41
ตาราง 2.1 (ต่อ)
ขั้นตอนการมีส่วนร่วม
ระดมความคิดค้นหา ปัญหาและตัดสินใจ การวางแผน การจัดองค์กร การสื่อสาร การใช้อิทธิพล การประสานงาน การประเมินผล การรับรู้ข่าวสาร การรับผลประโยชน์ การปฏิบัติ/ดำเนินงาน การริเริ่มงาน การปรึกษาหารือ ประชุมรับฟังความ คิดเห็น การใช้กลไกทาง กฎหมาย การบำรุงร
ที่ นักวิจัย
8 ปาริชาติ วลัยเสถียร และคณะ (2543
: 21-22)
9 ศรินทร์รัตน์ ทองปาน (2544 : 11–
14)
10 อุดม เหลืองสด (2545 : 19-20)
11 อำนาจ บุญทวี (2546 : 22-23)
12 ทัตยา ปรีดิศรี (2547 : 26)
13 ธีรภัทร สุวรรณวงค์ (2548)
14 ปารวีร์กุล รัตนาวิโรจน์ (2548 : 24)
15 สุรกิจ โสฬส (2548 : 21-22)
16 จิณณวัตร ปะโคทัง (2550 : 113)
41
ตาราง 2.1 (ต่อ)
ขั้นตอนการมีส่วนร่วม
ระดมความคิดค้นหา ปัญหาและตัดสินใจ การวางแผน การจัดองค์กร การสื่อสาร การใช้อิทธิพล การประสานงาน การประเมินผล การรับรู้ข่าวสาร การรับผลประโยชน์ การปฏิบัติ/ดำเนินงาน การริเริ่มงาน การปรึกษาหารือ ประชุมรับฟังความ คิดเห็น การใช้กลไกทาง กฎหมาย การบำรุงรักษาระบบ
ที่ นักวิจัย
8 ปาริชาติ วลัยเสถียร และคณะ (2543
: 21-22)
9 ศรินทร์รัตน์ ทองปาน (2544 : 11–
14)
10 อุดม เหลืองสด (2545 : 19-20)
11 อำนาจ บุญทวี (2546 : 22-23)
12 ทัตยา ปรีดิศรี (2547 : 26)
13 ธีรภัทร สุวรรณวงค์ (2548)
14 ปารวีร์กุล รัตนาวิโรจน์ (2548 : 24)
15 สุรกิจ โสฬส (2548 : 21-22)
16 จิณณวัตร ปะโคทัง (2550 : 113)
42
ตาราง 2.1 (ต่อ)
ขั้นตอนการมีส่วนร่วม
ระดมความคิดค้นหา ปัญหาและตัดสินใจ การวางแผน การจัดองค์กร การสื่อสาร การใช้อิทธิพล การประสานงาน การประเมินผล การรับรู้ข่าวสาร การรับผลประโยชน์ การปฏิบัติ/ดำเนินงาน การริเริ่มงาน การปรึกษาหารือ ประชุมรับฟังความ คิดเห็น การใช้กลไกทาง กฎหมาย การบำรุงร
ที่ นักวิจัย
17 ปาหนัน กนกวงศ์นุวัฒน์ (2551 : 25)
18 WHO/-UNICEF (1978 : 41–49)
19 Cohen and Uphoff (1980 : 213–
218)
20 While (1982 : 18)
42
ตาราง 2.1 (ต่อ)
ขั้นตอนการมีส่วนร่วม
ระดมความคิดค้นหา ปัญหาและตัดสินใจ การวางแผน การจัดองค์กร การสื่อสาร การใช้อิทธิพล การประสานงาน การประเมินผล การรับรู้ข่าวสาร การรับผลประโยชน์ การปฏิบัติ/ดำเนินงาน การริเริ่มงาน การปรึกษาหารือ ประชุมรับฟังความ คิดเห็น การใช้กลไกทาง กฎหมาย การบำรุงรักษาระบบ
ที่ นักวิจัย
17 ปาหนัน กนกวงศ์นุวัฒน์ (2551 : 25)
18 WHO/-UNICEF (1978 : 41–49)
19 Cohen and Uphoff (1980 : 213–
218)
20 While (1982 : 18)
43
สรุปได้ว่า จากการสังเคราะห์กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนจากเอกสารงานวิจัย จำนวน
ั
20 แหล่งที่มาผู้วิจัยได้นำมาจัดอนดับโดยใช้เกณฑ์ขั้นตอนที่มีความถี่ตั้งแต่ 10 ขึ้นไปได้ 5 ขั้นตอนดังนี้
1) การมีส่วนร่วมในการระดมความคิดตัดสินใจความถี่เท่ากับ 18 2) การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน
ความถี่เท่ากับ 18 3) การมีส่วนร่วมในการติดตามประเมินผลความถี่เท่ากับ 17 4) การมีส่วนร่วมใน
การวางแผนความถเท่ากับ 16 5) การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ความถเท่ากับ 11 และเรียงลำดับ
ี่
ี่
รูปแบบตามขั้นตอนกระบวนการของการมีส่วนร่วมได้ ดังนี้ 1) การมีส่วนร่วมในการระดมความคิด
ตัดสินใจ 2) การมีส่วนร่วมในการวางแผน 3) การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน 4) การมีส่วนร่วมใน
การติดตามประเมินผล 5) การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์
แนวคิดเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้
จากการศึกษาความหมายของแหล่งเรียนรู้มีนักวิชาการและนักการศึกษาได้ให้ความหมายของคำ
ว่าแหล่งเรียนรู้ไว้ ดังนี้
ชัยวัฒน์ วรรณพงษ์ (2541 : 8) ได้ให้ความหมายแหล่งเรียนรู้ไว้ว่า หมายถึง บุคลากรบริเวณ
สถานที่หรือศูนย์รวมความรู้ที่ให้เข้าไปศึกษาหาความรู้ความเข้าใจและความชำนาญที่สถานศึกษาหรือ
หน่วยงานจัดให้เกิดการเรียนรู้
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2544 : 3) ได้ให้ความหมายของแหล่งเรียนรู้ไว้ว่า
เป็นแหล่งหรือที่รวมอาจเป็นสถานที่ หรือศูนย์รวมที่ประกอบด้วยข้อมูลข่าวสารความรู้ และกิจกรรมที่มี
กระบวนการเรียนรู้ที่มีรูปแบบแตกต่าง จากกระบวนการเรียนการสอนที่มีครูเป็นผู้สอนมีระยะเวลาเรียน
ยืดหยุ่นสอดคล้องกบความต้องการ และความพร้อมของผู้เรียนมีการประเมินและการวัดผลการเรียนที่มี
ั
ลักษณะเฉพาะเหมาะสมกับการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องไม่จำเป็นต้องเป็นรูปแบบเดียวกับการประเมินผลใน
ชั้นเรียน
ั
ประพฒน์ วรทรัพย์ (2546 : 54) ได้ให้ความหมายของแหล่งเรียนรู้ไว้ว่า หมายถึง สถานที่
สถานการณ์บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่สามารถใช้เป็นสื่อในการจัดกระบวนการเรียนการสอนได้ ทั้งที่เกิดขึ้น
เองตามธรรมชาติเกิดขึ้นในวิถีชีวิตและเกิดขึ้นจากมนุษย์สร้างขึ้นทั้งภายใน และภายนอกสถานศึกษา
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ (2547 : 2) ได้ให้
ื่
ความหมายของแหล่งเรียนรู้ไว้ว่าเป็นแหล่งที่ให้ข้อมูลข่าวสารความรู้สามารถจัดกระบวนการเรียนรู้เพอ
ขยายประสบการณ์ของนักเรียนและเชื่อมโยงสู่การนำไปใช้ในชีวิตประจำวันนักเรียนอาจเรียนรู้ร่วมกับ
เพื่อนตามกระบวนการการเรียนการสอนหรือเรียนรู้ด้วยตนเองจากแหล่งเรียนรู้ตามความสนใจ
44
สรุปได้ว่า แหล่งเรียนรู้ หมายถึง แหล่งที่มข้อมูลข่าวสารความรู้วิทยาการกิจกรรมกระบวนการ
ี
ซึ่งอาจเป็นบุคคลสมาคมสถาบันหน่วยงานเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองและมนุษย์สร้างขึ้นเทคโนโลยีรวมทั้ง
วัฒนธรรมประเพณีต่างๆหรือการดำรงชีวิตในชุมชนในท้องถิ่นมีความสำคัญต่อบุคคลอนที่จะเออต่อการ
ื้
ั
เรียนรู้ของผู้เรียนการเรียนรู้ดังกล่าวรอบคลุมถึงด้านความรู้ด้านทักษะและเจตคติซึ่งสนับสนุนส่งเสริมให้
ผู้เรียนใฝ่เรียนใฝ่รู้เพื่อการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้
ความสำคัญและบทบาทของแหล่งเรียนรู้
เนื่องจากความเจริญก้าวหน้าในวิทยาการสาขาต่างๆ มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วการศึกษาหรือ
การเรียนรู้จะหยุดอยู่เพยงการศึกษาในรั้วสถานศึกษาเท่านั้นไม่พอทุกคนจะต้องศึกษาหาความรู้อย่าง
ี
ต่อเนื่องตลอดชีวิตดังนั้นแหล่งความรู้ต่างๆจึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้บุคคลสามารถ
แสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเองตามความต้องการความสนใจความถนัดและความพร้อมมีนักวิชาการนักการ
ศึกษาและนักวิจัยได้กล่าวถึงความสำคัญของแหล่งเรียนรู้ไว้ ดังนี้
นฤมล ตันธสุรเศรษฐ์ (2533 : 6-7) ได้กล่าวถึงแหล่งความรู้หรือแหล่งวิทยาการในชุมชนมี
ความสำคัญคือ
1. เป็นแหล่งการศึกษาตลอดชีวิตที่ประชาชนจะหาความรู้ต่างๆ ได้ด้วยตนเอง
ตลอดเวลาโดยไม่จำกัดเพศและวัย
2. เป็นแหล่งที่ช่วยเสริมการเรียนการสอนการศึกษาในระบบ
3. เป็นแหล่งที่ประชาชนจะเข้าไปหาความรู้จากแหล่งกำเนิดได้เช่นการเข้าไปศึกษา
โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศาสนสถานการศึกษาพันธุ์ไม้ หรือการศึกษาพันธุ์สัตว์สภาพชีวิตความเป็นอยู่
ตามธรรมชาติของสัตว์ชนิดต่างๆ ถึงแหล่งที่อยู่อาศัยในป่า
4. เป็นแหล่งที่ประชาชนจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงหรือลงมือปฏิบัติจริงได้
เช่น การแก้เครื่องยนต์การประดิษฐ์เครื่องใช้ต่างๆ เช่น โต๊ะเก้าอี้การทำอาหารขนมหรือดอกไม้
ประดิษฐ์
5. เป็นแหล่งที่ประชาชนได้ความรู้เกี่ยวกับวิทยาการใหม่ๆ ที่มีการคิดค้นขึ้นและยัง
ไม่มของจริงให้เห็น เช่น การศึกษาถึงประดิษฐ์กรรมขึ้นใหม่โดยดูจากวีดิทัศน์ ภาพยนตร์ นิทรรศการ
ี
หรือสื่อสิ่งพมพต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแหล่งวิทยาการประเภทนี้จะเป็นสื่อต่างๆ
์
ิ
ประเวศ วะสี (2543 : 60-61 ) ได้กล่าวถึงแหล่งเรียนรู้ว่าสถานศึกษาควรมีความสัมพันธ์กับ
45
ชุมชนในเรื่องเกี่ยวกับการเรียนรู้ในชุมชนสร้างความรู้เกี่ยวกับชุมชนและร่วมพัฒนาชุมชนโดยในส่วนของ
การเรียนรู้จากชุมชนดำเนินการ ดังต่อไปนี้
1. เรียนรู้จากคนในชุมชนในชุมชนมีผู้รู้ด้านต่างๆมากมายเช่นผู้รู้ทางเกษตรกรรมทาง
ื่
ื้
ช่าง มีศิลปินผู้รู้ทางศาสนาหมอพนบ้านมีปัญญา และความดีกว่าบุคคลอนในระดับสูงๆ ถ้าเปิด
สถานศึกษาในชุมชนให้ทั้งครู และนักเรียนได้เรียนรู้จากคนในชุมชน จะมีครูมากมายหลากหลายเป็นครู
ที่รู้จริงทำจริงจะทำให้การเรียนรู้เข้าไปเชื่อมโยงกับการปฏิบัติจริงการเรียนรู้จะไม่น่าเบื่อที่สำคัญจะเป็น
การปรับระบบคุณค่าเมื่อผู้รู้ในชุมชนเหล่านี้กลายมาเป็นครูก็จะเป็นการยกระดับคุณค่าศักดิ์ศรีและความ
ภูมิใจของชุมชนเป็นการถักทอทางสังคม
2. เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ในชุมชนควรสำรวจและสร้างแหล่งเรียนรู้ในชุมชนเพิ่มขึ้น
ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นทุ่งนาป่าเขาแหล่งน้ำ วัดแหล่งอนุรักษ์ป่าแหล่งอนุรักษ์สัตว์กลุ่มอาชีพต่างๆ
พิพิธภัณฑ์ตำบลศิลปวัฒนธรรม
3. เรียนรู้จากเรื่องของชุมชนการเรียนควรจะเรียนรู้เรื่องของชุมชนให้มากที่สุด เช่น
ประวัติศาสตร์ภูมิศาสตร์เศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรมการแพทย์พื้นบ้านศาสนา
4. เรียนรู้จากการปฏิบัติงานในชุมชนครูและนักเรียนควรจะเรียนรู้จากการลงมือ
ปฏิบัติจริงในชุมชน เช่น ทำการเกษตรหัตถกรรมแปรรูปอาหารงานช่างธุรกิจชุมชนการท่องเที่ยว
การแพทย์แผนไทย การทำมาหากินเพอที่จะได้ทำงานเป็นจัดการเป็นอยู่ร่วมกันเป็นมีอาชีพแก้ปัญหา
ื่
ั
เศรษฐกิจ และการพฒนาศีลธรรมไปในตัวเป็นศีลธรรมที่เกิดขึ้นจากการดำเนินชีวิตร่วมกันซึ่งไม่ได้เกิด
จากการท่องจำวิชาศีลธรรม
สุมน อมรวิวัฒน์ (2544 : 7) ได้อธิบายถึงบทบาทของแหล่งเรียนรู้กับการเรียนการสอน ดังนี้
1. การเรียนรู้เกิดขึ้นได้กับทุกคนทุกสถานที่และทุกเวลา
2. แหล่งเรียนรู้ของชุมชนมีอยู่มากมายทั้งที่เป็นองค์กรจัดตั้งในชุมชนวิถีชีวิต
ิ
การทำมาหากินประเพณีพธีกรรมและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ
ุ
3. การเรียนรู้ที่ดีเกิดขึ้นจากการที่ทกฝ่ายร่วมกันสร้างเครือข่ายของการเชื่อมโยง
ประสบการณ์เกิดสังคมการเรียนรู้และสังคมคุณธรรม
4. การเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ในชุมชนและธรรมชาติเป็นกระบวนการที่มีความสุข
สร้างสรรค์ความคิดและส่งเสริมประสบการณ์ชีวิตที่มีคณค่า
ุ
สรุปได้ว่า แหล่งเรียนรู้มีความสำคัญและมีบทบาทในการเป็นแหล่งจัดการศกษาองค์ความรู้
ึ
46
สร้างกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน จัดทำหลักสูตร จัดทำสื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการอยาก
เรียนรู้ และส่งเสริมสนับสนุนทรัพยากรพร้อมทั้งประสานเชื่อมโยงให้สถานศึกษา และชุมชนมีความ
ใกล้ชิดกัน
ประเภทของแหล่งเรียนรู้
ประเภทแหล่งเรียนรู้ที่ยึดสถานศึกษาเป็นหลักมีนักวิชาการนักการศึกษาได้แบ่งประเภทไว้ ดังนี้
ชนิดา วิสะมิตนันท์ (2541 : 5) ได้แบ่งประเภทแหล่งเรียนรู้ออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. แหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษาแบ่งตามลักษณะหรือรูปแบบการจัด 4 ลักษณะ ดังนี้
1.1 แหล่งเรียนรู้ที่เป็นอุทยานการศึกษารอบบริเวณสถานศึกษา
1.2 แหล่งเรียนรู้ที่เป็นห้องสมุดกลาง
1.3 แหล่งเรียนรู้ที่จัดในลักษณะของห้องวิชา/งานหรือศูนย์การเรียนรู้วิชา/
งานต่างๆในสถานศึกษาที่มีชื่อเรียกอย่างอื่น
1.4 แหล่งเรียนรู้ในห้องเรียน
2. แหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษาแบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้
2.1 แหล่งเรียนรู้ที่เป็นทรัพยากรธรรมชาติหรือแหล่งเรียนรู้ตามธรรมชาติ
2.2 แหล่งเรียนรู้ที่มนุษย์สร้างขึ้น
2.3 แหล่งเรียนรู้ประเภทบุคคลและภูมิปัญญาท้องถิ่น
์
หน่วยศึกษานิเทศก กรมสามัญศึกษา (2544 : 9-10) ได้แยกแหล่งเรียนรู้เป็นแหล่งเรียนรู้ใน
ถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา ดังนี้
1. แหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษาได้แก่สถานที่ต่างๆในสถานศึกษาคือ
่
1.1 พิพิธภัณฑ์หอศิลป์ได้แกห้องวัฒนธรรมห้องภูมิปัญญาห้อง
เฉลิมพระเกียรติ
1.2 ห้องปฏิบัติการได้แก่ห้องปฏิบัติการทางภาษาห้องทดลองห้องเรียน
สีเขียว ห้องพยาบาล ห้องคหกรรม ห้องแนะแนว ห้องดนตรี ห้องศิลปะ ห้องสหกรณ์
1.3 ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศได้แก่ห้องคอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ต
ห้องมัลติมิเดีย ห้องโสตทัศนศึกษา โทรทัศน์เพอการศึกษา ห้องชมโทรทัศน์และวีดิทัศน์
ื่
1.4 ห้องสมุดโรงเรียน/ห้องสมุดกลุ่มสาระได้แก่ห้องสมุดกลางห้องสมุด
47
กลุ่มสาระภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สุขศึกษาและพล
ศึกษาศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี ภาษาต่างประเทศ
1.5 อุทยานการศึกษาได้แก่สวนสมุนไพรสวนวรรณคดีสวนเกษตรสวน
ธรรมะ สวนสุขภาพสวนศิลป์
2. แหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา หมายถึง บุคคลหรือสถานที่ราชการสถานที่ของ
เอกชนสถานประกอบการพิพธภัณฑ สวนสาธารณะ ศูนย์กีฬาและนันทนาการ แหล่งวัฒนธรรม
์
ิ
ประเพณี วิถีชีวิตที่มีอยู่ในท้องถิ่น
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2547 : 3-4) นำเสนอการจัดประเภทของแหล่ง
เรียนรู้ที่จัดตามแหล่งที่ตั้งของแหล่งเรียนรู้ 2 แหล่ง ดังนี้
1. แหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษาเดิมจะมีแหล่งเรียนรู้ที่เป็นหลัก คือ ครูอาจารย์
ห้องเรียน ห้องสมุดต่อมามีการพฒนาเป็นห้องปฏิบัติการต่างๆ เช่น ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์
ั
ห้องปฏิบัติการทางภาษาห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ห้องโสตทัศนศึกษา ห้องจริยธรรมห้องศิลปะ ฯลฯ
ตลอดจนอาคาร สถานที่บริเวณและสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษา เช่น ห้องอาหารสนามกีฬาห้องน้ำ สวน
ดอกไม้ สวนสมุนไพร แหล่งน้ำในสถานศึกษาฯลฯ
2. แหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา แหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษาครอบคลุมทั้งด้าน
สถานที่และบุคคลอาจอยู่ในชุมชนใกล้เคียงสถานศึกษา และชุมชนที่สถานศึกษาพานักเรียนไปศึกษาหา
ความรู้ เช่น แม่น้ำภูเขา ชายทะเล วัด ตลาด ห้องสมุดประชาชน สถานีตำรวจ สถานีอนามัย
สวนสาธารณะ สวนสัตว์ ทุ่งนาสวนผัก สวนผลไม้ แหล่งทอผ้า ร้านอาหาร ดนตรีพนบ้าน
ื้
การละเล่นพื้นเมือง เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันแหล่งข้อมูลข่าวสารต่างๆ ฯลฯ
กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2545 : 151) ได้กล่าวถึงแหล่งการเรียนรู้ในสถานศึกษา
ได้แก่ห้องเรียนห้องสมุดห้องศูนย์วิชาการห้องปฏิบัติการต่างๆสวนวิทยาศาสตร์สวนวรรณคดีสวนสมุนไพร
สวนสุขภาพสนามกีฬา
1. แหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา
1.1 ห้องเรียน
วัชรี บูรณสิงห์ (2544 : 158 - 160) ได้กล่าวถึงห้องเรียนว่าเป็นห้องที่สำคัญสำหรับนักเรียน
กิจกรรมส่วนใหญ่ที่นักเรียนทำเกือบทั้งวัน จะอยู่ภายในห้องเรียนจึงต้องจัดตำแหน่งเนื้อที่สภาพห้องเรียน
และบรรยากาศภายในห้องให้เหมาะสม และตอบสนองต่อการทำกิจกรรมการที่จะกำหนดว่าห้องเรียน
ระดับชั้นใด ควรจะอยู่ตำแหน่งที่ใดของอาคารไม่ได้มีข้อกำหนดไว้แต่มีขอควรนำมาพจารณาว่า นักเรียน
้
ิ
48
่
ุ
ระดับชั้นต่ำควรจะอยู่ในสายตาของครู และควรให้อยู่ห่างไกลจากสิ่งที่จะกอให้เกิดอบัติเหตุต่างๆ เพราะ
เด็กๆ มักจะซุกซนบางครั้งการเล่นหรือการขัดแย้งในกลุ่มเด็กนักเรียนอาจก่อให้เกิดปัญหาหรืออุบัติเหตุได้
ห้องเรียน ควรมีขนาดกว้างเหมาะสมกับจำนวนนักเรียนที่จะบรรจุในแต่ละห้องมีประตูหน้าต่างที่จะทำให้
อากาศถ่ายเทได้ดี ประตูทางเข้าออกอยู่ในทิศทางที่นักเรียนจะออกนอกห้องได้อย่างสะดวกมีแสงสว่าง
หรือแสงไฟอย่างเพยงพอฝาผนังควรเป็นผนังเรียบทาสีเรียบร้อยสวยงาม นอกเหนือจากกระดานชอล์ก
ี
หน้าห้องเรียนฝาผนังด้านหน้าหลัง และด้านข้างควรมีกระดานชานอ้อย หรือกระดานที่ทำด้วยวัสดุต่างๆ
ื้
ื้
สำหรับให้นักเรียนจัดนิทรรศการหรือมุมความรู้ต่างๆ พนห้องเรียนควรเป็นพนเรียบทำความสะอาดง่าย
ี้
ุ
อปกรณ์ที่ควรจัดไว้ในห้องเรียนควรมีให้เพยงพอกับจำนวนนักเรียน เช่น โต๊ะ เก้าอ การจัดวางสื่อ
ี
ประกอบการเรียนการสอน และการจัดบอร์ดหากจัดให้มีความสัมพันธ์กับกิจกรรมการเรียนการสอน จะ
ทำให้นักเรียนเกิดความรู้สึกของการเปลี่ยนแปลงเกิดความกระตือรือร้น อยากเรียนรู้และอยากทำ
กิจกรรมมากขึ้น สถานศึกษาควรจัดหาวัสดุอปกรณ์ที่จำเป็นให้หรืออาจให้นักเรียนขอยืมหนังสือจาก
ุ
ิ่
ื่
ห้องสมุดมาไว้ในมุมความรู้เพอให้นักเรียนได้ศึกษาหาความรู้ เพมเติมในยามว่างและเป็นแหล่งค้นคว้าใน
การเรียนเนื้อหาบางเรื่องส่งเสริมให้มีกิจกรรมเกี่ยวกับการอาน และเขียนระหว่างนักเรียนภายในห้อง
่
ระดับชั้น และระดับสถานศึกษาการควบคุมดูแลให้สภาพห้องเรียน มีความสะอาดเรียบร้อย สวยงาม
ื้
มีอปกรณ์การเรียนการสอนที่เออและเหมาะสมกับการจัดกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ มีมุมความรู้ที่ส่งเสริม
ุ
ให้นักเรียนใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ นอกจากจะช่วยส่งเสริมให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้สนใจ ใคร่เรียน
แล้วยังเป็นการสร้างเสริมลักษณะนิสัยในการใช้เวลาว่าง การมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์การทำงานเป็น
ี
ั
กลุ่มและการพฒนาด้วยความคิดของนักเรียนอกด้วย จากการศึกษาห้องเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ที่จัดให้มี
ื้
ขนาดกว้างขวางเหมาะสมกับจำนวนนักเรียนเพอเออต่อการจัดกิจกรรมการสอนสำหรับผู้เข้ารับความรู้
ื่
จากผู้สอนให้สามารถฝึกอบรมให้เกิดความรู้ความเข้าใจหรือความชำนาญ
1.2 ห้องสมุด
ห้องสมุด (Library) เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญต่อการเรียนการ
สอนในสถานศึกษามาก เป็นศูนย์รวมวิชาการทั้งปวงส่งเสริม และให้บริการทางวิชาการเป็นการส่งเสริม
ื่
การสอนของครู เป็นสถานที่ที่ครูใช้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองเตรียมบทเรียนเพอการเรียนการสอนเป็น
ื่
สถานที่ที่นักเรียนสามารถแสวงหาความรู้ ทั้งจากงานที่ครูมอบหมายและความรู้ด้านอนๆ ที่นักเรียน
สนใจอีกทั้งเป็นสถานที่ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านหนังสือ และการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ความสามารถ
์
ที่จะศึกษาค้นคว้าและเรียนรู้ด้วยตนเองได้ ห้องสมุด คือ สถานที่ที่รวบรวมหนังสือเอกสารสิ่งพมพ
ิ
49
ุ
และวัสดุอปกรณ์ต่างๆ เป็นแหล่งวิทยาการความรู้ความเห็นของนักปราชญ์นักวิชาการห้องสมุดมี
วัตถุประสงค์ 5 ประการดังนี้
1.2.1 เพื่อให้การศกษาเป็นแหล่งที่ให้การศกษาแก่บุคลากร
ึ
ึ
ในสถานศึกษาและบุคคลทั่วไป
1.2.2 เพื่อความรู้และข่าวสารห้องสมุดที่ทันสมัยนอกจาก
จะเป็นที่รวบรวมตำราหนังสือและวัสดุอุปกรณ์อื่นๆแล้วยังเป็นแหล่งที่ให้บริการในด้านข่าวสารความรู้
ทั่วไป
1.2.3 เพื่อการศึกษาค้นคว้าห้องสมุดจะเป็นแหล่งหนังสือ
อ้างอิงที่ใช้เป็นการค้นคว้าการทำวิจัย
1.2.4 เพื่อความจรรโลงใจเป็นแหล่งที่มีหนังสือบันเทิงหรือ
การจัดกิจกรรมการฉายภาพยนตร์วีดีทัศน์เพื่อความจรรโลงใจ
1.2.5 เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจมีมุมที่จะจัดกิจกรรมต่างๆและเป็นที่
ผ่อนคลายจากการเรียนในห้องเรียนเป็นการเสริมสร้างลักษณะนิสัยการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์การมี
ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
วัชรี บูรณสิงห์ (2544 : 94-95) กล่าวถึง งานห้องสมุดว่าห้องสมุด
ของสถานศึกษา เป็นแหล่งเชิดหน้าชูตาของสถานศึกษาแห่งหนึ่ง เป็นแหล่งที่จะชี้ให้เห็นว่าผู้บริหารให้
ความเอาใจใส่ และดูแลงานวิชาการเพยงใดสังเกตได้จากจำนวนหนังสือในห้องสมุดของสถานศึกษา
ี
และห้องสมุดของหมวดวิชา รวมทั้งการจัดกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมการอานและการใช้ห้องสมุด และ
่
จำนวนนักเรียนที่เข้าไปใช้บริการห้องสมุดในแต่ละวันหากสถานศึกษาใดมีห้องสมุดที่กว้างขวางมีจำนวน
หนังสือ และวารสารมากมการจัดกิจกรรมสำหรับบุคลากรทุกฝ่ายของสถานศึกษานักเรียน และบุคลากร
ี
เข้าไปใช้บริการมากก็สรุปได้ว่างานวิชาการ และการบริหารหลักสูตรของสถานศึกษาน่าจะบรรลุ
จุดมุ่งหมายเป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังได้กล่าวถึงลักษณะของห้องสมุดสถานศึกษาพอสรุปได้ คือ
1. ห้องสมุดสถานศึกษาควรตั้งอยู่ที่ไปมาได้สะดวกแต่ควรอยู่ไกลจาก
สนามโรงอาหารหรือที่มีเสียงอกทึกรบกวน ทั้งไม่ควรอยู่เกินชั้นที่สามของตึกเรียนภายในห้องสมุดควรมี
ึ
แสงสว่างให้เพยงพอ ควรมีหน้าต่างเพอให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ขนาดของห้องขึ้นอยู่กับจำนวน
ี
ื่
นักเรียนและสิ่งแวดล้อม มีที่ทำงานของบรรณารักษ์ และเจ้าหน้าที่อีกส่วนต่างหาก
2. มีบรรณารักษ์หรือครูที่มีความรู้ในด้านนี้ทำหน้าที่บรรณารักษ
์
50
และมีเจ้าหน้าที่หรือนักเรียนที่ได้รับการอบรมในวิชาบรรณารักษ์ ทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือด้านบริการ
ต่างๆ
3. มีหนังสือต่างๆ ทั้งหนังสือเรียนหนังสืออ่านประกอบหนังสือตำรา
ความรู้ด้านต่างๆ หนังสืออ้างอิงวารสารหนังสือพิมพ์และหนังสืออื่นๆ ให้เพียงพอแก่ความต้องการของ
นักเรียนในระดับนั้นๆ
4. มีระเบียบการจัดหนังสือเพื่อสะดวกในการค้นคว้า
5. มีชั้นหิ้งและที่วางหนังสือทั่วไปและสะดวกแก่การใช้และการหยิบ
จับของผู้ใช้
6. มีโต๊ะเก้าอี้เพียงพอกับนักเรียนที่เข้ามาใช้บริการ
7. ควรมีเครื่องมือที่ใช้การทำเครื่องซ่อมหนังสือเครื่องพิมพ์ดีด
คอมพิวเตอร์ช่วยสืบค้น
แม้นมาส ชวลิต (2544 : 34) ได้กำหนดนิยามศัพท์ของคำว่า ห้องสมุดคือแหล่งเรียนรู้สำหรับ
การศึกษาในระบบนอกระบบและการศึกษาแบบอัธยาศัยตลอดชีวิตเป็นองค์กรหรือส่วนหนึ่งหรือกิจกรรม
หนึ่งขององค์กร ซึ่งทำหน้าที่รวบรวมจัดเก็บอนุรักษ์ และจัดระบบและบริการทรัพยากรและสารสนเทศ
ให้สอดคล้อง และสนองความต้องการของบุคคล และกลุ่มคนในการใช้รัพยากรสารนิเทศเพอการศึกษา
ื่
(Education)
1. การหาข้อมูลข่าวสาร (Information)
2. การวิจัย (Research)
3. การพักผ่อน (Recreation)
4. การจูงใจใฝ่ดีใฝ่สัมฤทธิ์ (Inspiration)
5. การตัดสินใจที่ถูกต้อง (Right Decision)
6. การปฏิบัติงานอาชีพ (Career)
7. การอยู่ในสังคมได้ดี (Smooth Social Relationship)
ห้องสมุดเป็นแหล่งที่สำคัญต่อการเรียนการสอนในสถานศึกษามาก
เพราะเป็นศูนย์รวมของวิชาการทั้งปวง เป็นงานที่ส่งเสริมและให้บริการทางวิชาการทั้งกับครูอาจารย์เป็น
การส่งเสริมการสอนของครูเป็นสถานที่ครูใช้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เตรียมบทเรียนการเรียนการสอน
และเป็นสถานที่ที่นักเรียนสามารถหาความรู้ ทั้งจากที่ครูมอบหมายและความรู้ด้านอื่นๆ ที่นักเรียนสนใจ
51
่
รวมทั้งเป็นสถานที่ปลูกฝังนิสัยรักการอานหนังสือใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และสามารถที่จะศึกษาหา
ความรู้ด้วยตนเอง
ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2542 : 198) กล่าวถึงห้องสมุดว่า
สามารถจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการศึกษาในด้านการเรียน ดังนี้
1. การจัดนิทรรศการควรมีเป็นประจำและผลัดเปลี่ยนเวียน
ไป เช่น สัปดาห์หนังสือวิทยาศาสตร์สัปดาห์การ์ตูนเป็นต้นเพื่อให้ห้องสมุดได้มีความสวยงามสะดุดตามี
ชีวิตชีวารวมทั้งการจัดนิทรรศการในวันสำคัญๆเช่นวันเฉลิมพระชนมพรรษาวันลอยกระทง
2. การจัดให้มีการประกวดการเขียนภาพประกอบจากการ
อ่านหนังสือ
่
3. จัดให้มีการเล่นเกมการทายภาพปัญหาจากการอาน
หนังสือ
4. จัดให้มีการเล่านิทานและการวิพากษ์วิจารณ์หนังสือ
5. การอภิปรายตอบปัญหาโดยเชิญวิทยากรมาบรรยาย
6. การประกวดเรียงความนิทานและคำขวัญทั้งจากการอาน
่
หนังสือและเนื่องในวันสำคัญต่างๆ
7. การจัดการเล่นละครหุ่นกระบอกหนังตะลุงจากหนังสือ
วรรณคดีจากการศึกษาห้องสมุดเป็นแหล่งเรียนรู้ สำหรับการศึกษาในระบบนอกระบบและการศึกษาตาม
อัธยาศัยตลอดชีวิต เป็นศูนย์รวมของวิชาการทั้งปวงเป็นงานที่ส่งเสริมและให้บริการทางวิชาการทั้งกับครู
อาจารย์ เป็นการส่งเสริมการสอนของครู เป็นสถานที่ครูใช้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เตรียมบทเรียนการ
ื่
เรียนการสอน และเป็นสถานที่ที่นักเรียนหาความรู้ทั้งจากที่ครูมอบหมาย และความรู้ด้านอนๆ ที่
นักเรียนสนใจปลูกฝังนิสัยรักการอ่านหนังสือและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
1.3 ห้องปฏิบัติการต่างๆการจัดห้องปฏิบัติการมีหลักการจัด ดังนี้
1.3.1 ความเหมาะสมของปฏิบัติการที่เอื้อต่อการจัดการเรียนการ
ื้
ั
ี
สอนวิชาอาชีพ ห้องปฏิบัติการควรกว้างขวางเพยงพอมีความสัมพนธ์ซึ่งกัน และกันและเออต่อการใช้
อปกรณ์ร่วมกันตรงตามเป้าหมายของการจัดการเรียนการสอนใช้พนที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และแบ่ง
ื้
ุ
สัดส่วนของพื้นที่ใช้ในการจัดเครื่องมือจัดกิจกรรมการเรียนการสอนการปฏิบัติงานต่างๆ
1.3.2 จัดวางระบบการใช้ประโยชน์ของห้องปฏิบัติการสามารถ
52
ตรวจสอบและดูแลได้อย่างทั่วถึง ปฏิบัติงานได้ด้วยความปลอดภัยไม่เสี่ยงต่อการเกิดอบัติเหตุทั้งใน
ุ
ทางตรง และทางออมมีความพร้อมที่จะใช้งานได้มีสัญลักษณ์กฎระเบียบของการปฏิบัติงาน และความ
้
ปลอดภัยให้เห็นเด่นชัด
1.3.3 การจัดและติดตั้งเครื่องมือควรจัดให้มีระบบเป็นระเบียบเป็น
หมวดหมู่และใช้ด้วยความปลอดภัย
1.3.4 เครื่องมือและอุปกรณ์ควรมีห้องจัดเก็บสามารถตรวจสอบดูแล
ได้มีระบบการเบิกจ่ายในการใช้และส่งคืน
1.3.5 การบำรุงรักษาเครื่องมือและอุปกรณ์ควรได้รับการดูแลและ
รักษาไว้ตลอดเวลาสามารถนำมาใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
1.3.6 จัดบรรยากาศภายในและภายนอกห้องปฏิบัติการให้มี
บรรยากาศสวยงามน่าดู และสร้างความประทับใจสะอาด และสนองต่อการจัดบรรยากาศของการเรียน
การสอนห้องปฏิบัติการต่างๆเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สถานศึกษาจัดขึ้นเพอใช้ประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้า
ื่
ื่
ทดลองหรือฝึกงานเพอให้เกิดความชำนาญ และควรจัดให้เป็นสัดส่วนระหว่างบริเวณฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับ
การใช้เครื่องมือหรือการสาธิตเพื่อป้องกันอันตราย
1.4 สวนวิทยาศาสตร์สวนวิทยาศาสตร์จัดเป็นแหล่งเรียนรู้ที่จัดขึ้นเพอให้
ื่
นักเรียนได้สามารถแสวงหาความรู้เรียนรู้ได้ด้วยตนเองตามอัธยาศัยสามารถเรียนรู้ได้ทุกเวลาอย่าง
ี
ต่อเนื่องอกทั้งเสริมสร้างให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองและเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้จัดให้
ภายในสวนมีส่วนประกอบต่างๆ เช่น ระบบนิเวศหรือชีวบริเวณอุปกรณ์เครื่องมือที่เกี่ยวกับงาน
วิทยาศาสตร์รวมทั้งหุ่นจำลองนักวิทยาสาสตร์คนสำคัญๆ
1.5 สนามกีฬา
ี
รวีวรรณ ชินะตระกูล (2540 : 105) กล่าวถึงสนามกฬาว่าควรอยู่
ึ
ด้านหน้าของสถานศกษา ดูแลรักษาให้เรียบร้อยและปลอดภัยอยู่เสมอ คือ ริมสนามควรปลูกต้นไม้ใหญ่
ใบหนาและมีกิ่งก้านสาขามากพอที่จะเอาไว้กันแดดได้มีมานั่งและถังขยะไว้เป็นระยะๆ ด้านที่ติดกับถนน
้
ทำรั้วกั้นหรือปลูกไม้พุ่มเป็นแนวระหว่างสนามกับถนน
ประเสริฐ เชษฐพันธ์ (2542 : 118) เสนอว่าสถานศึกษาควรมีสนาม
กีฬาและอาคารพลศึกษาตามความจำเป็นและเหมาะสมสามารถสอน และฝึกกีฬาตามหลักสูตรมี
มาตรฐาน และใช้ได้กับทุกฤดูกาลตลอดจนสามารถให้บริการแก่ชุมชนได้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทาง
53
สถานศึกษาจัดขึ้นเพอให้นักเรียนมีทักษะในด้านกีฬามีร่างกายที่แข็งแรงเป็นบุคคลที่สมบูรณ์พร้อมทั้ง
ื่
ร่างกายและจิตใจซึ่งเป็นกำลังที่สำคัญในการพัฒนาประเทศสืบไป
สรุปได้ว่า แหล่งการเรียนรู้ในสถานศึกษา ได้แก ห้องเรียนห้องสมุดห้องศูนย์
่
วิทยาศาสตร์ห้องปฏิบัติการต่างๆ สวนวิทยาศาสตร์ สวนวรรณคดี สนามกีฬา สถานศึกษาสามารถจัด
แหล่งเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสาระ และมาตรฐานการเรียนรู้จัดเป็นรูปแบบการเรียนรู้รูปแบบใดรูปแบบ
ั
หนึ่งที่สามารถสนับสนุนให้ผู้เรียนสามารถแสวงหาความรู้เรียนรู้ได้ด้วยตนเองตามอธยาศัย สามารถ
เรียนรู้ได้ทุกเวลาอย่างต่อเนื่องทั้งยังเสริมสร้างให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง และเป็น
ุ
บุคคลแห่งการเรียนรู้ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พทธศักราช 2542 ดังนั้น
สถานศึกษาทุกสถานศึกษาควรเห็นความสำคัญและประโยชน์ของแหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา และจัดให้
เหมาะสมกับผู้ใช้บริการนั่นคือนักเรียนนักศึกษา ครู–อาจารย์และชุมชน
2. แหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา
2.1 ความหมายของแหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษาแหล่งเรียนรู้นอก
สถานศึกษาหรือแหล่งวิทยาการในชุมชน หรือแหล่งทรัพยากรในชุมชนซึ่งตรงกับภาษาองกฤษว่า
ั
Community Resources หรือ Local Resource นักการศึกษาได้ให้ความหมายไว้คล้ายคลึงกัน ดังนี้
นิพนธ์ ศุขปรีดี (2521 : 67) ให้ความหมายแหล่งเรียนรู้นอก
ี
สถานศึกษาว่า หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่มอยู่ในชุมชนซึ่งครูหรือนักเรียนอาจนำมาใช้เป็นประโยชน์ทาง
การศึกษา
เกศินี โชติกเสถียร (2523 : 88) ให้ความหมายของแหล่งเรียนรู้นอก
สถานศึกษาไว้ว่า หมายถึง สถานะทางภูมิศาสตร์สภาพทางสังคมวัฒนธรรมเศรษฐกิจตลอดจน
บุคคลในชุมชนที่สถานศึกษานั้นตั้งอยู่หรือบริเวณใกล้เคียง
อมรา เล็กเริงสินธุ์ (2528 : 162) ให้ความหมายของแหล่งเรียนรู้นอก
สถานศึกษาว่า หมายถึง สถานที่มีวิชาการที่ทำให้ความรู้และความเข้าใจกับผู้ที่ได้ศึกษาทั้งนี้แหล่งที่เป็น
วิทยาการมิใช่เป็นสถานที่เพียงอย่างเดียวแต่ยังหมายถึงบุคลากรและวัตถุต่างๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นตลอดจน
ธรรมชาติต่างๆ
เนาวรัตน์ ลิขิตวัฒนเศรษฐ (2544 : 28) ได้ให้ความหมายของแหล่ง
54
การเรียนรู้นอกสถานศึกษาไว้ว่า แหล่งการเรียนรู้ คือ ถิ่นที่อยู่บริเวณบ่อเกิดแห่งที่หรือศูนย์รวมความรู้
ื่
ที่ให้เข้าไปศึกษาหาความรู้และเรียนรู้ด้วยตนเองเพอเสริมสร้างให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้และเป็น
บุคคลแห่งการเรียนรู้
Good (1973 : 496) ให้ความหมายของแหล่งเรียนรู้นอก
สถานศึกษา หมายถึง สถาบันและองค์กรต่างๆ บุคคลที่มีความสามารถในท้องถิ่นวัตถุต่างๆ และอำนาจ
ทั้งหลายที่มีอิทธิพลต่อนักเรียนโดยตรงหรือโดยอ้อม
Nichols (1971 : 341) ให้ความหมายของแหล่งเรียนรู้นอก
สถานศึกษาว่า หมายถึง แหล่งเรียนรู้ที่ซึ่งประกอบด้วยประชาชนสถานที่ต่างๆและกิจกรรมทั้งหลายที่
นำมาใช้ในการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนเป็นคนดี
สรุปได้ว่า แหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในชุมชนหรือ
รอบนอกสถานศึกษาสถานที่ใกล้เคียงสถานที่มีวิชาการที่ให้ความรู้และความเข้าใจกับผู้ที่ได้ศึกษาแหล่งที่
เป็นวิทยาการมิใช่เป็นสถานที่เพยงอย่างเดียวแต่ยังหมายถึงบุคลากรและวัตถุต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้น
ี
ตลอดจนธรรมชาติต่างๆและวัฒนธรรมประเพณี
2.2 ประเภทของแหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษาหน่วยงานทางการศึกษาและ
นักวิชาการได้แบ่งประเภทของแหล่งเรียนรู้นอกสถานศกษาไว้ ดังนี้
ึ
ชูศรี สนิทประชากร (2525 : 14) ได้แบ่งประเภทของแหล่งเรียนรู้
นอกสถานศึกษาแบ่งออกเป็น 4 ประเภท คือ
1. แหล่งทรัพยากรจากบุคคลในชุมชนที่มีความรู้
ความสามารถในการประกอบอาชีพต่างๆ กันให้ความรู้แกนักเรียนได้ตามความสามารถนักเรียนจะได้พูด
่
ั
สนทนาหรือฟงคำบรรยายจากบุคคลเหล่านี้
2. แหล่งทรัพยากรธรรมชาติประกอบด้วย พืช สัตว์ นอกจากนี้ยังมี
แม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดความสดชื่นและเพลิดเพลิน นักเรียนจะได้ศึกษา
ธรรมชาติเกิดความรู้ ความเข้าใจ และจดจำไปได้นาน เพราะได้รับประสบการณ์ตรง และจะช่วยให้
นักเรียนได้รู้จักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย
3. แหล่งทรัพยากรทางวัฒนธรรม ชุมชนแต่ละแห่งมีขนบธรรมเนียม
ประเพณี และวัฒนธรรมเป็นของตนเองนักเรียน จะต้องศึกษา และทำความเข้าใจกับสิ่งเหล่านี้ให้ถ่อง
แท้ส่งเสริมและแก้ไขปรับปรุงให้วัฒนธรรมเหล่านั้นคงอยู่ต่อไป
4. แหล่งทรัพยากรทางสังคมความเป็นอยู่ของแต่ละชุมชนแตกต่างกัน
55
นักเรียนเป็นหน่วยหนึ่งของสังคม ดังนั้น นักเรียนจะต้องศึกษาและเรียนรู้ความเป็นอยู่ของสังคมให้ถอง
่
ื่
แท้เพอจะได้ปรับตัวเองให้อยู่ในชุมชนได้อย่างมีความสุข
ปรีชา นิพนธ์พิทยา (2525 : 258-259) ได้จัดแหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษาไว้
4 ประเภท คือ
1. แหล่งเรียนรู้ทางบุคคลได้แก่ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ชำนาญพิเศษที่มี
ความรู้ความสามารถเฉพาะทาง เช่น ช่างแกะสลัก ช่างเครื่องยนต์ ช่างปั้น รวมทั้งข้าราชการ เป็นต้น
2. แหล่งเรียนรู้ทางทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก สภาพภูมิศาสตร์
่
ภูเขา พืช สัตว์ป่า ลักษณะของหิน ดิน น้ำ แร่ สิ่งที่มีค่าของชุมชนในท้องถิ่น เป็นต้น
3. แหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรม ได้แก ชีวิตความเป็นอยู่ของ
่
ประชาชน ประเพณีท้องถิ่น เช่น บุญบั้งไฟ การทำขวัญงานแต่งงาน งานบวช เป็นต้น
4.แหล่งเรียนรู้ทางสังคมได้แก่อาชีพต่างๆของประชาชนเช่น
พ่อค้าชาวไร่ชาวนาชาวสวนการศึกษานอกสถานที่ในแหล่งต่างๆเช่นโรงงานต่างๆสถานที่
ราชการ
กรมวิชาการ (2526 : 149) ได้แบ่งประเภทของแหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา
ออกเป็น 4 ประเภทคือ
1. แหล่งเรียนรู้ทางบุคคล
2. แหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ
3.แหล่งเรียนรู้ทางวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้น
4. แหล่งเรียนรู้ทางสังคม
วิชัย ราษฎรศิริ (2524 : 15 )แบ่งประเภทของแหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา
ไว้ 3 ประเภทคือ
1. แหล่งเรียนรู้ที่เป็นบุคคลประกอบด้วยบุคคลที่มีความรู้
ความสามารถ ความถนัดพิเศษในวิชาการด้านต่างๆ เช่น การอาชีพศาสนาวัฒนธรรมการปกครองการ
สาธารณสุขฯลฯซึ่งแบ่งออกเป็น2ประเภทได้แก ่
1.1 วิทยากรท้องถิ่น ได้แก่ ผู้ที่มีถิ่นฐานบ้านเรือนหรือ
ประกอบอาชีพอยู่ในท้องถิ่นนั้น เช่น ข้าราชการ พ่อค้า ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ พระสงฆ์ เป็นต้น
1.2 วิทยากรผู้มาเยี่ยมได้แกบุคคลในท้องถิ่นอื่นที่มาเยี่ยม
่
หรือ เป็นแขกของชุมชนเป็นครั้งคราว เช่น ศึกษานิเทศก พัฒนากร เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ฯลฯ
์
56
่
2. แหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ ได้แก สิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ
ซึ่งสามารถนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการเรียนการสอน ทำให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจมีทัศนคติที่
่
ถูกต้อง และซาบซึ้งในคุณคาของสิ่งต่างๆ เหล่านั้น เช่น แม่น้ำ ลำคลอง อ่าว ทะเล ป่าไม้ภูเขา ดิน
หิน แร่ พืช สัตว์ ในท้องถิ่น
3. แหล่งเรียนรู้ทางสังคม หมายถึง สิ่งใดๆ ที่สังคมสร้างขึ้นใช้อย่าง
ื่
ที่ทุกประเทศกระทำกัน เช่น เพอความรู้ ความเข้าใจ และความเพลิดเพลินซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์
ต่อการเรียนการสอนและการอบรม ได้แก ่
3.1 ห้องสมุดประชาชน
3.2 พิพิธภัณฑท้องถิ่น
์
3.3 วัดโบสถ์และสุเหร่า
3.4 สมาคมต่างๆ
3.5 สถานประกอบการต่างๆ
พรชัย ภาพันธ์ (2543 : 19) แบ่งประเภทของแหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา
เป็น 3 ประเภท คือ
1. ภูมิปัญญา (Wisdom) ชุมชนตั้งหลักปักฐานมาเป็นเวลานานสั่ง
สมสิ่งที่เรียกว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) ภูมิปัญญาท้องถิ่นสะสมมาจากประสบการณ์
เชื่อมโยงบูรณาการกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ปลูกฝังให้คนเคารพธรรมชาติ เพราะเมื่อใดเคารพก็จะไม่
ทำลายอีกทั้งยังให้เคารพผู้มีอาวุโส
2. ปราชญ์ชาวบ้าน คือ บุคคลที่นักวิชาการหรือผู้สนใจไปมาหาสู่
เพื่อสนทนาศึกษาดูงานหรือแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์สามารถเชื่อมโยงคุณค่าของอดีตกับปัจจุบัน
ได้
3. แหล่งวิทยาการในท้องถิ่น คือ แหล่งที่ที่จะให้นักเรียนได้ศึกษา
หาความรู้ ประกอบด้วย สถาบันครอบครัวชุมชนวัด หรือสถาบันทางศาสนา ที่อ่านหนังสือพิมพประจำ
์
หมู่บ้าน สถานีอนามัย สถาบันบริการด้านสุขภาพ ศูนย์การศึกษา กองทัพ องค์การภาครัฐหน่วยงาน
ราชการรัฐวิสาหกิจ องค์กรภาคธุรกิจและเอกชน หน่วยงานทางการศึกษาและนักวิชาการได้จัดประเภท
แหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษาไว้คล้ายกัน และสอดคล้อง กล่าวคือ แหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา
ประกอบด้วยแหล่งเรียนรู้ด้านบุคคล แหล่งเรียนรู้ด้านธรรมชาติ แหล่งเรียนรู้ด้านวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้น
และแหล่งเรียนรู้ด้านสังคม ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
57
3.1 แหล่งเรียนรู้ด้านบุคคลหมายถึงบุคคลที่มีความรู้
ความสามารถทักษะในวิชาการต่างๆ ในท้องถิ่น เช่น ศึกษานิเทศก์นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
ปราชญ์ชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่น คณะกรรมการองค์การบริหารส่วนตำบลครู – อาจารย์ ผู้ปกครอง
นักเรียน เจ้าของสถานประกอบการ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำทางศาสนา และศิษย์เก่าซึ่งสามารถเป็นแหล่ง
เรียนรู้ของบุคคลทั่วไป
3.2 แหล่งเรียนรู้ด้านธรรมชาติ หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นตาม
ธรรมชาติที่มีอยู่ในชุมชน เช่น แหล่งน้ำธรรมชาติ ป่าไม้ ต้นไม้ ดิน หิน แร่ สัตว์ต่างๆ ซึ่งสามารถ
เป็นแหล่งเรียนรู้ของบุคคลทั่วไป
3.3 แหล่งเรียนรู้ด้านวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้น หมายถึง วัตถุ
และสถานที่ต่างๆ ในชุมชนที่เป็นผลงานการสร้างของมนุษย์ เช่น พิพิธภัณฑ ปูชนียสถาน ศาสนา
์
สถานห้องสมุดประชาชน สถานศึกษา ศูนย์วัฒนธรรม สถานที่ราชการ สถานประกอบการ ซึ่ง
สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ของบุคคลทั่วไป
3.4 แหล่งเรียนรู้ด้านสังคมได้แก่สิ่งที่สังคมสร้างสรรค์ขึ้น
และดำรงอยู่ในสังคม เช่น กิจกรรมวันสำคัญความเป็นอยู่ของประชาชน ประเพณีและวัฒนธรรม ของ
ท้องถิ่น ซึ่งสามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ของบุคคลทั่วไป
สรุปได้ว่า แหล่งเรียนรู้ หมายถึง แหล่งที่มีข้อมูลข่าวสาร ความรู้วิทยาการ กิจกรรม
กระบวนการซึ่งอาจเป็นบุคคล สมาคม สถาบัน หน่วยงาน เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองและมนุษย์สร้างขึ้น
เทคโนโลยี รวมทั้งวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ หรือการดำรงชีวิตในชุมชนในท้องถิ่นมีความสำคัญต่อบุคคล
อนที่จะเออต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน การเรียนรู้ดังกล่าวครอบคลุมถึงด้านความรู้ด้านทักษะและเจตคติ
ื้
ั
ื่
ซึ่งสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้เรียน ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ เพอการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ประเภทของแหล่งเรียนรู้
ตามแหล่งที่ตั้งของแหล่งเรียนรู้คือสถานศึกษาแบ่งออกเป็น 2 แหล่งประกอบด้วย
ื้
1. แหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษาหมายถึงแหล่งเรียนรู้ที่สถานศึกษาจัดให้เออต่อ
การเรียนรู้ศึกษาค้นคว้าซึ่งรวมถึงครูอาคารสถานที่ห้องปฏิบัติการกิจกรรมต่างๆประกอบด้วย
1.1 แหล่งเรียนรู้ที่เป็นบุคคลหมายถึงผู้บริหารสถานศึกษาครูอาจารย์
1.2 แหล่งเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติหรือทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง
บริเวณและสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัว เช่น ต้นไม แหล่งน้ำ สวนสมุนไพร สนามหญ้า สวนดอกไม้
้
1.3 แหล่งเรียนรู้ที่เป็นสถานที่สถาบันที่มนุษย์สร้างขึ้น หมายถึง สิ่ง
58
ที่สร้างหรือพัฒนาขึ้น เช่น ห้องสมุดห้องปฏิบัติการ ห้องเรียน อาคารเรียน สนามเด็กเล่น สนามกีฬา
สวนวรรณคดี สวนสุขภาพ
1.4 แหล่งเรียนรู้ที่เป็นเทคโนโลยี วัสดุอุปกรณ์ เอกสาร กิจกรรม
ิ
ื่
หมายถึง แหล่งเรียนรู้ที่จัดขึ้นเพอใช้ประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้า ทดลอง เพอพสูจน์ข้อเท็จจริงตาม
ื่
ิ
ทฤษฎีหรือฝึกงาน เพอให้เกิดความชำนาญ เช่น ห้องปฏิบัติการคอมพวเตอร์ ห้องวิทยาศาสตร์ ห้อง
ื่
ศิลปะ
2. แหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา หมายถึง แหล่งเรียนรู้หรือแหล่งความรู้ที่อยู่
รอบนอกสถานศึกษาสถานที่ใกล้เคียงอยู่ในชุมชน ทั้งที่เป็นบุคคลครอบครัวชุมชนสถานที่ตลอดจนจารีต
วัฒนธรรมประเพณี ประกอบด้วย
2.1 แหล่งเรียนรู้ที่เป็นบุคคล หมายถึง คนที่มีความรู้ความสามารถ
ในเรื่องต่างๆ เช่น ปราชญ์ชาวบ้าน พระสงฆ์ พ่อค้า ข้าราชการ ผู้นำชุมชน
2.2 แหล่งเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติ หรือ ทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง
แหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่ในชุมชนตามธรรมชาติ เช่น พช ดิน หิน แร่ สัตว์นานาชนิด แม่น้ำ ลำคลอง
ื
หนอง บึง ถ้ำ
2.3 แหล่งเรียนรู้ที่เป็นสถานที่สถาบันและหน่วยงานที่มนุษย์สร้าง
ขึ้น หมายถึง วัตถุและสถานที่ต่างๆ ในชุมชนที่เป็นผลงานการสร้างของมนุษย์ เช่น พพธภัณฑ์
ิ
ิ
ปูชนียสถาน ศาสนสถาน ห้องสมุดประชาชน ศูนย์วัฒนธรรม สถานศึกษา สถานที่ราชการ สถาน
ประกอบการ
2.4 แหล่งเรียนรู้ที่สังคมธรรมเนียม วัฒนธรรมและประเพณี
หมายถึง สิ่งที่สังคมสร้างสรรค์ขึ้น และดำรงอยู่ในสังคม เช่น กิจกรรมวันสำคัญ ความเป็นอยู่การ
ดำรงชีวิตของประชาชนประเพณี และวัฒนธรรมของท้องถิ่นการแสดงการละเล่นพื้นบ้าน
หลักการจัดและใช้แหล่งเรียนรู้
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนต้องมีโอกาสศึกษาหาความรู้จากแหล่ง
ความรู้ต่างๆ จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งเนื่องจากเป็นการสร้างเสริมประสบการณ์ตรงให้กับผู้เรียนตาม
ความต้องการ ความสนใจ และความถนัด จากสื่อและแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งมีนักการศึกษาได้เสนอ
แนวคิดเกี่ยวกับหลักการจัดและใช้แหล่งเรียนรู้ไว้ ดังนี้
59
กรมวิชาการ (2539 : 1-5) ได้กล่าวถึงหลักในการใช้ทรัพยากรชุมชนเพื่อจัดกิจกรรมการเรียน
การสอน ดังนี้
1. การใช้แหล่งเรียนรู้ต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลที่มีความแตกต่างกัน
ั
ทั้งทางเศรษฐกิจสังคมวัฒนธรรมความรู้เจตคติและทกษะความสามารถต่างๆ
2. การจัดกิจกรรมต้องคำนึงถึงประสบการณ์เดิมที่ต่างกันต้องสนับสนุนให้ผู้เรียนพบ
คำตอบและแก้ปัญหาด้วยตนเอง
ี่
3. ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากสถานการณ์ทมีความหมายสนองความต้องการของ
ผู้เรียน
4. ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากปัญหาจริงประสบการณ์จริงซึ่งทำให้สามารถ
เชื่อมโยงประสบการณ์และศาสตร์ต่างๆ ที่เรียนรู้สู่การมองปัญหาและแก้ปัญหาอย่างเป็นองค์รวม
ชัยวัฒน์ วรรณพงษ์ (2541 : 18) กล่าวไว้ว่าหลักการจัดแหล่งเรียนรู้เพื่อให้การเรียนรู้
ที่จะเกิดขึ้นกับผู้เรียนมีความคงทนประการสำคัญ คือ ต้องจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ
และมีความหลากหลายโดยคำนึงถึงความสำเร็จ พบว่า ผู้เรียนจะบรรลุเป้าหมายได้ดีถ้าลงมือปฏิบัติจริง
และมีส่วนร่วมในการสร้างองค์ความรู้ข้อควรคำนึงในการจัดแหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษามี ดังนี้
1. จัดบรรยากาศในแหล่งเรียนรู้ให้เป็นสภาพจริงหรือเสมือนภาพจริง
2. จัดทรัพยากรในแหล่งเรียนรู้ให้เพียงพอ
3. ปรับสภาพของสถานที่เรียนรู้ให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเองมากที่สุด
4. จัดบริเวณสถานศึกษาให้เกิดแหล่งเรียนรู้และแหล่งสนับสนุนการเรียนรู้
5. จัดศูนย์วิทยาการให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย
6. จัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย
ื่
7. ความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับชุมชนในการดูแลสภาพแวดล้อมเพอ
ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษา
สุมน อมรวิวัฒน์ (2544 : 15-16) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับหลักการจัดแหล่งเรียนรู้
นอกสถานศึกษา ดังนี้
1. มีการสำรวจและขยายฐานข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ทางธรรมชาติ
สิ่งแวดล้อมแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมศาสนา และวิถีการดำเนินชีวิตแหล่งเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ และ
เทคโนโลยีแหล่งเรียนรู้สิ่งพมพสื่อโสตทัศน์ และสื่ออเล็กทรอนิกส์ตลอดจนศูนย์ข่าวชุมชนที่แพร่ข่าว
ิ
์
ิ
เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม
60
2. มีการจัดประชุมเสวนากันเกี่ยวกับการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้เพื่อสร้าง
ความเข้าใจที่ถูกต้องร่วมกันทุกฝ่ายและเกิดความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง
3. จัดทำแนวทางเสนอแนะเกี่ยวกับภาพรวมของการจัดกระบวนการเรียนรู้
ั
นับตั้งแต่การสร้างความสัมพนธ์อันดีกับแหล่งเรียนรู้การวางแผน และการติดต่อประสานงานการกำหนด
จุดประสงค์ และสาระการเรียนรู้การปฐมนิเทศวางแผนวิธีการศึกษาหาความรู้ การจัดกิจกรรมต่างๆ
บทบาทของผู้บริหารครูบุคลากร และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องมาตรการป้องกันรักษาความปลอดภัยการสรุป
สาระการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
4. นำเสนอตัวอย่างสถานศึกษาที่จัดกิจกรรมการศึกษาได้ดีและประสบ
ความสำเร็จ
5. แสวงหาความร่วมมือด้านการประสานงานการรวบรวมข้อมูลข่าวสารกับ
ื่
การท่องเที่ยวเพอการศึกษา
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2544 : 55-59) กล่าวว่า แหล่งเรียนรู้
สามารถจัดได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับความพร้อมของประชาชน และสภาพของชุมชนนั้นๆ โดยมีองค์กร
ท้องถิ่นหรือประชาชนในชุมชนเป็นหลักในการจัดตั้งวิธีการจัดการเรียนรู้นั้นจัดได้หลายลักษณะคือ
1. จัดตามความพร้อมและศักยภาพของแหล่งเรียนรู้เพอการนำเสนอขอมูลได้
ื่
้
อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
2. จัดตามสาระความรู้สอดคล้องกับหลักสูตรเพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสได้มีส่วน
ร่วมในประสบการณ์ได้ใช้ทรัพยากรต่างๆ ทั้งในและนอกห้องเรียนได้สัมผัสกับความเป็นจริงสร้างองค์
ความรู้เองจากประสบการณ์ของตนเองทั้งจากการสำรวจตรวจสอบทดสอบความรู้ที่ได้รับแล้วหา
ข้อสรุป
3. จัดตามความต้องการของผู้เรียนเพื่อสร้างการเรียนรู้เชิงประสบการณ์
ตลอดจนพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้น
4. จัดโครงการหรือกิจกรรมที่รัฐบาลเห็นความสำคัญและให้การสนับสนุน
การจัดการเรียนรู้นั้นมีหลายรูปแบบ ทั้งที่เป็นวิธีแบบสัมผัส การสาธิต การทดลอง การเล่นเกมเล่า
นิทานการละเล่นพื้นบ้าน การฝึกปฏิบัติจากผู้รู้การสร้างสรรค์จินตนาการของผู้เรียน วิธีการเหล่านี้ทำให้
ั
ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองค้นพบด้วยตนเอง สร้างความรู้ด้วยตนเอง อนนำไปสู่การเรียนรู้
ตลอดชีวิต และได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์การเป็นองค์กรทำหน้าที่เป็นแหล่งเรียนรู้ให้สมบูรณ์ไว้ 7
ประการ ดังนี้
61
4.1 วัตถุประสงค์กำหนดให้นำการศกษามาเป็นเครื่องมือสร้าง
ึ
ฐานความรู้โดยกำหนดไว้ในพนธกิจของแหล่งเรียนรู้นั้นๆ ให้ชัดเจน
ั
4.2 มาตรฐานการบริหารการศึกษาต้องจัดทำให้เป็นมาตรฐานสากล
รวมทั้งการจัดทำคู่มอการปฏิบัติงานให้เป็นเอกสารสำหรับหน่วยงานอื่นได้นำไปใช้ประโยชน์
ื
4.3 เพื่อนร่วมงานต้องทำงานกับบุคคลหลายฝ่ายจึงจะสามารถให้
การบริการในฐานะแหล่งเรียนรู้ได้อย่างเต็มท ี่
4.4 ทรัพยากรและขีดความสามารถบุคลากรของแหล่งเรียนรู้ต้อง
ร่วมมือใกล้ชิดกับนักวิชาการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียนได้
4.5 การฝึกอบรมการฝึกอบรมบุคลากรที่เกี่ยวข้องและบุคลากรของ
แหล่งเรียนรู้ต้องได้รับการอบรมและทำงานร่วมกันเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพิ่มพูนพัฒนาศักยภาพของตน
4.6 ขยายเครือข่ายการเรียนรู้ระดับชาติโดยใช้ประโยชน์ของข้อมูล
้
ข่าวสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ ประชาชนทุกคนจากทุกแห่งของประเทศ ต้องมีโอกาสได้เข้าถึงขอมูล
ั
ของแหล่งเรียนรู้ ได้แหล่งเรียนรู้ทุกพนที่ ต้องสามารถประสานเชื่อมโยงกันในอนที่ จะสร้างและขยาย
ื้
เพื่อเป็นเครือข่ายการเรียนรู้ระดับชาติตลอดจนระดับนานาชาติ
4.7 การวิจัยเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญ6เป็นพื้นฐานข้อมูลให้แหล่ง
เรียนรู้ได้ปรับสภาวะการทำงานการเตรียมความพร้อมของบุคลากรและอุปกรณ์เพื่อการบริการให้
สอดคล้องกับกลุ่มผู้เรียนรู้ซึ่งมีความหลากหลาย
สรุปได้ว่า หลักการในการจัดและใช้แหล่งเรียนรู้ ควรจัดแหล่งเรียนรู้ในลักษณะ
เครือข่ายโดยให้ทุกคนได้เข้ามามีส่วนร่วมควรมีการสำรวจ และขยายฐานข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งวิทยาการ
ในชุมชนสำหรับการใช้แหล่งเรียนรู้ในการจัดกิจกรรมควรใช้อย่างหลากหลาย และเชื่อมโยงถึงกันจะ
ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ และเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตผู้เรียน จะบรรลุเป้าหมายได้ดีถ้าลงมือ
ปฏิบัติจริงมีส่วนร่วมในการสร้างองค์ความรู้ จำเป็นต้องอาศัยแหล่งเรียนรู้ ประกอบกับการจัด
ประสบการณ์การเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสาระที่ต้องการ และได้เรียนรู้ตามสภาพจริงเป็นสำคัญ และใน
การดำเนินกิจกรรมการวางแผนการจัดกิจกรรมให้นักเรียนแสวงหาความรู้ ก็เป็นเรื่องที่สำคัญต้องมีการ
กำหนดจุดมุ่งหมายในการไปศึกษาอย่างชัดเจนการที่สถานศึกษา จะใช้แหล่งเรียนรู้ให้เป็นประโยชน์ต่อ
การศึกษาได้ดีนั้นบุคลากรของสถานศึกษา จะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้อย่างเพยงพอ
ี
ทั้งในด้านรายละเอียดของแหล่งเรียนรู้และวิธีการใช้แหล่งเรียนรู้
62
การพัฒนาแหล่งเรียนรู้
กระบวนการเรียนรู้และสาระที่กำหนดไว้ในหลักสูตรสถานศึกษามุ่งเน้นไปที่การจัดให้
ผู้เรียนมีโอกาสได้เรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายในรูปแบบต่างๆ ทั้งในสถานศึกษา และนอก
ั
สถานศึกษา ดังนั้น สถานศึกษาจึงต้องพฒนาแหล่งเรียนรู้ภายในสถานศึกษาให้มีความพร้อมสำหรับ
จัดการเรียนรู้ พร้อมทั้งประสานจัดการเกี่ยวกับแหล่งเรียนรู้ภายนอกสถานศึกษาด้วย และคุณค่าของ
แหล่งเรียนรู้เกิดจากการที่มีการเรียนรู้หรือการใช้แหล่งเรียนรู้นั้นให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันแหล่ง
เรียนรู้ไมใช่เฉพาะสถานที่หรือบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ ศาสนา การเมือง การปกครอง แต่แหล่ง
่
เรียนรู้จะครอบคลุมทั้งสถานที่บุคลากรตลอดจนสื่อต่างๆ ที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ (สำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. 2547 : 83) สถานศึกษามีแนวปฏิบัติดังนี้
1. สำรวจแหล่งเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ทั้งใน
ึ
สถานศึกษา นอกสถานศกษา ชุมชน ท้องถิ่น ในเขตพื้นที่การศึกษาออกแบบบันทึกข้อมูลแหล่งเรียนรู้
ไว้ใช้สำรวจแหล่งเรียนรู้แบบดังกล่าวควรครอบคลุมในประเด็นต่อไปนี้
1.1 ชื่อแหล่งเรียนรู้
1.2 ที่ตั้ง / ที่อยู่
1.3 ลักษณะของแหล่งเรียนรู้
1.4 วัตถุประสงค์ในการเรียนรู้
1.5 ความสอดคล้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้
้
2. การจัดทำขอมูลสารสนเทศ และการทำทะเบียนแหล่งเรียนรู้ แก่ครู
สถานศึกษาอื่น บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กร หน่วยงาน และสถาบันอื่น ที่จัดการศึกษาใน
บริเวณใกล้เคียง ดังนี้
2.1 จัดทำทะเบียนแหล่งเรียนรู้โดยจัดหมวดหมู่ตามความเหมาะสม
เช่น
1) จัดเป็นสถานที่บุคลากรแหล่งเรียนรู้ตามธรรมชาติ
2) จัดทำทะเบียนแหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา
3) จัดทำทะเบียนแหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา
4) มีการระบุในทะเบียนว่าแหล่งเรียนรู้แต่ละแห่งสามารถ
ให้นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องอะไรบ้าง
5) มีขอแนะนำในการไปใช้แหล่งเรียนรู้แต่ละแห่งว่าต้องมี
้
63
การเตรียมการอย่างไรบ้าง เช่น ไปอย่างไรติดต่อกับใคร ฯลฯ
6) ทำการเผยแพร่ทะเบียนแหล่งเรียนรู้ให้ครูและชุมชน
้
7) มีการประชุมให้เขาใจและเห็นประโยชน์ของทะเบียน
แหล่งเรียนรู้ที่จัดทำขึ้นข้อมูลการจัดทะเบียนสอดคล้องตามข้อมูลแบบสำรวจ
2.2 เผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศโดยเผยแพร่แก่บุคลากรในสถานศึกษา
ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการนำไปประยุกต์ใช้
3. ส่งเสริมสนับสนุนให้ครูชุมชนใช้แหล่งเรียนรู้ ทั้งในและนอกสถานศึกษา
ในการจัดกระบวนการเรียนรู้โดยครอบคลุมภูมิปัญญาท้องถิ่น การพฒนาแหล่งเรียนรู้ รวมทั้งพฒนาให้
ั
ั
เกิดองค์ความรู้และประสานความร่วมมือสถานศึกษาอน บุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงาน และ
ื่
สถาบันสังคมอื่น ที่จัดการศึกษาในการจัดตั้งส่งเสริมพัฒนาแหล่งเรียนรู้ที่ใช้ร่วมกัน ดังนี้
3.1 จัดประชุมครูชุมชนชี้แนะให้เห็นความสำคัญของแหล่งเรียนรู้ทั้ง
ในและนอกสถานศึกษา
3.2 กำหนดให้ครูใช้แหล่งเรียนรู้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
3.3 สนับสนุนงบประมาณในการพานักเรียนไปศึกษาจากแหล่ง
เรียนรู้นอกสถานศึกษา
3.4 ช่วยประสานงานกับผู้ปกครอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการ
พานักเรียนไปศึกษาจากแหล่งเรียนรู้
4. การกำกับติดตามประเมินผลการใช้แหล่งเรียนรู้คณะครูนักเรียนและชุมชน
ั
ร่วมกนประเมนผลการใช้แหล่งเรียนรู้ เพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนาการใช้แหล่งเรียนรู้ การใช้เครื่องมือใน
ิ
การสำรวจบันทึกและประเมินผลต่อไปสถานศึกษาสามารถนำไปปรับใช้ได้ตามความเหมาะสมสอดคล้อง
กับสภาพปัจจุบันและความต้องการของสถานศึกษาโดยดำเนินการได้ดังนี้
4.1 จัดทำแบบบันทึกการใช้แหล่งเรียนรู้
4.2 แต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผลการใช้แหล่งเรียนรู้
4.3 คณะกรรมการทำรายงานประเมินผลการใช้แหล่งเรียนรู้
4.4 นำผลการประเมินไปปรับปรุงการใช้แหล่งเรียนรู้ในโอกาส
ต่อไป นอกจากนั้นยังมีนักวิชาการหลายคน ได้ให้ความหมายของการพัฒนา ดังนี้
ยุวัฒน์ วุฒิเมธี (2526 : 1) ได้ให้ความหมายของคำว่าพัฒนาไว้ว่า หมายถึง การ
กระทำให้เกิดขึ้นคอเปลี่ยนจากสภาพหนึ่งไปสู่อีกสภาพหนึ่งที่ดีกว่า
ื
64
สัญญา สัญญาวิวัฒน์ (2526 : 5) ได้ให้ความหมายของคำว่าพัฒนาไว้ว่า หมายถึง
การเปลี่ยนแปลงที่มีการกำหนดทิศทาง (Directed Change) หรือการเปลี่ยนแปลงที่ได้วางแผนไว้
ล่วงหน้า (Planned Change)
วิทยากร เชียงกูล (2527 : 17-18) ให้ความหมายการพัฒนาไว้ว่า หมายถึง การทำให้
ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน มีความสุข ความสะดวกสบาย ความอยู่ดีกินดี ความเจริญทาง
ื่
ศิลปวัฒนธรรมและจิตใจ และความสงบสันติซึ่งนอกจากจะขึ้นอยู่กับการได้รับปัจจัยทางวัตถุ เพอสนอง
ั
ความต้องการของร่างกายแล้ว ประชาชนยังต้องการพฒนาทางด้านการศึกษาสิ่งแวดล้อมที่ดี การ
ั
พกผ่อนหย่อนใจ และการพฒนาทางวัฒนธรรม และจิตใจด้านต่างๆ ด้วยความต้องการทั้งหมดนี้
ั
ั
ิ่
เรียกว่าเป็นการพฒนา “คุณภาพ” เพอที่ให้เห็นว่าการพฒนาไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเพมปริมาณสินค้าหรือ
ั
ื่
การเพิ่มรายได้เท่านั้นหากอยู่ที่การเพิ่มความพอใจความสุขของประชาชนมากกว่า
Batten (1959 : 2) ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาชุมชนของอังกฤษได้ให้ความหมายของคำ
ว่าพัฒนา หมายถึง การเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นจากความหมายการพัฒนา
สรุปได้ว่า การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ หมายถึง กระบวนการที่ทำให้แหล่งวิทยาการที่มี
ึ
ี
อยู่ในสถานศึกษาและนอกสถานศกษาเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นซึ่งมขั้นตอน ดังต่อไปนี้
1. สำรวจแหล่งเรียนรู้
2. จัดทำข้อมูลสารสนเทศทะเบียนแหล่งเรียนรู้
3. ส่งเสริมสนับสนุนพัฒนาแหล่งเรียนรู้
4. กำกับติดตามประเมินผลการใช้แหล่งเรียนรู้
บริบทพื้นฐานศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา
ั
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา เดิมชื่อศูนย์บริการ
การศึกษานอกโรงเรียนอำเภอเมืองพะเยา ตั้งอยู่เลขท 425 หมู่ 11 ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ ตำบลบ้านต๋อม
ี่
อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา รหัสไปรษณีย์ 56000 จัดตั้งขึ้นตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ
ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2536 โดยมีศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอและกิ่งอำเภอทั่วประเทศ
ื่
ื้
จำนวน 789 แห่ง เพอให้การบริการงานการศึกษานอกโรงเรียน กระจายครอบคลุมทั่วทุกพนที่ใน
ประเทศ มีประสิทธิภาพ เหมาะสมทันโลก และทันสถานการณ์ปัจจุบันศูนย์บริการการศึกษานอก
โรงเรียนอำเภอเมืองพะเยา ตั้งอยู่ภายในบริเวณศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดพะเยาหรือสำนักงาน
ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดพะเยา ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ หมู่ที่ 11 ตำบล
65
บ้านต๋อม อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา มีพนที่ในความดูแลรับผิดชอบปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อจาก
ื้
ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอเมืองพะเยาเป็นศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
ั
อธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธยาศัย
ั
พ.ศ. 2551
ที่ตั้ง / ขนาดพื้นที่
กศน.อำเภอเมืองพะเยา ตั้งอยู่ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อัธยาศัยจังหวัดพะเยา พื้นที่ประมาณ 6 ไร่ พื้นที่อำเภอเมืองพะเยามีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอและ
จังหวัดต่างๆ ดังนี้
ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยาและอำเภองาว จังหวัดลำปาง
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอดอกคำใต้และอำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง
โครงสร้างสถานศึกษา
กศน.อำเภอเมืองพะเยา
คณะกรรมการสถานศึกษา
กลุ่มงานอำนวยการ กลุ่มงานส่งเสริมปฏิบัติการ กลุ่มงานเครือข่าย กลุ่มงานแผนงาน/วิชาการ
-งานธุรการสารบรรณ - งานการศึกษานอกระบบ -งานส่งเสริมภาคี -งานแผนงานโครงการ
-การเงิน/บัญช ี ขั้นพื้นฐาน เครือข่าย -งานงบประมาณ
-งานพัสดุ - งานการศึกษาต่อเนื่อง -งานกิจกรรมพิเศษ -งานประกันคุณภาพ
-งานบุคลากร - งานการศึกษาตามอัธยาศัย -งานกลุ่มเป้าหมาย -งานสารสนเทศ
-งานอาคารสถานท ี -งานทะเบียนและวัดผล พิเศษ -งานนิเทศ
-งานแนะแนว -งานพัฒนาแหล่งการ -งานวิชาการ
-งานห้องสมุดประชาชน เรียนรู้
ภาพ 2.1 แสดงโครงสร้างสถานศึกษา
66
ข้อมูลพื้นฐานอำเภอเมืองพะเยา
สภาพทางกายภาพ
1. ขนาดพื้นที่ และอาณาเขตติดต่อ
อำเภอเมืองพะเยามีพื้นที่ประมาณ 842 ตารางกิโลเมตร หรือ 526,300 ไร่
โดยมีอาณาเขตติดต่อกับอำเภอและจังหวัดต่างๆ ดังนี้
ทิศเหนือ ติดต่อกับอำเภอแม่ใจและอำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา
ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา
และอำเภองาวจังหวัดลำปาง
ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอดอกคำใต้และอำเภอภูกามยาว
จังหวัดพะเยา
ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง
2. ลักษณะทางกายภาพ/สภาพภูมิประเทศ
ื้
อำเภอเมืองพะเยามีพนที่ประมาณ 842 ตารางกิโลเมตรหรือ 526,250 ไร่ มี
เทือกเขาสูงทางทิศตะวันตกคือ "ดอยหลวง" มีลักษณะพื้นที่ทางทิศเหนือและทิศตะวันตกเป็นที่ราบสูงและ
ลาดต่ำมาทางทิศตะวันออกและทิศใต้ บริเวณกลางมีแหล่งน้ำตามธรรมชาติขนาดใหญ่ซึ่งกรมการประมง
ได้จัดให้เป็นแหล่งเพาะพนธุ์ปลาน้ำจืดและเป็นที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดพะเยา คือ "กว๊านพะเยา" มี
ั
เนื้อที่ประมาณ 12,831 ไร่
3. ลักษณะการแบ่งเขตการปกครอง
ในเขตพื้นที่อำเภอเมืองพะเยาแบ่ง เขตพื้นที่การปกครองออกเป็น 15 ตำบล
จำนวน 172 หมู่บ้าน 13 ชุมชน ประกอบด้วย
1. เวียง (Wiang) 9 ชุมชน
2. แม่ต๋ำ (Mae Tam) 4 ชุมชน
3. แม่นาเรือ (Mae Na Ruea) 18 หมู่บ้าน
4. บ้านตุ่น (Ban Tun) 11 หมู่บ้าน
5. บ้านต๊ำ (Ban Tam) 13 หมู่บ้าน
6. บ้านต๋อม (Ban Tom) 18 หมู่บ้าน
7. แม่ปืม (Mae Puem) 18 หมู่บ้าน
67
8. แม่กา (Mae Ka) 18 หมู่บ้าน
9. บ้านใหม่ (Ban Mai) 9 หมู่บ้าน
10. จำป่าหวาย (Cham Pa Wai) 13 หมู่บ้าน
11. ท่าวังทอง (Tha Wang Thong) 14 หมู่บ้าน
12. แม่ใส (Mae Sai) 12 หมู่บ้าน
13. บ้านสาง (Ban Sang) 9 หมู่บ้าน
14. ท่าจำปี (ThaChampi) 11 หมู่บ้าน
15. สันป่าม่วง (San Pa Muang) 8 หมู่บ้าน
สภาพอากาศ
อำเภอเมืองพะเยา มีสภาพอากาศแบ่งเป็น 3 ฤดู คือ
1. ฤดูร้อน อยู่ในระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน อากาศร้อนจัดในเดือน
ุ
เมษายน อณหภูมิสูงสุดวัดได้ 42 องศาเซลเซียส
2. ฤดูฝน อยู่ในระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม ฝนตกชุกหนาแน่นในเดือน
พฤษภาคมและเดือนกันยายน ปริมาณน้ำฝนบางแห่งอยู่ในเกณฑ์ดี บางแห่งแห้งแล้ง จนไม่สามารถทำนา
ได้
3. ฤดูหนาว อยู่ในระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึง เดือนกุมภาพันธ์ อากาศจะหนาวจัดใน
เดือนธันวาคมและมกราคม อณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยตลอดปี 20.2 องศาเซลเซียส
ุ
ด้านประวัติศาสตร์
พะเยาเป็นเมืองเก่าเมืองหนึ่ง ในอดีตมีชื่อว่าเมืองภูกามยาวหรือเมืองพยาว เดิม อำเภอ
พะเยา เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดเชียงราย และในปี พ.ศ. 2520 ได้มีพระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดพะเยา
ขึ้น อำเภอพะเยาจึงได้รับการเปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอเมืองพะเยา เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดพะเยาตั้งแต่บัด
นั้นเป็นต้นมา
วันที่ 23 ธันวาคม 2460 ยุบอำเภอดอกคำใต้ รวมกับอำเภอพะเยา
วันที่ 14 มีนาคม 2480 จัดตั้งเทศบาลเมืองพะเยา ในท้องที่บางส่วนของตำบลแม่ต๋ำ
และตำบลเวียง
วันที่ 16 มีนาคม 2491 เปลี่ยนแปลงเขตตำบลแม่ต๋ำ
วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2506 แยกพื้นที่ตำบลดอกคำใต้ ตำบลห้วยลาน และตำบลบ้านปิน อำเภอ
พะเยา มาตั้งเป็น กิ่งอำเภอดอกคำใต้ ขึ้นกับอำเภอพะเยา
68
วันที่ 20 กรกฎาคม 2508 จัดตั้งสุขาภิบาลดอกคำใต้ ในท้องที่บางส่วนของตำบลดอกคำใต้
ิ่
วันที่ 27 กรกฎาคม 2508 ยกฐานะจากกงอำเภอดอกคำใต้ อำเภอพะเยา เป็น อำเภอดอกคำใต้
วันที่ 26 ตุลาคม 2514 ตั้งตำบลห้วยแก้ว แยกออกจากตำบลดงเจน
วันที่ 28 กรกฎาคม 2520 แยกพื้นที่อำเภอพะเยา อำเภอจุน อำเภอเชียงคำ อำเภอเชียงม่วน
อำเภอดอกคำใต้ อำเภอปง และอำเภอแม่ใจ ออกจากการปกครองของจังหวัดเชียงราย ตั้งขึ้นเป็น จังหวัด
พะเยา และเปลี่ยนแปลงชื่ออำเภอพะเยา เป็น อำเภอเมืองพะเยา และจัดตั้งศาลจังหวัดพะเยา ในท้องที่
อำเภอเมืองพะเยา
วันที่ 16 สิงหาคม 2522 ตั้งตำบลท่าวังทอง แยกออกจากตำบลดงเจน ตั้งตำบลแม่ใส แยกออก
จากตำบลแม่นาเรือ
วันที่ 25 พฤศจิกายน 2528 ตั้งตำบลบ้านสาง แยกออกจากตำบลบ้านตุ่น
วันที่ 17 ตุลาคม 2529 ตั้งตำบลท่าจำปี แยกออกจากตำบลบ้านต๊ำ
วันที่ 27 พฤศจิกายน 2535 ตั้งตำบลแม่อิง แยกออกจากตำบลดงเจน
วันที่ 8 มิถุนายน 2536 ตั้งตำบลสันป่าม่วง แยกออกจากตำบลบ้านต๋อม
วันที่ 23 สิงหาคม 2536 จัดตั้งสุขาภิบาลดงเจน ในท้องที่บางส่วนของตำบลดงเจน และตำบล
แม่อิง
วันที่ 25 มิถุนายน 2540 แยกพื้นที่ตำบลห้วยแก้ว ตำบลดงเจน และตำบลแม่อิง อำเภอเมือง
พะเยา มาตั้งเป็น กิ่งอำเภอภูกามยาว ขึ้นกับอำเภอเมืองพะเยา
วันที่ 25 พฤษภาคม 2542 ยกฐานะจากสุขาภิบาลดงเจน เป็นเทศบาลตำบลดงเจน
วันที่ 1 มกราคม 2545 กำหนดเขตตำบลในท้องที่อำเภอเมืองพะเยา โดยให้ตำบลแม่กามีเขตการ
ปกครองรวม 17 หมู่บ้าน ตำบลจำป่าหวายมีเขตการปกครองรวม 13 หมู่บ้าน
วันที่ 8 กันยายน 2550 ยกฐานะจากกิ่งอำเภอภูกามยาว อำเภอเมืองพะเยา เป็น อำเภอภูกาม
ยาว
69
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
งานวิจัยในประเทศ
ศรีวรรณ ทะสี (2554 : 102-106) ได้วิจัยเรื่องการจัดการแหล่งเรียนรู้ของโรงเรียนไตรราษฎร์
สามัคคี อำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน การวิจัยครั้งนี้ใช้หลักการวิจัยเชิงสำรวจดำเนินการวิจัยเป็น 2
ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 การสำรวจแหล่งเรียนรู้ของโรงเรียนไตรราษฎร์สามัคคี อำเภอเชียงกลาง จังหวัด
น่าน ประชากร ได้แก่ ประชากรจำนวน 3 หมู่บ้าน คือ บ้านดู่ บ้านงิ้ว และบ้านศรีอดม ขั้นตอน
ุ
ที่ 2 การสร้างรูปแบบการจัดการแหล่งเรียนรู้ของโรงเรียนไตรราษฎร์สามัคคี อำเภอเชียงกลาง จังหวัด
น่าน ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารรสถานศึกษา 1 คน ครูวิชาการ 6 คน ครูผู้สอน 10 คน และ
ื้
คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพนฐาน 9 คน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารรสถานศึกษา1คนครู
วิชาการ 4 คนครูผู้สอน 3 คน และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพนฐาน 2 คนเลือกกลุ่มตัวอย่าง
ื้
แบบเจาะจงใช้แบบสำรวจและแบบบันทึกข้อมูลในการเก็บรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์ข้อมูล โดยการหาค่า
ร้อยละผลการวิจัย พบว่า จากการสนทนากลุ่มด้านการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ควรดำเนินการอย่างมี
ระบบตรวจสอบทบทวนติดตาม และประเมินผลการใช้แหล่งเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ด้านการจัดการแหล่ง
เรียนรู้ยึด นโยบายและบริบทของสถานศึกษาทำงานเป็นทีมเน้นการมีส่วนร่วมมีคณะกรรมการตรวจสอบ
รายงานผลการใช้งบประมาณ
กัญญา ประเสริฐไทย (2555 : 73–77) ได้วิจัยเรื่อง การบริหารแหล่งเรียนรู้เพอจัดการเรียน
ื่
การสอนของโรงเรียนกลุ่มเครือข่ายพฒนาการศึกษาเวียงเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ประชากรที่ใช้ใน
ั
การวิจัย ครั้งนี้คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูวิชาการ ครูที่รับผิดชอบการบริหารแหล่งเรียนรู้ และ
คณะกรรมการสถานศึกษารวม ทั้งหมด 36 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสำรวจ และแบบสัมภาษณ์เชิง
ลึกนำข้อมูลที่ได้ไปสนทนากลุ่มวิเคราะห์ โดยการวิเคราะห์เนื้อหาใช้ความถี่และนำเสนอเป็นความเรียง
ผลการวิจัย พบว่า การดำเนินการตามกระบวนการ PDCA ด้านการจัดทำแผนการบริหารจัดการแหล่ง
เรียนรู้ พบว่า ได้มีการกำหนดนโยบายวางแผนกำหนดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการจัดทำทะเบียนให้
เหมาะสมกับกิจกรรมการเรียนรู้ด้านการปฏิบัติตามแผนการบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้ พบว่า ได้นำ
แหล่งเรียนรู้ในชุมชนมาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายสอดคล้องกับความต้องการของ
ผู้เรียน ด้านการตรวจสอบและประเมินผล พบว่า มีการตรวจสอบและประเมินผลทุกครั้งหลังจากการ
จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบสอบถามหรือแบบประเมินความพงพอใจ หรือจากการสังเกตความ
ึ
สนใจและการมีส่วนร่วมด้านการปรับปรุงแกไขขอบกพร่อง พบว่า ควรมีการพัฒนาศักยภาพครูผู้สอนให้
้
้
70
ั
มีความรู้ความสามารถในการใช้แหล่งเรียนรู้ให้มากขึ้นแล้วนำผลประเมินมาปรับปรุงและพฒนาให้มี
ประสิทธิภาพ
ชนิดา ลือปัญญา (2555 : 171) ได้วิจัยเรื่องรูปแบบการมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียนกับชุมชน
ี
ั
ในการพฒนาศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจแบบพอเพยงกรณีศึกษาตำบลนาข่า อำเภอวาปีปทุม จังหวัด
มหาสารคาม เป็นการวิจัยและพัฒนาโดยประยุกต์ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมกลุ่มผู้ร่วมวิจัย
จำนวน 22 คน ประกอบด้วย ผู้วิจัยหลัก คือผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 1 คน ครูประจำชั้น
ประถมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 5 คน หัวหน้าศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจแบบพอเพยง จำนวน 7 คน
ี
ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4, 13,16 จำนวน 3 คน ชาวบ้านหมู่ 4, 13,16 จำนวน 5 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ
ในการวิจัยได้แก่เจ้าอาวาส/ตัวแทนพระสงฆ์นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาข่าคณะกรรมการ
สถานศึกษาขั้นพนฐานและนักเรียนระดับช่วงชั้นที่ 2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย เครื่องมือที่
ื้
ใช้ในการพัฒนางาน คือคู่มือการดำเนินงานและตัวชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินงานการพฒนาศูนย์การ
ั
เรียนรู้เศรษฐกิจแบบพอเพยงกรณีศึกษา ตำบลนาข่า อำเภอวาปีปทุมจังหวัดมหาสารคาม และ
ี
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบบันทึก แบบประเมิน
และแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพเครื่องมือ ได้แก่
ั
อำนาจจำแนกโดยวิธีหาความสัมพนธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวมโดยใช้สูตรสหสัมพนธ์ของ
ั
เปียร์สัน หาค่าความเชื่อมั่นตามวิธีของครอนบาค โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์อัลฟาของครอนบาค และสถิติ
พื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการมีส่วน
ึ
ร่วมระหว่างโรงเรียนกับชุมชนในการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจแบบพอเพียงกรณีศกษา ตำบลนาข่า
อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม โรงเรียนกับชุมชนมีการพฒนาการทำงานแบบมีส่วนร่วม เกิด
ั
ั
กระบวนการมีส่วนร่วมที่มีความเหมาะสม พฒนาศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจแบบพอเพยงของแต่ละศูนย์
ี
การเรียนรู้ บุคลากรมีความเชื่อมั่นในการปฏิบัติงานเกิดกระบวนการทำงานเป็นทีม เกิดการแลกเปลี่ยน
เรียนรู้เกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติและถอดองค์ความรู้ภายในแหล่งเรียนรู้และสามารถใช้ประโยชน์ได้
อย่างคุ้มค่า
ื่
์
ธัญลักษณ ศรีสร้อย (2555 : 173-179) ได้วิจัยเรื่องการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพอ
ส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนบ้านแหว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร
เขต 2 การวิจัยครั้งนี้ใช้หลักการวิจัยปฏิบัติการ (Action Research) ดำเนินการ 1 วงรอบประกอบด้วย
4 ขั้นตอน คือการวางแผน (Planning) การปฏิบัติการ (Action) การสังเกตการณ์ (Observation)
และการสะท้อนผล (Reflection) ผู้ร่วมวิจัยประกอบด้วยครูผู้รับผิดชอบแหล่งเรียนรู้และกลุ่มผู้ให้ข้อมูล
71
ประกอบด้วยผู้บริหาร สถานศึกษานักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ใช้แบบ
สังเกตแบบสัมภาษณ์แบบสอบถามและแบบบันทึกขอมูลในการเก็บรวบรวมขอมูลวิเคราะห์ข้อมูลโดยการ
้
้
หาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า ผลการพัฒนาวงรอบที่ 1 แหล่งเรียนรู้ทาง
วิชาการได้แก่ห้องสมุดห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์และแหล่งเรียนรู้ด้าน
ส่งเสริมวิชาการ ได้แก ห้องพยาบาลห้องศิลปะหลังการพฒนาแล้วมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ส่วนสวน
ั
่
สมุนไพรแปลงสาธิตการเกษตร และเรือนเพาะชำมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งต้องพัฒนาวงรอบที่
2 โดยใช้แนวทางในการพัฒนาคือการมอบหมายให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้หลังการ
พัฒนาแล้ว พบว่า นักเรียนมีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้และเห็นความสำคัญของแหล่งเรียนรู้ทำ
ิ
ึ
ให้มีความคดเห็นและความพงพอใจเพิ่มมากขึ้นจากวงรอบที่ 1
บรรเจิด มีกุล (2555 : 87–89) ได้วิจัยเรื่อง การนำเสนอรูปแบบการนำแหล่งเรียนรู้ในชุมชน
มาใช้ในการจัดการศึกษาในโรงเรียน สังกัดเทศบาลของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา การวิจัยครั้งนี้เป็นการ
วิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research) ดำเนินการวิจัย 3 ขั้น ดังนี้ 1. ขั้นพฒนารูปแบบและ
ั
ตรวจสอบความตรงตามกรอบแนวคิดของรูปแบบการนำแหล่งเรียนรู้ในชุมชนมาใช้ในการจัดการศึกษาใน
สถานศึกษาสังกัดเทศบาล ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประชากรและกลุ่มตัวอย่างได้แก่
่
ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างโดยไมอาศัยความน่าจะเป็นด้วยการเลือกแบบเจาะจง
ตามคุณสมบัติของบุคคลที่กำหนด คือ เป็นผู้ที่มีวุฒิปริญญาเอกหรือปริญญาโทสาขาบริหารการศึกษา
หรือสาขาที่เกี่ยวข้อง กับการศึกษามีประสบการณ์ในหน่วยงานทางการศึกษาไม่น้อยกว่า 5ปี เครื่องมือ
ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม 2. ขั้นศึกษาความเหมาะสมของรูปแบบการนำแหล่ง
เรียนรู้ในชุมชนมาใช้ในการจัดการศึกษาในสถานศึกษา สังกัดเทศบาลของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้บริหารการศึกษา กลุ่ม
ตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารการศึกษา จำนวน 5 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างโดยไม่
อาศัยความน่าจะเป็นด้วยการเลือกแบบเจาะจง ตามคุณสมบัติของบุคคลที่กำหนด คือ เป็นผู้ที่มีวุฒิ
ปริญญาเอก หรือปริญญาโทสาขาบริหารการศึกษา หรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา มีประสบการณ์
ในหน่วยงานทางการศึกษา ไม่น้อยกว่า 5 ปี และผู้บริหารการศึกษาสังกัดเทศบาลของจังหวัด
พระนครศรีอยุธยา จำนวน 20 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างโดยไม่อาศัยความน่าจะเป็นด้วยการเลือกแบบ
เจาะจง ตามคณสมบัติของบุคคลที่กำหนด คือ ผู้อำนวยการสำนักการศึกษาผู้อำนวยการกองการศึกษา
ุ
หัวหน้ากองการศึกษา ศึกษานิเทศก์ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบวิเคราะห์
ิ
ข้อมูลด้วยการหาค่ามัธยฐานและค่าพสัยระหว่างควอไทล์ และ 3. ขั้นศึกษาความเป็นไปได้ของรูปแบบ
72
การนำแหล่งเรียนรู้ในชุมชนมาใช้ในการจัดการศึกษาในสถานศึกษาสังกัดเทศบาลของจังหวัด
พระนครศรีอยุธยา ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดเทศบาลของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดเทศบาลของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 23 คน
ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างโดยไม่อาศัยความน่าจะเป็นด้วยการเลือกแบบเจาะจง ตามคุณสมบัติของบุคคลที่
กำหนดเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็น แบบสอบถามวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเครื่องคอมพวเตอร์
ิ
ิ
โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางคอมพวเตอร์เพอวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย (x) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ื่
(S.D.) ผลการวิจัย พบว่า รูปแบบการนำแหล่งเรียนรู้ในชุมชนมาใช้ในการจัดการศึกษาในสถานศึกษา
ั
สังกัดเทศบาลของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่พฒนาขึ้นประกอบด้วย 1) หลักการได้แก่เปิดโอกาสให้
ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา 2) จุดมุ่งหมายเพอให้ผู้เรียนมีความรักท้องถิ่นมุ่งทำประโยชน์และ
ื่
เห็นคุณค่าในชุมชนนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิ
ปัญญาไทยการอนุรักษ์และพฒนาสิ่งแวดล้อมมีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์ และสร้างสิ่งที่ดีงามใน
ั
ชุมชน และอยู่ร่วมกันในชุมชนอย่างมีความสุข 3) แหล่งเรียนรู้ในชุมชนที่นำมาใช้ได้ประกอบด้วย
แหล่งเรียนรู้ด้านสังคมและแหล่งเรียนรู้ด้านธรรมชาติที่มีอยู่ในชุมชน 4) กระบวนการ ได้แก่ การ
วิเคราะห์แหล่งเรียนรู้ในชุมชนที่มีอยู่จริงแล้วจัดทำแผนฝึกทักษะกระบวนการคิดนำแหล่งเรียนรู้ในชุมชน
มาใช้ในการจัดการศึกษาจัดให้มีการเรียนการสอนจริงในสถานศึกษาในแต่ละแห่งโดยการนำแหล่งเรียนรู้
ในชุมชนมาให้ความรู้รูปแบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและมีความเป็นไปได้
วุฒิไกร คำแฝง (2557 : 201-202) ได้วิจัยเรื่องรูปแบบการพฒนาแหล่งเรียนรู้ด้วยการมีส่วน
ั
ร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน กรณีศึกษาโรงเรียนกู่กาสิงห์ประชาสรรค์อำเภอเกษตรวิสัย
ั
็
จังหวัดร้อยเอด ใช้การวิจัยและพฒนา (Research and Development) และประยุกต์ใช้การวิจัยเชิง
ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) ของ ฉลาด จันทรสมบัติ การวิจัยในครั้ง
นี้มีความมุ่งหมายการวิจัยเพอ ศึกษาสภาพแหล่งเรียนรู้ในชุมชนพฒนารูปแบบการพฒนาแหล่งเรียนรู้
ั
ั
ื่
ื้
ด้วยการมีส่วนร่วม ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพนฐานและเพอประเมินผลใช้รูปแบบการพฒนา
ั
ื่
ื้
แหล่งเรียนรู้ด้วยการมีส่วนร่วม ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพนฐานพนที่ตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอ
ื้
เกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอด เป็นพนที่ในการวิจัยกลุ่มผู้ร่วมวิจัย ซึ่งได้มาด้วยความสมัครใจและต้องการ
็
ื้
ั
เข้าร่วมวิจัย จำนวน 22 คนเครื่องมือมี 2 ประเภทคือ (1) เครื่องมือที่ใช้ในการพฒนางาน คือคู่มือ
การดำเนินงานการมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียนกับชุมชนในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ และตัวชี้วัดความสำเร็จ
การดำเนินงานการพฒนาแหล่งเรียนรู้ (2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบ
ั
สัมภาษณ์แบบสังเกต แบบบันทึกผลก่อนการปฏิบัติแบบบันทึกผลหลัง การปฏิบัติแบบประเมินตัวชี้วัด
73
ความสำเร็จการพฒนาแหล่งเรียนรู้ แบบประเมินผล การจัดกิจกรรมนำเสนอผลการดำเนินงานรูปแบบ
ั
การมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียนกับชุมชนในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบสอบถามความพึงพอใจ การมีส่วน
ั
ร่วมระหว่างโรงเรียนกับชุมชนในการพฒนาแหล่งเรียนรู้และแบบแบบประเมินผลจากการปฏิบัติส่วนตน
และส่วนรวมทำให้เกิดการมีส่วนร่วมสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐานผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้ ชุมชนตำบลกู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด มี
ื้
ิ
จำนวน 6 แหล่งเรียนรู้ คือ ภูมิปัญญาผ้าไหมพนบ้าน การเกษตรทฤษฎีใหม่ พพธภัณฑ์ภูมิปัญญา
ิ
พื้นบ้าน วรรณกรรมชาวบ้านโบราณสถานขอม และดอนปู่ตา รูปแบบการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ด้วยการมี
ส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพนฐานผู้เชี่ยวชาญ ได้ประเมินความเป็นไปได้ความถูกต้อง
ื้
ความเหมาะสม และความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด มีองค์ประกอบหลักอยู่ 2
องค์ประกอบ คือ การวิจัยแบบมีส่วนร่วม 6 ขั้นตอน การดำเนินงานจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วน
ร่วมในการดำเนินงาน 18 กิจกรรมย่อยดังนี้ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหาและกำหนด
ประเด็นในการพฒนามี 5 กิจกรรมย่อยขั้นตอนที่ 2 สร้างทีมงานและพฒนาศักยภาพทีมงานมี 2
ั
ั
กิจกรรมย่อยขั้นตอนที่ 3 การวางแผนแบบมีส่วนร่วมมี 3 กิจกรรมย่อยขั้นตอนที่ 4 ดำเนินงานตาม
แผนและปรับปรุงพฒนามี 4 กิจกรรมย่อยขั้นตอนที่ 5 การประเมินผลและสรุปมี 2 กิจกรรมย่อย
ั
และขั้นตอนที่ 6 แลกเปลี่ยนเรียนรู้มี 2 กิจกรรมย่อยนอกจากนี้ หัวหน้าแหล่งเรียนรู้และผู้บริหาร
สถานศึกษาครูและตัวแทนนักเรียนของโรงเรียนมีความพงพอใจต่อการดำเนินงานแบบมีส่วนร่วมอยู่ใน
ึ
ระดับมากที่สุด
จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องในประเทศ พบว่า มีข้อสรุปที่เหมือนกันคือเป็นการวิจัยแบบ
ผสานวิธี และการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เป็นผู้ที่มีส่วนได้
ส่วนเสีย ในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ เช่น ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้รับผิดชอบงานด้านแหล่งเรียนรู้ผู้นำ
ชุมชน และปราชญ์ชาวบ้าน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม คือ แบบสอบถามแบบสัมภาษณ์และ
แบบบันทึกการมีส่วนร่วมของชุมชน เป็นผลลัพธ์ในเชิงบวกและมีความแตกต่างกันตรงรูปแบบการมีส่วน
ื้
ร่วมที่แตกต่างกันตามบริบทพนที่วิจัย โดยรวมสามารถสรุปวิเคราะห์เป็นพนฐานความคิดนำไปสู่กรอบ
ื้
ความคดในการวิจัย คือ การมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้เป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษา
ิ
และชุมชนซึ่งกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นการร่วมคิดร่วมทำแหล่งเรียนรู้ ทั้งในสถานศึกษาและ
นอกสถานศึกษาสิ่งที่จะนำมาใช้ในงานวิจัยครั้งนี้ คือ การกำหนดกลุ่มตัวอย่างเครื่องมือเก็บข้อมูลและ
กระบวนการมีส่วนร่วม
74
งานวิจัยต่างประเทศ
Atkinson (2002 : 2635-A) ได้ศึกษาการทำให้โรงเรียนประถมศึกษาในเมืองโอคลาโฮมาเป็น
ศูนย์กลางการเรียนรู้ของชุมชน เป็นโรงเรียนประถมศึกษาตั้งอยู่ในบริเวณที่ประชาชนมีความยากจน
และมีอาชญากรรมสูงการศึกษาใช้กรอบ และแนวคิดของทฤษฏีเชิงระบบในการกำหนดกรอบความคิด
เกี่ยวกับความร่วมมือการเป็นหุ้นส่วนการเก็บรวบรวมข้อมูล ใช้การสำรวจและการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้
ส่วนเสียในชุมชนผลการศึกษา พบว่า หลังจากโปรแกรมการเรียนของโรงเรียนได้ให้หน่วยงานต่างๆ
จำนวนหนึ่งเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาทำให้ชุมชน มีความพอใจและเห็นคุณค่าของการศึกษา
เมื่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนโครงการร่วมกับฝ่ายบริหารกรรมการของโรงเรียน
ื่
ในท้องถิ่น พบว่า ความพยายามในการดำเนินงานในลักษณะนี้ไม่ได้ถูกนำไปสู่โรงเรียนอนหลังจากได้รับ
การสนับสนุนด้านการเงิน โดยสรุปถึงแม้จะมีหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการ
จัดหาแหล่งทรัพยากรและโปรแกรมต่างๆ แต่การบริหารงานยังคงไม่ประสานกันทำให้ไม่มีการวางแผน
โดยรวมและเกิดความร่วมมือกันอย่างจริงจัง
ู
Field (2002 : 3636-A) ได้วิจัยประสิทธิผลของโปรแกรมของศนย์การเรียนรู้ที่เป็นทางเลือกของ
กลุ่มโรงเรียนในนครเท็กซัส ที่มีต่อการปรับปรุงพฤติกรรมนักเรียนการเข้าเรียนและผลสัมฤทธิ์ทาง
ั
วิชาการใช้ระเบียบวิธีการวิจัยพฒนา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย นักเรียน บุคลากร ทางวิชาชีพ
ปีการศึกษา 2001 ดำเนินการวิจัย 4 ขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูล คือ แบบสอบถาม
แบบสังเกต และแบบสำรวจผลการวิจัย พบว่า มีนักการศึกษาที่ศูนย์การเรียนรู้ที่เป็นทางเลือกได้
จัดสภาพแวดล้อมที่เออต่อการเรียนรู้เอาใจใส่สร้างความผูกพนอย่างใกล้ชิด และให้ความเคารพระหว่าง
ื้
ั
นักเรียนและบุคลากร ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ระดับคะแนนของนักเรียนสูงขึ้นพฤติกรรมการเข้าเรียน
เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
ิ
Brayboy - Locklear (2003 : 1158-A) ได้ศึกษาอทธิพลของแรงจูงใจที่มีต่อสภาพแวดล้อมของ
โรงเรียนที่มีผลต่อการปรับปรุงผลการเรียนของนักเรียนเชื้อสายอเมริกันดั้งเดิม จากโรงเรียนในรัฐ
แคโรไรนา โดยยึดกรอบความคิดจาก Resiliency Theory ของ Henderson และ Milstien
ึ
นักเรียนกลุ่มดังกล่าวมีผลการเรียนต่ำกว่านักเรียนกลุ่มอื่น โดยเลือกศกษากับนักเรียน 2 กลุ่ม จำนวน
ั
50 คนจาก 3 โรงเรียนการเก็บข้อมูลใช้แบบทดสอบวัดความสามารถคณิตศาสตร์ และภาษาองกฤษ
แบบวัดแรงจูงใจสำหรับการเรียนให้ได้ผลดีที่สุด และใช้การสัมภาษณ์ผลการศึกษา พบว่า นักเรียนที่ได้
์
คะแนนผ่านเกณฑมีคะแนนแรงจูงใจในการเรียนให้ได้ผลดีที่สุดแตกต่างกัน และจากการสัมภาษณก็ได้ผล
์
75
ื้
อย่างเดียวกัน ดังนั้น การจัดสภาพแวดล้อมของโรงเรียนให้มีความเอออาทรและมีการสื่อสารความ
คาดหวังที่ดีต่อนักเรียนเชื้อสายอเมริกันดั้งเดิม จะทำให้นักเรียนมีโอกาสกลับตัวให้ดีขึ้น
Cranley (2003:1531-A) ได้ศึกษาพฤติกรรมการปฏิบัติในด้านจริยธรรมนักเรียนในโรงเรียน
ประถมศึกษา ในชุมชนเมืองของประเทศไทยการประพฤติปฏิบัติทางด้านจริยธรรมของนักเรียน
ประกอบด้วย มาตรการที่โรงเรียนใช้ในการอบรมจริยธรรมของนักเรียน โดยการนำเอาจริยธรรมบูรณา
การเข้ากับวิชาอื่น และมาตรการเหล่านี้จะเกิดผลอย่างไร โดยกำหนดกรอบความคิดไว้ 6 ด้านคือ การ
สอนจริยธรรมเป็นส่วนหนึ่งของหลักฐานการสอนจริยธรรม โดยใช้กิจกรรมการสอนที่ต่อเนื่องการสอน
จริยธรรมโดยกำหนดระเบียบกฎของห้องเรียน การสอนจริยธรรมโดยดำเนินการนโยบายและระเบียบ
ของทางราชการการวิจัยในครั้งนี้ ใช้ระยะเวลา 6 เดือน ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจึง พบว่า การ
จัดการการศึกษาด้านจริยธรรม โดยผู้บริหารและครูเน้นการปลูกฝังความดีงามที่ยึดตามหลัก
ื่
พระพุทธศาสนา โดยเน้นการควบคุมดูแลนักเรียน การปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่าง ให้กับคนอน ได้ความดี
โดยวิธีการที่นักเรียนรู้โดยการปฏิบัติแม้ว่าจะไม่ได้กำหนดไว้ชัดเจนในหลักสูตรสิ่งที่ต้องปฏิบัติต่อกันการ
ื่
ให้เกียรติผู้อน เป็นเรื่องที่มี่ความสำคัญและได้ค้น พบว่า การจัดการเรียน การสอนจริยศึกษา ควร
บูรณาการคุณภาพในการจัดการเรียนการสอนจะช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และปฏิบัติได้ผู้บริหาร
และครูนอกจากอบรมสั่งสอนควรเป็นแบบอย่างที่ดี การฝึกอบรมควรกระทำอย่างต่อเนื่องเพอให้เกิด
ื่
ความยั่งยืน อย่างไรก็ตามแม้ว่านักเรียนส่วนใหญ่จะมีความประพฤติที่เหมาะสมตลอดเวลาแต่ก็มีนักเรียน
ส่วนน้อยที่ต่อต้านในด้านการไม่อยากเรียน
Keefe (2003 : 1613-A) ได้ศึกษาศูนย์การเรียนรู้วีดีทัศน์ว่าสามารถบูรณาการหลักสูตรการ
เรียนในโรงเรียนประถมศึกษาได้อย่างไร ศูนย์การเรียนดังกล่าวเป็นการถ่ายทอดโทรทัศน์วงจรปิดโดย
เชื่อมสัญญาณไปยังห้องเรียนทุกห้อง การบริการการเรียบเรียงตัดต่อวีดีทัศน์แก่นักเรียน และครูสร้าง
บทเรียนวีดีทัศน์และชุดการประชุมวีดีทัศน์ ซึ่งเป็นการเตรียมประสบการณ์การเรียนผ่านการปฏิบัติการ
ร่วมกันกับผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ รวมทั้งกลุ่มนักเรียนในพื้นที่ห่างไกลหรือการเรียนอิเล็กทรอนิกส์ภาคสนาม
พิพิธภัณฑ์โรงภาพยนตร์เป็นต้นศูนย์การเรียนดังกล่าวได้สร้างสิ่งแวดล้อมทางการเรียนให้แพร่กระจายเพิ่ม
และขยายการเรียนรู้เกิดขึ้นที่โรงเรียน วิธีการในการศึกษาขนอยู่กับการบอกลักษณะของการประเมินรุ่น
ึ้
ที่ 4 ของ Guba และ Lincoln เพื่อพัฒนากรณีศึกษาการบูรณาการของการใช้ศูนย์การเรียนวีดีทัศน์ใน
โรงเรียนประถมศึกษา ที่เน้นการใช้เทคโนโลยีการบรรยายสิ่งที่เกิดขึ้นในศูนย์การเรียนวีดีทัศน์ในโรงเรียน
ซึ่งใช้เวลาสังเกตนานกว่า 2 ปีได้ถกมากำหนดกรอบในการอ้างองสิ่งที่เกี่ยวข้องและประเด็นปัญหาที่เป็น
ู
ิ
ลักษณะการประเมินรุ่นที่ 4 ซึ่งขึ้นอยู่กับการสะท้อนความคิดเห็นของครูหลังจากที่ได้สังเกตพฤติกรรม
76
การเรียนของผู้เรียนผ่านวีดีทัศน์และความสัมพันธ์ของการเรียนกับวีดีทัศน์กับการเรียนด้วยเทคโนโลยี
ึ
รูปแบบอื่นๆ ผลการศกษาแสดงให้เห็นว่าครูได้ปรับตัวปรับหลักสูตรให้สมบูรณ์ขึ้นครูมีโอกาสพัฒนาขึ้น
ภายในโรงเรียนมีการแนะนำแหล่งเรียนรู้อย่างกว้างขวางรวมทั้งความสามารถของครูที่ประสบความสำเร็จ
ในการสอนตามทฤษฎีสร้างสรรค์ความรู้ และมแรงกระตุ้นในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้วีดีทัศน์
ี
ื่
Pilcher (2003 : 750-A) ได้ทำการศึกษาเพอสอบสวนหาความสัมพันธ์ 2 ชุด คือความสัมพันธ์
ั
ระหว่างลักษณะบุคคลศึกษากับสภาพแวดล้อมเรียนรู้และความสัมพนธ์ระหว่างลักษณะบุคคล ศึกษากับ
คะแนนการปฏิบัติในโรงเรียนประถมศึกษา 17 โรง ที่ตั้งอยู่ในกลุ่มโรงเรียนรัฐบาล 5 กลุ่มในรัฐลุยเซียนา
วิธีการศึกษาอาจารย์ใหญ่และครูโรงเรียนชั้นอนุบาล ถึง ประถมศึกษาปีที่ 6 ตอบแบบสอบถามจำนวน
15 ข้อ ที่ออกแบบเพอวัดการรับรู้เกี่ยวกับระดับการนำลักษณะบุคคลศึกษาไปใช้ในสภาพแวดล้อม
ื่
โรงเรียน และแบบสอบถามที่ประเมินการรับรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมการเรียนรู้เก็บรวบรวมข้อมูลจาก
แบบสำรวจที่บุคลากรโรงเรียนตอบ เพอทำการวิเคราะห์ตามโรงเรียนระดับชั้นที่สอนจำนวนปีที่มี
ื่
ประสบการณ์การสอน จำนวนปีที่อยู่ในโรงเรียนปัจจุบันสถานภาพการรับรองปริญญาสูงสุดที่สำเร็จ เพศ
และชาติพนธุ์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ตอบแบบสำรวจจำนวน 14 ข้อ ที่ประเมินการรับรู้
ั
เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในโรงเรียน เก็บรวบรวมข้อมูลเพอทำการวิเคราะห์ตามโรงเรียน
ื่
ั
ระดับชั้นเรียน อายุ เพศ กลุ่มชาติพนธ์ และสภาพแวดล้อมทางสังคมเศรษฐกิจข้อมูลที่เป็นเอกสาร
สำคัญประกอบด้วยคะแนนการปฏิบัติในการเรียนสำหรับโรงเรียนแต่ละโรงที่เข้ามีส่วนร่วมการวิจัยในช่วง
3 ปีที่ผ่านมา (ปี 2000 - 2003) มีผู้ตอบแบบสำรวจและแบบสอบถาม ทั้งสิ้น1,093 คน อาจารย์ใหญ่
8 คน ครู 100 คน และนักเรียน 931 คน โดยตอบผ่านอนเทอร์เน็ตผู้วิจัยใช้การออกแบบเชิง
ิ
สหสัมพันธ์เพื่อกำหนดว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างระดับการนำลักษณะบุคคลศึกษาไปใช้สภาพแวดล้อมการ
ั
ี
เรียนรู้ และคะแนนการปฏิบัติในการเรียนหรือไม่สหสัมพนธ์ของเพยร์สัน และการวิเคราะห์พหุถดถอย
ื่
ั
ใช้กำหนดความสัมพนธ์ระหว่างตัวแปรทั้ง 3 ตัวคำนวณค่า t-test กลุ่มตัวอย่างอสระ เพอกำหนด
ิ
ิ
ความแตกต่างทางสถิติระหว่างข้อมูลทางประชากรศาสตร์ ที่เก็บรวบรวมจากผู้ตอบกับตัวแปรอสระ
ระดับการนำลักษณะบุคคลไปใช้กับสภาพแวดล้อมการเรียน ผลการศึกษาพบว่า ไม่มีความสัมพนธ์อย่าง
ั
ั
มีนัยสำคัญระหว่างการนำลักษณะบุคคลไปใช้กับสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ และไม่มความสัมพนธ์อย่างมี
ี
นัยสำคัญระหว่างการรับรู้ของนักเรียนเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมการเรียนกับคะแนนการปฏิบัติในการเรียนที่
ั
ระดับ .037 ตามที่วัดด้วยสัมประสิทธิ์สหสัมพนธ์ของเพยร์สัน ข้อมูลเปิดเผยว่ามีสหสัมพนธ์ทางบวก
ั
ี
ระหว่างการรับรู้ของนักเรียนเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมการเรียนรู้กับคะแนนการปฏิบัติในการเรียน
77
Stover (2003 : 1933-A) ได้วิจัยการประเมินทางเลือกและการปรับปรุงโรงเรียน : การสร้าง
องค์การแห่งการเรียนรู้ โดยใช้การทำงานร่วมกันและการสะท้อนความคิดเห็นเป็นงานวิจัยเชิง
เปรียบเทียบในโรงเรียนสองขนาดในอาลาบาลา โดยใช้วิธีการทำงานร่วมกันและการสะท้อนความคดเห็น
ิ
เก็บข้อมูล โดยใช้คำถามปลายเปิดสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้องสรุปผลการวิจัยได้ 4 ข้อ คือ 1) รายงานที่
มีคุณค่าจะถูกนำเสนอด้วยข้อมูลที่เกี่ยวกับจุดมุ่งหมายในโรงเรียนพบในโรงเรียนทุกขนาด 2) รูปแบบผู้นำ
เป็นปัจจัยสำคัญในกระบวนการบริหาร 3) การมีส่วนร่วมและการนำเสนอมีส่วนสำคัญต่อกระบวนการ
ปรับปรุงโรงเรียน 4) ในด้านกระบวนการมีข้อจำกัดเล็กน้อยคือการมีส่วนร่วมและการสะท้อนความคิด
ของผู้เกี่ยวข้องจะถูกจำกัดด้วยความสามารถของผู้เกี่ยวข้องและกิจกรรมในแผนพัฒนาโรงเรียน
Steyaert Patrick และคณะ (2007 : 537-550) ได้ศึกษาการวิจัยเกี่ยวกับสิ่งที่เอออำนวยต่อ
ื้
สังคมแห่งการเรียนรู้ ระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการแหล่งเรียนรู้ตามธรรมชาติในชายฝั่ง
ั
แอทแลนติก ของประเทศฝรั่งเศส กล่าวว่า การพฒนาการเพมนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมส่งผลถึง
ิ่
กระบวนการวิธีการซึ่งท้องถิ่นสามารถเริ่มต้นจัดกระทำโครงสร้างโดยการตอบรับของสังคมเพอวาง
ื่
แนวทางหาวิธีทำงานเบื้องต้น กำหนดความคิดเห็นในบริบทภาพรวมและสภาพแวดล้อมที่จะกระทำอยู่
เช่น ความคิดเห็นในการสร้างโอกาสในการดำเนินการการเชื่อมต่อระหว่างธรรมชาติกับเทคโนโลยีและ
ปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นจะเป็นกระบวนการก่อให้เกิดความรู้ระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องการศึกษา
ครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่โอกาสของการจัดผลผลิตและการประยุกต์ความรู้เชิงสังคมในการมีบทบาทเสมือน
นักวิทยาศาสตร์ด้วยตนเอง
Seddon และ Biasutti (2009 : 541-549) ได้ศึกษาการเรียนรู้ดนตรีจากแหล่งเรียนรู้
อเล็กทรอนิกส์ ของผู้เรียนเป็นรายบุคคลโดยใช้คีบอร์ด จำนวน 12 แป้น และการฟงเสียงของ
ั
ิ
สภาพแวดล้อมจากแหล่งเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ในมุมมองของผู้วิจัย พบว่า ได้เกิดประสบการณการเรียนรู้
์
ิ
การรับรู้ของผู้เข้าร่วมโดยมีบทบาทเป็นผู้สอนผ่านสื่ออเล็กทรอนิกส์ โดยการสังเกตวีดิโอเทปของผู้มีส่วน
ร่วมจากการสัมภาษณ พบว่า ผู้มีส่วนร่วมประสบผลสำเร็จกับสิ่งแวดล้อมทางอิเล็กทรอนิกส์ ในการเรียน
์
ดนตรีผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ กิจกรรมการเรียนรู้ 5 อย่าง คือ วิธีการสอนการลอกเลียนแบบ การฝึกฝน
การเล่น การประเมินผล มุมมองของผู้เข้าร่วม 4 ประการ ได้แก่ กิจกรรมที่หลากหลายความรู้สึกการ
ประเมินผล ความยากผู้เข้าร่วมการเรียนรู้ที่แตกต่างกันของปฏิสัมพนธ์กับผู้สอนจากการศึกษาเอกสาร
ั
้
และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องต่างประเทศ พบว่า มีขอสรุปที่เหมือนกัน คือ เป็นการวิจัยปฏิบัติการและการมี
ส่วนร่วมการพฒนาแหล่งเรียนรู้ที่เหมือนกันคือ เป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีอเล็กทรอนิกส์ การ
ิ
ั
ใช้โทรทัศน์วงจรปิดอินเทอร์เน็ตเข้ามาใช้ในการจัดแหล่งเรียนรู้ประชากรและกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ที่มีส่วนได้
78
ส่วนเสียในการพฒนาแหล่งเรียนรู้เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม คือ แบบสอบถาม และแบบ
ั
สัมภาษณ์ แบบบันทึกการมีส่วนร่วมในการบริหารของชุมชนเป็นผลลัพธ์ในเชิงบวก ต่างประเทศ
หน่วยงานระดับสูงจะให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมมาก
79
บทที่ 3
วิธีดำเนินการวิจัย
วิจัยเรื่อง รูปแบบการพฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของศูนย์การศึกษานอกระบบ
ั
ั
และการศึกษาตามอธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) โดยมี
ความมุ่งหมายเพอ ศึกษาสภาพปัจจุบัน ความต้องการพฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของศูนย์
ั
ื่
ั
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา สร้างรูปแบบการพฒนาแหล่งเรียนรู้
ั
แบบมีส่วนร่วมของชุมชน ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา
ั
ั
และนำเสนอรูปแบบการพฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน ของศูนย์การศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา จากความมุ่งหมายดังกล่าว ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัย ทั้งหมด
ั
3 ระยะ 7 ขั้นตอน แต่ละระยะ ประกอบด้วย
1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
3. การเก็บรวบรวมข้อมูล
4. การจัดกระทำกับข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล
5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
80
ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน ความต้องการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน
ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา
ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน ความต้องการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของ
ึ
ึ
ชุมชนของศูนย์การศกษานอกระบบและการศกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา มีทั้งหมด 3 ขั้นตอน
ประกอบด้วย
ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาเอกสาร (Documentary Study) ศึกษาตำรา เอกสาร
ั
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้สังเคราะห์กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน การพฒนาแหล่งเรียนรู้และ
แหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษา จากเอกสารของนักวิชาการในประเทศและต่างประเทศ
ได้กรอบแนวคิดการวิจัย ประกอบด้วย กรอบกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน 5 ขั้นตอน คือ การมี
ส่วนร่วมในการระดมความคิด ตัดสินใจ การมีส่วนร่วมในการวางแผน การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน
การมีส่วนร่วมในการติดตาม ประเมินผล และการมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ กรอบการพฒนา
ั
ื้
แหล่งเรียนรู้ใช้กรอบของ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพนฐาน. 2547 : 83) ดังนี้ สำรวจแหล่ง
้
เรียนรู้ จัดทำขอมูลสารสนเทศ ทะเบียน แหล่งเรียนรู้ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ และ กำกบ
ั
ติดตามประเมินผลการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ กรอบแหล่งเรียนรู้ทั้งในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษาโดยใช้
กรอบของ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2547 : 3-4) ดังนี้
1.1 แหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา ประกอบด้วย แหล่งเรียนรู้ที่เป็นบุคคล
ธรรมชาติหรือทรัพยากรธรรมชาติ สถานที่ สถาบัน หน่วยงานที่มนุษย์สร้างขึ้น เทคโนโลยี วัสดุ อุปกรณ์
เอกสาร กิจกรรม
1.2 แหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา ประกอบด้วย แหล่งเรียนรู้ที่เป็นบุคคล
ธรรมชาติหรือทรัพยากรธรรมชาติ สถานที่ สถาบัน หน่วยงานที่มนุษย์สร้างขึ้น เทคโนโลยี วัสดุ อุปกรณ์
เอกสาร กิจกรรม ตลอดจนธรรมเนียม วัฒนธรรมและประเพณี
ขั้นตอนที่ 2 การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Study) สำรวจสภาพปัจจุบัน ความ
ึ
ต้องการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน ของศูนย์การศกษานอกระบบและการศึกษาตาม
อัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา
2.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ จำนวน 373
คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้ประชากรเป็นกลุ่มตัวอย่าง
ประกอบด้วย 1) คณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 10 คน 2) คณะกรรมการ กศน.ตำบล
81
จำนวน 105 คน 3) ครู กศน. จำนวน 23 คน 4) บรรณารักษ์ จำนวน 1 คน 5) ผู้นำชุมชน
จำนวน 184 คน 6) ปราชญ์ชาวบ้าน จำนวน 50 คน
2.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบสอบถาม มีขั้นตอน
การสร้าง ดังนี้
2.2.1 ลักษณะของแบบสอบถาม เป็นแบบสอบถามแบบตรวจสอบ
รายการ (Check-List) แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) และแบบสอบถามชนิดปลายเปิด
(Open-End) ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นทั้งหมด 3 ตอน
ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
ตอนที่ 2 ข้อมูลความคิดเห็นเกี่ยวกับ สภาพปัจจุบัน ความ
ต้องการการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ของศูนย์การศกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมือง
ึ
พะเยา
ตอนที่ 3 ข้อคำถามปลายเปิดให้เสนอแนะความคิดเห็น
2.2.2 การสร้างแบบสอบถาม มีขนตอนการดำเนินการ ดังนี้
ั้
1) ศึกษาเอกสาร ตำรา โดยการเก็บรวบรวมขอมูล ต่างๆ ที่
้
เกี่ยวข้องกับความต้องการรูปแบบการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมทั้งในสถานศึกษาและนอก
สถานศึกษา และแนวทางการสร้างแบบสอบถามของ (บุญชม ศรีสะอาด. 2560 : 105)
2) สร้างแบบสอบถามครอบคลุมกรอบแนวคิดการวิจัย
ประกอบด้วยกรอบแนวคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม กรอบแนวคิดการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ และกรอบแนวคิด
ประเภทของแหล่งเรียนรู้
3) นำเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ
4) ตรวจสอบเครื่องมือโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 ท่าน
ประกอบด้วย
4.1) ดร.สุรีวัลย์ ลิ้มพิพัฒนกุล ข้าราชการบำนาญ
อดีตผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมมาตรฐานการศึกษาการศึกษานอกโรงเรียน สำนักงานส่งเสริม
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
4.2) นางสุรีย์ภรณ์ หน่อคำ ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ
ึ
ศูนย์การศกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองเชียงราย
82
4.3) นายมงคล พลายขมพูนุท ผู้อำนวยการ
เชี่ยวชาญ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอไทรงาม
4.4) นายสมมาตร คงเรือง ศูนย์การศึกษานอก
ระบบและการศกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองสุโขทัย
ึ
4.5) ดร.ประภาภรณ์ คำโอภาส ผู้อำนวยการ
ชำนาญการพิเศษ ศูนย์การศกษานอกระบบและการศกษาตามอัธยาศัยอำเภอดอยสะเก็ด
ึ
ึ
5) ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง เชิง
เนื้อหา การใช้ภาษาตรวจสอบคุณภาพ และความถูกต้องเหมาะสม และหาค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC
(IOC : Index of item objective congruence) โดยมีเกณฑ์พิจารณา ดังนี้ (บุญชม ศรีสะอาด. 2560 :
104)
+1 เมื่อแน่ใจว่าข้อคำถามนั้นสามารถใช้วัดตัวแปรที่ศึกษาได้
0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อคำถามนั้นสามารถใช้วัดตัวแปรที่ศึกษาได้หรือไม่
-1 เมื่อแน่ใจว่าข้อคำถามนั้นไม่สามารถใช้วัดตัวแปรที่ศึกษาได้
ผลการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง เชิงเนื้อหา การใช้ภาษาตรวจสอบ
คุณภาพและความถูกต้องเหมาะสมและหาค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC (IOC : Index of item
objective congruence) ตอนที่ 1 ค่าเฉลี่ย 1.00 สรุปผล ใช้ได้ ตอนที่ 2 สภาพปัจจุบันค่าเฉลี่ย
ั
0.98 สรุปผล ใช้ได้ ความต้องการมีส่วนร่วมพฒนาแหล่งเรียนรู้ ค่าเฉลี่ย 1.00 สรุปผล ใช้ได้ ตอนที่ 3
ค่าเฉลี่ย 1.00 สรุปผล ใช้ได้ และค่าเฉลี่ยแบบสอบถามทั้งฉบับ 1.00 สรุปผล ใช้ได้
6) นำแบบสอบถามที่ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความสอดคล้อง
แล้วนำมาวิเคราะห์ เพอสรุปผลการพจารณา โดยพจารณาและคัดเลือกแบบสอบถามที่มีค่าดัชนี
ิ
ื่
ิ
สอดคล้อง (IOC) 0.50 ถึง 1.00 ขึ้นไป (บุญชม ศรีสะอาด, 2560)
83
R
IOC=
N
เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับ
จุดประสงค์การเรียนรู้
R แทน คะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ
N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด
สรุปผลการพิจารณา แบบสอบถามใช้ได้ทุกข้อ รายละเอียดแยกรายข้อ
7) จัดพิมพ์แบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ นำไปทดลองเก็บ
รวบรวมข้อมูลกับกลุ่มที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ซึ่งได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษา คณะกรรมการ กศน.
ตำบล ครู กศน. บรรณารักษ์ ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศกษา
ึ
ั
ตามอธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา เป็นการเลือกแบบเจอะจง (Purposive Sampling) เป็นจำนวน
ทั้งหมด 35 คน
8) นำแบบสอบถาม วิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ
โดยใช้สัมประสิทธิ์แอลฟา ตามวิธีของครอนบาค ใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ค่าความเชื่อมั่นสภาพปัจจุบันทั้ง
ฉบับ .988 ค่าความเชื่อมั่น ความต้องการทั้งฉบับ .970 และรายละเอียดรายข้อ
9) นำเครื่องมือไปเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง
ทั้งหมด 373 คน 373 ฉบับ
ั
้
2.3 การเก็บรวบรวมขอมูล ส่งแบบสอบถามให้กบกลุ่มตัวอย่าง โดยขอความ
ร่วมมือจากครู กศน.ตำบล ในสังกัดศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมือง
พะเยา เป็นผู้ลงพื้นที่เก็บขอมูล
้
2.4 การจัดกระทำกับข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล เมื่อได้รับแบบสอบถามคืน
ทั้งหมด 373 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 100 ภายในวันเวลาที่กำหนด ผู้วิจัยทำการตรวจสอบแบบสอบถามม ี
ความสมบูรณ์ ครบถ้วน ทุกฉบับ นำข้อมูลที่ได้ไปหาค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ด้วย
โปรแกรมสำเร็จรูป วิเคราะห์ข้อมูลโดย แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์
หาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าเฉลี่ย ( X ) โดยแปลความหมายตามเกณฑ ดังนี้
์
84
ค่าเฉลี่ยระหว่าง 4.51 – 5.00 หมายถึง มากที่สุด
ค่าเฉลี่ยระหว่าง 3.51 – 4.50 หมายถึง มาก
ค่าเฉลี่ยระหว่าง 2.51 – 3.50 หมายถึง ปานกลาง
ค่าเฉลี่ยระหว่าง 1.51 – 2.50 หมายถึง น้อย
ค่าเฉลี่ยระหว่าง 1.00 – 1.50 หมายถึง น้อยที่สุด
คำถามปลายเปิด วิเคราะห์หาความถี่ (f) ค่าร้อยละ (%) และใช้การ
วิเคราะห์เนื้อหา
2.5 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ( X ) ส่วน
ี่
เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ความถ (f) ร้อยละ (%)
ุ
ระยะที่ 2 สร้างรูปแบบการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชมชน ของศูนย์
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา
ั
ขั้นตอนที่ 3 ยกร่างรูปแบบการพฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชนของศูนย์
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา รวบรวมผลการวิเคราะห์ข้อมูล จาก
ั
แบบสอบถาม นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์แล้วสรุปในรูปแบบการพรรณนา เป็นความเรียงใช้ในการยกร่าง
รูปแบบการพฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา
ั
ั
ตามอธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา ที่ประกอบด้วย การพฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม 6 ขั้นตอน
ั
และการดำเนินงานพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม 19 กิจกรรมย่อย
ขั้นตอนที่ 4 ร่างรูปแบบโดยการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) นำ
ั
รูปแบบการพฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา
ั
ั
ตามอธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา ที่ยกร่างมาสนทนากลุ่มร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพฒนาแหล่ง
เรียนรู้ ประกอบด้วย
4.1 กลุ่มผู้ให้ข้อมูล กลุ่มผู้ให้ข้อมูลที่ใช้ในการสนทนากลุ่ม เป็นกลุ่มที่มี
ภูมิหลัง มีความรู้ ใกล้เคียงกันและให้มีความแตกต่างกันระหว่างกลุ่ม ประกอบไปด้วย คณะกรรมการ
สถานศึกษา จำนวน 2 คน คณะกรรมการ กศน.ตำบล จำนวน 2 คน ครู กศน. จำนวน 2 คน
์
บรรณารักษ จำนวน 1 คน ผู้นำชุมชน จำนวน 2 คน ปราชญ์ชาวบ้าน จำนวน 2 คน รวมจำนวน
ทั้งสิ้น 11 คน ซึ่งผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการสนทนา โดยจัดให้มีผู้จดบันทึกบันทึกเทปการสนทนา 1 คน
ผู้บันทึกภาพ 1 คน
85
4.2 การจัดกระทำกับข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล
4.2.1 จัดลำดับคำถามและประเด็นคำถามที่ใช้ในการสนทนา
4.2.2 จับประเด็นที่ได้จากการสนทนากลุ่มแล้วบันทึก
4.2.3 ลงรหัสข้อมูล
4.2.4 ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลซ้ำ ซึ่งอาจเกิดขึ้นใน
กระบวนการกลุ่มหรือเกิดขึ้นภายหลัง โดยการให้สมาชิกตรวจสอบรายงานข้อเขียนจากบันทึกการ
สนทนา การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์จาการจดบันทึกประกอบเทปบันทึกเสียง โดยการถอดเทป
บันทึกเสียง ถอดข้อความสนทนาแล้วทำเครื่องหมายในข้อความและประเด็นที่สำคัญ เพิ่มเติม
ผลจากการสนทนาได้รูปแบบการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน
ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา ที่ประกอบด้วยการพัฒนา
แหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม 6 ขั้นตอน และการดำเนินงานพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม 19
กิจกรรมย่อย
ขั้นตอนที่ 5 ประเมินร่างรูปแบบการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน ของ
ศูนย์การศกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา
ึ
5.1 กลุ่มผู้ให้ข้อมูล
ผู้เชี่ยวชาญที่ประเมินร่างรูปแบบการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วน
ั
ร่วมของชุมชน ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา โดย
ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ใช้เกณฑในการคัดเลือก ดังนี้ เป็นผู้บริหารระดับชำนาญการพิเศษขนไป มี
์
ึ้
ความเชี่ยวชาญด้านแหล่งเรียนรู้ เป็นผู้บริหารการศึกษา เป็นภาคีเครือข่ายในการจัดการศึกษานอก
ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ประกอบด้วย
5.1.1 ดร.สุรีวัลย์ ลิ้มพิพัฒนกุล ข้าราชการบำนาญ อดีตผู้เชี่ยวชาญ
เฉพาะด้านส่งเสริมมาตรฐานการศึกษาการศึกษานอกโรงเรียน สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ
และการศึกษาตามอัธยาศัย
5.1.2 นางสุรีย์ภรณ์ หน่อคำ ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ ศูนย์การศึกษา
ึ
นอกระบบและการศกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองเชียงราย
5.1.3 นายมงคล พลายขมพนุท ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ ศูนย์
ู
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอไทรงาม
5.1.4 นายสมมาตร คงเรือง ศูนย์การศกษานอกระบบและการศึกษา
ึ
86
ตามอัธยาศัยอำเภอเมืองสุโขทัย
5.1.5 ดร.ประภาภรณ์ คำโอภาส ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ
ศูนย์การศกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอดอยสะเก็ด
ึ
5.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประเมินโดยการใช้แบบประเมิน
ความเหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบการพฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วน
ั
ั
ร่วมของชุมชน ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา ผู้วิจัย
ดำเนินการดังนี้
5.2.1 ศึกษารูปแบบการสร้างแบบประเมิน
5.2.2 กำหนดขอบข่ายและสร้างแบบประเมิน
5.2.3 ส่งแบบประเมินให้ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณา ให้ข้อเสนอแนะ
5.2.4 ปรับปรุง แบบประเมิน แล้วนำรูปแบบ คู่มือการใช้รูปแบบ
พร้อมแบบประเมินไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบ ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็น
ประโยชน์ และหาค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC (IOC : Item Objective Congruence Index) ผลการ
ตรวจสอบ ความเหมาะสม ค่าเฉลี่ย 1.00 สรุปผล ใช้ได้ ความเป็นไปได้ ค่าเฉลี่ย 1.00 สรุปผลใช้ได้
ความเป็นประโยชน์ ค่าเฉลี่ย 1.00 สรุปผล ใช้ได้ และค่าเฉลี่ยแบบประเมินทั้งฉบับ 1.00 สรุปผล ใช้ได้
5.2.5 นำแบบประเมิน มาปรับปรุงแก้ไขตามผู้เชี่ยวชาญเสนอแนะ
5.2.6 จัดพิมพ์แบบประเมิน ฉบับสมบูรณ์ นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญ 5
ท่าน ประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และประโยชน์ของรูปแบบ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณ
ค่า (Rating Scales) 5 ระดับ (บุญชม ศรีสะอาด. 2553 : 103)
5.4 การจัดกระทำกับข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล
เมื่อได้รับแบบประเมินแล้ว นำมาแบ่งเป็นด้าน 3 ด้าน คือ ด้าน
ความเหมาะสม ด้านความเป็นไปได้ และด้านความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลจากแบบ
ประเมินโดยใช้ค่าเฉลี่ย ( X ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) ผลการประเมิน ความเหมาะสม
ค่าเฉลี่ย 4.86 สรุปผล มีความเหมาะสมมากที่สุด ความเป็นไปได้ ค่าเฉลี่ย 4.94 สรุปผล มีความ
เป็นไปได้มากที่สุด และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ ค่าเฉลี่ย 5.00 สรุปผล มีความเป็นประโยชน์
มากที่สุด
5.5 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ( X ) และส่วน
เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D)
87
ระยะที่ 3 นำเสนอรูปแบบการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน ของศูนย์
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา
ขั้นตอนที่ 6 นำเสนอรูปแบบพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชน ของศูนย์
การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา ต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนา
แหล่งเรียนรู้
6.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ จำนวน 373
คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ใช้ประชากรเป็นกลุ่มตัวอย่าง
ประกอบด้วย 1) คณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 10 คน 2) คณะกรรมการ กศน.ตำบล
จำนวน 105 คน 3) ครู กศน. จำนวน 23 คน 4) บรรณารักษ์ จำนวน 1 คน 5) ผู้นำชุมชน
จำนวน 184 คน 6) ปราชญ์ชาวบ้าน จำนวน 50 คน
6.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
แบบประเมินความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ
การสร้างแบบประเมินความเป็นไปได้ของรูปแบบ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบการพัฒนาแหล่ง
เรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของชุมชนของสถานศึกษา ผู้วิจัยดำเนินการดังนี้
6.2.1 ศึกษารูปแบบการสร้างแบบประเมิน
6.2.2 กำหนดขอบข่ายและสร้างแบบประเมิน
6.2.3 ส่งแบบประเมินให้ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณา ให้ข้อเสนอแนะ
6.2.4 ปรับปรุง แบบประเมิน แล้วนำรูปแบบ คู่มือการใช้รูปแบบ
พร้อมแบบประเมินไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ตามข้อ 1.2.5 ตรวจสอบ ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์
และหาค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC (IOC : Item Objective Congruence Index) ผลการตรวจสอบ
ความเป็นไปได้ ค่าเฉลี่ย 1.00 สรุปผล ใช้ได้ ความเป็นประโยชน์ ค่าเฉลี่ย 1.00 สรุปผล ใช้ได้ และ
ค่าเฉลี่ยแบบประเมินทั้งฉบับ 1.00 สรุปผล ใช้ได้
6.2.5 นำแบบประเมิน มาปรับปรุงแกไข ตามที่ผู้เชี่ยวชาญ
้
เสนอแนะ
6.2.6 จัดพิมพ์แบบประเมิน ฉบับสมบูรณ์ นำไปให้ผู้มีส่วนได้ส่วน
เสียเกี่ยวกับการพฒนาแหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา จากการนำเสนอ
ั
รูปแบบ จำนวน 373 คน ประเมินความความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ และการนำรูปแบบไปใช้
88
้
6.3 การเก็บรวบรวมขอมูล
ผู้วิจัยนำเสนอรูปแบบการพัฒนาแหล่งเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของ
ชุมชน ของศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา โดยผู้วิจัยนำเสนอ
ั
รูปแบบ แจกและเก็บรวบรวมแบบประเมิน โดยความร่วมมือจาก ครู กศน.ตำบล สังกดศูนย์การศึกษา
ั
นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอเมืองพะเยา
6.4 การจัดกระทำกับข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล
เมื่อได้รับแบบประเมินแล้ว นำมาแบ่งเป็นด้าน 2 ด้าน คือ ด้าน
ความเป็นไปได้และด้านความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ
การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย
( X ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D)
ผลการประเมินความเป็นไปได้ ค่าเฉลี่ย 4.83 สรุปผล มีความ
เป็นไปได้มากที่สุด และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ ค่าเฉลี่ย 4.89 สรุปผล มีความเป็นประโยชน์
มากที่สุด
6.5 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ( X ) และ
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D)