136 2) มีเป้าหมาย (Goal) ร่วมกันอยู่ที่ผู้เยาว์ เมื่อความสัมพันธ์มีพัฒนาการดีขึ้น ให้เจาะจง ไปที่ประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ ถ้าเวลาคุยแล้วคู่ความนอกประเด็นไปต้องพยายามจูงใจให้กลับมาที่ผู้เยาว์ ทั้งนี้ ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือคำพิพากษา ศาลต้องให้ความสำคัญกับหลักประโยชน์สูงสุด ของผู้เยาว์เป็นสำคัญ 3) สร้างการมีส่วนร่วมและความร่วมมือ (Cooperation) ถ้าหากคู่ความไม่ให้ความร่วมมือ ปลายทางที่เป็นข้อตกลงไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์หรือเนื้อหาจะไม่สำเร็จแน่นอน นอกจากนี้ในกระบวนการ ทำงานของศาลโดยเฉพาะในขั้นตอนที่ศาลต้องทำงานกับครอบครัวภายหลังคดีเสร็จการพิจารณาแล้วต้องมีการ แสวงหาความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอกด้วย ในท้ายที่สุดนี้ ความสำคัญของงานวิจัยฯ ชิ้นนี้ เพื่อให้เกิดคุณประโยชน์แก่ ประเทศชาติดังที่ ศาสตราจารย์วิชา มหาคุณ กล่าวเอาไว้ว่า “ประเทศของเราก็คือครอบครัว ถ้าครอบครัว แข็งแรง อบอุ่น มั่นคง ประเทศก็มั่นคง” นายเผดิม เพ็ชรกูล รองประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ นายสุริยนตร์ โสตถิทัต ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์
บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง การประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัว ที่มี ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้วิจัยได้กำหนดความมุ่งหมาย ของการวิจัยที่สำคัญ คือ 1) เพื่อประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัว ที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยใช้รูปแบบการประเมิน CIPP Model (Stufflebeam, 1972) ตามประเด็น 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านบริบท (Context Evaluation) (2) ด้านปัจจัยนำเข้า (Input Evaluation) (3) ด้านกระบวน (Process Evaluation) และ (4) ด้านผลผลิต (Product Evaluation) เป็นการประเมินตามความคิดเห็นของคู่ความในการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม ยอมความ 2) เพื่อศึกษาแรงจูงใจของคู่ความที่มีต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญา ประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียให้มีประสิทธิภาพ ตามความคิดเห็น ของผู้ทรงคุณวุฒิโดยการนำเสนอข้อมูลสรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะการวิจัยตามลำดับความมุ่งหมาย ของการวิจัย ดังนี้ 5.1 สรุปผลการวิจัย ผลการวิจัยสรุป การศึกษาการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย โดยการเก็บข้อมูลจากคู่ความที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง แล้วนำเสนอสรุป ผลการวิจัย ดังนี้ 5.1.1 ผลการศึกษาสถานภาพของคู่ความ ผลการศึกษาสถานภาพของคู่ความพบว่า คู่ความที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เมื่อ จำแนก ตามเพศ เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 55.00 และเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 45.00 จำแนกตามอายุ ส่วนใหญ่ มีอายุระหว่าง 30-39 ปี คิดเป็นละ 33.75 รองลงไป อายุระหว่าง 20-29 ปี คิดเป็นร้อยละ 31.25 รองลงไป อายุระหว่าง 40-49 ปี คิดเป็นร้อยละ 26.25 และลำดับสุดท้าย อายุระหว่าง 50 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 8.75 จำแนกตามสถานภาพการสมรสคู่กรณี ส่วนใหญ่ ไม่ได้จดทะเบียนสมรส คิดเป็นร้อยละ 52.50 และจดทะเบียน สมรส คิดเป็นร้อยละ 47.50 จำแนกตามจำนวนบุตร ส่วนใหญ่ มีจำนวนบุตร 1 คนคิดเป็นร้อยละ 58.75 รองลงไป มีบุตร 2 คน คิดเป็นร้อยละ 30.00 และลำดับสุดท้าย อื่น ๆ โดยระบุมีบุตร 3 คน คิดเป็นร้อยละ 11.25 จำแนกตามวุฒิการศึกษา ส่วนใหญ่มีวุฒิการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 65.00 รองลงไป ระดับปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 30.00 และลำดับสุดท้ายสูงกว่ากว่าปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 5.00 จำแนก ตามอาชีพ ส่วนใหญ่อาชีพลูกจ้างประจำ คิดเป็นร้อยละ 40.00 รองลงไป เป็นอาชีพอื่น ๆ คิดเป็นร้อยละ 28.75 รองลงไป อาชีพพนักงานจ้างเหมาบริการ คิดเป็นร้อยละ 13.75 รองลงไป อาชีพลูกจ้างชั่วคราว คิดเป็นร้อยละ
138 7.50 รองลงไป อาชีพพนักงานราชการ คิดเป็นร้อยละ 6.25 และลำดับสุดท้ายอาชีพรับราชการ คิดเป็นร้อยละ 3.75 จำแนกตามรายได้ต่อเดือน ส่วนใหญ่ มีรายได้10,000 – 20,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 38.75 รองลงไป มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 30.00 รองลงไป มีรายได้20,001-30,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 18.75 รองลงไป มีรายได้30,001-40,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 6.25 รองลงไป มีรายได้ 40,001-50,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 3.75 และลำดับสุดท้าย มีรายได้ 50,001 บาทขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 2.50และจำแนกตามปีที่ปฏิบัติ ตามสัญญาประนีประนอม ส่วนใหญ่ปี2565 คิดเป็นร้อยละ 47.50 รองลงไป ปี 2564 คิดเป็นร้อยละ 28.75 และลำดับสุดท้าย ปี 2563 คิดเป็นร้อยละ 23.75 5.1.2 ผลการศึกษาข้อมูลการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ตามความคิดเห็นของคู่ความ สรุปผลการวิจัย ดังนี้ 5.1.2.1 ด้านบริบท คู่ความที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อผลการประเมินการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ในภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก โดยได้ ศึกษาเกี่ยวกับหลักการของการประเมิน เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อมีค่าเฉลี่ยในระดับมากทั้ง 3 ข้อ โดยมีค่าเฉลี่ย จากมากไปหาน้อยคือ การไกล่เกลี่ยมีเจตนาของการคุ้มครองสิทธิของบุตรและส่งเสริมสวัสดิภาพของบุตร รองลงไป การไกล่เกลี่ย มีเจตนาของการช่วยเหลือสามีภรรยาให้ปรองดองกันและปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างกันเอง และกับบุตร และลำดับสุดท้าย การไกล่เกลี่ยมีเจตนาของการสงวนและคุ้มครองสวัสดิภาพของการสมรส ได้ศึกษาเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของโครงการ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อมีค่าเฉลี่ย ในระดับมากทั้ง 4 ข้อ โดยมีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 ลำดับคือ การไกล่เกลี่ยเพื่อช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ได้ทำข้อตกลงโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของบุตรเป็นหลัก รองลงไป ศาลเยาวชนและครอบครัวมีนโยบาย อย่างชัดเจนที่ส่งเสริมให้คู่ความใช้วิธีการไกล่เกลี่ย และลำดับสุดท้าย การไกล่เกลี่ยเพื่อหาข้อตกลงระหว่างคู่ความ โดยหลีกเลี่ยงการตัดสินใจของบุคคลภายนอกคดี 5.1.2.2 ด้านปัจจัยนำเข้า คู่ความที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อผลการประเมินการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ในภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก โดยได้ศึกษาเกี่ยวกับบุคลากร เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ มีค่าเฉลี่ยในระดับมากทั้ง 5 ข้อ โดยมีข้อที่มีค่าเฉลี่ย จากมากไปหาน้อย 3 ลำดับคือ นิติกรของศาลได้มีการประสานคู่ความและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจนประสบความสำเร็จ ในการไกล่เกลี่ย รองลงไป นิติกร/เจ้าหน้าที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทของศาลได้แนะนำ ช่วยเหลือ ติดตามทั้งก่อนมีการไกล่เกลี่ย ระหว่างการไกล่เกลี่ย และหลังการไกล่เกลี่ย และลำดับสุดท้าย คู่ความได้รับ การสนับสนุนให้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความจากครอบครัวและบุคคลใกล้ชิด ได้ศึกษาเกี่ยวกับสถานที่และวัสดุ-อุปกรณ์เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ มีค่าเฉลี่ย ในระดับมากทั้ง 5 ข้อ โดยมีข้อที่มีค่าเฉลี่ยจากมาไปหาน้อย 3 ลำดับ คือ ห้องไกล่เกลี่ยมีความเหมาะสม
139 สะดวกสบาย รองลงไป ศาลเยาวชนและครอบครัวมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบดูแลความปลอดภัยให้คู่ความที่มาไกล่เกลี่ย และลำดับสุดท้าย ห้องไกล่เกลี่ยมีบริการเครื่องดื่ม เช่น กาแฟ น้ำเปล่า เป็นต้น 5.1.2.3 ด้านกระบวนการ คู่ความที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อผลการประเมินการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในด้านกระบวนการ ในภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก โดยได้ศึกษาเกี่ยวกับการดำเนินการ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ มีค่าเฉลี่ยในระดับมากที่สุด 5 ข้อ และมีค่าเฉลี่ยในระดับมาก 7 ข้อ โดยมีข้อที่มีค่าเฉลี่ยในระดับมากที่สุดจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย 3 ลำดับ คือ ผู้พิพากษา อ่าน อธิบาย และแนะนำคู่ความในการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ รองลงไป ผู้พิพากษาสมทบปฏิบัติตนกับคู่ความด้วยความเมตตาและเป็นมิตร และลำดับสุดท้าย ผู้พิพากษาพิจารณา ตามกระบวนการเป็นไปตามการบันทึกสัญญาประนีประนอมยอมความ ได้ศึกษาเกี่ยวกับการติดตามและประเมินผล เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ มีค่าเฉลี่ย ในระดับมากทั้ง 2 ข้อ โดยมีข้อที่มีค่าเฉลี่ยจากมาไปหาน้อย คือ นิติกร/เจ้าหน้าที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยและประนอม ข้อพิพาทให้คำปรึกษา แนะนำเพื่อสร้างความเข้าใจให้คู่ความหลังจากพิพากษาเสร็จแล้ว และลำดับสุดท้ายนิติกร มีการติดตามผลจากการปฏิบัติของคู่ความตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นระยะ ๆ 5.1.2.4 ด้านผลผลิต คู่ความที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อผลการประเมินการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ในภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณา เป็นรายข้อ มีค่าเฉลี่ยในระดับมากที่สุด 1 ข้อ คือ การไกล่เกลี่ยของศาลนำไปสู่ความสะดวก ประหยัด และ รวดเร็ว และมีค่าเฉลี่ยในระดับมาก 8 ข้อ โดยมีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 ลำดับ คือ คู่ความมีความสุข มีความสบายใจเมื่อปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้สำเร็จ รองลงไป คู่ความปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความจนสำเร็จ และลำดับสุดท้าย คู่ความมีความพร้อมเพื่อปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความ 5.1.3 ผลการศึกษาแรงจูงใจของคู่ความที่มีต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ตามความคิดเห็นของคู่ความที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีแรงจูงใจต่อการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความ ในภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก โดยได้ศึกษาเกี่ยวกับด้านความสำเร็จของการ ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ มีค่าเฉลี่ยในระดับมากทั้ง 5 ข้อ โดยมีข้อที่มีค่าเฉลี่ย จากมากไปหาน้อย 3 ลำดับ คือ คู่ความมีกำลังใจจากบุตรที่ส่งผลให้มีความรับผิดชอบได้ดี รองลงไป คู่ความมี กำลังใจจากครอบครัวตนเองและบุคคลผู้ใกล้ชิดที่เข้าใจในความรับผิดชอบ และลำดับสุดท้าย คู่ความมีความ ภาคภูมิใจเมื่อทำตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้สำเร็จ ได้ศึกษาเกี่ยวกับด้านความรับผิดชอบ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ มีค่าเฉลี่ยในระดับมากทั้ง 5 ข้อ โดยมีข้อที่มีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 ลำดับ คือ คู่ความมีความมุ่งมั่นตั้งใจปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม
140 ยอมความ รองลงไป คู่ความเมื่อมีปัญหาที่ยังไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ในบางกรณีจะแก้ปัญหาโดยการประสานแจ้งให้คู่ความด้วยกันทราบก่อนแล้วรีบแก้ปัญหาทันที และลำดับ สุดท้าย คู่ความกำหนดเวลาของความรับผิดชอบตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ได้ศึกษาเกี่ยวกับด้านความสัมพันธ์ระหว่างคู่ความ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อมีค่าเฉลี่ยในระดับ มากทั้ง 5 ข้อ โดยมีข้อที่มีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 ลำดับ คือ คู่ความด้วยกันให้โอกาสในการที่ไม่สามารถ ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ในบางกรณีตามเวลาที่กำหนด รองลงไป มีข้อที่มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน 2 ข้อ คือ คู่ความด้วยกันยอมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ดีต่อกัน กับคู่ความด้วยกันให้กำลังใจซึ่งกัน และกันในการทำหน้าที่ความเป็นพ่อแม่ที่ดีต่อบุตร และลำดับสุดท้าย คู่ความด้วยกันเมื่อมีปัญหาได้ร่วมกัน แก้ปัญหาด้วยความเข้าใจ 5.1.4 ผลการศึกษาแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียให้มีประสิทธิภาพ ตามความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิจากการสนทนากลุ่ม สรุปได้ดังนี้ 5.1.4.1 ผลของการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ 1) ด้านบริบท (1) แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามหลักการที่ “ศาลเยาวชนและครอบครัวพยายามเปรียบเทียบให้คู่ความได้ ตกลงกันหรือประนีประนอมข้อพิพาทโดยคำนึงถึงความสุขและการอยู่ร่วมกันในครอบครัว” ตามพระราชบัญญัติ ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 146 โดยเฉพาะในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย จากแนวความคิดตามหลักการที่“ศาลเยาวชนและครอบครัวพยายาม เปรียบเทียบให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมข้อพิพาทโดยคำนึงถึงความสุขและการอยู่ร่วมกันใน ครอบครัว” โดยมีแนวทางของการส่งเสริมและพัฒนาให้ศาลเยาวชนและครอบครัวมีบทบาทในการแก้ปัญหา และหาทางออกที่ดีและสมบูรณ์ที่สุดให้แก่ครอบครัวที่มีปัญหาต่อกัน โดยเฉพาะการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวต้อง คำนึงถึงความสุขและการอยู่ร่วมกันของครอบครัว การดำรงหรือรักษาสถานะทางครอบครัวให้ยั่งยืน ให้เป็น ครอบครัวที่มีความรักสมัครสมานสามัคคีที่ดีต่อกันต่อไป ตามหลักการไกล่เกลี่ยมาตรา 146 เปิดกว้างให้ สามารถไกล่เกลี่ยในคดีครอบครัวได้ตลอดเวลาแม้จะมีคำพิพากษาแล้วหรือในชั้นบังคับคดี การไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวที่สามารถตกลงกันได้ในแนวทางที่ถูกต้อง ต้องมา จากการไกล่เกลี่ยที่สามารถเข้าถึงปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของคู่ความแต่ละฝ่าย เพื่อสามารถทำ สัญญาประนีประนอมยอมความที่เป็นผลดีแก่คู่ความทั้งสองฝ่ายมากกว่าการให้ศาลมีคำพิพากษาตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามคำพิพากษาตามยอมที่เกิดจากการไกล่เกลี่ยตามมาตรา 146 ไม่ควรเป็นคำพิพากษาตามยอมที่ ก่อให้เกิดปัญหาใหม่ซ้อนปัญหาขึ้น การไกล่เกลี่ยจนสามารถทำสัญญาประนีประนอมยอมความและคดีเสร็จสิ้น ไปจากศาลอาจพิจารณาได้ว่าเป็นผลสำเร็จของงาน แต่คำพิพากษาตามยอมจะพิจารณาแค่ผลสัมฤทธิ์ไม่ได้
141 เพราะการปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอมในค่าอุปการะเลี้ยงดู การกำหนดถิ่นฐานที่อยู่ของบุตร การให้การศึกษา แก่บุตรยังต้องดำเนินไปอีกนาน เพราะฉะนั้นคำพิพากษาตามยอม ต้องเป็นคำพิพากษาที่ยืดหยุ่นและสามารถ ปฏิบัติได้ มีการเปลี่ยนแปลงได้ในบางช่วงอายุของผู้เยาว์ การประนีประนอมยอมความมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อผู้เยาว์ในอนาคตระยะยาว จิตวิญญาณของผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัว ผู้พิพากษาสมทบ นักสังคมสงเคราะห์ และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในการไกล่เกลี่ยต้อง “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” และคำนึงถึงคู่ความทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยคิดอย่างไร เพื่อหาความพอดีและแนะนำในสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสม เพื่อประโยชน์ต่อครอบครัวและผู้เยาว์มากที่สุด แม้ปัจจุบันด้วยสังคมโลกที่เปลี่ยนไป แนวคิดที่ว่าต้องไกล่เกลี่ย เพื่อให้ครอบครัวอยู่ร่วมกันตามแนวคิดเดิมอาจถูกโต้แย้งและมองว่าเป็นเรื่องของการขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน แต่ผู้ไกล่เกลี่ยจะต้องเข้าใจบริบทของคำว่า Healthy Family หรือครอบครัวสุขภาพดี ว่าด้วยเรื่องบทบาท ระหว่างพ่อแม่ควรเป็นอย่างไร มีความรับผิดชอบอย่างไร ซึ่งในอนุสัญญาสิทธิเด็กเขียนไว้ว่า พ่อแม่ไม่ใช่ผู้ใช้ อำนาจผู้ปกครอง แต่เป็นผู้มีความรับผิดชอบ (responsibility) ต่อครอบครัว และบทบาทที่มีต่อบุตรผู้เยาว์ ควรเป็นอย่างไร เมื่อตกลงกันได้จึงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ สำหรับการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัว ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ได้รับ แนวคิดมาจากศาลครอบครัวประเทศออสเตรเลีย แต่ไม่มีการแบ่งแยกเหมือนของประเทศออสเตรเลียว่า การไกล่เกลี่ยเกี่ยวกับทรัพย์สินให้นิติกรดำเนินการ ส่วนที่เกี่ยวกับผู้เยาว์ให้นักสังคมสงเคราะห์ดำเนินการ แต่ก็ ควรให้นักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์เข้ามามีบทบาทในการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวด้วยเช่นกัน จึงมี ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมที่สำคัญยิ่งต่อแนวทางของการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ในคดีครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ดังนี้ ก. ให้ความสำคัญต่อบทบาทการมีส่วนร่วมของนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ข. ส่งเสริมและพัฒนาความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพแก่บุคลากร ผู้ประนีประนอม ผู้ไกล่เกลี่ย ฃ. มีวิธีการติดตามการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยเฉพาะคดี ที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย โดยทำในฐานะของผู้ให้คำปรึกษา (counseling) เพื่อให้ศาลทำงานกับครอบครัว ต่อไป ค. ในการไกล่เกลี่ย ผู้ไกล่เกลี่ยควรเน้นบริบทเกี่ยวกับสิทธิและความรับผิดชอบ ของคู่ความที่ทำหน้าที่เป็นบิดามารดาที่มีต่อบุตร (2) แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ตามหลักการที่ “การไกล่เกลี่ยที่มีเจตนาของการสงวนและคุ้มครองสวัสดิภาพ ของการสมรส” การไกล่เกลี่ยที่มีเจตนาของการสงวนและคุ้มครองสวัสดิภาพของการสมรส ตามมาตรา 146 นั้น เมื่อคู่สมรสตัดสินใจฟ้องหย่ากัน โดยอ้างเหตุการหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ ผู้ไกล่เกลี่ยจำเป็นต้องคัดกรองความต้องการซึ่งเป็นสาเหตุของการหย่าที่แท้จริง เช่น เกิดจากฝ่ายใด
142 ฝ่ายหนึ่งมีชู้หรือมีคนรักใหม่หรือไม่ หรือมีพฤติกรรมอื่น ๆ หรืออาจเกิดจากความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งระยะเวลาที่อยู่ร่วมกันนาน ๆ สถิติของความรุนแรงในครอบครัวจะเพิ่มขึ้น หรือมีกิจกรรมในครอบครัว บางประเภทที่ทำร่วมกันแล้วสร้างความขัดแย้ง ความแตกต่างด้านอายุ รวมทั้งการอยู่เป็นสมาชิกครอบครัวแบบจำใจ เพราะไม่ต้องการให้สูญเสียหน้าตาทางสังคม เหล่านี้ล้วนส่งผลให้เกิดความเครียดในครอบครัว ทำให้ผู้เยาว์ตกเป็น เหยื่อของความรุนแรงทางอ้อม ดังที่ทฤษฎีCycle of Violence ได้กล่าวถึงความรุนแรงในครอบครัวมี3 ขั้นตอน ดังนี้ ก. ขั้นที่ 1 ระยะก่อตัวความเครียด ความรุนแรง ในขั้นนี้อาจเกิดจากความ ระหองระแหงกันนาน ๆ จะมีเรื่องการถกเถียงกันเกิดขึ้น ข. ขั้นที่ 2 ระยะการกระทำความรุนแรงที่ฉับพลัน เกิดจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด โดยเฉพาะฝ่ายหญิงไม่สามารถที่จะอดทนต่อไปได้ จะแสดงการตอบโต้ด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่ฝ่ายชายจะเริ่มรู้สึก ผิดและรู้สึกอ่อนลงจะเข้าสู่ระยะที่ 3 ฃ. ขั้นที่ 3 ระยะช่วงแรกเริ่ม (ก่อนมีปัญหา) เป็นช่วงเวลาของจะกลับมาดีกัน เหมือนเดิม ฝ่ายหญิงอาจจะใช้วิธีขู่ว่าจะไปร้องเรียนจะไปแจ้งความ ทำให้ฝ่ายชายจะกลับมาเหมือนเดิม และอีก สักระยะหนึ่งจะเริ่มก่อตัวใหม่เป็นวงจรแบบนี้ สุดท้ายฝ่ายหญิงจะเกิดความเครียดสะสม เป็นต้น ด้วยเหตุดังที่กล่าวมาข้างต้น การไกล่เกลี่ยที่มีเจตนาของการสงวนและคุ้มครอง สวัสดิภาพของการสมรส อาจจะไม่ประสบความสำเร็จถ้าไม่รู้ถึงเบื้องหลังสาเหตุที่แท้จริง แต่จะมีวิธีการอย่างไร โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีผู้เยาว์ (พัฒนาการของเด็กระยะ 1 ถึง 3 ขวบ มีความสำคัญยิ่ง ถ้าเด็กอยู่ในครอบครัว ที่ใช้ความรุนแรง เด็กจะซึมซับพฤติกรรมความรุนแรงโดยไม่รู้ตัวและอาจมีพัฒนาตามช่วงวัยไม่เหมาะสม นอกจากนี้ เด็กที่เติบโตขึ้นจากครอบครัวที่มีการใช้ความรุนแรง ถ้าเป็นผู้ชายที่เคยชินกับพฤติกรรมของพ่อที่ ตบตีแม่ก็จะมองการใช้กำลังต่อภริยาเป็นเรื่องเล็กหรือเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเป็นผู้หญิงเมื่อโตขึ้นอาจมีความรู้สึก เกลียดผู้ชายส่งผลให้ไม่ต้องการแต่งงานมีครอบครัว เป็นต้น) มีผลงานวิจัย พบว่า การประสบความสำเร็จ ในการไกล่เกลี่ยคดีหย่าส่วนใหญ่เกิดจากความสมัครใจ แต่ในกรณีมีเหตุผลและความจำเป็นต้องหย่ากัน ขอให้ คิดอย่างรอบคอบ ต้องคำนึงว่าจะส่งผลกระทบต่อคู่สมรสหรือใครบ้าง อย่างไร โดยเฉพาะหากมีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วน ได้เสีย ดังนั้น ถ้าประสงค์หย่ากันจริง ในการไกล่เกลี่ยให้พิจารณาอย่างน้อย 3 ประเด็น ดังนี้ ก. ต้องเสียหายน้อยที่สุด ข. ต้องเกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ฃ. ต้องคำนึงถึงสวัสดิภาพและอนาคตของผู้เยาว์เป็นสำคัญ การไกล่เกลี่ยเพื่อการสงวนรักษาสถานภาพการสมรสตามมาตรา 146ต้องคัดกรอง ถ้าทั้งสองฝ่ายมีแนวโน้มมีความเข้าใจและสามารถอยู่ร่วมกันได้ก็รักษาสถานภาพการสมรสไว้ ด้วยเหตุผล 3 ประการ ดังนี้ ก. การสมรสเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่มีบุคคลที่เกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย กล่าวคือ คู่สมรส บุตร และญาติพี่น้อง
143 ข. การสมรสเป็นการลงทุนชีวิตด้านจิตใจ ร่างกาย อารมณ์ความรู้สึกของ ทั้งสองฝ่ายที่จะเข้ามาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ในการลงทุนด้านเวลาของครอบครัว ฃ. เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ท้ายที่สุด ในเรื่องการไกล่เกลี่ยหากผู้ประนีประนอมได้รับการอบรมฝึกฝนที่ดี จะมีโอกาสไกล่เกลี่ยได้ประสบความสำเร็จ กรณีคู่ความมีบุตรด้วยกันควรให้ความสำคัญเรื่องบุตรก่อน แต่หาก ผู้ประนีประนอมขาดทักษะในการพูด หรือไม่มีการใช้หลักจิตวิทยาที่เหมาะสม รวมทั้งกรณีมีญาติหรือทนายความ ที่คู่ความเชื่อฟังมากเกินไป ก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้การไกล่เกลี่ยไม่ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน (3) แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ตามหลักการ “การไกล่เกลี่ยเพื่อให้คู่ความมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน” การส่งเสริมและพัฒนา “การไกล่เกลี่ยเพื่อให้คู่ความมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน” เป็นเรื่องจำเป็นและมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะความผูกพันในฐานะพ่อและแม่ที่มีต่อบุตร การทำงาน ในศาลเยาวชนและครอบครัวในยุคสมัยใหม่นักจิตวิทยามีความสำคัญมาก และในแง่ของนักจิตวิทยา เมื่อกล่าวถึง กระบวนการไกล่เกลี่ยต้องพิจารณา 3 ประเด็น ดังนี้ ก. สาเหตุหลัก ที่คู่ความขัดแย้งกัน มีความขัดแย้งกันเรื่องอะไร ข. สาเหตุรอง ที่เป็นปัญหาเดิมที่เกิดขึ้นมานานแล้วมีปัญหาเดิม ๆ อะไรบ้าง ที่ไม่สามารถจะทนต่อไปได้อีกแล้ว จึงนำไปสู่การขัดแย้งกัน ฃ. เป้าหมายที่แท้จริง ที่ทั้งสองฝ่ายต้องการ กระบวนการเหล่านี้ ต้องใช้เวลาในการค้นหา ให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตัวเองผ่านการ ให้คำปรึกษา โดยอาจส่งไปปรึกษาในคลินิกคลายเครียดหรือคลินิกทางจิตวิทยา เนื่องจากหากให้ไปบำบัดทางจิต ส่วนมากจะต่อต้านและมองว่าตนเองไม่ได้ป่วยทางจิต ไม่จำเป็นต้องไปหาจิตแพทย์หรือบำบัดรักษา แต่หากให้ไป คลินิกคลายเครียดอาจจะทำให้มุมมองในการพบนักจิตวิทยาดูผ่อนคลายหรือเบาลง แล้วแต่ว่าจะพบหมอหรือพบ นักจิตวิทยา การให้คำปรึกษาหรือการหาข้อมูลอาจต้องมีการพูดคุยปรึกษากัน 1ครั้ง หรือหลายครั้ง เพื่อเป็นการ คัดกรองว่ามีปัญหาที่แท้จริงคืออะไร และต้องการให้ศาลช่วยอะไร เมื่อหาสาเหตุที่แท้จริงได้ก็จะสามารถช่วยได้ ถูกประเด็นตามที่ต้องการ ดังนั้น การมีคลินิกคลายเครียดในคดีครอบครัว และให้คำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ ในครอบครัวจึงเป็นประโยชน์ต่อการไกล่เกลี่ยอย่างมาก แต่การที่เราจะให้คำปรึกษาหรือใช้จิตวิทยาในการ ไกล่เกลี่ย นักจิตวิทยาต้องใช้เวลาในการพูดคุย สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ซึ่งการให้คำปรึกษาคดีครอบครัว อาจต้องใช้เวลามาก เช่น ครั้งแรกพบฝ่ายสามีอาจต้องใช้เวลา 1 ชั่วโมง ภริยา 1 ชั่วโมง และลูกอีก 1 ชั่วโมง เพื่อสร้างสัมพันธภาพให้เกิดความไว้วางใจและให้ได้ข้อมูลที่แท้จริงมากที่สุด ในการเข้ารับคำปรึกษา คู่ความอาจ ได้รับการให้คำปรึกษาแนะนำถึงความเป็นสามีภริยาและจบลงได้ด้วยการตกลงหย่า แต่ความเป็นพ่อเป็นแม่ ไม่มีวันจบ จะผูกพันไปทั้งชีวิตจนกว่าลูกจะโต การอบรมเลี้ยงดูบุตรเป็นสิ่งสำคัญ ฉะนั้นต้องแนะนำให้คู่ความ ทั้งสองฝ่ายเห็นว่า แม้ความรักในฐานะสามีภริยาหมดไปแล้วแต่ความรัก ความผูกพันต่อบุตรจะคงอยู่ตลอดไป และนักจิตวิทยาจะช่วยแนะนำให้เห็นถึงวิธีการปฏิบัติตนและความสัมพันธ์ที่มีต่อบุตรเป็นเรื่องสำคัญ ต้องการ
144 ให้ลูกเป็นแบบไหน ขึ้นอยู่กับการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ ทั้งนี้เพื่อให้คู่ความมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ตามตัวอย่าง ดังนี้ ตัวอย่างที่ 1 “ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรีมีนักจิตวิทยาจัดโครงการบำบัดให้ พ่อเเม่มีแนวทางในการอบรมเลี้ยงดูลูก ไม่ตำหนิสิ่งที่ผ่านมาว่าแบบไหนผิด เนื่องจากแต่ละคนมีแนวทางในการ เลี้ยงลูกที่แตกต่างกัน แต่ถ้าต้องการให้นักจิตวิทยาช่วย ต้องการให้ศาลเยาวชนและครอบครัวช่วยให้ลูกของพ่อแม่ เติบโตเป็นเด็กดี มีอนาคตที่ดีเป็นความหวังเป็นที่พึ่งของพ่อแม่ต่อไป นักจิตวิทยาก็จะช่วยออกแบบโครงการ บำบัดเพื่อสร้างความสัมพันธ์ของพ่อแม่ สุดท้ายจะส่งผลถึงลูกหรือถ้าต้องไปพบจิตแพทย์ ศาลเยาวชนและ ครอบครัวจังหวัดนนทบุรีมีการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับโรงพยาบาลศรีธัญญา สามารถส่งต่อคู่ความไปพบ แพทย์ โดยศาลดูแลให้จนมั่นใจว่าเมื่อเข้ามาสู่ศาล ศาลจะเป็นที่พึ่งของประชาชน และศาลก็ทำหน้าที่นั้นอย่าง ครบถ้วนสมบูรณ์” ตัวอย่างที่ 2 “ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง มีโรงพยาบาลตุลาการ เป็น one stop service เวลาที่มีปัญหาเช่น เด็กที่กระทำผิดมีอาการจิตเวชรุนแรงหรือสามีภรรยามีอาการทางจิตเวช สามารถส่งพบจิตแพทย์ ทันที หรือเมื่อประเมินเสร็จถ้ามีความจำเป็นต้องรับการรักษาทางจิตเวชหรือยาเสพติดต่อไปก็ทำเรื่องส่งต่อให้ แต่กรณีที่เป็นศาลเยาวชนและครอบครัวต่างจังหวัดอาจจะไม่ได้มีระบบรองรับแบบนี้ทำให้ต้องมีการส่งต่อไป โรงพยาบาลประจำจังหวัด ซึ่งบางครั้งอาจไม่ทันการณ์จากที่กำลังเดือดดาลหรือกำลังโมโห กว่าจะส่งต่อไปก็เกิด การทะเลาะกันเสร็จแล้วช่วยเหลือไม่ทัน” 2) ด้านปัจจัยนำเข้า (1) แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดย“คู่ความนิติกร/เจ้าหน้าที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทของศาล ครอบครัว/คนใกล้ชิดของคู่ความ (หากมี) และทนายความ มีบทบาทต่อการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวที่ผู้เยาว์ เป็นผู้มีส่วนได้เสีย” การไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวของศาลเยาวชนและครอบครัวผู้ที่เกี่ยวข้องมี ความสำคัญตามบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกัน อันมีคู่ความ นิติกร/เจ้าหน้าที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท ของศาล ครอบครัว/คนใกล้ชิดของคู่ความ และทนายความ นอกจากนี้ยังต้องประกอบด้วยผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบ และสถานพินิจ ผู้ประนีประนอม ก่อนการปฏิบัติหน้าที่จะต้องผ่านการอบรมพัฒนาศักยภาพ ให้มีความรู้ความสามารถและเข้าใจเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวฯ ผู้ประนีประนอมต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่เป็นผู้วินิจฉัยคดีให้แก่คู่ความ ต้องแนะนำถึงข้อดีให้คู่ความเข้าใจและ ยอมรับกระบวนการไกล่เกลี่ย แม้คู่ความไม่ประสงค์จะไกล่เกลี่ย แต่กฎหมายให้ศาลต้องตั้งผู้ประนีประนอมเพื่อนำ ความรู้จากการอบรมไปอธิบายให้คู่ความเข้าใจว่าครอบครัวเป็นสถาบันที่สำคัญและมีผลกระทบกับผู้เยาว์มาก
145 หากครอบครัวไม่สมบูรณ์อาจส่งผลให้สูญเสียผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุคลากรที่สำคัญ โดยผู้เยาว์อาจกระทำความผิด อาญากลับมาศาลในฐานะเป็นจำเลยได้ ผู้ประนีประนอมจะต้องแยกปัญหาให้ออกว่าข้อพิพาทระหว่างสามีภริยา เป็นปัญหาด้านความสัมพันธ์หรือปัญหาด้านทรัพย์สิน บางครั้งเมื่อความสัมพันธ์พัฒนาดีขึ้น ทุกคนจะแสดงส่วน ดีออกมานำไปสู่ข้อเสนอในการไกล่เกลี่ยที่ดี โดยเฉพาะเมื่อคู่ความเห็นถึงความสำคัญของผู้เยาว์ก็จะเสนอ แนวทางในการไกล่เกลี่ยเพื่อแก้ปัญหา ผู้ประนีประนอมต้องหาข้อเท็จจริงจากสำนวนคดี เอกสารในสำนวนที่มา จากหน่วยงานอื่นเช่น รายงานข้อเท็จจริงของสถานพินิจฯ มีความสำคัญ และอาจให้นักจิตวิทยาประเมินด้วยว่า แท้จริงแล้ว ผู้เยาว์รู้สึกมีความสุขกับการอยู่กับใครเพราะสถานการณ์แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางครั้งอาจจะอยาก อยู่กับฝ่ายแม่เพราะพ่อทิ้งไป หรืออยู่กับฝ่ายพ่อ เพราะแม่ไปมีครอบครัวใหม่ หรืออาจจะอยู่กับน้า ตายาย เนื่องจาก พ่อแม่ไม่สนใจ เป็นต้น ดังนั้น ผู้ประนีประนอมต้องแสดงให้เห็นว่า ผู้เยาว์มีความสำคัญเพียงใด เพราะหลักการ ของศาลเยาวชนและครอบครัว “จะคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์เป็นสำคัญ” บทบาทของนิติกรต้องช่วยสนับสนุนผู้ประนีประนอม และไม่ควรทำสัญญา ประนีประนอมยอมความที่สร้างปัญหากลับมาใหม่ คดีใดมีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย นิติกรต้องรู้ว่าจะคุยเรื่อง อะไรบ้าง เรื่องหย่า อำนาจปกครอง ผู้เยาว์ต้องมีการเปลี่ยนแปลงถิ่นที่อยู่ เรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียน ค่าเบี้ยประกัน ค่าเรียนพิเศษ จะตกลงรับผิดชอบกันอย่างไร หากมีทรัพย์สินจะโอนให้ใคร จะแบ่ง กันอย่างไรหรือยกให้ผู้เยาว์ทั้งหมด ค่าเลี้ยงชีพของคู่สมรสอีกฝ่ายที่ยากจนลง หรือประสงค์เรียกค่าทดแทน เรื่องหนี้สินเก่าที่ค้างชำระก่อนฟ้องมาคุยว่าจะเรียกจากอีกฝ่ายหรือไม่ หรือจะช่วยกันชำระหรือผ่อนอย่างไร แล้วแต่การออกแบบในแต่ละเหตุการณ์แต่ละคู่ความ บุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เวลาคู่ความมาไกล่เกลี่ยไม่ได้มาคนเดียว จะพา พี่สาว น้องสาว ลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย มาด้วย บางครั้งคู่ความไม่คุยกัน แต่สนใจคุยกับบุคคลอื่น ผู้ประนีประนอมต้องสามารถสร้างความสัมพันธ์ขึ้นมาให้ได้ เช่น ขอเชิญทนายความอยู่กับคุณพ่อก่อน เชิญคุณยาย กับคุณย่านั่งอยู่ด้วยกันแล้วคุยกับคุณแม่ของเด็ก เวลาผ่านไประยะหนึ่งอาจสามารถพูดคุยกันได้ด้วยดี ถ้าเราเจอจุดที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีงาม ก็สามารถฟื้นฟูความสัมพันธ์และตกลงกันได้ ในส่วนของทนายความ ปัจจุบันคดีที่มาถึงทนายความจะเป็นกรณีของคู่ความ ที่ไม่เข้าใจเรื่องกฎหมาย ถ้าคนเข้าใจเรื่องกฎหมายจะหย่ากันโดยความสมัครใจได้ ส่วนที่ไม่รู้กฎหมาย ทนายความ จะมีบทบาทในการสร้างความเข้าใจด้านกฎหมายให้แก่คู่ความ เช่น กรณีสามีไปเชิดชูผู้หญิงอื่น หากมีบุตร ด้วยกันไม่ยอมจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู ทอดทิ้งบุตรและต้องนำคดีมาสู่ศาล แล้วผลทางกฎหมายจะเป็นเช่นไร ทนายความจะช่วยชี้ให้เห็นว่าสุดท้ายหากไม่ยุติข้อพิพาทผลกระทบจะอยู่กับผู้เยาว์ ทนายความจะแนะนำให้ เห็นข้อดีของกระบวนการไกล่เกลี่ยที่ไม่ต้องมีการต่อสู้คดี ไม่ต้องสืบพยานหาข้อเท็จจริงว่าใครเป็นฝ่ายผิดฝ่ายถูก ในกระบวนการไกล่เกลี่ยทุกฝ่ายมีส่วนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นคู่ความ ผู้ประนีประนอม ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบ และทนายความของทั้งสองฝ่ายซึ่งต้องทำงานสัมพันธ์กัน เพื่อช่วยให้สามารถเจรจาตกลงกันได้
146 (2) แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย โดยส่งเสริมและพัฒนาให้“คู่ความสนใจและเห็นถึงความสำคัญของการ ไกล่เกลี่ยเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน” จากแนวความคิดตามหลักการ “คู่ความสนใจและเห็นถึงความสำคัญของการ ไกล่เกลี่ยเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน” ต้องให้คู่ความเห็นถึงความสำคัญของกระบวนการไกล่เกลี่ยและมีความเชื่อว่า การไกล่เกลี่ยเป็นหนทางที่จะนำไปสู่ความยุติธรรมที่เป็นความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย และถือเป็นหัวใจสำคัญ ของการลดการใช้กระบวนการยุติธรรมหลัก ทำให้ปริมาณคดีลดลง นอกจากนี้ยังช่วยลดปัญหาความขัดแย้ง สร้างความสมานฉันท์ ทำให้เกิดความปกติของสังคม ด้วยเหตุนี้การระงับข้อพิพาทหรือปัญหาความขัดแย้งที่ คู่ความ มีปัญหากันมาเป็นระยะเวลายาวนาน โดยใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยและหาข้อตกลงร่วมกันได้นั้น ต้องให้ คู่ความพิจารณาถึงแนวทางในการแก้ปัญหาว่า เป็นไปในทิศทางใดได้บ้าง เพื่อคลี่คลายปัญหาทุกอย่างให้เป็นไป ในทิศทางที่ดีขึ้นและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เยาว์ โดยให้ทั้งคู่ลดความรู้สึกหวาดระแวงไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน ผู้ประนีประนอม ต้องเป็นคนกลางที่จะดำเนินการให้คู่ความได้ร่วมกันหาทางออกที่จะเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม และเกิดความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย ดังนั้น ควรมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์รวมถึงส่งเสริมและสนับสนุนให้ คู่ความเห็นถึงความสำคัญของการไกล่เกลี่ยในหลายช่องทาง และส่งเสริมให้ผู้ประนีประนอมได้รับการพัฒนา ด้านความรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้นทำให้การไกล่เกลี่ยประสบความสำเร็จได้ด้วยดี ในส่วนของสถานพินิจ เดิมมีบทบาทเป็นผู้ไกล่เกลี่ยด้วย คดีครอบครัวที่เข้าสู่ สถานพินิจ โดยเฉพาะคดีหย่า การไกล่เกลี่ยไม่ใช่เพื่อต้องการให้คู่ความกลับมาใช้ชีวิตอยู่กินร่วมกัน แต่เป็นการ ไกล่เกลี่ยเพื่อที่จะให้คู่ความจูงมือกันไปขอหย่าที่อำเภอ เนื่องจากไม่ต้องการเห็นแววตาของเด็ก ที่ต้องมานั่ง อยู่ต่อหน้ากันในขณะพ่อแม่พาลูกไปศาล แล้วศาลจะต้องถามว่าลูกจะอยู่กับใครหรืออยู่กับใครดีกว่า ซึ่งเป็น คำถามที่มักจะถามเด็ก ๆ อยู่เสมอ เพราะฉะนั้น ในการที่สถานพินิจฯ เป็นต้นทาง หลายครั้งการไกล่เกลี่ยจบ กันด้วยดี จูงมือกันไปหย่าเรียบร้อยโดยที่ไม่ต้องขึ้นศาล สถานพินิจฯ ไม่ต้องทำรายงานข้อเท็จจริง ไม่ต้องเสนอ ความเห็นที่จะต้องมานั่งชี้ให้เห็นว่าลูกจะต้องอยู่กับคนนี้ พ่อไม่ดีอย่างไร แม่ไม่ดีอย่างไร ถ้าจะให้จบกันแบบ ที่ไม่มีความสุข แววตาของลูกที่ไม่มีความสุขจะติดฝังใจอยู่ตลอดไป หลังจากไกล่เกลี่ยและพ่อแม่ได้หย่ากันไปแล้ว บางครั้งสถานพินิจฯ ก็ตั้งคำถามเหมือนกันว่า เด็กเหล่านั้นมีการไปกระทำความผิดอาญาและกลับมาที่สถานพินิจฯ อีกหรือไม่ ปริมาณคดีอาญาที่เด็กและเยาวชนกระทำความผิดจะเพิ่มขึ้นจากผลที่ประนีประนอมสำเร็จหรือจาก คดีครอบครัวที่หย่าร้างกันหรือไม่ สถานพินิจ จึงเห็นด้วยที่จะส่งเสริมให้มีการพัฒนาการไกล่เกลี่ยต่อไป (3) แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย โดยส่งเสริมและพัฒนาการให้มี “การบริการในการจัดห้อง/มุมพักผ่อน ให้แก่ผู้เยาว์ที่มากับคู่ความ มีความจำเป็นและสำคัญอย่างไร” การไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวของศาลเยาวชนและครอบครัว ส่วนของ “การบริการ ในการจัดห้อง/มุมพักผ่อนให้แก่ผู้เยาว์ที่มากับคู่ความ” เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง ในการเป็น ส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมที่อบอุ่น คู่ความรู้สึกปลอดภัยและไม่กังวลใจ เกิดความไว้วางใจที่จะพูดคุยเจราจา
147 ได้อย่างเปิดใจเมื่อเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย อันช่วยให้กระบวนการไกล่เกลี่ยมีประสิทธิภาพ บรรลุเป้าหมาย ไปสู่ความสำเร็จ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เห็นความสำคัญของ“การบริการ จัดห้อง/มุมพักผ่อนให้แก่ผู้เยาว์ที่มากับคู่ความ” เพราะพิจารณาว่า ภายในห้องไกล่เกลี่ยที่ผู้ประนีประนอม กำลังทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยนั้นอาจมีประเด็นการพูดคุยที่ละเอียดอ่อนซึ่งผู้เยาว์ไม่ควรอยู่ร่วมรับฟัง เว้นแต่มีบางครั้ง ที่ ผู้ประนีประนอมจำเป็นที่จะขอพูดคุยกับผู้เยาว์บ้าง ซึ่งผู้เยาว์ที่มาด้วยมีทั้งเด็กเล็ก เด็กระดับปฐมวัยและเด็ก ที่เข้าสู่วัยรุ่น บางครั้งมีพ่อแม่ผู้ปกครอง ปู่ย่าตายาย พี่ป้าน้าอา เข้าไปในห้องไกล่เกลี่ยด้วยเพื่อดูแลผู้เยาว์ที่เป็น เด็กเล็ก ทั้งที่บุคคลเหล่านี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีโดยตรง ดังนั้น การที่ศาลมีบริการในเรื่องของมุมพักผ่อน หรือการจัดห้อง ด้วยความประสงค์ที่จะให้การบริการที่ดีแม้สถานที่จะมีอย่างจำกัด ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในการ สร้างบรรยากาศให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย และช่วยสร้างสัมพันธภาพของการเข้าสู่กระบวนการให้คำปรึกษา เป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์และบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องมีจุดนั่งรอเป็นสัดส่วน นอกจากนี้ นิติกร ซึ่งไม่ได้อยู่ในห้อง ไกล่เกลี่ยด้วยตลอด ยังได้มีโอกาสพูดคุยหรือสังเกตพฤติกรรมของผู้เยาว์หรือผู้ปกครอง รวมทั้งนักจิตวิทยาที่เข้ามา มีส่วนร่วมในกระบวนการไกล่เกลี่ยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 148 วรรคสอง ยังสามารถใช้สถานที่ดังกล่าวสังเกตอิริยาบถของผู้เยาว์ โดยผู้เยาว์ไม่รู้สึกว่าถูกจับตามองได้อีกด้วย ดังนั้น จุดพักรอมีความจำเป็นในมุมมองของผู้ปฏิบัติงานสำหรับเด็กและ เยาวชน ถือเป็นการช่วยส่งเสริมให้กระบวนการไกล่เกลี่ยประสบความสำเร็จ ช่วยลดความกังวลของพ่อแม่ ไม่ต้องห่วงบุตรหลานในระหว่างการไกล่เกลี่ย ทั้งนี้ การให้บริการจุดพักรอต้องมีความเหมาะสมตามช่วงวัยของเด็ก สำหรับเด็กเล็กก็ควรมีเครื่องเล่นหลายชนิด มีสีสันที่น่าสนใจและเหมาะสมกับวัย เช่น มีมุมตุ๊กตา มุมอ่านหนังสือ หรือวาดรูป เป็นต้น 3) ด้านกระบวนการ (1) แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย โดยส่งเสริมและพัฒนา “กระบวนการไกลเกลี่ยของศาล และบทบาท ผู้ประนีประนอมในคดีครอบครัว” “ด้านกระบวนการ” ถือเป็นหัวใจของผลิตผลการไกล่เกลี่ย ถ้ากระบวนการดี ผลลัพธ์คือความสำเร็จ หลักการสำคัญของกระบวนการไกล่เกลี่ยคือผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวต้องเป็นผู้มี ทัศนคติที่ดี มีความรู้รอบด้าน ไม่จำเป็นต้องเป็นนักกฎหมาย แต่ต้องสามารถเป็นกรรมการควบคุมกระบวนการ ไกล่เกลี่ย ให้ใบเหลือง ใบแดงได้ แต่ไม่ใช้อำนาจนิยม สำหรับในส่วนของการพัฒนาเพิ่มศักยภาพ ผู้ประนีประนอม มี 3 ส่วนที่สำคัญ ดังนี้ ก. หลักสูตรที่ผู้ประนีประนอมควรพัฒนาอย่างน้อย 3 ด้าน ประกอบด้วย ด้านทัศนคติ (Attitude) ด้านความรู้ (Knowledge) และด้านทักษะ (Skill) ขึ้นกับว่าต้องการเน้นอะไรเป็นสำคัญ ข. มีการฝึกปฏิบัติจริง ในสถานการณ์ที่มีการจำลองขึ้น ฃ. เน้นเทคนิคการไกล่เกลี่ย ตัวอย่างเช่น
148 1. การสื่อสารแบบ OARS Open-ended questioning การตั้งคำถามปลายเปิด Affirmation การมีสิ่งใดชื่นชมจูงใจ หรือการใช้คำพูดเชิงบวกกับฝ่ายใดฝ่าย หนึ่ง และ ผู้ประนีประนอมต้องไม่มีทัศนคติว่า คู่ความทั้งสองฝ่ายที่มาศาลไม่ดี ทำไมจึงทะเลาะกัน ผู้ประนีประนอมต้องมีหลักความคิดว่าเราเหมือนเป็นหมอต้องช่วยเขาหาทางออกให้ได้ ก็จะสัมพันธ์กับที่กล่าว ไว้ข้างต้นว่าผู้ประนีประนอมควรมีการพัฒนา attitude, knowledge, และ skill เป็นสำคัญ Reflective listeningการพูดสะท้อนหลังจากที่เราชื่นชมเขา ถ้าผู้ฟัง ฟังอย่าง ตั้งใจจริง ผู้ฟังต้องจับประเด็นที่เขาพูด และสามารถสะท้อนคำพูดของเขาได้ Summarization คือ การที่ผู้ประนีประนอมสามารถสรุปคู่ความได้ เทคนิคแรกนี้สามารถจะเพิ่มประสิทธิภาพได้โดยการเป็นผู้รับฟัง คู่ความ ที่ทะเลาะกันต้องการให้มีคนฟัง ต้องการระบาย ต้องการจะบอกใครสักคนว่าเขามีปัญหา การเป็นผู้ฟังที่ดีโดยใช้หลัก OARSใช้ได้กับทั้งผู้พิพากษาสมทบ ผู้ประสานการประชุม และผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว 2. การสื่อสารอย่างสันติ (Non-violence Communication) ตามแนวความคิดของ Marshall B. Rosenberg ชาวอเมริกันเชื้อสายยิว จบปริญญาเอกด้านจิตวิทยาคลินิกและศึกษาหลักการไกล่เกลี่ยและศึกษาหลักศาสนาต่าง ๆ ทั่วโลก จนมาสรุปตรง หลักการสื่อสารอย่างสันติ โดยมีหลัก OFNRซึ่ง O คือ การสังเกต (Observe) สังเกตทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษา สังเกตกิริยาท่าทางต่าง ๆ ซึ่งผู้ประนีประนอมควรมีทักษะด้านนี้ ส่วน F คือความรู้สึก (Feelings) มนุษย์ทุกคน มีความรู้สึกถ้าคนกลางหรือผู้ประนีประนอมสามารถเดาความรู้สึก ณ เวลานั้นของคู่ความได้ ก็สามารถเดาได้ว่าเขามี ความต้องการสิ่งใด สำหรับ N คือ (Needs) คือความต้องการ การค้นหาประโยชน์หรือความต้องการที่แท้จริง ของแต่ละคนคืออะไร ส่วน R คือการร้องขอ (Request) ถ้ารู้ว่าคู่ความต้องการสิ่งใด เราต้องช่วยหาทางออกว่า สิ่งที่เขาต้องการเขาสามารถขอร้องกันได้หรือไม่ การสื่อสารอย่างสันติจะทำให้กระบวนการไกล่เกลี่ยเกิดความเข้าใจ ต่างฝ่ายต่างมองกันด้วยความเข้าอกเข้าใจเห็นอกเห็นใจ ไม่ใช่เพียงแค่ความสงสารธรรมดา และต้องมีเป้าหมาย อยู่ที่ประโยชน์ของผู้เยาว์ 3. การสร้าง Ground Rule ผู้ประนีประนอมควรจะวางกฎพื้นฐานนี้ไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มต้นการไกล่เกลี่ย ว่า เมื่อถึงทางตันขออนุญาตเสนอทางออกได้หรือไม่ ซึ่งถ้าคู่ความตกลง เมื่อมาถึงจุดที่ต้องการใช้การร้องขอ (Request) ก็จะไปตามที่เราได้วางกฎตั้งแต่แรกในฐานะที่เราเป็น คนควบคุม และเราได้ให้อำนาจกับคู่ความในการ ช่วยกันหากทางออกก่อน แต่เมื่อถึงจุดที่เป็นทางตัน ท่านผู้ประนีประนอมก็จะขออนุญาตเสนอทางออก ซึ่งควรเก็บไว้เสนอเป็นทางออกตอนท้าย หากผู้ประนีประนอมเสนอทางออกแต่แรกอาจถูกมองว่าไม่เป็นกลาง เป็นการเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
149 นอกจากนี้ ผู้ประนีประนอมสามารถนำหลักการของกระบวนการยุติธรรมเชิง สมานฉันท์มาบูรณาการปรับใช้ในคดีครอบครัว โดยเฉพาะคดีครอบครัวที่มีผลกระทบถึงผู้เยาว์โดยตรง ถ้าฝ่ายใด กระทำความผิดเมื่อมีการสำนึก ยอมรับสิ่งที่กระทำ มีการปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมใหม่ แล้วต่างฝ่ายต่างให้โอกาส ซึ่งกันและกัน ถ้าไม่มีมือที่สามอาจจะกลับมาคืนดีก็ได้เพราะเห็นแก่ลูก ดังนั้นเมื่อมีโอกาสได้พูดคุย ได้รับฟัง จะเข้าใจกันมากขึ้น สำหรับในส่วนของทักษะ (skill) ของผู้ประนีประนอมที่ควรพัฒนาได้แก่ ทักษะการฟัง ทักษะการฟังที่ดีมีความสำคัญมากกว่าทักษะการพูด ผู้ประนีประนอมต้องเป็นนักฟังที่ดีมีคุณภาพ สามารถค้นหาปัญหาได้อย่างแท้จริง ทักษะการถามต้องถามอย่างมีเป้าหมาย เมื่อถามแล้วคู่ความไม่มีอะไร จะพูดอีกต่อไป สุดท้ายแล้วเราค่อยเสนอความคิดเห็น กรณีตัวอย่างทักษะการถาม ดังนี้ ตัวอย่าง “ในกรณีคดีหย่า ถ้าเราจะถามเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงว่า คู่สมรสมีปัญหาคือ อะไร ฝ่ายผู้หญิงอาจจะบอกว่าฝ่ายผู้ชายซ้อมเป็นประจำจึงไม่ต้องการอยู่ด้วยกันต่อไป ผู้ไกล่เกลี่ยก็อาจจะถาม ต่อไปว่า “ถ้าฝ่ายผู้ชายไม่ซ้อมแล้วจะสามารถอยู่ด้วยกันต่อไปได้ไหม” ฝ่ายผู้หญิงเริ่มคิดได้ว่านอกจากถูกซ้อม แล้ว ยังไม่เคยส่งเสียค่าอุปการะเลี้ยงดู ผู้ไกล่เกลี่ยจะต้องถามต่อว่า “ถ้าฝ่ายผู้ชายไม่ซ้อมแล้วให้เงินค่าอุปการะ เลี้ยงดูต้องการจะอยู่กับฝ่ายผู้ชายต่อไปหรือไม่” ทักษะการถามเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เมื่อตั้งคำถามได้ดี ทำให้สามารถแก้ปัญหา นั้นได้ตรงกับปัญหาที่แท้จริง อย่างไรก็ตามหากเกินกว่าจุดที่มีความเป็นไปได้ที่จะเจรจาสำเร็จ (ZOPA: Zone of Possible Agreement) ก็ไม่ควรพูด นอกจากนี้ผู้ประนีประนอมควรมีความรู้ด้านจิตวิทยา เพราะทุกวันนี้ทุกคนมี ความป่วยทางจิตใจ มีคำพูดอะไรหลายๆ อย่างที่ไม่ควรใช้หรือต้องใช้ด้วยความระมัดระวังเมื่อต้องพูดคุยกับผู้เยาว์ เป็นต้น อีกทักษะหนึ่ง คือ การเป็นนักสรุปความที่ดีหมายถึง ต้องค้นหาความต้องการ ที่แท้จริงจากอีกฝ่ายหนึ่งให้ครบถ้วนก่อน แล้วจึงจะนำมาสรุป เมื่อผู้ประนีประนอมซึ่งมีบทบาทสำคัญในการ ไกล่เกลี่ยมีทักษะเหล่านี้ย่อมทำให้การไกล่เกลี่ยในคดีครอบครัวมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สำหรับกระบวนการไกล่เกลี่ยของศาล แม้ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วย หลักเกณฑ์วิธีการและการรายงานผลการไกล่เกลี่ยในคดีครอบครัว พ.ศ. 2554 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและ ครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ไม่ได้กล่าวโดยชัดเจนในเรื่องขั้นตอนการไกล่เกลี่ย แต่ในการฝึกอบรมควรให้ความรู้ในเรื่องดังกล่าวแก่ผู้ประนีประนอม ทั้งขั้นตอนก่อนการไกล่เกลี่ย ขั้นตอน ระหว่างการไกล่เกลี่ย ขั้นตอนหลังการไกล่เกลี่ย และมีความเห็นตรงกับวัตถุประสงค์ของงานวิจัยครั้งนี้ที่ว่า ควรมีการติดตามผล ซึ่งในส่วนของคดีอาญามีหลักคิดเรื่องการติดตามมีความเป็นสากล แต่ยังไม่ได้นำมาใช้กับคดี ครอบครัว หวังว่างานวิจัยนี้จะส่งผลทำให้มีการติดตามในคดีครอบครัวซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ของคดีครอบครัว ต่อไป
150 (2) แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย โดยส่งเสริมและพัฒนาการให้“คู่ความให้ความร่วมมือในการไกล่เกลี่ย และมาศาลตามกำหนดนัด” ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ “คู่ความให้ความร่วมมือในการไกล่เกลี่ยและมาศาล ตามกำหนดนัด” คือความต้องการยุติความขัดแย้ง หรือปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวหรือปัญหาที่อาจจะเกิด ในอนาคต ต้องแสดงให้เห็นว่า การไกล่เกลี่ยเป็นการป้องกันความรุนแรงที่จะเกิดตามมา เช่น การใช้ความ รุนแรงในครอบครัว การทำร้ายร่างกายหรือเกิดเหตุฆ่ากัน โดยฝ่ายคู่ความทั้งสองฝ่ายต้องสมัครใจ เมื่อคู่ความ ยินยอมเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย ศาลจะแต่งตั้งผู้ประนีประนอมเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือแก้ปัญหา โดยการแนะนำแนวทางต่าง ๆ จะทำให้คู่ความทั้งสองฝ่ายเจรจาหาทางออกโดยมีข้อตกลงร่วมกัน ให้ผู้เยาว์ได้ผล กระทบน้อยที่สุดและเกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้เยาว์ ทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายของการยุติปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น อย่างเป็นธรรมให้กับทั้งสองฝ่าย ตลอดทั้งการได้รับคำปรึกษา แนะนำจากผู้พิพากษาอธิบายในเรื่องของ ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจ ส่วนใหญ่ทุกคนพอได้รับคำปรึกษาจากหลาย ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จะมีความรู้ ความเข้าใจในข้อกฎหมาย บางครั้งช่วยยุติปัญหาที่จะเกิดขึ้นและสามารถฟื้นฟูความสัมพันธ์ภายในครอบครัว แล้วกลับมาใช้ชีวิตครอบครัวเป็นปกติตามเดิม นี่คือความสำคัญของการไกล่เกลี่ยที่สามารถส่งมอบความเป็น ธรรมให้ทั้งสองฝ่าย (3) แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ตามหลักการ “นิติกรควรมีการติดตามผลการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความของคู่ความเป็นระยะ ๆ” จากแนวคิดตามหลักการดังกล่าวที่ “นิติกรควรมีการติดตามผลการปฏิบัติตาม สัญญาประนีประนอมยอมความของคู่ความเป็นระยะ ๆ” จากการแสดงความคิดเห็นที่สอดคล้องกันโดยให้มี การติดตามผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความของคู่ความเป็นระยะ ๆ นั้น ไม่ได้หมายความว่า นิติกรต้องเป็นผู้ติดตามเพียงอย่างเดียว ควรจัดตั้งขึ้นมาเป็นองค์คณะหรือจัดตั้งเป็นศูนย์หรืออาจจะมี กระบวนการในการสร้างอะไรบางอย่างที่ “เป็นระบบ” เพื่อความต่อเนื่องของงานและอาจใช้พวกแอปพลิเคชั่น เข้ามาช่วย เพื่อให้เกิดความสะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งในระบบการติดตามต้องประกอบด้วยผู้มีความรู้ความสามารถ หลากหลาย เช่น นักจิตวิทยาที่มีทั้งความรู้และประสบการณ์ และนักกฎหมายเพื่อให้ความรู้ในเรื่องของ ข้อกฎหมาย เป็นต้น เมื่อมีการจัดตั้งศูนย์ติดตาม ระบบของศูนย์ดังกล่าวจะสามารถให้ความรู้และทักษะการ ดำเนินชีวิตที่ดีต่อไป แม้ว่าเจ้าหน้าที่ของศูนย์จะย้ายไปแล้วแต่ว่าองค์ความรู้หรือว่ารูปแบบการติดตามจะยัง คงอยู่และสามารถดำเนินงานต่อไปได้ เหตุปัจจัยที่จำเป็นต้องจัดตั้งเป็นองค์คณะหรือจัดตั้งเป็นศูนย์นั้น เนื่องจาก คู่ความมีสภาพปัญหาที่หลากหลาย เช่น หลังการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ พบว่า คู่ความ โทรกลับมาสอบถามปัญหาในเรื่องการบังคับคดีเกี่ยวกับเรื่องเงินค่าอุปการะเลี้ยงดู หรือการไม่ปฏิบัติตาม สัญญาประนีประนอมยอมในข้อที่สำคัญและส่งผลที่ร้ายแรงชัดเจน หรือขณะที่นิติกรติดตามเก็บข้อมูล
151 โครงการวิจัยนี้ซึ่งได้มีการพูดคุยทางโทรศัพท์กับคู่ความในคดีที่เข้าใจว่ามีการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม ยอมความสำเร็จเนื่องจากคดีดังกล่าวไม่มีการยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนหรือขอหมายบังคับคดี ปรากฏว่าหลายคดี มีการผิดสัญญาและต้องใช้อำนาจศาลในการบังคับคดี แต่คู่ความไม่ได้นำปัญหาเหล่านี้กลับมาศาล นอกจากนี้ บางราย ทำสัญญาประนีประนอมยอมความตั้งแต่ผู้เยาว์อายุ 1 ขวบ เมื่อเวลาและบริบทเปลี่ยนไป คำแนะนำที่คู่ความต้องการจากนิติกรและคำถามที่นิติกรต้องตอบมีความหลากหลายรอบด้านมากขึ้น จึงเป็น ขีดจำกัดที่นิติกรคนเดียวไม่สามารถที่จะให้คำแนะนำได้ทั้งหมดอย่างทั่วถึง ถ้ามีการจัดตั้งขึ้นมาเป็นองค์คณะหรือ จัดตั้งเป็นศูนย์เพื่อการ ติดตามก็จะทำให้การปฏิบัติมีความชัดเจนและรวดเร็วมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ อาจทำงานในลักษณะของการใช้เครือข่ายซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเรื่องของศาลเท่านั้น โดยเปรียบเทียบกับ การติดตามผู้ป่วยของอาสาสภากาชาดไทยเพื่อสร้างความเข้าใจและเห็นภาพการทำงาน ดังนี้ ตัวอย่าง “สมัยเป็นอาสาสภากาชาดไทยมีการไปดูแลสุขภาพผู้ป่วยถึงบ้าน เนื่องจาก เตียงในโรงพยาบาลค่อนข้างมีจำกัดและผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอเลือดสมอง (stroke) ต้องมีการดูแลต่อเนื่อง หลังจบ การรักษาที่โรงพยาบาลผู้ป่วยต้องไปฝึกทำกายภาพบำบัดเพื่อให้สามารถทำด้วยตนเองได้ และทีมอาสา สภากาชาดไทยจะไปติดตามดูแลที่บ้าน ซึ่งทีมอาสาสภากาชาดไทยจะต้องได้รับการฝึกให้เข้าใจก่อนว่าแพทย์สั่ง อะไรและเราต้องไปสอนให้ผู้ป่วยทำ ไปดูสภาพแวดล้อมในบ้านผู้ป่วยด้วยว่าเขาสามารถทำเองได้หรือไม่” เป็นต้น สำหรับเรื่องระยะเวลาการติดตามในคดีที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียนั้น ในมุมมอง คิดว่าอาจจะต้องแยกประเภท เช่น ประเด็นเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูซึ่งเป็นปัญหาปากท้อง หรือประเด็นปัญหา เรื่องความสัมพันธ์ คู่ความต่างจังหวัดส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องปากท้อง การอุปการะเลี้ยงดู ยกตัวอย่างที่จังหวัด พระนครศรีอยุธยามีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก คู่ความที่เป็นพนักงานโรงงานต่าง ๆ จะมีปัญหาเรื่อง ค่าอุปการะเลี้ยงดู ก็เพื่อให้ผู้เยาว์ได้มีโอกาสรับการศึกษาแบบพื้นฐานเท่านั้น ส่วนในเมืองใหญ่เป็นอีกมุมหนึ่ง จะมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ของพ่อแม่ในการดูแลบุตรผู้เยาว์ เช่น ต้องการให้เด็กได้รับโอกาสที่ดีกว่า เข้าโรงเรียนที่แพงกว่า มีการพัฒนาศักยภาพที่สูงกว่า เป็นต้น เมื่อแยกประเภทใหญ่ๆ ของปัญหาแล้ว อาจนำมา สู่การแบ่งระยะเวลาของการติดตามประเมินการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ หากเป็นปัญหา เรื่องความสัมพันธ์หรือการแบ่งกันดูแลบุตรอาจจะติดตามเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่ถ้าเป็นเรื่องของค่าอุปการะอาจจะ ติดตามเป็นระยะห่างช่วง 6 เดือนถึง 1 ปี ได้ การติดตามควรมีวิสัยทัศน์ มุ่งประโยชน์กับผู้เยาว์ เพื่อให้ครอบครัวคำนึงว่า การมาศาลและทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ได้มีเฉพาะประเด็นเรื่องหย่า หรือต้องการแบ่งทรัพย์สิน ให้เสร็จสิ้นเท่านั้น แต่เราต้องการที่จะรักษาเด็กคนหนึ่ง ลูกของเราให้เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศในอนาคต และถ้าความปรากฏต่อศาลเองว่า การกระทำของคู่ความไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์ ศาลอาจเพิกถอนอำนาจ การปกครอง หรือนำไปให้บุคคลอื่นที่เหมาะสมใช้อำนาจการปกครองดูแลผู้เยาว์ต่อไป โดยพ่อแม่ยังมีความ รับผิดชอบต่อผู้เยาว์ ในฐานะนิติกรสิ่งที่พบมากหลังทำสัญญาประนีประนอมยอมความคือ การให้คำแนะนำ
152 การบังคับคดีว่าการบังคับตามยอมต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง เช่น อาจขอให้ศาลออกหมายเรียก หมายจับ ฝ่ายผิดสัญญามาศาลแต่ส่วนใหญ่ศาลจะแนะนำตักเตือนอีกครั้ง เพื่อให้คู่ความสามารถแก้ปัญหาด้วยตนเองได้ ในยุคนี้เด็ก 1 คน ไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูเฉพาะพ่อแม่ สังคมต้องมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีนิเวศวิทยาของ Bronfenbrenner หรือแม้กระทั่ง Hillary Clinton ที่เขียนหนังสือชื่อ it takes a village ซึ่งมีความหมายดีมากในประโยคสั้นๆ ที่ว่า It takes the village to raise a child. หมายความว่า “ต้องใช้ทั้งหมู่บ้านเพื่อการเลี้ยงดูเด็กหนึ่งคน” ซึ่งพวกเราถือเป็นหนึ่งในหมู่บ้านสำหรับเด็ก ๆ ที่จะเข้ามาช่วยกัน follow up ตรงนี้ นอกจากนักจิตวิทยาแล้วอาจเป็นนักสังคมสงเคราะห์หรือจิตอาสา แล้วมาช่วยกันวางแผนว่าจะ follow up อย่างไร ถ้าเขามีปัญหาเรื่องปากท้องเป็นส่วนใหญ่จะช่วยอย่างไร ช่วยฝึกอาชีพให้เขาสามารถช่วยเหลือตนเองไหม ปัจจุบันผู้หญิงไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้ชายจ่ายเงินให้อย่างเดียว ปัจจุบันก็มีEmpowered Women เราก็อาจช่วยเติมจุดต่าง ๆ เหล่านี้เข้าไปได้ 4) ด้านผลผลิต (1) แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ตามหลักการ “คุณลักษณะและปัจจัยที่ทำให้คู่ความมีแนวโน้มในการ ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้สำเร็จ” จากแนวคิดตามหลักการดังกล่าว คู่ความจะต้องมีคุณลักษณะอย่างไร ต้องมี ปัจจัยเสริมอะไรบ้างนั้น มีประเด็นสำคัญสรุปได้ ดังนี้ ก. ความต้องการที่แท้จริง ต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่แรกว่าความต้องการของ ทั้งสองฝ่าย จุดทับซ้อนอยู่ตรงไหน (ZOPA: Zone of Possible Agreement) ถ้ามีจุดทับซ้อนของความ ต้องการตรงกัน ปัจจัยนี้จะเป็นโอกาสที่ทำให้แต่ละฝ่ายปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความกันได้และมี โอกาสที่จะสำเร็จ ซึ่งในฐานะผู้ประนีประนอมควรต้องวินิจฉัยได้ว่าสิ่งที่คู่ความตกลงกันในสัญญาเป็นความ ต้องการที่แท้จริงหรือไม่ และในทางกลับกันอาจจะต้องหา BATNA (Best Alternative to a Negotiated Agreement) ซึ่งหมายถึงทางเลือกที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับข้อตกลงที่จะได้จากการเจรจาโดยการประเมิน สถานการณ์ และนอกจากมีทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วยังต้องมีการเตรียมวางแผนเป็นแผนที่ 1 แผนที่ 2 สมมุติว่า กรณีแผนที่ 1 ไม่สำเร็จมีแผนอื่นที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับเป็นแผนสำรอง ดังนั้นโอกาสที่การปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความจะสำเร็จได้ย่อมมีมากขึ้น ข. คนกลางของทั้งสองฝ่าย ในการเจรจาประนีประนอมถ้าสามารถหาคน กลางที่ทั้งสองฝ่ายให้ความยอมรับนับถือศรัทธาไว้วางใจ และคนกลุ่มนี้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย เขาก็อาจจะบอก เราได้ว่าข้อตกลงแบบนี้คู่ความจะไหวหรือไม่ไหวกับสถานการณ์ในลักษณะแบบนี้ อีกส่วนหนึ่งก็ต้องกลับไปดู ถึงประเด็นในข้อขัดแย้งด้วยว่าประเด็นในข้อขัดแย้งนั้นมีความสำคัญกับคู่กรณีฝั่งใดฝั่งหนึ่งมากน้อยแค่ไหน ความสำคัญที่ว่านี้อาจเป็นเรื่องที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล ดังกรณีตัวอย่างเปรียบเทียบนี้
153 ตัวอย่าง “มีคนมาขอคำปรึกษาโดยค่าให้คำปรึกษาชั่วโมงละ 10,000 บาท แล้วผู้รับ คำปรึกษาบอกว่าเป็นร้อนใน เราก็จะมองว่าเรื่องนี้เล็กน้อยมากเลย แต่พอถามว่า “ร้อนในสำคัญเกี่ยวข้อง กับคุณอย่างไร” คำตอบคือ “คนในครอบครัวเป็นมะเร็งเสียชีวิต” และสัญญาณแรกที่พี่น้อง 3 - 4 คน ซึ่งเสียชีวิต ไปพบคือทุกคนเริ่มต้นจากการเป็นร้อนในพอเขาเริ่มเป็นร้อนในมากขึ้นเขาก็เลยเริ่มกังวลและกลัว และถือเรื่องนี้ เป็นสิ่งสำคัญมาก เทียบได้กับประเด็นข้อพิพาทว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอะไรคือจุดสำคัญ จะส่งผลต่อการแก้ปัญหา หรือให้ข้อแนะนำได้อย่างถูกต้อง” ฃ. ยึดประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ผู้เป็นสำคัญ ในฐานะผู้ประนีประนอม โอกาส ที่จะเห็นความสำเร็จของการไกล่เกลี่ยต้องมีการฝึกอ่านกริยาท่าทางของทุกคนที่มาไกล่เกลี่ยซึ่งต่างต้องการ อย่างกรณีพ่อแม่ตกลงกัน วันจันทร์ถึงวันศุกร์ลูกอยู่กับแม่ วันเสาร์วันอาทิตย์ลูกอยู่กับพ่อ โดยอาจไม่เคยถาม ความคิดเห็นลูกแต่จะมีวิธีการทำอย่างไรให้ผู้เยาว์ชนะและได้รับประโยชน์สูงสุด และทำให้ทุกคนรู้สึกชนะ ไปด้วยกันซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากเพราะจะทำให้ทุกคนยึดถือตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ส่วนนี้เป็นสิ่ง ที่ต้องรอบคอบ แต่ละคนมีความมุ่งมั่นร่วมกับเราไหมในการแก้ไขข้อพิพาท ถ้าอ่านตรงนี้ออกหมดจะทำให้ สัญญาประนีประนอมยอมความถูกปฏิบัติตามโดยไม่ต้องถอยกลับมาหานิติกรอีกครั้ง ค. ความรักความผูกพันที่มีต่อบุตร คู่ความที่มีแนวโน้มในการปฏิบัติตาม สัญญาประนีประนอมยอมความได้สำเร็จ จะต้องมีความรักความผูกพัน ความเสียสละ ต้องการให้ผู้เยาว์ สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ได้รับการศึกษาและมีอนาคตที่ดี แม้ความเป็นสามีภริยาเปลี่ยนไป หากคู่ความยังคงมีความรักความผูกพันต่อบุตรผู้เยาว์ และอาศัยความรักตรงนี้เป็นที่ตั้งในการที่จะพยายาม ทำให้ผู้เยาว์ได้รับความรักจากบทบาทของความเป็นพ่อและแม่ และอยู่ในสังคมเทียบเท่าคนอื่นโดยไม่ขาดความรัก คู่ความมีความเข้าใจในบทบาทมีการยุติคดีโดยราบรื่นและสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอม ยอมความได้ ก็จะทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เป็นภาระของสังคม และไม่เป็นภาระแก่กิจการงานของตนเอง ทำให้ ต่างฝ่ายต่างใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างสงบสุข ฅ. ด้านเศรษฐกิจ เมื่อมีการเรียกร้องเรื่องเงิน บางครั้งคู่ความต้องอยู่บนพื้นฐาน ของเหตุผลด้วยว่าอีกฝ่ายหนึ่งมีความสามารถพอที่จะจ่ายได้หรือไม่ ถ้าเรียกร้องมากเกินความจริงก็เป็นไปไม่ได้ ที่จะสำเร็จ หรือกรณีอยู่ไประยะหนึ่ง ฝ่ายที่ต้องจ่ายเริ่มมีปัญหาทางเศรษฐกิจ เช่น ไม่มีงานทำหรือมีรายได้ น้อยลง คู่ความทั้งสองฝ่ายสามารถมาขอคำปรึกษาที่ศาลว่าจะขอลดหรือเพิ่มค่าอุปการะเลี้ยงดูกันอย่างไร แต่สุดท้ายหากคู่ความรู้หน้าที่และมีความรับผิดชอบโดยเห็นแก่ประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์เป็นที่ตั้ง ปัญหาเรื่อง เศรษฐกิจก็จะแก้ไขสำเร็จได้ ตัวอย่าง “เรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร” จะเห็นชัดเจนว่าจำเลยมีแนวโน้มบ่งบอกถึงการ ขาดความรับผิดชอบ โดยอ้างเหตุผลว่าตนเองมีค่าใช้จ่ายต้องดูแลคุณพ่อคุณแม่ ไม่มีค่าใช้จ่ายดูแลครอบครัวใหม่ อีกทั้งมีค่าใช้จ่ายเรื่องส่วนตัว เหลือใช้เดือนละประมาณ 1,000 บาท ทนายความจึงถามว่าจะดำรงวิถีชีวิตได้
154 อย่างไร ปัจจุบันทำงานอะไร รับราชการหรือเปล่า เมื่อรับราชการมีสวัสดิการ ทนายความได้เสนอความคิดเห็น ต่อศาลว่าจำเลยจะปฏิเสธที่ให้เหตุผลว่ามีหนี้อย่างเดียวไม่ได้ คุณทำให้เกิดภาระต้องดูแล แล้วโจทก์ที่เป็นผู้หญิง ถ้ามีรายได้เดือนละหมื่น เลี้ยงลูกหนึ่งคนต้องใช้เงินต่อเดือนจำนวนเท่าไร บางคนมองว่า 5,000 บาท มีความพอ แต่บางคนอาจไม่เพียงพอ ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละบริบท ดังนั้นแม้มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ แต่หากถ้าคู่ความรู้จักหน้าที่ มีความรับผิดชอบ จะไม่มีปัญหาการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ฆ. การสร้างความเข้าใจ ต้องมีการสร้างความเข้าใจในข้อตกลงที่มีการไกล่เกลี่ย และทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันให้แก่คู่ความเพื่อสามารถนำไปปฏิบัติได้ถูกต้อง โดยต้องอธิบายให้ ชัดเจนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย หลีกเลี่ยงการใช้ภาษากฎหมายคุยกับประชาชนหรือคนที่ไม่รู้กฎหมาย นอกจากนี้ การทำความเข้าใจกับบริบทของเด็ก บางครั้งคุณพ่อคุณแม่คิดแต่เรื่องการแบ่งเวลากัน โดยเด็กอยู่กับแม่ ส่วนพ่อ มารับวันเสาร์วันอาทิตย์ แต่บางครั้งเด็กที่โตแล้วเขาต้องเรียนหนังสือ ทำกิจกรรม ไม่ต้องการกลับบ้านก็จะเป็น สาเหตุของการผิดสัญญาไป ถ้ามีการตกลงและคุยกันเข้าใจว่าถ้าเด็กมีกิจกรรมพิเศษ มีการบ้านต้องทำ อาจจะ ไม่ได้กลับไปอยู่กับพ่อทุกอาทิตย์ หรือในสัญญาไม่จำเป็นต้องเขียนว่าให้กลับทุกอาทิตย์แต่มีการสร้างความเข้าใจ และยืดหยุ่นต่อกัน จะทำให้การปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความประสบความสำเร็จ ง. การติดตาม การติดตามเพื่อให้ความช่วยเหลือมีส่วนช่วยในการปฏิบัติตาม สัญญาประนีประนอมยอมความ เช่น เรื่องการกำกับการปกครอง ศาลมีคำพิพากษาในคดีที่ผู้เยาว์มีส่วนได้เสีย และมีทรัพย์สินที่ต้องดูแล บางครั้งคนดูแลต้องการแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์สินของผู้เยาว์ กรณีนี้ ศาลอาจมี คำสั่งให้สถานพินิจกำกับดูแล ซึ่งเป็นวิธีการเพื่อปกป้องผู้เยาว์และทำให้การปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม ยอมความเป็นไปโดยเรียบร้อย ปัจจัยเสริมที่สำคัญของการติดตามว่ามีการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม ยอมความสำเร็จหรือไม่ ควรต้องมีการประเมินสภาพจิตใจของผู้เยาว์ด้วย เช่น กรณีเด็กเข้าโรงเรียนแล้วอาจทำ ใบประเมินให้คุณครูช่วยประเมินทุกภาคเรียน เพื่อให้ทราบว่าหลังจากพ่อแม่หย่ากัน ลูกอยู่กับพ่อหรืออยู่กับแม่ สภาพจิตใจของเด็กเป็นอย่างไร มีผลกระทบอย่างไร เด็กมีอาการซึมเศร้าหรือไม่ หรือเด็กมีความสุขดี สิ่งนี้ ต้องการสะท้อนว่า สภาพจิตใจเด็กต้องเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่แค่แบ่งทรัพย์สินกันอย่างเดียวได้เงินค่าอุปการะเลี้ยงดู อย่างเดียว (2) แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามหลักการของ “การถอดบทเรียนในคดีที่คู่ความมีการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความจนสำเร็จ เพื่อนำแนวทางและประสบการณ์ที่ได้ไปใช้แนะนำแก่คู่ความและผู้ที่ เกี่ยวข้องในคดีอื่น ๆ” พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและ ครอบครัว พ.ศ. 2553 บัญญัติเป็นขั้นเป็นตอนให้คดีครอบครัวที่มีข้อพิพาทต้องมีการไกล่เกลี่ยก่อน ในระหว่าง การไกล่เกลี่ยให้ศาลมีอำนาจติดตาม หรือให้แพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์เข้ามามีส่วนดูแล ถ้าไกล่เกลี่ย
155 สำเร็จและทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้มีผลบังคับตามสัญญา โดยในชั้นบังคับมีการกล่าวถึงเรื่อง ทรัพย์สินเป็นหลัก ไม่ได้คำนึงถึงบริบทของการบังคับคดีในส่วนที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัวมากนัก ในเรื่องการถอดบทเรียน เห็นว่า การไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวต่างจากคดีแพ่งทั่วไป ในคดีครอบครัวมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของอารมณ์ จิตใจผู้เยาว์ ซึ่งสาเหตุของปัญหาถูกบ่มเพาะมาเป็น เวลานาน ก่อนนำมาสู่การฟ้องคดีซึ่งเป็นเรื่องปลายเหตุ ผู้ไกล่เกลี่ยต้องมีความรู้ในบริบทของปัญหาครอบครัว ตลอดจนเทคนิคของการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวคล้ายกับการให้คำปรึกษา ไม่ต้องเร่งรัดในกระบวนการไกล่เกลี่ย ต้องเข้าใจครอบครัวของคู่ความโดยอาศัยนักจิตวิทยาเพื่อให้ทราบปัญหาที่แท้จริงก่อนเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย ผู้ไกล่เกลี่ยต้องมีความอดทนในการรับฟัง เคารพกติกาในการฟัง ไม่ชี้นำคู่ความ รับรู้ปัญหาอย่างเข้าใจ และหา วิธีให้คู่ความแก้ปัญหาด้วยตนเอง ให้ค้นหาข้อดีของอีกฝ่ายและอาจกลับไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันได้ ถ้าต้องหย่าก็ให้ เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน หลังจากที่ตกลงกันและเสนอสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล ศาลควรดู และสอบถามคู่ความอีกครั้งหนึ่งเพื่อเป็นการตัดสินตามความต้องการที่แท้จริงของคู่ความ โอกาสในการปฏิบัติ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความสำเร็จจะมีสูง การติดตามในเรื่องทรัพย์สิน ค่าอุปการะเลี้ยงดู กฎหมายได้ กำหนดไว้แล้ว ส่วนเรื่องความเป็นอยู่ของครอบครัวที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้เยาว์ ศาลจะเข้าไปติดตามอย่างไร อาจจะต้องเพิ่มเข้าไปในกฎหมาย ให้นักจิตวิทยาเข้าไปทำงานกับครอบครัวพอสมควร ถ้ามีการติดตามจะเป็น ประโยชน์ต่อครอบครัวและผู้เยาว์ เช่น กรณีเด็กอยู่กับฝ่ายหนึ่งอาจจะได้ข้อมูลที่ไม่ดีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทำให้เกิด ทัศนคติที่ไม่ดี มีปัญหาความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น ถ้านักจิตวิทยาได้เข้าไปทำงานร่วมด้วย ปัญหาก็อาจลดน้อยลงได้ นอกจากนี้การถอดบทเรียนในมุมมองของอาจารย์ผู้สอนกฎหมาย ได้กล่าวถึง การถอดบทเรียนในคดีที่คู่ความมีการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความจนสำเร็จเพื่อนำแนวทางและ ประสบการณ์ที่ได้ไปใช้แนะนำแก่คู่ความและผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีอื่น ๆ ดังนี้ ก. การศึกษาข้อมูลเดิม เพื่อทราบถึงผลการดำเนินการที่ผ่านมาว่า การดำเนินการ ในเรื่องนั้น ๆ ผ่านอะไรมาบ้าง ได้ผลอย่างไร ข. แนวทาง โดยเมื่อทราบผลการดำเนินการที่ผ่านมา ก็นำไปสู่แนวทางในการ ปรับปรุงและแก้ไขในเรื่องที่เรากำลังจะดำเนินการ ฃ. การลดความผิดพลาดหรือความผิดซ้ำที่เกิดขึ้นในอดีต ค. การต่อยอดความสำเร็จของงาน เมื่อใดก็ตามที่ลงมือทำจะต้องได้องค์ความรู้ เมื่อใดก็ตามที่ทำสำเร็จจะต้องเกิดความรู้ใหม่ๆ สิ่งที่ทำปัจจุบันจะต้องดีกว่าครั้งก่อน สุดท้ายนี้ การถอดบทเรียนในคดีที่คู่ความมีการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม ยอมความจนสำเร็จเพื่อนำแนวทางและประสบการณ์ที่ได้ไปใช้แนะนำแก่คู่ความและผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีอื่น ๆ นั้น จะต้องทำให้คู่ความเห็นว่าประโยชน์สูงสุดที่ได้รับจะเกิดกับตัวคู่ความเอง ซึ่งต้องมีการถอดบทเรียนตามประเด็น ดังนี้ ก. ด้านกระบวนการติดตาม กระบวนการติดตามมีความสำคัญมากทำให้ทราบว่า
156 ในกรณีที่มีการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความสำเร็จ เป็นเพราะปัจจัยอะไรบ้าง ซึ่งหากมีการถอดบทเรียน ในเชิงกระบวนการทำงานที่เป็น “ระบบ” จะเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะแม้เจ้าหน้าที่หรือผู้ไกล่เกลี่ยเปลี่ยน ระบบยังทำงานต่อไปได้ ระบบหรือกระบวนการติดตาม อาจทำเป็นแอปพลิเคชันเพื่อให้ทราบผลของการปฏิบัติ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความไปจนสิ้นสุดกระบวนการ ข. ด้านกฎหมาย กฎหมายมีกระบวนการที่เหมาะสมหรือไม่ อาจต้องยึดถือ เจตนารมณ์ที่ต้องการให้คู่ความตกลงกันได้เป็นที่ตั้ง ถ้ากฎหมายยังไม่ครอบคลุมต้องพัฒนากฎหมาย แต่ในระหว่าง ที่ยังไม่มีการแก้ไขกฎหมาย ผู้ที่มีความสำคัญมากคือ ผู้พิพากษาซึ่งเป็นผู้ใช้กฎหมาย ต้องใช้กฎหมาย ให้เป็นนวัตกรรม โดยถือตามเจตนารมณ์ว่าจะแก้ปัญหาคดีครอบครัวได้อย่างไร และต้องหาวิธีการที่ดีต่อไป 5.1.5 ผลการศึกษาแรงจูงใจที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ 1) ด้านแรงจูงใจ แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มี ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามหลักการ “เสริมสร้างแรงจูงใจให้คู่ความมีความรับผิดชอบและมีการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความสำเร็จ” ในเชิงจิตวิทยาการเสริมสร้างแรงจูงใจให้คู่ความมีความรับผิดชอบ คิดตามหลักธรรมดา คือ คนเราเมื่อต้องการอะไรก็จะต้องมีวิธีการที่จะทำให้เราได้สิ่งนั้น ดังนั้น แรงจูงใจในการทำสัญญาประนีประนอม ยอมความซึ่งเป็นการทำสัญญาร่วมกันควรอยู่บนพื้นฐานของความต้องการ 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ความต้องการ ของพ่อ ความต้องการของแม่ และความต้องการของลูก ซึ่งต้องหาข้อตกลงร่วมกันเพื่อให้ได้ประโยชน์ทั้งสามฝ่าย และเน้นว่าประโยชน์สูงสุดจะต้องเป็นไปเพื่อลูกที่เป็นผู้เยาว์ ข้อตกลงที่ได้จะเป็นแรงจูงใจให้คู่ความมีความ รับผิดชอบและมีการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้สำเร็จหรือไม่นั้น มีข้อควรพิจารณา 3 ประการ ดังนี้ (1) การค้นหาพลังบวก เป็นการค้นหาพลังบวกในตัวของคู่ความทั้งสองฝ่าย โดยธรรมชาติ ไม่มีใครอยากให้คนอื่นมาตำหนิหรือพิจารณาหาแต่ข้อผิดพลาดของตนเอง ดังนี้ ผู้ประนีประนอมซึ่งมีหน้าที่ เป็นคนกลาง ไม่ควรมีอคติและมองพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายว่าไม่ดีด้วยกันทั้งคู่ เช่น มองว่าแม่ไม่มีรายได้ แต่ต้องการให้ ลูกอยู่กับฝ่ายตนเพราะต้องการได้รับเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูจากพ่อมาใช้จ่าย และมองว่าฝ่ายพ่อรู้ว่าแม่ต้องการเงิน แต่ไม่ยอมจ่ายให้เพราะเกิดความหมั่นไส้และเสียดายเงิน ทำให้สุดท้ายแล้วลูกไม่ได้รับการดูแลที่ดีจากทั้งพ่อ และแม่ แต่ผู้ประนีประนอมควรรับฟังข้อมูลจากแต่ละฝ่าย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ช่วยทำให้คู่ความเปิดใจและสร้าง ความเข้าใจต่อกัน การค้นหาพลังบวกในตัวพ่อแม่ว่ามีสิ่งดี ๆ ที่เป็นพลังบวกอะไรที่คิดและทำอะไรให้แก่ลูกบ้าง และนำจุดนั้นมาเป็นข้อดีในการเสริมพลังของการจูงใจว่าที่ลูกอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้เพราะพ่อแม่ยังมีข้อดีแบบนี้ โดยไม่ต้องไปพูดถึงข้อเสียของอีกฝ่ายเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งซึ่งกันและกันต่อไป (2) การพิจารณาข้อดีข้อเสียร่วมกัน การพิจารณาว่าข้อตกลงที่มีทั้งหมดนั้น มีข้อดีข้อเสีย อย่างไรบ้าง โดยกระตุ้นคู่ความให้คิดรอบด้านและอาจเพิ่มเติมในสิ่งที่คู่ความมองไม่เห็นในแง่มุมอื่น ๆ ดังนี้
157 ตัวอย่าง “กรณีที่พ่อแม่แย่งลูกให้อยู่ในการปกครองของตนเองโดยไม่ให้อีกฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง ต่างฝ่ายต่างต้องการให้ลูกมาอยู่กับตน หากเป็นฝ่ายพ่อก็จะบอกว่าถ้าให้ลูกอยู่กับแม่ เดี๋ยวแม่ก็จะสอนลูกแบบผิด ๆ จะทำให้ลูกมีพฤติกรรมไม่ดี ก็อาจจะต้องให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าการที่เด็กเติบโตโดยอยู่กับพ่อคนเดียวไม่ได้อยู่กับ แม่ไม่ได้รับความรักความอบอุ่นจากแม่อาจจะส่งผลต่อพัฒนาการหรือบุคลิกภาพของเด็กในอนาคต เช่น ถ้าเป็นลูกชายเมื่ออยู่กับแม่มาก ๆ ทำให้เมื่อโตขึ้นเด็กอาจมีความเปลี่ยนแปลงทางบุคลิกภาพไม่ได้เป็นชายแท้ แต่อาจมีความเบี่ยงเบนทางเพศเป็น LGBT ปัจจุบันสังคมยอมรับ แต่พ่อแม่ยอมรับได้หรือไม่ หากพ่อแม่ยอมรับ สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับลูกตนเองในอนาคตได้ก็ให้ทั้งสองฝ่ายตัดสินใจที่จะเลือกด้วยตนเอง” ตัวอย่าง “คดีของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคใต้ ซึ่งเป็นการพิพาทกัน ระหว่างสามีที่เป็นคนภาคใต้และภริยาเป็นคนภาคเหนือที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 2 คน ภายหลังจาก แยกทางกัน บุตรเป็นผู้เยาว์ทั้งสองคน คนโตเป็นบุตรสาว คนเล็กเป็นบุตรชายอยู่ในความปกครองของฝ่ายแม่ และเรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนทางภาคเหนือ ต่อมาฝ่ายพ่อไปหาและชักจูงว่าจะพาไปทานร้าน KFC ผู้เยาว์ ซึ่งศึกษาอยู่ระดับประถมศึกษา เมื่อเห็นว่านาน ๆ พ่อจะมาหาจึงยอมไปกับพ่อ ปรากฎว่า นอกจากพ่อจะพาไป ร้าน KFC แล้ว ยังพาจากภาคเหนือมาที่จังหวัดในภาคใต้ที่เป็นบ้านของพ่อ ต่อมาเรื่องนี้เป็นคดีความกันที่ศาล เยาวชนและครอบครัวจังหวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพ่อ คดีจบลงด้วยการไกล่เกลี่ย มีการ จดทะเบียนรับรองบุตรและแบ่งอำนาจปกครองกัน โดยให้บุตรผู้เยาว์คนโตซึ่งเป็นผู้หญิงพักอาศัยและอยู่ใน ความปกครองของฝ่ายแม่ ส่วนบุตรผู้เยาว์คนเล็กซึ่งเป็นผู้ชายอยู่ในความดูแลและความปกครองของฝ่ายพ่อ หลังจากมีการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเรียบร้อยแล้ว ยังคงมีปัญหาซ้อนปัญหาของเรื่องการ ไปเยี่ยมเยียนบุตรของแต่ละฝ่าย ประกอบกับความแตกต่างเรื่องสถานะทางเศรษฐกิจโดยฝ่ายพ่อประกอบอาชีพ รับเหมาก่อสร้างจึงมีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าฝ่ายแม่และให้บุตรผู้เยาว์คนเล็กซึ่งเป็นน้องชายส่งภาพต่าง ๆ เช่น ภาพไปเที่ยวให้บุตรผู้เยาว์คนโตดูเพื่อจูงใจให้บุตรสาวคนโตต้องการมาอยู่กับฝ่ายตน และฝ่ายพ่อพยายามจะมารับ บุตรผู้เยาว์คนโตไปจากโรงเรียน ฝ่ายมารดาต้องแจ้งกับทางโรงเรียนไว้ว่านอกจากตนเองหรือบุคคลที่ตนให้ความ ยินยอมไว้ห้ามไม่ให้ผู้ใดมารับ โดยในสัญญาประนีประนอมยอมความมีการตกลงกันไว้ด้วยว่าจะต้องให้บุตรผู้เยาว์ได้ เรียนในโรงเรียนที่ดี ทำให้พ่อพยายามใช้ความมีศักยภาพ ในเรื่องฐานะทางเศรษฐกิจมาเป็นข้อเรียกร้องเปลี่ยนแปลง การใช้อำนาจการปกครอง เรื่องนี้ภายหลังทั้งฝ่ายพ่อและแม่มีปัญหาเรื่องการเยี่ยมเยียนรับบุตรผู้เยาว์ จนต่างฝ่าย ต่างมีการไปลงบันทึกประจำวันแจ้งความดำเนินคดีระหว่างกัน เพื่อเพิกถอนอำนาจการปกครองของอีกฝ่ายหนึ่ง แต่สุดท้ายปัญหาไปจบที่ศาลในคดีเดิมโดยศาลให้แม่พาบุตรผู้เยาว์คนโตไปรายงานสภาพความเป็นอยู่ต่อสถานพินิจ เดือนละ 1ครั้ง เป็นเวลา 6เดือน จนกระทั่งสุดท้ายศาลเห็นว่าเป็นฝ่ายพ่อที่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง จากประสบการณ์ และตัวอย่างคดีที่กล่าวถึง จึงเห็นว่าการสร้างแรงจูงใจให้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความทำได้โดยชี้ให้ คู่ความเห็นถึงผลดีผลเสียของการปฏิบัติตามสัญญาและอย่าฝ่าฝืนมิเช่นนั้นจะถูกบังคับตามสัญญายอม”
158 (3) การยอมรับผลที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจ โดยแจ้งให้คู่ความทั้งสองฝ่ายทราบว่าสิ่งที่ ทั้งสองฝ่ายตัดสินใจเลือกนั้นแม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดและอาจมีผลเสีย หากทั้งสองฝ่ายเลือกแล้วต้องยอมรับ กับผลที่ตามมาให้ได้ เช่น ภริยายอมรับได้ว่าสามีติดสุรามาแล้ว 20 ปี เมื่อศาลสั่งให้สามีไปบำบัด แต่ภริยา สงสารและรู้ว่าสามีไม่ต้องการไปบำบัด ไม่ต้องการให้คนมองว่าเป็นผู้ป่วยยาเสพติดหรือจิตเวช จึงไม่ต้องการ ให้สามีไปบำบัด หากภริยาเลือกแบบนี้ ภริยาทนให้ไปสามีไปบำบัดไม่ได้ เนื่องจากสามียอมรับคำว่าผู้ป่วย จิตเวชไม่ได้ ภริยาจะยอมให้สามีดื่มสุราเมาและมีการทุบตีก่อนมีเพศสัมพันธ์เป็นประจำ ภริยายอมรับ ได้ใช่หรือไม่ และหากเกิดความรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก เช่น สามีมีอาการหูแว่วประสาทหลอน ทำร้ายคนในบ้าน ไม่ได้รับการรักษาซึ่งภริยาอาจเสียชีวิตจากการทำร้ายของสามี ภริยายอมรับตรงนี้ได้หรือไม่ ถ้าเขาแจ้งว่า ยอมรับได้ก็เป็นสิทธิของเขาที่จะตัดสินใจเลือกแบบนี้ ส่วนหากต้องดูผลสัมฤทธิ์หรือประสิทธิผลการไกล่เกลี่ยว่าจะสำเร็จในระยะยาว หรือไม่ ต้องมีการติดตามการปฏิบัติตามสัญญา การติดตาม 1 หรือ 2 ครั้ง อาจไม่เห็นภาพที่ชัดเจนระยะยาว บางกรณีมีการติดตามไป 3 ถึง 4 เดือน ภาพจะออกมาชัดเรื่อย ๆ ว่าหลังจากส่งสามีไปเข้ารับการรักษาแล้ว บรรยากาศในครอบครัวดีขึ้น เช่น บางครอบครัวที่มีการส่งสามีไปบำบัดสุราและอาการดีขึ้นจนภริยาบอกว่า รู้อย่างนี้พาสามีไปรักษานานแล้ว พอสามีเลิกดื่มสุราได้ ไม่ตบตีภริยาและคนในครอบครัว ครอบครัวก็กลับมา มีความสุข ซึ่งคำว่าจิตเวช จริง ๆ คนที่เป็นโรคสุราเรื้อรังทุกคนก็มีอาการ แต่ถ้าไม่ยอมรับก็ไม่เกิดการรักษาไม่ได้รับ การเยียวยา เมื่อคนเรายอมรับได้ว่าคนทุกคนต่างมีปมในใจ หากได้รับการรักษาแก้ปมปัญหาต่าง ๆ ในใจ ก็อาจ ทำให้โรคต่าง ๆ ทุเลาน้อยลง ได้รับการรักษาถูกจุด กลับมาเป็นคนที่มีความสุขได้และทำให้คนรอบข้างและ ครอบครัวมีความสุขได้ 2) ด้านความรับผิดชอบ แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัว ที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย โดยมีวิธีการที่จะทำให้“คู่ความตระหนักถึงผลกระทบในทางลบต่อผู้เยาว์และบุคคล อื่นที่เกี่ยวข้อง จากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมตรงตามกำหนดเวลา” มีผลสรุป ดังนี้ (1) การสร้างความรู้ความเข้าใจ การสร้างความตระหนักรู้ถึงผลกระทบจากการกระทำให้เกิดขึ้นแก่บุคคลใดนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะความตระหนักรู้มีความหมายมากยิ่งกว่าความเข้าใจ แต่การจะสร้างความตระหนักรู้ได้นั้นต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจให้เกิดขึ้นก่อน ตัวอย่าง “กรณีศาลมีคำสั่งให้ผู้อำนวยการสถานพินิจฯ เป็นผู้กำกับดูแลทรัพย์สินของผู้เยาว์ แต่ผู้มีอำนาจปกครองตามกฎหมายของผู้เยาว์ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดเขาจึงไม่สามารถมีอิสระในการใช้จ่าย ทรัพย์สินของผู้เยาว์จนเกิดการต่อต้านถึงขนาดจะมีการอุทธรณ์คำสั่งศาล ซึ่งจุดนี้ต้องอธิบายให้ความรู้สร้าง
159 ความเข้าใจไปตั้งแต่แรกว่ากรณีนี้ศาลอาจมีคำสั่งให้มีการกำกับดูแลทรัพย์สินผู้เยาว์ได้ เพราะกฎหมาย มุ่งคุ้มครองประโยชน์ของผู้เยาว์ ช่วยทำให้ผู้มีอำนาจปกครองและผู้เกี่ยวที่ข้องมีความเข้าใจและยอมรับปฏิบัติ” ในบางครั้งการสร้างความตระหนัก ต้องชี้ให้เห็นว่าอะไรที่ทำแล้วเป็นประโยชน์ เหมือนทำบุญซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครยืนยันได้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสบายใจก็จะส่งผลดี มีแต่เรื่องดีๆ ตามมา ต้องนำส่วนนี้มาเป็นประเด็นสำคัญในการสร้างความตระหนัก แต่ท้ายที่สุดต้องชี้ให้เห็นด้วย ว่าถ้าไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามกำหนดเวลานอกจากผลกระทบต่อผู้เยาว์หรือผู้ที่ เกี่ยวข้องแล้ว ตัวผู้ไม่ปฏิบัติเองก็จะต้องถูกบังคับตามกฎหมายในท้ายที่สุด และไม่เกิดผลดีต่อบุตรผู้เยาว์ ที่ต้องเห็นพ่อแม่มีข้อพิพาทระหว่างกันอีกรอบหรือหลายรอบ ในส่วนนี้หากมีกระบวนการติดตามการปฏิบัติ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่มีผู้เยาว์มีส่วนได้เสียก่อนที่จะต้องให้ศาลบังคับและมีข้อพิพาทกลับมา ถึงศาลอีกครั้งอาจเป็นช่องทางช่วยลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นและลดความเสียหายหรือผลกระทบทางลบต่อบุตร ที่เป็นผู้เยาว์ได้ (2) การเสริมสร้างกำลังใจให้เกิดความเชื่อมั่น การเสริมสร้างกำลังใจให้เกิดความเชื่อมั่นจะช่วยให้คู่ความที่เป็นพ่อแม่พยายามปฏิบัติ ตามข้อตกลงในสัญญาให้สำเร็จและดีที่สุด โดยได้รับกำลังใจจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการให้คำปรึกษาแนะนำ เช่น นิติกรที่มีบทบาทโดยตรง ทนายความ นักจิตวิทยา ตลอดทั้งผู้ใกล้ชิดกับคู่ความโดยตรง เป็นต้น ทั้งนี้อาจ ต้องย้อนกลับไปในวันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า หากสัญญาประนีประนอมยอมความเกิดจากการ ตัดสินใจและความเต็มใจของทั้งสองฝ่ายโดยอิสระ เชื่อว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถปฏิบัติตามที่ตกลงไว้ได้ แต่หาก เป็นในทางตรงกันข้ามก็อาจทำให้เกิดปัญหาติดตามมาในอนาคต อย่างไรก็ตามจำเป็นที่จะต้องชี้ให้คู่ความ ซึ่งเป็นพ่อแม่ได้ตระหนักถึงผลเสียหายที่เกิดกับผู้เยาว์ในอนาคต ควบคู่ไปกับการตระหนักว่าอาจมีโอกาสที่ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่ายจะไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ เมื่อสถานการณ์ เปลี่ยนไป เช่น ข้อตกลงเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู เมื่อสภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป หรือในกรณีเกี่ยวกับการ ดูแล เยี่ยมเยียนรับส่งบุตรที่เป็นผู้เยาว์ก็มีโอกาสที่จะทำให้การปฏิบัติตามข้อตกลงเปลี่ยนแปลงไป แต่ภายใต้ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทั้งสองฝ่ายต้องตระหนักและคำนึงถึงผลลบที่จะเกิดกับตนเองและบุตรผู้เยาว์ เช่น ผู้เยาว์ไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดู ไม่ได้รับการศึกษา หรืออยู่ในสถานการณ์ที่พ่อแม่ยังคงมีความบาดหมาง ไม่เข้าใจกัน ส่วนผลลบกับตนเอง คือ การขาดความเคารพนับถือและความน่าเชื่อถือจากผู้เยาว์เนื่องจากตน ไม่ปฏิบัติตามสัญญา ในท้ายที่สุดนี้แล้วผลลบไม่ว่าด้านใดก็จะย้อนกลับไปกระทบต่อความเป็นอยู่ อนาคตและจิตใจ ของผู้เยาว์มากที่สุด (3) การติดตามการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอม การติดตามการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมของคู่ความก่อนจะถึงจุดที่ต้อง ให้ศาลบังคับและมีข้อพิพาทกลับมาถึงศาลอีกครั้งอาจมีช่องทางช่วยลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นและลดความเสียหาย หรือผลกระทบทางลบต่อบุตรที่เป็นผู้เยาว์ได้โดยมีข้อแนะนำในกรณีที่คู่ความขาดความรับผิดชอบ ไม่ปฏิบัติ
160 ตามสัญญาประนีประนอมยอมความจะได้รับการติดตามจากผู้ที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย อาทิผู้ประนีประนอม ผู้พิพากษาสมทบ เป็นต้น โดยจะส่งผลกระทบ ดังนี้ ก. หากไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาก็จะต้องนำปัญหาเข้ามาสู่ศาลอีกครั้ง ทำให้ ต่างฝ่ายต่างเสียเวลา เสียความรู้สึก และสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน ข. ชี้ให้เห็นผลกระทบในทางลบต่อผู้เยาว์ที่ต้องตกอยู่ในสถานะที่พ่อแม่แยกทางกัน ซึ่งในวันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นได้มีสิ่งดี ๆ ที่จะบอกกับบุตรที่เป็นผู้เยาว์ได้คือ พ่อกับแม่ ต่างฝ่ายต่างยอมถอยและเกิดข้อตกลงดังกล่าวด้วยความรักลูกเพื่อประโยชน์ต่อลูก สิ่งเหล่านี้หากทั้งสองฝ่าย พยายามปฏิบัติให้ได้ตามข้อตกลงก็จะเป็นสิ่งช่วยเยียวยาจิตใจลูกต่อไปว่าอย่างน้อยตนก็ยังได้รับความรักและ การดูแลจากทั้งพ่อและแม่ แต่ถ้าต่อมาภายหลังทั้งสองฝ่ายหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญา ผลเสีย ก็จะเกิดกับลูกมากที่สุด ถ้าเป็นกรณีเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องชี้ให้คู่ความเห็นว่าหากไม่ปฏิบัติตามสัญญา นอกจากจะทำให้ลูกอาจไม่ได้รับการศึกษาที่ดี ลูกก็จะเกิดความรู้สึกว่าไม่มีใครรักเขาจริง พ่อแม่นอกจากแยกทาง กันแล้ว ยังไม่รักเขาดูแลเขา ทำให้ลูกอาจติดเพื่อน ติดยาเสพติดและก่ออาชญากรรมต่อไปในอนาคตหรือหาก เป็นกรณีไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเรื่องการใช้อำนาจการปกครอง การให้การศึกษาแก่บุตรที่เป็นผู้เยาว์ เมื่อหลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความไปแล้ว ต่างฝ่ายต่างไม่พยายามทำความเข้าใจร่วมกัน ต่างยึดถือ แต่ว่าสิ่งที่ตนเองคิดนั้นดีที่สุดสำหรับลูก เช่น ลูกต้องอยู่แบบนี้ เรียนแบบนี้ โดยไม่ถามหรือให้ความสำคัญ กับความคิดความต้องการของลูกก็จะเกิดผลกระทบต่อจิตใจของลูกเช่นเดียวกัน (4) ด้านความสัมพันธ์ระหว่างคู่ความ ก. แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย โดยมีหลักการที่จะทำให้ “ศาลเยาวชนและครอบครัวมีบทบาทแนวทาง การส่งเสริมให้คู่ความเข้าใจในการทำหน้าที่ความเป็นพ่อแม่ที่ดีต่อบุตร” ศาลควรมีบทบาทในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและสร้างความเข้าใจในการ ทำหน้าที่ของพ่อแม่ที่ดีต่อบุตรที่เป็นผู้เยาว์เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากหากพ่อแม่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ก็จะช่วยให้ลูกสามารถเติบโตไปได้อย่างมีคุณภาพ ในเรื่องบทบาทหน้าที่ของความเป็นพ่อแม่ มีนักจิตบำบัด ท่านหนึ่ง คือ เวอร์จิเนีย ซาเทียร์ (Virginia Satir) ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า พ่อแม่เป็นเพียงบทบาทหน้าที่หนึ่ง บางครั้งพ่อแม่ทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์ ซึ่งในมุมมองการทำงานของศาลและแนวคิดด้านจิตวิทยาดังกล่าว ก็มองว่า มีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกัน คือเมื่อพ่อแม่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่อาจผิดพลาดได้ และบางขณะอาจทำ หน้าที่ไม่สมบูรณ์ ดังนั้นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการทำบทบาทหน้าที่ รวมถึงการสร้างสัมพันธภาพ ที่ดีต่อบุตรนั้น เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก โดยศาลอาจมีกระบวนการที่ช่วยส่งเสริมในด้านนี้ ให้เกิดรูปธรรมได้ ดังนี้ 1. ขั้นตอนในกระบวนการไกล่เกลี่ย 2. ขั้นตอนระหว่างการพิจารณาของศาล 3. ขั้นตอนการติดตามหลังคดีเสร็จการพิจารณา
161 สำหรับในขั้นตอน “กระบวนการไกล่เกลี่ย” ของศาลเยาวชนและครอบครัว บทบาท ในการส่งเสริมให้คู่ความเข้าใจในการทำหน้าที่ความเป็นพ่อแม่ที่ดีต่อบุตร ควรจะต้องมีนักจิตวิทยาให้คำชี้แนะ หรือ ประชุมร่วมกับครอบครัวและมีระยะเวลาอันเหมาะสม หากจำเป็นนักจิตวิทยาอาจทำงานควบคู่กับ ผู้ประนีประนอมในการส่งเสริมให้ความรู้แก่คู่ความในเรื่องบทบาทหน้าที่ของการเป็นพ่อแม่ที่ดี ซึ่งหากทำได้ จะเป็นการยกระดับบทบาทของศาลเยาวชนและครอบครัวต่อสาธารณชนได้อย่างมาก เนื่องจากปัจจุบันสังคม อาจมองว่าศาลเยาวชนและครอบครัวเน้นดูแลเฉพาะเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิด แต่หากศาล ให้ความสำคัญในคดีครอบครัวด้วยจะช่วยตอบโจทย์ปัญหาสังคมและช่วยป้องกันไม่ให้ผู้เยาว์ที่มีครอบครัว แตกแยกหลงไปกระทำผิดอาญา และคิดว่ากระบวนการสร้างความความสัมพันธ์โดยเน้นให้ทราบบทบาท ของความเป็นพ่อและแม่นี้สามารถใช้ในคดีความรุนแรงในครอบครัวได้ด้วย ข. แนวทางการส่งเสริมให้คู่ความเข้าใจ โดยศาลมีการให้คำปรึกษาแนะนำแก่พ่อแม่ ว่าต้องทำตัวเป็นเป็นแบบอย่างที่ดีต่อบุตร ที่สำคัญต้องให้ความรักและควรมีการแสดงออกไม่ว่าจะเป็นทางด้าน การกระทำหรือคำพูด จะต้องทำให้ลูกเห็นว่าพ่อแม่พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างลูกไม่ว่าจะเกิดปัญหาใด ๆ พ่อแม่ พร้อมที่จะเผชิญไปพร้อมกันและช่วยลูกแก้ปัญหา ให้พ่อแม่ตระหนักถึงการประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่าง ที่ดีกับลูก และพ่อแม่มีหน้าที่สอนกฎกติกามารยาทการใช้ชีวิตในสังคม ชี้แนะว่าอะไรเป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด พ่อแม่ ต้องตระหนักด้วยว่าในสังคมปัจจุบันมีปัจจัยหลายอย่างที่จะทำให้เด็กหลงผิดไปในทางที่ไม่ดี โดยเฉพาะการคบ เพื่อนซึ่งอาจชักจูงไปในทางที่ไม่ดี พ่อแม่จึงต้องมีบทบาททั้งในการดูแลและอบรมสั่งสอน โดยศาลมีความ จำเป็นต้องสื่อสารให้พ่อแม่เข้าใจว่า “ศาลมีบทบาทหน้าที่และมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้” คำแนะนำจากศาล เป็นสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวและผู้เยาว์เพื่อให้บุตรที่เป็นผู้เยาว์เติบโตเป็นคนดี ต่อไปในอนาคต ให้กำลังใจว่าความผิดพลาดต่าง ๆ ในฐานะพ่อและแม่นั้นใช้เป็นบทเรียนให้กับบุตรที่เป็นผู้เยาว์ ต่อไปได้ และหากครอบครัวมีปัญหาให้เขาเชื่อมั่นและนึกถึงศาลว่าจะสามารถให้คำแนะนำ สนับสนุน เป็นกำลังใจและช่วยหาแนวทางในการแก้ปัญหาให้ได้ โดยเฉพาะปัจจุบันศาลมีช่องทางการประชาสัมพันธ์ การติดต่อ สื่อสารให้ประชาชนสามารถติดต่อแจ้งข้อความสอบถามได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากมีปัญหาขอให้นึกถึงศาล ตามตัวอย่างบทบาทของนักจิตวิทยา ดังนี้ ตัวอย่าง “นักจิตวิทยาได้รับมอบหมายให้เข้าไปช่วยใน “กระบวนการไกล่เกลี่ย” เพื่อสอบถาม ความต้องการของเด็กซึ่งพ่อแม่ฟ้องร้องในประเด็นเรื่องอำนาจการปกครองบุตร คดีนี้ผู้เยาว์เป็นเด็กหญิง 2 คน ที่มีอายุ 8 ปี และ 9 ปีตามลำดับ ซึ่งก่อนที่จะพูดคุยกับเด็ก นักจิตวิทยาได้ใช้เวลาสั้น ๆ ในการพูดคุยกับทั้งพ่อ และแม่ของเด็กมาก่อนแล้ว สรุปได้ว่า ประเด็นปัญหาแบบนี้หากสอบถามเด็กและฝ่ายที่ดูแลเด็กอยู่จะมีความ ได้เปรียบ เนื่องจากเด็กต้องตอบว่าอยู่กับฝ่ายนั้น ซึ่งคดีนี้เมื่อพบกับเด็กทั้งสองคนยังไม่ทันได้พูดคุยซักถาม เด็กก็พูดออกมาเลยว่าต้องการอยู่กับใคร” จากกรณีดังกล่าว มีความเป็นห่วงเด็กทั้งสองคนและต้องการจะติดตามให้ความรู้ เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของการเป็นพ่อและแม่ที่ดีของบุตร เพราะในกรณีนี้เด็กพูดออกมาเลยว่าแม่มีชู้ พ่อก็
162 เช่นกันคอยบอกเด็กว่าแม่มีชู้ ซึ่งในตอนนี้เด็กยังไม่มีความเป็นตัวของตัวเองจึงมีความเข้าใจเพียงเท่านี้ แต่ใน วันข้างหน้าเมื่อเด็กโตขึ้นเป็นวัยรุ่น มีความคิดเป็นตัวของตัวเอง เด็กจะเกิดคำถามขึ้นในใจและไม่มีทางรู้ว่า ในใจเด็กจะเป็นอย่างไร ฃ. ปัจจัยสนับสนุการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย 1. ปัจจัยสนับสนุการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียตาม “พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดี เยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มีความเหมาะสมต่อการส่งเสริมให้คู่ความสามารถไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดี ครอบครัวจนนำไปสู่การทำสัญญาประนีประนอมยอมความและปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ” พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ใช้บังคับมา 13 ปี พระราชบัญญัติฉบับนี้โดยภาพรวมยังมีความทันสมัยและมีความเหมาะสม เพราะว่ามีความยืดหยุ่นในหลายมาตราและให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจต่าง ๆ ทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงประโยชน์ สูงสุดของผู้เยาว์เป็นสำคัญ ในคดีครอบครัวไม่ได้มีสูตรตายตัวที่จะนำวิธีการที่ใช้ได้ผลกับครอบครัวหนึ่ง ไปใช้ กับอีกครอบครัวหนึ่งแล้วจะประสบผลสำเร็จเหมือนกันได้ ดังนั้น จึงต้องใช้วิธีการที่ยืดหยุ่น อาจมีบางมาตรา ที่มาจากกฎหมายฉบับเก่าเป็นแนวคิดแบบดั้งเดิม ซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องกับสภาพครอบครัวสังคมในปัจจุบัน เช่น เรื่องการประนีประนอมยอมความที่ต้องการให้ครอบครัวยังคงอยู่ด้วยกัน เนื่องจากครอบครัวสมัยก่อนแม้มี ปัญหาในครอบครัวก็จะมีความพยายามที่จะอยู่ด้วยกัน ในขณะที่แนวคิดปัจจุบันสังคมสมัยใหม่มีความเป็นตัวตน ของบุคคลมากขึ้น ถ้ามีปัญหาครอบครัวโอกาสที่คู่สมรสจะทนอยู่ด้วยกันน้อยลง โครงสร้างครอบครัวและบทบาท ของครอบครัวปัจจุบันไม่เหมือนสมัยก่อน เห็นได้จากสถิติการสมรสโดยไม่จดทะเบียนหรือการจดทะเบียนหย่า ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าสังคมเปลี่ยนไป ความเป็นส่วนตัว ความเป็นตัวตนของบุคคลมีสูงขึ้น รักษา สิทธิของตนเองสูงขึ้น และการอยู่แบบต่างคนต่างอยู่สูงขึ้นเช่นกัน จะทำอย่างไรให้บุคคลผู้ใช้กฎหมายมีความ เข้าใจ โดยเฉพาะในส่วนบทบัญญัติของคดีครอบครัวมีหลายมาตราที่เขียนรับกัน เช่น กรณีที่มีการให้นำวิธีการ คุ้มครองชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ในคดีครอบครัวด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์แก่คดี ครอบครัวมาก เนื่องจากคดีที่มีการฟ้องเข้ามาที่ศาล อาจมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนมี การไกล่เกลี่ย การที่กฎหมายให้นำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวมาใช้ได้ในคดีครอบครัวทำให้ศาลมีเครื่องมือที่จะ กำหนดให้มีการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวระหว่างที่มีปัญหา อาจให้เวลาสร้างความสัมพันธ์กันใหม่ หรือ อาจจะกำหนดเงื่อนไขให้นักจิตวิทยาเข้าไปมีส่วนร่วมเพราะวิธีการชั่วคราวใช้ได้ค่อนข้างกว้าง และหากไม่ยึดติด มากจนเกินไปกับการต้องไกล่เกลี่ยให้คู่ความอยู่ด้วยกัน การให้คงความเป็นครอบครัวก็จะเป็นคำถามสุดท้าย แต่อาจต้องพิจารณาก่อนว่าถ้าต้องแยกกัน ใครจะรับผิดชอบต่อบุตรที่เป็นผู้เยาว์ ปัจจุบันนี้ในกฎหมาย ครอบครัวของต่างประเทศจะเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และสามีภริยาไปในลักษณะเป็นความ รับผิดชอบ เช่น เรื่องการใช้อำนาจการปกครองบุตรที่เป็นผู้เยาว์ กฎหมายต่างประเทศมีการแก้ไขให้เป็นไป ตามอนุสัญญาสิทธิเด็ก ว่าเป็นความรับผิดชอบในการใช้อำนาจในการดูแลคุ้มครองเด็ก คุ้มครองสวัสดิภาพ
163 ของเด็ก ไม่ใช่การใช้อำนาจการปกครอง ซึ่งหากเราต้องการแก้ไข ก็จำเป็นต้องอธิบายให้ทราบว่าความรับผิดชอบ ดังกล่าวมีความหมายกว้างเพียงใด โดยเฉพาะในหมวดเรื่องคดีครอบครัวยังมีความทันสมัย เห็นได้จากตามกฎหมาย ให้ใช้วิธีการไกล่เกลี่ย โดยผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวก่อนทุกคดี และมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้ไกล่เกลี่ย คดีครอบครัวไว้ในกฎหมายด้วยว่า จะต้องผ่านการอบรมซึ่งไม่ได้บังคับว่าหลักสูตรอบรมต้องมีเรื่องอะไรบ้าง ไม่เหมือนกรณีของ ที่ปรึกษากฎหมาย ดังนั้น ในการฝึกอบรมให้ความรู้แก่ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว จึงเปิดกว้างให้เหมาะสมสอดคล้องกับสังคมปัจจุบันได้ นอกจากนี้ในการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวอาจต้องคำนึงถึงคำในภาษาอังกฤษที่ใช้คำว่า Healthy Family หมายถึง ครอบครัวสุขภาพดี ยังไม่แน่ใจว่าในประเทศไทยมีคำจำกัดความของคำนี้แล้ว หรือไม่ ถ้ายังไม่มีนิยามของศาลเยาวชนและครอบครัว ก็อาจจะต้องช่วยกันพิจารณาว่าครอบครัวที่ดีในปัจจุบัน บทบาทระหว่างคนในครอบครัว พ่อ แม่ ลูก ควรจะเป็นอย่างไร ในแนวทางของกระบวนการไกล่เกลี่ยควรจะมี การเสริมเทคนิคในการให้คำปรึกษาเพิ่มเติมเข้าไปด้วย อาจจะตั้งสมมติฐานว่า ครอบครัวที่มีปัญหาจนขึ้นมา สู่ศาลนั้นคือ Dysfunctional Family หมายถึง ครอบครัวที่ป่วย ครอบครัวที่มีปัญหา เป็นครอบครัวที่ไม่มี ความสุข จนถึงที่สุดพูดคุยหันหน้าเข้ากันไม่ได้จึงมาศาล ต้องการให้ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องตระหนักถึงจุดนี้ว่า ครอบครัวที่มาถึงศาลเขามีปัญหาและต้องการความช่วยเหลือในการแก้ปัญหา ในฐานะที่ศาลเป็นปลายทาง ศาลควรคำนึงถึงและมีบทบาทในการช่วยเหลือให้ครอบครัวกลับมาเป็นครอบครัวที่มีสุขภาพดี การที่จะให้เกิด กระบวนการนี้จำเป็นต้องให้นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยาเข้ามามีส่วนร่วมกับครอบครัวด้วย สำหรับประเด็นเรื่องหากศาลมีคำพิพากษาแล้ว ถ้าจะมีการติดตามไม่ต้องการให้ใช้คำว่า ติดตามเนื่องจากคำว่า “ติดตาม” ฟังแล้วอาจจะรู้สึกว่ามีการเฝ้าสังเกตหรือจับผิดควรใช้ว่า “ทำงานกับครอบครัว” ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกไม่ต่อต้าน ทำให้เกิดความร่วมมือ ในขณะที่หลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความ แล้วมีการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ คู่ความกันเองฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งที่จะเป็นผู้รายงาน มายังศาล เพียงแต่การมาแจ้งศาล ขั้นตอนอาจจะต้องมาเขียนคำร้องซึ่งอาจจะทำให้คู่ความรู้สึกยุ่งยาก ในประเด็นนี้หากเรามีการออกแบบให้กระบวนการไม่ยุ่งยากจนเกินไป ภายหลังจากศาลมีคำพิพากษาแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็จะรับบทบาทในการตรวจสอบกันเอง โดยที่ศาลไม่ต้องไปติดตาม นอกจากนี้ การบังคับคดีในคดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 กฎหมายบัญญัติไว้ค่อนข้างจะละเอียด การบังคับคดี ไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาล เนื่องจากมีความต้องการให้คดีครอบครัวทั้งหมดนั้น มีความประสงค์ให้บุคลากรของศาล เป็นเจ้าพนักงานบังคับคดี ช่วยดำเนินการบังคับคดีให้คู่ความ โดยเฉพาะกรณีบังคับคดีค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร ไม่ต้องการให้มีความยุ่งยาก สอดคล้องกับการฟ้องคดีค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาล และศาล ก็สามารถสั่งตั้งทนายความให้ได้ การส่งหมายก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ในปัจจุบันคดีอาญาในศาลเยาวชนและ ครอบครัวลดน้อยลงแต่กลับมาพบว่า คดีครอบครัวเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความเจ็บป่วยของสังคมโดยเฉพาะ ครอบครัว ถ้าครอบครัวไม่เป็นสุข จะเกิดครอบครัวบกพร่องเพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้คดีครอบครัวเพิ่มขึ้น จึงเป็น
164 บทบาทของศาลเยาวชนและครอบครัวที่จะปรับวิธีการทำงานให้เท่าทันต่อปัญหาเหล่านี้ โดยศาลต้องกำหนด บทบาทให้อยู่ในจุดที่เป็นผู้ช่วยแก้ปัญหาครอบครัว ไม่ใช่เพียงทำหน้าที่ตัดสินคดีอย่างเดียว สรุปได้ว่าพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและ ครอบครัว พ.ศ. 2553 มีความทันสมัย หากผู้ใช้กฎหมายศึกษาให้จบในแต่ละหมวดจะเกิดความเข้าใจและเห็นว่า มีความเชื่อมโยงไปทั้งระบบ จนถึงในหมวด 15 เรื่องคดีคุ้มครองสวัสดิภาพซึ่งเชื่อมโยงกับเรื่องคดีครอบครัว หากเราตัดสินไปแล้วหรือพิพากษาตามยอมไปแล้วเกิดความรุนแรงในครอบครัวขึ้นมาก็อาจจำเป็นต้องใช้เรื่อง การคุ้มครองสวัสดิภาพตามหมวด 15 ออกคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพ ซึ่งการยื่นคำร้องขอคุ้มครองสวัสดิภาพง่าย ไม่จำเป็นต้องมีทนายความ ตัวแทน ญาติ หรือองค์กรเอกชนหรือพนักงานสอบสวน ก็สามารถมายื่นคำร้อง ให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพในระหว่างการไกล่เกลี่ยหรือพิจารณาคดีที่มีความเป็นไปได้ที่จะ เกิดความรุนแรงหรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงในครอบครัว จะเห็นได้ว่ามีความเชื่อมโยงกันทั้งระบบ 2. ปัจจัยสนับสนุการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่ “ศาลควรมีนโยบายและการบริหารจัดการคดีที่ให้ความสำคัญและ คุ้มครองสวัสดิภาพผู้เยาว์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีครอบครัว” คดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียมีความอ่อนไหวและมีความสำคัญจึงเห็นว่า ไม่ควรเน้นเฉพาะคดีที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษรวมไปถึงคดี ที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีการพิจารณาพิพากษาคดีโดยศาลด้วย ดังนั้น ควรมีระบบแยกคดีที่ผู้เยาว์ เป็นผู้มีส่วนได้เสียเป็นกรณีพิเศษออกมาและมีการจ่ายสำนวนให้แก่ผู้พิพากษาและผู้ประนีประนอมคดี ครอบครัวที่มีประสบการณ์ในด้านการไกล่เกลี่ยคดีที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ขั้นตอนในการพิจารณาคดี ต้องสะดวก รวดเร็ว ไม่กระทบ กระเทือนถึงความรู้สึกอารมณ์ของผู้เยาว์ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญยิ่ง นอกจากนี้ ควรจะมีระบบที่ให้นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ของศาลเข้าไปดูแลปัญหาในเบื้องต้นเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งปัจจุบันในคดี ที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย มีข้อมูลเบื้องต้นที่สำคัญจากสถานพินิจฯ ผู้พิพากษาต้องศึกษา รายงานของผู้อำนวยการสถานพินิจโดยละเอียด รายงานดังกล่าวมีการสรุปข้อเท็จจริงของครอบครัว อุปนิสัย การใช้ชีวิต ความเป็นอยู่ในแต่ละวันของเด็กกับครอบครัว ชุมชน ตลอดจนมีความเห็นเบื้องต้นมาให้ ซึ่งศาล นำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาได้ นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย (นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา ที่ปรึกษากฎหมาย สถานพินิจฯ ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว ตลอดจนผู้พิพากษาสมทบ ผู้พิพากษา) รวมถึงความร่วมมือของคู่ความล้วนมีผลทำให้คดีสามารถตกลงกันได้หรือหากศาลมีคำพิพากษาก็จะมีความ ถูกต้องและผู้เยาว์ได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพมากยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องการติดตามผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ บุคลากร ต่าง ๆ มีส่วนสำคัญการในการติดตามจะเป็นเจ้าหน้าที่ของศาลเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ เนื่องจากแต่ละส่วนต่างมี องค์ความรู้เฉพาะด้านต่างกัน ศาลมีองค์ความรู้ในด้านกฎหมาย แต่ในด้านอื่น ๆ ก็ต้องได้รับความร่วมมือ จากหน่วยงานภายนอก ซึ่งจะช่วยให้การติดตามมีผลสำเร็จมากยิ่งขึ้นในเชิงประจักษ์
165 ในประเด็นเรื่องการให้เจ้าพนักงานศาลมีบทบาทในการเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดี ในคดีครอบครัวนั้น เห็นว่า หากเป็นการบังคับคดีที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน เช่น การให้นำเงินมาวางศาล บังคับให้ จ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าเลี้ยงชีพเจ้าพนักงานศาลอาจทำได้ แต่หากให้รวมไปถึงการยึดทรัพย์ขายทอดตลาด ซึ่งจะต้องมีการขอเฉลี่ยทรัพย์ การร้องขอที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์เหล่านี้ เห็นว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีของกรมบังคับ คดีจะมีความเชี่ยวชาญกว่า หากจะให้เจ้าพนักงานศาลมีอำนาจหน้าที่ในการบังคับคดีครอบครัวอาจต้องกำหนด กรอบให้มีความชัดเจน ในด้านกฎหมายเกี่ยวกับพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณา คดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการบังคับคดีคดีครอบครัว โดยเฉพาะการบังคับคดีที่บังคับเอากับตัวผู้เยาว์ บิดามารดาส่วนหนึ่งใช้ผู้เยาว์เป็นเครื่องมือในการเอาชนะระหว่างกัน เช่น ในคดีฟ้องเรียกบุตรคืนจากบิดาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับมารดา ศาลมีคำพิพากษาให้บุตรกลับไปอยู่ กับมารดา ซึ่งเป็นคำพิพากษาที่ตัดสินตามกฎหมาย แต่ในอีกมุมหนึ่งทำให้รู้สึกว่าเป็นการทำร้ายบุตร ทั้ง ๆ ที่ บุตรอยู่กับบิดามาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้ จึงควรแก้ไขกฎหมายในส่วนดังกล่าว นอกจากนี้การใช้กฎหมาย ครอบครัว ควรใช้แบบเป็นนวัตกรรม ไม่ยึดติดกับตัวอักษรมากเกินไป ต้องคำนึงถึงความผาสุข และสวัสดิภาพ ที่ยึดประโยชน์ของผู้เยาว์เป็นสำคัญ ดังนั้น เมื่อสถานะครอบครัวไม่สามารถดำรงอยู่ได้ต้องหาทางออกที่ดี มีมิติ ความสัมพันธ์ที่มีจุดเกาะเกี่ยวที่สมดุลให้ผู้เยาว์อยู่ได้อย่างมีความสุข นี่คือแนวทางกว้างๆ ของการบริหาร จัดการคดีที่มีผู้เยาว์มีส่วนได้เสีย ดังที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ 3 ประเด็น ดังนี้ 1. ความสัมพันธ์ (Relationship) ของครอบครัว ต้องให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ มากกว่าเนื้อหา (Substant) ของข้อตกลงว่าคู่ความจะหย่ากันหรือไม่ หรือว่าจะแบ่งทรัพย์สินกัน หรือลูกอยู่กับ ใครซึ่งถือเป็นเรื่องรอง ในการแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์อาจเปิดโอกาสให้ได้พูดคุยกันทำให้มีความรู้สึกที่ดีขึ้นมา บ้าง ที่ร้าวไปแล้วให้ร้าวน้อยลง ถ้าทำได้จะส่งผลให้เนื้อหาที่จะคุยกันเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ต้องการให้เจาะจงไปที่ ความสัมพันธ์เป็นเรื่องแรก ต้องปรับปรุงความสัมพันธ์ให้ได้ก่อน 2. มีเป้าหมาย (Goal) ร่วมกันอยู่ที่ผู้เยาว์ เมื่อความสัมพันธ์มีพัฒนาการดีขึ้น ให้เจาะจงไปที่ประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ ถ้าเวลาคุยแล้วคู่ความนอกประเด็นไปต้องพยายามจูงใจให้กลับมาที่ผู้เยาว์ ทั้งนี้ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือคำพิพากษา ศาลต้องให้ความสำคัญกับหลักประโยชน์สูงสุด ของผู้เยาว์เป็นสำคัญ 3. สร้างการมีส่วนร่วมและความร่วมมือ (Cooperation) ถ้าหากคู่ความไม่ให้ความ ร่วมมือปลายทางที่เป็นข้อตกลงไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์หรือเนื้อหาจะไม่สำเร็จแน่นอน นอกจากนี้ ในกระบวนการทำงานของศาลโดยเฉพาะในขั้นตอนที่ศาลทำงานกับครอบครัวภายหลังคดีเสร็จการพิจารณาแล้ว ต้องมีการแสวงหาความร่วมมือจากหน่วยงานภายนอกด้วย
166 ในท้ายที่สุดนี้ ความสำคัญของงานวิจัยนี้ เพื่อให้เกิดคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ดังที่ ศาสตราจารย์วิชา มหาคุณ กล่าวเอาไว้ว่า “ประเทศของเราก็คือครอบครัว ถ้าครอบครัวแข็งแรง อบอุ่น มั่นคง ประเทศก็มั่นคง” 5.2 อภิปรายผล การประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มี ส่วนได้เสีย ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยรูปแบบการประเมิน CIPP Model มีประเด็นสำคัญจากผลการวิจัยเชิงปริมาณที่นำมาอภิปรายผล ดังนี้ 5.2.1 ผลการศึกษาข้อมูลการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ตามความคิดเห็นของคู่ความอภิปรายผล ดังนี้ 5.2.1.1 ด้านบริบท คู่ความที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อผลการประเมินการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ในภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยที่ว่า คู่ความมีความคิดเห็นต่อการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัด พระนครศรีอยุธยา ด้านบริบท อยู่ในระดับมาก ทั้งนี้อันเนื่องมาจากการประเมินโดยยึดหลักทางวิชาการ ที่ถูกต้อง ดังที่ สมคิด พรหมจุ้ย (2552, หน้า 64) กล่าวว่า เป็นการประเมินเพื่อให้ได้ข้อมูลสำคัญในการ ช่วยกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการ ความเป็นไปได้ของโครงการที่สอดคล้องกับนโยบายขององค์กร ตลอดทั้ง Provus (1971, p.124) ได้กล่าวถึงการประเมินผลเป็นการวัดที่ทำให้การประเมินมีความเป็นวิทยาศาสตร์ ของความเป็นปรนัยและความเที่ยงตรง ที่มีความสอดคล้องกับผลการวิจัยที่ด้านบริบทอยู่ในระดับมากของ ดลนภา การักษ์ (2556, บทคัดย่อ) พบว่า การประเมินด้านบริบท กลุ่มบัณฑิต กลุ่มนิสิตปัจจุบัน และกลุ่ม คณะกรรมการดำเนินงานมีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด สำหรับ ด้านบริบท โดยได้ศึกษาเกี่ยวกับ “หลักการ ของโครงการ” เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อมีค่าเฉลี่ยในระดับมากทั้ง 3 ข้อ โดยมีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ การไกล่เกลี่ยมีเจตนาของการคุ้มครองสิทธิของบุตรและส่งเสริมสวัสดิภาพของบุตร ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดี เยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 สำคัญ ที่สุดคือในคดีแพ่งหากมีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลจะต้องคำนึงถึงสิทธิ สวัสดิภาพและผลประโยชน์ของ ผู้เยาว์เป็นสิ่งสำคัญสูงสุด รองลงไป การไกล่เกลี่ยมีเจตนาของการช่วยเหลือสามีภรรยาให้ปรองดองกันและ ปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างกันเองและกับบุตร อันเป็นความสอดคล้องตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและ ครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ดังที่ สุรีรัตน์ ตาใจ (2559, หน้า 14-16 อ้างถึงใน ประคอง เตกฉัตร, 2556, หน้า 2-6) ได้กล่าวถึงการคุ้มครองและการช่วยเหลือครอบครัว โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ในขณะที่ครอบครัวนั้นต้องรับผิดชอบในการดูแลให้การศึกษาแก่บุตรที่เป็นผู้เยาว์ และลำดับสุดท้าย การไกล่เกลี่ย มีเจตนาของการสงวนและคุ้มครองสวัสดิภาพของการสมรส ที่เป็นเช่นนี้เพราะเป็นไปตามพระราชบัญญัติ
167 ศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ว่าเป็นคดีครอบครัว จากการที่ สุรีรัตน์ ตาใจ (2559, หน้า 14-16 อ้างถึงใน ประคอง เตกฉัตร, 2556, หน้า 2-6) ได้กล่าวถึง ศาลต้องการเน้นให้ คู่ความตกลงยุติข้อพิพาทกันเองด้วยความสมัครใจ เป็นการสงวนและคุ้มครองสถานภาพของการสมรสในฐานะ ที่เป็นศูนย์รวมของชายและหญิงที่สมัครใจเข้ามาอยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยา หากไม่อาจรักษาสถานภาพของ การสมรสได้ ก็ให้การหย่าเป็นไปด้วยความเป็นธรรมและหญิงที่สมัครใจและเสียหายน้อยที่สุด โดยคำนึงถึงสวัสดิ ภาพและอนาคตของบุตรเป็นสำคัญ อีกทั้งได้ศึกษาเกี่ยวกับ “วัตถุประสงค์ของโครงการ” เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อมีค่าเฉลี่ยในระดับมาก ทั้ง 4 ข้อ โดยมีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 ลำดับคือ การไกล่เกลี่ยเพื่อช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้ทำข้อตกลง โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของบุตรเป็นหลัก จะเห็นได้ว่าการไกล่เกลี่ยที่สำเร็จโดยผลประโยชน์อยู่ที่บุตรนั้น เป็นไปตามที่ ภานุ รังสีสหัส (2550, หน้า 47) ได้กล่าวถึงกระบวนการระงับข้อพิพาทที่มีบุคคลที่สามเข้ามาช่วยเหลือ ให้คู่ความเจราจาต่อรองกันได้สำเร็จ ช่วยให้คู่ความทั้งสองฝ่ายหรือทุกฝ่ายสามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกัน รองลงไป ศาลเยาวชนและครอบครัวมีนโยบายอย่างชัดเจนที่ส่งเสริมให้คู่ความใช้วิธีการไกล่เกลี่ย ซึ่งตรงกับเจตนารมณ์ ของศาลเยาวชนและครอบครัว อีกทั้ง อภิรดี โพธิ์พร้อม (2555, หน้า 4-6) ที่กล่าวว่า พระราชบัญญัติศาลเยาวชน และครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 กำหนดให้ในคดีที่มีข้อพิพาท ศาลให้คู่ความ ทั้งสองฝ่ายต้องเข้าสู่ระบบการไกล่เกลี่ยก่อนทุกคดี ทั้งนี้เพื่อให้คู่ความซึ่งต่างเป็นบุคคลใกล้ชิดกันสามารถเจรจา และยุติคดีได้ใกล้เคียงกับความประสงค์ของคู่ความทั้งสองฝ่ายมากที่สุด และลำดับสุดท้าย การไกล่เกลี่ยเพื่อหา ข้อตกลงระหว่างคู่ความ โดยหลีกเลี่ยงการตัดสินใจของบุคคลภายนอกคดีอันเป็นไปตามหลักการของการ ไกล่เกลี่ยที่คู่ความตัดสินใจร่วมกันมิให้บุคคลภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้องแม้แต่ผู้ไกล่เกลี่ย ดังคำกล่าวของ Henry J. Brown & Arthur L. (1999, p 127, อ้างถึงใน ธีมาพร ทวีชัยทศพล, 2555, หน้า 12) ที่กล่าวว่า การไกล่เกลี่ย เป็นกระบวนการที่ส่งเสริมช่วยเหลือคู่กรณีด้วยบุคคลที่สามที่เป็นกลางเรียกว่า ผู้ไกล่เกลี่ย (Mediator) เป็นบุคคลที่ช่วยให้คู่กรณีตกลงข้อพิพาทด้วยตนเอง ที่ผู้ไกล่เกลี่ยไม่มีอำนาจในการตัดสินใจแทนคู่กรณี 5.2.1.2 ด้านปัจจัยนำเข้า คู่ความที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อผลการประเมินการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในภาพรวมพบว่าอยู่ในระดับมาก ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานของการวิจัยที่ว่า คู่ความมีความคิดเห็นต่อการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัด พระนครศรีอยุธยา ด้านปัจจัยนำเข้า อยู่ในระดับมาก ทั้งนี้อันเนื่องมาจากแนวทางการประเมินเป็นไปตามที่ สมคิด พรหมจุ้ย (2552, หน้า 64) กล่าวว่า โครงการมีปัจจัยที่กำหนดไว้ในโครงการมีความเหมาะสมเพียงพอ หรือไม่ โดยการประเมินนี้ใช้วิธีที่ถูกต้อง ดังที่ ศิริชัย กาญจนวาสี (2554, 36) ได้กล่าวถึงเป็นกระบวนการศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัย (Research Oriented) เป็นการตรวจสอบการบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่เป็นสารสนเทศ เพื่อตัดสินใจและเป็นการตัดสินคุณค่าของสิ่งที่มุ่งประเมินที่เที่ยงตรง อีกทั้งมีความสอดคล้องกับผลการวิจัย ด้านปัจจัยนำเข้าอยู่ในระดับมาก ที่ ปนัดดา มักสัมพันธุ์ (2556, บทคัดย่อ) พบว่า ด้านปัจจัยนำเข้าอยู่ในระดับ
168 มาก คือ ความพร้อมของบุคลากร อาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ ระยะเวลา และงบประมาณในการดำเนินงาน สำหรับ ด้านปัจจัยนำเข้า โดยได้ศึกษาเกี่ยวกับ “ด้านบุคลากร” เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ มีค่าเฉลี่ยในระดับ มากทั้ง 5 ข้อ โดยมีข้อที่มีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 ลำดับคือ นิติกรของศาลได้มีการประสานคู่ความและ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจนประสบความสำเร็จในการไกล่เกลี่ย เหตุแห่งความสำเร็จเช่นนี้ เป็นหน้าที่อีกบทบาทหนึ่ง ของนิติกรที่ต้องติดต่อประสานงานการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของศาลให้กับคู่ความ รองลงไป นิติกร/เจ้าหน้าที่ ศูนย์ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทของศาลได้แนะนำ ช่วยเหลือ ติดตามทั้งก่อนมีการไกล่เกลี่ย ระหว่างการ ไกล่เกลี่ย และหลังการไกล่เกลี่ย ซึ่งเป็นข้อดีของคู่ความโดยตรงที่จะปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ในการนี้ที่นิติกรจะเป็นผู้ช่วยสรุปทำความเข้าใจประเด็นที่คู่ความตกลงกันได้ในการไกล่เกลี่ยก่อนที่จะจัดทำ สัญญาประนีประนอมยอมความให้คู่ความ รวมถึงการให้คำแนะนำปรึกษาเกี่ยวกับข้อกฎหมายต่าง ๆ ถึงแนวทางการบังคับคดีระหว่างกันในแต่ละข้อของสัญญาที่ทั้งสองตกลงกัน และลำดับสุดท้าย คู่ความได้รับ การสนับสนุนให้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความจากครอบครัวและบุคคลใกล้ชิด ซึ่งเห็นได้ว่า จะได้รับกำลังใจสนับสนุนจากครอบครัวและบุคคลใกล้ชิดแล้ว ยังได้รับการสนับสนุนจากผู้ประนีประนอมที่ทำ หน้าที่ไกล่เกลี่ย เป็นไปตามที่ ชวน หลีกภัย (2547, หน้า 2-3) ได้กล่าวถึงผู้ประนีประนอมมีความเมตตาที่หวัง จะให้คู่ความได้กลับมาคืนดีต่อกัน ได้ปลดเปลื้องทุกข์ ที่เกิดจากกรณีพิพาท ความเมตตานี้ย่อมจะส่งผลให้ การไกล่เกลี่ย มีประสิทธิภาพ เพราะการกระทำที่เกิดขึ้น จากเจตนาที่ดี คู่ความย่อมสัมผัสได้ ความเชื่อถือและ ความไว้วางใจจึงตามมาส่งผลให้การไกล่เกลี่ยเป็นไปด้วยความราบรื่นกว่าปกติจนกระทั่งการไกล่เกลี่ยประสบ ผลสำเร็จ อีกทั้งได้ศึกษาเกี่ยวกับ “สถานที่และวัสดุ-อุปกรณ์” เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อมีค่าเฉลี่ย ในระดับมากทั้ง 5 ข้อ โดยมีข้อที่มีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 ลำดับ คือ ห้องไกล่เกลี่ยมีความเหมาะสม สะดวกสบาย จากผลการประเมินโครงการด้านสถานที่และวัสดุ-อุปกรณ์ เป็นไปตามที่ สมคิด พรหมจุ้ย (2552, หน้า 64) ได้กล่าวว่า เป็นการตรวจสอบความพร้อมเพื่อตอบคำถามที่สำคัญ เช่น ปัจจัยที่กำหนดไว้ในโครงการ มีความเหมาะสมเพียงพอหรือไม่ หรือกิจกรรม/แบบ/ทางเลือกที่ได้เลือกสรรแล้ว ที่กำหนดไว้ในโครงการ มีความเป็นไปได้แล้วเหมาะสมเพียงใด ตลอดทั้งเป็นไปตามข้อค้นพบจากผลงานวิจัยของ กมลวรรณ ตันเรืองศรี (2553, บทคัดย่อ) ได้ศึกษา ความพึงพอใจของผู้รับบริการในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นศาล พบว่า ควรให้ การสนับสนุนเพิ่มงบประมาณเพื่อให้ศาลจัดสถานที่ไกล่เกลี่ย ให้มีบรรยากาศที่เหมาะสม โดยแบ่งเป็นสัดส่วน แยกต่างหากจากห้องพิจารณาคดี และมีความสอดคล้องกับผลการวิจัยของ พสิลักษมิ์ ทองเจริญ (2550, หน้า 91-94) ได้ศึกษา ปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานของผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาด้าน สถานที่ การสร้างบรรยากาศการไกล่เกลี่ยควรจัดเป็นสัดส่วน ไม่ตั้งอยู่ในจุดที่คนพลุกพล่าน ซึ่งจะส่งผลให้เป็น การสร้างความคุ้นเคย ลดความตึงเครียด สร้างสัมพันธภาพระหว่างคู่ความ รองลงไป ศาลเยาวชนและครอบครัว มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบดูแลความปลอดภัยให้คู่ความที่มาไกล่เกลี่ย ซึ่งเป็นไปตามความสำคัญของโครงการโดยที่ พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2555, หน้า 77) ได้กล่าวถึง ความสำคัญและประโยชน์ของการประเมินโครงการช่วยให้เกิด การเสริมแรง สร้างพลังจูงใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน เมื่อทราบผลสำเร็จ จุดเด่นหรือจุดด้อยของโครงการ โดยมุ่งมั่น
169 ปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินโครงการให้มีคุณภาพและมาตรฐานสูงขึ้น โดยจะเกิดคุณค่าและประโยชน์สูงสุดต่อ ผู้รับบริการหรือองค์กร และลำดับสุดท้ายห้องไกล่เกลี่ยมีบริการเครื่องดื่ม เช่น กาแฟ น้ำเปล่า เป็นต้น จึงพบว่ามีความสอดคล้องกับการประเมินโครงการเพื่อเตรียมความพร้อม ตามที่ สุนีรัตน์ จันทร์รัก (2554, หน้า 18) และ ทีปทัศน์ ชินตาปัญญากุล (2559, หน้า 35-46) กล่าวว่าเป็นการประเมินความพร้อมที่ตั้งใจให้บริการ และประเมินความต้องการจำเป็นของกลุ่มบุคคลดังกล่าว 5.2.1.3 ด้านกระบวนการ คู่ความที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อผลการประเมินการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ในด้านกระบวนการ ในภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยที่ว่า คู่ความมีความคิดเห็นต่อการประเมินผลการปฏิบัติ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ด้านกระบวนการ อยู่ในระดับมาก ทั้งนี้อันเนื่องมาจากการประเมินเป็นไปตามที่ สมคิด พรหมจุ้ย (2552, หน้า 64) กล่าวว่า แนวทางการประเมินเป็นไปตามแผนหรือไม่ กิจกรรมใดทำได้หรือไม่ได้ เพราะเหตุใด หรือมีการแก้ปัญหาอย่างไร โดยการประเมินเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ ดังที่ สุวิมล ตริกานนท์ (2554, หน้า 2) ได้กล่าวถึงการประเมินผลเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน เพื่อเป็น สารสนเทศในการนำไปใช้พิจารณาในการดำเนินงานต่อไปได้อย่างทันท่วงทีที่มีความสอดคล้องกับผลการวิจัย ด้านกระบวนการอยู่ในระดับมาก ที่ ประมวล ฝอฝน (2555, บทคัดย่อ) พบว่า ด้านกระบวนการปฏิบัติระหว่าง ดำเนินโครงการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายประเด็น พบว่า ทุกประเด็นมีความเหมาะสม อยู่ในระดับมาก สำหรับ ด้านกระบวนการ โดยได้ศึกษาเกี่ยวกับ “การดำเนินการ” เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ มีค่า เฉลี่ยในระดับมากที่สุด 5 ข้อ และมีค่าเฉลี่ยในระดับมาก 7 ข้อ โดยมีข้อที่มีค่าเฉลี่ยในระดับมากที่สุด จากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย 3 ลำดับ คือ ผู้พิพากษา อ่าน อธิบาย และแนะนำคู่ความในการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความ ทั้งนี้เมื่อคู่ความได้รับคำแนะนำที่ดีแล้วถือเป็นประโยชน์ของการไกล่เกลี่ย ตามที่ สมภาค ตระการกุลพันธ์ (2552, หน้า 40) ได้กล่าวถึง ประโยชน์ของการไกล่เกลี่ยที่ได้รับ เช่น ทำให้คู่ความ สามารถหันหน้าเข้าหากันได้อีกอย่างฉันมิตร มีความพึงพอใจก่อให้เกิดความสงบสุขในสังคม ประหยัดค่าใช้จ่าย และช่วยลดปริมาณคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาล เป็นต้น ตลอดทั้งมีข้อเสนอแนะเรื่องการทำสัญญาประนีประนอม ยอมความตามผลการวิจัยของ ลดา ตรีศักดิ์ศรีสกุล (2557, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาสัญญาประยีประนอมยอมความ ผลการศึกษามีข้อเสนอแนะว่าแม้การทำสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นั้น จะเป็นที่นิยมและแพร่หลายเป็นอย่างมาก ถึงกระนั้นแล้วก็ยังปรากฏคำพิพากษาฎีกาต่าง ๆ ออกมามากมาย แสดงถึงปัญหาจากการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้นควรที่จะมีการศึกษาว่าปัจจุบันปัญหาอันเกิดจาก สัญญานั้นมาจากสาเหตุใดบ้าง และกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันช่วยส่งเสริมให้การทำสัญญาประนีประนอม ยอมความนั้นบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ หรือกลับกลายเป็นการสร้างภาระให้แก่คู่สัญญาอย่างใดบ้าง รองลงไป ผู้พิพากษาสมทบปฏิบัติตนกับคู่ความด้วยความเมตตาและเป็นมิตร ซึ่งผู้พิพากษาสมทบก็มีหน้าที่อีกบทบาท หนึ่งของการไกล่เกลี่ยในการให้คำแนะนำเช่นเดียวกับผู้ประนีประนอม ดังที่ ศูนย์วิทยาการระงับข้อพิพาท
170 ทางเลือก สำนักงานศาลยุติธรรม (2556, หน้า 198-199) ได้กล่าวถึงผู้พิพากษาสมทบก็มีคุณสมบัติตามหลัก พรหมวิหาร 4 เป็นหลักธรรมที่ว่าด้วยคุณธรรมชั้นสูงของความเป็นผู้ประเสริฐ ประกอบด้วย ความเมตตา-ความรัก หมายถึง ความปรารถนาดีความกรุณา-ความสงสาร หมายถึง ต้องการช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ ความมีมุทิตา-ความเบิกบานพลอยยินดี หมายถึง เมื่อเห็นผู้อื่นอยู่ดีมีสุข และมีความอุเบกขา-ความมีใจเป็นกลาง หมายถึง การมองตามความเป็นจริง และลำดับสุดท้าย ผู้พิพากษาพิจารณาตามกระบวนการเป็นไปตามการ บันทึกสัญญาประนีประนอมยอมความ เนื่องจากการไกล่เกลี่ยมีความประสงค์ที่จะหาข้อยุติร่วมกันของคู่ความ ดังที่ ตะวัน มานะกุล (2556, หน้า 1-19) ได้กล่าวถึงการแสดงจุดยืนของคู่กรณีและการจัดทำข้อสรุปของการ ไกล่เกลี่ย ขั้นตอนนี้เป็นการเปิดโอกาสให้คู่กรณีแสดงจุดยืนของตนในประเด็นข้อพิพาท ที่มีผู้ไกล่เกลี่ยคอยให้ ความช่วยเหลือของการสรุปประเด็นทั้งหมด โดยในขั้นตอนนี้คู่กรณีจะได้รับโอกาสของการชี้แจงจุดยืนของตน ให้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งรับทราบ ที่มีผู้ไกล่เกลี่ยต้องสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาและ สร้างความไว้วางใจ ต่อกัน เพื่อเปิดช่องทางให้สามารถแสวงหาข้อยุติร่วมกันได้ อีกทั้งได้ศึกษาเกี่ยวกับ “การติดตามและประเมินผล” เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ มีค่าเฉลี่ยในระดับ มากทั้ง 2 ข้อ โดยมีข้อที่มีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ นิติกร/เจ้าหน้าที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท ให้คำปรึกษา แนะนำเพื่อสร้างความเข้าใจให้คู่ความหลังจากพิพากษาเสร็จแล้ว อันสอดคล้องกับทฤษฎีแรงจูงใจ ตามที่ สุวัฒน์ วัฒนวงศ์ (2555, หน้า 10-11) กล่าวถึงทฤษฎีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของเคลเลอร์ เมื่อเกิด ความเชื่อมั่น (Confidence) แรงจูงใจในการปฏิบัติจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากความเชื่อมั่นจะช่วยให้สามารถบรรลุ เป้าหมายและประสบความสำเร็จ อีกทั้งผลการวิจัยนี้ที่คู่ความมีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งเป็นไป ตามผลการวิจัยของ อรรถวุฒิ น้อยศิริ (2556, บทคัดย่อ) พบว่า คุณสมบัติส่วนบุคคลที่แตกต่างกันไม่ทำให้ ความคิดเห็นเกี่ยวกับการประเมินแตกต่าง และลำดับสุดท้าย นิติกรมีการติดตามผลจากการปฏิบัติของคู่ความ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นระยะ ๆ โดยเป็นไปตามข้อค้นพบจากผลการวิจัยของ สุรีรัตน์ ตาใจ (2559, บทคัดย่อ) พบว่า ประเด็นกระบวนการไกล่เกลี่ย การติดต่อนัดหมาย การสื่อสาร ได้แก่ กระบวนการ ไกล่เกลี่ยไม่มีรูปแบบที่แน่นอนตายตัว จึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจและประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่ผู้ติดต่อประสานงาน และผู้ประนีประนอมที่จะเป็นผู้กำหนดรูปแบบที่เหมาะสม การติดต่อสื่อสารไปยังโจทก์ จำเลย และบุคคลที่ เกี่ยวข้องเพื่อทราบข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงการนัดหมายและการประสานงาน แทบจะไม่เป็นปัญหาเนื่องจาก มีการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างแพร่หลาย 5.2.1.4 ด้านผลผลิต คู่ความที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อผลการประเมินการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ในภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานการวิจัยที่ว่า คู่ความมีความคิดเห็นต่อการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัด พระนครศรีอยุธยา ด้านผลผลิต อยู่ในระดับมาก ทั้งนี้อันเนื่องมาจากเป็นการประเมินที่บ่งบอกถึงความสำเร็จ ตามที่ สมคิด พรหมจุ้ย (2552, หน้า 64) กล่าวว่า การประเมินเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ
171 หรือไม่ หรือเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง ซึ่งเป็นการประเมินตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยที่ Gronlund (1990,p. 5-8) ได้กล่าวถึงการประเมินผลที่มีกระบวนการอย่างเป็นระบบสามารถอธิบายถึงการมีผลสัมฤทธิ์ บรรลุตามวัตถุประสงค์อย่างไร โดยพิจารณาได้ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพประกอบการตัดสินใจ อีกทั้งมีความ สอดคล้องกับผลการวิจัยในด้านผลผลิตอยู่ในระดับมากของ กาญจนา อิ่มจีน (2555, บทคัดย่อ) พบว่า ด้านผลผลิต มีประสิทธิผลของการดำเนินงานที่เกิดขึ้น โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ มีค่าเฉลี่ยในระดับมากที่สุด 1 ข้อ คือ การไกล่เกลี่ยของศาลนำไปสู่ความสะดวก ประหยัด และรวดเร็ว จึงเป็นไปตามหลักการของศาลยุติธรรม ดังที่ อภิรักษ์ ไชยรักษ์ (ม.ป.ป., หน้า 1) กล่าวว่า ศาลยุติธรรมมีหน้าที่ อำนวยความยุติธรรม มีเป้าหมายของการยุติข้อพิพาทโดยสะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม คู่ความมีความ พึงพอใจร่วมกันที่คู่ความชนะด้วยกันทั้งคู่ และมีค่าเฉลี่ยในระดับมาก 8 ข้อ โดยมีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 ลำดับ คือ คู่ความมีความสุขมีความสบายใจเมื่อปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้สำเร็จ สืบเนื่อง เป็นผลมาจากการไกล่เกลี่ยที่มีข้อตกลงร่วมกัน ตามที่ สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนา ระบบเกษตรพันธสัญญา (ม.ป.ป., หน้า 4) ที่กำหนดว่า การไกล่เกลี่ยเป็นการระงับข้อพิพาทด้วยความตกลงยินยอม ของคู่ความเอง โดยมีบุคคลที่สามมาเป็น คนกลางช่วยเหลือให้คำแนะนำ เสนอแนะหาทางออกเพื่อให้ข้อพิพาทยุติ ที่คู่ความสามารถเจรจาตกลงกันได้สำเร็จ และการที่คู่ความมีความสุขมีความสบายใจ เช่นเดียวกับ ชวน หลีกภัย (2547, หน้า 16-19) กล่าวถึงการไกล่เกลี่ยที่คู่ความได้รับความพึงพอใจตามข้อตกลงที่ถือเป็นข้อตกลงที่บริสุทธิ์ ที่เกิดจากการเจรจาอย่างเปิดอก ทำให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจความต้องการของกันและกัน ดังนั้น การที่คู่ความ มีความสุขเมื่อปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้นั้นเปรียบประดุจดังผลการวิจัยของ เพียงเพ็ญ เสนไสย (2556, บทคัดย่อ) พบว่า ด้านผลผลิต ประเด็นที่ปฏิบัติสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการโดยภาพรวม มีระดับปฏิบัติในระดับมากและมีความ พึงพอใจในระดับมาก รองลงไป คู่ความปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม ยอมความจนสำเร็จ เป็นไปตามทฤษฎีของเคลเลอร์ ตามที่ สุวัฒน์ วัฒนวงศ์ (2555, หน้า 10-11) ที่กล่าวถึง ทฤษฎีแรงจูงใจในการปฏิบัติจนเกิดความสำเร็จอันเนื่องมาจากความตั้งใจเป็นสิ่งสำคัญประการแรกสุด จนเกิด ความเชื่อมั่นซึ่งจะช่วยให้สามารถบรรลุเป้าหมายและประสบความสำเร็จ และลำดับสุดท้าย คู่ความมีความพร้อม เพื่อปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เป็นไปดังที่สำนักส่งเสริมงานตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม (2560, หน้า 3-4) ได้กล่าวถึง การปฏิบัติตามสัญญาต่อไปจนแล้วเสร็จ โดยไม่กลายเป็นชนวนลุกลามไปสู่ ข้อพิพาทที่รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก เป็นการรักษาสัมพันธภาพระหว่างคู่พิพาท ที่สามารถอยู่ร่วมกันในชุมชนหรือทำ ธุรกิจร่วมกัน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะส่วนหนึ่งมาจากบทบาทของผู้ประนีประนอมดังที่ ปริญญาพงศ์ เจียรนัยกุล กนก (2556, หน้า. 58-91) ได้ศึกษาบทบาทในการไกล่เกลี่ยของผู้ประนีประนอม พบว่า ผู้ประนีประนอม ตระหนักถึงหลักการสำคัญในการไกล่เกลี่ย 4 ประการ คือ 1) การทำให้ ทุกฝ่ายสมัครใจเข้าสู่ระบบไกล่เกลี่ย 2) การค้นหาความพอใจของคู่ความ 3) การสร้างบรรยากาศในการเจรจา ต่อรองของคู่ความ 4) การแสดงออก ซึ่งความซื่อสัตย์สุจริต เป็นกลาง ปราศจากอคติ
172 5.2.2 ผลการศึกษาแรงจูงใจของคู่ความที่มีต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ผลการศึกษาแรงจูงใจของคู่ความที่มีต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย พบว่า คู่ความมีแรงจูงใจต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอม ความในคดีครอบครัว ที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐาน การวิจัยที่ว่า คู่ความมีแรงจูงใจต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์ เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ในระดับมากขึ้นไป ทั้งนี้อันเนื่องมาจาก การสร้างและพัฒนาแบบสอบถามที่มีคำถามเป็นไปตามหลักการที่ถูกต้อง โดยมีการตรวจสอบและหาคุณภาพ ตามที่ พิสณุ ฟองศรี (2552, หน้า 195-199) กล่าวว่าแบบสอบถามที่ดีมีการตรวจสอบด้วยตนเองและผู้ที่ เกี่ยวข้อง และขั้นสุดท้ายตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญและนำไปทดลองใช้ก่อนไปใช้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่คู่ความ ได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้อย่างสำเร็จ แสดงถึงคู่ความมีแรงจูงใจที่ดี ดังที่ Sutton (2015, p. 52-53) ได้กล่าวถึง แรงจูงใจเป็นเครื่องกระตุ้นให้บุคคลมีความพยายามให้การทำงานลุล่วงตามความตั้งใจ โดยปฏิบัติด้วยความเอาใจใส่ให้ประสบความสำเร็จ อีกทั้งมีความสัมพันธ์กับการไกล่เกลี่ยโดยมีผู้ประนีประนอม ที่เป็นคนกลาง ทำให้คู่ความเกิดความไว้วางใจที่ถือเป็นแรงจูงใจอีกประการหนึ่งด้วย อีกทั้งศูนย์วิทยาการระงับ ข้อพิพาททางเลือก สำนักงานศาลยุติธรรม (2556, หน้า 198-199) ได้กล่าวถึง ผู้ไกล่เกลี่ยมีคุณสมบัติตามหลัก พรหมวิหาร 4 ในส่วนของความเมตตา ที่มีความปรารถนาดี มีไมตรี ต้องการช่วยเหลือการระงับข้อพิพาท มีความ เมตตาต่อคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายเสมอกัน อีกทั้งมีการศึกษาแรงจูงใจเกี่ยวกับ “ด้านความสำเร็จ “ของการปฏิบัติ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ มีค่าเฉลี่ยในระดับมากทั้ง 5 ข้อ โดยมีข้อที่มี ค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 ลำดับ คือ คู่ความมีกำลังใจจากบุตรที่ส่งผลให้มีความรับผิดชอบได้ดี ด้วยเหตุนี้ เป็นไปตามเจตนารมณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณา คดีเยาวชนและ ครอบครัว พ.ศ. 2534 ซึ่งให้ศาลมีบทบาทในการคุ้มครองสถานภาพของครอบครัว เนื่องจากเห็นว่า ปัญหา ครอบครัวคือบ่อเกิดของปัญหาเด็กเยาวชน หากสามารถทำให้สถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็ง สมาชิกอยู่ร่วมกัน อย่างปรองดอง หรือหากไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ต่อไปก็ให้แยกกันด้วยสันติวิธี โดยคำนึงถึงประโยชน์ของเด็ก เยาวชนสูงสุดเป็นสำคัญ รองลงไป คู่ความมีกำลังใจจากครอบครัวตนเองและบุคคลผู้ใกล้ชิดที่เข้าใจในความ รับผิดชอบ ซึ่งเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้ประนีประนอมกันในคดีครอบครัว ศาลอาจ มอบหมายให้บิดา มารดา ผู้ปกครอง ญาติของคู่ความ ทนายความของคู่ความ นักสังคมสงเคราะห์นักจิตวิทยา หรือบุคคล หรือหน่วยงานที่ศาลเห็นสมควรให้คำปรึกษาหรือช่วยเหลือผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวที่ศาลแต่งตั้ง กล่าวได้ว่าเป็นการเสริมแรงที่สอดคล้องกับผลการวิจัยของ นริศ สังสนา (2558, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการเสริมสร้าง แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู พบว่า ด้านความต้องการความจำเป็นในการเสริมสร้างแรงจูงใจในการ ปฏิบัติงาน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และลำดับสุดท้าย คู่ความมีความภาคภูมิใจเมื่อทำตามสัญญา ประนีประนอมยอมความได้สำเร็จ โดยตรงกับข้อดีของการไกล่เกลี่ย ดังที่ สำนักส่งเสริมงานตุลาการ สำนักงาน ศาลยุติธรรม (2560, หน้า 3-4) ได้กล่าวถึง ข้อดีของการไกล่เกลี่ย ที่เป็นการรักษาสัมพันธภาพระหว่างคู่พิพาท
173 ทำให้ลดข้อขัดแย้งข้อโต้เถียงกัน ที่เป็นเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นความสัมพันธ์ของแรงจูงใจกับการปฏิบัติได้สำเร็จ ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ สุทธิคุณ วิริยะกุล (2558, บทคัดย่อ) ได้ศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจ กับสมรรถนะในการปฏิบัติงานของข้าราชการ สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการต่างประเทศ ผลการศึกษา พบว่า มีแรงจูงใจการปฏิบัติงาน และแรงจูงใจความสำเร็จของงาน จากความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชา และ การได้รับการยอมรับนับถือ อีกทั้งได้ศึกษาเกี่ยวกับ “ด้านความรับผิดชอบ” เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ มีค่าเฉลี่ยในระดับ มากทั้ง 5 ข้อ โดยมีข้อที่มีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 ลำดับ คือ คู่ความมีความมุ่งมั่นตั้งใจปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความ แสดงถึงคู่ความมีความกระตือรือร้นที่สอดคล้องกับผลการวิจัยของ ดรรชนี จิตคำรพ (2561, บทคัดย่อ) พบว่า แรงจูงใจไฝ่สัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานของผู้บริหารในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับ มาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน คือ ด้านความกระตือรือร้น ด้านการวางแผนงาน ด้านความกล้าเสี่ยง ด้านความ มีเอกลักษณ์ และด้านความทะเยอทะยาน รองลงไป คู่ความเมื่อมีปัญหาที่ยังไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความได้ในบางกรณีจะแก้ปัญหาโดยการประสานแจ้งให้คู่ความด้วยกันทราบก่อน แล้วรีบ แก้ปัญหาทันที ในการนี้ที่เริ่มต้นของการไกล่เกลี่ยตามหลักการทฤษฎีการแก้ปัญหา (Problem Solving Theory) ดังที่ จ่าสิบตำรวจ กิตติภณ สืบมา (2554, หน้า 27-28) ได้กล่าวถึงการเน้นความสำคัญที่คู่ความต้อง หาทางประสานผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายและเน้นถึงประโยชน์ร่วมกัน ที่แสดงถึงให้เกิดการยอมรับในปัญญา หาที่เกิดขึ้น อันสอดคล้องกับผลการวิจัยของ กิตติยา ยุทธนาปกรณ์ (2558, บทคัดย่อ) พบว่า ปัจจัยจูงใจ โดยรวมอยู่ในระดับสูง ประกอบด้วย ด้านการยอมรับนับถือ ด้านความรับผิดชอบ ด้านโอกาสความก้าวหน้า ใน งานด้านความสำเร็จของงาน มีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงาน และลำดับสุดท้าย คู่ความกำหนดเวลาของความรับผิดชอบตามสัญญาประนีประนอมยอมความ แสดงให้เห็นว่าคู่ความได้ปฏิบัติตาม การกำหนดเวลาได้ดีโดยมีแรงจูงใจอย่างมุ่งมั่น ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ ร้อยโทหญิง นลพรรณ ตรีเศรษฐ์ศักดิ์ (2563, หน้า 104-106) พบว่า กำลังพลส่วนใหญ่มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ โดยเรียงจากมากไปหาน้อย คือ การมีส่วนรับผิดชอบการกำหนดแนวทางปฏิบัติ ความเหมาะสมของปริมาณ งาน และมี โอกาสแสดงความสามารถในงานที่รับผิดชอบอย่างเต็มที่ ตลอดทั้งได้ศึกษาเกี่ยวกับ “ด้านความสัมพันธ์ระหว่างคู่ความ”ปฏิบัติตามสัญญาต่อไปจน แล้วเสร็จ โดยไม่กลายเป็นชนวนลุกลามไปสู่ข้อพิพาทที่รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ มีค่าเฉลี่ย ในระดับมากทั้ง 5 ข้อ โดยมีข้อที่มีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 ลำดับ คือ คู่ความด้วยกันให้โอกาสในการที่ ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ในบางกรณีตามเวลาที่กำหนด อันแสดงถึงการ มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน โดยสอดคล้องผลการวิจัยของ บุษบา เชิดชู (2556, บทคัดย่อ) พบว่า ข้าราชการมีแรงจูงใจ ในการปฏิบัติงาน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ในด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ด้านลักษณะของงาน ที่ปฏิบัติ ด้านการได้รับการยอมรับนับถือ รองลงไป มีข้อที่มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน 2 ข้อ คือ คู่ความด้วยกันยอมรับฟัง ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ดีต่อกัน ที่สอดคล้องกับผลการวิจัยของ เมธปิยา พิมพ์เสนา และสุวิณี วิวัฒน์วานิช (2558, หน้า 47-59) พบว่า การปฏิบัติตามสมรรถนะของผู้ปฏิบัติการพยาบาลชั้นสูง อยู่ในระดับดีในด้าน
174 ปัจจัยจูงใจด้านความรับผิดชอบในงาน ลักษณะงาน ความสำเร็จในงาน การได้รับการยอมรับ และความก้าวหน้า ในตำแหน่งหน้าที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการปฏิบัติตามสมรรถนะของผู้ปฏิบัติการพยาบาลชั้นสูง และ คู่ความด้วยกันให้กำลังใจซึ่งกันและกันในการทำหน้าที่ความเป็นพ่อแม่ที่ดีต่อบุตร ที่ถือเป็นแรงจูงในที่มี ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ ลัดดาวัลย์ ทองดอนจุย (2562. บทคัดย่อ) ได้ศึกษา แรงจูงใจในการทำงานของครูโรงเรียนราชินีบูรณะ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านค้ำจุนที่เป็นกำลังใจสำคัญ จากความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา เป็นต้น และลำดับสุดท้าย คู่ความด้วยกัน เมื่อมีปัญหาได้ร่วมกันแก้ปัญหาด้วยความเข้าใจ ถือเป็นการกระทำต่อกันโดยมีเป้าหมายเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไป ตามสัญญาประนีประนอม ยอมความต่อไปโดยมีแรงจูงใจที่ดี ตามที่ ณัฎฐพันธ์ เขจรนันทน์ (2560, หน้า 112- 120) ได้กล่าวว่าเป็นแรงจูงใจที่การ จูงใจทำให้บุคคลแสดงพฤติกรรมมุ่งไปยังเป้าหมายให้ได้ตามความคาดหวัง โดยมีวิธีการตอบสนองความต้องการอย่างจริงจังโดยตรง และการที่คู่ความได้ร่วมกันแก้ปัญหาด้วยความเข้าใจ ให้ดำเนินต่อไปได้นั้นถือเป็นความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน โดยสอดคล้องกับผลการวิจัยของ ฐิตาฉัตร แป้นดวงเนตร (2561, บทคัดย่อ) พบว่า ระดับความคิดเห็นด้านปัจจัยจูงใจและปัจจัยประสิทธิภาพ ในการปฏิบัติงาน โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ด้านที่อยู่ในระดับมากที่สุด คือ ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ความรับผิดชอบ ความสำเร็จในการทำงาน อีกทั้งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ กรกนก พรประดิษฐ์ (2562, บทคัดย่อ) พบว่า แรงจูงใจในการปฏิบัติงานและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก ที่มีแรงจูงใจทำให้มีความก้าวหน้าในการทำงาน ด้านความมั่นคงในการทำงาน และด้านความสัมพันธ์กับ ผู้บังคับบัญชา มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงาน และถือเป็นการสนับสนุนซึ่งกันและกัน ตลอดทั้งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ Wagner Brigid Daly (2006) ได้ศึกษา แรงจูงใจและความก้าวหน้า ทางอาชีพของครูบรรจุใหม่ ผลการศึกษา พบว่า แรงจูงใจของครูบรรจุใหม่ มีตัวแปร 3 ประการ ในด้าน แรงจูงใจในการทำงาน ได้แก่ การสนับสนุนของผู้บริหาร ธรรมชาติของงาน และความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน เป็นตัวแปรทำนายความสนใจ ในการพัฒนาอาชีพ 5.3 ข้อเสนอแนะจากการวิจัย 5.3.1 ข้อเสนอแนะในการนำผลไปใช้ 5.3.1.1 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (1) ผู้บริหารควรให้ความสำคัญในบทบาทของศาลเยาวชนและครอบครัวในคดี ครอบครัว โดยเฉพาะคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับการบริหารจัดการคดีและการ คุ้มครองสวัสดิภาพของผู้เยาว์มากยิ่งขึ้น (2) ผู้บริหารควรส่งเสริมและพัฒนาบทบาทของกลุ่มงานไกล่เกลี่ยและประนอม ข้อพิพาทให้มีศักยภาพและอัตรากำลังที่เพียงพอต่อการบริหารจัดการคดีครอบครัวซึ่งมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ทั้งใน กระบวนการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องและไกล่เกลี่ยหลังฟ้องได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
175 (3) ผู้บริหารให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว ในการทำหน้าที่ในการไกล่เกลี่ยตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดยเฉพาะในคดีที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์เป็นสำคัญ (4) ผู้บริหารมีมุมมองต่อการแก้ปัญหาคดีครอบครัวอย่างองค์รวม ไม่เพียงการมุ่งผล สัมฤทธิ์ให้คดีแล้วเสร็จจากศาล ด้วยการส่งเสริมนักจิตวิทยา ให้มีส่วนร่วมในการไกล่เกลี่ยเพื่อพัฒนาสภาพจิตใจ และทัศนคติของคู่ความและบุตรผู้เยาว์ ตลอดทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคู่ความในวิธีการหรือรูปแบบที่เหมาะสม (5) ผู้บริหารให้ความสำคัญในกระบวนการหลังทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ของคู่ความในคดีที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียว่า คู่ความมีการปฏิบัติตามสัญญาครบถ้วนหรือไม่ อันเป็นการ ยกระดับการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของผู้เยาว์หลังคดีเสร็จการพิจารณา ทั้งนี้รวมไปถึงคดีครอบ ครัว ซึ่งมีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยศาลมีการพิจารณาพิพากษาตามปกติด้วย 5.3.1.2 ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ (1) การนำผลการวิจัยไปใช้ในการปรับกระบวนการทำงานของศาลในคดีครอบครัว แบบองค์รวม โดยอาจมีการจัดตั้งศูนย์ที่มีลักษณะเป็นส่วนที่เชื่อมกระบวนการทำงานในคดีครอบครัวตั้งแต่ ต้นทางจนถึงปลายทาง กล่าวคือ ตั้งแต่กระบวนการไกล่เกลี่ย การพิจารณาคดีของศาล และกระบวนการหลังคดี เสร็จการพิจารณา ในลักษณะของการให้คำปรึกษาแนะนำแก่คู่ความ ผู้เยาว์ และบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดี ครอบครัว รวมถึงการแสวงหาข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัวเพื่อใช้ประกอบการไกล่เกลี่ยของผู้ประนีประนอมและการ พิจารณาพิพากษาคดีของผู้พิพากษา และให้ศูนย์ “ทำงานร่วมกับครอบครัว” (แทนการใช้คำว่า “การติดตาม”) ต่อไปหลังคดีเสร็จการพิจารณา โดยศูนย์ควรมีการทำงานที่เป็นระบบ ประกอบด้วยบุคลากรที่มีความรู้ทั้งด้าน กฎหมาย และด้านจิตวิทยา รวมทั้งมีผู้ประนีประนอม ผู้พิพากษาสมทบซึ่งเป็นส่วนสำคัญและเกี่ยวข้องกับ การทำงานในคดีครอบครัวเพื่อเพิ่มความหลากหลายในสาขาวิชาชีพและองค์ความรู้ที่จะช่วยให้ศูนย์สามารถ เป็นที่ให้คำปรึกษาแนะนำและดูแลคู่ความในการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือคำพิพากษา ที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งทำหน้าที่ส่งต่อคู่ความไปรับคำปรึกษา แนะนำจากจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนี้เพื่อให้กลไกการทำงานของครอบครัวเป็นไปโดยปกติสุขเป็น “ครอบครัวสุขภาพดี” หรือ “Healthy Family” แม้บิดามารดาและบุตรไม่ได้อยู่ร่วมกันเหมือนเช่นเดิม (2) มีระบบการบริหารจัดการคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย โดยแยกคดีออกมา เพื่อจ่ายสำนวนให้แก่ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบ ผู้ประนีประนอม ที่มีความรู้ ความเข้าใจในบริบทของครอบครัวที่ดี และมีคุณภาพ ทั้งเข้าถึงความสำคัญของผู้เยาว์ในคดีดังกล่าว รวมทั้งผู้บริหารศาลต้องให้ความสำคัญทั้งในเรื่องของ การกระชับวันนัดให้คดีสามารถเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยและ/หรือกระบวนการพิจารณาคดีของศาลอย่างรวดเร็ว (3) การวางแผนพัฒนาศักยภาพบุคลากร โดยเฉพาะผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว ในด้านทัศนคติ ความรู้และทักษะ ให้มีความเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของครอบครัวตามยุคสมัย
176 (4) การพัฒนารูปแบบข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ ที่มีการสื่อผ่าน ตัวอักษรให้เห็นว่า ผู้เยาว์คือบุคคลที่สำคัญที่สุดในคดีครอบครัว และทุกการตกลงที่เกิดขึ้นในสัญญาประนีประนอม ยอมความเกิดจากความรัก ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของบิดามารดาที่มีต่อบุตรผู้เยาว์ (5) การอธิบายและแนะนำคู่ความในการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ภายหลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาตามยอมแล้ว เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับคู่ความอีกครั้งหนึ่งโดยเจ้าหน้าที่ ประจำศูนย์ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท (6) การสร้างเครือข่ายของบุคลากรหรือหน่วยงานอื่นในการที่ศาลจะทำงานร่วมกับ ครอบครัวในขั้นตอนหลังคดีเสร็จการพิจารณา ซึ่งไม่เรียกว่าเป็น “การติดตาม” อันจะทำให้คู่ความรู้สึกไม่สบายใจ แต่เป็นการทำงานในรูปแบบที่ศาลเป็นที่ปรึกษาและพร้อม “ทำงานร่วมกับครอบครัว” ต่อไป (7) การนำแอปพลิเคชั่นหรือระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในการทำงานกับคู่ความในคดี ครอบครัว รวมทั้งศาลมีรูปแบบและช่องทางการติดต่อที่หลากหลาย (8) การจัดสถานที่และบรรยากาศห้องไกล่เกลี่ยให้ผ่อนคลาย สะดวกสบาย รวมทั้งมี มุมพัก/ทำกิจกรรมสำหรับผู้เยาว์เพื่อลดความกังวลทั้งของผู้เยาว์และบิดามารดาระหว่างการไกล่เกลี่ย (9) จัดกิจกรรมถอดบทเรียนคู่ความที่มีการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ สำเร็จ เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติงานให้แก่ นิติกร ผู้ประนีประนอม ทนายความและบุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์แก่คดีอื่นต่อไป 5.3.2 ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 5.3.2.1 ควรศึกษาการจัดโครงการ “การประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม ยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย” โดยการประเมินโครงการในรูปแบบ CIPA IEST Model เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ในเชิงลึก และ 5.3.2.2 ควรมีการศึกษาวิจัยเรื่อง “การประเมินผลการปฏิบัติตามคำพิพากษาในคดีครอบครัว ที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย” ว่ามีปัจจัยอะไรที่สำคัญและทำให้คู่ความปฏิบัติตามคำพิพากษาได้ครบถ้วน โดยไม่ต้องมีการบังคับคดี ทั้งปัจจัยเหล่านี้มีความเหมือนหรือต่างจากการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม ยอมความ ที่เกิดจากความตกลงของคู่ความทั้งสองฝ่ายหรือไม่ อย่างไร
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก รายนามผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้าร่วมสนทนากลุ่ม
187 ผู้ทรงคุณวุฒิที่เข้าร่วมสนทนากลุ่ม การวิจัยเรื่องการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ในคดีครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้พิพากษา ๑. นายเผดิม เพ็ชรกูล รองประธานศาลอุทธรณ์คดีช านัญพิเศษ ๒. นายสุริยนตร์ โสตถิทัต ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ๓. นายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล ข้าราชการบ านาญ อดีตประธานศาลอุทธรณ์ภาค ๖ ทนายความ ๑. ดร.คุณานนต์ นงนุช ประธานสภาทนายความจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๒. นางสาวนันทพร นิกรประเสริฐ ทนายความ ผู้พิพากษาสมทบ ๑. นางนลินี ด่านชัยวิจิตร ประธานผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๒. นางรมิดา รัสเซลล์ มณีเสถียร ผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว ๑. นางสาวสุกัญญา ทิพหา ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๒. นางรุ่งฤดี ห่อนาค ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี อาจารย์ผู้สอนระดับอุดมศึกษาด้านกฎหมาย ๑. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปัณณธร หอมบุญมา อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ๒. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เพ็ชรัตน์ ไสยสมบัติ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ๓. ดร.พิชชา ใจสมคม อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
188 นิติกรประจ าศาลเยาวชนและครอบครัว ๑. นางสาวณัฏฐภาณี หลีเกษม นิติกรช านาญการพิเศษ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๒. นายสานิตย์ อ๋องธรรมวงศ์ นิติกรปฏิบัติการ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง นักจิตวิทยา ๑. นางสาวสุภาภรณ์ ทองนิ่ม นักจิตวิทยาช านาญการพิเศษ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ๒. นางพรทิภา หัสดี นักจิตวิทยาช านาญการ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้บริหารสถานพินิจ ๑. นางวิภาภรณ์ อังศุยานนท์ ผู้อ านวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๒. นายสุภกฤษ นิติชูวงศ์ ผู้อ านวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จังหวัดสิงห์บุรี ด าเนินการสนทนากลุ่ม ๑. นางพงารัตน์ มาประณีต ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๒. นายปฐมพงศ์ ศุภเลิศ ผู้พิพากษาสมทบ และผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
190 9(ตราศาล) การประเมินผลการปฏิบตัิตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัว ที่มีผเู้ยาวเ์ป็ นผมู้ีส่วนได้เสีย ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา -------------------------------------------------------------------------- ค าชี้แจง แบบประเมินเพื่อถามความคิดเห็นที่มีต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ฉบับนี้ ประกอบด้วย 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 สถานภาพของผู้ตอบแบบประเมิน ตอนที่ 2 ความคิดเห็นที่มีต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัว ที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ตอนที่ 1 สถานภาพของผู้ตอบแบบประเมิน ค าแนะน า ให้ผู้ตอบแบบประเมินท าเครื่องหมาย ใน ให้สมบูรณ์ตามความเป็นจริง 1.เพศ ชาย หญิง 2.อายุ 20-29 ปี 30-39 ปี 40-49 ปี 50 ปีขึ้นไป 3.สถานภาพการสมรสกับค่กรณีู จดทะเบียนสมรส ไม่ได้จดทะเบียนสมรส 4.จ านวนบุตรกบัค่คูวาม 1 คน 2 คน อื่น ๆ (ระบุ)………คน….. 5.วฒุิการศึกษา ต ่ากว่าปริญญาตรี ปริญญาตรี สูงกว่าปริญญาตรี อื่นๆ (ระบุ)……………………………………………………………………… 6.อาชีพ รับราชการ พนักงานราชการ พนักงานจ้างเหมาบริการ ลูกจ้างประจ า ลูกจ้างชั่วคราว อื่นๆ (ระบุ)…………………………… 7.รายได้ต่อเดือน ต ่ากว่า 10,000 บาท 10,000-20,000 บาท 20,001-30,000 บาท 30,001-40,000 บาท 40,001-50,000 บาท 50,001 บาทขึ้นไป 8.ปีที่ปฏิบตัิตามสญัญาประนีประนอม ปี 2563 ปี 2564 ปี 2565
191 ตอนที่ 2 ความคิดเห็นที่มีต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัว ที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ค าแนะน า ให้ผู้ตอบแบบประเมินท าเครื่องหมาย √ ลงในช่องด้านขวามือให้ตรงกับความรู้สึกที่แท้จริง ของตนเอง ตามเกณฑ์ดังนี้ 5 หมายถึง เห็นด้วยในระดับมากที่สุด 4 หมายถึง เห็นด้วยในระดับมาก 3 หมายถึง เห็นด้วยในระดับปานกลาง 2 หมายถึง เห็นด้วยในระดับน้อย 1 หมายถึง เห็นด้วยในระดับน้อยที่สุด รายการประเมิน ระดับความคิดเห็น 5 4 3 2 1 ด้านบริบท หลักการ 1.การไกล่เกลี่ยมีเจตนาของการสงวนและคุ้มครองสวัสดิภาพของการ สมรส 2.การไกล่เกลี่ยมีเจตนาของการคุ้มครองสิทธิของบุตรและส่งเสริม สวัสดิภาพของบุตร 3.การไกล่เกลี่ยมีเจตนาของการช่วยเหลือสามีภรรยาให้ปรองดอง กันและปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างกันเองและกับบุตร วัตถุประสงค์ 1.การไกล่เกลี่ยเพื่อให้คู่ความมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน 2.การไกล่เกลี่ยเพื่อช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้ท าข้อตกลงโดย ค านึงถึงผลประโยชน์ของบุตรเป็นหลัก 3.คู่ความสามารถตัดสินใจในกระบวนการไกล่เกลี่ยได้ด้วยตนเอง โดยหลีกเลี่ยงการตัดสินใจของบุคคลภายนอก 4.ศาลเยาวชนและครอบครัวมีนโยบายอย่างชัดเจนที่ส่งเสริมให้ คู่ความใช้วิธีการไกล่เกลี่ย ด้านปัจจัยน าเข้า บุคลากร 1.คู่ความได้รับการสนับสนุนให้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม ยอมความจากครอบครัวและบุคคลใกล้ชิด
192 รายการประเมิน ระดับความคิดเห็น 5 4 3 2 1 2.คู่ความมีทนายความ ที่มีความรู้และความสามารถในการแนะน า และช่วยเหลือที่ดี 3.นิติกร/เจ้าหน้าที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทของศาลได้ แนะน า ช่วยเหลือ ติดตามทั้งก่อนมีการไกล่เกลี่ย ระหว่างการไกล่ เกลี่ย และหลังการไกล่เกลี่ย 4.นิติกรของศาลได้มีการประสานคู่ความและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจน ประสบความส าเร็จในการไกล่เกลี่ย 5.คู่ความให้ความสนใจ และเห็นถึงความส าคัญของการไกล่เกลี่ย เพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน สถานที่และวัสดุอุปกรณ์ 1.ห้องไกล่เกลี่ยมีความเหมาะสม สะดวกสบาย 2.ห้องไกล่เกลี่ยมีบริการเครื่องดื่ม เช่น กาแฟ น ้าเปล่า เป็นต้น 3.ห้องไกล่เกลี่ยมีมาตรการป้องกันโควิด โดยมีฉากกั้น มีเจลล้างมือ และสเปรย์แอลกอฮอล์ฉีดพ่นไว้บริการ 4.การบริการในการจัดห้อง/มุมพักผ่อนของเยาวชนที่มากับ ประชาชนคู่ความ เช่น หนังสือการ์ตูน บทความ เครื่องเล่น แบบฝึก ทักษะการอ่านการเขียน เป็นต้น 5.ศาลเยาวชนและครอบครัวมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบดูแลความ ปลอดภัยให้คู่ความที่มาไกล่เกลี่ย ด้านกระบวนการ การดา เนินการ 1.คู่ความให้ความร่วมมือในการไปไกล่เกลี่ยที่ศาลตามวันที่ก าหนด 2.นิติกรได้แนะน าสร้างความเข้าใจในองค์ประชุมของกระบวนการ ไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้อย่างชัดเจน 3.ผู้ประนีประนอมที่ท าหน้าที่ไกล่เกลี่ยด้วยบุคลิกที่เป็นมิตรที่ดี 4.ผู้ประนีประนอมท าหน้าที่ไกล่เกลี่ยด้วยความเป็นกลางและ ยุติธรรม 5.ผู้ประนีประนอมที่ท าหน้าที่ไกล่เกลี่ยแนะน าท าให้คู่ความมีความ เข้าใจและสบายใจ
193 รายการประเมิน ระดับความคิดเห็น 5 4 3 2 1 6.ทนายความของคู่ความปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายโดยมีความ ยืดหยุ่นระหว่างคู่ความด้วยกัน 7.นิติกรจัดท าบันทึกสัญญาประนีประนอมยอมความตามข้อตกลง ของคู่ความอย่างถูกต้องและสมบูรณ์ 8.ผู้พิพากษาพิจารณาตามกระบวนการเป็นไปตามการบันทึก สัญญาประนีประนอมยอมความ 9.ผู้พิพากษา อ่าน อธิบาย และแนะน าคู่ความในการปฏิบัติตาม สัญญาประนีประนอมยอมความ 10.ผู้พิพากษาสมทบปฏิบัติตนกับคู่ความด้วยความเมตตาและเป็น มิตร 11.ผู้พิพากษาสมทบให้ข้อแนะน ากับคู่ความให้เข้าใจในการปฏิบัติ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างชัดเจน 12.คู่ความด าเนินการตามสัญญาประนีประนอมยอมความตาม เงื่อนไขที่ก าหนด การติดตามและประเมินผล 1.นิติกร/เจ้าหน้าที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทให้ค าปรึกษา แนะน าเพื่อสร้างความเข้าใจให้คู่ความหลังจากพิพากษาเสร็จแล้ว 2.นิติกรมีการติดตามผลจากการปฏิบัติของคู่ความตามสัญญา ประนีประนอมยอมความเป็นระยะๆ ด้านผลผลิต 1.คู่ความมีความพร้อมเพื่อปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอม ความ 2.คู่ความปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความจนส าเร็จ 3.คู่ความสามารถน าความรู้และประสบการณ์ไปแนะน าผู้อื่นได้ 4.คู่ความมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม ยอมความที่ส่งผลดีให้มีแนวคิดรับผิดชอบงานด้านอื่นได้ดียิ่งขึ้น 5.คู่ความมีสติควบคุมอารมณ์ที่แสดงออกในสิ่งที่ถูกต้อง