195
2. ด้านการขนส่งและพาณิชยนาวี
2.1 น้ามันรวั่ ในทะเล
การร่ัวไหลของน้ามันมีทั้งที่เกิดโดยธรรมชาติ อาทิ รั่วจากแหล่งน้ามันใต้ดิน และเกิดจากกิจกรรม
ของมนุษย์ อาทิ การขุดเจาะน้ามัน การลักลอบปล่อยทิ้งสู่ทะเล กิจกรรมการขนส่งทางทะเลและอุบัติเหตุจากเรือ
ดังเช่นเหตุการณ์เมื่อปี 2556 ได้เกิดเหตุท่อรับน้ามันในเรือบรรทุกน้ามันดิบ รั่วท้าให้น้ามันรั่วไหลลงสู่ทะเลบริเวณ
ท่าเทียบเรือนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง มีปริมาณ 50,000 ลิตร และได้ถูกคล่ืนลมทะเลซัดขึ้น
ชายหาดเป็น ระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร บริเวณชายหาด อ่าวพร้าวของเกาะเสม็ด ท้าให้ชายหาดกลายเป็นสีด้า
จนต้องมีการประกาศ ให้เป็นพื้นที่ภัยพิบัติทางทะเล ซึ่งเป็นเหตุการณ์ท่ีมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและ
ส่ิงแวดล้อม และระบบนิเวศอย่างชัดเจน รวมไปถึงอุตสาหกรรมการท่องเท่ียว การประมง และการเพาะเล้ียงชายฝ่ัง
และยังส่งผลถึงมนุษยอ์ ีกด้วย เนอ่ื งจากสารพิษตา่ ง ๆ จะเกดิ การสะสมอยู่ในห่วงโซ่อาหารตั้งแตผ่ ู้ผลิต (แพลงก์ตอน
พืช) ผ้บู รโิ ภคขนั้ ตน้ (แพลงก์ตอน สัตว/์ ปลา) จนถึงผู้บริโภคขน้ั สุดท้ายซึ่งก็คอื มนุษยน์ นั่ เอง
2.2 การลักลอบขนส่งผดิ กฎหมาย
มีการท้าเป็นเครือข่าย โดยทั้งคนไทยและชาวต่างชาติท่ีใช้ เรือสินค้า เรือท่องเที่ยว และเรือประมง
เป็นพาหนะในการกระท้าผดิ การลักลอบล้าเลยี งสง่ิ ผิดกฎหมาย อาทิ น้ามนั เถ่อื น ซ่ึงส่งผลกระทบตอ่ การจัดเก็บภาษี
ของรัฐและยังก่อให้เกิดความเส่ียงต่ออบุ ัตกิ ารณ์ ทางทะเล อนั มผี ลกระทบตอ่ ความหลากหลาย ทางชีวภาพและความ
ย่ังยืนของทรัพยากร ธรรมชาติในท้องทะเล และยาเสพติด ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศ เป็นภัยร้ายแรง ของสังคม
ท่ีทกุ ประเทศให้ความสา้ คัญ ในการแกไ้ ขปญั หา
2.3 การก่อการร้ายและการกระทาอนั เปน็ โจรสลดั
ไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาการก่อการร้ายสากลจากการที่สมาชิกกลุ่มก่อการร้าย เข้ามาจัดหา
เอกสารเดินทางปลอม และชิ้นส่วน หรือสารประกอบระเบิด เพ่ือน้าไปใช้ก่อเหตุ ในประเทศท่ีสาม หรือเป็นเส้นทาง
คมนาคม ทางทะเลในลักษณะหลบหนีเข้าเมอื งผิดกฎหมาย และลกั ลอบขนอาวุธ โดยมีเปา้ หมายเป็น การก่อการร้าย
นอกจากนี้ ไทยประสบปัญหาภัยคุกคามจากโจรสลัด ได้แก่ อ่าวเอเดน เขตน่านน้าโซมาเลีย อ่าวกินีเขตน่านน้า
แอฟริกา ตะวันออก และช่องแคบมะละกาและทะเลจีนใต้ การก่อการร้ายและการคุกคามของโจรสลัด เป็นสิ่งท่ีต้อง
เตรยี มความพร้อมและอาศัย ความรว่ มมอื ระหวา่ งประเทศเพือ่ ป้องกนั การเกดิ ข้ึน
196
3. ดา้ นการทอ่ งเที่ยวและนนั ทนาการทางทะเล
3.1 ความเสื่อมโทรมของแหลง่ ท่องเที่ยวทางทะเล
อันเนื่องมาจากการพัฒนาการท่องเที่ยวท่ีเพิ่มข้ึนอย่างรวดเร็วก้าลังก่อให้เกิด อาทิ การทิ้งขยะลงใน
ทะเล เรอื ทอ่ งเที่ยวทอดสมอทา้ ลายแนวปะการัง การจับสัตว์ทะเลหายากขนึ้ มาโชวน์ ักท่องเท่ียวบนเรือ โดยที่สาเหตุ
หลัก เกิดจากผู้ประกอบการท่องเท่ียว รวมถึง ตัวนักท่องเท่ียวเองขาดความเข้าใจและขาดการมีส่วนร่วมในการ
อนรุ กั ษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยในสว่ นของหน่วยงานทร่ี ับผดิ ชอบ กย็ ังขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ใน
การบรหิ ารจดั การพื้นท่ี ท้าใหก้ ฎระเบียบตา่ ง ๆ ไมส่ ามารถใช้ควบคุมจดั การไดอ้ ยา่ งมี ประสทิ ธิภาพ
3.2 ขยะทะเล
ของเสียท่เี กดิ จากกระทา้ ของมนุษย์ ทัง้ โดยตรง ได้แก่ การทิ้งขยะลงทะเล ระบบการจัดการขยะดอ้ ย
ประสิทธิภาพ และโดยอ้อม ได้แก่ การท้ิงขยะลงแม่น้าล้าคลอง ลมและน้าพัดพาจากชุมชนออกสู่ทะเล ซ่ึงขยะทะเล
มาจาก 2 แหล่งหลัก คือ 1) จากทะเล อาทิ การขนส่งทางเรอื เรือส้าราญ และเรือท่องเท่ียว เรือประมง แท่นขุดเจาะ
น้ามันและก๊าซ การเพาะเล้ียงสัตว์และพืชน้าในทะเล และ 2) จากแผ่นดิน อาทิ จากแหล่งอุตสาหกรรม บริเวณ
ชายฝั่ง การขนส่งจากแม่น้าบริเวณชายฝั่ง ของเสยี ที่ปล่อยออกมาจากบ้านเรอื น การท้ิงขยะจากการท่องเทย่ี วบรเิ วณ
ชายฝ่ัง ขยะที่เกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซ่ึงขยะดังกล่าวเป็นขยะพลาสติก มีน้าหนักเบาและไม่สามารถย่อย
สลายได้ในเวลาอันส้ันจึงถูกพัดพาไปโดยคลื่นลม กระแสน้า และน้าข้ึนน้าลง ซึ่งขยะพลาสติกส่วนใหญ่ มาจาก
ของใช้ในชีวิตประจ้าวัน อาทิ ถุง ขวด ภาชนะใส่อาหาร และวัสดุท่ีใช้ในการบรรจุหีบห่อ และผลิตภัณฑ์
อุตสาหกรรม รวมท้ังเครื่องมือประมง ซึ่งเป็นปัญหาท่ีส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง อาทิ การตายของสัตว์ทะเลหายาก
และใกล้สูญพันธุ์จากการกินขยะจ้าพวกพลาสติก และในส่วนของด้านอาหาร ซึ่งปัจจุบันท่ัวโลกได้ให้ความส้าคัญกับ
ไมโครพลาสติก ท่ีขณะนี้ปะปนอยู่ในห่วงโซ่อาหารและสามารถถ่ายทอดมาสู่มนุษย์โดยผ่านอาหารทะเลที่เราใช้
บรโิ ภค
4. ดา้ นพลังงาน
การส้ารวจและการผลิต และสิ่งติดตั้งที่ใช้ประกอบกิจการปิโตรเลียมในทะเล โดยกระบวนการดังกล่าว
ล้วนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมทางทะเล รวมท้ังผลกระทบต่อมนุษย์ อาทิ การขุดเจาะเพื่อส้ารวจ
น้ามันดิบและก๊าซธรรมชาติ ซ่ึงอาจท้าให้เกิดการร่ัวไหลของน้ามันลงสู่ท้องทะเล ส่งผลต่อระบบนิเวศท้าให้สัตว์น้า
มีปริมาณลงลดเนื่องจากปรับตัวไม่ได้และได้ตายลงไป และไอระเหยจากก๊าซธรรมชาติ ท่ีได้ส่งผลกระทบต่อ
สิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง โดยปนเป้ือนอยู่ในอากาศ ดิน และแหล่งน้า ต่าง ๆ ซึ่งเป็นแหล่งน้าด่ืม น้าใช้ รวมทั้ง
น้าเพื่อการเกษตรและการประมง ทั้งน้ี พ้ืนที่ทะเลด้านอ่าวไทย มีแท่นปิโตรเลียมท้ังหมด 452 แท่น ซึ่งจะทยอย
หมดอายุสมั ปทานและการใชง้ าน ตง้ั แตป่ ี 2562 เป็นต้นไป ตามล้าดับ เมือ่ อายุสัมปทานสิง่ ติดตั้งที่ใช้ประกอบกิจการ
ปิโตรเลียมหมดลง จา้ เป็นต้องมีการพิจารณาทางเลอื กการรื้อถอนเพื่อให้ได้ทางเลือกที่เหมาะสม โดยไม่สง่ ผลกระทบ
ตอ่ ระบบ นิเวศวทิ ยา
5. ด้านอื่น ๆ
5.1 สนึ ามิ
เป็นคลื่นยักษ์ขนาดใหญ่ ซ่ึงมักปรากฏหลังแผ่นดินไหว แผ่นดินถล่ม การระเบิดของภูเขาไฟ
ใต้ทะเล และอุกกาบาต ซึ่งมีความรุนแรงและสร้างความเสียหายต่อทั้งชีวิต ทรัพย์สิน ทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดลอ้ ม รวมถึงเศรษฐกจิ อกี ด้วย ทั้งนี้ เมื่อปี 2547 ได้เกดิ เหตุการณส์ ึนามใิ นประเทศไทย ในจังหวดั ภูเก็ต พงั งา
ระนอง กระบ่ี ตรัง และสตูล ท้าให้มี ผู้เสียชีวิต ประมาณ 5,400 คน บาดเจ็บกว่า 8,000 คน และ สูญหายอีก
197
มากมาย บา้ นเรอื นประชาชน รีสอร์ท และโรงแรม ตลอดจนระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ อาทิ ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์
ถนน มูลคา่ ความเสยี หายกวา่ 1,000 ล้านบาท
5.2 การกัดเซาะชายฝั่ง
ปัจจัยท่ีก่อให้เกิดการกัดเซาะชายฝ่ัง ได้แก่ 1) จากธรรมชาติ อาทิ ลมมรสุม คลื่น และกระแสน้า
ชายฝ่ัง 2) จากการกระท้าของมนุษย์ อาทิ การก่อสร้าง การบุกรุกป่าชายเลน และการสูบน้าบาดาล ซึ่งส่งผล
กระทบในด้านสิ่งแวดลอ้ ม ท้าให้ระบบนเิ วศชายฝ่ังเสยี สมดุลและจ้านวนสัตว์น้าลดลง ด้านสังคม เกิดการสูญเสียที่อยู่
อาศัย ท้าให้ประชาชนต้องอพยพย้ายถิ่นฐานไปยังพื้นที่อ่ืน และด้านเศรษฐกิจ กระทบต่อรายได้ของภาคการ
ท่องเทีย่ ว และการลงทนุ ของภาคธุรกจิ ในอนาคต
จากการส้ารวจแนวชายฝ่ังประเทศไทยปี 2560 โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ัง พบพื้นที่
กัดเซาะชายฝ่ังได้ด้าเนินการแก้ไขแล้วเป็นระยะทาง ประมาณ 559 กิโลเมตร จากระยะทางประมาณ 800 กิโลเมตร
คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 18 ของ แนวชายฝั่ง คงเหลือพ้ืนที่กัดเซาะที่ยังไม่รับการ แก้ไขเป็นระยะทางประมาณ 145
กิโลเมตร คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 5 ของความยาว ชายฝ่ัง และพ้ืนที่ที่ไม่มีปัญหาการกัดเซาะ ระยะทาง 2,447
กโิ ลเมตร คดิ เปน็ ประมาณ รอ้ ยละ 77 ของแนวชายฝั่ง
5.3 การบริหารจดั การ
การแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติจากทะเลยังขาดความรับผิดชอบและการควบคุม
ส่งผลให้ส่ิงแวดล้อมทางทะเลได้รับผลกระทบอย่างกว้างขวางและความหลากหลายทางชีวภาพลดลงอย่างรวดเร็ว
ปัญหาที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อมทางทะเลอย่างรุนแรง อาทิ นักท่องเที่ยวท่ีขาดความรับผิดชอบ
การสรา้ งสงิ่ ปลกู สรา้ งท่ีไมค่ ้านงึ ถงึ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การทา้ การประมงผิดกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังเกิดจากการไม่ได้รับความร่วมมือ ในการปกป้องและดูแลรักษาทรัพยากรทางทะเล
และชายฝั่ง จากประชาชนเท่าท่ีควร และขาดมาตรการทางกฎหมายท่ีเข้มงวดส้าหรับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎระเบียบ
ทั้งผู้ประกอบการและนักท่องเทีย่ ว
198
เรือ่ งที่ 4 ความปลอดภยั ในการใชป้ ระโยชนท์ างทะเลในทอ้ งถ่ินตนเอง
ผลประโยชนแ์ ห่งชำตทิ ำงทะเลของไทย
1. ผลประโยชน์แห่งชำติทำงทะเลในมิติทำงเศรษฐกจิ เชิงพื้นท่ี
มติ ผิ ลประโยชน์ทำงเศรษฐกิจเชิงพนื้ ท่ี
เขตผลประโยชน์ / กจิ กรรมท่ีเก่ียวขอ้ ง
กำรประมง
- บนฝง่ั ทเ่ี กี่ยวเนื่องกบั ทะเล
• การเพาะเลยี้ งชายฝั่ ง
• อตุ สาหกรรมต่อเนอ่ื งกับประมง ทัง้ อตุ สาหกรรม อาหาร ยา และเทคโนโลยีชวี ภาพ ฯลฯ
- ทะเลของไทย
• การประมงทะเล การเพาะเลี้ยงในทะเล
- เขตเศรษฐกจิ จาเพาะของประเทศอืน่
• การประมงนอกน่านน้า
- ทะเลหลวง
• การประมงนอกน่านนา้
พลงั งำน
- บนฝัง่ ท่ีเกยี่ วเนือ่ งกบั ทะเล
• โรงกลั่ นน้ามัน
• โรงแยกกา๊ ซ
• อตุ สาหกรรมปโิ ตรเคมี
- ทะเลของไทย
• การสารวจ/ขดุ เจาะน้ามันในทะเล
• การสารวจ/ขุดเจาะก๊าซในทะเล
- เขตเศรษฐกิจจาเพาะของประเทศอน่ื
• การสารวจ/ขดุ เจาะน้ามันในทะเล
• การสารวจ/ขุดเจาะก๊าซในทะเล
พลงั งำนทำงเลือก/พลังงำนทดแทน/พลงั งำนหมนุ เวียน
- บนฝั่งที่เกย่ี วเนื่องกับทะเล
• โรงไฟฟา้
199
- ทะเลของไทย
• กงั หนั ลม
• แผงพลงั งานแสงอาทิตย์
• พลังงานจากคลนื่
พำณชิ ยนำวี
- บนฝงั่ ที่เกยี่ วเน่ืองกบั ทะเล
• อุตสาหกรรมการต่อเรือ/ซ่อมเรือ
• ท่าเรือ
• Shipping
• Stevedoring
• สนิ ค้า
• การประกนั ภยั
• สานกั งาน
• กจิ การนาเขา้ /ส่งออก ฯลฯ
- ทะเลของไทย
• การขนส่งทางทะเล (ชายฝั่ง)
- เขตเศรษฐกจิ จาเพาะของประเทศอน่ื
• การขนส่งทางทะเล (ระหวา่ งประเทศ)
- ทะเลหลวง
• การขนสง่ ทางทะเล (ระหวา่ งประเทศ)
กำรทอ่ งเท่ียว
- บนฝัง่ ทเ่ี กยี่ วเนอ่ื งกับทะเล
• สานักงาน
• โรงแรม/ท่พี กั
• กิจกรรมนันทนาการ (ตกปลา เดินเลน่ พกั ผ่อน อาบแดด ฯลฯ)
- ทะเลของไทย
• การดานา้
• การเดนิ เรือ
• ท่ีพกั
• กจิ กรรมนันทนาการ (ตกปลา แขง่ เรือ ฯลฯ)
200
- เขตเศรษฐกจิ จาเพาะของประเทศอนื่
• การเดินเรือ
- ทะเลหลวง
• การเดนิ เรือ
• กจิ กรรมนนั ทนาการ (ตกปลา แขง่ เรอื ฯลฯ)
กจิ กรรมอน่ื
- บนฝั่งท่ีเก่ยี วเน่อื งกบั ทะเล
• การผลติ น้าจืดจากนา้ ทะเล
• การทานาเกลือ
• การจดั การขยะในทะเล ฯลฯ
- ทะเลของไทย
• การทาเหมืองแร่
• การสร้างทพี่ ัก/ท่ีอาศัย
2. ผลประโยชน์แหง่ ชำติทำงทะเลในมิติเชิงลกึ
มติ เิ ชิงลกึ ในนำ่ นนำ้ ไทย
ผิวนำ้
ประเภทของผลประโยชน์ ได้แก่ เรือ แพ วัสดุลอยนา้ กะชงั ปลา
ปัญหา ไดแ้ ก่ (สงิ แวดลอ้ ม) ขยะ
ใต้น้า
ประเภทของผลประโยชน์ ได้แก่ สตั วน์ ้า
ปญั หา ไดแ้ ก่ (สงิ แวดลอ้ ม) นา้ เสีย เสยี งรบกวนใตน้ ้า
ผวิ ดิน
ประเภทของผลประโยชน์ ได้แก่ หญา้ ทะเลปะการัง ปะการังเทียม อทุ ยานใตน้ ้า
ปัญหา ไดแ้ ก่ สงิ แวดลอ้ ม (โลหะหนัก)
ใต้ดนิ
ประเภทของผลประโยชน์ ไดแ้ ก่ แรธ่ าตุ นา้ มนั ก๊าซธรรมชาต
ปัญหา –
201
มูลค่ำกำรใช้ประโยชน์จำกทะเลของไทย
การใช้ประโยชน์จากทะเลของไทย นาไปสู่ผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างมหาศาล ทั้งท่ีได้จาก
ทรัพยากรธรรมชาติท่ีมีชีวิตและไม่มีชีวิต รวมถึงที่ได้จากกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทะเลที่ก่อให้เกิดมูลค่า ซึ่งมี
การประเมินว่า ผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทยมีมูลคา่ ประมาณ 24 ล้านลา้ นบาทต่อปี โดยกิจกรรมทีท่ าให้
เกิดมูลค่ามากที่สุด คือ การขนส่งทางทะเล และในห้วง 10 ปีข้างหน้า ผลประโยชน์ทางทะเลของไทย มีแนวโน้ม
มูลคา่ เพม่ิ มากขนึ้ อยา่ ง ตอ่ เน่อื ง
ผลกระทบท่เี กดิ ขน้ึ จำกทะเล
1. ด้ำนกำรประมง
1.1 การเสอื่ มโทรมของทรัพยากรสัตว์น้าทะเล
สาเหตุของการเส่ือมโทรมเกิดได้ทั้งจากธรรมชาติ และจากการใช้ประโยชน์ของมนุษย์ โดยการเสื่อมโทรม
ตามธรรมชาติ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงกระแสน้า การพังทลายของดิน ตามชายฝั่งทะเล การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ
ของน้าในทะเล และการเกิดคลื่นลมอย่างรุนแรง สาเหตุตามธรรมชาติเหล่านี้ส่งผลต่อแหล่ง วางไข่ แหล่งที่อยู่
อาศัย ขบวนการห่วงโซ่อาหาร ซ่ึงทาให้การดารงชีวิตของสัตว์น้าเปล่ียนแปลงไป ส่วนสาเหตุท่ีเกิดจากการใช้
ประโยชน์ของมนษุ ย์ ได้แก่ การทาประมงมากเกนิ ไป ดังจะเห็นไดจ้ ากการเพมิ่ ข้ึนของจานวนเรือประมง ประสทิ ธิภาพ
ของเรือประมง และเครื่องมือประมงมีมากกว่าจานวนทรัพยากรในธรรมชาติจะอานวยให้เข้ามา และการฝ่าฝืน
มาตรการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้า มีการทาลายแหล่งท่ีอยู่อาศัยของสัตว์น้า อันเป็นเหตุให้ทรัพยากรสัตว์น้าทะเล
ของไทยเกดิ การเสอื่ มโทรมอยา่ งรวดเรว็ และต่อเน่ือง
1.2 การทาการประมงผิดกฎหมาย
ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าสัตว์น้าในลาดับต้นของโลก ทารายได้เข้าสู่ประเทศ มหาศาล ในขณะท่ี
ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ให้ผลผลิตประมงมูลค่ามากมาย แต่กลับประสบปัญหาความเส่ือมโทรมจากการทา
ประมงมากเกินไป (Overfishing) โดยเฉพาะเครื่องมือท่ีมีการทาลายสูง (เคร่ืองมือท่ีไม่สามารถคัดเลือกสัตว์น้า
เป้าหมายได้) อาทิ อวนลากและอวนรุน นอกจากน้ี การละเลยในการประกอบกิจการประมงท่ีไม่เป็นไป
ตามกฎหมาย อาทิ การไม่จดทะเบียนเรือ และการไม่มีการรายงานผลการทาการประมง ทาให้เข้าข่ายการทาการ
ประมงทีผ่ ิดกฏหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคมุ (Illegal, Unreported and Unregulated Fishing: IUU
Fishing) ซึ่งรัฐบาลไทยได้กาหนดมาตรการเพ่ือแก้ไขปัญหา IUU Fishing อย่างเข้มงวด อาทิ การจดทะเบียน
เรอื ประมง การตดิ ต้งั ระบบติดตามเรือ การออกพระราชกาหนด การประมง พ.ศ. 2558 พระราชกาหนด การประมง
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 และ กฎหมายลาดบั รอง และการกาหนดจานวน วันทาการประมง
202
1.3 การใชแ้ รงงานผดิ กฎหมายและ การค้ามนุษย์
ความนิยมในการทางานภาคประมงของคนไทยลดลง สวนทางกับภาคเอกชนของไทย ท่ีมีความต้องการใช้
แรงงานภาคประมง ในปริมาณมากและราคาถูก ประกอบกับปัญหาเศรษฐกิจภายในของประเทศเพ่ือนบ้าน ทาให้มี
ผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย จากประเทศเพื่อนบ้านถูกจ้างมาเป็นแรงงาน หรือถูกหลอกให้มาทางาน
บนเรอื ประมงโดยนายหน้าจัดหางาน สง่ ผลให้มีการดาเนินการในรูปแบบของขบวนการลักลอบขนคนข้ามชาติ และ
การค้ามนุ ษย์ข้ามชาติ ซ่ึงผลจากการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมการประมง ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และ
ความเสียหายต่อการส่งออกสินค้าประมงของไทยอีกด้วย ท้ังนี้ สหรัฐอเมริกาได้เผยแพร่รายงานสถานการณ์การค้า
มนุษย์ประจาปี 2017 โดยปรบั เปลี่ยนสถานะให้ประเทศไทยอยู่ในบัญชที ่ีมกี ารค้ามนุษย์จากระดบั Tier 3 เป็น Tier
2 Watch List (แบบต้องจับตามอง เป็นพิเศษ) และเป็น Tier 2 แม้ว่าไทยจะถูกปรับเปล่ียนดีขึ้น แต่ยังคงส่งผล
กระทบต่อ ภาพพจน์ของสินค้าประมงของไทยในตลาดสหรัฐฯ และตลาดอ่ืน ๆ ท่ีอาจนาไปเป็นข้ออ้าง ในการกีดกัน
ทางการค้า โดยไทยยงั คงแก้ไขปญั หาอย่างต่อเนื่องเพ่ือใหแ้ รงงานเขา้ สู่ ระบบอยา่ งถูกตอ้ งตามกฎหมาย
2. ดำ้ นกำรขนส่งและพำณิชยนำวี
2.1 นา้ มนั รั่วในทะเล
การร่ัวไหลของน้ามันมีท้ังที่เกิดโดยธรรมชาติ อาทิ ร่ัวจากแหล่งน้ามันใต้ดิน และเกิดจากกิจกรรมของ
มนุษย์ อาทิ การขุดเจาะน้ามัน การลักลอบปล่อยท้ิงสู่ทะเล กิจกรรมการขนส่งทางทะเลและอุบัติเหตุ จากเรือ
ดังเช่นเหตุการณ์เม่ือปี 2556 ไ ด้เกิดเหตุท่อรับน้ามันในเรือบรรทุกน้ามันดิบ รั่วทาให้น้ามันรั่วไหลลงสู่ทะเลบริเวณ
ท่าเทียบเรือนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง มีปริมาณ 50,000 ลิตร และได้ถูกคลื่นลมทะเลซัดขึ้น
ชายหาดเป็น ระยะทางกว่า 1 กิโลเมตร บริเวณชายหาด อ่าวพร้าวของเกาะเสม็ด ทาให้ชายหาดกลายเป็นสีดา
จนต้องมีการประกาศให้เป็นพื้นท่ีภัยพิบัติทางทะเล ซ่ึงเป็นเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศอย่างชัดเจน รวมไปถึงอุตสาหกรรมการท่องเท่ียว การประมง และการเพาะเลี้ยงชายฝั่ง
และยังส่งผลถึงมนุษย์อีกด้วย เนื่องจากสารพิษตา่ ง ๆ จะเกิด การสะสมอยู่ในห่วงโซ่อาหารตั้งแต่ผู้ผลิต (แพลงก์ตอน
พืช) ผบู้ ริโภคขน้ั ต้น (แพลงก์ตอน สตั ว์/ปลา) จนถงึ ผบู้ ริโภคข้นั สดุ ทา้ ยซึ่งก็คือ มนษุ ย์นั่นเอง
2.2 การลกั ลอบขนส่งผดิ กฎหมาย
มีการทาเป็นเครือข่าย โดยทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่ใช้เรือสินค้า เรือท่องเท่ียว และเรือประมงเป็น
พาหนะในการกระทาผิด การลกั ลอบลาเลียงส่ิงผิดกฎหมาย อาทิ นา้ มนั เถื่อน ซ่งึ ส่งผลกระทบตอ่ การจัดเกบ็ ภาษี ของ
รัฐและยังก่อให้เกิดความเส่ียงต่ออุบัติการณ์ทางทะเล อันมีผลกระทบต่อความหลากหลาย ทางชีวภาพและ
ความย่ังยืนของทรัพยากรธรรมชาติในท้องทะเล และยาเสพติด ซึ่งส่งผลกระทบต่อประเทศ เป็นภัยร้ายแรงของ
สงั คมท่ีทุกประเทศให้ความสาคญั ในการแก้ไขปญั หา
203
2.3 การก่อการรา้ ยและการกระทาอนั เปน็ โจรสลัด
ไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาการก่อการร้ายสากลจากการที่สมาชิกกลุ่มก่อการร้ายเข้ามาจัดหาเอกสาร
เดินทางปลอม และชิ้นส่วนหรอื สารประกอบระเบิด เพ่ือนาไปใชก้ ่อเหตุในประเทศท่ีสามหรือเป็นเส้นทางคมนาคม
ทางทะเลในลักษณะหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย และลักลอบขนอาวุธ โดยมีเป้าหมายเป็นการก่อการร้าย
นอกจากนี้ ไทยประสบปัญหา ภัยคุกคามจากโจรสลัด ได้แก่ อ่าวเอเดน เขตน่านน้าโซมาเลีย อ่าวกินีเขตน่านน้า
แอฟริกาตะวันออก และช่องแคบมะละกาและทะเลจีนใต้ การก่อการร้ายและการคุกคามของโจรสลัด เป็นส่ิง
ท่ตี ้องเตรียมความพรอ้ มและอาศัย ความร่วมมือระหวา่ งประเทศเพอ่ื ปอ้ งกนั การเกิดขนึ้
3. ดำ้ นกำรท่องเที่ยวและนนั ทนำกำรทำงทะเล
3.1 ความเสอ่ื มโทรมของแหล่งท่องเทย่ี วทางทะเล
อันเนื่องมาจากการพัฒนาการท่องเที่ยวที่เพ่ิมขึ้นอย่างรวดเร็วกาลังก่อให้เกิด อาทิ การทิ้งขยะลงในทะเล
เรือทอ่ งเทย่ี วทอดสมอทาลายแนวปะการงั การจบั สตั ว์ทะเลหายากข้ึนมาโชวน์ ักท่องเทีย่ วบนเรอื โดยทส่ี าเหตุหลัก
เกิดจากผู้ประกอบการท่องเที่ยว รวมถึงตัวนักท่องเท่ียวเองขาดความเข้าใจและขาดการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติ โดยในส่วนของหน่วยงานที่รับผิดชอบก็ยังขาดแคลนบุคลากรท่ีมีความรู้ความสามารถในการ
บริหารจัดการพ้นื ที่ ทาใหก้ ฎระเบยี บตา่ ง ๆ ไมส่ ามารถใช้ควบคุมจดั การไดอ้ ยา่ งมี ประสิทธิภาพ
3.2 ขยะทะเล
ของเสียที่เกิดจากกระทาของมนุษย์ ทั้งโดยตรง ได้แก่ การท้ิงขยะลงทะเล ระบบการจัดการขยะด้อย
ประสิทธิภาพ และโดยอ้อม ได้แก่ การทิ้งขยะลงแม่น้าลาคลอง ลมและน้าพัดพาจากชุมชนออกสู่ทะเล ซ่ึงขยะ
ทะเล มาจาก 2 แหล่งหลัก คือ 1) จากทะเล อาทิ การขนส่งทางเรือ เรือ สาราญ และเรือท่องเท่ียว เรือประมง แท่น
ขุดเจาะน้ามันและก๊าซ การเพาะเล้ียงสัตว์ และพืชน้าในทะเล และ 2) จากแผ่นดิน อาทิ จากแหล่งอุตสาหกรรม
บริเวณชายฝั่ง การขนส่งจากแม่น้าบริเวณชายฝั่ง ของเสียที่ปล่อยออกมาจากบ้านเรือน การท้ิงขยะจากการท่องเท่ียว
บริเวณชายฝ่ัง ขยะท่ีเกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งขยะ ดังกล่าวเป็นขยะพลาสติก มีน้าหนักเบาและ ไม่สามารถ
ย่อยสลายได้ในเวลาอันส้ันจึงถูกพัดพาไปโดยคล่ืน ลม กระแสน้า และน้าข้ึนน้าลง ซึ่งขยะพลาสติกส่วนใหญ่ มาจาก
ของใช้ในชีวติ ประจาวัน อาทิ ถงุ ขวด ภาชนะใส่อาหาร และวสั ดุ ทใ่ี ช้ในการบรรจุหบี ห่อ และผลติ ภณั ฑ์ อุตสาหกรรม
รวมท้ังเครื่องมอื ประมง ซ่งึ เป็นปัญหาทีส่ ่งผลกระทบเปน็ วงกวา้ ง อาทิ การตายของสตั ว์ทะเลหายากและ ใกลส้ ูญพันธุ์
จากการกินขยะจาพวก พลาสติก และในส่วนของด้านอาหาร ซึ่งปัจจุบัน ท่ัวโลกได้ให้ความสาคัญ กับไมโครพลาสติก
ทีข่ ณะนีป้ ะปนอยู่ใน หว่ งโซอ่ าหารและสามารถถ่ายทอดมาสู่ มนษุ ย์โดยผ่านอาหารทะเลที่เราใช้ บรโิ ภค
204
4. ดำ้ นพลงั งำน
การสารวจและการผลิต และส่ิงติดตั้งที่ใช้ประกอบกิจการปิโตรเลียมในทะเล โดยกระบวนการดังกล่าว
ล้วนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและส่ิงแวดล้อมทางทะเล รวมทั้งผลกระทบต่อมนุษย์ อาทิ การขุดเจาะเพื่อสารวจ
นา้ มันดิบและก๊าซธรรมชาติ ซ่ึงอาจทาให้เกิดการรั่วไหลของน้ามันลงสู่ทอ้ งทะเล ส่งผลต่อระบบนิเวศทาให้สตั ว์น้า
มีปริมาณลงลดเน่ืองจากปรับตัวไม่ได้และได้ตายลงไป และไอระเหยจากก๊าซธรรมชาติ ท่ีได้ส่งผลกระทบต่อ
สิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง โดยปนเป้ือนอยู่ในอากาศ ดิน และแหล่งน้า ต่าง ๆ ซึ่งเป็นแห่งน้าดื่ม น้าใช้ รวมทั้งน้า
เพื่อการเกษตรและการประมง ทั้งนี้ พ้ืนที่ทะเลด้านอ่าวไทย มีแท่นปิโตรเลียมท้ังหมด 452 แท่น ซ่ึงจะทยอย
หมดอายุสมั ปทานและการใชง้ าน ต้งั แตป่ ี 2562 เป็นต้นไป ตามลาดับ เมือ่ อายุสัมปทานสิง่ ติดต้ังทใี่ ช้ประกอบกิจการ
ปิโตรเลียมหมดลง จาเป็นต้องมีการพิจารณา ทางเลือกการรื้อถอนเพื่อให้ได้ทางเลือกท่ีเหมาะสม โดยไม่ส่งผล
กระทบต่อระบบนเิ วศวทิ ยา
5. ด้ำนอนื่ ๆ
5.1 สึนามิ
เป็นคลื่นยักษ์ขนาดใหญ่ ซ่ึงมักปรากฏหลังแผ่นดินไหว แผ่นดินถล่ม การระเบิดของภูเขาไฟใต้ทะเล และ
อุกกาบาต ซ่ึงมีความรุนแรงและสร้างความเสียหายต่อท้ังชีวิต ทรัพย์สิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึง
เศรษฐกิจอีกด้วย ท้ังน้ี เมื่อปี 2547 ได้เกิดเหตุการณ์สึนามิในประเทศไทย ในจังหวัดภูเก็ต พังงา ระนอง กระบี่ ตรัง
และสตูล ทาให้มี ผู้เสียชีวิต ประมาณ 5,400 คน บาดเจ็บกว่า 8,000 คน และ สูญหายอีกมากมาย บ้านเรือน
ประชาชน รีสอร์ทและโรงแรม ตลอดจนระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ อาทิ ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ถนน มูลค่าความ
เสยี หายกวา่ 1,000 ล้านบาท
5.2 การกดั เซาะชายฝั่ง
ปัจจัยท่ีก่อให้เกิดการกัดเซาะชายฝ่ัง ได้แก่ 1) จากธรรมชาติ อาทิ ลมมรสุม คลื่น และกระแสน้าชายฝ่ัง
2) จากการกระทาของมนุษย์ อาทิ การก่อสร้าง การบุกรุกป่าชายเลน และการสูบน้าบาดาล ซึ่งส่งผลกระทบในด้าน
ส่ิงแวดล้อม ทาให้ระบบนิเวศชายฝั่งเสียสมดุลและจานวนสัตว์น้าลดลง ด้านสังคม เกิดการสูญเสียท่ีอยู่อาศัย ทาให้
ประชาชนต้องอพยพย้ายถิ่นฐานไปยังพื้นที่อื่น และด้านเศรษฐกิจ กระทบต่อรายได้ของภาคการท่องเท่ียว และการ
ลงทนุ ของภาคธุรกจิ ในอนาคต
จากการสารวจแนวชายฝั่งประเทศไทยปี 2560 โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พบพ้ืนที่กัดเซาะ
ชายฝั่งได้ดาเนินการแก้ไขแล้วเป็นระยะทาง ประมาณ 559 กิโลเมตร จากระยะทางประมาณ 800 กิโลเมตร คิดเป็น
ประมาณ ร้อยละ 18 ของ แนวชายฝ่ัง คงเหลือพ้ืนที่กัดเซาะที่ยังไม่รับการ แก้ไขเป็นระยะทางประมาณ 145
กิโลเมตร คิดเป็นประมาณ ร้อยละ 5 ของความยาว ชายฝั่ง และพ้ืนท่ีท่ีไม่มีปัญหาการกัดเซาะ ระยะทาง 2,447
กิโลเมตร คิดเปน็ ประมาณ รอ้ ยละ 77 ของแนวชายฝงั่
205
5.3 การบริหารจดั การ
การแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ จากทะเลยังขาดความรับผิดชอบและการควบคุม ส่งผล
ให้ส่ิงแวดล้อมทางทะเลได้รับผลกระทบ อยา่ งกว้างขวางและความหลากหลายทางชวี ภาพลดลง อย่างรวดเร็ว ปัญหา
ที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างรุนแรง อาทิ นักท่องเท่ียว ท่ีขาดความรับผิดชอบ การสร้าง
สง่ิ ปลูกสร้างทไ่ี ม่คานึงถึง ผลกระทบต่อสิงแวดลอ้ ม การทาการประมงผดิ กฎหมาย
นอกจากน้ี ยังเกิดจากการไม่ได้รับความรว่ มมือ ในการปกป้องและดูแลรักษาทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ัง
จากประชาชนเท่าที่ควร และขาดมาตรการทางกฎหมาย ทเ่ี ข้มงวดสาหรบั ผทู้ ี่ฝา่ ฝืนกฎระเบียบ ท้ังผู้ประกอบการและ
นกั ทอ่ งเทย่ี ว
206
หน่วยที่ 5
กฎหมำยและหนว่ ยงำนทำงทะเล
ผลกำรเรียนรู้
1. สืบค้น ศกึ ษากฎหมายทะเลระหว่างประเทศ และกฎหมายไทยที่เก่ยี วข้องกบั ทะเล
2. เข้าใจแนวทางปฏิบัติ และการบงั คบั ใชก้ ฎหมายทะเลระหวา่ งประเทศ
3. เชื่อมโยงความสัมพนั ธ์ของกฎหมายระหวา่ งประเทศและกฎหมายภายในประเทศตามพนั ธกรณี
4. จดั ทาแผนผังความรเู้ ก่ียวกับบทบาทหนา้ ท่ีองค์กรและหนว่ ยงานรบั ผิดชอบในการรักษาผลประโยชน์
ของชาตทิ างทะเล
5. อธบิ ายความสาคญั ของความรว่ มมือระหวา่ งประเทศทเ่ี ก่ียวขอ้ งกบั ทะเล
สำระกำรเรียนรู้
1. กฎหมายทะเลระหวา่ งประเทศ
2. กฎหมายไทยที่เกย่ี วข้องกับทะเล
3. องค์กรและหน่วยงานรบั ผิดชอบในการรักษาผลประโยชนข์ องชาตทิ างทะเล
4. ความรว่ มมอื ระหวา่ งประเทศที่เกย่ี วข้องกับทะเลไทย
207
เร่ืองท่ี 1 กฎหมำยทะเลระหว่ำงประเทศ
เป็นที่ทราบกันดีว่า กฎหมายเป็นเคร่ืองมือในการควบคุมความประพฤติ ของบุคคลให้ต้องปฏิบัติ
ตาม รวมทั้งส่งเสริมให้สภาพความเป็นอยู่ ในสังคมมีความผาสุก และประเทศชาติมีความเจริญรุ่งเรือง ม่ันคง ม่ังค่ัง
และย่ังยืน โดยในส่วนของการใช้ทะเลและมหาสมุทร กฎหมายจะทาหน้าท่ี ในการควบคุมพฤติกรรมของผู้ใช้ทะเล
และสนับสนนุ ให้มีการอนรุ กั ษ์และ ใช้ประโยชนจ์ ากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเลอย่างย่งั ยืน
ดังนั้น เพ่ือให้ผู้ใช้ทะเลได้มีความรู้ ความเข้าใจ เคารพ และปฏิบัติ ตามกฎหมายทางทะเล จะได้
กล่าวถึงสภาพความมีอยู่ของกฎหมายทะเล ที่เป็นหลักสากล หรือกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยทะเล ท่ีถือว่าเป็น
แม่บท ของบรรดากฎหมายทางทะเลอน่ื ๆ ทงั้ หมด กฎหมายทางทะเลทม่ี ีลกั ษณะ ควบคุมกจิ กรรมหรอื เหตุการณ์ทาง
ทะเลเป็นการเฉพาะเร่ือง ท่ีมีผลกระทบ ต่อการควบคุมการใช้ประโยชน์จากทะเลของประเทศไทยท่ีสาคัญ รวมท้ัง
สถานะของประเทศไทย ดงั นี้
ว่ำดว้ ยกฎหมำยทะเล ค.ศ. 1958 (1958 Geneva Conventions on the Law of the Sea)
ในอดีต แม้การใช้ทะเลและมหาสมุทรในกิจการต่าง ๆ ของรัฐชายฝ่ัง จะมีมาอย่างกว้างขวาง แต่กฎหมาย
ทะเลระหว่างประเทศในช่วงเวลาเหล่านั้น ก็เป็นเพียงจารีตประเพณีของชาวเรือ ที่ยอมรับปฏิบัติเป็นสากลเท่านั้น
เช่น การยอมรับเสรีภาพแห่งทะเลหลวง (Freedom of the High Seas) การยอมรับว่าอานาจอธิปไตย
(Sovereignty) ของรัฐชายฝั่งขยายออกมา ได้ในทะเล 3 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นต้น การใช้อานาจ
รัฐต่าง ๆ ในทะเลและ มหาสมุทร ยังไมม่ ีบทบญั ญัติสากลหรืออนุสัญญาระหว่างประเทศรองรับ จะมีผลในทางปฏิบัติ
เพียงใด ข้ึนอยู่กับกาลงั อานาจของรฐั น้นั ๆ เอง
แนวความคิดที่จะมีบทบัญญัติสากลหรืออนุสัญญา ระหว่างประเทศเก่ียวกับทะเล เพิ่งมาเริมเม่ือ
หลังสงครามโลกคร้ังที่ 1 โดยองค์การสันนิบาตชาติได้มองเห็นความสาคัญว่า จะต้องมีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่า
ด้วยทะเล ท่ีจะเป็น บทบัญญัติและแม่บทที่ประเทศท้ังหลายในโลกจะได้ถือปฏิบัติ จึงได้จัดให้มีการประชุม
สหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ครั้งท่ี 1 ณ กรุงเจนีวา ค.ศ. 1958 (พ.ศ. 2501) โดยมีประเทศสมาชิกเข้าร่วม
ประชุม 86 ประเทศ และมีหัวหน้าคณะผู้แทนของ ประเทศไทย คือ พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์
ได้รบั เลอื กให้เป็นประธานการประชมุ ซ่ึงนบั ว่าเป็นเกียรตยิ ศอยา่ งยิ่งสาหรบั ประเทศไทย
กำรประชมุ คร้ังน้ปี รำกฏผลเปน็ อนสุ ัญญำ 4 ฉบบั คือ
• อนสุ ัญญาว่าด้วยทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนอื่ ง
• อนสุ ญั ญาวา่ ด้วยทะเลหลวง
• อนสุ ญั ญาว่าด้วยการประมงและการอนรุ ักษส์ ง่ิ ที่มีชีวติ ในทะเลหลวง
• อนุสญั ญาวา่ ด้วยไหล่ทวีป
208
โดยมากมักเรียกอนุสัญญาทัง 4 ฉบับนี้สั้น ๆ ว่า “อนุสัญญากรุงเจนีวา 1958” (1958 Geneva
Conventions on the Law of the Sea) นับเป็นความก้าวหน้า อย่างมากของกฎหมายทะเลท่ีมีบทบัญญัติของ
กฎหมายระหวา่ งประเทศในประเด็นต่าง ๆ อย่างมากมายและไมเ่ คยมีมาก่อน
ทั้งน้ี ประเทศไทยได้ลงนามเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาทั้ง 4 ฉบบั เมื่อวันที่ 29 เมษายน ค.ศ. 1958 (พ.ศ. 2501)
และให้สัตยาบัน เมื่อวันท่ี 2 กรกฎาคม ค.ศ. 1968 (พ.ศ. 2511) อย่างไรก็ตาม อนุสัญญาดังกล่าวก็มีจุดอ่อน
บางประการอยู่ โดยมีประเด็นที่สาคัญที่สุด คือ การไม่สามารถบัญญัติไว้ว่า ทะเลอาณาเขตมีความกว้าง เท่าใด
สหประชาชาติจึงจัดการประชุมกฎหมายทะเล ครั้งที่ 2 ขึ้นอีกครั้ง ในปี ค.ศ. 1960 (พ.ศ. 2503) เพ่ือพิจารณา
ประเด็นการกาหนดความกว้างของทะเลอาณาเขตเพียง เร่ืองเดียว แต่การประชุมดังกล่าวไม่ปรากฏผลความตกลง
เป็นข้อยตุ ิได้
2. อนสุ ัญญำสหประชำชำติว่ำดว้ ยกฎหมำยทะเล ค.ศ. 1982 (1982 United Nations Convention on the
Law of the Sea : 1982 UNCLOS)
การประชุมภายใต้องค์การสันนิบาตชาติ จัดข้ึนภายหลังสงครามโลกคร้ังที่ 1 ระหว่าง วันท่ี 13
มีนาคม - 12 เมษายน ค.ศ. 1930 (พ.ศ. 2473) ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ มีผู้แทนจาก 42 ประเทศ เข้าร่วม
ประชุม มีจุดมุ่งหมายเพ่ือสร้างข้อบังคับและมาตรการ ในการใช้ทะเล โดยยึดหลักความเป็นธรรมและ จารีตประเพณี
เป็นหลักใหญ่ แต่การประชุมล้มเหลว เนื่องจากไม่สามารถหาข้อยุติเก่ียวกับความกว้างของทะเลอาณาเขตและควร
กาหนด เขตตอ่ เน่ืองจากทะเลอาณาเขตหรอื ไม่
ต่อมา ในการประชุมภายใต้องค์การสหประชาชาติ ซ่ึงจากผลการประชุม สหประชาชาติว่าด้วย
กฎหมายทะเลครั้งท่ี 2 ท่ีไม่บรรลุความตกลงดังกล่าว ได้ผลักดันให้มีการประชุมสหประชาชาติ ว่าด้วยกฎหมาย
ทะเล คร้ังท่ี 3 ข้ึน ซ่ึงการประชุมครั้งนี้ได้มีการเตรียมการเม่ือวันท่ี 18 ธันวาคม ค.ศ. 1967 (พ.ศ. 2510) และ
เสร็จส้ินการประชุมครั้งสุดท้ายเม่ือวันที่ 3 ธันวาคม ค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525) ปรากฏผล คือ ร่างอนุสัญญา
สหประชาชาติ ว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 และเปิดให้ลงนามเข้าเป็นภาคีท่ีจาเมกา ระหว่าง วันที่ 6 - 10
ธันวาคม ค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525)
อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (1982 United Nations on the Law
of the Sea: 1982 UNCLOS) ทาให้มีหลักกฎหมาย ในการจัดระเบียบกิจกรรมทางทะเลในทุกด้านที่สมบูรณ์
มากย่ิงขึ้น ประกอบด้วย 320 ข้อบท กับอีก 9 ภาคผนวก โดยมีบทบัญญัติท่ีสาคัญ ๆ ได้แก่ บทบัญญัติเก่ียวกับ
การกาหนดเขตและระบอบทางทะเล อานาจอธิปไตย (Sovereignty) สิทธิอธิปไตย (Sovereign Rights) เขต
อานาจ (Jurisdiction) หรือสิทธิหน้าที่ใด ๆ ของรัฐ ในแต่ละเขตพ้ืนที่ ครอบคลุมไปถึงการเดินเรือช่องแคบ ท่ีใช้
สาหรับการเดินเรือระหว่างประเทศ รัฐหมู่เกาะ สิทธิของเรือรบในการข้ึนตรวจตรา (Right of Visit) และสิทธิ
ไล่ตามติดพัน (Right of Hot Pursuit) หน้าท่ีในการให้ความช่วยเหลือ (Duty to Render Assistance) การคุ้มครอง
209
และการอนุรักษ์ทรัพยากรและส่ิงแวดล้อมทางทะเล การทดลองวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลและการพัฒนาและ
การถ่ายทอดเทคโนโลยที างทะเล
การสารวจและการใช้ทรพั ยากร ในส่วนพื้นดินท้องทะเลและมหาสมุทรและบริเวณใต้พ้ืนที่เหล่าน้ัน
ที่อยู่นอกเขตอานาจแห่งรัฐ (Area Beyond National Jurisdiction) ทังนี้ อนุสัญญาฯ ได้กาหนด ให้องค์กรพ้ืนดิน
ทอ้ งทะเลระหว่างประเทศ มีหน้าที่ดูแลจัดการทรัพยากรในเขตดังกล่าว นอกจากน้ี ในภาค 15 ของอนุสัญญาฯ ยงั ได้
กาหนดกระบวนการระงับข้อพิพาท ระหว่างรัฐภาคีอันเกิดจากการตีความและ การใช้บังคับอนุสัญญาฯ อีกด้วย
ซง่ึ ถือไดว้ ่า อนุสัญญาฉบบั นเี้ ปรียบเสมือนเปน็ ธรรมนูญ ทางทะเล
ต่อมา เม่ือวันที่ 26 เมษายน ค.ศ. 2011 (พ.ศ. 2554) รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบ ให้ไทยเข้าเป็น
ภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 และ ความตกลงเกี่ยวกับการอนุวัติภาค 11 ของ
อนุสัญญาฯ เพื่อให้ไทยสามารถใช้สิทธิ ตามที่กฎหมายระหว่างประเทศ ว่าด้วยทะเลกาหนดไว้อย่างเต็มที่ รวมถึง
ได้รับการคุ้มครองผลประโยชน์ทางทะเล อย่างสมบูรณ์ เช่น การใช้สิทธิในการแสวง และใช้ประโยชน์จาก
ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งท่ีมีชีวิตและไม่มีชีวิตในเขตเศรษฐกิจ จาเพาะ และไหล่ทวีป การได้รับส่วนแบ่ง จากบรรดา
ทรัพยากรก้นทะเลท่ีอยู่นอก เขตอธิปไตยของรัฐใด ๆ ซึ่งถือเป็นสมบัติ ร่วมกันของมนุษยชาติ (Common Heritage
of Mankind) นอกจากน้ี ยังเป็น การเสริมสร้าง ภาพลกั ษณ์ และยกระดบั บทบาทของไทยในเวทีภูมิภาคและพหภุ าคี
อีกด้วย โดยไทยได้ยื่นสัตยาบันสารเพ่ือการ เข้าเป็นภาคี เม่ือวันที่ 15 พฤษภาคม ค.ศ. 2011 (พ.ศ. 2554) และมีผล
ทางกฎหมายบังคับใช้ กับไทย เมื่อวันท่ี 14 มิถุนายน ค.ศ.2011 (พ.ศ. 2554) นับเป็นประเทศที่ 162 ท่ีเข้าเป็นภาคี
อนุสญั ญาฉบับนี้
ด้วยเหตุที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี อนุสัญญากรุงเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1958 รวม
4 ฉบับ อยู่ก่อนแล้ว แม้ไทย จะเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 ด้วย แต่
อนุสัญญากรงุ เจนีวาฯ ทั้ง 4 ฉบับ กย็ ังมีผลใช้บังคบั กับไทยในฐานะรัฐภาคีเทา่ ที่ ไม่ขัดหรือแยง้ กับอนุสญั ญาฉบับใหม่
น้ี สาหรับส่วนท่ีแตกต่างหรือขัดแย้งกัน ก็ให้เป็นไปตามอนุสัญญาฉบับใหม่ เช่น การกาหนดความกว้างของไหล่ทวีป
ใช้วัด จากระยะการลาดเทของพื้นที่ตามธรรมชาติ แทนการวัดความลึกของท้องทะเล เป็นต้น ในการเข้าเป็นภาคี
อนุสัญญาฯ น้ี ทาให้ ประเทศไทย มีพันธกรณีท่ีต้องออกหรือ แก้ไขกฎหมายภายในของไทยเพ่ือให้ สอดคล้องกับ
บทบญั ญตั ิของอนุสัญญาฯ (หรอื ทีเ่ รียกว่า “อนวุ ัติการ”) เพื่อใหม้ ี สภาพบังคับแกป่ ระชาชนภายในรฐั ต่อไป
3. กฎหมำยและควำมตกลงระหวำ่ งประเทศ กลุ่มกำรเดินเรอื และควำมปลอดภัยทำงทะเล
องค์กรหลักที่มีบทบาทในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการ กาหนดมาตรฐานและแนว
ปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยในการเดินเรือ รวมถึง การคุ้มครองส่ิงแวดล้อมทางทะเล ได้แก่ องค์การทางทะเลระหว่าง
ประเทศ (International Organization: IMO) ซึ่งเป็นทบวงการชานาญการพิเศษ ของสหประชาชาติ และจัดต้ังขึ้น
ต้ังแต่ปี ค.ศ. 1959 (พ.ศ. 2502) มีประเทศ สมาชิกรวมทั้งส้ิน 174 ประเทศ และ 3 สมาชิกสมทบ ได้แก่ หมู่เกาะ
210
ฟาโร มาเก๊า และฮ่องกง สานักงานใหญ่ตงั้ อยู่ ณ กรงุ ลอนดอน สหราชอาณาจักร อนุสัญญาระหว่างประเทศท่ีตราข้ึน
โดย IMO แบ่งได้เปน็ ดา้ น ดังนี้
3.1 ดา้ นความปลอดภัยทางทะเล (Maritime Safety)
เป็นการกาหนดมาตรฐานขั้นต่าในการคุ้มครอง ความปลอดภัยในชีวิตในทะเล อาทิ การต่อเรือ
คนเรือ อุปกรณ์ที่ติดต้ังบนเรือ การเดินเรือ การบรรทุกสินค้า รวมไปถึงการค้นหาช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล
อาทิ
• อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยแห่งชีวิต ในทะเล ค.ศ. 1974 (1974
International Convention for the Safety of Life at Sea: 1974 SOLAS) เพ่ือให้เกิดความปลอดภัยในการ
เดนิ เรือ โดยกาหนด มาตรฐานข้นั ต่าในเรื่อง โครงสร้าง ประเภท และวธิ กี ารตดิ ตั้ง อปุ กรณแ์ ละการใชง้ านบนเรือ
ท้ังนปี้ ระเทศไทยไดใ้ ห้สตั ยาบนั เม่อื วันท่ี 18 ธันวาคม ค.ศ. 1974 (พ.ศ. 2517)
• อนสุ ญั ญาระหวา่ งประเทศวา่ ด้วยกฎข้อบังคบั ระหวา่ ง ประเทศเพื่อป้องกันเรอื โดนกันในทะเล ค.ศ.
1972 (1972 Convention on the International Regulations for Preventing Collisions at Sea: 1972
COLREG) เพื่อให้มีกฎข้อบังคับเป็นแบบอย่างสากลว่าด้วยการเดินเรือในเวลาเรือเข้าใกล้กันหรือในขณะที่ทัศนวิสัย
ไม่ดี ตลอดจนวางกฎเกณฑ์เก่ียวกับสัญญาณแสง เสียง และ เคร่ืองหมายสัญญาณรูปทรงต่าง ๆ เพื่อป้องกันการ
โดนกนั ของเรอื ทงั้ นี้ ประเทศไทยได้ให้สตั ยาบนั เมื่อวันท่ี 6 สงิ หาคม ค.ศ. 1979 (พ.ศ. 2522)
• อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการอานวยความสะดวก ในการเดินเรือระหว่างประเทศ
ค .ศ . 1965 (1965 Convention on the Facilitation of International Maritime Traffic: 1965 FAL) เพ่ื อ
ป้องกันความล่าช้าที่อาจเกิดข้ึนแก่เรือท่ีเข้าออกจาก ท่าเรือสากลโดยไม่จาเป็น ด้วยสาเหตุจากความยุ่งยากซับซ้อน
และความแตกต่างของแบบฟอรม์ สอบถามข้อมูลเกี่ยวกับเรือ สินค้าและลกู เรือท่ีแตกต่างกันไปในท่าเรือแต่ละท่า โดย
การยอมรับ แบบฟอร์มข้อมูลที่เป็นรูปแบบมาตรฐานเดียวกัน ทั้งนี้ ประเทศไทย ได้ให้สัตยาบัน เมื่อวันท่ี 28
พฤศจิกายน ค.ศ. 1991 (พ.ศ. 2534)
• อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยแนวน้าบรรทุก ค.ศ. 1966 (1966 International Convention
on Load Lines: 1966 LL) เพ่ือกาหนดหลักเกณฑ์ในการคานวณความสามารถ ในการบรรทุกสูงสุดของเรือแต่ละ
ประเภท แตล่ ะลา โดยคานงึ ถึงความสามารถในการลอยตัวของเรือเพื่อความปลอดภยั ในการเดินเรอื ทั้งน้ี ประเทศ
ไทยไดใ้ ห้สตั ยาบัน เม่อื วนั ที่ 21 กรกฎาคม ค.ศ. 1968 (พ.ศ. 2511)
• อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยองค์การดาวเทียมทาง ทะเลระหว่างประเทศ ค.ศ 1976 (1976
Convention on the International Mobile Satellite Organization: 1976 INMARSAT) เพ่ือการบริหารการ
สื่อสารโทรคมนาคม โดยผ่านดาวเทียม ส่ือสารสาหรับการเดินเรือ ท้ังนี้ ประเทศไทยได้ให้สัตยาบัน เมื่อวันท่ี 14
ธนั วาคม ค.ศ. 1994 (พ.ศ. 2537)
211
• ความตกลงด้านการปฏิบัติการเก่ียวกับอนุสัญญาระหว่าง ประเทศว่าด้วยองค์การดาวเทียมทาง
ท ะ เล ร ะ ห ว่ า ง ป ร ะ เท ศ ค .ศ . 1976 (1976 International Maritime Satellite Organization Operating
Agreement: 1976 INMARSAT OA) เพ่ือจัดต้ังองค์การดาวเทียมช่วยการเดินเรือระหว่าง ประเทศขึ้น และเข้าทา
การบริหารและปรับปรุงการส่อื สาร โทรคมนาคมโดยผ่านดาวเทยี มส่ือสาร สาหรับการเดนิ เรือ ทัง้ นี้ ประเทศไทยไดใ้ ห้
สตั ยาบนั เมอื่ วนั ท่ี 14 ธนั วาคม ค.ศ. 1994 (พ.ศ. 2537)
• อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการวัดขนาดตันเรือ ค.ศ. 1969 (1969 International
Convention on Tonnage Measurement of Ships: 1969 TONNAGE) เพ่ือปรับเปลี่ยนการวัดขนาดเรือจากเดิม
เป็น Gross Tonnage (GT) และ Net Tonnage (NT) ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ให้สัตยาบัน เม่ือวันท่ี 11 มิถุนายน
ค.ศ. 1996 (พ.ศ. 2539)
• อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐานการฝึกอบรมการออก ประกาศนียบัตร และการเข้า
ยามของคนประจาเรือ ค.ศ. 1978 ตามที่แก้ไข ค.ศ. 1995 (1978 International Convention on Standard of
Training, 1995 Certification and Watch keeping for Seafarers as amended: 78/95 STCW) เพื่ อ ให้ มี
เง่ือนไขและหลักเกณฑ์ในการปฏิบัติหน้าท่ีในเรือของ ชาวเรือ ตลอดจนคุณสมบัติขั้นต่าของคนประจาเรือ และ
มาตรฐานใน การฝึกอบรมและการออกประกาศนียบัตรให้เหมาะสมและเกิดความปลอดภัย แก่ชีวิตและทรัพย์สินใน
การเดินเรือ รวมถึงสภาพแวดล้อมในทะเล ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ให้สัตยาบัน เมื่อวันท่ี 28 เมษายน ค.ศ. 1984 (พ.ศ.
2527)
• อนุสัญ ญ าระหว่างประเทศว่าด้วยการช่วยเหลือกู้ภัย ค.ศ. 1979 (1979 International
Convention on Maritime Search and Rescue: 1979 SAR) เป็นกฎหมายท่ีกาหนดให้รัฐภาคีมีหน้าท่ีจัดทา
บริการค้นหาและ ช่วยเหลือผปู้ ระสบภัยทางทะเล โดยไม่คานึงถึงสัญชาติ สถานะ หรอื สถานการณ์ท่ีพบผู้ประสบภัย
ซึง่ ไทยมีการจัดตัง้ หนว่ ยงานดา้ นนีแ้ ล้ว และมีกฎหมายภายในที่เกยี่ วขอ้ งรองรับแลว้ เช่น พระราชบัญญตั ิป้องกัน และ
บรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 พระราชบัญญัติการช่วยเหลือกู้ภัย ทางทะเล พ.ศ. 2550 และพระราชบัญญัติ
การแพทยฉ์ กุ เฉิน พ.ศ. 2550 ท้ังน้ี ประเทศไทยจึงมสี ภาพเสมือนเป็นภาคแี ล้ว
3.2 ดา้ นมลพิษทางทะเล (Marine Pollution)
เป็นการกาหนดมาตรการควบคุมหรือป้องกันมลพิษ/ มลภาวะท่ีเกิดจากเรือ ควบคุมการท้ิงวัสดุ
จากเรือหรืออากาศยาน ท่ีเป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเล รวมไปถึงการป้องกันหรือยุติ การกระจายของสัตว์น้าท่ีมี
อนั ตรายต่อระบบนิเวศนห์ รือก่อให้เกิดโรค ทต่ี ดิ มากับนา้ อับเฉาเรือ อาทิ
• อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการเตรียมการ การปฏิบัติการ และความร่วมมือในการป้องกัน
แ ล ะ ข จั ด ม ล พิ ษ น้ ามั น ค .ศ . 1990 (1990 International Convention on Oil Pollution Preparedness,
Response and Co-operation: 1990 OPRC) เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการขจัดคราบน้ามัน
ทง้ั นี้ ประเทศไทยไดใ้ หส้ ัตยาบนั เมอ่ื วันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 2000 (พ.ศ. 2543)
212
• อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันมลพิษจากเรือ ค.ศ. 1973 และพิธีสาร ค.ศ. 1978
(1973 International Convention for the Prevention of Pollution from Ships as modified by the
Protocol of 1978: 73/78 MARPOL) Annex I – IV เพื่อป้องกันมลภาวะทางทะเลท่ีเกิดจากการปฏิบัติการของเรือ
หรอื อุบัติเหตุท่ีเกิดข้ึนในทะเล โดยอนุสัญญาครอบคลุมกฎระเบียบที่มุ่ง ป้องกันและลดมลภาวะจากเรือ มีภาคผนวก
6 ด้าน คือ ป้องกันมลภาวะ จากน้ามัน ควบคุมมลภาวะจากสารเคมีในถังระวางเรือ ป้องกันอันตราย จากการขนส่ง
วัตถุเคมีในรูปแบบหีบห่อ ป้องกันมลภาวะจากของเสียในเรือ ป้องกันมลภาวะจากขยะบนเรือ และป้องกันมลภาวะ
ทางอากาศจาก เครื่องยนต์เรือ ทั้งน้ี ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคี เม่ือวันท่ี 15 ตุลาคม ค.ศ. 2007 (พ.ศ. 2550)
โดยครอบคลุมเฉพาะข้อบงั คับวา่ ดว้ ยการป้องกนั และ ลดมลพษิ จากเรือ ภาคผนวกที่ 1 (Annex I) และ 2 (Annex II)
• อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันมลพิษทางทะเลเน่ืองจากการท้ิงวัสดุ เหลือใช้และวัสดุอย่างอื่น ค.ศ.
1972 (1972 Convention on the Marine Pollution by Dumping of Wastes and Other Matters: 1972
LDC) เพ่ือควบคุมป้องกันมลภาวะอันเกิดจากการท้ิงวัสดุท่ีเป็นภัยต่อ ส่ิงแวดล้อมในทะเล จากเรืออากาศยานฐาน
ลอยน้าหรอื สงิ่ กอ่ สรา้ ง ลอยน้าใด ๆ ท้งั นี้ ประเทศไทยยังไม่ไดใ้ หส้ ตั ยาบนั
• พิธสี ารว่าด้วยการเตรยี มการปฏิบตั กิ ารและความร่วมมอื ในการ ป้องกนั และขจัดมลพิษจากสารพิษ
และสารอันตราย ค.ศ.2000 (2000 Protocol on Preparedness, Response and Co-operation to pollution
Incidents by Hazardous and Noxious Substances: 2000 HNS Protocol) กาหนดกรอบสาหรับความร่วมมือ
ในการต่อสู้กับการเกิดมลพิษ ทางทะเลที่เกิดจากสารพิษหรือสารอันตราย โดยกาหนดให้เรือมีแผน ฉุกเฉินต่อต้าน
มลพิษในกรณีทเ่ี กิดเหตกุ ารณ์ท่ีเก่ียวกบั HNS ทั้งนี้ ประเทศไทยยงั ไม่ไดใ้ ห้สตั ยาบนั
• อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยระบบกันเพรียงของเรือ ค.ศ.2001 (2001 International
Convention on the Control of Harmful Anti-fouling Systems on Ships: 2001 AFS) การห้ามหรือจากดั การ
ใช้สารอันตรายท่ีใช้ในสีกันเพรียงท่ีใช้ กับเรือ และเพื่อจัดทากลไกเพื่อป้องกันการใช้สารอันตรายในระบบกันเพรียง
ของเรอื ทงั้ น้ี ประเทศไทยยงั ไมไ่ ดใ้ ห้สตั ยาบัน
• อนุสัญ ญ าระหว่างประเทศว่าด้วยการจัดการน้าอับเฉาและตะกอน ค.ศ.2004 (2004
International Convention for the Control and Management of Ships’ Ballast Water and Sediments)
การป้องกันการลดและการยุติการกระจายของสัตว์น้าท่ีมี อันตรายและก่อให้เกิดโรค ด้วยการควบคุมและจัดการน้า
อบั เฉาเรือและ ตะกอนของนา้ อบั เฉา ท้งั นี้ ประเทศไทยยงั ไม่ไดใ้ หส้ ัตยาบนั
3.3 ดา้ นความรับผิดและการชดเชยความเสียหาย (Liability and Compensation)
เป็นการกาหนดมาตรการและหลักเกณฑ์ในการชดเชยค่าเสียหายให้กับ ผู้ที่ได้รับความเสียหายจาก
มลพษิ น้ามนั ทีเ่ กดิ จากอบุ ัตเิ หตทุ างทะเล อาทิ
• อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการจัดตั้ง กองทุนระหว่างประเทศเพื่อชดใช้ความ เสียหายอัน
เนื่องมาจากมลพิษของน้ามัน ค.ศ. 1971 (1971 International Convention on the Establishment of an
213
International Fund for Compensation for Oil Pollution Damage: 1971 FUND) เพ่ือให้บุคคลผู้ท่ีได้รับความ
เสียหายจากมลพิษ อาจใช้สิทธิเรียกร้องต่อกองทุนได้ และให้กองทุนจ่าย ค่าสินไหมทดแทนจากมลพิษให้แก่บุคคล
ผู้ได้รับความเสียหายจากมลพิษ หากบุคคลนั้นไม่ได้รับค่า สินไหมทดแทนที่เต็มจานวน และเพียงพอตามกฎหมาย
ว่ า ด้ ว ย ค ว า ม รั บ ผิ ด ท า ง แ พ่ ง ฯ ซ่ึ ง ไ ท ย ไ ด้ อ อ ก ก ฎ ห ม า ย ร อ ง รั บ แ ล้ ว แ ล ะ จ ะ เข้ า เป็ น ภ า คี
เพอ่ื เป็นการอนวุ ัติการ ใหเ้ ป็นไปตามอนสุ ัญญาดังกล่าว ทั้งนี้ ประเทศไทยอยู่ ระหวา่ งการดาเนนิ การเขา้ เปน็ ภาคี
• อนุสญั ญาระหว่างประเทศว่าด้วยความรับผิดทางแพ่งสาหรับ ความเสียหายอันเกดิ จากมลพิษของ
น้ ามั น ค .ศ . 1969 (1969 International Convention on Civil Liability for Oil Pollution Damage: 1969
CLC) เพื่อให้มีการชดใช้ความเสียหายจากมลพิษน้ามัน ไม่ว่าจะเป็น การปล่อยท้ิงน้ามันลงในทะเล การรั่วไหลของ
น้ามัน หรือการประสบ อุบัติภัยของเรือบรรทุกน้ามันโดยกาหนดให้เจ้าของเรือต้องรับผิด อย่างเคร่งครัดและต้องเอา
ประกนั ภยั หรือจัดหาหลกั ประกนั ทางการเงิน อื่นใดเพ่ือชดใช้ความเสียหายและประเทศไทยจะเขา้ เป็นภาคี อนสุ ัญญา
ดังกล่าว แม้ไทยกาลังเข้าเป็นภาคี แต่ไทยได้ออกกฎหมายรองรับแล้ว ท้ังนี้ ประเทศไทยอยู่ระหว่างการดาเนินการ
เข้าเป็นภาคี
4. กฎหมำย/ควำมตกลงระหวำ่ งประเทศ และควำมร่วมมือระหว่ำงประเทศ ดำ้ นควำมมั่นคงทำงทะเล (Security
Law)
กฎหมายและความตกลงระหว่างประเทศด้านความมั่นคง ทางทะเลเป็นมาตรการเพื่อป้องกันหรือ
รับมอื กบั ภัยคุกคาม ทั้งรูปแบบเดิมและรูปแบบใหม่ จดั ทาข้ึนโดยหลายองค์กร อาทิ องค์การ สหประชาชาติ องค์การ
ทางทะเลระหว่างประเทศ องค์การการบิน พลเรือนระหว่างประเทศ ซ่ึงมีสภาพบังคับเป็นกฎหมายระหว่างรัฐท่ีเป็น
ภาคคี วามตกลงฯ อาทิ
4.1 อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ท่ีจัดตั้งในลักษณะองค์กร
ค .ศ . 2000 (2000 United Nations Convention against Transnational Organized Crime: 2000 UNTOC)
เป็นกรอบความร่วมมือทางกฎหมายท่ีกาหนดมาตรฐานระดับ สากลเกี่ยวกับการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติท่ี
กระทาโดยองคก์ ร อาชญากรรม โดยมีขอบเขตการบังคับใช้ในด้านการปอ้ งกัน การสบื สวน และการดาเนินคดเี กีย่ วกับ
ฐานความผิดที่กาหนดไว้ในอนุสัญญาฯ 4 ฐาน ได้แก่ การมีส่วนร่วมในกลุ่มองค์กรอาชญากรรม การฟอกทรัพย์สิน
ที่ได้มาจากการกระทาผิด การทุจริตคอร์รัปชัน และการขัดขวางกระบวนการ ยุติธรรม รวมท้ังฐานความผิดร้ายแรง
ท่ีอนุสัญญาฯ ได้กาหนดนิยามว่าเป็นความผิดที่มีโทษจาคุกอย่างสูงตังแต่ 4 ปีขึ้นไป เมื่อความผิดดังกล่าว มีลักษณะ
ข้ามชาติและเกี่ยวข้องกับกลุ่มองค์กรอาชญากรรม ทั้งน้ี อนุสัญญาฯ ได้ระบุถึงการให้ความร่วมมือระหว่างรัฐภาคี
อาทิ การส่งผู้ร้าย ข้ามแดน เร่ืองโอนตัวนักโทษ การช่วยเหลือซึ่งกันและกันทางอาญา ทังนี้ ประเทศไทย
ได้ให้สตั ยาบัน เมือ่ วนั ท่ี 17 ตุลาคม ค.ศ. 2013 (พ.ศ. 2556)
4.2 อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการ ปราบปรามการกระทาอันมิชอบด้วยกฎหมาย ต่อความ
ปลอดภัยของการเดินเรือ ค.ศ. 1988 (1988 Convention for the Suppression of Unlawful Acts Against the
214
Safety of Maritime Navigation) มีวัตถุประสงค์เพื่อกาหนดมาตรการลงโทษ ท่ีเหมาะสมต่อบคุ คลท่ีกระทาการอัน
มิชอบด้วย กฎหมายแก่เรือ ซ่ึงรวมถึงกรณีดังต่อไปนี้ 1) การยึดเรือโดยใช้กาลังประทุษร้าย 2) การกระทาท่ีรุนแรง
ต่อบุคคลท่ีอยูบ่ นเรอื และ 3) การจัดวางหรือตดิ ต้ังอุปกรณ์บนเรอื ซ่ึงอาจ ทาลายหรอื ทาให้เรอื เกิดความเสียหาย ท้ังน้ี
ประเทศไทยมีแผนเขา้ เป็นภาค
4.3 พิธีสารของอนุสัญญาระหว่างประเทศ ว่าดว้ ยการปราบปรามการกระทาที่ผดิ กฎหมายตอ่ ความ
ปลอดภัยของแท่นที่ติดตั้งอยู่กับที่ บนไหล่ทวีป ค.ศ. 1988 (1988 Protocol for the Suppression of Unlawful
Acts against the Safety of Fixed Platforms located on the Continental Shelf:88 SA Protocol) เพ่ื อ
ยับย้ังและลงโทษพฤติกรรมท่ีอาจเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของ แท่นท่ีติดตั้งอยู่กับที่บนไหล่ทวีป ทั้งนี้
ประเทศไทยเขา้ เป็นภาคเี ม่อื วนั ท่ี 29 สิงหาคม ค.ศ. 2004 (พ.ศ. 2547)
4.4 ประมวลข้อบังคับว่าด้วยการรักษาความ ปลอดภัยของเรือและท่าเรือ (International Ship
and Port Facility Security Code: ISPS Code) กาหนดให้เรือและท่าเรือระหวา่ งประเทศ ท่ีอยู่ในบังคับ ต้องมีการ
ปฏบิ ตั กิ ารรักษาความปลอดภยั ของเรือและท่าเรือ เพ่ือปอ้ งกันภั ยคกุ คาม การก่อการร้ายหรือการกระทาอันเปน็ โจร
สลัด หรือการกระทาอื่นใดอันอาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัย ในการขนส่งทางน้า และเพ่ือให้ม่ันใจว่าเรือและท่าเรือ
มีการรักษาความปลอดภัยอย่างเพียงพอ และเหมาะสม ทังนี้ มีผลบังคับใช้ภายใต้อนุสัญญา ้ ระหว่างประเทศว่าด้วย
ความปลอดภัยแห่งชวี ิต ในทะเล ค.ศ. 1974 (1974 International Convention for the Safety of Life at
Sea: 1974 SOLAS) เม่ือวันท่ี 4 กรกฎาคม ค.ศ.2004 (พ.ศ. 2547)
4.5 อนุสัญญาว่าด้วยการผสมสารในวัตถุ ระเบิดพลาสติกเพ่ือวัตถุประสงค์ในการตรวจจับ
ค .ศ . 1991 (1991 Convention on the Marking of Plastic Explosives for the Purposes of Detection)
เพ่ือป้องกันและป้องปรามการกระทาอันมิชอบด้วยกฎหมาย โดยการใช้วัตถุระเบิดพลาสติกในการผสมสารในวัตถุ
ระเบิดเพ่ือการกอ่ การร้าย ทังนี้ ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี เม่อื วนั ท่ี 25 มกราคม ค.ศ. 2006 (พ.ศ. 2549)
4.6 อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบค้ายาเสพติดและวัตถุออกฤทธ์ิต่อจิต
ประสาท ค.ศ. 1988 (1988 Guidelines for the Prevention and Suppression of Smuggling of Drugs,
Psychotropic Substances and Precursor Chemicals on Ship Engaged in International Maritime
Traffic) เพ่ือขจัดปัญหา แก้ไขปัญหา และตัดทอนผลตอบแทน จากการลักลอบค้ายาเสพติด และวัตถุท่ีออกฤทธ์ิต่อ
จิตและ ประสาท ทัง้ นี้ ประเทศไทยเข้าเป็นภาคี เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ค.ศ. 2002 (พ.ศ. 2545)
4.7 พิธีสารว่าด้วยการป้องกัน ปราบปราม และลงโทษการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะสตรี และเด็ก ค.ศ. 2000
(2000 Protocol to Prevent, Suppress and Punish Trafficking in Persons, especially Women and
Children: The Trafficking in Persons Protocol) เพื่อป้องกันและต่อต้านการค้ามนุษย์ และการคุ้มครองและ
ช่วยเหลือผู้เสียหายจาก การค้ามนุษย์ โดยให้ความสาคัญกับเด็กและ สตรีเป็นพิเศษ รวมท้ังส่งเสริมความร่วมมือ
ระหว่างรฐั ภาคี ทงั้ นี้ ประเทศไทยไดล้ งนาม เมอื่ วันท่ี 18 ธนั วาคม ค.ศ. 2001 (พ.ศ. 2544)
215
4.8 พิธีสารว่าด้วยการต่อต้านการลักลอบขน ผู้โยกย้ายถิ่นฐานโดยทางบก ทะเล และอากาศ
ค .ศ . 2000 (2000 Protocol against the Smuggling of Migrants by Land, Sea and Air : 2000 the
Migrants Protocol) เพื่อให้การดาเนินการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานและ
ส่งเสริม ความร่วมมือระหว่างรัฐภาคี ทั้งน้ี ประเทศไทย ได้ลงนาม เม่ือวันท่ี 18 ธันวาคม ค.ศ. 2001 (พ.ศ. 2544)
แต่ยังมิได้ให้สตั ยาบัน รวมทั้งข้อมติคณะมนตรีความม่ันคงแห่งสหประชาชาติ ซ่ึงมีผลผูกพันทาง กฎหมายต่อประเทศ
สมาชิกสหประชาชาติเกี่ยวกับการรักษาความม่ันคงทางทะเล เช่น ข้อมติคณะมนตรีความมันคงแห่งสหประชาชาติ
เกี่ยวกับการปราบปรามการกระทาอันเป็นโจรสลัดหรือการปล้นเรือโดยใช้อาวุธบริเวณน่านน้านอกชายฝั่งโซมาเลีย
ข้อมติ คณะมนตรีแห่งสหประชาชาติเกี่ยวกับมาตรการคว่าบาตรเกาหลีเหนือ นอกจากน้ี ยังมี ความร่วมมือระหว่าง
ประเทศ อาทิ
ควำมริเริมด้ำนควำมมั่นคงเกี่ยวกับกำรแพร่ขยำยอำวุธ ท่ีมีอำนุภำพทำลำยล้ำงสูง
(Proliferation Security Initiative: PSI) เป็นความร่วมมือระหว่างประเทศที่ริเริมโดยสหรัฐอเมริกา ่ เน้น
มาตรการปฏิบัติและความร่วมมือระหว่างประเทศ ในการสกัดกั้นและยับย้ังการส่งผ่าน ถ่ายลา และขนส่งอาวุธ ท่ีมี
อานุภาพทาลายล้างสูง (Weapons of Mass Destruction: WMD) ระบบเคร่ืองส่งและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ได้สองทาง
ทั้งทางบก น้า และอากาศ โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ ในการหยุดย้ังการเคล่ือนย้าย ขนสง่ และการตรวจค้น จับกุมหรือยึด
สนิ ค้า ตอ้ งสงสยั รวมทงั หา้ มคนชาตขิ องตนกระทาหรือใหค้ วามรว่ มมือ ในการขนสง่ หรอื เคลอ่ื นย้ายสนิ คา้ ดงั กล่าว
ปฏิญ ญ ำอำเซียนว่ำด้วยกำรต่อต้ำนกำรค้ำมนุษย์โดยเฉพำะ สตรีและเด็ก (ASEAN
Declaration against Trafficking in Persons, Particularly Women and Children) ซ่ึงเน้นการบังคับ
ใช้กฎหมายการคัดแยกเหยื่อออกจาก ผู้กระทาผิด และการกาหนดบทลงโทษที่รุนแรงแก่ผู้กระทาผิดฐาน ค้ามนุษย์
เพ่ือป้องกันและต่อต้านการค้ามนุษย์ โดยให้ความสาคัญ เป็นพิเศษกับสตรีและเด็ก ทั้งน้ี ประเทศไทยได้ให้สัตยาบัน
เมือ่ วนั ที่ 24 กรกฎาคม ค.ศ. 2016 (พ.ศ. 2559)
5. กฎหมำย/ควำมตกลงและควำมรว่ มมือระหว่ำง ประเทศทเ่ี ก่ียวกบั กำรทำประมง (International Fisheries
Law and Regulation)
แม้ตามหลักการใช้ทะเลหลวงตามอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 จะ
ระบุ ว่าทุกรัฐ มีเสรีภาพในการประมง (Freedom of fishing) แต่ก็มิใช่เสรีภาพอย่างสมบูรณ์ มีการกาหนดเง่ือนไข
ขอ้ บงั คับกากับไว้ด้วย ดังน้ัน ในปัจจุบัน ประเทศต่าง ๆ มิไดม้ ีสิทธิในการทาการประมงอย่างไมจ่ ากัดอีกต่อไป แต่การ
ทาประมงในทะเลหลวงจะถูกจากดั หรอื ควบคุม โดยกฎหมายหรือความตกลงระหว่างประเทศ หรือภายใต้การควบคุม
กากับดูแลโดยองค์การบริหารจัดการประมง ระดับภูมิภาค (Regional Fisheries Management Organizations:
RFMOs) ซึง่ ความตกลงระหวา่ งประเทศ ท่สี าคญั อาทิ
216
5.1 ความตกลงวา่ ด้วยการปฏิบัติตามบทบัญญัตขิ องอนุสัญญา สหประชาชาตวิ ่าด้วยกฎหมายทะเล
พ.ศ. 2525 ในส่วนที่เก่ยี วกับ การอนรุ ักษแ์ ละจัดการประชากรสัตว์น้าท่ีอาศัยอยู่ระหวา่ งเขตทางทะเล และประชากร
สัตว์น้าชนิดพันธ์ุที่อพยพย้ายถ่ินไกล ค.ศ. 1995 (1995 UN Fish Stock Agreement : 1995 UNFSA) เป็นความ
ตกลงระหว่างประเทศท่ีสาคัญต่อการร่วมกันจัดการ ทรัพยากรสัตว์น้าและการต่อต้านการทาการประมงผิดกฎหมาย
โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างนานาประเทศและองค์กรจัดการประมง ท้ังในระดับอนุภูมิภาคและภูมิภาค ทั้งนี้
ประเทศไทยได้ใหส้ ัตยาบัน เมอ่ื วันที่ 28 เมษายน ค.ศ. 2017 (พ.ศ. 2560)
5.2 ความตกลงว่าด้วยมาตรการของรัฐเจ้าของท่า เพ่ือป้องกัน ยับย้ัง และขจัดการทาการประมง
ท่ีผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (Agreement on Port State Measures to Prevent, Deter
and Eliminate Illegal, Unreported and Unregulated Fishing ห รื อ Port State Measures Agreement:
PSMA) ถือเป็นความตกลงระหว่างประเทศท่ีสาคัญในการต่อต้าน การทาประมงผิดกฎหมาย เพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพ
ในการตรวจสอบ ควบคุมเรือประมงต่างประเทศ และการป้องกันการนาเข้าสินค้า ประมง IUU โดยจะสามารถเพิ่ม
ความร่วมมือในการแลกเปลีย่ น ข้อมูลข่าวสารในการตอ่ ต้านการทาการประมง IUU กับประเทศ ภาคีสมาชิกความตก
ลงได้อย่างกว้างขวางขึ้น โดยมีพระราชกาหนด การประมง พ.ศ. 2558 และพระราชกาหนดการประมง (ฉบับท่ี 2)
พ.ศ. 2560 เป็นกฎหมายหลักของไทยท่ีกาหนดมาตรการอนุรกั ษ์ การควบคุมการทาการประมง และการต่อต้านการ
ทาประมงผิดกฎหมาย โดยกาหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการอนุญาตและการควบคุมเรือ ประมงทั้งระบบ ท้ังเรือท่ีชักธง
ไทยซึ่งทาการประมงในน่านน้าและ นอกน่านน้าไทย และเรือประมงต่างชาติที่ได้รับอนุญาตเข้ามา ทาการประมงใน
เขตเศรษฐกิจจาเพาะหรือน่านน้าไทย ตลอดจน การควบคุมการนาเข้าสัตว์น้า ท้ังนี้ ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคี
เมอ่ื วันท่ี 10 พฤษภาคม ค.ศ. 2016 (พ.ศ. 2559)
ควำมตกลงระดับภูมิภำคว่ำด้วยกำรทำประมง (Regional Fisheries Agreement) ท่ีประเทศ
ไทยเขำ้ เปน็ ภำคี อาทิ
คณะกรรมาธิการปลาทูน่าแห่งมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean Tuna Commission: IOTC)
เป็นองค์การระดับภูมิภาคด้านการจัดการ ทรัพยากรประมงในพันธุ์สัตว์น้าตระกูลทูน่า จัดต้ังข้ึน ภายใต้ธรรมนูญ
ของ FAO เมื่อปี 2539
ความตกลงการทาการประมงสาหรับพ้ืนท่ีทางตอนใต้ของมหาสมุทรอินเดีย (Southern Indian
Ocean Fisheries Agreement: SIOFA) ซ่ึงเป็นความตกลงจัดต้ังองค์การระดับภูมิภาคด้านการจัดการทรัพยากร
ประมงในพันธุ์ สัตว์น้าตระกูลอื่นที่ไม่ใช่ปลาทูน่า และขจัดการ ทาประมงผิดกฎหมายในพ้ืนท่ีทางตอนใต้
ของมหาสมุทรอินเดีย ซ่ึงจะทาให้ไทยมีสิทธิ เข้าไปทาการประมงนอกน่านน้าในพื้นท่ีทางตอนใต้ ของมหาสมุทร
อินเดียได้อย่างถูกกฎหมาย ท้ังน้ี ประเทศไทยได้ให้สัตยาบัน เมื่อวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 2017 (พ.ศ. 2560)
นอกจากน้ี ประเทศไทยยังเข้าร่วมประชุม ในฐานะผู้สังเกตการณ์ขององค์กรจัดการประมง ระดับภูมิภาคต่าง ๆ อาทิ
Western and Central Pacific Fisheries Commission (WCPFC) Commission for the Conservation
217
Antarctic Marine Living Resource (CCAMLR) แ ล ะ International Commission for the Conservation
Antarctic Tunas (ICCAT) ในการจดั ทารายงานและสง่ ขอ้ มลู ชนิด ปริมาณ และแหลง่ จับปลาทนู ่า
ในสว่ นของตรำสำรควำมร่วมมือ และแผนปฏบิ ัตกิ ำร ดำ้ นประมงระหวำ่ งประเทศที่สำคญั มดี งั น้ี
จรรยาบรรณในการทาประมงอย่างรับผิดชอบ (Code of Conduct for Responsible Fisheries:
CCRF) เป็นกฎเกณฑ์ของมาตรฐานของพฤติกรรม และ ความประพฤติในการทาประมงด้วยความรับผิดชอบเป็นท่ี
ยอมรับกนั ระหว่างประเทศ ไมม่ ผี ลบังคบั ใช้ เป็นกฎหมายระหว่างประเทศ แตจ่ ากแรงบงั คับ ทางเศรษฐกจิ และการค้า
ระหว่างประเทศ ทาให้ ประเทศต่าง ๆ ต้องปฏิบัติตาม โดยจรรยาบรรณ ดังกล่าว เป็นมาตรการความร่วมมือท่ีให้
ประเทศ สมาชิก FAO นาไปใช้เป็นแนวทางหรือเอกสารอ้างอิงเบื้องต้นในการบริหารจัดการด้านการประมง ของตน
ตามความสมัครใจ
แผนปฏิบัติการสากลเพื่อการป้องกัน ยับย้ังและขจัดการทาการประมงท่ีผิดกฎหมาย ขาดการ
ร า ย ง า น แ ล ะ ไร้ ก า ร ค ว บ คุ ม (International Plan of Action Prevent, Deter and Eliminate Illegal,
Unreported and Unregulated Fishing: IPOA-IUU) จัดทาขึ้นเพื่อให้ประเทศสมาชิกนาไปใช้เป็นแนวทางอ้างอิง
ในการจัดทา แผนปฏิบัติการระดับชาติของตน (National Plan of Action to Prevent, Deter and Eliminate
Illegal, Unreported and Unregulated fishing: NPOA-IUU) โดยมีสาระสาคัญของ IPAO-IUU คือ การกาหนด
มาตรการในการ ดาเนินการเพื่อป้องกันและต่อต้านการทาการประมงท่ีผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การ
ควบคุม (IUU Fishing) ของรัฐเจ้าของธง (Flag state) รัฐเจ้าของท่า (Port State) รัฐชายฝั่ง (Coastal State) และ
มาตรการที่เกี่ยวข้องในด้าน การค้าระหว่างประเทศ (Internationally Agreed Market – Related Measures) ที่
สอดคล้องกับอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (1982 UNCLOS) ท้ังนี้ IPAO-IUU ไม่มีผล
บังคับใช้เป็นกฎหมายระหว่างประเทศ แต่เป็น มาตรการความร่วมมือทใ่ี ห้ประเทศสมาชิก FAO นาไปใชเ้ ปน็ แนวทาง
ในการบริหาร จัดการดา้ นการประมงของตนตามความสมัครใจเช่นเดยี วกบั CCRF
แผนปฏิบัติด้านการบริหารจัดการการทาประมงอื่น ๆ เช่น แผนปฏิบัติการ สากลเพ่ือการอนุรักษ์
และการบริหารจัดการปลาฉลาม (International Plan of Action for the Conservation and Management of
Sharks: IPOA-Sharks) และแผนปฏิบัติการสากลว่าด้วยการลด การจับนกทะเลโดยบังเอิญจากการทาประมง เบ็ด
ร า ว (International Plan of Action for the Conservation and Management of Seabirds in longline
fisheries: IPOA-Seabirds)
6.กฎหมำยและควำมตกลงระหว่ำงประเทศ ที่เก่ยี วกบั ทรัพยำกรและสง่ิ แวดล้อม (Environmental Law)
6.1 อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิด ของสัตว์ป่าและพืชป่า ที่ใกล้สูญพันธ์ุ
ค.ศ. 1973 (1973 Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora
: 1973 CITES) เพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์ป่าและพืชป่าในโลก เพื่อประโยชน์แห่ง มวลมนุษยชาติ โดยเน้น
218
ทรัพยากรสัตว์ป่าและพืชป่าท่ีใกล้สูญพันธ์ุ หรือที่มีการคุกคาม ทาให้ปริมาณลดลงจนอาจจะสูญพันธุ์ไป วิธีการของ
การอนุรักษ์ที่ได้กล่าวไว้ใน อนุสัญญาไซเตสนั้น ทาโดยสร้างเครือข่ายข้ึนท่ัวโลก เพ่ือควบคุมการค้าระหว่างประเทศ
ทงั้ สัตว์ปา่ พืชป่า และผลติ ภัณฑ์ ทงั้ น้ี ประเทศไทยไดใ้ หส้ ตั ยาบัน เมือ่ วนั ท่ี 21 มกราคม ค.ศ. 1983 (พ.ศ. 2526)
6.2 อนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ ค.ศ. 1992 (1992 The Convention on Biological
Diversity: 1992 CBD) เป็นความตกลงด้านสิงแวดล้อมระหว่างประเทศโดยการให้ความร่วมมือในการอนุรักษ์ความ
หลากหลายทางชีวภาพ และการใช้ประโยชน์ระบบนิเวศ ชนิดพันธุ์ และพันธุกรรมอย่างย่ังยืน ด้วยการหยุดยั้งการ
สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพท่ีกาลังเกิดขึ้นอย่างต่อเน่ืองทั่วโลก โดยให้รัฐบาลทุกประเทศ เคร่งครัดต่อการ
รักษาวินัยส่ิงแวดล้อม ซ่ึงแม้มีความต้องการอย่างมากท่ีจะ พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ แต่ก็ต้องไม่ละเลย
การอนุรกั ษธ์ รรมชาตดิ ว้ ย ท้ังน้ี ประเทศไทยได้ให้สตั ยาบนั เมือ่ วนั ท่ี 31 ตลุ าคม ค.ศ. 2003 (พ.ศ. 2546)
6.3 อนุสัญญาว่าด้วยพื้นท่ีชุ่มน้าท่ีมีความสาคัญในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในการเป็นถ่ินท่ีอยู่ของ
น ก น้ า ค .ศ . 1971 (1971 The Convention on Wetlands of International Importance, especially as
Waterfowl Habitat: 1971 RAMSAR) เป็นอนุสัญญาเพื่อการอนุรักษ์และเพ่ือการใช้พื้นท่ีชุ่มน้า อย่างยังยืน อาทิ
เพื่อการสกัดก้ันและยับยังการบุกรุกเข้าครอบครอง และการลดถอยของพ้ืนที่ชุ่มน้าทั้งในปัจจุบันและในอนาคต และ
เพื่อเป็นการรับรู้และรับรองความสาคัญพ้ืนฐานของพื้นที่ชุ่มน้า ในเชิงหน้าท่ีทางนิเวศ ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ ตลอดจนคุณค่าทางนันทนาการ ท้ังน้ี ประเทศไทย ได้ให้สัตยาบัน เมื่อวันท่ี 13 พฤษภาคม
ค.ศ. 1998 (พ.ศ. 2541)
6.4 อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศ ค.ศ. 1992 (1992 United
Nations Framework Convention on Climate Change: 1992 UNFCCC) เพ่ือรักษาความเข้มข้นของก๊าซเรือน
กระจกในชั้นบรรยากาศให้มีค่าคงที่และอยู่ในระดับท่ีไม่ก่อให้เกิดการรบกวนโดยมนุษย์ท่ีจะก่อให้เกิด อันตรายต่อ
ระบบภูมิอากาศโลก โดยให้รัฐภาคีปกป้องระบบภูมิอากาศ เพื่อประโยชน์ของคนรุ่นปัจจุบันและอนาคตของ
มนุษยชาติ บนพื้นฐานของ ความเป็นธรรม (Equity) และเป็นไปตามความรับผิดชอบร่วมในระดับท่ีแตกต่าง
(Common but Differentiated Responsibilities: CBDR) และเป็นไปตาม ขีดความสามารถ (Respective
Capabilities) โดยประเทศพัฒนาแล้วควรเป็น ผู้นาในการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลกระทบ
จากการ เปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากน้ี ยังมีตราสารระหว่างประเทศว่าด้วย การอนุรักษ์และการใช้อย่างยั่
งยืน ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเล ในพ้ืนที่นอกเขตอานาจรัฐ The United Nations Convention of
the Law of the Sea on the Conservation and Sustainable Use of Marine Biological Diversity of Areas
beyond National Jurisdiction (BBNJ) ท่ีอยู่ระหว่าง การเจรจา ซึ่งเป็นตราสารระหว่างประเทศท่ีอยู่ภายใต้
อนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 ทังน้ี ประเทศไทยได้ให้สัตยาบัน เม่ือวันท่ี 28 ธันวาคม
ค.ศ. 1994 (พ.ศ. 2537)
219
7.กฎหมำยและควำมตกลงระหวำ่ งประเทศ เกี่ยวกับแรงงำนทำงทะเล (Maritime Labour)
7.1 อนุสัญญาแรงงานทางทะเล ค.ศ. 2006 แก้ไขปี ค.ศ. 2014 (2006 Maritime Labour Convention)
เพื่อรวบรวมอนุสัญญาท่ีเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองแรงงานทางทะเล ท้ังนี้ ประเทศไทยได้ให้สัตยาบัน เมื่อวันท่ี
7 มถิ ุนายน ค.ศ. 2016 (พ.ศ. 2559)
7.2 อนุ สัญ ญ าฉบั บ ท่ี 188 ว่าด้วยงานใน ภ าคการป ระมง (Work in Fishing) ค.ศ. 2007 (2007
International Labour Organization, Work in Fishing Convention (No. 188) เพื่ อ ป ร ะ กั น สิ ท ธิ แ ล ะ
ผลประโยชนท์ ีผ่ ู้ใชแ้ รงงานควรจะไดร้ บั ทงั นี้ ประเทศไทยยังไมไ่ ดใ้ ห้สัตยาบัน
220
เรื่องที่ 2 กฎหมำยไทยที่เกี่ยวข้องกบั ทะเล
กฎหมายไทยท่เี ก่ียวกับทะเล
เพื่อให้การควบคุมพฤติกรรมของผู้ใช้ ทะเล และสนับสนุนให้มีการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์
จากมหาสมุทรและทรัพยากรทางทะเลอย่างย่ังยืนและเป็นพันธกรณีท่ีรัฐต้องออกกฎหมายภายในของตนรองรับ
(อนุวัติการ) กฎหมาย ระหว่างประเทศตามที่ได้กล่าวข้างต้น ท้ังนี้ เพื่อให้มีสภาพบังคับแก่ประชาชนภายในรัฐนั้น ๆ
และ ท้ังบุคคลท่ีตกอยู่ในเขตอ้านาจประเทศไทย จึงมีการตรากฎหมายท่ีเก่ียวข้องทงั้ ที่เกยี่ วข้องโดยตรงและเก่ียวข้อง
เพียงบางส่วน จ้านวน ประมาณ 73 ฉบับ โดยมกี ฎหมายทส่ี ้าคัญ คือ
1. ดา้ นประมงและทรัพยากร
• พระราชบัญญัติสง่ เสริมการบรหิ ารจดั การทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ศ. 2558
• พระราชก้าหนดการประมง พ.ศ. 2558 และพระราชก้าหนดการประมง (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2560
• พระราชบัญญตั สิ ทิ ธิการประมงในเขตการประมงไทย พ.ศ. 2482
• พระราชบญั ญตั ิคมุ้ ครองแรงงาน พ.ศ. 2541
• พระราชบัญญัติจดั ระเบยี บกจิ การแพปลา พ.ศ. 2496
• พระราชบัญญัติโรคระบาดสตั ว์ พ.ศ. 2499
• พระราชบญั ญัติกักพืช พ.ศ. 2507
2. ดา้ นการขนส่งและพาณชิ ยนาว
• พระราชบัญญัติการเดินเรอื ในนา่ นน้าไทย พ.ศ. 2456 และพระราชบัญญตั ิการเดนิ เรอื ในน่านนา้ ไทย (ฉบับท่ี
17) พ.ศ. 2560
• พระราชบัญญัติการเรียกเงินสมทบเข้ากองทุนระหว่างประเทศเพื่อชดใช้ความเสียหาย จากมลพิษน้ามันอัน
เกดิ จากเรือ พ.ศ. 2560
• พระราชบัญญตั คิ วามรับผิดทางแพ่งตอ่ ความเสียหายจากมลพษิ น้ามนั อนั เกิดจากเรือ พ.ศ. 2560
• พระราชบัญญตั ิกักเรอื พ.ศ. 2534
• พระราชบญั ญัติป้องกันเรือโดนกนั พ.ศ. 2522
• พระราชบัญญัติป้องกันการกระท้าบางอย่างในการขนส่งสนิ คา้ ออกทางเรอื พ.ศ. 2511
• พระราชบญั ญตั เิ พ่ิ มอา้ นาจตา้ รวจในการป้องกนั และปราบปรามการกระทา้ ผิด ทางน้า พ.ศ. 2496
• พระราชบัญญัตใิ ห้อ้านาจทหารเรอื ปราบปรามการกระท้าผดิ บางอย่างทางทะเล พ.ศ. 2490
• พระราชบญั ญตั วิ ่าด้วยการสง่ ออกและน้าเข้ามาในราชอาณาจักรซ่ึงสินคา้ พ.ศ. 2522
• พระราชบัญญตั ศิ ุลกากร พ.ศ. 2560 • พระราชบัญญตั ภิ าษสี รรพสามติ พ.ศ. 2527
• พระราชกา้ หนดควบคุมสินคา้ ตามชายแดน พ.ศ. 2534
• พระราชบญั ญตั กิ ารขนส่งตอ่ เนอ่ื งหลายรูปแบบ พ.ศ. 2548
• พระราชบัญญัติเรือไทย พ.ศ. 2481 และพระราชก้าหนดแก้ไขเพ่ิมเติมพระราชบัญญัติเรือไทย พ.ศ. 2481
พ.ศ. 2561
3. ด้านการทอ่ งเที่ยวและนันทนาการทางทะเล
• พระราชบัญญัติสง่ เสริมและรักษาคณุ ภาพสงิ่ แวดลอ้ ม พ.ศ. 2535
• พระราชบัญญัติรกั ษาความสะอาดและความเปน็ ระเบียบเรยี บรอ้ ย ของบ้านเมอื ง พ.ศ. 2535
221
• พระราชบัญญัตกิ ารสาธารณสขุ พ.ศ. 2535
4. ดา้ นพลงั งาน
• พระราชบญั ญตั กิ ารปิโตรเลียม พ.ศ. 2514
• พระราชบญั ญตั ิความผิดเกีย่ วกับสถานทผี่ ลติ ปโิ ตรเลียม พ.ศ. 2530
5. ด้านอื่น ๆ
• พระราชบญั ญตั วิ ตั ถอุ ันตราย พ.ศ. 2535
• พระราชบัญญัตโิ รงงาน พ.ศ. 2512
• พระราชบญั ญัตกิ ารนคิ มอตุ สาหกรรม พ.ศ. 2522
• พระราชบญั ญตั ิควบคมุ โภคภัณฑ์ พ.ศ. 2495
• พระราชบญั ญัติควบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. 2530
• พระราชบัญญัติควบคมุ การส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซง่ึ อาวธุ ยุทธภัณฑ์ และสิ่ งท่ีใช้ในการสงคราม พ.ศ.
2495
• พระราชบญั ญตั กิ กั พชื พ.ศ. 2507
• พระราชบญั ญตั ิเขตปลอดภยั ในราชการทหาร พ.ศ. 2478
• พระราชบัญญัติประกอบกจิ การโทรคมนาคม พ.ศ. 2544
• พระราชบญั ญตั คิ วามมั่ นคงภายในราชอาณาจกั ร พ.ศ. 2551
• พระราชบญั ญตั ปิ ้องกนั และปราบปรามการคา้ มนุษย์ พ.ศ. 2551
• พระราชบญั ญตั ิมาตรการในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิง และเด็ก พ.ศ. 2540
• พระราชบัญญัติการสอบสวนคดพี เิ ศษ พ.ศ. 2547
• พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2523
• พระราชบญั ญตั คิ วบคมุ นา้ มนั เชือ้ เพลิง พ.ศ. 2542
• พระราชบญั ญตั นิ ้ามนั เชือ้ เพลงิ พ.ศ. 2521
• พระราชบญั ญัตคิ วบคมุ แรด่ ีบุก พ.ศ. 2514
• พระราชบัญญัตคิ ุ้มครองพันธุพ์ ืช พ.ศ. 2542
• พระราชบัญญัตปิ ้องกันและปราบปรามการคา้ ประเวณี พ.ศ. 2539
• พระราชบญั ญตั ิวา่ ด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนกิ ส์ พ.ศ. 2544
• พระราชบญั ญตั ิว่าด้วยการกระท้าผดิ เกยี่ วกบั คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
• พระราชบัญญัติว่าดว้ ยการกระทา้ ผดิ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2560
• พระราชบัญญตั ิว่าด้วยวทิ ยคุ มนาคม พ.ศ. 2498
• พระราชบญั ญตั อิ ากรรังนกอแี อ่น พ.ศ. 2540
• พระราชบัญญัติอาวุธปนื เคร่ืองกระสุนปนื วตั ถุระเบิด ดอกไมไ้ ฟ สิงเทียมอาวธุ ปนื พ.ศ. 2490 ่
• พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510
• พระราชบญั ญัติคนเข้าเมอื ง พ.ศ. 2522
• พระราชบัญญัตปิ ้องกันและปราบปรามยาเสพตดิ ใหโ้ ทษ พ.ศ. 2545
• พระราชบญั ญตั ยิ าเสพตดิ ให้โทษ พ.ศ. 2545
• พระราชก้าหนดปอ้ งกนั การใช้สารระเหย พ.ศ. 2533
222
• พระราชบัญญัติวตั ถทุ ่อี อกฤทธติ ่อจิตประสาท พ.ศ. 2518 ์
• พระราชบญั ญัติมาตรการในการปอ้ งกนั และปราบปรามผกู้ ระทา้ ผิดเก่ียวกบั ยาเสพติด พ.ศ. 2535
• พระราชบญั ญตั ิป้องกนั และปราบปรามการกระทา้ อนั เปน็ โจรสลัด พ.ศ. 2534
• พระราชบญั ญัติโบราณสถาน โบราณวตั ถุ และพิพิธภณั ฑ์สถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504
• พระราชบญั ญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484
• พระราชบัญญตั ปิ ่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507
• พระราชบญั ญตั อิ ุทยานแหง่ ชาติ พ.ศ. 2504
• พระราชบัญญัติสงวนและคมุ้ ครองพนั ธุส์ ัตวป์ า่ พ.ศ. 2534
• พระราชบัญญตั ิเล่อื ยโซย่ นต์ พ.ศ. 2545
• พระราชกา้ หนดการบริหารจัดการการท้างานของคนตา่ งด้าว พ.ศ. 2560
• พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ. 2537
• พระราชบญั ญัติการชว่ ยเหลอื กภู้ ยั ทางทะเล พ.ศ. 2550
• พระราชบญั ญตั ใิ หบ้ า้ เหน็จในการปราบปรามผกู้ ระท้าความผิด พ.ศ. 2489
• พระราชบญั ญตั ิการค้าข้าว พ.ศ. 2489
• พระราชบัญญัตกิ ้าหนดเขตจงั หวดั ในอา่ วไทยตอนใน พ.ศ. 2502
• พระราชบญั ญตั ปิ ้องกันและบรรเทาสาธารณภยั พ.ศ. 2550
• พระราชบญั ญตั อิ งคก์ รร่วมไทย-มาเลเซีย พ.ศ. 2533
• พระราชบัญญัติการเรียกเงนิ สมทบเข้ากองทุนระหวา่ งประเทศเพื่อชดใชค้ วามเสียหาย จากมลพิษน้ามันอันเกิดจากเรือ พ.ศ.
2560
• พระราชบญั ญตั ิความรบั ผดิ ทางแพ่งต่อความเสยี หายจากมลพษิ น้ามนั อนั เกิดจากเรอื พ.ศ. 2560
223
เรอ่ื งท่ี 3 องคก์ รและหนว่ ยงานรบั ผิดชอบในการรักษาผลประโยชนข์ องชาตทิ างทะเล
ในท้องถิน่ ตนเอง
องคก์ รและหน่วยงานรับผดิ ชอบ ในการรกั ษาผลประโยชน์ของชาตทิ างทะเล
1. หน่วยงานหลกั
หนว่ ยงานที่มีการปฏิบัติการหลกั ในการรักษาผลประโยชนข์ องชาติทางทะเล ได้แก่
กองทพั เรือ (ทร.)
กองบังคบั การต้ารวจน้า (บก.รน.)
กรมศลุ กากร (ศก.)
กรมเจ้าทา่ (จท.)
กรมประมง (กปม.)
กรมทรัพยากร ทางทะเลและชายฝ่งั (ทช.)
รวม 6 หน่วยงาน
นอกจากนี้ ยงั มีศนู ย์อา้ นวยการรักษาผลประโยชนข์ องชาติทางทะเล (ศรชล.) ซึ่งต้งั ขน้ึ ตามพระราชบัญญตั ิ
การรักษาผลประโยชน์ ของชาตทิ างทะเล พ.ศ. 2562
2. หน่วยงานร่วม
ประกอบด้วยหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องด้านทะเล ในการร่วมกันก้าหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ทางทะเล
เพ่ือน้าไปสู่การบริหารจัดการผลประโยชน์ ของชาติทางทะเล ทั้งหน่วยงาน ราชการ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน
ประมาณ 36 หนว่ ยงาน อาทิ
2.1 ส้านักนายกรัฐมนตรี มีหน่วยงานย่อยท้าหน้าท่ี ก้าหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ การจัดการ
ผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ท่ีเก่ียวข้อง เพื่อบริหารจัดการผลประโยชน์จากการใช้
ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลอย่างคุ้มค่าและเหมาะสม อาทิ ส้านักงานสภาความม่ันคงแห่งชาติ และ ส้านกั ข่าวกรอง
แห่งชาติ
2.2 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม มีหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องโดยตรงในการจัดการ
ทรัพยากรมีชีวติ และทรัพยากรไม่มีชีวติ ทางทะเล มีหน้าท่ีก้ากับดูแลการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ศึกษาวจิ ัย และบริหารจดั การ
การใช้ประโยชน์ จากทรพั ยากรทางทะเลและชายฝั่ง อาทิ กรมควบคมุ มลพษิ กรมทรพั ยากรธรณี
2.3 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรทางทะเล ได้แก่
กรมประมง ท้าหน้าท่ีจัดการทรัพยากรประมง ควบคุม ป้องกัน และปราบปรามการท้าประมงที่ผิดกฎหมาย และ
ผลติ สัตว์น้าใหม้ มี าตรฐานที่ท่วั โลกยอมรบั
2.4 กระทรวงคมนาคม มีหน่วยงานยอ่ ยที่เกย่ี วข้องกบั การขนสง่ ทางน้า การจัดการท่าเรือ มหี น้าท่ี
ดา้ เนนิ การตามกฎหมายว่าดว้ ยการเดนิ เรอื ในนา่ นน้าไทย บรหิ ารและพัฒนาท่าเรือใหเ้ ปน็ โครงสรา้ งพื้นฐานเพื่อสร้าง
ความสามารถในการแขง่ ขนั ของประเทศได้อย่างย่ังยนื อาทิ กรมเจ้าท่า
2.5 กระทรวงอุตสาหกรรม มีหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องกับ การบริหารจัดการและดูแลธุรกิจ
อุตสาหกรรม ด้านวัตถุอันตราย การผลิตและความปลอดภัย เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อตกลงระหว่าง
ประเทศ อาทิ กรมสง่ เสรมิ อตุ สาหกรรม
224
2.6 กระทรวงพลังงาน มีหน่วยงานที่ท้าหน้าที่วิจัยและพัฒนาด้านพลังงาน การจัดหา พลังงาน
การอนุรักษพ์ ลังงาน และ บริหารจัดการการใช้พลังงานอย่างยัง่ ยืน อาทิ กรมเช้ือเพลงิ ธรรมชาติ การไฟฟา้ ฝ่ายผลิต
แห่งประเทศไทย
2.7 กระทรวงกลาโหม ซ่ึงประกอบด้วยหน่วยเฉพาะกิจ และหน่วยข้ึนตรงกับกองทัพเรือ ท้าหน้าที่
รักษาและคุ้มครองผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรในทะเล ติดตามและตรวจวัดปัจจัยทางสมุทรศาสตร์
อุทกศาสตร์ และ อุตุนิยมวิทยาทางทะเล
2.8 กระทรวงมหาดไทย มีหน่วยงานย่อยท่ีท้าหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกัน และ
ปราบปรามอาชญากรรมตามประมวลกฎหมายอันเกี่ยวกับความผิดทางอาญาทั้งหลายในน่านน้าไทย อาทิ
กรมป้องกนั และบรรเทาสาธารณภยั กรมโยธาธกิ าร และผงั เมือง
2.9 กระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มีหน่วยงานย่อยท่ีด้าเนินการ เกี่ยวกับ
การบูรณาการองค์ความรู้ทางทะเล ศึกษาวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล
เพื่อน้ามาประยุกต์ ฃสู่การจัดการทรัพยากรได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม อาทิ ส้านักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ
และภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน)
2.10 กระทรวงการท่องเท่ียวและกีฬา ท้าหน้าท่ีควบคุมดูแล ส้ารวจ วางแผน ด้าเนินการส่งเสริม
การท่องเที่ยวทางทะเล ตลอดจนส่งเสริมการอนุรักษ์ ฟ้ืนฟู และพัฒ นาสถานท่ีท่องเที่ยวทางทะเล
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมท่ีเกี่ยวข้อง อาทิ การท่องเท่ียวแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
แห่งประเทศไทย
2.11 กระทรวงการต่างประเทศ เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจด้านการต่างประเทศ ส่งเสริม
ความสัมพันธ์ ความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ และอ้านวยความสะดวกในการติดต่อประสานกับ
ต่างประเทศและคมุ้ ครองผลประโยชนข์ องไทยในต่างประเทศ รวมไปถงึ การดา้ เนินการเพือ่ เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาหรือ
ความตกลงระหว่างประเทศต่าง ๆ ซ่ึงมีหน่วยงานระดับกรมท่ีด้าเนินภารกิจ ดงั กล่าว อาทิ กรมภูมิภาคที่เกีย่ วข้อง
กรมองคก์ ารระหว่างประเทศ กรมอาเซียน กรมสนธสิ ัญญาและกฎหมาย
กฎหมายและหน่วยงานทางทะเลดังกล่าวข้างต้น จะเป็นเครื่องมือในการควบคุมความประพฤติของ
บคุ คลให้ต้องปฏิบตั ิตาม รวมทั้ง ส่งเสริมให้สภาพความเป็นอยใู่ นสงั คมมีความ ผาสกุ และประเทศชาติ มีความเจริญ
รุ่งเรือง ม่ันคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ทั้งในระดับชาติและภูมิภาค ทั้งน้ี เพื่อให้ผู้ใช้ทะเลได้มีความรู้ ความเข้าใจ เคารพ
และปฏิบัติตามกฎหมายทางทะเล ท้ังที่เป็นกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศ ได้ทราบและ
น้าไปใช้ ในการปฏิบตั ิและเผยแพร่ความร้ใู ห้กับผทู้ เ่ี กีย่ วขอ้ งต่อไป
-อจชล.
-ศรชล.
-ทช. ทส.
-ทร
225
เร่ืองท่ี 4 ควำมร่วมมือระหวำ่ งประเทศ
ควำมรว่ มมือระหวำ่ งประเทศ ปัจจุบนั มคี วามรว่ มมือระหวา่ งประเทศที่เกีย่ วข้อง กับทะเลในระดับ
โลกและระดับภูมภิ าคท่สี าคัญ อาทิ
1. องค์กำรสหประชำชำติ ( United Nation : UN )
เป็นองค์การระหว่างประเทศระดับโลกก่อตั้งขึ้น เมื่อ ค.ศ. 1945 มีสานักงานใหญ่ต้ังอยู่
ณ กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา มีสมาชิกประกอบดว้ ยประเทศ เอกราชต่าง ๆ จากทุกภมู ิภาคท่วั โลก สาหรับ
ประเทศไทย ได้เขา้ เปน็ สมาชกิ ลาดับท่ี 55 เม่อื วนั ที่ 16 ธนั วาคม พ.ศ. 2489
ปัจจุบันองค์การสหประชาชาติให้ความสาคัญกับภัยคุกคามไว้หลายรูปแบบ ซ่ึงส่วนใหญ่เป็นภัย
คุกคาม รูปแบบใหม่ โดยเฉพาะความม่ันคงทางสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ อันประกอบด้วย ภัยจากการ
ลักลอบค้ายาเสพติด การหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย การค้าอาวุธ การค้าผู้หญิงและเด็ก อาชญากรรม
ข้ามชาติ และการก่อการร้าย การลักลอบค้าอุปกรณ์นิวเคลียร์ การโจรกรรมและลักลอบค้ายานพาหนะ การฟอก
เงิน อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ อาชญากรรมด้านส่ิงแวดล้อม อาชญากรรมด้านทรัพย์สินทางปัญญา การติดสินบน
เจา้ หน้าท่ี การแทรกซมึ และการครอบงาทางธรุ กิจ การโจรกรรมศลิ ปวัตถุ ฯลฯ
ในสว่ นท่เี ก่ยี วข้องกบั ทะเลนน้ั กรอบกำรประชมุ ขององคก์ ำร สหประชำชำติมกี ำรหำรอื กนั ใน 2
หัวขอ้ ใหญ่ ได้แก่
1. การจดั ต้ังกรอบกฎหมายระหวา่ งประเทศ การส่งเสริม ใหป้ ระเทศต่าง ๆ เข้าเปน็ ภาคี และนา
กฎหมายไปบงั คบั ใช้ รวมทัง้ การจดั ระเบียบ/วางกฎเกณฑ์/พฒั นามาตรฐานและ มาตรการระหว่างประเทศในการ
รักษาความมัน่ คงและ ความปลอดภยั ทางทะเล
2. การส่งเสริมความรว่ มมือระหวา่ งประเทศในการ จัดการภยั คกุ คามตา่ ง ๆ ในทะเล อาทิ โจรสลัด
อาชญากรรม ข้ามชาติ สิง่ แวดลอ้ ม ภยั พิบัติทางธรรมชาติ
2. องค์กำรทำงทะเลระหวำ่ งประเทศ (International Maritime Organization : IMO)
เป็นทบวงการชานาญการพิเศษขององค์การ สหประชาชาติ ก่อตั้งเม่ือ พ.ศ. 2491 โดยเร่ิม
ดาเนินการอย่างเป็นทางการ เมื่อ พ.ศ. 2502 สานักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ทาหน้าที่
เป็นศูนย์กลางความร่วมมือระหว่างสมาชิกในการกาหนดมาตรฐาน ข้อบังคับ และแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้เกิดความ
ปลอดภัยในการเดินเรือ การคุ้มครองรักษาส่ิงแวดล้อมทางทะเล และการอานวยความสะดวกต่าง ๆ ที่เก่ียวข้อง กับ
การขนส่งทางทะเล มีสมาชิกจานวน 174 ประเทศ สาหรับประเทศไทยได้เข้าเป็น สมาชิก ต้ังแต่วันท่ี 20 กันยายน
พ.ศ. 2516 และ จากเหตุการณ์การก่อการรา้ ย เม่ือวันที่ 11 กนั ยายน พ.ศ. 2544 IMO ได้ตระหนักถึงความปลอดภัย
ทางทะเล และท่าเรือสาคัญของโลกมากข้ึน จึงได้ออกนโยบาย และมาตรการความปลอดภัยทางทะเลเพิ่มข้ึน
เพ่ือป้องกันเหตุร้ายต่าง ๆ อาทิ มาตรการการรักษาความปลอดภัยของเรือ และท่าเรือ (International Ship and
Port Facility Security : ISPS Code)
226
- อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยแห่งชีวิต ในทะเล ค.ศ. 1974 (1974
International Convention for the Safety of Life at Sea 1974 : 1974 SOLAS)
- อนสุ ัญญาระหวา่ งประเทศวา่ ดว้ ยการอา้ นวยความสะดวก ในการเดนิ เรือระหว่างประเทศ ค.ศ.
1965 (Convention on the Facilitation of International Maritime Traffic : 1965 FAL)
- อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการค้นหาและช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยทางทะเล ค.ศ. 1979
(1979 International Convention on Maritime Search and Rescue : 1979 SAR)
- อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการปราบปรามการกระทา ท่ีผิดกฎหมายต่อความปลอดภัยของ
ก า ร เดิ น เรื อ ค .ศ . 1988 (Convention for the Suppression of Unlawful Acts against the Safety of
Maritime Navigation : 1988 SUA)
ปัจจุบัน IMO เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทในการ แก้ปัญหาโจรสลัดในน่านน้าโซมาเลีย โดยผลักดัน
ให้ อานาจประเทศต่าง ๆ เข้าไปจัดการกับปัญหาโจรสลัดในน่านน้าโซมาเลียได้ และพยายามกระตุ้นให้ประเทศ
ต่าง ๆ ส่งกองเรือรบและเคร่ืองบินรบเข้าลาดตระเวน ในบริเวณน่าน น้าที่คาดว่ามีกาลังของโจรสลัดโซมาเลีย
ปฏิบัตกิ ารอยู่
โดยเฉพาะเส้นทางเดินเรือบริเวณอ่าวเอเดน ซึ่งเป็นเส้นทางหลักในการขนส่ง น้ามันทางทะเล
ระหว่างตะวันออกกลางไปยังภูมิภาคอ่ืนท่ัวโลก เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับเรือที่ผ่านไปยังบริเวณน้ัน รวมทั้ง
แนะนาการปฏบิ ตั ิเพ่ือใหป้ ลอดภัยจากการถกู ยึดหรือปล้นเรือ ตลอดจนการปฏบิ ตั เิ ม่อื ต้องเผชญิ กบั กลมุ่ โจรสลดั ด้วย
การประชุมสมัชชาสมัยสามัญของ IMO จัดเป็นประจาทุก 2 ปี เพื่อให้ ประเทศสมาชิกให้ความ
เห็นชอบแผนงาน ยทุ ธศาสตร์ งบประมาณ การตัดสินใจ ดา้ นการเงิน และการเลือกต้ังประเทศสมาชิกคณะมนตรีเพ่ือ
ทาหน้าท่ีกากบั ดูแลงาน ของ IMO แทนสมัชชาในชว่ งระหวา่ งสมัยการประชมุ สว่ นคณะมนตรเี ปน็ องค์กร บริหารงาน
ของ IMO ประกอบด้วยสมาชิก จานวน 40 ประเทศ ทไี่ ดร้ ับเลือกตง้ั จากสมัชชา โดยแบ่งออกเป็น
กลุ่ม A ประเทศท่ีมีผลประโยชน์มากท่ีสุดในการให้บริการด้านการเดินเรือระหว่าง ประเทศ จานวน
10 ประเทศ
กลุ่ม B ประเทศท่ีมีผลประโยชน์มากที่สุดด้านการคา้ ทางทะเลระหว่างประเทศ จานวน 10 ประเทศ
และ
กลุ่ม C ประเทศทม่ี ผี ลประโยชน์เปน็ พิเศษด้านการขนสง่ ทางทะเลหรือการเดินเรือ และเป็นตวั แทน
ของภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก จานวน 20 ประเทศ อยู่ในวาระคราวละ 2 ปี สาหรับปี 2561-2562 ประเทศไทยได้รับ
เลือกตั้งเป็นสมาชิกคณะมนตรี IMO กลมุ่ C อกี วาระหนึ่ง นับเป็นสมยั ที่ 7 ทไี่ ด้รบั การเลือกต้ังติดตอ่ กัน ซ่งึ จะช่วยให้
ประเทศไทยมีบทบาทในการกาหนดนโยบาย ตลอดจนการกากับดูแลการดาเนินงาน ของ IMO ในเรื่องโครงสร้าง
องค์กร งบประมาณ บุคลากร มีบทบาทในเร่ือง การกาหนดมาตรฐานด้านความปลอดภัยและส่ิงแวดล้อมทางทะเล
ทราบทิศทาง และแนวโน้มการดาเนินงานของ IMO อันจะนาไปสู่การเตรียมความพร้อมภายใน ประเทศเพ่ือรองรับ
ต่อไป และท่ีสาคัญคือ ช่วยให้ประเทศไทยมีบทบาทในการ กาหนดทิศทางการใช้ประโยชน์จากความร่วมมือทาง
227
วชิ าการของ IMO ในการยกระดบั บุคลากรพาณิชยนาวบี นเรือของไทยใหส้ ามารถรกั ษามาตรฐาน ของกองเรือพาณิชย์
ไทยใหไ้ ด้มาตรฐานสากล อนั จะชว่ ยใหเ้ รอื ไทยสามารถทาการค้า และเข้าเทยี บทา่ เรอื ตา่ ง ๆ ไดท้ ัว่ โลก
3.องค์กำรอำหำรและเกษตรแห่ง สหประชำชำติ (Food and Agriculture Organization
of the United Nations : FAO)
เป็นองค์การชานาญการพิเศษ (Specialize agency) ในเครือขององค์การสหประชาชาติ ซ่ึงได้รับ
การจดั ต้ังขึ้นตาม คาเสนอแนะของ United Nations Conference on Food and Agriculture ในปี ค.ศ. 1943 ใน
สหรัฐอเมริกาโดยสนับสนุนให้ ประเทศสมาชิกพร้อมใจกันในการดาเนินงานขจัดความหิวโหย และยากจน ภายหลัง
การยุติของสงครามโลกคร้ังท่ี 2 ต่อมา FAO ได้เล็งเห็นถึงบทบาทของการประมงในการเพ่ิมพูลอาหารโปรตีน ให้กับ
ประชากรโลก จึงได้มีการจัดต้ังองคก์ รประมง ระดับภูมิภาคขน้ึ ในหลายภูมิภาคของโลก เช่น ในภมู ิภาคอินโดแปซฟิ ิก
มีสภาการประมงแห่งภูมิภาคอินโดแปซิฟกิ (The Indo Pacific Fisheries Council) ในปี ค.ศ. 1948 ซงึ่ ในปัจจุบัน
เป็น The Asia Pacific Fisheries Commission ในปี ค.ศ. 1982
ประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติได้บรรลุข้อตกลง ในการจัดทากฎหมายทะเลและเปิด
โอกาสใหป้ ระเทศสมาชกิ ลงนาม เข้าเป็นภาคี FAO ได้มีบทบาทสาคญั ในการกระตุ้นใหป้ ระเทศต่าง ๆ ดาเนินการตาม
ข้อตกลงว่าด้วยกฎหมายทะเลแห่งสหประชาชาติ อาทิ ได้จัดให้มีการประชุมระดับโลกว่าด้วยการจัดการและพัฒนา
การประมงในปี ค.ศ. 1984 ซ่ึงข้อเสนอแนะที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ ก็ให้เกิดผลสืบเนื่องในการพัฒนาการประมง
ที่ยั่งยนื อาทิ การกาหนดจรรยาบรรณในการดาเนินการของการจดั การประมง การปฏิบัติ การประมง การพัฒนา
เพาะเล้ียงสัตว์น้า การแปรรูปสัตว์น้า ภายหลัง การจับและการค้า ฯลฯ เพ่ือความมั่นคงด้านอาหารและความ
ปลอดภัย ของการใช้ผลผลิตเป็นอาหารจากทะเล FAO ยังได้มีบทบาทสาคัญ ในการวางระเบียบแบบแผนในการทา
การประมง อาทิ แผนดาเนนิ งานสากลหรือขอ้ ตกลงในการจัดการและบริหารการประมงแบบยังยืน
4. สหภำพยโุ รป (European Union : EU)
เป็นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศในยุโรป ประกอบด้วยประเทศสมาชิก 28
ประเทศ ปัจจุบนั สหภาพยุโรปได้ใหค้ วามสาคญั กับการรกั ษาความมนั่ คงและความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือเป็น
อย่างมาก โดยเฉพาะเส้นทางในมหาสมุทรอินเดียและทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซ่ึงเป็นเส้นทางเดินเรือสู่ยุโรปท่ีมี
ความสาคัญต่อ EU ทังด้านความม่ันคงและเศรษฐกิจและเม่ือเกิดปัญหาความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในโซมาเลีย
และปัญหาโจรสลัด สหภาพยุโรปจึงสนับสนุนข้อมติของคณะมนตรีความม่ันคงแห่งสหประชาชาติ ท่ี 1838 (ค.ศ.
2009) และ 1846 (ค.ศ. 2009) อย่างเต็มท่ี โดยได้จัดตั้งกองกาลังทางทะเล European Union Naval Force
Somalia (EU NAVFOR) ขึ้น ภายใต้กรอบนโยบายร่วม ด้านความมันคงและการป้องกันยุโรป (European Security
and Defence Policy : ESDP) โดย EU NAVFOR มภี ารกจิ สาคญั ได้แก่
1. คุ้มกันกองเรือของโครงการอาหารโลกที่ปฏิบัติภารกิจเก่ียวกับ ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
ไปยังโซมาเลยี
228
2. คุ้มกนั และรกั ษาความปลอดภยั เสน้ ทางเดินเรือบริเวณอา่ วเอเดน และชายฝ่ั งโซมาเลีย
3. ปราบปรามขบวนการโจรสลัด โดยอาณัติของ EU NAVFOR ครอบคลุมถึงการจับกุมโจรสลัด/
ผู้ต้องสงสัย การยึดเรือโจรสลัด/เรือท่ีถูกโจรสลัดยึดครอง รวมทั้งสินค้าบนเรือ โดยจะส่งตัวบุคคลที่ถูกจับกุม ไป
ดาเนินคดใี นประเทศสมาชิกหรือทปี่ ระเทศเคนยา ซง่ึ สหภาพยุโรปมีข้อตกลงอยู่ มพี ้ืนท่ีปฏิบตั ิการ ครอบคลุมบรเิ วณ
อ่าวเอเดน แนวชายฝั่งโซมาเลีย ตอนใต้ของทะเลแดง พ้ืนท่ีบางส่วนของทะเลแดง และหมู่เกาะเซเชลส์ นอกจากนั้น
ยังปฏิบัติภารกิจ ลาดตระเวนร่วมกับประเทศ/กลุ่มอื่น ได้แก่ กองเรือ เฉพาะกิจผสม 151 (กองกาลังเฉพาะกิจของ
UN) NATO รัสเซยี อนิ เดีย ญ่ีปนุ่ และจีน
5. สมำคมประชำชำติแหง่ เอเชยี ตะวันออกเฉยี งใต้ หรอื อำเซียน (Association of South
East Asian Nations : ASEAN)
เป็นกรอบความร่วมมือที่สาคัญในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วย 3 เสาหลัก
ดังน้ี
1. ประชาคมการเมอื งและความมนั่ คง (ASEAN PoliticalSecurity Community : APSC)
2. ประชาคมเศรษฐกิจ (ASEAN Economic Community : AEC)
3. ประชาคมสงั คมและวัฒนธรรม (ASEAN Socio - Cultural Community : ASCC)
ประเทศไทยได้ดาเนินนโยบายเพื่อรักษาและส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทะเลให้มากย่ิงข้ึน ผ่าน
การขบั เคลอื่ นจากหน่วยงานทเี่ กีย่ วข้องภายในประเทศ และดาเนินนโยบาย ส่งเสริมความรว่ มมือทางทะเลในอาเซียน
ผา่ นกรอบและกลไกตา่ ง ๆ ดงั นี้
แผนงำนกำรจดั ตั้งประชำคม (ASEAN Blueprint)
ซ่ึงในส่วนที่เก่ียวข้องกับทะเลได้รับการบรรจุไว้ในแผนงาน ประชาคมการเมืองและความมั่นคง
อ าเซี ย น 2025 (ASEAN Political - Security Community Blueprint 2025) เพ่ื อ ส่ งเส ริ ม ค ว าม มั่ น ค ง
ความปลอดภัยการบังคับใช้กฎหมายทางทะเลในภูมิภาค การต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์
การกระทา อันเป็นโจรสลัด การทาการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม และการอนุรักษ์และ
ปกปอ้ งสิ่งแวดลอ้ มทางทะเล
5.1 การประชุมอาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความม่ันคงในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก
(ASEAN Regional Forum : ARF) เป็นผลสืบเนอ่ื งมาจากมติของท่ีประชุม สุดยอดอาเซยี น คร้ังที่ 4 โดยผูน้ ารฐั บาล
ของประเทศสมาชิกอาเซียนได้ประกาศ เจตนารมณ์ท่ีจะแสวงหาเวทีในการนา รัฐสมาชิกเข้ามาร่วมมือในกรอบความ
ร่วมมือ ทางด้านความมั่นคง และส่งเสริมการหารือ ด้านความมั่นคงกับประเทศคู่เจรจา ปัจจุบัน ARF มีประเทศท่ี
เข้าร่วม 26 ประเทศ กับ 1 กลุ่ม ประกอบด้วย สมาชิกอาเซียน ได้แก่ บรูไน กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย
เมียนมา ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ประเทศคู่เจรจาของอาเซียน (Dialogue Partners) ได้แก่ ญ่ีปุ่น
เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย จีน รัสเซีย และสหภาพยุโรป โดยการขยาย
229
กรอบการหารอื ที่มีอยู่แล้วระหว่างอาเซียนกับคเู่ จรจา ARF เป็นเวทีท่ีปรึกษาหารือ เก่ยี วกับประเด็นทางการเมืองและ
ความมั่นคง มุ่งที่จะส่งเสริมความไว้เน้ือเชื่อใจ ความร่วมมือ และความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ผู้เข้าร่วม
รวมทั้งพัฒนาแนวทางการดาเนินการ ทางการทูตเชิงป้องกันมุ่งป้องกันการเกิดและขยายตัวของความขัดแย้ง
นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอย่างเป็นทางการท่ีเกี่ยวกับ ความมั่นคงทางทะเลโดยเฉพาะ อาทิ การประชุม ASEAN
Regional Forum Inter-Sessional Meeting on Maritime Security (ARF ISM on MS) มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือ
เกี่ยวกับ ความม่ันคงทางทะเล ความปลอดภัยใน การเดินเรือ สภาพแวดล้อมและการพัฒนาที่ ยั่งยืนทางทะเล
ตามแผนงานความม่นั คง ทางทะเลในกรอบ ARF
5.2 การประชุมหารืออาเซียนว่าด้วย ประเด็นทางทะเล (ASEAN Maritime Forum : AMF)
เป็นการประชุมเพ่ือส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกลไกความร่วมมือทางทะเลของอาเซียน เพ่ือดาเนินการต่อประเด็น
ทางทะเลอย่างครอบคลุม นอกจากเป็นความร่วมมือภายในสมาชิก อาเซียนแล้ว ยังได้พิจารณาการประชุมหารือ
อาเซียน ว่าด้วย ประเด็นทางทะเลแบบขยาย (Expanded ASEAN Maritime Forum : EAMF) ซ่ึงเป็นการจัดการ
ประชุมในรูปแบบลาดับ ขั้นท่ี 1.5 (Track 1.5 Maritime Forum) โดยเป็นการใช้กลไกของการประชุม AMF ท่ีมีอยู่
ให้มี ปฏิสัมพันธ์กับประเทศนอกภูมิภาคในกรอบการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit : EAS)
ดว้ ย การประชุมจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ (1) การประชุม AMF สาหรับประเทศ สมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และ
(2) การประชุมในรูปแบบ Track 1.5 ซึ่งจะประกอบด้วย ประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ กับประเทศนอก
ภูมิภาคในกรอบ EAS อาทิ เกาหลใี ต้ ญป่ี นุ่ สหรัฐฯ รสั เซีย อนิ เดีย ออสเตรเลยี และนวิ ซแี ลนด์
6. อำเซม ( Asia-Europe Meeting : ASEM)
เป็นข้อริเร่ิมของสิงคโปร์และฝรั่งเศส เพื่อให้ ASEM เป็นเวทีสร้างความคุ้นเคย และให้มีการหารือ
แลกเปลี่ยน ข้อคิดเห็น อย่างกว้าง ๆ ในเรอื่ งที่สนใจรว่ มกัน เพอ่ื ปูทางให้เกิดความร่วมมือระหว่าง เอเชยี -ยุโรป ทั้งใน
ด้าน การเมือง เศรษฐกจิ สงั คม และวัฒนธรรม ซ่ึงถือเป็น 3 เสาหลัก (pillar)
ปัจจุบันมีสมาชิกท้ังหมด 51 ประเทศ ประกอบด้วยทวีปยุโรป 31 ประเทศ (ออสเตรีย เบลเยียม
เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ อิตาลี ไอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน สวีเดน
สหราชอาณาจักร ลัตเวีย ลิทัวเนีย มัลตา บัลแกเรีย โครเอเชีย ไซปรัส นอร์เวย์ สาธารณรัฐเช็ก เอสโตเนีย โปแลนด์
โรมาเนยี รัสเซยี สโลวาเกีย สโลวีเนยี ฮังการี และ สวิสเซอร์แลนด์)
ทวีปเอเชีย 18 ประเทศ (อาเซียน 10 ประเทศ รวมทั้ง จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ บังกลาเทศ
มองโกเลีย ปากีสถาน คาซัคสถาน) ทวีปออสเตรเลีย 2 ประเทศ (ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์) และ 2 องค์กร
ระหว่างประเทศ ได้แก่ สานกั เลขาธกิ ารอาเซียน (ASEAN Secretariat) และสหภาพยโุ รป (European Union)
กลไกการดาเนินงานของอาเซม จะดาเนินไปบนหลักการของความสมัครใจ ของประเทศสมาชิก
และมีลักษณะที่ไม่เป็น ทางการจนเกินไป รวมท้ังไม่พยายามจัดตั้ง องค์กรถาวรใด ๆ มารองรับการดาเนินการ
ในกรอบอาเซม ดังน้ัน ASEM จึงไม่มีสานักเลขาธิการ แต่ประสานงานผ่านประเทศ ผู้ประสานงาน (ASEM
230
Coordinators) ปี 2560 ประเทศผู้ประสานงานฝ่ายยุโรป ได้แก่ EU และประเทศมอลตา และฝ่ายเอเชีย ได้แก่
ประเทศเมียนมาและนิวซีแลนด์ ท่ีผ่านมา ASEM ให้ความสาคัญกับประเด็นปัญหา โจรสลัดโซมาเลียเป็นอย่างมาก
และได้จัด การประชุมเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวถึง 2 คร้ัง เม่ือ พ.ศ. 2553 โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือสร้างความร่วมมือ
กบั ประเทศสมาชิกฝา่ ยเอเชยี ในการปอ้ งกันและแก้ไขปญั หาโจรสลดั ร่วมกนั
การประชุมอาเซมมีกาหนดจัดประชุม ทุก 2 ปี มีความสาคัญ คือ เป็นเวทีท่ีผู้นาประเทศเอเชียและ
ยุโรปได้มาพบปะหารือกันในประเด็นที่อยู่ในความสนใจของท้ังสองฝ่าย มีการแลกเปล่ียนข้อคิดเห็นระหว่างกัน
เก่ียวกับ สถานการณ์ระหว่างประเทศและในภูมิภาค เพื่อนาไปสู่การเสริมสร้างความเข้าใจอันดี ระหว่างกัน ซึ่งจะ
ช่วยเพ่ิมพูนและกระชบั ความรว่ มมอื ระหวา่ งเอเชียกับยุโรปตอ่ ไป
7. ควำมรเิ ร่ิมแห่งอำ่ วเบงกอลสำหรับ ควำมร่วมมือหลำกหลำยสำขำทำง วิชำกำรและเศรษฐกจิ
( Bay of Bengal Initiative for Multi - Sectoral Technical and Economic Cooperation ห รื อ
BIMSTEC)
กรอบความร่วมมือทางวิชาการและเศรษฐกิจ ระหวา่ ง 7 ประเทศ ในอ่าวเบงกอล ได้แก่ บังกลาเทศ
อินเดีย เมียนมา ศรีลังกา ไทย ภูฏาน และเนปาล เกิดจากการริเริ่มของไทยเมื่อปี 2540 ครอบคลุม พื้นที่ซ่ึงมี
ประชากรรวม ประมาณ 1,500 ล้านคน เป็นกรอบความร่วมมือท่ีเชื่อมเอเชียใต้เข้ากับเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ และ
เป็นกลไกทีไ่ ทยสามารถ ขยายความสัมพนั ธ์กับประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ ซงึ่ เปน็ แหล่งวัตถดุ บิ และทรพั ยากรท่ีสาคญั
ท้งั นี้ กลุ่มประเทศ BIMSTEC ถือได้ว่าเป็นตลาดท่ีมีศักยภาพ แต่ปัจจุบัน ยังมีการค้าการลงทุน และ
การเดินทางติดต่อระหว่างกันค่อนข้างน้อย ทาให้ ยังมีโอกาสในการที่จะส่งเสริมความร่วมมือ ระหว่างกันได้อีกมาก
โดยเฉพาะอย่างยิง่ ในด้านการค้าการลงทุน โดยประเทศ สมาชิกได้ให้สัตยาบันในกรอบความ ตกลงเขตการค้าเสรี
BIMSTEC แล้ว ทังนี้ สาหรับประเทศไทยแล้ว BIMSTEC จะช่วยประสานนโยบาย Look West ของไทย เข้ากับ
นโยบาย Act East ของอนิ เดีย
8.ควำมร่วมมือในกำรลำดตระเวนในชอ่ งแคบมะละกำ (Malacca Straits Patrol : MSP)
เป็นความร่วมมือของรัฐชายฝ่ังช่องแคบมะละกา ประกอบด้วย ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย
และสิงคโปร์ ในการร่วมกันส่งเรือและอากาศยานไปลาดตระเวนใน ช่องแคบมะละกา เพ่ือรักษาความปลอดภัยและ
ความม่ันคง รวมท้ังเพ่ือแสดงถึงความเป็นเจ้าของและความรับผิดชอบของ รัฐชายฝ่ังช่องแคบมะละกา ในการดูแล
รักษาความปลอดภยั ของชอ่ งแคบ
231
9.ควำมตกลงว่ำดว้ ยควำมรว่ มมือระดบั ภูมภิ ำคเพอ่ื กำรตอ่ ตำ้ นกำรกระทำอันเปน็ โจรสลดั และ
กำรปล้นเรือโดยใช้อำวุธในเอเชีย (Regional Cooperation Agreement on Combating Piracy and
Armed Robbery against Ships in Asia : ReCAAP)
เป็นข้อตกลงท่ีริเริ่มโดยประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่าง ประเทศ
สมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีทั้งประเทศสมาชิก ในภูมิภาคเอเชียและนอกภูมิภาค เพื่อส่งเสริม การแบ่งปันข้อมูลเก่ียวกับ
โจรสลดั และก่อตั้งศนู ย์แลกเปลยี่ นขอ้ มลู (Information Sharing Center : ISC)
10.ศูนยพ์ ฒั นำกำรประมงแหง่ เอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต้ (Southeast Asian Fisheries
Development Center : SEAFDEC)
เป็นองค์กรประมงระดับภูมิภาค ซึ่งจัดต้ังข้ึนตามคาเสนอแนะของที่ประชุม ระดับรัฐมนตรีว่าด้วย
การพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีขึ้น ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. 1967
วัตถปุ ระสงคข์ องศูนยฯ์ เมื่อเร่ิมจัดต้ังข้ึน เพ่ือเพ่ิมผลผลิตใหเ้ ป็นประโยชนต์ ่อประเทศ เหลา่ นั้น ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ
และสังคม SEAFDEC ได้ดาเนินการและขยายขอบเขต ของแผนปฏิบัติการตามวิวัฒนาการของการ ประมงโลกมา
มากกว่า 50 ปี และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการปรับ mandate ของศูนย์ฯ ให้สอดคล้อง ต่อความต้องการของประเทศ
สมาชิก กล่าวคือ การมีความพยายามร่วมกนั ในการดาเนินงาน เพ่ือให้ประเทศสมาชิกได้รบั ผลประโยชน์ อย่างยัง่ ยืน
จากการประมง การเพาะเลี้ยง สัตว์น้า เพื่อความอยู่ดีกินดี และความมั่นคง ทางอาหารของประเทศสมาชิกในภูมิภาค
เอเชีย ตะวนั ออกเฉยี งใต้
ในปัจจุบันประเทศสมาชิกทั้งหมด ของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ (ASEAN)
เป็นสมาชิกของ SEAFDEC ใน 2 ทศวรรษที่ผ่านมา องค์กรท้ัง 2 ได้ร่วมมือมากขึ้น ซ่ึงร่วมกันจัดทาสัมมนา ระดับ
ภูมิภาค 2 ครั้ง คือ ในปี ค.ศ. 2001 เรื่อง “Fish for the People” และในปี ค.ศ. 2011 เร่ือง “Fish for the
People 2020: Adaptation to a Changing Environment” ซ่ึ งผ ล ก า ร ป ร ะ ชุ ม ข อ งสั ม ม น า ทั้ ง 2 เรื่ อ ง
ได้วางแนวทางในการดาเนนิ งานของ SEAFDEC ใน ศตวรรษที่ 21
ความร่วมมือระหว่างประเทศที่รวมถึง กฎหมายและหน่วยงานทางทะเลดังได้กล่าว ข้างต้น จะเป็น
เครื่องมือในการควบคุมความประพฤติของบุคคลให้ต้องปฏิบัติตาม รวมท้ังส่งเสริมให้ สภาพความเป็นอยู่ในสังคมมี
ความผาสุก และ ประเทศชาติมีความเจริญรุ่งเรือง มั่นคง ม่ังค่ัง และย่ังยืน ทั้งในระดับชาติและภูมิภาค ท้ังนี้ เพื่อให้
ผ้ใู ช้ทะเลได้มีความรคู้ วามเข้าใจ และเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายทางทะเล ทงั้ ทีเ่ ป็นกฎหมายระหว่างประเทศและ
กฎหมาย ภายในประเทศ ไดท้ ราบและนาไปใช้การปฏิบัติ และเผยแพร่ความร้ใู ห้กบั ผู้ทเี่ กย่ี วขอ้ งตอ่ ไป
232
หน่วยท่ี 6
หน้ำทีข่ องคนไทยในกำรปกป้องทะเลไทยและผลประโยชนข์ องชำตทิ ำงทะเล
ผลกำรเรียนรู้
1. บอกแนวทางการปกปอ้ งดแู ลและการใชป้ ระโยชน์จากทะเล
2. อธิบายหลักการในการบูรณาการการทางานร่วมกันของทุกภาคส่วนในการปกป้องทะเลไทยและ
ผลประโยชนข์ องชาติทางทะเล
3. มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจในหน้าทข่ี องการเป็นเจา้ ของทะเลในการการปกป้องทะเลไทยและผลประโยชน์
ทางทะเล
สำระกำรเรียนรู้
1. การปกป้องดูแลและการใช้ประโยชนจ์ ากทะเล
2. หนา้ ทใี่ นการเป็นเจา้ ของทะเล
233
เรอ่ื งท่ี 1 การปกปอ้ งดแู ลและการใช้ประโยชน์จากทะเลในภาคและประเทศไทย
ควำมตระหนกั ในหน้ำทีข่ องคนไทยในกำรปกปอ้ งทะเลไทยและผลประโยชน์ของชำติทำงทะเล
ดว้ ยลกั ษณะภูมศิ าสตรท์ างทะเล ผนื ทอ้ งทะเลทมี่ คี วามหลากหลายทาง ชีวภาพ และตาแหน่งท่ตี ้ัง
ทางภูมิศาสตร์ เป็นสะพานเชื่อมต่อสองมหาสมุทร เข้าด้วยกัน ทาให้ขอบเขตทางทะเลของภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะ
ของประเทศไทย มีความสาคัญอย่างมากในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ทังในบทบาทของการเป็นแหล่งท่องเท่ียว ระดับ
นานาชาติ การเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติท่ีอุดมสมบูรณ์ของภูมิภาค รวมท้ังการเป็นจุดยุทธศาสตร์เชื่อมโยง
เส้นทางการเดินเรือที่สาคัญของโลก ส่งผลให้ชาติมหาอานาจมุ่งที่จะแผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาในพ้ืนท่ี ก่อให้เกิด ความ
ส่ันคลอนต่อเสถียรภาพความมั่นคงทางทะเลในภูมิภาค ดังปรากฏเห็นเดน่ ชัดกรณีสถานการณ์ความขัดแย้งในทะเล
จีนใต้ ความพยายามเข้ามามีบทบาทในการลาดตระเวนในช่องแคบมะละกา และแรงงานบังคับด้านการทาการ
ประมงทะเล เป็นต้น ประกอบกับความไม่ชัดเจนและความซบั ซ้อนในการกาหนดเขตแดน ทางทะเลระหว่างประเทศ
จงึ มีการอ้างสทิ ธิทับซอ้ นและการแย่งชิงผลประโยชน์ ในพืน้ ท่ีทางทะเลระหวา่ งกนั ซึ่งได้กลายเป็นปัจจัยหลกั ที่ผลกั ดัน
ให้ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาครวมถึงประเทศไทยเสริมสร้างกาลังทางเรือกันอย่างต่อเน่ือง เพ่ือธารง และรักษาไว้ซ่ึง
อธิปไตยและผลประโยชนข์ องชาตทิ างทะเลของตน
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาและความท้าทายทางทะเล ทั้งในด้านการประมง
ด้านการขนส่งและพาณิชยนาวี ด้านการท่องเที่ยวและนันทนาการทางทะเล ด้านพลังงาน และด้านอื่น ๆ ซ่ึงส่งผล
กระทบต่อผลประโยชน์ ของชาติทางทะเล จนก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรสัตว์น้าทะเล การทาการ
ประมงผิดกฎหมาย การหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายและการค้ามนุษย์ น้ามันรัวในทะเล การลักลอบขนส่งสิ่งผิด
กฎหมาย การก่อการร้ายและการกระทา อันเป็นโจรสลัด ความเส่ือมโทรมของแหล่งท่องเท่ียวทางทะเล ขยะทะเล
ความเสี่ยงด้านส่ิงแวดล้อมจากกิจการปิโตรเลียมในทะเล ภัยพิบัติทางทะเล และ การกัดเซาะชายฝ่ั ง แต่ประการ
สาคญั คอื “การบริหารจัดการการแสวงหาประโยชน์ จากทรัพยากรธรรมชาติจากทะเลอย่างขาดความรับผิดชอบและ
การควบคุม” ที่ส่งผลให้ระบบนิเวศและส่ิงแวดล้อมทางทะเลได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและ กว้างขวาง ซึ่งได้
กลายเปน็ ปญั หาสาคัญระดบั โลก จนนาไปส่กู ารที่ประเทศต่าง ๆ ท่วั โลกรวมกว่า 190 ประเทศ เหน็ พอ้ งต้องกันในการ
กาหนดวาระการพัฒนาที่ ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ซ่ึงเป็นทิศทางหลักในการพัฒนาของโลกหลัง ค.ศ. 2015 ที่เชื่อมโยงมิติ
ของการพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมท่ีต้องคานึงถึงการปกป้อง ดูแล รักษา และฟื้นฟูสิงแวดล้อม ภายใต้เป้าหมาย
การพฒั นาท่ีย่ังยนื (Sustainable Development Goals : SDGs)
234
เร่ืองท่ี 2 หนำ้ ที่ในกำรเป็นเจ้ำของทะเล
กำรดูแลทรพั ยำกรทำงทะเลให้คงควำมสมบรู ณ์และเกดิ กำรใช้ประโยชนอ์ ย่ำงยั่งยืน
วาระการพัฒนาที่ย่ังยืนของโลก ค.ศ. 2030 ได้ก้าหนดทิศทางการรักษาและบริหารจัดการ
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างบูรณาการ โดยมีเป้าหมายการพัฒนาที่ย่ังยืน ประกอบด้วย 17 เป้าหมาย
และ 169 เป้าประสงค์ ซงึ่ มีเป้าหมายหลกั ท่เี กีย่ วข้องกบั การปกป้องดแู ลทะเล คือ
เป้าหมายท่ี 14 การใช้ประโยชน์จากมหาสมุทรและทรัพยากร ทางทะเล : อนุรักษ์และใช้ประโยชน์
จากมหาสมุทรและทรัพยากร ทางทะเล เพ่ือการพฒั นาอย่างยัง่ ยืน จ้านวน 10 เป้าประสงค์ อาทิ เป้าประสงค์
14.1 ภายในปี พ.ศ. 2568 ป้องกันและลดมลพิษทาง ทะเลทุกประเภท โดยเฉพาะ จาก
กิจกรรมบนแผ่นดิน รวมถึงขยะทะเลและมลพิษ ของสารอาหาร และเป้า ประสงค์
14.2 ภายในปี พ.ศ. 2563 บริหารจัดการและปกป้อง ระบบนิเวศทางทะเลและชายฝ่ัง
อย่างย่ังยืนเพื่อหลีกเล่ียง ผลกระทบเชิงลบที่มีนัยส้าคัญ รวมถึงเสริมสร้างภูมิต้านทาน และปฏิบัติการฟ้ืนฟูเพื่อความ
อุดมสมบูรณ์ และการมีผลติ ภาพของมหาสมุทร
นอกจากน้ี ยังมี เป้าหมายท่ี 13 การรับมือการเปล่ียนแปลง สภาพภูมิอากาศ : ด้าเนินมาตรการ
เร่งด่วนเพื่อรับมือ กับการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ และผลกระทบซึ่ง เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ทะเล จากภาวะ
โลกรอ้ นรวมอยู่ด้วย
ท้ังน้ี เป้าหมายและเป้าประสงค์ข้างต้น ก้าลังกลายเป็นส่วนส้าคัญในการก้าหนด ทิศทางการพัฒนา
ประเทศไทยในอนาคต โดยเฉพาะอย่างย่ิงในเรื่องการสรา้ งหลักประกัน ในการอนุรกั ษแ์ ละใชป้ ระโยชนจ์ ากมหาสมุทร
และทะเล การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดการเกิดของเสีย การมีรูปแบบการผลิตและบริโภคท่ียั่งยืน
การปกป้องและฟื้นฟู ระบบนิเวศอย่างยั่งยืน การหยุดย้ัง การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การบริหารจัด
การเมืองอย่างย่ังยืนที่ ลดผลกระทบทางลบต่อส่ิงแวดล้อม และ การด้าเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อต่อสู้ กับการ
เปล่ียนแปลงสภาพภูมิอากาศและ ผลกระทบทเ่ี กิดข้ึน โดยมีเปา้ หมายเพอื่ ให้ทะเลไทย
1. ทรัพยากรธรรมชาติ ทางทะเลได้รับการรักษา ฟื้นฟูให้มีความสมบูรณ์และ ย่ังยืน เป็นฐานการ
พัฒนาประเทศทางเศรษฐกจิ และสังคมทีเ่ ป็นมติ ร กับสิง่ แวดลอ้ ม
2. ทรัพยากรธรรมชาติ ทางทะเลได้รับการดูแล รักษาอย่างเป็นระบบและมี ประสิทธิภาพ เพื่อลด
มลพษิ และ ผลกระทบตอ่ สขุ ภาพ ประชาชนและ ระบบนเิ วศ
3. เกิดความสมดุล ระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ ลดความขัดแย้ง ของการพัฒนาที่ใช้
ฐานทรัพยากรธรรมชาตทิ างทะเล บรรเทาผลกระทบตอ่ ส่ิงแวดลอ้ มและ ลดภัยพบิ ตั ิ ทางธรรมชาติ
4. มีระบบและหน่วยงานบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ท่ีมีประสิทธิภาพและเป็น
เอกภาพ บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมของ ทุกภาคส่วน ลดความเหลื่อมล้า สร้างความ เป็นธรรม สอดคล้องกับ
ยุทธศาสตรช์ าติ กฎหมาย ข้อตกลงระหว่างประเทศต่าง ๆ ท่ีประเทศไทยเป็นภาคีสมาชกิ โดยยึดถือผลประโยชนข์ อง
ประเทศเปน็ ส้าคัญ
235
ควำมตระหนกั ในหน้ำท่ขี องคนไทยในกำรปกป้องทะเลไทยและผลประโยชนข์ องชำติทำงทะเล
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ได้กาหนดหน้าที่พ้ืนฐานของรัฐ ท่ีจะต้องจัดให้มี
การพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบัน พระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพ แห่งอาณาเขตและเขตท่ีประเทศไทยมี
สิทธิ อธิปไตย เกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของชาติ ความม่ันคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน การ
ดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับ ใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และการอนุรักษ์ คุ้มครอง บารุงรักษา ฟ้ืนฟู บริหาร
จัดการ และใช้หรือ จัดให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ
ให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน โดยระมัดระวังให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน ส่ิงแวดล้อม และความ
หลากหลายทางชีวภาพนอ้ ยท่ีสดุ นอกจากนี้ ประเด็นทางทะเลไดถ้ กู บรรจุไว้ในยุทธศาสตรช์ าติ (พ.ศ. 2561 - 2580)
และแผนท่ีสาคัญอ่ืน ๆ อาทิ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนการปฏิรูปประเทศ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและ
สังคมแห่งชาติ และนโยบาย และแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ ซ่ึงมีแผนความม่ันคงแห่งชาติทางทะเล
(พ.ศ. 2558 – 2564) เป็นแผนเฉพาะเรื่อง
ในฐานะพลเมืองผู้ใช้ประโยชน์และได้ผลประโยชน์จากทะเลท้ังทางตรงและทางอ้อม สมควร
ท่ีจะต้องสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในการ ดาเนินการดังกล่าวข้างต้น หรืออาจริเริมกรอบแนวคิด ่ ในการดาเนินงาน
อ่ืน ๆ โดยมีตัวอย่างแนวทางการปฏบิ ตั ิ ดงั นี้
1. สนับสนุนภารกิจของหน่วยงานราชการที่ทาหน้าที่ ปกป้องอธิปไตยและรักษาผลประโยชน์
ของชาตทิ างทะเล
2. ช่วยเหลือราชการเมอื่ ไดร้ บั การร้องขอ อาทิ การให้ความชว่ ยเหลอื เจ้าหน้าที่รฐั ขณะปฏิบัตหิ น้าท่ี
ชว่ ยเหลือผ้ปู ระสบภยั พิบตั ิทางทะเล หรือการให้ข้อมูลขา่ วสาร ทางทะเลทีเ่ ป็นประโยชนต์ อ่ ทางราชการ
3. เคารพกฎหมาย เคารพสิทธิและเสรีภาพของ ผู้อ่ืน เคารพหลักความเสมอภาค ยึดม่ันในความ
ถกู ต้อง และมีความรับผดิ ชอบตอ่ สงั คม ในทกุ กิจกรรมที่เกย่ี วข้องกับทะเลและชายฝั่ง
4. ศึกษา ทาความเข้าใจ และ ปฏิบตั ติ ามกฎหมายทางทะเล โดยเครง่ ครดั
5. เรียนรู้ เผยแพร่ และสร้างความตระหนักรู้เก่ียวกับ ผลประโยชน์ของชาติทางทะเลและการรักษา
ไวซ้ ง่ึ ผลประโยชน์ฯ ดงั กลา่ วในทกุ ภาคสว่ น
6. ลดการใช้พลังงานเช้ือเพลิง หรือปรับเปล่ียนกิจวัตรประจาวัน เพ่ือลดปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์
ซึ่งเป็นสาเหตสุ าคญั ทาให้ อุณหภมู ิของมหาสมุทรสูงข้ึน ทะเลเปน็ กรด และระดับออกซิเจน ในทะเลลดลง
7. เลือกบริโภคอาหารทะเลหรืออาหารประเภทอื่น ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อความยั่งยืนของระบบนิเวศ
และสิง่ แวดล้อมทางทะเล
8. ลดปริมาณการใช้พลาสตกิ เนื่องจากขยะบนบกส่วนใหญ่ สุดท้ายจะกลายเป็นขยะทะเล และขยะ
พลาสติก ซึ่งยอ่ ยสลายยากจะกลายเปน็ สิ่งแปลกปลอมที่ทารา้ ยสัตว์ทะเลปีละจานวนมาก
236
9. ไมท่ ้ิงขยะในทะเลและบริเวณชายฝ่งั รวมท้ังเก็บขยะและทาความสะอาดชายหาดทุกครั้งเม่ือเสร็จ
สนิ้ กิจกรรมต่าง ๆ ทางทะเล
10. ลดการใช้สารเคมีไม่ว่าจะเป็นเครื่องสาอาง หรือผลิตภัณฑ์ทาความสะอาด เพราะสารเคมี
อันตรายเหลา่ นี้ สดุ ท้ายจะไหลลงสู่มหาสมุทร ของโลก
11. สนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อใช้ ประโยชน์จากทะเลไม่ทาร้ายระบบนิเวศ
และ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น เคร่ืองมือประมงท่ีใช้ ในการจับสัตว์น้าท่ีไม่ทาลายสิงแวดล้อมหรือสัตว์น้าวัยอ่อน
เฉพาะกลุ่มเปา้ หมาย การทาเหมืองแร่ หรอื สารวจปโิ ตรเลียมในทะเลทีไ่ ม่ทาลายสิงแวดล้อม ฯลฯ
12. ไม่สนับสนุนกิจกรรมที่ทาลายระบบนิเวศและ สิงแวดล้อมทางทะเล อาทิ การซ้ือขาย
เคร่ืองประดับจากสตั วท์ ะเล ปะการัง หรือการเลย้ี งสตั วท์ ะเล หายากในตปู้ ลา
13. รณรงค์และสนบั สนนุ กิจกรรมการอนุรักษ์ ทะเลในทุกภาคส่วนให้เห็นผลเป็นรปู ธรรม ทช่ี ดั เจน
14. แจง้ เหตดุ ว่ นเหตุรา้ ยทางทะเล หมายเลขโทรศพั ท์ 1696
15. สร้างความรูส้ ึกรัก หวงแหน และ เปน็ เจ้าของทะเลร่วมกัน
237
บรรณานกุ รม
กรมประชาสัมพันธ์. ศูนย์ขอ้ มูลอาเซยี น. AEC Blue Print. [ออนไลน]์ . สบื ค้นไดจ้ าก
http://www.aseanthai.net/ewt_news.php?nid=6385&filename=index หรือ
http://asean.org/wp-content/uploads/archive/5187-10.pdf
กรมประมง. กองนโยบายและยุทธศาสตร์พฒั นาการประมง. กลุ่มเศรษฐกิจการประมง. สถานการณ์ดา้ นเศรษฐกจิ
การประมงปี 2560 และแนวโน้มปี 2561. (2561). [รปู แบบสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส]์ สบื คน้ จาก
https://www.fisheries.go.th/strategy/UserFiles/files/16-2-61.pdf
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝง่ั . (2564, 10 ธนั วาคม). ปะการัง. (ออนไลน์). แหล่งที่มา :
http://www.dmcr.go.th/stationsG/17. 10 ธันวาคม 2564.
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่ัง. (2564, 17 ธันวาคม). ปะการงั . (ออนไลน)์ . แหลง่ ที่มา :
http://www.dmcr.go.th/stationsG/17. 17 ธันวาคม 2564.
กรมเจา้ ท่า. สานักแผนงาน. กลมุ่ สถิตวิ ิเคราะห.์ สถิติการขนส่งสินคา้ ทางนา้ บริเวณเมืองท่าชายทะเล ปี พ.ศ. 2559
ปงี บประมาณ 2560. (2561, มกราคม). [รูปแบบสารสนเทศอเิ ล็กทรอนกิ ส]์ รายงานประจาปีงบประมาณ
2560
กรมเจ้าทา่ . สานักมาตรฐานเรือ. อนสุ ัญญาระหว่างประเทศ (CONVENTIONS) เกี่ยวข้องกบั IMO ทไ่ี ทยเปน็ ภาคี
กระทรวงการต่างประเทศ. กรมองค์การระหวา่ งประเทศ.สหประชาชาติ. [เว็บบล็อก] สบื ค้นไดจ้ าก
http://www.mfa.go.th/thai_inter_ org/th/organize
กระทรวงการตา่ งประเทศ. อาเซียนไฮไลท์ 2554. [ออนไลน์]. สืบคน้ ไดจ้ าก
http://www.mfa.go.th/asean/contents/files/asean-media-center-20121203-180844-
334785.pdf
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ้ ม. กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝ่งั . สถานการณด์ ้านทรัพยากร
ทางทะเลและชายฝงั่ และการกดั เซาะชายฝ่งั ของประเทศไทย พ.ศ. 2560. (2561,สิงหาคม) [รูปแบบ
สารสนเทศอเิ ล็กทรอนิกส]์ สบื คน้ จาก https://www.dmcr.go.th/detailLib/4050
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อม. กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝง่ั . รายงานสถานการณ์ด้าน
ทรพั ยากรทางทะเลและชายฝั่งและการกัดเซาะชายฝง่ั ของประเทศไทย พ.ศ. 256๓.พมิ พค์ ร้ังที่ 1 พ.ศ.
2565 สว่ นเลขานุการคณะกรรมการนโยบายและแผนบริหารจดั การทรพั ยากรทางทะเลและชายฝ่งั แห่งชาติ
กองยุทธศาสตร์และแผนงาน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ
ส่ิงแวดล้อม.
กองทัพเรือ. กรมอุทกศาสตร.์ โปรแกรมภมู สิ ารสนเทศ. พ้ืนท่ที างทะเลของประเทศไทย [โปรแกรมคอมพิวเตอร]์
คณะอนุกรรมการจดั การความรู้เพื่อผลประโยชนแ์ หง่ ชาตทิ างทะเล (อจชล.) สานักงานสภาความม่นั คงแหง่ ชาติ
(สมช.) สานกั นายกรฐั มนตรี. ทะเลและมหาสมุทร และผลประโยชนข์ องชาติทางทะเล. กนั ยายน
พ.ศ. 2562
238
หนังสืออนสุ ญั ญาสหประชาชาติว่าดว้ ยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982. (2548). กรุงเทพฯ : กรมสนธิสญั ญาและ
กฎหมาย กระทรวงการตา่ งประเทศ.
แผนความมนั่ คงแหง่ ชาติทางทะเล พ.ศ.2558 – 2564. (2558). กรงุ เทพฯ: สานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาต.ิ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ ฉบับท่ีสบิ สอง พ.ศ. 2560 – 2564. (2559). กรุงเทพฯ : สานักงาน
คณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ.
239
240
241