The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง บทพากย์เอราวัณ โดยใช้รูปแบบการสอนกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วิจัยในชั้นเรียน

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง บทพากย์เอราวัณ โดยใช้รูปแบบการสอนกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี

Keywords: วิจัยในชั้นเรียน

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง บทพากย์เอราวัณ โดยใช้รูปแบบการสอนกระบวนการเรียนรู้5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี ศิรสิทธิ์ วงษ์เพ็ชร งานวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 2566


การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง บทพากย์เอราวัณ โดยใช้รูปแบบการสอนกระบวนการเรียนรู้5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี นายศิรสิทธิ์ วงษ์เพ็ชร รหัสนักศึกษา 62100101129 งานวิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีการศึกษา 2566


ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง บทพากย์เอราวัณ โดยใช้รูปแบบการสอนกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับ แผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ผู้วิจัย นายศิรสิทธิ์ วงษ์เพ็ชร อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์มัลลิกา มาภา ครูพี่เลี้ยง นายสุชาติ สีเคนา ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย ปีการศึกษา 2566 อาจารย์ควบคุมการวิจัยในชั้นเรียน คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อนุมัติให้ นับงานวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต ........................................................................อาจารย์ที่ปรึกษา (อาจารย์มัลลิกา มาภา) ...................................................................................ครูพี่เลี้ยง (นายสุชาติ สีเคนา)


ข ชื่อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง บทพากย์เอราวัณ โดยใช้รูปแบบการสอนกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับ แผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ผู้วิจัย นายศิรสิทธิ์ วงษ์เพ็ชร ที่ปรึกษา อาจารย์มัลลิกา มาภา ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต (ภาษาไทย) ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง บทพากย์เอราวัณโดยใช้รูปแบบ การสอนกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง บทพากย์เอราวัณ โดยใช้ รูปแบบการสอนกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง บทพากย์เอราวัณ โดยใช้รูปแบบการสอนกระบวน การเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 จำนวน 1 ห้อง จำนวนนักเรียน 46 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยรูปแบบการสอนกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด วิชาภาษาไทย เรื่อง บทพากย์เอราวัณ จำนวน 5 แผนการจัดการเรียนรู้ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาไทย เรื่อง บทพากย์ เอราวัณ เป็นแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ชุดละ 20 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างของ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยค่า T-test Dependent ผลการวิจัยปรากฏว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง บทพากย์เอราวัณ โดย ใช้รูปแบบการสอนกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี มีค่าเป็น 80.12/80.7 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน 2) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง


ค บทพากย์เอราวัณ โดยใช้รูปแบบการสอนกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผัง ความคิด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัด อุดรธานี ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 46 คน ได้ คะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 6.48 คิดเป็นร้อยละ 29.8 และได้คะแนนทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 17.54 คิดเป็นร้อยละ 80.7 และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนน ก่อนและหลังเรียน พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่องบทพากย์เอราวัณหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01


ง กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง บทพากย์เอราวัณโดยใช้ รูปแบบการสอนกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีในครั้งนี้สำเร็จ สมบูรณ์ได้ด้วยการสนับสนุนจากบุคคลต่างๆ ซึ่งผู้วิจัยขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ อาจารย์มัลลิกา มาภา อาจารย์ที่ปรึกษาการทำวิจัยในครั้งนี้ที่กรุณา ให้แนวคิด คำปรึกษา คำแนะนำ ข้อคิดเห็น ตลอดจนการตรวจสอบแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ด้วย ความเมตตาเอาใจใส่มาโดยตลอด จนกระทั่งวิจัยฉบับนี้เสร็จสมบูรณ์ด้วยดี ขอขอบพระคุณคุณครูสุชาติ สีเคนา ครูพี่เลี้ยง ที่กรุณาให้คำปรึกษาและคำแนะนำใน การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ คอยชี้แนะแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา ตลอดจนการตรวจ แก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ด้วยความกรุณาและเอาใจใส่เป็นอย่างดี จนกระทั่งวิจัยเล่มนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ขอขอบพระคุณคณาจารย์ สาขาวิชาภาษาไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีทุกท่านที่ ประสิทธิ์ประสาทความรู้ ให้คำชี้แนะแนวทาง สร้างความหวังและกำลังใจแก่ผู้วิจัย ตลอดระยะเวลาที่ ทำการศึกษา ออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ จนกระทั่งวิจัยเล่มนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ขอขอบพระคุณคณะครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมือง อุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ที่คอยให้คำปรึกษาชี้แนะแนวทางการจัดการเรียนการสอน คอยให้ ความช่วยเหลือในการร่วมสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ด้วยความตั้งใจ โดยคณะครูทุกท่านมี จุดมุ่งหมายร่วมกันคือให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์สูงสุด ขอขอบใจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/10 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี จำนวน 46 คน ปีการศึกษา 2566 ที่ให้ความร่วมมือในการทดลองเพื่อเก็บรวบรวม ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้เป็นอย่างดีและขอขอบคุณนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพทุกครูคนที่คอยให้ คำปรึกษา ให้กำลังใจแก่กันเสมอมาและช่วยเหลือในการพัฒนางานวิจัยให้มีความสมบูรณ์มากที่สุด เหนือสิ่งอื่นใด ผู้วิจัยขอขอบคุณบิดาและมารดาผู้มีพระคุณสูงสุด ที่ได้มอบทั้งความรัก ความเมตตา ความช่วยเหลือ การดูแลเอาใจใส่ ที่ให้โอกาสได้ศึกษาในสิ่งที่รักที่เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่ได้ศึกษามาประยุกต์ใช้ในการทำวิจัยฉบับนี้ ศิรสิทธิ์ วงษ์เพ็ชร


จ สารบัญ หน้า บทคัดย่อ...................................................................................................................................ข กิตติกรรมประกาศ..................................................................................................................... ง สารบัญ.....................................................................................................................................จ สารบัญตาราง...........................................................................................................................ซ สารบัญภาพ.............................................................................................................................ฌ บทที่ 1 บทนำ...........................................................................................................................1 1.1 ที่มาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย..................................................................................1 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย.........................................................................................................5 1.3 สมมติฐานการวิจัย....................................................................................................................5 1.4 ขอบเขตการวิจัย.......................................................................................................................5 1.4.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง...............................................................................................5 1.4.2 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย.......................................................................................................6 1.4.3 เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย.......................................................................................................6 1.4.4 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย..................................................................................................6 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ.....................................................................................................................6 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ.......................................................................................................8 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.....................................................................................9 2.1 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551...........................10 2.1.1 หลักการของหลักสูตร.....................................................................................................10 2.1.2 จุดมุ่งหมายของหลักสูตร.................................................................................................10 2.1.3 มาตรฐานการเรียนรู้........................................................................................................12 2.2 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับวรรณคดี................................................................................................15 2.2.1 ความหมายของวรรณคดี.................................................................................................15 2.2.2 ความสำคัญและคุณค่าของวรรณคดี...............................................................................16 2.2.3 วรรณคดีที่ใช้ในการวิจัย..................................................................................................18 2.3 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนโดยใช้การสอนแบบ GPAS.........................................20 2.3.1 รูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS..........................................................20


ฉ สารบัญ (ต่อ) 2.3.2 รูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS 5 STEPs...........................................21 2.3.3 ความหมายของการสอนแบบ GPAS 5 STEPs...............................................................23 2.3.4 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับวิธีการสอนแบบ GPAS 5 STEPs.................................24 2.3.5 หลักการของวิธีสอนแบบ GPAS 5 STEPs......................................................................25 2.3.6 ความสำคัญของวิธีการสอนแบบ GPAS 5 STEPs ..........................................................28 2.3.7 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธี GPAS 5 STEPs.......................................................28 2.4 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแผนผังความคิด...................................................................................34 2.4.1 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับเทคนิคการสอนแผนผังความคิด..................................34 2.4.2 หลักการของเทคนิคการสอนแผนผังความคิด.................................................................35 2.4.3 ความสำคัญของเทคนิคการสอนแบบแผนผังความคิด.....................................................37 2.4.4 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนแผนผังความคิด....................................38 2.5 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนโดยใช้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน....................................39 2.5.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน ........................................................39 2.5.2 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน .......................................................40 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.................................................................................................................45 2.6.1 งานวิจัยในประเทศ.........................................................................................................45 2.6.2 งานวิจัยต่างประเทศ.......................................................................................................47 2.7 กรอบแนวคิดการวิจัย.............................................................................................................48 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย.................................................................................................49 3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง.....................................................................................................49 3.1.1 ประชากร........................................................................................................................49 3.1.2 กลุ่มตัวอย่าง ...................................................................................................................49 3.2 แบบแผนการวิจัย...................................................................................................................50 3.3.1 ลักษณะเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย....................................................................................50 3.4 การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ.........................................................................................51 3.4.2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง บทพากย์เอราวัณ.............53 3.5 การเก็บรวบรวมข้อมูล............................................................................................................54


ช สารบัญ (ต่อ) 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล.................................................................................................................55 3.7 สถิติที่ใช้ในการวิจัย................................................................................................................56 3.7.1 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์หาคุณภาพเครื่องมือ.................................................................56 3.7.2 สถิติพื้นฐาน ....................................................................................................................57 3.7.3 การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพและดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้......................58 3.7.4 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน .............................................................................................59 บรรณานุกรม ..........................................................................................................................75 ภาคผนวก...............................................................................................................................78 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย.............................................79 ภาคผนวก ข หนังสือขอเชิญเป็นผู้ตรวจเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย..................................................81 ภาคผนวก ค ข้อมูลแสดงความสอดคล้องของเครื่องมือ................................................................88 ภาคผนวก ง แผนการจัดการเรียนรู้............................................................................................100 ภาคผนวก จ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน.................................................................215 ภาคผนวก ฉ ภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้..............................................................................212 ภาคผนวก ช ผลงานนักเรียน ......................................................................................................218


ซ สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1 มาตรฐานชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม................................15 ตารางที่ 2 ตารางเปรียบเทียบกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน 5 STEPS และ GPAS 5 STEPS........28 ตารางที่ 3 ตารางเปรียบเทียบกระบวนการคิดแบบ GPAS และ GPAS 5 STEPS............................32 ตารางที่ 4 ตารางสรุปกระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 STEPS.......................................................33 ตารางที่ 5 รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มตัวอย่างเดียว ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน สัญลักษณ์ที่ใช้ ในแบบแผนการทดลอง.............................................................................................................50 ตารางที่ 6 แบบแผนการวิจัยจำแนกตามตัวแปรตาม ........................................................................50


ฌ สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ 1 จัดเตรียมสื่อการเรียนกาสอน (1).....................................................................................213 ภาพที่ 2 จัดเตรียมสื่อการเรียนกาสอน (2).....................................................................................213 ภาพที่ 3 นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน (1)..............................................................................214 ภาพที่ 4 นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน (2) ............................................................................214 ภาพที่ 5 นักเรียนจัดทำแผนผังความคิด (1) ...................................................................................215 ภาพที่ 6 นักเรียนจัดทำแผนผังความคิด (2) ...................................................................................215 ภาพที่ 7 นักเรียนนำเสนอผลงาน (1)..............................................................................................216 ภาพที่ 8 นักเรียนนำเสนอผลงาน (2) ............................................................................................216 ภาพที่ 9 นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน (1) ..............................................................................217 ภาพที่ 10 นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน (2)............................................................................217 ภาพที่ 11 ผลงานนักเรียน (1) ........................................................................................................219 ภาพที่ 12 ผลงานนักเรียน (2) ........................................................................................................219 ภาพที่ 13 ผลงานนักเรียน (3) ........................................................................................................220 ภาพที่ 14 ผลงานนักเรียน (4) ........................................................................................................220 ภาพที่ 15 ผลงานนักเรียน (5) ........................................................................................................221 ภาพที่ 16 ผลงานนักเรียน (6) ........................................................................................................221 ภาพที่ 17 ผลงานนักเรียน (7) ........................................................................................................222 ภาพที่ 18 ผลงานนักเรียน (8) ........................................................................................................222 ภาพที่ 19 ผลงานนักเรียน (9) ........................................................................................................223 ภาพที่ 20 ผลงานนักเรียน (10)......................................................................................................223


1 บทที่ 1 บทนำ 1.1 ที่มาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย การใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 ที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากมาย ทำให้การแพร่กระจายข่าวสารมี ความรวดเร็วมากขึ้น แม้อยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกลยังสามารถที่จะส่งต่อข่าวสาร ข้อมูลหรือเรื่องราวให้กลุ่ม คนอื่นได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น การปฏิบัติตนของคนในสังคมควรจะมีการคิดและพิจารณาอย่าง ถี่ถ้วนถึงเหตุและผลของการกระทำว่ามีมากหรือน้อยเพียงใด นับเป็นการใช้ชีวิตที่ต้องอาศัยทักษะ การคิดและตัดสินใจเป็นอย่างมาก ด้วยเทคโนโลยีที่มีอิทธิพลต่อสังคมปัจจุบัน ทำให้การกระทำที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมที่ดี พฤติกรรมที่ไม่ดี สามารถส่งต่อและถ่ายทอดอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นที่ใช้เทคโนโลยีและ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นประจำ ในวัยรุ่นบางคนสามารถที่คิดพินิจและแยกแยะได้ถึงความเหมาะสม ของการกระทำหรือพฤติกรรมที่ได้สารมา แต่ในบางคนไม่สามารถที่จะแยกแยะได้ว่าสารที่ได้รับมา จากสื่อเทคโนโลยีนั้นมีความถูกต้องหรือควรปฏิบัติหรือไม่ ดังนั้น เด็กในช่วงวัย 10-15 ปี จึงควรได้รับ การอบรมสั่งสอนและติดตามจากผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดถึงสิ่งที่ควรและไม่ควรกระทำเมื่อเข้าสังคม ในขณะที่นักเรียนอยู่ที่โรงเรียนผู้ที่มีหน้าที่อบรมและกำกับดูแล คือ ครูผู้สอน ที่จะต้องคอยป้อนข้อมูล ที่ดีและเป็นประโยชน์ให้แก่นักเรียนให้ได้มากที่สุด ซึ่งการถ่ายทอดการกระทำที่ควรปฏิบัตินั้น สอดแทรกอยู่ในทุกส่วนของเนื้อหาที่ใช้สอนนักเรียน เช่น เนื้อหาในวรรณคดีที่มีเนื้อหาให้ข้อคิดและ คติสอนใจอยู่หลายเรื่อง วรรณคดีเป็นมรดกที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ สามารถสะท้อนภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคน สมัยนั้นๆ ในเนื้อเรื่องกวีมักสอดแทรกแนวคิด คติสอนใจและปรัชญาชีวิตไว้ทำให้ผู้อ่านเกิดความรู้ ความประทับใจมีความรู้สึกร่วมไปกับกวี ดังนั้นวรรณคดีจึงมีคุณค่าทั้งในด้านประวัติศาสตร์สังคม อารมณ์และคติสอนใจ รวมทั้งมีคุณค่าในด้านวรรณศิลป์ด้วย วรรณคดีเป็นเครื่องเชิดชูอารยธรรมของ ชาติและยังมีคุณค่าเป็นหลักฐานทางโบราณคดี ทำให้คนในชาติสามารถรับรู้เรื่องราวในอดีต การอ่าน วรรณคดีจึงเป็นการส่งเสริมให้ผู้อ่านมีอารมณ์สุนทรีย์และเข้าใจความจริงของโลกมากยิ่งขึ้น วรรณคดี เป็นดังกระจกเงาสะท้อนภาพสังคมและวัฒนธรรม ผู้อ่านจึงควรอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อ ศึกษาเรียนรู้เรื่องราว ความเป็นมา ความคิด และค่านิยมของสังคมแต่ละสมัย อีกทั้งมีความสำคัญทั้ง ในด้านเนื้อหาที่ให้ข้อคิดคติเตือนใจ และด้านสังคมที่ให้ความรู้เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีและ วัฒนธรรม รวมทั้งเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งด้วย กรมหมื่นนราธิป พงศ์ประพันธ์ (2518: 99) ได้ทรงกล่าวเกี่ยวกับ วรรณคดี ไว้ว่าการอ่านวรรณคดีไม่ได้เป็นไปเพื่อ


2 ความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นการฝึกให้เข้าใจเหตุผลต่างๆ ของพฤติกรรมมนุษย์ได้ดียิ่งขึ้น จึงเห็นได้ ว่า วรรณคดีเป็นสิ่งที่ช่วยยกระดับจิตใจของผู้อ่านทำให้ผู้อ่านเข้าใจโลกและเข้าใจชีวิตมากขึ้น จากความสำคัญของวรรณคดีไทยทำให้การเรียนการสอนในวิชาวรรณคดีไทยมีบทบาทสำคัญที่ จะต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย กระทรวงศึกษาธิการ (2551: 54) จึงกำหนดให้วรรณคดีไทยและวรรณกรรม บรรจุอยู่ในสาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจและ แสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิต จริง ในปัจจุบันนักเรียนให้ความสำคัญกับการอ่านวรรณคดีน้อยลง เนื่องจากนักเรียนมีประสบการณ์ น้อย เนื้อหาเป็นเรื่องในอดีต ลักษณะคำประพันธ์ส่วนใหญ่เป็นร้อยกรอง มีความรู้ทางคำศัพท์เฉพาะ ทางวรรณคดีไม่กว้าง การจัดการเรียนการสอนของครูไม่มีความน่าสนใจต่อนักเรียน จึงทำให้นักเรียน ไม่สนใจในการอ่าน (ณัฐวรรณ พลเจริญ และศุภฤกษ์ ทานาค, 2560: 67) ยกตัวอย่างเช่น ในเนื้อหา ของวรรณคดีมีความล้าสมัย พูดถึงค่านิยมที่ไม่เหมาะสม เช่น การถูกบังคับขู่เข็ญ การมีค่านิยมชาย เป็นใหญ่ ค่านิยมการเหยียดเพศค่านิยมการเหยียดรูปร่าง เป็นต้น ซึ่งในสังคมปัจจุบันกำลังรณรงค์ใน การยกเลิกการมีค่านิยมเหล่านี้ จึงทำให้นักเรียนเกิดความขัดแย้งขึ้นภายในความคิดว่า ทำไมในเนื้อหา ยังคงนำเสนอวรรณคดีที่มีแนวคิดที่ล้าสมัยเช่นนี้อยู่ ทั้งยังไม่เห็นถึงความสำคัญของการประพันธ์ที่ใช้ รูปแบบที่ไม่เป็นที่นิยมใช้ในปัจจุบัน เช่น การแต่งร่าย การแต่งโคลง การแต่งกลอน กาพย์ หรือ ฉันท์ เป็นต้น แต่ยังมีวรรณคดี ที่ยังเป็นวรรณคดีที่มีประโยชน์ที่จะช่วยสั่งสอนให้เห็นถึงพฤติกรรมที่ควร กระทำหรือไม่ควรกระทำอีกทั้งได้บรรยายลักษณะของช้างเอราวัณไว้อย่างวิจิตรพิสดาร ความสนุกสนาน รื่นรมย์ที่ได้รับจากการพรรณนาเช่น บทพากย์เอราวัณ พระนิพนธ์โดย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่อยู่ในรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน วรรณคดีและวรรณกรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 บทพากย์เอราวัณ เป็นวรรณกรรมประกอบการแสดงโขน รวมถึงสามารถนำไปใช้พากย์หนังใหญ่ การแสดงทั้ง 2 ประเภท ต่างเป็นมหรสพสำคัญของคนไทยซึ่งเล่นเรื่องรามเกียรติ์แต่เพียงเรื่องเดียว มีหลักฐานว่าการแสดงโขนและหนังใหญ่นั้นมีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ สรรเสริญพระเกียรติพระมหากษัตริย์ในฐานะที่ทรงเป็น “พระราม” อวตารของพระนารายณ์ บทพากย์เอราวัณสำนวนนำที่มาใช้เป็นบทเรียนนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหน้านภาลัย ทรงพระราชนิพนธ์โดยทรงปรับจากบทพากย์ของเก่าให้กระชับและไพเราะเหมาะแก่การแสดงยิ่งขึ้น การแสดงโขนเป็นบทบรรยายเหตุการณ์ขณะที่พระลักษมณ์ และไพร่พลวานร มัวแต่เพ่งดูเทวดาอย่าง เพลิดเพลิน ทำให้ถูกอินทรชิตแผลงศรใส่ เหตุนี้เกิดจากการลุ่มหลงในรูป รส กลิ่น เสียง นำมาซึ่ง ความประมาท บทพากย์เอราวัณนี้บรรยายถึงความยิ่งใหญ่ของกระบวนทัพของอินทรชิตซึ่งแปลงกาย


3 เป็นพระอินทร์ ช้างเอราวัณ และเหล่าเทวดา บทพากย์เอราวัณ แต่งด้วยกาพย์ฉบัง 16 ลักษณะคำ ประพันธ์หนึ่งบท มี 3 วรรค แต่ละวรรคมี 6 คำ วรรคสอง 4 คำ และวรรคสาม 6 คำ มีสัมผัสบังคับ 1 แห่งที่คำสุดท้ายของวรรคแรกและคำสุดท้ายของวรรคที่สอง และมีสัมผัสระหว่างบทอยู่ที่คำสุดท้าย ของบทแรกกับคำสุดท้ายของวรรคแรกของบทต่อไป บทพากย์เอราวัณเป็นวรรณคดีที่มีความงามหรือ สุนทรียภาพทางวรรณศิลป์ที่เด่นชัด ด้วยลักษณะการใช้ภาษา กลวิธีในการประพันธ์ ซึ่งทำให้ผู้เรียน อ่านแล้วเห็นภาพ รวมทั้งเห็นความงามทางภาษาในวรรณคดีได้อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา ประเทศชาติสืบไป อย่างไรก็ดี แม้ว่าการเรียนรู้วรรณคดีจะมีความสำคัญต่อนักเรียน แต่จากการสํารวจปัญหา การสอนวรรณคดีไทยพบว่า คะแนนการทดสอบการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-Net) มัธยมศึกษา ปีที่ 3 สาระที่ 5 วรรณคดีวรรณกรรม ปีการศึกษา 2564 ระดับประเทศอยู่ในเกณฑ์ตํ่า ค่าเฉลี่ยเพียง 44.94 ซึ่งแสดงให้เห็นว่านักเรียนต้องได้รับการพัฒนา และครูจำเป็นต้องตระหนักถึงวิธีการแก้ปัญหา เมื่อจะต้องจัดการเรียนรู้สาระวรรณคดีวรรณกรรม ปัญหาดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดจากการที่ครูส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าโลกมีการเปลี่ยนแปลง จึงยังคงสอน แบบเดิมๆ ซึ่งทำให้การเรียนรู้วรรณคดีไทยเป็นเรื่องน่าเบื่อ ดังที่ สุจริต เพียรชอบ (2539: 63) กล่าว ไว้โดยสรุปว่า ปัจจุบันมีสิ่งที่เป็นความบันเทิงมากมาย วรรณคดีไทยไม่ใช่สิ่งที่ให้ความบันเทิงเหมือน สมัยก่อน เยาวชนจะได้สัมผัสวรรณคดีไทยจากหนังสือเรียนตามที่บังคับไว้จากหลักสูตร และจาก หลักสูตรก็ส่งผลให้นักเรียนคิดว่าต้องเรียนเพื่อใช้สอบ ไม่ใช่เพื่อความบันเทิงและสืบทอดวัฒนธรรม เช่นที่ผ่านมา ซึ่งบุคคลสำคัญที่ไม่ได้สร้างทัศนคติที่ดีต่อการอ่านวรรณคดีไทยให้แก้นักเรียนก็คือครู สอดคล้องกับที่ สร้อยสน สกลรักษ์ (2540: 40) กล่าวว่า ครูส่วนใหญ่มักทำให้นักเรียนรู้สึกเครียด และ คิดว่าการอ่านวรรณคดีเป็นงานยากโดยที่ครูไม่รู้ตัวและมักสอนให้นักเรียนที่ท่องจำศัพท์ยาก พวกเขา ไม่เคยใช้ในชีวิตประจำวันและถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงมากกว่าให้พวกเขาได้แสดงความคิดเห็นและ ความรู้สึกต่อวรรณคดีไทยเรื่องนั้นๆ เช่นเดียวกับที่ นิจสุดา อภินันทาภรณ์ (2555: 5) กล่าวว่า การเรียนการสอนวรรณคดีไทยมีครูจำนวนไม่น้อยยังมุ่งเน้นให้นักเรียนเข้าใจความหมายและท่องจำ คำศัพท์โบราณหรือศัพท์ยากๆ เพื่อให้ทำข้อสอบได้ ครูบางคนมุ่งให้นักเรียนแปลความหมายงาน ประพันธ์ร้อยกรองที่ใช้ภาษาวรรณศิลป์อย่างดีเยี่ยมให้เป็นร้อยแก้วที่ต้องสละสลวยยิ่งขึ้นไปกว่าเดิม ในขณะที่นักเรียนยังใช้ภาษาไทยได้ไม่ดีนัก หรือครูบางคนยังมุ่งให้นักเรียนพยายามจดจำรายละเอียด ปลีกย่อย โดยเน้นย้ำว่าเป็นเรื่องสำคัญมากจนต้องจำให้ได้ขึ้นใจ การจัดการเรียนการสอนต่างๆ ในลักษณะที่กล่าวมาแล้ว ล้วนแต่ไม่ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เกิดความเข้าใจหรือเกิดสุนทรียะใน การเรียนวรรณคดีไทยแต่อย่างใด ตรงกันข้ามกลับทำให้นักเรียนเบื่อหน่ายและกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ไปในที่สุด โดยสรุปแล้วปัญหาด้านการสอนวรรณคดีไทย เกิดจากการที่ครูยังคงเน้นการสอนเนื้อหา และเน้นการบรรยาย ทำให้นักเรียนต้องเรียนเพื่อสอบไม่ได้เน้นเรียนรู้เพื่อสืบทอดหรือเพื่อให้เกิด


4 ความซาบซึ้งในฐานะมรดกของชาติ แม้จะมีความพยายามที่จะให้วรรณคดีไทยเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต มีการฝึกวิเคราะห์วิจารณ์พยายามให้เชื่อมโยงกับชีวิตจริงก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ดี เท่าที่ควร อนึ่ง ผู้วิจัยได้เล็งเห็นความสำคัญของการเรียนวรรณคดี เพราะมีประโยชน์ที่สอดแทรกอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นการใช้ภาษาจากอดีตที่มีการเปลี่ยนแปลงจนถึงปัจจุบัน วัฒนธรรมประเพณีที่ยังคงจารึก ความเชื่อ ค่านิยมที่มีการเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเทียบกับความเชื่อและค่านิยมในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อนำมา เทียบกันทำให้ทราบถึงข้อดีและข้อเสียของความเชื่อและค่านิยมที่เคยเกิดขึ้นในสังคม ทำให้เกิด การตระหนักและเปลี่ยนแปลงไปในการปฏิบัติตนของคนในสังคม คำสอนหรือข้อควรปฏิบัติหรือละ เว้นการปฏิบัติที่ส่งต่อโดยการสอนโดยตรงและการสอดแทรกผ่านเนื้อหาและเรื่องราวของวรรณคดี ยังคงสามารถนำมาเลือกปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้แม้ในปัจจุบันนี้ ผู้วิจัยจึงต้องการที่จะส่งเสริม และพัฒนาการเรียนการสอนวรรณคดีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รูปแบบกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) นั้น มี ความน่าสนใจที่จะนำมาปรับใช้ในการสอนวรรณคดี เนื่องจากเป็นรูปแบบการเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนได้ ลงมือศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ซึ่งมีความสอดคล้องกับการจัดการเรียนรู้ในปัจจุบันที่จัดการเรียน การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ให้ครูเป็นผู้ที่คอยอำนวยความสะดวก โดยนำร่วมกับการจัดทำ แผนผังความคิด ซึ่งเป็นเทคนิคที่นำมาประกอบการสอนที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นการสรุปความรู้ ออกมาในรูปแบบเส้น สี และสัญลักษณ์เชื่อมโยงกัน ทำให้เกิดเป็นภาพที่แสดงความสัมพันธ์ ของเนื้อหาหรือเรื่องราว เชื่อมโยงกับการทำงานของสมองที่จะจดจำได้ดีจากการจำที่มีความเชื่อมโยง จึงมีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการสอนวรรณคดี เรื่อง บทพากย์เอราวัณ สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 จากเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญของการเรียนและพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวรรณคดีจึงได้มีความสนใจที่จะจัดทำการวิจัยหัวข้อเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนการวิชาภาษาไทย เรื่อง บทพากย์เอราวัณ โดยใช้รูปแบบการสอนกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีถือเป็นการพัฒนาศักยภาพของสาระวรรณคดีและวรรณกรรม ตามมาตรฐาน ท 5.1 เพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและ วรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนที่มีความบกพร่องในด้านนี้และสำหรับนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ดีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพ ของผลสัมฤทธิ์มากยิ่งขึ้น และเพื่อศึกษาว่ารูปแบบการจัดกิจกรรม กระบวนการนี้จะสามารถทำให้ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานและมีผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนหรือไม่อย่างไร


5 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1.2.1 เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง บทพากย์เอราวัณ โดยใช้รูปแบบ การสอนกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ให้มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์80/80 1.2.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง บทพากย์เอราวัณ โดยใช้ รูปแบบการสอนกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี ระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียน 1.3 สมมติฐานการวิจัย 1.3.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาไทย เรื่อง บทพากย์เอราวัณ โดยใช้รูปแบบ การสอนกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีมีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ร้อยละ 80/80 1.3.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง บทพากย์เอราวัณ โดยใช้รูปแบบการสอน กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีมีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน 1.4 ขอบเขตการวิจัย 1.4.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.4.1.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาในภาค เรียนที่ 2 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี ปีการศึกษา 2566 จำนวน 14 ห้อง รวมทั้งสิ้น 630 คน 1.4.1.2 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/10 ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานี ปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้อง จำนวน นักเรียน 46 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)


6 1.4.2 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 1.4.2.1 ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการสอน กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด เรื่อง บทพากย์เอราวัณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 3 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 1.4.2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง บทพากย์เอราวัณ สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 1.4.3 เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง บทพากย์เอราวัณ ประกอบด้วย 1.4.3.1 เรื่อง ความเป็นมาของบทพากย์เอราวัณ จำนวน 1 ชั่วโมง 1.4.3.2 เรื่อง เนื้อเรื่องและคำศัพท์บทพากย์เอราวัณ จำนวน 1 ชั่วโมง 1.4.3.3 เรื่อง การวิเคราะห์คุณค่าด้านสังคมของบทพากย์เอราวัณ จำนวน 1 ชั่วโมง 1.4.3.4 เรื่อง การวิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์ของบทพากย์เอราวัณ จำนวน 1 ชั่วโมง 1.4.3.5 เรื่อง ข้อคิดและการประยุกต์ใช้ในชีวิต จำนวน 1 ชั่วโมง 1.4.4 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ทำการวิจัยในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 5 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง ระหว่าง เดือนตุลาคม 2566 – เดือนมกราคม 2566 1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ 1.5.1 กระบวนการ GPAS หมายถึง กิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อพัฒนากระบวนการคิด หรือ โครงสร้างพัฒนาทักษะกระบวนการคิด 4 ประการเรียกว่า GPAS โดยมีขั้นตอนในการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนดังนี้ 1) ขั้นการรวบรวมข้อมูล (Gathering) เป็นการใช้คำถามกระตุ้นความสนใจ 2) ขั้นวิเคราะห์และสรุปความรู้(Processing) เป็นการจัดข้อมูลโดยใช้การคิดวิเคราะห์ 3) ขั้นปฏิบัติ/ ประยุกต์ใช้ความรู้ (Applying) ลงมือปฏิบัติตามแผนงาน 4) ขั้นประเมินเพื่อเพิ่มคุณค่า (Self – regulating) เป็นการประเมินเพื่อปรับปรุงแก้ไขเชื่อมโยงความรู้ไปสู่ส่วนรวม 1.5.2 บทวิเคราะห์ หมายถึง การวิเคราะห์และจำแนกเนื้อหาของเรื่องต่างๆ ออกเป็นส่วนๆ ได้แก่ ด้านเนื้อหา ด้านวรรณศิลป์ ด้านสังคม และด้านข้อคิดที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ เป็นต้น 1.5.3 แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) หมายถึง แผนการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 สอนในเรื่อง


7 บทพากย์เอราวัณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีโดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) 1.5.4 กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (5 STEPs) หมายถึง การจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้เรียนเป็น ศูนย์กลางของการปฏิบัติกิจกรรม ส่งเสริมให้ผู้เรียนศึกษาค้นคว้าสืบหาความรู้อย่างมีเหตุผลด้วย ตนเอง ครูผู้สอนคอยจัดและดูแลบรรยากาศการสอนให้เอื้อต่อการเรียนรู้ผู้เรียน โดยมีขั้นในการจัด กระบวนการ คือ 1) ระบุ/ตั้งคำถาม 2) แสวงหาสารสนเทศ 3) สร้างความรู้ 4) สื่อสาร/นำเสนอ และ 5) ตอบแทนสังคม 1.5.5 แผนผังความคิด หมายถึง ชิ้นงานที่ถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจออกมาในรูปแบบของ ผังความคิดของนักเรียน โดยใช้ เส้น สี สัญลักษณ์ เพื่อถ่ายทอดความรู้ออกมาให้เป็นผังความคิด 1.5.6 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการสอนที่จะทำให้ นักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัย 1.5.7 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาไทย เรื่อง บทพากย์เอราวัณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็น ข้อสอบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 1.5.8 ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง คุณภาพการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง บทพากย์เอราวัณ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้น เมื่อนำไปจัดการเรียนการสอนให้ นักเรียนกลุ่มตัวอย่างได้เรียนแล้ว ผ่านเกณฑ์ไม่น้อยกว่า 80/80 ซึ่งมีความหมาย ดังนี้ 80 ตัวแรก หมายถึง คะแนนเฉลี่ยร้อยละของนักเรียนที่ได้จากการทำได้จากคะแนนจาก การประเมินพฤติกรรมการเรียน การทำแบบทดสอบระหว่างเรียน และผลงานนักเรียนไม่น้อยกว่า ร้อยละ 80 80 ตัวหลัง หมายถึง คะแนนเฉลี่ยร้อยละของนักเรียนที่ได้จากการทำแบบทดสอบ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ หลังเรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ขึ้น ไป 1.5.10 นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/10 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมือง อุดรธานี จังหวัดอุดรธานี จำนวน 46 คน


8 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.6.1 ทำให้ทราบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาภาษาไทย เรื่อง บทพากย์เอราวัณ โดยใช้รูปแบบ การสอนกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 1.6.2 ได้ทราบผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนรู้ทางวรรณคดีวิชาภาษาไทย เรื่อง บทพากย์เอราวัณ โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน 1.6.3 ทำให้ได้แผนผังคสามคิด เนื้อหาวรรณคดีเรื่อง บทพากย์เอราวัณ ที่เป็นสื่อการจัด การเรียนรู้วรรณคดีที่ทำให้นักเรียนได้ลงมือทำ สนใจ เข้าใจ และเห็นความสำคัญของการเรียน วรรณคดีมากขึ้น 1.6.4 ได้แนวทางในการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทย เรื่อง บทพากย์เอราวัณ โดย ใช้รูปแบบการสอนกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีเพื่อเป็น แนวทางสำหรับครูผู้สอนในการพัฒนาการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ


9 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย เรื่อง บทพากย์เอราวัณ โดยใช้รูปแบบการ สอนกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ร่วมกับแผนผังความคิด สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมืองอุดรธานีจังหวัดอุดรธานีผู้วิจัยได้ศึกเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย ดังนี้ 2.1 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 2.1.1 หลักการของหลักสูตร 2.1.2 จุดมุ่งหมายของหลักสูตร 2.1.3 สาระมาตรฐานการเรียนรู้ 2.2 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับวรรณคดี 2.2.1 ความหมายของวรรณคดี 2.2.2 ความสำคัญและคุณค่าของวรรณคดี 2.2.3 วรรณคดีที่ใช้ในการวิจัย 2.3 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น 2.3.1 รูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS 2.3.2 รูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS 5 STEPs 2.3.3 ความหมายของการสอนแบบ GPAS 5STEPs 2.3.4 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับวิธีการสอนแบบ GPAS 5STEPs 2.3.5 หลักการของวิธีสอนแบบ GPAS 5 STEPs 2.3.6 ความสำคัญของวิธีการสอนแบบ GPAS 5 STEPs 2.3.7 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธี GPAS 5 STEPs 2.4 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแผนผังความคิด 2.4.1 หลักการของเทคนิคการสอนแผนผังความคิด 2.4.2 ความสำคัญของเทคนิคการสอนแบบแผนผังความคิด 2.4.3 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนแผนผังความคิด 2.5 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนโดยใช้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.5.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน 2.5.2 องค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง


10 2.6.1 งานวิจัยในประเทศ 2.6.2 งานวิจัยต่างประเทศ 2.7 กรอบแนวคิดการวิจัย 2.1 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 กระทรวงศึกษาธิการ (2551: 6) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกใน ความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐานรวมทั้งเจตคติ ที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุก คนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ 2.1.1 หลักการของหลักสูตร หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้ 1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐาน การเรียนรู้ เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติและคุณธรรม บนพื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล 2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่าง เสมอภาคและมีคุณภาพ 3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด การศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและ การจัดการเรียนรู้ 5. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 6. เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์ 2.1.2 จุดมุ่งหมายของหลักสูตร หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้


11 1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและ ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง 2. มีความรู้ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยีและมี ทักษะชีวิต 3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย 4. มีความรักชาติ มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและ การปกครอง ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5. มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่าง มีความสุข สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ในการพัฒนาผู้เรียนตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ดังนี้ สมรรถนะสำคัญของผู้เรียนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งให้ผู้เรียนเกิด สมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสารมีวัฒนธรรมใน การใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจา ต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่างๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผล และความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อ ตนเองและสังคม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ ความสัมพันธ์ และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มา ใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม


12 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่างๆไป ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงานและ การอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลการจัดการปัญหาและ ความขัดแย้งต่างๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้เทคโนโลยี ด้านต่างๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสารการทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสมและมีคุณธรรม คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 5. อยู่อย่างพอเพียง 2. ซื่อสัตย์สุจริต 6. มุ่งมั่นในการทำงาน 3. มีวินัย 7. รักความเป็นไทย 4. ใฝ่เรียนรู้ 8. มีจิตสาธารณะ นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้สอดคล้อง ตามบริบท และจุดเน้นของตนเอง 2.1.3 มาตรฐานการเรียนรู้ การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคำนึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงกำหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ดังนี้ 1. ภาษาไทย 2. คณิตศาสตร์ 3. วิทยาศาสตร์ 4. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 5. สุขศึกษาและพลศึกษา 6. ศิลปะ 7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8. ภาษาต่างประเทศ ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญของ การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้ ปฏิบัติได้ มีคุณธรรมจริยธรรม


13 และค่านิยมที่พึงประสงค์เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้นมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไก สำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรู้จะสะท้อนให้ทราบว่า ต้องการอะไร จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบ เพื่อ การประกันคุณภาพการศึกษาโดยใช้ระบบการประเมินคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพ ภายนอก ซึ่งรวมถึงการทดสอบระดับเขตพื้นที่การศึกษาและการทดสอบระดับชาติ ระบบ การตรวจสอบเพื่อประกันคุณภาพดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสะท้อนภาพการจัดการศึกษาว่าสามารถ พัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามที่มาตรฐานการเรียนรู้กำหนดเพียงใด ตัวชี้วัด ตัวชี้วัดระบุสิ่งที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ รวมทั้งคุณลักษณะของผู้เรียนในแต่ละ ระดับชั้นซึ่งสะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรมนำไปใช้ใน การกำหนดเนื้อหา จัดทำหน่วยการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สำคัญสำหรับการวัด ประเมินผลเพื่อตรวจสอบคุณภาพผู้เรียน 1. ตัวชี้วัดชั้นปี เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนแต่ละชั้นปีในระดับการศึกษา ภาคบังคับ (ประถมศึกษาปีที่ 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 3) 2. ตัวชี้วัดช่วงชั้น เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอน ปลาย (มัธยมศึกษาปีที่ 4- 6) หลักสูตร ได้มีการกำหนดรหัสกับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดเพื่อความเข้าใจ และให้ สื่อสารตรงกัน ดังนี้ ท 1.1 ป. 1/2 ป.1/2 ตัวชี้วัดชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ข้อที่ 2 1.1 สาระที่ 1 มาตรฐานข้อที่ 1 ท กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ต 2.2 ม.4-6/ 3 ม.4-6/3 ตัวชี้วัดชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายข้อที่ 3 2.2 สาระที่ 2 มาตรฐานข้อที่ 2 ต กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ


14 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยสาระและมาตรฐาน การเรียนรู้ สาระที่ 1 การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ 2 การเขียน มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียน เรื่องราวในรูปแบบต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมี ประสิทธิภาพ สาระที่ 3 การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิดและความรู้สึกในโอกาสต่างๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ สาระที่ 4 หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของ ภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทย อย่างเห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่าง เห็นคุณค่าและนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ต้องมีความรู้ตามตัวชี้วัดที่กำหนด ดังแสดงในตารางที่ 1 ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 1. สรุปเนื้อหาวรรณคดี วรรณกรรมและ วรรณกรรมท้องถิ่นในระดับที่ยากยิ่งขึ้น วรรณคดี วรรณกรรม และวรรณกรรมท้องถิ่น เกี่ยวกับ - ศาสนา - ประเพณี - พิธีกรรม - สุภาษิตคำสอน - เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ - บันเทิงคดี


15 ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง 2. วิเคราะห์วิถีไทยและคุณค่าจากวรรณคดีและ วรรณกรรมที่อ่าน 3. สรุปความรู้และข้อคิดจากการอ่าน เพื่อนำไป ประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง การวิเคราะห์วิถีไทย และคุณค่าจากวรรณคดี และวรรณกรรม 4. ท่องจำและบอกคุณค่าบทอาขยานตามที่ กำหนด และบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความ สนใจและนำไปใช้อ้างอิง บทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่า - บทอาขยานตามที่กำหนด - บทร้อยกรองตามความสนใจ ตารางที่1 มาตรฐานชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สาระที่ 5 วรรณคดีและวรรณกรรม จากการศึกษาเรื่องหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ผู้วิจัยพบว่าความรู้ เกี่ยวกับรายละเอียดของรูปแบบหลักสูตรทั้งในด้านวิสัยทัศน์ หลักการ จุดหมายสมรรถนะสำคัญของ ผู้เรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ซึ่งเป็นความรู้ที่เป็นประโยชน์ในด้านการจัดทำแผนการเรียนรู้และ ข้อสอบให้สอดคล้องกับสาระการเรียนรู้ที่กำหนด 2.2 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับวรรณคดี 2.2.1 ความหมายของวรรณคดี วรรณคดี เป็นวรรณกรรมหรืองานเขียนที่ยกย่องกันว่าดี มีสาระ และมีคุณค่าทาง วรรณศิลป์ การใช้คำว่าวรรณคดีเพื่อประเมินค่าของวรรณกรรมเกิดขึ้นในพระราชกฤษฎีกา ตั้ง วรรณคดีสโมสรในสมัยรัชกาลที่ 6 (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) คำว่าวรรณคดี ได้มีผู้ให้ นิยามไว้หลายท่าน ดังนี้ สิทธา พินิจภูวดล (2515: 5-6) กล่าวถึงวรรณคดีว่า วรรณคดีเป็นคำที่ใช้ในปัจจุบันเรา เทียบกับคำว่า “Literature” ในภาษาอังกฤษ หมายถึง บทประพันธ์ทุกชนิดที่ผู้แต่งมีวิธีเขียนอย่างดี มีศิลปะ ก่อให้เกิดความประทับใจแก่ผู้อ่าน สร้างความสนุกสนานเพลิดเพลินแก่ผู้อ่าน เพื่อให้ผู้อ่านมี มโนภาพไปตามจินตนาการของเรื่องต่างๆ ลงไปในทางของตนด้วย แต่งเร้าให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจ ไปตามความรู้สึกของผู้แต่ง บางครั้งผู้แต่งจะสอดแทรกความรู้และทัศนคติในเรื่อง วิทย์ ศิวะศริยานนท์ (2518: 1-4) ให้ความหมายของวรรณคดีไว้ว่า วรรณคดีอันเป็นคำที่ เราบัญญัติขึ้นใช้เทียบคำ Literature ในภาษาอังกฤษ หมายถึง บทประพันธ์ที่รัดรึงตรึงใจผู้อ่าน ปลุก มโนคติ (Imagination) ทำให้เพลิดเพลินและเกิดอารมณ์ต่างๆ ละม้ายคล้ายคลึงผู้ประพันธ์ นอกจากนั้นบทประพันธ์ที่เป็นวรรณคดีจะต้องมีรูปศิลปะ (Form) รูปศิลปะนี่เองทำให้เกิดความงาม


16 เจตนา นาควัชระ (2521: 1) กล่าวถึงวรรณคดีว่า เนื้อหาของวรรณคดี คือ ชีวิตมนุษย์ แต่ เป็นชีวิตมนุษย์ที่กวีได้กลั่นกรองแล้วและสร้างขึ้นมาเป็นอีกโลกหนึ่ง คือโลกของศิลปะ ความสัมพันธ์ ระหว่างวรรณคดีกับชีวิต เป็นความสัมพันธ์ที่เสริมสร้างปัญญาและควรได้รับการส่งเสริมแต่เราจะต้อง ไม่หลงคิดเลยเถิดไปว่า วรรณคดีคือชีวิต โดยสรุปวรรณคดี หมายถึง วรรณกรรมหรืองานเขียนที่ยกย่องกันว่าดีมีสาระ และมีคุณค่า ทางวรรณศิลป์การใช้คำว่าวรรณคดีเพื่อประเมินค่าของวรรณกรรมเกิดขึ้นในพระราชกฤษฎีกา ตั้ง วรรณคดีสโมสรในสมัยรัชกาลที่ 6 วรรณคดี เป็นวรรณกรรมที่ถูกยกย่องว่าเขียนดี มีคุณค่า สามารถ ทำให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์สะเทือนใจ มีความคิดเป็นแบบแผน ใช้ภาษาที่ไพเราะ เหมาะแก่การให้ ประชาชนได้รับรู้ เพราะสามารถยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร ทั้งยังเป็นเครื่อง แสดงออกถึงเรื่องของชีวิตมนุษย์ แสดงจิตใจมนุษย์ วรรณคดีจึงมีความสัมพันธ์กับชีวิต 2.2.2 ความสำคัญและคุณค่าของวรรณคดี วรรณคดีเป็นผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้น ด้วยความงามทางภาษาที่มีความสำคัญในการใช้ แสดงความคิด ความรู้สึก และคติแง่คิดสอนใจต่างๆ อีกทั้งมีคุณค่าเหมาะแก่การศึกษา ซึ่งมีผู้รู้หลาย ท่านได้กล่าวถึงความสำคัญและคุณค่าของวรรณคดีไว้ ดังนี้ พระยาอนุมานราชธน (2516) ได้กล่าวถึง ความสำคัญของวรรณคดีไว้ในหนังสือแง่คิดจาก วรรณคดีว่าโลกจะเจริญก้าวหน้ามาได้ไกลก็เพราะวิทยาศาสตร์ แต่เฉพาะวิทยาศาสตร์ก็ไม่ครอบคลุม ไปถึงความเป็นไปในชีวิตที่มีอารยธรรมและวัฒนธรรมสูง เราต้องมีศาสนา เราต้องมีปรัชญา เราต้องมี ศิลปะ และเราต้องมีวรรณคดีด้วย สิ่งเหล่านี้ย่อมนำมาแต่ความดีงาม นำความบันเทิงมาให้แก่จิตใจให้ เราคิดงาม เห็นงาม ประพฤติงาม มีความงามเป็นเจ้าเรือน แนบสนิทอยู่ในสันดาน ศิลปะและวรรณคดี นี้ คือ แดนแห่งความเพลิดเพลินใจ ทำให้มีใจสูงเหนือใจแข็งกระด้าง เป็นแดนที่ทำให้ความแข็ง กระด้างต้องละลายสูญหาย กลายเป็นมีใจงาม เพียบพร้อมไปด้วยคุณงามความดี วรรณคดีมีความสำคัญทางด้านการใช้ภาษาสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของคน การสืบทอดและ อนุรักษ์วัฒนธรรม กฎระเบียบคำสอน และเป็นเครื่องมือสร้างความสามัคคีให้เกิดในกลุ่มชน และให้ ความจรรโลงใจ นอกจากจะให้คุณค่าในด้านอรรถรสของถ้อยคำให้ผู้อ่านเห็นความงดงามของภาษา แล้วยังมีคุณค่าทางสติปัญญาและศีลธรรมอีกด้วย วรรณคดีจึงมีคุณค่าแก่ผู้อ่าน 2 ประการ คือ 1) คุณค่าทางสุนทรียภาพหรือความงาม สุนทรียภาพหรือความงามทางภาษาเป็นหัวใจ ของวรรณคดี เช่น ศิลปะของการแต่งทั้งการบรรยาย การเปรียบเทียบ การเลือกสรรถ้อยคำให้มี ความหมายเหมาะสม กระทบอารมณ์ผู้อ่านมีสัมผัสให้เกิดเสียงไพเราะ เป็นต้น


17 2) คุณค่าทางสารประโยชน์ เป็นคุณค่าทางสติปัญญาและสังคมตามปกติวรรณคดี จะเขียนตามความเป็นจริงของชีวิต ให้คติสอนใจแก่ผู้อ่าน สอดแทรกสภาพของสังคม วัฒนธรรม ประเพณี ทำให้ผู้อ่านมีโลกทัศน์เข้าใจโลกได้กว้างขึ้น รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ (2540: 2-3) กล่าวว่า วรรณคดีมีคุณค่าต่อผู้อ่าน และผู้ศึกษา 2 ประการ คือ 1) คุณค่าทางอารมณ์ วรรณคดีเป็นงานศิลปะที่สร้างความเพลิดเพลินด้วยสุนทรียภาพทางภาษาจากถ้อยคำและ โวหารการบรรยายและพรรณนา วรรณคดีจึงมีพลังจูงใจผู้อ่านให้มีอารมณ์รัก เศร้า ขบขัน สมเพช สงสาร โกรธ ชื่นชมปิติ ฯลฯ คุณสมบัติของวรรณคดีข้อนี้จึงเรียกได้ว่าเป็นอาหารใจ 2) คุณค่าทางปัญญา วรรณคดีให้ความรู้ในสาขาวิชาต่างๆ ที่กวีถ่ายทอดไว้ทั้งอย่างตั้งใจและไม่ตั้งใจ นอกจากนี้ ยังให้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์ ให้หยั่งเห็นแก่นแท้ของชีวิต เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ ผู้ศึกษาจึงอาจ จดจำสิ่งที่ได้จากการอ่านวรรณคดี มาเป็นประสบการณ์รอง และนำเหตุการณ์ ข้อคิด และความรู้ใน เรื่องมาเป็นอุทาหรณ์ เพื่อแก้ปัญหาชีวิตของตนเอง ดนยา วงศ์ธนะชัย (2529: 119) ได้กล่าวถึงคุณค่าของวรรณคดี สรุปได้ดังนี้ 1) คุณค่าทางอารมณ์ ก่อให้เกิดความสนุกสนานบันเทิงใจ ทำให้ผู้อ่านสะเทือนอารมณ์ ในทางใดทางหนึ่ง 2) คุณค่าทางสติปัญญาให้ความรู้ในด้านต่างๆ เช่น สังคม วัฒนธรรมเกิดการหยั่งเห็นชีวิต และโลก 3) คุณค่าทางศีลธรรม ช่วยผดุงศีลธรรมในสังคมของตน ไม่บ่อนทำลายความสงบสุขใน สังคมหรือฉุดให้สังคมเสื่อมทรามลง ประดิษฐ์ กลัดประเสริฐ (2522) กล่าวถึง คุณค่าที่สำคัญของวรรณคดีไว้ดังนี้ 1) คุณค่าทางอารมณ์ คือ วรรณคดีทำให้เกิดความสนุกสนานหรือสะเทือนอารมณ์ทางใด ทางหนึ่ง เช่น รัก โกรธ เกลียด ภูมิใจ เสียสละ เห็นใจและช่วยให้เกิดพัฒนาการทางอารมณ์ยกระดับ จิตใจและส่งเสริมจินตนาการ 2) คุณค่าทางสติปัญญา คือ วรรณคดีให้ความรู้ในด้านต่างๆ เช่น ประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม ภาษา เสริมสร้างประสบการณ์ชีวิตให้แก่ผู้อ่าน ช่วยให้ความคิดเจริญงอกงามทำให้เข้าใจ ในชีวิตและโลกยิ่งขึ้น 3) คุณค่าทางศีลธรรม คือ วรรณคดีช่วยบำรุงรักษาศีลธรรมของสังคมทำให้สังคมสงบสุข เจริญงอกงาม ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุขและเข้าใจกัน


18 กุหลาบ มัลลิกะมาส (2527) กล่าวถึงคุณค่าของวรรณคดีสรุปได้ว่า วรรณคดีเป็นเครื่องมือ สื่อสารและเป็นเครื่องเชื่อมสร้างภาระอันสมบูรณ์ทางด้านความรู้ส่งเสริมทักษะการฟัง การพูด การอ่าน การเขียนและการคิด อีกทั้งยังทำให้มนุษย์เกิดพัฒนาการทางด้านต่างๆ ได้แก่ ปัญญา วัฒนธรรม ความรู้สึกและความสำนึกต่อสังคม และยังสร้างลักษณะนิสัยให้มนุษย์เป็นผู้ที่มีบุคลิกภาพ และจิตใจที่งดงาม จากความสำคัญและคุณค่าที่กล่าวมาสรุปได้ว่า วรรณคดีมีความสำคัญในการถ่ายทอด วัฒนธรรม สะท้อนชีวิตและสังคม ให้ความรู้ในด้านต่างๆ อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความเพลิดเพลิน รวมถึงสอนเรื่องศีลธรรมในสังคม 2.2.3 วรรณคดีที่ใช้ในการวิจัย 2.2.3.1 ความเป็นมา วรรณคดีเรื่อง บทพากย์เอราวัณ บทพากย์เอราวัณ เป็นอีกหนึ่งผลงานการพระราชนิพนธ์ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ซึ่งถือเป็นบทที่นิยมนำไปใช้ในการแสดงโขน โดยได้เค้าโครงเรื่องมาจาก “รามายณะ” ของอินเดีย ในเนื้อเรื่องจะมุ่งเน้นไปที่การบรรยายถึงความ งดงามของกระบวนทัพที่มีอินทรชิตจำแลงกายลงมาเป็นพระอินทร์อีกทั้งยังมีลูกสมุนยักษ์ที่จำแลงกาย ลงมาเป็นเหล่าเทวดา และช้างเอราวัณที่มีรูปร่างสง่างาม ซึ่งรัชกาลที่ 2 ทรงใช้ลักษณะคำประพันธ์ อย่างกาพย์ฉบัง 16 มาพรรณนาถึงรูปร่างของช้างตัวนี้ไว้ได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน จนกลายเป็นบทพากย์ เอราวัณในรายวิชาภาษาไทยตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2.2.3.2 ประวัติผู้แต่ง วรรณคดีเรื่อง บทพากย์เอราวัณ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยองค์ที่ 2 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงประสูติเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2310 ตรงกับวันพุธ ขึ้น 7 คํ่า เดือน 3 ปีกุน มี พระนามเดิมว่า "ฉิม" พระองค์ทรงเป็นพระบรมราชโอรสองค์ที่ 4 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราชและกรมสมเด็จพระอมรินทรามาตย์พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประสูติ ณ บ้าน อัมพวา แขวงเมืองสมุทรสงคราม พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงมีความสามารถในการประพันธ์ทั้ง ร้อยแก้วและร้อยกรอง ผลงานที่สำคัญ คือ บทพากย์รามเกียรติ์ ตอนนางลอย นาคบาศ พรหมาสตร์ และเอราวัณ เห่จับระบำเรื่องรามเกียรติ์ ตอนพระนารายณ์อวตาร และนารายณ์ปราบนนทก บทละครเรื่องไกรทอง กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน บทละครเรื่องคาวี บทละครเรื่องไชยเชษฐ์ นับได้ ว่าสมัยรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นสมัยที่วรรณคดีเจริญรุ่งเรือง และ เป็นยุคทองแห่งศิลปะการละคร


19 2.2.3.3 ลักษณะคำประพันธ์วรรณคดีเรื่อง บทพากย์เอราวัณ บทพากย์เอราวัณ แต่งด้วยกาพย์ฉบัง 16 ลักษณะคำประพันธ์หนึ่งบท มี 3 วรรค แต่ละวรรคมี 6 คำ วรรคสอง 4 คำ และวรรคสาม 6 คำ มีสัมผัสบังคับ 1 แห่ง ที่คำสุดท้ายของ วรรคแรกและคำสุดท้ายของวรรคที่สอง และมีสัมผัสระหว่างบทอยู่ที่คำสุดท้ายของบทแรกกับคำ สุดท้ายของวรรคแรกของบทต่อไป 2.2.3.4 เรื่องย่อ วรรณคดีเรื่อง บทพากย์เอราวัณ บทพากย์เอราวัณเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงละครในเรื่องรามเกียรติ์ ประพันธ์ โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) แสดงให้เห็นความลุ่มหลงในโทษของ รูป รส กลิ่น เสียง อันจะนำมาซึ่งความประมาท คำแปลของบทพากย์เอราวัณนี้เป็นข้อสอบของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 วิชาภาษาไทย บทพากย์เอราวัณ เป็นการเล่าถึงภูมิหลังที่มาจากเรื่องรามเกียรติ์ ตอน ศึกอินทรชิต โดยเนื้อเรื่องนั้นมีอยู่ว่า อินทรชิตรับคำสั่งจากทศกัณฐ์ให้ปราบพระราม จึงออกอุบายจัด ทัพพระอินทร์แปลง ทำให้พระลักษมณ์เสียทีสลบไป พระรามนึกว่าพระลักษมณ์ตายก็ร้องไห้จนสลบ พิเภกจึงทำให้ฟื้น อินทรชิตต้องศรพรหมาสตร์ของพระลักษมณ์จนศีรษะขาด พิเภกจึงกราบทูลให้ องคตไปนำพานทิพย์จากพระพรหมมารองศีรษะ เพราะถ้าตกพื้นจะทำให้โลกลุกเป็นไฟ อินทรชิตแปลงกายเป็นพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ และจัดกระบวนทัพตามตำรา สงคราม เหล่าทหารแปลงกายเป็นเทพ ทั้งเทพารักษ์ ครุฑ กินนร นาค วิทยาธร คนธรรพ์ เมื่อพระรามและพระลักษมณ์ตื่น ก็เสด็จประทับบนรถทรงที่งดงาม กองทัพเริ่มตี กลองและเป่าสังข์เพื่อส่งสัญญาณออกศึก เหล่าทหารส่งเสียงโห่ร้องเอาชัยดังก้องทั่วป่า เหล่าเทวดา และนางฟ้า ต่างโปรยดอกไม้ให้เพื่ออวยพร พระลักษมณ์เห็นกองทัพของพระอินทร์เสด็จมา จึงตรัสถามสุครีพว่าเพราะเหตุ ใดพระอินทร์จึงเสด็จมา สุครีพทูลว่าปกติแล้วพระอินทร์จะเสด็จพร้อมด้วยเหล่าเทวดาเพื่ออวยชัยแด่ พระรามด้วยข้าวตอกดอกไม้ แต่คราวนี้ผิดปกติ เพราะพระอินทร์ถืออาวุธจึงเกรงว่าจะเป็นกลลวงของ ฝ่ายยักษ์อินทรชิตจึงรีบสั่งให้อำมาตย์จัดระบำถวายพระลักษมณ์ เมื่อพระลักษณ์เคลิบเคลิ้ม อินทรชิตจึงแผลงศรพรหมาสตร์ใส่จนพระลักษณ์สลบ พระรามตามไปพบคิดว่าพระลักษณ์สิ้นชีวิตก็ ร้องไห้คร่ำครวญจนสลบไป จากวรรณคดีเรื่องบทพากย์เอราวัณ เป็นวรรณคดีที่มีที่กล่าวถึงเหตุการณ์ที่อินทรชิตแปลง กายเป็นพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ตัวช้างเอราวัณที่แปลงกายมานี้รูปทรงงดงาม มีทั้งเทพยดา เหล่า บริวาร และเครื่องแต่งกายที่สวยงาม รวมถึงทหารที่เป็นยักษ์แปลงกายมาเป็นกองทัพที่ลอยมาจาก ท้องฟ้า ก็สะกดสายตาผู้ที่มองเห็น ไม่ว่าใครก็ตามเมื่อได้เห็นภาพที่สวยงามก็ต้องหลงเชื่อ เมื่อลุ่มหลง แล้วก็ตกเป็นเหยื่อและเกิดโทษแก่ตัวเอง


20 2.3 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนโดยใช้การสอนแบบ GPAS 2.3.1 รูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS กรอบการพัฒนาการคิดโดยใช้กระบวนการ GPAS เกิดขึ้นจากการที่สำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โครงสร้างทักษะกระบวนการคิด 4 ประการ คือ การรวบรวมและ เลือกข้อมูล (Gathering) การจัดกระทำข้อมูล (Processing) การประยุกต์ใช้ความรู้ (Applying) และ การกำกับตนเอง (Self – regulating) เรียกย่อๆ ว่า GPAS โดยนำอักษรภาษาอังกฤษตัวแรกของ โครงสร้างทักษะกระบวนการคิดนั้นมาใช้ ดังนี้ ขั้นที่ 1 การรวบรวมและเลือกข้อมูล (Gathering) คือ การกำหนดประเด็นเพื่อรวบรวม ข้อมูล กำหนดเป้าหมาย สังเกตด้วยประสาทสัมผัส ขั้นที่ 2 การจัดกระทำข้อมูล (Processing) คือ การจำแนก เปรียบเทียบ จัดกลุ่ม สรุป เชื่อมโยง ไตร่ตรองด้วยเหตุผล ขั้นที่ 3 การประยุกต์ใช้ความรู้ (Applying) คือ การประเมินทางเลือก ใช้ความรู้อย่าง สร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ และนำความรู้ไปปรับใช้ ขั้นที่ 4 ประเมินเพื่อเพิ่มคุณค่า (Self – regulating) คือ การตรวจสอบและควบคุม ความคิด ทั้งนี้การออกแบบการเรียนรู้โดยครูต้องกำหนดว่า ควรสรุปความรู้จากเรื่องที่เรียนเป็น ความรู้ที่ได้จากการเรียบเรียงความคิดของตัวเอง ทฤษฎีที่เรียนรู้นั้นจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อครูจัดกิจกรรม การเรียนการสอนให้ผ่านกระบวนการเก็บข้อมูล และเลือกข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้อง นำข้อมูลมาจัด กระทำจัดข้อมูลเป็นกลุ่ม จำแนก เพื่อให้ได้ความรู้ตามที่กำหนดไว้ จากนั้นนำไปใช้ในการปฏิบัติจริงใช้ ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ ข้อสรุปที่ได้จากกระบวนการเหล่านี้ที่ตกผลึกภายในตัวของ ผู้เรียน จะกลายเป็นตัวตนเป็นบุคลิกภาพของผู้เรียน เมื่อฝึกฝนเช่นนี้บ่อยครั้งจะนำไปสู่การเรียนรู้ได้ ด้วยตนเองตลอดการเรียนรู้ตามขั้นตอนนี้ครูต้องฝึกโดยใช้คำถามกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ตรวจสอบ ทบทวนความคิดเพื่อปรับปรุงในขณะดำเนินงานได้ดียิ่งขึ้น (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน, 2551) โรจย์สราญรมย์(2560: 255) และ ธรฤทธิ์(2552: 189) กล่าวว่า ทักษะการคิดในแต่ละ องค์ประกอบของโครงสร้างทักษะการคิด แบบ GPAS มีทักษะที่จะนำไปใช้ในการจัดการเรียน การสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียน ดังนี้ ทักษะการคิดระดับรวบรวมข้อมูล (Gathering skill: G) หมายถึง ความสามารถใน การกำหนดขอบเขตและเนื้อหาที่ต้องการศึกษาให้ชัดเจน เพื่อจะได้คัดเลือกข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ทักษะการคิดระดับการจัดกระทำข้อมูล (Processing skill: P) หมายถึง ความสามารถใน การแยกแยะสิ่งต่างๆตามลำดับความสำคัญมาจัดเรียงให้เป็นลำดับว่าอะไรมาก่อนมาหลัง และบอก ความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันของข้อมูล


21 ทักษะการคิดระดับการประยุกต์ใช้ (Applying skill: A) หมายถึง ความสามารถในการนำ ความรู้ที่เกิดจากความเข้าใจไปใช้ในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่หรือแก้ปัญหาที่มีอยู่ให้ดีขึ้น ทักษะการคิดระดับการกำกับตนเอง (Self – regulating skill: S) ขั้นนี้จะเป็น การตรวจสอบและควบคุมความคิด หมายถึง การที่บุคคลรู้หรือเข้าใจถึงความคิดของตนเองไตร่ตรอง ก่อนที่จะกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการประเมินการคิดของตนเองและใช้ความรู้นั้นในการควบคุม หรือกำกับการกระทำของตนเอง ซึ่งครอบคลุมถึงการวางแผนควบคุมกำกับการกระทำของตนเอง การตรวจสอบความก้าวหน้าและการประเมินผล จากข้อความข้างต้นจึงสามารถสรุปได้ว่า กระบวนการ GPAS เป็นกระบวนการจัด การเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิดกระบวนการหนึ่ง ที่ประกอบด้วยโครงสร้าง 4 ประการ พบว่า กระบวนการคิดแบบ GPAS เป็นทักษะกระบวนการคิดที่เป็นขั้นตอนและมีจุดเน้นในกระบวน การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง ผ่านกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลและเลือก ข้อมูลที่สำคัญที่เกี่ยวข้อง นำข้อมูลมาจัดกระทำจัดข้อมูลเป็นกลุ่ม เป็นหมวดหมู่ จำแนกเพื่อให้ได้ ความรู้ตามที่กำหนดไว้ จากนั้นนำไปใช้ในการปฏิบัติจริง ใช้ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ ข้อสรุปที่ได้จากกระบวนการเหล่านี้ที่ตกผลึกภายในตัวของผู้เรียนจะกลายเป็นตัวตนเป็นบุคลิกภาพ ของผู้เรียน เมื่อฝึกฝนเช่นนี้บ่อยครั้งจะนำไปสู่การเรียนรู้ได้ด้วยตนเองเพราะในแต่ละขั้น ครูได้ใช้ คำถามเพื่อเป็นการกระตุ้นผู้เรียนให้คิดอยู่เสมอ ทั้งนี้กระบวนการ GPAS จึงเป็นกระบวนการที่ทำให้ ผู้เรียนเกิดทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ได้เป็นอย่างดี 2.3.2 รูปแบบการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ GPAS 5 STEPs ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ (2563: 19) กรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เปิดเผยว่า การปฏิรูปการศึกษาต้องคำนึงถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในด้านประชากร ความก้าวหน้าทาง เทคโนโลยี รวมทั้งสถานการณ์โควิด-19 ที่กระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย จึงจำเป็นต้อง ปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดการเรียนรู้และรูปแบบการเรียนการสอน มาเป็นการจัดกระบวน การเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะแบบผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Active Learning) ที่เน้นการยึด ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและสนับสนุนให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการสร้างการเรียนรู้ ผ่านการพัฒนา กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS) โดยคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ได้วางกรอบ นโยบายปฏิรูปการศึกษา เรื่องการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนสู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ เพื่อ ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 (บิ๊กร็อคที่ 2) ซึ่งประกอบด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิง ระบบ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) มีสาระสำคัญ ดังนี้ 1. แสวงหาข้อมูลรอบด้านเพื่อตอบโจทย์การเรียนรู้ (Gathering) ผู้เรียนเกิด การสังเกต หรือตั้งข้อสงสัยในปัญหาจากการกระตุ้นของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนการสอน เช่น


22 การสร้างสถานการณ์เพื่อฝึกให้ผู้เรียนตั้งคำถามกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในชุมชน ทำให้ ผู้เรียนต้องการหาคำตอบด้วยตัวเองด้วยการสืบค้นความรู้จากแหล่งข้อมูลรอบตัว 2. คิด-วิเคราะห์-สรุปความรู้เพื่อวางแผนเตรียมปฏิบัติ (Processing) ผู้เรียนนำข้อมูล หรือองค์ความรู้ที่รวบรวมได้มาร่วมกันวิเคราะห์ว่าจะสามารถนำไปแก้ปัญหาหรือสร้างสรรค์ให้เกิด ประโยชน์ได้อย่างไร จากนั้นจึงจัดจำแนกข้อมูล และนำไปวางแผนการปฏิบัติ เช่น การคิดสร้าง นวัตกรรมเพื่อนำไปแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชน 3. ลงมือทำจริง แก้ปัญหาจริง เพื่อพัฒนาหาแนวทางที่ดีที่สุด (Applying 1) ผู้เรียนนำ องค์ความรู้ที่ผ่านการวิเคราะห์และวางแผนแล้วไปปฏิบัติและลงมือทำ โดยจะเกิดการเรียนรู้จาก การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการปฏิบัติจริง การสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนา ให้เกิดผลสำเร็จที่ดียิ่งขึ้นต่อไป 4. สื่อสารและนำเสนอในรูปแบบที่หลากหลาย (Applying 2) ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานและการแก้ปัญหา จนสามารถสรุปออกมาเป็น หลักการสื่อสารผ่านการนำเสนอในรูปแบบแผนภาพความคิด นำเสนอเป็นรายงาน การอภิปราย การบรรยาย หรือจัดทำเป็นสื่อต่างๆ 5. สร้างคุณค่าให้ผลงานต่อยอดประโยชน์สู่สังคม (Self-Regulating) ผู้เรียนมีจิต สาธารณะและเห็นคุณค่าในผลงาน สามารถขยายผลหรือต่อยอดองค์ความรู้นั้น เพื่อนำไปใช้ให้เกิด ประโยชน์ต่อส่วนรวม หรือแก้ไขปัญหาสังคมในด้านต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การพัฒนา นวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงกับบริบทของแต่ละชุมชน สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (2560: 59) กล่าวว่า กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (GPAS 5 STEPs) คือกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ เป็นกระบวนเรียนรู้ที่สามารถถักทอความรู้ ทักษะกระบวนการ และค่านิยมอย่างกลมกลืนในกระบวนการขั้นต่างๆโดยไม่ติดกับเนื้อหาวิชา จึง สามารถนำไปใช้ได้กับทุกวิชาและการเรียนรู้ที่ใช้ศาสตร์ต่างๆ มาสัมพันธ์กัน เมื่อนักเรียนมี ความสนใจ ความถนัดด้านใด สามารถเริ่มจากคำถาม ข้อสงสัยของตนหรือของกลุ่ม แล้วแสวงหา ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์สังเคราะห์เป็นความรู้ที่เป็นหลักการ แล้วนำหลักการที่ได้ไปประยุกต์ใช้สร้าง ผลงาน นวัตกรรมที่นำไปใช้ประโยชน์กับชุมชน มีการประเมินกำกับตนเองประเมินผลที่เป็นคุณค่าต่อ สังคมรวมทั้งสิ่งที่ต้องพัฒนาต่อไป เกิดเป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากการปฏิบัติในสภาพจริงของชุมชน แล้วจึงเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่พัฒนาสมรรถนะของนักเรียน ซึ่งสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงตนเอง และสังคม ดังนั้น กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ จึงเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่สามารถพัฒนา สมรรถนะเพื่อการเปลี่ยนแปลงตามทิศทางของการเรียนรู้ที่จะช่วยสร้างอนาคตที่ดี ชนสิทธิ์สิทธิ์สูงเนิน (2562: 55) การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีสอน GPAS 5 STEPs คือทักษะ กระบวนการคิด 5 ประการ ซึ่งเรียกว่า GPAS 5 Step ประกอบด้วย gathering: การรวบรวมและ


23 เลือกข้อมูล processing: การจัดกระทำข้อมูล applying: การประยุกต์ใช้ความรู้ A1: applying and constructing the knowledge) ขั้นปฏิบัติและสรุปความรู้หลังการปฏิบัติ A2: applying the communication skill) ขั้นสื่อสารและนำเสนอ self – regulating: การกำกับตนเอง หรือการเรียนรู้ ได้เอง ทักษะกระบวนการคิด GPAS จึงเป็นขั้นตอนและจุดเน้นในการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง จากนั้นนำไปใช้ในการปฏิบัติจริง ใช้ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ ต่างๆ สิ่งที่ได้จากกระบวนการเหล่านี้ จะตกผลึกภายในตัวของผู้เรียน จะกลายเป็นตัวตนเป็น บุคลิกภาพของผู้เรียน และสะท้อนออกมาในภาระงานหรือการปฏิบัติที่ครูมอบหมายให้แก่นักเรียน 2.3.3 ความหมายของการสอนแบบ GPAS 5 STEPs สุวิทย์ มูลคำ (2547: 136) ได้ให้ความหมายว่า เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการพัฒนา ความสามารถในการแก้ปัญหาด้วยวิธีการฝึกให้ผู้เรียนรู้จัก ศึกษาค้นคว้าหาความรู้โดยผู้สอนตั้งคำถาม กระตุ้นให้ผู้เรียนใช้กระบวนการทางความคิด หาเหตุผล จนค้นพบความรู้หรือแนวทางในการแก้ไข ปัญหาที่ถูกต้องด้วยตนเอง สรุปเป็นหลักการ กฎเกณฑ์หรือ วิธีการในการแก้ปัญหาและสามารถนำไป ประยุกต์ใช้ประโยชน์ในการควบคุม ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมในสภาพการณ์ ต่างๆ ได้อย่างกว้างขวางจากการศึกษา ซึ่งมีกระบวนการสอน 5 ขั้น กระทรวงศึกษาธิการ (2555: 123) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบบันได 5 ขั้น (QSCCS) ว่าเป็นการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนมีคุณลักษณะและศักยภาพความเป็นสากล คือ เป็น บุคคลที่มีคุณภาพ มีทักษะในการค้นคว้า แสวงหาความรู้และมีความรู้พื้นฐานที่จำเป็นสามารถ วิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างสรรค์ สามารถสื่อสารอย่างมีประสิทธิผล มีทักษะชีวิต ร่วมมือในการทำงาน ร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี จะต้องมีกระบวนการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง มีลำดับขั้นตอนที่ เหมาะสม และสอดคล้องกับการพัฒนานผู้เรียนในแต่ละระดับชั้น พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2557: 79) กล่าวว่า ขั้นตอนประกอบด้วยการระบุคำถาม การแสวงหาสารสนเทศการสร้างความรู้การสื่อสารและการตอบแทนสังคมทั้งหมดนี้จะเป็นตัวช่วย พัฒนาครูให้มีประสิทธิภาพและสามารถทำให้เด็กไทยสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพอีก ด้วย พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2558: 90) กล่าวว่า กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน หมายถึงแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยใช้วิธีการสอนแบบโครงงาน หรือวิธีการสืบสอบ ซึ่งได้พัฒนามาจากวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5E) กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอนประกอบด้วย 1. การระบุคำถาม 2. การแสวงหาสารสนเทศ 3. การสร้างความรู้ 4. การสื่อสาร 5. การตอบแทนสังคม ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างเต็มความสามารถ สามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ และยังช่วยพัฒนาครูให้มีคุณภาพอีกด้วย


24 ศิริวรรณ ตรีเพ็ชร์ (2558: 89) กล่าวว่า นโยบายจากการปฏิรูปการศึกษาในศตวรรษที่ 21 มุ่งเน้นที่จะพัฒนาเยาวชนให้เป็นผู้เรียนตลอดชีวิต การจัดการเรียนรู้ของครูจึงควรที่จะมีการวิเคราะห์ หลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ซึ่งเป็น แนวการจัดการเรียนการสอนโดยเน้นวิธีการสืบเสาะหรือวิธีสอนแบบโครงงานโดยสำนัก คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีนโยบายให้โรงเรียนมาตรฐานสากลเป็นโรงเรียนนำร่องทดลอง สอนในกิจกรรมโครงงานวิทยาศาสตร์ในปี 2553 เกศแก้ว เพ็งวงษ์ (2561: 77) ได้ให้ความหมายว่า กระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ ประกอบด้วยขั้นตอน 5 ขั้นตอนอันจะประกอบไปด้วย การฝึกให้ผู้เรียนตั้งคำถามการให้ผู้เรียนรู้จัก แสวงหาข้อมูลสารสนเทศด้วยตนเองการเรียนรู้เพื่อสร้างองค์ความรู้การเรียนรู้เพื่อการสื่อสารและ การเรียนรู้เพื่อที่จะตอบแทนสังคม ธัญญารัตน์ สุขเกษม และคณะ (2562: 27) กล่าวว่า กระบวนการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ว่า การจัดการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นสำคัญและส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นบุคคลที่มีคุณภาพ มีทักษะในด้านการศึกษาค้นคว้าแสวงหาความรู้ สามารถนำมาสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองและ สามารถสื่อสารอย่างมีประสิทธิผล มีทักษะชีวิตและร่วมมือในการทำงานกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี โดยใช้ คำถามเชิงวิเคราะห์มาเสริมในทุกขั้นของการสอน เพื่อเกิดความคิดวิเคราะห์ส่งเสริมคำตอบให้เป็น เหตุผลที่เน้นเกิดการคิดวิเคราะห์ 3 ด้าน คือ ด้านการวิเคราะห์ความสำคัญ ด้านการวิเคราะห์ ความสัมพันธ์ และด้านการวิเคราะห์หลักการ จากข้อมูลข้างต้น สามารถสรุปความหมายของวิธีการสอนแบบกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) ได้ว่าเป็นแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่ประกอบด้วย gathering: การรวบและ เลือกข้อมูล processing: การจัดกระทำข้อมูล applying: การประยุกต์ใช้ความรู้ A1: applying and constructing the knowledge) ขั้นปฏิบัติและสรุปความรู้หลังการปฏิบัติ A2: applying the communication skill) ขั้นสื่อสารและนำเสนอและ self – regulating: การกำกับตนเอง 2.3.4 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับวิธีการสอนแบบ GPAS 5 STEPs ทิศนา แขมมณี (2555: 45) รูปแบบเทคนิคการสอนและวิธีการแก้ปัญหากระบวน การเรียนรู้ 5 ขั้นตอน หรือ 5 STEPs มีขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การเรียนรู้ตั้งคำถาม หรือขั้นตั้งคำถาม เป็นที่ให้นักเรียนฝึกสังเกต สถานการณ์ ปรากฏการณ์ต่างๆ จนเกิดความสงสัย จากนั้นฝึกให้เด็กตั้งคำถามสำคัญ รวมทั้ง การคาดคะเนคำตอบ ด้วยการสืบค้นความรู้จากแหล่งต่างๆ และสรุปคำตอบชั่วคราว


25 ขั้นตอนที่ 2 การเรียนรู้แสวงหาสารสนเทศ เป็นขั้นตอนการออกแบบ/วางแผนเพื่อ รวบรวมข้อมูลสารสนเทศจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ รวมทั้งการทดลองเป็นขั้นที่เด็กใช้หลักการนิรภัย (Deduction reasoning) เพื่อการออกแบบข้อมูล ขั้นตอนที่ 3 การเรียนรู้เพื่อสร้างองค์ความรู้เป็นขั้นตอนที่เด็กมีการคิดวิเคราะห์ข้อมูลเชิง ปริมาณและเชิงคุณภาพ การสื่อความหมายข้อมูลด้วยแบบต่างๆ หรือด้วยผังกราฟิก การแปรผล จนถึงการสรุปผล หรือการสร้างคำอธิบายเป็นการสร้างองค์ความรู้ ซึ่งเป็นแก่นความรู้ประเภท 1. ข้อเท็จจริง 2. คำนิยาม 3. มโนทัศน์4. หลักการ 5. กฎ 6. ทฤษฎี ขั้นตอนที่ 4 การเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร ขั้นนำเสนอความรู้ด้วยการใช้ภาษาที่ถูกต้อง ชัดเจน และเป็นที่เข้าใจ อาจเป็นการนำเสนอภาษา และนำเสนอด้วยวาจา ขั้นตอนที่ 5 การเรียนรู้เพื่อตอบแทนสังคม เป็นขั้นตอนการฝึกเด็กให้นำความรู้ที่เข้าใจ นำการเรียนรู้ไปใช้ประโยชน์เพื่อส่วนรวม หรือเห็นต่อประโยชน์ส่วนรวมด้วยการทำงานเป็นกลุ่มร่วม สร้างผลงานที่ได้จากการแก้ปัญหาสังคมอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งอาจเป็นความรู้ แนวทางสิ่งประดิษฐ์ ซึ่ง อาจเป็นนวัตกรรม ด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม อันเป็นการแสดงออกของการเกื้อกูล และแบ่งปันให้ สังคมมีสันติอย่างยั่งยืน เพื่อให้นักเรียนมีความสามารถพื้นฐานเบื้องต้นสำคัญที่ใช้ในการเรียนรู้ 3 ด้าน คือ ความสามารถด้านภาษา (Literacy) ความสามารถด้านคำนวณ (Numeracy) ความสามารถด้านเหตุผล (Reasoning ability) 2.3.5 หลักการของวิธีสอนแบบ GPAS 5 STEPs ทิศนา แขมมณี (2555: 45) หลักการสอนแบบ 5 STEPs เป็นการจัดการเรียนการสอนที่ เริ่มการตั้งคำถามเพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกสังเกตจนเกิดความสงสัย และรู้จักแสวงหาหาสารสนเทศ การสร้างองค์ความรู้และการเรียนรู้เพื่อตอบแทนสังคม โดยมีขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การเรียนรู้ตั้งคำถาม หรือขั้นตั้งคำถาม เป็นที่ให้นักเรียนฝึกสังเกต สถานการณ์ ปรากฏการณ์ต่างๆ จนเกิดความสงสัย จากนั้นฝึกให้เด็กตั้งคำถามสำคัญ รวมทั้ง การคาดคะเนคำตอบ ด้วยการสืบค้นความรู้จากแหล่งต่างๆ และสรุปคำตอบชั่วคราว ขั้นตอนที่ 2 การเรียนรู้แสวงหาสารสนเทศ เป็นขั้นตอนการออกแบบ/วางแผนเพื่อ รวบรวมข้อมูล สารสนเทศจากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ รวมทั้งการทดลองเป็นขั้นที่เด็กใช้หลักการนิรภัย (Deduction reasoning) เพื่อการออกแบบข้อมูล ขั้นตอนที่ 3 การเรียนรู้เพื่อสร้างองค์ความรู้ เป็นขั้นตอนที่เด็กมีการคิดวิเคราะห์ข้อมูลเชิง ปริมาณและเชิงคุณภาพ การสื่อความหมายข้อมูลด้วยแบบต่างๆ หรือด้วยผังกราฟิก การแปรผล จนถึงการสรุปผล หรือการสร้างคำอธิบายเป็นการสร้างองค์ความรู้ ซึ่งเป็นแก่นความรู้ประเภท 1. ข้อเท็จจริง 2. คำนิยาม 3. มโนทัศน์4. หลักการ 5. กฎ 6. ทฤษฎี


26 ขั้นตอนที่ 4 การเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร เป็นขั้นนำเสนอความรู้ด้วยการใช้ภาษาที่ถูกต้อง ชัดเจน และเป็นที่เข้าใจ อาจเป็นการนำเสนอภาษาและนำเสนอด้วยวาจา ขั้นตอนที่ 5 การเรียนรู้เพื่อตอบแทนสังคม เป็นขั้นตอนการฝึกเด็กให้นำความรู้ที่เข้าใจ นำการเรียนรู้ไปใช้ประโยชน์เพื่อส่วนรวมหรือเห็นต่อประโยชน์ส่วนรวมด้วยการทำงานเป็นกลุ่ม ร่วม สร้างผลงานที่ได้จากการแก้ปัญหาสังคมอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งอาจเป็นความรู้ แนวทางสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม ด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม อันเป็นการแสดงออกของการเกื้อกูล และแบ่งปันให้สังคมมี สันติอย่างยั่งยืน เพื่อให้นักเรียนมีความสามารถพื้นฐานเบื้องต้นสำคัญที่ใช้ในการเรียนรู้ 3 ด้าน คือ ความสามารถด้านภาษา (Literacy) ความสามารถด้านคำนวณ (Numeracy) และความสามารถด้าน เหตุผล (Reasoning ability) ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ (2563: 78) การปฏิรูปการศึกษาต้องคำนึงถึงความเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นในด้านประชากร ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี รวมทั้งสถานการณ์โควิด-19 ที่กระทบต่อวิถี ชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดการเรียนรู้และรูปแบบ การเรียนการสอน มาเป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาสมรรถนะแบบผู้เรียนสร้างความรู้ด้วย ตนเอง (Active Learning) ที่เน้นการยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและสนับสนุนให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมใน การสร้างการเรียนรู้ ผ่านการพัฒนากระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ (GPAS) โดยคณะกรรม การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ได้วางกรอบนโยบายปฏิรูปการศึกษา เรื่องการพัฒนาการจัด การเรียนการสอนสู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ซึ่ง ประกอบด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ 5 ขั้น (GPAS 5 STEPs) มีสาระสำคัญ ดังนี้ 1. แสวงหาข้อมูลรอบด้านเพื่อตอบโจทย์การเรียนรู้ (Gathering) ผู้เรียนเกิด การสังเกต หรือตั้งข้อสงสัยในปัญหาจากการกระตุ้นของครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนการสอน เช่น การสร้างสถานการณ์เพื่อฝึกให้ผู้เรียนตั้งคำถามกับปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในชุมชน ทำให้ ผู้เรียนต้องการหาคำตอบด้วยตัวเองด้วยการสืบค้นความรู้จากแหล่งข้อมูลรอบตัว 2. คิด-วิเคราะห์-สรุปความรู้เพื่อวางแผนเตรียมปฏิบัติ (Processing) ผู้เรียนนำข้อมูลหรือ องค์ความรู้ที่รวบรวมได้มาร่วมกันวิเคราะห์ ว่าจะสามารถนำไปแก้ปัญหาหรือสร้างสรรค์ให้เกิด ประโยชน์ได้อย่างไร จากนั้นจึงจัดจำแนกข้อมูล และนำไปวางแผนการปฏิบัติ เช่น การคิดสร้าง นวัตกรรมเพื่อนำไปแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชน 3. ลงมือทำจริง แก้ปัญหาจริง เพื่อพัฒนาหาแนวทางที่ดีที่สุด (Applying 1) ผู้เรียนนำ องค์ความรู้ที่ผ่านการวิเคราะห์และวางแผนแล้วไปปฏิบัติและลงมือทำ โดยจะเกิดการเรียนรู้จาก การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการปฏิบัติจริง การสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนา ให้เกิดผลสำเร็จที่ดียิ่งขึ้นต่อไป


27 4. สื่อสารและนำเสนอในรูปแบบที่หลากหลาย (Applying 2) ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจในองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานและการแก้ปัญหา จนสามารถสรุปออกมาเป็น หลักการสื่อสารผ่านการนำเสนอในรูปแบบแผนภาพความคิด นำเสนอเป็นรายงาน การอภิปราย การบรรยาย หรือจัดทำเป็นสื่อต่างๆ 5. สร้างคุณค่าให้ผลงาน ต่อยอดประโยชน์สู่สังคม (Self-Regulating) ผู้เรียนมีจิต สาธารณะและเห็นคุณค่าในผลงาน สามารถขยายผลหรือต่อยอดองค์ความรู้นั้น เพื่อนำไปใช้ให้เกิด ประโยชน์ต่อส่วนรวม หรือแก้ไขปัญหาสังคมในด้านต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การพัฒนา นวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงกับบริบทของแต่ละชุมชน จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสอนแบบ 5 STEPs และกระบวน การสอนแบบ GPAS 5 STEPs สามารถสรุปกระบวนการสอนแบบ 5 STEPS เปรียบเทียบกับ กระบวนการสอนแบบ GPAS 5 STEPs ได้ ดังตารางต่อไปนี้ 5 STEPs GPAS 5 STEPs ขั้นตอนที่ 1 การเรียนรู้ตั้งคำถาม หรือ ขั้นตั้งคำถาม 1. แสวงหาข้อมูลรอบด้านเพื่อตอบโจทย์ การเรียนรู้ (Gathering) ผู้เรียนเกิดการสังเกต หรือตั้งข้อสงสัยในปัญหาจากการกระตุ้นของ ครูผู้สอนผ่านกิจกรรมการเรียนการสอน ขั้นตอนที่ 2 การเรียนรู้แสวงหา สารสนเทศ เป็นขั้นตอนการออกแบบ/วางแผน เพื่อรวบรวมข้อมูล สารสนเทศ จากแหล่งเรียนรู้ ต่างๆ 2. คิด-วิเคราะห์-สรุปความรู้เพื่อวางแผนเตรียม ปฏิบัติ (Processing) ขั้นตอนที่ 3 การเรียนรู้เพื่อสร้างองค์ ความรู้เป็นขั้นตอนที่เด็กมีการคิดวิเคราะห์ ข้อมูล 3. ลงมือทำจริง แก้ปัญหาจริง เพื่อพัฒนาหา แนวทางที่ดีที่สุด (Applying 1) ผู้เรียนนำองค์ ความรู้ที่ผ่านการวิเคราะห์และวางแผนแล้วไป ปฏิบัติและลงมือทำ ขั้นตอนที่ 4 การเรียนรู้เพื่อการสื่อสาร เป็นขั้นนำเสนอความรู้ด้วยการใช้ภาษาที่ถูกต้อง ชัดเจน และเป็นที่เข้าใจ อาจเป็นการนำเสนอ ภาษาและนำเสนอด้วยวาจา 4. สื่อสารและนำเสนอในรูปแบบที่หลากหลาย (Applying 2) ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในองค์ ความรู้ จนสามารถสรุปออกมาเป็นหลัก การสื่อสารผ่านการนำเสนอในรูปแบบแผนภาพ ความคิด นำเสนอเป็นรายงาน การอภิปราย การบรรยาย หรือจัดทำเป็นสื่อต่างๆ


28 5 STEPs GPAS 5 STEPs ขั้นตอนที่ 5 การเรียนรู้เพื่อตอบแทน สังคม เป็นขั้นตอนการฝึกเด็กให้นำความรู้ที่ เข้าใจ นำการเรียนรู้ไปใช้ประโยชน์เพื่อส่วนรวม หรือเห็นต่อประโยชน์ส่วนรวม 5. สร้างคุณค่าให้ผลงาน ต่อยอดประโยชน์สู่ สังคม (Self-Regulating) ผู้เรียนมีจิตสาธารณะ และเห็นคุณค่าในผลงาน สามารถขยายผลหรือ ต่อยอดองค์ความรู้นั้น นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ต่อส่วนรวม แก้ไขปัญหาสังคมได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ตารางที่2 ตารางเปรียบเทียบกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน 5 STEPs และ GPAS 5 STEPs จากตารางที่ 2 แสดงให้เห็นว่ากระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอนทั้งสองแบบ คือ 5 STEPs และ GPAS 5 STEPs มีความคล้ายคลึงกันในการจัดกระบวนการเรียนรู้ ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 เป็นการสังเกต ตั้งคำถามในเรื่องที่จะเรียนหรือศึกษา ขั้นที่ 2 เป็นการแสวงหาความรู้ ออกแบบวางแผนในการศึกษา ข้อมูล ขั้นตอนที่ 3 ในแบบเดิมจะเป็นการเรียนรู้ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล แต่ GPAS เป็นขั้นตอนที่นักเรียนลงแก้ปัญหาเพื่อนำข้อมูลไปปฏิบัติต่อไป ขั้นที่ 4 ในรูปแบบเดิมจะเป็น การนำเสนอความรู้ที่นักเรียนได้ไปค้นคว้าศึกษาในรูปแบบ GPAS เป็นการนำเสนอในรูปแบบของ การรายงาน การบรรยาย หรือสื่อต่างๆ และขั้นที่ 5 แบบเดิมเป็นการนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ เพื่อสังคมแบบ GPAS เป็นการนำต่อยอดผลงานของตนเองที่นำเสนอให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สังคม เป็นต้น 2.3.6 ความสำคัญของวิธีการสอนแบบ GPAS 5 STEPs พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2545: 65) กล่าวว่า จุดเด่นของการจัดการเรียนรู้แบบกระบวน การเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (5 STEPs) คือการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยการค้นพบความรู้ด้วยตนเองนั้น นักเรียนต้องใช้กระบวนการทางปัญญา สร้างความรู้เอง เป็นสิ่งที่ครูไม่สามารถสร้างให้ได้ นักเรียน เท่านั้นต้องสร้างเอง ความรู้ใหม่จากการสร้างจะสามารถเชื่อมโยงความรู้เดิม และถูกจัดเก็บไว้ใน ความจำระยะยาว (Long-term memory) สามารถทำให้จำได้ถาวรนำไปใช้ได้เรียกว่าการเรียนรู้ 2.3.7 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธี GPAS 5 STEPs จากการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน ผู้วิจัยพบว่ามีผู้นิยาม กระบวนการเรียนรู้ 5 ขั้นตอน (GPAS 5 STEPs) เป็นจำนวนน้อย ผู้วิจัยจึงทำการค้นคว้าเกี่ยวกับ ความหมายของ GPAS ร่วมด้วย พบว่า มีความหมายและขั้นตอน ดังนี้


29 อรสุมา ถาวรสุขอนันต์ (2559: 80) กล่าวว่า กระบวนการ GPAS เป็นกระบวน การจัดการเรียนรู้4 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1. การรวบรวมข้อมูล (Gathering: G) เป็นการกำหนดประเด็นในการรวบรวมข้อมูล กำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์การคิด การสังเกตด้วยประสาทสัมผัส การรวบรวมข้อมูลจาก การสังเกตนั้นพร้อมการเลือกข้อมูลมาใช้ประกอบการคิด บันทึกข้อมูลเป็นประสบการณ์ของตนเอง แล้วดึงข้อมูลเดิมมาใช้เป็นความคิดรวบยอด 2. การจัดกระทำข้อมูล (Processing: P) เป็นการจำแนก เปรียบเทียบ จัดกลุ่ม สรุป เชื่อมโยงต่อความสัมพันธ์ การไตร่ตรองด้วยเหตุผล การวิจารณ์และการตรวจสอบข้อมูล 3. การนำไปประยุกต์ใช้ (Applying: A) เป็นการเลือกข้อมูลการประเมินทางเลือก เลือก ทางเลือก การวิเคราะห์ การสังเคราะห์งาน การนำความรู้ที่ค้นพบหรือที่ได้มาไปใช้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งนำไปปรับใช้ในสถานการณ์จริง เช่น การแก้ปัญหาการตัดสินใจ การวิเคราะห์ วิจารณ์ผลงาน การคิดสร้างสรรค์งานใหม่ 4. การกำกับตนเอง (Self-regulating: S) เป็นการจัดกระทำตนเองให้เกิดเป็นนิสัย พฤติกรรมที่ถาวรในด้านการตรวจสอบและการควบคุมความคิด การสร้างค่านิยมการคิดให้สามารถ นำไปใช้ประโยชน์ การสร้างนิสัยการคิดให้เกิดขึ้นตามสภาวการณ์ และสภาวะจริง ทองสุข รวยสูงเนิน (2552: 79) กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนโดยใช้กระบวน การ GPAS ซึ่งมี 4 ขั้น ดังนี้ ขั้นที่ 1 การรวบรวมและเลือกข้อมูล (Gathering) ได้แก่ 1.1 การกำหนดประเด็นในการรวบรวมข้อมูล (Focusing Skill) หมายถึง การกำหนดขอบเขตการศึกษาและมุ่งความสนใจไปในทิศทางตามจุดประสงค์ที่ต้องการศึกษาให้ ชัดเจน เพื่อที่จะได้คัดเลือกเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้อง 1.2 การสังเกตด้วยประสาทสัมผัส (Observing) หมายถึง การรับรู้และรวบรวม ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า เพื่อให้ได้รายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ ซึ่งเป็น ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ไม่มีการใช้ประสบการณ์และความคิดเห็นของผู้สังเกตในการเสนอข้อมูล ข้อมูล จากการสังเกตมีทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและข้อมูลเชิงคุณภาพ 1.3 การบันทึกข้อมูล (Encoding & Recoding) หมายถึง กระบวนการประมวล ข้อมูลของสมอง เมื่อรับสิ่งเร้าจากประสาทสัมผัสทั้งห้า จะได้รับการบันทึกไว้ในความจำระยะสั้น หากต้องการเก็บข้อมูลไว้ใช้ต่อๆ ไป ข้อมูลนั้นจะต้องเปลี่ยนรูปโดยการเข้ารหัส (Encoding) เพื่อ นำไปเก็บไว้ในความจำระยะยาว ซึ่งสามารถเรียกข้อมูลมาใช้ได้ภายหลังโดยการถอดรหัส (Recoding)


30 1.4 การดึงข้อมูลเดิมมาใช้และย่อความ (Retrieving & Summarizing) หมายถึง การนำข้อมูลที่มีอยู่นำกลับมาใช้ใหม่ และการจับใจความสำคัญของเรื่องที่ต้องการสรุปแล้วเรียบเรียง ให้กระชับครอบคลุมสาระสำคัญ ขั้นที่ 2 การจัดกระทำข้อมูล (Processing) ได้แก่ 2.1 การจำแนก (Discriminating) หมายถึง การแยกแยะสิ่งต่างๆ 2.2 การเปรียบเทียบ (Comparing) หมายถึง การค้นหาความเหมือนและหรือ ความแตกต่างขององค์ประกอบตั้งแต่ 2 องค์ประกอบขึ้นไป เพื่อใช้ในการอธิบายเรื่องใดเรื่องหนึ่งใน เกณฑ์เดียวกัน 2.3 การจัดกลุ่ม (Classifying) หมายถึง การนำสิ่งต่างๆ มาแยกเป็นกลุ่มตาม เกณฑ์ที่ได้รับการยอมรับทางวิชาการ หรือยอมรับโดยทั่วไป 2.4 การจัดลำดับ (Sequencing) หมายถึง การนำข้อมูลหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้น มาจัดเรียงให้เป็นลำดับ 2.5 การสรุปเชื่อมโยง (Connecting) หมายถึง การบอกความสัมพันธ์ของข้อมูล อย่างมีความหมาย 2.6 การไตร่ตรองด้วยเหตุผล (Reasoning) หมายถึง ความสามารถในการบอก ที่มาของสิ่งใดหรือเหตุการณ์ใดๆ หรือสิ่งที่เป็นสาเหตุของพฤติกรรมนั้นได้ 2.7 การวิจารณ์ (Criticizing) หมายถึง การท้าทายและโต้แย้งข้อสมมติฐานที่อยู่ เบื้องหลังเหตุผลที่โยงความคิดเหล่านั้น เพื่อเปิดทางสู่แนวความคิดอื่นๆ 2.8 การตรวจสอบ (Verifying) หมายถึง การยืนยันหรือพิสูจน์ข้อมูลที่สังเกต รวบรวมมาตามความถูกต้องเป็นจริง ขั้นที่ 3 การประยุกต์ใช้ความรู้ (Applying) ได้แก่ 3.1 การใช้ความรู้อย่างสร้างสรรค์ (Creative) หมายถึง การนำความรู้ที่เกิดจาก ความเข้าใจไปใช้ในการสร้างสิ่งใหม่ หรือแก้ปัญหาที่มีอยู่ให้ดีขึ้น 3.2 การวิเคราะห์ (Analysis) หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะหลักการ องค์ประกอบสำคัญหรือส่วนย่อย ตลอดจนหาความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่างๆ 3.3 การสังเคราะห์ (Synthesis) หมายถึง การนำความรู้ที่ผ่านการวิเคราะห์ มาผสมผสานสร้างสิ่งใหม่ที่มีลักษณะต่างจากเดิม 3.4 การตัดสินใจ (Decision making) หมายถึง การพิจารณาเลือกตัวเลือกตั้งแต่ 2 ตัวเลือกขึ้นไป ทางเลือกนั้นอาจเป็นวัตถุสิ่งของ หรือแนวปฏิบัติต่างๆ เพื่อใช้ในการแก้ปัญหา หรือดำเนินการเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ 3.5 การนำความรู้ไปปรับใช้ (Transferring) หมายถึง การถ่ายโอนความรู้


31 3.6 การแก้ปัญหา (Problem solving) หมายถึง การวิเคราะห์สถานการณ์ที่ยาก เพื่อจุดประสงค์ในการแก้ไขสถานการณ์หรือให้ปัญหานั้นหมดไป 3.7 การคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ (Critical thinking) หมายถึง ความสามารถใน การพิจารณาประเมินและตัดสินสิ่งต่างๆ หรือเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่มีข้อสงสัยหรือข้อโต้แย้ง การพยายามแสวงหาคำตอบที่มีความสมเหตุสมผล 3.8 การคิดสร้างสรรค์ (Creative thinking) หมายถึง ความสามารถในการคิดได้ อย่างกว้างไกล หลายทิศทางอย่างเป็นกระบวนการ โดยใช้จินตนาการที่หลากหลาย เพื่อก่อให้เกิด ความแปลกใหม่ในการสร้าง ผลิต และดัดแปลงงานต่างๆ ซึ่งจะต้องเชื่อมโยงระหว่างประสบการณ์เก่า กับประสบการณ์ใหม่ ความคิดสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้คิดมีอิสระทางความคิด ขั้นที่ 4 การกำกับตนเองเรียนรู้ได้เอง (Self – regulating) ได้แก่ 4.1 การตรวจสอบและควบคุมการคิด (Meta-cognition) หมายถึง การที่บุคคล รู้ถึงความคิดของตนเองในการกระทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือประเมินการคิดของตนเองและใช้ ความรู้นั้นในการควบคุมหรือปรับการกระทำของตนเอง ซึ่งครอบคลุมถึงการวางแผน การควบคุม กำกับการกระทำของตนเอง การตรวจสอบความก้าวหน้าและการประเมินผล 4.2 การสร้างค่านิยมการคิด (Thinking Value) หมายถึง การคิดเพื่อประโยชน์ ในระดับต่างๆ ได้แก่ เพื่อประโยชน์ตน กลุ่มตน เพื่อสังคมและเพื่อประโยชน์ของกลุ่มทุกองค์ประกอบ 4.3 การสร้างนิสัยการคิด (Thinking Disposition) หมายถึง ลักษณะเฉพาะของ การกระทำของคนที่มีสติปัญญา เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหา การตัดสินใจที่จะแก้ปัญหาจะไม่กระทำ ทันทีทันใดก่อนจะมีข้อมูลหลักฐานชัดเจน นิสัยแห่งการคิด คือ ว่าจะใช้ปัญญาทำอย่างไรเมื่อไม่รู้ คำตอบ จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสอนแบบ GPAS 5 STEPs สามารถสรุป กระบวนการสอนแบบ GPAS เปรียบเทียบกับกระบวนการสอนแบบ GPAS 5 STEPs ได้ ดังตาราง ต่อไปนี้ GPAS GPAS 5 STEPs 1. การรวบรวมข้อมูล เป็นการกำหนดประเด็น ในการรวบรวมข้อมูล กำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์การคิด (Gathering: G) 1. แสวงหาข้อมูลรอบด้านเพื่อตอบโจทย์ การเรียนรู้ (Gathering) 2. การจัดกระทำข้อมูล เป็นการจำแนก เปรียบเทียบ จัดกลุ่ม สรุป การวิจารณ์และ การตรวจสอบข้อมูล (Processing: P) 2. คิด-วิเคราะห์-สรุปความรู้เพื่อวางแผนเตรียม ปฏิบัติ (Processing)


32 GPAS GPAS 5 STEPs 3. การนำไปประยุกต์ใช้ เป็นการเลือกข้อมูล การประเมินทางเ ลื อก การวิเคร า ะ ห์ การสังเคราะห์งาน การนำความรู้ที่ค้นพบหรือที่ ได้มาไปใช้อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งนำไปปรับใช้ใน สถานการณ์จริง (Applying: A) 3. ลงมือทำจริง แก้ปัญหาจริง เพื่อพัฒนาหา แนวทางที่ดีที่สุด (Applying 1) 4. สื่อสารและนำเสนอในรูปแบบที่หลากหลาย (Applying 2) 4. การกำกับตนเอง เป็นการจัดกระทำตนเองให้ เกิดเป็นนิสัย พฤติกรรมที่ถาวรควบคุมความคิด การสร้างค่านิยมสามารถนำไปใช้ประโยชน์ (Self-regulating: S) 5. สร้างคุณค่าให้ผลงาน ต่อยอดประโยชน์สู่ สังคม (Self-Regulating) ตารางที่3 ตารางเปรียบเทียบกระบวนการคิดแบบ GPAS และ GPAS 5 STEPs จากตารางที่ 3 แสดงให้เห็นว่ากระบวนการคิดแบบ GPAS และ GPAS 5 STEPSs มีความคล้ายคลึงกันในด้านกระบวนการเรียนรู้ ได้แก่ ขั้นที่ 1 คือ เป็นการรวบรวมข้อมูลและกำหนด ประเด็นในการคิดหรือการศึกษา (Gathering: G) ขั้นที่ 2 คือ เป็นจัดกลุ่มวิเคราะห์ความรู้ เป็นการแสวงหาและสร้างองค์ความรู้ (Processing: P) ขั้นที่ 3 คือ เป็นการนำความรู้ที่ค้นพบไปใช้ ประโยชน์ (Applying: A) ขั้นที่ 3 ในรูปแบบของ GPAS 5 STEPs จะแบ่งออกเป็น 2 ขั้น ได้แก่ (Applying 1) ในขั้นตอนนี้จะเป็นการลงมือปฏิบัติในการศึกษาข้อมูล ทำชิ้นงาน คิดวิเคราะห์เพื่อหา ข้อสรุปให้สำเร็จ และ (Applying 2) เป็นการนำเสนอความรู้ความคิดออกมาให้เห็นถึงองค์ความรู้ เช่น การบรรยาย รายงาน หรือชิ้นงานใหม่ และขั้นที่ 4 คือ เป็นการสร้างค่านิยมให้แก่ตนเองเพื่อให้เห็นแก่ ส่วนรวม และสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมโดยนำความรู้ที่ได้ศึกษามาใช้ให้เกิดประโยชน์ (Self-regulating: S) ดังนั้น กระบวนการคิดแบบ GPAS และ GPAS 5 STEPs จึงมีความแตกต่างกัน ในขั้นตอนของการนำเสนอข้อมูลความรู้นั่นเอง จากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสอนแบบ GPAS 5 STEPs สามารถสรุป ขั้นตอนของกระบวนการสอนแบบ GPAS 5 STEPs ได้ ดังต่อไปนี้ ขั้นตอนการสอน GPAS 5 STEPs รายละเอียด 1. แสวงหาข้อมูลรอบด้านเพื่อตอบโจทย์ การเรียนรู้ (Gathering) ผู้เรียนเกิดการสังเกต หรือตั้งข้อสงสัยในปัญหา จากการกระตุ้นของครูผู้สอนผ่านกิจกรรม การเรียนการสอน เช่น การสร้างสถานการณ์ เพื่อฝึกให้ผู้เรียนตั้งคำถามกับปัญหาด้าน


33 ขั้นตอนการสอน GPAS 5 STEPs รายละเอียด สิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในชุมชน ทำให้ผู้เรียน ต้องการหาคำตอบด้วยตัวเองด้วยการสืบค้น ความรู้จากแหล่งข้อมูลรอบตัว 2. คิด-วิเคราะห์-สรุปความรู้เพื่อวางแผนเตรียม ปฏิบัติ (Processing) ผู้เรียนนำข้อมูลหรือองค์ความรู้ที่รวบรวมได้มา ร่วมกันวิเคราะห์ ว่าจะสามารถนำไปแก้ปัญหา หรือสร้างสรรค์ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร จากนั้นจึงจัดจำแนกข้อมูล และนำไปวาง แผนการปฏิบัติ เช่น การคิดสร้างนวัตกรรมเพื่อ นำไปแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในชุมชน 3. ลงมือทำจริง แก้ปัญหาจริง เพื่อพัฒนาหา แนวทางที่ดีที่สุด (Applying 1) ผู้เรียนนำองค์ความรู้ที่ผ่านการวิเคราะห์และ วางแผนแล้วไปปฏิบัติและลงมือทำ โดยจะเกิด การเรียนรู้จากการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่าง กระบวนการปฏิบัติจริง การสื่อสาร และ การทำงานเป็นทีม เพื่อพัฒนาให้เกิดผลสำเร็จที่ ดียิ่งขึ้นต่อไป 4. สื่อสารและนำเสนอในรูปแบบที่หลากหลาย (Applying 2) ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในองค์ความรู้ที่ เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานและการแก้ปัญหา จน สามารถสรุปออกมาเป็นหลักการสื่อสารผ่าน การนำเสนอในรูปแบบแผนภาพความคิด นำเสนอเป็นรายงาน การอภิปราย การบรรยาย หรือจัดทำเป็นสื่อต่างๆ 5. สร้างคุณค่าให้ผลงาน ต่อยอดประโยชน์สู่ สังคม (Self-Regulating) ผู้เรียนมีจิตสาธารณะและเห็นคุณค่าในผลงาน สามารถขยายผลหรือต่อยอดองค์ความรู้นั้น เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม หรือ แก้ไขปัญหาสังคมในด้านต่างๆ ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เช่น การพัฒนานวัตกรรมเพื่อ แก้ปัญหาให้ตรงกับบริบทของแต่ละชุมชน ตารางที่4 ตารางสรุปกระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 STEPs


34 จากตารางที่ 4 แสดงให้เห็นว่ากระบวนการเรียนรู้แบบ GPAS 5 STEPs มีขั้นตอนทั้งหมด 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1. แสวงหาข้อมูลรอบด้านเพื่อตอบโจทย์การเรียนรู้ (Gathering) 2. คิด-วิเคราะห์- สรุปความรู้เพื่อวางแผนเตรียมปฏิบัติ (Processing) 3. ลงมือทำจริง แก้ปัญหาจริง เพื่อพัฒนา หาแนวทางที่ดีที่สุด Applying1 4. สื่อสารและนำเสนอในรูปแบบที่หลากหลาย Applying2 5. สร้างคุณค่าให้ผลงาน ต่อยอดประโยชน์สู่สังคม (Self-Regulating) 2.4 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแผนผังความคิด 2.4.1 แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับเทคนิคการสอนแผนผังความคิด มนัส บุญประกอบ (2545: 90) กล่าวว่า ผังมโนทัศน์ (Concept Map) ตรงกับคำอื่นๆ ใน ภาษาอังกฤษอีกหลายคำ เช่น Conceptual Mapping, Concept Maps หรือ C-Maps, Conceptual Framework, Semantic Mapping, Semantic Maps, Semantic Networking, Plot Maps, Clustering, Concept Webs และ Semantic Webs เป็นต้น จากอิทธิพลแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมายของออซูเบล ซึ่งเชื่อว่าโครงสร้างการรู้คิด ของบุคคลมีลักษณะเป็นลำดับขั้นลดหลั่นกันลงมา เมื่อประสบการณ์ใหม่สัมพันธ์กับมโนทัศน์เดิมที่ เคยทราบมาแล้วก็จะให้การเรียนรู้นั้นมีความหมายแก่บุคคลนั้นทันทีโนแวกเป็นผู้ที่ทำให้แนวความคิด ของ ออซูเบลมอง เห็นเป็นแผนภูมิที่เข้าใจเป็นรูปธรรมได้และ ได้วิจัยบุกเบิกอย่างจริงจัง ต่อเนื่องกัน มาตั้งแต่ก่อนปีค.ศ. 1973 วิยะดา ระวังสุข (2545: 12) แผนผังมโนทัศน์มีลักษณะเป็นแผนภูมิอย่างง่ายที่มีโครงสร้างแสดง การเชื่อมโยงระหว่างคำมโนทัศน์ต่างๆ อย่างสัมพันธ์กัน ซึ่ง โนแวค (Novak) ได้ประยุกต์แนวคิด ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมายของ ออซูเบล (Ausubel) ทำให้แนวคิดของ ออซูเบล มองเห็นเป็น แผนภาพที่เป็นรูปธรรม จอยส์และวีล (Joyce & Weil, 1996: 161-178) พัฒนารูปแบบนี้ขึ้นโดยใช้แนวคิดของบรุน เนอร์ กู๊ดนาว และออสติน (Bruner, Goodnow, และ Austin) การเรียนรู้มโนทัศน์ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นั้น สามารถทำได้โดยการค้นหาคุณสมบัติเฉพาะที่สำคัญของสิ่งนั้น เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการจำแนกสิ่ง ที่ใช่และไม่ใช่สิ่งนั้นออกจากกันได้ จากแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า แผนผังความคิดหรือมโนทัศน์มี ลักษณะเป็นแผนภูมิอย่างง่าย ที่มีโครงสร้างแสดงการเชื่อมโยงระหว่างคำมโนทัศน์ต่างๆ เมื่อ ประสบการณ์ใหม่สัมพันธ์กับมโนทัศน์เดิมที่เคยทราบมาแล้วก็จะให้การเรียนรู้นั้นมีความหมายแก่ บุคคลนั้นทันที


35 2.4.2 หลักการของเทคนิคการสอนแผนผังความคิด จอยส์และวีล (Joyce & Weil, 1996: 161-178) พัฒนารูปแบบนี้ขึ้นโดยใช้แนวคิดของบรุน เนอร์ กู๊ดนาว และออสติน (Bruner, Goodnow, และ Austin) การเรียนรู้มโนทัศน์ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นั้น สามารถทำได้โดยการค้นหาคุณสมบัติเฉพาะที่สำคัญของสิ่งนั้น เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการจำแนกสิ่ง ที่ใช่และไม่ใช่ สิ่งนั้นออกจากกันได้ แบ่งออกเป็น 6 ขั้น ดังนี้ ขั้นที่ 1 ผู้สอนเตรียมข้อมูลสำหรับให้ผู้เรียนฝึกหัดจำแนก ผู้สอนเตรียมข้อมูล 2 ชุด ชุดหนึ่ง เป็น ตัวอย่างของมโนทัศน์ที่ต้องการสอน อีกชุดหนึ่งไม่ใช่ตัวอย่าง ของมโนทัศน์ที่ต้องการสอนใน การเลือกตัวอย่างข้อมูล 2 ชุดข้างต้น ผู้สอนจะต้องเลือกหาตัวอย่างที่มีจำนวนมากพอที่จะครอบคลุม ลักษณะของมโนทัศน์ที่ต้องการนั้น ถ้ามโนทัศน์ที่ต้องการสอนเป็นเรื่องยากและซับซ้อนหรือเป็น นามธรรม อาจใช้วิธีการยกเป็นตัวอย่างเรื่องสั้นๆ ที่ผู้สอนแต่งขึ้นเองนำเสนอแก่ผู้เรียน ผู้สอนเตรียม สื่อการสอนที่เหมาะสมจะใช้นำเสนอตัวอย่างมโนทัศน์เพื่อแสดงให้เห็นลักษณะต่างๆ ของมโนทัศน์ที่ ต้องการสอนอย่างชัดเจน ขั้นที่ 2 ผู้สอนอธิบายกติกาในการเรียนให้ผู้เรียนรู้และเข้าใจตรงกัน ผู้สอนชี้แจงวิธีการเรียนรู้ให้ ผู้เรียนเข้าใจก่อนเริ่มกิจกรรมโดยอาจสาธิตวิธีการและให้ผู้เรียนลองทำตามที่ผู้สอนบอกจนกระทั่ง ผู้เรียนเกิดความเข้าใจพอสมควร ขั้นที่ 3 ผู้สอนเสนอข้อมูลตัวอย่างของมโนทัศน์ที่ต้องการสอน และข้อมูลที่ไม่ใช่ตัวอย่างของ มโนทัศน์ที่ต้องการสอนการนำเสนอข้อมูลตัวอย่างนี้ทำได้หลายแบบ แต่ละแบบมีจุดเด่น - จุดด้อย ดังต่อไปนี้ 1. นำเสนอข้อมูลที่เป็นตัวอย่างของสิ่งที่จะสอนทีละข้อมูลจนหมดทั้งชุด โดยบอกให้ ผู้เรียนรู้ว่าเป็นตัวอย่างของสิ่งที่จะสอนแล้วตามด้วยข้อมูลที่ไม่ใช่ตัวอย่างของสิ่งที่จะสอนทีละข้อมูล จนครบหมดทั้งชุดเช่นกัน โดยบอกให้ผู้เรียนรู้ว่าข้อมูลชุดหลังนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะสอน ผู้เรียนจะต้องสังเกต ตัวอย่างทั้ง 2 ชุด และคิดหาคุณสมบัติร่วมและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน เทคนิควิธีนี้สามารถช่วยให้ ผู้เรียนสร้างมโนทัศน์ได้เร็วแต่ใช้กระบวนการคิดน้อย 2. เสนอข้อมูลที่ใช่และไม่ใช่ตัวอย่างของสิ่งที่จะสอนสลับกันไปจนครบ เทคนิควิธีนี้ ช่วยสร้างมโนทัศน์ได้ช้ากว่าเทคนิคแรก แต่ได้ใช้กระบวนการคิดมากกว่า 3. เสนอข้อมูลที่ใช่และไม่ใช่ตัวอย่างของสิ่งที่จะสอนอย่างละ 1 ข้อมูล แล้วเสนอข้อมูล ที่เหลือทั้งหมดทีละข้อมูลโดยให้ผู้เรียนตอบว่าข้อมูลแต่ละข้อมูลที่เหลือนั้นใช่หรือไม่ใช่ตัวอย่างที่จะ สอน เมื่อผู้เรียนตอบผู้สอนจะเฉลยว่าถูกหรือผิดวิธีนี้ผู้เรียนจะได้ใช้กระบวนการคิดในการทดสอบ สมมติฐานของตนไปทีละขั้นตอน


36 4. เสนอข้อมูลที่ใช่และไม่ใช่ตัวอย่างสิ่งที่จะสอนอย่างละ 1 ข้อมูล แล้วให้ผู้เรียน ช่วยกันยกตัวอย่างข้อมูลที่ผู้เรียนคิดว่าใช่ตัวอย่างของสิ่งที่จะสอน โดยผู้สอนจะเป็นผู้ตอบว่าใช่หรือ ไม่ใช่วิธีนี้ผู้เรียนจะมีโอกาสคิดมากขึ้นอีก ขั้นที่ 4 ให้ผู้เรียนบอกคุณสมบัติเฉพาะของสิ่งที่ต้องการสอน จากกิจกรรมที่ผ่านมาในขั้นต้นๆ ผู้เรียนจะต้องพยายามหาคุณสมบัติเฉพาะของตัวอย่างที่ใช่และไม่ใช่สิ่งที่ผู้เรียนต้องการสอนและ ทดสอบคำตอบของตน หากคำตอบของตนผิดผู้เรียนก็จะต้องหาคำตอบใหม่ซึ่งก็หมายความว่าต้อง เปลี่ยนสมมติฐานที่เป็นฐานของคำตอบเดิม ด้วยวิธีนี้ผู้เรียนจะค่อยๆ สร้างความคิดรวบยอดของสิ่งนั้น ขึ้นมา ซึ่งก็จะมาจากคุณสมบัติเฉพาะของสิ่งนั้นนั่นเอง ขั้นที่ 5 ให้ผู้เรียนสรุปและให้คำจำกัดความของสิ่งที่ต้องการสอน เมื่อผู้เรียนได้รายการ ของคุณสมบัติเฉพาะของสิ่งที่ต้องการสอนแล้ว ผู้สอนให้ผู้เรียนช่วยกันเรียบเรียงให้เป็นค่านิยามหรือ คำจำกัดความ ขั้นที่ 6 ผู้สอนและผู้เรียนอภิปรายร่วมกันถึงวิธีการที่ผู้เรียนใช้ในการหาคำตอบให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการคิดของตัวเอง ผลที่ผู้เรียนจะได้รับจากการเรียนรู้ตามรูปแบบ เนื่องจาก ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มโนทัศน์ จากการคิดวิเคราะห์และตัวอย่างที่หลากหลาย ดังนั้นผลที่ผู้เรียนจะ ได้รับโดยตรงคือจะเกิดความเข้าใจในมโนทัศน์นั้น และได้เรียนรู้ทักษะการสร้างมโนทัศน์ซึ่งสามารถ นำไปใช้ในการทำความเข้าใจมโนทัศน์อื่นๆ ต่อไปได้ รวมทั้งช่วยพัฒนาทักษะการใช้เหตุผลโดย การอุปนัย (inductive reasoning) อีกด้วย จากหลักการผู้วิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ดังต่อไปนี้ หลักการจัดทำแผนผังความคิดแบ่งออกเป็น 6 ขั้น ดังต่อไปนี้ ขั้นที่ 1 ผู้สอนเตรียมข้อมูลสำหรับให้ผู้เรียนฝึกหัดจำแนก ขั้นที่ 2 ผู้สอนอธิบายกติกาในการเรียนให้ผู้เรียนรู้และเข้าใจตรงกัน ขั้นที่ 3 ผู้สอนเสนอข้อมูลตัวอย่างของมโนทัศน์ที่ต้องการสอน ขั้นที่ 4 ให้ผู้เรียนบอกคุณสมบัติเฉพาะของสิ่งที่ต้องการสอน ขั้นที่ 5 ให้ผู้เรียนสรุปและให้คำจำกัดความของสิ่งที่ต้องการสอน ขั้นที่ 6 ผู้สอนและผู้เรียนอภิปรายร่วมกันถึงวิธีการที่ผู้เรียนใช้ในการหาคำตอบให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการคิดของตัวเอง


37 2.4.3 ความสำคัญของเทคนิคการสอนแบบแผนผังความคิด ธันวา ชัยแกว (2556: 29) เทคนิคแผนผังความคิดสามารถช่วยส่งเสริมการเรียนรู้และใน ขณะเดียวกันก็ช่วยพัฒนาทักษะในการคิด วิเคราะห์ และเก็บรวบรวมข้อมูลรวมทั้งการวางแผน การทำงาน ดังที่นักการศึกษาหลายคนได้ให้ความเห็นไว้ดังต่อไปนี้ (Clarke 1991: 199, อ้างถึงใน ธันวา ชัยแกว 2556: 29) ได้สรุปเทคนิคการสอนแบบ แผนผังไว้ว่า ช่วยส่งเสริม ทักษะการคิดทั้งการอนุมานและอุปมาน (Walker & Michell 1994: 53 อ้างถึงใน ธันวา ชัยแกว 2556: 29) ได้สรุปเทคนิค การสอนแบบแผนผังไว้ว่า แผนผังความคิดสามารถช่วยส่งเสริมความเข้าใจในด้านเนื้อหาได้ ซึ่ง สอดคล้องกับความเห็นของ Steyn & Boer (1998: 50) ได้สรุปเทคนิคการสอนแบบแผนผังไว้ว่า แผนผังความคิดนั้นสามารถเป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยผู้เรียนในระดับก่อนเรียนในการศึกษาวิชา คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ได้ Hofland (2007: 30) ได้สรุปเทคนิคการสอนแบบแผนผังไว้ว่า ความสำคัญของแผนผัง ความคิดในการเรียนการสอน ภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศว่า การวาดผังความคิดนั้นเป็น การใช้ความสามารถของสมองทั้งสองซีกของคนเราทำให้สามารถจดจำสิ่งต่างๆ ได้ง่ายขึ้นและใน ขณะเดียวกันเป็นวิธีการที่ สนุกสนานและเป็นกระบวนการคิดที่สร้างสรรค์รวมถึงเป็นการจัด การความคิดของเราอย่างเป็นระบบ ซึ่งความสำคัญของผังความคิด ธันวา ชัยแกว (2556: 33) การทำแผนผังความคิดทำให้ประหยัดเวลาในการเรียนการสอน การทำแผนผังความคิดนั้นจะช่วยประหยัดเวลาในการเรียนการสอนเพราะการทำแผนผังนั้นจะเขียน สรุป แต่ประเด็นหลักซึ่งจะทำให้นักเรียนจดจำเนื้อหาได้รวดเร็วและใช้เวลาน้อยลงในการสอนเนื้อหา การทำแผนผังความคิดทำให้การทบทวนบทเรียนง่ายและรวดเร็วขึ้น เมื่อใช้การทำแผนผังความคิดใน การทบทวนเนื้อหาเพื่อเตรียมสอบก็จะใช้เวลาในการทบทวนน้อยลง ซึ่งตามปกติก็จะใช้เวลาสองสาม นาทีในการทบทวนเนื้อหาจากแผนผังความคิดที่ได้วาดก่อนหน้านั้น การทบทวนก็สามารถทำได้โดย การกวาดสายตาก็รู้ว่าโครงเรื่องเป็นอย่างไร หรือมองดูโครงสร้างของเรื่องก็รู้ว่าส่วนใดเป็นส่วนสำคัญ ที่สุดของเรื่อง ซึ่งกิ่งของตัวแผนผังความคิดเองก็จะให้รายละเอียดในเรื่องที่เกี่ยวข้องในทันที การวาดแผนผังความคิดนั้นจะทำให้สามารถคิดและมองเห็นความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่อง เชื่อมโยงของแต่ละหัวข้อ ซึ่งตรงนี้เป็นประโยชน์มากต่อการเขียนบทความหรือปรับปรุง หรือคิด หัวเรื่องใหม่ต้องการเขียนออกมา จากความสำคัญของแผนผังความคิดผู้วิจัยสามารถสรุปได้ดังนี้ดังต่อไปนี้ การทำแผนผัง ความคิด ทำให้ประหยัดเวลาในการเรียนการสอนการทำแผนผังความคิด นั้นจะช่วยประหยัดเวลาใน การเรียนการสอนเพราะการทำแผนผังนั้นจะเขียนสรุป ซึ่งจะทำให้นักเรียนจดจำเนื้อหาได้รวดเร็วและ ใช้เวลาน้อยลงในการสอนเนื้อหา การทำแผนผังความคิดทำให้การทบทวนบทเรียนง่ายและรวดเร็วขึ้น


38 เมื่อใช้การทำแผนผัง ความคิดในการทบทวนเนื้อหาเพื่อเตรียมสอบก็จะใช้เวลาในการทบทวนน้อยลง ซึ่งตามปกติก็จะใช้เวลาสองสามนาทีในการทบทวนเนื้อหาจากแผนผังความคิดที่ได้วาดก่อนหน้านั้น การทบทวนก็สามารถทำได้โดยการกวาดสายตาก็รู้ว่าโครงเรื่องเป็นอย่างไร หรือมองดูโครงสร้างของ เรื่อง จึงทราบว่าส่วนใดเป็นส่วนสำคัญที่สุดของเรื่อง ซึ่งกิ่งของตัวแผนผังความคิดเองก็จะให้ รายละเอียดในเรื่องที่เกี่ยวข้องในทันที 2.4.4 ขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนแผนผังความคิด (Ault, 1985: 41 อ้างถึงใน วัฒนากาญจน์ แก้วมณี, 2562: 37 - 38) กล่าวถึงการสร้างผัง มโนทัศน์ว่าไม่มีทิศทางในการสร้างที่แน่นอน ตายตัวแต่สามารถสร้างได้หลายวิธีซึ่งแต่ละวิธีควร เริ่มต้นด้วยการแนะนำแนวคิดเกี่ยวกับผังมโนทัศน์โดยทำในรูปของกิจกรรมการเรียนรู้หรือแนะนำ โดยตรง (Novak, 1984: 17 และAul, 1985: 41 อ้างถึงใน วัฒนากาญจน์ แก้วมณี, 2562: 37 - 38) ได้แนะนำขั้นตอนการสร้างผังมโนทัศน์ไว้ 5 ขั้น ดังนี้ ขั้นที่ 1 เลือกการเลือกเรื่องที่จะสร้างแผนผังมโนทัศน์อาจนำมาจากตำรา สมุดจด คำบรรยายดำอธิบายก่อนการปฏิบัติการ เริ่มจากการอ่านข้อความนั้นอย่างน้อย 1 ครั้ง แล้วระบุ มโนทัศน์ที่สำคัญโดยขีดเส้นใต้คำหรือประโยคที่สำคัญ ซึ่งอาจจะเป็น วัตถุหรือเหตุการณ์แล้วลอก มโนทัศน์เหล่านี้ลงในแผ่นกระดาษเล็กๆเพื่อสะดวกในการจัดความสัมพันธ์ ขั้นที่ 2 จัดลำดับนำมโนทัศน์ที่สำคัญซึ่งได้เขียนลงในแผ่นกระดาษเล็กๆ แล้วนำมา จัดลำดับจากมโนทัศน์ที่มีความหมายกว้างไปสู่มโนทัศน์ที่มีความเฉพาะเจาะจง ขั้นที่ 3 จัดกลุ่มนำมโนทัศน์มาจัดกลุ่มเข้าด้วยกันโดยมีเกณฑ์ 2 ข้อ คือ 1. จัดกลุ่มมโนทัศน์ที่อยู่ในระดับเดียวกัน 2. จัดกลุ่มมโนทัศน์ที่มีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด ขั้นที่ 4 จัดระบบเมื่อจัดระบบมโนทัศน์ที่สำคัญแล้ว นำมโนทัศน์ที่มีอยู่ในกลุ่มเดียวกันมา จัดระบบตามลำดับความเกี่ยวข้องซึ่งในขั้นนี้ยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรืออาจหามโนทัศน์อื่นๆ มา เพิ่มเติมได้อีก ขั้นที่ 5 เชื่อมโยงมโนทัศน์ที่มีความสัมพันธ์กันเมื่อจัดระบบมโนทัศน์ที่สำคัญแล้วนำมโน ทัศน์ที่มีความสัมพันธ์กันมาเชื่อมโยงกันโดยการลากเส้นเชื่อม โขงกัน และมีคำเชื่อมระบุความสัมพันธ์ ไว้ทุกเส้น และเมื่อใส่คำเชื่อมแล้วจะสามารถอ่าน ได้เป็นประโยค เส้นที่เชื่อมโยงอาจเชื่อมระหว่างมโน ทัศน์ในชุดเดียวกัน หรือเชื่อมโยงระหว่างชุดของมโนทัศน์ที่ต่างกันได้ (Boycr, 1997, Concept Mapping อ้างถึงใน วิไลพร ธนสุวรรณ, 2562: 10) ได้ เสนอแนะวิธีเขียนผังมโนทัศน์ไว้ดังนี้


39 1. ใช้กระดาษที่ไม่มีเส้นบรรทัดและไม่มีข้อความใดๆ ปรากฏอยู่ 2. เขียนคำมโนทัศน์หลักด้วยอักษรตัวพิมพ์เพื่อง่ายต่อการอ่านแล้วเขียนวงกลม 3. จัดเรียงคำมโนทัศน์อื่นๆ ให้เรียงความสำคัญโดยมีคำหลักอยู่บนสุด 4. เชื่อมคำมโนทัศน์เหล่านั้นโดยใช้เส้นตรง และใช้ถูกศรเชื่อมโยงคำที่อยู่ต่างระดับ 5. ใส่คำเชื่อมระหว่างกำมโนทัศน์แต่ละตัว 6. ควรมีการเขียนผังมโนทัศน์ใหม่อีกครั้ง เพราะจะช่วยให้มองเห็นภาพของผัง ดังกล่าวชัดเจนขึ้น มนัส บุญประกอบ (2542: 51) แนะนำขั้นตอนการเขียนผังมโนทัศน์ไว้โดยย่อ ดังนี้ 1. เลือกหรือคิดหาคำมโนทัศน์ (คำสามานยนามหรือวลี) ที่ต้องการใช้ 2. จัดลำดับความสำคัญของคำในข้อที่ 1 ได้แก่ คำมโนทัศน์หลัก คำมโนทัศน์รอง คำมโนทัศน์ย่อย คำมโนทัศน์เจาะจงและตัวอย่างตามลำดับ 3. จัดวางคำมโนทัศน์แล้วเขียนเส้นเชื่อมโขงความสัมพันธ์ระหว่างคำมโนทัศน์ เหล่านั้นได้เป็นร่างผังมโนทัศน์รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งที่ต้องการล้อมรอบคำนั้น 4. อาจจัดเป็นกลุ่มคำมโนทัศน์ที่เกี่ยวข้องกันคามลำดับเหตุผลและความถูกต้องเชิง เนื้อหาสาระหรือความรู้นั้นๆ 5. อาจเขียนคำเชื่อมโยง (คำกริยา หรือวลี) กำกับไว้ที่เส้นเชื่อมโยงตามความจำเป็น และเหมาะสมเพื่อการเข้าใจที่ตรงกัน 6. ตรวจแก้ไขความถูกต้องของร่างผังมโนทัศน์อีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะเขียนจริง ผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า การเขียนผังมโนทัศน์ของนักการศึกษาแต่ละท่านมีลักษณะและ ขั้นตอนที่คล้ายกัน สรุปได้ดังนี้ 1. เลือกคำมโนทัศน์หลัก มโนทัศน์รอง มโนทัศน์ช่วย มโนทัศน์เฉพาะจากเนื้อหาที่ อ่าน 2. จัดประเภทและลำดับชั้นของมโนทัศน์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสำคัญเชื่อมโยง ความสัมพันธ์ระหว่างมโนทัศน์ด้วยเส้น อาจใช้คำเชื่อมระหว่างคำมโนทัศน์ตามความเหมาะสม 3. ตรวจทานและแก้ไขให้ถูกต้องเหมาะสมตามเนื้อหา 2.5 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนโดยใช้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.5.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน จํานง พรายแยมแข (2531: 19) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลสำเร็จใน เชิงวิชาการที่สามารถจดจำเนื้อหาได้เพียงใด สามารถนําความรู้ไปใช้ได้ถูกต้องและมีสมรรถภาพทาง สติปัญญาตามจุดหมายของหลักสูตรที่กำหนดไว้ด้วย


Click to View FlipBook Version