The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สำนักมาตรฐานการออกหนังสือสำคัญ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารกรมที่ดิน 114 ปี (ปี 2558)

สำนักมาตรฐานการออกหนังสือสำคัญ

Keywords: ด้านบริหารงานที่ดิน

๑๑๔ ปี กรมทด่ี นิ ๒๐๑

กรณีการครอบครองและทำ�ประโยชน์ต่อเนื่องตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวล
กฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๕ และ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๒๗ ตรี มาตรา ๕๘ ทวิ
มาตรา ๕๙ และมาตรา ๕๙ ทวิ วรรคสอง
การครอบครองต่อเนื่องโดยไม่มีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เปน็ กรณีทีม่ ี
การครอบครองและทำ�ประโยชน์ในทีด่ ินมาก่อนวนั ที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บงั คบั (ก่อนวนั ที่ ๑ ธนั วาคม
๒๔๙๗) โดยไม่มีหนังสือสำ�คญั แสดงกรรมสิทธิใ์ นที่ดิน และมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา ๕ แห่ง
พระราชบญั ญตั ใิ หใ้ ชป้ ระมวลกฎหมายทด่ี นิ พ.ศ. ๒๔๙๗ เมอ่ื มผี คู้ รอบครองและท�ำ ประโยชนใ์ นทด่ี นิ ตอ่ เนอ่ื ง
มาจากผู้ที่ได้ครอบครองคนแรกดงั กล่าว ไม่ว่าจะเป็นการครอบครองต่อเนือ่ งถัดมาในล�ำ ดบั ทีเ่ ท่าใดกต็ าม
การครอบครองและทำ�ประโยชน์ของผู้ครอบครองคนปัจจุบันจะนับระยะเวลาต่อเนื่องมาจากผู้ครอบครอง
คนแรก  โดยถือว่าเป็นผู้ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ
ดงั นน้ั ราษฎรคนใหมท่ ซ่ี อ้ื หรอื รบั ใหท้ ด่ี นิ แปลงทไ่ี ดม้ กี ารครอบครอง จงึ ถอื วา่ เปน็ ผคู้ รอบครองและท�ำ ประโยชน์
มาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคบั เช่นกนั ทั้งนี้ ตามมาตรา ๒๗ ตรี วรรคสอง  และมาตรา
๕๙  ทวิ  วรรคสอง  แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน  การครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินภายหลังวันที่
ประมวลกฎหมายทีด่ ินใช้บงั คับ (หลงั วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๙๗) ประมวลกฎหมายทีด่ ินมิได้บญั ญตั ิถึงกรณี
การครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องไว้ ดังนั้น จึงไม่ถือว่าผู้ที่ครอบครองที่ดินคนปัจจุบันเป็น
ผคู้ รอบครองตอ่ เนอ่ื งทจ่ี ะนบั ระยะเวลาการครอบครองตอ่ จากผคู้ รอบครองคนกอ่ นได้ ทง้ั น้ี ไมว่ า่ ผคู้ รอบครอง
ที่ดินคนปจั จุบนั ดงั กล่าวได้ที่ดินมาอย่างไร
(ตอบข้อหารือจังหวัดชลบุรี หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๕๑๖.๒/๒๐๖๖๖ ลงวันที่ ๗ กรกฎาคม
๒๕๔๘ แจ้งกองกิจการพิเศษ ฐานทพั เรือสัตหีบ ทราบ)
กรณีการออกโฉนดที่ดินตามหลกั ฐาน น.ส.๓ ก. สว่ นที่เหลือ
บ. ได้ขอออกโฉนดทีด่ ินตามหลกั ฐาน น.ส.๓ ก. โดยการน�ำ เดินส�ำ รวจออกโฉนดที่ดินแล้ว
ยังมีเนื้อที่ที่ดินเหลืออยู่อีก  สามารถขอออกโฉนดที่ดินส่วนที่เหลือได้  เนื่องจากการออกโฉนดที่ดินตาม
มาตรา ๕๘ ทวิ และมาตรา ๕๙ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินที่จะเป็นเหตุให้หนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน
เป็นอนั ยกเลิกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๕๙ เบญจ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ินนั้น หมายถึง การออก
โฉนดที่ดินตามหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเดิมเต็มท้ังแปลงตามนัยความเห็นของคณะกรรมการพิจารณา
ปญั หาขอ้ กฎหมายของกรมทด่ี นิ ครง้ั ท่ี ๑๒/๒๕๓๕ ลงวนั ท่ี ๑๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๓๕ หากขอ้ เทจ็ จรงิ ปรากฏวา่
ผู้ขอได้น�ำ เดินสำ�รวจออกโฉนดทีด่ ินตามมาตรา ๕๘ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน ตามหลักฐาน น.ส. ๓ ก.
เต็มทั้งแปลง น.ส. ๓ ก. ดงั กล่าวกเ็ ปน็ อันยกเลิกตามมาตรา ๕๙ เบญจ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน การที่
พนักงานเจ้าหน้าทีไ่ ด้หมายเหตุใน น.ส. ๓ ก. ตามระเบียบและวิธีการนั้น ถกู ต้องแล้ว แต่หากข้อเท็จจริงจาก
การตรวจสอบหลักฐานและสภาพทีด่ ินแล้วปรากฏว่า ได้มีการออกโฉนดที่ดินไปเพียงบางส่วนและเชื่อได้ว่า
ทด่ี นิ แปลงทผ่ี ขู้ อน�ำ มาขอออกโฉนดทด่ี นิ เปน็ ทด่ี นิ ตามหลกั ฐาน น.ส.๓ ก. แปลงดงั กลา่ วในสว่ นทเ่ี หลอื อยจู่ รงิ
พนักงานเจ้าหน้าทีย่ ่อมพิจารณาดำ�เนินการออกโฉนดทีด่ ินให้กับผู้ขอได้ ซึ่งเรือ่ งท�ำ นองนี้ กรมทีด่ ินได้เคยมี
หนังสือ ที่ มท ๐๖๑๙/๐๔๖๖๒ ลงวนั ที่ ๒๒ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๓๖ ตอบข้อหารือจังหวัดอุบลราชธานีเปน็
แนวทางปฏิบัติแล้ว
(ตอบข้อหารือจงั หวดั สโุ ขทัย หนังสือกรมทีด่ ิน ด่วนที่สดุ ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๑๖๖๗๓ ลงวนั ที่
๑๖ มิถุนายน ๒๕๕๔ เรือ่ งหารือแนวทางปฏิบตั ิ)

๒๐ ๒ ๑๑๔ ปี กรมทีด่ ิน

กรณีการออกโฉนดที่ดินตามใบไตส่ วนเฉพาะสว่ นเพียงบางสว่ น
ณ และ บ นำ�ใบไต่สวนซึง่ มีชือ่ ม และ ฟ เป็นเจ้าของที่ดินเป็นหลกั ฐานในการออกโฉนดที่ดิน
เฉพาะส่วนเพียงบางส่วนของ ม โดยไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) และขอแบ่งกรรมสิทธิ์รวม
ในคราวเดียวกัน ผู้ขอนำ�รังวัดตามขอบเขตที่ครอบครองทำ�ประโยชน์ ไม่ได้นำ�รังวัดรอบแปลง ผู้ขอเป็น
ผู้ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องเฉพาะส่วนเพียงบางส่วนของ  ม  ตามหลักฐานใบไต่สวน
ดังกล่าวซึ่งออกเมือ่ วนั ที่ ๑๗ กุมภาพนั ธ์ ๒๔๕๘ ก่อนวันที่พระราชบญั ญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ ๖)
พุทธศักราช ๒๔๗๙ ใช้บงั คบั โดยไม่แจ้งการครอบครองทีด่ ินตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญตั ิให้ใช้
ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ (ส.ค.๑) จึงชอบทีจ่ ะออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวล
กฎหมายที่ดิน  ทั้งนี้ตามความเห็นของกรมที่ดินในที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาปัญหาข้อกฎหมายของ
กรมทีด่ ิน เรื่องเสรจ็ ที่ ๑๗/๒๕๓๙ ส่วนการรังวัดทีด่ ินดังกล่าวและแบ่งกรรมสิทธิ์รวมในคราวเดียวกนั น้ัน
ให้จังหวัดดำ�เนินการรังวัดเฉพาะส่วนที่ผู้ขอครอบครองโดยไม่ต้องรังวัดรอบแปลง  และไม่ต้องทำ�การแก้ไข
เขตและจำ�นวนเนื้อที่ดินเดิม  โดยให้อนุโลมปฏิบัติตามระเบียบกรมที่ดิน  ว่าด้วยการจดทะเบียนสิทธิและ
นิติกรรมเกี่ยวกบั ทีด่ ินซึ่งได้มาโดยการครอบครอง พ.ศ. ๒๕๕๑ ข้อ ๑๔ ส�ำ หรบั ใบไต่สวนเดิมให้หมายเหตุ
การดำ�เนินการให้ปรากฏไว้เปน็ หลกั ฐานด้วย
(ตอบข้อหารือจงั หวดั สระบรุ ี หนังสือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๒๕๑๔ ลงวนั ที่ ๒๖ มกราคม
๒๕๕๕)
กรณีขอออกโฉนดที่ดินตามหลกั ฐาน น.ส. ๓ ก. ในเขตนิคมสรา้ งตนเอง ซึง่ เป็นการ
เดินสำ�รวจออก น.ส. ๓ ก. โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
หนงั สือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ได้ออกโดยวิธีการเดินส�ำ รวจออกหนงั สือรับรอง
การทำ�ประโยชน์  (น.ส. ๓  ก.)  ในเขตนิคมสร้างตนเอง  โดยไม่มีหลักฐานในที่ดิน  จึงเป็นการเดินสำ�รวจ
ออกหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนือ่ งจากการออกโฉนดที่ดินหรือ
หนังสือรับรองการท�ำ ประโยชน์ในเขตนิคมฯ จะดำ�เนินการได้เมือ่ ผู้ขอได้ครอบครองและท�ำ ประโยชน์ในที่ดิน
มาก่อนมีพระราชกฤษฎีกาหวงห้ามที่ดินและมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน  (ส.ค. ๑)  เท่านั้น
เพราะผลของการไม่แจ้งการครอบครองตามมาตรา  ๕  แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน
พ.ศ. ๒๔๙๗  ถือได้ว่าบุคคลเหล่านี้สละสิทธิครอบครองที่ดิน  รัฐมีอำ�นาจจัดที่ดินดังกล่าวตามบทแห่ง
ประมวลกฎหมายทีด่ ินได้ และการสงวนหวงห้ามที่ดินเพื่อจัดต้ังนิคมสร้างตนเองทำ�ให้ทีด่ ินดังกล่าวต้องห้าม
มิให้ออกหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ตามข้อ ๘ (๒) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๙๗)
ออกตามความในพระราชบญั ญตั ใิ หใ้ ชป้ ระมวลกฎหมายทด่ี นิ พ.ศ.๒๔๙๗ ประกอบกบั กฎกระทรวง ฉบบั ท่ี ๒
(พ.ศ.๒๔๙๗) ข้อ ๓ ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายทีด่ ิน พ.ศ.๒๔๙๗ (เทียบเคียง
ความเหน็ ของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสรจ็ ที่ ๖๘๑/๒๕๓๕ เรื่อง การออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือ
รบั รองการทำ�ประโยชน์ตามมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินในเขตป่าไม้) ประกอบกบั หนงั สือ
กระทรวงมหาดไทย ที่ มท ๐๖๐๙/๕๙๖๓ ลงวนั ที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๑๙ เรื่อง การออกหนังสือรับรองการท�ำ
ประโยชน์ (น.ส.๓) ในเขตจัดนิคมสหกรณ์ ได้ห้ามทำ�การเดินส�ำ รวจออกหนังสือรบั รองการทำ�ประโยชน์โดย
ใช้ระวางรูปถ่ายทางอากาศ  ในเขตพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งนิคมสหกรณ์หรือนิคมสร้างตนเองโดยเด็ดขาด
เว้นแต่นิคมฯ  จะขอร้องให้เข้าไปดำ�เนินการ  จึงต้องดำ�เนินการเพิกถอนหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์
(น.ส.๓ ก.) ดงั กล่าวตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
สำ�หรับแนวทางที่ผู้ขอจะสามารถออกโฉนดที่ดินได้  จะต้องเข้าเป็นสมาชิกนิคมสร้างตนเอง
และได้รับหนังสือแสดงการท�ำ ประโยชน์ (น.ค.๓) แล้วจึงจะน�ำ ไปยืน่ ค�ำ ขอออกโฉนดทีด่ ินหรือหนงั สือรับรอง

๑๑๔ ปี กรมทีด่ ิน ๒๐๓

การทำ�ประโยชน์ตามประมวลกฎหมายทีด่ ิน ท้ังนี้ตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบญั ญตั ิจัดทีด่ ินเพื่อการ
ครองชีพ พ.ศ.๒๕๑๑ ประกอบกบั หนังสือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๖๐๙/๒/ว ๒๕๕๐๗ ลงวนั ที่ ๒๒ ตลุ าคม ๒๕๒๕
เรือ่ ง การออกหนังสือแสดงสิทธิในทีด่ ิน
(ตอบข้อหารือจังหวดั ประจวบคีรีขันธ์ หนงั สือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๗๕๕๙ ลงวันที่ ๙
มีนาคม ๒๕๕๕)
กรณีการขอออกโฉนดทีด่ ินตามมาตรา ๕๘ ทวิและมาตรา ๕๙ แห่งประมวลกฎหมาย
ทีด่ ิน โดยหลกั ฐานเดิมสญู หาย
ผู้ยื่นคำ�ขอออกโฉนดที่ดินไม่นำ�หลักฐานหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์มาเนื่องจากสูญหาย
ไมต่ อ้ งออกใบแทนหนงั สอื รบั รองการท�ำ ประโยชน์ เนอ่ื งจากตามมาตรา ๕๙ เบญจ แหง่ ประมวลกฎหมายทด่ี นิ
บัญญตั ิว่า “การออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๘ ทวิ และมาตรา ๕๙ ให้ถือว่าหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเดิม
เปน็ อันยกเลิก และให้ส่งหนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ินที่ยกเลิกแล้วน้ันคืนแก่เจ้าพนักงานที่ดิน เว้นแต่กรณี
สูญหาย” และกรมทีด่ ินได้วางแนวทางปฏิบตั ิตามนัยมาตรา ๕๙ เบญจ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน ไว้ตาม
หนงั สือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๗๑๒/ว ๑๗๕๑๑ ลงวนั ที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๒๙ เรือ่ ง การแจกโฉนดทีด่ ินกรณี
หนังสือแสดงสิทธิในที่ดินสญู หาย ข้อ ๒. “กรณีผู้มีชื่อตามหนังสือแสดงสิทธิในทีด่ ินไม่สามารถส่งหนงั สือ
แสดงสิทธิในที่ดินเดิมคืนแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ ไม่ว่ากรณีใดๆ เช่น กรณีสูญหาย ก่อนออกโฉนดที่ดิน
ให้จังหวัดแจ้งอำ�เภอหรือกิ่งอำ�เภอส่งสำ�เนาหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินดังกล่าวมาประกอบการพิจารณา
และให้เจ้าพนักงานทีด่ ินบนั ทึกถ้อยคำ�บคุ คลทีเ่ กี่ยวข้องไว้เปน็ หลักฐาน แล้วด�ำ เนินการแจกโฉนดทีด่ ินไปได้
โดยอนุโลมตามหนงั สือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๐๙/ว ๔๒๐๑๔ ลงวนั ที่ ๑๖ ธนั วาคม ๒๕๑๙ เรื่อง การทำ�โฉนด
ทีด่ ินใหม่ในกรณีสอบเขตทีด่ ินท้ังตำ�บล” ซึง่ เป็นแนวทางปฏิบัติที่ชดั เจนและไม่ขัดแย้งกับกฎกระทรวง ฉบับที่
๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบญั ญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๑๖
ประกอบกบั ข้อ ๗(๒) ที่กำ�หนดให้ในการยื่นคำ�ขอออกโฉนดที่ดินให้ผู้ขอแนบหลกั ฐานหนังสือรับรองการท�ำ
ประโยชน์ประกอบการพิจารณาด้วย เพราะกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ฯ ข้อ ๑๖ ประกอบกบั
ข้อ ๗ (๒) เป็นกรณีทีผ่ ู้ขอมีหนงั สือรบั รองการทำ�ประโยชน์ฉบับผู้ถือ แต่ถ้าหนงั สือรับรองการทำ�ประโยชน์
ฉบับผู้ถือสญู หาย มาตรา ๕๙ เบญจ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้ว่า กรณีดงั กล่าว
ไม่ต้องส่งหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ฉบับผู้ถือคืนแก่เจ้าพนักงานที่ดิน  ดังนั้น  จึงไม่ต้องออกใบแทน
หนังสือรบั รองการทำ�ประโยชน์ก่อนออกโฉนดที่ดิน
(ตอบข้อหารือจงั หวัดพัทลุง หนงั สือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๒๓๓๘๔ ลงวนั ที่ ๑๙ สิงหาคม
๒๕๕๔ เรื่อง ขอหารือแนวทางปฏิบตั ิในกรณีขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายตามมาตรา ๕๙ แต่หลักฐานเดิม
สูญหาย)
กรณีองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิ่นขอออกโฉนดที่ดิน
ที่ดินที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ครอบครองและทำ�ประโยชน์อยู่เป็นที่ดินที่ไม่มีหลักฐาน
ส�ำ หรบั ที่ดิน ที่ดินดงั กล่าวนี้สามารถขอออกโฉนดทีด่ ินได้โดยวิธีและหลกั เกณฑ์ดงั ต่อไปนี้
๑. เป็นที่ดินที่ได้ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดิน
ใช้บังคบั (ก่อนวนั ที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๙๗) สามารถขอออกโฉนดทีด่ ินได้ ๒ วิธี คือ ขอออกโฉนดที่ดินเปน็ การ
เฉพาะราย และโดยการเดินส�ำ รวจ
๒. เป็นที่ดินที่ได้ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดิน
ใช้บังคบั (หลงั วันที่ ๑ ธนั วาคม ๒๔๙๗) สามารถออกโฉนดทีด่ ินได้โดยการเดินส�ำ รวจออกโฉนดที่ดินเท่านั้น
แต่โฉนดที่ดินที่ออกในกรณีนี้ต้องอยู่ในบังคับห้ามโอน  ๑๐  ปี  นับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดิน  เว้นแต่

๒๐ ๔ ๑๑๔ ปี กรมที่ดิน

เปน็ การตกทอดทางมรดก หรือโอนให้แก่ทบวงการเมือง องค์การของรฐั บาลตามกฎหมายว่าด้วยการจดั ต้ัง
องค์การของรฐั บาล รฐั วิสาหกิจที่จดั ต้ังขึ้นโดยพระราชบญั ญตั ิ หรือโอนให้แก่สหกรณ์เพือ่ ช�ำ ระหนี้โดยได้รับ
อนุมตั ิจากนายทะเบียนสหกรณ์
สำ�หรับกรณีตามข้อ ๑. และข้อ ๒. จะออกโฉนดทีด่ ินได้ไม่เกิน ๕๐ ไร่ ถ้าเกิน ๕๐ ไร่ จะต้อง
ได้รับอนมุ ตั ิจากผู้ว่าราชการจังหวัด
อนึ่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ เป็นทบวงการเมือง (มีฐานะเปน็ นิติบคุ คล ตามมาตรา ๗
แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้บทบัญญัติบรรพ ๑ แห่ง ป.พ.พ. ทีไ่ ด้ตรวจช�ำ ระใหม่ พ.ศ.๒๕๓๕) จึงเปน็ บุคคล
ตามที่กฎหมายกำ�หนดให้สามารถออกโฉนดที่ดินได้ในนามตนเองได้  โดยต้องใช้หลักฐานแสดงการเป็น
นิติบุคคลโดยถูกต้องตามกฎหมาย
(ตอบข้อหารือจังหวัดสกลนคร  บันทึกสำ�นักมาตรฐานการออกหนังสือสำ�คัญ  ที่  มท
๐๕๑๖.๒/๕๑๘ ลงวนั ที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๙)
หนังสือกรมที่ดิน ด่วนมาก ที่ มท ๐๖๒๕/๓๐๑๕๗ ลงวนั ที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๓๕ เรื่อง
องค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทราออกโฉนดทีด่ ิน ตอบขอ้ หารือจงั หวัดฉะเชิงเทรา (เวียนตาม
หนังสือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๖๒๕/ว ๓๐๑๕๘ ล.ว. ๑๑ ส.ค. ๓๕
การที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดนำ�ที่ดินรกร้างว่างเปล่าที่คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ
มีมติให้น�ำ มาจัดหาผลประโยชน์ตามาตรา ๑๐ หรือมาตรา ๑๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และรฐั มนตรี
ไดม้ อบหมายใหอ้ งคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั น�ำ ทด่ี นิ ดงั กลา่ วไปจดั หาผลประโยชนโ์ ดยการใหเ้ ชา่ ซอ้ื เพอ่ื หารายได้
บ�ำ รงุ ท้องถิ่น ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ ๒๗ ธนั วาคม ๒๕๓๔ มานำ�เดินส�ำ รวจขอออก
โฉนดที่ดินนั้น  ไม่สามารถกระทำ�ได้เพราะในกรณีนี้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมิได้เป็นบุคคลตาม
ม. ๕๘  ทวิ  แห่งประมวลกฎหมายท่ีดิน  แต่สามารถดำ�เนินการขอออกโฉนดท่ีดินเป็นการเฉพาะรายตาม
ม. ๕๙ วรรคหนง่ึ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินได้
(องค์การบริหารส่วนจงั หวัดครอบครองที่ดินภายหลงั ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บงั คับ จึงมิได้
เป็นบุคคลตามมาตรา  ๕๘  ทวิ  (๑)  (๒)  และการครอบครองขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นการ
ครอบครองโดยมีสิทธิครอบครองตามทีร่ ฐั มนตรีมอบหมายให้ จึงมิได้เปน็ บุคคลตามมาตรา ๕๘ ทวิ (๓)
แต่เปน็ บุคคลผู้มีสิทธิครอบครองตามมาตรา ๕๙ จึงสามารถขอออกโฉนดเปน็ การเฉพาะรายได้)
กรณีขอออกโฉนดทีด่ ินเฉพาะรายโดยมีหลกั ฐานตราจอง
ทีด่ ินที่ นาง ช. ขอรังวดั ออกโฉนดทีด่ ินเฉพาะราย (ตกค้าง) ซึ่งมีหลักฐานใบไต่สวนที่ออกให้
กอ่ นวนั ทป่ี ระมวลกฎหมายทด่ี นิ ใชบ้ งั คบั (ออกเมอ่ื วนั ท่ี ๒๗ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๒๗) (พ.ศ. ๒๔๕๑) โดยระบวุ า่
มีหนงั สือสำ�คญั เดิมคือ ตราจอง (ช�ำ รดุ ใช้ไม่ได้) หากข้อเท็จจริงฟังเป็นที่ยตุ ิว่า เดิมทีด่ ินดงั กล่าวมีหลักฐาน
เป็นตราจองที่ดินชว่ั คราว ตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบญั ญัติออกตราจองทีด่ ินชว่ั คราว รัตนโกสินทร์ศก
๑๒๑  ซึ่งได้มีการเปลี่ยนชื่อเรียกตราจองที่ดินชั่วคราวว่าโฉนดตราจอง  ตามประกาศเปลี่ยนนามพระราช
บญั ญัติออกตราจองที่ดินชวั่ คราวเป็นพระราชบญั ญตั ิออกโฉนดตราจอง ประกาศ ณ วัน ๓๑ มีนาคม
รัตนโกสินทร์ศก ๑๒๔ ย่อมแสดงว่าทีด่ ินดงั กล่าวเดิมเปน็ ทีด่ ินทีม่ ีตราจองแล้ว จึงเปน็ ทีด่ ินมีกรรมสิทธิ์
เนือ่ งจากมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญตั ิออกตราจองทีด่ ินช่วั คราว รตั นโกสินทร์ศก ๑๒๑ ให้ถือว่า ผู้นั้นมี
กรรมสิทธิ์ในที่ดินตามตราจองโดยชอบด้วยกฎหมายจนกว่าจะได้ออกโฉนดเปลีย่ นให้ใหม่ ฉะนั้น ตราจอง
ชว่ั คราวก็คือโฉนดตราจองตามพระราชบญั ญตั ิออกโฉนดตราจองฯ จึงเปน็ โฉนดที่ดิน ซึง่ เป็นหนงั สือแสดง
กรรมสิทธิ์ในทีด่ ินตามคำ�นิยามในมาตรา ๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน การขอออกโฉนดทีด่ ินรายนี้จึงไม่

๑๑๔ ปี กรมทดี่ นิ ๒๐๕

ถือเป็นการออกหนังสือสำ�คัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินใหม่  แต่เป็นการเปลี่ยนโฉนดตราจองเป็นโฉนดที่ดิน
อันเป็นการสอบเขตโฉนดทีด่ ินเฉพาะรายตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
(ตอบข้อหารือจังหวัดนครปฐม หนังสือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๕๑๖.๒/๑๘๕๒๘ ลงวนั ที่ ๑๔
กรกฎาคม ๒๕๕๑)
กรณีขอดำ�เนินการเปลี่ยนเอกสารที่ดินจาก ภบท.๕ เป็นเอกสารสิทธิ
ที่ดินที่มี  ภบท. ๕  เป็นเอกสารแบบแสดงรายการที่ดินเพื่อชำ�ระภาษีบำ�รุงท้องที่ประจำ�ปี
เอกสารดงั กล่าวไม่ได้เป็นเอกสารแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายทีด่ ิน แต่ทีด่ ินทีม่ ีเอกสารดังกล่าว
สามารถขอออกหนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ (น.ส. ๓, น.ส. ๓ ก. , น.ส. ๓ ข.) หรือโฉนดทีด่ ิน หากทีด่ ิน
แปลงน้ันอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออกเอกสารสิทธิดังกล่าวได้  สำ�หรับกรณีที่เป็นที่ดินที่เจ้าของที่ดินเดิม
ได้ครอบครองท�ำ ประโยชน์มาก่อนวันทีป่ ระมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคบั (วนั ที่ ๑ ธนั วาคม ๒๔๙๗) สามารถ
ขอออกหนังสือรบั รองการทำ�ประโยชน์หรือโฉนดที่ดินได้ ๒ วิธี คือ โดยการเดินส�ำ รวจตามมาตรา ๕๘ ทวิ
วรรคสอง (๒) หรือขอออกเป็นการเฉพาะรายตามมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แต่หากเป็น
กรณีทีด่ ินทีเ่ จ้าของทดี่ ินเดิมได้ครอบครองท�ำ ประโยชน์มาภายหลงั วนั ทปี่ ระมวลกฎหมายทีด่ ินใช้บงั คบั (วนั ที่
๑ ธันวาคม ๒๔๙๗) จะสามารถขอออกหนงั สือรับรองการท�ำ ประโยชน์หรือโฉนดทีด่ ินได้เพียงวิธีเดียว คือ
โดยการเดินสำ�รวจตามมาตรา ๕๘ ทวิ วรรคสอง (๓) แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน และเมือ่ ออกหนงั สือ
รบั รองการท�ำ ประโยชน์หรือโฉนดที่ดินตามนัยมาตรา ๕๘ ทวิ วรรคสอง (๓) แล้ว หนงั สือแสดงสิทธิในที่ดิน
ดังกล่าวจะถูกก�ำ หนดห้ามโอนสิบปี เว้นแต่เป็นการตกทอดทางมรดกหรือโอนให้แก่ทบวงการเมือง องค์การ
ของรฐั บาลตามกฎหมายว่าด้วยการจดั ต้ังองค์การของรัฐบาล รฐั วิสาหกิจทีจ่ ดั ต้ังโดยพระราชบญั ญัติหรือ
โอนให้แก่สหกรณ์เพื่อช�ำ ระหนี้โดยได้รบั อนมุ ตั ิจากนายทะเบียนสหกรณ์ ตามมาตรา ๕๘ ทวิ วรรคห้า
ทั้งนี้ ทีด่ ินทีอ่ อกโดยวิธีการเดินส�ำ รวจตามมาตรา ๕๘ ทวิ วรรคสอง (๒) และ (๓) และ
เป็นการเฉพาะรายตามมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ินดังกล่าวข้างต้น จะออกโฉนดที่ดินหรือ
หนังสือรับรองการท�ำ ประโยชน์ได้ไม่เกิน ๕๐ ไร่ ถ้าขอออกเกิน ๕๐ ไร่ จะต้องได้รับอนมุ ตั ิจากผู้ว่าราชการ
จังหวดั ตามระเบียบคณะกรรมการจัดทีด่ ินแห่งชาติฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๓๒) กำ�หนด
(จงั หวดั ชัยภมู ิหารือ หนงั สือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๕๑๖.๒/๒๒๗๗๒ ลงวนั ที่ ๒๐ สิงหาคม
๒๕๔๖ แจ้งผลการพิจารณาให้ผู้ร้องทราบ)
กรณีการออก น.ส. ๓ ก. ตาม ส.ค. ๑ ซึ่งแจ้งจดภูเขา
น.ส.๓ ก. เปน็ การออกเฉพาะรายตามมาตรา ๕๙ แหง่ ประมวลกฎหมายทด่ี นิ โดยอาศยั ส.ค.๑
มีระยะข้างเคียงแตกต่างไปจากหลกั ฐาน ส.ค.๑ ซึง่ มีข้างเคียงด้านทิศตะวันตก จดเขา เป็นการออกโดยชอบ
ด้วยกฎหมายแล้ว เนือ่ งจากระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบบั ที่ ๑๒ (พ.ศ.๒๕๓๒) ข้อ ๑๐
ได้ก�ำ หนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการออกโฉนดทีด่ ินและหนงั สือรับรองการท�ำ ประโยชน์ตามมาตรา ๕๙ ตรี
แห่งประมวลกฎหมายที่ดินว่า ในกรณีทีท่ ี่ดินนั้นมีด้านหนึ่งด้านใดหรือหลายด้านจดป่าหรือทีร่ กร้างว่างเปล่า
และระยะทีว่ ัดได้เกินกว่าระยะทีป่ รากฏในหลักฐานการแจ้งการครอบครอง ให้ถือระยะที่ปรากฏในหลักฐาน
การแจ้งการครอบครองเปน็ หลกั ในการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ ดังน้ัน การออก
หนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ิน โดยอาศยั หลกั ฐาน ส.ค.๑ ทีม่ ีด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้านจดที่ภเู ขา มิได้ระบวุ ่า
จดทป่ี า่ หรือทรี่ กร้างว่างเปล่า จงึ ไม่ตอ้ งถือเอาระยะทป่ี รากฏในหลกั ฐาน ส.ค.๑ เปน็ หลกั การออก น.ส.๓ ก.
ดังกล่าว เปน็ ไปโดยชอบแล้ว
(ตอบข้อหารือจงั หวัดนครศรีธรรมราช บันทึก สนส. ที่ มท ๐๕๑๖.๒(๔)/๑๓๕ ลงวันที่ ๒๒
มกราคม ๒๕๕๓)

๒๐ ๖ ๑๑๔ ปี กรมที่ดนิ

หนังสือกรมที่ดิน  ที่  มท  ๐๗๑๒/ว  ๒๕๔๗๘  ลงวันที่  ๒๒  กันยายน  ๒๕๔๑
เรือ่ ง การออกโฉนดทีด่ ินโดยอาศยั หลักฐานหนังสือรบั รองการทำ�ประโยชน์
มาตรา ๕๙ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และระเบียบของคณะกรรมการจัดทีด่ ินแห่งชาติ
ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๓๒) จะใช้ในกรณีผู้ขอน�ำ หลกั ฐานการแจ้งการครอบครอง (ส.ค.๑) มาขอออกหนงั สือ
รับรองการทำ�ประโยชน์หรือโฉนดที่ดินเท่านั้น  ไม่ใช้บังคับแก่กรณีนำ�หนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์มาขอ
ออกโฉนดที่ดินแต่อย่างใด ส่วนการทีก่ รมที่ดินได้เคยวางแนวทางปฏิบัติให้ใช้มาตรา ๕๙ ตรี แห่งประมวล
กฎหมายทีด่ ิน และระเบียบของคณะกรรมการจดั ที่ดินแห่งชาติดงั กล่าวบงั คับใช้โดยอนโุ ลมในการพิจารณา
เรื่องการออกโฉนดทีด่ ิน ซึ่งมีเนื้อที่แตกต่างไปจากหนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ด้วยน้ัน ก็เปน็ เพียงการ
กำ�หนดวิธีการพิจารณาเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดิน  โดยอาศัยหลักฐานหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ถือปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกันเท่านั้น  แต่ปัจจุบันปรากฏว่ามีราษฎรจำ�นวนมาก
ที่ต้องเสียสิทธิจากการอนุโลมใช้บังคับกฎหมายและระเบียบดังกล่าว  ทั้งที่กฎหมายและระเบียบเองมิได้
เปดิ ชอ่ งหรอื มขี อ้ ความแสดงวา่ ใหด้ �ำ เนนิ การเชน่ นน้ั ไดแ้ ตอ่ ยา่ งใด ซง่ึ เกย่ี วกบั เรอ่ื งนก้ี รมทด่ี นิ กเ็ คยวางแนวทาง
ใหพ้ นกั งานเจา้ หนา้ ทถ่ี อื ปฏบิ ตั ติ ามหนงั สอื กรมทด่ี นิ ท่ี มท ๐๖๐๙/ว ๙๙๗๒ ลงวนั ท่ี ๑ มถิ นุ ายน ๒๕๒๑ แลว้
ความว่า กรณีการออกโฉนดที่ดินทีม่ ีเนื้อที่แตกต่างกบั หลกั ฐานหนงั สือรบั รองการทำ�ประโยชน์ไม่ใช่เปน็ การ
แตกต่างกับหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามระเบียบของคณะกรรมการ
จัดที่ดินแห่งชาติฯ  ซึ่งในเมื่อเป็นเรื่องที่ผู้ขออาจจะต้องเสียสิทธิ  จึงจำ�เป็นต้องตีความโดยเคร่งครัดตาม
ตัวบทกฎหมาย ฉะนั้น จึงให้ยกเลิกหนังสือเวียนกรมที่ดิน ที่อนุโลมให้ใช้กฎหมายและระเบียบวิธีดังกล่าว
แก่กรณีการออกโฉนดที่ดินโดยอาศัยหลักฐานหนังสือรบั รองการทำ�ประโยชน์ต่อไป
สำ�หรับหลกั เกณฑ์และวิธีการที่จะใช้กับกรณีการออกโฉนดทีด่ ิน โดยอาศัยหลักฐานหนงั สือ
รบั รองการท�ำ ประโยชน์ หลงั จากยกเลิกหนงั สือเวียนกรมทีด่ ินดงั กล่าวแล้วนั้น ต้องเป็นไปตามมาตรา ๕๘
มาตรา ๕๙ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน และกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความใน
พระราชบัญญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ส่วนกรณี อาณาเขต ระยะของแนวเขต และ
เนื้อที่ในการรังวัดออกโฉนดที่ดินคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับหลักฐานหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์  ย่อมอยู่
ในดลุ ยพินิจของเจ้าพนกั งานที่ดิน ทีจ่ ะพิจารณาดำ�เนินการตามความเหมาะสมแก่กรณีต่อไป โดยขึ้นอยู่กับ
ข้อเทจ็ จริงและข้อมลู รายละเอียดต่างๆ ทีป่ รากฏในแต่ละเรื่อง
หนงั สือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑๙/ว ๒๑๕๔๐ ลงวันที่ ๓๐ มิถนุ ายน ๒๕๔๒ เรือ่ ง การออก
โฉนดโดยอาศยั หลักฐานหนังสือรับรองการท�ำ ประโยชน์
๑. การยกเลิกการอนุโลมให้ใช้มาตรา ๕๙ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และระเบียบของ
คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๓๒) แก่การออกโฉนดทีด่ ินโดยอาศัยหลกั ฐานหนงั สือ
รบั รองการท�ำ ประโยชนต์ ามนยั หนงั สอื กรมทด่ี นิ ท่ี มท ๐๗๑๙/ว ๒๕๔๗๘ ลงวนั ท่ี ๒๒ กนั ยายน ๒๕๔๑ นน้ั
ก็เนื่องมาจากได้ตรวจสอบพบว่า  มีราษฎรจำ�นวนมากที่ต้องเสียสิทธิจากการอนุโลมใช้กฎหมายและ
ระเบียบดังกล่าว เช่น กรณีทีด่ ินตามหนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์มีด้านหนึ่งด้านใดหรือหลายด้านจดทีป่ ่า
หรือที่รกร้างว่างเปล่า  เมื่อมาขอออกโฉนดที่ดิน  เจ้าพนักงานที่ดินจะต้องดำ�เนินการตามระเบียบของ
คณะกรรมการจัดทีด่ ินแห่งชาติฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๓๒) ข้อ ๑๐ ด้วย โดยจะต้องออกโฉนดที่ดินให้ราษฎร
ตามระยะเวลาทป่ี รากฏในหนงั สอื รบั รองการท�ำ ประโยชน์ ถงึ แมว้ า่ ระยะทค่ี รอบครองท�ำ ประโยชนแ์ ละรงั วดั ได้
จะเกินกว่าระยะที่ปรากฏในหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ก็ตาม  การอนุโลมให้ใช้กฎหมาย  ระเบียบ
ตามการด�ำ เนินการทีผ่ ่านมาจึงอาจเป็นการขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนญู

๑๑๔ ปี กรมทดี่ นิ ๒๐๗

๒. กรณีที่จังหวัดเห็นว่า  หากผลการรังวัดออกโฉนดที่ดินได้เนื้อที่มากกว่าหรือน้อยกว่า
หลกั ฐานหนงั สอื รบั รองการท�ำ ประโยชน์ จะตอ้ งมกี ารแกไ้ ขหนงั สอื รบั รองการท�ำ ประโยชนใ์ หถ้ กู ตอ้ งเสยี กอ่ น
ตามมาตรา ๖๑ และหรือมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยจะต้องให้เจ้าของที่ดินยื่นค�ำ ขอ
ตรวจสอบเนื้อที่ หรือสอบเขตที่ดินเป็นรายแปลงก่อนน้ัน ตามกฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗)ฯ ข้อ ๙
วรรคสอง (เดิมกฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๒๘ (พ.ศ. ๒๕๑๖) ข้อ ๖) ก�ำ หนดว่าฯ “ในการค�ำ นวณจ�ำ นวนเนื้อที่เพื่อ
ออกหนงั สือรับรองการท�ำ ประโยชน์ตามแบบ น.ส. ๓ ก. ให้ค�ำ นวณโดยวิธีคณิตศาสตร์ หรือโดยมาตราส่วน
ทั้งนี้ให้ถือว่า จำ�นวนเนื้อที่ทีค่ �ำ นวณได้เปน็ จ�ำ นวนเนื้อที่โดยประมาณ” ประกอบกับตาม ข้อ ๑๐ กำ�หนดให้
พิจารณาการครอบครองและท�ำ ประโยชน์ตามสมควรแก่สภาพในท้องถิ่น ตลอดจนสภาพของกิจการที่ได้ท�ำ
ประโยชน์ ย่อมเป็นอ�ำ นาจของเจ้าพนกั งานทีด่ ิน ทีจ่ ะพิจารณาดำ�เนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ขอได้ตาม
ความเหมาะสม  โดยไม่จำ�เป็นต้องแก้ไขเนื้อที่ในหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ให้เป็นไปตามที่รังวัดออก
โฉนดที่ดินตามมาตรา ๖๑ และหรือมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินแต่อย่างใด แต่ท้ังนี้ ต้องอยู่
ในหลกั เกณฑ์และเงือ่ นไขของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗)ฯ ด้วย เช่น ตาม ข้อ ๑๔ ที่ก�ำ หนดให้
ต้องเป็นที่ดินทีผ่ ู้มีสิทธิในที่ดินได้ครอบครองและทำ�ประโยชน์แล้ว และเป็นทีด่ ินที่สามารถออกโฉนดทีด่ ินได้
ตามกฎหมาย เป็นต้น กรณีตามหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑๙/ว ๒๒๕๔๗๘ ลงวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๔๑
จึงมิใช่ให้เจ้าพนกั งานที่ดินใช้ดุลยพินิจโดยมิได้อ้างอิงกฎหมายหรือระเบียบปฏิบัติแต่อย่างใด
๓. การออกโฉนดที่ดินกรณีมีเนื้อที่เกินจากหลักฐานหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์
เป็นจำ�นวนมาก กล่าวคือ ตั้งแต่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป นั้น กรมที่ดินได้วางแนวทางให้มีการตรวจสอบไว้แล้ว
ตามหนังสือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๗๑๙/ว ๑๒๐๓๔ ลงวันที่ ๙ เมษายน ๒๕๔๒ เรื่อง การออกโฉนดทีด่ ิน
หรือหนงั สือรบั รองการทำ�ประโยชน์ กรณีได้เนื้อทีเ่ กินจากหลักฐานที่ดินเดิม (เดิมหนงั สือกรมทีด่ ิน ที่ มท
๐๗๑๙/ว ๐๖๓๘ ลงวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๑) ซึง่ หากเจ้าพนักงานทีด่ ินได้พิจารณาดำ�เนินการกรณีดงั กล่าว
ไปโดยรอบคอบ เช่น สามารถระบุที่มาที่ไปของข้างเคียงที่เปลี่ยนไป (รวมทั้งการครอบครองต่อเนื่อง)
ตลอดจน ระบุที่มาที่ไปของระยะอาณาเขต  ที่แตกต่างจากหลักฐานหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ได้โดย
ชัดเจนแล้วก็สามารถดำ�เนินการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ขอไปตามที่รังวัดได้  แม้ว่าจะได้เนื้อที่มากกว่าตาม
หลักฐานหนงั สือรับรองการทำ�ประโยชน์เดิมไปเปน็ จำ�นวนเท่าใดก็ตาม
การรงั วดั ออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายตามมาตรา ๕๙ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน กรณี
ที่ดินบางส่วนอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ  จะต้องมีหนังสือแจ้งให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ไประวังชี้แนวเขต
และลงชือ่ รับรองเขตที่ดินหรือไม่ และระเบียบกรมที่ดิน วา่ ดว้ ยการเขียนขา้ งเคียงและการรับรอง
แนวเขตที่ดิน พ.ศ. ๒๕๕๔ จะใช้ในกรณีใดบา้ ง กรณี ส.ค. ๑ แจง้ ข้างเคียงด้านทิศเหนือ จดที่ดิน
เหมืองขนุ ธ. ทิศตะวันตกจดทีด่ ินของรฐั บาล เป็นที่รกรา้ งว่างเปล่า ตามระเบียบของคณะกรรมการ
จดั ที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๓๒)ฯ ข้อ ๑๐ หรือไม่
กรณีที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดิน มีแนวเขตติดต่อกบั เขตป่าไม้ในฐานะที่เป็นทีด่ ินข้างเคียงต้อง
แจ้งเจ้าหน้าที่ป่าไม้ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ดังกล่าวไประวังชี้แนวเขตและลงชื่อรับรองแนวเขตที่ดินโดยให้ถือ
ปฏิบัติตามบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมที่ดินและกรมป่าไม้  ว่าด้วยการตรวจพิสูจน์ที่ดินเพื่อออกโฉนดที่ดิน
หรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ซึ่งเกี่ยวกับเขตป่าไม้ พ.ศ. ๒๕๓๔ ข้อ ๖.๔ ซึ่งกำ�หนดให้กรมป่าไม้
มอบหมายเจ้าหน้าที่ออกไประวังชี้และรับรองแนวเขตที่ดิน  ส่วนกรณีที่ดินมีอาณาเขตคาบเกี่ยวหรืออยู่
ในเขตป่าไม้โดยมิได้มีข้างเคียงแจ้งจดเขตป่าไม้  กรณีนี้ไม่ถือว่าป่าไม้เป็นข้างเคียง  จึงต้องถือปฏิบัติตาม
กฎกระทรวง  ฉบับที่  ๔๓  (พ.ศ. ๒๕๓๗)  ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน
พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๑๐

๒๐ ๘ ๑๑๔ ปี กรมท่ดี ิน

ทีด่ ินตามหลกั ฐาน ส.ค.๑ ทิศเหนือแจ้งจดเหมืองขุน ธ. และทิศตะวนั ตกแจ้งจดที่ดินรัฐบาล
ที่ดินที่ระบุว่าเป็นเหมืองน้ันอาจเป็นที่ดินที่มีการครอบครองของบุคคลมาก่อนและมีเขตการครอบครอง
ที่แน่นอนในขณะที่มีการแจ้งการครอบครองทีด่ ิน ยังถือไม่ได้ว่าเปน็ ที่ดินรกร้างว่างเปล่า ส่วนทีด่ ินรฐั บาล
ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงว่าในขณะแจ้งการครอบครองว่าเป็นที่ดินประเภทใด  มีอาณาเขตตามธรรมชาติหรือ
มีหลักฐานการเป็นทีด่ ินของรฐั หรือไม่ อย่างไร หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า เปน็ ที่ดินประเภทอืน่ เช่น ที่สงวน
หวงห้าม ที่ดินในเขตทหาร ที่ดินสัมปทานของรฐั ซึง่ มีอาณาเขตทีแ่ น่นอน สามารถตรวจสอบได้ ก็ไม่ถือว่า
เป็นที่รกร้างว่างเปล่า  ในการรังวัดออกโฉนดที่ดินจึงไม่จำ�เป็นต้องถือระยะตามที่กำ�หนดไว้ในระเบียบของ
คณะกรรมการจัดทีด่ ินแห่งชาติ ฉบบั ที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๓๒) ว่าด้วยเงือ่ นไขการออกโฉนดทีด่ ินหรือหนงั สือ
รบั รองการท�ำ ประโยชน์ ข้อ ๑๐ กรณีดังกล่าวเป็นปญั หาข้อเทจ็ จริงซึ่งอยู่ในดลุ ยพินิจของเจ้าพนักงานทีด่ ิน
ที่จะแสวงหาพยานหลกั ฐานเพื่อให้ได้ข้อยุติดังกล่าว
(ตอบข้อหารือจังหวัดยะลา ตามหนงั สือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๒๗๖๐๐ ลงวันที่ ๒๔
ตุลาคม ๒๕๕๖ เรื่อง ขอหารือการรงั วัดออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายในเขตป่าสงวนแห่งชาติบางส่วน)
กรณีบริษทั ช. จ�ำ กัด ขอออกโฉนดทีด่ ิน (ทีง่ อก) แตโ่ ฉนดทีด่ ินแปลงซึ่งเกิดที่งอก
ถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนกระบวนการข้ันตอนก่อนออกโฉนดที่ดิน  และเพิกถอน
โฉนดที่ดิน สำ�นกั งานที่ดินจังหวดั สาขาจะดำ�เนินการออกโฉนดทีด่ ิน (ทีง่ อก) ต่อไป ได้หรือไม่
บริษัท ช. ขอออกโฉนดที่ดินในทีด่ ินซึ่งเป็นทีง่ อกจากโฉนดที่ดิน ในระหว่างการด�ำ เนินการ
ของพนกั งานเจ้าหน้าที่ นาย ป. กบั พวก ได้ฟ้องกรมที่ดิน เจ้าพนักงานทีด่ ินจงั หวัดสาขา และหน่วยงาน
ทีเ่ กีย่ วข้อง ต่อศาลปกครองกลางขอให้เพิกถอนกระบวนการขั้นตอนก่อนออกโฉนดทีด่ ิน และเพิกถอนโฉนด
ทีด่ ินดงั กล่าว ศาลปกครองกลางได้มีค�ำ สง่ั ไม่รบั ค�ำ ฟ้องไว้พิจารณา ผู้ฟ้องคดีจึงได้ยืน่ ค�ำ ร้องอุทธรณ์ค�ำ สงั่
ศาลปกครองชน้ั ตน้ ตอ่ ศาลปกครองสงู สดุ และศาลปกครองสงู สดุ ไดม้ คี �ำ สง่ั กลบั ค�ำ สง่ั ของศาลปกครองชน้ั ตน้
เป็นให้รับคำ�ฟ้องไว้พิจารณาและให้ศาลปกครองช้ันต้นดำ�เนินกระบวนการพิจารณาต่อไปตามรูปคดี ขณะนี้
อยู่ระหว่างพิจารณาของศาลปกครองชั้นต้น  การฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนคำ�สั่งทาง
ปกครอง  ไม่เป็นเหตุให้ทุเลาการบังคับตามคำ�ส่ังทางปกครองน้ัน  เว้นแต่ศาลจะมีคำ�สั่งเป็นอย่างอื่น
ตามระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตลุ าการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓
ข้อ ๖๙ และศาลปกครองกลางได้มีค�ำ ส่งั ตามคดีหมายเลขดำ�ที่ ๑๒๓๓/๒๕๕๕ ลงวันที่ ๒๑ พฤษภาคม
๒๕๕๖  ให้ยกคำ�ขอกำ�หนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ช่ัวคราวก่อนการพิพากษาของ
ผู้ฟ้องคดีท้ังหมดซึ่งขอให้ศาลมีคำ�สั่งระงับการรังวัดที่ดินพิพาทของเจ้าพนักงานที่ดินแล้ว  จึงไม่มีเหตุที่จะ
งดการด�ำ เนินการออกโฉนดที่ดินในที่ดินซึง่ เป็นทีง่ อกจากโฉนดทีด่ ินดงั กล่าวได้ สำ�นักงานทีด่ ินจังหวดั สาขา
สามารถดำ�เนินการออกโฉนดทีด่ ิน (ทีง่ อก) ดงั กล่าวให้แก่ผู้ขอตามระเบียบกฎหมายต่อไป
(ตอบข้อหารือจังหวดั เพชรบุรี ตามหนงั สือกรมที่ดิน ด่วนทีส่ ุด ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๓๐๖๔๕
ลงวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เรื่อง ขอหารือข้อปฏิบตั ิราชการ กรณีบริษัท ช. จ�ำ กดั )
การยื่นคำ�ขอออกโฉนดที่ดินตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์  (น.ส. ๓)
ตำ�แหน่งที่ดินตัง้ อย่คู าบเกีย่ วสองอำ�เภอ โดยมีที่สาธารณประโยชน์ “ห้วยไผ่” ตดั ผา่ นเป็นเสน้ แบ่ง
เขตการปกครองระหว่างอำ�เภอ เปน็ กรณีการแบ่งแยกอ�ำ เภอออกไปภายหลงั
กรณีดังกล่าว การที่จะดำ�เนินการรังวัดแบ่งแยกที่ดิน แล้วให้เจ้าของที่ดินนำ�ที่ดินแปลงที่
แบง่ แยกไปยน่ื ค�ำ ขอออกโฉนดทด่ี นิ จะมปี ญั หาในเรอ่ื งอ�ำ นาจหนา้ ทข่ี องเจา้ พนกั งานทด่ี นิ และผปู้ กครองทอ้ งท่ี
ในเขตพื้นทีร่ ับผิดชอบ ดังนั้น ในการแก้ไขปญั หา ให้ส�ำ นกั งานทีด่ ินจังหวัดสาขาด�ำ เนินการออกโฉนดที่ดิน

๑๑๔ ปี กรมท่ีดิน ๒๐๙

เฉพาะส่วนที่อยู่ในพื้นทีร่ ับผิดชอบและให้หมายเหตใุ นหนงั สือรับรองการท�ำ ประโยชน์ (น.ส.๓) ว่า “หนงั สือ
รับรองการทำ�ประโยชน์ (น.ส. ๓) ฉบบั นี้ได้มีการออกโฉนดทีด่ ินไปบางส่วนเป็นโฉนดทีด่ ินเลขที่..................
แต่วันที.่ .........................................เนือ่ งจากมีการแบ่งแยกเขตการปกครองออกเปน็ สองอำ�เภอ” เสรจ็ แล้ว
ให้ส่งส�ำ เนาเอกสารทีเ่ กีย่ วข้องให้ส�ำ นกั งานที่ดินจังหวัดสาขาอีกแห่งหนึ่งทราบแล้วแจ้งให้ผู้ขอมาดำ�เนินการ
ยืน่ คำ�ขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนต่อไป
(ตอบข้อหารือจังหวดั สุรินทร์ ตามหนงั สือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๒๓๑๑๓ ลงวันที่ ๑๘
พฤศจิกายน ๒๕๕๗ เรือ่ ง หารือการออกโฉนดที่ดิน)
หลักเกณฑ์ในการออกโฉนดที่ดินตามมาตรา  ๕๙  ทวิ  แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
ในเขตพื้นที่ป่าไม้  การตรวจสอบและการลงที่หมายหรือการถ่ายทอดแนวเขตป่าไม้ในระวางแผนที่
ระวาง ๑ : ๔๐๐๐ ตามบันทึกขอ้ ตกลงระหว่างกรมที่ดินกบั กรมป่าไม้ กรณีการขอออกโฉนดทีด่ ิน
เฉพาะรายตามมาตรา  ๕๙  ทวิ  แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน  มีหลักเกณฑ์และข้ันตอนการปฏิบัติ
อยา่ งไร
การขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายตามมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ินในเขตพื้นที่
ป่าไม้  ไม่สามารถดำ�เนินการได้ตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา  เรื่อง  หารือเกี่ยวกับการออก
โฉนดทีด่ ินหรือหนังสือรับรองการท�ำ ประโยชน์ในเขตป่าไม้ตามมาตรา ๕๙ ทวิ วรรคหนึ่ง แห่งประมวล
กฎหมายที่ดิน สรุปได้ว่า มาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ได้เปิดโอกาสให้ผู้ครอบครองและ
ทำ�ประโยชน์ในทีด่ ินก่อนวนั ที่ประมวลกฎหมายทีด่ ินใช้บงั คบั ที่มิได้ด�ำ เนินการให้ชอบด้วยกฎหมายทีใ่ ช้บังคับ
ในขณะน้ัน สามารถออกโฉนดทีด่ ินหรือหนงั สือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ได้ แต่ถ้าทีด่ ินน้ันถกู กำ�หนดเปน็ ป่า
สงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ เขตรกั ษาพนั ธุ์สตั ว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า หรือมีมติคณะรัฐมนตรีให้สงวนไว้
เป็นป่าไม้ถาวรของชาติไปก่อนแล้ว  พนักงานเจ้าหน้าที่ก็ไม่อาจออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�
ประโยชน์ให้ได้ เพราะผลของการไม่แจ้งการครอบครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญตั ิให้ใช้ประมวล
กฎหมายที่ดิน พ.ศ.๒๔๙๗ ถือได้ว่าบุคคลเหล่านี้สละสิทธิการครอบครองทีด่ ิน รฐั มีอำ�นาจจัดที่ดินดังกล่าว
ตามบทบญั ญัติแห่งประมวลกฎหมายที่ดินได้ และการกำ�หนดเขตป่าไม้ของทางราชการท�ำ ให้ทีด่ ินดังกล่าว
ต้องห้ามมิให้ออกโฉนดทีด่ ินตามข้อ ๘ แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความในพระราช
บัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน  พ.ศ. ๒๔๙๗  ปัจจุบันเป็นกฎกระทรวง  ฉบับที่  ๔๓  (พ.ศ. ๒๕๓๗)
ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายทีด่ ิน พ.ศ. ๒๔๙๗
การตรวจสอบและการลงที่หมายหรือการถ่ายทอดแนวเขตป่าไม้ในระวางแผนที่ระวาง
๑ : ๔๐๐๐ ตามบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมที่ดินกบั กรมป่าไม้ ว่าด้วยการตรวจพิสูจน์เพื่อออกโฉนดทีด่ ิน
หรือหนังสือรบั รองการทำ�ประโยชน์ซึ่งเกี่ยวกบั เขตป่าไม้ พ.ศ. ๒๕๓๔ สรุปได้ดงั นี้
เขตป่าสงวนแห่งชาติ  เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า  เขตอุทยานแห่งชาติ  และเขตวนอุทยาน
ซึ่งกรมป่าไม้มีหลักฐานการรังวัดทำ�แผนที่กำ�หนดขอบเขตที่แน่นอนแล้ว  ในกรณีที่เขตป่าดังกล่าวใหญ่กว่า
เขตป่าไม้ถาวร  กรมที่ดินหรือเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องจะจัดส่งระวางให้กรมป่าไม้หรือป่าไม้เขตท้องที่แล้วแต่
กรณี ดำ�เนินการลงทีห่ มายหรือถ่ายทอดแนวเขตป่าลงในระวางและแผ่นทาบระวางให้ถกู ต้องตรงกัน โดยให้
ลงที่หมายตำ�แหน่งหลักเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาหรือแผนที่ท้ายกฎกระทรวงหรือแผนที่ประกาศ
กรมป่าไม้ แล้วแต่กรณี ด้วยวงกลมสีแดงขนาดเส้นผ่าศนู ย์กลาง ๓ มม. ขีดรอบด้วยสี่เหลีย่ มจัตุรสั และ
เขียนหมายเลขประจำ�หลักเขตน้ันๆ
ส�ำ หรับกรณีการออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายตามมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
หากตำ�แหน่งที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดินอยู่ในเขตป่าไม้  กรมที่ดินจะไม่ดำ�เนินการออกโฉนดที่ดินให้ 

๒๑ ๐ ๑๑๔ ปี กรมทด่ี ิน

หากตำ�แหน่งที่ดินอยู่นอกเขตป่าไม้  กรมที่ดินจะพิจารณาว่า  ที่ดินอยู่ในหลักเกณฑ์การออกโฉนดที่ดิน
ตามกฎกระทรวง  ฉบบั ท ่ี ๔๓  (พ.ศ. ๒๕๓๗)  ออกตามความในพระราชบญั ญตั ใิ หใ้ ชป้ ระมวลกฎหมายทด่ี นิ
พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๑๔ หรือไม่ ต่อไป
(ตอบข้อหารือรองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  ตามหนังสือกรมที่ดิน
ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๖๘๐๐ ลงวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๗ เรือ่ ง ขอความอนเุ คราะห์ข้อมลู การออกโฉนดที่ดิน)
หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑๙/ว ๑๕๑๐๑ ลงวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๓๔ เรื่อง การออก
โฉนดที่ดินหรือหนงั สือรบั รองการท�ำ ประโยชนเ์ ฉพาะรายตาม มาตรา ๕๙ ทวิ แหง่ ประมวลกฎหมาย
ที่ดิน
กรมทีด่ ินพิจารณาเห็นควรยกเลิกหนงั สือ ที่ มท ๐๖๐๖/ว ๑๘๕๐๑ ลงวนั ที่ ๑๙ พฤษภาคม
๒๕๑๕ ที่ มท ๐๖๐๖/ว ๑๙๙๗๒ ลงวนั ที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๑๕ ที่ มท ๐๖๐๖/ว ๗๘๙๔๒ ลงวนั ที่ ๒๐
กนั ยายน ๒๕๑๕ ที่ มท ๐๖๐๖/ว ๑๒๖๑๙ ลงวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๑๖ และที่ มท ๐๖๐๙/ว ๓๘๙๒๙
ลงวนั ที่ ๒๙ ตลุ าคม และให้พนกั งานเจ้าหน้าทีถ่ ือปฏิบตั ิเกี่ยวกบั การออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรอง
การทำ�ประโยชน์เฉพาะราย ตามมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน ดังต่อไปนี้
๑. การรับคำ�ขอ
๑.๑ ใช้ค�ำ ขอแบบ ท.ด. ๙ หรือ น.ส. ๑ โดยให้ผู้ขออ้างเหตผุ ลความจ�ำ เป็นในการขอออก
ไว้ในคำ�ขอด้วย  แล้วหมายเหตุไว้ในวงเล็บด้วยอักษรสีแดงต่อท้ายคำ�ขอบนหัวกระดาษว่า  “มิได้แจ้งการ
ครอบครอง”
๑.๒ ผู้ขอที่อ้างว่าได้ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดิน
ใช้บังคับ  แต่ไม่ได้แจ้งการครอบครอง  (ส.ค. ๑)  ให้นำ�หลักฐานการได้มาซึ่งที่ดินหรือพยานบุคคลผู้รู้เห็น
ตลอดจนผู้ปกครองท้องที่มาให้พนกั งานเจ้าหน้าที่สอบสวนด้วย
๑.๓ ให้ลงบัญชีรบั ทำ�การ (บ.ด. ๒ หรือ ทอ. ๑๔) แล้วเขียนอักษรสีแดงในช่องหมายเหตุ
ว่า “มิได้แจ้งการครอบครอง”
๒. การสอบสวน
๒.๑ ในวันยื่นคำ�ขอให้สอบสวนผู้ขอและพยานบุคคลตาม  แบบ ท.ด. ๑๖  เพื่อให้ทราบ
ว่าผู้ขอเป็นผู้ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดิน  ใช้บังคับติดต่อกันมา
จนถึงปัจจุบันหรือมีหลักฐานอื่นควรเชื่อได้ว่าทำ�ติดต่อกันมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับและ
ให้สอบสวนถึงลักษณะและสภาพการทำ�ประโยชน์ในที่ดินรวมตลอดถึงการครอบครองและทำ�ประโยชน์
ต่อเนื่องมาจากเจ้าของที่ดินเดิมไว้ให้ชัดเจน
๒.๒ ให้สอบสวน กำ�นนั ผู้ใหญ่บ้าน หรือนายกเทศมนตรี (กรณีที่ดินอยู่ในเขตเทศบาล
เช่นเดียวกับการสอบสวนผู้ขอ ตามข้อ ๒.๑
๓. การแจ้งผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงให้มาระวังแนวเขตและลงชื่อรับรองเขตที่ดิน  ให้ปฏิบัติ
ตามนัยหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑๓/ว ๓๕๔๙ ล.ว. ๑๖ ก.พ. ๒๕๓๓
๔. กรณีที่ต้องขออนุมัติผู้ว่าราชการจังหวดั
๔.๑ ในกรณจี �ำ เปน็ อยา่ งอน่ื ตามขอ้ ๗ (๓) แหง่ ระเบยี บของคณะกรรมการจดั ทด่ี นิ แหง่ ชาติ
ฉบบั ที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๓๒) ลงวนั ที่ ๔ ต.ค. ๒๕๓๒ เช่น ความจ�ำ เปน็ เกีย่ วกับเศรษฐกิจทางครอบครวั
เป็นต้น  ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นผู้ใช้ดุลพินิจพิจารณาอนุมัติตามความจำ�เป็นแต่ละรายให้พนักงาน
เจ้าหน้าที่ออกไปทำ�การรังวัดแผนที่หรือพิสูจน์สอบสวนการทำ�ประโยชน์ในที่ดินก่อนเมื่อดำ�เนินการรังวัด
และประกาศครบกำ�หนดแล้ว  ไม่มีผู้โต้แย้งคัดค้านและไม่ขัดข้องประการใดแล้ว  จึงดำ�เนินการเสนอขอ

๑๑๔ ปี กรมที่ดนิ ๒๑๑

อนุมัติต่อผู้ว่าราชการจังหวัด  กรณีมีการโต้แย้งสิทธิกันให้ดำ�เนินการเรื่องพิพาทให้เสร็จก่อนที่จะเสนอ
ขออนุมตั ิต่อผู้ว่าราชการจังหวัด
๔.๒ กรณีเนื้อที่เกิน ๕๐ ไร่ ให้ปฏิบตั ิท�ำ นองเดียวกับข้อ ๔.๑
๔.๓ กรณีมีท้ังกรณีจำ�เป็นอย่างอื่นตามข้อ  ๔.๑  และเนื้อที่เกิน  ๕๐  ไร่ตามข้อ  ๔.๒
ให้ด�ำ เนินการขออนมุ ัติต่อผู้ว่าราชการจังหวดั ไปคราวเดียวกัน
๔.๔ กรณีผู้ขอเป็นผู้ซึ่งได้แจ้งความประสงฆ์จะได้สิทธิในที่ดินตาม  มาตรา  ๒๗  ตรี
แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน  ให้สอบสวนกรณีความจำ�เป็นและพิจารณาดำ�เนินการตามนัยมาตรา  ๑๐๗
แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เสียก่อน แล้วจึงเสนอขออนุมัติต่อผู้ว่าราชการจงั หวดั ท�ำ นองเดียวกับ ข้อ ๔.๑,
๔.๒ หรือ ๔.๓ แล้วแต่กรณี
๔.๕ นอกจากที่กล่าวไว้ในข้อ ๑ ถึง ข้อ ๔ ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบที่มีอยู่แล้ว
หนังสือกรมที่ดิน  ที่  มท  ๐๗๑๙/ว  ๒๒๖๒๙  ลงวันที่  ๘  ตุลาคม  ๒๕๓๔  เรื่อง
การหมายเหตุใน ส.ค. ๑ เมื่อไดอ้ อกหนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์หรือโฉนดที่ดินไปแลว้
กรมที่ดินได้กำ�ชับให้เจ้าหน้าที่ถือปฏิบัติตามคำ�สั่งกรมที่ดินที่  ๑๑๕๐/๒๔๙๘  ล.ว.  ๒๑
ต.ค. ๒๔๙๘ หนังสือ ทีม่ ท ๑๑๙/๒๕๐๒ ล.ว. ๗ ม.ค. ๒๕๐๒ , ที่ มท ๐๖๐๖/๓๒๕๐๗ ล.ว. ๘ ต.ค. ๒๕๑๕
และที่ มท๐๗๑๒/ว ๓๑๖๘ ล.ว. ๑๑ ก.พ. ๒๕๒๙ เกี่ยวกบั การหมายเหตใุ น ส.ค. ๑ เมื่อได้มีการออกหนงั สือ
แสดงสิทธิในที่ดินไปแล้ว โดยเคร่งครัดและขอซ้อมความเข้าใจเพิม่ เติมดังนี้
๑. กรณีนำ� ส.ค.๑ , น.ส. ๓ , น.ส.๓ ก. หรือใบจองมาขอออกโฉนดที่ดิน ก่อนออกโฉนดที่ดิน
ให้จังหวัดส่งสำ�เนาหลักฐานหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินดังกล่าวให้อำ�เภอตรวจสอบก่อนว่าถูกต้องตรงกัน
กับฉบับของอำ�เภอหรือไม่  และเมื่อจังหวัดดำ�เนินการออกโฉนดที่ดินและแจกให้แก่เจ้าของที่ดินรับไปแล้ว
ใหจ้ งั หวดั มหี นงั สอื แจง้ อ�ำ เภอใหห้ มายเหตกุ ารออกโฉนดทด่ี นิ ใน ส.ค.๑ หรอื น.ส.๓ และทะเบยี นการครอบครอง
ที่ดินให้ถูกต้องตรงกันโดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับและให้อำ�เภอแจ้งการหมายเหตุดังกล่าวไปให้
จงั หวัดทราบเพื่อรวมเก็บเป็นหลกั ฐานไว้ในสารบบของทีด่ ินทีไ่ ด้ออกโฉนดทีด่ ินแปลงนั้น ณ สำ�นักงานที่ดิน
จังหวดั หรือสำ�นกั งานที่ดินสาขาแล้วแต่กรณีด้วย
๒. กรณีนำ� ส.ค. ๑ มาขอออกหนงั สือรบั รองการทำ�ประโยชน์หรือโฉนดที่ดินเมือ่ เจ้าหน้าที่
หมายเหตุใน  ส.ค. ๑  และจดแจ้งรายการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนการครอบครองที่ดินทางอำ�เภอรวมท้ัง
ด�ำ เนินการตามข้อ ๑ ข้างต้นเรียบร้อยแล้ว ก็ให้รายงานการเปลี่ยนแปลงทะเบียนการครอบครองทีด่ ินไปยงั
กรมทีด่ ินตามระเบียบเพือ่ จดแจ้งแก้ไขทะเบียนการครอบครองที่ดินทางส่วนกลางให้ถูกต้องตรงกันต่อไป

หนงั สือกรมที่ดิน ด่วนทีส่ ุด ที่ มท ๐๗๑๙/ว ๐๐๓๖๐ ลงวนั ที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๓ เรือ่ ง
การหมายเหตุ ส.ค. ๑ เมือ่ ไดอ้ อกหนังสือรับรองการทำ�ประโยชนห์ รือโฉนดทีด่ ินไปแลว้ (อ้างถึง (๑)
หนังสือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๖๐๖/๓๒๕๐๗ ลงวนั ที่ ๘ ตลุ าคม ๒๕๑๔, (๒) ที่ มท ๐๖๐๙/ว ๓๗๗๙ ลงวนั ที่
๒๗ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๑๙, (๓) ที่ มท ๐๗๑๒/ว ๓๑๖๘ ลงวนั ที่ ๑๑ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๒๙, (๔) ที่ มท ๐๗๑๙/ว
๒๒๖๒๙ ลงวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๓๔, (๕) ด่วนมาก ที่ มท ๐๗๑๙/ว ๓๙๕๗ ลงวนั ที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๔๐)
ให้พนักงานเจ้าหน้าทีด่ �ำ เนินการตรวจสอบเพือ่ หมายเหตุ ส.ค. ๑ ที่ได้ออกหนงั สือรบั รองการ
ทำ�ประโยชน์หรือโฉนดทีด่ ินไปแล้วแต่ยงั มิได้มีการหมายเหตุตามระเบียบ ดังนี้
๑. ให้นำ�  ส.ค. ๑  ท้ังหมดที่ยังมิได้มีการหมายเหตุการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน
มาตรวจสอบกับทะเบียนการครอบครองที่ดินว่า ส.ค. ๑ ดงั กล่าวเลขทีใ่ ดได้มีการหมายเหตุการออกหนงั สือ
แสดงสิทธิในที่ดินไว้ในทะเบียนการครอบครองที่ดินบ้างแล้วหรือไม่  หากปรากฏว่า  ได้มีการหมายเหตุ

๒๑ ๒ ๑๑๔ ปี กรมทดี่ ิน

ในทะเบียนครอบครองทีด่ ินแล้ว แต่ใน ส.ค. ๑ ยังมิได้มีการหมายเหตุ กใ็ ห้พนักงานเจ้าหน้าทีด่ �ำ เนินการ
หมายเหตุตามระเบียบ
๒. เมือ่ ได้ด�ำ เนินการตามข้อ ๑ แล้ว ก็ให้น�ำ ส.ค. ๑ ส่วนทีเ่ หลือที่ยังมิได้มีการหมายเหตมุ า
ตรวจสอบกับหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ (น.ส.๓) ว่าเปน็ ทีด่ ินแปลงเดียวกนั หรือไม่ (ส.ค.๑ และ น.ส.๓
จะใช้เลขทีเ่ ดียวกัน) หากปรากฏว่า ส.ค.๑ ดังกล่าวได้ออกเปน็ หนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ (น.ส.๓) แล้ว
กใ็ ห้พนักงานเจ้าหน้าทีด่ �ำ เนินการหมายเหตุใน ส.ค.๑ ตามระเบียบ
๓. ส�ำ หรับ ส.ค.๑ ที่เหลือจากการตรวจสอบตามข้อ ๓ ให้ตรวจสอบว่าได้มีการออกหนงั สือ
รบั รองการทำ�ประโยชน์ (น.ส.๓ ก., น.ส.๓ ข.) หรือโฉนดที่ดินไปแล้วหรือไม่ ซึ่งวิธีการตรวจสอบอาจดำ�เนิน
ได้ดงั นี้
๓.๑ กำ�หนดขอบเขตพื้นทีท่ างปกครองทีป่ รากฏตาม ส.ค. ๑ ที่เหลืออยู่ในระวางรปู ถ่าย
ทางอากาศหรือระวางแผนทร่ี ปู ถา่ ยทางอากาศ และประสานงานกบั ผ้ปู กครองท้องทที่ ไี่ ด้มกี ารแจ้ง ส.ค.๑ ไว้
เพื่อทำ�การสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงว่าที่ดินตาม ส.ค. ๑ ดงั กล่าวปจั จุบันเปน็ ของผู้ใด ได้ออกหนงั สือแสดง
สิทธิในที่ดินแล้วหรือไม่ อย่างไร ทั้งนี้ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงรายละเอียดจากชื่อ – สกุล ของผู้แจ้งการ
ครอบครองและขา้ งเคยี งทป่ี รากฏใน ส.ค.๑ กบั หนงั สอื แสดงสทิ ธทิ ไ่ี ดอ้ อกไปแลว้ วา่ มคี วามสมั พนั ธส์ อดคลอ้ ง
รบั กนั หรอื ไม่ หากเชอ่ื ไดว้ า่ ส.ค.๑ ดงั กลา่ วไดม้ กี ารออกหนงั สอื แสดงสทิ ธใิ นทด่ี นิ ไปแลว้ จรงิ กใ็ หเ้ จา้ พนกั งาน
ทีด่ ินเรียก ส.ค. ๑ ฉบบั เจ้าของที่ดิน (ถ้ามี) มาหมายเหตพุ ร้อมกบั ฉบับของสำ�นักงานที่ดินและรวมเรือ่ งไว้ใน
สารบบของที่ดินแปลงนั้นตามระเบียบ
๓.๒ ให้ช่างรงั วัดตรวจสอบก่อนไปท�ำ การรงั วัดทุกคร้ังว่า ในท้องที่ที่ตนจะออกไปท�ำ การ
รังวัดน้ันมี ส.ค. ๑ เลขที่เท่าใด ของผู้ใดบ้างทีย่ ังมิได้มีการหมายเหตฯุ และเมื่อได้ออกไปท�ำ การรังวัดกใ็ ห้
ดำ�เนินการสอบสวนข้อเท็จจริงในท้องทีเ่ กีย่ วกับ ส.ค.๑ ดงั กล่าวด้วย หากเชือ่ ได้ว่า ส.ค.๑ ดังกล่าวได้มีการ
ออกหนงั สือแสดงสิทธิไปแล้วจริงกใ็ ห้เจ้าพนกั งานที่ดินเรียก ส.ค.๑ ฉบับเจ้าของทีด่ ิน (ถ้ามี) มาหมายเหตุ
พร้อมกบั ฉบบั ของส�ำ นกั งานที่ดินและรวมเรือ่ งไว้ในสารบบของที่ดินแปลงน้ันตามระเบียบ เช่นกัน
ส�ำ หรบั การขอคัดหรือขอถ่ายส�ำ เนา ส.ค.๑ ซึง่ เก็บอยู่ ณ ส�ำ นักงานทีด่ ินอ�ำ เภอ สำ�นกั งาน
ทีด่ ินจงั หวดั น้ัน ขอให้จงั หวดั มีคำ�ส่ังแต่งต้ังเจ้าหน้าทีผ่ ู้รับผิดชอบในการตรวจสอบ ส.ค.๑ และทะเบียนการ
ครอบครองที่ดินไว้โดยเฉพาะเพื่อทำ�การตรวจสอบว่า  ส.ค. ๑  ดังกล่าวได้มีการออกหนังสือแสดงสิทธิ
ในที่ดินแล้วหรือไม่  หากตรวจสอบแล้วได้ความชัดเจนว่ายังไม่มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน  จึงให้
ดำ�เนินการ แต่ถ้าได้มีการออกหนงั สือแสดงสิทธิในที่ดินแล้วก็ให้แจ้งผู้ขอทราบ ทั้งนี้ให้ถือปฏิบตั ิตามหนงั สือ
ทีอ่ ้างถึง (๓) และ (๕) โดยเคร่งครัด ส่วนกรณีขอคดั หรือขอถ่ายสำ�เนาใบจอง (น.ส. ๒) ก็ให้ถือปฏิบัติเช่น
เดียวกับการขอคัดหรือขอถ่ายส�ำ เนา ส.ค.๑ โดยอนโุ ลม ท้ังนี้ในการด�ำ เนินการตาม ข้อ ๑ – ๓ ขอให้จังหวัด
เร่งตรวจสอบและดำ�เนินการให้เสร็จสิ้นภายในกำ�หนด ๖ เดือนนับแต่ได้รับทราบหนังสือนี้และรายงาน
ผลการดำ�เนินการให้กรมทีด่ ินโดยด่วนที่สุด
หนงั สือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๑๙/ว ๐๘๗๑๑ ลงวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๓๕ เรือ่ ง การออก
หนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ินเนื่องจาก ส.ค. ๑
ตามที่กระทรวงมหาดไทยได้วางแนวทางปฏิบตั ิไว้ตามหนงั สือ ที่ มท ๐๗๑๒/ว ๕๑๖ ลงวนั ที่
๓ เมษายน ๒๕๒๙ กรณีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเฉพาะรายตามมาตรา ๕๙ แห่งประมวล
กฎหมายทีด่ ิน และทีด่ ินต้ังอยู่ในเขตป่าไม้ ตามบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมที่ดินและกรมป่าไม้ พ.ศ. ๒๕๒๔
(ปจั จบุ นั ยกเลิกและใช้บนั ทึกฯ ปี พ.ศ. ๒๕๓๔ แล้ว) หรืออยู่ในเขตทีส่ าธารณประโยชน์ ว่า เมือ่ พนักงาน
เจ้าหน้าทีไ่ ด้ด�ำ เนินการเสรจ็ เรียบร้อยพร้อมที่จะลงนามในหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ต้องส่งเรื่องราวทั้งหมด

๑๑๔ ปี กรมท่ดี นิ ๒๑๓

ไปให้กรมที่ดินพิจารณาก่อนนั้น เนื่องจากเรือ่ งที่ส่งให้กรมที่ดินพิจารณามีข้อบกพร่องจ�ำ นวนมาก จึงก�ำ ชบั
ใหเ้ จา้ หนา้ ทต่ี รวจสอบเรอ่ื งราวและเอกสารการสอบสวนกอ่ นสง่ ไปกรมทด่ี นิ วา่ ด�ำ เนนิ การไปถกู ตอ้ งครบถว้ น
ตามนัยหนงั สือดังกล่าว และหนังสือกรมทีด่ ินที่ มท ๐๖๐๙/ว ๑๓๐๐๐ ล.ว. ๒๙ ก.ค. ๑๙ แล้ว และ
ซ้อมความเข้าใจในการด�ำ เนินการเพิม่ เติม ดังนี้
๑. การจัดส่งเอกสารไปประกอบการพิจารณาให้ตรวจสอบความถูกต้องและความชัดเจน
ของเอกสารด้วย กรณีภาพถ่ายระวางรปู ถ่ายทางอากาศทีจ่ ดั ส่ง ให้ถ่ายส่งไปท้ังแผ่นระวาง มิใช่เฉพาะ
บริเวณทีข่ อออกเท่าน้ัน
๒. การออกโฉนดที่ดินในเขตป่า  ให้จัดส่งระวางรูปถ่ายฯที่ลงรูปแปลงที่ดิน  พร้อมต้นร่าง
แผนที่รายการรังวดั รายการค�ำ นวณ ทีเ่ ปน็ ต้นฉบับจริงไปประกอบการพิจารณาด้วย
๓. ให้จัดส่งกฎกระทรวงกำ�หนดเขตป่าและรูปแผนที่ท้ายกฎกระทรวงที่แสดงตำ�แหน่งที่ดิน
ทีข่ อออกโฉนดที่ดินด้วย
๔. กรณีรงั วดั ออกโฉนดที่ดินได้รูปแผนที่ เนื้อที่ ระยะและข้างเคียงเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
ให้สอบสวนผู้ขอ ผู้ปกครองท้องที่ เจ้าของที่ดินข้างเคียงและพยานบุคคลถึงสาเหตดุ ังกล่าวให้ได้ความโดย
ชัดเจนว่าเปน็ เพราะเหตุใด ถ้าเจ้าของที่ดินข้างเคียงมีหลักฐาน ส.ค. ๑ ส�ำ เนาหลักฐานดงั กล่าวส่งไปด้วย
๕. สอบสวนการท�ำ ประโยชนว์ า่ ขณะแจง้ การครอบครองท�ำ ประโยชนอ์ ะไร ปจั จบุ นั เปน็ เชน่ ไร
ได้มีการเปลีย่ นแปลงการทำ�ประโยชน์มาต้ังแต่เมื่อใด ท�ำ ประโยชน์อะไร ท�ำ ประโยชน์ก่อนประกาศเป็นเขต
ป่าไม้ตั้งแต่เมื่อใด
๖. ตรวจสอบการลงระวางรูปถ่ายทางอากาศด้วยว่า  เมื่อลงรูปแปลงในระวางแล้วปรากฏ
ลวดลายตามที่ผู้ขอให้ถ้อยค�ำ ไว้หรือไม่ ในระวางปรากฏลวดลายทางสาธารณประโยชน์หรือลำ�ห้วยหรือไม่
อย่างไร
๗. กรณีการครอบครองต่อเนื่องให้สอบสวนถึงกรณีดังกล่าวให้ได้ความจริงโดยสอบสวน
เจ้าของเดิมหรือทายาทเจ้าของเดิม  ว่าผู้ขอได้ที่ดินมาตั้งแต่เมื่อใด  อย่างไร  มีหลักฐานการได้มาหรือไม่
ประการใด
๘. กรณีมีการเปลี่ยนแปลงเขตหมู่บ้าน ตำ�บลฯ ให้สอบสวนผู้ปกครองท้องที่และส่งหลกั ฐาน
การเปลีย่ นแปลงเขตปกครองดงั กล่าวไปด้วย
๙. การรังวัดและการลงรูปแผนที่ให้ถือปฏิบัติตามระเบียบกรมที่ดิน  ว่าด้วยการรังวัดและ
การลงรปู แผนทีใ่ นระวางแผนที่ กรณีออกโฉนดทีด่ ินเฉพาะราย พ.ศ. ๒๕๒๗ และระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วย
การออกหนงั สือรบั รองการทำ�ประโยชน์เฉพาะราย พ.ศ. ๒๕๒๙
๑๐.  การเขียนข้างเคียงและการลงชือ่ รบั รองแนวเขตให้ปฏิบัติตามระเบียบกรมทีด่ ิน ว่าด้วย
การเขียนข้างเคียงและการรบั รองแนวเขตที่ดิน พ.ศ. ๒๕๓๐ โดยเคร่งครดั
หนงั สือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๖๑๙/ว ๒๘๓ ลงวันที่ ๑๑ ธนั วาคม ๒๕๓๕ เรือ่ ง การออก
หนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน
ตามทีก่ ระทรวงมหาดไทยได้วางแนวทางปฏิบัติไว้ตามหนงั สือ ที่ มท ๐๗๐๒/ว ๕๑๖ ลงวนั ที่
๓ เมษายน ๒๕๒๙ กรณีการออกหนงั สือแสดงสิทธิในที่ดินเฉพาะรายตามมาตรา ๕๙ แห่งประมวล
กฎหมายทีด่ ิน และทีด่ ินตั้งอยู่ในเขตป่าไม้ ตามบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมที่ดินและกรมป่าไม้ พ.ศ. ๒๕๒๔
(ปัจจุบนั ยกเลิกและใช้บันทึกฯ ปี พ.ศ. ๒๕๓๔ แล้ว) หรืออยู่ในเขตที่สาธารณประโยชน์ ว่า เมือ่ พนักงาน
เจ้าหน้าทีไ่ ด้ด�ำ เนินการเสรจ็ เรียบร้อยพร้อมทีจ่ ะลงนามในหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ต้องส่งเรื่องราวทั้งหมด
ไปให้กรมที่ดินพิจารณาก่อนนั้น  กระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาทบทวนแล้วเห็นว่า  เรื่องดังกล่าวได้มี

๒๑ ๔ ๑๑๔ ปี กรมทด่ี ิน

กฎหมายระเบียบปฏิบัติกำ�หนดหลักเกณฑ์วิธีการไว้ชัดเจนแล้ว  เพื่อเป็นการลดข้ันตอนการปฏิบัติงานและ
การกระจายอำ�นาจในการพิจารณาอนมุ ัติอนุญาตต่างๆ มาให้จังหวดั ดงั นั้น จึงให้ผู้ว่าราชการจงั หวัดเป็น
ผู้พิจารณาอนุญาตให้ความเห็นชอบในการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินโดยไม่ต้องส่งเรื่องให้กรมที่ดิน
พิจารณาก่อนอีกต่อไป และวางแนวทางให้เจ้าหน้าทีถ่ ือปฏิบตั ิรวม ๗ ประการ ดงั นี้
๑. ให้ส่งสำ�เนาทะเบียนการครอบครองที่ดินแปลงนั้นให้กรมที่ดินตรวจสอบกับหลักฐานทาง
ส่วนกลาง
๒. ตรวจสอบ  ส.ค. ๑  ที่ผู้ขอนำ�มาแสดงว่าได้แจ้งการครอบครองไว้โดยชอบด้วยกฎหมาย
หรือไม่เป็นที่ดินแปลงเดียวกันกบั ที่ขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินหรือไม่ การแจ้งทิศข้างเคียงสอดคล้อง
กบั หลกั ฐานของเจ้าของทีด่ ินข้างเคียงหรือไม่
๓. ตรวจสอบระวางรปู ถ่ายทางอากาศ เพื่อทราบต�ำ แหน่งที่ตั้ง ลกั ษณะสภาพที่ดินและการ
ท�ำ ประโยชน์ แนวเขตข้างเคียงธรรมชาติทีป่ รากฏใน ส.ค. ๑ ตรงกบั ระวางรปู ถ่ายทางอากาศหรือไม่
๔. คณะกรรมการตรวจพิสูจน์ตามบันทึกข้อตกลงฯ จะต้องมีความเห็นไม่ขัดแย้งกัน
๕. ที่ดินที่จะออกเอกสารสิทธิได้จะต้องมีการครอบครองมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดิน
ใช้บังคับและก่อนที่ทางราชการกำ�หนดเป็นที่หวงห้าม  และให้แสดงตำ�แหน่งที่ตั้งของที่ดินที่ขอออกหนังสือ
แสดงสิทธิโดยประมาณลงไว้ในแผนที่ที่ได้ก�ำ หนดเปน็ เขตป่าไม้ดงั กล่าวด้วย
๖. ให้ถ่ายสำ�เนาหลักฐานต่างๆ ที่เกีย่ วข้องรวมเรือ่ งไว้ด้วย
๗. เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ดำ�เนินการตามระเบียบพร้อมที่จะให้เจ้าพนักงานที่ดินหรือ
นายอ�ำ เภอลงนามในหนังสือแสดงสิทธิในทีด่ ินแล้ว ให้เสนอเรือ่ งให้ผู้ว่าราชการจงั หวัดพิจารณาสั่งการก่อน
ในการประชมุ ของคณะอนุกรรมการแกไ้ ขปัญหาการบุกรกุ ที่ดินของรฐั จังหวัด (กบร.
จังหวดั ) ไดร้ ว่ มกันพิจารณาในประเด็นหลักฐาน ส.ค. ๑ ระบุการไดม้ าโดยปกครองมา พ.ศ. ๒๔๘๓
ค�ำ ว่า “ปกครองมา” หมายถึงกรณีเริม่ ครอบครองท�ำ ประโยชน์โดยบุกร้างถางพงดว้ ยตนเอง หรือ
อาจเป็นกรณีทีเ่ ริม่ ครอบครองท�ำ ประโยชนต์ อ่ เนื่องมาจากบคุ คลอื่น
คำ�ว่า  ปกครอง  ตามความหมายในพจนานุกรม  ฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พ.ศ. ๒๕๔๒
หมายถึง ดูแล คุ้มครอง ระวังรกั ษา บริหาร ซึ่งอาจหมายถึงการเข้าดำ�เนินการด้วยตนเอง หรือต่อเนือ่ ง
มาจากบุคคลอื่น ดังนั้น คำ�ว่า ปกครองมา จึงหมายความได้ ๒ กรณี คือ เจตนาเข้ายึดถือเพื่อตน หรือ
ครอบครองต่อเนือ่ งมาจากบุคคลอื่น โดยต้องพิจารณาจากข้อเทจ็ จริงว่า ได้เข้าไปด�ำ เนินการทำ�ด้วยตนเอง
หรือครอบครองต่อเนือ่ งมาจากบุคคลอื่น ต้ังแต่เมือ่ ใด จึงให้พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนข้อเทจ็ จริง ซึง่ อาจ
จะตรวจสอบสภาพการครอบครองและท�ำ ประโยชน์ สอบสวนถ้อยคำ�เจ้าของที่ดิน พยานบุคคล ผู้ปกครอง
ท้องที่  เจ้าของที่ดินข้างเคียง  รวมทั้งแสวงหาข้อมูลที่จำ�เป็นเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติใช้เป็นข้อมูล
ประกอบการพิจารณาอย่างเพียงพอทีจ่ ะเชือ่ ได้ว่า ได้มีการเข้ายึดถือครอบครองด้วยตนเองหรือครอบครอง
ต่อเนือ่ งมาจากบุคคลอื่น โดยน�ำ แนวทางปฏิบัติตามหนังสือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๕๑๖.๒/ว ๑๙๔๗๓ ลงวนั ที่
๖ กรกฎาคม ๒๕๔๗ เรื่อง การออกหนงั สือแสดงสิทธิในที่ดินในเขตที่ดินของรัฐ มาใช้บังคบั โดยอนโุ ลม
(ตอบข้อหารือจงั หวดั นครสวรรค์ ตามหนงั สือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๑๓๓๙๒ ลงวนั ที่
๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗ เรือ่ ง หารือความหมายคำ�ว่า “ปกครองมา” ตามมติทีป่ ระชมุ ของคณะอนกุ รรมการ
แก้ไขปญั หาการบุกรุกที่ดินของรัฐจังหวดั นครสวรรค์ (กบร. จังหวดั นครสวรรค์))

๑๑๔ ปี กรมท่ดี นิ ๒๑๕

การออกโฉนดทีด่ ินจากหลักฐาน ส.ค.๑
หนังสือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/ว ๓๔๙๗๖ ลงวนั ที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๔ วางแนวทาง
ปฏิบตั ิเกีย่ วกับการออกโฉนดทีด่ ินจาก ส.ค.๑ รวม ๓ ประเดน็
๑. กรณีที่มีการรับค�ำ ขอทีส่ �ำ นกั งานทีด่ ินอำ�เภอบางแห่งภายในวนั ที่ ๘ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๓
และอตั รากำ�ลังช่างรงั วดั ไม่เพียงพอ
- ให้สำ�นักงานที่ดินอำ�เภอที่รับคำ�ขอประสานกับสำ�นักงานที่ดินจังหวัด/สาขา/ส่วนแยก
ว่ามีระวางเพือ่ การออกโฉนดทีด่ ินแล้วหรือไม่
- ถ้ามีระวางแล้ว ให้แจ้งผู้ขอน�ำ หลกั ฐานการยื่นค�ำ ขอไปชี้ระวางทีส่ �ำ นกั งานที่ดินจังหวัด/
สาขา/ส่วนแยก
- ถ้าชี้ระวางได้ ให้ส�ำ นักงานทีด่ ินนั้นรับคำ�ขอออกโฉนดทีด่ ินให้กับผู้ขอโดยหมายเหตวุ ่า
เปน็ คำ�ขอทีย่ ืน่ ไว้ทีส่ ำ�นักงานที่ดินอำ�เภอเมือ่ วนั เดือนปีใด และถือว่าเป็นเอกสารที่แสดงว่าผู้ขอได้ยืน่ คำ�ขอไว้
ภายในวนั ที่ ๘ ก.พ. ๕๓
- ถ้าไม่มีระวางหรือผู้ขอไม่ขอออกโฉนดที่ดิน และอัตราก�ำ ลังช่างอ�ำ เภอไม่พอให้จังหวัด
ออกค�ำ สั่งให้ช่างจากจังหวดั /สาขา/ส่วนแยก ไปช่วยงานทีส่ �ำ นักงานที่ดินอำ�เภอเปน็ คร้ังคราว
๒. กรณีผู้ยืน่ ค�ำ ขอรังวดั ออกโฉนดทีด่ ินภายในวนั ที่ ๘ ก.พ. ๒๕๕๓ เปน็ การยื่นคำ�ขอเพื่อ
รกั ษาสิทธิ โดยไม่มาติดต่อ
- เมื่อผู้ขอมายืน่ ค�ำ ขอและเจ้าหน้าที่รบั ค�ำ ขอแล้ว ถ้าเปน็ งานที่อยู่ในฝ่ายทะเบียน เช่น
ยังไม่มาชี้ระวาง  หรืองานที่อยู่ในฝ่ายรังวัดเช่น  ยังไม่มานัดรังวัดหรือวางเงินมัดจำ�  ให้ฝ่ายทะเบียนหรือ
ฝ่ายรงั วดั มีหนงั สือแจ้งให้มาด�ำ เนินการตามแบบหนงั สือแจ้ง
- ครบก�ำ หนดไม่มาติดต่อให้มีหนังสือเตือนอีกครั้งให้ผู้ขอมาติดต่อภายใน ๓๐ วัน
- หากผู้ขอไม่มาติดต่อให้เจ้าพนักงานที่ดินส่ังยกเลิกคำ�ขอ  และแจ้งสิทธิอุทธรณ์และ
สิทธิฟ้องคดีให้ผู้ขอทราบ
๓. การสงั่ ยกเลิกคำ�ขอออกโฉนดที่ดินจากหลักฐาน ส.ค. ๑
- ผขู้ อยน่ื ค�ำ ขอเพอ่ื รกั ษาสทิ ธโิ ดยไมท่ ราบต�ำ แหนง่ ของทด่ี นิ แสดงวา่ ผขู้ อมไิ ดค้ รอบครอง
ท�ำ ประโยชน์ในทีด่ ินไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ออกโฉนดที่ดินให้
- ส.ค. ๑ ทีน่ ำ�มายืน่ ไม่ตรงต�ำ แหน่งที่ขอรังวดั
- ส.ค. ๑ แจ้งไว้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น แจ้งในที่สาธารณะ หรือเขตป่าคุ้มครองหรือ
ป่าสงวนแห่งชาติ ปรากฏชัดแจ้งว่าเปน็ การครอบครองหลังการเป็นทีส่ าธารณะหรือป่าคุ้มครอง
- ส.ค. ๑ ที่น�ำ มายืน่ ได้มีการออกโฉนดที่ดินไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
- ถ้าได้มีการรงั วัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่มีกระบวนการตรวจสอบอื่นๆ ในภายหลัง ถ้ามี
หนงั สือแจ้งผู้ขอแล้วไม่มาติดต่อ ให้จ�ำ หน่ายค�ำ ขอโดยไม่ถือเป็นงานค้าง
๔. การยืน่ ค�ำ ขอโดยใช้สำ�เนาทะเบียนการครอบครองทีด่ ินเปน็ หลักฐาน เนื่องจากไม่มี ส.ค.๑
ทั้งฉบบั เจ้าของที่ดินและฉบับสำ�นกั งานทีด่ ิน
- กรณี ส.ค. ๑ สญู หายท้ัง ๒ ฉบับ ให้ดำ�เนินการตามหนงั สือกรมที่ดิน ที่ มท
๐๖๑๐/๒๔๙๐ ลงวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๐๙ เรื่อง การคดั ส�ำ เนา ส.ค.๑ โดยให้สอบสวน แล้วจดั ทำ�ขึ้นใหม่
ท้ัง ๒ ตอน แล้วมอบตอน ๒ ให้เจ้าของทีด่ ิน ฉบับอ�ำ เภอให้น�ำ เก็บเข้าสารบบ
- หากผลการสอบสวนปรากฏว่าที่ดินที่ผู้ขอครอบครองไม่ใช่ที่ดินตามทะเบียนการ
ครอบครองที่ผู้ขออ้าง ให้เจ้าพนกั งานทีด่ ินสั่งยกเลิกค�ำ ขอ และแจ้งสิทธิอทุ ธรณ์ให้ผู้ขอทราบ

๒๑ ๖ ๑๑๔ ปี กรมทด่ี นิ

- กรณีใช้ทะเบียนการครอบครองมาเป็นหลักฐาน  ให้ถือปฏิบัติตามหนังสือ  ที่  มท
๐๖๑๐/๒๔๙๐ ลงวันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๐๙ ให้ครบถ้วนก่อนทุกราย เมือ่ เจ้าของทีด่ ินได้รบั ส.ค.๑ เรียบร้อย
แล้วจึงจะดำ�เนินการเรื่องออกโฉนดที่ดินจาก ส.ค.๑ ให้ผู้ขอต่อไปได้
หนงั สือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑๓/ว ๑๙๗๗๙ ลงวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๓๑ เรือ่ ง นโยบาย
ป่าไมแ้ หง่ ชาติ
คณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติมีมติในคราวประชุมคร้ังที่  ๕/๒๕๓๐  เมื่อวันที่  ๑๙
ตุลาคม ๒๕๓๐ มีมติรวม ๓ ประการ คือ
๑. ไม่อนุญาตให้มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์  ตามประมวล
กฎหมายที่ดิน ในพื้นที่ทีม่ ีความลาดชันเกิน ๓๕ % เว้นแต่ราษฎรมีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนแล้ว
๒. กรณีราษฎรรายใดมีสิทธิครอบครองที่ดินมาก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน  ถือว่าผู้นั้น
มีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย แม้ว่าที่ดินผืนนั้นจะมีความลาดชนั เกินกว่า ๓๕ %
๓. ให้กรมพัฒนาที่ดินจัดส่งแผนที่แสดงพื้นที่ลาดชันเกิน  ๓๕%  ให้แก่หน่วยราชการที่
เกี่ยวข้อง
หนงั สือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๖๑๙/ว ๑๕๑๑๑ ลงวนั ที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๓๙ เรือ่ ง
การรงั วดั เปลีย่ นโฉนดตราจอง หรือตราจองที่ตราว่า “ได้ทำ�ประโยชนแ์ ลว้ ” เปน็ โฉนดที่ดิน
โฉนดตราจอง  หรือตราจองที่ตราว่า  “ได้ทำ�ประโยชน์แล้ว”  เป็นหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์
ที่ดินประเภทหนึง่ ตามนัยมาตรา ๑ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน ดงั น้ัน การรงั วดั เปลีย่ นโฉนดตราจอง หรือ
ตราจองทีต่ ราว่า “ได้ทำ�ประโยชน์แล้ว” เป็นโฉนดที่ดิน จึงมิใช่การรงั วัดเพือ่ ออกโฉนดทีด่ ิน แต่เปน็ การรงั วัด
สอบเขตทีด่ ิน ตามมาตรา ๖๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อเปลีย่ นประเภทหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์
และเพื่อให้ทราบทีต่ ั้งแนวเขตที่ดินเท่าน้ัน หากมีผู้โต้แย้งสิทธิในที่ดิน พนกั งานเจ้าหน้าที่จะด�ำ เนินการตาม
มาตรา ๖๙ ทวิ วรรคห้า แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน การทีก่ ฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตาม
ความในพระราชบญั ญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.๒๔๙๗ ข้อ ๑๕ (๓) กำ�หนดให้มีการประกาศการ
แจกโฉนดทีด่ ิน ก็โดยมีวัตถปุ ระสงค์เพื่อหาผู้คัดค้าน หรือโต้แย้งสิทธิในที่ดิน เมื่อการดำ�เนินการออกโฉนด
ตราจอง หรือตราจองทีต่ ราว่า “ได้ทำ�ประโยชน์แล้ว” ได้มีการขออนุญาตจบั จอง และมีการประกาศหา
ผู้โต้แย้งสิทธิตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำ�หนดในกฎข้อบังคับที่ ๑ ลงวันที่ ๒๗ ธนั วาคม ร.ศ.๑๒๑ ออก
ตามความในพระราชบัญญตั ิออกตราจองทีด่ ินชัว่ คราว ร.ศ.๑๒๑ (ต่อมาได้มีประกาศเมือ่ วนั ที่ ๓๑ มีนาคม
ร.ศ.๑๒๔ เปลีย่ นนามพระราชบญั ญตั ิออกตราจองที่ดินช่วั คราว ร.ศ.๑๒๑ เปน็ พระราชบญั ญตั ิออกโฉนด
ตราจองและตราจองหรือตราจองที่ตราว่า “ได้ทำ�ประโยชน์แล้ว” มาทำ�การรังวัดเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดิน
จึงไม่จำ�ต้องด�ำ เนินการประกาศการแจกโฉนดที่ดิน เพื่อหาผู้คัดค้านหรือโต้แย้งสิทธิในทีด่ ินอีกแต่อย่างใด
หนังสือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๗๑๒/ว ๓๐๙๙๕ ลงวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๒๘ เรื่อง การออก
โฉนดที่ดินหรือหนงั สือรับรองการท�ำ ประโยชนแ์ ปลงเดียวหรือหลายแปลงเปน็ บางส่วน
กรมที่ดินซ้อมความเข้าใจกรณีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน  ซึ่งผู้ขอได้นำ�หลักฐาน
ที่ดินเดิมแปลงเดียวหรือหลายแปลง ไม่ว่าจะเปน็ ชนิดเดียวกันหรือต่างชนิดกัน มาขอออกโฉนดทีด่ ินหรือ
หนงั สือรบั รองการท�ำ ประโยชน์เปน็ แปลงเดียวหรือหลายแปลงหรือเปน็ บางส่วนดงั นี้
๑. การขอออกโฉนดทีด่ ินเฉพาะราย
๑.๑ ส.ค. ๑ แปลงเดียวมีชือ่ เจ้าของคนเดียวหรือหลายคน ขอออกโฉนดที่ดินหลายแปลง
ในคราวเดียวกัน  กระทำ�ได้โดยสร้างใบไต่สวนตามจำ�นวนแปลงที่ขอออกและหมายเหตุการออกโฉนดให้

๑๑๔ ปี กรมทด่ี นิ ๒๑๗

ปรากฏในหลกั ฐานเดิมด้วยว่าได้ออกโฉนดเป็นกีแ่ ปลง เลขทีเ่ ท่าใด ส�ำ หรับใบจอง (น.ส. ๒) ให้ท�ำ ได้เช่นกัน
โดยออกโฉนดให้มีชือ่ เจ้าของที่ดินตรงตามใบจอง
๑.๒ หนงั สอื รบั รองการท�ำ ประโยชนแ์ ปลงเดยี วกนั มชี อ่ื เจา้ ของทด่ี นิ คนเดยี วหรอื หลายคน
ขอออกโฉนดที่ดินหลายแปลงในคราวเดียวกนั โดยออกโฉนดที่ดินแต่ละแปลงให้มีชื่อเจ้าของทีด่ ินตรงกบั ชือ่
ใน น.ส. ๓ ทำ�นองแบ่งแยกในนามเดิม กระท�ำ ได้
๑.๓ หนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ แปลงเดียวมีชื่อเจ้าของทีด่ ินหลายคน ขอออกโฉนด
ที่ดินหลายแปลงในคราวเดียวกัน  โดยแต่ละแปลงมีชื่อเจ้าของที่ดินไม่เหมือนทำ�นองแบ่งกรรมสิทธิ์รวม
ให้ออกโฉนดทีด่ ินเปน็ แปลงเดียวกันก่อนแล้วจึงด�ำ เนินการแบ่งกรรมสิทธิร์ วมต่อไป
๑.๔ โฉนดตราจองหรือตราจองที่ตราว่า “ได้ท�ำ ประโยชน์แล้ว” แปลงเดียวมีชื่อเจ้าของ
ทีด่ ินคนเดียวหรือหลายคน ขอออกโฉนดทีด่ ินหลายแปลงในคราวเดียวกัน ให้ออกโฉนดที่ดินเป็นแปลงเดียว
ก่อนแล้วจึงดำ�เนินการแบ่งแยกต่อไป
๑.๕ ส.ค. ๑ หรือ น.ส. ๒ หนงั สือรบั รองการท�ำ ประโยชน์หลายแปลงไม่ว่าจะเปน็ ชนิด
เดียวกันหรือต่างชนิดกันซึ่งที่ดินอยู่ติดต่อเป็นผืนเดียวกันในตำ�บลเดียวกันและมีชื่อเจ้าของที่ดินเหมือนกัน
ทุกแปลง โดยแต่ละแปลงไม่มีภาระผกู พนั ต่างกนั หรือไม่อยู่ในบงั คับห้ามโอนแตกต่างกันจะน�ำ มารวมกนั เพื่อ
ขอออกโฉนดทีด่ ินเปน็ แปลงเดียวกนั กระทำ�ได้
๑.๖ โฉนดตราจองหรือตราจองที่ตราว่า “ได้ท�ำ ประโยชน์แล้ว” จ�ำ นวนหลายแปลงจะ
นำ�มารวมกันเพื่อขอออกโฉนดที่ดินเป็นแปลงเดียวกันและเข้าลักษณะเป็นการรวมโฉนดที่ดินตามคำ�ส่ัง
กรมทีด่ ิน ที่ ๑๒/๒๕๐๐ ล.ว. ๘ พ.ย. ๒๕๐๐ กระทำ�ได้
๑.๗ การขอออกโฉนดที่ดิน เป็นบางส่วนหรือเฉพาะส่วนในทีด่ ินทีม่ ีหลักฐาน (ส.ค.๑)
โดยปกติควรให้ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินไปทั้งแปลงแล้วจึงให้ขอแบ่งแยกโฉนดที่ดินในภายหลังแต่ถ้ามีความ
จำ�เป็น  ก็ควรผ่อนผันให้ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นบางส่วนหรือเฉพาะส่วนได้โดยให้ผู้ครอบครองที่ดิน
ทุกคนร่วมกันนำ�ชี้แนวเขตรอบท้ังแปลงก่อนแล้วจึงนำ�ชี้แนวเขตที่ดินบางส่วนหรือเฉพาะส่วนที่จะขอออก
โฉนดทีด่ ิน ตามนัยหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๐๙/ว ๐๔๖๘๙ ล.ว. ๓ มี.ค. ๒๓
๑.๘ การขอออกโฉนดที่ดินเป็นบางส่วนหรือเฉพาะส่วนในที่ดินที่มีหลักฐาน  (น.ส. ๒)
หรือ หนงั สือรับรองการทำ�ประโยชน์ ห้ามมิให้กระท�ำ
๑.๙ การขอออกโฉนดทด่ี นิ กรณที ม่ี ที างสาธารณประโยชน์ ทางหลวง หรอื คลองชลประทาน
ตัดผ่าน  ต้องปฏิบัติตามระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการออกโฉนดที่ดินกรณีที่มีทางสาธารณประโยชน์
ทางหลวงหรือคลองชลประทานตดั ผ่าน พ.ศ. ๒๕๒๒ ล.ว. ๓ เม.ย. ๒๕๒๒
๒. การนำ�เดินส�ำ รวจออกโฉนดที่ดิน
๒.๑ หลักฐานที่ดิน ตาม ม.๕๘ ทวิวรรค ๒ (๑) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แปลงเดียว
มีชื่อเจ้าของคนเดียวหรือผู้ครอบครองต่อเนื่องคนเดียวจากผู้ซึ่งมี  ส.ค. ๑  จะนำ�เดินสำ�รวจออกโฉนดที่ดิน
หลายแปลงในคราวเดียวกันไม่ได้
๒.๒ หลกั ฐาน ส.ค.๑ หรือใบจอง แปลงเดียวมีชื่อเข้าของทีด่ ินหลายคน หรือผู้ครอบครอง
ต่อเนื่องหลายคนจากผู้ซึ่งมี  ส.ค. ๑  นำ�เดินสำ�รวจออกโฉนดที่ดินเป็นจำ�นวนหลายแปลงไม่เกินจำ�นวนผู้มี
สิทธิในที่ดินในคราวเดียวกัน กระท�ำ ได้ โดยสร้างใบไต่สวนตามจำ�นวนแปลงที่น�ำ เดินสำ�รวจ
๒.๓ หนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์  โฉนดตราจองหรือตราจองที่ตราว่า  “ได้ทำ�
ประโยชน์แล้ว” แปลงเดียวมีชือ่ เจ้าของทีด่ ินหลายคน จะนำ�เดินสำ�รวจออกโฉนดทีด่ ินหลายแปลงในคราว
เดียวกันไม่ได้

๒๑ ๘ ๑๑๔ ปี กรมท่ีดิน

๒.๔ ห ลักฐานทีด่ ินตาม ม.๕๘ ทวิ วรรคสอง (๑) แห่งประมวลกฎหมายที่ดินหลายแปลง
ไม่ว่าจะเปน็ ชนิดเดียวกนั หรือต่างชนิดกันจะมารวมกนั เพื่อเดินส�ำ รวจออกโฉนดที่ดินเป็นแปลงเดียวกนั ไม่ได้
๒.๕ การนำ�เดินสำ�รวจออกโฉนดที่ดินเป็นบางส่วนหรือเฉพาะส่วนในที่ดินที่มีหลักฐาน
ตาม ม. ๕๘ทวิ วรรคสอง (๑) แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน ห้ามมิให้กระท�ำ
๒.๖ การเดินสำ�รวจออกโฉนดที่ดินกรณีที่มีทางสาธารณประโยชน์  ทางหลวงหรือ
คลองชลประทานตัดผ่าน  ต้องปฏิบัติตามระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการออกโฉนดที่ดินกรณีที่มีทาง
สาธารณประโยชน์ ทางหลวงหรือคลองชลประทานตดั ผ่าน พ.ศ. ๒๕๒๒ ล.ว. ๓ เม.ย. ๒๕๒๒
๓. การขอออกหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์เฉพาะรายและการนำ�เดินสำ�รวจออกหนังสือ
รบั รองการท�ำ ประโยชน์ให้ปฏิบตั ิตามข้อ ๑, ๒ โดยอนุโลม
หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑๙/ว ๓๗๐๐๔ ลงวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๔๐ เรือ่ ง
การลงทีห่ มายในระวางแผนที่ทบั เลขที่ดิน
ให้ตรวจสอบ ดงั นี้
๑. บญั ชีต่อเลขที่ดิน สารบัญทีด่ ิน (บ.ท.ด. ๓๙) สารบัญรายชือ่ ว่าได้มีการให้เลขที่ดินและ
ลงบญั ชีที่ดินไว้ถูกต้องหรือไม่
๒. ใบไต่สวนทีด่ ินค้างแจก แฟ้มเกบ็ ใบไต่สวนที่ค้างแจก และแฟ้มเก็บใบไต่สวนทีแ่ จกแล้ว
แต่ยงั ไม่ได้แจกโฉนด บญั ชีคมุ ใบไต่สวนของแต่ละตำ�บล (บ.ท.ด. ๔๔)
๓. ตรวจสอบสารบบที่ดิน
๔. บัญชีจ�ำ นวนหนงั สือสำ�คัญ (บ.ท.ด. ๑๓) บัญชีรายชื่อเจ้าของที่ดิน (บ.ท.ด. ๓๕) ถ้ามี
๕. ถ้าตรวจสอบหลกั ฐานตามข้อ ๑ – ๔ แล้วไม่พบ หรือไม่ได้ข้อยุติว่าได้มีการแจกโฉนด
ทีด่ ินหรือใบไต่สวนไปแล้ว ให้สอบถามกรมทีด่ ินเพือ่ ตรวจสอบหลกั ฐานทางส่วนกลาง
๖. ถ้ากรมที่ดินไม่มีหลักฐานยืนยันว่า  ได้มีการแจกใบไต่สวนหรือโฉนดที่ดินไปแล้ว  ก็ให้
เจ้าหน้าที่สอบสวนเจ้าของที่ดินและเจ้าของที่ดินข้างเคียง  รวมท้ังหลักฐานของเจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียง
รอบด้านว่า  ได้มีการออกเอกสารสิทธิไปแล้วหรือไม่  ใครเป็นผู้รับรองแนวเขตด้านที่ติดกับแปลงที่ขอ
ออกโฉนดทีด่ ิน และสอบประวตั ิความเปน็ มาของผู้ครอบครองแต่ละคนว่า ได้ทีด่ ินมาอย่างไร ต้ังแต่เมือ่ ใด
มีหลกั ฐานเดิมอย่างไร รวมท้ังสอบสวนผู้ปกครองท้องทีแ่ ละพยานบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเสียก่อน แล้วให้
เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดใช้ดุลยพินิจพิจารณาจากข้อเท็จจริงและผลการสอบสวนดังกล่าวในการดำ�เนินการ
ต่อไป

l ทีว่ ัด

หนังสือกรมที่ดินที่ มท ๐๖๐๙/๒๓๖ ลงวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๒๔ เรื่อง การออก น.ส.๓
หรือโฉนดทีด่ ินของวัดร้าง
๑. ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ให้ผู้ที่
ครอบครองและทำ�ประโยชน์อยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือสำ�คัญแสดง
กรรมสิทธิ์ที่ดิน แจ้งการครอบครองภายใน ๑๘๐ วัน นับแต่วนั ที่พระราชบัญญัติดงั กล่าวใช้บังคบั หากไม่
แจ้งภายในระยะเวลาดังกล่าว  ให้ถือว่าผู้นั้นเจตนาสละสิทธิการครอบครองที่ดินน้ัน  และรัฐมีอำ�นาจจัด
ที่ดินดงั กล่าวตามประมวลกฎหมายทีด่ ิน แต่ตามมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบญั ญตั ิคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕
บัญญัติไว้มีใจความว่า ที่วัดจะโอนกรรมสิทธิ์ได้ก็แต่โดยพระราชบัญญัติ ถ้าวัดไม่ได้แจ้งการครอบครอง
รัฐก็ไม่มีอำ�นาจนำ�ไปจัดตามประมวลกฎหมายที่ดินได้  เพราะขัดกับกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ซึ่งเป็น

๑๑๔ ปี กรมที่ดนิ ๒๑๙

กฎหมายเฉพาะ ฉะนน้ั โดยนยั กลบั กนั วดั กไ็ มต่ อ้ งแจง้ การครอบครอง ซง่ึ เรอ่ื งท�ำ นองเดยี วกนั นค้ี ณะกรรมการ
กฤษฎีกาเคยพิจารณาวินิจฉัยเกีย่ วกบั กรณีทีด่ ินของการรถไฟแห่งประเทศไทย กรมทางหลวงแผ่นดิน และ
กรมชลประทานไว้แล้วว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินซึ่งรัฐนำ�มาจัดตามประมวลกฎหมายที่ดินไม่ได้  เพราะมี
กฎหมายก�ำ หนดไว้เปน็ อย่างอื่น ฉะนั้น ว่าทีด่ ินของวัดไม่ต้องแจ้งการครอบครอง
๒. ทีด่ ินวดั ร้างมิใช่สมบตั ิของวัดใดวดั หนึ่ง ย่อมเป็นศาสนสมบัติกลาง ซึ่งอยู่ในอ�ำ นาจหน้าที่
ของกรมการศาสนาที่จะดูแลรกั ษาและจัดการ การทีก่ รมการศาสนาได้มอบหมายให้เจ้าหน้าทีไ่ ปด�ำ เนินการ
ขอออก น.ส.๓ จึงเป็นการถูกต้องแล้ว
หนังสือกรมศาสนา ที่ ศธ ๐๔๐๑/๒๔๙๔ ลงวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๒๙ เรื่อง น�ำ รงั วดั ออก
โฉนดทีด่ ิน (เวียนโดยหนงั สือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑๒/ว ๘๖๔๖ ลงวันที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๒๙)
กรมการศาสนา ขอเรียนดงั นี้
๑. ค�ำ ว่า “นิติกรรม” ตามความหมายทีป่ รากฏในมติสังฆมนตรี คร้ังที่ ๑/๒๔๙๖ เมือ่
วนั จนั ทร์ที่ ๕ มกราคม ๒๔๙๖ น้ัน หมายถึง การขอรังวดั รับโฉนดที่ดิน การขอสอบเขต การขอแบ่งแยก และ
การขอรบั รองเขตที่ดินของวดั ๔ ประการเท่าน้ัน มิใช่หมายถึง “นิติกรรม” ตามความหมายในมาตรา ๑๑๒
แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่อย่างไรก็ดี กิจการอันใดที่เกีย่ วข้องกบั ที่ดินซึ่งเรียกชือ่ ต่างออก
ไปบ้าง แต่มีลักษณะใกล้เคียงท�ำ นองเดียวกบั กิจการ ๔ ประการ ดังกล่าวข้างต้น ก็ควรจะสงเคราะห์เข้าได้
โดยอนุโลม
๒. ตามค�ำ สัง่ กรมการศาสนา ที่ ๒๗๙/๒๕๒๔ สง่ั ณ วันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๒๔ ข้อ ๖ อธิบดี
กรมการศาสนาได้มอบอ�ำ นาจให้ผู้ว่าราชการจังหวดั ปฏิบตั ิราชการแทน ในการขอรังวัดรบั โฉนด การสอบ
เขตโฉนด การระวังชี้แนวเขตโฉนด ในทีด่ ินศาสนสมบตั ิกลางและวดั ร้างเท่าน้ัน ส่วนการระวังชี้แนวเขต
ทีด่ ินวดั มีพระสงฆ์ อนั ไม่ใช่วัดร้าง กต็ ้องเป็นไปตามมติคณะมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๑๖/๒๕๒๘ เมือ่ วันที่
๒๐ มิถนุ ายน ๒๕๒๘ กล่าวคือ วัดมีพระสงฆ์ที่อยู่ในเขตกรงุ เทพมหานครกด็ ี ที่อยู่ในส่วนภูมิภาค ในเขต
เทศบาลหรือสุขาภิบาลกด็ ี ให้เจ้าอาวาสมอบฉันทะให้กรมการศาสนาหรือตัวแทนของกรมการศาสนาเป็น
ผู้ท�ำ นิติกรรม (กิจการ ๔ ประการ) แทนวดั
ค�ำ ว่า “ตัวแทนของกรมการศาสนา” ตามมติคณะสังฆมนตรี น้ัน แยกเปน็ ๒ กรณี คือ
(๑) ในกรณีทีเ่ จ้าอาวาสแห่งวัดนั้นๆ มีหนงั สือถึงกรมศาสนาให้ดำ�เนินการแทนวดั กรมการ
ศาสนาจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ของกรมการศาสนาไปปฏิบัติการแทนกรมการศาสนา  เจ้าหน้าที่ดังกล่าว
เปน็ ตวั แทนกรมการศาสนา
(๒) ในกรณีที่เจ้าอาวาสแห่งวัดน้ันๆ  มีหนังสือถึงศึกษาธิการจังหวัดให้ดำ�เนินการแทนวัด
ศึกษาธิการจงั หวัดผู้ปฏิบตั ิการดังกล่าว ย่อมมีฐานะเป็นตวั แทนของเจ้าอาวาส ตามประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ และเป็นตัวแทนของกรมการศาสนา ตามนัยแห่งหนงั สือกรมการศาสนาถึงผู้ว่าราชการจังหวดั
ทกุ จงั หวดั ที่ ศธ ๐๔๐๕/๘๒๑๑ ลงวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๐๗ และตามนยั แห่งหนงั สือกรมการศาสนาถึง
กรมที่ดิน ที่ ศธ ๐๔๐๕/๘๘๘๕ ลงวนั ที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๐๙
หนังสือกรมศาสนา ที่ ศธ ๐๔๐๕/๘๘๘๕ ลงวนั ที่ ๒๓ ตลุ าคม ๒๕๐๙ เรื่อง ผแู้ ทนวดั
ระเบียบการปฏิบัติเกี่ยวกับที่ดินของวัดในขณะนี้  ท้ังในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคยังไม่มี
ระเบียบเปลี่ยนแปลง คงถือปฏิบตั ิตามข้อตกลงเดิมซึ่งกรมทีด่ ินได้ทราบและถือปฏิบตั ิอยู่แล้วน้ัน
อนึ่ง เนื่องจากมีมติคณะสงั ฆมนตรี ครั้งที่ ๑/๒๔๙๖ ซึง่ ประชมุ เมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๔๙๖
ว่า “การกระทำ�นิติกรรมอนั เกีย่ วกับทีด่ ินของวัด คือ การขอรังวดั รบั โฉนด การขอสอบเขต การขอแบ่งแยก

๒๒ ๐ ๑๑๔ ปี กรมที่ดิน

และการขอรับรองเขตที่ดินของวัด  ๔  ประการนี้  ให้เจ้าอาวาสมอบฉันทะให้การศาสนาหรือตัวแทน
กรมการศาสนาเป็นผู้ทำ�นิติกรรมแทนวัด แต่ข้อตกลงใดๆ ในการท�ำ นิติกรรมในกรณีเช่นนี้ ต้องได้รับความ
เห็นชอบของเจ้าอาวาสก่อน”  ซึ่งกรมการศาสนาก็ได้แจ้งมติคณะสังฆมนตรีดังกล่าวนี้ให้เจ้าอาวาสทุกวัด
เพือ่ ทราบและถือปฏิบตั ิด้วยแล้ว ฉะนั้น แม้วัดที่กรมการศาสนามิได้จดั ประโยชน์ ก้ต้องถือปฏิบัติตามมติ
คณะสังฆมนตรีด้วย ยกเว้นวดั ที่ส�ำ นกั พระราชวังท�ำ หน้าทีแ่ ทนอยู่
กรณวี ดั ขอออกโฉนดทด่ี นิ ตามหลกั ฐาน ส.ค.๑ โดยน�ำ รงั วดั ทบั ทางหลวงเทศบาลบางสว่ น
ทีด่ ินที่ขอออกโฉนดที่ดินเป็นทีด่ ินวดั ถ. ตามหลกั ฐาน ส.ค. ๑ ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๖
เทศบาล ม.ได้รับจดั สรรเงินงบประมาณด�ำ เนินการโครงการก่อสร้างถนน ซึง่ เส้นทางดังกล่าวผ่านเข้าไปใน
ที่ดินของวัด โดยวดั ไม่ได้ยินยอมหรืออทุ ิศให้เปน็ ทีส่ าธารณสมบัติของแผ่นดินส�ำ หรับพลเมืองใช้ร่วมกันกรณี
จึงเป็นไปตามมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ
คณะสงฆ์ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งบัญญตั ิว่า “การโอนกรรมสิทธิท์ ีว่ ดั ทีธ่ รณีสงฆ์ หรือ ที่ศาสนสมบัติ
กลางให้กระท�ำ ได้ก็แต่โดยพระราชบญั ญตั ิ” ฉะน้ัน เมื่อยังไม่มีการตราพระราชบญั ญตั ิโอนกรรมสิทธิท์ ี่วดั
ให้เป็นทีส่ าธารณสมบัติของแผ่นดินส�ำ หรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ทีด่ ินแปลงดังกล่าวกย็ งั คงเปน็ ที่วดั ตามนัย
ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (กรรมการร่างกฎหมายคณะที่ ๔) เมือ่ เดือนธนั วาคม ๒๕๓๓ เรือ่ ง
ปัญหาข้อกฎหมายตามมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ (เรือ่ งเสรจ็ ที่ ๕๖๒/๒๕๓๓)
พนกั งานเจ้าหน้าที่สามารถออกโฉนดทีด่ ินให้แก่วดั ถ. เต็มทั้งแปลงต่อไปได้
(ตอบข้อหารือจังหวัดเชียงราย หนงั สือกรมที่ดิน ด่วนที่สดุ ที่ มท ๐๕๑๖.๕ /๒๒๐๓๕
ลงวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๕๕)
สำ�นักพระพุทธศาสนาขอออกโฉนดวัดเขาอินทร์ (ร้าง) โดยอาศัยหลักฐานพระราช
พงศาวดารเหนือ  ซึ่งพิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพมหาเสวกเอกเจ้าพระยา
ศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาธิบดี  เมื่อวันที่  ๑๐  สิงหาคม  ๒๕๐๑  พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว  เรื่องเที่ยวเมืองพระร่วง  และตำ�นานเมืองสวรรคโลก  มีปัญหาเรื่อง
อาณาเขตที่ดินของวัด
ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองสงฆ์  ร.ศ. ๑๒๑  และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์
พ.ศ. ๒๕๐๕ บญั ญัติว่า ที่ดินของวัดมีอยู่ ๓ ประเภท ได้แก่ ทีว่ ดั หรือที่ต้ังวดั ทีธ่ รณีสงฆ์ซึ่งเป็นสมบตั ิ
ของวัด และที่กลั ปนาซึง่ หมายถึงที่ซึง่ มีการอทุ ิศผลประโยชน์ให้แก่วัด ซึ่งตามนยั กฎหมายดังกล่าว ที่ดินที่
ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของวดั หมายถึงทีต่ ั้งวัดและทีธ่ รณีสงฆ์ ที่ดินทีส่ ำ�นกั งานพระพุทธศาสนาแห่งชาติขอออก
โฉนดที่ดินเป็นทีด่ ินวดั เขาอินทร์ (ร้าง) โดยอาศยั หลักฐานพระราชพงศาวดารเหนือ ซึง่ พิมพ์เปน็ อนสุ รณ์
ในงานพระราชทานเพลิงศพมหาเสวกเอกเจ้าพระยาศรีพิพัฒน์รตั นราชโกษาธิบดี เมื่อวนั ที่ ๑๐ สิงหาคม
๒๕๐๑ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หวั เรือ่ งเที่ยวเมืองพระร่วง และต�ำ นานเมือง
สวรรคโลก ซึง่ เป็นหลกั ฐานทีพ่ อจะค้นหาได้ในปัจจบุ นั และไม่ปรากฏหลักฐานทางประวตั ิศาสตร์โบราณคดี
อื่นๆ ที่จะสามารถยืนยันได้ชัดเจนว่าอาณาเขตที่แท้จริงของวัดเขาอินทร์ในสมัยโบราณมีเพียงใด แต่จาก
พระราชพงศาวดารเหนอื เองไดก้ ลา่ วถงึ ทก่ี ลั ปนาทข่ี น้ึ ตอ่ วดั เขาอนิ ทรว์ า่ พระยารว่ งพระราชทานทไ่ี รแ่ ลนาสดั
วัดวาอารามไว้เป็นพระกัลปนาอทุ ิศให้แก่วดั เขาอินทร์ แต่โพธิเ์ ฒ่านอกวดั ป่าแก้วมาถึงถนนหลวงได้ไร่แลนา
๕๐๐ ไร่ แต่เชิงพนมน้อยมาถึงบ่อแก้วได้ไร่แลนา ๔๐ ไร่ ตำ�บลมานะกอกปมได้ไร่แลนา ๕๖๐ ไร่ ตำ�บลตาล
ต้นเดียวทุ่งยั้งได้ไร่แลนา ๒๕๐ ไร่ นอกจากน้ันในพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
เรื่องเที่ยวเมืองพระร่วง ยังได้กล่าวถึงวดั เขาอินทร์ ไว้ในความตอนหนึง่ ว่า “สงั เกตดูว่าวดั นี้เปน็ วัดส�ำ คญั

๑๑๔ ปี กรมทด่ี ิน ๒๒๑

วัดหนึ่ง เพราะการก่อสร้างท�ำ ด้วยฝีมืออนั ประณีต จึงน่าจะเชื่อว่าสมภารคงจะเปน็ พระทีท่ รงสมณศักดิ์
พงศาวดารเหนือว่าต�ำ แหน่งสมภารวดั เขาอินทร์เป็นพระครูธรรมไตรโลก แต่พระครูธรรมไตรโลกนั้นว่าเป็น
ตำ�แหน่งในคณะขวา คือคณะวดั มหาธาตุ พิเคราะห์ดตู ามภมู ิทีด่ ูวัดนี้จะขึ้นคณะป่าแก้วฝ่ายซ้าย คือสงั เกต
ว่าที่ไหนมีพระเปน็ ๒ คณะ มกั แบ่งกันอยู่คนละฝั่งน้ํา และทีน่ ีก่ ็น่าจะเป็นเช่นเดียวกัน ถ้าเช่นน้ันแล้วก็น่าจะ
นึกเดาให้วัดใหญ่นี้เป็นที่อยู่ของพระพนรัตนสังฆราชคณะป่าแก้ว  เพราะนอกจากวัดนี้ก็ไม่มีวัดอะไรที่ใหญ่
หรือท่าทางจะเป็นวัดสำ�คัญยิ่งไปกว่าวัดนี้”  ซึ่งเป็นหลักฐานอย่างหนึ่งที่แสดงว่าวัดเขาอินทร์นี้เป็นวัดใหญ่
ในสมัยกรุงสุโขทัยและตามพงศาวดารก็ระบุว่าพระยาร่วงได้พระราชทานที่ไร่นาเป็นกัลปนาอุทิศแก่วัดเขา
อินทร์ เมือ่ พิจารณาความหมายของค�ำ ว่า “กลั ปนา” ตามสารานกุ รมไทยฉบับย่อ และผลงานวิจยั เพื่อการ
พัฒนาประเทศ เรื่อง “การกัลปนาในจารึกสมัยสุโขทยั อยุธยา และธนบุรี-รัตนโกสินทร์” โดยนายศิริสาร
เหมือนโพธิ์ทอง ผู้วิจยั สาขาวิชาจารึกภาษาไทย มหาวิทยาลยั ศิลปากร สรุปได้ว่า แต่โบราณค�ำ ว่า “กัลปนา”
หมายถึง การถวายสิ่งต่างๆ เช่น ที่ดิน คน สตั ว์ สิ่งของ แก่ผู้ล่วงลับ หรือศาสนสถาน โดยทีด่ ินผู้อทุ ิศถวาย
จะเป็นพระมหากษัตริย์หรือบคุ คลในราชวงศ์ ต่อมาความหมายค�ำ ว่า “กลั ปนา” ได้เปลี่ยนเปน็ การให้แต่
ผลประโยชน์อนั เกิดจากวตั ถใุ ดวัตถหุ นึง่ ไม่ให้วัตถนุ ้ัน หากเป็นการกลั ปนาเฉพาะผลประโยชน์จะใช้คำ�ว่า
“กลั ปนาผล” การกัลปนาทีด่ ินให้แก่วัดเขาอินทร์ในสมยั นั้นจึงหมายถึงการอทุ ิศหรือยกที่ดินให้แก่วดั ไม่ใช่
หมายถึง ที่ซึ่งพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงพระราชอทุ ิศเงินค่าอากรทีแ่ ห่งนั้น หรือที่ซึง่ เจ้าของมิได้ถวายกรรมสิทธิ์
อทุ ิศแต่ผลประโยชน์อันเกิดแต่ทีน่ ้ัน ตามความหมายในมาตรา ๖ แห่งพระราชบญั ญัติลกั ษณะปกครองสงฆ์
ร.ศ. ๑๒๑ ซึง่ มาให้คำ�จำ�กดั ความในภายหลงั ประกอบกับเมื่อพิจารณาจากคำ�พิพากษาฎีกา ที่ ๑๗๕๘-
๑๗๕๙/๒๕๑๖ ได้กล่าวถึงกรณีพระราชพงศาวดารเกี่ยวกบั ต�ำ นานพระพุทธบาทว่า พระเจ้าทรงธรรมได้
ทรงราชอุทิศที่โยชน์หนึ่งโดยรอบพระพุทธบาท  ถวายเป็นพุทธบูชากัลปนาผล  โดยศาลเห็นว่าข้อความที่
เล่าสืบกันมาทางประวัติศาสตร์นี้รับฟังประกอบกับหลักฐานพระราชพงศาวดารของทางราชการได้  ที่ดิน
ที่อยู่ในเขตของพระพุทธบาทที่พระเจ้าทรงธรรมได้ทรงอุทิศไว้แต่โบราณกาล  โดยมีวัดพระพุทธบาทเป็นผู้
ดแู ลรักษา แม้จ�ำ เลยจะได้รบั โฉนดสำ�หรบั ที่พิพาทมา ได้ครอบครองที่พิพาทอย่างเป็นเจ้าของมาเปน็ เวลา
นานเท่าใด  และแม้ทางวัดจะได้ปล่อยปละละเลยไว้เป็นเวลานานกว่าจะได้ใช้สิทธิติดตามเอาจากจำ�เลย
กรรมสทิ ธใ์ิ นทด่ี นิ ของวดั กห็ าระงบั สน้ิ สดุ ไปไม่ จงึ แสดงใหเ้ หน็ วา่ ศาลฎกี าวนิ จิ ฉยั กรณที ด่ี นิ ซง่ึ พระมหากษตั รยิ ์
ได้ทรงราชอุทิศที่ดินถวายเป็นพุทธบูชากัลปนาผลว่าตกเป็นกรรมสิทธิ์ในที่ดินของวัดนั้น  ดังน้ัน  หากที่ดิน
ที่ขอออกโฉนดที่ดินเป็นทีด่ ินในลกั ษณะที่กล่าวมาข้างต้น ก็เปน็ ดลุ ยพินิจของเจ้าพนักงานทีด่ ินทีจ่ ะพิจารณา
ออกโฉนดทีด่ ินตามข้อเทจ็ จริงและพยานหลกั ฐานทีป่ รากฏต่อไป
(ตอบข้อหารือจงั หวดั สุโขทัย ตามหนงั สือกรมที่ดิน ด่วนทีส่ ุด ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๒๘๙๕๑
ลงวนั ที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เรื่อง ขอหารือกรณีการออกโฉนดที่ดินวดั เขาอินทร์ (ร้าง))
กรณี นาย ป. ขอให้หนว่ ยงานทีเ่ กีย่ วข้องฟืน้ ฟวู ดั รา้ งให้เปน็ วัดที่มีพระสงฆแ์ ละขอให้
ออกเอกสารสิทธิในที่ดินให้กับวัดท้ังที่เป็นวัดร้างหรือวัดที่มีพระสงฆ์  โดยให้ยกเว้นค่าธรรมเนียม
เนือ่ งจากขณะนี้วดั ร้างในประเทศมีจำ�นวนเพิม่ ขึน้ และมีปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิในที่ดินซึง่ มีสาเหตุ
จากการยกที่ดินให้กับวัด  แต่ไม่ได้ทำ�เป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ถูกต้อง
จึงขอให้กระทรวงมหาดไทยพิจารณาด�ำ เนินการตามทีเ่ หน็ สมควร
๑. กรณีวดั ร้างหรือวัดที่มีพระสงฆ์ขอออกหนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ิน
๑.๑ การพิจารณาออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน
กรณีการเดินสำ�รวจออกหนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ินตามประมวลกฎหมายทีด่ ิน มาตรา ๕๘ และ มาตรา ๕๘
ทวิ และกรณีการออกหนังสือแสดงสิทธิในทีด่ ินเฉพาะรายตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๕๙ ทีด่ ินนั้น

๒๒ ๒ ๑๑๔ ปี กรมทีด่ นิ

ต้องอยู่ในหลักเกณฑ์ที่สามารถออกหนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ินได้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗)
ออกตามความในพระราชบัญญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๑๔ คือ เปน็ ทีด่ ินที่ผู้มีสิทธิ
ในที่ดินได้ครอบครองและทำ�ประโยชน์แล้ว  และเป็นที่ดินที่สามารถออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินได้ตาม
กฎหมายโดยไม่เปน็ ที่ดินดังต่อไปนี้
(๑) ที่ดินทีร่ าษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกนั เช่น ทางน้ํา ทางหลวง ทะเลสาบ ทีช่ ายตลิง่
(๒) ทีเ่ ขา ทีภ่ ูเขา และพื้นที่ที่รัฐมนตรีประกาศหวงห้ามตามมาตรา ๙ (๒) แห่งประมวล
กฎหมายที่ดิน  แต่ไม่รวมถึงที่ดินซึ่งผู้ครอบครองมีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวล
กฎหมายทีด่ ิน
(๓) ที่เกาะ  แต่ไม่รวมถึงที่ดินของผู้ซึ่งมีหลักฐานแจ้งการครอบครองที่ดิน  มีใบจอง
ใบเหยียบยํ่า หนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์  โฉนดตราจอง  ตราจองทีต่ ราว่า “ได้ทำ�ประโยชน์แล้ว” หรือ
เป็นผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ  หรือที่ดินที่คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ
ได้อนุมัติให้จดั แก่ประชาชน หรือที่ดินซึง่ ได้มีการจดั หาผลประโยชน์ตามมาตรา ๑๐ และมาตรา ๑๑ แห่ง
ประมวลกฎหมายทีด่ ิน โดยคณะกรรมการจัดทีด่ ินแห่งชาติได้อนมุ ัติแล้ว
(๔) ที่สงวนหวงห้ามตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบญั ญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายทีด่ ิน
พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๒๐ (๓) และ (๔) แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบญั ญัติแก้ไข
เพิ่มเติมประมวลกฎหมายทีด่ ิน (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๖ หรือกฎหมายอื่น
(๕) ที่ดินที่คณะรัฐมนตรีสงวนไว้เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือเพื่อประโยชน์
สาธารณะอย่างอืน่
๑.๒ การพิจารณาออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินต้องพิจารณาถึงสภาพบุคคลก่อน
โดยวัดร้างหรือวัดที่มีพระสงฆ์ต้องมีสภาพเป็นนิติบุคคล  จึงสามารถดำ�เนินการออกหนังสือแสดงสิทธิใน
ทีด่ ินได้ ส�ำ หรับวัดทีไ่ ม่มีฐานะเป็นนิติบคุ คลไม่สามารถดำ�เนินการออกหนงั สือแสดงสิทธิในที่ดินได้ เนื่องจาก
กฎหมายไม่ได้ให้อำ�นาจไว้ ซึ่งตามมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญตั ิคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขเพิม่ เติม
โดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ กำ�หนดว่า วดั ทีไ่ ด้รบั พระราชทานวิสงุ คามสีมา และ
สำ�นักสงฆ์ มีฐานะเปน็ นิติบคุ คล สำ�หรบั วดั ที่มีมาก่อนพระราชบัญญตั ิคณะสงฆ์ดังกล่าว การพิจารณาว่า
วัดมีฐานะเปน็ นิติบคุ คลหรือไม่ ตามระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการได้มาซึง่ ทีด่ ินของวัดวาอาราม ตามมาตรา
๘๔ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน พ.ศ. ๒๕๕๒ ข้อ ๘ (๑) ได้วางแนวทางการพิจารณา ดังนี้
(๑) วัดที่ตั้งขึ้นตามพระราชบญั ญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ ให้ใช้หลกั ฐาน
การประกาศการได้รับพระราชทานพระบรมราชานญุ าตให้สร้างวัด
(๒) วดั ที่ต้ังขึ้นตามพระราชบัญญตั ิคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๔๘๔ ให้ใช้หลกั ฐานการประกาศ
ตั้งวดั ของกระทรวงศึกษาธิการ
(๓) วดั ทตี่ ้งั ขึ้นก่อนพระราชบญั ญตั ิลกั ษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ หรือวดั ทตี่ ้งั ขึ้น
ตามพระราชบัญญตั ิลกั ษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ. ๑๒๑ หรือวดั ที่ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์
พ.ศ. ๒๔๘๔ แต่ไม่มีหลกั ฐานให้ตรวจสอบ อนุโลมให้ใช้หนังสือรบั รองสภาพวัด สำ�เนาทะเบียนวัด หรือ
ประวัติวดั ทีร่ บั รองโดยทางราชการอย่างใดอย่างหนึ่งได้
(๔) วัดที่ตั้งขึ้นตามพระราชบญั ญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ให้ใช้หลักฐานการประกาศ
ตั้งวดั ของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งประกาศในราชกิจจานเุ บกษา
๑.๓ กรณีการเดินสำ�รวจออกโฉนดที่ดิน และการออกหนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ินเปน็ การ
เฉพาะราย ให้วดั มีค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ดังนี้

๑๑๔ ปี กรมที่ดิน ๒๒๓

(๑) กรณีวดั น�ำ เดินส�ำ รวจออกโฉนดที่ดิน วดั ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรงั วัดที่ดิน เสีย
แต่เพียงค่าธรรมเนียมตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๗ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ออกตามความในพระราชบญั ญัติให้ใช้
ประมวลกฎหมายทีด่ ิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ดังนี้ ค่าออกโฉนดที่ดินกรณีเนื้อทีไ่ ม่เกิน ๒๐ ไร่ คิด ๕๐ บาท ถ้าเกิน
๒๐ ไร่ ส่วนทีเ่ กินคิดไร่ละ ๒ บาท (เศษของไร่ให้คิดเป็นหนึง่ ไร่) ค่าหลกั เขตที่ดิน คิดเป็นรายแปลงๆ ละ ๖๐
บาท ค่ามอบอำ�นาจเรื่องละ ๒๐ บาท ปิดอากรแสตมป์ ๓๐ บาท
(๒) กรณีวัดขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ (น.ส. ๓, น.ส. ๓ ก.
และ น.ส. ๓ ข.) เปน็ การเฉพาะรายจะมคี า่ ธรรมเนยี มและคา่ ใชจ้ า่ ยตามกฎกระทรวง ฉบบั ท่ี ๔๗ (พ.ศ. ๒๕๔๑)
ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายทีด่ ิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ดังนี้
- ค่าค�ำ ขอ แปลงละ ๕ บาท
- ค่าใช้จ่ายในการรังวดั ลกั ษณะเหมาจ่าย ได้แก่
- ค่าพาหนะเจ้าหน้าที่ (ตามประกาศของจังหวัด)
- ค่าคนงานรงั วัด (ตามเขตจังหวดั ทีก่ ระทรวงการคลงั ก�ำ หนด)
- ค่าป่วยการผู้ปกครองท้องที่ วันละ ๕๐ บาท
- ค่าใช้จ่ายอืน่ ๆ เช่น ค่าส่งหมายข้างเคียงทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรบั ๑๐๐ บาท
- ค่าปิดประกาศให้แก่ผู้ปิดประกาศแห่งละ ๑๐ บาท
- ค่ามอบอำ�นาจ (ถ้ามี) เรือ่ งละ ๒๐ บาท ปิดอากรแสตมป์ ๓๐ บาท
- ค่าหลักเขตหลักละ ๑๕ บาท
- ค่าพยานให้แก่พยานคนละ ๑๐ บาท
- ค่าธรรมเนียมออกโฉนดทีด่ ินถ้าเนื้อที่ไม่เกิน ๒๐ ไร่ คิด ๕๐ บาท ถ้าเกิน ๒๐ ไร่
ส่วนที่เกินคิดไร่ละ ๒ บาท (เศษของไร่ให้คิดเป็นหนึ่งไร่) ค่าธรรมเนียมออกหนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์
(น.ส.๓, น.ส.๓ ก. และ น.ส.๓ ข.) เนื้อที่ไม่เกิน ๒๐ ไร่ คิด ๓๐ บาท ถ้าเกิน ๒๐ ไร่ ส่วนที่เกินคิดไร่ละ ๒ บาท
(เศษของไร่ให้คิดเป็นหนึ่งไร่)
๒. กรณีขอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือแสดงสิทธิในทีด่ ิน
๒.๑ การเดินสำ�รวจออกโฉนดที่ดิน  ทางราชการได้ให้ความช่วยเหลือแก่เจ้าของที่ดิน
โดยเปน็ ผู้ดำ�เนินการในการรงั วดั ให้กบั เจ้าของทีด่ ิน เจ้าของที่ดินเสียค่าธรรมเนียมเฉพาะค่าออกโฉนดทีด่ ิน
ค่าหลกั เขตที่ดิน และค่ามอบอำ�นาจเท่านั้น ซึง่ เป็นเงินจำ�นวนไม่มาก (ประมาณแปลงละ ๑๖๐ บาท กรณี
เนื้อทีไ่ ม่เกิน ๒๐ ไร่)
๒.๒ การออกโฉนดทีด่ ินหรือหนงั สือรับรองการท�ำ ประโยชน์เปน็ การเฉพาะราย เจ้าของ
ที่ดินต้องมายืน่ คำ�ขอ ณ สำ�นกั งานทีด่ ิน โดยพนักงานเจ้าหน้าที่จะออกไปท�ำ การรังวดั ในแปลงที่ดิน ซึง่ การ
ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์โดยวิธีนี้มีค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมตามที่กำ�หนดไว้
ในกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๗ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน
พ.ศ. ๒๔๙๗ เปน็ ค่าใช้จ่ายในการรงั วัดลกั ษณะเหมาจ่าย ได้แก่ ค่าพาหนะ (ซึ่งกำ�หนดโดยประกาศจงั หวัด)
ค่าคนงานรังวัด (ตามเขตจงั หวดั ที่กระทรวงการคลงั กำ�หนด) ค่าป่วยการผู้ปกครองท้องที่ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ
ค่าธรรมเนียมค�ำ ขอ ค่ามอบอ�ำ นาจ ค่าปิดประกาศ ค่าพยาน ค่าออกโฉนดทีด่ ินหรือหนังสือรบั รองการทำ�
ประโยชน์
การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและยกเว้นค่าธรรมเนียมในการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือ
รับรองการท�ำ ประโยชน์ เป็นการกำ�หนดโดยบทบญั ญตั ิของกฎหมาย จึงไม่สามารถยกเว้นค่าธรรมเนียมใน
การออกโฉนดทีด่ ินหรือหนงั สือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ให้กบั วัดได้ หากพิจารณาแล้วเห็นว่า ทางราชการ

๒๒ ๔ ๑๑๔ ปี กรมทด่ี นิ

ควรให้ความช่วยเหลือในเรือ่ งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายดงั กล่าว ควรทีห่ น่วยงานที่เกีย่ วข้องคือส�ำ นกั งาน
พระพุทธศาสนาแห่งชาติจะพิจารณาจัดต้ังงบประมาณเพือ่ ด�ำ เนินการในเรือ่ งนี้โดยตรงต่อไป
๓. กรณีขอให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมในการโอนที่ดินให้แก่วัด  วัดที่จะสามารถทำ�นิติกรรม
สัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้  วัดนั้นต้องมีสภาพเป็นนิติบุคคล  ค่าธรรมเนียมกรณี
การจดทะเบียนที่วัดเป็นผู้รับให้เพื่อใช้เป็นที่ต้ังศาสนสถาน เช่น โบสถ์ วิหาร กุฏิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ
ฌาปนสถาน และทีธ่ รณีสงฆ์ ที่มีลกั ษณะการใช้ประโยชน์ตามนยั ดังกล่าว ในส่วนที่ได้มารวมกับทีด่ ินทีม่ ี
อยู่ก่อนแล้วไม่เกิน ๕๐ ไร่ พนักงานเจ้าหน้าที่จะเรียกเก็บตามราคาประเมินทุนทรพั ย์ตามที่คณะกรรมการ
ก�ำ หนดราคาประเมินทุนทรัพย์ก�ำ หนดอัตราร้อยละ ๐.๐๑ ตามข้อ ๒ (๗) (จ) แห่งกฎกระทรวง ฉบบั ที่
๔๗ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ซึง่ ออกตามความในพระราชบัญญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายทีด่ ิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ส่วนที่ดิน
ที่วัดรับให้เพื่อประโยชน์อย่างอื่น เช่น ใช้เปน็ ทีต่ ั้งโรงเรียน โรงพยาบาล โรงเลี้ยงเด็ก เปน็ ต้น ไม่ถือเป็นทีต่ ั้ง
ศาสนสถาน พนักงานเจ้าหน้าที่จะเรียกเกบ็ ค่าธรรมเนียมร้อยละ ๒ ตามข้อ ๒ (๗) (ก) แห่งกฎกระทรวง
ฉบับที่ ๔๗ (พ.ศ.๒๕๔๑) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.๒๔๙๗ โดย
ค�ำ ว่า “ที่ต้ังศาสนสถาน” ตามข้อ ๒ (๗) (จ) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๗ (พ.ศ.๒๕๔๑) ซึง่ ออกตามความ
ในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายทีด่ ิน พ.ศ.๒๔๙๗ หมายถึง ที่ต้ังของสถานทีใ่ ดๆ ซึง่ มีไว้เพือ่ ปฏิบตั ิ
ตามศาสนบญั ญัติ หรือปฏิบตั ิพิธีกรรมตามความเชือ่ ในทางศาสนาของวดั วาอาราม และรวมถึงบริเวณของ
สถานทีด่ งั กล่าวด้วย เช่น ทีต่ ั้งโบสถ์ วิหาร กฏุ ิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ ฌาปนสถาน และที่ธรณีสงฆ์ ทีม่ ี
ลกั ษณะการใช้ประโยชน์ตามนยั ดงั กล่าวด้วย ซึ่งค่าธรรมเนียมในการรบั โอนทีด่ ินที่วัดเปน็ ผู้รบั ให้เพือ่ ใช้เป็น
ที่ต้ังศาสนสถาน เช่น โบสถ์ วิหาร กฏุ ิสงฆ์ ศาลาการเปรียญ ฌาปนสถาน และทีธ่ รณีสงฆ์ ที่มีลกั ษณะการ
ใช้ประโยชน์ตามนัยดงั กล่าว ในส่วนที่ได้มารวมกับทีด่ ินทีม่ ีอยู่ก่อนแล้วไม่เกิน ๕๐ ไร่ อยู่ในอัตราที่ตาํ่ และ
เหมาะสมแล้ว
(ตอบข้อหารือประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามหนังสือกรมที่ดิน ด่วนทีส่ ดุ ที่ มท ๐๕๑๖.๕/
๓๐๒๔๒ ลงวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เรื่อง การดำ�เนินการตามข้อหารือของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร)
สำ�นักสงฆ์  ห.  ซึ่งยังไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลขอออกโฉนดที่ดินตามหลักฐานใบจอง
ได้หรือไม่ หากไม่ได้ จะให้นาย ร. ยืน่ เรื่องเพื่อขอออกโฉนดทีด่ ินต่อสำ�นักงานทีด่ ินจงั หวัดสาขา และ
โอนโฉนดทีด่ ินดงั กลา่ วใหก้ บั ทางส�ำ นกั สงฆ์ ห. ไดห้ รือไม่ หากไมส่ ามารถดำ�เนินการได้ จะมีแนวทาง
ปฏิบตั ิอย่างไรเพือ่ ใหส้ �ำ นกั สงฆ์ ห. มีสภาพเปน็ วดั อันเป็นศนู ย์รวมแห่งศรัทธาของราษฎร และไม่ขดั
ต่อกฎระเบียบของบา้ นเมือง
ใบจอง  (น.ส. ๒)  เป็นหนังสือที่ทางราชการออกให้เพื่อเป็นการแสดงความยินยอมให้ผู้มีชื่อ
ตามใบจองครอบครองและท�ำ ประโยชน์ในทีด่ ินเปน็ การชว่ั คราว ตามมาตรา ๓๐ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน
เป็นการให้สิทธิเฉพาะบคุ คลทีม่ ีชื่อตามใบจองเท่านั้นเมือ่ ทางราชการได้จัดให้บุคคลเข้าครอบครองที่ดินแล้ว
ก็จะดำ�เนินการออกใบจอง (น.ส. ๒) ให้ไว้เปน็ หลกั ฐาน โดยผู้มีชื่อตามใบจองจะต้องเริ่มทำ�ประโยชน์ในที่ดิน
ภายใน ๖ เดือน และต้องทำ�ประโยชน์ให้แล้วเสร็จภายใน ๓ ปี นบั แต่วันทีร่ ับใบจอง เมือ่ ผู้ทีไ่ ด้รบั สิทธิตาม
ใบจอง ได้ปฏิบตั ิตามระเบียบข้อบังคับ ข้อกำ�หนด และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำ�หนดโดยครบถ้วนแล้วก็
สามารถน�ำ ใบจอง (น.ส. ๒) ดังกล่าวไปขอออกหนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์หรือโฉนดที่ดินได้ โดยมีข้อ
กำ�หนดห้ามโอนตามมาตรา ๓๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ตามข้อเทจ็ จริงทีห่ ารือปรากฏว่า ใบจองเลขที่
๑๐๙ หมู่ที่ ๕ ต�ำ บลไชยวัฒนา อำ�เภอปวั จงั หวดั น่าน ออกให้แก่นาย ร. เมือ่ วนั ที่ ๓ กนั ยายน ๒๕๒๘ แต่ได้
มีการยกที่ดินตามหลกั ฐานใบจองดงั กล่าวให้ก่อสร้างวัด ห. เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๖ หากข้อเทจ็ จริงเปน็ ทีย่ ุติว่า
ขณะออกใบจอง นาย ร. ไม่ได้เข้าทำ�ประโยชน์ในทีด่ ิน โดยขณะนั้นได้มีการยกที่ดินให้แก่สำ�นกั สงฆ์ ห. แล้ว

๑๑๔ ปี กรมท่ีดิน ๒๒๕

การออกใบจองดังกล่าวถือเป็นการออกใบจองโดยไม่ชอบไม่สามารถนำ�ใบจองดังกล่าวไปเป็นหลักฐาน
ในการออกโฉนดที่ดินได้ พนกั งานเจ้าหน้าทีจ่ ะต้องด�ำ เนินการเพิกถอนใบจองตามระเบียบกรมทีด่ ิน ว่าด้วย
การเพิกถอนและจ�ำ หน่ายใบจองออกจากทะเบียนที่ดิน พ.ศ. ๒๕๒๗
กรณีที่สำ�นักสงฆ์ดังกล่าวจะขอออกโฉนดที่ดินต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์และประมวลกฎหมายทีด่ ินว่า สำ�นกั สงฆ์ฯ มีฐานะเป็นนิติบคุ คลที่สามารถออกโฉนดทีด่ ินได้หรือไม่
จะสามารถดำ�เนินการออกโฉนดที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตราใด  และที่ดินอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะ
ออกโฉนดทีด่ ินตามกฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิให้ใช้ประมวล
กฎหมายทีด่ ิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๑๔ โดยผู้ขอออกโฉนดที่ดินต้องมีการครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดิน
และที่ดินดังกล่าวไม่เป็นที่ดินที่ต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน เช่น ที่ดินที่ราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกัน ที่เขา
ทีภ่ เู ขา ทีเ่ กาะ ที่สงวนหวงห้าม ที่ดินที่คณะรัฐมนตรีสงวนไว้เพือ่ รกั ษาทรัพยากรธรรมชาติหรือเพื่อประโยชน์
สาธารณะอยา่ งอน่ื ซง่ึ ตามขอ้ เทจ็ จรงิ ปรากฏวา่ ส�ำ นกั สงฆฯ์ ยงั ไมม่ สี ภาพเปน็ นติ บิ คุ คล กลา่ วคอื ส�ำ นกั สงฆฯ์
ก่อสร้างขึ้น เมือ่ ประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๖ ซึง่ ตามพระราชบญั ญตั ิคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ประกอบกับพระราช
บญั ญตั ิคณะสงฆ์ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๑๙ บัญญตั ิว่า วดั ที่มีฐานะเปน็ นิติบุคคลตามประมวล
กฎหมายแพง่ และพาณชิ ยใ์ หม้ ฐี านะเปน็ นติ บิ คุ คลตามพระราชบญั ญตั คิ ณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ ซง่ึ แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ
โดยพระราชบัญญัตินี้ และตามระเบียบกรมทีด่ ินว่าด้วยการได้มาซึ่งที่ดินของวัดวาอารามตามมาตรา ๘๔
แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน พ.ศ. ๒๕๕๒ ข้อ ๘ (๑) ดงั นั้น การที่วัดจะมีสภาพเปน็ นิติบคุ คลได้ ให้พิจารณา
จากหลกั ฐานการประกาศตั้งวดั จากกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งประกาศในราชกิจจานเุ บกษา ประกอบกบั
สำ�นักงานพระพทุ ธศาสนาจงั หวดั น่านได้ตรวจสอบแล้วว่า ส�ำ นักสงฆ์ฯ ยังไม่ได้ดำ�เนินการขอสร้างวัด ต้ังวัด
และขอรบั พระราชทานวิสงุ คามสีมาเปน็ วดั ที่ถกู ต้องตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่ม
เติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ สำ�นักสงฆ์ฯ จึงไม่มีฐานะเปน็ นิติบคุ คลทีส่ ามารถ
ออกโฉนดที่ดินได้
สำ�หรับที่ดินที่ประสงค์จะขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นการได้ที่ดินมาภายหลังวันที่ประมวล
กฎหมายทด่ี นิ ใชบ้ งั คบั โดยไมม่ หี ลกั ฐานส�ำ หรบั ทด่ี นิ ทด่ี นิ ดงั กลา่ วจงึ ไมอ่ ยใู่ นหลกั เกณฑท์ จ่ี ะออกโฉนดทด่ี นิ ได้
ตามมาตรา ๕๙ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน แต่บุคคล (บคุ คลธรรมดาหรือนิติบคุ คล) สามารถนำ�เดิน
สำ�รวจออกโฉนดที่ดินได้ ตามมาตรา ๕๘ และ ๕๘ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน โดยในปีงบประมาณ
พ.ศ. ๒๕๕๗ จงั หวดั น่าน ได้ประกาศให้อ�ำ เภอปัวเปน็ พื้นที่เดินส�ำ รวจออกโฉนดทีด่ ินตามโครงการเร่งรดั
การออกโฉนดทีด่ ินให้ครอบคลุมทั่วประเทศ โดยมีศูนย์อำ�นวยการเดินสำ�รวจออกโฉนดทีด่ ินจังหวัดล�ำ ปาง
- พะเยา - แพร่ - น่าน รบั ผิดชอบดำ�เนินการในพื้นที่ดังกล่าว โดยเริ่มท�ำ การสำ�รวจรังวดั ในพื้นทีป่ ฏิบตั ิงาน
ตามโครงการฯ ต้ังแต่วนั ที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๖
(ตอบข้อหารืออ�ำ เภอปัว จังหวัดน่าน ตามหนังสือกรมที่ดิน ด่วนทีส่ ดุ ที่ มท ๐๕๑๖.๕/
๓๐๗๙๖ ลงวนั ที่ ๓ ธนั วาคม ๒๕๕๖)
หนังสือกรมที่ดิน ดว่ นมาก ที่ มท ๐๕๑๕/ว ๘๑๙๐ ลงวันที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๔๖ เรือ่ ง
การขอไดม้ าซึง่ ทีด่ ินของนิติบุคคลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แหง่ ประมวลกฎหมายทีด่ ิน
๑. กรณีวัดวาอารามขอได้มาซึง่ ที่ดิน
๑.๑ เมือ่ มีการยื่นคำ�ขอให้ได้มาซึง่ ทีด่ ินของวัด ตามมาตรา ๘๔ แห่งประมวลกฎหมาย
ที่ดิน เช่น รบั ให้, ซื้อ, รบั มรดก, ได้มาโดยการครอบครอง, ออกหนังสือแสดงสิทธิในทีด่ ิน ฯลฯ ให้พนกั งาน
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบหลักฐานและสอบสวนบันทึกถ้อยคำ�ผู้ขอ ตามแบบที่กำ�หนด

๒๒ ๖ ๑๑๔ ปี กรมท่ดี ิน

ส�ำ หรบั กรณีวดั ขอได้มาซึง่ ทีด่ ิน เมื่อรวมกบั ทีด่ ินทีม่ ีอยู่เดิมแล้วเกินกว่า ๕๐ ไร่ ให้สอบสวน
ให้ได้ความโดยละเอียดชัดเจนว่ามีเหตุผลและความจ�ำ เป็นอย่างใด ทั้งนี้เพือ่ ใช้ประกอบการพิจารณาว่าควร
อนุญาตให้วัดได้มาซึ่งที่ดินเกินกว่าทีก่ ฎหมายกำ�หนดไว้หรือไม่
๑.๒ หากเห็นว่าอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะดำ�เนินการให้ได้  ให้สำ�นักงานที่ดินที่รับคำ�ขอ
ประสานงานกับนายอำ�เภอหรือปลัดผู้เป็นหัวหน้าประจำ�กิ่งอำ�เภอท้องที่ซึ่งที่ดินต้ังอยู่เพื่อออกไปทำ�การ
ตรวจสอบข้อเทจ็ จริง และให้ความเหน็ พร้อมทั้งเหตุผลในการให้ความเหน็ ตามที่กระทรวงมหาดไทยก�ำ หนด
๑.๓ เมือ่ ได้รบั ผลการตรวจสอบข้อเทจ็ จริง และความเหน็ พร้อมท้ังเหตผุ ลในการให้ความ
เหน็ จากอ�ำ เภอหรือกิ่งอำ�เภอแล้ว ก่อนที่สำ�นกั งานที่ดินจงั หวดั จะเสนอเรือ่ งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณา
อนุญาต  ให้สำ�นักงานที่ดินจังหวัดสอบถามข้อมูลที่ดินที่มีอยู่เดิมไปยังสำ�นักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน
กรมทด่ี นิ ทางโทรสาร ตามบญั ชตี รวจสอบขอ้ มลู ทด่ี นิ ทม่ี อี ยเู่ ดมิ ของนติ บิ คุ คลเพอ่ื การศาสนา ตามมาตรา ๘๔
แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน  (เนื่องจากจำ�นวนเนื้อที่และประเภทการใช้ประโยชน์ในที่ดินของวัดมีความ
สำ�คัญต่อการพิจารณาอนุญาตและการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและภาษีในการจดทะเบียนให้วัดเป็นผู้รับให้ 
ตามกฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๔๗ (พ.ศ. ๒๕๔๑) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน
พ.ศ. ๒๔๙๗)
๑.๔ กรณีวดั ขอได้มาซึง่ ที่ดินเมื่อรวมกบั ทีด่ ินที่มีอยู่เดิมแล้วเกินกว่า ๑๐๐ ไร่ ก่อนเสนอ
เรื่องเพือ่ ขออนุญาต ให้จังหวดั ส่งเรื่องให้สำ�นักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (กรมการศาสนา) เพือ่ พิจารณา
ให้ความเห็นชอบก่อน  และเมื่อได้รับเรื่องคืนจากสำ�นักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแล้วให้เสนอเรื่องต่อ
ผู้ว่าราชการจงั หวดั เพือ่ พิจารณาสั่งการต่อไป
๑.๕ กรณีที่ตรวจสอบพบว่ามีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินหรือได้จดทะเบียนสิทธิ
และนิติกรรมให้วดั รับโอนทีด่ ิน โดยไม่ได้ขออนุญาตจากรฐั มนตรีฯ ให้ดำ�เนินการตาม ๑.๑ – ๑.๓ ก่อนเสนอ
เรื่องต่อผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีฯ  เพื่อพิจารณาส่ังอนุญาตย้อนหลังให้
เป็นการถกู ต้อง
๑.๖ ให้จงั หวดั รายงานผลการสง่ั อนญุ าต ตามมาตรา ๘๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
ตามบญั ชีรายงานผลการสัง่ อนุญาตของนิติบคุ คลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แห่งประมวลกฎหมาย
ทีด่ ินให้กรมทีด่ ินทราบ ภายใน ๗ วนั นับแต่วันทีส่ งั่ อนญุ าตเพือ่ กรมที่ดินจะได้รวบรวมรายงานผลการ
ส่ังอนญุ าต เป็นประจ�ำ ทุกเดือนให้รฐั มนตรีฯ ทราบภายในวันที่ ๑๐ ของเดือนถัดไป และหากรายใดที่ได้
พิจารณาแล้ว เห็นว่าไม่ควรอนญุ าต ให้ส่งเรื่องไปยงั กรมที่ดินเพือ่ ขอค�ำ สง่ั จากรฐั มนตรีฯ ต่อไป
๑.๗ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้แจกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน  หรือจดทะเบียนสิทธิและ
นิติกรรมให้วัดรับโอนที่ดินหรือส่ังอนุญาตย้อนหลังแล้ว  ให้จังหวัดรายงานกรมที่ดินตามบัญชีทะเบียนที่ดิน
ของนิติบคุ คลเพื่อการศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพื่อจะได้แก้ไขบญั ชีทะเบียนทีด่ ิน
ทางส่วนกลางให้ถกู ต้องตรงกันต่อไป
๒. กรณีวัดบาทหลวงโรมันคาธอลิคและมัสยิดอิสลามขอได้มาซึ่งที่ดิน  ให้ดำ�เนินการตาม
๑.๑ – ๑.๓ และ ๑.๕ - ๑.๗
๓. กรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรขอได้มาซึง่ ที่ดิน ให้ดำ�เนินการตาม ๑.๑–๑.๓, ๑.๕-๑.๗
และเมื่อทีด่ ินซึ่งได้รับอนุญาตครบ ๑ ปีแล้ว ให้ตรวจสอบและดำ�เนินการตามหนังสือกรมทีด่ ิน ด่วนมาก
ที่ มท ๐๖๑๐/ว ๒๐๓๐๐ ลงวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๓๕ แต่ให้จงั หวดั รายงานผลเฉพาะกรณีทีไ่ ด้จดทะเบียน
จ�ำ หน่ายจ่ายโอนแล้วให้กรมที่ดินเพือ่ จะได้แก้ไขบัญชีทะเบียนทีด่ ินทางส่วนกลางให้ถูกต้องตรงกัน

๑๑๔ ปี กรมทีด่ นิ ๒๒๗

๔. กรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรขอเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ในที่ดินเป็นอย่างอื่นไม่
ตรงตามที่อนญุ าตไว้ จะต้องขออนุญาตเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ในทีด่ ินก่อน และให้พนกั งานเจ้าหน้าที่
ดำ�เนินการ ดังนี้
๔.๑ ตรวจสอบหลักฐานเช่นเดียวกับกรณีมูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรขอได้มาซึ่งที่ดินตาม
หนงั สือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑๐/ว ๐๒๖๗๔ ลงวนั ที่ ๒๔ มกราคม ๒๕๔๓ โดยอนุโลม
๔.๒ สอบสวนเหตผุ ลและความจ�ำ เปน็ ทจ่ี ะเปลย่ี นแปลงการใชป้ ระโยชนใ์ นทด่ี นิ เปน็ อยา่ งอน่ื
ไม่ตรงตามที่รฐั มนตรีฯ อนญุ าตไว้ แล้วดำ�เนินการตาม ๑.๒, ๑.๓, ๑.๖ และหนงั สือกรมทีด่ ิน ด่วนมาก
ที่ มท ๐๖๑๐/ว ๒๐๓๐๐ ลงวนั ที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๓๕ โดยให้จงั หวดั รายงานการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์
ในทีด่ ินให้กรมทีด่ ินเพือ่ จะได้แก้ไขบัญชีทะเบียนที่ดินทางส่วนกลางให้ถกู ต้องตรงกนั ต่อไป
ท้ังนี้ ให้สำ�นกั งานทีด่ ินจังหวดั และสำ�นักงานที่ดินทีท่ ี่ดินตั้งอยู่ใช้สมุดเบอร์ ๒ ท�ำ บัญชี
ทะเบียนทีด่ ินของนิติบุคคลเพือ่ การศาสนา ตามมาตรา ๘๔ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยให้ส�ำ นักงาน
ที่ดินจงั หวดั จดั ทำ�รวมทั้งจงั หวดั แห่งหนึ่ง และสำ�นักงานที่ดินทีท่ ีด่ ินต้ังอยู่จัดทำ�ในเขตท้องทีอ่ ีกแห่งหนึง่ เพือ่
ประโยชน์การตรวจสอบคราวต่อไป และให้แยกเก็บเป็นแต่ละประเภทนิติบุคคล (วดั วาอาราม วดั บาทหลวง
โรมันคาทอลิค  มูลนิธิเกี่ยวกับคริสตจักรหรือมัสยิดอิสลาม)  โดยแยกเก็บตามตัวอักษรตัวหน้าของชื่อ
นิติบุคคลน้ัน  แล้วนำ�ข้อมูลที่ดินที่มีอยู่เดิมของนิติบุคคลที่ได้จากการตรวจสอบข้อมูลจากสำ�นักมาตรฐาน
การทะเบียนทีด่ ินกรมทีด่ ินลงในบญั ชีทะเบียนที่ดินดังกล่าว ตามลำ�ดับการได้มาซึง่ ที่ดินก่อนหลงั แล้วจึง
นำ�ข้อมูลที่ดินที่แจกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินหรือจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมให้นิติบุคคลนั้นรับโอนที่ดิน
ซึ่งได้รับอนญุ าตลงเป็นลำ�ดบั ต่อไป

l ที่ดินของรฐั

หนังสือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๗๑๙/ว ๓๙๘๑๔ ลงวันที่ ๒๓ ธนั วาคม ๒๕๔๐ เรือ่ ง การออก
หนงั สือแสดงสิทธิในที่ดินในเขตทีด่ ินของรฐั
๑. กรณที ร่ี าษฎรขอออกหนงั สอื แสดงสทิ ธใิ นทด่ี นิ ในเขตทด่ี นิ ของรฐั เชน่ ทส่ี าธารณประโยชน์
ทีร่ าชพสั ดุ และที่ดินอนั เป็นสาธารณสมบตั ิของแผ่นดินทุกประเภท ก่อนจะออกหนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ิน
ให้จังหวัดนำ�เรื่องดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการประสานการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐส่วน
จงั หวัด (กปร. ส่วนจังหวัด) พิจารณาตรวจสอบการครอบครองทีด่ ินของบคุ คลผู้เข้าครอบครองทีด่ ินของรัฐ
เพือ่ พิสูจน์สิทธิในที่ดินก่อน ผลเป็นประการใด ก็ให้จังหวดั พิจารณาด�ำ เนินการไปตามอ�ำ นาจหน้าที่
กรณีที่ราษฎรขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในเขตที่ดินของรัฐ  ในเขตกรุงเทพมหานคร
ให้สำ�นักงานที่ดินกรุงเทพมหานครสรุปเรื่องเสนอให้กรมที่ดินส่งเรื่องให้คณะกรรมการประสานการแก้ไข
ปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐส่วนกลาง  (กปร. ส่วนกลาง)  พิจารณาตรวจสอบการครอบครองที่ดินของ
บุคคลผู้เข้าครอบครองที่ดินของรฐั เพือ่ พิสูจน์สิทธิในทีด่ ินก่อนทกุ แปลงเช่นเดียวกัน ผลการพิจารณาของ
กปร. ส่วนกลางเป็นประการใด  ก็ให้เจ้าพนักงานที่ดินกรุงเทพมหานครพิจารณาดำ�เนินการไปตามอำ�นาจ
หน้าที่
๒. กรณีที่ได้ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้กับราษฎรไปแล้ว  ต่อมาปรากฏข้อเท็จจริง
ในภายหลังว่า ได้ออกทับที่ดินของรฐั ดงั ทีก่ ล่าวมาแล้วข้างต้น หรือส่วนราชการผู้มีอ�ำ นาจหน้าที่ดูแลที่ดิน
ของรัฐร้องขอให้ตรวจสอบ ก่อนที่จงั หวดั จะพิจารณาดำ�เนินการเพิกถอนหรือแก้ไขเอกสารสิทธินั้น จงั หวดั
ควรนำ�เรื่องเสนอต่อคณะกรรมการประสานการแก้ไขปญั หาการบกุ รกุ ที่ดินของรัฐส่วนจังหวดั (กปร. ส่วน
จงั หวัด) พิจารณาให้ความเห็นอีกคร้ังหนึ่ง ผลเปน็ ประการใด กใ็ ห้จังหวัดพิจารณาดำ�เนินการไปตามอำ�นาจ
หน้าที่

๒๒ ๘ ๑๑๔ ปี กรมทีด่ ิน

หนังสือกรมที่ดิน  ที่  มท  ๐๕๑๖.๒/ว  ๑๙๔๗๓  ลงวันที่  ๖  กรกฎาคม  ๒๕๔๗
เรือ่ ง การออกหนังสือแสดงสิทธิในทีด่ ินในเขตที่ดินของรฐั
กรณีที่มีผู้มาขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในเขตที่ดินของรัฐประเภทที่สงวนหวงห้าม
ตามประกาศสงวนหวงห้ามทีด่ ินหรือตามพระราชกฤษฎีกาสงวนหวงห้ามทีด่ ิน ที่ราชพัสดุ และที่ดินอันเป็น
สาธารณสมบัติของแผ่นดินสำ�หรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ให้ด�ำ เนินการ ดงั นี้
๑. กรณีที่ปรากฏโดยชัดแจ้งตามเอกสารซึ่งผู้ขอนำ�มาเป็นหลักฐานในการยื่นคำ�ขอออก
หนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน  ว่าได้มีการครอบครองทำ�ประโยชน์ในที่ดินมาก่อนการเป็นที่ดินของรัฐดังกล่าว
ก่อนออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้จังหวัดนำ�เรื่องดังกล่าวเสนอต่อคณะอนุกรรมการ  แก้ไขปัญหาการ
บุกรุกที่ดินของรัฐประจำ�จังหวัด  (กบร. จังหวัด)  เพื่อพิจารณาพิสูจน์สิทธิในที่ดินตามอำ�นาจหน้าที่ตามที่
คณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบกุ รุกทีด่ ินของรัฐ (กบร.)
๒. กรณีที่ปรากฏโดยชัดแจ้งตามเอกสารซึ่งผู้ขอนำ�มาเป็นหลักฐานในการยื่นคำ�ขอออก
หนงั สอื แสดงสทิ ธใิ นทด่ี นิ วา่ ไดม้ กี ารครอบครองท�ำ ประโยชนใ์ นทด่ี นิ ภายหลงั จากการเปน็ ทด่ี นิ ของรฐั ดงั กลา่ ว
ให้เจ้าพนกั งานที่ดินสงั่ ยกเลิกคำ�ขอของผู้ขอ พร้อมท้ังแจ้งให้ผู้ขอทราบเพือ่ ดำ�เนินการตามพระราชบญั ญตั ิ
วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ต่อไป
๓. กรณีที่ไม่ปรากฏเป็นที่แน่ชัดตามเอกสารซึ่งผู้ขอนำ�มาเป็นหลักฐานในการยื่นคำ�ขอออก
หนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ินว่า ได้มีการครอบครองท�ำ ประโยชน์ในทีด่ ินมาก่อนหรือภายหลงั จากการเป็นที่ดิน
ของรัฐดังกล่าว เช่น ที่ดินเปน็ ทีห่ วงห้ามตามพระราชกฤษฎีกาสงวนหวงห้ามฯ พ.ศ.๒๔๘๔ ผู้ขอออกหนงั สือ
แสดงสิทธิในที่ดินอ้างหลกั ฐาน ส.ค. ๑ โดย ส.ค. ๑ ระบกุ ารได้มาว่า รับให้มาจากบิดาเมือ่ พ.ศ.๒๔๘๕
ซึ่งไม่เป็นที่แน่ชัดว่าบิดาของผู้ขอได้ครอบครองมาตั้งแต่เมื่อใด  ก่อนหรือหลังการเป็นที่หวงห้าม  เป็นต้น
ให้เจ้าพนักงานที่ดินดำ�เนินการสอบสวนข้อเท็จจริงให้ได้ความโดยชัดเจนเป็นที่ยุติว่าได้มีการครอบครองทำ�
ประโยชน์ในที่ดินดงั กล่าวมาก่อนหรือภายหลงั จากการเป็นที่ดินของรฐั เสรจ็ แล้วจึงด�ำ เนินการไปตามข้อ ๑
หรือข้อ ๒ แล้วแต่กรณี
หนงั สือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๒๙.๔/๓๐๖๕๔ ลงวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๔ เรือ่ ง หารือ
การระวังชี้แนวเขตและรับรองแนวเขตทีเ่ ขาหรือภเู ขา (เวียนโดยหนงั สือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๗๒๙.๔/ว
๓๓๙๔๔ ลงวันที่ ๒๗ ธนั วาคม ๒๕๔๔)
ที่เขาหรือที่ภูเขาเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภทที่รกร้างว่างเปล่า  ท้ังนี้  ตามนัย
คำ�พิพากษาศาลฎีกา ที่ ๕๑๔๒/๒๕๓๑ ได้วินิจฉยั ว่า ทีด่ ินภูเขาเปน็ สาธารณสมบตั ิของแผ่นดินประเภท
ทีด่ ิน รกร้าง ว่างเปล่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามมาตรา ๑๓๐๔(๑) ดงั น้ัน เมือ่ กระทรวง
มหาดไทยได้มีประกาศฉบับลงวนั ที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๒๓ กำ�หนดให้ที่เขาหรือภเู ขาและปริมณฑลรอบ
ที่เขาหรือภเู ขา ๔๐ เมตร เป็นทีห่ วงห้าม ตามมาตรา ๙ (๒) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ที่เขาหรือที่ภูเขา
จึงเป็นที่รกร้างว่างเปล่าที่มีการหวงห้าม  ถ้าไม่มีกฎหมายกำ�หนดไว้เป็นอย่างอื่น  ผู้มีอำ�นาจหน้าที่ในการ
ดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกนั คือทบวงการเมืองทีไ่ ด้รับมอบหมายจากรฐั มนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ตามนัยมาตรา ๘ วรรคแรก แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ตามคำ�สั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ ๑๒/๒๕๔๓
ลงวันที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๔๓ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จังหวดั เมืองพทั ยา เทศบาล องค์การบริหารส่วน
ต�ำ บล ผู้รับผิดชอบพื้นที่น้ันๆ ฉะน้ัน การระวังชี้และรบั รองแนวเขตที่ดินซึ่งเปน็ ที่เขาหรือภเู ขา จึงเปน็ อ�ำ นาจ
หน้าที่ของทบวงการเมืองผู้รับมอบอ�ำ นาจหน้าทีด่ งั กล่าว

๑๑๔ ปี กรมทด่ี นิ ๒๒๙

กรณีขอออกโฉนดที่ดินในพืน้ ทีป่ า่ ไมส้ ่วนกลาง ๒๐ เปอร์เซน็ ต์ ของนิคมสร้างตนเอง
การออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๙ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่
กำ�หนดในกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมาย
ที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๑๔ ที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดินตั้งอยู่ในเขตนิคมสร้างตนเอง ซึ่งจดั ตั้งโดยพระราช
กฤษฎีกาจดั ต้ังนิคมสร้างตนเอง ตามความในพระราชบญั ญัติจดั ที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ ที่ดินที่
นำ�มาจัดตั้งเป็นนิคมต้องเป็นที่ดินของรัฐซึ่งมิได้มีบุคคลใดมีสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายมาก่อน
และเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาจัดต้ังนิคมแล้ว  ถือว่าที่ดินในเขตนิคมน้ันเป็นที่สงวนหวงห้ามตามมาตรา  ๑๕
แห่งพระราชบญั ญัติจดั ที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. ๒๕๑๑ และเปน็ ที่ดินต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินตาม
กฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายทีด่ ิน พ.ศ. 
๒๔๙๗ ข้อ ๑๔ (๔) แต่บทบัญญตั ิในพระราชบญั ญตั ิดงั กล่าวย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบคุ คลที่
ได้ที่ดินมาโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกาจัดต้ังนิคมใช้บังคับ  สำ�หรับพื้นที่ในเขตพระราช
กฤษฎีกาจัดตั้งนิคมที่ก�ำ หนดให้พื้นที่ใดเปน็ พื้นทีป่าไม้ส่วนกลาง ๒๐ เปอร์เซน็ ต์ เป็นกรณีที่กำ�หนดภายใน
วา่ จะใหพ้ น้ื ทใ่ี ดในเขตพระราชกฤษฎกี าจดั ตง้ั นคิ มเปน็ พน้ื ทป่ี า่ ไมส้ ว่ นกลาง เมอ่ื ทด่ี นิ ในเขตพระราชกฤษฎกี าฯ
มีผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนแล้ว  แม้ว่าจะมีการกำ�หนดให้ที่ดินดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าไม้
ส่วนกลาง  ก็ไม่มีผลทำ�ให้สิทธิของผู้ได้ที่ดินมาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนเสียไปแต่อย่างใด  ผู้ขอออก
โฉนดทีด่ ินสามารถดำ�เนินการออกโฉนดทีด่ ินโดยอาศยั หลกั ฐานหนงั สือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ต่อไป
(ตอบข้อหารือกรมพัฒนาสังคมและสวสั ดิการ ตามหนังสือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๓๑๖๓๖
ลงวันที่ ๑๘ ธันวาคม ๒๕๕๖ เรือ่ ง หารือกรณีราษฎรครอบครองท�ำ ประโยชน์ในที่ดินตามหลกั ฐาน น.ส.๓
และ น.ส.๓ ข. ไปขอออกโฉนดที่ดินในพื้นทีป่ ่าไม้ส่วนกลาง ๒๐ เปอร์เซ็นต์)
กรณีขอออกโฉนดที่ดินตามหลักฐาน  ส.ค. ๑  ซึ่งระบุการได้มาก่อนและภายหลัง
พระราชบัญญัติออกโฉนดทีด่ ิน (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๔๗๙ ใชบ้ งั คับ โดยมิได้ขอจับจอง
ที่ดินของนาง บ. ตามหลักฐาน ส.ค.๑ ระบวุ ่าครอบครองก่อนพระราชบัญญัติออกโฉนดทีด่ ิน
(ฉบบั ท่ี ๖) พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๙ ใชบ้ งั คบั แมว้ า่ จะไมไ่ ดร้ บั อนญุ าตกม็ สี ทิ ธคิ รอบครองทด่ี นิ นน้ั ตามมาตรา ๑๓
แห่งพระราชบญั ญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบบั ที่ ๖) พุทธศกั ราช ๒๔๗๙ การออกพระราชกฤษฎีกาก�ำ หนดเขต
หวงห้ามที่ดินภายหลังเมื่อ  พ.ศ. ๒๔๙๗  ทับที่ดินที่เจ้าของมีสิทธิครอบครองไม่ทำ�ให้เสียสิทธิครอบครอง
คงถือว่า  เจ้าของมีสิทธิครอบครองตลอดมาจนใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน  ซึ่งอาจขอออกโฉนดที่ดินหรือ
หนังสือรับรองการท�ำ ประโยชน์ได้ตามประมวลกฎหมายที่ดิน
ส่วนทีด่ ินของนาย จ. กบั พวก ตามหลกั ฐาน ส.ค. ๑ ระบวุ ่าครอบครองภายหลังพระราช
บัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบบั ที่ ๖) พทุ ธศักราช ๒๔๗๙ ใช้บังคับ โดยมิได้ขอจบั จองตามมาตรา ๕ แห่ง
พระราชบญั ญตั ิดงั กล่าว ผู้ครอบครองจึงไม่ได้สิทธิในทีด่ ินตามกฎหมายทีด่ ินตามกฎหมายทีด่ ินน้ัน ถือว่า
เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า  และกลายเป็นที่หวงห้ามเมื่อประกาศใช้พระราชกฤษฎีกากำ�หนดเขตหวงห้าม
ที่ดิน  การเข้าครอบครองและแจ้งการครอบครองในที่หวงห้ามต่อมา  เป็นการแจ้งการครอบครองที่ดิน
(ส.ค.๑) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเปน็ การแจ้ง ส.ค.๑ ในที่ดินของรัฐ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิแต่ประการใด
จึงไม่สามารถน�ำ ส.ค.๑ ดงั กล่าวมาขอออกหนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์หรือโฉนดทีด่ ินได้
การออกโฉนดทีด่ ินตามหลกั ฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) น้ัน ให้พิจารณาไป
ตามหลักเกณฑ์ทีบ่ ัญญัติไว้ตามมาตรา ๕๙ ตรี แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน กล่าวคือ ถ้าปรากฏว่า เนื้อทีท่ ี่
ทำ�การรังวัดแตกต่างไปจากเนื้อที่ตามหลักฐานการแจ้งการครอบครองทีด่ ิน (ส.ค. ๑) ให้พนกั งานเจ้าหน้าที่
พจิ ารณาออกโฉนดทด่ี นิ ใหไ้ ดเ้ ทา่ จ�ำ นวนเนอ้ื ทท่ี ไ่ี ดท้ �ำ ประโยชน์ ทง้ั นใ้ี หเ้ ปน็ ไปตามระเบยี บของคณะกรรมการ
จดั ทีด่ ินแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๓๒) หมวด ๒ ข้อ ๘ ข้อ ๙ ข้อ ๑๐ ด้วย

๒๓ ๐ ๑๑๔ ปี กรมทีด่ นิ

(ตอบข้อหารือจังหวัดชลบรุ ี ตามหนังสือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๑๑๙๗๔ ลงวนั ที่ ๙
พฤษภาคม ๒๕๕๖ เรื่อง ข้อหารือกรณีขอความเป็นธรรมการออกโฉนดทีด่ ิน)
ผู้ขอไดน้ ำ�หลักฐาน ส.ค. ๑ มาขอออกโฉนดที่ดิน ขณะที่จะออกโฉนดที่ดินไมส่ ามารถ
เขา้ ท�ำ ประโยชน์ในทีด่ ินเนื่องจากที่ดินอยใู่ นพืน้ ที่เวนคืนซึง่ รฐั บาลไดเ้ ขา้ ทำ�ประโยชน์
ข้อเทจ็ จริงตามค�ำ พิพากษาศาลเปน็ ทีย่ ุติในขณะนั้นว่า ทีด่ ินของนาง บ. อยู่ในที่สงวนหวงห้าม
ของกระทรวงมหาดไทย  ตามพระราชกฤษฎีกากำ�หนดเขตหวงห้ามที่ดินในท้องที่ตำ�บลทุ่งสุขลา  อำ�เภอ
ศรีราชา จังหวัดชลบรุ ี พ.ศ. ๒๔๙๗ และ นาง บ. ไม่ใช่ผู้ครอบครองที่ดินหรือเปน็ เจ้าของที่ดินพิพาทโดย
ชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากไม่มีหลกั ฐานในที่ดิน เจ้าหน้าทีใ่ นขณะน้ันจึงไม่ได้ท�ำ การส�ำ รวจเพื่อเวนคืนทีด่ ิน
จึงเป็นข้อเท็จจริงที่เจ้าพนักงานที่ดินต้องนำ�มาประกอบการพิจารณาว่า  ผู้ขอออกโฉนดที่ดินเป็นผู้มีสิทธิ
ในทีด่ ินที่จะขอออกโฉนดที่ดินหรือไม่ ตามหลักเกณฑ์ที่ก�ำ หนดในกฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗)
ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายทีด่ ิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๑๔ หากพิจารณาแล้วเหน็ ว่า
ผู้ขอไม่มีสิทธิในที่ดิน  ก็ชอบที่จะมีคำ�สั่งไม่ออกโฉนดที่ดินและให้ผู้ขอใช้สิทธิอุทธรณ์คำ�สั่งทางปกครอง
ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙
(ตอบข้อหารือจังหวดั ชลบรุ ี ตามหนงั สือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๒๕๖๖ ลงวนั ที่ ๒๕
กมุ ภาพันธ์ ๒๕๕๗ เรื่อง การออกโฉนดที่ดินในเขตพระราชกฤษฎีกาก�ำ หนดเขตหวงห้ามทีด่ ิน ท้องที่ต�ำ บล
ทุ่งสุขลา อำ�เภอศรีราชา จังหวดั ชลบรุ ี พ.ศ. ๒๔๙๗)
คณะอนกุ รรมการแกไ้ ขปญั หาการบกุ รกุ ทด่ี นิ ของรฐั จงั หวดั ไดพ้ จิ ารณาการพสิ จู นส์ ทิ ธิ
ในทีด่ ินของราษฎรที่ขอออกโฉนดที่ดินในเขตที่สาธารณประโยชน์ “คลองลำ�ชาน” ซึง่ ขึ้นทะเบียน
ที่สาธารณประโยชน ์ เมือ่ พ.ศ. ๒๔๗๓ โดยสำ�นักงานทีด่ ินจังหวัดได้เสนอพยานหลักฐานของวดั ท.
ซึง่ ไดจ้ ัดตงั้ วัดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ และแจ้งการครอบครอง ส.ค. ๑ ว่า ไดม้ าเมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๐ และ
พ.ศ. ๒๔๖๒ อนมุ านได้วา่ มีวัดย่อมมีชมุ ชน จึงน่าจะมีการครอบครองทำ�ประโยชนใ์ นทีด่ ินมาก่อน
การเป็นทีส่ าธารณประโยชนแ์ ละศาลฎีกาไดเ้ คยวินิจฉยั ไวว้ า่ ส.ค. ๑ ไม่ใช่พยานเอกสารที่กฎหมาย
บงั คบั ให้ต้องมีเอกสารมาแสดงจึงไม่อยู่ในบงั คับมาตรา ๙๔ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ
แพง่ จึงนำ�สืบเกีย่ วกบั ส.ค. ๑ ได้
ทีส่ าธารณประโยชน์ “คลอง ช” ได้ประกาศหวงห้ามเมือ่ พ.ศ. ๒๔๗๓ เป็นทีด่ ินต้องห้าม
มิให้ออกโฉนดทีด่ ิน ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบญั ญัติให้ใช้
ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๑๔ (๔) ยกเว้นบริเวณซึ่งมีผู้ครอบครองทำ�ประโยชน์โดยชอบด้วย
กฎหมายต่อเนื่องกนั มาก่อนการเป็นทีส่ าธารณประโยชน์ ผู้แจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑) ได้แจ้งการ
ครอบครองในขณะที่ดินดังกล่าวมีสถานะเป็นที่ดินของรฐั จึงเป็นการเข้าครอบครองท�ำ ประโยชน์ภายหลงั
การเป็นทีด่ ินของรัฐ การแจ้งการครอบครองไม่ก่อให้เกิดสิทธิใดๆ ในที่ดินแก่ผู้แจ้ง และไม่ปรากฏหลักฐาน
ชดั เจนว่าทีด่ ินแปลงที่ขอออกโฉนดที่ดินเปน็ ชุมชนมาก่อน ประกอบกบั การอ่าน แปล ตีความภาพถ่ายทาง
อากาศ เป็นภาพถ่ายทางอากาศ ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ แม้ปรากฏร่องรอยการทำ�ประโยชน์ในที่ดิน แต่อาจเป็นการ
เข้ามาทำ�ประโยชน์ในที่ดินขณะแจ้ง  หรือภายหลังการแจ้ง  ส.ค. ๑  ในขณะที่ที่ดินดังกล่าวได้มีการสงวน
หวงห้าม เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๓ จึงเป็นกรณีทีม่ ีหลักฐานชัดแจ้งว่า ผู้ขอได้ทีด่ ินมาภายหลงั การเปน็ ที่ดินของรฐั
จึงไม่สามารถน�ำ หลักฐาน ส.ค.๑ มาเปน็ หลักฐานในการขอออกโฉนดที่ดินได้ ซึง่ ตามหนงั สือกรมที่ดิน ที่ มท
๐๕๑๖.๒/ว ๑๙๔๗๓ ลงวนั ที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๗ เรือ่ งการออกหนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ินในเขตทีด่ ินของ
รัฐ ข้อ ๒ ได้วางแนวทางปฏิบตั ิไว้แล้วว่า กรณีทีป่ รากฏโดยชัดแจ้งว่าตามเอกสารซึง่ ผู้ขอน�ำ มาเปน็ หลักฐาน

๑๑๔ ปี กรมทดี่ ิน ๒๓๑

ในการยื่นคำ�ขอออกหนังสือแสดงสิทธิว่า  ได้มีการครอบครองทำ�ประโยชน์ในที่ดินมาภายหลังการเป็นที่ดิน
ของรัฐ  ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่ังยกเลิกคำ�ขอพร้อมทั้งแจ้งให้ผู้ขอทราบเพื่อดำ�เนินการตามพระราชบัญญัติ
วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ในทางปฏิบัติเจ้าพนักงานที่ดินจึงต้องส่งั ยกเลิกค�ำ ขอออกโฉนด
ทีด่ ินและแจ้งผู้ขอทราบ ตามหนังสือดังกล่าว
(ตอบข้อหารือจงั หวดั ตรงั ตามหนงั สือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๓๕๖๕ ลงวนั ที่ ๑๓ มีนาคม
๒๕๕๗ เรื่อง หารือการพิสจู น์สิทธิการครอบครองทีด่ ินของบคุ คลในเขตที่ดินของรฐั )
กรณีข้อเท็จจริงยังไม่ยุติว่า  ที่ดินที่นำ�เดินสำ�รวจออกโฉนดที่ดิน  ผู้ครอบครองและ
ทำ�ประโยชน์ในที่ดินเป็นผู้มีสิทธิตามประมวลกฎหมายที่ดินที่สามารถออกโฉนดที่ดินได้หรือไม่
ประกอบกับที่ดินดังกล่าวยังไม่ได้ดำ�เนินการเพิกถอนการหวงห้ามตามพระราชกฤษฎีกากำ�หนด
เขตหวงห้ามที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ จะสามารถด�ำ เนินการแจกใบไต่สวนและดำ�เนินการจดทะเบียนใน
ใบไต่สวนไดห้ รือไม่
ไม่ได้  แต่เนื่องจากที่ดินที่นำ�รังวัดเดินสำ�รวจออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินไม่มีหลักฐาน  หรือมี
หลกั ฐาน ส.ค. ๑ ซึ่งถือเปน็ ที่ดินมือเปล่า สามารถโอนให้กันโดยการส่งมอบการครอบครองตามนัยมาตรา
๑๓๗๘  แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์  ดังนั้น  หากมีความจำ�เป็นที่จะต้องดำ�เนินการโอนที่ดิน
สามารถดำ�เนินการได้โดยการส่งมอบการครอบครองที่ดินให้แก่ผู้รับโอนแล้วยื่นคำ�ขอสรวมสิทธิการนำ�
รังวัดเดินสำ�รวจออกโฉนดที่ดินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่  และแก้ไขหลักฐานการนำ�เดินสำ�รวจออกโฉนดที่ดิน
ให้ถูกต้องต่อไป
(ตอบข้อหารือจังหวัดนครสวรรค์ ตามหนงั สือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๑๑๕๔๔ ลงวันที่
๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๗ เรือ่ ง หารือการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกบั ทีด่ ินที่ท�ำ การเดินส�ำ รวจเพือ่
ออกโฉนดทีด่ ินในเขตหวงห้ามใช้ในราชการทหาร จงั หวดั นครสวรรค์)
พน้ื ทท่ี ข่ี อรงั วดั ออกโฉนดทดี่ ินเปน็ ปา่ คมุ้ ครองตามพระราชกฤษฎกี าใหเ้ ปน็ ปา่ คมุ้ ครอง
พ.ศ. ๒๔๙๒ ตามพระราชบญั ญตั ิค้มุ ครองและสงวนป่า พ.ศ.  ๒๔๘๑ และเป็นส่วนทีเ่ หลือจากการ
กำ�หนดใหม่ตามความในมาตรา ๖ วรรคสอง แหง่ พระราชบัญญตั ิปา่ สงวนแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗
เนอ่ื งจากแผนทท่ี า้ ยกฎกระทรวงก�ำ หนดปา่ สงวนแหง่ ชาต ิ ไมค่ รอบคลมุ พน้ื ทป่ี า่ คมุ้ ครองเดมิ ทง้ั หมด
และพืน้ ทีท่ ี่ขอออกโฉนดที่ดิน พืน้ ที่ดงั กลา่ วจึงพ้นจากสภาพปา่ ไม่ต้องดำ�เนินการตามข้อ ๑๐ (๓)
แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติใหใ้ ช้ประมวลกฎหมาย
ที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗
พื้นที่ที่ขอออกโฉนดที่ดินเป็นป่าคุ้มครองเดิม  ซึ่งการจะได้สิทธิในที่ดินดังกล่าวผู้ขอต้องมี
หลักฐานว่า ได้มีการเข้าครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินมาก่อนใช้พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน
(ฉบับที่ ๖) พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๙ หรือได้มีการขอจบั จองทีด่ ินโดยออกเป็นใบเหยียบยํ่าหรือตราจองตาม
พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบบั ที่ ๖) พุทธศกั ราช ๒๔๗๙ และมีการแจ้งการครอบครองทีด่ ิน (ส.ค.๑)
ตามพระราชบัญญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ (ตามความเหน็ ของคณะกรรมการกฤษฎีกา
เรอ่ื ง ปญั หาขอ้ กฎหมายเกย่ี วกบั การออกหนงั สอื รบั รองการท�ำ ประโยชน์ (น.ส.๓) และการแจง้ การครอบครอง
ทีด่ ิน (ส.ค.๑) ในเขตอุทยานแห่งชาติตะรเุ ตา จงั หวัดสตูล เรื่องเสรจ็ ที่ ๑๑๗/๒๕๓๔)
กรณีปรากฏว่า มีการขีดเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าไม้ถาวร ลงในระวางรูปถ่ายทางอากาศแล้ว
และที่ดินทีข่ อรงั วดั ออกโฉนดที่ดินไม่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและเขตป่าไม้ถาวร โดยไม่เปน็ ทีด่ ินทีต่ ิดต่อ
คาบเกี่ยวกับเขตป่าไม้ดังกล่าว  การออกโฉนดที่ดินก็ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะต้องตั้งคณะกรรมการพิสูจน์

๒๓ ๒ ๑๑๔ ปี กรมท่ีดิน

ทีด่ ินตามกฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมาย
ทีด่ ิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๑๐
(ตอบข้อหารือจงั หวดั สงขลา ตามหนงั สือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๗๔๒๙ ลงวันที่ ๒
พฤษภาคม ๒๕๕๗ เรือ่ ง หารือปญั หาการรังวดั ออกโฉนดทีด่ ินบริเวณ “ป่าเทือกเขาแก้ว, ป่าควนยาง และ
ป่าเขาวัง)
การยื่นคำ�ขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายตามหลักฐาน  ส.ค. ๑  ในพื้นที่ป่าชายเลนเขต
เศรษฐกิจ ข. ตามมติคณะรัฐมนตรี เมือ่ วนั ที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๓๐ คณะกรรมการแก้ไขปญั หาการ
บุกรกุ ทีด่ ินของรัฐเหน็ ว่า การจะพิจารณาวา่ ป่าชายเลนมีสถานะเปน็ ที่ดินของรัฐมาตง้ั แตเ่ มือ่ ใดนัน้
หากมพี ระราชกฤษฎกี าหรอื กฎกระทรวงก�ำ หนดไวช้ ดั เจน ควรยดึ ความเปน็ ทด่ี นิ ของรฐั ตามประกาศ
พระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวงน้ัน  ในกรณีที่ป่าชายเลนไม่ได้อยู่ในเขตประกาศสงวนแห่งชาติ
ตามกฎหมาย  ควรยึดความเป็นที่ดินของรัฐตามที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีผลใช้บังคับ
คือวันที่ ๑๕ ธนั วาคม ๒๕๓๐
กรณีดังกล่าวต้องพิจารณาให้ได้ข้อยุติว่า  เดิมสภาพที่ดินขณะมีการเข้าครอบครองและ
ท�ำ ประโยชน์ในทีด่ ิน มีสภาพเป็นป่าชายเลนหรือไม่ หากมีสภาพเปน็ ป่าชายเลน ประชาชนทัว่ ไปได้มีการเข้า
ใช้ประโยชน์ในที่ดินร่วมกันในสภาพเป็นที่สาธารณประโยชน์หรือไม่  หากขณะนั้นที่ดินดังกล่าวมีสภาพเป็น
ที่สาธารณประโยชน์ การเข้าครอบครองและท�ำ ประโยชน์ในทีด่ ินภายหลัง ถือว่าเป็นการเข้าครอบครองและ
ทำ�ประโยชน์ในที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่สามารถขอออกโฉนดทีด่ ินได้ หากขณะเข้าครอบครองและ
ทำ�ประโยชน์ในทีด่ ิน ที่ดินดังกล่าวไม่มีสภาพเปน็ ที่สาธารณประโยชน์ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันแม้ทีด่ ิน
ในขณะน้ันจะมีสภาพเปน็ ป่าชายเลนกถ็ ือว่าเป็นการเข้าทำ�ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมาย สามารถขอออก
โฉนดทีด่ ินได้
มติคณะรฐั มนตรีเมือ่ วนั ที่ ๑๕ ธนั วาคม ๒๕๓๐ เมื่อพิจารณาจากคำ�พิพากษาศาลปกครอง
สงู สุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.๓๕๙/๒๕๕๐ ลงวนั ที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ และ อ.๑๙๓/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑๗
สิงหาคม ๒๕๕๓ ศาลได้วินิจฉยั ไปในแนวทางเดียวกนั ว่า มติคณะรัฐมนตรีเมือ่ วนั ที่ ๑๕ ธนั วาคม ๒๕๓๐
มีผลให้เฉพาะที่ดินซึง่ มีสภาพเป็นป่าชายเลนในวันที่มีมติคณะรัฐมนตรี เปน็ ทีด่ ินต้องห้ามมิให้ออกโฉนดทีด่ ิน
ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายทีด่ ิน
พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๑๔ (๕) เนือ่ งจากเป็นที่ดินที่คณะรฐั มนตรีสงวนไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น มิได้
หมายความว่า หากปัจจบุ นั ที่ดินมีสภาพเป็นแหล่งชุมชน และไม่มีสภาพเป็นป่าชายเลนทีค่ ณะรฐั มนตรีอาจ
สงวนไว้เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติแล้ว ทีด่ ินดังกล่าวจะพ้นจากการเป็นป่าชายเลนตามมติคณะรฐั มนตรี
(ตอบข้อหารือจงั หวดั ฉะเชิงเทรา ตามหนงั สือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๑๐๒๓๙ ลงวันที่
๑๑ มิถนุ ายน ๒๕๕๗ เรือ่ ง การออกโฉนดที่ดินในเขตป่าชายเลน)

l เขตปฏิรปู ทีด่ ิน

หนงั สือกรมที่ดิน ดว่ นที่สดุ ที่ มท ๐๕๑๖.๓/ว ๑๙๙๖๖ ลงวนั ที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๒
เรื่อง การแกไ้ ขปญั หาการออกเอกสารสิทธิในทีด่ ินในเขต ส.ป.ก.
๑. กรณีการออกเอกสารสิทธิในที่ดิน ตามมาตรา ๕๘ และมาตรา ๕๘ ทวิ แห่งประมวล
กฎหมายที่ดินและการออกเอกสารสิทธิในทีด่ ิน ตามมาตรา ๕๙ และมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมาย
ทีด่ ิน ในพื้นที่เขตด�ำ เนินการปฏิรปู ทีด่ ิน ซึง่ ได้ส่งเรือ่ งราวการออกเอกสารสิทธิในทีด่ ินให้ ส.ป.ก. พิจารณา
ดำ�เนินการตามบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมที่ดินกับสำ�นักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม  (ส.ป.ก.)

๑๑๔ ปี กรมท่ีดนิ ๒๓๓

เรอื่ ง วธิ ปี ฏิบตั ิเกยี่ วกบั การออกเอกสารสิทธใิ นทด่ี นิ ในเขตปฏริ ปู ทด่ี นิ พ.ศ. ๒๕๔๑ และตามหนงั สือกรมทด่ี นิ
ด่วนทีส่ ดุ ที่ มท ๐๕๑๖.๓/ว ๓๔๕๕๙ ลงวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ เรือ่ ง การแก้ไขปัญหาการออก
เอกสารสิทธิในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน  น้ัน  กรณีนี้  ส.ป.ก.  ได้ทำ�หนังสือแจ้ง  ส.ป.ก.  จังหวัดทุกจังหวัด
ให้เร่งรัดดำ�เนินการพิจารณาตรวจพิสูจน์และแจ้งผลน้ันให้สำ�นักงานที่ดินหรือศูนย์อำ�นวยการเดินสำ�รวจ
ออกโฉนดที่ดินในพื้นที่ทราบโดยเร็วแล้ว
๒. กรณีมีการประกาศใช้พระราชบญั ญัติแก้ไขเพิม่ เติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบบั ที่ ๑๑)
พ.ศ. ๒๕๕๑ เนื่องจากตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้กำ�หนดให้ผู้ซึ่งครอบครองและทำ�
ประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ  โดยมีหลักฐาน  ส.ค. ๑  และยังไม่ได้ขอ
ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ นำ�หลักฐาน ส.ค. ๑ น้ันมายื่นค�ำ ขอเพื่อขอออกโฉนด
ที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้
ใช้บังคับ  หากพ้นกำ�หนดระยะเวลาดังกล่าวจะต้องนำ�คำ�พิพากษาหรือคำ�ส่ังของศาลอันถึงที่สุดมาแสดง
ว่าเป็นผู้ได้ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้
บงั คับ เจ้าพนักงานที่ดินจึงจะออกโฉนดทีด่ ินหรือหนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ให้ได้ (ระยะเวลาสองปีตาม
ทีก่ ฎหมายก�ำ หนดจะสิ้นสุดลงในวันที่ ๖ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๓) ดงั นั้น เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของ
ราษฎรที่มีหลกั ฐาน ส.ค. ๑ และเปน็ การอ�ำ นวยความสะดวกให้แก่ราษฎรมิให้เสียค่าใช้จ่ายเกินความจำ�เปน็
กรณีนี้  ส.ป.ก.  ได้ให้กรมที่ดินเข้าทำ�การเดินสำ�รวจออกโฉนดที่ดินในพื้นที่เขตดำ�เนินการปฏิรูปที่ดินได้
โดยด�ำ เนินการตามแนวทางการแก้ไขปญั หาการออกเอกสารสิทธิในที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน
๓. เพอ่ื เปน็ การอ�ำ นวยความสะดวกและรวดเรว็ ในการพจิ ารณาตรวจพสิ จู นต์ ามขอ้ ๑. และ ๒.
ส.ป.ก.  ขอความร่วมมือให้เจ้าหน้าที่กรมที่ดินรับรองความถูกต้องว่าที่ดินตามหลักฐาน  ส.ค. ๑  เป็นที่ดิน
แปลงเดียวกับที่ดินแปลงที่ขอออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน  และระบุเหตุผลว่าที่ดินน้ันอยู่ในหลักเกณฑ์
กรณีใดจึงสามารถออกหนงั สือแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินได้ นอกจากนี้ ส.ป.ก.  ได้รับ
รายงานว่ามีสำ�นักงานที่ดินบางแห่งได้กระท�ำ การออก น.ส.๓ หรือ น.ส.๓ ก. โดยอาศยั หลกั ฐาน ส.ค. ๑
ให้แก่ราษฎรภายหลังมีพระราชกฤษฎีกากำ�หนดเขตปฏิรูปที่ดิน  โดยมิได้ถือปฏิบัติตามแนวทางการปฏิบัติ
งานร่วมกนั ดงั กล่าว ดงั น้ัน หากมีการนำ� น.ส.๓ หรือ น.ส.๓ ก. ในกรณีนี้มาขอออกโฉนดทีด่ ิน ขอให้
สำ�นักงานทีด่ ินส่งหลกั ฐาน ส.ค. ๑ มาพร้อมหลักฐานอื่นในคราวเดียวกนั ด้วย
นางสาว  พ.  ขอรับโฉนดที่ดินที่ได้เคยนำ�เดินสำ�รวจออกโฉนดที่ดินไว้ต้ังแต่
ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๗ ก่อนทีท่ างราชการก�ำ หนดให้บริเวณน้ันเปน็ เขตปฏิรูปที่ดิน ผู้ขอได้รับ
มรดกและครอบครองต่อเนื่องมาจากมารดาโดยไม่มีหลักฐานสำ�หรับที่ดิน  เป็นการได้มาภายหลัง
ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคบั
การประกาศเขตปฏิรูปที่ดินและความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา  (ตามหนังสือ
สำ�นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่ นร ๐๖๐๑/๑๒๓๐ ลงวนั ที่ ๙ ตลุ าคม ๒๕๓๕ เรื่อง การเดินสำ�รวจ
ออกโฉนดที่ดินในเขตปฏิรปู ทีด่ ิน และด่วนทีส่ ุด ที่ นร ๐๖๐๑/๒๐๙ ลงวนั ที่ ๒๙ มีนาคม ๒๕๓๗ เรือ่ ง หารือ
ข้อกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน)  ย่อมไม่มีผลย้อนหลังในกระบวนการซึ่งได้ดำ�เนินการไปโดย
ชอบด้วยกฎหมายแล้ว สิทธิของนางสาว พ. ที่มีอยู่ก่อนตามประมวลกฎหมายทีด่ ิน ย่อมควรมีอยู่ตามเดิม
เทียบเคียงคำ�พิพากษาศาลปกครองสงู สุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. ๖๑/๒๕๔๘ ลงวันที่ ๑๖ พฤษภาคม
๒๕๔๘ ซึง่ ศาลได้วินิจฉัยในข้อเทจ็ จริงกรณีเจ้าพนักงานทีด่ ินจังหวัดปฏิเสธไม่ดำ�เนินการออกโฉนดทีด่ ินให้
ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็นคำ�ขอที่ยื่นไว้ก่อนกฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติ
ใหใ้ ชป้ ระมวลกฎหมายทด่ี นิ มผี ลใชบ้ งั คบั โดยอา้ งวา่ เปน็ ทเ่ี กาะ ตอ้ งหา้ มมใิ หอ้ อกโฉนดทด่ี นิ ตามกฎกระทรวง

๒๓ ๔ ๑๑๔ ปี กรมทด่ี นิ

ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ.๒๕๓๗)ฯ ข้อ ๑๔ (๓) โดยศาลเห็นว่า การทีจ่ ะพิจารณาว่าทีด่ ินแปลงใดจะออกโฉนดที่ดิน
ได้หรือไม่ต้องใช้กฎหมายและระเบียบในวันทีย่ ืน่ ค�ำ ขอออกโฉนดทีด่ ิน เทียบเคียงได้กบั กฎหมายสารบญั ญัติ
ที่จะต้องใช้กฎหมายในขณะเกิดเหตุมาบังคับใช้  จะนำ�กฎหมายสารบัญญัติในขณะพิจารณาคดีมาใช้บังคับ
ย้อนหลงั ไม่ได้ ส่วนวิธีการว่าจะต้องด�ำ เนินการอย่างไรนั้น จะต้องใช้กฎหมายขณะดำ�เนินการ ดงั น้ัน เมื่อ
การนำ�เดินสำ�รวจดังกล่าวในขณะนั้นอยู่ในหลักเกณฑ์ที่สามารถออกโฉนดที่ดินได้และเจ้าพนักงานที่ดินได้
ลงนามในโฉนดทีด่ ินไว้แล้ว จึงสามารถแจกโฉนดทีด่ ินให้แก่ นางสาว พ. ต่อไปได้
(ตอบข้อหารือจังหวดั อำ�นาจเจริญ ตามหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๑๔๐๖๙ ลงวันที่
๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖ เรื่อง หารือแนวทางปฏิบัติราชการ)
ราษฎรไดน้ �ำ หลกั ฐานใบรบั แจง้ ความประสงคจ์ ะไดส้ ิทธิในที่ดิน ตามมาตรา ๒๗ ตรี
แหง่ ประมวลกฎหมายทีด่ ิน ซึ่งแจง้ ไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ในป่าสงวนแห่งชาติ มายื่นคำ�ขอออกโฉนด
ที่ดิน เปน็ การเฉพาะรายตามมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งพื้นทีด่ ังกล่าวได้มีการ
เพิกถอนหรือจำ�แนกออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติและปัจจุบันอยู่ในเขตที่ได้มีพระราชกฤษฎีกา
ก�ำ หนดให้เปน็ เขตปฏิรปู ที่ดิน พ.ศ. ๒๕๕๓
ที่ดินดังกล่าวได้มีการแจ้งการครอบครองตามมาตรา ๒๗ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
โดยในขณะน้ันที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จึงไม่สามารถออกหนงั สือแสดงสิทธิในที่ดินได้ ประกอบกบั
คณะกรรมการกฤษฎีกาได้เคยให้ความเห็นไว้ว่า ตามมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ได้เปิด
โอกาสให้ผู้ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับสามารถออก
โฉนดทด่ี นิ หรือหนงั สือรบั รองการท�ำ ประโยชนไ์ ดโ้ ดยใหเ้ ปน็ ไปตามหลกั เกณฑท์ บ่ี ทบญั ญตั ดิ งั กลา่ วก�ำ หนดไว้
แต่ถ้าทีด่ ินถกู กำ�หนดเปน็ ป่าสงวนแห่งชาติไปก่อนแล้ว พนกั งานเจ้าหน้าที่ไม่อาจออกโฉนดทีด่ ินหรือหนงั สือ
รับรองการท�ำ ประโยชน์ได้ เพราะผลของการไม่แจ้งการครอบครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบญั ญัติให้
ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ถือว่าบคุ คลเหล่าน้ันสละสิทธิครอบครองที่ดิน รฐั มีอ�ำ นาจจัดทีด่ ิน
ดังกล่าวตามบทแห่งประมวลกฎหมายที่ดินได้ และการก�ำ หนดเขตป่าไม้ของทางราชการท�ำ ให้ทีด่ ินดงั กล่าว
ต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินตามข้อ ๘ แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๕ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความใน
พระราชบญั ญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายทีด่ ิน พ.ศ. ๒๔๙๗ (ในขณะน้ัน) โดยป่าสงวนแห่งชาติถือเปน็ ทีส่ งวน
หวงหา้ มตามกฎหมายเฉพาะ การแจง้ การครอบครองตามมาตรา ๒๗ ตรี แหง่ ประมวลกฎหมายทด่ี นิ ดงั กลา่ ว
จึงเป็นการแจ้งการครอบครองโดยผู้แจ้งไม่มีสิทธิในที่ดิน  เนื่องจากที่ดินได้ถูกกำ�หนดเป็นเขตป่าสงวน
แห่งชาติไปแล้ว  แม้ต่อมาพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติดังกล่าวได้ประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินและถูกเพิกถอน
ป่าสงวนแห่งชาติ ก็ไม่อาจถือว่า เปน็ ทีด่ ินทีม่ ีหลกั ฐานการแจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในทีด่ ินตามมาตรา
๒๗ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ไว้ก่อนมีการก�ำ หนดเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมอันอาจน�ำ มาเปน็
หลักฐานในการออกโฉนดที่ดินตามาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินในเขตปฏิรปู ที่ดินได้ ตามความ
เหน็ ของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง อ�ำ นาจในการดแู ลรกั ษาที่สาธารณสมบตั ิของแผ่นดินส�ำ หรับพลเมือง
ใช้ร่วมกัน และออกเอกสารสิทธิในเขตปฏิรูปที่ดิน เวียนโดยหนังสือกรมที่ดิน ด่วนมาก  ที่  มท ๐๖๒๕/
ว ๑๑๖๑๐ ลงวันที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๓๗ เรื่อง การเดินส�ำ รวจออกโฉนดที่ดินในเขตปฏิรูปทีด่ ิน
(ตอบข้อหารือจงั หวดั ลพบุรี ตามหนงั สือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๒๕๖๕ ลงวันที่ ๒๕
กมุ ภาพันธ์ ๒๕๕๗ เรื่อง หารือการออกโฉนดทีด่ ินเฉพาะรายโดยอาศยั หลกั ฐาน ส.ค.๒ ในเขตปฏิรูปที่ดิน)

๑๑๔ ปี กรมท่ีดนิ ๒๓๕

l กรรมการตรวจพิสูจนท์ ี่ดินตามกฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๔๓

กรณีการตรวจพิสจู น์ทีด่ ินตามกฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความ
ในพระราชบัญญตั ิให้ใชป้ ระมวลกฎหมายทีด่ ิน พ.ศ. ๒๔๙๗ กรรมการตอ้ งมาครบหรือไม่
กฎกระทรวงฉบับดังกล่าวได้กำ�หนดแต่เพียงว่า  เมื่อคณะกรรมการได้ทำ�การตรวจพิสูจน์
ทีด่ ินแล้วให้เสนอความเหน็ ต่อผู้ว่าราชการจงั หวัดว่าสมควรออกหนงั สือรบั รองการทำ�ประโยชน์ให้ได้หรือไม่
เพียงใด  เท่าน้ัน  ไม่ได้กำ�หนดว่าจะต้องให้คณะกรรมการโดยเสียงเอกฉันท์หรือเสียงข้างมากหรือต้องมี
กรรมการครบทุกคนตามที่แต่งต้ังจึงจะมีอำ�นาจเสนอความเห็นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดแต่อย่างใด  ดังนั้น
แม้เจ้าหน้าทีส่ �ำ นักจดั การทรพั ยากรป่าไม้ที่ ๑ (เชียงใหม่) ไม่ได้เข้าร่วมตรวจพิสจู น์ทีด่ ิน คณะกรรมการอืน่
ย่อมมีอำ�นาจที่จะเสนอความเห็นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดตามกฎกระทรวงฉบับที่  ๔๓  (พ.ศ. ๒๕๓๗)
ออกตามความในพระราชบญั ญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๑๐ (๓) ได้
(ตอบข้อหารือจังหวัดเชียงใหม่ หนงั สือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๒๒๒๑๘ ลงวันที่ ๘
สิงหาคม ๒๕๕๔)
กรณีคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดินตามกฎกระทรวง  ฉบับที่  ๔๓  (พ.ศ. ๒๕๓๗)
ออกตามความในพระราชบญั ญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายทีด่ ิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มีมติไมเ่ ป็นเอกฉันท์
นางสาว อ. นาย น. และนาย จ. ขอออกโฉนดที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าไม้ถาวร
และอทุ ยานแห่งชาติ สตั ว์ป่า และพนั ธ์ุพืช คณะกรรมการตรวจพิสูจน์ทีด่ ินตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓
(พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้ร่วมกนั ออกไป
ตรวจพิสจู น์ที่ดิน กรรมการรายอุทยานแห่งชาติฯ ได้เข้าร่วมตรวจพิสจู น์ที่ดินแต่ไม่ได้ท�ำ ความเหน็ ว่าสมควร
ออกโฉนดทีด่ ินให้แก่ผู้ขอได้หรือไม่ ซึง่ สำ�นกั งานที่ดินจังหวัดได้แจ้งความเห็นของคณะกรรมการรายอื่นให้
ทราบแล้ว หวั หน้าอุทยานแห่งชาติฯ ได้มีหนังสือแจ้งกลับมาว่า ขอคดั ค้านการออกและแจกโฉนดที่ดินซึ่งพ้น
ก�ำ หนดเวลาแล้ว คณะกรรมการฯ ทีไ่ ปร่วมตรวจพิสจู น์ที่ดินจึงสามารถจดั ท�ำ บนั ทึกรายงานผลการตรวจ
พิสูจน์ที่ดินและการไม่ให้ความเห็นภายในก�ำ หนดเวลา เสนอผู้ว่าราชการจงั หวัดเพือ่ ประกอบการพิจารณา
ส่ังการต่อไป ส่วนการพิจารณาสงั่ การให้ออกโฉนดทีด่ ิน เป็นดลุ ยพินิจของผู้ว่าราชการจังหวดั ซึง่ ต้องมีข้อ
เท็จจริงครบถ้วนในทุกประเดน็
(ตอบข้อหารือจงั หวัดภูเกต็ ตามหนังสือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๑๕๘๙๖ ลงวันที่ ๒๐
มิถุนายน ๒๕๕๖ เรือ่ ง หารือเกี่ยวกบั การออกโฉนดที่ดิน)
กรณีคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดินตามกฎกระทรวง  ฉบับที่  ๔๓  (พ.ศ. ๒๕๓๗)
ออกตามความในพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มประมวลกฎหมายที่ดิน  พ.ศ. ๒๔๙๗  บางรายมิได้ร่วม
ออกตรวจพิสจู นท์ ีด่ ินและมิได้แจง้ ขอ้ ขัดขอ้ งให้ทราบ
นาย บ. ขอออกโฉนดทีด่ ินโดยอาศัยหลกั ฐาน ส.ค. ๑ ซึ่งที่ดินต้ังอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ
บางส่วน  และเขตป่าไม้ถาวรท้ังแปลง  คณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดินตามกฎกระทรวง  ฉบับที่  ๔๓
(พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบญั ญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ บางราย
ไม่ได้ร่วมออกตรวจพิสจู น์ที่ดินและมิได้แจ้งข้อขัดข้องให้ทราบ กรรมการฯ รายอื่นต้องร่วมกนั จดั ท�ำ บนั ทึก
การตรวจพิสูจน์ที่ดินและลงนามในบันทึกแล้วแจ้งผลการบันทึกให้กรรมการรายที่มิได้ร่วมออกตรวจพิสูจน์
ที่ดินทราบทันที แต่คณะกรรมการฯ มิได้แจ้งผลการตรวจพิสจู น์ดังกล่าว ดังน้ันการที่ต่อมากรรมการราย
ที่มิได้ร่วมตรวจพิสูจน์ที่ดินมีหนังสือแจ้งว่าไม่สมควรออกโฉนดที่ดินให้กับผู้ขอจนกว่าจะมีการตรวจสอบ
ภาพถ่ายทางอากาศของกรมป่าไม้ก่อน  ถือว่ามีความเห็นแย้งในเรื่องนี้แล้ว  คณะกรรมการฯ  ควรจัดทำ�

๒๓ ๖ ๑๑๔ ปี กรมทดี่ นิ

บันทึกรายงานผลการตรวจพิสูจน์ที่ดินเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาส่ังการ  ซึ่งการสั่งการของผู้ว่า
ราชการจังหวัดจะมีผลถึงการทำ�คำ�สั่งทางปกครองในการออกหรือไม่ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้ผู้ขอ
การเสนอความเห็นดังกล่าวจึงควรเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาสั่งการให้เป็นไปตามที่กำ�หนดไว้ใน
ข้อ ๑๑ ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ ฯ ให้ชดั เจนว่าสมควรออกโฉนดที่ดินให้ผู้ขอหรือไม่ เพราะเหตุใด โดย
การแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบการพิจารณาจนเป็นที่ชัดเจนว่าสมควรออกโฉนดที่ดิน
ให้ผู้ขอได้หรือไม่ รวมท้ังความเหน็ แย้งด้วย
(ตอบข้อหารือจังหวัดลำ�พนู ตามหนงั สือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๑๗๕๘๒ ลงวนั ที่ ๙
กรกฎาคม  ๒๕๕๖  เรื่อง  หารือการออกโฉนดที่ดินของคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดินตามกฎกระทรวง
ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ.๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.๒๔๙๗)
กรณีเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ  สัตว์ป่าและพันธุ์พืช  ไม่ได้เข้าร่วมตรวจพิสูจน์
ทีด่ ิน  คณะกรรมการอืน่ ตามกฎกระทรวง  ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราช
บญั ญัติใหใ้ ชป้ ระมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ยอ่ มมีอ�ำ นาจที่จะเสนอความเห็นต่อผ้วู ่าราชการ
จังหวัดตามขอ้ ๑๐ (๓) แห่งกฎกระทรวงดงั กล่าวได้
นางสาว ศ. ขอออกโฉนดทด่ี นิ ตามหลกั ฐาน ส.ค.๑ ซง่ึ ไดค้ รอบครองและท�ำ ประโยชนต์ อ่ เนอ่ื ง
มาก่อนที่จะมีการประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติ  เขตอุทยานแห่งชาติและเขตป่าไม้ถาวร  คณะกรรมการ
ตรวจพิสจู น์ทีด่ ินตามกฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๔๓ (พ.ศ.๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญตั ิให้ใช้ประมวล
กฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มีความเห็นสมควรออกโฉนดทีด่ ินจ�ำ นวน ๗ เสียงต่อ ๑ เสียง กรรมการซึ่ง
ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าอุทยานแห่งชาติฯ ยังไม่ได้ให้ความเห็นโดยมีเหตุผลว่า กรมอุทยานแห่งชาติ
สตั วป์ า่ และพนั ธพ์ุ ชื แจง้ แนวทางปฏบิ ตั กิ รณขี อออกโฉนดทด่ี นิ หรอื หนงั สอื รบั รองการท�ำ ประโยชนจ์ ากหลกั ฐาน
ส.ค. ๑ หรอื หลกั ฐานอน่ื และมแี นวเขตตดิ ตอ่ คาบเกย่ี ว หรอื อยใู่ นพน้ื ทอ่ี นรุ กั ษ์ ใหร้ ายงานกรมอทุ ยานแหง่ ชาติ
สตั ว์ป่าและพันธ์ุพืช เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบทุกรายและควรมีการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศก่อน
การก�ำ หนดเขตอทุ ยานแหง่ ชาติ กรณนี ้ี ตามขอ้ ๑๐ (๓) และขอ้ ๑๑ แหง่ กฎกระทรวง ฉบบั ท่ี ๔๓ (พ.ศ.๒๕๓๗)
ออกตามความในพระราชบญั ญตั ใิ หใ้ ชป้ ระมวลกฎหมายทด่ี นิ พ.ศ.๒๔๙๗ ก�ำ หนดแตเ่ พยี งวา่ เมอ่ื คณะกรรมการ
ได้ทำ�การตรวจพิสูจน์ที่ดินแล้วให้เสนอความเห็นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดว่าสมควรออกหนังสือรับรองการ
ทำ�ประโยชน์ได้หรือไม่ เพียงใด เท่าน้ัน ไม่ได้กำ�หนดให้คณะกรรมการต้องรอผลการตรวจสอบจากกรม
อุทยานแห่งชาติ สตั ว์ป่า และพนั ธุ์พืช ก่อน จึงจะมีอ�ำ นาจเสนอความเหน็ ต่อผู้ว่าราชการจังหวดั ได้ ดังนั้น
คณะกรรมการย่อมมีอำ�นาจที่จะเสนอความเห็นต่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้โดยไม่ต้องรอผลการตรวจสอบ
จากกรมอทุ ยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพนั ธ์ุพืชก่อนแต่อย่างใด
(ตอบข้อหารือจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ตามหนังสือกรมที่ดิน  ที่  มท  ๐๕๑๖.๕/๑๗๕๗๙
ลงวันที่  ๙  กรกฎาคม  ๒๕๕๖  เรื่อง  ขอหารือการตรวจพิสูจน์ที่ดินตามกฎกระทรวง  ฉบับที่  ๔๓
(พ.ศ. ๒๕๓๗)ฯ)
สำ�นักจัดการทรัพยากรป่าไม้มีหนังสือแจ้งว่าไม่สมควรออกโฉนดที่ดินจนกว่าจะได้
ตรวจสอบจากภาพถ่ายทางอากาศของกรมป่าไม้ก่อน  ถือเป็นความเห็นแย้งในเรื่องการออกโฉนด
ที่ดินหรือไม่
ถือว่า มีความเหน็ แย้งในการออกโฉนดทีด่ ินแล้ว คณะกรรมการฯ ควรทีจ่ ะท�ำ บนั ทึกรายงาน
ผลการตรวจพิสูจน์ที่ดินแล้วเสนอผู้ว่าราชการจงั หวดั พิจารณาส่ังการต่อไป และการสัง่ การของผู้ว่าราชการ
จังหวัดตามข้อ ๑๑ แห่งกฎกระทรวงฯ ฉบบั ที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗)ฯ เปน็ การสง่ั การตามกฎหมายที่จะมีผลไป
ถึงการทำ�คำ�ส่ังทางปกครองในการออกหรือไม่ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรบั รองการทำ�ประโยชน์ให้แก่ผู้ขอ

๑๑๔ ปี กรมทดี่ นิ ๒๓๗

จึงต้องแสวงหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่างๆ  ประกอบการพิจารณาจนเป็นที่ชัดเจนว่า  สมควร
ออกโฉนดที่ดินแก่ผู้ขอได้หรือไม่  หลักฐานที่ดินที่นำ�มาขอออกโฉนดที่ดินเป็นตำ�แหน่งที่ถูกต้อง  มีข้างเคียง
สอดคล้องสัมพันธ์กันโดยสามารถตรวจสอบจากเอกสารได้  ผู้ขอได้มีการครอบครองทำ�ประโยชน์ในที่ดิน
ตามสมควรแก่สภาพที่ดินในท้องถิ่นนั้นตลอดจนสภาพของกิจการที่ได้ทำ�ประโยชน์หรือไม่  สภาพการทำ�
ประโยชน์เปน็ อย่างไร ตรงกบั หลกั ฐาน ส.ค. ๑ หรือไม่ มีการท�ำ ประโยชน์เต็มท้ังแปลงหรือไม่ มีหลักฐานว่า
ผู้ขอได้ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวโดยชอบด้วยกฎหมายมาก่อนวันที่ทางราชการกำ�หนด
ให้ที่ดินนั้นเป็นป่าสงวนแห่งชาติ  และเขตที่ได้จำ�แนกให้เป็นเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีหรือไม่
เปน็ ต้น รวมท้ังทำ�ความเหน็ แย้ง (ถ้ามี) ด้วย โดยทางปฏิบัติจะส่งเรือ่ งผ่านเจ้าพนักงานทีด่ ินจงั หวดั จึงเป็น
ดุลยพินิจของเจ้าพนักงานทีด่ ินจงั หวัดที่สามารถให้ความเหน็ เพิม่ เติมหรือดำ�เนินการเพิ่มเติม เพื่อเป็นข้อมูล
หรือให้ได้ข้อยุติก่อนเสนอเรื่องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาสั่งการ  ส่วนการพิจารณาส่ังการให้ออก
โฉนดที่ดินได้หรือไม่ เพียงใด เปน็ ดุลยพินิจของผู้ว่าราชการจังหวดั ทีจ่ ะสงั่ การโดยขึ้นอยู่กับข้อเทจ็ จริงและ
ข้อกฎหมายที่คณะกรรมการตรวจพิสจู น์ฯ รายงานผลต่อผู้ว่าราชการจังหวดั ซึ่งต้องมีข้อเท็จจริงครบถ้วน
ในทกุ ประเด็น และตามมาตรา ๕๖/๑ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน กรณีต้องมีการตรวจสอบทีด่ ินกับระวาง
แผนทีร่ ูปถ่ายทางอากาศ หรือระวางรปู ถ่ายทางอากาศฉบับทีท่ ำ�ขึ้นก่อนสดุ เท่าที่ทางราชการมีอยู่ ต้องเปน็
ไปตามระเบียบกรมทีด่ ิน ว่าด้วยการตรวจสอบทีด่ ินเพื่อออกโฉนดทีด่ ินหรือหนงั สือรบั รองการท�ำ ประโยชน์
กรณีที่ดินมีอาณาเขตติดต่อคาบเกี่ยวหรืออยู่ในเขตที่ดินของรัฐด้วยวิธีอื่น  พ.ศ. ๒๕๕๑  ซึ่งข้อ  ๗  แห่ง
ระเบียบดังกล่าวได้ก�ำ หนดว่า “หากการด�ำ เนินการตามข้อ ๖ ยงั ไม่ได้ข้อยุติว่าที่ดินทีข่ อออกโฉนดทีด่ ินหรือ
หนงั สือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ตรงตามหลกั ฐานที่ผู้ขอน�ำ มาแสดง และเปน็ ทีด่ ินทีอ่ ยู่ในหลกั เกณฑ์ที่จะออก
โฉนดทีด่ ินหรือหนังสือรบั รองการทำ�ประโยชน์ได้ ให้ด�ำ เนินการตรวจสอบกับระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศ
หรือระวางรูปถ่ายทางอากาศฉบับที่ทำ�ขึ้นก่อนสุดเท่าที่ทางราชการมีอยู่  โดยตรวจสอบกับแผนที่ภาพถ่าย
ทางอากาศของกรมแผนทีท่ หารว่า เปน็ ทีด่ ินทีส่ ามารถออกโฉนดทีด่ ินหรือหนังสือรับรองการท�ำ ประโยชน์ได้
หรือไม่”
(ตอบข้อหารือจังหวัดลำ�พูน  ตามหนังสือกรมที่ดิน  ที่  มท  ๐๕๑๖.๕/๑๗๕๘๒  ลงวันที่
๙  กรกฎาคม  ๒๕๕๖  เรื่อง  หารือการดำ�เนินการของคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดินตามกฎกระทรวง
ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบญั ญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายทีด่ ิน พ.ศ. ๒๔๙๗)
การต้ังคณะกรรมการตามกฎกระทรวง  ฉบับที่  ๔๓  (พ.ศ. ๒๕๓๗)  ออกตามความ
ในพระราชบัญญตั ิให้ใชป้ ระมวลกฎหมายทีด่ ิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ซึง่ เจา้ พนกั งานสอบสวนต้งั ข้อสงั เกตว่า
ไม่มีเจ้าพนักงานและหรือเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานแห่งชาติฯ  เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการดังกล่าว
แตอ่ ย่างใด การออกโฉนดที่ดินไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร กรมที่ดินจะเพิกถอนโฉนดที่ดิน
ดงั กลา่ วหรือไม่
จังหวัดได้มีคำ�ส่ังแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดินตามกฎกระทรวง  ฉบับที่  ๔๓
(พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๑๐ (๓)
ประกอบด้วย  ปลัดอำ�เภอผู้ประสานงานประจำ�ตำ�บล  (เจ้าพนักงานปกครอง)  เป็นประธานกรรมการ
ผู้อำ�นวยการสำ�นักจัดการทรัพยากรป่าไม้หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย  กำ�นันตำ�บลท้องที่ที่ดินตั้งอยู่  หัวหน้า
อุทยานแห่งชาติ หวั หน้าเขตรักษาพันธุ์สตั ว์ป่า หรือหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่า แล้วแต่กรณี (เฉพาะกรณีที่
ทีด่ ินอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ หรือเขตรกั ษาพันธุ์สตั ว์ป่าหรือเขตห้ามล่าสัตว์ป่า) หัวหน้าสถานีพัฒนาที่ดิน
จังหวัดหรือผู้ที่หัวหน้าสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดมอบหมาย  (เฉพาะกรณีที่ที่ดินอยู่ในเขตที่ได้จำ�แนกให้เป็น

๒๓ ๘ ๑๑๔ ปี กรมท่ดี ิน

เขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรฐั มนตรี) เปน็ กรรมการ เจ้าหน้าที่บริหารงานทีด่ ินอำ�เภอท้องที่ ส�ำ หรบั ท้องที่
ที่ไม่มีเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดินอำ�เภอ  ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด  เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขา
เจ้าพนกั งานที่ดินหัวหน้าส่วนแยก หรือผู้ทีไ่ ด้รับมอบหมาย เป็นกรรมการเลขานกุ าร ค�ำ สั่งดงั กล่าวจึงเป็น
คำ�ส่ังแต่งต้ังคณะกรรมการตรวจพิสจู น์ทีด่ ินตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความ
ในพระราชบัญญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายทีด่ ิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๑๐ (๓) โดยถกู ต้องแล้ว หากข้อเท็จจริง
ปรากฏว่า ทีด่ ินอยู่นอกเขตอุทยานแห่งชาติ ก็ไม่จำ�เปน็ ต้องต้ังหวั หน้าอทุ ยานแห่งชาติเป็นกรรมการตรวจ
พิสจู น์ทีด่ ินแต่ประการใด ซึง่ ช่างรังวัดรายงานว่า ทีด่ ินไม่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ จึงไม่ได้ให้หัวหน้าอทุ ยาน
แหง่ ชาตริ ว่ มตรวจพสิ จู นท์ ด่ี นิ ดว้ ยแตอ่ ยา่ งใด แตเ่ มอ่ื ขอ้ เทจ็ จรงิ ปรากฏวา่ โฉนดทด่ี นิ อยใู่ นเขตอทุ ยานแหง่ ชาติ
ซึ่งในข้ันตอนการออกโฉนดที่ดินต้องให้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติร่วมตรวจพิสูจน์ที่ดินตามกฎกระทรวง
ฉบบั ที ่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗
ข้อ ๑๐ (๓) แต่ในการตรวจพิสจู น์ที่ดินเพื่อออกโฉนดที่ดินดงั กล่าวไม่มีหวั หน้าอุทยานแห่งชาติไปร่วมตรวจ
พิสูจน์ที่ดิน  ทำ�ให้ขั้นตอนกระบวนการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวไม่ครบถ้วนอันเป็นเหตุให้คำ�ส่ังทางปกครอง
คือโฉนดที่ดินน้ันไม่สมบูรณ์ตามนัยมาตรา  ๔๑  (๔)  แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
พ.ศ. ๒๕๓๙  ซึ่งอาจถูกเพิกถอนได้  ดังนั้นกรณีนี้จึงต้องเสนอเรื่องให้คณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดินตาม
กฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน
พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๑๐ (๓) ตามคำ�สั่งจงั หวัดพิจารณาโดยแจ้งให้หวั หน้าอทุ ยานแห่งชาติไปร่วมตรวจพิสูจน์
ที่ดิน หากหัวหน้าอทุ ยานแห่งชาติให้ความเหน็ ชอบว่า ควรออกโฉนดที่ดินได้ กใ็ ห้เสนอความเหน็ ต่อผู้ว่า
ราชการจงั หวัดอีกคร้ังหนึง่ หากผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ขอได้ครอบครองและท�ำ ประโยชน์
โดยชอบด้วยกฎหมายมาก่อนวันที่ทางราชการได้กำ�หนดให้ที่ดินน้ันเป็นอุทยานแห่งชาติตามข้อ  ๑๑  แห่ง
กฎกระทรวงดังกล่าวและเห็นชอบให้ออกโฉนดที่ดินได้  ก็ไม่มีกรณีที่จะต้องดำ�เนินการแก้ไขหรือเพิกถอน
โฉนดที่ดินแต่ประการใด  แต่หากหัวหน้าอุทยานแห่งชาติไม่ให้ความเห็นชอบและผู้ว่าราชการจังหวัด
ไม่เห็นชอบให้ออกโฉนดทีด่ ิน กจ็ ะต้องดำ�เนินการแก้ไขหรือเพิกถอนโฉนดทีด่ ินตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวล
กฎหมายทีด่ ินต่อไป
(ตอบข้อหารือนาย ธ. ตามหนงั สือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๒๖๒๐๓ ลงวันที่ ๘ ตลุ าคม
๒๕๕๖ เรือ่ ง ขอหารือการตั้งคณะกรรมการตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความ
ในพระราชบญั ญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗)
นาย ส. ผู้จัดการมรดก นาง ร. ออกโฉนดที่ดินตามหลักฐาน ส.ค. ๑ คณะกรรมการ
ตรวจพิสจู นท์ ี่ดินตามกฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้
ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน  พ.ศ. ๒๔๙๗  มีความเห็นว่าที่ดินน่าจะมีสภาพเป็นป่าชายเลนมาก่อน
จึงควรส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและหยุดย้ังการบุกรุกที่ดินในเขตป่าชายเลนพิจารณาด้วย
ซึง่ คณะกรรมการปอ้ งกนั และหยดุ ย้ังมีความเหน็ ให้ส่งเรือ่ งให้กรมที่ดินอา่ น แปล ตีความภาพถ่าย
ทางอากาศ เพื่อหารอ่ งรอยการทำ�ประโยชน์ ซึง่ จากผลการอา่ นแปล เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ ที่ดินมีสภาพ
เป็นป่าชายเลน  มีร่องรอยการทำ�ประโยชน์บางส่วน  เห็นควรให้ออกโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนที่ได้ทำ�
ประโยชนแ์ ลว้
การออกโฉนดที่ดินตามหลักฐาน  ส.ค. ๑  น้ัน  ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ตาม
มาตรา ๕๙ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ถ้าปรากฏว่า เนื้อที่ที่ท�ำ การรังวัดใหม่แตกต่างไปจากเนื้อที่
ตามหลกั ฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ให้พนกั งานเจ้าหน้าทีพ่ ิจารณาออกโฉนดที่ดินให้ได้เท่า

๑๑๔ ปี กรมท่ดี นิ ๒๓๙

จำ�นวนเนื้อทีท่ ี่ได้ทำ�ประโยชน์ ทั้งนี้ให้เปน็ ไปตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบบั ที่ ๑๒
(พ.ศ. ๒๕๓๒) หมวด ๒ ข้อ ๘ และข้อ ๙ กล่าวคือ ถ้าปรากฏว่า ทีด่ ินมีอาณาเขต ระยะของแนวเขต และ
ทีด่ ินข้างเคียงทกุ ด้านถูกต้องตรงกับหลกั ฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เชื่อได้ว่า เปน็ ที่ดินแปลง
เดียวกัน แต่เนื้อที่ที่คำ�นวณได้แตกต่างไปจากเนื้อที่ตามหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑)
ให้พนกั งานเจ้าหน้าทีอ่ อกโฉนดทีด่ ินเท่าจ�ำ นวนเนื้อที่ทีไ่ ด้ทำ�ประโยชน์แล้ว แต่ไม่เกินเนื้อที่ที่ค�ำ นวณได้ และ
ในกรณีทีร่ ะยะของอาณาเขตผิดพลาดคลาดเคลือ่ น ให้พนกั งานเจ้าหน้าที่ออกโฉนดที่ดินเท่าจ�ำ นวนเนื้อที่ที่
ได้ทำ�ประโยชน์แล้ว  เมื่อผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงได้ลงชื่อรับรองแนวเขตไว้เป็นการถูกต้องครบถ้วนทุกด้าน
ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติได้ว่า  ที่ดินแปลงที่ขอออกโฉนดที่ดินตรงตามหลักฐาน
ส.ค. ๑ หรือไม่ ประการใด โดยอาจจะตรวจสอบสภาพการครอบครองและท�ำ ประโยชน์ สอบสวนถ้อยคำ�
เจา้ ของทด่ี นิ พยานบคุ คล ผปู้ กครองทอ้ งท่ี เจา้ ของทด่ี นิ ขา้ งเคยี ง พยานเอกสารในสารบบทด่ี นิ แปลงขา้ งเคยี ง
รวมทั้งแสวงหาข้อมูลที่จำ�เป็นเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติและเชื่อได้ว่าเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน จึงจะออก
โฉนดที่ดินให้แก่ผู้ขอได้  ซึ่งอยู่ในดุลยพินิจของเจ้าพนักงานที่ดินตามมาตรา  ๕๙  ตรี  แห่งประมวล
กฎหมายที่ดิน ส่วนผลการอ่าน แปล ภาพถ่ายทางอากาศนั้น ผลการอ่าน แปล จะระบุได้แต่เพียงว่ามี
ร่องรอยการท�ำ ประโยชน์หรือไม่เท่าน้ัน ไม่อาจบ่งชี้ได้ว่าแปลงที่ดินตรงหรือไม่กับหลกั ฐานที่น�ำ มาประกอบ
การขอออกโฉนดที่ดิน  และที่ดินที่จะออกโฉนดที่ดินต้องเป็นที่ดินที่ผู้มีสิทธิในที่ดินได้ครอบครองและทำ�
ประโยชน์แล้ว  คือก่อนวันที่เจ้าของที่ดินจะมาขอออกโฉนดที่ดิน  เจ้าของที่ดินอาจจะทำ�ประโยชน์ในที่ดิน
แล้วเสรจ็ หรือไม่แล้วเสรจ็ หรืออยู่ในระหว่างการท�ำ ประโยชน์กไ็ ด้ ทั้งนี้ ภายในอาณาเขตของทีด่ ินทีไ่ ด้แจ้ง
การครอบครองทีด่ ินไว้และเมือ่ พิจารณาจากองค์ประกอบของมาตรา ๕ แห่งพระราชบญั ญัติให้ใช้ประมวล
กฎหมายทีด่ ิน พ.ศ. ๒๔๙๗ การครอบครองหมายถึงการแสดงความเป็นเจ้าของทีด่ ินซึ่งสามารถตรวจสอบ
ได้จากอาณาเขตที่ดินน้ัน และของทีด่ ินแปลงข้างเคียงตามที่แจ้งการครอบครองทีด่ ินไว้ใน ส.ค. ๑ หากที่ดิน
ขา้ งเคยี งแจง้ การครอบครองไวส้ อดคลอ้ งสมั พนั ธก์ นั กเ็ ปน็ การยอมรบั อาณาเขตการครอบครองของแตล่ ะคน
ส่วนการทำ�ประโยชน์ในที่ดินเป็นเรื่องของข้อเท็จจริงตามสภาพของที่ดินในขณะที่แจ้งการครอบครองที่ดิน
การทำ�ประโยชน์ย่อมเป็นไปตามสภาพของที่ดินในท้องถิ่นตลอดจนสภาพของกิจการที่ได้ทำ�ประโยชน์
เจ้าของที่ดินอาจมีเหตุผล  ในการที่ยังไม่ทำ�ประโยชน์ในพื้นที่บางส่วนหรืออยู่ในระหว่างการทำ�ประโยชน์
ให้แล้วเสร็จเตม็ ทั้งแปลง
อนึ่ง  ส.ค. ๑  ซึ่งผู้ขอนำ�มาเป็นหลักฐานในการออกโฉนดที่ดินได้มีการแจ้งการครอบครอง
ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๔๙๘ ส่วนผลการอ่าน แปล ภาพถ่ายทางอากาศของกรมที่ดิน เปน็ การอ่าน แปลภาพถ่าย
ทางอากาศซึ่งมีการบินถ่ายภาพคร้ังแรกเมือ่ ปี พ.ศ. ๒๕๑๐ ซึ่งมีระยะเวลาต่างกันถึง ๑๐ ปี สภาพการท�ำ
ประโยชน์ในช่วงระยะเวลาทีแ่ ตกต่างกนั และผลการอ่านแปล ภาพถ่าย ไม่ตรงตามที่แจ้งไว้ใน ส.ค. ๑ ยงั ไม่
สามารถพิสูจน์ไปได้ถึงสภาพที่ดินในปีทีแ่ จ้งการครอบครอง จึงต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงอื่นๆ ประกอบ
ด้วยว่า  เดิมสภาพที่ดินบริเวณที่ขอออกโฉนดที่ดินเคยมีการปลูกจากจริงตามที่แจ้งไว้ใน  ส.ค. ๑  หรือไม่
อย่างไร
(ตอบข้อหารือจังหวดั ภูเก็ต ตามหนงั สือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๓๖๔ ลงวนั ที่ ๗ มกราคม
๒๕๕๗)

l สอบสวนเปรียบเทียบ

หนังสือกรมที่ดิน  ที่  มท  ๐๗๑๙.๓/ว  ๒๔๘๓๔  ลงวันที่  ๑๖  สิงหาคม  ๒๕๔๓
เรื่อง การออกหนังสือแสดงสิทธิในทีด่ ินกรณีมีผูค้ ัดค้าน

๒๔ ๐ ๑๑๔ ปี กรมทีด่ นิ

ให้พนกั งานเจ้าหน้าทีถ่ ือปฏิบตั ิดังนี้
๑. การสอบสวนเปรียบเทียบให้ด�ำ เนินการดังนี้
๑.๑ กรณีผู้ขอและผู้โต้แย้งมาพร้อมกันตามกำ�หนดนัด  ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำ�การ
สอบสวนเปรียบเทียบ ถ้าตกลงกันได้ให้บันทึกข้อตกลงไว้ในแบบบันทึกถ้อยค�ำ (ท.ด. ๑๖) ถ้าตกลงกันไม่ได้
ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขา  พิจารณาสั่งการไปตามพยานหลักฐาน
ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขาส่ังประการใด
ให้แจ้งค�ำ ส่งั เปรียบเทียบให้คู่กรณีทราบ
๑.๒ กรณีผู้ขอหรือผู้โต้แย้งมาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกำ�หนดนัดฝ่ายเดียวและอีก
ฝ่ายหนึ่งมิได้แจ้งข้อขัดข้องให้ทราบ  ย่อมถือว่าคู่กรณีไม่อาจตกลงกันได้พนักงานเจ้าหน้าที่จะสอบสวน
เปรียบเทียบและสั่งการเช่นเดียวกับ  ๑.๑  เสร็จแล้วแจ้งให้ผู้ขอหรือผู้โต้แย้งที่มาพบตามกำ�หนดนัดทราบ
ส่วนผู้ขอหรือผู้โต้แย้งที่ไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ส่งหนังสือแจ้งไปให้ทราบโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
ตอบรับ
๑.๓ กรณีผู้ขอและผู้โต้แย้งทั้งสองฝ่ายไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกำ�หนดให้ทำ�
หนังสือนัดคู่กรณีมาทำ�การสอบสวนเปรียบเทียบอีกคร้ังหนึ่งภายในเจ็ดวัน  นับแต่วันกำ�หนดนัดครั้งแรก
โดยแจ้งกำ�หนดเวลาและสถานที่ที่จะทำ�การสอบสวนเปรียบเทียบให้คู่กรณีทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ  พร้อมทั้งระบุด้วยว่าถ้าผู้ขอและผู้โต้แย้งทั้งสองฝ่ายไม่มาพบพนักงาน
เจ้าหน้าที่เพื่อสอบสวนเปรียบเทียบและไม่ได้แจ้งข้อขัดข้องให้ทราบ  พนักงานเจ้าหน้าที่จะได้ส่ังยกเลิก
คำ�ขอออกหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์หรือโฉนดที่ดินต่อไป  หากคู่กรณีทั้งสองฝ่ายยังไม่ดำ�เนินการ
ตามกำ�หนดหรือไม่แจ้งข้อขัดข้องให้ทราบ  ให้พนักงานเจ้าหน้าที่สั่งยกเลิกคำ�ขอออกหนังสือรับรองการทำ�
ประโยชนห์ รอื โฉนดทด่ี นิ โดยหมายเหตใุ นค�ำ ขอออกหนงั สอื รบั รองการท�ำ ประโยชน์ หรอื โฉนดทด่ี นิ (น.ส. ๑ ข.)
บัญชีรบั ทำ�การ (บ.ท.ด. ๒) หรือบัญชีรบั ท�ำ การและคุมเรือ่ ง (ท.อ. ๑๔) บญั ชีแยกประเภทเรื่อง (บ.ท.ด. ๒๗)
และบัญชีรบั เรื่องรงั วดั และแจ้งผู้ขอมาดำ�เนินการ (บ.ท.ด. ๑๗) ว่า “ยกเลิกค�ำ ขอเพราะผู้ขอและผู้โต้แย้ง
ไม่มาติดต่อ” แล้วให้พนกั งานเจ้าหน้าทีล่ งลายมือชื่อ พร้อมวัน เดือน ปี กำ�กับไว้ ถ้าส�ำ นักงานทีด่ ินที่รบั
คำ�ขอรังวัดออกหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์หรือโฉนดที่ดินมีสารบบที่ดินเดิมของที่ดินแปลงดังกล่าว
ให้จัดเก็บคำ�ขอรังวัดและเรื่องราวที่ได้ยกเลิกน้ันรวมเข้าไว้ในสารบบที่ดิน  หากไม่มีสารบบที่ดินเดิมให้แยก
เก็บเอกสารคำ�ขอดังกล่าวไว้ต่างหาก  พร้อมท้ังให้เจ้าหน้าที่แก้ไขหลักฐานแผนที่ต่างๆ  ให้เป็นการถูกต้อง
ตามระเบียบ  และหากปรากฏว่าคู่กรณีทั้งสองฝ่ายหรือฝ่ายหนึ่งมาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกำ�หนดนัด
ก็ให้ด�ำ เนินการตาม ๑.๑ หรือ ๑.๒ แล้วแต่กรณี
๒. ในการแจ้งคำ�สั่งสอบสวนเปรียบเทียบให้คู่กรณีทราบให้แจ้งเป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์
ลงทะเบียนตอบรับโดยระบุไปในหนังสือแจ้งด้วยว่า  ให้คู่กรณีฝ่ายที่ไม่พอใจไปฟ้องศาลภายในกำ�หนด
หกสิบวัน  นับแต่วันรับทราบคำ�ส่ัง  และนำ�หลักฐานการยื่นฟ้องสำ�เนาคำ�ฟ้องเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินไปแสดง
ต่อพนกั งานเจ้าหน้าที่ภายในก�ำ หนดดงั กล่าวด้วย หากมิได้นำ�หลกั ฐานยืน่ ฟ้องพร้อมสำ�เนาคำ�ฟ้องเกี่ยวกับ
สิทธิในที่ดินไปแสดงภายในกำ�หนด  พนักงานเจ้าหน้าที่จะดำ�เนินการตามที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือ
เจ้าพนักงานทีด่ ินจงั หวัดสาขา ได้มีค�ำ สั่งสอบสวนเปรียบเทียบ
๓. ในกรณีฝ่ายที่ไม่พอใจได้นำ�หลักฐานการยื่นฟ้องพร้อมสำ�เนาคำ�ฟ้องเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน
ในกรณีที่มีการโต้แย้งคัดค้านกัน มาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายหลังจากครบกำ�หนดหกสิบวันนับแต่
วันที่ตนได้รับทราบคำ�สั่ง  แต่เป็นเวลาก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้แจกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินแปลงน้ัน
เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าสำ�เนาคำ�ฟ้องดังกล่าวเป็นการฟ้องคดีภายในกำ�หนด

๑๑๔ ปี กรมทีด่ ิน ๒๔๑

หกสิบวันตามกฎหมายและเป็นคำ�ฟ้องที่เกี่ยวกับสิทธิในที่ดินตามที่ได้มีการโต้แย้งคัดค้านก็ให้รอเรื่องการ
ออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน รายนั้นไว้ เมือ่ ศาลมีค�ำ พิพากษาหรือคำ�สั่งถึงที่สดุ ประการใดก็ให้ดำ�เนินการ
ไปตามกรณี
หนงั สือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๕๑๖.๒/ว ๓๕๗๒๘ ลงวนั ที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๕
แนวทางปฏิบัติกรณีมีผู้โต้แย้งคัดค้านการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามมาตรา  ๖๐ 
แหง่ ประมวลกฎหมายทีด่ ิน
๑. การโตแ้ ยง้ คดั ค้าน
๑.๑ การโต้แย้งคัดค้านในวันทำ�การรังวัด  ให้ช่างผู้ทำ�การรังวัดบันทึกถ้อยคำ�การโต้แย้ง
คัดค้านไว้เปน็ หลกั ฐาน โดยใช้บันทึกถ้อยค�ำ ตามแบบ ท.ด. ๑๖
๑.๒ การโต้แย้งคัดค้านหลังจากทำ�การรังวัดเสร็จแล้ว  แต่เป็นเวลาก่อนที่จะได้มีการ
ประกาศครบก�ำ หนด ๓๐ วนั
(ก) กรณีเรื่องอยู่ที่ฝ่ายรังวัด  ให้เจ้าพนักงานที่ดินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นผู้รับ
ค�ำ ขอโต้แย้งคัดค้าน โดยใช้คำ�ขอตามแบบ ท.ด. ๙ เสรจ็ แล้วส่งให้ฝ่ายรงั วัดรวมเรือ่ งไว้
(ข) กรณีเรื่องอยู่ที่ฝ่ายทะเบียน  ให้เจ้าพนักงานที่ดินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่เป็น
ผู้รบั ค�ำ ขอโต้แย้งคัดค้าน โดยใช้ค�ำ ขอตามแบบ ท.ด. ๙ เสร็จแล้วรวมเรื่องไว้
(เทียบเคียงตามนัยหนังสือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๗๐๕/ว ๙๐๐๒ ลงวนั ที่ ๒ พฤษภาคม
๒๕๓๑)
๒. การท�ำ แผนทีพ่ ิพาท
๒.๑ การโต้แย้งคัดค้านในวันทำ�การรังวัด  หากเป็นการโต้แย้งเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง
ให้ช่างผู้ทำ�การรังวัดดำ�เนินการจดั ทำ�รปู แผนที่พิพาทมาในคราวเดียวกัน
๒.๒ การโต้แย้งคัดค้านหลังจากทำ�การรังวัดเสร็จแล้ว  แต่เป็นเวลาก่อนที่จะได้มีการ
ประกาศหรืออยู่ระหว่างระยะเวลาประกาศ ๓๐ วัน หากมีกรณีต้องทำ�แผนที่พิพาทให้เจ้าพนกั งานที่ดินหรือ
พนกั งานเจ้าหน้าที่ท�ำ หนงั สือแจ้งผู้ขอและผู้คดั ค้านภายใน ๓ วัน นับแต่ครบก�ำ หนดประกาศเพื่อนัดคู่กรณี
ท�ำ แผนที่พิพาท
๓. การประกาศ
ในกรณีที่ไม่มีเหตุขดั ข้องประการอื่น นอกจากการจัดทำ�แผนทีพ่ ิพาทตามข้อ ๒.๒ ให้ฝ่าย
ทะเบียนจดั ทำ�ประกาศให้แล้วเสรจ็ ภายใน ๓ วัน นบั แต่ได้รบั เรื่องจากฝ่ายรงั วัด (ตามระเบียบกรมทีด่ ินว่า
ด้วยการปฏิบตั ิราชการเพือ่ ประชาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ ลงวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๒)
การนับระยะเวลาปิดประกาศ ๓๐ วนั ให้เริ่มนบั ๑ ต้ังแต่วนั รุ่งขึ้นของวนั ปิดประกาศฉบบั
หลังสุดเป็นต้นไปจนครบก�ำ หนด ๓๐ วัน หากวนั ทีค่ รบกำ�หนดตรงกบั วันหยุดราชการให้นับวนั ทีเ่ ริ่มทำ�งาน
ต่อจากวันหยดุ นั้นเปน็ วันสดุ ท้ายของระยะเวลา (เทียบเคียงตามนัยระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการจดทะเบียน
สิทธิเกีย่ วกับอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้มาโดยทางมรดก พ.ศ. ๒๕๑๖ และตามมาตรา ๑๙๓/๘ แห่ง ป.พ.พ.)
๔. การโต้แย้งคดั คา้ นภายหลงั ประกาศครบกำ�หนด
กรณีมีผู้โต้แย้งคัดค้านภายหลังประกาศครบกำ�หนดแล้ว  ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ชี้แจงให้
ผู้ขอทราบว่าไม่อาจรับคำ�โต้แย้งคัดค้านไว้ดำ�เนินการได้  แต่ถ้าผู้โต้แย้งรับว่าตนสามารถทำ�ความตกลงกับ
ผู้ขอได้โดยจะไปทำ�ความตกลงกบั ผู้ขอและแจ้งผลการตกลงนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ภายใน ๑๕ วัน กใ็ ห้
บันทึกถ้อยค�ำ ผู้โต้แย้งคดั ค้าน ตามแบบ ท.ด. ๑๖ รวมเรื่องไว้ หากผู้โต้แย้งท�ำ ความตกลงกบั ผู้ขอได้และ

๒๔ ๒ ๑๑๔ ปี กรมทีด่ นิ

ข้อตกลงน้ันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้ด�ำ เนินการไปตามข้อตกลงน้ัน แต่ถ้าผู้โต้แย้งไม่สามารถทำ�ความตกลง
กับผู้ขอภายในก�ำ หนดดังกล่าวได้ ให้พนกั งานเจ้าหน้าที่ดำ�เนินการตามค�ำ ขอต่อไป
(ตามนยั หนงั สือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๖๐๘/ว ๙๓๔๙ ลงวนั ที่ ๙ เมษายน ๒๕๑๖)
๕. การนัดสอบสวนเปรียบเทียบ
๕.๑ กรณีการคดั ค้านซึ่งไม่ต้องท�ำ แผนทีพ่ ิพาท (คัดค้านทั้งแปลง) ให้เจ้าพนกั งานที่ดิน
หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ทำ�หนงั สือแจ้งผู้ขอและผู้คัดค้านภายใน ๓ วนั นบั แต่ครบก�ำ หนดประกาศเพือ่ นดั
คู่กรณีทำ�การสอบสวนเปรียบเทียบ
๕.๒ กรณีการคดั ค้านซึง่ ได้มีการจดั ทำ�แผนทีพ่ ิพาท ตามข้อ ๒.๑ และไม่มีกรณีที่จะต้อง
ทำ�แผนที่พิพาทสำ�หรับผู้คัดค้านรายอื่นอีก  ให้เจ้าพนักงานที่ดินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ดำ�เนินการเช่นเดียว
กับข้อ ๕.๑
๕.๓ กรณีการคัดค้านภายหลังจากวนั ท�ำ การรงั วัด ซึง่ ช่างรงั วดั ได้ออกไปท�ำ แผนที่พิพาท
เมื่อประกาศครบกำ�หนด ๓๐ วนั ตามข้อ ๒.๒ แล้ว ให้เจ้าพนกั งานทีด่ ินหรือพนกั งานเจ้าหน้าทีท่ ำ�หนังสือ
แจ้งผู้ขอและผู้คัดค้านภายใน ๓ วัน นบั แต่ได้รบั เรื่องราวการรังวดั พร้อมแผนทีพ่ ิพาทจากฝ่ายรังวดั เพื่อนัด
คู่กรณีทำ�การสอบสวนเปรียบเทียบ
(ตามระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการปฏิบตั ิราชการเพื่อประชาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ ลงวนั ที่ ๒๓
สิงหาคม ๒๕๔๒)
๖. การสอบสวนเปรียบเทียบ
๖.๑ กรณีผู้ขอและผู้โต้แย้งมาตามก�ำ หนดนดั สอบสวนเปรียบเทียบ ให้เจ้าพนักงานทีด่ ิน
หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ชี้แจงและท�ำ การสอบสวนเปรียบเทียบ ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้บนั ทึกข้อตกลงไว้ในแบบ
บนั ทึกถ้อยคำ� (ท.ด. ๑๖) ถ้าตกลงกนั ไม่ได้ให้เสนอเรือ่ งพร้อมท้ังความเหน็ ให้เจ้าพนกั งานทีด่ ินจงั หวดั หรือ
เจ้าพนกั งานที่ดินจังหวัดสาขาพิจารณาส่งั การไปตามพยานหลกั ฐาน ข้อเทจ็ จริงหรือข้อกฎหมาย ให้แล้ว
เสร็จภายใน ๗ วัน เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินจงั หวัดหรือเจ้าพนักงานทีด่ ินจังหวัดสาขาส่งั ประการใด ให้แจ้ง
ค�ำ ส่ังเปรียบเทียบให้คู่กรณีทราบภายใน ๒ วัน นบั แต่วนั ที่ได้มีคำ�สัง่
๖.๒ กรณีผู้ขอหรือผู้โต้แย้งมาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกำ�หนดนัดฝ่ายเดียว  และอีก
ฝ่ายหนึ่ง มิได้มาตามก�ำ หนดโดยมิได้แจ้งข้อขัดข้องให้ทราบย่อมถือว่า คู่กรณีไม่อาจตกลงกนั ได้ พนกั งาน
เจ้าหน้าที่ชอบที่จะสอบสวนเปรียบเทียบและสั่งการเช่นเดียวกับข้อ ๖.๑ เสร็จแล้วแจ้งให้ผู้ขอหรือผู้โต้แย้ง
ที่มาพบตามกำ�หนดนัดทราบ  ส่วนผู้ขอหรือผู้โต้แย้งที่ไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ส่งหนังสือแจ้งไปให้
ทราบโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรบั
๖.๓ กรณีผู้ขอและผู้โต้แย้งทั้งสองฝ่ายไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกำ�หนดนัดให้ทำ�
หนังสือนัดคู่กรณีมาท�ำ การสอบสวนเปรียบเทียบอีกคร้ังหนึง่ ภายใน ๗ วัน นบั แต่วันกำ�หนดครั้งแรกโดยแจ้ง
ก�ำ หนดวัน เวลา และสถานที่ทีจ่ ะสอบสวนเปรียบเทียบให้คู่กรณีทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๗ วนั ส่งทาง
ไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับพร้อมท้ังระบุด้วยว่าถ้าผู้ขอและผู้โต้แย้งทั้งสองฝ่ายไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่
เพื่อสอบสวนเปรียบเทียบ  และไม่ได้แจ้งข้อขัดข้องให้ทราบ  พนักงานเจ้าหน้าที่จะได้สั่งยกเลิกคำ�ขอต่อไป
หากคู่กรณีท้ังสองฝ่ายยังไม่มาดำ�เนินการตามกำ�หนดหรือไม่แจ้งข้อขัดข้องให้ทราบ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่
สัง่ ยกเลิกคำ�ขอ โดยหมายเหตุในค�ำ ขอ บญั ชีรบั ทำ�การประจำ�วนั (บ.ท.ด. ๒) หรือบัญชีรับท�ำ การและคุม
เรื่อง (ท.อ. ๑๔) บญั ชีแยกประเภทคุมเรื่อง (บ.ท.ด. ๒๗) และบญั ชีรับเรือ่ งรงั วัดและแจ้งผู้ขอมาดำ�เนินการ
(บ.ท.ด. ๗๑) ว่า “ยกเลิกคำ�ขอเพราะผู้ขอและผู้โต้แย้งไม่มาติดต่อ” แล้วให้พนกั งานเจ้าหน้าที่ลงลายมือชือ่
พร้อมวนั เดือน ปี กำ�กับไว้ และให้จัดเกบ็ คำ�ขอรงั วดั และเรือ่ งราวที่ได้ยกเลิกนั้นรวมเข้าไว้ในสารบบที่ดิน

๑๑๔ ปี กรมทีด่ นิ ๒๔๓

หรือแยกเก็บเอกสารคำ�ขอดังกล่าวไว้ต่างหาก (ในกรณีไม่มีสารบบที่ดิน) แล้วแต่กรณี พร้อมทั้งแก้ไข
หลักฐานแผนที่ต่างๆ  ให้เป็นการถูกต้องตามระเบียบ  หากปรากฏว่าคู่กรณีทั้งสองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาพบ
พนักงานเจ้าหน้าที่ตามกำ�หนดนดั ให้ดำ�เนินการตาม ๖.๑ หรือ ๖.๒ ต่อไป (ตามระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วย
การปฏิบัติราชการเพือ่ ประชาชน พ.ศ. ๒๕๔๒ ลงวนั ที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๔๒ และหนงั สือกรมที่ดิน ที่ มท
๐๗๑๙.๓/ว ๒๔๘๓๔ ลงวนั ที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๔๓)
๗. การส่งั สอบสวนเปรียบเทียบ
เนื่องจากมาตรา ๖๐ วรรคท้าย แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน บัญญตั ิว่า ในกรณีทีไ่ ด้ฟ้อง
ต่อศาลแล้วให้รอเรื่องไว้ เมื่อศาลได้พิพากษาหรือมีคำ�สง่ั ถึงทีส่ ุดประการใด จึงให้ด�ำ เนินการไปตามกรณี
ถ้าไม่ฟ้องภายในกำ�หนดก็ให้ดำ�เนินการไปตามที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด  หรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด
สาขาสั่งแล้วแต่กรณี ดังน้ัน ในการสัง่ การสอบสวนเปรียบเทียบ จึงควรต้องสัง่ ให้ชดั เจนตามที่เหน็ สมควร
ว่า จะด�ำ เนินการตามที่ผู้ขอได้ขอหรือตามที่ผู้คดั ค้านได้คัดค้านอย่างไร เพราะหากไม่มีการฟ้องคดีต่อศาล
พนักงานเจ้าหน้าที่กจ็ ะสามารถดำ�เนินการเรือ่ งดงั กล่าวตามทีไ่ ด้มีการสง่ั ไว้ต่อไปได้
ในคำ�ส่ังสอบสวนเปรียบเทียบให้ระบขุ ้อความว่า “ให้คู่กรณีฝ่ายทีไ่ ม่พอใจไปฟ้องต่อศาล
ยตุ ิธรรมภายในก�ำ หนดหกสิบวันนับแต่วนั รบั ทราบคำ�สงั่ ” ด้วย (ตามนัยหนังสือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๗๒๙.๒/
ว ๒๗๑๑๐ ลงวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๕)
๘. การแจ้งค�ำ ส่ังสอบสวนเปรียบเทียบ
ให้แจ้งโดยทำ�เป็นหนังสือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับโดยระบุไปในหนังสือแจ้ง
ด้วยว่า  ในกรณีที่ได้มีการฟ้องคดีต่อศาล  ให้คู่กรณีฝ่ายที่ไม่พอใจนำ�หลักฐานการยื่นฟ้องพร้อมสำ�เนา
ค�ำ ฟอ้ งเกย่ี วกบั สทิ ธใิ นทด่ี นิ ไปแสดงตอ่ พนกั งานเจา้ หนา้ ทภ่ี ายในก�ำ หนดดว้ ย หากมไิ ดน้ �ำ หลกั ฐานการยน่ื ฟอ้ ง
พร้อมสำ�เนา ค�ำ ฟ้องเกีย่ วกับสิทธิในทีด่ ินไปแสดงภายในกำ�หนด พนักงานเจ้าหน้าที่จะได้ด�ำ เนินการตามที่
เจ้าพนักงานที่ดินจังหวดั หรือเจ้าพนกั ที่ดินจังหวัดสาขาได้มีคำ�ส่งั เปรียบเทียบไว้ต่อไป
๙. พนักงานเจ้าหน้าทีผ่ ู้มีอำ�นาจ
๙.๑ ผู้มีอำ�นาจในการด�ำ เนินการสอบสวนเปรียบเทียบได้แก่บคุ คลต่อไปนี้แล้วแต่กรณี
(๑) เจ้าพนักงานที่ดินหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายในสำ�นักงานที่ดิน
จงั หวดั ส�ำ นกั งานที่ดินจงั หวัดสาขา หรือส�ำ นกั งานที่ดินจังหวดั /สาขา ส่วนแยก
(๒) นายอำ�เภอหรือปลัดอำ�เภอผู้เป็นหัวหน้าประจำ�กิ่งอำ�เภอ  ในท้องที่ซึ่งรัฐมนตรี
ยงั มิได้ประกาศยกเลิกอ�ำ นาจหน้าทีใ่ นการปฏิบตั ิการตามประมวลกฎหมายทีด่ ิน
(๓) ผู้อำ�นวยการศูนย์เดินส�ำ รวจออกโฉนดทีด่ ิน
๙.๒ ผู้มีอ�ำ นาจในการสั่งสอบสวนเปรียบเทียบ ได้แก่บุคคลดังต่อไปนี้แล้วแต่กรณี
(๑) เจ้าพนกั งานทีด่ ินจงั หวดั หรือเจ้าพนกั งานทีด่ ินจังหวัดสาขา
(๒) นายอำ�เภอหรือปลัดอำ�เภอผู้เป็นหัวหน้าประจำ�กิ่งอำ�เภอในท้องที่ซึ่งรัฐมนตรี
ยงั มิได้ประกาศยกเลิกอำ�นาจหน้าทีใ่ นการปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายทีด่ ิน
หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๕๑๖.๒/ว ๘๕๙๑ ลงวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๗ เรื่อง
การฟ้องศาลตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
การฟ้องคดีอันเนื่องมาจากการที่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขา
ได้ส่ังการตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน คู่กรณีฝ่ายที่ไม่พอใจย่อมสามารถฟ้องคดีต่อศาล
ยตุ ิธรรมหรือจะฟ้องต่อศาลปกครองกไ็ ด้ ท้ังนี้ขึ้นอยู่กับประเดน็ ทีผ่ ู้ฟ้องคดีได้ยกขึ้นเป็นหลกั โดยถ้าประเด็น
หลกั เปน็ การโต้แย้งเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินขอออกหนังสือแสดงสิทธิ ศาลทีม่ ีอำ�นาจ

๒๔ ๔ ๑๑๔ ปี กรมทดี่ ิน

พิจารณาพิพากษาคือศาลยุติธรรม  (คำ�วินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล  ที่  ๔/๒๕๔๕)  ถ้าเป็น
การโต้แย้งในประเด็นหลักว่า การสั่งการของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสาขา
ไมป่ ฏบิ ตั ติ ามขน้ั ตอนทก่ี ฎหมายก�ำ หนดและไมช่ อบดว้ ยกฎหมาย ศาลทม่ี อี �ำ นาจพจิ ารณาพพิ ากษาคดดี งั กลา่ ว
คือ ศาลปกครอง (คำ�วินิจฉัยชี้ขาดอำ�นาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๑๙/๒๕๔๖) และโดยที่ศาลปกครองสงู สดุ
โดยมติทีป่ ระชุมใหญ่ได้มีค�ำ สัง่ ที่ ๖๐๖/๒๕๔๕ วินิจฉัยว่า การฟ้องคดีต่อศาลปกครองในประเดน็ เกีย่ วกบั
ความชอบด้วยกฎหมายของค�ำ สัง่ ของเจ้าพนกั งานที่ดิน ตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นั้น
เมือ่ พนกั งานเจ้าหน้าทีม่ ีคำ�ส่ังตามมาตรา ๖๐ วรรคหนึ่ง แล้ว ผู้ฟ้องคดีสามารถฟ้องเจ้าพนกั งานที่ดินต่อ
ศาลปกครองได้ภายในระยะเวลา ตามมาตรา ๖๐ วรรคสอง โดยไม่ต้องอทุ ธรณ์คำ�สง่ั ดงั กล่าว ตามขั้นตอน
ตามทีก่ �ำ หนดไว้ในมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน เป็นวิธีการปฏิบัติราชการทางปกครองทีก่ ฎหมาย
กำ�หนดไว้โดยเฉพาะ และมีหลกั เกณฑ์ที่ประกันความเป็นธรรม หรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ตา่ํ
กว่าหลกั เกณฑ์ที่ก�ำ หนดในพระราชบัญญตั ิวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ อยู่แล้ว
ดังนั้น ในการสัง่ สอบสวนเปรียบเทียบตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จึงให้ระบุ
ในค�ำ สัง่ ด้วยว่า “หากคู่กรณีฝ่ายทีไ่ ม่พอใจเห็นว่าตนเปน็ ผู้มีสิทธิในทีด่ ินก็ให้ไปฟ้องคดีต่อศาลยุติธรรม หรือ
ถ้าเห็นว่าการสั่งการของเจ้าพนกั งานทีด่ ินจงั หวัด (หรือเจ้าพนักงานทีด่ ินจังหวดั สาขา) ไม่ปฏิบตั ิตามขั้นตอน
ทีก่ ฎหมายก�ำ หนดและไม่ชอบด้วยกฎหมาย กใ็ ห้ไปฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ท้ังนี้ ภายในก�ำ หนดหกสิบวัน
นับแต่วันทราบคำ�ส่ัง  ถ้ามิได้มีการฟ้องคดีหรือมิได้สำ�เนาคำ�ฟ้องมาแสดงภายในกำ�หนด  จะได้ดำ�เนินการ
ตามทเ่ี จา้ พนกั งานทด่ี นิ จงั หวดั (หรือเจา้ พนกั งานทด่ี นิ จงั หวดั สาขา) ไดส้ ง่ั การไวต้ อ่ ไป” และเนอื่ งจากขน้ั ตอน
ตามทีก่ ำ�หนดไว้ในมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองที่กฎหมาย
ก�ำ หนดไวโ้ ดยเฉพาะและมหี ลกั เกณฑท์ ป่ี ระกนั ความเปน็ ธรรมหรอื มมี าตรฐานในการปฏบิ ตั ริ าชการไมต่ า่ํ กวา่
หลักเกณฑ์ที่กำ�หนดในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ตามนัยมาตรา ๓
แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว  จึงไม่มีกรณีที่จะต้องระบุถึงเหตุการณ์การอุทธรณ์ตามนัยมาตรา  ๔๐
แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง  พ.ศ. ๒๕๓๙  ไว้ในคำ�ส่ังสอบสวนเปรียบเทียบอีก
แต่อย่างใด  ทั้งนี้ ให้ใช้แนวทางปฏิบัติดงั กล่าวกบั กรณีการสั่งเปรียบเทียบตามมาตรา ๘๑ แห่งประมวล
กฎหมายที่ดินในท�ำ นองเดียวกนั ด้วย
การสอบสวนเปรียบเทียบ  เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดมีคำ�ส่ังให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่
ผู้คัดค้าน แต่ในใบไตส่ วนเป็นชือ่ ผูข้ อออกโฉนดทีด่ ิน
กรณีขอออกโฉนดที่ดินและมีผู้คัดค้าน  เจ้าพนักงานที่ดินทำ�การสอบสวนเปรียบเทียบตาม
มาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน และมีค�ำ สัง่ ให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้คดั ค้าน กรมที่ดินได้วางแนวทาง
ปฏิบตั ิตามมติของคณะกรรมการพิจารณาปัญหาข้อกฎหมายที่ดินของกรมที่ดิน คร้ังที่ ๑๒/๒๕๓๕ เมื่อวันที่
๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ และตามหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๖๒๕/๑๘๒๕๑ ลงวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๓๗
ตอบข้อหารือจงั หวัดตราด เรือ่ ง การเดินสำ�รวจออกโฉนดทีด่ ิน ราย นายอารี โชติช่วง สรุปได้ว่า กรณี
เจ้าพนกั งานที่ดินได้ท�ำ การสอบสวนเปรียบเทียบและสงั่ ให้ออกโฉนดทีด่ ินให้แก่ผู้คดั ค้าน ให้ด�ำ เนินการแก้ไข
ใบไตส่ วนโดยหมายเหตดุ า้ นขา้ งซา้ ยของใบไตส่ วนดว้ ยอกั ษรสแี ดงใหป้ รากฏขอ้ ความท�ำ นองวา่ “ทด่ี นิ แปลงน้ี
...(ชือ่ ผู้ขอ)....ได้นำ�ทำ�การรังวัดไว้ โดย...(ชื่อผู้คัดค้าน) ...ได้คัดค้านและพนักงานเจ้าหน้าทีไ่ ด้มีคำ�สงั่ ตาม
มาตรา ๖๐ แหง่ ประมวลกฎหมายทด่ี นิ ใหอ้ อกโฉนดทด่ี นิ แก.่ .....(ชอ่ื ผคู้ ดั คา้ น) ...ผคู้ ดั คา้ น” และลงลายมอื ชอ่ื
เจ้าพนักงานทีด่ ินก�ำ กับไว้
(ตอบข้อหารือ  ตามหนังสือกรมที่ดิน  ด่วนที่สดุ   ที ่ มท  ๐๕๑๖.๕/๓๐๒๔๒  ลงวันที่ ๒๕
พฤศจิกายน ๒๕๕๖)

๑๑๔ ปี กรมที่ดิน ๒๔๕

ในการรังวดั ออกโฉนดที่ดินโดยอาศยั หนังสือรบั รองการทำ�ประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ที่ดิน
ต้ังอยูใ่ นเขตปฏิรปู ทีด่ ิน สำ�นกั งานการปฏิรปู ทีด่ ินจังหวดั ไดค้ ดั ค้านการออกโฉนดที่ดิน เจา้ พนกั งาน
ที่ดินจังหวดั สาขาไดท้ �ำ การสอบสวนเปรียบเทียบตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน และ
มีคำ�สั่งให้ออกโฉนดที่ดิน โดยได้แจง้ ค�ำ สงั่ ใหค้ กู่ รณีทราบ เมือ่ พน้ ก�ำ หนด ๖๐ วนั นบั แต่วนั ทราบ
คำ�สั่งปรากฏว่าไมม่ ีการด�ำ เนินการฟอ้ งตอ่ ศาล ตอ่ มาส�ำ นักงานการปฏิรูปทีด่ ินจงั หวดั มีหนังสือขอ
ให้ทบทวนคำ�สั่งสอบสวนเปรียบเทียบโดยอ้างข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอันเป็นสาระสำ�คัญแล้วเห็นว่า
คำ�สั่งดังกล่าวถือเป็นคำ�สั่งทางปกครองตามมาตรา  ๕  แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทาง
ปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ แต่กไ็ มต่ ัดสิทธิคกู่ รณีในการที่จะขอให้เจ้าหนา้ ที่ทบทวนค�ำ ส่งั ทางปกครองได้
แม้วา่ คำ�ส่ังนน้ั จะได้พ้นกำ�หนดอุทธรณ์ไปแล้ว เนือ่ งจากบทบญั ญัติในมาตรา ๕๔ (๔) แหง่ พระราช
บัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เปิดโอกาสให้คู่กรณีสามารถขอให้เจ้าหน้าที่
เพิกถอนหรือแก้ไขเพิ่มเติมคำ�สั่งทางปกครองได้หากมีพยานหลักฐานใหม่อันอาจทำ�ให้ข้อเท็จจริง
ที่ฟงั เป็นที่ยุติแลว้ น้นั เปลี่ยนแปลงในสาระสำ�คัญ
คำ�ส่ังสอบสวนเปรียบเทียบเป็นคำ�สั่งที่ออกโดยเจ้าพนักงานที่ดินซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ
และมีผลกระทบต่อสิทธิในที่ดิน ดงั น้ัน คำ�สงั่ สอบสวนเปรียบเทียบจึงเป็นค�ำ ส่ังทางปกครองที่กฎหมายได้
ก�ำ หนดวิธีปฏิบัติไว้โดยเฉพาะตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึง่ มีหลักเกณฑ์ที่ประกนั ความ
เป็นธรรมหรือมีมาตรฐานในการปฏิบัติราชการไม่ต่ำ�กว่าหลักเกณฑ์ที่กำ�หนดในพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติ
ราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ตามนัยค�ำ สั่งศาลปกครองสูงสดุ ที่ ๔๖/๒๕๔๗ คู่กรณีจึงต้องดำ�เนินการ
ตามวิธีการที่ก�ำ หนดไว้ในมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน ค�ำ สัง่ สอบสวนเปรียบเทียบถือเป็นค�ำ สั่งที่
เสร็จเด็ดขาดและไม่สามารถทบทวนคำ�สงั่ ได้
(ตอบข้อหารือจงั หวดั ศรีสะเกษ ตามหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๑๖๒๐๘ ลงวันที่
๒๕ สิงหาคม ๒๕๕๗ เรือ่ ง หารือกรณีส�ำ นกั งานการปฏิรูปที่ดินจงั หวัดศรีสะขอให้ทบทวนค�ำ สงั่ สอบสวน
เปรียบเทียบตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน)

l เพิกถอนหรือแกไ้ ขหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน

กรณีใบจองออกไปโดยผิดตำ�บล  เนื่องจากการออกใบจองเป็นคำ�สั่งทางปกครอง  ตามนัย
มาตรา ๕ แห่งพระราชบญั ญตั ิวิธีปฏิบตั ิราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ย่อมมีผลตราบเท่าที่ยงั ไม่ถูก
เพิกถอนตามนัยมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบญั ญตั ิดงั กล่าว
นาย ห. ไดน้ �ำ หลกั ฐานใบจองมายน่ื ค�ำ ขอออกโฉนดทด่ี นิ ใบจองดงั กลา่ วไดอ้ อกโดยนายอ�ำ เภอ
ถกู ต้องตรงตามท้องที่ที่ที่ดินตั้งอยู่แล้ว แต่ปิดประกาศ ณ ทีท่ �ำ การก�ำ นนั ผิดท้องที่ เมือ่ ผู้ขอได้รบั ใบจองแล้ว
ได้มีการครอบครองต่อเนื่องตลอดมาซึ่งถือได้ว่าผู้ขอเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินที่ได้รับการจัดให้ตาม
กฎหมาย และที่ดินอยู่ในลักษณะทีจ่ ะน�ำ มาจัดได้ ไม่เป็นทีส่ งวนหวงห้าม หรือทีส่ าธารณประโยชน์ประกอบ
กบั ศาลปกครองสงู สดุ ได้มีค�ำ พิพากษาในคดีหมายเลขแดง ที่ อ.๒๘/๒๕๕๒ กำ�หนดประเดน็ ในการพิจารณา
ออกโฉนดที่ดินทีส่ �ำ คญั ไว้ ๒ ประการ คือ ผู้ขอมีสิทธิยืน่ ค�ำ ขอหรือไม่ และทีด่ ินน้ันเปน็ ทีด่ ินต้องห้ามออก
โฉนดที่ดินหรือไม่ เนื่องจากการออกใบจองเปน็ คำ�ส่ังทางปกครอง ตามนยั มาตรา ๕ แห่งพระราชบญั ญตั ิ
วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง  พ.ศ. ๒๕๓๙  ย่อมมีผลตราบเท่าที่ยังไม่ถูกเพิกถอนตามนัยมาตรา  ๔๒
แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวดำ�เนินการ  ผู้ขอสามารถนำ�ใบจองดังกล่าวไปใช้เป็นหลักฐานในการยื่นคำ�ขอ
ออกโฉนดทีด่ ินได้
(ตอบข้อหารือจังหวัดนครพนม ตามหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๑๑๑๓๗ ลงวันที่
๓๐ เมษายน ๒๕๕๖ เรือ่ ง หารือ กรณีราษฎรนำ�หลกั ฐานใบจอง (น.ส.๒) ซึง่ ออกผิดต�ำ บลมาใช้เปน็ หลักฐาน
ในการออกโฉนดที่ดิน)

๒๔ ๖ ๑๑๔ ปี กรมท่ดี ิน

การออกโฉนดที่ดินภายหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงเขตการปกครอง  และการ
ปิดประกาศแจกโฉนดที่ดินเป็นการปิดประกาศผิดท้องที่  ต้องดำ�เนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินตาม
มาตรา ๖๑ แหง่ ประมวลกฎหมายที่ดิน ถูกตอ้ งหรือไม่
การที่พนักงานเจ้าหน้าที่เดินสำ�รวจออกโฉนดที่ดินให้แก่เจ้าของที่ดินไปโดยผิดท้องที่เพราะ
ส�ำ คญั ผดิ ในขอ้ เทจ็ จรงิ การด�ำ เนนิ การดงั กลา่ วมไิ ดเ้ ปน็ ความผดิ ของเจา้ ของทด่ี นิ ไดม้ กี ารรงั วดั สอบสวนสทิ ธิ
และประกาศครบถว้ นไมม่ ผี ใู้ ดคดั คา้ น และผอู้ �ำ นวยการศนู ยเ์ ดนิ ส�ำ รวจออกโฉนดทด่ี นิ ไดล้ งนามในโฉนดทด่ี นิ
และแจกให้แก่ผู้ขอแล้ว ซึ่งตามพระราชบญั ญตั ิวิธีปฏิบตั ิราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕๔ (๑)
คู่กรณีอาจมีคำ�ขอให้แก้ไขค�ำ สั่งทางปกครอง (โฉนดทีด่ ิน) เมือ่ ปรากฏว่ามีพยานหลกั ฐานใหม่ อันอาจทำ�ให้
ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นที่ยุติแล้วเปลี่ยนแปลง  และคู่กรณีไม่อาจทราบถึงเหตุน้ันในการพิจารณาคร้ังที่แล้วมา
ก่อนโดยไม่ใช่ความผิดของผู้น้ัน ดังนั้น เมื่อการเดินสำ�รวจออกโฉนดที่ดินในพื้นทีด่ ังกล่าวได้ด�ำ เนินการตาม
ข้ันตอนทีก่ ฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมาย
ทีด่ ิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ก�ำ หนดไว้ครบถ้วนจนกระทัง่ เจ้าของทีด่ ินได้รับโฉนดทีด่ ินแล้ว แม้จะได้มีการประกาศ
ผิดท้องที่แต่ก็เป็นไปโดยสำ�คัญผิดในข้อเท็จจริงซึ่งตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
พ.ศ. ๒๕๓๙ คู่กรณีจึงอาจขอให้แก้คำ�ส่ังทางปกครองให้ถกู ต้องต่อไปได้ และเมือ่ ที่ดินไม่เปน็ ทีด่ ินต้องห้าม
มิให้ออกโฉนดทีด่ ินจึงยงั ไม่มีเหตุทีจ่ ะต้องด�ำ เนินการตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ินแต่อย่างใด
ฉะนั้น  เพื่อเป็นแนวทางในการบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎร  และเป็นการแก้ไขปัญหา
ในเรื่องนี้ให้เปน็ ที่ยตุ ิ โดยมิได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ ขอให้จงั หวดั แจ้งให้เจ้าของทีด่ ินตาม
โฉนดที่ดินดังกล่าวนำ�โฉนดที่ดินไปยื่นคำ�ขอแก้ไขหลักฐานทะเบียนที่ดินที่สำ�นักงานที่ดินจังหวัด  ซึ่งเป็น
ท้องที่ที่ถูกต้องภายในกำ�หนด ๙๐ วนั นบั แต่วันได้รับหนังสือแจ้ง เมือ่ พนกั งานเจ้าหน้าทีไ่ ด้รับค�ำ ขอแล้วให้
สอบสวนและแก้ไขหลกั ฐานต่างๆ ให้ถูกต้องตามความเปน็ จริง โดยอาศัยพระราชบัญญตั ิวิธีปฏิบตั ิราชการ
ทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ มาตรา ๕๔ เมือ่ ได้ดำ�เนินการตามนัยดงั กล่าวแล้ว ให้พนกั งานเจ้าหน้าทีค่ น
ปัจจบุ ันทีม่ ีอ�ำ นาจลงนามในเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้เป็นหลกั ฐาน เสรจ็ แล้วมอบโฉนดที่ดินคืนให้แก่ผู้ขอต่อไป
ส�ำ หรบั หนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) จำ�นวน ๔๓ เรื่อง และเรือ่ งรังวัดที่อยู่
ระหว่างดำ�เนินการ จ�ำ นวน ๘ เรื่อง ให้จังหวัดตรวจสอบว่าได้มีการออกไปก่อนหรือหลังมีการเปลีย่ นแปลง
เขตการปกครอง กรณไี ดม้ กี ารออกไปกอ่ นมกี ารเปลย่ี นแปลงเขตการปกครอง ใหแ้ จง้ เจา้ ของทด่ี นิ แตล่ ะราย
นำ�หนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ไปยื่นคำ�ขอแก้ไขหลักฐานทางทะเบียนที่สำ�นักงานที่ดินจังหวัดให้ถูกต้อง
ต่อไป กรณีหนังสือรับรองการท�ำ ประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) และเรื่องราวการรงั วดั ที่มีหนงั สือรบั รองการทำ�
ประโยชน์ได้ออกไปภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงเขตการปกครอง  ให้ดำ�เนินการเช่นเดียวกับกรณีเดินสำ�รวจ
ออกโฉนดทีด่ ิน
(ตอบข้อหารือจังหวดั อ�ำ นาจเจริญตามหนังสือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๑๓๔๑๖ ลงวันที่
๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗ เรือ่ ง หารือการเดินสำ�รวจออกโฉนดทีด่ ิน)
กรณีแกไ้ ขขอ้ ก�ำ หนดหา้ มโอน ๑๐ ปี ในโฉนดที่ดิน
ในขณะที่ นาย บ. นำ�เดินส�ำ รวจออกโฉนดทีด่ ินได้ให้ถ้อยคำ�ต่อเจ้าหน้าที่สอบสวนว่า ได้ทีด่ ิน
ดังกล่าวมาโดยการรบั ให้มาจากบิดาประมาณ ๑๐ ปี โดย นาย ท. ได้ก่นสร้างครอบครองและทำ�ประโยชน์
มาก่อน ๒๙ ปี ซึง่ เปน็ การคาดคะเนในขณะนั้น จึงเปน็ กรณีได้ที่ดินมาหลงั ประมวลกฎหมายทีด่ ินใช้บังคบั
ซึ่งต้องตกอยู่ภายใต้ข้อกำ�หนดห้ามโอน ๑๐ ปี ตามมาตรา ๕๘ ทวิ วรรคสอง (๓) และวรรคห้า แห่งประมวล
กฎหมายที่ดิน  แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานใหม่ว่าที่ดินดังกล่าวเป็นมรดกตกทอดมาจาก
บิดามารดา โดยมารดาได้ครอบครองทำ�ประโยชน์มาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บงั คบั จึงเป็นกรณีตาม

๑๑๔ ปี กรมท่ดี ิน ๒๔๗

มาตรา ๕๘ ทวิ วรรคสอง (๒) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึง่ ไม่อยู่ในบังคับห้ามโอน การออกโฉนดที่ดิน
โดยมีข้อก�ำ หนดห้ามโอน ๑๐ ปี จึงเป็นการคลาดเคลื่อนในข้อเท็จจริง ซึง่ สามารถแก้ไขให้ถูกต้องได้ ฉะนั้น
เมือ่ ปรากฏหลกั ฐานชดั แจ้ง เจ้าพนกั งานที่ดินย่อมมีอ�ำ นาจแก้ไขเรือ่ งราวการออกโฉนดที่ดินดงั กล่าวให้เปน็
การถกู ต้องตามข้อเท็จจริงต่อไปได้โดยให้จังหวดั สั่งเจ้าหน้าที่แก้ไขเรื่องราวในใบไต่สวน (น.ส. ๕) ข้อ ๓, ๔
ให้ถกู ต้องแล้วขีดฆ่ารายการห้ามโอน ๑๐ ปี ในสารบัญแก้ทะเบียนหลังใบไต่สวนและโฉนดทีด่ ิน เสรจ็ แล้ว
ให้เจ้าพนกั งานที่ดินลงลายมือชื่อ พร้อมวัน เดือน ปี ก�ำ กบั ไว้ด้วย
(ตอบข้อหารือจังหวัดร้อยเอ็ด  บันทึกสำ�นักมาตรฐานการออกหนังสือสำ�คัญ  ที่  มท
๐๕๑๖.๒/๓๕๐ ลงวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๒)
กรณีหลกั ฐาน น.ส. ๓ ออกทับทีส่ าธารณประโยชน์บางส่วน เจา้ ของที่ดินในขณะน้ัน
ไมใ่ ห้ความยินยอมในการแกไ้ ข ผู้วา่ ราชการจงั หวัดจึงได้มีคำ�ส่ังเพิกถอน น.ส. ๓ ดังกล่าวทั้งแปลง
ซึ่งหากปัจจุบันเจ้าของที่ดินยินยอมให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ใน  น.ส. ๓  ดังกล่าวแล้ว  จึงเป็น
ขอ้ เท็จจริง ทีเ่ ปลีย่ นแปลงในสาระส�ำ คญั และเป็นประโยชน์แกค่ กู่ รณี
นางสาว อ. ได้น�ำ หลกั ฐาน น.ส. ๓ ไปยืน่ ค�ำ ขอออกโฉนดที่ดิน น.ส. ดงั กล่าวได้ถกู เพิกถอน
ทั้งแปลงตามค�ำ สงั่ ของผู้ว่าราชการจังหวัด เนือ่ งจากได้ออกทับที่สาธารณประโยชน์บางส่วน เจ้าของที่ดิน
ในขณะน้ันไม่ยินยอมให้แก้ไขรปู แผนทีเ่ นื้อทีใ่ น น.ส. ๓ ดงั กล่าว แต่ปัจจุบันนางสาว อ. เจ้าของทีด่ ินได้ยิน
ยอมให้แก้ไขรูปแผนที่และเนื้อที่ใน  น.ส. ๓  ดังกล่าวแล้ว  จึงเป็นข้อเท็จจริงที่เปลี่ยนแปลงในสาระสำ�คัญ
และเป็นประโยชน์แก่คู่กรณี จึงเห็นสมควรแก้ไขคำ�สั่งของผู้ว่าราชการจังหวัด ตามนัยมาตรา ๔๙ และ
มาตรา  ๕๓  แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง  พ.ศ. ๒๕๓๙  และดำ�เนินกระบวนการ
พิจารณาเกีย่ วกบั การแก้ไข น.ส. ๓ ดงั กล่าวใหม่อีกคร้ัง โดยผู้ที่มีอ�ำ นาจแก้ไขค�ำ สัง่ ของผู้ว่าราชการจงั หวัด
จะต้องพิจารณาตามกฎหมายเฉพาะทีก่ �ำ หนดไว้ในปจั จุบนั ซึง่ ความในมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมาย
ที่ดินซึง่ แก้ไขโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิม่ เติมประมวลกฎหมายทีด่ ิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ ได้ก�ำ หนด
ใหอ้ ธบิ ดหี รอื ผซู้ ง่ึ อธบิ ดมี อบหมายซง่ึ ด�ำ รงต�ำ แหนง่ รองอธบิ ดหี รอื ผตู้ รวจราชการกรมทด่ี นิ มอี �ำ นาจสง่ั เพกิ ถอน
หรอื แกไ้ ขเกย่ี วกบั การออกโฉนดทด่ี นิ หรอื หนงั สอื รบั รองการท�ำ ประโยชน์ ตามนยั ความเหน็ ของคณะกรรมการ
พิจารณาร่างกฎหมายของกระทรวงมหาดไทยคณะที่  ๑  ในคราวประชุมคร้ังที่  ๒/๒๕๕๕  เมื่อวันที่  ๙
มกราคม ๒๕๕๕ จึงให้จังหวดั ตรวจสอบข้อเท็จจริงตามนัยหนงั สือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๒๙.๒/ว ๒๑๑๗๙
ลงวนั ที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๔๕ เรือ่ ง แนวทางปฏิบัติเพือ่ ด�ำ เนินการตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมาย
ที่ดิน
(ตอบข้อหารือจงั หวัดนครสวรรค์ ตามหนงั สือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๑๑๔๕๒ ลงวันที่ ๑
พฤษภาคม ๒๕๕๖ เรื่อง หารือ กรณีการออกโฉนดทีด่ ิน)
กรณีโฉนดที่ดินมีสภาพเป็นถนน  แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า  โฉนดที่ดินดังกล่าว
ได้ออกไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายตามนัยมาตรา  ๖๑  วรรคหนึ่ง  แห่งประมวล
กฎหมายทีด่ ิน กรมทีด่ ินไมส่ ามารถเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าวได้
บริษัท ธ. ได้ซื้อโฉนดทีด่ ินจากบรรษทั บริหารสินทรัพย์ไทย ข้อเทจ็ จริงปรากฏว่า โฉนดทีด่ ิน
ดังกล่าวมีสภาพเป็นถนนต้ังแต่ปี  พ.ศ. ๒๕๒๗  แต่เจ้าของที่ดินในขณะนั้นยังไม่จดทะเบียนเป็นทาง
สาธารณประโยชน์ การทจ่ี ะพจิ ารณาเพกิ ถอนโฉนดทด่ี นิ ไดต้ อ้ งปรากฏวา่ โฉนดทด่ี นิ ออกไปโดยคลาดเคลอ่ื น
หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายตามนัยมาตรา ๖๑ วรรคหนึง่ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน กรณีดงั กล่าวไม่ปรากฏ
ว่า  โฉนดที่ดินดังกล่าวได้ออกไปโดยคลาดเคลื่อนหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายตามนัยมาตรา  ๖๑  วรรคหนึ่ง

๒๔ ๘ ๑๑๔ ปี กรมท่ดี นิ

แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน  กรมที่ดินไม่สามารถเพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าวได้  การที่จะแก้ไขโฉนดที่ดิน
ให้เป็นทางสาธารณประโยชน์  ผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินจะต้องยื่นคำ�ขอจดทะเบียนโอนที่ดินสาธารณประโยชน์
หรือผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำ�ร้องต่อศาลเพื่อมีคำ�พิพากษาหรือคำ�ส่ังว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวตกเป็นทาง
สาธารณประโยชน์และนำ�คำ�พิพากษาหรือคำ�สั่งศาลดงั กล่าวมาจดทะเบียนโอนเป็นทางสาธารณประโยชน์
(ตอบข้อหารือนาย ว. กรรมการบริษทั ธ. ตามหนงั สือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๑๑๔๓๘
ลงวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖ เรื่อง ขอหารือแนวทางปฏิบตั ิการเพิกถอนหนงั สือแสดงสิทธิในที่ดิน)
กรณีศาลฎีกาได้มีคำ�พิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินตามแผนที่พิพาท  แต่ยังไม่ได้
มกี ารเพกิ ถอน ตอ่ มาไดม้ คี �ำ พพิ ากษาตามยอมใหค้ กู่ รณแี บง่ แยกและจดทะเบยี นโอนทพ่ี พิ าทดงั กลา่ ว
นาย อ. นำ�รังวัดออกโฉนดที่ดินทับที่ดินของนาง บ. ตามแผนที่พิพาท ซึ่งศาลฎีกาได้มี
ค�ำ พิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินตามแผนทีพ่ ิพาทดงั กล่าว แต่ยงั ไม่ได้มีการเพิกถอน นาย อ. ได้จดทะเบียน
แบ่งแยกในนามเดิมโดยทีด่ ินส่วนที่ถกู เพิกถอนเป็นส่วนหนึ่งของโฉนดทีด่ ินซึ่งแบ่งแยกออกไป และได้มีการ
โอนให้แก่ นางสาว ย. ต่อมาศาลจังหวัดได้มีค�ำ พิพากษาตามยอมให้นางสาว ย. แบ่งแยกโฉนดที่ดินให้แก่
นาง บ. ซึง่ ทีด่ ินตามค�ำ พิพากษาตามยอมน้ันอยู่ในตำ�แหน่งทีศ่ าลฎีกาได้มีคำ�พิพากษาให้เพิกถอน พนกั งาน
เจ้าหน้าที่ไม่สามารถดำ�เนินการตามคำ�พิพากษาตามยอมซึ่งจะผูกพันเฉพาะคู่ความในคดีไม่ผูกพันบุคคล
ภายนอก  คู่ความตามคำ�พิพากษาของศาลฎีกาและคู่ความตามคำ�พิพากษาตามยอมไม่ใช่คู่ความในคดี
เดียวกัน  โฉนดที่ดินซึ่งเป็นคำ�สั่งทางปกครองได้ถูกเพิกถอนต้ังแต่วันที่ศาลฎีกาได้อ่านคำ�พิพากษาตาม
มาตรา  ๑๔๕  วรรคแรก  แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและไม่ใช่เป็น  กรณีที่คำ�พิพากษา
หรือคำ�ส่ังน้ันขัดกันโดยให้ถือตามคำ�พิพากษาหรือคำ�ส่ังของศาลที่สูงกว่าตามนัยมาตรา  ๑๔๖  วรรคแรก
แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
(ตอบข้อหารือจังหวัดศรีสะเกษ ตามหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๑๒๓๐๓ ลงวันที่ ๑๔
พฤษภาคม ๒๕๕๖ เรือ่ ง การเพิกถอนโฉนดที่ดิน)
กรณี น.ส. ๓ ก. ออกไปโดยไม่ชอบดว้ ยกฎหมายเนื่องจากไมต่ รงตามตำ�แหน่ง แต่ได้
ครอบครองที่ดินมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ  และเป็นที่ดินที่พึงออกหนังสือรับรองการ
ท�ำ ประโยชน์ ตามมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จึงไมต่ ้องเพิกถอนแตต่ ้องน�ำ เรือ่ งขอ
อนมุ ัติต่อผูว้ า่ ราชการจงั หวดั เปน็ การย้อนหลงั
นาง  ว. กบั พวก ขอออกโฉนดทีด่ ินโดยอาศัยหลักฐาน น.ส. ๓ ก. ทีอ่ อกสืบเนื่องมาจาก
หลกั ฐาน ส.ค. ๑ แต่ตรวจสอบพบว่า ส.ค. ๑ ดังกล่าวมีการหมายเหตทุ ะเบียนครอบครองว่าได้ออกโฉนด
ที่ดินแล้ว  ซึ่งเชือ่ ได้ว่าโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ออกไปโดยชอบด้วยกฎหมายเนื่องจากข้างเคียงถูกต้องตรงตาม
หลักฐาน ส.ค. ๑ แต่ น.ส. ๓ ก. ออกมาโดยไม่ตรงตามตำ�แหน่งที่ดิน หากผู้ครอบครองที่ดินคนปัจจุบัน
ได้ครอบครองต่อเนื่องมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับโดยมิได้แจ้ง  ส.ค. ๑  และมิใช่ผู้ซึ่งมิได้ปฏิบัติ
ตามมาตรา ๒๗ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน และเป็นทีด่ ินทีส่ ามารถออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินได้ ดังน้ัน
แม้จะเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ดงั กล่าว ผู้ขอก็อาจขอออกโฉนดที่ดินใหม่ได้ โดยอาศัย มาตรา ๕๙ ทวิ แห่ง
ประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งหากยงั ไม่ได้รับอนมุ ตั ิจากผู้ว่าราชการจงั หวัด ตาม ข้อ ๗ (๓) แห่งระเบียบของ
คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๓๒) ถือเป็นคำ�ส่งั ทางปกครองทีไ่ ม่สมบรู ณ์ แต่หาก
ผู้ว่าราชการจังหวัดให้ความเห็นชอบในภายหลังก็ทำ�ให้คำ�ส่ังทางปกครองน้ันสมบูรณ์  ดังนั้น  จึงไม่ต้อง
เพิกถอน น.ส. ๓ ก. แต่ต้องน�ำ เรื่องการขอออก น.ส. ๓ ก. ดงั กล่าวขออนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวดั เป็นการ
ยอ้ นหลงั เพอ่ื ใหเ้ ปน็ การออก น.ส. ๓ ก. ทช่ี อบดว้ ยกฎหมาย ผคู้ รอบครองทด่ี นิ คนปจั จบุ นั ซง่ึ เปน็ ผคู้ รอบครอง
ต่อเนื่องสามารถดำ�เนินการต่อให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ได้

๑๑๔ ปี กรมท่ดี ิน ๒๔๙

(ตอบข้อหารือจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ตามหนังสือกรมที่ดิน  ที่  มท  ๐๕๑๖.๕/๑๘๐๖๔
ลงวนั ที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๖)
ตามค�ำ พพิ ากษาของศาลปรากฏวา่ นาย ย. ผมู้ สี ทิ ธติ ามใบจองไดข้ ายทด่ี นิ ใหแ้ ก่ นาย ห.
ซึง่ เปน็ การฝา่ ฝืนมาตรา ๘ วรรคสอง แห่งพระราชบญั ญัติให้ใชป้ ระมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗
จึงเปน็ โมฆะ และถือวา่ นาย ย. เปน็ ผู้ละทิง้ ไมเ่ ข้าทำ�ประโยชน์ในที่ดิน เป็นการไมป่ ฏิบัติตามระเบียบ
ข้อบังคับ ขอ้ กำ�หนดและเงือ่ นไขของคณะกรรมการจัดทีด่ ินแหง่ ชาติ ต้องด�ำ เนินการจ�ำ หน่ายใบจอง
ออกจากทะเบียนทีด่ ิน ตามนัยมาตรา ๓๒ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน น.ส.๓ ก.ซึง่ ออกสืบเนื่องจาก
ใบจองดงั กล่าวย่อมออกไปโดยไม่ชอบดว้ ยกฎหมาย เนื่องจากออกให้แกผ่ ูไ้ ม่มีสิทธิในทีด่ ิน แตศ่ าล
มิไดม้ ีคำ�ส่งั ให้เพิกถอน น.ส. ๓ ก.
กรณีดังกล่าวต้องเพิกถอน น.ส. ๓ ก. ตามมาตรา ๖๑ วรรคหนึ่งแห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
และเป็นผลให้รายการจดทะเบียนที่ใน น.ส. ๓ ก. ถกู เพิกถอนไปพร้อมกัน
(หนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๒๗๐๔๔ ลงวนั ที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๖ เรือ่ ง การเพิกถอน
หนังสือรับรองการท�ำ ประโยชน์)
ศาลฎีกาไดม้ ีคำ�พิพากษาให้เพิกถอนโฉนดที่ดินบางส่วน เนือ่ งจาก นาย อ. ไดน้ �ำ รงั วัด
ออกโฉนดที่ดินทับทีด่ ินของนาง บ. แตป่ รากฏวา่ ยงั ไม่มีการเพิกถอนโฉนดที่ดินตามค�ำ พิพากษาของ
ศาลฎีกา  ได้มีการจดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินออกมาหนึ่งแปลงโดยที่ดินส่วนที่ศาลฎีกาพิพากษาให้
เพิกถอนเปน็ สว่ นหนึง่ ของโฉนดที่ดินที่แยกออกมา และได้โอนที่ดินแปลงแยกใหแ้ กน่ าง ย. ตอ่ มา
ศาลจงั หวดั ไดม้ ีคำ�พิพากษาตามยอกให้ นาง ย. แบ่งแยกโฉนดที่ดินของนาง ย. ซึ่งอย่ใู นตำ�แหน่งที่
ศาลฎีกาเพิกถอน ให้แก่ นาง บ. จะดำ�เนินการไดห้ รือไม่
ไม่สามารถดำ�เนินการได้ เพราะทีด่ ินดังกล่าว ศาลฎีกาได้พิพากษาว่า เป็นของนาง บ. คู่ความ
ตามคำ�พิพากษาศาลฎีกาและคำ�พิพากษาตามยอมไม่ใช่คู่ความเดียวกันประกอบกับคำ�พิพากษาของศาล
จะผกู พนั เฉพาะคู่ความในคดีไม่ผูกพันบคุ คลภายนอกตามมาตรา ๑๔๕ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความแพ่ง และไม่ใช่กรณีทีค่ ำ�พิพากษาหรือค�ำ ส่งั น้ันขัดกนั โดยให้ถือค�ำ พิพากษาหรือค�ำ สั่งที่สงู กว่าตามนัย
มาตรา ๑๔๖ วรรคแรก แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง พนกั งานเจ้าหน้าที่ควรแจ้งข้อเทจ็ จริง
ข้อกำ�หมาย  และแนวทางปฏิบัติของกรมที่ดินให้ศาลทราบ  และดำ�เนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินตามแผนที่
พิพาทโดยแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามความในมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ินต่อไป
โฉนดทด่ี นิ มสี ภาพเปน็ ทางสาธารณประโยชนท์ พ่ี ลเมอื งใชร้ ว่ มกนั ตามประมวลกฎหมาย
แพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) แต่ นาย อ. ไม่ไดไ้ ปจดทะเบียนเปน็ ทางสาธารณประโยชน ์
กรมทีด่ ินจะด�ำ เนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินดงั กล่าวหรือไม่
การจะเพิกถอนโฉนดที่ดินจะต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่า โฉนดที่ดินได้ออกไปโดยคลาดเคลื่อน
หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายตามนยั มาตรา ๖๑ วรรคหนึง่ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า
โฉนดทีด่ ินได้ออกไปโดยคลาดเคลือ่ นหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรมทีด่ ินไม่สามารถเพิกถอนได้ โฉนดทีด่ ิน
ดังกล่าวมีสภาพเป็นถนนและบุคคลท่ัวไปใช้ประโยชน์ร่วมกันย่อมมีสภาพเป็นทางสาธารณประโยชน์
ที่พลเมืองใช้ร่วมกันโดยผลของกฎหมายตามมาตรา ๑๓๐๔ (๒) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
การที่จะแก้ไขโฉนดที่ดินให้เป็นทางสาธารณประโยชน์  ผู้มีชื่อในโฉนดที่ดินจะต้องยื่นคำ�ขอจดทะเบียนโอน
ที่ดินเป็นทางสาธารณประโยชน์หรือผู้มีส่วนได้เสียยื่นคำ�ร้องต่อศาลเพื่อมีคำ�พิพากษาหรือคำ�สั่งว่า  โฉนด
ที่ดินดังกล่าวตกเป็นทางสาธารณประโยชน์และนำ�คำ�พิพากษาศาลหรือคำ�สั่งศาลดังกล่าวมาจดทะเบียน
โอนเป็นทางสาธารณประโยชน์

๒๕ ๐ ๑๑๔ ปี กรมท่ดี นิ

(หนังสือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๑๑๔๓๘ ลงวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖ เรือ่ ง ขอหารือ
แนวทางปฏิบตั ิการเพิกถอนหนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ิน ตอบข้อหารือ นาย ว. จังหวัดปทมุ ธานี)
การออก  น.ส. ๓  เป็นการนำ�  ส.ค. ๑  ผิดแปลงมาใช้เป็นหลักฐานในการออก
จะด�ำ เนนิ การแกไ้ ขเอกสารหลกั ฐานการออก หรือเพิกถอน น.ส. ๓
กรณีดังกล่าวเป็นการคลาดเคลือ่ นในข้อเท็จจริงเท่าน้ัน มิได้เปน็ การคลาดเคลื่อนโดยมิชอบ
ด้วยกฎหมายอันเปน็ เหตใุ ห้ต้องดำ�เนินการเพิกถอนตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ในกรณีนี้
พนักงานเจ้าหน้าที่ชอบทีจ่ ะแก้ไขเอกสารหลกั ฐานให้ถกู ต้องตามความเป็นจริงได้
(ตอบข้อหารือจังหวัดบุรีรัมย์ ตามหนังสือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๒๑๓๗๒ ลงวนั ที่ ๒๙
ตลุ าคม ๒๕๕๗ เรื่อง หารือการออกโฉนดทีด่ ิน)
คณะกรรมการพิจารณาชี้ขาดการยุติในการดำ�เนินคดีแพ่งของส่วนราชการและหน่วยงานที่
เกี่ยวข้อง (กยพ.) คร้ังที่ ๔/๒๕๔๗ เมือ่ วนั ที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๔๗ เทศบาลตำ�บลส่งมอบทีด่ ินตาม ส.ค.๑
ส่วนทีเ่ ปน็ ที่ตั้งส�ำ นักงานเทศบาลตำ�บล และพื้นที่ซึ่งเปน็ เขตบริเวณของสำ�นกั งานเทศบาลต�ำ บลคืนแก่กรม
ธนารกั ษ์ เพือ่ ขึ้นทะเบียนเป็นทีร่ าชพัสดุ ส่วนที่ดินทีเ่ ปน็ โฉนดทีด่ ินซึง่ ออกในนามของสขุ าภิบาล (ปจั จบุ ัน
เปน็ เทศบาลต�ำ บล) เป็นการออกโดยมิชอบ หากแก้ไขโดยเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิจ์ ากสขุ าภิบาลต�ำ บลเป็น
กระทรวงการคลัง จะดำ�เนินการได้หรือไม่
กรณนี ข้ี อ้ เทจ็ จรงิ ปรากฏวา่ ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั ไดม้ อบอ�ำ นาจใหส้ ขุ าภบิ าลแมส่ ายด�ำ เนนิ การ
ออกโฉนดทีด่ ินแทน แต่สขุ าภิบาลแม่สายได้ด�ำ เนินการออกโฉนดทีด่ ินในนามสขุ าภิบาลแม่สาย จึงเป็นการ
ออกโฉนดที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  เนื่องจากเป็นการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ไม่มีสิทธิในที่ดิน  จะต้อง
ดำ�เนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินตามมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน
(ตอบข้อหารือจังหวดั เชียงราย ตามหนงั สือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๕๑๖.๕/๒๔๐๙๒ ลงวนั ที่ ๒๘
พฤศจิกายน ๒๕๕๗ เรื่อง หารือกรณีธนารักษ์พื้นทีเ่ ชียงรายขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน)
กรณีนำ� ส.ค. ๑ มาออกโฉนดทีด่ ินสลบั แปลงกัน
นาย ส. และ นาง ห. ได้น�ำ ส.ค. ๑ มาออกโฉนดที่ดินสลบั แปลงกนั และไม่ปรากฏว่า
ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินตามทีก่ �ำ หนดไว้ในกฎกระทรวงฉบบั ที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗)
ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน  พ.ศ. ๒๔๙๗  เปน็ การคลาดเคลื่อนเกี่ยวกบั
การอ้างหลักฐานในที่ดิน  เป็นเรื่องที่คำ�ส่ังทางปกครองได้ออกโดยอาศัยข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใด
และต่อมาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำ�คัญในทางที่เป็นประโยชน์แก่คู่กรณี
ซง่ึ เจา้ หนา้ ทอ่ี าจเพกิ ถอนหรอื แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ ค�ำ สง่ั ทางปกครองในกรณนี ไ้ี ด้ เมอ่ื คกู่ รณขี อใหม้ กี ารพจิ ารณาใหม่
ตามมาตรา  ๕๔  (๔)  รวมทั้งความคงอยู่ของคำ�ส่ังทางปกครองตามมาตรา  ๔๒  แห่งพระราชบัญญัติ
วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ ไม่เปน็ เหตุให้โฉนดทีด่ ินไม่ชอบด้วยกฎหมายและต้องเพิกถอน
แต่ให้จังหวัดแก้ไขหมายเหตุใบไต่สวนตลอดจนเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับโฉนดที่ดินให้ถูกต้องตรงกับ
ทีด่ ินแต่ละแปลงตามทีต่ รวจสอบได้
(ตอบข้อหารือจงั หวดั อุดรธานี บนั ทึก สนส. ส่วนมาตรฐานการออกหนังสือแสดงสิทธิในทีด่ ิน
ที่ มท ๐๕๑๖.๒/๒๐๖๗ ลงวนั ที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เรือ่ ง การเพิกถอนโฉนดทีด่ ิน)
กรณีการเปลี่ยน น.ส. ๓ เป็น น.ส. ๓ ก. ในเขตปฏิรปู ทีด่ ิน
ใบจองซง่ึ ออกในเขตปา่ สงวนแหง่ ชาติ “ปา่ ภหู ลวงและปา่ ภหู อ” ตามกฎกระทรวง ฉบบั ท่ี ๖๔๓
(พ.ศ. ๒๕๑๗)  ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ  พ.ศ. ๒๕๐๗  เป็นการออกใบจอง


Click to View FlipBook Version