๑๑๔ ปี กรมท่ีดิน ๕๑
โฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ซึ่งเกี่ยวกับเขตป่าไม้ พ.ศ. ๒๕๓๔ แต่หากเป็นการออก
หนงั สือแสดงสิทธิในเขตป่าไม้ภายหลังกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราช
บัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายทีด่ ิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ตามข้อ ๑๐ (๓) และ ข้อ ๑๑ หากปรากฏว่าที่ดินที่ขอ
ออกหนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ินต้ังอยู่ในต�ำ บลที่มีป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ พื้นทีร่ กั ษาพันธ์ุสตั ว์ป่า
พื้นทีห่ ้ามล่าสตั ว์ป่าหรือพื้นทีท่ ี่ได้จ�ำ แนกให้เป็นเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรฐั มนตรี และกรมป่าไม้หรือกรม
พัฒนาที่ดินยงั ไม่ได้ขีดเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตอุทยานแห่งชาติ เขตรกั ษาพันธุ์สตั ว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า
หรือเขตทีไ่ ด้จ�ำ แนกให้เป็นเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรฐั มนตรี ลงในระวางรูปถ่ายทางอากาศเพือ่ การออก
หนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ หรือกรณีทีข่ ีดเขตแล้ว แต่ที่ดินทีข่ อออกหนังสือรบั รองการทำ�ประโยชน์มี
อาณาเขตติดต่อคาบเกีย่ วหรืออยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตอทุ ยานแห่งชาติ เขตรกั ษาพันธ์ุสัตว์ป่า เขต
ห้ามล่าสัตว์ป่าหรือเขตทีไ่ ด้จ�ำ แนกให้เปน็ เขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรฐั มนตรี ให้ผู้ว่าราชการจงั หวดั แต่งตั้ง
คณะกรรมการร่วมกันออกไปตรวจพิสูจน์ที่ดิน ประกอบด้วยป่าไม้อำ�เภอหรือผู้ที่ป่าไม้จังหวัดมอบหมาย
ส�ำ หรบั ท้องที่ทีไ่ ม่มีป่าไม้อ�ำ เภอ เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดินอ�ำ เภอ ปลดั อ�ำ เภอ (เจ้าพนักงานปกครอง) และ
กรรมการอื่นตามที่เหน็ สมควร เมือ่ คณะกรรมการดงั กล่าวได้ท�ำ การตรวจพิสูจน์เสร็จแล้ว ให้เสนอความ
เหน็ ต่อผู้ว่าราชการจังหวดั ว่าสมควรออกหนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ให้ได้หรือไม่ เพียงใด สำ�หรบั ที่ดิน
ที่ได้จำ�แนกให้เป็นเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี แต่ยังไม่ได้ขีดเขตหรือขีดเขตแล้วแต่ที่ดินดังกล่าวมี
อาณาเขตคาบเกย่ี วกบั เขตทไ่ี ดจ้ �ำ แนกใหเ้ ปน็ เขตปา่ ไมถ้ าวร ใหแ้ ตง่ ตง้ั ผแู้ ทนกรมพฒั นาทด่ี นิ เปน็ กรรมการดว้ ย
(๒) การปิดประกาศออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน
ตามกฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๕ (พ.ศ.๒๔๙๗) ออกตามความในพระราชบญั ญัติให้ใช้ประมวล
กฎหมายทีด่ ิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๙ (๓) ต่อมาได้ยกเลิกและให้ใช้กฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออก
ตามความในพระราชบญั ญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ตามข้อ ๑๕ (๓) ก�ำ หนดสถานทีใ่ น
การปิดประกาศ การแจกโฉนดที่ดินมีกำ�หนดสามสิบวัน ไว้ในที่เปิดเผย ณ ส�ำ นักงานทีด่ ินท้องที่ สำ�นกั งาน
เขตหรือทีว่ ่าการอำ�เภอหรือทีว่ ่าการกิ่งอำ�เภอท้องที่ ทีท่ �ำ การแขวงหรือที่ท�ำ การกำ�นนั ท้องที่ และในบริเวณ
ทีด่ ินนั้น แห่งละหนึ่งฉบับ ในเขตเทศบาลให้ปิดไว้ ณ ส�ำ นกั งานเทศบาล อีกหนึง่ ฉบบั การปิดประกาศไม่ถกู
ต้องมีผลให้การออกหนงั สือแสดงสิทธิในที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ขนั้ ตอนที่กฎหมายไมไ่ ด้กำ�หนด ได้แก่มาตรการทางบริหารต่างๆ แนวทางปฏิบัติตาม
ระเบียบค�ำ ส่ังต่างๆ เช่น เรื่องการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในเขตทีด่ ินของรฐั ตามระเบียบส�ำ นกั นายก
รัฐมนตรี ว่าด้วยการแก้ไขปัญหาการบุกรุกทีด่ ินของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้ออกมาตรการของคณะกรรมการ
แก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ เรื่อง การพิสูจน์สิทธิการครอบครองที่ดินของบุคคลในเขตที่ดินของรัฐ
ประกอบกับหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑๙/ว ๓๙๘๑๔ ลงวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๐ เรือ่ ง การออกหนังสือ
แสดงสิทธิในทีด่ ินในเขตทีด่ ินของรฐั หนงั สือกระทรวงมหาดไทย ด่วนมาก ที่ มท ๐๕๑๑.๒/ว ๒๔๓๔ ลงวนั ที่
๒๑ กรกฎาคม ๒๕๔๖ เรือ่ ง การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ และหนงั สือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๕๑๖.๒/ว
๑๙๔๗๓ ลงวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๗ ได้วางแนวทางปฏิบตั ิว่า ในกรณีที่ราษฎรขอออกหนังสือแสดงสิทธิ
ในที่ดินของรัฐ เช่น ทีส่ าธารณประโยชน์ ทีร่ าชพสั ดุ และทีด่ ินอนั เปน็ สาธารณสมบตั ิของแผ่นดินทุกประเภท
ก่อนจะออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในเขตจังหวัด ให้จังหวัดนำ�เรื่องดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการ
ประสานการแก้ไขปญั หาการบุกรุกที่ดินของรฐั ส่วนจงั หวัด (กปร. ส่วนจังหวดั ) บันทึกข้อตกลงระหว่างกรม
ที่ดินกับสำ�นักงานการปฏิรปู ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เรื่อง วิธีปฏิบตั ิเกีย่ วกับการออกเอกสารสิทธิใน
ที่ดินในเขตปฏิรปู ที่ดิน พ.ศ. ๒๕๔๑ ซึง่ การไม่ปฎิบัติตามไม่มีผลทำ�ให้การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินนั้น
ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
๕ ๒ ๑๑๔ ปี กรมทด่ี นิ
l “ที่เขา” หรือ “ภเู ขา” ที่ความลาดชนั ๓๕ เปอร์เซ็นต์
อ อกตามความใทนด่ี พนิ รใะนรเขาตชบทญัเ่ี ขาญทัตภ่ีิใหเู ข้ใาชน้ปน้ัรหะมา้ มวลมกใิ หฎอ้ หอมกาโยฉทนี่ดดินทด่ีพนิ .ศต.า ๒ม๔กฎ๙ก๗ระขท้อรว๑ง๔ฉบ(๒บั ท)๑่ี ๔โ๓ดย(ไพม.่มศี.ก ๒าร๕ใ๓ห๗้ค�ำ )
นิยามหรือกำ�หนดหลักเกณฑ์การพิจารณาเรือ่ งทีเ่ ขา หรือภูเขา ในประมวลกฎหมายทีด่ ินเดิมได้มีประกาศ
กระทรวงมหาดไทย เรื่อง กำ�หนดเขตหวงห้ามทีเ่ ขาหรือภเู ขาตามความในมาตรา ๙ (๒) แห่งประมวล
กฎหมายที่ดิน ลงวันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๔๙๙ ต่อมาแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงมหาดไทย เรือ่ ง
กำ�หนดบริเวณทีห่ วงห้ามตามมาตรา ๙ (๒) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ลงวนั ที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๒๓ ดังนี้
ข้อ ๒ ให้บริเวณดงั ต่อไปนี้ ทุกแห่ง ทุกจังหวัด เปน็ บริเวณทีห่ วงห้าม ห้ามมิให้บคุ คลใดทำ�ด้วย
ประการใด ให้เปน็ การทำ�ลายหรือทำ�ให้เสื่อมสภาพทีด่ ิน ที่หิน ที่กรวด หรือที่ทราย เว้นแต่จะได้รับอนญุ าต
จากพนกั งานเจ้าหน้าที่
(๑) บริเวณที่เขาหรือภูเขา และปริมณฑลรอบที่เขาหรือภูเขา ๔๐ เมตร
ฯลฯ
มาตรา ๘ แหง่ ประมวลกฎหมายทีด่ ิน กำ�หนดว่า “บรรดาทีด่ ินทั้งหลายอันเปน็ สาธารณ
สมบัติของแผ่นดินหรือเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินนั้น ถ้าไม่มีกฎหมายกำ�หนดไว้เป็นอย่างอื่น ให้อธิบดีมี
อำ�นาจหน้าทีด่ ูแลรกั ษาและด�ำ เนินการคุ้มครองป้องกนั ได้ตามควรแก่กรณี อ�ำ นาจหน้าที่ดงั ว่านี้ รฐั มนตรีจะ
มอบหมายให้ทบวงการเมืองอื่นเป็นผู้ใช้กไ็ ด้”
คำ�ส่งั กระทรวงมหาดไทย ที่ ๕๐๕/๒๕๕๒ ลงวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ รัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงมหาดไทยมีคำ�ส่ังมอบหมายให้ทบวงการเมืองอื่นมีอำ�นาจหน้าที่ดูแลรักษาและดำ�เนินการ
คุ้มครองป้องกนั ทีด่ ินอันเป็นสาธารณสมบตั ิของแผ่นดินทีไ่ ม่มีกฎหมายกำ�หนดไว้เป็นอย่างอืน่ ดงั นี้
๑. กรงุ เทพมหานคร ภายในเขตกรงุ เทพมหานคร
๒. เมืองพทั ยา ภายในเขตเมืองพทั ยา
๓. เทศบาล ภายในเขตเทศบาลน้ันๆ
๔. องค์การบริหารส่วนต�ำ บล ภายในเขตองค์การบริหารส่วนต�ำ บลน้ันๆ
ทีด่ ินที่มีความลาดชนั เกิน ๓๕% ก�ำ หนดโดยมติคณะรฐั มนตรี ตามหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท
๐๗๑๓/ว ๑๙๗๗๙ ลงวนั ที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๓๑ เรื่อง นโยบายป่าไม้แห่งชาติ
การพิจารณาว่าที่ดินสามารถออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินได้หรือไม่ นอกจากที่จะต้อง
พิจารณาการเป็นทีเ่ ขา ทีภ่ ูเขา ความลาดชนั ๓๕ % แล้ว จึงยังมีประเดน็ ต้องพิจารณาต่อมาว่า ปริมณฑล
รอบทีเ่ ขาหรือภูเขา ๔๐ เมตร คืออย่างไร ปริมณฑลรอบที่เขาหรือภูเขา ๔๐ เมตร นั้น จะวดั ระยะนบั ๔๐
เมตรของการเปน็ ปริมณฑล เริม่ ตั้งแต่ตรงไหนในพื้นดิน บริเวณใดเปน็ จดุ สิ้นสดุ ของเขาหรือภเู ขา จะก�ำ หนด
ตามสภาพหรืออย่างไร เพราะลักษณะของเขาหรือภูเขา ในแต่ละท้องที่จะแตกต่างกัน หากเปน็ เขาหรือภูเขา
ที่เปน็ เขาหินปนู ทางภาคใต้ จะขึ้นเป็นเขาหรือภูเขาอย่างชัดเจน แต่ในบางพื้นที่ เช่น ทางภาคเหนือ จะเป็น
ลกั ษณะค่อยๆ สงู ขึ้นเรื่อย หากอยู่ในพื้นทีจ่ ะก�ำ หนดได้ยากว่า ที่ชายเขาหรือที่ชาวบ้านเรียกกนั ว่าตีนเขาน้ัน
_อ_ย_ู่ต__ร_ง_ไ_ห_๑น_ _ข_้อ__๑__๔__ท_ีด่__ิน_ท_ีจ่__ะ_อ_อ_ก__โฉ__นดที่ดิน ต้องเปน็ ทีด่ ินทีผ่ ู้มีสิทธิในที่ดินได้ครอบครองและท�ำ ประโยชน์แล้ว และ
เป็นที่ดินทีส่ ามารถออกโฉนดที่ดินได้ตามกฎหมาย แต่ห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินสำ�หรบั ทีด่ ินดงั ต่อไปนี้
ฯลฯ
(๒) ทีเ่ ขา ที่ภูเขา และพื้นทีท่ ีร่ ัฐมนตรีประกาศหวงห้ามตามมาตรา ๙ (๒) แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน
แต่ไม่รวมถึงทีด่ ินซึง่ ผู้ครอบครองมีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายทีด่ ิน
๑๑๔ ปี กรมที่ดนิ ๕๓
สำ�หรับหลกั เกณฑ์ในการจะพิจารณาว่าพื้นที่ใดเป็นพื้นเขาหรือภูเขาหรือไม่นั้น คณะรฐั มนตรี
มีมติเมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๓๘ เหน็ ชอบกบั ความเหน็ เรือ่ งข้อโต้แย้งเกี่ยวกับลกั ษณะพื้นที่ “ภเู ขา” และ
ความหมายของคำ�ว่า “ภเู ขา” ในโครงการพฒั นากรมที่ดินและเร่งรดั การออกโฉนดที่ดินทวั่ ประเทศ ตามที่
คณะกรรมการ ป.ป.ป. เสนอ คือ
ทีเ่ ขา หมายถึง ส่วนของพื้นทีท่ ี่สงู จากบริเวณรอบๆ (SURROUNDING) น้อยกว่า ๖๐๐ เมตร
ทีภ่ ูเขา หมายถึง ส่วนของพื้นทีท่ ี่สงู จากบริเวณรอบๆ (SURROUNDING) ตั้งแต่ ๖๐๐ เมตร
ขึ้นไป
โดยการกำ�หนดว่าที่ใดเป็นที่เขา ที่ภูเขา จะต้องนำ�หลักเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลาย
อย่างดงั ต่อไปนี้มาประกอบการพิจารณา คือ
(๑) ลักษณะและชื่อที่ปรากฏในแผนที่แสดงภูมิประเทศของกรมแผนที่ทหาร มาตราส่วน
๑ : ๕๐,๐๐๐ หมายถึง การพิจารณาลกั ษณะและชื่อที่ปรากฏในแผนที่ของกรมแผนที่ทหาร ซึ่งได้มีการ
สำ�รวจในพื้นทีจ่ ริงแล้วแสดงสภาพพื้นทีโ่ ดยเส้นชั้นความสูง รวมท้ังชื่อของภูมิประเทศที่สำ�คัญ
(๒) การเรียกของประชาชนในท้องถิ่น หมายถึง การนำ�เอาการเรียกของประชาชนในท้องถิน่
ว่าเป็นเขาหรือภเู ขา มาประกอบการพิจารณา
(๓) การตรวจสอบสภาพพื้นที่ หมายถึง การตรวจสอบสภาพพื้นทีจ่ ริงประกอบการพิจารณา
กบั หลักฐานแผนทีร่ ูปถ่ายเพือ่ ให้เหน็ โครงสร้างของทีด่ ิน
(๔) โครงสร้างทางธรณีวิทยา หมายถึง บริเวณที่ดินทั้งบริเวณที่อยู่ในโครงสร้างของ ภูเขา
เช่น เปลือกโลกทีม่ ีการเปลีย่ นแปลงโดยการยกตวั จากที่ราบหรือพื้นทีป่ กติในลกั ษณะโก่ง โค้งคด งอ หรือ
หัก เปน็ รูปประทนุ ควํา่ ประทุนหงาย สันอีโต้ รูปโดม
(๕) ผลการแปลตีความรปู ถ่ายทางอากาศหรือภาพจากดาวเทียม หมายถึง การตรวจสอบ
สภาพที่ดินที่ทำ�ให้เห็นว่าเป็นที่เขาหรือที่ภูเขาจากรูปถ่ายทางอากาศหรือภาพจากดาวเทียม ตามหลัก
วิชาการแล้วแต่กรณี
และคณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นเมือ่ ปี พ.ศ.๒๕๐๒ ว่า ทีเ่ ขาหรือภูเขานั้น โดยสภาพ
อาจมีลักษณะเป็นเขาหินก็ได้ เปน็ ทีเ่ พาะปลูกกไ็ ด้ เป็นทีป่ ่าไม้กม็ ี ไม่จ�ำ เป็นต้องเปน็ แหล่งต้นน้�ำ ลำ�ธารเสมอ
ไป ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเปน็ แห่งๆ ไป จึงเป็นที่รกร้างว่างเปล่าซึง่ บคุ คลอาจได้สิทธิตามประมวลกฎหมาย
ที่ดิน ตามคำ�พิพากษาศาลฎีกา ที่ ๕๑๔๒/๒๕๓๑ ทีด่ ินภเู ขาเปน็ สาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททีร่ กร้าง
ว่างเปล่า ตาม ปพพ. มาตรา ๑๓๐๔ (๑) ดงั นั้น หากที่ดินทีข่ อออกโฉนดทีด่ ินเป็นทีด่ ินบริเวณทีเ่ ขาหรือ
ทีภ่ ูเขาหรือปริมณฑลรอบที่เขาหรือภูเขา ๔๐ เมตร ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรือ่ ง ก�ำ หนดเขตหวง
ห้ามที่เขาหรือภเู ขาตามความในมาตรา ๙ (๒) แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน ลงวนั ที่ ๒๗ มีนาคม ๒๔๙๙ แก้ไข
เพิ่มเติมโดยประกาศกระทรวงมหาดไทย เรือ่ ง กำ�หนดบริเวณทีห่ วงห้ามตามมาตรา ๙ (๒) แห่งประมวล
กฎหมายทีด่ ิน ลงวนั ที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๒๓ ข้อ ๒ (๑) ทีด่ ินดงั กล่าวต้องห้ามมิให้ออกโฉนดทีด่ ินตาม
ข้อ ๑๔ (๒) แห่งกฎกระทรวงฉบบั ที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิให้ใช้ประมวล
กฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ทั้งนี้ กรมทีด่ ินได้วางแนวทางปฏิบตั ิไว้ตามหนังสือ ที่ ๗๕๐๙/๒๔๙๙ ลงวนั ที่
๒๗ กันยายน ๒๔๙๙ ตอบข้อหารือจงั หวดั จันทบุรี เวียนโดยหนังสือกรมทีด่ ิน ที่ ๗๖๑๙/๒๔๙๙ ลงวนั ที่
๒ ตลุ าคม ๒๔๙๙ ว่า ถ้าเป็นที่ดินซึง่ บคุ คลมีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวนั ที่ประมวล
กฎหมายที่ดินใช้บงั คบั แล้ว ทีด่ ินนั้นก็ไม่อยู่ในบริเวณประกาศหวงห้ามทีก่ ล่าวข้างต้น
โดยทีเ่ ขาหรือภูเขา กับทีด่ ินทีม่ ีความลาดชนั เกิน ๓๕% เปน็ คนละเรื่องกนั หนงั สือกรมที่ดิน ที่
มท ๐๗๑๓/ว ๑๙๗๗๙ ลงวนั ที่ ๑๕ กนั ยายน ๒๕๓๑ เรื่อง นโยบายป่าไม้แห่งชาติ ได้วางแนวทางปฏิบัติใน
๕ ๔ ๑๑๔ ปี กรมทีด่ ิน
การออกหนงั สือแสดงสิทธิในที่ดินในพื้นทีท่ ี่มีความลาดชนั โดยเฉลี่ย ๓๕ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปว่า “ไม่อนญุ าตให้
มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ ตามประมวลกฎหมายที่ดินในพื้นที่ที่มีความลาด
ชนั โดยเฉลี่ย ๓๕ เปอร์เซน็ ต์ขึ้นไปตามที่ก�ำ หนดไว้ในนโยบายป่าไม้แห่งชาติซึ่งก�ำ หนดไว้เป็นพื้นที่ป่าไม้ หาก
มีความจำ�เป็นจะดำ�เนินการใดในพื้นท่ีดังกล่าว ควรจะให้เช่าหรือขอสัมปทานโดยขออนุญาตคณะรัฐมนตรี
เป็นรายๆ เว้นแต่กรณีที่ราษฎรมีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนแล้ว และกรณีที่ราษฎรรายใดมีสิทธิ
ครอบครองที่ดินมาก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายทีด่ ิน ถือว่าผู้น้ันมีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย แม้ว่า
ทีด่ ินผืนน้ันจะมีความลาดชันเฉลีย่ เกินกว่า ๓๕ เปอร์เซ็นต์ อนญุ าตให้ออกเอกสารสิทธิได้ แต่การอนุญาต
ควรมีเงือ่ นไขเพื่อป้องกันผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมไว้ด้วย เช่น ห้ามท�ำ การเกษตรอย่างถาวร เป็นต้น……”
ท้ังนี้เนื่องจาก ตามนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ข้อ ๑๗ ก�ำ หนดให้พื้นทีท่ ีม่ ีความลาดชัน โดยเฉลีย่
๓๕ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปเป็นพื้นที่ป่าไม้ ไม่อนุญาตให้มีการออกโฉนดทีด่ ินหรือหนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์
ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งกรมทีด่ ินได้เวียน ตามหนังสือกรมทีด่ ินที่ มท ๐๗๑๒/ว ๗๕๐๘ ลงวันที่ ๑
เมษายน ๒๕๒๙ เรื่อง นโยบายป่าไม้แห่งชาติ และต่อมาคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ได้พิจารณา
ทบทวนนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ข้อ ๑๗ มีมติรวม ๓ ประการ คือ
๑. ไม่อนุญาตให้มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ ตามประมวล
กฎหมายที่ดิน ในพื้นที่ทีม่ ีความลาดชัดโดยเฉลี่ย ๓๕ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ตามที่กำ�หนดไว้ในนโยบายป่าไม้แห่ง
ชาติไปเป็นพื้นทีป่ ่าไม้ หากมีความจำ�เปน็ จะด�ำ เนินการใดในพื้นทีด่ ังกล่าว ควรจะให้เช่าหรือขอสมั ปทานโดย
ขออนญุ าตคณะรฐั มนตรีเปน็ รายๆ เว้นแต่กรณีที่ราษฎรมีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนแล้ว
๒. กรณีที่ราษฎรรายใดมีสิทธิครอบครองที่ดินมาก่อนประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน
ถือว่าผู้น้ันมีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย แม้ว่าทีด่ ินผืนนั้นจะมีความลาดชันเฉลีย่ เกินกว่า ๓๕ เปอร์เซ็นต์
อนุญาตให้ออกเอกสารสิทธิได้ แต่การอนุญาตควรมีเงื่อนไขเพื่อป้องกันผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมไว้ด้วย
เช่น ห้ามท�ำ การเกษตรอย่างถาวร เป็นต้น
๓. ขอให้กรมพฒั นาที่ดินจดั ส่งแผนทีแ่ สดงพื้นทีท่ ีม่ ีความลาดชนั เกิน ๓๕ เปอร์เซ็นต์ให้แก่
หน่วยราชการที่เกีย่ วข้อง
การออกหนงั สอื แสดงสทิ ธใิ นทด่ี นิ ในพน้ื ทท่ี ม่ี คี วามลาดชนั โดยเฉลย่ี เกนิ ๓๕ เปอรเ์ ซน็ ตข์ น้ึ ไป
ตามที่ก�ำ หนดไว้ในนโยบายป่าไม้แห่งชาติ ซึง่ กำ�หนดไว้เป็นพื้นทีป่ ่าไม้ ซึ่งคณะรัฐมนตรีลงมติเหน็ ชอบด้วย
เมือ่ วันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๒๘ ไม่อนญุ าตให้มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนงั สือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ ตาม
ประมวลกฎหมายที่ดิน ในพื้นที่ดงั กล่าว แต่กรณีราษฎรรายใดมีสิทธิครอบครองทีด่ ินโดยชอบด้วยกฎหมาย
ก่อนประมวลกฎหมายทีด่ ิน คือได้แจ้ง ส.ค. ๑ ไว้ด้วย แม้ว่าทีด่ ินผืนน้ันจะมีความลาดชนั เฉลี่ยเกิน ๓๕
เปอร์เซน็ ต์ อนุญาตให้ออกเอกสารสิทธิได้
l เขตปา่ ไม้
จะต้องเป็นกรณีการออกหนงั สือแสดงสิทธิในที่ดินโดยมีหลกั ฐาน ส.ค. ๑ หรือใบจอง หรือ
ใบเหยียบยาํ่ หรือตราจองอยู่ก่อนประกาศเป็นเขตป่าไม้ และผู้ครอบครองและท�ำ ประโยชน์ในทีด่ ินอยู่ก่อน
วันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับต้องแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) หรือได้รับการผ่อนผันการแจ้งการ
ครอบครองจากผวู้ า่ ราชการจงั หวดั ตามมาตรา ๕ แหง่ พระราชบญั ญตั ใิ หใ้ ชป้ ระมวลกฎหมายทด่ี นิ พ.ศ.๒๔๙๗
เท่าน้ัน จึงจะขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในเขตป่าไม้ได้ ตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา
ด่วนมากที่ นร ๐๖๐๑/๑๑๔๖ ลงวันที่ ๒๒ กนั ยายน ๒๕๓๕ เรื่อง หารือเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินหรือ
หนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ในเขตป่าไม้ตามมาตรา ๕๙ ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
เวียนโดยหนงั สือ กรมที่ดิน ด่วนมาก ที่ มท ๐๖๑๙/ว ๓๖๙๒๑ ลงวนั ที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ และในการ
๑๑๔ ปี กรมท่ีดนิ ๕๕
สอบสวนให้สอบสวนโดยพิจารณาตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท ๐๖๑๙/ว ๒๘๓๖
ลงวันที่ ๑๑ ธนั วาคม ๒๕๓๕ เรือ่ ง การออกหนังสือแสดงสิทธิในทีด่ ินเนื่องจาก ส.ค.๑ เป็นแนวทางประกอบ
กบั หนงั สือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๕๑๖.๒/ว ๑๑๑๘๗ ลงวันที่ ๘ เมษายน ๒๕๔๘ ซึ่งอ้างถึงระเบียบกรมที่ดิน
ว่าด้วยการตรวจพิสูจน์ที่ดินที่ขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑)
พ.ศ. ๒๕๔๗ และระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการตรวจพิสจู น์ที่ดินทีข่ อออกหนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ินตามแบบ
แจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๘ ด้วย
เขตป่าไม้ตามที่กฎหมายกำ�หนดในกฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๔๓ (พ.ศ.๒๕๓๗)ฯ มี ๕ ประเภท
ได้แก่
๑. ป่าสงวนแห่งชาติ
๒. อทุ ยานแห่งชาติ
๓. พื้นที่รกั ษาพันธ์ุสตั ว์ป่า
๔. พื้นที่ห้ามล่าสัตว์ป่า
๕. พื้นทีท่ ีจ่ ำ�แนกให้เป็นเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรฐั มนตรี
โดยจะต้องด�ำ เนินการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจพิสจู น์ที่ดินตาม กฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓
(พ.ศ.๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.๒๔๙๗ ข้อ ๑๐ (๓) และ
ข้อ ๑๑ ดงั นี้
ข้อ ๑๐ (๓) ถ้าปรากฏว่าที่ดินนั้นต้ังอยู่ในตำ�บลที่มีป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ พื้นที่
รกั ษาพันธุ์สัตว์ป่า พื้นทีห่ ้ามล่าสตั ว์ป่าหรือพื้นที่ที่ได้จ�ำ แนกให้เปน็ เขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีและ
กรมป่าไม้หรือกรมพัฒนาทีด่ ินยังไม่ได้ขีดเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตอุทยานแห่งชาติ เขตรกั ษาพนั ธุ์สัตว์ป่า
เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหรือเขตที่ได้จำ�แนกให้เป็นเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีลงในระวางรูปถ่ายทาง
อากาศเพื่อการออกหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์หรือกรณีที่ขีดเขตแล้วแต่ที่ดินที่ขอออกหนังสือรับรอง
การทำ�ประโยชน์มีอาณาเขตติดต่อคาบเกีย่ วหรืออยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตอทุ ยานแห่งชาติ เขตรกั ษา
พันธ์ุสตั ว์ป่า เขตห้ามล่าสตั ว์ป่า หรือเขตที่ได้จำ�แนกให้เปน็ เขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี ให้ผู้ว่า
ราชการจังหวัดแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมกันออกไปตรวจพิสูจน์ที่ดินประกอบด้วยป่าไม้อำ�เภอ หรือผู้ที่
ป่าไม้จังหวัดมอบหมายสำ�หรับท้องที่ที่ไม่มีป่าไม้อำ�เภอ เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดินอำ�เภอ ปลัดอำ�เภอ
(เจ้าพนักงานปกครอง) และกรรมการอื่นตามที่เห็นสมควร เมื่อคณะกรรมการดังกล่าวได้ทำ�การตรวจ
พิสูจน์เสร็จแล้วให้เสนอความเห็นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดว่าสมควรออกหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ให้ได้
หรือไม่ เพียงใด สำ�หรบั ทีด่ ินทีไ่ ด้จ�ำ แนกให้เป็นเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี แต่ยงั ไม่ได้ขีดเขตหรือ
ขีดเขตแล้วแต่ที่ดินดังกล่าวมีอาณาเขตคาบเกี่ยวกับเขตที่ได้จำ�แนกให้เป็นเขตป่าไม้ถาวร ให้แต่งต้ังผู้แทน
กรมพัฒนาที่ดินเป็นกรรมการด้วย
ข้อ ๑๑ เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้พิจารณาผลการตรวจพิสูจน์ที่ดินของคณะกรรมการตาม
ข้อ ๑๐ (๓) แล้ว ปรากฏว่าที่ดินน้ันไม่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขต อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สตั ว์ป่า
เขตห้ามล่าสตั ว์ป่าหรือเขตที่ได้จำ�แนกให้เปน็ เขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี หรือปรากฏว่าที่ดินนั้นอยู่
ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตอทุ ยานแห่งชาติ เขตรกั ษาพันธ์ุสัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหรือเขตทีไ่ ด้จ�ำ แนก
ให้เป็นเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี แต่ผู้ขอได้ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในทีด่ ินดงั กล่าวโดยชอบ
ด้วยกฎหมายมาก่อนวันทีท่ างราชการกำ�หนดให้ที่ดินน้ันเปน็ ป่าสงวนแห่งชาติ อทุ ยานแห่งชาติ เขตรักษา
พันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหรือเขตที่ได้จำ�แนกให้เป็นเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี และไม่มี
ผู้คัดค้านภายในก�ำ หนดเวลาที่ประกาศตามข้อ ๑๐ (๑) ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสง่ั การให้พนักงานเจ้าหน้าที่
๕ ๖ ๑๑๔ ปี กรมทีด่ ิน
พิจารณาด�ำ เนินการตาม ข้อ ๑๐ (๒) คือให้ด�ำ เนินการออกโฉนดทีด่ ินหรือหนังสือรบั รองการทำ�ประโยชน์
ต่อไป
ดังน้ัน ในตำ�บลที่อยู่ในเขตป่าไม้ซึ่งยังไม่ได้ขีดเขตป่าไม้ในระวาง หรือขีดเขตแล้วที่ดิน
มีอาณาเขตติดต่อคาบเกีย่ วหรืออยู่ในเขตป่าไม้ทั้ง ๕ ประเภท ต้องส่งเรื่องคณะกรรมการตรวจพิสจู น์ที่ดินที่
ผู้ว่าราชการจังหวดั แต่งตั้งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ซึ่งประกอบด้วย
๑. ป่าไม้อำ�เภอหรือผู้ที่ป่าไม้จงั หวัดมอบหมาย
๒. เจ้าหน้าที่บริหารงานทีด่ ินอำ�เภอ
๓. ปลดั อำ�เภอ
๔. กรรมการอื่นตามทีเ่ หน็ สมควร
๕. ถ้าเปน็ เขตป่าไม้ถาวร ให้ต้ังผู้แทนกรมพัฒนาที่ดินด้วย
ตามหนงั สือกรมที่ดิน ด่วนที่สดุ ที่ มท ๐๕๑๖.๔/ว ๓๔๕๙๖ลงวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
ได้มอบหมายให้สำ�นกั จัดการทรัพยากรป่าไม้ ที่ ๑ - ๑๓ หรือสาขาที่รับผิดชอบ เป็นกรรมการร่วม
อำ�นาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดินตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓
(พ.ศ. ๒๕๓๗)
เมื่อคณะกรรมการฯ ทำ�การตรวจพิสจู น์เสร็จแล้ว ให้เสนอความเหน็ ต่อผู้ว่าราชการจังหวดั
ว่า สมควรออกโฉนดทีด่ ินหรือหนงั สือรบั รองการทำ�ประโยชน์ให้ได้หรือไม่ เพียงใด
เมือ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดได้พิจารณาผลการตรวจพิสูจน์ของคณะกรรมการฯ แล้วปรากฏว่า
ทีด่ ินไม่อยู่ในเขตป่า ๕ ประเภท หรืออยู่ในเขตป่า แต่ผู้ขอได้ครอบครองท�ำ ประโยชน์ในทีด่ ินโดยชอบด้วย
กฎหมายมาก่อนวันที่ทางราชการประกาศเปน็ เขตป่า และไม่มีผู้คดั ค้านภายในกำ�หนดเวลาประกาศ ให้ผู้ว่า
ราชการจงั หวัดสั่งการให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกโฉนดที่ดินให้
โดยหนงั สือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๕๑๖.๒/๒๔๖๗๓ ลงวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๔๙ เรื่อง หารือ
การแจ้งผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงให้มาลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดินหรือคัดค้านการรังวัดและดำ�เนินการตาม
กฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) วางแนวทางปฏิบตั ิไว้ว่า “การต้ังคณะกรรมการตรวจพิสจู น์ทีด่ ิน
ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗)ฯ จะใช้เฉพาะกรณีทีด่ ินทีข่ อออกโฉนดที่ดินมีอาณาเขตติดต่อ
คาบเกี่ยว โดยล้ําหรืออยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเท่าน้ัน แต่หากมีเพียงแนวเขตติดต่อโดยมีป่าสงวนแห่งชาติ
เป็นข้างเคียง กฎกระทรวงดังกล่าวก็มิได้กำ�หนดให้อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะต้องต้ังคณะกรรมการตรวจพิสูจน์
ที่ดินแต่อย่างใด เพราะในบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมทีด่ ินกับกรมป่าไม้ พ.ศ. ๒๕๓๔ ข้อ ๖.๔ ได้กำ�หนดให้
กรมป่าไม้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ออกไประวังชี้แนวเขตอยู่แล้ว...ฯ จึงไม่ต้องตั้งคณะกรรมการตรวจพิสูจน์
ที่ดินตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) แต่อย่างใด”
l ที่ดินในเขตปา่ ชายเลน
การพจิ ารณาวา่ ทด่ี นิ ในเขตปา่ ชายเลนบรเิ วณใดสามารถออกหนงั สอื แสดงสทิ ธใิ นทด่ี นิ หรือไม่
ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นที่ดินซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติสงวนห้วงห้ามไว้หรือไม่ มติ
คณะรัฐมนตรี เมื่อวนั ที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๓๔ เป็นนโยบายให้ระงบั การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนโดย
เด็ดขาดโดยมีเงื่อนไขหรือมาตรการเพื่อหยุดย้ังการบุกรุกที่ดินในเขตป่าชายเลน หมายความถึงกรณีห้าม
(ยกเลิก) มิให้ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ซึง่ กรณีนี้นอกจากจะพิจารณาจากมติคณะรัฐมนตรีแล้วยังต้อง
พิจารณาจากข้อกฎหมายซึง่ เปน็ บทบญั ญัติหลกั ในการออกหนังสือแสดงสิทธิในทีด่ ินด้วย กล่าวคือ มติคณะ
รฐั มนตรี เมื่อวนั ที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๓๔ และตามข้อ ๑๔ (๕) แห่งกฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗)
๑๑๔ ปี กรมท่ดี นิ ๕๗
ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ที่บัญญัติห้ามมิให้พนักงาน
เจ้าหน้าที่ออกโฉนดที่ดินในที่ดินที่คณะรัฐมนตรีสงวนไว้เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือเพื่อประโยชน์
สาธารณะอย่างอื่น ดังนั้น พนักงานเจ้าหน้าที่จะต้องพิจารณาว่าสิทธิในที่ดินของเอกชนกับรัฐ สิทธิใดมี
สิทธิดีกว่ากัน จึงต้องพิจารณาว่า “ป่าชายเลน” เป็นป่าประเภทใด ซึง่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอ
คณะรฐั มนตรีพิจารณาเกี่ยวกบั พื้นทีท่ ี่จำ�แนกไว้เป็นเขตเศรษฐกิจ ก. แต่มิได้เปน็ ป่าสงวนแห่งชาติ หากเห็น
สมควรประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติให้ดำ�เนินการจึงแสดงว่า ป่าชายเลน เป็นป่า (ธรรมดา) และพระราช
บัญญตั ิป่าไม้ พทุ ธศกั ราช ๒๔๘๔ มาตรา๔(๑) ให้คำ�นิยามว่า “ป่า” หมายความว่า ทีด่ ินทีย่ งั มิได้มีบุคคลได้
มาตามกฎหมายทีด่ ิน ประกอบกบั ฎีกาที่ ๑๒๒๐/๒๕๑๕ พิพากษาว่า ที่พิพาทไม่ใช่ทีด่ ินของจำ�เลยแต่เป็นที่
รกร้างว่างเปล่าจึงต้องถือว่าเปน็ “ป่า” ตามพระราชบัญญตั ิป่าไม้ พทุ ธศักราช ๒๔๘๔ มาตรา ๔ (๑) และ
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๓๔ บญั ญัติว่า ทีร่ กร้างว่างเปล่า … ท่านว่าบคุ คลอาจได้มา
ตามกฎหมายที่ดิน ซึ่งมาตรา ๑๓๓๔ นี้ สอดคล้องกบั มาตรา ๔ (๑) แห่งพระราชบญั ญตั ิป่าไม้ พทุ ธศกั ราช
๒๔๘๔ ดังน้ัน มติคณะรัฐมนตรีเมือ่ วนั ที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๓๔ ข้อ ๓ ทีใ่ ห้ระงับการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่า
ชายเลนโดยเด็ดขาด เพือ่ หยดุ ย้ังการบกุ รกุ ที่ดินในเขตป่าไม้ชายเลน จึงหมายความถึงกรณีมิให้ออกหนังสือ
แสดงสิทธิในเขตป่าชายเลนให้แก่บุคคลซึ่งไม่มีสิทธิในทีด่ ินตามกฎหมายทีด่ ินมาก่อนวนั ที่ ๒๓ กรกฎาคม
๒๕๓๔
การออกหนังสือแสดงสิทธิในเขตป่าชายเลนมีแนวทางปฏิบัติตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย
ที่ มท ๐๖๑๙/ว ๓๖๐ ลงวนั ที่ ๑๒ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๓๕ เรือ่ ง การบุกรุกทีด่ ินในเขตป่าชายเลนออกตามมติ
คณะรฐั มนตรีเมือ่ วนั ที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๓๔ ทีไ่ ด้สงั่ การไปยงั ผู้ว่าราชการจังหวดั ทกุ จังหวดั ให้ต้ังคณะ
กรรมการป้องกนั และหยุดยั้งการบุกรุกที่ดินในเขตป่าชายเลนโดยให้มีหน้าที่ดงั นี้ ข้อ.๔ ให้มีอำ�นาจหน้าที่ใน
การพิจารณาคำ�ขอออกเอกสารสิทธิในพื้นที่ป่าชายเลนโดยให้ระงับการออกเอกสารสิทธิในเขตป่าชายเลน
ให้แก่ผู้บุกรกุ และเข้าอยู่อาศยั โดยผิดกฎหมายโดยเด็ดขาด ดงั น้ัน เมื่อคณะกรรมการป้องกนั และหยดุ ยั้งการ
บกุ รุกทีด่ ินในเขตป่าชายเลน ได้รบั การจดั ต้ังขึ้นโดยหนังสือส่งั การของกระทรวงมหาดไทย ซึง่ เปน็ ผู้บังคับ
บญั ชาตามมาตรา ๒๑ (๓) แห่งพระราชบัญญตั ิระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๓๔ และให้อำ�นาจ
แก่คณะกรรมการป้องกันและหยุดยั้งการบุกรุกที่ดินในเขตป่าชายเลน ตามข้อ ๔ ของหนังสือกระทรวง
มหาดไทย ที่ มท ๐๖๑๙/ว ๓๖๐ ลงวนั ที่ ๑๒ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๓๕ ดังกล่าว ดังน้ัน คณะกรรมการป้องกนั และ
หยดุ ย้ังการบุกรุกทีด่ ินในเขตป่าชายเลน จึงมีอ�ำ นาจพิจารณาเรือ่ งการขอออกเอกสารสิทธิในเขตป่าชายเลน
ตามทีก่ ระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายไว้ในพื้นทีป่ ่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี เฉพาะพื้นที่ทีไ่ ม่อยู่ในเขต
อทุ ยานแห่งชาติ เขตรกั ษาพนั ธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ให้ด�ำ เนินการดังนี้
๑. การแตง่ ตง้ั คณะกรรมการปอ้ งกนั และหยดุ ยง้ั การบกุ รกุ ทด่ี นิ ในเขตปา่ ชายเลนขณะนใ้ี นสว่ น
ของกรมป่าไม้ เป็นไปตามหนังสือ กรมทีด่ ิน ด่วนทีส่ ุด ที่ มท ๐๕๑๖.๔/ว ๓๔๕๙๘ ลงวนั ที่ ๒๔ พฤศจิกายน
๒๕๕๒ โดยให้แต่งต้ังเจ้าหน้าที่ส�ำ นักจดั การทรพั ยากรป่าไม้ที่ ๙ - ๑๓ หรือสำ�นกั จัดการทรพั ยากรป่าไม้
สาขาที่รับผิดชอบในพื้นที่ซึ่งดำ�รงตำ�แหน่งต้ังแต่ระดับปฏิบัติการหรือชำ�นาญงานขึ้นไปเป็นคณะกรรมการ
ในส่วนของกรมป่าไม้
๒. การระวังชี้และลงชื่อรับรองแนวเขตป่าชายเลน กรณีการออกโฉนดที่ดินกรมป่าไม้
มอบหมายดังนี้ ให้หัวหน้ากลุ่มปฏิบัติภารกิจในราชการบริหารส่วนภูมิภาค(ด้านป่าไม้)สังกัดสำ�นักงาน
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดท้องที่หรือ ผู้ที่หัวหน้ากลุ่มปฏิบัติภารกิจฯมอบหมายซึ่งเป็น
ขา้ ราชการตง้ั แตร่ ะดบั ๕ ขน้ึ ไป ออกไประวงั ชแ้ี ละลงชอ่ื รบั รองแนวเขตปา่ ไม้ โดยด�ำ เนนิ การรว่ มกบั ผอู้ �ำ นวยการ
ส่วนบริหารจัดการทรพั ยากรป่าชายเลน กรมทรพั ยากรทางทะเลและชายฝ่ัง และผู้บริหารองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น
๕ ๘ ๑๑๔ ปี กรมท่ีดนิ
ถ้าที่ดินที่นำ�ทำ�การรังวัดออกโฉนดที่ดินอยู่ในเขตป่าชายเลน ต้องเสนอให้คณะกรรมการ
ป้องกันและหยดุ ยั้งการบกุ รุกที่ดินในเขตป่าชายเลนพิจารณา ตามหนงั สือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๖๑๙/
ว. ๓๖๐ ลงวนั ที่ ๑๒ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๓๕ และหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๗๑๙/ว. ๑๐๖๖ ลงวันที่ ๑
เมษายน ๒๕๔๐
ในกรณีมีคำ�สั่งไม่อนุมัติให้ออกโฉนดที่ดินน้ัน เป็นคำ�สั่งทางปกครองตามนัยมาตรา ๕
แห่งพระราชบญั ญัติวิธีปฏิบตั ิราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ การอุทธรณ์ค�ำ สั่งทางปกครองกรณีนี้จึง
ต้องยื่นต่อผู้ทำ�คำ�สั่งทางปกครองซึ่งหากไม่เห็นด้วยกับคำ�อุทธรณ์ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนให้รายงาน
ความเห็นพร้อมเหตุผล ตามนยั มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๕ แห่งพระราชบัญญตั ิวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
พ.ศ.๒๕๓๙ ประกอบกฎกระทรวงฉบับที่ ๔ (พ.ศ. ๒๕๔๐) ข้อ ๒(๘)
ต่อมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวนั ที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๔๓ อนุญาตให้ราษฎรได้เข้าไปอยู่
อาศยั ในเขตพื้นทีป่ ่าชายเลนโดยมิได้มีเอกสารสิทธิก่อนมติคณะรัฐมนตรีเมือ่ วนั ที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๓๔
ให้ยงั คงอยู่อาศัยต่อไปได้ แต่ไม่อนุญาตให้ท�ำ กิน ทั้งนี้ หากประสงค์จะใช้ประโยชน์เพื่อทำ�กิน จะต้องขอ
อนุญาตจากกรมป่าไม้ทกุ ปี และห้ามมิให้มีการออกเอกสารสิทธิใดๆท้ังสิ้น
มทกา๐รอ๖อ๑ก๙โ/ฉวน๓ด๖ท๐ี่ดินลหงรวือนั หทนี่ ัง๑ส๒ือรกับุมรภอางพกนัารธท์ ๒ำ�ป๕ร๓ะ๕โยชเรนื่อ์ในงเขกตารปบ่าุกชารยุกเทลี่ดนินกใรนะเทขตรวปง่ามชหายาดเลไนท๒ย
มีหนงั สือ ที่
ให้จงั หวัดด�ำ เนินการจดั ต้ัง คณะกรรมการป้องกนั และหยุดยั้งการบกุ รุกทีด่ ินในเขตป่าชายเลน ประกอบด้วย
รองผู้ว่าราชการจงั หวดั เป็นประธาน อัยการจังหวัด ป่าไม้จงั หวัด หัวหน้าตำ�รวจภธู รจงั หวัด นายอ�ำ เภอ
ท้องที่ ประมงจังหวดั เป็นกรรมการ และเจ้าพนักงานทีด่ ินจังหวดั เปน็ กรรมการและเลขานุการ โดยให้มี
อำ�นาจหน้าทีใ่ นการพิจารณาค�ำ ขอออกเอกสารสิทธิในพื้นที่ป่าชายเลน โดยให้ระงับการออกเอกสารสิทธิใน
เขตป่าชายเลนให้แก่ผู้บกุ รุกและเข้าอยู่อาศัยโดยผิดกฎหมายโดยเดด็ ขาด และกระทรวงมหาดไทยมีหนงั สือ
ททีี่่ดมินทใน๐เข๕ต๑ป๖่า.ช๒า/ยวเ๒ลน๙๓๔ ๕ใหล้จงังวหันวทัดี่ ๘แตก่งันตยั้งผายู้อนำ�น๒ว๕ย๕กา๒รสเร่วื่อนงบรคิหณาระจกัดรรกมากรทารรปัพ้อยงากกันรแปล่าะชหายยุดเลยน้ัง กาในรบสกุังกรัดุก
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ัง และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมเป็นคณะกรรมการ
พร้อมทั้งแก้ไขตำ�แหน่งกรรมการจาก “ป่าไม้จงั หวัด” เปน็ “ผู้อ�ำ นวยการส�ำ นักจดั การทรัพยากรป่าไม้หรือ
สำ�นักจัดการทรัพยากรป่าไม้สาขาในพื้นที่ที่รับผิดชอบ” และแก้ไขตำ�แหน่งกรรมการจาก “หัวหน้าตำ�รวจ
ภูธรจงั หวดั ” เปน็ “ผู้บงั คบั การต�ำ รวจภูธรจงั หวัด” ดงั นั้นคณะกรรมการป้องกนั และหยดุ ยั้งการบุกรกุ ทีด่ ิน
ปใน่าเชขาตยปเล่าชนา๔ยแเลลนะจกึงรมะีอทำ�รนวงามจหพาิจดาไรทณยามใีหนนเรังื่อสงือกทารี่ มอทอก๐โ๗ฉ๑นด๙ท/วี่ด๑ิน๐ห๖รือ๖หลนงังวสันือทรี่ ับ๑รเอมงษกาายรนท๒ำ�ป๕ร๔ะ๐โยเชรนือ่ ์ใงนกเขาตร
_________๒_ _ห_น_ัง_ส__ือ_ก_ร__ะ_ท_ร_ว_ง_ม__ห_า_ด_ไ_ท_ย ที่ มท ๐๖๑๙/ว ๓๖๐ ลงวนั ที่ ๑๒ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๓๕ เรื่อง การบกุ รุกทีด่ ิน
ในเขตป่าชายเลน
๓ หนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๕๑๖.๒/ว ๒๙๔๕ ลงวันที่ ๘ กนั ยายน ๒๕๕๒ เรือ่ ง คณะกรรมการ
ป้องกนั และหยดุ ยั้งการบุกรกุ ทีด่ ินในเขตป่าชายเลน
๔ หนังสือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๕๑๖.๒/๒๒๔๓๖ ลงวนั ที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๒ ตอบข้อหารือจงั หวัดระยอง
เรือ่ ง หารือการออกโฉนดทีด่ ินในเขตป่าชายเลนตามมติคณะรฐั มนตรี
๑๑๔ ปี กรมทดี่ นิ ๕๙
บุกรกุ ที่ดินป่าชายเลน๕ สัง่ การให้จงั หวัดก�ำ ชับให้เจ้าหน้าที่ ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการออกเอกสารสิทธิใน
ที่ดินให้แก่ราษฎรนำ�เรื่องการขอออกเอกสารสิทธิในที่ดินที่มีสภาพพื้นที่เป็นป่าชายเลนหรือครอบคลุมพื้นที่
ป่าชายเลน เสนอให้คณะกรรมการป้องกันและหยุดยั้งการบุกรกุ ทีด่ ินในเขตป่าชายเลน พิจารณาก่อนออก
เอกสารสิทธิในที่ดินทกุ เรื่อง
การจ�ำ แนกพื้นที่ป่าชายเลนมีการจ�ำ แนกตามมติคณะรัฐมนตรีเมือ่ วนั ที่ ๑๕ ธนั วาคม ๒๕๓๐
โดยก�ำ หนดพื้นทีป่ ่าชายเลนเป็น ๓ เขต คือ เข๒ตอ๕น๔ุร๓ัก๖ษ์ เขตเศรษฐกิจ ก. และ เขตเศรษฐกิจ ข. ต่อมาได้
มีมติคณะรฐั มนตรีเมือ่ วนั ที่ ๒๒ สิงหาคม ให้น�ำ พื้นทีป่ ่าชายเลนที่จำ�แนกออกเป็นเขตการใช้
ประโยชน์ทีด่ ินในพื้นทีป่ ่าชายเลนตามนัยมติคณะรฐั มนตรีเมือ่ วันที่ ๑๕ ธนั วาคม ๒๕๓๐ พื้นที่งอกชายฝ่ัง
ทะเลทีเ่ กิดขึ้นใหม่ให้กรมป่าไม้กนั ไว้เป็นพื้นที่อนุรกั ษ์และฟืน้ ฟู มารวมเปน็ พื้นที่เขตอนุรกั ษ์ทั้งหมด เว้นแต่
บริเวณพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตให้มีการใช้ประโยชน์ในกรณีต่างๆ ท้ังนี้ให้กรมป่าไม้จัดทำ�แผนที่แสดงแนวเขต
อนุรักษ์ให้ชัดเจน รวมท้ังแสดงแนวเขตพื้นที่ที่อนุญาตให้ราษฎรเข้าอาศัยทำ�กินเพื่อจัดเป็นเขตกันชน โดย
ในพื้นที่เขตอนุรักษ์ห้ามมิให้อนุญาตการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนในทุกกรณีทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อ
เปิดโอกาสให้ป่าชายเลนได้ฟื้นตัวคืนสู่ความอุดมสมบรู ณ์ ซึ่งการกำ�หนดพื้นที่เพิ่มเติมตามมติคณะรัฐมนตรี
เมื่อวนั ที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๓ คณะรฐั มนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์รบั ไปพิจารณา
ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงวิทยาศาสตร์แล้วนำ�เสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งปัจจุบัน
ยงั ไม่มีการน�ำ เรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาแต่อย่างใด มกกรรามคทมี่ดิน๒ไ๕ด๕้วา๓ง๗แนวตทอาบงขป้อฏหิบาัตริตือากมรหมนทังรสพั ือยการกมร
ที่ดิน ด่วนทีส่ ดุ ที่ มท ๐๕๑๖.๒(๑)/๒๓๕๕ ลงวนั ที่ ๒๕
ทางทะเลและชายฝ่ัง ว่า “พื้นที่ป่าอนุรกั ษ์ (ป่าชายเลน) เพิม่ เติมตามมติคณะรฐั มนตรีเมือ่ วันที่ ๒๒ สิงหาคม
๒๕๔๓ ขณะนี้คงเป็นเพียงการกำ�หนดพื้นที่ไว้ในแผนทีภ่ มู ิประเทศมาตราส่วน ๑ : ๕๐๐๐๐ เพื่อรอการ
เสนอคณะรฐั มนตรีอีกครั้งหนึ่ง จึงยังไม่ใช่ที่ดินทีค่ ณะรัฐมนตรีสงวนไว้ เพือ่ รกั ษาทรพั ยากรธรรมชาติหรือ
เพือ่ ประโยชน์สาธารณะอย่างอืน่ ตามนยั กฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ.๒๕๓๗) ออกตามความในพระราช
บญั ญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๑๔ (๕) และเนือ่ งจากที่ดินดงั กล่าวข้างต้น ไม่อยู่ใน
พื้นทีท่ ี่มีการกำ�หนดให้เปน็ พื้นที่ป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวนั ที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๓๐ จึงไม่มีกรณี
ที่จะต้องเสนอเรื่องการออกโฉนดที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวให้คณะกรรมการป้องกันและหยุดย้ังการบุกรุกที่ดิน
ในเขตป่าชายเลนพิจารณาตามอำ�นาจหน้าที”่ และหนงั สือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๕๑๖.๒(๑)/ว ๒๐๐๑๔ ลงวันที่
________________________________
๕ หนงั สือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๗๑๙/ว ๑๐๖๖ ลงวนั ที่ ๑ เมษายน ๒๕๔๐ เรื่อง การบุกรุกทีด่ ิน
ป่าชายเลน
๖ หนงั สือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๒๙.๔/ว ๐๖๔๖๑ ลงวนั ที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๔๔ เรือ่ ง มติคณะรฐั มนตรี
เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๓ และวนั ที่ ๑๗ ตลุ าคม ๒๕๔๓ เรือ่ ง การแก้ไขปญั หาการจัดการพื้นทีป่ ่าชายเลน
๗ หนงั สือกรมทีด่ ิน ด่วนทีส่ ุด ที่ มท ๐๕๑๖.๒(๑)/๒๓๕๕ ลงวนั ที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๓ ตอบข้อหารือ
กรมทรพั ยากรทางทะเลและชายฝ่ัง เรือ่ ง หารือกรณีการออกเอกสารสิทธิโฉนดที่ดิน ราย นายสมชาย กลิน่ อยู่
กบั พวก รวม ๒ คน
๖๐ ๑๑๔ ปี กรมท่ีดิน
๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๓๘ ว่า “กรณีนำ�เรือ่ งการออกโฉนดทีด่ ินหรือหนงั สือรบั รองการท�ำ ประโยชน์เสนอ
ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและหยุดย้ังการบุกรุกที่ดินในเขตป่าชายเลนประจำ�จังหวัด หมายถึงเรื่อง
การออกหนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ินในเขตป่าชายเลน ตามมติคณะรัฐมนตรี เมือ่ วนั ที่ ๑๕ ธนั วาคม ๒๕๓๐
เท่าน้ัน ส่วนมติคณะรฐั มนตรี เมือ่ วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๓ เป็นกรณีทีเ่ กี่ยวกับการกำ�หนดพื้นทีง่ อก
ชายฝั่งทะเลทีเ่ กิดขึ้นใหม่ โดยให้กรมป่าไม้ด�ำ เนินการกนั ไว้เป็นพื้นทีอ่ นรุ กั ษ์และฟืน้ ฟูและจัดทำ�แผนที่แสดง
แนวเขตให้ชัดเจนเพื่อสามารถนำ�ไปปฏิบัติได้ เสร็จแล้วให้นำ�เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
ซึ่งขณะนี้ยงั ไม่ได้เสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา”
กรณีคณะกรรมการป้องกันและหยุดย้ังการบุกรุกที่ดินในเขตป่าชายเลนมีมติว่า การออก
หนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในเขตป่าชายเลน ให้ส่งเรือ่ งให้คณะอนุกรรมการอ่านภาพถ่ายทางอากาศ ดำ�เนิน
การอ่าน แปล ตกีครวมาทมี่ดภินาไพดถ้พ่าิจยาทรณางาอวา่าก๙าศคณและะกเรสรนมอกเราื่อรปงใ้อหง้ กกันบกรา. รจบังุกหรวุกัดทพี่ดิจินารในณเขาตแลปะ่ามชาีมยตเิกล่อนนจเปะดน็ �ำเพเนียินง
การอย่างไร
มาตรการอย่างหนึง่ ในทางบริหารซึง่ มิใช่บทบญั ญตั ิแห่งกฎหมาย และสามารถที่จะมีมติแก้ไขเปลี่ยนแปลง
มติเดิมได้ ประกอบกับอ�ำ นาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและหยดุ ย้ังการบกุ รกุ ที่ดินในเขตป่าชายเลน
อย่างหนึ่งคือ การพิจารณาเรื่องการขอออกหนงั สือแสดงสิทธิในที่ดินในเขตป่าชายเลน ทีจ่ ะระงับการออก
หนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้แก่ผู้บุกรุกและเข้าอยู่อาศัยโดยผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด เมื่อข้อเท็จจริงตาม
กรณีที่หารือผู้ขอมีหลักฐานเดิมเปน็ ส.ค. ๑ จึงถือได้ว่าผู้ขอเป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย
การที่คณะกรรมการป้องกันและหยุดย้ังการบุกรุกที่ดินในเขตป่าชายเลนมีมติให้การขอออกหนังสือแสดง
สิทธิในทีด่ ินในเขตป่าชายเลนตามหลักฐาน ส.ค. ๑ ทุกแปลง ต้องส่งเรือ่ งให้คณะอนกุ รรมการอ่านภาพถ่าย
ทางอากาศด�ำ เนินการอ่าน แปล ตีความภาพถ่ายทางอากาศ ก่อนเสนอให้คณะกรรมการป้องกนั และหยดุ
ยั้งการบุกรุกที่ดินในเขตป่าชายเลนพิจารณา จึงเป็นการเพิ่มขั้นตอนในการปฏิบัติงานที่ไม่มุ่งเน้นการลดขั้น
ตอนการปฏิบตั ิงาน การอ�ำ นวยความสะดวก รวดเรว็ การสนองตอบความต้องการของประชาชนเปน็ หลัก
ตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลกั เกณฑ์และวิธีการบริหารจัดการบ้านเมืองทีด่ ี พ.ศ. ๒๕๔๖ ประกอบกบั
การขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในเขตป่าชายเลน ตามหลักฐาน ส.ค. ๑ หากที่ดินดังกล่าวไม่เป็น
ทส่ี งวนหวงหา้ มอน่ื และอยใู่ นหลกั เกณฑท์ จ่ี ะออกหนงั สอื แสดงสทิ ธใิ นทด่ี นิ ไดต้ ามกฎหมาย พนกั งานเจา้ หนา้ ท่ี
ก็สามารถออกหนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ินให้ผู้ขอโดยไม่จำ�ต้องน�ำ เรือ่ งเสนอให้ กบร. จงั หวดั พิจารณาอีกแต่
อย่างใด หากเป็นกรณีต้องมีการอ่าน แปล ตีความภาพถ่ายทางอากาศ ตามมติคณะกรรมการป้องกันและ
หยดุ ย้ังการบกุ รุกที่ดินในเขตป่าชายเลน จงั หวดั จะส่งเรื่องให้ กบร. จังหวดั พิจารณาด�ำ เนินการหรือไม่ ก็เป็น
ดุลยพินิจของจังหวดั โดยชอบทีจ่ ะพิจารณาส่งั การ
________________________________
๘ หนงั สือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๕๑๖.๒(๑)/ว ๒๐๐๑๔ ลงวันที่ ๓๐ มิถนุ ายน ๒๕๕๓ เรื่อง ขอความร่วมมือ
ในการดำ�เนินการออกหนังสือแสดงสิทธิในทีด่ ินป่าชายเลน
๙ หนังสือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๕๑๖.๒/๒๕๙๗๙ ลงวันที่ ๒๕ กนั ยายน ๒๕๕๑ ตอบข้อหารือจังหวดั จนั ทบรุ ี
เรื่อง หารือการตรวจพิสจู น์ที่ดินตามกฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๔๓ (พ.ศ.๒๕๓๗)ฯ และการออกหนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ิน
ในเขตป่าชายเลน
๑๑๔ ปี กรมทด่ี นิ ๖๑
เ ปน็ ที่ดินตามกฎกกรณระีขท้อรเวทงจ็ จฉรบิงับปทรี่า๔ก๓ฏว(่าพท.ศี่ด.ิน ๒ท๕ี่ข๓ออ๗อ)กฯหนขัง้อส๑ือแ๐ส(ด๓ง)ส๑ิท๐ธจิในะทตีด่้อินงเอสยนู่ใอนเพรื่อื้นงทใี่ปห่า้คชณายะเกลรนรมแกลาระ
ป้องกันและหยดุ ยั้งการบุกรุกที่ดินในเขตป่าชายเลนพิจารณา ตามหนงั สือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๖๑๙/
ว ๓๖๐ ลงวนั ที่ ๑๒ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๓๕ และจะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ทีด่ ินตามกฎกระทรวง
ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗)ฯ ข้อ ๑๐ (๓) ด้วย เนื่องจากเจตนารมณ์ในการแต่งต้ังคณะกรรมการป้องกนั และ
หยุดยั้งการบุกรุกทีด่ ินในเขตป่าชายเลน เพื่อป้องกนั มิให้มีการบกุ รกุ พื้นป่าชายเลน ผู้ทีไ่ ด้รบั แต่งต้ังมิได้เป็น
บุคคลเดียวกันและยังเป็นข้าราชการระดับสูงกว่า ซึ่งแตกต่างจากคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดินตามกฎ
กระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗)ฯ ข้อ ๑๐ (๓)
กรณีขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ในที่ดินซึ่งอยู่ในเขตอนุรักษ์พื้นที่
ป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๕ ธนั วาคม ๒๕๓๐ และวนั ที่ ๒อ๒.๓๕สิง๙ห/๒าค๕ม๕๐๒๑๕๑๔ ๓ลงจวะันดท�ำ เี่ น๒ิน
การได้หรือไม่ ได้มีคำ�พิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่
พฤศจิกายน ๒๕๕๐ ได้วางแนวทางปฏิบัติไว้ว่า กรณีปรากฏข้อเทจ็ จริงชดั เจนว่า ได้มีการทำ�ประโยชน์ใน
ที่ดินเต็มทั้งแปลงมาก่อนที่คณะรัฐมนตรีมีมติสงวนไว้เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติ โดยไม่มีสภาพเป็นป่า
ชายเลน การขีดแนวเขตกำ�หนดเปน็ พื้นทีป่ ่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรีเมือ่ วันที่ ๑๕ ธนั วาคม ๒๕๓๐
ย่อมมีผลทำ�ให้ที่ดินซึ่งมีสภาพเป็นพื้นที่ป่าชายเลนในระวางดังกล่าวในขณะน้ัน มีสถานะเป็นพื้นที่ป่าชาย
เลนตามมติคณะรฐั มนตรีฯ เท่านั้น ไม่มีผลทำ�ให้ทีด่ ินซึ่งไม่มีสภาพเป็นป่าชายเลนกลับไปมีสถานะเปน็ พื้นที่
ป่าชายเลน ตามมติคณะรฐั มนตรีฯ แต่อย่างใด ท�ำ ให้ทีด่ ินไม่มีสถานะเปน็ ที่ดินซึ่งทางราชการเหน็ ว่าควร
สงวนไว้เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ อันเป็นลักษณะต้องห้ามมิให้ออกหนังสือแสดงสิทธิ
ในที่ดินตามข้อ ๘ (๒) ของกฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้
ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ซึ่งเปน็ กฎหมายที่ใช้บังคบั ในขณะน้ัน และข้อ ๑๔ (๕) แห่งกฎกระทรวง
_______๑__๐_ _ห_น_งั_ส__ือ__ก_ฎ_ก__ร_ะ_ท_ร_ว_ง_ฉ__บ_บั_ที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมาย
ทีด่ ิน พ.ศ. ๒๔๙๗
ข้อ ๑๐ “ ฯลฯ
(๓) ถ้าปรากฏว่าที่ดินนั้นตั้งอยู่ในตำ�บลที่มีป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ พื้นที่รักษาพันธุ์สัตว์ป่า
พื้นที่ห้ามล่าสัตว์ป่าหรือพื้นทีท่ ีไ่ ด้จำ�แนกให้เปน็ เขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี และกรมป่าไม้หรือกรมพฒั นา
ทีด่ ินยังไม่ได้ขีดเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตอทุ ยานแห่งชาติ เขตรกั ษาพันธ์ุสัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหรือเขตที่ได้
จ�ำ แนกให้เป็นเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี ลงในระวางรปู ถ่ายทางอากาศเพือ่ การออกหนงั สือรบั รองการท�ำ
ประโยชน์ หรือกรณีทีข่ ีดเขตแล้ว แต่ทีด่ ินทีข่ อออกหนงั สือรบั รองการท�ำ ประโยชน์มีอาณาเขตติดต่อคาบเกีย่ วหรือ
อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตอทุ ยานแห่งชาติ เขตรกั ษาพนั ธ์ุสตั ว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า หรือเขตทีไ่ ด้จำ�แนกให้เป็น
เขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี ให้ผู้ว่าราชการจงั หวดั แต่งต้ังคณะกรรมการร่วมกนั ออกไปตรวจพิสจู น์ที่ดิน
ประกอบด้วยป่าไม้อ�ำ เภอหรือผู้ทีป่ ่าไม้จงั หวดั มอบหมายสำ�หรบั ท้องทีท่ ีไ่ ม่มีป่าไม้อ�ำ เภอ เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน
อ�ำ เภอ ปลดั อ�ำ เภอ (เจ้าพนกั งานปกครอง) และกรรมการอืน่ ตามทีเ่ หน็ สมควร เมือ่ คณะกรรมการดงั กล่าวได้ท�ำ การ
ตรวจพิสจู น์เสร็จแล้ว ให้เสนอความเห็นต่อผู้ว่าราชการจงั หวดั ว่าสมควรออกหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ให้ได้
หรือไม่ เพียงใด สำ�หรับทีด่ ินทีไ่ ด้จำ�แนกให้เปน็ เขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรฐั มนตรี แต่ยังไม่ได้ขีดเขตหรือขีดเขต
แล้วแต่ทีด่ ินดงั กล่าวมีอาณาเขตคาบเกีย่ วกับเขตทีไ่ ด้จ�ำ แนกให้เป็นเขตป่าไม้ถาวร ให้แต่งตั้งผู้แทนกรมพฒั นาที่ดิน
เป็นกรรมการด้วย
ฯลฯ”
๑๑ คำ�พิพากษาศาลปกครองสงู สดุ คดีหมายเลขแดงที่ อ.๓๕๙/๒๕๕๐
๖๒ ๑๑๔ ปี กรมท่ีดิน
ตฉบ่อมับาทไี่ ด๔้ม๓ีคำ�(พพ.ิพศา.๒กษ๕า๓ศ๗าล) ปอกอคกรตอางมสคงู วสาดุ มในคพดรีหะมราายชเบลญัขแญดตังทิใหี่ ้ใอช.้ป๑ร๙ะ๓ม/ว๒ล๕ก๕ฎ๓หม๑า๒ยทลี่ดงินวันพท.ี่ศ.๑๒๗๔๙ส๗ิงหาแคลมะ
๒๕๕๓ พิพากษาไปในแนวทางเดียวกัน ดังน้ัน หากพิจารณาตรวจสอบเป็นทีย่ ุติและปรากฏข้อเทจ็ จริงเปน็
ไปตามคำ�พิพากษาศาลปกครองสูงสดุ คดีหมายเลขแดงที่ อ.๓๕๙/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๐
และคำ�พิพากษาศาลปกครองสงู สดุ คดีหมายเลขแดงที่ อ.๑๙๓/๒๕๕๓ ลงวนั ที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๓ ย่อม
สามารถดำ�เนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ขอต่อไปได้
ป่าชายเลนเป็นป่าที่เกิดขึ้นจากการจำ�แนกและกำ�หนดเขตป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี
เมื่อวนั ที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๓๐ ซึ่งพื้นทีป่ ่าชายเลนอาจเป็นพื้นที่ทีอ่ ยู่ในเขตป่าไม้ถาวรหรือ ป่าสงวนแห่งชาติ
กไ็ ด้ เนื่องจากความประสงค์ในการสงวนหวงห้ามที่ดินแตกต่างกนั ท้ังนี้ขึ้นอยู่กับข้อเทจ็ จริงเป็นกรณี หาก
พื้นที่ได้ถูกสงวนไว้เปน็ เขตป่าชายเลนเพียงสถานะเดียว ซึ่งไม่ต้องห้ามมิให้ท�ำ การเดินสำ�รวจออกโฉนดที่ดิน
ตามมาตรา ๕๘ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ก็สามารถด�ำ เนินการเดินสำ�รวจออกโฉนดทีด่ ินได้ แต่ท้ังนี้ให้
อนอำ�เกรโื่อฉงนเดสทนีด่อินค๑ณ๓ะกรรมการป้องกันและหยุดยั้งการบุกรุกที่ดินในเขตป่าชายเลนพิจารณาก่อนดำ�เนินการ
l เขตปฏิรูปที่ดิน
การออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์เฉพาะรายตาม ๕๙ แห่งประมวล
กฎหมายที่ดิน ในเขตปฏิรปู ทีด่ ินเพือ่ เกษตรกรรม ตามบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมที่ดินและสำ�นักงานการ
ปฏิรปู ทีด่ ินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เรื่อง วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิในที่ดินในเขตปฏิรปู ที่ดิน
พ.ศ. ๒๕๔๑ (หนังสือกรมที่ดิน ด่วนมาก ที่ มท ๐๗๑๙/ว ๑๓๙๑๒ ลงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๔๑)
กรมที่ดินยงั คงถือปฏิบตั ิตามนยั หนงั สือสำ�นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ด่วนที่สดุ ที่ นร ๐๖๐๑/๒๐๙
ลงวนั ที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๓๗ ทีว่ างแนวทางปฏิบัติไว้ว่า “เมือ่ มีพระราชกฤษฎีกากำ�หนดเขตปฏิรูปทีด่ ินฯ แล้ว
และในเขตปฏิรูปทีด่ ินดงั กล่าวไม่ว่าจะเป็นพื้นทีท่ ี่ ส.ป.ก. เข้าไปด�ำ เนินการแล้วหรือยังไม่ได้เข้าไปด�ำ เนินการ
กต็ าม พนกั งานเจ้าหน้าทีจ่ ะออกหนังสือแสดงสิทธิในทีด่ ินให้แก่ราษฎรที่ครอบครองและท�ำ ประโยชน์อยู่
ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บงั คับไม่ได้ ถ้าราษฎรดังกล่าวไม่ได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา ๕
แห่งพระราชบญั ญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ หรือมิได้แจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในทีด่ ิน
ตามมาตรา ๒๗ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดินไว้ก่อนมีการก�ำ หนดเขตปฏิรูปที่ดินเพือ่ เกษตรกรรม”
โดยทีพ่ ระราชบัญญตั ิการปฏิรปู ที่ดินเพือ่ เกษตรกรรม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๒ มาตรา ๓๖
ทวิ ได้บญั ญัติไว้ว่า “บรรดาทีด่ ินหรืออสงั หาริมทรพั ย์ใดๆ ที่ ส.ป.ก. ได้มาตามพระราชบัญญตั ินี้หรือได้มา
โดยประการอื่นที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่ให้ถือว่าเป็นที่ราชพัสดุ
และให้ ส.ป.ก. เปน็ ผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อใช้ในการปฏิรูปทีด่ ินเพือ่ เกษตรกรรม ...”
จากเหตุผลดังกล่าว จึงทำ�ให้เจ้าของที่ดินทีไ่ ด้ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนใน
เขตปฏิรูปทีด่ ิน มีหน้าทีต่ ้องพิสูจน์สิทธิในการครอบครองและท�ำ ประโยชน์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในการออก
หนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ินว่า ตนได้ครอบครองและท�ำ ประโยชน์ในทีด่ ินก่อนมีการกำ�หนดเขตปฏิรปู ทีด่ ินเพือ่
________________________________
๑๒ คำ�พิพากษาศาลปกครองสงู สดุ คดีหมายเลขแดงที่ อ.๑๙๓/๒๕๕๓
๑๓ หนงั สือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๕๑๖.๓/๘๒๖๕ ลงวนั ที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๒ ตอบข้อหารือจังหวัดสงขลา เรือ่ ง
หารือการเดินสำ�รวจออกโฉนดทีด่ ินในเขตป่าชายเลนตามมติคณะรัฐมนตรี เรือ่ ง การจ�ำ แนกการใช้ประโยชน์ในทีด่ ิน
ในพื้นที่ป่าชายเลนประเทศไทย เขตเศรษฐกิจ ข.
๑๑๔ ปี กรมทดี่ นิ ๖๓
เกษตรกรรม โดยมีหลกั ฐาน ส.ค. ๑ , ใบจอง , ใบเหยียบย่าํ ,หรือหนงั สือรบั รองการทำ�ประโยชน์ หรือมีความ
ประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินตามมาตรา ๒๗ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เอกสารแสดงว่าเปน็ ผู้มีสิทธิ
ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดทีด่ ินเพือ่ การครองชีพหรือเอกสารอืน่ ซึ่งแสดงว่าเปน็ ผู้มีสิทธิครอบครอง ตาม
ประมวลกฎหมายที่ดิน มิฉะนั้นเจ้าพนักงานทีด่ ินไม่สามารถออกหนงั สือแสดงสิทธิในที่ดินให้ได้
การจะพิจารณาพื้นที่ดำ�เนินการน้ัน ในกรณีพื้นที่อยู่ในเขตเทศบาลนั้นให้พิจารณาตาม
หนังสือสำ�นกั งานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ด่วนทีส่ ุดที่ กษ ๑๒๐๕/๑๐๒๖๖ ลงวันที่ ๒๒ พฤศจิกายน
๒๕๓๙ เรื่องหารือการออกโฉนดที่ดินในเขตพระราชกฤษฎีกากำ�หนดเขตปฏิรูปที่ดิน เวียนตามหนังสือ
กรมทีด่ ินที่ มท ๐๗๑๙/ว ๐๔๔๙๐ ลงวันที่ ๑๔ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๔๐ ดงั นี้
(๑) ถา้ ไดม้ พี ระราชกฤษฎกี าก�ำ หนดเขตปฏริ ปู ทด่ี นิ ทง้ั อ�ำ เภอ (กอ่ นแกไ้ ขกฎหมายปฏริ ปู ทด่ี นิ
ป ี ๒๕๓๒) และแผนทีแ่ นบท้ายพระราชกฤษฎีกาครอบคลมุ พื้นทเี่ ทศบาลและสขุ าภิบาล กจ็ ะรวมเทศบาล
และสขุ าภิบาลเป็นเขตปฏิรปู ทีด่ ินด้วย
(๒) ถ้าได้มีพระราชกฤษฎีกากำ�หนดเขตปฏิรูปที่ดิน เฉพาะพื้นที่ตามกฎหมายปฏิรูปที่ดิน
ปี ๒๕๓๒ ให้เปน็ ไปตามแผนทีท่ ้ายพระราชกฤษฎีกา แต่ถ้าหากพื้นที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาครอบคลุมไปถึง
พื้นที่เขตเทศบาลและสขุ าภิบาลด้วย พื้นที่เขตเทศบาลและสขุ าภิบาลน้ันก็อยู่ในเขตปฏิรปู ที่ดินด้วย
(๓) สำ�หรับกรณีที่มีพระราชกฤษฎีกากำ�หนดเขตปฏิรูปที่ดินภายหลังแก้ไขกฎหมายปฏิรูป
ทีด่ ิน ปี ๒๕๓๒ ในกรณีทีจ่ ำ�เป็นโดยประกาศเปน็ เขตของตำ�บลหรืออำ�เภอเปน็ เขตปฏิรปู ที่ดิน นั้นจึงหมายถึง
เฉพาะทีด่ ินทีต่ ้ังอยู่นอกเขตเทศบาลและสขุ าภิบาล ปัจจบุ ันยกเลิกเขตสขุ าภิบาลแล้วคงเหลือการพิจาณาว่า
อยู่ในเขตเทศบาลหรือไม่เท่านั้น
ในกรณีที่ราษฎรน�ำ ใบแจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินตามมาตรา ๒๗ ตรี แห่งประมวล
กฎหมายทีด่ ิน มาใช้เปน็ หลักฐานในการออกโฉนดที่ดิน ในเขตปฏิรูปทีด่ ินนั้นจะต้องสอบสวนให้ได้ความด้วย
ว่า เป็นผู้ที่ครอบครองทำ�ประโยชน์หรือครอบครองทำ�ประโยชน์ ต่อเนื่องมาก่อนวันทีป่ ระมวลกฎหมายทีด่ ิน
ใช้บงั คับ ส่วนการดำ�เนินการตามหลักการให้ด�ำ เนินการตามบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมทีด่ ินกับสำ�นักงาน
ปฏิรปู ทีด่ ินเพือ่ เกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๔๑ และหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑๙/ว ๔๑๒๐๔ ลงวันที่ ๒๒
พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ซึ่งได้เพิม่ เติมโดยหนังสือกรมทีด่ ิน ด่วนทีส่ ุด ที่ มท ๐๕๑๖.๓/ ว ๑๙๙๖๖ ลงวนั ที่ ๒๒
กรกฎาคม ๒๕๕๒ เรื่อง การแก้ไขปญั หาการออกเอกสารสิทธิในที่ดินในเขต ส.ป.ก. หากมีหลกั ฐาน ส.ค.๑
โดยให้เจ้าหน้าที่รับรองความถูกต้องว่าที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ เป็นที่ดินแปลงเดียวกับที่ดินที่ขอออก
โฉนดที่ดิน และระบุเหตุผลว่าที่ดินนั้น อยู่ในหลักเกณฑ์กรณีใด จึงสามารถออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน
ตามประมวลกฎหมายที่ดินได้
l เขตนิคม
๑. นิคมสรา้ งตนเอง งานนิคมสร้างตนเองเป็นงานบริหารสวัสดิการสงั คมรปู แบบหนึ่ง ซึ่ง
ได้ด�ำ เนินการมาพร้อมกับการก่อต้ังกรมประชาสงเคราะห์เมือ่ ปี พ.ศ. ๒๔๘๓ โดยจอมพล ป.พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นได้มีแนวความคิดที่จะนำ�ที่ดินรกร้างว่างเปล่ามาใช้ประโยชน์เพื่อสงเคราะห์
คนยากไร้ให้มีทีอ่ ยู่อาศยั และที่ดินท�ำ กินในลกั ษณะชมุ ชนทีเ่ ปน็ ระเบียบ และพัฒนาให้มีรายได้และคุณภาพ
ชีวิตที่ดีขึ้นแล้วให้กรรมสิทธิ์ในทีด่ ินแห่งน้ัน ชมุ ชนทีเ่ ป็นระเบียบซึ่งเกิดขึ้นนี้เรียกว่า “นิคมสร้างตนเอง” และ
ราษฎรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินเรียกว่า “สมาชิกนิคม” ในปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ได้มีการตราพระราชบัญญัติ
จดั ที่ดินเพื่อการครองชีพขึ้นเรียกว่า พระราชบญั ญัติจดั ทีด่ ินเพือ่ การครองชีพ พทุ ธศกั ราช ๒๔๘๕ ซึง่ ต่อมา
ได้มีการแก้ไขปรบั ปรุงโดยพระราชบัญญตั ิจดั ทีด่ ินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๐๔ และครั้งสุดท้ายได้มีการ
ยกเลิกพระราชบญั ญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๔๘๕ และ พ.ศ. ๒๕๐๔ โดยพระราชบญั ญตั ิจัดที่ดิน
เพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ ซึง่ ใช้มาจนถึงปัจจุบัน
๖๔ ๑๑๔ ปี กรมท่ีดนิ
ประเภทหนังสือแสดงสิทธิในทีด่ ินทีอ่ อกให้สมาชิกนิคมสร้างตนเอง
- หนังสืออนญุ าตให้เข้าทำ�ประโยชน์ในทีด่ ิน (น.ค. ๑) ออกให้เมื่อสมาชิกนิคมได้รับอนญุ าต
ให้เข้าทำ�ประโยชน์ในที่ดิน ตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติจดั ทีด่ ินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ คือ
เมื่อราษฎรยื่นใบสมัครเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเองแล้วผู้ปกครองนิคมจะสอบสวนคุณสมบัติและรวบรวม
รายชือ่ ราษฎรทีผ่ ่านการสอบสวนคณุ สมบตั ิ ส่งให้คณะกรรมการพิจารณาราษฎรทีผ่ ่านการพิจารณาให้เปน็
สมาชิกนิคมแล้วจะออกหนังสืออนญุ าตให้เข้าท�ำ ประโยชน์ในที่ดิน (น.ค.๑) ต่อไป
- หนังสือแสดงการทำ�ประโยชน์ (น.ค. ๓) ออกให้เมื่อสมาชิกนิคมมี คุณสมบัติครบถ้วน
ตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญตั ิจัดทีด่ ินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ คือ เมื่อสมาชิกทีไ่ ด้รับหนังสือ
อนุญาตให้เข้าทำ�ประโยชน์ในทีด่ ิน (น.ค. ๑) เข้าท�ำ ประโยชน์ในทีด่ ินที่ได้รบั อนญุ าตเกินกว่า ๕ ปี ไม่มีหนี้
สินเกี่ยวกับกิจการนิคมค้างชำ�ระและชำ�ระเงินช่วยทุนที่รัฐบาลลงไปแล้ว ก็จะได้รับหนังสือแสดงการทำ�
ประโยชน์ (น.ค. ๓)
สมาชิกนิคมสร้างตนเองทีไ่ ด้รับหนงั สือแสดงการทำ�ประโยชน์ (น.ค.๓) สามารถนำ�หลักฐาน
ดังกล่าว มาขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการท�ำ ประโยชน์ตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ทนั ที ตาม
มาตรา ๑๑ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญตั ิจดั ที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ โฉนดที่ดินหรือหนงั สือ
รับรองการทำ�ประโยชน์ดงั กล่าวจะห้ามโอนมีก�ำ หนด ๕ ปี นับแต่วนั รับโฉนดที่ดินหรือหนงั สือรับรองการทำ�
ประโยชน์เว้นแต่ตกทอดทางมรดกหรือโอนไปยังสหกรณ์ทีต่ นเป็นสมาชิก และในก�ำ หนดระยะเวลาห้ามโอน
ทีด่ ินดังกล่าวไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคบั คดี ท้ังนี้ตามนยั มาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติ ดงั กล่าว ประกอบ
หนงั สือกรมประชาสงเคราะห์ ที่ รส. ๐๔๐๕/ว. ๘๖๕๖ ลงวนั ที่ ๙ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๔๑ เวียนโดยหนงั สือ
กรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑๙/ว. ๐๙๔๘๘ ลงวนั ที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๔๑ เรื่องการออกหนงั สือสำ�คญั ตามประมวล
กฎหมายที่ดินให้แก่ราษฎรที่มีหลกั ฐาน ส.ค. ๑ ในเขตนิคมสร้างตนเอง
กรณีนิคมฯ สิ้นสภาพ ที่ดินจะกลบั คืนสภาพเปน็ ทีร่ กร้างว่างเปล่า บคุ คลที่อยู่ในเขตนิคมทีย่ งั
ไม่ได้รับ น.ค. ๓ และครอบครองทำ�ประโยชน์มาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ กอ็ าจขอออกหนังสือ
แสดงสิทธิในทีด่ ินตามมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน (หนงั สือกรมทีด่ ินตอบข้อหารือจงั หวดั
เพชรบรุ ี ที่ มท ๐๗๐๙/๒๕๗๔๘ ลงวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๒๖ เวียนโดยหนังสือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๗๐๙/
ว. ๒๖๘๓๒ ลงวนั ที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๒๖)
๒. นิคมสหกรณ์ การดำ�เนินการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในนิคมสหกรณ์ของ
กรมส่งเสริมสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดทีด่ ินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑
- พื้นทีด่ �ำ เนินการคือ ทีด่ ินในเขตนิคมสหกรณ์ ซึง่ เป็นที่ดินที่ได้มาโดยคณะกรรมการจัดทีด่ ิน
แห่งชาติมอบที่ดินของรัฐที่ได้จำ�แนกให้เป็นที่ดินจัดสรรเพื่อเกษตรกรรมให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ดำ�เนินการ
จัดที่ดินให้แก่ราษฎรที่ไม่มีที่ดินทำ�กินหรือมีที่ดินน้อยไม่เพียงพอต่อการประกอบอาชีพได้มีที่ดินทำ�กินเป็น
ของตนเอง
ประเภทหนังสือแสดงสิทธิในทีด่ ินทีอ่ อกให้สมาชิกนิคมสหกรณ์
- หนงั สืออนุญาตให้เข้าท�ำ ประโยชน์ในทีด่ ิน (กสน. ๓) ออกให้เมื่อสมาชิกนิคม ได้รบั อนญุ าต
ให้เข้าท�ำ ประโยชน์ในทีด่ ินตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญตั ิจดั ทีด่ ินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ คือ
นิคมฯ ประกาศรับสมคั รบุคคลเปน็ สมาชิกนิคม นิคมฯ จะคัดเลือกบคุ คลเข้าเปน็ สมาชิกนิคมสหกรณ์ และ
จัดผู้ผ่านการคัดเลือกลงแปลงที่ดินตามแผนผังจัดแบ่งที่ดิน และออกหนังสืออนุญาตให้สมาชิกเข้าทำ�
ประโยชน์ (กสน. ๓) ต่อไป
๑๑๔ ปี กรมทีด่ นิ ๖๕
- หนังสือแสดงการทำ�ประโยชน์ (กสน. ๕) ออกให้เมื่อสมาชิกนิคมมีคุณสมบัติครบถ้วน
ตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญตั ิจดั ทีด่ ินเพือ่ การครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ คือ เมื่อสมาชิกทีไ่ ด้รับหนังสือ
อนุญาตให้เข้าทำ�ประโยชน์ในที่ดิน (กสน. ๓) เข้าท�ำ ประโยชน์ในทีด่ ินทีไ่ ด้รับอนญุ าต เกินกว่า ๕ ปี ไม่มี
หนี้สินเกี่ยวกับกิจการนิคมค้างชำ�ระและชำ�ระเงินช่วยทุนที่รัฐบาลลงไปแล้วก็จะได้รับหนังสือแสดงการทำ�
ประโยชน์ (กสน. ๕)
สมาชิกนิคมสหกรณ์ที่ได้รบั หนังสือแสดงการท�ำ ประโยชน์ (กสน.๕) แล้วสามารถน�ำ หลักฐาน
ดงั กล่าวมาขอออกโฉนดทีด่ ินหรือหนังสือรบั รองการทำ�ประโยชน์ได้ เมือ่ ได้รบั ความเหน็ ชอบจากสหกรณ์ที่
ตนเป็นสมาชิกอยู่ตามนัยมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบญั ญตั ิจดั ที่ดินเพือ่ การครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ และโฉนด
ทีด่ ินหรือหนังสือรับรองการท�ำ ประโยชน์ดังกล่าวจะอยู่ในบังคับห้ามโอนมีกำ�หนดระยะเวลา ๕ ปี นบั แต่วัน
รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์เว้นแต่ตกทอดทางมรดกหรือโอนไปยัง สหกรณ์ที่ตนเป็น
สมาชิกและในกำ�หนดระยะเวลาห้ามโอนที่ดินดังกล่าวไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดีเช่นเดียวกับที่ดินโฉนด
ที่ดินที่ออกจากหลักฐาน น.ค. ๓
ถ้าเปน็ เขตนิคมสหกรณ์ ให้แจ้งหวั หน้าหน่วยสหกรณ์นิคมเขตท้องที่ ออกไปร่วมทำ�การตรวจ
พิสูจน์ทีด่ ิน ตามหนังสือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๖๑๐/ว. ๙๓๙๘ ลงวนั ที่ ๓๑ ตลุ าคม ๒๕๑๑ เรือ่ งการออกหนังสือ
รับรองการทำ�ประโยชน์ (น.ส. ๓) และการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในเขตที่ดินที่กรมสหกรณ์ที่ดิน
ขอสงวนเพื่อจัดสหกรณ์นิคม และหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที ่ มท ๐๖๐๙/๕๙๖๓ ลงวันที่ ๑๕ เมษายน
๒๕๑๙ เรือ่ ง การออกหนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ (น.ส. ๓) ในเขตจดั นิคมสหกรณ์ ประกอบกับหนงั สือ
กรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑๙/ว ๓๙๘๑๔ ลงวนั ที่ ๒๓ ธนั วาคม ๒๕๔๐ เรือ่ ง การออกหนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ิน
ในเขตที่ดินของรัฐ เมือ่ การรังวดั ออกโฉนดที่ดินดังกล่าวจะต้องมีการร่วมตรวจสอบพิสจู น์ทีด่ ิน และรบั รอง
แนวเขตที่ดินซึ่งอยู่ในอ�ำ นาจหน้าที่ของกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
l ที่งอก
ทีด่ ินที่จะถือว่าเป็นทีง่ อกริมตลิ่งได้นั้นมีหลกั เกณฑ์ในการพิจารณา คือ ต้องเปน็ ที่งอกทีเ่ กิด
ขึ้นเองตามธรรมชาติไม่ใช่โดยการถม ต้องเป็นการงอกจากผืนแผ่นดินออกไป ไม่ใช่เป็นการตื้นเขินมาจาก
ลำ�น้ําเข้าหาแผ่นดินและต้องไม่มีทางน้ําสาธารณะ ทางสาธารณะ หรือทีส่ าธารณะอันใดค่ันอยู่ระหว่างทีด่ ิน
เดิมกับทีง่ อกเมื่อเวลานํ้าขึ้นตามปกติน้ําท่วมไม่ถึง
ท้ังนี้ มาตรา ๑๓๐๘ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติว่า “ที่ดินแปลงใดเกิด
ที่งอกริมตลิง่ ที่งอกย่อมเป็นทรพั ย์สินของเจ้าของที่ดินแปลงนั้น”
ที่งอกริมตลิ่งนี้ต่างจาก “ทีช่ ายตลิง่ ” คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้คำ�อธิบายความหมายของ
“ที่ชายตลิ่งว่า หมายถึงที่ดินที่อยู่ติดต่อกบั แม่น้ําคลอง หรือทะเลซึ่งในฤดนู ้ําตามปกตินํ้าท่วมถึงทุกปี เป็น
ที่ดินส่วนที่จมอยู่ใต้น้ําในขณะทีน่ ํ้าขึ้นถึงตามปกติและอยู่เหนือนํ้าในขณะที่น้ําลง ถ้าเป็นทีด่ ินซึง่ เกิดการตื้น
เขินมาจากล�ำ เหมืองสาธารณะหรือลำ�รางสาธารณะเข้าหาตลิง่ ทีด่ ินดังกล่าวจึงไม่ใช่ที่งอกตามความหมาย
ดังกล่าวข้างต้น แต่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำ�หรับพลเมืองใช้ร่วมกันตามมาตรา
๑๓๐๔ (๒) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ถ้าหากที่ดินนั้นงอกจากตลิง่ ออกไปตามหลักเกณฑ์
ดงั กล่าวข้างต้น ทีด่ ินน้ันเป็นที่งอกริมตลิง่ ผู้เปน็ เจ้าของทีด่ ินแปลงทีเ่ กิดที่งอกออกไปเปน็ เจ้าของที่งอก ย่อม
มีสิทธิใช้สอย จ�ำ หน่าย และขดั ขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกบั ทีง่ อกนั้นได้ตามนัยมาตรา ๑๓๓๖ แห่ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สรุปแนวทางการออกโฉนดที่ดินที่งอกได้ดงั นี้
๖ ๖ ๑๑๔ ปี กรมท่ดี นิ
- ทีด่ ินทีจ่ ะออกโฉนดที่ดินที่งอกริมตลิ่งได้ จะต้องเป็นที่งอกเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ไม่ใช่เกิด
จากการกระทำ�ให้ตื้นเขินงอกขึ้น เปน็ อันพ้นจากการเปน็ สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และอยู่ในลกั ษณะจะ
พึงออกโฉนดที่ดินได้ (หนังสือกรมทีด่ ิน ที่ ๗๗๘๙/๒๔๙๙ ลงวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๔๙๙)
- โฉนดทีด่ ินเกิดที่งอกริมตลิง่ เจ้าของที่ดินที่เกิดทีง่ อกย่อมมีกรรมสิทธิใ์ นที่ดินอยู่แล้ว จึงไม่
ต้องแจ้งการครอบครองที่ดินกอ็ อกโฉนดทีด่ ินได้ (หนังสือกรมที่ดิน ที่ ๑๖๓/๒๕๐๔ ลงวันที่ ๑๒ มกราคม
๒๕๐๔
- ที่งอกริมตลิ่ง ต้องเป็นเจ้าของที่ดินแปลงเดียวกัน ไม่มีที่ดินอื่นคัน่ อยู่ เช่นทีด่ ินของบุคคล
อื่นหรือทางสาธารณประโยชน์ หากปรากฏว่ามีทีด่ ินดังกล่าวคนั่ อยู่จะน�ำ มารวมรังวดั ออกโฉนดทีง่ อกไม่ได้
(หนงั สือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑๕/๒๕๓๐๘ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๓๔)
- การออกโฉนดที่ดินที่งอกริมตลิ่ง ให้จังหวัดแต่งต้ังคณะกรรมการอย่างน้อย ๓ นาย
ออกไปตรวจสอบสภาพที่ดินว่าเป็นที่ดินที่ตื้นเขินตามธรรมชาติจนมีสภาพเป็นที่งอกตามมาตรา ๑๓๐๘
หรือไม่ อย่างไร (หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๐๖/๓๗๗๘ ลงวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๑๖)
- การออกโฉนดที่ดินที่งอกริมตลิ่ง หากปรากฏที่งอกเป็นแถวเป็นแนวยาวติดต่อกันแล้วให้
จังหวัดสง่ั เจ้าหน้าที่จดั การวางแนวเขตทีง่ อกนั้นไว้ เพื่อตดั ปัญหาเรื่องเขตที่ริมตลิ่งและเพือ่ ให้เกิดความเปน็
ธรรมแก่ผู้ขอรายอืน่ ๆ (หนงั สือกรมทีด่ ิน ที่ ๕๔๓๒/๒๕๐๐ ลงวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๐๐)
- การวางแนวเขตทีง่ อกริมตลิง่ ให้อยู่ในดลุ ยพินิจของจงั หวดั ที่จะพิจารณาว่าทีด่ ินบริเวณนั้น
สมควรจะมีการวางแนวเขตทีง่ อกริมตลิ่งหรือไม่ อย่างไร ตามหนงั สือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๗๑๒/ว ๐๑๔๑๘
ลงวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๓๐ ซึง่ ได้วางแนวทางไว้ว่า หากจงั หวดั เห็นสมควรให้มีการวางแนวเขตที่งอก
ริมตลิ่ง กใ็ ห้คณะกรรมการซึ่งจงั หวดั แต่งต้ังส�ำ หรับตรวจสภาพทีด่ ินทีง่ อกริมตลิ่ง ท�ำ การกำ�หนดแนวเขต
ที่งอกริมตลิ่ง และในการจัดการวางแนวเขตที่งอกริมตลิ่ง จะใช้งบประมาณของจังหวัด ส่วนเจ้าหน้าที่
ผู้ดำ�เนินการนั้น จะใช้ของทางจังหวัดหรือจะขอการสนับสนุนจากส่วนกลางก็ได้ เมื่อได้วางแนวเขตที่งอก
ริมตลิ่งไว้แล้ว จังหวัดจะดูแลรักษาและดำ�เนินการคุ้มครองป้องกันที่ดินจากแนวเขตที่วางไว้ไปจดแม่นํ้า
ล�ำ คลอง หรือทะเลให้คงเป็นที่สาธารณประโยชน์ส�ำ หรับประชาชนใช้ร่วมกัน และให้ปฏิบัติตามนยั หนังสือ
กระทรวงมหาดไทย ที่ ๑๙๕๑๙/๒๔๙๘ ลงวนั ที่ ๒๓ กันยายน ๒๔๙๘ และหนงั สือกระทรวงมหาดไทย
ที่ ๘๙๕๔/๒๔๙๙ ลงวันที่ ๒๓ เมษายน ๒๔๙๙
- กรณีการขอออกโฉนดที่ดินในที่งอกริมตลิ่ง พนกั งานเจ้าหน้าทีย่ ่อมจะพิจารณาออกโฉนด
ที่ดินให้ได้ตามอำ�นาจหน้าที่และระเบียบวิธีการ โดยไม่ต้องส่งเรื่องไปให้กรมที่ดินพิจารณาส่งั การอีกชั้นหนึ่ง
ตามหนงั สือกรมที่ดิน ที่ ๒๕๑๖/๒๕๐๒ ลงวนั ที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๐๒ และที่ มท ๐๖๐๙/๑๘๓๘๗ ลงวนั ที่ ๑
กนั ยายน ๒๕๒๓
แต่กม็ ีข้อควรระวงั ในการพิจารณาเรือ่ งการเป็นทีง่ อกนี้ว่า ต้องพิจารณาได้ว่า เป็นการงอก
จากที่ดินเดิมจริงๆ ไม่ใช่ทีด่ ินริมแม่น้ํา หรือ คลอง หรือทีช่ ายทะเล ที่เดิมได้ออกเอกสารสิทธิไว้ไม่ถึงแนวเขต
ที่ครอบครองจนจด ริมแม่นํ้า หรือ คลอง หรือทีช่ ายทะเล นั้นๆ เช่น กรณีที่ดินริมแม่น้ําเจ้าพระยา ทีจ่ งั หวดั
อยุธยา ซึ่งเป็นที่ดินริมแม่น้ํา ทีย่ ังไม่ได้ออกโฉนดทีด่ ินแต่เปน็ ทีด่ ินที่มีการครอบครองมาก่อนแล้วพร้อมกับ
ทีด่ ินทีไ่ ด้ออกโฉนดที่ดินไปแล้ว แต่เนื่องจากอยู่ริมแม่น้ําจึงได้เว้นไว้ เป็นทีม่ ีการครอบครอง ตามสภาพเช่น
นี้ทีด่ ินดังกล่าวจึงไม่เปน็ ทีง่ อก
ที่งอกริมตลิ่ง ต้องขอออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะรายเท่านั้น จะนำ�เดินสำ�รวจออก
โฉนดที่ดินไม่ได้
๑๑๔ ปี กรมทีด่ นิ ๖๗
เมื่อมีการงอกของที่ดิน ก็มีการพังทลายของที่ดินเนื่องจากถูกนํ้ากัดเซาะได้เช่นกัน จึงขอ
สรุปเรื่องที่เกี่ยวกับตลิ่งพังไว้ เพื่อให้เป็นความรู้ต่อเนื่องว่า ตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา
ที่ นร.๐๙๐๑/๒๐๑๑ ลว. ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๔๗ สรปุ ได้ว่า การพิจารณาถึงสถานะทางกฎหมายของที่ดิน
บริเวณ ทีถ่ ูกน้ํากัดเซาะน้ัน ย่อมขึ้นอยู่กบั ข้อเทจ็ จริง ในแต่ละกรณี ทีด่ ินทีเ่ อกชนมีกรรมสิทธิ์อยู่ แม้ภายหลงั
ที่ดินดังกล่าวได้ถูกน้ํากัดเซาะหรือพังลงนํ้าทำ�ให้แนวเขตที่ดินเปลี่ยนไป แต่เจ้าของที่ดินยังคงใช้สิทธิแสดง
ความเป็นเจ้าของโดยการหวงกนั หรือสงวนสิทธิในการครอบครองที่ดินของตนอยู่โดยมิได้ทอดทิ้งต้องถือว่า
ทีด่ ินดังกล่าวไม่เป็นที่ สาธารณสมบัติของแผ่นดิน และมีค�ำ พิพากษาศาลฎีกาทีเ่ กีย่ วข้องได้แก่คำ�พิพากษา
ฎีกาที่ ๖๗๗/๒๔๙๐, ๓๕๓ - ๓๖๐/๒๕๐๗ และมีแนวทางปฏิบัติตามคำ�สัง่ กรมทีด่ ินที่ ๕/๒๕๔๘ ลว. ๘
ธนั วาคม ๒๔๘๕ เรื่องการปฏิบัติในเรือ่ งที่ดินพงั ลงน้ําท�ำ ให้รปู แผนที่เดิมเปลีย่ นแปลงไป
l เขตจดั รปู ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
การออกโฉนดทีด่ ินในเขตโครงการจัดรปู ที่ดิน เป็นการดำ�เนินการตามมาตรา ๔๑ แห่ง
พระราชบญั ญัติจดั รปู ที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๗ และโดยทีก่ ฎกระทรวง (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๑๘
ออกตามความในพระราชบญั ญัติจัดรูปที่ดินเพือ่ เกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๗ ได้กำ�หนดให้หวั หน้าส�ำ นักงาน
จัดรูปที่ดินจังหวัดเป็นผู้ยื่นคำ�ขอออกโฉนดที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด
สาขาแห่งท้องที่ซึ่งที่ดินน้ันต้ังอยู่ ส่วนกรณีการเดินสำ�รวจออกโฉนดที่ดินในเขตโครงการจัดรูปที่ดินเพื่อ
เกษตรกรรม นั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีหนังสือ ที่ กษ ๐๒๑๔/๒๑๗๗๖ ลงวันที่ ๑๙ สิงหาคม
๒๕๔๒ แจ้งว่า พระราชกฤษฎีกากำ�หนดเขตโครงการจัดรูปที่ดินมีผลเพียงให้เจ้าของที่ดินหรือผู้มีสิทธิได้
รับที่ดินต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. ๒๕๑๗ เท่านั้น
ไม่มีผลทำ�ให้เจ้าของที่ดินหรือผู้มีสิทธิได้รับที่ดินต้องเสียสิทธิในที่ดินแต่อย่างใด (ตามนัยคำ�พิพากษาฎีกาที่
๓๑๒๔/๒๕๓๒)โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีอำ�นาจดำ�เนินการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินสำ�หรับ
แปลงทีด่ ินในเขตโครงการจัดรูปที่ดินตามพระราชบญั ญัติจดั รปู ที่ดินฯ ซึ่งเปน็ กฎหมายเฉพาะได้ส�ำ หรบั ที่ดิน
ภายในเขตโครงการจดั รปู ทด่ี นิ ทม่ี กี ารกอ่ สรา้ งจดั รปู ทด่ี นิ กบั ทด่ี นิ ทไ่ี มไ่ ดก้ อ่ สรา้ งจดั รปู ทด่ี นิ แตไ่ ดร้ บั ผลกระทบ
จากการดำ�เนินการจัดรูปที่ดินเท่าน้ัน ส่วนที่ดินนอกเหนือจากนี้การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินต้องเป็น
ไปตามประมวลกฎหมายทีด่ ินซึง่ เป็นกฎหมายท่ัวไป
l การสอบสวนเปรียบเทียบมาตรา ๖๐
ใช้ในกรณีมีการขอรังวัดออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์แล้วมีการคัดค้าน
โดยมีขั้นตอนดังนี้
๑. เจา้ พนกั งานมอี �ำ นาจเรยี กคกู่ รณมี าสอบสวนเปรยี บเทยี บ หากตกลงกนั ไดก้ ใ็ หด้ �ำ เนนิ การ
ไปตามที่ตกลงกัน หากตกลงกนั ไม่ได้ เจ้าพนักงานทีด่ ินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานทีด่ ินจงั หวัดสาขามีอ�ำ นาจ
พิจารณาสง่ั การไปตามทีเ่ ห็นสมควร
๒. เจ้าพนักงานที่ดินสั่งประการใดแล้วให้แจ้งเป็นหนงั สือให้คู่กรณีทราบ
๓. ให้ฝ่ายทีไ่ ม่พอใจไปฟ้องศาลภายในหกสิบวนั นบั แต่วันรบั ทราบค�ำ ส่ัง
๔. กรณีมีการฟ้องให้รอเรื่อง ศาลส่งั ประการใดให้ด�ำ เนินการไปตามกรณี
๕. ถ้าไม่มีการฟ้องให้ดำ�เนินการไปตามที่ เจ้าพนกั งานทีด่ ินส่งั การ
๖. เมือ่ ประกาศแจกโฉนดที่ดินครบก�ำ หนดแล้วมีผู้คดั ค้านภายหลงั ไม่ให้รับค�ำ ขอคดั ค้านไว้
ดำ�เนินการและให้แจ้งให้คู่กรณีทราบ หากคู่กรณีรับว่าสามารถไปตกลงกนั ได้ ก็ให้ไปตกลงกันและแจ้งผลให้
พนกั งานเจ้าหน้าทีท่ ราบภายในสิบห้าวัน
๖๘ ๑๑๔ ปี กรมทดี่ นิ
l การตรวจสอบเพื่อเสนอโฉนดทีด่ ินลงนาม
๑. ตรวจสอบผลการรงั วัดว่าเนื้อทีร่ ปู แผนที่แตกต่างจากหลักฐานเดิมหรือไม่อย่างไร
๒. ตรวจสอบการบนั ทึกข้างเคียงของช่างว่าถกู ต้องหรือไม่อย่างไร
๓. ตรวจสอบว่าข้างเคียงทุกด้านตรงตามหลกั ฐานเดิมหรือไม่อย่างไร
๔. ตรวจสอบว่าที่ดินอยู่ในเขตป่าไม้ ทีเ่ ขา ทีภ่ เู ขา เขตหวงห้ามอืน่ เขต ส.ป.ก. และได้มี
การด�ำ เนินการตามข้ันตอนทีก่ ฎหมายก�ำ หนดไว้ครบถ้วนหรือไม่ (ตรวจสอบแผนที่ ๑ : ๕๐๐๐๐)
๕. ประกาศครบก�ำ หนดมีการคดั ค้านหรือไม่ อย่างไร
๖. โฉนดที่ดินที่สร้างถกู ต้องตรงแปลงและครบถ้วนหรือไม่
l การเพิกถอนหรือแกไ้ ขหนงั สือแสดงสิทธิในที่ดินตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน
มาตรา ๖๑ “เมื่อความปรากฏว่าได้ออกโฉนดที่ดินหรือหนงั สือรับรองการท�ำ ประโยชน์ หรือ
ได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ หรือจดแจ้งเอกสารรายการจดทะเบียน
อสังหาริมทรพั ย์ให้แก่ผู้ใดโดยคลาดเคลือ่ นหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้อธิบดีหรือผู้ซึง่ อธิบดีมอบหมายซึ่ง
ด�ำ รงต�ำ แหน่งรองอธิบดีหรือผู้ตรวจราชการกรมที่ดินมีอ�ำ นาจหน้าที่ส่ังเพิกถอนหรือแก้ไขได้
ก่อนที่จะดำ�เนินการตามวรรคหนึ่ง ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายตามวรรคหนึ่ง ตั้งคณะ
กรรมการสอบสวนขึ้นคณะหนึ่ง โดยมีอำ�นาจเรียกโฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ เอกสารที่
ได้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม เอกสารที่ได้จดแจ้งรายการทะเบียนอสังหาริมทรัพย์ หรือเอกสารอื่นที่
เกีย่ วข้องมาพิจารณา พร้อมท้ังแจ้งให้ผู้มีส่วนได้เสียทราบเพื่อให้โอกาสคัดค้าน ถ้าไม่คดั ค้านภายในก�ำ หนด
สามสิบวนั นบั แต่วนั ที่ได้รบั แจ้ง ให้ถือว่าไม่มีการคัดค้าน
คณะกรรมการสอบสวนการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ที่ออกโดย
คลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย อย่างน้อยต้องมีเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองและตัวแทนคณะผู้บริหาร
ท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นที่ทีด่ ินน้ันตั้งอยู่เปน็ กรรมการ
การสอบสวนตามวรรคสองต้องดำ�เนินการให้แล้วเสร็จและส่งให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดี
มอบหมายตามวรรคหนึ่งภายในกำ�หนดหกสิบวันนับแต่วันที่ได้มีคำ�สั่งให้ทำ�การสอบสวน ในกรณีที่คณะ
กรรมการสอบสวนไม่สามารถดำ�เนินการให้แล้วเสร็จ ภายในกำ�หนดเวลาดังกล่าว ให้คณะกรรมการ
สอบสวนรายงานเหตุที่ทำ�ให้การสอบสวนไม่แล้วเสร็จต่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายตามวรรคหนึ่งเพื่อ
ขอขยายระยะเวลาการสอบสวน โดยให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายตามวรรคหนึ่งส่ังขยายระยะเวลา
ดำ�เนินการได้ตามความจ�ำ เปน็ แต่ไม่เกินหกสิบวนั
ให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายตามวรรคหนึ่งพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับ
แต่ได้รับรายงานการสอบสวนจากคณะกรรมการสอบสวนตามวรรคสี่ เมือ่ อธิบดีหรือผู้ซึง่ อธิบดีมอบหมาย
ตามวรรคหนึ่งพิจารณาประการใดแล้ว ก็ให้ดำ�เนินการไปตามน้ัน
การดำ�เนินการเพิกถอนหรือแก้ไขตามความในมาตรานี้ ถ้าไม่ได้โฉนดที่ดิน หรือหนังสือ
รับรองการทำ�ประโยชน์มา ให้ถือว่าโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์นั้นสูญหาย และให้
เจ้าพนกั งานที่ดินออกใบแทนหนงั สือแสดงสิทธิในที่ดินเพื่อดำ�เนินการต่อไป
ถ้ามีการคลาดเคลื่อนเนื่องจากเขียนหรือพิมพ์ข้อความผิดพลาดโดยมีหลักฐานชัดแจ้งและ
ผู้มีส่วนได้เสียยินยอมเปน็ ลายลักษณ์อกั ษรแล้ว ให้เจ้าพนกั งานทีด่ ินมีอ�ำ นาจหน้าที่แก้ไขให้ถกู ต้องได้
ในกรณที ศ่ี าลมคี �ำ พพิ ากษาหรอื ค�ำ สง่ั ถงึ ทส่ี ดุ ใหเ้ พกิ ถอนหรอื แกไ้ ขอยา่ งใดแลว้ ใหเ้ จา้ พนกั งาน
ที่ดินดำ�เนินการตามคำ�พิพากษาหรือค�ำ สั่งน้ันตามวิธีการที่อธิบดีก�ำ หนด
๑๑๔ ปี กรมทดี่ นิ ๖๙
การตั้งคณะกรรมการสอบสวน การสอบสวน การแจ้งผู้มีส่วนได้เสียเพือ่ ให้โอกาสคัดค้าน
และการพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไข ให้เป็นไปตามหลกั เกณฑ์และวิธีการ ที่กำ�หนดในกฎกระทรวง” มาตรา
๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ได้มีการแก้ไขหลายคร้ัง ปจั จุบนั เป็นการแก้ไขเพิม่ เติมโดยพระราชบญั ญตั ิ
แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ และได้มีการออกกฎกระทรวงกำ�หนด
หลกั เกณฑ์และวิธีการในการสอบสวน และการพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไขการออกโฉนดทีด่ ินหรือหนงั สือ
รับรองการทำ�ประโยชน์ การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หรือการจดแจ้งเอกสารรายการจดทะเบียน
โดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๕๓ โดยวางแนวทางปฏิบตั ิและข้ันตอนการด�ำ เนินการ
ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยมีสาระสำ�คญั ดังนี้
วิธีการในการเพิกถอนหรือแก้ไขหนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ิน
ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน ได้กำ�หนดไว้ ๓ กรณี
๑. กรณีอธิบดีกรมที่ดินหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินมอบหมายดำ�เนินการเพิกถอนหรือ
แกไ้ ข หนังสือแสดงสิทธิในทีด่ ินตามมาตรา ๖๑ วรรคหนึง่ โดยด�ำ เนินการตามความในวรรคสอง
วรรคสาม วรรคสี่ วรรคห้า และวรรคหก แหง่ ประมวลกฎหมายทีด่ ิน
ปัจจุบันได้แก่รองอธิบดีซึ่งอธิบดีกรมที่ดินมอบหมาย เป็นผู้ออกคำ�สั่งแก้ไขหรือเพิกถอน
หนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน เนื่องจากบทบัญญัติของกฎหมายใช้ข้อความว่า “เมื่อความปรากฏว่า” ดังนั้น
ในการที่จะพิจารณาดำ�เนินการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา ๖๑ แห่งประมวล
กฎหมายที่ดิน ข้อเท็จจริงต้องเป็นที่ยุติว่าได้มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์โดย
คลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยสำ�นักมาตรฐานการออกหนังสือสำ�คัญเป็นผู้รับผิดชอบใน
การพิจารณาเพือ่ เสนอค�ำ สงั่ ในบางกรณีเมือ่ คณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา ๖๑ แห่งประมวล
กฎหมายที่ดิน ได้ท�ำ การสอบสวนแล้ว ปรากฏข้อเทจ็ จริงว่า เปน็ การออกโฉนดทีด่ ินหรือหนังสือรับรองการ
ท�ำ ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว รองอธิบดีซึ่งอธิบดีกรมทีด่ ินมอบหมายสามารถพิจารณาแล้วส่ังยุติ
เรื่องได้ การดำ�เนินการเพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในทีด่ ินในกรณีนี้เป็นเรื่องที่กรมที่ดินต้องรบั ผิด
ชอบในการแสวงหาพยานหลักฐานโดยตรง ส�ำ หรบั ขั้นตอนในการดำ�เนินการเป็นไปตามกฎกระทรวงก�ำ หนด
หลกั เกณฑ์และวิธีการในการต้ังคณะกรรมการสอบสวน การสอบสวน การแจ้งผู้มีส่วนได้เสีย เพือ่ ให้โอกาส
คัดค้าน และการพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไขการออกโฉนดทีด่ ินหรือหนงั สือรับรองการท�ำ ประโยชน์ การจด
ทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกีย่ วกับอสังหาริมทรพั ย์ หรือการจดแจ้งเอกสารการจดทะเบียน อสังหาริมทรัพย์
โดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๔๔
ในการเพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินนอกจากต้องดำ�เนินการตามประมวล
กฎหมายที่ดินแล้ว ปจั จบุ ันมีพระราชบัญญตั ิวิธีปฏิบตั ิราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ใช้บังคับ โดย
นิยาม “ค�ำ ส่งั ทางปกครอง” หมายความว่า การใช้อำ�นาจตามกฎหมายของเจ้าหน้าทีท่ ี่มีผลเปน็ การสร้าง
นิติสมั พันธ์ขึ้นระหว่างบุคคลในอันที่จะก่อ เปลีย่ นแปลง โอน สงวน ระงบั หรือมีผลกระทบต่อสถานภาพ
ของสิทธิหรือหน้าที่ของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการถาวรหรือชว่ั คราว เช่น การสัง่ การ การอนุญาต การอนุมตั ิ
การวินิจฉยั อทุ ธรณ์ การรับรอง และการรับจดทะเบียน แต่ไม่หมายความรวมถึงการออกกฎ ดงั น้ัน การที่
เจ้าพนกั งานทีด่ ินสั่งให้ออกโฉนดทีด่ ินหรือหนังสือรับรองการท�ำ ประโยชน์ ถือเปน็ คำ�ส่ังทีอ่ อกโดยเจ้าหน้าที่
ของรัฐ จึงเปน็ ค�ำ สั่งทางปกครองที่อยู่ภายใต้บงั คบั ของพระราชบญั ญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.
๒๕๓๙ ซึง่ ในทางปฏิบัติกรมที่ดินได้น�ำ พระราชบัญญตั ิวิธีปฏิบตั ิราชการปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ โดยเฉพาะ
มาตรา ๔๒ วรรคสอง ซึ่งมีบทบัญญัติว่า “คำ�ส่งั ทางปกครองย่อมมีผลตราบเท่าที่ยังไม่มีการเพิกถอนหรือ
สิ้นผลลงโดยเงื่อนเวลาหรือโดยเหตุอืน่ ” มาตรา ๕๔ (๔) ซึ่งมีบทบญั ญตั ิว่า “เมือ่ คู่กรณีมีคำ�ขอ เจ้าหน้าที่
๗ ๐ ๑๑๔ ปี กรมทดี่ ิน
อาจเพิกถอนหรือแก้ไขเพิ่มเติมคำ�ส่ังทางปกครองที่พ้นกำ�หนดอุทธรณ์ ถ้าคำ�ส่ังทางปกครองได้ออกโดย
อาศัยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดและต่อมาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำ�คัญ
ในทางทีจ่ ะเป็นประโยชน์แก่คู่กรณี” หรือบทบัญญตั ิในเรื่องการแจ้ง และการอทุ ธรณ์ มาใช้เป็นทางออก
ในการแก้ปัญหาบางกรณี ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วการเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินจะส่งผลกระทบต่อ
ประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย แต่การน�ำ วิธีการในพระราชบัญญตั ิวิธีปฏิบตั ิราชการทางปกครองมาใช้ต้องมีการ
พิจารณาอย่างรอบคอบว่าสามารถดำ�เนินการหรือขดั ต่อกฎหมายอืน่ หรือไม่ อย่างไร เนื่องจากข้อเท็จจริง
ในแต่ละกรณีแตกต่างกัน ตัวอย่างกรณีที่มีการนำ�พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕๒ ประกอบกับมาตรา ๕๔ (๔) มาใช้ได้แก่หนังสือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๗๑๙/ว ๓๔๑๖๖
ลงวนั ที่ ๖ ตลุ าคม ๒๕๔๒ เรือ่ ง แนวทางปฏิบตั ิเกีย่ วกับเอกสารสิทธิที่ออกในเขตป่าไม้
การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินมีกฎหมาย ระเบียบ คำ�ส่ัง ที่เกี่ยวข้องในหลายเรื่อง
ทั้งกฎหมาย ระเบียบ ค�ำ สัง่ ทีก่ รมที่ดินรับผิดชอบ และกฎหมาย ระเบียบ คำ�สง่ั ของหน่วยงานอืน่ ที่เกี่ยวข้อง
ซึง่ เจ้าหน้าทีต่ ้องท�ำ ความเข้าใจเพือ่ ให้กระบวนการออกหนังสือแสดงสิทธิในทีด่ ินเปน็ ไปโดยถูกต้องครบถ้วน
แต่ในทางปฏิบัติบุคคลโดยท่ัวไม่จะไม่ทราบถึงกฎหมาย ระเบียบ คำ�ส่ัง และกระบวนการข้ันตอนในการ
ออกหนงั สือแสดงสิทธิในที่ดินดังกล่าว รวมท้ังเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบตั ิบางกรณีอาจไม่รบั ทราบถึงระเบียบปฏิบัติ
ดังกล่าวทีม่ ีอยู่มากทำ�ให้มีกรณีที่อาจด�ำ เนินการไปโดยไม่ถกู ต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึง่ แม้เจ้าหน้าที่
ไม่มีเจตนาทจุ ริตแต่อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของกรมทีด่ ิน ประกอบกบั การพิจารณาเพิกถอนหนังสือแสดง
สิทธิในที่ดินและบางครั้งต้องใช้ระยะเวลาในการรวบรวมข้อเทจ็ จริงให้ชดั เจน และต้องด�ำ เนินการด้วยความ
รอบคอบเพราะกระทบถึงสิทธิของผู้ได้รบั ผลกระทบจากการเพิกถอนหนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ิน
๑
ขั้นตอนการดาเนนิ การกรณีอธิบดกี รมทด่ี ินหรือรองอธบิ ดีซ่ึงอธ๑บิ ๑ด๔ีก รปมี กทรีด่ มนิ ทม่ีดอนิ บ หม๗าย๑
มีคาส่งั เพกิ ถอนหรือแก้ไขหนังสอื แสดงสทิ ธใิ นท่ีดนิ ตามมาตรา ๖๑ แหง่ ประมวลกฎหมายที่ดิน
ขน้ั ตอนการดาำ เนินการกรณีอธิบดีกรมที่ดินหรือรองอธิบดีซึ่งอธิบดีกรมที่ดินมอบหมาย
มีคาำ สัง่ เพิกถอนหรือแก้ไขหนงั สือแสดงสิทธิในที่ดิน ตามมาตรา ๖๑ แหง่ ประมวลกฎหมายที่ดิน
/
๗ ๒ ๑๑๔ ปี กรมทดี่ นิ
ตัวอย่างกรณีที่กรมที่ดินเคยพิจารณาแล้วว่าสามารถดำ�เนินการเพิ่มเติมหรือนำ�ข้อเท็จจริง
มาพิจารณาประกอบเพื่อไม่ต้องดำ�เนินการเพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ตามมาตรา ๖๑
แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน เช่น
(๑) กรณีที่เหตุแห่งความคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายได้หมดสิ้นไปแล้ว เช่น
คลาดเคลอ่ื นเนอ่ื งจากออกทบั ทางสาธารณประโยชน์ ตอ่ มาไดแ้ บง่ หกั สว่ นดงั กลา่ วเปน็ ทางสาธารณประโยชน์
หรือออกโฉนดที่ดินโดยกันส่วนที่เป็นทางออก เหตุแห่งความคลาดเคลื่อนจึงหมดสิ้นไป ไม่มีเหตุที่จะต้อง
ด�ำ เนินการตามมาตรา ๖๑ อีกต่อไป
(๒) กรณีแจ้งการครอบครองไว้ แล้วออกหนงั สือรบั รองการทำ�ประโยชน์ ต่อมาจึงทราบว่า
ได้แจ้ง ส.ค. ๑ ไว้ผิดตำ�บล ให้อำ�เภอสอบสวนข้อเทจ็ จริงแล้วเสนอจังหวดั เมื่อจงั หวดั อนมุ ตั ิให้แก้ไขแล้ว
ก็ให้แก้ไขหลักฐานหมู่บ้านและตำ�บลตามวิธีการที่กำ�หนดไว้ในหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท. ๐๖๐๖/๙๒๑๔
ลงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๐๘ ข้อ ๒
(๓) การออก น.ส. ๓ ก. ในบริเวณทีด่ ินทีไ่ ด้สร้างระวางแผนที่เพือ่ การออกโฉนดทีด่ ินไว้แล้ว
โดยมิได้ผ่านการพิจารณาของอธิบดีกรมที่ดิน ตามระเบียบคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒
(พ.ศ. ๒๕๓๒) ว่าด้วยเงื่อนการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ ข้อ ๔ ไม่เป็นสาเหตุ
ให้การออก น.ส. ๓ ก. ดังกล่าว ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นเหตุให้ต้องเพิกถอนตามมาตรา ๖๑ แต่อย่างใด
เปน็ แต่เพียงมิได้ปฏิบตั ิให้ครบถ้วนตามระเบียบเท่านั้น
(๔) การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในเขตป่าไม้โดยไม่แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจพิสูจน์
สิทธิในที่ดินตามกฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญตั ิให้ใช้ประมวล
กฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ตามข้อ ๑๐ (๓) และ ข้อ ๑๑
(๕) การออกหนงั สือแสดงสิทธิในที่ดินโดยมิได้แจ้งการครอบครองที่ดิน โดยไม่เสนอเรื่องให้
ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาอนมุ ัติ
(๖) การไม่ปิดประกาศการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน
(๗) กรณีผู้ลงชื่อรับรองแนวเขตทีด่ ินข้างเคียงไม่ใช่เจ้าของที่ดิน
การออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินซึ่งออกไปโดยไม่ถูกต้องและมีการพระราชบัญญัติวิธี
ปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาปรับใช้ กรณีที่ต้องมีการเสนอเรือ่ งให้ผู้มีอำ�นาจพิจารณาอนมุ ตั ิ
หากผู้มีอำ�นาจพิจารณาไม่อนุมัติหรือมีความเห็นให้ดำ�เนินการเพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน
ถือได้ว่าได้มีการใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาแล้วและต้องดำ�เนินการเพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิ
ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ินต่อไป
คณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน
ตามมาตรา ๖๑ วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน ได้บัญญตั ิว่า เมือ่ ข้อเท็จจริงปรากฏ
ว่าโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับการทำ�ประโยชน์แปลงใดเป็นหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่คลาดเคลื่อนหรือไม่
ชอบด้วยกฎหมาย หากอธิบดีกรมที่ดินหรือรองอธิบดีผู้ซึ่งอธิบดีกรมทีด่ ินมอบหมายพิจารณาแล้ว ก่อนที่
จะมีค�ำ ส่ังแก้ไขหรือเพิกถอนอย่างไร ให้ต้ังคณะกรรมการสอบสวนขึ้นมาคณะหนึง่ เพื่อด�ำ เนินการสอบสวน
เกย่ี วกบั กรณดี งั กลา่ วเสยี กอ่ น อยา่ งนอ้ ยจะตอ้ งมเี จา้ พนกั งานฝา่ ยปกครองและตวั แทนคณะผบู้ รหิ ารทอ้ งถน่ิ
หรือผู้บริหารท้องถิ่นที่ที่ดินน้ันต้ังอยู่เป็นกรรมการ ซึ่งตามกฎกระทรวงกำ�หนดหลักเกณฑ์และวิธีการใน
การสอบสวน และการพิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไขการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์
การจดทะเบยี นสทิ ธแิ ละนติ กิ รรม หรือการจดแจง้ เอกสารรายการจดทะเบยี น โดยคลาดเคลอื่ นหรอื ไมช่ อบ
ดว้ ยกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๕๓ ออกตามความในมาตรา ๖๑ แหง่ ประมวลกฎหมายทด่ี นิ ก�ำ หนดใหค้ ณะกรรมการ
สอบสวนฯ ประกอบด้วย
๑๑๔ ปี กรมทดี่ ิน ๗๓
(๑) สำ�หรับกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยเจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร หรือ
เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขา หรือข้าราชการสังกัดกรมที่ดินที่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย
ซึง่ ด�ำ รงต�ำ แหน่งรองอธิบดีหรือผู้ตรวจราชการกรมที่ดินเหน็ สมควร เปน็ ประธานกรรมการ ผู้ว่าราชการ
กรงุ เทพมหานคร ผู้อำ�นวยการเขตซึง่ ที่ดินน้ันต้ังอยู่ และผู้แทนส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องตามที่เหน็ สมควร
เป็นกรรมการ และให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายซึ่งดำ�รงตำ�แหน่งรองอธิบดีหรือผู้ตรวจราชการ
กรมที่ดินแต่งตั้งข้าราชการซึ่งดำ�รงตำ�แหน่งประเภทท่ัวไปต้ังแต่ระดับชำ�นาญงานขึ้นไปหรือข้าราชการ
ซึ่งดำ�รงตำ�แหน่งประเภทวิชาการตั้งแต่ระดับชำ�นาญการขึ้นไปในสำ�นักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร หรือ
สำ�นกั งานที่ดินกรงุ เทพมหานครสาขา เปน็ กรรมการและเลขานกุ าร
(๒) สำ�หรับจังหวัดอื่น ประกอบด้วยเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด
สาขา หรือข้าราชการสังกัดกรมที่ดินที่อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายซึ่งดำ�รงตำ�แหน่งรองอธิบดีหรือ
ผู้ตรวจราชการกรมที่ดินเหน็ สมควร เปน็ ประธานกรรมการ นายอ�ำ เภอหรือปลดั อำ�เภอผู้เปน็ หวั หน้าประจำ�
กิ่งอำ�เภอซึ่งที่ดินนั้นตั้งอยู่ ตัวแทนคณะผู้บริหารท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นซึ่งที่ดินนั้นตั้งอยู่ และผู้แทน
ส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้องตามที่เห็นสมควร เป็นกรรมการ และให้อธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย
ซึ่งดำ�รงตำ�แหน่งรองอธิบดีหรือผู้ตรวจราชการกรมที่ดินแต่งต้ังข้าราชการซึ่งดำ�รงตำ�แหน่งประเภทท่ัวไป
ต้ังแต่ระดับชำ�นาญงานขึ้นไปหรือข้าราชการซึ่งดำ�รงตำ�แหน่งประเภทวิชาการต้ังแต่ระดับชำ�นาญการขึ้นไป
ในส�ำ นกั งานทีด่ ินจังหวดั หรือส�ำ นกั งานทีด่ ินจังหวัดสาขา เปน็ กรรมการและเลขานกุ าร
กรณีที่ดินมีอาณาเขตติดต่อคาบเกีย่ ว หรืออยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตอทุ ยานแห่งชาติ
เขตรักษาพนั ธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า หรือเขตทีไ่ ด้จ�ำ แนกให้เป็นเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรฐั มนตรี ให้
แต่งต้ังผู้แทนกรมพฒั นาทีด่ ิน เป็นกรรมการด้วย
กรณีจะต้องดำ�เนินการเพิกถอนหรือแก้ไขรายการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเก่ียวกับ
อสังหาริมทรัพย์หรือการจดแจ้งเอกสารรายการจดทะเบียนอสังหาริมทรัพย์โดยคลาดเคลื่อนหรือ
ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้แต่งต้ังข้าราชการซึ่งด�ำ รงต�ำ แหน่งประเภทท่วั ไปต้ังแต่ระดับช�ำ นาญงานขึ้นไปหรือ
ข้าราชการซึ่งดำ�รงตำ�แหน่งประเภทวิชาการต้ังแต่ระดับชำ�นาญการขึ้นไปในสำ�นักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร
หรือสำ�นักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสาขา หรือสำ�นักงานที่ดินจังหวัดหรือสำ�นักงานที่ดินจังหวัดสาขา
แล้วแต่กรณีเพิม่ อีก ๑ คนเปน็ กรรมการ
คณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา ๖๑ แหง่ ประมวลกฎหมายทด่ี นิ เปน็ คณะกรรมการ
ตามกฎหมาย แม้จะเปน็ ผู้มีส่วนได้เสียก็สามารถดำ�เนินการได้ หากมีการแต่งต้ังบุคคลที่เปน็ คณะกรรมการ
สอบสวนฯ ไม่ครบถ้วนย่อมท�ำ ให้การด�ำ เนินการไม่สมบูรณ์ ต้องด�ำ เนินการแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนฯ
ใหม่ เมื่อมีการแต่งต้ังคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน การนบั
ระยะเวลาดำ�เนินการของคณะกรรมการสอบสวนฯ มีผลตั้งแต่มีค�ำ สัง่ แต่งต้ัง เมือ่ คณะกรรมการสอบสวนฯ
รับทราบค�ำ ส่งั ต้องดำ�เนินการส่งหลกั ฐานการรับทราบคำ�สั่งให้กรมที่ดินเพื่อเปน็ หลักฐาน
อำ�นาจหนา้ ที่ของคณะกรรมการสอบสวนฯ
(๑) ดำ�เนินการสอบสวนพยานหลักฐานให้ได้ความว่าได้มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือ
รบั รองการทำ�ประโยชน์ไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร
(๒) มีอำ�นาจเรียกโฉนดทีด่ ินหรือหนงั สือรบั รองการทำ�ประโยชน์ หรือเอกสารทีเ่ กีย่ วข้องมา
พิจารณา กรณีไม่อาจเรียกเอกสารให้บนั ทึกเหตผุ ลไว้ กรณีได้รับเอกสารให้ออกใบรบั (ท.ด. ๕๓) ไว้เป็น
หลักฐาน
(๓) แจ้งให้ผู้มีส่วนได้เสียทราบเพือ่ ให้โอกาสคัดค้านการเพิกถอนหรือแก้ไข
๗ ๔ ๑๑๔ ปี กรมทดี่ นิ
(๔) รายงานผลการสอบสวนต่ออธิบดีกรมที่ดินหรือรองอธิบดีผู้ซึ่งอธิบดีกรมที่ดิน
มอบหมายภายในกำ�หนดระยะเวลา
(๕) ขอขยายระยะเวลาการสอบสวน กรณีคณะกรรมการสอบสวนฯ ไม่สามารถดำ�เนินการ
สอบสวนให้แล้วเสรจ็ ภายในระยะเวลา ๖๐ วัน นบั แต่วนั ที่มีค�ำ สัง่ หากมีเหตุจ�ำ เป็นสามารถขอขยายระยะ
เวลาการสอบสวนได้ โดยขอขยายระยะเวลาการสอบสวนตอ่ อธบิ ดกี รมทด่ี นิ หรอื รองอธบิ ดผี ซู้ ง่ึ อธบิ ดกี รมทด่ี นิ
มอบหมายก่อนครบก�ำ หนดระยะเวลา ๖๐ วัน โดยจะส่ังให้ขยายระยะเวลาการสอบสวนได้ตามความจ�ำ เป็น
แต่ไม่เกิน ๖๐ วัน
(๖) ขอเปลีย่ นแปลงคณะกรรมการสอบสวนฯ กรณีมีเหตจุ �ำ เป็นต้องเปลี่ยนแปลงกรรมการ
สอบสวน ให้คณะกรรมการสอบสวนฯ รายงานเหตุจำ�เป็นต่ออธิบดีกรมที่ดินหรือรองอธิบดีผู้ซึ่งอธิบดี
กรมที่ดินมอบหมายโดยผ่านผู้บังคับบัญชาตามลำ�ดับช้ัน เพื่อมีคำ�ส่ังเปลี่ยนแปลง โดยการเปลี่ยนแปลง
กรรมการสอบสวน ไม่มีผลเป็นการขยายระยะเวลาการสอบสวน
ข้ันตอนและวิธีการสอบสวน
(๑) นัดประชมุ คณะกรรมการสอบสวนฯ เพื่อตรวจสอบข้อเทจ็ จริงตลอดจนเอกสารหลักฐาน
กำ�หนดประเดน็ และแนวทางในการสอบสวน พร้อมจดั ท�ำ รายงานการประชุม
(๒) ดำ�เนินการสอบสวนโดยรวบรวมพยานเอกสารและสอบสวนพยานบคุ คล
(๓) แจ้งผู้มีส่วนได้เสียเพือ่ คดั ค้าน โดยบนั ทึกให้ชดั เจนว่า ผู้มีส่วนได้เสียยินยอมหรือคัดค้าน
การเพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในทีด่ ินหรือไม่ หากคดั ค้านให้ระบเุ หตุผลทีค่ ดั ค้านพร้อมทั้งพยาน
หลักฐาน และพิจารณาหลักฐานการคดั ค้านของผู้มีส่วนได้เสีย โดย “ผู้มีส่วนได้เสีย” หมายถึง ผู้ได้รับ
ผลกระทบจากการเพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในทีด่ ิน เช่น ผู้รบั จ�ำ นอง ผู้เช่า หรือกรณีเพิกถอน
ที่ดินซึ่งเป็นอาคารชุดผู้จัดการนิติบุคลอาคารชุดและเจ้าของห้องชุดถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียเช่นกัน การแจ้ง
ผู้มีส่วนได้เสียให้ทำ�เป็นหนงั สือ โดยมีรายละเอียดทีแ่ สดงถึงข้อเท็จจริงข้อกฎหมายทีเ่ ปน็ เหตใุ ห้โฉนดที่ดิน
หรือหนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์น้ันคลาดเคลือ่ นหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้าใจได้
อยา่ งเพยี งพอตอ่ การใชส้ ทิ ธโิ ตแ้ ยง้ คดั คา้ น ตลอดจนระยะเวลาทส่ี ามารถโตแ้ ยง้ คดั คา้ น และสง่ มอบโฉนดทด่ี นิ
หรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ให้แก่คณะกรรมการสอบสวนฯ ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ
ตามที่อยู่ของผู้มีส่วนได้เสียที่ปรากฏอยู่ในสารบบที่ดินหรือที่อยู่อื่นที่ให้ไว้ต่อคณะกรรมการสอบสวนฯ
การแจ้งไปยังที่อยู่ดังกล่าวถือว่าเป็นการแจ้งไปยังภูมิลำ�เนาของผู้นั้น เมื่อได้ส่งไปยังภูมิลำ�เนาของผู้นั้น
กใ็ หถ้ อื วา่ ไดร้ บั แจง้ ตง้ั แตใ่ นขณะทไ่ี ปถงึ ตามมาตรา ๖๙ แหง่ พระราชบญั ญตั วิ ธิ ปี ฏบิ ตั ริ าชการทางปกครอง
พ.ศ. ๒๕๓๙ หากไม่สามารถส่งหนงั สือแจ้งผู้มีส่วนได้เสีย ให้คณะกรรมการสอบสวนฯ ปิดหนังสือแจ้งผู้มี
ส่วนได้เสีย (ไม่ต้องจดั ทำ�ประกาศขึ้นใหม่แต่อย่างใด) ไว้ในที่เปิดเผยสามารถเห็นได้ชดั เจน ณ สำ�นักงาน
ที่ดินจังหวัดหรือสาขา ส�ำ นกั งานเขต หรือที่ว่าการอ�ำ เภอหรือทีว่ ่าการกิง่ อ�ำ เภอ ทีท่ ำ�การแขวงหรือที่ทำ�การ
ก�ำ นนั ท้องที่ ส�ำ นักงานหรือที่ทำ�การองค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ และในบริเวณทีด่ ินน้ัน แห่งละ ๑ ฉบบั
หากอยู่ในพื้นที่รบั ผิดชอบของส�ำ นักงานทีด่ ินส่วนแยก ให้ปิดที่ส�ำ นกั งานที่ดินส่วนแยกด้วย โดยใช้แบบพิมพ์
ท.ด. ๔ เป็นหนังสือนำ�ส่งโดยอนุโลม แล้วให้รวบรวมหลักฐานการปิดหนังสือแจ้งรวมไว้ในเรื่อง การปิด
หนงั สือให้ถือว่าผู้มีส่วนได้เสียได้รับแจ้งเมื่อล่วงพ้นระยะเวลาสิบห้าวนั นับแต่วันปิดหนงั สือแจ้ง
การจัดทำ�รายงานการสอบสวนต้องมีรายละเอียดทีเ่ ปน็ สาระสำ�คัญ ดังนี้
(๑) สรปุ ขอ้ เทจ็ จรงิ เกย่ี วกบั ทด่ี นิ ทเ่ี กย่ี วขอ้ งวา่ มรี ายละเอยี ดเปน็ อยา่ งไรมเี อกสารหลกั ฐานใด
ที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวน และข้อเท็จจริงที่ทำ�ให้โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ออกไป
โดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย
๑๑๔ ปี กรมทด่ี นิ ๗๕
(๒) แจ้งผู้มีส่วนได้เสียรายใด โดยวิธีการใด ผู้มีส่วนได้เสียได้รับแจ้งแล้วหรือไม่ เมือ่ ใด
ครบกำ�หนด มีผู้มีส่วนได้เสียรายใดโต้แย้งคัดค้านหรือไม่ และคัดค้านว่าอย่างไร (ควรแยกแยะคำ�คดั ค้าน
ออกเปน็ ส่วนข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพือ่ พิจารณาแต่ละราย) และผู้ยึดถือโฉนดที่ดินหรือหนงั สือรับรอง
การท�ำ ประโยชน์ได้ส่งมอบโฉนดที่ดินหรือหนงั สือรับรองการท�ำ ประโยชน์ดงั กล่าวหรือไม่
(๓) หากมีการคัดค้าน ให้รายงานผลการพิจารณาค�ำ คัดค้านด้วยว่า รบั ฟังได้หรือไม่ เพียงใด
และพิจารณาโดยอาศัยหลกั กฎหมาย ระเบียบ คำ�สง่ั ใด การพิจารณาควรพิจารณาและมีความเห็นเป็น
รายๆ ไป ตลอดจนรวบรวมหลักฐานเอกสารต่างๆ ไว้ในส�ำ นวน
(๔) เสนอความเหน็ ว่า ควรสงั่ เพิกถอนหรือแก้ไขตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน
หรือไม่ อย่างไร
(๕) กรรมการสอบสวนผู้ใดมีความเห็นแย้ง ให้ท�ำ ความเหน็ แย้งติดไว้กบั สำ�นวนการสอบสวน
โดยให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของสำ�นวนการสอบสวน
(๖) หากผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนฯ เห็นว่า ต้องดำ�เนินการแก้ไขรูป
แผนที่โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ ให้คณะกรรมการสอบสวนฯ ส่งเรื่องให้เจ้าหน้าที่ที่
เกีย่ วข้องจดั ทำ�รูปแผนที่ทีถ่ ูกต้องต่อท้ายคำ�สัง่ แก้ไข (อนโุ ลมปฏิบตั ิตามหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑๓/ว
๙๒๕๔ ลงวนั ที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๓๓ เรื่อง การแก้ไขหนังสือรับรองการท�ำ ประโยชน์ ข้อ ๒.๔)
การส่งรายงานการสอบสวนจะต้องส่งต้นฉบบั เสมอ เนือ่ งจากเป็นบนั ทึกของคณะกรรมการ
สอบสวนฯ ซึ่งรายงานผลการด�ำ เนินการต่ออธิบดี ส่วนเอกสารประกอบการพิจารณาอื่นๆ น้ัน สามารถส่ง
เป็นสำ�เนาซึ่งรับรองสำ�เนาถูกต้องแล้วไปได้ (รายงานการสอบสวนให้เรียนอธิบดี โดยไม่ต้องระบุให้ผ่านผู้ใด
ส่วนการส่งสำ�นวนการสอบสวนนั้น ให้ส่งสำ�นวนการสอบสวนไปตามสายการบังคับบัญชาในเชิงธุรการ)
พร้อมด้วยเอกสารที่เกี่ยวข้องได้แก่
(๑) หลักฐานการแจ้งหรือการปิดหนงั สือแจ้งผู้มีส่วนได้เสียทราบเพีอ่ ให้โอกาสคัดค้าน เช่น
สำ�เนาหนังสือแจ้งและใบตอบรบั ในประเทศ (ใบเหลือง) หรือส�ำ เนาหลกั ฐานการปิดหนังสือ
(๒) สำ�เนาโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ฉบับสำ�นักงานที่ดินที่ถ่ายเอกสาร
ครบทุกหน้า พร้อมสำ�เนาสารบบที่ดินเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�
ประโยชน์
(๓) รูปแผนที่ (ร.ว. ๙) แสดงการทบั ซ้อนกนั โดยหมายสีท�ำ นองการแบ่งแยก และรปู แผนที่
ต่อท้ายค�ำ สัง่ แก้ไข (ถ้ามี)
(๔) เอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องที่คณะกรรมการสอบสวนฯ ได้ดำ�เนินการไว้ท้ังหมด
เอกสารที่จดั ส่งให้กรมทีด่ ิน หากเปน็ การถ่ายเอกสาร ควรถ่ายให้มีความชัดเจนครบถ้วนถกู ต้องเป็นปัจจุบนั
และให้เจ้าหน้าที่ลงลายมือชือ่ รบั รองส�ำ เนาเอกสารดงั กล่าวโดยวงเล็บชือ่ ตวั ชือ่ สกลุ พร้อมตำ�แหน่ง และ
วัน เดือน ปี ก�ำ กับไว้ทุกหน้า
การสอบสวนเพิม่ เติม
กฎกระทรวงกำ�หนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการสอบสวน และการพิจารณาเพิกถอน
หรือแก้ไขการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม หรือ
การจดแจ้งเอกสารรายการจดทะเบียน โดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๕๓ ข้อ ๗
ให้อำ�นาจในการสอบสวนเพิ่มเติม โดยหากอธิบดีกรมที่ดินหรือรองอธิบดีผู้ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินมอบหมาย
พิจารณาแล้วเห็นสมควรให้มีการสอบสวนเพ่ิมเติม จะดำ�เนินการกำ�หนดประเด็นพร้อมส่งเร่ืองให้
คณะกรรมการสอบสวนฯ ดำ�เนินการสอบสวนเพิ่มเติม
๗ ๖ ๑๑๔ ปี กรมท่ีดิน
ตัวอย่างกรณีทีค่ ณะกรรมการสอบสวนฯ ด�ำ เนินการไม่ครบถ้วนถกู ตอ้ ง เชน่
(๑) ไม่แจ้งผู้มีส่วนได้เสีย โดยอาจเหน็ ว่าผู้มีส่วนได้เสียได้เคยให้ความยินยอมแล้ว ก่อนการ
ตง้ั คณะกรรมการสอบสวนฯ หรอื มขี อ้ กฎหมายหรอื ขอ้ เทจ็ จรงิ ทท่ี �ำ ใหเ้ หน็ วา่ ไมต่ อ้ งด�ำ เนนิ การตามมาตรา ๖๑
แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีดังกล่าวนี้คณะกรรมการสอบสวนฯ จะต้องดำ�เนินการตามที่กฎหมาย
กำ�หนด ส่วนในการพิจารณาจะมีความเห็นประการใด โดยอาศยั ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใดมาสนับสนนุ
ความเหน็ กเ็ ปน็ เรื่องที่คณะกรรมการสอบสวนฯ สามารถนำ�มาพิจารณาได้
(๒) แจ้งผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งมีภูมิลำ�เนาอยู่ที่เดียวกนั โดยใส่หนงั สือแจ้งไปในซองเดียวกัน หรือ
ท�ำ เปน็ หนงั สือฉบบั เดียวกัน ซึง่ จะทำ�ให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับหลักฐานการรบั แจ้งว่า ผู้มีส่วนได้เสียแต่ละราย
ได้รบั แจ้งหรือไม่
(๓) แจ้งผู้มีส่วนได้เสียไม่ถูกต้องครบถ้วน เช่น แจ้งไปยังผู้ไม่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน หรือ
ในกรณีที่ราชพัสดุ ต้องพิจารณาด้วยว่ากระทรวงการคลังซึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินราชพัสดุ ได้มอบ
อ�ำ นาจให้ส่วนราชการใดเป็นผู้ด�ำ เนินการแทน
(๔) การส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาดำ�เนินการของคณะกรรมการสอบสวนฯ ไป
ไม่ครบถ้วน เช่น ไม่ส่งหลกั ฐานการแจ้งหรือการปิดหนังสือแจ้งผู้มีส่วนได้เสียตาม ข้อ ๑๑ (๑) ส่งส�ำ เนา
รายงานการสอบสวนไปให้กรมที่ดิน ซึง่ ไม่ถูกต้อง (จะต้องส่งต้นฉบับไปด้วยเสมอ)
(๕) ไม่ได้พิจารณาคำ�คัดค้านของผู้มีส่วนได้เสีย หรือพิจารณาแต่ไม่ครบถ้วนทุกประเดน็
(๖) จงั หวดั ไมเ่ รง่ รดั ใหม้ กี ารจดั สง่ ค�ำ สง่ั ตง้ั คณะกรรมการตามความในมาตรา ๖๑ แหง่ ประมวล
กฎหมายทีด่ ิน ให้ประธานคณะกรรมการทราบ ทำ�ให้การด�ำ เนินการของคณะกรรมการสอบสวนฯ ล่าช้า
ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่จะต้องดำ�เนินการให้เสรจ็ สิ้นโดยเรว็
(๗) จงั หวัดไม่ตรวจสอบให้ได้ความชดั เจนว่า โฉนดทีด่ ินหรือหนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์
ต้ังอยู่ในเขตปกครองขององค์การบริหารส่วนตำ�บลหรือเทศบาลใด ทำ�ให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการ
ภายหลงั จากทีไ่ ด้ออกค�ำ ส่งั ตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯ ไปแล้ว
คำ�สง่ั เพิกถอนหรือแกไ้ ขหนังสือแสดงสิทธิในทีด่ ิน จะมีรายละเอียด ดงั นี้
(๑) ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินได้แก่ เลขที่โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์
ระวาง เลขที่ดิน หน้าสำ�รวจ ต�ำ บล อำ�เภอ จังหวดั จำ�นวนเนื้อที่ ออกให้แก่ผู้ใด ต้ังแต่เมือ่ ใด โดยวิธีใด
มีหลักฐานเดิมสำ�หรับที่ดินหรือไม่ อย่างไร ปัจจุบันมีชื่อผู้ใดเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ หรือ สิทธิครอบครอง
มีภาระผูกพนั หรือไม่ประการใด
(๒) ขอ้ เทจ็ จรงิ หรอื เหตทุ ไ่ี ดอ้ อกไปโดยคลาดเคลอ่ื นหรอื ไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย และขอ้ กฎหมาย
ที่เกี่ยวข้อง
(๓) กรณีแก้ไขรูปแผนที่และเนื้อทีใ่ นโฉนดที่ดินหรือหนงั สือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ ต้องระบุ
เนื้อที่เดิมและเนื้อที่ทีแ่ ก้ไขใหม่ พร้อมรูปแผนทีแ่ ก้ไขแนบท้ายคำ�ส่ัง
(๔) แจ้งให้จังหวัดหมายเหตุการเพิกถอนหรือแก้ไขในโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�
ประโยชน์และเอกสารที่เกีย่ วข้องทั้งหมด
(๕) แจ้งสิทธิและระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์คำ�สั่งพร้อมท้ังสิทธิและกำ�หนดระยะเวลา
ในการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง
เมื่อมีการอุทธรณ์จะมีการพิจารณาอุทธรณ์ตามขั้นตอนและเสนอเรื่องให้รองปลัดกระทรวง
มหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านกิจการความมั่นคงภายในพิจารณา และกรมที่ดินจะมีหนงั สือแจ้งผลการ
พิจารณาให้ผู้อุทธรณ์ทราบ และหากมีการเห็นชอบให้ยกอุทธรณ์จะแจ้งสิทธิในการฟ้องคดีปกครองต่อ
ศาลปกครองทีค่ ดีอยู่ในเขตอ�ำ นาจพิจารณาให้ผู้อุทธรณ์ทราบด้วย
๑๑๔ ปี กรมทดี่ นิ ๗๗
การดำ�เนินการภายหลงั จากมีค�ำ สงั่ เพิกถอนหรือแกไ้ ขหนงั สือแสดงสิทธิในที่ดิน
เมื่ออธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมายได้มีคำ�สั่งเพิกถอนหรือแก้ไขแล้ว กรมที่ดินจะแจ้งให้
จังหวัดดำ�เนินการหมายเหตุการณ์เพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์และ
เอกสารที่เกีย่ วข้องท้ังหมด หากมีกรณีที่จะต้องพิจารณาเกี่ยวกับพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่ ทีเ่ กี่ยวข้องกับ
การออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์จะแจ้งให้จังหวัดดำ�เนินการสอบสวนด้วยในคราว
เดียวกนั การหมายเหตุการเพิกถอนหรือแก้ไขกรมที่ดินได้วางแนวทางปฏิบตั ิ ดงั นี้
(๑) การหมายเหตุการเพิกถอนหรือแก้ไขโฉนดที่ดินหรือหนังสือรบั รองการทำ�ประโยชน์ และ
เอกสารที่เกี่ยวข้องมีวิธีปฏิบตั ิดงั นี้
(๑.๑) กรณีเพิกถอน ให้ขีดเส้นคู่ขนานจากล่างซ้ายไปขวาบนแล้วหมายเหตุด้วยอักษร
สีแดงว่า “โฉนดทีด่ ิน/หนงั สือรบั รองการทำ�ประโยชน์ (น.ส.๓ หรือ น.ส.๓ ก.) นี้ ได้เพิกถอนตามค�ำ ส่งั อธิบดี
กรมทีด่ ิน ที่…………...…….ลงวนั ที่……………..……………” ทุกหน้าทุกแผ่นของโฉนดที่ดิน หรือหนังสือรับรองการ
ท�ำ ประโยชน์ และให้พนักงานเจ้าหน้าทีล่ งชือ่ พร้อมวนั เดือนปี ก�ำ กบั ไว้
(๒) กรณีแก้ไข ให้ขีดฆ่าตอนทีค่ ลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายออกแล้วตกเติมแก้ไข
ให้ถูกต้องตามคำ�สั่งและให้หมายเหตุไว้ด้วยอกั ษรสีแดงว่า “ได้แก้ไขตามคำ�สง่ั อธิบดีกรมที่ดิน ที…่ ………..…..
ลงวันที่………………..” และให้พนกั งานเจ้าหน้าทีล่ งชือ่ พร้อมวัน เดือนปี ก�ำ กบั ไว้ และกรณีการแก้ไขรปู
แผนที่ในโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ ให้หมายเหตุในรูปแผนที่ด้านหน้าด้วยอักษรสีแดง
ว่า “ที่ดินแปลงนี้ใช้รูปแผนที่ใบต่อ” โดยไม่ต้องขีดฆ่ารูปแผนที่เดิม และกลัดติดรูปแผนที่ใบต่อซึ่งจำ�ลอง
จากรูปแผนที่ท้ายคำ�สั่งแก้ไขไว้ที่ด้านหลังของโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ โดยหมายเหตุ
ในรูปแผนทีใ่ บต่อด้วยอักษรสีแดงเช่นกนั ว่า “ได้แก้ไขตามค�ำ สง่ั อธิบดีกรมทีด่ ิน ที…่ ……….......................…..
ลงวนั ที่………………………..”
(๓) เมือ่ ดำ�เนินการตามข้อ (๑) และ (๒) แล้ว ให้ส่งโฉนดที่ดินหรือหนังสือรบั รองการท�ำ
ประโยชน์ทีเ่ รียกมาคืนแก่ผู้ยึดถือ หากเปน็ การออกใบแทนเพื่อดำ�เนินการแก้ไข ก็ให้มีหนงั สือแจ้งผู้ยึดถือ
ให้ทราบว่าได้มีการออกใบแทนเพื่อดำ�เนินการตามคำ�ส่ังแก้ไขแล้ว โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�
ประโยชน์ฉบับผู้ถือเป็นอันยกเลิก ให้มารับใบแทนโดยนำ�โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ไป
มอบให้พนักงานเจ้าหน้าที่ และในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่หมายเหตุการเพิกถอนตามข้อ ๑.๑ ให้เก็บ
โฉนดที่ดินหรือหนงั สือรับรองการทำ�ประโยชน์เดิมรวมเข้าเรือ่ งไว้ในสารบบทีด่ ินแปลงน้ันต่อไป
(๔) เมื่อได้ด�ำ เนินการตามขั้นตอนดังกล่าวข้างต้นเสรจ็ แล้ว ให้รายงานกรมที่ดินทราบ พร้อม
ส่งสำ�เนาโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ที่ได้หมายเหตุการเพิกถอนหรือแก้ไขแล้วไปให้
กรมที่ดินด้วย
(๕) กรณีการแก้ไขรูปแผนทีแ่ ละเนื้อที่ตามค�ำ ส่งั อธิบดีกรมที่ดินแล้ว (กรณีที่มีการออกโฉนด
ที่ดินทับทีด่ ินแปลงข้างเคียง) ให้มีค�ำ สั่งให้สอบเขตที่ดิน (ใช้ ท.ด. ๘๐ โดยอนุโลม) เพื่อกลดั ติดโฉนดที่ดิน
แปลงข้างเคียงที่ยงั ไม่ได้แก้ไขรูปแผนที่ในโฉนดที่ดินให้ถกู ต้องตรงกัน
๒. กรณเี จา้ พนกั งานทด่ี นิ ด�ำ เนนิ การแกไ้ ขเนอ่ื งจากเขยี นหรอื พมิ พข์ อ้ ความผดิ พลาด
โดยมีหลักฐานชดั แจ้งและผมู้ ีสว่ นได้เสียยินยอมเป็นลายลกั ษณ์อักษร ตามมาตรา ๖๑ วรรคเจ็ด
แหง่ ประมวลกฎหมายที่ดิน
ตอ้ งเปน็ การคลาดเคลอ่ื นหรอื ผดิ พลาดเลก็ นอ้ ยเนอ่ื งจากการเขยี นหรอื การพมิ พ์ มใิ ชผ่ ดิ พลาด
ในสาระสำ�คัญที่เป็นเหตุในการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไม่ชอบ โดยกรมที่ดินได้วางแนวทางปฏิบัติไว้
ตามหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๐๙/๒/ว ๙๘๖๔ ลงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๒๔ เรื่อง การแก้ไขรูปแผนที่
๗ ๘ ๑๑๔ ปี กรมทดี่ นิ ๑๐
ทีล่ งผิดพลาดคลาดเคลือ่ นและผิดตำาแหน่งในระวางรปู ถ่ายทางอากาศ การแก้ไขกรณีนี้ต้องให้เจ้าของที่ดิน
และผ้มู ีส่วนได้เสียยินยอมเปน็ ลาขยน้ัลตกั ษอณนก์อากั รษดราเจเน้าพนิ นกกั างรากนรทณด่ี เีินจจ้าึงพจะนแกั กง้ไาขนไดท้ ี่ดหินากเจ้าของทด่ี ินและผ้มู ีส่วน
ไดเ้ สยี ไม่ยินยอมต้องดำาดเนาินเนกานิ รกแากร้ไแขโกดไ้ ยขอตาศาัยมอมธาิบตดรีการม๖ท๑ีด่ แินหหร่งือปผรู้ซะึง่มอวธลิบกดฎีกหรมมทาีด่ยินทมดี่ อินบหมาย
ขั้นตอนการดาำ เนินการกรณีเจ้าพนกั งานที่ดิน
ดาำ เนินการแกไ้ ข ตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน
สานกั งานที่ดนิ พบวา่ โฉนดทดี่ นิ หรอื หนังสอื รบั รองการทาประโยชนค์ ลาดเคล่ือน
เนอื่ งจากการเขยี นหรอื พมิ พข์ อ้ ความผิดพลาด โดยมหี ลกั ฐานชดั แจง้
ผมู้ สี ่วนได้เสยี ยินยอมให้แก้ไข ผูม้ ีสว่ นได้เสยี ไมย่ นิ ยอมใหแ้ กไ้ ข
บนั ทกึ ผู้มีส่วนไดเ้ สีย บนั ทึกผูม้ ีสว่ นได้เสีย
เจ้าพนกั งานที่ดนิ สัง่ แก้ไข สง่ เรอื่ งให้กรมทีด่ นิ ดาเนินการ
ดาเนินการแก้ไข เพกิ ถอนหรอื แกไ้ ข
พร้อมหมายเหตกุ ารแก้ไข ตามมาตรา ๖๑ วรรคแรก
๓. กรณีศาลมีคำาพิพากษาหรือคำาสั่งถึงที่สุดให้เพิกถอนหรือแก้ไขตามมาตรา ๖๑
วรรคแปด แหง่ ประมวลกฎหมายที่ดิน
วรกปราฏคริบแทัตปำาิไดปว้ตรแาะหมโย่งรชปะสนเร๓ำบา์หะห.ียรมรบกือวับกรกลวณรากิธมรีีฎกทจศาหี่ดดารินมทลเพะามทเยิกีคบี่ทถาีย๓ด่ีอพน/ินน๒สิพหิท๕ารธ๑กือิแษ๖แลากะเห้ไนรขรื่อิตตืองิกาครมวารคิธสมีกำาั่งพาถหริพึงเรทพาือก่สีิกกษถุดาอาใรหหนจรห้เดพือรแกิือคจแถำ้างเกสออ้ไั่งนกขถหโสึงฉราทนรือี่สดรแุดทากกยีด่ ไ้ กรินขมาหตรทราจี่ืดอมดหินมทนวาะางั ตเสงบรแือียานรนบัว๖ททร๑ี่ดอาินงง
ในกรณีที่ศาลมีคสาำ าพหิพราับกวษิธากี หารรือเพคาำิกสถั่งอถนึงหที่สรอืุดแใหก้เไ้พขิกตถาอมนคหารพือิพแากก้ไขษารหะเรบอื ียคบากสรงั่ มถทึงีด่ทินี่สุดว่ากดร้วมยทวดี่ิธินีกาวราเงพแิกนถวอทนางปฏบิ ัติ
ไวต้หกาารมรือจรแดะกเแ้ไบจขยี้งโเฉบอนกกดรสมทาที่รดรี่ดินาินหยรกทือาี่ หร๓จน/ดัง๒ทส๕ะือ๑เรบ๖ับียรนเอรทง่ือี่ดกงินาวรธิทใีกำนาาปกรรรเพณะโกิ ีทยถีศ่ชอนานล์ มหหีครรือาำ ือพแกิพกาไ้ารขกจโษดฉาทนหะดรเทือบค่ดีียำาินนสหสัง่ ิรทถอื ธึงหิทแนลี่สะุดังสนใหือิต้เริกพบั ริกรรถอมองนกหหารรรือือทา
ปรแะกโย้ไขชฉนบห์ บัรทอื ี่ก๒าร(พจด.ศท. ะ๒เ๕บ๒ยี ๒น)สิทธิและนิตกิ รรม หรอื การจดแจง้ เอกสารรายการจดทะเบยี นที่ดิน ในกรณีทีศ่ าล
มีคาพพิ ากษาหรอื คาส่งั ถงึ ท่สี ดุ ใหเ้ พกิ ถอนหรอื แกไ้ ข ระเบียบกรมท่ดี นิ ว่าด้วยวธิ ีการเพิกถอนหรอื แกไ้ ข
โฉนดทดี่ นิ หรือหนงั สือรบั รองการทาประโยชน์ หรอื การจดทะเบียนสทิ ธแิ ละนิติกรรม หรอื การจดแจ้งเอกสาร
รายการจดทะเบียนทดี่ นิ ในกรณีที่ศาลมีคาพพิ ากษาหรือคาสงั่ ถึงท่ีสดุ ให้เพกิ ถอนหรอื แก้ไข ฉบับท่ี ๒
(พ.ศ. ๒๕๒๒)
๑๑
วา่ ให้ดาเนนิ การเพกิกาถรอเพนิกหถรอือนแหกรไ้ ขอื หแนก้ไงั ขสหอื นแังสสดอืงแสสิทดธงใิ นสททิ ด่ีธใิินนแทป่ดี ลินงกใดรณหนีาก้ี คเปาพน็ พิก๑รา๑ณกษ๔ที า ีค่ปหาี รกพอื รพิ คมาาทกสดี่ ษง่ั ินศา หาลรตอื ๗อ้คงา๙ชสดััง่ ศเจานล
ไม่ชดั เจน หรอื ไม่ไดกร้ าะรบเุใพนิกคถาอพนพิ หารกือษแากห้ไรขอืหคนาังสสั่งือศแาสลดกงสรณิทธดี ิใงั นกทลี่ด่าินวหกราณกปีนรี้ าคกำาฏพขิพอ้ เาทก็จษจารหิงรทือี่ชคัดำาเสจั่งนศวาา่ ลต้อง
เป็นกชหาัดรรือเอจคอนาำกวส่าโง่ั ฉใศหนา้ดดลำาทไเมนี่ด่ชินนิ ัดกหเจารนรอื เหพหนิกรถงั ือสอไือนมรห่ไับดรร้รืออะแบงกกุใ้ไนาขครหทาำ นพาังิพปสารือกะแษโสยาดชหงนรสือ์โิทดคธยาำ ิใคสนล่งั ทศาี่ดาดินลเคแปลกล่อื รงนณใหดีดรังือกหไลามก่าช่ วเอปหบ็นาดกกปว้รยณรากีทกฎี่คฏหำาขมพ้อาิเพทยา็จกตจษอ้รางิงไป
ดาเนทินี่ชกัดาเรจแนกว้ไ่าขหเรปือ็นเกพากิ รถอออนกหโฉนนงั ดสทอื ี่ดแิสนดหงรสือิทหธนใิังนสทือด่ีรับินรโอดงยกอาารศทยัำาปรอรงะอโยธชิบนด์โีซดึ่งยอคธลิบาดกีเครลมื่อทนี่ดหนิ รมืออไมบ่ชหอมบาดย้วย
กฎหมาย ต้องไปดำาเนินการแก้ไขหรือเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน โดยอาศัยรองอธิบดีซึ่งอธิบดี
กรมทีด่ ินมอบหมายขน้ั ตอนการดาเนนิ การกรณศี าลมีคาพพิ ากษาหรือคาส่ังถึงทส่ี ุด
ให้เพกิ ถอนหรขอื ัน้แตกอไ้ ขนหกนารงั สดอืำาเแนสินดกงาสริทกธรใิณนีศทาด่ี ลนิ มตีคาำ พมมิพาตกรษาาห๖ร๑ือคแาำหสง่ ั่งปถรึงะทมีส่ วุดลกฎหมายท่ดี นิ
ใหเ้ พิกถอนหรือแก้ไขหนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ิน ตามมาตรา ๖๑ แหง่ ประมวลกฎหมายทีด่ ิน
ศาลมคี าพพิ ากษาหรือคาสัง่ ถึงทส่ี ุด
ใหเ้ พิกถอนหรอื แก้ไขหนงั สือแสดงสิทธใิ นที่ดนิ
ตรวจสอบคาพพิ ากษาหรอื
คาสง่ั ถงึ ท่ีสุดวา่ มรี ายละเอียด
แปลงทด่ี นิ ทชี่ ัดเจนหรือไม่
กรณีคาพิพากษา กรณีคาพิพากษาหรือ
หรือคาส่งั ศาล คาสง่ั ศาลไม่ชดั เจน
ชดั เจน กรณไี ม่มขี ้อสงสยั และคาพพิ ากษา กรณมี ขี ้อสงสัยให้
ดาเนนิ การเพิกถอนหรอื แกไ้ ข หรอื คาส่งั ไม่ไดร้ ะบุแปลงทดี่ ิน สอบถามศาล
หนังสอื แสดงสิทธิในทด่ี ิน ศาลไมม่ คี าสง่ั เพ่ิมเติม ศาลมคี าส่ังเพิ่มเติม
ตามมาตรา ๖๑ วรรคแปด ให้ดาเนินการตามศาลส่ัง
แจ้งการเพิกถอนหรือแก้ไข
หนังสอื แสดงสิทธิในทดี่ นิ
ใหก้ รมท่ดี นิ ทราบ
การเพกิ ถอนหนังสอื แสดงสิทธใิ นท่ดี ินในกรณตี ่างๆ
๑. ออกหนงั สอื แสดงสทิ ธใิ นท่ดี ินในทส่ี าธารณประโยชน์
๒. ออกหนังสอื แสดงสทิ ธใิ นทดี่ ินในเขตปา่ ไม้
๓. ออกหนงั สอื แสดงสทิ ธิในทีด่ ินในเขตปฏิรปู ที่ดิน
๔. ออกหนงั สอื แสดงสิทธิในท่ีดินในทห่ี วงห้าม
๘ ๐ ๑๑๔ ปี กรมทด่ี ิน
การเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในกรณีตา่ งๆ
๑. ออกหนงั สือแสดงสิทธิในที่ดินในที่สาธารณประโยชน์
๒. ออกหนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ินในเขตป่าไม้
๓. ออกหนงั สือแสดงสิทธิในที่ดินในเขตปฏิรปู ที่ดิน
๔. ออกหนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ินในทีห่ วงห้าม
๕. ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไม่ตรงตามต�ำ แหน่งหลกั ฐานเดิม
๖. ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินโดยอาศยั ส.ค. ๑ ของทีด่ ินแปลงอื่น
๗. ออกหนังสือแสดงสิทธิในทีด่ ินโดยไม่มีสิทธิในที่ดิน
๘. ออกหนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ินโดยไม่ปฏิบตั ิตามขั้นตอน
๙. แก้รปู แผนที่และเนื้อที่ตามมาตรา ๖๙ ทวิ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
l การออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ จากหลกั ฐาน ส.ค.๑
กรมที่ดินได้วางแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม
ประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ ดงั นี้
๑. กรณีมีผู้มายื่นคำ�ขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ภายหลังกำ�หนด
ระยะเวลา ๒ ปี (ภายหลังวนั ที่ ๘ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๓) ตามหนงั สือกรมที่ดิน ด่วนทีส่ ดุ ที่ มท ๐๕๑๖.๒(๑)/ว
๑๔๗๘๙ ลงวนั ที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓
๒. การทำ�ความเห็นเสนอศาล ตามหนังสือกรมทีด่ ิน ด่วนทีส่ ุด ที่ มท ๐๕๑๖.๒(๑)/ว ๗๗๐๑
ลงวนั ที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๓ ค�ำ สั่งกรมทีด่ ิน ที่ ๒๒๗/๒๕๕๓ ลงวนั ที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๓ คำ�สัง่ กรมทีด่ ิน
ที่ ๖๒๐/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๓ และหนังสือกรมที่ดิน ด่วนที่สดุ ที่ มท ๐๕๑๖.๒(๑)/ว ๓๖๑๖๓
ลงวันที่ ๒๖ ธนั วาคม ๒๕๕๕
๓. การสง่ั จ�ำ หนา่ ยค�ำ ขอออกจากบญั ชงี านคา้ งและการสง่ั ยกเลกิ ค�ำ ขอ ตามหนงั สอื กรมทด่ี นิ
ด่วนที่สุด ที่ มท ๐๕๑๖.๒(๑)/ว ๓๖๑๖๓ ลงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๔ และระเบียบกรมทีด่ ิน ว่าด้วย
การรายงานผลการปฏิบัติงานและการจดั การงานค้างของส�ำ นกั งานที่ดิน พ.ศ. ๒๕๕๕
๔. กรณีค�ำ ขอออกโฉนดทีด่ ินหรือหนงั สือรับรองการทำ�ประโยชน์ภายในวนั ที่ ๘ กุมภาพนั ธ์
๒๕๕๓ ห้ามมิให้สวมสิทธิรังวัดเว้นแต่กรณีมรดก และห้ามนำ�คำ�ขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรอง
การทำ�ประโยชน์ภายหลังวันที่ ๘ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๘ มาน�ำ เดินสำ�รวจออกโฉนดที่ดิน ตามหนังสือกรมที่ดิน
ด่วนที่สดุ ที่ มท ๐๕๑๖.๒(๑)/ว ๓๔๓๘๐ ลงวนั ที่ ๒๙ ตลุ าคม ๒๕๕๓
ข้นั ตอนการดาเนนิ การตามมาตรา ๘ แห่งพ ระราชบัญญตั แิ ก๑ไ้ ๑ข๔เพปมิ่ ีเกตริมมที่ดนิ ๑๓
ขัน้ ตอนปการระดมำ�วเลนกินฎกหามรตายามทมด่ี านิ ต(รฉาบ๘บั แทหี่ ๑่งพ๑ร)ะรพา.ชศบ. ญั๒๕ญ๕ัต๑ิแก้ไขเพิม่ เติม ๘๑
ประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบบั ที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑
๑๔
๘ ๒ ๑๑๔ ปี กรมท่ีดนิ
๑๑๔ ปี กรมที่ดนิ ๘๓ ๑๕
๑๖
๘ ๔ ๑๑๔ ปี กรมท่ดี นิ
ปัจจบุ นั การออกโฉนดทีด่ ินมีการดำ�เนินการเปน็ ๔ วิธีใหญ่ๆ ดงั นี้
วิธีที่หนึ่ง การเดินสำ�รวจออกโฉนดที่ดิน ตามมาตรา ๕๘, ๕๘ ทวิ แห่งประมวล
กฎหมายที่ดิน แยกเป็น
(๑) การเดินสำ�รวจออกโฉนดทีด่ ินภาคพื้นดิน ดำ�เนินการในพื้นที่หมู่บ้าน หรือพื้นที่ที่มีสิง่
ปกคลุมไม่เห็นรายละเอียดในระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศ หรือในพื้นที่ที่ไม่สามารถสร้างระวางรูปถ่าย
ทางอากาศได้
(๒) การเดินสำ�รวจออกโฉนดที่ดินโดยใช้ระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศ ดำ�เนินการ
ในพื้นที่โล่ง สามารถเห็นลวดลายในระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศ ซึ่งเปน็ ลักษณะงานเกบ็ ตก เสริมหรือ
เพิม่ เติมในพื้นที่ระวางแผนทีเ่ ดียวกับการเปลีย่ น น.ส. ๓ ก. เป็นโฉนดทีด่ ินในกรณีที่ดินไม่มี น.ส. ๓ ก. หรือมี
แต่ไม่สามารถย้ายรปู แปลงที่ดินในระวางแผนทีร่ ปู ถ่ายทางอากาศเพื่อเปลีย่ นเป็นโฉนดที่ดินได้
วิธีที่สอง การออกโฉนดที่ดินโดยการเปลี่ยน น.ส. ๓ ก. เป็นโฉนดที่ดินตามมาตรา
๕๘ ตรี แหง่ ประมวลกฎหมายทีด่ ิน
วิธีที่สาม การออกโฉนดทีด่ ินเฉพาะราย ตามมาตรา ๕๙ แหง่ ประมวลกฎหมายที่ดิน
ซึง่ รวมการออกโฉนดทีด่ ินตามโครงการต่างๆ ดังต่อไปนี้ด้วย คือ
(๑) การออกโฉนดทีด่ ินแบบท้องถิน่
(๒) การออกโฉนดทีด่ ินตามโครงการจัดรูปทีด่ ิน
(๓) การออกโฉนดที่ดินตามโครงการปฏิรปู ที่ดิน
วิธีทีส่ ี่ การออกโฉนดทีด่ ินโดยมิไดแ้ จ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ตามมาตรา ๕๙ ทวิ
แหง่ ประมวลกฎหมายที่ดิน
lmlmlml
๑๑๔ ปี กรมทด่ี ิน ๘๕
บทที่ ๓
การออกหนังสือแสดงสิทธิในทีด่ ินโดยการเดินส�ำ รวจ*
l การเดินส�ำ รวจออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน
ประมวลกฎหมายที่ดินได้บัญญัติไว้ว่า
มาตรา ๕๘ เมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควรจะให้มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�
ประโยชน์ในจังหวัดใดในปีใด ให้รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษากำ�หนดจังหวัดที่จะทำ�การสำ�รวจ
รังวัดทำ�แผนที่หรือพิสูจน์สอบสวนการทำ�ประโยชน์สำ�หรับปีนั้น เขตจังหวัดที่รัฐมนตรีประกาศกำ�หนดไม่
รวมท้องทีท่ ีท่ างราชการได้จำ�แนกให้เป็นเขตป่าไม้ถาวร
เมอ่ื ไดม้ ปี ระกาศของรฐั มนตรตี ามวรรคหนง่ึ ใหผ้ วู้ า่ ราชการจงั หวดั ก�ำ หนดทอ้ งทแ่ี ละวนั เรม่ิ ตน้
ของการเดินสำ�รวจรงั วดั ในท้องทีน่ ั้นโดยปิดประกาศไว้ ณ สำ�นักงานที่ดิน ทีว่ ่าการอ�ำ เภอ ทีว่ ่าการกิ่งอ�ำ เภอ
ที่ท�ำ การกำ�นนั และทีท่ ำ�การผู้ใหญ่บ้านแห่งท้องทีก่ ่อนวนั เริม่ ต้นส�ำ รวจไม่น้อยกว่าสามสิบวนั
เมอ่ื ไดม้ ปี ระกาศของผวู้ า่ ราชการจงั หวดั ตามวรรคสอง ใหบ้ คุ คลตามมาตรา ๕๘ ทวิ วรรคสอง
หรือตัวแทนของบุคคลดังกล่าว นำ�พนักงานเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่มอบหมายเพื่อทำ�การ
สำ�รวจรังวัดทำ�แผนที่หรือพิสูจน์สอบสวนการทำ�ประโยชน์ในที่ดินของตนตามวันและเวลาที่พนักงาน
เจ้าหน้าที่ได้นัดหมาย
ในการเดินสำ�รวจพิสูจน์สอบสวนการทำ�ประโยชน์เพื่อออกหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์
เจ้าพนักงานที่ดินมีอ�ำ นาจแต่งตั้งผู้ซึ่งได้รับการอบรมในการพิสจู น์สอบสวนการท�ำ ประโยชน์ เปน็ เจ้าหน้าที่
ออกไปพิสจู น์สอบสวนการท�ำ ประโยชน์แทนตนได้
ในการปฏิบัติหน้าทีต่ ามวรรคสี่ ให้เจ้าหน้าทีเ่ ปน็ เจ้าพนกั งานตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๕๘ ทวิ เมือ่ ได้สำ�รวจรงั วดั ท�ำ แผนทีห่ รือพิสจู น์สอบสวนการทำ�ประโยชน์ในที่ดิน
ตามมาตรา ๕๘ แล้ว ให้พนักงานเจ้าหน้าทีอ่ อกโฉนดทีด่ ินหรือหนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ แล้วแต่กรณี
ใหแ้ กบ่ คุ คลตามทร่ี ะบไุ วใ้ นวรรคสอง เมอ่ื ปรากฏวา่ ทด่ี นิ ทบ่ี คุ คลนน้ั ครอบครองเปน็ ทด่ี นิ ทอ่ี าจออกโฉนดทด่ี นิ
หรือหนังสือรับรองการท�ำ ประโยชน์ได้ตามประมวลกฎหมายนี้
บุคคลซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่อาจออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ตาม
วรรคหนึง่ ให้ได้ คือ
(๑) ผู้ซึง่ มีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน มีใบจอง ใบเหยียบย่ํา หนงั สือรับรองการ
ท�ำ ประโยชน์ โฉนดตราจอง ตราจองทีต่ ราว่า “ได้ทำ�ประโยชน์แล้ว” หรือเป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วย
การจดั ที่ดินเพื่อการครองชีพ
(๒) ผู้ซึง่ ได้ปฏิบตั ิตามมาตรา ๒๗ ตรี
(๓) ผู้ซึ่งครอบครองที่ดินและทำ�ประโยชน์ในที่ดิน ภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ
และไม่มีใบจอง ใบเหยียบยํ่า หรือไม่มีหลักฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการ
ครองชีพ
เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ ผู้ซึ่งมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดินตามวรรคสอง (๑)
ให้หมายความรวมถึงผู้ซึง่ ได้ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในทีด่ ินต่อเนือ่ งมาจากบคุ คลดังกล่าวด้วย
สำ�หรับบุคคลตามวรรคสอง (๒) และ (๓) ให้ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�
ประโยชน์ แล้วแต่กรณี ได้ไม่เกินห้าสิบไร่ ถ้าเกินห้าสิบไร่ จะต้องได้รบั อนุมตั ิจากผู้ว่าราชการจงั หวดั เป็นการ
เฉพาะราย ทั้งนี้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำ�หนด
––––––––––––––––––––––––––––––––––––
* นนาายงเถอวมลั อยร์ ทปิมราะสสาิทรธิสุข
กนลายุ่มสพมฒั มนาานมนาสตินรฐธาุรนะเกวาชรญอ์อกหนังสือแสดงสิทธิในทีด่ ิน สำ�นักมาตรฐานการออกหนังสือส�ำ คัญ
๘ ๖ ๑๑๔ ปี กรมท่ดี นิ
ภายในสิบปีนับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ตามวรรคหนึ่ง
ห้ามมิให้บุคคลตามวรรคสอง (๓) ผู้ได้มาซึ่งสิทธิในทีด่ ินดังกล่าวโอนที่ดินนั้นให้แก่ผู้อื่น เว้นแต่เป็นการ
ตกทอดทางมรดก หรือโอนให้แก่ทบวงการเมือง องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดต้ัง
องค์การของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติ หรือโอนให้แก่สหกรณ์เพื่อชำ�ระหนี้โดย
ได้รบั อนมุ ตั ิจากนายทะเบียนสหกรณ์
ภายในกำ�หนดระยะเวลาห้ามโอนตามวรรคห้า ที่ดินน้ันไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคบั คดี
การออกโฉนดที่ดินโดยวิธีการเดินส�ำ รวจออกโฉนดที่ดิน ซึง่ อาศยั อำ�นาจตามความในมาตรา
๕๘, ๕๘ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ินและกฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ข้อ ๑๕ กำ�หนด
ให้เจ้าของทีด่ ินซึง่ เปน็ บคุ คลตามมาตรา ๕๘ ทวิ วรรคสอง หรือตวั แทนของบคุ คลดงั กล่าว น�ำ พนกั งาน
เจ้าหน้าทีท่ �ำ การส�ำ รวจรงั วัดท�ำ แผนที่ตามวิธีการรงั วดั เพื่อออกโฉนดที่ดิน โดยให้เจ้าของทีด่ ินปักหลกั หมาย
เขตที่ดินไว้ทุกมมุ ที่ดินของตน และให้ถ้อยคำ�ตามแบบ น.ส. ๕ (ใบไต่สวน) ซึง่ มีวิธีด�ำ เนินการ ๒ วิธี
๑. การออกโฉนดที่ดินโดยการเดินสำ�รวจออกโฉนดที่ดินและสอบเขตที่ดินท้ังตำ�บลหรือ
เรียกอีกอย่างว่า “การเดินส�ำ รวจออกโฉนดทีด่ ินภาคพื้นดิน” หมายถึงวิธีการส�ำ รวจรงั วัดท�ำ แผนที่โดยสร้าง
แผนที่ภาคพื้นดิน ดำ�เนินการในพื้นที่หมู่บ้าน หรือพื้นที่ที่มีสิ่งปกคลุมไม่เห็นรายละเอียดในระวางแผนที่
รปู ถ่ายทางอากาศ หรือในพื้นทีท่ ี่ไม่สามารถสร้างระวางแผนทีร่ ปู ถ่ายทางอากาศได้ ซึ่งวิธีการนี้จะต้องมี
การวางโครงหมุดหลักฐานแผนที่ให้มีความหนาแน่นเพียงพอที่จะสร้างระวางแผนที่ได้ และต้องมีเจ้าหน้าที่
ทำ�แผนที่รายละเอียด เพื่อสร้างระวางแผนที่
๒. การออกโฉนดที่ดินโดยการเดินสำ�รวจออกโฉนดที่ดินโดยใช้ระวางแผนที่รูปถ่ายทาง
อากาศ หมายถึงวิธีการนำ�ระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศไปท�ำ การปกั หลักหมายเขตแปลง และต�ำ แหน่ง
ทีด่ ินลงในระวางโดยอาศัยลวดลายในระวางแผนทีร่ ปู ถ่ายทางอากาศ ซึ่งเป็นลกั ษณะงานเก็บตก เสริมหรือ
เพิม่ เติมในพื้นที่ระวางแผนที่เดียวกันกบั การเปลีย่ น น.ส. ๓ ก. เปน็ โฉนดทีด่ ินในกรณีทีด่ ินไม่มีหนงั สือรับรอง
การทำ�ประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) หรือมีแต่ไม่สามารถย้ายรปู แปลงทีด่ ินลงในระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศเพื่อ
เปลีย่ นเปน็ โฉนดที่ดินได้ เนื่องจากลวดลายในระวาง น.ส.๓ ก. กบั ระวาง ยู ที เอม็ ผิดพลาดคลาดเคลือ่ น
ไม่ตรงกนั มากและกรณีเขตที่ดินในระวาง ยู ที เอม็ กับเขตทีด่ ินในพื้นทีไ่ ม่ถูกต้องตรงกัน
การออกโฉนดทด่ี นิ วธิ นี ้ี เปน็ การออกโฉนดทด่ี นิ ทก่ี รมทด่ี นิ สง่ เจา้ หนา้ ทจ่ี ากกองหนงั สอื ส�ำ คญั
กรมทีด่ ิน ไปท�ำ การเดินส�ำ รวจเป็นหมู่บ้านหรือต�ำ บล โดยประชาชนไม่ต้องมายื่นคำ�ขอ โดยเจ้าของที่ดินหรือ
ตัวแทนจะต้องนำ�พนักงานเจ้าหน้าที่ทำ�การรังวัดและปักหลักเขตเจ้าหน้าที่จะทำ�การสอบสวนสิทธิในที่ดิน
พร้อมท้ังให้ลงชื่อในเอกสารการสอบสวน และลงชือ่ รบั รองเขตที่ดินข้างเคียง (กรณีที่ดินข้างเคียงออกโฉนด
ที่ดินในคราวเดียวกัน) โดยเจ้าหน้าทีจ่ ะไปประชมุ นดั หมายการรังวัดและสอบสวนสิทธิ เจ้าของที่ดินไม่ต้อง
มายืน่ ค�ำ ขอ แต่ต้องเตรียมการดังนี้
(๑) นำ�หลักเขตไปปักตามมุมเขตทีด่ ินของตน
(๒) นำ�เจ้าหน้าทีเ่ ดินสำ�รวจฯ เพือ่ ทำ�การรังวดั
(๓) เตรียมเอกสารมอบให้เจ้าหน้าที่ เช่น หนงั สือแสดงสิทธิในที่ดิน (ส.ค.๑ น.ส.๓. น.ส.๓ ก.
หรือ น.ส.๓ ข. เปน็ ต้น) ส�ำ เนาบตั รประชาชน ทะเบียนบ้าน
(๔) ให้ถ้อยคำ�ต่อเจ้าหน้าที่ และลงชื่อในแบบสอบถามการออกโฉนดที่ดิน
เจ้าหน้าทีจ่ ะด�ำ เนินการเปน็ กลุ่มหมู่บ้านและต�ำ บล และประกาศแจกโฉนดที่ดิน ๓๐ วัน โดยมี
การปิดประกาศแจกโฉนดที่ดินในทีเ่ ปิดเผย ตามทีก่ ฎหมายก�ำ หนด เมื่อด�ำ เนินการครบถ้วน เจ้าหน้าทีจ่ ะนัด
หมายการแจกโฉนดที่ดิน
๑๑๔ ปี กรมทดี่ ิน ๘๗
ค่าธรรมเนียมและค่าใชจ้ า่ ยในการออกโฉนดทีด่ ินตามโครงการเดินสำ�รวจออกโฉนดทีด่ ิน
ค่าธรรมเนียมออกโฉนดทีด่ ิน เนื้อทีไ่ ม่เกิน ๒๐ ไร่ แปลงละ ๕๐ บาท
(เนื้อทีเ่ กิน ๒๐ ไร่ ส่วนทีเ่ กิน ไร่ละ ๒ บาท(เศษของไร่คิดเปน็ หนึง่ ไร่))
- ค่าหลักเขตเหมาจ่าย แปลงละ(ไม่ว่าจะใช้หลักเขตกีห่ ลกั กต็ าม) ๖๐ บาท
- ค่ามอบอ�ำ นาจ หากมี จะต้องเสียค่ามอบอ�ำ นาจเพิม่ เรือ่ งละ ๒๐ บาท
อากรปิดในหนังสือมอบอำ�นาจเรือ่ งละ ๓๐ บาท
ขนั้ ตอนการเดินสำ�รวจออกโฉนดทีด่ ินตามมาตรา ๕๘, ๕๘ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน
๑. รฐั มนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศชื่อจังหวัดที่จะทำ�การเดินส�ำ รวจ โดยระบวุ ่า
จะดำ�เนินการในจังหวัดใด ในปีใด โดยประกาศดังกล่าวต้องประกาศในราชกิจจานุเบกษา สำ�หรับพื้นทีท่ ี่จะ
ด�ำ เนินการเดินส�ำ รวจไม่รวมพื้นที่ทีเ่ ป็นเขตป่าไม้ถาวร
๒. เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยประกาศจังหวัดที่จะทำ�การเดินสำ�รวจแล้ว ผู้ว่า
ราชการจังหวัดจะต้องประกาศกำ�หนดท้องที่และวันเริ่มต้นของการเดินสำ�รวจรังวัดในท้องที่น้ันให้ประชาชน
ในท้องทีท่ ราบ โดยปิดประกาศ ณ สำ�นกั งานทีด่ ิน ทีว่ ่าการอ�ำ เภอ ที่ว่าการกิ่งอ�ำ เภอ ทีท่ ำ�การก�ำ นนั และ
ที่ทำ�การผู้ใหญ่บ้าน ก่อนวนั เริ่มต้นท�ำ การเดินส�ำ รวจไม่น้อยกว่า ๓๐ วนั การประกาศก�ำ หนดท้องที่และวัน
เริ่มต้นของการเดินสำ�รวจรังวัดอาจประกาศทั้งจังหวัดหรือกำ�หนดพื้นที่เฉพาะตำ�บลหรืออำ�เภอท้ังนี้แล้วแต่
ความเหมาะสมโดยคณะกรรมการกำ�หนดพื้นที่ระดับจังหวัดเป็นผู้พิจารณานำ�เสนอผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อ
ประกาศ และเหตทุ ี่มีการประกาศล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน เพื่อเจ้าของที่ดินจะได้เตรียมตวั ทีจ่ ะถากถาง
แนวเขต ตกลงแนวเขต และรอวนั ทีพ่ นกั งานเจ้าหน้าทีจ่ ะมาส�ำ รวจปักหลกั เขต โดยการเดินส�ำ รวจทั้งต�ำ บล
เป็นเรื่องที่รัฐบังคับราษฎรในการที่จะมาดำ�เนินการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์
(น.ส.๓ ก.) ดงั นั้นหากผ่าผืนไม่ปฏิบัติตามมีบทก�ำ หนดโทษตามมาตรา ๑๐๗ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน ใน
การดำ�เนินการถือเปน็ หน้าทีข่ องเจ้าของที่ดินในการชี้แนวเขตและน�ำ รังวัด
๓. พนกั งานเจา้ หนา้ ทน่ี ดั หมายวนั เวลา กบั บคุ คลตามมาตรา ๕๘ ทวิ วรรคสอง แหง่ ประมวล
กฎหมายทีด่ ิน (ผู้ครอบครองและท�ำ ประโยชน์ในที่ดิน) เพือ่ ให้ไปน�ำ ทำ�การส�ำ รวจรงั วดั ท�ำ แผนทีห่ รือพิสูจน์
สอบสวนการท�ำ ประโยชน์ในที่ดิน โดยการนดั หมายอาจทำ�ด้วยวาจาหรือหนังสือ
บุคคลตามที่กำ�หนดในมาตรา ๕๘ ทวิ วรรคสอง ได้แก่
๑. ผมู้ สี ทิ ธใิ นทด่ี นิ โดยมหี ลกั ฐานส�ำ หรบั ทด่ี นิ แลว้ ไดแ้ ก่ ผซู้ ง่ึ มหี ลกั ฐานการแจง้ การครอบครอง
ที่ดิน (ส.ค.๑) ใบจอง ใบเหยียบยํา่ หนงั สือรับรองการท�ำ ประโยชน์ โฉนดตราจอง ตราจองทีต่ ราว่า “ได้ท�ำ
ประโยชน์แล้ว” หรือเป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการจัดทีด่ ินเพื่อการครองชีพ บคุ คลประเภทนี้ถือว่า
เป็นบุคคลที่มีสิทธิในที่ดินโดยชอบด้วยอยู่แล้วหากหลักฐานดังกล่าวเป็นการออกหรือได้มาโดยชอบด้วย
กฎหมาย ในการออกโฉนดทีด่ ินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์จึงไม่มีการจ�ำ กัดสิทธิในที่ดิน หากมีการ
ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินเท่าใดพนักงานเจ้าหน้าที่ก็จะออกให้ตามจำ�นวนน้ัน แต่ทั้งนี้ต้องเป็น
ทีด่ ินทีอ่ ยู่ในหลักฐานที่ดินดงั กล่าวเท่าน้ัน หากเป็นที่ดินนอกหลักฐานแม้มีการครอบครองและทำ�ประโยชน์
ในที่ดินจะถูกจ�ำ กดั สิทธิในทีด่ ินตามกฎหมาย
๒. ผู้ซึ่งได้ปฏิบตั ิตามมาตรา ๒๗ ตรี โดยมีหลักเกณฑ์ ดังนี้
๘ ๘ ๑๑๔ ปี กรมท่ดี ิน
เมื่อมีประกาศของนายอำ�เภอหรือปลัดอำ�เภอผู้เป็นหัวหน้าประจำ�กิ่งอำ�เภอท้องที่แล้ว
เจ้าของที่ดินที่ต้องไปแจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินต่อนายอำ�เภอหรือปลัดอำ�เภอผู้เป็นหัวหน้าประจำ�
กิง่ อำ�เภอท้องที่ คือ บคุ คลดงั ต่อไปนี้
(๑) ผู้ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในทีด่ ินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายทีด่ ินใช้บงั คบั (ก่อน
วันที่ ๑ ธนั วาคม ๒๔๙๗) โดยไม่มีหนงั สือสำ�คญั แสดงกรรมสิทธิท์ ี่ดินอยู่ก่อนและไม่เคยแจ้งการครอบครอง
(ส.ค.๑) ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ แต่ได้ครอบครองและ
ท�ำ ประโยชน์ในที่ดินติดต่อมาจนถึงวนั ที่จะเดินส�ำ รวจออกโฉนดทีด่ ิน
(๒) ผคู้ รอบครองและท�ำ ประโยชนใ์ นทด่ี นิ ซง่ึ ไดเ้ คยยน่ื ค�ำ รอ้ งขอผอ่ นผนั การแจง้ การครอบครอง
(ส.ค. ๑) ตามพระราชบัญญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายทีด่ ิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ก่อนวนั ทีป่ ระกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบบั ที่ ๙๖ ลงวันที่ ๒๙ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๑๕ ใช้บงั คบั (ยืน่ ก่อนวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๑๕) และผู้ว่าราชการ
จงั หวัดยังไม่ได้มีคำ�ส่งั ผ่อนผนั แต่ได้ครอบครองและท�ำ ประโยชน์ในทีด่ ินติดต่อมาจนถึงวนั ทีจ่ ะเดินสำ�รวจ
ออกโฉนดที่ดิน
(๓) ผู้ครอบครองและท�ำ ประโยชน์ในทีด่ ินต่อเนื่องจากบุคคลตาม ข้อ ๑ และ ๒ ถ้าเจ้าของ
ที่ดินไม่ได้แจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินต่อนายอำ�เภอหรือปลัดอำ�เภอผู้เป็นหัวหน้าประจำ�กิ่งอำ�เภอ
ท้องที่ ภายในก�ำ หนดเวลา ๓๐ วนั แต่ยังประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินนั้นอยู่อีกกจ็ ะต้องไปนำ�หรือส่งตวั แทนไป
น�ำ พนกั งานเจ้าหน้าทีเ่ ดินส�ำ รวจรังวัดออกโฉนดที่ดินตามวัน และเวลาทีพ่ นกั งานเจ้าหน้าที่ก�ำ หนดนดั หมาย
ถ้ากรณีเจ้าของที่ดินที่ไม่ไปแจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในทีด่ ิน ต่อนายอ�ำ เภอ หรือปลดั อ�ำ เภอผู้เปน็ หวั หน้า
ประจ�ำ กง่ิ อ�ำ เภอทอ้ งท ่ี แตจ่ ะตอ้ งไปน�ำ หรอื สง่ ตวั แทนไปน�ำ พนกั งานเจา้ หนา้ ทเ่ี ดนิ ส�ำ รวจรงั วดั ออกโฉนดทด่ี นิ
ตามวนั และเวลา ทีพ่ นักงานเจ้าหน้าทีก่ �ำ หนดนัดหมาย
ในการรับแจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินตามมาตรา ๒๗ ตรี เจ้าพนักงานที่ดินเป็น
ผู้รับแจ้ง โดยต้องมีการสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงชัดเจนว่ามีการครอบครองและท�ำ ประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อน
วันทีป่ ระมวลกฎหมายทีด่ ินใช้บงั คบั และในพื้นที่ดงั กล่าวไม่เคยมีการเดินส�ำ รวจมาก่อน ในการรับแจ้งความ
ประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินตามมาตรา ๒๗ ตรี จึงต้องใช้ความระมดั ระวงั และละเอียดรอบคอบอย่างยิ่ง
เพราะอาจมีการนำ�หลักฐานการแจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินตามมาตรา ๒๗ ตรี ไปใช้ในการออก
หนงั สือแสดงสิทธิในเขตทด่ี นิ ของรฐั หรือในเขตปฏริ ปู ทดี่ ินซงึ่ หากเปน็ ทด่ี นิ ไม่มหี ลกั ฐาน ส.ค.๑ หรือหลกั ฐาน
การแจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในทีด่ ินตามมาตรา ๒๗ ตรี จะไม่สามารถดำ�เนินการออกหนงั สือแสดงสิทธิ
ในที่ดินได้ ปัจจุบันได้มีการเดินสำ�รวจออกโฉนดที่ดินเกือบเต็มทกุ พื้นทีแ่ ล้ว ดังน้ัน จึงไม่ค่อยพบกรณีที่มีการ
แจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในทีด่ ินตามมาตรา ๒๗ ตรี อีก
๓. ผู้ซึ่งครอบครองที่ดินและทำ�ประโยชน์ในที่ดิน ภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ
และไม่มีใบจอง ใบเหยียบย่ํา หรือไม่มีหลักฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการ
ครองชีพ ตามหลักกฎหมายแล้วถือว่าบคุ คลประเภทนี้เปน็ บุคคลที่เข้าไปครอบครองที่ดินของรัฐโดยพลการ
โดยไม่มีหลักฐานสำ�หรับที่ดิน แต่เนื่องจากรัฐมีนโยบายมุ่งที่จะช่วยเหลือบุคคลดังกล่าว ซึ่งส่วนใหญ่เป็น
บุคคลยากจนไม่มีทีด่ ินทำ�กินหรือมีน้อยจึงไปบุกเบิกทีด่ ินเพื่อเลี้ยงชีพ เพื่อให้มีหลักฐานส�ำ หรบั ทีด่ ิน จึงเปิด
โอกาสให้บคุ คลประเภทนี้ได้มีสิทธิในการออกหนังสือแสดงสิทธิในทีด่ ิน โดยอยู่ภายในเงือ่ นไขที่มีการจำ�กดั
สทิ ธใิ นทด่ี นิ บางประการ แตก่ ารออกหนงั สอื แสดงสทิ ธใิ นทด่ี นิ ใหแ้ กบ่ คุ คลประเภทนท้ี ด่ี นิ ทม่ี กี ารครอบครอง
และทำ�ประโยชน์ในที่ดินต้องไม่เป็นที่ดินที่ต้องห้ามมิให้ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามกฎกระทรวง
ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗)
๑๑๔ ปี กรมที่ดิน ๘๙
l ขอ้ จ�ำ กัดสิทธิของบุคคลตามมาตรา ๕๘ ทวิ
๑. บคุ คลตามมาตรา ๕๘ ทวิ วรรคสอง (๑) และ (๒) จะออกหนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ินได้
ไม่เกิน ๕๐ ไร่ ถ้าเกิน ๕๐ ไร่ จะต้องได้รบั อนมุ ัติจากผู้ว่าราชการจังหวดั ตามระเบียบของคณะกรรมการ
จัดทีด่ ินแห่งชาติ ฉบบั ที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๓๒) ว่าด้วยเงือ่ นไขการออกโฉนดทีด่ ินหรือหนงั สือรบั รองการทำ�
ประโยชน์ หมวด ๑ ข้อ ๕ โดยผู้ว่าราชการจังหวดั จะอนมุ ตั ิให้ออกโฉนดทีด่ ินหรือหนงั สือรบั รองการท�ำ
ประโยชนร์ ายใดเกนิ หา้ สบิ ไรไ่ ดต้ อ่ เมอ่ื ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั หรอื ผทู้ ผ่ี วู้ า่ ราชการจงั หวดั มอบหมายไดต้ รวจสอบ
การท�ำ ประโยชน์แล้วปรากฏว่า
(๑) ผู้ครอบครองได้ท�ำ ประโยชน์หรืออ�ำ นวยการทำ�ประโยชน์ในทีด่ ินนั้นด้วยตนเอง และ
(๒) สภาพการทำ�ประโยชน์ในที่ดินนั้นเป็นหลักฐานมั่นคงและมีผลผลิตอันเป็นประโยชน์ใน
ทางเศรษฐกิจ
หากปรากฏว่า เนื้อทีท่ ี่ทำ�ประโยชน์ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามหมวด ๑ ข้อ ๕ ไม่เกินห้าสิบไร่
ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสั่งไม่อนุมัต และให้เจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�
ประโยชน์ให้เท่าจ�ำ นวนเนื้อทีท่ ีไ่ ด้ท�ำ ประโยชน์แล้ว
๒. บคุ คลตามมาตรา ๕๘ ทวิ วรรคสอง (๓) ตามมาตรา ๕๘ ทวิ วรรคห้า กำ�หนดว่า เมื่อ
ได้รับหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแล้วจะโอนที่ดินให้แก่บุคคลอื่นภายในสิบปีนับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดิน
หรือหนงั สือรับรองการทำ�ประโยชน์ไม่ได้ เว้นแต่เปน็ การตกทอดทางมรดก หรือโอนให้แก่ทบวงการเมือง
องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดต้ังองค์การของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราช
บญั ญัติ หรือโอนให้แก่สหกรณ์เพื่อช�ำ ระหนี้โดยได้รบั อนมุ ัติจากนายทะเบียนสหกรณ์ ภายในกำ�หนดระยะ
เวลาห้ามโอนตามวรรคห้า ที่ดินน้ันไม่อยู่ในข่ายแห่งการบงั คบั คดี ข้อก�ำ หนดห้ามโอนดังกล่าวใช้เฉพาะการ
โอนสิทธิหรือกรรมสิทธิ์ในทีด่ ิน กรณีทีไ่ ม่เป็นการเปลี่ยนผู้มีสิทธิหรือกรรมสิทธิใ์ นที่ดิน เช่น การจดทะเบียน
จำ�นอง ไม่ต้องห้ามตามมาตรา ๕๘ ทวิ วรรคห้า
การเดินสำ�รวจถือเป็นการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินหากปรากฏว่ามีการคัดค้านสิทธิใน
ทด่ี นิ ตอ้ งด�ำ เนนิ การสอบสวนเปรยี บเทยี บตามมาตรา ๖๐ แหง่ ประมวลกฎหมายทด่ี นิ โดยใหเ้ จา้ พนกั งานทด่ี นิ
จงั หวดั หรือสาขา เป็นผู้มีคำ�ส่งั สอบสวนเปรียบเทียบ
ส�ำ หรับอุปสรรคและปัญหาในการเดินส�ำ รวจออกโฉนดที่ดินในปจั จบุ นั คือ ข้อจ�ำ กัดในเรือ่ ง
พื้นที่ที่จะสามารถจัดโครงการเดินส�ำ รวจ เพราะในการทำ�งานจะต้องดำ�เนินการเป็นหน้ากระดาน และเป็น
งานกลุ่ม เพราะมีเป้าหมายในแต่ละปีงบประมาณกำ�หนดอยู่ หลายครั้งกรมที่ดินได้รับการร้องเรียนหรือ
ร้องขอให้ดำ�เนินการเดินสำ�รวจในพื้นที่ แต่เนื่องจากข้อจำ�กัดในเรื่องเป้าหมาย งบประมาณ อัตรากำ�ลัง
ท�ำ ให้ไม่สามารถตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของราษฎรได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ทีม่ ีการเดินส�ำ รวจแล้วหลายครั้ง
แต่ยงั มีทีด่ ินบางแปลงไม่ได้ด�ำ เนินการออกโฉนดทีด่ ินไม่ว่าด้วยสาเหตุใด ซึ่งในปจั จบุ นั กรมที่ดินได้ให้ราษฎร
ดังกล่าวแจ้งควมประสงค์ผ่านสำ�นักงานที่ดินในพื้นที่หรือศูนย์อำ�นวยการเดินสำ�รวจออกโฉนดที่ดินเพื่อไว้ใช้
เปน็ ข้อมูลในการจัดทำ�แผนงานโครงการในปีงบประมาณต่อๆ ไป และได้มีการเสนอข้อแก้ไขกฎหมายเพื่อให้
ส�ำ นักงานที่ดินในพื้นทีส่ ามารถดำ�เนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่บคุ คลดงั กล่าวได้ ซึง่ การเสนอแก้ไขกฎหมาย
ดังกล่าวยังไม่ได้รับการเห็นชอบ ปัจจุบันการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้แก่ที่ดินที่ตกค้างจากการ
เดินสำ�รวจจึงยังไม่สามารถด�ำ เนินการได้
๙ ๐ ๑๑๔ ปี กรมท่ดี นิ ๗
แผนผังการปฏิบัติงานการเดินสารวจออกโฉนดท่ดี นิ (ส่วนของสานักงานทีด่ นิ จังหวัด)
เม่ือจงั หวัดได้รับแผนปฏบิ ตั ิการพร้อมประกาศของ
รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงมหาดไทย จะตอ้ งเตรียมการดงั น้ี
สารวจขอ้ มลู ปริมาณงานและพนื้ ท่ีท่จี ะเขา้ ดาเนนิ การ
ตงั้ คณะกรรมการกาหนดพ้นื ท่ีระดบั จงั หวัด ท่ีจะทาการเดนิ สารวจออกโฉนดที่ดิน
โดยจัดทารายละเอียดพ้นื ที่เดินสารวจในแผนที่ภูมปิ ระเทศ มาตราสว่ น ๑/:๕๕๐๐๐,๐๐๐ปรปะรกะากศาไศวไ้ทว้ทจี่ งัจ่ี หังหวัดวแัดลแะละ
อาเภอท้องทล่ี ว่ งหน้าไมน่ อ้ ยกวา่ ๓๐ วัน
ผวู้ ่าราชการจงั หวดั ประกาศ ทอ้ งที่ และวันเรม่ิ ตน้ ของการเดินสารวจรงั วัดในทอ้ งที่นัน้ ปิดประกาศไว้
ณ สานักงานท่ีดิน ทวี่ ่าการอาเภอ ท่ีวา่ การกิ่งอาเภอ ท่ีทาการกานนั และที่ทาการผใู้ หญ่บ้านแหง่ ทอ้ งท่ี
กอ่ นวันเร่ิมตน้ เดินสารวจไมน่ อ้ ยกวา่ ๓๐ วัน
นายอาเภอหรือเจ้าพนักงานท่ีดนิ ปดิ ประกาศ ตามแบบ ด.ส.๕ (กรณที ท่ี ้องที่นนั้นน้ั ไไมม่เเ่คคยยรรบั ับแแจจ้งง้ตตาามมมาตาตรา๒รา๗๒๗ตรตี รี)
(ส.ค.๒) มากอ่ น
รับแจง้ ตามมาตรา ๒๗ ตรี แหง่ ประมวลกฎหมายท่ดี ิน ภายใน ๓๐ วนั
ออกใบรบั ใหแ้ กผ่ ู้แจง้ ตามมาตรา ๒๗ ตรี
ประชาสมั พันธใ์ ห้ประชาชนทราบและเข้าใจหลกั เกณฑ์ ขน้ั ตอนการเดนิ สารวจออกโฉนดทด่ี ิน
๑๑๔ ปี กรมที่ดิน ๙๑
๘
แผนผังการปฏิบตั งิ านการเดินสารวจออกโฉนดทดี่ ิน
(ส่วนของศนู ย์อานวยการเดนิ สารวจออกโฉนดที่ดิน)
จัดเตรยี มข้อมลู คน เงิน วสั ดุ ครุภัณฑ์ ข้อมลู ดา้ นเทคนิคและแตง่ ต้ังเจ้าหนา้ ทเี่ พอื่ ออกปฏิบัตงิ าน
ประชาสมั พนั ธ์พร้อมทั้งแจ้งใหห้ น่วยงานที่เกี่ยวขอ้ งเพือ่ เปน็ การตั้งตวั แทนในการระวงั ชี้รบั รองแนวเขต
แตง่ ตัง้ ผ้ปู กครองทอ้ งที่เพ่ือเป็นตวั แทนรบั รองเขต
เจ้าของทีด่ ินนาเดนิ สารวจ นดั ประชุมราษฎร พร้อมกานนั กบั ผนู้ าทอ้ งถิ่น กันแนวเขต
รังวดั ปักหลักเขตทีด่ นิ รังวดั ทาแผนท่แี ละสอบสวนสทิ ธิในท่ดี ิน พนื้ ทป่ี ่าไม้
พรอ้ มยนื่ หลกั ฐานต่างๆ นายอาเภอ/องคก์ ร
ตรวจสอบความถกู ตอ้ งของการรังวดั ทาแผนที่ ปกครองสว่ นท้องถ่ิน
เจ้าของทด่ี นิ ข้างเคียง และสิทธใิ นท่ดี ิน รบั รองแนวเขต
รว่ มกันปักหลักเขตท่ีดิน จัดสรา้ งโฉนดทดี่ ิน ทสี่ าธารณประโยชน์
และรบั รองแนวเขตทดี่ นิ
พิจารณาการออกโฉนดท่ีดิน ส.ป.ก. กนั แนวเขต
จดั ทาประกาศแจกโฉนดทด่ี ิน ท่ี ส.ป.ก.
สว่ นราชการท่ี
แจกโฉนดที่ดิน เกย่ี วขอ้ ง นาช้ีและ
รับรองแนวเขต
ส่งมอบโฉนดทดี่ ิน สารบบท่ดี ินและ
หลกั ฐานรายการรงั วดั ให้แก่สานกั งานที่ดิน
รายงานผลการส่งมอบให้กรมท่ีดิน
๙ ๒ ๑๑๔ ปี กรมท่ดี ิน
ผลการเดินส�ำ รวจออกโฉนดที่ดิน ต้ังแต่ พ.ศ. ๒๔๗๔ - ๒๕๒๗ ก่อนที่จะเริม่ โครงการพัฒนา
กรมทีด่ ินฯ สามารถเดินส�ำ รวจออกโฉนดทีด่ ิน จำ�นวน ๙๑๘,๓๗๙ แปลง ๔,๗๓๐,๗๒๐ ไร่ โดยด�ำ เนินได้
ในพื้นที่บางจังหวดั เท่านั้น ยงั ไม่ครอบคลุมและทันต่อความต้องการของประชาชน จนกระทง่ั กรมทีด่ ินต้อง
ด�ำ เนินการโครงการพฒั นากรมที่ดิน ฯ
l การเดินส�ำ รวจออกหนังสือรับรองการท�ำ ประโยชน์โดยใชร้ ะวางรูปถา่ ยทางอากาศ (น.ส. ๓ ก.)
แม้จะมีการเดินสำ�รวจออกโฉนดที่ดินมาเป็นเวลานาน แต่ไม่สามารถตอบสนองต่อความ
ต้องการหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินอันเป็นหลักฐานแสดงถึงความมั่นคงในทรัพย์สิน สามารถซื้อขาย และ
ใช้เป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงินได้ ประกอบกับที่ผ่านมาการออกหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ให้แก่
ประชาชน มีความล่าช้า ท�ำ ให้ประชาชนเดือดร้อน ทีด่ ินทีน่ ายอำ�เภอยังไม่รบั รองการทำ�ประโยชน์ กจ็ �ำ หน่าย
จ่ายโอนไม่ได้ ประกอบกบั น.ส. ๓ เดิม เปน็ แผนทีร่ ูปลอย จึงมีความคลาดเคลื่อน ออกทับกนั ได้ง่าย หา
ตำ�แหน่งทีด่ ินไม่ได้ และต้องใช้ระยะเวลาเกินกว่า ๑๐๐ ปี หากยังดำ�เนินการออกหนงั สือรบั รองการท�ำ
ประโยชน์ด้วยวิธีการเดิม และจะก่อให้เกิดปญั หาในการถือครองทีด่ ิน มีการบกุ รุกที่ดินของรฐั การพิพาท
สิทธิในทีด่ ิน กรมที่ดินจึงหาวิธีด�ำ เนินการในการออกเอกสารสิทธิให้แล้วเสรจ็ ใน ๑๐ ปี จึงได้เสนอโครงการ
เดินสำ�รวจออกหนงั สือรบั รองการทำ�ประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ทั่วประเทศโดยใช้รูปถ่ายทางอากาศ โดยเริ่ม
โครงการทดลอง ในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ ในจงั หวดั ลำ�ปาง พิษณุโลก นครราชสีมา และสงขลา และเป้าหมาย
ในการด�ำ เนินการตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๖ – ๒๕๒๕ แต่อย่างไรกต็ าม การเดินสำ�รวจออกหนังสือรบั รองการทำ�
ประโยชน์ (น.ส.๓ ก.) นี้กไ็ ด้ด�ำ เนินการอย่างต่อเนื่องตลอดมา แม้กระทงั่ จนมาถึงเมือ่ จดั ท�ำ โครงการเร่งรดั
การออกโฉนดที่ดินให้แล้วเสรจ็ ภายใน ๔ ปี (พ.ศ. ๒๕๓๗ - ๒๕๔๐) ในปีแรกก็ยงั ดำ�เนินการในการออก
หนงั สือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ด้วย จนมายตุ ิโครงการเดินส�ำ รวจออกหนังสือรบั รองการทำ�
ประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ไม่มีโครงการอีกต่อไปในปี พ.ศ. ๒๕๔๓ เนือ่ งจากกรมที่ดินได้เดินสำ�รวจออกโฉนด
ทีด่ ินได้ทัว่ ประเทศ ครอบคลุมทุกจงั หวดั การจัดสร้างระวางเพือ่ ออกโฉนดที่ดินสามารถด�ำ เนินการได้โดย
รวดเร็ว ความจำ�เป็นในการออก น.ส. ๓ ก. จึงน้อยลง ควรออกโฉนดทีด่ ินให้แก่ประชาชนเลยจะดีกว่า การ
ออก น.ส. ๓ ก. โครงการจึงได้ยุติ โดยด�ำ เนินการในปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๔๒ คร้ังสุดท้ายทีจ่ งั หวดั ปัตตานี
โครงการนี้เมื่อดำ�เนินการในครั้งแรกใช้ชื่อว่า “โครงการออกหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์
(น.ส. ๓) ทวั่ ประเทศโดยใช้รปู ถ่ายทางอากาศ” ต่อมาใช้ชื่อว่า “โครงการออกหนังสือรบั รองการทำ�ประโยชน์
(น.ส. ๓) โดยใช้รูปถ่ายทางอากาศ” มาตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๑๕
เนือ่ งจากสถิติที่ดินที่ยงั ไม่มีหนงั สือแสดงสิทธิในที่ดินมีอยู่มาก โดยในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ มีสถิติ
ว่า ที่ดินที่ได้ครอบครองและทำ�ประโยชน์มาก่อนวันใช้ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บงั คบั ในปีพ.ศ.๒๔๙๗ ทั้งที่
ได้แจ้ง การครอบครอง (ส.ค. ๑) แล้วและที่ยังมิได้แจ้งการครอบครอง (ส.ค.๑) โดยมีรายละเอียดว่า
ที่ดินที่ได้แจ้งการครอบครองแล้วประมาณ ๗,๔๐๐,๐๐๐ ราย
เนื้อทีป่ ระมาณ ๖๔,๐๐๐,๐๐๐ ไร่
ที่ดินที่ได้ออกใบจองแล้วและจะออก น.ส. ๓ ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ราย
เนื้อที่ประมาณ ๖,๐๐๐,๐๐๐ ไร่
ทีด่ ินทีไ่ ด้ออกโฉนดฯและ น.ส. ๓ ตั้งแต่แจ้ง ส.ค. ๑ จนถึงขณะน้ันประมาณ
๑,๘๐๐,๐๐๐ ราย
เนื้อทีป่ ระมาณ ๒๐,๐๐๐,๐๐๐ ไร่
ยังคงเหลือที่ดินทั้งแจ้ง ส.ค. ๑ และออกใบจองแล้ว ตั้งแต่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ
ที่ยังไม่ได้ออกโฉนดที่ดินและจะออก น.ส.๓ ประมาณ ๖,๐๐๐,๐๐๐ ราย เนื้อที่ ๕๐,๐๐๐,๐๐๐ ไร่
๑๑๔ ปี กรมทีด่ นิ ๙๓
กรมทีด่ ินจึงได้จดั ทำ�โครงการออกหนงั สือรบั รองการทำ�ประโยชน์ (น.ส. ๓) ท่วั ประเทศโดยใช้
รูปถ่ายทางอากาศ แต่เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการ ๑๐ ปี เท่านั้น จึงคาดว่า ยังมีทีด่ ินที่จะต้องท�ำ การ
ออกหนงั สือแสดงสิทธิเพิ่มขึ้นอีก เช่น
ทีด่ ินที่ผ่อนผนั แจ้ง ส.ค. ๑ ประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ราย
เนื้อทีป่ ระมาณ ๒๕,๐๐๐,๐๐๐ ไร่
ที่ดินทีอ่ อกใบจอง ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ราย
เนื้อทีป่ ระมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ไร่
รวมทีด่ ินที่จะต้องออกหนังสือแสดงสิทธิ ประมาณ ๑,๓๐๐,๐๐๐ ราย
เนื้อทีป่ ระมาณ ๓๐,๐๐๐,๐๐๐ ไร่
ในระยะเวลา ๑๐ ปี ออกโฉนดที่ดินได้ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ราย เนื้อที่ประมาณ
๑,๓๐๐,๐๐๐ ไร่ คงเป็นที่ดินที่จะต้องออกหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ (น.ส. ๓) ท้ังสิ้นประมาณ
๖,๘๐๐,๐๐๐ ราย เนื้อที่ประมาณ ๗๘,๗๐๐,๐๐๐ ไร่
จากข้อมลู ดงั กล่าวข้างต้น หากจะออกหนงั สือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ หรือโฉนดที่ดินให้แก่
ประชาชนตามวิธีการและอตั รากำ�ลังที่ท�ำ อยู่เดิม จะต้องใช้เวลาประมาณ ๘๐ ปี ฉะน้ันกรมทีด่ ินจึงจำ�เปน็
ต้องเร่งรัดพิสจู น์สิทธิการทำ�ประโยชน์และออกหนงั สือรับรองการท�ำ ประโยชน์ (น.ส. ๓) ให้ทั่วทั้งประเทศ
เดิมการพิสูจน์สอบสวนการทำ�ประโยชน์เพื่อออก น.ส. ๓ ใช้วิธีพิสูจน์สอบสวนและรงั วัดทางภาคพื้นดินโดย
ประมาณ ไดร้ ปู ทด่ี นิ เปน็ แปลงๆ ไป ตามค�ำ ขอ ไมส่ ามารถก�ำ หนดต�ำ แหนง่ ทแ่ี นน่ อนในแผนทไ่ี ด้ การด�ำ เนนิ การ
ล่าช้าไม่ทนั ต่อความต้องการของประชาชน เจ้าหน้าที่ที่มีอยู่ไม่เพียงพอ ทำ�ให้ประชาชนเดือดร้อน จึงเปลีย่ น
วิธีการใหม่ โดยใช้รูปถ่ายทางอากาศเป็นหลกั ในการรงั วัดตรวจสอบ และใช้รูปถ่ายทางอากาศเป็นหลกั ฐาน
แสดงเขตการครอบครองของเจ้าของทีด่ ิน โดยเมือ่ เริ่มโครงการ ได้ต้ังเป้าหมายและวิธีการไว้ดังนี้
- ให้กรมแผนที่ทหารถ่ายรูปทางอากาศครอบคลุมบริเวณที่ดินทุกอำ�เภอทั่วประเทศใน
มาตราส่วน ๑ : ๑๕,๐๐๐ ถ้ากรมแผนทีท่ หารไม่สามารถรบั ท�ำ ให้ได้ ก็จะให้จ้างเหมาบริษัทเอกชนทำ�ให้
- กรมที่ดินจะได้นำ�ฟิล์มจากรูปถ่ายทางอากาศเฉพาะส่วนที่ได้ถือครองและทำ�ประโยชน์แล้ว
มาขยายให้เป็นมาตราส่วน ๑ : ๕,๐๐๐ และกำ�หนดหมายเลขประจำ�แผ่น โดยใช้แผนที่ภูมิประเทศของ
กรมแผนที่ทหาร มาตราส่วน ๑ : ๕๐,๐๐๐ เปน็ สารบญั
- ส่งรูปถ่ายที่ขยายแล้ว ไปให้อำ�เภอที่จะดำ�เนินการเดินสำ�รวจออกหนังสือรับรองการทำ�
ประโยชน์ (น.ส. ๓) เพื่อมอบให้เจ้าหน้าที่สายสำ�รวจนำ�ไปใช้ในการกำ�หนดตำ�แหน่งของที่ดินในการออก
หนังสือรบั รองการทำ�ประโยชน์ (น.ส. ๓)
- การถ่ายรปู ทางอากาศเริ่มด�ำ เนินการต้ังแต่เดีอนพฤศจิกายน ๒๕๑๕
- การจดั ส่งเจ้าหน้าที่ออกไปดำ�เนินการในท้องทีป่ ระมาณ ๖ เดือนหลังจากได้รบั อนมุ ัติเงิน
งบประมาณ
- การดำ�เนินการพิสูจน์สอบสวนการทำ�ประโยชน์ทางพื้นดินจะใช้วิธีให้เจ้าหน้าที่เดินสำ�รวจ
ทั้งตำ�บลให้แล้วเสร็จเปน็ ต�ำ บล อำ�เภอ จังหวดั ไป โดยดำ�เนินการพร้อมกนั ๙ ภาค ทุกๆ ปี โดยใช้เจ้าหน้าที่
ปีละ ๗๐๐ สาย ให้แล้วเสรจ็ ภายใน ๑๐ ปี
ได้ก�ำ หนดโครงสร้างอตั ราก�ำ ลังเจ้าหน้าที่ไว้ดังนี้
จะใช้ลกู จ้างชั่วคราว โดยจ้างผู้ที่สำ�เรจ็ การศึกษาต้ังแต่ปริญญา อนุปริญญา อาชีวศึกษา
ม.๘ ม.๖ หรือ ม.ศ.๓ โดยจะคดั เลือกจากผู้ทีม่ ีวฒุ ิสูงก่อนตามลำ�ดับ เปน็ ผู้ปฏิบตั ิงาน และผู้ทีป่ ฏิบัติงาน
ตามโครงการนี้อาจจะได้รบั พิจารณาคัดเลือกหรือสอบเลือกบรรจุเข้ารบั ราชการตามอัตราว่างได้
๙ ๔ ๑๑๔ ปี กรมทด่ี ิน
และให้เพิ่มเจ้าหน้าที่อ�ำ เภอเพือ่ รองรับงานเพิม่ อำ�เภอละ ๕ คน
และเพิ่มหัวหน้าแผนก เป็นผู้ทีช่ ่วยเจ้าพนกั งานทีด่ ินจงั หวดั ภาคละ ๑ คน เมือ่ เสรจ็ งาน
จงั หวดั ใดแล้วให้ย้ายไปทำ�งานจังหวดั อืน่ ๆ ในปีต่อๆ ไป และตั้งประจ�ำ แผนก เป็นผู้ช่วยพนกั งานที่ดินอ�ำ เภอ
ด้านงานในสนาม ๑ คน ด้านทะเบียน ๑ คน
- สายส�ำ รวจหนึง่ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ ๑ คน คนงาน ๒ คน ให้ได้ผลงานเดือนละไม่น้อย
กว่า ๑๐๐ ราย
โดยก่อนดำ�เนินการในด้านกฎหมาย มีการแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดินเพือ่ รองรบั โครงการ
โดยประกาศคณะปฏิวตั ิ ฉบบั ที่ ๙๖ ลงวนั ที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๕ ทั้งในด้านการดำ�เนินการ และออก
กฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๑๕)ฯ รวมทั้งแก้ไข มาตรา ๑๐๓ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยยงั ไม่
ช�ำ ระเงินค่าธรรมเนียม รวมทั้งแก้ไขแบบพิมพ์ ในบญั ชีท�ำ การประจ�ำ วัน เพือ่ ให้มีช่องชำ�ระเงินค่าธรรมเนียม
(ในกรณีโฉนดทีด่ ิน)
ส่วนหนังสือรบั รองการทำ�ประโยชน์ กรณียงั ไม่ชำ�ระค่าธรรมเนียม ให้เว้นว่างในช่องวัน เดือน
ปี ในช่องชำ�ระค่าธรรมเนียม ในทะเบียนหนงั สือรบั รองการทำ�ประโยชน์ไว้ และเมือ่ มีการชำ�ระค่าธรรมเนียม
ภายหลงั จึงให้ลงวัน เดือน ปี พร้อมลายมือชื่อเจ้าพนกั งานที่ดิน หรือพนกั งานเจ้าหน้าที่ก�ำ กบั ไว้
การค้างชำ�ระค่าธรรมเนียมนี้ได้กำ�หนดวิธีการให้จดแจ้งโดยการประทับตรายางด้วยหมึกสี
แดงวา่ “ยงั ไมช่ �ำ ระเงนิ คา่ ธรรมเนยี มการออก น.ส. ๓” ในชอ่ งแรกของสารบญั จดทะเบยี นและใหเ้ จา้ พนกั งาน
ทีด่ ิน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ลงลายมือชื่อและ วนั เดือน ปี กำ�กับไว้ เมื่อมีการชำ�ระค่าธรรมเนียมโดยจดแจ้ง
ต่อจากการจดแจ้งยงั ไม่ชำ�ระค่าธรรมเนียมคร้ังแรกว่า “ช�ำ ระเงินแล้ว” และลงลายมือชื่อเจ้าพนกั งานที่ดิน
หรือพนักงานเจ้าหน้าทีพ่ ร้อมด้วย วัน เดือน ปี ก�ำ กับไว้ด้วย
การชำ�ระค่าธรรมเนียม ผู้ใดจะมาชำ�ระแทน และจะชำ�ระเมือ่ ยังไม่ถึงคราวจดทะเบียนสิทธิ
และนิติกรรมครั้งแรกก็ได้
การดำ�เนินการกรมที่ดินจะส่งประจำ�แผนก (ช่างตรี) ไปจากส่วนกลาง เป็นผู้ควบคุมงาน
สนามโดยมีประจ�ำ แผนกที่แต่งตั้งใหม่เปน็ ผู้ช่วย เสมียนพนักงาน ๓ คน เปน็ เจ้าหน้าที่ ส่วนพนกั งานทีด่ ิน
อำ�เภอ ควบคุมงานและปฏิบัติราชการตามเดิม และเป็นผู้ช่วยนายอำ�เภอควบคุมงานสนามด้วย
และในการรังวดั ที่ดิน เดิมการรงั วดั เพื่อออก น.ส. ๓ จะไม่มีการปักหลักเขตทีด่ ิน แต่การ
เดินสำ�รวจออกหนงั สือรบั รองการทำ�ประโยชน์นี้ มีหนังสือเวียนก�ำ ชบั ให้หลกั เขตทีด่ ินต้องปกั ทกุ มมุ เขตและ
ทุกแปลง โดยให้พยายามหาวัสดุในท้องที่ ถ้าไม่มี ให้พยายามหาจากทีอ่ ื่น โดยให้นายอ�ำ เภอท้องทีป่ ระกาศ
หรือแจ้งให้ราษฎรในท้องที่ทราบโดยท่ัวกันว่า เป็นหน้าที่ของเจ้าของที่ดินหรือผู้นำ�ทำ�การสำ�รวจทุกคนที่
จะต้องท�ำ การปกั หลกั หมายเขตที่ดินของตน โดยใช้หลักไม้แก่นหรือวตั ถอุ ืน่ ใดที่พอหาได้ในท้องที่ ถ้าหาก
เจ้าของที่ดินไม่ให้ความร่วมมือแก่เจ้าหน้าที่โดยไม่ยอมปักหลักเขตที่ดินเจ้าหน้าที่อาจจะไม่ดำ�เนินการให้
เพราะถือว่าเป็นการฝ่าฝืนระเบียบ และในการนี้ ผู้ก�ำ กับงานสนาม ผู้ควบคมุ สาย และเจ้าหน้าที่สายสำ�รวจ
ได้ท�ำ ความเข้าใจกบั กำ�นัน หรือผู้ใหญ่บ้านเจ้าของท้องที่ให้เจ้าของที่ดินจดั หาหลักหมายเขตทีด่ ินไว้ล่วงหน้า
การเบิกระวางใหม่ต้องคืนระวางเก่าเสียก่อน ไม่ให้มีระวางเกิน ๑ ระวาง
การเดินสำ�รวจจะทำ�การให้แล้วเสร็จเป็นกลุ่มเรียงลำ�ดับเป็นหน้ากระดาน จะปิดงานสนาม
ประมาณ กลางเดือนมิถนุ ายน ส�ำ หรับภาคใต้ ประมาณกลางเดือนสิงหาคม
และในการรังวัดในระวางรูปถ่ายบริเวณใดที่มองเห็นขอบเขตไม่ชัด ให้ทำ�การรังวัดเช่นเดียว
กบั วิธีหมู่บ้าน และถ้าสามารถนำ�ลงระวางรูปถ่ายได้ ก็ให้น�ำ ลงโดยไม่จำ�เปน็ ต้องสร้างระวางใหม่
๑๑๔ ปี กรมท่ีดิน ๙๕
แบบหนงั สือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) นี้เปน็ แบบที่ก�ำ หนดขึ้นใหม่ตามกฎกระทรวง
ฉบบั ที่ ๑๘ (พ.ศ. ๒๕๑๕) ลงวนั ที่ ๑๘ มิถนุ ายน ๒๕๑๕ฯ ซึ่งก�ำ หนดวิธีปฏิบัติในการประกาศ การสอบสวน
เปรียบเทียบ การฟ้องร้องต่อศาลโดยเหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ เนื่องจากคณะปฏิวัติมี
ความมุ่งหมายที่จะเร่งรัดการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้แก่ประชาชนโดยรวดเร็วยิ่งขึ้น สำ�หรับการ
ออกหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์จะใช้วิธีการเดินสำ�รวจโดยใช้ระวางรูปถ่ายทางอากาศกำ�หนดตำ�แหน่ง
ที่ดินจึงจำ�เป็นต้องกำ�หนดแบบหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ขึ้นอีกแบบหนึ่งและกำ�หนดหลักเกณฑ์และ
วิธีการในเรื่องนี้ไว้เปน็ การเฉพาะ
ส่วนการเปลีย่ นแปลงการลง เลขที่... เล่ม.. หน้า... ให้เปลีย่ นเสียใหม่ เป็นการต่อเลขที่จาก
ทะเบียนหนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ (น.ส.๘) ส่วนเล่ม ให้ใช้เล่มหน้าตามเลขที่ และการเก็บ น.ส. ๓ ก.
ให้เกบ็ ในแฟ้มแบบใหม่
ส่วนที่ดินที่ออกหนงั สือรบั รองการทำ�ประโยชน์ ทีอ่ ยู่นอกเขตระวางรปู ถ่ายทางอากาศ ให้ต่อ
เลขที่ เล่ม หน้า จากทะเบียนการครอบครองทีด่ ินตามเดิม
บัญชีท�ำ การประจ�ำ วันการเดินส�ำ รวจเพือ่ ออก น.ส. ๓ ก. ให้ใช้แบบ น.ส. ๑๐
บัญชีต่อเลขที่ดิน ใช้แบบ น.ส. ๖ ซึ่งแต่เมื่อเริม่ โครงการ ใช้รวมกันทั้ง ๒ บญั ชี
บัญชีทะเบียนหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ น.ส. ๘ (เมื่อตรวจรายการคำ�นวณเนื้อที่
การรังวัด การจำ�ลองรปู แผนที่ รายการพิสจู น์สอบสวนสิทธิและการท�ำ ประโยชน์ในที่ดิน และสอบแสเนื้อที่
เสร็จแล้ว จึงลงทะเบียน พร้อมท้ังจัดท�ำ ประกาศ และเขียน น.ส. ๓ ก.)
บัญชีคุมเรือ่ ง น.ส. ๙ (รับเรื่องเดินส�ำ รวจฯ ที่ผู้ควบคมุ สายนำ�มาส่งเป็นรายต�ำ บล)
ในรูปแผนที่เมื่อเริ่มต้นโครงการมีการเขียนระยะไว้ในรูปแผนที่ในแบบ น.ส. ๓ ก.ด้วย ต่อมา
จึงแก้ไขว่า ไม่ต้องเขียนระยะในรูปแผนที่ใน น.ส. ๓ ก.
การเขียนรายละเอียด การเขียนข้างเคียงว่า “ที่ว่าง” น้ัน ใช้เขียนเฉพาะกรณีทีเ่ จ้าหน้าทีไ่ ด้
ท�ำ การเดินส�ำ รวจแล้ว แต่เจ้าของทีด่ ินไม่มาน�ำ ทำ�การเดินส�ำ รวจ ส่วนที่ดินที่ทำ�การเดินส�ำ รวจไม่ถึงและมี
ผู้ครอบครองท�ำ ประโยชน์อยู่ให้เขียนว่า “ที่มีการครอบครอง” ผู้ทีค่ รอบครองทำ�ประโยชน์อยู่น้ันรบั รองเขต
แต่ถ้าไม่มาระวงั ชี้แนวเขต กใ็ ห้ผู้น�ำ ท�ำ การเดินส�ำ รวจรบั รองว่ามิได้น�ำ รกุ ล้าํ เข้าไปในทีด่ ินของผู้ทีม่ ิได้มาระวงั
ชี้แนวเขต ตามแบบ ทด. ๓๔ ก. สำ�หรบั ที่ว่าง ให้ผู้ปกครองท้องทีเ่ ป็นผู้รับรองเขต แต่ถ้าผู้ปกครองท้องที่ไม่
ยอมลงชื่อรับรองเพราะไม่ทราบเขตก็ให้ผู้นำ�รับรองเขตด้วยตนเองว่า มิได้นำ�รังวัดรุกล้ําเขตที่ว่างนั้นไว้ใน
แบบ ท.ด. ๓๔ ก. เช่นเดียวกนั ดังนั้น คำ�ว่า “ทีว่ ่าง” ทีป่ รากฏนั้นในระวางหรือเอกสารอืน่ ๆ ในชั้นการเดิน
สำ�รวจ น.ส. ๓ ก. นั้น มิได้หมายความว่าขณะนั้นยังเป็นทีว่ ่างที่ยังมิได้มีบคุ คลใดครอบครอง แต่เป็นทีด่ ิน
ที่บริเวณนั้นได้ทำ�การเดินส�ำ รวจแล้ว แต่เจ้าของที่ดินไม่มานำ�ท�ำ การเดินส�ำ รวจ
การเดินสำ�รวจตามโครงการเดินสำ�รวจออก น.ส. ๓ โดยใช้ระวางรูปถ่ายทางอากาศนี้
ได้กำ�หนดเป้าหมายสายสำ�รวจไว้ เดือนละประมาณ ๑๐๐ - ๑๕๐ ราย โดยเดือนละไม่น้อยกว่า ๑๐๐ ราย
แต่ถ้าจำ�นวนเนื้อที่ได้มาก จ�ำ นวนรายอาจจะน้อยกว่าได้
การปฏิบัติงานในท้องที่ต่างๆ ของแต่ละปีงบประมาณ จะเสร็จสิ้นในเดือนพฤษภาคม เมือ่ งาน
ในท้องทีเ่ สร็จแล้ว ผู้ควบคมุ สายและเจ้าหน้าทีพ่ ิสูจน์สอบสวนสิทธิ์ (ลกู จ้างชวั่ คราว) จะต้องเข้ามาปฏิบตั ิ
งานในที่ทำ�การชั่วคราวในการสอบแสและค�ำ นวณเนื้อที่ การเขียนประกาศ การเขียน น.ส. ๓ ก.
เมือ่ เขียน น.ส. ๓ ก. แล้ว แต่ละจังหวดั จะน�ำ ไปถ่ายเอกสาร ทีก่ องการพิมพ์ กรมที่ดิน ตาม
ตารางเวลา ที่ก�ำ หนดไว้ว่าเป็นวนั ใด ในสปั ดาห์ใดของเดือน
๙ ๖ ๑๑๔ ปี กรมที่ดิน
ต่อมากรมทีด่ ินได้ออกระเบียบ ว่าด้วยการออกหนงั สือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.)
เฉพาะราย พ.ศ. ๒๕๑๗ ส�ำ หรับการออกหนงั สือรับรองการทำ�ประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เฉพาะรายในระวางรปู
ถ่ายทางอากาศที่เจ้าหน้าทีไ่ ด้ทำ�การเดินสำ�รวจไปแล้ว และมีการเปลี่ยนแปลงแบบพิมพ์จากแบบพิมพ์ คู่ฉีก
แต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ยังไม่เป็นคู่ฉีก และ ฉบับหลวงและฉบบั เจ้าของที่ดินเปน็ กระดาษคนละสีกัน หากเห็น
จะรู้ว่า ถกู ต้องมิได้เป็นฉบบั ปลอม
การใช้แบบพิมพ์ต้องเรียงเลขแบบพิมพ์จากน้อยไปหามาก
ก่อนนำ�ไปถ่ายเอกสาร ผู้กำ�กับงานสนามตรวจสอบและลงชื่อในช่องพนักงานที่ดินอำ�เภอ
แล้วนำ�ไปถ่ายเอกสาร โดยไม่ต้องรอให้การประกาศแจก น.ส. ๓ ก. ครบเสียก่อน
การปฏิบัติงานในสนามเปน็ ราชการพิเศษ แม้จะเปน็ วนั หยุดราชการตามปกติเจ้าหน้าทีก่ ็ต้อง
ปฏิบตั ิงาน
การแจก น.ส. ๓ ก. ผู้ก�ำ กับการสนาม จะเร่งรดั การแจก โดยทยอยแจกเปน็ ระยะ น.ส. ๓ ก.
ทีแ่ จกไม่ทนั ปีงบประมาณพนกั งานทีด่ ินอำ�เภอท้องที่จะรบั ไปด�ำ เนินการต่อ
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ มีการต้ังรางวัลให้พนักงานสอบสวนพิสจู น์สิทธิในที่ดิน สำ�หรับผลงานได้
ปริมาณมาก งานถูกต้องเรียบร้อย และความประพฤติดี จึงมีการเร่งรดั ปริมาณงานมาก เพือ่ ให้ได้รางวลั
เมื่องานสนามเสร็จสิ้นโครงการแล้ว หากเจ้าหน้าที่พิสูจน์สอบสวนการทำ�ประโยชน์ เป็น
ผู้มีความประพฤติดี การทำ�งานได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ถูกต้อง และเรียบร้อย สมควรรบั ไว้ปฏิบตั ิงานต่อ ให้ขึ้น
ทะเบียนไว้ และให้นายอ�ำ เภอออกหนังสือรบั รอง ให้ไปสมคั รทำ�งานในจังหวัดอื่นต่อไป โดยแบ่งเปน็ ๓ ระดับ
ดีเด่น ดีมาก และดี
หากผู้ที่เคยถูกเลิกจ้างเพราะกระทำ�ความผิด หรือนายอำ�เภอไม่ออกหนังสือรับรองการ
ปฏิบัติงานให้ กจ็ ะไม่รบั ไว้ถือว่า ขาดคุณสมบัติ
การเดินส�ำ รวจ เจ้าหน้าที่ต้องพักในท้องที่ปฏิบัติการ ซึ่งหมายถึงการพกั ในหมู่บ้านที่ทำ�การ
นั้นๆ เนื่องจากสะดวกในการทำ�งาน การติดต่อกบั เจ้าของที่ดิน และการคมนาคมทีย่ งั ไม่สะดวกรวดเรว็
ขั้นตอนวิธีปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่กรมที่ดินได้จัดทำ�คู่มือรวมระเบียบกรมที่ดิน กระทรวง
มหาดไทย ว่าด้วยวิธีปฏิบตั ิงานตามโครงการเดินสำ�รวจออกหนังสือรับรองการท�ำ ประโยชน์ (น.ส. ๓) โดยใช้
รูปถ่ายทางอากาศ ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๕ – ๒๕๒๐ เป็นการรวบรวมคำ�สง่ั ระเบียบให้อยู่ในเล่ม
เดียวกัน นอกเหนือจากคู่มือที่แจกจ่ายให้ก่อนทำ�การในแต่ละปีงบประมาณ เพื่อความสะดวก ในการใช้งาน
และต่อมาก็เปน็ ประโยชน์อย่างยิง่ ส�ำ หรบั ผู้ปฏิบตั ิงาน ในรุ่นต่อมาในการค้นคว้าและอ้างอิง
การเดินสำ�รวจออก น.ส. ๓ ก. นี้แม้ว่า เมื่อดำ�เนินการโครงการเดินส�ำ รวจออกโฉนดที่ดินแล้ว
กย็ ังได้ด�ำ เนินการคู่ขนานกบั โครงการเดินส�ำ รวจออกโฉนดที่ดิน จนเมื่อโครงการเดินส�ำ รวจออกโฉนดที่ดิน
ส�ำ รวจได้ระวางแผนที่ให้ครอบคลุมมากขึ้นแล้ว พื้นทีท่ ีจ่ ะออก น.ส. ๓ ก. กล็ ดน้อยลงและความต้องการ
โฉนดที่ดินมีมากกว่าความต้องการ น.ส. ๓ ก. โครงการเดินส�ำ รวจ น.ส. ๓ ก. จึงยตุ ิการดำ�เนินการลง
โดยสรุปผลการดำ�เนินการเดินสำ�รวจออกหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์โดยใช้ระวางรูป
ถ่ายทางอากาศ (น.ส. ๓ ก.) ต้ังแต่ พ.ศ.๒๕๑๕-๒๕๔๒ ออกหนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.)
จ�ำ นวน ๗,๖๑๑,๙๙๕ แปลง เนื้อที่ ๔๘,๘๒๑,๘๕๖ ไร่ ๓ งาน ๘๓ ตารางวา
โครงการเดินสำ�รวจออกหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์โดยใช้ระวางรูปถ่ายทางอากาศ
(น.ส. ๓ ก.) น้ัน เป็นเหมือนโครงการทนั ใจที่พอมีการเรียกร้อง หรือความต้องการเอกสารสิทธิในทีด่ ินเร่ง
ด่วนก็จะนึกถึงโครงการเดินส�ำ รวจออก น.ส. ๓ ก. ไว้ก่อน เช่น การอพยพประชาชนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต
แห่งประเทศไทยตามเขื่อนต่างๆ เป็นอาทิ เมื่อย้ายประชาชนไปแล้ว ก็จะเร่งรัดออกเอกสารสิทธิในที่ดิน
๑๑๔ ปี กรมทดี่ ิน ๙๗
ให้แก่ประชาชนผู้ถกู อพยพให้เกิดความมน่ั ใจในถิ่นทีอ่ ยู่ใหม่ด้วยโครงการเดินสำ�รวจฯ ตามเขื่อนต่างๆ หรือ
ต่อมากพ็ ฒั นาเป็นโครงการเดินส�ำ รวจออกโฉนดทีด่ ิน ของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ก็เป็นลักษณะเดียวกัน
แม้ว่าทางหนึง่ ปรากฏผลงานเดินส�ำ รวจ น.ส.๓ ก. ในจงั หวัดว่าเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง ผิดพลาด
ไม่ได้รงั วดั จริงบ้าง ผิดเจ้าของ, ผิดแปลง, ออกทบั หลักฐานอืน่ บ้าง ซึง่ ผลงานกว่า ๗ ล้านแปลง ย่อมมีการ
ผิดพลาดคลาดเคลื่อนบ้างประกอบกับผู้ดำ�เนินการเป็นลูกจ้างนำ�มาอบรมความรู้เกี่ยวกับที่ดินในการรังวัด
และพิสูจน์สิทธิเท่าน้ัน ความรู้ความสามารถและความใส่ใจในระเบียบกฎหมายย่อมไม่ได้มาตรฐานเดียวกัน
หรือมีประสิทธิภาพเท่ากับข้าราชการ การขีดเขตป่าไม้ไม่ชัดเจน เพราะในขณะตรวจพิสูจน์ที่ดินได้ตรวจ
สอบแล้วไม่อยู่ในเขตป่าไม้ แต่ภายหลังมีการขีดปัจจบุ นั มีการขีดเขตป่าไม้ใหม่หรือมีการตรวจสอบภายหลัง
ปรากฏว่า ทีด่ ินอยู่ในเขตป่าไม้ ทำ�ให้ น.ส. ๓ ก. ออกไว้ผิดพลาด ในการเช่นนี้การผิดพลาดอาจจะเกิดทั้ง
ตั้งใจหรือโดยไม่รู้ข้อมูลทีถ่ กู ต้องแต่เจ้าหน้าที่ แต่หากพิจารณาในภาพรวมแล้วผลการเดินส�ำ รวจ น.ส. ๓ ก.
นี้ เป็นประโยชน์อย่างมาก ท้ังต่อประชาชนและรฐั ในการรับรองสิทธิโดยชอบด้านกฎหมายให้แก่ประชาชน
และสร้างฐานข้อมลู ให้แก่รัฐ ในการบริหารจดั การด้านทีด่ ินได้ในระยะต่อมา
l โครงการพัฒนากรมทีด่ ินและเรง่ รดั การออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศให้แลว้ เสรจ็ ใน ๒๐ ปี
(พ.ศ. ๒๕๒๘ - ๒๕๔๗)
ในการจัดเตรียมแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๕ เมือ่ พ.ศ. ๒๕๒๓ ได้มี
การปรึกษาหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐบาลไทยและธนาคารโลกถึงความสำ�คัญของความมั่นคงใน
การถือครองที่ดินเพื่อพัฒนาการเกษตร และต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๔ สำ�นักงานคณะกรรมการพฒั นาการ
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้แจ้งยืนยันไปยังธนาคารโลกถึงความสำ�คัญของโครงการเร่งรัดการออก
โฉนดทีด่ ินทว่ั ประเทศและขอให้ธนาคารโลกพิจารณาให้ความช่วยเหลือและสนบั สนุนโครงการฯ ต่อมาได้มี
การปรึกษาหารือระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลไทยและธนาคารโลก ธนาคารโลกจึงได้ส่งคณะเจ้าหน้าที่
วิเคราะห์โครงการร่วมกับประเทศออสเตรเลียได้ส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงทางด้านการรังวัดทำ�แผนที่ของ
รัฐบาลออสเตรเลีย มาวิเคราะห์โครงการฯ ดงั กล่าวของกรมที่ดิน
ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๒๕ เจ้าหน้าที่ธนาคารโลก ผู้แทนของรัฐบาลไทย และผู้แทนรัฐบาล
ออสเตรเลีย (AIDAB) ได้ร่วมปรึกษาหารือกันผลปรากฏว่า AIDAB ได้ให้ความช่วยเหลือในการจดั เตรียม
โครงการฯ โดยส่งคณะทีป่ รึกษา ๔ คน จากสถาบันวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลล์มาศึกษารายละเอียด
ของโครงการฯ โดยมีวัตถุประสงค์
๑. เพือ่ เร่งรดั การออกโฉนดที่ดินทวั่ ประเทศให้แล้วเสรจ็ ภายใน ๒๐ ปี โดยเฉพาะทีด่ ินที่
ประชาชนครอบครองโดยถกู ต้องตามกฎหมายแต่ไม่มีหนงั สือแสดงกรรมสิทธิ์ยึดถือไว้ซึง่ จะเปน็ หลกั ฐานที่มี
ความม่ันคงสำ�หรับสถาบันทางการเงินในการให้เงินกู้แก่เจ้าของที่ดินอันจะนำ�ไปสู่การเพิ่มผลผลิต และ
รายได้ของประชาชน อีกทั้งเป็นการลดข้อพิพาทหรือข้อขดั แย้งระหว่างประชาชนด้วยกนั เอง และระหว่าง
ประชาชนกบั รฐั
๒. เพือ่ เร่งรัดจัดท�ำ และปรับปรุงระวางแผนทีข่ องกรมที่ดินให้เป็นระบบเดียวกบั ระบบแผนที่
แห่งชาติ (ระบบ Universal Transverse Mercator-UTM) โดยการใช้เทคนิคสมยั ใหม่มาใช้ในการด�ำ เนินงาน
เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการท�ำ แผนที่ การออกโฉนดทีด่ ินและบรรลุผลสำ�เร็จตามเป้าหมายทีไ่ ด้วางไว้
๓. เพื่อปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานที่ดินทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
โดยการกระจายอำ�นาจการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน และการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยว
กับที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์จากสำ�นักงานที่ดินจังหวัดไปยังสำ�นักงานที่ดินสาขาซึ่งจะเป็นการอำ�นวย
ความสะดวกให้แก่ประชาชนในท้องถิ่นได้รับความสะดวกยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องเสียเวลาและเงินทองมากมายเช่น
ปจั จุบัน
๙ ๘ ๑๑๔ ปี กรมท่ีดนิ
๔. เพื่อพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพสำ�นักงานกลางประเมินราคาทรัพย์สินให้สามารถ
ประเมินราคาทรัพย์สินได้อย่างสมบูรณ์ถูกต้องและเชื่อถือได้เป็นระบบมาตรฐานสากลเพื่อเพิ่ม
ประสิทธิภาพในการเกบ็ ค่าธรรมเนียมและภาษีทีด่ ิน
๕. เพื่อพัฒนาและปรับปรุงองค์กรกรมที่ดินให้สามารถรับกับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น และ
ส�ำ หรับการพฒั นาต่อไปในอนาคต
ผลการด�ำ เนินการโครงการเดินส�ำ รวจออกโฉนดทีด่ ิน และการเปลี่ยน น.ส. ๓ ก. เปน็ โฉนด
ที่ดิน จำ�นวน ๘,๔๘๘,๕๐๕ แปลง ๔๘,๖๒๖,๑๕๒ ไร่
l โครงการเรง่ รดั การออกโฉนดทีด่ ินใหแ้ ลว้ เสรจ็ ภายใน ๔ ปี (พ.ศ. ๒๕๓๗ – ๒๕๔๐)
เพื่อให้การดำ�เนินการตามนโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม
๒๕๓๕ ทีก่ ำ�หนดให้มีการเร่งรดั การออกเอกสารสิทธิ์เพือ่ กระจายการถือครองที่ดินให้แก่เกษตรกรผู้ยากไร้
บรรลผุ ล และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ ฉบับที่ ๗ (พ.ศ. ๒๕๓๕ – ๒๕๓๙) ด้าน
การบริหารและการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่กำ�หนดเป้าหมายการพัฒนาโดยให้มีการเร่งรัดการออก
เอกสารสิทธิให้ครอบคลมุ พื้นที่ที่ราษฎรครอบครองและทำ�ประโยชน์แล้วไว้ด้วย รวมทั้งข้อสังเกตของคณะ
กรรมาธิการสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำ�ปีงบประมาณ ๒๕๓๖ เรื่อง
การเพิกถอนป่าสงวนและออกหนังสือแสดงกรรมสิทธิท์ ีด่ ิน ปรากฏว่า ยงั มีที่ดินทีอ่ ยู่อาศัยและทีด่ ินทำ�กิน
ของราษฎรอีกเป็นจำ�นวนมากที่ยังไม่ได้ออกหนังสือสำ�คัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง
โดยเร็ว กระทรวงมหาดไทยจึงมอบหมายให้กรมที่ดินจัดทำ�โครงการขึ้นมาเสริมโครงการพัฒนากรมที่ดิน
และเร่งรัดการออกโฉนดทีด่ ินท่วั ประเทศ ซึ่งได้รบั อนมุ ตั ิจากคณะรฐั มนตรีแล้ว โดยจะน�ำ พื้นทีท่ ีร่ าษฎรถือ
ครองทำ�ประโยชน์แล้ว และเป็นที่ดินที่พึงออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินได้ตามกฎหมายแต่ราษฎรยังไม่มี
หนังสือแสดงสิทธิในพื้นที่ ๓๐ จังหวัด ทีโ่ ครงการเดิมได้จดั ด�ำ เนินการในช่วงปลาย ระยะที่ ๓ และระยะที่ ๔
คือ ต้ังแต่ พ.ศ. ๒๕๔๑ - ๒๕๔๗ ซึ่งกว่าราษฎรในพื้นทีจ่ งั หวดั เหล่านี้จะได้รบั หนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ินจะ
ต้องรอไปอีก ๑๑ ปี และได้เล็งเหน็ ว่าการที่ราษฎรมีหลักฐานในการครอบครองที่ดินมนั่ คงจะก่อให้เกิดความ
รู้สึก ทีจ่ ะทำ�ประโยชน์และพฒั นาทีด่ ินที่ตนครอบครองให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิง่ ขึ้นจะเป็นการ
เพิ่มพนู รายได้ของตนเองและของประเทศชาติ รวมท้ังจะส่งผลถึงการขยายตวั ทางเศรษฐกิจของประเทศอีก
ทางหนึง่ โดยทีด่ ินถือได้ว่าเป็นปัจจยั พื้นฐานของการดำ�เนินงานประกอบการทุกๆ อย่าง นอกจากนี้จากการ
มีเอกสารสิทธิที่ดินจะทำ�ให้ทราบแนวเขตที่ดินที่ราษฎรครอบครองชัดเจนเป็นการลดปัญหากรณีข้อพิพาท
ต่างๆ อนั เกิดจากเรื่องทีด่ ินซึง่ จะท�ำ ให้เกิดความสงบเรียบร้อยในเรือ่ งการดแู ลการจัดการกรรมสิทธิใ์ นทีด่ ิน
ทางหนึ่งได้เช่นกนั
โครงการเสริมการเร่งรดั การออกโฉนดทีด่ ินให้แล้วเสรจ็ ภายใน ๔ ปี มีจุดมุ่งหมายที่จะให้เกิด
ความเป็นธรรมแก่ราษฎรในทุกจังหวัดทั่วประเทศได้รับผลจากการดำ�เนินงานเดินสำ�รวจออกโฉนดที่ดินเร็ว
ขึ้น อนั เปน็ การบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎรบางส่วนโดยไม่ต้องรอโครงการหลัก คือ โครงการพฒั นา
กรมที่ดินและเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินท่ัวประเทศ กระทรวงมหาดไทยจึงกำ�หนดระยะเวลาของโครงการ
เสริมไว้ ๔ ปี คือ เริ่มต้ังแต่ปี พ.ศ.๒๕๓๗ จนถึงปี พ.ศ.๒๕๔๐ โดยใช้ชือ่ ว่า โครงการเร่งรัดการออกโฉนด
ที่ดินให้แล้วเสรจ็ ภายใน ๔ ปี และคณะรัฐมนตรีมีมติอนมุ ตั ิรบั หลกั การโครงการนี้ เมื่อวันที่ ๑๗ สิงหาคม
๒๕๓๖ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเร่งรดั การออกโฉนดที่ดินให้แก่ราษฎรที่ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในทีด่ ินที่
พึงออกโฉนดที่ดินให้ครอบคลุมพื้นที่ทุกจงั หวดั ทั่วประเทศโดยเรว็ ให้แล้วเสรจ็ ภายในปี พ.ศ. ๒๕๔๐
โครงการนี้เปน็ เหมือนโครงการทีเ่ ร่งรดั เอาภาคใต้ในระยะที่ ๔ ของโครงการพัฒนากรมที่ดิน
และเร่งรัดการออกโฉนดทีด่ ินท่ัวประเทศให้แล้วเสรจ็ ใน ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๒๘ - ๒๕๔๗) มาทำ�คู่ขนานกันไป
๑๑๔ ปี กรมท่ีดนิ ๙๙
โดยเป็นงานเดินสำ�รวจภาคพื้นดินท้ังสิ้น ซึ่งงานเดินสำ�รวจภาคพื้นดินเป็นประเภทงานที่มีค่าใช้จ่ายต่อแปลง
สงู ทีส่ ดุ ในทกุ ประเภทงาน ในระยะนี้การออกหนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ินต้องจดั ท�ำ โครงการถึง ๔ โครงการ
คือ โครงการเดินส�ำ รวจ น.ส.๓ ก, โครงการเดินส�ำ รวจฯ (งบปกติ), โครงการ สพร. และโครงการเร่งรดั ๔ ปี
l โครงการเร่งรดั การออกโฉนดทีด่ ินให้ครอบคลุมทั่วประเทศ (นโยบายการแปลงสินทรพั ย์เปน็ ทนุ )
ตามนโยบายการแปลงสนิ ทรพั ยเ์ ปน็ ทนุ ซง่ึ เปน็ นโยบายส�ำ คญั ของรฐั บาลตามมตคิ ณะรฐั มนตรี
เมือ่ วนั ที ่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๖ หลกั การขั้นพื้นฐานของการแปลงสินทรพั ย์เปน็ ทนุ คือ ให้ผู้ที่ครอบครอง
สินทรัพย์ประเภทที่มีข้อจำ�กัดการโอนสิทธิส์ ามารถเข้าถึงแหล่งทนุ ในระบบได้ โดยการน�ำ สินทรัพย์ดังกล่าว
มาใช้เปน็ หลักทรพั ย์คํ้าประกันเงินกู้จากสถาบนั การเงิน ท้ังนี้เพือ่ ก่อให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และ
สร้างผู้ประกอบการรายใหม่ ซึง่ กรมที่ดินได้สนองตอบนโยบายดังกล่าวโดยได้ดำ�เนินภารกิจการเดินสำ�รวจ
ออกโฉนดทีด่ ิน ภายใต้ชื่อ “โครงการเร่งรดั การออกโฉนดที่ดินท่ัวประเทศ ตามนโยบายการแปลงสินทรัพย์
เปน็ ทุน” เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๗
ต่อมาในวนั ที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ได้มีการรฐั ประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีการจดั ตั้งรัฐบาลใหม่ ดงั น้ันเพือ่ ความสอดคล้อง
กบั นโยบายของรฐั บาล และยทุ ธศาสตร์ของกระทรวงมหาดไทยในปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๑ กรมที่ดินจึงได้
ปรับเปลีย่ นชือ่ โครงการใหม่เปน็ “โครงการเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินให้ครอบคลมุ ท่ัวประเทศ ตามนโยบาย
เสริมสร้างความมัน่ คงในชีวิตและสงั คม” แต่ยังคงด�ำ เนินภารกิจตามเดิม
ระเบียบส�ำ นักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการแปลงสินทรพั ย์เปน็ ทนุ พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้นิยามค�ำ ว่า
“การแปลงสินทรัพย์เปน็ ทุน” ไว้ดงั นี้
“การแปลงสินทรัพย์เปน็ ทุน” หมายความว่า การบริหารจัดการทรัพย์สินของรฐั และเอกชน
เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดหรือมีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอันจะเป็นการสร้างโอกาสแก่ประชาชนให้เข้าถึง
แหล่งเงินทุนในระบบ สามารถนำ�ทรัพย์สินดังกล่าวมาแปลงให้เปน็ ทนุ เพื่อก่อให้เกิดกระบวนการสร้างงาน
สร้างรายได้ รวมท้ังกระตุ้นให้เกิดการสร้างผู้ประกอบการใหม่ภายใต้บังคับกฎหมาย ท้ังนี้ เพื่อให้บรรลุ
เป้าหมายหลกั ในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ
ตามนโยบายการแปลงสินทรัพย์เป็นทุนของรัฐบาล ต้องการให้ความช่วยเหลือเป็นพิเศษแก่
ผู้ทีถ่ ือเอกสารสิทธิประเภทที่ยังไม่เปน็ ทีย่ อมรบั ของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะผู้ทีถ่ ือใบจอง, ส.ค. ๑ รวมท้ัง
ผู้ที่ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินที่ไม่มีเอกสารหลักฐานใดๆ แต่อาจออกโฉนดที่ดินได้ตามกฎหมาย
ซึ่งไม่มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนให้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนในระบบโดยมอบนโยบายให้กรมที่ดินพิจารณาหา
หนทางช่วยเหลือด้วยการออกโฉนดทีด่ ินให้กบั ผู้ทีถ่ ือใบจองและ ส.ค. ๑ ท่วั ประเทศให้มีโอกาสเข้าถึงทนุ ให้
ได้ในวนั ที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๗ และออกเอกสารสิทธิประเภทต่างๆ นอกจากใบจองและ ส.ค. ๑ ให้เป็นโฉนด
ที่ดินให้หมดโดยรวดเร็วยิง่ ขึ้น
รฐั บาลมีแนวทางอย่างชดั เจนในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสือ่ สาร เป็นเครื่องมือใน
การบริหารข้อมูลและสนับสนุนการตัดสินใจของรัฐบาล ซึ่งเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานด้านสารสนเทศของ
กรมที่ดินหลายประการ เช่น การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาปรับปรุงระบบภาษีโดยการจัดทำ�แผนที่ภาษี
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารจัดการด้านการวางแผนการใช้ที่ดิน และการจัดการที่ดินรกร้าง
ว่างเปล่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่านโยบายของรัฐบาลมีสาระเกี่ยวกับความต้องการ
พฒั นาระบบฐานข้อมลู ที่ดินและระบบสารสนเทศของกรมที่ดิน เช่น การพัฒนาระบบสารสนเทศ เพือ่ เปน็
พื้นฐานของการพฒั นาประเทศ การสือ่ สารข้อมูลระหว่างส่วนราชการต่างๆ ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภมู ิภาค
และส่วนท้องถิน่ รวมตลอดถึงการพัฒนาระบบแผนที่ ซึ่งเป็นสาธารณปู โภคพื้นฐานอย่างหนึง่ ในการจัดทำ�
๑๐ ๐ ๑๑๔ ปี กรมที่ดิน
แผนที่ภาษีหรือการวางแผนการใช้ทรพั ยากรและจดั การเกี่ยวกบั ที่ดินเปน็ ต้น และคณะรฐั มนตรีได้มีมติ เมื่อ
วนั ที่ ๔ มีนาคม ๒๕๔๖ เห็นชอบเกี่ยวกับแนวทางการแปลงสินทรพั ย์เป็นทุนตามที่คณะกรรมการพฒั นาการ
เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ ซึ่งในส่วนของกรมทีด่ ินรบั ผิดชอบจดั ทำ�เอกสารแสดงสิทธิตามหลกั ฐาน
ใบจองและ ส.ค. ๑ ให้เปน็ โฉนดทีด่ ินให้แล้วเสรจ็ ภายในปี พ.ศ. ๒๕๔๖ การแปลงสินทรัพย์ทีด่ ินตามหลกั ฐาน
ใบจองและ ส.ค. ๑ ให้เปน็ ทนุ ได้ภายในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๗ รวมท้ังด�ำ เนินการจดั ตั้งศูนย์สารสนเทศ
ทีด่ ินเพื่อจัดทำ�และตรวจสอบเอกสารสิทธิตามนโยบายนี้ และเพื่อการบริหารจัดการระบบที่ดินในระยะยาว
โดยจัดให้มีฐานข้อมลู ที่ดินแห่งชาติที่ถกู ต้อง ครบถ้วน ทนั สมัย เป็นศูนย์กลางข้อมลู และการให้บริการ
ด้านภูมิสารสนเทศ (Land Parcel-Based Geo-Information) ซึ่งเน้นในเรื่องการใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ
(Geographic Informatiom System : GIS) มาเปน็ เครื่องมือในการบริหารและตดั สินใจในการบริหารราชการ
แผ่นดินของรัฐบาล นอกจากนี้ยังจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการนายกรัฐมนตรี (Prime Minister Operation Center :
PMOC) ขึ้นมาเพือ่ เป็นศนู ย์กลางในการรวบรวมข้อมลู และสารสนเทศเพือ่ การตัดสินใจในการบริหารราชการ
แผ่นดินของรัฐบาล และให้กระทรวง กรม และจังหวัดจัดต้ังศูนย์ปฏิบัติการของตนเองขึ้น (Ministry
Operation : MOC : Department Operation Center : DOC และ Provincial Operation Center : POC ตาม
ลำ�ดบั ) เพื่อสนบั สนนุ ข้อมูลให้แก่ PMOC อีกด้วย
ผลสัมฤทธิ์จากการดำ�เนินการตามนโยบายการแปลงสินทรัพย์เป็นทุน ในส่วนภารกิจของ
กรมที่ดินอ�ำ นวยประโยชน์ให้ประชาชนมีความม่นั คงในการถือครองที่ดิน ได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งทนุ มีแรง
จงู ใจในการสร้างผลผลิต มีเงินลงทนุ ในทีด่ ิน สามารถยกระดับคุณภาพชีวิตในครอบครัวให้ดีขึ้น และช่วย
สร้างเสริมความมั่นคงและมง่ั คงั่ ในทางเศรษฐกิจและสงั คมให้แก่ประเทศ
l ผลการเข้าถึงแหลง่ ทุน
ตั้งแต่วนั ที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๗ จนถึง วนั ที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๑ ธนาคาร และสถาบนั การ
เงินรวมถึง สหกรณ์ฯ และบุคคลทวั่ ไป ได้พิจารณารับเอาโฉนดที่ดิน ที่ออกตามนโยบายการแปลงสินทรัพย์
เปน็ ทนุ หรือ น.ส. ๓ ก. ซึง่ มีข้อก�ำ หนดหรือเงื่อนไขระยะเวลาห้ามโอนตามกฎหมาย เปน็ หลักประกนั ในการ
ให้สินเชื่อด้วยการรับจำ�นอง และเจ้าหน้าที่กรมที่ดินได้ดำ�เนินการจดทะเบียนจำ�นองภายในเจตนาและ
เงือ่ นไขแห่งความยินยอมร่วมกนั ระหว่างผู้ให้สินเชือ่ กับ ผู้ขอสินเชื่อและ/หรือ ผู้จ�ำ นองตามกฎหมายแล้ว
มีผลด�ำ เนินการ ดังนี้
- การเข้าถึงแหล่งทุน มีโฉนดที่ดิน หรือ น.ส. ๓ ก. ที่มีข้อกำ�หนดหรือเงื่อนไขระยะเวลา
ห้ามโอนตามกฎหมายของประชาชน เข้าถึงแหล่งเงินทนุ แล้ว จำ�นวน ๒๓,๔๖๓ ราย รวมวงเงินสินเชื่อ
๕,๑๒๐,๕๘๑,๗๘๒.๕๐ บาท
l โครงการเรง่ รัดการออกโฉนดที่ดินใหค้ รอบคลมุ ท่ัวประเทศ (พ.ศ. ๒๕๕๒ – ๒๕๕๗)
เป็นการดำ�เนินการโดยจัดทำ�แผนปฏิบัติการเพื่อเดินสำ�รวจออกโฉนดที่ดินให้แก่ราษฎร
เป็นแผนดำ�เนินการต่อเนื่องจากโครงการเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินให้ครอบคลุมทั่วประเทศ (นโยบายการ
แปลงสินทรัพย์เป็นทนุ )
l โครงการพฒั นามาตรฐานแผนทีร่ ูปแปลงโฉนดที่ดินและเรง่ รัดการออกโฉนดที่ดินใหค้ รอบคลุม
ทวั่ ประเทศ ด้วยเทคโนโลยีการรังวดั ระบบดาวเทียม RTK ใหแ้ ล้วเสรจ็ ภายใน ๑๐ ปี
(พ.ศ. ๒๕๕๘ – ๒๕๖๗)
ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๘ กรมที่ดินได้จัดทำ�แผนปฏิบัติการโครงการพัฒนามาตรฐาน
แผนที่รูปแปลงโฉนดที่ดินและเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินให้ครอบคลุมท่ัวประเทศ ด้วยเทคโนโลยีการรังวัด