “ตัว โน้ตแทรกแซง (Irregular value note)” ส่วนในหนังสือเรียนทฤษฎีดนตรีของศาสตราจารย์ณัชชา โสคติยานุรักษ์ ได้ให้คำจำกัดความในการเรียกชื่อโน้ตกลุ่มนี้ว่า “กลุ่มจังหวะยืม” การเรียกชื่อกลุ่มโน้ตที่กล่าวมานั้น หมายถึง เป็นการแบ่งกลุ่มย่อยจังหวะที่มีจำนวนตัวโน้ตไม่ เป็นไปตามสัดส่วนปรกติของอัตราจังหวะธรรมดา (1, 2, 4, 8,...) หรืออัตราจังหวะผสม (1, 3, 6, 12...) การแบ่งกลุ่มโน้ตพยางค์สามารถแบ่งได้ละเอียดกว่าสัดส่วนจำนวนตัวโน้ตดังกล่าวซึ่งจะมีตัวเลข กำกับอยู่ด้ายบนของกลุ่มโน้ตพยางค์ต่าง ๆ เพื่อบอกจำนวนตัวโน้ตทั้งหมดที่มีอยู่ในกลุ่มโน้ตพยางค์ นั้น ๆ แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างสำหรับชื่อกลุ่มโน้ตพยางค์มีดังนี้ โน้ตสองพยางค์ (Duplet) โน้ตแปดพยางค์ (Octuplet) โน้ตสามพยางค์ (Triplet) โน้ตเก้าพยางค์ (Nonuplet) โน้ตสี่พยางค์ (Quadruplet) โน้ตสิบพยางค์ (Decuplet) โน้ตห้าพยางค์ (Quintuplet) โน้ตสิบเอ็ดพยางค์(Undecuplet) โน้ตหกพยางค์ (Sextuplet) โน้ตสิบสองพยางค์(Dodecuplet) โน้ตเจ็ดพยางค์ (Septuplet) การแบ่งกลุ่มย่อยจังหวะให้แก่โน้ตพยางค์ มักจะพบปัญหาการเลือกใช้ชนิดของตัวโน้ตที่ทำให้ เข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการบันทึกโน้ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ตัวโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้นหรือตัวโน้ต เขบ็ตสองชั้นในกลุ่มโน้ตพยางค์ สำหรับการเลือกใช้ชนิดตัวโน้ตในกลุ่มโน้ตพยางค์มีหลักเกณฑ์ดังนี้


122 1) พิจารณาค่าความยาวตัวโน้ตจังหวะหลักที่ต้องการสำหรับการแบ่งกลุ่มย่อยจังหวะโน้ต พยางค์เช่น ต้องการกลุ่มโน้ตพยางค์ที่แบ่งกลุ่มย่อยจังหวะมาจากโน้ตตัวขาว โน้ตตัวดำ หรือโน้ตเขบ็ต หนึ่งชั้น เป็นต้น 2) พิจารณาว่าตัวโน้ตของกลุ่มโน้ตพยางค์มีทั้งหมดกี่ตัว 3) พิจารณาว่าจำนวนตัวโน้ตทั้งหมดของกลุ่มโน้ตพยางค์ที่ต้องการเป็นการแบ่งกลุ่มย่อย จังหวะระหว่างระดับใด เช่น การแบ่งกลุ่มย่อยระดับแรก กลุ่มย่อยระดับถัดไป ครั้งที่ 1 หรือครั้งที่ 2 ซึ่งในการแบ่งกลุ่มย่อยแต่ละระดับนั้น ค่าหรือชนิดของตัวโน้ตจะเปลี่ยนไป ในชั้นตอนนี้ต้องคำนึงถึง อัตราจังหวะธรรมดา และอัตราจังหวะผสมประกอบด้วยไว้เสมอว่า การแบ่งกลุ่มย่อยจังหวะในทุก ระดับของอัตราจังหวะธรรมดา มีอัตราส่วน1 :2 แต่สำหรับอัตราจังหวะผสมนั้น การแบ่งกลุ่มย่อย ระดับแรกจะเป็น 3 ส่วน (เนื่องจากเป็นโน้ตประจุด) จากนั้นการแบ่งกลุ่มย่อยระดับถัดไปจะมี อัตราส่วนเป็น 1 : 2 ลองพิจารณาตัวอย่างการใช้กลุ่มโน้ตพยางค์ ต่อไปนี้ กรณีที่ 1) กลุ่มโน้ตพยางค์ 3 ตัว ให้มีค่าเท่ากับโน้ตตัวดำโน้ตตัวดำไม่ประจุดเป็นอัตราจังหวะ ธรรมดา เมื่อพิจารณาการแบ่งกลุ่มย่อยจังหวะ โน้ตตัวดำเท่ากับโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 2 ตัว และโน้ตเขบ็ต สองชั้น 4 ตัว ดังนั้น กลุ่มโน้ตพยางค์ 3 ตัว ควรใช้โน้ตตัวเขบ็ตหนึ่งชั้น เพราะเป็นค่าตัวโน้ตที่อยู่ ระหว่างตัวโน้ต 2 - 4 ตัว กรณีที่ 2) กลุ่มโน้ตพยางค์ 6 ตัว ให้มีค่าเท่ากับโน้ตตัวขาวโน้ตตัวขาวเป็นอัตราจังหวะ ธรรมดาเช่นกัน เมื่อพิจารณาการแบ่งกลุ่มย่อยจังหวะ โน้ตตัวขาวเท่ากับโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 4 ตัว และ โน้ตเขบ็ตสองชั้น 8 ตัว ดังนั้น กลุ่มโน้ตพยางค์ 6 ตัว ควรใช้โน้ตตัวเขบ็ตหนึ่งชั้น เพราะเป็นค่าตัวโน้ต ที่อยู่ระหว่างตัวโน้ต 4-8 ตัว กรณีที่ 3) กลุ่มโน้ตพยางค์ 7 ตัว ให้มีค่าเท่ากับโน้ตตัวดำโน้ตตัวดำเป็นอัตราจังหวะธรรมดา พิจารณาการแบ่งกลุ่มย่อยจังหวะ โน้ตตัวดำเท่ากับโน้ตเขบ็ตสองชั้น 4 ตัว และโน้ตเขบ็ตสามชั้น 8 ตัว ดังนั้น กลุ่มโน้ตพยางค์ 7 ตัว ควรใช้โน้ตตัวเขบ็ตสองชั้น เพราะเป็นค่าตัวโน้ตที่อยู่ระหว่างตัวโน้ต 4 - 8 ตัว กรณีที่ 4) กลุ่มโน้ตพยางค์ 4 ตัว ให้มีค่าเท่ากับโน้ตตัวดำประจุดโน้ตตัวดำประจุดเป็นอัตรา จังหวะผสม เมื่อพิจารณาการแบ่งกลุ่มย่อยจังหวะ โน้ตตัวดำเท่ากับโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 3 ตัว และโน้ต เขบ็ตสองชั้น 6 ตัว ดังนั้นกลุ่มโน้ตพยางค์ 4 ตัว ควรใช้โน้ตตัวเขบ็ตหนึ่งชั้น เพราะเป็นค่าตัวโน้ตที่อยู่ ระหว่างตัวโน้ต 3-6 ตัว


123 กรณีที่ 5) กลุ่มโน้ตพยางค์ 8 ตัว ให้มีค่าเท่ากับโน้ตตัวขาวประจุด โน้ตตัวขาวประจุดเป็น อัตราจังหวะผสม พิจารณาการแบ่งกลุ่มย่อยจังหวะ โน้ตตัวขาวเท่ากับโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 6 ตัว และ โน้ตเขบ็ตสองชั้น 12 ตัว ดังนั้น กลุ่มโน้ตพยางค์ 8 ตัว ควรใช้โน้ตตัวเขบ็ตหนึ่งชั้น เพราะเป็นค่าตัว โน้ตที่อยู่ระหว่างตัวโน้ต 6-12 ตัว กรณีที่ 6) กลุ่มโน้ตพยางค์ 5 ตัว ให้มีค่าเท่ากับโน้ตตัวเขบ็ตหนึ่งชั้นประจุด โน้ตตัวเขบ็ตหนึ่ง ชั้นประจุดเป็นอัตราจังหวะผสม พิจารณาการแบ่งกลุ่มย่อยจังหวะ เท่ากับโน้ตเขบ็ตสองชั้น 3 ตัว และ โน้ตเขบ็ตสามชั้น 6 ตัว ดังนั้น กลุ่มโน้ตพยางค์ 5 ตัว ควรใช้โน้ตตัวเขบ็ตสองชั้น เพราะเป็นค่าตัวโน้ต ที่อยู่ระหว่างตัวโน้ต 3 -6 ตัว กรณีที่ 7) กลุ่มโน้ตพยางค์ 2 ตัว ให้มีค่าเท่ากับโน้ตตัวดำประจุดเนื่องจากการแบ่งกลุ่มย่อย จังหวะระดับแรกของตัวโน้ตอัตราผสม ได้เท่ากับโน้ต 3 ตัว จึงทำให้การใช้โน้ต 2 ตัว ถือว่าเป็นกลุ่ม โน้ตพยางค์ สังเกตการใช้โน้ตพยางค์ 2 ตัว ได้นำชนิดตัวโน้ตจากการแบ่งกลุ่มย่อยระดับแรกมาใช้ ดังนั้น โน้ตตัวเขบ็ตหนึ่งชั้น 2 ตัว จึงมีค่าเท่ากับโน้ตตัวดำประจุด ซึ่งการใช้โน้ตลักษณะนี้เป็นวิธีการ ตามแบบแผนดั้งเดิม (วิบูลย์ ตระกูลฮุ้น) แผนภูมิเปรียบเทียบการแบ่งกลุ่มจังหวะธรรมดาและโน้ตพยางค์โดยใช้โน้ตตัวกลมเป็นเกณฑ์ จากแผนภูมิเปรียบเทียบการแบ่งกลุ่มจังหวะธรรมดาและโน้ตพยางค์ข้างต้น หากเรา กำหนดให้โน้ตตัวกลมเป็นเกณฑ์ในการแบ่งย่อย ก็จะได้ตัวขาว 2 ตัว (ตามสัดส่วนปรกติ) ระหว่างโน้ต ตัวขาวสามารถย่อยเป็นโน้ตพยางค์หรือกลุ่มจังหวะยืมได้เป็นกลุ่มโน้ตตัวขาว 3 พยางค์ เหตุผลที่ต้อง เป็นกลุ่มตัวขาวคือ อยู่ระหว่างการแบ่งย่อยจังหวะจากโน้ตตัวขาวไปโน้ตตัวดำ ซึ่งการแบ่งย่อยลำดับ ถัดไปจะเป็นโน้ตตัวดำ 4 ตัว (ตามสัดส่วนปรกติ) ระหว่างโน้ตตัวดำสามารถย่อยเป็นโน้ตพยางค์หรือ


124 กลุ่มจังหวะยืมได้เป็นกลุ่มโน้ตตัวดำ 5 พยางค์และ 6 พยางค์ เหตุผลที่ต้องเป็นกลุ่มโน้ตตัวดำคือ อยู่ ระหว่างการแบ่งย่อยจังหวะจากโน้ตตัวดำไปโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น ซึ่งการแบ่งย่อยลำดับถัดไปจะเป็น เขบ็ตหนึ่งชั้น 8 ตัว (ตามสัดส่วนปรกติ) แผนภูมิเปรียบเทียบการแบ่งกลุ่มจังหวะธรรมดาและโน้ตพยางค์โดยใช้โน้ตตัวขาวเป็นเกณฑ์ จากแผนภูมิเปรียบเทียบการแบ่งกลุ่มจังหวะธรรมดาและโน้ตพยางค์ข้างต้น หากเรา กำหนดให้โน้ตตัวขาวเป็นเกณฑ์ในการแบ่งย่อย ก็จะได้โน้ตตัวดำ 2 ตัว (ตามสัดส่วนปรกติ) ระหว่าง โน้ตตัวดำสามารถย่อยเป็นโน้ตพยางค์หรือกลุ่มจังหวะยืมได้เป็นกลุ่มโน้ตตัวดำ 3 พยางค์ เหตุผลที่ ต้องเป็นกลุ่มโน้ตตัวดำ 3 พยางค์ คือ อยู่ระหว่างการแบ่งย่อยจังหวะจากโน้ตตัวดำไปโน้ตเขบ็ตหนึ่ง ชั้น ซึ่งการแบ่งย่อยลำดับถัดไปจะเป็นโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 4 ตัว (ตามสัดส่วนปรกติ) ระหว่างโน้ตเขบ็ต หนึ่งชั้นสามารถย่อยเป็นโน้ตพยางค์หรือกลุ่มจังหวะยืมได้เป็นกลุ่มโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 5 พยางค์และ 6 พยางค์ เหตุผลที่ต้องเป็นกลุ่มโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น คือ อยู่ระหว่างการแบ่งย่อยจังหวะจากโน้ตเขบ็ตหนึ่ง ชั้นไปโน้ตเขบ็ตสองชั้น ซึ่งการแบ่งย่อยลำดับถัดไปจะเป็นเขบ็ตสองชั้น 8 ตัว (ตามสัดส่วนปรกติ)


125 แผนภูมิเปรียบเทียบการแบ่งกลุ่มจังหวะธรรมดาและโน้ตพยางค์โดยใช้โน้ตตัวดำเป็นเกณฑ์ จากแผนภูมิเปรียบเทียบการแบ่งกลุ่มจังหวะธรรมดาและโน้ตพยางค์ข้างต้น หากเรา กำหนดให้โน้ตตัวดำเป็นเกณฑ์ในการแบ่งย่อย ก็จะได้โน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 2 ตัว (ตามสัดส่วนปรกติ) ระหว่างโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น สามารถย่อยเป็นโน้ตพยางค์หรือกลุ่มจังหวะยืมได้เป็นกลุ่มโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 3 พยางค์ เหตุผลที่ต้องเป็นกลุ่มโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 3 พยางค์ คือ อยู่ระหว่างการแบ่งย่อยจังหวะจาก โน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้นไปโน้ตเขบ็ตสองชั้น ซึ่งการแบ่งย่อยลำดับถัดไปจะเป็นโน้ตเขบ็ตสองชั้น 4 ตัว (ตาม สัดส่วนปรกติ) ระหว่างโน้ตเขบ็ตสองชั้นสามารถย่อยเป็นโน้ตพยางค์หรือกลุ่มจังหวะยืมได้เป็นกลุ่ม โน้ตเขบ็ตสองชั้น 5 พยางค์และ 6 พยางค์ เหตุผลที่ต้องเป็นกลุ่มโน้ตโน้ตเขบ็ตสองชั้น คือ อยู่ระหว่าง การแบ่งย่อยจังหวะจากโน้ตเขบ็ตสองชั้นไปโน้ตเขบ็ตสามชั้น ซึ่งการแบ่งย่อยลำดับถัดไปจะเป็นเขบ็ต สามชั้น 8 ตัว (ตามสัดส่วนปรกติ) แผนภูมิแสดงสัดส่วนของกลุ่มโน้ตสามพยางค์ในอัตราจังหวะธรรมดา


126 แผนภูมิเปรียบเทียบการแบ่งกลุ่มอัตราจังหวะผสมและโน้ตพยางค์โดยใช้โน้ตขาวประจุดเป็นเกณฑ์ จากแผนภูมิเปรียบเทียบการแบ่งกลุ่มจังหวะผสมและโน้ตพยางค์ข้างต้น หากเรากำหนดให้ โน้ตตัวขาวประจุดเป็นเกณฑ์ในการแบ่งย่อย ก็จะได้โน้ตตัวดำ 3 ตัว (ตามสัดส่วนการแบ่งโน้ตในอัตรา จังหวะผสม 3 :1) ระหว่างโน้ตตัวขาวประจุด สามารถย่อยเป็นโน้ตพยางค์หรือกลุ่มจังหวะยืมได้เป็น กลุ่มโน้ตตัวดำ 2 พยางค์ เหตุผลที่ต้องเป็นกลุ่มโน้ตโน้ตตัวดำ 2 พยางค์ คือ อยู่ระหว่างการแบ่งย่อย จังหวะจากโน้ตโน้ตตัวขาวประจุดไปโน้ตตัวดำ ซึ่งการแบ่งย่อยลำดับถัดไปจะเป็นโน้ตตัวดำ 3 ตัว ระหว่างโน้ตตัวดำสามารถย่อยเป็นโน้ตพยางค์หรือกลุ่มจังหวะยืมได้เป็นกลุ่มโน้ตตัวดำ 4 พยางค์และ 5 พยางค์ เหตุผลที่ต้องเป็นกลุ่มโน้ตโน้ตตัวดำ 4 พยางค์และ 5 พยางค์ คือ อยู่ระหว่างการแบ่งย่อย จังหวะจากโน้ตตัวดำไปโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น ซึ่งการแบ่งย่อยลำดับถัดไปจะเป็นเขบ็ตหนึ่งชั้น 6 ตัว (ตาม สัดส่วนปรกติในอัตราจังหวะผสม)


127 แผนภูมิเปรียบเทียบการแบ่งกลุ่มอัตราจังหวะผสมและโน้ตพยางค์โดยใช้โน้ตดำประจุดเป็นเกณฑ์ จากแผนภูมิเปรียบเทียบการแบ่งกลุ่มจังหวะผสมและโน้ตพยางค์ข้างต้น หากเรากำหนดให้ โน้ตตัวดำประจุดเป็นเกณฑ์ในการแบ่งย่อย ก็จะได้โน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 3 ตัว (ตามสัดส่วนการแบ่งโน้ต ในอัตราจังหวะผสม 3 :1) ระหว่างโน้ตตัวดำประจุด สามารถย่อยเป็นโน้ตพยางค์หรือกลุ่มจังหวะยืม ได้เป็นกลุ่มโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 2 พยางค์ เหตุผลที่ต้องเป็นกลุ่มโน้ตโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 2 พยางค์ คือ อยู่ ระหว่างการแบ่งย่อยจังหวะจากโน้ตตัวดำประจุดไปโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น ซึ่งการแบ่งย่อยลำดับถัดไปจะ เป็นโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 3 ตัว ระหว่างโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น สามารถย่อยเป็นโน้ตพยางค์หรือกลุ่มจังหวะ ยืมได้เป็นกลุ่มโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 4 พยางค์และ 5 พยางค์ เหตุผลที่ต้องเป็นกลุ่มโน้ตโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น 4 พยางค์และ 5 พยางค์ คือ อยู่ระหว่างการแบ่งย่อยจังหวะจากโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้นไปโน้ตเขบ็ตสอง ชั้น ซึ่งการแบ่งย่อยลำดับถัดไปจะเป็นเขบ็ตสองชั้น 6 ตัว (ตามสัดส่วนปรกติในอัตราจังหวะผสม) แผนภูมิเปรียบเทียบการแบ่งกลุ่มอัตราจังหวะผสมและโน้ตพยางค์โดยใช้โน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้นประจุดเป็นเกณฑ์


128 จากแผนภูมิเปรียบเทียบการแบ่งกลุ่มจังหวะผสมและโน้ตพยางค์ข้างต้น หากเรากำหนดให้ โน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้นประจุดเป็นเกณฑ์ในการแบ่งย่อย ก็จะได้โน้ตเขบ็ตสองชั้น 3 ตัว (ตามสัดส่วนการ แบ่งโน้ตในอัตราจังหวะผสม 3 :1) ระหว่างโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้นประจุด สามารถย่อยเป็นโน้ตพยางค์หรือ กลุ่มจังหวะยืมได้เป็นกลุ่มโน้ตเขบ็ตสองชั้น 2 พยางค์ เหตุผลที่ต้องเป็นกลุ่มโน้ตโน้ตเขบ็ตสองชั้น 2 พยางค์ คือ อยู่ระหว่างการแบ่งย่อยจังหวะจากโน้ตตัวดำประจุดไปโน้ตเขบ็ตหนึ่งชั้น ซึ่งการแบ่งย่อย ลำดับถัดไปจะเป็นโน้ตเขบ็ตสองชั้น 3 ตัว ระหว่างโน้ตเขบ็ตสองชั้น สามารถย่อยเป็นโน้ตพยางค์หรือ กลุ่มจังหวะยืมได้เป็นกลุ่มโน้ตเขบ็ตสองชั้น 4 พยางค์และ 5 พยางค์ เหตุผลที่ต้องเป็นกลุ่มโน้ตโน้ต เขบ็ตสองชั้น 4 พยางค์และ 5 พยางค์ คือ อยู่ระหว่างการแบ่งย่อยจังหวะจากโน้ตเขบ็ตสองชั้นไปโน้ต เขบ็ตสามชั้น ซึ่งการแบ่งย่อยลำดับถัดไปจะเป็นเขบ็ตสามชั้น 6 ตัว (ตามสัดส่วนปรกติในอัตราจังหวะ ผสม) ตัวอย่างบทเพลงการจัดกลุ่มจังหวะโน้ตพยางค์ในอัตราจังหวะธรรมดา (Simple time) Kuhlau : Sonata in C Major Op. 20, No.1 ห้องเพลงที่ 14 – 16 Chopin : Etudes Op.10, No.5 ห้องเพลงที่ 1


129 ตัวอย่างบทเพลงการจัดกลุ่มจังหวะโน้ตพยางค์ในอัตราจังหวะผสม (Compound time) Chopin : Nocturnes Op.9 No 2 ห้องเพลงที่ 24 Chopin : Nocturnes Op.9 No 2 ห้องเพลงที่ 18 4.3 การเน้นเสียง / การเน้นจังหวะ การเน้นเสียงอาจเกิดขึ้นบนจังหวะใดจังหวะหนึ่งก็ได้ ดังนี้ 4.3.1 การเน้นเสียงตามชีพจรจังหวะ เป็นการเน้นเสียงตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่าง สม่ำเสมอเหมือนกันในแต่ละห้องเพลง โดยอาศัยการพิจารณาจากอัตราจังหวะซึ่งบอกชีพจรจังหวะ ในอัตราจังหวะใด ๆ ก็ตาม จังหวะที่ 1 หรือชีพจรจังหวะที่ 1 จะสำคัญที่สุดและถูกเน้นมากที่สุด เรียก จังหวะที่ 1 นี้ว่าจังหวะหนัก (Strong beat) ส่วนจังหวะอื่นถือเป็นจังหวะเบา (Weak beat) ทั้งสิ้น ถ้าจังหวะเบานั้นมีหลายจังหวะ จะมีความสำคัญลดหลั่นกันลงไป อัตราจังหวะ กลุ่มจังหวะ (Grouping) ต่อห้อง รูปแบบการเน้นในแต่ละจังหวะ อัตราจังหวะสอง (Duple Meter) 2 หนัก – เบา 1 – 2 อัตราจังหวะสาม (Triple Meter) 3 หนัก – เบา – เบา 1 - 2 – 3 อัตราจังหวะสี่ (Quadruple Meter) 4 หนัก – เบา – หนักเล็กน้อย – เบา 1 – 2 – 3 – 4


130 4.3.2 การเน้นเสียงเฉพาะที่ เป็นการเน้นเสียงที่เกิดขึ้นเฉพาะเจาะจงที่โน้ตตัวใดตัวหนึ่งซึ่ง อาจไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอทุกห้องเพลง ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีการใช้เครื่องหมายเน้นเสียง ซึ่งมี อยู่ 2 ชนิด ดังนี้ 1. การใช้สัญลักษณ์ในการเน้นเสียง ได้แก่ หรือ มีตำแหน่งอยู่เหนือหัวโน้ต หรือก้านโน้ตเมื่อก้านโน้ตชี้ลง และมีตำแหน่งอยู่ใต้หัวโน้ตหรือก้านโน้ตเมื่อก้านโน้ตชี้ขึ้น 2. การใช้ตัวอักษรในการเน้นเสียง ได้แก่ sf / sfz : Sforzando, fz : Forzando ทั้งสองคำนี้มีความหมายว่า ให้เน้นเฉพาะโน้ตตัวนั้นทั้งสิ้น การเน้นตัวโน้ตนั้นรวมถึงการเน้นคอร์ด ด้วย 4.3.3 การเน้นจังหวะขัด (Syncopation) เป็นการเลือกเน้นจังหวะบนจังหวะเบา ในขณะ ที่จังหวะสำคัญซึ่งควรเน้นกลับไม่เน้นหรือถูกทำให้ด้อยความสำคัญลง รูปแบบการที่ทำให้จังหวะเบา สำคัญกว่าจังหวะหนักมี 2 รูปแบบดังนี้ 1) การเน้นจังหวะด้วยเครื่องหมายเน้นเสียง 2) การใช้เครื่องหมายโยงเสียง 3) การที่จังหวะหนักเป็นตัวหยุด 4.4 การนับจำนวนห้องเพลง เมื่อจำนวนจังหวะครบตามอัตราจังหวะ จะมีเส้นกั้นห้อง (Bar line) ซึ่งแสดงจุดสิ้นสุดของ ห้อง จำนวนห้องเป็นหน่วยวัดความยาวของเพลงที่แน่นอนที่สุด และเป็นที่นิยมมากที่สุดในกลุ่มนัก ดนตรี เช่น เพลงนี้มี 100 ห้อง ตอน A มี 20 ห้อง เป็นต้น เมื่อทราบจำนวนห้องในแต่ละตอนก็


131 สามารถวิเคราะห์โครงสร้างและสัดส่วนของท่อนหรือของเพลงได้ อย่างไรก็ตาม การกำหนดความยาว ของเพลงที่สามารถสื่อสารกับคนทั่วไปได้ คือ การกำหนดเป็นนาที ซึ่งแม้จะไม่แน่นอนเพราะขึ้นอยู่กับ ผู้บรรเลง แต่ก็ใช้กันเป็นที่แพร่หลาย วิธีการนับจำนวนห้อง มี 4 กรณี ได้1 แก่ 1. เมื่อห้องแรกมีจำนวนจังหวะครบตามอัตราจังหวะ ให้นับจำนวนห้องตรงไปตรงมา และให้ ห้องแรกเป็นห้องที่ 1 จุดที่มีเส้นกั้นห้องที่ 1 ถือว่าครบ 1 ห้อง จุดที่มีเส้นกั้นห้องที่ 2 ถือว่าครบ 2 ห้อง สังเกตว่าเมื่อเริ่มตันเพลง หลังจากเครื่องหมายประจำจังหวะแล้วจะยังไม่มีเส้นกั้นห้องจนกว่าจะ มีตัวโน้ต เส้นกั้นห้องมี 2 แบบ เส้นกั้นห้องตามปกติเป็นเส้นเดี่ยวบาง ส่วนเส้นกั้นห้องคู่ ( Double bar) ประกอบด้วยเส้นบางและเส้นหนาขนานกัน ใช้เพื่อแสดงความจบสมบูรณ์ของทำนอง ของท่อน หรือของเพลง ถ้าทำนองถูกตัดตอนมา เส้นกั้นห้องเส้นสุดท้ายจะเป็นเส้นเดี่ยวบางตามปกติ แสดงว่า ยังไม่จบหรือยังมีต่อ 2. เมื่อห้องแรกมีจำนวนจังหวะไม่ครบตามอัตราจังหวะ ให้ถือว่าห้องแรกเป็นเศษจังหวะที่ เรียกว่า จังหวะยก (Anacrusis) และให้ห้องถัดไปซึ่งมีจำนวนจังหวะครบเป็นท้องที่ 1 ในกรณีนี้จะ พบว่า ห้องสุดท้ายจะมีจำนวนจังหวะไม่ครบเช่นกัน แต่ให้นับห้องสุดท้ายด้วย เนื่องจากเป็นท้องที่มี จำนวนจังหวะเป็นจำนวนเศษที่เหลือของห้องแรก เช่น ถ้าห้องแรกของอัตราจังหวะสามมีเพียง 1 จังหวะ ห้องสุดท้ายจะมี 2 จังหวะ คือสามารถรวมกันแล้วได้ 3 จังหวะ ซึ่งเท่ากับ 1 ห้องนั่นเอง แต่ บ่อยครั้งที่อาจพบว่า เศษจังหวะตอนเริ่มต้นกับเศษจังหวะของท้องสุดท้าย เมื่อรวมกันแล้วจังหวะไม่ ครบพอดี ซึ่งอาจขาดหรือเกินก็ได้อย่างไรก็ตาม วิธีการนับจำนวนห้องก็ยังคงเหมือนเดิม คือไม่นับเศษ จังหวะตอนเริ่มตันเป็นห้องที่ 1 และให้นับห้องสุดท้ายเป็น 1 ห้องตามปกติไม่ว่าห้องสุดท้ายจะมี จำนวนจังหวะเท่าใดก็ตาม 3. เมื่อมีการใช้เครื่องหมายซ้ำ แม้จำนวนห้องจะกลายเป็นสองเท่าในการบรรเลงจริง แต่ให้ นับจำนวนห้องตามปกติเหมือนกรณีที่ 1 หรือกรณีที่ 2


132 4. เมื่อมีการใช้เครื่องหมายประทุน ให้นับประทุนที่หนึ่งครั้งเดียว และข้ามประทุนที่สองไป โดยไม่นับห้องกรณีนี้คล้ายกรณีที่ 3 คือมีการช้ำทำนอง แต่ในกรณีที่ 4 การเล่นทำนองครั้งที่ 1 จะเข้า ประทุนที่หนึ่งและเมื่อเล่นย้อนอีกครั้งจะเข้าประทุนที่สอง 4.5 สัญลักษณ์ทางดนตรี 4.5.1 เครื่องหมายย้อน (Repeat Signs) Repeat signs หรือเครื่องหมายย้อนท่อนเพลง คือเส้นกั้นห้องเส้นคู่โดยที่มีเส้นบางกับเส้น ทึบขีดทับบนบรรทัด 5 เส้นและมีจุด 2 จุดบนช่องที่ 2 และ 3 เป็นเส้นกั้นห้องเพื่อแสดงว่าในท่อน เพลงนี้จะต้องมีการย้อนในท่อนเพลงที่มีเครื่องหมายนี้ปรากฏ ในเส้นกั้นห้องลักษณะนี้จะมีการใช้ร่วมกันอยู่ 2 ลักษณะคือ Start Repeat และ End Repeat ตัวอย่างเส้นกั้นห้องแบบ Repeat signs


133 ในการใช้เครื่องหมาย Repeat signs โดยทั่วไปแล้วมีการใช้เครื่องหมายย้อน ดังนี้ 1. การใช้เครื่องหมายย้อนที่ท้ายเพลงตำแหน่งเดียว คือ การปฏิบัติการบรรเลงเพลง หรือขับร้องเพลงโดยเริ่มต้นที่ห้องแรกไปจนถึงห้องสุดท้ายที่มีเครื่องหมายย้อนแล้วเล่นซ้ำอีกหนึ่งครั้ง จากตัวอย่างข้างต้น ในทางปฏิบัติจะเริ่มจากห้องที่ ‘ 1 ’ 2 ’ 4 ’ 5 ’ 6 ’ 7 ’ 8 ’ 1 ’ 2 ’ 3 ’ 4 ’ 5 ’ 6 ’ 7 ’ 8 ] 2. การใช้เครื่องหมายย้อนสองตำแหน่ง คือ เป็นการบันทึกเครื่องหมายย้อน {(Start Repeat) และ} (End Repeat) ในห้องเพลงที่ต้องการย้อน การปฏิบัติคือ การบรรเลงหรือ การร้องเพลงโดยเริ่มต้นที่ห้องแรกไปจนถึงห้องสุดท้ายที่มีเครื่องหมายย้อน} (End Repeat) แล้วให้ กลับมาเล่นซ้ำอีกครั้งหนึ่งในห้องเพลงที่มีเครื่องหมายย้อน { (Start Repeat) กำกับอยู่ จากตัวอย่างข้างต้น ในทางปฏิบัติจะเริ่มจากห้องที่ ‘ 1 ’ 2 ’ 4 ’ 5 ’ 6 ’ 7 ’ 8 ’ 5 ’ 6 ’ 7 ’ 8 ’ 3. การใช้เครื่องหมายย้อนร่วมกับเครื่องหมายประทุน (Volta) เป็นเครื่องหมาย ในช่วงก่อนและหลังการย้อนเครื่องหมายประทุนที่อยู่ก่อนการบรรเลงซ้ำ เรียกว่า ประทุน 1 (Prima Volta) และเครื่องหมายประทุนที่อยู่หลังการซ้ำ เรียกว่า ประทุน 2 (Second Volta) เครื่องหมายประทุนนั้นจะเขียนเหนือบรรทัด 5 เส้น มีตัวเลขกำกับเพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้ผู้ ปฏิบัติได้ทราบถึงการย้อนและการข้ามในแต่ละครั้ง จากตัวอย่างข้างต้น ในทางปฏิบัติจะเริ่มจากห้องที่ ‘ 1 ’ 2 ’ 4 ’ 5 ’ 6 ’ 7 ’ 8 ’ ‘ 1 ’ 2 ’ 4 ’ 5 ’ 6 ’ 9 ’ 10 ]


134 จะสังเกตได้ว่า เมื่อดำเนินเพลงมาถึงห้องเพลงที่ 8 แล้วจะต้องย้อนไปเริ่มต้นในห้องเพลงที่ 1 อีกครั้งนั้น ในห้องเพลงที่ 7 จะปรากฏเครื่องหมายประทุน 1 (Prima Volta) ในรอบแรก นั้นเครื่องหมายประทุน 1 จะไม่มีผลใด ๆ กับการบรรเลง และเมื่อเริ่มดำเนินเพลงต่อในรอบที่สอง เรา เล่นมาถึงห้องที่ 7 ที่มีเครื่องหมายประทุน 1 ปรากฏอยู่ ให้บรรเลงข้ามห้องเพลงที่ 7 ไปที่ห้องเพลงที่ 9 ที่มีเครื่องหมายประทุน 2 (Second Volta) ปรากฏอยู่และให้ดำเนินต่อไป 4.5.2 เครื่องหมายกลับต้น (Da Capo) เครื่องหมายกลับต้นจะใช้อักษรย่อคือ D.C. หมายถึงให้กลับไปเล่นซ้ำตั้งแต่ต้นอีกครั้ง เครื่องหมาย Da Capo นี้มีความหมายว่า ย้อน หรือ กลับไปเริ่มต้นอีกครั้งเหมือนกับเครื่องหมาย Repeat signs แต่มีความแตกต่างกันตรงที่ เครื่องหมาย Da Capo มักจะอยู่ในตอนท้ายของเพลงนั้น ๆ เมื่อต้องการเล่นซ้ำทั้งเพลง แต่เครื่องหมาย Repeat signs มักจะใช้กำกับในท่อนเพลงนั้น ๆ ที่ต้องการซ้ำ 4.5.3 ย้อนจากเครื่องหมายตอนซ้ำ (Dal Segno) เครื่องหมายตอนซ้ำจะใช้อักษรย่อคือ D.S. เป็นเครื่องหมายที่มีคำสั่งให้ย้อนกลับไปเล่นอีกครั้งที่เครื่องหมาย (Segno) หรือในบางครั้งก็ มักจะใช้เครื่องหมาย Segno กำกับแทน D.S. เมื่อต้องการย้อนอีกครั้ง


135 เครื่องหมาย Dal Segno และเครื่องหมาย Da Capo จะมีคำสั่งที่คล้ายกันคือ ย้อนกลับไป เล่นอีกครั้ง แต่มีข้อแตกต่างที่ควรจดจำคือ เครื่องหมาย Da Capo จะย้อนกลับไปเล่นตั้งแต่ต้นเพลง อีกครั้ง ส่วนเครื่องหมาย Dal Segno จะย้อนกลับไปเล่นในท่อนเพลงที่มีเครื่องหมาย Segno กำกับอีกครั้ง 4.5.4 เครื่องหมายตอนลงท้าย (Coda) เครื่องหมายตอนลงท้ายหรือช่วงหางเพลง เป็นการ บ่งชี้ตำแหน่งตัดตอนของเพลงเพื่อนำไปสู่การจบบทเพลง โดยใช้เครื่องหมายตอนลงท้าย Coda เครื่องหมายตอนลงท้ายนี้มักจะใช้ควบคู่กับเครื่องหมาย Dal Segno (D.S. or ) เพื่อเป็นการตัด ตอนของเพลงเพื่อนำไปสู่การจบบทเพลง


136 ในบางครั้งก็มีการใช้ควบคู่กับเครื่องหมายกลับต้น ( Da Capo ) ด้วยเช่นกัน ในการณีนี้มักจะ ใช้คำกำกับในตอนท้ายบทเพลงที่ต้องการย้อนอีกครั้งว่า D.C. al Coda ( Capo al Coda) มี ความหมายว่า ให้กลับไปเริ่มที่ต้นเพลงอีกครั้งจนกว่าจะถึงสัญลักษณ์ To Coda ในห้องเพลงที่กำหนด เพื่อจะตัดตอนไปที่ท่อน Coda เพื่อจบบทเพลง


137 4.5.5 การซ้ำโน้ต (Reiterate notes) การซ้ำโน้ต หรือ การรัวโน้ต (Tremolo) สามารถเขียนเป็นสัญลักษณ์แทนการเขียน แบบแยกโน้ตตามอัตราส่วนเพื่อให้อ่านง่ายขึ้น สามารถแบ่งการซ้ำโน้ตในรูปแบบต่าง ๆ ดังนี้ 1) การซ้ำโน้ตเสียงเดียว สัญลักษณ์ในการบันทึก วิธีการปฏิบัติ = = = = = = = = 2) การซ้ำโน้ตสองเสียง สัญลักษณ์ในการบันทึก วิธีการปฏิบัติ = =


Click to View FlipBook Version