ความตา่ งศักยร์ วมเทา่ กับความตา่ งศักย์ของแบตเตอร่ี
ถ้าความต้านทานตัวใดตวั หนึ่งขาด จะทำใหไ้ ม่มีกระแสไฟฟ้าไหลในวงจรความต้านทานรวมเท่ากบั
ผลบวกของความต้านทานย่อย ทำให้ความตา้ นทานรวมมคี ่ามากข้ึน
Rรวม = R 1 + R 2 + R 3
การต่อแบบขนาน เปน็ การต่อความตา้ นทานไฟฟา้ แบบคร่อมขั้วกัน การต่อแบบน้ีมีผล คือ
กระแสไฟฟ้าท่ีไหลผา่ นความตา้ นทานไฟฟ้าแตล่ ะตวั จะมีค่าไมเ่ ท่ากนั ถา้ ความตา้ นทานไฟฟ้าแต่ละตัว
มีคา่ ไม่เทา่ กัน จะไดก้ ระแสไฟฟา้ รวมเทา่ กบั ผลบวกของกระแสไฟฟา้ ย่อย
Iรวม = I 1 + I 2 + I 3
ความต่างศักย์ระหว่างขัว้ ทงั้ สองของความต้านทานจะเทา่ กัน และเทา่ กับความต่างศักยร์ วม
Vรวม = V 1 = V 2 = V 3
ถา้ ความต้านทานตวั ใดตวั หนึง่ ขาด จะไมม่ ีกระแสไฟฟา้ ไหลเฉพาะวงจรของความตา้ นทานทีข่ าดเท่านน้ั ไม่มี
ผลกระทบต่อวงจรอ่นื ความต้านทานตวั อน่ื ยังคงมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเชน่ เดมิ
ความตา้ นทานรวมมคี ่าน้อยลง และนอ้ ยกว่าความตา้ นทานยอ่ ยท่มี ีคา่ นอ้ ยที่สุด
การตอ่ แบบผสม เปน็ การต่อความตา้ นทานไฟฟา้ ท่ีมีทง้ั การต่อแบบอนกุ รมและขนานรวมกันอยู่ใน
วงจรไฟฟ้าเดยี วกนั การคำนวณหาความตา้ นทานรวมจะต้องหาความตา้ นทานรวมแบบขนานกอ่ นแลว้ จงึ นำคา่
ความตา้ นทานที่ได้มาบวกกับความต้านทาน
ยอ่ ยตวั อนื่ ๆ ทีต่ ่อแบบอนกุ รม
คำถามที่ 1 (2 คะแนน)
ความหมายของ ความต้านทาน คืออะไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(สมรรถนะ : ระบุประเดน็ ทางวทิ ยาศาสตร์)
คำถามท่ี 2 (2 คะแนน)
กฎของโอหม์ กล่าวไวว้ า่ อยา่ งไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………...
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
(สมรรถนะ : ระบุประเด็นทางวิทยาศาสตร์)
เกณฑ์การให้คะแนน / แนวคำตอบ
คำถามท่ี 1 (2 คะแนน)
2 คะแนน 1 คะแนน 0 คะแนน
ตอบผิด/ไม่ไดต้ อบคำตอบใดๆ
สมบัติของตัวนำไฟฟ้าที่ สมบัติของตัวนำไฟฟ้าที่ยอมให้
ยอมให้กระแสไฟฟา้ ผา่ นได้มาก กระแสไฟฟ้าผา่ น
น้อยต่างกัน มีหน่วยเป็นโอห์ม
(ohm) เขียนยอ่ วา่ W
คำถามท่ี 2 (2 คะแนน)
2 คะแนน 1 คะแนน 0 คะแนน
ตอบผิด/ไมไ่ ดต้ อบคำตอบใดๆ
ถ้าอุณหภูมิของตัวนำมี ถ้าอุณหภูมิของตัว นำมี
ค่าคงที่แล้ว อัตราส่วนระหวา่ ง ค่าคงที่แล้ว อัตราส่วนระหว่าง
ความต่างศักย์ที่ปลายทั้งสอง ความตา่ งศักยท์ ป่ี ลายทั้งสอง
ของตัวนำและกระแสไฟฟ้าท่ี
ไหลในตวั นำน้นั ย่อมมีคา่ คงที่
เกณฑ์การตดั สนิ คณุ ภาพ
ชว่ งคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
4 ดีมาก
3 ดี
2 พอใช้
0-1 ปรบั ปรุง
นกั เรียนไดร้ ะดบั คุณภาพ พอใช้ ข้นึ ไปถือวา่ ผ่าน
แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี 16
ช่ือหน่วยการเรยี นรู้ ไฟฟา้ และวงจรไฟฟ้า หน่วยย่อยท่ี 5
เรอ่ื ง ความต่างศักย์ เวลา 2 ชว่ั โมง
วนั ท่ที ำการสอน ผ้สู อน นางกนกพร คำเรือง
1.สาระสำคัญ 2.ผลการเรียนรู้
ความต่างศักยไ์ ฟฟา้ คือ ความแตกตา่ งของพลงั งานไฟฟา้ ข้อ 8. ทดลองและอธบิ าย คำนวณ
ระหว่างจุดสองจดุ ซ่งึ ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าข้ึน โดยกระแสไฟฟ้าจะ ความสมั พันธร์ ะหวา่ งความตา่ งศักย์
ไหลจากจุดที่มีระดบั พลังงานไฟฟ้าสูง (ศกั ย์ไฟฟ้าสงู ) ไปยงั จุดทม่ี ี กระแสไฟฟ้าและความต้านทานและนำ
ระดบั พลงั งานไฟฟ้าต่ำกว่า (ศักย์ไฟฟ้าต่ำ) และจะหยดุ ไหลเมื่อ ความรไู้ ปใชใ้ นชีวติ ประจำวนั ได้
ศักย์ไฟฟา้ ทัง้ สองจุดเท่ากนั
3.สาระการเรยี นรู้ 4.ชนิ้ งาน/ภาระงาน
ความต่างศักย์ ใบงาน เรื่อง ความต่างศักย์
5. สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 6.เครื่องมอื การคดิ
- สมรรถนะในการคดิ six thinking hats(white hat)
- สมรรถนะในการแกป้ ญั หา kwl
- สมรรถนะในการใช้เทคโนโลยี
กิจกรรมการเรยี นรู้
7.ขั้นของกจิ กรรม 8.ส่ือ 9. วิธกี ารวัดผล
Do Now (3นาที) - รูปภาพความต่างศักย์ -ประเมนิ จากใบ
วาดรปู วงจรไฟฟ้าทน่ี กั เรียนรู้จกั คนละ 1 รูปลงในสมุด -ใบงาน kwl เรือ่ ง ความต่าง งานเรอื่ ง ความ
Purpose (2 นาที) ศักย์ ตา่ งศกั ย์
เราจะเรยี นเรือ่ ง ความต่างศักย์ เพ่ือใหน้ ักเรียนสามารถอธิบาย คลปิ วดิ โิ อเรอ่ื ง ความตา่ ง
และคำนวณหาคา่ ความตา่ งศักย์ได้อยา่ งถูกต้อง ศกั ย์
Work mode (110 นาที) - ใบความรู้ เรือ่ ง ความตา่ ง
1.นกั เรียนดูรูปภาพที่ครูกำหนดให้เก่ยี วกับเรื่องความตา่ งศักย์ ศกั ย์
และรว่ มกนั อภิปรายข้อมูล(พอเพยี ง 7 สังคม)(5นาท)ี - ใบงานเรื่อง ความต่างศักย์
2.นกั เรียนทำใบงาน kwl (ช่อง k)เรอ่ื ง ความตา่ งศกั ย์ - แบบทดสอบออนไลน์
คำถาม : นักเรียนรู้อะไรบา้ งเก่ียวกับความตา่ งศักย์ (5นาที)
3.นักเรยี นดคู ลิปวิดิโอเร่อื ง ความตา่ งศกั ย์และทำใบงาน kwl
(ชอ่ ง w)
คำถาม : นักเรยี นอยากรู้อะไรเพ่มิ จากการดูคลิปวดิ ิโอ เกีย่ วกับ
ความต่างศักย์ (5นาท)ี
4.นักเรยี นฟงั ครอู ธิบายเร่ือง ความต่างศักย์และยกตวั อย่างโจทย์
คำนวณ(15 นาท)ี
5.นกั เรยี นสืบค้นข้อมูลจากใบความรเู้ ร่อื งความต่างศกั ยแ์ ละ
แบ่งกลุ่มทำใบงานโดยวเิ คราะห์การทำโจทย์คำนวณเรื่อง ความ
ต่างศกั ย์ (คดิ 1:คดิ วเิ คราะห์)(สมรรถนะ2)(30นาท)ี
6.นักเรียนตวั แทนแตล่ ะกลมุ่ นำเสนอการแก้โจทย์หน้าชั้นเรียน
(10นาที)
7. นกั เรียนทำแบบทดสอบออนไลน์ (15 นาท)ี
8.นกั เรียนสรุปองค์ความรู้ลงใบงาน kwl (ชอ่ ง l)
คำถาม: นักเรยี นได้รบั ความรูเ้ รอ่ื ง ความตา่ งศักย์ท่ีเรียนในวันน้ี
อยา่ งไร (white hat) (15นาที)
8.นกั เรียนและครูร่วมกนั สรุปเนือ้ หาท่ีเรยี นในคาบโดยนักเรียน
บนั ทึกข้อมูลสำคัญลงในสมดุ (10 นาท)ี
Reflective thinking (5 นาที)
- บอก 1 ส่งิ ท่ีอยากรเู้ พมิ่ เติมจากการเรียนในคาบนี้?
- ข้อสอบ/แบบทดสอบ1ข้อ
เอกสารประกอบการเรยี นรู้
แผนการเรียนรู้ที่ 16
ข้อสอบ
ที่มา: http://www.dsl.ac.th/dsl/bookชดุ กจิ กรรมการเรีนนรูว้ ิทยาศาสตร์ ชุดที่ 2 ครูวาสนา หนขู าว
ความแตกต่างของระดบั พลงั งานไฟฟา้ ระหว่างจุด 2 จุด ในวงจรไฟฟ้าใดๆ คืออะไร
ก. ความต้านทานไฟฟา้
ข. ปริมาณกระแสไฟฟา้
ค. ความตา่ งศักยไ์ ฟฟ้า
ง. ประจไุ ฟฟา้
ใบงาน เรอ่ื ง ศักยไ์ ฟฟา้
ท่มี า: https://www.google.com/search?q(แบบฝกึ ทกั ษะ ไฟฟา้ สถิตม.6โดยครนู วล)
ใบงาน kwl เรื่อง ความตา่ งศกั ย์
เรอ่ื ง .....................................................................................
kwl
ช่ือ.......................................................................................................เลขท.ี่ .....................ชนั้ ........................
แบบประเมินใบงาน KWL
คำชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมนิ ผลงานใบงานนกั เรยี น โดยการประเมินคะแนนลงในช่องรายการประเมิน
กำหนดตามตารางแนบท้ายแบบประเมินใบงาน KWL
ชือ่ -สกุล การ เน้อื หา นำเสนอ ความ ตรงต่อ รวม สรปุ ผลการ
ลำดับท่ี ของผู้รับการ แสดง สวยงาม เวลา 20 คะแนน ประเมิน ผา่ น/
ความ
ประเมิน คดิ เห็น ไม่ผ่าน
ลงชือ่ ....................................................ผูป้ ระเมนิ
................/................/................
เกณฑ์การตดั สนิ คุณภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ตำ่ กว่า 10 ปรับปรุง
นกั เรยี นไดร้ ะดับคณุ ภาพที่ พอใช้ ข้ึนไปถอื ว่า ผ่าน
ตารางแนบท้ายแบบประเมนิ ใบงาน KWL
เกณฑ์การ ระดบั การประเมนิ
ประเมนิ
การแสดง 4 (ดมี าก) 3 (ดี) 2 (พอใช)้ 1 (ปรับปรงุ )
ความคดิ เห็น - แสดงความคดิ เห็นในช่อง K
- แสดงความคดิ เห็นในช่อง K - แสดงความคดิ เหน็ ในช่อง K - แสดงความคิดเห็นในชอ่ ง K
ได้ 10 ข้อคำถามขน้ึ ไป ได้ 9-10 ขอ้ คำถาม ได้ 7-8 ขอ้ คำถาม ได้ นอ้ ยกว่า 7 ข้อ
- แสดงความคดิ เห็นในช่อง
- แสดงความคิดเหน็ ในชอ่ ง - แสดงความคิดเหน็ ในช่อง - แสดงความคดิ เหน็ ในชอ่ ง
W ได้ 10 ขอ้ คำถามขนึ้ ไป W ได้ 9-10 ข้อคำถาม W ได้ 7-8 ข้อคำถาม W ได้ น้อยกวา่ 7 ขอ้
- แสดงความคดิ เหน็ ในชอ่ ง L
- แสดงความคดิ เหน็ ในชอ่ ง L - แสดงความคิดเหน็ ในช่อง L - แสดงความคิดเห็นในชอ่ ง L
ได้ 10 ขอ้ คำถามขน้ึ ไป ได้ 9-10 ข้อคำถาม ได้ 7-8 ข้อคำถาม ได้ น้อยกว่า 7 ขอ้
เนื้อหา - เนอื้ หาครบถ้วนตามสาระที่ - เนอ้ื หาถกู ตอ้ งตามสาระที่ - เน้ือหาถกู ต้องตามสาระที่ - เน้ือหาถกู ตอ้ งตามสาระท่ี
กำหนด 100% กำหนด 80-99% กำหนด 60-79% กำหนดตำ่ กวา่ 59%
- เขียนถกู ตอ้ งตามหลักภาษา - เขยี นถูกต้องตามหลักภาษา - เขียนถูกต้องตามหลกั ภาษา - เขียนถูกต้องตามหลักภาษา
100% 80-99% 60-79% ต่ำกว่า 59%
- ลำดบั หัวขอ้ เนื้อหาชัดเจน - ลำดบั หัวข้อเน้อื หาชัดเจน - มีการสรปุ ไดอ้ ย่าง - มีการสรปุ ไมส่ มเหตสุ มผล
- มกี ารสรปุ ไดอ้ ย่าง - มีการสรปุ ไดอ้ ย่าง สมเหตุสมผล 60-79% ต่ำกว่า 59%
สมเหตสุ มผล 100% สมเหตุสมผล 80-99%
การนำเสนอ - พูดชัดเจนเสียงดงั ฟังชดั - พดู ชัดเจนเสียงดงั ฟังชัด - การพดู เหมาะสม - สามารถพดู นำเสนอได้
- ใชภ้ าษาทางการถูกตอ้ งตาม - ใชภ้ าษาทางการถกู ตอ้ งตาม - ใชภ้ าษาทางการถูกตอ้ งตาม - ใช้ภาษาทางการถกู ตอ้ ง
อกั ขระ100% อักขระ80-99% อักขระ60-79% ตามอักขระต่ำว่า 59%
- บุคลิกภาพดีและมีความ - บุคลิกภาพดี - บคุ ลกิ ภาพเหมาะสม - บุคลิกภาพเหมาะสม
มนั่ ใจ - ความพร้อมในการนำเสนอ
- มกี ารใช้สื่อประกอบการ ได้บางส่วน
นำเสนอ
- ความพรอ้ มในการนำเสนอ
ความสวยงาม - ใชส้ ีสนั สวยงาม - ใช้สีสนั สวยงาม - ใช้สีสันสวยงามและมีความ - ใช้สีสันสวยงามหรอื เปน็ ไป
- มีความสะอาด - มีความสะอาด สะอาด ตามเกณฑอ์ ย่างใดอย่าง
- มคี วามคดิ สร้างสรรค์ - มีความคิดสรา้ งสรรค์ หน่งึ
- ความเป็นระเบยี บอ่านงา่ ย
การตรงต่อ สง่ ผลงานครบถ้วน ตรงตาม สง่ ผลงานครบถ้วน แต่ช้ากว่า สง่ ผลงานครบถว้ น แตช่ ้ากวา่ สง่ ผลงานครบถ้วน แตช่ า้ กวา่
เวลา เวลาทีก่ ำหนด เวลาทีก่ ำหนด 5 นาที เวลาท่กี ำหนด 10 นาที เวลาท่กี ำหนด 15 นาที
ใบความรู้ เรือ่ ง ความต่างศักย์
ความสมั พนั ธร์ ะหว่างความตา่ งศกั ยไ์ ฟฟ้า กระแสไฟฟ้า และความตา้ นทานไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้ำ ควำมต่ำงศกั ยไ์ ฟฟ้ำ และควำมตำ้ นทำนไฟฟ้ำลว้ นเป็นสิ่งท่ีมีควำมสัมพนั ธ์เก่ียวเน่ืองกนั กล่ำวคือ
กระแสไฟฟ้ำจะเกิดข้นึ หรือไหลผำ่ นไดม้ ำกหรือนอ้ ยกข็ ้นึ อยกู่ บั ลกั ษณะตวั นำ ไฟฟ้ำวำ่ มีคุณสมบตั ิเป็นอยำ่ งไร
ความตา่ งศกั ยไ์ ฟฟ้า
ความต่างศกั ยไ์ ฟฟา้ คือ ความแตกต่างของพลงั งานไฟฟ้าระหว่างจดุ สองจดุ ซ่งึ ทาใหเ้ กิดกระแสไฟฟ้าขนึ้ โดย
กระแสไฟฟ้าจะไหลจากจดุ ท่ีมรี ะดบั พลงั งานไฟฟ้าสงู (ศกั ยไ์ ฟฟ้าสงู ) ไปยงั จดุ ท่มี ีระดบั พลงั งานไฟฟา้ ต่ากวา่ (ศกั ยไ์ ฟฟา้ ต่า) และ
จะหยดุ ไหลเม่อื ศกั ยไ์ ฟฟ้าทงั้ สองจดุ เท่ากนั
ขอ้ ควรรู้
ความต่างศกั ยไ์ ฟฟา้ ระหว่างจดุ สองจดุ เปรียบไดก้ บั การไหลของนา้ ซง่ึ จะไหลจากท่สี งู ไปยงั ท่ีต่า และจะหยดุ ไหลเม่อื
ระดบั นา้ เทา่ กนั
เครื่องมอื ท่ใี ชว้ ดั ความตา่ งศกั ยไ์ ฟฟ้าในวงจรไฟฟ้า เรียกว่า โวลตม์ เิ ตอร์ (voltmeter) มีหนว่ ยการวดั คือ โวลต์
(volt) ใชต้ วั ยอ่ แทนความต่างศกั ยว์ ่า V สญั ลกั ษณข์ องโวลตม์ ิเตอร์ คือ
รูปแสดงลกั ษณะโวลตม์ เิ ตอร์
โวลตม์ ิเตอร์ท่ีดีจะตอ้ งมีควำมตำ้ นทำนสูงเพอ่ื ใหก้ ระแสไฟฟ้ำไหลผำ่ นไดน้ อ้ ยท่ีสุด
ขอ้ ควรรู้
โวลต์ (volt) เป็นช่ือของ อาเลสซนั โดร วอลตา (Alessandro Volta) ผปู้ ระดิษฐ์คิดคน้ แบตเตอร่ีเป็นคนแรก
เม่ือเรำตอ้ งกำรวดั ควำมตำ่ งศกั ยร์ ะหวำ่ งจุด 2 จุดใดๆ ในวงจรไฟฟ้ำ สำมำรถทำไดโ้ ดยกำรนำโวลตม์ ิเตอร์ต่อคร่อมระหวำ่ ง
2 จุดน้นั เรำเรียกกำรตอ่ ลกั ษณะน้ีวำ่ กำรต่อแบบขนำน ดงั รูป
รูปแสดงการตอ่ โวลตม์ เิ ตอรใ์ นวงจรไฟฟ้า
กำรท่ีกระแสไฟฟ้ำไหล เนื่องมำจำกควำมต่ำงศกั ยไ์ ฟท่ีเกิดข้นึ ท่ีข้วั ของแหลง่ กำเนิดไฟฟ้ำ และ ควำมต่ำงศกั ยไ์ ฟฟ้ำของ
แหลง่ กำเนิดไฟฟ้ำแตล่ ะชนิดกจ็ ะไม่เท่ำกนั เช่น ถำ่ นไฟฉำยมีควำมต่ำงศกั ยป์ ระมำณ 1.5 โวลต์ แบตเตอรี่รถยนตม์ ีควำมต่ำง
ศกั ยไ์ ฟฟ้ำประมำณ 12 โวลต์ ส่วนสำยไฟฟ้ำภำยในบำ้ นมีควำมตำ่ งศกั ยไ์ ฟฟ้ำประมำณ 220 โวลต์ ท้งั น้ีถำ้ ควำมตำ่ งศกั ยไ์ ฟฟ้ำมีค่ำ
มำกข้ึน ระดบั พลงั งำนไฟฟ้ำกจ็ ะมำกข้นึ ดว้ ย ซ่ึงจะมีผลและเกิดอนั ตรำยไดง้ ำ่ ย
กระแสไฟฟ้า
กระแสไฟฟา้ เกิดขึน้ จากการเคลื่อนท่ขี องอิเลก็ ตรอนจากบรเิ วณ หน่งึ ไปอีกบรเิ วณหนึ่ง กระแสไฟฟา้ เกิดขึน้ ไดห้ ลายวธิ ี
เช่น เกดิ จากความแตกต่างของพลงั งานสองบรเิ วณ เกิดจากปฏกิ ิริยาเคมี เกดิ จากการเหน่ยี วนาของวตั ถุ เป็นตน้
เคร่ืองมือท่ใี ชว้ ดั กระแสไฟฟา้ ในวงจรไฟฟา้ เรียกวา่ แอมมเิ ตอร์ (ammeter) มหี นว่ ยการวดั คือ แอมแปร์
(ampere) ใชต้ วั ยอ่ แทนกระแสไฟฟ้าวา่ I สญั ลกั ษณข์ องแอมมเิ ตอร์ คอื
รูปแสดงลกั ษณะของแอมมเิ ตอร์
แอมมิเตอรท์ ่ดี ีตอ้ งมีความตา้ นทานนอ้ ย เพ่อื ใหก้ ระแสไฟฟา้ ในวงจรไหลผ่านตวั แอมมเิ ตอรใ์ หม้ ากท่สี ดุ
การใชแ้ อมมิเตอรว์ ดั ปรมิ าณกระแสไฟฟ้ามลี กั ษณะเช่นเดียวกบั การใชม้ าตราวดั ปรมิ าณนา้ ท่ไี หลผ่านท่อประปา คือ ตอ้ งต่อ
แอมมิเตอรแ์ ทรกในวงจรท่ีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน เรยี งลาดบั ในวงจรไฟฟา้ เป็นการต่อแบบอนกุ รม เพ่ือใหก้ ระแสไฟฟ้าท่อี า่ นไดจ้ าก
แอมมเิ ตอรเ์ ป็นคา่ เดียวกบั กระแสไฟฟ้าท่ไี หล ผ่านวงจรนนั้ ดงั รูป
รูปแสดงการต่อแอมมิเตอรใ์ นวงจรไฟฟ้า
กระแสไฟฟ้าแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดงั นี้
1. ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current : DC) เป็นกระแสไฟฟ้าท่ไี หลในทศิ ทางเดยี วกนั โดยปกติกระแสไฟฟ้าจะ
ไหลจากจดุ ท่มี ีศกั ยไ์ ฟฟา้ สงู กวา่ ไปยงั จดุ ท่มี ศี กั ย์ ไฟฟ้าต่ากวา่ หรือจากขวั้ บวกผ่านวงจรไปยงั ขวั้ ลบทางเดยี วตลอดเวลา เช่น
กระแสไฟฟ้าจากเซลลไ์ ฟฟา้ (ถ่านไฟฉาย) หรือจากแบตเตอรี่
2. ไฟฟ้ากระแสสลบั (Alternating Current : AC) เป็นกระแสไฟฟ้าท่ไี หลกลบั ทศิ ไปมา โดยกระแสไฟฟ้าจะ
ไหลจากขวั้ บวกไปยงั ขวั้ ลบ และไหลจากขวั้ ลบไปยงั ขวั้ บวกสลบั กนั เช่น กระแสไฟฟ้าท่ใี ชต้ ามอาคารบา้ นเรือน กระแสไฟฟ้าท่เี กดิ
จากไดนาโม
ความตา้ นทานไฟฟ้า
ความตา้ นทาน เป็นปรมิ าณอยา่ งหนึง่ ท่ีตา้ นการเคลอื่ นท่ขี องสงิ่ ต่างๆ เช่น การไหลของนา้ ผ่านท่อท่มี ี
ขนาดต่างกนั จะพบว่า ท่อเล็กมคี วามตา้ นทานมาก นา้ จึงไหลผ่านไดน้ อ้ ยกว่าทอ่ ใหญ่ในชว่ งเวลาเท่ากนั จงึ กลา่ ว
ไดว้ า่ ทอ่ เล็กมีความตา้ นทานมาก นา้ จึงไหลผ่านไดน้ อ้ ย สว่ นทอ่ ใหญ่มคี วามตา้ นทานนอ้ ยนา้ จงึ ไหลผา่ นไดม้ าก
ความตา้ นไฟฟา้ (resistance) คือ สมบตั ิของตวั นาไฟฟา้ (conductor) ท่ียอมใหก้ ระแสไหลผ่านไดม้ ากหรอื
นอ้ ย ซ่งึ เป็นสมบตั เิ ฉพาะตวั ของตวั นานนั้ ๆ จะมคี า่ แตกต่างกนั ไปแลว้ แต่ชนิดของตวั นา กลา่ วคือตวั นาไฟฟา้ ท่ยี อมให้
กระแสไฟฟ้าไหลผ่านไดม้ ากจะมีความตา้ นทานนอ้ ย สว่ นตวั นาไฟฟา้ ท่ยี อมใหก้ ระแสไฟฟา้ ไหลผา่ นไดน้ ้อยจะมีความตา้ นทาน
มาก ความตา้ นทานไฟฟา้ มีหน่วยเป็น โอหม์ (ohm) ใชส้ ญั ลกั ษณ์ V ตวั ย่อท่ใี ชแ้ ทนความตา้ นทานไฟฟ้า คือ R
ปัจจยั ท่มี ผี ลต่อความตา้ นทานของตวั นาไฟฟ้า มดี งั นี้
1) ชนิดของตวั นา ตวั นาตา่ งชนิดกนั มีความตา้ นทานไมเ่ ทา่ กนั
2) ความยาวของตวั นา ความยาวมากจะมคี วามตา้ นทานมาก และความยาวนอ้ ยจะมคี วามตา้ นทานนอ้ ย (ความ
ตา้ นทานแปรผนั โดยตรงกบั ความยาว)
- ลวดตวั นาชนดิ เดียวกนั ขนาดใหญ่เท่ากนั เสน้ ท่ยี าวกว่าจะมีความตา้ นทานมากกวา่ และจะยอมใหก้ ระแสไฟฟา้
ผา่ นไดน้ อ้ ยกว่าเสน้ ท่สี น้ั
3) พนื้ ท่หี นา้ ตดั ของตวั นา พนื้ ท่หี นา้ ตดั มาก (ขนาดใหญ่) จะมีความตา้ นทานนอ้ ย และพนื้ ท่หี นา้ ตดั นอ้ ย (ขนาดเล็ก)
จะมีความตา้ นทานมาก (ความตา้ นทานแปรผกผนั กบั พืน้ ท่หี นา้ ตดั )
- ลวดตวั นาชนิดเดียวกนั ยาวเท่ากนั เสน้ ท่มี ขี นาดเล็กกว่า หรือมีพนื้ ท่ีหนา้ ตดั นอ้ ยกวา่ จะมีความตา้ นทาน
มากกวา่ และจะยอมใหก้ ระแสไฟฟา้ ผา่ นไดน้ อ้ ยกวา่ เสน้ ท่มี ขี นาดใหญ่และสนั้
4) อณุ หภมู ิของตวั นา อณุ หภมู ิสงู จะมคี วามตา้ นทานมาก และอณุ หภูมติ ่าจะมคี วามตา้ นทานนอ้ ย
- ฉนวนไฟฟา้ (insulator) คือ สารท่ยี อมใหก้ ระแสไฟฟา้ ไหลผา่ นหรือมีความตา้ นทานไฟฟา้ สงู สว่ นใหญ่เป็น
พวกอโลหะ เชน่ ยาง แกว้ ไม้ พลาสติก กระเบือ้ ง เป็นตน้
- ตวั นาไฟฟา้ ยง่ิ ยวด (superconductor) คอื ตวั นาไฟฟ้าท่ไี มม่ ีความตา้ นทานไฟฟา้ เลย ทาไดโ้ ดยนาตวั นา
ไฟฟา้ เช่น ดีบกุ ปรอท มาลดอณุ หภมู จิ นถงึ ระดบั หน่งึ คือประมาณ -25 องศาเซลเซียส ตวั นาไฟฟ้ากจ็ ะหมดความตา้ นทานลง
- ไฟฟ้าลดั วงจร (short circuit) เกิดจากลวดตวั นาในสายไฟแต่ละสายมาแตะกนั จึงทาใหม้ ีกระแสไฟฟ้า
ปรมิ าณมากผ่านบรเิ วณท่สี ายไฟแตะกนั ทาใหเ้ กิดความรอ้ น สงู ถา้ วงจรไม่ถกู ตดั สายไฟอาจลกุ ไหมแ้ ละเกิดอคั คภี ยั ได้
ขอ้ ควรรู้
เหตทุ ่นี กเกาะสายไฟฟ้าแรงสงู ท่ีไมม่ ฉี นวนหมุ้ ได้ โดยไม่ถกู ไฟดดู เป็นเพราะ
• ขาของนกทงั้ 2 ขา้ งเกาะสายไฟเพียงเสน้ เดียว จึงไม่มีความต่างศกั ยไ์ ฟฟ้า
• เทา้ ของนกเป็นเซลลแ์ หง้ มคี วามตา้ นทานไฟฟ้าสงู
• ตวั นกไมไ่ ดต้ ่อกบั พนื้ ดิน กระแสไฟฟ้าจงึ ไม่สามารถไหลผา่ นตวั นกลงสพู่ นื้ ดินได้
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 17 หนว่ ยย่อยท่ี 6
ช่อื หน่วยการเรียนรู้ ไฟฟา้ และวงจรไฟฟ้า เวลา 2 ช่วั โมง
เรอื่ ง อเิ ลก็ ทรอนิกส์เบือ้ งต้น ผู้สอน นางกนกพร คำเรือง
วันทท่ี ำการสอน
1.สาระสำคัญ 2.ผลการเรียนรู้
เครื่องใช้ไฟฟา้ ต่างๆ ทีอ่ ำนวยความสะดวกในปัจจบุ นั อย่างเช่น ข้อ 9. ทดลองและอธบิ ายสมบัติเบ้อื งตน้
โทรทศั น์ คอมพวิ เตอร์ โทรศัพท์ ตูเ้ ย็น ฯลฯ เครื่องใช้ไฟฟ้าทง้ั หมด ของช้ินสว่ นอเิ ลก็ ทรอนิกส์บางชนดิ เช่น
ทไ่ี ดก้ ล่าวถึงนี้ ตา่ งก็มอี ุปกรณ์เปน็ อเิ ล็กทรอนิกสเ์ ปน็ สว่ นประกอบ ตัวตา้ นทาน ไดโอด ทรานซิสเตอร์ได้
อยูภ่ ายใน เพื่อใหส้ ามารถทำงานไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ
3.สาระการเรยี นรู้ 4.ชิ้นงาน/ภาระงาน
สมบัตเิ บ้ืองตน้ ของอิเล็กทรอนิกส์ - ใบงาน kwl เรอื่ ง อปุ กรณ์อเิ ลก็ ทรอนิกส์
5. สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน 6.เครื่องมือการคดิ
- สมรรถนะในการคดิ six thinking hats
- สมรรถนะในการแกป้ ัญหา (white hat, green hat, red hat)
- สมรรถนะในการใช้เทคโนโลยี kwl
กจิ กรรมการเรียนรู้
7.ขน้ั ของกิจกรรม 8.สื่อ 9.วธิ ีการวดั ผล
Do Now (3นาที) - คลปิ วิดิโอ เรอื่ ง อุปกรณ์ -ประเมนิ จากใบ
บอกชื่ออปุ กรณ์ไฟฟา้ ทน่ี ักเรียนคดิ วา่ เปลอื งไฟ คนละ 1 ข้อ อเิ ล็กทรอนกิ ส์ งาน kwl เร่ือง
หา้ มซ้ำกัน - หนังสอื พมิ พ์ อุปกรณ์
Purpose (2 นาที) - ใบงาน kwl เรอ่ื ง อุปกรณ์ อิเลก็ ทรอนกิ ส์
เราจะเรียนเรอ่ื ง อิเลก็ ทรอนิกส์เบอ้ื งต้น เพ่ือใหน้ ักเรียนอธิบาย อิเลก็ ทรอนกิ ส์
สมบตั ิเบ้อื งตน้ ของช้ินส่วนอเิ ลก็ ทรอนิกสบ์ างชนดิ ได้ - แบบทดสอบออนไลน์
Work mode (110 นาที)
1. นกั เรยี นและครูรว่ มกนั อภิปรายเก่ยี วกบั ข่าวในชีวติ ประจำวนั
เรื่องไฟไหม้ (5 นาที)
2. นักเรยี นศกึ ษาข่าวจากหนงั สอื พิมพเ์ กยี่ วกับขา่ วไฟไหม้
(พอเพยี ง 3 การมภี มู ิคมุ้ กนั ท่ีดีในตัว) (10 นาท)ี
3. นักเรยี นแบง่ กลุ่ม 5-6 คน เพื่อระดมความคิดวเิ คราะห์ข่าว
และตอบคำถามลงในสมดุ ดังน้ี (คดิ 1 คิดวเิ คราะห)์ (สมรรถนะ2)
(20นาที)
- คำถาม : จากเหตกุ ารณ์ทเี่ กดิ ขน้ึ มสี าเหตุมาจากอะไร?
(white hat)
- คำถาม : หากนกั เรยี นมีญาตทิ ่อี ยูใ่ นเหตุการณน์ ี้ นักเรียนจะ
รู้สึกอยา่ งไร? (red hat)
- คำถาม : จากเหตุการณ์ดงั กลา่ วควรมีวิธีแก้ไขเพอ่ื ป้องกัน
เหตกุ ารณ์นี้ได้อย่างไร? (green hat)
4. นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มสง่ ตัวแทนนำเสนอข้อมลู เกย่ี วกบั การ
วิเคราะห์ขา่ วและอภิปรายร่วมกัน (15 นาที)
5. นกั เรียนบันทึกข้อมลู ลงในใบงาน KWL ชอ่ ง k (5 นาท)ี
คำถาม : นักเรยี นรู้อะไรเก่ยี วกบั เร่ืองอปุ กรณ์อเิ ลก็ ทรอนิกส์
เบื้องต้นบ้าง
6. นักเรยี นบนั ทึกข้อมูลลงในใบงาน KWL ชอ่ ง w (5 นาที)
คำถาม : นักเรยี นอยากรอู้ ะไรเพ่มิ เตมิ เกี่ยวกับเรือ่ งอปุ กรณ์
อเิ ลก็ ทรอนกิ สเ์ บ้ืองต้น
7. นักเรยี นดูคลิปวิดิโอเร่ือง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (10 นาที)
8. นกั เรียนบนั ทึกข้อมูลลงในใบงาน KWL ช่อง L (15 นาท)ี
คำถาม : นกั เรยี นไดเ้ รยี นรู้อะไรจากการเรียนเรอ่ื งอุปกรณ์
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ในวนั นี้
9. นกั เรยี นทำแบบทดสอบออนไลนเ์ รอ่ื งอเิ ล็กทรอนิกส์(15นาที)
10. นักเรยี นและครูร่วมกนั สรุปและอภิปรายผลจากการทำใบ
งาน KWL (10 นาที)
Reflective thinking (5 นาที)
- บอกส่ิงท่ีไดร้ ับจากการเรียนในคาบนี้?
- ข้อสอบ/แบบทดสอบ1ข้อ
เอกสารประกอบการเรยี นรู้
แผนการเรียนรูท้ ี่ 17 เรื่อง อเิ ลก็ ทรอนิกสเ์ บื้องตน้
Nisit Tutor: แนวขอ้ สอบวชิ ำอิเลก็ ทรอนิกส์เบ้ืองตน้ สบื คน้ 2565
1. ทรำนซิสเตอร์นิยมใชใ้ นวงจรอะไร
ก. วงจรเร็คติไฟล์
ข. วงจรโมดิไฟด์
ค. วงจรแอมปริจูด
ง. วงจรแอมพลิไฟล์
ตอบ ง.
2. เมื่อทรำนซิสเตอร์ทำงำน เปรียบไดก้ บั สวิทชใ์ นขอ้ ใด
ก. สวทิ ชป์ ิ ด
ข. สวิทชเ์ ปิ ด
ค. สวิทชต์ ดั กระแส
ง. สวทิ ชค์ ลำยแรงดนั
ตอบ ก.
คลปิ วดิ โิ อ เรื่อง อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์เบ้อื งตน้
ขา่ วไฟไหม้
ไฟไหมบ้ า้ นยายหลานทม่ี กุ ดาหาร เดก็ 3 ขวบโดนคลอกดบั จนท.คาดไฟฟ้าลดั วงจร
ไทยรฐั ออนไลน2์ 7 ก.ย. 2563 16:09 น.
ไฟไหมบ้ ำ้ นยำยหลำนที่มกุ ดำหำร โดยยำยปิ ดบำ้ นออกไปขำ้ งนอก ทิง้ หลำนนอนในบำ้ น ทำใหเ้ ด็ก
ออกมำไม่ได้ จนท.ดบั เพลิงพยำยำมฉีดสกดั แต่ไฟโหมหนกั สุดทำ้ ยวอดท้งั หลงั พบศพเดก็ โดนไฟคลอก
ตำยอยทู่ ี่ช้นั บน เมื่อวนั ท่ี 27 ก.ย.63 ร.ต.ท.กนกวชั ร์ จนั ทรสำขำ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองมกุ ดำหำร
รับแจง้ มีเหตุไฟไหมบ้ ำ้ นเลขท่ี 102 หมู่ 10 ถนนมกุ ดำหำร-ดอนตำล ต.นำสีนวน อ.เมือง จ.มุกดำหำร ซ่ึง
เป็นบำ้ นของ นำงกฤษณำ บร็อค อำยุ 55 ปี ทรำบวำ่ มีเด็กชำยอำยุ 3 ขวบกวำ่ ติดอยใู่ นบำ้ น จึงประสำนไป
ที่ดบั เพลิงเทศบำลเมืองมกุ ดำหำร นำรถจำนวน 2 คนั ไปสกดั เพลิงท่ีบำ้ นดงั กล่ำว ที่เกิดเหตุเป็นบำ้ นไมค้ ร่ึง
ปูน 2 ช้นั สภำพไฟไดโ้ หมลุกไหมเ้ สียหำยไปหมดท้งั หลงั จนท.ฉีดน้ำสกดั เพลิงใชเ้ วลำประมำณ 1 ชม.
เพลิงจึงสงบ
เบ้ืองตน้ สอบถำมชำวบำ้ นท่ีอยใู่ กลเ้ คยี ง เลำ่ วำ่ ขณะเกิดเหตุเห็นไฟไหมล้ กุ จำกช้นั ลำ่ งและลำมข้นึ ช้นั บน
ของบำ้ นอยำ่ งรวดเร็ว และไดย้ นิ เสียงร้องไหข้ องเด็กชำย ขอควำมช่วยเหลือมำจำกช้นั บนบำ้ น ซ่ึงชำวบำ้ น
ตำ่ งมำช่วยกนั ทบุ บำนประตูบำ้ น แต่ไม่สำมำรถช่วยเด็กชำยออกมำได้ เน่ืองจำกบำ้ นไดถ้ ูกปิ ดลอ็ กไวห้ มด
โดยทำงญำติของเจำ้ ของบำ้ นไดพ้ ูดวำ่ บำ้ นหลงั น้ีอยกู่ นั แค่สองคน มีเพยี งยำยกบั หลำนชำย ก่อนเกิดเหตุ
ทรำบวำ่ ยำยไมอ่ ยบู่ ำ้ น มีแต่หลำนชำยนอนอยบู่ นบำ้ น และคงปิ ดลอ็ กบำ้ นไวก้ ่อนออกไปเก็บเห็ดบนภเู ขำ
ขณะที่ นำงกฤษณำ บร็อค เจำ้ ของบำ้ นผเู้ ป็นยำย พอทรำบเร่ืองรีบกลบั มำดูสภำพบำ้ นเสียหำยหมดท้งั หลงั
พร้อมหลำนชำยซ่ึงถูกไฟคลอกเสียชีวติ อยำ่ งเศร้ำโศกเสียใจ
จนท.เขำ้ ตรวจสอบในบำ้ น พบร่ำงเดก็ ทรำบช่ือ เดก็ ชำยพชั รพล แกว้ ขำว หรือ นอ้ งเมฆ อำยุ 3 ขวบกวำ่
สภำพถกู ไฟไหมด้ ำ นอนเสียชีวิตอยชู่ ้นั บนของบำ้ นดงั กล่ำว ส่วนสำเหตคุ ำดวำ่ ไฟฟ้ำลดั วงจร อยำ่ งไรก็ตำม
จนท.พิสูจน์หลกั ฐำน ตำรวจภูธรจงั หวดั มกุ ดำหำร จะตรวจสอบหำสำเหตุที่แทจ้ ริงต่อไป.
ช่อื .......................................................................................................................ช้ัน........................เลขท่.ี ........ ...
ใบงาน KWL
เรื่อง .....................................................................................
kwl
ช่ือ.......................................................................................................เลขท.ี่ .....................ชนั้ ........................
แบบประเมินใบงาน KWL
คำชี้แจง : ให้ผู้สอนประเมนิ ผลงานใบงานนกั เรยี น โดยการประเมินคะแนนลงในช่องรายการประเมิน
กำหนดตามตารางแนบท้ายแบบประเมินใบงาน KWL
ชือ่ -สกุล การ เน้อื หา นำเสนอ ความ ตรงต่อ รวม สรปุ ผลการ
ลำดับท่ี ของผู้รับการ แสดง สวยงาม เวลา 20 คะแนน ประเมิน ผา่ น/
ความ
ประเมิน คดิ เห็น ไม่ผ่าน
ลงชือ่ ....................................................ผูป้ ระเมนิ
................/................/................
เกณฑ์การตดั สนิ คุณภาพ
ช่วงคะแนน ระดบั คณุ ภาพ
18 - 20 ดมี าก
14 - 17 ดี
10 - 13 พอใช้
ตำ่ กว่า 10 ปรับปรุง
นกั เรยี นไดร้ ะดับคณุ ภาพที่ พอใช้ ข้ึนไปถอื ว่า ผ่าน
ตารางแนบทา้ ยแบบประเมนิ ใบงาน KWL
เกณฑ์การ ระดบั การประเมิน
ประเมิน
การแสดง 4 (ดมี าก) 3 (ด)ี 2 (พอใช)้ 1 (ปรับปรงุ )
ความคดิ เห็น - แสดงความคดิ เหน็ ในชอ่ ง K - แสดงความคดิ เหน็ ในช่อง K
- แสดงความคดิ เห็นในช่อง K - แสดงความคดิ เหน็ ในชอ่ ง K
ได้ 10 ขอ้ คำถามขน้ึ ไป ได้ น้อยกว่า 7 ขอ้
- แสดงความคดิ เหน็ ในช่อง ได้ 9-10 ข้อคำถาม ได้ 7-8 ขอ้ คำถาม - แสดงความคิดเหน็ ในช่อง
W ได้ 10 ขอ้ คำถามขึน้ ไป - แสดงความคดิ เห็นในช่อง - แสดงความคดิ เห็นในช่อง W ได้ นอ้ ยกว่า 7 ขอ้
- แสดงความคดิ เหน็ ในช่อง L - แสดงความคิดเห็นในช่อง L
W ได้ 9-10 ขอ้ คำถาม W ได้ 7-8 ข้อคำถาม
ได้ 10 ข้อคำถามขึน้ ไป ได้ น้อยกวา่ 7 ข้อ
- แสดงความคดิ เหน็ ในชอ่ ง L - แสดงความคดิ เห็นในชอ่ ง L
ได้ 9-10 ขอ้ คำถาม ได้ 7-8 ข้อคำถาม
เนือ้ หา - เนื้อหาครบถ้วนตามสาระที่ - เนอื้ หาถกู ตอ้ งตามสาระท่ี - เน้อื หาถูกตอ้ งตามสาระท่ี - เน้ือหาถูกตอ้ งตามสาระท่ี
กำหนด 100% กำหนด 80-99% กำหนด 60-79% กำหนดต่ำกวา่ 59%
- เขียนถกู ตอ้ งตามหลักภาษา - เขยี นถูกต้องตามหลักภาษา - เขียนถกู ตอ้ งตามหลักภาษา - เขยี นถูกตอ้ งตามหลกั ภาษา
100% 80-99% 60-79% ต่ำกวา่ 59%
- ลำดับหวั ขอ้ เนอื้ หาชดั เจน - ลำดบั หัวข้อเนือ้ หาชดั เจน - มีการสรปุ ไดอ้ ยา่ ง - มกี ารสรุปไมส่ มเหตสุ มผล
- มกี ารสรปุ ได้อย่าง - มีการสรปุ ได้อยา่ ง สมเหตสุ มผล 60-79% ตำ่ กวา่ 59%
สมเหตสุ มผล 100% สมเหตสุ มผล 80-99%
การนำเสนอ - พูดชัดเจนเสียงดงั ฟงั ชัด - พูดชัดเจนเสียงดังฟงั ชัด - การพูดเหมาะสม - สามารถพดู นำเสนอได้
- ใช้ภาษาทางการถกู ตอ้ งตาม - ใชภ้ าษาทางการถกู ต้องตาม - ใช้ภาษาทางการถูกต้องตาม - ใชภ้ าษาทางการถูกต้อง
อักขระ100% อักขระ80-99% อกั ขระ60-79% ตามอักขระต่ำวา่ 59%
- บคุ ลิกภาพดแี ละมคี วาม - บคุ ลิกภาพดี - บุคลิกภาพเหมาะสม - บุคลิกภาพเหมาะสม
ม่ันใจ - ความพรอ้ มในการนำเสนอ
- มกี ารใช้ส่ือประกอบการ ได้บางส่วน
นำเสนอ
- ความพรอ้ มในการนำเสนอ
ความสวยงาม - ใชส้ สี นั สวยงาม - ใช้สสี นั สวยงาม - ใช้สสี ันสวยงามและมคี วาม - ใชส้ ีสนั สวยงามหรอื เป็นไป
- มคี วามสะอาด - มีความสะอาด สะอาด ตามเกณฑอ์ ยา่ งใดอยา่ ง
- มคี วามคดิ สรา้ งสรรค์ - มคี วามคดิ สร้างสรรค์ หนง่ึ
- ความเปน็ ระเบยี บอ่านง่าย
การตรงต่อ ส่งผลงานครบถว้ น ตรง สง่ ผลงานครบถ้วน แตช่ ้า สง่ ผลงานครบถว้ น แต่ชา้ สง่ ผลงานครบถ้วน แตช่ า้
เวลา ตามเวลาที่กำหนด กวา่ เวลาทีก่ ำหนด 5 กว่าเวลาท่กี ำหนด 10 กวา่ เวลาทีก่ ำหนด 15
นาที นาที นาที
ชือ่ หน่วยการเรียนรู้ เลนส์ แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 18
เร่อื ง สว่ นประกอบของเลนส์ หนว่ ยย่อยที่ 1
วันทท่ี ำการสอน เวลา 2 ชั่วโมง
1.สาระสำคัญ ผสู้ อน นางกนกพร คำเรือง
2.ผลการเรียนรู้
เลนส์ คอื วัตถทุ ่ีใชใ้ นการรวมหรือกระจายแสง และใชภ้ ายใน ขอ้ 10. อธิบายส่วนประกอบและลักษณะ
อุปกรณว์ ิทยาศาสตร์เชน่ กล้องจุลทรรศน์ หรือ กลอ้ งส่องทางไกล ของเลนส์นนู เลนสเ์ วา้ การเกิดภาพของ
เลนสช์ นิดต่างๆ การคำนวณหาภาพที่เกิด
ส่วนประกอบของเลนส์ จากเลนส์และนำไปใช้ประโยชน์ใน
• เสน้ แกนมุขสำคัญ คือ เสน้ ทีล่ ากผา่ นจุดกงึ่ กลางของเลนส์ ชีวิตประจำวันได้
(O) และผ่านจุดศูนย์กลางความโค้งผวิ ทง้ั สองของเลนส์นูน
และเลนสเ์ วา้
• จุดโฟกสั (F) คือ จดุ ทีแ่ สงจากลำแสงขนานตัดหรือเสมือนตดั
เสน้ แกนมุขสำคญั
• ความยาวโฟกัส (f) คือ ระยะท่ลี ากจุดโฟกัสไปยงั จดุ
ศูนย์กลางเลนส์ (C) หรือจุดศูนยก์ ลางเลนสไ์ ปยังจดุ โฟกสั
• ระยะวัตถุ คอื ระยะที่ลากจากวตั ถุไปยังจุดศนู ย์กลางเลนส์
• ระยะภาพ คือ ระยะทล่ี ากจากภาพไปยังจดุ ศนู ย์กลางเลนส์
3.สาระการเรยี นรู้ 4.ชิน้ งาน/ภาระงาน
ส่วนประกอบของเลนส์ - ใบงาน compare and contrast เรอื่ ง
5. สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน เลนสน์ นู และเลนส์เวา้
6.เครอ่ื งมือการคดิ
- สมรรถนะในการคิด compare and contrast เรอื่ งเลนส์นนู
- สมรรถนะในการแก้ปัญหา และเลนส์เว้า
- สมรรถนะในการใชเ้ ทคโนโลยี
กิจกรรมการเรียนรู้
7.ขัน้ ของกจิ กรรม 8.ส่ือ 9.วิธีการวดั ผล
Do Now (3นาที) - รปู ภาพ -ประเมินจากใบ
บอกประโยชน์ของแว่นขยาย คนละ 1 ข้อ ห้ามซำ้ กัน
- power point งาน compare
Purpose (2 นาที)
เราจะเรยี นเรอ่ื งสว่ นประกอบของเลนส์ เพ่ือใหน้ ักเรียนอธิบาย - ใบความรู้ เร่ือง and contrast
ส่วนประกอบและลักษณะของเลนส์นูน เลนสเ์ วา้
Work mode (110 นาที) ส่วนประกอบของเลนส์ เรือ่ งเลนส์นูนและ
1. นักเรียนดูรูปภาพแวน่ ตาและกล้องจุลทรรศน์จากนนั้ ร่วมกัน
อภปิ รายข้อมูล (5 นาที) -ใบงาน compare and เลนส์เว้า
2. นักเรียนฟงั ครูใหค้ วามรเู้ ก่ียวกับเลนส์และส่วนประกอบของ
เลนสโ์ ดยใช้power point ประกอบการเรียนรู้ (15 นาที) contrast
3. นักเรียนศกึ ษาใบความรเู้ ร่ือง ส่วนประกอบของเลนส์
-
(พอเพยี ง 3 การมภี ูมคิ ุ้มกันท่ดี ีในตัว) (10 นาท)ี
4. นกั เรียนทำใบงาน compare and contrast เพอื่ เว็บไซต์http://www.nak
เปรียบเทียบความเหมอื นและความตา่ งระหวา่ งเลนส์นูนและ
เลนส์เว้า (คดิ 2: คดิ เปรยี บเทียบ)(สมรรถนะ2)(30 นาท)ี hamwit.ac.th/pingpon
5. นักเรียนตัวแทนโดยครูสมุ่ เรยี กช่อื นำเสนอผลงานและ g_web/Light.htm
อภปิ รายร่วมกัน (10 นาที)
6. นักเรียนทำใบงานเร่ือง สว่ นประกอบของเลนส์ (20 นาท)ี - แบบทดสอบออนไลน์
7. นกั เรยี นทำแบบทดสอบออนไลน์ (15นาที)
8. นกั เรยี นและครูร่วมกันสรุปองค์ความรเู้ รือ่ งเลนสแ์ ละ
สว่ นประกอบของเลนส์ (5นาที)
Reflective thinking (5 นาที)
- บอก 1 ส่ิงที่สามารถนำไปปรบั ใชใ้ นชีวิตประจำวันได้?
- ขอ้ สอบ/แบบทดสอบ1ข้อ
เอกสารประกอบการเรยี นรู้
แผนการเรียนรู้ที่ 18
แบบทดสอบรายวิชาวิทยาศาสตร์ (ว32101)ม.2 (หนว่ ยท่ี3เรื่องเลนสแ์ ละการเกดิ ภาพ) - ProProfs Quiz
สบื คน้ 2565
Questions and Answers
1. กำหนดขอ้ มูลต่อไปนี้ 1) เมือ่ แสงผา่ นเลนส์ A แสงจะลูไ่ ปรวมกัน
2) เม่อื แสงผา่ นเลนส์ B แสงจะถา่ งออกจากกันข้อใดกล่าวถกู ตอ้ ง
o A.
เลนส์ A คอื เลนส์นนู และเลนส์ B คอื เลนสเ์ ว้า
o B.
เลนส์ A คอื เลนสเ์ ว้า และเลนส์ B คอื เลนส์นูน
o C.
เลนส์ A คอื ให้จุดโฟกัสเสมือน ส่วนเลนส์ B ใหจ้ ดุ โฟกสั จริง
o D.
เลนส์ A และเลนส์ B ให้จุดโฟกสั จริง
2. ให้ B คือตำแหนง่ ภาพ และ C คือตำแหนง่ วตั ถุ เลนส์ A คือเลนสช์ นิดใด และภาพทเ่ี กดิ คือภาพชนดิ ใด
o A.
เลนส์นูนและภาพจริง
o B.
เลนสน์ ูนและภาพเสมือน
o C.
เลนสเ์ ว้าและภาพจริง
o D.
เลนส์เวา้ และภาพเสมอื น
ใบความรู้ เร่อื ง ส่วนประกอบของเลนส์
ส่วนประกอบของเลนส์
- แนวทิศทำงของแสงที่ส่องมำยงั เลนส์เรียกวำ่ แนวรังสีของแสง ถำ้ แสงมำจำกระยะ
ไกลมำก หรือระยะอนนั ต์ เช่นแสงจำกดวงอำทิตยห์ รือดวงดำวต่ำงๆ
แสงจะส่องมำเป็ นรังสีขนำน
- จุดโฟกสั ของเลนส์หรือจุด F ถำ้ เป็นเลนส์นูนจะเกิดจำกรังสีหกั เหไปรวมกนั ท่ีจุดโฟกสั
แตถ่ ำ้ เป็นเลนส์เวำ้ จะเกิดจุดเสมือนแสงมำรวมกนั หรือจุดโฟกสั เสมือน
- แกนมุขสำคญั (Principal axis) คือเส้นตรงท่ีลำกผำ่ นก่ึงกลำงของเลนส์และ
จุดศูนยก์ ลำงควำมโคง้ ของผิวเลนส์
- จุด O คอื จุดใจกลำงเลนส์ (Optical center)
- จุด C คือ จุดศนู ยก์ ลำงควำมโคง้ ของผิวเลนส์ ( Center of Curvature)
- OC เป็น รัศมีควำมโคง้ (Radius of curvature) เขยี นแทนดว้ ย R
- F เป็นควำมยำวโฟกสั (Focal length) โดยควำมยำวโฟกสั จะเป็นคร่ึงหน่ึงของ
รัศมีควำมโคง้ (R = 2F)
การเขยี นทางเดนิ ของแสงผา่ นเลนส์
เรำสำมำรถหำตำแหน่งและลกั ษณะของภำพท่ีเกิดจำกเลนส์นูนหรือเลนส์เวำ้ โดยวิธีกำร
เขียนทำงเดินของแสงผำ่ นเลนส์ได้ ซ่ึงมีลำดบั ข้นั ตอนดงั น้ี
- เขียนเลนส์ แกนมุขสำคญั จดุ โฟกสั และจดุ ก่ึงกลำงของเลนส์
- กำหนดตำแหน่งวตั ถุ ใชร้ ังสี 2 เสน้ จำกวตั ถุ เสน้ แรกคือรังสีทข่ี นำนแกนมุขสำคญั
แลว้ หกั เหผำ่ นจดุ โฟกสั ของเลนส์ และเสน้ ท่ี 2 คือ รังสีจำกวตั ถุผำ่ นจดุ ก่ึงกลำงของเลนส์
โดยไม่หกั เห จุดท่ีรังสีท้งั 2 ตดั กนั คอื ตำแหน่งภำพ
การเกดิ ภาพจรงิ และภาพเสมือน มีลกั ษณะดงั น้ี
- ถำ้ รังสีของแสงท้งั 2 เส้นตดั กนั จริง จะเกิดภำพจริง
- ถำ้ รังสีของแสงท้งั สองเส้นไม่ตดั กนั จริง จะเกดิ ภำพเสมือน
** อำ้ งองิ http://www.nakhamwit.ac.th/pingpong_web/Light.htm
ช่ือ................................................................................................ชน้ั .............................เลขที่...........................
สรุป
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ใบควำมรู้ : ส่วนประกอบของเลนส์
เลนสน์ นู เลนส์เว้า
• แนวทศิ ทางของแสงที่ส่องมายงั เลนส์เรยี กวา่ แนวรังสขี องแสง ถา้ แสงมาจากระยะไกลมาก
หรือระยะอนนั ต์ เช่นแสงจากดวงอาทติ ย์หรือดวงดาวต่างๆ แสงจะสอ่ งมาเป็นรงั สีขนาน
• จุดโฟกัสของเลนสห์ รอื จดุ F ถ้าเปน็ เลนส์นูนจะเกิดจากรังสหี กั เหไปรวมกนั ทจ่ี ดุ โฟกสั
แตถ่ ้าเป็นเลนสเ์ วา้ จะเกดิ จดุ เสมือนแสงมารวมกนั หรือจุดโฟกสั เสมือน
• แกนมุขสำคัญ (Principal axis) คือเสน้ ตรงทีล่ ากผา่ นกึง่ กลางของเลนสแ์ ละจุดศูนย์กลาง
ความโคง้ ของผิวเลนส์
• จดุ O คอื จุดใจกลางเลนส์ (Optical center)
• จุด C คอื จดุ ศูนย์กลางความโคง้ ของผวิ เลนส์ ( Center of Curvature)
• OC เปน็ รศั มคี วามโค้ง (Radius of curvature) เขียนแทนด้วย R
• F เป็นความยาวโฟกัส (Focal length) โดยความยาวโฟกัสจะเปน็ คร่ึงหนึ่งของรัศมีความ
โค้ง (R = 2F)
การเขียนทางเดนิ ของแสงผา่ นเลนส์
เราสามารถหาตำแหนง่ และลักษณะของภาพทเ่ี กิดจากเลนสน์ ูนหรือเลนสเ์ วา้ โดยวิธกี ารเขยี นทางเดินของแสงผา่ นเลนสไ์ ด้
ซ่งึ มีลำดับขน้ั ตอนดงั น้ี
• เขยี นเลนส์ แกนมขุ สำคัญ จุดโฟกสั และจดุ ก่ึงกลางของเลนส์
• กำหนดตำแหนง่ วตั ถุ ใช้รังสี 2 เส้นจากวัตถุ เส้นแรกคือรังสที ข่ี นานแกนมุขสำคัญ แล้วหกั เหผ่านจุดโฟกสั ของเลนส์
และเสน้ ท่ี 2 คือ รังสจี ากวัตถุผา่ นจุดกงึ่ กลางของเลนส์โดยไมห่ กั เห จุดทีร่ งั สที ั้ง 2 ตดั กนั คือ ตำแหน่งภาพ
การเกดิ ภาพจรงิ และภาพเสมือน มลี ักษณะดงั น้ี
- ถ้ารังสีของแสงทงั้ 2 เสน้ ตัดกันจริง จะเกิดภาพจรงิ
- ถ้ารงั สีของแสงทั้งสองเส้นไม่ตดั กันจริง จะเกิดภาพเสมือน
อา้ งองิ
http://www.nakhamwit.ac.th/pingpong_web/Light.htm
แผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี 19
ช่อื หน่วยการเรยี นรู้ เลนส์ หนว่ ยย่อยที่ 2
เรือ่ ง การคำนวณการเกิดภาพจากเลนส์ เวลา 2 ชัว่ โมง
วนั ทีท่ ำการสอน ผู้สอน นางกนกพร คำเรอื ง
1.สาระสำคญั 2.ผลการเรียนรู้
ภาพท่เี กิดจากเลนสส์ ามารถการเกิดภาพจรงิ และภาพเสมอื น ข้อ 10. วเิ คราะหแ์ ละอธบิ ายลกั ษณะของ
ซงึ่ มีลกั ษณะ ดังน้ีคือถ้ารงั สขี องแสงทั้ง 2 เส้นตัดกนั จริง จะเกิดภาพ เลนสน์ นู เลนสเ์ วา้ และสามารถคำนวณ
จริงและถา้ รังสีของแสงท้ังสองเส้นไม่ตดั กันจริง จะเกิดภาพเสมอื น ภาพที่เกิดจากเลนสน์ นู เลนสเ์ ว้าได้อย่าง
ถกู ต้อง
3.สาระการเรียนรู้ 4.ชนิ้ งาน/ภาระงาน
การคำนวณการเกดิ ภาพจากเลนส์ - ใบงาน เรื่อง การคำนวณการเกิดภาพ
จากเลนส์
- ใบงาน creative thinking เร่อื งการ
สร้างกล้องโทรทัศน์ในโลกอนาคตอีก 20
ปขี า้ งหนา้
5. สมรรถนะสำคัญของผ้เู รียน 6.เครอ่ื งมือการคดิ
- สมรรถนะในการคดิ six thinking hats(white hat)
- สมรรถนะในการแก้ปญั หา
- สมรรถนะในการใช้เทคโนโลยี
กิจกรรมการเรียนรู้
7.ขั้นของกจิ กรรม 8.ส่ือ 9.วธิ กี ารวดั ผล
Do Now (3นาที) - ใบความรู้ เรอื่ ง การ - ประเมินจากใบ
บอก 1 สิง่ ทน่ี ักเรียนได้รับจากคาบเรยี นท่ีผา่ นมา ห้ามซ้ำกัน คำนวณการเกดิ ภาพจาก งาน เร่อื ง การ
Purpose (2 นาที) เลนส์ คำนวณการเกิด
เราจะเรยี นเรอ่ื ง การคำนวณการเกดิ ภาพจากเลนส์เพ่ือให้ - อินเตอร์เนต็ ภาพจากเลนส์
นกั เรยี นวเิ คราะห์ อธบิ ายและคำนวณภาพทีเ่ กดิ จากเลนส์ได้ - ใบงาน การคำนวณการ
อย่างถูกต้อง เกดิ ภาพจากเลนส์ - ประเมินจากใบ
Work mode (110 นาที) - ใบงาน Creative งาน creative
1.นักเรยี นตอบคำถามเพื่อกระตุน้ ความคดิ thinking thinking เรอ่ื ง
คำถาม : ภาพทเี่ กดิ จากเลนส์นนู และเลนสเ์ วา้ มีลักษณะ การสรา้ ง
เหมือนกันหรือไมอ่ ย่างไร(white hat)(คดิ 2 คิดเปรียบเทียบ) กลอ้ งโทรทัศนใ์ น
(พอเพยี ง 2 เหตุผล)(5นาที) โลกอนาคตอกี 20
2.นักเรยี นฟงั ครใู ห้ความรเู้ ร่ือง การคำนวณการเกิดภาพจาก ปขี า้ งหน้า
เลนส์โดยใช้ power point ประกอบ(20นาท)ี
3.นกั เรยี นศกึ ษาใบความรู้และสบื ค้นข้อมลู เพ่ิมเติมทาง
อนิ เตอรเ์ น็ต(พอเพยี ง3)(สมรรถยะ2)(10 นาท)ี
4.นกั เรียนทำใบงานแก้โจทย์ปัญหาเร่ืองการคำนวณการเกิดภาพ
จากเลนส์(คิด5 คดิ แก้ปัญหา)(30นาท)ี
5.นกั เรยี นตัวแทนวิเคราะหโ์ จทย์การคำนวณการเกิดภาพจาก
เลนส์ (คิด1 คิดวเิ คราะห)์ (15 นาท)ี
6.นกั เรยี นออกแบบความ
คิดใบงาน creative thinking เรื่องการสรา้ งกลอ้ งโทรทศั น์ใน
โลกอนาคตอีก 20 ปขี า้ งหน้า (คิด8 คดิ สรา้ งสรรค(์ สมรรถนะ
2)(20 นาท)ี
7.นักเรยี นตวั แทน 3 คนออกนำเสนอผลงานความคดิ สรา้ งสรรค์
creative thinking (10 นาที)
Reflective thinking (5 นาที)
- บอกสง่ิ ที่ไดร้ ับจากการเรียนในคาบนี้?
- ขอ้ สอบ/แบบทดสอบ1ข้อ
เอกสารประกอบการเรยี นรู้
แผนการเรียนรู้ที่ 19
ข้อสอบ
จากรูป ลาแสงสเี ดยี วสอ่ งผา่ นเลนส์ 2 อนั อยากทราบวา่ เลนส์ I และ II เป็นเลนสอ์ ะไร
เป็นเลนสน์ นู ทง้ั คู่
I เป็นเลนสน์ นู II เป็นเลนสเ์ วา้
I เป็นเลนสเ์ วา้ II เป็นเลนสน์ นู
เป็นเลนสเ์ วา้ ทง้ั คู่
ฟิสิกสร์ าชมงคล
ทม่ี า:http://www.rmutphysics.com/charud/scibook/light/lightchoice/51-60.html
ใบความรู้ เรอ่ื ง การคำนวณภาพท่เี กิดจากเลนส์
ภาพที่เกิดจากเลนส์
……….ภำพทเ่ี กดิ จำกเลนส์
……….1. ภำพท่ีเกดิ จำกเลนส์นูน
▪ เลนสน์ นู สามารถใหท้ งั้ ภาพจรงิ และภาพเสมือน และภาพจรงิ เป็นภาพท่ีฉากสามารถรบั ไดเ้ ป็นภาพหวั
กลบั กบั วตั ถุ สว่ นภาพเสมอื นเป็นภาพท่ีฉากไมส่ ามารถรบั ได้ เป็นภาพหวั ต่งั เหมือนวตั ถุ
▪ ภาพจรงิ ท่ีเกิดจากเลนสน์ ูนมหี ลายขนาด ทงั้ นีข้ นึ้ อย่กู บั ระยะวตั ถุ และตาแหนง่ ภาพจริงท่ีจะเกิดหลงั
เลนส์
▪ ภาพเสมือนท่เี กิดจากเลนสน์ ูนมขี นาดใหญ่กว่าวตั ถแุ ละตาแหนง่ ภาพเสมอื นจะเกิดหนา้ เลนส์
……….เลนส์นูนจะใหท้ ้งั ภำพจริงและภำพเสมือน ท้งั น้ีข้ึนอยกู่ บั ตำแหน่งของวตั ถุ ถำ้ ระยะวตั ถมุ ำกกวำ่
ควำมยำวโฟกสั จะเกิดภำพจริง แต่ถำ้ ระยะวตั ถุนอ้ ยกวำ่ ควำมยำวโฟกสั จะเกิดภำพเสมือน
ภำพท่ี 10
……….2. ภำพที่เกดิ จำกเลนส์เว้ำ
เลนส์เวำ้ ใหภ้ ำพเสมือนเพยี งอยำ่ งเดียว ไมว่ ำ่ ระยะวตั ถจุ ะมำกหรือนอ้ ยกวำ่ ควำมยำวโฟกสั และขนำดภำพมี
ขนำดเลก็ กวำวตั ถเุ ทำ่ น้นั
……….……….สูตรกำรคำนวณ 1/f = 1/s + 1/s’
………..……….……….……….m = I/O = s’/s
……….โดย s คือ ระยะวตั ถุ ( จะมีเคร่ืองหมำยเป็น + เม่ือเป็นวตั ถจุ ริง เป็น – เมื่อเป็นวตั ถเุ สมือน)
……….…..s’ คือ ระยะภำพ ( ถำ้ ภำพจริงใชเ้ คร่ืองหมำย + และภำพเสมือนใชเ้ ครื่องหมำย –)
……….…..f คอื ควำมยำวโฟกสั ของเลนส์ ( เคร่ืองหมำย + สำหรับเลนส์นูน และเคร่ืองหมำย –
สำหรับเลนส์เวำ้ )
……….…..m คือ กำลงั ขยำยของเลนส์ ( เคร่ืองหมำย + สำหรับภำพจริง และภำพเสมือนใช้
เครื่องหมำย –)
……….…..I คอื ขนำดหรือควำมสูงของภำพ ( เครื่องหมำย + สำหรับภำพจริง และภำพเสมือนใช้
เครื่องหมำย –)
……….…..O คือ ควำมสูงของวตั ถุ ( จะมีเครื่องหมำย + เสมอ)
สูตรการคำนวณเร่อื ง เลนส์
***********************************
ตวั อย่างโจทย์
คลปิ วดิ ิโอการคำนวณเลนส์
ทีม่ า :https://www.youtube.com/watch?v=csgGJHAuAV0
ทีม่ า: https://www.youtube.com/watch?v=gZMgRtBExK8
ใบงาน เรอื่ ง การคำนวณภาพทเี่ กิดจากเลนส์
1
2
3
4
5
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 20
ชอ่ื หน่วยการเรียนรู้ ประมวลผลความรู้ ปลายภาคเรยี นที่ 2/2565 เวลา 2 ชว่ั โมง
วนั ทีท่ ำการสอน……………..เดอื น……………..พ.ศ. …………….. ผ้สู อน นางกนกพร คำเรือง
1.สาระสำคัญ 2. ผลการเรยี นรู้
งาน พลังงานจลน์ พลังงานศักย์ และกฎการอนุรักษ์ ข้อท่ี 1- ขอ้ ท่ี 10
พลังงาน โมเมนตัม แรงและการเปลี่ยนโมเมนตัม การดล การชน
กฎการอนุรักษ์โมเมนตัม การตอ่ วงจรไฟฟ้าอย่างง่าย ความสัมพันธ์
ของความต่างศักย์ กระแสไฟฟ้าและความต้านทาน สมบัติเบื้องต้น
ของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์บางชนิด เช่น ตัวต้านทาน ไดโอด
ทรานซสิ เตอร์ เลนส์และการมองเหน็
3.สาระการเรยี นรู้ 4.ช้ินงาน/ภาระงาน
- ฟิสิกสเ์ บื้องต้น 2 - ใบงาน mind mapping เร่อื ง ประมวลผล
ความรู้ปลายภาคเรียนท่ี 1/2565
5. สมรรถนะของผเู้ รียน 6. เครือ่ งมอื การคิด
- ความสามารถในการคดิ - mind mapping
- ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
กิจกรรมการเรียนรู้
7.ขัน้ ตอนกิจกรรม 8.สื่อ 9.วิธวี ดั ผล
- ประเมนิ ใบ
Do now (3 นาที) - ใบงาน mind mapping เร่ือง ประมวลผล งาน mind
mapping
“บอกเน้ือหาท่ีนกั เรยี นชอบเรยี นที่สดุ ในวชิ า ความรู้ปลายภาคเรยี นท่ี 2/2565 เร่อื ง
ประมวลผล
ฟสิ ิกส์เบื้องตน้ 2” - แบบทดสอบออนไลน์ ความรู้
ปลายภาค
Purpose (2 นาท)ี เรยี นที่
2/2565
เราจะประมวลผลความรูป้ ลายภาคเรยี นที่
2/2565 เร่ือง ฟสิ ิกสเ์ บ้ืองตน้ 2 เพื่อสามารถ
ประเมนิ ความรู้ของนักเรยี นในภาคเรียนที่ 2 ได้
Work mode (110 นาที)
1. นกั เรยี นฟังครูชแี้ จงร่วมกัน เกี่ยวกบั การทำ
กจิ กรรมประมวลผลความรู้
(พอเพยี ง 7: สงั คม) (5 นาที)