The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

แนวทางและผลกระทบของการแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 69 ทวิ เพื่อให้เจ้าของที่ดินข้างเคียงไม่ต้องเดินทางมารับรองแนวเขตที่ดินจากการรังวัดที่ดินโดยวิธีแผนที่ชั้นหนึ่งด้วยระบบโครงข่ายดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network) (นทส.รุ่น 36 กลุ่ม 3) (ปี 2561)

นทส. ปี 2561 รุ่น 36 กลุ่ม 3

Keywords: ผลงานวิจัย (นทส.)

แนวทางและผลกระทบของการ
แกไ้ ขประมวลกฎหมายท่ดี นิ
มาตรา 69 ทวิ เพ่ือใหเ้ จา้ ของ

ทดี่ นิ ข้างเคยี งไมต่ อ้ งเดนิ ทางมา
รบั รองแนวเขตทดี่ นิ จากการรังวัด

ทดี่ นิ โดยวธิ แี ผนทชี่ น้ั หนงึ่ ดว้ ย
ระบบโครงขา่ ยดาวเทยี มแบบจลน์

(RTK GNSS Network)

นทส. รนุ่ ที่ 36 ปงี บประมาณ พ.ศ. 2561
กล่มุ ท่ี 3

แนวทางและผลกระทบของการแกไ้ ขประมวลกฎหมายทดี่ นิ
มาตรา 69 ทวิ เพ่ือใหเ้ จ้าของทด่ี ินขา้ งเคียงไมต่ อ้ ง
เดินทางมารบั รองแนวเขตทดี่ นิ จากการรงั วดั ทด่ี ินโดย
วิธแี ผนที่ช้นั หนึง่ ดว้ ยระบบโครงข่ายดาวเทยี ม
แบบจลน์ (RTK GNSS Network)

โดย
กลมุ่ 3

1. นายขจรศกั ด์ิ คงเปยี นทส. 36.1767
2. จา่ สิบตรีชัยวฒั น์ แกว้ จารัส นทส. 36.1771
3. นายทศพล เอกปิยะกุล นทส. 36.1779
4. นายปราโมทย์ แสงนพรัตน์ นทส. 36.1784
5. นางเพญ็ ศิริ รตั นกูล นทส. 36.1792
6. นางสาวรจเรศ งะสมนั นทส. 36.1798
7. นายสมนกึ กสิฤกษ์ นทส. 36.1805
8. นางสธุ ีราพร ศรอี นิ ทร์ นทส. 36.1809
9. นางสาวอโณทยั จนั ทร์ทพิ ย์ นทส. 36.1811
10. นายเอกสทิ ธ์ิ อนุกูลนารี นทส. 36.1815

เอกสารวิจัยนีเ้ ปน็ ส่วนหนง่ึ ของการศึกษาอบรมหลกั สตู ร นักบรหิ ารงานท่ีดินระดับสงู
วชิ า การวจิ ยั สาหรบั นักบริหาร

โรงเรียนนักบริหารงานท่ีดนิ ระดับสงู
กรมที่ดนิ กระทรวงมหาดไทย
2561



แนวทางและผลกระทบของการแก้ไขประมวลกฎหมายท่ีดนิ
มาตรา 69 ทวิ เพ่อื ใหเ้ จา้ ของท่ดี ินขา้ งเคียงไม่ตอ้ ง
เดินทางมารบั รองแนวเขตทดี่ นิ จากการรงั วัดทดี่ นิ
โดยวิธีแผนทชี่ น้ั หนงึ่ ดว้ ยระบบโครงข่ายดาวเทยี ม
แบบจลน์ (RTK GNSS Network)

โดย
กลุม่ 3

1. นายขจรศักดิ์ คงเปีย นทส. 36.1767
2. จ่าสบิ ตรีชัยวฒั น์ แกว้ จารัส นทส. 36.1771
3. นายทศพล เอกปยิ ะกลุ นทส. 36.1779
4. นายปราโมทย์ แสงนพรัตน์ นทส. 36.1784
5. นางเพ็ญศิริ รตั นกลู นทส. 36.1792
6. นางสาวรจเรศ งะสมัน นทส. 36.1798
7. นายสมนกึ กสฤิ กษ์ นทส. 36.1805
8. นางสุธีราพร ศรีอินทร์ นทส. 36.1809
9. นางสาวอโณทยั จันทรท์ ิพย์ นทส. 36.1811
10.นายเอกสทิ ธิ์ อนกุ ูลนารี นทส. 36.1815

เอกสารวิจยั นีเ้ ป็นส่วนหน่ึงของการศึกษาอบรมหลกั สูตร นักบรหิ ารงานทดี่ ินระดับสงู
วชิ า การวิจยั สาหรับนกั บริหาร

โรงเรยี นนกั บรหิ ารงานทีด่ ินระดบั สงู
กรมท่ดี ิน กระทรวงมหาดไทย
2561

เอกสารวิจัยนี้เป็นเอกสารวิจัยของกองฝึกอบรม กรมที่ดิน
การอ้างอิง การคัดลอก การพิมพ์ข้ึนใหม่ทั้งหมด หรือบางส่วนก็ดี
ตอ้ งได้รบั อนญุ าตเปน็ ลายลักษณอ์ ักษรจากอธบิ ดกี รมที่ดิน

ข้อความและความคิดเห็นต่าง ๆ ท่ีปรากฏในเอกสารนี้
เป็นผลการวิจัยของนักศึกษาหลักสูตร นักบริหารงานที่ดินระดับสูง
โดยเฉพาะ และไม่จาเป็นต้องถือว่า กองฝึกอบรม กรมที่ดิน มีความ
คิดเหน็ พ้องดว้ ยเสมอไป

โรงเรียนนักบริหารงานทด่ี ินระดบั สูง
กองฝึกอบรม กรมทดี่ นิ

บทคดั ยอ่

หวั ขอ้ การวจิ ัย: แนวทางและผลกระทบของการแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน
ผู้เขยี น: มาตรา 69 ทวิ เพ่ือให้เจ้าของที่ดินข้างเคียงไม่ต้องเดินทางมา
รับรองแนวเขตท่ีดินจากการรังวัดท่ีดินโดยวิธีแผนท่ีช้ันหนึ่งด้วย
ระบบโครงขา่ ยดาวเทยี มแบบจลน์ (RTK GNSS Network)
นักศกึ ษาหลักสูตรนักบริหารงานท่ดี ินระดับสูง รนุ่ ท่ี 36 กล่มุ 3

การศึกษาวิจัยเร่ือง “แนวทางและผลกระทบของการแก้ไขประมวลกฎหมายท่ีดิน
มาตรา 69 ทวิ เพื่อให้เจ้าของที่ดินข้างเคียงไม่ต้องเดินทางมารับรองแนวเขตท่ีดินจากการ
รังวัดท่ีดินโดยวิธีแผนที่ชั้นหนึ่งด้วยระบบโครงข่ายดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS
Network)” ในครง้ั น้ี มีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาแนวทางการแกไ้ ขและศึกษาผลกระทบของ
การแก้ไขประมวลกฎหมายท่ีดิน มาตรา 69 ทวิ เพ่ือให้เจ้าของที่ดินข้างเคียงไม่ต้อง
เดินทางมารบั รองแนวเขตที่ดิน จากการรังวัดทดี่ ินโดยวิธแี ผนที่ช้นั หนึ่งด้วยระบบโครงขา่ ย
ดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network) การวิจัยคร้ังนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัย
เชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ผู้ให้ข้อมูลสาคัญในการเก็บข้อมูลวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่
กลุ่มผู้บริหารส่วนกลาง กลุ่มผู้บริหารส่วนภูมิภาค และหัวหน้าฝ่ายรังวัด จานวน 14 ท่าน
กลุ่มตัวอย่างในการเก็บข้อมูลวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ ช่างรังวัดที่ปฏิบัติงานอยู่ในสานักงาน
ที่ดินจังหวัด จานวน 15 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี นครปฐม
เชียงใหม่ ลาพูน เพชรบูรณ์ สงขลา สตูล ปัตตานี จันทบุรี ระยอง ตราด เลย อุดรธานี
และหนองบัวลาภู จานวน193 คน ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงบรรยาย
และข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนอื้ หา

ผลการวจิ ัยพบผลดงั นี้
1. แนวทางการแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 69 ทวิ เพื่อให้เจ้าของ
ทีด่ นิ ขา้ งเคียงไม่ตอ้ งเดนิ ทางมารบั รองแนวเขตท่ีดินจากการรงั วัดท่ีดินโดยวธิ ีแผนท่ีชั้นหน่ึง
ด้วยระบบโครงข่ายดาวเทียมแบบจลน์ ( RTK GNSS Network) ท้ังผู้บริหารส่วนกลาง
เจ้าพนักงานท่ีดนิ จังหวัด หัวหน้าฝ่ายรังวัด ส่วนใหญ่เห็นสอดคล้องกันในเร่ืองความจาเป็น
ในการแก้ไขประมวลกฎหมายดังกล่าวด้วยเหตุผล อาทิ เป็นการปรับปรุงประสิทธิภาพ

การบริหารภาครัฐตามนโยบาย THAILAND 4.0 ของรัฐบาล ยกระดับมาตรฐานการรังวัด

ของกรมท่ีดินให้ถูกต้องแม่นยามีมาตรฐานระดับสากล ทาให้ประชาชนเกิดความเชื่อม่ัน

ในความถูกต้องของหลักฐานแผนที่ และลดค่าใช้จ่ายของเจ้าของที่ดินข้างเคียงที่ต้อง

เดินทางไประวังชแ้ี นวเขต

2. การแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดินครั้งนี้ได้พิจารณาใน 3 ประเด็น ดังน้ี
1) ที่ดินแปลงใดมีการรังวัดโดยวิธีแผนที่ชั้นหนึ่งด้วยระบบโครงข่ายดาวเทียมแบบจลน์
(RTK GNSS Network) หรือระบบอื่นท่ีมีมาตรฐานไม่ต่ากว่ามาก่อนแล้ว ไม่ต้องแจ้งให้
ผมู้ สี ิทธใิ นท่ีดนิ ข้างเคียงมาระวังแนวเขตและลงช่ือรับรองแนวเขต 2) ในการรงั วดั หากทดี่ ิน
ข้างเคียงด้านใดทาการรังวัดโดยวิธีแผนที่ชั้นหน่ึงไว้แล้ว ไม่ต้องแจ้งให้ผู้มีสิทธิ์ในท่ีดิน
ข้างเคียงมาระวังแนวเขตข้างเคียง 3) ในกรณีมีผู้คัดค้าน ให้ถือแนวเขตที่ดินตามหลักฐาน
แผนท่ี

3. หากมีการแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 69 ทวิ ควรจะต้องมีการแก้ไข
กฎหมายระเบียบที่เก่ยี วข้อง ดังนี้ 1) กฎกระทรวง ฉบับที่ 31 (พ.ศ. 2521) ออกตามความ
ในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 2) ระเบียบกรมที่ดินว่าด้วย
การตดิ ต่อหรอื แจง้ ผูม้ ีสิทธใิ นที่ดินขา้ งเคียงให้มาลงชอ่ื รับรองแนวเขตหรือคัดค้านการรังวัด
พ.ศ. 2521 (วางแนวทางปฏิบัติขยายจากการแก้ไขกฎกระทรวง ฉบับท่ี 31ฯ) 3) ระเบียบ
กรมที่ดินว่าด้วยการรังวัดโดยระบบโครงข่ายการรังวัดด้วยดาวเทียมแบบจลน์ (RTK
Network) ในงานรังวัดเฉพาะราย พ.ศ. 2558 (ใหส้ อดคล้องกับเคร่ืองมือและการรงั วดั ใน
ปจั จบุ นั )

4. การแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 69 ทวิ เพื่อให้เจ้าของที่ดินข้างเคียง
ไม่ต้องเดินทางมารับรองแนวเขตท่ีดิน จากการรังวัดที่ดินโดยวิธีแผนท่ีช้ันหนึ่งด้วยระบบ
โครงข่ายดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network) พบว่า มีผลกระทบในเชิงลบต่อ
เจา้ ของที่ดินข้างเคียง กล่าวคือ เจ้าของท่ีดินข้างเคียงถูกลิดรอนสทิ ธิ์ในการรับรองแนวเขต
ขาดโอกาสที่จะไประวังช้ีแนวเขตที่ดินด้วยตนเอง อาจเกิดการทะเลาะวิวาทระหว่าง
เจา้ ของที่ดินผู้ขอทาการรังวัดกับเจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียงได้ ในส่วนผลกระทบในเชิงลบ
ต่อเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและกรมที่ดิน พบว่า เจ้าหน้าท่ีกรมท่ีดินมีความเส่ียงต่อการถูก
ร้องเรียน ถูกเจ้าของท่ีดินข้างเคียงฟ้องดาเนินคดีในข้อหาบุกรุกและทาให้เสียทรัพย์ และ
ผลการวิจัยยังพบว่า ช่างรังวัดส่วนใหญ่ไม่เช่ือมั่นว่าช่างรังวัดสามารถที่จะเข้าไปทาการ
รังวัดบริเวณที่ดินท่ีไม่มีการแจ้งข้างเคียงให้เดินทางมารับรองแนวเขตได้โดยไม่มีผลกระทบ
ใด ๆ คดิ เป็นร้อยละ 75.5

กติ ติกรรมประกาศ

งานวิจัยฉบับนี้สาเร็จได้ด้วยความกรุณาอย่างสูงยิ่งของกรมที่ดิน กระทรวง
มหาดไทย ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนงานวิจัยน้ี ขอขอบพระคุณ ผู้อานวยการกองฝึกอบรม และ
คณะเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาข้าราชการกรมท่ีดิน ท่ีได้ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน
เอ้ือเฟื้อ และอานวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ ตลอดจนการประสานงานท่ีจาเป็นต่อการ
จัดทางานวจิ ยั ในครงั้ นี้จนสาเร็จลลุ ว่ งไปดว้ ยดี

คณะผู้วิจัยขอขอบพระคุณ ที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมสารวจ รองอธิบดีกรมท่ีดิน
ผู้อานวยการสานักกฎหมาย ผู้อานวยการสานักมาตรฐาน และส่งเสริมการรังวัด
เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด หัวหน้าฝ่ายรังวัด เจ้าหน้าท่ีผู้ปฏิบัติงาน ในเขตพื้นท่ีจังหวัด
นนทบุรี นครปฐม เชยี งใหม่ ลาพูน เพชรบูรณ์ สงขลา สตูล ปตั ตานี จนั ทบุรี ระยอง ตราด
เลย อุดรธานี หนองบัวลาภู และกรุงเทพมหานคร ที่ให้ความอนุเคราะห์ ให้คาแนะนาและ
อานวยความสะดวกใหเ้ ก็บขอ้ มลู งานวิจยั ครง้ั น้ี

คณะผู้วิจัยขอขอบพระคุณ ผศ. ดร.ป่ินกนก วงศ์ปิ่นเพ็ชร์ ดร.ตรีทิพ บุญแย้ม
ดร.สุจินดา ประเสริฐ อาจารยณ์ ัชชามน เปรมปล้ืม และ ดร.สิริลักษณ์ เที่ยงธรรม ท่ีกรณุ า
สอน แนะนาให้คาปรึกษา และการศึกษาวิจัยคร้ังน้ีจะไม่สามารถสาเร็จลงได้โดยสมบูรณ์
หากไม่ได้รับคาปรึกษาและแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ภายใต้การดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี
จาก ผศ. ดร.ปิ่นกนก วงศ์ปิ่นเพ็ชร์ ที่ได้กรุณาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาในการศึกษาวิจัย
ครง้ั นี้

สุดท้ายน้ี ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณคุณบิดามารดา ครูบาอาจารย์ ครอบครัว
และเพ่ือน ๆ ที่ให้ความช่วยเหลือและเป็นกาลังใจท่ีดีในการทางานวิจัยคร้ังน้ี จึง
กราบขอบพระคุณทกุ ท่าน และขอบคุณทุกคนเป็นอยา่ งสงู มา ณ โอกาสนี้

ผ้เู ขา้ รบั การศกึ ษาอบรม
หลักสูตรนักบรหิ ารงานท่ดี ินระดบั สูง

รุน่ ที่ 36 กลุ่ม 3

สารบัญ หน้า
(3)
บทคดั ยอ่ (5)
กิตติกรรมประกาศ (6)
สารบัญ (9)
สารบัญตาราง (11)
สารบญั ภาพ
บทท่ี 1
1. บทนา 1
2
ทม่ี าและความสาคัญของปัญหา 2
วตั ถปุ ระสงค์ 3
ขอบเขตของการวจิ ยั 3
นยิ ามศพั ท์เฉพาะ 4
ประโยชนท์ ีค่ าดวา่ จะไดร้ บั 5
กรอบแนวคิด 5
2. แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยท่ีเกย่ี วข้อง 7
แนวคิดเก่ียวกบั การประเมินผลกระทบในการออกกฎหมาย 8
แนวคิดเกย่ี วกบั ผลกระทบ
การรังวดั โดยระบบโครงขา่ ยงานรังวดั ดว้ ยดาวเทยี มแบบจลน์ 22
(RTK GNSS Network) ในงานรังวัดเฉพาะราย 33
ระเบยี บ กฎหมายที่เกยี่ วข้อง 35
เอกสารและงานวจิ ัยท่ีเก่ียวขอ้ ง 35
3. การดาเนนิ การวจิ ยั 36
วิธกี ารวิจัยเชิงคุณภาพ 38
วธิ ีการวจิ ัยเชงิ ปริมาณ 39
เครือ่ งมือทีใ่ ชใ้ นการวิจัย 39
การเก็บรวบรวมขอ้ มลู 41
การวเิ คราะหข์ ้อมูล 42
4. ผลการวิจัย
ตอนท่ี 1 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู เชิงปริมาณ

สารบัญ (ตอ่ )

บทที่ หน้า

ตอนท่ี 2 ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูลเชงิ คุณภาพ 50

ตอนที่ 3 สรุปภาพรวมผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล 60

5 สรุปผล อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ 70

สรุปผลการวิจัย 70

การอภปิ รายผลการวจิ ยั 74

ข้อเสนอแนะ 77

ขอ้ เสนอแนะสาหรบั การวิจยั คร้ังต่อไป 78

บรรณานกุ รม 79

ภาคผนวก ก 81

ประมวลกฎหมายท่ดี ิน 82

ภาคผนวก ข 135

กฎกระทรวงฉบบั ท่ี 31 (พ.ศ. 2521) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ใิ ห้ใช้ 136

ประมวลกฎหมายทีด่ ิน พ.ศ. 2497

ภาคผนวก ค 138

ระเบียบกรมท่ีดนิ วา่ ด้วยการตดิ ตอ่ หรือการแจง้ ผู้มสี ิทธิในที่ดินข้างเคียงใหม้ า 139

ลงชอ่ื รบั รองแนวเขตหรือคดั ค้านการรังวัด พ.ศ. 2521

ภาคผนวก ง 142

ระเบยี บกรมท่ดี นิ วา่ ดว้ ยการรงั วัดหมดุ หลักฐานแผนทโี่ ดยระบบดาวเทียม 143

พ.ศ. 2553

ภาคผนวก จ 187

ระเบยี บกรมท่ดี นิ ว่าดว้ ยการรังวัดโดยระบบโครงข่ายการรังวดั 188

ด้วยดาวเทียมแบบจลน์ (RTK Network) ในงานรังวัดเฉพาะราย พ.ศ. 2558

ภาคผนวก ฉ 219

พระราชกฤษฎกี าว่าดว้ ยหลักเกณฑแ์ ละวิธกี ารบรหิ ารกิจการบ้านเมอื งทด่ี ี 220

พ.ศ. 2546

ภาคผนวก ช 236

แบบสอบถาม แบบสมั ภาษณ์ 237

สารบญั (ตอ่ ) 242
243
ภาคผนวก ซ 249
ภาพถา่ ยคณะผูว้ จิ ัยสัมภาษณผ์ ูบ้ รหิ ารกรมทด่ี ิน 250
ภาพถ่ายอาจารย์ท่ีปรกึ ษาและคณะผวู้ จิ ัย 251

ภาคผนวก ฌ
รายนามผเู้ ช่ียวชาญ

สารบัญตาราง

ตารางที่ หน้า

1 สัดสว่ นกลมุ่ ตัวอย่างทค่ี านวณไดใ้ นแตล่ ะจงั หวัด กลมุ่ ตวั อย่าง 36

2 ท่ีเก็บจริงและกลุ่มตัวอยา่ งที่นามาวเิ คราะห์ขอ้ มูล

2 สรุปจานวนผูใ้ ห้ขอ้ มลู สาคัญแตล่ ะกลุ่ม 37

3 ขอ้ มลู พน้ื ฐานของกลมุ่ ตวั อย่าง จาแนกตามเพศ 42

4 จานวนกลมุ่ ตวั อยา่ ง จาแนกตามอายุ 42

5 จานวนกลุม่ ตวั อย่าง จาแนกตามระดบั การศึกษา 43

6 จานวนกลมุ่ ตวั อย่าง จาแนกตามตาแหน่งในปัจจบุ ัน 43

7 จานวนกลมุ่ ตัวอยา่ ง จาแนกตามระยะเวลาการดารงตาแหน่ง 44

8 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มลู เกี่ยวกบั ผลกระทบทางบวกจากการแก้ไขประมวล 45

กฎหมายทีด่ ิน มาตรา 69 ทวิ เพื่อให้เจา้ ของท่ดี ินข้างเคยี งไม่ต้องเดินทาง

มารบั รองแนวเขตทีด่ นิ จากการรังวัดท่ีดนิ โดยวิธแี ผนทชี่ ั้นหนงึ่ ด้วยระบบ

โครงข่ายดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network)

9 ผลการวิเคราะหข์ ้อมูลเก่ียวกับผลกระทบทางลบจากการแกไ้ ข 47

ประมวลกฎหมายที่ดนิ มาตรา 69 ทวิ เพอื่ ให้เจ้าของทด่ี นิ ขา้ งเคียง

ไมต่ ้องเดนิ ทางมารบั รองแนวเขตทด่ี นิ จากการรังวดั ทีด่ นิ โดยวธิ แี ผนท่ี

ชน้ั หนง่ึ ดว้ ยระบบโครงขา่ ยดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network)

10 ความเช่ือมนั่ ต่อความสามารถทีช่ า่ งรังวดั จะเขา้ ทาการรังวดั บรเิ วณ

ท่ีดนิ ท่ไี มม่ ีการแจง้ ขา้ งเคียงใหเ้ ดนิ ทางมารับรองแนวเขตไดโ้ ดยไม่มี 48

ผลกระทบใด ๆ

11 ความเชอ่ื ม่นั ของชา่ งรงั วดั ตอ่ หลกั ฐานรายการรงั วัดเดิมซง่ึ ทาการรังวัด

โดยวิธีแผนท่ชี ้นั หนึง่ ด้วยระบบโครงขา่ ยดาวเทียมแบบจลน์ (RTK 48

GNSS Network) วา่ ช่างรังวดั ได้ดาเนนิ การไวถ้ ูกตอ้ ง โดยไมม่ ี

ความผดิ พลาดคลาดเคลือ่ น

สารบญั ตาราง (ตอ่ )

ตารางท่ี หน้า

12 การเปรยี บเทยี บแนวทางการแกไ้ ขประมวลกฎหมายทด่ี นิ มาตรา 69 ทวิ 52

เพือ่ ให้เจ้าของทด่ี นิ ข้างเคยี งไมต่ ้องเดนิ ทางมารับรอง แนวเขตจาก

การรงั วดั ท่ดี นิ โดยวิธีแผนทชี่ น้ั หนง่ึ ด้วยระบบโครงข่ายดาวเทยี มแบบจลน์

(RTK GNSS Network) กบั ประมวลกฎหมายที่ดนิ มาตรา 69 ทวิ เดมิ

13 สรุปภาพรวมแนวทางและผลกระทบการแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดนิ 62

ตามมาตรา 69 ทวิ เพอ่ื ให้เจ้าของที่ดินข้างเคียงไม่ต้องเดนิ ทางมา

รบั รองแนวเขตทีด่ นิ จากการรังวัดทดี่ นิ โดยวิธแี ผนทีช่ นั้ หน่ึงด้วยระบบ

โครงขา่ ยดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network)

สารบัญภาพ

ภาพที่ หนา้
1 กรอบแนวคิดในการศึกษา 4
2 การทางานรูปแบบ Virtual Reference Station (VRS) ของระบบ 10

โครงข่ายงานรงั วัดด้วยดาวเทยี มแบบจลน์ (RTK GNSS Network) 11
3 ระบบดาวเทยี ม GPS ของประเทศสหรัฐอเมริกา 12
4 ระบบดาวเทียม Beidou ของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจนี 12
5 ระบบดาวเทยี ม GLONASS ของประเทศรสั เซีย 14
6 ทีต่ ั้งสถานีรบั สญั ญาณดาวเทยี มอ้างอิง (Reference Station)
15
ของกรมที่ดนิ ในปัจจบุ ัน
7 อปุ กรณป์ ระจาสถานีรับสัญญาณดาวเทียมอ้างอิง (Reference Station) 16

ของกรมท่ีดนิ ในปจั จุบนั 17
8 สถานท่ตี ดิ ต้ังสถานรี บั สัญญาณดาวเทียมอ้างองิ (Reference Station)
19
ของกรมที่ดินในปัจจบุ ัน 20
9 สถานีควบคมุ การรับสญั ญาณดาวเทยี ม (Control Station) 21

ของกรมทด่ี นิ ในปัจจุบัน
10 ตาแหนง่ การติดตง้ั สถานอี ้างองิ ในปงี บประมาณ พ.ศ. 2559 ของกรมทด่ี นิ
11 ตาแหนง่ การตดิ ตัง้ สถานอี ้างอิงในปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ของกรมทดี่ นิ
12 ตาแหน่งการติดต้ังสถานอี ้างองิ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ของกรมท่ดี ิน

1

บทท่ี 1
บทนา

ที่มาและความสาคัญของปญั หา

ด้วยกรมทีด่ ินมีภารกิจหลกั เก่ยี วกับการค้มุ ครองสิทธิในทดี่ ินของบุคคล และจัดการ
ท่ีดินของรัฐ โดยการรังวัดทาแผนที่ การออกหนังสือแสดงสิทธิในท่ีดิน การให้บริการ
จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเก่ียวกับอสังหาริมทรัพย์ การส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
และการบริหารจัดการข้อมูลสารสนเทศท่ีดิน เพ่ือให้บุคคลมีความมั่นคงในการถือครอง
ท่ีดิน และได้รับบริการที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนบริหารจัดการท่ีดินของรัฐเป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด กรมท่ีดินจึงได้กาหนดวิสัยทัศน์ “เป็นกลไกหลัก
ในการขับเคล่ือนการจัดการที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และการพัฒนา
ประเทศด้วยมาตรฐาน การจัดการ การบริการระดับสากล” พันธกิจ “1) คุ้มครองสิทธิ
ด้านที่ดินให้แก่ประชาชนให้เป็นไปตามกฎหมาย 2) บูรณาการร่วมกันของหน่วยงาน
ที่เก่ียวข้องกับการออกโฉนดที่ดินแก่ประชาชน มีความเป็นเอกภาพเป็นไปในทิศทาง
เดียวกันทั้งประเทศ ทั้งเชิงนโยบายและการปฏิบัติ 3) เป็นศูนย์ข้อมูลที่ดินและแผนที่
แห่งชาติ ท่ีมีระบบฐานข้อมูลท่ีดินของประเทศเป็นมาตรฐานเดียวกัน สามารถรองรับ
การใช้ประโยชน์จากท่ีดิน ในการพัฒนาประเทศ ท้ังด้านเศรษฐกิจ สังคม และความม่ันคง
และ 4) ให้บริการด้านการทะเบียนที่ดินของประเทศไทยที่มีความทนั สมยั บริการออนไลน์
ท่วั ทั้งประเทศ และเชอื่ มโยงกบั สากล พร้อมทงั้ มีบุคลากรด้านทะเบียนที่ดินของประเทศที่
มขี ดี ความสามารถสูงในระดับสากล”

โดยท่ีปัจจุบันการรังวัดทาแผนท่ีได้ดาเนินการโดยเคร่ืองมือที่ทันสมัย มีค่าพิกัดท่ีมี
ความละเอียดสูง สามารถตรวจสอบตาแหน่งท่ีดินได้ถูกต้องชัดเจน การรังวัดจึงไม่ต้องให้
ผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงมารับรองแนวเขต และเนื่องจากปัจจุบันระบบเทคโนโลยีการ
ส่ือสารพัฒนาก้าวหน้าไปมาก เพื่อเป็นการรองรับการเปลี่ยนแปลงองค์กรสู่ยุคดิจิทัลท่ีมี
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศท่ีมีความเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเน่ือง และสอดคล้องกับการ
ปรับปรุงประสิทธิภาพการบริการภาครัฐตามนโยบาย THAILAND 4.0 ของรัฐบาลควร
ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องหลักเกณฑ์การรงั วัดเพ่ืออานวยความสะดวก
ใหแ้ กป่ ระชาชน ลดขน้ั ตอนในการทางาน และไม่เป็นภาระแกป่ ระชาชน

2

จากความสาคญั และหลกั การเหตุผลดงั กลา่ วแล้ว ทาให้คณะผวู้ ิจัยสนใจทจ่ี ะศึกษา
แนวทางและผลกระทบของการแก้ไขประมวลกฎหมายท่ีดิน มาตรา 69 ทวิ เพอื่ ให้เจ้าของ
ที่ดินข้างเคียงไม่ต้องเดินทางมารับรองแนวเขตท่ีดิน จากการรังวัดท่ีดินโดยวิธีแผนที่
ชั้นหน่ึงด้วยระบบโครงข่ายดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network) โดยผลการวิจัยครั้ง
นี้ สามารถใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรงุ ประสิทธิภาพการบริหารภาครัฐและใชเ้ ปน็ แนวทาง
ในการปรบั ปรุง แกไ้ ขกฎหมาย ระเบียบ ทเี่ ก่ียวข้อง ตอ่ ไป

วัตถุประสงค์

1. เพ่ือศึกษาแนวทางการแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 69 ทวิ เพื่อให้
เจ้าของที่ดินข้างเคียงไม่ต้องเดินทางมารับรองแนวเขตท่ีดิน จากการรังวัดท่ีดินโดยวิธี
แผนท่ชี ้นั หน่งึ ดว้ ยระบบโครงขา่ ยดาวเทยี มแบบจลน์ (RTK GNSS Network)

2. เพือ่ ศึกษาผลกระทบของการแก้ไขประมวลกฎหมายทด่ี นิ มาตรา 69 ทวิ เพื่อให้
เจ้าของท่ีดนิ ขา้ งเคียงไมต่ อ้ งเดินทางมารบั รองแนวเขตที่ดินจากการรังวดั ทดี่ ินโดยวธิ แี ผนท่ี
ชัน้ หนึ่งด้วยระบบโครงขา่ ยดาวเทยี มแบบจลน์ (RTK GNSS Network)

ขอบเขตการวิจัย

1. ขอบเขตดา้ นเนื้อหา
การศึกษาครงั้ น้มี ีขอบเขตศกึ ษา ดงั นี้
1.1 แนวทางการแก้ไขประมวลกฎหมายท่ีดิน มาตรา 69 ทวิ เพื่อให้เจ้าของ

ที่ดินข้างเคียงไม่ต้องเดินทางมารับรองแนวเขตที่ดิน จากการรังวัดที่ดินโดยวิธีแผนท่ี
ชนั้ หนึง่ ดว้ ยระบบโครงข่ายดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network) ในประเดน็ ไดแ้ ก่

1.1.1 ด้านหลกั การการแก้ไขประมวลกฎหมายท่ีดิน มาตรา 69 ทวิ เพือ่ ให้
เจ้าของท่ีดินข้างเคียงไม่ต้องเดินทางมารับรองแนวเขตท่ีดิน จากการรังวัดที่ดินโดยวิธี
แผนทีช่ นั้ หนงึ่ ด้วยระบบโครงขา่ ยดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network)

1.1.2 ดา้ นการแกไ้ ขระเบียบกฎหมายท่ีเกย่ี วข้อง
1.2 ผลกระทบของการแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 69 ทวิ
ประกอบดว้ ย ผลกระทบต่อเจ้าของทด่ี นิ ทข่ี ้างเคยี ง เจ้าหน้าทผี่ ้ปู ฏิบตั ิ และกรมทด่ี ิน
2. ขอบเขตด้านพื้นท่ี
การศึกษาคร้ังน้ีเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารระดับสูงของกรมท่ีดิน ผู้บรหิ าร
ในส่วนกลางท่ีมีความเกี่ยวข้องกับการแก้ไขประมวลกฎหมายท่ีดิน มาตรา 69 ทวิ เพ่ือให้

3

เจา้ ของท่ีดินข้างเคียงไม่ตอ้ งเดินทางมารับรองแนวเขตที่ดินจากการรงั วัดทีด่ ินโดยวธิ ีแผนที่
ชั้นหน่ึงด้วยระบบโครงข่ายดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network) และเจ้าพนักงาน
ที่ดินจังหวัด หัวหน้าฝ่ายรังวัด และช่างรังวัดท่ีเกี่ยวข้องในการปฏิบัติงานท้ังในส่วนกลาง
และส่วนภูมิภาค จานวน 15 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี
นครปฐม เชียงใหม่ ลาพูน เพชรบูรณ์ สงขลา สตูล ปัตตานี จันทบุรี ระยอง ตราด เลย
อดุ รธานี และหนองบัวลาภู

3. ขอบเขตด้านเวลา
การศึกษาครั้งนี้ดาเนินการศึกษาระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 ถึง

วนั ท่ี 15 มิถุนายน พ.ศ. 2561

นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ

แนวทางแก้ไข หมายถึง แนวคิดหลักการในการแก้ไขประมวลกฎหมายท่ีดิน
มาตรา 69 ทวิ กฎกระทรวง และระเบียบท่ีเกี่ยวข้องเพื่อให้เจ้าของท่ีดินข้างเคียงไม่ต้อง
เดนิ ทางมารับรองแนวเขตที่ดิน จากการรังวดั ทีด่ ินโดยวิธีแผนที่ชน้ั หนึ่งด้วยระบบโครงข่าย
ดาวเทยี มแบบจลน์ (RTK GNSS Network)

ผลกระทบ หมายถึง ผลท่ีคาดว่าจะเกิดขึ้นทั้งทางบวกและทางลบจากการแก้ไข
ประมวลกฎหมายท่ีดิน มาตรา 69 ทวิ เพ่ือให้เจ้าของท่ีดินข้างเคียงไม่ต้องเดินทางมา
รับรองแนวเขตที่ดิน จากการรังวัดท่ีดินโดยวิธีแผนที่ช้ันหนึ่งด้วยระบบโครงข่ายดาวเทียม
แบบจลน์ (RTK GNSS Network) ท่ีมีต่อเจ้าของที่ดินข้างเคียง เจ้าหน้าท่ีผู้ปฏิบัติ และ
กรมท่ีดิน

ระบบโครงข่ายการรังวัดด้วยดาวเทียมแบบจลน์ (Real Time Kinematics
Network: RTK Network) หมายถึง การรับสัญญาณดาวเทียมแบบจลน์ได้ค่าพิกัดฉาก
ทนั ที ณ เวลาทาการรังวัด (Real Time Kinematics: RTK) ในบรเิ วณพ้นื ทร่ี ะบบโครงข่าย
การรังวัดด้วยดาวเทียมแบบจลน์ ซ่ึงประกอบด้วย สถานีควบคุม (Control Station)
สถานีรับ สัญ ญ าณ ดาวเทียมอ้างอิง (Reference Station) และระบบ สื่อสาร
(Communication System)

ประโยชน์ที่คาดวา่ จะได้รับ

1. สามารถนาผลการศึกษาคร้ังน้ีไปเป็นแนวทางแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน
มาตรา 69 ทวิ เพื่อให้เจ้าของที่ดินข้างเคียงไม่ต้องเดนิ ทางมารับรองแนวเขตที่ดิน จากการ

4

รังวัดท่ีดินโดยวิธีแผนที่ช้ันหน่ึงด้วยระบบโครงข่ายดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS
Network)

2. สามารถนาผลการศึกษาครั้งนี้ใช้เป็นข้อมูลในการแก้ไขผลกระทบที่อาจจะ
เกิดขึ้นเน่ืองจากการแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 69 ทวิ เพื่อให้เจ้าของท่ีดิน
ขา้ งเคียงไม่ต้องเดินทางมารับรองแนวเขตที่ดิน จากการรังวัดทด่ี ินโดยวิธแี ผนท่ีชน้ั หน่งึ ด้วย
ระบบโครงขา่ ยดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network)

กรอบแนวคิด

การศกึ ษาครง้ั นี้คณะผวู้ ิจยั ได้กาหนดกรอบแนวคิดในการศึกษาไว้ ดังนี้

แนวทางการแก้ไข
 ดา้ นหลักการการแกไ้ ขประมวลกฎหมายท่ีดนิ มาตรา 69 ทวิ เพ่ือให้เจ้าของ

ทด่ี ินข้างเคยี งไมต่ อ้ งเดนิ ทางมารับรองแนวเขตทีด่ นิ จากการรังวัดทีด่ ินโดยวิธี
แผนที่ช้นั หนงึ่ ดว้ ยระบบโครงข่ายดาวเทยี มแบบจลน์ (RTK GNSS Network)
 ดา้ นการแกไ้ ขระเบียบกฎหมายที่เกีย่ วขอ้ ง

ผลกระทบ

 เจ้าของที่ดนิ ขา้ งเคยี ง
 เจา้ หน้าที่ผู้ปฏบิ ัติ
 กรมทีด่ ิน

ภาพท่ี 1 กรอบแนวคดิ ในการศึกษา

บทท่ี 2
แนวคิด ทฤษฎแี ละงานวิจยั ท่เี กีย่ วข้อง

การวิจัยเรื่อง แนวทางและผลกระทบของการแก้ไขประมวลกฎหมายท่ีดิน มาตรา
69 ทวิ เพื่อให้เจ้าของท่ีดินข้างเคียงไม่ต้องเดินทางมารับรองแนวเขตท่ีดินจากการรังวัด
ท่ีดินโดยวิธีแผนท่ีชั้นหน่ึงด้วยระบบโครงข่ายดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network)
ครั้งนี้ โดยใช้แนวคิดทฤษฎีเอกสารทางวิชาการ และงานวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับเรื่องดังกล่าว
ดังน้ี

1. แนวคิดเกีย่ วกับการประเมนิ ผลกระทบในการออกกฎหมาย
2. แนวคิดเก่ยี วกบั ผลกระทบ
3. แนวคิดเก่ยี วกับการรงั วัดทีด่ ินโดยวิธแี ผนที่ชัน้ หน่ึงดว้ ยระบบโครงข่ายดาวเทยี ม
แบบจลน์ (RTK GNSS Network)
4. ระเบียบกฎหมายท่เี ก่ียวข้อง
5. เอกสารงานวิจยั ทีเ่ กย่ี วข้อง

แนวคดิ เกี่ยวกบั การประเมินผลกระทบในการออกกฎหมาย

การออกกฎระเบียบ (Regulation) คือ เคร่ืองมือทางการปกครองซ่ึงรัฐได้กาหนด
ขึ้นให้หน่วยงานและประชาชนถือปฏิบัติ การออกกฎระเบียบนี้รวมถึงการออกกฎหมาย
การออกคาสั่งทั้งท่ีเป็นทางการและไม่เป็นทางการ และกฎย่อย ๆ ซ่ึงออกโดยรัฐไม่ว่าจะ
ระดับใด รวมถึงกฎระเบียบท่ีออกโดยหน่วยงานท่ีไม่ใช่รัฐ (Non-government) หรือ
การออกกฎระเบียบไว้บังคับกันเอง (Self-regulatory) ซึ่งเกิดจากการมอบอานาจของรัฐ
กฎระเบียบยังรวมถึงกฎต่าง ๆ เครื่องมือ มาตรฐานที่ใช้โดยรัฐหรือไม่ใช่รัฐในการดูแล
ธุรกิจ โดยไม่ได้เป็นกฎระเบียบอย่างเป็นทางการซ่ึงเรียกว่า เครื่องมือท่ีมีลักษณะคล้ายกฎ
(Quasi-regulation)

ในการออกกฎระเบียบนั้นรัฐจะทาตามอาเภอใจมิได้ จะต้องคานึงถึงหลักทาง
กฎหมาย 3 ประการดว้ ยกนั คอื

1. หลักความจาเป็น เป็นหลักท่ีเรียกร้องให้รัฐออกมาตรการท่ีสามารถบรรลุ
วัตถปุ ระสงคม์ าหลาย ๆ มาตรการ แล้วให้เลอื กดูวา่ มาตรการใดก่อใหเ้ กิดผลกระทบสทิ ธิ

6

ของปัจเจกบุคคลน้อยที่สดุ มาตรการท่ีกระทบสิทธิปัจเจกบคุ คลนอ้ ยที่สุดจะเป็นมาตรการ
ทจ่ี าเปน็

2. หลักความได้สัดส่วน หลักการน้ีเป็นการให้ช่ังน้าหนักระหว่าง ประโยชน์ท่ี
ปัจเจกบุคคลตอ้ งเสียไปกับประโยชน์สาธารณะท่ีจะได้รับว่าได้สัดส่วนกันหรือไม่ ค้มุ ไหมที่
จะต้องลดิ รอนสิทธิของคน ๆ หนง่ึ เพอ่ื ให้สาธารณะไดป้ ระโยชน์

3. หลักสัมฤทธิผลหรือประสิทธิภาพ นอกจากมีความจาเป็นและมีประโยชน์ต่อ
สังคมท้ังสองประการข้างต้นแล้ว ยังต้องเป็นกฎเกณฑ์ข้อบังคับที่มีประสิทธิภาพ หลักการ
นี้คือ รัฐจะออกกฎระเบียบใดหรือใช้มาตรการทางปกครองใด มาตรการนั้นต้องก่อให้เกิด
ผลดังที่รฐั หรือฝ่ายปกครองตอ้ งการให้เกดิ

การท่ีจะทาให้เกิดหลักการดังกล่าวได้ต้องทาการวิเคราะห์การออกกฎเสียก่อน
รวมถึงต้องพิจารณาทางเลือกว่าควรออกกฎหรือไม่ ถ้าต้องออก วิธีใดจะดีที่สุด หรือใน
ที่สุดแล้วทางท่ีดีท่ีสุดน้ัน อาจไม่ต้องออกเป็นกฎใดเลยก็ได้ ในการวิเคราะห์การออกกฎก็
ควรจะต้องแสดงให้เห็นเป็นรูปธรรม นั่นคือต้องคานงึ ถงึ ผลกระทบท่ีอาจจะเกิดขน้ึ ด้วย ใน
หลาย ๆ ประเทศได้มีการจัดทาการวิเคราะห์ผลกระทบจากการออกกฎ (Regulatory
Impact Assessment) ซ่ึงประโยชน์ของการวิเคราะห์นี้จะเป็นกระบวนการท่ีสาคัญที่จะ
ใช้ในการตัดสินใจ และจะช่วยทาให้แน่ใจว่าผู้ออกกฎได้มองปัญหาและทางเลือกอย่าง
ครบถ้วนรอบด้านและเป็นระบบแล้ว รวมทัง้ ไดม้ ีการแสดงวา่ ไดม้ ีการตดั สินใจอยา่ งโปรง่ ใส
ไม่ได้ข้ึนอยู่กับประโยชน์ของฝ่ายใด แต่จะเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคมและ
ส่งิ แวดลอ้ มสว่ นรวม

การประเมินผลกระทบของกฎระเบียบ (RIA) เป็นกระบวนการในการวิเคราะห์
ผลกระทบท่ีเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของนโยบายและวิเคราะห์ทางเลือกสาหรับการ
ดาเนินการ โดยประเมินผลกระทบท่ีเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางด้านสังคม
ส่ิงแวดล้อม การเงิน และเศรษฐศาสตร์ ทั้งนี้ RIA ยังถือว่าเป็นเครื่องมือเกี่ยวกับหลัก
ปฏิบัติที่ดีด้านกฎระเบียบ (GRP) โดยการนามาใช้เพ่ือสร้างความมั่นใจว่ากฎระเบียบที่
นามาเสนอได้ถูกประเมินถึงความจาเป็นและผลกระทบทั้งหมดท่ีมตี ่อสังคมก่อนที่จะเสนอ
ไปยังผู้ออกกฎระเบียบ การประเมินผลกระทบของกฎระเบียบต้องประกอบด้วยขั้นตอน
ต่าง ๆ ดังนี้

1. การระบปุ ญั หาความจาเป็น (Problem Identification)
2. การกาหนดวตั ถุประสงค์ของการแก้ปญั หา (Objectives Setting)
3. การระบทุ างเลือกที่เป็นไปไดใ้ นการแก้ไขปัญหาน้ัน ๆ (Option Development)
4. การวเิ คราะห์ทางเลือกต่าง ๆ เพอื่ หาทางเลือกทดี่ ีที่สดุ (Option Analysis)
5. การปรึกษารับฟงั ความคิดเหน็ (Consultation) และทบทวน (Review)

7

6. การสรุปผลและคาแนะนา (Conclusion and Recommendation)
7. การสรา้ งกลยุทธ์ในการดาเนินการและการติดตามผลการดาเนินการ (Strategic
Planning for Implementation and Monitoring)
RIA เป็นกระบวนการท่ีได้ถูกกาหนดให้ใช้ในระบบรับรองคุณภาพในการทา
ขอ้ เสนอกฎระเบียบประเภทตา่ ง ๆ โดยหวังผลให้มกี ารจัดการกฎระเบียบที่มีประสิทธิภาพ
และประสิทธิผลกว่าเดิม RIA ยังทาให้เกิดกระบวนการปรึกษารับฟังความคิดเห็นในวง
กว้างกับกลุ่มต่าง ๆ ท่ีอาจได้รับผลกระทบจากการออกกฎระเบียบ และสุดท้ายจะต้อง
นาไปสู่การจัดทาเอกสารที่มีการอธิบายเหตุผลของผู้ออกกฎระเบียบและการเลือก
ทางเลือกต่าง ๆ รวมท้ังระบุผลกระทบต่อ กลุ่มต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดข้ึนได้ ซ่ึงผลของการ
ประเมินผลกระทบและรายละเอียดต่าง ๆ เหล่าน้ีจะถูกนาไประบุในถ้อยแถลงการณ์
ผลกระทบของกฎระเบียบ (Regulatory Impact Statement: RIS) เพื่อนาสู่สาธารณะ
(พรพรรณ ไม้สุพร, ม.ป.ป.)

แนวคดิ เก่ยี วกบั ผลกระทบ

คาว่า “ผลกระทบ” มีนักวิชาการไดใ้ ห้ความหมายท่ีหลากหลาย ดังต่อไปนี้
นิสาชล ทองแย้ม (2528, หน้า 4) ได้นิยามศัพท์ของผลกระทบ (Impact) ไว้ว่า
หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนใหม่ ท้ังที่มนุษย์สร้างข้ึนหรือเกิดข้ึนเองโดยธรรมชาติ ท้ัง
กายภาพ (Physical) และนามธรรม (Abstracts) เม่ือเกิดแล้วจะทาให้คุณภาพชีวิต
ทัง้ หลายที่อาศัยอยูใ่ นระยะน้ัน เปลยี่ นแปลงไปไม่มากก็นอ้ ย
อนนั ต์ เกตวุ งศ์ (2541, หนา้ 14) ได้ให้ความหมายของผลกระทบว่า หมายถึง ผลท่ี
ตามมาจากผลงานหรือผลผลิต หรือผลประโยชน์ในระดับประถม (Primary Effect) ของ
แผนหรือโครงการผลกระทบอาจเป็นไปได้ทั้งทางบวกและทางลบ อาจเกิดข้ึนกับ
กลุ่มเป้าหมายที่มิใช่กลุ่มเป้าหมายทั้งในปัจจุบันและอนาคต ยังให้ความหมายของ
ผลกระทบอีกว่า เป็นผลของการเปล่ียนแปลงระดับประถม เป็นผลที่เกิดข้ึนตาม
วตั ถปุ ระสงคข์ องแผนงานและโครงการ ซ่งึ ผลอันนีจ้ ะมีส่วนทาใหเ้ กดิ ผลกระทบต่อไปได้อีก
ระดบั หนง่ึ หรอื หลายระดบั ได้เป็นกรณี ๆ ไป
ประสิทธ์ิ ตงย่ิงศิริ (2542, หน้า 10) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับผลกระทบ (Impact)
โดยท่ัวไป หมายถึง ผลของการดาเนินกิจกรรมของมนุษย์ที่มีต่อการเปล่ียนแปลงใน
สิ่งแวดล้อม โดยผลกระทบดังกล่าวอาจจาแนกออกตามประเภท ขนาด และระยะเวลา ได้
ดังน้ี ประเภทของผลกระทบ ได้แก่ การสูญเสียทางเศรษฐกิจ เช่น การสูญเสียงาน
ท่ีดินทากิน มูลค่าบ้านและทรัพย์สินลดลง ความสูญเสียบริการทางสังคม ความสูญเสีย

8

เกี่ยวกับวิถีดาเนินชีวิต ระดับของผลกระทบมีต้ังแต่ระดับที่น้อยจนถึงมากระยะเวลาของ
ผลกระทบมีทัง้ ระยะส้ันและระยะยาว

อานวย วงษ์พานิช (2549, หน้า 15) ได้สรุปความหมายของผลกระทบ คือ ผลที่
เกิดข้ึนจากการกระทาเรื่องใดเรื่องหน่ึง อาจเป็นผลที่เกิดขึ้นท้ังในปัจจุบันและอนาคต
เป็นไปได้ทั้งทางบวกและทางลบ อาจเกิดข้ึนกบั กลมุ่ เป้าหมายและมิใช่กลุ่มเป้าหมาย หรือ
ผลกระทบต่อสถานการณต์ ่าง ๆ ทงั้ ทางตรงและทางออ้ ม

Dye (1982, p. 19) ได้ให้ความหมายของผลกระทบว่า หมายถึง การแยกแยะ
ปัญหาของสังคมเพ่ือให้ทราบถึงองค์ประกอบอันเป็นธรรมชาติ และท่ีเป็นปัญหารวมถึง
การสืบสาวหาสาเหตุของปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้น ตลอดจนการเสนอวิธีแก้ไขปัญหาได้
สรุปผลกระทบ ซึ่งแบง่ ผลกระทบได้เป็นประเภทตา่ ง ๆ ดงั น้ี

1. การแบ่งผลกระทบตามแง่มุมเน้ือหา แบ่งออกได้เป็น ผลกระทบทางด้าน
เศรษฐกิจ สังคม การเมือง การบริหาร ส่ิงแวดล้อม และกายภาพ เช่น ผลกระทบจาก
การดาเนินนโยบาย

2. การแบ่งผลกระทบตามแง่มุมของความเป็นจริงท่ีเกิดขึ้น (Reality) แบ่งได้เป็น
2 ประเภท คือ ผลกระทบในเชิงภาวะวิสัย (Objective Impact) ได้แก่ ผลกระทบที่
เกิดข้ึนโดยท่ีไม่ข้ึนอยู่กับความรู้สึกนึกคิดของคน และอีกประเภทหน่ึง คือ ผลกระทบ
เชิงอตั วสิ ยั (Subjective Impact) ได้แก่ ผลกระทบทเ่ี กิดขนึ้ ในความรู้สึกนกึ คดิ ของคน

3. การแบ่งตามแง่มุมของทิศทางที่กระทบ (Direction Impact) แบ่งออกได้เป็น
ผลกระทบโดยตรง (Direct Impact) ผลกระทบทางอ้อม (Indirect Impact)

4. การแบ่งตามแง่มุมของคุณค่าของผลกระทบ แบ่งออกได้เป็น ผลกระทบในเชิง
บวก (Positive Impact) หมายถึง ผลกระทบท่ีเป็นส่ิงที่พึงปรารถนาและผลกระทบในเชิง
ลบ (Negative Impact) ได้แก่ ผลกระทบท่ไี ม่เป็นทพ่ี ึงปรารถนา

การรังวัดโดยระบบโครงข่ายงานรังวัดด้วยดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network)
ในงานรงั วดั เฉพาะราย

1. ความเป็นมา
ด้วยกรมที่ดินมีหน้าที่บริการงานรังวัดของสานักงานที่ดิน โดยเฉพาะการรังวัด

ทาแผนท่ีเฉพาะราย ได้แก่ การรังวัดเพื่อออกโฉนดท่ีดิน การรังวัดสอบเขตที่ดิน การรังวัด
แบ่งแยก รวมโฉนดที่ดิน การช้ีตาแหน่งท่ีดิน การรังวัดเกี่ยวกับโฉนดท่ีดิน หรือพิสูจน์
สอบสวน หรือตรวจสอบเน้ือท่ีเกี่ยวกับหนังสือรับรองการทาประโยชน์ เป็นต้น เพื่อเน้น
การบริการให้ประชาชน ได้รับบริการท่ีรวดเร็ว และถูกต้อง กรมท่ีดินจึงมีนโยบายใน

9

ก า รพั ฒ น า ก า รรั ง วั ด แ ล ะ ท า แ ผ น ท่ี เพื่ อ ก าร อ อ ก โฉ น ด ท่ี ดิ น ให้ เป็ น วิ ธี แ ผ น ที่ ชั้ น ห น่ึ ง
ซ่ึงการดาเนินการดังกล่าว กรมที่ดินต้องสร้างระวางแผนท่ี ซึ่งในระวางแผนท่ีน้ันต้องมี
หมุดหลักฐานแผนท่ีซ่ึงเกิดจากการวางเส้นโครงงานหมุดหลักฐานแผนท่ี (Traverse) หรือ
จากการรังวัดด้วยการรับสัญญาณจากดาวเทียม แต่พบปัญหาและอุปสรรค เน่ืองจาก
หมุดหลักฐานแผนที่ที่ดาเนินการสร้างมีการสูญหายเป็นจานวนมาก กรมท่ีดินได้พยายาม
นาระบบเทคโนโลยีอันทันสมัยมาใช้ในการปฏิบัติงานรังวัดทาแผนที่ เช่น การนากล้อง
ประมวลผลรวม (Total Station) และเคร่ืองรับสัญญาณดาวเทียม GPS มาใช้ในงานรังวัด
เฉพาะรายของสานักงานที่ดนิ ถึงแม้เทคโนโลยีรังวัดขา้ งตน้ จะให้ความถูกตอ้ งแม่นยาท่ดี ีข้ึน
แต่ก็ยังคงมีปัญหาอีกหลายอย่างที่เทคโนโลยีดังกล่าวยังคงประสบอยู่ อาทิ ความ
คลาดเคลื่อนของการรังวัดแบบมีลาดับชั้น การหนาแน่นของหมุดหลักฐานแผนที่
ทไี่ ม่เพียงพอ หรือแมแ้ ตก่ ารสญู หายของหมุดหลักฐาน เปน็ ตน้

ดังน้ัน ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 กรมท่ดี ินได้ดาเนินโครงการนาร่องนาระบบ
โครงข่ายการรังวัดด้วยดาวเทียมแบบจลน์ ด้วยรูปแบบระบบดาวเทียม GPS มาใช้ใน
การรังวัดเฉพาะรายของสานักงานท่ีดินจังหวัดนนทบุรี สาขาปากเกร็ด ซึ่งผลการ
ดาเนินงานในภาพรวมสรุปได้ว่า การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าท่ีผู้ปฏิบัติงานเป็นไปตาม
เป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถกาหนดค่าพิกัดรูปแปลงท่ีดินในระบบพิกัดฉาก
ยู ที เอ็ม และเนือ่ งจากค่าพิกัดที่ได้จากการรังวัดได้ จะมีค่าความคลาดเคล่ือนเชิงตาแหน่ง
ระดับ 4 เซนติเมตร และมีความสัมพันธ์เชิงตาแหน่งเป็นเนื้อเดียวกันทั่วท้ังพื้นที่ จึงเป็น
การยกระดับมาตรฐานงานรังวัดใหม้ คี ่าความน่าเชื่อถือ ส่งผลใหใ้ นปีงบประมาณ พ.ศ. 2555
กรมที่ดินได้ขยายผลการดาเนินงานการใช้งานระบบโครงข่ายฯ ในพ้ืนท่ีจังหวัดนนทบุรี
จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดสมุทรปราการ สามารถนามาขยายผลการดาเนินงานรังวัด
เฉพาะรายด้วยระบบโครงข่ายฯ ในสานักงานท่ีดินแห่งอ่ืน ๆ ในพื้นท่ีบริการของระบบ
โครงข่ายฯ ได้ต่อไป โดยทาการประกาศเป็นพื้นที่ซึ่งรังวัดออกโฉนดท่ีดินโดยวิธีแผนท่ี
ช้ันหนึ่ง ครอบคลุมระวางแผนที่ ท้ังสิ้น จานวน 7,984 ระวาง โดยได้ผลิตระวางแผนท่ี
กรอบพิกัดอ้างอิง ค่าตุลาคม 2552 พร้อมทั้งจัดฝึกอบรมการใช้งานระบบโครงข่ายฯ
เน้นการฝึกการใช้งานด้วยระบบโครงข่ายฯ เพ่ือสนับสนุนงานรังวัดทุกประเภทของ
สานกั งานทดี่ ิน เพอ่ื ใหไ้ ด้คา่ พกิ ดั ที่หมดุ หลักเขตแปลงทดี่ นิ

ระบบโครงข่ายการรังวัดด้วยดาวเทียมแบบจลน์ถูกใช้งานในหลายประเทศ ท้ัง
ในยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย รวมทั้งหลาย ๆ ประเทศในเอเชีย เช่น ประเทศญี่ปุ่น
มาเลเซีย สิงคโปร์ และประเทศบรไู น เป็นตน้ หลักการทางานของระบบโครงขา่ ยการรงั วัด
ด้วยดาวเทียมแบบจลน์ จะสร้างสถานีอ้างอิงเสมือนหรือ VRS (Virtual Reference
Station) จากข้อมูลสัญญาณดาวเทียมของสถานีโครงข่ายดาวเทียมอย่างน้อย 3 สถานี

10

ที่มีระยะห่างเสน้ ฐานประมาณ 50-70 กิโลเมตร และมีการเชอื่ มต่อสง่ ข้อมูลดาวเทียมผ่าน
ระบบการสื่อสารมายังสถานีควบคุมอย่างต่อเนื่อง โดยมีคอมพิวเตอร์ที่สถานีควบคุม
ทาการรวบรวมข้อมูลจากทุกสถานีอ้างอิงท่ีส่งมาอย่างต่อเน่ือง และสร้างฐานข้อมูลของ
การปรับแก้โครงข่ายท่ีขจัดค่าความคลาดเคล่ือนของช้ันบรรยากาศได้ โดยจะส่ง
ค่าปรับแก้ในรูปแบบ VRS ที่เป็นการจาลองตาแหน่งเสมือนของสถานีอ้างอิงให้อยู่ใกล้ ๆ
กับตาแหน่งของผู้ใช้งานในภาคสนามเพียงไม่ก่ีเมตร ซ่ึงเป็นการส่ือสารแบบสองทาง
ระหว่างผู้ใช้งานและสถานีควบคุม โดยที่เคร่ืองรับสัญญาณดาวเทียมเคลื่อนที่แบบจลน์จะ
แปลค่าและใช้งานข้อมูลน้ันราวกับว่าได้รับค่าปรับแก้มาจากสถานีอ้างอิงท่ีแท้จริง ทาให้
ได้ผลลัพธ์ของประสิทธิภาพการทางานในรูปแบบ RTK มีประสิทธิภาพสูงสุด หลักการ
ดาเนินงานด้วยระบบโครงข่ายฯ คือ เมื่อผู้ใช้ (Rover) ทาการรับสัญญาณ ณ ตาแหน่งใด ๆ
และร้องขอค่าปรับแก้ของตาแหน่งน้ันผ่านทางระบบสื่อสาร GSM/ GPRS/ EDGE/ 3G
สถานีควบคุมจะทาการสร้างส่งแบบจาลองของสถานีอ้างอิงเสมือน (VRS) จากสถานี
อา้ งองิ ใหแ้ กผ่ ู้ใช้ (Reference Station) ท้งั หมดในระบบโครงข่ายฯ ซึ่งสถานีอ้างองิ เสมอื น
น้ีจะอยู่ในตาแหน่งที่ใกล้เคียงกับตาแหน่งเคร่ืองรับสัญญาณท่ีผู้ใช้ร้องขอค่าปรับแก้ ทาให้
การประมวลผลเมื่อเทียบกับสถานีอ้างอิงเสมือนมีค่าความถูกต้องท่ีดี เพราะมีแบบจาลอง
ทางคณิตศาสตร์ ท่ีปรับแก้ค่าคลาดเคลื่อนเนื่องจากชั้นบรรยากาศและสภาพแวดล้อมให้
อยู่ในพืน้ ทีใ่ กล้เคยี งกนั

ภาพท่ี 2 การทางานรูปแบบ Virtual Reference Station (VRS) ของระบบโครงข่าย
งานรงั วดั ด้วยดาวเทยี มแบบจลน์ (RTK GNSS Network)

11

จากการพัฒนาของระบบดาวเทียมบอกพิกัดตาแหน่งต้ังแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน
นอกจากระบบดาวเทียม GPS ซึ่งเป็นระบบดาวเทียมบอกพิกัดตาแหน่งของประเทศ
สหรัฐอเมริกายงั มีระบบดาวเทียมบอกพิกัดตาแหน่งของประเทศจีน เรยี กว่า Beidou และ
ระบบดาวเทียมบอกพิกัดตาแหน่งของประเทศรัสเซีย เรียกว่า GLONASS ทาให้ในบริเวณ
พื้นที่ของประเทศไทย สามารถใช้ระบบดาวเทียมบอกพิกัดตาแหน่งได้ 3 ระบบ สามารถ
ทาให้การทางานรังวัดทางานได้เร็วและสะดวกข้ึน แต่ท้ังนี้อุปกรณ์และเคร่ืองมือจะต้อง
รองรับการทางานได้ท้ัง 3 ระบบด้วย กรมท่ีดิน จึงได้จัดทาโครงการ เพื่อขยายพื้นท่ี
การดาเนินการให้ครอบคลุมท่ัวประเทศ โดยให้สามารถรับข้อมูลระบบดาวเทียมดังกล่าว
ได้ครบ ทั้ง 3 ระบบ อันจะส่งผลให้การทางานด้านการทาแผนที่และการรังวัดเกิด
ประสิทธภิ าพสงู สุด ตอบสนองต่อประชาชนในการคมุ้ ครองสิทธิการถอื ครองที่ดนิ

ภาพท่ี 3 ระบบดาวเทยี ม GPS ของประเทศสหรัฐอเมริกา

12

ภาพท่ี 4 ระบบดาวเทียม Beidou ของประเทศสาธารณรฐั ประชาชนจีน
ภาพท่ี 5 ระบบดาวเทียม GLONASS ของประเทศรัสเซยี

13

2. การทางานของระบบโครงข่ายงานรังวัดด้วยดาวเทียมแบบจลน์ (RTK
GNSS Network)

ร ะ บ บ ก า ร ท า งา น ข อ ง ร ะ บ บ โ ค ร ง ข่ า ย ง า น รั ง วั ด ด้ ว ย ด า ว เที ย ม แ บ บ จ ล น์
ประกอบด้วย องค์ประกอบหลัก 3 ส่วน คือ สถานีรับสัญญาณดาวเทียมอ้างอิง
(Reference Station) ส ถ า น ีค ว บ คุม (Control Station) แ ล ะ ร ะ บ บ สื่อ ส า ร
(Communication System) ซึง่ มีรายละเอยี ด ดงั น้ี

2.1 สถานีรบั สัญญาณดาวเทยี มอ้างอิง (Reference Station) คือ สถานีรับ
สัญญาณดาวเทียมที่ติดตั้งถาวร เพ่ือส่งข้อมูลดาวเทียม ณ ตาแหน่งที่ติดตั้งไปยังสถานี
ควบคุมตลอดเวลาโดยจะบันทึกข้อมูลทุก ๆ 1 วินาที อันจะทาให้ผู้ใช้สามารถรับสัญญาณ
ด้วยระบบโครงข่ายฯ ได้ตลอด 24 ชัว่ โมง

ในปัจจุบันกรมที่ดินได้ทาการติดตั้งมีสถานีรับสัญญาณดาวเทียมอ้างอิง
จานวน 11 สถานี ได้แก่ สานักงานท่ีดินจังหวัดสมุทรปราการ สาขาบางพลี (BPLE)
สานักงานท่ีดินจังหวัดชลบุรี สาขาบางละมุง (BLMG) สานักงานท่ีดินจังหวัดชลบุรี สาขา
สัตหีบ (STHP) สานักงานท่ีดินจังหวัดชลบุรี สาขาพนัสนิคม (PNNK) สานักงานที่ดิน
จังหวัดระยอง สาขาปลวกแดง (PLDG) สานักงานท่ีดินจังหวัดสมุทรสาคร สาขากระทุ่ม
แบน (KTBN) สานักงานท่ีดินจังหวัดนครปฐมสาขาบางเลน (BLAN) สานักงานที่ดนิ จังหวัด
นครนายก สาขาองครักษ์ (OKRK) สานักงานท่ีดินจังหวัดนนทบุรี สาขาปากเกร็ด (PKKT)
สานักงานท่ีดินจงั หวัดพระนครศรีอยุธยา (AYYA) และสานักงานที่ดินจังหวัดสระบุรี สาขา
แก่งคอย (KKOI) ซึ่งสามารถให้บริการงานรังวัดด้วยระบบโครงข่ายฯ ครอบคลุมพ้ืนท่ี
ท้ังหมดของกรุงเทพมหานครจังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดสมุทรปราการ
และพ้ืนที่บางสว่ นของจังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวดั ชลบุรี จังหวัดนครนายก จังหวัดนครปฐม
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวดั ระยอง จังหวดั สมทุ รสาคร และจังหวัดสระบุรี

14

ภาพท่ี 6 ที่ตง้ั สถานีรับสญั ญาณดาวเทียมอา้ งอิง (Reference Station) ของกรมทด่ี ิน
ในปจั จุบนั

15

ภาพท่ี 7 อปุ กรณป์ ระจาสถานีรับสัญญาณดาวเทยี มอ้างองิ (Reference Station)
ของกรมท่ีดนิ ในปัจจุบัน
ในการติดต้ังสถานีรับสัญญาณดาวเทียมอ้างอิง จะต้องคานึงถึงตาแหน่งที่

เหมาะสมเพอื่ ให้ระบบโครงข่ายฯ มีโครงสรา้ งทางเรขาคณิตท่ีแข็งแรงและการวางตาแหน่ง
ของจานรับสัญญาณจะต้องไม่มีสิ่งกีดขวางหรือรบกวนการรับสัญญาณดาวเทียมในระบบ
GNSS คือรับสัญญาณได้ท้ังระบบ GPS และ GLONASS แต่จะสามารถปล่อยสัญญาณให้
ผู้ใช้บริการได้เฉพาะระบบ GPS ในแต่ละสถานีรับสัญญาณดาวเทียมอ้างอิง จะต้องมี
อุปกรณ์หลักที่ติดต้ังอยู่ 4 ส่วน คือ จานรับสัญญาณดาวเทียมรุ่น Zepher Geodetic
อุปกรณ์รับข้อมูลดาวเทียม (Receiver) รุ่น Trimble NetR5 อุปกรณ์เชื่อมต่อแบบ
Router และอุปกรณ์จา่ ย/ สารองไฟฟ้า

16

BPLE PNNK AYYA
STHP PKKT

OKRK
BPLE รังวัดทหี่ มดุ หลักเขตท่ดี นิ

KTBN BLAN KKOI PLDG

ภาพท่ี 8 สถานทตี่ ดิ ตัง้ สถานีรบั สญั ญาณดาวเทียมอ้างอิง (Reference Station)
ของกรมท่ีดินในปัจจุบนั

2.2 สถานีควบคุม (Control Station) ติดตั้งอยู่ที่ส่วนพัฒนาการรังวัดหมุด
หลักฐานแผนที่โดยระบบดาวเทียม สานักเทคโนโลยีทาแผนท่ี อาคารรังวัดและทาแผนท่ี
ถนนแจ้งวฒั นะ ตาบลบางพูด อาเภอปากเกร็ด จงั หวัดนนทบรุ ี ที่สถานคี วบคุมมีการติดต้ัง
เครื่องมือและอุปกรณ์ ซึ่งประกอบด้วยเคร่ืองคอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Server) จานวน
3 เครื่อง เชื่อมต่อและทางานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ได้แก่ เครื่องแม่ข่ายท่ีทาหน้าที่รับส่ง
ข้อมูลดาวเทียม (GPStream) รวมทั้งเป็น Web Server เครื่องแม่ข่ายที่ทาหน้าที่
ประมวลผลข้อมูลดาวเทยี ม (RTKNet) ของระบบโครงข่ายฯ และเครื่องแม่ข่าย ที่ทาหน้าท่ี
จัดเก็บหรือสารองข้อมูล (Data Storage) ของสถานีรับสัญญาณดาวเทียมอ้างอิง
(Reference Station)

17

ภาพท่ี 9 สถานีควบคมุ การรบั สญั ญาณดาวเทียม (Control Station) ของกรมทด่ี ิน
ในปัจจุบนั
2.3 ระบบส่ือสาร (Communication System) เป็นระบบที่ใช้ในการติดต่อ

ส่ือสารรับส่งข้อมูลดาวเทียมภายในระบบโครงข่ายฯ ระบบสื่อสารนี้ถือเป็นส่วนสาคัญท่ีจะ
แสดงถึงความมีเสถียรภาพและความปลอดภัยของระบบโครงข่ายฯ ดังน้ัน จึงมี
การออกแบบให้มีการสื่อสารหลัก (Primary Link) เป็นระบบ ADSL หรือ Leased Lines
และในกรณีท่ีการสื่อสารหลักขัดข้อง จะสลับมาใช้ระบบส่ือสารสารอง (Backup Line)
เป็นระบบGPRS/ EDGE เพื่อให้ระบบโครงข่ายฯ สามารถรองรับการใช้งานได้ตลอด
24 ชวั่ โมง

จากข้างต้นที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า ระบบโครงข่ายการรังวัดด้วยดาวเทียม
แบบจลน์เป็นเทคโนโลยีการรังวัดท่ีมีข้อดีหลายประการ เช่น ค่าพิกัดของการรังวัด ใน
รูปแบบ RTK มีความเป็นอันหน่ึงอันเดียวกัน มีค่าความถูกต้องและความน่าเช่ือถือสูง มี
ความเป็นสากล หน่วยงานภายนอกยอมรับ และในอนาคต หากมีการบูรณาการด้านการใช้
แผนที่ จะช่วยแก้ปัญหาข้อพิพาทระหว่างเอกชนกับเอกชน เอกชนกับภาครัฐ นักลงทุน
ม่ันใจกับการลงทุน เน่ืองจากม่ันใจเอกสารสิทธิ และเป็นประโยชน์ในด้านการทาแผนที่
เกือบทุกด้าน อีกทั้งด้านการลงทุนใช้เครื่องรับสัญญาณดาวเทียม (Rover) เพียง

18

เคร่ืองเดียวก็ทางานได้ สามารถบริหารจัดการข้อมูลดาวเทียมได้ และค่าใช้จ่ายใน
การดาเนนิ การ ระยะยาวจะคุม้ ทนุ กวา่

3. การขยายระบบโครงข่ายงานรังวัดด้วยดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS
Network)

กรมท่ีดินได้รับงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ. 2559-2561 ให้ดาเนินการ
จัดทาโครงข่ายงานรังวัดด้วยดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network) ในพื้นที่ทั่ว
ประเทศโดยแยกเป็นปีงบประมาณ ดังน้ี

3.1 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ติดตั้ง 50 สถานี ในพื้นที่ 30 จังหวัด ได้แก่
จงั หวัดกระบี่ กาญจนบุรี จนั ทบุรี ชยั ภมู ิ ชุมพร เชียงราย เชียงใหม่ ตรัง ตาก นครราชสีมา
นครศรีธรรมราช นราธิวาส น่าน ประจวบคีรีขันธ์ พะเยา พังงา พัทลุง พิษณุโลก เพชรบุรี
เพชรบูรณ์ ภูเก็ต แม่ฮ่องสอน ระนอง ลาปาง เลย สงขลา สุโขทัย สุราษฎร์ธานี
หนองบัวลาภู และจงั หวดั อบุ ลราชธานี

3.2 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ติดตั้ง 30 สถานี ในพ้ืนที่ 29 จังหวัด ได้แก่
กรุงเทพมหานคร กาแพงเพชร ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยนาท ตราด นครนายก นครปฐม
นครสวรรค์ ปราจีนบุรี ปัตตานี พระนครศรีอยุธยา พิจิตร แพร่ ยะลา ระยอง ราชบุรี
ลพบุรี ลาพูน สตูล สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระแก้ว สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี
อ่างทอง อตุ รดิตถ์ และจงั หวัดอทุ ยั ธานี

3.3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ติดตั้ง 30 สถานี ในพ้ืนที่ 15 จังหวัด ได้แก่
จังหวัดกาฬสินธ์ุ ขอนแก่น นครพนม บึงกาฬ บุรีรัมย์ มหาสารคาม มุกดาหาร ยโสธร
ร้อยเอด็ ศรีษะเกษ สกลนคร สรุ ินทร์ หนองคาย อานาจเจรญิ และจงั หวดั อดุ รธานี

19

ภาพที่ 10 ตาแหนง่ การตดิ ตงั้ สถานอี า้ งองิ ในปงี บประมาณ พ.ศ. 2559 ของกรมท่ดี ิน

20

ภาพที่ 11 ตาแหนง่ การตดิ ตงั้ สถานอี า้ งองิ ในปงี บประมาณ พ.ศ. 2560 ของกรมท่ดี ิน

21

ภาพที่ 12 ตาแหนง่ การตดิ ตงั้ สถานอี า้ งองิ ในปงี บประมาณ พ.ศ. 2561 ของกรมท่ดี ิน

22

ระเบียบกฎหมายท่เี กี่ยวข้อง

1. ประมวลกฎหมายทดี่ ิน
มาตรา 69 ทวิ ผู้มีสิทธิในท่ีดินประสงค์จะขอสอบเขตโฉนดที่ดินเฉพาะรายของ

ตนให้ย่ืนคาขอพร้อมด้วยโฉนดที่ดินนั้นต่อเจ้าพนักงานที่ดินและให้พนักงานเจ้าหน้าท่ีไป
ทาการรงั วัดให้

ในการรงั วดั ถ้าปรากฏว่าการครอบครองไมต่ รงกับแผนท่ีหรือเนอ้ื ท่ีในโฉนดท่ีดิน
เมือ่ ผู้มีสิทธิในท่ีดนิ ข้างเคียงได้รบั รองแนวเขตแลว้ ให้เจา้ พนกั งานทด่ี ินมีอานาจแก้ไข แผน
ทห่ี รือเนอื้ ทใ่ี หต้ รงกบั ความเปน็ จริงได้ เวน้ แต่จะเปน็ การสมยอมเพ่ือหลกี เลี่ยงกฎหมาย

ในกรณีท่ีไมอ่ าจติดตอ่ ผู้มสี ิทธใิ นที่ดินข้างเคียงให้มาระวงั แนวเขตได้หรอื ในกรณี
ท่ี ผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงได้รับการติดต่อจากพนักงานเจ้าหน้าที่ให้มาระวังแนวเขต
แล้วแต่ไม่มาหรือมาแต่ไม่ยอมลงช่ือรับรองแนวเขตโดยไม่ได้คัดค้านการรังวัดให้พนักงาน
เจ้าหน้าที่แจ้งเป็นหนังสือให้ผู้นั้นมาลงชื่อรับรองแนวเขตหรือคัดค้านภายในสามสิบวัน
นับแต่วันที่ได้ส่งหนังสือถ้าผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงไม่ดาเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดภายใน
กาหนดดังกล่าวและผู้ขอได้ให้คารับรองว่ามิได้นาทาการรังวัดรุกล้าท่ีดินข้างเคียงและ
ยินยอมให้แก้ไขแผนที่หรือเน้ือที่ให้ตรงกับความเป็นจริงให้เจ้าพนักงานที่ดินดาเนินการ
ตามวรรคสองไปได้โดยไม่ต้องมีการรบั รองแนวเขต

การติดต่อหรือการแจ้งผู้มีสิทธิในท่ีดินข้างเคียงตามวรรคสามให้เป็นไปตาม
หลกั เกณฑแ์ ละวธิ ีการทีก่ าหนดในกฎกระทรวง

หากปรากฏว่ามีผู้คดั ค้านให้เจ้าพนักงานท่ีดินมีอานาจสอบสวนไกล่เกล่ียโดยถือ
หลักฐานแผนท่เี ป็นหลกั ในการพิจารณาถ้าตกลงกันไดก้ ็ให้ดาเนินการไปตามทตี่ กลงแตต่ อ้ ง
ไม่เป็นการสมยอมกันเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายหากตกลงกนั ไมไ่ ดใ้ ห้แจ้งคู่กรณีไปฟ้องต่อศาล
ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งถ้าไม่มีการฟ้องภายในกาหนดดังกล่าวให้ถือว่าผู้ขอ
ไมป่ ระสงคจ์ ะสอบเขตโฉนดที่ดนิ นนั้ ต่อไป

ในกรณีผู้มีสิทธิในที่ดินประสงค์จะขอให้ตรวจสอบเนื้อที่ตามหนังสือรับรอง
การทาประโยชน์เฉพาะรายของตนให้ย่ืนคาขอพร้อมด้วยหนังสือรับรองการทาประโยชน์
สาหรับท่ีดินนั้นต่อเจ้าพนักงานท่ีดินและให้นาความในวรรคสองวรรคสามวรรคส่ีและ
วรรคหา้ มาใช้บังคบั โดยอนุโลม

2. กฎกระทรวงฉบับท่ี 31 (พ.ศ. 2521) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้
ประมวลกฎหมายทีด่ นิ พ.ศ. 2497

การติดตอ่ หรือการแจ้งผู้มีสิทธิในทด่ี ินข้างเคียงให้มารับรองแนวเขตหรอื คัดคา้ น
การรังวัดตามความในมาตรา 69 ทวิ วรรคสามและวรรคหกแห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

23

ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2520 ให้
ปฏิบัติ ดงั นี้

2.1 ในกรณีที่ผู้มีสิทธิในท่ีดินข้างเคียงได้รับการติดต่อจากพนักงานเจ้าหน้าท่ีให้
มาระวงั แนวเขตแลว้ แตไ่ มม่ าหรือมาแต่ไม่ยอมลงชือ่ รับรองแนวเขตโดยไม่คดั ค้านการรงั วัด
ใหพ้ นักงานเจ้าหนา้ ทีท่ าหนังสือแจ้งใหม้ าลงช่ือรับรองแนวเขตหรือคัดคา้ นการรงั วัดโดยส่ง
ทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังผู้มีสิทธิในท่ีดินข้างเคียงตามท่ีอยู่ท่ีเคยติดต่อหรือ
ตามท่ีอย่ทู ี่ผมู้ ีสทิ ธิในที่ดนิ ขา้ งเคียงน้นั ไดแ้ จ้งเป็นหนงั สอื ไว้ตอ่ พนักงานเจา้ หน้าที่

2.2 ในกรณีที่ไม่อาจติดต่อผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงให้มาระวังแนวเขตได้ให้
พนักงานเจ้าหน้าท่ีปิดหนังสือแจ้งให้ผู้มีสิทธิในท่ีดินข้างเคียงน้ันมาลงช่ือรับรองแนวเขต
หรือคัดค้านการรังวัดไว้ในที่เปิดเผย ณ บริเวณที่ดินของผู้มีสิทธิในท่ีดินข้างเคียง และ ณ
ทีว่ ่าการเขตหรือที่วา่ การอาเภอหรือก่ิงอาเภอในท้องท่อี ันเป็นที่ต้ังของท่ีดินนั้นแห่งละหน่ึง
ฉบับพร้อมกับให้ส่งหนังสือแจ้งนั้นทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปยังผู้มีสิทธิในท่ีดิน
ข้างเคียงตามที่อยู่ที่พนักงานเจ้าหน้าที่สอบถามได้ความจากนายทะเบียนอาเภอหรือนาย
ทะเบียนท้องถิ่นหรือถ้าสอบถามแล้วยังไม่ทราบที่อยู่ของผู้มีสทิ ธิในทดี่ ินขา้ งเคยี งก็ให้ส่งไป
ยงั ผมู้ ีสิทธิในทดี่ นิ ข้างเคยี งตามทอี่ ยู่ทป่ี รากฏหลกั ฐานท่สี านกั งานทด่ี นิ

3. ระเบียบกรมท่ีดนิ วา่ ดว้ ยการติดต่อหรือการแจง้ ผู้มีสทิ ธิในทด่ี นิ ขา้ งเคยี งให้มา
ลงชอ่ื รับรองแนวเขตหรือคดั คา้ นการรังวัด พ.ศ. 2521

โดยที่กฎกระทรวงฉบับที่ 31 (พ.ศ. 2521) ออกตามความในมาตรา 69 ทวิ
แห่งประมวลกฎหมายท่ีดิน ซ่ึงแก้ไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพ่ิมเติมประมวล
กฎหมายท่ีดิน พ.ศ. 2510 กาหนดหลักเกณฑ์และวิธกี ารติดต่อหรือการแจ้งผู้มีสิทธิในท่ีดิน
ข้างเคียงให้มารบั รองแนวเขตหรือคัดค้านการรงั วัด ในการรงั วัดสอบเขตโฉนดที่ดินเฉพาะ
ราย หรือการตรวจสอบเน้ือท่ีตามหนังสือรับรองการทาประโยชน์เฉพาะราย ในกรณีท่ี
ปรากฏว่าการครอบครองไม่ตรงกับแผนท่ีหรือเน้ือที่ในโฉนดที่ดิน หรือในหนังสือรับรอง
การทาประโยชน์ เพื่อให้การปฏิบัติของเจ้าหน้าท่ีตามกฎกระทรวงดังกล่ าวเป็น
แนวเดียวกัน กรมที่ดนิ จงึ วางระเบียบไว้ ดงั ตอ่ ไปนี้

ข้อ 1 ในกรณีที่ผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงได้รับการติดต่อจากพนักงานเจ้าหน้าท่ี
ให้มาระวังแนวเขตตามมาตรา 70 แห่งประมวลกฎหมายท่ีดินแล้ว แต่ไม่มาหรือมาแต่ไม่
ยอมลงชื่อรับรองแนวเขตโดยไม่คัดค้านการรังวัด ให้เจ้าพนักงานที่ดินมีหนังสือแจ้งให้มา
ลงช่อื รับรองแนวเขตหรือคดั ค้านการรังวัดโดยส่งหนังสือแจ้งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบ
รับ ไปยังผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียง ตามที่อยู่ท่ีเคยติดต่อซึ่งปรากฏในหลักฐานอยู่ท่ี
สานักงานท่ีดิน เช่น สารบบที่ดิน บัตรรายช่ือผู้มีสิทธิในที่ดิน หรือตามท่ีอยู่ท่ีผู้มีสิทธิใน

24

ที่ดินข้างเคียงแจ้งการเปล่ียนแปลง หรือการย้ายท่ีอยู่ไว้เป็นลายลักษณ์อักษรต่อพนักงาน
เจ้าหนา้ ที่

ข้อ 2 ในกรณีที่ไม่อาจติดต่อผู้มีสิทธิในท่ีดินข้างเคียงให้มาระวังแนวเขตตาม
มาตรา 70 แห่งประมวลกฎหมายท่ีดินได้ ให้ปฏบิ ัติ ดังนี้

1) ให้ปิดหนังสือแจ้งให้ผู้มีสิทธิในท่ีดินข้างเคียงมาลงชื่อรับรองแนวเขตหรือ
คัดค้านการรังวัด โดยมอบหมายให้ช่างผู้ทาการรังวัดหรือช่างรังวัดอ่ืนนาไปปิด ณ บริเวณ
ท่ีดินของผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงนั้น และให้มีพยานรู้เห็นการปิดหนังสือแจ้งอย่างน้อย
2 คน แล้วบนั ทกึ ถ้อยคาพยานเป็นหลักฐานตดิ เรื่องไว้ด้วย

2) ให้ทาหนังสือนาส่งหนังสือแจ้งส่งไปยังหัวหน้าเขต นายอาเภอ หรือ
ปลัดอาเภอผู้เป็นหัวหน้าประจากิ่งอาเภอท้องที่ ซ่ึงที่ดินน้ันตั้งอยู่ เพ่ือปิดประกาศไว้ ณ
ที่วา่ การเขต ทีว่ ่าการอาเภอ หรือกิ่งอาเภอแล้วแต่กรณี

3) ให้ส่งหนังสือแจ้งไปยังผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบ
รับตามที่อยู่ท่ีพนักงานเจ้าหน้าท่ีสอบถามได้ความจากนายทะเบียนอาเภอ หรือนาย
ทะเบียนท้องถ่ิน หรือถ้าสอบถามแล้วยังไม่ทราบที่อยู่ของผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียง ก็ให้
ส่งไปยงั ผ้มู สี ิทธใิ นที่ดนิ ขา้ งเคียงตามทอี่ ยทู่ ี่ปรากฏหลักฐานทสี่ านักงานทีด่ นิ

4) การส่งหนังสือแจ้งไปปิด ณ ที่ว่าการเขต ที่ว่าการอาเภอ หรือกิ่งอาเภอ
ท้องท่ี และการส่งหนังสือแจ้งไปยังผู้มีสิทธิในท่ีดินข้างเคียงตาม (2) และ (3) ให้กระทาใน
วันเดียวกัน การปิดหนังสือแจ้ง ณ บริเวณท่ีดินของผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงให้กระทาโดย
ไม่ชกั ชา้

4. ระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการรังวัดหมุดหลักฐานแผนที่โดยระบบดาวเทียม
พ.ศ. 2553ประกาศ ณ วนั ที่ 22 มถิ ุนายน 2553

ระเบียบกรมท่ดี ิน วา่ ด้วยการรังวดั หมุดหลักฐานแผนทโี่ ดยระบบดาวเทยี ม พ.ศ.
2553 ประกาศ ณ วันท่ี 22 มิถุนายน 2553 ที่เก่ียวข้องกับการศึกษาความพร้อมของ
สานักงานที่ดินในการรังวัดด้วยวิธีแผนที่ชั้นหนึ่ง โดยระบบโครงข่ายการรังวัดด้วย
ดาวเทยี มแบบจลน์ (RTK Network) มีดังนี้

ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการรังวัดหมุดหลักฐานแผน
ทโี่ ดยระบบดาวเทียม พ.ศ. 2553”

ขอ้ 2 ระเบียบนใี้ หใ้ ช้บังคับต้งั แต่บัดนเ้ี ปน็ ตน้ ไป
ข้อ 3 ให้ยกเลิกระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการรังวัดหมุดหลักฐานแผนที่โดย
ระบบดาวเทยี ม พ.ศ. 2543
ข้อ 4 บรรดาระเบียบ คาสัง่ ประกาศ หรอื หนงั สือสั่งการอืน่ ใดซ่งึ ขัดหรือแยง้
กบั ระเบียบนีใ้ ห้ใชร้ ะเบียบนแ้ี ทน

25

ข้อ 5 ในระเบียบน้ี
“หมุดดาวเทียม” หมายถึง หมุดหลักฐานแผนที่ ที่ได้ค่าพิกัดจากการรับ
สัญญาณดาวเทยี ม
“หมุดดาวเทียม Static” หมายถึง หมุดดาวเทียมที่ได้ค่าพิกัดจากการรับ
สัญญาณดาวเทียม โดยวิธีการรังวัดแบบสถิต (Static) ซ่ึงหมายความรวมถึงหมุดหลักฐาน
แผนที่ดาวเทียมกรมที่ดินเฉลิมพระเกียรติและหมุดหลักฐานแผนท่ีดาวเทียมชนิดมั่นคง
ถาวร
“หมุดดาวเทียม Rapid Static” หมายถึง หมุดดาวเทียมท่ีได้ค่าพิกัดจากการ
รับสญั ญาณดาวเทยี มโดยวธิ ีการรงั วดั แบบสถติ อยา่ งเร็ว (Rapid or Fast Static)
“หมุดดาวเทียม RTK” หมายถึง หมุดหลักฐานแผนที่ท่ีได้ค่าพิกัดจากการรับ
สัญญาณดาวเทียมโดยวิธีการรังวัดแบบจลน์ได้ค่าพิกัดทันที ณ เวลาทาการรังวัด (Real
Time Kinematics: RTK)
“หมุดพยานดาวเทียม” หมายถึง หมุดหลักฐานแผนที่ที่สร้างข้ึน เพ่ือใช้ค้นหา
และ ตรวจสอบตาแหนง่ ของหมดุ ดาวเทยี ม Static
“การรับสัญญาณดาวเทียมแบบสถิต (Static)” หมายถึง การรับสัญญาณ
ดาวเทียมไมน่ อ้ ยกว่า 2 จดุ พร้อม ๆ กนั ในชว่ งเวลาเดยี วกัน
“การรับสัญญาณดาวเทียมแบบสถิตอย่างเร็ว (Rapid or Fast Static)”
หมายถึง การรับสัญญาณดาวเทียมไม่น้อยกว่า 2 จุด พร้อม ๆ กัน ในช่วงเวลาเดียวกันใช้
ระยะเวลาในการรับสัญญาณดาวเทียมน้อยกว่าการรับสัญญาณดาวเทียมแบบสถิต
(Static)
“การรับสัญญาณดาวเทยี มแบบจลน์ได้ค่าพิกดั ทันที ณ เวลาทาการรังวัด (Real
Time Kinematics: RTK)” หมายถึง การรับสัญญาณดาวเทียมโดยการนาเครื่องรับ
สัญญาณดาวเทียมเคร่ืองหนึ่งหรือหลายเคร่ือง ไปรับสัญญาณท่ีหมุด ซึ่งเป็นสถานีฐาน
(Base Station) และให้เคร่ืองรับสัญญาณดาวเทียมเคร่ืองอื่น ๆ ไปรบั สัญญาณที่หมุดหรือ
ตาแหน่งท่ีต้องการทราบค่าพิกัด โดยมีระบบสื่อสารส่งข้อมูลจากสถานีฐาน (Base
Station) ไปยังเคร่ืองรับทห่ี มดุ หรอื ตาแหนง่ ทต่ี อ้ งการทราบคา่ พิกัดน้นั
“สถานีฐาน (Base Station)” หมายถึง หมุดดาวเทียมท่ีทราบค่าพิกัดใช้อ้างอิง
เพ่ือคานวณค่าพิกัดในการรับสัญญาณดาวเทียมแบบจลน์ได้ค่าพิกัดทันที ณ เวลาทาการ
รังวดั
ข้อ 6 การสร้างหมุดดาวเทียม หมุดพยานดาวเทียม ต้องมีลักษณะและแบบ
ตามท่กี าหนดในภาคผนวก ก

26

ข้อ7 การให้รหัส หมุดดาวเทียมและหมุดพยานดาวเทียม ให้เป็นไปตามที่
กาหนดในภาคผนวก ข

ข้อ 8 ให้สานักเทคโนโลยีทาแผนท่ี จัดทาฐานข้อมูลเพ่ือควบคุมรหัสหมุด
ดาวเทียม ข้อมูลการรับสัญญาณดาวเทียม และค่าพิกัดหมุดดาวเทียม ในรูปแบบดิจิทัล
รวมทั้งเอกสารที่เกยี่ วข้องไวเ้ พื่อการตรวจสอบและอ้างองิ

ขอ้ 9 หมุดดาวเทยี ม ให้สรา้ งในตาแหนง่ ทม่ี ่ันคง ยากตอ่ การถูกทาลาย สามารถ
ค้นหาได้โดยง่าย และสะดวกต่อการใช้งานอยู่ในตาแหน่งท่ีโล่ง ไม่มีส่ิงกีดขวางท่ีมุมสูง
15 องศา (15 Elevation Cut-off) นอกจากน้ี ยังต้องคานึงถึงสิ่งท่ีอาจรบกวนต่อการรับ
สัญญาณได้ เช่น ตาแหน่งของหมุดต้องไม่อยู่ใกล้แหล่งน้าขนาดใหญ่ หรือใกล้อาคาร
ส่ิงก่อสร้างที่มีผิวเรียบ ทาให้เกิดการสะท้อนกลับของคลื่นหลายทิศทาง (Multipath)
มายังเสาอากาศได้ตาแหน่งของหมุดต้องไม่อยู่ใกล้เสาอากาศที่รับสัญญาณท่ีมีความถ่ี
เดียวกัน หรือใกล้เคียงกันกับความถ่ีของสัญญาณดาวเทียม รวมทั้งหลีกเล่ียงตั้งใกล้สถานี
วิทยุ เสาอากาศการส่ือสารแรงสูง (High Power Communication Antenna) สายส่ง
ศักย์สงู (High Voltage Transmission Line) หรอื เสาอากาศเรดาร์ เป็นต้น

ข้อ 10 การสร้างหมุดดาวเทียม Static หมุดดาวเทียม Rapid Static และหมุด
ดาวเทยี ม RTK ให้เปน็ ไปตามที่กาหนดในภาคผนวก ค

ขอ้ 11 การรบั สัญญาณ ดาวเทียมแบบจลน์ได้ค่าพิกดั ทันที ณ เวลาทาการรังวัด
ใหใ้ ช้รับสัญญาณหาคา่ พกิ ัดหมุดหลกั เขตท่ดี นิ ได้

ข้อ 12 คุณลักษณะของเครื่องรับสัญญาณดาวเทียม วิธีการรับสัญญาณ
ดาวเทียม การคานวณและการรับสัญญาณดาวเทียมเพ่ือคานวณหาค่าภาคของทิศให้
เป็นไปตามหลกั เกณฑ์ที่กาหนดในภาคผนวก ง.

ข้อ 13 การใช้แบบพิมพ์ในการปฏิบัติงานรังวัดหมุดหลักฐานแผนที่โดยระบบ
ดาวเทยี ม ให้ใชแ้ บบพิมพท์ ่ีกาหนดในภาคผนวก จ.

ข้อ 14 ค่าภาคของทิศท่ีคานวณได้จากค่าพิกัดหมุดดาวเทียม Static และค่า
พิกัดหมุดดาวเทียม Rapid Static ให้นาไปใช้ในการคานวณเส้นโครงงานหมุดหลักฐาน
แผนทห่ี ลักหรือย่อย สาหรับค่าภาคของทิศที่คานวณไดจ้ ากค่าพิกัดหมดุ ดาวเทียม RTK ให้
นาไปใช้ในการคานวณเส้นโครงงานหมุดหลกั ฐานแผนท่ีเพือ่ เกบ็ รายละเอยี ดเท่าน้นั

ข้อ 15 เม่ือปรากฏว่าหมุดดาวเทียมหรือหมุดพยานดาวเทียม คลาดเคลื่อนสูญ
หายหรือถูกทาลาย ให้รายงานต่อกรมที่ดินและให้สานักเทคโนโลยีทาแผนท่ีดาเนินการ
ปรับปรุงฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน หรือสร้างหมุดดาวเทียมและหมุดพยานดาวเทียมข้ึน
ใหม่

ขอ้ 16 ให้ผู้อานวยการสานักเทคโนโลยที าแผนที่รักษาการตามระเบียบนี้

27

5. ระเบยี บกรมที่ดิน ว่าด้วยการรังวัดโดยระบบโครงข่ายการรงั วดั ด้วยดาวเทียม
แบบจลน์ (RTK Network) ในงานรังวัดเฉพาะราย พ.ศ. 2558 ประกาศ ณ วันท่ี 21
เมษายน 2558

ระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการรังวัดโดยระบบโครงข่ายการรังวัดด้วยดาวเทียม
แบบจลน์ (RTK Network) ในงานรังวัดเฉพาะราย พ.ศ. 2558 ประกาศ ณ วันที่ 21
เมษายน 2558 ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาความพร้อมของสานักงานที่ดินในการรงั วัดดว้ ยวิธี
แผนที่ชน้ั หน่ึงโดยระบบโครงขา่ ยการรังวัดด้วยดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network)
มดี ังน้ี

ขอ้ 1 ระเบียบน้ีเรยี กว่า “ระเบียบกรมท่ีดินว่าด้วยการรังวัดโดยระบบโครงข่าย
การรงั วัดดว้ ยดาวเทียมแบบจลน์ (RTK Network) ในงานรงั วัดเฉพาะราย พ.ศ. 2558”

ข้อ 2 ระเบียบนี้ใหใ้ ช้บังคับตงั้ แตบ่ ัดนเ้ี ป็นตน้ ไป
ข้อ 3 บรรดาระเบียบ คาส่ัง ประกาศ หรือหนงั สือสัง่ การอ่นื ใดซง่ึ ขดั หรือแยง้
กับระเบยี บน้ี ใหใ้ ช้ระเบียบนแ้ี ทน
ข้อ 4 ในระเบยี บนี้
“ระบบโครงข่ายการรังวัดด้วยดาวเทียมแบบจลน์ (Real Time Kinematics
Network: RTK Network)” หมายถึง การรับสัญญาณดาวเทียมแบบจลน์ได้ค่าพิกัดฉาก
ทนั ที ณ เวลาทาการรังวัด (Real Time Kinematics: RTK) ในบริเวณพื้นทร่ี ะบบโครงข่าย
การรงั วดั ดว้ ยดาวเทียมแบบจลน์ซึ่งประกอบด้วย สถานีควบคุม (Control Station) สถานี
รับสัญญาณดาวเทียมอ้างอิง (Reference Station) และระบบสื่อสาร (Communication
System)
“สถานีควบคุม (Control Station)” หมายถึง สถานีซึ่งประกอบด้วยเคร่ือง
คอมพิวเตอร์แม่ข่ายทาหน้าท่ีประมวลผลข้อมูลดาวเทียม จัดเก็บข้อมูล และสารองข้อมูล
(Data Storage) ของระบบโครงขา่ ยการรงั วดั ดว้ ยดาวเทยี มแบบจลน์
“สถานีรบั สัญญาณดาวเทียมอา้ งอิง (Reference Station)” หมายถงึ สถานีรับ
สัญญาณดาวเทียมซ่ึงเป็นตาแหน่งที่มีค่าพิกัดฉากของหมุดหลักฐานแผนท่ีถูกติดต้ังอย่าง
ถาวรเพ่ือส่งข้อมูลดาวเทียม ณ ตาแหน่งที่ติดต้ังไปยังสถานีควบคุมตลอดเวลา โดยจะ
บันทึกข้อมูลทุก ๆ 1 วินาที ทาการรับสัญญาณดาวเทียมโดยระบบโครงข่ายการรังวัดด้วย
ดาวเทยี มแบบจลนต์ ลอด 24 ช่ัวโมง
“ระบบสื่อสาร (Communication System)” หมายถึง ระบบท่ีใช้ในการติดต่อ
สื่อสารรับสง่ ขอ้ มูลดาวเทยี มภายในระบบโครงขา่ ยการรงั วัดด้วยดาวเทียมแบบจลน์

28

“การรังวัดด้วยดาวเทียมแบบจลน์ (Real Time Kinematics: RTK)” หมายถึง
การรับสัญญาณดาวเทียมแบบจลน์ได้ค่าพิกัดฉากทันที ณ เวลาทาการรังวัดจากระบบ
โครงข่ายการรังวดั ด้วยดาวเทยี มแบบจลน์

“สถานีจร (Rover Station)” หมายถึง หมุดหลักฐานแผนที่หรือตาแหน่งที่
ต้องการทราบค่าพิกัด โดยการคานวณอ้างอิงค่าพิกัดฉากมาจากสถานีฐาน ในการรับ
สัญญาณดาวเทียมแบบจลน์

“หมุดดาวเทียม Static” หมายถึง หมุดดาวเทียมที่ได้ค่าพิกัดฉากจากการรับ
สัญญาณดาวเทียมโดยวิธีการรังวัดแบบสถิต (Static) ซึ่งหมายความรวมถึงหมุดหลักฐาน
แผนท่ีดาวเทียมกรมที่ดินเฉลิมพระเกียรติ และหมุดหลักฐานแผนที่ดาวเทียมชนิดมั่นคง
ถาวร

“หมุดดาวเทียม RTK Network” หมายถึง หมุดดาวเทียม RTK ท่ีได้ค่าพิกัด
ฉากจากการรับสญั ญาณดาวเทียมโดยระบบโครงขา่ ยการรงั วัดด้วยดาวเทยี มแบบจลน์

“หมุดกลาง” หมายถึง หมุดหลักฐานแผนท่ีที่มีจุดศูนย์กลางอยู่บนแนวเส้นตรง
ระหวา่ งหมุดหลกั ฐานแผนทคี่ ู่ใดคู่หน่งึ

“หมุดลอย” หมายถึง หมุดหลักฐานแผนท่ีท่ีปักไว้โดยไม่ได้ทาการรังวัดบรรจบ
หมดุ

“หลักเขตบนเส้น (Online)” หมายถึง หลักเขตที่ปักบนแนวเส้นตรงระหว่าง
หลกั เขตทด่ี ิน

“PDOP (Position Dilution of Precision)” หมายถึง ค่าที่ใช้ในการ
บ่งชี้ความถูกต้องของตาแหน่งของจุดท่ีทาการรับสัญญาณดาวเทียมที่คานวณได้ ณ เวลา
ใด ๆ

“RMS (Root Mean Square)” หมายถึง คา่ รากท่สี องของความแปรปรวนของ
ข้อมูลการรบั สัญญาณดาวเทียม

“Fixed” หมายถึง สถานะของการรับสญั ญาณดาวเทียมซึ่งจานวนลูกคลืน่ ไดถ้ ูก
คานวณแล้วและได้ผลลัพธ์เป็นจานวนลูกคลื่นเต็มลูกคลื่นขณะทาการรับสัญญาณ
ดาวเทียม ณ เวลาใด ๆ

ข้อ 5 คาอธิบาย และภาคผนวก ซึ่งกาหนดไว้ท้ายระเบียบ ให้ถือว่าเป็นส่วน
หนึง่ ของวธิ ปี ฏบิ ัติตามระเบยี บนี้

ข้อ 6 ให้ผู้อานวยการกองเทคโนโลยีทาแผนท่ี และผู้อานวยการสานกั มาตรฐาน
และส่งเสรมิ การรังวัดรกั ษาการตามระเบียบนี้

29

ข้อ 7 ให้กองเทคโนโลยีทาแผนท่ีจัดสร้างระวางแผนท่ีและจัดทาประกาศ
กาหนดพื้นท่ีเพื่อทาการรังวัดโดยวิธีแผนที่ชั้นหนึ่งโดยระบบโครงข่ายการรังวัดด้วย
ดาวเทียมแบบจลน์ตามที่อธิบดกี าหนด

ข้อ 8 ให้ทาการรังวัดโดยการรับสัญญาณดาวเทียมที่หมุดดาวเทียม RTK
Network เพื่อใช้ในการโยงยึดหลักเขตทดี่ ิน หรือใช้เป็นหมุดออก และหมุดเข้าบรรจบเส้น
โครงงานหมุดหลักฐานแผนที่เพอ่ื เกบ็ รายละเอียดแปลงท่ดี ินและไม่ให้ทาการรงั วัดโดยการ
รบั สญั ญาณดาวเทยี มทห่ี ลักเขตที่ดินยกเว้นกรณีตรวจสอบค่าพิกดั ฉากของหลักเขตท่ดี นิ

ข้อ 9 ก่อนทาการรังวัดใหต้ รวจสอบเครอ่ื งรับสัญญาณดาวเทียมโดยรับสญั ญาณ
ที่หมุดดาวเทียม Staticซึ่งทราบค่าพิกัดฉาก โดยค่าความแตกต่างต้องอยู่ในเกณฑ์
ความคลาดเคลื่อนเชิงตาแหนง่ ±4 เซนติเมตร

การรับสัญญาณดาวเทียมโดยระบบโครงข่ายการรังวัดด้วยดาวเทียมแบบจลน์
ณ สถานีจรให้ใช้เครื่องรับสัญญาณดาวเทียมประกอบขากล้องตั้งให้ตรงศูนย์กลางหมุด
ดาวเทียม RTK Network และให้ตรวจสอบการรับสัญญาณดาวเทียมซ้า 2 ครั้ง ก่อนการ
รับสัญญาณดาวเทียมครั้งที่ 2 ให้ปิดเครื่องแล้วเปิดเคร่ืองใหม่ เพ่ือให้เคร่ืองรับสัญญาณ
มีสภาพเร่ิมต้นการทางานใหม่ โดยค่าความแตกต่างของค่าพิกัดฉากต้องอยู่ในเกณฑ์
ความคลาดเคลอ่ื นเชงิ ตาแหน่ง ±4 เซนตเิ มตร และให้ใชค้ า่ เฉลี่ย

วิธปี ฏบิ ตั งิ านรงั วดั เฉพาะรายโดยระบบโครงข่ายการรงั วดั ดว้ ยดาวเทยี มแบบ
จลนใ์ ห้เป็นไปตามทก่ี าหนดในภาคผนวก ก.

ข้อ 10 การรับสัญญาณดาวเทียมโดยระบบโครงข่ายการรังวัดด้วยดาวเทียม
แบบจลน์เพ่ือสร้างหมุดดาวเทียม RTK Network สาหรับใช้เป็นหมุดออกและหมุดเข้า
บรรจบเพื่อการวางเส้นโครงงานหมุดหลักฐานแผนที่เก็บรายละเอียดแปลงท่ีดินหรือเพื่อ
การรังวัดโยงยึดหลักเขตท่ีดิน ให้สร้างหมุดไม่น้อยกว่า 2 หมุด โดยแต่ละหมุดมีระยะห่าง
กนั ไม่นอ้ ยกว่า 100 เมตร และให้ดาเนนิ การ ดังน้ี

10.1 กรณีท่ไี ม่สามารถดาเนนิ การไดต้ ามขอ้ 10 ให้หวั หนา้ ฝ่ายรงั วัด
เป็นผู้พิจารณาอนุญาต แต่ต้องมีระยะไม่น้อยกว่า 50 เมตร โดยให้มีเหตุผลความจาเป็น
ประกอบเปน็ หลกั ฐานรวมอยูใ่ นหลักฐานการรงั วัด

10.2 ให้ทาการวัดระยะระหว่างคู่หมุดตามข้อ 10 แล้วนามาตรวจสอบ
กับระยะที่ได้จากการคานวณ ค่าพิกัดฉากจากการรับสัญญ าณ ดาวเทียมแบบจลน์โดย
ค่า ความคลาดเคลื่อนตอ้ งไม่เกนิ เกณฑ์ 1: 3,000

10 .3 ใน ก รณ ีห ม ุด ด าวเท ีย ม RTK Network เด ิม ต าม ข ้อ 1 0
คลาดเคลื่อน สูญหาย หรือถูกทาลายให้สร้างใหม่ หรือซ่อมหมุดดาวเทียม RTK Network
ทดแทน และให้ตรวจสอบค่าพิกัดฉากหมุดดาวเทียม RTK Network ท่ีเหลืออยู่ โดยให้

30

รายงานไว้ในรายงานการรังวัด (ร.ว.3 ก) และรวบรวมแจ้งให้กองเทคโนโลยีทาแผนท่ี
ดาเนนิ การปรับปรุงฐานขอ้ มูลให้เปน็ ปจั จบุ ัน

10.4 การสร้างหมุดดาวเทียม RTK Network ตามข้อ 10 ให้คานึงถึง
สภาพภูมิประเทศเป็นสาคัญโดยให้อนุโลมใช้แบบหมุดหลักฐานแผนที่ชนิดหมุดคอ นกรีต
หมดุ ทองเหลอื งหรอื หมุดเหลก็ ตามแบบของกรมท่ีดนิ

10.5 การกาหนดช่ือหมุดดาวเทียม RTK Network ให้ใช้รหัส “V”,
“W” และ “X” ตามด้วยรหัสจังหวัด และตามด้วยเลขอารบิคอีก 5 หลัก แทนช่ือหมุด
เช่น จังหวัดชลบุรี “V0800001” เป็นต้น ตามระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการรังวัดหมุด
หลักฐานแผนท่ีโดยระบบดาวเทียม พ.ศ. 2553

ข้อ 11 ในกรณีจาเป็นต้องวางเส้นโครงงานหมุดหลักฐานแผนที่เพื่อเก็บ
รายละเอียดให้ทาการรังวัดออกและเข้าบรรจบหมุดดาวเทียม RTK Network ตามข้อ 10
ความยาวของเส้นโครงงานหมุดหลักฐานแผนท่ีเพื่อเก็บรายละเอียดมีระ ยะทางไม่เกิน
2กโิ ลเมตรจานวนหมดุ ไม่เกนิ 20 หมุด

ข้อ 12 การวางเส้นโครงงานหมุดหลักฐานแผนที่เพ่ือเก็บรายละเอียด
การควบคุมเส้นโครงงานหมุดหลักฐานแผนที่เพ่ือเก็บรายละเอียดการรังวัดปักหมุดกลาง
การรังวัดปักหมุดลอยการรังวัดโยงยึดหลักเขตท่ีดินและการรังวัดปักหลักเขตบนเส้น
(Online) ให้ปฏิบัติตามระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการรังวัดและทาแผนที่เพื่อเก็บ
รายละเอียดแปลงทีด่ ินโดยวิธแี ผนท่ีชั้นหนึง่ ในระบบพิกัดฉากยทู ีเอ็ม พ.ศ. 2542 หรือที่จะ
มแี กไ้ ขเพ่มิ เติม

กรณีท่ีมีการรังวัดปักหมุดลอยไม่ควรเกินระยะคู่หมุดดาวเทียม RTK Network
ตามข้อ 10 เว้นแต่ในกรณีจาเป็นต้องมีระยะห่างจากหมุดหลักฐานแผนที่ไม่เกิน 200 เมตร
และห่างจากหมดุ กลางหรือหมุดลอยไม่เกนิ 100 เมตร

ขอ้ 13 การดาเนินงานของสานักงานช่างรังวดั เอกชนในพื้นที่ของสานักงานท่ดี ิน
ซึ่งทาการรังวัดโดยระบบโครงข่ายการรังวัดด้วยดาวเทียมแบบจลน์ ให้ถือปฏิบัติตาม
ระเบียบน้ี

ข้อ 14 การรังวัดแบ่งแยกท่ีดินที่ถูกเขตชลประทานหรือทางหลวง หรือ
การรังวัดแบ่งได้มาโดยการครอบครองตามคาส่ังศาล ให้อนุโลมถือปฏิบัติตามคาสั่ง
กรมท่ีดิน ที่ 2/ 2503 ลงวันท่ี 20 กันยายน พ.ศ. 2503 หรือที่จะมีแก้ไขเพ่ิมเติม โดย
ไม่ต้องทาการรังวัดโดยระบบโครงขา่ ยการรังวัดด้วยดาวเทยี มแบบจลน์

ข้อ 15 เมื่อทาการรังวัดจากหมุดดาวเทียม RTK Network หรือหมุดหลักฐาน
แผนที่จากเส้นโครงงานหมุดหลักฐานแผนที่เพ่ือเก็บรายละเอียด หรือเพ่ือการโยงยึดหลัก
เขตที่ดิน ให้วัดระยะตรวจสอบรอบแปลงท่ีดินทุกหลักเขต เพื่อนามาตรวจสอบโดยเทียบ

31

ค่าความคลาดเคล่ือนของระยะรอบแปลงที่วัดได้ กับค่าความคลาดเคลื่อนตามเกณฑ์
ความคลาดเคล่ือนของระยะรอบแปลง แนบท้ายระเบียบกรมท่ีดินว่าด้วยการรังวัดและทา
แผนท่ีเพ่ือเก็บรายละเอียดแปลงท่ีดินโดยวิธีแผนที่ช้ันหน่ึงในระบบพิกัดฉากยูทีเอ็ม พ.ศ.
2542 หรอื ท่จี ะมแี ก้ไขเพิม่ เตมิ

เกณฑ์ความคลาดเคล่ือนเชิงตาแหนง่ ของหมุดดาวเทียมจากการรังวัดโดยระบบ
โครงข่ายการรังวดั ด้วยดาวเทียมแบบจลน์ ใหเ้ ป็นไปตามภาคผนวก ข

ข้อ 16 การคานวณค่าพิกัดฉากของเส้นโครงงานหมุดหลักฐานแผนท่ีเพ่ือรังวัด
โยงยึดเก็บรายละเอียดแปลงท่ีดิน ให้ใช้โปรแกรมการคานวณงานรังวัดท่ีกรมที่ดินรับรอง
และเกณฑค์ วามคลาดเคลอื่ นใหเ้ ป็นไปตามระเบียบกรมที่ดนิ วา่ ด้วยการรังวัดและทาแผนท่ี
เพ่ือเก็บรายละเอียดแปลงที่ดินโดยวิธีแผนที่ช้ันหน่ึงในระบบพิกัดฉากยูทีเอ็ม พ.ศ. 2542
หรือทีจ่ ะมีแก้ไขเพ่มิ เตมิ

ขอ้ 17 ในการตรวจสอบค่าพิกัดฉากของหลักเขตท่ีดนิ ให้พิจารณา ดังนี้
17.1 กรณีท่ีตาแหน่งของหลักเขตท่ีดินเดิมมีค่าคลาดเคล่ือนทาง

พิกัดฉากอยู่ในเกณฑ์ความคลาดเคล่ือนเชิงตาแหน่งที่กาหนดตามภาคผนวก ข ให้ถือว่า
ค่าพิกัดฉากของหลักเขตท่ีดินถูกต้อง และใหใ้ ช้ค่าพกิ ัดฉากเดมิ ดาเนนิ การต่อไป

17.2 กรณีตาแหน่งของหลักเขตที่ดินเดิมมีคา่ คลาดเคล่อื นทางพิกัดฉาก
เกินกว่าเกณฑ์ความคลาดเคลื่อนเชิงตาแหน่งท่ีกาหนดตามภาคผนวก ข ให้ตรวจสอบ
จนได้ข้อยุติว่าข้อเท็จจรงิ เป็นอย่างไร หากค่าพิกัดฉากเดิมผิดพลาดคลาดเคลื่อนให้ยกเลิก
และใช้ค่าพกิ ดั ฉากที่ได้จากการรังวดั โยงยึดและคานวณใหม่

ข้อ 18 การรังวดั สอบเขต แบ่งแยก และรวมโฉนดที่ดิน กรณีหลกั ฐานการรงั วัด
เดิมทาการรังวัดโดยวิธีแผนท่ีช้ันหน่ึงหรือโดยวิธีแผนท่ีช้ันสอง และไม่ได้ทาการรังวัดตาม
ระเบียบนี้มาก่อนให้พนักงานเจ้าหน้าท่ีส่งหนังสือแจ้งเรื่องการระวังช้ีแนวเขตและลงช่ือ
รับรองเขตที่ดิน (ท.ด.38) ให้เจ้าของท่ีดินแปลงข้างเคียงรอบแปลงทราบ เพื่อให้ไประวังช้ี
แนวเขตในวันทาการรงั วดั เมอ่ื ทาการรังวดั เสร็จแล้ว หากผลการรงั วัดได้รปู แผนท่ีและเน้ือ
ที่เท่าเดมิ หรอื แตกต่างจากเดมิ เจา้ ของท่ีดินแปลงขา้ งเคียงต้องรับรองเขตครบทกุ ดา้ น

ถ้าเจา้ ของทดี่ ินแปลงข้างเคียงรับรองเขตไม่ครบ ให้ดาเนินการตามกฎกระทรวง
ฉบับท่ี 31 (พ.ศ. 2521) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายท่ีดิน
พ.ศ. 2497 และระเบยี บกรมท่ีดนิ ว่าด้วยการตดิ ตอ่ หรอื การแจง้ ผมู้ ีสทิ ธิในที่ดนิ ข้างเคียงให้
มาลงชื่อรบั รองแนวเขต หรือคัดค้านการรังวดั พ.ศ. 2521

ข้อ 19 กรณีหลักฐานการรังวัดเดิมทาการรังวัดตามระเบียบน้ีไว้แล้ว ให้
ดาเนนิ การ ดงั นี้

32

19.1 การรังวัดสอบเขตหรือแบ่งแยกโฉนดท่ีดินให้พนักงานเจ้าหน้าที่
ส่งหนังสือแจ้งเรื่องการระวังชี้แนวเขตและลงช่ือรับรองเขตท่ีดิน (ท.ด.38) ให้เจ้าของท่ีดิน
แปลงข้างเคียงรอบแปลงทราบถ้าผลการรังวัดได้รูปแผนที่และเน้ือท่ีเท่าเดิมในวันทาการ
รังวัดเจ้าของท่ีดินแปลงข้างเคียงด้านท่ีเกี่ยวข้องในการปักหลักเขตที่ดินไม่ได้มาระวังช้ี
แนวเขตโดยจะได้รับหนังสือแจ้งจากพนักงานเจ้าหน้าที่หรือไม่ก็ตามหรือมาแต่ไม่ยอม
ลงช่ือรับรองแนวเขตโดยไม่คัดค้านการรังวัดให้มีหนังสือแจ้งเร่ืองการปักหลักเขตที่ดิน
(ท.ด.38 ค) ให้เจ้าของทดี่ ินแปลงข้างเคียงนนั้ ทราบ

19.2 การรังวัดรวมโฉนดที่ดิน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งหนังสือแจ้ง
เร่ืองการระวังชีแ้ นวเขตและลงช่ือรับรองเขตทด่ี ิน (ท.ด.38) ให้เจ้าของท่ีดินแปลงขา้ งเคียง
รอบแปลงทราบ เมื่อทาการรังวัดรวมโฉนดที่ดินเสร็จแล้วในรายงานการรังวัด (ร.ว.3 ก)
ให้รายงานว่าใช้รูปแผนที่และเนื้อท่ีในการรังวัดครั้งนี้ดาเนินการให้ผู้ขอต่อไป โดยเจ้าของ
ที่ดินแปลงข้างเคียงต้องรับรองเขตครบ ถ้าเจ้าของท่ีดินแปลงข้างเคียงรับรองเขตไม่ครบ
ให้ดาเนนิ การตามข้อ 18 วรรคสอง

19.3 การแจ้งเจ้าของท่ีดินข้างเคียงกรณีการรังวัดแบ่งแยกโฉนดท่ีดิน
ที่มีการรังวัดใหม่แล้ว กรณีหลักฐานการรังวัดเดิมทาการรังวัดตามระเบียบน้ี ให้มีหนังสือ
แจ้งเฉพาะเจ้าของท่ีดินข้างเคียงแปลงที่จะมีการปักหลักเขตแบ่งแยกใหม่ โดยถือปฏิบัติ
ตามระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการแจ้งเจ้าของท่ีดินข้างเคียงกรณีรังวัดแบ่งแยกที่ดินท่ีมี
การรงั วดั ใหมแ่ ล้ว พ.ศ. 2527 หรอื ท่จี ะมแี ก้ไขเพม่ิ เติม

ข้อ 20 ให้จัดทารายการรังวัด (เชนสนาม) ติดหลังต้นร่างแผนท่ีแบบรายการ
รังวัดหมุดดาวเทียม RTK Network (ร.ว.31 ง) แบบรายงานการตรวจสอบความถูก
ต้องการรังวดั โดยระบบโครงข่ายการรงั วัดด้วยดาวเทียม (ร.ว.80 ก) และแบบรายงานการ
ตรวจสอบความถูกต้องของระยะทางท่ีรังวัดโดยระบบโครงข่ายการรังวัดด้วยดาวเ ทียม
แบบจลน์ (ร.ว. 80 ข) แบบรายการรังวัดมุมระยะของเส้นโครงงานหมุดหลักฐานแผนท่ี
(ร.ว.31 ค) แบบรายการรังวัดเส้นโครงงานหมุดหลักฐานแผนท่ีเพื่อเก็บรายละเอียด/ โยง
ยึดหลักเขตท่ีดินระบบพิกัดฉาก ยู ที เอ็ม (ร.ว.31 ซ) แบบคานวณพิกัดฉาก (ร.ว.25 )
แบบคานวณเนอ้ื ท่ี (ร.ว.25 จ) และต้นร่างแผนท่ใี ห้เป็นไปตามภาคผนวก ค ท้ายระเบียบนี้

ข้อ 21 เมื่อสานักงานที่ดินได้รับระวางแผนที่ใหม่มาใช้ในราชการแล้วให้หมาย
เหตุในระวางแผนท่ีเดิมด้วยอักษรสีแดงเหนือขอบระวางด้านซ้ายมือไว้ว่า “ห้ามใช้ลงท่ี
หมายรูปแผนที่ของแปลงที่ดิน” ในระวางนับตั้งแต่วันที่สานักงานที่ดินได้รับระวางใหม่มา
ใช้ในราชการแล้ว พรอ้ มทั้งให้หัวหนา้ ฝ่ายรังวัดลงชื่อกากับและเมอ่ื ไดน้ ารูปแผนที่ลงระวาง
แผนที่ใหม่แล้ว ให้หมายเหตุด้วยอักษรสีแดงในรูปแผนท่ีระวางแผนที่เดิมว่า “ร.ว.ม.
ดูระวางใหม่” หากลงท่ีหมายครบทุกแปลง จึงหมายเหตุยกเลิกในระวางแผนท่ีเดิมเว้นแต่

33

การดาเนินการตามข้อ 14 ให้นารูปแผนท่ีลงระวางแผนที่เดิมโดยไม่ต้องนารูปแผนท่ีลงที่
หมายในระวางแผนท่ีท่สี ร้างข้ึนใหม่

ข้อ 22 ให้นารูปแผนท่ีท่ีทาการรังวัดตามระเบียบนี้ ลงท่ีหมายในระวางแผนที่ท่ี
สรา้ งข้นึ ใหมแ่ ทนระวางแผนท่ีเดมิ ดว้ ยค่าพิกัด โดยอาศัยหลักเกณฑ์ ดงั นี้

22.1 กรณีท่ีเป็นรูปแผนที่รังวัดสอบเขต แบ่งแยก หรือรวมโฉนดที่ดิน
หากต้องดาเนินการตามมาตรา 61 มาตรา 69 ทวิ หรือมาตรา 79 แห่งประมวลกฎหมาย
ทด่ี ิน แล้วแตก่ รณี ให้ดาเนินการให้เสร็จก่อน แลว้ จงึ นารูปแผนที่น้ันลงระวางแผนท่ีทีส่ ร้าง
ข้ึนใหม่โดยถือปฏิบัติตามระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยแผนท่ีในโฉนดที่ดินแตกต่างจากเดิม
เนื่องจากมกี ารรงั วัดใหม่ และทับแผนทีใ่ นโฉนดทีด่ นิ แปลงข้างเคียง พ.ศ. 2525

22.2 กรณีที่เป็นรูปแผนท่ีรังวัดออกโฉนดท่ีดิน ให้นารูปแผนท่ีน้ันลง
ระวางแผนท่ีท่ีสรา้ งขึ้นใหม่ด้วยค่าพิกัดฉาก โดยไม่ตอ้ งนารูปแผนที่นั้นลงท่ีหมายในระวาง
แผนท่เี ดิม

6. พระราชกฤษฎกี าวา่ ด้วยหลกั เกณฑแ์ ละวิธกี ารบริหารกจิ การบา้ นเมืองท่ีดี
พ.ศ. 2546

มาตรา 35 ส่วนราชการมีหน้าที่สารวจตรวจสอบและทบทวนกฎหมาย
กฎระเบียบข้อบังคับและประกาศท่ีอยู่ในความรับผิดชอบเพ่ือดาเนินการยกเลิกปรับปรุง
หรือจัดให้มีกฎหมายกฎระเบียบข้อบังคบั หรือประกาศขนึ้ ใหม่ให้ทันสมยั และเหมาะสมกับ
สภาวการณห์ รือสอดคลอ้ งกับความจาเป็นทางเศรษฐกิจสังคมและความมนั่ คงของประเทศ
ท้งั นโี้ ดยคานึงถึงความสะดวกรวดเรว็ และลดภาระของประชาชนเปน็ สาคญั

ในการดาเนินการตามวรรคหน่ึงให้ส่วน ราชการนาความคิดเห็นหรือ
ข้อเสนอแนะของประชาชนมาประกอบการพิจารณาดว้ ย

เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเก่ยี วขอ้ ง

ไพจิตร พ่ึงภพ (2555) ศึกษาเร่ืองแนวทางแก้ไขปัญหาทางกฎหมายและทางปฏบิ ัติ
เก่ียวกับธุรกิจจัดสรรที่ดิน โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษาความเป็นมา แนวคิด ทฤษฎี และ
สภาพปญั หาของการดาเนินธรุ กจิ การจัดสรรที่ดินเพื่อศึกษากฎเกณฑ์ทางกฎหมายและทาง
ปฏิบัติเกี่ยวกับธุรกิจจัดสรรท่ีดินตลอดจนปัญหาและผลกระทบท่ีเกิดขึ้นเกี่ยวกับกฎหมาย
และทางปฏิบัติเกี่ยวกับธุรกิจจัดสรรที่ดิน และเพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไขกฎหมายที่
เกี่ยวข้องกับธุรกิจจดั สรรท่ีดนิ เพื่อแก้ไขปญั หาทางกฎหมายและทางปฏิบัติในธุรกจิ จัดสรร
ที่ดินให้ใช้บังคับกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพทันต่อความเปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจ
และสังคมในยุคปัจจุบัน ผลการวิจัยพบว่าพระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543

34

ผปู้ ระกอบการจัดสรรที่ดินอาศัยชอ่ งว่างทางกฎหมายหลีกเลยี่ งการขออนญุ าตจัดสรรที่ดิน
โดยวิธีการแบ่งท่ีดินออกเป็นแปลงย่อยโฉนดละไม่เกิน 9 แปลง จึงสมควรมีการแก้ไข
เพม่ิ เติมกฎหมายในมาตรา 4 ของพระราชบัญญัติจัดสรรท่ีดิน พ.ศ. 2543 ในสว่ นคานิยาม
ของ “การจัดสรรท่ีดิน” เพื่อความชัดเจนและป้องกันปัญหาการหลบเลี่ยงขออนุญาต
ทาการจัดสรรของผู้ประกอบการ โดยไม่ควรกาหนดเงื่อนเวลาในการแบ่งที่ดิน แต่ควร
กาหนดถึงสภาพความเป็นจริงของสภาพที่ดินนั้นและควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายใน
มาตรา 4 ของพระราชบัญญัตกิ ารจัดสรรท่ดี ิน พ.ศ. 2543 ในส่วนคานิยามของ “การจัดสรร
ที่ดิน” โดยไม่ควรกาหนดเงื่อนเวลาในการแบ่งที่ดิน แต่ควรกาหนดถึงสภาพความเป็นจริง
ของสภาพที่ดินน้ัน และเห็นควรยกเลิกข้อสันนิษฐานทางกฎหมายเก่ยี วกับการจดั สรรที่ดิน
ตามมาตรา 22 โดยหากเป็นการแบ่งแยกท่ีดินเป็นแปลงย่อยจานวนสิบแปลงข้ึนไปและมี
รูปแปลงที่ดินเชื่อมกันโดยมีทางเข้าถึงกันทุกแปลง ให้ถือว่าเป็นการจัดสรรที่ดิน เว้นแต่
เปน็ การแบง่ แยกท่ีดนิ ใหแ้ กท่ ายาท

ชุลีวรรณ บัวอินทร์ (2559) ศึกษาเร่ืองมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการรังวัด
สอบเขต การรวมโฉนดและแบ่งแยกท่ีดิน มาตรา 69 ทวิ และมาตรา 79 แห่งประมวล
กฎหมายท่ีดิน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมาและความสาคัญของปัญหาและ
มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเรื่องการรังวัดสอบเขต รวมโฉนดและ
แบ่งแยกท่ีดนิ มาตรา 69 ทวิ และมาตรา 79 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แนวคิด ทฤษฎีที่
เกี่ยวของกับการบริหารจัดการท่ีดินของรัฐ การรังวัดสอบเขต การรวมโฉนดและแบงแยก
ที่ดิน กฎหมายที่เกี่ยวกับการรังวัดสอบเขต การรวมโฉนด การแบงแยกท่ีดินของประเทศ
ไทยและของตางประเทศ เพ่ือใหไดมาซง่ึ บทสรุปและขอเสนอแนะและมาตรการในการแก
ไขปรบั ปรงุ ปญหา การรังวัดสอบเขต รวมโฉนดและแบงแยกที่ดิน ตามมาตรา 69 ทวิ และ
มาตรา 79 แหงประมวลกฎหมายที่ดิน ใหมีประสิทธิภาพ ทันสมัยและครอบคลุม ปญหา
ทางกฎหมายตอไป ผลการวิจัยพบว่าจากบทบัญญัติทางกฎหมายท่ีกลาวขางตนของ
ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 69 ทวิ และมาตรา 79 จะเห็นไดวามีประเด็นที่สงผลให
เกิดปญหาในหลายประเด็น ไดแก 1) ปญหาที่เกิดจากความไมชัดเจนของแนวเขต
การครอบครอง 2) ปญหาความไมชัดเจนของนิยาม “ผูมีสิทธิในที่ดินขางเคียง” 3) ปญหา
ดานระยะเวลาในการดาเนินการ 4) ปญหาความซ้าซอนและความล้าหลงั ของกฎหมาย

35

บทที่ 3
วธิ ดี าเนนิ การวิจยั

การวิจัยเร่ือง แนวทางและผลกระทบของการแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา
69 ทวิ เพ่ือให้เจ้าของท่ีดินข้างเคียงไม่ต้องเดินทางมารับรองแนวเขตท่ีดินจากการรังวัด
ท่ีดินโดยวิธีแผนที่ชั้นหนึ่งด้วยระบบโครงข่ายดาวเทียมแบบจลน์ (RTK GNSS Network)
คร้ังน้ี คณะผู้วิจยั ได้ใช้วธิ ีการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปรมิ าณ โดยมีข้ันตอนดาเนนิ การวิจัย
ดงั นี้

วิธกี ารวิจยั เชงิ ปริมาณ

ขั้นตอนการดาเนนิ การวจิ ัย ประกอบด้วย
การกาหนดประชากรและกลุม่ ตวั อย่าง
1. ประชากร ที่ศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ ช่างรังวัดที่ปฏิบัติงานอยู่ในสานักงานท่ีดิน
จังหวัด จานวน 15 จังหวดั รวมท้งั สิน้ จานวน 193 คน
2. กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่
ช่างรังวัดที่ปฏิบัติงานอยู่ในสานักงานที่ดินจังหวัด ซ่ึงกาหนดขนาดโดยใช้ตารางสาเร็จรูป
ของ Krejcie and Morgan ได้จานวน 132 คน จากนั้นทาการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งช้ันภูมิ
(Stratified Sampling) โดยใช้เกณฑ์จังหวัดเป็นตัวแบ่งชั้นภูมิ จานวน 15 จังหวัด ได้แก่
กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี นครปฐม เชียงใหม่ ลาพูน เพชรบูรณ์ สงขลา สตูล
ปัตตานี จันทบุรี ระยอง ตราด เลย อุดรธานี และหนองบัวลาภู และคิดสัดส่วนขนาด
กลุ่มตัวอย่าง และได้ทาการเก็บตัวอย่างจริงโดยมีการเก็บเกินจานวนท่ีคานวณได้เพ่ือ
ปอ้ งกันความไม่สมบูรณ์ครบถ้วนของข้อมูลจานวน 162 คน เมื่อทาการเก็บรวบรวมข้อมูล
เสร็จสิ้นและตรวจสอบความเรียบร้อยของข้อมูลทั้งหมดมีจานวนข้อมูลท่ีนามาวิเคราะห์
จานวน 143 คน ดงั ตารางที่ 1

36

ตารางท่ี 1 สัดส่วนกลุ่มตัวอย่างที่คานวณได้ในแต่ละจงั หวัด กลุม่ ตัวอยา่ งทเี่ ก็บจรงิ
และกลุ่มตัวอย่างที่นามาวิเคราะห์ขอ้ มลู

ลาดบั จงั หวดั ประชากร กลุม่ ตวั อยา่ ง กล่มุ ตวั อย่าง กลุม่ ตวั อย่าง
ท่คี านวณได้ ท่ีเก็บจริง ท่นี ามา
1 กรงุ เทพมหานคร 5 วเิ คราะห์
2 นนทบุรี 14 3
3 นครปฐม 15 10 55
4 เชียงใหม่ 14 10
5 ลาพูน 10 10 12 11
6 เพชรบูรณ์ 10 7
7 สงขลา 14 7 12 10
8 สตูล 9 10
9 ปัตตานี 15 6 12 10
10 จนั ทบุรี 12 10
11 ระยอง 14 8 98
12 ตราด 10 10
13 เลย 15 7 97
14 อุดรธานี 20 10
15 หนองบัวลาภู 16 14 12 11
193 10
รวม 132 88

12 12

10 8

12 10

98

12 10

16 14

12 11

162 143

วิธีการวจิ ัยเชิงคณุ ภาพ

การวิจัยครั้งน้ีได้ดาเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-
depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสาคัญ โดยการเลือกแบบ เจาะจง (Purposive
Sampling)

1. การกาหนดผใู้ ห้ข้อมูลสาคัญ
ผใู้ หข้ ้อมูลสาคัญในการศกึ ษาครง้ั นี้ ได้แก่
1.1 ผู้บริหาร จานวน 9 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารส่วนกลาง จานวน 4 คน

ได้แก่ ผู้ตรวจราชการกรมที่ดิน รักษาการในตาแหน่ง ที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมสารวจ


Click to View FlipBook Version