การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ขององค์การบริหารส่วนตำบลสะเนียน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน PEOPLE’S PARTICIPATION IN THE ADMINISTRATION DISASTER RELIEF OF SANIEN SUBDISTRICT ADMINISTRATIVE ORGANIZATION, MUENG NAN DISTRIC, NAN PROVINCE จ่าสิบโทเกรียงศักดิ์ คะใจ สารนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๖๕
การมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ขององค์การบริหารส่วนตำบลสะเนียน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน จ่าสิบโทเกรียงศักดิ์ คะใจ สารนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๖๕ (ลิขสิทธิ์เป็นขอมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)
People’s Participation in The Administration Disaster Relief of Sanien Subdistrict Administrative Organization, Mueng Nan Distric, Nan Province Sergeant Major Second Class Kriangsak Kajai A Research Paper Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Master of Public Administration Graduate School Mahachulalongkornrajavidyalaya University C.E.2022 (Copyright by Mahachulalongkornrajavidyalaya University)
ก ชื่อสารนิพนธ : การมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน อําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน ผูวิจัย : จาสิบโทเกรียงศักดิ์ คะใจ ปริญญา : รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต คณะกรรมการควบคุมสารนิพนธ : พระครูปลัดวัชรพงษ วชิรปฺโญ, ผศ.ดร., พธ.บ.(รัฐศาสตร) , รม.(รัฐศาสตร) พธ.ด.(รัฐประศาสนศาสตร) : ผศ. ดร.ธิติวุฒิ หมั่นมี, พธ.บ.(สังคมศึกษา), พธ.ม.(ปรัชญา), พธ.ด.(รัฐประศาสนศาสตร) วันสําเร็จการศึกษา : ๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๕ บทคัดยอ การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงคคือ 1. เพื่อศึกษาระดับการมีสวนรวมของประชาชนในการ ปองกันและบรรเทาสาธารณ ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน อําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน 2. เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนตอการมีสวนรวมในการบริหารจัดการงานบรรเทาสา ธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน อําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน โดยจําแนกตามปจจัย สวนบุคคล 3. เพื่อนําเสนอแนวทางการสงเสริมการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงาน ปองกันและบรรเทาสาธารณภัยตามหลักพุทธธรรมขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน อําเภอเมือง นาน จังหวัดนาน ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณ เปนการสํารวจดวย แบบสอบถามซึ่งมีคาความเชื่อมั่นทั้งฉบับเทากับ 0.970 กับกลุมตัวอยางคือ ประชาชนในพื้นที่เขต การปกครองขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน จํานวน 383 คน ทําการวิเคราะหขอมูลดวย โปรแกรมสําเร็จรูปทางสังคมศาสตร สถิติที่ใชคือ คาความถี่คารอยละ คาเฉลี่ย คาเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบคาที และการทดสอบคาเอฟ ดวยวิธีการวิเคราะหความแปรปรวนทางเดียว และงานวิจัย เชิงคุณภาพดวยการสัมภาษณเชิงลึกกับผูใหขอมูลสําคัญ จํานวน ๑0 รูปหรือคน โดยใชเทคนิคการ วิเคราะหเนื้อหาเชิงพรรณนา และสรุปเปนความเรียง
ข ผลการวิจัยพบวา ๑. ระดับความคิดเห็นตอการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทา สาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน อําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน โดยภาพรวมอยูใน ระดับมากที่สุด (x� = ๓.๕๙) เมื่อพิจารณาเปนรายดานพบวา อยูในระดับมากทุกดาน ๒. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนตอการมีสวนรวมของประชาชนในการ บริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน อําเภอเมืองนาน จังหวัด นาน โดยจําแนกตามปจจัยสวนบุคคล พบวา ประชากรที่มีเพศ ที่ตางกัน มีความคิดเห็น ไมแตกตาง กัน จึงปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว สวน อายุ อาชีพ การศึกษา รายไดตางกัน มีความคิดเห็นแตกตางกัน ดังนั้น จึงยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว ๓. แนวทางการสงเสริมการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานปองกันและ บรรเทาสาธารณภัยตามหลักอปริหานิยธรรมขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน อําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน องคการบริหารสวนตําบลสะเนียนจัดใหมีการประชุมเพื่อรับทราบแนวทาง ขั้นตอน อยาง ตอเนื่อง เพื่อรับนโยบายจากนายกอบต. ในการประชุมตองมีผูแทนจากชุมชนมารวมเพื่อแสดงความ คิดเห็น เสนอปญหาและความตองการของชุมชน และใหประชาชนมีความตระหนัก ถึงความสําคัญ ของการมีสวนรวมและจัดทําแผนปองกันและบรรเทาสาธารณภัย ในการขับเคลื่อนงาน รวมถึงการ ประชาสัมพันธกิจกรรมงานตางๆ ใหทุกคนไดรับทราบ ประกอบกับการนํากฎหมาย ระเบียบขอบังคับ ทางราชการ ที่จําเปนเสนอตอประชาชนลงความเห็นรวมกัน ถือวาเปนประชามติของชุมชนที่ตั้งขึ้นจะ ทําใหเกิดการยอมรับและนําไปปฏิบัติ ตามจารีตประเพณีและวัฒนธรรมการใหความเคารพนับถือผู อาวุโสและใหความศรัทธาตอผูนําชุมชน และมีการใหเกียรติซึ่งกันและกันไมแบงชายหรือหญิงสามารถ แยกแยะในบทบาทหนาที่ ไมขัดแยงกันโดยไมมีเหตุผล ถือวาเปนปจจัยสําคัญในการนํามาซึ่งการ พัฒนาชุมชนใหไปในทิศทางที่ตองการ เรื่องประเพณี เปนสิ่งที่ยึดโยงคนเอาไวไดมากที่สุด เปนหัวใจ หลักของชุมชน เปนความเขมแข็งทางการสืบทอดจารีตประเพณีทางศาสนาอยางยาวนาน
ค Research Paper Title : People’s Participation in The Administration Disaster Relief of Sanien Subdistrict Administrative Organization, Mueng Nan Distric, Nan Province Researcher : Sergeant Major Second Class Kriangsak Kajai Degree : Master of Public Administration Research Paper Supervisory Committee : Phrakhrupalad Watcharaphong Vacirapañño, Asst. Prof. Dr. B.A. (Social Science), M.A. (Political Science), Ph.D. (Public Administration) : Asst.Prof.Dr. Thitiwut Munmee, B.A. (Teaching of Social Studies), M.A. (Philosophy), Ph.D. (Public Administration) Date of Graduation : October 17, 2022 Abstract The Objectives of this research were 1. To study the level of People Participation in The Administration Disaster Relief of Sanien Subdistrict Administrative Organization, Mueng Nan Distric, Nan Province, 2 to compare comment of people per People Participation in The Administration Disaster Relief of Sanien Subdistrict Administrative Organization, Mueng Nan Distric, Nan Province and 3. Present guidelines encouragement People Participation in The Administration Disaster Relief of Sanien Subdistrict Administrative Organization, Mueng Nan Distric, Nan Province. Methodology was mixed methods : The quantitative research as the survey with questionnaire that had the reliability test at 0.970 with the sample group of 383 people in administrative area Sanien Subdistrict Administrative Organization Udonthai province and analized the data by ready programme of social sciences. The statistics for data analysis are frequenzy, percentage, mean, standard deviation, with one-way analysis of variance, ttest and f-test. and qualitative research was an in depth interview from the 10 key information by using the descriptive content analysis technique.
ง The Findings were that: 1. The opinions on the result – based People Participation in The Administration Disaster Relief of Sanien Subdistrict Administrative Organization, Mueng Nan Distric, Nan Province. Overall, the level was highest (x̅= 3.59) when considering each aspect found that it was ranked in the high level. 2. The results of the comparison of people opinions on the People Participation in The Administration Disaster Relief of Sanien Subdistrict Administrative Organization, Mueng Nan Distric, Nan Province. Classified by personal status indicated that people with different gender had the opinions indifferently. It rejected the set hypothesis. But people who had the difference of age, occupation, education level and earning, had the different opinions therefore accepting the set hypothesis. 3. The guidelines encouragement People Participation in The Administration Disaster Relief Disaster Prevention and Mitigation illustrated that when the seven principles of aparihaniyadhamma of Sanien Subdistrict Administrative Organization, Mueng Nan Distric, Nan Province. Sanien Subdistrict Administrative Organization hold a meeting to know the guidelines procedure continuously to know the policy from Chief Executive of the Subdistrict Administrative Organization at the meeting, there must be representatives of the community to express their opinions propose the problems and needs of the community and make people aware of the importance of participation and prepare Disaster Prevention and Mitigation Plan to ran, including public relations, activities, events let everyone know together with the adoption of the necessary government regulations propose to the public for a consensus. It is considered a community referendum that will create acceptance and adoption of traditions, a culture of respect for elders, faith in community leaders and respect each other do not device men or women and be able to distinguish between duties do not conflict with each other for no reason. It is considered an important factor in bringing community development in the desired way. Tradition is the thing that attaches most people to the heart of the community as a strong way of inheriting religious traditions for a long time.
จ กิตติกรรมประกาศ สารนิพนธ เรื่อง การมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทา สาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน อําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน ฉบับนี้จัดทําขึ้น เพื่อเปนสวนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยสารนิพนธฉบับนี้ เสร็จสมบูรณไดเพราะไดรับความเมตตาอนุเคราะห ใหคําปรึกษา แนะนํา และใหความชวยเหลือจากบุคคลหลายทานดวยกัน ซึ่งผูวิจัยขอระบุนามไว เพื่อแสดงความขอบคุณไว ดังนี้ ขอกราบขอบพระคุณ พระชยานันทมุนี, ผศ.ดร. ผูอํานวยการวิทยาลัยสงฆนครนาน เฉลิมพระเกียรติฯ พระครูปลัดวัชรพงษ วชิรปฺโญ, ผศ.ดร. ประธานกรรมการควบคุมสารนิพนธ ผศ.ดร. ธิติวุฒิ หมั่นมีกรรมการผูควบคุมสารนิพนธที่ไดใหคําแนะนํา และไดกรุณาเสียสละเวลา ใหคําปรึกษา และตรวจสอบแกไขสารนิพนธฉบับนี้อยางละเอียดรอบคอบ ชัดเจนสมบูรณมากยิ่งขึ้น และกราบขอบพระคุณ รศ.ดร.สุรพล สุยะพรหม รศ.ดร.เกียรติศักดิ์สุขเหลือง และคณะกรรมการ ผูทรงคุณวุฒิในการสอบปองกันสารนิพนธครั้งนี้ที่เมตตาชี้แนะแกไขเนื้อหาที่บกพรองใหสมบูรณ ถูกตอง จนทําใหสารนิพนธฉบับนี้สําเร็จลุลวงไปดวยดีผูวิจัยขอกราบขอบพระคุณไว ณ โอกาสนี้ ขอขอบพระคุณ ผศ.ดร.วรปรัชญ คําพงษ ผศ.ดร.ธีรทัศน โรจนกิจจากุล นางกาญจนา ทะกา นางศรีทอน ผาทอง ที่กรุณารับเปนผูทรงคุณวุฒิใหความอนุเคราะหในการตรวจ เครื่องมือเพื่อใชในการวิจัย พรอมทั้งใหคําแนะนําในการปรับปรุงแกไขเครื่องมือใหมีความสมบูรณ ยิ่งขึ้น ขอขอบคุณ นายสวาง เปรมประสิทธิ์ นายกองคการบริหารสวนตําบลสะเนียน อําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน ที่ไดใหความอนุเคราะหในการเก็บขอมูลตัวอยางเพื่อการศึกษาวิจัย ขอบคุณผูใหขอมูลสําคัญทุก ๆ ทาน ตลอดจนประชาชนกลุมตัวอยางทุกทานที่เอื้อเฟอในการตอบ แบบสอบถาม ชวยสนับสนุนขอมูลประกอบการทําสารนิพนธ อีกทั้ง เพื่อนๆ นิสิตทุกรูปหรือคน ที่มีสวนสงเสริมสนับสนุนการดําเนินการจัดทําสารนิพนธใหสําเร็จลุลวงไปดวยดี คุณคาและประโยชนที่เกิดจากสารนิพนธนี้ ขอยกคุณความดีนี้บูชาพระคุณของ มารดา บิดา ครู อาจารย ผูมีพระคุณทุกๆ ทานที่ไดอบรม สั่งสอน แนะแนว เปนที่ปรึกษาใหความรูจนถึง ปจจุบันนี้ จาสิบโทเกรียงศักดิ์ คะใจ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๖๕
ฉ สารบัญ เรื่อง หนา บทคัดยอภาษาไทย ก บทคัดยอภาษาอังกฤษ ค กิตติกรรมประกาศ จ สารบัญ ฉ สารบัญตาราง ฌ สารบัญภาพ ณ คําอธิบายสัญลักษณและคํายอ ด บทที่ ๑ บทนํา ๑.๑ ความเปนมาและความสําคัญของปญหา ๑ ๑.๒ คําถามการวิจัย ๗ ๑.๓ วัตถุประสงคของการวิจัย ๗ ๑.๔ ขอบเขตการวิจัย ๗ ๑.๕ สมมติฐานการวิจัย ๑๐ ๑.๖ นิยามศัพทเฉพาะที่ใชในการวิจัย ๑๐ ๑.๗ ประโยชนที่ไดรับจากการวิจัย ๑๓ บทที่ ๒ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวของ ๒.๑ แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวของ ๑๔ ๒.๑.๑ แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการมีสวนรวม ๑๔ ๒.๑.๒ แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ๒๔ ๒.๑.๓ แนวคิดเกี่ยวกับการปองกันและบรรเทาสาธารรณภัย ๔๖ ๒.๒ หลักอปริหานิยธรรม ๗ ๖๔ ๒.๓ ขอมูลบริบทเรื่องที่วิจัย ๗๘ ๒.๔ งานวิจัยที่เกี่ยวของ ๙๔ ๒.๕ กรอบแนวคิดในการวิจัย ๑๑๙
ช สารบัญ (ตอ) เรื่อง หนา บทที่ ๓ วิธีดําเนินการวิจัย ๓.๑ รูปแบบการวิจัย ๑๒๒ ๓.๒ การวิจัยเชิงปริมาณ ๑๒๒ ๓.๒.๑ ประชากรและกลุมตัวอยาง ๑๒๒ ๓.๒.๒ เครื่องมือที่ใชในการวิจัย ๑๒๕ ๓.๒.๓ การเก็บรวบรวมขอมูล ๑๒๙ ๓.๒.๔ การวิเคราะหขอมูล ๑๒๙ ๓.๓ การวิจัยเชิงคุณภาพ ๑๓๑ ๓.๓.๑ ผูใหขอมูลสําคัญ ๑๓๑ ๓.๓.๒ เครื่องมือที่ใชในการวิจัย ๑๓๒ ๓.๓.๓ การเก็บรวบรวมขอมูล ๑๓๒ ๓.๓.๔ การวิเคราะหขอมูล ๑๓๓ บทที่ ๔ ผลการวิเคราะหขอมูล ๔.๑ การนําเสนอขอมูลเชิงปริมาณ ๑๓๔ ๔.๑.๑ ผลการวิเคราะหขอมูลเบื้องตน ๑๓๔ ๔.๑.๒ ผลการวิเคราะหตามวัตถุประสงคของการวิจัย ๑๓๗ ๔.๒ การนําเสนอขอมูลเชิงคุณภาพ ๑๘๕ ๔.๒.๑ ผลการวิเคราะหแบบสัมภาษณของผูใหขอมูลหลักเกี่ยวกับ การสงเสริมการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการ สาธารณภัยตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ๑๘๕ ๔.๒.๒ ผลการวิเคราะหแบบสัมภาษณของผูใหขอมูลหลักเกี่ยวกับ การมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการ งานบรรเทาสาธารณภัย ๑๙๓ ๔.๓ องคความรู ๒๐๔ ๔.๓.๑ องคความรูที่ไดรับจากการวิจัย ๒๐๔ ๔.๓.๒ องคความรูที่ไดสังเคราะหจากการวิจัย ๒๐๗
ซ สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า บทที่ ๕ สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ ๕.๑ สรุปผลการวิจัย ๒๑๓ ๕.๒ การอภิปรายผล ๒๑๗ ๕.๓ ข้อเสนอแนะ ๒๒๗ ๕.๓.๑ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ๒๒๗ ๕.๓.๒ ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ ๒๒๘ ๕.๓.๓ ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป ๒๒๘ บรรณานุกรม ๒๓๐ ภาคผนวก ภาคผนวก ก เครื่องมือการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ๒๔๖ ภาคผนวก ข หนังสือขอความอนุเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบ เครื่องมือวิจัย ๒๕๐ ภาคผนวก ค ผลการวิเคราะห์ค่า IOC ๒๕๓ ภาคผนวก ง หนังสือขอความอนุเคราะห์เก็บข้อมูลเพื่อตรวจสอบค่าความ เชื่อมั่นของแบบสอบถาม (Try out) ๒๕๕ ภาคผนวก จ ผลการวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม (Reliability) ๒๕๗ ภาคผนวก ฉ หนังสือขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เชิงปริมาณ ๒๖๐ ภาคผนวก ช หนังสือขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เชิงคุณภาพ ๒๖๒ ภาคผนวก ซ ประมวลภาพจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ๒๖๖ ประวัติผู้วิจัย ๒๖๙
ฌ สารบัญตาราง ตารางที่ หนา ๒.๑ แสดงความหมายของการมีสวนรวมของประชาชน ๒๓ ๒.๒ แสดงองคประกอบพื้นฐานทางการบริหารจัดการ ๓๕ ๒.๓ แสดงความหมายของการบริหารจัดการ ๔๓ ๒.๔ แสดงความหมายหลักที่นักวิชาการและนักวิจัยทําการศึกษาเกี่ยวกับ การปองกันและบรรเทาสาธารณภัย ๖๑ ๒.๕ แสดงแนวคิดหลักที่นักวิชาการและนักวิจัยทําการศึกษาเกี่ยวกับ ความหมายของหลักอปริหานิยธรรม ๗ ๗๖ ๒.๖ แสดงประชากรตําบลสะเนียน ๘๘ ๒.๗ แสดงแนวคิดเกี่ยวกับองคการบริหารสวนตําบล ๙๔ ๒.๘ แสดงแนวคิดเกี่ยวกับการมีสวนรวมของประชาชน ๙๘ ๒.๙ แสดงแนวคิดเกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติของชุมชน ๑๐๔ ๒.๑๐ แสดงแนวคิดเกี่ยวกับองคการบริหารสวนตําบล ๑๐๙ ๒.๑๑ แนวคิดเกี่ยวกับหลักอปริหานิยธรรม ๑๑๖ ๓.๑ แสดงจํานวนประชากรกลุมตัวอยาง (แยกตามหมูบาน) ๑๒๔ ๔.๑ แสดงจํานวนและคารอยละของผูตอบแบบสอบถาม ๑๓๕ ๔.๒ คาเฉลี่ย และคาเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับการมีสวนรวมของประชาชน ในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัยขององคการบริหารสวน ตําบลสะเนียน ๑๓๗ ๔.๓ คาเฉลี่ย คาเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการมีสวนรวมของประชาชนใน การบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน ๑๓๘ ๔.๔ คาเฉลี่ย คาเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการมีสวนรวมของประชาชนใน การบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน ๑๓๙
ญ สารบัญตาราง (ตอ) ตารางที่ หนา ๔.๕ คาเฉลี่ย คาเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการมีสวนรวมของประชาชนใน การบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน ๑๔๐ ๔.๖ คาเฉลี่ย คาเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการมีสวนรวมของประชาชนใน การบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน ๑๔๑ ๔.๗ คาเฉลี่ย และคาเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับการมีสวนรวมของประชาชนใน การบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัยตามหลักอปริหานิยธรรม โดยภาพรวม ๑๔๒ ๔.๘ คาเฉลี่ย คาเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหาร จัดการงานบรรเทาสาธารณภัยตามหลักอปริหานิยธรรม ดานหมั่นประชุมเปนนิตย ๑๔๓ ๔.๙ คาเฉลี่ย คาเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการมีสวนรวมของประชาชนในการ บริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัยตามหลักอปริหานิยธรรม ดานพรอมเพรียงกันประชุม พรอมเพรียงกันทํากิจกรรม ๑๔๔ ๔.๑๐ คาเฉลี่ย คาเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการมีสวนรวมของประชาชน ในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัยตามหลักอปริหานิยธรรม ดานไมตั้งกฎระเบียบที่ขัดตอชุมชน ๑๔๕ ๔.๑๑ คาเฉลี่ย คาเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการมีสวนรวมของประชาชน ในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัยตามหลักอปริหานิยธรรม ดานมีความเคารพนับถือตอผูบังคับบัญชา ๑๔๖ ๔.๑๒ คาเฉลี่ย คาเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการมีสวนรวมของประชาชน ในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัยตามหลักอปริหานิยธรรม ดานการใหเกียรติและคุมครองสิทธิสตรี ๑๔๗ ๔.๑๓ คาเฉลี่ย คาเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการมีสวนรวมของประชาชน ในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัยตามหลักอปริหานิยธรรม ดานปฏิบัติตามจารีตประเพณีของชุมชน ๑๔๘
ฎ สารบัญตาราง (ตอ) ตารางที่ หนา ๔.๑๔ คาเฉลี่ย คาเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการมีสวนรวมของประชาชน ในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัยตามหลักอปริหานิยธรรม ดานการอารักขา คุมครอง ปกปองอันชอบธรรม ๑๔๙ ๔.๑๕ คาเฉลี่ย และคาเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับการบริหารจัดการงาน บรรเทาสาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน โดยภาพรวม ๑๕๐ ๔.๑๖ คาเฉลี่ย คาเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการบริหารจัดการงานบรรเทา สาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน ดานการใชเทคโนโลยี และนวัตกรรมดิจิทัล ๑๕๑ ๔.๑๗ คาเฉลี่ย คาเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการบริหารจัดการงาน บรรเทาสาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน ดานระบบสนับสนุนตัดสินใจสั่งการ ๑๕๒ ๔.๑๘ คาเฉลี่ย คาเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการบริหารจัดการงานบรรเทา สาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน ดานการเตรียมความพรอม ๑๕๓ ๔.๑๙ คาเฉลี่ย คาเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการบริหารจัดการงานบรรเทา สาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน ดานการพัฒนาบุคลากร ๑๕๔ ๔.๒๐ คาเฉลี่ย คาเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับการมีสวนรวมในการบริหารจัดการ งานบรรเทาสาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน โดยภาพรวม ๑๕๕ ๔.๒๑ การเปรียบเทียบการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงาน บรรเทาสาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน จําแนกตามเพศ ๑๕๖ ๔.๒๒ การเปรียบเทียบการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงาน บรรเทาสาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน จําแนกตามอายุ ๑๕๗ ๔.๒๓ การเปรียบเทียบการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทา สาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน จําแนกตามอายุ ๑๕๘
ฏ สารบัญตาราง (ตอ) ตารางที่ หนา ๔.๒๔ การเปรียบเทียบความแตกตางรายคูดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยที่สุด ของการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน ดานการใชเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล ๑๕๙ ๔.๒๕ การเปรียบเทียบความแตกตางรายคูดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยที่สุด ของการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน ดานการสรางระบบสนับสนุน การตัดสินใจสั่งการ ๑๖๐ ๔.๒๖ การเปรียบเทียบความแตกตางรายคูดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยที่สุด ของการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน ดานการเตรียมความพรอม ๑๖๑ ๔.๒๗ การเปรียบเทียบความแตกตางรายคูดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยที่สุด ของการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน ดานการพัฒนาบุคลากร ๑๖๒ ๔.๒๘ การเปรียบเทียบการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทา สาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน จําแนกตามระดับการศึกษา ๑๖๓ ๔.๒๙ การเปรียบเทียบความแตกตางรายคูดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยที่สุด ของการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน จําแนกตามระดับการศึกษา โดยภาพรวม ๑๖๔ ๔.๓๐ การเปรียบเทียบความแตกตางรายคูดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยที่สุด ของการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน จําแนกตามระดับการศึกษา ดานการใชเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล ๑๖๕
ฐ สารบัญตาราง (ตอ) ตารางที่ หนา ๔.๓๑ การเปรียบเทียบความแตกตางรายคูดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยที่สุด ของการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน จําแนกตามระดับการศึกษา ดานการสรางระบบสนับสนุนการตัดสินใจสั่งการ ๑๖๖ ๔.๓๒ การเปรียบเทียบความแตกตางรายคูดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยที่สุด ของการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน จําแนกตามระดับการศึกษา ดานการเตรียมความพรอม ๑๖๗ ๔.๓๓ การเปรียบเทียบความแตกตางรายคูดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยที่สุด ของการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน จําแนกตามระดับการศึกษา ดานการพัฒนาบุคลากร ๑๖๘ ๔.๓๔ การเปรียบเทียบการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทา สาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน จําแนกตามอาชีพ ๑๖๙ ๔.๓๕ การเปรียบเทียบความแตกตางรายคูดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยที่สุด ของการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน จําแนกตามอาชีพ โดยภาพรวม ๑๗๐ ๔.๓๖ การเปรียบเทียบความแตกตางรายคูดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยที่สุด ของการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน จําแนกตามอาชีพ ดานการใชเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล ๑๗๑
ฑ สารบัญตาราง (ตอ) ตารางที่ หนา ๔.๓๗ การเปรียบเทียบความแตกตางรายคูดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยที่สุด ของการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน จําแนกตามอาชีพ ดานการสรางระบบสนับสนุนการตัดสินใจสั่งการ ๑๗๓ ๔.๓๘ การเปรียบเทียบความแตกตางรายคูดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยที่สุด ของการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน จําแนกตามระดับอาชีพ ดานการเตรียมความพรอม ๑๗๔ ๔.๓๙ การเปรียบเทียบความแตกตางรายคูดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยที่สุด ของการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน จําแนกตามระดับอาชีพ ดานการพัฒนาบุคลากร ๑๗๕ ๔.๔๐ การเปรียบเทียบการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทา สาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน จําแนกตามรายได ๑๗๖ ๔.๔๑ การเปรียบเทียบความแตกตางรายคูดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยที่สุด ของการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน จําแนกตามรายได โดยภาพรวม ๑๗๗ ๔.๔๒ การเปรียบเทียบความแตกตางรายคูดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยที่สุด ของการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน ดานการใชเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล ๑๗๘
ฒ สารบัญตาราง (ตอ) ตารางที่ หนา ๔.๔๓ การเปรียบเทียบความแตกตางรายคูดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยที่สุด ของการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน ดานการสรางระบบสนับสนุนการตัดสินใจสั่งการ ๑๗๙ ๔.๔๔ การเปรียบเทียบความแตกตางรายคูดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยที่สุด ของการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน ดานการเตรียมความพรอม ๑๘๐ ๔.๔๕ การเปรียบเทียบความแตกตางรายคูดวยวิธีผลตางนัยสําคัญนอยที่สุด ของการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน ดานการพัฒนาบุคลากร ๑๘๑ ๔.๔๖ ผลสรุปโดยรวมการเปรียบเทียบการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหาร จัดการงานบรรเทาสาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน โดยจําแนกตามปจจัยสวนบุคคลตามสมมติฐานที่ ๑ – ๕ ๑๘๒ ๔.๔๗ ขอเสนอแนะการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทา สาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน มีอะไรบาง ๑๘๔ ๔.๔๘ สรุปผลการวิเคราะหแบบสัมภาษณเกี่ยวกับการมีสวนรวมของประชาชน ในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัยขององคการบริหารสวน ตําบลสะเนียน ๑๙๙
ณ สารบัญแผนภาพ แผนภาพที่ หนา ๒.๑ แสดงองคประกอบของการบริหารจัดการ ๓๔ ๒.๒ แสดงโครงสรางขององคการบริหารสวนตําบล ๘๐ ๒.๓ แสดงโครงสรางองคการบริหารสวนตําบลสะเนียน ๙๓ ๒.๔ แสดงกรอบแนวคิดในการวิจัย ๑๒๐ ๔.๑ แสดงสรุปองคความรูจากการวิจัย ๒๐๕ ๔.๒ แสดงองคความรูที่ไดสังเคราะหจากการวิจัย ๒๐๘
ด คําอธิบายสัญลักษณและคํายอ อักษรยอในสารนิพนธฉบับนี้ใชอางอิงจากพระไตรปฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณ ราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๙ การอางอิงพระไตรปฎก จะระบุเลม/ขอ/หนา หลังอักษรยอชื่อคัมภีร เชน ที.สี. (บาลี) ๙/๒๗๖/๙๗, ที.สี. (ไทย) ๙/๒๗๖/๙๘. หมายถึง ทีฑนิกาย สีลกฺขนฺธวคฺคปาลิ ภาษาบาลี เลมที่ ๙ ขอ ๒๗๖ หนา ๙๗ ฉบับมหาจุฬาเตปฎกํ ๒๕๐๐, ทีฑนิกาย สีลขันธวรรค ภาษาไทย เลมที่ ๙ ขอ ๒๗๖ หนา ๙๘ ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ๒๕๓๙ ตามลําดับดังนี้ ๑. คําอธิบายคํายอในภาษาไทย ก. คํายอชื่อคัมภีรพระไตรปฎก พระสุตตันตปฎก คํายอ ชื่อคัมภีร ภาษา องฺ.จตุกฺก. (ไทย) = อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ภาษาไทย ที.ปา. (ไทย) = ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ภาษาไทย องฺ.อฏฐก. (ไทย) = อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต ภาษาไทย
บทที่ ๑ บทนํา ๑.๑ ความเปนมาและความสําคัญของปญหา ๑.๑.๑ ความเปนมา จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอยางรวดเร็วในปจจุบันทําใหเห็นชัดวา แนวโนม สถานการณสาธารณภัยจะมีความรุนแรงมากขึ้น และถือเปนภัยรายแรงที่จะคุกคามตอชีวิต และทรัพยสินของประชาชนและประเทศได นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของสถานการณสาธารณภัย ยังสงผลกระทบตอทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคตอีกดวย และผลพวงที่เกิดขึ้นจากการจัดการ สาธารณภัยประเทศหนึ่งยังมีผลกระทบตอประเทศเพื่อนบาน และประเทศอื่นๆ ไดดวยเชนกัน ดังนั้น เมื่อทบทวนผลการปฏิบัติดานการปองกันและบรรเทาสาธารณภัยระยะที่ผานมาไดสะทอนปญหา และความทาทายตอการแกไขปญหาเชิงโครงสราง กระบวนการ และองคความรู จึงจําเปนตองมี การพัฒนาระบบการปองกัน การเตรียมความพรอม และการสรางภูมิคุมกันในการจัดการสาธารณภัย ของประเทศใหเขมแข็งภายใตหลัก “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”อันประกอบดวย ความมีเหตุผล และความพอประมาณในการจัดการสาธารณภัย รวมทั้งการสรางภูมิคุมกันที่ดีตอการรูรับปรับตัว กับผลกระทบและความเปลี่ยนแปลง โดยอาศัยความรูและคุณธรรมในการจัดการสาธารณภัย ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไดอยางยั่งยืน0 1 1 คณะกรรมการปองกันและบรรเทาสาธารณภัยแหงชาติ “แผนการปองกันและบรรเทาสาธารณภัย แหงชาติ พ.ศ.๒๕๕๘”พิมพครั้งที่ ๓, (กรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย, สิงหาคม ๒๕๖๐), หนา ๑๑-๑๒.
๒ ประเทศไทยกําหนดใหองคกรการปกครองทองถิ่นบริหารจัดการทองถิ่นเปนการกระจาย อํานาจจากสวนกลาง โดยที่รัฐบาลกระจายอํานาจทางการปกครองบางสวนใหแกประชาชนในทองถิ่น ไดเขามามีสวนรวมปกครองตนเอง โดยทําหนาที่เกี่ยวกันการบริหารพัฒนาและใหบริการประชาชน ในเขตพื้นที่ ตามหลักการที่วาถาอํานาจของการปกครองมาจากประชาชนในทองถิ่นแลว รัฐบาล ยอมจะตองเปนรัฐบาลของประชาชนโดยประชาชน มีอํานาจในการกําหมดนโยบาย ตัดสินใจ และดําเนินกิจการภายในขอบเขตที่กฎหมายกําหนดวาเปนอํานาจหนาที่ของหนอยการปกครอง ทองถิ่นของแตละแหง ถือเปนรากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยเพราะเปนสถาบัน ฝกสอนการเมืองการปกครองใหกับประชาชน ทําใหเกิดความคุนเคยในการใชสิทธิและหนาที่พลเมือง อันจะนํามาสูความศรัทธาเลื่อมใสในระบบประชาธิปไตยและการปกครองสวนทองถิ่น เปนการแบงเบาภาระของรัฐบาล จึงมีผลทําใหคนในทองถิ่นรูจักปญหาดวยตนเอง รูแนวทาง ที่จะพัฒนาและนําทรัพยากรมาใชอยางมีประสิทธิภาพ เพื่อผลการพัฒนานั้น จะเกิดประโยชน ตอทองถิ่นของตนเอง นอกจากนั้นยังเกิดความรูสึกเปนเจาของ มีสิทธิ มีเสียง และความเปนอันหนึ่ง อันเดียวกัน อันจะสงผลใหเกิดความตองการในการมีสวนรวมในการพัฒนาทองถิ่น1 2 องคการบริหารสวนตําบลสะเนียน ไดรับการประกาศจัดตั้งเปนองคการบริหารสวนตําบล จากกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๓๙ และประกาศราชกิจจานุเบกษาฉบับทั่วไป เลม ๑๑๓ ตอน พิเศษ ๕๒ ลงวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๓๙ ซึ่งมีฐานะเปนหนวยงานบริหารราชการ สวนทองถิ่น เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ ๒๕๔๐ เปนองคการบริหารสวนตําบลสะเนียนถึงปจจุบัน ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ ๔๑๐ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๒๕๖,๒๕๐ ไร คิดเปนรอยละ ๕๘ ของพื้นที่อําเภอเมืองนาน2 3 ในฐานะที่รัฐบาลเปนองคกรปกครองประเทศและประชาชน ดังนั้นรัฐบาล จึงตองมีบทบาทหนาที่และภารกิจ ตอประชาชนมากมายหลายประการ ภารกิจที่สําคัญของรัฐบาล นอกจากการรักษาความสงบเรียบรอยและความมั่นคงของประเทศแลว รัฐยังตองใหความสําคัญ ในเรื่อง “การปองกันและบรรเทาสาธารณภัย” ทั้งที่สาธารณภัยตาง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ตั้งแตอดีตที่ผานมามีความรุนแรงและสรางความเสียหายแกชีวิตและทรัพยสินทั้งของรัฐและประชาชน 2 ลิขิต ธีรเวคิน,ขิต ธีรเวคิน,“การกระจายอํานาจและการมีสวนรวมในการพัฒนาชนบท” (กรุงเทพมหานคร : คณะรัฐศาสตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร, ๒๕๓๓), หนา ๓๐๖. 3 องคการบริหารสวนตําบลสะเนียน “แผนปองกันและบรรเทาสาธารณภัยองคการบริหารสวน ตําบลสะเนียน” องคการบริหารสวนตําบลสะเนียน ตําบลสะเนียน อําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน (นาน : องคการ บริหารสวนตําบลสะเนียน, 2563), หนา 1 – 3.
๓ อยางมากมายนับไมถวน เชน พายุใตฝุน ภัยจากสงคราม ภัยพิบัติจากอุทกภัย วาตภัยและอัคคีภัย ในการบริหารจัดการภัยพิบัติโดยทั่วไปจะตองแบงตามวัฎจักรการบริหารจัดการภัย ๔ ขั้นตอน3 4 ดังนี้ ๑) การปองกันและลดผลกระทบ ๒) การเตรียมพรอมรับภัย ๓) การจัดการในภาวะฉุกเฉิน ๔) การจัดการหลักการเกิดภัย จึงเปนไปตามพระราชบัญญัติปองกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๐ และสอดคลอง กับแผนการปองกันและบรรเทาสาธารณภัยแหงชาติ พ.ศ.๒๕๕๘ รวมทั้งมีความเชื่อมโยง กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติฉบับที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๖๐ – ๒๕๖๔ และยุทธศาสตร การเตรียมพรอมตามแผนแหงชาติและแผนการปองกันและบรรเทาสาธารณภัยของจังหวัด/อําเภอ เพื่อใหการบริหารจัดการสาธารณภัยเปนไปในทิศทางเดียวกันทั้งระบบ และเพื่อประโยชน ในการปองกันและบรรเทาสาธารณภัยไดอยางรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สรางความเชื่อมั่น ใหกับประชาชน และสรางความปลอดภัยในทองถิ่น โดยใหความสําคัญกับหลักการจัดการความเสี่ยง จากสาธารณภัยที่ประกอบดวยการลดความเสี่ยงจากสาธารณภัย ไดแก การปองกัน การลดผลกระทบ และการเตรียมความพรอม ควบคูกับการจัดการในภาวะฉุกเฉิน ไดแก การเผชิญเหตุ การบรรเทาทุกข รวมทั้งการฟนฟู ไดแก การฟนสภาพและการซอมสราง การสรางใหมใหดีกวาและปลอดภัยกวาเดิม โดยการหวงใยในความปลอดภัยคนไทยทุกคน ที่พึ่งยึดถือเปนแนวทางการปฏิบัติรวมกัน อยางตอเนื่องจนกลายเปนวัฒนธรรมองคกร ในการขับเคลื่อนงานกรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.๒๕๖๔-๒๕๖๖ ตามหลักการขับเคลื่อนงาน DDPM+S5 D-Digital Transformation การใชเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลในการบริหารจัดการ สาธารณภัยเพื่อพัฒนาองคกรใหสามารถปฏิบัติงานไดอยางมีประสิทธิภาพ D-Decision Support System : DSS การสรางระบบสนับสนุนการตัดสินใจสั่งการ ในการบริหารจัดการสาธารณภัย 4 กรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย “คูมือ การวางระบบบริหารจัดการในภาวะวิกฤตจากภัย พิบัติ”พิมพครั้งที่ ๒ (กรุงเทพมหานคร : ชุมชนสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทย จํากัด, สิงหาคม ๒๕๕๒), หนา ๑ 5 กรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย https://www.disaster.go.th/th/about /about-vision.php เขาถึงขอมูลเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔
๔ P-Preparedness การเตรียมความพรอมในการบริหารจัดการสาธารณภัย M-Man การพัฒนาบุคลากรของกรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัยและผูปฏิบัติงาน ดานการบริหารจักการสาธารณภัยทุกระดับใหเปนมืออาชีพรวมทั้งปฏิบัติงานรวมกับหนวยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในการบริหารจัดการสาธารณภัยไดอยางมีประสิทธิภาพ S-Standard การพัฒนามาตรฐานดานการบริหารจัดการสาธารณภัย ทั้งกอนเกิดภัย ขณะเกิดภัย และเมื่อภัยสิ้นสุด องคการบริหารสวนตําบลสะเนียน เปนหนวยงานการบริหารระดับทองถิ่นที่มีขนาดเล็ก และมีหนาในการปองกันและบรรเทาสาธารณภัยในเขตพื้นที่ตามพระราชบัญญัติปองกันและบรรเทา สาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๐ ระบุไว ถึงพื้นที่จะมีความเสี่ยงในการเกิดภัยพิบัติหรือสาธารณภัยตาง ๆ นั้น อยูในระดับปานกลาง ไมวาจะเปนภัยที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเกิดขึ้นจากการกระทําของมนุษย ก็ตาม เมื่อเกิดขึ้นแตละครั้งจะสรางความสูญเสียใหแกชีวิตและทรัพยสินของประชาชนและภาครัฐ อยางมากมาย ทําใหมีผลกระทบกับการดํารงชีวิตประจําวันของประชาชน มีบาดเจ็บ ไดรับความทุกข ทรมาน ทั้งรางกายและจิตใจ หรือเสียชีวิต เกิดความขาดแคลนปจจัยสี่ คืออาหารที่พักเครื่องนุงหม และยารักษาโรค เปนตน ซึ่งมีหนวยงานที่รับผิดชอบดําเนินการแกไขปญหาความเดือดรอนดังกลาว เมื่อเกิดเหตุสาธารณภัยขึ้น องคการบริหารสวนตําบลสะเนียน จะดําเนินการทําใหผูประสบภัยพิบัติ นั้น ไดรับการดูแล ชวยใหมีความเปนอยู ตลอดจนการดํารงชีวิตประจําวันไดดียิ่งขึ้นเสมอมา ในการปองกันและบรรเทาสาธารณภัยจะบรรลุวัตถุประสงคตามนโยบายของรับบาลหรือไมเพียงใด เครื่องชี้วัดประการหนึ่งคือ การมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน ซึ่งเปนสิ่งที่จะชี้ใหเห็นวา ประชาชนมีความเชื่อมั่น รักใคร ศรัทธาตอเจาหนาที่รัฐ ผูมีหนาที่ใหการชวยเหลือปองกันและบรรเทาสาธารณภัยมากนอยเพียงใด ประชาชนมั่นใจไดหรือไมเพียงใด หนวยงานของรัฐบาลโดยจังหวัดและอําเภอสามารถเปนที่พึ่ง ของประชาชนได ดังนั้นในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผูวิจัยจึงไดทําการศึกษาเกี่ยวกับการมีสวนรวม ของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน ที่มีตองานปองกันและบรรเทาสาธารณภัย สํานักปลัดองคการบริหารสวนตําบลสะเนียน ๑.๑.๒ ความสําคัญของปญหา การจัดการภัยพิบัติ เปนกระบวนการที่เกิดขึ้นอยางตอเนื่องเปนระบบ แตสามารถยืดหยุน หรือการเปลี่ยนแปลงไดตามเวลาและสถานการณ ครอบคลุมถึงการปฏิบัติงานในทุกขั้นตอน เพื่อใหการดําเนินงานเปนไปอยางมีประสิทธิภาพและชวยลดผลกระทบจากความรุนแรงของภัยพิบัติ ที่อาจเกิดขึ้นตอรางกายชีวิต และทรัพยสิน สภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดลอมของชาติ
๕ เพื่อใหผูประสบภัยไดรับความชวยเหลือตามหลักการสิทธิมนุษยชน หลักสิทธิพื้นฐาน ของผูประสบภัย พิบัติทางธรรมชาติพึงไดรับจากรัฐ การบริหารจัดการในภาวะภัยพิบัติ จําเปนตองมีระบบ การดําเนินการที่ถูกตองรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อใหสามารถชวยเหลือผูประสบภัยพิบัติ ไดอยางรวดเร็วและทันทวงทีประชาชนในเขตพื้นที่ตําบลสะเนียน อําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน ไดใหความรวมมือในการปองกันและบรรเทาสาธารณภัยกับหนวยงานราชการเปนอยางดี เพราะอดีต ในพื้นตําบลสะเนียน เคยประสบกับปญหาเรื่อง สาธารณภัย ไดแก เหตุอุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย อุบัติภัย ฯลฯ หนวยงานของรัฐจึงไดจัดสงเจาหนาที่ดําเนินการใหความชวยเหลือ ตลอดจนใหความรู ขาวสารเกี่ยวกับการปองกันและบรรเทาสาธารณภัยใหเกิดความรูความเขาใจ และไดรับความรวมมือ กับหนวยงานภาครัฐ อยางไรก็ตามในเขตพื้นที่ตําบลสะเนียน ยังพบปญหาเกี่ยวกับการมีสวนรวม ของประชาชนในการปองกันและบรรเทาสาธารณภัย เนื่องจากประชาชนในพื้นที่บางสวนมีวิถีชีวิต ที่เปลี่ยนแปลงจากอดีตมีการเคลื่อนยายเขาสูตัวเมือง ทํางานภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น จึงไดละเลย ตอการปองกันและแกไขปญหาสาธารณภัยในพื้นที่อยูอาศัยของตนเอง ขณะเดียวกันความสัมพันธ ระหวางผูนําชุมชน ผูสูงอายุกับกลุมประชาชนรุนใหม มีความหางเหินกันมากขึ้น ทั้งนี้ เกิดจากปจจัย ที่มีผลตอการเขารวมกิจกรรมของประชาชนภายในชุมชน คือ การยอมรับและไวใจผูนําของชุมชน การทํางานรวมกับหนวยงานและความสม่ําเสมอในการติดตามงานของเจาหนาที่เพราะหากประชาชน มีสวนรวมจากการสนับสนุนของรัฐ ชุมชนไดทํางานประสานงานกับภาครัฐ จะตระหนักถึงอันตราย ในชีวิตและทรัพยสินเมื่อเกิดจากสาธารณภัย เมื่อเกิดหรือคาดวาจะเกิดสาธารณภัยขึ้นในเขตพื้นที่ขององคกรปกครองสวนทองถิ่น แหงพื้นที่ใดใหผูอํานวยการทองถิ่นแหงพื้นที่นั้นมีหนาที่เขาดําเนินการปองกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยเร็ว5 6 ทั้งนี้ เพราะงานปองกันและบรรเทาสาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน เกี่ยวของกับประชาชนหลายประการ เชน การเตรียมการปองกัน การฝกอบรมราษฎร การจัดเตรียม วัสดุอุปกรณ เครื่องมือเครื่องใช การระดมกําลังชวยเหลือขณะเกิดภัย การอพยพราษฎรจากจุดเกิดภัย ตลอดจนถึงการฟนฟูบูรณะหลังภัยสงบ เปนตน เพื่อใหประชาชนไดรับการชวยเหลือที่รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เกิดความเขาใจอันดีตอหนวยงานระดับตําบลและรัฐบาล ในการศึกษาเกี่ยวกับ การมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวน ตําบลสะเนียน อําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน โดยจะทําการเก็บรวบรวมขอมูล จากประชาชน 6 สวนกฎหมาย สํานักมาตรการปองกันสาธารณภัย กรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย “พระราชบัญญัติปองกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.๒๕๕๐ และอนุบัญญัติ” (ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เลมที่ ๑๒๔ ตอนที่ ๕๒ ก วันที่ ๗ กันยายน ๒๕๕๐), หนา ๑๖.
๖ ที่มีสวนเกี่ยวของ ในเขตพื้นที่ตําบลสะเนียน จํานวน ๑๖ หมูบาน แลวนําขอมูลมาทําการวิเคราะห การมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ตอการปองกันและบรรเทา สาธารณภัยไปในลักษณะใด หรือไมเพียงใด ตลอดจนศึกษาปจจัยบางประการที่มีตอการเกิดทัศนคติ ในเชิงลบและเชิงบากของประชาชน โดยจะทําการศึกษาอยางเปนระบบเชิงปริมาณ เพื่อทําการ วิเคราะหการปฏิบัติงานขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน ไดบรรลุผลสําเร็จตามนโยบายหรือไม เพียงใดตลอดจนไดทราบถึงปญหาอุปสรรคของประชาชน ซึ่งสามารถใชเปนแนวทางแกไข ปรับปรุง การปฏิบัติงานดานการปองกันและบรรเทาสาธารณภัย ใหเกิดประโยชนและประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น สามารถตอบสนองตอความตองการของประชาชนไดอยางแทจริง และเปนที่พึ่งพอใจแกประชาชน โดยทั่วไป แตการที่ประชาชนจะเขามามีสวนรวมหรือไมนั้น ขึ้นกับปจจัยใจสวนบุคคลและเงื่อนไข ของสภาพแวดลอม และการมีสวนรวมนั้นเปนกระบวนการที่รัฐสนับสนุนสงเสริมและชักนําใหชุมชน เขามารวมดําเนินงาน วางแผน และทํากิจกรรมที่ประชาชนมีสวนไดสวนเสียจากการมีสวนรวมนั้น6 7 และสภาพทางสังคมมีผลตอการเขารวมกิจกรรมเกี่ยวกับการปองกันและบรรเทาสาธารณภัย การที่ชุมชนจะเขามามีสวนรวมกับกิจกรรมใดๆ ก็ตาม ยอมหมายถึงชุมชนนั้น จะมีสวนไดสวนเสีย หรือมีผลประโยชนอยางใด อยางหนึ่งดวย หากประชาชนไมไดใชหรือไดรับประโยชนใด ยอมไมมีผล ตอวิถีชีวิต จึงไมเห็นความสําคัญในการใหความรวมมือกับรัฐในการปองกันและบรรเทาสาธารณภัย ดังนั้น เมื่อนําบริบทตื่นตัวในการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ดังกลาวมาพิจารณากับสภาพของสังคมไทยที่มีพระพุทธศาสนาเปนรากฐานวิถีชีวิตที่สําคัญ ของประชาชนพลเมืองไทยจะทําใหเกิดความสมดุล และเกิดสติปญญาในการพิจารณาปญหาอุปสรรค การตื่นตัวทางความรับผิดชอบควรมีกิจกรรมเพื่อสรางความรู ความเขาใจ ตลอดจนการมีสวนรวม ในการปองกันและบรรเทาสาธารณภัยในการแกปญหาและอุปสรรคตาง ๆ รวมทั้งมีการประสานงาน ระหวางรัฐกับชุมชนอยางตอเนื่อง เปนหนทางนําไปสูความสําเร็จในการทํางานตาง ๆ ตามที่มุงหวังไว ซึ่งตรงกับหลักอปริหนิยธรรม ๗ ที่ผูวิจัยสนใจจะนํามาศึกษาวิจัยในครั้งนี้ 7 ระวี อินจินดา, “การมีสวนรวมของชาวบานในการจัดการพื้นที่ตนน้ําในพื้นที่ลุมแมน้ําคําปอง จังหวัด แพร”, การคนควาแบบอิสระปริญญาศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยเชียงใหม, ๒๕๔๓).
๗ ๑.๒ คําถามการวิจัย ๑.๒.๑ ระดับการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน อําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน อยูระดับใด ๑.๒.๒ ผลการเปรียบเทียบการความคิดเห็นของประชาชนตอการมีสวนรวมในการบริหาร จัดการงานบรรเทาสาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน อําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน โดยจําแนกตามปจจัยสวนบุคคล เปนอยางไร ๑.๒.๓ แนวทางสงเสริมการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานปองกัน และบรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน อําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน ควรเปนอยางไร ๑.๓ วัตถุประสงคของการวิจัย ๑.๓.๑ เพื่อศึกษาระดับการมีสวนรวมของประชาชนในการปองกันและบรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน อําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน ๑.๓.๒ เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนตอการมีสวนรวมในการบริหารจัดการ งานบรรเทาสาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน อําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน โดยจําแนกตามปจจัยสวนบุคคล ๑.๓.๓ เพื่อเสนอแนวทางการสงเสริมการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการ งานปองกันและบรรเทาสาธารณภัยตามหลักพุทธธรรมขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน อําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน ๑.๔ ขอบเขตการวิจัย ๑.๔.๑ ขอบเขตดานเนื้อหา ในการศึกษาวิจัยเรื่อง “การมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงาน บรรเทาสาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน อําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน” ผูวิจัยกําหนดขอบเขตดานเนื้อหาตามแนวคิดทฤษฎีการบริหารจัดการของ กรมปองกันและบรรเทา สาธารณภัย พ.ศ.๒๕๖๔ - ๒๕๖๖ ตามหลักการขับเคลื่อนงาน DDPM+S8 และตัวแปรตน 8 กรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย https://www.disaster.go.th/th/about /about-vision.php เขาถึงขอมูลเมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๔
๘ การมีสวนรวม แบงออกเปน ๔ ประเภท ไดแก ๑) การมีสวนรวมการตัดสินใจวาควรทําอะไร และทําอยางไร ๒) การมีสวนรวมเสียสละในการพัฒนา รวมทั้งลงมือปฏิบัติตามที่ไดตัดสินใจ ๓) การมีสวนรวมในการแบงปนผลประโยชนที่เกิดขึ้นจากการดําเนินงาน ๔) การมีสวนรวม ในการประเมินผล ตามหลักอปริหานิยธรรม ๗ ประการ วาดวยธรรมไมเปนที่ตั้งแหงความเสื่อม ธรรมที่ทําใหไมเสื่อม เปนไปเพื่อความเจริญฝายเดียว มี ๗ อยาง คือ ๑. การประชุมเปนนิตย ๒. การพรอมเพรียงกันประชุม ๓. การไมบัญญัติ หรือไมลมเลิกขอบัญญัติตามอําเภอใจ ๔. การเชื่อฟงผูบังคับบัญชา ๕. การใหเกียรติ และคุมครองสิทธิสตรี ๖. การสงเสริม และรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ๗ การอารักขา คุมครอง ปกปองอันชอบธรรม ผูวิจัยไดกําหนด ตัวแปรที่ใชในการวิจัยออกเปน ๒ กลุม ดังนี้ ๑) ตัวแปรตน คือ ปจจัยสวนบุคคลของผูตอบแบบสอบถาม ไดแก เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายไดตอเดือน แนวคิดการมีสวนรวมของโคเฮนและอัพฮอฟ8 9 ซึ่งแบงออกเปน ๔ ดาน ไดแก ๑) การมีสวนรวมการตัดสินใจ ๒) การมีสวนรวมดําเนินการ ๓) การมีสวนรวมในการรักษาผลประโยชน ๔) การมีสวนรวมในการประเมินผล ตามหลัก อปริหานิยธรรม ๗ ประการ 9 10 ๑. หมั่นประชุมเปนนิตย ๒. พรอมเพียงกันประชุม พรอมเพียงกันทํากิจกรรม ๓. ไมตั้งกฎระเบียบที่ขัดตอชุมชน ๔. มีความเคารพนับถือตอผูบังคับบัญชา ๕. การใหเกียรติ และคุมครองสิทธิ สตรี ๖. ปฏิบัติตามจารีตประเพณี ของชุมชน ๗. การอารักขา คุมครอง ปกปอง อันชอบธรรม ๒) ตัวแปรตาม คือ ปจจัยที่มีผลตอการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงาน บรรเทาสาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน อําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน โดยผูวิจัยสังเคราะหจากแนวคิดทฤษฏีของ การขับเคลื่อนงานกรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.๒๕๖๔-๒๕๖๖ ตามหลักการขับเคลื่อนงาน DDPM ดังนี้ ๑. D-Digital Transformation การใชเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลในการบริหาร จัดการสาธารณภัยเพื่อพัฒนาองคกรใหสามารถปฏิบัติงานไดอยางมีประสิทธิภาพ ๒. D-Decision Support System : DSS การสรางระบบสนับสนุนการตัดสินใจสั่งการ ในการบริหารจัดการสาธารณภัย 9 Cohen , J.M. and Up Hoff , N.T. Rural Development Participation : Concept and Measures for Project Design Implementation and Evaluation. Rural Development Committee Center for International Studies, (New+ lorcIortd Develiaprents Cooselt Universito105), p 25. 10 ที.ม. (ไทย) ๑๐/๖๘/๘๖
๙ ๓. P-Preparedness การเตรียมความพรอมในการบริหารจัดการสาธารณภัย ๔. M-Man การพัฒนาบุคลากรของกรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัยและผูปฏิบัติงาน ดานการบริหารจักการสาธารณภัยทุกระดับใหเปนมืออาชีพรวมทั้งปฏิบัติงานรวมกับหนวยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในการบริหารจัดการสาธารณภัยไดอยางมีประสิทธิภาพ ๑.๔.๒ ขอบเขตดานประชากรและผูใหขอมูลสําคัญ ๑) ขอบเขตดานประชากร ในการวิจัยเชิงปริมาณโดยการวิจัยเชิงสํารวจ ไดกําหนดจํานวนประชาชนในพื้นที่เขตการ ปกครองขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน อําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน ที่มีอายุไมต่ํากวา ๑๘ ป บริบูรณ จํานวน ๙,๕๙๒ คน จําแนกเปนเพศชาย ๔,๙๔๓ คน เพศหญิง ๔,๖๔๙ คน10 11 ๒) ผูใหขอมูลสําคัญ ผูวิจัยทําการสัมภาษณเชิงลึก ผูใหขอมูลสําคัญ (Key Informant) จํานวน ๑๐ คน โดยแบงออกเปน ๕ กลุม ดังนี้ ๑. กลุมผูบริหารหรือกําหนดนโยบาย จํานวน ๓ คน ๒. กลุมผูปฏิบัติ จํานวน ๓ คน ๓. กลุมภาคประชาชน จํานวน ๒ คน ๔. กลุมนักวิชาการทางรัฐประศาสนศาสคร จํานวน ๑ คน ๕. กลุมนักวิชาการทางพระพุทธศาสนา จํานวน ๑ คน ๑.๔.๓ ขอบเขตดานพื้นที่ พื้นที่ใชในการวิจัยครั้งนี้ ผูวิจัยไดกําหนดเขตพื้นที่ คือ พื้นที่รับผิดชอบขององคการบริหาร สวนตําบลสะเนียน ตําบลสะเนียน อําเภอเมืองนาน จังหวัดนานจํานวน ๑๖ หมูบาน เพราะเปนพื้นที่ ประสบปญหาสาธารณภัยในทุกๆ ป ๑.๔.๔ ขอบเขตดานระยะเวลา การศึกษาครั้งนี้ ผูศึกษาไดทําการศึกษาวิจัย ตั้งแต สิงหาคม ๒๕๖๔ ถึง กรกฎาคม ๒๕๖๕ รวมเปนระยะเวลา ๑๒ เดือน ๑๑ ฝายทะเบียนอําเภอเมืองนาน, จํานวนประชากรแยกตามเกณฑอายุ สถิติประชากร แยก รายละเอียด ระดับตําบล/แขวง เขตพื้นที่สวนตําบลสะเนียน อําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน ของเดือน ธันวาคม ๒๕๖๓ (ขอมูลฝายทะเบียนราษฎร อําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน ขอมูล ณ วันที่ ๑๒ เดือน พฤษภาคม๒๕๖๔).
๑๐ ๑.๕ สมมติฐานการวิจัย ๑.๕.๑ ประชาชนที่มีเพศตางกัน มีความคิดเห็นการสวนรวมในการบริหารจัดการงาน บรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียนอําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน แตกตางกัน ๑.๕.๒ ประชาชนที่มีอายุตางกัน มีความคิดเห็นการสวนรวมในการบริหารจัดการงาน บรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียนอําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน แตกตางกัน ๑.๕.๓ ประชาชนที่มีระดับการศึกษาตางกัน มีความคิดเห็นการสวนรวมในการบริหาร จัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียนอําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน แตกตางกัน ๑.๕.๔ ประชาชนที่มีอาชีพตางกัน มีความคิดเห็นการสวนรวมในการบริหารจัดการงาน บรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียนอําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน แตกตางกัน ๑.๕.๕ ประชาชนที่มีรายไดตางกัน มีความคิดเห็นการสวนรวมในการบริหารจัดการงาน บรรเทาสาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียนอําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน แตกตางกัน ๑.๖ นิยามศัพทเฉพาะที่ใชในการวิจัย ผูวิจัย ไดใหคําจํากัดความของศัพท ที่ใชในการวิจัยการมีสวนรวมของประชาชน ในการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน อําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน ไวดังนี้ การมีสวนรวม (Participation) หมายถึง กระบวนการที่เปดโอกาสใหประชาชน ไดเขามามีสวนรวม ตลอดทั้งกระบวนการพัฒนาประชาชนในดานการดําเนินงานเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือหลายเรื่องรวมกัน เพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคและนโยบายการพัฒนาที่กําหนดขึ้น ทั้งในดานเศรษฐกิจ และสังคม โดยมีสวนรวมในการแบงปนผลประโยชนอันเกิดจากการพัฒนา โครงการตางๆ โดยประกอบตัวการมีสวนรวมของชุมชนทั้ง ๔ ดาน ไดแก ๑) การมีสวนรวมดานการตัดสินใจ หมายถึง การที่ประชาชนมีสวนรวมในการคิดริเริ่ม โครงการโดยมีการอภิปรายถึงปญหาและความตองการมีการจัดลําดับความสําคัญของปญหา การกําหนดทางเลือกวาควรจะจัดทําโครงการหรือกิจกรรมใดบางและการตัดสินใจวาจะทําโครงการ หรือกิจกรรมใดบางและการตัดสินใจวาจะทําโครงการหรือกิจกรรมใด และการมีสวนรวม ในการตัดสินใจยังครอบคลุมไปถึงการตัดสินใจในระหวางการดําเนินงานโครงการ
๑๑ ๒) การมีสวนรวมดานการปฏิบัติ หมายถึง การที่ประชาชนมีสวนรวมในทรัพยากรตางๆ ใหกับโครงการทั้งในดานเงินแรงงานวัสดุอุปกรณและการมีสวนรวมในการบริหารและประสานงาน โครงการตางๆ ๓) การมีสวนรวมดานการรับผลประโยชน หมายถึง เปนทั้งการรวมรับประโยชน และรวมรับผลสืบเนื่องในทางลบจากโครงการพัฒนาผลประโยชนที่ไดรับความคุมคาของผลประโยชน ๔) การมีสวนรวมดานการติดตามและประเมินผล หมายถึง การมีสวนรวมในการวัดผล และวิเคราะหผลของการดําเนินงาน รวมทั้งเปนการคนหาขอดีและขอบกพรอง เพื่อหาแนวทางแกไข การทํางานใหมีประสิทธิภาพตอไป การจัดการในภาวะฉุกเฉิน (Emergency Management) หมายถึง การจัดตั้งองคกร และการบริหารจัดการดานตางๆ เพื่อรับผิดชอบในการจัดการสถานการณฉุกเฉินทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอยางยิ่งการเตรียมความพรอมรับมือและการฟนฟูบูรณะ สาธารณภัย หมายถึง อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ภัยแลง โรคระบาดในมนุษย โรคระบาด สัตว โรคระบาดสัตวน้ํา การระบาดของศัตรูพืช ตลอดจนภัยอื่น ๆ อันมีผลกระทบตอสาธารณชน ไมวาเกิดจากธรรมชาติ มีผูทําใหเกิดขึ้น อุบัติเหตุ หรือเหตุอื่นใด ซึ่งกอใหเกิดอันตรายแกชีวิต รางกายของประชาชน หรือความเสียหายแกทรัพยสินของประชาชน หรือของรัฐ และใหหมายความ รวมถึงภัยทางอากาศ และการกอวินาศกรรมดวย การบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย หมายถึง การบริหารจัดการงานบรรเทา สาธารณภัย ตามแนวคิดการขับเคลื่อนงานกรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM ดังนี้ ๑. D-Digital Transformation หมายถึง การใชเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล ในการบริหารจัดการสาธารณภัยเพื่อพัฒนาองคกรใหสามารถปฏิบัติงานไดอยางมีประสิทธิภาพ ๒. D-Decision Support System : DSS หมายถึง การสรางระบบสนับสนุน การตัดสินใจสั่งการในการบริหารจัดการสาธารณภัย ๓. P-Preparedness หมายถึง การเตรียมความพรอมในการบริหารจัดการสาธารณภัย ๔. M-Man หมายถึง การพัฒนาบุคลากรของกรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย และผูปฏิบัติงานดานการบริหารจักการสาธารณภัยทุกระดับใหเปนมืออาชีพรวมทั้งปฏิบัติงาน รวมกับหนวยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในการบริหารจัดการสาธารณภัย ไดอยางมีประสิทธิภาพ
๑๒ องคกรปกครองสวนทองถิ่น หมายถึง ราชการสวนทองถิ่น มีอํานาจหนาที่ในการบริหาร จัดการบริหารสาธารณะตามกฎหมาย ปจจุบันราชการสวนทองถิ่นมีอยู ๕ รูปแบบ คือ กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องคการบริหารสวนจังหวัด เทศบาล และ องคการบริหารสวนตําบล องคการบริหารสวนตําบล หมายถึง องคการบริหารสวนตําบลสะเนียน อําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน หลักอปริหานิยธรรม หมายถึง ธรรมไมเปนที่ตั้งแหงความเสื่อมธรรมที่ทําใหไมเสื่อม เปนไปเพื่อความเจริญฝายเดียว มี ๗ ประการ ประกอบดวย ๑) การประชุมเปนนิตย หมายถึง การประชุม การปรึกษา วางแผน ประเมินผล การปฏิบัติงาน การพูดคุย การประสานงาน เพื่อแกไขปญหาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ๒) การพรอมเพรียงกันประชุม หมายถึง การเขารวมตั้งแต เริ่มการประชุม จนกระทั่งเลิกประชุม รวมประชุมวางแผนกิจกรรมโดยพรอมเพรียงกัน การลงมติเห็นชอบรวมกัน ซึ่งเปนการมีสวนรวมภายในองคกร ทําใหเกิดความสามัคคีภายในองคกร ๓) การไมบัญญัติ หรือไมลมเลิกขอบัญญัติตามอําเภอใจ หมายถึง การไมลมเลิกนโยบาย และไมบัญญัติกฎระเบียบหรือขอบังคับอื่นๆ เพื่อประโยชนขอกลุมใดกลุมหนึ่ง หรือตามความตองการ ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือตามอิทธิพลใดอิทธิพลหนึ่ง โดยไมคํานึงถึงความถูกตอง และชอบธรรม ๔) การเชื่อฟงผูบังคับบัญชา หมายถึง การปฏิบัติหนาที่ตามคําสั่งหนวยงานเพื่อใหบรรลุ ตามวัตถุประสงค นโยบาย และพันธกิจขององคกร และเพื่อใหบรรลุภารกิจที่หนวยงานไดมอบหมาย ใหดวยความซื่อสัตย ขยันหมั่นเพียร ใหความเคารพ เชื่อฟง และใหเกียรติ ๕) การใหเกียรติ และคุมครองสิทธิสตรี หมายถึง การเปดโอกาสใหสตรีมีสวนรวม และบริหารภายในองคกร โดยมีบทบาทหนาที่ในตําแหนงตางๆ ขององคกร ในสัดสวนที่สมเหตุสมผล ไดรับผลประโยชนทัดเทียมกับผูชาย และไดรับความคุมครองโดยชอบธรรมตามกฎหมาย ๖) การสงเสริม และรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม หมายถึง การสงเสริม และรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามที่สําคัญของทองถิ่น การปลูกฝงจิตใหประชาชนรักทองถิ่น ของตนเอง การสนับสนุนความเชื่อถือศรัทธาที่เปนประโยชนตอการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ในทองถิ่นนั้นๆ ๗) การอารักขา คุมครอง ปกปอง อันชอบธรรม หมายถึง การคุมครอง การปกปอง และการดํารงรักษา พระพุทธศาสนาใหคงอยูตลอดไป โดยการทะนุบํารุงดวยการปลูกฝงจิตสํานึก การมีสวนรวมกิจกรรมในการปองกันและบรรเทาสาธารณภัย การสนับสนุน การนําหลักธรรมของศาสนามาใชเพื่อเสริมสรางคุณธรรม จริยธรรม และพัฒนาคุณภาพชีวิต
๑๓ ๑.๗ ประโยชนที่ไดรับจากการวิจัย ๑.๗.๑ ไดองคความรูเกี่ยวกับระดับการมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการ งานบรรเทาสาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน อําเภอเมือง จังหวัดนาน ๑.๗.๒ ไดองคความรูเกี่ยวกับผลการเปรียบเทียบการมีสวนรวมในการบริหารจัดการ งานบรรเทาสาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียนอําเภอเมือง จังหวัดนาน จําแนกตามปจจัยสวนบุคคล ๑.๗.๓ ไดองคความรูเกี่ยวกับการบริหารจัดการงานบรรเทาสาธารณภัย ตามหลักพุทธธรรมขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน อําเภอเมือง จังหวัดนาน ๑.๗.๔ ผลวิจัยสามารถนําองคความรูนี้ไปพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการ งานปองกันและบรรเทาสาธารณภัยขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน อําเภอเมือง จังหวัดนาน ใหมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
บทที่ ๒ แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวของ การศึกษาวิจัยเรื่อง “การมีสวนรวมของประชาชนในการบริหารจัดการงานบรรเทา สาธารณภัย ขององคการบริหารสวนตําบลสะเนียน อําเภอเมืองนาน จังหวัดนาน” ในครั้งนี้ผูวิจัยได ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยตางๆ ประมวลสรุปนํามาเปนแนวทางในการวิจัยโดยมีกรอบแนวคิด และทฤษฎีในการวิจัยดังตอไปนี้ ๒.๑ แนวคิด ทฤษฏีที่เกี่ยวของ ๒.๑.๑ แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการมีสวนรวม ๒.๑.๒ แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ๒.๒ หลักอปริหานิยธรรม ๗ ๒.๓ ขอมูลบริบทเรื่องที่วิจัย ๒.๔ งานวิจัยที่เกี่ยวของ ๒.๕ กรอบแนวคิดในการวิจัย ๒.๑ แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับการมีสวนรวม ๒.๑.๑ แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับการมีสวนรวม ความหมายของการมีสวนรวมของประชาชน จากการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวของพบวา มีผูใหความหมายของการมีสวนรวมของ ประชาชนไวดังนี้การมีสวนรวมหมายถึงการเกี่ยวของทางจิตใจและอารมณของบุคคลหนึ่งใน สถานการณกลุมซึ่งผลของการเกี่ยวของดังกลาวเปนเหตุเราใจใหการกระทําเพื่อบรรลุจุดมุงหมายของ กลุมนั้นกับทั้งใหเกิดความรูสึกรับผิดชอบรวมกับกลุมดังกลาวดวย0 1 การมีสวนรวมของประชาชน หมายถึงกระบวนการที่ประชาชนเขามาเกี่ยวของในการดําเนินงานพัฒนาการรวมคิดรวมตัดสินใจและ 1 Davis, K. & J. Newstrom, Human Behavior at Work : Organizationl Behavior, (New York: McGraw-Hill, 1985), p.232.
๑๕ การแกปญหารวมกันดวยความคิดสรางสรรครวมกับวิทยากรที่เหมาะสมตลอดจนสนับสนุนติดตามผล การปฏิบัติงานขององคกรเจาหนาที่ที่เกี่ยวของการมีสวนรวมของประชาชนในชุมชนเปนกระบวนการ (Process) ที่ประชาชนในชุมชนไดเขาไปดําเนินกิจกรรมในชุมชนนับตั้งแตรวมกําหนดปญหาและ ความตองการรวมระบุสาเหตุของปญหารวมกําหนดวิธีการปฏิบัติงานเพื่อแกไขปญหารวมปฏิบัติ กิจกรรมเพื่อแกไขปญหารวมติดตามประเมินผลกิจกรรมและรวมรับผลกระทบที่เกิดจากกิจกรรมนั้น ซึ่งประเด็นหลักของการมีสวนรวมของประชาชนก็คือประชาชนตองเปนผูกระทําในแตละขั้นตอนของ การมีสวนรวมดวยตนเองโดยเฉพาะอยางยิ่งตองเปนผูมีอํานาจในการตัดสินใจอยางอิสระเปนการสราง โอกาสใหสมาชิกทุกคนของชุมชนและสมาชิกในสังคมวาสามารถเขามามีสวนรวมชวยเหลือและเขามา มีอิทธิพลตอกระบวนการดําเนินกิจกรรมในการพัฒนารวมทั้งมีสวนไดรับประโยชนจากผลของการ พัฒนาอยางเทียมกันและสนับสนุนใหที่ปจเจกชนบุคคลหรือกลุมคนเขามามีสวนเกี่ยวของรวมมือและ รับมิดชอบในกิจกรรมการพัฒนาที่เปนประโยชนตอสังคมในขั้นตอนตางๆของการดําเนินกิจกรรมนั้นๆ โดยมีกลุมหรือองคกรรองรับเพราะประชาชนที่เขารวมมีการพัฒนาภูมิปญญาและการรับรูสามารถคิด วิเคราะหและการตัดสินใจเพื่อกําหนดการดําเนินชีวิตไดดวยตนเองถือเปนกระบวนการที่ใหประชาชน ไมวาปจเจกบุคคลหรือกลุมบุคคลที่เห็นพอง ตองเขามามีสวนรวมรับผิดชอบในการดําเนินงานโดย รวมกันคิด รวมลงมือปฏิบัติการรวมในการแบงปนผลประโยชนและรวมในการติดตามและประเมินผล การมีสวนรวม คือ การใหประชาชนเขามาเกี่ยวของในกระบวนการตัดสินใจกระบวนการ ดําเนินโครงการและรวมรับผลประโยชนจากโครงการพัฒนานอกจากนี้ยังเกี่ยวของกับความพยายามที่ จะประเมินผลโครงการนั้นๆดวย การมีสวนรวม = ความรวมมือรวมใจ + การประสานงาน + ความรับผิดชอบ Participation = Cooperation + Coordination + Responsibility การบริหารแบบมีสวนรวม (Participatory Administration) เปนกระบวนการหรือ รูปแบบสําคัญในการบริหารที่ใหทุกคนไดมีสวนรวมในการบริหารคือรวมคิดรวมทําและรวมแกปญหา โดยดําเนินการในทุกๆกระบวนการนับตั้งแตการวางแผนการแบงงานการมอบหมายงานการติดตาม ผลงานและการแกปญหาที่เกี่ยวกับงานซึ่งการบริหารแบบมีสวนรวม สรุปไวดังนี้1 2 ขั้นตอนที่ ๑ การจัดทีมบริหารแบบมีสวนรวม โดยการกําหนดเปนหลักการวาจะบริหารใน ลักษณะของการบริหารเปนทีม แบบมีสวนรวมเปนหลักโดยใหทุกคนในหนวยงานไดรวมมือกันเปนทีม ทําหนาที่บริหารรวมกัน 2 ศักรินทร สุวรรณโรจน, นักบริหารกับเทคนิคการพัฒนา, (กรุงเทพมหานคร : สํานักงานขาราชการครู, ๒๕๕๔), หนา ๖-๓๐.
๑๖ ขั้นตอนที่ ๒ การดําเนินการบริหารแบบมีสวนรวม เปนขั้นตอนการบริหารตามกิจกรรม ปกติ เชน การวางแผน การกําหนดเปาหมาย การแบงงาน การกําหนดหนาที่ การมอบหมายงานการ ติดตามผลงาน การแกปญหาเปนตนโดยใหทุกคนไดมีสวนรวมในการคิดพิจารณาและตัดสินใจในเรื่อง ตางๆ รวมกัน ขั้นตอนที่ ๓ การพัฒนาทีมงาน เปนขั้นตอนการทํางานเปนทีมและรวมกันพัฒนาทีมงาน โดยดําเนินการดังนี้ ๑) การรวมทํางานเปนทีมไดแก การประชุมรวมกันเพื่อศึกษาหรือทําความเขาใจในหนาที่ ของทีมหรือของหนวยงานวาหนวยงานนั้นมีหนาที่อะไรเปาหมายอยางไรนโยบายอยางไรแตละคนมี หนาที่อะไรบางโดยใหทุกคนรูหนาที่เปาหมายของงานและมาตรฐานงานใหชัดเจนและกําหนดใหทุก คนไดประชุมพบปะเพื่อรวมกันคิดรวมกันตัดสินใจในการทํางานเรียกไดวาทุกคนไดรูงานและวิธีการ ทํางานรวมกันแบบมีสวนรวม ๒) การพัฒนาทีมงาน โดยดําเนินการเปนลําดับขั้นตอนดังนี้ การพิจารณาปญหารวมกัน โดยพิจารณาวาในการทํางานนั้นมีปญหาอะไรบาง โดยทุกคนระดมสมองเพื่อแกปญหาตางๆเหลานั้น การระดมสมองเปนการคิดรวมกันอยางหนึ่งเพื่อใหโอกาสสมาชิกทุกคนเสนอปญหาตางๆแลวที่ ประชุมชวยกันจัดกลุมปญหาและเรียงลําดับตามความสําคัญในการศึกษาปญหาอาจมีการศึกษาขอมูล หรือสถิติตาง ๆ เพื่อนําเสนอรวมทั้งวิธีกลุมแบบ QC เปนตน ผูวิจัยสรุปไดวาการมีสวนรวมของประชาชน คือกระบานการที่ประชาชนและผูที่เกี่ยวของ มีโอกาสไดเขารวมในการรับรูเรียนรูทําความเขาใจรวมแสดงทัศนะรวมเสบอปญหา/ประเด็นสําคัญที่ เกี่ยวของรวมคิดแนวทางรวมแกไขปญหารวนในกระบวนการตัดสินใจรวมกระบวนการพัฒนาในฐานะ หุนสวนการพัฒนารวมรับประโยชนจากการพัฒนาและรวมในการประเมินผล ๒.๑.๑.๑ องคประกอบของการมีสวนรวมของประชาชน กรอบแนวคิดเบื้องตนในการวิเคราะหการมีสวนรวมในการพัฒนาชนบทวา มี ๓ มิติและ ๒ บริบท ซึ่งรายละเอียดดังนี้2 3 3 Cohen , J.M. and Up Hoff , N.T. Rural Development Participation : Concept and Measures for Project Design Implementation and Evaluation. Rural Development Committee Center for International Studies, (New lorcIortd Develiaprents Cooselt Universito105), p 25
๑๗ ๑. มิติ (Dimensions) มี ๓ มิติ คือ ๑.๑ มีสวนรวมอะไรบาง ซึ่งเบงเปนการมีสวนรวมในการตัดสินใจ การมีสวนรวมในการ ดําเนินการโดยทางใดทางหนึ่ง (เชน สนับสนุนทรัพยากรตางๆ การบริหารกิจการหรือการประสาม งาน) การมีสวนรวมไดผลประโยชนและการมีสวนรวมในการประเมินผลการคําเนินงาน ๑.๒ มีสวนรวมกับใครบาง ไดแก มีสวนรวมกับชาวบานผูนําชุมชนเจาหนาที่ทางราชการ นักพัฒนาเอกชนทั้งนี้ใหพิจารณาถึงคุณลักษณะของผูเขามามีสวนรวมในเรื่องเพศสถานภาพครอบครัว อาชีพและรายได ๑.๓ มีสวนรวมอยางไรบาง ไดแก มีสวนรวมโดยสมัครใจหรือถูกบังคับ ลักษณะรูปแบบ ของการมีสวนรวมโดยผานองคกรประชาชนหรือโดยตรงขนาดของการมีสวนรวมผลที่เกิดจากการมี สวนรวมนั้นชวยเพิ่มพลังของประชาจนหรือเปนแคเพียงการไดติดตอสัมพันธกับนักพัฒนาเทานั้น ๒. บริบท (Contexts) มี ๒ บริบท คือ ๒.๑ ลักษณะของโครงการโดยพิจารณาจากลักษณะของสิ่งที่นําเขาใชวามีความซับซอน ของเทคโนโลยีเพียงใด ลักษณะของประโยชนที่ไดรับ (ความเร็วชาที่ไดรับประโยชน) และเงื่อนไขที่ ตองกําหนด เชน การเขาถึงการบริหารโครงการ ความยึดหยุนของโครงการ เปนตน ๒.๒ สภาพแวดลอมของกิจกรรมตามโครงการไดแก ปจจัยทางประวัติศาสตรปจจัยทาง กายภาพและธรรมชาติ ปจจัยทางสังคมและวัฒนธรรมปจจัยทางการเมืองเปนตน แนวคิดของ Cohen and Uphoff ไดจําแนกการมีสวนรวมเปน ๔ ประเภทคือ ๑) การมีสวนรวมในการตัดสินใจ หมายถึง การที่ประชาชนมีสวนรวมในการคิดริเริ่ม โครงการโดยมีการอภิปรายถึงปญหาและความตองการมีการจัดลําดับความสําคัญของปญหา การ กําหนดทางเลือกวาควรจะจัดทําโครงการหรือกิจกรรมใดบางและการตัดสินใจวาจะทําโครงการหรือ กิจกรรมใดบางและการตัดสินใจวาจะทําโครงการหรือกิจกรรมใด และการมีสวนรวมในการตัดสินใจ ยังครอบคลุมไปถึงการตัดสินใจในระหวางการดําเนินงานโครงการ ๒) การมีสวนรวมในการดําเนินงาน หมายถึง การที่ประชาชนมีสวนรวมในทรัพยากรตางๆ ใหกับโครงการทั้งในดานเงินแรงงานวัสดุอุปกรณและการมีสวนรวมในการบริหารและประสานงาน โครงการตางๆ ๓) การมีสวนรวมในการรักษาผลประโยชน การมีสวนรวมประเภทนี้มีสองนัย คือ เปนทั้ง การรวมรับประโยชนและรวมรับผลสืบเนื่องในทางลบจากโครงการพัฒนาผลประโยชนที่ไดรับ ไดแก ๓.๑) ผลประโยชนดานวัตถุ คือ การมีรายไดและทรัพยสินเพิ่มขึ้นและมั่นคงมากขึ้นหรือ การมีสาธารณูปโภคที่เพียงพอ มีประสิทธิภาพ หรือคุณภาพดี
๑๘ ๓.๒) ผลประโยชนดานสังคม ไดแก การไดรับการศึกษาหรือมีการรูหนังสือมากขึ้นรวมทั้ง การใหบริการสังคมอื่นๆ มากขึ้นและมีคุณภาพดีขึ้น ๓.๓) ผลประโยชนสวนบุคคล ไดแก การมีความนับถือตนเองมากขึ้น มีพลังอํานาจทาง การเมืองมากขึ้น และมีความรูสึกถึงความมีประสิทธิภาพของตนเอง ๔) การมีสวนรวมในการประเมินผลเปนการที่ประชาชนเขามามีสวนรวมในการประเมิน โครงการทั้งอยางเปนทางการและไมเปนทางการ รูปแบบการมีสวนรวมประเมินอยางเปนทางการ เชน การประชุมเพื่อทบทวนและประเมินการดําเนินงานที่ผานมาการรวมเปนคณะทํางานหรือ คณะกรรมการในการประเมินผลหรือการเขารวมเปนคณะทํางานในการวิจัยประเมินผลสําหรับการมี สวนรวมในการประเมินผลอยางไมเปนทางการเชนการประชุมกลุมยอยอยางไมเปนทางการหรือการ พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการดําเนินงานของโครงการ ๒.๑.๑.๒ ขั้นตอนของการมีสวนรวมของประชาชน การมีสวนรวมจะแบงเปนหลายขั้นตอนแตกตางกันตามแตวิธีการมีสวนรวมของประชาชน ตามที่นักวิชาการหลายทานไดกลาวไว ดังตอไปนี้ ไดเสนอขั้นตอนการมีสวนรวมไว ๔ ขั้นตอน คือ ๑. การมีสวนรวมในการตัดสินใจ (Decision Making) เปนการมีสวนรวมที่เปนการ แสดงออกดานความคิดเกี่ยวกับการจัดระบบ หรือกําหนดระบบของโครงการเปนการประเมินปญหา หรือทางเลือกที่จะสามารถเปนไปไดที่จะนาไปปฏิบัติ เพื่อการพัฒนาโดยการประเมินสภาพที่เปนอยู และสาเหตุของปญหา ซึ่งในขั้นตอนนี้ยังแบงยอยออกเปน ๓ สวน ไดแก ๑.๑ การมีสวนรวมในขั้นตน (Initial Decision) เปนการคนหาความตองการที่แทจริงซึ่ง เปนวิธีการที่จะเขาไปมีสวนรวมของโครงการ ๑.๒ การมีสวนรวมในขั้นเตรียมการ (Ongoing Decision) เปนการหาโอกาสหรือชองทาง ในการแกปญหา รวมทั้งลําดับความสําคัญของโครงการที่จะตองดําเนินการ ๑.๓ การมีสวนรวมในขั้นตอนการตัดสินใจปฏิบัติ (Operation Decision) เปนการหา บุคลากรเขามาปฏิบัติการ ไดแก อาสาสมัคร ผูประสานงาน หรือกลุมที่รวมตัวกันตามประเพณี เชน กลุมสตรีหรือกลุมหนุมสาว เพื่อที่จะมีสวนรวมในกิจกรรม โดยการเปนสมาชิกรวมดําเนินการคัดเลือก ผูนําและการสรางพลังอํานาจใหแกองคกร ๒. การมีสวนรวมในการปฏิบัติการ (Implementation) เปนการดําเนินงานตามโครงการ และแผนงานและเปนการกอใหเกิดความรูสึกรวมในการเปนเจาของกิจกรรมและผลงานที่ปรากฏใน ขั้นตอนนี้ยังแบงออกไดเปน ๓ สวน คือ
๑๙ ๒.๑ การมีสวนรวมในการสลายทรัพยากร (Resource Contribution) ไดแก การมีสวน รวมสละแรงกาย การสละเงิน การใหวัสดุอุปกรณและการใหคําแนะนํา ซึ่งทรัพยากรเหลานี้จะใหดวย ความเต็มใจ ๒.๒ การมีสวนรวมในการบริหารและประสานงาน ( Administration and Coordination) จะมีสวนรวมโดยวิธีการจางบุคคลเขามามีสวนรวมดําเนินการ การฝกอบรม ผูที่จะ เขาปฏิบัติในโครงการหรือการใหคําปรึกษาในการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการ และเปนผูประสานงานใน โครงการดวย ๒.๓ การมีสวนรวมในการเขาเปนผูปฏิบัติในโครงการมักพบวา มีลักษณะเปนการบังคับให เขาปฏิบัติในโครงการมากที่สุดการมีสวนรวมโดยการบังคับใหปฏิบัติจะตางจากการใหความรวมมือ เพราะการบังคับใหทํานั้นผลประโยชน (Benefits) จะไมใชเปนสิ่งที่สําคัญแตถาเปนการมีสวนรวมดวย ความเต็มใจนั้นจะมีการคํานึงถึงผลประโยชนที่จะไดรับหลังเกิดการมีสวนรวมดวย ๓. การมีสวนรวมรับผลประโยชน (Benefits) ยังแบงออกไดเปน ๓ สวน ๓.๑ การมีสวนรวมรับผลประโยชน (Matetial Benefits) ไดแก การมีสวนรวมในการเพิ่ม ผลผลิต รายได หรือทรัพยสิน ๓.๒ การมีสวนรวมรับผลประโยชนในดานสังคม (Social Benefits) ไดแก ผลประโยชนที่ เกิดขึ้นแกสังคม เชน โรงเรียน สถานที่สาธารณะ หรือสวนกลางของชุมชน เชน การเพิ่มคุณภาพชีวิต การเกิดระบบน้ําประปา ๓.๓ การมีสวนรวมกับผลประโยชนในดานบุคคล (Personal Benefits) ไดแกความนับถือ ตนเอง (Spelt - esteem) พลังอํานาจทางการเมือง (Political Power) ความคุมคาของผลประโยชน (Sense of Efficacy) ๔. การมีสวนรวมในการประเมินผล (Evaluation) หมายถึง การมีสวนรวมในการวัดผล และวิเคราะหผลของการดําเนินงาน รวมทั้งเปนการคนหาขอดีและขอบกพรอง เพื่อหาแนวทางแกไข การทํางานใหมีประสิทธิภาพตอไป แตการมีสวนรวมในชั้นนี้สวนใหญบทบาทดังกลาวจะเปนของ เจาหนาที่ภาครัฐ โดยจะเปนการประเมินผลของงบประมาณที่จัดสรรนั้นนําไปใชอยางไรบางกรณี แมแตเจาหนาที่เองยังไมมีโอกาสเขามามีสวนรวมในขั้นตอนดังกลาว การมีสวนรวมในการประเมินผล นี้จะเปนสิ่งที่แสดงใหเห็นถึงอิทธิพลของพลังงานความคิดของมวลชนที่จะทําใหโครงการพัฒนาหรือ สามารถนําประยุกตใชตอไป
๒๐ ปจจัยที่เสริมสรางการมีสวนรวมของประชาชนในงานพัฒนาออกเปน ๓ กลุม คือ ๑. ปจจัยดานกลไกของรัฐ โดยรัฐตองกําหนดนโยบายที่คํานึงถึงความแตกตางของ วัฒนธรรมทองถิ่น สนับสนุนกิจกรรมที่สอดคลองกับสภาพแวดลอมทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมือง รวมทั้งการสรางชองทางในการเขามามีสวนรวมของประชาชนโดยระบบตางๆ ของ ราชการจะตองเอื้ออํานวยและเพิ่มโอกาสใหประชาชนเขามามีสวนรวม ในขณะที่การติดตาม ประเมินผลและการใหการสนับสนุนในภายหลังก็เปนสิ่งจําเปน ๒. ปจจัยดานประชาชนที่จะตองมีความรู ความเขาใจและประสบการณในการทํางาน พัฒนากลาตัดสินใจ ริเริ่มกิจกรรมและรับผลประโยชน สมาชิกตองรูสึกเปนสวนหนึ่งของกลุมหรือเปน ผูนําทองถิ่น มีโอกาสรับรูขอมูลขาวสารโดยการมีปฏิสัมพันธกับโลกภายนอก ๓. ปจจัยดานนักพัฒนาที่จะตองรูจักชุมชนในทุกๆ มิติ มีความรูความเขาใจใน กระบวนการมีสวนรวม ตองคันหาผูนําที่มีศักยภาพ รูจักวิธีการรวมกลุมประชาชนเพื่อชวยแกปญหา และสนับสนุนชัดมูลความรูตางๆ รวมทั้งทรัพยากรที่จําเปนเพื่อใหสามารถดําเนินงานพัฒนาไดอยาง เหมาะสมและสอดคลองกับสภาพทองถิ่น3 4 ๒.๑.๑.๓ ประโยชนของการมีสวนรวมของประชาชน สํานักงานปลัดนายกรัฐมนตรี ไดใหประโยชนของการมีสวนรวม ดังนี้ ๑. เพิ่มคุณภาพการตัดสินใจ ชวยใหเกิดพิจารณาทางเลือกใหม ทําใหการตัดสินใจ รอบคอบขึ้น ๒. การลดคาใชจายและการสูญเสียเวลา เมื่อการตัดสินใจนั้นไดรับการยอมรับจะชวยลด ความขัดแยงระหวางการนําไปปฏิบัติ ๓. การสรางฉันทามติ ลดความขัดแยงทางการเมืองและเกิดความชอบธรรมในการสัดสิน ใจของรัฐ ๔. การมีสวนรวมตั้งแตตันสามารถลดการเผชิญหนาและความขัดแยงที่รุนแรงได ๕. การเพิ่มความงายในการปฏิบัติ สรางใหประชาชนเกิดความรูสึกเปนเจาของและมี ความกระตือรือรนในการชวยใหเกิดผลในทางปฏิบัติ ๖. ชวยทําใหเจาหนาที่ของรัฐมีความใกลชิดกับประชาชน และไวตอความรูสึกหวงกังวล ของประชาชน และเกิดความตระหนักในการตอบสนองตอความกังวลของประชาชน 4 ปาริซาติ วลัยเสถียร และคณะ, กระบวนการและเทคนิคการทํางานของนักพัฒนา, (กรุงเทพมหานคร: สํานักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, ๒๕๕๓), หนา ๑๐.
๒๑ ๗. การพัฒนาความเชี่ยวชาญและความคิดสรางสรรคของสาธารณชนถือวา เปนการให การศึกษาชุมชน เพื่อเรียนรูกระบวนการตัดสินใจและเปนเวทีฝกผูนําชุมชน ๘ ชวยทําใหประชาชนสนใจประเด็นสาธารณะมากขึ้นเปนการเพิ่มทุนทางสังคมและชวย เสริมสรางใหประชาชนเปนพลเมืองที่กระตือรือรน สอดคลองกับการปกครองตามหลักประชาธิปไตย แบบมีสวนรวม ๒.๑.๑.๔ การบริหารจัดการกระบวนการมีสวนรวมของประชาชน การบริหารจัดการกระบวนการมีสวนรวมของประชาชน ควรยึดหลัก ๔ S5 คือ ๑. การเริ่มตนเร็ว (Starting Early) เปนกระบวนการมีสวนรวมของประชาชนจะตอง เริ่มตนระยะแรก มีการใหขอมูล กระตุนใหเกิดความคิดเห็น และมีการรับฟงความคิดเห็นจาก ประชาชนกอนการตัดสินใจ ความลมเหลวของการมีสวนรวมของประชาชนในอดีตมักเกิดจากภาครัฐ เริ่มกระบวนการมีสวนรวมขาหลังจากการตัดสินใจเรียบรอยแลวหรือมีขอผูกมัดอื่น ๆ จนเปลี่ยนแปลง ไมได หรือหลังจากมีความขัดแยงเกิดขึ้น อยางไรก็ตามการจัดใหมีการรับฟงความคิดเห็นกอนตัดสินใจ มิไดหมายความวากอนการตัดสินใจไมกี่วันหรือไมกี่สัปดาหมิติเวลาเปนปจจัยหนึ่งทีสะทอนความ จริงใจของหนวยงานของรัฐในกระบวนการมีสวนรวมควรใหมีเวลาเพียงพอในการรับฟงความคิดเห็น อยางกวางขวางเพื่อทําใหการติดสินใจสะทอนความคิดเห็นของชุมชน นอกจากนี้การใหประชาชนเขามามีสวนรวมในการกระบวนการตั้งแตตนมีประโยชนชวย ใหประชาชนมีเวลาคิดถึงทางเลือกหรือแนวทางแกปญหาของชุมชนที่เหมาะสมมากขึ้นและเปนขอมูล ในการพัฒนาโครงการดังนั้นการบริหารการมีสวนรวมที่ตีนั้นควรใหประชาชนเขามามีสวนรวมตั้งแต ตันการตระหนักถึงปญหาความจําเปนของโครงการหรือในขั้นของการหาขอมูลความจําเปนซองการมี โรงไฟฟาหรือที่ทิ้งขยะหรือไมกอนจะถามวาตั้งที่นี่ไดหรือไม ๒. การครอบคลุมผูที่เกี่ยวของ (Stakeholders) หลักการสําคัญของการมีสวนรวมอีก ประการหนึ่งคือการมีสวนรวมเปนกระบวนการที่ตองการใหมีประชาชนเขามามีสวนรวมอยาง กวางขวางผูที่ไดรับผลกระทบหรือผูมีสวนไดสวนเสียทุกฝายไมวาโดยตรงหรือโดยออมถือวาเปนผูมี สวนไดสวนเสียควรมีโอกาสเขาสูระบบการมีสวนรวม แตกลุมที่ไดรับผลกระทบโดยตรงอาจถือวาตอง รับฟงขอมูลหรือปรึกษาหารือเปนอันดับแรกๆหนวยงานที่รับผิดชอบตองใหความสําคัญในการระบุผูมี สวนไดสวนเสียระมัดระวังมีใหเกิดการผิดกลุมเปาหมายตองตระหนักวาประชาชนแตละกลุมไดรับ 5 สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี, คูมือการมีสวนรวมของประชาชน, (กรุงเทพมหานคร : สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, ๒๕๔๘), หนา ๙-๑๐.
๒๒ ผลกระทบจากประเด็นการตัดสินใจไมเทากันบอยครั้งที่เรามักคิดวาประชาชนแตกลุมเดียวกันทั้งที่ใน ความจริงผูไดรับผลกระทบมีหลากหลายกลุมการบริหารจัดการการมีสวนรวมตองมั่นใจวากลุมผูมีสวน ไดสวนเสียที่สําคัญทุกกลุมไดมีโอกาสเขามามีสวนรวมและแตละกลุมอาจมีรูปแบบการมีสวนรวมที่ แตกตางกันเพื่อเอื้ออํานวยใหกลุมผูมีสวนไดสวนเสียเขามามีสวนรวมไดเชนกําหนดเวลารับฟงความ คิดเห็นที่ชาวบานมารวมไดหรือการใชภาษาถิ่นรวมทั้งการอํานวยความสะดวกใหชาวบานในการ เดินทางไปรวมแสดงความคิดเห็น ๓. ความจริงใจ (Sincerity) การมีสวนรวมเปนกระบวนการที่มีความละเอียดออนและ ความสัมพันธระหวางหนวยงานที่รับผิดชอบในการจัดกระบวนการมีสวนรวมและประชาชนถือวาเปน มิติที่มีความสําคัญในการบริหารการมีสวนรวมใหประสบความสําเร็จ หนวยงานของรัฐที่เปนเจาของ โครงการหรือมีอํานาจอนุมัติตองจัดการกระบวนการอยางจริงใจเปดเผย ชื่อสัตยปราศจากอคติให เกียรติซึ่งกันและกันมีการสื่อสารสองทางอยูตลอดเวลาโดยเฉพาะการใหขอมูลที่ถูกตองและพอเพียง ตอบสนองตอความสงสัยของผูมีสวนไดสวนเสียรวมทั้งแจงความกาวหนาหรือการเปลี่ยนแปลงของ โครงการอยางตอเนื่องอธิบายกระบวนการตางๆอยางชัดแจงลดขอสงสัยตางๆที่อาจกอใหเกิดขาวลือ ใหประชาชนเขามามีสวนรวมในระยะเริ่มตน ขณะเดียวกันตั้งใจรับฟงขอมูลและความคิดเห็นและ นําไปเปนขอมูลสําหรับการตัดสินใจซึ่งสิ่งเหลานี้เปนพื้นฐานของความนาเชื่อถือและความไววางใจซึ่ง กันละกัน ความไววางใจและความนาเชื่อถือนํามาซึ่งความรวมมือ ความเขาใจและการสื่อสาร ๔. วิธีการที่เหมาะสม (Suitability) หลักการที่สําคัญประการสุดทายของการบริหารการมี สวนรวม คือ การเลือกเทคนิคหรือรูปแบบการมีสวนรวมของประชาชนตองคํานึงถึงความเหมาะสม โดยพิจารณาจากประเภทและขนาดของโครงการความหลากหลายและลักษณะที่แตกตางกันของพื้นที่ และกลุมผูมีสวนไดสวนเสียตลอดจนความแตกตางดานวัฒนธรรมสังคมและคานิยมระดับความสนใจ ของชุมชนในประเด็นหรือโครงการความสามารถและความพรอมรวมทั้งขอจํากัดของหนวยงานที่ รับผิดชอบในการจัดกระบวนการมีสวนรวมเชนดานระยะเวลา บุคลากร และงบประมาณ ความสําเร็จ ของการมีสวนรวมอยูที่ความสามารถในการวิเคราะหประกอบดวยกระบวนการยอยหลายรูปแบบทั้งที่ เปนทางการและไมเปนทางการนอกจากนั้นตองตระหนักวาการใหขอมูลขาวสารและขอเท็จจริง เปน องคประกอบที่ขาดไมไดของการปรึกษาหารือที่มีประสิทธิผล
๒๓ ผูวิจัยสรุปไดวา การมีสวนรวมของประชาชน คือ กระบวนการที่ประชาชนและผูที่ เกี่ยวของมีโอกาสไดเขารวมในการรับรูเรียนรูทําความเขาใจรวมแสดงทัศนะรวมเสนอปญหา / ประเด็นสําคัญที่เกี่ยวของรวมคิดแนวทางรวมแกไขปญหารวมในกระบวนการตัดสินใจรวม การพัฒนาในฐานะหุนสวนการพัฒนารวมรับประโยชนจากการพัฒนาและรวมในการประเมินผล ตารางที่ ๒.๑ ความหมายของการมีสวนรวมของประชาชน นักวิชาการหรือแหลงขอมูล แนวคิดหลัก Davis, K & J. Newstrom, ศักรินทร สุวรรณโรจน Cohen , J.M. and Up Hoff ปาริชาติ วลัยเสถียร และคณะ การมีสวนรวม คือ การเกี่ยวของทางจิตใจและอารมณ ของบุคคลหนึ่งในสถานการณกลุม ซึ่งผลของการ เกี่ยวของดังกลาวเปนเหตุเราใจใหการกระทําเพื่อบรรลุ จุดมุงหมายของกลุมนั้น การบริหารแบบมีสวนรวม มี ๓ ชั้นตอนดังนี้ ๑ การจัดทีมบริหารแบบมีสวนรวม ๒ การดําเนินการบริหารแบบมีสวนรวม ๓ การพัฒนาทีมงาน การมีสวนรวมในการพัฒนาชนบท มี ๓ มิติ ดังนี้ ๑ มีสวนรวมอะไรบาง แบงเปนการมีสวนรวมในการ ตัดสินใจ ๒ มีสวนรวมกับใครบาง ไดแก มีสวนรวมกับชาวบาน ผูนําชุมชน ๓ มีสวนรวมอยางไรบาง ไดแก มีสวนรวมโดยสมัครใจ หรือถูกบังคับ ปจจัยที่เสริมสรางการมีสวนรวมของประชาชนในงาน พัฒนาออกเปน ๓ กลุม คือ ๑. ปจจัยดานประชาชนที่จะตองมีความรู ๒. ปจจัยดานกลไกของรัฐ ๓. ปจจัยดานนักพัฒนาที่จะตองรูจักชุมชนทุกๆมิติ
๒๔ ตารางที่ ๒.๑ ความหมายของการมีสวนรวมของประชาชน (ตอ) นักวิชาการหรือแหลงขอมูล แนวคิดหลัก สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี การบริหารจัดการกระบวนการมีสวนรวมของประชาชน ควรยึดหลัก ๔ S คือ ๑.การเริ่มตนเร็ว (Starting Early) ๒. การครอบคลุมผูที่เกี่ยวของ (Stakeholders) ๓. ความจริงใจ (Sincerity) ๔. วิธีการที่เหมาะสม (Suitability) ๒.๑.๒ แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการ จากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารจัดการ ผูวิจัยไดรวบรวมแนวคิด และ ทฤษฎีได ดังนี้ แนวคิดการบริหารจัดการ ทฤษฎีการบริหาร จัดการขึ้นเมื่อ ค.ศ. ๑๙๑๖ โดยเนนถึงเกณฑการบริหารที่เปนสํากล อันจะนําไปใชกับกํารบริหารทุก อยางไดอยางกวางขวาง เริ่มแรก Henri J. Fayol (1994) 5 6 เปน วิศวกรเหมืองแรชาวฝรั่งเศส ไดตีความหมายของการบริหารวามีสวนประกอบของปจจัย ๕ ประการ คือ การวางแผน การจัดองคกร การสั่งการ การประสานงาน และการควบคุมงาน Henri J. Fayol ไดเสนอแนวคิด และกําหนดหลักเกณฑในการบริหารของผูบริหาร โดย ผูบริหารมีหนาที่ (Management Functions) ดังนี้ ๑. การวางแผน (Planning) หมายถึง การที่ผูบริหารจะตองเตรียมการวางแผนการ ทํางานขององคการไวลวงหนา ๒. การจัดองคการ (Organizing) หมายถึง การที่ผูบริหารจะตองเตรียมจัดโครงสรางของ องคการใหเหมาะสมกับทรัพยากรทางการบริหาร ๓. การสั่งการ (Directing) หมายถึง การที่ผูบริหารจะตองมีการวินิจฉัยสั่งการที่ดี เพื่อให การดําเนินงานขององคการดําเนินการไปตามเปาหมาย 6 Henri J. Fayol, General and Industrial, Landon, 1994, p. 15.
๒๕ ๔. การประสานงาน (Co - ordinating) หมายถึง การที่มีผูบริหารมีหนาที่เชื่อมโยงตางๆ ขององคการใหดําเนินไปอยางสอดคลองตองกัน ๕. การควบคุม (Controlign) หมายถึง การที่ผูบริหารคอบควบคุม และกํากับกิจกรรม ภายในองคการใหดําเนินไปตามแผนที่วางไว ๒.๑.๒.๑ ความหมายของการบริหารจัดการ การบริหารจัดการมีนักวิชาการไดใหความหมายไว ดังนี้ การบริหารจัดการ หมายถึง การใชศาสตรและศิลป นําเอาทรัพยากรการบริหาร (administrative resource) เชน คน เงิน วัสดุสิ่งของ และการจัดการ มาประกอบการตาม กระบวนการบริหาร (process of administration) เชน POSDCORB Model ใหบรรลุวัตถุประสงค ที่กําหนดไวอยางมีประสิทธิภาพ6 7 การบริหารจัดการ หมายถึง กระบวนการนําเอา การตัดสินใจ และนโยบายไปปฏิบัติ สวน การบริหารรัฐกิจหมายถึงเกี่ยวของกับการนําเอานโยบาย สาธารณะไปปฏิบัติ7 8 การบริหาร (administration) มีรากศัพทมาจาก ภาษาลาติน “administatrae” หมายถึง ชวยเหลือ (assist) หรืออํานวยการ (direct) การบริการมี ความสัมพันธหรือมีความหมาย ใกลเคียงกับคําวา“minister” ซึ่งหมายถึง การรับใชหรือผูรับใช หรือ ผูรับใชรัฐ คือ รัฐมนตรี สําหรับ ความหมายดั้งเดิมของคําวาadminister หมายถึง การติดตามดูและ สิ่งตางๆ สวน การจัดการ (management) นิยมใชในภาคเอกชนหรือภาคธุรกิจซึ่งมีวัตถุประสงคใน การจัดตั้งเพื่อมุงแสวงหา กําไร (profits) หรือกําไรสูงสุด (maximum profits) สําหรับผลประโยชนที่ จะตกแกสาธารณะคือ เปนวัตถุประสงครองหรือเปนผลพลอยได (by product)9 กา รบ ริห า รจั ดก าร (management administration) ก า รบ ริห าร ก าร พัฒ น า (development administration) แมกระทั่งการบริหาร การบริการ (service administration) แต ละคํามีความหมายคลายคลึงหรือใกลเคียงกันที่เห็นได อยางชัดเจนมีอยางนอย ๓ สวน9 10 คือ 7 สมพงศเกษมสิน, การบริหาร, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพเกษมสุวรรณ : พิมพครั้งที่ ๓, ๒๕๑๔). 8 ติน ปรัชญพฤทธิ์, ศัพทรัฐประศาสนศาสตร, (กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพจุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย.๒๕๓๕). 9 ธงชัย สันติวงษ, องคการและการบริหาร, ( กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพาณิชย.พิมพครั้งที่ ๑๑, ๒๕๔๓). 10 วิรัช วิรัชนิภาวรรณ, การบริหารจัดการและการบริหารการพัฒนาขององคกรตามรัฐธรรมนูญ และหนวยงานของรัฐ, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพนิติธรรม.(๒๕๔๘).
๒๖ ๑. ลวนเปนแนวทางหรือวิธีการบริหารงานภาครัฐที่หนวยงํานของรัฐ และ/หรือ เจาหนาที่ ของรัฐ นํามาใชในการปฏิบัติราชการเพื่อชวยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารราชการ ๒. มีกระบวนการบริหารงานที่ประกอบดวย ๓ ขั้นตอน คือ การคิด (thinking) หรือการ วางแผน (planning) การดําเนินงาน (acting) และการประเมินผล (evaluating) ๓. มีจุดหมายปลายทาง คือ การพัฒนาประเทศไปในทิศทางที่ทําใหประชาชนมีคุณภาพ ชีวิตที่ดีขึ้น รวมทั้งประเทศชาติมีความเจริญกาวหนาและมั่นคงเพิ่มขึ้น สําหรับสวนที่แตกตางกัน คือ แตละคํามีจุดเนนตางกัน กลาวคือ การบริหารจัดการเนนเรื่องการนําแนวคิดการจัดการของ ภาคเอกชนเขามาใชในการบริการราชการ เชน การมุงหวังผลกําไร การแขงขัน ความรวดเร็ว การตลาด การประชําสัมพันธ การจูงใจดวยค่ําตอบแทน การลดขั้นตอน และการลดพิธีการ เปนตน ในขณะที่การบริหารการพัฒนาใหความสําคัญเรื่องการบริหารรวมทั้งการพัฒนานโยบาย แผนงาน โครงการ (policy, plan, program, project) หรือกิจกรรมของหนวยงานของรัฐ สวนการบริหารการ บริการเนนเรื่องการอํานวยความสะดวกและการใหบริการแกประชาชน การบริหาร หมายความวา เปนการประสานความพยายาม ของมนุษย (อยางนอย ๒ คน) และทรัพยากรตาง ๆ เพื่อทําใหเกิดผลตามตองการ10 11 สําหรับการบริหาร ไดสรุปสาระสําคัญของการบริหาร11 12 ไวดังนี้ ๑. การบริหารเปนกิจกรรมของกลุมบุคคลตั้งแต ๒ คนขึ้นไป ๒. รวมมือกันทํากิจกรรม ๓. เพื่อใหบรรลุวัตถุประสงครวมกัน ๔. โดยการใชกระบวนการและทรัพยากรที่เหมาะสม สําหรับการบริหารในฐานะที่เปนวิชาการสาขาหนึ่ง มีลักษณะเปนศาสตรโดยสมบูรณ เชน เดียวกับศาสตรสาขาอื่นๆ กลาวคือ เปนสาขาวิชาที่มีการจัดระเบียบใหเปนระบบของการศึกษามี องค แหงความรู หลักการและทฤษฎี ที่เกิดจากการศึกษาคนควาเชิงวิทยาศาสตร การบริหารจึงเปนสิ่ง ที่ นํามาศึกษาเลาเรียนกันไดโดยนําไปประยุกตใช สูการปฏิบัติใหเหมาะสมกับสถานการณและ สิ่งแวดลอม ซึ่งขึ้นอยูกับความสามารถ ประสบการณและบุคลิกภาพสวนตัวของผูบริหารแตละคน 11 อนันต เกตุวงศ. การบริหารการพัฒนา. (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร. ๒๕๒๓). 12 วิจิตร ศรีสะอาน และคณะ, หลักการบริหารงานบุคคล. (กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร. ๒๕๒๓), หนา ๔.
๒๗ การบริหารนิยมใชกับการบริหารราชการหรือการ จัดการเกี่ยวกับนโยบาย ซึ่งมีศัพท บัญญัติวารัฐประศาสนศาสตร (Public Administration) และคําวา การจัดการ (Management) นิยมใชกับการบริหารธุรกิจเอกชนหรือการดําเนินการตามนโยบายที่ กําหนดไว และยังใหความหมาย การบริหารไววา การบริหารมีลักษณะเดนเปนสากลอยูหลายประการ12 13 ดังนี้ ๑. การบริหารยอมมีวัตถุประสงค ๒. การบริหารอาศัยปจจัยบุคคลเปนองคประกอบ ๓. การบริหารตองใชทรัพยากรการบริหารเปนองคประกอบพื้นฐาน ๔. การบริหารมีลักษณะการดําเนินการเปนกระบวนการ ๕. การบริหารเปนการดําเนินการรวมกันของกลุมบุคคล ๖. การบริหารอาศัยความรวมมือรวมใจของบุคคล กลาวคือ ความรวมใจ (Collective Mind) จะกอใหเกิดความรวมมือของกลุม (Group Cooperation) อันจะนําไปสูพลังของกลุม (Group Effort) ที่จะทําใหบรรลุวัตถุประสงค ๗. การบริหารมีลักษณะการรวมมือกันดําเนินการอยางมีเหตุผล ๘. การบริหารมีลักษณะเปนการตรวจสอบผลการปฏิบัติงานกับวัตถุประสงค ๙. การบริหารไมมีตัวตน (Intangible) แตมีอิทธิพลตอความเปนอยูของมนุษย การบริหาร หมายถึง ศิลปะแหงการทํางานใหสําเร็จโดยอาศัยคนอื่น ซึ่งนักบริหารมีหนาที่ สําคัญในการวางแผน จัดองคกรอํานวยการ และควบคุมทรัพยากรบุคคลและทรัพยากรอื่นๆ ใหเกิด ประสิทธิภาพ เพื่อบรรลุเปาหมายที่วางไวหนาที่ของนักบริหารมีอยู ๕ ประการ คือ การวางแผน (Planning) การจัดองคการ (Organizing) การแตงตั้งบุคลากร (Staffing) การอํานวยการ (Directing) และการควบคุม (Controlling)14 นักวิชาการทั้งชาวไทย และชาวตางประเทศ หลายทาน ไดรวบรวมความหมายเกี่ยวกับ การบริหารวา คําวาการบริหารงาน ในภาษาอังกฤษ มีคํา ใชอยูสองคํา คือ คําวาAdministration และManagement ความแตกตางของคําสองคํานี้อยูที่วาAdministration มักจะเนนในเรื่องนโยบาย ในขณะที่คําวา Management นั้นเปนการนําเอา นโยบายไปปฏิบัติจัดทํา หรือระดับปฏิบัติการ แต หากพิจารณาในดานความนิยมในการนําคํา มาใช แลว จะพบวา คําวา Administration นิยมนําไปใช 13 สมพงศ เกษมสิน, การบริหาร. (กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช, พิมพครั้งที่ ๗, ๒๕๒๓), หนา ๕ –๖. 14 พระธรรมโกศาจารย (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), พุทธวิธีบริหาร, กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพมหาจุฬาลง กรณราชวิทยาลัย. ๒๕๔๙), หนา ๒-๓.
๒๘ ในทางการบริหารราชการ และคําวา Management นิยมใชในทางการบริหารธุรกิจ แตอยางไรก็ตาม คําสองคํานี้อาจใชแทนกันไดและ หมายถึงการบริหารเชนเดียวกัน14 15 กลาวโดยสรุป การบริหาร หมายถึง กระบวนการทํางานขององคกร เพื่อใหนําพา กิจกรรมขององคกรนั้นๆ ใหประสบผลสําเร็จตามที่วางแผนไว โดยการทํางานนั้นจะบรรลุตาม เปาหมายไดนั้นผูนําตองอาศัยความรวมมือของบุคลากรในองคกรนั้นใหความรวมมือในการทํางาน จึง จะสามารถทํางานขององคกรนั้นๆ เปนไปอยางมีประสิทธิภาพ บรรลุผลตามที่วางไว โดยมี องคประกอบ ๔ ประการคือ กลุมบุคคล ทุน ทรัพยากร และกระบวนการทํางาน ซึ่งรวมถึง การ บริหารราชการ และการบริหารธุรกิจดวย โดยผานหนาที่หลัก คือ การวางแผน การจัดองคการ การ เปนผูนําและการควบคุม ใหการทํางานบรรลุจุดประสงครวมกันอยางมีประสิทธิภาพ ๒.๑.๒.๒ หลักการเกี่ยวกับการบริหารจัดการ หลักการบริหาร (Principles) และปจจัย (Elements) ของการจัดการ โดยอธิบายความ แตกตางของ ๒ คํานี้ไววา หลักการ หมายถึง กฎ หรือแนวทาง (Rules or Guides) และปจจัย หมายถึง หนาที่ (Functions) หลักการในการจัดการนั้นควรจะยืดหยุนและ สามารถปรับไปตามตัว แปรตางๆ ก็ได ผูบริหารจึงจําเปนตองรูวาจะใชและปรับหลักการไดอยางไร หลักการที่เขาไดกําหนด ขึ้นมีอยู ๑๔ ประการ15 16 ไดแก ๑. การจัดแบงงานกันทํา (Division of Work) เปนหลักการใชประโยชน บุคคลและกลุม บุคคลใหมีประสิทธิภาพสูงสุด หลักการนี้ทําใหสามารถลดจํานวนคนงานลงไดตามความจําเปนเพื่อ การปฏิบัติงานแตละดาน ๒. อํานาจหนาที่ (Authority) หมายถึง สิทธิที่จะออกคําสั่งและอํานาจที่จะทําใหผูอื่น ปฏิบัติตาม โดยมีหนาที่รับผิดชอบเปนสิ่งที่เกิดขึ้นสืบเนื่องและเปนของควบคูกันที่จะขาดเสียมิได มี อํานาจหนาที่เกิดขึ้นเมื่อใด หนาที่รับผิดชอบก็ยอมตองเกิดขึ้นเมื่อนั้นเสมอ ๓. ระเบียบวินัย (Disciplines) คือการยินยอมที่จะปฏิบัติตาม เปนพฤติกรรมและการ แสดงออกของการเคารพในขอตกลงระหวางองคการกับพนักงาน ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดที่จะรักษาระเบียบวินัย 15 สาคร สุขศรีวงศ, การจัดการ : จากมุมมองนักบริหาร (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพจีพีไซเบอร พริน, พิมพครั้งที่ ๓, ๒๕๕๐), หนา ๒๕-๒๖. 16 Henri Fayol, (1916), AsministrationIndustrielle et generale, Bulletin de la Societe de I’IndustrieMinerale, Zfifth series, Vol. 10 No., 3,1916), Pp.5.
๒๙ ไดก็คือ (ก) มีผูบริหารที่ดีในทุกระดับ (ข) ขอตกลงทั้งหมดตองชัดแจงและเปนธรรมที่สุดเทาที่จะทําได และ (ค) การลงโทษตองเปนไปตามกรรมวิธีทางตุลาการ ๔. เอกภาพในสายบังคับบัญชา (Unity of Command) ในการกระทํากิจกรรมทุก กิจกรรม ผูใตบังคับบัญชาควรรับคําสั่งจากผูบังคับบัญชาเพียงคนเดียว ไมมีใครสามารถจะปรับตัวให เขากับการมีผูบังคับบัญชาเกินกวาหนึ่งคนได ไมวาจะในกรณีใดทั้งสิ้น ๕. เอกภาพในดานแนวทาง (Unity of Direction) กิจกรรมต่ํางๆ ที่มีวัตถุประสงค เดียวกัน ยอมตองมีจุดหมายปลายทางและแผนงานที่เปนอันหนึ่งอันเดียวกัน ๖. ประโยชนสวนตัวยอมเปนรองประโยชนสวนรวม (Subordination of individual Interest to General Interest) ในวงธุรกิจผลประโยชนของเจาหนาที่คนหนึ่งหรือกลุมหนึ่งไมควรจะ อยูเหนือผลประโยชนของงานที่ตนรับผิดชอบอยู ๗. การใหค่ําตอบแทนเจาหนาที่ (Remuneration of Personnel) อัตราการให ค่ําตอบ แทนขึ้นอยูกับสภาพแวดลอมที่เกิดจากเจตนารมณ ของผูบริหารหรือเจาของกิจการ และ คุณคาของ เจาหนาที่ โดยคํานึงถึงคาครองชีพ จํานวนเจาหนาที่ที่มีอยูมากมากหรือขาดแคลนสภาพ ทั่วๆ ไป ของ ธุรกิจ และนอกจากนี้ยังขึ้นอยูกับคานิยมของเจาหนาที่และวิธีการในการใหคาตอบแทนการตอบ แทนที่ไมใชตัวเงินมักจะใชกันในกรณีที่เปนเรื่องใหญๆ และอาจกลาวไดวาในการทํางาน ภาครัฐกิจนั้น แทบจะไมมีการจายคาตอบแทนในรูปของตัวเงินเลย ๘. การรวมอํานาจ (Centralization) การรวมอํานาจหรือการกระจายอํานาจเปนการ กําหนดอัตราสวนเพื่อใหไดผลประโยชนสูงสุด อะไรก็ตามที่เพิ่มความสําคัญใหแกบทบาทของ ผูใตบังคับบัญชาก็คือ การกระจายอํานาจ และอะไรก็ตามที่เปนไปในทางตรงกันขาม เปนการรวม อํานาจ จึงควรกําหนดอัตราสวนใหเหมาะสมเพื่อใหเกิดประโยชนมากที่สุดเทาที่จะเปนได ๙. การจัดลําดับของสายงาน (Scalar Chain) หมายถึง การจัดลําดับอํานาจหนาที่จาก ระดับที่มีอํานาจหนาที่สูงสุดลงมาจนถึงระดับที่มีอํานาจหนาที่ต่ําสุด โดยการใหผูที่อยูในระดับ เดียวกันติดตอกันเองไดโดยตรง จะชวยใหการทํางานงายและสะดวกยิ่งขึ้น ๑๐. ความมีระเบียบ (Order) คือ การจัดที่สําหรับทุกๆ สิ่งและจัดใหทุกๆ สิ่งอยูในที่ที่จัด ไว หรือการจัดที่สําหรับทุกๆ คน และจัดทุกๆ คนใหอยูในที่ของงาน การวางแผนทํางานสําหรับ เจาหนาที่ เชนเดียวกับการจัดระเบียบวัสดุสิ่งของจะทําใหการกําหนดตัวบุคคลและการควบคุมบุคคล งายเขา ๑๑. ความเปนธรรม (Equity) สิ่งที่ตองคํานึงถึงในเรื่องของเจาหนาที่ก็คือความตองการ ในอันที่จะถูกปฏิบัติดวยความเปนธรรมและเสมอภาค