The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เนื้อหาวิชาเขตทางทะเล ม.4-6และกศน.ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ebookchon, 2022-05-26 23:01:45

เนื้อหาวิชาเขตทางทะเล ม.4-6และกศน.ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

เนื้อหาวิชาเขตทางทะเล ม.4-6และกศน.ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

Keywords: พนัสนิคม

45

5. อน่ื ๆ
5.1 อุตสาหกรรมการต่อเรอื และซ่อมเรือ
ประเทศไทยพึ่งพาการค้าระหว่างประเทศเป็นหลัก โดย ร้อยละ 90 ของปริมาณ การค้าระหว่าง
ประเทศ อาศัย การขนส่งทางน้า เน่ืองจาก สามารถบรรทุกสินค้าได้ใน ปริมาณมาก และมีต้นทุนการขนส่งที่ราคาถูก
กว่าการขนส่งด้านอื่น ๆ ดังนั้น อุตสาหกรรมต่อเรือและซ่อมเรือ จึงเป็นอุตสาหกรรมที่ช่วยสนับสนุนกิจการเดินเรือ
ขนส่งและกิจการค้า ระหว่างประเทศให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทุกประเทศทั่วโลกยอมรับว่า อุตสาหกรรม
ตอ่ เรอื และซอ่ มเรือน้ันเป็นอุตสาหกรรมที่เกีย่ วเน่ืองกับการป้องกันประเทศ (Defense Related Industry) เพราะจะ
ให้การสนับสนุนประเทศด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจในยามสงครามด้วย ซ่ึงหากอุตสาหกรรมนี้ได้รับการพัฒนา
อย่างต่อเน่อื ง จะท้าให้ การขนส่งสินค้าทังขาเข้าและขาออกไม่จ้าเป็นต้องพ่ึงพากองเรือของประเทศอ่ืน และยังสามารถ
เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขนั กับต่างประเทศได้อีกดว้ ย
5.2 การผลติ นา้ จืดจากทะเล
โดยใช้เทคโนโลยีการผลิตน้าประปาจากน้าทะเลระบบรีเวอร์สออสโมซีส (Reverse Osmosis: RO)
ท่ีใช้แรงดันสูงดันน้าทะเลผ่านเยื่อกรองท่ีมีรูขนาดเล็ก เพื่อกรองแร่ธาตุเกลือ และ สารตกตะกอนต่าง ๆ ออกจาก
น้าทะเล ท้าให้น้าจืดออกมาและพร้อมป้อนเข้าสู่ระบบจ่ายน้าประปา ส่วนเกลือท่ีได้นั้นน้ากลับไปท้ิงในทะเล
เทคโนโลยีนี้ จะใช้กับพื้นท่ีท่ีมีสภาพเป็นเกาะท่ีไม่มีแหล่งน้าจืดส้าหรับอุปโภคและบริโภค เพื่อช่วยแก้ปัญหาการ
ขาดแคลนน้า โดยจ้าเป็นต้องมีการบริหารจัดการน้าร่วมระหว่างน้าจืด จากธรรมชาติและน้าจืดที่สกัดจากน้าทะเล
ซ่งึ ปัจจุบันประเทศไทยไดม้ ีการน้าเทคโนโลยีนี้ มาใชใ้ นพ้นื ท่ีเกาะสชี งั เกาะสมุย และเกาะล้าน
5.3 การทานาเกลอื
การท้าเกลือทะเลต้องใช้น้าทะเลเป็นวัตถุดิบ โดยการน้าน้าทะเลข้ึนมาตากแดดให้น้าระเหยไป
เหลือแต่ผลึกเกลือตกอยู่ (Solar Evaporation System) เกลือประเภทน้ีมีการผลิตและการใช้มาต้ังแต่สมัยโบราณ
และถือเป็นอาชีพเก่าแก่อาชีพหน่ึงของโลกและของคนไทย โดยได้มีการก้าหนดเป็นสินค้าเกษตรกรรมข้ันต้น
ตามพระราชบัญญตั ิธนาคารเพอ่ื การเกษตรและสหกรณ์การเกษตร พ.ศ. 2509
ดังน้ัน แหล่งผลิตจึงต้องอยู่บริเวณใกล้ ชายฝั่งทะเล ถึงแม้ประเทศไทยจะมีชายฝั่งทะเลยาวถึง
3,193.44 กิโลเมตร แต่แหล่งที่เหมาะสมส้าหรับการผลิตเกลือทะเลมีค่อนข้างจ้ากัด คือ ต้องมีลักษณะทาง
ภูมิประเทศเป็นท่ีราบ สภาพดินต้องเปน็ ดินเหนียว สามารถอุ้มน้าได้ดปี ้องกันไม่ให้น้าเค็มซึมลงไปใตด้ ิน และปอ้ งกัน
ไม่ให้น้าจืดซมึ ขึ้นมาบนดิน มีกระแสลมและแสงแดดช่วยในการตกผลึกเกลือ ซ่ึงแหล่งที่เหมาะสมต่อการท้านาเกลือ
ของประเทศไทยในปัจจุบนั ได้แก่ จงั หวดั สมทุ รสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบรุ ี
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กิจกรรมการใช้ประโยชน์พ้ืนท่ีชายฝั่งส่วนใหญ่ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ได้แก่
การขนส่งและพาณิชยนาวี การส้ารวจและผลิต ปโิ ตรเลียม การทอ่ งเทยี่ วทางทะเล ส้าหรบั กิจกรรมท่ีมแี นวโนม้ ลดลง
ได้แก่ การประมงและการเพาะเล้ียงสัตว์น้า และการท้านาเกลือ โดยรวมแล้ว กิจกรรม การใช้ประโยชน์บนฐาน
ทรพั ยากรทางทะเลและชายฝ่ัง มีแนวโนม้ ของปริมาณ การใช้ท่เี พมิ่ ข้ึน ท้ังนี้ เกิดจากปจั จัยขบั เคลอื่ นในประเทศ

46

ท่ีส้าคญั ไดแ้ ก่ แผนพฒั นาเศรษฐกิจและสังคมแหง่ ชาติ ส่งผลให้เกิดการพฒั นากิจกรรมต่าง ๆ เพ่มิ ข้นึ ซงึ่ จะเป็นการ
ใช้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ังมากขึ้นจนท้าให้เกิดความเส่ือมโทรมมากข้ึนด้วยเช่นเดียวกัน (สถานการณ์ด้าน
ทรัพยากรทางทะเล และชายฝ่ังและการกัดเซาะชายฝ่ังของประเทศไทย พ.ศ.2560 กรมทรัพยากรทางทะเลและ
ชายฝ่ัง กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดล้อม)

ทมี่ า : หนังสือ ทะเลและมหาสมุทร และผลประโยชนข์ องชาตทิ างทะเล
โดย คณะอนุกรรมการจดั การความรเู้ พอื่ ผลประโยชนแ์ ห่งชาติทางทะเล (อจชล.)
สา้ นักงานสภาความมนั่ คงแหง่ ชาติ (สมช.) ส้านักนายกรัฐมนตรี

47

หนว่ ยที่ 2
เขตทำงทะเล

ผลการเรยี นรู้
1. บอกความสาคญั และลักษณะของอาณาเขตทางทะเลของประเทศไทย
2. จาแนกลักษณะของอาณาเขตทางทะเลได้
3. สบื คน้ และนาเสนอข้อมลู เกีย่ วกับลักษณะ อาณาเขตทางทะเล และพ้นื ที่อาณาเขต
4. วิเคราะห์ถึงความสาคญั ของอาณาเขตทางทะเลของประเทศไทยได้
5. อภปิ รายความสาคญั ของเขตอานาจของรัฐเหนอื เขตทางทะเลตา่ ง ๆ ของไทย ชายฝั่งทะเลและพ้นื ท่ี

ทางทะเลที่ประเทศไทยมีอานาจอธปิ ไตยหรือสิทธอิ ธปิ ไตย หรอื มสี ทิ ธิหรอื เสรภี าพในการใช้หรอื จะใช้
6. เสนอแนวคดิ เก่ยี วกบั บทบาทหนา้ ทีร่ ับผิดชอบตามกฎหมายท่เี ก่ยี วข้องกับทะเลระหว่างประเทศได้
7. บอกบทบาทหนา้ ท่ีขององคก์ รและหน่วยงานรบั ผดิ ชอบในการรกั ษาผลประโยชนข์ องชาตทิ างทะเล

สำระกำรเรยี นรู้
1. การกาหนดขอบเขตของทะเลและมหาสมทุ ร (Limit of Sea and Ocean)
2. ลกั ษณะเขตทางทะเล
3. ขอบเขตทางทะเลของไทย
4. อานาจอธิปไตย สิทธิอธปิ ไตย และเขตอานาจในเขตทางทะเลตา่ ง ๆ ของไทย

48

เรื่องท่ี 1 กำรกำหนดขอบเขตของทะเล

ขอบเขตของทะเล (Limit of the Sea) ในส่วนท่ีเกีย่ วข้องกับนา่ นนา้ ไทย
โดยทา้ เลทตี่ ง้ั ในทางภมู ิรัฐศาสตรข์ องประเทศไทยที่มนี ่านนา้ อย่ทู ั้งสองด้านคือ ด้านตะวนั ออกของ

ประเทศ มีพ้ืนท่ีน่านน้าอยู่ในอ่าวไทยและด้านตะวันตกของประเทศมีน่านน้าบางส่วนอยู่ในทะเลอันดามันและ
ในช่องแคบมะละกา ซ่ึงในพ้ืนที่ทะเลดังท่ีกล่าวมา มิได้เป็นน่านน้าในเขตอ้านาจของประเทศใดประเทศหน่ึง
เพียงประเทศเดียว ซ่ึงทะเลในท่ีอื่น ๆ ท่ัวโลกก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน การท่ีจะทราบว่ามีประเทศใดบ้างมีพ้ืนที่
ทางทะเลอยู่ในเขตทะเลที่กล่าวมา เพื่อให้เกิดความเข้าใจในขอบเขตทะเลท่ีตรงกันและเป็นที่ยอมรับในบรรดา
รฐั ชายฝั่ง องค์การอุทกศาสตร์สากลก้าหนดขอบเขตของมหาสมุทรและทะเลทั่วโลกไว้ในบรรณสารหมายเลข S-23
(Limit of The Ocean and Sea) ซึ่งเอกสารดังกล่าวได้กาหนดขอบเขตของทะเลในทุก ๆ พื้นท่ีของโลกเพื่อให้
ประเทศต่าง ๆ สามารถน้ามาใช้อ้างอิงได้ตรงกัน ในส่วนของพ้ืนท่ีทางทะเลที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยน้ัน ประเทศ
ไทยมีอาณาเขตติดทะเลท้งั 2 ดา้ นไดแ้ ก่ ด้านอ่าวไทย และด้านตะวันตกของประเทศไทยในส่วนทเี่ ปน็ ทะเลอนั ดามัน
และช่องมะละกา การศึกษาเร่ืองเขตทางทะเลและเขตแดนทางทะเล จึงต้องทราบขอบเขตของอ่าวไทย ทะเล
อันดามัน และช่องแคบมะละกา โดยมรี ายละเอียดของขอบเขตการก้าหนดที่เป็นสากลดังนี้

1. ขอบเขตของอา่ วไทย ไดแ้ ก่ บรเิ วณพื้นที่ทางเหนอื ของเสน้ ตรงทีล่ ากเช่ือมระหวา่ งปลายแหลม
ด้านตะวันตกของแหลมกาเมา (สาธารณรฐั สังคมนิยมเวยี ดนาม) กบั จดุ ท่อี ยปู่ ลายแหลมด้านเหนือฝงั่ ตะวันออก
ของปากแม่น้ากลันตัน (Kalantan River) ในมาเลเซียตามรปู ทแี่ สดง

ภาพ แสดงขอบเขตของอ่าวไทย ( ท่ีมา: คมู่ อื การสรา้ งแผนท่ีเดนิ เรอื กรมอุทกศาสตร์)

49

2. ขอบเขตของทะเลอันดามนั ได้แก่ พืน้ ทีร่ ะหว่างฝงั่ ตะวันตกของประเทศไทยและฝัง่ ดา้ นใต้ของ
ประเทศพมา่ โดยมขี อบเขต ดังน้ี

- ด้านเหนือ ครอบคลมุ ชายฝ่ังตอนใต้ของประเทศเมียนมา (สหภาพพมา่ )
- ด้านใต้ เรมิ่ จากเส้นทีล่ ากเชื่อมระหว่างปลายแหลมพรหมเทพ จังหวดั ภูเกต็ ไปยังแหลม
Pedropunt ทางเหนอื ของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนเี ซีย
- ด้านตะวนั ออก ครอบคลุมชายฝ่ังทางใต้และตะวันออกของประเทศเมียนมา ชายฝงั่ ดา้ นตะวันตก
ของประเทศไทยจนถึงบริเวณปลายแหลมพรหมเทพ จงั หวัดภูเก็ต
- ด้านตะวนั ตก จากปลายแหลม Pedropunt ลากเส้นเชอื่ มผ่านหมเู่ กาะ Nicobar แหลม Sandy
point ท่ีหมู่เกาะ Little Andaman ผ่านเกาะใหญ่ของหมู่เกาะ Andaman ตรงไปยังปลายแหลม Negrais บนฝั่งใน
ประเทศเมียนมา
3. ขอบเขตของช่องแคบมะละกา ไดแ้ ก่ พน้ื ท่ีทอ่ี ยู่ระหวา่ งฝง่ั ตะวนั ตกของแหลมมลายู และ
ฝง่ั ตะวันตกของประเทศไทยกับฝ่ังตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ของเกาะสุมาตราโดยมีขอบเขตดงั น้ี
- ดา้ นเหนอื จากปลายแหลมพรหมเทพ จังหวัดภูเก็ต ไปยังทศิ ตะวนั ออกเฉยี งใต้ตามแนวชายฝง่ั ของ
ประเทศไทย ไปตลอดแนวชายฝั่งของแหลมมลายู จนถงึ แหลม Piai
- ดา้ นใต้ เร่ิมจากทิศตะวันตกเฉียงเหนอื ของปลายแหลม Kedabu ไปตามชายฝง่ั เกาะสมุ าตราจนถงึ
ปลายแหลม Pedropunt
- ดา้ นตะวนั ออก เริ่มจากเส้นตรงที่ลากจากทิศตะวนั ตกเฉยี งใตข้ องแหลม Piai ไปยงั เกาะ Iyu Kecil
และลากเส้นตอ่ ไปยังดา้ นเหนอื ของเกาะ Kalimun kecil และลากเส้นต่อออกไปยงั ด้านทิศใตจ้ นถึงแหลม Kedabu
- ด้านตะวนั ตก เร่ิมจากเสน้ ตรงท่ลี ากจากทศิ ตะวันออกเฉียงเหนือของแหลม Pedropunt ไปจนถงึ
บรเิ วณปลายแหลมพรหมเทพ จังหวดั ภูเกต็

ภาพ แสดงขอบเขตของทะเลอนั ดามัน (Andaman Sea) และช่องแคบมะละกา ( Malacca Strait)
(ท่ีมา : คมู่ อื การสร้างแผนที่เดนิ เรือ กรมอุทกศาสตร์)

50

ตามท่ีไดก้ ลา่ วมาแล้วขา้ งตน้ จะเหน็ ไดว้ า่ ประเทศไทยมีน่านน้าทางทะเลเพยี งสว่ นหนึง่ ในอ่าวไทย
เท่านั้น อ่าวไทยเป็นพื้นท่ีที่มีรัฐชายฝั่งอยู่รายเรียงตลอดแนวอ่าวไทยถึง 4 ประเทศได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา ไทย
และมาเลเซียในลักษณะท่ีมีน่านน้าอยู่ประชิดและอยู่ตรงข้ามกับประเทศไทย ซึ่งบรรดาประเทศต่าง ๆ เหล่านี้
ต่างก็อ้างสิทธิฝ่ายเดียว (Unilateral claim) ในการประกาศเขตทางทะเลของตนเองเป็นต้นเหตุของการเกิดพ้ืนที่
ทอี่ า้ งสทิ ธทิ ับซ้อนทางทะเลในอ่าวไทยทม่ี ีขนาดพื้นทีถ่ ึง 34,000 ตารางกโิ ลเมตร

ในส่วนของนา่ นน้าทางด้านตะวันตกของประเทศไทยกเ็ ช่นเดยี วกัน ไทยมีนา่ นนา้ ทม่ี ีพืน้ ทีส่ ว่ นใหญ่
(ประมาณ 65% ของพ้ืนที่ทะเลทางด้านตะวันตก) ต้ังแต่ จ.ระนอง-จ.ภูเก็ต อยู่ในเขตของทะเลอันดามัน และมี
พ้ืนที่อีกส่วนหนึ่ง (ประมาณ 35% ของพื้นท่ีทะเลทางด้านตะวันตก) ตั้งแต่ จ.กระบ่ี-จ.สตูล อยู่ในเขตของช่องแคบ
มะละกา ซง่ึ พ้ืนท่ีทางทะเลของไทยทางด้านตะวนั ตกของประเทศไทยนี้ก็แวดลอ้ มไปด้วยประเทศต่าง ๆ ท่ีมีอาณาเขต
อยู่ประชิดกันและตรงข้ามกันกัประเทศไทยได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย และเมียนมา ซึ่งการที่ประเทศไทย
มีที่ต้ังทางภูมิศาสตร์เช่นนี้จึงเป็นเรื่องจาเป็นท่ีจะต้องให้ความสนใจในเร่ืองของเขตทางทะเลและเขตแดนทางทะเล
และสถานะของการประกาศเขตและการเจรจาเขตแดน

51

เรอื่ งที่ 2 ลกั ษณะเขตทางทะเล

เขตทางทะเล (Maritime Zones) และ เขตแดนทางทะเล(Maritime Boundary)
ความหมายของเขตทางทะเลและเขตแดนทางทะเล

1. เขตทางทะเล (Maritime Zones) เป็นระบอบของแนวความคิดในความเกย่ี วพันของรัฐชายฝ่ัง
และพ้ืนที่ทางทะเลท่ีอยู่ต่อเน่ืองออกไปจากชายฝั่งทะเลของรัฐ ระบอบแนวคิดนี้ได้เกิดข้ึนจากการพัฒนาหลักการ
ของกฎหมายทะเลมาตั้งแต่สมัยยุคโรมันในยุคแรกที่กฎหมายทะเลยังเป็นกฎหมายจารีตประเพณีที่ยอมรับกัน โดย
ไมม่ ีการบญั ญัตเิ ปน็ ลายลกั ษณ์อักษร ต่อมาจึงพัฒนามาเป็นกฎหมายที่มบี ทบัญญัตเิ ปน็ ลายลักษณ์อักษรเปน็ ครง้ั แรก
ในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าดว้ ยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1958 โดยในขณะน้ันระบอบของเขตทางทะเลมี เพยี งน่านน้า
ภายใน ทะเลอาณาเขตและเขตต่อเน่ืองและทะเลหลวง และในเวลาต่อมาได้มีการพัฒนาการก้าหนดเขตทางทะเล
ออกเป็นเขตต่าง ๆ ตามที่ปรากฏในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 เช่น น่านน้าภายใน
ทะเลอาณาเขต เขตต่อเน่ือง เขตเศรษฐกจิ จ้าเพาะ ไหล่ทวีป ทะเลหลวง และ บริเวณพ้ืนทต่ี ามล้าดับ เขตต่าง ๆ
เหล่านี้ มีมาตรฐานในการกาหนดที่เป็นสากลและใช้บังคับส้าหรับรัฐชายฝ่ังทั้งปวงท่ีเป็นภาคีอนุสัญญาฯ มีการ
ก้าหนดให้รัฐชายฝั่งใช้อานาจรัฐที่ลดหล่ันกันไปในแต่ละเขตทางทะเล กล่าวคือในเขตน่านน้าภายในและทะเล
อาณาเขต รัฐมีอ้านาจอธิปไตยเหนือพ้ืนท่ีดังกล่าว ในเขตต่อเน่ืองและเขตเศรษฐกิจจ้าเพาะ และไหล่ทวีป รัฐมี
เพียงสิทธิอธิปไตยในการแสวงประโยชน์จากทรัพยากรเท่าน้ัน อย่างไรก็ตามรัฐก็มีพันธะกรณีที่จะต้องดูแลการใช้
ทะเลให้เกดิ ความยั่งยนื ด้วยเช่นกัน

เขตแดนทางทะเล( Maritime Boundary) คอื เส้นท่ีกา้ หนดขน้ึ จากข้อตกลงระหวา่ งรัฐชายฝ่ัง
ทม่ี พี ้ืนที่ทางทะเลประชิดหรือตรงข้ามกันตามหลกั การ ของกฎหมายทะเลเพ่ือแบ่งแยกการใช้เขตอานาจของรัฐชายฝั่ง
ให้เกิดความชัดเจนซึ่งโดยหลักการแล้วไม่ควรมีพ้ืนท่ีทางทะเลใด ๆ ที่รัฐใช้เขตอ้านาจทับซ้อนกัน ไม่ว่าจะเป็นเขต
อา้ นาจอธิปไตยหรอื เขตทร่ี ฐั มสี ิทธอิ ธปิ ไตย ดังน้นั ถา้ รัฐชายฝั่งมีพื้นที่ทะเลอาณาเขต หรือมี เขตเศรษฐกิจจ้าเพาะอยู่
ประชิดติดกันหรือตรงขา้ มกัน ก็จะต้องมีการเจรจาแบง่ เขตแดนระหว่างกนั ให้ได้ข้อยุติ เส้นที่ก้าหนดขนึ้ น้ี จะเรียกว่า
เขตแดนทางทะเล

การท่ีรฐั ชายฝงั่ จะกา้ หนดขอบเขตนอกสุดของแต่ละเขตทางทะเล (Outer limit of Maritime
Zone) ที่ได้กล่าวมาข้างต้นได้นั้น รฐั ชายฝั่งจะพิจารณาก้าหนดเส้นฐานของตนขึ้นก่อนเพื่อใช้เป็นเส้นอ้างอิงเร่ิมต้น
ที่จะใช้วัดความกว้างของเขตทางทะเลทุก ๆ เขตทจ่ี ะประกาศในขนั้ ต่อไป

2.เส้นฐาน (Base Lines) ท่ีใช้กาหนดความกว้างของเขตทางทะเล เสน้ ฐาน (Base line) คือ
เส้นที่ใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการวัดขอบเขตของทะเลอาณาเขตและเขตทางทะเล อ่ืน ๆ ที่อยู่ถัดออกไปท้ังหมด ดังนั้น
จึงมีความจ้าเป็นจะต้องท้าความเข้าใจถึงประเภทของเส้นฐานก่อนเป็นอันดับแรก เส้นเกณฑ์ที่ใช้อ้างอิงในการ
ก้าหนดเส้นฐานตามปกติแล้ว ก้าหนดให้ใช้เส้นฐานปกติที่อ้างอิงจากแนวน้าลด ตามแนวชายฝ่ังท่ีปรากฏบนแผนท่ี
มาตราส่วนใหญ่ (Large Scale Chart) ของรัฐชายฝั่ง ในการนี้ก่อนท่ีจะก้าหนดว่าเส้นฐานปกติอยู่ ณ ต้าแหน่งใด
ของแผนท่ี เจ้าหน้าท่ีอุทกศาสตร์จ้าเป็นต้องมีพ้ืนฐานความเข้าใจเบื้องต้นในนิยามของเส้นอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง
ซ่ึงรัฐชายฝั่งต่าง ๆ เลือกใช้ เช่น เส้นแนวน้าลด ( Low-Water Line) หรือพ้ืนที่ที่อยู่เหนือระดับน้าขณะน้าลด
( Low-Tide Elevation) เป็นต้น เส้นแนวน้าลดชายฝ่ัง (Low - Water Line) บางครั้งอาจใช้ค้าว่า รอยน้าลด
( Low Water Mark ) แทนได้ เส้นดังกล่าวน้ีหมายถึง แนวซ่ึงเป็นที่บรรจบกันระหว่างระดับน้าลดกับแผ่นดิน คือ
แนวชายฝ่ังหรอื ชายหาดขณะน้าลด โดยปกตแิ นวนา้ ลดจะแสดงไวใ้ นแผนที่เดินเรือมาตราสว่ นใหญ่ แต่ในกรณแี ผนท่ี

52
เดินเรือมีมาตราส่วนเล็กมากจนท้าให้ไม่สามารถสร้างแผนท่ีแสดงบริเวณแนวน้าขึ้นหรือแนวน้าลดได้ หรือบริเวณ
แนวชายฝั่งท่ีไม่มีการเปล่ียนแปลง (เช่นส่วนที่เป็นหน้าผาชัน) ก็ให้ถือว่าแนวน้าขึ้นและแนวน้าลดเป็นเส้นเดียวกันได้
เว้นแต่มีหลักเกณฑ์พิเศษอื่น ๆ ก้าหนดไว้ให้ เส้นฐานท่ีใช้ส้าหรับเป็นจุดเริ่มในการก้าหนดเขตทางทะเลของรัฐ
โดยปกติแล้วก้าหนดขึ้นจากแนวน้าลดตลอดชายฝ่ัง ตามท่ีได้หมายไว้ในแผนท่ี ซึ่งใช้มาตราส่วนขนาดใหญ่ที่เป็น
ทางการของรัฐชายฝั่งนั้น

ภาพ แสดงการกาหนดเส้นเกณฑแ์ ผนทส่ี าหรับใช้อ้างอิงระดับนา้ ลงต่าสุดท่แี ตกต่างกันแสดงให้เหน็ ว่า
หากใช้เส้นเกณฑท์ ี่ตา่ ท่ีสดุ เป็นเกณฑใ์ นการกาหนดเสน้ ฐานปกติแลว้ ย่อมส่งผลให้มีอาณาเขตทางทะเลที่กว้างขึ้น

(ที่มา : TALOS)

53
ในกรณีทพี่ นื้ ทีเ่ หนอื น้าขณะน้าลดทัง้ หมดหรือบางสว่ นต้งั อยใู่ นระยะห่างจากผืนแผน่ ดินหรือเกาะ
ไม่เกินความกวา้ งของทะเลอาณาเขต (12 ไมล์ทะเล) อาจใช้เส้นแนวน้าลดของพ้ืนที่เหนือน้านั้นเป็นเสน้ ฐานส้าหรับ
วดั ความกว้างของทะเลอาณาเขตได้ แตก่ รณีพ้ืนที่เหนือน้าขณะน้าลดทง้ั หมด ตั้งอยใู่ นระยะห่างจากแผน่ ดินเกินกว่า
ความกว้างของทะเลอาณาเขต พ้ืนที่เหนือน้าน้ันจะไม่มีทะเลอาณาเขตของตนเอง ส้าหรับทะเลอาณาเขตนั้น
มีระยะ 12 ไมล์ทะเลจากเส้นฐาน ซ่ึงภายในระยะดังกล่าวหากมีพ้ืนที่เหนือน้าขณะน้าลดปรากฏก็ย่อมท้าให้ทะเล
อาณาเขต มีความกว้างเพ่ิมข้ึน ดังอธิบายตามภาพข้างล่างให้เห็นว่าในบริเวณที่ 1 และ 2 ซึ่งอยู่ภายในระยะ
12 ไมล์ จากแนวน้าลด จะมีผลในการก้าหนดเส้นทะเลอาณาเขตเพิ่มข้ึน ตามเส้นสีน้าเงินส่วนท่ีโป่งออกไป
ส่วนพนื้ ที่เหนอื น้าขณะน้าลด ในบรเิ วณ 3 ซึ่งอยู่นอกระยะ 12 ไมล์ ไมม่ ผี ลใหไ้ ดอ้ าณาเขตทางทะเลเพ่ิมข้ึน

ภาพ แสดงใหเ้ ห็นถงึ พืน้ ทเ่ี หนือนา้ ขณะนา้ ลด (Low Tide Elevation)
ทีม่ ีผลต่อการกาหนดขอบนอกของทะเลอาณาเขต
(ท่ีมา : TALOS)

54

เสน้ ฐานในการก้าหนดเขตทางทะเลนน้ั ถูกก้าหนดขึ้นตามลักษณะของภมู ิประเทศ โดยสามารถ
แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ เส้นฐานปกติ (Normal Baseline) และ เส้นฐานตรง (Straight Baseline) ซ่ึงการก้าหนด
เสน้ ฐานแต่ละประเภทมรี ายละเอียดดงั นี้

1. เสน้ ฐานปกติ (Normal Baseline) เสน้ ฐานชนิดน้ีเปน็ เสน้ ฐานทใี่ ช้กันทั่วไป ส้าหรบั วดั
ความกว้างของทะเลอาณาเขต เส้นฐานปกติได้แก่แนวน้าลดตลอดชายฝั่งตามท่ีได้หมายไว้ในแผนที่มาตราส่วนใหญ่
ที่รัฐชายฝ่ังยอมรับนับถือเป็นทางการ อย่างไรก็ตามใน อนุสัญญาฯ ค.ศ.1982 ยังมีข้อบทส่วนอื่นๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับ
การก้าหนดเส้นฐานปกติด้วยไดแ้ ก่ ข้อ 6 บญั ญัติเกย่ี วกับโขดหิน ขอ้ 11 บัญญัติเกี่ยวกับท่าเรอื และสิ่งปลูกสรา้ งต่างๆ
ตามแนวชายฝงั่ และนอกฝั่ง และ ขอ้ 13 ทบี่ ัญญตั เิ ก่ียวกับพืน้ ท่เี หนอื น้าขณะนา้ ลด

ภาพ แสดงเส้นประทแี่ สดงในแผนท่คี ือเส้นแนวนาลดท่ชี ายฝั่งทะเลและใช้เปน็ เสน้ ฐานปกติ
( ที่มา : กรมอทุ กศาสตร์)

2. เสน้ ฐานตรง (Straight Baselines) กรณที แ่ี นวชายฝ่งั เว้าแหว่งเขา้ ไปลกึ หรือทซ่ี ่ึงมีเกาะเรยี งราย
ตามฝั่งทะเลในบริเวณใกล้ชิดติดกับฝ่ังทะเลนั้น ฝั่งทะเลตอนนั้นต้องมีลักษณะทางภูมิศาสตร์ผิดกว่าธรรมดา
กล่าวคือ ชายฝ่ังมีลักษณะเว้าแหว่ง หรือตัดลึกเข้าไปในแผ่นดินมาก และมีลักษณะซับซ้อนพอสมควร หรือมีเกาะ
เรียงรายอยู่ชิดฝ่ังเป็นจ้านวนมาก หรือมีลักษณะฝั่งและเกาะในลักษณะดังกล่าวประกอบกัน จนเป็นชายฝั่งที่มี
ลักษณะพิเศษผิดกว่าชายฝ่ังธรรมดาทั่วไปรัฐชายฝั่งอาจใช้เส้นฐานตรงได้โดยการก้าหนดจุดท่ีเหมาะสม อาจเป็น
น้อยจุดหรอื มากจุดก็ได้ แล้วลากเส้นตรงเช่ือมจุดเหล่านั้น เส้นตรงที่ลากขึ้นดังกล่าวนี้ คือ เส้นฐานตรง ซึ่งใช้เป็น
เส้นฐานในการก้าหนดเขตทางทะเล เช่นเดียวกับเส้นฐานปกติ โดยหลักท่ัวไปแล้วเส้นฐานตรงต้องไม่หักเหไปจาก
ทิศทางโดยท่ัวไปของชายฝ่ัง และบริเวณทะเลท่ีอยู่ภายในเส้นฐานเหล่านั้นต้องมีความสัมพันธ์กับผืนแผ่นดินอย่าง
ใกล้ชิด รัฐชายฝ่ังซ่ึงใช้เส้นฐานตรงต้องแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งในแผนที่ของตนหรือประกาศรายการพิกัดทาง
ภูมิศาสตร์ของจุดดังกล่าว โดยปกติแล้วการก้าหนดเส้นฐานตรงน้ันต้องมีเงื่อนไขต่าง ๆ ตามที่กฎหมายระหว่าง
ประเทศได้วางหลักเกณฑ์ไว้ ตามข้อ 4 ของอนุสญั ญาว่าด้วยทะเลอาณาเขตและเขตต่อเน่อื ง ค.ศ. 1958 (พ.ศ. 2501)
หรือข้อ 7 ของอนุสญั ญา ฯค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525)

55

ภาพ แสดงการกาหนดเสน้ ฐานตรงเม่ือชายฝ่ังมลี กั ษณะเว้าแหวง่ หรือมีเกาะเรียงรายที่แนวชายฝ่ัง
( ท่ีมา: TALOS )

เสน้ ฐานอ่าวประวัตศิ าสตร์ (Historic Bay)
อา่ วประวตั ิศาสตร์ คอื อา่ วซง่ึ รัฐชายฝั่งกล่าวอ้างอ้านาจอธปิ ไตยของตนเหนอื อา่ วน้นั อ่าวชนิดน้ี
ไม่ได้ค้านึงถึงสภาพทางภูมิศาสตร์ว่าปากอ่าวมีความกว้างเท่าใด และไม่ค้านึงถึงหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้
ในอนุสัญญากฎหมายทางทะเลแต่อย่างใด กล่าวคืออ่าวประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกก้าหนดขึ้นโดยกฎของครึ่งวงกลม
และการลากเส้นปิด 24 ไมล์ทะเล ตามหลักเกณฑ์ระหว่างประเทศเก่ียวกับการอ้างอ่าวประวัติศาสตร์ รัฐท่ีอ้าง
สิทธิน้ัน ต้องท้าการโดยเปิดเผย อย่างมีประสิทธิภาพเป็นเวลายาวนาน และมีการใช้อ้านาจเหนืออ่าวดังกล่าว
อยา่ งต่อเนอ่ื ง โดยตอ้ งไม่มีการคัดค้านการใช้อ้านาจเชน่ ว่านน้ั จากรัฐอนื่ ๆ

อย่างไรกต็ ามไม่มกี ฎเกณฑบ์ ญั ญัตไิ วว้ ่าการครอบครองน่านน้าน้ันตอ้ งเป็นระยะเวลากปี่ ี ท้งั น้ี
ขึ้นกับพฤติการณ์แต่ละกรณีเป็นเรื่อง ๆ ไป อ่าวประวัติศาสตร์ท่ีส้าคัญ ๆ เช่นในฝรั่งเศส อ่าวกองกาเล ( Cancale )
และอ่าวกรองวีลย์ ( Granville ) มีความกว้าง 17 ไมล์ ในสหรัฐ อ่าวเซซาพีค ( Chesapeake ) กว้าง 12 ไมล์
อ่าวเดลาแวร์( Delaware) กว้าง 10 ไมล์ และอ่าวซานตา โมนิกา ( Santa Monica ) กว้าง 24 ไมล์ ในรัสเซีย
อา่ วปเี ตอร์ เดอ เกรท ( Peter the Great ) กว้าง 200 ไมล์ และในพมา่ อ่าวเมาะตะมะ กวา้ ง 203 ไมล์ เปน็ ต้น

ประเทศไทยมนี ่านนา้ ในอา่ วไทยเป็นอา่ วประวตั ศิ าสตร์ ตามประกาศส้านกั นายกรฐั มนตรี เร่อื ง
อ่าวไทยตอนใน ลงวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2502 ก้าหนดว่าอ่าวไทยตอนในเหนือเส้นฐานจากจุด ณ แหลมบ้านช่อง
แสมสาร ละติจูด 12o35/45//เหนือ ลองจิจูด 100 o 57/45// ตะวันออก ตามเส้นขนานละติจูดไปทางทิศตะวันตก
ถงึ จุด ณ ฝงั่ ทะเลตรงข้าม ละตจิ ูด 12 o 35/45// เหนือ ลองจจิ ูด 99 o 57/30// ตะวันออก เป็นอ่าวประวัติศาสตร์และ
นา่ นน้าภายในเสน้ ฐานดังกลา่ วน้ันเป็นนา่ นน้าภายในประเทศไทย

56
ลักษณะทางธรรมชาตทิ ่ีมีผลตอ่ การกาหนดเส้นฐาน
1.แนวชายฝั่งที่มีลกั ษณะไมค่ งที่ (Unstable Coastlines) แนวชายฝ่ังที่มีการเปลีย่ นแปลง
ตลอดเวลาตามธรรมชาติ เช่น ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้า (Deltas) เส้นฐานตรงอาจก้าหนดข้ึนโดยให้เชื่อม
ระหว่างจุดทีเ่ หมาะสมของเส้นแนวน้าลด แม้ว่า ต่อมาภายหลังแนวชายฝั่งถกู เซาะหายไปหรืองอกออกมา เส้นฐาน
ตรงเหล่าน้ียังคงมีผลต่อไป จนกว่ารัฐชายฝ่ังจะท้าการเปล่ียนแปลง เช่นการก้าหนดเส้นฐานที่ชายฝ่ังของบังคลาเทศ
เป็นตน้
2.ชายฝง่ั เวา้ แหวง่ (Indent Coast) ลกั ษณะของขอบฝงั่ ที่เวา้ แหว่งมักเปน็ อปุ สรรคในการสรา้ ง
เส้นฐาน ดังนั้นในอนุสัญญาฯ ค.ศ.1982 ได้ระบุวิธีการสร้างเส้นฐานข้ึนโดยก้าหนดหลักการว่า หากบริเวณที่ต้องการ
สร้างเสน้ ฐานน้ันมีลักษณะเว้าแหว่ง หรือมเี กาะเรียงรายตามฝัง่ ทะเล ให้น้าวิธีการลากเส้นฐานตรงเชือ่ มจดุ ที่เหมาะสม
มาใช้ในการก้าหนดเส้นฐาน ส้าหรบั เปน็ เสน้ เร่ิมตน้ ในการก้าหนดเขตทางทะเล
3.หินโสโครก (Reefs) เสน้ แนวนา้ ลดของหินโสโครกอาจนา้ มาใชเ้ ปน็ เสน้ ฐานของหมู่เกาะ ทีต่ ง้ั
อยู่บนหนิ ปะการงั หรือของเกาะทม่ี ีชายขอบเป็นแนวโขดหนิ
4. ส่งิ ก่อสร้างของเขตทา่ (Habour Works) สง่ิ ก่อสร้างถาวรตอนนอกสดุ ของเขตทา่ ซึ่งเปน็
สว่ นประกอบหน่ึงของระบบท่าเรือเทา่ น้ัน ให้ถือว่าเป็นส่วนของฝ่งั ทะเลในการกา้ หนดเสน้ ฐาน สิ่งกอ่ สร้างของ
เขตท่า เชน่ ทา่ เรอื เขอื่ นกนั คลน่ื และสว่ นป้องกนั การสกึ กร่อนของชายฝง่ั เปน็ ตน้ ซงึ่ สร้างขน้ึ ตามแนวชายฝง่ั
บรเิ วณอ่าว หรอื แมน่ ้า เพื่อใช้ปอ้ งกันหรอื เพื่อล้อมรอบพนื้ ท่จี อดเรือ หรือเปน็ ที่ก้าบังคล่ืนลม

ภาพ แสดงสิง่ ก่อสร้างนอกสุดของเขตท่า สามารถใช้เป็นจดุ ฐานในการกาหนดเขตทางทะเลได้
(ท่ีมา : ค่มู อื เทคนิคกฎหมายทะเลสาหรับนายทหารอุทกศาสตร์ )

57

5. เกาะ โขดหิน และพนื้ ท่ที ี่อยเู่ หนือนา้ ขณะน้าลด (Islands, Rocks and Low Tide
Elevations) เกาะแตล่ ะเกาะต่างมที ะเลอาณาเขตของตน และมีเส้นฐานสา้ หรบั วัดเชน่ เดียวกบั แผน่ ดิน เกาะคือ
บริเวณแผน่ ดนิ ท่เี กดิ ขน้ึ ตามธรรมชาติ ลอ้ มรอบดว้ ยน้าซง่ึ อยเู่ หนือน้าขณะนา้ ขน้ึ หินโสโครกเปน็ พ้ืนที่ ท่ีคนไม่
สามารถอาศยั หรือยังชีพอยู่ได้ หากหินโสโครกยังคงอยู่เหนอื น้าขณะนา้ ข้นึ สงู สุด ก็จะมที ะเลอาณาเขตเช่นเดียวกัน
สว่ นหินทีซ่ ่ึงพ้ืนท่ที ่ีอยู่เหนือระดับนา้ ขณะน้าลดทอี่ ยภู่ ายนอกทะเลอาณาเขตทง้ั หมด จะไมม่ ีทะเลอาณาเขตของตนเอง

ภาพ แสดงเกาะ หนิ โสโครก และพืน้ ทท่ี ่ีอยูเ่ หนือระดับน้าขณะนา้ ลด
(ท่ีมา : คูม่ ือเทคนคิ กฎหมายทะเลสาหรับนายทหารอุทกศาสตร์)

6. เกาะเทียมและส่งิ ติดต้ังนอกชายฝ่งั (Artificial islands and Offshore
installations) เกาะเทยี มและสิง่ ติดตง้ั นอกชายฝัง่ ไม่มที ะเลอาณาเขตของตนเอง

7. ท่จี อดเรอื (Roadsteads) ทจี่ อดเรอื ตามปกติใช้สาหรับขนสนิ คา้ ขน้ึ -ลงเรอื และทอดสมอเรือ
ซึ่งแม้ว่าที่จอดเรือท้ังหมดหรือบางส่วนจะตั้งอยู่ภายนอกขอบเขตด้านนอกของทะเลอาณาเขต ให้รวมอยู่ในทะเล
อาณาเขตดว้ ย ทจ่ี อดเรอื ต้องก้าหนดและแสดงไวอ้ ย่างชดั เจนในแผนที่ซึ่งรัฐชายฝ่ังนนั้ จดั ท้าขึน้

ปญั หาพืน้ ฐานโดยท่วั ไปของเสน้ ฐานปกตแิ ละเส้นฐานตรง (ยกไปไว้ ม.ปลาย)
1.ขอ้ มูลแนวนา้ ลดตลอดแนวชายฝ่งั ต้องได้มาจากตรวจระดับนา้ เป็นระยะเวลาท่ียาวนานพอสมควร

รวมท้ังมีการส้ารวจหยั่งน้า ท้าแผนท่ีโดยหน่วยงานอุทกศาสตร์ของรัฐชายฝั่ง เพ่ือให้ได้แนวของน้าลงต้่าสุด
ท่ีรัฐชายฝ่ังน้ันยึดถือหรือยอมรับใช้อย่างเป็นทางการ ซึ่งการด้าเนินการดังกล่าวนี้ มักเป็นปัญหาของบางรัฐชายฝั่ง
ทยี่ งั ไม่มีขีดความสามารถในการส้ารวจทางอทุ กศาสตรด์ ว้ ยตนเอง

2. แผนทซ่ี งึ่ ใช้ในการกา้ หนดเส้นฐานทั้งเสน้ ฐานปกติ และเสน้ ฐานตรงทกุ ประเภท ตอ้ งเปน็ ชนดิ
มาตราส่วนใหญ่ (Large Scale Chart) ที่ให้รายละเอียดเขตท่ีน้าข้ึนลงชัดเจน และมีระวางครอบคลุมบริเวณชายฝั่ง
ทัง้ หมดอยา่ งครบถ้วน

3. วธิ ีการกา้ หนดเส้นฐานประเภทต่าง ๆ ให้เปน็ ไปอยา่ งถูกตอ้ งตามเงอ่ื นไขท่ีกฎหมายทะเลกา้ หนด

58

4. ความถูกตอ้ งของต้าบลทใ่ี นการประกาศเส้นฐาน เช่น การก้าหนดพกิ ดั ของจดุ นอกสดุ ท่ีชายฝง่ั
โดยค่าตัวเลขพิกัดท่ีประกาศ ควรระบุท่ีมาของการหาค่า ท้ังวิธีการท่ีได้มา และการอ้างอิงขนาดของโลกและมูลฐาน
ทใี่ ช้

5. การปรบั ปรุงความถูกต้องตา้ บลท่ีของเสน้ ฐานที่เคยประกาศไว้ เม่อื ภายหลงั มีข้อมูลทถี่ ูกต้องและ
มีคุณภาพของข้อมูลดีกว่าเดิม เช่น เมื่อมีการส้ารวจแผนท่ีขยายใหม่ท่ีใช้สัณฐานและขนาดของโลกในระบบ ท่ีอ้างอิง
จากจดุ ศูนย์กลางของมวลโลก (World Geodetic System - WGS 84) เปน็ ตน้

สรปุ เสน้ ฐานแตล่ ะประเภทตามทีไ่ ด้กลา่ วมาแลว้ ขา้ งตน้ ถือเป็นจดุ เริม่ ตน้ ทรี่ ฐั ชายฝ่งั ใชส้ ้าหรบั การ
วัดระยะความกว้างเขตทางทะเลของตนออกไป การก้าหนดเขตทางทะเลทุก ๆ เขต ใช้การวัดระยะจากเส้นฐาน
ทั้งส้ิน ดังนัน้ เส้นฐานจึงมีความสา้ คญั เป็นอนั ดับแรกที่ควรให้ความสนใจ พร้อมทั้งมกี ารตรวจสอบความถูกต้องและ
ดา้ เนนิ การท่สี อดคล้องกับกฎเกณฑ์ตามที่อนสุ ัญญาสหประชาชาติว่าดว้ ยกฎหมายทะเลกา้ หนดไว้

3. การประกาศอา้ งสิทธิฝ่ายเดียว (Unilateral Claimed) ในเขตทางทะเล
การประกาศอ้างสิทธฝิ า่ ยเดียว (Unilateral Claimed) ถือเป็นขน้ั ตอนเร่มิ ต้นของเขตทางทะเลของ
รฐั ชายฝ่ัง ตัวอย่าง ของการประกาศอ้างสิทธิฝ่ายเดียวของรัฐเช่น การประกาศเส้นฐานตรงในแต่ละบริเวณ เป็นสิ่งท่ี
จ้าเป็นถ้ารัฐไม่ประกาศอย่างเป็นทางการก็จะไม่ได้สิทธิในเขตทางทะเลตามที่กฎหมายทะเลก้าหนด น่ันคือ ถ้ารัฐ
ไม่ประกาศเส้นฐานตรงการวัดเขตทางทะเลก็จะต้องใช้เส้นฐานปกติคือแนวน้าลดท่ีชายฝั่งเป็นขอบเขตเริ่มต้น
ในการวัด ก็จะส่งผลให้ได้พ้ืนท่ีทางทะเลน้อยกว่าการประกาศอ้างสิทธิที่ชัดเจน ส่วนการประกาศความกว้างของ
ทะเลอาณาเขตแม้ว่ารัฐชายฝ่ังจะประกาศหรือไม่ประกาศรัฐย่อมมีสิทธิในทะเลอณาเขตของตนอยู่แล้วในลักษณะ
ท่ีเป็นไปตามหลักการของกฎหมายในส่วนที่เป็นหลักการของจารีตประเพณีที่ยึดถือกันมา แต่การประกาศขอบเขต
ท่ีชัดเจนลงในแผนท่ีเป็นการแสดงเจตนาของรัฐชายฝ่ังให้เป็นที่ปรากฏชัดเจน จะเห็นได้ว่าในบางเขตทางทะเลเช่น
เขตไหล่ทวีปแม้จะเป็นสิทธิตามธรรมชาติท่ีรัฐจะมีเขตไหล่ทวีปของตนเองได้ตามธรรมชาติของไหล่ทวีป ไม่ว่าจะ
ประกาศอ้างสิทธิหรือไม่ก็ตาม แต่รัฐส่วนใหญ่ก็นิยมท่ีจะประกาศอ้างสิทธิในเขตไหล่ทวีปของตน เพื่อแสดงขอบเขต
การอ้างสิทธิของตนเองให้เป็นที่ประจักษ์ แม้ว่าการอ้างสิทธิฝ่ายเดียวไม่มีผลผูกพันให้ประเทศเพ่ือนบ้านโดยรอบ
ต้องยอมรับการอ้างสิทธิน้ัน ๆ ก็ตาม แต่ประโยชน์ของการอ้างสิทธิฝ่ายเดียวจะเป็นพ้ืนฐานให้ประเทศท่ีมีอาณาเขต
ติดกันใช้เป็นกรอบของขอบเขตพื้นที่ ท่ีจะต้องมีการเจรจาร่วมกันให้ได้ข้อยุติต่อไปตามท่ีกฎหมายทะเลก้าหนด
แนวทางไว้ ปัญหาทเ่ี กดิ ขนึ้ จากการอ้างสิทธิฝ่ายเดียวอาจส่งผลเสียได้หากการอ้างสิทธนิ ้ันเป็นการอ้างสิทธทิ ่ีเกินเลย
และไม่อยู่บนพ้ืนฐานของหลักกฎหมาย เช่น การอ้างสิทธิฝ่ายเดียวในไหล่ทวีปของกัมพูชาเป็นต้น ในขณะเดียวกัน
ในบางพื้นท่ีที่รัฐคู่กรณีมิได้มีการอ้างสิทธิฝ่ายเดียว การเจรจาให้ได้ข้อยุติก็จะเป็นไปได้ง่ายกว่าเช่น การแบ่งเขต
ทางทะเลในพื้นท่ีทางด้านฝั่งตะวันตกของประเทศไทยในปัจจุบันสามารถตกลงกันได้ ข้อยุติเกือบท้ังหมดยังมีที่
คงค้างบรเิ วณเหนอื เกาะสุรินทร์ไปจนถึงบริเวณปากน้าระนองทีย่ งั ไม่มีการเจรจาระหว่างกัน

59

ระบอบของเขตทางทะเลตามอนสุ ัญญาสหประชาชาติวา่ ดว้ ยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982

1.ประเภทของเขตทางทะเล (Maritime Zones) ตามหลกั กฎหมายทะเล
อนุสญั ญาสหประชาชาตวิ า่ ดว้ ยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (1982 United Nations Convention
On the Law of the Sea : 1982 UNCLOS) เป็นอนุสัญญาท่ีประมวลกฎหมาย จารีตประเพณีทางทะเล
เป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมท้ังก้าหนดหลักเกณฑ์ให้ครอบคลุมกิจกรรมทางทะเลในทุกด้าน อาทิ การใช้ประโยชน์
จากทรัพยากรทางทะเล การอนรุ กั ษ์ และการจดั การทรัพยากรในทะเล การคุ้มครองส่ิงแวดล้อมทางทะเล การวิจัย
และวทิ ยาศาสตร์ทางทะเล การระงับข้อพิพาท ซ่ึงประเทศไทยได้ให้สตั ยาบันและมีสิทธิและหน้าท่ีเก่ียวข้องกับทะเล
ตามอนสุ ัญญาฯ ต้ังแต่วันท่ี ๑๔ มถิ ุนายน พ.ศ. ๒๕๕๔ อนสุ ัญญาฯ ไดก้ ้าหนดเขตทางทะเล และก้าหนดอ้านาจ สทิ ธิ
และหนา้ ทีข่ องรฐั ภาคี ไว้ดงั นี้

1.1 นา่ นน้าภายใน (Internal Waters) คือ นา่ นนา้ ทางด้านแผ่นดินหลงั เส้นฐาน
(Baselines) ซึ่งรัฐชายฝั่งมีอ้านาจอธิปไตย (Sovereignty) เสมือนอ้านาจอธิปไตยเหนือดินแดน (Territory) ทั้งน้ี
เส้นฐานแบ่งเป็นเส้นฐานปกติ (Normal Baseline) คือ แนวน้าลดตลอดชายฝั่งทะเล ตามที่รัฐชายฝ่ังก้าหนดไว้
ในแผนท่ีของตน ซ่ึงโดยอนุโลมคือเส้นแนวน้าลึกศูนย์เมตรที่อยู่ในแผนที่เดินเรือ ส่วนเส้นฐานตรง (Straight
Baseline) กาหนดข้ึน ในกรณีท่ีชายฝ่ังมีความเว้าแหว่งมาก หรือมีเกาะเรียงรายใกล้ชิดไปกับแนวชายฝ่ัง
จนไม่สามารถหาแนวน้าลดได้ ให้รัฐชายฝ่ังสามารถก้าหนดการเชื่อมต่อจุดที่เหมาะสม บริเวณชายฝั่งเข้าด้วยกัน
เป็นเสน้ ฐานตรงได้

1.2 ทะเลอาณาเขต (Territorial Sea) มพี น้ื ท่ีไม่เกิน 12 ไมลท์ ะเล หรือประมาณ 22
กิโลเมตร โดยวัดจากเส้นฐาน (Baselines) โดยรัฐชายฝ่ังมีอ้านาจอธิปไตยเหนือทะเลอาณาเขต ซึ่งหมายความ
รวมถึงอ้านาจอธิปไตยในห้วงอากาศ (Air space) เหนือทะเลอาณาเขต และอ้านาจอธิปไตยเหนือพ้ืนดินท้องทะเล
(Seabed) และดินใต้ผิวดิน (Subsoil) ของทะเลอาณาเขตด้วย แต่ให้สทิ ธิในการผ่านโดยสุจริต (Right of innocent
passage) ของเรอื ต่างชาติ

1.3 เขตต่อเนื่อง (Contiguous Zone) มีพ้นื ทไ่ี ม่เกนิ 24 ไมลท์ ะเล หรอื ประมาณ
44 กิโลเมตร โดยวัดจากเส้นฐาน (Baselines) ซ่ึงใช้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขต ซ่ึงรัฐชายฝั่งอาจใช้สิทธิ
ประกาศเป็นเขตต่อเนื่องเพ่ือด้าเนินการควบคุมที่จ้าเป็น เพื่อป้องกันการฝ่าฝืนกฎหมายและข้อบังคับเก่ียวกับ
ศุลกากร (Customs) การคลัง (Fiscal) การเข้าเมอื ง (Immigration) หรอื การสขุ าภิบาล (Sanitary)

1.4 เขตเศรษฐกิจจาเพาะ (Exclusive Economic Zone) คือ บรเิ วณทอ่ี ย่ถู ัดไปและ
ประชิดกับทะเลอาณาเขต โดยเขตเศรษฐกิจจา้ เพาะ จะต้องไม่ขยายออกไปเกนิ 200 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 370
กิโลเมตรจากเส้นฐาน ซ่ึงใช้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขต โดยรัฐชายฝ่ังมีสิทธิอธิปไตย เพ่ือความมุ่งประสงค์
ในการส้ารวจ (Exploration) การแสวงประโยชน์ (Exploitation) การอนุรักษ์ (Conservation) และการจัดการ
(management) ทรัพยากรธรรมชาติท้ังที่มชี ีวิตหรือไม่มีชีวิตในน้า เหนอื พืน้ ดนิ ท้องทะเล (Water superjacent to
the seabed) และในพื้นดินท้องทะเล (Seabed) กับดินใต้ผิวดิน (Subsoil) ของพื้นดินท้องทะเลนั้น และมีสิทธิ
อธิปไตยในส่วนท่ีเกี่ยวกับกิจกรรมอ่ืน ๆ เพ่ือการแสวงประโยชน์ และการส้ารวจทางเศรษฐกิจ แต่รัฐอื่นมีเสรีภาพ
ในการเดินเรือ (Freedom of navigation) เสรีภาพในการบินผ่าน (Freedom of over flight) การวางสายเคเบิล
และท่อใต้ทะเล (Freedom of the laying of submarine cables and pipelines) และยังรวมไปถึงการใช้
ประโยชน์จากพนื้ ท่ีไหล่ทวีป (Continental Shelf) และทะเลหลวงหรอื นา่ นน้าสากล (High Seas)

60

1.5 ไหลท่ วีป (Continental Shelf) หมายถงึ พืน้ ดนิ ท้องทะเล (Seabed) และดินใต้
ผวิ ดนิ (Subsoil) ของบรเิ วณใตท้ ะเล ซ่ึงขยายเลยทะเลอาณาเขตของรัฐตลอดส่วนตอ่ ออกไปตามธรรมชาติ (Natural
Prolongation) ของดินแดนทางบกจนถึงริมนอกของขอบทวีป (Continental Margin) หรือจนถึงระยะ 200 ไมล์
ทะเลจากเส้นฐาน ซ่ึงใช้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขต แต่อาจมีบางกรณีท่ีสามารถขยายเขตไหล่ทวีปได้ถึง 350
ไมล์ทะเล หรอื ประมาณ 648 กโิ ลเมตร ทงั นี้ หลกั เกณฑเ์ ป็นไปตามทกี่ ฎหมายกาหนด

1.6 ทะเลหลวงหรอื น่านนา้ สากล (High Seas) คอื ทกุ ส่วนของทะเลซ่ึงไมไ่ ด้รวมอยู่ใน
เขตเศรษฐกิจจ้าเพาะ (Exclusive economic zone) ในทะเลอาณาเขต (Territorial sea) หรือ ในน่านน้าภายใน
(Internal waters) ของรัฐหรอื ในน่านน้าหมู่เกาะ (Archipelagic waters) ของรัฐ หมู่เกาะเสรีภาพแหง่ ทะเลหลวง
ใช้ได้ภายใต้เง่ือนไขที่กาหนดไว้โดยอนุสัญญาฯ และหลักเกณฑ์อื่น ๆ ของกฎหมายระหว่างประเทศ อาทิ เสรีภาพ
ในการเดินเรือ (Freedom of navigation) เสรีภาพในการบินผ่าน (Freedom of over flight) เสรีภาพในการ
ท้าประมง (Freedom of fishing) โดยหน้าที่ประการส้าคัญของรัฐต่าง ๆ ท่ีท้าการประมงในทะเลหลวง คือ
ต้องร่วมมือกนั เพอื่ กา้ หนดมาตรการในการอนุรกั ษ์ และจัดการทรัพยากรทีม่ ีชีวิตในท้องทะเล

1.7 บรเิ วณพนื้ ท่ี (The Area) หมายถึง พ้นื ดนิ ทอ้ งทะเลและพ้นื มหาสมุทรและดนิ
ใต้ผวิ ดินท่ีอย่พู ้นเขตอา้ นาจของรัฐ ดงั น้ัน รัฐใด ๆ จงึ มิอาจอ้างหรอื ใช้อ้านาจอธปิ ไตยหรือสิทธิอธปิ ไตยเหนอื ส่วนใด
ส่วนหนึ่งของบริเวณพ้ืนที่และทรัพยากรในบริเวณพ้ืนที่ เพราะถือเป็นมรดกร่วมของมนุษยชาติ โดยมีองค์กร
ท่ีเรียกว่า International Seabed Authority (ISA) ท้าหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรในบริเวณพ้ืนที่เพื่อประโยชน์
ร่วมกันของรัฐต่าง ๆ ส่วนห้วงน้าและห้วงอากาศ ที่อยู่เหนือบริเวณพื้นท่ีรัฐทุกรัฐยังคงมีสิทธิเสรีภาพในระบอบ
ทะเลหลวง ดังระบแุ ล้วข้างต้น

ภาพ ภาพตัดขวางแสดงให้เห็นเขตทางทะเลท่ีสัมพันธก์ ับ ห้วงอากาศ มวลนา้ ผิวดิน และใต้ผวิ ดนิ กน้ ทะเล
(ที่มา : กรมอุทกศาสตร์)

61
ประเทศไทยเป็นรัฐชายฝ่ัง (Coastal State) ตัง้ อยบู่ นคาบมหาสมุทรอนิ โดจนี มีแผ่นดนิ ติดกบั
ทะเล 2 ด้าน คือ อ่าวไทยทางทิศตะวันออก และทะเลอันดามันกับช่องแคบมะละกาทางทิศตะวันตก ประเทศไทย
มีพื้นที่ประมาณ 514,000 ตารางกิโลเมตร มีชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 3,193.44 กิโลเมตร ตลอดแนว 23 จังหวัด
ชายทะเล มีเส้นทางเข้าออกทะเล 2 มหาสมุทร (มหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย) มีอาณาเขตทางทะเล
คิดเปน็ พ้นื ที่ ท่แี ตกต่างกนั ตามระบอบของเขตทางทะเลดงั นี้
1. เขตน่านน้าภายใน (Internal Waters) : พ้ืนทร่ี วม 61,954.04 ตารางกิโลเมตร
2. ทะเลอาณาเขต (Territorial Sea) : พน้ื ที่รวม 53,068.23 ตารางกิโลเมตร
3. เขตต่อเน่ือง (Contiguous Zone) : พนื้ ท่รี วม 37,513.22 ตารางกิโลเมตร
4. เขตเศรษฐกิจจา้ เพาะ (Exclusive Economic Zone – EEZ) : พื้นที่รวม 201,340.83
ตารางกโิ ลเมตร (ไมร่ วมพ้ืนทพี่ ัฒนารว่ ม ไทย-มาเลเซยี )
5. เขตไหล่ทวีป (Continental Shelf Zone) มีขอบเขตพนื้ ทีเ่ ช่นเดียวกับเขตเศรษฐกจิ จา้ เพาะ

รวมน่านน้าไทยมพี น้ื ที่ทงั้ หมดประมาณ 323,488.32 ตารางกิโลเมตร โดยฝง่ั อา่ วไทยมีพืน้ ที่
ประมาณ 202,676.20 ตารางกิโลเมตร และฝั่งทะเลอันดามันมีพ้ืนที่ประมาณ 120,812.12 ตารางกิโลเมตร
คิดเป็น 0.63 เท่าของพ้ืนที่บนบกของประเทศ พื้นท่ีทางทะเลดังกล่าวประเทศไทยมีอ้านาจอธิปไตยและสิทธิ
อธิปไตย ที่ท้าให้เกิดผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างมหาศาล เช่น เป็นแหล่งทรัพยากรทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต
แหล่งพลังงาน การขนส่งทางทะเล การท่องเท่ียว และกิจกรรมเนื่องอันเกิดจากการใช้ประโยชน์จากทะเล
นอกจากนี้ยงั ใช้สทิ ธิ ในการแสวงหาผลประโยชน์ในเขตทะเลหลวง และพื้นทที่ างทะเลได้อกี ด้วย

ภาพ แสดงแผนที่เขตทางทะเล (Maritime Zone Chart) ของไทย
(จัดทาโดย กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ)

62

2.การประกาศเขตทางทะเลของประเทศไทย
ประเทศไทยได้ลงนามรบั รองกฎหมายทะเลในอนุสัญญาเจนีวา ปี ค.ศ.1958 (พ.ศ.2501) และ
ให้สัตยาบัน เมื่อวันท่ี 2 กรกฎาคม พ.ศ.2501 และมีผลบังคับใช้กับประเทศไทย ในวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2512 และ
อนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ปี ค.ศ.1982 (พ.ศ.2525) ซ่ึงประเทศไทยได้ให้สัตยาบันแล้ว
เม่ือปี พ.ศ. 2554 ในห้วงเวลาถึง 5 ทศวรรษท่ีผ่านมาประเทศไทยได้ใช้สิทธิในการประกาศ เส้นฐานต รง และ
ประกาศความกว้างของเขตทางทะเลต่าง ๆทั้งด้านอ่าวไทยและด้านฝ่ังทะเลด้านตะวันตกของประเทศไทย
โดยมีรายละเอยี ดสรปุ ไดด้ ังน้ี

2.1 ประกาศอา่ วประวตั ิศาสตร์
รัฐบาลไทยประกาศให้เส้นฐานตรงเช่ือมบรเิ วณอา่ วไทย 2 จดุ เพ่อื ให้พืน้ ทจี่ ากเสน้ ฐานตรง
ดงั กลา่ วถงึ ชายฝงั่ เป็นพื้นท่ขี องอา่ วประวัติศาสตรไ์ ทย ดังนี้
1) แหลมบ้างช่อง แสมสาร อ้าเภอสตั หบี จังหวัดชลบุรี พิกัด

ละตจิ ูด 12 35 45 เหนอื
ลองจิจดู 100 57 45 ตะวันออก
2) ชายฝงั่ ทะเลตรงบ้านบ่อฝา้ ย อ้าเภอชะอา้ จงั หวัดเพชรบุรี พกิ ัด
ละตจิ ูด 12 35 45 เหนือ
ลองจิจดู 99 57 30 ตะวนั ออก
ทง้ั น้ี ต้งั แต่วนั ที่ 22 กันยายน พ.ศ.2502 ตามราชกิจจานเุ บกษา ฉบับพเิ ศษ เลม่ 76
ตอนที่ 91 หนา้ 1 วันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2502
2.2 ประกาศความกว้างของทะเลอาณาเขต
กา้ หนดความกว้างของทะเลอาณาเขตของประเทศไทย ระยะ 12 ไมลท์ ะเล นบั จาก
เส้นฐาน ทง้ั นี้ ตง้ั แตว่ นั ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ.2509 ตามราชกจิ จานุเบกษา เล่ม 83 ตอนท่ี 92 วันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ.2509
2.3 รฐั บาลไทยได้ประกาศเส้นฐานตรง 2 คร้งั คอื
1) คร้ังท่ี 1 ได้ประกาศเสน้ ฐานตรงรวม 3 บริเวณ เมอ่ื วันที่ 11 มิถุนายน
พ.ศ.2513 ตามราชกจิ จานเุ บกษา ฉบบั พิเศษ เล่ม 87 ตอนที่ 52 หนา้ 4-7 วันท่ี 12 มิถนุ ายน พ.ศ.2513 มี 3 บริเวณ
ดังน้ี
1.1) บริเวณที่ 1 เร่ิมต้นที่บริเวณแหลมลิง อา้ เภอแหลมสงิ ห์ จังหวัดจันทบรุ ีทางฝง่ั
ตะวนั ออกของอ่าวไทยโอบรอบหมู่เกาะต่าง ๆ เชน่ เกาะช้าง เกาะกูด เข้าบรรจบฝัง่ ที่หลักเขตเขตแดนไทย – กัมพูชา
ทส่ี ดุ เขตแดนไทย - กัมพูชา อ้าเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด
1.2) บรเิ วณท่ี 2 ทางฝั่งตะวันตกของไทย เรมิ่ ต้นท่ีแหลมใหญ่ อ้าเภอประทวิ
จงั หวดั ชุมพร โอบรอบหมู่เกาะพะงันและเกาะอื่น ๆ บรเิ วณน้ัน ไปจนถงึ อา้ เภอขนอม จงั หวดั นครศรีธรรมราช
1.3) บรเิ วณที่ 3 ทางฝั่งทะเลอันดามนั ต้งั แต่ อ้าเภอเมือง จังหวดั ภูเกต็ ลงไป
จนถงึ เกาะตะรเุ ตาและเขา้ บรรจบฝงั่ ท่หี ลักเขตแดนไทย – มาเลเซีย ท่จี งั หวัดสตูล ตอ่ มาในปี พ.ศ.2535
2) คร้ังท่ี 2 เมือ่ วนั ท่ี 17 สิงหาคม พ.ศ.2535 ตามราชกิจจานุเบกษา เลม่ 109
ตอนท่ี 89 หน้า 1 วันท่ี 19 สิงหาคม พ.ศ.2535 ได้ประกาศเส้นฐานตรงและน่านน้าภายใน บริเวณที่ 4 ทางด้าน
อา่ วไทย ฝ่ังตะวันตกต้ังแต่เกาะกงออก อ้าเภอเกาะสมยุ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เกาะกระ เกาะโลซิน เข้าบรรจบฝั่ง
ท่หี ลกั เขตแดนไทย – มาเลเซยี บริเวณปากนา้ โกลก อ้าเภอตากใบจงั หวดั นราธิวาส

63

ภาพ แสดงการประกาศเส้นฐานตรงของประเทศไทยท้ัง 4 บรเิ วณ (พนื้ ทสี่ เี หลือง)
บริเวณท่ี 1-3 ในปี พ.ศ. 2513 และบรเิ วณที่ 4 ในปี พ.ศ. 2535
(ที่มา: กรมอทุ กศาสตร์)

2.4. ประกาศเขตไหลท่ วีปดา้ นอ่าวไทย
เน่อื งจากปญั หาทะเลอาณาเขตและเขตไหลท่ วีประหว่างประเทศไทยกบั ประเทศกมั พูชาและ
เวยี ดนาม ในอดีตไม่อาจประชุมตกลงกันได้ ประเทศทั้งสองได้ประกาศเขตไหล่ทวปี ของตนฝ่ายเดียวข้ึน ถ้าประเทศ
ไทยไม่ประกาศบ้าง ก็จะเสียเปรียบประเทศท้ังสอง ในการให้สัมปทานการขุดเจาะส้ารวจหาแหล่งน้ามันและก๊าซ
ธรรมชาติ ดังนั้น ในวันท่ี 18 พฤษภาคม พ.ศ.2516 ประเทศไทยไดป้ ระกาศเขตไหล่ทวีปในอ่าวไทย จ้านวน 18 จุด
ติดต่อกับประเทศกัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย ตามราชกิจจานุเบกษา เล่ม 90 ตอนท่ี 60 หน้า 1-2 วันท่ี 1
มิถุนายน พ.ศ.2516 การที่ต่างฝ่ายต่างประกาศนี้ท้าให้เขตไหล่ทวีปซ้อนทับกัน ปัจจุบันประเทศไทยได้ท้าความตก
ลงกับมาเลเซียและเวียดนามได้ คงเหลอื จุดร่วมสามประเทศ คือ ไทย - เวยี ดนาม - มาเลเซีย และ ไทย - เวียดนาม
- กมั พูชา และเขตไหล่ทวีป ระหว่างไทย - กมั พูชา ท่ีรฐั บาลทั้งสองยังเจรจากนั อยู่ ฉะน้ัน ตามประกาศของไทยฉบับ
นี้ยงั คงมีผลบงั คับใชเ้ พียง 9 จุด คอื ต้งั แต่ จุดท่ี 1-9

64

ภาพ แสดงการประกาศเขตไหล่ทวีปดา้ นอ่าวไทยจานวน 18 จดุ เม่ือ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2516
(ท่ีมา : กรมอุทกศาสตร์)

2.5. ประกาศเขตเศรษฐกิจจาเพาะระยะ 200 ไมลท์ ะเล
ประเทศไทยประกาศเขตเศรษฐกจิ จ้าเพาะ ระยะ 200 ไมล์ทะเล นับต้ังแต่เส้นฐาน เมอ่ื วันที่ 22
กุมภาพนั ธ์ 2524 ตามราชกิจจานุเบกษา เล่ม 89 ตอนท่ี 30 หนา้ 9 วนั ท่ี 25 กมุ ภาพันธ์ พ.ศ.2524
2.6 ประกาศเขตเศรษฐกิจจาเพาะด้านทะเลอันดามัน
เป็นการประกาศเพ่ิมเติมจากทป่ี ระกาศไปแลว้ เม่ือ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2524 แต่การประกาศครงั้ น้ี
เป็นการประกาศโดยก้าหนดค่าพิกัดของจุดต่าง ๆ รวม 27 จุด เมื่อพิจารณาแล้ว ค่าพิกัดของจุดทั้ง 27 จุด ก็คือ
เขตไหล่ทวีป และเขตก้นทะเล (Sea bed) ระหว่างประเทศไทยกับประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย อินเดีย และพม่า
ให้เป็นเขตเศรษฐกิจจ้าเพาะด้วย ประกาศเม่ือวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ.2531 ตามราชกิจจานุเบกษา เล่ม 105
ตอนท่ี 20 หน้า 231 - 233 วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ.2531

65

ภาพ แสดงการประกาศเขตเศรษฐกจิ จาเพาะด้านทะเลอันดามนั จานวน 27 จดุ เมื่อวันท่ี 18 กรกฎาคม 2531
(ที่มา: กรมอุทกศาสตร์)

2.7. ประกาศเขตเศรษฐกจิ จาเพาะด้านอา่ วไทย
ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2531 รัฐบาลไทยได้ประกาศเขตเศรษฐกจิ จาเพาะ รวม 8 จุด ระหว่าง
ไทย - มาเลเซีย ซ่ึงท้ัง 8 จุด ก็คือเขตไหล่ทวีปและพ้ืนท่ีแสวงประโยชน์ร่วมท่ีตกลงกับมาเลเซียแล้วนั่นเอง
ตามราชกิจจานุเบกษา เล่ม 105 ตอนท่ี 27 หน้า 51 – 52 วันท่ี 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2531 ส่วนเขตเศรษฐกิจ
จ้าเพาะระหว่างไทย - เวียดนามนั้น เมื่อคร้ังตกลงเรื่องเขตไหล่ทวีปได้ ก็ตกลงให้เป็นเขตเศรษฐกิจจ้าเพาะด้วย
ตามความตกลงระหว่างไทยกบั เวียดนาม ลงวันท่ี 9 สงิ หาคม ค.ศ.1997 (พ.ศ.2540)
2.8 ประกาศเขตตอ่ เนื่อง
ประเทศไทยได้ประกาศเขตต่อเน่ืองถัดจากทะเลอาณาเขต โดยใช้ระยะ 24 ไมล์ทะเล นับจาก
เส้นฐาน เม่ือวันท่ี 14 สิงหาคม พ.ศ.2538 ตามราชกิจจานุเบกษา เล่ม 112 ตอนท่ี 69 หน้า 1 ลงวันท่ี 29 สิงหาคม
พ.ศ.2538 ท้ังน้ี เพอ่ื ป้องกันการละเมิดกฎหมาย และระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการศุลกากร การคลัง การเข้าเมือง
การสาธารณสุข ท่ีจะกระท้าภายในราชอาณาจักร หรือทะเลอาณาเขตของราชอาณาจักรไทย รวมทั้ง ด้าเนินการ
ลงโทษผูล้ ะเมดิ

66

เร่อื งท่ี 3 ขอบเขตทางทะเลของไทย

ขอบเขตทางทะเลของไทย
ลักษณะพ้ืนที่ทางทะเลของประเทศไทย ถูกล้อมด้วยพ้ืนท่ีทางทะเล ของประเทศเพ่ือนบ้านท้ังสองด้านและ

ประชิดกบั เขตเศรษฐกิจจ้าเพาะของประเทศเพื่อนบ้าน ดงั น้ัน ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศในการแบ่ง เขตแดน
ทางทะเลระหว่างประเทศ ประเทศต่าง ๆ รอบอ่าวไทย และทะเลฝั่ง ตะวันตก จึงไม่สามารถขยายเขตเศรษฐกิจ
จ้าเพาะออกไปได้เต็มที่ถึง 200 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 370 กิโลเมตร แต่มีส่วนที่อ้างสิทธิทับซ้อนกันอยู่ ซ่ึงจะต้อง
เจรจาตกลงกัน
ประเทศไทยถกู ล้อมด้วยเขตเศรษฐกิจจาเพาะของประเทศเพื่อนบา้ น

ท่ีมา : หนังสอื ทะเลและมหาสมทุ รและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล
โดย คณะอนุกรรมการจดั การความร้เู พื่อผลประโยชนแ์ หง่ ชาติทางทะเล (อจชล.)
สานกั งานสภาความม่ันคงแหง่ ชาติ (สมช.) สานักนายกรฐั มนตรี

67

เขตแดนทางทะเลของไทยกบั ประเทศเพ่ือนบา้ นโดยรอบ

เน่ืองจากทต่ี ั้งในทางภูมศิ าสตรข์ องประเทศไทยมีอาณาเขตทางทะเลติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน
โดยรอบ เขตแดนทางทะเลทางด้านอ่าวไทยประเทศไทย มีพ้ืนที่ทางทะเลที่อยู่ประชิดและอยู่ตรงข้ามกับกัมพูชา
อยู่ตรงข้ามกับเวียดนาม และอยู่ประชิดกับมาเลเซีย และบรรดาประเทศต่าง ๆท่ีมีพ้ืนท่ีทางทะเลในอ่าวไทย
ต่างก็มีการประกาศอ้างสิทธิฝ่ายเดียวในเขตไหล่ทวีป จึงเป็นเหตุให้การประกาศอ้างสิทธิเกิดการทับซ้อนกัน
ในลักษณะการทับซ้อนสองฝ่าย และการทับซ้อนสามฝ่าย ตั้งแต่ ปี 2513 เป็นต้นมาได้มีความพยายามที่จะเจรจา
แบ่งเขตระหว่างกัน จนกระทั่งปัจจุบันไทยกับประเทศเพ่ือนบ้านในอ่าวไทยสามารถเจรจาจนได้ข้อยุติไปแล้ว
เชน่ ระหว่างไทยและมาเลเซีย ระหว่างไทยและเวียดนาม ส่วนของพ้ืนทท่ี ่ียังคงเป็นปัญหาคงค้างในปัจจุบนั คอื พนื้ ท่ี
อา้ งสิทธิทบั ซอ้ นกลางอ่าวไทยระหวา่ งไทย-กมั พูชา เป็นพ้ืนที่ประมาณ 26,000 ตร.กม. ในสว่ นของเขตแดนทางทะเล
ทางด้านฝ่ังตะวันตกของประเทศไทยน้ันมีลักษณะที่แตกต่างจากด้านอ่าวไทยกล่าวคือบรรดาประเทศต่าง ๆ มิได้
มีการประกาศอ้างสิทธิฝา่ ยเดียวในเขตไหลท่ วปี ของตน การเจรจาจึงเป็นการหารือลากเส้นเขตแดนทางทะเลรว่ มกัน
ในห้วงเวลาประมาณเกือบ 25 ปี ก็สามารถบรรลุข้อตกลงในการแบ่งเขตแดนระหว่างกันได้เป็นส่วนให ญ่
สว่ นท่ียังคงเป็นปัญหาคงค้างในปัจจุบันคือเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยและเมียนมา ตงั้ แต่ เหนือเกาะสุรนิ ทร์ขึ้นไป
จนถึงปากน้ากระบุรี จังหวัดระนอง รวมไปถึงปัญหาการอ้างกรรมสิทธ์ิในเกาะหลาม เกาะคัน และเกาะขี้นก
สา้ หรบั ความตกลงระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านทส่ี ามารถเจรจาไดข้ อ้ ยุติ และมีการจดั ท้าข้อตกลงร่วมกนั ได้แล้ว
มดี งั น้ี

1. เขตแดนทางทะเลด้านอ่าวไทย
1.1 ความตกลงเก่ียวกับเขตทะเลอาณาเขตระหว่างไทย - มาเลเซยี ตกลงเมื่อวันที่ 24 ตลุ าคม
ค.ศ. 1979 (พ.ศ.2522) จากจุดทปี่ ากแม่นา้ โก - ลก อา้ เภอตากใบ จงั หวัดนราธิวาส คอื จุดที่ 18 ไปถงึ จดุ ท่ี 17
1.2 ความตกลงเกีย่ วกับเขตไหลท่ วีประหวา่ งไทย - มาเลเซีย ตกลงเมอ่ื วันท่ี 24 ตุลาคม ค.ศ.1979
(พ.ศ.2522) ก้าหนดเขตไหล่ทวีปไว้ 3 จุด คือ จุดที่ 17, 16 และ 15 ตามประกาศเขตไหล่ทวีปของไทย ในปี
พ.ศ.2516
1.3 เน่ืองจากระหวา่ งจดุ ท่ี 15 ถงึ 14 ตามประกาศเขตไหล่ทวีปของไทยในปี พ.ศ.2516 น้ัน
เป็นพื้นที่ซึ่งเป็นแหล่งน้ามันและก๊าซธรรมชาติแหล่งเดียวกันกับพื้นท่ีของมาเลเซีย ถ้ามีการขุดเจาะแล้วปริมาณ
น้ามันและก๊าซธรรมชาติจะถ่ายเทไปมาระหวา่ งหลุมเจาะทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะเป็นกรณีพิพาทกันภายหลัง ประกอบกับ
บรเิ วณดังกล่าวทางฝ่ังไทยมีเกาะโลซิน ซึ่งเป็นเกาะเล็ก ๆ คล้ายหินโผล่พ้นน้า ถ้าฝ่ายไทยเอาเกาะโลซินมาใช้อ้างอิง
แล้ว แนวเส้นเขตไหล่ทวีปจากจุดท่ี 15 ไปจุดที่ 14 จะเบนไปทางใต้เข้าเขตมาเลเซีย ดังน้ัน มาเลเซียจึงไม่ยอมรับ
สภาพว่าเกาะโลซินมีลักษณะเป็นเกาะ ฉะนน้ั เพอ่ื ขจัดปัญหาดังกลา่ ว รัฐบาลทั้งสองจึงตกลงต้งั องค์กรร่วม เพื่อแสวง
ประโยชน์จากทรัพยากรใต้ทะเล และใต้พื้นดิน ในบริเวณไหล่ทวีปของประเทศทั้งสอง มีก้าหนด 50 ปี โดยก้าหนด
จากจุดที่ 15 ใหเ้ ป็นจดุ A และจุดอ่นื ๆ อกี 6 จดุ รวมเป็น 7 จุด ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1979 (พ.ศ.2522)
1.4 ความตกลงเกี่ยวกับเขตไหล่ทวีปและเขตเศรษฐกิจจาเพาะ ไทย - เวียดนาม ตามความตกลงว่า
ด้วยการแบ่งเขตทางทะเลในอ่าวไทย ลงวันท่ี 9 สิงหาคม ค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) โดยกาหนดไว้เพียง 2 จุด คือ จุด C
ตามความตกลงแสวงประโยชน์ร่วมกันระหวา่ งไทย - มาเลเซยี ไปยงั จดุ K

68

2. เขตแดนทางดา้ นฝ่งั ทะเลด้านตะวนั ตกของประเทศไทย (ทะเลอนั ดามนั และช่องแคบ
มะละกา)

2.1 เขตไหล่ทวปี ระหวา่ งไทย – อินโดนเี ซยี ตามความตกลงเมื่อวนั ที่ 17 ธนั วาคม ค.ศ.1971
(พ.ศ.2514) ใหส้ ตั ยาบัน วันท่ี 7 เมษายน พ.ศ.2516

2.2 วนั ท่ี 21 ธนั วาคม ค.ศ.1971 (พ.ศ.2514) รฐั บาลไทย - มาเลเซีย - อินโดนีเซีย ได้รว่ มกันท้า
ความตกลงก้าหนดจดุ รว่ มสามประเทศของเขตไหล่ทวปี

1.3 เน่ืองจากพนื้ ทะเลทีต่ อ่ จากเขตไหล่ทวปี ไทย - อนิ โดนเี ซีย ระดบั ทะเลลกึ เกนิ 200 เมตร รัฐบาล
ท้ังสองจงึ ตกลงกา้ หนดเขตก้นทะเล (Sea bed) ขึ้น ในวนั ท่ี 11 ธันวาคม ค.ศ.1975 (พ.ศ.2518) ให้สัตยาบนั วนั ที่ 18
กมุ ภาพันธ์ พ.ศ.2521

1.4 การกา้ หนดจุดรว่ ม 3 ประเทศ ในเขตก้นทะเล ระหวา่ งไทย - อินโดนีเซยี - อนิ เดีย ในวนั ท่ี 22
มถิ ุนายน ค.ศ.1978 (พ.ศ.2521) ให้สตั ยาบนั วนั ท่ี 2 มนี าคม พ.ศ.2522

1.5 การก้าหนดเขตก้นทะเลระหวา่ งไทย - อินเดยี ในวนั ท่ี 22 มถิ นุ ายน ค.ศ.1978/พ.ศ.2521
ใหส้ ตั ยาบนั วันท่ี 15 ธันวาคม พ.ศ.2521

2.6 การกา้ หนดทะเลอาณาเขตระหว่างไทย - มาเลเซีย ในวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ.1979 (พ.ศ.2522)
2.7 การก้าหนดเขตไหลท่ วปี ระหว่างไทย - มาเลเซีย ในวันท่ี 24 ตุลาคม ค.ศ.1979 (พ.ศ.2522)
2.8 การกา้ หนดเขตทะเลอาณาเขต เขตไหลท่ วีปและเขตเศรษฐกจิ จาเพาะ ในวันท่ี 25 กรกฎาคม
ค.ศ.1980 (พ.ศ.2523) ระหวา่ งไทย - พมา่ ให้สตั ยาบัน 12 เมษายน พ.ศ.2525
2.9 การก้าหนดจดุ รว่ ม 3 ประเทศไทย - พม่า - อินเดยี วันท่ี 27 ตุลาคม ค.ศ.1993 (พ.ศ.2536)
ให้สตั ยาบัน วนั ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ.2538

ภาพ แสดงแนวเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยและประเทศเพอื่ นบ้าน
โดยรอบทางฝง่ั ทะเลด้านตะวันตกของประเทศไทยที่สามารถตกลงกันไดข้ อ้ ยตุ แิ ล้ว

ยังคงมบี างส่วนบริเวณจงั หวัดระนองที่ยงั ไม่มกี ารกาหนด
เส้นเขตแดนระหว่างกัน (ที่มา: กรมอทุ กศาสตร์ )

69

เรือ่ งที่ 4 อานาจอธปิ ไตย สทิ ธอิ ธปิ ไตย และเขตอานาจในเขตทางทะเลตา่ ง ๆ ของไทย

ประเทศไทยมิได้มีอ้านาจอธิปไตย เหนือเขตทางทะเลอย่างสมบูรณ์ในทุกพ้ืนที่ เน่ืองจากมีการ
กา้ หนดอ้านาจ สิทธิและหนา้ ทขี่ องรัฐชายฝ่ังไว้ในแตล่ ะเขตทางทะเล 7 เขต คือ น่านน้า ภายใน ทะเลอาณาเขต เขต
ตอ่ เนอ่ื ง ไหลท่ วีป เขตเศรษฐกิจจา้ เพาะ ทะเลหลวง และ บรเิ วณพน้ื ที่ ซึง่ เป็นไปตามหลักสากล

ดงั น้ัน ในบางพื้นทป่ี ระเทศไทยจะมี อ้านาจอธปิ ไตยอยา่ งสมบูรณ์ ในขณะที่บางพ้ืนที่ประเทศไทยจะ
มเี พียงสิทธอิ ธิปไตยหรอื สทิ ธิบางประการในการใชป้ ระโยชน์

โดยพ้ืนที่ทางทะเลที่ประเทศไทยมีสิทธิใช้ประโยชน์ มีพ้ืนที่ถึง 323,488.324 ตารางกิโลเมตร
จากท่ีเขตทางทะเล ซ่ึงแปลจากค้าภาษาอังกฤษว่า Maritime Zones นับเป็นเขตต่าง ๆ ทางทะเลท่ีประเทศไทย
ได้ประกาศไว้ เช่น อ่าวประวัติศาสตร์ น่านน้าภายใน ทะเลอาณาเขต เส้นฐานตรง ไหล่ทวีป และเขตเศรษฐกิจ
จา้ เพาะ เปน็ ตน้ ดังมีรายละเอยี ด ดงั น้ี

นา่ นนา้ ภายใน ( Internal Waters )
น่านน้าภายในเป็นพ้ืนที่ทางทะเล ที่อยู่หลังเส้นฐานแห่งทะเลอาณาเขต เข้ามาทางด้านแผ่นดิน
รฐั ชายฝ่ังมีอา้ นาจอธิปไตย (Sovereignty) อย่างสมบูรณ์ เชน่ เดียวกบั อธิปไตยบนแผน่ ดนิ ทเี่ ป็นอาณาเขตของตน
ประเทศไทยได้ออกประกาศก้าหนดเส้นฐานตรงและน่านน้า ภายในของประเทศไทยไว้ชัดแจ้งแล้ว
หลายฉบับ นับแต่ประกาศส้านักนายกรัฐมนตรี เร่ือง เส้นฐานตรงและน่านน้า ภายในของประเทศไทยฉบับแรก เมื่อ
วนั ท่ี 11 มถิ ุนายน พ.ศ. 2513 ในส่วนอ่าวประวัติศาสตรข์ องประเทศไทยที่มสี ถานะทางกฎหมาย เป็นน่านน้า ภายใน
เช่นกันนั้น เป็นพ้ืนที่จากการลากเส้นฐานตรงปิดปากอ่าวไทย ตอนบนหรือท่ีเรียกว่าอ่าวตอนใน (จากจุดที่ 1 ณ
แหลมบ้านช่องแสมสาร ไปยังจุดที่ 2 ณ ฝั่งทะเลต้าบลห้วยทรายเหนือ ตามประกาศส้านักนายกรัฐมนตรี เร่ือง อ่าว
ไทย ตอนใน เมอื่ 22 กันยายน พ.ศ. 2502)
ทะเลอาณาเขต ( Territorial Sea )
ทะเลอาณาเขตเป็นพื้นที่ทางทะเลท่ีอยู่ภายใต้อ้านาจอธิปไตย (Sovereignty) ของรัฐชายฝ่ัง
ตามข้อ 2(1) ของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (1982 UNCLOS) ซ่ึงระบุว่า “อธิปไตย
ของรัฐชายฝ่ังขยายเลยอาณาเขตทางบกและน่านน้าภายในของตน ...” และข้อ 3 ของอนุสัญญาฯ ซ่ึงระบุว่า “รัฐ
ทุกรัฐมีสิทธิก้าหนดความกว้างของทะเลอาณาเขตของตนได้จนถึง ขอบเขตหนึ่งซึ่งไม่เกิน 12 ไมล์ทะเล โดยวัดจาก
เส้นฐานที่ก้าหนดข้ึนตามอนุสัญญานี้” ซ่ึงประเทศไทยได้ออกประกาศเม่ือวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2509 ก้าหนด
ความกวา้ งของทะเลอาณาเขตออกไป 12 ไมล์ทะเล โดยวัดจากเสน้ ฐาน ท่ีใช้วดั ความกว้างของทะเลอาณาเขตไวอ้ ยา่ ง
ชัดแจ้งแล้ว อธิปไตยของไทยในทะเลอาณาเขต ขยายไปถึงห้วงอากาศเหนือทะเลอาณาเขต ตลอดจนพ้ืนดินท้อง
ทะเลและดนิ ใต้พนื้ ดนิ ท้องทะเล (Seabed and Subsoil) แหง่ ทะเลอาณาเขตตามขอ้ 2(2) ของอนุสญั ญาฯ อย่างไร
ก็ดี การใช้อ้านาจอธิปไตยเหนือทะเลอาณาเขต จะต้องอยู่ภายใต้บังคับของอนุสัญญาฯ และ กฎหมายระหว่าง
ประเทศ อาทิ การยอมให้เรือต่างชาติผ่านโดยสุจริต (Innocent Passage) ในทะเลอาณาเขตตามข้อ 17 ของ
อนสุ ัญญาฯ
เขตตอ่ เนือ่ ง (Contiguous Zone)
เขตต่อเน่ืองเป็นพืน้ ที่ทางทะเลท่ีตอ่ ออกไปจากทะเลอาณาเขต โดยวัดจากเสน้ ฐานท่ใี ช้วัดความกว้าง
ของทะเลอาณาเขตออกไปไมเ่ กนิ 24 ไมลท์ ะเล ดงั น้ัน เขตต่อเนอ่ื งจึงเป็นพ้ืนทท่ี างทะเลที่มีความกว้าง 12 ไมล์ทะเล
ท่ีอยู่ประชิดติดกับและถัดออกไปจากทะเลอาณาเขต เขตต่อเน่ืองพ้นจากทะเลอาณาเขตของไทยแล้ว จึงพ้นจาก

70

อ้านาจอธิปไตยของไทย แต่ไทยสามารถด้าเนินการได้บางประการ ตามข้อ 33 ของอนุสัญญาฯ ได้แก่ ด้าเนินการ
ควบคุมที่จ้าเป็นเพ่ือป้องกัน การฝ่าฝืนกฎหมายและข้อบังคับ 4 เร่ือง ได้แก่ (1) ศุลกากร (2) การคลัง
(3) การเข้าเมือง (4) การสุขาภิบาล และลงโทษการฝ่าฝืนกฎหมายและข้อบังคับ 4 เรื่องดังกล่าวที่ได้กระท้าภายใน
อาณาเขตหรือทะเลอาณาเขตของไทย

เขตเศรษฐกิจจาเพาะ(Executive Economic Zone)
เขตเศรษฐกิจจา้ เพาะเป็นพ้นื ที่ทางทะเลท่ีต่อออกไปจากทะเลอาณาเขต โดยวัดจากเส้นฐานที่ใชว้ ัด
ความกว้างของทะเลอาณาเขตออกไปไม่เกิน 200 ไมล์ทะเล ดังนัน เขตเศรษฐกิจจ้าเพาะจึงเป็นพื้นที่ทางทะเล
ที่มีความกว้างไม่เกิน 188 ไมล์ทะเล ซ่ึงอยู่ประชิดติดกับและถัดออกไปจากทะเลอาณาเขต เขตเศรษฐกิจจ้าเพาะ
พ้นจากทะเลอาณาเขตของไทยแล้ว จึงพ้นจากอ้านาจอธิปไตย (Sovereignty) ของไทย แต่ไทยมีสิทธิอธิปไตย
(Sovereign Rights) ตามข้อ 56 ของอนุสัญญาฯ กล่าวคือ สิทธิจ้าเพาะแต่เพียงผู้เดียว (Exclusive Rights) ในการ
ส้ารวจและ แสวงประโยชน์ อนุรักษ์และจัดการทรัพยากรธรรมชาติท้ังที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ในน้าเหนือพื้นดิน
ทอ้ งทะเล พนื้ ดินทอ้ งทะเล และใต้พืน้ ดนิ ท้องทะเลน้ัน และใน กิจกรรมอื่น ๆ เพื่อการแสวงประโยชน์และการสา้ รวจ
ทางเศรษฐกิจ อาทิ การผลิตพลังงานจากน้า กระแสน้าและลม นอกจากน้ี ไทยยังมีเขตอ้านาจ (Jurisdiction)
เกี่ยวกับ (1) การสร้างและการใช้เกาะเทียม ส่ิงติดต้ัง และส่ิงก่อสร้างต่าง ๆ (2) การวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเล
(3) การคุ้มครองและการรักษาสิ่งแวดลอ้ มทางทะเล ไทยไดอ้ อกประกาศเขตเศรษฐกิจจ้าเพาะของราชอาณาจกั รไทย
เม่ือวันท่ี 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524 ก้าหนดว่า เขตเศรษฐกิจจ้าเพาะของราชอาณาจักรไทย ได้แก่ บริเวณที่อยู่
ถัดออกไปจากทะเลอาณาเขตของราชอาณาจักรไทย มคี วามกว้าง 200 ไมล์ทะเล วัดจากเส้นฐานท่ีใช้วัดความกว้าง
ของทะเลอาณาเขต และได้มีประกาศเขตเศรษฐกิจจา้ เพาะเพ่ิมเติมอกี 2 ฉบับ ได้แก่ ประกาศเขตเศรษฐกิจจ้าเพาะ
ของราชอาณาจักรไทยด้านอ่าวไทย ส่วนท่ีประชิดกับ เขตเศรษฐกิจจ้าเพาะของประเทศมาเลเซีย เมื่อวันท่ี 16
กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2531 และประกาศเขตเศรษฐกิจจ้าเพาะของราชอาณาจักรไทย ด้านทะเลอันดามัน เม่ือวันท่ี 18
กรกฎาคม พ.ศ. 2531

สิทธิท่ีไทยในฐานะรัฐชายฝ่ัง มีอยู่ในเขตเศรษฐกิจจ้าเพาะ จึงมีขอบเขต จ้ากัดอยู่เพียงสิทธิอธิปไตยและเขต
อ้านาจข้างต้น ส่วนเร่ืองอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ ข้อ 58 ของอนุสัญญาฯ ก้าหนดให้รัฐชายฝั่งหรือรัฐไร้ฝ่ังทะเล มี
เสรีภาพ สิทธิ และหน้าที่เช่นเดียวกับที่ก้าหนดไว้ให้ในกรณีทะเลหลวง อาทิ เสรีภาพในการเดินเรือ เสรีภาพ ในการ
บินผ่าน และเสรีภาพทั้งการวางสายเคเบิลและท่อใต้ทะเล โดยรัฐอื่น ๆ ที่ใช้เสรภี าพ สิทธิ และหน้าที่ดังกล่าวภายใน
เขตเศรษฐกิจจ้าเพาะ ของไทยจะต้องค้านึงถึงสิทธิและหน้าที่ของไทย และจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และข้อบังคับ
ต่าง ๆ ของไทยที่ตราข้ึน ตามสิทธิอธิปไตยและเขตอ้านาจข้างต้น ที่ไทยมีอยู่ในฐานะรัฐชายฝั่ง รวมทั้ง สิทธิอื่น ๆ
ที่ไทยมีอยตู่ ามกฎหมายระหวา่ ง ประเทศด้วย

การประกาศก้าหนดเขตเศรษฐกิจจ้าเพาะของไทยในอ่าวไทยออกไป 200 ไมล์ทะเล จากเส้นฐาน
ที่ใช้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขต มีพื้นท่ีบางส่วนที่เป็นการอ้างสิทธิทับซ้อนกับเขตเศรษฐกิจจ้าเพาะที่ประเทศ
เพ่ือนบ้านก้าหนด ได้แก่ กัมพูชา และมาเลเซีย ซ่ึงประกาศก้าหนดเขตเศรษฐกิจจ้าเพาะของตน ออกไป 200
ไมล์ทะเล เช่นกัน และยังไม่มีการจัดท้าความตกลงแบ่งเขต เศรษฐกิจจ้าเพาะระหว่างกัน รวมทั้งในระหว่างท่ียังไม่มี
ความตกลงแบ่งเขต ก็ยังไม่มีการจัดท้าข้อตกลงช่ัวคราวซ่ึงมีลักษณะท่ีปฏิบัติได้ด้วยเจตนารมณ์แห่งความเข้าใจและ
ร่วมมือกันตามข้อ 74 วรรค 1 และวรรค 3 ของอนสุ ญั ญาฯ แตอ่ ย่างใด

71

ไหลท่ วีป (Continental Shelf
ไหล่ทวีปของรัฐชายฝ่ัง ได้แก่ พื้นดินท้องทะเลและดินใต้พ้ืนดินท้องทะเล ส่วนที่ทอดยาวเลยทะเล
อาณาเขตของรัฐตลอดส่วนต่อออกไปตามธรรมชาติของ ดินแดนทางบกของตนจนถงึ รมิ นอกของขอบทวีป หรือจนถึง
ระยะ 200 ไมล์ทะเล จากเส้นฐาน ซงึ่ ใช้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขตในกรณที ่ีรมิ นอกของ ขอบทวีปขยายไปไมถ่ ึง
200 ไมล์ทะเล ส้าหรับส่วนที่ทอดยาวออกไปเกินกว่า 200 ไมล์ทะเล อนุสัญญาฯ ได้ระบุวิธีก้าหนดขอบเขตไหล่ทวีป
ไว้ในกรณีต่าง ๆ โดยละเอยี ด
ไทยได้ออกประกาศก้าหนดเขตไหล่ทวีปของไทยด้านอ่าวไทย เม่ือวันท่ี 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2516
ซง่ึ กา้ หนดเขตไหล่ทวีปของไทยตามแผนทแ่ี ละพิกัด ภูมิศาสตรท์ ี่แนบทา้ ยประกาศดังกล่าว
ไทยมีสิทธิอธิปไตย (Sovereign Rights) ในไหล่ทวีป ซึ่งเป็นสิทธิจ้าเพาะ แต่เพียงผู้เดียว
(Exclusive Rights) ในการส้ารวจและแสวงประโยชน์จาก ทรัพยากรธรรมชาติของไหล่ทวีป ได้แก่ แร่และทรัพยากร
ไม่มีชีวิตอย่างอ่ืนของ พื้นดินท้องทะเลและดินใต้ผิวดิน รวมท้ังอินทรียภาพมีชีวิตซึ่งจัดอยู่ในประเภทอยู่ติดกับที่
ซึ่งหากไทยไม่ด้าเนินการส้ารวจหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากร ธรรมชาติของไหล่ทวีป รัฐอ่ืน ๆ ก็ไม่สามารถ
ส้ารวจหรือแสวงประโยชน์จาก ทรัพยากรธรรมชาติของไหล่ทวีปได้ หากไม่ได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากไทย
อย่างไรก็ดี รัฐอ่ืน ๆ ยังคงมีเสรีภาพในการเดินเรือในห้วงน้าเหนือไหล่ทวีป หรือบินผ่านในห้วงอากาศเหนือไหล่ทวีป
และมีสิทธิวางสายเคเบิลและท่อใต้ทะเล บนไหล่ทวีป ซึ่งไทยมีสิทธิในการก้าหนดเงื่อนไขส้าหรับสายเคเบิลหรือท่อ
ท่ี วางเข้ามาในดินแดนหรือทะเลอาณาเขตหรือเขตอ้านาจรัฐของไทยและกา้ หนด เสน้ ทางสา้ หรับการวางท่อน้ันได้

ด้านทะเลอา่ วไทย
ไทยอ้างสิทธใิ นเขตไหล่ทวีปทับซอ้ นกับประเทศเพ่ือนบ้าน ไดแ้ ก่ มาเลเซยี เวียดนาม และกัมพูชา
ซ่ึงยังไม่มีการจดั ท้าความตกลงแบ่งเขต ไหล่ทวีประหวา่ งกันตามขอ้ 83 วรรค 1 ของอนุสญั ญาฯ โดยในส่วนท่ีไทยอา้ ง
สิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกับมาเลเซียมีการจัดท้าข้อตกลงซึ่งมีลักษณะชั่วคราวตามนัยข้อ 83 วรรค 3 ของอนุสัญญาฯ
ได้แก่ บันทึกความเข้าใจระหว่างราชอาณาจกั รไทยและมาเลเซียเก่ียวกบั การจัดตั้งองค์กรร่วมเพื่อแสวงประโยชนจ์ าก
ทรัพยากรในพื้นดินใต้ทะเลในบริเวณที่ ก้าหนดของไหล่ทวีปของประเทศท้ังสองในอ่าวไทย ลงวันท่ี 21 กุมภาพันธ์
พ.ศ. 2522 (Memorandum of Understanding between the Kingdom of Thailand and Malaysia on the
Establishment of the Joint Authority for the Exploitation of the Resources of the Seabed in a
Defined Area of the Continental Shelf of the Two Countries in the Gulf of Thailand, 21 February
1979) เพอ่ื ส้ารวจและแสวงประโยชน์จากทรพั ยากรธรรมชาติของไหล่ทวีปในพ้นื ท่ีพัฒนาร่วม (Joint Development
Area: JDA) ร่วมกัน
ดา้ นทะเลอนั ดามนั ไดท้ า้ ความตกลง
1. ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐ อินโดนีเซีย ว่าด้วย
การแบ่งกน้ ทะเลระหว่างประเทศทั้งสองในทะเลอันดามนั
2. ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจกั รไทย รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐ อนิ โดนเี ซีย และรัฐบาล
แห่งมาเลเซยี ว่าด้วยการแบ่งเขตไหล่ทวปี ในตอนเหนอื ของช่องแคบมะละกา
3. ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจกั รไทย รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐอินเดีย และรฐั บาลแห่ง
สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เกี่ยวกบั การกา้ หนดจุดร่วมสามฝ่าย และการแบ่งเขตที่เกี่ยวข้องกับประเทศท้ังสาม ในทะเล
อนั ดามนั

72

4. ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐ อินเดีย ว่าด้วยการ
แบ่งเขตกน้ ทะเล ระหว่างประเทศทั้งสองในทะเลอันดามัน

5. ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรฐั แห่งสหภาพเมียนมา
วา่ ด้วยการแบง่ เขตทางทะเล ซึง่ ในส่วนทอี่ ้างสทิ ธทิ ับซอ้ นกบั เมียนมายงั ไม่แลว้ เสร็จ

ทะเลหลวง (High Seas)
ทะเลท้ังหมดที่ไม่ได้รวมอยู่ในน่านน้าภายใน (หรือน่านน้าหมู่เกาะของรัฐ หมู่เกาะ) ทะเลอาณาเขต
และเขตเศรษฐกจิ จ้าเพาะของรัฐใดรฐั หน่งึ ในทะเลหลวงนี้ รัฐท้ังปวงมีเสรีภาพในการเดินเรอื เสรีภาพในการบนิ ผา่ น
การวางสายเคเบิลและ ท่อใต้ทะเล การสร้างเกาะเทียมและสิ่งติดต้ังต่าง ๆ การประมง การวิจัยทาง วิทยาศาสตร์
ภายใต้เงื่อนไขข้อบังคับท่ีก้าหนดไว้ในอนุสัญญาฯ และใช้เพ่ือความมุ่งประสงค์ในทางสันติตามที่ระบุในข้อ 86 – 88
ของอนสุ ัญญาฯ
ไทยจึงมีสิทธิเสรีภาพข้างต้นในทะเลหลวง นอกจากน้ี ไทยมีพันธกรณีที่จะต้องคุ้มครองและรักษา
สง่ิ แวดลอ้ มทางทะเล รวมท้งั อนรุ กั ษท์ รพั ยากรมีชีวติ ในทะเลหลวงดว้ ยตามที่กา้ หนดในอนุสญั ญาฯ
อนึ่ง เพ่ือประโยชน์ในด้านการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรมีชีวิตอย่างย่ังยืน ในเขต
ทะเลหลวง ตามเจตนารมณ์ของอนุสัญญาฯ รัฐชายฝ่ังต่าง ๆ ได้ร่วมกนั จัดต้ังองคก์ รขึน้ มาเพ่ือท้าหน้าท่ีบริหารจัดการ
การประมงในเขตพ้ืนท่ี ทะเลหลวงท่ีอยู่ใกล้กับรัฐตน อาทิ SIOFA (Southern Indian Ocean Fisheries
Agreement) IOTC (Indian Ocean Tuna Commission) WCPFC (The Western and Central Pacific
Fisheries Commission) และ IATTC (Inter-American Tropical Tuna Commission) ดังน้ัน สิทธิในการใช้
ประโยชนอ์ ย่างเสรที ่ีมอี ยู่เดมิ ตามอนสุ ัญญาฯ จึงได้ถกู จา้ กัดลง
บรเิ วณพืน้ ที่ ( The Area )
บริเวณพื้นท่ี คือ พ้ืนดินท้องทะเล พ้ืนมหาสมุทร และใต้ดินนั้น (seabed and ocean floor and
subsoil thereof) สว่ นที่อยู่พน้ จากเขตอา้ นาจของรฐั (National Jurisdiction)
ดังนั้น รัฐใด ๆ จึงมิอาจอ้างหรือใช้อ้านาจอธิปไตยหรือสิทธิอธิปไตย เหนือส่วนใดส่วนหนึ่งของ
บริเวณพื้นที่และทรัพยากรในบริเวณพ้ืนท่ี เพราะถือเป็นมรดกร่วมของมนุษยชาติ โดยมีองค์กรท่ีเรียกว่า
International Seabed Authority (ISA) ท้าหน้าท่ีบริหารจัดการทรัพยากรในบริเวณพื้นท่ี เพื่อประโยชน์ร่วมกัน
ของรัฐต่าง ๆ ส่วนห้วงน้าและห้วงอากาศที่อยู่เหนือบริเวณ พื้นที่ รัฐทุกรัฐยังคงมีสิทธิ เสรีภาพในระบอบทะเลหลวง
ดงั ระบุแล้วขา้ งตน้

73

กฎหมายและความตกลงระหว่างประเทศ เกย่ี วกบั แรงงานทางทะเล (Maritime Labour)
1. อนุสัญ ญ าแรงงานทางทะเล ค.ศ. 2006 แก้ไขปี ค.ศ. 2014 (2006 Maritime Labour

Convention) เพ่ือรวบรวมอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองแรงงานทางทะเล ทั้งน้ี ประเทศไทยได้ให้สัตยาบัน
เมอ่ื วันที่ 7 มิถุนายน ค.ศ. 2016 (พ.ศ. 2559)

2. อนุสัญญาฉบับที่ 188 ว่าด้วยงานในภาคการประมง (Work in Fishing) ค.ศ. 2007 (2007
International Labour Organization, Work in Fishing Convention (No. 188) เพื่ อ ป ร ะ กั น สิ ท ธิ แ ล ะ
ผลประโยชน์ทผ่ี ู้ใชแ้ รงงานควรจะไดร้ ับ ทังนี้ ประเทศไทยยงั ไม่ไดใ้ หส้ ัตยาบัน

กฎหมายไทยทีเ่ กี่ยวกบั ทะเล
เพื่อให้การควบคุมพฤติกรรมของผู้ใช้ทะเล และสนับสนุนให้มีการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์

จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเลอย่างย่ังยืนและเป็นพันธกรณีที่รัฐต้องออกกฎหมาย ภายในของตนรองรับ
(อนุวัติการ) กฎหมายระหว่างประเทศตามที่ได้กล่าวข้างต้น ทั้งน้ี เพ่ือให้มีสภาพบังคับแก่ประชาชนภายในรัฐนั้น ๆ
และท้ังบุคคลท่ีตกอยู่ในเขตอ้านาจประเทศไทย จึงมีการตรากฎหมายท่ีเกี่ยวข้องทั้งที่เกี่ยวข้องโดยตรงและเก่ียวข้อง
เพยี งบางสว่ น จ้านวน ประมาณ 73 ฉบบั โดยมีกฎหมายทส่ี า้ คญั คอื

1. ดา้ นประมงและทรัพยากร
• พระราชบัญญัติส่งเสริมการบรหิ ารจดั การทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ัง พ.ศ. 2558
• พระราชกา้ หนดการประมง พ.ศ. 2558 และพระราชกา้ หนดการประมง (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2560
• พระราชบญั ญัติสิทธิการประมงในเขตการประมงไทย พ.ศ. 2482
• พระราชบัญญตั ิคมุ้ ครองแรงงาน พ.ศ. 2541
• พระราชบญั ญัติจดั ระเบียบกิจการแพปลา พ.ศ. 2496
• พระราชบญั ญตั โิ รคระบาดสตั ว์ พ.ศ. 2499
• พระราชบัญญัตกิ กั พืช พ.ศ. 2507

2. ดา้ นการขนส่งและพาณิชยนาวี
• พระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้าไทย พ.ศ. 2456 และพระราชบัญญัติการเดินเรือ ในน่านน้าไทย

(ฉบับท่ี 17) พ.ศ. 2560
• พระราชบัญญัติการเรียกเงินสมทบเข้ากองทุนระหว่างประเทศเพื่อชดใช้ความเสียหาย จากมลพิษน้ามัน

อนั เกิดจากเรอื พ.ศ. 2560
• พระราชบญั ญัตคิ วามรับผิดทางแพ่งตอ่ ความเสียหายจากมลพษิ นา้ มันอนั เกดิ จากเรือ พ.ศ. 2560
• พระราชบญั ญัตกิ ักเรอื พ.ศ. 2534
• พระราชบัญญัตปิ ้องกนั เรอื โดนกนั พ.ศ. 2522
• พระราชบัญญตั ิปอ้ งกนั การกระทา้ บางอย่างในการขนสง่ สนิ ค้าออกทางเรอื พ.ศ. 2511
• พระราชบัญญตั เิ พม่ิ อ้านาจต้ารวจในการป้องกนั และปราบปรามการกระท้าผิด ทางนา้ พ.ศ. 2496

74

• พระราชบัญญัติใหอ้ ้านาจทหารเรือปราบปรามการกระท้าผิดบางอยา่ งทางทะเล พ.ศ. 2490
• พระราชบญั ญัตวิ า่ ด้วยการส่งออกและนา้ เข้ามาในราชอาณาจกั รซ่ึงสินค้า พ.ศ. 2522
• พระราชบัญญตั ิศุลกากร พ.ศ. 2560
• พระราชบัญญัตภิ าษีสรรพสามติ พ.ศ. 2527
• พระราชกา้ หนดควบคมุ สินค้าตามชายแดน พ.ศ. 2534
• พระราชบญั ญตั กิ ารขนสง่ ต่อเนือ่ งหลายรูปแบบ พ.ศ. 2548
• พระราชบัญญัตเิ รือไทย พ.ศ. 2481 และพระราชก้าหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบญั ญตั ิเรือไทย พ.ศ. 2481
พ.ศ. 2561
3. ดา้ นการท่องเที่ยวและนนั ทนาการทางทะเล
• พระราชบัญญัติสง่ เสริมและรักษาคณุ ภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535
• พระราชบัญญตั ิรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรยี บร้อย ของบ้านเมือง พ.ศ. 2535
• พระราชบญั ญัตกิ ารสาธารณสขุ พ.ศ. 2535
4. ดา้ นพลังงาน
• พระราชบญั ญัติการปิโตรเลียม พ.ศ. 2514
• พระราชบญั ญตั ิความผดิ เก่ียวกบั สถานทผ่ี ลติ ปโิ ตรเลียม พ.ศ. 2530
5. ดา้ นอื่น ๆ
• พระราชบญั ญัตวิ ัตถอุ ันตราย พ.ศ. 2535
• พระราชบัญญัตโิ รงงาน พ.ศ. 2512
• พระราชบัญญัติการนคิ มอุตสาหกรรม พ.ศ. 2522
• พระราชบัญญตั ิควบคุมโภคภณั ฑ์ พ.ศ. 2495
• พระราชบญั ญัตคิ วบคมุ ยทุ ธภัณฑ์ พ.ศ. 2530
• พระราชบัญญัติควบคุมการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซ่ึงอาวุธ ยุทธภัณฑ์และส่ิงท่ีใช้ในการสงคราม
พ.ศ. 2495
• พระราชบญั ญตั ิกกั พชื พ.ศ. 2507
• พระราชบญั ญัติเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ. 2478
• พระราชบญั ญัตปิ ระกอบกจิ การโทรคมนาคม พ.ศ. 2544
• พระราชบัญญัติความมัน่ คงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551
• พระราชบญั ญตั ปิ ้องกนั และปราบปรามการคา้ มนุษย์ พ.ศ. 2551
• พระราชบัญญัตมิ าตรการในการปอ้ งกันและปราบปรามการค้าหญิง และเด็ก พ.ศ. 2540
• พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547
• พระราชบัญญัตโิ รคติดตอ่ พ.ศ. 2523
• พระราชบัญญัตคิ วบคมุ น้ามันเชอื้ เพลิง พ.ศ. 2542
• พระราชบญั ญตั นิ า้ มันเชอื้ เพลงิ พ.ศ. 2521
• พระราชบญั ญัตคิ วบคุมแรด่ บี ุก พ.ศ. 2514
• พระราชบัญญัติคมุ้ ครองพนั ธ์พุ ชื พ.ศ. 2542
• พระราชบัญญัตปิ อ้ งกนั และปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ. 2539

75

• พระราชบญั ญตั วิ ่าด้วยธรุ กรรมทางอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ พ.ศ. 2544
• พระราชบญั ญตั ิว่าดว้ ยการกระทา้ ผดิ เก่ยี วกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
• พระราชบญั ญัตวิ ่าด้วยการกระท้าผดิ เก่ียวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2560
• พระราชบญั ญัติวา่ ดว้ ยวิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498
• พระราชบญั ญตั อิ ากรรังนกอแี อ่น พ.ศ. 2540
• พระราชบัญญตั ิอาวธุ ปืน เครื่องกระสุนปนื วตั ถุระเบิด ดอกไมไ้ ฟ ส่ิงเทยี มอาวุธปืน พ.ศ. 2490
• พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510
• พระราชบญั ญัตคิ นเข้าเมือง พ.ศ. 2522
• พระราชบัญญตั ิป้องกันและปราบปรามยาเสพติดใหโ้ ทษ พ.ศ. 2545
• พระราชบญั ญตั ยิ าเสพติดใหโ้ ทษ พ.ศ. 2545
• พระราชกา้ หนดปอ้ งกันการใชส้ ารระเหย พ.ศ. 2533
• พระราชบญั ญัตวิ ัตถุที่ออกฤทธ์ิต่อจติ ประสาท พ.ศ. 2518
• พระราชบญั ญัตมิ าตรการในการป้องกันและปราบปรามผูก้ ระท้าผดิ เกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2535
• พระราชบญั ญตั ิป้องกันและปราบปรามการกระท้าอันเป็นโจรสลัด พ.ศ. 2534
• พระราชบัญญตั โิ บราณสถาน โบราณวตั ถุ และพิพิธภณั ฑ์สถานแหง่ ชาติ พ.ศ. 2504
• พระราชบัญญตั ปิ ่าไม้ พ.ศ. 2484
• พระราชบญั ญตั ปิ า่ สงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507
• พระราชบญั ญัติอุทยานแหง่ ชาติ พ.ศ. 2504
• พระราชบญั ญัติสงวนและค้มุ ครองพนั ธส์ุ ตั ว์ป่า พ.ศ. 2534
• พระราชบญั ญัตเิ ลื่อยโซย่ นต์ พ.ศ. 2545
• พระราชก้าหนดการบริหารจดั การการทา้ งานของคนต่างดา้ ว พ.ศ. 2560
• พระราชบญั ญัตเิ งินทดแทน พ.ศ. 2537
• พระราชบัญญัตกิ ารชว่ ยเหลอื กภู้ ัยทางทะเล พ.ศ. 2550
• พระราชบญั ญัตใิ ห้บ้าเหน็จในการปราบปรามผกู้ ระท้าความผดิ พ.ศ. 2489
• พระราชบญั ญตั กิ ารคา้ ข้าว พ.ศ. 2489
• พระราชบัญญตั ิกา้ หนดเขตจังหวดั ในอ่าวไทยตอนใน พ.ศ. 2502
• พระราชบญั ญตั ปิ อ้ งกนั และบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550
• พระราชบัญญัตอิ งค์กรรว่ มไทย-มาเลเซีย พ.ศ. 2533

• พระราชบัญญัติการเรียกเงินสมทบเข้ากองทุนระหว่างประเทศเพ่ือชดใช้ความเสียหาย จากมลพิษน้ามันอันเกิดจากเรือ
พ.ศ. 2560

• พระราชบัญญัติความรบั ผิดทางแพง่ ตอ่ ความเสยี หายจากมลพษิ นา้ มนั อันเกิดจากเรอื พ.ศ. 2560

76

องค์กรและหน่วยงานรบั ผดิ ชอบในการรกั ษาผลประโยชนข์ องชาตทิ างทะเล

1. หน่วยงานหลัก
หน่วยงานทมี่ ีการปฏบิ ตั ิการหลกั ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ ทางทะเล ไดแ้ ก่
กองทัพเรือ (ทร.)
กองบังคบั การต้ารวจนา้ (บก.รน.)
กรมศลุ กากร (ศก.)
กรมเจ้าท่า (จท.)
กรมประมง (กปม.)
กรมทรัพยากร ทางทะเลและชายฝ่ัง (ทช.)
รวม 6 หนว่ ยงาน นอกจากนี้ ยังมีศนู ย์อา้ นวยการรกั ษาผลประโยชนข์ องชาติ ทางทะเล (ศรชล.) ซึ่งตัง้ ขน้ึ
ตามพระราชบญั ญตั ิการรักษาผลประโยชน์ ของชาติทางทะเล พ.ศ. 2562
2. หนว่ ยงานร่วม
ประกอบดว้ ยหน่วยงาน ท่เี กย่ี วข้องด้านทะเล ในการ รว่ มกันก้าหนดนโยบายและ ยุทธศาสตร์ทางทะเล เพื่อ
น้า ไปสู่การบริหารจัดการผลประโยชน์ ของชาติทางทะเล ท้ังหน่วยงาน ราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน
ประมาณ 36 หน่วยงาน อาทิ
2.1 ส้านักนายกรัฐมนตรี มีหน่วยงานย่อยท้าหน้าที่ก้าหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ การจัดการ
ผลประโยชน์ของชาติ ทางทะเล ร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อบริหารจัดการผลประโยชน์จากการใช้
ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลอยา่ งคุ้มค่าและเหมาะสม อาทิ ส้านักงานสภาความมน่ั คงแห่งชาติ และ ส้านักข่าวกรอง
แห่งชาติ
2.2 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม มีหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องโดยตรงในการจัดการทรัพยากร
มีชีวิตและทรัพยากรไม่มีชีวิตทางทะเล มีหน้าที่ก้ากับดูแลการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ศึกษาวิจัย และบริหารจัดการการใช้
ประโยชน์ จากทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ัง อาทิ กรมควบคุมมลพิษกรมทรพั ยากรธรณี
2.3 กระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ มีหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง กับการจัดการทรัพยากรทางทะเล ได้แก่ กรม
ประมง ท้าหน้าที่ จัดการทรัพยากรประมง ควบคุม ป้องกัน และปราบปรามการท้า ประมงท่ีผิดกฎหมาย และผลิต
สัตว์น้าให้มีมาตรฐานทท่ี ่ัวโลก ยอมรับ
2.4 กระทรวงคมนาคม มีหน่วยงานย่อยที่เก่ียวข้อง กับการขนส่งทางน้า การจัดการท่าเรือ มีหน้าที่
ดา้ เนินการตามกฎหมาย วา่ ดว้ ยการเดนิ เรอื ในน่านนา้ ไทย บรหิ ารและพฒั นาทา่ เรือใหเ้ ป็น โครงสร้างพนื้ ฐานเพอ่ื สร้าง
ความสามารถ ในการแข่งขนั ของประเทศได้อยา่ ง ยังยืน อาทิ กรมเจา้ ท่า
2.5 กระทรวงอุตสาหกรรม มีหน่วยงานที่เก่ียวข้องกับ การบริหารจัดการและดูแลธุรกิจ อุตสาหกรรม
ด้านวัตถุอันตราย การผลิต และความปลอดภัย เพ่ือให้เป็นไปตามกฎหมายและ ข้อตกลงระหว่างประเทศ อาทิ
กรมส่งเสรมิ อุตสาหกรรม
2.6 กระทรวงพลังงาน มีหน่วยงานท่ีท้าหน้าที่วิจัย และพัฒนาด้านพลังงาน การจัดหา พลังงาน การอนุรักษ์
พลังงาน และ บริหารจัดการการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน อาทิ กรมเช้ือเพลงิ ธรรมชาติ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ
ไทย

77

2.7 กระทรวงกลาโหม ซ่งึ ประกอบด้วยหน่วยเฉพาะกิจ และหน่วยขนึ้ ตรงกับกองทพั เรอื ท้าหนา้ ที่ รกั ษาและ
คุ้มครองผลประโยชน์จากการ ใช้ทรัพยากรในทะเล ติดตามและตรวจวัด ปัจจัยทางสมุทรศาสตร์ อุทกศาสตร์ และ
อตุ ุนิยมวิทยาทางทะเล

2.8 กระทรวงมหาดไทย มีหน่วยงานย่อยที่ท้าหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกัน และ
ปราบปรามอาชญากรรม ตามประมวลกฎหมายอันเก่ียวกับความผิดทางอาญา ทังหลายในน่านน้าไทย อาทิ
กรมปอ้ งกนั และบรรเทาสาธารณภยั กรมโยธาธกิ าร และผงั เมือง

2.9 กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม มีหน่วยงานย่อยที่ด้าเนินการ เก่ียวกับการ
บูรณาการองคค์ วามรู้ ทางทะเล ศึกษาวจิ ัยและพัฒนา วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยที รัพยากร ธรรมชาติทางทะเล เพื่อ
นา้ มาประยุกต์ สู่การจัดการทรัพยากรไดอ้ ยา่ งถูกต้อง และเหมาะสม อาทิ ส้านักงานพัฒนา เทคโนโลยีอวกาศและภูมิ
สารสนเทศ (องคก์ ารมหาชน)

2.10 กระทรวงการท่องเท่ียวและกีฬา ท้าหน้าท่ีควบคุมดูแล ส้ารวจ วางแผน ด้าเนินการส่งเสริมการ
ท่องเที่ยว ทางทะเล ตลอดจนส่งเสริมการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และ พัฒนาสถานท่ีท่องเท่ียวทางทะเล ทรัพยากรธรรมชาติ
และส่ิงแวดลอ้ มที่ เกยี่ วขอ้ ง อาทิ การทอ่ งเท่ยี วแห่งประเทศไทย สภาอตุ สาหกรรมการทอ่ งเทีย่ วแหง่ ประเทศไทย

2.11 กระทรวงการต่างประเทศ เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจด้าน การต่างประเทศ ส่งเสริมความสัมพันธ์
ความเข้าใจ และความร่วมมือระหว่าง ประเทศ และอ้านวยความสะดวก ในการติดต่อประสานกับต่างประเทศ และ
คุ้มครองผลประโยชน์ของไทย ในต่างประเทศ รวมไปถึงการด้าเนินการ เพื่อเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาหรือความ ตกลง
ระหว่างประเทศต่าง ๆ ซ่ึงมี หน่วยงานระดับกรมท่ีด้าเนินภารกิจ ดังกล่าว อาทิ กรมภูมิภาคท่ีเกี่ยวขอ้ ง กรมองค์การ
ระหวา่ งประเทศ กรมอาเซยี น กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย

กฎหมายและหน่วยงานทางทะเล ดังกล่าวข้างต้น จะเป็นเครื่องมือ ในการควบคุมความประพฤติของบุคคล
ให้ต้องปฏิบัติตาม รวมท้ัง ส่งเสริม ให้สภาพความเป็นอยู่ในสังคมมีความ ผาสุก และประเทศชาติ มีความเจริญ
รุ่งเรือง ม่ันคง ม่ังคั่ง และยั่งยืน ท้ังในระดับชาติและภูมิภาค ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ใช้ทะเลได้มีความรู้ ความเข้าใจ เคารพ
และปฏิบัติตามกฎหมายทางทะเล ทั้งท่ีเป็นกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมาย ภายในประเทศ ได้ทราบและ
นา้ ไปใช้ ในการปฏบิ ตั แิ ละเผยแพรค่ วามรูใ้ ห้กับ ผทู้ ี่เกีย่ วขอ้ งตอ่ ไป

78

หนว่ ยท่ี 3
เขตกำรปกครองของจงั หวดั ทำงทะเล

ผลกำรเรยี นรู้
1.อธิบายความเปน็ มาของการกาหนดเขตจังหวัดทางทะเล
2.อธบิ ายแนวทางในการกาหนดเขตจังหวัดทางทะเล
3.อธิบายแผนทแ่ี ละบัญชคี า่ พิกดั รายจังหวัดชายทะเล (ในพนื้ ทจ่ี ังหวดั ของตนเอง)
4.อา่ นแผนที่จังหวดั ชายทะเลได้(ในพืน้ ทจ่ี ังหวดั ของตนเองและพนื้ ที่รอบ ๆ)
5.มีความรู้ความเขา้ ใจในมิติทางพื้นที่ของน่านน้าไทยและจังหวัดชายทะเล (ตามบรบิ ทในพื้นทขี่ องผูเ้ รียน)

สำระกำรเรียนรู้
1. ความเป็นมาของการกาหนดเขตจงั หวดั ทางทะเล
2. แนวทางในการกาหนดเขตจังหวัดทางทะเล
3. แผนท่แี ละบัญชีคา่ พกิ ัดรายจังหวดั ชายทะเล
4. มติ ทิ างพื้นทข่ี องน่านน้าไทยและจังหวดั ชายทะเลทค่ี วรทราบ

79

เรอื่ งท่ี 1 ความเปน็ มาของการกาหนดเขตจงั หวดั ทางทะเล

ความเปน็ มาของการกาหนดเขตจังหวดั ทางทะเล
ปัจจุบนั ยงั ไม่มีบทบัญญตั ใิ นกฎหมายของประเทศไทยทีร่ ะบถุ ึงวิธกี ารท่ีจะนามาใช้ในการแบง่ เขต
รับผิดชอบของแต่ละจงั หวัดซ่ึงเขตดงั กล่าวอาจจะพิจารณาให้เป็นเขตการปกครอง และเขตในการบริหารจัดการพ้ืนที่
ทางทะเลของจังหวัดชายทะเล อย่างไรก็ตามเม่ือพิจารณา ถึงบรรดากฎหมายท่ีกระทรวงมหาดไทยมีอยู่เช่น พรบ.
ลักษณะการปกครองทอ้ งที่ พ.ศ ๒๔๕๖ และ พรบ.บริหารราชการแผ่นดนิ พ.ศ. ๒๕๔๐ มไิ ด้มกี ารกาหนดไว้ใหจ้ ังหวัด
มีเขตการปกครองที่ขยายออกไปจนถึงขอบนอกสุดของทะเลอาณาเขต ทั้ง ๆ ที่พื้นที่ทะเลดังกล่าวอยู่ในเขต
อา้ นาจอธิปไตยของไทย จะมีอยบู่ ้างก็เป็นการแบง่ เขตทางทะเลในเขตน่านน้าภายในของอ่าวไทยตอนใน ตามพรบ.
กาหนดเขตจังหวัดในพ้ืนท่ีอ่าวไทยตอนใน พ.ศ. 2502 เท่าน้ัน ซ่ึงการไม่มีเขตจังหวัดในทะเลในพื้นท่ีของทะเล
อาณาเขตตลอดแนวชายฝ่ังทะเลท่ีชัดเจน เป็นปัญหาในทางการด้าเนินการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงาน
ในระดับท้องถ่ินและยังเป็นปัญหาในด้านความมั่นคงของชาติในภาพรวม ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ตระหนัก
ถึงความส้าคัญในเรื่องดังกล่าว ดังจะเห็นได้จากการจัดท้ายุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติทางทะเล พ.ศ. ๒๕๕๘-
๒๕๖๔ ข้อ ๓.๗ ก้าหนดให้กระทรวงมหาดไทย ด้าเนินการก้าหนดเขตจังหวัดทางทะเล เนื่องจากในปัจจุบัน
ได้มีกฎหมายภาคทะเลที่ยกร่างและประกาศใช้ หลังปี พ.ศ.๒๕๕๐ ได้มีพัฒนาการไปในแนวทางเดียวกันคือ
มีลักษณะกระจายอ้านาจ และให้บทบาทกับจังหวัดชายทะเล มีหน้าท่ีบริหารจัดการพื้นที่ทางทะเลให้เกิด
ความม่ันคง ม่ังค่ัง ย่ังยืน ในรูปของคณะกรรมการจังหวัดโดยมี ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน กฎหมาย
หลายฉบับได้ระบุใหม้ ี การแต่งต้ังคณะกรรมการจงั หวัด อาทิ
- พ.ร.บ.ป้องกนั และบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550
- พ.ร.บ.สง่ เสรมิ การบรหิ ารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝง่ั พ.ศ.2558
- พ.ร.ก.การประมง พ.ศ.2558
- พ.ร.บ.การรักษาผลประโยชนข์ องชาติทางทะเล พ.ศ. 2562
พ.ร.บ.ดงั กล่าวข้างต้นกา้ หนดใหแ้ ตล่ ะจังหวัดมกี ารจดั ต้ังคณะกรรมการระดับจงั หวัด เช่น
คณะกรรมการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด คณะกรรมการประมงจังหวัด คณะกรรมการส่งเสริม
การบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งจังหวัด คณะกรรมการผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัด
(ศรชล.จังหวัด) แต่ปัญหาและอุปสรรคท่ีส้าคัญในการด้าเนินการตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นคือ คณะกรรมการ
ตา่ งๆ ของจังหวัดชายทะเลไม่สามารถระบุไดว้ ่า ขอบเขตความรับผดิ ชอบท่ีชัดเจนของพ้ืนท่ีทางทะเลของจังหวดั ของ
ตนมีขอบเขตอยู่ที่ใดในทะเล แนวทางท่ีส้านักงานกฤษฎีกาเคยให้ค้าแนะน้า ในการก้าหนดเขตบริหารจัดการ/
เขตรับผิดชอบพ้ืนที่ทางทะเลของแต่ละจังหวัดชายทะเล สามารถใช้มาตรการทางการบริหารได้ เช่น ออกเป็น
มติ ครม. ให้จังหวัดชายทะเลมีเขตรับผิดชอบ ในการบริหารจัดการพื้นที่ ทางทะเลที่อยู่ต่อเนื่องกับชายฝั่งของแต่ละ
จังหวดั แต่ปญั หาคือ มติ ครม.ไมม่ ฐี านะเปน็ กฎหมาย
การแบง่ เขตรับผดิ ชอบทางทะเลออกไปจนถึงทะเลอาณาเขตนอกจากจะเปน็ การบรหิ ารจดั การเขต
อ้านาจอธิปไตยภายในของไทยตามกฎหมายภายในแล้ว ยังเป็นการปฏิบัติตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย
กฎหมายทะเล ค.ศ.1982 ที่ไทยได้ให้สัตยาบันแล้ว โดยท่ีรัฐชายฝ่ังมีอ้านาจอธิปไตยเหนือทะเลอาณาเขต
อีกส่วนหนึ่งด้วยโดยที่พื้นท่ีดังกล่าวอยู่ในเขตอ้านาจอธิปไตย ท่ีประเทศไทยควรมีความชัดเจนในเขตอ้านาจ

80

การปกครอง เขตอ้านาจศาล และเขตอ้านาจในการบริหารจัดการพื้นที่ทะเลท่ีสอดคล้องกับหลักการของกฎหมาย
ทะเล ให้เกดิ ความมัน่ คง มัง่ คัง่ และยง่ั ยนื ตามที่รฐั บาลก้าหนดไว้ในยทุ ธศาสตร์ชาติ

การดา้ เนนิ การของกระทรวงมหาดไทยในการแบ่งเขตการปกครองของจังหวดั ทางทะเลนั้น
กระทรวงมหาดไทยไดพ้ ิจารณาถึงกฎหมายท่ีเกี่ยวขอ้ งในดา้ นการปกครองทม่ี อี ยูเ่ ดมิ เช่น พ.ร.บ.ลกั ษณะการปกครอง
ท้องท่ี พ.ศ.๒๔๕๖ พรบ.บรหิ ารราชการแผ่นดนิ พ.ศ. ๒๕๔๐ พรบ.ก้าหนดเขตจังหวัดในอ่าวไทยตอนใน พ.ศ.๒๕๐๒
และกฎหมายอ่ืน ๆ ที่เกี่ยวข้อง และได้มีการลงค้าสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการก้าหนดและปรับปรุงพื้นท่ีเขตการปกครอง
ของจังหวัดทางทะเล โดยมี ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน เมื่อเดือน มิ.ย.๒๕๖๑ และประธาน
คณะกรรมการฯ ได้ลงนามแต่งต้งั คณะอนกุ รรมการ และคณะทา้ งาน เพอ่ื กา้ หนดเขตจงั หวดั ทางทะเล ดังนี้

- คณะอนุกรรมการกา้ หนดแนวทางการปรบั ปรุงพ้นื ทเี่ ขตการปกครองของจังหวดั ทางทะเล (มหี น้าที่
ดา้ เนนิ การแบง่ เขต ก้าหนดเสน้ แนวเขต และจดั ท้าแผนที่)

- คณะอนกุ รรมการกา้ หนดและปรบั ปรงุ พืน้ ทีเ่ ขตการปกครองระดับจังหวดั และกรุงเทพมหานคร
(มีหน้าทตี่ รวจสอบแนวเสน้ เขตของแต่ละคู่จงั หวดั เพ่อื ให้ได้ข้อยุติร่วมกัน)

- คณะท้างานร่างกฎหมายก้าหนดและปรบั ปรุงพื้นท่ีเขตการปกครองของจงั หวัดทางทะเล
(มีหน้าที่ยกร่าง พรบ.กาหนดและปรับปรงุ พน้ื ทเี่ ขตการปกครองของจงั หวัดทางทะเล พ.ศ.....)

ปจั จุบันได้มกี ารก้าหนดเขตจังหวัดทางทะเลครบทุกจังหวัด มกี ารจัดทาแผนทแ่ี นวเขตจังหวัดทาง
ทะเลและคู่จังหวัดทางทะเลที่อยู่ตดิ กนั ได้รว่ มกันพิจารณาจนได้ข้อยตุ ิรว่ มกันแล้ว ท้งั 23 จงั หวดั ชายทะเล ปัจจบุ ัน
อยู่ในข้นั ตอนของการยกรา่ งกฎหมาย เพอื่ ใช้บังคบั เพื่อใหจ้ ังหวดั ชายทะเลมีเขตการปกครองของจังหวัดออกไป
ในทะเลตามขอบเขตทไ่ี ด้กา้ หนดไว้

81

ขนาดของพื้นทแี่ ละความยาวชายฝ่ังทะเลรายจงั หวัด (ที่มา : กรมอทุ กศาสตร์ )

ลาดบั ท่ี จังหวัด ความยาว (กิโลเมตร) ขนาดพน้ื ท่ีทางทะเล (ตารางกิโลเมตร)
187.95 5,847.99
1 ตราด 101.50 2,064.70
117.99 2,440.16
2 จันทบุรี 188.34 5,423.81
15.77 187.73
3 ระยอง 49.54 1,204.4
6.51 76.33
4 ชลบรุ ี 45.26 964.25
26.20 226.38
5 ฉะเชงิ เทรา 96.55 3,050.77
254.57 5,759.93
6 สมทุ รปราการ 252.60 7,441.42
179.38 9,058.02
7 กรุงเทพมหานคร 246.66 12,375.31
158.78 9,690.30
8 สมุทรสาคร 144.04 12,866.7
57.20 2,362.51
9 สมทุ รสงคราม 106.85 2,381.87
254.18 12,264.61
10 เพชรบุรี 203.55 4,657.22
219.07 3,660.04
11 ประจวบคีรขี ันธ์ 140.74 3,008.52
140.21 5,328.82
12 ชุมพร 3,193.44 112,341.84

13 สรุ าษฎร์ธานี

14 นครศรีธรรมราช

15 สงขลา

16 ปตั ตานี

17 นราธิวาส

18 ระนอง

19 พงั งา

20 กระบ่ี

21 ภูเกต็

22 ตรงั

23 สตูล

รวม

หมายเหตุ – ขนาดพื้นท่ีในเขตอ้านาจอธปิ ไตยของแต่ละรายจงั หวัดชายทะเลตามที่แสดงในตารางข้างต้น
คดิ เป็นพนื้ ทร่ี วมทัง้ ส้ิน 112,341.84 ตร.กม. ซง่ึ ไม่รวมพืน้ ท่เี กาะต่าง ๆ ในน่านนา้ ไทยอกี ประมาณ
2,680.43 ตร.กม.

- ขนาดของนา่ นน้าในเขตอ้านาจอธิปไตยเมอื่ วัดพน้ื ทีใ่ นแผนทีม่ าตราส่วนเลก็ ทร่ี วมเกาะในทะเลด้วยแลว้
จะมีเนอ้ื ท่ี 115,022.27 ตร.กม.

82

รายช่ืออาเภอของจังหวัดชายทะเลในส่วนที่มีอาณาเขตตดิ กบั ทะเล

จังหวัดชำยทะเล จำนวนอำเภอ รำยชอ่ื อำเภอทีต่ ดิ ชำยทะเล

ทีต่ ดิ ทะเล

ฝั่งตะวนั ออกของอำ่ วไทย

สมทุ รปราการ 3 อ.พระสมุทรเจดีย์ อ.เมือง อ.บางบอ่

ฉะเชิงเทรา 1 อ.บางปะกง
ชลบรุ ี 4 อ.เมือง อ.ศรรี าชา อ.บางละมุง อ.สตั หบี
ระยอง 3 อ.บา้ นฉาง อ.เมือง อ.แกลง
จันทบุรี 4 อ.นายายอาม อ.ทา่ ใหม่ อ.แหลมสิงห์ อ.ขลุ

ตราด 5 อ.แหลมงอบ อ.เมอื ง อ.คลองใหญ่ อ.เกาะช้าง อ.เกาะกูด

ฝ่ังตะวนั ตกของอ่าวไทย 1 เขตบางขนุ เทยี น
กรุงเทพมหานคร 1 อ.เมือง
สมทุ รสาคร 1 อ.เมือง
สมทุ รสงคราม 3 อ.พระสมุทรเจดีย์ อ.เมอื ง อ.บางบอ่
สมุทรปราการ 4 อ.บ้านแหลม อ.เมือง อ.ท่ายาง อ.ชะอา
เพชรบรุ ี 8 อ.หวั หนิ อ.ปราณบรุ ี อ.สามรอ้ ยยอด อ.กยุ บรุ ี อ.เมอื ง
ประจวบครี ขี ันธ์ อ.ทบั สะแก อ.บางสะพาน อ.บางสะพานน้อย
6 อ.ปะทวิ อ.เมอื ง อ.สวี อ.ทุ่งตะโก อ.หลงั สวน อ.ละแม
ชุมพร 9 อ.ท่าชนะ อ.ไชยา อ.ทา่ ฉาง อ.เมอื ง อ.กาญจนดษิ ฐ์ อ.ดอนสัก
สรุ าษฎร์ธานี อ.พนุ พนิ อ.เกาะสมยั อ.เกาะพงัน
6 อ.ขนอม อ.สิชล อ.ทา่ ศาลา อ.เมอื ง อ.ปากพนงั อ.หัวไทร
นครศรีธรรมราช

สงขลา 6 อ.ระโนด อ.สทงิ พระ อ.สิงหนคร อ.เมอื ง อ.จะนะ อ.เทพา
ปัตตานี 6 อ.หนองจกิ อ.เมอื ง อ.ยะหรงิ่ อ.ปานาเระ อ.สายบรุ ี อ.ไมแ้ ก่น
นราธวิ าส 2 อ.เมอื ง อ.ตากใบ
ฝ่ังตะวันตกของประเทศไทย
ระนอง 3 อ.เมอื ง อ.กระเปอร์ อ.สขุ สาราญ
พงั งา 5 อ.ครุ ะบรุ ี อ.ตะก่วั ปา่ อ.ท้ายเหมือง อ.ตะกัว่ ท่งุ อ.เกาะยาว
ภูเกต็ 3 อ.ถลาง อ.กระทู้ อ.เมอื ง
กระบ่ี 5 อ.อา่ วลกึ อ.เมอื ง อ.เหนือคลอง อ.คลองทอ่ ม อ.เกาะลันตา
ตรัง 4 อ.สเิ กา อ.กนั ตัง อ.หาดสาราญ อ.ปะเหลยี น
สตูล 4 อ.ทงุ่ หว้า อ.ละงู อ.ท่าแพ อ.เมอื งสตูล

83

เรื่องที่ 2 แนวทำงในกำรกำหนดเขตจงั หวดั ทำงทะเล

เนอ่ื งจากประเทศไทยไมม่ หี ลักกฎหมายภายในท่ีระบุหลกั การแนวทางการปฏบิ ัติในการแบ่งเขต
จังหวัดทางทะเลไว้เป็นการเฉพาะ คณะอนุกรรมการกาหนดแนวทางการปรับปรุงพ้ืนท่ีเขตการปกครองของจังหวัด
ทางทะเล จึงได้พิจารณาแนวทางในการกาหนดการแบ่งเขตจังหวัดทางทะเลให้เป็นไปตามหลักการท่ีเป็นสากลและ
เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ เช่น หลักการที่กาหนดไว้ในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.
1958 และฉบับ ค.ศ.1982 รวมท้ังในคู่มือที่องค์การระหว่างประเทศท่ีเกี่ยวข้องกาหนดโดยสามารถสรุปแนวทาง
การกาหนดเขตทางทะเลท่ีเป็นหลักสากล นามาประยุกต์ใช้ในการแบ่งเขตจังหวัดทางทะเลของแต่ละคู่จังหวัดท่ีมี
เขตอยู่ประชิดกันหรอื อยตู่ รงขา้ มกนั ได้ ดังน้ี

1) ตามพันธะกรณอี ันสบื เนื่องมาจากข้อตกลงทที่ าไว้เดิม
2) กาหนดตามหลักกฎหมายทะเลปี ค.ศ.1958 เชน่
- หลักการของเสน้ มัธยะ (หลกั ระยะหา่ งเทา่ กนั Principle of Equidistance เป็นหลกั การพ้ืนฐาน
ท่ีสามารถนามาใชก้ บั ทะเลอาณาเขต)
- สภาวะแวดลอ้ มพเิ ศษ Special Circumstance
3) กาหนดตามหลักกฎหมายทะเลปี ค.ศ.1982 เชน่ หลกั ของความเท่ยี งธรรม(Principle of
Equitable) และหลักการ แนวคิด ทฤษฎีของนักกฎหมายทะเลท่ีสนับสนุนหลักการของความเที่ยงธรรม รวมท้ัง
การศึกษาแนวทางการตดั สนิ ของศาลโลกในคดีทีเ่ กย่ี วข้องกับเขตทางทะเล
จากหลักการท่ีกลา่ วแล้วข้างตน้ สามารถนามาประยุกตใ์ ชใ้ นการแบ่งเขตจงั หวดั ทางทะเลของ
ประเทศไทยไดโ้ ดยมีรายละเอยี ดของแตล่ ะแนวทางพอสรปุ ได้ดังน้ี
1.การแบ่งเขตจังหวัดทางทะเล โดยพจิ ารณาถงึ บรรดากฎหมายท่เี ก่ยี วขอ้ งทม่ี ีผลใช้บงั คบั
มากระท่งั ถึงปัจจบุ ัน เชน่ ข้อตกลงระหว่างไทยกับประเทศเพ่ือนบ้านโดยรอบที่มมี าแต่เดิมในรูปแบบของ สนธิสัญญา
ระหว่างไทยกับเพ่ือนบ้านในอดีต ที่มีผลกาหนดแบ่งเขตในทะเลใกล้ชายฝ่ังไว้แล้วบางส่วนในแนวเส้นเขตแดน
นอกจากน้ันก็มีกฎหมายภายในของไทยท่ีมีการกาหนดเขตทางทะเลไว้บางพื้นท่ีแล้วเช่น พ.ร.บ.การกาหนดเขตของ
จงั หวัดในอ่าวไทยตอนใน พ.ศ.2502 ประกาศของกระทรวงมหาดไทยในส่วนทเี่ ก่ียวข้องกับการกาหนดจดุ พิกัดเรม่ิ ต้น
ท่ีจรดริมทะเล และการกาหนดเส้นแบ่งแนวเกาะในทะเลบางพ้ืนที่ของจังหวัดชายทะเล ประกาศของกระทรวง
เกษตรและสหกรณ์ในส่วนที่เคยแบ่งเขตพ้นื ท่ีประมงพื้นบ้านในแต่ละรายจังหวัดชายทะเล สามารถนามาใช้ประกอบ
ในการกาหนดเส้นแบง่ เขตของเขตจังหวดั ทางทะเลได้

84
2. สา้ หรับการแบง่ เขตจงั หวัดทางทะเลในพื้นท่ีอ่ืนๆที่มิไดเ้ คยมกี ฎหมายกา้ หนดไว้ตามข้อ 7.1
การก้าหนดเส้นแบ่งเขตจังหวัดคณะอนุกรรมการฯ ได้พิจารณาใช้หลกั การของเส้นมัธยะซ่ึงเป็นหลักการที่เป็นสากล
ที่ก้าหนดไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศ อาทิ อนุสัญญากฎหมายทะเล ค.ศ.1958 (ข้อ 12 ของ UNCLOS 1958)
อนุสัญญากฎหมายทะเล ค.ศ.1982 (ข้อ 15 ของ UNCLOS 1982) ในกรณีที่เขตจังหวัดอยู่ประชิดกันหรืออยู่ตรงข้าม
กันจะแบง่ เขตระหวา่ งกนั โดยหลกั ของเส้นมธั ยะดงั ภาพที่แสดง

ภาพ แสดงการลากเส้นมัธยะกรณีรัฐตรงข้าม และ เส้นมัธยะกรณีรฐั ประชิด (ท่ีมา :TALOS)

ภาพ แสดงการสรา้ งเส้นมัธยะลงในภาพถ่าย หรือลงในแผนทเี่ ดนิ เรือ

85

อย่างไรก็ตาม มักปรากฏเสมอว่าในการเจรจาเก่ียวกับเส้นเขตแดนทางทะเล เสน้ ทตี่ กลงกนั จะมี
การปรับแต่งไปจากเส้นมัธยะแบบเคร่งครัด (Strict Equidistance Line) เรียกว่า เส้นมัธยะปรับแต่ง (Modified
Equidistance Line) ซ่งึ เกดิ ข้นึ โดยมคี วามมุ่งหมาย 2 ประการ คอื

- เพื่อลดความคดเคยี้ วที่กอ่ ใหเ้ กิดความสลบั ซับซอ้ นของเสน้ เขตแดน จงึ ตอ้ งมี การปรบั แต่ง เสน้
มธั ยะใหใ้ กลเ้ คยี งกับเสน้ ตรง ทง้ั นส้ี องฝ่ายหรอื ฝ่ายใดฝ่ายหนง่ึ ตอ้ งยอมลดพื้นทลี่ ง

- เพอื่ ความมุ่งประสงคใ์ หเ้ กดิ ความเทยี่ งธรรม โดยคานงึ ถงึ สภาพแวดล้อมอน่ื ๆ
3. การประยกุ ตใ์ ช้หลกั การของความเทย่ี งธรรมเมอื่ คานึงถึงสภาพแวดล้อมอน่ื ๆ ท่เี มือ่ ใชห้ ลักการ
ของเส้นมัธยะหรือเส้นระยะห่างเท่ากันแล้วไม่เหมาะสมหรือไม่ได้ผลลัพท์ท่ีเท่าเทียมกัน ก็สามารถนาหลักที่เกี่ยวข้อง
กับความเท่ียงธรรมมาประยุกต์ใช้ได้ เช่น หลักความได้สัดส่วน(Proportionality) การใช้เส้นแบ่งเขตครึ่งมุม
(Bi- Sector) การกาหนดเส้นต้ังฉากกับเส้นทิศทางทั่วไปของชายฝ่ัง (General Direction of the Coast) หรือ
การให้ผลบางส่วนกับเกาะ (Partial Effect) โดยคณะอนุกรรมการฯ ได้ พิจารณาเลอื กใช้วิธีทกี่ ล่าวมาในข้อ 1) – 3)
ผสมผสานกันในแต่ละพ้ืนที่และบางจังหวัดที่แนวเขตมีความซับซ้อน รวมท้ังมีการช้ีแจงและรับฟัง ความเห็นในร่าง
แผนท่ีจากภาคส่วนต่าง ๆ ท่ีมีส่วนไดส้ ่วนเสยี ในแต่ละคจู่ งั หวดั เพอื่ ให้ได้ขอ้ ยุตทิ เี่ หมาะสมรว่ มกัน

86

แผนท่ีและบัญชีค่าพิกดั รายจังหวัดชายทะเล

เพือ่ ความสะดวกในการกา้ หนดเส้นเขตทางทะเลระหว่างจังหวัด การลงพน้ื ท่รี ับฟังความเห็นจากผู้มี
ส่วนได้เสยี ในพื้นท่ี จงึ ได้กา้ หนดแบ่งกล่มุ จังหวัดชายทะเลทัง้ 23 จงั หวัด ออกเปน็ 6 กลุ่มจังหวดั ตามสภาพ
ภมู ศิ าสตร์ และพืน้ ฐานของกิจกรรมทางทะเลท่ีส่งผลกระทบระหวา่ งกันได้ ดังน้ี

(1) กลุ่มจังหวัดอ่าวไทยตะวันออก ประกอบดว้ ยจังหวัดชายทะเล 3 จังหวัด ได้แก่ จ.ตราด
จ.จันทบรุ ี และ จ.ระยอง

(2) กลมุ่ จังหวัดอ่าวไทยตอนใน ประกอบด้วยจังหวัดชายทะเล 7 จังหวดั ไดแ้ ก่ จ.ชลบุรี
จ.ฉะเชงิ เทรา จ.สมทุ รปราการ จ.สมุทรสาคร จ.สมุทรสงคราม จ.เพชรบุรี และ กรงุ เทพมหานคร

(3) กลุม่ จงั หวัดอ่าวไทยตอนบน ประกอบดว้ ยจงั หวดั ชายทะเล 3 จังหวัด ได้แก่ จ.ประจวบครี ขี นั ธ์
จ.ชมุ พร และ จ.สุราษฏร์ธานี

(4) กลุ่มจงั หวัดอา่ วไทยตอนล่าง ประกอบดว้ ยจังหวัดชายทะเล 4 จงั หวัด ได้แก่ จ.นครศรีธรรมราช
จ.สงขลา จ.ปตั ตานี และ จ.นราธิวาส

(5) กลมุ่ จังหวดั ฝง่ั ตะวนั ตกตอนบน ประกอบด้วยจังหวดั ชายทะเล 3 จงั หวดั ไดแ้ ก่ จ.ระนอง
จ.พังงา และ จ.ภเู กต็

(6) กลุ่มจังหวัดฝั่งตะวนั ตกตอนล่าง ประกอบดว้ ยจังหวัดชายทะเล 3 จังหวดั ไดแ้ ก่ จ.กระบ่ี จ.ตรัง
และ จ.สตูล

87

เร่อื งท่ี 3 ลักษณะกายภาพทางทะเลท่ีปรากฏในแผนผัง แผนทีท่ างทะเลในท้องถิน่ ตนเอง

แผนทแ่ี สดงภาพรวมการแบ่งเขตจังหวดั ทางทะเลทงั้ 23 จังหวดั ชายทะเล

แผนทแ่ี สดงเขตจังหวัดในกลุ่มจังหวัดอ่าวไทยฝงั่ ตะวันออก
ประกอบด้วย จงั หวัดตราด จังหวัดจนั ทบุรี จังหวัดระยองและจังหวดั ชลบุรี

88
แผนทีแ่ สดง เขตจังหวัดทางทะเลของจังหวดั ตราด
แผนทีแ่ สดง เขตจังหวัดทางทะเลของจังหวดั จนั ทบุรี

89
แผนทแ่ี สดง เขตจังหวดั ทางทะเลของจังหวัดระยอง
แผนทแ่ี สดง เขตจังหวดั ทางทะเลของจังหวดั ชลบรุ ี

90

แผนทแี่ สดงเขตจงั หวัดในกลุ่มจังหวดั อา่ วไทยตอนใน ประกอบด้วยจังหวดั ต่าง ๆ รวม 7 จังหวดั
ไดแ้ ก่ จ.ชลบรุ ี จ.ฉะเชิงเทรา จ.สมทุ รปราการ จ.กรงุ เทพมหานคร จ.สมุทรสาคร จ.สมทุ รสงคราม

และ จ.เพชรบุรี

91
แผนท่ีแสดง เขตจังหวดั ทางทะเลของจังหวดั ชลบรุ ี
แผนที่แสดง เขตจงั หวดั ทางทะเลของจังหวดั ฉะเชิงเทรา

92
แผนที่แสดง เขตจังหวดั ทางทะเลของจังหวดั สมทุ รปราการ
แผนท่แี สดง เขตจงั หวดั ทางทะเลของจังหวัดกรุงเทพมหานคร

93
แผนทแี่ สดง เขตจังหวัดทางทะเลของจังหวดั สมุทรสาคร
แผนทีแ่ สดง เขตจังหวดั ทางทะเลของจังหวัดสมทุ รสงคราม

94
แผนท่ีแสดง เขตจงั หวัดทางทะเลของจังหวัดเพชรบรุ ี


Click to View FlipBook Version