รูปแบบการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน
ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา
จารุณี แก้วประภา
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา
สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดพะเยา
สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ
ก
ชื่อเรื่อง รูปแบบการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชนของศูนย์การศึกษานอกระบบ
และการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา
ผู้วิจัย จารุณี แก้วประภา
ปีที่วิจัย 2563
บทคัดย่อ
ุ่
การวิจัยครั้งนี้มีความมงหมายเพอ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบ
ื่
ั
มีส่วนร่วมของชุมชนของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา 2) สร้างรูปแบบ
ั
ั
การพฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชนของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธยาศัยอำเภอ
เมืองพะเยา และ 3) นำเสนอรูปแบบการพฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชนของศูนย์การศึกษานอก
ั
ั
ระบบและการศึกษาตามอธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ คณะกรรมการ
สถานศึกษา คณะกรรมการ กศน.ตำบล ครู กศน. บรรณารักษ์ ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน จำนวน 373
คน โดย เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้ประชากรเป็นกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้
ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมิน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์
ข้อมูล ได้แก ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยปรากฏดังนี้
่
1. สภาพปัจจุบันมีส่วนร่วมพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน ของศูนย์การศึกษานอกระบบ
และการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก และความต้องการของชุมชนที่จะ
เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เป็นไปในทิศทางเดียวกัน จาก
การวิเคราะห์ผลต่างระหว่างสภาพปัจจุบันกับความต้องการมีส่วนร่วมพฒนาแหล่งเรียนรู้ มีค่าผลต่างมากอนดับ
ั
ั
หนึ่ง ได้แก่ ความต้องการร่วมนิเทศกำกับ ติดตาม ประเมินผล การพฒนาแหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา ซึ่ง
ั
ชุมชนมีความต้องการที่จะมีส่วนร่วมมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และมีข้อเสนอแนะอยากจะให้มีการแลกเปลี่ยน
เรียนรู้ระหว่างแหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษากับในสถานศึกษา
2. รูปแบบการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา ประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ กลไกการดำเนินงาน วิธีการดำเนินงาน
ั
ซึ่งมีองค์ประกอบหลัก 2 องค์ประกอบคือ 1) การพัฒนาแบบมีส่วนร่วม 6 ขั้นตอน 2) การดำเนินงานจัดกิจกรรม
ข
การพัฒนาแบบมีส่วนร่วม 16 กิจกรรม และเงื่อนไขความสำเร็จ ผลการประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้
และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบจากทรงคุณวุฒิ อยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด
3. ผลการนำเสนอรูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบการพฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน ของ
ั
ั
ั
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา ต่อกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพฒนา
แหล่งเรียนรู้ ทั้งในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษา พบว่า มีความเป็นไปได้และเป็นประโยชน์ในระดับมากที่สุด
คำสำคัญ : การพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน
ค
กิตติกรรมประกาศ
ด้วยความตั้งใจอนแรงกล้าที่ต้องการให้แหล่งเรียนรู้ เป็นแหล่งข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ และประสบการณ ์
ั
ทั้งหลาย ที่สามารถทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง จากการได้คิดเองปฏิบัติเอง และสร้างความรู้ด้วย
ตนเอง ตามอัธยาศัยและต่อเนื่อง จนเกิดกระบวนการเรียนรู้ และสุดท้ายก็จะเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ จึงเป็น
แรงบันดาลใจและที่มาของงานวิจัยฉบับนี้
งานวิจัยฉบับนี้สำเร็จได้ด้วยความช่วยเหลืออย่างดียิ่งจาก ดร.สุรีวัลย์ ลิ้มพิพัฒนกุล ข้าราชการบำนาญ
อดีตผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมมาตรฐานการศึกษาการศึกษานอกโรงเรียน สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอก
ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย นางสุรีย์ภรณ์ หน่อคำ ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ ศูนย์การศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองเชียงราย นายมงคล พลายขมพูนุท ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ ศูนย์การศึกษา
นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอไทรงาม นายสมมาตร คงเรือง ศูนย์การศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองสุโขทัย ดร.ประภาภรณ์ คำโอภาส ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ ศูนย์
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอดอยสะเก็ด ที่กรุณาให้ความอนุเคราะห์เป็นผู้เชี่ยวชาญให้
คำปรึกษา แนะนำและแนะแนวทาง ตลอดจนข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ รวมทั้งปรับปรุงแก้ไขงานวิจัยฉบับนี้ให้
มีความสมบูรณ์ครบถ้วน พร้อมทั้งให้ความอนุเคราะห์พิจารณาแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ เพื่อให้เครื่องมือที่
ใช้ในการเก็บข้อมูล มีความสมบูรณ์และเที่ยงตรง
ขอขอบพระคุณ คณะกรรมการสถานศึกษา คณะกรรมการ กศน.ตำบล ครู กศน. บรรณารักษ์ ของ
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอทุ่งเขาหวง ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ในพื้นที่ตำบล
ทุ่งเขาหลวง และผู้เกี่ยวข้องทุกคนที่ให้ความกรุณาเข้าร่วมประชุมเสวนา ตอบแบบสอบถาม ให้สัมภาษณ ร่วม
์
สนทนากลุ่ม และร่วมประชุมระดมความคิด รับฟัง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อให้รายงานผลการวิจัยมี
ความถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์
ขอขอบพระคุณผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่มิได้กล่าวนาม ณ ที่นี้ ที่ได้ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน และ
ให้กำลังใจแก่ผู้วิจัยด้วยดีเสมอมา
ประโยชน์และคุณค่าอันเกิดจากงานวิจัยฉบับนี้ ขอมอบให้บิดา มารดา ครู คณาจารย์
ตลอดจนผู้มีพระคุณ
จารุณี แก้วประภา
ง
สารบัญ
หน้า
บทคัดย่อภาษาไทย ก
กิตติกรรมประกาศ ค
สารบัญภาพ ฉ
สารบัญตาราง ช
บทที่ 1 บทนำ 1
ภูมิหลัง 1
วัตถุประสงค์ของการวิจัย. 6
ความสำคัญของการวิจัย 6
ขอบเขตการวิจัย. 6
กรอบแนวคิดในการวิจัย. 7
นิยามศัพท์เฉพาะ 9
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง. 13
หลักการบริหารสถานศึกษา 13
รูปแบบ 26
การมีส่วนร่วม 30
ชุมชนและการมีส่วนร่วมของชุมชน 33
แหล่งเรียนรู้ 43
ึ
บริบทพื้นฐานของศูนย์การศกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ
เมืองพะเยา 64
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 69
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ....................................................................................... 79
ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน ความต้องการการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วน
ึ
ร่วมของชุมชน ของศูนย์การศกษานอกระบบและการศกษาตามอัธยาศัยอำเภอ
ึ
เมืองพะเยา 80
จ
สารบัญ (ต่อ)
หน้า
ระยะที่ 2 สร้างรูปแบบการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน ของ
ึ
ศูนย์การศกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา 84
ระยะที่ 3 นำเสนอรูปแบบการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน
ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา 87
้
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ขอมูล. 89
ี่
สัญลักษณ์ทใช้ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 89
ลำดับขั้นตอนในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 89
ผลวิเคราะห์ข้อมูล 90
้
ผลการวิเคราะห์ขอมูลจากขอเสนอแนะ 104
้
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 138
ความมุ่งหมายของการวิจัย 138
สรุปผล 138
อภิปรายผล 139
ข้อเสนอแนะ 142
บรรณานุกรม 143
ภาคผนวก 155
ภาคผนวก ก เครื่องมือวิจัยและแบบประเมินผลเครื่องมอวิจัย 156
ื
ภาคผนวก ข หนังสือขอความอนุเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญ / เผยแพร่ผลงาน 209
ภาคผนวก ค คู่มือ การพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน 214
ประวัติผู้วิจัย 225
............................................................................
.......................................................................
.....................................................................................................
ฉ
สารบัญภาพ
หน้า
ภาพที่ 1.1 กรอบความคิดในการวิจัย 12
ภาพที่ 2.1 แสดงโครงสร้างสถานศกษา 65
ึ
ั
ภาพที่ 4.1 ร่างรูปแบบการพฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชนของ
ึ
ศูนย์การศกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา....... 109
ภาพที่ 4.2 ยกร่างรูปแบบการพฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชนของ
ั
ึ
ศูนย์การศกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา....... 119
ภาพที่ 4.3 รูปแบบการพฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชนของศูนย์การศึกษา
ั
ึ
นอกระบบและการศกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา.............................. 127
ช
สารบัญตาราง
หน้า
ตาราง 2.1 การสังเคราะห์กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน 40
ตาราง 4.1 แสดงจำนวนร้อยละของกลุ่มตัวอย่าง จำแนกตามเพศ อายุ อาชีพและ
การศึกษา 90
ตาราง 4.2 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สภาพปัจจุบันและความต้องการพัฒนา
แหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน ของศูนย์การศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา 92
ตาราง 4.3 แสดงค่าเฉลี่ยผลต่างระหว่างสภาพปัจจุบันกับความต้องการมีส่วนร่วม
พัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน ของศูนย์การศึกษานอกระบบ
และการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา 99
ี่
ตาราง 4.4 ค่าความถและร้อยละของข้อเสนอแนะการมีส่วนร่วมพัฒนาแหล่งเรียนรู้ใน
สถานศึกษา 104
ี่
ตาราง 4.5 ค่าความถและร้อยละของข้อเสนอแนะการมีส่วนร่วมพัฒนาแหล่งเรียนรู้
นอกสถานศึกษา 105
ตาราง 4.6 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความเหมาะสมของรูปแบบการพฒนา
ั
แหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชนของสถานศกษา ของศูนย์การศกษา
ึ
ึ
นอกระบบและการศกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา 120
ึ
ตาราง 4.7 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความเป็นไปได้ของรูปแบบการพัฒนา
แหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน ของศูนย์การศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา 122
ตาราง 4.8 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความเป็นประโยชน์ของรูปแบบการ
พัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน ของศูนย์การศึกษานอกระบบ
และการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา 124
ตาราง 4.9 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความเป็นไปได้ของรูปแบบการพัฒนา
แหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน ของศูนย์การศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา 135
ซ
สารบัญตาราง (ต่อ)
หน้า
ตาราง 4.10 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความเป็นประโยชน์ของรูปแบบการ
พัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน ของศูนย์การศึกษานอกระบบ 136
และการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา
1
บทที่ 1
บทนำ
ภูมิหลัง
กระบวนการที่สำคัญของการพฒนาคุณภาพประชากร หรือทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้
ั
ความสามารถและคุณสมบัติตามที่สังคมพงประสงค์ คือการศึกษา ดังพระบรมราโชวาทของ
ึ
ิ
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพตร รัชกาลที่ 9
พระราชทานแก่ครูและนักเรียนที่ได้รับพระราชทาน รางวัลฯ ณ ศาลาดุสิดาลัยความตอนหนึ่ง
ว่า “การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างและพฒนาความรู้ ความคิด ความประพฤติและคุณธรรม
ั
ของบุคคล สังคมและบ้านเมืองใดให้การศึกษาแก่เยาวชนได้อย่างครบถ้วนพอเหมาะกันทุก ๆ ด้านสังคม
และบ้านเมืองนั้นก็จะมีพลเมืองที่มีคุณภาพ ซึ่งสามารถที่จะรักษาความเจริญมั่นคงของประเทศชาติและ
พฒนาให้ก้าวหน้าต่อไปได้โดยตลอด” (สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. 2542 : 1) ด้วยพระบรม
ั
ั
ราโชวาทที่มุ่งเน้นและบูรณาการที่ยึดคนเป็นศูนย์กลางแห่งการพฒนา ตามแนวทางพระบาทสมเด็จพระ
บรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพตร รัชกาลที่ 9 ที่เห็นว่ามนุษย์เป็น
ิ
ุ
ทรัพยากรที่สำคัญที่สุด และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พทธศักราช 2542 เน้นการพฒนาคน
ั
ั้
ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทงร่างกาย จิตใจสติปัญญาความรู้และคุณธรรม โดยให้ประชาชน ชุมชนมีส่วนร่วม
ในการจัดการศึกษาไม่ใช่เป็นหน้าที่ของครูเพยงอย่างเดียว (สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ. 2542 :
ี
5)
จากความเชื่อพนฐานต่อระบบการจัดการศึกษาของประเทศที่ว่า การศึกษาเป็นเครื่องมือในการ
ื้
พฒนาคน ให้สามารถรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้อย่างสอดคล้องต่อเนื่องซึ่งกันและกัน แต่
ั
จากสภาพความเป็นจริงของสังคมไทยทั้งในอดีตและปัจจุบันนั้น สังคมส่วนใหญ่ยังขาดความเชื่อมั่นต่อ
ระบบการจัดการศึกษาของประเทศ ทั้งนี้ เพราะผลผลิตที่เกิดขึ้นจากการจัดการศึกษายังไม่ตอบสนอง
ต่อความต้องการของสังคมและท้องถิ่นอย่างแท้จริง อาจเป็นเพราะผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียจากการจัดระบบ
การศึกษาของประเทศ ยังไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจว่าระบบการจัดการศึกษาที่ถูกต้องและตอบสนอง
ต่อการพฒนาสังคมอย่างแท้จริงนั้น ควรจะมีทิศทางไปในทิศทางใดหากต้องการให้การจัดการศึกษาของ
ั
ประเทศ สามารถรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมได้อย่างแท้จริง จำเป็นต้องให้ผู้ที่มีส่วนได้
2
ส่วนเสีย จากการจัดระบบการศึกษา (Stakeholders) ได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างแท้จริง ดังนั้น
ื้
จึงมีการสนับสนุนการออกกฎหมายที่เออต่อการดำเนินงาน ดังจะเห็นได้จากได้มีการกำหนดไว้ใน
ุ
่
กฎหมายสูงสุดของประเทศอัน ได้แก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พทธศักราช 2540 มาตรา 43
ที่บัญญัติให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการศึกษาของไทย ทั้งในด้านสิทธิและเสรีภาพของบุคคลให้
ุ
ั
เกิดความเสมอภาคกนในการได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี อย่างต่อเนื่องและมีคณภาพโดย
ไม่เสียค่าใช้จ่าย และการจัดการศึกษาดังกล่าวต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของชุมชน องค์กรปกครองส่วน
ี
ท้องถิ่น เอกชน อกทั้งยังสอดคล้องกับหลักการและจุดมุ่งหมายตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพมเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 พระราชบัญญัติการศึกษา
ิ่
แห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 ที่
ี
กำหนดให้การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพอให้ประชาชนได้เรียนรู้ตลอดชีวิต โดยสังคมมส่วนร่วมและต้อง
ื่
ั
มีการพฒนาอย่างต่อเนื่อง มีการปฏิรูปการศึกษา และมีการกระจายอำนาจการศึกษาไปยังสถานศึกษา
ตามหลักการกระจายอำนาจ (Decentralization) เป็นการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาจาก
กระทรวงและส่วนกลางไปยังสถานศึกษาให้มากที่สุด หลักการมีส่วนร่วม (Participation or
Collaboration or Involvement) เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholders)
ได้มีส่วนร่วมในการบริหาร การตัดสินใจ และร่วมจัดการศึกษา หลักการคืนอำนาจจัดการศึกษาให้
ประชาชน (Return Power to People)
กระทรวงศึกษาธิการ กำหนดให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการ
จัดการศึกษามีส่วนร่วมในการพฒนาการศึกษาในรูปแบบต่างๆ อย่างเช่นตัวแทนของชุมชนเข้ามามีส่วน
ั
ร่วมในการเป็นคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพนฐาน มาตรา 8 (2) ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด
ื้
การศกษามาตรา 9 การจัดระบบโครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษาให้มีการกระจายอำนาจการจัด
ึ
การศึกษาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน สถาบัน
ศาสนา องค์กรเอกชน สถานประกอบการ และสถาบันอนที่จัดการศึกษา มาตรา 23 การจัดกระบวน
ื่
การเรียนรู้ของตัวเอง ครอบครัว สังคมและชุมชน มาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ควรจัดให้
สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง พร้อมทั้ง
จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่มีความประสานความร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครอง
บุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพอร่วมกันพฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ มาตรา 25 รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุน
ื่
ั
การจัดตั้งแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิต และมาตรา 29 สถานศึกษาร่วมกับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กร
ื่
ปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน สถานประกอบการ และสถาบันอนๆ จัดการศึกษาส่งเสริมความ
3
เข้มแข็งของชุมชน โดยจัดกระบวนการเรียนรู้ในชุมชน การจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถ
ั
พฒนาศักยภาพได้ตามธรรมชาติ จัดการเรียนรู้โดยบูรณาการสาระความรู้ด้านต่างๆ อย่างสมดุลกัน อก
ี
ั
ึ
ั
ทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมอนดีงาม และคุณลักษณะอนพงประสงค์ไว้ในทุกวิชา ส่งเสริมสนับสนุนให้
ครูจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อมสื่อการเรียนรู้ และอำนวยความสะดวกให้เกิดการเรียนรู้แหล่งวิทยาการ
ประเภทต่างๆ โดยชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม การศึกษาต้องยึดหลักที่ว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถ เรียนรู้
และพฒนาตนเองได้ ผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด (กระทรวงศึกษาธิการ. 2546 : 5-15) สอดคล้องกับ
ั
ั
บทบาทหน้าที่ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธยาศัยอำเภอ ข้อ (2) ส่งเสริม
ั
ื่
สนับสนุนและประสานภาคีเครือข่าย เพอจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธยาศัย และข้อ
(4) จัด ส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาแหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น (อัญชลี ธรรมะวิธีกุล. ออนไลน์)
อุดมการณ์สำคัญของการจัดการศึกษา คือ การจัดให้มีการศึกษาตลอดชีวิตและสร้างสังคมไทย
ให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ การศึกษาสร้างคุณภาพชีวิตและสังคมบูรณาการอย่างสมดุลระหว่างปัญญา
ื่
ื้
ธรรม คุณธรรม และวัฒนธรรม เป็นการศึกษาตลอดชีวิตเพอคนไทยทั้งปวง มุ่งสร้างพนฐานที่ดีในวัย
ั
เด็ก ส่งเสริม ปลูกฝังความเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมตั้งแต่วัยเรียนโดยเฉพาะระดับขั้นพื้นฐาน และพฒนา
ื่
ความรู้ความสามารถเพอการทำงานที่มีคุณภาพ โดยให้สังคมทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
ได้ตรงความต้องการของผู้เรียน และสามารถตรวจสอบได้อย่างมั่นใจว่าการศึกษาเป็นกระบวนการของ
ั
ั
การพฒนาชีวิต และสังคม อนเป็นปัจจัยสำคัญในการพฒนาประเทศให้เกิดความยั่งยืน สามารถ
ั
ื่
ุ
ึ่
พงตนเองและพงกันเองได้ สามารถแข่งขันในระดับนานาชาติได้ เพอให้เป็นไปตามอดมการณ์และ
ึ่
่
หลักการในการจัดการศึกษา ซึ่งประกอบด้วยมาตรฐาน 3 มาตรฐาน และตัวบ่งชี้ 11 ตัวบ่งชี้ ได้แก
ึ
มาตรฐานที่ 1 คุณลักษณะของคนไทยที่พงประสงค์ ทั้งในฐานะพลเมืองและพลโลก ตัวบ่งชี้ที่ 1.3
ทักษะการเรียนรู้และการปรับตัว ระบุว่าคนไทยสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้ รู้ทันโลก มี
ความรู้ความสามารถในการใช้แหล่งเรียนรู้ สื่อต่างๆ เพอพฒนาตนเองและสังคม มาตรฐานที่ 2 แนว
ั
ื่
การจัดการศึกษาที่จัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงที่
ื้
ั
หลากหลาย จัดบรรยากาศเออต่อการเรียนรู้ จัดหาและพฒนาแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย มาตรฐานที่ 3
แนวการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้หรือสังคมแห่งความรู้ โดยเฉพาะมาตรฐานที่ 3 ที่กล่าวถึงการมีส่วน
ร่วมระหว่างสถานศึกษากับชุมชน บุคลากรและองค์กรในชุมชน ร่วมกันจัดปัจจัย ระดมทรัพยากรและ
ั
กระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน จัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ให้บริการวิชาการที่เป็นประโยชน์แก่การพฒนา
คนในชุมชน สร้างกลไกการเรียนรู้ทุกประเภทแลกเปลี่ยนเรียนรู้จนกลายเป็นวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้
เพอให้คนไทยสามารถเรียนรู้ตลอดชีวิตได้จริง เป้าหมายของการจัดการศึกษาอยู่ที่การพฒนาคนไทยทุก
ื่
ั
4
คนให้เป็น “คนเก่ง คนดีและมีความสุข” โดยมีการพฒนาที่เหมาะสมกับช่วงวัย พฒนาคนตาม
ั
ั
ความสามารถ และเต็มตามศักยภาพ ตรงตามความต้องการ ทั้งในด้านสุขภาพร่างกายและจิตใจ
ึ
สติปัญญา ความรู้ ทักษะคุณธรรมและจิตสำนึกที่พงประสงค์ อยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข (สำนักงาน
เลขาธิการสภาการศึกษา. 2548 : 1-9) และมาตรฐาน ตัวบ่งชี้ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
ั
อธยาศัย ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธยาศัยอำเภอ มาตรฐานที่ 1 คุณภาพของ
ั
ื้
ื้
ผู้เรียน/ผู้รับบริการ ตัวบ่งชี้ที่ 1.3 ผู้เรียนการศึกษาขั้นพนฐานมีความรู้พนฐาน ทักษะกระบวนการคิด
ทักษะการ แสวงหาความรู้ เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิต มาตรฐาน
ที่ 3 ประสิทธิภาพการบริหารจัดการการศึกษา ตัวบ่งชี้ที่ 3.3 การส่งเสริม สนับสนุนการจัดการศึกษา
ของภาคีเครือข่าย และตัวบ่งชี้ที่ 3.4 การมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษา (กลุ่มส่งเสริม
การศกษานอกระบบและการศึกษาตามอธยาศัย. ออนไลน์) การบริหารงานวิชาการ ด้านพัฒนาส่งเสริมให้
ึ
ั
ื่
มีแหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา เป็นภารกิจผู้บริหารสถานศึกษา ต้องดำเนินการเพอให้เกิดองค์กรแห่งการ
ั
เรียนรู้ อนจะนำไปสู่การส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ตามความถนัดของผู้เรียน และ
ส่งเสริมให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมภาพความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นกับนักเรียนก็คือการเป็นบุคคลแห่งการ
เรียนรู้ สามารถแสวงหาความรู้ ด้วยตนเองจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งมีหลายช่องทาง สถานศึกษามีการ
จัดทำแหล่งเรียนรู้มากมายหากแต่การดำเนินการพฒนาแหล่งเรียนรู้ ยังไม่มีรูปแบบและ
ั
กระบวนการพฒนาที่ชัดเจน แหล่งเรียนรู้บางแห่งจึงไม่ได้ใช้อย่างเต็มที่และขาดการดูแล สนับสนุน
ั
ส่งเสริมพัฒนาให้เกิดความต่อเนื่องขาดความยั่งยืน ขาดการมีส่วนร่วมระหว่างชุมชนกับสถานศึกษาอย่าง
แท้จริง ผู้บริหารสถานศึกษาจึงต้องเป็นผู้นำในการดำเนินการที่มุ่งสู่ความสำเร็จโดยกำหนดเป็นนโยบาย
ที่ชัดเจน ซึ่งตรงกับ (สุธรรม ธรรมทัศนานนท์. 2553 :258)
ั
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา เป็นสถานศึกษาทำ
ื้
หน้าที่จัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธยาศัย ในเขตพนที่อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา
ั
มี กศน.ตำบล จำนวน 15 แห่ง เป็นสถานที่จัดกิจกรรมทางการศึกษา โดยยึดชุมชนเป็นฐานในการ
ดำเนินงาน และการจัดการเรียนรู้โดยใช้ต้นทุนของชุมชน เช่น อาคาร สถานที่ แหล่งวิทยาการ ภูมิ
ปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรม ประเพณี มีการประสานเครือข่ายในชุมชนร่วมจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดย
ส่งเสริม สนับสนุนให้ทุกภาคส่วนในชุมชน/สังคม เข้ามามีส่วนร่วมเป็นภาคีเครือข่ายในการดำเนิน
กิจกรรม กศน.ตำบล ทั้งในฐานะผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วม
แก้ปัญหา บูรณาการกระบวนการเรียนรู้และจัดประสบการณ์ การเรียนรู้ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของ
ชุมชน มีคณะกรรมการ กศน.ตำบล ที่เป็นคนในชุมชน ให้การส่งเสริม สนับสนุน ติดตามดูแลและร่วม
5
ประเมินผลการดำเนินงาน กศน.ตำบล (สำนักงาน กศน.. 2553 : 2) จากการดำเนินงานที่ผ่านมา
ั
พบว่า ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา ยังไม่สามารถใช้แหล่ง
เรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่มีอยู่ในชุมชน ให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาที่ สอดคล้องกับบริบท
ของชุมชน และความต้องการของผู้เรียน สอดคล้องกับ (ฉลาด จันทรสมบัติ. 2553 : 4) การให้
ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพฒนา เป็นหลักการพฒนาชุมชนโดยมีหลักการ 6 ร่วม
ั
ั
คือ ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมทำ ร่วมรับประโยชน์ ร่วมรับผิดชอบ และร่วมประเมินผล ซึ่งยอมรับ
โดยทั่วไปว่าถ้าสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมเช่นนี้ได้จะนำไปสู่ความยั่งยืน แต่ปัญหาที่ผ่านมา พบว่า
หน่วยงานที่ทำหน้าที่ส่งเสริมหรือพฒนา ขาดเครื่องมือ วิธีการและทักษะในการจัดกระบวนการเรียนรู้
ั
แบบมีส่วนร่วมจึงไม่สามารถนำหลักการมีส่วนร่วมมาใช้ในการพัฒนาได้อย่างแท้จริง
จากความสำคัญและสภาพปัญหา ข้อเสนอแนะดังที่กล่าวมา ผู้วิจัยซึ่งเป็นบุคคลหนึ่งที่มีส่วน
ร่วมในฐานะทเป็นผู้บริหารสถานศึกษา มีส่วนได้ส่วนเสียในการบริหารจัดการศึกษา จึงมีความสนใจที่จะ
ี่
ศึกษาสภาพปัจจุบัน ความต้องการรูปแบบการพฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน ที่มีความ
ั
เหมาะสมกับศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา เพื่อนำมาเป็นข้อมูล
ั
ในการวางแผนพฒนาแหล่งเรียนรู้ที่ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ตั้งแต่กระบวนการมีส่วนร่วมในการระดม
ความคิด ตัดสินใจ การมีส่วนร่วมในการวางแผน การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน การมีส่วนร่วมในการ
ั
ติดตามประเมินผล และการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ จากการพฒนาแหล่งเรียนรู้ทั้งใน
ั
สถานศึกษา และแหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา การพฒนาแหล่งเรียนรู้ ให้มีแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย
เหมาะสมตรงบริบทของชุมชน และตามความต้องการของผู้เรียน เกิดการเรียนรู้จากหลากหลายช่องทาง
และเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว เกิดความเข้าใจ เกิดความภาคภูมิใจ และสามารถสร้างความตระหนักให้กับ
ผู้เรียนได้ จำเป็นต้องศึกษาสภาพปัจจุบัน ความต้องการ และรูปแบบในการพัฒนา เพื่อแก้ไขปัญหา เป็น
การสร้างคุณภาพของสถานศึกษาให้ชุมชนมีความเชื่อมั่นไว้วางใจในการจัดการศึกษา และส่งเสริม
บทบาทของการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการศึกษา ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา
ื่
ั
ตามอธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา ให้มีประสิทธิภาพก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงกับผู้เรียน และเพอเป็น
แนวทางให้สถานศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปประยุกต์ใช้ ดำเนินการนำชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม
ั
ในการพฒนาแหล่งเรียนรู้ อนนำไปสู่ความสำเร็จและบรรลุวัตถุประสงค์ สนองนโยบายปฏิรูปการศึกษา
ั
ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พทธศักราช 2542 ฉบับแก้ไขเพมเติม (ฉบับที่ 2) พทธศักราช
ุ
ุ
ิ่
ุ
2545 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พทธศักราช 2542 ฉบับแก้ไขเพมเติม (ฉบับที่ 3)
ิ่
พุทธศักราช 2553 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) ต่อไป
6
วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน
ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา
2. เพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชนของศูนย์การศึกษานอก
ึ
ระบบและการศกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา
3. เพื่อนำเสนอรูปแบบการพฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชนของศูนย์การศกษานอก
ึ
ั
ึ
ระบบและการศกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา
ความสำคัญของการวิจัย
1. ได้ข้อมูลสภาพปัจจุบัน ความต้องการ การพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน
ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา ที่สามารถนำไปเป็นข้อมูล
สารสนเทศ ร่วมกับชุมชนปรับปรุงพัฒนาแหล่งเรียนรู้ของสถานศึกษาต่อไป
2. ได้รูปแบบการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน ที่มีความเหมาะสม และเป็น
ึ
ประโยชน์ในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ต่อศูนย์การศึกษานอกระบบและการศกษาตามอัธยาศัยอำเภอ
เมืองพะเยา
3. ได้นำเสนอรูปแบบการพฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน ต่อผู้มีส่วนได้
ั
ส่วนเสียในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ของ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอ
เมืองพะเยา เพื่อนำไปประยุกต์ใช้พัฒนาแหล่งเรียนรู้ของสถานศึกษาต่อไป
ขอบเขตของการวิจัย
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
1.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ จำนวน 373 คน โดยเลือก
กลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้ประชากรเป็นกลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วย
1) คณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 10 คน
2) คณะกรรมการ กศน.ตำบล ตำบลละ 7 คน รวมจำนวน 105 คน
3) ครู กศน. จำนวน 23 คน
4) บรรณารักษ์ จำนวน 1 คน
7
5) ผู้นำชุมชน จำนวน 184 คน
6) ปราชญ์ชาวบ้าน จำนวน 50 คน
2. ขอบเขตเนื้อหา
ื่
เป็นการศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบการมีส่วนร่วม เพอพัฒนาแหล่งเรียนรู้ของศูนย์การศึกษา
นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา ทั้งในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษา โดยใช้
กระบวนการ การมีส่วนร่วม 5 ขั้นตอน ที่ได้จากการสังเคราะห์รูปแบบการมีส่วนร่วม จากเอกสารของ
นักวิชาการในประเทศ และต่างประเทศ ดังนี้ 1) การมีส่วนร่วมในการระดมความคิด ตัดสินใจ 2)
การมีส่วนร่วมในการวางแผน 3) การมีส่วนร่วมในการดำเนินการ 4) การมีส่วนร่วมในการติดตาม
ประเมินผล 5) การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ ขอบเขตเนื้อหาเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ทั้งใน
สถานศึกษาและนอกสถานศึกษา ดังนี้
1) แหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา
1.1) แหล่งเรียนรู้ที่เป็นบุคคล
1.2) แหล่งเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติหรือทรัพยากรธรรมชาติ
1.3) แหล่งเรียนรู้ที่เป็นสถานที่ สถาบัน และหน่วยงานที่มนุษย์สร้างขึ้น
1.4) แหล่งเรียนรู้ที่เป็นเทคโนโลยี วัสดุ อุปกรณ์ เอกสาร กิจกรรม
ึ
2) แหล่งเรียนรู้นอกสถานศกษา
2.1) แหล่งเรียนรู้ที่เป็นบุคคล
2.2) แหล่งเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติหรือทรัพยากรธรรมชาติ
2.3) แหล่งเรียนรู้ที่เป็นสถานที่ สถาบัน และหน่วยงานที่มนุษย์สร้างขึ้น
2.4) แหล่งเรียนรู้ที่เป็นเทคโนโลยี วัสดุ อุปกรณ์ เอกสาร กิจกรรม ตลอดจน
ธรรมเนียม วัฒนธรรมและประเพณี
การพฒนาแหล่งเรียนรู้ 6 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) การสำรวจแหล่งเรียนรู้ 2)
ั
วางแผนแบบมีส่วนร่วม 3) จัดทำข้อมูลสารสนเทศ และทะเบียนแหล่งเรียนรู้ 4) ส่งเสริมสนับสนุน
พัฒนาแหล่งเรียนรู้ 5) กำกับติดตามประเมินผลและสรุป และ 6) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้
กรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิจัย
1. กรอบจากการศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวกับกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ดังต่อไปนี้
เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง (2525 : 272 - 273), ไพรัตน์ เตชะรินทร์ (2527 : 6), อคิน รพพฒน์ (2532 : 78 -
ี
ั
8
ิ
่
79), ชูชาติ พวงสมจิตร์ (2540 : 12), วิชิต นันทสุวรรณ และจำนง แรกพนิจ (2541: 3), เมตต์ เมตต์
การุณจิต (2541 : 24), สมภพ อาจชนะศึก (2542 : 20), ปาริชาติ วลัยเสถียรและคณะ (2543 : 21 -
22), วรวรรณ ตัณฑเสน (2546 : 6), อำนาจ บุญทวี (2546 : 22-23), ธีนภัทร สุวรรณวงค์ (2548),
สุรกิจ โสฬส (2548 : 21-22), WHO/-UNICEF (1978 : 41–49), Cohen และ Uphoff (1980 :
213–218) และ While (1982 : 18) ผู้วิจัยได้สังเคราะห์กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน จาก
เอกสารของนักวิชาการในประเทศและต่างประเทศ จำนวน 20 แหล่งที่มา โดยการสร้างตารางแจกแจง
ี่
ั
ความถี่ แล้วจัดอนดับความถตั้งแต่ 10 ขึ้นไป สรุปได้ขั้นตอนการมีส่วนร่วม 5 ขั้นตอน คือ 1) การมี
ส่วนร่วมในการ ระดมความคิด ตัดสินใจ 2) การมีส่วนร่วมในการวางแผน 3) การมีส่วนร่วมในการ
ดำเนินงาน 4) การมีส่วนร่วมในการติดตามประเมินผล 5) การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์
2. กรอบแหล่งเรียนรู้ทั้งในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษา ใช้กรอบของสำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพนฐาน (2547 : 3-4) ที่จัดประเภทของแหล่งเรียนรู้ตามแหล่งที่ตั้งของแหล่ง
ื้
เรียนรู้ไว้ 2 ประเภท ดังนี้
2.1 แหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา ประกอบด้วย แหล่งเรียนรู้ที่เป็นบุคคล แหล่ง
เรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติหรือทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งเรียนรู้ที่เป็นสถานที่ สถาบัน และหน่วยงานที่มนุษย์
สร้างขึ้น แหล่งเรียนรู้ที่เป็นเทคโนโลยี วัสดุ อุปกรณ์ เอกสาร และกิจกรรม
2.2 แหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา ประกอบด้วย แหล่งเรียนรู้ที่เป็นบุคคลที่มีความรู้
ความสามารถในเรื่องต่าง ๆ แหล่งเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติหรือทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งเรียนรู้ที่เป็น
สถานที่ สถาบัน และหน่วยงานที่มนุษย์สร้างขึ้น แหล่งเรียนรู้ที่เป็นเทคโนโลยี วัสดุ อุปกรณ์ เอกสาร
กิจกรรมตลอดจนธรรมเนียม วัฒนธรรมและประเพณี
ื้
ั
3. กรอบการพฒนาแหล่งเรียนรู้ ใช้กรอบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพนฐาน
(2547 : 83) ประกอบด้วย 1) สำรวจแหล่งเรียนรู้ 2) จัดทำข้อมูลสารสนเทศ ทะเบียนแหล่งเรียนรู้
3) ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ 4) กำกับ ติดตาม ประเมินผลการใช้แหล่งเรียนรู้
9
นิยามศัพท์เฉพาะ
1. รูปแบบ หมายถึง สิ่งที่สร้างหรือพฒนาขึ้นจากแนวคิด ทฤษฎีที่ได้ศึกษามาของผู้สร้างเอง
ั
ื่
เพอถ่ายทอดความสัมพนธ์ขององค์ประกอบ โดยใช้สื่อที่ทำให้เข้าใจได้ง่าย และกระชับถูกต้องจากสิ่งที่
ั
ื่
สลับ ซับซ้อน สิ่งที่ใหญ่ให้เล็กลง เพอความสะดวกและง่ายแก่การดำเนินการ และเป็นไปตามเป้าหมาย
อย่างรวดเร็วสามารถตรวจสอบเปรียบเทียบกับปรากฏการณ์จริงได้ ช่วยให้ตนเองและคนอนสามารถ
ื่
เข้าใจได้ชัดเจนขึ้น ในการวิจัยครั้งนี้ หมายถึง รูปแบบการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน
ั
ของสถานศึกษาที่สร้างขึ้นมาจากแนวคิด ทฤษฎี การมีส่วนร่วมของชุมชน การพฒนาแหล่งเรียนรู้ใน
ั
ื่
สถานศึกษา และนอกสถานศึกษา เพอนำมาใช้ดำเนินการพฒนาแหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา และนอก
ึ
สถานศึกษา ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา
2. การมส่วนร่วมของชุมชน หมายถึง การพฒนาแบบมีกระบวนการให้ชุมชนเข้ามามี
ั
ี
ส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินงานพฒนา ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมแก้ปัญหาของตนเอง ระดมทรัพยากร
ั
และเทคโนโลยีในท้องถิ่น การบริหารจัดการ การติดตามประเมินผล รวมทั้งการรับผลประโยชน์
เน้นการมีส่วนร่วมเกี่ยวข้องอย่างเข้มแข็งของชุมชน เป็นการเปิดโอกาสให้ชุมชนที่อยู่ในเขตบริการศูนย์
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่ง
ั
เรียนรู้ทั้งในสถานศึกษา และนอกสถานศึกษา ตามกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งประกอบด้วย
ขั้นตอนต่อไปนี้
2.1 การมีส่วนร่วมในการระดมความคิด ตัดสินใจ หมายถึง ขั้นตอนที่ชุมชนเข้ามามี
ส่วนร่วมในการค้นหาปัญหา สาเหตุของปัญหาภายในชุมชน สถานศึกษา ตลอดจนมีส่วนร่วมในการ
ตัดสินใจกำหนดความต้องการการพฒนาแหล่งเรียนรู้ของชุมชน สถานศึกษา และจัดลำดับความสำคัญ
ั
ของความต้องการ
2.2 การมีส่วนร่วมในการวางแผน หมายถึง ขั้นตอนของการกำหนดนโยบาย
วัตถุประสงค์วิธีการ ตลอดจนแนวทางการดำเนินงานและทรัพยากรที่จะใช้พัฒนาแหล่งเรียนรู้
2.3 การมีส่วนร่วมในการดำเนินการ หมายถึง การที่ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา
แหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษา
2.4 การมีส่วนร่วมในการติดตามประเมินผล หมายถึง การประเมินว่าการที่ชุมชน
ี
ั
เข้ามามีส่วนร่วมพฒนาแหล่งเรียนรู้ ได้ดำเนินการสำเร็จตามวัตถุประสงค์เพยงใด โดยการประเมินอาจ
เป็นแบบย่อย เป็นการประเมินผลความก้าวหน้าเป็นระยะๆ หรืออาจประเมินผลรวม ซึ่งเป็นการ
ประเมินผลสรุปรวบยอด
10
2.5 การมส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ หมายถึง ขั้นตอนที่ได้รับประโยชน์จาก
ี
การมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ และจากการใช้แหล่งเรียนรู้ ในสถานศึกษาและนอก
สถานศึกษา
3. แหล่งเรียนรู้ หมายถึง แหล่งที่มีข้อมูลข่าวสาร ความรู้ วิทยาการ กิจกรรมกระบวนการ
ซึ่งอาจเป็นบุคคล สมาคม สถาบัน หน่วยงาน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองและมนุษย์สร้างขึ้นเทคโนโลยี
ั
รวมทั้งวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ หรือการดำรงชีวิตในชุมชนในท้องถิ่น มีความสำคัญต่อบุคคลอนที่จะ
ื้
เออต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน การเรียนรู้ดังกล่าวครอบคลุมถึงด้านความรู้ ด้านทักษะและเจตคติ ซึ่ง
ื่
สนับสนุนส่งเสริมให้ผู้เรียนใฝ่เรียนใฝ่รู้ เพอการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ ประเภทของแหล่งเรียนรู้ตาม
แหล่งที่ตั้งของแหล่งเรียนรู้ คือสถานศึกษา แบ่งออกเป็น 2 แหล่ง ประกอบด้วย
ื้
3.1 แหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา หมายถึง แหล่งเรียนรู้ที่สถานศึกษาจัดให้เออต่อการ
เรียนรู้ ศึกษา ค้นคว้า ซึ่งรวมถึงครู อาคารสถานที่ ห้องปฏิบัติการ กิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วย
3.1.1 แหล่งเรียนรู้ที่เป็นบุคคล หมายถึง ผู้บริหารสถานศึกษา ครู
บุคลากรทางการศึกษา
3.1.2 แหล่งเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติหรือทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง
บริเวณและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว เช่น ต้นไม้ แหล่งน้ำ สวนสมุนไพร
3.1.3 แหล่งเรียนรู้ที่เป็นสถานที่ สถาบัน ที่มนุษย์สร้างขึ้น หมายถึง สิ่งที่
สร้างหรือพฒนาขึ้น เช่น ห้องสมุดประชาชน กศน.ตำบล ศูนย์การเรียนชุมชน สนามเด็กเล่น สนาม
ั
กีฬา สวนสาธารณะ สวนสุขภาพ
3.1.4 แหล่งเรียนรู้ที่เป็นเทคโนโลยี วัสดุ อุปกรณ์ เอกสาร กิจกรรม
หมายถึง แหล่งเรียนรู้ที่จัดขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้า ทดลอง เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงตาม
ทฤษฎีหรือฝึกงานเพื่อให้เกิดความชำนาญ เช่น ห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ศูนย์คอมพิวเตอร์ชุมชน
3.2 แหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา หมายถึง แหล่งเรียนรู้หรือแหล่งความรู้ที่อยู่รอบ
นอกสถานศึกษา สถานที่ใกล้เคียงอยู่ในชุมชน ทั้งที่เป็นบุคคล ครอบครัว ชุมชน สถานที่ ตลอดจน
จารีตวัฒนธรรมประเพณี ประกอบด้วย
3.2.1 แหล่งเรียนรู้ที่เป็นบุคคล หมายถึง บุคคลที่มีความรู้ความสามารถใน
เรื่องต่างๆเช่น ปราชญ์ชาวบ้าน พระสงฆ์ พอค้า ข้าราชการ ผู้นำชุมชน
่
11
3.2.2 แหล่งเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติหรือทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง แหล่ง
เรียนรู้ที่มีอยู่ในชุมชนตามธรรมชาติ เช่น พืช ดิน หิน แร่ สัตว์นานาชนิด แม่น้ำ ลำคลอง หนอง
บึง
3.2.3 แหล่งเรียนรู้ที่เป็นสถานที่ สถาบันและหน่วยงานที่มนุษย์สร้างขึ้น
์
หมายถึง วัตถุและสถานที่ต่างๆ ในชุมชนที่เป็นผลงานการสร้างของมนุษย์ เช่น พิพิธภัณฑ ปูชนีย
สถาน ศาสนสถาน ห้องสมุดประชาชน ศูนย์วัฒนธรรม สถานที่ราชการ สถานประกอบการ
3.2.4 แหล่งเรียนรู้ที่เป็นสังคม ธรรมเนียม วัฒนธรรมและประเพณี
หมายถึง สิ่งที่สังคมสร้างสรรค์ขึ้นและดำรงอยู่ในสังคม เช่น กิจกรรมวันสำคัญ ความเป็นอยู่การ
ดำรงชีวิตของประชาชน ประเพณีและวัฒนธรรมของท้องถิ่น การแสดง การละเล่นพื้นบ้าน
4. การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ หมายถึง กระบวนการที่ทำให้แหล่งวิทยาการที่มีอยู่ในสถานศึกษา
และในชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
4.1 สำรวจแหล่งเรียนรู้ ทั้งในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษา
4.2 จัดทำข้อมูลสารสนเทศ ทะเบียนแหล่งเรียนรู้ ทั้งในสถานศึกษาและนอก
สถานศึกษา
4.3 ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ทั้งในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษา
4.4 กำกับติดตามประเมินผลการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ทั้งในสถานศึกษาและนอก
สถานศึกษา
12
กรอบแนวคิดการวิจัย
ี
กระบวนการมส่วนร่วมของชมชน แหล่งเรียนรู้ทั้งในสถานศึกษาและ
ุ
5 ขั้นตอน นอกสถานศึกษา
1. การมีส่วนร่วมในการระดมความคิด 1. แหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา
ตัดสินใจ - แหล่งเรียนรู้ที่เป็นบุคคล
2. การมีส่วนร่วมในการวางแผน - แหล่งเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติหรือ
3. การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ทรัพยากรธรรมชาติ
4. การมีส่วนร่วมในการติดตาม - แหล่งเรียนรู้ที่เป็นสถานที่ สถาบัน รูปแบบการ
ประเมินผล และหน่วยงานที่มนุษย์สร้างขึ้น พัฒนาแหล่งเรียนรู้
5. การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ - แหล่งเรียนรู้ที่เป็นเทคโนโลยี วัสดุ แบบมีส่วนร่วมของ
ชุมชนของศูนย์การ
อุปกรณ์ เอกสาร กิจกรรม ศึกษานอกระบบและ
2. แหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา การศึกษาตาม
การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ - แหล่งเรียนรู้ที่เป็นบุคคล
1. สำรวจแหล่งเรียนรู้ - แหล่งเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติหรือ อัธยาศัยอำเภอเมือง
2. จัดทำข้อมูลสารสนเทศ ทะเบียน ทรัพยากรธรรมชาติ พะเยา
แหล่งเรียนรู้ - แหล่งเรียนรู้ที่เป็นสถานที่ สถาบัน
3. ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาแหล่ง และหน่วยงานที่มนุษย์สร้างขึ้น
เรียนรู้ - แหล่งเรียนรู้ที่เป็นเทคโนโลยี วัสดุ
4. กำกับติดตามประเมินผลการพัฒนา อุปกรณ์ เอกสาร กิจกรรม ตลอดจน
แหล่งเรียนรู้ ธรรมเนียม วัฒนธรรมและประเพณี
ภาพที่ 1.1 กรอบแนวคิดในการวิจัย
13
บทท 2
ี่
เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
การวิจัยเรื่องรูปแบบการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน ของศูนย์การศึกษานอก
ึ
ระบบและการศกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา ในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาตำรา ทฤษฎี เอกสารและงานวิจัย
ที่เกี่ยวข้องโดยนำเสนอตามลำดับหัวข้อดังต่อไปนี้
ึ
1. หลักการบริหารสถานศกษา
2. แนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบ
3. แนวคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม
4. แนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการการมีส่วนร่วมของชุมชน
5. แนวคิดเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้
6. บริบทพื้นฐานศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา
หลักการบริหารสถานศึกษา
ความหมายของการบริหารสถานศึกษา
การบริหารสถานศึกษาเป็นตัวชี้วัดความสำคัญต่อทิศทางการดำเนินนโยบายของการศึกษา
ผู้บริหารสถานศึกษาต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่หลากหลายเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาจึงต้องมีความสามารถใน
การบริหารจัดการและเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ซึ่งมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการจัดการศึกษาที่ทุกฝ่าย
พงประสงค์ตอบสนองต่อความต้องการของนักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ซึ่งมี
ึ
นักวิชาการได้ให้ความหมายของการบริหารสถานศึกษาไว้ ดังนี้
นิพนธ์ กินาวงศ์ (2543 : 36) ได้ให้ความหมายว่า การบริหารสถานศึกษา คือ การ
ดำเนินการต่างๆ ของผู้บริหารเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้เจริญงอกงามไปสู่จุดประสงค์ทต้องการโดยกำหนดให้ครู
ี่
เป็นตัวแทนในการดำเนินการ
สงวน สุทธิเลิศอรุณ (2548 : 14) ได้ให้ความหมายการบริหารสถานศึกษาว่าหมายถึง การ
ดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการศึกษาโดยใช้คนเงินวัสดุอุปกรณ์และการจัดการเพื่อพัฒนาบุคคลให้เป็นสมาชิกที่ดี
ของสังคม
สมคิด บางโม (2544 : 153) ได้ให้ความหมายการบริหารสถานศึกษาว่า สถานศึกษาเป็น
14
ุ
ั
แหล่งพฒนาประชากรของประเทศที่สำคัญยิ่ง เป็นหน่วยงานที่ใช้คนเงินวัสดุอปกรณ์จำนวนมาก หากการ
จัดการบริหารงานในสถานศึกษาขาดประสิทธิภาพ ผลผลิตของสถานศึกษา คือ นักเรียนที่สำเร็จออกไปย่อม
มีประสิทธิภาพต่ำซึ่งส่งผลไปถึงการพัฒนาประเทศอันจะทำให้ล่าช้าตามไปด้วย
รุ่งทิวา จักรกร (2548 : 138) ได้ให้ความหมายการบริหารสถานศึกษาว่า หมายถึง การ
ดำเนินงานของกลุ่มบุคคลในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามหน้าที่ความรับผิดชอบของสถานศึกษาอน ได้แกการ
่
ั
ให้บริการทางการศึกษาแก่สมาชิกของสังคมให้บรรลุจุดมุ่งหมายตามทกำหนดไว้
ี่
สรุปได้ว่า การบริหารสถานศึกษาจึง หมายถึง การบริหารการศึกษาของกลุ่มบุคคลซึ่ง
เป็นเรื่องสำคัญที่จะส่งเสริมให้การบริหารงานสถานศึกษาเกิดผลสัมฤทธิ์ มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วยส่วน
ื้
สำคัญ ได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพนฐาน การบริหารงานบุคคล การบริหารงานวิชาการ การ
บริหาร งานธุรการ การบริหารงานกิจการนักเรียน การบริหารงานอาคารสถานที่ และบริหารงานด้าน
ความสัมพันธ์กับชุมชน
หลักการและแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารสถานศึกษา
การบริหารสถานศึกษาเป็นภาระงานที่ผู้บริหารควรมีการกำหนดแนวทาง และการจัดระบบ
ื่
ในการบริหารสถานศึกษาอย่างชัดเจน เพอนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งในพระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ พทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพมเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ได้กำหนดความมุ่ง
ิ่
ุ
หมายและหลักการจัดการศึกษา สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา ระบบการศึกษาและแนวทางการจัดการศึกษา
ื้
ขั้นพนฐาน ดังนี้
ื้
1. ความมุ่งหมายและหลักการจัดการศึกษาขั้นพนฐาน การจัดการศึกษาของประเทศไทยได้
ุ
ใช้แนวทางการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพมเติม
ิ่
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ซึ่งได้กำหนดความมุ่งหมายและหลักการจัดการศึกษาโดยทั่วไปไว้ ดังนี้ (สำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. 2545 : 5-7)
1.1 การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพอพฒนาคนไทย ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้ง
ื่
ั
ร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรมมีจริยธรรม และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่
ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
1.2 ในกระบวนการเรียนรู้ต้องปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการ
ั
ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอนมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รู้จักรักษาและส่งเสริมสิทธิ หน้าที่
เสรีภาพ เคารพกฎหมายความเสมอภาค และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทยรู้จัก
15
รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม และของประเทศชาติรวมทั้งส่งเสริมศาสนา ศิลปวัฒนธรรมของชาติ การ
กีฬา ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และความรู้อนเป็นสากล ตลอดจนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
ั
ึ่
สิ่งแวดล้อม มีความสามารถในการประกอบอาชีพ รู้จักพงตนเองมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่เรียนรู้อย่าง
ต่อเนื่อง
ึ
1.3 การจัดการศกษาให้ยึดหลัก3 ประการ ดังนี้ 1) ให้เป็นการศึกษาตลอดชีวิต
สำหรับประชาชน 2) ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาและ 3) การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้
ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
1.4 การจัดระบบโครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษาให้ยึดหลัก 6 ประการ
ดังนี้ 1) มีเอกภาพด้านนโยบายและมีความหลากหลายในการปฏิบัติ 2) มีการกระจายอำนาจไปสู่เขต
ื้
พนที่การศึกษาสถานศึกษาและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3) มีการกำหนดมาตรฐานการศึกษาและจัดการ
ระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับและประเภทการศึกษา 4) มีหลักการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพครู
คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาและการพฒนาคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง 5)
ั
ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่างๆมาใช้ในการศึกษาและ 6) การมีส่วนร่วมของบุคคลครอบครัวชุมชนองค์กร
ชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอกชนองค์กรเอกชนองค์กรวิชาชีพสถาบันศาสนาสถานประกอบการและ
สถาบันสังคมอื่น
2. สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษาพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542
และที่แก้ไขเพมเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ได้กำหนดสิทธิและหน้าที่ทางการศกษาไว้ ดังนี้ (สำนักงาน
ิ่
ึ
คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. 2545 : 7-9)
2.1 การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอภาคกันในการได้รับ
การศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี ที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคณภาพโดยไมเก็บค่าใช้จ่าย และการ
่
ุ
จัดการศึกษาสำหรับบุคคล ซึ่งมีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม การสื่อสาร
และการเรียนรู้ หรือมีการร่างกายพการ หรือทุพพลภาพ หรือบุคคลซึ่งไม่สามารถพงพาตนเองได้ หรือไม่มี
ึ่
ิ
ิ
ื้
ผู้ดูแลหรือด้อยโอกาส ต้องจัดให้บุคคลดังกล่าว มีสิทธิและโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพนฐานเป็นพเศษตั้งแต่
ิ
ึ
แรกเกิด หรือ ตั้งแต่พบความพการ โดยไมมีค่าใช้จ่ายสำหรับบุคคลที่มีความสามารถพเศษ ต้องจัดการศกษา
ิ
่
ให้ด้วยรูปแบบที่เหมาะสมโดยคำนึงถึงความสามารถของบุคคลนั้นๆ
2.2 บิดามารดาหรือผู้ปกครองมีหน้าที่จัดให้บุตรหรือบุคคลซึ่งอยู่ในความดูแลในการ
ปกครองได้รับการศึกษาภาคบังคับตามกฎหมายตลอดจนให้ได้รับการศึกษานอกเหนือจากการศึกษาภาคบังคับ
ตามความพร้อมของครอบครัว
16
2.3 นอกเหนือจากรัฐเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้บุคคลครอบครัว
องค์กรชุมชนองค์กรเอกชนองค์กรวิชาชีพสถาบันศาสนาสถานประกอบการและสถาบันสังคมอนมีสิทธิได้รับ
ื่
สิทธิประโยชน์จากรัฐตามสมควรแก่กรณี 3 ประการดังนี้ 1) การสนับสนุนจากรัฐให้มีความรู้ ความ สามารถ
ุ
ในการเลี้ยงดูบุตรหรือบุคคลซึ่งอยู่ในความดูแลรับผิดชอบ 2) เงินอดหนุนจากรัฐสำหรับการจัดการศึกษาขั้น
พื้นฐานและ 3) การลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายการศึกษา
ุ
3. ระบบการศึกษาพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พทธศักราช 2542 และที่แก้ไข
ิ่
เพมเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ได้กำหนดระบบการศึกษาไว้ ดังนี้ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
แห่งชาติ. 2545 : 9-12)
ึ
3.1 การจัดการศกษามี 3 รูปแบบ คือ การศึกษาในระบบการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัย
ี่
3.1.1 การศึกษาในระบบ เป็นการศึกษาทกำหนดจุดมุ่งหมายวิธีการศึกษา
หลักสูตรระยะเวลาของการศกษาการวัดและประเมินผลซึ่งกำหนดเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษาท ี่
ึ
แน่นอน
ี่
3.1.2 การศึกษานอกระบบ เป็นการศึกษาทมีความยืดหยุ่นในการกำหนด
ึ
จุดมุ่งหมายรูปแบบและวิธีการศึกษาระยะเวลาของการศกษาโดยเนื้อหาสาระและหลักสูตรจะต้องมีความ
เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม
3.1.3 การศึกษาตามอัธยาศัย เป็นการศึกษาที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง
ตามความสนใจศักยภาพความพร้อมและโอกาสโดยศึกษาจากบุคคลประสบการณ์สภาพแวดล้อมสังคมสื่อหรือ
จากแหล่งความรู้อื่นๆ
ึ
3.2 สถานศึกษาอาจจัดการศกษาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรือจัดทั้งสามรูปแบบก็
ได้
3.3 ให้มีการเทียบผลการเรียนที่ผู้เรียนสะสมไว้ในระหว่างรูปแบบเดียวกันหรือต่าง
รูปแบบก็ได้ไม่ว่าจะเป็นผลการเรียนจากสถาบันการศึกษาเดียวกันหรือไม่ก็ตามรวมทั้งการเรียนรู้จากนอกระบบ
ตามอัธยาศัยการฝึกอาชีพหรือจากประสบการณ์การทำงาน
ึ
ี
3.4 การศึกษาในระบบม 2 ระดับ คือ การศกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาระดับ
ุ
อดมศึกษาการศึกษาขั้นพนฐาน ประกอบด้วย การศึกษาซึ่งไม่น้อยกว่าสิบสองปีก่อนระดับอดมศึกษาและ
ุ
ื้
การศึกษาระดับอุดมศึกษาแบ่งออกเป็นสองระดับคือระดับต่ำว่าปริญญาตรีและระดับปริญญาตรี
3.5 ให้มีการศึกษาภาคบังคับจำนวนเก้าปีโดยให้เด็กทมีอายุย่างเข้าปีที่เจ็ดเข้าเรียน
ี่
ึ
ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจนอายุย่างเข้าปีที่สิบหกเว้นแต่สอบได้ขั้นปีที่เก้าของการศกษาภาคบังคับ
17
ึ
3.6 การจัดการศกษาปฐมวัยและการศึกษาขั้นพื้นฐานให้จัดในสถานศึกษาต่อไปนี้
3.6.1 สถาบันพัฒนาเด็กปฐมวัยได้แก่ศูนย์เด็กเล็กศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
์
ศูนย์พัฒนาเด็กกอนเกณฑของสถาบันศาสนาศูนย์บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มของเด็กพิการและเด็ก
่
ซึ่งมีความต้องการพิเศษหรือสถาบันพัฒนาเด็กปฐมวัยที่เรียกชื่ออย่างอื่น
3.6.2 สถานศึกษาได้แก่สถานศึกษาของรัฐสถานศึกษาของเอกชนและ
ุ
สถานศึกษาที่สังกัดสถาบันพทธศาสนาหรือศาสนาอื่น
3.6.3 ศูนย์การเรียนได้แก่สถานที่เรียนที่หน่วยงานจัดการศึกษานอก
สถานศึกษาบุคคลครอบครัวชุมชนองค์กรชุมชนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสถาบันทางการแพทย์
สถานสงเคราะห์และสถาบันทางศาสนาอื่นเป็นผู้จัด
3.7 การจัดการศึกษาอุดมศึกษาให้จัดในมหาวิทยาลัยสถาบันวิทยาลัยหรือ
หน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น
3.8 การจัดการอาชีวศึกษาการฝึกอบรมวิชาชีพให้จัดในสถานศึกษาของรัฐ
สถานศึกษาของเอกชนสถานประกอบการหรือโดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับสถาน
ประกอบการ
3.9 กระทรวงทบวงกรมรัฐวิสาหกิจและหน่วยงานอื่นของรัฐอาจจัด
การศึกษาเฉพาะทางตามความต้องการและความชำนาญของหน่วยงานนั้นได้โดยคำนึงถงนโยบายและ
ึ
มาตรฐานการศกษาของชาติ
ึ
4. แนวทางการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช
ึ
2542 และที่แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ได้กำหนดแนวทางการจัดการศกษาซึ่งครอบคลุมถึง
้
การศึกษาขั้นพื้นฐาน (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. 2545 : 13-17) สรุปได้ดังนี้
ึ
4.1 การจัดการศกษาต้องยึดหลักการที่ว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถในการเรียนรู้
และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุดกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถ
พัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ
4.2 การจัดการศึกษาทั้งการจัดการศึกษาในระบบการศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอธยาศัย ต้องเน้นความสำคัญทั้งความรู้คุณภาพกระบวนการเรียนรู้และบูรณาการตามความ
ั
ั
เหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษา ในเรื่องความรู้เกี่ยวกับตนเองและความสัมพันธ์ของตนเองกบสังคมความรู้
เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของชาติไทย และระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
ั
อนมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การบำรุงรักษาและ
การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลยั่งยืน ความรู้เกี่ยวกับศาสนา
18
ศิลปวัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทย และการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาความรู้ และทักษะด้านวิทยาศาสตร์
ด้านภาษา โดยเน้นการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพและความสามารถใน
การดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข
4.3 การจัดการกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ดำเนินการ ดังต่อไปนี้
4.3.1 จัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความ
ึ
ถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถงความแตกต่างระหว่างบุคคล
์
4.3.2 ฝึกทักษะกระบวนการคิดการจัดการการเผชิญสถานการณ และการ
ประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ
4.3.3 จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนเรียนรู้จากประสบการณ์จริงฝึกการปฏิบัติให้ทำ
ได้คิดเป็นทำเป็นรักการอ่าน และเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง
4.3.4 จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้บูรณาการด้านต่างๆ
อย่างได้สัดส่วนสมดุลกันรวมทั้งปลูกฝังคุณธรรมค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา
4.3.5 ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศสภาพแวดล้อมสื่อ
การเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และมีความรู้รอบตัวรวมถงสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของ
ึ
กระบวนการเรียนรู้ด้วย
4.3.6 จัดการเรียนการสอนให้เกิดการเรียนรู้ขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่มีการ
ั
ประสานความร่วมมือกับบิดามารดาผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่ายเพอร่วมกันพฒนาผู้เรียนตาม
ื่
ศักยภาพ
4.4 ต้องส่งเสริมการดำเนินงานและการจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ
ิ
ุ
ั
อนได้แก่ห้องสมุดประชาชน พพธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อทยาน
ิ
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์การกีฬาและนันทนาการ และแหล่งการเรียนรู้อย่างเพยงพอและมี
ี
ประสิทธิภาพ
4.5 ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน
ความประพฤติสังเกตพฤติกรรมการเรียนการร่วมกิจกรรมการทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอน
ตามความเหมาะสมของแต่ละระดับและรูปแบบการศึกษาและให้ใช้วิธีการที่หลากหลายในการจัดสรรโอกาส
การเข้าศึกษาต่อนำผลการประเมินผู้เรียนมาใช้ประกอบการพิจารณาด้วย
4.6 ให้คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดหลักสูตรแกนกลางการศกษา
ึ
19
ื่
ื้
ขั้นพนฐานเพอความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ การดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพเพอ
ื่
การศึกษาต่อและให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหน้าที่จัดทำสาระของหลักสูตรตามวัตถุประสงค์ ดังกล่าวในส่วน
ึ
ที่เกยวข้องกับสภาพปัญหาในชุมชน และสังคมภูมิปัญญาท้องถิ่นคุณลักษณะอันพงประสงค์ เพอเป็นสมาชิกที่
ี่
ื่
ดีของครอบครัวชุมชนสังคมและประเทศชาติ
4.7 หลักสูตรการศึกษาขั้นพนฐานต้องมีลักษณะที่หลากหลายทั้งที่เป็นวิชาการและ
ื้
วิชาชีพที่มุ่งพฒนาคนให้มีความสมดุล ทั้งด้านความรู้ ความคิด ความสามารถความดีงาม และความ
ั
รับผิดชอบต่อส่วนรวมต่อสังคม
4.8 ให้สถานศึกษาร่วมกับบุคคลครอบครัว ชุมชนองค์กร ชุมชนองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคม
ื่
ื่
อนส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน โดยการจัดกระบวนการเรียนรู้ภายในชุมชน เพอให้ชุมชน มีการจัด
การศึกษา อบรม มีการแสวงหาความรู้ ข้อมูลข่าวสารรู้จักเลือกสรรภูมิปัญญาวิทยาการต่างๆ เพอพฒนา
ั
ื่
ชุมชนให้สอดคล้องกับสภาพปัญหา และความต้องการรวมทั้งหาวิธีการสนับสนุน ให้มีการแลกเปลี่ยน
ประสบการณ์การพัฒนาระหว่างชุมชน
4.9 ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพรวมทั้งการ
ั
ื่
ส่งเสริมให้ผู้สอนมีความสามารถในการทำวิจัยเพอพฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน กระทรวง
ศึกษาธิการ (2546 : 6-58)
ึ
สรุปสาระสำคัญจากการสัมมนาเรื่องทิศทางการจัดหลักสูตรการศกษาขั้นพื้นฐานในส่วนที่
เกี่ยวกับการบริหารการศึกษาไว้ ดังนี้
1. การศึกษาในระบบโรงเรียนและนอกโรงเรียนต้องมีความเชื่อมโยงกันในอนาคต
การศึกษานอกระบบจะมีมากขึ้น
2. ไม่ควรปล่อยให้การจัดการศึกษาเป็นหน้าที่ของสถานศึกษาเท่านั้นควรเปิดโอกาส
ให้ครอบครัวชุมชนท้องถิ่นแสดงความคิดเห็นและเข้ามามีส่วนร่วม
3. กระทรวงศึกษาธิการต้องเปลี่ยนบทบาทจากการควบคุมมาเป็นกำกับดูแลต้อง
ี
กระจายอำนาจ กระจายงบประมาณ กระจายความรับผิดชอบ ลดบทบาทลงมีหน้าที่เพยง 3 ประการ คือ
ประการที่หนึ่งดูแลนโยบายระดับชาติ ประการที่สองกำกับดูแล ประการที่สามประเมินผลทางด้านคุณภาพ
ต้องสร้างความตระหนักและสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนว่า การจัดการศึกษาอยู่ในความรับผิดชอบของชุมชน
เป็นเรื่องของท้องถิ่น และชุมชนส่วนกลางมีหน้าที่อำนวยความสะดวกเท่านั้น
4. ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการต้องปรับปรุงตัวเองเปลี่ยนทัศนะความคิดต่างๆ
ั
ดูแลคุณภาพของครูให้มีประสิทธิภาพกำกบดูแลให้ผู้มีหน้าที่ได้ทำตามหน้าที่ตามความรู้ความสามารถ
20
5. หัวใจของการศึกษา คือความหลากหลายและการสร้างสรรค์ ฉะนั้นระบบ
การศึกษาไม่ควรอยู่เฉพาะในระบบราชการเท่านั้น
6. ต้องปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาให้มีคุณภาพ ใกล้เคียงกัน
เพอลดปัญหาการแย่งชิงเข้าศึกษาในสถานศึกษาเดียวกัน ทั้งประถมศึกษา และมัธยมศึกษาทั้งใน
ื่
กรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด
7. กระทรวงศึกษาธิการ อาจจะไม่ต้องถึงกับจัดหลักสูตร แต่มีหลักสูตรซึ่งเกิดจาก
ั
การปฏิสัมพนธ์ระหว่างบริบทของปัจเจกชนกับชุมชน ในศักยภาพที่แตกต่างกันให้หลักสูตรเกิดขึ้นด้วยกลไก
อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่ง จะมีคุณค่าและคุณภาพได้หรือเป็นหลักสูตรสถานศึกษา กระทรวง ทบวง กรมควร
กำหนดนโยบายให้สถานศึกษาไปสร้างความสัมพนธ์กับชุมชน และถ้ามีความพร้อมก็ให้สถานศึกษาเป็นนิติ
ั
บุคคลมีคณะกรรมการของสถานศึกษาเอง
8. จัดระบบการเงินเพอการศึกษาให้กับผู้เรียนแล้วให้ผู้เรียนมีสิทธิ์เลือกสถานศึกษา
ื่
เอง
้
9. การแก้ปัญหาการศึกษาไทยการพูดการให้ขอเสนอแนะเพียงอย่างเดียว ไม่อาจ
แก้ปัญหาได้ต้องใช้กฎหมายเข้ามาจัดโครงสร้างใหม่ ตั้งเป็นสภาปฏิรูปการศึกษาให้บุคคลหลายๆ ฝ่ายเข้ามา
ผลักดันจัดกระบวนการใหม่
10. ควรจะใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการบริหารจัดการการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด
อย่างน้อยในอีก 5 ปีข้างหน้าเพื่อให้ได้ปริมาณคุณภาพของนักเรียนและนักศึกษาที่ดี
11. กระทรวงศึกษาธิการควรปรับปรุงการใช้ข้อมูลข่าวสารที่จะลงไปถึงระดับ
สถานศึกษาให้มากขึ้น ถ้าหากมีระบบการให้ข้อมูลข่าวสารได้ในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการศึกษากระจายไปถึง
สถานศึกษาก็จะเป็นเรื่องดีมาก
ื้
ื้
5. การบริหารสถานศึกษาขั้นพนฐาน ในการบริหารสถานศึกษาขั้นพนฐานตามเจตนารมณ์
ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพมเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 นั้น
ิ่
ุ
ได้บัญญัติไว้ ดังนี้ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. 2545 : 23-25)
มาตรา 37 การบริหารและการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ยึดเขตพื้นที่การศึกษาโดยคำนึงถึง
ื่
ปริมาณสถานศึกษา จำนวนประชากร วัฒนธรรม และความเหมาะสมด้านอนด้วย เว้นแต่การจัดการศึกษา
ขั้นพื้นฐานตามกฎหมายว่าด้วยการอาชีวศึกษา
มาตรา 39 ให้กระทรวงกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาทั้งด้านวิชาการ
21
ื้
งบประมาณ การบริหารงานบุคคล และการบริหารทั่วไปไปยังคณะกรรมการ และสำนักงานเขตพนที่
การศึกษา และสถานศึกษาในเขตพนที่การศึกษา โดยตรงหลักเกณฑ์และวิธีการกระจายอำนาจดังกล่าว ให้
ื้
เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 40 ให้มีคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพนฐาน สถานศึกษาระดับอดมศึกษา ระดับ
ุ
ื้
ต่ำกว่าปริญญา และสถานศึกษาอาชีวศึกษา ของแต่ละสถานศึกษาเพอทำหน้าที่กำกับและส่งเสริมสนับสนุน
ื่
กิจการของสถานศึกษา ประกอบด้วย ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนครู ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กร
ื้
ื่
ปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนศิษย์เก่าของสถานศึกษาผู้แทนพระภิกษุ และหรือผู้แทนองค์กรศาสนาอนในพนที่
และผู้ทรงคุณวุฒิ สถานศึกษาระดับอดมศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี และสถานศึกษาอาชีวศึกษา อาจมี
ุ
ิ่
กรรมการเพมขึ้นได้ ทั้งนี้ตามที่กฎหมายกำหนดจำนวนกรรมการคุณสมบัติ หลักเกณฑ์วิ ธีการสรรหาการ
เลือกประธานกรรมการ และกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพนจากตำแหน่ง ให้เป็นไปตามที่
้
กำหนดในกฎกระทรวง ให้ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นกรรมการและเลขานุการ ของคณะกรรมการสถานศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดเป้าหมายการดำเนินการปฏิรูปการศึกษาตามที่ตั้งไว้ ตั้งแต่ปีพทธศักราช
ุ
2538 กำหนดให้มีการปฏิรูปในด้านสถานศึกษาปฏิรูปครู ปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนปฏิรูประบบ
บริหารการศึกษา และให้ยึดถือเป็นหลักในการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้
1. การยึดสถานศึกษาเป็นศูนย์กลางในการตัดสินใจ (School Based Decision
ิ
Making) เป็นหลักแนวคิดที่มุ่งให้สถานศึกษามีอสระในการตัดสินใจด้วยตนเองยึดประโยชน์ที่จะเกิดกับผู้เรียน
เป็นสำคัญ
2. การมีส่วนร่วมและการร่วมคิดร่วมทำ (Participation and Collaboration)
ถือว่าการศึกษาเป็นเรื่องของสาธารชน มิใช่เป็นเรื่องที่อยู่ในการรับผิดชอบของใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอีก
ต่อไป
3. การกระจายอำนาจ (Decentralization) ที่เป็นการคืนอำนาจการจัดการศึกษา
ให้กับผู้อยู่ใกล้ชิดเด็ก ซึ่งได้แก่สถานศึกษาผู้บริหารสถานศึกษา ครู และชุมชน เป็นความเชื่อที่ว่าผู้มีส่วนได้
ส่วนเสียต่อการศึกษาหรือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดเด็ก จะสามารถจัดการศึกษาให้กับเด็กได้ดีที่สุดตอบสนองได้ตรงตาม
ความต้องการของผู้เรียนและชุมชนได้ดีที่สุดอำนาจการตัดสินใจควรอยู่ในระดับปฏิบัตินั่นก็คือสถานศึกษา
4. ภารกิจที่ตรวจสอบได้ (Accountability) ต้องมีการกำหนดหน้าที่ความ
รับผิดชอบ และภารกิจของผู้บริหาร ครู อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา และชุมชน อย่างชัดเจนภารกิจ
เหล่านี้ ต้องสามารถตรวจสอบความสำเร็จได้เพื่อเป็นหลักประกันคุณภาพการศกษาให้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง
ึ
ภารกิจและขอบข่ายการบริหารสถานศึกษา กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ
กระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา พ.ศ. 2550 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และ
22
ิ่
มาตรา39 วรรคสองแห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพมเติมโดยพระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการออกกฎกระทรวงให้
ื้
ิ
ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ หรือเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพนฐาน พจารณาดำเนินการกระจาย
อำนาจการบริหาร และการจัดการศึกษาในด้านวิชาการ ด้านงบประมาณ ด้านการบริหารงานบุคคล และ
ื้
ด้านการบริหารทั่วไป ไปยังคณะกรรมการเขตพนที่การศึกษาสำนักงานเขตพนที่การศึกษา หรือสถานศึกษาใน
ื้
อำนาจหน้าที่ของตนแล้วแต่กรณีในเรื่อง ดังต่อไปนี้
1. ด้านวิชาการ
1.1 การพัฒนาหรือการดำเนินการเกี่ยวกับการให้ความเห็นการพัฒนาสาระ
หลักสูตรท้องถิ่น
1.2 การวางแผนงานด้านวิชาการ
1.3 การจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา
1.4 การพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา
1.5 การพัฒนากระบวนการเรียนรู้
1.6 การวัดผลประเมินผลและดำเนินการเทียบโอนผลการเรียน
1.7 การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาในสถานศึกษา
1.8 การพัฒนาและส่งเสริมให้มีแหล่งเรียนรู้
ึ
1.9 การนิเทศการศกษา
1.10 การแนะแนว
1.11 การพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา
1.12 การส่งเสริมชุมชนให้มีความเข้มแข็งทางวิชาการ
ื
1.13 การประสานความร่วมมอในการพัฒนาวิชาการกับสถานศึกษาและ
องค์กรอื่น
1.14 การส่งเสริมและสนับสนุนงานวิชาการแก่บุคคลครอบครัวองคกร
์
หน่วยงานสถานประกอบการและสถาบันอื่นที่จัดการศกษา
ึ
1.15 การจัดทำระเบียบและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับงานด้านวิชาการของ
สถานศึกษา
ึ
1.16 การคัดเลือกหนังสือแบบเรียนเพื่อใช้ในสถานศกษา
1.17การพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศกษา
ึ
2. ด้านงบประมาณ
23
2.1 การจัดทำแผนงบประมาณ และคำขอตั้งงบประมาณเพื่อเสนอต่อ
ปลัดกระทรวงศึกษาธิการหรือเลขาธิการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้วแต่กรณี
2.2 การจัดทำแผนปฏิบัติการใช้จ่ายเงินตามที่ได้รับจัดสรรงบประมาณจาก
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยตรง
2.3 การอนุมัติการใช้จ่ายงบประมาณที่ได้รับจัดสรร
2.4 การขอโอนและการขอเปลี่ยนแปลงงบประมาณ
2.5 การรายงานผลการเบิกจ่ายงบประมาณ
2.6 การตรวจสอบติดตามและรายงานการใช้งบประมาณ
2.7 การตรวจสอบติดตามและรายงานการใช้ผลผลิตจากงบประมาณ
2.8 การระดมทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศกษา
ึ
2.9 การปฏิบัติงานอื่นใดตามที่ได้รับมอบหมายเกี่ยวกับกองทุนเพอ
ื่
การศึกษา
ื่
2.10 การบริหารจัดการทรัพยากรเพอการศึกษา
2.11 การวางแผนพัสดุ
2.12 การกำหนดรูปแบบรายการ หรือคุณลักษณะเฉพาะของครุภัณฑ์
หรือสิ่งก่อสร้างที่ใช้เงินงบประมาณเพอเสนอต่อปลัดกระทรวงศึกษาธิการ หรือเลขาธิการคณะกรรมการ
ื่
การศึกษาขั้นพื้นฐานแล้วแต่กรณี
2.13 การพัฒนาระบบข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการจัดทำและจัดหาพัสดุ
2.14 การจัดหาพัสดุ
2.15 การควบคุมดูแลบำรุงรักษาและจำหน่ายพัสดุ
2.16 การจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สิน
2.17 การเบิกเงินจากคลัง
2.18 การรับเงินการเก็บรักษาเงินและการจ่ายเงิน
2.19 การนำเงินส่งคลัง
2.20 การจัดทำบัญชีการเงิน
2.21 การจัดทำรายงานทางการเงินและงบการเงิน
2.22 การจัดทำหรือจัดหาแบบพิมพ์บัญชีทะเบียนและรายงาน
3. ด้านการบริหารงานบุคคล
3.1 การวางแผนอัตรากำลัง
24
3.2 การจัดสรรอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
3.3 การสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง
3.4 การเปลี่ยนตำแหน่งให้สูงขึ้นการย้ายข้าราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษา
3.5 การดำเนินการเกี่ยวกับการเลื่อนขั้นเงินเดือน
3.6 การลาทุกประเภท
3.7 การประเมินผลการปฏิบัติงาน
3.8 การดำเนินการทางวินัยและการลงโทษ
3.9 การสั่งพักราชการและการสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน
3.10 การรายงานการดำเนินการทางวินัยและการลงโทษ
3.11 การอุทธรณ์และการร้องทุกข์
3.12 การออกจากราชการ
3.13 การจัดระบบและการจัดทำทะเบียนประวัติ
3.14 การจัดทำบัญชีรายชื่อและให้ความเห็นเกี่ยวกับการเสนอขอ
พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์
3.15 การส่งเสริมการประเมินวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการ
ศึกษา
3.16 การส่งเสริมและยกย่องเชิดชูเกียรติ
3.17 การส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณวิชาชีพ
3.18 การส่งเสริมวินัยคุณธรรมและจริยธรรมสำหรับข้าราชการครูและ
ึ
บุคลากรทางการศกษา
3.19 การริเริ่มส่งเสริมการขอรับใบอนุญาต
ึ
3.20 การพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศกษาการดำเนินการที่
เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น
4. ด้านการบริหารทั่วไป
4.1 การพัฒนาระบบและเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศ
4.2 การประสานงานและพัฒนาเครือข่ายการศึกษา
4.3 การวางแผนการบริหารงานการศึกษา
4.4 งานวิจัยเพื่อพัฒนานโยบายและแผน
25
4.5 การจัดระบบการบริหารและพัฒนาองค์กร
4.6 การพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติงาน
4.7 งานเทคโนโลยีเพื่อการศกษา
ึ
4.8 การดำเนินงานธุรการ
4.9 การดูแลอาคารสถานที่และสภาพแวดล้อม
4.10 การจัดทำสำมะโนผู้เรียน
ึ
4.11 การรับนักศกษา
4.12 การเสนอความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการจัดตั้งยุบรวมหรือเลิก
สถานศึกษา
4.13 การประสานการจัดการศึกษาในระบบนอกระบบและตามอัธยาศัย
4.14 การระดมทรัพยากรเพอการศึกษา
ื่
4..15 การทัศนศึกษา
4.16 งานกิจการนักศกษา
ึ
4.17 การประชาสัมพันธ์งานการศึกษา
4.18 การส่งเสริมสนับสนุนและประสานการจัดการศึกษาของบุคคล
ึ
ื่
ชุมชนองค์กรหน่วยงานและสถาบันสังคมอนที่จัดการศกษา
4.19 งานประสานราชการกับส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น
4.20 การรายงานผลการปฏิบัติงาน
4.21 การจัดระบบการควบคุมภายในหน่วยงาน
4.22 แนวทางการจัดกิจกรรมเพอปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการลงโทษ
ื่
นักศึกษา
สรุปได้ว่า การบริหารสถานศึกษามีภาระงานที่สำคัญ 4 ด้าน คือ ด้านวิชาการ ด้าน
งบประมาณ ด้านบริหารงานบุคคล และด้านบริหารทั่วไป ทั้ง 4 ด้าน พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
ุ
พทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพมเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ได้กำหนดหลักการแนวคิดและขอบข่าย
ิ่
ภารกิจในการดำเนินงานไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น ผู้บริหารสถานศึกษาควรให้ความสำคัญในการบริหารงานทั้ง4
ื่
ด้าน โดยเท่าเทียมกันและเพอให้การบริหารสถานศึกษามีความสอดคล้องกับสภาพความต้องการของชุมชน
อย่างแท้จริง สถานศึกษาควรเปิดโอกาสให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษาใน
ทุกด้าน
26
แนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบ
ความหมายของรูปแบบ
คำว่า “รูปแบบ” หรือ Model เป็นคำที่ใช้เพื่อสื่อความหมายหลายอย่างโดยทั่วไปแล้ว
รูปแบบจะ หมายถึง สิ่งหรือวิธีการดำเนินงานที่เป็นต้นแบบอย่างใดอย่างหนึ่งเช่นแบบจำลองสิ่งก่อสร้าง
รูปแบบในการพัฒนาชนบทเป็นต้น
Good (1973 : 370) ได้ให้ความหมายไว้ว่า รูปแบบ หมายถึง แบบอย่างของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
ื่
ื่
เพอเป็นแนวทางในการสร้างหรือทำซ้ำเป็นตัวอย่างเพอการเลียนแบบเป็นแผนภูมิหรือรูปสามมิติซึ่งเป็นตัวแทน
ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือหลักการหรือแนวคิดเป็นชุดของปัจจัยหรือตัวแปรที่มีความสัมพันธ์ซึ่งกนและกันซึ่งรวมกัน
ั
เป็นตัวประกอบและเป็นสัญลักษณ์ทางระบบสังคม
The Grolier International Dictionary (1994 : 641) ให้ความหมายรูปแบบไว้ 3 ลักษณะ
คือ 1) รูปแบบ หมายถึง ภาพที่เป็นสามมิติแบบย่อส่วนของจริงแบบจำลองเช่นนักเดินแบบเสื้อผ้าการ
ออกแบบภาพศิลป์ เป็นต้น 2) รูปแบบหมายถึงสิ่งของหรือคนที่นำมาใช้เป็นแบบอย่างในการบริการ 3)
รูปแบบหมายถึง แบบหรือรุ่นของผลิตภัณฑ์ต่างๆเช่นเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่น 864x เป็นต้น
Joyce และ Weil (1986 : 1-2) ให้ความหมายของรูปแบบไว้ว่า หมายถึง แผน (Plan)
หรือ
ิ
ื่
ื่
แบบ (Pattern) ซึ่งสามารถใช้เพอการเรียนการสอนในห้องเรียนหรือการสอนพเศษเป็นกลุ่มย่อยหรือเพอจัดสื่อ
ิ
การสอนซึ่งรวมถึง หนังสือ ภาพยนตร์ และเทปบันทึกเสียง โปรแกรมคอมพวเตอร์ และหลักสูตรแต่ละ
รูปแบบจะให้แนวทางในการออกแบบการสอนที่ช่วยให้นักเรียนบรรลุวัตถุประสงค์ต่างๆ
Corsini และ Auerbach (1996 : 573-574) ให้ความหมายของรูปแบบไว้ว่า หมายถึง ชุด
ของความสัมพนธ์ที่สร้างขึ้นระหว่างปรากฏการณ์ในโลกความจริง และโครงสร้างของสิ่งที่กำลังศึกษาซึ่งเป็น
ั
ตัวแทนของปรากฏการณ์ในโลกความจริง
สวัสดิ์ สุคนธรังสี (2520 : 206) ได้ให้ความหมายไว้ว่ารูปแบบ หมายถึง ตัวแทนที่สร้างขึ้น
ื่
เพออธิบายพฤติกรรมของลักษณะบางประการของสิ่งที่เป็นจริงอย่างหนึ่ง หรือเป็นเครื่องมือทางความคิดที่
บุคคลใช้ในการหาความรู้ความเข้าใจปรากฏการณ์ โดยสรุปรูปแบบ หมายถึง สิ่งที่เป็นตัวแทนของโครงสร้าง
ทางความคิด หรือองค์ประกอบ และความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆ ที่สำคัญของเรื่องที่ศึกษา
สมาน อศวภูมิ (2550 : 5) ได้ให้ความหมายไว้ว่ารูปแบบ หมายถึง แบบจำลองง่ายๆ
ั
หรือการย่อส่วน (Simplified Form) ของปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ผู้เสนอรูปแบบพฒนาขึ้นมาเพอแสดงหรือ
ั
ื่
อธิบายปรากฏการณ์
27
เพชร แก้วดวงดี (2551 : 2) ได้ให้ความหมายไว้ว่ารูปแบบ หมายถึง สิ่งที่แสดงถึง
โครงสร้างทางความคิดเกี่ยวกับแผนองค์ประกอบ และความสัมพนธ์ของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ที่ต้องศึกษามี
ั
ลักษณะเป็นแบบจำลอง เป็นตัวแทนของความจริงที่เปลี่ยนความสลับซับซ้อน ให้เป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายขึ้นหรือ
จากสิ่งที่ใหญ่ให้เล็กลง โดยใช้เหตุผลและฐานคติมาประกอบเป็นองค์ประกอบของรูปแบบ 5 องค์ประกอบคือ
1) วัตถุประสงค์ 2) แนวคิด 3) บริบทและเงื่อนไข 4) ยุทธศาสตร์กระบวนการดำเนินงานและ 5) การ
ประเมินผลลัพธ์ที่ได้จากการปฏิบัติ
ั
สรุปได้ว่า รูปแบบ หมายถึง สิ่งที่สร้างหรือพฒนาขึ้นจากแนวคิดทฤษฎีที่ได้ศึกษามา ของ
ั
ื่
ผู้สร้างเองเพอถ่ายทอดความสัมพนธ์ขององค์ประกอบ โดยใช้สื่อที่ทำให้เข้าใจได้ง่าย และกระชับถูกต้องจาก
สิ่งที่สลับซับซ้อนสิ่งที่ใหญ่ให้เล็กลง เพอความสะดวกและง่ายแก่การดำเนินการ และเป็นไปตามเป้าหมาย
ื่
อย่างรวดเร็ว และสามารถตรวจสอบเปรียบเทียบกับปรากฏการณ์จริงได้เพื่อช่วยให้ตนเอง และคนอื่นสามารถ
เข้าใจได้ชัดเจนขึ้น
ประเภทของรูปแบบ
รูปแบบมีผู้แบ่งประเภทไว้หลายท่านแต่ที่มักจะนำมาเป็นแนวทางสำหรับกำหนดประเภท
ของการวิจัยที่กล่าวถึงมากที่สุดมี 3 ท่าน คือ Keeves (1988) Steiner (1988) และKaplan (1994)
(สุชาติเมืองแก้ว. 2544 : 20)
Keeves (1988 : 67) ได้รวบรวมประเภทของรูปแบบจากนักการศึกษาต่างๆซึ่งเป็นรูปแบบ
ที่ใช้ในทางการศกษาและทางสังคมศาสตร์ไว้ 4 ประเภท ดังต่อไปนี้
ึ
ุ
1. รูปแบบเชิงอปมาอปมัย (Analogue Model) ใช้ในการเปรียบเทียบอปมา
ุ
ุ
อุปมัยกับปรากฏการณ์ที่เป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเข้าใจในปรากฏการณ์ที่เป็นนามธรรมลักษณะเป็นรูปแบบ
เชิงกายภาพส่วนใหญ่ใช้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เช่น รูปแบบที่ใช้ในการทำนายจำนวนนักเรียนที่จะเข้าสู่ระบบ
โรงเรียน ซึ่งอนุมานแนวคิดมาจากการเปิดน้ำเข้า และปล่อยน้ำออกจากถังนักเรียนที่จะเข้าสู่ระบบโรงเรียน
เปรียบเทียบได้กับน้ำที่ไหลเข้าไปในถังส่วนนักเรียนที่ออกจากระบบโรงเรียน เปรียบเทียบได้กับน้ำที่เปิดออก
จากถัง ดังนั้น นักเรียนที่คงอยู่ในระบบจึงเท่ากับจำนวนนักเรียนที่เข้าสู่ระบบลบด้วยจำนวนนักเรียนที่ออก
จากระบบ เป็นต้น
2. รูปแบบเชิงภาษา (Semantic Model) เป็นรูปแบบเชิงนามธรรมที่มีลักษณะ
ื่
สำคัญ คือ เป็นการอธิบายปรากฏการณ์โดยการใช้ภาษาซึ่งอาจเป็นตัวอกษรรูปภาพหรือแผนภูมิเพอให้เห็น
ั
โครงสร้างทางความคิดองค์ประกอบและความสัมพันธ์ขององค์ประกอบปรากฏการณ์นั้นได้เป็นอย่างดี
28
3. รูปแบบเชิงคณิตศาสตร์ (Mathematical Model) นำมาใช้ในทางการศึกษา
ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1960 ช่วงแรกนำมาใช้ในการวัดผลการศึกษาต่อมา จึงขยายผลไปใช้ในการวิจัยทาง
ิ่
การศึกษาในสาขาวิชาต่างๆ มีแนวโน้มที่จะนำไปใช้ในด้านพฤติกรรมศาสตร์ และสังคมศาสตร์เพมมากขึ้น
รูปแบบชนิดนี้ใช้สมการทางคณตศาสตร์เป็นสื่อในการแสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรต่างๆ รูปแบบนี้นิยมใช้กัน
ิ
ทั้งในสาขาจิตวิทยาและศึกษาศาสตร์รวมทั้งการบริหารการศึกษาด้วย
4. รูปแบบเชิงสาเหตุ (Causal Model) พัฒนามาจากเทคนิคการวิเคราะห์เส้นทาง
ั
(Path Analysis) เป็นวิธีวัดความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปรที่สามารถบอกได้ว่าตัวแปรอสระตัวใดบ้างที่มี
ิ
ผลกระทบทางตรงและมีผลกระทบทางออมต่อตัวแปรตามที่สนใจศึกษาทั้งขนาด และทิศทางที่มีผลกระทบ
้
ร่วมกับหลักการสร้างรูปแบบเชิงภาษาโดยนำตัวแปรต่างๆ มาสัมพันธ์เชิงเหตุและผลที่เกิดขึ้น
กล่าวโดยสรุปประเภทของรูปแบบ มีลักษณะที่เกิดจากแนวคิดที่ต้องการจะอธิบายขยาย
ื่
ความเพอหาคำตอบเป็นลักษณะแบบจำลองแบบแผนภูมิแบบระบบ และเชิงสาเหตุรูปแบบที่ต้องการนำมา
พัฒนาเพื่อหาคำตอบและนำไปทดลองใช้รูปแบบที่ดี จะต้องมีองค์ประกอบอย่างน้อย 3 องค์ประกอบคือสิ่งที่
เป็นตัวป้อนกระบวนการ และผลผลลัพธ์ประเภทของรูปแบบทั้งหมด สามารถปรับใช้ในการหาคำตอบและ
การสร้างแนวคิดใหม่ๆที่เป็นความรู้ให้กับสังคม
องค์ประกอบของรูปแบบ
องค์ประกอบของรูปแบบมีผู้ให้แนวคิดไว้หลายท่านเช่น
ธีระ รุญเจริญ (2550 : 43) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับองค์ประกอบรูปแบบไว้6 องค์ประกอบคือ
1. หลักการของรูปแบบ
2. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
3. ระบบและกลไกของรูปแบบ
4. วิธีดำเนินการของรูปแบ
5. แนวทางการประเมินผลรูปแบบ
6. เงื่อนไขของรูปแบบ
สมาน อัศวภูมิ (2550 : 10) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับองค์ประกอบของรูปแบบที่ดี
ว่าควรจะประกอบไปด้วย 7 องค์ประกอบคือ
1. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ
2. ทฤษฎีพื้นฐานและหลักการของรูปแบบ
29
3. ระบบงานและกลไกของรูปแบบ
4. วิธีการดำเนินงานของรูปแบ
5. แนวการประเมินรูปแบบ
6. คำอธิบายประกอบรูปแบบ
7. ระบุเงื่อนไขการนำรูปแบบไปใช้
ี
ทิศนา แขมมณ และคณะ (2547 : 16) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของรูปแบบไว้ว่า
มีองค์ประกอบที่สำคัญคือ
1. วัตถุประสงค์
2. แนวคิด
3. บริบทและเงื่อนไข
4. ยุทธศาสตร์กระบวนการดำเนินงาน
5. ผลที่ได้รับจากการใช้รูปแบบ
ื
โดยสรุปองค์ประกอบของรูปแบบที่สำคัญที่คล้ายคลึงกันคอ
1. หลักการแนวคิดแบบแผนของรูปแบบ
2. วัตถุประสงค์จุดหมายหรือเป้าประสงค์ของรูปแบบ
3. ระบบกลไกเงื่อนไขของรูปแบบ
4. กระบวนการวิธีการดำเนินการหรือยุทธศาสตร์ของรูปแบบ
5. แนวทางการประเมินรูปแบบ
การที่รูปแบบใดจะมีองค์ประกอบอย่างไรมากน้อยเท่าไรไม่เป็นที่แน่นอนขึ้นอยู่กับ
รูปแบบนั้นๆ
คุณลักษณะของรูปแบบที่ดี
รูปแบบเป็นสิ่งที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อบรรยายลักษณะที่สำคัญของปรากฏการณ์อย่างใด
อย่างหนึ่งเปรียบเสมือนกับเป็นสิ่งที่ผู้สนใจทำการศึกษาในเรื่องนั้นๆ ได้เข้าใจเบื้องต้นและนำไปสู่การศึกษาใน
เชิงลึกต่อไปคุณลักษณะที่ดีของรูปแบบจึงควรมีลักษณะ ดังนี้
Keeves (1988 : 70) ได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับคุณลักษณะรูปแบบที่ดีใช้ประโยชน์ได้
ควรจะมีขอกำหนด (Requirement) 4 ประการ คือ
้
1. รูปแบบควรประกอบด้วยความสัมพันธ์อย่างมีโครงสร้าง(Structural
Relationship)
30
2. รูปแบบควรใช้เป็นแนวทางในการพยากรณ์ผลที่จะเกิดขนสามารถตรวจสอบ
ึ้
ได้โดยการสังเกตทดสอบรูปแบบบนพื้นฐานของข้อมูลเชิงประจักษ์ได้
3. รูปแบบควรจะต้องระบุหรือชี้ให้เห็นถึงกลไกเชิงเหตุผลของเรื่องที่ศกษา
ึ
นอกจากรูปแบบจะเป็นเครื่องมือในการพยากรณ์ได้ควรใช้อธิบายปรากฏการณ์ได้ด้วย
4. รูปแบบควรเป็นเครื่องมือในการสร้างมโนทัศน์ใหม่สร้างความสัมพันธ์ของตัวแปร
ในลักษณะใหม่เป็นการขยายในเรื่องทกำลังศกษา
ึ
ี่
แนวคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม
แนวคิดของการมีส่วนร่วม
แนวคิดพื้นฐานของการมีส่วนร่วม (Concept of Participation) เกิดจากแนวคิดสำคัญ
3 ประการ ดังนี้
ความสนใจและความห่วงกังวลร่วมกันซึ่งเกิดจากความสนใจ และความห่วงกังวลของ
บุคคลซึ่งบังเกิดขึ้นตรงกันกลายเป็นความสนใจ และความห่วงกังวลร่วมกันของส่วนรวมความเดือดร้อนและ
ึ
ความพงพอใจร่วมกันที่มีต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่นั้นผลักดันให้มุ่งไปสู่การรวมกลุ่มวางแผนและลงมือกระทำ
ร่วมกัน
การตกลงร่วมกันที่จะต้องมีพลังมากพอที่จะทำให้เกิดความริเริ่มกระทำการที่ตอบสนอง
ความเห็นชอบของคนส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมนั้นความหมายของการมีส่วนร่วมจากการศึกษา
ความหมายของการมีส่วนร่วมได้มีผู้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมไว้หลายท่าน ดังนี้
นิรันดร์ จงวุฒิเวศย์ (2527 : 183) ได้ให้ความหมายการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้ว่า
หมายถึง การเกี่ยวข้องทางด้านจิตใจ และอารมณ์ (Mental and Emotional Involvement) ของกลุ่ม
บุคคลในสถานการณ์กลุ่ม (Group Situation) ซึ่งผลการเกี่ยวข้องดังกล่าวเป็นเหตุเร้าใจให้กระทำ
(Contribution) ไปสู่การบรรลุจุดมุ่งหมายของกลุ่มนั้นด้วย
ไพรัตน์ เตชะรินทร์ (2527 : 6-7) ได้ให้ความหมายไว้ว่าการมีส่วนร่วมเป็นกระบวนการที่รัฐ
ทำการส่งเสริมชักนำสนับสนุน และสร้างโอกาสให้ประชาชนในชุมชนทั้งในส่วนรวมส่วนบุคคลกลุ่มคนชมรม
สมาคมมูลนิธิ และองค์การอาสาสมัครรูปแบบต่างๆ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานในเรื่องที่กำหนดไว้
ยุวัฒน์ วุฒิเมธี (2529 : 20) ได้ให้ความหมายการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้ว่า หมายถึง
การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการคิดริเริ่มการพจารณาตัดสินใจการปฏิบัติการรับผิดชอบในเรื่อง
ิ
ต่างๆ ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนเองการที่สามารถทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพฒนา เพอ
ื่
ั
31
แก้ปัญหา และนำมาซึ่งความเป็นอยู่ของประชาชนที่ดีขึ้นได้นั้นผู้นำการเปลี่ยนแปลงต้องยอมรับปรัชญาการ
ั
พฒนาชุมชนที่ว่ามนุษย์ทุกคนมีความปรารถนาที่จะอยู่ร่วมกันกับผู้อนอย่างเป็นสุข ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็น
ื่
ธรรมและเป็นที่ยอมรับของผู้อื่น และพร้อมที่จะอทิศตนเพื่อกิจกรรมของชุมชนในขณะเดียวกันต้องยอมรับด้วย
ุ
ว่ามนุษย์นั้นสามารถพัฒนาได้ถ้ามีโอกาส และได้รับการชี้แนะอย่างถูกต้อง
เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์ (2538 : 182) ให้ความหมายของการมีส่วนร่วม (Participation)
ว่าเป็นการที่บุคคล หรือคณะบุคคลเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนการทำประโยชน์ในเรื่องหรือกิจกรรมต่างๆอาจจะ
เป็นการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ หรือกระบวนการบริหารประสิทธิผลขององค์การขึ้นอยู่กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง
กับองค์การนั้นเป็นพลังสร้างสรรค์ทก่อให้เกิดประโยชน์กับบุคคลแต่ละคน และผลผลิตของสังคมก่อให้เกิดการ
ี่
ปฏิสัมพันธ์ความผูกพันของบุคคลในสังคมนวัตกรรมของสังคมที่เกิดขึ้นในอดีตจนถึงปัจจุบัน และจะเกิดขึ้นใหม่
ในอนาคตเป็นผลจากการมีส่วนร่วมเกือบทั้งสิ้นนอกจากนั้นการมีส่วนร่วมยังช่วยยกระดับแรงจูงใจ
ั
(Motivation) การสร้างข้อผูกพนของการเปลี่ยนแปลง (Commitment to Change) การ ให้ความร่วมมือ
(Co – Operation) และคุณภาพของการตัดสินใจแนวคิดหลักของการมีส่วนร่วมมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ
จะต้องมีบุคคลที่เข้าไปเกี่ยวข้องหลายคน (Involvement) การให้ความช่วยเหลือและการทำประโยชน์
(Contribution) ความรับผิดชอบ (Responsibility) ซึ่งเกี่ยวข้องทางจิตใจมากกว่าร่างกาย
กำพล แสนบุญเรือง (2542 : 57) ได้ให้ความหมายของการมีส่วนร่วมว่า หมายถึง การ
ทำงานร่วมกันเพอให้บรรลุวัตถุประสงค์ด้วยความตั้งใจ โดยกระทำการงานให้ถูกจังหวะและเหมาะสมด้วย
ื่
ั
ความรู้สึกผูกพนให้ประจักษ์ว่าเชื่อถือไว้ใจได้การมีส่วนร่วมเป็นหัวใจของการเสริมสร้างพลังการทำงานร่วมกัน
เป็นกลุ่ม (Teamwork ที่มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้าง และสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและการ
พฒนาเพราะการมีส่วนร่วมทำให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือผู้มีส่วนร่วมเข้าใจสถานการณ์ และอทิศตนมากยิ่งขึ้น
ุ
ั
เพื่อการเปลี่ยนแปลงหรือการพัฒนา
ั
อตถพร สาระทัน (2542 : 7) ได้ให้ความหมายไว้ว่าการมีส่วนร่วม (Participation) เป็น
การที่บุคคลหรือคณะบุคคลเข้ามาช่วยเหลือสนับสนุนทำประโยชน์ในเรื่องต่างๆ กิจกรรมต่างๆ มีส่วนร่วมใน
การตัดสินใจหรือกระบวนการบริหาร และในการให้บุคคลมีส่วนร่วมในองค์การนั้นบุคคลจะต้องมีส่วนเกี่ยวข้อง
(Involvement) ในการดำเนินการหรือปฏิบัติภารกิจต่างๆ ส่งผลให้บุคคลนั้นเกิดความผูกพัน
ไตรรัตน์ โคสะสุ (2543 : 16) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนหมายถึง
ความร่วมมือของประชาชนที่มีความเห็นพองต้องกันเข้ามาร่วมรับผิดชอบในการวางแผนการตัดสินใจการ
้
สนับสนุนการลงมือปฏิบัติตามแผน และการประเมินผล โดยการกระทำผ่านกลุ่มหรือองค์กรเพื่อให้บรรลุผลที่
ต้องการได้
Walsh (1999 : 234-235) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การร่วมมือกันของบุคคลในการพัฒนา
32
ื่
การศึกษามีเป้าหมายเพอการส่งเสริมให้ผู้เรียนก้าวหน้าไปสู่อนาคตด้วยการมีความรู้ความสามารถ และมีสิ่ง
ต่างๆ ที่จะทำให้การมีส่วนร่วมพฒนาการศึกษาเกิดความสำเร็จสูงสุด ดังนั้น บุคคลจะต้องมีความเข้าใจถึง
ั
ึ
ปัจจัยต่างๆ ต้องมองเห็นถึงสิ่งที่เป็นคุณประโยชน์ของการศกษา
Cunningham และ Cordoiro (2000 : 116) ได้ให้ความหมายไว้ว่าการร่วมมือกันของ
สถานศึกษาสังคมและครอบครัวในการพฒนาการศึกษานั้นจะเป็นกระบวนการที่พยายามสร้างความ
ั
เจริญก้าวหน้าให้แก่สถานศึกษาให้เร็วขึ้น โดยมีเป้าหมายในการประเมินคุณภาพการสอนวัตถุประสงค์แนว
ทางการดำเนินงานและประเมินคุณภาพของการจัดการ
ศรเพชร วงศ์เพง (2546 : 6) ได้ให้ความหมายไว้ว่าการมีส่วนร่วม หมายถึง การเข้าไปมี
็
บทบาทหรือส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจร่วมดำเนินการ ร่วมสนับสนุนส่งเสริมกจกรรมต่างๆ และประเมินผล
ิ
ทั้งโดยตรง และโดยอ้อม ชุมชนควรมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมของโรงเรียนทุกกิจกรรม
ฉลาด จันทรสมบัติ (2551 : 101) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การมีส่วนร่วม หมายถึง การเข้า
ั
ของกลุ่มบุคคลที่มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกขั้นตอนของโครงการ พฒนาการเข้ามามีส่วนร่วมต้องเป็นไปในรูปที่
ผู้รับการพัฒนามีส่วนกระทำให้เกิดการพัฒนา มิใช่เป็นผู้รับการพัฒนาตลอดไปทั้งนี้เป็นการเกื้อหนุนให้เกิดการ
ั
พฒนาที่แท้จริงและถาวรซึ่งก็คือการที่ประชาชนหรือชุมขนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการกำหนด
นโยบายการพฒนาอนเป็นกระบวนการขั้นตอนการวางแผนในการพฒนา หลังจากกำหนดวัตถุประสงค์ และ
ั
ั
ั
แผนงานร่วมกัน และปฏิบัติงานตามแผนงานของโครงการร่วมกันแล้ว ยังมีส่วนร่วมรับประโยชน์จากการ
บริหารรวมถึงมีส่วนร่วมในการประเมินโครงการต่างๆ ซึ่งเป็นไปได้โดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม
สรุปได้ว่า การมีส่วนร่วม หมายถึง ความร่วมมือของบุคคลคณะบุคคล องค์กร ชุมชน
ื่
สังคม ที่มีต่อหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเพอให้งานสำเร็จตามเป้าหมายที่ต้องการภายในเวลาที่กำหนด และ
การระดมทรัพยากรเพอสนับสนุนนโยบายของหน่วยงานนั้นๆ ตั้งแต่ร่วมกันคิดร่วมกันวางแผนร่วมกันทำร่วม
ื่
ื่
รับผลประโยชน์ และประเมินผลการดำเนินการกิจกรรมเพอให้กิจกรรมนั้นๆ บรรลุเป้าหมายอย่างมี
ประสิทธิภาพประโยชน์ของการมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น เป็นกระบวนการทางสังคมที่คนใน
ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตในสังคมหรือชุมชนนั้นอย่างมีศักดิ์ศรี ได้มี
นักวิชาการที่กล่าวถึงประโยชน์ของการมีส่วนร่วมไว้ ดังต่อไปนี้
สมศักดิ์ ศรีสันติสุข (2534 : 161-162) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการมีส่วนร่วมไว้ว่าทำให้
ประชาชนตระหนักถึงปัญหาที่แท้จริงของชุมชนเกิดการแก้ปัญหาด้วยตนเองทำให้ประชาชนได้มีโอกาสใช้
ความสามารถของตนเองในรูปของความคิด การตัดสินใจ และการกระทำอย่างเต็มที่ ทำให้ประชาชนมี
ึ่
ความรู้สึกในการเป็นเจ้าของในการแก้ปัญหาของชุมชน ทำให้ประชาชนมีการพฒนาไปสู่การพงตนเองในที่สุด
ั
การมีส่วนร่วม จะทำให้เกิดผลกระทบ 2 ลักษณะ คือ ประชาชนมีกำลังใจในการพฒนาจะทำให้โครงการ
ั
33
ต่างๆ สนองความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง และก่อให้เกิดความภูมิใจในการมีส่วนร่วมในการกำหนด
อนาคตของตนเอง กล่าวได้ว่า ประชาชนได้แสดงพลังกลุ่มในการระบุปัญหาแนวทางแก้ไขซึ่งนับว่าเป็นการ
ระดมทรัพยากรมนุษย์มาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด และเป็นการพฒนาคุณภาพประชากรให้สามารถ
ั
พึ่งตนเองมากกว่าเป็นผู้รับการพัฒนา
์
วันชัย วัฒนศัพท (2543 : 7-10) การมีส่วนร่วมจะมีประโยชน์คือเพิ่มคุณภาพของการ
ตัดสินใจลดค่าใช้จ่าย และการสูญเสียเวลาที่เกี่ยวกับความขัดแย้งการสร้างฉันทามติและการยอมรับเพมความ
ิ่
ง่ายต่อการนำไปปฏิบัติหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าดำรงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถอและความชอบธรรม
ื
้
สรุปได้ว่า ประโยชน์ของการเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชนนั้น จะช่วยให้เกิดการแกไขปัญหา
การจัดการกับความขัดแย้งก่อให้เกิดการคิดค้นการเรียนรู้ สร้างการยอมรับนับถือซึ่งจะนำไปสู่การบริหาร
ตนเองและการพึ่งตนเองได้ในที่สุด
ชุมชนและการมีส่วนร่วมของชุมชน
ความหมายของชุมชนมีผู้ให้ความหมายของชุมชนไว้ ดังนี้
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 (ราชบัณฑิตยสถาน. 2530 : 275) ได้ให้
ความหมายของชุมชนว่าหมายถึงกลุ่มคนที่รวมกันเป็นสังคมขนาดเล็กอาศัยอยู่อาณาบริเวณเดียวกันและมี
ผลประโยชน์ร่วมกัน
พจนานุกรมศัพท์สังคมวิทยาอังกฤษ – ไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2524
(ราชบัณฑิตยสถาน. 2537 : 20) ได้ให้ความหมายของ “ชุมชน” ไว้ ดังนี้ 1) กลุ่มย่อยที่มีลักษณะหลาย
ประการ เหมือนกับสังคมแต่มีขนาดเล็กกว่า และมีความสนใจร่วมที่จะประสานกันในวงแคบ 2) ชุมชน
ื้
หมายถึง เขตพนที่ระดับของความคุ้นเคยและการติดต่อระหว่างบุคคลตลอดจนพนฐานความยึดเหนี่ยวเฉพาะ
ื้
บางอย่างที่ทำให้ชุมชนต่างไปจากกลุ่มเพอนบ้าน ชุมชนมีลักษณะทางเศรษฐกิจเป็นแบบเลี้ยงตนเองที่จำกัด
ื่
มากกว่าสังคมแต่ภายในวงจำกัดเหล่านั้น ย่อมมีการสังสรรค์ใกล้ชิดกว่า และความเห็นอกเห็นใจลึกซึ้งกว่า
สังคม
Homan (1994 : 82) ได้ให้ความหมายไว้ว่าชุมชน หมายถึง คนจำนวนหนึ่งที่อาศัยอยู่ใน
พนที่แห่งหนึ่งมีความเชื่อผลประโยชน์กิจกรรมและมีคุณสมบัติที่คล้ายคลึงกันคุณลักษณะเหล่านี้มีลักษณะเด่น
ื้
เพียงพอที่จะทำให้สมาชิกนั้นตระหนักและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
Oxford Advanced Learners Dictionary of Current English (1994 : 233) ได้ให้
ความหมายของชุมชนไว้ว่าชุมชน หมายถึง กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แห่งหนึ่งมีความรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน
34
มีศรัทธาความเชื่อเชื้อชาติการงาน หรือมีความรู้สึกนึกคดมีความสนใจที่คล้ายคลึงกันมีการเกื้อกูลซึ่งกันและกน
ั
ิ
มีความเป็นอยู่ร่วมกัน
กาญจนา แก้วเทพ (2538 : 14) ได้ให้ความหมายไว้ว่าชุมชน หมายถึง กลุ่มคนที่อาศัยอยู่
ในอาณาเขตบริเวณเดียวกัน มีความสัมพนธ์ใกล้ชิดมีฐานะ และอาชีพคล้ายคลึงกันมีลักษณะของการใช้ชีวิต
ั
ร่วมกันมีความเป็นอนหนึ่งอันเดียวกันตั้งแต่ระดับครอบครัวไปสู่ระดับเครือญาติ จนถึงระดับหมู่บ้านและระดับ
ั
ั
เหนือหมู่บ้านขึ้นไป ผู้ที่อาศยอยู่ในชุมชนมีความรู้สึกว่าเป็นคนในชุมชนเดียวกัน นอกจากนี้ยังมีการดำรงรักษา
คุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมศาสนาและมีการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นไปยังลูกหลานอีกด้วย
ประเวศ วะสี (2540 : 33) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ชุมชน หมายถึง การที่คนจำนวนหนึ่งมี
วัตถุประสงค์ร่วมกันมีความเอออาทรต่อกันมีความพยายามทำอะไรร่วมกันมีการเรียนรู้ร่วมกัน ติดต่อสื่อสาร
ื้
กันมีการจัดการเพื่อให้เกิดความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ร่วมกัน
สนธยา พลศรี (2545 : 22) ได้ให้ความหมายไว้ว่าชุมชน หมายถึง กลุ่มทางสังคมที่อยู่อาศัย
ร่วมกันในอาณาบริเวณเดียวกัน เช่น ครอบครัว หมู่บ้าน ตำบล หรือเรียกเป็นอย่างอนมีความเกี่ยวข้องกน
ั
ื่
ั
สัมพันธ์กันมีการติดต่อสื่อสาร และเรียนรู้ร่วมกันมีความผูกพนเอื้ออาทรกัน ภายใต้บรรทัดฐานและวัฒนธรรม
เดียวกันร่วมมือ และพึ่งพาอาศัยกันเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายร่วมกัน
ฉลาด จันทรสมบัติ (2553 : 245) ได้ให้ความหมายไว้ว่า ชุมชน หมายถึง ระบบ
ความสัมพนธ์ของคนความเชื่อ ศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม ระบบเศรษฐกิจอาชีพ ระบบการเมืองการ
ั
ปกครอง โครงสร้างอำนาจ รวมถึงระบบนิเวศวิทยา สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีด้านต่างๆ ซึ่งระบบเหล่านี้มี
ความสัมพันธ์ต่อกันและสัมพันธ์ระหว่างกันมีความเชื่อมโยงกันไม่สามารถที่จะแยกจากกันได้
สรุปได้ว่า ชุมชน หมายถึง กลุ่มทางสังคมที่อาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมทางสังคม
ึ่
วิถีชีวิตที่ต้องพงพาอาศัยซึ่งกันและกันทำกิจกรรม โดยมีวัตถุประสงค์มีการเรียนรู้ติดต่อสื่อสารกันแบบมีส่วน
ร่วมภายใต้บรรทัดฐานและวัฒนธรรมเดียวกันการมีส่วนร่วมของชุมชน
ความหมายของการมีส่วนร่วม ของชุมชนนักการศึกษาได้ให้ความหมาย การมีส่วนร่วม
(Participation) ไว้หลายประการซึ่งมความหมายกว้างขวาง และใช้ในบริบทที่แตกต่างกัน ดังนี้
ี
Douglah (1970 : 88–89) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การมีส่วนร่วม หมายถึง การมีส่วนร่วม
ในเหตุการณกิจกรรมหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อการศกษานักรัฐศาสตร์ใช้คำนี้ในการให้ความหมายของ
์
ึ
การเข้าร่วมกับสถาบันทางการเมืองของชุมชนเช่นการไปออกเสียงเลือกตั้ง
นักสังคมวิทยาใช้ในความหมายของการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นส่วนกลุ่มอื่นๆ ใช้คำนี้ใน
ความหมายของการมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ
35
Keith (1972 : 136) ได้ให้ความหมายไว้ว่าการมีส่วนร่วม หมายถึง การเกี่ยวข้องทางจิตและ
อารมณ์ของบุคคลในสถานการณ์กลุ่มซึ่งส่งผลให้การกระทำของกลุ่มบรรลุจุดมุ่งหมายและเกิดความรู้สึกร่วม
รับผิดชอบกับกลุ่มด้วย
Reeder (1973 : 72) ได้ให้ความหมายไว้ว่าการมีส่วนร่วม หมายถึง การมีส่วนร่วมในการ
พบปะสังสรรค์ทางสังคมซึ่งรวมทั้งการมีส่วนร่วมของบุคคลและของกลุ่มด้วย
Whang (1981 : 91–92) ได้ให้ความหมายไว้ว่าการมีส่วนร่วม หมายถึง กระบวนการเข้าไป
ื่
ื่
ดำเนินงานของบุคคลหรือของกลุ่มเพอสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของตนหรือเพอให้การสนับสนุนทางด้าน
กำลังงานหรือทรัพยากรต่อสถาบันหรือระบบที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของพวกเขา
Erwin (1976 : 138) ได้ให้ความหมายไว้ว่าการมีส่วนร่วม หมายถึง การพัฒนาแบบมี
ั
กระบวนการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินงานพฒนาร่วมคิดร่วมตัดสินใจร่วมแก้ปัญหาของ
ตนเองเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนใช้ความคิดสร้างสรรค์และความชำนาญของประชาชนแก้ไขปัญหา
ร่วมกับการใช้วิทยาการที่เหมาะสมและสนับสนุนติดตามผลการปฏิบัติงานขององค์การและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
ี
ยุวัฒน์ วุฒิเมธี (2526 : 20) ได้ให้ความหมายไว้ว่าการมส่วนร่วม หมายถึง การเปิดโอกาส
ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการคิดริเริ่มการพิจารณาตัดสินใจการร่วมปฏิบัติและร่วมในการรับผิดชอบเรื่อง
ต่างๆอันมีผลกระทบถึงตัวประชาชนเอง
ทวีทอง หงส์วิวัฒน์ (2527 : 2) ได้ให้ความหมายไว้ว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนหมายถึง
ั
การที่ประชาชนหรือชุมชนพฒนาขีดความสามารถของตนเองในการจัดการและควบคุมการใช้ และกระจาย
ื่
ทรัพยากรและปัจจัยการผลิตที่มีอยู่ในสังคม เพอประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตตามความจำเป็นอย่างสมศักดิ์ศรีใน
ั
ฐานะสมาชิกของสังคมประชาชน ได้พฒนาการรับรู้และภูมิปัญญาซึ่งแสดงออกในรูปการตัดสินใจในการ
กำหนดชีวิตของตนอย่างเป็นตัวของตัวเอง
นิรันดร์ จงวุฒิเวศย์ (2527 : 183)ได้ให้ความหมายไว้ว่าการมีส่วนร่วมของประชาชน
หมายถึง การเกี่ยวข้องทางด้านจิตใจและอารมณ์ (Mental and Emotional Involvement) ของบุคคลใน
สถานการณ์กลุ่ม (Group Situation) ซึ่งผลของการเกี่ยวข้องเป็นเหตุเร้าให้กระทำ (Contribution) บรรลุ
จุดมุ่งหมายของกลุ่มนั้นอกทั้งทำให้เกิดความรู้สึกร่วมรับผิดชอบกับกลุ่มด้วย นิรันดร์ จงวุฒิเวศย์ ยังได้สรุป
ี
ความหมายของการมีส่วนร่วมไว้อกนัยหนึ่งในรูปของสมการว่าการมีส่วนร่วม = ความร่วมมือร่วมใจ + การ
ี
ประสานงาน + ความรับผิดชอบ Participation = Cooperation + Coordination + Responsibility โดยให้
ื่
ความหมายของความร่วมมือร่วมใจว่า หมายถึง ความตั้งใจของบุคคลที่จะมาทำงานร่วมกันเพอบรรลุ
วัตถุประสงค์ของกลุ่มส่วนการประสานงานหมายถึงห้วงเวลา และลำดับเหตุการณ์ที่มีประสิทธิภาพในการ
36
กระทำกิจกรรมหรือการงานสำหรับความรับผิดชอบ หมายถึง ความรู้สึกผูกพันในการทำงาน และการกระทำ
ให้เชื่อถือไว้วางใจ
อคิน รพีพัฒน์ (2527 : 320) ได้ให้ความหมายไว้ว่าการมีส่วนร่วมของประชาชน หมายถึง
การให้ประชาชนเป็นผู้คิดค้นปัญหาเป็นผู้ที่ทำทุกอย่าง ไม่ใช่ว่าราชการกำหนดให้ประชาชนมาร่วมในเรื่องใด
เรื่องหนึ่งแต่ทุกอย่างต้องเป็นเรื่องที่ประชาชนมาร่วมคิดร่วมทำ
ปรัชญา เวสารัชช์ (2528 : 3-5) ได้ให้ความหมายไว้ว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนต้อง
ครอบคลุมในประเด็นต่อไปนี้
1. การสร้างโอกาสที่เอื้อให้สมาชิกทุกคนของชุมชนและสังคมได้ร่วมกิจกรรม
ื้
ซึ่งนำไปสู่กระบวนการพัฒนาและเออให้ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาโดยเท่าเทียมกัน
2. สะท้อนให้เห็นถึงการเข้าไปเกี่ยวข้องโดยความสมัครใจและเป็นประชาธิปไตย
ในการตัดสินใจเพื่อกำหนดเป้าหมาย กำหนดนโยบายการวางแผนการดำเนินโครงการและการแบ่งสรร
ประโยชน์จากการพัฒนาโดยเท่าเทียมกัน
3. เป็นความเชื่อมโยงระหว่างส่วนที่ประชาชนลงแรง และทรัพยากรเพื่อการพัฒนา
กับประโยชน์ที่ได้รับจากการลงทุนลงแรงดังกล่าว
4. อาจมีลักษณะผิดแผกแตกต่างกันไปตามสภาพเศรษฐกิจของประเทศนโยบาย
และโครงสร้างการบริหาร รวมทั้งลักษณะทางเศรษฐกิจของประชาชนมิได้เป็นเพียงเทคนิควิธีการแต่
เป็นปัจจัยสำคัญในการประกันให้เกิดกระบวนการพัฒนาที่มุ่งเออประโยชน์ต่อประชาชน
ื้
ปาริชาติ วลัยเสถียรและคณะ (2543 : 138) ได้ให้ความหมายไว้ว่าการมีส่วนร่วม หมายถึง
การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการพฒนาในลักษณะการร่วมกันค้นหาปัญหาการวางแผนการ
ั
ตัดสินใจการระดมทรัพยากรและเทคโนโลยีในท้องถิ่นการบริหารจัดการการติดตามประเมินผลรวมทั้งการรับ
ผลประโยชน์เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตวัฒนธรรมของชุมชน
สรุปได้ว่า การมีส่วนร่วมของชุมชน หมายถึง การพฒนาแบบมีกระบวนการให้ชุมชนเข้ามามีส่วน
ั
ั
เกี่ยวข้องในการดำเนินงานพฒนา ร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมแก้ปัญหาของตนเอง ระดมทรัพยากรและ
เทคโนโลยีในท้องถิ่น การบริหารจัดการ การติดตาม ประเมินผล รวมทั้งการรับผลประโยชน์เน้นการมีส่วน
เกี่ยวข้องอย่างเข้มแข็งของชุมชนการเกี่ยวข้องทางด้านจิตใจ และอารมณ์ของบุคคลในสถานการณ์กลุ่มเป็น
การเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการใดๆร่วมรับผิดชอบเรื่องต่างๆ ที่มีผลกระทบถึงชุมชน
37
แนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน
นักวิชาการได้กล่าวถึงกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับความสนใจว่าจะ
ศึกษาในด้านใดนักวิชาการได้เสนอแนวความคิดเกี่ยวกับรูปแบบการมีส่วนร่วมไว้ ดังนี้
Cohen และ Uphoff (1980 : 219) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการมีส่วนร่วมของ
ชุมชนไว้ 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (Decision Making) ประกอบด้วย 3
ขั้นตอน คือ ขั้นริเริ่มการตัดสินใจขั้นดำเนินการตัดสินใจ และขั้นตัดสินใจปฏิบัติการ 2) การมีส่วนร่วมใน
การปฏิบัติการ (Implementation) ประกอบด้วย การสนับสนุนด้านทรัพยากรการบริหาร และการ
ประสานขอความร่วมมือ 3 ) การมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ (Benefits) ทั้งด้านวัตถุด้านสังคมและ
ผลประโยชน์ส่วนบุคคล 4) การมีส่วนร่วมในการประเมินผล (Evaluation) ทั้งการติดตามและประเมินผล
ศรินทร์ รัตน์ทองปาน (2544 : 11–14) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการมีส่วนร่วมของ
ชุมชนไว้ 4 ขั้นตอน คือร่วมคิดร่วมวางแผนร่วมทำ และร่วมติดตามประเมินผลอาจจะเข้ามามีส่วนร่วมทั้งใน
รูปส่วนบุคคลกลุ่มคนชมรมองค์กรอาสาสมัครรวมทั้งกรรมการกลุ่ม
ุ
อดม เหลืองสด (2545 : 19-20) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน
มีขั้นตอน ดังนี้
1. การมีส่วนร่วมคิดตัดสินใจ หมายถึง การกำหนดความต้องการการจัดลำดับ
ความสำคัญแล้วร่วมตัดสินใจทั้งในช่วงเริ่มต้นช่วงวางแผนและช่วงปฏิบัติตามแผน
2. การมีส่วนร่วมในการวางแผน หมายถึง การกำหนดนโยบายวัตถุประสงค์
กำหนดวิธีการและแนวทางการดำเนินงาน
3. การมีส่วนร่วมในการดำเนินการ หมายถึง การทำประโยชน์ให้กับงานทั้ง
ช่วยเหลือด้านทุนแรงงานหรือโดยการบริหารประสานงานและขอความช่วยเหลือ
4. การมีส่วนร่วมในการประเมินผล หมายถึง การประเมินว่าการดำเนินงาน
บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่ทั้งการประเมินผลความก้าวหน้าและประเมินผลสรุปรวบยอดโดย
สังเกตจากความชอบและความคาดหวัง
5. การมีส่วนร่วมรับผลประโยชน์หมายถึงการรับผลประโยชน์ทั้งเชิงปริมาณและเชิง
คุณภาพโดยกระจายผลประโยชน์ภายในกลุ่มทั้งทางบวกและทางลบ
ทัตยา ปรีดิศรี (2547 : 26) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนไว้
ดังนี้
1. การมีส่วนร่วมในการวางแผนประกอบด้วยการเข้าถึงและร่วมวางแผนกิจกรรม
38
2. การปฏิบัติการ/การดำเนินการประกอบด้วยการเกี่ยวข้องกับการดำเนินการ
และการตัดสินใจในกิจกรรมต่างๆ
3. การจัดสรรผลประโยชน์ร่วมกันมีส่วนร่วมในการจัดสรรผลประโยชน์หรือผล
ของกิจกรรม
4. การติดตามประเมินผลร่วมการประเมินประสิทธิผลและพิจารณาวิธีการ
ดำเนินการของกิจกรรมต่างๆอย่างต่อเนื่อง
จิณณวัตร ปะโคทัง (2550 : 113) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการมีส่วนร่วม
ของชุมชน5 ขั้นตอนดังนี้
1. การระดมความคิดคือการคิดค้นและวิเคราะห์ปัญหาร่วมกันในลักษณะของ
ิ
การระดมความคดจากทุกฝ่าย
2. การร่วมวางแผนคือการนำสิ่งที่ร่วมกันคิดไว้มากำหนดเป็นแผนปฏิบัติการ
ร่วมกันระดมทรัพยากรจากทุกฝ่าย
3. การร่วมลงมือทำคือการนำแผนงานที่ร่วมกันวางไว้ไปร่วมกันทำหรือแบ่ง
งานรับผิดชอบเพื่อให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้
4. การร่วมติดตามประเมินผลคือการร่วมกันติดตามผลงานที่ทำแก้ไขปัญหาที่
เกิดขึ้นระหว่างการทำงานร่วมคิดพัฒนาปรับปรุงให้งานดีขึ้น
5. การรับผลประโยชน์ร่วมกันคือการร่วมรับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นร่วมชื่นชม
ยินดีในผลงานที่ร่วมกันคิดร่วมกันทำ
สรุปได้ว่า จากแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนของนักวิชาการที่กล่าว
มาแล้วข้างต้นพอจะผสมผสานจำแนกเป็นกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนได้5ขั้นตอนคือ
ขั้นที่ 1 การมีส่วนร่วมในการริเริ่มเป็นขั้นที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการคิดค้นหา
ปัญหาและสาเหตุของปัญหาตลอดจนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกำหนดนโยบายจุดประสงค์ความต้องการของ
ชุมชนและมีส่วนในการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการนั้นๆ
ขั้นที่ 2 การมีส่วนร่วมในการวางแผนเป็นขั้นที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนด
นโยบายและวัตถุประสงค์กำหนดวิธีการและแนวทางดำเนินงานกำหนดทรัพยากรและแหล่งของทรัพยากรที่จะ
ใช้เป็นต้น
ขั้นที่ 3 การมีส่วนร่วมในการดำเนินการเป็นการที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำ
39
ประโยชน์โดยการร่วมช่วยเหลือด้านทุนทรัพย์ วัสดุอุปกรณ์ และแรงงานหรือโดยการบริหารงานประสานงาน
ตลอดจนการดำเนินการขอความช่วยเหลือจากภายนอก
ขั้นที่ 4 การมีส่วนร่วมในผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการเป็นขั้นที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการ
รับผลที่พึงได้รับทั้งผลประโยชน์ที่เป็นทางบวกและทางลบซึ่งผลประโยชน์อาจเป็นด้านวัตถุหรือด้านจิตใจที่มีผล
ต่อสังคมหรือบุคคล
ขั้นที่ 5 การมีส่วนร่วมในขั้นประเมินผลจะเป็นขั้นที่ประชาชนเข้ามามีส่วนในการประเมินว่า
บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่การประเมินผลอาจเป็นการประเมินผลย่อยซึ่งเป็นการประเมินผล
ความก้าวหน้าที่ทำเป็นระยะๆหรือการประเมินผลรวมซึ่งเป็นการประเมินผลสรุปการดำเนินงานสรุปเป็นตาราง
ได้ดังตาราง 1
40
ตาราง 2.1 การสังเคราะห์กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน
ขั้นตอนการมีส่วนร่วม
ระดมความคิดค้นหา ปัญหาและตัดสินใจ การวางแผน การจัดองค์กร การสื่อสาร การใช้อิทธิพล การประสานงาน การประเมินผล การรับรู้ข่าวสาร การรับผลประโยชน์ การปฏิบัติ/ดำเนินงาน การริเริ่มงาน การปรึกษาหารือ ประชุมรับฟังความ คิดเห็น การใช้กลไกทาง กฎหมาย การบำรุงร
ที่ นักวิจัย
1 เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง (2525 : 272-273)
2 อคิน รพีพัฒน์ (2532 : 78-79)
3 ชูชาติ พ่วงสมจิตร์ (2540 : 12)
4 วิชิต นันทสุวรรณ และจำนง แรกพินิจ
(2541 : 3)
5 เมตต์ เมตต์การุณจิต (2541 : 24)
6 วรวิทย์ อรรถโกวิทธาตรี (2542 : 25–
26)
7 สมภพ อาจชนะศก (2542 : 20)
ึ
40
ตาราง 2.1 การสังเคราะห์กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน
ขั้นตอนการมีส่วนร่วม
ระดมความคิดค้นหา ปัญหาและตัดสินใจ การวางแผน การจัดองค์กร การสื่อสาร การใช้อิทธิพล การประสานงาน การประเมินผล การรับรู้ข่าวสาร การรับผลประโยชน์ การปฏิบัติ/ดำเนินงาน การริเริ่มงาน การปรึกษาหารือ ประชุมรับฟังความ คิดเห็น การใช้กลไกทาง กฎหมาย การบำรุงรักษาระบบ
ที่ นักวิจัย
1 เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง (2525 : 272-273)
2 อคิน รพีพัฒน์ (2532 : 78-79)
3 ชูชาติ พ่วงสมจิตร์ (2540 : 12)
4 วิชิต นันทสุวรรณ และจำนง แรกพินิจ
(2541 : 3)
5 เมตต์ เมตต์การุณจิต (2541 : 24)
6 วรวิทย์ อรรถโกวิทธาตรี (2542 : 25–
26)
7 สมภพ อาจชนะศก (2542 : 20)
ึ