The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สำนักมาตรฐานการออกหนังสือสำคัญ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วารสารกรมที่ดิน 114 ปี (ปี 2558)

สำนักมาตรฐานการออกหนังสือสำคัญ

Keywords: ด้านบริหารงานที่ดิน

๑๑๔ ป ี กรมท่ดี นิ ๑๐๑

ระบบดาวเทียม RTK ให้แล้วเสรจ็ ภายใน ๑๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๕๘ – ๒๕๖๗) โดยมีวัตถปุ ระสงค์เพือ่ เดินสำารวจ
ออกโฉนดที่ดินตามมาตรา ๕๘, ๕๘ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน ดำาเนินการในพื้นทีท่ ี่ยังไม่มีระวางแผนที่
หรือบริเวณที่มีระวางแผนที่แล้วแต่ยังมีพื้นที่เหลือที่เป็นกลุ่มและมีปริมาณงานที่เหมาะสมที่จะดำาเนินการ
จัดโครงการเดินสำารวจออกโฉนดทีด่ ิน

ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๘ กรมที่ดินได้เริ่มดำาเนินการเดินสำารวจรังวัดสอบเขตที่ดิน
ท้ังตำาบลตามมาตรา ๖๙ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกมาตรฐานระบบแผนที่ซึ่งมี
การออกโฉนดที่ดินไปแล้วที่ผ่านมา ให้เป็นแผนที่ชั้นหนึ่งโดยใช้ค่าพิกัดฉากเพื่อให้ระบบแผนที่มีมาตรฐาน
เดียวกัน โดยเริ่มดาำ เนินการในพื้นที่ ๑๐ จังหวัด กาำ หนดเป้าหมายจาำ นวน ๗,๒๐๐ แปลง ได้แก่ จงั หวดั
ขอนแก่น จงั หวดั พิจิตร จงั หวัดนครพนม จงั หวดั นครราชสีมา จังหวดั นครศรีธรรมราช จงั หวดั ลำาปาง
จังหวัดสงขลา จังหวดั ศรีสะเกษ จังหวดั หนองคาย จงั หวัดอุดรธานี

มาตรา ๖๙ เมือ่ เปน็ การสมควรจะทาำ การสอบเขตที่ดินตามแผนทีร่ ะวางในท้องทีใ่ ด ให้ผู้ว่า
ราชการจังหวดั ประกาศให้ผู้มีสิทธิในทีด่ ินทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวนั การประกาศให้ทาำ หนงั สือปิด
ไว้ในบริเวณทีด่ ินเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทราบด้วยและให้แจ้งกำาหนด วนั เวลา ไปให้ผู้มีสิทธิในทีด่ ินทราบอีกช้ัน
หนึ่ง และให้ผู้มีสิทธิในทีด่ ินนาำ พนักงานเจ้าหน้าทีท่ ำาการรงั วดั สอบเขตทีด่ ิน

ผู้มีสิทธิในที่ดินตามความในวรรคก่อน จะตั้งตัวแทนนำาพนักงานเจ้าหน้าที่ทำาการรังวัดสอบ
เขตที่ดินของตนกไ็ ด้

ทีด่ ินทีไ่ ด้ทำาการสอบเขตแล้ว ให้เจ้าพนกั งานที่ดินมีอำานาจทำาโฉนดที่ดินให้ใหม่ แทนฉบบั เดิม
ส่วนฉบบั เดิมเปน็ อันยกเลิกและให้ส่งคืน

๑๐ ๒ ๑๑๔ ปี กรมที่ดิน

บทที่ ๔

การออกหนงั สือแสดงสิทธิในที่ดิน
โดยการเปลี่ยนหนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เปน็ โฉนดที่ดิน*

การออกโฉนดทด่ี นิ โดยการเปลย่ี น น.ส. ๓ ก. เปน็ โฉนดทด่ี นิ ตามมาตรา ๕๘ ตรี แหง่ ประมวล
กฎหมายที่ดิน เป็นวิธีดำ�เนินการเฉพาะทีด่ ินมีหนงั สือรบั รองการทำ�ประโยชน์โดยใช้ระวางรปู ถ่ายทางอากาศ
(น.ส. ๓ ก.)  โดยไม่ต้องทำ�การสำ�รวจรังวัดปักหลักเขตที่ดินและเจ้าของที่ดินก็ไม่ต้องนำ�สำ�รวจเป็นเรื่อง
เจ้าหน้าที่ดำ�เนินการทั้งหมด  การทำ�แผนที่เพื่อออกโฉนดที่ดินวิธีนี้ดำ�เนินการโดยการย้ายรูปแปลงหนังสือ
รบั รองการทำ�ประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ลงในระวางแผนทีร่ ปู ถ่ายทางอากาศพิกัดฉาก ยู ที เอ็ม ซึง่ สามารถ
ด�ำ เนินการโดยใช้เจ้าหน้าที่ (ย้ายด้วยมือ หรือด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์) จะสามารถออกโฉนดที่ดินได้รวดเรว็
และครั้งละมากๆ เป็นการประหยัดทั้งเวลา ค่าใช้จ่าย และบุคลากร โดยมีความถกู ต้องเปน็ ทีย่ อมรับตาม
หลกั วิชาการแผนที่ การออกโฉนดที่ดินโดยวิธีนี้เจ้าของที่ดินไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
ทง้ั น้ี โฉนดทด่ี นิ มผี ลสมบรู ณต์ ามกฎหมายและ น.ส.๓ ก. เปน็ อนั ยกเลกิ ตง้ั แตว่ นั ทเ่ี จา้ พนกั งาน
ที่ดินประกาศกำ�หนดแจกโฉนดทีด่ ิน
ขน้ั เตรยี มการปฏิบตั งิ านภาคสนามของจงั หวดั ท้องทท่ี ม่ี กี ารเปลยี่ น น.ส. ๓ ก. เปน็ โฉนดทดี่ นิ
ตามมาตรา ๕๘ ตรี
(๑) ให้ดำ�เนินการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ และเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติงานตาม
โครงการฯ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจ้าพนักงานที่ดินได้ดำ�เนินการประกาศกำ�หนดวันแจกโฉนดที่ดินแล้ว
โฉนดที่ดินมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย  และ  น.ส. ๓ ก.  สำ�หรับที่ดินแปลงนั้นเป็นอันยกเลิกโดยผลของ
กฎหมาย ให้แจ้งเจ้าของทีด่ ินไปติดต่อขอรบั โฉนดทีด่ ินโดยเร็ว เพื่อเปน็ การแก้ปัญหาโฉนดที่ดินค้างแจกอีก
ทางหนึง่ ด้วย
(๒) ให้เจ้าหน้าที่จัดเตรียมหลักฐานและเอกสารที่จะใช้ในการปฏิบัติงานไว้ให้เรียบร้อยเป็น
ปจั จุบนั พร้อมที่จะมอบให้กองกำ�กบั การเดินส�ำ รวจฯ น�ำ ไปปฏิบตั ิงานได้ดงั นี้
ก. ระวางรปู ถ่ายทางอากาศทีใ่ ช้ออก น.ส. ๓ ก. มาตราส่วน ๑ : ๕๐๐๐ ขอให้ตรวจสอบ
ลงรปู แผนทีท่ ีไ่ ด้ออก น.ส. ๓ ก. ใหม่ หรือแบ่งแยกแล้วให้ถกู ต้องครบถ้วน
ข. สารบบที่ดิน และ น.ส. ๓ ก. ฉบับสำ�นกั งานที่ดินอำ�เภอ ขอให้ตรวจสอบเกบ็ รวมไว้ให้
ถูกต้องตามระเบียบอย่างครบถ้วน
ค. ทะเบียนหนงั สือรบั รองการทำ�ประโยชน์ (น.ส. ๓) ขอให้ตรวจสอบให้เป็นปจั จุบันแปลงใด
ได้ออกโฉนดทีด่ ินแล้วขอให้จำ�หน่ายให้ถกู ต้องตามระเบียบ
ง. บญั ชีต่อเลขที่ดิน (น.ส. ๖) ขอให้ตรวจสอบให้เปน็ ปัจจบุ นั
จ. บตั รรายชือ่ ผู้มีสิทธิในทีด่ ิน ขอให้ตรวจสอบให้เป็นปัจจบุ ัน
ฉ. บญั ชีคุมเรื่อง (น.ส. ๙)
ช. ทะเบียนการครอบครองที่ดิน  ที่ดินแปลงใดได้ออก  น.ส. ๓  หรือ  โฉนดที่ดินแล้วขอให้
หมายเหตุ และจำ�หน่ายทะเบียนตามระเบียบ

–*– ก–ล––ุ่ม–พ––ัฒ–น––า–ม–า–ต––ร–ฐ–า–น–ก–า–ร––อ–อ–ก–ห––น–ัง–ส–ือ––แ–ส–ดงสิทธิในที่ดิน สำ�นักมาตรฐานการออกหนังสือสำ�คัญ
นายสมมานน สินธรุ ะเวชญ์

๑๑๔ ปี กรมทด่ี นิ ๑๐๓

(๓) ให้แต่งต้ังเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ  เตรียมรับงานที่ส่งมอบจากกองกำ�กับการเดินสำ�รวจฯ
โดยจัดเก็บให้เป็นระบบ  เพื่อสะดวกแก่การค้นหาสำ�หรับผู้มาติดต่อขอรับโฉนดที่ดิน  และจัดแผนการแจก
โฉนดทีด่ ิน เพื่อให้บรรลุวัตถปุ ระสงค์ทีก่ �ำ หนดไว้
ข้ันตอนและหลักการปฏิบัติงานภาคสนามโครงการเปลี่ยน  น.ส. ๓ ก.  เป็นโฉนดที่ดินตาม
มาตรา ๕๘ ตรี
(๑) ด�ำ เนินการออกโฉนดทีด่ ินโดยการย้ายรปู แปลงที่ดิน น.ส. ๓ ก. จากระวางรปู ถ่ายทาง
อากาศ มาตราส่วน ๑ : ๕๐๐๐ มาลงทีห่ มายในระวางแผนทีร่ ปู ถ่ายทางอากาศระบบพิกัดฉาก ยู ที เอ็ม
มาตราส่วน ๑ : ๔๐๐๐ โดยอาศัยลวดลายในระวางรปู ถ่ายและไม่ต้องท�ำ การรงั วดั แล้วเปลี่ยน น.ส. ๓ ก.
เป็นโฉนดที่ดิน ตามมาตรา ๕๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
(๒) หากในบริเวณพื้นที่ระวางเดียวกัน  ได้มีการออกโฉนดที่ดินและสร้างระวางแผนที่แล้ว
พนักงานเจ้าหน้าที่ย้ายรูปแปลงโฉนดที่ดินจากระวางแผนที่ศูนย์กำ�เนิดเดิมมาลงที่หมายในระวางแผนที่
รูปถ่ายทางอากาศระบบพิกัดฉาก ยู ที เอ็ม มาตราส่วน ๑ : ๔๐๐๐ ก่อน เพื่อป้องกนั การออกโฉนดที่ดิน
ซ้ําซ้อน
(๓) ในพื้นที่บางส่วนที่ไม่สามารถดำ�เนินการออกโฉนดที่ดินโดยการเปลี่ยน  น.ส. ๓ ก.  เป็น
โฉนดทีด่ ิน ตามความในมาตรา ๕๘ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดินได้ เนือ่ งจากบริเวณที่ดินมีสิ่งปกคลมุ
หรอื ไมป่ รากฏลวดลายในระวางรปู ถา่ ยทางอากาศหรอื เปน็ บรเิ วณทด่ี นิ ไมเ่ คยมกี ารเดนิ ส�ำ รวจออก น.ส. ๓ ก.
หรือกรณีมีความจำ�เป็น  พนักงานเจ้าหน้าที่ก็จะใช้วิธีการเดินสำ�รวจออกโฉนดที่ดินและสอบเขตที่ดิน
ท้ังตำ�บลโดยใช้ระวางแผนทีร่ ูปถ่ายทางอากาศระบบพิกดั ฉาก ยู ที เอ็ม ไปในคราวเดียวกัน ทั้งนี้เพือ่ ให้
การออกโฉนดที่ดินครอบคลมุ เตม็ พื้นที่
(๔) เมื่อถึงกำ�หนดวันเริม่ ดำ�เนินการออกโฉนดทีด่ ินโดยการเปลีย่ น น.ส. ๓ ก. เป็นโฉนดทีด่ ิน
สำ�นักงานที่ดินอ�ำ เภอในพื้นที่ดำ�เนินการจะต้องระงบั การจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมใดๆ ที่ต้องมีการรังวัด
สำ�หรับที่ดินที่มีหนงั สือรบั รองการท�ำ ประโยชน์โดยใช้ระวางรปู ถ่ายทางอากาศในท้องที่ดงั กล่าว เว้นแต่กรณี
จ�ำ เปน็ เจ้าพนักงานทีด่ ินจะอนุญาตเป็นการเฉพาะรายกไ็ ด้ ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำ�หนด
กรณีจำ�เป็นสำ�หรับการอนุญาตให้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเฉพาะรายในท้องที่ที่กำ�หนด
ให้มีการออกโฉนดที่ดินทีม่ ีหนงั สือรบั รองการท�ำ ประโยชน์โดยใช้ระวางรปู ถ่ายทางอากาศ ตามมาตรา ๕๘
ตรี (ระเบียบคณะกรรมการจัดทีด่ ินแห่งชาติฉบบั ที่ ๑๐ พ.ศ. ๒๕๒๙)
(๕) การออกโฉนดทีด่ ินในกรณีการเปลีย่ น น.ส. ๓ ก. เปน็ โฉนดทีด่ ิน ตามมาตรา ๕๘ ตรี
แหง่ ประมวลกฎหมายทด่ี นิ น้ี พนกั งานเจา้ หนา้ ทจ่ี ะออกใหแ้ กผ่ มู้ ชี อ่ื ซง่ึ เปน็ ผมู้ สี ทิ ธใิ น น.ส. ๓ ก. ถา้ น.ส. ๓ ก.
มีรายการภาระผูกพันหรือมีรายการเปลี่ยนแปลงผู้มีสิทธิในที่ดินในระหว่างดำ�เนินการออกโฉนดที่ดิน
พนักงานเจ้าหน้าทีจ่ ะยกรายการมาจดแจ้งไว้ในโฉนดทีด่ ินด้วย
(๖) เมื่อได้มีการจัดท�ำ โฉนดทีด่ ินพร้อมที่จะแจกแล้ว เจ้าพนักงานทีด่ ินจะประกาศก�ำ หนดวัน
แจกโฉนดที่ดินให้ผู้มีสิทธิไปรับโฉนดที่ดิน ส่วน น.ส. ๓ ก. เป็นอันยกเลิกและให้ผู้มีสิทธิในทีด่ ินส่ง น.ส. ๓ ก.
คืนแก่เจ้าพนกั งานทีด่ ิน
(๗) การออกโฉนดทีด่ ินในกรณีการเปลีย่ น น.ส. ๓ ก. เปน็ โฉนดที่ดิน ตามมาตรา ๕๘ ตรี
แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เจ้าของทีด่ ินได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย
ปจั จุบันทางราชการไม่มีนโยบายในการออกโฉนดที่ดินโดยการเปลี่ยน น.ส. ๓ ก. เป็น
โฉนดที่ดิน ตามมาตรา ๕๘ ตรี

๑๐ ๔ ๑๑๔ ปี กรมท่ีดนิ

ขนั้ ตอนการเปล่ียน น.ส. ๓ ก. เป็นโฉนด

งานเปลยี่ น น.ส. ๓ ก. เป็นโฉนด

ยา้ ยรปู แปลงโฉนดและจดั ทา น.ส. ๑๑ (ถ้ามี)

ยา้ ยรปู แปลง น.ส. ๓ ก.
จัดทา น.ส. ๑๒
ส่งระวางให้กองกลางรังวัด

รับ น.ส. ๓ ก. และสารบบ
ทา น.ส. ๑๓
เขียนบตั รรายชือ่
ทาบญั ชีรายวันทาการ (น.ส. ๒๓)

ฝา่ ยรงั วัด กองกลาง
สรา้ งระวางแผนที่
ใหเ้ ลขท่ดี นิ
สอบแสเน้ือท่ี

กองกลางฝา่ ยรังวัด

คานวณเน้อื ที่
เขียนรปู แผนท่ใี นโฉนด

ผชู้ ว่ ยฝ่ายรงั วัด ตรวจรูปแผนท่ี เน้อื ที่ กองกลางทาสารบัญทีด่ ิน (บ.ท.ด. ๓๙ ก.)
ผูก้ ากบั ฯ ตรวจเรอื่ ง
ถ่ายเอกสาร ผ้ชู ่วยสอบสวนตรวจโฉนด

พิมพป์ ระกาศ
บัญชโี ฉนดใหจ้ ังหวัด

lmlmlml

๑๑๔ ปี กรมท่ดี ิน ๑๐๕

บทที่ ๕

การออกหนงั สือแสดงสิทธิเปน็ การเฉพาะราย*

l การออกหนังสือแสดงสิทธิเปน็ การเฉพาะราย

จะมีบัญญัติไว้ตามมาตรา ๕๙ และ ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน โดยมีการแบ่งแยก
ประเภทของการออกหนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ิน เป็น ๒ กรณี
๑. การออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์เป็นการเฉพาะราย
กรณีมีหลกั ฐานในทีด่ ิน ตามมาตรา ๕๙ แหง่ ประมวลกฎหมายทีด่ ิน
มาตรา  ๕๙  “ในกรณีที่ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินมาขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรอง
การทำ�ประโยชน์เป็นการเฉพาะรายไม่ว่าจะได้มีประกาศของรัฐมนตรีตามมาตรา  ๕๘  แล้วหรือไม่ก็ตาม
เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาเห็นสมควร  ให้ดำ�เนินการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�
ประโยชน์ แล้วแต่กรณี ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการทีป่ ระมวลกฎหมายนี้กำ�หนด
เพือ่ ประโยชน์แห่งมาตรานี้ ผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามวรรคหนึ่งให้หมายความรวมถึงผู้ซึง่
ได้ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในทีด่ ินต่อเนือ่ งมาจากผู้ซึ่งมีหลกั ฐานการแจ้งการครอบครองด้วย”
โดยมีหลักเกณฑ์ ดงั นี้
(๑) ผู้ขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์เป็นการเฉพาะราย  จะต้องเป็น
ผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินน้ันโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น มีหลักฐานการแจ้งการครอบครองทีด่ ิน (ส.ค. ๑)
มีใบจอง ใบเหยียบยา่ํ หนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ โฉนดตราจอง ตราจองที่ตราว่า “ได้ท�ำ ประโยชน์แล้ว”
หรือเปน็ ผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยการจดั ทีด่ ินเพือ่ การครองชีพ
(๒) ที่ดินทีข่ อออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์เป็นการเฉพาะราย จะเปน็
ที่ดินในบริเวณที่มีการประกาศเดินส�ำ รวจตามมาตรา ๕๘ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน แล้วหรือไม่กไ็ ด้
(๓) เมื่อมีการยื่นขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์เป็นการเฉพาะราย
และพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาเห็นสมควรแล้วให้ดำ�เนินการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�
ประโยชน์เปน็ การเฉพาะรายให้ได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ประมวลกฎหมายที่ดินก�ำ หนด ซึง่ หลักเกณฑ์
และวิธีการออกโฉนดทีด่ ินดังกล่าวปจั จุบันกำ�หนดไว้ตามกฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตาม
ความในพระราชบญั ญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายทีด่ ิน พ.ศ. ๒๔๙๗
มีการออกโฉนดที่ดินอีกแบบหนึ่งเรียกว่า  “การออกโฉนดที่ดินแบบท้องถิ่น”  ซึ่งการออก
โฉนดทีด่ ินแบบท้องถิน่ ดังกล่าวถือเป็นการออกโฉนดทีด่ ินเฉพาะรายตามมาตรา ๕๙ แห่งประมวลกฎหมาย
ที่ดิน แต่ด�ำ เนินการเปน็ กลุ่ม กล่าวคือ ให้จังหวัดแจ้งความประสงค์ให้กรมที่ดินทราบ และกรมทีด่ ินโดย
สำ�นักมาตรฐานการออกหนังสือสำ�คัญจะจัดทำ�โครงการและจัดส่งเจ้าหน้าที่ไปดำ�เนินการออกโฉนดที่ดิน
ให้ ซึ่งเปน็ การดำ�เนินการในลกั ษณะกลุ่ม
๒. การออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์เป็นการเฉพาะราย
กรณีไม่มีหลักฐานในที่ดิน ตามมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
มาตรา ๕๙ ทวิ “ผู้ซึง่ ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวนั ทีป่ ระมวลกฎหมายนี้
ใช้บงั คบั โดยไม่มีหนงั สือส�ำ คญั แสดงกรรมสิทธิท์ ดี่ ิน และมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราช
บญั ญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ แต่ไม่รวมถึงผู้ซึง่ มิได้ปฏิบตั ิตามมาตรา ๒๗ ตรี ถ้ามีความ
จำ�เป็นจะขอออกโฉนดทีด่ ิน หรือหนงั สือรบั รองการท�ำ ประโยชน์เปน็ การเฉพาะราย เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่
–*– ก–ล––ุ่ม–พ––ฒั –น––า–ม–า–ต––ร–ฐ–า–น–ก–า–ร––อ–อ–ก–ห––น–งั –ส–ือ––แ–ส–ดงสิทธิในทีด่ ิน ส�ำ นักมาตรฐานการออกหนังสือสำ�คญั
นายสมมานน สินธุระเวชญ์

๑๐ ๖ ๑๑๔ ปี กรมทด่ี ิน

พิจารณาเห็นสมควรให้ดำ�เนินการออกโฉนดที่ดินหรือหนงั สือรับรองการท�ำ ประโยชน์ แล้วแต่กรณี ได้ตาม
หลักเกณฑ์และวิธีการที่ประมวลกฎหมายนี้กำ�หนด  แต่ต้องไม่เกินห้าสิบไร่  ถ้าเกินห้าสิบไร่จะต้องได้รับ
อนมุ ตั ิจากผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งนี้ ตามระเบียบทีค่ ณะกรรมการก�ำ หนด
เพอื่ ประโยชนแ์ หง่ มาตราน้ี ผคู้ รอบครองและท�ำ ประโยชน์ในทดี่ นิ ตามวรรคหนง่ึ ให้หมายความ
รวมถึงผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินต่อเนือ่ งมาจากบคุ คลดงั กล่าวด้วย”
โดยมีหลกั เกณฑ์ ดงั นี้
(๑) ผู้ขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์เป็นการเฉพาะราย  ต้องเป็น
ผู้ตกค้างการแจ้งการครอบครองทีด่ ิน (ส.ค. ๑) ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมาย
ทีด่ ิน หมายความว่าได้ครอบครองและท�ำ ประโยชน์ในทีด่ ินมาก่อนวันทีป่ ระมวลกฎหมายทีด่ ินใช้บังคับ และ
ให้หมายความรวมถึงผู้ทีไ่ ด้ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องจากบคุ คลดังกล่าวด้วย
(๒) ต้องไม่ใช่ผู้ซึ่งไม่ได้ปฏิบตั ิตามมาตรา ๒๗ ตรี แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน กล่าวคือ เมื่อ
มีการเดินส�ำ รวจตามมาตรา ๕๘ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ซึง่ ผู้ตกค้างแจ้งการครอบครองน้ันถ้าประสงค์
จะได้สิทธิในที่ดิน  จะต้องมาแจ้งการครอบครองต่อเจ้าพนักงานที่ดินในท้องที่ซึ่งที่ดินน้ันต้ังอยู่  ภายใน
ก�ำ หนด ๓๐ วนั นบั แต่วนั ปิดประกาศของผู้ว่าราชการจงั หวัด และถ้าไม่ได้มาแจ้งภายในกำ�หนด ๓๐ วนั
แต่ตอนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้นัดหมายกำ�หนดวันทำ�การรังวัดที่ดินนั้น  ผู้นั้นได้มานำ�ชี้เขตที่ดินของตนนำ�
รงั วัดปักเขตทีด่ ินรอบแปลงทีด่ ินของตน กฎหมายให้ถือว่าผู้นั้นประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินแปลงนั้นอยู่ และให้
ถือว่าเปน็ ผู้ซึ่งได้ปฏิบตั ิตามมาตรา ๒๗ ตรี แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน การทีไ่ ม่ปฏิบตั ิตามมาตรา ๒๗ ตรี
แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน  จะทำ�ให้บุคคลดังกล่าวหมดสิทธิที่จะขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรอง
การทำ�ประโยชน์เปน็ การเฉพาะราย ตามมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน
(๓) ต้องมีความจำ�เป็นซึง่ เป็นสาระสำ�คญั ที่กฎหมายกำ�หนดไว้ ซึ่งสาระส�ำ คัญดงั กล่าวถกู
กำ�หนดไว้ตามระเบียบคณะกรรมการจดั ที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๓๒ ข้อ ๗ ดังนี้
(๓.๑) ที่ดินน้ันถกู เวนคืนตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรพั ย์ ซึง่ เป็นไปตาม
กฎหมายการเวนคืนที่ดิน เช่น พระราชบญั ญตั ิว่าด้วยการเวนคืนอสงั หาริมทรพั ย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ เหตทุ ีต่ ้องให้
มีการออกโฉนดที่ดินเพื่อให้เจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืนนำ�โฉนดที่ดินไปจดทะเบียนเวนคืนและรับเงินค่าทดแทน
ทีด่ ินทีถ่ ูกเวนคืน
(๓.๒) ผู้ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินจะโอนที่ดินน้ันให้แก่ทบวงการเมือง
องค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดต้ังองค์การของรัฐบาล  หรือรัฐวิสาหกิจที่จัดต้ังขึ้นโดย
พระราชบญั ญตั ิ เพื่อให้เจ้าของทีด่ ินสามารถจดทะเบียนโอนทีด่ ินได้
(๓.๓) มีความจ�ำ เป็นอย่างอื่นโดยได้รับอนุมตั ิจากผู้ว่าราชการจังหวัด เช่น ความจ�ำ เป็น
เกี่ยวกับฐานะทางครอบครัว  ฐานะทางเศรษฐกิจในการประกอบธุรกิจ  ที่ต้องมีการออกโฉนดที่ดินเพื่อไป
จำ�นองและเอาเงินมาลงทุน  หรือขายที่ดินเพื่อนำ�เงินมาใช้จ่ายเป็นค่าการศึกษาของบุตร  โดยจะต้องเสนอ
เรื่องและเหตุผลความจำ�เป็นพร้อมหลักฐานให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาอนุมัติก่อน  จึงจะดำ�เนินการ
ออกโฉนดทีด่ ินได้
(๔) เมือ่ พนกั งานเจ้าหน้าทีพ่ ิจารณาเห็นสมควร ให้ดำ�เนินการออกโฉนดที่ดินให้ได้ แต่ไม่เกิน
ห้าสิบไร่ ในกรณีทีม่ ีการออกโฉนดที่ดินเกินกว่า ๕๐ ไร่ จะต้องปฏิบัติตามระเบียบคณะกรรมการจดั ทีด่ ิน
แห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ พ.ศ. ๒๕๓๒ ข้อ ๕ และ ข้อ ๖ กล่าวคือ
ข้อ  ๕ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะอนุมัติให้ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์
รายใดเกินห้าสิบไร่ได้ต่อเมื่อผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้ที่ผู้ว่าราชการจงั หวดั มอบหมายได้ตรวจสอบการทำ�
ประโยชน์แล้วปรากฏว่า

๑๑๔ ปี กรมท่ดี ิน ๑๐๗

(๑) ผู้ครอบครองได้ท�ำ ประโยชน์หรืออ�ำ นวยการทำ�ประโยชน์ในทีด่ ินนั้นด้วยตนเอง และ
(๒) สภาพการทำ�ประโยชน์ในที่ดินน้ันเป็นหลักฐานมั่นคงและมีผลผลิตอันเป็นประโยชน์
ในทางเศรษฐกิจ
ข้อ  ๖ ในกรณีที่ปรากฏว่าเนื้อที่ที่ทำ�ประโยชน์ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามข้อ ๕ เกินห้าสิบไร่
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์เท่าจำ�นวนเนื้อที่ที่ผู้ว่าราชการ
จงั หวัดสง่ั อนุมัติ
ในกรณีที่ปรากฏว่าเนื้อที่ทีท่ �ำ ประโยชน์ต้องด้วยหลกั เกณฑ์ตามข้อ ๕ ไม่เกินห้าสิบไร่ ให้ผู้ว่า
ราชการจงั หวดั สง่ั ไม่อนมุ ตั ิ ในกรณีเช่นนี้ให้เจ้าพนักงานเจ้าหน้าทีอ่ อกโฉนดที่ดินหรือหนงั สือรับรองการท�ำ
ประโยชน์ให้เท่าจ�ำ นวนเนื้อที่ทีไ่ ด้ท�ำ ประโยชน์แล้วตามกฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๒ (พ.ศ. ๒๔๙๗) ออกตามความ
ในพระราชบญั ญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ แต่ต้องไม่เกินห้าสิบไร่
l การออกโฉนดทีด่ ินหรือหนงั สือรบั รองการทำ�ประโยชน์ ตามมาตรา ๕๙ แหง่ ประมวลกฎหมายที่ดิน
บคุ คลตามมาตรา ๕๙ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน จะเปน็ บคุ คลธรรมดาหรือนิติบคุ คลก็ได้
แต่ต้องอยู่ในฐานะผู้มีสิทธิครอบครอง เช่นเป็นผู้มีหลักฐาน ส.ค.๑, ใบจอง, น.ส.๓, โฉนดตราจอง ตราจอง
ที่ตราว่า “ได้ท�ำ ประโยชน์แล้ว” หรือมีหนงั สือแสดงการท�ำ ประโยชน์ (น.ค.๓) หรือหนงั สือแสดงการท�ำ
ประโยชน์ในที่ดินของนิคมสหกรณ์ (ก.ส.น.๕) และนอกจากการออกให้กับบคุ คลซึง่ มีหลกั ฐานที่ดินแล้ว ทีด่ ิน
ไม่มีหลกั ฐาน เช่น วัดทีไ่ ด้ทีด่ ินมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายทีด่ ินใช้บงั คบั วัดไม่ต้องแจ้ง ส.ค.๑ กไ็ ม่ทำ�ให้
วัดเสียสิทธิครอบครองทีด่ ินไป ท้ังนี้วดั ได้รับการคุ้มครองตามมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบญั ญตั ิ คณะสงฆ์
พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขเพิม่ เติมโดยพระราชบญั ญตั ิคณะสงฆ์ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๕ เมื่อวัดขอออกโฉนดทีด่ ิน
จึงออกให้ได้ตามมาตรา ๕๙ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินหรือ กรณีที่ดินแปลงใดเกิดที่งอกริมตลิ่ง ที่งอก
ย่อมเป็นทรัพย์สินของเจ้าของที่ดินแปลงนั้นตามมาตรา  ๑๓๐๘  แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ที่งอกนี้ไม่มีหลกั ฐานสำ�หรบั ที่ดิน เจ้าของที่งอกจึงชอบทีจ่ ะขอออกโฉนดทีด่ ินตามมาตรา ๕๙ แห่งประมวล
กฎหมายที่ดิน ได้เช่นกัน ท้ังนี้เป็นการรับรองสิทธิโดยกฎหมาย
ในการออกโฉนดทีด่ ิน ตามมาตรา ๕๙ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินไม่ว่าที่ดินบริเวณน้ันจะได้
มีประกาศของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำ�หนดเป็นเขตจังหวัดที่จะทำ�การสำ�รวจรังวัดทำ�แผนที่
แล้วหรือไม่ก็ตามจะดำ�เนินการออกโฉนดในที่ดินเฉพาะรายได้  ก็ต่อเมื่อผู้ที่ครอบครองและทำ�ประโยชน์ใน
ทีด่ ินได้ยืน่ ค�ำ ขอต่อพนกั งานเจ้าหน้าทีเ่ พื่อประสงค์ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกโฉนดที่ดินให้ หลกั ฐานที่ดินที่
ผู้ขอจะขอออกโฉนดที่ดินได้ในกรณีนี้คือหลักฐานสำ�หรับที่ดิน  ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดิน
เช่น หลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑), ใบจอง, ใบเหยียบยาํ่ , แบบหมายเลข ๓ (ที่ออกก่อน
ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บงั คับและได้แจ้ง ส.ค. ๑ แล้ว ), แบบหมายเลข ๓ (ที่ออกให้หลังวันทีป่ ระมวล
กฎหมายทีด่ ินใช้บังคบั ), หนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ (น.ส. ๓), หนงั สือรับรองการท�ำ ประโยชน์โดยใช้
ระวางรูปถ่ายทางอากาศ (น.ส. ๓ ก.), น.ส. ๓ ข. , หนังสือแสดงการทำ�ประโยชน์ ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติ
จัดทีด่ ินเพือ่ การครองชีพ (น.ค. ๓, กสน. ๕) หรือใบไต่สวนในกรณีเปน็ การรังวัดสอบเขตใบไต่สวนหรือรงั วัด
ซํ้าใบไต่สวน
โดยสรุป หลักเกณฑ์ในการออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายตามมาตรา ๕๙ ดังนี้
๑. ผู้ขอต้องเป็นผู้มีสิทธิค์ รอบครองในที่ดินทีจ่ ะขอออกโฉนดที่ดินน้ันโดยชอบด้วยกฎหมาย
๒. ทีด่ ินแปลงทีข่ อน้ันจะอยู่ในบริเวณที่มีประกาศของรัฐมนตรีตามมาตรา ๕๘ แล้ว
หรือไม่กไ็ ด้
โดยหากบริเวณทีไ่ ด้มีการประกาศเดินส�ำ รวจตามมาตรา ๕๘ แล้ว เปน็ การยื่นค�ำ ขอตกค้าง
การเดินสำ�รวจ

๑๐ ๘ ๑๑๔ ปี กรมทีด่ นิ

l การออกโฉนดทีด่ ินหรือหนงั สือรับรองการท�ำ ประโยชน์ ตามมาตรา ๕๙ ทวิ แหง่ ประมวลกฎหมายทีด่ ิน
บุคคลนั้น จะต้องมีองค์ประกอบตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
๑. จะต้องครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ
โดยไม่มีหนงั สือแสดงกรรมสิทธิ์และไม่ได้แจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑)
๒. บุคคลผู้ขอออกโฉนดที่ดินจะต้องเป็นผู้ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดิน  “ต่อเนื่อง
ตลอดมา”  มิใช่แย่งการครอบครอง  หรือเป็นบุคคลที่กฎหมายถือว่าได้สละสิทธิการครอบครองตามนัย
มาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายทีด่ ินแล้ว เช่น เมือ่ ไม่มีแจ้งการครอบครอง รัฐได้น�ำ
พื้นทีด่ ังกล่าวไปก�ำ หนดให้เปน็ พื้นที่ป่าไม้ถาวรหรือป่าสงวนแห่งชาติแล้ว แม้ต่อมาในภายหลังจะได้มีการกัน
พื้นทีด่ ังกล่าวออกจากป่าไม้ถาวรหรือป่าสงวนแห่งชาติกต็ าม ก็ไม่อาจถือได้ว่าบคุ คลดงั กล่าวได้ครอบครอง
และทำ�ประโยชน์ในที่ดินต่อเนือ่ งมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายทีด่ ินใช้บงั คับ  ตามความในมาตรา ๕๙ ทวิ
วรรคสอง  การครอบครองและทำ�ประโยชน์มาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับได้ขาดตอนต้ังแต่
ที่รัฐกำ�หนดให้เป็นพื้นที่ป่าไม้ถาวรหรือป่าสงวนแห่งชาติแล้วตามนัยความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา
เรือ่ งเสร็จที่ ๖๘๑/๒๕๓๕ และเรื่องเสร็จที่ ๒๘๑/๒๕๔๐
๓. หากท้องที่น้ันมีการประกาศเดินสำ�รวจฯ  จะต้องมาแจ้งการครอบครองที่ดินต่อ
เจ้าพนกั งานทีด่ ินภายใน ๓๐ วัน นบั แต่ปิดประกาศก�ำ หนดท้องทีแ่ ละวันเริม่ ต้นเดินส�ำ รวจของผู้ว่าราชการ
จังหวัด  หรือในกรณีที่ไม่มาแจ้งการครอบครอง  แต่ได้มานำ�พนักงานเจ้าหน้าที่พิสูจน์การทำ�ประโยชน์ใน
ที่ดินตามวันเวลาที่พนกั งานเจ้าหน้าทีไ่ ด้นดั หมาย ถือว่าบุคคลเหล่านี้เป็นผู้ปฏิบัติตาม มาตรา ๒๗ ตรี แห่ง
ประมวลกฎหมายที่ดินแต่หากว่าท้องที่นั้นไม่เคยมีการประกาศเดินสำ�รวจมาก่อน  บุคคลผู้น้ันก็สามารถขอ
ออกโฉนดทีด่ ินเปน็ การเฉพาะรายตามมาตรา ๕๙ ทวิ ได้
สรุปหลกั เกณฑ์ของบุคคลตาม มาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน ได้ดงั นี้
(๑) ต้องครอบครองและทำ�ประโยชน์มาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับและให้รวม
ถึงผู้ครอบครองต่อเนือ่ ง
(๒) ได้ครอบครองโดยไม่มีหนังสือสำ�คญั แสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน
(๓) ไม่ได้แจ้งการครอบครองทีด่ ินตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมาย
ที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗
(๔) ได้ปฏิบัติตามมาตรา ๒๗ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดินแล้ว
(๕) มีความจำ�เป็นที่จะขอออกโฉนดที่ดินตามระเบียบคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ
ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๓๒) ข้อ ๗
ก. ที่ดินนั้นถกู เวนคืนตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์
ข. ผู้ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินจะโอนที่ดินนั้นให้แก่ทบวงการเมืององค์การของ
รัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดต้ังองค์การของรฐั บาล หรือรัฐวิสาหกิจ ที่จดั ตั้งขึ้นโดยพระราชบญั ญัติ
ค. มีความจำ�เป็นอย่างอื่น  เช่น  มีความเดือดร้อนต้องการจะโอนที่ดินโดยต้องได้รับอนุมัติ
จากผู้ว่าราชการจังหวดั
บคุ คลประเภทนี้ สามารถออกโฉนดที่ดินไม่เกิน ๕๐ ไร่ ถ้าเนื้อที่เกิน ๕๐ ไร่ จะต้องได้รบั
อนุมตั ิจากผู้ว่าราชการจังหวดั
การออกโฉนดทีด่ ินเฉพาะราย ตามมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เป็นการขอ
ออกโฉนดทีด่ ินในกรณีทีผ่ ู้มีสิทธิในทีด่ ินไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดิน ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบญั ญตั ิ
ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน  พ.ศ. ๒๔๙๗  โดยได้ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินมาก่อนวันที่ประมวล

๑๑๔ ปี กรมท่ีดิน ๑๐๙

กฎหมายทด่ี นิ ใชบ้ งั คบั โดยไมม่ หี นงั สอื ส�ำ คญั แสดงกรรมสทิ ธท์ิ ด่ี นิ และมไิ ดแ้ จง้ การครอบครองทด่ี นิ (ส.ค.๑)
หรอื ผทู้ ไ่ี ดค้ รอบครองและท�ำ ประโยชนต์ อ่ เนอ่ื งจากบคุ คลดงั กลา่ ว จะขอออกโฉนดทด่ี นิ เปน็ การเฉพาะรายได้
ตามมาตรา  ๕๙  ทวิ  แห่งประมวลกฎหมายที่ดินประกอบกับระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ
ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๓๒) และกรมทีด่ ินได้วางแนวทางปฏิบตั ิไว้ตามหนังสือกรมที่ดิน ที่ มท ๐๗๑๙/ว
๑๕๑๐๑ ลงวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๓๔ เรือ่ งการออกโฉนดทีด่ ินหรือหนงั สือรับรองการทำ�ประโยชน์เฉพาะ
รายตามมาตรา ๕๙ ทวิ ประมวลกฎหมายทีด่ ินซึ่งเพิม่ เติมโดยหนังสือกรมทีด่ ิน ทีม่ ท ๐๖๑๙/ว๑๙๔๘๒
ลงวนั ที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๓๙ เรือ่ งการตรวจราชการของ ฯพณฯนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงมหาดไทยโดยมีหลักเกณฑ์วิธีการและเงือ่ นไขดงั นี้ คือ
(๑) ทีด่ ินแปลงทีข่ อออกน้ัน ไม่อยู่ในท้องที่ทีผ่ ู้ว่าราชการจังหวัดได้ประกาศกำ�หนดท้องทีแ่ ละ
วันเริ่มต้นของการเดินสำ�รวจเพื่อออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ทั้งตำ�บลไว้แล้ว  หรือ
กรณีได้มีการประกาศกำ�หนดตามนัยที่กล่าวแล้วแต่ผู้ครอบครองและทำ�ประโยชน์  ได้ปฏิบัติตามมาตรา
๒๗ ตรี แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน
มาตรา ๒๗ ตรี แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน ได้บัญญัติไว้ว่า
“เมอ่ื ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั ไดป้ ระกาศก�ำ หนดทอ้ งท ่ี และวนั เรม่ิ ตน้ ของการส�ำ รวจตามมาตรา ๕๘
วรรคสอง  ผู้ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือ
ส�ำ คญั แสดงกรรมสิทธิท์ ีด่ ินและมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา  ๕ แห่งพระราชบญั ญัติให้ใช้ประมวล
กฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ หรือผู้ซึ่งรอคำ�สัง่ ผ่อนผนั จากผู้ว่าราชการจังหวัด ตามมาตรา ๒๗ ทวิ แต่ได้
ครอบครองและท�ำ ประโยชน์ในที่ดินติดต่อมาจนถึงวันทำ�การสำ�รวจรงั วัด หรือพิสจู น์สอบสวน ถ้าประสงค์
จะได้สิทธิในที่ดินน้ันให้แจ้งการครอบครองที่ดินต่อเจ้าพนักงานที่ดิน ณ ทีด่ ินนั้นต้ังอยู่ ภายในกำ�หนดเวลา
๓๐ วัน นับแต่วันปิดประกาศ ถ้ามิได้แจ้งการครอบครองภายในกำ�หนดเวลาดังกล่าวแต่ได้มานำ�หรือส่ง
ตัวแทนมานำ�พนักงานเจ้าหน้าที่ทำ�การสำ�รวจรังวัดตามวันและเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศกำ�หนด
ให้ถือว่ายังประสงค์จะได้สิทธิในทีด่ ินนั้น
เพือ่ ประโยชน์แห่งมาตรานี้ผู้ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในทีด่ ินตามวรรคหนึง่ ให้หมายความ
รวมถึงผู้ซึ่งได้ครอบครองและท�ำ ประโยชน์ในที่ดิน ต่อเนือ่ งมาจากบุคคลดังกล่าวด้วย”
การแจ้งการครอบครองที่ดิน  ตามมาตราดังกล่าวนี้เป็นการแจ้งความประสงค์จะได้สิทธิ
กล่าวคือได้แจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในที่ดินต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายใน ๓๐ วนั นับแต่วนั ปิดประกาศ
แต่ไม่ได้มานำ�เดินสำ�รวจฯหรือส่งตัวแทนมานำ�พนักงานเจ้าหน้าที่ทำ�การเดินสำ�รวจฯหรือการเดินสำ�รวจฯ
ได้ดำ�เนินการไปไม่ถึงที่ดินที่ผู้ขอได้ครอบครองและทำ�ประโยชน์อยู่  เนื่องจากสาเหตุบางประการที่ไม่ใช่
ความผิดของผู้ขอ ผู้ขอจึงนำ�เดินสำ�รวจรงั วัดทำ�แผนทีห่ รือนำ�พิสจู น์สอบสวนการท�ำ ประโยชน์ไม่ได้เปน็ เหตุ
ให้ไม่มีการออกโฉนดทีด่ ินหรือหนังสือรับรองการท�ำ ประโยชน์  เนื่องจากการเดินส�ำ รวจฯ นั้น จึงมีสิทธิขอ
ออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย ตามมาตรา ๕๙ ทวิ ประมวลกฎหมายทีด่ ิน ได้
(๒) ทีด่ ินน้ันไม่อยู่ในลักษณะต้องห้าม ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ.๒๕๓๗) ออกตาม
ความในพระราชบัญญตั ิให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ข้อ ๑๔
(๓) ความจำ�เป็นที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายให้ได้  ตามระเบียบของ
คณะกรรมการจัดทีด่ ินแห่งชาติ ฉบบั ที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๓๒) ข้อ ๗ ดังต่อไปนี้
(ก) ทด่ี นิ น้นั ถกู เวนคืนตามกฎหมายว่าดว้ ยการเวนคืนอสงั หาริมทรพั ย์ เชน่ มพี ระราชบญั ญตั ิ
เวนคืนทีด่ ินเพือ่ สร้างทางหลวง เปน็ ต้น

๑๑ ๐ ๑๑๔ ปี กรมท่ดี นิ

(ข) ผู้ครอบครองและทำ�ประโยชน์จะโอนที่ดินน้ันให้แก่ทบวงการเมือง  องค์การของรัฐบาล
ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรฐั บาล หรือรฐั วิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นโดยพระราชบญั ญัติ เช่น ขาย
ให้กระทรวงการคลัง เพื่อทำ�เปน็ คลองชลประทาน หรือยกให้แก่กระทรวงการคลัง เพือ่ สร้างโรงพยาบาล
เปน็ ต้น
(ค) มีความจำ�เปน็ อย่างอืน่ โดยได้รับอนมุ ัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด เช่น มีความจ�ำ เป็นทีจ่ ะ
ขายทีด่ ินแปลงนั้นเพือ่ นำ�เงินไปช�ำ ระหนี้ถ้าไม่ออกโฉนดที่ดินจะขายที่ดินน้ันไม่ได้ เปน็ ต้น
ขน้ั ตอนการออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย
เมื่อเจ้าของทีด่ ินมีความประสงค์ ขอรงั วัดออกโฉนดทีด่ ินให้ยื่นค�ำ ขอต่อเจ้าพนกั งานทีด่ ิน ณ
สำ�นักงานทีด่ ินจังหวดั /สาขา/ส่วนแยก ที่ที่ดินน้ันตั้งอยู่ พร้อมด้วยหลักฐานทีด่ ิน เช่น หลักฐานการแจ้งการ
ครอบครอง (ส.ค. ๑) รวมตลอดถึงผู้ครอบครองต่อเนือ่ ง ใบจอง (น.ส. ๒) ใบเหยียบยาํ่ แบบหมายเลข ๓
หนงั สอื รบั รองการท�ำ ประโยชน์ (น.ส. ๓, น.ส. ๓ ก., น.ส. ๓ ข.) ตราจอง ตราจองทต่ี ราวา่ “ไดท้ �ำ ประโยชนแ์ ลว้ ”
หนงั สือแสดงการท�ำ ประโยชน์นิคมสร้างตนเอง (น.ค. ๓) หนังสือแสดงการท�ำ ประโยชน์สหกรณ์นิคม (กสน.
๕) ใบแจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในทีด่ ินตามมาตรา ๒๗ ตรี แห่งประมวลกฎหมายที่ดินหรือไม่มีหลักฐาน
เกย่ี วกบั ทด่ี นิ แตไ่ ดค้ รอบครองทด่ี นิ มากอ่ นประมวลกฎหมายทด่ี นิ ใชบ้ งั คบั เปน็ ตน้ รวมทง้ั ส�ำ เนาทะเบยี นบา้ น
ส�ำ เนาบตั รประจ�ำ ตัวประชาชน บนั ทึกค�ำ ชี้แจงตรวจและชี้ระวางแผนที่ (ร.ว. ๑๐) กรณีหลักฐานที่ดินทีน่ �ำ มา
ขอออกโฉนดที่ดิน ติดจำ�นอง จะต้องมีหนงั สือแสดงความยินยอมจากผู้รับจ�ำ นองมาประกอบค�ำ ขอด้วย
การรบั ค�ำ ขอรงั วัดออกโฉนดทีด่ ิน ผู้ขอต้องยืน่ คำ�ขอตามแบบ น.ส.๑ ข. ก่อนยืน่ ค�ำ ขอต้องให้
ผู้ขอชี้ระวางแผนทีก่ ่อน โดยให้ติดต่อกบั เจ้าหน้าที่ฝ่ายรังวดั ของสำ�นกั งานที่ดินฯ การชี้ระวางแผนที่กเ็ พื่อจะ
ให้ทราบตำ�แหน่งที่ตั้งของทีด่ ิน และรปู แผนที่ประมาณเขตติดต่อข้างเคียงทั้งสี่ทิศ หากทีด่ ินบริเวณเดียวกนั มี
โฉนดที่ดินให้ จดหมายเลขระวาง เลขที่ดิน หน้าสำ�รวจ โฉนดทีด่ ินเลขที่ ต�ำ บล อ�ำ เภอ ของที่ดินใกล้เคียงมา
ด้วย กจ็ ะเปน็ การสะดวกแก่การค้นหาตำ�แหน่งของที่ดินแปลงทีจ่ ะขอออกโฉนดได้รวดเร็วยิง่ ขึ้น เนือ่ งจากใน
การออกโฉนดทด่ี นิ เฉพาะรายจะกระท�ำ ไดใ้ นบรเิ วณทด่ี นิ ทไ่ี ดส้ รา้ งระวางแผนทเ่ี พอ่ื การออกโฉนดทด่ี นิ ไวแ้ ลว้
เท่านั้น ตามระเบียบคณะกรรมการจดั ทีด่ ินแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ (พ.ศ. ๒๕๓๒) ว่าด้วย ว่าด้วยเงื่อนไข
การออกโฉนดทีด่ ินหรือหนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์
ข้อ ๔. การออกโฉนดที่ดินให้กระทำ�ได้ในบริเวณที่ดินที่ได้สร้างระวางแผนที่เพื่อการออก
โฉนดทดี่ ินไว้แล้ว ในบริเวณทดี่ ินนอกจากนี้ให้ออกเปน็ หนงั สือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ เว้นแต่อธิบดีกรมทีด่ ิน
เห็นเป็นการสมควรให้ออกหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์  ในบริเวณที่ดินที่ได้สร้างระวางแผนที่ไว้แล้ว
ไปพลางก่อนได้
สำ�หรบั ข้ันตอนการออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายน้ัน การออกโฉนดทีด่ ินเฉพาะรายตามประมวล
กฎหมายทีด่ ิน ไม่ได้บญั ญตั ิขั้นตอนไว้โดยตรง แต่อาจแบ่งขั้นตอนในการออกโฉนดที่ดินได้ ๔ ขั้นตอนที่
ส�ำ คัญ ดังนี้
๑. การรับคำ�ขอรงั วัดออกโฉนดทีด่ ิน
๒. การรังวัดสอบสวนสิทธิการครอบครองและทำ�ประโยชน์
๓. การประกาศแจกโฉนดทีด่ ิน
๔. การพิจารณาลงนามในโฉนดทีด่ ิน
กระบวนการท้ัง  ๔  ขั้นตอนล้วนเกี่ยวเนื่องกับข้อเท็จจริงเจ้าหน้าที่จะต้องสอบสวนถึงสิทธิ
ความเป็นเจ้าของที่ดิน และสอบสวนสิทธิการครอบครองและท�ำ ประโยชน์

๑๑๔ ปี กรมทด่ี ิน ๑๑๑

การรบั ค�ำ ขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน
เป็นขั้นตอนการสอบสวนสิทธิเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเมื่อรับคำ�ขอ  ว่าผู้ขอมีหลักฐานเอกสาร
สำ�หรับแปลงที่ดินนั้น หรือไม่อย่างไร เช่นหลักฐานการแจ้งการครอบครอง (ส.ค.๑) น.ส. ๓, น.ส. ๓ ก,
น.ส. ๓ ข แบบหมายเลข ๓ ใบจอง ใบเหยียบยา่ํ หนังสือรบั รองการทำ�ประโยชน์ โฉนดตราจอง ตราจอง
ทีต่ ราว่า “ได้ทำ�ประโยชน์แล้ว” โดยได้ที่ดินดังกล่าวมาอย่างไร รับมรดก ซื้อขาย ครอบครองต่อเนื่องมา
หรอื เปน็ ผมู้ สี ทิ ธติ ามกฎหมายวา่ ดว้ ยการจดั ทด่ี นิ เพอื่ การครองชพี โดยตรวจสอบจากหลกั ฐานเอกสารตา่ งๆ
ที่ผู้ขอนำ�มาแสดงและจากการสอบสวนถ้อยคำ�ผู้ขอและพยาน,ผู้ปกครองท้องที่  หากเป็นกรณีครอบครอง
ต่อเนื่องก็ต้องสอบสวนพยานบุคคลด้วย  และนอกจากนี้ยังต้องสอบสวนถึงความสามารถการเป็นบุคคล
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วย
การรงั วดั สอบสวนสิทธิการครอบครองและทำ�ประโยชน์
ตามข้อ ๑๐. แห่งกฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบญั ญตั ิ
ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ คือ เมื่อได้พิสจู น์สอบสวนการท�ำ ประโยชน์แล้ว ปรากฏว่าได้มี
การครอบครองและทำ�ประโยชน์ตามสมควรแก่สภาพที่ดินในท้องถิ่น  ตลอดจนสภาพของกิจการที่ได้ทำ�
ประโยชน์ ฯ
ในการสอบสวนสภาพการท�ำ ประโยชน์ น้ัน เจ้าหน้าที่ผู้สอบสวนต้องตรวจสอบสภาพการท�ำ
ประโยชน์ในที่ดิน ด้วยตนเองทกุ แปลง ก่อนท�ำ การสอบสวน ลงลายมือชือ่ เพือ่ ให้ทราบว่า ทีเ่ จ้าของที่ดิน
ให้ถ้อยคำ�น้ันถูกต้องหรือไม่อย่างไร เพราะการสอบสวนสภาพการท�ำ ประโยชน์ นั้น เปน็ หน้าทีท่ ี่สำ�คญั ของ
เจา้ หนา้ ทผ่ี สู้ อบสวน  หากมกี ารออกเอกสารสทิ ธใิ นทด่ี นิ ใหแ้ กท่ ด่ี นิ ทม่ี ไิ ดม้ กี ารครอบครองและท�ำ ประโยชนไ์ ป
จะเป็นการออกเอกสารสิทธิในที่ดินโดยมิชอบซึง่ จะต้องถกู เพิกถอนเอกสารสิทธิน้ันๆ และจะเป็นการปฏิบัติ
หน้าที่โดยมิชอบหรือบกพร่องในหน้าทีร่ ับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ผู้สอบสวน
การสอบสวน เรอ่ื งการท�ำ ประโยชน์ จงึ ตอ้ งสอบสวนการท�ำ ประโยชนใ์ นทด่ี นิ แตล่ ะแปลงใหไ้ ด้
รายละเอียดของการใช้ประโยชน์ ระยะเวลาการครอบครองและท�ำ ประโยชน์ เปน็ การต่อเนือ่ ง หรือทิ้งร้าง
หรือไม่  เจ้าหน้าที่จะต้องสอบสวนให้ได้ความว่า  ที่ดินแปลงนี้เป็นที่สาธารณประโยชน์  ที่หลวงหวงห้าม
ที่ทางราชการสงวนหวงห้ามไว้หรือไม่ ทำ�ประโยชน์อะไรในที่ดิน เช่น ท�ำ นา ทำ�สวน ทำ�ไร่ ปลูกพืชชนิดใดบ้าง
เนอ้ื ทเ่ี ทา่ ใด ท�ำ ตดิ ตอ่ ตลอดมาหรอื ละทง้ิ ไปบา้ งหรอื ไม่ สภาพการท�ำ ประโยชนต์ รงตามทแ่ี จง้ ไวใ้ นหลกั ฐานเดมิ
หรอื ไม่ ประการใด และใหส้ อบสวนวา่ ทด่ี นิ เปน็ ทด่ี นิ ทผ่ี ขู้ อครอบครองอยหู่ รอื เปน็ ของใครมากอ่ นเปน็ ทต่ี อ้ งหา้ ม
หรอื สงวนไวเ้ พอ่ื ประโยชนส์ าธารณะ หรอื เปน็ ทห่ี ลวงหวงหา้ ม หรอื เปน็ ทส่ี าธารณประโยชน์ หรอื เปน็ ทว่ี ดั รา้ ง
โบราณสถาน หรือไม่ประการใด การท�ำ ประโยชน์ จะต้องสอดคล้องกับสภาพพื้นที่โดยพิจารณาถึงเนื้อที่
เฉพาะที่ได้ทำ�ประโยชน์แล้วว่าเป็นไปตามสมควรแก่สภาพของที่ดินในท้องถิ่น  ตลอดจนสภาพของกิจการที่
ท�ำ ประโยชน์อยู่หรือไม่ประการใด
และวิธีด�ำ เนินการน้ันให้ด�ำ เนินการตามข้อ ๑๕ (๑) และ (๒) แห่งกฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๔๓
(พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายทีด่ ิน พ.ศ. ๒๔๙๗ กล่าวคือ ให้มี
การรังวัดทำ�แผนที่ตามวิธีการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดิน  โดยให้เจ้าของที่ดินปักหลักหมายเขตที่ดินไว้ทุกมุม
ที่ดินของตน และให้ถ้อยคำ�ตามแบบ น.ส.๕ ท้ายกฎกระทรวง
การรังวดั น้ัน เพื่อให้ทราบทีต่ ้ัง ระยะแนวเขตที่ดิน กว้างยาว และเนื้อที่แปลงทีด่ ิน
การประกาศแจกโฉนดที่ดิน
ตามข้อ ๑๕ (๓) ประกอบข้อ ๑๖ แห่งกฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตาม
ความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน  พ.ศ. ๒๔๙๗  กำ�หนดไว้ว่า  ก่อนแจกโฉนดที่ดิน 

๑๑ ๒ ๑๑๔ ปี กรมท่ีดนิ

ให้เจ้าพนักงานที่ดินประกาศแจกโฉนดที่ดินให้ทราบมีกำ�หนดสามสิบวัน  ประกาศน้ันให้ปิดไว้ในที่เปิดเผย
ณ สำ�นกั งานทีด่ ินท้องที่ สำ�นกั งานเขตหรือที่ว่าการอ�ำ เภอหรือที่ว่าการกิ่งอ�ำ เภอท้องที่ ที่ทำ�การแขวงหรือ
ที่ท�ำ การกำ�นนั ท้องที่ และในบริเวณทีด่ ินนั้น แห่งละหนึ่งฉบบั ในเขตเทศบาลให้ปิดไว้ ณ สำ�นกั งานเทศบาล
อีกหนึ่งฉบบั
ในกรณีที่เรื่องการขอออกโฉนดที่ดินอยู่ในระหว่างดำ�เนินการซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่จะต้อง
แสวงหาข้อเท็จจริงเพิม่ เติม ไม่ว่าจะเป็นการออกหนงั สือแสดงสิทธิในที่ดินในเขตที่ดินของรัฐหรือกรณีอื่นๆ
เช่นกรณีต้องต้ังคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ตามข้อ ๑๐ (๓) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗)
ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ หรือจะต้องมีการนำ�เสนอ
คณะอนกุ รรมการแก้ไขปัญหาการบกุ รกุ ทีด่ ินของรัฐจังหวดั (กบร. จังหวดั ) เปน็ ต้นนั้น เจ้าหน้าที่จะต้อง
รอให้เสร็จสิ้นขั้นตอนดังที่กล่าวมาแล้วหรือไม่  หรือจะต้องให้ได้ข้อยุติว่าสามารถจะออกโฉนดที่ดินให้แก่
ผู้ขอได้จึงจะประกาศแจกโฉนดที่ดิน  เรื่องน้ีกรมที่ดินได้วางแนวทางปฏิบัติไว้ให้ดำ�เนินการประกาศแจก
โฉนดทด่ี ินไดโ้ ดยไม่ต้องรอให้เสรจ็ สิ้นขั้นตอนดงั กล่าวก่อน กล่าวโดยสรปุ ก็คือ เมื่อฝ่ายรังวดั ได้เสนอเรื่อง
การรังวัดต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด/สาขา  และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด/สาขา  ส่ังถอนจ่ายเงินมัดจำ�
รงั วดั และใหส้ ง่ เรอ่ื งใหฝ้ า่ ยทะเบยี นด�ำ เนนิ การ เมอ่ื ฝา่ ยทะเบยี นไดร้ บั เรอ่ื งรงั วดั หากไมม่ ขี อ้ ขดั ขอ้ งประการอน่ื
ก็สามารถพิมพ์ประกาศแจกโฉนดที่ดินและเสนอให้เจ้าพนักงานที่ดินลงนามในประกาศแจกโฉนดที่ดินได้
เนื่องจากประกาศแจกโฉนดที่ดินเป็นการประกาศหาผู้คัดค้านเพื่อที่ทางราชการจะได้มีข้อมูลเพิ่มเติมว่า
ที่ดินแปลงที่ขอออกโฉนดที่ดินนั้นจะสามารถออกโฉนดทีด่ ินให้แก่ผู้ขอได้หรือไม่
การประกาศใช้แบบพิมพ์ ท.ด. ๓ และการนำ�ส่งประกาศไปปิดใช้แบบพิมพ์ ท.ด. ๔ เมือ่ ปิด
ประกาศแล้วให้รวบรวมหลกั ฐานการปิดประกาศไว้ในเรื่องให้ครบถ้วนด้วย การนับวันครบก�ำ หนดประกาศ
นับจากประกาศทีป่ ิดฉบับสุดท้ายหรือฉบับหลังสดุ โดยนับวันถัดจากวนั ทีป่ ิดประกาศเป็น ๑ จนครบ ๓๐ วนั
เมือ่ พ้น ๓๐ วันแล้ว จึงจะถือว่าประกาศครบก�ำ หนดตามกฎหมาย
การพิจารณาลงนามในโฉนดที่ดิน
กระบวนการออกโฉนดทด่ี นิ ในขน้ั ตอนน้ี เปน็ ขน้ั ตอนทส่ี �ำ คญั ทส่ี ดุ เปน็ การตรวจสอบพจิ ารณา
ข้อเท็จจริงก่อนที่เจ้าพนักงานที่ดินจะลงนามในโฉนดที่ดิน  ผู้มีหน้าที่พิจารณาหรือกล่ันกรองต้องมีข้อมูล
พรอ้ มและเพยี งพอจากขอ้ มลู ทไ่ี ดใ้ นขน้ั ตอนท่ี ๑, ๒ และ ๓ วา่ เปน็ ทด่ี นิ ทผ่ี ขู้ อมสี ทิ ธคิ รอบครองไดค้ รอบครอง
และท�ำ ประโยชน์ในที่ดินตามสมควรแก่สภาพทีด่ ินในท้องถิน่ และสภาพของกิจการทีไ่ ด้ทำ�ประโยชน์ มิได้เป็น
ที่สงวนหวงห้าม  หรือต้องห้ามตามหลักเกณฑ์ในการออกโฉนดที่ดินและหากมีหลักฐานเดิมเป็นไปตาม
หลกั ฐานเดมิ ตรงกบั แปลงทด่ี นิ ทน่ี �ำ ท�ำ การรงั วดั หรือไม่ ระยะขา้ งเคยี ง เนอ้ื ท่ี และการรบั รองแนวเขต ถกู ตอ้ ง
ตามระเบียบ กฎหมาย ที่กรมทีด่ ินได้วางไว้หรือไม่ เพือ่ ทีจ่ ะมีความเหน็ ว่าควรหรือไม่ควรออกโฉนดที่ดินให้
แก่ผู้ขอ หากข้อมูลไม่เพียงพอกเ็ ปน็ หน้าทีข่ องเจ้าหน้าทีผ่ ู้พิจารณากลั่นกรองจะต้องด�ำ เนินการเพิม่ เติม เช่น
การพิจารณาว่าหลักฐาน ส.ค.๑ ทีผ่ ู้ขอน�ำ มาประกอบการออกโฉนดที่ดินตรงกบั แปลงที่ดินทีน่ ำ�รังวัดหรือไม่
นอกจากข้อมูลที่ได้ในชั้นรับคำ�ขอคือการสอบสวนผู้ขอ กบั พยาน และข้อมลู ในชั้นรงั วดั จากช่างรงั วดั แล้ว
เจ้าหน้าที่อาจแสวงหาข้อเท็จจริงได้จากตรวจสอบสารบบแปลงที่ดินข้างเคียงว่าถูกต้องสอดคล้องหรือ
สมั พันธ์กนั กบั ข้อมลู ที่ช่างรังวัดสอบสวนผู้ขอ เจ้าของทีด่ ินข้างเคียงพยานและผู้ปกครองท้องที่หรือไม่ แล้ว
จึงประมวลข้อมูลพร้อมความเห็นเสนอเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหรือสาขา  หรือเจ้าพนักงานที่ดิน  หัวหน้า
ส่วนแยก เพือ่ พิจารณาลงนามในโฉนดที่ดินเพื่อแจกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ขอต่อไป
ขน้ั ตอนและระยะเวลาการปฏบิ ตั ริ าชการส�ำ หรบั เรอื่ งการออกเอกสารสิทธิในทด่ี นิ น้นั เดมิ ได้
ก�ำ หนดขน้ั ตอนและระยะเวลาไวต้ ามระเบยี บของกรมทด่ี นิ วา่ ดว้ ยการปฏบิ ตั ริ าชการเพอ่ื ประชาชน พ.ศ. ๒๕๔๒

๑๑๔ ปี กรมท่ดี นิ ๑๑๓

และต่อมาได้มีการลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชนตามประกาศกรมที่ดิน  เรื่อง
การลดข้ันตอนและระยะเวลาการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชน ลงวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๔๗ โดยการออก
โฉนดทีด่ ินเฉพาะรายมีขั้นตอน จำ�นวน ๑๖ ข้ันตอน ระยะเวลา ๖๔ วนั ดงั นี้
๑. รับบัตรคิว/ยื่นขอรังวัด  (ฝ่ายทะเบียน)  ผู้ขอยื่นคำ�ขอพร้อมเอกสารหลักฐานเอกสาร
ตามแบบ น.ส.๑ ข ตามค�ำ ขอประเภทต่างๆ ดังนี้
(๑) ค�ำ ขอรังวัดซ้ําใบไต่สวน
(๒) คำ�ขอรงั วัดสอบเขตใบไต่สวน
(๓) ค�ำ ขอรังวัดออกโฉนดทีด่ ินตกค้าง
(๔) ค�ำ ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเป็นการเฉพาะราย
(๕) ค�ำ ขอรงั วัดออกโฉนดทีด่ ินเฉพาะรายโดยมิได้แจ้งการครอบครอง
๒. ผู้ขอชี้ระวางแผนที่ (ฝ่ายรงั วดั )
(๑) ให้ผู้ขอหาต�ำ แหน่งที่ดินใกล้เคียงในระวาง
(๒) หรือนำ�โฉนดที่ดินใกล้เคียงมาประกอบคำ�ขอ
(๓) บนั ทึกค�ำ ชี้แจงตรวจและชี้ระวางแผนที่ (ร.ว. ๑๐)
๓. รับคำ�ขอ/สอบสวน/เขียนหรือพิมพ์ใบสงั่ ค่าธรรมเนียม(ฝ่ายทะเบียน)
(๑) สอบสวนตามกฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๗ ฯ
(๒) เรียกหลักฐานประกอบเรือ่ ง
(๓) เขียน น.ส. ๑ ข (คำ�ขอ)
(๔) ลงบัญชีรับทำ�การ บ.ท.ด. ๒
(๕) บันทึกหน้าเรือ่ งการรังวดั (ท.ด. ๘๒)
๔. ช�ำ ระค่าคำ�ขอ (ฝ่ายทะเบียน) (การเงิน)
(๑) เขียนใบสัง่ ค่าค�ำ ขอ
(๒) ผู้ขอชำ�ระค่าค�ำ ขอ
(๓) นำ�ใบเสร็จปิดเข้าเรื่อง
(๔) เจ้าหน้าที่ลงบญั ชี บ.ท.ด. ๑๑
๕. ส่งฝ่ายรังวดั นดั รังวัด/วางเงินค่าใช้จ่ายการรังวดั
(๑) ลงบัญชีรบั เรื่องและนดั รังวดั (ร.ว. ๑๒)
(๒) ลงบญั ชีคุมการนัดรงั วดั (ร.ว. ๗๐)
(๓) ลงบญั ชีคุมเรื่องประจ�ำ ตัวช่างรังวดั (ร.ว. ๗๑)
(๔) กำ�หนดช่างฯ วันทำ�การ และค่าใช้จ่ายในการรังวัด
(๕) บันทึกหน้าเรื่องการรงั วดั (ท.ด. ๘๒) เพิม่ เติม
(๖) จัดท�ำ ใบนดั รังวัด (ท.ด. ๒ ก) ๒ ฉบับ มอบให้ผู้ขอและเกบ็ ในเรือ่ ง
(๗) ให้ผู้ขอวางเงินค่าใช้จ่ายในการรังวัด
๖. ค้นหาหลักฐานทีด่ ินและแผนที่/แจ้งเจ้าของทีด่ ินข้างเคียง
(๑) ฝ่ายรงั วัดค้นหาเลขที่ดิน หน้าส�ำ รวจ ต�ำ บล
(๒) ฝ่ายทะเบียนค้นหาหมายเลขโฉนดที่ดิน ชื่อและทีอ่ ยู่เจ้าของที่ดินข้างเคียงทุกด้าน
(๓) ฝ่ายรงั วดั ทำ�หนงั สือแจ้งเจ้าของทีด่ ินข้างเคียง
(๔) ส่งหนังสือแจ้งเจ้าของที่ดินข้างเคียง

๑๑ ๔ ๑๑๔ ปี กรมทีด่ ิน

๗. การรงั วดั ท�ำ แผนที่และสอบสวนสิทธิ(ฝ่ายรงั วดั )
(๑) ทำ�การรงั วัดตามกฎหมาย ระเบียบฯ
(๒) จดั ท�ำ ต้นร่างแผนที่ รายการรังวดั รายการค�ำ นวณ
(๓) จ�ำ ลองรูปแผนที่ประกอบเรือ่ ง/ลงทีห่ มายในระวาง
(๔) ต่อเลขที่ดิน หน้าส�ำ รวจ
(๕) สอบถามข้างเคียง หรือหน่วยงานทีเ่ กีย่ วข้อง (ถ้ามี)
(๖) เขียนรายงานการรงั วัด (ร.ว. ๓ ก.)
(๗) ตรวจสอบการค�ำ นวณ และการลงทีห่ มายแผนที่
๘. ตรวจสอบความถกู ต้องเสนอเจ้าพนกั งานทีด่ ินจงั หวดั /สาขา/ส่วนแยก
- หวั หน้างาน/หวั หน้าฝ่ายรังวัดตรวจระเบียบ/เสนอ เจ้าพนักงานที่ดิน
๙. เจ้าพนกั งานที่ดินจงั หวดั /สาขา/ส่วนแยก พิจารณาสง่ั การ
๑๐. ถอนจ่ายเงินค่าใช้จ่ายการรงั วัด/ส่งคืนฝ่ายรังวัด/ส่งฝ่ายทะเบียน
- ลงบญั ชีรับเรือ่ งจากฝ่ายรงั วดั (บ.ท.ด. ๗๑)
๑๑. จัดท�ำ ประกาศแจกโฉนดทีด่ ินเสนอเจ้าพนกั งานทีด่ ินจงั หวัด/สาขาลงนาม
๑๒. ประกาศออกโฉนดทีด่ ิน
๑๓. ตรวจสอบต่อเลขโฉนดที่ดิน/สร้างโฉนดที่ดิน
๑๔. เจ้าพนกั งานทีด่ ิน พิจารณาลงนาม/แจ้งผู้ขอมารับโฉนด
(๑) คำ�ขอออกโฉนดโดยอาศัยหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน  (ส.ค. ๑)  ตาม
มาตรา ๘ แห่งพระราชบญั ญตั ิแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายทีด่ ิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ ภายหลังวันที่
๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ พนักงานเจ้าหน้าทีจ่ ะออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรบั รองการทำ�ประโยชน์ให้ได้ต่อเมือ่
ผู้ขอได้นำ�คำ�พิพากษาหรือคำ�สง่ั ถึงที่สุดของศาลมาแสดงเท่านั้น
(๒) ฝ่ายทะเบียนแจ้งผู้ขอมารับโฉนดที่ดิน
๑๕. รบั ค่าธรรมเนียม
๑๖. แจกโฉนดให้กับผู้ขอ
สำ�หรับระยะเวลารวม ๖๔ วัน ดงั กล่าวนี้จะไม่รวมระยะเวลาทีเ่ สียไป เนือ่ งจากมีกรณีขดั ข้อง
ดังต่อไปนี้
- ระยะเวลารอการรังวัดตามลำ�ดับการรังวัด  ซึ่งกรมที่ดินกำ�หนดให้ระยะเวลาการนัดรังวัด
นบั จากวนั ยื่นค�ำ ขอไม่ควรเกิน ๓๐ วนั
- การด�ำ เนินการทีอ่ ยู่ในระหว่างการพิจารณาของส่วนราชการอืน่
- การดำ�เนินการที่อยู่ในระหว่างการร้องเรียนหรือหาข้อมูลเพิ่มเติมนอกเหนือจากขั้นตอน
การปฏิบตั ิราชการตามปกติ
- ประชาชนผู้ยื่นคำ�ขอเปน็ ผู้ผิดนัดหรือละเลยไม่มาติดต่อขอด�ำ เนินการในขั้นตอนต่อไป
- กรณีหลกั ฐานไม่ครบถ้วน ต้องทำ�หนงั สือหรือแจ้งขอหลกั ฐานเพิม่ เติม
- เหตผุ ลอืน่ ใดอันมิใช่เกิดจากการบกพร่องในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่
รายละเอียดแนวทางปฏิบัติ
การรับคำ�ขอรังวัดออกโฉนดทีด่ ินการสอบสวนผู้ขอให้สอบสวนตามกฎกระทรวง ฉบบั ที่ ๗ ฯ
พร้อมเรียกเอกสารประกอบเรือ่ ง

๑๑๔ ปี กรมท่ีดนิ ๑๑๕

๑. การรบั คำ�ขอรังวดั ออกโฉนดทีด่ ินเปน็ การเฉพาะราย มีหลักฐานคำ�ขอในทีด่ ินเดิม
การพิจารณาในการรับคำ�ขอและการออกโฉนดที่ดินโดยอาศัยหลักฐานแบบแจ้งการ
ครอบครองทีด่ ิน (ส.ค. ๑)
แนวทางปฏิบัติเพื่อดำ�เนินการตามมาตรา  ๘  แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล
กฎหมายที่ดิน (ฉบบั ที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ ภายหลังวนั ที่ ๘ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๕๓ (ฉบบั แก้ไขเพิม่ เติม)
เมื่อพ้นกำ�หนดการยื่นคำ�ขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์โดยอาศัย
หลกั ฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ตามความในมาตรา ๘ แห่งพระราชบญั ญตั ิแก้ไขเพิ่มเติม
ประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบบั ที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ (ภายหลงั วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓) หากมีผู้น�ำ หลักฐาน
แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน  (ส.ค. ๑)  มายื่นคำ�ขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์
ต่อพนกั งานเจ้าหน้าที่ ณ สำ�นักงานที่ดินจังหวดั ส�ำ นักงานที่ดินจังหวัดสาขา /ส่วนแยก หรือส�ำ นักงานที่ดิน
อ�ำ เภอ ให้พนักงานเจ้าหน้าทีด่ ำ�เนินการดงั ต่อไปนี้
๑. ให้พนักงานเจ้าหน้าที่รับคำ�ขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์
(น.ส. ๓, น.ส. ๓ ข. และ น.ส. ๓ ก.) และเรียกเกบ็ ค่าธรรมเนียม ตามระเบียบและวิธีการ
ในการนำ�เรื่องการรังวัดออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ตามวรรคหนึ่ง
ลงบัญชีเรื่องการรังวัด  (บ.ท.ด. ๑๑)  ให้แยกบัญชีเป็นอีกเล่มหนึ่งต่างหากเป็นบัญชีเรื่องการรังวัด  ตาม
มาตรา ๘ แห่งพระราชบญั ญัติแก้ไขเพิม่ เติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบบั ที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ ภายหลงั วันที่
๘ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๕๓ เพือ่ สะดวกแก่การควบคมุ และติดตามเรื่อง
๒. ในการรบั คำ�ขอตามข้อ ๑ ให้พนักงานเจ้าหน้าทีแ่ จ้งให้ผู้ยื่นค�ำ ขอทราบและบนั ทึกถ้อยคำ�
เจ้าของที่ดินตามบันทึกถ้อยคำ�  (ท.ด. ๑๖)  ว่า  การขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์
ตามหลักฐานแบบแจ้งการครอบครองทีด่ ิน (ส.ค. ๑) ภายหลังวันที่ ๘ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๕๓ นั้น ตามมาตรา ๘
แห่งพระราชบัญญตั ิแก้ไขเพิม่ เติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบบั ที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ ก�ำ หนดไว้ว่าพนกั งาน
เจ้าหน้าที่จะดำ�เนินการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ให้ได้ต่อเมื่อศาลยุติธรรมได้มี
ค�ำ พิพากษาหรือค�ำ สั่งถึงทีส่ ุดว่า ผู้น้ันเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมาย
อยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับเท่าน้ัน  ในชั้นนี้  พนักงานเจ้าหน้าที่จะดำ�เนินการให้ตามคำ�ขอ
โดยการรงั วดั และสอบสวนสทิ ธเิ พอื่ ให้ทราบต�ำ แหน่งของทด่ี นิ และขอ้ มลู เกยี่ วกบั ทด่ี นิ เพอื่ ให้ผ้ขู อน�ำ หลกั ฐาน
แบบแจ้งการครอบครองที่ดินพร้อมกับหลักฐานการยื่นคำ�ขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�
ประโยชน์และผลการรังวัดไปยื่นค�ำ ร้องต่อศาลซึ่งที่ดินตั้งอยู่ในเขตอำ�นาจก่อน ซึง่ พนกั งานเจ้าหน้าที่จะออก
โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ให้ได้ต่อเมื่อผู้ขอได้นำ�คำ�พิพากษาหรือคำ�สั่งถึงที่สุดของศาล
มาแสดงเท่านั้น และให้พนักงานเจ้าหน้าทีแ่ จกประกาศกรมทีด่ ิน เรื่อง คำ�แนะน�ำ กรณีมีผู้นำ� ส.ค.๑ มายืน่ ขอ
ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการท�ำ ประโยชน์ภายหลงั วันที่ ๘ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๕๓ (ฉบับแก้ไขเพิม่ เติม)
(ซึง่ ได้ส่งมาพร้อมแนวทางปฏิบตั ินี้)ให้แก่ผู้ขอ พร้อมท้ังให้ผู้ขอลงลายมือชือ่ ไว้เปน็ หลกั ฐาน
๓. ให้ผู้ขอชี้ระวางและนัดทำ�การรังวัดตามลำ�ดับการยื่นคำ�ขอตามปกติ  โดยให้วางเงิน
มัดจำ�รังวัดและดำ�เนินการตามระเบียบเรื่องการรังวัดออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์
เป็นการเฉพาะราย
๔. เมื่อได้ทำ�การรังวัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว  หากไม่มีการคัดค้าน  และไม่มีเหตุขัดข้องอื่นใด
ให้ด�ำ เนินการประกาศแจกโฉนดทีด่ ินตามระเบียบ เมือ่ ครบก�ำ หนดประกาศแล้วไม่มีผู้คัดค้าน และได้ตรวจ
สอบความถกู ต้องตามแบบรายงานความเหน็ ต่อศาลในกรณีมีผู้น�ำ หลกั ฐาน ส.ค.๑ ไปยืน่ คำ�ร้องต่อศาลตาม
มาตรา ๘ แห่งพระราชบญั ญัติแก้ไขเพิม่ เติมประมวลกฎหมายทีด่ ิน (ฉบบั ที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ (ฉบับแก้ไข

๑๑ ๖ ๑๑๔ ปี กรมทีด่ นิ

เพิม่ เติม) (ทีไ่ ด้ส่งมาพร้อมกับแนวทางปฏิบัตินี้) แล้วเห็นว่าถกู ต้องครบถ้วน พร้อมทีจ่ ะด�ำ เนินการออกโฉนด
ทดี่ ินได้ ให้พนกั งานเจา้ หน้าทมี่ หี นงั สือแจง้ ให้เจ้าของทดี่ นิ น�ำ หลกั ฐานแบบแจง้ การครอบครองทด่ี ิน (ส.ค.๑)
พร้อมทั้งสำ�เนาหลักฐานการรังวัดและเอกสารที่เกี่ยวข้องไปดำ�เนินการยื่นคำ�ร้องต่อศาลที่ที่ดินอยู่ในเขต
อ�ำ นาจ
๕. เมื่อผู้ขอมาติดต่อขอรับหลักฐานเพื่อไปดำ�เนินการทางศาลตามข้อ  ๔  ให้ผู้ขอลงนาม
รบั เอกสารดงั กลา่ วไวเ้ ปน็ หลกั ฐาน และให้หมายเหตใุ นบญั ชีเรอื่ งการรงั วดั ตามข้อ ๑ ว่าผ้รู ้องไดร้ บั หลกั ฐาน
การรังวัดและหลักฐานอื่นไปดำ�เนินการทางศาลตั้งแต่วัน  เดือน  ปีใด  และลงชื่อพนักงานเจ้าหน้าที่กำ�กับ
ไว้แล้วให้รอเรือ่ งไว้จนกว่าผู้ขอจะได้น�ำ ค�ำ พิพากษาหรือคำ�สั่งถึงทีส่ ุดของศาลมาแสดงต่อพนกั งานเจ้าหน้าที่
โดยไม่ถือเปน็ งานค้างของส�ำ นักงานที่ดิน
๖. หากในการรงั วดั มีผู้คดั ค้าน หรือระหว่างประกาศมีผู้คดั ค้าน เมือ่ ครบก�ำ หนดประกาศแล้ว
และพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบความถูกต้องตามแบบรายงานความเห็นต่อศาลของสำ�นักงานที่ดิน
ซึ่งได้ ส่งมาพร้อมกบั หนังสือกรมทีด่ ิน ด่วนทีส่ ุด ที่ มท ๐๕๑๖.๒(๑)/ว ๑๔๗๘๙ ลงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม
๒๕๕๓ แล้วเหน็ ว่าถกู ต้องครบถ้วน พร้อมทีจ่ ะดำ�เนินการออกโฉนดที่ดินได้ ให้ดำ�เนินการดงั นี้
๖.๑ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เรียกผู้ขอและผู้คัดค้านมาดำ�เนินการสอบสวนเปรียบเทียบ
ตามมาตรา ๖๐ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน หากตกลงกันได้ กใ็ ห้ด�ำ เนินการไปตามทีต่ กลง โดยให้แจ้งให้
ผู้ขอไปดำ�เนินการยื่นคำ�ร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำ�พิพากษาหรือคำ�ส่ัง  ว่าผู้น้ันเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและ
ทำ�ประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวนั ที่ประมวลกฎหมายทีด่ ินใช้บงั คบั เมือ่ ศาลมีหนังสือแจ้ง
ให้กรมที่ดิน (โดยสำ�นักงานที่ดินท้องที่ทีร่ ับคำ�ขอ) ตรวจสอบ พร้อมท้ังท�ำ ความเหน็ เสนอต่อศาลตามมาตรา
๘ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญตั ิแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายทีด่ ิน (ฉบบั ที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ ให้ส�ำ นักงาน
ที่ดินท้องทีท่ ี่รับคำ�ขอ รายงานเรื่องการคัดค้านและผลการสอบสวนเปรียบเทียบให้ศาลทราบด้วย
๖.๒ ในกรณีมีการคัดค้านและคู่กรณีไม่สามารถตกลงกนั ได้ ให้เจ้าพนกั งานที่ดินจังหวัด
หรือเจ้าพนกั งานที่ดินจงั หวดั สาขาพิจารณาสงั่ การไปตามที่เหน็ สมควร เมือ่ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด หรือ
เจ้าพนักงานทีด่ ินจังหวดั สาขา สั่งประการใดแล้ว ให้แจ้งเป็นหนังสือต่อคู่กรณีเพื่อทราบ และให้ฝ่าย ทีไ่ ม่
พอใจไปดำ�เนินการฟ้องต่อศาลภายในกำ�หนดหกสิบวันนับแต่วันรับทราบคำ�สั่ง  พร้อมทั้งแจ้งให้ฝ่ายผู้ขอ
ไปยืน่ ค�ำ ร้องต่อศาลตามมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญตั ิแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบบั ที่ ๑๑)
พ.ศ. ๒๕๕๑ ภายในก�ำ หนดหกสิบวันด้วย เพื่อศาลจะได้พิจารณาเป็นคดีมีข้อพิพาทในคราวเดียวกนั เมื่อ
ศาลมีหนังสือแจ้งให้กรมที่ดิน (โดยส�ำ นกั งานที่ดินท้องที่ทีร่ ับคำ�ขอ) ตรวจสอบ พร้อมทั้งทำ�ความเห็นเสนอ
ต่อศาลตามมาตรา  ๘  วรรคสี่  แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน  (ฉบับที่  ๑๑)
พ.ศ. ๒๕๕๑ ให้สำ�นักงานที่ดินท้องทีท่ ี่รบั คำ�ขอ รายงานเรื่องการคดั ค้านและผลการสอบสวนเปรียบเทียบ
ให้ศาลทราบด้วย
๗. เมื่อศาลได้รับคำ�ร้องตามข้อ  ๔  และแจ้งให้กรมที่ดินทราบ  กรมที่ดินจะมีหนังสือ
แจ้งให้จังหวัดแจ้งสำ�นักงานที่ดินท้องที่ที่รับคำ�ขอทราบเพื่อดำ�เนินการตามคำ�สั่งศาล  โดยอธิบดีกรมที่ดิน
ได้มีค�ำ ส่งั กรมที่ดิน ที่ ๒๒๗/๒๕๕๓ ลงวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๓ และคำ�ส่ังกรมทีด่ ิน ที่ ๖๒๐/๒๕๕๓
ลงวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๕๓ มอบอ�ำ นาจให้ดำ�เนินการแทนอธิบดีกรมที่ดิน ดงั นี้
๗.๑ อธิบดีกรมที่ดินได้มอบอำ�นาจให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด  เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัด
สาขา  เจ้าพนักงานที่ดินหัวหน้าส่วนแยก เจ้าพนักงานที่ดินอำ�เภอ ในสำ�นักงานที่ดินท้องที่ที่ที่ดินนั้นตั้งอยู่
เป็นผู้ดำ�เนินการตามคำ�สั่งศาลในเรื่องการตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับที่ดินแปลงที่มีผู้ยื่นคำ�ร้องต่อศาล
ตามมาตรา  ๘  แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน  (ฉบับที่  ๑๑)  พ.ศ. ๒๕๕๑

๑๑๔ ปี กรมทด่ี นิ ๑๑๗

การตรวจสอบต�ำ แหน่งของที่ดิน และการดำ�เนินการอื่นๆ ตามทีศ่ าลมีค�ำ สั่ง การเสนอความเหน็ เบื้องต้นต่อ
เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดว่าผู้ร้องฯ  ได้ครอบครองหรือทำ�ประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่
ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับหรือไม่  ตลอดจนการขอขยายระยะเวลาต่อศาลในกรณีที่ไม่สามารถเสนอ
ความเห็นต่อศาลได้ภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำ�หนด  และให้ถ้อยคำ�ต่อศาลกรณีศาลมีหมายเรียก
ให้ไปเป็นพยานหรือให้ข้อมูลเกีย่ วกับการตรวจสอบที่ดินแปลงทีม่ ีการยืน่ ค�ำ ร้องต่อศาล แทนกรมทีด่ ิน
๗.๒ อธิบดีกรมที่ดินได้มอบอำ�นาจให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเป็นผู้ทำ�ความเห็นเสนอ
ต่อศาลตามมาตรา ๘ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑)
พ.ศ. ๒๕๕๑ วา่ ผรู้ อ้ งฯ ไดค้ รอบครองหรอื ท�ำ ประโยชนใ์ นทด่ี นิ แปลงใดในเขตจงั หวดั นน้ั โดยชอบดว้ ยกฎหมาย
กอ่ นวนั ทป่ี ระมวลกฎหมายทด่ี นิ ใชบ้ งั คบั หรอื ไม่ ตลอดจนการขอขยายระยะเวลาตอ่ ศาลในกรณที ไ่ี มส่ ามารถ
เสนอความเห็นต่อศาลได้ภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำ�หนด  และให้ถ้อยคำ�ต่อศาลกรณีศาลมีหมาย
เรียกให้ไปเปน็ พยานหรือให้ข้อมลู เกี่ยวกับการตรวจสอบที่ดินแปลงที่มีการยื่นคำ�ร้องต่อศาล แทนกรมทีด่ ิน
ท้ังนี้  กรมที่ดินได้มีหนังสือแจ้งให้สำ�นักงานศาลยุติธรรมทราบแล้วว่าได้มอบอำ�นาจให้
เจ้าพนกั งานที่ดินฯในส�ำ นักงานที่ดินน้ัน และเจ้าพนกั งานที่ดินจังหวดั เป็นผู้ดำ�เนินการแทนกรมที่ดิน และเป็น
ผู้แจ้งผลให้ศาลทราบโดยตรง
๘. กรณีผู้ที่ได้ยื่นคำ�ขอตามข้อ  ๑  ไว้  ได้ไปดำ�เนินการทางศาลยุติธรรมและศาลยุติธรรม
ได้แจ้งให้กรมที่ดินทราบและให้กรมที่ดินตรวจสอบกับระวางแผนที่รูปถ่ายทางอากาศหรือระวางรูปถ่าย
ทางอากาศฉบบั ที่ท�ำ ขึ้นก่อนสดุ เท่าที่ทางราชการมีอยู่ พร้อมท้ังท�ำ ความเห็นเสนอต่อศาลว่า ผู้น้ันได้ครอบ
ครองหรือทำ�ประโยชน์ในที่ดินน้ันโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับหรือไม่
เพือ่ ประกอบการพิจารณาของศาล กรมทีด่ ิน (โดยสำ�นักมาตรฐานการออกหนังสือส�ำ คญั ) จะมีหนงั สือแจ้ง
ให้จังหวดั ส่งั การให้ส�ำ นกั งานทีด่ ินที่รบั ค�ำ ขอตามข้อ ๑ ด�ำ เนินการแทนกรมที่ดิน เมื่อได้รับแจ้งจากกรมที่ดิน
แล้ว ให้สำ�นักงานที่ดินทีร่ ับค�ำ ขอ รีบส่งผลการรงั วัดพร้อมต�ำ แหน่งที่ดินทีข่ อรงั วดั ผ่านจังหวัดให้กรมทีด่ ิน
ทราบโดยด่วน และให้รอผลการตรวจสอบกับระวางแผนทีร่ ปู ถ่ายทางอากาศหรือระวางรปู ถ่ายทางอากาศ
จากกรมทีด่ ิน (โดยสำ�นกั เทคโนโลยีท�ำ แผนที)่ หากสำ�นักงานที่ดินที่รับค�ำ ขอไม่ได้รบั แจ้งผลการตรวจสอบ
จากกรมที่ดินก่อนครบกำ�หนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันได้รับแจ้งจากศาล  ให้สำ�นักงานที่ดินที่รับคำ�ขอ
มีหนังสือขอขยายระยะเวลาไปยงั ศาล และรายงานให้กรมที่ดินทราบ
๙. เมื่อสำ�นักงานที่ดินที่รับคำ�ขอ  ส่งผลการรังวัดพร้อมตำ�แหน่งที่ดินที่ขอรังวัดให้กรมที่ดิน
(ตามข้อ ๘) แล้ว กรมที่ดิน (โดยสำ�นักมาตรฐานการออกหนังสือสำ�คัญ)  จะส่งเรื่องให้สำ�นักเทคโนโลยี
ท�ำ แผนที่ กรมที่ดิน ตรวจสอบกับระวางแผนที่รปู ถ่ายทางอากาศหรือระวางรปู ถ่ายทางอากาศ ฉบบั ที่ทำ�ขึ้น
ก่อนสุดเท่าที่ทางราชการมีอยู่ภายในสามวันนับแต่ได้รับเรื่องจากจังหวัด  เมื่อสำ�นักเทคโนโลยีทำ�แผนที่
กรมที่ดินได้ดำ�เนินการตรวจสอบเสร็จเรียบร้อย  กรมที่ดิน  (โดยสำ�นักเทคโนโลยีทำ�แผนที่)  จะส่งผล
การตรวจสอบระวางดังกล่าวให้สำ�นักงานที่ดินที่รับคำ�ขอผ่านจังหวัด  ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่
วนั ทีก่ รมทีด่ ินได้รับแจ้งจากศาลเพื่อด�ำ เนินการต่อไป
หากกรมที่ดิน  (โดยสำ�นักเทคโนโลยีทำ�แผนที่)  พิจารณาแล้วเห็นว่าไม่สามารถดำ�เนินการ
ตรวจสอบให้แล้วเสรจ็ ภายในหนึง่ ร้อยแปดสิบวนั ได้ จะมีหนงั สือแจ้งให้ส�ำ นกั งานที่ดินที่รับคำ�ขอทราบก่อน
ครบก�ำ หนดระยะเวลาตามวรรคหนึง่ เพือ่ ขอขยายระยะเวลาต่อศาลต่อไป
๑๐. เมือ่ ได้รับแจ้งผลการตรวจสอบจากกรมทีด่ ินแล้ว ให้เจ้าพนกั งานทีด่ ินในสำ�นักงานที่ดิน
ทรี่ บั ค�ำ ขอรายงานผลการรงั วดั และผลการตรวจสอบอนื่ ๆ พรอ้ มท้งั ผลการตรวจสอบกบั ระวางแผนทร่ี ปู ถ่าย
ทางอากาศหรือระวางรูปถ่ายทางอากาศ  ตามแบบรายงานความเห็นต่อศาลของสำ�นักงานที่ดินซึ่งได้ส่ง

๑๑ ๘ ๑๑๔ ปี กรมทด่ี นิ

มาพร้อมกบั หนังสือกรมทีด่ ิน ด่วนที่สดุ ที่ มท ๐๕๑๖.๒(๑)/ ว ๑๔๗๘๙ ลงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๓
ใหเ้ จา้ พนกั งานทด่ี นิ จงั หวดั พจิ ารณา เมอ่ื เจา้ พนกั งานทด่ี นิ จงั หวดั ไดร้ บั เรอ่ื งพรอ้ มผลการตรวจสอบขอ้ เทจ็ จรงิ
และผลการตรวจสอบระวางฯ  จากเจ้าพนักงานที่ดินฯ  ในสำ�นักงานที่ดินที่รับคำ�ขอแล้ว  ให้ตรวจสอบ
พิจารณาและรายงานผลให้ศาลทราบภายในก�ำ หนดหนึง่ ร้อยแปดสิบวัน ว่าหลกั ฐาน ส.ค.๑ ดงั กล่าว ผู้แจ้ง
การครอบครอง  ได้ครอบครองและทำ�ประโยชน์โดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดิน
ใช้บังคบั หรือไม่
๑๑. หากกรมที่ดินไม่มีระวางตามข้อ  ๘  ใช้ในราชการ  และจะต้องจัดซื้อเพื่อดำ�เนินการ
ตามทศ่ี าลใหต้ รวจสอบ ใหส้ �ำ นกั เทคโนโลยที �ำ แผนท่ี กรมทด่ี นิ รบี แจง้ เหตขุ ดั ขอ้ งดงั กลา่ ว พรอ้ มทง้ั คา่ ใชจ้ า่ ย
ในการจดั ซื้อระวางให้สำ�นกั งานทีด่ ินทีร่ บั ค�ำ ขอทราบ เพื่อแจ้งศาลและขอให้ศาลแจ้งผู้ร้องไปยืน่ คำ�ขอพร้อม
น�ำ เงินไปช�ำ ระเป็นค่าจดั ซื้อระวางดงั กล่าว ณ สำ�นักเทคโนโลยีท�ำ แผนที่ กรมที่ดิน เมื่อผู้ร้องนำ�เงินมาช�ำ ระ
ให้ผู้รบั ชำ�ระเงินออกใบเสรจ็ รบั เงินให้แก่ผู้ร้องเปน็ หลักฐาน และให้สำ�นักเทคโนโลยีท�ำ แผนที่ดำ�เนินการโดย
เรว็ ต่อไป
๑๒. ก่อนที่เจ้าพนักงานทีด่ ินฯ ในสำ�นักงานที่ดินที่รบั ค�ำ ขอจะส่งเรื่องทั้งหมดให้เจ้าพนักงาน
ที่ดินจังหวัดพิจารณาตามข้อ ๙ ให้ส่งสำ�เนา ส.ค.๑ หรือเลขที่ ส.ค.๑ ทีศ่ าลแจ้งมา ผ่านจงั หวัดให้กรมที่ดิน
(โดยสำ�นักมาตรฐานการทะเบียนที่ดิน) ตรวจสอบทะเบียนการครอบครองทีด่ ินทางส่วนกลางด้วย
๑๓. เมื่อศาลมีคำ�พิพากษาหรือคำ�สั่งถึงที่สุดว่าผู้ร้องได้ครอบครองหรือทำ�ประโยชน์ในที่ดิน
น้ันโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ  และผู้ร้องได้นำ�คำ�พิพากษาหรือคำ�ส่ัง
ดังกล่าวมาแสดงต่อพนกั งานเจ้าหน้าที่ ณ สำ�นกั งานที่ดินทีร่ ับค�ำ ขอ ให้เจ้าพนกั งานที่ดินออกโฉนดทีด่ ิน
หรือหนงั สือรับรองการท�ำ ประโยชน์ให้ผู้ขอโดยเร็ว และให้หมายเหตุในบัญชีตามข้อ ๔ ว่าได้ดำ�เนินการออก
โฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์แล้วตามคำ�พิพากษาหรือคำ�สั่งศาล...........คดีหมายเลขแดง
ที่.............ลงวนั ที่.....................ซึง่ คดีถึงทีส่ ุดแล้ว
หากศาลมีคำ�พิพากษาหรือคำ�สั่งถึงที่สุดว่า  ผู้ร้องมิได้เป็นผู้ครอบครองและทำ�ประโยชน์ใน
ที่ดินอยู่ก่อนวนั ทีป่ ระมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ให้หมายเหตใุ นบญั ชีตามข้อ ๔ แล้วให้เจ้าพนักงานทีด่ ิน
สั่งยกเลิกค�ำ ขอและจ�ำ หน่ายบัญชีเรือ่ งออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์รายน้ัน
๑๔. หากผลการรังวัดและการตรวจสอบของพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่า  ที่ดินที่ขอรังวัดออก
โฉนดทีด่ ินหรือหนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ไม่ตรงกบั ส.ค.๑ ทีน่ �ำ เปน็ หลกั ฐานอย่างชัดแจ้ง เช่น ข้างเคียง
ไมร่ บั กนั ทกุ ด้าน ให้พนกั งานเจ้าหนา้ ทแ่ี จ้งใหผ้ ขู้ อทราบ หากผขู้ อทราบแลว้ ไม่ประสงค์จะด�ำ เนินการทางศาล
ต่อไป ให้พนักงานเจ้าหน้าที่บันทึกถ้อยค�ำ ผู้ขอไว้เปน็ หลักฐานและส่ังยกเลิกเรือ่ ง แต่หากผู้ขอประสงค์จะไป
ด�ำ เนินการทางศาลเพื่อพิสูจน์สิทธิ กใ็ ห้บนั ทึกผู้ขอไว้ แล้วให้ผู้ขอน�ำ หลักฐานไปดำ�เนินการทางศาลแล้วให้
รอเรือ่ งไว้จนกว่าผู้ขอจะน�ำ ค�ำ พิพากษาหรือคำ�สัง่ ถึงทีส่ ดุ ของศาลมาแสดงต่อพนกั งานเจ้าหน้าที่
๑๕. กรณีที่เจ้าของที่ดินไปยื่นคำ�ร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำ�พิพากษาหรือคำ�สั่งถึงที่สุดว่า
ผู้น้ันเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมาย
ที่ดินใช้บังคับโดยมิได้ยื่นคำ�ขอผ่านสำ�นักงานที่ดินท้องที่ก่อน  ศาลจะมีคำ�สั่งให้ผู้ร้องไปยื่นคำ�ขอออกโฉนด
ที่ดิน  หรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ที่สำ�นักงานที่ดินท้องที่  เมื่อเจ้าของที่ดินมายื่นคำ�ขอที่สำ�นักงาน
ทีด่ ิน ให้พนกั งานเจ้าหน้าทีด่ ำ�เนินการตามข้อ ๑ ถึงข้อ ๖ และเมื่อดำ�เนินการเสรจ็ แล้ว ให้แจ้งให้ผู้ขอนำ�ผล
การรงั วดั ไปยืน่ ต่อศาล เพื่อให้ศาลมีคำ�สัง่ ตามข้อ ๗ และให้เจ้าหน้าที่ดำ�เนินการตามข้อ ๘ ถึงข้อ ๑๒ ต่อไป
๑๖. กรณีมีผู้นำ�หลักฐานแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน  (ส.ค. ๑)  มาขอนำ�เดินสำ�รวจ
ออกโฉนดที่ดินหลังวันที่ ๘ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๕๓ ห้ามมิให้ศูนย์อำ�นวยการเดินส�ำ รวจฯ ดำ�เนินการให้โดย

๑๑๔ ปี กรมท่ีดนิ ๑๑๙

เดด็ ขาด เนือ่ งจากเปน็ งานโครงการซึง่ มีก�ำ หนดระยะเวลาทจี่ �ำ กดั และแจ้งให้ผู้ขอไปยืน่ ค�ำ ขอออกโฉนดทดี่ ิน
หรือหนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ที่สำ�นกั งานทีด่ ินท้องที่ต่อไป
๑๗. กรณที ม่ี วี ดั ในพระพทุ ธศาสนาน�ำ หลกั ฐาน ส.ค.๑ ซง่ึ มชี อ่ื วดั นน้ั เปน็ ผแู้ จง้ การครอบครอง
ทีด่ ิน มาเป็นหลกั ฐานในการขอออกโฉนดทีด่ ินหรือหนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ ให้ถือว่า ส.ค.๑ ฉบบั ที่วัด
นำ�มายื่นน้ันเป็นเพียงหลักฐานว่าวัดนั้นได้ครอบครองทำ�ประโยชน์ในที่ดินเป็นที่วัดมาก่อนประมวลกฎหมาย
ที่ดินใช้บังคับเท่าน้ัน  โดยให้สำ�นักงานที่ดินรับคำ�ขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์
เป็นการเฉพาะรายตามมาตรา ๕๙ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยไม่จ�ำ เปน็ ต้องใช้หลักฐาน ส.ค. ๑ และ
ไม่ต้องให้วัดไปยื่นคำ�ร้องต่อศาลยุติธรรม  ตามนัยมาตรา  ๘  แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวล
กฎหมายที่ดิน (ฉบบั ที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ แต่อย่างใด เนือ่ งจากแม้วดั จะไม่ได้แจ้งการครอบครองวดั ก็ได้
ความคุ้มครองตามมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบญั ญตั ิคณะสงฆ์ พ.ศ.๒๕๐๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราช
บัญญตั ิคณะสงฆ์ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๕ และเป็นผู้มีสิทธิในทีด่ ินที่จะขอออกโฉนดที่ดินหรือหนงั สือรบั รอง
การทำ�ประโยชน์ตามมาตรา ๕๙ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
๑๘. ให้ทุกสำ�นักงานที่ดินดำ�เนินการตามแนวทางปฏิบัตินี้โดยเคร่งครัด  หากมีกรณีเป็นที่
สงสัยอืน่ ๆ ทีม่ ิได้กล่าวไว้ในแนวทางปฏิบัตินี้ ให้ส่งเรือ่ งให้กรมทีด่ ินพิจารณาเป็นรายๆ ไป
การรงั วัดซา้ํ ใบไตส่ วน
การรงั วดั ประเภทนี้ เกิดจากกรณีทีว่ ่าเจ้าของที่ดินได้น�ำ พนักงานเดินสำ�รวจเพื่อขอรับโฉนด
ที่ดินในคราวทีม่ ีการเดินสำ�รวจทั้งต�ำ บลไว้ แต่ไม่มาขอรบั ใบไต่สวนเกิน ๑๐ ปี นับต้ังแต่วนั ที่ทำ�การรังวดั ที่
ปรากฏในใบไต่สวน ต่อมาผู้ขอรังวดั ซึ่งจะเป็นเจ้าของเดิมหรือคนใหม่ก็ตามมีความประสงค์จะรบั โฉนด กใ็ ห้
ยืน่ คำ�ขอ (คำ�สง่ั กรมที่ดิน ที่ ๑/๒๕๑๕ ลงวนั ที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๑๕ เรื่องการออกโฉนดที่ดินซึ่งมีชื่อ ไม่ตรง
ตามใบไต่สวน) ออกโฉนดทีด่ ินประเภทรงั วดั ซ้ําใบไต่สวน โดยด�ำ เนินการเหมือนกบั การออกโฉนดเฉพาะราย
ทุกประการ โดยสร้างใบไต่สวนขึ้นใหม่ ส่วนเลขที่ดิน หน้าส�ำ รวจ ให้ใช้ตามใบไต่สวนเดิม ส่วนผู้ขอรังวดั หาก
มีชื่อแตกต่างจากเดิมให้บนั ทึกถ้อยค�ำ แสดงหลกั ฐานอ้างอิงการได้มาไว้ด้วย
การรงั วดั สอบเขตใบไตส่ วน
การรังวัดประเภทนี้  เกิดขึ้นเนื่องจากเจ้าของที่ดินได้เคยนำ�พนักงานเดินสำ�รวจเพื่อขอรับ
โฉนดที่ดินในคราวทีม่ ีการเดินสำ�รวจท้ังตำ�บลไว้และรบั ใบไต่สวนไปแล้ว แต่ไม่มารบั โฉนดเกิน ๑๐ ปี นับ
ตง้ั แตว่ นั ทท่ี �ำ การรงั วดั ตอ่ มาเมอื่ เจา้ ของเดมิ หรอื เจา้ ของคนใหม่ (หมายถงึ มกี ารเปลย่ี นแปลงโดยจดทะเบยี น
ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่  และจดแจ้งในใบไต่สวนแล้ว)  ประสงค์จะรับโฉนดก็ต้องให้ยื่นคำ�ขอรังวัดสอบเขต
ใบไต่สวน เนื่องจากเขตการครอบครองอาจเปลีย่ นแปลงได้ หรือสภาพทีด่ ินเปลีย่ นไปจากเดิม การรังวัดคง
ปฏิบตั ิเช่นเดียวกบั การออกโฉนดเฉพาะราย เว้นแต่หลกั ฐานการสอบสวนคงใช้ใบไต่สวนเดิม การรับรองเขต
ที่ดินข้างเคียงให้ใช้ ท.ด. ๓๔ (ค�ำ สง่ั ที๑่ ๓/๒๔๗๙ ลงวนั ที่ ๓๐ ตลุ าคม ๒๔๗๙ เรื่อง การใช้ใบรับรองเขต
ที่ดิน)
การสอบเขตใบไต่สวนนี้จะต้องบันทึกการทำ�ประโยชน์ด้วยว่า  ผู้ขอได้ทำ�ประโยชน์ในที่ดิน
แล้วเท่าใด เหลือทีไ่ ม่ได้ท�ำ ประโยชน์เท่าใด ถ้าทำ�ไม่เตม็ ท้ังแปลงให้แสดงเขตที่ท�ำ ประโยชน์และยงั ไม่ได้ท�ำ
ประโยชน์ไว้ในแผนที่ด้วย  พร้อมทั้งให้ผู้ปกครองท้องที่ลงนามไว้เป็นหลักฐานการรังวัดสอบเขตใบไต่สวน
ถ้าปรากฏว่าข้างเคียงหรือจำ�นวนเนื้อที่แตกต่างจากใบไต่สวนเดิม  ให้เขียงข้างใบไต่สวนด้วยหมึกสีแดงว่า
“รังวดั ใหม่ได้เนื้อที่..............ไร่............งาน..............วา” แล้วแก้ข้างเคียงให้ตรงกนั พร้อมท้ังลงชือ่ ก�ำ กบั ไว้
ถ้าปรากฏว่า จ�ำ นวนเนื้อที่และข้างเคียงถูกต้องตามเดิมให้เขียนข้างใบไต่สวนด้วยหมึกแดงว่า “ทีด่ ินแปลงนี้

๑๒ ๐ ๑๑๔ ปี กรมที่ดิน

ได้ท�ำ การรงั วดั สอบเขตใบไต่สวนเมื่อวนั ที่..........เดือน.......................พ.ศ. .............. ปรากฏจ�ำ นวนเนื้อทีด่ ิน
และข้างเคียงถูกต้องตามเดิม” แล้วลงชือ่ ก�ำ กับไว้
การออกโฉนดที่ดินตามหลกั ฐานใบจอง
ใบจอง (น.ส. ๒) หมายความถึง หนงั สือแสดงการยอมให้เข้าครอบครองทีด่ ินช่วั คราวเป็น
หนังสือแสดงสิทธิในที่ดินที่ทางราชการออกให้เนือ่ งจากการจับจองตามประมวลกฎหมายที่ดิน แต่ยงั ไม่ให้
สทิ ธคิ รอบครองในทด่ี นิ โดยสมบรู ณ์ เพราะเปน็ การอนญุ าตใหผ้ จู้ บั จองทด่ี นิ เขา้ ท�ำ ประโยชนเ์ ปน็ การชว่ั คราว
หากเห็นว่าผู้ที่เข้าครอบครองทำ�ประโยชน์น้ันไม่ได้ทำ�ประโยชน์ภายในเวลาที่กำ�หนด  หรือเข้าทำ�ประโยชน์
แล้วท�ำ ประโยชน์ไม่แล้วเสร็จภายในเวลาที่กำ�หนด ทางราชการกจ็ ะให้ผู้น้ันหมดสิทธิในทีด่ ินและจะนำ�ไปจัด
ให้บคุ คลอืน่ ต่อไป ผู้มีชื่อในใบจองจึงยังไม่ใช่เจ้าของ จะน�ำ ไปจดทะเบียนขายไม่ได้ จำ�นองไม่ได้ เว้นแต่การ
โอนทางมรดก
ใบจองมี ๒ แบบ คือ
๑. น.ส. ๒  เป็นแบบที่ออกในท้องที่ที่ยังไม่มีการประกาศยกเลิกอำ�นาจหน้าที่ในการปฏิบัติ
การตามประมวลกฎหมายทีด่ ินของหัวหน้าเขต นายอ�ำ เภอ หรือปลัดอำ�เภอผู้เป็นหัวหน้าประจ�ำ กิ่งอำ�เภอ
๒. น.ส. ๒ ก.  เป็นแบบที่ออกในท้องที่ที่มีการประกาศยกเลิกอำ�นาจหน้าที่ในการปฏิบัติการ
ตามประมวลกฎหมายที่ดินของหวั หน้าเขต นายอำ�เภอ หรือปลัดอำ�เภอผู้เป็นหวั หน้าประจำ�กิ่งอำ�เภอ
เมื่อท�ำ ประโยชน์ในที่ดินแล้วเสร็จภายใน ๓ ปี กส็ ามารถนำ�ใบจองเสร็จน�ำ ไปออกโฉนดที่ดิน
หรือหนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์ได้แล้วแต่กรณี สำ�หรบั โฉนดทีด่ ินหรือหนงั สือรบั รองการทำ�ประโยชน์ที่
ออกจากใบจองต้องห้ามโอนภายใน ๑๐ ปี (บางกรณีห้ามโอนภายใน ๕ ปี หรือไม่ห้ามโอนเลย)
๒. การรบั คำ�ขอรงั วัดออกโฉนดที่ดินเปน็ การเฉพาะราย ทีไ่ มม่ ีหลกั ฐานในทีด่ ินเดิม
คำ�ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินตกค้าง
กล่าวคือ เป็นทีด่ ินทีม่ ีการครอบครองและท�ำ ประโยชน์มาก่อน ประกาศใช้ประมวลกฎหมาย
ที่ดิน (พ.ศ. ๒๔๙๗) โดยไม่มีหนังสือสำ�คญั แสดงกรรมสิทธิใ์ นที่ดิน (คือไม่มีโฉนดแผนที่ โฉนดตราจอง และ
ตราจองที่ ตราว่าได้ท�ำ ประโยชน์แล้ว) แต่มิได้มาแจ้งการครอบครองตามแบบ ส.ค. ๑ จึงถือว่าเปน็ ที่ดิน
ตกค้างการแจ้งการครอบครองผู้ตกค้างการแจ้งการครอบครองในกรณีนี้ มีสิทธิมาขอออกโฉนด ทีด่ ินหรือ
หนงั สือรับรองการทำ�ประโยชน์ได้ ๒ กรณีคือ
(๑) เมื่อทางราชการมาเดินส�ำ รวจท้ังตำ�บล เพือ่ ออกโฉนดทีด่ ินหรือ น.ส. ๓ ก ให้ ถ้าที่ดินเรา
อยู่ในเขตสำ�รวจ ก็ต้องไปแจ้งการครอบครองต่อ นายอำ�เภอภายใน ๓๐ วัน นับแต่ผู้ว่าราชการประกาศ
จะเดินสำ�รวจหรือไม่ก็จะต้องไปนำ�พนักงานเจ้าหน้าที่ในการชี้แนวเขตเพื่อรังวัดออกโฉนดที่ดินหรือ  พิสูจน์
สอบสวนการท�ำ ประโยชน์เพือ่ ออก น.ส. ๓ ก ให้
(๒) แม้ไม่มีประกาศตามข้อ ๑ ก็มาขอออกโฉนดทีด่ ินได้เปน็ รายๆ แต่การมาขอออกกต็ ้อง
มีเหตุผลจ�ำ เปน็ เช่น ทีด่ ินน้ันถกู เวนคืน หรือจะโอนที่ดินให้ทางราชการ หรือมีความจำ�เปน็ อย่างอื่น เช่น
ยากจนต้องการขายที่ดินนั้น  แต่ต้องขออนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย  พวกที่ตกค้างการแจ้ง
การครอบครองนี้ทางราชการจะออกโฉนดทีด่ ิน ให้ไม่เกิน ๕๐ ไร่ ถ้าต้องการจะได้เกิน ๕๐ ไร่ ต้องให้
ผู้ว่าราชการจังหวดั อนุมตั ิเปน็ การเฉพาะราย
คำ�ขอรังวดั ออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายโดยมิไดแ้ จง้ การครอบครอง
หากเปน็ ทีด่ ินที่มิได้แจ้งการครอบครอง ให้ใช้คำ�ขอ ท.ด. ๙ หรือ น.ส. ๑ ข แต่หมายเหตุไว้
ในวงเล็บด้วยอกั ษรสีแดงต่อท้ายค�ำ ขอบนหัวกระดาษว่า “มิได้แจ้งการครอบครอง” เช่น “คำ�ขอรงั วัดออก
โฉนดทีด่ ิน (มิได้แจ้งการครอบครอง)” เปน็ ต้น ในบัญชีรับค�ำ ขอออกโฉนดทีด่ ิน (บ.ท.ด. ๒) ให้เขียนด้วย

๑๑๔ ปี กรมทีด่ นิ ๑๒๑

อักษรสีแดงในช่องหมายเหตวุ ่า “ มิได้แจ้งการครอบครอง”ให้สอบสวนผู้ขอ กำ�นัน ผู้ใหญ่บ้าน ถึงเหตุที่มิได้
แจ้งการครอบครอง มีเจตนาฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่เป็นผู้ที่ครอบครองและท�ำ ประโยชน์ในทีด่ ินมาก่อนวันที่
ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบันโดยมีหลักฐานอย่างใด  แสดงว่าได้ทำ�หรือมีมา
ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายทีด่ ินใช้บงั คบั หรือไม่ หรือมีหลกั ฐานอื่นอันควรเชือ่ ว่าได้ทำ�ติดต่อกันมาก่อนวนั ที่
ประมวลกฎหมายทีด่ ินใช้บังคบั รวมท้ังสอบสวนถึงความจำ�เปน็ ทีจ่ ะขอออกโฉนดที่ดินประกอบค�ำ ขอไว้ด้วย
ตามหนังสือกรมที่ดินที่ มท ๐๗๑๙/ว ๑๕๑๐๑ ลงวันที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๓๔ เรื่องการออกโฉนดทีด่ ินหรือ
หนงั สือรับรองการทำ�ประโยชน์เฉพาะรายตามมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ินข้อ ๔ กรณีที่ต้อง
ขออนุมัติผู้ว่าราชการจังหวัด  ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจพิจารณาอนุมัติตามความจำ�เป็น
แต่ละราย  ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกไปทำ�การรังวัดแผนที่ในที่ดินก่อน  เมื่อดำ�เนินการรังวัดและประกาศ
ครบก�ำ หนดแล้ว ไม่มีผู้โต้แย้งคัดค้านไม่ขัดข้องประการใดแล้ว จึงดำ�เนินการขออนมุ ัติต่อผู้ว่าราชการจงั หวดั
เว้นแต่เมื่อเจ้าพนักงานที่ดินเห็นสมควรให้เสนอผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาหรือผู้ที่ผู้ว่าราชการจังหวัด
มอบหมายอนมุ ัติก่อน เมื่อได้รบั อนุมัติแล้วจึงด�ำ เนินการรังวดั และทำ�แผนที่ได้ ในกรณีผู้ซึ่งได้แจ้งการครอบ
ครองตามมาตรา ๒๗ ตรีแห่งประมวลกฎหมายทีด่ ินแล้วมาขอออกเฉพาะรายให้สอบสวนกรณีความจ�ำ เปน็
และขออนมุ ตั ิผู้ว่าราชการจงั หวัดหรือผู้ที่ได้รบั มอบหมายตามข้างต้นนี้ แต่อย่างไรก็ตามกรณี
(๑) เมื่อมีผู้มายื่นคำ�ขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์เฉพาะรายให้ใช้
ค�ำ ขอตามแบบ น.ส. ๑ ข. ตามกฎกระทรวงฉบบั ที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ฯ โดยให้ผู้ขออ้างเหตผุ ลความจำ�เป็น
ในการขอออกไว้ในค�ำ ขอด้วย แล้วให้พนกั งานเจ้าหน้าที่หมายเหตไุ ว้ในวงเลบ็ ด้วยอกั ษรสีแดงต่อท้ายคำ�ขอ
ด้านบนของกระดาษว่า  “มิได้แจ้งการครอบครอง”  ตัวอย่างเช่น  “คำ�ขอรังวัดออกโฉนดที่ดิน  (มิได้แจ้ง
การครอบครอง)” เป็นต้น
(๒) ผู้ขอที่อ้างว่าได้ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดิน
ใช้บงั คับแต่มิได้แจ้งการครอบครอง (ส.ค.๑) ก็ให้นำ�หลักฐานการได้มาซึง่ ที่ดินหรือพยานบุคคลผู้รู้เห็นตลอด
จนผู้ปกครองท้องที่มาให้พนกั งานเจ้าหน้าที่สอบสวนด้วย
(๓) เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่รับคำ�ขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์แล้ว
ให้ลงบัญชีรบั ท�ำ การ (บ.ท.ด. ๒ ) และเขียนด้วยอกั ษรสีแดงในช่องหมายเหตวุ ่า “มิได้แจ้งการครอบครอง”
เมื่อเจ้าหน้าที่รับคำ�ขอรังวัดออกโฉนดที่ดินดังกล่าวแล้ว  ให้เสนอคำ�ขอให้เจ้าพนักงานที่ดิน
สั่งการว่าจะอยู่ในหลกั เกณฑ์ที่จะรบั หรือไม่รบั คำ�ขอ ซึ่งค�ำ สั่งของเจ้าพนักงานที่ดินทีร่ บั หรือไม่รบั ค�ำ ขอนั้น
เปน็ ค�ำ สัง่ ทางปกครอง ที่ผู้ขอสามารถอทุ ธรณ์ค�ำ สงั่ ได้
ผู้ซึ่งครอบครองและทำ�ประโยชน์ต่อเนื่องมาจากเจ้าของที่ดินเดิมตามนัยมาตรา  ๕๙  ทวิ
วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ินนั้น หมายถึงผู้ซึ่งรับโอนทีด่ ินมาจากเจ้าของเดิม ซึ่งได้ครอบครอง
ทำ�ประโยชน์อยู่ก่อนวนั ทีป่ ระมวลกฎหมายทีด่ ินใช้บังคบั ไม่ว่าจะเปน็ การรบั มรดก รบั ซื้อ รบั ให้ หรือกรณี
อื่นๆ ซึ่งเป็นการโอนที่ดินต่อกัน และแม้การท�ำ นิติกรรมน้ันจะได้ทำ�ภายหลงั ประมวลกฎหมายทีด่ ินบงั คบั ใช้
โดยมิได้ทำ�เป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ตาม  ก็มีความหมายรวมถึงด้วย  แต่ทั้งนี้จะ
ต้องสอบสวนพยานหลกั ฐานให้เปน็ ที่เชื่อได้ว่า ได้มีการทำ�นิติกรรมโอนทีด่ ินต่อกัน และได้ส่งมอบการครอบ
ครองที่ดินต่อกนั แล้ว
หลักฐานประกอบการขอออกโฉนดทีด่ ิน
- บตั รประจำ�ตวั ประชาชน ทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส หลักฐานการเปลีย่ นชือ่ ตวั ชือ่ สกลุ
(ถ้ามี)
- แบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.๑)

๑๒ ๒ ๑๑๔ ปี กรมท่ีดิน

- ใบรับแจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในที่ดิน
- ใบจองหรือใบเหยียบยํ่า หรือตราจอง
- หนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์  (น.ส. ๓,  น.ส. ๓ ก.,  น.ส. ๓ ข)  หรือใบสำ�คัญแสดง
การนำ�ทีด่ ินขึ้นทะเบียน (แบบหมายเลข ๓)
- ใบไต่สวนหรือใบน�ำ
- หนงั สือแสดงการท�ำ ประโยชน์ ในกรณีทีไ่ ด้รบั การจัดที่ดินในนิคมสร้างตนเองหรือสหกรณ์
นิคม (น.ค. ๓ หรือ กสน. ๕)
- หลกั ฐานการเสียภาษีทีด่ ิน หรือหลกั ฐานอืน่ ทีเ่ กีย่ วข้อง
หลกั ฐานประกอบการขอออกหนงั สือรับรองการทำ�ประโยชน์
- บตั รประจำ�ตวั ประชาชน ทะเบียนบ้าน ทะเบียนสมรส หลักฐานการเปลี่ยนชือ่ ตวั ชือ่ สกลุ
(ถ้ามี)
- แบบแจ้งการครอบครองทีด่ ิน (ส.ค. ๑)
- ใบรบั แจ้งความประสงค์จะได้สิทธิในทีด่ ิน
- ใบจองหรือใบเหยียบย่าํ หรือตราจอง
- หนงั สือแสดงการท�ำ ประโยชน์ ในกรณีที่ได้รบั การจดั ที่ดินในนิคมสร้างตนเองหรือสหกรณ์
นิคม (น.ค. ๓ หรือ กสน. ๕)
- หลกั ฐานการเสียภาษีทีด่ ินหรือหลกั ฐานอื่นทีเ่ กีย่ วข้อง
ขั้นตอนการออกโฉนดทีด่ ินเฉพาะราย
๑. รับบัตรคิวจากประชาสมั พนั ธ์
๒. ชี้ระวางแผนที่
๓. รับค�ำ ขอ สอบสวน ชำ�ระเงินค่าธรรมเนียม
๔. ฝ่ายรังวดั ด�ำ เนินการ นัดท�ำ การรงั วัด ก�ำ หนดตวั ช่างรงั วดั
๕. ค้นหารายชือ่ เจ้าของทีด่ ินข้างเคียง และพิมพ์หมายข้างเคียง
๖. รับหมายแจ้งเจ้าของทีด่ ินข้างเคียง วางเงินมัดจำ�รังวัดรับหลักเขตที่ดิน
๗. ช่างรังวดั ออกไปทำ�การรังวดั พิสูจน์สอบสวนการทำ�ประโยชน์ทีด่ ิน
๘. ค�ำ นวณเนื้อที่ และเขียนรปู แผนที่โฉนดที่ดิน
๙. เจ้าพนักงานทีด่ ินประกาศการแจกโฉนดทีด่ ิน ๓๐ วัน
๑๐. ประกาศแจกทีด่ ินให้ปิดในที่เปิดเผย ณ สำ�นกั งานที่ดินท้องที่ ส�ำ นักงานเขตหรือทีว่ ่าการ
อำ�เภอ หรือทีว่ ่าการกิ่งอ�ำ เภอท้องที่ ทีท่ �ำ การแขวงหรือที่ท�ำ การกำ�นันท้องทีแ่ ละในบริเวณที่ดินนั้นแห่งละ
หนึ่งฉบับ ในเขตเทศบาลให้ปิดไว้ ณ ส�ำ นกั งานเทศบาลอีกหนึ่งฉบบั
๑๑. เสนอเรื่องขออนุมัติผู้ว่าราชการจังหวัด  กรณีขอออกโฉนดที่ดินโดยมิได้แจ้งการ
ครอบครอง หรือกรณีเนื้อที่เกิน ๕๐ ไร่ ตามมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
๑๒. ส่งเรื่องให้คณะกรรมการตามกฎกระทรวงฉบับที่  ๔๓  ตรวจสอบกรณีที่ดินอยู่ในเขต
ป่าไม้
๑๓. ประสานงานกับ  ส.ป.ก.  หรือผู้ปกครองนิคมฯ  กรณีที่ดินอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินฯ
นิคมสร้างตนเอง หรือสหกรณ์นิคม
๑๔. เสนอเจ้าพนักงานที่ดินลงนามออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ขอและแจ้งเจ้าของที่ดินมารับ
โฉนดทีด่ ิน
๑๕. แจกโฉนดทีด่ ินให้ผู้ขอ

๑๑๔ ปี กรมท่ดี ิน ๑๒๓

ข้นั ตอนการออกหนังสือรับรองการท�ำ ประโยชน์ (น.ส.๓, น.ส.๓ ก., น.ส.๓ ข.)
๑. เจา้ ของทด่ี นิ น�ำ เอกสารหลกั ฐานตา่ งๆ ไปยน่ื ค�ำ ขอรงั วดั ออกหนงั สอื รบั รองการท�ำ ประโยชน์
๒. ชี้ต�ำ แหน่งในระวางรูปถ่ายทางอากาศ (ร.ว.๑๐ ก) พร้อมลงนามรบั รอง
๓. ให้ถ้อยคำ�ในการนัดรังวดั เพื่อ
- กำ�หนดวันท�ำ การพิสูจน์
- กำ�หนดเงินค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียม
- กำ�หนดสถานที่นัดพบ
๔. รับเจ้าหน้าที่ไปท�ำ การพิสูจน์ตรวจสอบและปักหลัก จนเสรจ็ การ
๕. ลงนามในเอกสารต่างๆ
๖. รอรับหนงั สือแจ้งให้ไปรับประกาศไปปิดประกาศ และน�ำ หางประกาศมาคืนเจ้าหน้าที่
๗. รอรับหนงั สือแจ้งให้ไปรบั หนงั สือรบั รองการทำ�ประโยชน์

ค่าธรรมเนียมและค่าใช้จา่ ย
ค่าธรรมเนียม

ค่าค�ำ ขอแปลงละ ๕ บาท

ค่าประกาศแปลงละ ๑๐ บาท
ค่าธรรมเนียมรังวดั เกีย่ วกับโฉนดทีด่ ินแปลงละ ๔๐ บาท
ค่าธรรมเนียมการพิสูจน์สอบสวนเกี่ยวกบั หนังสือรับรองการท�ำ ประโยชน์ แปลงละ ๓๐ บาท

ค่าหลักเขตที่ดิน หลกั ละ ๑๕ บาท
ค่าธรรมเนียมออกโฉนดที่ดิน

- ทีด่ ินเนื้อที่ไม่เกิน ๒๐ ไร่ แปลงละ ๕๐ บาท
๒ บาท
- ที่ดินเนื้อที่เกิน ๒๐ ไร่ ส่วนทีเ่ กินไร่ แปลงละ
เศษของไร่ให้คิดเปน็ หนึง่ ไร่ ๓๐ บาท
ค่าธรรมเนียมออกหนังสือรับรองการท�ำ ประโยชน์
- ทีด่ ินเนื้อที่ไม่เกิน ๒๐ ไร่ แปลงละ

- ที่ดินเนื้อที่เกิน ๒๐ ไร่ ส่วนที่เกินไร่ แปลงละ ๒ บาท 
เศษของไร่ให้คิดเปน็ หนึง่ ไร่

คา่ ใชจ้ ่าย
- ค่าพาหนะเดินทางให้แก่เจ้าพนักงาน  พนักงานเจ้าหน้าที่และคนงาน  ให้จ่ายเท่าที่จำ�เป็น
และใช้จ่ายไปจริง
- ค่าเบี้ยเลี้ยง ให้แก่เจ้าพนักงาน พนกั งานเจ้าหน้าทีแ่ ละค่าจ้างคนงาน ให้จ่ายเท่าทีจ่ ำ�เป็น
ตามระเบียบของทางราชการ เท่าอัตราของทางราชการ
- คา่ ปว่ ยการใหแ้ กพ่ นกั งานผปู้ กครองทอ้ งทห่ี รอื ผแู้ ทนทไ่ี ปในการรงั วดั คนหนง่ึ วนั ละ ๕๐ บาท
- ค่าปิดประกาศให้แก่ผู้ปิดประกาศ แปลงละ ๑๐ บาท

๑๒ ๔ ๑๑๔ ปี กรมทด่ี นิ ๔๘

ขนั้ ตอนการขอรังวัดออกโฉนดที่ดนิ เฉพาะราย

๑วนั ๑. รบั บตั รควิ / ยื่นขอรงั วัด ๓.๑ สอบสวนตามกฎกระทรวง ฉบบั ท่ี ๗
๒. ช้ีระวางแผนที่ (ฝา่ ยรงั วดั ) ๓.๒ เรียกหลกั ฐานประกอบเรอ่ื ง
นดั รงั วัดภายใน ๓.๓ เขียน น.ส. ๑ ข (คาขอ)
ระยะเวลา๓๐วนั ๓. สอบสวน / รับคาขอ ๓.๔ ลงบญั ชีรบั ทาการ บ.ท.ด. ๒
๔. ชาระคา่ คาขอ (งานการเงนิ ) ๓.๕ เขียนใบสงั่ คา่ คาขอและนาใบเสรจ็ ปิดเข้าเรอื่ ง
๕. ฝ่ายรังวดั นัดรงั วัด / วางเงินค่าใชจ้ ่ายในการรังวดั เจ้าหน้าท่ลี งบญั ชี บ.ท.ด. ๑๑ ส่งให้ฝ่ายรังวดั
๖. คน้ หาหลักฐานทด่ี นิ /จดั ทาหนงั สอื /แจง้ เจ้าของท่ดี นิ ข้างเคียง ๓.๖ บนั ทึกหน้าเรื่องการรังวดั (ท.ด. ๘๒)
๕.๑ ลงบญั ชรี ับเรอ่ื งและนัดรงั วัด (ร.ว. ๑๒)
๕.๒ ลงบัญชีคมุ การนัดรังวดั (ร.ว. ๗๐)
๕.๓ ลงบญั ชีคมุ เรือ่ งประจาตวั ช่างรงั วัด (ร.ว. ๗๑)
๕.๔ กาหนดช่างฯ วนั ทาการ และคา่ ใชจ้ ่ายในการ
รังวดั
๕.๕ บนั ทกึ หน้าเรอ่ื งการรังวดั (ท.ด. ๘๒) เพ่มิ เติม
๕.๖ จดั ทาใบนัดรังวดั (ท.ด. ๒ ก) ๒ ฉบบั มอบใหผ้ ู้
ขอและเกบ็ ในเร่อื ง
๕.๗ ใหผ้ ู้ขอวางเงินค่าใช้จา่ ยในการรังวัด

๒๐วนั ๗. ชา่ งฯออกไปทาการรังวดั /รายงานผลการรงั วดั ๖.๑ ฝา่ ยรังวัดคน้ หาเลขท่ดี ิน หนา้ สารวจ ชอ่ื ตาบล
๒วัน ๘. ตรวจสอบความถกู ต้องเสนอ จพด. ๖.๒ ฝา่ ยทะเบยี นค้นหาหมายเลขโฉนด ชือ่ และทีอ่ ยู่
เจ้าของทด่ี ินข้างเคยี งทุกดา้ น
๖.๓ ฝ่ายรังวดั ทาหนังสอื แจ้งเจา้ ของท่ีดนิ ขา้ งเคยี ง
๖.๔ ส่งหนังสอื แจง้ เจ้าของทดี่ นิ ข้างเคียง

๑วัน ๙. จพด. พจิ ารณาสัง่ การ ๗.๑ ทาการรังวดั ตามระเบียบฯ
๗.๒ จดั ทาตน้ ร่างแผนที่ รายการรังวดั
๑วนั ๑๐. ถอนจ่ายเงนิ คา่ ใชจ้ ่ายฯ ส่งฝ่ายรงั วดั /ส่งฝ่ายทะเบียน รายการคานวณ
ฯ ๗.๓ จาลองรูปแผนทีป่ ระกอบเรื่อง / ลงที่
หมายในระวาง
๓วัน ๑๑.จัดทาประกาศแจกโฉนดท่ดี นิ เสนอ จพด. ลงนาม ๗.๔ ต่อเลขทด่ี นิ หน้าสารวจ
๗.๕ สอบถาม (ถ้ามี)
๑๒. ประกาศออกโฉนดทีด่ ิน ๗.๖ เขียนรายงานการรงั วัด (ร.ว. ๓ ก.)
๓๐วนั ๗.๗ ตรวจสอบการคานวณ และการลงท่ี
หมายแผนท่ี
๑๓. ตรวจสอบ / จัดสรา้ งโฉนดทด่ี นิ หัวหน้างาน/หวั หนา้ ฝ่ายตรวจระเบียบ/เสนอ จพด.

๕วัน ๑๔. จพด. พจิ ารณาลงนาม/แจ้งผู้ขอมารับ ลงบญั ชีรับเร่ืองจากฝ่ายรังวดั (บ.ท.ด. ๗๑)
โฉนด

๑๕. รบั คา่ ธรรมเนียม หมายเหตุ ไมไ่ ดร้ ะบใุ นระเบียบกรมที่ดนิ ว่าดว้ ยการ
ปฏบิ ัตริ าชการเพ่ือประชาชน พ.ศ. ๒๕๔๒
๑วัน - เป็นขั้นตอนของการออกโฉนดทด่ี ินทีไ่ ม่อยใู่ นเขตป่า

๑๖. แจกโฉนดให้ผู้ขอ - เปน็ ขัน้ ตอนของการออกโฉนดท่ีดนิ ทไี่ มม่ กี ารคัดค้าน

lmlmlml

๑๑๔ ปี กรมทด่ี นิ ๑๒๕

บทที่ ๖

การออกหนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ินในเขตอุทยานแหง่ ชาติสิรินาถ จังหวดั ภูเกต็ *

l  ความเปน็ มา

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๕  ได้มีการให้สัมภาษณ์และมีการนำ�เสนอข่าวตามหนังสือพิมพ์ว่า 
มีการออกหนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ินให้กับเอกชน ๕ ราย ได้แก่ บริษัท ทรีดอลฟินซ์ จำ�กดั , บริษัท ลาคลอลีน
จำ�กดั , บริษทั พาวิลเลี่ยน บีช รีสอร์ต จ�ำ กดั , บริษัท แลนด์ สเตท จ�ำ กดั และ บริษัท ภเู กต็ เพนิซลู ่า สปา
แอนด์ รสี อรต์ จ�ำ กดั โดยไมถ่ กู ตอ้ ง และทส่ี �ำ คญั เปน็ การออกหนงั สอื แสดงสทิ ธใิ นทด่ี นิ หลงั จากปี พ.ศ. ๒๕๐๗
ซง่ึ เปน็ ชว่ งทไ่ี มส่ ามารถออกหนงั สอื แสดงสทิ ธใิ นทด่ี นิ ใดๆ ได้ เนอ่ื งจากมกี ารประกาศเปน็ พน้ื ทป่ี า่ สงวนแหง่ ชาติ
และทางราชการได้จ่ายเงินชดเชยให้เจ้าของที่ดินทุกรายที่มีเอกสารสิทธิในพื้นที่ดังกล่าวแล้ว  ต่อมาเมื่อปี
พ.ศ. ๒๕๕๗ สือ่ มวลชนมีการนำ�เสนอข่าวเกี่ยวกับการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติ
สิรินาถ จังหวดั ภเู ก็ต ไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

l  ข้อเท็จจริง

กรมที่ดินได้ดำ�เนินการตรวจสอบแล้วพิจารณาจากพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๐๗ ความเหน็ ของคณะกรรมการกฤษฎีกา หนังสือกรมป่าไม้ และหนังสือกรมที่ดิน๑ แล้วเห็นว่า
ตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบญั ญตั ิป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ได้ให้ความหมายของ
ค�ำ ว่า “ป่า” หมายความว่า ทีด่ ิน รวมตลอดถึง ภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง บาง ลำ�นํ้า ทะเลสาบ เกาะ และ
ที่ชายทะเลที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมาย ดังนั้น “ป่า” ในความหมายดังกล่าวจึงไม่รวมถึงทีด่ ินที่บุคคล
ได้มาตามกฎหมาย และเมื่อพิจารณาถึงมาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญตั ิป่าสงวนแห่งชาติ
*–– น–า––ย–ส–ม–ม––า–น–น––ส–ิน––ธ–ุร–ะ–เ–ว–ช–ญ––์ –––––––––––

_________๑_ _ห_น_ัง_ส__ือ_ก_ร__ม_ท_ี่ด__ิน__ท_ี่ _ม_ท__๐_๖๐๙/๒๔๐๔๒ ลงวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๒ ตอบข้อหารือจงั หวดั สตูล เรื่อง
นายสเุ มธ งะสมัน ขอออก น.ส. ๓ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ (เวียนตามหนังสือกรมทีด่ ิน ที่ มท ๐๖๐๙/ว ๒๔๗๓๕
ลงวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๒๒) สรปุ ได้ว่า คณะกรรมการพิจารณาราชการด้านป่าไม้ของกระทรวงเกษตรและ
สหกรณ์ (กพป) ได้พิจารณาเสนอความเหน็ ต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า “การออกเอกสารสิทธิในทีด่ ินภายใน
เขตป่าสงวนแห่งชาติโดยที่บคุ คลใดมีสิทธิครอบครอง หรือมีกรรมสิทธิ์ในทีด่ ินตามประมวลกฎหมายทีด่ ิน (มี ส.ค. ๑
หรือ น.ส. ๓ หรือโฉนดทีด่ ิน) อยู่ก่อนประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติ กฎหมายได้คุ้มครองรับรองสิทธิให้ตามข้อยกเว้น
โดยมาตรา ๑๒ วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ อยู่แล้ว ไม่กระทบกระเทือนต่อ
ผู้มีสิทธิในทีด่ ินดงั กล่าว ชอบที่จะออกเอกสารสิทธิ (น.ส. ๓) ได้อยู่แล้ว โดยไม่ต้องยืน่ ค�ำ ร้องต่อนายอำ�เภอท้องที่
เพือ่ สอบสวนแต่ประการใด” ซึ่งกรมป่าไม้และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เหน็ ชอบด้วยแล้ว (ตามหนังสือกระทรวง
เกษตรและสหกรณ์ถึงกระทรวงมหาดไทย ที่ กส ๐๘๑๑/๑๓๘๗๙ ลงวนั ที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๑๙)

๑๒ ๖ ๑๑๔ ปี กรมท่ีดนิ

พ.ศ. ๒๕๐๗๒ ประกอบกัน ได้ก�ำ หนดเรื่องการยื่นค�ำ ร้องขอค่าทดแทนกรณีมีผู้ครอบครองและท�ำ ประโยชน์
ในเขตปา่ สงวนแหง่ ชาตอิ ยกู่ อ่ นวนั ทก่ี ฎกระทรวงก�ำ หนดปา่ สงวนแหง่ ชาตใิ ชบ้ งั คบั ใหย้ น่ื ค�ำ รอ้ งตอ่ นายอ�ำ เภอ
หรอื ปลดั อ�ำ เภอผเู้ ปน็ หวั หนา้ ประจ�ำ กง่ิ อ�ำ เภอทอ้ งทภ่ี ายในเกา้ สบิ วนั ถา้ ไมย่ น่ื ภายในก�ำ หนดใหถ้ อื วา่ สละสทิ ธิ
หรอื ประโยชน์ เพอ่ื สง่ ตอ่ เรอ่ื งใหค้ ณะกรรมการส�ำ หรบั ปา่ สงวนแหง่ ชาตพิ จิ ารณาค�ำ รอ้ งเพอ่ื ก�ำ หนดคา่ ทดแทน
แต่ท้ังนี้ มิให้ใช้บังคับแก่กรณีสิทธิในทีด่ ินทีบ่ ุคคลมีอยู่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ตามมาตรา ๑๒ วรรคท้าย
แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ  พ.ศ. ๒๕๐๗  กล่าวคือ  ถ้าบุคคลใดมีสิทธิในที่ดินตามประมวล
กฎหมายทีด่ ิน เช่น มี ส.ค.๑ หรือใบจอง ที่ออกให้โดยชอบด้วยกฎหมาย บุคคลดังกล่าวยงั ได้รับการคุ้มครอง
สิทธิทีม่ ีอยู่โดยผลของมาตรา ๑๒ วรรคท้าย แห่งพระราชบญั ญตั ิป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ไม่จำ�เป็น
ต้องยื่นคำ�ร้องขอค่าทดแทนที่ดิน  และยังคงมีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ได้
ตามประมวลกฎหมายที่ดิน และคำ�ว่า “สิทธิ” ในการได้รบั ค่าทดแทนมิได้หมายความถึงกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ
ครอบครอง แต่หมายถึงสิทธิในอสงั หาริมทรัพย์ประการอื่น เช่น บ้านเรือนทีป่ ลกู สร้างในเขตป่าสงวนแห่ง
ชาติ ดังนั้น ทางราชการจึงไม่สามารถเอาทีด่ ินทีบ่ ุคคลมีสิทธิในที่ดินมาเป็นป่าสงวนแห่งชาติได้โดยแต่เพียง
ให้ค่าทดแทนตามมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ซึง่ เหน็ ได้จากความเหน็
ของคณะกรรมการกฤษฎีกาบนั ทึก เรือ่ ง ปัญหาเกีย่ วกบั พื้นที่ป่าไม้ถาวรของชาติตามที่คณะรฐั มนตรีมีมติไว้

________________________________
๒ พระราชบัญญตั ิป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗
มาตรา ๔ บญั ญัติว่า “ในพระราชบญั ญตั ินี้
“ป่า” หมายความว่า ที่ดิน รวมตลอดถึง ภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง บาง ล�ำ น้ํา ทะเลสาบ เกาะ และ
ทีช่ ายทะเลทีย่ ังมิได้มีบคุ คลได้มาตามกฎหมาย

ฯลฯ”
มาตรา ๑๒ บัญญตั ิว่า “บุคคลใดอ้างว่ามีสิทธิ หรือได้ทำ�ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติใดอยู่ก่อน
วันที่กฎกระทรวงกำ�หนดป่าสงวนแห่งชาติน้ันใช้บังคับ  ให้ยื่นคำ�ร้องเป็นหนังสือต่อนายอำ�เภอหรือปลัดอำ�เภอผู้เป็น
หัวหน้าประจำ�กิ่งอำ�เภอท้องที่ภายในกำ�หนดเก้าสิบวัน  นับแต่วันที่กฎกระทรวงนั้นใช้บังคับถ้าไม่ยื่นคำ�ร้องภายใน
กำ�หนดดังกล่าว ให้ถือว่าสละสิทธิหรือประโยชน์นั้น
คำ�ร้องดังกล่าวในวรรคหนึ่ง  ให้นายอำ�เภอหรือปลัดอำ�เภอผู้เป็นหัวหน้าประจำ�กิ่งอำ�เภอท้องที่ส่งต่อไป
ยังคณะกรรมการส�ำ หรับป่าสงวนแห่งชาติน้ันโดยไม่ชักช้า
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บงั คับแก่กรณีสิทธิในที่ดินที่บุคคลมีอยู่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน”
มาตรา ๑๓ บญั ญตั ิว่า “เมือ่ คณะกรรมการส�ำ หรับป่าสงวนแห่งชาติได้รบั คำ�ร้องตามมาตรา ๑๒ แล้ว
ให้สอบสวนตามคำ�ร้องนั้น ถ้าปรากฏว่าผู้ร้องได้เสียสิทธิหรือเสือ่ มเสียประโยชน์ ให้คณะกรรมการพิจารณาก�ำ หนด
ค่าทดแทนให้ตามทีเ่ ห็นสมควร
ถ้าผู้ร้องไม่พอใจในค่าทดแทนทีค่ ณะกรรมการส�ำ หรับป่าสงวนแห่งชาติก�ำ หนด ผู้ร้องมีสิทธิอทุ ธรณ์ต่อ
รัฐมนตรีภายในกำ�หนดสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำ�วินิจฉัยของคณะกรรมการ  คำ�วินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็น
ทีส่ ดุ ”

๑๑๔ ปี กรมที่ดนิ ๑๒๗

(เรื่องเสร็จที่ ๒๙๑/๒๕๓๒)๓ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ความเห็นว่า “กรณีมาตรา ๑๒ วรรคท้าย
แห่งพระราชบญั ญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ นั้น เมื่อพิจารณาประกอบกบั มาตรา ๑๓ แล้วจะเห็นได้
ว่าเป็นเรื่องการพิจารณาจ่ายค่าทดแทนแก่บุคคลซึ่งมีสิทธิหรือประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติอยู่ก่อนวัน
ทม่ี กี ฎกระทรวงประกาศใหเ้ ปน็ ปา่ สงวนแหง่ ชาตแิ ตต่ อ้ งเสยี สทิ ธหิ รอื ประโยชนไ์ ป เนอ่ื งจากการมกี ฎกระทรวง
ประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ โดยกำ�หนดให้บุคคลผู้นั้นต้องยื่นคำ�ร้องขอค่าทดแทนภายใน ๙๐ วัน
โดยค�ำ ว่า “สิทธิ” ในมาตรา ๑๒ นี้มิได้หมายความถึงกรรมสิทธิห์ รือสิทธิครอบครอง เพราะหากพิจารณา
มาตรา ๔ แห่งพระราชบญั ญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ บทนิยามคำ�ว่า “ป่า” ทีห่ มายถึงทีด่ ินที่ยังมิได้มีบคุ คล
ได้มาตามกฎหมาย ประกอบกับมาตรา ๑๒ วรรคท้าย ที่ก�ำ หนดมิให้น�ำ ความในวรรคหนึง่ ของมาตรา ๑๒
มาใช้บังคับแก่กรณีสิทธิในที่ดินที่บุคคลมีอยู่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน  ก็ย่อมหมายถึงเพียงแต่สิทธิใน
อสงั หารมิ ทรพั ยป์ ระการอน่ื เปน็ ตน้ วา่ บา้ นเรอื นทร่ี าษฎรไดป้ ลกู สรา้ งอยใู่ นปา่ ซง่ึ ถกู ประกาศเปน็ เขตปา่ สงวน
แห่งชาติและเมื่อได้รื้อถอนไปจึงมีการพิจารณาให้ค่าทดแทน โดยเฉพาะหากจะให้หมายถึงกรรมสิทธิ์นั้น
กจ็ ะเปน็ การบญั ญตั ใิ หอ้ �ำ นาจเวนคนื ทด่ี นิ โดยอาศยั อ�ำ นาจตามพระราชบญั ญตั ปิ า่ สงวนแหง่ ชาตฯิ โดยปรยิ าย
ซง่ึ นา่ จะไมถ่ กู ตอ้ งตามหลกั กฎหมายวา่ ดว้ ยการเวนคนื อสงั หารมิ ทรพั ย์ ทง้ั นค้ี วามในวรรคทา้ ยของมาตรา ๑๒
เห็นได้ว่า  เป็นแต่กรณีการบัญญัติกฎหมายให้ชัดเจนขึ้นเพื่อมิให้เข้าใจผิดถึงความหมายของคำ�ว่า  “สิทธิ”
ตามวรรคแรก เพราะถ้าไม่มีวรรคท้ายของมาตรา ๑๒ อาจท�ำ ให้เข้าใจว่า สามารถเอาทีด่ ินทีบ่ คุ คลมีสิทธิใน
ที่ดินมาเป็นป่าสงวนแห่งชาติได้โดยแต่เพียงให้ค่าทดแทนตามมาตรา  ๑๓  เท่าน้ัน”  และหนังสือกรมป่าไม้
ที่ กษ ๐๗๐๓/๘๙๑๔ ลงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๑๓ เรื่อง การดำ�เนินการพิจารณาสอบสวนและวินิจฉัย

________________________________
๓ ความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง ปัญหาเกี่ยวกบั พื้นที่ป่าไม้ถาวรของชาติตามทีค่ ณะรัฐมนตรี
มีมติไว้ (เรือ่ งเสรจ็ ที่ ๒๙๑/๒๕๓๒) คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ความเหน็ ว่า
“กรณีมาตรา ๑๒ วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ นั้น เมือ่ พิจารณา
ประกอบกบั มาตรา ๑๓ แล้วจะเห็นได้ว่าเปน็ เรื่องการพิจารณาจ่ายค่าทดแทนแก่บุคคลซึ่งมีสิทธิหรือประโยชน์ใน
เขตป่าสงวนแห่งชาติอยู่ก่อนวันที่มีกฎกระทรวงประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติแต่ต้องเสียสิทธิหรือประโยชน์ไป
เนื่องจากการมีกฎกระทรวงประกาศให้เปน็ ป่าสงวนแห่งชาติ โดยก�ำ หนดให้บคุ คลผู้นั้นต้องยืน่ คำ�ร้องขอค่าทดแทน
ภายใน ๙๐ วนั โดยคำ�ว่า “สิทธิ” ในมาตรา ๑๒ นี้มิได้หมายความถึงกรรมสิทธิห์ รือสิทธิครอบครอง เพราะหาก
พิจารณามาตรา ๔ แห่งพระราชบญั ญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ บทนิยามค�ำ ว่า “ป่า” ที่หมายถึงทีด่ ินทีย่ งั มิได้มีบุคคลได้
มาตามกฎหมาย ประกอบกบั มาตรา ๑๒ วรรคท้าย ทีก่ ำ�หนดมิให้น�ำ ความในวรรคหนึง่ ของมาตรา ๑๒ มาใช้บังคับ
แกก่ รณสี ทิ ธใิ นทด่ี นิ ทบ่ี คุ คลมอี ยตู่ ามประมวลกฎหมายทด่ี นิ กย็ อ่ มหมายถงึ เพยี งแตส่ ทิ ธใิ นอสงั หารมิ ทรพั ยป์ ระการอน่ื
เป็นต้นว่า  บ้านเรือนที่ราษฎรได้ปลูกสร้างอยู่ในป่าซึ่งถูกประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติและเมื่อได้รื้อถอนไปจึง
มีการพิจารณาให้ค่าทดแทน  โดยเฉพาะหากจะให้หมายถึงกรรมสิทธิ์นั้นก็จะเป็นการบัญญัติให้อำ�นาจเวนคืนที่ดิน
โดยอาศัยอำ�นาจตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ  โดยปริยาย  ซึ่งน่าจะไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมายว่าด้วย
การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ทั้งนี้ความในวรรคท้ายของมาตรา ๑๒ เห็นได้ว่า เป็นแต่กรณีการบัญญัติกฎหมายให้
ชัดเจนขึ้นเพื่อมิให้เข้าใจผิดถึงความหมายของค�ำ ว่า “สิทธิ” ตามวรรคแรก เพราะถ้าไม่มีวรรคท้ายของมาตรา ๑๒
อาจทำ�ให้เข้าใจว่า  สามารถเอาที่ดินที่บุคคลมีสิทธิในที่ดินมาเป็นป่าสงวนแห่งชาติได้โดยแต่เพียงให้ค่าทดแทนตาม
มาตรา ๑๓ เท่าน้ัน”

๑๒ ๘ ๑๑๔ ปี กรมทด่ี นิ

ค�ำ รอ้ งของราษฎรผอู้ า้ งวา่ มสี ทิ ธหิ รอื ไดท้ �ำ ประโยชนใ์ นเขตปา่ สงวนแหง่ ชาติ ขอ้ ๒๔ ก�ำ หนดใหค้ ณะกรรมการ
สำ�หรบั ป่าสงวนแห่งชาติ ด�ำ เนินการพิจารณาแยกเปน็ ๒ ประเภท คือ ประเภทที่มีสิทธิในทีด่ ินอยู่ตาม
ประมวลกฎหมายทีด่ ินและประเภทที่ไม่มีสิทธิในที่ดินอยู่ตามประมวลกฎหมายทีด่ ิน สำ�หรบั ประเภทที่ผู้ร้อง
นำ�พิสูจน์ได้ว่า  มีสิทธิในท่ดี ินอย่ตู ามประมวลกฎหมายท่ดี ิน  และคณะกรรมการสอบสวนและวินิจฉัยแล้ว
เหน็ วา่ เขา้ ขา่ ยทจ่ี ะไดร้ บั การยกเวน้ ตามความในมาตรา ๑๒ วรรคทา้ ย แหง่ พระราชบญั ญตั ปิ า่ สงวนแหง่ ชาติ
พ.ศ. ๒๕๐๗ กไ็ ม่ต้องนำ�ขึ้นมาพิจารณาวินิจฉัยต่อไป ส่วนประเภททีผ่ ู้ร้องไม่สามารถน�ำ พิสจู น์ได้ว่ามีสิทธิ
ในที่ดินอยู่โดยถูกต้องตามประมวลกฎหมายที่ดิน  ก็ให้คณะกรรมการดำ�เนินการสอบสวนและพิจารณาว่า
ผรู้ อ้ งไดเ้ สยี สทิ ธหิ รอื เสอ่ื มเสยี ประโยชนจ์ รงิ หรอื ไม ่ หากปรากฏวา่ ผรู้ อ้ งไดเ้ สยี สทิ ธหิ รอื เสอ่ื มเสยี ประโยชนจ์ รงิ
กใ็ หค้ ณะกรรมการพจิ ารณาก�ำ หนดคา่ ทดแทนใหต้ ามทเ่ี หน็ สมควร ตามความในมาตรา ๑๓ แหง่ พระราชบญั ญตั ิ
ปา่ สงวนแหง่ ชาต ิ พ.ศ. ๒๕๐๗  ดงั นน้ั   แมจ้ ะประกาศเปน็ พน้ื ทป่ี า่ สงวนแหง่ ชาตแิ ลว้ กต็ าม ผมู้ สี ทิ ธใิ นทด่ี นิ
โดยชอบตามประมวลกฎหมายที่ดินยังคงมีสิทธิออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินได้  ท้ังนี้ตามนัยมาตรา  ๑๒
วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗
ในเรื่องการตรวจสอบการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติสิรินาถ
จงั หวดั ภเู กต็ กรมที่ดินมีคำ�ส่งั ที่ ๑๖๘๔/๒๕๕๗ ลงวนั ที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๕๗ และ ค�ำ สง่ั ที่ ๑๙๗๗/๒๕๕๗
ลงวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๕๕๗ แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติ
สิรินาถ จังหวัดภูเก็ต และคำ�สั่ง ที่ ๑๗๗๘/๒๕๕๗ ลงวนั ที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๕๗ แต่งต้ังคณะท�ำ งานช่วย
ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่ดินในเขตอุทยานสิรินาถ  ได้ดำ�เนินการตรวจสอบการออกหนังสือแสดงสิทธิใน
ที่ดินในเขตอุทยานแห่งชาติสิรินาถ จำ�นวน ๔๘๘ แปลง และมีการออกค�ำ สง่ั แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน
ตามความในมาตรา ๖๑ แห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน เพือ่ พิจารณาเพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิใน
ทด่ี ินทอ่ี อกไปโดยไมช่ อบหรือคลาดเคลอื่ นแลว้ จ�ำ นวน ๓๔ แปลง สง่ ให้จงั หวดั ตรวจสอบข้อเทจ็ จริงเพม่ิ เตมิ
_ ________๔_ _ห_น_งั_ส__ือ_ก_ร__ม_ป_่า_ไ_ม__้ ท__ี่ ก__ษ__๐๗๐๓/๘๙๑๔ ลงวนั ที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๑๓ เรื่อง การด�ำ เนินการพิจารณา
สอบสวนและวินิจฉัยคำ�ร้องของราษฎรผู้อ้างว่ามีสิทธิหรือได้ท�ำ ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ
ข้อ  ๒  “วิธีการดำ�เนินการสอบสวนและวินิจฉัยคำ�ร้องของราษฎรผู้อ้างว่ามีสิทธิหรือได้ทำ�ประโยชน์
ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ
การสอบสวนและวินิจฉัยคำ�ร้องในสิทธิและประโยชน์ในที่ดิน  ให้คณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการ
สำ�หรับป่าสงวนแห่งชาติ ดำ�เนินการพิจารณาแยกเปน็ ๒ ประเภท คือ ประเภทที่มีสิทธิในทีด่ ินอยู่ตามประมวล
กฎหมายที่ดินและประเภทที่ไม่มีสิทธิในที่ดินอยู่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน  สำ�หรับประเภทที่ผู้ร้องนำ�พิสูจน์ได้ว่า
มีสิทธิในที่ดินอยู่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน และคณะกรรมการสอบสวนและวินิจฉยั แล้วเหน็ ว่า เข้าข่ายทีจ่ ะได้รบั
การยกเว้นตามความในมาตรา ๑๒ วรรคท้าย แห่งพระราชบญั ญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ก็ไม่ต้องนำ�ขึ้น
มาพิจารณาวินิจฉัยต่อไป  ส่วนประเภทที่ผู้ร้องไม่สามารถนำ�พิสูจน์ได้ว่ามีสิทธิในที่ดินอยู่โดยถูกต้องตามประมวล
กฎหมายที่ดิน  ก็ให้คณะกรรมการดำ�เนินการสอบสวนและพิจารณาว่าผู้ร้องได้เสียสิทธิหรือเสื่อมเสียประโยชน์จริง
หรือไม่ หากปรากฏว่าผู้ร้องได้เสียสิทธิหรือเสือ่ มเสียประโยชน์จริงกใ็ ห้คณะกรรมการพิจารณากำ�หนดค่าทดแทนให้
ตามที่เห็นสมควร ตามความในมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญตั ิป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗
หลกั เกณฑ์ในการพิจารณาเกี่ยวกบั สิทธิครอบครองในทีด่ ิน ในเขตป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญตั ิ
ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ คณะกรรมการควรจะด�ำ เนินการพิจารณาในแนวทาง ตามหนงั สือกระทรวงมหาดไทย
ที่ มท ๐๖๐๓/๑๓๕๓๔ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๒ ข้อ ๒ ซึง่ กรมป่าไม้ได้เรียนมาเพือ่ จังหวัดทราบแล้ว ตาม
หนงั สือ กษ ๐๗๐๓/๕๕๔ ลงวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๑๓ และซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมือ่ วนั ที่ ๙ ธนั วาคม ๒๕๑๒
เห็นชอบด้วยหลักการ และอนมุ ตั ิให้ดำ�เนินการตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอไว้”

๑๑๔ ปี กรมท่ีดนิ ๑๒๙

ปัญหาอุปสรรคที่พบเกี่ยวกับการดำ�เนินการตรวจสอบการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน
ในเขตอุทยานแห่งชาติสิรินาถ จงั หวดั ภูเกต็ เช่น
๑. ปัญหาแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ
๑.๑ เปน็ การขีดเขตป่าสงวนแห่งชาติโดยไม่มีการส�ำ รวจรงั วัดในทีด่ ิน
๑.๒ การถ่ายทอดแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติลงในระวางรูปถ่าย  น.ส. ๓ ก  มาตราส่วน
๑ : ๕,๐๐๐ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นการขีดเขตภายหลงั มีโครงการการเดินสำ�รวจออก น.ส. ๓ ก. ท�ำ ให้มี
การออก น.ส. ๓ ก. ให้ราษฎรไปบางส่วน
๑.๓ การถ่ายทอดแนวเขตลงในระวางแผนทีม่ าตราส่วน ๑ : ๔,๐๐๐ เมือ่ ปี พ.ศ. ๒๕๔๖
ที่ใช้ประกอบในการออกโฉนดที่ดิน ไม่เปน็ แนวเขตเดียวกนั กับแนวเขตที่ปรากฏในระวางรูปถ่าย น.ส. ๓ ก.
มาตราส่วน ๑ : ๕,๐๐๐ หรือบางส่วนไม่สอดคล้องกับแผนทีท่ ้ายกฎกระทรวง และในทีด่ ินไม่มีการปักหลกั
เขตแนวเขตป่าไม้ ท�ำ ให้ไม่ทราบแนวเขตที่ชดั เจน
๒. ปัญหาแนวเขตอุทยานแห่งชาติ
๒.๑ เป็นการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติที่โดยมีแนวเขตมากกว่าแนวเขตป่าสงวนแห่ง
ชาติ ทับทีส่ าธารณประโยชน์และทีด่ ินทำ�กินของราษฎร ทั้งที่มีหลักฐานและไม่มีหลักฐานในทีด่ ิน แต่ได้ครอบ
ครองและท�ำ ประโยชน์มาก่อนการประกาศเขตอทุ ยานแห่งชาติ เมือ่ ปี พ.ศ. ๒๕๒๔
๒.๒ เปน็ การขีดเขตอุทยานแห่งชาติโดยไม่มีการส�ำ รวจรังวดั ในทีด่ ิน
๒.๓ ไม่มีการถ่ายทอดแนวเขตอทุ ยานแห่งชาติลงในระวางรูปถ่าย น.ส. ๓ ก. มาตราส่วน
๑ : ๕,๐๐๐ หรือเมื่อมีการถ่ายทอดแนวเขตอุทยานฯ ลงในระวางแผนที่มาตราส่วน ๑ : ๔,๐๐๐ เมื่อปี
พ.ศ. ๒๕๔๖ ทีใ่ ช้ประกอบในการออกโฉนดทีด่ ิน บางส่วนทีเ่ ปน็ บริเวณหาดทราย ไม่สอดคล้องกบั ข้อเทจ็ จริง
ที่ปรากฎในที่ดินและแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา
๓. ขณะออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินได้มีการตรวจสอบแนวเขตป่าไม้แล้วโดยเจ้าหน้าที่
กรมป่าไม้ว่า อยู่นอกเขตป่าไม้ แต่ภายหลังเมือ่ มีการถ่ายทอดแนวเขตลงในระวางหรือมีการตรวจสอบพบ
หรือหน่วยงานระบุว่าอยู่ในเขตป่าไม้
๔. ผลกระทบต่อการดำ�เนินการเพิกถอนหรือแก้ไขหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน  ต่อราษฎรใน
พื้นทีซ่ ึง่ ประกอบอาชีพ เศรษฐกิจ การลงทุน การท่องเทีย่ ว การถกู ฟ้องร้องด�ำ เนินคดีจากผู้เกีย่ วข้อง

lmlmlml

๑๓ ๐ ๑๑๔ ปี กรมท่ดี นิ

บทที่ ๗

ความรู้เกีย่ วกบั เขตปา่ ไม้*

เขตป่าไม้  ไม่มีกฎหมายนิยามให้ความหมายไว้  แต่ตามบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมที่ดิน
และกรมป่าไม้ว่าด้วยการตรวจพิสูจน์เพื่อออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์ซึ่งเกี่ยวกับเขต
ป่าไม้ พ.ศ. ๒๕๓๔ ได้ก�ำ หนดความหมายว่า “เขตป่าไม้” หมายความว่า เขตป่าสงวนแห่งชาติ เขตรกั ษาพันธ์ุ
สตั ว์ป่า เขตอุทยานแห่งชาติ เขตวนอุทยาน และให้หมายรวมถึงเขตป่าไม้ถาวร (ป่าทีค่ ณะรัฐมนตรีให้รกั ษา
ไว้เปน็ สมบตั ิของชาติ) ด้วย
เ๑ข.ต ปป่า่าไคม้มุ้สคามราอรงถแเปยก็นปปร่าะทเีไ่ภดท้ปขรอะงกปา่าศไโมด้ไยดอ้ ดองักนเปี้ ็นพระราชกฤษฎีกา ตามความในมาตรา ๗
แห่งพระราชบัญญตั ิคุ้มครองและสงวนป่า พุทธศักราช ๒๔๘๑ หรือโดยออกเปน็ กฎกระทรวงตามพระราช

บัญญตั ิคุ้มครองและสงวนป่า พทุ ธศักราช ๒๔๘๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า
(ฉบับที่ ๓)  พ.ศ. ๒๔๙๗ (แล้วแต่กรณี)  โดยมีแผนที่สังเขปแสดงแนวเขตติดไว้ท้ายพระราชกฤษฎีกาหรือ
กฎกระทรวง  แนวเขตนี้อาจถือเอาสิ่งซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติหรือที่จัดทำ�ขึ้นไว้  ป่าคุ้มครองเป็นป่าที่มี
การประกาศโดยยงั ไมม่ กี ารรงั วดั ส�ำ รวจแนวเขตในพน้ื ทจ่ี รงิ บางครง้ั จะไมท่ ราบแนวเขตทช่ี ดั เจนหากไมป่ รากฏ
แนวเขตธรรมชาติหรือทีจ่ ดั ทำ�ในแผนที่ โดยในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ รฐั บาลมีนโยบายเร่งด่วนในการดำ�เนินการ
คุ้มครองและสงวนป่าในท้องที่จังหวัดต่างๆ  ให้แล้วเสร็จ  และมีความเห็นว่า  การกำ�หนดป่าใดๆ  ให้เป็น
ป่าคุ้มครอง ซึ่งจะต้องออกเปน็ พระราชกฤษฎีกาอาจไม่รวดเรว็ ทนั การ ควรด�ำ เนินการออกเป็นกฎกระทรวง
เโพดยื่อตใหร้กาพารรกะ�ำรหาชนบดญัป่าญคัตุ้มิคคุ้มรคอรงรอวงดแเลระว็ สขงึ้นวนจึงปไ่าด้ม(ีกฉาบรับแทกี่ ้ไข๓เพ) ิ่มพเต.ศิม.ก ๒ฎ๔ห๙ม๗ายวซ่าึง่ดต้วายมกมาารตครุ้มาคร๗อง๑แลบะัญสงญวนัตปิว่า่า
การก�ำ หนดป่าใด ให้เปน็ ป่าคุ้มครอง ให้ออกเปน็ พระราชกฤษฎีกาและประกาศในราชกิจจานเุ บกษา โดยมี
แผนที่สังเขปแสดงแนวเขตติดไว้ท้ายพระราชกฤษฎีกาน้ันด้วย แนวเขตนี้จะถือเอาสิง่ ซึง่ มีอยู่ตามธรรมชาติ
หรือที่จัดท�ำ ขึ้นไว้กไ็ ด้ เมือ่ ได้ประกาศในราชกิจจานเุ บกษาแล้ว ให้มอบสำ�เนาอนั ถูกต้องพร้อมท้ังแผนทีท่ ้าย
พระราชกฤษฎีกาไปประกาศ ณ ศาลากลางจงั หวัด ที่ว่าการอ�ำ เภอในท้องที่ และที่ทำ�การกำ�นนั ในท้องที่
กบั ทีส่ าธารณสถาน และที่ชุมชนแห่งตำ�บลทีป่ ่าคุ้มครองนั้นอยู่
ต่อมาเมื่อมีการประกาศใช้พระราชบญั ญตั ิป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ซึง่ มีผลใช้บงั คบั
ต้ังแต่วันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๐๗ โดยในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญตั ิป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗
ให้ยกเลิกพระราชบญั ญตั ิคุ้มครองและสงวนป่า พุทธศกั ราช ๒๔๘๑ พระราชบญั ญตั ิคุ้มครองและสงวนป่า
(ฉบับที่ ๒) พุทธศกั ราช ๒๔๙๖ พระราชบัญญตั ิคุ้มครองและสงวนป่า (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๙๗ และ
––––––––––––––––––––––––––––––––––––
* กลุ่มพฒั นามาตรฐานการออกหนงั สือแสดงสิทธิในทีด่ ิน สำ�นกั มาตรฐานการออกหนังสือส�ำ คัญ
นายสมมานน สินธุระเวชญ์

_ ___________๑_ _พ_ร_ะ__ร_า_ช_บ_ญั__ญ__ตั _ิค__ุ้ม_ค__รองและสงวนป่า (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๙๗
มาตรา ๗ “การกำ�หนดป่าใด ให้เปน็ ป่าคุ้มครอง ให้ออกเปน็ พระราชกฤษฏีกา และประกาศในราชกิจจานเุ บกษา
โดยมีแผนที่สังเขปแสดงแนวเขตติดไว้ท้ายพระราชกฤษฏีกาน้ันด้วย  แนวเขตนี้จะถือเอาสิ่งซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติ
หรือทีจ่ ดั ทำ�ขึ้นไว้กไ็ ด้ เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานเุ บกษาแล้ว ให้มอบส�ำ เนาอนั ถกู ต้องพร้อมทั้งแผนทีท่ ้ายพระราช
กฤษฏีกาไปประกาศ ณ
ก. ศาลากลางจังหวัด
ข. ที่ว่าการอำ�เภอในท้องที่
ค. ที่ทำ�การกำ�นันในท้องที่ กับทีส่ าธารณสถาน และที่ชุมชนแห่งตำ�บลที่ป่าคุ้มครองนั้นตั้งอยู่”

๑๑๔ ปี กรมท่ดี นิ ๑๓๑

ได้กำ�หนดไว้ในบทเฉพาะกาล ตามมาตรา ๓๖ แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗๒
ให้ป่าคุ้มครองเปน็ ป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบญั ญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ดังน้ัน ปจั จุบนั นี้จึง
ไมม่ ปี า่ คมุ้ ครอง แตม่ เี พยี งประวตั หิ รอื ขอ้ เทจ็ จรงิ วา่ บางพน้ื ท่ี ซง่ึ ปจั จบุ นั เปน็ ปา่ สงวนแหง่ ชาติ อทุ ยานแหง่ ชาติ
เขตรักษาพนั ธ์ุสัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า หรือเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมบางแห่ง ฯลฯ (แล้วแต่กรณี)
เคยเป็นป่าคุ้มครองมาก่อนเท่าน้ัน เมื่อมาตรา ๓๖ แห่งพระราชบัญญตั ิป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ รับรอง
สถานะป่าคุ้มครองตามพระราชบญั ญตั ิคุ้มครองและสงวนป่า พุทธศกั ราช ๒๔๘๑ ให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ
แล้ว การที่มิได้ออกกฎกระทรวงก�ำ หนดให้เปน็ ป่าสงวนแห่งชาติภายใน ๕ ปี ตามบทเฉพาะกาล มาตรา ๓๖
แห่งพระราชบญั ญตั ิป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มิได้มีผลกระทบต่อสถานะความเป็นป่าสงวนแห่งชาติ
แต่อย่างใด เพราะในบทเฉพาะกาลเองกม็ ิได้บญั ญัติให้มีผลเปน็ การเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อมิได้ออก
กฎกระทรวงภายในระยะเวลา ๕ ปี ระยะเวลาดังกล่าวนี้จึงเป็นเพียงกำ�หนดเวลาเพือ่ เร่งรัดให้มีการดำ�เนิน
การสำ�รวจและก�ำ หนดเขตป่าสงวนแห่งชาติใหม่ให้เหมาะสมเท่าน้ัน ถ้ากฎหมายจะกำ�หนดบังคับให้กระท�ำ
การภายในกำ�หนดเวลาดังกล่าว  ก็จะต้องบัญญัติไว้ด้วยว่าถ้าไม่กระทำ�การให้เสร็จภายในเวลาที่กำ�หนดไว้
จะมีผลอย่างหนึ่งอย่างใด เช่น ให้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติส่วนทีย่ ังไม่ได้ออกกฎกระทรวงตาม
มาตรา ๓๖ แห่งพระราชบัญญตั ิป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ดังน้ันป่าคุ้มครอง (เดิม) ซึ่งมีสภาพเปน็
ป่าสงวนแห่งชาติตามมาตรา ๓๖ แล้ว แม้จะมิได้มีการออกกฎกระทรวงกำ�หนดเขตป่าสงวนแห่งชาติใหม่
ภายใน ๕ ปีนับแต่วันทีพ่ ระราชบญั ญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ใช้บงั คับ กย็ งั คงมีสภาพเปน็ ป่าสงวน
คแหณ่งะชการตริอมยกู่ตาร่อกไปฤษ  ฎซีกึ่งาเปเ็นรือ่แงนเวสทร็จางทเี่ ด๔ีย๐ว๒ก/ัน๒ก๕ับ๔ท๒ี่ค)๓ณะโกดรยรคมณกะากรรกรฤมษกฎาีรกกาฤมษีคฎวีกามาเ(หก็นรรไวม้ กา(ครวร่าางมกเหฎ็หนมขอายง
คณะที่ ๔ และคณะที่ ๗) ได้วินิจฉัย เรื่อง การกำ�หนดให้ป่าคุ้มครองเป็นป่าสงวนแห่งชาติตามบทเฉพาะกาล
ในมาตรา ๓๖ แห่งพระราชบญั ญตั ิป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ไว้ ๒ ประเดน็ คือ
ประเด็น ๑ การทก่ี ระทรวงเกษตรและสหกรณไ์ มไ่ ดอ้ อกกฎกระทรวงก�ำ หนดปา่ สายเขาหวาง
ให้เปน็ ป่าสงวนแห่งชาติ ภายในระยะเวลา ๕ ปี ตามบทเฉพาะกาลในมาตรา ๓๖ แห่งพระราชบญั ญัติป่า
สงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเปลี่ยนสภาพจากป่าคุ้มครองตามมาตรา ๓๖ จะยังคง
มีสภาพตามกฎหมายเปน็ ป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ อย่างไร
ความเห็น เหน็ ว่า เมือ่ มาตรา ๓๖ แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ รองรับสถานะ
ป่าคุ้มครองตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ. ๒๔๘๑ ให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติแล้ว การทีม่ ิได้
ออกกฎกระทรวงก�ำ หนดให้เปน็ ป่าสงวนแหง่ ชาติภายใน ๕ ปี ตามบทเฉพาะกาลมาตรา ๓๖ มไิ ดม้ ีผลกระทบ
ต่อสถานะความเป็นป่าสงวนแห่งชาติแต่อย่างใด  เพราะในบทเฉพาะกาลเองก็มิได้บัญญัติให้มีผลเป็น
การเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อมิได้ออกกฎกระทรวงภายในระยะเวลา ๕ ปี  ดังนั้น ระยะเวลา ๕ ปี
ทีก่ ำ�หนดไว้ จงึ เปน็ เพยี งก�ำ หนดเวลาเพอ่ื เรง่ รดั ใหม้ กี ารด�ำ เนนิ การส�ำ รวจและก�ำ หนดเขตปา่ สงวนแหง่ ชาตใิ หม่
ใหเ้ หมาะสมเท่าน้ัน  ถ้ากฎหมายจะกำ�หนดบังคับให้กระทำ�การภายในกำ�หนดเวลาดังกล่าวก็จะต้องบัญญัติ
ไว้ด้วยว่า  ถ้าไม่กระทำ�การให้เสร็จภายในเวลาที่กำ�หนดไว้จะให้มีผลอย่างหนึ่งอย่างใด  เช่น  ให้มีผลเป็น
________________________________
๒ พระราชบญั ญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗
มาตรา  ๓๖  “บรรดาป่าที่เป็นป่าคุ้มครองอยู่แล้วตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองและป่าสงวน
ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ  ให้ถือว่าเป็นป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัตินี้จนกว่าจะมีกฎกระทรวง
ออกตามมาตรา ๖ วรรคสอง หรือมาตรา ๗ ซึง่ ต้องออกภายในห้าปีนับแต่วันทีพ่ ระราชบัญญัตินี้ใช้บงั คับ”
๓ ความเหน็ ของคณะกรรมการกฤษฎีกา เรือ่ งเสรจ็ ที่ ๔๐๒/๒๕๔๒ ดูภาคผนวก ๑

๑๓ ๒ ๑๑๔ ปี กรมที่ดิน

การเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติ ส่วนที่ยงั ไม่ได้ออกกฎกระทรวงตามมาตรา ๓๖  ดังน้ัน จากข้อเท็จจริงตาม
ท่ีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์หารือ  ป่าสายเขาหวางท่ีได้กำ�หนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติตามมาตรา  ๓๖
แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติฯ  แม้จะมิได้มีการออกกฎกระทรวงกำ�หนดเขตป่าสงวนแห่งชาติใหม่
ภายในเวลา ๕ ปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ใช้บังคับ ก็ยังคงมีสภาพ
เป็นป่าสงวนแห่งชาติอยู่ต่อไป
ประเดน็ ๒ กรณีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกกฎกระทรวงก�ำ หนดป่าสงวนแห่งชาติ
ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ แต่พื้นที่ตามแผนทีท่ ้ายกฎกระทรวงกำ�หนด ป่าสงวน
แห่งชาติไม่ครอบคลมุ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ (ซึ่งเปลี่ยนสภาพมาจากป่าคุ้มครองตามมาตรา ๓๖) ท้ังหมด 
พื้นที่ส่วนทีเ่ หลือจะมีสภาพทางกฎหมายเป็นป่าประเภทใด
ความเห็น  เห็นว่า  เมื่อมีการออกกฎกระทรวงกำ�หนดป่าสงวนแห่งชาติในบริเวณเดียวกับ
ป่าสงวนแห่งชาติตามมาตรา ๓๖ แล้ว  ถ้าพื้นทีป่ ่าสงวนแห่งชาติทีก่ �ำ หนดขึ้นในภายหลงั ไม่ครอบคลมุ พื้นที่
ป่าสงวนแห่งชาติเดิมท้ังหมด พื้นทีส่ ่วนที่เหลือจึงพ้นสภาพจากการเปน็ ป่าสงวนแห่งชาติ ส่วนจะมีสภาพทาง
กฎหมายอย่างไร ย่อมแล้วแต่ข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี
สรุปได้วา่ ตามมาตรา ๓๖ แห่งพระราชบญั ญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ได้รองรบั
สถานะป่าคุ้มครองตามพระราชบญั ญัติคุ้มครองและสงวนป่า พ.ศ. ๒๔๘๑ ให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ดงั นั้น
หากป่าคุ้มครองดังกล่าวได้มีการกำ�หนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ  ตามมาตรา  ๓๖  แห่งพระราชบัญญัติ
ป่าสงวนแห่งชาติฯ  แม้จะมิได้มีการออกกฎกระทรวงก�ำ หนดเขตป่าสงวนแห่งชาติใหม่ภายในเวลา ๕ ปี นับ
แต่วันทีพ่ ระราชบญั ญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ ใช้บงั คบั ป่าคุ้มครองดังกล่าวกย็ งั คงมีสภาพเปน็
ป่าสงวนแห่งชาติอยู่ต่อไป  แต่ถ้าพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่กำ�หนดขึ้นในภายหลังไม่ครอบคลุมพื้นที่ป่าสงวน
แห่งชาติเดิมท้ังหมด (ซึง่ เปลีย่ นสภาพมาจากป่าคุ้มครองตามมาตรา ๓๖)  พื้นที่ส่วนที่เหลือถือว่าพ้นสภาพ
จากการเปน็ ป่าสงวนแห่งชาติ แต่จะมีสภาพทางกฎหมายอย่างไร ย่อมแล้วแต่ข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี เช่น
เป็นเขตป่าไม้ถาวร หรือเป็นเขตที่สาธารณประโยชน์
๒. ป่าสงวน (ไม่มีคำ�ว่า “แห่งชาติ”) เป็นป่าที่ได้ประกาศกำ�หนดให้เปน็ ป่าสงวนโดยออกเปน็
พระราชกฤษฎีกาตามความในมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบญั ญตั ิคุ้มครองและสงวนป่า พุทธศักราช ๒๔๘๑
หรือโดยออกเปน็ กฎกระทรวงตามพระราชบญั ญัติคุ้มครองและสงวนป่า พทุ ธศักราช ๒๔๘๑ แก้ไขเพิ่มเติม
โดยพระราชบญั ญตั ิคุ้มครองและสงวนป่า (ฉบบั ที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๙๗ (แล้วแต่กรณี)
“มาตรา ๑๐ เมอื่ รฐั บาลเหน็ สมควรจะก�ำ หนดปา่ แหง่ ใดใหเ้ ปน็ ปา่ สงวนตลอดถงึ การเพกิ ถอน
ป่าสงวนน้ัน ให้น�ำ มาตรา ๕, ๖, ๗ และ ๙ มาใช้บังคบั โดยอนุโลม แต่การก�ำ หนดแนวเขตป่าสงวนนั้น
ให้มีแผนที่แสดงแนวเขตโดยชัดแจ้งต่อท้ายพระราชกฤษฎีกาด้วยทุกราย  และให้มีหลักเขตกับป้ายหรือ
เครื่องหมายแสดงไว้โดยรอบบริเวณป่าสงวนน้ัน เพือ่ ให้ประชาชนเหน็ ได้โดยชัดแจ้งตามสมควร”
เมือ่ ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ รฐั บาลมีนโยบายที่จะรับดำ�เนินการคุ้มครองและสงวนป่าในท้องที่จังหวัด
ต่างๆ ให้เสร็จไปโดยด่วน และพิจารณาเหน็ ว่าการกำ�หนดป่าใดให้เป็นป่าสงวนซึง่ ออกเปน็ พระราชกฤษฎีกา
ยังไม่เป็นการรวดเร็วทันเหตุการณ์สมควรให้ดำ�เนินการเปลี่ยนเป็นการออกกฎกระทรวง  เพื่อให้กำ�หนด
ป่าสงวนรวดเร็วขึ้น  จึงได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองและสวนป่าโดยตราพระราช
บญั ญตั ิคุ้มครองและสงวนป่า (ฉบบั ที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๙๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบญั ญตั ิ
คุ้มครองและสงวนป่า พทุ ธศักราช ๒๔๘๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา  ๑๐  การกำ�หนดป่าใดให้เป็นป่าสงวน  ตลอดถึงการเพิกถอนป่าสงวนนั้นให้นำ�
มาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ และมาตรา ๙ มาใช้บังคบั โดยอนุโลม แต่การกำ�หนดแนวเขตป่าสงวนน้ันให้

๑๑๔ ปี กรมทีด่ นิ ๑๓๓

มีแผนทีแ่ สดงแนวเขตโดยชัดแจ้งต่อท้ายกฎกระทรวงด้วยทกุ ราย และให้มีหลกั เขตกับป้ายหรือเครื่องหมาย
แสดงไว้โดยรอบบริเวณป่าสงวนน้ันเพือ่ ให้ประชาชนเห็นได้โดยชดั แจ้งตามสมควร”
ตั้งแต่วนั ที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๐๗ ซึ่งเป็นวนั ที่พระราชบญั ญตั ิป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗
มผี ลใชบ้ งั คบั ท�ำ ใหบ้ รรดาปา่ ทเ่ี ปน็ ปา่ สงวน (ไมม่ คี �ำ วา่ “แหง่ ชาต”ิ ) อยแู่ ลว้ ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยการคมุ้ ครอง
และสงวนป่า  มีผลเป็นป่าสงวนแห่งชาติตามมาตรา  ๖  วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๐๗ ซึ่งบญั ญตั ิว่า
“มาตรา ๖ บรรดาป่าที่เปน็ ป่าสงวนอยู่แล้วตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองและสงวนป่า
ก่อนวนั ที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บงั คบั ให้เปน็ ป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบญั ญตั ินี้”
ปัจจบุ นั ไม่มีป่าสงวน มีแต่เพียงประวตั ิหรือข้อเทจ็ จริงว่า บางพื้นที่ซึง่ ปจั จุบันเปน็ ป่าสงวน
แห่งชาติ อทุ ยานแห่งชาติ เขตรกั ษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า หรือเขตปฏิรูปที่ดินเพือ่ เกษตรกรรม
ฯลฯ (แล้วแต่กรณี) เคยเป็นป่าสงวนมาก่อนเท่าน้ัน
๓. ปา่ จ�ำ แนก หมายถึง พื้นที่ทีก่ ำ�หนดไว้เป็นป่าไม้ ซึ่งกระทรวง ทบวง และกรมต่างๆ
ทีเ่ กีย่ วข้องได้ประสานงานกนั จัดทำ�ตามมติคณะรฐั มนตรี เมือ่ วนั ที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๐๓ และตามประกาศ
กระแสพระบรมราชโองการ เรื่องแผนพัฒนาเศรษฐกิจ (ฉบับที่ ๑) (ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ฉบับ
พิเศษ เล่ม ๗๗ ตอน ๘๕ ลงวันที่ ๒๐ ตลุ าคม ๒๕๐๓) แล้วน�ำ เสนอคณะอนกุ รรมการจ�ำ แนกประเภท
ที่ดินประจ�ำ จงั หวดั ในท้องที่ ๖๐ จังหวดั (ยกเว้น ๑๑ จงั หวดั ที่ไม่มีพื้นที่ป่าไม้ คือ จังหวดั สิงห์บรุ ี อ่างทอง
พระนครศรีอยุธยา ปทมุ ธานี นนทบุรี พระนคร ธนบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และ
จังหวัดนครปฐม) โดยได้พิจารณาหมายเลขเขตพื้นทีด่ ังกล่าวข้างต้น ที่เห็นสมควรรักษาไว้เป็นเขตป่าไม้ลง
ในแผนทีม่ าตราส่วน ๑ : ๑,๐๐๐,๐๐๐ เรียกว่า ขีดเขตป่าลงในแผนที่โดยประมาณ แล้วเสนอคณะกรรมการ
ส�ำ รวจจ�ำ แนกประเภททีด่ ินกระทรวงมหาดไทย และคณะรฐั มนตรีตามลำ�ดับ ในที่สดุ คณะรฐั มนตรีมีมติเมือ่
วนั ที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๐๔ เห็นชอบตามทีก่ ระทรวงมหาดไทยเสนอ (เปน็ ข้อเสนอของคณะกรรมการ
สำ�รวจจ�ำ แนกประเภททีด่ ิน) ซึ่งคณะรฐั มนตรีลงมติรับหลักการว่า “บริเวณป่าที่คณะอนกุ รรมการส�ำ รวจ
จำ�แนกประเภทที่ดินประจำ�จังหวัดเห็นสมควรกำ�หนดเป็นป่าสงวน  ป่าคุ้มครอง  เป็นป่าที่จะรักษาไว้เป็น
สมบัติของชาติโดยถาวร หากทบวงการเมืองใดประสงค์จะเข้าใช้ประโยชน์ต้องทำ�ความตกลงกบั กระทรวง
เกษตรและได้รบั อนมุ ตั ิจากคณะรัฐมนตรีเปน็ รายๆ ไป ป่าที่เห็นสมควรเปิดจดั สรรเพื่อเกษตรกรรมและเพือ่
การใช้ประโยชน์อย่างอืน่ น้ัน ให้จงั หวัดและอำ�เภอท้องที่ดำ�เนินการจดั สรรให้ประชาชนตามโครงการ และ
ระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อประชาชนของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ  โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบ
จากกระทรวงเกษตรตามมติคณะรฐั มนตรี เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๐๒” และ “คณะรัฐมนตรีลงมติ
อนุมตั ิให้จังหวัดต่างๆ ประกาศเขตป่าทีจ่ ะสงวนคุ้มครอง และป่าทีจ่ ะเปิดจัดสรรเพื่อการเกษตรกรรมเพือ่
การใช้ประโยชน์อย่างอืน่ ๆ ทีค่ ณะอนุกรรมการส�ำ รวจจำ�แนกประเภททีด่ ินประจำ�จังหวัดด�ำ เนินการก�ำ หนด
เขตเสรจ็ ไปในท้องที่ ๖๐ จังหวดั โดยประมาณ” ป่าทีก่ ำ�หนดไว้เปน็ ป่าไม้ดังกล่าวข้างต้น เรียกว่า “ป่าไม้
ตามมติคณะรฐั มนตรี เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๐๔”เป็นภาษาราชการ ซึง่ เป็นการเรียกที่ถกู ต้อง ส่วน
ป่าจำ�แนกหรือป่าไม้ช่วั คราวมีความหมายเหมือนกบั ป่าไม้ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน
๒๕๐๔ แต่ไม่เปน็ ภาษาทางราชการ
ภายหลงั ที่คณะรฐั มนตรีลงมติเมือ่ วนั ที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๐๔ ให้รกั ษาไว้เป็นป่าไม้ฯ แล้ว
จะมีการสำ�รวจหาข้อมูลเกีย่ วกบั ดิน สภาพป่า การถือครอง การใช้ประโยชน์ในที่ดินป่านั้นๆ น�ำ เสนอคณะ
อนุกรรมการจำ�แนกประเภทที่ดินประจำ�จังหวัดเพื่อพิจารณาเสนอความเห็นขั้นต้น  แล้วผ่านไปยังคณะ
เจ้าหน้าที่วิชาการฯ คณะอนุกรรมการอ�ำ นวยการจ�ำ แนกที่ดิน คณะกรรมการจำ�แนกประเภทที่ดิน และคณะ

๑๓ ๔ ๑๑๔ ปี กรมท่ดี ิน

รัฐมนตรี ตามลำ�ดับ เพือ่ พิจารณาว่าพื้นที่ส่วนใดที่จะรกั ษาไว้เปน็ ป่าไม้ถาวรของชาติหรือส่วนที่จะจ�ำ แนก
เป็นที่จัดสรรเพื่อเกษตรกรรม  เพื่อใช้ประโยชน์อย่างอื่นๆ  คณะรัฐมนตรีก็จะลงมติอนุมัติตามที่กระทรวง
มหาดไทย  กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ  และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอตามยุคสมัย  โดยคณะ
รัฐมนตรีจะยกเลิกมติคณะรฐั มนตรีเมือ่ วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๐๔ ให้ถือมติคณะรัฐมนตรีใหม่แทนต่อไป
คือ มติคณะรัฐมนตรีที่กำ�หนดพื้นที่ไว้เป็นป่าไม้ถาวรของชาติซึ่งเรียกว่า “ป่าไม้ถาวรของชาติ” และพื้นที่
บางส่วนได้จำ�แนกออกเป็นที่จัดสรรเพื่อทำ�กินของราษฎร  หรือเพื่อให้ใช้ประโยชน์อย่างอื่นๆ  ก็ให้กันพื้นที่
นั้นๆ ตามนยั มติคณะรฐั มนตรี
๔. ปา่ ไมถ้ าวร ไม่มีกฎหมายก�ำ หนดไว้โดยตรงว่าให้เปน็ ป่าอีกประเภทหนึง่ แตกต่างไปจาก
ป่าสงวนแห่งชาติที่มีกฎหมายก�ำ หนดไว้ “ป่าไม้ถาวร” เกิดขึ้นโดยมติคณะรฐั มนตรีเมื่อวนั ที่ ๑๔ พฤศจิกายน
๒๕๐๔ ที่ได้เห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงมหาดไทย ทีเ่ สนอขออนมุ ตั ิให้มีการจ�ำ แนกประเภททีด่ ินใน
เขตจังหวดั ต่างๆ โดยได้จำ�แนกทีด่ ินออกเปน็ ๒ ประเภท คือ
๑. ที่ดินที่เป็นเขตป่าที่จะทำ�การสงวนคุ้มครองไว้เป็นสมบัติของชาติโดยถาวรสืบไป  (ป่าไม้
ถาวร) และ
๒. ที่ดินบริเวณใดที่จะไม่สงวนไว้เป็นป่าก็กำ�หนดให้เป็นเขตที่จะเปิดจัดสรรเพื่อเกษตรกรรม
และเพือ่ การใช้ประโยชน์อย่างอื่น
กระทรวงมหาดไทยได้รายงานผลดำ�เนินการของคณะกรรมการสำ�รวจจำ�แนกประเภทที่ดิน
ประจ�ำ จงั หวัดเสนอต่อคณะรัฐมนตรีตามหนังสือกระทรวงมหาดไทยที่ ๙๙๑๑/๒๕๐๔ ลงวนั ที่ ๒๓ มิถนุ ายน
๒๕๐๔ ว่า
๑. เขตป่าสงวนคุ้มครอง ในท้องที่ ๖๐ จังหวัด ประมาณ ๑,๓๐๐ แปลง เนื้อที่ประมาณ
๒๗๙,๖๘๙.๗๖ ตารางกิโลเมตร คิดเปน็ เนื้อที่ป่าประมาณร้อยละ ๕๔.๖๓ ของเนื้อทีป่ ระเทศไทย
๒. ป่าทีส่ มควรจดั สรรเพื่อเกษตรกรรมเพือ่ การใช้ประโยชน์อย่างอื่นประมาณ ๕๑,๑๙๖.๓๒
ตารางกิโลเมตร
ต่อมากระทรวงมหาดไทยได้นำ�ข้อเสนอของคณะกรรมการสำ�รวจจำ�แนกประเภทที่ดินเสนอ
คณะรฐั มนตรีพิจารณาตามหนังสือกระทรวงมหาดไทยที่ ๑๗๙๐๑/๒๕๐๔ ลงวันที่ ๑ พฤศจิกายน ๒๕๐๔
คือ
๑. ขอให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้จังหวัดประกาศเขตป่าที่สงวนคุ้มครองและป่าที่จะเปิด
จัดสรรเพื่อเกษตรกรรมเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างอื่นที่คณะอนุกรรมการสำ�รวจจำ�แนกประเภทที่ดินประจำ�
จงั หวดั ดำ�เนินการก�ำ หนดเขตเสรจ็ ไปในท้องที่ ๖๐ จังหวดั (เว้น ๑๐ จังหวดั ภาคกลางที่ไม่มีเขตป่าไม้)
โดยประมาณตามแผนที่ให้ราษฎรและหน่วยราชการทีเ่ กีย่ วข้องทราบทัว่ กนั
๒. ขอให้คณะรัฐมนตรีมีมติรับหลักการว่า  บริเวณป่าที่เห็นสมควรกำ�หนดเป็นป่าสงวน
คุ้มครองดังกล่าวในข้อ ๑. เป็นป่าที่จะรกั ษาไว้เป็นสมบตั ิของชาติ หากทบวงการเมืองใดประสงค์จะเข้าไป
ใช้ประโยชน์ จะต้องทำ�ความตกลงกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และได้รับอนมุ ัติจากคณะรฐั มนตรีเปน็
รายๆ ไป
๓. ป่าที่เห็นสมควรเปิดจัดสรรเพื่อเกษตรกรรมและเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างอื่นตามที่กล่าว
ในข้อ  ๑.  นั้น  ให้จังหวัดและอำ�เภอท้องที่ดำ�เนินการจัดสรรให้ประชาชนตามโครงการและระเบียบว่าด้วย
การจัดที่ดินเพื่อประชาชนของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติโดยไม่ต้องขอรับความเห็นชอบจากกระทรวง
ตามมติคณะรฐั มนตรีเมื่อวนั ที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๐๒

๑๑๔ ปี กรมทีด่ นิ ๑๓๕

๔. ขอให้คณะรัฐมนตรีมีมติให้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจัดลำ�ดับความ
ส�ำ คญั ของโครงการส�ำ รวจจ�ำ แนกประเภททด่ี นิ ทว่ั ประเทศโดยละเอยี ดซง่ึ มวี ตั ถปุ ระสงคใ์ นการจดั ท�ำ Survey
for Use Classification ให้เปน็ ไปตามหลกั วิชาการเป็นพิเศษเพราะโครงการดงั กล่าวมีความส�ำ คัญอย่างยิง่
จะเป็นประโยชน์แก่การวางโครงการพัฒนาการเศรษฐกิจของชาติให้เป็นผลดียิ่งๆ  ขึ้นไปในภายหน้าคณะ
รัฐมนตรีได้ประชุมปรึกษาเมื่อวันที่  ๑๔  พฤศจิกายน  ๒๕๐๔  ลงมติเห็นชอบและให้ดำ�เนินการได้ตามที่
กระทรวงมหาดไทยเสนอ
ต่อมาคณะรฐั มนตรีมีมติเมื่อวนั ที่ ๑๒ พฤศจิกายน  ๒๕๐๖  ว่า เมือ่ คณะกรรมการส�ำ รวจ
จำ�แนกประเภทที่ดินได้ประมวลผลและจำ�แนกประเภทที่ดินโดยกำ�หนดพื้นที่ป่าไม้ที่เห็นสมควรสงวน
คมุ้ ครองโดยแนน่ อนเสรจ็ ในจงั หวดั ใดแลว้ ขอใหเ้ ขตพน้ื ทป่ี า่ ไมต้ ามมตคิ ณะรฐั มนตรเี มอ่ื วนั ท่ี ๑๔ พฤศจกิ ายน
๒๕๐๔  สำ�หรับท้องที่จังหวัดนั้นเป็นอันยกเลิก  เพราะได้สำ�รวจเสร็จแล้ว  และให้ถือเขตพื้นที่ป่าไม้ตามที่
คณะกรรมการสำ�รวจจำ�แนกประเภทที่ดินได้จำ�แนกไว้  ส่วนที่ดินนอกเขตพื้นที่ป่าไม้ดังกล่าวให้ถือเป็นเขต
ที่ดินจัดสรรเพื่อเกษตรกรรมและเพื่อการใช้ประโยชน์อย่างอื่นซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยจะได้
ดำ�เนินการต่อไปตามกฎหมาย
ปา่ ไมถ้ าวรเกดิ ขน้ึ โดยมตคิ ณะรฐั มนตรี การยกเลกิ เขตปา่ ไมถ้ าวรจงึ ตอ้ งท�ำ โดยมตคิ ณะรฐั มนตรี
เช่นเดียวกนั การที่คณะรฐั มนตรีได้มีมติกำ�หนดให้พื้นที่ “ป่า” ใดเป็นเขตป่าไม้ถาวรน้ันกเ็ พื่อต้องการสงวน
และคุ้มครองไว้เป็นสมบัติของชาติโดยถาวรสืบไป  ดังนั้นแม้ว่าต่อมาพื้นที่นั้นได้มีกฎหมายกำ�หนดเป็น
ป่าสงวนแห่งชาติ อทุ ยานแห่งชาติ หรือเขตรกั ษาพนั ธุ์สตั ว์ป่า แล้วพื้นทีใ่ นส่วนนั้นก็ยงั คงอยู่ในเขตป่าไม้
ถาวรตามมติของคณะรัฐมนตรีนัน่ เอง แม้จะได้มีการออกฎกระทรวงเพิกถอนสภาพป่าสงวนแห่งชาติ หรือ
พระราชกฤษฎีกาเพิกถอนอทุ ยานแห่งชาติ หรือเขตรกั ษาพันธ์ุสัตว์ป่าน้ันไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน พื้นที่
ในส่วนที่ถูกเพิกถอนนั้นยังมีสภาพป่าไม้ถาวรอยู่  เว้นแต่คณะรัฐมนตรีจะมีมติเปลี่ยนแปลงเขตป่าไม้ถาวร
ให้เป็นอย่างอื่น
ปัจจุบันกรมป่าไม้เป็นส่วนราชการที่มีอำ�นาจหน้าที่คุ้มครองดูแลรักษาและรับผิดชอบป่าไม้
ถาวร ตามพระราชบัญญตั ิป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔
๕. ป่าเตรียมการ หมายถึงป่าตามมติคณะรฐั มนตรี เมือ่ วันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๐๔
หรือป่าไม้ถาวรของชาติ  ซึ่งอยู่ระหว่างที่กรมป่าไม้ดำ�เนินการขอกำ�หนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ  ดังนั้น
ป่าจำ�แนก ป่าไม้ถาวร ป่าไม้ถาวรของชาติ และป่าเตรียมการ จึงมีความหมายเหมือนกัน
ป ่าสงวนแห่งชา๖ต.ิ พป.ศ่า.ส ๒ง๕ว๐น๗แ๔ห่งดชงั านตี้ ิ  คือ  ป่าที่ได้กำ�หนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติ
พทุ ธศ๑ัก.ร ปาช่าท๒ี่เ๔ป๘็นป๑่ามสีผงวลนเป ็น(ปไม่า่มสีคงวำ�นวแ่าห  ่ง“ชแาหต่งิตชาามตมิ”า) ตรอายู่แ๖ลว้วรตราคมหพนรึง่ ะ๕ราชบัญญัติคุ้มครองและ
สงวนป่า
_ ___________๔__ พ__ร_ะ_ร_า_ช_บ__ญั _ญ__ัต__ิป_่า_ส__งวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗
มาตรา ๔ “ในพระราชบัญญัตินี้
ฯลฯ
“ป่าสงวนแห่งชาติ” หมายความว่า ป่าที่ได้กำ�หนดให้เปน็ ป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบญั ญัตินี้
ฯลฯ”
๕ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗
มาตรา ๖ “บรรดาป่าที่เปน็ ป่าสงวนอยู่แล้วตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองและสงวนป่าก่อนวันที่
พระราชบญั ญัตินี้ใช้บงั คับ ให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบญั ญตั ินี้
ฯลฯ”

๑๓ ๖ ๑๑๔ ปี กรมท่ดี ิน

ให้ถือว่าเปน็ ป่า๒ส.ง วปน่าแทหีเ่ ่งปช็นาปต่าิตคาุ้มมคพรรอะงรแาลช้วบตัญาญมพัตริปะ่ารสางชวบนญั แหญ่งตั ชิคาุ้มติคพร.อศง. แ๒ล๕ะ๐ส๗งวนมปาต่ารพาทุ ๓ธ๖ศ๖กั ราช ๒๔๘๑
(มาตร๓า. ๖รัฐวมรนรตครสีวอ่างก)๗ารปก่ารทะทีก่ ำ�รหวงนเดกเษปต็นรปแ่าลสะงสวหนกแหรณ่งช์อาอตกิอกาจฎเกปรน็ ะพทื้นรทวีป่งก่าำ�ทหี่คนณดะปร่าฐั  มเนปต็นรปีให่า้รสกังวษนา
แห่งชาติ
ไว้เป็นป่าไม้ถาวรของชาติหรือไม่กไ็ ด้
การออกกฎกระทรวงกำ�หนดป่าสงวนแห่งชาติทับซ้อนที่ดินที่ราษฎรมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ
ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายที่ดินอยู่แล้ว ย่อมไม่ทำ�ให้ที่ดินดงั กล่าวเป็นป่าสงวนแห่งชาติ เพราะการ
ก�ำ หนดเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตามมาตรา ๖ แห่งพระราชบญั ญตั ิป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ จะกระท�ำ ได้
เฉพาะในทีป่ ่าเท่านั้น
ในหลักการหรือแนวทางปฏิบัติในการกำ�หนดป่าสงวนแห่งชาติจะกำ�หนดป่าที่คณะรัฐมนตรี
มมี ตใิ หร้ กั ษาไวเ้ ปน็ ปา่ ไมถ้ าวรของชาตใิ หเ้ ปน็ ปา่ สงวนแหง่ ชาต ิ แตถ่ า้ เจา้ หนา้ ทท่ี ไ่ี ดไ้ ปท�ำ การส�ำ รวจเบอื้ งตน้
เกี่ยวกับสภาพป่าและชนิดไม้พบว่าได้มีพื้นที่ป่าหนึ่งป่าใดหรือบางส่วนยังมีสภาพป่าที่สมบูรณ์และมีไม้มีค่า
ขึ้นอยู่มาก  แม้ว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่นอกเขตป่าที่คณะรัฐมนตรีมติให้รักษาไว้เป็นป่าไม้ถาวรของชาติก็ตาม
กรมป่าไม้ก็อาจกำ�หนดพื้นที่ป่าน้ันเป็นป่าสงวนแห่งชาติได้  อย่างไรก็ตามการออกกฎกระทรวงกำ�หนด
ป่าสงวนแห่งชาติต้องมีแผนทีแ่ สดงแนวเขตป่าทีก่ �ำ หนดเป็นป่าสงวนแห่งชาติแนบท้ายกฎกระทรวงนั้นด้วย
ตามมาตรา  ๘  แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ  พ.ศ. ๒๕๐๗  กำ�หนดให้พนักงาน
เจ้าหน้าทีจ่ ดั ทำ�หลกั เขตและป้าย หรือเครื่องหมายอื่นแสดงแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติไว้ตามสมควร เพือ่ ให้
ประชาชนเห็นได้ว่าเปน็ เขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งในทางปฏิบัติมีการดำ�เนินการดังนี้
๑. หลักเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งอาจท�ำ ด้วยไม้แก่นหรือเสาคอนกรีตเสริมเหล็กฝังเปน็ ระยะ
ตามแนวป่าสงวนแห่งชาติ
๒. ติดป้ายซึง่ มีค�ำ ว่า “ป่าสงวนแห่งชาติ” ไว้ตามต้นไม้ทีม่ ีอยู่ตามเขตป่าสงวนแห่งชาติ
๓. มีการถากต้นไม้แล้วประทับตราครุฑไว้  เพื่อแสดงให้ประชาชนท่ัวไปเห็นได้ว่าเป็นเขต
ป่าสงวนแห่งชาติ
เมื่อออกกฎกระทรวงกำ�หนดป่าสงวนแห่งชาติและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
กรมป่าไม้ต้องรีบคัดสำ�เนากฎกระทรวงพร้อมแผนที่ท้ายกฎกระทรวงส่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดท้องที่เพื่อ
ส่ังการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องดำ�เนินการปิดประกาศให้ประชาชนทราบ  ณ  ที่ทำ�การอำ�เภอท้องที่  หรือ
กิ่งอ�ำ เภอท้องที่ ทีท่ ำ�การก�ำ นนั ท้องที่ และที่เปิดเผยเหน็ ได้ง่ายในหมู่บ้านท้องทีน่ ้ันด้วย ศาลได้วินิจฉยั ตาม
ค�ำ พิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๑๖๔/๒๕๑๕ ว่า การออกฎกระทรวงก�ำ หนดป่าสงวนแห่งชาตินอกจากประกาศ

________________________________
๖ พระราชบัญญตั ิป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗
มาตรา ๓๖ “บรรดาป่าที่เป็นป่าคุ้มครองอยู่แล้วตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองและสงวนป่าก่อน
วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ  ให้ถือว่าเป็นป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัตินี้จนกว่าจะมีกฎกระทรวงออก
ตามมาตรา ๖ วรรคสอง หรือมาตรา ๗ ซึ่งต้องออกภายในห้าปีนบั แต่วนั ที่พระราชบญั ญตั ินี้ใช้บงั คับ”
๗ พระราชบญั ญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗
มาตรา ๖ “ฯลฯ
เมื่อรัฐมนตรีเห็นสมควรกำ�หนดป่าอื่นใดเป็นป่าสงวนแห่งชาติ  เพื่อรักษาสภาพป่าไม้  ของป่าหรือ
ทรัพยากรธรรมชาติอื่น  ให้กระทำ�ได้โดยออกกฎกระทรวงซึ่งต้องมีแผนที่แสดงแนวเขตป่าที่กำ�หนดเป็นป่าสงวน
แห่งชาติน้ันแนบท้ายกฎกระทรวงด้วย”

๑๑๔ ปี กรมที่ดิน ๑๓๗

ในราชกิจจานุเบกษาตามปกติแล้ว  ยังต้องปิดสำ�เนากฎกระทรวงและแผนที่ท้ายกฎกระทรวงไว้ที่ทำ�การ
อ�ำ เภอ กิ่งอำ�เภอ ที่ทำ�การกำ�นนั และทีเ่ ปิดเผยเห็นได้ง่ายในหมู่บ้านท้องทีน่ ้ันด้วย มิฉะนั้นความสมบรู ณ์ของ
กฎหมายจะไม่มี
ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือ  ครอบครองทำ�ประโยชน์หรืออยู่อาศัย
ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำ�ไม้ เกบ็ หาของป่า หรือกระทำ�ด้วยประการใดๆ อนั เปน็ การเสื่อมเสียแก่สภาพ
ป่าสงวนแห่งชาติ เว้นแต่ได้รับอนญุ าตตามบทบญั ญตั ิแห่งพระราชบญั ญตั ิป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗
หรือเป็นการทำ�ไม้หวงห้าม  หรือเก็บหาของป่าหวงห้ามตามกฎหมายว่าด้วยป่าไม้  และมีบทบัญญัติเรื่อง
การอนุญาตให้บุคคลเข้าทำ�ประโยชน์หรืออยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติได้  การอนุญาตให้บุคคลเข้าไป
ทำ�ประโยชน์หรืออยู่อาศยั ได้แก่ การอนุญาตเกี่ยวกับการทำ�เหมืองแร่ตามกฎหมายว่าด้วยแร่ การอนุญาต
เพื่อการระเบิด ย่อย เก็บ ซึ่งหิน กรวด ทราย ลูกรัง หรือดิน การอนญุ าตเพื่อการอยู่อาศยั หรือประกอบ
อาชีพเกษตรกรรมประเภทพืช  ผัก  ผลไม้และเลี้ยงสัตว์  การอนุญาตเพื่อจัดสวนรุกชติ  หรือวนอุทยาน
การอนุญาตเพื่อการเพาะเลี้ยงหรือขยายพันธุ์สัตว์ป่า  การอนุญาตเพื่อจัดอุทยานสัตว์ป่า  การอนุญาต
เพื่อสร้างวัด  หรือสำ�นักสงฆ์หรือสำ�นักปฏิบัติธรรม  การอนุญาตให้ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ  เพื่อ
วตั ถปุ ระสงค์หนึ่งวัตถุประสงค์ใด และการอนุญาตเพือ่ วัตถุประสงค์อืน่ ๆ
นอกจากน้ันยังมีนำ�พื้นที่เขตป่าเสื่อมโทรม  มาประกาศให้เป็นเขตปรับปรุงป่าสงวนแห่งชาติ
แล้วอนุญาตให้บุคคลซึ่งเข้าทำ�ประโยชน์  หรืออยู่อาศัยในเขตดังกล่าวอยู่ก่อนแล้ว  เพื่อทำ�ประโยชน์และ
อยู่อาศัยต่อไปได้  โดยออกหนังสืออนุญาตให้ทำ�ประโยชน์และอยู่อาศัยภายในเขตปรับปรุงสงวนแห่งชาติ
(สทก.)  ให้แก่บุคคลผู้น้ันไว้เป็นหลักฐาน  และมีการอนุญาตให้บุคคลทำ�การบำ�รุงป่าหรือปลูกสร้างสวนป่า
หรือไม่ยืนต้น ในเขตป่าเสื่อมโทรม
๗. ป่าสงวนแห่งชาติพิเศษ  ได้มีการกำ�หนดให้ป่าสงวนแห่งชาติ  ป่าดอยสุเทพ  จังหวัด
เชียงใหม่ (เพียงป่าเดียวเท่าน้ัน) เป็น “ป่าสงวนแห่งชาติพิเศษ” โดยกรมป่าไม้ได้เสนอขอให้กระทรวงเกษตร
และสหกรณ์เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อกำ�หนดให้เป็น  “ป่าสงวนแห่งชาติพิเศษ”  เนื่องจากคณะกรรมการ
พิจารณาราชการด้านป่าไม้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้พิจารณาประวัติความเป็นมาและความสำ�คัญ
ของป่าดอยสุเทพ  ตลอดจนความรู้สึกในด้านจิตใจของประชาชน  โดยเห็นว่าป่าดอยสุเทพเป็นสถานที่ที่
ราษฎรถือว่าเปน็ สถานที่คู่บ้านคู่เมือง เปน็ ปูชนียสถาน เป็นที่ตั้งของพระต�ำ หนักภพู ิงค์ราชนิเวศน์ ซึง่ เปน็
ที่ประทับและรับรองแขกผู้มีเกียรติชาวต่างประเทศของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังมีความสวยงามตามธรรมชาติ ซึง่ ไม่มีสถานทีแ่ ห่งใดตั้งอยู่ใกล้เมืองในลกั ษณะนี้อีกแล้วทว่ั ราช
อาณาจกั รจึงขอก�ำ หนดให้เปน็ “ป่าสงวนแห่งชาติพิเศษ” ซึง่ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมือ่ วนั ที่ ๒๓ มกราคม
๒๕๑๐ ให้ป่าสงวนแห่งชาติป่าดอยสเุ ทพเปน็ “ป่าสงวนแห่งชาติพิเศษ” โดยมีเงื่อนไขแตกต่างจากป่าสงวน
แห่งชาติธรรมดาทว่ั ไป ดงั นี้
๑. ห้ามมิให้อนุญาตให้บุคคลเข้าอยู่อาศัยหรือทำ�ประโยชน์ใดๆ  ในป่าสงวนแห่งชาติป่าดอย
สุเทพ ยกเว้นเฉพาะในกรณีต่อไปนี้
ก. ผู้อยู่อาศยั เดิมให้อยู่ต่อไปจนชั่วชีวิตของผู้นั้นเท่านั้น
ข. สำ�หรับผู้ที่ได้ปลูกพืชผลอาสินอยู่เดิมก็ผ่อนผันให้อยู่ต่อไปจนช่ัวชีวิต  ทั้งนี้ให้มีเงื่อนไข
ประกอบใบอนุญาตให้รัดกุม
ค. สำ�หรับผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการใดๆ  เพื่อรับประโยชน์จากป่าสงวนแห่งชาติ
เช่น การระเบิดหิน หรือขดุ แร่กใ็ ห้ประกอบกิจการน้ันต่อไปได้จนกว่าจะหมดอายใุ บอนุญาต

๑๓ ๘ ๑๑๔ ปี กรมทดี่ นิ

๒. เพื่อเป็นการรักษาต้นน้ําลำ�ธาร  ปูชนียสถาน  และพระราชฐาน  ฯลฯ  ตลอดจนทิวทัศน์
ธรรมชาติอนั สวยงาม ให้ก�ำ หนดหลกั การไว้เป็นกรณีพิเศษว่า บริเวณตอนใดกำ�หนดมิให้มีสิง่ ปลกู สร้างหรือ
โครงการเพื่อการใดให้เป็นการแน่นอนไว้ด้วย
มติคณะรฐั มนตรีเมื่อวันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๓๕ และวนั ที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๓๕ ได้จ�ำ แนกเขต
การใช้ประโยชน์ทรัพยากรและที่ดินป่าไม้ (Zoning) ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึง่ มีวัตถุเพือ่ แบ่งขอบเขตพื้นที่
ป่าสงวนแห่งชาติให้ชดั เจน เพือ่ ให้หน่วยงานทีเ่ กี่ยวข้องทราบและถือปฏิบัติร่วมกัน เป็นการลดปัญหาด้าน
สิง่ แวดล้อม และข้อขัดแย้งในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรทีด่ ินและป่าไม้ท้ังในปจั จบุ นั และอนาคต รวมทั้งเพื่อ
เป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำ�กินของราษฎรในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติอีกทางด้านหนึ่ง  โดยแบ่งพื้นที่เป็น
๓ ลักษณะ คือ ป่าอนุรกั ษ์เพิ่มเติม ป่าเพื่อเศรษฐกิจ และป่าที่เหมาะสมต่อการเกษตร
๘. ปา่ อนุรกั ษเ์ พิม่ เติม หมายถึง ป่าสงวนแห่งชาติทีม่ ีสภาพป่าสมบรู ณ์ หรือมีศักยภาพ
เหมาะสมต่อการอนุรักษ์ธรรมชาติเพื่อรักษาไว้ซึ่งความสมดุลของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมป่าลักษณะนี้
ได้แก่
๑. ป่าที่มีสภาพสมบูรณ์  ตลอดจนป่าที่สมควรสงวนไว้เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมและระบบ
นิเวศน์
๒. ป่าทีม่ ีความเหมาะสมต่อการสงวนไว้เพือ่ เป็นสถานที่ศึกษาวิจยั
๓. ป่าที่ห้ามมิให้บคุ คลเข้าไปหรืออยู่อาศยั ตามแนวชายแดน
๔. ป่าทีเ่ ปน็ เอกลกั ษณ์เฉพาะของท้องถิน่
๕. ป่าซึ่งเป็นเขตที่ต้ังแหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์  ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษา
คณุ ภาพสิง่ แวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๑๘
๖. ป่าซึง่ ก�ำ หนดเปน็ โบราณสถาน โบราณวตั ถุ ตามพระราชบญั ญัติโบราณสถาน โบราณ
วตั ถุ ศิลปวตั ถุ และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔
๙. ป่าเพื่อเศรษฐกิจ  หมายถึง  ป่าสงวนแห่งชาติที่กำ�หนดไว้เพื่อผลิตไม้และของป่ารวมถึง
พื้นที่เศรษฐกิจตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการกำ�หนดช้ันคุณภาพลุ่มนํ้าและการจำ�แนกเขตการใช้
ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าชายเลน พื้นที่เพื่อการพัฒนาทรัพยากรป่าไม้และพื้นที่ประสานการใช้ประโยชน์
ร่วมกันระหว่างทรัพยากรป่าไม้กับทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ  เช่น  ทรัพยากรมนุษย์  ทรัพยากรแร่  และ
ทรัพยากรพลังงานเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ  ตลอดทั้งต้องไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่
จ�ำ แนกให้เปน็ เขตพื้นที่ป่าเพือ่ การอนรุ กั ษ์
๑๐. ปา่ ที่เหมาะสมตอ่ การเกษตร หมายถึง พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติแห่งชาติทีม่ ีสมรรถนะ
ทีด่ ินเหมาะสมต่อการเกษตรหรือมีศกั ยภาพสูงในการพัฒนาด้านการเกษตร ตามผลการจำ�แนกสมรรถนะ
ทีด่ ินของกรมพัฒนาที่ดิน รฐั สามารถพัฒนาความเปน็ อยู่ของราษฎรได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกท้ังต้องไม่อยู่
ในหลกั เกณฑ์ที่จะจ�ำ แนกให้เปน็ เขตพื้นที่ป่าเพือ่ การอนุรักษ์ และเขตพื้นทีป่ ่าเพื่อเศรษฐกิจ พื้นที่ลกั ษณะนี้
ได้แก่
๑. พื้นทีท่ ี่มีสมรรถนะของดินเหมาะสมต่อการเกษตร
๒. พื้นทีท่ ี่เหมาะสมต่อการเกษตร ตามนยั มติคณะรัฐมนตรีเกีย่ วกับการกำ�หนดช้ันคุณภาพ
ลุ่มน้ําและการจำ�แนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นทีป่ ่าชายเลน
“พื้นที่ป่าอนุรักษ์ตามกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรี”  หมายถึง  พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่
ได้จำ�แนก  (ตามหลักเกณฑ์และวิธีการในการจำ�แนกเขตการใช้ประโยชน์ทรัพยากรและที่ดินป่าไม้ในพื้นที่
ป่าสงวนแห่งชาติโดยมติคณะรฐั มนตรีเมือ่ วันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๓๕ และวันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๓๕) เปน็

๑๑๔ ปี กรมที่ดิน ๑๓๙

พื้นที่ป่าอนุรักษ์ (เพิ่มเติม) และพื้นที่ป่าอนุรักษ์ตามกฎหมายและมติคณะรฐั มนตรีทีเ่ กีย่ วข้องกับการอนรุ ักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติพื้นทีล่ ักษณะนี้ได้แก่
๑. พื้นทีเ่ ขตรักษาพนั ธ์ุสัตว์ป่า ที่ได้ประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา ตามพระราชบัญญัติสงวน
และคุ้มครองสตั ว์ป่า พ.ศ. ๒๕๐๓ และพระราชบญั ญตั ิสงวนและคุ้มครองสตั ว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕
๒. พื้นที่อุทยานแห่งชาติ  ที่ได้ประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา  ตามพระราชบัญญัติอุทยาน
แห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔
๓. พื้นที่ลุ่มนํ้าช้ันที่  ๑  ตามผลการกำ�หนดช้ันคุณภาพลุ่มน้ําโดยสำ�นักงานคณะกรรมการ
สิง่ แวดล้อมแห่งชาติ ตามมติคณะรฐั มนตรี
๔. พื้นที่อนุรักษ์ป่าชายเลนตามผลการจำ�แนกเขตการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ป่าชายเลน
ประเทศไทย ตามมติคณะรัฐมนตรี
๑๑. เขตอทุ ยานแห่งชาติ เป็นบริเวณทีด่ ินที่มีสภาพธรรมชาติเป็นที่น่าสนใจ ซึ่งรัฐบาล
เหน็ สมควรกำ�หนดให้เปน็ อทุ ยานแห่งชาติ เพื่อให้คงอยู่ในสภาพธรรมชาติเดิม เพือ่ สงวนไว้ให้เป็นประโยชน์
ในการศึกษาและรื่นรมย์ของประชาชน การก�ำ หนดเขตอุทยานแห่งชาติต้องออกเปน็ พระราชกฤษฎีกา โดยมี
แผนที่แสดงแนวเขตบริเวณทีก่ ำ�หนดอทุ ยานแห่งชาติแนบท้ายพระราชกฤษฎีกา และทีด่ ินที่จะก�ำ หนดให้เปน็
อุทยานแห่งชาติต้องเป็นที่ดินที่มิได้อยู่ในกรรมสิทธิ์หรือครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายของบุคคลใดซึ่ง
มิใช่ทบวงการเมือง ภายในเขตอทุ ยานแห่งชาติ กฎหมายบัญญตั ิข้อห้ามไว้หลายประการ เช่น ห้ามมิให้บคุ คล
ใดยึดถือครอบครองทีด่ ินรวมไปจนตลอดถึง ก่นสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า เก็บหานำ�ออกไปทำ�ด้วยประการ
ใดๆ ให้เป็นอนั ตรายหรือทำ�ให้เสือ่ มสภาพ ซึง่ ไม้ ยางไม้ น้ํามันสน กล้วยไม้ นํ้าผึ้ง คร่ัง ถ่านไม้ เปลือกไม้
มูลค้างคาว แร่ หรือทรพั ยากรธรรมชาติอื่น น�ำ สัตว์ออกไปหรือทำ�ด้วยประการใดๆ ให้เป็นอันตรายแก่สตั ว์
ท�ำ ด้วยประการใดๆ ให้เปน็ อันตรายแก่ดอกไม้ ใบไม้ หรือผลไม้ น�ำ หรือปล่อยปศสุ ตั ว์เข้าไป ปิดประกาศหรือ
โฆษณา หรือขีดเขียนในทีต่ ่างๆ ยิงปืน ท�ำ ให้เกิดระเบิดซึง่ วตั ถุระเบิดหรือจุดดอกไม้เพลิง
๑๒. เขตรักษาพนั ธ์สุ ัตวป์ า่ เปน็ บริเวณที่ดินซึง่ คณะรฐั มนตรีเหน็ สมควรก�ำ หนดให้เปน็ ทีอ่ ยู่
อาศัยของสัตว์ป่าโดยปลอดภัยเพื่อรักษาไว้ซึ่งพันธุ์สัตว์ป่า  การกำ�หนดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าต้องออกเป็น
พระราชกฤษฎกี า และมแี ผนทแ่ี สดงแนวเขตบรเิ วณทก่ี �ำ หนดเขตรกั ษาพนั ธส์ุ ตั วป์ า่ แนบทา้ ยพระราชกฤษฎกี า
ที่ดินที่จะกำ�หนดให้เป็นเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าต้องเป็นที่ดินที่มิได้อยู่ในกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองตาม
ประมวลกฎหมายที่ดินของบุคคลใดซึ่งมิใช่ทบวงการเมือง  ในบริเวณที่ดินที่มีพระราชกฤษฎีกาประกาศให้
เปน็ เขตรกั ษาพนั ธ์ุสตั ว์ป่าแล้ว ผู้ใดจะเข้าไปล่าสตั ว์ป่าในเขตรกั ษาพันธ์สัตว์ป่าน้ันไม่ได้ ไม่ว่าสัตว์ป่าชนิด
น้ันเปน็ สัตว์ป่าสงวน หรือสัตว์ป่าคุ้มครองหรือไม่กต็ าม กล่าวคือ ห้ามล่าสตั ว์ป่าทกุ ชนิดโดยเด็ดขาด และ
ห้ามเก็บหรือทำ�อันตรายแก่รังของสัตว์ป่า  เว้นแต่การกระทำ�เพื่อการศึกษาหรือวิจัยทางวิชาการโดยได้รับ
อนญุ าตเป็นหนังสือจากอธิบดีกรมอทุ ยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพนั ธุ์พืช (ในปัจจุบนั ) หรืออธิบดีกรมป่าไม้
(ก่อนการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม เมือ่ พ.ศ. ๒๕๔๕) โดยความเหน็ ชอบของคณะกรรมการสงวนและ
คมุ้ ครองสตั วป์ า่ แหง่ ชาติ นอกจากนน้ั ภายในเขตรกั ษาพนั ธส์ุ ตั วป์ า่ ยงั หา้ มมใิ หผ้ ใู้ ดเขา้ ไปยดึ ถอื หรอื ครอบครอง
ที่ดินหรือปลูก หรือก่อสร้างสิง่ หนึง่ สิ่งใด หรือตดั โค่น แผ้วถางเผา ท�ำ ลายต้นไม้ หรือพฤกษชาติอื่น หรือ
ขดุ หาแร่ ดิน หิน หรือเลี้ยงสตั ว์ หรือปล่อยสัตว์หรือสตั ว์ป่า หรือเปลีย่ นแปลงทางน้ํา หรือท�ำ ให้นํ้าในลำ�นํ้า
ล�ำ ห้วย หนอง บึง ท่วมท้น หรือเหือดแห้งเป็นพิเศษ หรือเป็นอันตรายต่อสัตว์ป่า เว้นแต่ได้รบั อนญุ าตจาก
พนกั งานเจ้าหน้าทีห่ รือเป็นพนกั งานเจ้าหน้าที่ หรือพนกั งานอืน่ ใดซึ่งต้องเข้าไปปฏิบตั ิการตามหน้าที่อีกด้วย
๑๓. เขตหา้ มล่าสัตว์ป่า เปน็ บริเวณสถานทีท่ ี่ใช้ในราชการหรือใช้เพื่อสาธารณประโยชน์
หรอื ประชาชนใชป้ ระโยชนร์ ว่ มกนั ซง่ึ รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ ม (ในปจั จบุ นั )

๑๔ ๐ ๑๑๔ ปี กรมทดี่ นิ

หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ก่อนการปรบั ปรงุ กระทรวง ทบวง กรม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๕)
โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าแห่งชาติ  ได้ประกาศกำ�หนดให้เป็นเขต
หา้ มลา่ สตั วป์ า่ ชนดิ หรอื ประเภทใด  การประกาศก�ำ หนดเขตหวงหา้ มลา่ สตั วป์ า่ กระท�ำ โดยประกาศกระทรวง
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  (แล้วแต่การประกาศในช่วงเวลาที่
กระทรวงดังกล่าวกระทรวงใดมีภารกิจหน้าที่ในเรื่องนี้)  โดยมีบัญชีรายชื่อสัตว์ป่าชนิดหรือประเภทที่ห้าม
ล่า เก็บ หรือทำ�อนั ตรายแก่รังของสัตว์ป่า ซึง่ ห้ามมิให้ล่านั้นและมีแผนทีแ่ สดงเขตห้ามล่าสตั ว์ป่าแนบท้าย
ประกาศ ตามพระราชบญั ญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕ ห้ามมิให้ล่าสตั ว์ป่าตามบัญชีรายชือ่
สตั ว์ป่า ชนิด หรือประเภททีห่ ้ามล่า เกบ็ หรือท�ำ อันตรายแก่รังของสัตว์ป่า ซึ่งห้ามมิให้ล่านั้น และยังห้าม
มิให้ยึดถือครอบครองทีด่ ิน หรือตดั โค่น แผ้วถาง เผา ท�ำ ลายต้นไม่ หรือพฤกษชาติอืน่ หรือขดุ หาแร่ ดิน หิน
หรือเลี้ยงสตั ว์หรือเปลี่ยนแปลงทางน้ํา หรือทำ�ให้น้ําในลำ�น้ํา ล�ำ ห้วย หนอง บึง ท่วมท้น เหือดแห้ง เปน็ พิษ
หรือเปน็ อันตรายต่อสตั ว์ป่า เว้นแต่ได้รบั อนญุ าตเปน็ หนังสือจากอธิบดีกรมอทุ ยานแห่งชาติ สตั ว์ป่า และ
พนั ธ์ุพืช (ในปัจจุบนั ) หรืออธิบดีกรมป่าไม้ (ก่อนการปรบั ปรุงกระทรวงทบวง กรม เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๕) หรือ
อธิบดีดังกล่าวได้ประกาศอนุญาตไว้เป็นคราวๆ ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าแห่งหนึง่ แห่งใดโดยเฉพาะ
๑๔. วนอทุ ยาน (Forest Parks) เป็นพื้นทีท่ ี่มีทิวทัศน์ธรรมชาติสวยงาม เช่น นํ้าตก
หาดทราย ซึง่ ได้มีการปรบั ปรงุ ตกแต่งสถานทีเ่ หล่านี้ให้เหมาะสมเป็นสถานที่พกั ผ่อนหย่อนใจของประชาชน
อ�ำ นวยความสะดวก จดั ให้มีถนนและทางเดินเท้า ตลอดจนโต๊ะม้าน่ังรบั ประทานอาหาร เป็นสถานทีซ่ ึง่ ไม่อยู่
ห่างไกลจากทีช่ ุมชนมากนกั สะดวกแก่การไปมาและเที่ยวพักผ่อน
๑๕. สวนพฤกษศาสตร์ (Botanical Garden) เปน็ สวนทีส่ ร้างขึ้นเพื่อรวบรวมพนั ธ์ไม้ทุก
ชนิดไว้เปน็ สถานที่ส�ำ หรบั การศึกษาทางพฤกษศาสตร์โดยเฉพาะ แต่ก็ใช้เปน็ สถานที่พกั ผ่อนหย่อนใจได้ด้วย
ในสวนพฤกษศาสตร์มีการปลกู พันธ์ุไม้ในประเทศ และพันธุ์ไม้ต่างประเทศไว้โดยแยกเปน็ หมวดหมู่ และเปน็
ตระกลู ตามล�ำ ดับของชนิดไม้นั้นๆ เพือ่ ให้บคุ คลทีส่ นใจหรือต้องการศึกษาหาความรู้ในทางพฤกษศาสตร์ได้
รับความรู้และทราบว่าพันธ์ุไม้ชนิดใดอยู่ในตระกูลใดและชนิดพนั ธุ์ใด
๑๖. สวนรกุ ขชาติ (Arboretum) เป็นสวนเล็กๆ มีพื้นทีน่ ้อยกว่าสวนพฤกษศาสตร์สร้าง
ขึ้นเพือ่ รวบรวมพนั ธ์ุไม้ต่างๆ ไว้ โดยเฉพาะไม้ยืนต้นที่มีค่าในทางเศรษฐกิจ และไม้ดอกซึง่ มีอยู่ในท้องถิ่น
แต่มิได้ปลูกเป็นหมวดหมู่เหมือนอย่างในสวนพฤกษศาสตร์  หากแต่มีชื่อพันธ์ุไม้ติดไว้ว่าเป็นพันธ์ุไม้อะไร
โดยมีการทำ�ถนนและทางเดินเพื่อเข้าชมจุดมุ่งหมายเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจโดยเฉพาะ  และพร้อมกันนั้น
เพือ่ ให้ผู้เข้าไปพกั ผ่อนหรือเข้าชมได้รับความรู้เกีย่ วกับพนั ธ์ุไม้ในสวนรกุ ขชาติไปด้วย
วนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ และสวนรุกขชาติ ในปัจจบุ นั ยังไม่มีกฎหมายบญั ญัติให้จดั ต้ัง
หรอื คมุ้ ครองไวโ้ ดยเฉพาะ เหมือนอยา่ งเชน่ อทุ ยานแหง่ ชาตทิ ม่ี พี ระราชบญั ญตั อิ ทุ ยานแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔
บัญญัติให้จัดต้ังขึ้นโดยพระราชกฤษฎีกาและมีพระราชบัญญัติที่คุ้มครองอุทยานแห่งชาติไว้โดยเฉพาะ
การจดั ต้ังวนอุทยาน สวนพฤกษศาสตร์ และสวนรุกขชาติ จึงเป็นการจัดต้ังขึ้นในทางวิชาการ ได้รบั ความ
คุ้มครองตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช ๒๔๘๔ และพระราชบัญญตั ิป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗
(กรณีทีอ่ ยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ)
๑๗. ป่าเสือ่ มโทรม (มติคณะรฐั มนตรี วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๓๒) มีหลักเกณฑ์และ
เงือ่ นไขการพิจารณาดงั นี้
(๑) เป็นป่าไม้ที่มีไม้มีค่าที่มีลักษณะสมบูรณ์เหลืออยู่เป็นส่วนน้อย  และป่านั้นยากที่จะกลับ
มาฟื้นคืนดีได้ตามธรรมชาติ โดยมีไม้ขนาดความโตวัดโดยรอบลำ�ต้นตรงทีส่ งู ๑๓๐ ซม. ขึ้นกระจายอยู่ทั่ว
พื้นทีไ่ ม่เกินไร่ละ ๘ ต้น หรือมีไม้ขนาดความโตเกิน ๑๐๐ ซม. ขึ้นไป ขึ้นกระจายอยู่ทัว่ พื้นที่ไม่เกินไร่ละ ๒ ต้น

๑๑๔ ปี กรมทีด่ ิน ๑๔๑

(๒) การส�ำ รวจพื้นทีด่ ังกล่าวข้างต้นให้ด�ำ เนินการดงั นี้
(๒.๑) ในกรณีพื้นที่ที่ขออนุญาตมีเนื้อที่มากกว่า  ๕๐๐  ไร่  ควรมีการตรวจสอบโดย
ภาพถ่ายทางอากาศหรือภาพถ่ายดาวเทียม มาตราส่วนทีเ่ หมาะสมซึ่งสามารถตรวจสอบได้ทีถ่ ่ายใหม่ทีส่ ดุ
เพื่อประเมินดสู ภาพป่าโดยทัว่ ไป หากพื้นทีป่ ่าที่สมบรู ณ์ให้กนั ออก
(๒.๒) ให้สำ�รวจโดยวิธีทำ�แปลงตวั อย่างแบบ Line Plot ให้กระจายทวั่ พื้นที่ไม่น้อยกว่า
ร้อยละ ๕ ของพื้นที่ เพื่อหาปริมาณของไม้ขนาดต่างๆ ในการประเมินไม่ควรใช้ค่าเฉลีย่ ต่อพื้นที่ป่าผืนใหญ่
เพื่อให้เป็นไปตามหลกั เกณฑ์ควรใช้ค่าเฉลีย่ ต่อพื้นทีป่ ่าในแต่ละแปลงทีส่ ำ�รวจ
(๓) ในกรณีที่ป่านั้นต้องอยู่ในพื้นทีต่ ้นน้ําลำ�ธารชั้นที่ ๑A ชั้นที่ ๑B และชั้นที่ ๒ แม้จะมีต้นไม้
น้อยเพียงใดกต็ าม กม็ ิให้ก�ำ หนดเปน็ ป่าเสือ่ มโทรม
๑๘. ป่าชุมชน  หมายถึง  ที่ดิน  และ/หรือ  ที่ดินป่าไม้  ที่ชุมชนได้ดำ�เนินการหรือได้รับ
อนญุ าตตามกฎหมายให้ดำ�เนินการร่วมกบั พนักงานเจ้าหน้าที่ จัดกิจการงานด้านป่าไม้อย่างต่อเนือ่ ง ภายใต้
กฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบงั คับ ข้อปฏิบตั ิ และแผนงานที่เกี่ยวข้องซึง่ อาจสอดคล้องกบั ความเชือ่ และ
วัฒนธรรมของชมุ ชนท้องถิ่นน้ันด้วย การจดั การหรือการดำ�เนินการดังกล่าวกเ็ พื่อการอนรุ ักษ์ และให้ชมุ ชน
ได้ใช้ประโยชน์อย่างยงั่ ยืน
๑๙. ปา่ ชายเลน (Mangrove forest) คือ ระบบนิเวศทีป่ ระกอบไปด้วยพนั ธ์ุพืช พันธ์ุสตั ว์
หลายชนิด ดำ�รงชีวิตร่วมกนั ในสภาพแวดล้อมทีเ่ ปน็ ดินเลน นํ้ากร่อย และมีนํ้าทะเลท่วมถึงอย่างสม่ําเสมอ
ดังน้ันจึงพบป่าชายเลนปรากฏอยู่ท่ัวไปตามบริเวณที่เป็นชายฝั่งทะเล ปากแม่นํ้า ทะเลสาบ และ รอบเกาะ
แก่งต่างๆ ในพื้นที่ชายฝั่งทะเล พันธุ์ไม้ที่มีมากและมีบทบาทสำ�คัญที่สุดในป่าชายเลน คือ ไม้โกงกาง
ป่าชายเลนจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า ป่าโกงกาง ความส�ำ คญั และประโยชน์ของป่าชายเลน ป่าชายเลนเปน็
องค์ประกอบทีส่ ำ�คัญยิ่งของชายฝ่ังทะเลและนบั เปน็ ทรัพยากรทีม่ ีคณุ ค่า มหาศาลทั้งทางด้านเศรษฐกิจและ
สิง่ แวดล้อมของประเทศ
คณะรฐั มนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๕ มกราคม ๒๕๒๐ อนมุ ตั ิแต่งตั้งคณะกรรมการทรัพยากร
ธรรมชาติชายเลนแห่งชาติ โดยในการประชุมของคณะกรรมการฯ ครั้งที่ ๕/๒๕๒๑ เมือ่ วันที่ ๙ พฤษภาคม
๒๕๒๑  ที่ประชุมได้มีมติเสนอรายงานการประเมินผลกระทบที่มีต่อสภาพแวดล้อมของป่าชายเลนให้
คณะรฐั มนตรีพิจารณา โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมือ่ วันที่ ๒๗ มิถนุ ายน ๒๕๒๑ เหน็ ชอบตามข้อคิดเหน็
และขอ้ เสนอแนะเกย่ี วกบั การปอ้ งกนั และการอนรุ กั ษท์ รพั ยากรธรรมชาตชิ ายเลน ในการประชมุ คณะกรรมการฯ
ครั้งที่ ๓/๒๕๒๓ เมือ่ วันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๒๓ ทีป่ ระชุมได้นำ�เรือ่ งเสนอคณะรัฐมนตรีโดยคณะรัฐมนตรี
มีมติเมือ่ วนั ที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๒๓ เหน็ ชอบตามหลกั การ คือ
๑. ให้มีมาตรการตรวจสอบภาพถ่ายทางอากาศของบริเวณป่าชายเลนแห่งนั้นก่อนที่จะมี
การดำ�เนินการตามโครงการ
๒. มิให้มีการถอนสภาพป่าบริเวณที่จัดทำ�โครงการ  เพียงแต่อนุญาตให้ใช้พื้นที่บริเวณนั้น
ตามโครงการทีไ่ ด้รับอนญุ าตเท่าน้ัน
๓. มิให้มีการออก  ส.ค. ๑ น.ส. ๓ โฉนด หรือเอกสารสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินแก่ราษฎร
ที่เข้ามาอยู่อาศยั ในบริเวณน้ัน
๔. เจา้ ของโครงการพฒั นาจะตอ้ งท�ำ การประเมินผลกระทบตามทคี่ ณะกรรมการทรพั ยากร-
ธรรมชาติชายเลนแห่งชาติก�ำ หนด ในการประชุมของคณะกรรมการฯ ครั้งที่ ๓/๒๕๒๕ เมือ่ วนั ที่ ๑๒ มีนาคม
๒๕๒๕ ทีป่ ระชุมได้มีมติเห็นสมควรอนุโลมผ่อนผนั ไม่น�ำ มติคณะรฐั มนตรีเมื่อวนั ที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๒๓
ข้อ ๒ มาใช้บังคับกรณีส่วนราชการ เนื่องจากขัดกับมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๒๔

๑๔ ๒ ๑๑๔ ปี กรมที่ดิน

ซึ่งกำ�หนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการเข้าไปใช้ประโยชน์ของส่วนราชการ  โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่
๒๙ มิถนุ ายน ๒๕๒๕ อนมุ ัติเห็นชอบตามการผ่อนผัน
คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่  ๓  ธันวาคม  ๒๕๒๘  เห็นชอบเรื่องนโยบายป่าไม้แห่งชาติ
โดยกำ�หนดให้มีป่าไม้ร้อยละ ๔๐ ของพื้นทีป่ ระเทศ โดยแบ่งเปน็ ป่าไม้เพือ่ เศรษฐกิจร้อยละ ๒๕ และป่าไม้
เพือ่ การอนุรักษ์ร้อยละ ๑๕
คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่  ๑  พฤษภาคม  ๒๕๒๗  เห็นชอบเกี่ยวกับข้อเสนอแนะจาก
การสัมมนาระบบนิเวศวิทยาป่าชายเลนคร้ังท่ี  ๔  ให้กระทรวงเกษตรละสหกรณ์กำ�หนดเขตการใช้พื้นท่ี
ปา่ ชายเลนให้แน่นอน และคณะรัฐมนตรีมีมติเมือ่ วันที่ ๑๕ ธนั วาคม ๒๕๓๐ เห็นชอบตามทีก่ ระทรวงเกษตร
และสหกรณ์เสนอ โดยกำ�หนดพื้นทีป่ ่าชายเลนเป็น ๓ เขต คือ
(๑) เขตอนุรักษ์  หมายถึง  พื้นที่ปาชายเลนที่หวงห้ามไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้
ประโยชน์ใดๆ นอกจากปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติเพื่อรักษาไว้ซึง่ สภาพแวดล้อมและระบบนิเวศน์
(๒) เขตเศรษฐกิจ ก. หมายถึง พื้นที่ป่าชายเลนทีย่ อมให้มีการใช้ประโยชน์เฉพาะกิจการด้าน
ป่าไม้เพื่อผลผลิตทีส่ ม่าํ เสมอตามหลกั วิชาการป่าไม้
(๓) เขตเศรษฐกิจ ข.  หมายถึง  พื้นที่ป่าชายเลนที่ยอมให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินและ
การพัฒนาด้านอืน่ ๆได้ แต่ต้องคำ�นึงถึงผลดีและผลเสียทางด้านสิ่งแวดล้อมด้วย
ในปี พ.ศ. ๒๕๓๑  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ส่ังการให้กรมป่าไม้ดำ�เนินการจำ�แนกพื้นที่
ป่าไม้ออกเปน็
(๑) พื้นที่ป่าอนุรักษ์  เป็นพื้นที่ป่าซึ่งมีสภาพสมบูรณ์โดยต้องกำ�หนดแนวเขตให้ชัดเจนและ
ห้ามผู้ใดเข้าท�ำ ประโยชน์โดยเดด็ ขาด
(๒) พื้นทีป่ ่าเศรษฐกิจ เปน็ พื้นที่ป่าที่ก�ำ หนดขึ้นเพือ่ ให้เอกชนขออนญุ าตเข้าทำ�ประโยชน์ตาม
หลักเกณฑ์ทีก่ �ำ หนดโดยห้ามตัดไม้ใหญ่อย่างเดด็ ขาด
(๓) พื้นที่ป่าที่เหมาะสมกับการเกษตร  เป็นพื้นที่ป่าซึ่งเสื่อมโทรมสำ�หรับมอบให้สำ�นักงาน
การปฏิรปู ทีด่ ินเพื่อเกษตรกรรม นำ�ไปจดั สรรเปน็ ที่ท�ำ กินของประชาชน
คณะรฐั มนตรีมีมติเมื่อวนั ที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๓๔ โดยให้คณะกรรมการนโยบายป่าไม้
แห่งชาติรับมาตรการเด็ดขาดที่จะสามารถหยุดยั้งการทำ�ลายป่าไม้ชายเลนของประเทศให้ได้ตามความเห็น
ของสำ�นักงบประมาณไปพิจารณา เพื่อให้บงั เกิดผลในทางปฏิบตั ิเปน็ รูปธรรม และให้ระงับการใช้ประโยชน์
ในพื้นทีป่ ่าชายเลนโดยเดด็ ขาด โดยให้กระทรวงมหาดไทยรับไปด�ำ เนินการ สง่ั การไปยังจังหวดั ที่เกี่ยวข้องให้
จดั ตั้งคณะกรรมการระดบั จังหวัดประกอบด้วยเจ้าหน้าทีท่ ี่เกี่ยวข้อง เพื่อหยดุ ยั้งการบกุ รุกทีด่ ินในเขตป่าไม้
ชายเลน และระงับการพิจารณาขอนญุ าตใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนของทางราชการ
คณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติได้ประชุมพิจารณาและมีมติในการประชุมครั้งที่
๑/๒๕๓๕ เมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๓๕ เห็นควรแก้ไขมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๓๔
ข้อ ๓. (ข้อ ๓.๒.๔ (๓)) ให้ระงบั การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชายเลนโดยเด็ดขาด ยกเว้นผู้ได้รับอนญุ าตให้ใช้
ประโยชน์ในพื้นที่อยู่แล้วให้ดำ�เนินการต่อไปจนสิ้นสุดอายุการอนุญาต  และกรณีที่ได้ยื่นขออนุญาตไว้ก่อน
มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๓๔ ให้มีการผ่อนผนั อนญุ าตให้เข้าประโยชน์ โดยก�ำ หนด
วันสิ้นสดุ ในหนงั สืออนญุ าตไม่เกินวนั ที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๗ โดยให้กระทรวงมหาดไทยรบั ไปด�ำ เนินการ
สั่งการไปยังจังหวัดที่เกี่ยวข้องให้จัดตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อ
หยุดยั้งการบุกรุกในเขตป่าไม้ชายเลนให้เสนอเรือ่ งขออนมุ ตั ิคณะรฐั มนตรีเปน็ รายๆ ไป

๑๑๔ ปี กรมทีด่ ิน ๑๔๓

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา
การบุกรุกที่ดินในพื้นที่ป่าชายเลนภาคตะวันออก  โดยยึดถือมาตรการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่เขตอนุรักษ์
เขตเศรษฐกิจ ก. ข. เป็นบรรทดั ฐานตามมติคณะรัฐมนตรีเมือ่ วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๓๐ คือ
(๑) พื้นที่ใดทีไ่ ด้จ�ำ แนกไว้เป็นเขตเศรษฐกิจ ก. แต่มิได้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ หากเหน็ สมควร
ประกาศเปน็ ป่าสงวนแห่งชาติก็ให้ด�ำ เนินการ
(๒) ในเขตเศรษฐกิจ ก. หรือ ข. ที่ได้รบั การผ่อนผัน หากราษฎรรายใดไม่ยอมทำ�การขอ
อนุญาตใช้ที่ดินตามมติคณะรัฐมนตรีและกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยอ้างกรรมสิทธิ์น้ัน  หากเห็นว่าหลักฐาน
กรรมสิทธิ์ที่มีน้ันจะไม่ชอบด้วยกฎหมายให้ส่งเรื่องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดน้ันๆ  พิจารณาดำ�เนินการตาม
อ�ำ นาจหน้าทีโ่ ดยเคร่งครัดเปน็ รายๆ ไป
กระทรวงมหาดไทยมีหนังสือ ที่ มท ๐๖๑๙/ว ๓๖๐ ลงวันที่ ๑๒ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๓๕ เรือ่ ง
การบุกรุกทีด่ ินในเขตป่าชายเลน ให้จังหวดั ด�ำ เนินการจัดต้ัง คณะกรรมการป้องกันและหยดุ ยั้งการบกุ รุก
ที่ดินในเขตป่าชายเลน ประกอบด้วย รองผู้ว่าราชการจงั หวัด เป็นประธาน อัยการจงั หวัด ป่าไม้จงั หวัด
หวั หน้าต�ำ รวจภูธรจังหวัด นายอ�ำ เภอท้องที่ ประมงจงั หวดั เป็นกรรมการ และเจ้าพนักงานที่ดินจงั หวดั เป็น
กรรมการและเลขานุการ  โดยให้มีอำ�นาจหน้าที่ในการพิจารณาคำ�ขอออกเอกสารสิทธิในพื้นที่ป่าชายเลน
โดยใหร้ ะงบั การออกเอกสารสทิ ธใิ นเขตปา่ ชายเลนใหแ้ กผ่ บู้ กุ รกุ และเขา้ อยอู่ าศยั โดยผดิ กฎหมายโดยเดด็ ขาด
คณะรัฐมนตรีมีมติเมือ่ วนั ที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๓ ให้น�ำ พื้นทีป่ ่าชายเลนทีจ่ ำ�แนกออกเป็น
เขตการใช้ประโยชน์ทีด่ ินในพื้นทีป่ ่าชายเลนตามนยั มติคณะรฐั มนตรีเมื่อวันที่ ๑๕ ธนั วาคม ๒๕๓๐ พื้นที่
งอกชายฝั่งทะเลที่เกิดขึ้นใหม่ให้กรมป่าไม้กันไว้เป็นพื้นที่อนุรักษ์และฟื้นฟู  มารวมเป็นพื้นที่เขตอนุรักษ์
ทั้งหมด เว้นแต่บริเวณพื้นทีท่ ี่ได้รบั อนุญาตให้มีการใช้ประโยชน์ในกรณีต่างๆ ท้ังนี้ให้กรมป่าไม้จดั ทำ�แผนที่
แสดงแนวเขตอนุรกั ษ์ให้ชดั เจน รวมท้ังแสดงแนวเขตพื้นทีท่ ีอ่ นุญาตให้ราษฎรเข้าอาศัยท�ำ กินเพื่อจดั เปน็ เขต
กันชน  โดยในพื้นที่เขตอนุรักษ์ห้ามมิให้อนุญาตการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลนในทุกกรณีทั้งภาครัฐและ
เอกชน เพือ่ เปิดโอกาสให้ป่าชายเลนได้ฟืน้ ตัวคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์ ซึง่ การก�ำ หนดพื้นทีเ่ พิ่มเติมตามมติ
คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๔๓ คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
รับไปพิจารณาร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงวิทยาศาสตร์แล้วนำ�เสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
ซึง่ ปจั จบุ นั ยงั ไม่มีการนำ�เรือ่ งเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาแต่อย่างใด และมีมติคณะรฐั มนตรีเมื่อวนั ที่ ๑๗
ตุลาคม ๒๕๔๓ เห็นชอบตามผลการพิจารณาทบทวนกรอบแนวทางการแก้ไขปัญหาการจัดการพื้นที่
ป่าชายเลน ตามมตินโยบายป่าไม้แห่งชาติ และมติคณะรฐั มนตรีใดขัดหรือแย้งกบั มติคณะรฐั มนตรีในเรื่องนี้
ให้ใช้มติคณะรัฐมนตรีนี้แทน และในการการออกมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับป่าชายเลนฉบับใหม่ให้ใช้มติ
คณะรฐั มนตรีนี้เปน็ หลกั

lmlmlml

๑๔ ๔ ๑๑๔ ปี กรมท่ดี ิน

บทที่ ๘

กฎหมาย ระเบียบ ค�ำ สั่งทีเ่ กี่ยวข้อง*

(ส�ำ เนา)

พระราชบัญญัติ
ใหใ้ ช้ประมวลกฎหมายที่ดิน

พ.ศ. ๒๔๙๗
ภมู ิพลอดุลยเดช ป.ร.
ใหไ้ ว้ ณ วนั ที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๗
เป็นปีที่ ๙ ในรัชกาลปจั จบุ นั

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรที่จะประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญตั ิขึ้นไว้โดยคำ�แนะน�ำ และยินยอมของสภา
ผู้แทนราษฎร ดง่ั ต่อไปนี้
มมาาตตรราา ๑๒ ๑[พ๑ร] ะพรราชะรบาญั ชญบัญตั นิ ญเ้ี รัตยี ินกี้ใวหา่ ้ใ“ชพ้บรังะครับาตชบ้ังแญั ตญ่วันตั ใถิ หัดใ้ จชป้ากระวมันวปลรกะฎกหามศาในยรทาด่ี ชนิ กพิจ.จศา.๒น๔ุเบ๙ก๗ษ”า
เปน็ ต้นไป

มาตรา ๓ ประมวลกฎหมายที่ดินตามที่ตราไว้ต่อท้ายพระราชบัญญัตินี้  ให้ใช้บังคับเป็น
กฎหมายต้ังแต่วันที่ ๑ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๔๙๗ เปน็ ต้นไป
มาตรา ๔ ต้ังแต่วันที่ประมวลกฎหมายทีด่ ินใช้บงั คับ ให้ยกเลิก
(๑) พระราชบัญญัติออกตราจองชั่วคราว  ซึ่งประกาศเปลี่ยนนามพระราชบัญญัติ 
เมือ่ รัตนโกสินทรศก ๑๒๔ เปน็ พระราชบัญญตั ิออกโฉนดตราจอง
(๒) พระราชบัญญตั ิการออกโฉนดที่ดิน รตั นโกสินทรศก ๑๒๗
(๓) พระราชบญั ญัติออกโฉนดที่ดิน ฉบับที่ ๒
(๔) พระราชบญั ญัติออกโฉนดที่ดิน ฉบบั ที่ ๓
(๕) พระราชบัญญัติแก้ไขความในมาตรา  ๒๕  แห่งพระราชบัญญัติการออกโฉนดที่ดิน
ร.ศ. ๑๒๗
(๖) พระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้ามที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของ
แผ่นดิน พุทธศักราช ๒๔๗๘
(๗) พระราชบัญญตั ิออกโฉนดที่ดิน (ฉบบั ที่ ๕) พุทธศักราช ๒๔๗๙
(๘) พระราชบัญญัติออกโฉนดทีด่ ิน (ฉบบั ที่ ๖) พุทธศักราช ๒๔๗๙
(๙) พระราชบัญญัติควบคุมการได้มาซึ่งที่ดินโดยห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำ�กัด  เพื่อค้ากำ�ไร
พุทธศกั ราช ๒๔๘๕

––––––––––––––––––––––––––––––––––––
* กลุ่มพัฒนามาตรฐานการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน ส�ำ นกั มาตรฐานการออกหนงั สือสำ�คัญ

_ ________๑__[๑__] _ร_า_ช_ก__ิจ_จ_า_น__เุ บ__ก_ษ_า__เ_ล_่ม ๗๑/ตอนที่ ๗๘/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๓๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๗

๑๑๔ ปี กรมท่ีดนิ ๑๔๕

(๑๐) พระราชบญั ญตั ิออกโฉนดที่ดิน (ฉบบั ที่ ๗) พุทธศกั ราช ๒๔๘๖
(๑๑) พระราชบัญญัติว่าด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม  เกี่ยวกับ
อสงั หาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พุทธศักราช ๒๔๘๖
(๑๒) พระราชบัญญัติว่าด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม  เกี่ยวกับ
อสงั หาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๒
(๑๓) พระราชบญั ญัติที่ดินในส่วนทีเ่ กีย่ วกบั คนต่างด้าว พุทธศักราช ๒๔๘๖
(๑๔) พระราชบัญญตั ิที่ดินในส่วนทีเ่ กี่ยวกับคนต่างด้าว (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๓ และ
(๑๕) บรรดาบทกฎหมาย  กฎ  และข้อบังคับอื่นๆ  ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในประมวล
กฎหมายที่ดิน หรือซึ่งแย้งหรือขัดต่อบทแห่งประมวลกฎหมายที่ดิน
มาตรา ๕ ให้ผู้ที่ได้ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดิน
ใช้บังคบั โดยไม่มีหนังสือสำ�คญั แสดงกรรมสิทธิท์ ี่ดิน แจ้งการครอบครองที่ดินต่อนายอ�ำ เภอท้องทีภ่ ายใน
หนึ่งร้อยแปดสิบวนั นบั แต่วันที่พระราชบัญญตั ินี้ใช้บงั คบั ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รฐั มนตรีกำ�หนดโดย
ประกาศในราชวกริจรจคาสนอเุ บง๒กษ[๒า] (ยกเลิก)
การแจ้งการครอบครองตามความในมาตรานี้ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิขึ้นใหม่แก่ผู้แจ้งแต่ประการใด
มาตรา ๖ บุคคลที่ครอบครองและทำ�ประโยชน์ในที่ดินอยู่โดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่
พระราชบัญญตั ิออกโฉนดที่ดิน (ฉบบั ที่ ๖) พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๙ ใช้บังคบั และผู้รบั โอนที่ดินดังกล่าว ให้มี
สิทธิขอรบั โฉนดที่ดินตามบทแห่งประมวลกฎหมายทีด่ ิน สำ�หรบั บคุ คลที่ครอบครองที่ดินต้ังแต่วนั ทีพ่ ระราช
บัญญัติออกโฉนดทีด่ ิน (ฉบบั ที่ ๖) พทุ ธศักราช ๒๔๗๙ ใช้บังคบั เปน็ ต้นมา และก่อนวันที่ประมวลกฎหมาย
ที่ดินใช้บังคับ  ถ้าไม่ดำ�เนินการให้ชอบด้วยกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะน้ัน  การออกโฉนดที่ดินให้เป็น
ไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ก�ำ หนดโดยกฎกระทรวง และให้พระราชบัญญตั ิออกโฉนดที่ดิน (ฉบบั ที่ ๖)
พุทธศักราช ๒๔๗๙ คงใช้บงั คับต่อไป
มาตรา ๗ ทด่ี นิ ทไ่ี ดร้ บั อนญุ าตใหจ้ บั จองไวแ้ ลว้ ตามพระราชบญั ญตั อิ อกโฉนดทด่ี นิ (ฉบบั ท่ี ๖)
พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๙ และยังมิได้รับคำ�รับรองว่า ได้ท�ำ ประโยชน์แล้วก่อนวันทีพ่ ระราชบญั ญตั ินี้ใช้บงั คบั
ให้ถือว่าผู้ได้รับอนุญาตยังมีสิทธิที่จะมาขอคำ�รับรองจากนายอำ�เภอได้จนกว่าจะครบกำ�หนดหนึ่งร้อยแปด
สิบวัน นับจากวนั สิ้นสุดเวลาแห่งการจบั จองตามพระราชบญั ญตั ิดงั กล่าว
ในกรณีระยะเวลาแห่งการจับจองดงั กล่าวในวรรคแรกสิ้นสุดลง ก่อนวันทีป่ ระมวลกฎหมาย
ที่ดินใช้บังคับ  หากปรากฏว่าการทำ�ประโยชน์จากที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้จับจองอยู่ในสภาพที่จะพึงขอ
ค�ำ รบั รองว่า ได้ท�ำ ประโยชน์ดังกล่าวแล้วได้ ให้ยืน่ ค�ำ ขอต่อนายอำ�เภอเพื่อขอค�ำ รับรองเสียภายในกำ�หนด
หนึง่ ร้อยแปดสิบวันนับแต่วันทีป่ ระมวลกฎหมายทีด่ ินใช้บังคับ เมื่อพ้นก�ำ หนดเวลาดงั กล่าว ให้ถือว่าทีด่ ินนั้น
ปลอดจากการจบั จองเว้นแต่นายอำ�เภอได้มีคำ�สัง่ ผ่อนผันให้เปน็ การเฉพาะราย
มาตรา ๘ การพจิ ารณาวา่ ทด่ี นิ ไดท้ �ำ ประโยชนแ์ ลว้ หรอื ไม่ ใหเ้ ปน็ ไปตามหลกั เกณฑท์ ก่ี �ำ หนด
ในกฎกระทรวงที่ดินทีไ่ ด้รบั อนุญาตให้จบั จอง แต่ยงั ไม่ได้รับค�ำ รบั รองจากนายอ�ำ เภอว่าได้ท�ำ ประโยชน์แล้ว
ผู้ได้รับอนุญาตจะโอนไปไม่ได้เว้นแต่จะตกทอดโดยทางมรดก

________________________________
๒[๒]ม าตรา ๕ วรรคสอง ยกเลิกโดยประกาศของคณะปฏิวตั ิ ฉบบั ที่ ๙๖ ลงวันที่ ๒๙ กมุ ภาพนั ธ์ พุทธศักราช ๒๕๑๕

๑๔ ๖ ๑๑๔ ปี กรมทด่ี ิน

มาตรา ๙ ที่ดินทีไ่ ด้รบั ค�ำ รบั รองจากนายอำ�เภอว่า ได้ท�ำ ประโยชน์แล้ว ให้โอนกนั ได้
มาตรา ๑๐ ที่ดินซึ่งได้หวงห้ามไว้เพื่อประโยชน์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการหวงห้าม
ทีด่ ินรกร้างว่างเปล่าอนั เปน็ สาธารณสมบตั ิของแผ่นดิน พุทธศักราช ๒๔๗๘ หรือตามกฎหมายอืน่ อยู่ก่อน
วนั ที่ประมวลกฎหมายทีด่ ินใช้บงั คบั ให้คงเป็นทีห่ วงห้ามต่อไป
มาตรา ๑๑ ในเขตทอ้ งทซ่ี ง่ึ ได้ออกโฉนดตราจองและตราจองทตี่ ราว่า “ได้ท�ำ ประโยชน์แล้ว”
ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ  ให้คงใช้บทกฎหมายว่าด้วยการนั้นเฉพาะในส่วนที่บัญญัติถึง
วิธีการรังวัดและการออกหนังสือสำ�คัญดังกล่าวข้างต้นต่อไปจนกว่าจะได้ออกโฉนดที่ดินตามประมวล
กฎหมายทีด่ ินแล้ว
มาตรา ๑๒ บุคคลใดจะได้มาซึ่งที่ดินโดยมีสัญญาจะซื้อจะขาย  หรือสัญญาเช่าซื้อซึ่งได้
กระทำ�ไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญตั ินี้ใช้บงั คบั ถ้าได้จดแจ้งสญั ญาน้ันต่อพนกั งานเจ้าหน้าทีต่ ามมาตรา ๗๑
แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน  ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำ�หนด  ภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่
วนั ทีพ่ ระราชบญั ญตั ินี้ใช้บงั คบั เมือ่ ได้มีการซื้อขายไปตามสญั ญาเช่นว่าน้ัน ให้ถือเสมือนว่าผ้ซู ื้อหรือผ้เู ช่าซื้อ
มีสิทธิในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ
มาตรา ๑๓ บุคคลใดได้ขายฝากที่ดินไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ  ถ้าได้ทำ�การ
ไถ่ถอนที่ดินน้ัน เมื่อประมวลกฎหมายที่ดินได้ใช้บงั คบั แล้ว ให้ถือเสมือนว่าผู้นั้นเปน็ ผู้มีสิทธิในที่ดินอยู่ก่อน
วนั ที่ประมวลกฎหมายทีด่ ินใช้บังคบั
มาตรา ๑๔ บุคคลใดได้ดำ�เนินการขอจับจองที่ดินไว้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่  ก่อนวันที่
พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ  แต่ยังไม่ได้รับอนุญาต  ให้นายอำ�เภอมีอำ�นาจดำ�เนินการตามนัยแห่งพระราช
บญั ญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบบั ที่ ๖) พทุ ธศักราช ๒๔๗๙ ต่อไปจนถึงทีส่ ดุ ได้
มาตรา ๑๕ ให้รฐั มนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรกั ษาการตามพระราชบัญญตั ินี้ และตาม
ประมวลกฎหมายที่ดิน และให้มีอ�ำ นาจแต่งตั้งเจ้าพนกั งานที่ดินและพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกกฎกระทรวง
เพื่อปฏิบตั ิการให้เปน็ ไปตามพระราชบัญญตั ินี้และประมวลกฎหมายที่ดิน
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคบั ได้

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ป. พิบลู สงคราม
นายกรัฐมนตรี

๑๑๔ ปี กรมที่ดิน ๑๔๗

(สำ�เนา)
ประมวลกฎหมายทีด่ ิน

หมวด ๑
บทเบด็ เสร็จท่ัวไป
มาตรา ๑ ในประมวลกฎหมายนี้
“ที่ดิน” หมายความว่า พื้นที่ดินทว่ั ไป และให้หมายความรวมถึง ภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง
บาง ล�ำ น้ํา ทะเลสาบ เกาะ และทีช่ ายทะเลด้วย
“สิทธิในทีด่ ิน” หมายความว่า กรรมสิทธิ์ และให้หมายความรวมถึงสิทธิครอบครองด้วย
“ใบจอง” หมายความว่า หนงั สือแสดงการยอมให้เข้าครอบครองทีด่ ินช่วั คราว
“หนังสือรบั รองการท�ำ ประโยชน์” หมายความว่า หนังสือคำ�รับรองจากพนกั งานเจ้าหน้าที่ว่า
ได้ทำ�ประโยชน์ในที่ดินแล้ว
“ใบไต่สวน” หมายความว่า หนงั สือแสดงการสอบสวนเพื่อออกโฉนดที่ดิน และให้หมายความ
รวมถึงใบน�ำ ด้วย
“โฉนดที่ดิน” หมายความว่า หนังสือสำ�คญั แสดงกรรมสิทธิท์ ี่ดิน และให้หมายความรวมถึง
โฉนดแผนที่ โฉนดตราจอง และตราจองที่ตราว่า “ได้ท�ำ ประโยชน์แล้ว”
“การรงั วดั ” หมายความว่า การรังวัดปักเขต และทำ�เขตจด หรือคำ�นวณการรงั วัด เพื่อให้
ท ราบที่ตั้งแนวเ““ขทกตาบทรวีด่คงิน้ากทาหรีด่ รเินมือ”ทือ๓งร[”า๓๔บ][ท(๔ยี่ต]ก้ังเหแลลมิกะา)เยนคื้อวทาี่ขมอวง่าที่ดหินน่วยราชการทีม่ ีฐานะเปน็ นิติบคุ คลของราชการส่วน
กลาง ราชการส่วนภูมิภาค หรือราชการส่วนท้องถิ่น
“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการจัดทีด่ ินแห่งชาติ
“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า เจ้าพนกั งานซึ่งเป็นผู้ปฏิบตั ิการตามประมวลกฎหมายนี้
และพนักงานอืน่ ซึง่ รฐั มนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามประมวลกฎหมายนี้
“อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมที่ดิน
“รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบญั ญัติให้ใช้ประมวลกฎหมาย
ที่ดิน และตามประมวลกฎหมายนี้
มาตรา ๒ ทีด่ ินซึ่งมิได้ตกเปน็ กรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ให้ถือว่าเปน็ ของรฐั
มาตรา ๓ บคุ คลย่อมมีกรรมสิทธิใ์ นที่ดิน ในกรณีต่อไปนี้
(๑) ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ตามบทกฎหมายก่อนวันที่ประมวลกฎหมายนี้ใช้บังคับ  หรือได้มาซึ่ง
โฉนดที่ดินตามบทแห่งประมวลกฎหมายนี้
(๒) ได้มาซึง่ กรรมสิทธิต์ ามกฎหมายว่าด้วยการจดั ทีด่ ินเพื่อการครองชีพ หรือกฎหมายอืน่

__๓_[_๓_]_ ม__า_ต_ร_า__๑__น__ิย_า_ม_ค__ำ�_ว_่า__“_ก_า_ร_ค__้าที่ดิน” ยกเลิกโดยพระราชบญั ญัติแก้ไขเพิม่ เติมประมวลกฎหมายที่ดิน
๔[ ๔] (มฉาบตบั รทาี่ ๑๒ ) พ.ศ. ๒๕๕๑
๑ นิยามค�ำ ว่า “ทบวงการเมือง” เพิม่ โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน
(ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๑

๑๔ ๘ ๑๑๔ ปี กรมทด่ี นิ

มาตรา ๔ ภายใต้บังคับมาตรา  ๖  บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดิน  ก่อนวันที่
ป ระมวลกฎหมมายาตนรี้ใชา้บ๔ังคับทวใิ๕ห[้ม๕ีส] ิทนธบั ิคตร้ังอแบตค่วรนั อทงีป่สรืบะไกปาแศลขะอใหงค้คณุ้มคะรปอฏงิวตตั ลิฉอบดบั ถนึงี้ใผชู้ร้บบั ังโคอบั นดก้วายรโอนกรรมสิทธิ์
หรือสิทธิครอบครองในที่ดินซึ่งมีโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำ�ประโยชน์  ต้องทำ�เป็นหนังสือและจด
ทะเบียนต่อพนกั งานเจ้าหน้าที่
มาตรา ๕ ผู้ใดมีความประสงค์เวนคืนสิทธิในที่ดินให้แก่รัฐ  ให้ยื่นคำ�ขอเวนคืนต่อพนักงาน
เ จ้าหน้าทีต่ ามมมาาตตรราา๗๖๑๖[๖] นบั ต้ังแต่วันที่ประกาศของคณะปฏิวตั ิฉบบั นี้ใช้บงั คับ บคุ คลใดมีสิทธิในที่ดิน
ตามโฉนดทีด่ ินหรือหนังสือรับรองการท�ำ ประโยชน์ หากบคุ คลน้ันทอดทิ้งไม่ทำ�ประโยชน์ในทีด่ ิน หรือปล่อย
ที่ดินให้เปน็ ที่รกร้างว่างเปล่า เกินกำ�หนดเวลา ดังต่อไปนี้
(๑) สำ�หรับที่ดินที่มีโฉนดที่ดิน เกินสิบปีติดต่อกัน
(๒) สำ�หรบั ที่ดินที่มีหนังสือรบั รองการทำ�ประโยชน์ เกินห้าปีติดต่อกนั
ให้ถือว่าเจตนาสละสิทธิในที่ดินเฉพาะส่วนที่ทอดทิ้งไม่ทำ�ประโยชน์หรือที่ปล่อยให้เป็น
ที่รกร้างว่างเปล่า เมื่ออธิบดีได้ยื่นค�ำ ร้องต่อศาล และศาลได้สง่ั เพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินดงั กล่าว
ใ ห้ทีด่ ินนั้นตกเปมมน็ าาขตตอรรงาาร๗๘ฐั เ๘๗พ[ือ่[๘๗ด]]ำ�บ(เยรนรกินดเกลาาิกทร)ีด่ตินาทมป้ังหรละมายวลอกนั ฎเปหน็ มสาายธนาี้ตร่อณไสปมบัติของแผ่นดินหรือเป็นทรัพย์สินของ
แผ่นดินน้ัน  ถ้าไม่มีกฎหมายกำ�หนดไว้เป็นอย่างอื่น  ให้อธิบดีมีอำ�นาจหน้าที่ดูแลรักษา  และดำ�เนินการ
คุ้มครองป้องกนั ได้ตามควรแก่กรณีอำ�นาจหน้าทีด่ ังว่านี้ รฐั มนตรีจะมอบหมายให้ทบวงการเมืองอื่นเปน็ ผู้ใช้
กไ็ ด้
ที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำ�หรับพลเมืองใช้ร่วมกันหรือใช้เพื่อประโยชน์ของ
แผ่นดินโดยเฉพาะ หรือเป็นที่ดินที่ได้หวงห้ามหรือสงวนไว้ตามความต้องการของทบวงการเมืองอาจถูกถอน
สภาพหรือโอนไปเพือ่ ใช้ประโยชน์ อย่างอื่นหรือนำ�ไปจดั เพือ่ ประชาชนได้ ในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) ทีด่ ินสำ�หรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ถ้าทบวงการเมือง รฐั วิสาหกิจหรือเอกชนจัดหาทีด่ ินมา
ให้พลเมืองใช้ร่วมกันแทนแล้ว การถอนสภาพหรือโอนให้กระท�ำ โดยพระราชบัญญัติ แต่ถ้าพลเมืองได้เลิกใช้
ประโยชน์ในที่ดินนั้น หรือทีด่ ินนั้นได้เปลีย่ นสภาพไปจากการเปน็ ที่ดินสำ�หรบั พลเมืองใช้ร่วมกนั และมิได้ตก
ไปเป็นกรรมสิทธิข์ องผู้ใดตามอ�ำ นาจกฎหมายอื่นแล้ว การถอนสภาพให้กระท�ำ โดยพระราชกฤษฎีกา
(๒) ที่ดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ  หรือที่ดินที่ได้หวงห้ามหรือสงวนไว้ตาม
ความต้องการของทบวงการเมืองใด ถ้าทบวงการเมืองนั้นเลิกใช้ หรือไม่ต้องการหวงห้ามหรือสงวนต่อไป
เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพแล้ว  คณะรัฐมนตรีจะมอบหมายให้ทบวงการเมืองซึ่งมีหน้าที่เป็นผู้ใช้
หรือจัดหาประโยชน์ก็ได้ แต่ถ้าจะโอนต่อไปยงั เอกชน ให้กระทำ�โดยพระราชบญั ญตั ิ และถ้าจะน�ำ ไปจดั เพื่อ
ประชาชนตามประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น ให้กระทำ�โดยพระราชกฤษฎีกา
_ ๗_๘๕๖_[[[[_๗๘๕๖_]]]]_ มมมม__าาาา_ตตตต_รรรร_าาาา__๗๔๖๘__แทแ_ยก_กวก_้ไิ้ไเข_เขลพ_เเิกพ_พิ่ม_โิม่โิ่มด_ดเเ_ยตตย_พิมิมป_ร_โโรด_ะดะ_รยยก_าปปา_ชรศ_รบะะขญักกอาางญศศคัตขขณอิแอะงกงปคค้ไขฏณณเิวพะะตั ปิม่ปิ ฏเฉฏติวบิวิมตััตบั ปิิทฉฉรี่บะบ๙มบับั๖วททลลี่ี่ ๙ก๓งฎว๖๓ันห๔ลทมงี่าลว๒ยงัน๙ทวทันี่ดกี่ ๒ทินมุ ี่๙ภ๑(ฉา๓กบพุมับันธภทันธาี่์วพ๓พาัน)ุทคธพมธ์ ศ.พศพักทุ.ทุ ร๒ธธาศ๕ชศกั๒ัก๒รร๖า๕าชช๑๒๕๒๕๕๑๑๕๕

๑๑๔ ปี กรมทดี่ นิ ๑๔๙

การตราพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกาตามวรรคสองให้มีแผนที่แสดงเขตที่ดิน
แ นบท้ายพระรามชาบตัญราญ๘ัติหทรวือิ๙พ[๙ระ] รทาีด่ชินกขฤอษงฎรีกฐั าซนึง่ ั้นมดิได้ว้มยีบคุ คลใดมีสิทธิครอบครอง หรือที่ดินส�ำ หรับพลเมือง
ใช้ร่วมกันซึ่งได้ถอนสภาพตามมาตรา ๘ (๑) แล้ว รฐั มนตรีมีอำ�นาจทีจ่ ะจดั ขึ้นทะเบียนเพื่อให้ทบวงการเมือง
ใช้ประโยชน์ในราชการได้ตามหลกั เกณฑ์และวิธีการที่ก�ำ หนดในกฎกระทรวง
กอ่ นทจ่ี ะจดั ขน้ึ ทะเบยี นตามวรรคหนง่ึ ใหม้ กี ารรงั วดั ท�ำ แผนท่ี และใหผ้ วู้ า่ ราชการจงั หวดั ทอ้ งท่ี
ประกาศการจัดขึ้นทะเบียนให้ราษฎรทราบมีกำ�หนดสามสิบวัน  ประกาศให้ปิดในที่เปิดเผย  ณ  สำ�นักงาน
ทีด่ ิน ที่ว่าการอ�ำ เภอหรือที่ว่าการกิ่งอ�ำ เภอ ที่ท�ำ การกำ�นัน และในบริเวณทีด่ ินนั้น
การจัดขึ้นทะเบียนตามวรรคหนึ่ง  ให้รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาและให้มีแผนที่
แนบท้ายประกาศด้วย
มาตรา ๘ ตรี๑๐[๑๐] ทีด่ ินอนั เปน็ สาธารณสมบัติของแผ่นดินส�ำ หรับพลเมืองใช้ร่วมกนั หรือ
ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ  อธิบดีอาจจัดให้มีหนังสือสำ�คัญสำ�หรับที่หลวงเพื่อแสดงเขตไว้เป็น
หลักฐาน
แบบ  หลักเกณฑ์  และวิธีการออกหนังสือสำ�คัญสำ�หรับที่หลวง  ให้เป็นไปตามที่กำ�หนดใน
กฎกระทรวง ที่ดินตามวรรคหนึ่งแปลงใดยงั ไม่มีหนังสือส�ำ คัญสำ�หรับที่หลวง เขตของที่ดินดงั กล่าวให้เปน็
ไปตามหลกั ฐานของทางราชการ
มาตรา ๙ ภายใต้บังคบั กฎหมายว่าด้วยการเหมืองแร่และการป่าไม้ ทีด่ ินของรฐั น้ันถ้ามิได้
มีสิทธิครอบครอง หรือมิได้รบั อนญุ าตจากพนกั งานเจ้าหน้าที่แล้ว ห้ามมิให้บุคคลใด
(๑) เข้าไปยึดถือ ครอบครอง รวมตลอดถึงการก่นสร้างหรือเผาป่า
(๒) ท�ำ ด้วยประการใด ให้เปน็ การทำ�ลาย หรือท�ำ ให้เสื่อมสภาพทีด่ ิน ที่หิน ทีก่ รวด หรือ
ทีท่ ราย ในบริเวณทีร่ ัฐมนตรีประกาศหวงห้ามในราชกิจจานุเบกษา หรือ
(ม๓า)ต รทา�ำ ส๙ิ่ง/ห๑น๑ึ่ง๑ส[๑ิ่งใ๑ด]อนั ใเหป้ผ็นู้รอับนั อตนรุญายาแตกต่ทามรพัมยาตากรารใ๙นทเี่ดสินียค่าตอบแทนเป็นรายปีให้แก่เทศบาล

องค์การบริหารส่วนตำ�บล กรุงเทพมหานคร เมืองพทั ยา หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอืน่ ทีม่ ีกฎหมาย
จดั ต้ังที่ที่ดินที่ได้รบั อนญุ าตตั้งอยู่ ยกเว้นองค์การบริหารส่วนจังหวัด ทั้งนี้ ตามวิธีการและอัตราทีก่ �ำ หนดใน
ข้อบัญญตั ิท้องถิ่นน้ัน แต่ต้องไม่เกินอตั ราตามบัญชีท้ายประมวลกฎหมายนี้
ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตจังหวัดแบ่งค่าตอบแทนที่ได้รับตามวรรคหนึ่ง  ให้แก่
องค์การบริหารส่วนจังหวัดในอัตราร้อยละสี่สิบของค่าตอบแทนที่ได้รับภายในกำ�หนดสามสิบวันนับแต่
วันที่ได้รับ  เพื่อเป็นรายได้ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด  และให้ค่าตอบแทนส่วนที่เหลือตกเป็นรายได้
ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ที่ดินที่ได้รับอนุญาตต้ังอยู่  ในกรณีที่ที่ดินดังกล่าวไม่ได้ต้ังอยู่ในเขตของ
องค์การบริหารส่วนจังหวัด  ให้ค่าตอบแทนที่ได้รับตามวรรคหนึ่ง  ตกเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วน
ท้องถิน่ นั้นทั้งหมด
มาตรา ๑๐ ทด่ี นิ ของรฐั ซง่ึ มไิ ดม้ บี คุ คลใดมสี ทิ ธคิ รอบครองและมใิ ชส่ าธารณสมบตั ขิ องแผน่ ดนิ
อันราษฎรใช้ประโยชน์ร่วมกันน้ัน ให้อธิบดีมีอำ�นาจจัดหาผลประโยชน์ ในการจัดหาผลประโยชน์ ให้รวมถึง
จ_ ๑๑_ัด๑๐_ท_[๙[๑๑_ำ�[_๑๙๐ใ_ห]]]_ ้ท_มมม_ี่ดาาา_ตตติน_รรร_ใาชาา__้ป๙๘๘_ร_/๑ะ_ทต_โรวแย_ีิ ก_เเชพพ_ไ้น_ขิม่ิม่ _์ไเโโพด_ดด_ม้่ิ ยย_ซเ_ปปตื้อ_รรมิข_ะะโ_ากดก_ยายาศศพแขขลรออะกรงงเคาคปชณณลบีย่ะะญั ปปนญฏฏใิวิวตัหตััตแิ ้เิิชกฉฉ่าไ้ บบขบัแับเพลททม่ิ ะี่ี่ ๓๓เใตห๓๓มิ ้เ๔๔ปชร่าลละซงงมื้อวววนัันลททกี่ี่ฎ๑๑ห๓๓มาธธยนันั ทววด่ีาาคคนิ มม(ฉพพบุทุทบั ธธทศศ่ี ๑ักกั รร๑าา)ชชพ๒๒.ศ๕๕.๒๑๑๕๕๕๕๑

๑๕ ๐ ๑๑๔ ปี กรมทีด่ ิน

หลักเกณฑ์และวิธีการจัดหาผลประโยชน์  ให้กำ�หนดโดยกฎกระทรวงแต่สำ�หรับการขาย
การแลกเปลีย่ น และการให้เช่าซื้อที่ดินต้องได้รับอนุมตั ิจากรฐั มนตรี
การดำ�เนินการจัดหาผลประโยชน์ตามความในมาตรานี้  ให้คำ�นึงถึงการที่จะสงวนที่ดินไว้ให้
อนชุ นรุ่นหลงั ด้วย
มาตรา ๑๑ การจัดหาผลประโยชน์ซึ่งที่ดินของรัฐตามนัยดังกล่าวมาในมาตราก่อนนี้
รัฐมนตรีจะมอบหมายให้ทบวงการเมืองอื่นเป็นผู้จัดหาผลประโยชน์สำ�หรับรัฐหรือบำ�รุงท้องถิ่นก็ได้  ท้ังนี้
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำ�หนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๑๒ ที่ดินของรัฐซึ่งมิได้มีบุคคลใดมีสิทธิครอบครอง  รัฐมนตรีมีอำ�นาจให้สัมปทาน
ให้หรือให้ใช้ในระยะเวลาอันจำ�กัด  ทั้งนี้  ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำ�หนดในกฎกระทรวง
บทบัญญัติในมาตรานี้ไม่กระทบกระเทือนถึงกฎหมายว่าด้วยการเหมืองแร่และการป่าไม้
มาตรา ๑๓ เพื่อดำ�เนินการให้เป็นไปตามบทแห่งประมวลกฎหมายนี้  ให้รัฐมนตรีมีอำ�นาจ
จดั ต้ังส�ำ นกั งานทีด่ ินจังหวัดขึ้น
จงั หวดั ใดมีความจ�ำ เป็นที่จะต้องตั้งที่ท�ำ การที่ดินมากกว่าหนึ่งแห่งให้รัฐมนตรี มีอ�ำ นาจจดั ตั้ง
สำ�นักงานที่ดินสาขาขึ้นโดยให้สงั กดั อยู่ในสำ�นักงานที่ดินจังหวัด
การจดั ตั้งสำ�นักงานทีด่ ินจงั หวัดและส�ำ นักงานทีด่ ินสาขาให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

หมวด ๒
การจดั ทีด่ ินเพื่อประชาชน
มาตรา  ๑๔๑๒[๑๒]  ให้มีกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า  “คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ”
ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม*  เป็นประธาน  รัฐมนตรีช่วย
ว่าการกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลดั กระทรวงกลาโหม อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดี
กรมพฒั นาสังคมและสวสั ดิการ* อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง อธิบดีกรมชลประทาน
อธิบดีกรมพฒั นาที่ดิน อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร อธิบดีกรมป่าไม้ อธิบดี
กรมธนารักษ์ ผู้อำ�นวยการส�ำ นักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการ
พฒั นาการเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ เลขาธิการส�ำ นกั งานเร่งรัดพัฒนาชนบทเป็นกรรมการ ผู้อำ�นวยการ
สำ�นักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม*เป็นกรรมการและเลขาธิการโดยตำ�แหน่ง
แ ละคณะกรรมมกาาตรผรู้ทา ร๑งค๕ุณ๑ว๓ุฒ[๑ิอ๓ื่น]อ  ีกกไรมร่เกมินกเาจร็ดผคู้ทนรงซคึ่งคุณณวุฒะริดัฐำ�มรนงตตรำ�ีแแตห่งนต่งั้งมีกำ�หนดสี่ปี  กรรมการผู้ทรง
คุณวฒุ ิทีพ่ ้นจากตำ�แหน่ง คณะรัฐมนตรีจะแต่งต้ังให้เปน็ กรรมการอีกกไ็ ด้
มาตรา ๑๖ นอกจากการออกจากตำ�แหน่งตามวาระตามความในมาตรา  ๑๕  กรรมการ
ผู้ทรงคณุ วุฒิพ้นจากต�ำ แหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ต้องจำ�คกุ โดยค�ำ พิพากษาถึงทีส่ ุดให้จ�ำ คุก เว้นแต่ความผิดที่เปน็ ลหโุ ทษ หรือความผิด
ท _๑ ๑_ี่ม๓๒_ีโ_[[๑๑ท__๓๒ษ_]ช]_ม _้ันมา_าลต_ตห_รร_าุโา_ท๑_๑ษ_๕_๔_หแ_แรก_กือไ้_ขไ้ _คขเ_พเว_พาม่ิ_ม่ิ ม_เเต_ผต_มิ มิิด_โโ_ดอด_ยัน_ยปไปดรระ้กะกกราะาศศทขข�ำ ออโงดงคคยณณปะะรปปะฏมฏวิวิาตัตัทิิ ฉฉบบบับั ทท่ี่ี
๓๓๔ ลงวนั ท่ี ๑๓ ธนั วาคม พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๕
๓๓๔ ลงวนั ท่ี ๑๓ ธนั วาคม พทุ ธศกั ราช ๒๕๑๕


Click to View FlipBook Version