ก
คำนำ
วิชาเขตทางทะเลเขตทางทะเลของประเทศไทย ทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ังและผลประโยชน์ของชาติ
ทางทะเล จัดทาขึ้นเพื่อให้ เยาวชน มีความรู้ความเข้าใจเร่ืองเขตทางทะเลของประเทศไทย ทรัพยากรทางทะเลและ
ชายฝ่ัง และผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เห็นคุณค่าและมีส่วนร่วมในการรกั ษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลและ
ตระหนักในหน้าท่ีของคนไทยในการปกป้องทะเลไทยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล มีความสมดุลระหว่าง
การอนรุ ักษแ์ ละการใช้ประโยชนจ์ ากทะเลไทย
คณะทางาน
ข
สำรบญั หนำ้
คำนำ 1
สำรบญั
ควำมเปน็ มำ 2
จดุ เนน้ และขอบข่าย วิชาเขตทางทะเลของประเทศไทย ทรัพยากรทางทะเลและชายฝง่ั และ
ผลประโยชน์ของชาติทางทะเล..................................................................................................... ....... 3
การจัดการเรยี นรู้ วิชาเขตทางทะเลของประเทศไทย ทรัพยากรทางทะเลและชายฝงั่ และ
ผลประโยชน์ของชาตทิ างทะเล............................................................................................................ 5
การเรยี นการสอน วิชาเขตทางทะเลของประเทศไทย ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและ 7
ผลประโยชน์ของชาตทิ างทะเล............................................................................................................
คาอธิบาย วิชาเขตทางทะเลของประเทศไทย ทรัพยากรทางทะเลและชายฝัง่ และผลประโยชน์ของ 9
ชาติทางทะเล.......................................................................................................................................
ผลการเรยี นร.ู้ ...................................................................................................................................... 10
โครงสรา้ งเนื้อหา วิชาเขตทางทะเลของประเทศไทย ทรพั ยากรทางทะเลและชายฝั่งและ 21
ผลประโยชน์ของชาตทิ างทะเล............................................................................................................ 22
โครงวร้างรายวิชา วิชาเขตทางทะเลของประเทศไทย ทรัพยากรทางทะเลและชายฝงั่ และ 25
ผลประโยชน์ของชาติทางทะเล..................................................................................................... ....... 28
หนว่ ยท่ี 1 ลกั ษณะภูมศิ ำสตรท์ ำงทะเลและควำมสำคัญของทะเล............................................... 43
เรอ่ื งที่ 1 ลกั ษณะของภมู ศิ าสตร์ทางทะเลของโลก............................................................................ 19
เรอ่ื งที่ 2 ลกั ษณะภูมิศาสตร์ทางทะเลของภมู ภิ าคเอเชยี ................................................................... 51
เรอ่ื งที่ 3 ลักษณะภูมิศาสตร์ทางทะเลของไทย.................................................................................. 54
เร่อื งที่ 4 ความสาคญั ของทะเล......................................................................................................... 71
หนว่ ยที่ 2 เขตทำงทะเล.................................................................................................................. 75
เรือ่ งท่ี 1 ขอบเขตของทะเลในทอ้ งถ่ินตนเอง....................................................................................
เรอ่ื งท่ี 2 ลักษณะเขตทางทะเลในท้องถนิ่ ตนเอง..............................................................................
เรอ่ื งท่ี 3 ขอบเขตทางทะเลของไทย..................................................................................................
เรอื่ งท่ี 4 อานาจอธปิ ไตย สิทธิอธิปไตยและเขตอานาจในเขตทางทะเลตา่ งๆของไทย.....................
ค
สำรบัญ (ตอ่ )
หน้ำ
หนว่ ยท่ี 3 เขตกำรปกครองของจงั หวดั ทำงทะเล.......................................................................... 85
เรอ่ื งที่ 1 ความเป็นมาของการกาหนดเขตจงั หวัดทางทะเล.............................................................. 86
เรื่องท่ี 2 แนวทางในการกาหนดเขตจงั หวัดทางทะเล....................................................................... 91
เร่อื งท่ี 3 ลักษณะทางกายภาพทางทะเลที่ปรากฏในแผนผงั แผนทท่ี างทะเลในท้องถ่ินตนเอง....... 95
หน่วยที่ 4 ประโยชน์ของทะเล........................................................................................................ 112
เรื่องที่ 1 ทรัพยากรทางทะเลและชายฝง่ั ในท้องถ่นิ ตนเอง............................................................... 113
เรอ่ื งท่ี 2 กจิ กรรมการใชป้ ระโยชนจ์ ากทะเลในท้องถิน่ ตนเอง.......................................................... 201
เรอ่ื งที่ 3 ผลกระทบท่เี กดิ ข้ึนจากทะเล.............................................................................................. 203
เรอ่ื งท่ี 4 ความปลอดภยั ในการใช้ประโยชนท์ างทะเลในท้องถ่นิ ตนเอง............................................ 207
หนว่ ยท่ี 5 กฎหมำยและหนว่ ยงำนทำงทะเล.................................................................................. 215
เรอื่ งท่ี 1 กฎหมายทะเลระหว่างประเทศ.......................................................................................... 215
เรอ่ื งที่ 2 กฎหมายไทยทเี่ กีย่ วข้องกบั ทะเล....................................................................................... 229
เรื่องที่ 3 องค์กรและหน่วยงานรบั ผดิ ชอบในการรักผลประโยชนข์ องชาตทิ างทะเลในท้องถ่นิ
ตนเอง.................................................................................................................................................. 232
เร่อื งท่ี 4 ความร่วมมือระหวา่ งประเทศ............................................................................................. 235
หนว่ ยท่ี 6 หนำ้ ทข่ี องคนไทยในกำรปกป้องทะเลไทยและผลประโยชน์ของชำติทำงทะเล........... 242
เรื่องที่ 1 การปกปอ้ งดูแลและการใชป้ ระโยชน์จากทะเลในภาคและประเทศไทย............................ 243
เรอื่ งท่ี 2 หนา้ ที่ในการเปน็ เจ้าของทะเล............................................................................................ 244
บรรณำนุกรม 247
คณะทำงำน 249
ง
ความเป็นมา
รัฐบาลได้ใหค้ วามสาคญั ถงึ การรักษาผลประโยชน์ของชาตทิ างทะเลในทุกมิติจงึ กาหนดให้มี
แผนความม่ันคงแห่งชาติทางทะเล (พ.ศ. 2558 - 2564) เป็นกรอบแนวทางการดาเนินงานในทกุ ภาคส่วนที่เก่ียวข้อง
เพ่ือร่วมป้องกนั และรกั ษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ซ่ึงมุง่ เน้นการสร้างเสถียรภาพ ความปลอดภัย เสรภี าพ และ
สภาวะแวดล้อม ท่ีเอื้อต่อการดาเนินกิจกรรมทางทะเลของทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน พระราชบัญญัติ เรื่อง การรักษา
ผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ. 2562 มีพระราชบัญญัติเพื่อการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล
เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันท่ี 12 มีนาคม 2562
ประกอบดว้ ย 5 หมวด 45 มาตรา โดย มาตรา 5 กาหนดให้มคี ณะกรรมการนโยบายการรักษาผลประโยชนข์ องชาติทาง
ทะเล เรียกโดยย่อว่า “นปท.” ประกอบด้วยรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็น
ประธานกรรมการ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเป็นคณะกรรมการโดยตาแหน่ง ทาหน้าท่ีกาหนด
นโยบาย ยุทธศาสตร์แผนความมั่นคงทางทะเล และมาตรการในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลให้สอดคล้อง
กับนโยบายของรัฐบาล แผนระดับชาตวิ ่าด้วยความมั่นคง แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหง่ ชาติ และยทุ ธศาสตรช์ าติ
ตลอดจนติดตามและประเมินผลการดาเนินงาน และเสนอผลการดาเนินงานต่อสภาความม่ันคงแห่งชาติ และ
คณะรัฐมนตรีเพ่ือทราบ หนังสือ เร่ือง ทะเลและมหาสมุทร และผลประโยชน์ของชาติทางทะเล จัดทาข้ึนภายใต้
โครงการเสริมสร้างองค์ความรู้ทางทะเล รองรับแผนความมั่นคงของชาติทางทะเล (พ.ศ. 2558 – 2564)
วัตถุประสงค์ของการจัดทาเพ่ือให้คนไทยเข้าใจ และตระหนักถึงความสาคัญของทะเล พร้อมเข้ามาร่วมปกป้อง
อนุรักษ์ และใช้ประโยชน์อย่างเห็นคุณค่าของทะเลไทย นอกจากน้ีคณะอนุกรรมการเรื่องทรัพยากรทางทะเลและ
ชายฝั่ง ในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กาหนดแผนการปฏิรูปประเทศใน
ห้วงระยะเวลา 3 ปี (พ.ศ. 2563 – 2565) ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อ ม โดยกาหนดให้
กระทรวงศึกษาธิการนาเรื่องเขตทางทะเลและชายฝ่ังบรรจุลงไปในหลักสูตรการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ และ
คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันอังคารท่ี ๘ ธันวาคม ๒๕๖๓ มติเห็นชอบ (ร่าง) แผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง)
พ.ศ. ๒๕๖๔ - ๒๕๖๕ ตามท่ีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเสนอ ได้กาหนดกิจกรรมปฏิรูปที่จะส่งผลให้เกิดการ
เปลี่ยนแปลงต่อประชาชนอย่างมีนัยสาคัญ (Big Rock) ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปประเทศเรื่องทรัพยากรทางทะเลและ
ชายฝั่ง โดยกาหนดให้กระทรวงศึกษาธิการ พิจารณาจัดทาสาระสาคัญและเนื้อหาที่จะบรรจุเรื่องเขตทางทะเล และเขต
ทรพั ยากรทางทะเลและชายฝง่ั ในหลักสตู รการศึกษาทุกระดบั ชัน้ ประชาสัมพนั ธส์ รา้ งการรับรู้ของภาคประชาชน
ตามพระราชบญั ญตั กิ ารศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2542 ไดก้ าหนดให้กระทรวงศกึ ษาธิการ ดาเนินการ
จัดกระบวนการเรียนรู้ความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้การฝึกอบรมการสืบสาน
วัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทางวิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากสภาพแวดล้อม สังคมการ
เรียนรู้ และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเน่ืองตลอดชีวิต และจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์
ที่สมบูรณ์ กระทรวงศึกษาธิการได้เห็นความสาคัญของการรกั ษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เขตทางทะเล และเขต
ทรพั ยากรทางทะเลและชายฝงั่ จงึ มีนโยบายให้นาหนังสือเรื่อง ทะเลและมหาสมุทร และผลประโยชน์ของชาติทางทะเล
ท้งั นี้ เพ่อื ใหก้ ารขับเคลื่อนองคค์ วามรู้ทางทะเลและมหาสมุทร และผลประโยชน์ของชาตทิ างทะเล เปน็ ไปอย่างต่อเนอ่ื ง
จ
และบูรณาการเร่ืองเขตทางทะเลและชายฝ่ังเข้าด้วยกัน รวมท้ังเขตทางทะเล และเขตทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ัง
จึงดาเนินการโครงการสรา้ งขับเคล่ือนการสรา้ งองค์ความรู้ทางทะเล และมหาสมทุ ร และผลประโยชนข์ องชาติทางทะเล
รวมท้ังเขตทางทะเล และเขตทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งไปสู่การเรียนการสอนในสถานศึกษาในพ้ืนที่
นาร่องของกระทรวงศึกษาธิการ เพ่ือให้ผู้เรียนได้มีความรู้เร่ืองทะเล และมหาสมุทร และผลประโยชน์ของชาติทาง
ทะเล รวมทั้งเรื่องเขตทางทะเล และเขตทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และสร้างให้ผู้เรียนเกิดความตระหนักถึงคุณค่า
และเกดิ ความรักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล และผลประโยชน์ของชาตทิ างทะเล รวมถึงเหน็ คุณคา่ ของทะเล
ไทยอยา่ งแทจ้ ริง
1
วชิ ำ เขตทำงทะเลของประเทศไทย ทรพั ยำกรทำงทะเลและชำยฝ่งั
และผลประโยชนข์ องชำติทำงทะเล
จดุ เน้นและขอบข่ำย
วชิ ำ เขตทำงทะเลของประเทศไทย ทรัพยำกรทำงทะเลและชำยฝง่ั และผลประโยชน์ของชำติ
ทำงทะเล
จุดเนน้ ท่ี 1 ควำมรูค้ วำมเข้ำใจเร่ืองเขตทำงทะเลของประเทศไทย
1. ความรูค้ วามเข้าใจเรื่องเขตทางทะเลของประเทศไทย
2. ความรูค้ วามเข้าใจเร่อื งลักษณะภูมิศาสตร์ของเขตทางทะเล
3. ความร้คู วามเข้าใจเร่อื งเขตการปกครองของจงั หวดั ทางทะเล
4. ความรคู้ วามเข้าใจเรอื่ งอานาจอธปิ ไตยและเขตอานาจในเขตทางทะเลต่าง ๆ ชายฝง่ั
ทะเลและพนื้ ที่ทางทะเลที่ประเทศไทยมีอานาจอธปิ ไตย หรือสิทธอิ ธปิ ไตย หรือมสี ทิ ธิหรอื เสรภี าพในการใช้หรือ
จะใช้
5. ความรู้ความเข้าใจในหน้าท่รี บั ผดิ ชอบตามกฎหมายท่ีเกีย่ วขอ้ งกับทะเล ทั้งในประเทศ
ระหวา่ งประเทศหรือตามสนธิสัญญาหรือด้วยประการใด ๆ
จดุ เน้นที่ 2 ควำมรู้ควำมเขำ้ ใจเรื่อง ทรัพยำกรทำงทะเลและชำยฝั่ง และผลประโยชนข์ องชำติ
ทำงทะเล
1. ความรู้ความเข้าใจเร่ืองทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
2. ความรู้ความเขา้ ใจเรอื่ งผลประโยชน์ของชาตทิ างทะเล
3. การรกั ษาผลประโยชนข์ องชาติทางทะเล
4. การปกปอ้ งดแู ลและการใช้ประโยชน์จากทะเล
จุดเน้นท่ี 3 หน้ำท่ขี องคนไทยในกำรปกปอ้ งทะเลไทยและผลประโยชนข์ องชำตทิ ำงทะเล
1. ความตระหนักในหน้าที่ของคนไทยในการปกป้องทะเลไทยและผลประโยชน์ของชาติ
ทางทะเล
2. การอนรุ กั ษฟ์ น้ื ฟู พัฒนา รักษาทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝงั่ ในทอ้ งถิน่ ตนเอง
3. ประโยชน์ของทะเล
4. การสรา้ งความสมดลุ ระหว่างการอนรุ ักษ์และการใช้ประโยชนจ์ ากทะเลไทย
2
กำรจดั กำรเรียนรู้
วิชำ เขตทำงทะเลของประเทศไทย ทรพั ยำกรทำงทะเลและชำยฝัง่
และผลประโยชนข์ องชำตทิ ำงทะเล
ลักษณะสำคัญของกำรจัดกำรเรียนรู้
การจดั การเรียน วิชา เขตทางทะเลของประเทศไทย ทรพั ยากรทางทะเลและชายฝัง่ และ
ผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ตามจุดเน้นทั้ง 3 นัน้ มีเป้าหมายสาคญั เพื่อให้ เยาวชน มีความรคู้ วามเข้าใจเรือ่ งเขต
ทางทะเลของประเทศไทย ทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ัง และผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เห็นคุณค่าและ
มีส่วนร่วม ในการรักษาผลประโยชน์ของชาตทิ างทะเลและตระหนกั ในหน้าที่ของคนไทยในการปกป้องทะเลไทยและ
ผลประโยชน์ของชาตทิ างทะเล เกดิ ความสมดุลระหวา่ งการอนรุ ักษ์และการใชป้ ระโยชนจ์ ากทะเลไทย
1. วชิ า เขตทางทะเลของประเทศไทย ทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่งั และผลประโยชน์ของชาติ
ทางทะเล มีผลการเรียนร้ทู ี่มเี ป้าหมายเนน้ ใหผ้ ้เู รียนตระหนกั และเห็น คณุ คา่ ในเรื่องที่เรียนรูแ้ ละนาไปปฏบิ ัตไิ ดจ้ รงิ
2. การจัดการเรยี นรวู้ ชิ า เขตทางทะเลของประเทศไทย ทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่งั และ
ผลประโยชนข์ องชาตทิ างทะเล สามารถจัดทาได้ 2 ลกั ษณะ คอื
2.1 การจัดการเรียนรู้ตามจุดเน้นแตล่ ะจดุ เนน้ สามารถบรู ณาการจดุ เน้นทเี่ ก่ยี วขอ้ ง
ดว้ ยกนั ได้
2.2 การจัดการเรยี นรู้แบบบูรณาการท้ัง 3 จุดเน้น โดยตอ้ งวิเคราะห์ผลการเรยี นรูใ้ นแต่ละ
จุดเนน้ วา่ เกี่ยวข้องหรือเชอื่ มโยงหรือมีประเด็นรว่ มกันในเน้อื หาต่าง ๆ และตั้งเปน็ Theme (หัวเรื่อง)
3. การจดั การเรยี นรู้ในแต่ละหนว่ ยการเรียนร้อู าจจดั ใหส้ อดคล้องกับบรบิ ทของแต่ละพน้ื ท่ี
โดย เกีย่ วขอ้ งกับจุดเน้น ทงั้ 3 จุดเน้น
3
กำรเรียนกำรสอน วิชำ เขตทำงทะเลของประเทศไทย ทรัพยำกรทำงทะเลและชำยฝ่ัง และ
ผลประโยชนข์ องชำติทำงทะเล : แนวปฏิบตั ิสำคญั
การเรียนการสอน วชิ าเขตทางทะเลของประเทศไทย ทรพั ยากรทางทะเลและชายฝั่งและ
ผลประโยชนข์ องชาตทิ างทะเล มีจุดเนน้ สาคัญ คือ ต้องการให้เยาวชนไทยมีความรู้ความเข้าใจเร่ืองเขตทางทะเลของ
ประเทศไทย ทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ัง และผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เห็นคุณค่าและมีส่วนร่วมในการ
รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลและตระหนักในหน้าท่ีของคนไทยในการปกป้องทะเลไทยและผลประโยชน์ของ
ชาตทิ างทะเล เกิดความสมดุลระหว่างการอนุรกั ษ์และการใช้ประโยชน์จากทะเลไทย และแสดงออกถึงความรักชาติ
ยึดม่ันในศาสนา และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังน้ัน การเรียนการสอนวิชาน้ี จึงเน้นที่การปฏิบัติ ลงมือทา
(Action) ผู้สอนจะตอ้ งทาให้การเรียนการสอนมีความหมายและมคี ุณค่าแก่ผู้เรยี น
แนวปฏบิ ัตสิ าคัญทจี่ ะทาให้การเรยี นการสอนเรอื่ ง เขตทางทะเลของประเทศไทย ทรัพยากรทาง
ทะเลและชายฝั่ง และผลประโยชนข์ องชาตทิ างทะเล บรรลวุ ตั ถุประสงค์ มดี งั น้ี
1. ผ้สู อนตอ้ งเขา้ ใจมโนทัศน์ (Concept) สาคญั ของรายวิชานี้ นนั่ คือ การเขา้ ใจในจดุ เน้นทเี่ ปน็
พื้นฐานสาคัญ ซึ่งวตั ถุประสงค์ของรายวิชาน้ตี ้องการ ให้ผูเ้ รยี นมคี วามรู้ความเขา้ ใจเรื่องเขตทางทะเลของประเทศไทย
ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เห็นคุณค่าและมีส่วนร่วมในการรักษา
ผลประโยชน์ของชาติทางทะเลและตระหนักในหน้าท่ีของคนไทยในการปกป้องทะเลไทยและผลประโยชนข์ องชาติทาง
ทะเล เกดิ ความสมดลุ ระหวา่ งการอนรุ กั ษ์และการใชป้ ระโยชน์จากทะเลไทย ซ่งึ สะท้อนดว้ ย การปฏบิ ตั ิ (Action)
2. การวางแผนการสอนจะตอ้ งเน้นการพฒั นาที่ตอ่ เน่ือง (Continuous Development) ของ
กระบวนการคิด กระบวนการสืบค้น กระบวนการแก้ปัญหา รวมท้ังกระบวนการพัฒนาค่านิยม เพื่อให้ผู้เรียน เกิด
การเรียนรู้และนาไปสู่การเปล่ียนแปลงท่ีพึงประสงค์ ดังน้ัน การวางแผนการสอนควรเปิดโอกาสให้ ผู้เรียนได้ทา
กจิ กรรม ดังน้ี
1) ตง้ั คาถามดว้ ยตนเองเพ่อื การสืบค้น
2) มสี ว่ นรว่ มในกิจกรรมท่หี ลากหลาย
3) ฝึกการวเิ คราะหโ์ ดยใชข้ อ้ มูลจรงิ (Real Data) ในสภาพจริง
4) ผู้เรียนทางานเป็นกลมุ่ รว่ มกนั กับเพ่อื น รวมท้งั บคุ คลอน่ื ในชมุ ชน
5) นาเสนองาน หรือผลงานดว้ ยวธิ กี ารทหี่ ลากหลาย เช่น จดั อภิปราย ทาปา้ ยนิเทศ
จดั นิทรรศการ แสดงบทบาทสมมุติ จัดทา Video Clip เป็นตน้
3. การสอนเร่อื ง เขตทางทะเลของประเทศไทย ทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ัง และผลประโยชน์
ของชาติทางทะเลต้องเน้นความเช่ือมโยง หรือความเก่ียวข้อง (Relevant) การลงมือทา หรือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
(Engaging) และเรยี นรู้อย่างกระตอื รือรน้ (Active Learning)
4
3.1 ความเช่ือมโยง หรือความเกย่ี วขอ้ ง (Relevant) คือ การใช้ประเด็นจริง (Real Issue)
ที่เป็นปัจจุบันท่ีเก่ียวขอ้ งกับสถานการณจ์ ริง เพื่อการเรียนรูข้ องผเู้ รียนจะเชื่อมโยงกับประสบการณ์จริง แต่ในกรณีใช้
ประเด็นจริง ผู้สอนควรใช้วิจารณญาณ เพราะบางประเด็นอาจมีความอ่อนไหว (Sensitive) รวมทั้งควรคานึงถึงวัย
และวุฒิภาวะของ ผู้เรยี นดว้ ย
3.2 การลงมอื ทาหรือปฏิบตั ิอย่างตอ่ เนอื่ ง (Engaging) การเรยี นจากประสบการณจ์ ริง
ถือว่าเป็นหลักการสาคัญและเป็นท่ียอมรับของนักการศึกษาทั่วโลก ดังน้ัน การลงมือ ทา (ปฏิบัติ) อย่างต่อเน่ื องกับ
ประเด็นจริง (Real Issue) หรือเหตุการณ์จริง ทั้งในระดับครอบครัว ห้องเรียน โรงเรียนหรือชุมชน จึงเป็นสิ่งสาคัญ
ตวั อย่างตอ่ ไปนี้ เป็นขอ้ เสนอแนะในประเดน็ จริง หรือเหตกุ ารณจ์ รงิ ท่อี าจนามาใช้กบั ผลการเรยี นรู้ของรายวิชา
เขตทางทะเลของประเทศไทย ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และผลประโยชน์ของชาติทางทะเลได้ เช่น จัด
กจิ กรรมการอนุรักษ์ทะเลไทย การสบื คน้ ข้อมลู ท่ีเก่ียวขอ้ งกับทะเลไทย
3.3 เรยี นอยา่ งกระตือรอื รน้ (Active) การเรียนอยา่ งกระตือรือรน้ ก็คือ การเรียนที่
ผเู้ รยี นต้อง “ทา” หรือ “do”
3.4 การเรยี น (Learning) การเรยี นรูเ้ ร่อื ง เขตทางทะเลของประเทศไทย ทรพั ยากรทาง
ทะเลและชายฝั่ง และผลประโยชน์ของชาติทางทะเล จะมีประสิทธิภาพ ต่อเม่ือผู้เรียนเกิดความรู้สึกว่าตนเองเป็น
เจ้าของทะเลไทย มีหน้าท่ีในการปกป้องดูแลทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตระหนักในหน้าที่ของคนไทยในการ
ปกปอ้ งทะเลไทยและผลประโยชนข์ องชาติทางทะเล
3.5 ครูควรคานึงถึงการเรียนรหู้ ลาย ๆ รูปแบบ (Learning Style) ของผู้เรยี น การจัด
กิจกรรมจึงควรมีหลากหลาย เช่น การสาธิต การตอบคาถาม การอภิปราย การค้นคว้าวิจัย การทาโครงการ การ
สารวจ การแก้ปัญหา การใชเ้ กม การแสดงบทบาทสมมติ การใชส้ ถานการณจ์ าลอง การใช้กรณศี ึกษา (Case Study)
โดยมกี ารทางานกลุ่มเลก็ และรายบุคคล
5
คำอธบิ ำย
วชิ ำ เขตทำงทะเลของประเทศไทย ทรัพยำกรทำงทะเลและชำยฝ่งั และผลประโยชนข์ องชำติทำงทะเล
ช้นั ม.4-6 เวลำ 20/40 ชั่วโมง
เป็นผู้มีความรคู้ วามเข้าใจ ในลักษณะของภมู ิศาสตร์ทางทะเลในท้องถน่ิ ตนเองและทะเลในพนื้ ที่
อ่ืน ๆ การนาความรู้เรื่องลักษณะภูมิศาสตร์ทางทะเลในท้องถ่ินตนเองไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวันด้วยวิธีการ
ต่าง ๆ การจาแนกลักษณะของภูมิศาสตร์ทางทะเลในท้องถิ่นตนเองได้ บอกความสาคัญของเขตทางทะเล
ในท้องถิน่ ตนเอง การนาความรูเ้ ร่อื งเขตทางทะเลในทอ้ งถิน่ ตนเองไปประยุกตใ์ ช้ในชวี ติ ประจาวนั ได้ด้วยวิธกี ารต่าง ๆ
การจาแนกลักษณะของเขตทางทะเลในท้องถ่ินตนเอง การจาแนกขอบเขตทางทะเลในท้องถ่ินตนเอง บอกความ
เป็นมาของการกาหนดเขตการปกครองของจังหวัดทางทะเลในท้องถ่ินตนเอง บอกแนวทางในการกาหนดเขตการ
ปกครองของจังหวัดทางทะเลในท้องถิ่นตนเอง ระบุตาแหน่งและลักษณะกายภาพทางทะเลท่ีปรากฏในแผนผัง
แผนท่ีทางทะเลในท้องถ่ินตนเอง วิเคราะห์ความสาคัญของทะเลในด้านต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับชีวิตประจาวันได้
วเิ คราะห์ถึงความสาคัญของเขตทางทะเลของประเทศไทยได้ บอกความสาคัญของอานาจอธิปไตยและเขตอานาจใน
เขตทางทะเลต่าง ๆ ของไทย ชายฝ่ังทะเลและพ้ืนท่ีทางทะเลที่ประเทศไทยมีอานาจอธิปไตยหรือสิทธิอธิปไตย หรอื มี
สิทธิหรือเสรีภาพในการใช้หรือจะใช้ มีความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่รับผิดชอบตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ
ทะเลในประเทศได้ บอกความเป็นมาของการกาหนดเขตจังหวดั ทางทะเล อธิบายแนวทางในการกาหนดเขตจงั หวัด
ทางทะเล มีความรูค้ วามเขา้ ใจในมติ ทิ างพนื้ ที่ของนา่ นนา้ ไทยและจังหวัดชายทะเล
เป็นผมู้ คี วามรูค้ วามเขา้ ใจเรอ่ื งทรพั ยากรทางทะเลและชายฝั่ง ส่งิ ทมี่ อี ยหู่ รือเกดิ ข้นึ ตามธรรมชาติใน
บริเวณทะเลและชายฝ่ัง ระบุ จาแนก ประเภทของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในท้องถิ่นตนเอง นาทรัพยากร
ทางทะเลและชายฝ่ังในท้องถิ่นตนเองมาใช้อย่างมีคุณค่าและย่ังยืน บอกผลกระทบท่ีเกิดขึ้นจากการใช้ประโยชน์จาก
ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในท้องถ่ินตนเอง มีส่วนรว่ มในการอนรุ ักษ์ฟื้นฟู พัฒนา รักษาทรัพยากรธรรมชาตทิ าง
ทะเลและชายฝ่ังในท้องถิ่นตนเอง เสนอวิธีการใช้ประโยชน์ทางทะเลในท้องถิ่นตนเองได้อย่างปลอดภัย มีทักษะ
ในการนาความรู้เร่ืองการป้องกันและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝ่ังไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวัน
ได้ วิเคราะห์ปัญหาที่เกดิ ขึ้นกับทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พร้อมทง้ั บอกแนวทางแก้ไข บอกวิธกี ารใช้ประโยชน์
ของพ้ืนที่และทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งในประเทศไทย บอกข้อปฏิบัติในการอนุรักษ์ทะเลไทย บอกวิธีการ
ดูแลทรัพยากรทางทะเล มสี ว่ นร่วมในการอนรุ กั ษ์ทะเลไทย บอกความสาคัญของทะเลและผลประโยชน์ของชาติทาง
ทะเลทส่ี าคญั ของประเทศไทย มีความตระหนักในหน้าที่ของคนไทยในการปกป้องทะเลไทยและผลประโยชน์ของชาติ
ทางทะเล มีความรู้ความเข้าใจความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทะเลไทย วิเคราะห์ปัญหา
และอปุ สรรคขอ้ ขัดขอ้ งในการรกั ษาผลประโยชนข์ องชาติทางทะเลที่ผา่ นมาและภัยคุกคามรูปแบบใหม่
6
เปน็ ผู้มคี วามรู้ความเข้าใจเร่ือง กฎ กตกิ า กฎหมายไทยท่ีเกยี่ วข้องกับทะเลในท้องถ่ินตนเอง
ปฏิบัติตามกฎ กติกา กฎหมายไทยที่เก่ียวข้องกับทะเลในท้องถ่ินตนเอง รู้จักองค์กรและหน่วยงานท่ีรับผิดชอบ
ในการรกั ษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลในท้องถ่ินตนเอง มีความรู้ความเขา้ ใจในกฎหมายทะเลระหวา่ งประเทศ
มีความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าท่ีองค์กรและหน่วยงานรับผิดชอบในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล
บอกความสาคญั ของความร่วมมือระหว่างประเทศท่ีเก่ยี วข้องกับทะเล
เป็นผ้มู ีความรคู้ วามเขา้ ใจเร่อื งผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ผลประโยชนท์ ป่ี ระเทศไทย (คนไทย
ทุกคน) พึงได้รับจากทะเลหรือเก่ียวเนื่องกับทะเลท้ังภายในน่านน้าไทย เห็นคุณค่าและมีส่วนร่วมในการรักษา
ผลประโยชน์ของชาติทางทะเล มีความตระหนักในหน้าที่ของคนไทยในการปกป้องทะเลไทยและผลประโยชน์ของ
ชาติทางทะเล เข้าใจความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากทะเลไทย ประชาสัมพันธ์บทบาทและ
หนา้ ทใ่ี นการรบั ผิดชอบ ดูแลทะเลในในภาคและประเทศไทยกบั ครอบครวั ชมุ ชน และท้องถนิ่ ผ่านรูปแบบต่าง ๆ
บอกหลักการในการบูรณาการการทางานร่วมกันของทุกภาคส่วนในการปกป้องทะเลไทยและผลประโยชน์ของชาติ
ทางทะเล อธบิ ายบทบาทหน้าที่ในการเป็นเจา้ ของทะเล
7
ผลกำรเรยี นรู้
1. อธิบายลักษณะของภูมิศาสตร์ทางทะเลของไทยของภูมภิ าค และของโลก
2. ระบลุ ักษณะของทะเลทวปี เอเชีย
3. บอกความสาคญั ของทะเลในด้านตา่ ง ๆ
4. วเิ คราะห์ความสาคัญของทะเลในดา้ นต่าง ๆ ทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับชวี ิตประจาวนั ได้
5. ใช้แผนทแ่ี ละเครอ่ื งมอื ทางภมู ศิ าสตร์ในการระบุตาแหนง่ ที่ต้ังทางทะเลของทวีปเอเชีย
6. บอกความสาคญั และลักษณะของอาณาเขตทางทะเลของประเทศไทย
7. จาแนกลกั ษณะของอาณาเขตทางทะเลได้
8. สืบค้น และนาเสนอขอ้ มูลเกย่ี วกบั ลกั ษณะ อาณาเขตทางทะเล และพ้ืนท่อี าณาเขต
9. วเิ คราะห์ถงึ ความสาคญั ของอาณาเขตทางทะเลของประเทศไทยได้
10. อภปิ รายความสาคัญของเขตอานาจของรฐั เหนือเขตทางทะเลตา่ ง ๆ ของไทย ชายฝ่งั ทะเลและพ้ืนที่
ทางทะเลทป่ี ระเทศไทยมีอานาจอธิปไตยหรือสทิ ธอิ ธปิ ไตย หรือมีสทิ ธิหรอื เสรีภาพในการใช้หรือจะใช้
11. เสนอแนวคิดเก่ยี วกับบทบาทหนา้ ที่รบั ผิดชอบตามกฎหมายท่ีเกยี่ วข้องกับทะเลระหวา่ งประเทศได้
12. บอกบทบาทหนา้ ทขี่ ององคก์ รและหน่วยงานรบั ผิดชอบในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล
13. อธิบายความเป็นมาของการกาหนดเขตจงั หวดั ทางทะเล
14. อธบิ ายแนวทางในการกาหนดเขตจงั หวดั ทางทะเล
15. อธิบายแผนที่และบัญชคี ่าพิกดั รายจงั หวดั ชายทะเล (ในพ้ืนที่จังหวัดของตนเอง)
16. อา่ นแผนทจ่ี งั หวดั ชายทะเลได้ (ในพืน้ ทจ่ี งั หวัดของตนเองและพ้นื ทีร่ อบ ๆ)
17. มคี วามรู้ความเขา้ ใจในมิติทางพืน้ ท่ีของน่านน้าไทยและจังหวัดชายทะเล (ตามบรบิ ทในพน้ื ทข่ี องผูเ้ รยี น)
18. อธบิ ายความสาคญั ของทรพั ยากรทางทะเลและชายฝ่งั
19. สบื คน้ และนาเสนอข้อมูลทรพั ยากรทางทะเลและชายฝัง่
20. อธิบายแนวคิดและความสาคัญของกฎหมายท่เี ก่ียวข้องกับทรพั ยากรทางทะเลและชายฝ่งั
21. เสนอแนะวธิ ใี นการป้องกนั และอนรุ ักษท์ รัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝงั่
22. มีทักษะในการนาความรู้เรอ่ื งการป้องกันและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝงั่
ไปประยุกตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั ได้
23. วิเคราะห์ปัญหาและสาเหตทุ ี่เกดิ ขนึ้ กบั ทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ัง พร้อมท้งั เสนอแนวทางแก้ไข
24. จดั ทาแผนงาน/โครงงานการใชป้ ระโยชนข์ องพื้นทีแ่ ละทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่งั ในประเทศไทย
25. มีส่วนรว่ มในการแสดงออกเพอื่ อนุรักษ์ทะเลไทย และวิธกี ารดูแลทรพั ยากรทางทะเล
26. ตระหนักในความสาคัญของผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และสานึกถึงหน้าท่ีของคนไทยในการดูแล
รกั ษาผลประโยชน์ของชาตทิ างทะเล
8
27. วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคข้อขัดข้องในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลท่ีผ่านมาและ
ภัยคุกคามรปู แบบใหม่
28. สืบคน้ ศกึ ษากฎหมายทะเลระหวา่ งประเทศ และกฎหมายไทยท่เี กย่ี วข้องกบั ทะเล
29. เขา้ ใจแนวทางปฏบิ ัติ และการบงั คับใช้กฎหมายทะเลระหวา่ งประเทศ
30. เชอ่ื มโยงความสมั พนั ธ์ของกฎหมายระหวา่ งประเทศและกฎหมายภายในประเทศตามพนั ธกรณี
31. จัดทาแผนผังความรเู้ กี่ยวกบั บทบาทหน้าทอ่ี งคก์ รและหนว่ ยงานรบั ผิดชอบในการรักษาผลประโยชน์
ของชาตทิ างทะเล
32. อธบิ ายความสาคญั ของความร่วมมือระหวา่ งประเทศทเ่ี กย่ี วข้องกับทะเล
33. บอกแนวทางการปกปอ้ งดแู ลและการใชป้ ระโยชนจ์ ากทะเล
34. อธิบายหลักการในการบูรณาการการทางานร่วมกันของทุกภาคส่วนในการปกป้องทะเลไทยและ
ผลประโยชน์ของชาติทางทะเล
35. มีความรู้ความเข้าใจในหน้าท่ีของการเป็นเจ้าของทะเลในการการปกป้องทะเลไทยและผลประโยชน์
ทางทะเล
รวมทั้งหมด 35 ผลกำรเรียนรู้
9
โครงสร้ำงเนอ้ื หำ
วิชำ เขตทำงทะเลของประเทศไทย ทรัพยำกรทำงทะเลและชำยฝัง่
และผลประโยชน์ของชำตทิ ำงทะเล
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย (ม.4-6) เวลา 20/40 ชั่วโมง
หน่วยกำรเรียนรู้/เวลำเรียน 20/40 ชว่ั โมง
หน่วยท่ี ชอื่ หน่วยกำรเรยี นรู้ ชั่วโมง นำ้ หนัก
20 40 คะแนน
1 ลกั ษณะภูมศิ าสตรท์ างทะเล และความสาคัญของทะเล 24
2 เขตทางทะเล 48
3 เขตการปกครองของจังหวดั ทางทะเล 48
4 ประโยชน์ของทะเล 48
5 กฏหมาย และหน่วยงานทางทะเล 36
6 หน้าทข่ี องคนไทยในการปกป้องทะเลไทยและผลประโยชน์ของชาติ 36
ทางทะเล 20 40 100
รวมตลอดภำคเรยี น
หน่วยที่ ชือ่ หน่วย ชั่วโมง ผลกำรเรยี น
20 40 ผ่ำน ไม่ผำ่ น
24
1 ลกั ษณะภมู ศิ าสตรท์ างทะเล และความสาคัญของทะเล 48
2 เขตทางทะเล 48
3 เขตการปกครองของจงั หวัดทางทะเล 48
4 ประโยชนข์ องทะเล 36
5 กฏหมาย และหน่วยงานทางทะเล 36
6 หน้าท่ขี องคนไทยในการปกป้องทะเลไทยและผลประโยชน์ของชาติ
20 40 ผำ่ น ไม่ผำ่ น
ทางทะเล
รวมตลอดภำคเรียน
หมำยเหตุ กศน.ระดบั มธั ยมศกึ ษำใช้เน้อื หำเดียวกับระดับมัธยมศึกษำ
10
โครงสร้ำงรำยวิชำ
วิชำ เขตทำงทะเลของประเทศไทย ทรพั ยำกรทำงทะเลและชำยฝัง่
และผลประโยชน์ของชำติทำงทะเล
ชั้น มัธยมศึกษำตอนปลำย (ม.4-6) เวลำ 20/40 ชั่วโมง
ลำดับ ชือ่ หน่วยกำร ผลกำรเรยี นรู้ สำระ เวลำ น้ำหนกั
ท่ี เรยี นรู้ (ชัว่ โมง) คะแนน
1 ลักษณะ 1.อธิบายลักษณะของ 1. ลกั ษณะของภูมศิ ำสตร์ทำง
ภมู ศิ ำสตร์ทำง ภูมิศาสตร์ทางทะเลของไทย ทะเลของโลก
ทะเล และ ของภมู ิภาค และของโลก - ความลกึ พน้ื ผิว พืน้ ท่ี อาณาเขต
ควำมสำคัญของ 2.ระบุลกั ษณะของทะเลทวีป ลกั ษณะทางกายภาพทางภูมศิ าสตร์
ทะเล เอเชยี ทางทะเลของโลก
3.บอกความสาคัญของทะเล - ผนื นา้ ของโลก
ในดา้ นตา่ ง ๆ 2. ลักษณะภูมศิ ำสตร์ทำงทะเล
4.วิเคราะหค์ วามสาคญั ของ ของภูมิภำคเอเชยี
ทะเลในดา้ นต่าง ๆ ทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง - เขตพื้นทีต่ ดิ ต่อทางทะเลใน
กับชวี ติ ประจาวนั ได้ ภูมภิ าคเอเชยี
4. ใชแ้ ผนท่แี ละเคร่ืองมือทาง - ทะเลของทวีปเอเชีย
ภมู ิศาสตรใ์ นการระบตุ าแหน่ง - ตาแหนง่ ทางภูมศิ าสตร์ทางทะเล
ท่ีตงั้ ทางทะเลของทวีปเอเชยี ของทวีเอเชีย
- สรปุ ข้อมลู ตามกระบวนการทาง
ภูมศิ าสตรท์ างทะเลของทวีปเอเชีย
มาประยุกตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวัน
3. ลกั ษณะภูมศิ ำสตร์ทำงทะเล
ของไทย
- พิกดั ทางภูมิศาสตรข์ องทะเลไทย
- พนื้ ทแ่ี ละอาณาเขตตดิ ต่อทาง
ทะเลของไทย
ลำดับ ชอื่ หน่วยกำร ผลกำรเรียนรู้ สำระ 11
ที่ เรยี นรู้
4. ควำมสำคญั ของทะเล เวลำ นำ้ หนัก
ความสาคัญของทะเลในเชิง (ชั่วโมง) คะแนน
-ภูมศิ าสตร์
-ภูมิอากาศ
-สังคม
-เศรษฐกิจและทรัพยากร
-การประมง
-การขนส่งและพาณชิ ยนาวี
-พลังงาน
-การท่องเทย่ี วและนนั ทนาการ
-อน่ื ๆ
12
ลำดบั ชือ่ หน่วยกำร ผลกำรเรียนรู้ สำระ เวลำ น้ำหนกั
ท่ี เรยี นรู้ (ชว่ั โมง) คะแนน
2 เขตทำงทะเลของ 1. บอกความสาคญั และ 1. กำรกำหนดขอบเขตของทะเล
ประเทศไทย ลกั ษณะของอาณาเขตทาง และมหำสมุทร (Limit of Sea
ทะเลของประเทศไทย and Ocean)
2. จาแนกลักษณะของอาณา -การจาแนกลักษณะของเขตทาง
เขตทางทะเลได้ ทะเลและขอบเขตทางทะเล
3. สบื ค้น และนาเสนอข้อมูล 2. ลกั ษณะเขตทำงทะเล
เก่ียวกบั ลักษณะ อาณาเขต
ทางทะเล และพนื้ ที่อาณาเขต -การจาแนกลกั ษณะของเขตทางทะเล
4. วเิ คราะหถ์ งึ ความสาคญั และขอบเขตทางทะเล
ของอาณาเขตทางทะเลของ - ลกั ษณะของเขตทางทะเล
ประเทศไทยได้ - การนาความรเู้ รอื่ งเขตทางทะเลของ
5. อภิปรายความสาคัญของ ประเทศไทยไปประยกุ ตใ์ ชใ้ น
เขตอานาจของรฐั เหนอื เขต ชีวติ ประจาวนั
ทางทะเลต่าง ๆ ของไทย
ชายฝ่งั ทะเลและพ้นื ที่ทาง 3. ขอบเขตทำงทะเลของไทย
ทะเลทป่ี ระเทศไทยมอี านาจ -เขตทางทะเลของประเทศไทยตาม
อธิปไตยหรอื สิทธิอธปิ ไตย ข้อกาหนดท่ีไดร้ ะบุไว้ในอนสุ ัญญา
หรือมสี ทิ ธิหรือเสรีภาพในการ สหประชาชาตวิ ่าด้วยกฎหมาย
ใช้หรอื จะใช้ ทะเล ค.ศ.1982 (United Nations
6. เสนอแนวคดิ เกยี่ วกบั Convention on the Law of the
บทบาทหน้าทรี่ ับผดิ ชอบตาม Sea 1982 : UNCLOS 1982) [1]
กฎหมายที่เก่ียวข้องกับทะเล หากทาการเรียงลาดับจากชายฝัง่ ออกไป
ระหวา่ งประเทศได้ จะประกอบดว้ ยนา่ นน้าภายในทะเล
7. บอกบทบาทหน้าที่ของ อาณาเขตเขตตอ่ เนือ่ งเขตเศรษฐกจิ
องค์กรและหนว่ ยงาน จาเพาะ และเขตไหล่ทวีป เขตทางทะเลที่
รับผิดชอบในการรักษา ไทยได้ประกาศสามารถจาแนกตาม
ผลประโยชนข์ องชาตทิ าง ขอบเขตอานาจได้ 2ชนดิ คอื เขตอานาจ
ทะเล อธปิ ไตยไดแ้ ก่ นา่ นน้าภายในและทะเล
อาณาเขตและเขตสิทธอิ ธปิ ไตยไดแ้ ก่
เขตตอ่ เน่ืองเขตเศรษฐกิจจาเพาะและ
เขตไหลท่ วีป
13
ลำดบั ช่ือหน่วยกำร ผลกำรเรียนรู้ สำระ เวลำ นำ้ หนกั
ที่ เรียนรู้ (ชวั่ โมง) คะแนน
4. อำนำจอธปิ ไตย สิทธอิ ธิปไตย
และเขตอำนำจในเขตทำงทะเล
ต่ำง ๆ ของไทย
- อานาจอธปิ ไตยและเขตอานาจใน
เขตทางทะเลตา่ ง ๆ
-ชายฝ่งั ทะเลและพ้นื ทีท่ างทะเลท่ี
ประเทศไทยมีอานาจอธิปไตย
-สทิ ธหิ รือเสรภี าพในการใช้หรือจะ
ใชป้ ระโยชนจ์ ากทะเลไทย
- บทบาทหนา้ ที่รับผดิ ชอบตาม
กฎหมายท่เี กยี่ วข้องกับทะเลใน
ประเทศ ได้แก่ 1) ดา้ นประมง
และทรัพยากร 2) ด้านการขนสง่
และพาณชิ ยนาวี 3) ด้านการ
ท่องเทีย่ วและนนั ทนาการ 4) ดา้ น
พลังงาน 5) ดา้ นอนื่ ๆ ท่เี กยี่ วขอ้ ง
- บทบาทหน้าทีร่ บั ผิดชอบตาม
กฎหมายทีเ่ กย่ี วข้องกับทะเล
ระหว่างประเทศ
- บทบาทหน้าท่ขี ององค์กรและ
หน่วยงานรบั ผดิ ชอบในการรักษา
ผลประโยชน์ของชาตทิ างทะเล
14
ลำดับ ช่ือหน่วยกำร ผลกำรเรียนรู้ สำระ เวลำ นำ้ หนกั
ที่ เรียนรู้ คะแนน
3 เขตกำรปกครอง (ช่ัวโมง)
ของจังหวัดทำง
ทะเล 1.อธบิ ายความเปน็ มาของการ 1.ควำมเปน็ มำของกำรกำหนดเขต
กาหนดเขตจังหวัดทางทะเล จงั หวัดทำงทะเล
2.อธิบายแนวทางในการ 2.แนวทำงในกำรกำหนดเขต
กาหนดเขตจังหวัดทางทะเล จงั หวัดทำงทะเล
3.อธิบายแผนที่และบัญชีค่า แนวทางการกาหนดเขตทางทะเลท่ี
พิกดั รายจงั หวดั ชายทะเล เป็นหลักสากลนามาประยกุ ต์ใชใ้ น
(ในพ้ืนทจ่ี ังหวัดของตนเอง) การแบง่ เขตจังหวัดทางทะเลของแต่
4.อ่านแผนทจี่ ังหวดั ชายทะเล ละค่จู ังหวดั ที่มี เขตอยปู่ ระชิดกัน
ได(้ ในพืน้ ท่ีจังหวัดของตนเอง หรืออยู่ตรงข้ามกันได้ ดังนี้
และพื้นทีร่ อบ ๆ) 1) ตามพันธะกรณอี ันสบื
4.มคี วามรูค้ วามเขา้ ใจในมติ ิ เน่อื งมาจากข้อตกลงท่ที าไว้เดิม
ทางพน้ื ท่ขี องน่านนา้ ไทยและ 2) กาหนดตามหลักกฎหมายทะเล
จงั หวัดชายทะเล ปี ค.ศ.1958
(ตามบรบิ ทในพนื้ ท่ขี องผู้เรยี น) 3) กาหนดตามหลกั กฎหมายทะเล
ปี ค.ศ.1982
3.แผนทีแ่ ละบัญชีค่ำพกิ ดั รำย
จงั หวัดชำยทะเล
การกาหนดแบง่ กลมุ่ จังหวัด
ชายทะเลทง้ั 23 จงั หวัด ออกเปน็
6 กลุ่มจงั หวดั ตามสภาพภูมิศาสตร์
และพนื้ ฐานของกจิ กรรมทางทะเลที่
ส่งผลกระทบระหว่างกันได้ ดังนี้
(1) กลุม่ จงั หวดั อา่ วไทยตะวนั ออก
ประกอบด้วยจงั หวดั ชายทะเล 3
จังหวดั ได้แก่ จ.ตราด จ.จันทบรุ ี
และ จ.ระยอง
15
ลำดับ ชอื่ หน่วยกำร ผลกำรเรียนรู้ สำระ เวลำ นำ้ หนกั
ที่ เรียนรู้ (ช่วั โมง) คะแนน
(2) กลุ่มจังหวดั อา่ วไทยตอนใน
ประกอบด้วยจังหวัดชายทะเล
7 จังหวดั ไดแ้ ก่ จ.ชลบรุ ี
จ.ฉะเชงิ เทรา จ.สมุทรปราการ
จ.สมุทรสาคร จ.สมุทรสงคราม
จ.เพชรบุรี และ กรงุ เทพมหานคร
(3) กลมุ่ จงั หวัดอา่ วไทยตอนบน
ประกอบด้วยจังหวัดชายทะเล 3
จังหวัด ได้แก่ จ.ประจวบครี ีขันธ์
จ.ชมุ พร และ จ.สุราษฏร์ธานี
(4) กล่มุ จงั หวัดอ่าวไทยตอนล่าง
ประกอบด้วยจังหวดั ชายทะเล 4
จังหวัด ได้แก่ จ.นครศรธี รรมราช
จ.สงขลา จ.ปตั ตานี และ
จ.นราธิวาส (5) กลุ่มจงั หวดั ฝงั่
ตะวนั ตกตอนบน ประกอบด้วย
จงั หวัดชายทะเล 3 จังหวัด ได้แก่
จ.ระนอง จ.พงั งา และ จ.ภูเกต็
(6) กลมุ่ จังหวัดฝ่ังตะวันตกตอนลา่ ง
ประกอบดว้ ยจงั หวัดชายทะเล 3
จังหวัด ได้แก่ จ.กระบ่ี จ.ตรงั และ
จ.สตลู
4. มิตทิ ำงพนื้ ท่ขี องนำ่ นน้ำไทย
และจังหวัดชำยทะเลท่คี วรทรำบ
4.1 พื้นท่ขี องน่านนา้ ไทยแบง่ ตาม
เขตทางทะเล
4.2 พืน้ ทขี่ องนา่ นน้าไทยแบง่ ตาม
เขตอานาจของรฐั
16
ลำดับ ช่ือหน่วยกำร ผลกำรเรียนรู้ สำระ เวลำ นำ้ หนกั
ที่ เรียนรู้ (ชวั่ โมง) คะแนน
4.3 ขนาดของพื้นทแ่ี ละความยาว
ชายฝ่ังทะเลรายจงั หวัด
4.4 รายชือ่ อาเภอของจงั หวดั
ชายทะเลในสว่ นทมี่ ีอาณาเขตตดิ
กบั ทะเล
17
ลำดับ ชื่อหน่วยกำร ผลกำรเรยี นรู้ สำระ เวลำ นำ้ หนัก
ที่ เรยี นรู้ (ช่วั โมง) คะแนน
4 ประโยชนจ์ ำก 1. อธบิ ายความสาคัญของ
ทะเล ทรัพยากรทางทะเลและชายฝง่ั 1. ทรัพยำกรทำงทะเลและชำยฝง่ั
2. สืบค้น และนาเสนอข้อมูล - ความหมายของทรพั ยากรทางทะเลและ
ทรพั ยากรทางทะเลและชายฝั่ง ชายฝง่ั ท้ังทม่ี ีชีวิตและไมม่ ชี วี ิต
3. อธิบายแนวคดิ และ - ประเภทของทรัพยากรทางทะเล
ความสาคัญของกฎหมายที่ และชายฝั่ง
เก่ียวขอ้ งกบั ทรัพยากรทางทะเล - ความสาคัญของทรัพยากรทาง
และชายฝ่ัง ทะเลและชายฝงั่ ท้ังที่มชี ีวติ และไม่มี
4.เสนอแนะวิธีในการปอ้ งกนั ชวี ติ
และอนรุ ักษท์ รัพยากรธรรมชาติ 2. กิจกรรมกำรใชป้ ระโยชนจ์ ำก
ทางทะเลและชายฝั่ง ทะเล
5. มีทกั ษะในการนาความรู้เร่ือง - ทาเล ท่ตี ง้ั ของกิจกรรมการใช้
การป้องกนั และอนรุ ักษ์ ประโยชนจ์ ากทะเลไทย
ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล - กิจกรรมทางทะเลดา้ นการประมง
และชายฝั่งไปประยุกตใ์ ชใ้ น ด้านการขนสง่ และพาณิชยนาวี
ชวี ิตประจาวนั ได้ ด้านพลังงาน ด้านการท่องเที่ยว
6.วเิ คราะห์ปัญหาและสาเหตุท่ี และนนั ทนาการ และอนื่ ๆ
เกิดขน้ึ กับทรพั ยากรทางทะเล
และชายฝง่ั พร้อมทั้งเสนอแนว -ผลประโยชน์แหง่ ชาตทิ างทะเลของไทย
ทางแกไ้ ข
7. จัดทาแผนงาน/โครงงานการ 3. มลู คำ่ กำรใชป้ ระโยชนจ์ ำกทะเล
ใช้ประโยชน์ของพน้ื ที่และ ของไทย
ทรพั ยากรทางทะเลและชายฝ่งั
ในประเทศไทย - การใชป้ ระโยชน์ของพื้นทแี่ ละทรพั ยากร
8. มีส่วนรว่ มในการแสดงออก ทางทะเลและชายฝง่ั ในประเทศไทย
เพอื่ อนุรักษ์ทะเลไทย และ 4. ผลกระทบที่เกดิ ขน้ึ จำกทะเล
วิธกี ารดแู ลทรพั ยากรทางทะเล - ผลกระทบด้านการประมง
ด้านการขนส่งและพาณิชยนาวี
ด้านพลงั งาน ด้านการท่องเที่ยว
และนันทนาการ และด้านอ่นื ๆ อาทิ
สนึ ามิ การกดั เซาะชายฝง่ั และ
ภยั คุกคามอืน่ ๆ
18
ลำดบั ช่อื หน่วยกำร ผลกำรเรยี นรู้ สำระ เวลำ น้ำหนกั
ท่ี เรียนรู้ (ช่ัวโมง) คะแนน
9. ตระหนกั ในความสาคัญของ 5.ควำมปลอดภัยในกำรใช้
ผลประโยชน์ของชาติทาง ประโยชน์ทำงทะเล
ทะเล และสานึกถึงหน้าที่ - การใชป้ ระโยชน์ของพ้นื ท่แี ละ
ของคนไทยในการดูแลรกั ษา ทรพั ยากรทางทะเลและชายฝ่ังใน
ผลประโยชนข์ องชาตทิ าง ประเทศไทย
ทะเล - วิธีการดแู ลทรัพยากรทางทะเลให้
11. วิเคราะห์ปัญหาและ คงความสมบรู ณแ์ ละเกิดการใช้
อปุ สรรคข้อขดั ข้องในการ ประโยชนอ์ ย่างยง่ั ยืน
รกั ษาผลประโยชน์ของ - กิจกรรมการใช้ประโยชน์จาก
ชาติทางทะเลทผ่ี า่ นมาและ ทะเลไทย
ภยั คกุ คามรูปแบบใหม่ - องค์ประกอบของผลประโยชน์
ของชาติทางทะเล 1) ผลประโยชน์
แหง่ ชาตทิ างทะเลในมิตทิ าง
เศรษฐกิจเชิงพนื้ ท่ี 2) ผลประโยชน์
แห่งชาติทางทะเลในมิตเิ ชงิ ลึก
- การตระหนักในหน้าทีข่ องคนไทย
ในการปกป้องทะเลไทยและ
ผลประโยชน์ของชาตทิ างทะเล
- การสรา้ งความสมดุลระหว่างการ
อนรุ ักษ์และการใชป้ ระโยชน์จาก
ทะเลไทย
- สภาพแวดลอ้ ม ปัญหาและ
อุปสรรคข้อขัดข้องในการรักษา
ผลประโยชน์ของ
ชาตทิ างทะเลทผ่ี ่านมาและภัย
คกุ คามรปู แบบใหม่
19
ลำดับ ชอ่ื หน่วยกำร ผลกำรเรียนรู้ สำระ เวลำ นำ้ หนัก
ท่ี เรียนรู้ คะแนน
5 กฎหมำย และ (ชั่วโมง)
หนว่ ยงำนทำง
ทะเล 1. สบื คน้ ศกึ ษากฎหมายทะเล 1. กฎหมำยทะเลระหว่ำงประเทศ
ระหว่างประเทศ และ -อนุสญั ญาระหวา่ งประเทศ
กฎหมายไทยทเ่ี กี่ยวข้องกับ -อนุสญั ญาสหประชาชาติ
ทะเล -กฎหมายและความตกลงระหวา่ ง
2. เข้าใจแนวทางปฏิบตั ิ และ ประเทศกลุ่มการเดินเรอื และความ
การบงั คบั ใช้กฎหมายทะเล ปลอดภยั ทางทะเล
ระหว่างประเทศ 2. กฎหมำยไทยทเ่ี กย่ี วข้องกับ
3. เชื่อมโยงความสมั พันธ์ของ ทะเล
กฎหมายระหว่างประเทศและ - พ.ร.บ. ต่าง ๆ
กฎหมายภายในประเทศตาม 3.องค์กรและหนว่ ยงำนรบั ผิดชอบ
พนั ธกรณี ในกำรรกั ษำผลประโยชนข์ องชำติ
4. จัดทาแผนผงั ความรู้ ทำงทะเล
เกยี่ วกบั บทบาทหน้าท่ีองค์กร -อจชล.
และหนว่ ยงานรบั ผิดชอบใน -ศรชล.
การรกั ษาผลประโยชนข์ อง -ทช. ทส.
ชาติทางทะเล -ทร
4. อธิบายความสาคัญของ 4.ควำมรว่ มมอื ระหว่ำงประเทศ
ความรว่ มมือระหวา่ งประเทศ ท่เี ก่ยี วข้องกับทะเลไทย
ทเี่ กย่ี วข้องกบั ทะเล -เศรษฐกจิ
-สังคม
-พาณชิ ย์
-อื่นๆ
20
ลำดบั ชอ่ื หน่วยกำร ผลกำรเรียนรู้ สำระ เวลำ นำ้ หนัก
ท่ี เรยี นรู้ (ชัว่ โมง) คะแนน
6 หน้ำทขี่ องคนไทย 1. บอกแนวทางการปกป้อง 1. กำรปกป้องดแู ลและกำรใช้
ในกำรปกป้อง ดแู ลและการใชป้ ระโยชน์จาก ประโยชน์จำกทะเล
ทะเลไทยและ ทะเล - ความตระหนกั ในหน้าท่ขี องคน
ผลประโยชนข์ อง 2. อธิบายหลกั การในการ ไทยในการปกป้องทะเลไทยและ
ชำติทำงทะเล บรู ณาการการทางานร่วมกัน ผลประโยชน์ของชาติทางทะเล
ของทุกภาคสว่ นในการปกป้อง - หลกั การในการบรู ณาการการ
ทะเลไทยและผลประโยชน์ ทางานรว่ มกนั ของทกุ ภาคสว่ น
ของชาตทิ างทะเล ในการปกป้องทะเลไทยและ
3. มีความรู้ความเขา้ ใจใน ผลประโยชนข์ องชาติทางทะเล
หนา้ ทข่ี องการเปน็ เจา้ ของ เพื่อสร้างความยง่ั ยนื ให้กับการใช้
ทะเลในการการปกป้องทะเล ประโยชนจ์ ากทะเลไทย
ไทยและผลประโยชน์ทาง 2. หนำ้ ท่ีในกำรเป็นเจำ้ ของทะเล
ทะเล - บทบาทหนา้ ท่ีในการเป็นเจ้าของ
ทะเล
- การดูแลทรัพยากรทางทะเลใหค้ ง
ความสมบรู ณแ์ ละเกิดการใช้
ประโยชนอ์ ย่างยัง่ ยนื
- เสริมสรา้ งการอนรุ กั ษท์ ะเลไทย
- การมสี ่วนร่วมของทุกภาคส่วน
ในการอนรุ ักษ์ทะเลไทย
- ความรกั ความหวงแหนในการ
ปกปอ้ งผลประโยชน์ของชาติทาง
ทะเล และเห็นคณุ ค่าของทะเลไทย
- ความตระหนกั ในหน้าทีข่ องคน
ไทยในการปกป้องทะเลไทยและ
ผลประโยชน์ของชาตทิ างทะเล
21
หน่วยท่ี 1
ลักษณะภูมศิ าสตรท์ างทะเล และความสาคัญของทะเล
ผลกำรเรียนรู้
1. อธิบายลักษณะของภูมศิ าสตรท์ างทะเลของไทย ของภูมิภาค และของโลก
2. ระบุลักษณะของทะเลทวีปเอเชีย
3. บอกความสาคัญของทะเลในด้านต่าง ๆ
4. วเิ คราะห์ความสาคัญของทะเลในดา้ นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชวี ติ ประจาวนั ได้
5. ใช้แผนท่แี ละเครื่องมือทางภูมศิ าสตร์ในการระบุตาแหน่งท่ีต้งั ทางทะเลของทวีปเอเชยี
สำระกำรเรียนรู้
1. ลักษณะของภมู ศิ าสตร์ทางทะเลของโลก
2. ลักษณะภูมิศาสตร์ทางทะเลของภูมภิ าคเอเชีย
3. ลักษณะภูมิศาสตรท์ างทะเลของไทย
4. ความสาคัญของทะเล
22
เน้อื หา
หน่วยท่ี 1
ลักษณะภมู ศิ าสตรท์ างทะเล และความสาคญั ของทะเล
(ผสู้ อนสำมำรถเพม่ิ เติม/ปรับเนื้อหำให้เหมำะสมแกผ่ ู้เรยี น)
เรื่องที่ 1 ลกั ษณะของภมู ศิ าสตร์ทางทะเลของโลก
ความลึก พนื้ ผิว พนื้ ที่ อาณาเขต ลกั ษณะทางกายภาพทางภูมิศาสตรท์ างทะเลของโลก
โลกท่ีเราอาศัยอยู่น้ีมีขนาดกว้างใหญ่ ประกอบด้วยแผ่นดินหรือที่เรียกว่า “ทวีป” และแผ่นน้า
หรือที่เรียกว่า ทะเลหรือมหาสมุทร หากย้อนอดีตไปกว่า 4 พันล้านปีที่ผ่านมา โลกเป็นเพียงก้อนหินหลอมเหลว
ร้อนและใหญ่ มีการปะทุของภูเขาไฟจ้านวนมาก และการระเบิดของดาวหางและอุกกาบาต การระเบิดดังกล่าว
น้าไปสู่การผสมธาตุต่าง ๆ ในโลกและจากอวกาศ ก๊าซเหล่าน้ี ได้แก่ ออกซิเจน และไฮโดรเจน ซ่ึงท้าให้น้าบนโลก
เพิ่มขึ้น ในช่วงแรกผิวโลกอยู่ในรูปของก๊าซ จนพื้นผิวของโลกเย็นตัวลงท่ีอุณหภูมิต้่ากว่า 100 องศาเซลเซียส
ในเวลาน้ันเป็นเวลา 3.8 พันล้านปีที่ผ่านมา น้าได้ควบแน่นเป็นฝนและตกลงบนพ้ืนดิน น้าที่สะสมในบริเวณที่มี
ท่รี าบลุ่มคอ่ ย ๆ กลายเป็นมหาสมุทร ซึ่งเรียกวา่ มหาสมุทร ดังเดิม และเป็นเวลาอกี นบั พันลา้ นปี นา้ สะสมแล้วเอ่อ
ล้นมากข้ึน จนก่อตัวขึ้นเป็นมหาสมุทรที่ขยายพื้นที่ออกไปอย่างกว้างขวาง เกือบ 3 ใน 4 ของพ้ืนผิวโลก พื้นผิวท่ี
เป็นน้า หรือเรียกว่า ทะเล และมหาสมุทรน้ัน นับเป็นส่วนของเปลือกโลก ที่มีลักษณะคล้ายกับแอ่งและมีน้า
ปกคลุมอยู่ มีเนื้อท่ีประมาณ ร้อยละ 71 ของเปลือกโลก ท้ังหมด ท้ังน้ี แผ่นพื้นน้าท่ีเป็นมหาสมุทรนี้ เป็นพื้นท่ี
ท่ีเชื่อมต่อกันของน่านน้าต่าง ๆ ของโลก ประกอบด้วยผิวน้าขนาดใหญ่ ซ่ึงครอบคลุมพ้ืนที่ผิวโลกประมาณ
361,132,000 ตารางกิโลเมตร (139,434,000 ตารางไมล์) นับเป็นปริมาตรน้า รวมประมาณ 1,332,000,000
ลกู บาศกก์ ิโลเมตร (320,000,000 ลูกบาศก์ไมล์)
ลกั ษณะพนื้ ทที่ างทะเลและมหาสมุทร จะอยูร่ ะหวา่ งทวปี ต่าง ๆ ท่ีเป็นแผ่นดนิ ซงึ่ มนุษยเ์ ราอยู่
อาศัยกัน ในขณะเดียวกนั ก็หมายความว่า โลกเรามีมหาสมุทรลอ้ มรอบทวปี ต่าง ๆ ไวด้ ้วย เช่นกัน ทั้งนี้ ในส่วนท่ีอยู่
ขอบ ๆ ของมหาสมทุ รเรียกวา่ ทะเล บางสว่ นเรยี กว่าอา่ ว (บางทเี ราใชค้ ้าวา่ ทะเล แตห่ มายถึงมหาสมทุ รก็ม)ี
ผิวหน้าของทะเลและมหาสมุทร จะเป็นระดับน้าทะเลซึ่งไม่ได้แบนราบเหมือนแผ่นกระดาษ แต่จะ
โค้งนูนออกมา เหมอื นเป็นส่วนหนึ่งของเปลือกโลก ระดับน้าทะเลและมหาสมุทรจะไม่คงที่ แต่จะมีการเปลี่ยนแปลง
ไปได้ เพราะน้าเป็นของเหลวสามารถเปลี่ยนรูปทรงได้ง่าย โดยที่การเปลี่ยนแปลงของระดับน้าทะเล จะเป็นการ
เปล่ียนเพียงช่ัวครั้งชั่วคราว ซ่ึงอาจจะเกิดข้ึนเพราะมีน้าข้ึนน้าลง หรือมีฝนตกมากผิดปกติ หรือมีลมพัดมาเหนือน้า
ทะเล และจะทิ้งร่องรอยของการเปล่ียนแปลงให้สังเกตได้ตามขอบชายฝ่ัง ทั้งนี้ ความลึกโดยเฉล่ียของมหาสมุทร
ประมาณ 3.7 กิโลเมตร (12,450 ฟุต หรือ 2.36 ไมล์) โดยด้านตะวันตกของ มหาสมุทรแปซิฟิก ถือกันว่าเป็นตอน
ที่ลึกท่ีสุดของทะเลและมหาสมุทรทั้งหมด ที่มีช่ือเรียกว่า ร่องลึกบาดาลมาเรียน่า (Mariana Trench) มีความลึกถึง
10.692 กิโลเมตร (35,640 ฟุต หรอื 6.75 ไมล์)
23
ภาพ ลักษณะความลึกของทะเล
ทมี่ า http://www.marine.tmd.go.th/thai/oceanhtml/oceandoc.html
ผนื นา้ ของโลก
ผืนน้าของโลกเปน็ พน้ื แผ่นต่อเนอื่ งกัน โดยมกี ารเคล่อื นทขี่ องน้าไปรอบ ๆ โลก ทง้ั น้ี ผนื น้าของ
โลกแบง่ ออกเปน็ 5 มหาสมุทร ดังน้ี
1. มหาสมุทรแปซิฟิก (Pacific Ocean)
เป็นมหาสมุทรที่ใหญ่ที่สุด คลุมพ้ืนท่ีจากมหาสมุทรใต้ สู่มหาสมุทรอาร์คติก มหาสมุทรแปซิฟิกเป็น
พื้นที่เชื่อมต่อ ระหว่างออสเตรเลีย เอเชีย และอเมริกา โดยมหาสมุทร แปซิฟิก มาบรรจบมหาสมุทรแอตแลนติก
ณ บริเวณตอนใต้ ของทวปี อเมริกาใต้ท่แี หลมฮอร์น (Cape Horn)
2. มหาสมทุ รแปซิฟกิ (Pacific Ocean) มหาสมุทรแอตแลนติก (Atlantic Ocean)
เป็นมหาสมุทรท่ีใหญเ่ ป็นอันดบั สอง เป็นมหาสมุทรท่ีมีพ้ืนทตี่ ่อจาก มหาสมุทรใต้ โดยต้ังอยู่ระหว่าง
ทวีปอเมริกา แอฟริกา และยุโรป ด้านเหนือติดกับมหาสมุทรอาร์กติก มหาสมุทรแอตแลนติก ประชิดกับมหาสมุทร
อินเดีย บริเวณตอนใต้ของทวีปแอฟริกาท่ีแหลมอะกะลสั (Cape Agulhas)
3. มหาสมุทรแปซิฟิก (Pacific Ocean) มหาสมุทรแอตแลนติก (Atlantic Ocean) มหาสมุทร
อนิ เดีย (Indian Ocean)
เป็นมหาสมุทรท่ีใหญ่เป็นอันดับสาม ตั้งอยู่ทางเหนือมหาสมุทรใต้ และขยายพื้นท่ีขึ้นไปจนถึง
ประเทศอินเดีย คาบสมุทรอาหรับ และเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ โดยประกบทั้งสองด้านด้วยแอฟริกาตะวันตก และ
ออสเตรเลียทางตะวันออก มหาสมุทรอินเดียบรรจบกับมหาสมุทรแปซิฟิก ทางทิศตะวันออกบริเวณใกล้กับ
ออสเตรเลยี
4. มหาสมทุ รใต้ (Southern Ocean)
เป็นมหาสมุทรท่ีใหญ่เป็น อันดับสี่ ต้ังอยู่รอบแอนตาร์กติกา ซึ่งอยู่ใต้ละติจูดท่ี 60 องศา มหาสมุทร
ใต้ บางส่วนจะปกคลุมดว้ ยนา้ แข็ง ซ่ึงมขี นาดขอบเขตของพืน้ น้าแขง็ แตกต่างกนั ไปตามฤดูกาล
24
5. มหาสมุทรอารก์ ติก (Arctic Ocean)
เป็นมหาสมุทรท่ีเล็กท่ีสุดใน 5 มหาสมุทร เช่ือมต่อกับมหาสมุทรแอตแลนติก ใกล้เกาะกรีนแลนด์
และไอซ์แลนด์ และเช่ือมต่อกับ มหาสมุทรแปซิฟิกท่ีช่องแคบแบร่ิง มหาสมุทร อาร์กติกครอบคลุมทั้งขั้วโลกเหนือ
และด้านตะวันตกประชิดกับทวีปอเมรกิ าเหนือ ในซีกตะวนั ออกประชิดสแกนดิเนเวียและ ไซบีเรยี มหาสมุทรอาร์กติก
บางส่วนจะปกคลุมดว้ ยน้าแข็งทะเล ซึง่ มขี นาดขอบเขตของพื้นน้าแข็งแตกตา่ งกันไปตามฤดูกาล
ภาพ มหาสมทุ รบนโลก
ทม่ี า : Shutterstock
25
เรอ่ื งที่ 2 ลักษณะภูมศิ าสตรท์ างทะเลของภมู ภิ าคเอเชีย
เขตพื้นทตี่ ดิ ต่อทำงทะเลในภูมิภำคเอเชีย
เอเชยี เป็นภูมิภาคหรอื ทวีปทีใ่ หญ่ที่สดุ ครอบคลมุ พืน้ ท่ี 44,579,000 ตารางกิโลเมตร (17,212,000
ตารางไมล์) ประมาณร้อยละ 30 ของพ้ืนท่ีทงั้ หมดของโลก และคิดเปน็ ร้อยละ 8.7 ของ พ้นื ดินผิวโลกทงั้ หมด
ประชากร
ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในภาคตะวันออกและภาคเหนือของทวีป ประชากรรวมกันท้ังเอเชียราว 4.5 พัน
ล้านคน นับเป็นประชากรประมาณรอ้ ยละ 60 ของโลก และที่เป็นทีต่ ้ังของอารยธรรมแหง่ แรก ๆ ของโลก
ในอดีต ทวีปเอเชีย ทวีปยุโรป และทวีปแอฟริกา เป็นผืนแผ่นดินเดียวกันหรือทวีปเดียวกัน ต่อมาได้เกิดการ
แยกตัวออกเป็นทวีปต่าง ๆ ดังเช่นในปัจจุบัน โดยเฉพาะทวีป เอเชียกับทวีปยุโรปนับเป็นผืนแผ่นดินท่ีมีขนาดใหญ่
ทสี่ ุด ซง่ึ เราเรียกผืนแผ่นดินนี้ว่า ยูเรเชีย (Eurasia) มีลกั ษณะแยกออก จากกนั อย่างชัดเจนกว่าทวีปอ่ืน ๆ พ้นื แผน่ ดิน
ของทวปี เอเชยี เป็นพืน้ แผน่ ดินท่ีอยู่คงท่ี ในขณะทแี่ ผ่นดินอนื่ ๆ เปน็ ฝา่ ยเคลอื่ นท่ีออกไปอย่ใู นตา้ แหน่งทีต่ ั้งในปจั จบุ ัน
ในทางบก ทวีปเอเชียมีขอบเขตที่ประชิดท้ังแผ่นดินของทวีปยุโรปและทวีปแอฟรกิ า ส่วนลักษณะภูมิศาสตร์ทางทะเล
ของทวปี เอเชยี นัน้ มีมหาสมทุ ร ทะเล และช่องแคบสา้ คญั ทล่ี ้อมรอบแผ่นดนิ ของทวปี ได้แก่
ทิศเหนือ ติดต่อกับมหาสมุทรอาร์กติก ดินแดนที่อยู่เหนือที่สุดของทวีป (ไม่รวมเกาะ) คือ แหลมชิลยูสกิน
(Cape Chelyuskin)
ทิศตะวันออก ติดต่อกับมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลต่าง ๆ ได้แก่ ทะเลเบริง (Bering Sea) ทะเลโอคอตสค์
(Sea of Okhotsk) ทะเลญ่ีปุ่น (Sea of Japan) ทะเลเหลือง (Yellow Sea) ทะเลจีนตะวันออก (East China Sea)
และทะเลจนี ใต้ (South China Sea)
ทิศใต้ ติดต่อกับมหาสมุทรอินเดีย มีทะเลและน่านน้าต่าง ๆ ได้แก่ อ่าวเบงกอล (Bay of Bengal) ทะเล
อาหรับ (Arabian Sea) อ่าวเปอร์เซยี (Persian Gulf) และ อ่าวเอเดน (Gulf of Aden)
ทิศตะวันตก ติดต่อกับทะเลแดง (Red Sea) ซ่ึงก้ันระหว่างทวีปเอเชียกับทวีปแอฟริกา (ทะเลเมดิเตอร์
เรเนียนเปน็ ทะเลที่กัน้ อยู่ระหว่าง 3 ทวีป คอื เอเชีย ยุโรป และแอฟริกา) ทะเลอีเจียน (Aegean Sea) และทะเลด้า
(Black Sea) กั้นระหว่างทวีปเอเชียกับทวีปยุโรป เทือกเขาคอเคซัส (Cau - casus Mountains) แม่น้ายูรัล (Ural
River) เทือกเขายูราล (Ural Mountains) บนชายฝ่ังมหาสมุทรอาร์คติกกับทะเลสาบแคสเปียน (Caspian Sea)
(ทะเลภายในท่ีใหญ่ที่สุดของโลก) จากท่ีตังของทวีปเอเชีย ้ จะเห็นได้ว่า มีดินแดนเกือบท้ังหมดอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร
ยกเว้นหมู่เกาะ ของประเทศอนิ โดนเี ซยี ที่มบี างสว่ นอยเู่ หนือเสน้ ศูนย์สตู รและใต้เสน้ ศนู ยส์ ูตร
26
ทะเลของทวปี เอเชยี
ประกอบด้วย มหาสมุทรทางทิศตะวันออก คือ มหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรอินเดียอยู่ทางตอนใต้ ส่วน
ทางเหนอื เปน็ มหาสมุทรอาร์กติก
ในส่วนทะเลมีอยู่จ้านวนมาก ได้แก่ ทะเลแบเร็นตส์ (Barents Sea) ทะเลคารา (Kara Sea) ทะเลชุคชี
(Chukchi Sea) ทะเลแลปทิฟ (Laptev Sea) ทะเลไซบีเรียตะวันออก (East Siberian Sea) ทะเล เบริง (Bering
Sea) ทะเลโอคอตสค์ (Sea of Okhotsk) ทะเลเหลือง (Yellow Sea) ่ ทะเลญี่ปุ่น (Sea of Japan) ทะเลจีน
ตะวันออก (East China Sea) ทะเลจีนใต้ (South China Sea) ทะเลฟิลิปปิน (Philippine Sea) ทะเลเซเลบีส
(Celebes Sea) ทะเลบันดา (Banda Sea) ทะเลชวา (Java Sea) ทะเลอันดามัน (Andaman Sea) ทะเลแลกคาดิฟ
(Laccadive Sea) ทะเลแดง (Red Sea) ทะเลแกลิลี (Sea of Galilee) ทะเลอาหรับ (Arabian Sea) ทะเลด้า (Black
Sea) และทะเลแคสเปียน (Caspian Sea)
ภาพ ทะเลของทวปี เอเชยี
ทม่ี า : หนังสือ ทะเลและมหาสมทุ ร และผลประโยชนข์ องชาติทางทะเล
โดย คณะอนุกรรมการจัดการความรเู้ พอ่ื ผลประโยชนแ์ ห่งชาติทางทะเล (อจชล.)
สานกั งานสภาความม่นั คงแหง่ ชาติ (สมช.) สานักนายกรฐั มนตรี
27
ตาแหนง่ ทางภูมศิ าสตร์ทางทะเลของทวีปเอเชีย
ตา้ แหน่งทางภูมิศาสตร์ทางทะเล ของทวีปเอเชียที่ล้อมรอบแผน่ ดิน และเกาะแกง่ ของทวปี อยู่นั้น เออื้ ต่อการ
เป็นแหล่งท้ามาหากิน แหล่งอาหาร และในยุคใหม่ยังเป็นแหล่งพลังงานอีกด้วย ชาวเอเชียใช้ประโยชน์
ทางภูมิศาสตร์ทางทะเลในการเชื่อมโยงวัฒนธรรม สินค้า และการไปมาหาสู่กันโดยใช้ทะเลเป็นเส้นทางเดินเรือ
สายหลักท่ีเชื่อมภาคใต้และภาคตะวันออกของทวีปเอเชียกับทวีปยุโรป ทวีปอเมริกาเหนือ และทวีปออสเตรเลีย
จากภาคใต้ของทวปี เอเชยี มีเส้นทางเดินเรอื ไปยังทวปี ยุโรป
โดยผ่านทางช่องแคบมะละกา (The Strait of Malacca) คลองสุเอซ (Suez Canal) โดยมีเมืองท่าต่าง ๆ
ที่ตั้ งอยู่ ในเส้นทาง ได้แก่ - เจนไน (Chennai) - โคลัมโบ (Colombo) - มุมไบ (Mumbai) - การาจี (Karachi) - เอ
เดน (Aden) - สเุ อซ (Suez) - พอร์ตซาอดิ (Port Said)
ส่วนการติดต่อระหว่างภาคใต้ของ ทวีปเอเชียกับทวีปอเมริกาเหนือ มีเมืองท่าส้าคัญ อาทิ สิงคโปร์ โฮจิมินห์
ฮ่องกง และโยโกฮามา และช่องแคบมะละกา ท่ีนับเป็นเส้นทางเดินเรือ ส้าคัญเช่ือมระหว่างมหาสมุทรอินเดียและ
มหาสมุทรแปซิฟกิ
เม่ือพิจารณาในมุมมองจากลักษณะทางภูมิศาสตร์ทางทะเลของภูมิภาคเอเชีย ที่มีขอบแผ่นดินเชื่อมต่อกับ
ทะเลและมหาสมุทรท่ียาวและกว้างขวาง รวมทั้ งมีแผ่นดิน และเกาะแก่งอยู่อย่างมากมาย ท้าให้ชาวเอเชียรู้จักและ
แสวงหาประโยชน์จากทะเล มาตั้ งแต่อดีต ท้ั งที่ใช้เป็นเส้นทางคมนาคมขนส่ง การติดต่อค้าขาย และการประมง
รวมถึงการเชือ่ มความสมั พันธท์ างการเมอื งและการเผยแพรล่ ัทธิและศาสนาดว้ ย
ทม่ี า : หนงั สือ ทะเลและมหาสมุทร และผลประโยชนข์ องชาติทางทะเล
โดย คณะอนุกรรมการจัดการความรู้เพือ่ ผลประโยชน์แห่งชาตทิ างทะเล (อจชล.)
สานักงานสภาความม่ันคงแหง่ ชาติ (สมช.) สานกั นายกรัฐมนตรี
28
เร่อื งที่ 3 ลักษณะภูมศิ าสตร์ทางทะเลของไทย
พกิ ดั ทางภูมิศาสตรข์ องทะเลไทย
ประเทศไทยตั้งอยู่ในภมู ภิ าคเอเชยี – แปซฟิ กิ และเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ ระหว่างลองตจิ ดู
97 องศาตะวันออก กับ 106 องศาตะวันออก และละติจูด 5 องศาเหนือ กับ 21 องศาเหนือ นับเป็นรัฐชายฝั่ง
(Coastal State) และรัฐช่องแคบ (Strait State) ท่ีต้ังอยู่ในคาบสมุทรอินโดจีน โดยมีชายฝ่ังทะเล แยกเป็น 2 ด้าน
คือ ด้านตะวันออก ได้แก่ อ่าวไทย ส่วนด้านตะวันตก ประกอบด้วยทะเลอันดามันและช่องแคบมะละกา ท้าให้
ประเทศไทย มีเส้นทางออกสู่ 2 มหาสมุทร คือ มหาสมทุ รแปซฟิ ิก และมหาสมทุ รอนิ เดีย
ทม่ี า : หนงั สือ ทะเลและมหาสมทุ ร และผลประโยชนข์ องชาติทางทะเล
โดย คณะอนกุ รรมการจดั การความรู้เพือ่ ผลประโยชน์แหง่ ชาติทางทะเล (อจชล.)
สานักงานสภาความมนั่ คงแห่งชาติ (สมช.) สานกั นายกรฐั มนตรี
29
พ้ืนทแี่ ละอาณาเขตติดต่อทางทะเลของไทย
ในส่วนพนื้ ท่ีทางทะเล ซึ่งอา้ นาจ อธิปไตยและสิทธิอธปิ ไตยขยายต่อออกไป จากอาณาเขตพนื้ ดินนั้น
ฝ่ังทะเลด้านอ่าวไทยมีพ้ืนที่ท่ีไทยอ้างสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศ ประมาณ 202,676.204 ตารางกิโลเมตร
ยาวประมาณ 2,128.84 กิโลเมตร หรือ 1,149.48 ไมล์ทะเล ส่วนฝั่งตะวันตกหรือที่เรียกกันว่าฝ่ังอันดามัน มีพ้ืนท่ี
ท่ีไทยอ้างสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศ ประมาณ 120,812.120 ตารางกิโลเมตร ยาวประมาณ 1,064.6
กิโลเมตร หรือ 574.84 ไมล์ทะเล
รวมประเทศไทยมีพื้นท่ีทางทะเล ที่ไทยอ้างสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศ ประมาณ
323,488.324 ตารางกิโลเมตร มีชายฝั่งยาว รวมทั้งส้ิน 3,193.44 กิโลเมตร หรือ 1,724.32 ไมล์ทะเล ลักษณะ
พื้นท้องทะเลอ่าวไทย เป็นโคลนปนทราย มีความลึกเฉล่ีย ประมาณ 40 เมตร และ มีความลึก สูงสุดประมาณ
80 เมตร ส่วนทะเลด้านตะวันตกมลี กั ษณะโดยทัว่ ไป เป็นทรายและทรายปนโคลน ความลึกน้า เฉล่ยี ประมาณ 1,000
เมตร และมี ความลึกสูงสุดประมาณ 3,000 เมตร ท้ังนี้ พ้ืนที่ทางทะเลที่ไทยและประเทศเพื่อนบ้านต่างมีสิทธิตาม
กฎหมายระหว่างประเทศและอา้ งสทิ ธิทบั ซ้อนกัน จะตอ้ งมีการเจรจาตกลงแบ่งเขตทางทะเลกันต่อไป
จากต้าแหน่งท่ีต้ังทางภมู ิศาสตร์ ถอื วา่ ประเทศไทย ตัง้ อยู่ในพน้ื ทท่ี ีเ่ ป็นทะเลปิดหรือกง่ึ ปิด
(Enclosed or Semi - Enclosed Sea) กล่าวคือ ด้านอ่าวไทยถ้าวัดจากชายฝ่ังตะวันตกของอ่าวไทยท่ีโกตาบารู
ถึงปลายแหลมญวนหรือแหลมกาเมา มคี วามกว้าง ประมาณ 381 กิโลเมตร หรอื 206 ไมล์ทะเล
มีประเทศท่ีมีอาณาเขตติดกับ อ่าวไทยด้านนอก 3 ประเทศ คือ กัมพูชา เวียดนาม และ
มาเลเซยี ท้าให้ เกดิ พ้นื ท่ีเหล่อื มทับ ไทย – กมั พชู า 34,034.065 ตารางกิโลเมตร
ด้านทะเลอันดามันมีความกว้างประมาณ 611 กิโลเมตร หรือ 330 ไมล์ทะเล วัดจาก
ชายฝั่งด้านทะเลอันดามันถึงหมู่เกาะนิโคบาร์ของอินเดีย ประเทศที่มีอาณาเขตติดต่อ กับทะเลด้านตะวันตกของ
ประเทศไทย 4 ประเทศ คือเมยี นมา อนิ เดีย อินโดนีเซีย และ มาเลเซีย
พ้ืนที่ทางทะเลของประเทศไทย มีส่วนท่ีอยู่ในช่องแคบมะละกา ด้านท่ีติดกับมหาสมุทร
อินเดีย โดยขอบช่องแคบท่ีประชิดขอบฝั่งของ ประเทศไทยนับจากแหลมพรหมเทพ จังหวัดภูเก็ต ไปจนถึงจังหวัด
สตลู มีความยาวขอบฝั่งช่องแคบนับไดป้ ระมาณ 294 กโิ ลเมตร หรอื 158.9 ไมล์ทะเล รวมเปน็ พ้นื ท่ปี ระมาณ 32,000
ตารางกโิ ลเมตร จากพืน้ ท่ี ทางทะเลด้านตะวันตกทงั้ หมด 120,812.12 ตารางกโิ ลเมตร
ดังนั้น ไทยจึงมีสถานะเป็นหน่ึงในรัฐเจ้าของช่องแคบมะละกา หรือรัฐชายฝ่ังช่องแคบมะ
ละกา (The littoral states/coastal states of the Strait of Malacca) ด้วย แต่พ้ืนที่ของช่องแคบมะละกาใน
บริเวณนี้ มีความกว้างมากกว่า 370 กิโลเมตร หรือ 200 ไมล์ทะเล ท้าให้เส้นทางเดินเรือในช่องแคบมะละกาอยู่ใน
พืน้ ท่ีริมนอกของเขตเศรษฐกิจจ้าเพาะของไทย และการเดินเรือไม่จ้าเป็นต้องเข้ามาในพื้นท่ีทะเลอาณาเขต และเขต
ต่อเนื่อง ท่ีเป็นพื้นท่ีอธิปไตยของไทย ซึ่งท้าให้ไทยไม่มีอ้านาจทางกฎหมายในการควบคุมการเดินเรือผ่านเข้า
ออกในช่องทางเดินเรือของช่องแคบมะละกา ในส่วนนี้ ยกเว้นการส้ารวจ แสวงประโยชน์ และการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติ ท้ังท่ีมีชีวิตและไม่มีชีวิตบนและใต้ท้องทะเล ตามเขตอ้านาจรัฐชายฝ่ัง เหนือเขตเศรษฐกิจ
จ้าเพาะ ส่วนกิจกรรมอื่น นอกจากนี้ จะไม่ตกอยู่ภายใต้สิทธิอธิปไตยของรัฐชายฝ่ัง อาทิ การเดินเรือผ่าน หรือ
การบนิ ผา่ น
30
ภูมศิ าสตร์ทางทะเลในทอ้ งถน่ิ ตนเอง
จังหวัดชายทะเล มี 23 จังหวัด ดังน้ี
ภาคตะวนั ออก (อา่ วไทยฝั่งตะวันออก)
1. ตราด
2. จนั ทบรุ ี
3. ระยอง
4. ชลบรุ ี
5. ฉะเชงิ เทรา*
จังหวดั ฉะเชิงเทรา : อย่ใู นเขตอา่ วไทยตอนใน/ตอนบน
ภาคกลาง (อา่ วไทยตอนใน/อา่ วไทยตอนบน)
1. สมทุ รปราการ
2. กรงุ เทพมหานคร
3. สมุทรสาคร
4. สมทุ รสงคราม
5. เพชรบรุ ี
6. ประจวบครี ีขนั ธ์*
จงั หวดั ประจวบครี ขี ันธ์ : อยู่ในเขตอ่าวไทยตอนล่าง/ฝงั่ ตะวนั ตก
ภาคใต้ (อา่ วไทยตอนล่าง/ฝัง่ ตะวันตก)
1. ชมุ พร
2. สุราษฎร์ธานี
3. นครศรีธรรมราช
4. สงขลา
5. ปตั ตานี
6. นราธวิ าส
ภาคใต้ (ทะเลอันดามัน)
1. ระนอง
2. พงั งา
3. ภูเก็ต
4. กระบ่ี
5. ตรงั
6. สตลู
31
ท่มี า : ข้อมลู จังหวัดทางทะเล
http://www.mkh.in.th/index.php?option=com_content&view=article&id=124&Itemid
32
ลักษณะภมู ศิ าสตรท์ างทะเลรายจงั หวัด (ใหผ้ ู้สอนใสเ่ น้ือหาตามบริบทของพื้นทใี่ นจังหวัดของตนเอง)
ภาคตะวันออก (อ่าวไทยฝ่ังตะวันออก)
ที่ จงั หวดั พื้นท่ีตาบลในเขตชายฝั่ง(ไร)่ พ้นื ท่ีในทะเล (ไร)่ รวม (ไร)่
5,038,101
1 ตราด 1,150,992 3,887,110 1,974,418
2,211,331
2 จันทบรุ ี 615,878 1,358,541 3,887,655
374,450
3 ระยอง 643,999 1,567,332
4 ชลบรุ ี 484,430 3,403,225
5 ฉะเชิงเทรา* 255,716 118,734
จังหวดั ฉะเชงิ เทรา : อยใู่ นเขตอ่าวไทยตอนใน/ตอนบน
ภาคกลาง (อ่าวไทยตอนใน/อา่ วไทยตอนบน)
ที่ จังหวัด พื้นท่ีตาบลในเขตชายฝ่ัง(ไร่) พน้ื ท่ีในทะเล (ไร)่ รวม (ไร)่
750,761 954,543
1 สมทุ รปราการ 203,782 46,707 136,030
604,390 933,602
2 กรุงเทพมหานคร 89,324 141,646 297,955
3 สมทุ รสาคร 329,212 1,907,326 2,239,144
3,704,659 5,014,140
4 สมทุ รสงคราม 156,309
5 เพชรบรุ ี 331,818
6 ประจวบครี ีขันธ์* 1,309,481
จังหวดั ประจวบครี ขี นั ธ์ : อยใู่ นเขตอ่าวไทยตอนลา่ ง/ฝงั่ ตะวนั ตก
ภาคใต้ (อา่ วไทยตอนลา่ ง/ฝ่ังตะวันตก)
ที่ จงั หวดั พื้นทต่ี าบลในเขตชายฝั่ง(ไร่) พ้ืนท่ใี นทะเล (ไร่) รวม (ไร่)
4,810,569 5,937,097
1 ชุมพร 1,126,528 5,626,815 6,596,962
7,864,986 8,793,211
2 สุราษฎรธ์ านี 970,146 6,046,829 7,061,444
8,061,272 8,341,115
3 นครศรีธรรมราช 928,225 1,466,602 1,706,359
4 สงขลา 1,014,615
5 ปตั ตานี 279,842
6 นราธิวาส 239,757
33
ภาคใต้ (ทะเลอันดามัน) พ้นื ท่ีตาบลในเขตชายฝ่ัง(ไร)่ พื้นที่ในทะเล (ไร่) รวม (ไร่)
ที่ จังหวัด
1 ระนอง 1,408,869 1,531,450 2,940,319
2 พังงา
3 ภูเกต็ 1,610,663 7,227,097 8,837,760
4 กระบี่
5 ตรัง 341,943 2,247,543 2,589,486
6 สตลู
1,467,990 3,097,917 4,565,907
1,108,672 1,862,299 2,970,972
1,028,800 3,440,499 4,469,299
ที่มำ : กรมทรัพยำกรทำงทะเลและชำยฝง่ั กระทรวงทรัพยำกรธรรมชำติและสงิ่ แวดล้อม
ลกั ษณะทางภมู ิศาสตรจ์ งั หวัดตราด
จงั หวัดตราดมีตา้ แหนง่ ทางภูมิศาสตร์อยู่ในเขตภาคตะวนั ออกของประเทศไทย ตามการแบ่งภมู ภิ าค
ประเทศไทย โดยใช้เกณฑ์ด้านภูมิศาสตร์ของราชบัณฑิตยสถาน ซ่ึงจากการค้านวณเน้ือที่ด้วยระบบสารสนเทศ
ภูมิศาสตร์ พบว่า จังหวัดตราด มีเน้ือที่ 2,885.65 ตารางกิโลเมตร หรือ 1,803,531 ไร่ ต้ังอยู่ระหว่าง พิกัดเหนือ
1,279,190 เมตร ถึง 1,411,620 เมตร หรือ ละติจูด 11 องศา 33 ลิปดา 42 พิลิปดา ถึง 12 องศา 45 ลิปดา 27
พลิ ิปดา และ พิกดั ตะวนั ออก 200,080 เมตร ถึง 272,750 เมตร หรือ ลองจิจูด 102 องศา 14 ลิปดา 39 พิลิปดา ถึง
102 องศา 54 ลิปดา 56 พลิ ิปดา
โดยมีอาณาเขตตดิ ตอ่ กับ จงั หวดั ใกล้เคียง ดงั นี้
ทิศเหนอื ตดิ ตอ่ กบั อ้าเภอโปง่ น้าร้อน จังหวัดจันทบุรี
ทศิ ตะวนั ออก ติดตอ่ กบั ราชอาณาจักรกมั พูชา
ทิศตะวนั ตก ติดต่อกบั อา่ วไทย และอา้ เภอขลุง จังหวดั จนั ทบรุ ี
ทศิ ใต้ ตดิ ตอ่ กับ อ่าวไทย
ลักษณะทางภมู ิศาสตร์จงั หวัดจนั ทบรุ ี
จังหวัดจนั ทบรุ ี มที ่ตี งั้ ทางภมู ศิ าสตร์อยภู่ าคตะวนั ออกของประเทศไทย ตามการแบ่งภมู ิภาคประเทศ
ไทยอย่างเป็นทางการของราชบัณฑิตยสถาน โดยใช้เกณฑ์ด้านภูมิศาสตร์ ซึ่งจากการค้านวณเน้ือท่ีด้วยระบบ
สารสนเทศภูมิศาสตร์ พบวา่ จังหวัดจันทบุรี มีเนื้อท่ี 6,412.46 ตารางกิโลเมตร หรือ 4,007,788 ไร่ ต้ังอยู่ระหว่าง
พิกัดเหนือ 1,359,680 เมตร ถึง 1,476,050 เมตร หรือ ละติจูด 12 องศา 17 ลิปดา 09 พิลิปดา ถึง 13 องศา 20
ลิปดา 02 พิลิปดา และพิกัดตะวันออก 140,560 เมตร ถึง 232,520 เมตร หรือ ลองจิจูด 101 องศา 41 ลิปดา 08
พลิ ิปดา ถงึ 102 องศา 32 ลิปดา 10 พลิ ปิ ดา
โดยมอี าณาเขตติดต่อ กบั จังหวัดใกล้เคยี ง ดงั น้ี
ทศิ เหนือ ติดตอ่ กบั อ้าเภอท่าตะเกยี บ จงั หวดั ฉะเชิงเทรา อ้าเภอวงั สมบูรณ์ และอา้ เภอคลองหาด
จังหวดั สระแกว้
ทิศตะวันออก ตดิ ต่อกบั อา้ เภอบอ่ ไร่ และอา้ เภอเขาสมิง จงั หวัดตราด และราชอาณาจกั รกมั พชู า
34
ทิศใต้ ติดต่อกบั อา้ เภอแหลมงอบ จังหวัดตราด และอ่าวไทย
ทศิ ตะวนั ตก ตดิ ต่อกับ อา้ เภอบอ่ ทอง จงั หวัดชลบรุ ี อ้าเภอเขาชะเมา และอา้ เภอแกลง จังหวดั
ลักษณะทางภูมศิ าสตรจ์ ังหวัดระยอง
จงั หวัดระยองมตี า้ แหนง่ ทางภูมศิ าสตร์ในเขตภาคตะวันออกของประเทศไทย ตามการแบง่ ภูมภิ าค
ประเทศไทยโดยใช้เกณฑ์ด้านภูมิศาสตร์ ของราชบัณฑิตยสถาน ซึ่งจากการค้านวณเน้ือท่ีด้วยระบบสารสนเทศ
ภูมิศาสตร์ พบว่าจังหวัดระยอง มีเน้ือที่ 3,671.48 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,294,675 ไร่ ต้ังอยู่ระหว่าง พิกัดเหนือ
1,383,450 เมตร ถึง 1,456,730 เมตร หรือ ละติจูด 12 องศา 30 ลิปดา 12 พิลิปดา ถึง 13 องศา 09 ลิปดา 48
พิลิปดา และ พิกดั ตะวันออก 715,500 เมตร ถึง 807,270 เมตร หรือ ลองจิจูด 100 องศา 59 ลิปดา 04 พิลิปดา ถึง
101 องศา 49 ลิปดา 50 พิลปิ ดา
โดยมอี าณาเขตติดต่อ กบั จังหวัดใกล้เคยี ง ดังนี้
ทศิ เหนอื ติดตอ่ กับ อา้ เภอศรรี าชา อ้าเภอหนองใหญ่ และอ้าเภอบ่อทอง จงั หวัดชลบุรี
ทิศใต้ ติดตอ่ กับ อา่ วไทย
ทิศตะวนั ออก ติดตอ่ กบั อ้าเภอแก่งหางแมว และอา้ เภอนายายอาม จังหวัดจันทบรุ ี
ทศิ ตะวนั ตก ติดต่อกับ อา้ เภอบางละมงุ และอา้ เภอสัตหีบ จังหวดั ชลบรุ ี
ลกั ษณะทางภมู ิศาสตร์จังหวัดชลบรุ ี
จังหวดั ชลบุรมี ตี า้ แหนง่ ทางภมู ิศาสตรใ์ นเขตภาคตะวนั ออกของประเทศไทย ตามการแบง่ ภมู ภิ าค
ประเทศไทยโดยใช้เกณฑ์ด้านภูมิศาสตร์ของราชบัณฑิตยสถาน ซึ่งจากการค้านวณเนื้อที่ด้วยระบบสารสนเทศ
ภูมิศาสตร์ พบว่า จังหวัดชลบุรี มีเนื้อท่ี 4,524.75 ตารางกิโลเมตร หรือ 2,827,969 ไร่ ต้ังอยู่ระหว่าง พิกัดเหนือ
1,383,540 เมตร ถึง 1,503,360 เมตร หรือ ละติจูด 12 องศา 30 ลิปดา 30 พิลิปดา ถึง 13 องศา 35 ลิปดา 23
พิลิปดา และ พิกัดตะวันออก 678,650 เมตร ถึง 794,690 เมตร หรือ ลองจิจูด 100 องศา 38 ลิปดา 49 พิลิปดา
ถงึ 101 องศา 43 ลิปดา 07 พิลิปดา
โดยมอี าณาเขตติดตอ่ กับ จังหวัดใกล้เคียง ดังน้ี
ทศิ เหนอื ตดิ ต่อกับ อา้ เภอบางปะกง อ้าเภอบา้ นโพธิ์ และอา้ เภอแปลงยาว จังหวดั ฉะเชงิ เทรา
ทิศใต้ ติดต่อกบั อา้ เภอเขาชะเมา อ้าเภอวังจนั ทร์ อ้าเภอปลวกแดง อ้าเภอนิคมพฒั นา
และอา้ เภอบา้ นฉาง จังหวัดระยอง
ทิศตะวันออก ติดต่อกบั อ้าเภอท่าตะเกยี บ จงั หวดั ฉะเชงิ เทรา อ้าเภอแก่งหางแมว จงั หวดั จันทบรุ ี
ทิศตะวนั ตก ตดิ ตอ่ กบั อ่าวไทย
ลักษณะทางภูมศิ าสตรจ์ ังหวัดฉะเชิงเทรา
จังหวดั ฉะเชิงเทรา มตี ้าแหนง่ ทางภูมิศาสตรใ์ นเขตภาคตะวันออกของ ประเทศไทย ตามการแบง่
ภมู ิภาคประเทศไทยโดยใชเ้ กณฑ์ด้านภูมิศาสตร์ ของราชบัณฑิตยสถาน ซง่ึ จากการคา้ นวณเน้ือทีด่ ้วยระบบสารสนเทศ
ภูมิศาสตร์ พบว่าจังหวดั ฉะเชงิ เทรา มีเนื้อท่ี 5,168.60 ตารางกิโลเมตร หรือ 3,230,375 ไร่ ต้ังอยู่ระหวา่ ง พกิ ัดเหนือ
1,458,480 เมตร ถึง 1,546,070 เมตร หรือ ละติจูด 13 องศา 10 ลิปดา 42 พิลิปดา ถึง 13 องศา 58 ลิปดา 35
35
พลิ ิปดา และ พิกดั ตะวันออก 700,120 เมตร ถึง 823,920 เมตร หรือ ลองจิจูด 100 องศา 50 ลิปดา 55 พิลิปดา ถึง
101 องศา 59 ลปิ ดา 24 พลิ ิปดา
โดยมอี าณาเขตติดต่อ กบั จังหวดั ใกลเ้ คยี ง ดงั น้ี
ทิศเหนือ ติดตอ่ กบั อา้ เภอองครกั ษ์ จังหวดั นครนายก อา้ เภอบ้านสรา้ ง อ้าเภอศรีมโหสถ
อา้ เภอศรีมหาโพธิ และอา้ เภอกบินทรบ์ ุรี จงั หวัดปราจีนบุรี
ทศิ ใต้ ตดิ ต่อกบั อ้าเภอเมอื ง อา้ เภอพานทอง อา้ เภอพนัสนคิ ม อ้าเภอเกาะจันทร์ อา้ เภอบอ่ ทอง
จังหวดั ชลบุรี อา้ เภอแก่งหางแมว จังหวัดจนั ทบุรี อ่าวไทย
ทิศตะวันออก ตดิ ต่อกบั อ้าเภอวงั สมบรู ณ์ อา้ เภอวงั น้าเย็น และอา้ เภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแกว้
ทิศตะวันตก ตดิ ตอ่ กับ อ้าเภอลา้ ลูกกา จงั หวัดปทมุ ธานี เขตหนองจอก เขตลาดกระบัง
กรงุ เทพมหานคร อา้ เภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ
ลกั ษณะทางภูมิศาสตร์จงั หวัดสมุทรปราการ
จงั หวัดสมทุ รปราการ มีต้าแหนง่ ทางภมู ิศาสตรใ์ นเขตภาคกลาง ของประเทศไทย ตามการแบ่ง
ภมู ิภาคประเทศไทยโดยใช้เกณฑ์ด้านภูมิศาสตร์ของราชบัณฑิตยสถาน ซงึ่ จากการคา้ นวณเน้ือท่ีด้วยระบบสารสนเทศ
ภูมิศาสตร์ พบว่าจังหวัดสมุทรปราการ มีเน้ือท่ี 956.49 ตารางกิโลเมตร หรือ 597,806 ไร่ ตั้งอยู่ระหว่าง พิกัดเหนือ
1,490,930 เมตร ถึง 1,517,250 เมตร หรือ ละติจูด 13 องศา 28 ลิปดา 47 พิลิปดา ถึง 13 องศา 43 ลิปดา 06
พลิ ิปดา และ พิกัดตะวนั ออก 656,300 เมตร ถึง 712,300 เมตร หรือ ลองจิจูด 100 องศา 26 ลิปดา 40 พิลิปดา ถึง
100 องศา 57 ลิปดา 45 พิลปิ ดา
โดยมีอาณาเขตตดิ ตอ่ กบั จงั หวัดใกลเ้ คยี ง ดงั นี้
ทศิ เหนอื ติดต่อกับ เขตยานนาวา เขตคลองเตย เขตพระโขนง เขตบางนา เขตประเวศ และเขต
ลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร อา้ เภอเมอื ง จงั หวัดฉะเชิงเทรา
ทศิ ใต้ ตดิ ต่อกับ อา่ วไทย
ทศิ ตะวนั ออก ตดิ ตอ่ กับ อ้าเภอบา้ นโพธิ์ และอ้าเภอบางประกง จงั หวัดฉะเชิงเทรา
ทิศตะวันตก ติดตอ่ กับ เขตราษฎรบ์ รู ณะ เขตทุ่งครุ และเขตบางขุนเทยี น กรุงเทพมหานคร
ลกั ษณะทางภูมิศาสตร์กรุงเทพมหานคร
กรงุ เทพมหานคร มีตา้ แหนง่ ทางภูมศิ าสตรใ์ นเขตภาคกลางของ ประเทศไทย ตามการแบ่งภมู ิภาค
ประเทศไทยโดยใช้เกณฑ์ด้านภูมิศาสตร์ของราชบัณฑิตยสถาน ซ่ึงจากการค้านวณเน้ือที่ด้วยระบบสารสนเทศ
ภูมิศาสตร์ พบว่า กรุงเทพมหานคร มีเนื้อท่ี 1,570.61 ตารางกิโลเมตร หรือ 981,631 ไร่ ต้ังอยู่ระหว่าง พิกัดเหนือ
1,492,000 เมตร ถึง 1,543,260 เมตร หรือ ละติจูด 13 องศา 29 ลิปดา 32 พิลิปดา ถึง 13 องศา 57 ลิปดา 16
พิลิปดา และ พิกัดตะวันออก 643,530 เมตร ถึง 709,550 เมตร หรือ ลองจิจูด 100 องศา 19 ลิปดา 40 พิลิปดา ถึง
100 องศา 56 ลปิ ดา 19 พลิ ิปดา
โดยมอี าณาเขตตดิ ตอ่ กับจงั หวัดใกล้เคยี ง ดงั น้ี
ทิศเหนอื ติดต่อกบั อ้าเภอบางกรวย อา้ เภอเมอื ง และอ้าเภอปากเกรด็ จังหวัดนนทบรุ ี อ้าเภอเมือง
และอา้ เภอล้าลูกกา จังหวัดปทุมธานี
ทศิ ใต้ ตดิ ต่อกับ อา่ วไทย อา้ เภอพระสมทุ รเจดยี ์ อา้ เภอพระประแดง อา้ เภอเมอื ง อา้ เภอบางพลี
อ้าเภอบางเสาธง และอา้ เภอบางบ่อ จงั หวดั สมทุ รปราการ
36
ทิศตะวันออก ติดตอ่ กบั อา้ เภอบางน้าเปรยี้ ว และอา้ เภอเมือง จงั หวัดฉะเชิงเทรา
ทศิ ตะวันตก ตดิ ตอ่ กบั อา้ เภอพทุ ธมณฑล และอ้าเภอสามพราน จงั หวัดนครปฐม
อ้าเภอกระทุ่มแบน และอา้ เภอเมอื ง จงั หวัดสมุทรสาคร
ลกั ษณะทางภูมศิ าสตรจ์ งั หวัดสมุทรสาคร
จงั หวดั สมทุ รสาครเป็นจงั หวดั ชายทะเลอา่ วไทย มแี มน่ ้าท่าจีนผา่ กลางจงั หวัด เปน็ จงั หวัดในเขต
พื้นที่ภาคกลางตอนล่างของประเทศไทยประมาณเส้นรุ้งท่ี 130 องศาเหนือ และเส้นแวงท่ี 100 องศาตะวันออก เป็น
จังหวัดปริมณฑล มีพื้นที่ติดกับเขตหนองแขม เขตบางบอน และเขตบางขุนเทียนของกรุงเทพมหานคร มีพื้นท่ี
872.347 ตารางกิโลเมตร
โดยมีอาณาเขตติดต่อ กบั จงั หวัดใกล้เคียง ดังนี้
ทศิ เหนือ ติดกบั อ้าเภอสามพราน (จงั หวดั นครปฐม)
ทิศตะวันออก ตดิ กับเขตหนองแขม เขตบางบอน และเขตบางขนุ เทียน (กรงุ เทพมหานคร)
ทศิ ใต้ ตดิ กับอา่ วไทย
ทิศตะวันตก ติดกบั อา้ เภอบางแพ อา้ เภอดา้ เนินสะดวก (จงั หวดั ราชบรุ )ี และอา้ เภอเมือง
สมุทรสงคราม (จังหวัดสมทุ รสงคราม)
ลกั ษณะทางภมู ศิ าสตรจ์ งั หวัดสมุทรสงคราม
สมทุ รสงคราม เปน็ จังหวดั ในภาคกลาง (หนว่ ยงานบางแหง่ ถือเปน็ ส่วนหนง่ึ ของภาค ตะวนั ตก) มี
ขนาดพ้นื ที่เลก็ ทีส่ ดุ ของประเทศ คอื ประมาณ 416.7 ตารางกโิ ลเมตร อาณาเขต
โดยมีอาณาเขตตดิ ต่อ กบั จังหวัดใกล้เคียง ดงั น้ี
ทิศเหนือ ตดิ จังหวัดราชบุรีและจังหวดั สมุทรสาคร
ทิศใตต้ ดิ ทะเลอา่ วไทย และจังหวัดเพชรบรุ ี
ทิศตะวันออก ติดจังหวดั สมุทรสาคร
ทิศตะวันตก ติดจังหวดั เพชรบุรแี ละจงั หวดราชบุรี
ลกั ษณะทางภูมศิ าสตรจ์ ังหวัดเพชรบรุ ี
จงั หวัดเพชรบุรีมีเน้ือท่ีประมาณ 6,225.138 ตารางกโิ ลเมตรหรอื 3,890,711 ไร ตงั้ อยู่ทางตอนใต้
ของภาคกลาง
โดยมีอาณาเขตติดต่อ กับจังหวัดใกล้เคยี ง ดงั น้ี
ทศิ เหนอื ตดิ กบั อา้ เภอปากทอ จังหวัดราชบรุ ี และอ้าเภออมั พวา จังหวัดสมุทรสงคราม
ทศิ ใตต้ ิดกบั อา้ เภอหัวหิน จงั หวดประจวบคีรขี นธ
ทศิ ตะวันออก ติดกับอาวไทย
ทศิ ตะวันตก ติดกบั สาธารณรัฐสังคมนยิ มแหงสหภาพเมยี นมาร (พมา)
ลกั ษณะทางภูมศิ าสตรจ์ ังหวัดประจวบครี ขี นั ธ์
จงั หวดั ประจวบครี ีขนั ธ เปนจงั หวัดหนึง่ ใน 25 จงั หวัดภาคกลางของประเทศไทยอยู ระหวางเสนรุ้ง
ท่ี 12 องศา 31 ลิบดาเหนือ เสนแวงที่ 99 องศา 9 ลิบดาตะวันออก กับ 100 องศา 1 ลิปดา ตะวันออก ความยาว
จากทิศเหนือจดทิศใตประมาณ 212 กิโลเมตร และชายฝงทะเลยาวประมาณ 224.8 กิโลเมตร มีสวนแคบท่ีสุดของ
ประเทศอยูในเขตต้าบลคลองวาฬ อ้าเภอเมือง จากอาวไทยถึงเขตแดนพมา ประมาณ 12 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ
6,367.62 ตารางกโิ ลเมตรหรอื ประมาณ 3,979,762.50 ไร
37
โดยมอี าณาเขตตดิ ตอ่ กบั จังหวดั ใกลเ้ คยี ง ดงั น้ี
ทศิ เหนอื ติดตอกบั อ้าเภอชะอา้ อา้ เภอทายาง และอ้าเภอแกงกระจาน จังหวัดเพชรบุรี
ทศิ ใต้ ติดต่อกับ อ้าเภอปะทวิ และอา้ เภอทาแซะ จงั หวัดชุมพร
ทศิ ตะวนั ออก ติดกับอาวไทย
ทิศตะวนั ตก ติดกบั สาธารณรฐั สงั คมนิยมแหงสหภาพเมียนมาร (พมา)
ลักษณะทางภูมิศาสตร์จังหวัดชมุ พร
จังหวดั ชมุ พรตั้งอย่ตู อนบนสุดของภาคใต้ระหวา่ งเสน้ ละตจิ ดู ท่ี 10 องศา 29 ลปิ ดาเหนอื และเสน้
ลองติจูด ท่ี 99 องศา 11 ลิปดาตะวนั ออก อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 463 กิโลเมตร มีพื้นที่3.75 ล้านไร่
หรอื 6,010.849 ตารางกโิ ลเมตร ซงึ่ มากเป็นอันดับ 4 ของภาคใต้
โดยมีอาณาเขตตดิ ตอ่ กับจังหวดั ใกลเ้ คยี ง ดงั น้ี
ทศิ เหนือ ตดิ ต่อกบั จงั หวดั ประจวบครี ขี ันธ์
ทิศใต้ตดิ ต่อกับ จงั หวดั สุราษฎรธ์ านี
ทศิ ตะวันออก ตดิ ตอ่ กับ อ่าวไทย
ทิศตะวนั ตก ติดต่อกบั จงั หวัดระนอง และสาธารณรัฐสังคมนิยมแหงสหภาพเมียนมาร (พมา)
ลักษณะทางภูมศิ าสตร์จงั หวัดสรุ าษฎรธ์ านี
จังหวัดสรุ าษฎร์ธานี ต้ังอยู่ฝ่งั ตะวันออกของภาคใต้อยู่ระหวา่ งละตจิ ูดท่ี 9 องศา 7 ลิปดาเหนอื และ
ลองจจิ ูด 99 องศา 21 ลิปดาตะวันออก มีชายฝง่ั ยาวประมาณ 156 กโิ ลเมตร โดยมเี กาะที่อยภู่ ายใตเ้ ขตการปกครอง
ของจังหวัดได้แก่ เกาะสมุย เกาะพะงัน และหมู่เกาะอ่างทองและยังมีเกาะน้อยใหญ่อีกมากมาย จึงได้ช่ือว่า
เมอื งร้อยเกาะ ห่างจากกรุงเทพมหานครไปทางทศิ ใต้ 651 กโิ ลเมตร
โดยมีอาณาเขตตดิ ตอ่ กบั จังหวัดใกลเ้ คียง ดังนี้
ทิศเหนือ ติดต่อกบั จังหวัดระนอง จังหวัดชมุ พรและอา่ วไทย
ทศิ ใต้ ตดิ ต่อกับ จังหวดั กระบี่และจงั หวดั นครศรธี รรมราช
ทศิ ตะวนั ออก ตดิ ต่อกบั จังหวัดนครศรธี รรมราชและอ่าวไทย
ทิศตะวนั ตก ตดิ ต่อกบั จงั หวัดพังงา
ลักษณะทางภมู ศิ าสตรจ์ งั หวัดนครศรีธรรมราช
จงั หวัดนครศรีธรรมราชต้ังอยู่ทางภาคใตต้ อนกลาง ระหวางเสนละติจดู ที่ 8 องศา ถึง 10 องศา
เหนอื และเสนลองตจิ ดู ที่ 99 องศา 15 ลิปดา ถึง 100 องศา 5 ลิปดาตะวันออก มีพื้นที่ 9,942.502 ตารางกโิ ลเมตร
โดยมอี าณาเขตติดตอ่ กบั จงั หวดั ใกล้เคียง ดังนี้
ทศิ เหนือ ตดิ ตอกับ จงั หวัดสุราษฎรธานี
ทิศใต ตดิ ตอกับ จังหวัดสงขลา จงั หวัดพัทลุง จงั หวัดตรัง
ทศิ ตะวันออก ติดตอกบั อาวไทย มีชายฝงทะเลยาว 225 กิโลเมตร
ทศิ ตะวนั ออก ตดิ ตอกับ จังหวัดสรุ าษฎรธานแี ละจงั หวดั กระบี่
38
ลักษณะทางภูมิศาสตร์จงั หวัดสงขลา
จงั หวัดสงขลาเปน็ จังหวดั ชายทะเลตั้งอยใู่ นภาคใตฝ้ งั ตะวนั ออก ที่ละติจดู 7 องศา 12 ลิปดาเหนอื
ลองจิจูด 108 องศา 36 ลิปดาตะวันออก สูงจากระดับน้าทะเลเฉลี่ย 4 เมตร ห่างจากกรุงเทพฯ โดยทางรถไฟ 947
กิโลเมตร โดยทางรถยนต์ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 เลียบฝั่งตะวันตกประมาณ 1,300 กิโลเมตร สายเลียบ
ฝ่ังตะวันออกประมาณ 1,125 กโิ ลเมตร และประมาณ 725 กิโลเมตรทางทะเล
โดยมอี าณาเขตตดิ ต่อ กับจังหวดั ใกล้เคยี ง ดงั น้ี
ทศิ เหนือ ตดิ ต่อกบั จงั หวัดนครศรีธรรมราชและพัทลงุ
ทิศตะวันออก ตดิ ต่อกับอา่ วไทยด้านทะเลจีน
ทิศใต้ ติดต่อกับจังหวดั ยะลา ปตั ตานี และรัฐเคดาร์,เปอร์ลสิ ประเทศมาเลเซยี
ทิศตะวันตก ติดต่อกบั จังหวัดพัทลุงและสตูล
ลักษณะทางภมู ิศาสตร์จังหวัดปัตตานี
จังหวดั ปตั ตานีเป็นจังหวดั ท่ีอยูท่ างภาคใตฝ้ ง่ั ตะวนั ออกของประเทศไทย มีพ้ืนทีท่ ั้งส้นิ 2,013 ตาราง
กิโลเมตร อย่หู า่ งจากกรุงเทพมหานครโดยทางรถไฟ 1,009 กโิ ลเมตร โดยทางรถยนต์ประมาณ 1,377 กโิ ลเมตร
โดยมอี าณาเขตตดิ ต่อ กับจังหวดั ใกลเ้ คียง ดงั นี้
ทิศเหนือ ติดตอ่ จังหวดั สงขลา ในท้องทีอ่ ้าเภอเทพา
ทศิ ใต้ ติดต่อจงั หวดั นราธิวาส ในท้องทอี่ ้าเภอบาเจาะ
ทศิ ตะวันออก ติดต่อกับอ่าวไทย
ทศิ ตะวนั ตก ตดิ ต่อจังหวัดยะลา ในทอ้ งที่อา้ เภอยะลา
ลกั ษณะทางภมู ิศาสตร์จงั หวัดนราธวิ าส
จังหวดั นราธวิ าส มีพนื้ ที่ประมาณ 4,475,430 ตารางกิโลเมตร (2,797,144 ไร่) คดิ เป็น
รอ้ ยละ 6.22 ของพื้นท่ีภาคใต้และนับว่ามีพื้นที่มากเป็นอันดับที่ 8 ของภาคใต้ เป็นจงั หวัดชายแดนใต้สุด ซ่ึงต้ังอยู่บน
ฝ่ังทะเลด้านตะวันออกของแหลมมลายูมีพ้ืนที่อยู่ระหว่างประมาณเส้นรุ้งที่ 5 องศา 45 ลิบดาเหนือ ถึงเส้นรุ้ง
ท่ี 6 องศา 37 ลิบดาเหนือและเส้นแวงท่ี 101 องศา 23 ลบิ ดาตะวนั ออกถึงเส้นแวงที่ 102 องศา 05 ลิบดาตะวันออก
โดยมอี าณาเขตติดต่อ กับจงั หวัดใกลเ้ คยี ง ดงั น้ี
ทิศเหนอื ติดจังหวดั ปัตตานีและอ่าวไทย
ทิศตะวันออก ติดอา่ วไทยและรัฐกลันตันประเทศมาเลเซีย
ทิศใต้ ตดิ รฐั กลนั ตันประเทศมาเลเซีย
ทศิ ตะวนั ตก ติดจังหวดั ยะลา
ลักษณะทางภมู ิศาสตร์จังหวัดระนอง
จังหวัดระนองเปนจังหวดั ภาคใตตอนบน มีลกั ษณะรูปรางเรียวยาวแคบ จากทิศเหนือสุดจดใตสดุ
ยาว 169 กิโลเมตร มีสวนที่กวางท่สี ุดประมาณ 25 กิโลเมตร และมีสวนท่แี คบที่สุด 9 กิโลเมตร มีเน้ือที่ 3,298.045
ตารางกิโลเมตร หรอื 2,061,278 ไร เปนจังหวัดที่มีพ้ืนท่ีมากเปนอันดับท่ี 60 ของประเทศไทย เปนพ้ืนท่ีราบ 14%
และภูเขา 86% มีเกาะใหญนอยในทะเลอันดามนั จ้านวน 62 เกาะ
โดยมอี าณาเขตติดต่อ กบั จังหวดั ใกลเ้ คยี ง ดงั น้ี
ทศิ เหนือ ติดตอกบั จงั หวดั ชมุ พร
ทศิ ใต ตดิ ตอกับ จังหวดั พงั งา ทศิ ตะวันออก
39
ตดิ ตอกับ จงั หวัดชุมพร และจังหวดั สุราษฎรธานี
ทิศตะวนั ตก ตดิ ตอกบั ประเทศสาธารณรฐั สงั คมนิยมแหงสหภาพพมา
ลกั ษณะทางภมู ิศาสตร์จังหวัดพงั งา
จังหวัดพงั งาตงั้ อยู่ทางชายฝัง่ ทะเลด้านตะวันตกของภาคใต้ อยู่ระหวา่ งละตจิ ูดที่ 8 องศา 27 ลปิ ดา
52.3 ฟลิ ิปดาเหนือ และลองติจดู ที่ 98 องศา 32 ลิปดาตะวันออก ห่างจากกรงุ เทพมหานคร ประมาณ 788 กิโลเมตร
มีพ้ืนที่ทงั้ หมด 4,170.895 ตารางกโิ ลเมตร หรือประมาณ 2,606,809 ไร่
โดยมีอาณาเขตติดต่อ กับจงั หวัดใกลเ้ คยี ง ดงั น้ี
ทิศเหนือ ติดตอ่ กบั จังหวดั ระนอง
ทิศใต้ ติดต่อกับ ทะเลอนั ดามัน และจังหวัดภเู ก็ต
ทิศตะวนั ออก ตดิ ต่อกบั จังหวดั สุราษฎร์ธานีและจงั หวัดกระบ่ี
ทิศตะวนั ตก ตดิ ต่อกับ มหาสมุทรอนิ เดยี
ลักษณะทางภมู ิศาสตร์จงั หวัดภูเก็ต
จงั หวัดภเู ก็ต เปน็ จังหวดั ในภาคใตต้ อนบนของประเทศไทย ตัง้ อยรู่ ะหวา่ งละตจิ ูดที่ 7 องศา 45
ลปิ ดา ถึง 8 องศา 15 ลิปดา เหนือ และลองจิจูดท่ี 98 องศา 15 ลิปดา ถึง 98 องศา 40 ลิปดาตะวันออก มีลักษณะ
เป็นเกาะ จัดเป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ท่ีสุดของประเทศไทย ต้ังอยู่ทางทิศตะวันตกของภาคใต้ ในทะเลอันดามัน
มหาสมุทรอนิ เดีย มีเกาะบรวิ าร 32 เกาะ ส่วนกวา้ งท่ีสดุ ของเกาะภูเก็ตเท่ากบั 21.3 กิโลเมตร สว่ นยาวทีส่ ุดของเกาะ
ภูเก็ตเท่ากับ 48.7 กิโลเมตร เฉพาะเกาะภูเก็ตมีพื้นท่ี 543.034 ตารางกิโลเมตร ส่วนเกาะบริวารมีพ้ืนท่ี 27 ตาราง
กิโลเมตร รวมพ้ืนที่ทั้งหมด 570.034 ตารางกิโลเมตรหรือ 356,271.25 ไร่ อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครตามเส้นทาง
หลวงแผ่นดินหมายเลข 4 และทางหลวงจังหวัดหมายเลข 402 รวมระยะทาง 867 กิโลเมตร หรือ 688 กิโลเมตร
ทางอากาศ
โดยมีอาณาเขตติดต่อ กบั จงั หวัดใกล้เคียง ดงั น้ี
ทิศเหนอื ตดิ ช่องแคบปากพระ จังหวดั พังงา เชอ่ื มโดยสะพานสารสนิ
ทศิ ตะวันออก ติดทะเลเขตจังหวัดพังงา
ทศิ ใต้ ตดิ ทะเลอันดามนั มหาสมทุ รอินเดีย
ทศิ ตะวันตก ติดทะเลอนั ดามนั มหาสมุทรอนิ เดยี
40
ลกั ษณะทางภูมิศาสตร์จังหวัดกระบี่
จังหวัดกระบเี่ ป็นจังหวัดขนาดเลก็ ทม่ี ากดว้ ยทรพั ยากรทอ่ งทย่ี วทางธรรมชาติ และมรดกทาง
วัฒนธรรมอัน เก่าแก่ การผสมผสานการด้ารงชีวิตของผู้คนที่ต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา และความเช่ือท่ีแตกต่างอย่าง
กลมกลืน ต้ังอยู่ทางด้านฝั่งทะเลตะวันตกของภาคใต้ติดกับทะเลอันดามัน อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไปตามทางหลวง
แผน่ ดินประมาณ ๘๑๔ กโิ ลเมตร มพี น้ื ที่ ท้ังหมด ๔,๗๐๘.๕๑๒ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๒,๙๔๒,๘๒๐ ไร่
โดยมอี าณาเขตตดิ ต่อ กับจงั หวดั ใกล้เคียง ดงั น้ี
ทิศเหนอื จดจงั หวัดพงั งา และจังหวัดสุราษฎรธ์ านี
ทิศใต้ จดจังหวดั ตรงั และทะเลอันดามนั
ทศิ ตะวนั ออก จดจังหวัดนครศรธี รรมราช และจงั หวัดตรัง
ทศิ ตะวันตก จดจังหวัดพงั งา และทะเลอันดามัน
ลักษณะทางภมู ิศาสตร์จงั หวัดตรงั
จงั หวัดตรังอยูทางภาคใตของประเทศไทย ตัง้ อยูทีเ่ สนรุงที่ 7 องศา 31 ลิปดาเหนอื และ เสนแวงที่
99 องศา 38 ลปิ ดาตะวันออก อยูหางจากกรงุ เทพมหานคร 828 กโิ ลเมตร มเี น้ือท่รี วม 4,917.519 ตารางกิโลเมตร
หรอื 3,07,344.375 ไร
โดยมอี าณาเขตติดต่อ กบั จงั หวัดใกลเ้ คียง ดังน้ี
ทศิ เหนือ ติดตอกับ จงั หวัดนครศรีธรรมราช และจังหวดั กระบ่ี
ทศิ ใต ตดิ ตอกบั จงั หวัดสตลู และทะเลอนั ดามัน
ทศิ ตะวันออก ตดิ ตอกับ จังหวดั พัทลงุ (มีเทอื กเขาบรรทัดก้ันอาณาเขต)
ทศิ ตะวนั ตก ติดตอกับ จังหวัดกระบ่ีและทะเลอันดามนั
ลักษณะทางภูมศิ าสตรจ์ งั หวัดสตลู
จงั หวัดสตลู เป็นจงั หวดั ท่ีอยู่ใต้สดุ ของประเทศไทยทางชายฝั่งทะเลอันดามนั ซ่งึ เปน็ ชายฝงั่ ทะเล
ทางด้านตะวนั ตกของประเทศไทย อยู่ระหว่างเส้นร้งุ ท่ี 6 องศา 4 ลปิ ดา ถึง 7 องศา 2 ลิปดาเหนอื กบั เส้นแวงที่ 99
องศา 5 ลปิ ดา ถึง 100 องศา 3 ลปิ ดาตะวนั ออก อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ 973 กโิ ลเมตร มีพืน้ ท่ีทั้งหมด
2,478.997 ตารางกิโลเมตร หรอื ประมาณ 1,549,361 ไร่ เปน็ ล้าดับท่ี 63 ของประเทศ และลา้ ดบั ที่ 12 ของภาคใต้
โดยมอี าณาเขตตดิ ต่อ กบั จังหวดั ใกล้เคียง ดงั น้ี
ทิศเหนือ จังหวดั ตรัง
ทศิ ใต้ ประเทศมาเลเซยี ตลอดแนวชายแดน ยาวประมาณ 56 กิโลเมตร ติดตอ่ ฝัง่ อนั ดามันยาว
ประมาณ 144.8 กิโลเมตร เป็นพื้นท่ีเกาะประมาณ 88 เกาะ
ทิศตะวนั ออก จงั หวัดสงขลา
41
เรือ่ งที่ 4 ความสาคัญของทะเล
ทะเลไทยถือเป็นแหล่งทรัพยากรท่ีมีความอุดมสมบูรณ์อย่างยิง ท้ังทรัพยากรที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต
ดว้ ยความอุดมสมบูรณ์น้เี อง ท้าให้ทะเลไทยเป็นท้ังแหล่งอาหารท่ีส้าคัญของคนไทยและคนท่ัวโลก เพราะมากด้วย
คุณภาพและปริมาณ อีกท้ังยังเป็นแหล่งท่องเท่ียวท่ีมีความสวยงามระดับโลก ท้าให้เป็นหน่ึงในจุดหมาย
ท่ีนักท่องเท่ียวท่ัวโลก หมายตาจะมาสัมผัสความงดงามของทะเลไทย โดยทะเล ทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน
เป็นท่ีเลื่องลือในหมู่นักท่องเที่ยวเสมอมา จึงไม่แปลกนักท่ีภาพนักท่องเท่ียวชาวต่างชาติจ้านวนมากกับทะเลไทย
กลายเป็นเรื่องที่คนุ้ ตา รวมถึงสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างมหาศาล นอกจากนี้ ประเทศไทยมีจุดแข็ง โดยเปน็ ฐาน
การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมและสนิ ค้าเกษตรรายใหญ่ของโลก จากสภาพที่ตั้งของประเทศไทยซ่ึงมีแผ่นดนิ ติดกับทั้ง
ทะเลอันดามัน ช่องแคบมะละกา และอ่าวไทย ซ่ึงเป็นเส้นทางเดินเรือท่ีส้าคัญระหว่างมหาสมุทรอินเดียและ
มหาสมุทรแปซิฟิก จึงเป็นพ้ืนท่ีซึ่งมีความส้าคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ จากการส้ารวจพบว่า ใต้ท้องทะเลบริเวณอ่าวไทย
มแี หลง่ ปโิ ตรเลยี มกระจายอยู่ทั่วไปทส่ี ามารถจะน้ามาใช้ในเชิงพาณชิ ย์ และเป็นแหลง่ พลงั งานของประเทศได้
ความสาคัญของทะเลจาแนกได้ ดงั นี้
1. ด้านการประมง
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) ของ ภาคประมงปี 2561
มีมูลค่า 108,789 ล้านบาท เน่ืองจากการมีนโยบายส้าคัญ ในการแก้ไข ปัญหาการท้าประมงทะเลอย่างต่อเน่ือง
ซ่งึ สง่ ผลบวก ทั้งด้านการเพาะเล้ียงสัตวน์ า้ และ การทา้ ประมง แตอ่ ย่างไรกต็ าม ยังคงมีปจั จยั ลบท่ีอาจกระทบต่อภาวะ
เศรษฐกจิ การประมง อาทิ ราคาน้ามันตลาดโลกท่ีมีความผันผวน และปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ของประเทศ
คู่ค้า
การประมงทะเล แบ่งออกเป็น 2 ลกั ษณะ ไดแ้ ก่
1.1 การประมงชายฝัง่ (Inshore Fisheries) หรือประมงพืน้ บา้ น (Artisanal Fisheries)
การท้าประมงด้วยการจับและเล้ียง สัตว์น้าในแหล่งนา้ กร่อยและน้าเค็มตามบริเวณพื้นที่ชายฝง่ั ทะเล
ปากแม่น้าการประมงเพื่อยังชีพ หาอาหาร สร้างรายได้ และก่อให้เกิด การสร้างงานในท้องถ่ิน โดยใช้เรือหรือ
เครอื่ งมอื ประมงขนาดเล็ก อาทิ เรือพ้นื บ้าน แหหรอื เบ็ดแบบง่าย ๆ ปจั จุบนั เรอื ส่วนใหญ่จะตดิ เครือ่ งยนต์เขา้ ไปด้วย
รวมถึงการใช้ประโยชน์จากพืน้ ท่ีชายทะเลที่มนี ้าท่วมถึง บริเวณทดี่ อน ชายนา้ และป่าชายเลน ตลอดจนยา่ นน้าตื้น
ชายฝั่งเพ่ือการเพาะเลี้ยงสัตว์น้า ซึ่งปัจจุบันสัตวน์ ้าชายฝ่ังรายไดใ้ ห้แก่ประเทศเปน็ จ้านวนมาก โดยจ้าหน่ายทั้งในรูป
ของสดและแปรรปู เป็นผลิตภัณฑ์อย่างอ่นื
การเพาะเล้ียงสัตว์น้าชายฝั่ง ได้มี การพัฒนาเทคโนโลยีการเล้ียงอย่างต่อเนื่อง เพ่ือทดแทนสัตว์น้า
ทะเลทไ่ี ดจ้ ากการจับ ซ่ึงมีแนวโน้มลดลง แตย่ ังคงมคี วามตอ้ งการสูง ชนิดสตั วน์ ้าทเ่ี พาะเลยี้ งกันอย่างแพร่หลาย ไดแ้ ก่
กุ้งทะเล ปลาน้ากร่อย และหอยทะเล โดยจังหวัดท่ีมีการเพาะเลี้ยงชายฝั่งมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ จังหวัด
สมุทรปราการ สมุทรสาคร จันทบุรี สรุ าษฏรธ์ านี และสมทุ รสงคราม
1.2 การประมงพาณชิ ย์ (Commercial Fisheries)
ไม่ใช่การประมงเพ่ือยังชีพ แต่เป็น การประมงในเขตทะเลเพ่ือแสวงหาก้าไร ส่วนใหญ่ธุรกิจประมง
แบบน้ีจะผูกพันกับเรือประมงที่จับปลาโดยใช้เรือและเครื่องมือ ประมงขนาดกลางหรือใหญ่มีอุปกรณ์ท่ีทันสมัย
เพอ่ื เพม่ิ ประสิทธภิ าพในการจบั สัตว์นา้ และจะใช้เวลาทา้ การประมงหลายวัน อาทิ อวนลาก อวนลอ้ ม เบ็ดราวทะเล
ลึกหรืออวนลอย โดยทั่วไปเจ้าของเรือจะเป็นผู้ด้าเนินการเอง สัตว์น้าท่ีได้จะขายทังในท้องถ่ินหรือตลาดค้าสัตว์น้า
42
ที่อยู่ในภาคกลาง อาทิ กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม ประมงพาณิชย์ ประกอบด้วย “ประมง
น้าลึก” (Deep Sea Fisheries) หรือ “ประมงนอกฝ่ัง” (Offshore Fisheries) คือ การจับปลาในระยะห่างจากฝั่ง
แต่ไม่เกินระยะ 200 ไมล์ทะเลจากชายฝั่ง ซ่ึงส่วนใหญ่จะท้าในเขตน่านน้าไทย และ “ประมงสากล” หรือ “ประมง
ไกลบ้าน” (Distant Water Fisheries) คอื การจับปลา ในน่านน้าอ่ืน อาทิ เขตทะเลของรัฐชายฝั่งอนื่ และมหาสมุทร
ท่ีอยู่เป็นระยะทางไกลจาก ท่าเรือของประเทศนัน ๆ หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่า “ประมงนอกน่านน้า” (Overseas
Fisheries) นอกจากจะจับสัตว์น้าแล้ว ยังอาจมีการแปรรูปสัตว์น้าแบบครบวงจรด้วย เพื่อเตรียมส่ง ผลผลิตสู่ตลาด
หรอื ส่งไปจ้าหนา่ ยยัง ตา่ งประเทศ
ผลประโยชน์ของทรัพยากรประมงทะเล (รวมถึงการผลิ ตสัตว์น้าและพืชน้า) ช่วยเสริมสร้างความ
อยู่ดกี ินดีของประชาชน โดยเฉพาะประชากรท่ีอาศัยในบรเิ วณ ชายฝั่งทะเลทั้ งด้านอา่ วไทยและอันดามนั ผลผลิตของ
การประมงทะเลเหล่านี้ มีผลกระทบทางบวกที่มนี ัยส้าคัญตอ่ ความม่ันคงทางอาหาร ซึ่งแน่นอนว่า เป็นการเสริมสรา้ ง
ความแข็งแกร่งต่อ ความม่ันคงของประเทศตั้งแต่โบราณกาล เรามีค้าพูดง่าย ๆ ว่า “กินข้าวกับปลา” เพราะ ปลาให้
โปรตีนที่มีคุณภาพสูง ย่อยง่าย มีไขมันอิ่มตัวท่ีไม่เป็นอันตรายต่อชีวิต มีเกลือแร่และสารต่อต้านอนุมูลอิสระ อาทิ
ไอโอดีน โอเมกา้ 3, 6 และ 9 ถงึ แมว้ า่ คุณภาพอาจจะดอ้ ยกว่าปลาในเขตอบอ่นุ และเขตหนาว
2. การขนสง่ และพาณิชยนาวี
พระราชบัญญัติส่งเสริมการพาณิชยนาวี พ.ศ. 2521 ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับพาณิชยนาวี ไว้ใน
มาตรา 4 ดังนี้
2.1 การพาณิชยน์ าวี
หมายความว่า “การขนส่งทางทะเล การประกันภัยทางทะเล การเดนิ เรอื กจิ การอู่เรือ และกิจการ
ท่าเรือ และหมายความรวมถึงกิจการอย่างอ่ืนที่เกี่ยวเน่ืองโดยตรงหรือเป็นส่วน ประกอบกับกิจการดังกล่าวตามที่
ก้าหนดในกฎกระทรวง” จากค้าจ้ากัดความดังกล่าว จะเห็นได้ว่า กิจการพาณิชยนาวี เป็นกิจการท่ีเก่ียวข้องกับ
กิจกรรมมากมาย ทั้งทเ่ี กิดขน้ึ ในทะเลและบนฝั่ง
2.2 การขนส่งทางทะเล
หมายความว่า “การขนส่งของหรือคนโดยสาร โดยเรือจากประเทศไทย ไปยังต่างประเทศ หรือจาก
ต่างประเทศมายังประเทศไทย หรือจากที่หน่ึง ไปยังอีกท่ีหนึ่งนอกราชอาณาจักร และให้หมายความรวมถึงการขนส่ง
ของ หรือคนโดยสารทางทะเลชายฝั่งในราชอาณาจักร โดยเรือที่มีขนาดตั้งแต่ 250 ตันกรอสข้ึนไปด้วย” ซ่ึงการ
ขนสง่ ทางทะเลประกอบดว้ ย
1. ท่าเรือ หมายความว่า สถานที่ส้าหรับ ให้บริการแก่เรือ ในการจอด เทียบ บรรทุก หรือขนถ่าย
ของ ประกอบดว้ ย ทา่ เรือสินคา้ ทา่ เรือประมง ทา่ เรือโดยสาร และท่าเรอื ท่องเทีย่ ว
2. เรอื หมายความว่า เรือเดินทะเลท่ีใช้ใน การขนสง่ ทางทะเล ประกอบด้วย เรอื ค้าระหว่างประเทศ
หมายถึง เรือ ทข่ี นสง่ สนิ ค้าน้าเขา้ และส่งออกของ ประเทศ และเรือค้าชายฝ่ัง หมายถึง เรอื ทีข่ นสง่ สินคา้ ในประเทศ
3. สินค้า ประกอบดว้ ยสินค้าท่ีขนส่งโดยเรือคา้ ระหวา่ งประเทศหรือสินค้าน้าเข้าและ สินค้าส่งออก
และสินคา้ ท่ขี นสง่ โดย เรอื ค้าชายฝ่ังหรอื สนิ ค้าในประเทศ
จากรายงานสถิติการขนส่งสนิ คา้ ทางน้าบริเวณเมอื งท่าชายทะเล ปี พ.ศ. 2559 ปีงบประมาณ 2560
ของกรมเจ้าท่า พบว่า จ้านวนเรือที่ท้าการขนส่งสินค้า ที่มีการแจ้งเข้า - ออก ตามด่านศุลกากรบริเวณเมืองท่า
43
ชายทะเล ในปี 2559 มีจ้านวนท้ังสิ้น 161,281 เท่ียวล้า โดยแยกเป็นเรือค้าต่างประเทศ 92,531 เที่ยวล้า และเป็น
เรือค้าชายฝ่ังทั้งหมด 68,750 เที่ยวล้า ในส่วนปริมาณสินค้าท่ีท้าการขนส่งบริเวณเมืองท่าชายทะเล ที่มีการแจ้ง
เข้า - ออก มีป ริมาณ รวมท้ั งสิ้น ป ระมาณ 262,788,945.902 ตัน เป็น เรือค้าต่างป ระเท ศ ป ระมาณ
211,894,489.738 ตัน เรือค้าชายฝั่ง ประมาณ 50,894,456.164 ตัน โดยสินค้าที่มีการขนส่งมากที่สุด ได้แก่
ปิโตรเลียม
3. พลงั งาน
แหล่งปิโตรเลียม ปิโตรเลียมเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่เกิดจากซากส่ิงมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์
ท่ีสะสมทับถมปนอยู่กับตะกอนดินทั้งบนบกและในทะเล โดยจะถูกแบคทีเรียและเชื้อราเปลี่ยนสภาพเป็น
อินทรียวัตถุ เมื่อเวลาผ่านไปบริเวณดังกล่าวจะค่อย ๆ ทรุดตัวหรือจมลงภายใต้ผิวโลกลึกมากขึ้น และจากแรงกด
ที่เพ่ิมมากข้ึนจากน้าหนักของช้ันตะกอนท่ีทับถมอยู่ด้านบน ตลอดจนอุณหภูมิท่ีสูงขึ้น มีผลท้าให้อินทรียวัตถุแปร
สภาพและสลายตวั เปน็ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนท่ีเรียกว่า ปิโตรเลยี ม ซึง่ ปโิ ตรเลยี มแบง่ ได้เปน็ 3 ประเภท คอื
1. น้ามนั ดิบ (Crude Oil) ซง่ึ มผี ลิตภัณฑท์ ี่ได้จากน้ามนั ดิบ อาทิ กา๊ ซปิโตรเลียมเหลวหรอื กา๊ ซหุงต้ม
นา้ มันเชือ้ เพลงิ รถยนต์ (เบนซนิ และดีเซล) น้ามนั เช้ือเพลิงเครือ่ งบิน นา้ มันก๊าด นา้ มนั เตา และยางมะตอย
2. ก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas) ซ่ึงมีผลิตภัณฑ์ท่ีได้จากก๊าซธรรมชาติ อาทิ ก๊าซส้าหรับรถยนต์
(NGV และ LPG) เชื้อเพลิงในการผลติ กระแสไฟฟา้ อตุ สาหกรรมถนอมอาหาร และ อตุ สาหกรรมนา้ อัดลมและเบียร์
3. ก๊าซธรรมชาติเหลว (Condensate) ซึ่งมีผลติ ภัณฑ์ที่ไดจ้ ากกา๊ ซธรรมชาติเหลว อาทิ เชื้อเพลิงใน
การผลิตกระแส ไฟฟา้ เชือ้ เพลงิ สา้ หรับยานยนต์ (NGV) และเช้อื เพลิงในโรงงานอตุ สาหกรรม
ประเทศไทยเร่ิมการเจาะส้ารวจและผลิตปิโตรเลียมในบริเวณอ่าวไทยคร้ังแรกในปี พ.ศ. 2511
ซึ่งแหล่งปิโตรเลียมแห่งแรกของอ่าวไทย คือ แหล่งเอราวัณ ท้ังน้ี การจัดหาปิโตรเลียมของประเทศไทยในปี 2559
โดยข้อมูลจากกรมเช้ือเพลิงธรรมชาติ มีการจัดหาจากแหล่งภายในประเทศ รวมทั้งสิ้ น 0.879 ล้านบาร์เรล
เทยี บเทา่ นา้ มนั ดบิ ตอ่ วนั เม่ือเปรียบเทียบกับ ปี 2558 เพ่ิมข้นึ รอ้ ยละ 0.5 แบ่งเป็น การจดั หาในรูปนา้ มนั ดิบ ร้อยละ
19 (163,680 บาร์เรล ตอ่ วนั ) กา๊ ซธรรมชาติเหลว รอ้ ยละ 11 (97,185 บารเ์ รลต่อวนั ) และก๊าซธรรมชาติ ร้อยละ 70
(3,544 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน) โดยรวมคิดเป็น ร้อยละ 43 ของการจัดหาปิโตรเลียมทั้งหมด ส่วนที่เหลือ ร้อยละ
57 ตอ้ งนา้ เขา้ จากตา่ งประเทศ
4. ด้านการท่องเที่ยวและนันทนาการทางทะเล
ด้วยความอุดมสมบูรณ์และความสวยงามของทะเลไทยและพื้นท่ีบริเวณชายฝั่ง ท้าให้ประเทศไทย
กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวท่ีมีช่ือเสียงที่สุดแห่งหน่ึงของชายฝ่ังทะเล ท้ังด้านอ่าวไทยในทะเลจีนใต้ และชายฝ่ังทะเล
อันดามันในมหาสมุทรอินเดีย โดยถูกน้ามาพัฒนาทางการท่องเท่ียวของไทยได้อย่างต่อเน่ือง สามารถสร้างรายได้
จากนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาตไิ ดเ้ ป็นจ้านวนมาก ก่อให้เกิดการหมนุ เวียนเงนิ ตราภายในประเทศ และสรา้ งอาชีพ
แกป่ ระชาชนในพ้นื ที่ ในปี พ.ศ. 2559 มผี ู้เยยี่ มเยียน ใน 23 จังหวัดชายฝ่ังทะเล ประมาณ 153 ล้านคน น้ารายได้เข้า
ประเทศ 1.83 ล้านล้านบาท จากการส้ารวจพบว่า แหล่งท่องเที่ยวทางทะเลท่ีชาวต่างชาตินิยม เช่น หมู่เกาะพีพี
จังหวัดกระบี่ เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี และหาดพัทยา จังหวัดชลบุรี เป็นต้น โดยมีกิจกรรมการท่องเท่ียวทาง
ทะเลที่สา้ คญั ได้แก่
4.1 กิจกรรมดานา้ ดูปะการงั
เป็นการท่องเที่ยวที่ให้นักท่องเที่ยวได้ลงไปสัมผัสกับโลกใต้ทะเล ที่มีความสวยงามตระการตา
จุดด้าน้ามีหลายแห่งในทะเลแถบภาคตะวันออก เป็นศูนย์รวมคนรักธรรมชาติทางทะเล สามารถพบปะแลกเปล่ียน
44
ประสบการณ์ใหม่ ๆ ใต้ท้องทะเล และ สนุกเพลิดเพลินกับกิจกรรมด้าน้า พบฝูงปลามากมายหลากหลายชนิดใต้ท้อง
ทะเลสีคราม น้าทะเลใส ที่อุดมสมบูรณ์
แหล่งด้าน้าของประเทศไทยกระจาย ออกไปท้ัง 2 ฝ่ังทะเล โดยฝ่ังอ่าวไทยได้รับอิทธิพลลมมรสุม
ตะวันออกเฉียงเหนือ จากประเทศจีน ท้าให้มีฤดูการท่องเท่ียว ตั้งแต่ ปลายเดือนเมษายนถึงเดือน พฤศจิกายน และ
ฝั่งอันดามันได้รับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้จากมหาสมุทรอินเดีย ท้าให้มีฤดูการท่องเท่ียวต้ังแต่เดือน พฤศจิกายนถึง
เดือนเมษายน ดังน้ัน เมื่อรวมทะเลไทยท้ังสองฝั่งเข้าด้วยกัน จึงกล่าวได้ว่า ทะเลของประเทศไทยสามารถท่องเท่ียว
ได้ตลอดทง้ั ปี โดยผลดั กนั ฝ่ังละ 6 เดือน
4.2 กิจกรรมการแข่งขันกฬี าทางทะเล
ประเทศไทยมีการจัดการแข่งขันกีฬาทางทะเลท่ีหลากหลาย ทั้งในระดับประเทศและระดับ
นานาชาติ ซึง่ มีการแข่งขนั ทะเล ท้ังด้านอา่ วไทยและดา้ นอันดามนั อาทิ
4.2.1 การแข่งขันตกปลา ประเทศไทยเป็นจุดหมายหนึ่ง ซึ่งได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเท่ียว
ผู้ช่ืนชอบการตกปลา นักท่องเท่ียวเหล่านี้ มีท้ังกลุ่มท่ีตกปลาเป็นสันทนาการและมาเพื่อร่วมการแข่งกีฬาตกปลา
แบบจริงจัง ท้ังนี้ก็เพราะทะเลไทยเต็มไปด้วยปลาหลายชนิดท่ีอยู่ในท้าเนียบของ สมาคมนักตกปลานานาชาติ เช่น
ปลาเก๋า ปลาช่อนทะเล ปลาโฉมงาม ปลาสาก เป็นต้น แม้ว่ากีฬาตกปลาจะไม่เคยถูกจัด ให้แข่งขันในโอลิมปิคและ
เอเชียนเกมส์ แต่เรากไ็ ด้พบเหน็ การแข่งขันตกปลา อยทู่ ั่วไปต้ังแต่ระดบั ทอ้ งถิน่ จนถงึ ระดับนานาชาติ
4.2.2 การแล่นเรือใบ – เรือยอชท์ จังหวัดภูเก็ต เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว ในทะเลอันดามัน
มีกิจกรรมท่องเท่ียวทางทะเล หลากหลาย หนึ่งในกิจกรรมท่ีได้รับความนิยม จากท้ังชาวไทยและต่างประเทศ คือ
การเล่นเรือใบ และท่องเที่ยวทางทะเลด้วยเรือยอชท์ เพื่อชมความงามของท้องทะเลไทยและเกาะแก่งต่าง ๆ รอบเกาะ
ภูเก็ต และบริเวณจังหวัดพังงา มีการจัดการแข่งขันที่มีช่ือเสียงระดับโลกหลายรายการ อาทิ การแข่งขันเรือใบ
นานาชาตชิ ิงถ้วยพระราชทาน หรอื ภูเก็ต คิงคัพ รีกัตตา ที่มีผเู้ ข้ารว่ มการแข่งขนั จากหลายประเทศท่วั โลก นอกจากนี้
ยงั สามารถทอ่ งเท่ยี วเมืองพัทยา โดยการนั่งเรือยอรช์ ชมความงามของทอ้ งทะเล ได้อีกดว้ ย
4.2.3 การแข่งขันเจ็ตสกี ประเทศไทยมีการจัดการแข่งขันเจ็ตสกี เป็นประจ้าทุกปี ส่วนใหญ่จะจัด
ขึ้นที่เมอื งพัทยา จังหวัดชลบุรี อาทิ การแข่งขนั เจ็ตสกโี ปรทวั ร์ ชิงแชมป์ประเทศไทย และการแข่งขันเจต็ สกี เวิลด์คัพ
ซง่ึ ในปี 2560 นักกฬี าเจ็ตสกีของไทย สามารถคว้ารางวัลแชมปโ์ ลกได้ถึง 7 คน
4.2.4 การแข่งขันเรือเร็ว สมาคมกีฬาเรือเร็วแห่งประเทศไทย ร่วมกับภาคเอกชนจัดการแข่งขัน
เรือเร็วคร้ังแรกในรายการ “World Formula1 Powerboat Thailand Grand Prix 1992” ณ ฐานทัพเรือ สัตหีบ
จังหวัดชลบุรี ซ่ึงเปน็ หน่งึ ในสนามการแข่งขันเกบ็ คะแนนชงิ แชมป์โลก ภายใต้การควบคุมของสหพันธเ์ รอื เร็วนานาชาติ
4.3 กิจกรรมพกั ผ่อนและการชมทิวทศั นช์ ายหาด
ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันตามสภาพภูมิประเทศ และสภาพแวดล้อมทั่วไป เช่น หาดทราย อาจมี
ทรายละเอียด หรือทรายหยาบ สีเม็ดทรายท่ีต่างกันไป โดยประเทศไทยมีชายหาด สวยงาม มีช่ือเสียง เป็นสถานท่ี
พักผ่อนและชมทิวทัศน์ชายหาดของนักท่องเท่ียวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติในหลายจังหวัด อาทิ ประจวบคีรีขันธ์
ตราด กระบ่ี ภเู ก็ต และพังงา
4.4 กิจกรรมทางทะเลอ่นื ๆ
เป็นกิจกรรมท่ีนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาตินิยม สามารถพบได้ทั้งทะเลฝ่ังอันดามัน
และฝั่งอ่าวไทย อาทิ บานานา่ โบ๊ท พาราเซลลิง ฟลายบอร์ด และสวนน้านนั ทนาการ