๓๐ ๑๒. ความมั่นคงในการทํางาน (Stability of Tenure of Personnel) ความไมมั่นคงใน การทํางานเปนไดทั้งเหตุและผลของการทํางานที่เลว หมายความวา การดําเนินงานที่เลวอาจเปน สาเหตุแหงการขาดความมั่นคงในการทํางาน และในขณะเดียวกันก็อาจเปนผลเนื่องมาจากการขาด ความมั่นคงในการทํางานไดเชนกัน ๑๓. ความคิดริเริ่ม (Initiative) บุคคลควรมีโอกาสแสดงความคิดริเริ่มของตนเองภายใน ขอบเขตจํากัดแหงอํานาจหนาที่และระเบียบวินัย ๑๔. ความสามัคคี (Esprit de Corp) ความสามัคคีเปนน้ําหนึ่งใจเดียวกัน ยอมเปนพลัง ในการกระทํากิจกรรมใดๆ ทั้งสิ้น หลักการนี้เปนหลักการที่สอดคลองกับหลักการมีเอกภาพในสาย บังคับบัญชา ปจจัยหรือหนาที่ของการจัดการ Henri Fayol ไดกําหนดไวเปน ๕ ประการ ดังนี้ ๑๔.๑ การวางแผน เปนการกําหนดวัตถุประสงค นโยบาย โครงการ และวิธีดําเนินงาน เพื่อบรรลุผลตามวัตถุประสงค นโยบายและโครงการที่กําหนดไว การวางแผนหมายถึงการ ตัดสินใจ เพราะเปนการเลือกระหวางทางเลือกหลายๆ ทาง หนาที่ในการวางแผนไมอาจแบงแยกออก จาก กิจกรรมของผูบริหารได เพราะผูบริหารทุกคนไมวาจะอยูในระดับใดขององคการยอมตองมีหนาที่ รับผิดชอบในการวางแผน ๑๔.๒ การจัดองคการ เปนเรื่องของการจัดโครงสรางบทบาทตางๆ โดยการ พิจารณา กําหนดกิจกรรมตางๆ ที่จําเปนสําหรับการบรรลุเปาหมายขององคการ รวมทั้งการจัด รวมกลุม กิจกรรมและการจัดใหกลุมกิจกรรมนั้นๆ มีผูบริหารเปนผูรับผิดชอบ พรอมทั้งมอบอํานาจ หนาที่ที่จะ ดําเนินกิจกรรมเหลานั้นจนสําเร็จไดดวย นอกจากนี้ก็ยังมีการจัดเตรียมการประสาน ความสัมพันธ ระหวางอํานาจหนาที่ทั้งในแนวตั้งและแนวนอนของโครงสรางองคการ ๑๔.๓ การจัดคนเขาทํางาน เปนเรื่องเกี่ยวกับการจัดการเกี่ยวกับตัวบุคคล และจัดให บุคคลเขาทํางานในตําแหนงที่กําหนดไวในโครงสรางขององคการ ซึ่งจําเปนตองมีการกําหนดความ ตองการเกี่ยวกับกําลังคนที่จะมาทํางาน ทั้งนี้ยอมรวมถึงงานทะเบียนบุคคล ประเมิน บุคคลและ เลือกสรรผูเหมาะสมสําหรับตําแหนงตางๆ การจายคาตอบแทน ตลอดจนการฝกอบรม ซึ่ง เปนการ พัฒนาบุคคลทั้งที่เปนคนเดิมและคนที่จะเขามาใหม ๑๔.๔ การสั่งการ เปนเรื่องเกี่ยวกับการใหแนวทาง และบังคับบัญชาผูอยูใต บังคับบัญชา วิธีการสั่งการเปนเรื่องที่ยุงยากสับสน เปนพิเศษ เพราะผูบังคับบัญชาตองคอยชี้แจง รายละเอียด เกี่ยวกับความเปนมา วัตถุประสงค นโยบายขององคการ และผูบังคับบัญชา จะตองคอย ใหคําชี้แจง เกี่ยวกับงานที่มอบหมาย คอยแนะนําแนวทางในการปรับปรุงการทํางาน และคอยจูงใจให ผูใตบังคับบัญชาทํางานดวยความกระตือรือรนและมีความเชื่อมั่นอยูเสมอ
๓๑ ๑๔.๕ การควบคุม เปนเรื่องของการบังคับใหกิจกรรมตางๆ เปนไปตาม แผนงานซึ่งเปน การวัดความกาวหนาในการทํางาน การแกไขขอผิดพลาดที่เกิดขึ้น และเปนการยืนยัน ความสําเร็จ ของแผน ทั้งนี้เพราะแมวาการวางแผนจะเปนเรื่องที่มากอนการควบคุม แตการวางแผนก็ ไมอาจจะ บรรลุผลสําเร็จไดดวยตัวเอง จึงตองอาศัยการควบคุมเปนเครื่องมือทําใหแผนงานประสบ ผลสําเร็จ ตามที่กําหนด ๒.๑.๒.๓ กระบวนการทางการบริหารการจัดการ (The Management Process) กระบวนการบริหารหรือการจัดการประกอบดวยหนาที่ทางการจัดการ ๕ ประการ16 17 คือ ๑. การวางแผน (Planning) หมายถึง ภาระหนาที่ของผูบริหารที่จะตองทําการ คาดการณ ลวงหนาหรือเหตุการณตาง ๆ ที่จะมีผลกระทบตอการดําเนินงาน และกําหนดขึ้นเปน แผนการ ปฏิบัติงานหรือวิถีทางที่จะปฏิบัติเอาไวเพื่อสําหรับเปนแนวทางของการทํางานในอนาคต ๒. การจัดองคการ (Organizing) หมายถึง ภาระหนาที่ที่ผูบริหารจะตองจัดใหมี โครงสรางของงานตาง ๆ และอํานาจหนาที่ทั้งนี้เพื่อใหเครื่องจักร สิ่งของและตัวคนอยูใน สวนประกอบที่เหมาะสมในอันที่จะชวยใหงานขององคการบรรลุผลสําเร็จได ๓. การบังคับบัญชาสั่งการ (Commanding) หมายถึง หนาที่ในการสั่งงานตาง ๆ ของ ผูใตบังคับบัญชาซึ่งกระทําใหงานสําเร็จผลดวยดีโดยที่ผูบริหารจะตองกระทําตนเปนตัวอยางที่ดี จะตองเขาใจผูใตบังคับบัญชา ๔. การประสานงาน (Coordinating) หมายถึง ภาระหนาที่ที่จะตองเชื่อมโยงงานของทุก คนใหเขากันไดและกํากับใหไปสูจุดมุงหมายเดียวกัน ๕. การควบคุม (Controlling) หมายถึง ภาระหนาที่ในการที่จะตองกํากับใหสามารถ ประกันไดวา กิจกรรมตาง ๆ ที่ทําไปนั้นสามารถเขากันไดกับแผนที่ไดวางไวแลว หนาที่ในการจัดการของ Henri Fayol ถือไดวาเปนวิถีทางที่จะใหผูบริหารทุกคน สามารถ บริหารงานของตนใหบรรลุผลสําเร็จตามเปาหมายไดยังเปนหลักเกณฑที่ไดใชปฏิบัติอยูจนทุก วันนี้ เพราะไมวาเราจะยกเอากิจการใดก็ตามขึ้นมาแยกแยะดู ก็จะเห็นวา งานบริหารขององคการทุก วันนี้ มีการจัดแบงหนาที่ของผูบริหารไวใกลเคียงกับหลักเกณฑที่ Henri Fayol ไดแบงแยกเอาไวในขณะที่ การบริหารองคการสมัยใหมนั้นจะตองมององคการอยางเปนระบบที่มีสิ่งแวดลอมเขามาเกี่ยวของใน 17 ธงชัย สันติวงษ, องคการและการบริหาร, (กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพาณิชย., พิมพครั้งที่ ๑๑, ๒๕๔๓), หนา ๔๐.
๓๒ การบริหารงาน แนวคิดในเรื่องระบบจึงจําเปนที่ผูบริหารในองคการตองเขาใจและปรับตัว ใหเขากับ สิ่งที่มากระทบองคการ ปจจุบันการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอยางรวดเร็ว และตลอดเวลาทามกลางการ เปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็วทางเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม ในยุคปจจุบันองคการรัฐบาลหรือเอกชน ตองมีการปรับเปลี่ยนตามสภาพแวดลอมที่เขามาเกี่ยวของ เชน การแขงขัน การเมือง สภาพเศรษฐกิจ สังคมที่เปลี่ยนไป ลวนสงผลตอการปรับตัวเพื่อใหสอดคลองกับภาวะดังกลาว องคการในฐานะที่อยู ในระบบการปรับตัวเพื่อความอยูรอดขององคการยอมสงผลกระทบ ซึ่งกันและกันไดจึงนําการศึกษา แนวคิดของการจัดการวิธี “ระบบ” หนา ที่กา รจัด กา ร 1 7 18 (The Management Process: Management Functions) ประกอบดวยการจัดการดังนี้ ๑. การวางแผน (Planning) หมายถึง การเลือกวิธีการทํางานเพื่อใหบรรลุผลตาม เปาหมายขององคการและกําหนดวาจะทํางานนั้นอยางไร ๒. การจัดองคการ (Organization) หมายถึง การนําเอาแผนงานที่กําหนดไวมากําหนด หนาที่สําหรับบุคลากรหรือกลุมบุคคลที่จะปฏิบัติภายในองคการเปนการเริ่มตนของกลไกในการนําเอา แผนงานไปสูการปฏิบัติ ๓. การนํา (Leading) เกี่ยวของกับการจูงใจภาวะผูนําและการสื่อสารระหวางบุคคลใน องคการเพื่อชวยใหองคการบรรลุวัตถุประสงคตามตองการ ๔. การควบคุม (Controlling) หมายถึง หนาที่ทางการจัดการสําหรับผูบริหารในการ รวบรวมขอมูลเพื่อใชเปนมาตรฐานวัดผลการทํางานในองคการรวมทั้งการวัดผลการทํางานในปจจุบัน เพื่อกําหนดมาตรฐานขึ้นและเปรียบเทียบกับผลงานที่ทําไดเพื่อปรับปรุงแกไขผลการทํางานได สอดคลองกับมาตรฐานที่กําหนดขึ้น องคประกอบพื้นฐานของการบริหาร 18 19 คือ ๑) จะตองมีกลุมบุคคลตั้งแต๒คนขึ้นไป ๒) จะตองมีการกระทําอยางรวมแรงรวมใจของกลุมบุคคลนั้นและ ๓) จะตองมุงสูวัตถุประสงคของกลุม ที่ตั้งไวรวมกันอยางมีเหตุผลพรอมทั้งได นิยามการบริหารวาหมายถึงการกระทํารวมกันดวยความ ตั้งใจของกลุมบุคคลอยางรวมแรงรวมใจ เพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคที่กําหนดไวรวมกันอยางมีเหตุผล 18 เนตรพัณณา ยาวิรา, การจัดการสมัยใหม (Modern Management). (กรุงเทพมหานคร : เซ็นตทรัลเอ็กเพรส. ๒๕๔๖), หนา ๒ – ๓. 19 สรอยตระกูล, (ติวยานนท) อรรถมานะ, การบริหาร. (กรุงเทพมหานคร : ไทยวัฒนาพานิช, พิมพ ครั้งที่ ๗ ๒๕๔๓), หนา ๔.
๓๓ กลาวโดยสรุป การบริหารจัดการ หมายถึง การวางแผน ในการทํางานใหบรรลุตาม เปาหมาย และตัดสินใจเลือกทางที่ดีที่สุด เพื่อมุงสูผลสัมฤทธิ์ของเปาหมายที่ไดตั้งไว การจัดองคการ เปนกระบวนการทําหนาที่เกี่ยวกับทรัพยากรมนุษยและทรัพยากรอื่นที่ไมใชมนุษย เพื่อใหแผนที่ตั้งไว สามารถดําเนินการใหบรรลุผลสําเร็จไดการเปนผูนําเปนกระบวนการทําหนาที่เกี่ยวกับการสราง แรงจูงใจใหผูอื่นทํางานมุงสูเปาหมายขององคการเปนสําคัญ การควบคุมเปนกระบวนการที่มุงไปสู การออกกฎระเบียบวิธีปฏิบัติในการทํากิจกรรมขององคการใหไดผลลัพธตามมาตรฐานงานและ เปาหมายที่องคการพึงประสงค กระบวนการจัดการประกอบไปดวยขั้นตอน ที่สําคัญอยู ๔ ประการดวยกัน19 20 คือ ๑. การวางแผน (Planning) หมายถึง การวางแผนหรือกําหนดการทํางานขององคการไว ลวงหนาวาจะทําอะไร ในการบริหารงานใด ๆ ก็ตามผูบริหารจะตองทําหนาที่ในการวางแผนเพราะ การวางแผนเปนหนาที่ประการแรกของกระบวนการบริหาร ผูบริหารจะตองตระหนักอยูเสมอวา แผนงานเปนกรอบและเปนแนวทางของการปฏิบัติงานทั้งหมดถาปราศจากแผนงานแลวเปนการยากที่ ผูบริหารจะทํางานใหไดผลดีการวางแผนในการบริหารงานนั้นจะตองจัดทําทั้งแผนระยะสั้นและ แผน ระยะยาวในการวางแผนนั้นผูบริหารจะตองคํานึงอยูเสมอวาจะทําอะไร (What) จะทําอยางไร (How) จะใชเงินเทาไร (HowMany) จะใหใครเปนผูทํา (Who) และจะกระทําที่ไหน (Where) และ ทําเมื่อไร (When) ๒. การจัดองคการ (Organizing) หมายถึง การจัดองคการหรือจัดหนวยงาน โดยการ จัดแบงงานขององคการหรือของหนวยงานยอยพรอมทั้งกําหนดวัตถุประสงคกําหนดอํานาจหนาที่ และความรับผิดชอบของแตละสวนงาน ตลอดจนกําหนดสายการควบคุมและบังคับบัญชาในลักษณะ ของหนวยงานหลัก (Line) หนวยงานที่ปรึกษา (Staff) และหนวยงานชวย (Auxiliary) พรอมทั้ง กําหนดขนาดของการควบคุมไวดวย การจัดองคการอาจแสดงไวในรูปของแผนภูมิองคการเพื่อใหเกิด การสื่อความเขาใจในองคการเกี่ยวกับอํานาจ หนาที่ ความรับผิดชอบ สายการบังคับบัญชาและการ ติดตอสื่อสาร ๓. การนํา (Leading) หมายถึง การที่ผูนําใชการโนมนาวใหสมาชิกองคการปฏิบัติตาม คําสั่งของตัวเองเพื่อใหบรรลุเปาหมายในการทํางานนอกจากนั้นยังรวมถึงการติดตอสื่อสารการสั่งการ และการจูงใจภายในองคการอีกดวย 20 Bartol, K.M., & Martin, D.C Management. (New York : McGraw–Hill. .(2nded.). 1997)., Pp. 7.
๓๔ ๔. การควบคุม (Control) หมายถึง กระบวนการในการตรวจสอบการปฏิบัติงานของ องคการวาสมาชิกองคการที่เปนผูปฏิบัติงานไดปฏิบัติงานเปนไปตามแผนงานที่ไดกําหนดไวหรือไม โดยดูไดจากการปฏิบัติงานจริงเมื่อเปรียบเทียบกับมาตรฐานถางานของการทํางานต่ํากวาเกณฑ มาตรฐานก็จะนําไปสูการปรับปรุงแกไขใหเปนไปตามมาตรฐานและแผนในการทํางาน จากกระบวนการในการจัดการดังกลาวขางตนนั้นจะเห็นไดวากระบวนการจัดการที่ เริ่มตนจากการวางแผนแลวไปจบลงที่การควบคุมจะเปนกระบวนการที่เปนพลวัตรที่เปลี่ยนแปลงไป เรื่อย ๆตามสภาพแวดลอมขององคการทั้งที่เปนสภาพแวดลอมภายในและสภาวะแวดลอมภายนอก ดังนั้นนักบริหารจะตองเปนผูที่มีความพรอมอยูเสมอเพื่อที่จะทําใหการบริหารงานขององคการเปนไป อยางราบรื่นและบรรลุเปาหมายขององคการในทายที่สุด สรุปวากระบวนการบริหารจัดการมีขั้นตอนที่สําคัญ ๔ ประการ คือกระบวนการที่ เริ่มตน จากการวางแผนการจัดการองคการการนําและจบลงที่การควบคุมมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตาม สภาพแวดลอมขององคการ ดังนั้นนักบริหารจะตองเปนผูที่มีความพรอมอยูเสมอ เพื่อที่จะทํา ใหการ บริหารงานขององคการเปนไปอยางราบรื่นและบรรลุเปาหมายขององคการ องคประกอบพื้นฐานของการบริหารจัดการทั้ง ๔ ประการดังกลาวตางก็มีความสัมพันธ ซึ่งกันและกันซึ่งสามารถนํามาแสดงไดดังภาพ ภาพที่ ๒.๑ องคประกอบของการบริหารจัดการ (Bartol & Martin, 1997) องค์ประกอบพื้นฐานของ กระบวนการบริหารจัดการ การควบคุม (Control) การวางแผน (Planning) การนํา (Leading) การจัดการองค์กร (Organizing)
๓๕ ตามแนวคิดของนักวิชาการทางการบริหารที่สําคัญ จํานวน ๒ ทาน คือ Fayo และBartol & Martin สรุปไดดังตาราง (องคประกอบพื้นฐานทางการบริหารจัดการ) ตารางที่ ๒.๒ องคประกอบพื้นฐานทางการบริหารจัดการ นักวิชาการหรือแหลงขอมูล แนวคิดหลัก Henri Fayol Bartol & Martin ๑. การวางแผน ๒. การจัดองคการ ๓. การบังคับบัญชาสั่งการ ๔. การประสานงาน ๕. การควบคุม ๑. การวางแผน ๒. การจัดองคการ ๓. การนํา ๔. การควบคุม ๒.๑.๒.๔ การวางแผน (Planning) การวางแผน20 21 เปนกระบวนการของการกําหนด องคประกอบตาง ๆ ที่สําคัญเริ่มจาก ๑. ภารกิจ (Mission) เปนขอความประกาศอยางกวาง ๆ เกี่ยวกับจุดมุงหมายหรือเหตุผล พื้นฐานในการดํารงอยูขององคการและขอบขายงานที่เปนลักษณะเฉพาะขององคการ ซึ่งกําหนดไว อยางงายตอการแปลความและเขาใจจากสมาชิกทุกฝายขององคการ ๒. จุดหมาย (Goals) เปนเปาหมายแหงอนาคต หรือผลลัพธสุดทายที่องคการตองการให บรรลุผล ๓. แผน (Plans) หมายถึงวิถีทาง (Means) ที่จะทําใหบรรลุผลลัพธที่พึ่งปรารถนา สุรัสวดี ราชกุลชัย (๒๕๔๗) 21 22 กลาววา การวางแผนเปนกระบวนการตัดสินใจกําหนด เปาหมายการปฏิบัติงานและในกระบวนการ โดยมีขั้นตอนตอไปนี้ 21 วิโรจน สารรัตนะ, การบริหารการศึกษา : หลักการ ทฤษฏี หนาที่ ประเด็น และบทวิเคราะห. กรุงเทพมหานคร : ทิพยวิสุจน. พิมพครั้งที่ ๔. ๒๕๔๖), หนา ๕๗-๖๖. 22 สุรัสวดี ราชกุลชัย, การวางแผนและการควบคุมทางการบริหาร. (กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย. ๒๕๔๗)., หนา170-๑๗๘.
๓๖ ๑. การกําหนดวัตถุประสงคหรือ เปาหมาย ๒. การวิเคราะหสถานการณ ๓. การพิจารณาและกําหนดสมมติฐาน ๔. การกําหนดทางเลือก ๕. การประเมินทางเลือก ๖. การเลือกทางเลือก ๗. การลงมือปฏิบัติและสรางแผนสนับสนุน ๘. การจัดทําแผนแบบตัวเลขโดยใชงบประมาณ การวางแผนคลายคลึงกันดังนี้ การวางแผน ใหความหมาย เปนกิจกรรมที่เกี่ยวกับอนาคต ประกอบดวยหลายขั้นตอนเพื่อเปนแนวทางสําหรับใหดําเนินการ เปนไปตามเปาหมายที่กําหนดไว22 23 การวางแผนนอกจากเปน กระบวนการการกําหนดทางเลือกที่จะดําเนินการในอนาคต23 24 ไดใหความหมายเพิ่มเติมวาเพื่อใหบรรลุวัตถุประสงคที่ตองการ โดย วิธีการที่ใหประโยชนสูงสุด” การวางแผน24 25 คือ การกําหนดวัตถุประสงคและวิธีการที่จะทําใหวัตถุประสงคสัมฤทธิ์ผล ไวลวงหนา หรือกลาวอีกนัยหนึ่ง การวางแผน25 26 คือ การตัดสินใจลวงหนาวาจะตองทําอะไร ทําเมื่อไร และใครจะเปนผูทําการวางแผนที่ ประสบผลสําเร็จจะตองมุงลดผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงที่ อาจเกิดขึ้นในองคการทั้งระยะสั้น และระยะยาว กลาวโดยสรุป การวางแผน หมายถึง การที่ผูบริหารเปนผูวางแผน โดยการกําหนด นโยบาย เปาหมายวัตถุประสงคใหสอดคลองกับภารกิจ เพื่อใหการดําเนินงานเปนไปในทิศทาง เดียวกัน และวิธีการที่จะทําใหวัตถุประสงคสัมฤทธิ์ผลไวลวงหนา ซึ่งตองมีความสอดคลองกันหรือการ วินิจฉัยเหตุการณที่จะดําเนินการในอนาคตแลวกําหนดแนวทางวิธีการโดยถูกตองอยางมีเหตุมีผล เพื่อ ลดผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในองคกรทั้งระยะสั้นและระยะยาว 23 อนันอนันตกุล, ภาวะผูนําเชิงการบริหารของปลัดกระทรวงมหาดไทย. (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยรามคําแหง, ๒๕๔๑), หนา ๑๖. 24 สนานจิตร สุคนธทรัพย, การวางแผนพัฒนาโรงเรียน. (นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, ๒๕๓๔ ), หนา ๘. 25 Robbins, S. P. The Administrative Process. (New Jersey: Prentice - Hell. 2nd ed., 1980)., Pp. 7.26 Dessler, G. Management, Principles and Practices for Tomorrow’s Leaders. (New Jersey: Pearson Education.,2004)., Pp. 80.
๓๗ ๒.๑.๒.๕ การจัดองคการ (Organizing) การจัดองคการเปนหนาที่ทางการบริหารที่สืบเนื่องจากการวางแผน เมื่อองคการจัดทํา เปาหมาย วัตถุประสงค ขององคการและแผนกลยุทธแลว ผูบริหารตองออกแบบโครงสรางองคการ เพื่อใหการบริหารบรรลุเปาหมาย การจัดองคการเปนเทคนิคพื้นฐานการบริหารอยางหนึ่ง26 27 กลาวคือ “มีลักษณะเปนการ กําหนดโครงสรางขององคการนั้น ๆ ขึ้นมาเปนการชวยใหทราบถึงตําแหนง หนาที่ สถานะและการ ควบคุมบังคับบัญชาอยางกวาง ๆ ทําใหสามารถจัดโครงสรางเหมาะสม สอดคลองกับนโยบาย วัตถุประสงคขององคการ” การจัดองคการ27 28 คือ หนาที่งานที่เกี่ยวของกับการจัดระเบียบเพื่อใหสิ่งของและบุคคลผู เขามาอยูในองคการสามารถทํางานเกี่ยวของสัมพันธกันอยางมีประสิทธิภาพและเพื่อเปนประโยชนตอ งานที่จะมีการประสานกันทําเปนทีม การจัดองคการ 28 29 ไดใหความหมาย ความพยายามของผูบริหารในการกําหนดแนวทาง โครงสรางองคการ โดยใชกระบวนการตาง ๆ ในการสนับสนุนใหการดําเนินงานสามารถประสบ ความสําเร็จไดตามที่วางแผนงานไว ซึ่งกระบวนการ ดังกลาวนี้มักประกอบดวยความสัมพันธพื้นฐาน ๓ ประการ คือ ความรับผิดชอบอํานาจหนาที่และความพรอมที่จะใหตรวจสอบ การจัดองคการ 29 30 กลาวคือ กระบวนการที่ กําหนด กฎ ระเบียบ แบบแผน ในการ ปฏิบัติงานขององคการซึ่งรวมถึงวิธีการทํางานรวมกัน คําจํากัดความวา การจัดการ 30 31 คือ กระบวนการวางแผน การจัดองคการ การสั่งการ และการควบคุม กําลังความพยายามของสมาชิกขององคการและการใชทรัพยากรอื่น ๆ เพื่อ ความสําเร็จในเปาหมายขององคการตามที่ไดจําแนกไว 27 กิติมา ปรีดีดิลก, การบริหารและการนิเทศการศึกษาเบื้องตน. (กรุงเทพมหานคร : อักษรบัณฑิต. ๒๕๓๒), หนา ๒๖. 28 ธงชัย สันติวงษ. องคการและการจัดองคการ. (กรงเทพมหานคร : ระเบียงทองการพิมพ. ๒๕๔๖)., หนา ๓๒. 29 วรนารถ แสงมณี, การบริหารทรัพยากรมนุษย/งานบุคคล, (กรุงเทพมหานคร : ประสิทธิ์กัณฑ แอนพริ๊นติ้ง. พิมพครั้งที่ ๓. ๒๕๔๗). 30 ศิริวรรณ เสรีรัตน และคณะ, การจัดการและการพัฒนา, (กรุงเทพมหานคร : พัฒนาศึกษา. ๒๕๓๙). 31 สมยศ นาวีการ, การบริหารแบบมีสวนรวม. (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร, ๒๕๒๕), หนา ๑๘.
๓๘ การจัดองคการ 31 32 คือ กระบวนการในการจัดโครงสรางขององคการ ซึ่งครอบคลุมเรื่อง การแบงงานการกําหนดหนาที่ความรับผิดชอบให ผูปฏิบัติงาน การกําหนดกลุมงาน การกําหนด ความสัมพันธในสายการบังคับบัญชาและการประสานงานของหนวยงานตาง ๆ รวมทั้งการจัดสรร ทรัพยากรใหกับหนวยงานตาง ๆ การจัดองคการ จึงครอบคลุม การจัดงาน จัดคนและวัตถุประสงค ของทั้งหมดขององคการ การจัดองคการ 32 33 หมายถึง การแบงงานหรือการมอบหมายงาน การกําหนดชวงการ บริหารหรือโครงสรางขององคการ การกําหนด กลุมงาน การประสานงาน และ เอกภาพในการบังคับ บัญชา โดยมีรายละเอียด ดังนี้ การแบงงานหรือการมอบหมายงานดวยสาเหตุ ๒ ประการ กลาวคือ ความซับซอนของ งาน ไมมีผูใดสามารถกระทําทุกอยางไดภายใตขอบเขตอันจํากัดของรางกายและความจํากัดของ ความรูใน งานดานตาง ๆ บางงานตองใชทักษะขั้นสูง ถ้ําไมมีความชํานาญก็ไมสามารถจะทํางานนั้น ๆ ไดการกําหนดชวงการบริหาร ซึ่งหมายถึงจํานวนผูใตบังคับบัญชาที่ผูบริหารสามารถบริหารไดอยางมี ประสิทธิภาพการกําหนดกลุมงานทุกองคการตองมีหนาที่ตองปฏิบัติโดยบุคคลที่มีความสามารถ แตกตางกันเฉพาะงานและบุคคลเหล่ํานั้นตองประสานสัมพันธซึ่งกันและกันเนื่องจากความสามารถที่ แตกตางกันจึงจําเปนตองมีกลุมเพื่อจะติดตอประสานงานเชื่อมโยงกิจกรรมของกลุมตาง ๆ เราเรียกวา ฝายหรือแผนกโดยพิจารณาจากจํานวนคนของแตละแผนกหรือฝายภาระหนาที่ผลผลิตหรือบริการ ลูกค้ําภูมิศาสตรหรือกระบวนการทํางาน ๒.๑.๒.๖ การประสานงาน การประสานงาน หมายถึง การรวมกันในการปฏิบัติภารกิจขององคการใหบรรลุเปาหมาย โดยผูบริหารเปนผูกําหนดความสัมพันธตาง ๆ เพื่อใหภารกิจขององคการบรรลุประสิทธิผลและ ประสิทธิภาพ การติดตอสื่อสาร หมายถึง การถายทอดสารและความเขาใจสารที่สงออกมาอยางถูกตอง ตรงกัน เอกภาพในการบังคับบัญชา ความเปนเอกภาพของหนวยงานมีความสําคัญเพราะหาก องคการใดไมมีเอกภาพไมยึดถือปฏิบัติตามกฎเกณฑจะกอใหเกิดความขัดแยง ถ้ําไมมีการกําหนด ผูบังคับบัญชาที่ชัดเจนยอมเกิดความสับสนของผูใตบังคับบัญชาและความขัดแยงจะเกิดขึ้นในองคการ 32 Robbins, S. P., & Coulter, M. Management. (New Jersey: Practice - Hall. 6th ed., 1999). Pp. 194 – 205. 33 Robbins, S. P. The Administrative Process. (New Jersey: Prentice -Hell. 2nded., 1980), Pp. 101
๓๙ กลาวโดยสรุป การจัดการองคการ หมายถึง กระบวนการในการจัดโครงสรางขององคการ ใหมีความเหมาะสม และสอดคลองกับนโยบายวัตถุประสงคขององคการ กําหนดกฎระเบียบแบบแผน ในการปฏิบัติงานขององคกร มีการผสมผสานทรัพยากรที่มีอยูในองคการ เชน คน เงิน วัสดุสิ่งของให เหมาะสมกับการดําเนินงานขององคการ ซึ่งตองมีวิธีการทํางานรวมกันครอบคลุมเรื่องการแบงงาน การกําหนดหนาที่ความรับผิดชอบใหผูปฏิบัติงานทราบถึงตําแหนงหนาที่ สถานะและการควบคุม บังคับบัญชาอยางกวาง ๆ เพื่อใหการดําเนินงานประสบความสําเร็จ ซึ่งตองมีความสัมพันธพื้นฐาน ๓ ประการ คือ ความรับผิดชอบ อํานาจหนาที่และความพรอมที่จะใหตรวจสอบ ๒.๑.๒.๗ การนํา (Leading) ผูนําเปนเรื่องเกี่ยวกับความพยายามใหมีอิทธิพลตอผูอื่น เพื่อใหการปฏิบัติงานบรรลุ จุดหมายขององคการไดอยางมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล33 34 ซึ่งตอง ประกอบดวย การจูงใจ ภาวะ ผูนํา การติดตอสื่อสารทางการบริหารและการบริหารกลุมโดยที่ผูบริหารจะตองจูงใจใหคนทุมเท แรงกายและแรงใจอยางเต็มความสามารถ เพื่อใหบรรลุความสําเร็จของ องคการเทาที่จะทําได ผูนํา 34 35 เพิ่มเติมวา เปนผูที่ไดรับการยอมรับของกลุมและมีอิทธิพลเหนือพฤติกรรมของ สมาชิกในกลุม โดยอาศัยอํานาจหนาที่หรือการกระทําของตนในการชักจูง หรือชี้นําสมาชิกใหปฏิบัติ ตาม ผูนํา 35 36 หมายถึงผูที่มีอิทธิพลและสามารถใชศิลปะจูง ใจใหผูอื่นคิดตาม หรือปฏิบัติตาม สวนความเปนผูนํา คือ กระบวนการที่มีอิทธิพลตอกลุมเพื่อใหบรรลุเปาหมายของกลุม ดราฟ (Draft) ไดใหขอจํากัดความที่ชัดเจนมากขึ้นวาเปนความสัมพันธของผูนํา และผูตามซึ่งทําใหเกิดการ เปลี่ยนแปลงเพื่อบรรลุวัตถุประสงคขององคการ การเปนผูนํา 36 37 กลาวคือ การเปนผูใหคําแนะนําและนิเทศ ผูใตบังคับบัญชา เพื่อบรรลุ วัตถุประสงคตามที่ไดวางแผนไว โดยพื้นฐานแลวการเปนผูนํา ประกอบดวย การนิเทศงาน การจูงใจ การนําไปสูการเปลี่ยนแปลง การติดตอสื่อสาร และการขจัด ความขัดแยง โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 34 วิโรจน สารรัตนะ, การบริหาร หลักการ ทฤษฎี ประเด็นทางการศึกษาและบทวิเคราะห องคการ ศึกษาไทย. (กรุงเทพมหานคร : พิมพพิสุทธ. พิมพครั้งที่ ๓. ๒๕๔๖), หนา ๑๕๑. 35 ภารดี อนันตนาวี, หลักหาร แนวคิด ทฤษฎีทางการบริหารการศึกษา. (ชลบุรี: มนตรี, มิเกล กาไร ซาบาล. ๒๕๕๑), หนา ๗๗. 36 Robbins, S. P., & Coulter, M. Management. (New Jersey : ractice - Hall.6thed.,1999)., Pp. 206. 37 Robbin,S.P. Organization Theory : Structure Design and Applications. (Englewood Cliff : Prentice-Hall.,3rded.,1997), Pp. 9 – 10.
๔๐ การนําไปสูการเปลี่ยนแปลง3 7 38 กลาวถึง การเปลี่ยนแปลงอาจสงผลกระทบทาง ลบหรือ แมอาจจะกระทบในทางบวกตอคนในองคการ แตเมื่อจะมีการเปลี่ยนแปลงทุกครั้งมักจะมีการตอตาน เสมอ สาเหตุก็คือการเปลี่ยนแปลงนั้นทําใหเกิดความไมชัดเจนและความไมแนนอน การเปลี่ยนแปลง นั้นทําใหเกิดสูญเสียผลประโยชนหรือสูญเสียสภาพเดิม รวมทางความเชื่อที่วาการเปลี่ยนแปลงนั้นไม สอดคลองกับเปาหมายและผลประโยชนขององคการ ผูบริหารสามารถลดการตอตานดวยการให ความรูดวยการสื่อสารใหผูใตบังคับบัญชาทราบใหผูใตบังคับบัญชามีสวนรวมในการตัดสินใจใหความ สะดวกการสนับสนุนตาง ๆ แกผูใตบังคับบัญชา เชน การฝกอบรม เปนตน การขจัดความขัดแยง ซึ่ง Robbins & Coulter (2003)39 Robbins (1998)40 กลาววา ความขัดแยง เกิดขึ้นเมื่อแตละคนมาพบกันหรือรวมกลุมกัน ซึ่งอาจเพราะถูกมอบหมายงานหรือมา รวมกันดวยจุดมุงหมายหรือผลประโยชนรวมกันอยางอื่นและเกิดความคิดความเห็นตอการดําเนินงาน ของกลุมรวมทั้ง ความขัดแยงในพฤติกรรมของบุคคลและของผูนํา ดังนั้นเมื่อบุคคลหลาย ๆ คนมา รวมกลุมกันในการปฏิบัติงานใด ๆ ก็ตามความขัดแยงมักเกิดขึ้นไดเสมอ ความขัดแยงเปนเรื่องของ ความรูสึกหรือการรับรูวาเกิดความไมเทาเทียมกันหรือความไมสอดคลองกันของความคิด ความ ขัดแยงอาจเกิดจากการปฏิบัติงานและเปาหมายของงาน หรืออาจเกิดจากความสัมพันธสวนบุคคล หรือความขัดแยงเกิดจากความสัมพันธสวนบุคคล ผูบริหารมีหนาที่บริหารความขัดแยงที่เกิดขึ้นใน องคการ เพื่อใหองคการบรรลุเปาหมายขององคการ กลาวโดยสรุป การเปนผูนํา หมายถึง การที่ผูบริหารจะตองประพฤติปฏิบัติตนเปน ตัวอยาง ดีของผูใตบังคับบัญชา จะตองเขาใจผูใตบังคับบัญชา และสงเสริมใหบุคคลผูอื่นปฏิบัติตามที่ ตน ตองการโดยผูบริหารจะตองจูงใจใหคนทุมเทแรงกายแรงใจอยางเต็มความสามารถ เพื่อใหการ ปฏิบัติงานบรรลุจุดมุงหมายขององคการไดอยางมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ซึ่งพื้นฐานในการเปน ผูนําตองประกอบดวย การนิเทศงาน การจูงใจ การนําไปสูการเปลี่ยนแปลง การติดตอสื่อสารและการ ขจัดความขัดแยง 38 Robbins, S. P., & Coulter, M. Management. (London : Prentice-Hal. 2003), Pp. 143 – 144. 39 Robbins, S. P., & Coulter, M. Management. (London : Prentice-Hal. 2003), Pp. 167- 174. 40 Op. cit., The administrative process. Pp. 362.
๔๑ ๒.๑.๒.๘ การควบคุม (Controlling) การควบคุม40 41 คือ การติดตามการปฏิบัติงานวาเปนไป ตามแผนหรือไม หากมีปญหาจะ ไดหาทางแกไขไดและทันทวงทีกระบวนการควบคุมมี๔ ขั้นตอน กลาวคือ ๑. การกําหนดมาตรฐาน ๒. การวัดผลการทํางาน ๓. การเปรียบเทียบการทํางานกับมาตรฐาน ๔. การปฏิบัติการแกไข เพิ่มเติมวา การควบคุมเปนหนาที่ทางการจัดการสําหรับ ผูบริหารในการรวบรวมขอมูล เพื่อใชเปนมาตรวัดการทํางานในองคการในองคการ41 42 การควบคุม42 43 เปนเครื่องมือในการวิเคราะหจุดออน จุด ขององคการ การเสริมสราง พฤติกรรมที่พึงประสงคและลดพฤติกรรมที่ไมพึงประสงคของสมาชิกใน องคการ การควบคุม43 44 หมายถึง วิธีการหรือกระบวนการตรวจตราเพื่อ ตรวจตราแผนงานและ กิจกรรมที่ไดกําหนดไววามีการปฏิบัติงานสอดคลองกับวัตถุประสงคหรือเปนไป ตามมาตรฐานที่ระบุ ไวหรือไมอยางไรและหากมีการคลาดเคลื่อนก็ดําเนินการปรับเปลี่ยนแกไขเพื่อใหเปาหมายเปนไปใน ทิศทางที่มุงสูภารกิจหลักขององคการที่ตั้งไว การควบคุม44 45 ความหมายวา การตรวจสอบ การปฏิบัติงานวาเปนไปตามแผนที่วางไว และไดมาตรฐานที่กําหนดไวหรือไมแลวนําไปปรับปรุง การปฏิบัติงานใหเปนไปตามแผนและมาตรฐาน ที่กําหนดไว การควบคุม45 46 หมายถึง กระบวนการที่ตอง ปฏิบัติอยูอยางสม่ําเสมอขององคการในการที่ จะปรับการปฏิบัติงานจริงใหเปนไปตามมาตรฐานและเปาหมายที่ไดกําหนดไว 41 กิติมา ปรีดีดิลก, การบริหารและการนิเทศการศึกษาเบื้องตน. กรงเทพมหานคร : อักษรพิพัฒน. ๒๕๓๒). 42 เนตรพัณณา ยาวิราช, การจัดการสมัยใหม : Modern managerment, (กรุงเทพมหานคร : เซ็นทรัลเอ็กซเพรส. พิมพครั้งที่ ๒ , ๒๕๔๖), หนา ๓. 43 วิโรจน สารรัตนะ, การบริหารการศึกษา : หลักการ ทฤษฏี หนาที่ ประเด็น และบท วิเคราะห, (กรุงเทพมหานคร : ทิพยวิสุจน, พิมพครั้งที่ ๔ , ๒๕๔๖), หนา. ๒๔๕. 44 สุรัสวดี ราชกุลชัย, การวางแผนและการควบคุมทางการบริหาร, (กรุงเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย, ๒๕๔๗), หนา ๒๕๓. 45 สมคิด บางโม, องคการและการจัดการ, (กรุงเทพมหานคร : จูนพับลิชชิ่ง, (๒๕๔๖), หนา ๑๙๘. 46 Bartol, K. M., & Martin, D. C. Management. (New York: McGraw - Hill., 2nded., 1997), Pp. 8.
๔๒ การควบคุมเปนการกระทําเพื่อใหมั่นใจวา46 47 แผนงานที่วางไวแลวมีการ ดําเนินการอยาง ถูกตองใชไดผลทางการปฏิบัติและถ้ําจําเปนก็ตองมีการปรับปรุงทบทวนแผนงานนั้น เพื่อใหไดผลลัพธ ที่ตองการ การควบคุม47 48 คือ กระบวนการที่ทําใหแนใจไดวาองคการ บรรลุถึงวัตถุประสงค หรือ หมายถึง วิธีการและกลไกที่ใช เพื่อใหเกิดความมั่นใจวา พฤติกรรมและผล การปฏิบัติงานดําเนินตาม วัตถุประสงคแผนและมาตรฐานขององคการ การควบคุมที่มีรายละเอียดแตกตางออกไป48 49 ซึ่งใหความหมายถึง กระบวนการตรวจสอบ ความถูกตองของกิจกรรมเพื่อใหไดขอสรุปของแตละหนวยงาน หากมี ความเบี่ยงเบนไปจากแผนก็จะ ดําเนินการปรับปรุงแกไข ตลอดจนหาทางแกไขความเบี่ยงเบนกอนที่ สิ่งนั้นจะเกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อใหเกิด ประสิทธิภาพและประสิทธิผลบรรลุตามวัตถุประสงคที่วางไว ซึ่ง ประกอบดวย ๓ ขั้นตอน กลาวคือ ๑. การวัดผลการปฏิบัติงาน ๒. เปรียบเทียบกับมาตรฐานหรือเกณฑ ๓. เก็บรวบรวมขอมูลเพื่อปรับปรุงแกไขสิ่งที่ผิดพลาดหรือเบี่ยงเบนไปจากมาตรฐาน กลาวโดยสรุป การควบคุม หมายถึง วิธีการหรือกระบวนการตรวจตราของผูบริหารในการ ตรวจสอบการดําเนินงานที่ไดกําหนดไววา มีการปฏิบัติงานสอดคลองกับวัตถุประสงคขององคการ หรือไม หากการปฏิบัติงานไมตรงตามวัตถุประสงคองคการซึ่งมีความคลาดเคลื่อนหรือมีความจําเปนที่ จะปรับเปลี่ยนแกไข ทั้งนี้เพื่อใหการปฏิบัติงานดําเนินการมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลตาม วัตถุประสงคที่ตั้งไว 47 Op. cit., Management, Principles and Practices for Tomorrow’s Leaders, Pp. 366. 48 Mescon, M. A., & Khedouri, F. Management, Individual and Organizational Effectiveness (New York: Harper & Row. 2nd ed. 1985). pp. 376. 49 Op. cit., The Administrative Process, Pp. 376 – 383.
๔๓ ตารางที่ ๒.๓ ความหมายของการบริหารจัดการ นักวิชาการหรือแหลงขอมูล แนวคิดหลัก Henri J. Fayol สมพงศ เกษมสิน ติน ปรัชญพฤทธิ์ ธงชัย สันติวงษ วิรัช วิรัชนิภาวรรณ อนันต เกตุวงศ ไดตีความหมายของการบริหารวามีสวนประกอบ ของปจจัย ๕ ประการ คือ การวางแผน การจัดองคกร การสั่งการ การประสานงาน และการควบคุมงาน การบริหารจัดการ หมาย การใชศาสตรและศิลป นําเอาทรัพยากรการบริหาร เชน คน เงิน วัสดุสิ่งของ และการจัดการ มาประกอบการตามกระบวนการบริหาร ใหบรรลุวัตถุประสงคที่กําหนดไวอยางมีประสิทธิภาพ ก า ร บ ริ ห า ร จั ด ก า ร ห ม า ย ถึ ง ก ร ะ บ ว น ก า ร นํ า เอาการตัดสินใจ และนโยบายไปปฏิบัติ สวนการบริหาร รัฐกิจหมายถึงเกี่ยวของกับการนําเอานโยบาย สาธารณะ ไปปฏิบัติ การบริหาร หมายถึง ชวยเหลือ หรืออํานวยการ การบริการ การบริหารจัดการ การบริหารพัฒนา การบริหารการ บริการ มีความหมายคลายคลึง หรือใกลเคียงกัน ๓ สวน คือ ๑. เปนแนวทางหรือวิธีการบริหารภาครัฐที่หนวยงานของ รัฐและ/หรือ เจาหนาที่ของรัฐนํามาใชในการปฏิบัติ ราชการ ๒. มีกระบวนการบริหารที่ประกอบ ๓ ขั้นตอน คือ ก า ร คิ ด ห รื อ ก า ร ว า ง แ ผ น ก า ร ดํ า เ นิ น ง า น และการประเมินผล ๓. มีจุดหมายปลายทาง การบริหาร หมายความวา เปนการประสานความพยายาม ของมนุษยและทรัพยากรตาง ๆ เพื่อทําใหเกิดผลตาม ตองการ
๔๔ ตารางที่ ๒.๓ ความหมายของการบริหารจัดการ (ตอ) นักวิชาการหรือแหลงขอมูล แนวคิดหลัก วิจิตร ศรีสะอาน และคณะ สมพงศ เกษมสิน พระธรรมโกศาจารย (ประยูร ธมฺมจิตฺโต) สาคร สุขศรีวงศ นพพงษ บุญจิตราดุล วิโรจน สารรตนะ เนตรพัณณา ยาวิราช สรอยตระกูล (ติวยานนท) อรรถมานะ Bartol, K.M., & Martin, D.C. การบริหาร ประกอบดวย ๑. การบริหารเปนกิจกรรมของกลุมบุคคลตั้งแต ๒ คนขึ้นไป ๒. รวมมือกันทํากิจกรรม ๓. เพื่อใหบรรลุวัตถุประสงครวมกัน ๔. โดยการใชกระบวนการและทรัพยากรที่เหมาะสม การบริหารแบบสากลหลักหลายประการ ดังนี้ ๑. การบริหารยอมมีวัตถุประสงค ๒. การบริหารอาศัยปจจัยบุคคลเปนองคประกอบ ๓. การบริหารตองใชทรัพยากรเปนองคประกอบพื้นฐาน ๔. การบริหารมีลักษณะการดําเนินการเปนกระบวนการ ๕. การบริหารเปนการดําเนินการรวมกันของกลุมบุคคล ๖. การบริหารอาศัยความรวมมือรวมใจของบุคคล การบริหาร หมายถึง ศิลปะแหงการทํางานใหสําเร็จโดย อาศัยคนอื่น การบริหาร หมายถึง การนําเอานโยบายไปปฏิบัติจัดทํา หรือ ระดับปฏิบัติการ การบริหาร หมายถึง การกระทําตาง ๆ ที่มีผูกระทําตั้งแต สองคนขึ้นไป รวมมือกันทําเพื่อใหเกิดผลสําเร็จ ตาม เปาหมายที่วางไว การบริหาร หมายถึง กระบวนการดําเนินงาน เพื่อใหบรรลุ จุดมุงหมายขององคกรอยางมีประสิทธิภาพ การจัดการ ประกอบดวย ๑. การวางแผน ๒. การจัดองคการ ๓. การนํา ๔. การควบคุม การบริหารจัดการ หมายถึง การวางแผน ในการทํางานให บรรลุตาม เปาหมาย และตัดสินใจเลือกทางที่ดีที่สุด การบริหารจัดการมีขั้นตอนที่สําคัญ ๔ ประการ คือ กระบวนการวางแผน การจัดการองคการ การนํา และการ ควบคุม
๔๕ ตารางที่ ๒.๓ ความหมายของการบริหารจัดการ (ตอ) นักวิชาการหรือแหลงขอมูล แนวคิดหลัก สุรัสวดี ราชกุลชัย อนัน อนันตกุล สนานจิตร สุคนธทรัพย Robbins, S. P. & Dessler, G. กิติมา ปรีดีดิลก ธงชัย สันติวงษ วรนารถ แสงมณี ศิริวรรณ เสรีรัตน และคณะ สมยศ นาวีการ ภารดี อนันตนาวี สมคิด บางโม Bartol, K. M., & Martin, D. C. Mescon, M. A., & Khedouri, F. การวางแผนเปนกระบวนการตัดสินใจกําหนด เปาหมายการปฏิบัติงานและในกระบวนการ การว างแ ผน เปนกิ จกร รมที่ เกี่ยว กับอ นาค ต ประกอบดวยหลายขั้นตอนเพื่อเปนแนวทางสําหรับให ดําเนินการ การวางแผนนอกจากเปน กระบวนการการกําหนด ทางเลือกที่จะดําเนินการในอนาคตเพื่อใหบรรลุ วัตถุประสงคที่ตองการ โดย วิธีการที่ใหประโยชนสูงสุด การวางแผน คือ การกําหนดวัตถุประสงคและวิธีการที่ จะทําใหวัตถุประสงคสัมฤทธิ์ผลไวลวงหนา การจัดองคการเปนเทคนิคพื้นฐานการบริหารอยางหนึ่ง การจัดองคการ คือ หนาที่งานที่เกี่ยวของกับการจัด ระเบียบเพื่อใหสิ่งของและบุคคลผูเขามาอยูในองคการ สามารถทํางานเกี่ยวของสัมพันธกัน การจัดองคการ หมายถึง “ความ พยายามของผูบริหาร ในการกําหนดแนวทางโครงสรางองคการ การจัดองคการ คือ กระบวนการที่ กําหนด กฎ ระเบียบ แบบแผน ในการปฏิบัติงานขององคการ การจัดการ คือ กระบวนการวางแผน การจัดองคการ การสั่งการและการควบคุม ผูนําเปนผูที่ไดรับการยอมรับของกลุมและมีอิทธิพล เหนือพฤติกรรมของสมาชิกในกลุม การควบคุม หมายถึง การตรวจสอบการปฏิบัติงานวา เปนไปตามแผนที่วางไวและไดมาตรฐานที่กําหนด การควบคุม หมายถึง กระบวนการที่ตอง ปฏิบัติอยู อยางสม่ําเสมอ การควบคุม คือ กระบวนการที่ทําใหแนใจไดวาองคการ บรรลุถึงวัตถุประสงค
๔๖ ๒.๑.๓ แนวคิดเกี่ยวกับการปองกันและบรรเทาสาธารณภัย การปองกันและบรรเทาสาธารณภัย เปนการปฏิบัติภารกิจในการจัดทําแผนแมบทวาง มาตรการ สงเสริมสนับสนุนการปองกันบรรเทาและฟนฟูจากสาธารณภัย โดยกําหนดนโยบายดาน ความปลอดภัย สรางระบบปองกัน เตือนภัย ฟนฟูหลังเกิดภัย และการติดตามประเมินผลเพื่อให หลักประกันในดานความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน ซึ่งมีนักวิชาการหลายทานไดใหคําจํากัด ความของการปองกันและบรรเทาสาธารณภัยไวดังนี้ ความหมายของการปองกันและบรรเทาสาธารณภัย ในประเด็นของความหมายของการปองกันและบรรเทาสาธารณภัย ผูวิจัยไดประมวลจาก เอกสารที่เกี่ยวของพบวาการปองกันและบรรเทาสาธารณภัยมีผูใหความหมายไวหลากหลายโดยมี สาระสําคัญดังนี้ สาธารณภัย หมายถึง ภัยหรืออันตราย ที่ทําใหเกิดความสูญเสียทั้งชีวิตทรัพยสินและ สิ่งอื่นๆ อยางรุนแรง สาธารณภัย แบงตามลักษณะการของเกิดหรือสาเหตุไดเปน ๒ ประเภท คือ สาธารณภัยธรรมชาติ และสาธารณภัยจากมนุษย ประกอบดวยลักษณะ ดังนี้49 50 “สาธารณภัย”51 หมายความวา อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ภัยแลง โรคระบาดในมนุษย โรคระบาดสัตว โรคระบาดสัตวน้ํา การระบาดของศัตรูพืช ตลอดจนภัยอื่นๆ อันมีผลกระทบตอ สาธารณชน ไมวาเกิดจากธรรมชาติ มีผูทําใหเกิดขึ้น อุบัติเหตุ หรือเหตุอื่นใด ซึ่งกอใหเกิดอันตรายแก ชีวิต รางกายของประชาชน หรือความเสียหายแกทรัพยสินของประชาชน หรือของรัฐและให หมายความรวมถึงภัยทางอากาศ และการกอวินาศกรรมดวย “ภัยทางอากาศ” หมายความวา ภัยอันเกิดจากการโจมตีทางอากาศ “การกอวินาศกรรม” หมายความวา การกระทําใดๆ อันเปนการมุงทําลายทรัพยสินของ ประชาชนหรือของรัฐ หรือสิ่งอันเปนสาธารณูปโภค หรือการรบกวน ขัดขวางหนวงเหนี่ยวระบบการ ปฏิบัติงานใดๆ ตลอดจนการประทุษรายตอบุคคลอันเปนการกอใหเกิดความปนปวนทางการเมืองการ เศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ โดยมุงหมายที่จะกอใหเกิดความเสียหายตอความมั่นคงของรัฐ จากความหมายดังกลาว เบื้องตนสรุปไดวา การปองกันและบรรเทาสาธารณภัยเปน ภารกิจหนึ่งที่เกี่ยวกับการระวังภัย การปองกันภัย และการใหความชวยเหลือเพื่อบรรเทาภัยแกผูที่ ประสบภัยทั้งจากภัยธรรมชาติ และภัยจากมนุษย ใหเกิดความสูญเสียอยางนอยที่สุด ซึ่งเปนพื้นฐาน สําคัญในการดํารงชีวิตอยูรวมกันในสังคม 50 สุพิชชา ณ ปอมเพ็ชร, สาธารณภัย, [ออนไลน.], แหลงที่มา www. ipesp.ac.th/learning/ supitcha/html/ B1-1-5.html, [วันที่ 23 กันยายน 2557] 51 สวนกฎหมาย สํานักมาตรการปองกันสาธารณภัย “พระราชบัญญัติปองกันและบรรเทาสาธารณ ภัย พ.ศ.๒๕๕๐และอนุบัญญัติ” (กรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย), หนา ๕.
๔๗ ๒.๑.๓.๑ แนวคิดเกี่ยวกับการปองกันและบรรเทาสาธารณภัย สําหรับประเทศไทย ไดเผชิญกับสาธารณภัยตลอดมาตั้งแตอดีตถึงปจจุบัน และพบวาภัย ตางๆ เกิดขึ้นบอยครั้งและมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะอุทกภัย ซึ่งสงผลกระทบตอชุมชนสังคม และประเทศไทยโดยรวมตลอดมา การจัดการสาธารณภัยที่ผานมาเนนในเชิงตั้งรับยังไมเพียงพอ ตอง มีการเตรียมความพรอมที่ดี รวมทั้งการดําเนินการเพื่อลดปจจัยที่สรางความเสี่ยงซึ่งมีความสําคัญและ จําเปนอยางยิ่ง อยางไรก็ตาม สังคมไทยยังมีความรูความเขาใจในการลดความเสี่ยงจากสาธารณภัยอยู ในขอบเขตที่จํากัด จึงมีความจําเปนในการเผยแพรองคความรูตอสาธารณะเพื่อใหเกิดความเขาใจใน แนวคิดและหลักการ ตลอดจนวิธีปฏิบัติในการลดความเสี่ยงโดยสามารถเริ่มไดดวยตนเอง ครอบครัว ชุมชน ตลอดจนในระดับภาครัฐและ ภาคการพัฒนาของประเทศทั้งนี้เนื่องจากสาธารณภัยเปนเรื่องที่ มีความเกี่ยวของกับประชาชนทุกคนและหนวยงานทุกภาคสวนจึงควรเรียนรูรวมกัน เพื่อใหสามารถ ชวยกันสรางสังคมที่มีความพรอม รูรับ และปรับตัวเพื่อลดโอกาสสูญเสียใดๆ หากเกิดสาธารณภัยขึ้น ในอนาคต51 52 ๒.๑.๓.๒ แนวคิดเกี่ยวกับภัยพิบัติ ความหมายของภัยพิบัติ มีนักวิชาการหลายทานไดใหความหมายเกี่ยวกับภัยพิบัติ ไว ดังนี้ กรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย (๒๕๔๙) 52 53 ไดใหคําจํากัดความของภัยพิบัติวา คือ สภาวะที่ระบบการทํางานของชุมชนหรือสังคมไดรับการกระทบกระเทือนอยางรุนแรงเปนสาเหตุให เกิดการสูญเสียชีวิต ทรัพยสิน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดลอม ที่เกินกําลังความสามารถของชุมชนหรือ สังคมที่ไดรับผลกระทบจะจัดการไดโดยใชทรัพยากรของตนเองที่มีอยู และภัยพิบัติเปนกระบวนการ ของความเสี่ยงซึ่งเปนผลมาจากการรวมตัวกันของภัย สภาพความลอแหลมและความสามารถหรือ มาตรการที่ไมเพียงพอที่จะลดผลดานลบของความเสี่ยงนั้นได ภัยพิบัติ53 54 คือ ผลกระทบของภัย (Hazards) ที่มีตอกลุมคนหรือชุมชนที่อยูในเขต ลอแหลม ตออันตราย (Vulnerable Community) เกิดขึ้นจากการกระทําของมนุษยหรือธรรมชาติ 52 กรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย, อาสาสมัครปองกันภัยฝายพลเรือน, (กรุงเทพมหานคร : กระทรวงมหาดไทย, ๒๕๕๔), หนา 7. 53 กรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย, การใหความชวยเหลือดานที่ปรึกษาแกกรมปองกัน และ บรรเทาสาธารณภัยในการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ, (เอกสารหลักสูตรการฝกอบรมวิทยากรตัวคูณ วิชา ที่ ๑ ๒๕๔๙), หนา ๒. 54 กรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย, การใหความชวยเหลือดานที่ปรึกษาแกกรมปองกัน และ บรรเทาสาธารณภัยในการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ, (เอกสารหลักสูตรการฝกอบรมวิทยากรตัวคูณ วิชา ที่ ๑ ๒๕๔๙), หนา ๓.
๔๘ ทําใหเกิด ความเสียหายและผลกระทบตอมนุษยและสิ่งแวดลอมมากเกินกวาความสามารถของชุมชน ในการรับมือกับเหตุการณ พระราชบัญญัติปองกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๐54 55 ไดใหนิยามของคําวา “สาธารณภัย” คือ อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ภัยแลง โรคระบาดในมนุษย โรคระบาดสัตว โรคระบาด สัตวน้ํา การระบาดของศัตรูพืช ตลอดจนภัยอื่นๆ อันมีผลกระทบตอสาธารณชนไมวาเกิดจาก ธรรมชาติ มีผูทําใหเกิดขึ้น อุบัติเหตุหรือเหตุอื่นใด ซึ่งกอใหเกิดอันตรายแกชีวิต รางกายของ ประชาชน หรือความเสียหายแกทรัพยสินของประชาชน หรือของรัฐ และใหหมายความรวมถึงภัยทาง อากาศ และการกอวินาศกรรมดวย ศูนยเตรียมความพรอมภัยพิบัติแหงเอเชีย (๒๕๔๘) 5 5 56 ไดใหคําจํากัดความของภัยพิบัติ ดังนี้ ภัยพิบัติ คือ ตนตอของผลกระทบซึ่งกอใหเกิดความสูญเสียในชีวิตและทรัพยสินของมนุษย หรือ เกิดความเสียหายทางระบบเศรษฐกิจ มีผลกระทบตอสังคมและอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งสามารถจําแนก ไดเปน ๓ ประเภท คือ ๑. ภัยธรรมชาติ ไดแก น้ําทวม แผนดินไหว ดินถลม อาคารถลม ฯลฯ ๒. ภัยที่เกิดจากการกระทําของมนุษย เชน อัคคีภัย ภัยจากการจราจร และคมนาคม ขนสง ภัยจากการกอการราย เปนตน ๓. ภัยจากเทคโนโลยีตาง ๆ เชน ภัยจากการทดลองอาวุธนิวเคลียร ปญหาระบบสื่อสาร เปนตน ภัย56 57 จําแนกออกเปน ๒ ประเภท ไดแก ๑. ภัยธรรมชาติ ซึ่งเปนภัยที่เกิดขึ้นเองตาม ธรรมชาติ ไดแก ๑.๑ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล หรือการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ไดแก วาตภัย อุทกภัย คลื่นความรอน อากาศหนาวผิดปกติ ฝนแลง ๑.๒ ภัยพิบัติที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของผิวโลก ไดแก แผนดินเลื่อนหรือ แผนดินถลม แผนดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ๑.๓ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นตามลักษณะของภูมิประเทศ ไดแก อุทกภัย หิมะถลม 55 กลุมงานกฎหมาย สํานักมาตรการปองกันสาธารณภัย, สรุปสาระสําคัญพระราชบัญญัติ ปองกัน และบรรเทาสาธารณภัย, (กรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย กันยายน ๒๕๕๐). 56 ศูนยเตรียมความพรอมภัยพิบัติแหงเอเชีย, คูมือเรื่อง องครวมแหงการจัดการความเสี่ยง จากภัย พิบัติ, (กรุงเทพมหานคร: โครงการเตรียมความพรอมเพื่อบรรเทาภัยพิบัติของชุมชนเมืองในประเทศไทย, พิมพครั้งที่ ๑, ๒๕๔๘), หนา ๓. 57 สุพรรณี โรจนทัพพะ, แนวทางการฟนฟูผูประสบสาธารณภัยของกรมประชาสงเคราะห, (ภาควิชารัฐประศาสนศาสตร, จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, ๒๕๔๓), หนา ๑๔-๑๖.
๔๙ ๑.๔ ภัยพิบัติที่เกิดจากเชื้อโรค หรือเกิดจากแมลงและสัตว ไดแก การระบาดของ โรคการ ที่สัตวหรือแมลงมีจํานวนมาก เชน หนูนา ตั๊กแตน มีเปนจํานวนมาก เปนตน ๒. ภัยพิบัติที่เกิดจากการกระทําของมนุษย เนื่องจากสิ่งประดิษฐของมนุษยเพื่อความสุข ความสบายหรือเพื่อการทําสงคราม ไดแก ๒.๑ ภัยจากอุบัติภัยทางคมนาคม ไดแก ภัยทางอากาศ ภัยทางบก ภัยทางน้ํา ๒.๒ ภัยจากการกอสราง เชน การกอสรางที่ไมคํานึงถึงความปลอดภัย การพังทลายของ อาคารที่สรางผิดแบบ หรือการตอเติมอาคารจนฐานรากไมสามารถรับน้ําหนักได เปนตน ๒.๓ ภัยจากการประกอบอุตสาหกรรม เชน การระเบิดของทอกาช หมอไอน้ําภายใน โรงงาน ควันพิษจากการลุกไหมของโรงงานสารเคมี การรั่วไหลของสารกัมมันตภาพรังสีเปนตน ๒.๔ ภัยจากการขัดแยงทางสิทธิหรือการกอวินาศกรรมในที่สาธารณะ ๒.๕ ภัยที่เกิดจากการจลาจล ๒.๖ ภัยจากการปะทะดวยกําลังอาวุธ ศูนยขอมูลและวิจัยทางวิศวกรรมศาสตร ภัยพิบัติ57 58 เกิดขึ้นโดยไดกําหนดประเภทของภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับ ประเทศไทยแบง ออกเปน ๘ ชนิด ดังนี้ ๑. พายุหมุนเขตรอน (Tropical Cyclones) ๒. แผนดินไหว (Earthquakes) ๓. อุทกภัย (Floods) ๔. พายุฟาคะนองหรือพายุฤดูรอน (Thunderstorms) ๕. แผนดินถลม (Land Slides) ๖. คลื่นพายุซัดฝง (Storm Surges) ๗. ไฟปา (Forest Fires) ๘. ฝนแลง (Droughts) สาธารณภัย58 59 ตามแผนการปองกันภัยฝายพลเรือนแหงชาติ พ.ศ.๒๕๕๘ ไดใหคํานิยาม ศัพทเกี่ยวกับสาธารณภัย คือ ภัยอันมีมาเปนสาธารณะไมวาจะเกิดจากธรรมชาติหรือมีผูทําใหเกิดขึ้น ซึ่งกอใหเกิดอันตรายตอชีวิตรางกายของประชาชนหรือความเสียหายแกทรัพยสินของประชาชนหรือ รัฐ 58 ศูนยขอมูลและวิจัยทางวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล, รายงานการศึกษาขั้นตนการจัดจาง ที่ปรึกษาเพื่อศึกษาและจัดทําแผนแมบทศูนยบริหารวิกฤตการณระดับชาติ, (กรุงเทพมหานคร : รายงานการวิจัย คณะวิศวกรรมศาสตร มหาวิทยาลัยมหิดล, ๒๕๔๙). 59 สํานักเลขาธิการปองกันภัยฝายพลเรือนแหงชาติ, แผนปองกันภัยฝายพลเรือนแหงชาติ พ.ศ. ๒๕๔๘, (กรุงเทพมหานคร: กรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย. ๒๕๔๘).
๕๐ ภัยพิบัติ59 60 ไดแบงประเภทตามลักษณะการเกิดออกเปน ๒ ประเภท ดังนี้ ๑. ภัยพิบัติจากธรรมชาติ (Natural Disaster) เปนภัยที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติที่ กอใหเกิดความเสียหายแกชีวิต รางกาย จิตใจ และทรัพยสิน ไดแก ๑.๑ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นตามฤดูกาล หรือเกิดจากการเปลี่ยนแปลงจากสภาพอากาศไดแก ก. วาตภัย (Storm) เปนภัยที่เกิดจากความเร็วของลม เชน พายุใตฝุน พายุโซนรอน และพายุฤดูรอน เปนตน ข. อุทกภัย (Flood) เปนภัยที่เกิดจากฝนตกหนัก น้ําปาไหลหลาก น้ําทวมในฤดูฝน คลื่นพายุซัดฝงหรือเขื่อนพัง ค. คลื่นความรอน (Heat Wave) เปนลักษณะของอากาศที่มี อุณหภูมิสูงขึ้นผิดปกติ ทําใหรางกายออนเพลียเนื่องจากรางกายปรับสภาพไดไมสมดุลกับสภาวะอากาศ ง. อากาศหนาว ผิดปกติ (Freezing Weather) เชน ภาคเหนือและภาค ตะวันออกเฉียงเหนือในฤดูหนาว จะมีอากาศหนาว ในบางปมีอุณหภูมิของอากาศต่ํากวาศูนย องศา เซลเซียส เปนตน จ. ฝนแลง (Drought) เนื่องจากฝนไมตกตามฤดูกาล เกิดความแหงแลงยาวนานทํา ใหผลผลิตทางการเกษตรเสียหาย เกิดความขาดแคลนพืชพันธุธัญญาหาร ๑.๒ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของผิวโลก ไดแก ก. แผนดินเลื่อนหรือแผนดินถลม (Landslide) เปนการเปลี่ยนแปลงของพื้นดินชั้น บน ทําใหเกิดการเลื่อนไหลและการสั่นสะเทือน เชน เมื่อมีฝนตกหนักบริเวณเทือกเขาที่มี พื้นดินลาด เอียง ขาดตนไมหรือพืชคลุมดินจึงไมมีการยึดเหนี่ยวของพื้นผิวดิน อาจทําใหพื้นที่ผิวดิน พังทลายลง มาทับบานเรือน ตามบริเวณเชิงเขาได ข. แผนดินไหว (Earthquake) เปนการเปลี่ยนแปลงของชั้นเปลือกโลก ทําใหมีการ สั่นสะเทือนเปนคลื่นติดตอกันออกจากจุดศูนยกลางแผไปทุกทิศทุกทางทําใหบานเรือนหรือ สิ่งปลูก สรางพังทลาย ค. ภูเขาไฟระเบิด (Volcanic Eruption) คือ การระเบิดจากแรงดันของความรอน ภายใตพื้นผิวโลก มีการพนลาวาทําใหเกิดการสั่นสะเทือนรอบ ๆ ภูเขาไฟและพนควันพิษ กระจาย ทั่วไปในอากาศ ๑.๓ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นตามลักษณะภูมิประเทศไดแก 60 Nick. W. Carter, Disaster Managerment’s handbook, (Manila, Philippines : Asian Development Bank, 1991., 1992.).
๕๑ ก. อุทกภัย (Flood) เปนภัยที่เกิดจากน้ําทวมในบริเวณพื้นที่ที่ต่ํากวา ระดับน้ําทะเล มักจะมีน้ําทวมเปนประจําและในบริเวณที่ลุม ข. หิมะถลม (Snow Slide) เปนการถลมทลายของกอนหิมะที่จับตัวกัน เมื่อมี น้ําหนักมาก อาจเลื่อนไหลลงมาทับบานเรือนและผูคนบริเวณเชิงเขาได ๑.๔ ภัยพิบัติที่เกิดจากเชื้อโรคและภัยพิบัติที่เกิดจากสัตวและแมลงไดแก ก. การระบาดของโรค (Epidemic) เชน อหิวาตกโรค ไขสมองอักเสบ โรคเอดส เมื่อ มีแหลงแพรเชื้อ หรือมีภูมิคุมกันต่ํา เปนตน ข. ภัยจากสัตวหรือแมลง (Pets or Insects) เชน หนูนา ตั๊กแตนที่มีจํานวน มากทํา ใหเกิดความเสียหายแกพืชไร อาจเกิดการขาดแคลนอาหารและภาวะอดอยากไดเปนตน ๒. ภัยพิบัติที่เกิดจากการกระทําของมนุษย (Man Made Disaster) ไดแก ๒.๑ ภัยจากอุบัติเหตุทางคมนาคม (Transportation Accidents) ไดแก ก. ภัยทางอากาศ เชน เครื่องบินตกหรือเครื่องบินเกิดระเบิดในอากาศ เปนตน ข. ภัยทางบก เชน รถไฟชนกัน รถไฟตกราง รถพลิกคว่ํา เปนตน ค. ภัยทางน้ํา เชน เรือขนาดใหญลม เรือชนกัน เปนตน ๒.๒ ภัยจากการกอสราง (Construction Accidents) เชน การกอสรางที่ไมคํานึงถึง ความปลอดภัย การพังทลายของอาคารที่กอสรางผิดแบบหรือการตอเติมอาคารจนฐานรากไมสามารถ รับน้ําหนักได เปนตน ๒.๓ ภัยจากการประกอบอุตสาหกรรม (Industrial Accidents) เชน การระเบิดของทอ กาซหรือถังแกสภายในโรงงานหมอไอน้ําระเบิด โรงงานสารเคมีลุกไหมเกิดควันที่เปนพิษหรือโรงงาน ปฏิกรณปรมาณูเกิดการรั่วไหลของสารกัมมันตภาพรังสี เปนตน ๒.๔ ภัยจากการขัดแยงทางลัทธิ หรือการกอวินาศกรรมในที่สาธารณะ (Sabotage) เชน การวางระเบิดในสถานที่ชุมชน ในสถานที่ราชการ เปนตน ๒.๕ ภัยที่เกิดจากการจลาจล (Civil Unrest) เปนภัยที่เกิดจากการที่ชุมชนที่มีการ ขัดแยง กันอยางรุนแรง ทําใหเกิดการยกพวกปะทะกันหรือเผาอาคารบานเรือน สถานที่ราชการ ฯลฯ ๒.๖ ภัยจากการปะทะดวยกําลังอาวุธ (Aimed Conflicts) เชน การกอการราย สงคราม กองโจร สงครามแบงแยกดินแดน สงครามโลก เปนตน ภัยพิบัติ (Disaster) หมายถึง ภัยที่เกิดขึ้นแกสาธารณชน ไดแก อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย สินามิ ตลอดจนภัยอื่นๆ อันเปนสาธารณะ ไมวาจะเกิดจากธรรมชาติหรือมีผูกระทําใหเกิดขึ้น ซึ่ง กอใหเกิดอันตรายแกชีวิตรางกายของประชาชน หรือความเสียหายแกทรัพยสินของประชาชนหรือ ของรัฐ (พ.ร.บ.ปองกันภัยฝายพลเรือน พ.ศ.๒๕๕๒) ซึ่งภัยธรรมชาติเปนสวนหนึ่งของภัยพิบัติ
๕๒ ภัยพิษัติทางธรรมชาติ (Natural Disaster)61 คือ ภัยอันตรายที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติขึ้นจะกอใหเกิดความเสียหายเปนวงกวางตอชีวิตและทรัพยสิน ตอสภาพ ความเปนอยู เศรษฐกิจตลอดจนสิ่งแวดลอมโดยรวม ภัยพิบัติทางธรรมชาติไดแก ธรณีพิบัติภัย อุทกภัย วาตภัยหรือภัยทางสภาพอากาศ อัคคีภัยและภัยพิบัติจากอวกาศ ๑. ธรณีพิบัติภัย (Geological Disasters) เปนภัยที่เกิดจากพื้นดิน หรือใตแผนเปลือกโลก เชน แผนดินไหว (Earthquake) ดินถลม (Landslide) หิมะถลม (Avalanche) หลุมยุบ (Sinkhole) ภูเขาไฟระเบิด (Volcanic Eruption) ธรณีพิบัติภัยเปนภัยธรรมชาติที่รุนแรงมาก ยากที่จะปองกันหรือหลีกหนีไดทัน เมื่อเกิด แผนดินไหว หรือภูเขาไฟระเบิด นอกจากชีวิตของสิ่งมีชีวิตนับไมถวนจะตองสูญเสียไปแลว สภาพภูมิ ประเทศยังเปลี่ยนแปลงไปอยางมากอีกดวย เทือกเขาสูง ๆ ของโลกใบนี้ ก็เกิดจากการเคลื่อนตัวของ เปลือกโลก แผนดินไหว และภูเขาไฟปะทุในครั้งบรรพกาล ถึงแมวาจะกอความเสียหายอยางมากมาย แตภายหลังจากเหตุการณสงบลง เถาถานและ แรธาตุจากลาวาที่ไหลออกมาก็มอบความอุดมสมบูรณคืนแกผืนดิน ใหเหลาสิ่งมีชีวิตที่เหลือรอดไดใช ประโยชนนานัปการ ๒ อุทกภัย (Hydrological Disasters) เปนภัยที่เกิดจากน้ํา ทั้งน้ําปา และน้ําทะเล เชน น้ําทวม (Flood) คลื่นยักษ (Tsunami) อุทกภัยเกิดขึ้นบอยครั้ง แมไมรุนแรงเทากับธรณีพิบัติภัย แตก็สรางความเสียหายอยาง มาก น้ําทวมฉับพลัน ทําใหสัตวเล็กสัตวนอยลมตาย คนตองอพยพทิ้งบานเรือน ถาน้ําทวมเปน เวลานาน โรคระบาดมักจะตามมาภายหลัง เนื่องจากน้ําขังจนเนา น้ําปาไหลหลากมีพลังทําลาย บานเรือนที่กีดขวางทางน้ําไดในทันที บางครั้งเกิดโคลนถลมตามมา แตเมื่อน้ําลดลง ผืนดินก็อุดมสมบูรณ เหมาะแกการเพาะปลูก พืชเจริญเติบโตไดดีเพราะ ไดรับแรธาตุอยางเต็มที่ กอใหเกิดระบบนิเวศใหมที่อุดมสมบูรณ ๓. ภัยพิบัติทางสภาพอากาศ (Meteorological Disasters) เปนภัยที่เกิดจากสภาพ อากาศแปรปรวน มีตัวแปรคืออุณหภูมิและความกดอากาศ เชน วาตภัย (Strom) ไดแก พายุหมุนเขต รอนที่เกิดในทะเล (Tropical Storm) พายุแนวตั้งที่เกิดบนบกอยางพายุงวงชางหรือทอรนาโด (Tornado) ฟาผา (Lightning) พายุลูกเห็บ (Hailstorm) พายุหิมะ (Blizzard) นอกจากวาตภัยแลว ก็ 61 มรุตเทพ วงษวาโย, ภัยพิษัติทางธรรมชาติ (Natural Disaster), ขอมูลภัยธรรมชําติ, https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/33122 ณ (วันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๕).
๕๓ ยังมีภัยที่เกิดจากสภาพอากาศแปรปรวน เชน คลื่นความรอน (Heat Wave) คลื่นความเย็น (Cold Wave) และภัยแลง (Drought) พายุหมุนเขตรอน เรียกชื่อตามสถานที่เกิดในทองทะเล เชน พายุไตฝุน (Typhoon) คือ พายุหมุนเขตรอนความเร็วลมสูงที่เกิดในแถบทะเลจีนใตและมหาสมุทรแปซิฟกตะวันตก พายุไซโคลน (Cyclone) เกิดขึ้นในอาวเบงกอลและมหาสมุทรอินเดีย และพายุเฮอริเคน (Hurricane) คือพายุที่เกิด ในแถบมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟกตะวันออก พายุที่มีกําลังและความเร็วลมมากระดับนี้ สามารถพัดทําลายที่อยูอาศัยของประชากรในพื้นที่ที่มันพัดผาน เกิดความเสียหายรุนแรง โดยเฉพาะ ความเสียหายที่เกิดกับสิ่งปลูกสรางของมนุษย แตความเสียหายตอระบบนิเวศในธรรมชาติกลับไมมากนัก พายุยังเปนตัวพัดพาเอาความ ชุมชื้นมามอบใหแกผืนปา ผิวดิน และแหลงน้ําอีกดวย ๔. อัคคีภัย (Conflagration) เปนภัยที่เกิดจากไฟ เชน ไฟปา (Wildfire) ไฟไหมปา เปนภัยที่บางครั้งก็เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากความแหงแลง ตนไมเกิดการ เสียดสีกันจนเกิดประกายไฟ บางครั้งก็เกิดขึ้นโดยฝมือมนุษย ทั้งโดยทางตรงและทางออม หลายครั้ง กินเวลานานจนขยายเปนวงกวาง สิ่งมีชีวิตลมตายแทบจะทันทีที่ไฟลามไปถึง โดยเฉพาะสัตวที่กําลัง ทํารังวางไข สัตวที่อยูเปนหลักแหลง และแนนอนที่สุด ตนไมทุกตนที่ไฟลุกลามไปถึง นอกจากระบบนิเวศที่ลมสลายลงทันที ไฟปายังกอใหเกิดฝุนควันลอยไปในอากาศ สราง มลพิษที่เปนอันตรายตอสัตวและมนุษยที่อยูไกลออกไปอีกดวย อยางไรก็ตามแต เมื่อมอดดับลง สิ่งที่ ไฟปาเหลือทิ้งไวก็คือ เถาถานและปุยอันอุดมสมบูรณแกผืนดิน ความชื้นที่ถูกขับออกไปตอนไฟไหม ก็ รวมตัวกัน กอตัวเปนเมฆฝน หยดลงมาคืนความชุมฉ่ําใหแกดิน เพื่อรอใหเมล็ดพันธุที่เหลือรอด ได หยั่งรากเจริญเติบโตเปนผูผลิต เริ่มตนระบบนิเวศใหมอีกครา ๕. ภัยพิบัติจากอวกาศ (Space Disasters) เปนภัยที่มาจากภายนอกโลก เชน อุกกาบาต พุงชน (Impact Event) พายุสุริยะ (Solar Flare) ภัยจากอวกาศ เชน อุกกาบาตพุงชนโลก หรือ พายุสุริยะที่กอใหเกิดมหันตภัยครั้งรายแรง เปนทฤษฎีที่ถูกใชอธิบายถึงการสูญพันธุของสัตวขนาดมหึมาที่เคยครองโลกในอดีตกาลนับลานปอยาง ไดโนเสาร ถามันเกิดขึ้นจริง ๆ อีกครั้ง อาจไมไดหมายถึงเพียงแคการสูญพันธุของสิ่งมีชีวิตนับไมถวน เทานั้น แตอาจหมายถึงการสูญสิ้นอารยธรรมของมนุษยชาติเลยทีเดียว บางครั้ง ภัยธรรมชาติก็เกิดตอเนื่องกันเปนลูกโซ เชนเกิดภัยแลงยาวนาน ทําใหพืชลมตาย จํานวนมาก สัตวกินพืชและสัตวกินเนื้อก็อดอยากลมตายตามเปนทอด ๆ เกิดเปนภาวะทุพภิกขภัย หรือภัยจากความอดอยาก แลวตามมาดวยภัยจากโรคระบาด อีกทอดหนึ่ง ซึ่งคราสิ่งมีชีวิตไปมากมาย
๕๔ ภัยพิบัติทางธรรมชาติมีพลังทําลายลางอยางที่มนุษยไมอาจรับมือได แตทวาในปจจุบัน มนุษยกลับมีสวนในการเรงใหเกิดภัยธรรมชาติที่รุนแรงเสียเอง โดยการบริโภคทรัพยากรอยางไมมี ขีดจํากัด การแผวถาง ตัดไมทําลายปา และการทิ้งขยะสิ่งปฏิกูลที่ยอยสลายกลับคืนสูระบบนิเวศ ตามธรรมชาติไมได จนกลายเปนภาระแกโลก บานที่เราอาศัยอยูเอง ๒.๑.๓.๓ ประเภทของการเกิดภัยพิบัติ การจัดแบงประเภทของภัยพิบัติ มีการจัดแบงประเภทของภัยพิบัติออกเปน ๒ แบบ คือ 61 62 ๑. แบบคลาสสิค (Classical Concept) จําแนกประเภทของภัยพิบัติตามสาเหตุของการเกิดเปน ๒ แบบ คือ ๑) ภัยพิบัติธรรมชาติ (Natural Disasters) เชน พายะ แผนดินไหว แผนดินถลม ไฟ ปา ภัยแลง น้ําทวม เปนตน ๒) ภัยพิบัติจากการกระทําของมนุษย (Manmade Disasters) เชน ภัยจากคมนาคม ขนสง ภัยจากการจราจร ภัยจากการทํางาน ภัยที่เกิดจากอัคคีภัย เปนตน ๒. แบบสมัยใหม (Contemporary Concept) แบบสมัยใหมไดจําแนกประเภทของภัยพิบัติตามสําเหตุ และเจตนารมณของการ เกิดเปน ๓ ประเภท คือ ๑) ภัยพิบัติธรรมชาติ (Natural Disasters) เปนภัยที่เกิดขึ้นโดย ธรรมชาติ เชน น้ํา ทวม พายุ แผนดินถลม ภัยแลง แผนดินไหว ไฟปา เปนตน ๒) ภัยพิบัติเทคโนโลยี (Technological Disasters) เปนภัยพิบัติที่เกิด จากการ กระทําของมนุษย เชน อัคคีภัย ภัยจากการจราจร และคมนาคมขนสง ภัยจากการทํางาน เปนตน ๓) ภัยพิบัติซับซอน (Complex Disasters) เปนภัยที่เกิดจากการกระทําของมนุษย โดยการมุงหวังผลทางการเมืองหรือทางสังคม (เนนเชื้อชาติ หรือศาสนา หรือลัทธิ) เชน การกอการ ราย การลี้ภัยทางการเมือง การกอการจลาจล ภัยจากสงครามกลางเมือง เปนตน กลาวโดยสรุป ประเภทของภัยพิบัติมาจากสาเหตุใหญๆ อยู ๒ ประเภท คือ แบบคลาสสิค และแบบสมัยใหม ซึ่งเกิดจากธรรมชาติที่มีความเปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา ที่เปนสาเหตุแหงภัยทาง ธรรมชาติที่มีความแตกตางกันไป และภัยพิบัติที่เกิดจากการกระทําของมนุษยที่สรางขึ้น อาจเกิดจาก ความประมาณหรือความตั้งใจ จึงเปนสําเหตุของภัยพิบัติ เปนตน 62 กรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย, คูมือประชาชนในการเตรียมตัว ใหรอด ปลอดภัยพิบัติ, (กรุงเทพมหานคร : สํานักพิมพชุมนุมสหกรณการเกษตรแหงประเทศไทยจํากัด, พิมพครั้งที่ ๓, ๒๕๕๒), หนา ๓.
๕๕ ๒.๑.๓.๔ แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารจัดการภัยพิบัติ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในปจจุบันนี้นับวามีความรุนแรงมากขึ้นอยางตอเนื่องไมวาจะเปนภัย พิบัติ ที่เกิดจากที่มนุษยเปนผูกอขึ้นโดยตั้งใจหรือไมก็ตาม เชนกรณีเหตุการณเพลิงไหมซานติกาผับ และเสือปาพลาซา เปนตน หรือเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติที่ไมอาจคาดเดาไดหรือไมก็ตามเชน กรณี เหตุการณ สึนามิ โคลนถลม น้ําทวมและภาวะโลกรอนในปจจุบัน เปนตน ดังนั้นการบริหารจัดการที่มี ความพรอม และเปนขั้นตอนอยางมีระบบจะมีสวนชวยเหลือประชาชนกอนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุและ หลังเกิดเหตุ เปนอยางยิ่ง การบริหารจัดการสถานการณฉุกเฉิน (Emergency Management)63 หมายถึง การ จัดการสถานการณฉุกเฉินอันเกิดจากสิ่งที่เปนภัยทั้งทาง ธรรมชาติและมิใชธรรมชาติ เชน ภัยทาง เทคโนโลยีที่มากับความทันสมัย และภัยจากการกระทําของมนุษยในรูปแบบอื่นๆ โดยรัฐจะจัด ระเบียบโครงสรางขององคกรที่มีหนาที่โดยตรงใหใชความเปนมืออาชีพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถใน การเตรียมความพรอมตอบสนอง และฟนฟู จึงเนนการสรางระบบที่ดีเปนเครื่องมือในการจัดการกับ ภัยพิบัติ (management of disaster) โดยการใหความรู ไดแก ดานตัวบุคคล ดานระบบ และ ดานสังคม ประกอบดวยความรูทักษะ และความสามารถ ศักยภาพจะเกิดขึ้นไดเต็มที่เมื่อฐานทาง สังคมพรอม หมายถึง ตองมีความรวมมือจากทุกภาคสวน ตองมีการสื่อสารหรือใหขาวสารที่จําเปน สูภายนอกอยางเหมาะสม จะนําไปสูความเปนมืออาชีพอยางเต็มรูปแบบ การสรางความรวมมือในการใหบริการ 63 64 กลาวคือ หนวยงานภาครัฐจําเปนที่จะตอง สรางความรวมมือและสรางเครือขายใน ๓ ระดับ ซึ่งไดแก การสรางความรวมมือในระดับชุมชน ระดับเครือขาย และระดับหนวยงาน ถึงแมวาทั้ง ๓ ระดับ จะมีความเชื่อมโยงกัน หากแตในการ ประเมินประสิทธิภาพนั้นในแตละระดับก็จะมีเกณฑในการประเมินของตัวเอง โดยเขากลาววาเกณฑที่ เหมาะสมในการประเมินประสิทธิภาพของระดับหนึ่งอาจจะเหมาะสม หรือไมเหมาะสมกับอีกระดับ หนึ่ง โดยที่เครือขายทั้ง ๓ ระดับ หรือเรียกอีกอยางหนึ่งวา เครือขายทางสังคมยังหมายรวมถึง การบูรณาการของพลเมืองทองถิ่นใหอยูในรูปแบบขององคการเพื่อที่จะทํางาน รวมกันกับหนวยงาน ของรัฐบาลเพื่อที่จะลดความเสี่ยงและการจัดการกับภาวะฉุกเฉินและภัยพิบัติ 63 ภาวิกร ศรีรัตนบัลล, เหลียวหลังแลหนา : บทเรียนจากเหตุการณกรณีพิบัติและแนวคิด การ รับมือภัยพิบัติในอนาคต, (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพแหงจุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย. วารสารสังคมศาสตร ปที่ ๓๖ ฉบับที่ ๑, ๒๕๔๘). 64 TavidaKamolvej,Theintergovernmentalcoordinationandinformationanagementin response to immediale crisis (Thailand emergency management), (Doctorate Thesis, University of Pittsburgh graduate school of public and intermational affairs, 2006), pp.2-5.
๕๖ ไดสรุปสาระสําคัญจากการประชุมวาดวย ลดภัยพิบัติที่เมืองโกเบ (Kobe) จังหวัดเฮียวโงะ (Hyogo) ประเทศญี่ปุน64 65 ดังนี้ ๑. การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติเปนเรื่องที่ทุกคนตองใหความสําคัญเปนอันดับแรก ๒. รูถึงความเสี่ยงและวิธีการจัดการกับความเสี่ยง ๓. สรางความเขาใจและการตระหนักถึงภัยแกสาธารณชน ๔. มีการดําเนินการเพื่อลดความเสี่ยง ๕. เตรียมความพรอมซึ่งสามารถนําไปปฏิบัติไดทันที จากความหมายที่กลาวมาขางตน สิ่งที่สําคัญในการปองกันแกไขปญหาภัยพิบัติ คือ ชุมชน ตองมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอยางถองแท วาชุมชนของตนมีความเสี่ยงอยูกับภัย พิบัติใด และเขาใจสาเหตุอยูในภูมิศาสตรอยางไร มีความเสี่ยงหรือไม แลวคนในชุมชนมีแนวทางใน การเตรียมการจัดการกับปญหาภัยพิบัติ และลดความเสี่ยงจากผลกระทบทั้งนี้องคกรภาคประชาชน และองคกรสวนทองถิ่นตางๆ คนที่อยูในพื้นที่จะรูดีที่สุด และเขาใจสามารถประเมินสถานการณ ชุมชนเหลานี้เปนผูที่รูจักสภาพและลักษณะพื้นที่ของชุมชนของตนและเปนผูมีประสบการณจาก อันตรายมากอน ดังนั้น ในการแกไขปญหาจึงเล็กเห็นวาการมีสวนรวมของคนในชุมชน และ เอาชุมชน เปนศูนยกลางในการขับเคลื่อนการบริหารจัดการภัยพิบัติใหบรรลุผลสําเร็จตามเปาหมายได การบริหารราชการในภาวะวิกฤติ65 66 โดยไดใหขอเสนอแนะไวซึ่งเกี่ยวของกับงานศึกษาใน ครั้งนี้ ดังนี้ ๑. ควรมีการจัดทํา “คูมือการปฏิบัติงานตามแผนที่เตรียมไว” (Manual) สําหรับผูมี หนาที่ รับผิดชอบในการนําแผนไปปฏิบัติในทองถิ่น แตผูบริหารระดับสูงสุดจนถึงผูปฏิบัติในระดับลาง รวมไปถึง เตรียมจัดทําแบบฟอรมตางๆ เชน แบบฟอรมการขอใชเครื่องมือเครื่องใช แบบฟอรมการ ยืมเครื่องจักรอุปกรณ แบบฟอรมการขอระดมบุคลากรและเครื่องมือตางๆ เปนตนไวลวงหนาเพื่อ ความสะดวกรวดเร็วในการปฏิบัติงานในภาวะวิกฤติ และใหมีการฝกซอมการปฏิบัติการ “คูมือ” ดังกลาว อยางตอเนื่องเปนประจําบอยๆ เมื่อตองปฏิบัติงานจริงในสถานการณวิกฤติจะไดเกิดความ เคยชิน ชํานาญ และผิดพลาดนอยลง ทั้งนี้การฝกซอมดังกลาว ควรใหทุกสวนราชการที่เกี่ยวของใน พื้นที่ ภาคเอกชน และภาคประชาชนเขารวมดวยเสมอ เพื่อใหทุกฝายรูจักจุดออนจุดแข็งที่ควรแกไข 65 กรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย, รวมกับนิลุบล สูพานิช, แนวทางการปฏิบัติงานสําหรับ ผูปฏิบัติงานภาคสนามในการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติโดยอาศัยชุมชนเปนฐานะในประเทศไทย, (กรุงเทพมหานคร : บริษัทโรงพิมพ คลังวิชา จํากัด, ๒๕๔๙), หนา ๔๓. 66 คลังสมอง วปอ. เพื่อสังคม, การบริหารราชการในภาวะวิกฤติ(กลุมการเมืองและการบริหาร ประเทศ, (อัดสําเนา) . ๒๕๔๘).
๕๗ หรือ บทบาทหนาที่ของตนเอง หรือสงเสริมทั้งในเรื่อง บทบาทหนาที่ การประสานงาน และเครื่องมือ เครื่องใช เพื่อใหสามารถปฏิบัติไดโดยอัตโนมัติเมื่อมีภัยมา ๒. การพิจารณาเพื่อดําเนินการในภาวะวิกฤติควรแบงการดําเนินงานออกเปน ๓ ชวง คือ ๑) กอนเกิดภาวะวิกฤติ จะตองเตรียมการไวลวงหนา ประกอบดวย จัดทําแผนตางๆ ไวลวงหนา รวมทั้งแผลระดมเครื่องใชตางๆ จากหนวยงานราชการ และเอกชน เตรียมการกอนทําการฝกซอม ตามแผน เชน เตรียมบุคลากร เตรียมเครื่องมือและอุปกรณที่ตองใชและศึกษา วิธีการใชเครื่องมือและ อุปกรณใหพรอมใชงานไดเมื่อเกิดเหตุ การสรางจิตสํานึกของประชาชนในเรื่องความปลอดภัย เตรียมการในเรื่อง”ระบบการแจงขาว” ใหประชาชนไดทราบ และดําเนินการฝกซอมตามแผนที่ เตรียมไวอยางตอเนื่อง ๒) ขณะเกิดภาวะวิกฤติ และ ๓) หลังเกิดภาวะวิกฤติ ๓. ควรมีการสราง “จิตสํานึกเรื่องความปลอดภัยสาธารณะ” ใหแกประชาชนตั้งแตยังเปน เด็กเล็ก เพื่อใหมีขีดความสามารถในการมีสวนรวมตรวจสอบความปลอดภัยสาธารณะ และมีความรู ในการชวยเหลือปองกันตนเองและผูอื่นได โดยการใหความรูแกประชาชนในเรื่องใกลตัวในบานไป จนถึงภัยพิบัติ การกอวินาศกรรม การกอการราย เรื่องที่ควรใหความรูแกประชาชน ไดแก ภัยที่ สามารถเกิดขึ้นในบานเรามีลักษณะพิเศษอยางไร และประชาชนควรปฏิบัติอยางไร เชน กรณี แผนดินไหว ตึกถลม เครื่องบินตน ไฟไหม เรือลม โปะลม คลื่นยักษสึกนามิ เปนตน และจิตสํานึกเรื่อง ความปลอดภัย เชน การใชปลั๊กไฟ การตรวจสอบสายไฟ กระเปา หรือวัสดุแปลกปลอมวางในที่ชุมชน หรือที่ลับตา เปนตน สรุปปจจัยหลักในการบริหารจัดการภัยพิบัติ ดังนี้ ๑. ชุมชน เครือขายและอาสาสมัครเพื่อการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ๒. แผนการจัดการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติประจําปของชุมชน ๓. กระบวนการเสริมสรางขีดความสามารถ การฝกอบรมและการฝกซอมแผนในการ จัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ๔. การเฝาระวังภัย การแจงขอมูลขาวสารและสถานการณเกี่ยวกับภัยพิบัติ ๕. กฎ ระเบียบ กติกา และขอตกลงในการรวมมือกันในชุมชน ซึ่งสอดคลองและไมขัดตอ กฎหมาย และนโยบายของประเทศ ๖. กระบวนการติดตามการทํางานและการประเมินผล การบริหารจัดการเกี่ยวกับสาธารณภัย66 67 การบริหารจัดการสาธารณภัยที่มีประสิทธิภาพ ไว ดังตอไปนี้ 67 อิสระ สุวรรณบล, การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการสาธารณสุข, (โครงการปรับภาค ราชการเขาสูยุคโลกาภิวัตน, ๒๕๔๐), หนา ๔๑.
๕๘ ๑. การบริหารจัดการสาธารณภัยที่มีประสิทธิภาพ อาจประเมินจากลักษณะนี้ ๑) มีนโยบายและแผนสาธารณภัยในระดับตางๆ กับมีการปฏิบัติตามนโยบาย และ แผนนั้นเพื่อใหมีความพรอมรับสาธารณภัย ทั้งจากภัยธรรมชาติและภัยจากการกระทําของมนุษย รวมถึงการปองกันอุบัติเหตุตางๆ ทั้งจากการจราจร การทํางานบานและสถานศึกษา แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแหงชาติจะตองมีการกําหนดการบริหารจัดการสาธารณภัยไวในการพัฒนาทุก ระดับ และทุกอาณาบริเวณจะตองมีการกําหนดแผนเฉพาะดาน เชน ดานสาธารณสุข ดานการ ติดตอสื่อสารโทรคมนาคม ดานการบรรเทาสาธารณภัย ฯลฯ รวมตลอดถึงนโยบายในระดับกระทรวง ซึ่งจะตองดูแลใหมีการปฏิบัติตามนโยบาย และแผนดังกลาวดวย ในการนี้ภาวะผูนํามีความสําคัญมาก เพราะผูนําจะตองมีวิสัยทัศน มีความเขาใจ และตระหนักเห็นความสําคัญของการบริหารจัดการ สาธารณภัย ๒) มีการบริหารจัดการที่คํานึงถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ โดยระดม ความ พยายามและทรัพยากรของหนวยงานตางๆทั้งภาครัฐภาคเอกชนและภาคประชาชนรวมมือ ประสาน การปฏิบัติงานอยางเปนเครือขาย และเปนระบบตามขั้นตอนและกระบวนการที่กําหนดไว ขณะเดียวกันตองสรางระบบบริหารจัดการเชิงกลยุทธใชนโยบาย และแผนเปนตัวนําภายใตกฎหมาย และเงื่อนไขปจจุบันโดยมีขั้นตอนการดําเนินงาน ๒. การเตรียมพรอมและปองกันบรรเทาสาธารณภัย ๑) มีจุดเนนที่จะปองกันบรรเทาแทนการชวยเหลือชวยชีวิตเมื่อเกิดสาธารณภัยแลว ๒) มีการเตรียมพรอมทั้งดานสถาบัน (องคกรบริหาร กฎหมาย กฎเกณฑ (บังคับ นโยบายและแผน ฯลฯ) และดานกายภาพ (ทรัพยากร การจัดการ ระบบขาวสารขอมูล ฯลฯ) ๓) มีการสรางระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพดานการพยากรณ ทั้งอากาศ แผนดินไหว และอุทกภัย ใหมีสมรรถนะในการเผยแพรขาวสารดังกลาวผานสื่อโทรทัศน วิทยุกระจายเสียง ฯลฯ ๔) มีระบบขอมูลเพื่อการจัดการสาธารณภัยโดยออกแบบวางระบบและรวบรวม ขอมูลของหนวยงานตางๆที่เกี่ยวของโดยใหหนวยงานหลักบริหารจัดการสาธารณภัยเปนแมขาย เชื่อมโยงระบบขอมูลดังกลาวไปยังหนวยงานตางๆที่เกี่ยวของ ๕) มีการรณรงคเพื่อสรางความตระหนักของสาธารณชนเกี่ยวกับภัยอันตรายจาก ภัยพิบัติและอุบัติเหตุตางๆสรางความรูความเขาใจและความเชื่อวาการลดความสูญเสียนั้นอาจกระทํา ไดถาดําเนินมาตรการปองกันอยางมีประสิทธิภาพ ๖) มีการวางแผนและคูมือปฏิบัติการ โดยเฉพาะอยางยิ่งในระดับทองถิ่น
๕๙ ๓. การควบคุมสถานการณและการกูภัย ๑) มีความฉับไวในการสั่งการ มีเอกภาพในการสั่งการและอํานวยการ ๒) สามารถจัดตั้งศูนยปฏิบัติการฉุกเฉินไดอยางรวดเร็วเพื่อเปนศูนยบัญชาการ ๓) มีระบบการติดตอสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งระบบสื่อสารเครือขายทดแทน ในยามฉุกเฉิน ๔) การใชกําลังทหารในยามฉุกเฉิน ซึ่งอาจมีกิจกรรมหลายประการที่อาจทําได เชน การคนหาและกูภัย การสํารวจและประเมินสถานการณ การเขาควบคุมสถานการณ และ ชวยงาน ศูนยปฏิบัติการของจังหวัด การเขาควบคุมจุดตรวจ การเขาสูระบบติดตอสื่อสารของทหาร การ ปฏิบัติงานของทหารชางฯลฯ ๕) การมีสวนรวมของภาคเอกชนและประชาชนซึ่งมีบทบาทอยางมาก ๔. การบรรเทาทุกข ๑) การชวยเหลือทางการแพทย ซึ่งจําเปนตองมีการชวยเหลือทางการแพทย ณ จุด เกิดเหตุเพื่อชวยชีวิตในขั้นตน มีรถพยาบาลและการเตรียมการรับสงผูปวยฉุกเฉินกับมีการรณรงค ดานตางๆเพื่อลดอุบัติภัยและสาธารณภัย ๒) การชวยเหลือดานประชาสงเคราะห โดยชวยเหลือตั้งแตปจจัยสี่ใหสามารถ ดํารงชีวิตในยามฉุกเฉินตอไปได ๓) การใหความชวยเหลือดานตาง ๆ เชน บริการขาวสารผูประสบภัย การจัดหางาน การเจรจากับนายจางเกี่ยวกับเงินชดเชย ฯลฯ ๕. การฟนฟูบูรณะและการพัฒนา ๑) การชวยเหลือหลังจากภัยพิบัติที่จะชวยใหชุมชนที่ประสบภัยกลับสูสภาพเดิม ๒) การพัฒนาเพื่อใหผูประสบภัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในสภาพแวดลอมที่มีการ พัฒนาแบบยั่งยืนและสมดุล
๖๐ การจัดการสาธารณภัย6 7 68 เปนการหาความรูจากสหสาขาในการรวมกันสังเกต และ วิเคราะหสาธารณภัยที่เกิดขึ้นโดยมีเปาประสงคในการปรับปรุงให วิกฤตดีขึ้นโดยกระบวนการปองกัน (Prevention) การบรรเทา(Mitigation) การเตรียมการ (Preparedness) การตอบสนองอยางฉุกเฉิน (Emergency Response) และการฟนฟู (Recovery) ในการจัดการสาธารณภัยนั้นจะประกอบดวย ขั้นตอนหลายขั้นตอนซึ่งขึ้นอยูกับกฎระเบียบวิธีการ บริหารงบประมาณ และวัฒนธรรมของการ บริหารในสังคมนั้น ๆ ถึงแมจะมีความแตกตางกันใน ขั้นตอนแตหลักการสําคัญๆจะไมแตกตางกันมาก นักขั้นตอนสําคัญๆไดแก ๑) การปองกัน (Prevention) หมายถึง มาตรการการดําเนินการเพื่อไมใหภัยพิบัติมี โอกาสเกิดขึ้นได ๒) การเตรียมความพรอม (Preparedness) หมายถึง มาตรการที่ชวยใหชุมชนสามารถ รับกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้นไดอยางมีประสิทธิภาพหรือเกิดความเสียหายนอยที่สุด ๓) การชวยเหลือในขณะเกิดภัยพิบัติหรือการจัดการในภาวะฉุกเฉิน (Response) หมายถึง การดําเนินการเพื่อชวยเหลือผูประสบภัยใหเกิดอันตรายนอยที่สุดในขณะที่กําลังเกิด สาธารณภัย ๔) การฟนฟู(Recovery) หมายถึง มาตรการในการดําเนินการชวยเหลือผูประสบภัยให กลับมามีชีวิตที่ดีเหมือนเดิมหรือดีกวาเดิม ในเรื่องของขั้นตอนในการจัดการสาธารณภัยนั้นอาจจะพบวาในบางแหงจะมีขั้นตอน บางอยางเพิ่มขึ้น เชน การบรรเทาความเสียหาย (Mitigation) ซึ่งหมายถึง มาตรการที่จะชวยลด ขนาดของความรุนแรงใหอยูในระดับที่เสียหายนอยลง รวมทั้งเรื่องของการพัฒนา (Development) ภายหลังมีการฟนฟู (Recovery) เพื่อใหเห็นวาภายหลังจากการฟนฟูแลวจะดําเนินการอยางไรให สภาพชุมชนดีขึ้นโดยเปนในลักษณะของโครงการระยะยาว กลาวโดยสรุป การบริหารจัดการภัยพิบัติหรือสาธารณภัย จะสําเร็จไดประชาชนในพื้นที่ และหนวยงานที่อยูในพื้นที่ตองมีความรวมมือกันทุกภาคสวน ในการทําความเขาใจเกี่ยวกับภัยพิบัติ รูจักแนวทางในการปองกันแกไขปญหาที่จะเกิดขึ้นดวยความรวมมือกันของคนในชุมชนโดยการเริ่ม จากการติดตามเฝาระวัง การปองกัน การแกไขปญหา และการฟนฟูเยียวยาหลังจากภัยพิบัติเกิดขึ้น อยางมีประสิทธิภาพ 68 เศกสิน ศรีวัฒนานุกูลกิจ การจัดการสาธารณภัย,เชียงใหม : สาขาวิชาการจัดการสาธารณภัย, (ภาควิชาสังคมศาสตรกับการพัฒนา, มหาวิทยาลัยเชียงใหม, ๒๕๕๓), หนา ๓๔.
๖๑ ตารางที่ ๒.๔ ความหมายหลักที่นักวิชาการและนักวิจัยทําการศึกษาเกี่ยวกับการปองกัน และบรรเทาสาธารณภัย นักวิชาการหรือแหลงขอมูล แนวคิดหลัก สุพิชชา ณ ปอมเพ็ชร กรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย สุพรรณี โรจนทัพพะ สาธารณภัย หมายถึง ภัยหรืออันตราย ที่ทําใหเกิด ความสูญเสียทั้งชีวิตทรัพยสิน สาธารณภัย” หมายความวา อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ภัยแลง โรคระบาดในมนุษยโรคระบาดสัตว โรคระบาด สัตวน้ํา การระบาดของศัตรูพืช ตลอดจนภัยอื่นๆ อันมีผลกระทบตอสาธารณชน ภัยทางอากาศ หมายถึง ภัยอันเกิดจากการโจมตี ทางอากาศ การกอวินาศกรรม หมายถึง การกระทําใดๆอันเปนการมุง ทําลายทรัพยสินของประชาชนหรือของรัฐหรือสิ่งอัน เปนสาธารณูปโภค ประเทศไทยไดเผชิญกับสาธารณภัยตลอดมาโดยเฉพาะ อุทกภัย การจัดการสาธารณภัยที่ผานมาสังคมไทย ยังมีความรูความเขาใจในการลดความเสี่ยงจาก สาธารณภัยในขอบเขตที่จํากัดจึงมีความจําเปน ในการเผยแพรองคความรูตอสาธารณะเพื่อใหเกิด ความเขาใจในแนวคิดและหลักการ เพื่อใหสามารถ ชวยกันสรางสังคมที่มีความพรอม รูรับ และปรับตัว เพื่อลดโอกาสการสูญเสียใดๆ หากเกิดสาธารณภัย ขึ้นในอนาคต ภัย จําแนกออกเปน ๒ ประเภท ไดแก ๑. ภัยที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ๒. ภัยพิบัติที่เกิดจากการกระทําของมนุษย
๖๒ ตารางที่ ๒.๔ ความหมายหลักที่นักวิชาการและนักวิจัยทําการศึกษาเกี่ยวกับการปองกัน และบรรเทาสาธารณภัย (ตอ) นักวิชาการหรือแหลงขอมูล แนวคิดหลัก Nick. W. Cartet กรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ภาวิกร ศรีรัตนบัลล Provan & Milward กรมปองกันและบรรเทาสาธารณภัย คลังสมอง วปอ. เพื่อสังคม ก า ร แ บ ง ป ร ะ เ ภ ท ข อ ง ภั ย พิ บั ติ ต า ม ลั ก ษ ณ ะ การเกิดออกเปน ๒ ประเภท ๑. ภัยพิบัติจากธรรมชาติ ๒. ภัยพิบัติที่เกิดจากการกระทําของมนุษย การจัดแบงประเภทของภัยพิบัติออกเปน ๒ แบบ ๑. แบบคลาสสิค ๒. แบบสมัยใหม ก า ร บ ริ ห า ร จั ด ก า ร ส ถ า น ก า ร ณ ฉุ ก เ ฉิ น (Emergency Management) หมายถึง การจัดการ ส ถ า น ก า ร ณ ฉุ ก เ ฉิ น อั น เ กิ ด จ า ก สิ่ ง ที่ เ ป น ภั ย ทั้งทาง ธรรมชาติและมิใชธรรมชาติ ก า ร ส ร า ง ค ว า ม ร ว ม มื อ ข อ ง ใ น ร ะ ดั บ ชุ ม ช น ระดับเครือขาย และระดับหนวยงานภาครัฐ เพื่อที่จะลด ความเสี่ยงและการจัดการกับภาวะฉุกเฉินและภัยพิบัติ สิ่งที่สําคัญในการปองกันแกไขปญหาภัยพิบัติ คือ ชุมชน ตองมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับภัยพิบัติ และชุมชน อยูในภูมิศาสตร ที่มีความเสี่ยงหรือไม การบริหารราชการในภาวะวิกฤติ แบงออกเปน ๓ ประเภท ๑. ควรมีการจัดทํา “คูมือการปฏิบัติงานตาม แผนที่เตรียมไว” ๒. การพิจารณาเพื่อดําเนินการใน ภาวะวิกฤติควรแบงการดําเนินงานออกเปน ๓ ชวง คือ ๑) กอนเกิดภาวะวิกฤติ ๒) ขณะเกิดภาวะวิกฤติ และ ๓) หลังเกิดภาวะวิกฤติ ๓. ควรมีการสราง “จิตสํานึกเรื่อง ความปลอดภัยสาธารณะ”
๖๓ ตารางที่ ๒.๔ ความหมายหลักที่นักวิชาการและนักวิจัยทําการศึกษาเกี่ยวกับการปองกัน และบรรเทาสาธารณภัย (ตอ) นักวิชาการหรือแหลงขอมูล แนวคิดหลัก อิสระ สุวรรณบล เศกสิน ศรีวัฒนานุกูลกิจ การบริหารจัดการเกี่ยวกับสาธารณภัยที่มี ประสิทธิภาพ ๑. การบริหารจัดการสาธารณภัย ๒. การเตรียมพรอมและปองกันบรรเทาสาธารณภัย ๓.การควบคุมสถานการณและการกูภัย ๔.การบรรเทาทุกข ๕.การฟนฟูบูรณะและการพัฒนา การจัดการสาธารณภัย เปนการหาความรูจากสหสาขา ในการรวมกันสังเกต และวิเคราะหสาธารณภัยที่เกิดขึ้น โดยมีเปาประสงคในการปรับปรุงให วิกฤตดีขึ้นโดย ๑. กระบวนการปองกัน ๒. การบรรเทา ๓. การเตรียมการ ๔. การตอบสนองอยางฉุกเฉิน ๕. การฟนฟู
๖๔ ๒.๒ หลักอปริหานิยธรรม ๗ หลักอปริหานิยธรรม ๗ ประการ คือธรรมไมเปนที่ตั้งแหงความเสื่อม ธรรมที่ทําใหไมเสื่อม เปนไปเพื่อความเจริญฝายเดียว ๒.๒.๑ ความหมายของหลักอปริหานิยธรรม ๗ ในพระไตรปฎก ไดบันทึกพระดํารัสของพระพุทธเจาเกี่ยวกับหลักอปริหานิยธรรมไวใน ภิกขุอปริหานิยธรรม68 69ดังนี้ เมื่อวัสสการพราหมณมหาอํามาตยแควนมคธจากไปไมนาน พระผูมีพระภาครับสั่ง เรียก ทานพระอานนทมาตรัสวา “อานนท เธอจงไปนิมนตภิกษุที่เขามาพักอยูในกรุงราชคฤหทุกรูปใหมา ประชุมกันที่หอฉัน” ทานพระอานนททูลรับสนองพระดํารัสแลว นิมนตภิกษุที่เขามาพัก อยูใน กรุงราชคฤหทุกรูปใหมาประชุมกันที่หอฉันแลว เขาไปเฝาพระผูมีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายอภิวาท แลวยืนอยู ณ ที่สมควร ไดกราบทูลพระผูมีพระภาคดังนี้วา “ขาแตพระองคผูเจริญ ภิกษุสงฆประชุม กันแลวขอพระผูมีพระภาคจงกําหนดเวลาที่สมควร ณ บัดนี้เถิด พระพุทธเจาขา” ลําดับนั้น พระผูมีพระภาคทรงลุกจากพุทธอาสน เสด็จเขาไปยังหอฉันประทับนั่งบนพุทธ อาสนที่ปูลาดไวแลว รับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสวา “ภิกษุทั้งหลาย เราจะแสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการแกเธอทั้งหลายเธอทั้งหลายจงฟงจงใสใจใหดีเราจักกลาว” ภิกษุเหลานั้นทูลรับสนองพระ ดํารัสแลวพระผูมีพระภาคจึงไดตรัสดังนี้วา “ภิกษุทั้งหลาย” (๑) ภิกษุพึงหวังไดแตความเจริญ ๑ อยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลยตราบเทาที่ภิกษุยัง หมั่นประชุมกันเนืองนิตย ประชุมกันมากครั้ง (๒) ภิกษุพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลย ตราบเทาที่ภิกษุยังพรอม เพรียงกันประชุม พรอมเพรียงกันเลิกประชุม และพรอมเพรียงกันทํากิจที่สงฆจะพึงทํา (๓) ภิกษุพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลย ตราบเทาที่ภิกษุยังไม บัญญัติสิ่งที่เรามิไดบัญญัติไว ไมลมลางสิ่งที่เราไดบัญญัติไวแลว ถือปฏิบัติมั่นตามสิกขาบทที่เรา บัญญัติไวแลว (๔) ภิกษุพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลยตราบเทาที่ภิกษุยัง สักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุผูเปนเถระ เปนรัตตัญู บวชมานาน เปนสังฆบิดร เปนสังฆปริณา ยก และสําคัญถอยคําของทานเหลานั้นวาเปนสิ่งควรรับฟง (๕) ภิกษุพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลยตราบเทาที่ภิกษุยังไมตก อยูในอํานาจแหงตัณหากอใหเกิดภพใหมที่เกิดขึ้นแลว 69 ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๓๖/๘๑.
๖๕ (๖) ภิกษุพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลยตราบเทาที่ภิกษุยังเปนผู มุงหวังเสนาสนะปา (๗) ภิกษุพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลยตราบเทาที่ภิกษุยังตั้งสติไว ในภายในวา ทําอยางไร เพื่อนพรหมจารีทั้งหลายผูมีศีลงามที่ยังไมมา พึงมา ทานที่มาแลวพึงอยูอยาง ผาสุก69 70 ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลยตราบเทาที่ภิกษุ ยังมีอปริหานิยธรรมทั้ง ๗ ประการนี้อยู และใสใจอปริหานิยธรรมทั้ง ๗ ประการนี้ อยูและจากการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวของเกี่ยวกับหลักอปริหานิยธรรม ๗ ประการ พบวามีนักวิชาการนําเสนอไว ดังนี้ อปริหานิยธรรม70 71 คือ ธรรมไมเปนที่ตั้งแหงความเสื่อม ธรรมที่ทําใหไมเสื่อม เปนไปเพื่อ ความเจริญฝายเดียว มี ๗ อยาง ที่ตรัสสําหรับภิกษุ (ภิกขุอปริหานิยธรรม) มีรายละเอียดดังนี้ (๑) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย ๒) เมื่อประชุมก็พรอมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกประชุมก็พรอมเพรียงกันเลิก และพรอม เพรียงชวยกันทํากิจที่สงฆจะตองทํา (๓) ไมบัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจาไมบัญญัติขึ้น ไมถอนสิ่งที่พระองคบัญญัติไวแลว สมาทาน ศึกษาอยูในสิกขาบทตามที่พระองคทรงบัญญัติไว (๔) ภิกษุเหลาใด เปนผูใหญเปนประธานในสงฆ เคารพนับถือภิกษุเหลานั้น เชื่อฟง ถอยคําของทาน (๕) ไมลุอํานาจแกความอยากที่เกิดขึ้น (๖) ยินดีในเสนาสนะปา (๗) ตั้งใจอยูวา เพื่อนภิกษุสามเณรซึ่งเปนผูมีศีล ซึ่งยังไมมาสูอาวาส ขอใหมา ที่มาแลว ขอใหอยูเปนสุข71 72 หลักภิกขุอปริหานิยธรรมของพระธรรมปฎก (ประยุทธ ปยุตฺโต) มีสอดคลองกับ ความหมายของพระเทพดิลก (ระแบบ ฐิตญาโณ) ที่ไดอธิบายถึงหลักภิกขุอปริหานิยธรรมไววา ขอที่ ๑ ขอที่ ๒ พูดถึงการประชุมของคนที่อยูเปนหมวดหมูกัน จําเปนจะตองมีการประชุมปรึกษาในกิจการ งานและกระทํากิจกรรมตางๆ ตามหนาที่ การประชุมจึงตองมีบอยๆ เพื่อใหสามารถติดตามศึกษา และแกไขปญหาที่เกิดขึ้นไดทันทวงที ในการเขารวมประชุมนั้น ตองพรอมเพรียงกันประชุม เพราะ 70 ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๓๗/๘๓. 71 ที.ม. (ไทย) ๑๐/๖๘/๘๖. 72 พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๖), หนา ๒๘๙.
๖๖ กรรมในพระพุทธศาสนาที่ถือวาถูกตอง จะตองพรอมเพรียงกันกระทํา ไมใชตางคนตางทําหรือวาคน หนึ่งทํา คนหนึ่งไมเห็นดวย และเมื่อประชุมไปแลวก็ตองอยูในระเบียบวินัย ไมใชนึกจะลุกไปกลางคัน ก็ลุกไป แตจะตองประชุมกันจนตลอดไป นอกจากเกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นมาจริงๆ จึงออกไปตามมติของ สงฆได แตจะตองยอมรับมติตางๆ ซึ่งสงฆไดลงไปในขณะที่เราไมอยูในที่ประชุม กิจการอันใดที่เปน ภาระของหมูคณะ ไมวาภายในบานหรือวาภายในวัด หรือวาภายในสังคม ตลอดถึงประเทศชาติก็ตาม จะตองพรอมเพรียงกันปฏิบัติภารกิจ เหลานั้นใหสําเร็จลุลวงไปดวยดี และพรอมเพรียงกันทํางานอัน เปนหนาที่ความรับผิดชอบของหมูของคณะนั้นๆ ไมใหมีความบกพรอง หลักภิกขุอปริหานิยธรรมในขอ ๓ นี้พระพุทธองคทรงตรัสถึงหลักการประพฤติปฏิบัติ พระพุทธศาสนาก็คือคําสั่งสอนของพระพุทธเจา ผูที่นับถือพระพุทธศาสนาจะตองปฏิบัติตามคําสั่ง และคําสอนของพระองค ดังนั้น เรื่องอะไรที่พระองคทรงบัญญัติไว ก็ถือประพฤติปฏิบัติไปตามนั้น ไม มีการบัญญัติเพิ่มเติม ไมมีการแกไขสิ่งที่ทรงบัญญัติไว ทรงบัญญัติไววาอยางไร ก็ตองยึดถือประพฤติ ปฏิบัติไปอยางนั้น ถาหากวาไมพอใจหรือไมอาจปฏิบัติได ก็สึกออกไปเปนฆราวาส ไมใชจะมาแกไข ดัดแปลงพระธรรมวินัย เพื่อใหตนปฏิบัติไดโดยไมยอมรับนับถือหลักที่พระพุทธเจาทรงบัญญัติไว สิกขาบทบางอยางถึงแมวาในยุคในสมัยนี้ไดมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากก็ตาม แตก็ตองยึดถือประพฤติ ปฏิบัติไปตามนั้น หลักภิกขุอปริหานิยธรรมในขอที่ ๔ อีกวา ในหมูในคณะที่อยูรวมกัน มีผูหลักผูใหญ ที่ ลดหลั่นกันลงมาจําเปนจะตองใหความเคารพนับถือตอทานที่เปนใหญในที่นั้น เชน ภายในวัด ก็ให ความเคารพนับถือตอเจาอาวาสและพระเถระผูใหญที่เหนือตนขึ้นไป ขอความที่ทานแนะนําสั่งสอน แมจะมีการดุดาตําหนิไปบาง แตถือวาเปนคําสอนที่เกิดขึ้นโดยเจตนาดี ผูที่อยูในสํานักของทานจะตอง เชื่อถือและปฏิบัติตาม หลักภิกขุอปริหานิยธรรมขอ ๕ นี้ เกี่ยวกับการควบคุมอารมณ คนเรานั้นเหมือนกับนกที่ ตายเพราะเหยื่อ หรือปลาที่ตายเพราะเหยื่อ คนก็มีลักษณะอยางเดียวกัน คือถาปลอยใหความอยาก ไดอยางนั้น อยางนี้ อยางโนน ครอบงําใจแลว โอกาสหนึ่งก็เปนอันตราย เพราะความอยากเหลานั้น การพยายามควบคุมจิตใจไมใหทําอะไรไปตามอํานาจของความอยากทุกอยาง จึงเปนทางเจริญของ บุคคลเหลานั้น หลักภิกขุอปริหานิยธรรม ขอ ๖ เรื่องของเสนาสนะที่อยูอาศัย ทรงสอนใหหาเสนาสนะที่ เปนปจจัยโนมนอมไปเพื่อหาความสงบ โดยเนนไปที่เสนาสนะปา ซึ่งหางจากเสียง รบกวน ไมมีเสียง อึกทึกครึกโครม ซึ่งเปนอันตรายตอการกระทําความสงบ แตวาในชั้นของการปฏิบัตินั้น เราจะอยูที่ ไหนก็ตาม ถาหากวามีเสียงรบกวนมาก ก็อยาไปใสใจ สนใจตอเสียงรบกวนเหลานั้นใหมากกวา ก็จะ ทําจิตใจใหเกิดความสงบได
๖๗ หลักภิกขุอปริหานิยธรรม ขอ ๗ สุดทายถือวาเปนหลักสําคัญของคนที่อยูรวมกันวัด หรือศาสนาสถานในทางศาสนานั้น ถือวาเปนคุณสมบัติกลางของพระศาสนา พระภิกษุสามเณรทุกรูป ที่บวชมาถูกตองตามพระธรรมวินัย มีศีล มีความคิดเห็นตรงตอหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา จึงมีสิทธิที่จะเขาอยูในอารามนั้นในวัดนั้น ดังนั้น ใครจะอยูในวัดใดก็ตาม ก็ตองสรางความรูสึกพรอม ที่จะพบเห็นเพื่อนภิกษุสามเณร ที่ยังไมไดอยูในวัดของเรา ก็ขอใหมา ที่มาแลว ก็ขอใหอยูเปนสุข ซึ่งทั้งหมดนี้ เปนเรื่องของการสรางความรูสึกทั้งนั้น แมจะไมลงมือประพฤติปฏิบัติ คือ ไมลงมือชวยเหลือเกื้อกูลอะไรก็ตาม แตเปนการแสดงออกถึงความไมเห็นแกตัว ความไมหวงที่อยู ความไมอิจฉาริษยาคนอื่น ซึ่งแตละอยางนั้นไมใชเปนเรื่องที่ทําไดงายนัก72 73 ในความหมายของอุดร จันทาวัน ชวยเสริมใหเกิดความนาเชื่อถือเพิ่มขึ้น คือ อปริหานิยธรรม หมายถึงธรรมที่ประพฤติปฏิบัติแลวจะไมทําใหองคกรและสังคมนั้นๆ เสื่อมทรามลง คือมีแตความเจริญฝายเดียว73 74 หรือธรรมเปนที่ตั้งของความไมเสื่อม7 4 75 หรือธรรม ไมเปนที่ตั้งของความเสื่อม7 5 76เปนหลักการสําหรับใหพระภิกษุสงฆประพฤติเพื่อใหบรรลุ ตามวัตถุประสงคสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา76 77 จากการคนควาผูวิจัยสรุปไดวา ความหมายของอปริหานิยธรรมนั้น หมายถึง เครื่องแสดง หรือคุณภาพที่มีประจําตัว โดยเฉพาะของอปริหานิยธรรม ซึ่งไดแก คว ามไมเสื่อม หรือความเจริญกาวหนา สําหรับลักษณะของอปริหานิยธรรมที่ทําใหการปกครองมีความเจริญ โดยที่ ไมมีทางเสื่อมนั้น จะตองประกอบดวยสิ่งสําคัญ ๓ ประการ ไดแก ผูปกครองเปนผูมีธรรม ผูถูกปกครองหรือประชาชนเปนผูมีธรรม และมีหลักวิธีการบริหารการปกครองที่ดี หลักธรรม ดังกลาวนี้ เปนหลักธรรมที่ประชาชนหรือสมาชิกในรัฐควรยึดถือเปนหลักปฏิบัติ และเปนหลักธรรม ที่สอน ใหดําเนินชีวิตอยางมีความรับผิดชอบทั้งตอตนเองและตอสังคมโดยรวม 73 พระเทพดิลก (ระแบบ ฐิตญาโณ), ธรรมปริทรรศน, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ มหามงกุฏราช วิทยาลัย, พิมพครั้งที่ ๔, ๒๕๔๔), หนา ๑๐. 74 อุดร จันทาวัน, “พระพุทธศาสนากับการปกปองคุมครองสิทธิมนุษยชน”, สารนิพนธพุทธศาสตร บัณฑิต, (บัณฑิตวิทยาลัย : มหาจุฬากรณราชวิทยาลัย, ๒๕๔๗). 75 พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ฐิตญาโณ), ธรรมาธิปไตย, (กรุงเทพมหานคร : การศาสนา, ๒๕๓๕), หนา ๑๔. 76 สมเด็จพระสังฆราชเจา กรมหลวงวชิรญาณวงศ, ธรรมานุกรม, (กรุงเทพมหานคร : มหามกุฏราช วิทยาลัย, ๒๕๑๕). 77 ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๓๖/๘๑-๑๔๑-๘๘.
๖๘ ๒.๒.๒ หลักอปริหานิยธรรม ๗ ในพระไตรปฎก หลักอปริหานิยธรรมที่ปรากฏในมหาปรินิพพาน พระสุตตันตปฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค ไววา วัสสการพราหมณมหาอามาตยแควนมคธ ทูลรับสนองพระดํารัสแลวเทียม ยานพาหนะคันงามๆ ขึ้นยานพาหนะคันงามๆ ออกจากกรุงราชคฤหพรอมดวยยานพาหนะคันงามๆ ติดตามอีกหลายคันไป ยังภูเขาคิชฌกูฏ จนสุดทางที่ยานพาหนะจะเขาไปได ลงจากยานพาหนะเดินเขาไป เฝาพระผูมีพระภาคถึงที่ประทับ ไดสนทนาปราศรัยพอเปนที่บันเทิงใจ พอเปนที่ระลึกถึงกัน จึงนั่ง ณ ที่สมควร ไดกราบทูลพระผูมีพระภาคดังนี้วา “ขาแตทานพระโคดม พระราชาแหงแควนมคธ พระนามวา อชาตศัตรูเวเทหิบุตร ขอกราบพระยุคลบาทของพระ โคดมดวยพระเศียร ทูลถามถึง พระสุขภาพ ความมีพระโรคาพาธนอย กระปรี้กระเปรา มีพระพลานามัยสมบูรณอยูสําราญ พระราชาแหงแควนมคธ พระนามวา อชาตศัตรูเวเทหิบุตร มีพระประสงคจะเสด็จไปปราบแควนวัชชี มีรับสั่งอยางนี้วา “เราจะโคนลมพวกวัชชีผูมีฤทธิ์มากอยางนี้ มีอานุภาพมากอยางนี้ ใหพินาศยอยยับ” ๑) ราชอปริหานิยธรรม77 78 สมัยนั้น ทานพระอานนทยืนถวายงานพัดพระผูมีพระภาคอยู ณ เบื้องพระปฤษฎางค พระผูมีพระภาครับสั่งเรียกทานพระอานนทมาตรัสถามวา (๑) “อานนท เธอไดยินไหมวา ‘พวกเจาวัชชีหมั่นประชุมกันเนืองนิตย ประชุมกันมากครั้ง” ทานพระอานนททูลตอบวา “ขาแตพระองคผูเจริญ ขาพระองคไดยินวา ‘พวกเจาวัชชีหมั่นประชุมกันเนืองนิตย ประชุมกันมากครั้ง” พระผูมีพระภาคตรัสถามวา “อานนท พวกเจาวัชชีพึงไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลย ตราบเทาที่พวกเจาวัชชี ยังหมั่นประชุมกัน เนืองนิตย ประชุมกันมากครั้ง” (๒) “อานนท เธอไดยินไหมวา พวกเจาวัชชีพรอมเพรียงกันประชุม พรอมเพรียงกัน เลิกประชุม และพรอมเพรียงกันทํากิจที่พวกเจาวัชชีจะพึงทํา” พระอานนทกลาววา “ขาแตพระองค ผูเจริญ ขาพระองคไดยินวา พวกเจาวัชชีพรอมเพรียงกัน พระพุทธเจาตรัสวา “อานนท พวกเจาวัชชี พึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลยตราบเทาที่พวกเจาวัชชียังพรอมเพรียงกัน ประชุม พรอมเพรียงกันเลิกประชุม และพรอมเพรียงกันทํากิจที่พวกเจาวัชชีจะพึงทํา” (๓) “อานนท เธอไดยินไหมวา พวกเจาวัชชีไมบัญญัติสิ่งที่มิไดบัญญัติไว ไมลมลาง สิ่งที่บัญญัติไวแลว ถือปฏิบัติมั่นตามวัชชีธรรมที่วางไวเดิม” พระอานนททูลตอบ“ขาแตพระองค ผูเจริญ ขาพระองคไดยินวา พวกเจาวัชชีไมบัญญัติสิ่งที่มิไดบัญญัติไว ไมลมลางสิ่งที่บัญญัติไวแลว ถือปฏิบัติมั่นตามวัชชีธรรมที่วางไวเดิม” พุทธองคทรงตรัส “อานนท พวกเจาวัชชีพึงหวังไดแตความ 78 ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๓๓/๗๘.
๖๙ เจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลย ตราบเทาที่พวกเจาวัชชียังไมบัญญัติสิ่งที่มิไดบัญญัติไว ไมลมลาง สิ่งที่บัญญัติไวแลวถือ ปฏิบัติมั่นตามวัชชีธรรมที่วางไวเดิม” (๔) “อานนท เธอไดยินไหมวา พวกเจาวัชชีสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเจาวัชชี ผูมีพระชนมายุมากของชาววัชชี และสําคัญถอยคําของทานเหลานั้นวาเปนสิ่งควรรับฟง” พระอานนททูลตอบ “ขาแตพระองคผูเจริญ ขาพระองคไดยินวา พวกเจาวัชชี สักการะ เคารพนับถือ บูชาเจาวัชชีผูมีพระชนมายุมากของชาววัชชี และสําคัญถอยคําของทานเหลานั้นวาเปนสิ่งควรรับฟง” “อานนท พวกเจาวัชชีพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลยตราบเทาที่พวกเจาวัชชี ยังสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเจาวัชชีผูมีพระชนมายุมากของชาววัชชี และสําคัญถอยคํา ของทานเหลานั้น วาเปนสิ่งควรรับฟง” (๕) “อานนท เธอไดยินไหมวา พวกเจาวัชชีไมฉุดคราขืนใจกุลสตรี หรือกุลกุมารี ใหอยูรวมดวย” พระอานนททูล “ขาแตพระองคผูเจริญ ขาพระองคไดยินวา พวกเจาวัชชีไมฉุดคร่ํา ขืนใจกุลสตรี หรือกุลกุมารีใหอยูรวมดวย” “อานนท พวกเจาวัชชีพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลยตราบเทาที่พวกเจาวัชชียังไมฉุดคราขืนใจกุลสตรี หรือกุลกุมารีใหอยูรวมดวย” (๖) “อานนท เธอไดยินไหมวา พวกเจาวัชชี สักการะ เคารพ นับถือ บูชาเจดีย ในแควนวัชชีของชาววัชชีทั้งในเมืองและนอกเมือง และไมละเลยการบูชาอันชอบธรรมที่เคยให เคยกระทําตอเจดียเหลานั้นใหเสื่อมสูญไป” พระอานนททูลตอบ“ขาแตพระองคผูเจริญ ขาพระองค ไดยินวา พวกเจาวัชชี สักการะ เคารพนับถือ บูชาเจดียในแควนวัชชีของชาววัชชีทั้งในเมือง และนอกเมือง และไมละเลยการบูชาอันชอบธรรมที่เคยใหเคยกระทําตอเจดียเหลานั้นใหเสื่อมสูญไป” “อานนท พวกเจาวัชชีพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลยตราบเทาที่พวกเจาวัชชี ยังสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเจดียในแควนวัชชีของชาววัชชีทั้งในเมืองและนอกเมือง และไมละเลย การบูชาอันชอบธรรมที่เคยใหเคยกระทําตอเจดียเหลานั้นใหเสื่อมสูญไป” (๗) “อานนท เธอไดยินไหมวา พวกเจาวัชชีจัดการรักษา คุมครอง ปองกัน พระอรหันตทั้งหลายโดยชอบธรรมดวยตั้งใจวา ทําอยางไร พระอรหันตที่ยังไมนํามาสูแวนแควน ของเรา ทานที่มาแลวพึงอยูอยางผาสุกในแวนแควน” พระอานนททูลตอบ “ขาแตพระองคผูเจริญ ขาพระองคไดยินวา พวกเจาวัชชีจัดการรักษาคุมครอง ปองกันพระอรหันตทั้งหลายโดยชอบธรรม ดวยตั้งใจวา ทําอยางไรพระอรหันตที่ยังไมมา พึงมาสูแวนแควนของเรา ทานที่มาแลว พึงอยูอยาง ผาสุกในแวนแควน” พระพุทธองคตรัสวา “อานนท พวกเจาวัชชีพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลยตราบเทาที่พวกเจาวัชชียังจัดการรักษา คุมครอง ปองกันพระอรหันตทั้งหลาย โดยชอบธรรมดวย ตั้งใจวาทําอยางไร พระอรหันตที่ยังไมมา พึงมาสูแวนแควน78 79 79 ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๓ /๘๑.
๗๐ ลําดับนั้น พระผูมีพระภาครับสั่งกับวัสสการพราหมณมหาอํามาตยแควนมคธ วา “พราหมณ สมัยหนึ่ง เราอยูที่สารันทเจดีย เขตกรุงเวสาลี ไดแสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการนี้ แกพวกเจาวัชชี พวกเจาวัชชีพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียวไมมีความเสื่อมเลยตราบเทาที่ พวกเจาวัชชียังมีอปริหานิยธรรมทั้ง ๗ ประการนี้ อยูและใสใจอปริหานิยธรรมทั้ง ๗ ประการนี้ อยู” เมื่อพระผูมีพระภาคตรัสอยางนี้ วัสสกรพราหมณมหาอํามาตยแควนมคธไดกราบทูล ดังนี้วา “ขาแตทานพระโคดม พวกเจาวัชชีมีอปริหานิยธรรมแมเพียงขอเดียวก็พึงหวังไดแตความเจริญ อยางเดียวไมมีความเสื่อมเลย ไมจําตองกลาววามีครบทั้ง ๗ ประการ ขาแตทานพระโคดม พระราชาแหงแควนมคธพระนามวา อชาตศัตรู เวเทหิบุตร ไมควรทําสงครามกับพวกเจาวัชชี” นอกจากจะใชวิธีปรองดองทางการทูต หรือไมก็ทําใหแตกสามัคคีกัน ขาแตทานพระโคดม ถาอยางนั้นบัดนี้ ขาพระองคขอทูลลากลับ เพราะมีกิจมาก มีหนาที่ที่จะตองทําอีกมาก พระพุทธเจาขา” พระผูมีพระภาคตรัสวา “พราหมณ ขอทานจงกําหนดเวลาที่สมควร ณ บัดนี้ เถิด” จากนั้น วัสสการพราหมณ มหาอํามาตยแควนมคธมีใจยินดีชื่นชมพระดํารัสของพระผูมีพระภาคแลว ลุกจากที่นั่งจากไป หลักอปริหานิยธรรมที่พระพุทธเจาทรงตรัสไวในสารันททสูตรและมหาปรินิพพานสูตร แบงออกเปน ๒ สวนใหญๆ คือ ราชอปริหานิยธรรม หรือ วัชชีอปริหานิยธรรม ซึ่งตรัสไวสําหรับ กษัตริยแหงแควนวัชชีซึ่งปกครองกันแบบสามัคคีธรรม และภิกขุอปริหานิยธรรม ซึ่งตรัสไวสําหรับ ภิกษุธรรมสําคัญ ๒ หมวดนี้ พระพุทธเจาตรัสกับเจาลัจฉวีที่สารันเจดีย ใกลพระนครเวสาลี และตรัสเนื่องจากทรงปรารภพระดําริของพระเจาอชาตศัตรู กษัตริยผูครองแควนมคธจะทําสงคราม กับแควนวัชชี ไดทรงสงวัสสการพราหมณมาเฝาพระพุทธเจา ขณะประทับอยูที่ภูเขาคิชฌกูฏ เขตกรุงราชคฤห เพื่อขอทราบความเห็นของพระพุทธเจาเกี่ยวกับการสงครามกับแควนวัชชี ไดทรงสงวัสสการพราหมณมาเฝาพระพุทธเจา ขณะประทับอยูที่ภูเขาคิชฌกูฏ เขตกรุงราชคฤห เพื่อขอทราบความเห็นของพระพุทธเจาเกี่ยวกับการทําสงคราม กับแควนวัชชี ซึ่งอปริหานิยธรรม ๒ สวนนี้ สามารถแยกออกไดดังนี้ (๑) ราชอปริหานิยธรรม เปนธรรมที่พระพุทธเจาแสดงแกเจาลิจฉวี แควนวัชชี เพื่อปองกันความเสื่อมจากความสามัคคีที่มีมานาน จนทําใหบานเมืองมีความเจริญรุงเรืองไมมี แควนใดกลาที่จะเขามารุกรานได ซึ่งอปริหานิยธรรมที่พระพุทธเจาแสดงแกเจาลิจฉวีทั้งหลาย ในพระไตรปฎก เรียกวา “ราชอปริหานิยธรรม” หมายถึง อปริหานิยธรรมสําหรับพระราชาผูปกครอง บานเมือง หรือ “วัชชีอปริหานิยธรรม” หมายถึง อปริหานิยธรรมสําหรับชาววัชชีที่ปกครองดวย หลักสามัคคีธรรม (๒) อปริหานิยธรรม พระพุทธเจาทรงตรัสไวในสารันททสูตรแกเจาลัจฉวีทั้งหลาย แหงแควนวัชชี ซึ่งปกครองกันแบบสามัคคีธรรมและวัสสการสูตรทรงตรัสแกวัสสการ พราหมณ
๗๑ อํามาตย ผูใหญในมคธรัฐ ดังมีรายละเอียดที่กลาวถึงธรรม ๗ ประการในสารันททสูตร วา “เจาลิจฉวี ทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการแกทานทั้งหลาย ทานทั้งหลายจงฟง จงใสใจใหดี เราจักกลาว” เจาลิจฉวีเหลานั้นทูลรับสนองพระดํารัสแลวพระผูมีพระภาคจึงไดตรัสเรื่องนี้วา “เจาลิจฉวีทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ๗ ประการ อะไรบาง คือ (๒.๑) พวกเจาวัชชีพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลยตราบเทาที่ พวกเจาวัชชียังหมั่นประชุมกันเนืองนิตย ประชุมกันมากครั้ง (๒.๒) พวกเจาวัชชีพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลยตราบเทาที่ พวกเจาวัชชียังพรอมเพรียงกันประชุม พรอมเพรียงกันเลิกประชุม และพรอมเพรียงกันทํากิจ ที่พวกเจาวัชชีพึงทํา (๒.๓) พวกเจาวัชชีพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลยตราบเทาที่ พวกเจาวัชชี ยังไมบัญญัติสิ่งที่มิไดบัญญัติไว ไมลมลางสิ่งที่บัญญัติไวแลว ถือปฏิบัติมั่นในวัชชีธรรม ที่วางไวเดิม (๒.๔) พวกเจาวัชชีพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลยตราบเทาที่ พวกเจาวัชชียังสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเจาวัชชี ผูมีพระชนมายุมากของชาววัชชี และสําคัญ ถอยคําของทานเหลานั้นวาเปนสิ่งควรรับฟง (๒.๕) พวกเจาวัชชีพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลยตราบเทาที่ พวกเจาวัชชี ยังไมฉุดคร่ําขืนใจกุลสตรีหรือกุลกุมารีใหอยูรวมดวย (๒.๖) พวกเจาวัชชีพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลย ตราบเทาที่พวกเจาวัชชียังสักการะ เคารพ นับถือ บูชาเจดียในแควนวัชชีของชาววัชชีทั้งในเมือง และนอกเมือง และไมละเลยการบูชา อันชอบธรรมที่เคยให เคยกระทําตอเจดียเหล่ํานั้นใหเสื่อมสูญไป (๒.๗) พวกเจาวัชชีพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลยตราบเทาที่ พวกเจาวัชชียังจัดการรักษา คุมครอง ปองกันพระอรหันตทั้งหลายโดยชอบธรรมดวยตั้งใจวา ทําอยางไร พระอรหันตที่ยังไมมา พึงมาสูแวนแควนของเรา และทานที่มาแลวพึงอยูอยางผาสุก พวกเจาวัชชีพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลย ตราบเทาที่พวกเจาวัชชียังมี อปริหานิยธรรมทั้ง ๗ ประการนี้อยู และใสใจอปริหานิยธรรมทั้ง ๗ ประการนี้79 80 (๒) ปฐมสัตตกสูตร80 81 หลักอปริหานิยธรรมที่พระพุทธเจาทรงตรัสไวในปฐมสัตตกสูตร มีรายละเอียดที่ กลาวถึง อปริหานิยธรรมธรรม ๗ ประการ วา 80 องฺ.สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๒๑/๓๑-๓๒. 81 องฺ.สตฺตก. (ไทย) ๒๓/๒๓/๓๗-๓๘.
๗๒ ...สมัยหนึ่ง พระผูมีพระภาคประทับอยูที่ภูเขาคิชฌกูฏ เขตกรุงราชคฤห ณ ที่นั้น พระผูมีพระภาครับสั่งเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสวา “ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงอปริหานิยธรรม ๗ ประการแกเธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟง จงใสใจใหดี เราจักกลาว” ภิกษุเหลานั้นทูลรับสนอง พระดํารัสแลว พระผูมีพระภาคจึงไดตรัสเรื่องนี้วา“ภิกษุทั้งหลาย อปริหานิยธรรม ๗ ประการ อะไรบาง คือ (๑) ภิกษุพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลย ตราบเทาที่ภิกษุ ยังหมั่นประชุมกันเนืองนิตย ประชุมกันมากครั้ง (๒) ภิกษุพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลย ตราบเทาที่ภิกษุ ยังพรอมเพรียงกันประชุม พรอมเพรียงกันเลิกประชุม และพรอมเพรียงกันทํากิจที่สงฆพึงทํา (๓) ภิกษุพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลย ตราบเทาที่ภิกษุ ยังไมบัญญัติสิ่งที่เรามิไดบัญญัติไว ไมลมลางสิ่งที่เราบัญญัติไวแลว ถือปฏิบัติมั่นในสิกขาบทที่ บัญญัติไว (๔) ภิกษุพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลย ตราบเทาที่ภิกษุ ยังสักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุผูเปนเถระ เปนรัตตัญู บวชมานาน เปนสังฆบิดร เปนสังฆปริณายก และสําคัญถอยคําของทานเหลานั้นวาเปนสิ่งควรรับฟง (๕) ภิกษุพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลย ตราบเทาที่ภิกษุ ยังไมตกอยูในอํานาจแหงตัณหากอใหเกิดภพใหม ที่เกิดขึ้นแลว (๖) ภิกษุพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลย ตราบเทาที่ภิกษุ ยังเปนผูมุงหวังเสนาสนะปา (๗) ภิกษุพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียว ไมมีความเสื่อมเลย ตราบเทาที่ภิกษุตั้งสติมั่น ไวในภายในวา “ทําอยางไร เพื่อนพรหมจารีทั้งหลายผูมีศีลงามที่ยังไมมา ขอใหมา และทาน ที่มาแลว พึงอยูอยางผาสุก”ภิกษุทั้งหลายภิกษุพึงหวังไดแตความเจริญอยางเดียวไมมีความเสื่อมเลยตราบ เทาที่ภิกษุยังมีอปริหานิยธรรมทั้ง ๗ ประการนี้อยู และใสใจอปริหานิยธรรมทั้ง ๗ ประการนี้อยู81 82 ๒.๒.๓ หลักอปริหานิยธรรม ๗ ที่นํามาประยุกตเพื่อใชในการวิจัยครั้งนี้ หลักธรรมในทางพระพุทธศาสนาเปนหลักธรรมที่มีคุณคาและประโยชนมากมาย ซึ่งมีทั้ง หลักธรรมที่ใชสําหรับประพฤติปฏิบัติของแตละบุคคล และหลักธรรมที่ใชสําหรับการอยูรวมกัน ของกลุมคนใหสามารถอยูรวมกันไดอยางปกติสุข โดยเฉพาะหลักอปริหานิยธรรม ซึ่งเปนธรรมสําหรับ การปกครองที่จะชวยปองกันความเสื่อม นําไปสูความเจริญรุงเรืองของหมู คณะ องคกร หนวยงาน 82 พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต), พจนานุกรมพุทธศาสน ฉบับประมวลศัพท, (กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พิมพครั้งที่ ๑๒, ๒๕๔๖).
๗๓ ตางๆ รวมถึงการปกครองระดับประเทศ ผูวิจัยจึงไดทําการศึกษา คนควาหลักอปริหานิยธรรม ที่มีในพระพุทธศาสนาเถรวาท โดยแบงเนื้อหาสาระออกเปนดังนี้ ประการที่ ๑ การประชุมเปนนิตย82 83 เปนธรรมขอแรกในหลัก “อปริหานิยธรรม ๗” ที่ องคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาไดใหไว และดูเหมือนคนทํางานในยุคสมัยนี้ก็ นิยมการประชุมกันเปน นิตย เพราะถามใครก็ติดประชุมกันทั้งนั้น จนบางวันมีแตประชุมและประชุม ซึ่งวาไปก็ดูทาจะดีเพราะ ไดมีการพูดคุยกันบอยๆ งานก็นาจะกาวหนาไปดวยดี ประการที่ ๒ การพรอมเพรียงกันประชุม83 84 หมายถึง การประชุม – เลิกประชุม และ กระทํากิจที่ควรทําโดยพรอมเพรียงกัน เพื่อใหเกิดความยุติธรรมเปนอันหนึ่งอันเดียวกันของหมูคนที่ อยูรวมกัน ไมกินแหนงแคลงใจกัน จะทํางานอะไรก็สําเร็จได เชนในครอบครัวมีอะไรปรึกษาหารือกัน ก็ตองอยูพรอมๆ กัน เพื่อทุกคนจะไดยอมรับในสิ่งที่จะทําลงไปดวยความเต็มใจ ซึ่งการพรอมเพรียง กันประชุม เลิกประชุมโดยพรอมเพรียงกันซึ่งเปน ๑ ในหลักการของหลักการการประชุมที่ดี ประการที่ ๓ การไมบัญญัติ หรือไมลมเลิกขอบัญญัติตามอําเภอใจ หมายถึง การไมบัญญัติ หรือไมลมเลิกระเบียบกฎเกณฑตางๆ ขององคกร หรือกฎระเบียบขอบังคับอื่นๆ ตามความตองการ ของบุคลใดบุคคลหนึ่ง หรือตามความตองการของกลุมคนใด กลุมคนหนึ่ง หรือตามอิทธิพลใดอิทธิพล หนึ่ง โดยไมคํานึงถึงความถูกตอง และชอบธรรม การไมบัญญัติสิ่งที่ขัดตอกฎหมายรัฐธรรมนูญ และไมเลิกลมกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือสิ่ง ที่บัญญัติไวแลว เพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น เปนกฎหมายแมบทของการปกครองและบริหาร ประเทศบานเมืองจะสงบสุขได ทุกคนจะตองไมบัญญัติและไมลมเลิกระเบียบกฎเกณฑตางๆ ของ องคกร หรือกฎระเบียบขอบังคับอื่นๆ ตามความพอใจของตนหรือของกลุมโดยไมคํานึงถึงความ ถูกตอง ประการที่ ๔ การเชื่อฟงผูบังคับบัญชา84 85 หมายถึง การสงเสริม สนับสนุนและปฏิบัติตาม ผูบังคับบัญชา ใหบรรลุไปตามวัตถุประสงคและนโยบายขององคกร ปฏิบัติหนาที่ตามพันธกิจที่ ผูบังคับบัญชามอบหมาย ดวยความซื่อสัตยและขยันหมั่นเพียร ใหความเคารพ เชื่อฟง ใหเกียรติ และ ปฏิบัติตามคําสั่งของผูบังคับบัญชาในเรื่องที่เกี่ยวของกับหนาที่ พึงปฏิบัติงานอยางเต็มกําลัง 83 ชัยวัฒนถิระพันธุ, และปาริชาต สถาปตานนท, การประชุมอยางสรางสรรค, (กรุงเทพมหานคร : ม.ป.พ., ๒๕๔๗), หนา ๔. 84 ปรมะ สตะเวทิน, หลักนิเทศศาสตร, (กรุงเทพมหานคร : ภาพพิมพ, พิมพครั้งที่ ๘, ๒๕๓๘), หนา ๑๐-๑๑. 85 ทศพร ศิริสัมพันธ, คูมือเทคนิควิธีการสงเสริมประสิทธิภาพในหนวยราชการ, (กรุงเทพมหานคร : ศูนยปฏิบัติการโครงการสงเสริมประสิทธิภาพในสวนราชการ, ๒๕๔๒), หนา ๔๑.
๗๔ ความสามารถ รอบคอบ รวดเร็ว ขยันหมั่นเพียร ถูกตองสมเหตุสมผล ตระหนักถึงหนาที่และความ รับผิดชอบใน การปฏิบัติงาน เพื่อประโยชนสูงสุดของหนวยงาน ประการที่ ๕ เคารพสิทธิสตรี85 86 หมายถึง การเปดโอกาสใหสตรีมีสวนรวมทางการเมือง หรือการเขาไปมีบทบาทในตําแหนงสําคัญของภาคราชการและเอกชน ผูหญิงควรไดตําแหนงโดยมี สัดสวนที่เทียบกับผูชาย ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๕๔ มาตรา ๓ บุคคล ยอมเสมอกันในกฎหมายและไดรับความคุมครองตามกฎหมายเทาเทียมกันชายและหญิงมีสิทธิเทา เทียมกัน ตามหลักปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชนแหงสหประชาชาติ ประการที่ ๖ สงเสริมและรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม หมายถึง วัฒนธรรมประเพณี อันดีงามของทองถิ่นนั้นมีความสําคัญและเปนประโยชนตอการดํารงชีวิต มาชวยปลูกฝงจิตสํานึกให คนรักทองถิ่นรักแผนดินของตนเอง วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชาวไทยนั้นมีมากหลายอาจ แตกตางกันไปในแตละพื้นที่ตามความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน กลาวโดยสรุปเนื้อหาสาระการ แสดงของทุกภาคจะสะทอนใหเห็นถึงชีวิตความเปนอยูที่เปนจริงของคนในสังคม ในทองถิ่นของตนเอง แทรกมุขตลกบางเพื่อสรางอารมณ สรางความสุข สนุกสนานใหกับผูฟงผูชม วัฒนธรรมประเพณีอันดี งามของชาวไทยนั้น เปนมรดกอันมีคา สมควรชวยกันสงเสริมรักษาตอ รวมใจกันสงเสริมและรักษา อนุรักษคุณคาของความเปนไทยใหมั่นคงยืนยงตลอดไป ประการที่ ๗ การอารักขา คุมครอง ปกปอง อันชอบธรรม หมายถึง การคุมครอง การ ปกปอง และการดํารงรักษาพระพุทธศาสนาใหคงอยูตลอดไป โดยการทํานุบํารุงพระพุทธศาสนา ดวย การถวายปจจัยสี่ ดวยการสนับสนุนการบรรพชาสามเณรภาคฤดูรอน ดวยการปลูกฝงจิตสํานึกการมี สวนรวมกิจกรรมในทางพระพุทธศาสนา การสนับสนุนการนําหลักธรรมของศาสนามาใชเพื่อ เสริมสรางคุณธรรมจริยธรรม และพัฒนาคุณภาพชีวิต สรุปไดวา อปริหารนิยธรรม หมายถึง ธรรมเปนที่ตั้งแหงความไมเสื่อม ๗ ประการ ผู ปฏิบัติธรรมนี้จะเปนไปเพื่อความเจริญ ผูวิจัยจึงเห็นควรนํามาประยุกตใชกับการพัฒนาการมีสวนรวม ของประชาชนในการปองกันไฟปา ๑) การประชุมเปนนิตย หมายถึง การประชุม การปรึกษาหารือ การพูดคุย การ ประสานงานกันอยูเปนประจํา เพื่อแกไขปญหาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ๒) การพรอมเพรียงกันประชุม หมายถึง การประชุม – เลิกประชุม และทํากิจกรรมที่ควร ทําโดยพรอมเพรียงกัน การลงมติเห็นชอบรวมกัน ซึ่งเปนการมีสวนรวมภายในองคกรทําใหเกิดความ สามัคคีภายในองคกร 86 สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน, ปฏิญญาสากลวาดวยสิทธิมนุษยชน, [ออนไลน], แหลงที่มา : www.pda.or.th (๒๘ มีนาคม ๒๕๖๔).
๗๕ ๓) การไมบัญญัติ หรือไมลมเลิกขอบัญญัติตามอําเภอใจ หมายถึง การไมบัญญัติ หรือไม ลมเลิกระเบียบกฎเกณฑตางๆ ขององคกร หรือกฎระเบียบขอบังคับอื่นๆ ตามความตองการของบุคล ใดบุคคลหนึ่ง หรือตามความตองการของกลุมคนใดกลุมคนหนึ่ง หรือตามอิทธิพลใดอิทธิพลหนึ่ง โดย ไมคํานึงถึงความถูกตอง และชอบธรรม ๔) การเชื่อฟงผูบังคับบัญชา หมายถึง การปฏิบัติหนาที่ตามคําสั่งผูบังคับบัญชา เพื่อให บรรลุไปตามวัตถุประสงคขององคกร และนโยบายขององคกร เพื่อใหบรรลุพันธกิจขององคกร และ เพื่อใหบรรลุภารกิจที่ผูบังคับบัญชาไดมอบหมายใหดวยความซื่อสัตย ขยันหมั่นเพียร ความเคารพ เชื่อฟง และใหเกียรติผูบังคับบัญชา ๕) การใหเกียรติ และคุมครองสิทธิสตรี หมายถึง การเปดโอกาสใหสตรีมีสวนรวมและ บริหารภายในองคกร โดยมีบทบาทหนาที่ในตําแหนงตางๆ ขององคกร ในสัดสวนที่ทัดเทียมกับผูชาย และไดรับความคุมครองโดยชอบธรรมตามกฎหมาย ๖) การสงเสริม และรักษาวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม หมายถึง การสงเสริม และรักษา วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของทองถิ่นที่มีความสําคัญ การปลูกฝงจิตสานึกใหประชาชนรักทองถิ่น ของตนเอง การสนับสนุนความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในทองถิ่นนั้นๆ ที่เปนประโยชนตอการ พัฒนาคุณภาพชีวิต ๗) การอารักขา คุมครอง ปกปอง อันชอบธรรม หมายถึง การคุมครอง การปกปอง และ การดํารงรักษา พระพุทธศาสนาใหคงอยูตลอดไปโดย การทํานุบํารุง พระพุทธศาสนา ดวยการถวาย ปจจัยสี่ ดวยการสนับสนุนการบรรพชาสามเณรภาคฤดูรอน ดวยการปลูกฝงจิตสํานึกการมีสวนรวม กิจกรรมในทางพระพุทธศาสนา การสนับสนุนการนําหลักธรรมของศาสนามาใชเพื่อเสริมสราง คุณธรรมจริยธรรม และพัฒนาคุณภาพชีวิต จากการศึกษาแนวคิดหลักที่นักวิชาการและนักวิจัยทําการศึกษาเกี่ยวกับความหมายของ หลักอปริหานิยธรรม ๗ ผูวิจัยไดสังเคราะห และประมวลผลสาระสําคัญ โดยสรุปไดตามตารางที่ ๒.๕ มีรายละเอียดดังตอไปนี้
๗๖ ตารางที่ ๒.๕ แนวคิดหลักที่นักวิชาการและนักวิจัยทําการศึกษาเกี่ยวกับความหมายของหลัก อปริหานิยธรรม ๗ นักวิชาการหรือแหลงขอมูล แนวคิดหลัก พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) พระเทพดิลก (ระแบบ ฐิตญาโณ) อุดร จันทาวัน พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ฐิตญาโณ) สมเด็จพระสังฆราชเจา กรมหลวง วชิรญาณวงศ อปริหานิยธรรม ๗ ประการ หมายถึง ธรรมไมเปนที่ตั้ง แหงความเสื่อม ธรรมที่ทําใหไมเสื่อม เปนไปเพื่อความ เจริญฝายเดียว มี ๗ อยาง คือ ๑) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย ๒) เมื่อประชุมก็พรอมเพรียงกันประชุม ๓) ไมบัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจาไมบัญญัติขึ้น ๔) สักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุผูเปนเถระ ๕) ไมลุอํานาจแกความอยากที่เกิดขึ้น ๖) ยินดีในเสนาสนะปา ๗) ตั้งใจอยูวา เพื่อนภิกษุสามเณรซึ่งเปนผูมีศีล หลักภิกขุ อปริหานิยธรรม ขอ ๗ สุดทายถือวาเปนหลักสําคัญของ คนที่อยูรวมกันวัด หรือศาสนาสถานในทางศาสนานั้น ถือวาเปนคุณสมบัติกลางของพระศาสนา พระภิกษุ สามเณรทุกรูปที่บวชมาถูกตองตามพระธรรมวินัย มีศีล มีความคิดเห็นตรงตอหลักธรรมในทางพระพุทธศาสนา จึงมีสิทธิที่จะเขาอยูในอารามนั้นในวัดนั้น อปริหานิยธรรม หมายถึงธรรมที่ประพฤติปฏิบัติแลวจะ ไมทําใหองคกรและสังคมนั้นๆ เสื่อมทรามลง คือมีแต ความเจริญฝายเดียว ธรรมเปนที่ตั้งของความไมเสื่อม ธรรมไมเปนที่ตั้งของความเสื่อมเปนหลักการสําหรับให พระภิกษุสงฆประพฤติเพื่อใหบรรลุตามวัตถุประสงค สูงสุดในทางพระพุทธศาสนา
๗๗ ตารางที่ ๒.๕ แนวคิดหลักที่นักวิชาการและนักวิจัยทําการศึกษาเกี่ยวกับความหมายของหลัก อปริหานิยธรรม ๗ (ตอ) นักวิชาการหรือแหลงขอมูล แนวคิดหลัก พระธรรมปฎก (ป.อ. ปยุตฺโต) ชัยวัฒน ถิระพันธุ, และปาริชาต สถาปตานนท ปรมะ สตะเวทิน หลักอปริหานิยธรรมในปฐมสัตตกสูตร ประกอบดวย ๑) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย ๒) พรอมเพรียงกันประชุม ๓) ไมบัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจามิไดบัญญัติไว ไมลมลางสิ่ง ที่พระพุทธเจาบัญญัติไวแลว ๔) สักการะ เคารพ นับถือ บูชาภิกษุผูเปนเถระ ๕) ไมตกอยูในอํานาจแหงตัณหา ๖) มุงหวังเสนาสนะปา ๗) ตั้ง สติมั่นไวภายในวา ผูมีศีลงามที่ยังไมมาขอใหมา และ ทานที่มาแลว พึงอยูอยางผาสุก อปริหานิยธรรม ซึ่งเปนธรรมสําหรับการปกครองที่จะ ชวยปองกันความเสื่อม นําไปสูความเจริญรุงเรืองของหมู คณะ องคกร หนวยงานตางๆ รวมถึงการปกครอง ระดับประเทศ การประชุม – เลิกประชุม และกระทํากิจที่ควรทําโดย พรอมเพรียงกัน เพื่อใหเกิดความยุติธรรมเปนอันหนึ่งอัน เดียวกันของหมูคนที่อยูรวมกัน ไมกินแหนงแคลงใจกัน จะทํางานอะไรก็สําเร็จได
๗๘ ตารางที่ ๒.๕ แนวคิดหลักที่นักวิชาการและนักวิจัยทําการศึกษาเกี่ยวกับความหมายของหลัก อปริหานิยธรรม ๗ (ตอ) นักวิชาการหรือแหลงขอมูล แนวคิดหลัก ทศพร ศิริสัมพันธ สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน การเชื่อฟงผูบังคับบัญชาหมายถึง การสงเสริม สนับสนุน และปฏิบัติตามผูบังคับบัญช า ใหบรรลุไปตาม วัตถุประสงคและนโยบายขององคกร ปฏิบัติหนาที่ตาม พันธกิจที่ผูบังคับบัญชามอบหมาย ดวยความซื่อสัตยและ ขยันหมั่นเพียร ใหความเคารพ เชื่อฟง ใหเกียรติ และ ปฏิบัติตามคําสั่งของผูบังคับบัญชาในเรื่องที่เกี่ยวของกับ หนาที่ พึงปฏิบัติงานอยางเต็มกําลังความสามารถ รอบคอบ รวดเร็ว ขยันหมั่นเพียร ถูกตองสมเหตุสมผล ตระหนักถึงหนาที่และความรับผิดชอบใน การปฏิบัติงาน การเปดโอกาสใหสตรีมีสวนรวมทางการเมือง หรือการ เขาไปมีบทบาทในตําแหนงสําคัญของภาคราชการและ เอกชน ๒.๓ ขอมูลบริบทเรื่องที่วิจัย ๒.๓.๑ โครงสรางและหนาที่ขององคการบริหารสวนตําบล พระราชบัญญัติสภาตําบลและองคการบริหารสวนตําบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ไดแกไขเพิ่มเติม จนถึงฉบับที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่เกี่ยวกับการบริหารงานงบประมาณขององคการบริหารสวนตําบล องคการบริหารสวนตําบลเปนหนวยงานราชการสวนทองถิ่นที่จัดตั้งขึ้นโดย กระทรวงมหาดไทย ตามนโยบายของรัฐที่เกี่ยวของกับการกระจายอํานาจของรัฐสูทองถิ่น องคการ บริหารสวนตําบลมีฐานะเปนนิติบุคคล หลังจากพระราชบัญญัติสภาตําบลและองคการบริหารสวน ตําบล พ.ศ. ๒๕๓๗ มีผลบังคับใชตั้งแตป พ.ศ. ๒๕๓๘ จนถึงปจจุบันทําใหเกิดมีผลการเปลี่ยนแปลง ฐานะขององคการบริหารสวนทองถิ่นในระดับตําบล (ที่อยูนอกเขตเทศบาลหรือองคการปกครองสวน ทองถิ่น ยกเวน อบจ.) มี ๒ รูปแบบ ดังนี้
๗๙ ๑. สภาตําบล มีฐานะเปนนิติบุคคล มีจํานวน ๒๑๙ แหง ๒. องคการบริหารสวนตําบลมีฐานะเปนนิติบุคคล และเปนสวนราชการทองถิ่นมีจํานวน ทั้งสิ้น ๖,๗๔๖ แหง การจัดตั้งองคการบริหารสวนตําบลเปนการยกฐานะสภาตําบลที่มีรายไดเก็บได จริงโดยไมรวมเงินอุดหนุนของรัฐในปงบประมาณที่ติดตอกันเปนเวลาสามป เฉลี่ยไมนอยกวาปละหนึ่ง แสนหาหมื่นบาท และเปนไปตามหลักเกณฑที่กําหนด (โดยใหทําเปนประกาศกระทรวงมหาดไทยและ ประกาศใหราชกิจจานุเบกษา ระบุและเขตองคการบริหารสวนตําบล) โดยมีจุดประสงค คือ ๒.๑ เพื่อใหองคการบริหารสวนตําบลซึ่งเปนองคกรของประชาชนมีอํานาจตัดสินใจ ในการแกไขปญหาในตําบลของตนเอง ๒.๒ เพื่อใหเกิดระบบการควบคุมตรวจสอบระหวางสมาชิกองคการบริหารสวน ตําบลกับคณะกรรมการบริหาร ๒.๓ เพื่อเปนการทําเจตนารมณของพระราชบัญญัติสภาตําบลและองคการบริหาร สวนตําบล พ.ศ. ๒๕๓๗ ๒.๔ เพื่อระดมทุนงบประมาณรายไดทรัพยสินและทรัพยากรอื่น ๆ ใหเกิดประโยชน ตอการพัฒนาทองถิ่น ๓. องคการบริหารสวนตําบลจะใหประโยชนดังนี้ ๓.๑ เพื่อใหองคกรที่กําหนดพื้นที่ ในการบริหารงานพัฒนาตําบล ๓.๒ เพื่อทําหนาที่พัฒนาตําบลดานเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา วัฒนธรรม การ ทองเที่ยวและผังเมือง ๓.๓ เพื่อจัดทําหรือมีกิจกรรมสรางความเจริญกาวหนาของชุมชน เชน การรักษา ความสะอาด การพัฒนาสตรี เด็ก เยาวชน บํารุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดลอม ๓.๔ เพื่อยกระดับองคการบริหารสวนตําบลใหเปนเทศบาลตามกฎหมายในอนาคต เพื่อเปนหนวยปฏิบัติ และประสานกับหนวยรัฐบาลรวมเอกชน ๓.๕ เพื่อสงเสริมคนในทองถิ่นที่มีความรูความสามารถใหทํางานรับใชทองถิ่น เชน สมัครเปนสมาชิกองคการบริหารสวนตําบล เปนขาราชการลูกจางของราชการทองถิ่นในตําบล