The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการวิจัยการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by iprd.pic, 2024-03-29 01:57:28

รายงานการวิจัย การประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัว ที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

รายงานการวิจัยการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

Keywords: การศึกษาวิจัย,วิจัย,รายงานการวิจัย,การประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัว ที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย,ศาลเยาวชน,เยาวชน,ครอบครัว,ศาลเยาวชนและครอบครัว,ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

36 2.3.4 การไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวโดยผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าในการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวไม่ว่าจะเป็นการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องคดี หรือการ ไกล่เกลี่ยหลังฟ้องคดี ก่อนที่ศาลจะเริ่มพิจารณาการไกล่เกลี่ยจะท าโดยผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวการไกล่เกลี่ย คดีครอบครัวโดยผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวเป็นไปตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และการรายงานผลการไกล่เกลี่ยในคดีครอบครัว พ.ศ.2554 2.3.4.1 คุณสมบัติของผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว ในการไกล่เกลี่ยนั้น คุณสมบัติของผู้ไกล่เกลี่ยหรือผู้ประนีประนอม ถือเป็นสิ่งส าคัญและ มีความจ าเป็นอย่างยิ่งที่จะส่งผลให้การด าเนินการไกล่เกลี่ยประสบความส าเร็จ ก็เนื่องด้วยจะต้องเป็นผู้ที่จะท า ให้เกิดการยอมรับ ดังนั้นคุณสมบัติของผู้ประนีประนอม จ าแนกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 คุณสมบัติส่วนตัวของ ผู้ไกล่เกลี่ยหรือผู้ประนีประนอม และส่วนที่ 2 คุณสมบัติการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ไกล่เกลี่ยหรือผู้ประนีประนอม โดยมีนักวิชาการและหน่วยงานได้กล่าวไว้ ดังนี้ 1) คุณสมบัติส่วนตัวของผู้ไกล่เกลี่ยหรือผู้ประนีประนอม คุณสมบัติส่วนตัวผู้ไกล่เกลี่ยหรือผู้ประนีประนอมต้องมีคุณสมบัติ ดังที่ สุรีรัตน์ ตาใจ (2559, หน้า 34-35) ได้กล่าวโดยสรุปไว้ ดังนี้ (1) ส าเร็จการศึกษาไม่ต่ ากว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และมีประสบการณ์อันเป็น ประโยชน์แก่การไกล่เกลี่ยไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือเป็นผู้ส าเร็จการศึกษาไม่ต่ ากว่ามัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า และมีประสบการในการไกล่เกลี่ยคดีไม่น้อยกว่า 5 ปี (2) มีสัญชาติไทย (3) มีอายุไม่ต่ ากว่าสี่สิบปีบริบูรณ์ในวันที่ยื่นค าขอจดทะเบียนผู้ประนีประนอมคดี ครอบครัว (4) มีอัธยาศัย บุคลิกภาพ และความประพฤติเหมาะสมแก่การไกล่เกลี่ยคดีครอบครัว (5) เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ (6) ไม่เป็นผู้ด ารงต าแหน่งทางการเมือง (7) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ คนวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคตามที่ก าหนดไว้ในระเบียบคณะกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรม ว่าด้วยการ บริหารงานบุคคลของส านักงานศาลยุติธรรม (8) ไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกสั่งพักราชการหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน (9) ไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีจนเป็นที่รังเกียจของสังคม (10) ไม่เป็นกรรมการหรือด ารงต าแหน่งที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง หรือ เจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง (11) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย (12) ไม่เป็นผู้เคยต้องได้รับโทษโดยค าพิพากษาถึงที่สุดให้จ าคุกเพราะกระท าความผิดทาง อาญา เว้นแต่เป็นโทษส าหรับความผิดที่กระท าโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ (13) ไม่เป็นผู้เคยถูกลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกจากราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือ หน่วยงานอื่นของรัฐ (14) ไม่เป็นผู้เคยกระท าการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานของรัฐ 2) คุณสมบัติการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ไกล่เกลี่ยหรือผู้ประนีประนอม


37 ส าหรับคุณสมบัติการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ไกล่เกลี่ยหรือผู้ประนีประนอมนั้น มีการกล่าวถึงไว้ ดังนี้ ชวน หลีกภัย (2547, หน้า 2-3) ได้กล่าวถึง คุณสมบัติการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ไกล่เกลี่ย หรือผู้ประนีประนอมมี ดังนี้ (1) มีความเป็นกลางและรักษาความเป็นกลางได้อย่างสม่ าเสมอ โดยมีความเป็นอิสระ และเป็นกลาง ไม่ฝักไฝ่หรือเข้าข้างฝ่ายใดหากมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับฝ่ายใด (2) รู้และมีความเข้าใจกฎหมาย โดยผู้ไกล่เกลี่ยมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ในระดับดี เพราะนอกจากการสื่อสารที่ดี การโน้มน้าวให้คู่ความท าการเจรจากันแล้วนั้น ผู้ไกล่เกลี่ยจะต้อง อธิบายให้คู่ความฟังได้ว่าหากเกิดข้อผิดพลาดร่วมกันคู่ความจะได้รับสิทธิเช่นไรตามกฎหมาย และการไกล่เกลี่ย ช่วยให้คู่ความบรรลุเป้าหมายอย่างเป็นธรรมได้อย่างไร (3) เข้าใจในกระบวนการของการระงับข้อพิพาท โดยผู้ไกล่เกลี่ยต้องท าความเข้าใจว่า การไกล่เกลี่ยแต่ละครั้ง มีเป้าหมายหลักคือต้องการให้คู่ความเจรจาหาข้อยุติร่วมกัน ผู้ไกล่เกลี่ยต้องท าความ เข้าใจกระบวนการทั้งหมดเสียก่อน เพื่อการด าเนินการที่ราบรื่น ย่อมท าให้การไกล่เกลี่ยในทุกกรณียุติลงด้วยดี เสมอ (4) มีความอดทน โดยผู้ไกล่เกลี่ยต้องมีความอดกลั้นอดทน มีจิตใจเยือกเย็น ตลอดจนมี ความเมตตากรุณาต่อคู่พิพาทที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ชี้แจงได้อย่างเท่าเทียมกัน (5) มีความคิดชัดเจน โดยผู้ไกล่เกลี่ยต้องมีกริยาอาการ ค าพูด ท่าทาง จะเป็นตัว ก าหนดให้คู่ความเกิดแรงจูงใจที่จะท าการเจรจาร่วมกัน จึงต้องมีความชัดเจนในการกระท าและค าพูด เนื่องจาก จะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ (6) มีทักษะในการติดต่อสื่อสาร โดยผู้ไกล่เกลี่ยควรมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีความอ่อนโยน ในการเจรจา แต่ต้องมีความเข้มแข็งในประเด็นที่พิจารณาไม่ปล่อยให้ฝ่ายใดครอบง าจนเสียความเป็นธรรมและ ความเป็นกลาง ผู้ไกล่เกลี่ยควรพูดให้น้อย และเป็นผู้รับฟังที่ดี รู้ว่าขั้นตอนไหนควรจะตัดบทหรือหยุดพักหรือ เลื่อนการเจรจาออกไป (7) มีความยืดหยุ่นสูง โดยผู้ไกล่เกลี่ยต้องถ้อยทีถ้อยอาศัยกับคู่ความไม่รีบร้อน และ ไม่วางกรอบหรือขอบเขตในการเจรจา บางครั้งการเจรจาในเรื่องอื่นที่นอกเหนือจากหัวข้อพิพาทอาจน ามาสู่ การยุติข้อพิพาทได้ (8) มีความรู้ในเนื้อหาที่พิพาท โดยผู้ไกล่เกลี่ยไม่มีหน้าที่ต้องชี้ขาดข้อพิพาท จึงต้อง ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ในเรื่องที่พิพาท เพื่อหาแนวทางในการระงับข้อพิพาทให้แก่คู่พิพาทได้ถูกต้อง (9) มีความสามารถของการรักษาความลับ โดยผู้ไกล่เกลี่ยจะต้องทิ้งเรื่องราวการไกล่เกลี่ย ทั้งหมดไว้ในห้องไกล่เกลี่ย เนื่องจากเรื่องที่พิพาทที่เกิดขึ้น ไม่มีคู่ความคนใดต้องการให้ผู้อื่นรับรู้ถึงเรื่องราว ของตน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อพิพาท หรือเรื่องส่วนตัวของคู่ความ การรักษาความลับนี้ถือเป็น จรรยาบรรณที่ส าคัญของผู้ไกล่เกลี่ย (10) มีความสามารถที่จะจัดการกับสิ่งที่ไม่แน่นอน ในห้องไกล่เกลี่ยนั้นอาจมีเรื่องที่ ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ เช่น การเจรจากันแล้วหาข้อยุติไม่ได้ ท าให้เกิดการโต้เถียงระหว่างคู่ความ ผู้ไกล่เกลี่ย ต้องมีไหวพริบ มีสติ สามารถจัดการกับปัญหาเฉพาะหน้าได้ หรือคู่ความฝ่ายที่เป็นผู้เสียหาย อาจเกิดความ โศกเศร้าจนไม่สามารถท าการเจรจาได้ ผู้ไกล่เกลี่ยต้องมีวิธีการที่ท าให้คู่ความฝ่ายนั้นกลับเข้าสู่การเจรจาได้อีก ครั้ง เป็นต้น


38 (11) มีความกระตือรือร้น ผู้ไกล่เกลี่ยต้องท าการไกล่เกลี่ยเสมือนว่าเป็นหน้าที่หลักของ ตน หรือเป็นงานหลักของตน ไม่เห็นเป็นเพียงแค่อาสาชั่วครั้งชั่วคราว ดังนั้นต้องมีความกระตือรือร้นที่จะช่วย ให้คู่ความเจรจากันอย่างแท้จริง (12) มีความเมตตา การเมตตาที่หวังจะให้คู่ความได้กลับมาคืนดีต่อกัน ได้ปลดเปลื้อง ทุกข์ที่เกิดจากกรณีพิพาท ความเมตตานี้ย่อมจะส่งผลให้การไกล่เกลี่ยมีประสิทธิภาพ เพราะการกระท าที่ เกิดขึ้นจากเจตนาที่ดี คู่ความย่อมสัมผัสได้ ความเชื่อถือและความไว้วางใจจึงตามมาส่งผลให้การไกล่เกลี่ย เป็นไปด้วยความราบรื่นกว่าปกติ จนกระทั่งการไกล่เกลี่ยประสบผลส าเร็จ (13) เป็นผู้มีประสบการณ์ชีวิตมากมาย ผู้ไกล่เกลี่ยที่ดีควรจะมีความรอบรู้หลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาท หลักจิตวิทยาการไกล่เกลี่ย ตลอดจนผ่านประสบการณ์ใน การไกล่เกลี่ยยิ่งมากเท่าใดก็ยิ่งจะท าให้มีความเชี่ยวชาญและสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี ทั้งยัง ต้องขยันหมั่นเพียรค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ ศูนย์วิทยาการระงับข้อพิพาททางเลือก ส านักงานศาลยุติธรรม (2556, หน้า 198-199) ได้กล่าวถึงผู้ไกล่เกลี่ยต้องมีคุณสมบัติตามหลักพรหมวิหาร 4 เป็นหลักธรรมที่ว่าด้วยคุณธรรมชั้นสูงของความ เป็นผู้ประเสริฐ หรือผู้ที่มีจิตใจเจริญแล้ว ดังนี้ (1) เมตตา-ความรัก หมายถึง ความปรารถนาดี มีไมตรี ต้องการช่วยเหลือผู้อื่นให้ ประสบประโยขน์และความสุข ถ้าเป็นการระงับข้อพิพาทก็ต้องมีความเมตตาต่อคู่สัญญา หรือคู่กรณีทั้งสองฝ่าย เสมอกัน (2) กรุณา-ความสงสาร หมายถึง ต้องการช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ ใส่ใจที่จะ ปลดเปลื้องบ าบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของผู้อื่น ถ้าเป็นการระงับข้อพิพาทก็ต้องช่วยเหลือให้ทั้งสองฝ่าย ปลดเปลื้องบ าบัดความทุกข์ร้อนนั้น (3) มุทิตา-ความเบิกบานพลอยยินดี หมายถึง เมื่อเห็นผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีใจแจ่มชื้น เบิกบาน เมื่อเห็นเขาท าดีงามประสบความส าเร็จ และพร้อมที่จะช่วยเหลือส่งเสริมสนับสนุน ถ้าเป็นการระงับ ข้อพิพาท หากคู่สัญญาหรือคู่กรณีสามารถที่จะเจรจาตกลงกันได้ ก็พร้อมที่จะยินดีและส่งเสริมเพื่อให้ทั้งสอง ฝ่ายผูกมิตรไมตรี มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันต่อไป (4) อุเบกขา-ความมีใจเป็นกลาง หมายถึง การมองตามความเป็นจริง วางจิตเรียบ สม่ าเสมอมั่นคง เที่ยงตรงดุจตราชั่ง มองเห็นการที่บุคคลจะได้รับผลดีหรือผลชั่ว ตามสมควรแก่เหตุที่แต่ละคน ประกอบพร้อมที่จะวินิจฉัย วางตนและปฏิบัติตามหลักการ เหตุผล และความเที่ยงธรรม ถ้าเป็นการระงับ ข้อพิพาท ก็ต้องวางใจเป็นกลางปราศจากอคติ วางเฉยด้วยเหตุผลแห่งปัญญา และความถูกต้องเที่ยงธรรม สหรัฐ กิติ ศุภการ (2563, หน้า 365) ได้กล่าวถึงผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวตาม มาตรา 149 ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ (1) มีอายุไม่ต่ ากว่าสี่สิบบีบริบูรณ์ (2) มีคุณสมบัติที่จะเป็นข้าราชการศาลยุติธรรมได้ตามกฎหมายว่าด้วยข้าราชการฝ่าย ตุลาการศาลยุติธรรม เว้นแต่ในเรื่องพื้นความรู้ให้เป็นไปตามที่ก าหนดในข้อบังคับของประธานศาลฎีกา (3) มีอัธยาศัย บุคลิกภาพ และความประพฤติเหมาะสมแก่การไกล่เกลี่ยคดีครอบครัว (4) ได้รับการอบรมและฝึกปฏิบัติจนสามารถผ่านการทดสอบในเรื่องเจตนารมณ์ของ ศาลเยาวชนและครอบครัว การพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว และวิธีการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัว จากการศึกษาคุณสมบัติของผู้ไกล่เกลี่ยหรือผู้ประนีประนอมและคู่ความที่กล่าวมา สรุป ได้ว่า คุณสมบัติของผู้ไกล่เกลี่ยหรือผู้ประนีประนอมโดยทั่วไป ประกอบด้วย 2 ส่วน โดยส่วนที่ 1 เป็นคุณสมบัติ


39 ส่วนตัว เช่น เรื่องวุฒิการศึกษาและประสบการณ์ มีสัญชาติไทย ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย ไม่เป็นผู้เคยต้องได้รับโทษโดยค าพิพากษาถึงที่สุดให้จ าคุก เป็นต้น และส่วนที่ 2 คุณสมบัติการปฏิบัติหน้าที่ของ ผู้ไกล่เกลี่ยหรือผู้ประนีประนอม เช่น มีความเป็นกลาง มีทักษะในการติดต่อสื่อสารที่ดี มีความสามารถของการ รักษาความลับ มีความเมตตา และมีความซื่อสัตย์สุตจริต เป็นต้น และนอกจากนี้ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว ซึ่งท าหน้าที่ในการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวนั้น ตามมาตรา 149 ก าหนดให้ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวต้องมี คุณสมบัติดังนี้1) มีอายุไม่ต่ ากว่าสี่สิบบีบริบูรณ์2) มีคุณสมบัติที่จะเป็นข้าราชการศาลยุติธรรมได้ตาม กฎหมายว่าด้วยข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม เว้นแต่ในเรื่องพื้นความรู้ให้เป็นไปตามที่ก าหนดใน ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา 3) มีอัธยาศัย บุคลิกภาพ และความประพฤติเหมาะสมแก่การไกล่เกลี่ย คดีครอบครัว และ 4) ได้รับการอบรมและฝึกปฏิบัติจนสามารถผ่านการทดสอบในเรื่องเจตนารมณ์ของ ศาลเยาวชนและครอบครัว การพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว และวิธีการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัว ซึ่งตาม มาตรา 149 ดังกล่าว ประธานศาลฎีกาได้มีการออกข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยพื้นความรู้ หลักเกณฑ์และวิธีการจดทะเบียนและลบชื่อออกจากทะเบียนผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว พ.ศ. 2554 โดยใน ข้อ 4 ของข้อบังคับ ก าหนดว่าหลังจากมีการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอจดทะเบียนแล้ว ให้มีการประกาศ รายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการอบรมและฝึกปฏิบัติ โดยการอบรมและฝึกปฏิบัติอย่างน้อยจะประกอบไปด้วย เนื้อหาวิชา ดังนี้ (ข้อ 7) 1) บทบาทของศาลเยาวชนและครอบครัว 2) ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย ครอบครัว 3) หลักการพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว 4) เทคนิคและวิธีการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัว 5) จิตวิทยาการให้ค าปรึกษาคดีครอบครัว 6) สาเหตุแห่งความรุนแรงในครอบครัว 7) การปรับปรุงความสัมพันธ์ ในครอบครัว และ 8) จริยธรรมผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว 2.3.4.2 หลักเกณฑ์การไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวโดยผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว หลักเกณฑ์การไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวโดยผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว ตามที่ ศาลเยาวชน และครอบครัวกลาง (2554, หน้า 23) ได้กล่าวถึงว่า ตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการ และการรายงานผลการไกล่เกลี่ยในคดีครอบครัว พ.ศ. 2554 ก่อนเริ่มพิจารณาคดีครอบครัวที่มีข้อพิพาทให้ ผู้รับผิดชอบราชการศาลแต่งตั้งผู้ประนีประนอมคนหนึ่งหรือหลายคนจากทะเบียนผู้ประนีประนอมคดี ครอบครัวของศาลเพื่อท าการไกล่เกลี่ย ทั้งนี้โดยให้ค านึงถึงความรู้ ความเชี่ยวชาญของผู้ประนีประนอมอันจะ เป็นประโยชน์และเหมาะสมแก่การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีนั้น (ข้อ 6) และเมื่อได้รับการแต่งตั้งและตลอด ระยะเวลาที่การไกล่เกลี่ยยังไม่สิ้นสุด ผู้ประนีประนอมต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงซึ่งอาจเป็นเหตุอันควรสงสัยถึง ความเป็นกลางของตนให้คู่ความทราบโดยทันที (ข้อ7) ซึ่งคู่ความอาจคัดค้านผู้ประนีประนอมได้ หากปรากฏ ข้อเท็จจริงซึ่งเป็นเหตุอันควรสงสัยถึงความเป็นกลางของผู้ประนีประนอม แต่ต้องกระท าก่อนการไกล่เกลี่ย สิ้นสุดลงในกรณีที่มีการคัดค้าน ให้ผู้รับผิดชอบราชการศาลพิจารณาและมีค าสั่งตามที่เห็นสมควร (ข้อ 8) โดย ผู้ประนีประนอมที่ถูกคัดค้านอาจขอถอนตัวจากการปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยแจ้งให้ผู้รับผิดชอบราชการศาลทราบ (ข้อ 9) และในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เข้ามาเกี่ยวข้องและจ าเป็นต้องได้รับการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพ ศาลจะเรียกพนักงานเจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็กมาร่วมในการไกล่เกลี่ยด้วยก็ได้ (ข้อ 10) ในการไกล่เกลี่ยตัวความต้องเข้าร่วมการประชุมไกล่เกลี่ยด้วยตนเอง เว้นแต่มีเหตุสุดวิสัยหรือมีเหตุจ าเป็นอื่น อันไม่อาจก้าวล่วงได้และผู้ประนีประนอมเห็นสมควรตัวความนั้นอาจแต่งตั้งตัวแทนที่มีอ านาจตัดสินใจในการ ท าสัญญาประนีประนอมยอมความเข้าร่วมการประชุมไกล่เกลี่ยก็ได้ (ข้อ 11) นอกจากตัวความหรือตัวแทน ตามข้อ 11 แล้ว เฉพาะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีเท่านั้นมีสิทธิเข้าร่วมการประชุมไกล่เกลี่ย ซึ่งได้แก่ บิดา มารดา ผู้ปกครอง ญาติของคู่ความ ทนายความของคู่ความ หรือบุคคลอื่นที่ผู้ประนีประนอมเห็นสมควร (ข้อ 12) และ ในการไกล่เกลี่ย ให้ผู้ประนีประนอมพยายามเปรียบเทียบให้คู่ความได้ตกลงกันในหลักการเดียวกันกับที่บัญญัติ


40 ไว้ในมาตรา 146 เช่น การค านึงถึงความสงบสุขและการอยู่ร่วมกันในครอบครัว การสงวนและคุ้มครอง สถานภาพของการสมรส หากไม่อาจรักษาสถานภาพของการสมรสได้ก็ให้การหย่าเป็นไปด้วยความเป็นธรรม และเสียหายน้อยที่สุด โดยค านึงถึงสวัสดิภาพและอนาคตของบุตร การคุ้มครองและช่วยเหลือครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ครอบครัวนั้นต้องรับผิดชอบในการดูแลให้การศึกษาแก่บุตรที่เป็นผู้เยาว์ เป็นต้น (ข้อ 13) 2.3.4.3 วิธีการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวโดยผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว วิธีการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวโดยผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว ตามที่ ศาลเยาวชนและ ครอบครัวกลาง (2554, หน้า 24) ได้กล่าวถึงว่า ตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์วิธีการ และการรายงานผลการไกล่เกลี่ยในคดีครอบครัว พ.ศ.2554 เมื่อมีค าสั่งแต่งตั้งผู้ประนีประนอมให้ท าหน้าที่ ไกล่เกลี่ยแล้วให้เจ้าหน้าที่แจ้งผู้ประนีประนอมทราบถึงการแต่งตั้งและก าหนดนัดไกล่เกลี่ยโดยมิซักช้า (ข้อ 14) หลังจากนั้นการไกล่เกลี่ยจะด าเนินการในห้องไกล่เกลี่ยภายในศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทประจ าศาลโดยเฉพาะ เว้นแต่ในที่มีเหตุจ าเป็นและคู่ความทั้งสองฝ่ายเห็นชอบจะด าเนินการไกล่เกลี่ย ณ สถานที่อื่นอันสมควรโดย ได้รับอนุญาตจากผู้รับผิดชอบราชการศาลก็ได้ (ข้อ 15) และจะต้องให้ผู้ประนีประนอมได้ศึกษาส านวน ไกล่เกลี่ยก่อนการไกล่เกลี่ย โดยให้เจ้าหน้าที่จัดเอกสารในส านวนให้แก่ผู้ประนีประนอมตามหลักเกณฑ์หรือ แนวทางที่ผู้รับผิดชอบราชการศาลก าหนด (ข้อ 16) ในการไกล่เกลี่ยผู้ประนีประนอมอาจก าหนดขั้นตอนหรือ แนวทางในการด าเนินการไกล่เกลี่ยตามที่เห็นสมควร โดยค านึงถึงพฤติการณ์แห่งคดี ความประสงค์ของคู่ความ และการปฏิบัติต่อคู่ความอย่างเป็นธรรม ก่อนเริ่มไกล่เกลี่ยให้ผู้ประนีประนอมแจ้งให้คู่ความทราบถึงขั้นตอน หรือแนวทางดังกล่าวและแจ้งด้วยว่า ข้อเสนอและค าแถลงเกี่ยวกับข้อเท็จจริงในชั้นไกล่เกลี่ยจะถูกเก็บเป็น ความลับและหากไม่สามารถตกลงกันได้ก็จะไม่น าไปใช้ในการพิจารณาและพิพากษาคดีนี้ โดยเจ้าหน้าที่ประจ า ศูนย์ไกล่เกลี่ยจะต้องจัดให้ผู้เข้าร่วมการไกล่เกลี่ยลงชื่อในแบบพิมพ์ กค.1 ท้ายข้อบังคับนี้ (ข้อ 17) ผู้ประนีประนอมพึงปฏิบัติตนในทางช่วยเสริมสร้างบรรยากาศและความร่วมมืออย่างฉันมิตรให้เกิดขึ้นใน ระหว่างการไกล่เกลี่ย (ข้อ 18) เมื่อผู้ประนีประนอมได้รับข้อมูลอันเกี่ยวกับข้อพิพาทจากคู่ความฝ่ายหนึ่ง ผู้ประนีประนอมอาจเปิดเผยสาระของข้อมูลนั้นให้แก่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งทราบ เว้นแต่คู่ความที่ได้ให้ข้อมูลนั้นไว้ จะห้ามมีให้เปิดเผย (ข้อ 19) เพื่อประโยชน์ในการไกล่เกลี่ย ผู้ประนีประนอมอาจอนุญาตให้เฉพาะแต่ตัวความ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทุกฝ่ายอยู ในการประชุมไกล่เกลี่ยก็ได้ ทั้งนี้ผู้ประนีประนอมต้องแจ้งถึงการด าเนินการ ใกล่เกลี่ยนั้นให้คู่ความฝ่ายที่มิได้เข้าร่วมทราบด้วย ซึ่งกรณีนี้ใช้ บังคับแก่ตัวแทน บิดามารดา ผู้ปกครอง ญาติ ของคู่ความ ทนายความของคู่ความ หรือบุคคลอื่นที่ผู้ประนีประนอมอนุญาตให้เข้าร่วมในการประชุมด้วย (ข้อ 20) และในระหว่างการไกล่เกลี่ยหากผู้ประนีประนอมเห็นว่ากรณีมีความจ าเป็นเพื่อสวัสดิภาพและอนาคตของ บุตรผู้เยาว์ ผู้ประนีประนอมอาจเสนอต่อศาลเพื่อพิจารณามอบหมายให้ผู้อ านวยการสถานพินิจ นักสังคม สงเคราะห์หรือนักจิตวิทยา สืบเสาะภาวะความเป็นอยู่ของครอบครัว เพื่อประโยชน์ในการไกล่เกลี่ยก็ได้ หรือ เมื่อผู้ประนีประนอมเห็นสมควรและคู่ความยินยอม อาจเสนอศาลเพื่อพิจารณาสั่งให้แพทย์ หรือจิตแพทย์ ตรวจสอบสภาพร่างกายหรือสภาพจิตของตัวความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็ได้ (ข้อ 21) หรือเพื่อประโยชน์ของการ ไกล่เกลี่ย ผู้ประนีประนอมอาจขอให้ศาลมอบหมายให้บิดามารดา ผู้ปกครอง ญาติของ คู่ความ ทนายความของ คู่ความ นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา หรือบุคคลหรือหน่วยงานที่ศาลเห็นสมควรให้ค าปรึกษาหรือช่วยเหลือ ผู้ประนีประนอมได้ (ข้อ 21) 2.3.5 สัญญาประนีประนอมยอมความ การพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ การไกล่เกลี่ยเมื่อเสร็จสิ้นจนมาถึงกระบวนการ ที่ท าให้คู่ความได้มีข้อตกงร่วมกันในการจัดท าสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยทั่วไปมีข้อควรระวังของการ


41 ท าสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามที่ส านักส่งเสริมงานตุลาการ โดยที่ส านักงานศาลยุติธรรม (2560, หน้า 78-79) ได้ระบุไว้โดยสรุป คือผู้ท าสัญญาประนีประนอมยอมความต้องเป็นคู่ความ ต้องมีการตรวจเรื่องอ านาจ ในการท าสัญญา เช่น กรณีทนายความ หรือผู้รับมอบอ านาจเป็นผู้ท าสัญญาประนีประนอมยอมความต้อง ตรวจดูใบแต่งตั้งทนายความหรือหนังสือมอบอ านาจ กรณีนิติบุคคลท าสัญญาประนีประนอมยอมความต้อง ตรวจดูอ านาจกระท าการแทนนิติบุคคลนั้น กรณีผู้เยาว์หรือคนไร้ความสามารถเป็นคู่ความผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้อนุบาลจะท าสัญญาประนีประนอมยอมความ ต้องได้รับอนุญาตจากศาลก่อนตามกระบวนกฎหมายแพ่ง และพาณิชย์ มาตรา 1574, 1598/3 และ 1598/18 กรณีผู้เยาว์ในท้องที่ใดซึ่งมีศาลเยาวชนและครอบครัว ต้อง ไปร้องต่อศาลดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว มาตรา 11 (3) ถ้าท้องที่ใดไม่มี ศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลซึ่งพิจารณาคดีนั้นอาจมีค าสั่งอนุญาตโดยไม่ต้องให้คู่ความไปร้องอนุญาตเป็น คดีใหม่ กรณีคนเสมือนไร้ความสามารถเป็นคู่ความ ผู้พิทักษ์ไม่มีอ านาจท าสัญญาประนีประนอมยอมความแทน แต่คนเสมือนไร้ความสามารถท าได้โดยต้องได้รับ ความยินยอมจากผู้พิทักษ์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ มาตรา 35 ไม่มีอ านาจท าโดยล าพัง เป็นต้น ส่วนของการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวนั้นมีการจัดท าสัญญาประณีประนอมยอมความ และการ พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความทั้งในการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง และการไกล่เกลี่ยหลังฟ้องคดี โดยที่ สหรัฐ กิติ ศุกการ (2566, หน้า 317-318) ได้กล่าวถึงไว้ ดังนี้ 2.3.5.1 กรณีไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง ตามข้อก าหนดของประธานศาลฎีกาว่าด้วยการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง พ.ศ. 2563 ประกอบ กับประกาศส านักงานศาลยุติธรรม เรื่อง การไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 20 ตรี ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2563 เรื่อง ข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความ ก าหนดว่า หากคู่กรณีตกลงกันได้ให้จัดท าบันทึกข้อตกลง/สัญญาประนีประนอมยอมความ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 20 ตรี และให้เจ้าหน้าที่น าข้อตกลงหรือสัญญาประนีประนอมยอมความเสนอศาลเพื่อตรวจก่อน หากศาลพิจารณา แล้วเห็นว่าเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายจึงให้คู่กรณีลงลายมือชื่อ ส่วนการขอให้ศาลมีค าพิพากษาตามข้อตกลง หรือสัญญาประนีประนอมยอมความคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต้องยื่นค าขออย่างช้าในวันที่ท าข้อตกลงหรือสัญญา ประนีประนอมยอมความ โดยแสดงถึงเหตุผลความจ าเป็นในการร้องขอ และศาลจะมีค าพิพากษาตามยอมให้ หากศาลเห็นว่ามีความจ าเป็นที่สมควรจะมีค าพิพากษาไปทันทีในเวลานั้น แต่หากศาลเห็นว่าไม่มีความจ าเป็นที่ สมควรที่จะมีค าพิพากษาให้ในเวลานั้น ศาลจะสั่งยกค าขอ (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 20 ตรี ข้อก าหนดของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง พ.ศ. 2563 ประกาศส านักงานศาลยุติธรรม เรื่อง การไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 20 ตรี ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2563) ส าหรับในการที่ศาลจะมีค าพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีที่ผู้เยาว์ มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียไม่ว่าจะเป็นการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องหรือหลังฟ้องศาลต้องฟังความเห็นของ ผู้อ านวยการสถานพินิจก่อนพิพากษา ซึ่งตามมาตรา 168 บัญญัติว่า “ก่อนที่ศาลจะมีค าพิพากษาหรือค าสั่ง ในคดีครอบครัวที่ผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสีย ให้ศาลฟังความเห็นของผู้อ านวยการสถานพินิจที่ผู้เยาว์ นั้นอยู่ในเขตอ านาจ เมื่อได้รับความเห็นของผู้อ านวยการสถานพินิจแล้ว ให้ศาลแจ้งความเห็นนั้นให้คู่ความ ทราบ ในกรณีเช่นว่านี้คู่ความมีสิทธิที่จะแถลงคัดค้านและน าสืบหักล้างได้” และในการพิพากษาตามสัญญา ประนีประนอมยอมความในการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง ตามค าแนะน าของอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและ ครอบครัวกลาง ก าหนดให้น ารายงานข้อเท็จจริงจากสถานพินิจไปพิจารณาประกอบในการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องที่ ผู้เยาว์มีส่วนได้เสีย โดยให้น าบทบัญญัติ มาตรา 166 ถึง 168 แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว


42 และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาใช้บังคับโดยอนุโลม (พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและ ครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 166 – 168 ค าแนะน าของอธิบดี ผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางเกี่ยวกับแนวทางการไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 20 ตรี) 2.3.5.2 กรณีไกล่เกลี่ยหลังฟ้อง การไกล่เกลี่ยหลังฟ้องคดีตามมาตรา 148 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชน และครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 บัญญัติว่า “เมื่อผู้ประนีประนอมคดี ครอบครัวตามวรรคหนึ่งได้ด าเนินการตามค าสั่งศาลแล้วให้รายงานผลการไกล่เกลี่ยประนีประนอมต่อศาล ใน กรณีการไกล่เกลี่ยประนีประนอมเป็นผลส าเร็จ ให้ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวจัดให้มีการท าสัญญา ประนีประนอมยอมความขึ้นแล้วรายงานศาล หรือจะนัดหรือขอให้ศาลเรียกคู่ความมาท าสัญญาประนีประนอม ยอมความกันต่อหน้าศาลก็ได้ เมื่อศาลเห็นว่าสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือไม่ขัดต่อความ สงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ให้ศาลพิพากษาไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น หรือ ศาลจะยังไม่พิพากษาแต่ก าหนดเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาให้คู่ความทดลองปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอม ความก่อนก็ได้ โดยเฉพาะการใช้อ านาจปกครองหรือการอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์หรือคนไร้ความสามารถ ไม่ว่า กรณีจะเป็นประการใด ถ้าคดีครอบครัวนั้นผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียให้ศาลค านึงถึงประโยชน์สูงสุด ของผู้เยาว์เป็นส าคัญ ในกรณีที่ศาลเห็นว่าสัญญาประนีประนอมยอมความฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือขัดต่อความ สงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นคดีที่ผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียและมิได้ ค านึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ ให้ศาลปฏิเสธการพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น” ซึ่งใน การพิจารณาพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความของศาลในคดีครอบครัว โดยสรุปแล้วไม่ว่าจะเป็น การไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องหรือการไกล่เกลี่ยหลังฟ้องหากเป็นกรณีที่ผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียในการ พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความศาลก็จะต้องน ารายงานข้อเท็จจริงจากสถานพินิจไปพิจารณา ประกอบ และนอกจากหลักการพิจารณาว่าจะต้องไม่เป็นข้อตกลงที่ขัดต่อกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแล้ว ถ้าเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือส่วนได้ เสีย ศาลจะต้องค านึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์เป็นส าคัญ หรือหากเป็นกรณี การประนีประนอมยอมความ กันส าเร็จในกรณีที่เกี่ยวกับการใช้อ านาจปกครอง หรือการอุปการะเลี้ยงดูผู้เยาว์ หรือคนไร้ความสามารถศาล อาจยังไม่มีค าพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความแต่จะให้ทดลองปฏิบัติตามสัญญาก่อนก็ได้ นอกจากนี้ในส่วนของ ส านักงานศาลยุติธรรม (2562, หน้า 46) ได้ระบุถึง ในคดีครอบครัว นั้นยังอาจมีการแก้ไขค าพิพากษาเดิมได้ ในกรณีที่พฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของคู่ความได้เปลี่ยนแปลงไป ศาลเยาวชนและครอบครัวมีอ านาจแก้ไขค าพิพากษาในคดีครอบครัวที่เป็นประเด็นส าคัญได้ ถึงแม้ค าพิพากษา นั้นจะถึงที่สุดไปแล้ว เช่น การแก้ไขค่าอุปการะเลี้ยงดูระหว่างสามีภริยา หรือระหว่างบิดามารดากับบุตร ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/39 การเปลี่ยนตัวผู้ใช้อ านาจปกครองบุตรตาม ป.พ.พ. มาตรา 1521 และค าสั่งเพิกถอน ผู้ปกครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1588 2.3.6 การบังคับคดีตามค าพิพากษาหรือค าสั่งของศาล 2.3.6.1 การบังคับคดีตามค าพิพากษาหรือค าสั่งของศาล


43 ดังที่ สหรัฐ กิติ ศุภการ (2563, หน้า 368-369,383 และ 385) ได้กล่าวว่า ตามพระราช บัญญัติพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ได้มี บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีตามค าพิพากษาหรือค าสั่ง ดังนี้ มาตรา 154 บัญญัติว่า “ในการบังคับคดีตามค าพิพากษาหรือค าสั่งของศาลเพื่อช าระ ค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพนั้น สิทธิเรียกร้องเป็นเงินของลูกหนี้ตามค าพิพากษาตามมาตรา 286 (1) (2) และ (3) แห่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ให้อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีเป็นจ านวนตามที่ ศาลเห็นสมควร ทั้งนี้โดยค านึงถึงฐานะในทางครอบครัวของลูกหนี้ตามค าพิพากษา จ านวนบุพการี และ ผู้สืบสันดานซึ่งอยู่ในความอุปการะของลูกหนี้ตามค าพิพากษาด้วย ในการบังคับคดีตามวรรคหนึ่ง ศาลอาจ ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี เจ้าพนักงานศาล เจ้าพนักงานอื่น หรือบุคคลที่ศาลเห็นสมควรเป็นผู้ด าเนินการ โดย ค่าฤชาธรรมเนียมในการบังคับคดีให้ได้รับการยกเว้น” 2.3.6.2 ค าสั่งหรือค าบังคับที่ไม่เกี่ยวกับการยึดหรืออายัด มาตรา 161 บัญญัติว่า “เมื่อศาลมีค าสั่งหรือค าบังคับที่ไม่เกี่ยวกับการยึดหรืออายัด ทรัพย์ลูกหนี้ ตามค าพิพากษาหรือมีค าสั่งคุ้มครองชั่วคราวตามมาตรา 159 หากความปรากฏต่อศาลเองหรือ คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือผู้แทนหรือผู้มีส่วนได้เสียร้องต่อศาลว่าคู่ความหรือผู้ที่ถูกค าสั่งบังคับฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติ ตามค าสั่งหรือค าบังคับให้ศาลออกหมายเรียกหรือหมายจับตัวมาไต่สวนและตักเตือนให้ปฏิบัติตามค าสั่งหรือ ค าบังคับของศาล หากยังไม่ปฏิบัติตามค าสั่งหรือค าบังคับอีกโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือมีพฤติการณ์จงใจ หลบเลี่ยงไม่ปฏิบัติ ให้ศาลมีอ านาจกักขังจนกว่าจะปฏิบัติตามค าสั่งหรือค าบังคับแต่ห้ามมิให้กักขังแต่ละครั้ง เกินกว่าสิบห้าวันนับแต่วันจับหรือกักขังแล้วแต่กรณี เว้นแต่จะได้รับการปล่อยชั่วคราว” 2.3.6.3 การบังคับคดีเกี่ยวกับเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพ มาตรา 162 บัญญัติว่า “ในคดีที่ศาลมีค าพิพากษาหรือค าสั่งให้จ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือ ค่าเลี้ยงชีพ ถ้าศาลเห็นสมควรจะสั่งให้ลูกหนี้ตามค าพิพากษาน าเงินมาวางศาลตามเงื่อนไข หรือระยะเวลาที่ ศาลก าหนด ในกรณีลูกหนี้ตามค าพิพากษามีรายได้ประจ า ศาลอาจสั่งให้อายัดเงินเท่าจ านวนที่จะช าระเป็น ค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพเป็นรายเดือน แล้วให้ผู้มีหน้าที่จ่ายเงินดังกล่าวน าเงินมาวางศาลแทนลูกหนี้ ตามค าพิพากษา เมื่อความปรากฏต่อศาลเองหรือผู้มีสิทธิได้รับค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพร้องต่อ ศาลว่าลูกหนี้ตามค าพิพากษาไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลเรียกตัวมาสอบถามหากปรากฏเป็นความจริง ให้ศาลว่ากล่าวตักเตือนให้ปฏิบัติตามค าสั่งศาล ในกรณีลูกหนี้ตามค าพิพากษาไม่ปฏิบัติตามค าตักเตือนของศาลตามวรรคสองโดยไม่มี เหตุอันสมควร ศาลมีอ านาจออกหมายจับและสั่งให้กักขังลูกหนี้ตามค าพิพากษาไว้จนกว่าลูกหนี้จะน าเงินค่า อุปการะเลี้ยงดูหรือค่าเลี้ยงชีพมาช าระหรือวางศาล แต่ห้ามมิให้กักขังลูกหนี้ตามค าพิพากษาแต่ละครั้งเกินกว่า สิบห้าวันนับแต่วันจับหรือกักแล้วแต่กรณี เว้นแต่จะได้รับการปล่อยชั่วคราว” 2.4 แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินผลและการโครงการ 2.4.1 ความหมายของการประเมินผลและการประเมินโครงการ การประเมินผล ภาษอังกฤษใช้ค าว่าว่า Evaluation ถือเป็นการใช้กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล อย่างเป็นระบบ แล้วน ามาวิเคราะห์เพื่อการตัดสินใจในการด าเนินการต่อไปอย่างไร ซึ่งการศึกษาวิจัยครั้งนี้ จะน าแนวคิดของการประเมินโครงการมาศึกษาของการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม ยอมความ โดยการประเมินโครงการ ภาษาอังกฤษใช้ค าว่า Project or Program Evaluation เนื่องด้วยการ


44 ประเมินผลและการประเมินโครงการใช้กลักการ แนวคิดเดียวกัน จึงได้ศึกษาความหมายทั้ง“การประเมินผล” และ “การประเมินโครงการ” จากการศึกษามีนักวิชาการได้ให้ความหมายไว้อย่างสอดคล้องกัน ดังนี้ 2.4.1.1 ความหมายของการประเมินผล ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ (2542, หน้า 9 อ้างถึงใน สุริวงษ์ รัตนชูศรี, 2556, 8) ได้กล่าว่า การ ประเมินผล หมายถึง กระบวนการที่มุ่งแสดงค าตอบถึงการด าเนินงานบรรลุตามวัตถุประสงค์และ เป้าหมายที่ก าหนดไว้หรือไม่ จัดเป็นการประเมินผลลัพธ์และผลกระทบ ส่วนการมุ่งค าตอบของการด าเนินงาน เป็นไปตามแผนที่ก าหนดไว้หรือไม่และมีอุปสรรคอย่างไรเป็นการประเมินกระบวนการ ศิริชัย กาญจนวาสี (2554, หน้า 36) ได้กล่าว่า การประเมินผล หมายถึง กระบวน การศึกษาโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัย (Research Oriented) เป็นการตรวจสอบการบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่เป็น สารสนเทศเพื่อตัดสินใจและเป็นการตัดสินคุณค่าของสิ่งที่มุ่งประเมิน สุวิมล ตริกานนท์ (2554, หน้า 2) ได้กล่าวว่า การประเมินผล หมายถึง กระบวนการที่ เกิดขึ้นทุกขั้นตอนของการด าเนินงาน เพื่อเป็นสารสนเทศในการน าไปใช้พิจารณาในการด าเนินงานต่อไปได้ อย่างทันท่วงที สิน พันธุ์พินิจ (2556, หน้า 14) ได้กล่าวว่า การประเมินผล หมายถึง การพิจารณา เปรียบเทียบตัดสินคุณค่าของสิ่งที่ด าเนินการตามวัตถุประสงค์ที่ก าหนดไว้ เยาวดี วิบูลย์ศรี (2558, หน้า 91) ได้กล่าวว่า การประเมินผล หมายถึง กระบวนการ ตีความหมาย (Interpretation) และการตัดสินคุณค่า (Value Judgment) จากสิ่งที่วัดได้ ที่มีการวัดผลการ ประเมินผล ต้องอาศัยวิธีการที่เป็นระเบียบแบบแผนในการรวบรวมข้อมูล เพื่อเป็นสารสนเทศประกอบการ ตัดสินว่าการด าเนินงานนั้นมีความเหมาะสมเพียงใด Provus (1971, p. 124) ได้กล่าวว่า การประเมินผล หมายถึง การวัดที่ท าให้การประเมิน มีความเป็นวิทยาศาสตร์ที่มีความเป็นปรนัย และความเที่ยงตรง Stufflebeam (1971, p. 201) ได้กล่าวว่า การประเมินผล หมายถึง การก าหนดปัญหา ในการเก็บรวบรวมข้อมูลและสารสนเทศที่น าไปสู่การตัดสินใจที่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุด Gronlund (1990, pp. 5-8) ได้กล่าว่า การประเมินผล หมายถึง กระบวนการอย่างเป็น ระบบที่อธิบายถึงการมีผลสัมฤทธิ์บรรลุตามวัตถุประสงค์อย่างไร โดยพิจารณาได้ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ ประกอบการตัดสินใจ bel & Frisble (1996, p. 13) ได้กล่าว่า การประเมินผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับ คุณภาพหรือคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ โดยพิจารณาจากผลที่ได้จากการวัดด้านต่าง ๆ ประกอบกับหลักฐานด้านอื่น ที่เกี่ยวข้อง และรวมถึงการใช้วิจารณญาณและความรู้สึกของผู้ประเมินในการตัดสินใจด้วย Rossi & Freeman (2004, p. 16) ได้กล่าวว่า การประเมินผล หมายถึง การประเมิน อย่างเป็นระบบ เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการด าเนินงาน น าเสนอเป็นสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ต่อการ ตัดสินใจ น าไปสู่การปรับปรุง จากการศึกษาความหมายที่กล่าวมา สรุปได้ว่า การประเมินผล หมายถึง การประเมินด้วย กระบวนการเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ที่มุ่งแสดงค าตอบถึงการด าเนินงานที่เป็นไปตามจุดประสงค์หรือ เป้าหมายอย่างไร เพื่อประโยชน์ต่อการตัดสินใจ 2.4.1.2 ความหมายของการประเมินโครงการ พิสณุ ฟองศรี (2553, หน้า 68) ได้กล่าวว่า การประเมินโครงการ หมายถึง กระบวนการ ตัดสินคุณค่าของโครงการในระยะหนึ่งหรือทุกระยะ โดยน าสารสนเทศจากการวัดมาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่


45 ก าหนดไว้ เพื่อตัดสินใจจัดท าโครงการทดลองหรือน าร่อง ปรับเปลี่ยน ระงับ ปรับปรุง ขยายผลหรือยกเลิก โครงการ พงษ์เทพ จิระโร (2554, หน้า 7) ได้กล่าวว่า การประเมินโครงการ หมายถึง เป็น กระบวนการวัดตัวบ่งชี้คุณภาพของโครงการที่ก าหนดไว้ไปเทียบกับเกณฑ์ ท าให้ได้ผลการประเมินเพื่อน าไปใช้ ปรับปรุงพัฒนาโครงการให้ดียิ่งขึ้นหรือการน าไปสู่การตัดสินใจในการด าเนินโครงการต่อไป พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2555, หน้า 71) ได้กล่าวว่า การประเมินโครงการ หมายถึง เป็น กระบวนการเชิงระบบเพื่อการตรวจสอบ หรือบ่งชี้ถึงประสิทธิภาพและประสิทธิผลของโครงการ ซึ่งจะเ ป็น สารสนเทศต่อการตัดสินใจของการบริหารจัดการ การปรับปรุงและพัฒนาโครงการ ธีรศักดิ์ อุ่นอารมณ์เลิศ (2556, หน้า 6) ได้กล่าวว่า การประเมินโครงการ หมายถึง เป็น กระบวนการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์อย่างเป็นระบบในการตัดสินผลที่เกิดขึ้นจากการด าเนินโครงการใน ด้านความส าเร็จ ความล้มเหลว จุดอ่อน จุดแข็ง ปัญหาและอุปสรรคของโครงการ วีระยุทธ ชาตะกาญจน์ (2557, หน้า 264) ได้กล่าวว่า การประเมินโครงการ หมายถึง เป็นกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลตามสภาพความเป็นจริงของการด าเนินโครงการ เพื่อน ามาประกอบการ ตัดสิน ผลสัมฤทธิ์ของโครงการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เป้าหมายหรือตามมาตรฐานที่ก าหนดไว้หรือไม่ ซึ่ง จะน าไปสู่การตัดสินใจของโครงการ Fitzpatrick, Sanders, and Worthen (2004, p. 5) ได้กล่าวว่า การประเมินโครงการ หมายถึง วิธีการสืบหาข้อมูลและพิจารณาตัดสินของโครงการใน 3 ประเด็น คือ 1) การก าหนดมาตรฐานเพื่อใช้ ตัดสินคุณภาพโดยการเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานที่ก าหนด 2) การรวบรวมข้อมูลสารสนเทศของการด าเนิน โครงการ และ 3) การเปรียบเทียบข้อมูลสารสนเทศที่ได้กับมาตรฐานที่ก าหนดไว้เพื่อตัดสินคุณค่า คุณภาพ ประสิทธิผลหรือความส าคัญของโครงการ ซึ่งจะเป็นข้อมูลในการตัดสินใจของการปรับปรุงหรือพัฒนาโครงการ จากการศึกษาความหมายที่กล่าวมา สรุปได้ว่า การประเมินโครงการ หมายถึง กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบตลอดการด าเนินโครงการ เพื่อน ามาวิเคราะห์ และประมวลผล อย่างรอบคอบ ผลที่ได้น าไปสู่ประกอบการตัดสินในการปรับปรุงหรือพัฒนาโครงการ 2.4.2 วัตถุประสงค์ของการประเมินโครงการ การด าเนินโครงการแต่ละโครงการย่อมมีความแตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ของโครงการที่ก าหนดไว้ โดยมีนักวิชาการกล่าวไว้ ดังนี้ พงษ์เทพ จิระโร (2554, หน้า 7) ได้กล่าวถึง วัตถุประสงค์ของการประเมินโครงการ เพื่อน าผลการ ประเมินที่ไปใช้ในการก าหนดแนวทางของการด าเนินโครงการ การปรับปรุงหรือการพัฒนาโครงการ และ ประกอบการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2555, หน้า 71-73) ได้กล่าวถึง วัตถุประสงค์ของการประเมินโครงการ เพื่อเป็น สารสนเทศที่ส าคัญ กล่าวคือ 1) ช่วยตัดสินใจว่าโครงการมีความจ าเป็นมากน้อยเพียงใด สมเหตุสมผลหรือไม่ คุ้มค่ากับเงินทุนหรือทรัพยากรที่ลงทุนเพียงใด 2) ช่วยตัดสินใจในการปรับปรุงโครงการ 3) ช่วยตัดสินใจว่า โครงการจะด าเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง หรือการขยายโครงการและการรับรองโครงการ 4) ประโยชน์ในการ เสนอขอรับการสนับสนุนการด าเนินโครงการจากหน่วยงานหรือองค์กร และ 5) ช่วยให้ได้รับความรู้ความเข้าใจ พื้นฐานอื่นที่นอกเหนือจากความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการที่ท าการประเมิน Rossi and Freeman (1982, p. 15 อ้างถึงใน สุดาทิพย์ เสนามนตรี, 2558, หน้า 14) ได้ กล่าวถึง วัตถุประสงค์ของการประเมินโครงการ กล่าวคือ 1) เพื่อพิจารณาถึงคุณค่าและการคาดคะเน คุณประโยชน์ของโครงการ 2) เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารโครงการ 3) เพื่อเป็นการตรวจสอบและ


46 ปรับปรุงแก้ไขการด าเนินโครงการ 4) เพื่อเป็นการวิเคราะห์ข้อดีและข้อเสียหรือข้อจ ากัดของโครงการ ในการ ตัดสินใจสนับสนุนโครงการ และ 5) เพื่อเป็นการตรวจสอบว่าการด าเนินโครงการบรรลุเป้าหมายมากน้อย เพียงใด จากการศึกษาวัตถุประสงค์ของการประเมินโครงการที่กล่าวมา สรุปได้ว่า วัตถุประสงค์ของการ ประเมินโครงการ เพื่อน าสารสนเทศที่ได้ไปประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการโครงการ ให้เกิด ประสิทธิภาพและประสิทธิผลให้มากที่สุด 2.4.3 ความส าคัญและประโยชน์ของการประเมินโครงการ ในการด าเนินโครงการตามแผนการที่ก าหนดไว้ จะมีความส าคัญและประโยชน์อย่างไร โดยมี นักวิชาการได้กล่าวถึงไว้ ดังนี้ ฐาปนา ฉิ่มไพศาล และอัจฉรา ชิวะตระกูลกิจ (2544, หน้า 10-23 อ้างถึงใน วัชระพงศ์สมพรชัย. 2555, หน้า 12) ได้กล่าวถึง ความส าคัญและประโยชน์ของการประเมินโครงการ กล่าวคือ 1) ช่วยให้การก าหนด วัตถุประสงค์ของการด าเนินโครงการมีความชัดเจน กล่าวได้ว่า ก่อนที่โครงการจะได้รับการสนับสนุนให้เริ่มต้น ด าเนินงาน ควรได้รับการประเมินผลก่อน หากมีส่วนใดที่ขาดความชัดเจน ก็จะท าการปรับปรุง 2) ช่วยให้การ ใช้ทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากการประเมินมีการวิเคราะห์ทุกส่วนของโครงการ รวมถึงทรัพยากร ทุกประเภทที่ได้รับการจัดสรร ว่ามีความพอเหมาะแก่การด าเนินงานเพียงใด 3) ช่วยให้แผนงานบรรลุตาม วัตถุประสงค์ เนื่องจากการประเมินผลโครงการ เป็นขั้นตอนเพื่อปรับปรุงเมื่อมีข้อบกพร่อง 4) ช่วยในการ ควบคุมคุณภาพของงานอย่างเป็นระบบ โดยใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ วิเคราะห์ถึงปัจจัยทุกชนิดที่ใช้ในการ ด าเนินงาน มีการตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับเพื่อปรับปรุงคุณภาพของงาน 5) ช่วยในการตัดสินใจในการบริหาร โครงการ เพราะการติดตามประเมินผลจะท าให้ผู้บริหารโครงการทราบปัญหา อุปสรรค ข้อดี ข้อเสีย ตลอดจน แนวทางแก้ไข และ 6) ใช้เป็นข้อมูลส าคัญในการวางแผนหรือก าหนดนโยบายขององค์กร พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2555, หน้า 77) ได้กล่าวถึง ความส าคัญและประโยชน์ของการประเมินโครงการ ต่อการตัดสินใจของผู้บริหารและผู้รับผิดชอบโครงการ กล่าวคือ 1) ช่วยให้ได้ข้อมูลสารสนเทศเพื่อน าไปใช้ใน การตัดสินใจในการก าหนดโครงการ การตรวจความพร้อมของทรัพยากรต่าง ๆ ที่จ าเป็นต้องใช้ในการด าเนิน โครงการ ตลอดจนความเป็นไปได้ในการจัดท าโครงการ 2) ช่วยให้ทราบข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับความก้าวหน้า ปัญหา อุปสรรคในการด าเนินโครงการ ซึ่งน ามาในการตัดสินใจเพื่อการปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขการ ด าเนินโครงการให้เป็นไปตามทิศทางที่ต้องการ 3) ช่วยให้ได้ข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับความส าเร็จและความ ล้มเหลวของโครงการที่น ามาใช ้ในการตัดสินใจว่าจะด าเนินการในช่วงต่อไปอย่างไร ยกเลิกหรือปรับขยายการ ด าเนินโครงการต่อไปอีก 4) ช่วยให้ได้ข้อมูลสารสนเทศที่บ่งบอกถึงประสิทธิภาพของโครงการว่าเป็นอย่างไร คุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ และ 5) ช่วยให้เกิดการเสริมแรงสร้างพลังจูงใจให้กับผู้ปฏิบัติงาน เมื่อทราบผลส าเร็จ จุดเด่นหรือจุดด้อยของโครงการ โดยมุ่งมั่นปรับปรุงและพัฒนาการด าเนินโครงการให้มีคุณภาพและมาตรฐาน สูงขึ้น โดยจะเกิดคุณค่าและประโยชน์สูงสุดต่อผู้รับบริการหรือองค์กร ธีรศักดิ์อุ่นอารมณ์เลิศ (2556, หน้า 24-25) ได้กล่าวถึง ความส าคัญและประโยชน์ของการประเมิน โครงการ กล่าวคือ 1) ช่วยให้การก าหนดวัตถุประสงค์มีความชัดเจน เหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการ ของกลุ่มเป้าหมาย และมีความเป็นไปได้ในการด าเนินการ 2) ช่วยให้ได้ข้อมูลสารสนเทศเพื่อเป็นการเลือกใน การตัดสินใจด้านการวางแผนโครงการ การปรับปรุงโครงสร้างองค์กร การจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม 3) ช่วยให้ทราบความก้าวหน้า ปัญหา อุปสรรค ตลอดจนการปรับปรุงแก้ไข และป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นใน อนาคตได้4) ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการด าเนินโครงการ เนื่องจากการประเมินผลท าให้ทราบปัญหา อุปสรรค จุดแข็ง จุดอ่อนของการด าเนินโครงการ โดยการน าระบบการก ากับติดตามผลเข้าร่วมในการบริหาร


47 โครงการ จึงน าไปสู่การเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล 5) ช่วยให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับความส าเร็จ ความล้มเหลว ผลกระทบและผลลัพธ์ เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง 6) ช่วยให้ได้ข้อมูลที่บ่งบอกถึงประสิทธิภาพ ความคุ้มค่า ความเป็นธรรม และความเสมอ ภาคหรือไม่ 7) เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการ ตลอดทั้งเป็นแรงจูงใจให้ ผู้ปฏิบัติโครงการ เพราะจะท าให้ทราบจุดเด่น จุดด้อย เพื่อพัฒนาหรือปรับปรุงโครงการ 8) เพื่อช่วยหา หลักฐานสนับสนุนเกี่ยวกับการด าเนินกิจกรรมของโครงการด้านต่าง ๆ เช่น ด้านสาธารณชน การเมือง เศรษฐกิจ และด้านวิชาชีพเฉพาะ และ 9) เพื่อเป็นบทเรียนขยายผลไปสู่สภาพการณ์อื่น ๆ ในวงกว้างมากขึ้น จากการศึกษาความส าคัญและประโยชน์ของการประเมินโครงการที่กล่าวมา สรุปได้ว่า ความส าคัญและประโยชน์ของการประเมินโครงการ เป็นการตรวจความพร้อมของทรัพยากรที่น ามาใช้ในการ ด าเนินโครงการเพื่อให้ทราบจุดเด่น จุดด้อย ในการน าไปพัฒนาหรือปรับปรุงโครงการ 2.4.4 ประเภทของการประเมินโครงการ โครงการที่ด าเนินการในแต่ละโครงการ ย่อมมีวิธีการด าเนินการที่แตกต่างกันไปตามบริบทและ วัตถุประสงค์ของแต่ละโครงการ เพื่อให้การด าเนินโครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว จึงต้องมีการ ประเมินตามประเภทของการประเมินโดยที่นักวิชาการได้กล่าวไว้ ดังน ี้ สมคิด พรมจุ้ย (2552, หน้า 38-42) ได้กล่าวถึง ประเภทของการประเมินโครงการ แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ ดังนี้ 1) แบ่งตามจุดประสงค์ของการประเมิน จ าแนกเป็น 2 ประเภท ประกอบด้วย (1) การประเมินเพื่อปรับปรุง หรือการประเมินความก้าวหน้า (Formative Evaluation) (2) การประเมินเพื่อสรุปผล (Summative Evaluation) 2) แบ่งตามหลักยึดในการประเมิน จ าแนกเป็น 2 ประเภท ประกอบด้วย (1) การประเมินโดยยึดวัตถุประสงค์ (Goal-Base Evaluation) โดยมุ่งประเมินบรรลุตาม วัตถุประสงค์หรือไม่ (2) การประเมินโดยอิสระที่ไม่ยึดวัตถุประสงค์ (Goal-Free Evaluation) โดยมุ่งประเมินผลที่ เกิดขึ้นทั้งหมดของการด าเนินโครงการ แต่เป็นการประเมินที่ไม่ทราบวัตถุประสงค์ของโครงการมาก่อนว่ามี อะไรบ้าง 3) แบ่งตามล าดับเวลาที่ประเมิน จ าแนกเป็น 3 ประเภท ประกอบด้วย (1) การประเมินก่อนเริ่มโครงการ (Pre- Evaluation) เป็นการประเมินที่มีจุดมุ่งหมายในการ ใช้ตัดสินใจในการเลือกโครงการ เพื่อตรวจสอบความเหมาะสม ความเป็นไปได้ของโครงการ โดยการประเมิน ก่อนเริ่มโครงการจะเน้นการพิจารณาถึงความเหมาะสมของโครงการเกี่ยวกับความเป็นไปได้ทางเทคนิควิชาการ ความพร้อมทางการบริหารโครงการให้บรรลุตามเป้าหมาย และความพร้อมในปัจจัยสนับสนุน เช่น เงิน ก าลังคน วัสดุ-อุปกรณ์ เป็นต้น (2) การประเมินระหว่างการด าเนินงาน (Implementation Evaluation or Process Evaluation) เป็นการประเมินการด าเนินงานขณะด าเนินโครงการเพื่อศึกษาการด าเนินงานเป็นไปตามแผน หรือไม่ กิจกรรมใดท าได้ท าไม่ได้ เกิดจากสาเหตุใด มีจุดเด่น จุดด้อย มีปัญหาหรืออุปสรรคอะไรบ้าง เมื่อเกิด ปัญหาจะได้แก้ปัญหาได้ทันที การประเมินในขั้นนี้จึงเน้นที่การปรับปรุง (3) การประเมินหลังการด าเนินงาน เป็นการประเมินผลที่เกิดขึ้นโดยเทียบกับวัตถุประสงค์ ของโครงการที่ก าหนดไว้ โดยแบ่งการประเมินเป็น 2 ขั้นตอน คือ 1) การประเมินเมื่อสิ้นสุดโครงการ 2) การ ประเมินในการติดตามผล เป็นการศึกษาผลกระทบของโครงการที่มีระยะเวลาหลังสิ้นสุด โครงการในระยะเวลาหนึ่ง


48 สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ (2553, หน้า 169-170) ได้กล่าวถึง การประเมินในรูปแบบซิป ได้แบ่งการ ประเมินเป็น 3 ระยะ ดังนี้ 1) การประเมินก่อนเริ่มโครงการ (Pre- Evaluation) เป็นการประเมินเพื่อวางแผนโครงการ ในการ ก าหนดวัตถุประสงค์และวิธีการของโครงการ โดยในรูปแบบซิปการประเมินก่อนเริ่มโครงการมี ดังนี้ (1) การประเมินสภาพแวดล้อมหรือการประเมินบริบท เป็นการประเมินความต้องการจ าเป็น เพื่อก าหนดวัตถุประสงค์ของโครงการ (2) การประเมินปัจจัยหรือทรัพยากร เป็นการตรวจสอบความพร้อมด้านทรัพยากรทั้งด้าน ปริมาณและคุณภาพ ตลอดจนระบบริหารจัดการเพื่อวิเคราะห์ก าหนดทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดเพื่อการด าเนิน โครงการให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการที่ก าหนดไว้ 2) การประเมินขณะด าเนินโครงการ โดยในรูปแบบซิปเป็นการประเมินกระบวนการขณะการปฏิบัติ เป็นการศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อน ปัญหา อุปสรรค ในขั้นนี้ประเมินเพื่อปรับปรุงอย่างทันท่วงที 3) การประเมินหลังสิ้นสุดโครงการ โดยในรูปแบบซิปเป็นการประเมินผลผลิตของโครงการที่มุ่ง ตอบค าถามว่าโครงการประสบความส าเร็จตามแผนที่ก าหนดไว้หรือไม่ ผลผลิตของโครงการเป็นไปตาม วัตถุประสงค์มากน้อยเพียงใด รัตนะ บัวสนธ์ (2555, หน้า 9) ได้กล่าวถึง ประเภทของการประเมินโครงการ ดังนี้ 1) การประเมินก่อนด าเนินการ (Ex-ante Evaluation) โดยมีจุดมุ่งหมายในการวิเคราะห์ข้อมูล ก่อน กล่าวคือจะมีการส ารวจความต้องการ (Need Assessment) และศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility) เป็นการพิจารณาความพร้อมของการด าเนินโครงการ 2) การประเมินระหว่างด าเนินการ (Formative Evaluation) โดยมุ่งศึกษาความก้าวหน้าของ การด าเนินโครงการเพื่อให้ทราบปัญหา อุปสรรคแต่ละระยะเวลา แล้วน าข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงให้การด าเนิน โครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ 3) การประเมินเสร็จสิ้นโครงการ (Summative Evaluation) โดยมุ่งศึกษาว่าการด าเนิน โครงการเป็นไปตามวัตถุประสงค์มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้เป็นการเน้นผลที่เกิดจากโครงการ 4) การประเมินหลังเสร็จสิ้นโครงการ (Follow-up Evaluation) โดยมุ่งศึกษาการติดตามงาน เป็นขั้นสุดท้ายของการประเมินโครงการ มุ่งดูผลที่เกิดจากการด าเนินโครงการที่เกี่ยวกับความส าเร็จและความ ล้มเหลว ธีรศักดิ์ อุ่นอารมย์เลิศ (2556, หน้า 11-14) ได้กล่าวถึง การประเมินโครงการโดยแบ่งตาม ลักษณะของกิจกรรมที่ต้องการประเมิน ดังนี้ 1) การประเมินองค์การ (Organization Evaluation) ได้แก่ การประเมินประสิทธิภาพหรือ ประสิทธิผลในการด าเนินงานขององค์การ เช่น การประเมินคุณภาพการศึกษาการประเมินบุคลากร การ ประเมินผลสัมฤทธิ์ขององค์การ เป็นต้น 2) การประเมินการวางแผน (Planning Evaluation) ได้แก่ การประเมินความเหมาะสมของการ วางแผนในแต่ละระดับของการด าเนินงาน หรือการประเมินความเหมาะสมของแผนการด าเนินงาน 3) การประเมินนโยบาย (Policy Evaluation) ได้แก่ การประเมินผลความเหมาะสมในการน า นโยบายไปสู่การปฏิบัติ 4) การประเมินแผนงาน (Program Evaluation) ได้แก่ การประเมินแผนงานของหน่วยงานซึ่งมี โครงการหลาย ๆ โครงการอยู่ภายใต้แผนงาน


49 5) การประเมินโครงการ (Project Evaluation) ได้แก่ การประเมินโครงการแต่ละโครงการซึ่งอยู่ ภายใต้แผนงาน หรืออาจจะเป็นโครงการหลักสูตรก็ได้ 6) การประเมินกิจกรรม (Activity Evaluation) ได้แก่ การประเมินกิจกรรมที่จัดขึ้น อาจจะอยู่ ภายใต้โครงการหรือไม่อยู่ในโครงการก็ได้ จากการศึกษาประเภทของการประเมินโครงการที่กล่าวมา สรุปได้ว่า ประเภทของการประเมิน โครงการที่มีการประเมินก่อนด าเนินการเป็นการพิจารณาความพร้อมของการด าเนินโครงการ การประเมิน ระหว่างด าเนินการเป็นการประเมินการด าเนินงานขณะด าเนินโครงการเพื่อศึกษาการด าเนินงานเป็นไปตาม แผนหรือไม่ และการประเมินหลังเสร็จสิ้นโครงการเป็นการประเมินผลผลิตของโครงการ ผลผลิตของโครงการ เป็นไปตามวัตถุประสงค์มากน้อยเพียงใด 2.4.5 ขั้นตอนของการประเมินโครงการ การด าเนินโครงการทุกโครงการมีเป้าหมายของความส าเร็จที่ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ก าหนดไว้ หรือไม่ สิ่งหนึ่งที่สามารถจะท านายได้ว่าโครงการด าเนินการด้วยความพร้อมหรือไม่ที่สามารถตรวจสอบได้คือ ขั้นตอนของการประเมินโครงการ โดยมีนักวิชาการได้กล่าวไว้ ดังนี้ สมคิด พรมจุ้ย (2552, หน้า 43) ได้กล่าวถึง ขั้นตอนของการประเมินโครงการมีขั้นตอน กระบวนการในการประเมิน ดังนี้ 1) ประเมินอะไร ให้พิจารณาถึงการวิเคราะห์โครงการที่มุ่งประเมิน 2) ท าไมจึงต้องประเมิน ให้พิจารณาถึงหลักการและเหตุผลของการประเมิน 3) ประเมินเพื่ออะไร ให้พิจารณาถึงการก าหนดวัตถุประสงค์ของการประเมิน 4) มีแนวคิดทฤษฎีอะไร ให้พิจารณาถึงการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และแนวทางการประเมิน 5) จะประเมินได้อย่างไร ให้พิจารณาถึงการออกแบบการประเมิน โดยการก าหนดรูปแบบการ ประเมิน ก าหนดประเภทของตัวแปรหรือข้อมูลหรือตัวชี้วัด ก าหนดแหล่งข้อมูล/ผู้ให้ข้อมูล ก าหนดเครื่องมือ/ วิธีการที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ก าหนดแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูล และก าหนดเกณฑ์การประเมิน 6) เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินมีอะไรบ้าง ให้พิจารณาถึงรูปแบบของเครื่องมือที่จะใช้เก็บ รวบรวมข้อมูล ความเหมาะสมของเครื่องมือที่ใช้ 7) จะเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการใด ให้พิจารณาถึงการเก็บรวบรวมข้อมูล 8) จะสรุปข้อมูลให้มีความหมายได้อย่างไร ให้พิจารณาถึงการวิเคราะห์ข้อมูล 9) จะน าผลการประเมินไปใช้ได้อย่างไร ให้พิจารณาถึงการรายงานผลการประเมิน พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2555, หน้า 82-83) ได้กล่าวถึง ขั้นตอนของการประเมินโครงการมีขั้นตอนในการ ประเมิน ดังนี้ 1) ขั้นการวิเคราะห์โครงการ 2) ขั้นการระบุหลักการและเหตุผล 3) ขั้นการก าหนดวัตถุประสงค์ของการประเมิน 4) ขั้นการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและรูปแบบการประเมิน 5) ขั้นการออกแบบการประเมิน 6) ขั้นการพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน 7) ขั้นการเก็บรวบรวมข้อมูล 8) ขั้นการวิเคราะห์ข้อมูล 9) ขั้นการเขียนรายงานการประเมินโครงการ


50 ดลนภา การักษ์ (2556, หน้า 33-35 อ้างถึงใน ไพศาล หวังพานิช (2544, หน้า 11-13) ได้กล่าวถึง ขั้นตอนของการประเมินโครงการมีขั้นตอนในการประเมิน 15 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ก าหนดเป้าหมาย ผู้ประเมินต้องก าหนดสิ่งต่อไปนี้อย่างชัดเจน ประกอบด้วย การประเมิน โครงการนี้มีความจ าเป็นเพียงใด จะน าผลการประเมินไปใช้อย่างไร เป็นการประเมินประเภทใดหรือระยะใด ของโครงการ และจะใช้แนวคิดหรือรูปแบบการประเมินอย่างไร 2) ก าหนดวัตถุประสงค์ เพื่อสนองตอบเป้าหมายของการประเมินที่ก าหนดไว้ ซึ่งวัตถุประสงค์ต้อง มีความชัดเจน ครอบคลุมและสอดคล้องกับเป้าหมายหรืออีกนัยหนึ่งวัตถุประสงค์จะต้อง “SMART” ที่ประกอบด้วย S : Sensible หมายถึง ความส าคัญ จ าเป็น M : Measurable หมายถึง มีข้อมูล วัดได้A : Attainable หมายถึง หาค าตอบได้ สรุปได้ บรรลุได้R : Reasonable หมายถึง สอดคล้องกับเป้าหมาย T : Time หมายถึง อยู่ใน เวลาที่เหมาะสม 3) ก าหนดคุณลักษณะที่จะประเมิน เพื่อสนองตอบวัตถุประสงค์ที่ก าหนด จะต้องพิจารณา คุณลักษณะใดหรือมีอะไรเป็นตัวบ่งชี้ คุณลักษณะนี้จะต้องส าคัญและตรงตามวัตถุประสงค์อย่างแท้จริงและ ครบถ้วน คุณลักษณะหรือตัวบ่งชี้ในการประเมินก็คือตัวแปรนั่นเอง 4) นิยามคุณลักษณะ คุณลักษณะที่ก าหนดขึ้น ต้องนิยมหรือให้ความหมายที่ชัดเจนว่า คืออะไร มีคุณสมบัติอย่างไร จะสังเกตคุณลักษณะได้อย่างไร ถ้าคุณลักษณะใดไม่สามารถนิยามได้ ย่อมหมายถึง ไม่สามารถวัดหรือเก็บข้อมูลได้ซึ่งก็หมายถึงประเมินไม่ได้ 5) ออกแบบการประเมิน การที่จะประเมินตามวัตถุประสงค์ที่ก าหนดหรือตอบปัญหาที่ต้องการ ทราบนั้น ควรจะด าเนินการประเมินอย่างไร จากใคร ช่วงเวลาใดจึงจะเหมาะสม 6) ก าหนดแหล่งข้อมูลคุณลักษณะที่ก าหนดเป็นลักษณะของสิ่งใด หรือของบุคคลกลุ่มใด ในการ ประเมินครั้งนี้จะประเมินจากแหล่งใด (หน่วยตัวอย่าง) หรือจากใครบ้าง (กลุ่มตัวอย่าง) จ านวนเท่าใด 7) ก าหนดเครื่องมือรวบรวมข้อมูล จากคุณลักษณะที่ก าหนดและจากแหล่งข้อมูลที่จะใช้ ควรใช้ เครื่องมือชนิดใดจึงจะได้ข้อมูลตรงตามความเป็นจริง มีความเป็นไปได้และสะดวกที่สุด เครื่องมือที่ใช้รวบรวม ข้อมูล เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ แบบทดสอบ แบบสอบถาม เป็นต้น 8) เขียนแผนการประเมิน เป็นการก าหนดโครงร่างการประเมิน โดยก าหนดรายละเอียดในการ ด าเนินการประเมินที่ก าหนดไว้ในแต่ละข้อ (ข้อ 1-7) พร้อมทั้งก าหนดแผนปฏิบัติการหรือปฏิทินการ ด าเนินการ ตลอดจนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จ าเป็นเพื่อจัดสรรงบประมาณ 9) สร้างเครื่องมือ ด าเนินการสร้างหรือเลือกเครื่องมือที่จะใช้เก็บข้อมูล โดยเครื่องมือจะต้องหา ความเที่ยงตรง ความเชื่อมั่น ความเป็นปรนัยหรือชัดเจนเข้าใจง่าย และเหมาะสมที่จะใช้กับหน่วยตัวอย่าง หรือ กลุ่มตัวอย่างที่จะให้ข้อมูล 10) ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ควรตรวจสอบเครื่องมือในด้านต่าง ๆ อย่างเหมาะสมเพื่อการ แก้ไขปรับปรุงก่อนที่จะน าไปใช้เก็บข้อมูลจริง 11) ก าหนดเกณฑ์การประเมิน การตรวจสอบคุณลักษณะที่ก าหนด จะใช้สิ่งใดเป็นเกณฑ์ตัดสิน อาจเป็นไปได้ทั้งเกณฑ์เชิงบรรยายหรือเกณฑ์ที่เป็นจ านวน เกณฑ์ที่ก าหนดนี้ต้องค านึงถึงความเหมาะสมเป็นไป ได้ประกอบพิจารณาในการก าหนด 12) เก็บรวบรวมข้อมูล ต้องด าเนินการอย่างทันเหตุการณ์อย่างเป็นระบบ ถูกต้อง ยุติธรรมและให้ ครบถ้วนตามแผนที่ก าหนด 13) วิเคราะห์ข้อมูล รวบรวม ประมวลผล จัดหมวดหมู่ข้อมูล ด าเนินการวิเคราะห์หรือสรุปด้วย เทคนิคและวิธีการที่เหมาะสม


51 14) สรุปหรือตัดสิน โดยพิจารณาข้อมูลแต่ละด้านกับเกณฑ์ที่ก าหนด และท าการสรุป รวบรวม หรือตัดสินผลการประเมิน โดยพยายามสรุปทั้งตามวัตถุประสงค์และรวบรวมยอด ทั้งนี้ต้องใช้ดุลพินิจที่ เหมาะสมประกอบการพิจารณา 15) เขียนรายงาน เสนอผลการประเมินโครงการใช้เป็นเอกสารอ้างอิงและเผยแพร่ต่อไป จากการศึกษาขั้นตอนของการประเมินโครงการ ที่กล่าวมา สรุปได้ว่าขั้นตอนของการประเมิน โครงการสามารถประมวลจ าแนกเป็น 4 ขั้นตอน ประกอบด้วยขั้นตอนการศึกษาเป้าหมายของโครงการ ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือที่ใช้ประเมินโครงการ ขั้นตอนการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล และขั้นตอนสรุป-รายงาน 2.4.6 รูปแบบการประเมินโครงการ รูปแบบการประเมินโครงการเป็นแนวคิดที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการหรือรายการประเมิน ซึ่ง รูปแบบการประเมินแต่ละรูปแบบมีแนวคิดที่มีความละเอียดอ่อน แต่รูปแบบการประเมินที่นิยมใช้คือรูปแบบ การประเมินซิปป์ (CIPP Mode) ดังที่นักวิชาการได้กล่าวถึงว่า รูปแบบการประเมิน CIPP Model และ CIPP IEST Model ส าหรับรูปแบบการประเมิน CIPP Model โดยมีนักวิชาการได้กล่าวถึงไว้อย่างสอดคล้องกัน ดังที่ สุนีรัตน์ จันทร์รัก (2554, หน้า 18) และ ทีปทัศน์ ชินตาปัญญากุล (2559, หน้า 35-46) ได้ศึกษาวิจัยรูปแบบ การประเมิน CIPP Model กล่าวว่า ศาสตราจารย์ ดร.แดเนียล แอล สตัฟเฟิลบีม (Daniel L.Stufflebeam) เป็นอาจารย์ มหาวิทยาลัยโอไฮโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เสนอรูปแบบการประเมินใน ค.ศ.1972 ในการ ประชุมครั้งที่ 11 ของคณะกรรมการสมาคมเกียรตินิยมทางการศึกษา (The Phi Delta Kappa Committee) เป็นที่รู้จักกันและเรียกกันว่า รูปแบบการประเมินแบบซิปป์ (CIPP) ค าว่า CIPP นั้น มาจากค าย่อจาก 4 ด้าน ที่จะท าการ ประเมิน ดังนี้ 1. การประเมินสภาวะแวดล้อมหรือบริบท (Context Evaluation : C) 2. การประเมินปัจจัยน าเข้าหรือเบื้องต้น (Input Evaluation : I) 3. การประเมินกระบวนการ (Process Evaluation : P) 4. การประเมินผลผลิต (Product Evaluation : P) การประเมินตามรูปแบบของซิปป์ เป็นรูปแบบที่เน้นด้านการตัดสินใจเลือกแนวทางด้านการศึกษา ที่เหมาะสม โดยรูปแบบการประเมินทั้ง 4 ด้าน ดังนี้ 2.4.6.1 การประเมินสภาวะแวดล้อมหรือบริบท (Context Evaluation : C) เป็นการประเมิน เพื่อให้ได้สารสนเทศส าหรับการตัดสินใจในการวางแผนก าหนดเป็น ผลลัพธ์ที่คาดหวังของโครงการหรือ วัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการ การประเมินบริบทเป็นการ ประเมินเกี่ยวกับนโยบาย ปรัชญา เป้าหมาย แรงกดดันทางเศรษฐกิจและสังคม ความต้องการของบุคคลและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนแรงกดดันทางการเมือง โดยการประเมินบริบทมีวัตถุประสงค์ ประกอบด้วย 1) ก าหนดขอบเขตและบรรยายเกี่ยวกับความตั้งใจให้บริการ 2) จ าแนกผู้รับประโยชน์ที่ตั้งใจให้บริการหรือกลุ่มเป้าหมาย และประเมินความต้องการ จ าเป็นของกลุ่มบุคคลดังกล่าว 3) จ าแนกหรือกลุ่มเป้าหมาย ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เป็นบ่อเกิดของความ ต้องการจ าเป็นของกลุ่มผู้รับประโยชน์หรือกลุ่มเป้าหมาย 4) จ าแนกความเกี่ยวข้องระหว่างคุณสมบัติที่มีค่าและโอกาสการได้รับทุนอุดหนุนที่ สามารถน าไปใช้ก าหนดเป้าหมายความต้องการจ าเป็นนั้น 5) จัดเตรียมข้อมูลพื้นฐานส าหรับการก าหนดเป้าหมายมุ่งการปรับปรุง 6) ประเมินความชัดเจนและความเหมาะสมเป็นไปได้ของกลุ่มเป้าหมายมุ่งการปรับปรุง


52 7) จัดเตรียมข้อมูลพื้นฐานส าหรับการตัดสินผลลัพธ์ของเป้าหมายมุ่งการปรับปรุง หรือ ความพยายามในการให้การบริการ การประเมินบริบทจะประเมินได้ทั้งก่อน ระหว่างหรือแม้กระทั้งหลังการ ด าเนินโครงการ ในกรณีประเมินบริบทก่อนการด าเนินโครงการ องค์กรหรือหน่วยงานจะใช้ผลการประเมิน บริบทในการช่วยจัดล าดับความส าคัญและก าหนดเป้าหมายส าหรับโครงการนั้น แต่ถ้าเป็นการประเมินบริบท ระหว่างหรือหลังด าเนินโครงการ องค์กรหรือหน่วยงานมักจะด าเนินการและจัดท ารายงานการประเมินบริบท ควบรวมไปกับการประเมินปัจจัยน าเข้า กระบวนการ และผลผลิต กรณีนี้การประเมินบริบทจึงมีประโยชน์ ในการตัดสินใจก าหนดเป้าหมายของโครงการ จึงมีประโยชน์ตอบสนองหรือเป็นไปตามความต้องการจ าเป็น ของกลุ่มผู้ใช้ประโยชน์หรือไม่เพียงไร ส าหรับเทคนิควิธีการประเมินบริบท ควรใช้วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลที่ หลากหลายให้ครอบคลุมประชากรเป้าหมาย เช่น การซักถาม การสัมภาษณ์ แบบส ารวจ แบบสอบถาม การทบทวนเอกสาร การวิเคราะห์ข้อมูลภูมิหลังและการปฏิบัติงานของบุคคล การจัดเวทีรับฟังจากชุมชน ถ้าประชากรมีมากก็ใช้ วิธีการสุ่มตัวอย่าง ซึ่งแนวทางการประเมินนั้น สมคิด พรหมจุ้ย (2552, หน้า 64) ได้ กล่าวว่า เป็นการประเมินเพื่อให้ได้ข้อมูลส าคัญ เพื่อช่วยก าหนดวัตถุประสงค์ของโครงการ ความเป็นไปได้ของ โครงการ เป็นการตรวจสอบในการตอบค าถามต่าง ๆ เช่น เป็นโครงการที่สนองปัญหาหรือความต้องการจ าเป็น ที่แท้จริงหรือไม่ หรือวัตถุประสงค์ของโครงการชัดเจน เหมาะสม สอดคล้องกับนโยบายขององค์กรหรือนโยบาย ของหน่วยเหนือหรือไม่ แม้แต่ค าถามว่าเป็นโครงการที่เป็นไปได้ในแง่ของโอกาสที่จะได้รับการสนับสนุนจาก องค์กรต่าง ๆ หรือไม่ เป็นต้น 2.4.6.2 การประเมินปัจจัยน าเข้าหรือเบื้องต้น (Input Evaluation : I) เป็นการประเมินเพื่อให้ได้สารสนเทศส าหรับการตัดสินใจเกี่ยวกับวิธีการและกลวิธีการ ด าเนินโครงการ เป็นการตรวจสอบความพร้อมของปัจจัยเบื้องต้นต่าง ๆ เช่น บุคคล งบประมาณ วัสดุ-อุปกรณ์ สถานที่ เป็นต้น เป็นการประเมินว่ามีปัจจัยที่พร้อมจะด าเนินโครงการหรือไม่ แผนหรือโครงการที่เสนอ เหมาะสมหรือไม่ ควรปรับปรุงส่วนใด สารสนเทศที่ได้จะประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงสร้างเพื่อเลือก แผนการจัดโครงการหรือแผนด าเนินงานที่เหมาะสมที่สุดในการบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ซึ่งแนวทางการ ประเมินนั้น สมคิด พรหมจุ้ย (2552, หน้า 64) ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงการตรวจสอบเพื่อตอบค าถามที่ส าคัญ เช่น ปัจจัยที่ก าหนดไว้ในโครงการมีความเหมาะสมเพียงพอหรือไม่ หรือกิจกรรม/แบบ/ทางเลือกที่ได้เลือกสรรแล้ว ที่ก าหนดไว้ในโครงการมีความเป็นไปได้แล้วเหมาะสมเพียงใด เป็นต้น 2.4.6.3 การประเมินกระบวนการ (Process Evaluation : P) เป็นการประเมินเพื่อให้ได้ สารสนเทศส าหรับการตัดสินใจเกี่ยวกับการน าโครงการไป ปฏิบัติเพื่อให้บังเกิดผลส าเร็จตามวัตถุประสงค์ ซึ่งเป็นการประเมินในขณะด าเนินงานว่าเป็นไปตามเวลาที่ ก าหนดไว้หรือไม่ หรือประเมินเชิงความก้าวหน้าเพื่อปรับปรุงกระบวนการบริหารหรือการด าเนินโครงการ รวมทั้งศึกษาปัญหา อุปสรรค จุดเด่น จุดด้อย นักประเมินกระบวนการจ าเป็นต้องด าเนินการค่อนข้างมากใน การควบคุม ก ากับ และจัดท าเอกสารที่เกี่ยวกับกิจกรรมของโครงการหรือตัวแทรกแซง อาจเริ่มที่การศึกษา ทบทวนกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับแผนการปฏิบัติงาน งบประมาณหรือการประเมินภูมิหลัง เป็นต้น ซึ่งแนวทางการ ประเมินนั้น สมคิด พรหมจุ้ย (2552, หน้า 64) ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงการตรวจสอบเพื่อตอบค าถามที่ส าคัญ เช่น การปฏิบัติงานเป็นไปตามแผนที่ก าหนดไว้หรือไม่ กิจกรรมใดท าได้หรือไม่ได้เพราะเหตุใด หรือเกิดปัญหา อุปสรรคอะไรบ้าง หรือมีการแก้ไขปัญหาอย่างไร เป็นต้น 2.4.6.4 การประเมินผลผลิต (Product Evaluation : P) เป็นการประเมินเพื่อให้ได้สารสนเทศ ส าหรับการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของโครงการ ซึ่งเป็นการประเมินผลหลังจากการด าเนินงานโครงการสิ้นสุดลง เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพและประสิทธิผล


53 ของโครงการ การประเมินในขั้นนี้จะพิจารณาจากปริมาณและคุณภาพของผลผลิตเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์ ของโครงการ ตลอดจนการน าเอาความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติงานอีกส่วนหนึ่งคือ ผลกระทบ ( Impact) แนวทางการประเมินนั้น สมคิด พรหมจุ้ย (2552, หน้า 64) ได้กล่าวเพิ่มเติมถึงการตรวจสอบเพื่อตอบค าถาม ที่ส าคัญ เช่น เกิดผล/ได้ผลลัพธ์ตามวัตถุประสงค์ของโครงการหรือไม่ หรือคุณภาพของผลลัพธ์เป็นอย่างไร หรือ เกิดผลกระทบอื่นใดบ้างหรือไม่ เป็นต้น ต่อมารูปแบบการประเมิน CIPP Model ได้ปรับขยายของรูปแบบการประเมินเพิ่มเติม ออกมาเป็นการประเมินผลผลิต (Product Evaluation : P) การประเมินผลกระทบ (Impact Evaluation : I) การประเมินประสิทธิผล (Effectiveness Evaluation : E) การประเมินความยั่งยืน (Sustainability Evaluation : S) และการประเมินการถ่ายโยงความรู้ (Transportability Evaluation : T) (Stufflebeam, 2008; Stufflebeam & Coryn, 2014. pp, 312-313: Stufflebeam & Shinkfield, 2007, pp. 326-327) โดยส่วนขยายของมิติการประเมิน ดังนี้ 1) การประเมินผลการทบ (Impact Evaluation : I) เป็นการประเมินเพื่อให้ความส าคัญ กับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายหลักตามความคาดหวังของงาน/โครงการ โดยตั้งค าถามว่า สิ่งที่ผู้รับ ประโยชน์จากโครงการหรือสิ่งแทรกซ้อน ได้รับเกินไปกว่าเป้าหมายความต้องการที่จะได้รับตอบสนองตาม ความต้องการจ าเป็นนั้นคืออะไรบ้าง ค าถามนี้ชี้ให้เห็นว่าไม่ว่าสิ่งที่ได้รับเกินไปกว่าที่ก าหนดไว้นั้น จะเป็นไปใน ทางบวกหรือทางลบก็ล้วนแต่เป็นผลกระทบทั้งสิ้น 2) การประเมินประสิทธิผล (Effectiveness Evaluation : E) เป็นการประเมินเพื่อให้ ความส าคัญกับผลส าคัญที่เกิดขึ้น ทั้งผลที่คาดหมายและไม่ได้คาดหมาย สามารถพิจารณาได้ถึงผลที่เกิดขึ้นทั้ง ทางบวกหรือทางลบของงาน/โครงการ โดยตั้งค าถามว่า โครงการหรือสิ่งแทรกซ้อนบรรลุตอบสนองความ ต้องการจ าเป็นของกลุ่มผู้รับประโยชน์ได้อย่างครอบคลุมหรือไม่ 3) การประเมินความยั่งยืน (Sustainability Evaluation : S) เป็นการประเมินถึงความ พึงพอใจของผู้ได้รับประโยชน์ และการคงอยู่ของความส าเร็จอย่างต่อเนื่อง อาจพิจารณาถึงการลดปัจจัยเสี่ยงที่ คาดว่าจะส่งผลต่อความส าเร็จของงาน/โครงการ โดยตั้งค าถามว่า แนวทางปฏิบัติอย่างเป็นระบบหรือเป็น ทางการเกี่ยวกับการน าโครงการไปใช้ให้เกิดความส าเร็จอย่างยั่งยืนคืออะไร ค าถามดังกล่าวมุ่งพิจารณาการ ประเมินความคงอยู่หรือความต่อเนื่องในการท าโครงการที่ประสบความส าเร็จไปใช้รวมถึงวิธีการในการรักษาไว้ ซึ่งความส าเร็จของโครงการดังกล่าว 4) การประเมินการถ่ายโยงความรู้ (Transportability Evaluation : T) เป็นการ ประเมินถึงความเหมาะสมในการน าผลการด าเนินงานไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์อื่น ๆ แล้วยังสามารถสร้าง ความส าเร็จได้ไม่ต่างกัน โดยตั้งค าถามว่า มีการน าโครงการหรือสิ่งแทรกซ้อนที่ประสบความส าเร็จไปประยุกต์ หรือปรับปรุงใช้ในที่อื่น ๆ หรือไม่ จากการพัฒนาการทางความคิดที่เกิดการปรับปรุงรูปแบบการประเมินที่เพิ่มจาก 4 ประเด็น เป็น 8 ประเด็น เป็น CIPP IEST Model โดย ประภัสสร วงษ์ดี และคณะ (2554, หน้า 90) ได้กล่าวว่า รูปแบบการประเมินแบบใหม่นี้มีความสมเหตุสมผลต่อการท าให้การด าเนินโครงการบรรลุผลส าเร็จ เพราะมี การพิจารณาความเป็นไปได้ในการด าเนินโครงการตั้งแต่เริ่มต้นจนเสร็จสิ้นโครงการอย่างรอบคอบ ผลการ ประเมินช่วยตัดสินใจว่าโครงการมีคุณค่า และประเมินว่าโครงการบรรลุตามเป้าหมายที่ก าหนดไว้ โดยมีความ คิดเห็นในท านองเดียวกันจาก ศิริชัย กาญจนวาสี (2558, หน้า 8-9) ได้กล่าวว่า รูปแบบการประเมินแบบใหม่นี้ จะได้สารสนเทศที่เป็นประโยชน์อย่างลุ่มลึกแก่ผู้บริหารส าหรับใช้ในการตัดสินใจอย่างรอบด้านทางการบริหาร


54 สามารถน าไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาประสิทธิผลของระบบปฏิบัติการที่มีผลกระทบต่อสาธารณชนได้เป็น อย่างดี จากการศึกษารูปแบบการประเมินโครงการที่กล่าวมา สรุปได้ว่า รูปแบบการประเมินแบบ CIPP IEST Model เป็นรูปแบบที่ให้สารสนเทศของผลการประเมินอย่างรอบด้านและรอบคอบ มีความเหมาะสมที่จะ ช่วยติดสินใจถึงการจะด าเนินโครงการนั้นต่อไปหรือไม่อย่างไรอย่างสมเหตุสมผล โดยมีองค์ประกอบการ ประเมิน 8 ด้าน คือ 1) การประเมินด้านบริบท (Context Evaluation) 2) การประเมินด้านปัจจัยน าเข้า (Input Evaluation ) 3) การประเมินด้านกระบวนการ (Process Evaluation) 4) การประเมินด้านผลผลิต (Product Evaluation) 5) การประเมินด้านผลกระทบ (Impact Evaluation) 6) การประเมินด้านประสิทธิผล (Effectiveness Evaluation) 7) การประเมินด้านความยั่งยืน (Sustainability Evaluation) และ 8) การ ประเมินด้านการถ่ายโยงความรู้ (Transportability Evaluation) ส าหรับการวิจัยของศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามโครงการ ศึกษาวิจัย “การติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์ของการจัดท าสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มี ผู้เยาว์มีส่วนได้เสีย” ครั้งนี้ จะประเมินโครงการโดยใช้รูปแบบการประเมิน CIPP Model (Daniel L.Stufflebeam, 1972) เนื่องจากเป็นการวิจัยที่เก็บข้อมูลย้อนหลัง 3 ปี ในบริบทของกลุ่มตัวอย่างที่เป็น คู่ความที่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความส าเร็จแล้ว จากปี 2563-2565 ที่ประกอบด้วยการประเมิน 4 ด้าน ดังนี้ 1. การประเมินสภาวะแวดหรือบริบท (Context Evaluation : C) 2. การประเมินปัจจัยน าเข้าหรือเบื้องต้น (Input Evaluation : I) 3. การประเมินกระบวนการ (Process Evaluation : P) 4. การประเมินผลผลิต (Product Evaluation : P) 2.5 แนวคิด และทฤษฎีเกี่ยวกับแรงจูงใจ แรงจูงใจ ภาษาอังกฤษใช้ค าว่า Motivation เป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของการตัดสินใจที่มีพื้นฐานจากความ ต้องการ จากการศึกษา พบว่า มีสาระที่ส าคัญ ดังนี้ 2.5.1 ความหมายของแรงจูงใจ โดยมีนักวิชาการได้ให้ความหมายไว้อย่างสอดคล้องกัน ดังนี้ ธร สุนทรายุทธ (2551, หน้า 259) ได้กล่าวว่า แรงจูงใจ หมายถึง การเกิดสิ่งเร้าจากภายนอกมา กระตุ้นอินทรีย์ของบุคคล ได้แก่ ความสนใจ ความต้องการ แรงขับ เจตคติ เพื่อให้บุคคลเกิดพฤติกรรมในการ ตอบสนองไปสู่จุดมุ่งหมาย ธนารี ริมพงษ์พิศาล (2555, หน้า 57-58) ได้กล่าวว่า แรงจูงใจ หมายถึง การกระต้นที่เกิดมาจาก หลายสาเหตุ เช่น ความต้องการ แรงขับ สิ่งเร้า หรือความคาดหวัง เป็นต้น ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมของบุคคลที่ แตกต่างกัน รังสรรค์ ประเสริฐศรี (2556, หน้า 108) ได้กล่าวว่า แรงจูงใจ หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงออกมา จากความตั้งใจของแต่ละบุคคล เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามความต้องการ โดยในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมต่าง ๆ ในการปฏิบัติต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งพฤติกรรมที่แสดงออกมาทั้งทางภายใน คือด้านจิตใจ และภายนอก คือ ร่างกาย


55 ณัฎฐพันธ์ เขจรนันทน์ (2560, หน้า 112-120) ได้กล่าวว่า แรงจูงใจ หมายถึง การจูงใจท าให้ บุคคลแสดงพฤติกรรมมุ่งไปยังเป้าหมายให้ได้ตามความคาดหวัง โดยมีวิธีการตอบสนองความต้องการอย่าง จริงจังโดยตรง Loveil R Bemard (1980, p. 109) ได้กล่าวว่า แรงจูงใจ หมายถึง กระบวนการอย่างหนึ่งที่โน้มน้าว ให้บุคคลเกิดความพยายามเพื่อสนองตอบต่อความต้องการบางประการให้บรรลุผลส าเร็จ Dafe (1988, p. 398) ได้กล่าวว่า แรงจูงใจ หมายถึง แรงกระตุ้นท าให้เกิดพฤติกรรมที่ต้องการ และเป็นแรงกระตุ้นที่บุคคลรักษาพฤติกรรมนั้นไว้ Domian (1996, p. 199) ได้กล่าวว่า แรงจูงใจ หมายถึง สภาวะของการเพิ่มพฤติกรรมในการ กระท าของบุคคลที่จงใจกระท าพฤติกรรมนั้นในการบรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการ Weiten (1997, p. 379) ได้กล่าวว่า แรงจูงใจ หมายถึง ความต้องการ (Needs) ความอยาก (Want) ความสนใจ (Interests) และความปรารถนา (Desire) ที่ชักจูงให้บุคคลเกิดพฤติกรรมที่มุ่งสู่ จุดมุ่งหมาย Schemerhorn, Hunt & Osborn (2000, p 101) ได้กล่าวว่า แรงจูงใจ หมายถึง อิทธิพลในตัว บุคคลที่เกี่ยวข้องกับระดับการก าหนดทิศทางโดยการใช้ความพยายามของการท างานอย่างต่อเนื่องเพื่อไปสู่ จุดหมายปลายทางตามที่ต้องการ Sutton (2015, pp. 52-53) ได้กล่าว่า แรงจูงใจ หมายถึง การที่บุคคลมีความพยายามให้การ ท างานลุล่วงตามความตั้งใจจากการได้รับมอบหมาย โดยปฏิบัติด้วยความเอาใจใส่ให้ประสบความส าเร็จ จากการศึกษาความหมายที่กล่าวมาสรุปได้ว่า แรงจูงใจ หมายถึง การจูงใจที่ท าให้บุคคลแสดง พฤติกรรมเพื่อสนองตอบต่อความต้องการบางประการจนบรรลุเป้าหมายให้ประสบความส าเร็จ 2.5.2 องค์ประกอบของแรงจูงใจ การตัดสินใจเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งที่ท าให้เกิดแรงจูงใจโดยมีองค์ประกอบ ดังที่นักวิชาการได้ กล่าวไว้ ดังนี้ สุพานี สฤษฎ์วานิช (2551, หน้า 156) ได้กล่าวว่า องค์ประกอบของแรงจูงใจ มีองค์ประกอบ ที่ส าคัญ ดังนี้ 1) ปัจจัยส่วนบุคคล หมายถึง ความแตกต่างระหว่างบุคคล เช่น บุคลิกภาพ ความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติ ความสามารถในการรับรู้และความคาดหวังต่าง ๆ ตลอดจนความแตกต่างในเรื่องเพศ อายุ ระดับ การศึกษา และอาชีพ จะมีผลต่อแรงจูงใจของแต่ละคนให้แตกต่างกันออกไป 2) ปัจจัยในเรื่องงาน เช่น อาชีพที่แตกต่างกัน หรือคุณลักษณะและธรรมชาติของงานที่แตกต่าง กันในด้านความท้าทาย ความน่าสนใจ ความรู้สึกที่จะได้ประสบความส าเร็จจากงานเหล่านี้ จะท าให้งานนั้นมี ผลต่อการจูงใจต่างกัน 3) ปัจจัยด้านอื่น ๆ ขององค์กร เช่น โครงสร้างองค์กร วัฒนธรรมองค์กร บรรทัดฐาน นโยบาย และระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ แรงจูงใจจะมีผลต่อบรรยากาศและโอกาสของการท างานแตกต่างกันออกไป นิรัตน์ ทากุดเรือ (2552, หน้า 7-8) ได้กล่าวว่า องค์ประกอบของแรงจูงใจ เป็นพลังงานที่กระตุ้น ให้บุคคลแสดงพฤติกรรม มีองค์ประกอบ ดังนี้ 1) ความต้องการ (Needs) เป็นสภาวะของการขาดแคลนของอินทรีย์ทั้งภายในร่างกายและ สิ่งแวดล้อมนอกร่างกาย โดยความต้องการภายใน ได้แก่ การขาดอาหาร การขาดน้ า ส่วนความต้องการ ภายนอก เช่น ความต้องการเป็นที่ยอมรับ เป็นต้น


56 2) แรงขับ (Drives) เป็นสภาวะของการถูกกระตุ้นที่มาจากความต้องการ โดยมีกระบวนการของ แรงจูงใจ 4 ขั้นตอน ดังนี้ (1) ขั้นความต้องาร (Needs) เป็นสภาวะของการขาดความสมดุล (2) ขั้นแรงขับ (Drives) เมื่อบุคคลเกิดความต้องการ บุคคลจะนิ่งอยู่เฉย ๆ ไม่ได้ จะเกิดความ กระวนกระวาย (3) ขั้นพฤติกรรม (Behavior) เมื่อเกิดความกระวนกระวายขึ้น ความกระวนกระวาย หรือแรงขับ จะผลักดันให้บุคคลแสดงพฤติกรรมออกมามากน้อยต่างกัน (4) ขั้นลดแรงขับ (Drives Reduction) แรงขับจะลดลงภายหลังการเกิดพฤติกรรมที่สนอง ความต้องการ กรกนก พรประเสริฐ (2562, หน้า 16-17 อ้างถึงใน ดาวิน ปฏิเมธีกรณ์, 2556, หน้า 44) ได้กล่าวถึง องค์ประกอบของแรงจูงใจ มีองค์ประกอบที่ส าคัญ ดังนี้ 1) ทิศทางหรือเป้าหมาย (Direction) กล่าวถึง การก าหนดเป้าหมายหรือมีการเลือกแนวทางที่จะ เป็นไปได้ในหลาย ๆ ทางเลือก 2) ความเข้มข้น (Intensity) กล่าวถึง เป็นความชัดเจนของบุคคลนั้นที่มีความพยายามในการ ตอบสนองจากสิ่งที่บุคคลนั้นได้ท าการเลือกไว้ 3) ความคงอยู่ (Persistence) กล่าวถึง ความคงอยู่ของพฤติกรรม และระยะเวลาในการที่บุคคล นั้นจะมีความพยายามในการแสดงพฤติกรรมนั้น ๆ อย่างต่อเนื่อง จากการศึกษาองค์ประกอบของแรงจูงใจที่กล่าวมาสรุปได้ว่า องค์ประกอบของแรงจูงใจ ประกอบด้วย 1) ความต้องการ (Needs) เป็นความต้องการทั้งภายในและภายนอกแตกต่างระหว่างบุคคล เช่น ความเชื่อ ค่านิยม ทัศนคติ เพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ เป็นต้น จะมีผลต่อแรงจูงใจของแต่ละคนให้ แตกต่างกันออกไป 2) แรงขับ (Drives) แรงขับจะผลักดันให้บุคคลแสดงพฤติกรรมออกมามากน้อยต่างกัน เป็นสภาวะของการถูกกระตุ้นที่มาจากความต้องการ เพื่อก าหนดทิศทางเลือกตามความต้องการ 2.5.3 ประโยชน์ของแรงจูงใจ แรงจูงใจเป็นแรงขับที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติของมนุษย์ แสดงเป็นพฤติกรรมตามความต้องการ จาก การศึกษาประโยชน์ของแรงจูงใจได้มีนักวิชาการได้กล่าวไว้ ดังนี้ รติกร เนื่องชมพู (2557, หน้า 19-20) และลัดดา ทองดอนจุย (2562, หน้า 13) ได้กล่าวถึง ประโยชน์ของแรงจูงใจที่สอดคล้องกัน โดยแรงจูงใจมีอิทธิพลต่อผลผลิต ผลิตผลของงานจะมีคุณภาพดี มีปริมาณมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับการจูงใจในการท างาน โดยแรงจูงใจมีประโยชน์ ดังนี้ 1) พลัง (Energy) เป็นแรงขับเคลื่อนที่ส าคัญต่อพฤติกรรมของมนุษย์ ในการท างานใด ๆ ถ้า บุคคลมีแรงจูงใจในการท างานสูงย่อมท าให้ขยัน กระตือรือร้นการท าให้ส าเร็จ ซึ่งตรงกันข้ามกับบุคคลที่ท างาน ประเภท “เช้าชาม เย็นชาม” ที่ท างานเพียงเพื่อผ่านไปวันๆ 2) ความพยายาม (Persistence) ท าให้บุคคลมีความมานะอดทน คิดหาวิธีการความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ของตนมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่องานให้มากที่สุด ไม่ท้อถอยหรือละความ พยายามง่ายๆ แม้งานจะมีอุปสรรคขัดขวาง และเมื่องานได้รับความส าเร็จด้วยดี ก็จะคิดหาวิธีการปรับปรุง พัฒนาให้ดียิ่งขึ้น 3) การเปลี่ยนแปลง (Variability) รูปแบบวิธีการท างานหรือวิธีการท างานในบางครั้งก่อให้เกิด การค้นพบช่องทางท างานที่ดีกว่าหรือประสบความส าเร็จมากกว่านักจิตวิทยาบางคน การเปลี่ยนแปลงเป็น เครื่องหมายของความเจริญก้าวหน้าของบุคคล แสดงว่าบุคคลก าลังแสวงหาการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ให้ชีวิตบุคคลที่


57 มีแรงจูงใจในการท างานสูง เพื่อดิ้นรนให้บรรลุวัตถุประสงค์ หากไม่ส าเร็จก็จะพยายามค้นหาสิ่งผิดพลาดและ พยายามแก้ไขให้ดีขึ้น ซึ่งท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการท างาน จนในที่สุดท าให้ได้ค้นพบแนวทางที่ เหมาะสมที่อาจแตกต่างไปจากวิธีเดิม 4) บุคคลที่มีแรงจูงใจจะเป็นคนที่มุ่งมั่นท างานให้เกิดความเจริญก้าวหน้า จัดว่าบุคคลผู้นั้นมี จรรยาบรรณในการท างาน (Work Ethics) บุคคลที่มีจรรยาบรรณในการท างานจะเป็นบุคคลที่มีความรับผิดชอบ มั่นคงในหน้าที่ มีวินัย บุคคลที่มีลักษณะดังกล่าวมักไม่มีเวลาเหลือพอที่จะคิดและท าในสิ่งที่ไม่ดี ชัยวัฒน์ พรมรัตน์ (2562, หน้า 13-14) ได้กล่าวว่า ประโยชน์ของแรงจูงใจ โดยแรงจูงใจเป็น ตัวขับเคลื่อนที่ส าคัญ จึงท าให้แรงจูงใจมีประโยชน์ ดังนี้ 1) ภารกิจที่มีความชัดเจน จะมีแรงจูงใจในการทุ่มเทพลังในการท างานเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ได้ดีขึ้น 2) การปฏิบัติงานที่ได้รับการสนับสนุนและส่งเสริมที่ได้รับการจัดสรรทรัพยากรที่จ าเป็นอย่าง เต็มที่ พร้อมทั้งอ านวยความสะดวกในการน าข้อเสนอแนะจะเป็นแรงจูงใจที่ส าคัญ 3) บุคคลที่มีพื้นฐานที่แตกต่างกันอย่างหลากหลายเมื่อได้รับแรงจูงใจ จะกระตุ้นให้การท างานเกิด ความคิดสร้างสรรค์ ผนึกก าลังร่วมกันท างานได้มากที่สุด ส่งผลให้การท างานมีประสิทธิภาพ 4) กฎระเบียบที่ชัดเจน จะเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานสร้างประสิทธิภาพการด าเนินงานอย่าง เป็นระบบ 5) การจูงใจของความส าเร็จในการท างานร่วมกัน โดยใช้เหตุผลความถูกต้องที่เป็นกลางกับทุกฝ่าย อย่างบริสุทธิ์และยุติธรรม 6) เลือกบุคลที่มีภาวะผู้น าสูงมาบริหาร เพื่ออ านวยความสะดวกในการท างานให้มีประสิทธิภาพ โดยรู้จักวิธีการดึงความสามารถของสมาชิกแต่ละคนออกมาและใช้จุดเด่นให้เป็นประโยชน์ต่อองค์กร 7) สร้างความรู้สึกถึงการเป็นทีม โดยต้องพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และเป็นแรงกระตุ้นซึ่งกัน และกันอย่างเหมาะสม โดยการสร้างเอกลักษณ์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ชื่อทีม สโลแกน คิดตราประจ าทีม เพื่อ สร้างความเป็นพวกเดียวกัน 8) คงความเป็นกลุ่มอยู่เสมอจากการท างานเมื่อเสร็จสิ้น ควรสานต่อปฏิบัติงานอื่น ๆ เพื่อให้ใช้ พลังการท างานที่เป็นอยู่ของกลุ่มนั้น ในการด าเนินงานอื่น ๆ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป 9) ฉลองความส าเร็จ ควรจัดงานกิจกรรมงานเลี้ยงเมื่อประสบความส าเร็จ เพื่อให้รู้สึกถึงการ บรรลุผลส าเร็จถือเป็นการสร้างขวัญก าลังใจที่ดีต่อกัน จากการศึกษาประโยชน์ของแรงจูงใจที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ประโยชน์ของแรงจูงใจ เป็นแรง ขับเคลื่อนที่ส าคัญต่อพฤติกรรมของมนุษย์ ท าให้เกิดความพยามยามที่มุ่งมั่นท างานให้เกิดความส าเร็จและมี ความเจริญก้าวหน้า 2.5.4 ประเภทของแรงจูงใจ แรงจูงใจที่เกิดขึ้นกับบุคคล จะมีลักษณะที่แตกต่างกัน ดังที่นักวิชาการกล่าวถึงประเภทของ แรงจูงใจไว้ ดังนี้ จันทรานี สงวนนาม (2545, หน้า 203-204) ได้กล่าวถึง ประเภทของแรงจูงใจมี ดังนี้ 1) แรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) การจูงใจภายใน หมายถึง สภาวะของบุคคลที่มีความ ต้องการจะท าบางสิ่งบางอย่างด้วยจิตใจของตนเอง โดยไม่ต้องใช้สิ่งล่อใด ๆ มากระตุ้น ซึ่งถือว่ามีคุณค่าต่อการ ปฏิบัติงานต่าง ๆ เป็นอย่างยิ่ง การจูงใจประเภทนี้ประกอบด้วย (1) ความต้องการ (Needs) ความต้องการที่จะท าให้เกิดแรงขับ แรงขับจะท าให้บุคคลแสดง พฤติกรรมเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งผลที่จะเกิดขึ้นคือความสบายใจความพอใจ


58 (2) ความปรารถนา (Desire) เป็นความต้องการชนิดหนึ่ง แต่จะท าให้เกิดแรงขับที่น้อยกว่า ความต้องการ หากไม่บรรลุเป้าหมายทั้งหมดก็จะรู้สึกเฉย ๆ (3) ความทะเยอทะยาน (Ambition) ความทะเยอทะยาน มักใหญ่ใฝ่สูงเป็นสิ่งที่ดี เป็นความ ต้องการความอยากได้ที่ช่วยให้บุคคลแสวงหาแนวทางที่จะให้บรรลุตามเป้าหมาย (4) ความสนใจพิเศษ (Special Interest) ถ้าผู้ปฏิบัติงานคนใดมีความสนใจสิ่งใดพิเศษ ก็จะมี ความตั้งใจในการท างานช่วยให้งานประสบความส าเร็จได้ในเวลาอันรวดเร็ว (5) ทัศนคติหรือเจตคติ (Attitude) เป็นความรู้สึกนึกคิดที่บุคคลมีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถือว่าเป็น การจูงใจภายในที่จะกระตุ้นให้บุคคลแสดงพฤติกรรม เช่น ถ้าผู้ปฏิบัติมีทัศนคติที่ดีต่อผู้บังคับบบัญชา ก็จะเป็น ผลดีต่อการท างานเป็นอย่างยิ่ง 2) แรงจูงใจภายนอก (Extrinsic Motivation) แรงจูงใจภายนอก หมายถึง สภาวะของบุคคลที่ ได้รับการกระตุ้นจากภายนอก เพื่อน าไปสู่การแสดงพฤติกรรมตามจุดมุ่งหมายของผู้กระตุ้น การจูงใจภายนอก ได้แก่ เป้าหมาย ความคาดหวัง ความก้าวหน้า สิ่งล่อใจต่าง ๆ เช่น การชมเชย การติเตียน การให้รางวัล การ ประกวด การลงโทษ การแข่งขัน เป็นต้น ธนวรรธ ตั้งสินทรัพย์ศิริ (2550, หน้า 132) และยุทธนา ไชยจูกุล (2551, หน้า 80-81) ที่ได้กล่าวถึง ประเภทของแรงจูงใจไว้สอดคล้องกัน ดังนี้ 1) แรงจูงใจภายใน เป็นสภาวะของบคคลที่มีความต้องการในการท าการเรียนรู้หรือแสวงหา บางอย่างด้วยตนเอง โดยมิต้องให้บุคคลอื่นมาเกี่ยวข้อง เช่น นักเรียนสนใจเล่าเรียนด้วยความรู้สึกใฝ่ดีในตัวของ เขาเอง ไม่ใช่เพราะถูกบังคับหรือสิ่งล่อใจ แรงจูงใจภายในประกอบด้วย (1) ความต้องการที่อยู่ภายในเป็นสิ่งที่ท าให้เกิดแรงขับ และก่อให้เกิดพฤติกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ บรรลุเป้าหมายและความพึงพอใจ (2) เจตคติ เป็นความรู้สึกนึกคิดที่บุคคลมีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ช่วยกระตุ้นให้บุคคลท าใน พฤติกรรมที่เหมาะสม (3) ความสนใจที่พิเศษ เป็นการเอาใจใส่หรือใส่ใจในสิ่งนั้นกว่าปกติ 2) แรงจูงใจภายนอก เป็นสภาวะการของบุคคลที่ได้รับแรงกระตุ้นจากภายนอก ให้มองเห็นจุดหมาย ปลายทาง และน าไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือการแสดงพฤติกรรมของบุคคล ประกอบด้วย (1) เป้าหมายของบุคคล เป็นการกระท าใด ๆ ที่กระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจที่ดีและมีความเหมาะสม เช่น พนักงานที่ทดลองการท างาน มีเป้าหมายที่ต้องการให้ได้รับการบรรจุเข้าท างาน จึงต้องพยายามและมี ความตั้งใจอย่างเต็มที่และเต็มความสามารถ (2) ความรู้ของความก้าวหน้า คนที่มีโอกาสได้รับความก้าวหน้านั้นต้องพึงระลึกถึงการกระท าว่า เมื่อปฏิบัติแล้วย่อมส่งผลอย่างไรที่เป็นแรงจูงใจให้ตั้งใจท าและเกิดขึ้นได้ (3) บุคลิกภาพ ก่อให้เกิดแรงจูงใจในพฤติกรรมขึ้น เช่น ผู้จัดการของบริษัทจะต้องมีบุคลิกภาพ ของผู้น าในทางที่ดี (4) สิ่งล่อใจ ก่อให้เกิดแรงกระตุ้น เช่น ชมเชย ประกวด แข่งขัน หรือการทดสอบ โดยมีสิ่งล่อใจ กระตุ้นเป็นรางวัล จึงท าให้ต้องการท างาน ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมได้ทั้งสิ้น Beach (1965 อ้างถึงใน จันทรานี สงวนนาม, 2545 หน้า 204) ได้กล่าวถึง ประเภทของแรงจูงใจ ดังนี้ 1) แรงจูงใจในแง่บวก (Positive Motivation) หรือบางครั้งเรียกว่า “การจูงใจที่ช่วยลดความ กระวนกระวายใจ” (Anxiety Reducing Motivation) หรือ “การจูงใจแบบใช้ไม้นวม” (Carrot Approach)


59 การจูงใจในแง่นี้บุคคลจะได้รับสิ่งที่มีคุณค่า เช่น การยกย่องสรรเสริญส าหรับการกระท าหรือพฤติกรรมอันเป็น ที่ยอมรับ 2) การจูงใจในแง่ลบ (Negative Motivation) บางครั้งเรียกว่า “การจูงใจแบบใช้ไม้แข็ง” (Stick Approach) มักใช้วิธีการจูงใจที่ตรงกันข้าม คือมักจะเป็นการขู่ การลงโทษ การต าหนิติเตียน ถ้าหากพฤติกรรมนั้น ไม่เป็นที่ยอมรับ จากการศึกษาประเภทของแรงจูงใจที่กล่าวมาสรุปได้ว่า ประเภทของแรงจูงใจมี 2 ประเภท ได้แก่ 1) แรงจูงใจภายใน (Intrinsic Motivation) เป็นสภาวะความต้องการที่อยู่ภายในท าให้เกิดแรงขับในการ กระตุ้นให้บุคคลแสดงพฤติกรรมด้วยจิตใจของตนเอง โดยมิต้องให้บุคคลอื่นมาเกี่ยวข้องหรือสิ่งล่อใจ และ 2) แรงจูงใจภายนอก (Extrinsic Motivation) เป็นสภาวะที่อยู่ภายนอกที่ได้รับการกระตุ้นให้บุคคลแสดง พฤติกรรม การจูงใจภายนอก ได้แก่ เป้าหมาย ความคาดหวัง ความก้าวหน้า สิ่งล่อใจต่าง ๆ เช่น การชมเชย การติเตียน การให้รางวัล การประกวด การลงโทษ การแข่งขัน เป็นต้น 2.5.5 ทฤษฎีเกี่ยวกับแรงจูงใจ ทฤษฎีที่เกี่ยวกับแรงจูงใจ เป็นทฤษฎีที่จะให้ค าตอบว่าอะไรเป็นปัจจัยส าคัญที่ท าให้บางคน มีแรงจูงใจมากกว่าคนอื่น ๆ และถ้าต้องการให้คนเราเกิดแรงจูงใจจะมีกระบวนการอะไรบ้าง ผู้วิจัยได้ค้นคว้า และวิเคราะห์ที่เหมาะสมในการน ามาใช้การประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งมี 4 ทฤษฎี ดังนี้ 2.5.5.1 ทฤษฎีสองปัจจัยของเฮิร์ซเบิร์ก (Herzberg’s Two-Factor Theory) ได้มีนักวิชาการที่กล่าวถึงทฤษฎีนี้ที่สอดคล้องกันดังที่ พิบูล ทีปะปาล (2550, หน้า 139- 140) วิรัช สงวนวงศ์วาน (2551, หน้า 212-213) และสุพานี สฤษฎ์วานิช (2552, หน้า 163-164) ได้กล่าวถึง Federick Herzberg และเพื่อนร่วมงาน ได้เสนอทฤษฎีสองปัจจัย โดยในช่วงปลาย ค.ศ. 1950 ถึงช่วงต้นของ ค.ศ.1960 ได้ท าการวิจัยโดยการสัมภาษณ์ทัศนคติของวิศวกรและนักบัญชี จ านวน 200 คน ในเมืองพิสเบอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยให้บรรยายถึงสถานการณ์ที่ท าให้คนเหล่านั้นรู้สึกดีในการท างาน และบรรยายถึงสถานการณ์ ที่ท าให้รู้สึกไม่ดีต่องาน ไม่พอใจและไม่มีแรงจูงใจ ผลที่ได้น ามาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) พบว่า มีปัจจัยอยู่ 2 กลุ่มที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1) ปัจจัยจูงใจ (Motivator Factors) เป็นปัจจัยในความต้องการของมนุษย์ขั้นสูงสุดที่ ส่งผลต่อความพอใจโดยตรงที่เกิดขึ้นจากเนื้องาน (Job Content) ประกอบด้วย (1) การประสบผลส าเร็จในงานหรือได้ท างานให้ประสบผลส าเร็จ (2) ได้รับการยกย่อง ยอมรับ มีชื่อเสียง (3) ได้รับผิดชอบในงาน (4) ได้โอกาสก้าวหน้า เช่น รู้มากขึ้น เก่งมากขึ้น (5) เนื้องาน (Job Content) เช่น ท้าทาย สนุกสนาน ไม่จ าเจ 2) ปัจจัยบ ารุงหรือปัจจัยสุขอนามัย (Maintenance หรือ Hygiene) เป็นปัจจัยที่ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความไม่พอใจซึ่งเป็นปัจจัยที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน โดยตรง เป็นปัจจัยภายนอกต่องาน (Extrinsic to the Job) ประกอบด้วย (1) กฎ ระเบียบ นโยบาย (2) การบริหารจัดการ การบังคับบัญชา (3) สภาพแวดล้อมในการท างานสิ่งอ านวยความสะดวกต่าง ๆ (4) ค่าจ้าง ค่าตอบแทนที่ได้รับ


60 (5) ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน (6) ความมั่นคงในหน้าที่การงาน จากการศึกษาทฤษฎีสองปัจจัยของเฮิร์ซเบิร์ก (Herzberg’s Two-Factor Theory) สรุปได้ว่า หลักในการใช้ทฤษฎีควรจัดปัจจัยที่ท าให้ไม่พอใจออกไปเสียก่อน เช่น สภาพแวดล้อม บรรยากาศ ในการท างานที่ไม่ดี ระเบียบในการท างานหรือกิจกรรมมากเกินไป เป็นต้น หลังจากนั้นจึงน าวิธีของปัจจัยจูงใจ ที่ส่งผลต่อความพอใจโดยตรงที่เกิดขึ้น เช่น การชมเชย การให้ค าปรึกษาที่ดี เป็นต้น 2.5.5.2 ทฤษฎีความต้องการของแมคเคลแลนด์ (McClelland’s Theory of Needs) ได้มีนักวิชาการที่กล่าวถึงทฤษฎีนี้ที่สอดคล้องกันดังที่ พิบูล ทีปะปาล (2550, หน้า 139- 140) วิรัช สงวนวงศ์วาน (2551, หน้า 212-213) และสุพานี สฤษฎ์วานิช (2552, หน้า 163-164) David McClelland เป็นนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน และเพื่อนได้ศึกษา พบว่า ในสังคมที่เจริญแล้ว คนโดยทั่วไปเรียนรู้ ที่จะมีความต้องการ (Learned Needs) ที่ส าคัญ 3 ประการ ดังนี้ 1) ความต้องการประสบความส าเร็จ (Need for Achievement) เป็นความต้องการที่จะพยายามจะท าให้ยิ่งขึ้นหรือมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หรืออาจมี ความหมายถึงความต้องการที่จะท างานที่ท้าทายให้ประสบผลส าเร็จ เช่น ท างานให้ดีกว่าคนอื่นท างานได้ ยอดเยี่ยม สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อน พัฒนาวิธีการให้ดีขึ้นในการท างาน เป็นต้น 2) ความต้องการความรักความผูกพัน (Need for Affiliation) เป็นความต้องการมีมิตรภาพที่ดีกับผู้อื่นหรือมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น เป็นการมีส่วน ร่วมในกิจกรรม เป็นต้น 3) ความต้องการมีอ านาจบารมี (Need for Power) เป็นความต้องการมีอ านาจเหนือผู้อื่นมี 2 ลักษณะคือ ในทางบวก เป็นความปรารถนา ต้องการมีอ านาจบารมี สามารถเชิญชวนและดลบัลดาลใจผู้อื่นให้คล้อยตามยอมรับได้ หรือในทางลบเป็นความ ปรารถนาต้องการให้มีความเด่นเหนือผู้อื่นและผู้อื่นยอมรับยอมจ านน ต่อมา David McClelland (ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์, 2554, หน้า 233-234) ได้ศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์กับพื้นฐานทางวัฒนธรรมของสังคมและการอบรมเลี้ยงดู ที่เกี่ยวข้องกับ ความต้องการความส าเร็จใฝ่สัมฤทธิ์สูงจะมีคุณลักษณะ ดังนี้ 1) มีความกล้า กล้าคิด กล้าท า กล้าตัดสินใจ กล้าเผชิญกับความส าเร็จหรือล้มเหลว 2) มีความมุ่งมั่นพยายาม ชอบท างานที่ท้าทายความคิดและความสามารถ 3) มีความเชื่อมั่นในตนเอง รู้หน้าที่ มีความรับผิดชอบ 4) มีความรอบรู้ในการตัดสินใจ และติดตามการตัดสินใจของตนเอง 5) มีความสามารถในการคาดการณ์ล่วงหน้าได้แม่นย า 6) มีความสามารถเรื่องท างานที่จะประสบความส าเร็จ จากการศึกษาทฤษฎีความต้องการของแมคเคลแลนด์ (McClelland’s Theory of Needs) สรุปได้ว่าหลักในการใช้ทฤษฎีต้องพัฒนาแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ให้แก่บุคคลให้มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความ รับผิดชอบ รู้หน้าที่ กล้าที่จะคิดและท าเพื่อให้ประสบความส าเร็จ 2.5.5.3 ทฤษฎีความต้องการของ Maslow สุรางค์ โค้วตระกูล (2550, หน้า 158) ได้กล่าวถึงมาสโลว์กล่าวว่า คนทุกคนมีแรงจูงใจที่จะ ประกอบกิจกรรมอยู่เสมอ ถือว่าแรงจูงใจเป็นแรงขับที่ให้มนุษย์เจริญเติบโตและพัฒนา และ สุวัฒน์ วัฒนวงศ์


61 (2555, หน้า 8-10) ได้กล่าวถึง ทฤษฎีแรงจูงใจของมนุษย์ (Theory of Human Motivation) ของมาสโลว์ ในลักษณะของล าดับขั้นความต้องการได้แบ่งความต้องการพื้นฐาน (Basic Needs) ออกเป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ความต้องการทางสรีระ (Physiological Needs) หมายถึง เป็นความต้องการพื้นฐาน ของร่างกาย เช่น ความหิว ความกระหาย ความต้องการทางเพศและการพักผ่อน เป็นต้น ความต้องการเหล่านี้ เป็นความต้องการที่จ าเป็นส าหรับชีวิตอยู่ของมนุษย์ทุกคนมีความต้องการทางสรีระอยู่เสมอจะขาดเสียไม่ได้ ถ้าอยู่ในสภาพที่ขาดจะกระตุ้นให้ตนมีกิจกรรมขวนขวายที่จะสนองความต้องการ 2) ความต้องการความมั่นคงปลอดภัยหรือสวัสดิภาพ (Safety Needs) หมายถึง ความ ต้องการความมั่นคงปลอดภัยทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ เป็นอิสระจากความกลัว ขู่เข็ญ บังคับจากผู้อื่นและ สิ่งแวดล้อม เป็นความต้องการที่จะได้รับการปกป้องคุ้มกัน ความต้องการประเภทนี้เริ่มตั้งแต่วัยทารกจนวัยชรา ความต้องการที่จะมีงานท าเป็นหลักแหล่ง ก็เป็นความต้องการเพื่อสวัสดิภาพของผู้ใหญ่อย่างหนึ่ง 3) ความต้องการความรักและเป็นส่วนหนึ่งของหมู่ (Love and Belonging Needs) หมายถึง มนุษย์ทุกคนมีความปรารถนาจะให้เป็นที่รักของผู้อื่น และต้องการมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นและเป็น ส่วนหนึ่งของหมู่ที่ทราบว่าทุกคนยอมรับตนเป็นสมาชิก คนที่รู้สึกเหงาไม่มีเพื่อน มีชีวิตที่มาไม่สมบูรณ์ เป็นผู้ที่ จะต้องซ่อมเสริมความต้องการประเภทนี้ คนที่รู้สึกว่าตนเป็นที่รักและยอมรับของหมู่ จะเป็นผู้ที่สมปรารถนาใน ความต้องการความรักและเป็นส่วนหนึ่งของหมู่ 4) ความต้องการที่จะรู้สึกว่าตนเองมีค่า (Esteem Needs) หมายถึง เป็นความต้องการที่ จะประสบความส าเร็จ มีความสามารถต้องการที่จะให้ผู้อื่นเห็นว่าตนมีความสามารถ มีค่าและมีเกียรติ ต้องการ ได้รับการยกย่องนับถือจากผู้อื่น ผู้ที่มีความปรารถนาในความต้องการนี้จะเป็นผู้ที่มีความมั่นใจในตนเอง เป็น คนมีประโยชน์และมีค่า ตรงข้ามกับผู้ที่ขาดความต้องการประเภทนี้ จะรู้สึกว่าตนไม่มีความสามารถและมี ปมด้อยมองโลกในแง่ร้าย 5) ความต้องการที่จะรู้จักตนเอง ตามสภาพที่แท้จริงและพัฒนาตามศักยภาพของตน (Need for Self Actualization) มาสโลว์อธิบายความต้องการที่เรียกว่า Self Actualization ว่าเป็นความต้องการที่จะรู้จัก ตนเองตามสภาพที่แท้จริงของตน จะกล้าที่จะตัดสินใจเลือกทางเดินของชีวิต รู้จักค่านิยมของตน มีความจริงใจ ต่อตนเอง ปรารถนาที่จะเป็นคนดีที่สุดเท่าที่จะมีความสามารถท าได้ทั้งทางด้านสติปัญญา ทักษะและอารมณ์ ความรู้สึก ยอมรับตนเองทั้งส่วนดีส่วนเสียของตนที่ส าคัญที่สุดก็คือการมีสติที่จะยอมรับว่าตนใช้กลไกในการ ป้องกันตนในการปรับตัว เปิดโอกาสให้ตนเองเผชิญกับความจริงของชีวิต เผชิญกับสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ โดยคิดว่า เป็นสิ่ง “ท้าทาย” น่าตื่นเต้นและมีความหมาย กระบวนการที่จะพัฒนาตนเองเต็มที่ตามศักยภาพของตน เป็นกระบวนการที่ไม่มีจุดจบตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่ มนุษย์ทุกคนมีความต้องการที่จะพัฒนาตนเองเต็มที่ตาม ศักยภาพของตน เพราะมีน้อยคนที่จะได้ถึง Self Actualization อย่างสมบูรณ์ จากการศึกษาทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์ สรุปได้ว่า ความจ าเป็นส าหรับความต้องการที่จะ พัฒนาตามศักยภาพของตน ต้องมีความต้องการพื้นฐาน 5 ประการนี้ 1) จากความต้องการทางด้านสรีระ 2) ความต้องการความมั่นคงปลอดภัยทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ 3) ความต้องการความรักการยอมรับ 4) ความต้องการของการได้รับการยกย่องนับถือจากผู้อื่น และ 5) ความต้องการที่จะรู้จักตนเองตามสภาพที่ แท้จริง 2.5.5.4 ทฤษฎีรูปแบบแรงจูงใจของ Keller (Keller’s ARCH Model) นักวิชาการที่ส าคัญได้กล่าวถึงทฤษฎีนี้คือ สุวัฒน์ วัฒนวงศ์ (2555, หน้า 10-11) กล่าวว่า ทฤษฎีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของเคลเลอร์ได้รับการน าไปประยุกต์ใช้ในการฝึกอบรมและการพัฒนาบุคคล


62 โดยวิธีอื่นมากยิ่งขึ้น เขาได้เสนอรูปแบบ ARCH เพื่อชักจูงให้เกิดความสนใจ ซึ่งรูปแบบนี้มีองค์ประกอบ 4 ประการ ดังนี้ 1) ความตั้งใจ (Attention) สิ่งส าคัญประการแรกสุดคือ ความตั้งใจและความสนใจของผู้เรียน การเอาใจใส่และ การเอาจริงเอาจังเป็นปัจจัยกระตุ้นการฝึกอบรมแรกสุด 2) ความสัมพันธ์เกี่ยวข้อง (Relevance) ผู้เรียนจะต้องมองเห็นความสัมพันธ์และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับงาน (ภารกิจ-หน้าที่) ที่เขา รับผิดชอบอยู่ตลอดจนความส าคัญของการฝึกอบรม 3) ความเชื่อมั่น (Confidence) แรงจูงใจในการเรียนรู้จะเพิ่มขึ้นเนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้เรียน ซึ่งจะช่วยให้เขา สามารถบรรลุเป้าหมายและประสบความส าเร็จในกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ 4) ความพึงพอใจ (Satisfaction) ผู้เรียนที่ได้รับรางวัลจากภายนอก เช่น ประกาศนียบัตร จะมีความพึงพอใจในการเรียน การฝึกอบรมนั้น ๆ แม้ว่าความพึงพอใจที่เกิดจากภายใน (Internal Satisfaction) จะมีความส าคัญมากกว่า เพราะสามารถจูงใจบุคคลไปสู่การเรียนรู้เพิ่มขึ้นในกิจกรรมอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต จากการศึกษาทฤษฎีรูปแบบแรงจูงใจของเคลเลอร์ (Keller’s ARCH Model) สรุปได้ว่า บุคคลจะประสบความส าเร็จในบทบาทหน้าที่ได้ดี ต้องเกิดจากความตั้งใจ ความสนใจ ความเชื่อมั่นในตนเอง โดยพฤติกรรมที่แสดงออกมีความสัมพันธ์กับบทบาทหน้าที่ จะสร้างความส าเร็จด้วยความพึงพอใจ 2.6 แนวคิดและหลักการสนทนากลุ่ม การสนทนากลุ่ม ในค าภาษาอังกฤษจะมีการใช้ค าที่มีความหมายเดียวกัน ได้แก่ Focus Group, Focus Group Interview, Focus Group Discussion, Group In Depth Interview ส าหรับภาษาไทยที่นิยมใช้ ได้แก่ การสัมภาษณ์กลุ่มและการสนทนากลุ่ม 2.6.1 ความหมายของการสนทนากลุ่ม การศึกษาของการเก็บรวมรวมข้อมูลเชิงคุณภาพที่เป็นแบบเชิงลึกของข้อมูลนั้น การสนทนา กลุ่มเป็นอีกวิธีหนึ่งของการได้มาของข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ ในความหมายของการสนทนากลุ่ม โดยมี นักวิชาการได้ให้ความหมายไว้อย่างสอดคล้องกัน ดังนี้ เก็จกนก เอื้อวงษ์ และพิชิต ฤทธิ์จรูญ (2556, หน้า 57) ได้กล่าวว่า การสนทนากลุ่ม หมายถึง การรวบรวมข้อมูลการวิจัยจากการสนทนาจากผู้ให้ข้อมูลส าคัญ (Key Informants) ที่เป็นผู้ร่วมสนทนา ได้มาจาก การคัดเลือกตามเกณฑ์ที่ก าหนด ซึ่งเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถตอบตรงประเด็นและวัตถุประสงค์ได้มาก ที่สุด โดยมีผู้ด าเนินการสนทนา (Moderator) เป็นผู้ถามค าถามตามประเด็นการวิจัย ซึ่งท าให้คนในกลุ่มได้ยิน ค าตอบและจะให้ค าตอบเพิ่มเติมที่อาจเป็นค าตอบที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้ อุไรวรรณ ทองเหม (2556, หน้า 68) ได้กล่าวว่า การสนทนากลุ่ม หมายถึง เทคนิคการรวบรวม ข้อมูลเชิงคุณภาพจากกลุ่มบุคคลที่มีภูมิหลังและคุณสมบัติที่คล้ายกัน ทั้งภูมิหลังทางสังคม ความรู้ และ ประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่น ามาสนทนากลุ่ม เป็นการสนทนาอย่างอิสระและแสดงความคิดเห็นตาม มุมมองที่แท้จริงของผู้ร่วมสนทนากลุ่ม โดยมีผู้ด าเนินการสนทนากลุ่มเป็นผู้ตั้งประเด็นค าถาม ในขณะสนทนา กลุ่มจะมีผู้บันทึกการสนทนา บันทึกบรรยากาศระหว่างการสนทนา นอกจากนี้มีผู้คอยบริการความสะดวกแก่ ผู้ร่วมสนทนากลุ่ม


63 จากการศึกษาความหมายที่กล่าวมา สรุปได้ว่า การสนทนากลุ่ม หมายถึง กระบวนการเก็บ รวบรวมข้อมูลของการสนทนากลุ่มจากผู้ร่วมสนทนา ที่เป็นผู้มีคุณสมบัติทั้งทางด้านความรู้ ความสามารถและ ประสบการณ์เฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวข้อง โดยมีผู้ด าเนินการสนทนาเป็นผู้ตั้งประเด็นค าถาม ผู้ร่วมสนทนากลุ่ม สามารถตอบค าถามได้อย่างอิสระ ตลอดทั้งมีการบันทึกการสนทนาและบรรยากาศระหว่างการสนทนา 2.6.2 วัตถุประสงค์ของการสนทนากลุ่ม การสนทนากลุ่ม เป็นการได้มาของข้อมูลจากการแสดงความคิดเห็นตามประเด็นค าถามของผู้ร่วม การสนทนา ด้วยเหตุนี้ สมภพ สุทัศน์วิริยะ (ม.ป.ป. หน้า 9) ได้กล่าวโดยสรุปถึงวัตถุประสงค์ของการสนทนา กลุ่มไว้ ดังนี้ 1) เพื่อให้ได้ข้อมูลเบื้องลึกที่หลากหลายและแตกต่างของกลุ่มคนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน 2) เพื่อให้ได้ข้อมูลเปรียบเทียบพฤติกรรมของกลุ่มที่แตกต่างกัน 3) เพื่อใช้ในงานวิจัยที่ต้องการความรวดเร็ว เพราะสามารถท าได้ง่ายถ้ามีวิธีการการบริหาร จัดการอย่างถูกต้อง 4) เพื่อให้ทราบถึงทัศนคติของผู้ร่วมการสนทนาในหัวข้อที่ก าหนด รวมถึงวิธีการคิดและการ เรียนรู้ในสถานการณ์นั้น ๆ 5) เพื่อใช้หาข้อมูลส าหรับการสร้างสมมติฐานใหม่ๆ 6) เพื่อใช้ส ารวจความคิดเห็น ทัศนคติ และคุณลักษณะต่าง ๆ ของกลุ่มเป้าหมาย 7) เพื่อประเมินโครงการหรือบริการด้านธุรกิจ 8) เพื่อเป็นแนวทางในการก าหนดค าถามในการสร้างแบบสอบถาม 9) เพื่อค้นหาค าตอบที่ยังคลุมเครือ/ไม่แน่ชัด เพื่อช่วยท าให้งานวิจัยเชิงส ารวจมีความสมบูรณ์ มากขึ้น 2.6.3 ข้อดีและข้อจ ากัดของการสนทนากลุ่ม การสนทนากลุ่มมีทั้งข้อดีและข้อจ ากัด ดังนี้ 2.6.3.1 ข้อดีของการสนทนากลุ่ม การจัดการสนทนากลุ่มเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แท้จริงนั้น ดังที่ สมภพ สุทัศน์วิริยะ (ม.ป.ป., หน้า 8) ได้กล่าวโดยสรุปถึงข้อดีของการสนทนากลุ่มไว้ ดังนี้ 1) ช่วยให้เก็บข้อมูลจากตัวอย่างจ านวนหลายคนได้ในระยะเวลาสั้น และสามารถ เสนอผลการศึกษาได้ในเวลาอันจ ากัด 2) มีโครงสร้างที่ยืดหยุ่น และใช้กับกลุ่มตัวอย่างได้หลายแบบ 3) นักวิจัยสามารถเลือกใช้ได้ตามต้องการ สามารถใช้เสริมกับการวิจัยแบบอื่นก็ได้ 4) ข้อมูลที่ได้เป็นการผ่านการถกเถียงโต้ตอบกันเองของกลุ่มสนทนา ท าให้มั่นใจในความ ถูกต้องแม่นย า มีความน่าเชื่อถือ และมีความหลากหลายของข้อมูล 5) ข้อมูลการสนทนากลุ่มแต่ละครั้ง ท าให้ได้ประเด็นค าถามใหม่ ๆ หรือสมมติฐานใหม่ เพื่อการค้นคว้าศึกษาต่อไป 6) ปฏิกิริยาของผู้ร่วมการสนทนาต่อประเด็นที่สนทนาและต่อกันและกัน ท าให้ได้ ข้อมูลเกี่ยวกับอิทธิพลของวัฒนธรรมและคุณค่าต่าง ๆ ของสังคมของผู้ร่วมการสนทนาที่มาจากวัฒนธรรม เดียวกัน 7) บรรยากาศเป็นกันเอง การมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันช่วยท าให้การสนทนาของกลุ่มเป็นไป อย่างมีชีวิตชีวาไม่ตึงเครียด


64 8) ผู้วิจัยสามารถด าเนินการสนทนาตามไปด้วย คอยควบคุมก าหนดการและสร้าง บรรยากาศให้ราบรื่นไปตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ 2.6.3.2 ข้อจ ากัดของการสนทนากลุ่ม การสนทนากลุ่มมีข้อจ ากัด ดังที่ สมภพ สุทัศน์วิริยะ (ม.ป.ป. หน้า 19) ได้กล่าวโดย สรุปถึงข้อจ ากัดของการสนทนากลุ่มไว้ ดังนี้ 1) ผู้ด าเนินการสนทนาที่ไม่ได้รับการฝึกฝนอย่างถูกต้อง จะท าให้การด าเนินการ ไม่ราบรื่น 2) แนวทางการสนทนากลุ่มที่เรียบเรียงไม่ดี ไม่มีล าดับ มีความซับซ้อน จะท าให้การ สนทนาวกวน สับสน ในที่สุดผู้ร่วมสนทนาก็จะไม่ต้องการที่จะแสดงความคิดเห็น 3) ผู้ร่วมการสนทนาไม่มีลักษณะร่วมคล้ายกัน หรือวัฒนธรรมเดียวกัน และสามารถ ข่มกันได้ การสนทนาก็จะไม่ราบรื่นบรรยากาศกลุ่มเสียหรือมีผู้ที่ไม่แสดงความคิดเห็นมากขึ้น 4) ข้อมูลจากการสนทนากลุ่มไม่สามารถให้ภาพพฤติกรรมจริง ซึ่งได้จากการสังเกต เพราะสิ่งที่คิดหรือแสดงความคิดเห็นออกมาอาจไม่ใช่สิ่งที่ท าหรือความจริง 5) ข้อมูลจากกลุ่มแต่ละกลุ่มไม่สามารถเป็นตัวแทนของสังคมหรือวัฒนธรรมที่ผู้ร่วม สนทนาด าเนินชีวิตอยู่ได้ ใช้อธิบายได้เฉพาะกับบริบทของกลุ่มนั้น ๆ เท่านั้น 6) ไม่เหมาะที่จะใช้ในหัวข้อสนทนาที่เป็นเรื่องส่วนตัวมาก ๆ 7) การสร้างแนวค าถาม จะต้องเรียบเรียงแนวค าถามให้ดีไม่วกวน โดยอาจจะเรียงล าดับ ตามประเภทของประเด็นตามความยากง่ายหรือตามล าดับความตรงไปตรงมา และซับซ้อนของเหตุผล ดังนั้น ควรจะต้องมีการทดสอบ (Pretest) 8) การคัดเลือกสมาชิกผู้ร่วมสนทนา จะต้องได้ตามหลักเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ โดยต้องมี ลักษณะต่าง ๆ ที่เหมือนกัน (Homogeneous) ไม่ข่มซึ่งกันและกัน 2.6.4 คุณลักษณะและบทบาทของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง การสนทนากลุ่มมีความจ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องด าเนินการจัดให้มีประสิทธิภาพ เกิดความราบรื่น จึงมีบุคลากรที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย ผู้ด าเนินการสนทนา ผู้จดบันทึกการสนทนา และผู้ช่วยฝ่ายทั่วไป ดังที่ สมภพ สุทัศน์วิริยะ (ม.ป.ป., หน้า 10-11) ได้กล่าวโดยสรุปไว้ ดังนี้ 2.6.4.1 ผู้ด าเนินการสนทนา (Moderator/Facilitator) ผู้ด าเนินการสนทนาเป็นบุคคลส าคัญที่ท าให้การสนทนาบรรลุเป้าหมาย โดยมี คุณลักษณะและบทบาทหน้าที่ ดังนี้ 1) คุณลักษณะของผู้ด าเนินการสนทนา (1) รู้ถึงความต้องการหรือเป้าหมายของโครงการเป็นอย่างดี (2) มีบุคลิกภาพดี (3) มีมนุษยสัมพันธ์ สุภาพ อ่อนโยน มีอารมณ์ขัน (4) สามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ (5) สามารถพูดหรือใช้ภาษาท้องถิ่นเพื่อการสื่อสารได้ดี 2) บทบาทหน้าที่ของผู้ด าเนินการสนทนา (1) สร้างบรรยากาศอย่างเป็นกันเอง ตั้งแต่เริ่มต้นสนทนาจนกระทั่งเสร็จสิ้นการ สนทนา (2) ควรชี้แจงวัตถุประสงค์ของการจัดสนทนากลุ่มก่อนด าเนินการ


65 (3) ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นและยินยอมให้มีการบันทึกข้อมูล (4) ควบคุมประเด็น จังหวะของการสนทนาและเวลา (5) ท าตัวเสมือนเป็นผู้เรียนรู้ (เป็นผู้ฟังที่ดี ไม่แสดงความคิดตน) ให้ผู้สนทนาได้ แสดงความคิดเห็นอย่างเสรี (6) ยืดหยุ่น เปิดใจ อดทนต่อการรบกวน/ไม่ร่วมมือ (7) ระมัดระวังน้ าเสียง ท่าทีของตนเองและควบคุมอารมณ์ของตนเอง (8) สังเกตพฤติกรรมของผู้ร่วมสนทนาตลอดเวลาการสนทนากลุ่ม (9) ระมัดระวังความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในการสนทนา หากเกิดขึ้นควรหาทาง หลีกเลี่ยง 3) ผู้จดบันทึกการสนทนา (Notetaker/Recorder) ผู้จดบันทึกการสนทนากลุ่ม มีบทบาท ดังนี้ (1) วาดแผนผังการนั่งของผู้ร่วมสนทนาทุกคน พร้อมทั้งมีหมายเลขและชื่อก ากับไว้ เพื่อประโยชน์ในการจดบันทึกและการสังเกตพฤติกรรม (2) จดบันทึกการสนทนาโดยการสังเกตและตั้งใจฟัง พร้อมบันทึกตามความเป็นจริง (ถ้อยค า ปฏิกิริยาของผู้ร่วมสนทนา) (3) ถอดเทปการสนทนาด้วยตนเอง (4) ข้อควรระวังที่ต้องไม่ร่วมสนทนาด้วย 4) ผู้ช่วยฝ่ายทั่วไป (Assistant/Caretaker) ผู้ช่วยฝ่ายทั่วไปมีบทบาท ดังนี้ (1) จัดเตรียมอุปกรณ์สนามให้พร้อม (2) จัดสถานที่และความพร้อมในการสนทนากลุ่ม (3) คอบควบคุมเครื่องบันทึกเสียงขณะมี่ท าการสนทนากลุ่ม (4) อ านวยความสะดวกแก่ผู้ด าเนินการสนทนาและผู้จดบันทึก (5) ดูแลบริการเครื่องดื่มและของขบเคี้ยวแก่ผู้ร่วมการสนทนา (6) อ านวยความสะดวกทั่ว ๆ ไป 2.6.5 เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลการสนทนากลุ่ม เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลของการสนทนากลุ่มเป็นแบบของประเด็นค าถามหรือแนวค าถาม เนื่องด้วยประเด็นค าถามหรือแนวค าถามเป็นส่วนส าคัญที่ส่งผลให้การสนทนามีความส าเร็จ ผู้วิจัยต้องก าหนด ประเด็นค าถามหรือแนวค าถามให้สอดคล้องกับความมุ่งหมายของการวิจัย ดังที่ สมภพ สุทัศน์วิริยะ (ม.ป.ป. , หน้า 12-14) ได้กล่าวถึง องค์ประกอบของประเด็นค าถาม และลักษณะของประเด็นค าถามในการสนทนากลุ่ม ไว้ดังนี้ 2.6.5.1 องค์ประกอบของประเด็นค าถาม องค์ประกอบของประเด็นค าถามหรือแนวค าถามในการสนทนากลุ่ม ควรประกอบด้วย ค าถาม 3 ลักษณะ ดังนี้ 1) ค าถามน า เป็นค าถามที่จะน าผู้เข้าร่วมสนทนากลุ่มเข้าสู่ประเด็นการสนทนา เป็น ค าถามเปิดกว้าง ๆ ที่จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมสนทนารู้สึกผ่อนคลายในช่วงเริ่มต้นการสนทนา โดยส่วนใหญ่จะ น าไปสู่ประเด็นการวิจัยที่ต้องการค าตอบโดยตรง เช่น อาจเกริ่นน าว่า “วันนี้เราจะมาคุยกันในเรื่องเกี่ยวกับการ ด าเนินนการตามโครงการส่งเสริมพัฒนาเด็กเล็กในศูนย์พัฒนาการเด็กเล็กกันนะครับ พอกล่าวถึงเรื่องนี้ท่านคิด อย่างไร” หรือ “วันนี้เรามาคุยเรื่องอาหารการกินกัน อาหารที่ท่านชอบกินมากที่สุดคืออะไร ท าไมถึงชอบ”


66 2) ค าถามหลัก (Main Questions) เป็นค าถามที่สอดคล้องกับค าถามการวิจัย/ วัตถุประสงค์การวิจัยจะประกอบด้วยค าถามหลัก (Main Questions) และค าถามรอง (Sub Questions) ซึ่งเป็นข้อค าถามที่แสดงให้เห็นถึงรายละเอียดที่ต้องการขยายค าถามหลัก เพื่อให้ผู้วิจัยได้เข้าใจในประเด็นต่าง ๆ ชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมทั้งค าถามที่จะใช้เพื่อให้ผู้ร่วมสนทนาได้ขยายความหรือบอกเล่าบางสิ่งบางอย่างที่ ไม่เปิดเผยง่าย ๆ เป็นการ “ล้วงค าตอบ” เรียกว่าเป็นค าถามแบบตะล่อมกล่อมเกลา (Probe Questions) เช่น “ท่านมีวิธีคิดในเรื่อง…… อย่างไร” หรือ “ท่านมีการเตรียมการอย่างไร” อีกทั้ง “สิ่งที่ท่านได้ด าเนินการมีสิ่งใด ที่ถือว่าเป็นจุดแข็งและมีสิ่งใดเป็นจุดอ่อน” “หากจะต้องปรับปรุงการด าเนินการ ท่านคิดว่าควรปรับปรุงในด้าน ใดบ้าง” และ “ท่านคิดว่าควรมีหน่วยงานใดเข้ามาสนับสนุนการด าเนินงานบ้างและควรสนับสนุนอย่างไร” โดยควรมีค าถามหลัก (Main Questions) อยู่ระหว่าง 6-10 ประเด็น ส่วนค าถามรอง (Sub Questions) ให้ขึ้นอยู่กับความครอบคลุมที่ไม่ควรมากจนเกินไป 3) ค าถามเพื่อการสรุป (Summary Questions) เป็นค าถามที่ผู้วิจัยใช้เพื่อตรวจสอบ ว่ามีประเด็นที่ผู้ร่วมสนทนากลุ่มอาจยังไม่มีโอกาสได้กล่าวถึง หรือต้องการเติมเต็มข้อมูลที่มีความส าคัญในการ สนทนา เช่น “จากที่เราคุยกันมา มีท่านใดที่ต้องการเสนอประเด็นหรือมุมมองอื่น ๆ อะไรอีกบ้างไหม” หรือ “มีท่านใดต้องการเพิ่มเติมเนื้อหาในเรื่องใดอีกบ้างไหม” หรือ “ในเรื่องข้อเสนอการปรับปรุงตามที่เราคุยกันมา มีท่านใดต้องการเสนอมุมมองเพิ่มเติมไหม” 2.6.5.2 ลักษณะของประเด็นค าถามในการสนทนากลุ่ม ลักษณะของประเด็นค าถามหรือแนวค าถามในการสนทนากลุ่มมีลักษณะ ดังนี้ 1) ประเด็นค าถามหรือแนวค าถามจะต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การวิจัย 2) ประเด็นค าถามหรือแนวค าถามจะมุ่งเป้าไปที่การท าความเข้าใจพฤติกรรม (Behavior) การรับรู้ (Perception) และความรู้สึก (Feeling) ของสิ่งที่ต้องการวิจัย 3) ควรมีประเด็นค าถามหรือแนวค าถามหลักในการถาม ประมาณ 6-10 ค าถามใน แต่ ละประเด็นหรือแนวค าถาม มีประเด็นค าถามหรือแนวค าถามรอง 3-5 ค าถาม 4) การสนทนากลุ่มจะเป็นการสนทนาโดยมีจุดหมายอยู่แล้ว แต่ต้องค่อยตะล่อมถาม ไปเรื่อย ๆ ให้นึกถึงค าถาม 5 Question Words ประกอบด้วย ใคร / ท าอะไร / ที่ไหน / เมื่อไร / อย่างไร โดยให้ถามความคิดเห็นเหตุผลและมุมมอง 5) เป็นค าถามปลายเปิด ที่มีลักษณะเปิดโอกาสให้ผู้ให้ข้อมูลแสดงความคิดเห็นได้ อย่างเสรีตามความพึงพอใจ 6) เป็นค าถามที่ไม่เป็นค าถามน าหรือเสนอแนะให้ผู้ให้ข้อมูลตอบไปในแนวทางที่ ก าหนดไว้ 7) เป็นค าถามที่เน้นเรื่องความคิดเห็นหรือเหตุผล เป็นการอธิบายที่มีรายละเอียดลุ่มลึก และมีความหมายมากกว่าที่จะเน้นในเรื่องปริมาณ 8) เป็นค าถามที่จะไม่ท าให้ผู้ให้ข้อมูลเกิดความรู้สึกไม่ต้องการตอบ หรือจะท าให้ผู้ให้ ข้อมูลเกิดความเสื่อมเสียหรืออับอาย 9) ไม่ควรถามค าถามที่เป็นความรู้ทางวิชาการมากเกินไป เพราะถ้าผู้ให้ข้อมูลตอบไม่ได้ จะรู้สึกกลัวที่จะตอบหรือพูดคุยต่อไป 10) ควรใช้ค าถามที่มีลักษณะกระตุ้นให้ได้แสดงความคิดเห็น อธิบายความให้ กว้างขวางขึ้น หากยังเงียบควรถามค าถามอื่น ๆ ต่อไป


67 2.6.5.3 การหาคุณภาพประเด็นค าถามหรือแนวค าถาม การหาคุณภาพของเครื่องมือวิจัย ขึ้นอยู่กับลักษณะส าคัญที่ต้องพิจารณา ได้แก่ ความเที่ยงตรง (Validity) ความเชื่อมั่น (Reliability) ความเป็นปรนัย (Objectivity) อ านาจจ าแนก (Discrimination) ปฏิบัติได้จริง (Practical) ยุติธรรม (Fairness) และประสิทธิภาพ (Efficiency) แต่มิได้ หมายความว่าเครื่องมือทุกชนิดต้องตรวจสอบคุณภาพทุกประเด็น ขึ้นอยู่กับชนิดหรือประเภทของเครื่องมือ หรือขึ้นอยู่กับความจ าเป็นที่ต้องใช้ส าหรับการวิจัยในการหาคุณภาพของประเด็นค าถามหรือแนวค าถาม โดย ท าความเข้าใจของหลักการหาคุณภาพของประเด็นค าถาม หรือแนวค าถามจากความเที่ยงตรง (Validity) และ ความเชื่อมั่น (Reliability) และวิธีการตรวจสามเส้า ดังนี้ 1) ความเที่ยงตรง (Validity) การหาความเที่ยงตรง (Validity) ของเครื่องมือวิจัย ดังที่ ชูศรี วงศ์รัตนะ (2560, หน้า 200) ได้กล่าวถึง เครื่องมือวิจัยที่มีความเที่ยงตรง เป็นเครื่องมือวิจัยที่สามารถวัดใน สิ ่งที ่ต้องการวัดได้อย ่างครอบคลุมและถูกต้อง ซึ ่งความเที ่ยงตรงของเครื ่องมือวิจัยมีหลายประเภท เช่น ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) ความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) เป็นต้น 2) ความเชื่อมั่น (Reliability) การหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของเครื่องมือวิจัย ดังที่ ชูศรี วงศ์รัตนะ (2560, หน้า 208) ได้กล่าวถึง เครื่องมือวิจัยที่มีความเชื่อมั่น เป็นเครื่องมือวิจัยที่สามารถ ให้ผลการวัดคงเส้นคงวาเมื่อมีการวัดซ้ ากับคนกลุ่มเดียวกันด้วยเครื่องมือวิจัยชุดเดียวกันโดยในเวลาที่ต่างกัน 2.6.5.4 วิธีการตรวจสามเส้า วิธีการตรวจข้อมูลที่ได้ศึกษามานั้น โดยสมภาพ สุทัศน์วิริยะ (ม.ป.ป. หน้า 15) ได้ กล่าวถึง การตรวจสามเส้า (Triangulation) หมายถึง การเปรียบเทียบข้อค้นพบ (Finding) ของปรากฏการณ์ ที่ท าการศึกษา (Phenomenon) จากแหล่งและมุมมองที่แตกต่างกัน นักวิจัยจ านวนมากคาดหมายว่าการตรวจ สามเส้า (Triangulation) เป็นแนวทางการยืนยันความน่าเชื่อถือ (Credibility. Validity) ของข้อมูลหรือสิ่งที่ ค้นพบ โดยข้อเท็จจริงการตรวจสามเส้า (Triangulation) เป็นการใช้ระเบียบวิธีการวิจัยหลายอย่างในการศึกษา ปรากฏการณ์เดียวกัน ไม่จ าเป็นต้องมีสามข้อ มีมากกว่าก็ได้ เช่น ระเบียบวิธีวิจัย (Research Method Triangulation), ทฤษฎี(Theoretical Triangulation), ข้อมูล (Data Triangulation) โดยการตรวจสอบสามเส้า (Triangulation) น ามาใช้ในการตรวจสอบคุณภาพงานวิจัยทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ในการศึกษาเชิงปริมาณ (Quantitative) เป็นการตรวจสอบ ความถูกต้อง (Validation) การศึกษาเชิงคุณภาพเป็นการหาค าตอบ เป็นกลยุทธ์การใช้วิธีการที่เหมาะสมเพื่อ หาความน่าเชื่อถือ (Credibility) ของการวิเคราะห์เชิงคุณภาพ เป็นวิธีการทางเลือกของเกณฑ์พิจารณาปกติ เช่น ความเชื่อมั่น (Reliability) และความถูกต้อง (Validity) อีกทั้งการตรวจสามเส้า (Triangulation) ในการศึกษาเชิงคุณภาพเป็นกระบวนการที่ถูกน ามาใช้ในการสังคมศาสตร์ด้วย การรวบรวมวิธีการใช้ผู้สังเกต (Observer) ทฤษฎี (Theory) วิธีการ (Methods) และข้อมูลเชิงประจักษ์ (Empirical Material) ที่ซ้ าซ้อนกัน นักวิจัยหวังว่าจะขจัดจุดด้อยหรือความล าเอียงภายในและปัญหาที่เกิดจากการใช้วิธีการ อย่างเดียวและการใช้ทฤษฎีเดียวในการศึกษา ทั้งนี้ สมภพ สุทัศน์วิริยะ (ม.ป.ป,. หน้า 15) ได้กล่าวถึงรูปแบบ ของการตรวจสามเส้ามี 7 รูปแบบ ดังนี้ 1) รูปแบบ Data Triangulation การเปรียบเทียบและตรวจสอบความแน่นอนของ ข้อมูล โดยน าข้อมูลที่ได้มาเปรียบเทียบ 2) รูปแบบ Multiple Triangulation การใช้นักวิจัยหลายคนในสนามแทนการใช้ นักวิจัยเพียงคนเดียว


68 3) รูปแบบ Multiple Analyst Triangulation การใช้ผู้วิเคราะห์ข้อมูลที่เก็บจากสนาม มากกว่า 2 คนขึ้นไป 4) รูปแบบ Reviews Triangulation การให้บุคคลต่าง ๆ ที่ไม่ใช่นักวิจัยท าการทบทวน ข้อค้นพบจากการวิเคราะห์ 5) รูปแบบ Methods Triangulation การเปรียบเทียบข้อมูลที่ได้มาจากการเก็บข้อมูล หลายวิธีการ 6) รูปแบบ Theory Triangulation การใช้มุมมองของทฤษฎีต่าง ๆ มาพิจารณาข้อมูล ชุดเดียวกัน 7) รูปแบบ Interdisciplinary Triangulation การใช้สหวิทยาการมาร่วมวาทกรรม อธิบายข้อค้นพบต่าง ๆ 2.6.6 ขั้นตอนการสนทนากลุ่ม การสนทนากลุ่มเป็นการแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ มีขั้นตอนการสนทนา ดังที่ อุไรวรรณ ทองเหม (2556, หน้า 70-71) ได้กล่างถึง การสนทนากลุ่มใน 3 เรื่อง ประกอบด้วย ขั้นด าเนินการสนทนากลุ่ม ขั้นสิ้นสุด การสนทนากลุ่ม และปัญหาของการสนทนากลุ่ม ดังนี้ 2.6.6.1 ขั้นด าเนินการสนทนากลุ่ม 1) การกล่าวต้อนรับผู้ร่วมสนทนากลุ่ม เมื่อผู้ร่วมสนทนากลุ่มมาถึงสถานที่สนทนา ครบถ้วนแล้ว ผู้วิจัยควรได้กล่าวต้อนรับผู้ร่วมสนทนากลุ่มด้วยน้ าเสียงและสีหน้าที่เป็นมิตรและบรรยากาศที่ อบอุ่น ทั้งนี้ควรมีป้ายชื่อของผู้ร่วมสนทนากลุ่ม (อาจเป็นชื่อจริงหรือชื่อสมมติก็ได้) โดยวางป้ายชื่อไว้ด้านหน้า เพื่อให้สามารถเรียกชื่อกันได้ถูกต้อง (สมภพ สุทัศน์วิริยะ, ม.ป.ป., หน้า 17) 2) กล่าวแนะน าคณะผู้วิจัย ทีมงานและชี้แจงจุดประสงค์ของการสนทนากลุ่ม หัวหน้า ทีมคณะวิจัยควรได้กล่าวแนะน าคณะผู้วิจัยและทีมงานทุกคน แนะน าผู้ร่วมสนทนาให้รู้จักและคุ้นเคยซึ่งกันและ กัน อาจจัดกิจกรรมกลุ่มสร้างความคุ้นเคย ชี้แจงประเด็นและวัตถุประสงค์ของการสนทนากลุ่ม ประโยชน์ที่ได้ จากการสนทนากลุ่ม รวมทั้งเหตุผลที่ได้พิจารณาคัดเลือกผู้ร่วมสนทนากลุ่มให้มาร่วมสนทนาในประเด็นหรือ หัวข้อที่ศึกษา เพื่อให้ผู้ร่วมสนทนากลุ่มรู้สึกเป็นเกียรติที่ตนได้รับคัดเลือกและเชิญมาร่วมสนทนากลุ่ม นอกจากนี้ควรได้ขออนุมัติบันทึกการสนทนากลุ่มทั้งการบันทึกโดยผู้บันทึกการสนทนาและการบันทึก โดยใช้ เครื่องบันทึกเสียง รวมทั้งขออนุมัติถ่ายภาพการสนทนากลุ่ม 3) การด าเนินการสนทนากลุ่ม ขณะสนทนากลุ่มผู้ด าเนินการสนทนากลุ่มต้องกระท า บทบาทของตนในฐานะเป็นผู้น าการสนทนาอย่างมีประสิทธิภาพ 2.6.6.2 ขั้นสิ้นสุดการสนทนากลุ่ม 1) กล่าวขอบคุณผู้ร่วมสนทนากลุ่ม เมื่อสิ้นสุดการสนทนากลุ่ม ผู้ด าเนินการสนทนา ควรได้กล่าวขอบคุณผู้ร่วมสนทนากลุ่ม หากมีงบประมาณเพียงพอควรได้มอบของที่ระลึกแก่ผู้ร่วมสนทนากลุ่ม เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณที่ได้ให้ความคิดเห็นที่มีประโยชน์ต่อประเด็นที่สนทนา 2) การจัดเตรียมข้อมูลเพื่อน าไปวิเคราะห์ เป็นขั้นการถอดเทปจากตลับเทปที่ได้ บันทึกเสียงสนทนากลุ่มไว้ในการถอดเทปสนทนา ผู้บันทึกการสนทนาควรเป็นผู้ถอดเทป เพื่อให้สาระที่สรุปได้มี ความถูกต้องตามข้อเท็จจริงที่ได้จากการสนทนากลุ่ม และมีรายละเอียดครอบคลุมตลอดช่วงการสนทนากลุ่ม การถอดเทปจะต้องเป็นการถอดเทปค าสนทนาค าต่อค าทุกค าพูด รวมทั้งบันทึกรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับ พฤติกรรมของผู้ร่วมสนทนากลุ่ม และบรรยากาศสนทนากลุ่ม เพราะจะท าให้ผู้วิจัยอื่นที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เมื่อได้อ่านรายละเอียดที่ได้จากการถอดเทปแล้ว สามารถจินตนาการและบรรยากาศการสนทนากลุ่มได้ถูกต้อง


69 เหมือนจริง การสนทนากลุ่มในบางกรณีอาจไม่จ าเป็นต้องถอดเทปการสนทนากลุ่มในลักษณะค าต่อค าทุก ค าพูดและไม่จ าเป็นต้องบันทึกรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้ร่วมสนทนา โดยอาจถอดเทปและ บันทึกเฉพาะสาระการสนทนากลุ่ม และข้อคิดเห็นผู้ร่วมสนทนากลุ่มที่เป็นสาระส าคัญของประเด็นการสนทนา กลุ่ม 3) การวิเคราะห์ข้อมูล โดยน าข้อมูลที่รวบรวมได้จากการสนทนากลุ่มมาวิเคราะห์ ดังนี้ (1) การจัดหมวดหมู่ข้อมูลการสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยมือ เป็นวิธีการ น าข้อมูลการสนทนากลุ่มมาจัดหมวดหมู่โดยการก าหนดรหัสและการลงรหัส ซึ่งอาจใช้เทคนิคการตัด คือการ ตัดรายละเอียดของสาระที่อยู่ในหัวข้อเดียวกันมาปะรวมกันอย่างเป็นหมวดหมู่จากนั้นท าการวิเคราะห์ (2) การจัดหมวดหมู่ข้อมูลการสนทนากลุ่มและการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม ส าเร็จรูปชื่อ “The Ethnograph” หรือ “ATLAS/TI” ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ใช้ลงรหัสข้อมูลจัดหมวดหมู่ข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ 2.6.6.3 ปัญหาการสนทนากลุ่ม 1) สมาชิกผู้ร่วมสนทนากลุ่มไม่ครบตามจ านวนที่ก าหนด ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากหลาย สาเหตุ เช่น ผู้ร่วมสนทนากลุ่มมีภระงานส าคัญเร่งด่วน ลืมวันเวลาที่นัดหมายหรือไม่ได้รับหนังสือเชิญ เป็นต้น 2) ผู้ร่วมสนทนากลุ่มบางคนไม่สามารถร่วมสนทนาตั้งแต่ร่วมสนทนาจนสิ้นสุดการ สนทนา 3) ผู้ร่วมสนทนากลุ่มบางคนแสดงความคิดเห็นน้อย และบางคนผูกขาดการแสดง ความคิดเห็น 2.7 การสร้างและพัฒนาแบบสอบถาม แบบสอบถาม (Questionnaire) เป็นเครื่องมือวิจัยที่นิยมใช้กันมากในการวิจัย เพราะเก็บรวบรวมข้อมูลได้ จ านวนมาก ๆ ในเวลาเดียวกัน โดยเสียเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายน้อย แต่ก็มีข้อเสียที่ส าคัญ ดังที่ พิสณุ ฟองศรี (2552, หน้า 179) ได้กล่าวถึง ข้อเสียที่ส าคัญในขั้นตอนการสร้างและการพัฒนาคือการสร้างให้มีคุณภาพได้ยาก และในการเก็บรวบรวมข้อมูลมักจะได้สัดส่วนการตอบกลับต่ าจึงต้องมีความระมัดระวังอย่างยิ่ง โดยการสร้าง และการพัฒนาแบบสอบถามมีสาระส าคัญ ดังนี้ 2.7.1 โครงสร้างของแบบสอบถาม แบบสอบถามเป็นเครื่องมือวิจัยที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล โดยมีโครงสร้างของแบบสอบถาม ดังที่ พิสณุ ฟองศรี (2552, หน้า 182-183) และ ชูศรี วงศ์รัตนะ (2560, หน้า 53) ได้กล่าวไว้ที่สอดคล้องโดยสรุป ดังนี้ 1) ชื่อแบบสอบถาม ชื่อแบบสอบถามจะระบุว่าเป็นแบบสอบถามเพื่อวัดอะไร อาทิ แบบสอบถามความพึงพอใจ แบบสอบถามการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นส่วนแรกที่ผู้ตอบเห็น บางครั้งอาจเพิ่ม รายละเอียดเพื่อความสะดวกแก่ผู้วิจัยหรือผู้ประเมินเองหรือผู้ตอบและผู้ที่เกี่ยวข้องก็ได้ 2) ส่วนน า เป็นส่วนของจดหมายน าที่ผู้วิจัยมีถึงผู้ตอบ เพื่อเป็นการแนะน าตัวและท าความเข้าใจ เกี่ยวกับโครงการวิจัย แจ้งชื่อผู้วิจัยและสถาบัน แนะน าโครงการวิจัยโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับหัวข้อวิจัย วัตถุประสงค์ของการวิจัย ชี้แจงให้เห็นความส าคัญของผู้ตอบที่มีต่อผลการวิจัยและการน าค าตอบไปใช้ ประโยชน์ 3) ส่วนค าชี้แจง เป็นการระบุวิธีการตอบเพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ ซึ่งควรมีค าแนะน าหรือ ตัวอย่างในการตอบเพื่อให้มีความเข้าใจที่ตรงกัน


70 4) ส่วนของเนื้อหา ส่วนนี้ส าคัญที่สุดเพราะเป็นรายละเอียดเกี่ยวกับตัวแปรที่ต้องการศึกษา ส่วน ของเนื้อหานี้อาจมีหลายตอนเรียงตามล าดับ ดังนี้ ตอนที่ 1 ถามข้อมูลพื้นฐานที่เป็นคุณลักษระของผู้ตอบ เช่น เพศ อายุ ระดับการศึกษา ต าแหน่งหน้าที่ เป็นต้น เพื่อใช้เป็นการอธิบายลักษณะหรือสถานะภาพของกลุ่มตัวอย่าง โดยต้องพิจารณาถาม เฉพาะคุณลักษณะที่จ าเป็นส าหรับการวิจัยแต่ละเรื่อง ไม่ควรใช้วิธีถามคุณลักษณะต่าง ๆ ไปก่อนแล้วค่อยมา คัดเลือกเฉพาะคุณลักษณะที่ต้องการในภายหลัง ตอนที่ 2 เป็นชุดของข้อค าถามหรือข้อความเกี่ยวกับตัวแปรที่ต้องการศึกษา ตอนที่ 2 นี้อาจมี หลายตอนย่อยขึ้นอยู่กับจ านวนตัวแปรที่ต้องการศึกษา ตอนที่ 3 เป็นข้อค าถามเพิ่มเติม เป็นค าถามปลายเปิด ซึ่งจะอยู่ช่วงท้ายของแบบสอบถาม ในส่วนนี้จะมีหรือไม่มีก็ได้ โดยเป็นข้อค าถามที่กว้างขึ้น เช่น ความคิดเห็นอื่น ๆ หรือข้อเสนอแนะเพิ่มเติม เป็นต้น 2.7.2 ประเภทของแบบสอบถาม แบบสอบถามที่ใช้กันแพร่หลาย มีรูปแบบของข้อค าถามที่ใช้ในแบบสอบถามมีความแตกต่าง หลากหลาย ซึ่งการจัดประเภทของแบบสอบถาม เป็นการจัดประเภทตามลักษณะของข้อค าถามและรูปแบบ การตอบ จึงจ าแนกประเภทได้ 2 ประเภท ดังที่ พิสณุ ฟองศรี (2552, หน้า 183-186), ณัฏฐกรณ์ หลาวทอง (2559, หน้า 17-24) และ ชูศรี วงศ์รัตนะ (2560, หน้า 53-58) ได้กล่าวไว้ที่สอดคล้องโดยสรุป ดังนี้ 2.7.2.1 แบบสอบถามปลายปิด (Close-ended Questionnaire) เป็นรูปแบบของค าถามที่ผู้วิจัยต้องก าหนดค าตอบ เพื่ออ านวยความสะดวกให้ผู้ท า แบบสอบถามตอบได้โดยไม่ต้องเขียนด้วยตนเอง การก าหนดค าตอบในแต่ละข้อต้องมีความครอบคลุมความ เป็นไปได้ทั้งหมดของการตอบ หรือหากมีค าตอบจ านวนมาก ผู้วิจัยควรน าค าตอบที่น่าจะมีความถี่สูงให้เป็น ตัวเลือกในค าตอบ หากผู้วิจัยไม่แน่ใจว่าใส่แนวค าตอบที่เป็นไปได้ทั้งหมดได้อย่างครอบคลุมหรือไม่ ผู้วิจัยควร สร้างตัวเลือกเพิ่มเติมที่ผู้ตอบแบบสอบถามสามารถเขียนระบุด้วยตนเอง เช่น อื่นๆ โปรดระบุ แบบสอบถาม ของข้อค าถามปลายปิด มีดังนี้ (1) แบบตรวจสอบรายการหรือเลือกตอบ เป็นแบบเลือกค าตอบที่มีหลายข้อ ซึ่งการตอบอาจเลือกตอบข้อใดข้อหนึ่ง เลือกได้ หลายข้อแต่จ ากัดจ านวน และเลือกได้หลายข้อตามต้องการ ดังตัวอย่าง ก. เพศ ให้เลือกตอบข้อใดข้อหนึ่ง ❑ ชาย ❑ หญิง ข. ท่านเดินทางไปท างานด้วยพาหนะชนิดใด (โปรดตอบมา 2 ข้อ) ❑ รถไฟฟ้า ❑ รถแท็กซี่ ❑ รถยนต์ส่วนตัว ❑ รถเมล์ประจ าทาง (2) แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) เป็นการตอบที่ให้เลือกหลายข้อที่แสดงระดับความเข้มของความรู้สึกหรือความถี่ ของพฤติกรรมที่แบ่งออกเป็นหลายระดับ รูปแบบที่มีความนิยมใช้ได้แก่ มาตรประมาณค่าแบบลิเคิร์ตและแบบ ออสกูต ได้กล่าวไว้ ดังนี้ ก. มาตราส่วนประมาณค่าแบบของลิเคิร์ต นิยมใช้ความเข้มของความรู้สึกหรือ ความถี่ของพฤติกรรมเป็น 5 ระดับ โดยผู้วิจัยจะประยุกต์เป็น 3 4 6 7 หรือ 9 ระดับตามความเหมาะสมของตัวแปร และความละเอียดในการระบุระดับที่ต้องการใช้จ าแนกบุคคลตามคุณลักษณะที่วัด เช่น


71 - เห็นด้วยมากที่สุด เห็นด้วย ตัดสินใจไม่ได้/เห็นด้วยปานกลาง/ทั้งเห็นด้วยและ ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยมากที่สุด - พึงพอใจมากที่สุด พึงพอใจมาก พึงพอใจปานกลาง พึงพอใจน้อย พึงพอใจ น้อยที่สุด - ดีเยี่ยม ดี พอใช้ ควรปรับปรุง ต้องปรับปรุงเป็นอย่างยิ่ง - ชอบมากที่สุด ชอบ เฉย ๆ ไม่ชอบ ไม่ชอบมากที่สุด - เป็นประจ า บ่อย บางครั้ง นาน ๆ ครั้ง ไม่เคยเลย กรณีตัวอย่าง ระดับความพึงพอใจมากที่สุด พึงพอใจมาก พึงพอใจปานกลาง พึงพอใจน้อย พึงพอใจน้อยที่สุด โดยเขียนค าชี้แจงบอกผู้ตอบว่าแต่ละระดับของความพึงพอใจมีความหมาย ดังนี้ 5 หมายถึง พึงพอใจมากที่สุด 4 หมายถึง พึงพอใจมาก 3 หมายถึง พึงพอใจปานกลาง 2 หมายถึง พึงพอใจน้อย 1 หมายถึง พึงพอใจน้อยที่สุด ค. มาตราส่วนประมาณค่าแบบของออสกูต นิยมใช้ความเข้มของความรู้สึกด้วย ค าคุณศัพท์ที่มีขั้วตรงกันข้าม เช่น ดี-เลว ซื่อสัตย์-ไม่ซื่อสัตย์ ยุติธรรม-ไม่ยุติธรรม รูปธรรม-นามธรรม ยาก-ง่าย เหมาะสม-ไม่เหมาะสม ถูกต้อง-ไม่ถูกต้อง เป็นต้น โดยมีตัวเลขบอกระดับความแตกต่างของค าคุณศัพท์ดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นตัวเลขค่าบวกทั้งหมด หรือเป็นตัวเลขที่มีค่าบวกและลบในคู่ค าคุณศัพท์แต่ละคู่ ช่วงของค าตอบอาจ มีตั้งแต่ 3 5 7 9 ระดับ ง. แบบจัดล าดับ เป็นการตอบให้จัดล าดับความส าคัญหรือความต้องการชุดของ ตัวเลือก ที่ก าหนดให้ในแต่ละข้อของแบบสอบถาม เรียงล าดับจากความส าคัญมากไปหาน้อย ด้วยการกรอก ตัวเลข ดังตัวอย่าง ท่านซื้อเสื้อผ้าจากแหล่งใดบ้าง (กรุณาใส่ตัวเลขแสดงอันดับของสถานที่ที่ท่านซื้อ ประจ า จ านวน 3 ล าดับ ❑ ตลาดนัด ❑ ห้างสรรพสินค้า ❑ ทางอินเตอร์เน็ต ❑ จากตัวแทนขายตรง ❑ จากแหล่งอื่น ๆ เช่น เพื่อในที่ท างาน เป็นต้น จ. แบบสถานการณ์ (Situational Questionnaire) เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัย ก าหนดสถานการณ์ต่าง ๆ ขึ้น แล้วให้ผู้ตอบตัดสินใจเลือกค าตอบที่ตรงกับความรู้สึกของผู้ตอบ การก าหนด ค าตอบเป็นตัวเลือกอย่างน้อย 3 ตัวเลือก นิยมใช้วัดตัวแปรประเภทคุณธรรม จริยธรรม โดยต้องเขียนค าชี้แจง ให้ชัดเจนว่าให้ผู้ตอบอ่านข้อความในสถานการณ์นั้น ๆ แล้วพิจารณาว่าถ้าตัวเองประสบเหตุการณ์เช่นนั้นจริง แล้วจะรู้สึกหรือเลือกปฏิบัติตามตัวเลือกใด เช่น ต้องการวัดคุณลักษณะด้านความซื่อสัตย์ ดังตัวอย่าง ในการสอบปลายภาค วนิดาท าข้อสอบไม่ได้ อุษาเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ จึงแอบส่ง ค าตอบให้เพราะสงสารวนิดา ถ้าท่านเป็นวนิดาท่านจะท าอย่างไร ก. ไม่รับค าตอบที่อุษาส่งให้ ข. รับค าตอบ แต่ไม่เปิดอ่าน ค. รับค าตอบ แล้วคัดลอกค าตอบเมื่อมีโอกาส


72 2.7.2.2 แบบสอบถามปลายเปิด (Open-ended Questionnaire) เป็นรูปแบบของข้อค าถามที่ผู้ตอบแบบสอบถามต้องเขียนตอบค าถามด้วยตนเอง เพื่อให้ข้อมูลที่มากกว่าปรากฏในข้อค าถามปลายปิดที่มีอยู่ รวมถึงเขียนแสดงความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ แนวทางการแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่ต้องการให้ข้อมูลกับผู้วิจัย การตอบข้อค าถามปลายเปิดมีข้อดีที่ผู้ตอบ แบบสอบถามมีอิสระในการให้ข้อมูล หรือให้แง่คิดที่แตกต่างไปจากค าตอบที่ปรากฏในแบบสอบถาม ตัวอย่าง ข้อค าถามแบบปลายเปิด ดังนี้ 1) แบบเติมค า เป็นการตอบโดยการเติมค าหรือตัวเลขในช่องว่างที่ก าหนดให้ ดังตัวอย่าง ค าชี้แจง กรุณาเติมข้อความลงในช่องว่างตามความเป็นจริงเกี่ยวกับท่าน 1. อายุ…………. ปี 2. วิชาเอก………………………. 3. คณะ…………………………… 4. สถาบัน……………………….. 2) แบบตอบสั้น เป็นการตอบโดยการเติมค าลงในช่องว่างที่เป็นวลีหรือประโยค ไม่ยาวนัก ดังตัวอย่าง ค าชี้แจง กรุณาเติมข้อความลงในช่องว่างที่ก าหนดให้ 1. ชื่อเรื่องของงานวิจัยที่ท่านท าเสร็จไปครั้งสุดท้าย คือ…………………….. 2. ท่านมีความคาดหวังเกี่ยวกับการสนับสนุนวิจัยในระดับบัณฑิตศึกษา จากมหาวิทยาลัยอย่างไร……………………………………………………………. 3) แบบความเรียง เป็นการตอบโดยการเติมความคิดเห็น ข้อเสนอแนะแนวทางการ แก้ไขปัญหา หรือประเด็นอื่น ๆลงในช่องว่างที่ก าหนด โดยทั่วไปจะมีการใช้ข้อค าถามแบบความเรียงจ านวนน้อย ข้อค าถามเมื่อเทียบกับข้อค าถามปลายปิดและส่วนมากถามข้อมูลที่มีความจ าเป็น ผู้วิจัยมีความประสงค์ ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงเหตุผล แนวทางที่เปิดอิสระ ให้ผู้ตอบแสดงความคิดเห็นของตนเองอย่างเต็มที่ ดังตัวอย่าง ค าชี้แจง กรุณาเติมข้อความลงในช่องว่างที่ก าหนดให้ 1. รูปแบบการเรียนการสอนรายวิชา xxxxxxxx มีความเหมาะสมหรือไม่ อย่างไร…………………………………………………………………………………….. 2. ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการเรียนการสอน รายวิชาxxxxxxxx … ……………………………………………………………………………………………….. 2.7.3 การสร้างและพัฒนาแบบสอบถาม ส าหรับแนวทางการสร้างและพัฒนาแบบสอบถามนั้น ดังที่ พิสณุ ฟองศรี (2552, หน้า 188 - 198), ณัฏฐกรณ์ หลาวทอง (2559, หน้า 24-29) และ ชูศรี วงศ์รัตนะ (2560, หน้า 52-59) ได้กล่าวไว้ที่ สอดคล้องโดยสรุป ดังนี้ 1) ศึกษาหลักการ แนวคิด และทฤษฎี ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนแรกที่ต้องค้นคว้าและศึกษาเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับตัวแปรหรือตัวชี้วัด เพื่อให้ได้ข้อสรุปจากเอกสารต่าง ๆ ที่ศึกษามาก าหนดเป็นนิยาม 2) น าผลจากข้อ 1 มาก าหนดเป็นนิยามเชิงปฏิบัติการเพื่อให้วัดได้ โดยจะน าองค์ประกอบส าคัญ หรือประเด็นหลักของนิยามไปร่างเป็นข้อค าถาม


73 3) ร่างข้อค าถามและองค์ประกอบที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ส าคัญ โดยเฉพาะการร่าง ข้อค าถามซึ่งแบ่งเป็น 8 ประการ ดังนี้ 3.1) การร่างข้อค าถามมีแนวทางที่ส าคัญซึ่งแบ่งเป็น 8 ประการ ดังนี้ (1) ร่างให้สั้น กระชับ (2) ร่างให้ถามเพียงประเด็นเดียว (3) ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายเหมาะกับผู้ตอบ โดยพิจารณาถึงวัย ระดับการศึกษา เช่น ถ้า เป็นเด็กก็ใช้ค าว่า “ต้องการ” แทนค าว่า “มีความประสงค์” หรือใช้ค าที่คุ้นเคย เป็นต้น รวมทั้งพิจารณาถึง ความ สามารถในการอ่านของผู้ตอบ (4) ถ้าจ าเป็นต้องขยายความให้เข้าใจ ข้อค าถามบางข้อที่มีมาอาจต้องระบุเพิ่มเติม เช่น การขยายผล “โดยน าความรู้ไปใช้แนะน า ช่วยเหลือจัดท าเป็นวิทยากรเรื่อง..แก่บุคคลหรือหน่วยงานต่าง ๆ” เป็นต้น (5) อย่าใช้ค าถามล าเอียง ข้อค าถามบางข้ออาจล าเอียง ส าหรับคนบางกลุ่ม เช่น ค าถาม เกี่ยวกับระเบียบต่าง ๆ ได้แก่ การให้อนุญาตพกอาวุธปืน ถ้าถามกลุ่มสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่มีอัตราการท าแท้งสูง ก็จะเห็นด้วย หรือถามเรื่องหวยบนดินกับกลุ่มเจ้ามือหวยใต้ดิน ก็จะได้ค าตอบที่ล าเอียงเข้าข้างตนเองได้ง่าย (6) ถ้าเป็นค าถามเรื่องละเอียดอ่อนต้องระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากผู้ตอบจะรู้สึกอึดอัด เกรงว่าจะมีผลเสียต่อตนต่อเนื่องมา เช่น ค าถามเกี่ยวกับการท าผิดกฎหมายและเพศสัมพันธ์ เป็นต้น ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยง ถ้าจ าเป็นก็ต้องลดความอึดอัดของผู้ตอบมาแล้ว (7) พึงระวังข้อค าถามที่ตอบตามความต้องการหรือกระแสสังคม ข้อค าถามบางข้อ ผู้ตอบจะตอบตามความต้องการทางสังคม เพื่อให้ตนเองมีภาพลักษณ์ที่ดี เช่น ถ้าถามว่าเห็นด้วยกับการ คอรัปชั่นหรือไม่ เพียงใด ผู้ตอบจะตอบว่าไม่เห็นด้วยทั้ง ๆ ที่ตนเองอาจคิดหรือเคยคอรัปชั่นก็เป็นได้ (8) พึงระวังข้อค าถามที่ผู้ตอบเข้าข้างตนเอง 3.2) การร่างตัวเลือก ตัวเลือกเป็นองค์ประกอบของข้อค าถามชนิดให้เลือกตอบ โดยมีแนว การสร้าง ดังนี้ (1) ตัวเลือกเดียว มีแนวทางการสร้าง ดังนี้ ก. มีครบ ให้สามารถเลือกได้เพียงพอ ซึ่งจะมีปัญหาน้อยกว่าชนิดเลือกได้หลายตัว และการจัดล าดับ ข. ต้องเป็นประเด็นเดียวกัน ถ้าถามประเด็นอื่นด้วยอาจท าให้ตอบยาก ค. ต้องต่อเนื่อง เช่น ถ้าถามว่าหนังสือของรายวิชานี้ง่ายกว่าเล่มอื่น ๆ ที่เคยอ่าน แล้วโดยใช้ตัวเลือก บ่อยที่สุด บ่อย…….. จะไม่เหมาะสมกับตัวเลือก เห็นด้วยอย่างยิ่ง เห็นด้วย…… เป็นต้น ง. ถ้ามีความเฉพาะควรระบุค าขยาย เช่น ถามเกี่ยวกับสิ่งของ อาจใช้ค าขยาย ชอบ มากที่สุด เกลียดที่สุด จ. ให้เหมาะสมกับวัย เช่น ถ้าเป็นเด็กเล็ก ๆ อาจใช้รูปภาพ เป็นต้น ฉ. ให้เข้าใจง่าย ใช้ภาษาง่าย ๆ กระชับ ถ้าไม่มั่นใจให้ผู้ตอบลองท าดูก่อน ช. เลี่ยงตัวเลือกล าเอียง เช่น ถ้าถามว่า ชอบหนังสือเกี่ยวกับการผิดศีลธรรม เรื่อง……… หรือไม่ โดยมีตัวเลือกว่า เลวที่สุด จนกระทั่ง ดีที่สุด ผู้ตอบมักจะตอบไปทางต่ าเสมอ ซ. มีทิศทางเดียวกัน ท าให้ตอบได้ง่าย เช่น พอใจหรือไม่ พอใจในระดับใด เป็นต้น ฌ. ระบุคะแนนแต่ละตัวเลือก เพื่อให้ผู้ตอบประมาณค่าความเห็นของตนเองได้ ญ. การใช้ตัวเลือกที่เป็นกลางอาจเสียข้อมูลที่ต้องการได้ เนื่องจากผู้ตอบ ไม่พยายามท าความเข้าใจหรือไม่ต้องการตอบ เช่น ไม่แน่ใจหรือไม่มีความคิดเห็น เป็นต้น


74 ฎ. ถ้าจ าเป็นอาจใช้ตัวเลือกไม่ทราบข้อมูลด้วย แบบสอบถามบางฉบับถามในหลาย ประเด็นหลัก ซึ่งผู้ตอบบางคนไม่ทราบหรือไม่เกี่ยวข้อง ถ้าไม่มีช่องนี้ให้ก็จะตอบไปทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ เช่น ถ้าถาม เกี่ยวกับการท างานด้านการแนะน าให้ใช้วัสดุอุปกรณ์บางประการที่บางแผนกไม่ได้ใช้ก็จะตอบไม่ได้ เป็นต้น (2) แบบตัวเลือกได้หลายค าตอบหรือจัดล าดับมีแนวการสร้าง ดังนี้ ก. ครอบคลุม มีตัวเลือกให้ครอบคลุมตามประเด็นที่ถามเพื่อจัดล าดับได้ ถ้าไม่แน่ใจก็ควรมีค าตอบ อื่น ๆ (ระบุ)…………… ข. ในกรณีให้จัดล าดับไม่ควรมีตัวเลือกมากเกินไป แม้จะดูขัดแย้งกับครอบคลุม แต่ก็ไม่ควรมีมากจนกระทั่งผู้ตอบจัดล าดับได้ล าบาก สุดท้ายก็อาจตอบแบบขอไปที 4) ตรวจสอบแบบสอบถาม การตรวจสอบแบบสอบถามด้วยตนเองและผู้ที่เกี่ยวข้อง ในขั้นนี้ พิสณุ ฟองศรี (2552, หน้า 195-199) ได้กล่าวโดยสรุปไว้ ดังนี้ (1) การตรวจสอบแบบสอบถาม ก. ตรวจด้วยตนเอง การตรวจโดยผู้สร้างเองถือเป็นสิ่งส าคัญและจ าเป็นโดยยึดหลักการสร้างมาแล้ว ประกอบการตรวจ โดยมีวิธีการตรวจหลายประการ เช่น เมื่อสร้างเสร็จแล้วพักไว้สัก 2-3 วัน แล้วจึงจะอ่าน ค าถามและตัวเลือกอย่างละเอียดว่าเข้าใจหรือไม่ ถ้าผู้สร้างเองไม่เข้าใจเสียแล้ว คนอื่นคงยากจะเข้าใจ ครอบคลุมและจ าเป็นหรือไม่ ตอบยากหรือไม่ ใช้ภาษากระชับแล้วหรือไม่ เข้าใจไขว้เขวหรือไม่ ถ้าถามตรง ๆ กับถามอ้อม ๆ ถามแบบไหนจะดีกว่าและผู้ตอบจะล าเอียงหรือไม่ เป็นต้น ข. ตรวจโดยผู้เกี่ยวข้อง ผู้เกี่ยวข้องโดยตรง ถ้าเป็นวิทยานิพนธ์ก็คืออาจารย์ที่ปรึกษา ซึ่งอาจตรวจโดยภาพรวมเนื่องจากมีเวลาน้อย นอกจากนี้อาจให้บุคคลใกล้ชิดช่วยตรวจ อย่างน้อยก็ตรวจดูและความเข้าใจต่าง ๆ ซึ่งจะได้ข้อมูลที่เป็นจริง เพราะมีความสนิทสนม กล้าพูด กล้าวิจารณ์ (2) การปรับปรุงเบื้องต้น ในขั้นนี้เมื่อมีการปรับปรุงในขั้นที่ (1) แล้ว อาจให้ผู้มีคุณสมบัติเกี่ยวกับผู้จะให้ข้อมูล ลองตอบดูว่ามีความเข้าใจราบรื่นในการตอบเพียงใด ก่อนจะให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจ (3) ตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญ ในขั้นตอนนี้เริ่มนับเป็นขั้นแรกของการพัฒนาโดยใช้สถิติ ในขั้นนี้ จะเป็นการหาค่าตามตรงตามสูตร IOC (Index of Item Congruence) หรือ CVR หรือ ค่าเฉลี่ยก็ได้ โดย ผู้เชี่ยวชาญ 3 คนขึ้นไป แต่ส าหรับแบบสอบถามทั่วไปแล้วจะถามความรู้สึก ความคิดเห็น หรือการรับรู้ทาง จิตวิทยา อาจต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาแทนด้านเนื้อหาของแบบสอบถาม (4) ปรับปรุงจากการตรวจของผู้เชี่ยวชาญ หลังจากผู้เชี่ยวชาญตรวจและให้ข้อเสนอแนะ แล้วน าผลการวิเคราะห์พร้อมทั้ง ข้อเสนอแนะมาปรับปรุงก่อนน าไปทดลองใช้ เพื่อหาค่าทางสถิติอื่น ๆ ต่อไป (5) ทดลองใช้เพื่อหาค่าความเที่ยงหรือค่าอ านาจจ าแนก (ถ้ามี) ในขั้นตอนนี้จะน าแบบสอบถามไปทดลองใช้กับผู้ให้ข้อมูล จ านวน 30 คนขึ้นไป เพื่อหา ค่าความเที่ยงและอาจหาค่าจ าแนก (ถ้ามี) โดยส่วนใหญ่ใช้สูตรของครอนบัค (Cronbach) (6) การปรับปรุงแบบสอบถามก่อนน าไปใช้จริง ในขั้นตอนนี้เป็นขั้นสุดท้าย โดยการน าผลจากการหาค่าความเที่ยงและค่าจ าแนก (ถ้ามี) มาปรับปรุงอีกครั้งหนึ่งก่อนน าไปใช้จริง ซึ่งในปัจจุบันการหาค่าความเที่ยงด้วยคอมพิวเตอร์ จะบอกได้ว่าเมื่อ ตัดข้อค าถามใดแล้ว ค่าความเที่ยงจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงเหลือเท่าไร ท าให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น แต่การตัด


75 ข้อค าถามออกไปต้องระวังอย่าให้ครอบคลุมตามนิยามต้องเสียไปหรือมีช่องว่างได้ 2.8 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เนื่องด้วยงานวิจัยที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัว ที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ยังไม่ปรากฏให้ได้ศึกษาเพื่อน ามาอ้างอิงได้นั้น จึงน าผลการศึกษา งานวิจัยที่ เกี่ยวข้องที่มีความใกล้เคียงจากการสืบค้นได้มาอย่างจ ากัด ได้แก่ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและสัญญา ประนีประนอม ดังนี้ 2.8.1 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท กมลวรรณ ตันเรืองศรี (2553, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาความพึงพอใจของผู้รับบริการ ในการ ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นศาล ศึกษาเฉพาะกรณีศาลอาญาศาลแพ่งและศาลแขวงพระนครเหนือ ผลการศึกษา พบว่า การเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อให้ผู้รับบริการในการไกล่เกลี่ยเกิดความพึงพอใจในการเข้ารับบริการในการ ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เพื่อให้มีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นศาลมากขึ้น ควรมีการท าเอกสารให้ความรู้หรือขั้นตอน ของกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท เพื่อให้ประชาชนที่เข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทได้ทราบถึง กระบวนการ ขั้นตอน ประโยชน์ และการปฏิบัติตนเมื่อเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ส่วนด้านการ ปฏิบัติงานของบุคลากรควรพัฒนาและจัดให้มีการอบรมความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ย ให้แก่บุคลากร ควรให้การสนับสนุนเพิ่มงบประมาณเพื่อให้ศาลต่างจัดสถานที่ไกล่เกลี่ย ให้มีบรรยากาศที่ เหมาะสม โดยแบ่งเป็นสัดส่วนแยกต่างหากจากห้องพิจารณาคดี เพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้แก่ประชาชน ให้เห็นถึงความส าคัญและประโยชน์ของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และควรสนับสนุนนโยบายในศาลทั่วประเทศ น าระบบไกล่เกลี่ยมาใช้ระงับข้อพิพาทของคู่ความ เพื่อเป็นการช่วยลดปัญหาของคดีล้นศาล ปริญญาพงศ์ เจียรนัยกุลกนก (2556, หน้า. 58-91) ได้ศึกษาบทบาทในการไกล่เกลี่ย และ ประนีประนอมข้อพิพาทคดีของผู้ประนีประนอมประจ าศาลจังหวัดเชียงราย ผลการศึกษาพบว่า ผู้ประนีประนอมส่วนใหญ่มีการอธิบายให้คู่กรณีเข้าใจถึงข้อดีหรือประโยชน์ของการไกล่เกลี่ย การกระตุ้นให้ คู่กรณีพูดเสนอข้อเท็จจริง การค้นหาประเด็นความต้องการ (ความพึงพอใจ) การท าให้คู่กรณีทุกฝ่ายทราบถึง ประเด็นปัญหาข้อพิพาท มีการสื่อสารที่ดี มีวาทศิลป์ รู้จักเลือกใช้รูปแบบ วิธีการต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับรูปคดี มาช่วยในการเจรจา ผู้ประนีประนอมตระหนักถึงหลักการส าคัญในการไกล่เกลี่ย 4 ประการ คือ 1) การท าให้ ทุกฝ่ายสมัครใจเข้าสู่ระบบไกล่เกลี่ย 2) การค้นหาความพอใจของคู่ความ 3) การสร้างบรรยากาศในการเจรจา ต่อรองของคู่ความ และ 4) การแสดงออกซึ่งความซื่อสัตย์สุจริต เป็นกลาง ปราศจากอคติ ประพฤติตนถูกต้อง ตามกฎหมายและท านองคลองธรรม อยู่ในกรอบจริยธรรม มีความรู้และความเข้าใจในปรัชญาการไกล่่เกลี่ย พสิลักษมิ์ ทองเจริญ. (2550, หน้า 91-94) ได้ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานของ ผู้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาท ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาด้านกระบวนการ/วิธีการไกล่เกลี่ยเป็นปัญหาที่อยู่ในระดับมาก กล่าวคือ หากไม่มีกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในศาลและนอกศาล ก็จะไม่ก่อให้เกิดความเป็นกันเอง ความ สะดวก ความรวดเร็ว และการไกล่เกลี่ยท าให้คู่ความประหยัดเวลา รองลงมาคือ ปัญหาด้านสถานที่ พบว่า การ สร้างบรรยากาศการไกล่เกลี่ยและสร้างสัมพันธภาพระหว่างคู่ความ โดยผู้ไกล่เกลี่ยจะต้องสร้างบรรยากาศของ การไกล่เกลี่ยให้แตกต่างจากการพิจารณาคดี ด้วยการท าให้รูปแบบของการเจรจาตกลงเป็นไปในแนวทางของ การเจรจาหารือเพื่อหาทางยุติข้อพิพาท และสถานที่ไกล่เกลี่ยควรจัดเป็นสัดส่วน ไม่ตั้งอยู่ในจุดที่คนพลุกพล่าน ซึ่งจะส่งผลให้เป็นการสร้างความคุ้นเคย ลดความตึงเครียด สร้างสัมพันธภาพระหว่างคู่ความ ด้านจ านวนคดี พบว่า มีจ านวนคดีเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยมากขึ้นจนท าให้จ านวนเจ้าหน้าที่ที่ดูแลไม่เพียงพอ ด้านความ เหมาะสมของผู้ไกล่เกลี่ย พบว่า ผู้ไกล่เกลี่ยควรเป็นผู้ที่มีความช านาญในการไกล่เกลี่ย


76 สุรีรัตน์ ตาใจ (2559, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาปัญหาอุปสรรคในกระบวนการไกล่เกลี่ยประนีประนอม ข้อพิพาทชั้นศาลในคดีครอบครัว ศึกษาเฉพาะกรณีศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง (สาขามีนบุรี) ผลการศึกษา พบว่า 1) ประเด็นด้านกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ได้แก่ การบังคับโดยชัดแจ้งให้คดีครอบครัวที่มีข้อพิพาท ต้องผ่านกระบวนการไกล่เกลี่ยในทุกคดี ซึ่งสวนทางกับหลักการที่ส าคัญในประเด็นเรื่องความสมัครใจที่แท้จริง ของคู่ความในการเข้ากระบวนการไกล่เกลี่ยประนีประนอมยอมความ และข้อบังคับเกี่ยวกับกระบวนการ ไกล่เกลี่ยเปิดช่องให้ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวสามารถใช้ดุลพินิจได้อย่างกว้างขวาง จึงต้องพึ่งพาความรู้ ความสามารถของผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวอย่างมาก 2) ประเด็นด้านตัวความ ได้แก่ ปัญหาอุปสรรคที่เกิด จากอารมณ์ความรู้สึก และการสื่อสารที่ไม่ชัดเจนของตัวความ และบุคคลผู้เกี่ยวข้องที่เป็นฝ่ายเดียวกับตัวความ ได้แก่ พ่อ แม่ ญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูง ทนานความ มักออกความเห็นและสร้างความระแวงสงสัยให้เกิดขึ้นแก่ ตัวความฝ่ายตน ท าให้ตัวความความเกิดความไม่มั่นใจและไม่เปิดใจในการเจรจาให้เป็นไปในทางที่จะประสบ ผลส าเร็จ 3) ประเด็นกระบวนการไกล่เกลี่ย การติดต่อนัดหมาย การสื่อสาร ได้แก่ กระบวนการไกล่เกลี่ยไม่มี ความชัดเจนหรือรูปแบบที่แน่นอนตายตัว จึงขึ้นอยู่กับดุลพินิจและประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่ผู้ติดต่อ ประสานงานและผู้ประนีประนอมที่จะเป็นผู้ก าหนดรูปแบบที่เหมาะสม การติดต่อสื่อสารไปยังโจทก์ จ าเลย และบุคคลที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงการนัดหมายและการประสานงานแทบจะไม่เป็นปัญหาเลย เนื่องจากมีการน าเทคโนโลยีมาใช้อย่างแพร่หลาย 4) ปัจจัยด้านสถานที่ สิ่งแวดล้อม ในการเจรจาไกล่เกลี่ย ได้แก่ ห้องไกล่เกลี่ยประนีประนอมโดยเฉพาะ ไม่เพียงพอกับความต้องการในการใช้งาน และจ านวนเจ้าหน้าที่ ประจ าศูนย์ไกล่เกลี่ยมีเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นจ านวนที่น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบในฐานะ ผู้ประสานงาน และผู้อ านวยความสะดวกเพื่อให้กระบวนการไกล่เกลี่ยประนีประนอมเป็นไปอย่างมี ประสิทธิภาพ 5) ประเด็นด้านคุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถของผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว ได้แก่ ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวกับผู้พิพากษาสมทบ มักจะเป็นบุคคลเดียวกัน ท าให้อาจเกิดความสับสนในการ ปฏิบัติหน้าที่อันอาจส่งผลในกระบวนการไกล่เกลี่ยได้ และพื้นความรู้ที่ระบุไว้ในข้อบังคับเพียงมัธยมศึกษาปีที่ 6 ไม่เหมาะสมเพียงพอ อีกทั้งการฝึกอบรมทั้งก่อนและระหว่างปฏิบัติงานในฐานะผู้ประนีประนอม เป็นเพียงการ อบรมในระยะสั้น ๆ และไม่สามารถเข้ารับการฝึกอบรมได้อย่างทั่วถึง เนื่องจากการขาดแคลนงบประมาณ สนับสนุนจากภาครัฐ 2.8.2 งานวิจัยที่เกี่ยวกับสัญญาประนีประนอมยอมความ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสัญญาประนีประนอมยอมความ จากการศึกษาปรากฎเพียงเรื่องเดียว เท่านั้น ดังนี้ ลดา ตรีศักดิ์ศรีสกุล (2557, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาสัญญาประยีประนอมยอมความ ผลการศึกษา พบว่า การท าสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นเป็นวิธีการระงับข้อพิพาทอย่างหนึ่ง ซึ่งช่วยให้เกิดความ ยุติธรรมระหว่างคู่พิพาทได้เป็นอย่างดี เนื่องจากคู่พิพาทสามารถที่จะตกลงกันได้ว่าต้องการให้หนทางในการยุติ ข้อพิพาทไปในแนวทางใด โดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้มีการรับรองการท าสัญญาประนีประนอม ยอมความไว้ในบรรพ 3 ลักษณะ 17 มาตรา 850 ถึง 852 ถึงแม้การท าสัญญาประนีประนอมยอมความตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้น จะเป็นที่นิยมและแพร่หลายเป็นอย่างมาก ถึงกระนั้นแล้วก็ยังปรากฏ ค าพิพากษาฎีกาต่าง ๆ ออกมามากมายแสดงถึงปัญหาจากการท าสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งอาจสร้าง ความยืดเยื้อและความเสียหายให้แก่คู่สัญญา อันเป็นการผิดวัตถุประสงค์ของในการท าสัญญาตั้งแต่แรก ทั้งที่ การท าสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ควรจะเป็นการส่งเสริมให้ข้อพิพาทนั้นระงับลงไปโดยง่าย สะดวก รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ควรที่จะมีการศึกษาว่าปัจจุบันปัญหาอันเกิดจากสัญญานั้นมาจากสาเหตุ ใดบ้าง และกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันช่วยส่งเสริมให้การท าสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นบรรลุ


77 วัตถุประสงค์หรือไม่หรือกลับกลายเป็นการสร้างภาระให้แก่คู่สัญญาอย่างใดบ้าง ในประเด็นเรื่องหลักเกณฑ์ของ สัญญาประนีประนอมยอมความ เนื่องจากได้เกิดความสับสนในการแยกแยะสัญญาประนีประนอมยอมความ ออกจากการแสดงเจตนาท านิติกรรมประเภทอื่นที่มีลักษณะใกล้เคียงกันซึ่งกรณีที่เกิดขึ้นบ่อยนั้น เรื่องของการ แปลงหนี้ใหม่ สัญญาต่างตอบแทนไม่มีชื่อ การรับสภาพหนี้และสัญญาให้โดยเสน่หา โดยสัญญาต่างประเภทกัน ย่อมก่อให้เกิดผลที่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแบบผลของสัญญาหรือเหตุแห่งการเลิกสัญญานั่นเอง เมื่อ พิจารณาจากมาตรา 850 หลักเกณฑ์อันเป็นองค์ประกอบที่ส าคัญของสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น คู่สัญญาต้องมีวัตถุประสงค์ในการที่จะระงับข้อพิพาท โดยต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ดังนั้น จึงต้อง พิจารณาเจตนาในการเข้าท าสัญญาของคู่สัญญานั่นเอง พิจารณาต่อมาตามมาตรา 851 ซึ่งบัญญัติให้การฟ้อง บังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อคู่สัญญาฝ่ายที่ต้องรับ ผิดหรือตัวแทน ดังนั้น สัญญาประนีประนอมยอมความจึงเป็นสัญญาที่ไม่ได้ก าหนดแบบเอาไว้ อย่างไรก็ดีในข้อ พิพาทบางประการที่มีความส าคัญมากขึ้นมาอีกระดับหนึ่งจากเรื่องทั่วไปนั้น ควรที่จะก าหนดไว้เป็นข้อยกเว้น ว่าจะต้องมีการท าตาม “แบบ” โดยพิจารณาเปรียบเทียบจากหลักการที่สะท้อนให้เห็นได้เช่นกันในประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และตัวอย่างจากต่างประเทศอันได้แก่ สหราชอาณาจักร ประเทศสเปนและประเทศ ฟิลิปปินส์ในเรื่องของการโอนหรือเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินในที่ดิน ผู้ปกครองท าสัญญาประนีประนอมยอมความ แทนบุตรผู้เยาว์ และการท าสัญญาประนีประนอมยอมความในเรื่องอันเกี่ยวกับสิทธิในครอบครัว ดังนั้นเพื่อ สร้างความชัดเจนหรือเพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกเข้ามมาร่วมช่วยกลั่นกรองข้อสัญญาซึ่งอาจเกิด การเอารัดเอาเปรียบระหว่างกันได้ จึงควรที่จะมีการก าหนดแบบของการท าสัญญาหรือการท าสัญญานั้นจะต้อง ผ่านศาลหรือนายทะเบียนก่อนเท่านั้น ในมาตราท้ายคือมาตรา 852 เมื่อคู่สัญญาได้ตกลงท าสัญญา ประนีประนอมยอมความกันเอง ย่อมส่งผลให้ข้อพิพาทเดิมนั้นระงับลงไปทันทีนับแต่ที่ได้มีการท าสัญญา ประนีประนอมยอมความ แต่ถ้าหากพิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่สัญญาประนีประนอมยอมความนั้นอาจถูก ยกเลิกได้ในอนาคต เมื่อข้อพิพาทเดิมนั้นระงับลงไปแล้ว คู่สัญญาจะมีสิทธิเรียกร้องกันอย่างไร จึงเห็นสมควรที่ จะมีการแก้ไขบทบัญญัติในเรื่องผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยการก าหนดให้การท าสัญญา ประนีประนอมยอมความนั้นไม่เป็นเหตุให้ข้อพิพาทเดิมนั้นระงับลงไปในทันที แต่ย่อมจะระงับต่อเมื่อได้มีการ ช าระหนี้กันตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วเท่านั้น เพียงแต่ในระหว่างที่สัญญาประนีประนอมยอม ความมีผลใช้บังคับ คู่สัญญาย่อมไม่อาจที่จะอ้างสิทธิใด ๆ ที่ตนมีอยู่ตามข้อพิพาทเดิมได้ วัตถุประสงค์ของการ ท าสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น คู่สัญญาต้องการที่จะให้ข้อพิพาทระงับไปทั้งสองฝ่ายโดยต้องหลีกเลี่ยง วิธีการทางศาล แต่เมื่อพิจารณาจากในปัจจุบันจะพบว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ยังไม่สามารถ เอื้ออ านวยหรือส่งเสริมให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ เนื่องจากมีการผิดสัญญา คู่สัญญาอีกฝ่ายก็ย่อมจะต้องน า สัญญาประนีประนอมยอมความนั้นไปยื่นฟ้องต่อศาล เพื่อให้ศาลออกค าบังคับในฐานะที่เป็นสัญญาทางแพ่ง ชนิดหนึ่งอยู่นั่นเอง หากเป็นการเช่นนั้นแล้วคู่สัญญาก็คงเลือกที่จะใช้วิธีการในทางศาลเพื่อระงับข้อพิพาท แต่แรก ผู้เขียนจึงเสนอให้ศาลมีอ านาจในการออกค าสั่งรับรองสัญญาประนีประนอมยอมความที่คู่สัญญาได้ท า ขึ้นนอกศาล ซึ่งเมื่อศาลได้รับรองสัญญาดังกล่าวแล้ว หากต่อมาได้มีการผิดสัญญา คู่สัญญาอีกฝ่ายอาจขอให้ ศาลออกค าบังคับได้ทันที โดยไม่จ าเป็นที่จะต้องท าสัญญาที่จะมาฟ้องใหม่นั่นเอง หลักการดังกล่าวปรากฏ เช่นเดียวกันกับในกฎหมายของสหราชอาณาจักร ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศฝรั่งเศส ในเวลาต่อมา หากคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ คู่สัญญาอีกฝ่ายก็คงมีสิทธิเรียกร้องตามสัญญา ประนีประนอมยอมความเท่านั้น ซึ่งนอกจากจะเป็นการเสียเวลาและค่าใช้จ่ายแก่ฝ่ายเจ้าหนี้แล้ว ในการที่อาจ ต้องฟ้องบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความ สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้นั้นยังน้อยลงจากที่ตนอาจเรียกได้ ตามข้อพิพาทเดิม เนื่องจากการท าสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น คู่สัญญาได้มีการผ่อนผันอย่างใดอย่าง


78 หนึ่งให้แก่กันแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อศึกษาเปรียบเทียมจากประเทศสหรัฐ อเมริกา มลรัฐหลุยส์เซียนาและประเทศ ฟิลิปปินส์แล้วจะพบว่า ได้มีการบัญญัติให้สิทธิคู่สัญญาในการเลิกสัญญาประนีประนอมยอมความได้ทันทีเมื่อมี การผิดสัญญา คู่สัญญามีสิทธิที่จะเรียกร้องตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือตามสิทธิที่ตนมีอยู่เดิม ดังนั้นเพื่อเป็นการคุ้มครองแก่ฝ่ายเจ้าหนี้ และเพื่อเป็นการลงโทษเจ้าหนี้ไปด้วยในตัว จึงควรมีการแก้ไขเพิ่มเติม ในเรื่องเกี่ยวกับการเลิกสัญญา โดยเปิดโอกาสให้คู่สัญญามีสิทธิที่จะเรียกร้องตามสัญญาประนีประนอมยอม ความหรืออาจที่จะเรียกร้องตามสิทธิที่ตนมีอยู่เดิมก็ ได้ ในส่วนสุดท้ายได้แก่เรื่องของอายุความ ปัจจุบันการท า สัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่เป็นเหตุให้อายุความตามข้อพิพาทเดิมนั้นสะดุดหยุดลง หากต่อมาสัญญา ประนีประนอมยอมความนั้นต้องถูกยกเลิกไปในเวลาดังกล่าวนั้น คู่สัญญาต้องการที่จะกลับไปเรียกร้องกันตาม สิทธิเดิมที่ตนมีอยู่ อายุความนั้นก็อาจขาดลงไปเสียแล้ว ซึ่งปัญหาดังกล่าวนั้นในประเทศแคนนาดา มลรัฐออนทริโอ ประเทศสหรัฐอเมริกา มลรัฐหลุยส์เซียนา และกฎหมายแม่แบบว่าด้วยการประนอมข้อพิพาท ทางพาณิชย์ระหว่างประเทศได้ป้องกันโดยก าหนดอายุความตามข้อพิพาทหรือสิทธิเรียกร้องเดิมนั้นหยุดนับ ในช่วงระยะเวลาที่สัญญาประนีประนอมยอม ความมีผลใช้บังคับอยู่ หลักการดังกล่าวจึงควรที่จะน ามาปรับใช้ กับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ด้วยเช่นเดียวกัน 2.8.3 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการประเมินโครงการ กาญจนา อิ่มจีน (2555, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม โรงเรียนบางบ่อวิทยาคม จังหวัดสมุทรปราการ ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 6 ผลการศึกษา พบว่า ด้านบริบท มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์กับนโยบายและเป้าหมาย โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านปัจจัยเบื้องต้น มีความพร้อมมีความเหมาะสม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านกระบวนการด าเนินงาน มีความเหมาะสมของการด าเนินงานของโครงการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และด้านผลผลิต มีประสิทธิผล ของการด าเนินงานที่เกิดขึ้นกับนักเรียน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ประมวล ฝอฝน (2555, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการประเมินโครงการพัฒนาจิตสาธารณะของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 โรงเรียนวัดบางนาใน ส านักงานเขตบางนา กรุงเทพมหานคร ผลการศึกษา พบว่า ด้านปัจจัยพื้นฐานสภาวะแวดล้อมของโครงการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นราย ประเด็น พบว่า มากที่สุด ได้แก่ ประเด็นความพร้อมและทรัพยากรและความต้องการจ าเป็นของโครงการ ส่วน วัตถุประสงค์ของโครงการและความเป็นไปได้ของโครงการ อยู่ในระดับมาก ด้านกระบวนการปฏิบัติระหว่าง ด าเนินโครงการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายประเด็น พบว่า ทุกประเด็นมีความ เหมาะสมอยู่ในระดับมาก และด้านผลผลิตของโครงการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นราย ประเด็น พบว่า ประเด็นที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ การบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ มีผลการประเมินอยู่ใน ระดับมากที่สุด รองลงมา คือความพึงพอใจของผู้ที่เกี่ยวข้องที่มีต่อโครงการ มีผลประเมินอยู่ในระดับมาก ปนัดดา มักสัมพันธุ์ (2556, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการประเมินโครงการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนไผ่ดาพิทยาคม รัชมังคลาภิเษก พบว่า ด้าน บริบท อยู่ใน ระดับมากที่สุด คือมีความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์ของโครงการกับนโยบาย ความ เหมาะสมของเนื้อหาสาระ ของโครงการ ความต้องการและความคาดหวังของผู้ที่เกี่ยวข้อง ด้านปัจจัยน าเข้าอยู่ ในระดับมาก คือความพร้อม ของบุคลากร อาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์ ระยะเวลา และงบประมาณในการด าเนินงานด้านกระบวนการ อยู่ใน ระดับมากที่สุด คือการด าเนินงานด้านการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมและคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ของนักเรียน รวม 15 กิจกรรม มีผลการดาเนินงานในระดับดี ดลนภา การักษ์ (2556, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาประเมินโครงการส่งเสริมเด็กดีมีคุณธรรม ศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตก าแพงแสน ผลการศึกษาพบว่า การประเมินด้านบริบท กลุ่มบัณฑิตมี


79 ความคิดเห็นในระดับมากที่สุด กลุ่มนิสิตปัจจุบันมีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด และกลุ่มคณะกรรมการ ด าเนินงานมีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด ส าหรับด้านปัจจัยน าเข้า กลุ่มนิสิตปัจจุบันมีความคิดเห็นในระดับ มากที่สุด รองลงมา กลุ่มบัณฑิตมีความคิดเห็นในระดับมาก และกลุ่มประธานหลักสูตรมีความคิดเห็นในระดับมาก ส่วนในด้านกระบวนการของโครงการ กลุ่มนิสิตปัจจุบันมีความคิดเห็นในระดับมาก รองลงมา กลุ่มบัณฑิตมี ความคิดเห็นในระดับมาก และกลุ่มคณะกรรมการด าเนินงานมีความคิดเห็นในระดับมาก นอกจากนี้ด้าน ผลผลิตของโครงการ กลุ่มนิสิตปัจจุบันมีความคิดเห็นในระดับมาก และกลุ่มคณะกรรมการด าเนินงานมีความ คิดเห็นในระดับมาก เพียงเพ็ญ เสนไสย (2556, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการประเมินโครงการพัฒนาจิตสาธารณะของ นักเรียนโดยใช้กิจกรรมกลุ่ม โรงเรียนวัดประชาระบือธรรม ส านักงานเขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ผลการศึกษา พบว่า ด้านบริบท โดยภาพรวมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านปัจจัยน าเข้า โดยภาพรวมมีความ เหมาะสมอยู่ในระดับมาก ด้านกระบวนการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับปฏิบัติอยู่ในระดีบมาก และด้านผลผลิต ประเด็นการบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการโดยภาพรวมมีระดับปฏิบัติในระดับมาก ผลการประเมินความพึงพอใจ โดยภาพรวมมีความพึงพอใจระดับมาก และผลการด าเนินงานของกิจกรรมตามโครงการ โดยภาพรวมมีระดับ ปฏิบัติอยู่ในระดับมาก อรรถวุฒิ น้อยศิริ (2556, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการประเมินผลนโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมี คุณภาพกรณีศึกษา : ระดับชั้นมัธยมศึกษา โรงเรียนสารสาสน์พิทยา ผลการศึกษาพบว่า การประเมินด้าน บริบท ด้านปัจจัยน าเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิตของนโยบายเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ มี แนวโน้มไปในทางที่ดี ส่วนคุณสมบัติส่วนบุคคลที่แตกต่างกันไม่ท าให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการประเมิน แตกต่าง กันในด้านบริบท ด้านปัจจัยน าเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต ส าหรับผู้บริหารและครูความ คิดเห็น เกี่ยวกับการประเมินไม่แตกต่างกันในด้านบริบท ด้านปัจจัยน าเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต 2.8.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจ บุษบา เชิดชู (2556, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตอ าเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี ผลการศึกษาพบว่า ข้าราชการมีแรงจูงใจในการ ปฏิบัติงาน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก อันดับแรกคือด้านความส าเร็จในการท างานของบุคคล รองลงไปคือ ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ด้านลักษณะของงานที่ปฏิบัติ ด้านการได้รับการยอมรับนับถือ ด้านสภาพ การท างานและความมั่นคง ด้านความรับผิดชอบ และด้านความก้าวหน้า กิตติยา ยุทธนาปกรณ์ (2558, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์กับ ประสิทธิภาพในการท างานของพนักงาน บริษัท ซีพีออลล์ จ ากัด (มหาชน) ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยจูงใจ โดย ภาพรวมอยู่ในระดับสูง ประกอบด้วย ด้านการยอมรับนับถือ ด้านความรับผิดชอบ ด้านโอกาสความก้าวหน้าในงาน ด้านความส าเร็จของงาน มีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพในการท างานของพนักงาน โดยมีความสัมพันธ์ใน ทิศทางเดียวกันในระดับสูง ปัจจัยค้ าจุนโดยรวมมีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพในการท างานในระดับสูง ประกอบด้วย ด้านการปกครองบังคับบัญชา ด้านสถานะทางอาชีพ ส่วนนโยบายและการบริหาร ด้านความสัมพันธ์ ระหว่างบุคคล ด้านสภาพการท างาน ด้านโอกาสที่จะได้รับความก้าวหน้าในอนาคต ด้านความเป็นส่วนตัว ด้าน ความมั่นคงในงานมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันในระดับปานกลาง นริศ สังสนา (2558, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู ในสังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ผลการศึกษาพบว่า ด้านความต้องการความ จ าเป็นในการเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนด้านการเสริมแรง ในการปฏิบัติงานของครู สรุปได้ว่า ควรมีการจัดอบรมให้มีความรู้ ฝ่ายบริหารและครูเกี่ยวกับการตั้งเป้าหมายที่ดี


80 กระตุ้นให้ครูรู้จักตั้งเป้าหมายให้กับตนเอง การให้อ านาจครูเพื่อให้ครูเกิดความรู้สึกมีพลังมีความเชื่อมั่นในการ ปฏิบัติงานที่สูงขึ้น เมธปิยา พิมพ์เสนา และสุวิณี วิวัฒน์วานิช (2558, 47-59) ชได้ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการ ปฏิบัติตามสมรรถนะของผู้ปฏิบัติการพยาบาลชั้นสูง ผลการศึกษาพบว่า การปฏิบัติตามสมรรถนะของ ผู้ปฏิบัติการพยาบาลชั้นสูง อยู่ในระดับดี ปัจจัยส่วนบุคคลด้านต าแหน่งงาน ปัจจัยค้ าจุนด้านสภาพการท างาน สัมพันธภาพระหว่างบุคคล การนิเทศงาน นโยบายและการบริหารงาน และปัจจัยจูงใจด้านความรับผิดชอบในงาน ลักษณะงาน ความส าเร็จในงาน การได้รับการยอมรับ และความก้าวหน้าในต าแหน่งหน้าที่มีความสัมพันธ์ ทางบวกกับการปฏิบัติตามสมรรถนะของผู้ปฏิบัติการพยาบาลชั้นสูงได้อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 หมายถึง ปัจจัยจูงใจด้านลักษณะงาน ด้านความส าเร็จในงาน ด้านความรับผิดชอบในงาน และ ปัจจัยค้ าจุน ด้านสภาพการท างาน ซึ่งสามารถร่วมกันพยากรณ์การปฏิบัติตามสมรรถนะของผู้ปฏิบัติการ พยาบาลชั้นสูงได้ ร้อยละ 36.50 ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า มีหลายปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติตาม สมรรถนะของ ผู้ปฏิบัติการพยาบาลชั้นสูง สุทธิคุณ วิริยะกุล (2558, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจกับสมรรถนะใน การปฏิบัติงานของข้าราชการ ส านักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการต่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่า มีแรงจูงใจการปฏิบัติงาน และแรงจูงใจความส าเร็จของงาน จากความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชา และการ ได้รับการยอมรับนับถือ ด้านโอกาสความก้าวหน้า และสมรรถนะการปฏิบัติงานด้านจริยธรรมความสัมพันธ์การ มุ่งผลสัมฤทธิ์มีความร่วมแรงร่วมใจในการปฏิบัติงานบริการที่ดี และปฏิบัติหน้าที่อยู่โดยกรอบของกฎหมาย และมีระเบียบวิจัย อีกทั้งยังท าให้การท างานที่ได้รับมอบหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงท าได้อย่างทันตาม ก าหนดเวลา ฐิตาฉัตร แป้นดวงเนตร (2561, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพการปฏิบัติงานของ พนักงานบริษัท ซีพีเมจิ จ ากัด ผลการศึกษาพบว่า ระดับความคิดเห็นด้านปัจจัยจูงใจและปัจจัยประสิทธิภาพ ในการปฏิบัติงาน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ด้านที่อยู่ในระดับมากที่สุด คือด้าน ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ความรับผิดชอบ ความส าเร็จในการท างาน ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชาและ รายด้านที่อยู่ในระดับมาก คือนโยบายและการบริหารงาน ความมั่นคงในการท างาน ลักษณะงานที่ปฏิบัติ ความก้าวหน้า การยอมรับนับถือ และค่าตอบแทน ดรรชนี จิตค ารพ (2561, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานของผู้บริหาร สถานศึกษา สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 16 ผลการศึกษาพบว่า แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ในการปฏิบัติงานของผู้บริหารโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน คือ ด้าน ความรับผิดชอบต่อตนเอง ด้านความกระตือรือร้น ด้านการวางแผนงาน ด้านความกล้าเสี่ยง ด้านความมี เอกลักษณ์ และด้านความทะเยอทะยาน รองลงมาตามล าดับ สุมานันท์ สกุลดี (2561, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาแรงจูงใจกับประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของ พนักงานรักษาความปลอดภัย ผลการศึกษาพบว่า ในภาพรวมของปัจจัยจูงใจอยู่ในระดับส าคัญมาก ประกอบด้วย ด้านความก้าวหน้า ด้านความรับผิดชอบ ด้านลักษณะงานที่ปฏิบัติ ด้านความส าเร็จในการท างาน ด้านการ ได้รับการยอมรับนับถือ และโดยภาพรวมของปัจจัยค้ าจุนอยู่ในระดับมาก ประกอบด้วย ด้านนโยบายและ การบริหาร ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ด้านมั่นคงในงาน ด้านเงินเดือน ด้านการปกครอง บังคับบัญชา ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา กรกนก พรประดิษฐ์ (2562, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาแรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ของพนักงานสายปฏิบัติการมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร กรุงเทพมหานคร ผลการศึกษาพบว่า


81 แรงจูงใจในการปฏิบัติงานและประสิทธิภาพการปฏิบัติงานโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก และแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ด้านความส าเร็จของงาน ด้านความรับผิดชอบ ด้านความก้าวหน้าในการท างาน ด้านความมั่นคงในการท างาน และด้านความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานสายปฏิบัติการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร กรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 ลัดดาวัลย์ ทองดอนจุย (2562. บทคัดย่อ) ได้ศึกษาแรงจูงใจในการท างานของครูโรงเรียน ราชินีบูรณะ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยจูงใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้ออยู่ในระดับมาก ทุกข้อ โดยเรียงจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย คือความรับผิดชอบ การได้รับการยอมรับนับถือ โอกาสที่จะได้รับ ความก้าวหน้าในอนาคต ความก้าวหน้าในต าแหน่งงาน ลักษณะของงาน และความส าเร็จในการท างาน ส่วนปัจจัยด้านค้ าจุนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้ออยู่ในระดับมากทุกข้อโดยเรียงจาก ค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย คือความมั่นคงในงาน ฐานะของอาชีพ สภาพการท างาน ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา เงินเดือน ความเป็นอยู่ส่วนตัว วิธีการปกครองบังคับบัญชา ความสัมพันธ์กับ ผู้ใต้บังคับบัญชา และนโยบายและการบริหารงานขององค์กร ร้อยโทหญิง นลพรรณ ตรีเศรษฐ์ศักดิ์ (2563, หน้า 104-106) ได้ศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ของก าลังพลในสังกัดกรมยุทธการทหารบก ผลการศึกษาพบว่า ด้านความส าเร็จในการท างาน ก าลังพลส่วนใหญ่ มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ในระดับปานกลาง ด้านความเจริญก้าวหน้า ก าลังพลส่วนใหญ่มี แรงจูงใจในการ ปฏิบัติงานในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ โดยเรียงจากมากไปหาน้อย คือท่านมีความรู้สึกมั่นคงใน ต าแหน่งงานที่ท่านท างานอยู่ ท่านมีความรู้สึกภูมิใจ และเป็นเกี่ยรติที่ได้ปฏิบัติในหน่วยงานนี้ ด้านการยอมรับ นับถือ ก าลังพลส่วนใหญ่มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อโดยเรียงจากมากไป หาน้อย คือการได้รับการยอมรับจากผู้บังคับบัญชา การได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมงาน และการได้รับการ ยกย่องและชมเชย ด้านลักษณะขอบเขตของงาน ก าลังพลส่วนใหญ่มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อโดยเรียงจากมากไปหาน้อย คืองานที่ท าตรงกับความรู้ที่ได้ศึกษามา งานที่ท ามีโอกาสใช้ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และลักษณะงานที่ท าตรงกับความต้องการ ด้านความรับผิดชอบ ก าลังพลส่วนใหญ่มี แรงจูงใจในการปฏิบัติงานในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อโดยเรียงจากมากไปหาน้อย คือการมีส่วน รับผิดชอบการก าหนดแนวทางปฏิบัติ ความเหมาะสมของปริมาณงาน และมีโอกาสแสดงความสามารถในงานที่ รับผิดชอบอย่างเต็มที่ ด้านค่าตอบแทน ก าลังพลส่าวนใหญ่มีแรงจูงใจใน การปฏิบัติงานในระดับมาก เมื่อพิจารณา เป็นรายข้อโดยเรียงจากมากไปหาน้อย คือเงินเดือนที่ได้รับเหมาะสมกับความรู้ความสามารถ มีเงินช่วยเหลือ เมื่อคนในครอบครัวเสียชีวิต และเงินเดือนที่ได้รับเหมาะสมกับปริมาณงาน ด้านความสัมพันธ์ผู้ร่วมงาน ก าลังพล ส่วนใหญ่มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อโดยเรียงจากมากไปหาน้อย คือ เพื่อนร่วมงานให้ความร่วมมือช่วยเหลือกันในการท างาน ให้ส าเร็จตามเป้าหมาย การปรึกษาหารือระหว่างเพื่อน ร่วมงานเมื่อประสบปัญหาในการท างาน และเปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นและรับฟังซึ่งกันและกัน ด้านนโยบายและการบริหารงาน ก าลังพลส่วนใหญ่มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็น รายข้อโดยเรียงจากมากไปหาน้อย คือมีการชี้แจงนโยบายหรือเป้าหมายขององค์กรอย่างชัดเจน เขียนนโยบาย เป็นลายลักษณ์อักษร และนโยบายด้านการฝึกอบรมและการพัฒนาความรู้ Wagner Brigid Daly (2006) ได้ศึกษาแรงจูงใจและความก้าวหน้าทางอาชีพของครูบรรจุใหม่ ผลการศึกษาพบว่า แรงจูงใจของครูบรรจุใหม่ ในด้านความก้าวหน้าในอาชีพกับความเปลี่ยนแปลงในการ ฝึกสอน มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยส าคัญในทางบวกระหว่างแรงจูงใจภายในของครูกับความเปลี่ยนแปลงในการ ฝึกสอน มีตัวแปร 3 ประการ ในด้านแรงจูงใจในการท างาน ได้แก่ การสนับสนุนของผู้บริหาร ธรรมชาติของ งาน และความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน เป็นตัวแปรท านายความสนใจในการพัฒนาอาชีพ


82 การน าแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องไปใช้กับการวิจัย จากการศึกษาแนวคิดและทฤษฎีและผลงานวิจัย มีประเด็นส าคัญที่สามารถสรุปเพื่อน าไปใช้ในการวิจัย การประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ดังนี้ 1. การน าแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและสัญญาประนีประนอมยอมความ จากการศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทและสัญญาประนีประนอม ยอมความ ผู้วิจัยได้ก าหนดวิธีการส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยผู้ประนีประนอม เพื่อให้คู่ความเจรจาหา ข้อตกลงร่วมกันในการน าไปสู่การท าสัญญาประนีประนอมยอมความ ที่มีเป้าหมายให้คู่สัญญาได้ปฏิบัติตาม สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียจนส าเร็จ และมีพฤติกรรมที่สังคม ยอมรับ โดยเป็นแบบอย่างที่ดีทั้งต่อตนเอง ผู้อื่น และสังคม โดยผ่านกระบวนการที่เกี่ยวข้องจากบุคคลและ องค์กรหลายฝ่าย ทั้งผู้พิพากษา ทนายความ ผู้พิพากษาสมทบ ผู้ประนีประนอม นิติกร สถานพินิจ ซึ่งการ ประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย โดยใช้ เครื่องมือเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม แบบประมาณค่า 5 ระดับ เรียงจากมากที่สุด มาก ปานกลาง น้อยและ น้อยที่สุด 2. การน าแนวคิดเกี่ยวกับการประเมินโครงการ จากการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ผู้วิจัยได้ก าหนดขอบเขตด้านเนื้อหาของการวิจัยในการประเมินโครงการ โดยใช้เครื่องมือเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถามการประเมิน แบบประมาณค่า 5 ระดับ เรียงจากมากที่สุด มาก ปานกลาง น้อยและน้อยที่สุด ที่ใช้รูปแบบการประเมิน CIPP Model (Stufflebeam, 1972) จากองค์ประกอบ 4 ด้าน ดังนี้ 1) ด้านบริบท (Context Evaluation : C) ได้แก่ เหมาะสมและความสอดคล้องกับหลักการของการ ท าสัญญาประนีประนอมยอมความ และวัตถุประสงค์ของการท าสัญญาประนีประนอมยอมความ 2) ด้านปัจจัยน าเข้า (Input Evaluation : I) ได้แก่ ความพร้อมและความเหมาะสมของบุคลากร และสถานที่และวัสดุ-อุปกรณ์ 3) ด้านกระบวนการ (Process Evaluation : P) ได้แก่ การปฏิบัติของคู่ความที่สามารถปฏิบัติตาม สัญญาประนีประนอมยอมความที่ก าหนดไว้ ประกอบด้วย การด าเนินการ และการติดตามและประเมินผล 4) ด้านผลผลิต (Product Evaluation : P) ได้แก่ ผลที่เกิดจากการท าสัญญาประนีประนอมยอม ความที่เกี่ยวกับการปฏิบัติของคู่ความที่แสดงถึงความรับผิดชอบ 3. การน าแนวคิด และทฤษฎีเกี่ยวกับแรงจูงใจ จากการศึกษาแนวคิด และทฤษฎีเกี่ยวกับแรงจูงใจ ผู้วิจัยได้ก าหนดการวัดแรงจูงใจของคู่ความ ที่มี ต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียในการแสดงออก ถึงการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความจนส าเร็จ โดยใช้เครื่องมือเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม แบบประมาณค่า 5 ระดับ เรียงจากมากที่สุด มาก ปานกลาง น้อยและน้อยที่สุด 4. การน าแนวคิดและหลักการสนทนากลุ่ม จากการศึกษาแนวคิดและหลักการสนทนากลุ่ม เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการท า สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียให้ส าเร็จ ตามความคิดเห็นของ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้วิจัยได้จัดสนทนากลุ่ม โดยคุณสมบัติความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของผู้ทรงคุณวุฒิที่ เกี่ยวข้องกับเยาวชนและครอบครัว ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ 8 กลุ่ม ๆ ละอย่างน้อย จ านวน 2 คน ได้แก่ ผู้พิพากษา ทนายความ ผู้พิพากษาสมทบ ผู้ประนีประนอม นิติกร อาจารย์ผู้สอนกฎหมายในระดับอุดมศึกษา


83 นักจิตวิทยา และผู้บริหารสถานพินิจ โดยใช้เครื่องมือในการถามค าถามเพื่อให้ผู้ทรงคุณวุฒิแสดงความคิดเห็น เป็นแบบค าถามสนทนากลุ่ม ที่ส่งให้ผู้ทรงคุณวุฒิก่อนวันสนทนาจริง 2 สัปดาห์ 5. การน าแนวคิดและหลักการสร้างและพัฒนาแบบสอบถาม จากการศึกษาแนวคิดและหลักการสร้างและพัฒนาแบบสอบถาม ผู้วิจัยได้ก าหนดวิธีการ สร้างและ พัฒนาแบบสอบถาม จ านวน 3 ชุด ชุดที่ 1 เป็นแบบสอบถามประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม ยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ชุดที่ 2 เป็นแบบสอบถามแรงจูงใจของ การปฏิบัติตาม สัญญาประนีประนอมยอมความ โดยแบบสอบถามทั้ง 2 ชุด สร้างค าถามทั้งปลายปิดและ ปลายเปิด และชุดที่ 3 แบบค าถามสนทนากลุ่ม สร้างค าถามเฉพาะปลายเปิด ด้วยเหตุผลของการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและผลงานวิจัยดังกล่าว น ามาสร้างและพัฒนา เครื่องมือ วิจัยเพื่อเก็บข้อมูลประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มี ผู้เยาว์เป็นผู้มี ส่วนได้เสีย ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่มุ่งศึกษาผลของการประเมินโครงการ ดังนี้ 1) เพื่อประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มี ผู้เยาว์เป็นผู้มี ส่วนได้เสีย ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยใช้รูปแบบการประเมิน CIPP Model (Stufflebeam, 1972) ตามองค์ประกอบ 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านบริบท (Context Evaluation) 2) ด้านปัจจัย น าเข้า (Input Evaluation) 3) ด้านกระบวน (Process Evaluation) และ 4) ด้านผลผลิต (Product Evaluation) เป็นการประเมินตามความคิดเห็นของคู่ความในการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม ยอมความ 2) เพื่อศึกษาแรงจูงใจของคู่ความที่มีต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย 3) เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการท าสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่ มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียให้ส าเร็จ ตามความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ


84 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การดำเนินการวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาวิจัยโดยใช้วิธีตามระเบียบของการวิจัยเชิงประเมิน (Evaluation Research) จากวิธีการแบบผสมผสาน (Mixed Method) ของการใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ที่มีลักษณะการวิจัยเชิงพรรณนาด้วยวิธีการสำรวจ (Survey Research) และ วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research ) ในการวิจัยเชิงคุณภาพมีการศึกษาไปพร้อม ๆ กัน แบ่งขั้นตอน การดำเนินการ ดังนี้ 3.1 การวิจัยเพื่อศึกษาเชิงปริมาณและคุณภาพ 3.1.1 ส่วนที่ 1 การวิจัยเพื่อศึกษาเชิงปริมาณ การวิจัยในส่วนนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ที่ครอบคลุมด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิตของการไกล่เกลี่ยในระยะเวลาที่ผ่านมา และเพื่อการศึกษาแรงจูงใจของการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็น ผู้มีส่วนได้เสีย ประกอบด้วย 3.1.1.1 การกำหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1) ประชากร ได้แก่ คู่ความในคดีของศาลเยาวชนและครอบครัวที่เข้าสู่กระบวนการ ไกล่เกลี่ยและทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียทุกคน ประกอบด้วย คู่ความประจำปี 2563-2565 ทั้งหมดจำนวน 144 คน จำแนกได้ ดังนี้ (1) คู่ความประจำปี 2563 จำนวน 34 คน (2) คู่ความประจำปี 2564 จำนวน 42 คน (3) คู่ความประจำปี 2565 จำนวน 68 คน 2) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ คู่ความในคดีของศาลเยาวชนและครอบครัวที่เข้าสู่กระบวนการ ไกล่เกลี่ยและทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย โดยการ สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) เฉพาะคู่ความที่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมได้สำเร็จ แล้วกำหนดขนาดตัวอย่างโดยการสุ่มตัวอย่างตามโควตา (Quota Sampling) การวิจัยครั้งนี้ต้องการ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 80 คน ประกอบด้วย คู่ความประจำปี 2563-2565 จำแนกได้ ดังนี้ (1) คู่ความประจำปี 2563 จำนวน 19 คน (2) คู่ความประจำปี 2564 จำนวน 23 คน (3) คู่ความประจำปี 2565 จำนวน 38 คน


85 3) เกณฑ์การคัดเข้าของกลุ่มตัวอย่าง (Inclusion criteria) (1) กลุ่มตัวอย่างที่เป็นคู่ความเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยเพื่อการประนีประนอม ยอมความ (2) กลุ่มตัวอย่างที่เป็นคู่ความในการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความจนสำเร็จ (3) กลุ่มตัวอย่างที่เป็นคู่ความมีส่วนร่วมในการให้ข้อมูลหรือตอบแบบประเมิน ด้วยความสมัครใจ 4) เกณฑ์การคัดออกของกลุ่มตัวอย่าง (Exclusion Criteria) (1) กลุ่มตัวอย่างที่เป็นคู่ความขอถอนตัวด้วยตนเองในระหว่างการให้ข้อมูล หรือไม่สะดวกในการให้ข้อมูล (2) กลุ่มตัวอย่างที่เป็นคู่ความที่ถูกคัดค้านจากบุคคลภายนอกในระหว่างการให้ข้อมูล 3.1.1.2 การสร้างและพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การสร้างและพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ที่เป็นแบบสอบถามประเมินผลการปฏิบัติ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย และแบบสอบถามแรงจูงใจ ของการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียมี ดังนี้ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล จำนวน 2 ฉบับ ดังนี้ (1) ฉบับที่ 1 แบบสอบถามประเมินความคิดเห็นของคู่ความต่อการประเมินผลการปฏิบัติตาม สัญญาประนีประนอมยอมความ ในการประเมิน 4 ด้าน คือ ด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ได้แก่ ระดับการปฏิบัติมีความ เป็นจริงมากที่สุด มาก ปานกลาง น้อยและน้อยที่สุด โดยแบ่งออกเป็น 2 ตอน และข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ดังนี้ ก. ตอนที่ 1 สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามของการประเมิน แบบสอบถามประกอบด้วย ข้อคำถามเกี่ยวกับคู่ความ คือ เพศ อายุ สถานภาพการสมรสของคู่กรณี จำนวนบุตรกับคู่ความ วุฒิการศึกษา อาชีพ รายได้ต่อเดือน และปีที่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม มีลักษณะเป็นการเลือกตอบและเติมข้อความ ข. ตอนที่ 2 ความคิดเห็นที่มีต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ใน 4 ด้าน คือ 1. การประเมินด้านบริบท (Context Evaluation) ถามเกี่ยวกับความเหมาะสม และความสอดคล้องของหลักการของการทำสัญญาประนีประนอม และวัตถุประสงค์ของการทำสัญญา ประนีประนอมยอมความ ว่ามีความสอดคล้องเหมาะสมมากน้อยเพียงใด


Click to View FlipBook Version