ศาลเยาวชนฯ ออยุยุ ยุยุธธยยาา รายงานการวิจัย การประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัว ที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 035-346800 ถึงถึ 1 @433ihpfd [email protected] Evaluation of compliance with settlement agreements in family cases involving minors at the Phra Nakhon Si Ayutthaya Juvenile and Family Court พงารัตน์ มาประณีต Phangarat Marpraneet
รายงานการวิจัย การประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัว ที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดระนครศรีอยุธยา Evaluation of compliance with settlement agreements in family cases involving minors at the Phra Nakhon Si Ayutthaya Juvenile and Family Court พงารัตน์ มาประณีต Phangarat Marpraneet ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา Phra Nakhon Si Ayutthaya Juvenile and Family Court
ก ชื่อเรื่อง การประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มี ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้วิจัย พงารัตน์ มาประณีต ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปีที่พิมพ์ 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยใช้รูปแบบการ ประเมิน CIPP Model ด้านบริบท ด้านปัจจัยน าเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต เป็นการประเมินตาม ความคิดเห็นของคู่ความ 2) ศึกษาแรงจูงใจของคู่ความที่มีต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความใน คดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย และ 3) ศึกษาแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการท าสัญญา ประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียให้มีประสิทธิภาพ ตามความคิดเห็นของ ผู้ทรงคุณวุฒิการวิจัยใช้ระเบียบวิจัยเชิงประเมิน จากวิธีการแบบผสมผสาน วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ และวิธีการ วิจัยเชิงคุณภาพโดยศึกษาไปพร้อมกัน กลุ่มตัวอย่างการวิจัยเชิงปริมาณคือคู่ความที่ปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความ ในปี 2563 จ านวน 19 คน ปี 2564 จ านวน 23 คน และปี 2565 จ านวน 38 คน รวมทั้งสิ้น 80 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างตามโควตา และการวิจัยเชิงคุณภาพผู้ให้ข้อมูลหลักในการสนทนา กลุ่ม ได้แก่ ผู้ทรงคุณวุฒิโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จ านวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล คือ 1) แบบสอบถามการประเมินผล 2) แบบสอบถามแรงจูงใจ และ 3) แบบสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ส าเร็จรูป สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) การปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์ เป็นผู้มีส่วนได้เสีย โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน โดยมีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ตามล าดับ คือ ด้านผลผลิต ด้านบริบท ด้านปัจจัยน าเข้า และด้านกระบวนการ 2) การศึกษาแรงจูงใจของ คู่ความที่มีต่อการตามปฏิบัติสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัว ที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากขึ้นไป 3) การศึกษาแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการท าสัญญาประนีประนอม ยอมความในคดีครอบครัว ที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียให้มีประสิทธิภาพ ตามความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ จากการสนทนากลุ่ม (3.1) การประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ส าหรับด้านบริบท “ศาลเยาวชนและครอบครัวพยายามเปรียบเทียบให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมข้อพิพาทโดย ค านึงถึงความสุขและการอยู่ร่วมกันในครอบครัว” มีแนวทางคือ (ก) ให้ความส าคัญต่อการมีส่วนร่วมของ นักจิตวิทยา (ข) ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้ประนีประนอม (ค) มีวิธีการติดตามการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความ และ (ง) การไกล่เกลี่ยเน้นความรับผิดชอบของคู่ความที่เป็นบิดามารดาที่มีต่อบุตร ส าหรับด้านปัจจัยน าเข้า “การบริการจัดห้อง/มุมพักผ่อนให้แก่ผู้เยาว์ที่มากับคู่ความ มีความจ าเป็นและส าคัญ อย่างไร” พบว่ามีความจ าเป็น ผู้เยาว์ไม่ต้องอยู่ร่วมรับฟังข้อเท็จจริงที่ไม่เหมาะสมและช่วยลดความกังวลของพ่อ แม่ไม่ต้องห่วงบุตรหลานในระหว่างการไกล่เกลี่ย ส าหรับด้านกระบวนการ “นิติกรควรมีการติดตามผลการปฏิบัติ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความของคู่ความเป็นระยะ ๆ” พบว่า ควรมีการติดตามแต่นิติกรไม่ควรเป็น
ข ผู้ติดตามเพียงฝ่ายเดียวควรจัดตั้งเป็นองค์คณะหรือเป็นศูนย์มีกระบวนการท างานที่ “เป็นระบบ” และด้าน ผลผลิต “คุณลักษณะ และปัจจัยที่ท าให้คู่ความที่มีแนวโน้มในการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ส าเร็จ” คือ (ก) ข้อตกลงเกิดจากความต้องการที่แท้จริง (ข) มีคนกลางของทั้งสองฝ่ายเข้าร่วมไกล่เกลี่ย (ค) คู่ความยึดประโยชน์ผู้เยาว์ผู้เป็นส าคัญ (ง) ความรักความผูกพันที่มีต่อบุตร (จ) ด้านเศรษฐกิจ (ฉ) การสร้าง ความเข้าใจ และ (ช) การติดตาม (3.2) แรงจูงใจที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ในคดีครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ส าหรับด้านแรงจูงใจ “การเสริมสร้างแรงจูงใจให้คู่ความปฏิบัติตาม สัญญาประนีประนอมยอมความส าเร็จ” มีข้อควรพิจารณา (ก) การค้นหาพลังบวก (ข) การพิจารณาข้อดีข้อเสีย ร่วมกัน และ (ค) การยอมรับผลที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจ ส าหรับด้านความรับผิดชอบ การท าให้“คู่ความ ตระหนักถึงผลกระทบในทางลบต่อผู้เยาว์และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง จากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม ยอมตรงตามก าหนดเวลา” มีวิธีการ (ก) การสร้างความรู้ความเข้าใจ (ข) การเสริมสร้างก าลังใจให้เกิดความ เชื่อมั่น และ (ค) การติดตามการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และด้านความสัมพันธ์ระหว่าง คู่ความ “ศาลเยาวชนและครอบครัวมีบทบาทแนวทางการส่งเสริมให้คู่ความเข้าใจในการท าหน้าที่ความเป็นพ่อ แม่ที่ดีต่อบุตร” ศาลควรด าเนินการโดยมีนักจิตวิทยามีส่วนร่วมทั้งใน (ก) ขั้นตอนในกระบวนการไกล่เกลี่ย (ข) ขั้นตอนระหว่างการพิจารณาคดีของศาล และ (ค) ขั้นตอนกระบวนการติดตามหลังคดีเสร็จการพิจารณา (3.3) ปัจจัยสนับสนุน “พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มีความเหมาะสมต่อการส่งเสริมให้คู่ความสามารถไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีครอบครัวจนน าไปสู่การท า สัญญาประนีประนอม ยอมความและปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ส าเร็จหรือไม่” กฎหมายยังมี ความทันสมัยและยืดหยุ่นให้ศาลใช้ดุลพินิจในหลายมาตรา ศาลควรเน้นการสร้าง “Healthy Family” หรือ “ครอบครัวสุขภาพดี” ที่สมาชิกในครอบครัวรู้ถึงบทบาทหน้าที่ของตน และศาลควรใช้กฎหมายให้เป็นนวัตกรรม แม้คดีเสร็จการพิจารณาแล้ว ศาลยังคง“ท างานร่วมกับครอบครัว” ได้โดยเลี่ยงการใช้ค าว่า “ติดตาม” และมี นโยบายและการบริหารจัดการคดีที่คุ้มครองสวัสดิภาพผู้เยาว์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีครอบครัวมากยิ่งขึ้น ค าส าคัญ การประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แรงจูงใจ การส่งเสริมและพัฒนาการ ท าสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัว
ค Abstract The objectives of this study were 1) to evaluate the compliance with settlement agreements in family cases involving minors at the Phra Nakhon Si Ayutthaya Juvenile and Family Court using the CIPP model to examine the context, input, process, and output based on the opinions of involved parties; 2) to study the motivation of involved parties towards complying with settlement agreements in family cases involving minors; and 3) to explore guidelines for developing and promoting effective settlement agreements for family cases according to experts’ opinions. This evaluation research employed a mixed-method design, incorporating both qualitative and quantitative approaches. For the quantitative research, quota sampling was applied to select 80 participants who were involved parties complying with settlement agreements in family cases, divided into 19 in 2020, 23 in 2021, and 38 in 2022. In terms of the qualitative research, the data were obtained through focus group discussions with 18 experts, who were recruited using purposive sampling. The research tools included 1) the evaluation questionnaire, 2) the motivation questionnaire, and 3) the focus group discussion form. Quantitative data were analyzed using statistical software. The descriptive statistics used were percentage, mean, and standard deviation. The content analysis technique was applied to analyze qualitative data. The research results comprised the following: 1) The overall compliance with settlement agreements involving minors was at a high level. The aspect with the highest mean was output, followed by context, input, and process. 2) The overall motivation of the involved parties towards complying with settlement agreements involving minors was at a high level. 3) Based on the experts’ opinions obtained from the focus group discussions, guidelines for developing and promoting effective settlement agreements for family cases are proposed as follows: 3.1) According to the evaluation of compliance with settlement agreements, in terms of context, “the Juvenile and Family Court should try to achieve an agreement or resolve a dispute among parties based on family happiness and unity” by (a) giving importance to the participation of psychologists; (b) developing and enhancing conciliators’ abilities; (c) establishing a compliance monitoring system; and (d) focusing on the responsibilities of parents towards their children during conciliation. In the aspect of input, it was found that “providing a room or resting corner for minors separately is necessary” because it prevents minors from perceiving inappropriate facts and helps reduce parents’
ง worries about their children during conciliation. As for the aspect of process, “legal officers should regularly monitor the involved parties’ compliance with settlement agreements,” not as individuals but in the form of a working group with systematic work procedures. In the aspect of output, “the factors influencing the compliance with settlement agreements” include (a) an agreement being settled based on actual needs; (b) mediators of both parties participating in the conciliation; (c) involved parties focusing on the benefit of minors; (d) love and attachment for their children; (e) economic variables; (f) understanding development; and (g) follow-up measures. 3.2) In terms of motivating involved parties to comply with settlement agreements, in the aspect of motivation, “involved parties should be motivated to comply with settlement agreements” through (a) developing positive energy; (b) jointly considering the pros and cons; and (c) accepting the results following each decision. In the aspect of responsibility, “it is vital to make involved parties aware of incompliance’s negative impacts on minors and other related people” by (a) creating understanding; (b) building confidence; and (c) following up on compliance. As for the relationships between involved parties, “the Juvenile and Family Court is responsible for promoting involved parties’ understanding of the role of parents in taking care of their children.” The court should let psychologists participate in (a) the conciliation process; (b) the court trial process; and (c) the follow-up process after the trial ends. 3.3) “The Act on the Juvenile and Family Court and Its Procedure B.E. 2553 is appropriate for supporting the conciliation of family disputes, the settlement of agreements, and the compliance of settlement agreements,” as this law is still modern and flexible and allows the court to exercise its discretion. The court should place emphasis on creating a healthy family where all members recognize their roles and responsibilities. Moreover, the court should use the law in an innovative way. Even after the trial is over, the court should continue to work with the family without using the word “monitor.” Effective case management policies and practices should be determined to better protect the welfare of minors who are interested parties in family cases. Keywords : evaluation, compliance with settlement agreements, motivation, promotion and development of settlement agreements
จ ค ำนิยม สถาบันครอบครัวเป็นรากฐานส าคัญที่สุดของสังคม เพราะนอกจากมีหน้าที่เลี้ยงดูผู้เยาว์ ให้เจริญเติบโตเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมแล้ว ยังมีหน้าที่อบรมสั่งสอน ขัดเกลา ปลูกฝังจริยธรรม และคุณธรรม ตลอดจนค่านิยมที่ดีให้แก่ผู้เยาว์ เพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ผู้เยาว์ในวันนี้จึงเป็นก าลังส าคัญในการสร้าง สังคมที่สงบสุขในอนาคต โดยครอบครัวที่มั่นคงและอบอุ่นย่อมเป็นพลังส าคัญให้แก่ผู้เยาว์ แม้คดีครอบครัว ที่ผู้เยาว์มีส่วนได้เสีย เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายไม่ประสงค์ให้เกิดขึ้น เพราะกระทบต่อความสัมพันธ์ที่ดีของครอบครัว แต่เมื่อเกิดคดีดังกล่าวแล้ว ศาลเยาวชนและครอบครัวซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันของศาลยุติธรรมมีหน้าที่คุ้มครอง ผู้เยาว์ที่เกี่ยวข้อง ด้วยการเจรจาประนีประนอมยอมความกัน โดยค านึงถึงความสงบสุข การอยู่ร่วมกัน ในครอบครัว และมุ่งเน้นสวัสดิภาพ รวมถึงอนาคตของผู้เยาว์เป็นส าคัญ ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและ ครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 146 ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เยาว์ อย่างไรก็ตามการที่สามารถจัดท าสัญญาประนีประนอมยอมความกันได้นั้น อาจไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์ หากมิได้มีการปฏิบัติหรือบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว อย่างจริงจัง ดังนั้น การติดตามผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความภายหลังคู่ความจัดท าสัญญา ประนีประนอมยอมความกันแล้ว ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่คุ้มครองผู้เยาว์อย่างเป็นรูปธรรมที่มีประสิทธิภาพ อย่างหนึ่ง ดิฉันจึงขอชื่นชมท่านพงารัตน์ มาประณีต ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คณะท างาน และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ที่ให้ความส าคัญในเรื่องนี้ และสร้างสรรค์ ผลงานวิจัยเรื่อง “การประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ผู้เยาว์มีส่วนได้เสีย ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา”ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้พบว่า การไกล่เกลี่ยคดีที่ผู้เยาว์มีส่วนได้เสีย ต้องมีผู้ประนีประนอมครอบครัวเป็นคนกลาง และมีนิติกรของศาลท าหน้าที่ประสานคู่ความ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ห้องไกล่เกลี่ยต้องมีความสะดวกสบาย มีบรรยากาศสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการเจรจา รวมถึงควรตั้งศูนย์ ติดตามผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นระยะ ๆ อีกทั้ง การสร้างเสริมความเข้าใจบทบาท ของการเป็นบิดามารดาที่ดีต่อบุตร และค านึงถึงประโยชน์ของผู้เยาว์เป็นปัจจัยส าคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ อันดีของครอบครัว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อกระบวนการไกล่เกลี่ยคดี และการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความในคดีที่มีผู้เยาว์เป็นศูนย์กลาง ส่งผลให้การใช้ชีวิตร่วมกันในครอบครัวภายหลังเกิด คดีพิพาทกันแล้วเป็นไปอย่างผาสุกด้วย สอดคล้องกับนโยบายประธานศาลฎีกา เรื่อง “ที่พึ่ง” ซึ่งสนับสนุน การยุติความขัดแย้งด้วยความสมานฉันท์อย่างมีคุณภาพ ท้ายที่สุดนี้ ดิฉันเชื่อว่า งานวิจัยดังกล่าวจะเป็นตัวอย่างหรือแนวทางน าร่องที่ส าคัญให้ ศาลเยาวชนและครอบครัวทั่วประเทศไปปรับใช้ตามความเหมาะสม เพื่อเสริมสร้างกระบวนการพิจารณาคดี ในชั้นศาลให้มีความเข้มแข็ง และเป็นที่เชื่อมั่นศรัทธาของประชาชนสืบไป (นางอโนชา ชีวิตโสภณ) ประธานศาลฎีกา
ฉ ค ำนิยม เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 146 ต้องการด ารงหรือรักษาสถานภาพของครอบครัวไว้และพยายามประสานความร้าวฉาน แตกแยกให้กลับมาเป็นครอบครัวที่มีความรักสมัครสมานกันอีก เพราะฉะนั้นแนวคิดหรือแนวทางในการที่จะ ไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวจึงค านึงถึงความสุขและการอยู่ร่วมกัน พยายามรักษาสถานะทางครอบครัวไว้ให้ดีที่สุด และยาวนานที่สุดในสภาพที่มีความเข้าใจและเป็นการแก้ปัญหาที่สั่งสมมา ศาลเยาวชนและครอบครัวเป็นศาลที่ ต้องช่วยแก้ปัญหาและหาทางออกให้กับครอบครัวที่มีปัญหาต่อกัน การไกล่เกลี่ยในคดีครอบครัวจึงเป็นทางออก ที่ดีและจะสมบูรณ์ที่สุดหากคู่ความสามารถตกลงกันได้ในแนวทางที่ถูกต้อง ซึ่งอาจเป็นประโยชน์แก่คู่ความ มากกว่ากรณีที่ศาลมีค าพิพากษา แต่อย่างไรก็ตามการพิพากษาให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่เกิดจากการไกล่เกลี่ยตาม มาตรา 146 พึงต้องระมัดระวังไม่ให้เป็นค าพิพากษาตามยอมหรือค าพิพากษาที่ตัดสินไปแล้วท าให้เกิดปัญหา ซ้อนปัญหาขึ้นมา เราจะมองในแง่ของผลส าเร็จของคดีที่เสร็จสิ้นไปเพียงเท่านั้นไม่ได้ เพราะการปฏิบัติตาม ค าพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความในการอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์หรือการก าหนดถิ่นที่อยู่ของผู้เยาว์ รวมทั้งการให้การศึกษาแก่ผู้เยาว์ข้อตกลงเหล่านี้ยังคงด าเนินต่อไป คู่กับการเจริญเติบโตของผู้เยาว์เพราะฉะนั้น ค าพิพากษาตามยอมต้องเป็นค าพิพากษาที่สามารถปฏิบัติได้จริง รวมทั้งปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ในบางช่วงอายุของผู้เยาว์เพื่อความผาสุกของผู้เยาว์ ดังนั้น ในการท าสัญญาประนีประนอมยอมความทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้องควรมองให้ไกลถึงเรื่องการปฏิบัติและการบังคับให้เป็นไปตามค าพิพากษาตามยอมว่าข้อตกลงใน สัญญาประนีประนอมสามารถปฏิบัติได้จริง และมีความยืดหยุ่นพอที่จะปรับเปลี่ยนพูดคุยกันได้ การศึกษาวิจัยในครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการให้ความส าคัญในกระบวนการไกล่เกลี่ยและพิจารณา คดีครอบครัว โดยเฉพาะคดีที่ผู้เยาว์มีผลประโยชน์และส่วนได้เสียให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ซึ่งจะเป็นฐานข้อมูลและแนวทางที่ศาลเยาวชนทั่วประเทศจะน าไปปรับใช้ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในการด าเนิน กระบวนพิจารณาของศาลและอุดช่องว่างในการบังคับให้ปฏิบัติตามค าพิพากษา รวมถึงเป็นแนวทางใน การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อน าศักยภาพของแต่ละหน่วยงานในการดูแลเด็กและ เยาวชนตามบทบาทหน้าที่ มาบูรณาการร่วมกันเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้กับประชาชนสืบไป (นายเผดิม เพ็ชรกูล) อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง
ช ค ำนิยม พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 แม้ใช้บังคับมาแล้ว 13 ปีเศษ แต่โดยภาพรวมยังเป็นกฎหมายที่ทันสมัยและมีความเหมาะสม หลายมาตรามีความยืดหยุ่นเพื่อให้ศาลใช้ดุลพินิจได้อย่างเหมาะสมในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะคดีครอบครัว ส่วนใหญ่พบว่าครอบครัวที่มาศาลเป็นครอบครัวที่บิดามารดาไม่สามารถแสดงบทบาทได้อย่างเหมาะสม (Dysfunctional Family) และต้องการความช่วยเหลือ ในขณะเดียวกันก็ไม่มีสูตรตายตัวว่าวิธีการ ช่วยเหลือที่ใช้ได้ผลกับครอบครัวหนึ่ง จะสามารถน าไปใช้กับครอบครัวอื่นได้ ดังนั้น ความรู้ความเข้าใจ ของผู้ใช้กฎหมาย จนสามารถเชื่อมโยงและบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเป็นระบบจึงเป็นสิ่งส าคัญที่จะ สามารถเปลี่ยนครอบครัวที่บิดามารดาไม่สามารถแสดงบทบาทได้อย่างเหมาะสมให้เป็นครอบครัวเป็นสุข (Healthy Family) ได้ งานวิจัยฉบับนี้ แม้เริ่มต้นศึกษาจากคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียซึ่งผ่านกระบวนการ ไกล่เกลี่ยโดยผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว ท าให้คู่ความตกลงท าสัญญาประนีประนอมยอมความและ ศาลมีค าพิพากษาตามยอมน าไปสู่ข้อค้นพบว่า ควรให้นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา เข้ามามีส่วนร่วมกับ ครอบครัวมากขึ้นและควรสร้างระบบการติดตาม หลังศาลมีค าพิพากษา ซึ่งใช้ค าว่า “ท างานร่วมกับ ครอบครัว” แทน เพื่อสร้างทัศนคติอันดีในการท างานระหว่างศาลและคู่ความในการที่จะให้ศาลดูแล ความสัมพันธ์ในครอบครัว ให้ยั่งยืนเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ต่อไป อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการ บังคับใช้กฎหมายศาลเยาวชนและครอบครัวอย่างครบวงจรและมีบทบาทในการท างานเชิงรุกเพื่อ คุ้มครองประชาชนมากยิ่งขึ้น หวังเป็นอย่างยิ่งว่างานวิจัยฉบับนี้จะถูกน าไปศึกษาและต่อยอดเพื่อสร้าง การท างานในเชิงนวัตกรรมเพื่อผู้เยาว์และครอบครัวต่อไป (นายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล) อดีตประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6
ซ กิตติกรรมประกาศ ขอขอบคุณศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดงานวิจัย เรื่อง “การประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา” ขอขอบคุณท่านประธานศาลฎีกา นางอโนชา ชีวิตโสภณ ที่ให้ความส าคัญต่อการด าเนินงานของศาลเยาวชนและครอบครัว รวมทั้งผู้เยาว์ที่เกี่ยวข้องในคดีครอบครัว อันเป็นการสร้างรากฐานความมั่นคงของสถาบันครอบครัวและสร้างเกราะป้องกันการกระท าความผิดของเด็ก และเยาวชน ซึ่งเป็นแรงผลักดันในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ การด าเนินการวิจัยส าเร็จลุล่วงไปด้วยดีจากความร่วมมือของทุกฝ่าย ขอขอบคุณ ท่านเผดิม เพ็ชรกูล อธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ท่านสุริยนตร์ โสตถิทัต ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ท่านวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล อดีตประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 ดร.สมบัติ สุขสมบูรณ์ ผู้ประนีประนอม คดีครอบครัวศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่มิได้เอ่ยนาม ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านที่ท าให้งานวิจัยเสร็จสมบูรณ์ จนมีการต่อยอดเป็นระบบการท างานใหม่ เพื่อดูแลผู้เยาว์ในคดีครอบครัวที่เป็นรูปธรรม ภายใต้การด าเนินงานของศูนย์สร้างเสริมคุณภาพครอบครัว (Healthy Family Center) งานวิจัยและการพัฒนาระบบการท างานในคดีครอบครัวที่เกิดขึ้นนี้ จึงล้วนเป็นผลของการร่วมคิด ร่วมท า ร่วมสร้างด้วยอุดมการณ์อันแน่วแน่ของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่จะ ยกระดับ สร้างคุณค่า พัฒนาศาลเยาวชนและครอบครัว ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา ระบบการท างานของศาลยุติธรรมต่อไป (นางพงารัตน์ มาประณีต) ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ค ค านิยม จ กิตติกรรมประกาศ ซ บทที่ 1 บทน า 1 1.1 ภูมิหลัง 1 1.2 ความมุ่งหมายของการวิจัย 2 1.3 สมมติฐานการวิจัย 3 1.4 ความส าคัญของการวิจัย 3 1.5 ขอบเขตของการวิจัย 3 1.5.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3 1.5.2 ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา 4 1.5.3 เนื้อหาที่ใช้ศึกษา 4 1.5.4 ขอบเขตด้านพื้นที่ 5 1.5.5 ระยะเวลาในการศึกษาวิจัย 5 1.6 นิยามศัพท์เฉพาะ 5 1.7 กรอบการประเมิน 6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7 2.1 แนวคิดเกี่ยวกับศาลเยาวชนและครอบครัวและอ านาจในการพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัว 7 2.1.1 ประวัติความเป็นมา เจตนารมณ์ และนโยบายด้านภารกิจของศาลเยาวชนและครอบครัว7 2.1.2 ศาลเยาวชนและครอบครัวกับอ านาจในการพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัว 9 2.2 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 13 2.2.1 ความหมายของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 13 2.2.2 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 13 2.2.3 ปัจจัยสาเหตุของข้อพิพาท 17 2.2.4 แนวคิดของกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 19 2.2.5 กระบวนการของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 19 2.2.6 ประโยชน์ของการไกล่เกลี่ย 25 2.3 การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทคดีครอบครัว 27 2.3.1 ประเภทของการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัว 28 2.3.2 ขั้นตอนการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัว 30 2.3.3 ผู้ท าหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทคดีครอบครัว และผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการไกล่เกลี่ย 33 2.3.4 การไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวโดยผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว 36 2.3.5 สัญญาประนีประนอมยอมความ 40 2.3.6 การบังคับคดีตามค าพิพากษาหรือค าสั่งของศาล 42
สารบัญ(ต่อ) หน้า 2.4 แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินผลและการโครงการ 43 2.4.1 ความหมายของการประเมินผลและการประเมินโครงการ 43 2.4.2 วัตถุประสงค์ของการประเมินโครงการ 45 2.4.3 ความส าคัญและประโยชน์ของการประเมินโครงการ 46 2.4.4 ประเภทของการประเมินโครงการ 47 2.4.5 ขั้นตอนของการประเมินโครงการ 49 2.4.6 รูปแบบการประเมิน 51 2.5 แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับแรงจูงใจ 54 2.5.1 ความหมายของแรงจูงใจ 54 2.5.2 องค์ประกอบของแรงจูงใจ 55 2.5.3 ประโยชน์ของแรงจูงใจ 56 2.5.4 ประเภทของแรงจูงใจ 57 2.5.5 ทฤษฎีที่เกี่ยวกับแรงจูงใจ 59 2.6 แนวคิดและหลักการสนทนากลุ่ม 62 2.6.1 ความหมายของการสนทนากลุ่ม 62 2.6.2 วัตถุประสงค์ของการสนทนากลุ่ม 63 2.6.3 ข้อดีและข้อจ ากัดของการสนทนากลุ่ม 63 2.6.4 คุณลักษณะและบทบาทของบุคคลที่เกี่ยวข้อง 64 2.6.5 เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลการสนทนากลุ่ม 65 2.6.6 ขั้นตอนการสนทนากลุ่ม 68 2.7 การสร้างและพัฒนาแบบสอบถาม 69 2.7.1 โครงสร้างของแบบสอบถาม 69 2.7.2 ประเภทของแบบสอบถาม 70 2.7.3 การสร้างและพัฒนาแบบสอบถาม 72 2.8 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 75 2.8.1 งานวิจัยที่เกี่ยวกับการไกล่เกลี่ข้อพิพาท 75 2.8.2 งานวิจัยที่เกี่ยวกับการสัญญาประนีประนอมยอมความ 76 2.8.3 งานวิจัยที่เกี่ยวกับการประเมินโครงการ 78 2.8.4 งานวิจัยที่เกี่ยวกับแรงจูงใจ 79 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย 84 3.1 การวิจัยเพื่อศึกษาเชิงปริมาณและคุณภาพ 84 3.1.1 ส่วนที่ 1 การวิจัยเพื่อศึกษาเชิงปริมาณ 84 3.1.2 ส่วนที่ 2 การวิจัยเพื่อศึกษาเชิงคุณภาพ 90 3.2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 93 3.2.1 สถิติพื้นฐาน 93 3.2.2 สถิติวิเคราะห์เครื่องมือ 94
สารบัญ(ต่อ) หน้า บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 95 4.1 ผลการวิจัยเพื่อศึกษาข้อมูลเชิงปริมาณ 95 4.1.1 ส่วนที่ 1 การประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ 95 ในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย 4.1.2 ส่วนที่ 2 ผลการวิเคราะห์แรงจูงใจของคู่ความที่มีต่อการปฏิบัติตามสัญญา 105 ประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย 4.1.3 ส่วนที่ 3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลข้อเสนอแนะเพิ่มเติม 107 4.2 ผลการวิจัยเพื่อศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพ 108 4.2.1 การประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ 108 4.2.2 ผลการศึกษาแรงจูงใจที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ 126 4.2.3 ปัจจัยสนับสนุนการส่งเสริมและพัฒนาการท าสัญญาประนีประนอมในคดี 132 ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 137 5.1 สรุปผลการวิจัย 137 5.1.1 ผลการศึกษาสถานภาพของคู่ความ 137 5.1.2 ผลการศึกษาข้อมูลการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ 138 ในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย 5.1.3 ผลการศึกษาแรงจูงใจของคู่ความที่มีต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ 139 ในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย 5.1.4 ผลการศึกษาแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการท าสัญญาประนีประนอมยอมความ 140 ในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียให้มีประสิทธิภาพ 5.1.5 ผลการศึกษาแรงจูงใจที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ 156 5.2 การอภิปรายผลการวิจัย 166 5.2.1 ผลการศึกษาข้อมูลการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ 166 ในคดีครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ตามความคิดเห็นของคู่ความ 5.2.2 ผลการศึกษาแรงจูงใจของคู่ความที่มีต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ 172 ในคดีครอบครัวที่ผู้เยาวเป็นผู้มีส่วนได้เสีย 5.3 ข้อเสนอแนะจากการวิจัย 174 5.3.1 ข้อเสนอแนะในการน าผลไปใช้ 174 5.3.2 ข้อเสนอแนะในการท าวิจัยครั่งต่อไป 176
สารบัญ(ต่อ) หน้า บรรณานุกรม 177 ภาคผนวก 185 ภาคผนวก ก รายนามผู้ทรงคุณวุฒิ 186 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 189 ภาคผนวก ค แบบค าถามการสนทนากลุ่ม 198 ประวัติย่อของผู้วิจัย 203
บัญชีตาราง ตาราง หน้า 1 จ านวนและร้อยละสถานภาพของคู่ความผู้ตอบแบบสอบถาม จ าแนกตาม เพศ อายุ 95 สถานภาพการสมรสของคู่กรณี จ านวนบุตรกับคู่ความ วุฒิการศึกษา อาชีพ รายได้ ต่อเดือน ปีที่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ 2 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนความคิดเห็นการประเมินการปฏิบัติ 98 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามความคิดเห็นของคู่ความในด้านภาพรวม ตามรายด้าน 3 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม 99 ยอมความในด้านบริบท ตามความคิดเห็นของคู่ความที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง 4 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม 100 ยอมความในด้านปัจจัยน าเข้า ตามความคิดเห็นของคู่ความที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง 5 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม 102 ยอมความในด้านกระบวนการ ตามความคิดเห็นของคู่ความที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง 6 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม 104 ยอมความในด้านผลผลิตตามความคิดเห็นของคู่ความที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง 7 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานแรงจูงใจของคู่ความที่มีต่อการปฏิบัติตามสัญญา 105 ประนีประนอมยอมความ ตามความคิดเห็นของคู่ความที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง
บทที่ 1 บทน ำ 1.1 ภูมิหลัง สภาวการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในโลกศตวรรษที่ 21 ส่งผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมสิ่งแวดล้อมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการเมืองของทุกประเทศท าให้มีปัญหามากมายส่งผลกระทบให้ คนมีพฤติกรรมที ่เปลี ่ยนไป หลงผิดและเบี่ยงเบนไปจากเดิม ขาดระเบียบวินัย ไม่มีคุณธรรม จริยธรรม (กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม, 2554, หน้า 87) ซึ่งเกิดขึ้นกับคนไทยทุกกลุ่มและทวีความรุนแรงมากขึ้น (มณฑา พลรักษ์, 2559, หน้า 6) จนไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของตนเอง และขาดความสามารถในการควบคุม จิตใจ (กิตติชัย สุธาสิโนบล, 2555, หน้า 35) ที่เป็นส่วนส าคัญก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมขึ้นได้ (พระบ ารุง ปญญาพโล (โพธิ์ศรี) ม 2554, หน้า 2) ในอีกด้านหนึ่งยังส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อสถาบันครอบครัว เกิดปัญหา ครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์แบบ มีการใช้ความรุนแรงในครอบครัว ครอบครัวแตกแยก (ชลาศัย กันมินทร์, 2562, หน้า 984) จึงเป็นที่มาของปัญหาการหย่าร้าง (รุจา ภู่ไพบูลย์, 2562, หน้า 11) ซึ่งจากสถิติกรมการปกครอง พบว่า ภายในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา คนไทยมีการจดทะเบียนหย่ามากกว่า 1.3 ล้านคู่ นับเฉพาะปี 2565 ที่ผ่านมา จ านวน 1.4 แสนคู่ เป็นต้น (ส านักข่าวกรมประชาสัมพันธ์, 2565) จากสถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางถึงความสัมพันธ์ภายในครอบครัวและหลาย กรณีเกิดเป็นข้อพิพาทที่ไม่สามารถตกลงได้จนน าไปสู่การฟ้องร้องคดีต่อศาลเยาวชนและครอบครัว ดังที่พบว่า สถิติคดีเฉพาะของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปี 2563 ถึง ปี 2566 มีปริมาณคดี ครอบครัวเมื่อเทียบกับปริมาณคดีครอบครัวและคดีอาญารวมกันในปี 2563 สูงถึงร้อยละ 73.33 ในปี 2564 สูงถึงร้อยละ 80.38 ในปี 2565 สูงถึงร้อยละ 85.58 และในปี 2566 สูงถึงร้อยละ 83.40 (ข้อมูลถึงเดือนสิงหาคม ปี2566) แต่ด้วยลักษณะข้อพิพาทอันเกิดจากความสัมพันธ์ในครอบครัวมีความซับซ้อนและแตกต่างจากคดี แพ่งทั่วไปที่ไม่ว่าจะมีบุคคลใดเป็นฝ่ายแพ้หรือชนะคดี ทั้งสองฝ่ายมีภาระหน้าที่และความรับผิดชอบร่วมกันต่อไป ซึ่งข้อพิพาทระหว่างสามีภริยาที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ตามที่พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและวิธีพิจารณา คดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 146 ที่บัญญัติให้ศาลพยายามเปรียบเทียบให้คู่ความประนีประนอม โดยค านึงถึงความสงบสุขและการอยู่ร่วมกันในครอบครัว และมาตรา 148 ก าหนดให้คดีครอบครัวที่มีข้อพิพาท ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลตั้งผู้ประนีประนอมเพื่อไกล่เกลี่ย ซึ่งสอดคล้องกับที่ อมรรัตน์ อ ามาตเสนา (2562, หน้า 59) ได้กล่าวว่า การหาทางออกร่วมกันเพื่อระงับข้อพิพาท โดยการไกล่เกลี่ยที่มีบุคคลที่สามท าหน้าที่เป็น คนกลางในการช่วยเหลือให้คู่พิพาทเจรจาผ่อนผันเข้าหากัน อันจะน าไปสู่การท าข้อตกลงด้วยความพอใจ ทั้งสองฝ่าย อีกทั้ง โชติช่วง ทัพวงศ์ (2550, หน้า 92-93) ได้กล่าวถึงการไกล่เกลี่ยมีประโยชน์ในการประหยัด เวลาและค่าใช้จ่าย มีผลต่อความรู้สึกและจิตใจที่ต่างฝ่ายได้รับความยุติธรรมท าให้ยุติข้อพิพาทอย่างแท้จริง นอกจากนี้ สรวิศ ลิมปรังษี (2551, หน้า 42) ได้กล่าวถึงการไกล่เกลี่ยเมื่อคู่พิพาทตกลงและน าไปสู่การท า สัญญาประนีประนอมยอมความ จึงเป็นไปตามกระบวนการที่กฎหมายก าหนดขึ้นเพื่อต้องการให้ความสัมพันธ์ ภายในครอบครัวเสียหายน้อยที่สุด โดยเฉพาะในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียนั้น ก่อนที่ศาลจะมี ค าพิพากษาตามยอม ศาลต้องตรวจดูว่าข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมนั้นต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อ ผู้เยาว์เป็นส าคัญ
2 ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภายใต้การบริหารตามวิสัยทัศน์ 3 ประการ อันส าคัญยิ่ง ประกอบด้วย (1) ยกระดับ โดยการคุ้มครองเด็กและเยาวชนตามกฎหมายและอนุสัญญาสิทธิเด็ก รวมไปถึงครอบครัวและผู้เสียหายในคดีอาญาและคดีคุ้มครองสวัสดิภาพ ทั้งมุ่งคุ้มครองความสัมพันธ์อันดี ภายในครอบครัวในคดีแพ่ง (2) สร้างคุณค่า โดยการให้สังคมตระหนักรู้ถึงบทบาทและความส าคัญของงาน ศาลเยาวชนและครอบครัว และ (3) พัฒนาศาลเยาวชนและครอบครัว โดยบูรณาการความร่วมมือจาก หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม เพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กเยาวชนและครอบครัวเป็น ส าคัญนั้น และเพื่อเป็นการบริหารตามวิสัยทัศน์ข้อที่ 1 ในการ “ยกระดับ” จึงให้ความส าคัญการคุ้มครองสิทธิ และสวัสดิภาพของผู้เยาว์ในคดีครอบครัว และต้องการที่จะยกระดับการดูแลผู้เยาว์ในคดีครอบครัวอย่างใกล้ชิด มากขึ้น หากผู้เยาว์ได้รับการดูแลอย่างดีและต่อเนื่องจากครอบครัวที่ยังมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ถือเป็นการมี แรงจูงใจในความรับผิดชอบดูแลร่วมกันนี้ Dafe (1988, p. 398) ได้กล่าวถึงความส าคัญของแรงจูงใจว่า แรงจูงใจเป็นแรงกระตุ้นท าให้เกิดพฤติกรรมที่ต้องการและเป็นแรงกระตุ้นที่บุคคลรักษาพฤติกรรมนั้นไว้ ทั้งยัง สอดคล้องกับผลการวิจัยของ ลัดดาวัลย์ ทองดอนจุย (2562, บทคัดย่อ) ที่พบว่า แรงจูงใจที่เกิดขึ้นท าให้มีความ รับผิดชอบ มีการยอมรับในความส าเร็จ ด้วยสภาพการณ์ดังกล่าวศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัด พระนครศรีอยุธยา จึงด าเนินการศึกษาวิจัยเรื่อง “การประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอม ความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย” โดยมีผู้พิพากษา ผู้ประนีประนอมและบุคลากรของศาลเป็น คณะท างานเพื่อประเมินและติดตามผลหลังจากที่ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท าสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีที่มีผู้เยาว์มีส่วนได้เสียแล้ว มีปัจจัยใดที่เกี่ยวข้องกับการตกลงท า สัญญาประนีประนอมยอมความ ที่ส่งผลให้คู่ความสามารถปฏิบัติตามสัญญาได้อย่างครบถ้วน เพื่อให้ได้ สารสนเทศในการน ามาปรับปรุงแก้ไขรูปแบบการท างาน ตลอดทั้งใช้ใช้ในการส่งเสริมและพัฒนาให้คู่ความ ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์มีส่วนได้เสียอันเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ ผู้เยาว์อย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงใช้รูปแบบการประเมิน CIPP Model (Stufflebeam, 1972) ในการ ประเมิน 4ด้าน ได้แก่ ด้านบริบท (Context Evaluation) ด้านปัจจัยน าเข้า (Input Evaluation) ด้านกระบวน (Process Evaluation) และด้านผลผลิต (Product Evaluation) ที่มีการประเมินอย่างเป็นระบบควบคู่กับการ ด าเนินโครงการ ดังที่ ประชุม รอดประเสริฐ (2550, หน้า 98) ได้กล่าวว่า การประเมินโครงการ ที่ดีจะต้องเป็นกระบวนการที่เป็นระบบและมีการบูรณาการทุกแบบเข้าด้วยกัน เพื่อให้การประเมินมีความ สมบูรณ์ และถ้าเป็นการประเมินหลังจากโครงการได้เสร็จสิ้นไปแล้วในระยะเวลาหนึ่ง โดยพิจารณาการ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับบุคคลและกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่ที่ด าเนินโครงการ ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงประเมินเมื่อ ด าเนินโครงการเสร็จสิ้นจากการปฏิบัติของคู่ความตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ของปี 2563 - 2565 เป็นส าคัญ 1.2 ความมุ่งหมายของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ได้ก าหนดความมุ่งหมายของการวิจัยไว้ ดังนี้ 1.2.1 เพื่อประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็น ผู้มีส่วนได้เสียศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยใช้รูปแบบการประเมิน CIPP Model (Stufflebeam, 1972) ตามองค์ประกอบ 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านบริบท (Context Evaluation) 2) ด้านปัจจัย น าเข้า (Input Evaluation) 3) ด้านกระบวน (Process Evaluation) และ 4) ด้านผลผลิต (Product Evaluation) เป็นการประเมินตามความคิดเห็นของคู่ความในการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ
3 1.2.2 เพื่อศึกษาแรงจูงใจของคู่ความที่มีต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย 1.2.3 เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการท าสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียให้ส าเร็จ ตามความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ 1.3 สมมติฐานการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ตั้งสมมติฐานการวิจัยไว้ ดังนี้ 1.3.1 คู่ความมีความคิดเห็นต่อการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้านบริบท ด้านปัจจัยน าเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต อยู่ในระดับมากทุกด้าน 1.3.2 คู่ความมีแรงจูงใจต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์ เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาอยู่ในระดับมากขึ้นไป 1.4 ความส าคัญของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ มีความส าคัญ ดังนี้ 1.4.1 ได้องค์ความรู้ในด้านวิชาการที ่เกี ่ยวกับสาระส าคัญของด้านบริบท ด้านปัจจัยน าเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต ที่เกิดจากการที่คู่ความปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความใน คดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้ส่วนได้เสีย 1.4.2 ได้สารสนเทศจากการศึกษาเพื่อเป็นแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการท าสัญญาประนีประนอม ยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้ส่วนได้เสียโดยน าไปสู่ประโยชน์ของการให้คู่ความปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 1.4.3 ได้สารสนเทศส าหรับหน่วยงานระดับนโยบายหรือคณะผู้บริหาร ที่จะน าไปสู่ประโยชน์ของ การก าหนดเป็นเชิงนโยบายและวิชาการด้านอื่น 1.4.4 คู่ความที่ท าสัญญาประนีประนอมยอมความมีความเข้าใจบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ ของตนและสามารถปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้อย่างส าเร็จ 1.5 ขอบเขตของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ได้ก าหนดขอบเขตในการเก็บข้อมูลของการวิจัยทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ โดยก าหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ตลอดทั้งผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) ดังนี้ 1.5.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1.5.1.1 การศึกษาการประเมินเชิงปริมาณ 1) ประชากร ได้แก่ คู่ความในคดีของศาลเยาวชนและครอบครัวที่สมัครใจและยื่น ค าร้องต่อศาลแสดงความประสงค์น าคดีเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยและท าสัญญาประนีประนอมยอมความใน คดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียทุกคน ประกอบด้วย คู่ความประจ าปี 2563 – 2565 ทั้งหมดจ านวน 144 คน จ าแนกได้ ดังนี้ (1) คู่ความประจ าปี 2563 จ านวน 34 คน (2) คู่ความประจ าปี 2564 จ านวน 42 คน (3) คู่ความประจ าปี 2565 จ านวน 68 คน
4 2) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ คู่ความในคดีของศาลเยาวชนและครอบครัวที่สมัครใจและยื่นค าร้องต่อศาล แสดงความประสงค์น าคดีเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยและท าสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่ มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) เฉพาะคู่ความที่ปฏิบัติตาม สัญญาประนีประนอมยอมความได้อย่างส าเร็จ แล้วก าหนดขนาดตัวอย่างโดยการสุ่มตัวอย่างตามโควตา (Quota Sampling) การวิจัยครั้งนี้เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จ านวน 80 คนประกอบด้วย คู่ความประจ าปี 2563 -2565 จ าแนกได้ ดังนี้ (1) คู่ความประจ าปี 2563 จ านวน 19 คน (2) คู่ความประจ าปี 2564 จ านวน 23 คน (3) คู่ความประจ าปี 2565 จ านวน 38 คน 1.5.1.2 การศึกษาการประเมินเชิงคุณภาพ จากผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถ ด้านกฎหมายครอบครัว ด้านการไกล่เกลี่ย ด้านการท าสัญญาประนีประนอมยอความ ด้านจิตวิทยา และปฏิบัติ หน้าที่เกี่ยวข้องกับคดีของเยาวชนและครอบครัวโดยการสนทนากลุ่ม (Focus Group) จากผู้ทรงคุณวุฒิจ านวน 18คน 1.5.2 ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา 1.5.2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ประกอบด้วย เพศ อายุ สถานภาพการ สมรสกับคู่ความ จ านวนบุตรกับคู่ความ วุฒิการศึกษา อาชีพ รายได้ต่อเดือน ปีที่ปฏิบัติในการท าสัญญา ประนีประนอม 1.5.2.2 ตัวแปรตาม 1) การปฏิบัติของคู่ความตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มี ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ได้แก่ ด้านบริบท ด้านปัจจัยน าเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต 2) แรงจูงใจของคู่ความต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย 1.5.3 เนื้อหาที่ใช้ศึกษา ผู้วิจัยได้ก าหนดขอบเขตด้านเนื้อหาของการวิจัย ในการประเมินโครงการศึกษาวิจัย “การ ติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์ของการจัดท าสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์มีส่วน ได้เสีย” โดยใช้รูปแบบการประเมิน CIPP Model(Stufflebeam, 1972) ตามองค์ประกอบ 4 ด้าน ดังนี้ 1.5.3.1 ด้านบริบท (Context Evaluation: C) ได้แก่ เหมาะสมและความสอดคล้องกับ หลักการของการท าสัญญาประนีประนอมยอมความและวัตถุประสงค์ของการท าสัญญาประนีประนอม ยอมความ 1.5.3.2 ด้านปัจจัยน าเข้า (Input Evaluation : I) ได้แก่ความพร้อมและความเหมาะสมของ บุคลากร/บุคคลที่เกี่ยวข้องและสถานที่และวัสดุ-อุปกรณ์ 1.5.3.3 ด้านกระบวนการ (Process Evaluation: P) ได้แก่ การปฏิบัติของคู่ความที่สามารถ ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ก าหนดไว้ ประกอบด้วยการด าเนินการ และการติดตามและ ประเมินผล
5 1.5.3.4 ด้านผลผลิต (Product Evaluation : P) ได้แก่ ผลที่เกิดจากการท าสัญญา ประนีประนอมยอมความที่เกี่ยวกับการปฏิบัติของคู่ความที่แสดงถึงความรับผิดชอบ 1.5.4 ขอบเขตด้านพื้นที่ ได้แก่ พื้นที่ในเขตอ านาจของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ครอบคลุม 16 อ าเภอ ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 1.5.5 ระยะเวลาในการศึกษาวิจัย การวิจัยครั้งนี้ด าเนินการวิจัยระหว่างเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม 2566 โดยการเก็บข้อมูลจาก กลุ่มตัวอย่างเป็นคู่ความที่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้อย่างส าเร็จ จ านวน 3 ปี ได้แก่ ปี2563-2565 ที่อยู่ช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (covid-19) โดยใช้วิธีการพิจารณา คดีออนไลน์และการไกล่เกลี่ยออนไลน์ พร้อมทั้งมีบางช่วงเวลาในปี 2565 ที่สามารถใช้วิธีการพิจารณาคดีและ การไกล่เกลี่ยโดยการนัดคู่ความตามความสมัครใจมาที่ศาลยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 1.6 นิยามศัพท์เฉพาะ การนิยามศัพท์เฉพาะ ได้ก าหนดนิยามศัพท์เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย ดังนี้ 1) สัญญาประนีประนอมยอมความหมายถึง สัญญาที่มีคู่สัญญาสองฝ่าย อันได้แก่ ผู้เสียหายหรือ โจทก์กับผู้กระท าความเสียหายหรือจ าเลย ตกลงระงับข้อพิพาทระหว่างกันที่มีการผ่อนผันและประนีประนอม ให้แก่กันในสัญญาประนีประนอมยอมความ 2) การประเมิน หมายถึง กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบของการตรวจสอบผลที่เกิด จากการด าเนินงาน 3) การประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามรูปแบบของ CIPP Model หมายถึง การประเมินตามรูปแบบการประเมินของ Stufflebeam (1972) เป็นกระบวนการเก็บรวบรวมและ วิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่แสดงถึงความส าเร็จในการด าเนินการปฏิบัติตามท า สัญญาประนีประนอมยอมความ โดยการประเมิน 4 ด้าน ดังนี้ (1) การประเมินด้านบริบท Context Evaluation) หมายถึง การตรวจสอบ/ประเมินความเหมาะสม และความสอดคล้องกับหลักการของการท าสัญญาประนีประนอมยอมความและวัตถุประสงค์ของการท าสัญญา ประนีประนอมยอมความ (2) การประเมินด้านปัจจัยน าเข้า (Input Evaluation) หมายถึง การตรวจสอบ/ประเมินความ พร้อมและความเหมาะสมของบุคลากร/บุคคลที่เกี่ยวข้องและสถานที่และวัสดุ-อุปกรณ์ (3) การประเมินด้านกระบวนการ (Process Evaluation) หมายถึงการตรวจสอบ/ประเมินการ ปฏิบัติของคู่ความที่สามารถปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่ก าหนดไว้ ประกอบด้วยการด าเนินการและ การติดตามและประเมินผล (4) การประเมินด้านผลผลิต (Product Evaluation) หมายถึง การตรวจสอบ/ประเมินผลที่เกิด จากการท าสัญญาประนีประนอมยอมความที่เกี่ยวกับการปฏิบัติของคู่ความที่แสดงถึงความรับผิดชอบ ประกอบด้วย การน าความรู้ไปแนะน าผู้อื่น การควบคุมอารมณ์ การได้รับการยอมรับ การรู้จักวางแผนที่ดี 4) แรงจูงใจ หมายถึง สิ่งจูงใจที่กระตุ้นให้บุคคลเกิดพฤติกรรมและการกระท า เพื่อเป้าหมายของ ความส าเร็จ ประกอบด้วย (1) ด้านความส าเร็จของการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หมายถึง การที่คู่ความมี แรงจูงใจสามารถปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้ประสบความส าเร็จ เกิดก าลังใจ ความภาคภูมิใจ
6 (2) ด้านความรับผิดชอบ หมายถึง การที่คู่ความแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อการปฏิบัติตาม สัญญาประนีประนอมยอมความให้บรรลุเป้าหมายสู่ความส าเร็จ โดยมีความมุ่งมั่นในความรับผิดชอบที่ตระหนัก ถึงผลดีและผลเสีย (3) ด้านความสัมพันธ์ระหว่างคู่ความ หมายถึง การแสดงความสัมพันธ์ระหว่างคู่ความ ที่มีความ เข้าใจและให้ก าลังใจซึ่งกันและกันกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายของการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ 5) คู่ความไกล่เกลี่ย หมายถึง บุคคลยื่นฟ้องหรือถูกฟ้องต่อศาลเยาวชนและครอบครัว ที่ยื่นค าร้อง ต่อศาลแสดงความประสงค์น าคดีเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยและท าสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย 6) แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการท าสัญญาประนีประนอมยอมความ หมายถึง การน าตัวแปร ของการประเมิน ด้านบริบท ด้านปัจจัยน าเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต พร้อมทั้งปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง มาศึกษาแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการท าสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็น ผู้มีส่วนได้เสียให้ส าเร็จตามเงื่อนไข ตามความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิโดยการสนทนากลุ่ม (Focus Group) 1.7 กรอบการประเมิน การวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาวิจัยโดยใช้วิธีตามระเบียบของการวิจัยเชิงประเมิน (Evaluation Research) ที่ใช้วิธีการแบบผสมผสาน (Mixed Method) ของการใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาด้วยวิธีการส ารวจ (Survey Research) และวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research ) โดยการวิจัยเชิงคุณภาพมีการศึกษาไปพร้อมกัน โดยใช้การประเมินรูปแบบ CIPP Model (Stufflebeam, 1972) เป็นการประเมินที่ได้มาของสารสนเทศ 4 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านบริบท (Context) 2) ด้านปัจจัยน าเข้า (Input) 3) ด้านกระบวนการ (Process) และ 4) ด้านผลผลิต (Product) โดย ผลของการประเมินจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการจัดท าสัญญาประนีประนอมยอมความ การปฏิบัติตาม สัญญาประนีประนอมยอมความ และการติดตามผลต่อไป
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มี ส่วนได้เสีย ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยรูปแบบการประเมิน CIPP Model ผู้วิจัย ได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. แนวคิดเกี่ยวกับศาลเยาวชนและครอบครัวและอ านาจในการพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัว 2. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 3. การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทคดีครอบครัว 4. แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินผลและการประเมินโครงการ 5. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับแรงจูงใจ 6. แนวคิดและหลักการสนทนากลุ่ม 7. การสร้างและพัฒนาแบบสอบถาม 8. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 แนวคิดเกี่ยวกับศาลเยาวชนและครอบครัวและอ านาจในการพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัว 2.1.1 ประวัติความเป็นมา เจตนารมณ์ และนโยบายของศาลยุติธรรมว่าด้วยภารกิจของศาลเยาวชน และครอบครัว 2.1.1.1 ประวัติความเป็นมา เดิมศาลเยาวชนและครอบครัวตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติฉบับเดิมเรียกว่า พระราชบัญญัติ ศาลคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ. 2494 เริ่มเปิดท าการในเดือนมกราคม พ.ศ. 2495 มีเจตนารมณ์เพื่อการแก้ไข บ าบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชนผู้กระท าความผิดเป็นส าคัญ และมีกระบวนการพิเศษเพื่อพิจารณาคดีเด็กและ เยาวชน เช่น มีผู้พิพากษาสมทบเข้ามาช่วยในการพิจารณาพิพากษา โดยผู้พิพากษาสมทบมีหน้าที่ให้ความรู้ และประสบการณ์เกี่ยวกับเด็ก เยาวชนและครอบครัว รวมถึงการช่วยอบรมเด็กและเยาวชนเป็นส าคัญ ต่อมาใน ปี พ.ศ. 2534 มีการเปลี่ยนชื่อศาลเป็นศาลเยาวชนและครอบครัว เนื่องจากเมื่อศาลเปิดท าการมาช่วงหนึ่งแล้ว พบว่า ปัญหาของเด็กและเยาวชนไม่ได้อยู่ที่ตัวเด็กและเยาวชนเท่านั้น แต่ปัญหาส่วนใหญ่จะอยู่ที่ครอบครัวด้วย ดังนั้นในการพิจารณาคดีอาญาจึงต้องน าเรื่องครอบครัวและสิ่งแวดล้อมมาพิจารณาด้วย เพื่อค้นหาสาเหตุและ เข้าใจในการกระท าผิดของเด็กและเยาวชนมากขึ้น หากเห็นว่าเด็กและเยาวชนมีโอกาสที่จะแก้ไขบ าบัดฟื้นฟูได้ ศาลเยาวชนและครอบครัวก็จะให้โอกาสในการกลับตนเป็นคนดีด้วยการส่งเด็กและเยาวชนไปรับการฝึกอบรม แทนการลงโทษจ าคุก (อภิรดี โพธิ์พร้อม, 2554, หน้า 2) 2.1.1.2 เจตนารมณ์ของศาลเยาวชนและครอบครัว จากวิวัฒนาการของกฎหมายสามารถสะท้อนให้เห็นเจตนารมณ์ของการจัดตั้งศาลเยาวชน และครอบครัว ดังที่อภิรดี โพธิ์พร้อม (2555, หน้า 4-6) ได้กล่าวถึง โดยมีพัฒนาการเป็น 3 ช่วงเวลา กล่าวคือ (1) เจตนารมณ์ตามพระราชบัญญัติศาลคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ. 2494 และ พระราชบัญญัติ วิธีพิจารณาศาลคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ. 2494 คือการมุ่งแก้ไขบ าบัดฟื้นฟูเด็กเยาวชนด้วยเล็งเห็นว่าเด็กและ เยาวชนเป็นผู้ที่มีวุฒิภาวะน้อยกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้นการกระท าความผิดอาญาจึงเป็นไปเพราะการหลงผิดมากกว่าที่
8 จะมีเจตนาชั่วร้ายอย่างแท้จริง ดังนั้นในการด าเนินกระบวนพิจารณาและการพิพากษาลงโทษไม่ควรใช้วิธีการ เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ และหากเป็นไปได้ควรใช้การฝึกอบรมเพื่อให้กลับตัวเป็นคนดีมากกว่าการมุ่งลงโทษจ าคุก (2) เจตนารมณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณา คดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 ซึ่งให้ศาลมีบทบาทในการคุ้มครองสถานภาพของครอบครัวเพิ่มขึ้น จากกฎหมายฉบับเดิม เนื่องจากเห็นว่าปัญหาครอบครัวคือบ่อเกิดของปัญหาเด็ก เยาวชน หากสามารถท าให้ สถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็ง สมาชิกอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง หรือหากไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ต่อไปก็ให้ แยกกันด้วยสันติวิธี โดยค านึงถึงประโยชน์ของเด็ก เยาวชนสูงสุดเป็นส าคัญ อันจะเป็นการป้องกันและ ลดปัญหาที่เกี่ยวกับเด็ก เยาวชนที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนจากปัญหาครอบครัวไปได้ พระราชบัญญัติจัดตั้งศาล เยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 จึงบัญญัติให้คดีแพ่งซึ่งเป็น คดีครอบครัวอยู่ในอ านาจของศาลเยาวชนและครอบครัวด้วย (3) เจตนารมณ์ตามพระราชบัญญัติจัดศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณา คดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับใหม่ที่ได้ชื่อว่ามีความเป็นนวัตกรรมทั้งในแง่เนื้อหา และกระบวนการท างาน มีการพัฒนากระบวนการยุติธรรมส าหรับเด็กและเยาวชนให้สอดคล้องกับแนวคิด สากล ทั้งอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก พ.ศ. 2532 ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กฎอันเป็นมาตรฐานขั้นต่ า ของสหประชาชาติว่าด้วยการบริหารงานยุติธรรมเกี่ยวแก่คดีเด็กหรือเยาวชนหรือกฎแห่งกรุงปักกิ่ง หลายประการรวมทั้งเรื่องมาตรการพิเศษแทนการด าเนินคดีอาญาที่ถูกออกแบบขึ้นมาจากแนวคิดเรื่อง กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) และการหันเหคดีอาญา (Diversion) หลักการ มีส่วนร่วมของชุมชนและประชาชน (Participation) กระบวนการจ าแนก บ าบัด แก้ไข ฟื้นฟูและติดตาม หลักความมืออาชีพ (Professionalization) จนเรียกได้ว่า เป็นการปฏิรูประบบยุติธรรมด้านเด็กและเยาวชน ครั้งใหญ่ ส่วนในคดีแพ่งก็มีการก าหนดรูปแบบกระบวนพิจารณาในลักษณะเฉพาะกล่าวคือ พระราชบัญญัติ ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ก าหนดให้ในคดีที่มีข้อพิพาท ศาลต้องให้คู่ความทั้งสองฝ่ายต้องเข้าสู่ระบบการไกล่เกลี่ยก่อนทุกคดี ทั้งนี้เพื่อให้คู่ความซึ่งต่างเป็นบุคคล ใกล้ชิดกันสามารถเจรจาและยุติคดีได้ใกล้เคียงกับความประสงค์ของคู่ความทั้งสองฝ่ายมากที่สุด และหากตกลง กันไม่ได้จึงน าคดีเข้าสู่กระบวนพิจารณาพิพากษาโดยศาล อันเป็นคุ้มครองสถานภาพของความเป็นครอบครัวไว้ ไม่ให้เกิดเรื่องบาดหมางอย่างรุนแรง และส าคัญที่สุดคือในคดีแพ่งหากมีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลจะต้อง ค านึงถึงสิทธิสวัสดิภาพและผลประโยชน์ของผู้เยาว์เป็นสิ่งส าคัญสูงสุดด้วย 2.1.1.3 นโยบายศาลยุติธรรมว่าด้วยภารกิจของศาลเยาวชนและครอบครัว เนื่องด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวเป็นหน่วยงานในสังกัดของศาลยุติธรรม ดังนั้นการ ด าเนินงานของศาลเยาวชนและครอบครัวจึงต้องด าเนินการภายใต้แผนยุทธศาสตร์ของศาลยุติธรรม ซึ่งวิสัยทัศน์ของศาลยุติธรรมตามที่ระบุไว้ในแผนยุทธศาสตร์ ประจ าปี2565-2668 คือ ศาลยุติธรรมยึดมั่นหลัก นิติธรรมด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธาจากประชาชน (ส านักงานศาลยุติธรรม, 2565, หน้า 11) การที่จะให้ศาลยุติธรรมบรรลุตามวิสัยทัศน์ดังกล่าว จึงมีการก าหนดยุทธศาสตร์การ พัฒนาศาลยุติธรรมระยะ 4 ปี ที่จะท าให้ศาลยุติธรรมสามารถอ านวยความยุติธรรมและปฏิบัติภารกิจตามที่ กฎหมายก าหนดให้แก่ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัย ภายในและภายนอกองค์กรในทุกรูปแบบ โดยประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ (TRUST) ได้แก่ (1) ยุทธศาสตร์ T เชื่อมั่นศรัทธาการอ านวยความยุติธรรม (Trusted Justice) (2) ยุทธศาสตร์ R เชื่อถือในระดับสากล (Reliability) (3) ยุทธศาสตร์ U การด าเนินงานอันเป็นมาตรฐานไปในทิศทางเดียวกัน (Uniformity)
9 (4) ยุทธศาสตร์ S พัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainability) (5) ยุทธศาสตร์ T เปลี่ยนผ่านสู่อนาคต (Transformation) โดยมีการก าหนดประเด็นยุทธศาสตร์และแนวทางการด าเนินงานที่เกี่ยวกับบทบาทและ หน้าที่ของศาลเยาวชนและครอบครัวไว้ในยุทธศาสตร์ R เชื่อถือในระดับสากล (Reliability) ประเด็น ยุทธศาสตร์1 เสริมสร้างมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิของประชาชน แนวทางการด าเนินการที่ 4 การส่งเสริมให้ มีมาตรการ และแนวทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเด็กและเยาวชนที่กระท าผิดให้มีความหลากหลาย สร้างเสริม ทัศนคติเชิงบวก และสนับสนุนบทบาทของครอบครัวและชุมชนในการช่วยเหลือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยลดมาตรการที่เป็นการจ ากัดสิทธิเสรีภาพ และแนวทางการด าเนินการที่ 13 สร้างเสริมระบบการช่วยเหลือ และดูแลผู้ถูกกระท าด้วยความรุนแรงในครอบครัวในการขอรับความคุ้มครองผ่านกระบวนการทางศาลและ พัฒนาระบบการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ส านักงานศาลยุติธรรม, 2565, หน้า 14 และ 23-25) 2.1.2 ศาลเยาวชนและครอบครัวกับอ านาจในการพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัว ศาลเยาวชนและครอบครัวเป็นศาลชั้นต้นซึ่งถูกจัดให้เป็นศาลช านัญพิเศษ และเป็นคดีที่อยู่ใน อ านาจพิจารณาของศาลอุทธรณ์ช านัญพิเศษ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษ พ.ศ.2558 อันแสดงให้เห็นถึงความส าคัญของการพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัวว่าเป็นคดีที่จะต้องมีผู้พิพากษาและ บุคลากรที่เกี่ยวข้องซึ่งมีความเชี่ยวชาญ ช านาญในคดีที่อยู่ในอ านาจพิจารณาของศาลเป็นพิเศษ ซึ่งตาม พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 ศาลเยาวชนและครอบครัวมีคดีที่อยู่ในอ านาจการพิจารณาพิพากษา ดังที่ สหรัฐ กิตติ ศุภการ (2563, หน้า 45) ได้กล่าวถึง ดังนี้ 1) คดีอาญาที่มีข้อหาว่าเด็กหรือเยาวชนกระท าความผิด 2) คดีอาญาที่ศาลซึ่งมีอ านาจพิจารณาคดีธรรมดาได้โอนมาตามมาตรา 97 วรรคหนึ่ง 3) คดีครอบครัว 4) คดีคุ้มครองสวัสดิภาพ 5) คดีอื่นที่มีกฎหมายบัญญัติให้เป็นอ านาจหน้าที่ของศาลเยาวชนและครอบครัว 2.1.2.1 ความหมายและประเภทของคดีครอบครัว คดีครอบครัว เป็นคดีที่มีความส าคัญเพราะเป็นคดีที่ว่าด้วยบุคคลและความสัมพันธ์ ของบุคคลในครอบครัว ซึ่งตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและ ครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 4 “คดีครอบครัว” หมายถึง คดีแพ่งที่ฟ้องหรือร้องต่อศาล หรือกระท าการใด ๆ ในทางศาลเกี่ยวกับผู้เยาว์หรือครอบครัว ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายว่า ด้วยการจดทะเบียนครอบครัวหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวกับครอบครัว (สหรัฐ กิตติ ศุภการ, 2563, หน้า 18) คดีที่ถือว่าเป็นคดีครอบครัว ดังที่ สุรีรัตน์ ตาใจ (2559, หน้า 14-16 อ้างถึงใน ประคอง เตกฉัตร, 2556, หน้า 2-6) ได้กล่าวถึง รายละเอียดพอสังเขป ดังนี้ 1) คดีที่เกี่ยวกับการสมรส เป็นคดีเกี่ยวกับคู่หมั้น สามีภรรยา บิดามารดากับบุตร ที่พิพาท กันเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัว ประกอบด้วย (1) คดีฟ้องเรียกสินสอดคืน ตามบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับกรณีไม่มีการสมรส เป็นเหตุให้ โจทก์มีสิทธิเรียกคืนทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 เมื่อเป็นคดีครอบครัว แม้มีการฟ้องคนอื่นมาด้วย เช่น ชายอื่นที่ได้ร่วมประเวณีกับหญิงคู่หมั้น โดยรู้อยู่ว่าหญิงได้หมั้นกับชายคู่หมั้นแล้ว ให้ร่วมรับผิดชอบใช้ค่าทดแทน ก็ถือว่าเป็นคดีที่ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 มาตรา 1440 มาตรา 1444 และมาตรา 1445 จึงเป็นคดีครอบครัว
10 (2) ค าฟ้องที่อ้างว่าการสมรสระหว่างโจทก์กับสามีเป็นการสมรสซ้อนตกเป็นโมฆะ ขอให้พิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะ และให้เพิกถอนนิติกรรมที่สามี โจทก์ยินยอมให้จ าเลยถือกรรมสิทธิ์ร่วมใน ที่ดิน โดยมิได้รับความยินยอมจากโจทก์ อันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการสินสมรสตามมาตรา 1480 (3) การที่โจทก์ซึ่งจดทะเบียนสมรสกับจ าเลย ยื่นฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียน สมรสระหว่างโจทก์ จ าเลย โดยอ้างว่าการสมรสระหว่างโจทก์และจ าเลยขาดเจตนาในการจดทะเบียนสมรส กันจริง แต่กระท าเพื่อเป็นนิติกรรมอ าพรางญาติผู้ใหญ่ เป็นกรณีอ้างว่าการสมรสฝ่าฝืนเงื่อนไขที่ชายหญิง ต้องยินยอมเป็นสามีภรรยากันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 อันเป็นบทบัญญัติในบรรพ 5 จึงเป็นคดีครอบครัว (4) คดีที่ฟ้องขอให้บังคับเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยา เช่น คดีที่สามีหรือภรรยาฟ้องขอให้อีกฝ่ายใส่ชื่อตนในทะเบียนกรรมสิทธิ์ที่ดิน (ยช.10/2543) คดีที่ฟ้องกล่าวอ้าง จัดการสินสมรส เป็นที่เสียหายและมีพฤติการณ์จะท าความหายนะแก่สินสมรสขอให้ตนมีอ านาจจัดการ สินสมรสแต่ผู้เดียว (ยช.2/2453) หรือแยกสินสมรส (ยช.7/2554) หรือคดีที่คู่สมรสฟ้องผู้มีชื่อเป็นจ าเลยอ้างว่า คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งของตนน าเงินที่เป็นสินสมรสไปซื้อที่ดินใส่ชื่อจ าเลยเป็นเจ้าของ ขอให้เพิกถอนชื่อหรือให้ใช้ ราคา (ยช.14/2541) หรือฟ้องขอแบ่งทรัพย์สิน โดยอ้างว่ามีบันทึกข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินระหว่างที่เป็นสามี ภรรยากัน ถือว่าเป็นคดีฟ้องในเรื่องสัญญาที่เกี่ยวกับสินสมรสระหว่างสามีภรรยา ตามประมวลกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 1465 และมาตรา 1469 (5) คดีที่สามีหรือภรรยาฟ้องคู่สมรสอีกฝ่าย ขอให้เพิกถอนนิติกรรมเกี่ยวกับสินสมรส ที่กระท าในระหว่างสมรสมิได้รับความยินยอมของตน (6) คดีที่สามีและภรรยาฟ้องอีกฝ่าย อ้างว่าการหย่าไม่มีผลสมบูรณ์เพราะการหย่า เกิดจากการข่มขู่ (7) คดีที่สามีหรือภรรยาฟ้องคู่สมรสอีกฝ่ายตามบันทึกหลังทะเบียนหย่าหรือสัญญา ประนีประนอมยอมความ เช่น ค าฟ้องที่บังคับให้ผู้ซึ่งเคยเป็นสามีหรือภรรยา จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูตามสัญญา ที่ท าหลังจากการหย่าขาดจากกันแล้ว (ยช.25/2551, ยช.17/2544) ฟ้องขอให้แบ่งทรัพย์สินตามบันทึกท้าย ทะเบียนหย่า (ยช.25/2554, ยช.6/2553) (8) คดีฟ้องขอให้เพิกถอนชื่อผู้จดทะเบียนว่าเด็กผู้เยาว์เป็นบุตร ตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1555 (ยช.5/2539) หรือคดีที่ฟ้องไม่รับเด็กเป็นบุตร (9) คดีที่ฟ้องเรียกค่าทดแทนความเสียหายจากชายชู้ อ้างว่าร่วมประเวณีกับภรรยาตน (ยช.2/2544) หรือที่หญิงแสดงตนโดยเปิดเผยว่ามีความสัมพันธ์กับสามีตนในท านองชู้สาว (10) คดีที่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตาย แล้วหาทายาทฟ้องแบ่งทรัพย์สินกัน หากมีปัญหา เกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสของคู่สมรสอีกฝ่ายที่ตาย (11) คดีครอบครัวระหว่างอิสลามศาสนิกเป็นคู่ความทั้งสองฝ่ายใน 4 จังหวัดชายแดน ภาคใต้ ซึ่งต้องบังคับตามกฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดก บังคับแทนประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสตูล พ.ศ.2489 มาตรา 3 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 เป็นคดีครอบครัวขึ้นศาลเยาวชนและครอบครัว 2) คดีเกี่ยวกับสถานะและความสามารถของบุคคล อันเกี่ยวกับครอบครัวหรือส่วนได้เสีย ของผู้เยาว์ ซึ่งพิพาทกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในบรรพ 1 มาตรา 21, 28, 32, 43 และ 44 และในบรรพ 6 มาตรา 1610, 1611, 1687 และ 1692 (1) คดีขอท านิติกรรมแทนผู้เยาว์
11 (2) คดีที่ท าสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ในศาลยุติธรรม จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลเยาวชนและครอบครัวที่มีเขตอ านาจ (3) คดีขอตั้งผู้อนุบาลซึ่งบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 2816 (4) คดีที่พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันร้องขอให้มีค าสั่งว่าเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และตั้งตนเป็นผู้พิทักษ์ (5) คดีที่ผู้พิทักษ์ร้องขออนุญาตขายอสังหาริมทรัพย์ของคนเสมือนไร้ความสามารถ ที่ตนเป็นผู้พิทักษ์ที่ต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1598/15 โดยอนุโลม (ยช.12/2538) อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่มีการฟ้องคดีแพ่งต่อศาลเยาวชนและครอบครัวหรือศาลยุติธรรมอื่น และมีปัญหาโต้แย้ง ว่าคดีดังกล่าวเป็นคดีครอบครัวหรือไม่ โดยอาจเป็นกรณีที่ศาลเห็นเองหรือคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโต้แย้ง ศาลเยาวชนและครอบครัวหรือศาลยุติธรรมอื่นนั้นต้องรอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว แล้วเสนอปัญหา นั้นให้ประธานศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษเป็นผู้วินิจฉัย และค าวินิจฉัยของประธานศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษ ให้เป็นที่สุด (พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 11) 2.1.2.2 การพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัว ตามที่ จิระนิติ หะวานนท์ (2556, หน้า 92-94) ได้กล่าวถึง พระราชบัญญัติศาลเยาวชน และครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มีการบัญญัติวิธีพิจารณาคดีครอบครัวไว้ใน หมวด 13 ว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัว และหมวด 14 ว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัว ที่ผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสีย ได้บัญญัติถึงกระบวนพิจารณาไว้เป็นการเฉพาะเพื่อเป็นการคุ้มครอง สถานภาพของครอบครัว รวมถึงสิทธิและสวัสดิภาพของผู้เยาว์ดังนี้ ซึ่งมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากกระบวน พิจารณาคดีแพ่งในศาลยุติธรรมอื่นบางประการ ได้แก่ 1) การมีมาตรการช่วยเหลือคู่ความในการน าคดีเข้าสู่ศาลโดยเฉพาะกรณีที่มีผู้เยาว์ มีส่วนได้เสีย ได้แก่ การมีบทบัญญัติเพื่อแก้ไขข้อขัดข้องในคดีฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู ตั้งแต่ให้โจทก์อาจ ฟ้องด้วยวาจาได้ (พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 157) และโจทก์ได้รับยกเว้นค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมในคดี (พระราชบัญญัติศาล เยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 155) และขอให้ศาล แต่งตั้งทนายความให้ในกรณีไม่มีทนายความ (พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณา คดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 158) เป็นต้น นอกจากนี้กฎหมายยังให้ศาลมีอ านาจก าหนด วิธีการหรือมาตรการคุ้มครองชั่วคราวในการก าหนดที่พักอาศัย การพิทักษ์อุปการะเลี้ยงดูบุตรได้ตามความ จ าเป็นและสมควรแก่พฤติการณ์ โดยเฉพาะกรณี (พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณา คดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 159) 2) องค์คณะการพิจารณาพิพากษาคดีในคดีครอบครัวซึ่งมีผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือ ส่วนได้เสีย องค์คณะต้องประกอบด้วยผู้พิพากษาไม่น้อยกว่าสองคน และผู้พิพากษาสมทบสองคนซึ่งอย่างน้อย หนึ่งคนเป็นสตรีจึงจะเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาได้ แต่หากคดีนั้นไม่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียและ ศาลสอบถามแล้วปรากฏว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งว่าไม่ประสงค์จะให้มีผู้พิพากษาสมทบ เป็นองค์คณะให้ผู้พิพากษาไม่น้อยกว่าสองคนเป็นองค์คณะได้ (พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 23 ประกอบมาตรา 147) นอกจากนี้ในคดีที่ ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ต้องมีการแจ้งให้ผู้อ านวยการสถานพินิจทราบและรับฟังความเห็นของผู้อ านวยการ สถานพินิจและก่อนมีค าพิพากษาหรือค าสั่งเสมอด้วย
12 3) การเน้นให้คู่ความตกลงยุติข้อพิพาทกันเองด้วยความสมัครใจ หลักส าคัญของศาลใน การพิจารณาคดีครอบครัวคือศาลต้องเน้นการเปรียบเทียบให้คู่ความตกลงหรือประนีประนอมยอมความกัน มากกว่าการยุติคดีตามค าพิพากษา โดยค านึงถึงความสงบสุขและการอยู่ร่วมกันในครอบครัว ดังต่อไปนี้ (1) การสงวนและคุ้มครองสถานภาพของการสมรสในฐานะที่เป็นศูนย์รวมของชาย และหญิงที่สมัครใจเข้ามาอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา หากไม่อาจรักษาสถานภาพของการสมรสได้ก็ให้การหย่า เป็นไปด้วยความเป็นธรรมและหญิงที่สมัครใจและเสียหายน้อยที่สุด โดยค านึงถึงสวัสดิภาพและอนาคตของ บุตรเป็นส าคัญ (2) การคุ้มครองและการช่วยเหลือครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ครอบครัว นั้นต้องรับผิดชอบในการดูแลให้การศึกษาแก่บุตรที่เป็นผู้เยาว์ (3) การคุ้มครองสิทธิของบุตรและสวัสดิภาพของบุตร (4) หามาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือสามีภริยาให้ปรองดองกันและปรับปรุงความสัมพันธ์ ระหว่างกันเองและบุตร (พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 146) ทั้งนี้เพื่อให้แนวคิดการน าระบบประนีประนอมโดยค านึงถึงความสงบสุขและการอยู่ ร่วมกันในครอบครัวมาใช้ในข้อพิพาทคดีครอบครัวให้เกิดผลสัมฤทธิ์ จึงมีการสร้างระบบผู้ประนีประนอมคดี ครอบครัวขึ้นเป็นการเฉพาะและก าหนดให้คดีครอบครัวซึ่งเป็นคดีมีข้อพิพาททุกคดีเข้าสู่ ระบบไกล่เกลี่ยตั้งแต่ เริ่มคดี (พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและ ครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 148) 4) การมีมาตรการในการคุ้มครองสวัสดิภาพครอบครัวและผู้เยาว์ในระหว่างการไกล่เกลี่ย ข้อพิพาทหรือพิจารณาคดี เช่น ในระหว่างไกล่เกลี่ยศาลอาจมอบหมายให้บิดามารดา ผู้ปกครอง ญาติของคู่ความ ทนายความของคู่ความ นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยาหรือบุคคลหรือหน่วยงานที่ศาลเห็นสมควรให้ค าปรึกษา หรือช่วยเหลือผู้ประนีประนอมหรือในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เข้ามาเกี่ยวข้องและจ าเป็นต้องได้รับการสงเคราะห์ หรือคุ้มครองสวัสดิภาพ ศาลอาจเรียกพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็กมาร่วมในการ ไกล่เกลี่ยด้วยก็ได้ (พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 148 วรรคสอง) นอกจากนี้ศาลอาจให้ผู้อ านวยการสถานพินิจ นักสังคมสงเคราะห์ หรือ นักจิตวิทยา ด าเนินการสืบเสาะภาวะความเป็นอยู่ของครอบครัว เพื่อประโยชน์ในการเปรียบเทียบให้คู่ความได้ ตกลงหรือประนีประนอมกันในข้อพิพาท หรือเมื่อเห็นเป็นการสมควรและคู่ความได้ยินยอมแล้วจะสั่งให้แพทย์ หรือจิตแพทย์ตรวจสภาพร่างกายหรือสภาพจิตของคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ได้ (พระราชบัญญัติศาลเยาวชน และครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 152) โดยสรุป แม้พระราชบัญญัติ ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มีบทบัญญัติที่เพิ่มการคุ้มครอง สถานภาพของครอบครัวและสิทธิของผู้เยาว์ไว้หลายประการ แต่ในทางปฏิบัติ การจะสามารถคุ้มครองและ ยกระดับมาตรฐานการพิจารณาคดีครอบครัวได้เพียงใด ย่อมไม่ได้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติของ กฎหมายเพียงประการเดียว ยังต้องประกอบด้วยการลงมือปฏิบัติให้ได้ผลจริงโดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือด้วย ศาลเยาวชนและครอบครัวซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ จึงต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการ ท างานไม่ให้จ ากัดขอบเขตอยู่เพียงการพิจารณาพิพากษาคดีในบัลลังก์ในลักษณะตั้งรับและหวังเพียงให้คดีแล้ว เสร็จไปจากศาลเท่านั้น แต่ศาลอาจต้องปรับตัวในการท างานโดยเฉพาะในส่วนคดีครอบครัวศาลควรต้องท างาน กับทีมสหวิชาชีพ นักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์ มีการสร้างเครือข่าย ตลอดทั้ง สถาบันวิจัยรพีพัฒนศักดิ์ ส านักงานศาลยุติธรรม (2556, หน้า.20) ที่ระบุว่า ในหน้าที่ของเครือข่ายเพื่อการดูแลครอบครัวและผู้เยาว์ ให้ดียิ่งขึ้น เหล่านี้ล้วนเป็นบทบาทการท างานอีกด้านหนึ่งของศาลเยาวชนและครอบครัวที่แตกต่างจาก
13 ศาลยุติธรรมอื่น ศาลเยาวชนและครอบครัวต้องเป็นผู้น าที่ไม่เพียงเป็นที่ไว้วางใจและร่วมท างานกับฝ่ายอื่นได้เท่านั้น แต่ศาลเยาวชนและครอบครัวจะต้องท าให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ซึ่งท างานด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัวในลักษณะที่ต่างฝ่ายต่างท าภายใต้กรอบหน้าที่ของตนเองแบบเดิม ๆ และภายใต้ข้อจ ากัดของแต่ละ หน่วยงานของตนให้เกิดความตระหนัก และเห็นถึงความส าคัญของการต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการท างานไปสู่ การบูรณาการองค์ความรู้และทุกเครื่องมือที่แต่ละฝ่ายมีอยู่มาช่วยสนับสนุนการท างานร่วมกันอย่างเป็นองค์รวม เพื่อบรรลุถึงจุดมุ่งหมายของการดูแลผู้เยาว์และสร้างครอบครัวที่ปรองดองให้แก่สังคมประเทศชาติ จึงจะ เรียกได้ว่าเป็นศาลแห่งการแก้ไขปัญหาแก่ประชาชน (Problem-Solving Court) อย่างแท้จริง 2.2 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 2.2.1 ความหมายของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท การไกล่เกลี่ย (Mediation) มีนักวิชาการและหน่วยงานได้ให้ความหมายของการไกล่เกลี่ยไว้อย่าง สอดคล้องกัน ดังนี้ ภานุ รังสีสหัส (2550, หน้า 47) ได้กล่าวว่า การไกล่เกลี่ย หมายถึง กระบวนการระงับข้อพิพาทที่ มีบุคคลที่สามเข้ามาช่วยเหลือให้คู่ความเจราจาต่อรองกันได้ส าเร็จ ช่วยให้คู่ความทั้งสองฝ่ายหรือทุกฝ่าย สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกัน เกษม คมสัตย์ธรรม (2552, หน้า 47) ได้กล่าวว่า การไกล่เกลี่ย หมายถึง การที่คู่กรณีทั้งสองฝ่าย ระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งที่มีอยู่ หรือจะมีขึ้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันและกัน โดยมีบุคคล หรือองค์กรตัวแทนที่เป็นกลางเข้าไปสร้างความปองดอง ที่ไม่มีการใช้อ านาจบังคับไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ส านักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญา (ม.ป.ป., หน้า 4) ได้กล่าวว่า การไกล่เกลี่ย หมายถึง การระงับข้อพิพาทด้วยความตกลงยินยอมของคู่ความเอง โดยมีบุคคลที่สาม มาเป็นคนกลางช่วยเหลือให้ค าแนะน า เสนอแนะหาทางออก เพื่อให้ข้อพิพาทยุติหรือระงับข้อพิพาทให้ คู่ความสามารถเจรจาตกลงกันได้ส าเร็จ สรวิศ ลิมปรังษี (2555, หน้า 62) ได้กล่าวว่า การไกล่เกลี่ย หมายถึง การพูดคุยหารือปัญหา ข้อพิพาทโดยมีผู้ไกล่เกลี่ย (Mediator) เข้ามาเกี่ยวข้องกับการพูดคุยหารือกันของคู่พิพาท เป็นผู้ไม่มี ส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาข้อพิพาทแต่อย่างใด ที่เข้ามาเนื่องจากได้รับการร้องขอให้เข้ามาช่วยคู่พิพาทในการ แก้ปัญหาความขัดแย้ง โชติช่วง ทัพวงศ์ (2558, หน้า 14) ได้กล่าวว่า การไกล่เกลี่ย หมายถึง กระบวนการระงับ การแก้ไขปัญหาข้อพิพาทโดยมีบุคคลที่สามที่เป็นกลางเข้าช่วยเหลือ แนะน าคู่กรณีในการเจรจาต่อรองและ หาทางออกที่คู่กรณีพึงพอใจ Henry J. Brown & Arthur L. (1999, p 127, อ้างถึงใน ธีมาพร ทวีชัยทศพล, 2555, หน้า 12) ได้กล่าวว่า การไกล่เกลี่ย หมายถึง กระบวนการที่ส่งเสริมช่วยเหลือคู่กรณีด้วยบุคคลที่สามที่เป็นกลางเรียกว่า ผู้ไกล่เกลี่ย (Mediator) เป็นบุคคลที่ช่วยให้คู่กรณีตกลงข้อพิพาทด้วยตนเอง ที่ผู้ไกล่เกลี่ยไม่มีอ านาจ ในการตัดสินใจแทนคู่กรณี จากการศึกษาความหมายที่กล่าวมา สรุปได้ว่า การไกล่เกลี่ย หมายถึง กระบวนการระงับข้อพิพาท โดยมีผู้ไกล่เกลี่ย (Mediator) ที่เป็นกลางให้ข้อแนะน าแก่คู่ความในการหาข้อตกลงของคู่ความเองได้อย่าง ส าเร็จด้วยความพึงพอใจ 2.2.2 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท การไกล่เกลี่ยหรือการประนีประนอม เป็นรูปแบบหรือวิธีการที่สามารถจะท าให้ข้อพิพาทยุติลงได้ โดยมีผู้ไกล่เกลี่ยเป็นคนกลาง ซึ่งในคดีครอบครัวได้ให้ความส าคัญกับการประนีประนอมกันในข้อพิพาทดังกล่าว
14 มากกว่าในคดีโดยทั่วไป ดังที่ปรากฎในหมวด 13 เรื่อง การพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัวแห่งพระราชบัญญัติ ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 146 ที่บัญญัติว่าไม่ว่า การพิจารณาคดีจะได้ด าเนินไปแล้วเพียงใด ให้ศาลพยายามเปรียบเทียบให้คู่ความได้ตกลงกัน หรือประนีประนอม กันในข้อพิพาท และตามมาตรา 148 ในคดีครอบครัวที่มีข้อพิพาทกฎหมายบังคับให้ศาล ตั้งผู้ประนีประนอมคดี ครอบครัวเพื่อไกล่เกลี่ยให้คู่ความในคดีครอบครัวได้ประนีประนอมกัน อีกทั้งยังมีการน าระบบการไกล่เกลี่ย ก่อนฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 20 ตรี ซึ่งเป็นทางเลือก ให้แก่ผู้ที่มีกรณีพิพาท ทางแพ่งใช้เป็นช่องทางในการยุติข้อพิพาทก่อนที่จะมีการฟ้องคดีมาใช้กับคดีครอบครัวอีกด้วย ดังนั้นจึงมีความ จ าเป็นในการศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเพื่อเป็นพื้นฐานในการท าความเข้าใจต่อ การไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทในคดีครอบครัว ดังนี้ 2.2.2.1 กลุ่มแนวคิดเกี่ยวกับแนวทางสันติวิธี กลุ่มแนวคิดสันติวิธีได้เสนอวิธีการไม่ใช้ความรุนแรง (Non-Violent Methods) ก็คือ “กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์” (Restorative Justice) ดังที่ ณรงค์ ใจหาญ และคณะ (2552, หน้า 33) ได้กล่าวถึง กระบวนการยุติธรรมสมานฉันท์ (Restorative Justice) หมายถึง กระบวนการใด ๆ ที่สร้าง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระท าความผิดและผู้เสียหายกลับคืนสู่ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน โดยใช้วิธีการสร้าง กระบวนการที่มีส่วนร่วมหลายฝ่าย ได้แก่ ผู้กระท าความผิด ฝ่ายผู้เสียหาย สังคมชุมชน และเจ้าพนักงาน ในกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้กระบวนการดังกล่าวด าเนินการโดยวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีแทน การลงโทษจ าคุก หรือลงโทษอื่นตามที่กฎหมายก าหนด ซึ่งอาจหมายรวมถึงการเจรจา (Mediation) การไกล่เกลี่ย (Conciliation) การประชุมกลุ่มเพื่อระงับข้อพิพาท (Conferencing and Sentencing Circles) โดยวัตถุประสงค์ของกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ณฐ นารินทร์ และจรินทิพย์ ตรัยตรึงตรีคูณ (2561, หน้า 11 อ้างถึงใน ณัฐวสา ฉัตรไพฑูรย์, 2547, หน้า 1) ได้กล่าวถึง วัตถุประสงค์ของกระบวนการ ยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ว่ามีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่ 1) การชดใช้ความเสียหายให้แก่ผู้เสียหาย ไม่ว่าจะ เป็นความเสียหายทางทรัพย์สิน ทางกาย หรือจิตใจรวมถึงเกียรติภูมิ และ 2) เป็นการป้องกันการกระท า ความผิดซ้ า โดยมีกระบวนการที่ก าหนดเงื่อนไขที่ผู้กระท าความผิดต้องปฏิบัติและเป็นหลักประกันว่าจะ ไม่กระท าความผิดซ้ าอีก ส าหรับรูปแบบของกระบวนการยุติธรรมสมานฉันท์ ณฐ นารินทร์ และจรินทิพย์ ตรัยตรึงตรีคูณ (2561 หน้า 16-20 อ้างถึงใน ณัฐวสา ฉัตรไพฑูรย์, 2547, หน้า 28-31) ได้กล่าวถึง รูปแบบของกระบวนการ ยุติธรรมสมานฉันท์ที่สามารถน าปรับใช้กับกระบวนการยุติสมานฉันท์มี 4 รูปแบบ ดังนี้ 1) การประนอมข้อพิพาทระหว่างผู้เสียหายและผู้กระท าความผิด (Victim Offender Mediation) เป็นการน าเอาบุคคลทั้งสองฝ่ายคือผู้เสียหายและผู้กระท าความผิดมาพบปะกัน เพื่อพูดคุย ประนอมข้อพิพาท โดยผู้ประนอมข้อพิพาทจะเป็นอาสาสมัครที่ได้รับการอบร มมาเป็นอย่างดี ซึ่ง ผู้ประนอมข้อพิพาทจะท าหน้าที่โน้มน้าวให้ทั้งผู้เสียหาย และผู้กระท าความผิดพูดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ความเดือดร้อนและความเสียหายจากการกระท าความผิดและจะมีการตั้งค าถามต่ออีกฝ่ายหนึ่ง และจบด้วย การหาข้อสรุปเพื่อการชดใช้และเยียวยาผลของการกระท าความผิดที่เกิดขึ้น 2) การประชุมกลุ่มครอบครัว (Family Group Conference) การประชุมกลุ่มครอบครัว มีลักษณะคล้ายกับการประนอมข้อพิพาท แต่การประชุมกลุ่มครอบครัวจะเปิดโอกาสให้บุคคลอื่น ๆ ในชุมชน เข้าร่วมในกระบวนการระงับข้อพิพาท ดังนั้นนอกจากผู้เสียหายและผู้กระท าความผิดแล้ว บุคคลอื่น ไม่ว่าจะเป็นบุคคลในครอบครัวของคู่กรณีคนรู้จัก ต ารวจ ทนายความ และผู้แทนของคนในชุมชน จะเข้าร่วม กระบวนการได้ด้วย
15 3) การเตือนแบบ Wagga Wagga เป็นแนวคิดเรื่องการต าหนิเพื่อสร้างสัมพันธ์ใหม่ที่ดี ต่อกัน ที่เชื่อว่ามีจุดแบ่งแยกระหว่างการต าหนิที่จะสร้างตราบาปแก่ผู้กระท าผิดกับการต าหนิที่ท าให้ผู้กระท า ผิดได้รู้ว่าตนเองท าผิดไป โดยจะต้องท าด้วยความรักและนับถือกัน น ามาซึ่งการให้อภัยและการต าหนิของกลุ่ม ครอบครัวจะต้องกระท าด้วยเคารพในสิทธิของผู้กระท าผิดและมุ่งที่จะท าให้เกิดความสมานฉันท์ เป็นรูปแบบของการควบคุมโดยชุมชนแบบบูรณาการที่มีประสิทธิภาพ การเตือนแบบ Wagga Wagga จึงมี แนวความคิดอยู่ที่การน าผู้กระท าผิดมาเข้ากระบวนการต าหนิโดยชุมชนดังกล่าว 4) การลงโทษโดยที่ประชุม (Circle Sentencing) นั้นจะต่างกับรูปแบบกระบวนการยุติ เชิงสมานฉันท์รูปแบบอื่น ตรงที่ว่าการลงโทษโดยที่ประชุมนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของขั้นตอนการพิจารณาการ ลงโทษของศาลและมีสภาพเป็นกระบวนการยุติธรรมชุมชน ที่ใช้ร่วมกันไปกับระบบกระบวนการยุติธรรมใน ระยะแรก และยังได้น ารูปแบบนี้ไปใช้กรณีการกระท าความผิดของเยาวชนและผู้ใหญ่ ทั้งนี้รูปแบบการลงโทษ โดยที่ประชุมนี้จะคล้ายคลึงกับรูปแบบของการประชุมกลุ่มครอบครัว ที่จะต้องท าให้ผู้กระท าความผิด รับผิดชอบต่อความผิดที่ได้ท า 2.2.2.2 ทฤษฎีการแข่งขัน (Competitive Theory) โดย สราวุธ เบญจกุล (ม.ป.ป., หน้า 73) ได้กล่าวถึงทฤษฎีการแข่งขันในแง่มุมที่ว่า ทรัพยากรมีอยู่จ ากัด จึงต้องแบ่งกันโดยการแข่งขันเพื่อให้เกิดความส าเร็จ ปัจจุบันประชากรมีจ านวนมากขึ้น สวนทางกับโอกาสที่ลดน้อยลง ดังนั้น การแข่งขันจึงเป็นวิธีการแบ่งปันนั้นคือการแจกจ่ายโดยอีกฝ่ายหนึ่งได้ และอีกฝ่ายหนึ่งต้องสูญเสีย ทฤษฎีนี้ยอมรับว่านักกฎหมายบางคนมีความประสงค์ให้ลูกความของตนได้รับ ความยุติธรรม ความหวังดีความไว้วางใจจากผู้อื่น และการตอบสนองที่มีจริยธรรม ดังนั้นจ าเป็นอย่างยิ่งที่ต้อง อาศัยความเชี่ยวชาญของนักกฎหมายซึ่งท าหน้าที่เจรจา ทั้งนี้จะต้องเป็นผู้มีความรู้ความช านาญและสามารถ รักษาผลประโยชน์ของลูกความได้ ซึ่งผลประโยชน์นั้นอาจอยู่ในรูปแบบเงินตราหรือวัตถุ ตลอดจนต้องมีความ เข้าใจในศักยภาพของตนและใช้โดยไม่ชักช้า เพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกความได้ ทฤษฎีนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า “สังคมอยู่ภายใต้การปกครองหรือการครอบง าของผู้ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ในสถานการณ์ของ การเจรจาแต่ละฝ่าย ทั้งนักกฎหมายและลูกความ ต่างมีความประสงค์ให้บรรลุความต้องการของตนเองให้มาก ที่สุด” ดังนั้นทฤษฎีนี้จึงเป็นรูปแบบการเจรจาที่ก าหนดขึ้น โดยถือผลประโยชน์ของตนเป็นส าคัญ เพื่อตนเอง ได้รับประโยชน์สูงสุด ไม่สนใจว่าอีกฝ่ายจะต้องเสียผลประโยชน์อย่างไร อีกทั้ง จ่าสิบต ารวจ กิตติภณ สืบมา (2554, หน้า 26-27) ได้กล่าวถึงทฤษฎีการขัดแย้งนี้ ที่มีวัตถุประสงค์เบื้องต้นของนักกฎหมาย คือการควบคุม ขั้นตอนการเจรจาข้อขัดแย้งในการเผชิญหน้ากัน นักกฎหมายผู้ซึ่งเข้าใจระบบการแข่งขัน จะได้เปรียบในการ ก าหนดรูปแบบและขั้นตอนของการเจรจา การต่อรองที่แข็งกร้าวจะเหนือกว่าที่ฝ่ายที่ด้อยกว่า ดังนั้นข้อขัดแย้ง จึงยุติได้แต่ผลของการเจรจาจะคาดหมายได้ยาก เมื่อนักกฎหมายที่ใช้ทฤษฎีแข่งขันในการเจรจายุติข้อพิพาท ผลที่เกิดขึ้นมี ดังนี้ 1) การใช้ทฤษฎีดังกล่าว ท าให้เกิดอคติที่จะเผชิญหน้า เมื่อนักกฎหมายผู้นั้นขาดข้อมูลที่ ส าคัญเกี่ยวกับความขัดแย้ง เนื่องจากทฤษฎีการแข่งขันเน้นถึงการเจรจาที่เป็นปฏิปักษ์ 2) ทฤษฎีดังกล่าว ผู้เจรจาไม่จ าเป็นต้องพิเคราะห์ถึงเนื้อหาข้อขัดแย้งหรือองค์ประกอบที่ ส าคัญในการแก้ปัญหา แต่เป็นเรื่องของเทคนิคการยืนกรานเสนอข้อเรียกร้องที่สูง ควบคุมสัดส่วนผลประโยชน์ ของตนใช้การข่มขู่หรือข้อโต้เถียงที่ส าคัญ 3) นักกฎหมายภายใต้ทฤษฎีการแข่งขัน ไม่อาจจะให้ความส าคัญแก่ผลประโยชน์พื้นฐาน ของฝ่ายตรงข้าม แนวทางเช่นนี้เป็นการปิดกั้นโอกาสของนักกฎหมายที่จะได้รับประโยชน์ร่วมกันกับฝ่ายตรงข้าม ซึ่งจะกระท าได้โดยการรับฟังความคิดเห็นของอีกฝ่ายและท าความเข้าใจร่วมกัน
16 4) นักกฎหมายภายใต้ทฤษฎีการแข่งขัน ก่อให้เกิดความตึงเครียดความกลัวใน การเจรจา ความไม่เชื่อถือซึ่งกันและกัน ความโกรธและความอึดอัดเป็นผลที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจากการเจรจา 5) ผลของบรรยากาศในการเจรจาแบบแข่งขันที่มีความตึงเครียด ท าให้การสื่อสารของ ทั้งคู่มีความบิดเบือนไปในลักษณะที่กระทบต่อผลการเจรจา ซึ่งไม่เป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่าย ความโกรธและ ความกลัวเป็นอุปสรรคในการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน การสื่อสารในลักษณะบิดเบือนเพิ่มโอกาสให้มีการตีความ และตัดสินใจที่ผิดพลาด 6) ทฤษฎีการแข่งขันนิยมใช้ยุทธศาสตร์ซึ่งส่งเสริมผู้ที่ยึดมั่นในจุดยืนของตน ค าพูดที่นักกฎหมายประเภทนี้ใช้มากที่สุดได้แก่ “นี่เป็นข้อเสนอสุดท้าย หากคุณไม่ยอมรับ เราควรจะให้ศาล พิจารณาและชี้ขาดต่อไป” โดยข้อดีของทฤษฎีนี้ คือสามารถก าหนดรูปแบบและขั้นตอนการเจรจา ตลอดทั้ง การต่อรองที่แข็งกร้าวเหนือกว่าฝ่ายที่ด้อยกว่า ท าให้ข้อพิพาทสามารถยุติลงได้ แต่มีข้อเสียที่คู่ความ ต้องเผชิญหน้ากัน แต่ละฝ่ายต่อสู้เพื่อชัยชนะ ท าให้เกิดศรัตรูกัน เมื่อฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์อีกฝ่ายหนึ่งเสีย ประโยชน์ 2.2.2.3 ทฤษฎีการแก้ปัญหา (Problem Solving Theory) โดย อมรรัตน์ อ ามาตเสนา (2562. หน้า 62-63 อ้างถึงใน รัฐพล เย็นใจมา และสุรพล สุยะพรหม. 2561, หน้า 224-238) ได้กล่าวถึงโดยสรุปว่า ทฤษฎีนี้ถือหลักว่า ผู้เข้าร่วมเจรจาทุกคนมี ผลประโยชน์ร่วมกัน ถ้าไม่มีสิ่งอื่นทุกคนอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมของสังคมเดียวกัน จึงมีส่วนร่วมในการ แก้ปัญหาร่วมกันเพื่อให้สามารถน าข้อตกลงด้วยความสมัครใจ ข้อขัดแย้งเป็นปัญหาที่ต้องศึกษาและแก้ไข ร่วมกัน โดยคู่ความทั้งสองฝ่ายเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน โดยหลักการของทฤษฎีการแก้ปัญหาที่ส าคัญ ดังที่ จ่าสิบต ารวจ กิตติภณ สืบมา (2554, หน้า 27-28) ได้กล่าวถึงมี 7 ประการ ดังนี้ 1) แยกปัญหาและความสัมพันธ์ส่วนตัวออกจากข้อขัดแย้งและแก้ไขในแต่ละปัญหาแยก ต่างหาก อย่ารวมปัญหาเข้าด้วยกัน 2) เน้นความส าคัญประโยชน์ได้เสียและความต้องการของคู่ความ ไม่ใช่ในฐานะของ คู่ความ การเน้นฐานะที่แตกต่างกันของคู่ความจะท าให้มีการประนีประนอมยอมความยากขึ้น คู่ความต้อง หาทางประสานผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายและเน้นถึงประโยชน์ร่วมกัน 3) คิดหาทางเลือกหลายวิธี ซึ่งคู่ความจะได้ประโยขน์ร่วมกัน จึงควรแยกการระดม ความคิดหาทางแก้ปัญหาออกจากการประเมินปัญหา เพื่อหาทางแก้ไขในการที่จะเป็นประโยชน์กับคู่ความ ทุกฝ่าย 4) ยืนยันการใช้องค์ประกอบต่าง ๆ ที่ต้องน ามาใช้ในการตัดสินใจเพื่อประเมินทางเลือก 5) เข้าใจและปรับปรุงทางเลือกที่ดีที่สุดในการเจรจาตกลงท าสัญญา ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดใน การประเมินข้อเสนอเพื่อจะตกลงกัน ผู้เจรจาควรจะยอมรับข้อเสนอของอีกฝ่ายหากข้อเสนอนั้นดีกว่า ทางเลือกตามข้อเสนอของตน 6) ทฤษฎีการแก้ไขปัญหา ค านึงถึงความชอบธรรมของฐานะประโยชน์และความประสงค์ ของอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่เพียงแต่สิ่งเหล่านี้จะมีความส าคัญต่อขั้นตอนการเจรจา แต่นักกฎหมายควรเปิดโอกาส ยอมรับข้อเสนอของอีกฝ่ายในการเจรจาด้วย 7) ทฤษฎีการแก้ไขปัญหานี้ การเจรจาส่วนใหญ่จะมีปัญหาหลายประเด็น ดังนั้นการเจรจา เป็นการรวบรวมข้อโต้แย้งการแข่งขันเพื่อหาข้อยุติและการแก้ไขปัญหา
17 โดยข้อดีของทฤษฎีการแก้ปัญหาคือการแก้ปัญหาร่วมกัน ที่ค านึงถึงความชอบธรรม ของฐานะผลประโยชน์และความประสงค์ของอีกฝ่าย มิได้มุ่งเพียงชัยชนะเท่านั้น ส าหรับข้อเสียที่ว่าไม่อาจใช้ ร่วมกับทฤษฎีการแข่งขันในแง่ที่ว่า แม้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจ ากัดในการแบ่งปัน ฝ่ายหนึ่งอาจใช้ประโยชน์โดย ไม่ท าให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องสูญเสีย ดังนั้นทฤษฎีต่างมีข้อดีข้อเสีย จึงสมควรที่ผู้ไกล่เกลี่ยจะต้องเลือกน าเฉพาะข้อดี มาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดบนพื้นฐานแห่งสภาพปัญหาและสภาพแวดล้อมของแต่ละข้อพิพาทนั้น 2.2.3 ปัจจัยสาเหตุของข้อพิพาท “ตัวปัญหา” ที่คู่ความจะมองอีกฝ่ายในมุมนี้เสมอ การไกล่เกลี่ยจึงเป็นวิธีการที่จะช่วยให้คู่ความ มองอีกฝ่ายเป็นผู้ร่วมแก้ปัญหา ในการช่วยกันหาทางออกไปสู่ข้อยุติอย่างเป็นธรรมที่สุด การไกล่เกลี่ยจึงเป็น การช่วยให้คู่ความมองว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ช่วยแก้ปัญหาไม่ใช่ “ตัวปัญหา” ที่เป็นข้อพิพาท (ป้อมฤดี กุมพันธ์, 2557, หน้า 14) ซึ่งสาเหตุของข้อพิพาทเพื่อน าไปเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยมีหลายปัจจัย ดังที่ อนุสรณ์ อยู่พร้อม (2562, หน้า 42-46) ได้กล่าวโดยสรุปถึงสาเหตุของข้อพิพาทจ าแนกได้ 3 กลุ่มปัจจัย ดังนี้ 1) ปัจจัยด้านคุณลักษณะส่วนบุคคล (Individual Characteristics) คุณลักษณะส่วนบุคคล หมายรวม ถึงบุคคลทุก ๆ ฝ่ายในสถานการณ์ข้อพิพาท โดยปกติการแสดงออกของพฤติกรรมของบุคคลหนึ่งจะมาจาก พื้นฐานความเชื่อ ค่านิยม และฐานความคิดของแต่ละบุคคลที่อาจแตกต่างกัน ดังนั้นถ้าต้องการจะท าความ เข้าใจพฤติกรรมของบุคคล เราจึงต้องท าความเข้าใจความคิดความรู้สึกของบุคคลหรือในการตีความสิ่งใด ๆ รอบตัวอาจจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรมก็ตาม ซึ่งล้วนเป็นอิทธิพลที่ได้รับจากประสบการณ์ในอดีตร่วมกับ อารมณ์ความรู้สึก หลังจากที่ผ่านการตีความไปแล้วจึงเข้าสู่การตัดสินใจสิ่งนั้นออกมา อาจเป็นเชิงบวกหรือเชิง ลบ ถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี สวยหรือไม่สวย แล้วแสดงออกมาเป็นพฤติกรรม เช่น ให้ความเคารพ ดูถูก ก้าวร้าว โกรธ เป็นต้น โดยมีปัจจัยที่เป็นสาเหตุของข้อพิพาท ดังนี้ (1) ค่านิยม (Values) เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงต่อการเกิดข้อพิพาท โดยบุคคล ที่อยู่ในสังคมแตกต่างกันจะมีค่านิยมเกี่ยวกับข้อพิพาทแตกต่างกัน ในสังคมตะวันตกมีค่านิยมในการยอมรับ ข้อพิพาท และเห็นว่าข้อพิพาทบางประเภทน าไปสู่การพัฒนา ขณะที่สังคมตะวันออกมีค่านิยมที่เน้นความ สมานฉันท์ สามัคคี จึงเห็นว่าข้อพิพาทเป็นสิ่งไม่ดีและควรหลีกเลี่ยง (2) เป้าประสงค์ (Goals) สามารถก่อให้เกิดความขัดแย้ง เนื่องจากการที่บุคคลหนึ่งบรรลุ เป้าประสงค์ อาจไปบั่นทอนหรือท าร้ายเป้าประสงค์หรือผลประโยชน์ของผู้อื่น (3) ความมุ่งมั่นต่อจุดยืน (Commitment to Position) เป็นภาวะที่บุคคลมีความมุ่งมั่นใน การปฏิบัติการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง บุคคลที่มีความมุ่งมั่นต่อจุดยืนสูงร่วมกับการมีเป้าหมายที่สูงมีแนวโน้มสร้างความ ขัดแย้งได้มากกว่าบุคคลที่มีความมุ่งมั่นต่อจุดยืนในการบรรลุเป้าหมายต่ า (4) ความเครียด (Stress) และความโกรธ (Anger) เป็นลักษณะก่อให้เกิดข้อพิพาทได้ง่าย เมื่อบุคคลมีความเครียดและความโกรธ จะท าให้ความอดกลั้นต่อสิ่งต่าง ๆ ที่มากระทบต่ ากว่าสภาพปกติ ซึ่งจะ ท าให้มีความพิพาทเกิดขึ้นโดยง่าย (5) ความปรารถนาที่เป็นอิสระ (Desire for Autonomy) เป็นประเด็นที่ท าให้เกิดข้อพิพาท เมื่อมีการต่อสู้กับฝ่ายอื่น โดยที่อีกฝ่ายหนึ่งต้องการอิสระแต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ยินยอม 2) ปัจจัยระหว่างบุคคล (Interpersonal Factors) เมื่อเกิดข้อพิพาทขึ้น คู่พิพาทต้องมี ปฏิสัมพันธ์ต่อกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น ทางหนึ่งพัฒนาไปทางที่ดีขึ้น มีความไว้วางใจ เข้าใจกันมากขึ้น หรือ อีกทางหนึ่งที่แย่ลง อาทิ ความระแวงหรือไม่ไว้วางใจ ไม่ให้ความร่วมมือ โดยมีปัจจัยที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ ระหว่างกันและกลายเป็นความรุนแรงซึ่งจะขึ้นอยู่กับแบบแผนการแสดงพฤติกรรมของคู่ขัดแย้งที่มีต่อกันและ กันเป็นส าคัญ ซึ่งแบบแผนนั้นอาจจะคงตัว ซ้ ารอย ไม่สูญหาย อย่างกรณีที่ทั้งสองฝ่ายมุ่งท าร้ายกัน พฤติกรรม
18 การท าร้ายกันจะเกิดขึ้นต่อเนื่องจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหยุด หรือเดินออกจากแบบแผนพฤติกรรม อันเดิมนั้น อันจะท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางของข้อพิพาทเป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ขึ้น ปัจจัยในเชิงความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคลมีหลายด้าน แต่ละด้านสามารถเป็นชนวนของความขัดแย้งได้ทั้งสิ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ปัจจัยเหล่านี้ประกอบด้วย ดังนี้ (1) การรับรู้เป้าหมายของฝ่ายอื่น (Perceptual Interface) กรณีว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรับรู้ว่า ฝ่ายอื่นมีเป้าหมายสูง และเป้าหมายดังกล่าวอาจไปบั่นทอนหรือท าลายการบรรลุเป้าหมายของฝ่ายตนเองก็จะ สร้างความขัดแย้งเกิดขึ้นได้ รวมถึงการตีความเจตนาของฝ่ายอื่น หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีการตีความว่ามีเจตนาใน การบั่นทอนหรือขัดขวางเป้าประสงค์ของฝ่ายตนเอง ข้อพิพาทก็จะเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน (2) การสื่อสาร (Communication) พฤติกรรม (Behavior) ผลของการสื่อสารมี สองด้าน การมีการสื่อสารระหว่างกันน้อย ส่งผลให้การรับรู้เกี่ยวกับผู้อื่นน้อย ท าให้การประสานงานเกิด ความขัดข้องและอาจน าไปสู่ข้อพิพาทได้ ในอีกด้านหนึ่งหากมีการสื่อสารกันมากเกินไป อาจน าไปสู่การสร้าง ความเข้าใจผิดกันได้ง่ายขึ้น และอาจน าไปสู่ความขัดแย้งได้เช่นกัน (3) พฤติกรรม (Behavior) การกระท าที่มีเจตนาไปขัดขวางเป้าประสงค์ของผู้อื่น ท าให้มี แนวโน้มที่ก่อให้เกิดข้อพิพาทขึ้นได้ (4) ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง (Structural Relationships) โครงสร้าง (Structure) เป็น แบบแผนความสัมพันธ์ที่อยู่ในครอบครัว กลุ่ม องค์กร ประเทศและโลก โครงสร้างมีอิทธิพลในการสร้าง ข้อพิพาท เพราะว่าโครงสร้างมีแนวโน้มก่อให้เกิดความไม่สมดุลเชิงอ านาจ (Power Imbalance) และฝ่ายที่มี พลังอ านาจน้อยกว่า จะต่อต้านฝ่ายที่มีอ านาจมากกว่า หรืออาจมองว่าข้อพิพาทเป็นวิถีการเปลี่ยนแปลงดุลภาพ ของอ านาจ ลักษณะเชิงโครงสร้างที่มีศักยภาพในการสร้างข้อพิพาทได้มากที่สุด คือการพึ่งพาระหว่างกัน (Interdependence) ระหว่างหน่วยทางสังคม การพึ่งพาระหว่างกันสามารถก าจัดและก าหนดวิถีพฤติกรรม ความคาดหวัง และผลลัพธ์ซึ่งสามารถน าไปสู่ข้อพิพาทได้ ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นจะขยายออกไป เมื่อกลุ่มที่มีการ พึ่งพาระหว่างกันมีเป้าประสงค์ที่แตกต่างกัน โครงสร้างมีแนวโน้มเป็นสาเหตุของข้อพิพาทได้มากขึ้น หากถูก ออกแบบหรือสร้างขึ้นมาเพื่อให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ประโยชน์ และอีกฝ่ายเสียประโยชน์ อย่างไรก็ตามตราบใดที่ ฝ่ายเสียประโยชน์ยังไม่ทราบถึงผลกระทบของโครงสร้างดังกล่าวที่มีต่อพวกเขา ข้อพิพาทก็ยังไม่เกิด แต่เมื่อใด ก็ตามที่ฝ่ายเสียผลประโยชน์ เกิดความตระหนักและเข้าใจถึงผลของโครงสร้างดังกล่าว ก็อาจเกิดข้อพิพาทได้ (5) การมีปฏิสัมพันธ์ในอดีต (Previous Interaction) การมีปฏิสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อกันในอดีต สามารถส่งผลกระทบต่อปัจจุบัน ที่สามารถก่อให้เกิดข้อพิพาทได้ อาทิ เคยเข้ารับการรักษาจากสถาน พยาบาล แล้วเกิดข้อผิดพลาด ก็ไม่ต้องการกลับไปรักษาในสถานพยาบาลแห่งเดิมอีก 4) ปัจจัยด้านประเด็น (Issues) ข้อพิพาทมักมาจากการมีประเด็นที่มีความเห็นไม่ตรงกัน มองความเป็นจริงคนละด้านโดยลืมไปว่าความขัดแย้งเกิดขึ้นได้ทุกคน ทุกสถานที่และทุกเวลา เราจึงพบ ประเด็น ในข้อพิพาทได้มากมายและหลากหลาย ตั้งแต่เรื่องส่วนตัว การงาน ครอบครัว สถานะทางสังคม ความยากจน สิ่งแวดล้อม การเมือง ทัศนะ วัฒนธรรม เป็นต้น อาจแบ่งประเภทต่าง ๆ ดังนี้ (1) ข้อพิพาทด้านข้อมูล (Data Conflict) เป็นข้อพิพาทที่เกิดจากการขาดข้อมูล มีข้อมูลน้อยเกินไป ข้อมูลขัดกัน ท าให้การแปลผลผิดพลาด ความเห็นที่แตกต่างกันในการวิเคราะห์ข้อมูล การรับรู้ข้อมูล การเก็บและการรักษาข้อมูล เช่น เจ้าหน้าที่อนามัยรายงานว่ามีผู้ติดยาเสพติดในต าบลนั้น แต่ก านันบอกว่าไม่มี หรือกรณีที่ข้อมูลการเสียชีวิตของประชาชนในช่วงวันสงกรานต์ ของกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทยที่ออกมาไม่ตรงกัน
19 (2) ข้อพิพาทด้านผลประโยชน์ (Interest Conflict) เป็นการแย่งชิงผลประโยชน์ เงิน ทอง ทรัพยากรที่เป็นรูปธรรม เช่น การให้ความดีความชอบ การเลื่อนต าแหน่ง เป็นต้น (3) ข้อพิพาทด้านโครงสร้าง (Structural Conflict) เป็นการแย่งชิงอ านาจ หรือเกี่ยวกับ กฎระเบียบ บทบาท หน้าที่ต่าง ๆ เช่น ข้อพิพาทที่เกี่ยวกับอ านาจการตัดสินใจ การก้าวก่ายหน้าที่ ความรับผิดชอบ เป็นต้น (4) ข้อพิพาทด้านค่านิยม (Value Conflict) เป็นปัญหาทางด้านค่านิยม ความเชื่อที่แตกต่าง กันอันเนื่องมาจากการปลูกฝังการเลี้ยงดูที่แตกต่างกัน เช่น แนวคิดต่อการจัดการใช้งบประมาณ ระหว่างฝ่ายหนึ่ง เน้นพัฒนาบุคลากร แต่อีกฝ่ายหนึ่งเน้นการพัฒนาสิ่งแวดล้อม หรือความเห็นต่อการอบรม ดูแลลูก แนวหนึ่งเป็น แบบตะวันตก แต่อีกแนวหนึ่งเป็นแบบตะวันออก 2.2.4 แนวคิดของกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเพื่อน าไปสู่การหาข้อยุติของคู่ความ มีแนวคิดของกระบวนการ ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ดังที่ อนุสรณ์ อยู่พร้อม (2562, หน้า 118 อ้างถึงใน ตะวัน มานะกุล, 2557) ได้กล่าวถึง โดยสรุปว่า กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทถือเป็นรูปแบบหนึ่งของกระบวนการระงับข้อพิพาททางเลือก (Alternative Dispute Resolution) ซึ่งหมายถึงการระงับข้อพิพาทที่นอกเหนือไปจากการฟ้องร้องต่อศาล (Litigation) ประกอบด้วย 3 รูปแบบ ดังนี้ 2.2.4.1 การเจรจาต่อรอง (Negotiation) หมายถึง การที่คู่พิพาทสมัครใจการเจรจาต่อรองเพื่อ หาข้อตกลงกันเองโดยไม่มีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง 2.2.4.2 การไกล่เกลี่ยหรือประนอมข้อพิพาท (Mediation หรือ Conciliation) หมายถึง การที่ คู่พิพาทสมัครใจให้บุคคลที่สามที่เรียกว่า “ผู้ไกล่เกลี่ย” หรือ “ผู้ประนอม ข้อพิพาท” เข้ามาช่วยให้เกิดการ ประนีประนอมยอมความกัน แต่ไม่มีอ านาจบังคับให้คู่พิพาทตกลงกัน หรือก าหนดผลลัพธ์ของกระบวนการ ทั้งนี้ ในทางทฤษฎีอาจมีการแยกรูปแบบการไกล่เกลี่ย (Mediation) กับการประนอมข้อพิพาท (Conciliation) ออก จากกัน โดยแบ่งผ่านบทบาทของคนกลาง กล่าวคือผู้ไกล่เกลี่ยในกระบวนการไกล่เกลี่ยมีหน้าที่เป็นตัวกลางใน การติดต่อสื่อสารเท่านั้น ในขณะที่ผู้ประนอมข้อพิพาทมีอ านาจในการจัดท าข้อเสนอทางออกให้ คู่พิพาท พิจารณาด้วย 2.2.4.3 การอนุญาโตตุลาการ (Arbitration) หมายถึง การที่คู่พิพาทสมัครใจให้อนุญาโตตุลาการ ซึ่งหมายถึงบุคคลหรือคณะบุคคลที่เป็นกลางที่มาจากการเลือกร่วมกันระหว่างคู่พิพาทหรือได้รับการแต่งตั้งตาม วิธีการที่คู่พิพาทตกลงกันหรือตามที่กฎหมายก าหนดมาท าหน้าที่พิจารณาชี้ขาดข้อพิพาท โดยผลค าชี้ขาด ดังกล่าวจะผูกพันคู่พิพาท หากมีการละเมิดค าชี้ขาดขึ้นภายหลัง ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถฟ้องร้องต่อศาลหรือ องค์การของรัฐได้ 2.2.5 กระบวนการของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเป็นการที่คู่กรณีตกลงยินยอมให้บุคคลที่สามซึ่งเป็นคนกลางที่มีความเป็น อิสระและความเป็นกลาง แต่ไม่มีอ านาจชี้ขาดข้อพิพาท ท าการช่วยเหลือในการเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทจึงมี กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทตามขั้นตอน ที่มีนักวิชาการและหน่วยงานได้กล่าวถึง ดังนี้ ตะวัน มานะกุล (2556, หน้า 1-19) ได้กล่าวถึง กระบวนการของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยแบ่ง ขั้นตอนออกเป็น 7 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นตอนที่ 1 ตระเตรียมการ ขั้นตอนนี้ที่ผู้ไกล่เกลี่ยต้องอธิบายบทบาทของผู้ไกล่เกลี่ย บทบาท ของคู่กรณี และสิทธิ หน้าที่ของคู่กรณีในกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ตลอดทั้งหลักเกณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทให้คู่กรณีทุกฝ่ายรับทราบ
20 2) ขั้นตอนที่ 2 แสดงจุดยืนของคู่กรณีและการจัดท าข้อสรุปของการไกล่เกลี่ย ขั้นตอนนี้เป็นการ เปิดโอกาสให้คู่กรณีแสดงจุดยืนของตนในประเด็นข้อพิพาท ที่มีผู้ไกล่เกลี่ยคอยให้ความช่วยเหลือของการสรุป ประเด็นทั้งหมดที่ได้จากกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ซึ่งข้อสรุปในประเด็นทั้งหมดจะต้องให้คู่กรณีตรวจสอบ ความถูกต้องครบถ้วน โดยในขั้นตอนนี้คู่กรณีจะได้รับโอกาสของการชี้แจงจุดยืนของตนให้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่ง รับทราบ ที่มีผู้ไกล่เกลี่ยต้องสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาและสร้างความไว้วางใจต่อกันเพื่อเปิดช่องทาง ให้สามารถแสวงหาข้อยุติร่วมกันได้ 3) ขั้นตอนที่ 3 ระบุประเด็นข้อพิพาทและแสวงหาแนวทางยุติปัญหา ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนของ การอ านวยความสะดวกให้คู่กรณีได้ร่วมกันระบุประเด็นข้อพิพาท ตลอดทั้งแสวงหาแนวทางของการระงับ ข้อพิพาท ตามประเด็นข้อพิพาทที่ก าหนดไว้ โดยผู้ไกล่เกลี่ยอาจจัดเตรียมเครื่องมือต่าง ๆ เช่น กระดานชนวน อุปกรณ์ต่างเพื่อใช้ส าหรับระบุประเด็นข้อพิพาท ซึ่งวิธีการของการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท ต้องเป็นแบบมีส่วนร่วมและไม่เป็นทางการ 4) ขั้นตอนที่ 4 การร่วมแลกเปลี่ยนสนทนา ขั้นตอนนี้ผู้ไกล่เกลี่ยจะอ านวยให้คู่กรณีได้ร่วมกัน เจรจาเพื่อหาข้อตกลงตามประเด็นข้อพิพาทที่ก าหนดไว้ในขั้นตอนที่ 3 ท าให้แต่ละฝ่ายมีความเข้าใจถึงความ ต้องการกันมากยิ่งขึ้น 5) ขั้นตอนที่ 5 การปรึกษาส่วนตัว ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ผู้ไกล่เกลี่ยจะได้รับข้อมูลจากคู่กรณีที่ แสดงความเห็นของข้อเสนอเป็นส่วนตัว ข้อมูลที่ได้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือจาก ทั้งสองฝ่าย อีกทั้งท าให้คู่กรณีมีการเตรียมความพร้อมของข้อมูลเพื่อการเจรจา เพื่อก าหนดทางเลือกในการ ยุติข้อพิพาทเมื่อต้องเจรจาระหว่างคู่กรณีในขั้นตอนต่อไป 6) ขั้นตอนที่ 6 การเจรจาร่วม ขั้นตอนนี้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้เข้าร่วมเจรจาเพื่อแสวงหาข้อยุติ ในประเด็นข้อพิพาทในการหาข้อตกลงร่วมกัน ทั้งนี้ในกระบวนการของการเจรจาร่วมนี้สามารถด าเนินการสลับ กับขั้นตอนที่ 5 การปรึกษาส่วนตัวได้หลายครั้งตามความจ าเป็น 7) ขั้นตอนที่ 7 การประชุมร่วมครั้งสุดท้าย ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่มุ่งหมายให้การเจรจาเพื่อ ยุติข้อพิพาทที่ผู้ไกล่เกลี่ยจะช่วยอ านวยความสะดวกให้คู่กรณีได้เจรจาหาข้อตกลงเป็นครั้งสุดท้าย ผู้ไกล่เกลี่ยจะ ช่วยปรับปรุงข้อตกลงที่เหมาะสมกับข้อพิพาท ในขั้นตอนนี้อาจได้ข้อยุติแห่งคดีหรือไม่นั้น อาจมีความ จ าเป็นต้องเลื่อนการประชุมครั้งสุดท้ายออกไป เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้คู่กรณีทั้งสองฝ่ายได้คิดและตัดสินใจ ก่อนที่จะมีการตกลงกันได้ในที่สุด เมื่อคู่กรณีสามารถหาข้อตกลงกันได้ คู่กรณีอาจท าสัญญาประนีประนอมยอม ความตามข้อตกลง และขอให้ศาลพิพากษาตามยอมก็ได้ ส านักส่งเสริมงานตุลาการ ส านักงานศาลยุติธรรม (2560, หน้า 63-75) ได้กล่าวถึง กระบวนการ ของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยแบ่งขั้นตอนออกเป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นตอนที่ 1 การกล่าวเปิดประชุมการไกล่เกลี่ยนัดแรก ขั้นตอนนี้ผู้ไกล่เกลี่ยควรจะใช้โอกาสกล่าวเปิดการประชุมการไกล่เกลี่ยเพื่อแนะน าตนเอง และ ให้คู่ความทุกฝ่ายแนะน าตัวก าหนดลักษณะของการประชุมครั้งต่อไป และชี้แจงวัตถุประสงค์กับกระบวนการ ไกล่เกลี่ยให้คู่ความฟัง ส าหรับรายการที่ควรกล่าวมี ดังนี้ (1) แนะน าตัวผู้ไกล่เกลี่ย (2) ขอให้คู่ความและบุคคลแต่ละคนที่อยู่ในห้องประชุมแนะน าตนเอง โดยแจ้ง ชื่อ ที่อยู่ และ บทบาทที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องที่พิพาท (3) บอกให้คู่ความทราบถึงความเป็นกลาง ไม่ล าเอียง และไม่เข้าข้างฝ่ายใดของตน (4) อธิบายให้คู่ความทราบถึงกระบวนการไกล่เกลี่ย และขอบเขตอ านาจของผู้ไกล่เกลี่ย
21 (5) กล่าวโดยย่อถึงแง่มุมและการกระท าต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการไกล่เกลี่ยมี ดังนี้ ก. กฎเกณฑ์ต่างในการเจรจา จะต้องเป็นที่ยอมรับของคู่ความทั้งสองฝ่ายที่ได้จากการ ปรึกษาหารือกัน ข. ผู้เข้าประชุมในการไกล่เกลี่ย ต้องรักษามารยาทในการพูดในที่ประชุม การพูดแต่ละ จังหวะของการประชุม ต้องปล่อยให้พูดคนเดียวโดยไม่มีการขัดจังหวะ ค. การประชุมฝ่ายเดียวอาจใช้เวลามากน้อยต่างกันซึ่งไม่มีเรื่องส าคัญ ความส าคัญอยู่ที่ ความคืบหน้าของการเจรจาและความไว้วางใจของคู่ความต่อการตัดสินใจของผู้ไกล่เกลี่ยที่จะด าเนินการให้การ เจรจาด าเนินไปยังทิศทางใด ผู้ไกล่เกลี่ยคิดว่าจะได้ผลดีมากที่สุด ง. อาจมีการจัดล าดับการเสนอความต้องการของคู่ความแต่ละฝ่ายว่าจะให้ฝ่ายใดเป็น ผู้เสนอก่อนในแต่ละประเด็น การแถลงจะต้องกระท าต่อเนื่องกันไปจนจบค าแถลงโดยไม่มีการพูดขัดจังหวะ เมื่อแถลงจบแล้วจึงให้ซักถามได้ จ. การจัดการประชุมอาจเป็นในรูปแบบของการประชุมร่วมกัน (Joint Session) การ ประชุมฝ่ายเดียว (Caucus Session) หรือการประชุมเฉพาะผู้มีอ านาจตัดสินใจ (Side-Bar Session) และ อาจจะมีการเรียกประชุม หยุดพักระหว่างการประชุม หรือบอกเลื่อนการประชุมตามความ เหมาะสมของ สถานการณ์ ฉ. การประชุมฝ่ายเดียว (Caucus Session) อาจมีขึ้นได้เพื่อจุดประสงค์ในการพูดจากัน เป็นการส่วนตัวระหว่างผู้ไกล่เกลี่ยกับคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เนื่องจากคู่ความฝ่ายดังกล่าวยังไม่ต้องการหรือ ไม่สะดวกใจที่จะพูดจาต่อหน้าคู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง หรือต้องการจะปรึกษากับผู้ไกล่เกลี่ยเสียก่อน หรือผู้ไกล่เกลี่ย ประสงค์จะซักถามคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่เพียงฝ่ายเดียว เพื่อให้เรื่องที่ก าลังเจรจานั้นเกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้คู่ความได้มีโอกาสได้ระบายอารมณ์ ลดความตึงเครียด และบอกข้อมูลที่เป็นความลับ กับความต้องการที่ แท้จริงของตนเองออกมา และเพื่อผ่าทางตันในปัญหาที่ก าลังเจรจากันอยู่นั้น ช. การประชุมเฉพาะผู้มีอ านาจตัดสินใจ (Side-Bar Session) อาจมีขึ้นได้เพื่อจุดประสงค์ จะให้มีการพบปะกันเฉพาะผู้มีอ านาจตัดสินใจในการท าความตกลงเกี่ยวกับเรื่องพิพาท ซึ่งอาจท าให้คู่ความ ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ง่ายขึ้น ซ. ผู้ไกล่เกลี่ยจะถือเอาค าแถลงหรือจุดยืนที่ได้รับการบอกเล่าจากคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใน การประชุมฝ่ายเดียวเป็นความลับ โดยจะไม่เปิดเผยให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งทราบหากไม่ได้รับอนุญาต ฌ. สังเกตการณ์หรือพยานซึ่งเป็นบุคคลภายนอก จะต้องรออยู่นอกห้องประชุมจนกว่า จะได้รับการเรียกตัวให้เข้าไปในห้องประชุมได้ ญ. กระบวนการไกล่เกลี่ยเกิดขึ้นจากความสมัครใจของคู่ความทั้งสองฝ่าย ดังนั้นคู่ความจะ ขอให้หยุดการไกล่เกลี่ยเสียเมื่อไรก็ได้ (หน้าที่ของผู้ไกล่เกลี่ยคือ ท าให้คู่ความยังเจรจากันอยู่ต่อไป โดยท าให้ คู่ความเชื่อว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดส าหรับคู่ความ) ฎ. ผู้ไกล่เกลี่ยจะไม่ท าการตัดสินข้อพิพาท หรือเข้าไปท าความตกลงเกี่ยวกับข้อพิพาทเสียเอง ฏ. ข้อตกลงที่ท าขึ้นจะเป็นข้อผูกมัดคู่ความในรูปของสัญญาประนีประนอมยอมความ ฐ. ผู้ที ่เซ็นชื่อในสัญญาประนีประนอมยอมความในฐานะคู ่สัญญา เมื ่อคดีตกลงกันได้ จะต้องเป็นตัวคู่ความเอง หรือเป็นผู้ที่ได้รับมอบอ านาจจากตัวความ ฑ. สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการไกล่เกลี่ยถือเป็นความลับ ไม่อาจน าไปใช้เป็นพยานหลักฐาน ในชั้นพิจารณาคดีของอนุญาโตตุลาการหรือของศาล
22 ฒ. เอกสารที่น ามาใช้และเปิดเผยในระหว่างการไกล่เกลี่ย ซึ่งปกติสามารถน ามาแสดงเป็น หลักฐานได้อยู่แล้วนั้น ย่อมสามารถน าไปใช้ประโยชน์ในชั้นอนุญาโตตุลาการหรือในชั้นศาลได้อีก ณ. คู่ความไม่อยู่ในฐานะที่จะถูกบังคับให้ต้องเปิดเผยความลับของเอกสารหรือข้อมูลใด ด. การเจรจาต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความไม่มีอคติต่อกัน ถ้าการไกล่เกลี่ย ล้มเหลว ข้อเสนอหรือการยอมรับข้อเท็จจริงใดที่ได้กระท าในระหว่างการไกล่เกลี่ย จะไม่สามารถน าไปใช้ในชั้น อนุญาโตตุลาการหรือในชั้นศาลได้อีก (6) สร้างความหวังให้แก่คู่ความ โดยกล่าวถึงอัตราความส าเร็จที่ผ่านมาของการไกล่เกลี่ย และ แนะน าให้รู้จักการยืดหยุ่นกับการสร้างโอกาสของการเจรจา โดยการพิจารณาถึงหนทางเลือกอื่น (7) ในกรณีที่ไม่มีอ านาจไกล่เกลี่ยตามกฎหมาย ผู้ไกล่เกลี่ยต้องให้คู่ความยินยอมมอบอ านาจ การไกล่เกลี่ยให้แก่ตน โดยอาจจดบันทึกความยินยอมดังกล่าวไว้ในรายงานการประชุม ซึ่งมีลายเซ็นของคู่ความ รับทราบไว้ (8) แนะน าให้คู่ความทั้งสองฝ่ายบันทึกข้อความที่เจรจาไปพร้อมกับการเจรจา เพื่อจะได้น ามาใช้ ทบทวนในระหว่างการเจรจาได้ โดยชี้แจงให้เห็นความส าคัญว่าในการเจรจามีประเด็นพูดจากันอยู่มาก หากไม่ บันทึกไว้โดยใช้แต่เพียงการจดจ าก็อาจจะจ าได้ไม่หมด และแจ้งให้คู่ความเข้าใจด้วยว่าข้อความต่าง ๆ ที่ผู้ไกล่เกลี่ย บันทึกไว้ในระหว่างการไกล่เกลี่ยจะถูกท าลายเพื่อไม่ให้เหลือเป็นหลักฐานในภายหลัง (9) อธิบายให้ทนายความหรือที่ปรึกษากฎหมายของคู่ความที่เข้ามาร่วมประชุมไกล่เกลี่ย เข้าใจ ว่าการเจรจาในการไกล่เกลี่ยเป็นเรื่องที่แตกต่างจากการว่าความ ดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนบทบาทจากการ ต่อสู้คดี เพื่อเอาชนะฝ่ายตรงข้าม มาเป็นให้ค าปรึกษาแก่ตัวความ เพื่อจุดประสงค์ของการตกลงกัน หากยังคงใช้วิธีว่า ความเพื่อเอาชนะกันก็จะเป็นอุปสรรคแก่การไกล่เกลี่ยเป็นอย่างมาก (10) เริ่มไกล่เกลี่ย 2) ขั้นตอนที่ 2 การหาความหมายของประเด็นข้อพิพาทและความต้องการที่แท้จริงของคู่ความ ขั้นตอนนี้โดยปกติทั่วไปจะด าเนินการในระหว่างการประชุมร่วมกันในขั้นตอนที่ 1 โดยเป็นการ ด าเนินการหลังจากการกล่าวเปิดประชุมการไกล่เกลี่ยแล้ว ซึ่งมีวิธีการ ดังนี้ (1) ขอให้คู่ความแต่ละฝ่ายแสดงและอธิบายเกี่ยวกับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น (2) ขอให้คู่ความแต่ละฝ่ายเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นโดยย่อ บอกถึงความต้องการของคู่ความ และ เหตุผลที่ต้องการเช่นนั้น (3) ขอให้คู่ความแต่ละฝ่ายอธิบายข้อสงสัยและข้อซักถามที่ตั้งขึ้นให้ชัดเจน (4) แสดงความตั้งใจที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับสภาพการณ์ของปัญหาที่พิพาทจากคู่ความทั้งสองฝ่าย (5) จ าแนกแยกแยะความต้องการของคู่ความและเรื่องที่เกี่ยวข้องตามที่ได้รับทราบจากค าบอกเล่า ของคู่ความแต่ละฝ่ายให้ชัดเจน และจับความต้องการของแต่ละฝ่ายเข้าด้วยกัน โดยจัดล าดับความส าคัญ ของแต่ละสิ่งที่คู่ความต้องการนั้น เพื่อน ามาพิจารณาและจัดให้มีการเจรจากันเป็นเรื่องไป (6) พยายามขจัดความเกลียดชัง ความตั้งใจที่จะต่อสู้ การตั้งท่าจะเอาเรื่องและความรู้สึกเป็น ปรปักษ์ที่คู่ความแต่ละฝ่ายมีต่อคู่ความฝ่ายตรงข้ามออกเสีย (7) ชอบดูแลจัดการเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างคู่ความ พึงระลึกเสมอว่าการเจรจาเป็นเรื่องที่ กระท ากันระหว่างคู่ความ มิใช่ผู้ไกล่เกลี่ยจะเข้าไปเจรจาเสียเอง กล่าวคือผู้ไกล่เกลี่ยเป็นผู้มีหน้าที่ช่วย ประสาน เชื่อมโยง อธิบาย น าทาง และจัดการให้ความต้องการของคู่ความได้ลดหย่อนเข้าหากันจนพบกัน
23 ณ จุดใดจุดหนึ่งเท่านั้น ผู้ไกล่เกลี่ยควรหาทางป้องกันการถ่วงเวลาการเจรจาในท านองเดียวกันก็ต้องป้องกัน มิให้มีการเร่งรัดการเจรจาจากคู่ความโดยมีเจตนาไม่สุจริต (8) พยายามรวบรวมข้อเท็จจริงให้ได้มากที่สุด และวิเคราะห์ข้อขัดแย้งแต่ละข้อให้กระจ่างชัด โดยไม ่ใช ่เพื ่อจุดประสงค์ของการตัดสินว่าใครผิด กล ่าวคืออย ่าหลงทางโดยการพินิจพิเคราะห์อยู ่แต ่เรื ่อง ข้อเท็จจริงว่าจะเข้ากับกฎหมายหรือไม่อย่างไร เพราะวิธีเช่นนั้นเป็นเรื่องของการตัดสินความถูกผิด ซึ่งไม่ใช่ วัตถุประสงค์ของการไกล่เกลี่ยแต่อย่างใด (9) จ าแนกแยกแยะจุดประสงค์ครั้งแรกของคู่ความแต่ละฝ่ายด้วยการฟังสิ่งที่คู่ความพูด ออกมาในระหว่างเจรจาว่าพูดอย่างไร พูดไปในทางใดและมีความหมายอย่างไร (10) ตัดสินใจด าเนินการไปตามกฎเกณฑ์ที่ได้มีการปรึกษาหารือกันและหลีกเลี่ยงการให้ ค าตัดสินเกี่ยวกับประเด็นที่พิพาท 3) ขั้นตอนที่ 3 การด าเนินการและการส ารวจตรวจสอบประเด็นข้อพิพาทในการประชุมฝ่ายเดียว ผู้ไกล ่เกลี ่ยอาจต้องจัดให้มีการประชุมคู ่ความทีละฝ ่ายแยกกัน หลังจากที ่มีการประชุม ร่วมกันครั้งแรกในขั้นตอนที่ 1 และขั้นตอนที่ 2 แล้ว การประชุมคู่ความแยกกันเช่นนี้เรียกว่า การประชุม ฝ่ายเดียว (Caucus Session) ซึ่งเป็นวิธีการที่มีประโยชน์มากในการไกล่เกลี่ย เทคนิคการไกล่เกลี่ยหลาย ประการ ต้องอาศัยวิธีการจัดการประชุมเช่นนี้จึงจะประสบความส าเร็จ ซึ่งมีวิธีการ ดังนี้ (1) สอบถามความสมัครใจของคู่ความหรือตัดสินใจเองว่าจะให้มีการประชุมฝ่ายเดียวหรือไม่ และจะประชุมกับคู่ความใดก่อน (2) ชี้แจงให้คู่ความเข้าใจว่า ผู้ไกล่เกลี่ยจะถือข้อมูลที่คู่ความบอกให้ทราบในการประชุมฝ่าย เดียวเป็นความลับ โดยจะเปิดเผยให้คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งทราบเท่าที่คู่ความฝ่ายที่เปิดเผยอนุญาตเท่านั้น (3) พยายามท าความเข้าใจในตัวคู่ความและสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคู่ความ (4) ท าความเข้าใจให้ชัดเจนถึงสิทธิและจุดยืนต่าง ๆ ของคู่ความ และมองหาลู่ทางที่เป็นไปได้ ในการแลกเปลี่ยนข้อเสนอระหว่างคู่ความทั้งสองฝ่าย (5) พยายามท าให้คู่ความแต่ละฝ่ายเชื่อถือไว้วางใจ เพื่อที่คู่ความจะได้พูดจาอย่างเปิดอกและ ตรงไปตรงมา (6) พยายามท าความเข้าใจเกี่ยวกับความต้องการที่แท้จริงและความสนใจของคู่ความที่อยู่ เบื้องหลังจุดยืนตามที่คู่ความแจ้งให้ทราบซึ่งไม่ตรงกับจุดยืนนั้น (7) หากพบกับทางตันหลังจากที่แจ้งข้อเสนอของคู่ความแต่ละฝ่ายให้แก่ฝ่ายตรงข้ามของ พวกเขาแล้ว อาจขอให้คู่ความเสนอทางเลือกอื่น ๆ หรือให้ความเห็นที่เป็นทางออกของทางตันดังกล่าว นั้นเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่อย่าเร่งรัดมากจนเกินไป (8) ส่งผ่านข้อมูลที่ได้รับอนุญาตให้เปิดเผยจากการประชุมฝ่ายเดียวให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่ง และท าการแปลความหมายของความเห็นต่าง ๆ ให้เป็นที่เข้าใจของทุกฝ่าย รวมทั้งปรับปรุงให้เป็น ที่ยอมรับได้มากขึ้น (9) น าข้อมูลที่ได้จากการประชุมฝ่ายเดียวมาช่วยเชื่อมโยงให้เกิดความคืบหน้าในการเจรจา ระหว่างคู่ความ (10) ใช้วิธีเสนอความคิดเห็นแก่คู่ความในรูปแบบของค าถามซึ่งไม่ใช่ข้อเสนอ เช่น การใช้วิธีการ ที่เรียกกันว่า “กระบวนการใช้ข้อความเดียว” (ONE-TEXT PROCEDURE) ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไปในเรื่องของ
24 เทคนิคการไกล่เกลี่ย และท าการประเมินผลเกี่ยวกับความต้องการและล าดับความส าคัญของข้อเรียกร้องต่าง ๆ ของคู่ความเสียใหม่ (11) ตรวจสอบจุดยืนและความเห็นของคู่ความแต่ละฝ่ายว่าสามารถปฏิบัติตามนั้นได้หรือไม่ (12) พยายามท าให้เกิดความก้าวหน้าในการเจรจา และสร้างหนทางที่ท าให้เกิดความคืบหน้า เช่น กระตุ้นให้คู่ความเกิดนิสัยในการที่จะท าความตกลงกัน (13) พูดจาข าขันเพื่อลดความตึงเครียดในระหว่างการเจรจาบ้าง ในบางครั้งอาจต้องคอย รบกวนสมาธิของคู่ความที่ยึดติดกับเรื่องที่เจรจาจนเกินไป เพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย หรือเปลี่ยนประเด็น ที่เจรจาเสีย แล้วค่อยย้อนกลับมาเจรจากันในประเด็นเดิมใหม่ภายหลัง ซึ่งอาจท าให้สามารถน าผลของการ เจรจาในประเด็นอื่นนั้นมาแก้ปัญหาในประเด็นเดิมดังกล่าวได้ เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องผูกพันกันเป็น ลูกโซ่อยู่แล้ว 4) ขั้นตอนที่ 4 การแก้ปัญหาข้อขัดแย้งในประเด็นที่พิพาท ขั้นตอนนี้จะเกิดขึ้นทั้งในการประชุมฝ่ายเดียวและการประชุมร่วมกันต่อเนื่องกันไป ซึ่งมีวิธีการ ดังนี้ (1) สร้างบรรทัดฐานของความต้องการของคู่ความแต่ละฝ่ายขึ้น เพื่อน ามาประเมินค่าของ ทางออกต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหานั้น (2) สรุปรวมให้ได้ขอบเขตของข้อเสนอเกี่ยวกับข้อเรียกร้องหรือจุดยืนในแต่ละเรื่อง ซึ่งรวมทั้ง ประเด็นหลักและประเด็นย่อยทั้งหมด (3) ท าความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างคู่ความทั้งสองฝ่ายให้แคบลง (4) ท าข้อเรียกร้องหรือจุดยืนที่ไม่อาจเป็นจริงได้ให้หมดไป หรือเป็นไปได้ยากให้ลดลงโดยวิธีให้ เหตุผลแก่คู่ความ เน้นที่ความคืบหน้าและความเคลื่อนไหวในการเจรจาโดยไม่ปล่อยให้การเจรจาหยุดอยู่กับที่ (5) หาหนทางบีบคั้นให้เกิดผลความคืบหน้าของการเจรจาเมื่อยังไม่เกิดข้อตกลงใด ๆ (6) ขจัดหนทางเลือกอื่น ๆ ที่ไม่มีทางเป็นไปได้ หรือเมื่อพิจารณาแล้วเป็นที่แน่นอนว่าคู่ความ ไม่สามารถยอมรับได้ออกไปเสีย (7) ค้นหาสิ่งที่เหลื่อมกันของข้อเรียกร้องหรือจุดยืนของคู่ความทั้งสองฝ่ายและแก้ไขให้เข้ามาพบ กัน (8) ใช้แรงงัดและความกดดันจากภายนอกให้คู่ความที่ลังเลยอมตัดสินใจ เช่น อธิบายให้ทราบว่า หากตกลงกันไม ่ได้ จนต้องด าเนินกระบวนการพิจารณาคดีในศาลต ่อไป ต้องเสียค ่าธรรมเนียมศาลและ ค่าใช้จ่ายอื่นเป็นจ านวนมาก ทั้งยังต้องเสียเวลาซึ่งหลายครั้งมักใช้เวลานานเป็นเดือน หรือปีโดยไม่ใช่ค าพูด ในลักษณะข่มขู่ หรือบอกว่าใกล้จะหมดเวลาราชการแล้ว ถ้าไม่รีบตัดสินใจอาจต้องเลื่อนการเจรจาไปครั้งถัดไป ต้องเสียเวลาและอาจต้องเจรจากันใหม่ เป็นต้น (9) คอยระวังอย่าปล่อยให้เหตุการณ์ชักน าไปจนเกิดความตึงเครียดและคู่ความไม่ยอมเจรจา อีกต่อไป โดยเกิดความรู้สึกเป็นศัตรูขึ้นมาใหม่ 5) ขั้นตอนที่ 5 การจัดท าข้อตกลงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการไกล่เกลี่ยซึ่งประสบผลส าเร็จเป็นข้อตกลงระหว่างคู่ความ ทั้งสองฝ่าย ซึ่งในทางปฏิบัติจะท าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ส่วนในกรณีที่ไม่ส าเร็จกระบวนการ ในการไกล่เกลี่ยต้องยุติลง ซึ่งอาจเป็นเพราะคู่ความขอยกเลิกเองหรือผู้ไกล่เกลี่ยสั่งยกเลิกเพราะมองไม่เห็น
25 หนทางที่คู่ความตกลงกันได้ ในกรณีที่คู่ความตกลงกันได้และท าสัญญาประนีประนอมยอมความกันนั้น ส าหรับ ในประเทศไทยหากเป็นการไกล่เกลี่ยที่กระท าในศาล โดยปกติคู่ความก็จะขอให้ศาลพิพากษาตามยอม ตาม สัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งศาลก็ควรจะพิจารณาไปในวันเดียวกัน เพื่อไม่ให้มีเหตุการณ์พลิกผันขึ้นได้ ในภายหลัง แต่คู่ความก็อาจเลือกใช้วิธีถอนฟ้องไปโดยไม่ติดใจให้ศาลพิพากษาตามยอมก็ย่อมจะกระท าได้ ส าหรับในกรณีที่ตกลงกันได้ แต่ไม่มีการท าสัญญาประนีประนอมยอมความกัน คู่ความก็อาจใช้วิธีถอนฟ้องไป ส่วนกรณีที่เป็นการไกล่เกลี่ยนอกศาลนั้น ทางปฏิบัติก็อาจจบลงที่การท าสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งเมื่อท าถูกต้องตามลักษณะของการประนีประนอมยอมความตามกฎหมายแล้ว ก็ย่อมน าไปใช้บังคับตาม กฎหมายได้ซึ่งมีวิธีการ ดังนี้ (1) ตรวจสอบดูรายละเอียดต่าง ๆ ของข้อตกลงที่ท าขึ้นให้ถูกต้องครบถ้วนและชัดเจนตามที่ ตกลงกัน (2) ให้คู่ความทั้งสองฝ่ายเป็นผู้ใส่เนื้อหาของข้อตกลงกันเอง โดยผู้ไกล่เกลี่ยเพียงช่วยตอบค าถาม และให้ตัวอย่างสัญญาที่ถูกต้องเพื่อประกอบการร่างสัญญา หรืออาจช่วยยกร่างสัญญาให้โดยมีเนื้อหาตามค าบอก ของคู่ความและทวนถ้อยค าที่ร่างให้คู่ความฟัง หากคู่ความต้องการแก้ไขถ้อยค าส่วนใด ต้องแก้ไขให้ทันทีใน ลักษณะที่ว่าการท าสัญญาเป็นเรื่องของคู่ความโดยแท้ (3) อ่านสัญญาให้คู่ความทั้งสองฝ่ายฟัง และให้คู่ความทั้งสองฝ่ายลงชื่อในฐานะคู่สัญญา ต้นฉบับเก็บไว้ที่ศาลหรือส านักงาน โดยถ่ายเอกสารให้คู่ความทั้งสองฝ่ายไป จากการศึกษากระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่กล่าวมา สรุปได้ว่า กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท มีขั้นตอนที่ครอบคลุมการด าเนินการ ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 การกล่าวเปิดประชุมการไกล่เกลี่ย นัดแรก ขั้นตอนที่ 2 ระบุประเด็นข้อพิพาทและแสวงหาแนวทางยุติปัญหา ขั้นตอนที่ 3 การหาข้อตกลงประเด็น ข้อพิพาทและความต้องการที่แท้จริง ตอนที่ 4 การจัดท าข้อตกลงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ 2.2.6 ประโยชน์ของการไกล่เกลี่ย การไกล ่เกลี ่ยข้อพิพาทเป็นการระงับข้อพิพาทโดยผู้ไกล ่เกลี ่ยที ่เป็นคนกลางในการให้ความ ช่วยเหลือแนะน า เสนอแนะนาวทางในการหาทางออกที่คู่พิพาทน่าจะยอมรับและมีความพึงพอใจ ดังนั้นการ ไกล่เกลี่ยจึงมีประโยชน์และความส าคัญ ดังที่ อภิรักษ์ ไชยรักษ์ (ม.ป.ป., หน้า 1) ได้กล่าวว่า ศาลยุติธรรมมีหน้าที่ อ านวยความยุติธรรม มีเป้าหมายของการยุติข้อพิพาทโดยสะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม คู ่ความมีความ พึงพอใจร่วมกันที่คู่ความชนะด้วยกันทั้งคู่ โดยประโยชน์ของการไกล่เกลี่ยมีนักวิชาการกล่าวถึงไว้อย่าง สอดคล้องกัน ดังนี้ ชวน หลีกภัย (2547, หน้า 16-19) ได้กล่าวถึง ประโยชน์ของการไกล่เกลี่ยไว้ ดังนี้ 1) คู่ความหันหน้าเข้าหากันอย่างเป็นมิตร การไกล่เกลี่ยจะส าเร็จได้ต้องอาศัยความสมัครใจของ คู่ความเป็นส าคัญ ย่อมส่งผลให้เกิดความร่วมมือร่วมใจ การไกล่เกลี่ยเป็นการเจรจาร่วมกันอย่างเป็นมิตร พูดคุย ด้วยการใช้เหตุผลและความถูกต้องบนพื้นฐานของความต้องการร่วมกันอย่างไมตรี 2) คู่ความได้รับความพึงพอใจ ข้อตกลงที่ได้จากการไกล่เกลี่ยถือเป็นข้อตกลงที่บริสุทธิ์ การที่ คู่ความได้เจรจาอย่างเปิดอก ท าให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจความต้องการซึ่งกันและกัน แล้วน าความต้องการทั้งหมด มาใส่ตราชั่งรวมกัน ถ้าหนักไปก็เอาออก ถ้าเบาไปก็ใส่เพิ่ม จนได้ความต้องการในปริมาณที่เหมาะสมและน า ความต้องการนั้นเป็นข้อตกลงร่วมกัน 3) ประหยัดค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายกับการด าเนินคดีจะมีค่าใช้จ่ายมากน้อยที่แตกต่างกัน โดยใน ค่าใช้จ่ายนั้นมีสิ่งที่จ าเป็นมีหลายประการ เช่น ค่าทนายความ ค่าเดินทาง ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เป็นต้น ยิ่งบางคดี
26 ต้องใช้ระยะเวลานานคู่ความก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการไกล่เกลี่ยที่ส าเร็จสามารถช่วยให้คู่ความ ประหยัดค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างดี 4) คู่ความไม่ต้องประสบกับภาวะตึงเครียดในศาล การที่ตกเป็นคู่ความในคดีไม่ว่าจะเป็นโจทก์หรือ จ าเลย ย่อมก่อให้เกิดความทุกข์ เกิดความเครียดและกดดัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จะต้อง เผชิญหน้ากับคู่ความ ในศาล จะเกิดบรรยากาศที่ตึงเครียด แต่ถ้ามีการไกล่เกลี่ยในห้องไกล่เกลี่ย มีการนั่งหันหน้าเข้าหากัน ได้พูดคุยกัน ปรึกษากัน ได้แลกเปลี่ยนความต้องการต่อกัน จึงท าให้ลดภาวะความตึงเครียดได้เป็นอย่างดี 5) ลดปริมาณคดีในศาล การไกล่เกลี่ยจะช่วยในการลดปริมาณคดีในศาลไปมาก ทั้งที่อยู่ในระหว่าง การพิจารณาคดี และรอการพิจารณาคดี ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมีไม่เพียงพอที่จะท าให้การด าเนินคดีเหล่านั้น เป็นไปอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว กระบวนการยุติธรรมทางเลือกโดยการไกล่เกลี่ย จึงเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลด ปริมาณคดีในศาล 6) รัฐประหยัดงบประมาณ การจะแก้ปัญหาคดีที่คั่งค้างในศาล หรือปัญหาการด าเนิน กระบวนการพิจารณาล่าช้า การประหยัดงบประมาณแผ่นดินด้วยการเพิ่มบุคลากรเห็นจะเป็นการเพิ่มภาระ ค่าใช้จ่ายแก่รัฐ ดังนั้นวิธีการไกล่เกลี่ยใช้เพียงบุคลากรเดิมกับคู่ความ เพียงเท่านี้ก็ท าให้คดีเสร็จไปจากศาลได้ เป็นวิธีการลดปริมาณคดี 7) ก่อให้เกิดความสงบสุขในสังคม การไกล่เกลี่ยมีจุดมุ่งหมายที่เน้นการเจรจาโดยสมัครใจอันเกิดจาก ความต้องการของคู่ความ ดังนั้นผลลัพธ์ที่ได้คือความสันติในกรณีที่สามารถระงับข้อพิพาทได้โดยใช้วิธีการไกล่เกลี่ย เพราะทุกข้อตกลงเกิดขึ้นจากความเห็นพ้องต้องกันของคู่ความ กรณีเมื่อตกลงกันได้แล้วหรือเมื่อข้อพิพาทยุติ จึงไม่น ามาซึ่งปัญหาความเกลียดชังซึ่งกันและกัน ก่อให้เกิดความสงบสุขในสังคม จากที่เคยเป็นคู่พิพาทกันก็กลับ กลายมาเป็นมิตรที่ดีต่อกัน สมภาค ตระการกุลพันธ์ (2552, หน้า 40) ได้กล่าวถึง ประโยชน์ของการไกล่เกลี่ยไว้ ดังนี้ 1) ท าให้คู่ความสามารถหันหน้าเข้าหากันได้อีกอย่างฉันมิตร 2) ในบางกรณีคู่ความสามารถด าเนินธุรกิจต่อกันได้ต่อไป 3) ประหยัดค่าใช้จ่าย ท าให้ค่าใช้จ่ายในการด าเนินคดีของคู่ความลดลง 4) คู่ความได้รับความพึงพอใจ และไม่ต้องประสบกับการบังคับคดีที่ยุ่งยากในศาล 5) ช่วยลดปริมาณคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาล ท าให้คดีที่ท าการไกล่เกลี่ยและคดีอื่น ๆ ที่สามารถ ย่นระยะเวลาพิจารณาได้เร็วขึ้น 6) ลดปริมาณคดีที่จะขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา 7) ก่อให้เกิดความสงบสุขในสังคม 8) รัฐประหยัดงบประมาณที่จะต้องใช้ในการจัดให้มีการด าเนินการพิจารณาคดี หรือข้อพิจารณา ของประชาชนโดยรวม ส านักส่งเสริมงานตุลาการ ส านักงานศาลยุติธรรม (2560, หน้า 3-4) ได้กล่าวถึง ประโชน์หรือข้อดี ของการไกล่เกลี่ยไว้ ดังนี้ 1) สะดวก การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เป็นวิธีการระงับข้อพิพาทที่ไม่มีแบบพิธีมากนัก ค่อนข้าง ยืดหยุ่นและเป็นมิตรมากกว่าการพิจารณาคดีในศาล สามารถด าเนินการได้ที่บ้าน วัด โรงเรียน หรือสถานที่ใด ที่พิจารณาเห็นว่าเหมาะสมก็สามารถกระท าได้ 2) รวดเร็ว การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทใช้เวลาด าเนินการไม่นานนักก็สามารถที่จะทราบได้ว่าคู่พิพาท ตกลงกันได้หรือไม่ หากตกลงกันได้ก็จะท าให้คดีเสร็จสิ้นไปโดยเร็ว ถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ก็จะได้ด าเนินการ พิจารณาพิพากษาคดีต่อไปโดยเร็ว
27 3) ประหยัดค่าใช้จ่าย การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทใช้เวลาด าเนินการไม่มากนัก ท าให้ประหยัดค่าใช้จ่าย ในการด าเนินคดีต่าง ๆ เช่น ค่าธรรมเนียมศาล ค่าป่วยการทนายความ ที่ปรึกษากฎหมาย อีกทั้งการ ประนีประนอมยอมความหรือถอนฟ้องก็จะได้รับค่าธรรมเนียมศาลคืน หรือได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น ได้รับการยกเว้นภาษีอากร ในบางกรณีลดค่าอากรแสตมป์ในการจดทะเบียนจ านองอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น 4) รักษาสัมพันธภาพระหว่างคู่พิพาท เมื่อคู่พิพาทตกลงระงับข้อพิพาทกันได้ จะท าให้ลดข้อขัดแย้ง ข้อโต้เถียงกัน สามารถอยู่ร่วมกันในชุมชนหรือท าธุรกิจร่วมกัน ตลอดจนปฏิบัติตามสัญญาต่อไปจนแล้วเสร็จ โดยไม่กลายเป็นชนวนลุกลามไปสู่ข้อพิพาทที่รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก 5) สร้างความพึงพอใจให้แก่คู้พิพาท การไกล่เกลี่ยเป็นวิธีการที่ใช้เทคนิคการเจรจาต่อรองและ หลักจิตวิทยา ตลอดทั้งรวมหลักฐานกฎหมายเพื่อโน้มน้าวให้คู่พิพาทลดหย่อนผ่อนปรนให้แก่กันโดยไม่มีการ ชี้ขาดดังเช่นการพิจารณาคดีของศาล จึงไม่เกิดความรู้สึกว่ามีฝ่ายใดแพ้หรือชนะ อันท าให้เกิดความรู้สึก เสียหน้าหรือเสียศักดิ์ศรีจึงเป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่าย 6) รักษาชื ่อเสียงและความลับทางธุรกิจของคู ่พิพาท กระบวนการไกล ่เกลี ่ยด าเนินการ เป็นความลับ พยานหลักฐานที่น าเสนอในขั้นไกล่เกลี่ยไม่อาจน าไปเปิดเผยหรือใช้เป็นพยานในชั้นอนุญาโตตุลาการ หรือชั้นศาลได้เว้นแต่คู่พิพาทจะยินยอม ท าให้คู่ความสามารถรักษาความลับหรือชื่อเสียงทางธุรกิจที่อาจจะ เกิดขึ้นมิให้แพร่หลายออกไป อันจะก่อให้เกิดความเสียหายทางธุรกิจได้ 7) สร้างความสงบสุขให้แก ่ชุมชน การไกล ่เกลี ่ยไม ่ว ่าจะส าเร็จหรือไม ่ก็ตาม ท าให้คู ่พิพาทที่ ขัดแย้งไม่พูดคุยกันหันกลับมาเจรจากันได้ เป็นการลดความตึงเครียดระหว่างคู่พิพาท ซึ่งรวมถึงญาติพี่น้อง และพรรคพวกอีกด้วย ในกรณีที่สามารถยุติข้อพิพาทกันได้อย่างสันติก็สามารถกลับไปอยู่ร่วมกันในสังคม อย่างปกติสุขร่วมกันพัฒนาสังคมของตนได้ต่อไป 8) ลดปริมาณคดีในศาล ข้อพิพาทที ่สามารถตกลงกันได้จะท าให้คดีไม ่เข้าสู ่ศาล ส ่วนคดีที่อยู่ ระหว่างการพิจารณาของศาลก็จะเสร็จสิ้นไป คดีก็จะไม่ค้างพิจารณาเป็นจ านวนมากและท าให้ผู้พิพากษา มีเวลาในการพิจารณาคดีที่มีปัญหาข้อกฎหมายยุ่งยากและสลับซับซ้อนมากขึ้น นอกจากนี้ข้อพิพาทบางเรื่อง ยังก่อให้เกิดคดีเกี่ยวเนื่องกันอีกหลายคดี เช่น คดีที่ดิน อาจจะเกิดคดีท าให้เสียทรัพย์ บุกรุก แจ้งความเท็จ ฟ้องเท็จ เบิกความเท็จ ที่โจทก์และจ าเลยฟ้องกันอีกหลายคดี หากสามารถไกล่เกลี่ยได้ก็จะท าให้คดีเสร็จไปได้จ านวนมาก 9) สร้างความมั ่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก ่ประเทศชาติ เมื ่อข้อพิพาทเกิดขึ้นลดลง ปริมาณคดีที่ขึ้นสู่ศาลก็จะลดลงตามไป ส่งผลให้งบประมาณในส่วนนี้ลดลง สังคมก็จะอยู่กันอย่างสงบสุข สามารถร่วมกันพัฒนาชุมชน สังคม และประเทศชาติไปได้อย่างรวดเร็ว ไม่ก่อให้เกิดปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ปัญหาหนี้อันไม่เกิดรายได้ตามมา ซึ่งปัญหาการล้มละลายจนไม่อาจด าเนินการต่อไปได้ก่อให้เกิดปัญหาการ ว่างงาน ปัญหาอาชญากรรมที่ตามมา อันจะเป็นปัญหาของสังคมต่อไป จากการศึกษาประโยชน์ของการไกล่เกลี่ยที่กล่าวมา สรุปได้ว่า การไกล่เกลี่ยเกิดประโยชน์ ประกอบด้วย ท าให้สะดวก รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย ลดปริมาณคดีในศาล รัฐประหยัดงบประมาณ รักษา สัมพันธภาพระหว่างคู่พิพาท สร้างความพึงพอใจให้แก่คู่พิพาท และสร้างความสงบสุขให้แก่ชุมชน 2.3 การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทคดีครอบครัว การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเกี่ยวกับคดีครอบครัว คือ การยุติหรือระงับข้อพิพาทใน “คดีครอบครัว” ซึ่งได้แก่ คดีที่ฟ้องหรือร้องขอต่อศาล หรือการกระท าใด ๆ ในทางศาลเกี่ยวกับผู้เยาว์หรือครอบครัว ที่ต้องบังคับตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัวหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวกับคดี ครอบครัว เช่น คดีเกี่ยวกับการฟ้องหย่า การแบ่งสินสมรส การเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู อ านาจปกครองบุตร
28 หรือเกี่ยวกับสถานะความสามารถของบุคคลเกี่ยวด้วยครอบครัวหรือส่วนได้เสียของผู้เยาว์ เป็นต้น ด้วยความ ตกลงหรือยินยอมของคู่ความและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (เพลินตา ตันรังสรรค์, 2560, หน้า 57) 2.3.1 ประเภทของการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัว การแบ่งประเภทการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัว ตามที่ ส านักงานศาลยุติธรรม (2562, หน้า 29-30) ได้ก าหนดไว้ว่า จากลักษณะการน าข้อพิพาทมาสู่ศาลสามารถแบ่งการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวออกเป็น สองประเภท คือ การไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องและการไกล่เกลี่ยหลังฟ้องคดี โดยที่การไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวก่อนฟ้อง นั้นเกิดจากความสมัครใจของคู่พิพาททั้งสองฝ่ายที่จะน าข้อพิพาทเข้าสู่ กระบวนการไกล่เกลี่ยโดยศาล ส่วนการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวหลังฟ้องนั้น การพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัว ไม่ว่าการพิจารณาคดีจะด าเนิน ไปแล้วเพียงใด ศาลจะพยายามเปรียบเทียบให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมกันในข้อพิพาทโดย ค านึงถึงความสงบสุขและการอยู่ร่วมกันในครอบครัว โดยเฉพาะในคดี ครอบครัวที่มีข้อพิพาท ก่อนเริ่มพิจารณา ศาลจะแต่งตั้งผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวเพื่อท าการไกล่เกลี่ย โดยไม่จ าเป็นต้องถามความสมัครใจของ คู่ความ ซึ่งมีรายละเอียดของการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวตาม ลักษณะการน าข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการ ไกล่เกลี่ยของศาล ดังนี้ 2.3.1.1 การไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวก่อนฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 20 ตรี แม้ว่าปัจจุบันมีการบังคับใช้พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 โดยให้ หน่วยงาน ของรัฐ พนักงานสอบสวน หรือศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนท าหน้าที่ในการยุติหรือระงับข้อพิพาท ทางแพ่งซึ่งมีทุนทรัพย์ไม่มากนักและข้อพิพาททางอาญาบางประเภท โดยค านึงถึงความยินยอมของคู่กรณีเป็น ส าคัญ เพื่อท าให้ปริมาณคดีขึ้นสู่ศาลลดน้อยลง ลดปัญหาความขัดแย้ง เกิดความสมานฉันท์ขึ้นในสังคมแต่ บทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวก็มีข้อยกเว้นไม่ใช้กับคดีที่อยู่ในอ านาจของศาลเยาวชนและครอบครัวตาม กฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัว และไม่ใช้กับข้อพิพาททางแพ่งเกี่ยวด้วยสิทธิแห่งสภาพบุคคล สิทธิ ในครอบครัว (พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 มาตรา 20) ต่อมาเพื่อส่งเสริมให้มีระบบการ ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดีเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ที่มีกรณีพิพาททางแพ่งใช้เป็นช่องทางในการยุติข้อพิพาทก่อนที่จะมี การฟ้องคดี โดยคู่กรณีสามารถร้องขอให้ศาลแต่งตั้งผู้ประนีประนอมด าเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและหาก ตกลงกันได้ก็อาจขอให้ศาลมีค าพิพากษาตามยอมได้ทันที จึงมีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่ง มาตรา 20 ตรีขึ้น โดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายนี้เป็นบทบัญญัติทั่วไป จึงน ามาบังคับใช้กับคดีครอบครัว ซึ่งเป็นคดีที่มีข้อพิพาททางแพ่งด้วย (พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและ ครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6) ในปัจจุบันผู้มีข้อพิพาทคดีครอบครัว จึงมีทางเลือกที่จะยุติข้อพิพาทด้วยการ ไกล่เกลี่ยโดยไม่ต้องฟ้องศาล แต่ก็ยังคงต้องเป็นการไกล่เกลี่ยที่จัดท าขึ้นภายในศาลโดยผู้ประนีประนอม คดีครอบครัวที่ศาลแต่งตั้งขึ้นเท่านั้นจึงจะมีผลบังคับได้ตามกฎหมาย ในท้ายที่สุดเมื่อมีการตกลงท าสัญญา ประนีประนอมยอมความระหว่างกัน 2.3.1.2 การไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวหลังฟ้องคดี ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 หมวด 13 เรื่อง การพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัว มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ยประนีประนอมข้อพิพาทในคดีครอบครัว ดังที่ มาตรา 146 บัญญัติว่า “การพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัวนั้นไม่ว่าการพิจารณาคดีจะได้ด าเนินไปแล้วเพียงใด ให้ศาลพยายาม เปรียบเทียบให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมกันในข้อพิพาท โดยค านึงถึงความสงบสุขและการอยู่ ร่วมกันในครอบครัว เพื่อการนี้ให้ศาลค านึงถึงหลักการดังต่อไปนี้เพื่อประกอบดุลพินิจด้วย คือ
29 (1) การสงวนและคุ้มครองสถานภาพของการสมรสในฐานะที่เป็นศูนย์รวมของชายและ หญิง ที่สมัครใจเข้ามาอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยา หากไม่อาจรักษาสถานภาพของการสมรสได้ก็ให้การหย่า เป็นไปด้วยความเป็นธรรมและเสียหายน้อยที่สุด โดยค านึงถึงสวัสดิภาพและอนาคตของบุตรเป็นส าคัญ (2) การคุ้มครองและช่วยเหลือครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ครอบครัวนั้นต้อง รับผิดชอบในการดูแลให้การศึกษาแก่บุตรที่เป็นผู้เยาว์ (3) การคุ้มครองสิทธิของบุตรและส่งเสริมสวัสดิภาพของบุตร และ (4) หามาตรการต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือสามีภริยาให้ปรองดองกันและปรับปรุงความสัมพันธ์ ระหว่างกันเองและกับบุตร” พยายามเปรียบเทียบ “การพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัวนั้นไม่ว่าการพิจารณา คดีจะได้ด าเนินไปแล้วเพียงใดให้ศาลพยายามเปรียบเทียบให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมกันใน ข้อพิพาท” ค าว่าพยายาม “เปรียบเทียบ” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 หมายถึง พิจารณาเทียบเคียงให้เห็นลักษณะที่เหมือนกันและต่างกัน ฉะนั้น ในการเปรียบเทียบคดีครอบครัว ศาลต้องพยายามหาจุดที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกันให้ได้ก่อนเป็นเบื้องต้นเพื่อจ ากัดประเด็นปัญหาให้แคบลง จากนั้นจึงค่อยพยายามไกล่เกลี่ยประเด็นปัญหาที่ยังตกลงกันไม่ได้ก็อาจจะเรียกได้ว่า “แสวงหาจุดร่วมสงวน จุดต่าง” หมายถึงพยายามหาข้อดีของอีกฝ่ายและยอมรับว่าอีกฝ่ายก็ย่อมมีข้อบกพร่องเช่นเดียวกับตนเอง การพยายามเปรียบเทียบของศาลไม่ว่าการพิจารณาคดีจะได้ด าเนินไปแล้วเพียงใด ศาลก็มีอ านาจเปรียบเทียบ ได้ต่างจากการไกล่เกลี่ยของผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวจะต้องด าเนินก่อนการเริ่มพิจารณาคดีนัดแรก หากไม่สามารถประนีประนอมยอมความกันได้จนศาลสั่งยุติการไกลเกลี่ยตามมาตรา 151 ผู้ประนีประนอมคดี ครอบครัวจะเข้ามาไกลเกลี่ยอีกไม่ได้(สหรัฐ กิติ ศุภการ, 2566 หน้า. 306-309) มาตรา 148 บัญญัติว่า “คดีครอบครัวที่มีข้อพิพาทก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลตั้ง ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว เพื่อไกล่เกลี่ยให้คู่ความในคดีครอบครัวได้ประนีประนอมกัน ทั้งนี้หลักเกณฑ์ วิธีการไกล่เกลี่ยและการรายงานผล ให้เป็นไปตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกา เพื่อประโยชน์ในการไกล่เกลี่ย ให้คู่ความได้ประนีประนอมกันในคดีครอบครัว ศาลอาจมอบหมายให้บิดา มารดา ผู้ปกครอง ญาติของคู่ความ ทนายความ ของคู ่ความ นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา หรือบุคคลหรือหน ่วยงานที ่ศาลเห็นสมควรให้ ค าปรึกษาหรือช่วยเหลือผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวที่ศาลแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งก็ได้ และในคดีครอบครัวที่ มีผู้เยาว์เข้ามาเกี่ยวข้องและจ าเป็นต้องได้รับการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพ ศาลจะเรียกพนักงาน เจ้าหน้าที ่ตามกฎหมายว ่าด้วยการคุ้มครองเด็กมาร ่วมในการไกล ่เกลี ่ยด้วยก็ได้ เมื ่อผู้ประนีประนอม คดีครอบครัวตามวรรคหนึ่งได้ด าเนินการตามค าสั่งศาลแล้วให้รายงานผลการไกล่เกลี่ยประนีประนอมต่อศาล ในกรณีการไกล ่เกลี ่ยประนีประนอมเป็นผลส าเร็จ ให้ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวจัดให้มีการท าสัญญา ประนีประนอมยอมความขึ้นแล้วรายงานศาล หรือจะนัดหรือขอให้ศาลเรียกคู ่ความมาท าสัญญา ประนีประนอมยอมความกันต ่อหน้าศาลก็ได้ เมื ่อศาลเห็นว ่าสัญญาประนีประนอมยอมความไม ่ฝ่าฝืนต่อ กฎหมายหรือไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ให้ศาลพิพากษาไปตามสัญญา ประนีประนอมยอมความนั้น หรือศาลจะยังไม่พิพากษาแต่ก าหนดเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาให้คู่ความทดลอง ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความก่อนก็ได้ โดยเฉพาะการใช้อ านาจปกครองหรือการอุปการะเลี้ยงดู ผู้เยาว์หรือคนไร้ความสามารถ ไม่ว่ากรณีจะเป็นประการใดถ้าคดีครอบครัวนั้นผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือส่วน ได้เสีย ให้ศาลค านึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์เป็นส าคัญ ในกรณีที่ศาลเห็นว่าสัญญาประนีประนอมยอม ความฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือเป็นคดีที่ผู้เยาว์มี ผลประโยชน์หรือส ่วนได้เสียและมิได้ค านึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ ให้ศาลปฏิเสธการพิพากษาตาม
30 สัญญาประนีประนอมยอมความนั้น การไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวให้น าบทบัญญัติมาตรา 146 มาใช้บังคับโดย อนุโลม” 2.3.2 ขั้นตอนการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัว ในการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวของศาลเยาวชนและครอบครัว ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นการไกล่เกลี่ย ก่อนฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 20 ตรี หรือการไกล่เกลี่ยหลังฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติศาล เยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ดังที่กล่าวมาแล้วหากพิจารณาแยก ขั้นตอนตามช่องทางการน าข้อพิพาทเข้าสู่ศาลจนไปสู่การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท สามารถแยกได้ ดังนี้ 2.3.2.1 ขั้นตอนการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 20 ตรี อาศัยอ านาจตามความใน มาตรา 20 ตรี วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 20 ทวิ วรรคสาม ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ประธาน ศาลฎีกาได้ออกข้อก าหนดของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง พ.ศ. 2563 โดยตามข้อ 17 ของ ข้อก าหนดดังกล่าว ก าหนดว่ากรณีจ าเป็นต้องมีวิธีการใดในทางธุรการเพื่อให้การปฏิบัติตามข้อก าหนดนี้เป็นไป โดยเรียบร้อย ให้เลขาธิการส านักงานศาลยุติธรรมเป็นผู้ก าหนดวิธีการนั้น ซึ่งต่อมาส านักงานศาลยุติธรรมจัดให้มี ประกาศส านักงานศาลยุติธรรม เรื่อง การไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องมาตรา 20 ตรี ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2563 เพื่อให้ การด าเนินการเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องของส านักงานศาลยุติธรรม ในส่วนของการยื่นค าร้องขอไกล่เกลี่ย ก่อนฟ้อง การตรวจสอบข้อมูลและสอบถามความสมัครใจเข้าร่วมไกล่เกลี่ย การท าข้อตกลงหรือสัญญา ประนีประนอมยอมความ การยื่นค าขอให้ศาลมีค าพิพากษาตามข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความ และการจัดท าสารบบและส านวนความของศาล เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและแนวทางเดียวกัน และเพื่อให้การ ไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 20 ตรี เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ กฎหมายและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว และให้การไกล่เกลี่ย ก่อนฟ้องของศาลเยาวชนและครอบครัวเป็นไปในแนวทางเดียวกันทั่วราชอาณาจักร อธิบดีผู้พิพากษา ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง จึงออกค าแนะน าของอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เกี่ยวกับแนวทางการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 20 ตรี (ประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 20 ตรี ,พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณา คดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 148 มาตรา 149 มาตรา 166 - 168, ข้อก าหนดของประธาน ศาลฎีกาว่าด้วยการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง พ.ศ.2563 ข้อ 17, ประกาศส านักงานศาลยุติธรรม เรื่อง การไกล่เกลี่ย ก่อนฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 20 ตรี ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2563 ) ซึ่งสรุป กระบวนการเข้าสู่การไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องของศาลเยาวชนและครอบครัวได้ ดังนี้ 1) การไกล่เกลี่ยเกิดจากความประสงค์ของคู่ความ โดยผู้มีข้อพิพาทคดีครอบครัวอาจได้รับ ความรู้จากการประชาสัมพันธ์ทางช่องทางต่าง ๆ ของศาลหรือจากค าแนะน าจากบุคคลหรือหน่วยงานอื่น ๆ เช่น จากศูนย์ด ารงธรรมอ าเภอ หรือจากผู้น าชุมชน โดยการยื่นค าร้องท าได้ 2 วิธี คือ โดยยื่นค าร้องเป็นหนังสือ โดยยื่นโดยตรงที่ศาล ยื่นโดยทางไปรษณีย์หรือโดยการส่งพัสดุภัณฑ์ ส่งโทรสาร หรือโดยการยื่นค าร้องผ่าน ระบบ CIOS ระบบบริการออนไลน์ศาลยุติธรรม (Court Integral Online Service : CIOS) 2) หลักการพิจารณารับค าร้อง หลักการพิจารณาเบื้องต้นเหมือนการพิจารณาการรับ ฟ้องคดีของศาล กล่าวคือ เป็นข้อพิพาทที่หากจะต้องมีการฟ้องร้องเป็นคดีต่อกันสามารถยื่นฟ้องต่อศาลที่ จะรับค าร้องได้ เช่น มูลคดีเกิดในเขตอ านาจศาล ภูมิล าเนาของผู้ถูกร้องอยู่ในเขตอ านาจศาล 3) การด าเนินการของเจ้าหน้าที่หลังจากรับค าร้องแล้ว เจ้าหน้าที่ส่งหนังสือเชิญชวนพร้อม ส าเนา ค าร้องไปยังผู้ถูกร้อง โดยก าหนดให้ตอบกลับภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ส่งค าร้องให้คู่กรณีอีกฝ่ายหรือ
31 ติดต่อโดยทางโทรศัพท์และบันทึกไว้ หากคู่กรณีไม่ตอบกลับภายในเวลาหรือไม่สมัครใจให้ยุติเรื่อง หากคู่กรณี สมัครใจเข้าไกล่เกลี่ยจะมีการนัดวันให้ไกล่เกลี่ยภายใน 1 เดือน นับแต่แจ้งตอบรับเข้าร่วมการไกล่เกลี่ย 4) กรณีค าร้องที่ผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสีย เจ้าหน้าที่จะแจ้งไปยังผู้อ านวยการ สถานพินิจที่ผู้เยาว์นั้นอยู่ในเขตอ านาจภายในวันท าการถัดไป นับแต่วันที่คู่กรณีอีกฝ่ายแจ้งตอบรับเข้าร่วมการ ไกล่เกลี่ยเพื่อจัดท ารายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคู่กรณีข้อพิพาท และผู้เยาว์เสนอศาลประกอบการไกล่เกลี่ย โดยเจ้าหน้าที่ต้องแจ้งให้คู่กรณีทุกฝ่ายไปให้ถ้อยค าต่อผู้อ านวยการสถานพินิจภายใน 7 วัน นับแต่วันที่คู่กรณี อีกฝ่ายตอบรับเข้าร่วมการไกล่เกลี่ย และแจ้งก าหนดวันนัดหมายวันเวลาในการไกล่เกลี่ยภายใน 45 วันนับแต่ วันที่คู่กรณีตอบรับเข้าร่วมการไกล่เกลี่ย หากผู้ร้องหรือคู่กรณีไม่ไปให้ถ้อยค าต่อผู้อ านวยการสถานพินิจภายใน ระยะเวลาที่ก าหนดจะงดการไกล่เกลี่ย 5) การตั้งส านวนไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง และการแต่งตั้งผู้ประนีประนอม เมื่อคู่กรณีทั้งสองฝ่าย มาศาลและด าเนินการไกล่เกลี่ย โดยปฏิบัติเช่นเดียวกับการไกล่เกลี่ยระหว่างพิจารณา (หลังฟ้อง) โดยการแต่งตั้ง ผู้ประนีประนอมจากบัญชีรายชื่อผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยพื้น ความรู้ หลักเกณฑ์และวิธีการจดทะเบียนและลบชื่อออกจากทะเบียนผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว พ.ศ. 2554 6) ในวันที่มีการแต่งตั้งผู้ประนีประนอม ให้ออกเลข กฟว ด า หรือ กฟว E ด า แล้วแต่ กรณีเมื่อการไกล่เกลี่ยสิ้นสุดลงให้ออกเลขแดง โดยเจ้าหน้าที่จัดท าแบบแสดงความสมัครใจเข้าร่วม/ข้อตกลง ที่จะรักษาความลับและรายงานการประชุมในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้อง ให้ผู้ประนีประนอมและคู่กรณี ลงชื่อโดยให้น ารายงานข้อเท็จจริงจากสถานพินิจไปพิจารณาประกอบในการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องที่มีผู้เยาว์ มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสีย โดยให้น าบทบัญญัติ มาตรา 166 ถึง 168 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและ ครอบครัวมาใช้บังคับโดยอนุโลม 7) ข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความและการด าเนินการเมื่อคู่สัญญาขอให้ ศาลพิพากษาตามข้อตกลง หากคู่กรณีตกลงกันได้ให้จัดท าบันทึกข้อตกลง/สัญญาประนีประนอมยอมความ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 20 ตรี และให้เจ้าหน้าที่น าข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความเสนอศาลเพื่อ ตรวจก่อน หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายจึงให้คู่กรณีลงลายมือชื่อ โดยผู้ประนีประนอม และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องไม่จ าต้องลงลายมือชื่อเป็นพยานในข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังกล่าว การขอให้ศาลมีค าพิพากษาตามข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความ คู่สัญญา ทั้งสองฝ่ายต้องยื่นค าขออย่างช้าในวันที่ท าข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยแสดงถึงเหตุผล ความจ าเป็นในการร้องขอ ศาลจะมีค าพิพากษาตามยอมให้หากศาลเห็นว่ามีความจ าเป็นที่สมควรจะมี ค าพิพากษาไปทันทีในเวลานั้น แต่หากศาลเห็นว่าไม่มีความจ าเป็นที่สมควรที่จะมีค าพิพากษาให้ในเวลานั้น ศาลจะสั่งยกค าขอ หากศาลพิจารณาเห็นว่ามีความจ าเป็นที่สมควรที่จะมีค าพิพากษาตามยอมให้ถือส านวน ไกล่เกลี่ยเป็นส านวนความและให้เรียกผู้ยื่นค าร้องเป็นโจทก์และคู่กรณีอีกฝ่ายเป็นจ าเลย 2.3.2.2 ขั้นตอนการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวหลังฟ้อง การไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวหลังมีการฟ้องคดีในคดีที่มีข้อพิพาท คู่ความเข้าสู่กระบวนการ ไกล่เกลี่ยโดยสภาพบังคับ ดังนี้ 1) ก่อนเริ่มพิจารณาท าการไกล่เกลี่ยโดยผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวที่ศาลแต่งตั้ง ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 หลังจากศาลมีค าสั่งรับฟ้องคดีครอบครัวไว้ด าเนินการในวันนัดแรก ศาลจะก าหนดเป็นวันนัดไกล่เกลี ่ย/ ชี้สองสถาน/นัดสืบพยาน ซึ่งตาม มาตรา 148 บัญญัติว่า คดีครอบครัวที่มีข้อพิพาท ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาล
32 ตั้งผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว เพื่อไกล่เกลี่ยให้คู่ความในคดีครอบครัวได้ประนีประนอมกัน ทั้งนี้หลักเกณฑ์ วิธีการไกล่เกลี่ยและการรายงานผล ให้เป็นไปตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ซึ่ง “คดีครอบครัวที่มี ข้อพิพาท...” อาจเป็นคดีที ่เริ ่มต้นจากการยื ่นค าร้องก็ได้ต ่อมามีผู้คัดค้านก็ถือว ่าเป็นคดีครอบครัวที ่มี ข้อพิพาทแล้ว ส่วนคดีที่เริ่มต้นจากค าฟ้องถือเป็นคดีที่มีข้อพิพาทเสมอ แม้จ าเลยจะขาดนัดยื่นค าให้การก็ตาม ถ้าจ าเลยที่ขาดนัดมาศาลในวันนัดพิจารณา ศาลต้องตั้งผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวเพื่อไกล่เกลี่ยก่อนเสมอ และกฎหมายบังคับให้ศาลตั้งผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวเพื่อไกล่เกลี่ยก่อน ศาลจะท าการชี้สองสถานหรือ สืบพยานไปทันทีไม่ได้ ถือเป็นกระบวนการพิจารณาคดีที่ไม่ชอบ 2) หลังจากเริ่มพิจารณา ก่อนศาลมีค าพิพากษาแม้จะมีการสืบพยานไปบางส่วนหรือ แม้กระทั่งทั้งสองฝ่ายเบิกความกันมาจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลก็จะพยายามเปรียบเทียบให้คู่ความได้ตกลงกัน หรือประนีประนอมกันในข้อพิพาท ทั้งนี้ตามมาตรา 146 ที่บัญญัติว่า “การพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัวนั้น ไม่ว่าการพิจารณาคดีจะได้ด าเนินไปแล้วเพียงใด ให้ศาลพยายามเปรียบเทียบให้คู่ความได้ตกลงกันหรือ ประนีประนอมกันในข้อพิพาทโดยค านึงถึงความสงบสุขและการอยู่ร่วมกันในครอบครัว…” (พระราชบัญญัติ ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 146) 3) ในระหว่างการไต่สวนค าร้องในชั้นการบังคับคดีครอบครัว แม้ว่าคู่ความทั้งสองฝ่าย จะมีการตกลงท าสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีค าพิพากษาตามยอมแล้ว เมื่อต่อมาภายหลังปรากฏว่า ข้อเท็จจริงอันเป็นพฤติการณ์แห่งคดีตามสัญญาประนีประนอมยอมความเปลี่ยนแปลงไป เกิดเป็นข้อพิพาท ขึ้นใหม ่ ศาลจึงมีอ านาจนัดไต ่สวน นัดพิจารณา และไต ่สวนค าร้องขอของผู้ร้อง อีกทั้งยังมีอ านาจตาม มาตรา 146 ในการเปรียบเทียบให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมกันในข้อพิพาทซึ่งเกิดขึ้นใหม่ โดย ก าหนดไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาโดยค านึงถึงสวัสดิภาพและอนาคตของบุตรผู้เยาว์ โดยไม่ถือว่าศาล ชั้นต้นมีค าสั่งเปลี่ยนแปลงค าพิพากษาตามยอมที่ถึงที่สุดแล้ว (ค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 9117/2557) หากเป็นกรณีการไกล่เกลี่ยก่อนเริ่มพิจารณาซึ่งท าโดยผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวที่ ศาลแต่งตั้ง ตามที่บัญญัติใน มาตรา 148 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่าหลักเกณฑ์ วิธีการไกล่เกลี่ยและการรายงานผล ให้เป็นไป ตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ซึ่งประธานศาลฎีกาได้ออกข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วย หลักเกณฑ์วิธีการและการรายงานผลการไกล่เกลี่ยในคดีครอบครัว พ.ศ. 2554 แล้ว เมื่อผู้ประนีประนอม คดีครอบครัวด าเนินการตามค าสั่งศาลแล้วตาม มาตรา 148 วรรคสอง ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวจะต้อง รายงานผลการไกล่เกลี่ยและประนีประนอมต่อศาล หากผลการไกล่เกลี่ยส าเร็จ มาตรา 148 วรรคสอง ก าหนดให้ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวจัดให้มีการท าสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งในข้อบังคับของ ประธานศาลฎีกา ข้อ 24 ก าหนด ว่าในการจัดท าสัญญาประนีประนอมยอมความให้แก่คู่ความผู้ประนีประนอม คดีครอบครัวจะให้ทนายความของคู่ความหรือเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือก็ได้ ซึ่งในทางปฏิบัติส่วนใหญ่จะให้นิติกรเป็น ผู้จัดท าสัญญาประนีประนอมยอมความโดยมีทนายความของคู่ความทั้งสองฝ่ายช่วยให้ข้อมูลในการจัดท า (พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 148 วรรคสอง ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและการรายงานผลการไกล่เกลี่ยใน คดีครอบครัว พ.ศ. 2554 ข้อ 24) การรายงานผลการไกล่เกลี่ยตาม มาตรา 148 วรรคสาม ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว ต้องรายงานผลต่อศาลไม่ว่าผลการไกล่เกลี่ยจะส าเร็จหรือไม่ ซึ่งในทางปฏิบัติการไกล่เกลี่ยโดยผู้ประนีประนอม คดีครอบครัวจะด าเนินการในห้องไกล่เกลี่ยภายในศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประจ าศาล และในการไกล่เกลี่ย ทุกครั้ง เมื่อเจ้าหน้าที่ได้จัดท ารายงานผลการไกล่เกลี่ยตามแบบพิมพ์ (กค.2) ตามที่ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ข้อ 28 ก าหนด หลังจากนั้นนิติกรประจ าศูนย์ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทจะน าคู่ความและทนายความเข้า
33 ห้องพิจารณาคดี ไม่ว่าจะเป็นกรณีคู่ความไกล่เกลี่ยตกลงกันได้มีการจัดท าสัญญาประนีประนอมยอมความ หรือ กรณีคู่ความประสงค์เลื่อนการไกล่เกลี่ยออกไป หรือเป็นกรณีที่ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ข้อ 26 ก าหนด เช่น คู่ความไม่ประสงค์ท าการไกล่เกลี่ยต่อไป (พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดี เยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 148 วรรคสาม ข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และการรายงานผลการไกล่เกลี่ยในคดีครอบครัว พ.ศ. 2554 ข้อ 28) กรณีผลการไกล่เกลี่ยโดยผู้ประนีประนอมส าเร็จ และสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตามมาตรา 148 วรรคสี่ ศาลจะมีค าพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือศาลอาจจะยังไม่พิพากษาแต่ก าหนดเงื่อนไขหรือ เงื่อนเวลาให้คู่ความทดลองปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความมนั้นก่อนก็ได้ โดยเฉพาะ การใช้อ านาจ ปกครองหรือการอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์หรือคนไร้ความสามารถ และตามมาตรา 148 วรรคห้า กรณีศาล เห็นว่าสัญญาประนีประนอมยอมความขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ ประชาชนหรือเป็นคดีที่ผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียและสัญญาประนีประนอมยอมความมิได้ค านึง ถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ ศาลสามารถปฏิเสธการพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นได้ (พระราชบัญญัติศาลเยาวชน และครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 148 วรรคสี่ วรรคห้า) นอกจากนี้แม้ว่าการไกล่เกลี่ยโดยผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวจะไม่สามารถตกลงกันได้หรือ สามารถตกลงกันได้เพียงบางประเด็น เมื่อคู่ความเข้าห้องพิจารณาศาลก็อาจจะไกล่เกลี่ยต่อหน้าศาลต่อไปได้ 2.3.3. ผู้ท าหน้าที่ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทคดีครอบครัวและผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการไกล่เกลี่ย 2.3.3.1 ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบ ตามมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดี เยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับ มาตรา 24 ศาลเยาวชนและครอบครัวต้องมี ผู้พิพากษาไม่น้อยกว่าสองคน และผู้พิพากษาสมทบอีกสองคนซึ่งอย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรีจึงเป็นองค์คณะ พิจารณาคดีได้ ส่วนการท าค าพิพากษาหรือค าสั่งของศาลนั้น ถ้าค าพิพากษาหรือค าสั่งจะต้องท าโดยองค์คณะ พิจารณาคดีค าพิพากษาหรือค าสั่งนั้นจะต้องบังคับตามคะแนนเสียงฝ่ายข้างมากของผู้พิพากษาและผู้พิพากษา สมทบที่เป็นองค์คณะพิจารณาคดีนั้น ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้น าบทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญ ศาลยุติธรรมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับ โดยอนุโลม” และวรรคสอง บัญญัติว่า “ในการพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัวใดจะต้องมีผู้พิพากษาสมทบเป็น องค์คณะหรือไม่ให้เป็นไปตามมาตรา 147” โดยมาตรา 147 บัญญัติว่า “ในการก าหนดองค์คณะตาม มาตรา 20 ถ้าศาลเห็นว่าคดีครอบครัวใดที่ศาลจะพิจารณาพิพากษาเป็นคดีที่ผู้เยาว์ไม่มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสีย ก่อนเริ่ม พิจารณาคดีให้ศาลสอบถามคู่ความว่าประสงค์จะให้มีผู้พิพากษาสมทบเป็นองค์คณะด้วยหรือไม่ ถ้าคู่ความ ทั้งสองฝ่ายหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ประสงค์จะให้มีผู้พิพากษาสมทบเป็นองค์คณะด้วย ให้ผู้พิพากษาไม่น้อยกว่า สองคนเป็นองค์คณะ พิจารณาพิพากษาคดีได้” วรรคสอง บัญญัติว่า “ในระหว่างการพิจารณาของศาลที่ไม่มี ผู้พิพากษาสมทบเป็นองค์คณะ ถ้าข้อเท็จจริงปรากฏแก่ศาลว่าคดีนั้นเป็นคดีที่ผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสีย ให้ศาลก าหนดให้มีผู้พิพากษาสมทบตามมาตรา 23 เป็นองค์คณะ แต่ทั้งนี้ไม่มีผลกระทบกระเทือนกระบวน พิจารณาที่ได้ด าเนินไปแล้ว” และวรรคสาม บัญญัติว่า “ในกรณีจ าเป็นต้องฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้าน การแพทย์ จิตวิทยา การให้ค าปรึกษา แนะน าการสังคมสงเคราะห์ และการคุ้มครองสวัสดิภาพ หรือผู้เชี่ยวชาญ ด้านอื่น ศาลอาจเรียกบุคคลดังกล่าวมาร่วมปรึกษาหารือหรือให้ความเห็นตาม มาตรา 31 ได้” ซึ่งในกระบวนการ ไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบ มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการไกล่เกลี่ย ดังนี้
34 1) ในระหว่างการไกล่เกลี่ยเปรียบเทียบให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมกันใน ข้อพิพาท ซึ่งศาลท าในห้องพิจารณาคดี โดยในคดีครอบครัวที่ผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสีย องค์คณะ ผู้พิพากษาในคดีครอบครัวจะประกอบด้วยผู้พิพากษา และผู้พิพากษาสมทบ (พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและ ครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 23 มาตรา 24 และมาตรา 146) 2) ในระหว่างการพิจารณาพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ กรณีการไกล่เกลี่ย ก่อนฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 20 ตรี ซึ่งผู้ร้องและผู้ถูกร้องมีการขอให้ศาลมี ค าพิพากษาตามข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความ คู่สัญญาหรือกรณีการไกล่เกลี่ยหลังฟ้องที่ ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวไกล่เกลี่ยส าเร็จและมีการจัดท าสัญญาประนีประนอมยอมความเสนอต่อศาล ตามมาตรา 148 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 20 ตรี ,พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 23 มาตรา 24 และมาตรา 148) 3) ในระหว่างการด าเนินกระบวนพิจารณาหลังจากที่ศาลมีค าพิพากษาไปแล้วเกี่ยวกับ การบังคับคดี ตามค าพิพากษาหรือค าสั่งของศาล ทั้งกรณีที่ศาลมีค าสั่งหรือค าบังคับที่ไม่เกี่ยวกับการยึดหรือ อายัดทรัพย์ลูกหนี้ตามค าพิพากษาตาม มาตรา 161 หรือในกรณีการบังคับคดีเกี่ยวกับเงินค่าอุปการะเลี้ยงดู หรือค่าเลี้ยงชีพ ตามมาตรา 162 ซึ่งตามแนวค าพิพากษาศาลฎีกาที่ 9117/2557 ศาลสามารถใช้อ านาจตาม มาตรา 146 ในการพยายามเปรียบเทียบให้คู่ความตกลงกันหรือประนีประนอมกันในข้อพิพาทที่เกิดขึ้นใหม่โดย ก าหนดในรายงานกระบวนพิจารณา ไม่ถือว่าเป็นการมีค าสั่งเปลี่ยนแปลงค าพิพากษาตามยอมซึ่งถึงที่สุดแล้ว (หลักและค าพิพากษา พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว (สหรัฐ กิติศุภการม, 2566, หน้า 309) 2.3.3.2 ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว “ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว” หมายความว่า บุคคลที่ศาลเยาวชนและครอบครัว จดทะเบียนไว้ในทะเบียนผู้ประนีประนอมคตีครอบครัวเพื่อท าหน้าที่ไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวตามกฎหมาย ว่าด้วยเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว และคดีความรุนแรงในครอบครัวตาม กฎหมาย ว่าด้วยการคุ้มครองผู้ถูกกระท าด้วยความรุนแรงในครอบครัว (ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วย พื้นความรู้ หลักเกณฑ์และวิธีการจดทะเบียนและลบชื่อออกจากทะเบียนผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว พ.ศ. 2554 ตามข้อ 3) (ส านักประธานศาลฎีกา. 2554, หน้า 1) โดยในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนฟ้อง และการไกล่เกลี่ยหลัง ฟ้อง ศาลจะมีค าสั่งแต่งตั้งผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวจากที่ขึ้นทะเบียนไว้ในบัญชีเดียวกันเพื่อท าหน้าที่ใน การไกล่เกลี่ย ส่วนหลักเกณฑ์วิธีการไกล่เกลี่ยของผู้ประนีประนอมคดีคอรบครัวเป็นไปตามข้อบังคับของ ประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการและการรายงานผลการไกล่เกลี่ยในคดีครอบครัว พ.ศ. 2554 ซึ่งใน การไกล่เกลี่ยหลังฟ้อง ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวจะปฏิบัติหน้าที่เฉพาะในช่วงการเริ่มพิจารณาคดีเท่านั้น ตามมาตรา 148 วรรคหนึ่ง และตามมาตรา 149 ให้ศาลเยาวชนและครอบครัวมีหน้าที่รับจดทะเบียน ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวให้มีคุณสมบัติตามที่ก าหนด โดยให้การจดทะเบียนหรือลบชื่อออกจากทะเบียน ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ก าหนดในข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ดังกล่าว (พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 149 ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการและการรายงานผลการไกล่เกลี่ยในคดี ครอบครัว พ.ศ. 2554) (ส านักประธานศาลฎีกา. 2554, หน้า 3-5) ส่วนการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ประนีประนอม คดีครอบครัวให้เป็นไปตามมาตรา 150 คือ ผู้ประนีประนอมต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม และ รักษาความลับที่ตนล่วงรู้จากการปฏิบัติหน้าที่ โดยเคร่งครัดตามค าแนะน าที่ประธานศาลฎีกาก าหนด
35 (พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธี พิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 149) (ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง. 2553, หน้า 59) 2.3.3.3 บุคคลที่ศาลมอบหมายให้ท าหน้าที่ให้ค าปรึกษาหรือช่วยเหลือผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว ในการไกล่เกลี่ย ตามมาตรา 148 มาตรา 148 วรรคสอง บัญญัติว่า “เพื่อประโยชน์ในการไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ประนีประนอม กันในคดีครอบครัวศาลอาจมอบหมายให้บิดา มารดา ผู้ปกครอง ญาติของคู ่ความ ทนายความของคู่ความ นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา หรือบุคคลหรือหน่วยงานที่ศาลเห็นสมควรให้ค าปรึกษาหรือช่วยเหลือ ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวที่ศาลตั้งตามวรรคหนึ่งก็ได้ และในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เข้ามาเกี่ยวข้องและ จ าเป็นต้องได้รับการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพ ศาลจะเรียกพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วย การคุ้มครองเด็กมาร่วมในการไกล่เกลี่ยด้วยก็ได้” (สหรัฐ กิติ ศุภการม, 2563, หน้า 358) 2.3.3.4 บุคคลที่ศาลมอบหมายให้สืบเสาะภาวะความเป็นอยู่ของครอบครัว ตามมาตรา 152 มาตรา 152 บัญญัติว่า “ในกรณีที่ศาลเห็นว่าจ าเป็นเพื่อสวัสดิภาพและอนาคตของบุตร ที่เป็นผู้เยาว์ในระหว่างการไกล่เกลี่ยหรือพิจารณาคดี ศาลอาจมอบหมายให้ผู้อ านวยการสถานพินิจ นักสังคม สงเคราะห์ หรือนักจิตวิทยา ด าเนินการสิบเสาะภาวะความเป็นอยู่ของครอบครัวเพื่อประโยชน์ในการเปรียบเทียบ ให้คู่ความได้ตกลงหรือประนีประนอมกันในข้อพิพาทหรือเมื่อเห็นเป็นการสมควรและคู่ความได้ยินยอมแล้ว จะสั่งให้แพทย์หรือจิตแพทย์ตรวจสภาพร่างกายหรือสภาพจิตของคู่ความฝ่ายหนึ่งก็ได้” (สหรัฐ กิติ ศุภการม, 2566, หน้า 367) 2.3.3.5 นิติกรประจ าศูนย์ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทในศาลเยาวชนและครอบครัว จะมีการจัดตั้งศูนย์ประนีประนอมคดีครอบครัวขึ้นในศาล โดยมีนิติกรกลุ่มงานไกล่เกลี่ย และประนอมข้อพิพาทเป็นเจ้าหน้าที่ประจ าศูนย์ ซึ่งจะมีหน้าที่ติดต่อประสานงานการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของศาล คู่ความ ผู้ประนีประนอมด าเนินการไกล่เกลี่ยประนีประนอมข้อพิพาทหรือเข้าร่วมการไกล่เกลี่ยประนีประนอม ข้อพิพาทกับผู้ประนีประนอม แนะน าข้อกฎหมาย ระเบียบ ที่ต้องปรับใช้ในการไกล่เกลี่ยแก่ผู้ประนีประนอม จัดท าเอกสารส านวนไกล่เกลี่ย จัดเก็บสถิติและประเมินผลการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท นอกจากนี้ตามที่ข้อบังคับ ของประธานศาลฎีกา ข้อ 24 ก าหนดให้ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวจัดให้มีการท าสัญญาประนีประนอม ยอมให้แก่คู่ความ (ศาลฎีกา, 2554, หน้า 24) ในทางปฏิบัติให้นิติกรจะเป็นผู้ช่วยสรุปท าความเข้าใจประเด็น ที่คู่ความตกลงกันได้ในการไกล่เกลี่ยก่อนที่จะจัดท าสัญญาประนีประนอมยอมความให้คู่ความ รวมถึงการให้ ค าแนะน าปรึกษาถึงแนวทางการบังคับคดีระหว่างกันในแต่ละข้อของสัญญาที่ทั้งสองตกลงกัน และในปัจจุบัน นอกจากการด าเนินการดังกล่าวของนิติกรแล้วนิติกรยังมีหน้าที่เกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดีครอบครัว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 20 ตรี ซึ่งตามข้อก าหนดของประธานศาลฎีกา ว่าด้วย การไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง พ.ศ. 2563 ประกอบกับประกาศส านักงานศาลยุติธรรม เรื่อง การไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 20 ตรี ลงวันที ่ 9 พฤศจิกายน 2563 ที ่ก าหนดให้ เจ้าหน้าที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยประจ าศาล มีหน้าที่ในการรับค าร้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นจากผู้ร้องเพื ่อ ประกอบการพิจารณาของศาล ซึ่งนิติกรประจ าศูนย์ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทจะต้องช่วยเหลือให้ ค าแนะน าและประสานวันนัด การแจ้งให้ไปให้ถ้อยค าต่อสถานพินิจ กรณีข้อพิพาทที่ผู้เยาว์มีผลประโยชน์ หรือส ่วนได้เสีย และโดยเฉพาะในวันที ่มีการไกล ่เกลี ่ยก ่อนฟ้อง ซึ ่งท าโดยผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว โดยที่คู่กรณีไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องส่วนใหญ่จะไม่มีทนายความ นิติกรจะเป็นผู้ช่วยเหลือให้ค าแนะน าเกี่ยวกับ ข้อกฎหมายต่าง ๆ แก่คู่กรณีตลอดจนช่วยจัดท าค าร้อง บันทึกข้อตกลงสัญญาประนีประนอมยอมความ ในกรณี มีค าร้องขอให้ศาลมีค าพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความด้วย