The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการวิจัยการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by iprd.pic, 2024-03-29 01:57:28

รายงานการวิจัย การประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัว ที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

รายงานการวิจัยการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

Keywords: การศึกษาวิจัย,วิจัย,รายงานการวิจัย,การประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัว ที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย,ศาลเยาวชน,เยาวชน,ครอบครัว,ศาลเยาวชนและครอบครัว,ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

86 2. การประเมินด้านปัจจัยนำเข้า (Input Evaluation) ถามเกี่ยวกับความพร้อม และความเหมาะสมของบุคลากร และวัสดุ-อุปกรณ์ 3. การประเมินด้านกระบวนการ (Process Evaluation) ถามเกี่ยวกับความ พร้อมของการดำเนินการ และการติดตามและประเมินผล 4. การประเมินด้านผลผลิต (Product Evaluation) ถามเกี่ยวกับการปฏิบัติ ของคู่ความที่แสดงถึงความรับผิดชอบ ประกอบด้วย การนำความรู้ไปแนะนำผู้อื่น ความเป็นผู้นำ การควบคุม อารมณ์ (2) ฉบับที่ 2 แบบสอบถามแรงจูงใจของคู่ตวามต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอม ความ มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ได้แก่ ระดับแรงจูงใจมากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด โดยแบ่งออกเป็น 2 ตอน และข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ดังนี้ ก. ตอนที่ 1 สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม แบบสอบถามประกอบด้วยข้อคำถาม เกี่ยวกับคู่ความ คือ เพศ อายุ สถานภาพการสมรสของคู่กรณี จำนวนบุตรกับคู่ความ วุฒิการศึกษา อาชีพ รายได้ต่อเดือน และปีที่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม มีลักษณะเป็นการเลือกตอบและเติมข้อความ ข. ตอนที่ 2 ความคิดเห็นแรงจูงใจของคู่ความที่มีต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม ยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ใน 3 ด้าน คือ 1. ด้านความสำเร็จของการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม ถามเกี่ยวกับการ ที่คู่ความมีแรงจูงใจสามารถปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้ประสบความสำเร็จ เกิดกำลังใจ และความภาคภูมิใจ 2. ด้านความรับผิดชอบ ถามเกี่ยวกับการที่คู่ความแสดงออกถึงความรับผิดชอบ ต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้บรรลุเป้าหมายสู่ความสำเร็จ โดยมีความมุ่งมั่นในความ รับผิดชอบที่ตระหนักถึงผลดีและผลเสีย 3. ด้านความสัมพันธ์ระหว่างคู่ความ ถามเกี่ยวกับการแสดงความสัมพันธ์ ระหว่างคู่ความ ที่มีความเข้าใจและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อบรรลุเป้าหมายของการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความ 2) การสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย (1) แบบสอบถามประเมินความคิดเห็นของคู่ความต่อการประเมินผลการปฏิบัติตาม สัญญาประนีประนอมยอมความ ได้สร้างแบบสอบถามประเมินตามหลักการของรูปแบบ CIPP Model ที่ครอบคลุมเนื้อหา 4 ด้าน ประกอบด้วย ด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต


87 โดยสอดคล้องกับความมุ่งหมายของการวิจัย เพื่อใช้เป็นแบบประเมิน มีขั้นตอนในการสร้างและตรวจสอบ คุณภาพ ดังนี้ ก. ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับหลักการ แนวคิด ทฤษฎี และวิธีการ สร้างแบบสอบถาม ข. กำหนดจุดมุ่งหมายในการสร้างแบบสอบถามประเมินความคิดเห็นให้ตรงกับ หลักการ แนวคิด ทฤษฎี และหลักจิตวิทยา ค. สร้างแบบสอบถามประเมินความคิดเห็น โดยสอดคล้องกับหลักจิตวิทยาและ ความมุ่งหมายของการวิจัย เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ เริ่มจาก ระดับการปฏิบัติ ตามความเป็นจริงมากที่สุด มาก ปานกลาง น้อยและน้อยที่สุด โดยการแปลผลค่าคะแนนเฉลี่ยพิจารณา ดังนี้ (พรรณี ลีกิจวัฒนะ, 2553, หน้า 68) ค่าคะแนนเฉลี่ย 4.50-5.00 ระดับมากที่สุด 3.50-4.49 ระดับมาก 2.50-3.49 ระดับปานกลาง 1.50-2.49 ระดับน้อย และ 1.00-1.49 ระดับน้อยที่สุด ง. แบบสอบถามประเมินความคิดเห็น เสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นคณะกรรมการ ที่ปรึกษาการทำวิจัย จำนวน 2 ท่าน เพื่อตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมของภาษา ความตรงของเนื้อหา การเรียง ลำดับคำถามและความครอบคลุมของคำถาม หลังจากนั้นนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงแก้ไข โดยผู้ทรงคุณวุฒิที่ เป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาการทำวิจัย ประกอบด้วย 1. นายดุสิต ผดุงศักดิ์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2. นายถาวร พงษ์ตระกูลนนท์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จ. ส่งแบบสอบถามประเมินความคิดเห็นต่อผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านการประเมิน ด้านกฎหมายครอบครัว และด้านจิตวิทยา จำนวน 3 ท่าน ได้แก่ 1) รองศาสตราจารย์ ดร.เบญจลักษณ์ เมืองมีศรีอาจารย์ประจำหลักสูตรและสาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ 2) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประยูร บุญใช้ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการประถมศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา และ 3) นางสาวฉันทนา เจริญศักดิ์รองเลขาธิการสถาบันพัฒนา ข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) และความ ถูกต้องของภาษาที่ใช้ โดยใช้ แบบวัดค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence : IOC ) แล้วเลือกข้อที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับหรือมากกว่า 0.50 มาใช้ส่วนข้อคำถามที่มีค่าดัชนี ความสอดคล้องต่ำกว่า 0.50 ลงมา เป็นข้อคำถามที่ต้องปรับปรุงหรือตัดออก ซึ่งในการหาค่าครั้งนี้ได้ค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.66-1.00 จากนั้นผู้วิจัยดำเนินการปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ ฉ. นำแบบสอบถามประเมินความคิดเห็นไปทดลองใช้ (Try Out) กับคู่ความของ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง โดยมีประสบการณ์ในการปฏิบัติตาม สัญญาประนีประนอมยอมความที่สำเร็จแล้ว ในปี 2566 จำนวน 30 คน เพื่อหาความเชื่อมั่นสอดคล้องภายใน


88 (Internal Consistency) ด้วยวิธีการครอนบาคแอลฟา (Alpha Coefficient) ผลจากการหาค่าความเชื่อมั่น ของแบบสอบถามทั้งฉบับ พบว่า มีค่าเท่ากับ 0.880 ช. จัดพิมพ์แบบสอบถามประเมินความคิดเห็นเป็นฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำไปเก็บ ข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง (2) แบบสอบถามแรงจูงใจของการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ผู้วิจัย ได้สร้างแบบสอบถามแรงงจูงใจที่ครอบคลุมเนื้อหาและสอดคล้องกับความมุ่งหมายของการวิจัย เพื่อใช้ สอบถามคู่ความที่ได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมเสร็จสิ้นแล้วทุกประการ โดยมีขั้นตอนในการสร้างและหา คุณภาพ ดังนี้ ก. ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบสอบถามด้านจิตวิทยา เกี่ยวกับแรงจูงใจ ด้านการประเมินผลการจัดทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์ เป็น ผู้มีส่วนได้เสีย ข. กำหนดจุดมุ่งหมายในการสร้างแบบสอบถามให้ตรงกับความมุ่งหมายของการ วิจัยและตามหลักจิตวิทยา ค. สร้างแบบสอบถามแรงจูงใจของการดำเนินการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม ยอมความ โดยครอบคลุมสาระของการประเมิน สอดคล้องกับหลักจิตวิทยาและความมุ่งหมายของการวิจัย เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ เริ่มจาก แรงจูงใจระดับมากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด โดยการแปลผลค่าคะแนนเฉลี่ยแรงจูงใจ พิจารณาดังนี้ (พรรณี ลีกิจวัฒนะ, 2553, หน้า 68) ค่าคะแนนเฉลี่ย 4.50-5.00 ระดับมากที่สุด 3.50-4.49 ระดับมาก 2.50-3.49 ระดับปานกลาง 1.50-2.49 ระดับน้อย และ 1.00-1.49 ระดับน้อยที่สุด ง. นำแบบสอบถามแรงจูงใจ เสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นคณะกรรมการที่ปรึกษา การทำวิจัย เพื่อตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสมของภาษา ความตรงของเนื้อหา การเรียงลำดับคำถามและ ความครอบคลุมของคำถาม หลังจากนั้นนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงแก้ไข โดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นคณะกรรมการ ที่ปรึกษาการทำวิจัย ประกอบด้วย 1. นายดุสิต ผดุงศักดิ์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2. นายถาวร พงษ์ตระกูลนนท์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จ. ส่งแบบสอบถามแรงจูงใจต่อผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน ได้แก่ 1) รองศาสตราจารย์ ว่าที่ร้อยตรี ดร.ชูชาติ พยอม รองคณบดีคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมมหาวิทยาลัย ราชภัฏเทพสตรี 2) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สิบโท ดร.พิสุทธิ์ บัวเปรม อดีตคณบดีภาควิชาการเกษตรและ เทคโนโลยีอุตสาหกรรมมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ และ 3) นายสิริมงคล กองธนสุวรรณ ผู้พิพากษา หัวหน้าศาลจังหวัดสกลนคร ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) และความถูกต้องของ


89 ภาษาที่ใช้ โดยใช้แบบวัดค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence : IOC) แล้วเลือก ข้อที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับหรือมากกว่า 0.50 มาใช้ ส่วนข้อคำถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้อง ต่ำกว่า 0.50 ลงมา เป็นข้อคำถามที่ต้องปรับปรุงหรือตัดออก ซึ่งในการหาค่าครั้งนี้ได้ค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.66- 1.00 จากนั้นผู้วิจัยดำเนินการปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิ ฉ. นำแบบสอบถามไปทดลองใช้ (Try Out) กับคู่ความของศาลเยาวชนและ ครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง โดยมีประสบการณ์ในการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความที่สำเร็จแล้ว ในปี 2566 จำนวน 30 คน เพื่อหาความเชื่อมั่นสอดคล้องภายใน (Internal Consistency) ด้วยวิธีการครอนบาคแอลฟา (Alpha Coefficient) ผลจากการหาค่าความเชื่อมั่น ของแบบสอบถามทั้งฉบับ พบว่า มีค่าเท่ากับ 0.937 ช. จัดพิมพ์แบบสอบถามแรงจูงใจ เป็นฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำไปเก็บข้อมูล กับกลุ่มตัวอย่าง 3.1.1.3 การเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลได้ดำเนินการ ดังนี้ 1) ขออนุญาต และขอความอนุเคราะห์จากคู่ความที่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม ยอมความที่ประสบความสำเร็จเป็นไปตามบันทึกสัญญาประนีประนอมยอมความทุกประการ 2) ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองโดยตรงจากคู่ความ โดยใช้วิธีการที่เอื้อต่อความ สะดวกในการตอบแบบสอบถามประเมินความคิดเห็นและแบบสอบถามแรงจูงใจของคู่ความ ดังนี้ (1) โทรศัพท์ประสานการส่งเอกสารของแบบสอบถามประเมินความคิดเห็นและ แบบสอบถามแรงจูงใจทางไปรษณีย์ (2) การโทรศัพท์ในการอำนวยความสะดวกให้คู่ความตอบแบบสอบถามประเมิน ความคิดเห็นและแบบสอบถามแรงจูงใจ โดยผู้วิจัยอ่านข้อคำถามให้คู่ความเลือกคำตอบและแสดงความคิดเห็น (3) การตอบแบบสอบถามทางแอปพลิเคชั่น (Application) 3.1.1.4 การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลได้ดำเนินการวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ดังนี้ 1) การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่าง ที่เป็นผู้ตอบแบบสอบถามประเมินความ คิดเห็นและแบบสอบถามแรงจูงใจ วิเคราะห์โดยใช้ค่าการแจกแจงความถี่ (Frequency Distribution) และค่า ร้อยละ (Percentage) 2) การวิเคราะห์ข้อมูลการประเมินจาก 4 ด้าน ประกอบด้วยด้านบริบท ด้านปัจจัย นำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต โดยค่าเฉลี่ย (xˉ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) และเสนอ เป็นตารางประกอบความเรียง 3) การวิเคราะห์ข้อมูลความคิดเห็นด้านแรงจูงใจ โดยค่าเฉลี่ย (xˉ) และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D) และเสนอเป็นตารางประกอบความเรียง


90 4) การวิเคราะห์ข้อมูลของข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) แล้วนำเสนอข้อสรุปเป็นลำดับข้อความคิดเห็น การจัดลำดับข้อความจากความคิดเห็นที่ตรงกันหรือ ใกล้เคียงในความหมายเดียวกันจะประมวลความเป็นข้อเดียวกัน และเรียงลำดับจากข้อความที่มีความถี่มากไป หาน้อย 5) เกณฑ์การแปลผล โดยการนำผลคะแนนที่ได้มาจากการวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย (xˉ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยใช้เกณฑ์การแปลผล (พรรณี ลีกิจวัฒนะ, 2553, หน้า 68) 4.50-5.00 หมายถึง อยู่ในระดับมากที่สุด 3.50-4.49 หมายถึง อยู่ในระดับมาก 2.50-3.49 หมายถึง อยู่ในระดับปานกลาง 1.50-2.49 หมายถึง อยู่ในระดับน้อย 1.00-1.49 หมายถึง อยู่ในระดับน้อยที่สุด 3.1.2 ส่วนที่ 2 การวิจัยเพื่อศึกษาเชิงคุณภาพ การวิจัยในส่วนนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญา ประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียให้มีประสิทธิภาพ เป็นการศึกษาข้อมูล เชิงลึก จากผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) ตามความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ ในรูปแบบของการสนทนา กลุ่ม (Focus Group Discussion) โดยผู้ทรงคุณวุฒิสามารถให้คำตอบได้ตรงกับความมุ่งหมายของการวิจัย และหลังจากเสร็จสิ้นการสนทนากลุ่มแล้ว ถ้ามีบางประเด็นที่ยังมีข้อสงสัยหรือพบข้อมูลใหม่ จึงจะติดต่อขอ ข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้ทรงคุณวุฒิ การดำเนินการวิจัย ประกอบด้วย 3.1.2.1 การกำหนดผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มี คุณสมบัติตามเกณฑ์ที่มีความรู้ความสามารถด้านกฎหมายครอบครัว ด้านการไกล่เกลี่ย ด้านการทำสัญญา ประนีประนอม ด้านจิตวิทยา และการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับคดีของศาลเยาวชนและครอบครัว โดยการ สุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 8 กลุ่ม ๆ ละอย่างน้อย 2 คน เป็นจำนวน 18 คน จำแนกได้ ดังนี้ 1) ผู้พิพากษา จำนวน 3 คน 2) ทนายความ จำนวน 2 คน 3) ผู้พิพากษาสมทบ จำนวน 2 คน 4) นิติกรประจำศาลเยาวชนและครอบครัว จำนวน 2 คน 5) ผู้ประนีประนอม จำนวน 2 คน 6) นักจิตวิทยา จำนวน 2 คน 7) อาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นผู้สอนด้านกฎหมาย จำนวน 3 คน 8) ผู้บริหารสถานพินิจ จำนวน 2 คน


91 3.1.2.2 การสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบคำถามการสนทนากลุ่ม ผู้วิจัยได้สร้างแบบคำถามการสนทนากลุ่มที่ครอบคลุมเนื้อหา และสอดคล้องกับความมุ่งหมายของการวิจัย เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญา ประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียให้มีประสิทธิภาพ ตามความคิดเห็นของ ผู้ทรงคุณวุฒิ โดยมีขั้นตอนในการสร้างและหาคุณภาพ ดังนี้ 1) ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาและการสร้างแบบคำถามให้ ครอบคลุมเนื้อหาตลอดจนสอดคล้องกับความมุ่งหมายของการวิจัย 2) กำหนดจุดมุ่งหมายในการสร้างแบบคำถามให้ตรงกับเนื้อหาและความมุ่งหมายของ การวิจัย 3) สร้างแบบคำถามการสนทนากลุ่มของการดำเนินการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม ยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย โดยครอบคลุมเนื้อหา และสอดคล้องกับความมุ่งหมาย ของการวิจัย เป็นแบบคำถามปลายเปิด 4) นำแบบคำถามการสนทนากลุ่ม เสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นคณะกรรมการที่ปรึกษา การทำวิจัย จำนวน 2 ท่าน เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรง (Validity) ของความถูกต้องเหมาะสมของภาษา ความตรงของเนื้อหา การเรียงลำดับคำถามและความครอบคลุมของคำถาม หลังจากนั้นนำข้อเสนอแนะ มาปรับปรุงแก้ไข โดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาการทำวิจัย ประกอบด้วย (1) นายดุสิต ผดุงศักดิ์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (2) นายถาวร พงษ์ตระกูลนนท์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 5) จัดพิมพ์แบบคำถามการสนทนากลุ่ม เป็นฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำไปดำเนินจัดการจัด สนทนากลุ่ม 3.1.2.3 การเก็บรวบรวมข้อมูล การเก็บรวบรวมข้อมูลของการจัดสนทนากลุ่ม ผู้วิจัยได้ดำเนินการ ดังนี้ 1) ขั้นเตรียมการ (1) ศึกษาวิธีการจัดสนทนากลุ่มจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (2) กำหนดการจัดสนทนากลุ่มเกี่ยวกับวัน เวลา และสถานที่ (3) จัดเตรียมความพร้อมของเอกสารของแบบคำถามสนทนากลุ่ม (4) ดำเนินการส่งหนังสือเชิญผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key Informants) พร้อมทั้งเอกสารแบบคำถามสนทนากลุ่ม นิยามศัพท์เฉพาะ และกำหนดการ ก่อนกำหนดวันสนทนาจริง 2 สัปดาห์ (5) กำหนดบุคคลผู้ดำเนินรายการสนทนากลุ่ม ในการนำเข้าประเด็นคำถามสู่การสนทนา


92 2) การดำเนินการสนทนากลุ่ม (1) ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยากล่าวเปิด การสนทนากลุ่ม (2) ผู้ดำเนินการสนทนากลุ่ม (Moderator) ทำหน้าที่ดำเนินการสนทนากลุ่ม ประกอบด้วย ก. นางพงารัตน์ มาประณีต ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ข. นายปฐมพงศ์ ศุภเลิศ ผู้พิพากษาสมทบ และผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (3) ผู้ดำเนินการสนทนากลุ่ม เริ่มดำเนินการเสนอประเด็นคำถามโดยให้ผู้ทรงคุณวุฒิ แสดงความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียให้สำเร็จ (4) คณะกรรมการวิจัยเป็นฝ่ายบันทึกเทป จำนวน 2 คน ฝ่ายบันทึกลายมือ (Note Taker) จำนวน 4 คน (5) กำหนดระยะเวลาการสนทนากลุ่ม ประมาณ 3 ชั่วโมง 3) การประมวลผลการสนทนากลุ่ม (1) การบันทึกข้อมูลหลังจากเสร็จสิ้นการสนทนากลุ่ม โดยคณะกรรมการวิจัยจะนำ บันทึกเสียงจากเทปมาถอดความโดยละเอียดตามบทสนทนาเพื่อเปรียบเทียบกับการบันทึกลายมือ (2) สรุปประมวลผล โดยสรุปประมวลผลเรียงตามประเด็นจนครบถ้วน (3) นำข้อสรุปประมวลผล เสนอต่อผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาการทำ วิจัย จำนวน 2 ท่าน เพื่อตรวจสอบความถูกต้องและความครบถ้วน โดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นคณะกรรมการ ที่ปรึกษาการทำวิจัย ประกอบด้วย ก. นายดุสิต ผดุงศักดิ์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ข. นายถาวร พงษ์ตระกูลนนท์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (4) จัดพิมพ์เป็นฉบับสมบูรณ์ (5) นำเสนอสรุปประมวลผลฉบับสมบูรณ์ให้ผู้ทรงคุณวุฒิผู้ร่วมสนทนากลุ่มเพื่อตรวจสอบ ความถูกต้อง 3.1.2.4 การวิเคราะห์ข้อมูล ผลของการสนทนากลุ่มเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยดำเนินการ ดังนี้


93 1) การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการนำเสนอข้อมูลที่ได้จากการสนทนากลุ่ม (Focus Group) ใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) แล้วนำเสนอข้อสรุปเป็นเชิงพรรณนา 2) การตรวจสอบจากการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อความถูกต้องให้มีความเที่ยงตรง (Validity) และความเชื่อมั่น (Reliability) โดยนำข้อมูลที่สรุปเป็นเชิงพรรณนาส่งกลับไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นผู้สนทนา กลุ่มตรวจสอบอีกครั้งหนึ่งถึงความถูกต้องตรงตามที่แสดงความคิดเห็นหรือไม่ 3.2 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าสถิติ ดังนี้ 3.2.1. สถิติพื้นฐาน 3.2.1.1 ค่าร้อยละ (Percentage) โดยใช้สูตร (วาโร เพ็งสวัสดิ์, 2551, หน้า 283) P = 100 N f เมื่อ P คือ ร้อยละ f คือ ค่าความถี่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ N คือ จำนวนความถี่ทั้งหมด 3.2.1.2 ค่าเฉลี่ย (mean) โดยใช้สูตร (วาโร เพ็งสวัสดิ์, 2551, หน้า 284) X = N x เมื่อ X คือ ค่าเฉลี่ย x คือ ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N คือ จำนวนคะแนนหรือข้อมูล 3.2.1.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) โดยใช้สูตร (วาโร เพ็งสวัสดิ์, 2551, หน้า 296) S.D. = 2 1 ( ) − − N x x เมื่อ S.D. คือ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน x คือ ข้อมูลหรือคะแนนแต่ละตัว xˉ คือ คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง N คือ จำนวนข้อมูลหรือคะแนนทั้งหมด


94 3.2.2 สถิติวิเคราะห์เครื่องมือ 3.2.2.1 ความเชื่อมั่นของแบบประเมินและแบบสอบถามแรงจูงใจ โดยหาสัมประสิทธิ์ ความเชื่อมั่นวิธีการครอนบาคแอลฟา (Alpha Coefficient) โดยใช้สูตร (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ, 2543, หน้า 171) = −1 {1 − ∑ 2 2 } เมื่อ คือ สัมประสิทธิ์ของความเชื่อมั่น คือ จำนวนข้อของเครื่องมือ 2 คือ คะแนนความแปรปรวนของเครื่องมือแต่ละข้อ 2 คือ คะแนนความแปรปรวนของเครื่องมือฉบับนั้น 3.2.2.2 ค่าความตรงเชิงเนื้อหา (content-validity) โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง (item objective congruence : IOC) โดยใช้สูตร (สุวิมล ติรกานันท์, 2550, หน้า 165) N R IOC = เมื่อ R คือ ผลคูณของคะแนนกับจำนวนผู้เชี่ยวชาญแต่ละระดับความ สอดคล้อง R คือ ผลรวมของคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N คือ จำนวนผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีเกณฑ์ให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อคำถามวัดตรงกับเนื้อหาและความถูกต้องของภาษา ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อคำถามวัดตรงกับเนื้อหาและความถูกต้องของภาษา ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อคำถามวัดไม่ตรงกับเนื้อหาและความถูกต้องของภาษา ค่า IOC มีค่าระหว่าง -1 ถึง +1 ข้อคำถามที่ดีควรมีค่า IOC ใกล้ 1 หรือคัดเลือกไว้ใช้ได้ ตั้งแต่ 0.5–1.00


บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยเรื่อง การประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มี ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย เป็นการวิจัยเชิงประเมิน (Evaluation Research) ที่ใช้วิธีการแบบผสมผสาน (Mixed Method) ของการใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เป็นการวิจัยเชิงพรรณนาด้วยวิธีการ สำรวจ (Survey Research) และวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research ) ผู้วิจัยนำเสนอผลการ วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยตามลำดับ ดังนี้ 4.1 ผลการวิจัยเพื่อศึกษาข้อมูลเชิงปริมาณ 4.1.1 ส่วนที่ 1 การประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วน ได้เสีย การประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง แล้วนำเสนอผลการวิจัย ดังนี้ 4.1.1.1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ มีดังนี้ 1) ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์สถานภาพของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพการสมรส ของคู่กรณี จำนวนบุตรกับคู่ความ วุฒิการศึกษา อาชีพ รายได้ต่อเดือน ปีที่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม ยอมความ ปรากฏดังตาราง 1 ตาราง 1 จำนวนและร้อยละสถานภาพของคู่ความผู้ตอบแบบสอบถาม จำแนกตาม เพศ อายุ สถานภาพ การสมรสของคู่กรณี จำนวนบุตรกับคู่ความ วุฒิการศึกษา อาชีพ รายได้ต่อเดือน ปีที่ปฏิบัติตาม สัญญาประนีประนอมยอมความ สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน ร้อยละ เพศ ชาย 36 45.00 หญิง 44 55.00 รวม 80 100 อายุ 20-29 ปี 25 31.25 30-39 ปี 27 33.75 40-49 ปี 21 26.25 50 ปีขึ้นไป 7 8.75 รวม 80 100


96 ตาราง 1 (ต่อ) สถานภาพการสมรสของคู่กรณี จดทะเบียนสมรส 38 47.50 ไม่ได้จดทะเบียนสมรส 42 52.50 รวม 80 100 20,001 - 30,000 บาท 15 18.75 30,001 - 40,000 บาท 5 6.25 40,001 - 50,000 บาท 3 3.75 50,001 บาท ขึ้นไป 2 2.50 รวม 80 100 สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน ร้อยละ จำนวนบุตร 1 คน 47 58.75 2 คน 24 30.00 อื่น ๆ โดยระบุมีบุตร 3 คน 9 11.25 รวม 80 100 วุฒิการศึกษา ต่ำกว่าปริญญาตรี 52 65.00 ปริญญาตรี 24 30.00 สูงกว่าปริญญาตรี 4 5.00 รวม 80 100 อาชีพ รับราชการ 3 3.75 พนักงานราชการ 5 6.25 พนักงานจ้างเหมาบริการ 11 13.75 ลูกจ้างประจำ 32 40.00 ลูกจ้างชั่วคราว 6 7.50 อื่น ๆ 23 28.75 รวม 80 100 รายได้ต่อเดือน ต่ำกว่า 10,000 บาท 24 30.00 10,000 – 20,000 บาท 31 38.75


97 ตาราง 1 (ต่อ) สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน ร้อยละ ปีที่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม ปี 2563 19 23.75 ปี 2564 23 28.75 ปี 2565 38 47.50 รวม 80 100 จากตาราง 1 สถานภาพของคู่ความ พบว่า คู่ความที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ จำแนกได้ ดังนี้ จำแนกตามเพศ คู่ความที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 55.00 และเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 45.00 จำแนกตามอายุ คู่ความที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 30-39 ปี คิดเป็นละ 33.75 รองลงไป อายุระหว่าง 20-29 ปี คิดเป็นร้อยละ 31.25 รองลงไป อายุระหว่าง 40-49 ปี คิดเป็นร้อยละ 26.25 และลำดับสุดท้าย อายุระหว่าง 50 ปีขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 8.75 จำแนกตามสถานภาพการสมรสคู่กรณี คู่ความที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ ไม่ได้จดทะเบียนสมรส คิดเป็นร้อยละ 52.50 และจดทะเบียนสมรส คิดเป็นร้อยละ 47.50 จำแนกตามจำนวนบุตร คู่ความที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีจำนวนบุตร 1 คนคิดเป็นร้อยละ 58.5 รองลงไป มีบุตร 2 คน คิดเป็นร้อยละ 30.00 และลำดับสุดท้าย อื่น ๆ โดยระบุมีบุตร 3 คน คิดเป็นร้อย ละ 11.25 จำแนกตามวุฒิการศึกษา คู่ความที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีวุฒิการศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 65.00 รองลงไป ระดับปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 30.00 และลำดับสุดท้ายสูงกว่ากว่าปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 5.00 จำแนกตามอาชีพ คู่ความที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อาชีพลูกจ้างประจำ คิดเป็นร้อยละ 40.00 รองลงไป เป็นอาชีพอื่น ๆ คิดเป็นร้อยละ 28.75 รองลงไป อาชีพพนักงานจ้างเหมาบริการ คิดเป็นร้อยละ 13.75 รองลงไป อาชีพลูกจ้างชั่วคราว คิดเป็นร้อยละ 7.50 รองลงไป อาชีพพนักงานราชการ คิดเป็นร้อยละ 6.25 และลำดับสุดท้ายอาชีพรับราชการ คิดเป็นร้อยละ 3.75 จำแนกตามรายได้ต่อเดือน คู่ความที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีรายได้10,000 – 20,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 38.75 รองลงไป มีรายได้ต่ำกว่า 10,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 30.00 รองลงไป มีรายได้20,001- 30,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 18.75 รองลงไป มีรายได้30,001-40,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 6.25 รองลงไป มีรายได้ 40,001-50,000บาท คิดเป็นร้อยละ 3.75 ลำดับสุดท้าย มีรายได้ 50,001 บาทขึ้นไป คิดเป็นร้อยละ 2.50 จำแนกตามปีที่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม คู่ความที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ปี2565 คิด เป็นร้อยละ 47.50 รองลงไป ปี 2564 คิดเป็นร้อยละ 28.75 และลำดับสุดท้าย ปี 2563 คิดเป็นร้อยละ 23.75


98 ตอนที่2 ผลการวิเคราะห์ความคิดเห็นการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ตามความคิดเห็นของคู่ความโดยภาพรวมและรายด้าน ดังนี้ ในการวิเคราะห์ความคิดเห็นการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จาก 4 ด้าน คือ ด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต จึงนำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ด้านภาพรวม ปรากฏดังตาราง 2 ตาราง 2 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนนความคิดเห็นการประเมินการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความ ตามความคิดเห็นของคู่ความ ในด้านภาพรวมตามรายด้าน รายการ × S.D. ความหมาย 1.ด้านบริบท 4.29 0.81 มาก 2.ด้านปัจจัยนำเข้า 4.24 0.83 มาก 3.ด้านกระบวนการ 4.12 0.71 มาก 4.ด้านผลผลิต 4.32 0.82 มาก รวม 4.24 0.79 มาก จากตาราง 2 แสดงว่า คู่ความมีค่าเฉลี่ยของคะแนนความคิดเห็นการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความ ในภาพรวมทุกด้าน พบว่า อยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.24 ) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน มี ด้านที่มีค่าเฉลี่ยในระดับมากทุกด้าน โดยมีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยตามลำดับ คือ ด้านที่ 4 ด้านผลผลิต (x̄ = 4.32) รองลงไป ด้านที่ 1 ด้านบริบท (x̄ = 4.29) รองลงไป ด้านที่ 2 ด้านปัจจัยนำเข้า (x̄ = 4.24) และลำดับ สุดท้าย ด้านที่ 3 ด้านกระบวนการ (x̄ = 4.12) ในการวิเคราะห์ความคิดเห็นการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ตามความคิดเห็นของคู่ความ จำแนกตามรายด้าน จึงนำคะแนนที่ได้มา วิเคราะห์ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ปรากฏดังตาราง 3 ถึงตาราง 6 ตาราง 3 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ในด้านบริบท ตามความคิดเห็นของคู่ความที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง


99 ตาราง 3 ที่ ด้านบริบท ระดับการปฏิบัติ X S.D. ความหมาย 1 หลักการของการประเมิน การไกล่เกลี่ยมีเจตนาของการสงวนและคุ้มครอง สวัสดิภาพของการสมรส 3.86 1.05 มาก 2 การไกล่เกลี่ยมีเจตนาของการคุ้มครองสิทธิของบุตร และส่งเสริมสวัสดิภาพของบุตร 4.55 0.63 มากที่สุด 3 การไกล่เกลี่ยมีเจตนาของการช่วยเหลือสามีภรรยา ให้ปรองดองกันและปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่าง กันเองและกับบุตร 4.22 0.85 มาก 1 วัตถุประสงค์ของโครงการ การไกล่เกลี่ยเพื่อให้คู่ความมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อ กัน 4.11 0.94 มาก 2 การไกล่เกลี่ยเพื่อช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้ทำ ข้อตกลงโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของบุตรเป็น หลัก 4.56 0.65 มากที่สุด 3 การไกล่เกลี่ยเพื่อหาข้อตกลงระหว่างคู่ความ โดยหลีกเลี่ยงการตัดสินใจของบุคคลภายนอกคดี 4.34 0.77 มาก 4 ศาลเยาวชนและครอบครัวมีนโยบายอย่างชัดเจนที่ ส่งเสริมให้คู่ความใช้วิธีการไกล่เกลี่ย 4.44 0.79 มาก รวม 4.29 0.81 มาก จากตาราง 3 แสดงว่า คู่ความที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อผลการประเมินผลการปฏิบัติตาม สัญญาประนีประนอมยอมความ ในด้านบริบท ในภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.29) ผลการศึกษา เกี่ยวกับหลักการของการประเมิน เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อมีค่าเฉลี่ยในระดับมากที่สุด 1 ข้อ คือ ข้อ 2การไกล่เกลี่ย มีเจตนาของการคุ้มครองสิทธิของบุตรและส่งเสริมสวัสดิภาพของบุตร (x̄ = 4.55) และมีค่าเฉลี่ยในระดับมาก 2 ข้อ โดยมีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ข้อ 3 การไกล่เกลี่ยมีเจตนาของการช่วยเหลือสามีภรรยา ให้ปรองดองกันและปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างกันเองและกับบุตร (x̄= 4.26) และลำดับสุดท้าย ข้อ 1 การไกล่เกลี่ยมีเจตนาของการสงวนและคุ้มครองสวัสดิภาพของการสมรส (x̄= 3.86) ผลการศึกษาเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของโครงการ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 1 ข้อ คือ ข้อ 2 การไกล่เกลี่ยเพื่อช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้ทำข้อตกลงโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของบุตร


100 เป็นหลัก (x̄= 4.56) และมีค่าเฉลี่ยในระดับมาก 3 ข้อ โดยมีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ข้อ 4 ศาลเยาวชน และครอบครัวมีนโยบายอย่างชัดเจนที่ส่งเสริมให้คู่ความใช้วิธีการไกล่เกลี่ย (x̄= 4.44) รองลงไป ข้อ 3 การไกล่เกลี่ยเพื่อหาข้อตกลงระหว่างคู่ความ โดยหลีกเลี่ยงการตัดสินใจของบุคคลภายนอกคดี (x̄= 4.34) และลำดับสุดท้าย ข้อ 1 การไกล่เกลี่ยเพื่อให้คู่ความมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน (x̄= 4.11) ตาราง 4 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ในด้านปัจจัยนำเข้า ตามความคิดเห็นของคู่ความที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ที่ ด้านปัจจัยนำเข้า ระดับการปฏิบัติ X S.D. ความหมาย 1 บุคลากร คู่ความได้รับการสนับสนุนให้ปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความจากครอบครัวและ บุคคลใกล้ชิด 4.27 0.77 มาก 2 คู่ความมีทนายความ ที่มีความรู้และความสามารถ ในการแนะนำ และช่วยเหลือที่ดี 4.20 0.90 มาก 3 นิติกร/เจ้าหน้าที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อ พิพาทของศาลได้แนะนำ ช่วยเหลือ ติดตาม ทั้งก่อนมีการไกล่เกลี่ย ระหว่างการไกล่เกลี่ย และหลังการไกล่เกลี่ย 4.34 0.76 มาก 4 นิติกรของศาลได้มีการประสานคู่ความและทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้องจนประสบความสำเร็จในการไกล่เกลี่ย 4.46 0.67 มาก 5 คู่ความให้ความสนใจและให้ความร่วมมือตาม การนัดหมายเป็นอย่างดี 4.08 0.96 มาก 1 สถานที่และวัสดุ-อุปกรณ์ ห้องไกล่เกลี่ยมีความเหมาะสม สะดวก สบาย 4.35 0.91 มาก 2 ห้องไกล่เกลี่ยมีบริการเครื่องดื่ม เช่น กาแฟ น้ำเปล่า เป็นต้น 4.20 0.83 มาก


101 ตางราง 4 (ต่อ) ที่ ด้านปัจจัยนำเข้า ระดับการปฏิบัติ X S.D. ความหมาย 3 ห้องไกล่เกลี่ยมีมาตรการป้องกันโควิด โดยมี ฉากกั้น มีเจลล้างมือและสเปรย์แอลกอฮอล์ ฉีดพ่นไว้บริการ 4.14 0.80 มาก 4 การบริการในการจัดห้อง/มุมพักผ่อนของเยาวชน ที่มากับประชาชนคู่ความ เช่น หนังสือการ์ตูน บทความ เครื่องเล่น แบบฝึกทักษะการอ่าน การเขียน เป็นต้น 4.09 0.90 มาก 5 ศาลเยาวชนและครอบครัวมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ดูแลความปลอดภัยให้คู่ความที่มาไกล่เกลี่ย 4.25 0.80 มาก รวม 4.24 0.83 มาก จากตาราง 4 แสดงว่า คู่ความที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อผลการประเมินผลการปฏิบัติ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ในด้านปัจจัยนำเข้า ในภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.24) ผลการศึกษาเกี่ยวกับบุคลากร เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ มีค่าเฉลี่ยในระดับมากทั้ง 5 ข้อ โดยมีข้อที่มีค่าเฉลี่ย จากมาไปหาน้อย 3 ลำดับแรก คือ ข้อ 4 นิติกรของศาลได้มีการประสานคู่ความและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จนประสบความสำเร็จในการไกล่เกลี่ย (x̄= 4.46) รองลงไป ข้อ 3 นิติกร/เจ้าหน้าที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยและประนอม ข้อพิพาทของศาลได้แนะนำ ช่วยเหลือ ติดตามทั้งก่อนมีการไกล่เกลี่ย ระหว่างการไกล่เกลี่ย และหลังการไกล่เกลี่ย (x̄= 4.34) และลำดับสุดท้ายข้อ 1 คู่ความได้รับการสนับสนุนให้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จากครอบครัวและบุคคลใกล้ชิด (x̄= 4.27) ผลการศึกษาเกี่ยวกับสถานที่และวัสดุ-อุปกรณ์เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ มีค่าเฉลี่ยในระดับมาก ทั้ง 5 ข้อ โดยมีข้อที่มีค่าเฉลี่ยจากมาไปหาน้อย 3 ลำดับแรก คือ ข้อ 1 ห้องไกล่เกลี่ยมีความเหมาะสม สะดวกสบาย (x̄= 4.35) รองลงไป ข้อ 5 ศาลเยาวชนและครอบครัวมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบดูแลความปลอดภัย ให้คู่ความที่มาไกล่เกลี่ย (x̄= 4.25) และลำดับสุดท้ายข้อ 2 ห้องไกล่เกลี่ยมีบริการเครื่องดื่ม เช่น กาแฟ น้ำเปล่า เป็นต้น (x̄= 4.20)


102 ตาราง 5 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ในด้านกระบวนการ ตามความคิดเห็นของคู่ความที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ที่ ด้านกระบวนการ ระดับการปฏิบัติ X S.D. ความหมาย 1 การดำเนินการ คู่ความให้ความร่วมมือในการไปไกล่เกลี่ยที่ศาล ตามวันที่กำหนด 4.16 0.74 มาก 2 นิติกรได้แนะนำสร้างความเข้าใจในองค์ประชุม ของกระบวนการไกล่เกลี่ยให้คู่ความได้อย่าง ชัดเจน 4.48 0.65 มาก 3 ผู้ประนีประนอมที่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยด้วยบุคลิก ที่เป็นมิตรที่ดี 4.36 0.86 มาก 4 ผู้ประนีประนอมทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยด้วยความ เป็นกลางและยุติธรรม 4.36 0.93 มาก 5 ผู้ประนีประนอมที่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยแนะนำ ทำให้คู่ความมีความเข้าใจและสบายใจ 4.46 0.65 มาก 6 ทนายความของคู่ความปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย โดยมีความยืดหยุ่นระหว่างคู่ความด้วยกัน 4.26 0.82 มาก 7 นิติกรจัดทำบันทึกสัญญาประนีประนอมยอม ความตามข้อตกลงของคู่ความอย่างถูกต้องและ สมบูรณ์ 4.51 0.65 มากที่สุด 8 ผู้พิพากษาพิจารณาตามกระบวนการเป็นไปตาม การบันทึกสัญญาประนีประนอมยอมความ 4.56 0.57 มากที่สุด 9 ผู้พิพากษา อ่าน อธิบาย และแนะนำคู่ความใน การปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ 4.63 0.55 มากที่สุด 10 ผู้พิพากษาสมทบปฏิบัติตนกับคู่ความด้วยความ เมตตาและเป็นมิตร 4.58 0.60 มากที่สุด


103 ตาราง 5 (ต่อ) ที่ ด้านกระบวนการ ระดับการปฏิบัติ X S.D. ความหมาย 11 ผู้พิพากษาสมทบให้ข้อแนะนำกับคู่ความให้เข้าใจ ในการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ อย่างชัดเจน 4.50 0.67 มากที่สุด 12 คู่ความดำเนินการตามสัญญาประนีประนอมยอม ความตามเงื่อนไขที่กำหนด 4.33 0.65 มาก 1 การติดตามและประเมินผล นิติกร/เจ้าหน้าที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อ พิพาทให้คำปรึกษา แนะนำเพื่อสร้างความเข้าใจ ให้คู่ความหลังจากพิพากษาเสร็จแล้ว 4.46 0.65 มาก 2 นิติกรมีการติดตามผลจากการปฏิบัติของคู่ความ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นระยะ ๆ 4.02 0.94 มาก รวม 4.12 0.71 มาก จากตาราง 5 แสดงว่า คู่ความที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อผลการประเมินผลการปฏิบัติ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ในด้านกระบวนการ ในภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.12) ผลการ ศึกษาเกี่ยวกับการดำเนินการ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ มีค่าเฉลี่ยในระดับมากที่สุด 5 ข้อ และมีค่าเฉลี่ย ในระดับมาก 7 ข้อ โดยมีข้อที่มีค่าเฉลี่ยในระดับมากที่สุดจากค่าเฉลี่ยมากไปหาน้อย 3 ลำดับแรก คือ ข้อ 9 ผู้พิพากษา อ่าน อธิบาย และแนะนำคู่ความในการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ (x̄= 4.63) รองลงไป ข้อ 10 ผู้พิพากษาสมทบปฏิบัติตนกับคู่ความด้วยความเมตตาและเป็นมิตร (x̄ = 4.58) และลำดับสุดท้ายข้อ 8 ผู้พิพากษาพิจารณาตามกระบวนการเป็นไปตามการบันทึกสัญญาประนีประนอมยอมความ (x̄= 4.56) ผลการศึกษาเกี่ยวกับการติดตามและประเมินผล เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ มีค่าเฉลี่ยในระดับ มากทั้ง 2 ข้อ โดยมีข้อที่มีค่าเฉลี่ยจากมาไปหาน้อย คือ ข้อ 1 นิติกร/เจ้าหน้าที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยและประนอม ข้อพิพาทให้คำปรึกษา แนะนำเพื่อสร้างความเข้าใจให้คู่ความหลังจากพิพากษาเสร็จแล้ว (x̄ = 4.46) และลำดับ สุดท้ายข้อ 2 นิติกรมีการติดตามผลจากการปฏิบัติของคู่ความตามสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นระยะ ๆ (x̄ = 4.02)


104 ตาราง 6 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ในด้านผลผลิต ตามความคิดเห็นของคู่ความที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง จากตาราง 6 แสดงว่า คู่ความที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อผลการประเมินผลการปฏิบัติ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ในด้านผลผลิต ในภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก (x̄= 4.32) เมื่อ พิจารณาเป็นรายข้อ มีค่าเฉลี่ยในระดับมากที่สุด 1 ข้อ คือ ข้อ 7 การไกล่เกลี่ยของศาลนำไปสู่ความสะดวก ประหยัด และรวดเร็ว (x̄= 4.57) และมีค่าเฉลี่ยในระดับมาก 8 ข้อ โดยมีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 ลำดับ แรก คือ ข้อ 6คู่ความมีความสุขมีความสบายใจเมื่อปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้สำเร็จ (x̄= 4.43) ที่ ด้านผลผลิต ระดับการปฏิบัติ X S.D. ความหมาย 1 คู่ความมีความพร้อมเพื่อปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความ 4.32 0.77 มาก 2 คู่ความปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จนสำเร็จ 4.41 0.88 มาก 3 คู่ความสามารถนำความรู้และประสบการณ์ไป แนะนำผู้อื่นได้ 4.17 0.93 มาก 4 คู่ความมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความที่ส่งผลดีให้มีแนวคิด รับผิดชอบงานด้านอื่นได้ดียิ่งขึ้น 4.30 0.78 มาก 5 คู่ความมีสติควบคุมอารมณ์ที่แสดงออกในสิ่งที่ ถูกต้อง 4.23 0.86 มาก 6 คู่ความมีความสุขมีความสบายใจเมื่อปฏิบัติตาม สัญญาประนีประนอมยอมความได้สำเร็จ 4.43 0.88 มาก 7 การไกล่เกลี่ยของศาลนำไปสู่ความสะดวก ประหยัด และรวดเร็ว 4.57 0.65 มากที่สุด 8 คู่ความได้รับคำชมจากผู้อื่นที่สามารถประสบ ความสำเร็จจากการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความได้ 4.26 0.82 มาก 9 คู่ความสามารถรู้จักวางแผนการดำเนินชีวิตที่ดี และรอบคอบมากขึ้น 4.25 0.81 มาก รวม 4.32 0.82 มาก


105 รองลงไป ข้อ 2 คู่ความปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความจนสำเร็จ (x̄= 4.41) และลำดับสุดท้ายข้อ 1 คู่ความมีความพร้อมเพื่อปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ (x̄= 4.32) 4.1.2 ส่วนที่ 2 ผลการวิเคราะห์แรงจูงใจของคู่ความที่มีต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอม ความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ตามความคิดเห็นของคู่ความ ดังนี้ ในการวิเคราะห์คะแนนแรงจูงใจของคู่ความที่มีต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จาก 3 ด้าน คือด้านความสำเร็จของการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม ด้านความรับผิดชอบ และด้าน ความสัมพันธ์ระหว่างคู่ความ จึงนำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ปรากฏดัง ตาราง 7 ตาราง 7 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานแรงจูงใจของคู่ความที่มีต่อการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความ ตามความคิดเห็นของคู่ความที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ที่ รายการ ระดับการปฏิบัติ X S.D. ความหมาย 1 ด้านความสำเร็จของการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอม คู่ความมีความรับผิดชอบที่ต้องการให้สำเร็จ ตามการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ 4.10 0.89 มาก 2 คู่ความสามารถแก้ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้น ระหว่างความรับผิดชอบทำตามสัญญา ประนีประนอมยอมความได้ทันเวลาที่กำหนด 4.14 0.91 มาก 3 คู่ความมีกำลังใจจากบุตรที่ส่งผลให้มีความ รับผิดชอบได้ดี 4.36 0.83 มาก 4 คู่ความมีกำลังใจจากครอบครัวตนเองและบุคคล ผู้ใกล้ชิดที่เข้าใจในความรับผิดชอบ 4.24 0.78 มาก 5 คู่ความมีความภาคภูมิใจเมื่อทำตามสัญญา ประนีประนอมยอมความ ได้สำเร็จ 4.25 0.75 มาก 1 ด้านความรับผิดชอบ คู่ความมีความมุ่งมั่นตั้งใจปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความ 4.28 0.71 มาก 2 คู่ความกำหนดเวลาของความรับผิดชอบ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ 4.25 0.70 มาก


106 จากตาราง 7 แสดงว่า คู่ความที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีแรงจูงใจต่อการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความ ในภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.04) ผลการศึกษาเกี่ยวกับ ด้านความสำเร็จของการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ มีค่าเฉลี่ยในระดับมาก ทั้ง 5 ข้อ โดยมีข้อที่มีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 ลำดับแรก คือ ข้อ 3 คู่ความมีกำลังใจจากบุตรที่ส่งผลให้มี ความรับผิดชอบได้ดี (x̄= 4.36) รองลงไป ข้อ 5 คู่ความมีความภาคภูมิใจเมื่อทำตามสัญญาประนีประนอม ตาราง 7 (ต่อ) ที่ รายการ ระดับการปฏิบัติ X S.D. ความหมาย 3 คู่ความตระหนักถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้น เมื่อไม่สามารถทำตามสัญญาประนีประนอม ยอมความได้ 4.13 0.77 มาก 4 คู่ความเมื่อมีปัญหาที่ยังไม่สามารถปฏิบัติตาม สัญญาประนีประนอมยอมความได้ในบางกรณี จะแก้ปัญหาโดยการประสานแจ้งให้คู่ความ ด้วยกันทราบก่อนแล้วรีบแก้ปัญหาทันที 4.27 0.69 มาก 5 คู่ความสามารถปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม ยอมความให้สำเร็จได้ตรงตามเวลาที่กำหนดไว้ 4.05 0.53 มาก 1 ด้านความสัมพันธ์ระหว่างคู่ความ คู่ความด้วยกันยอมรับฟังความคิดเห็นและ ข้อเสนอแนะที่ดีต่อกัน 4.05 0.79 มาก 2 คู่ความด้วยกันเมื่อมีปัญหาได้ร่วมกันแก้ปัญหา ด้วยความเข้าใจ 4.02 0.85 3 คู่ความด้วยกันให้โอกาสในการที่ไม่สามารถ ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ ในบางกรณีตามเวลาที่กำหนด 4.06 0.81 มาก 4 คู่ความด้วยกันมีความเข้าใจและเห็นใจเพื่อความ ไว้วางใจในการทำหน้าที่ความเป็นพ่อแม่ที่ดีต่อ บุตร 4.00 0.94 มาก 5 คู่ความด้วยกันให้กำลังใจซึ่งกันและกันในการ ทำหน้าที่ความเป็นพ่อแม่ที่ดีต่อบุตร 4.05 0.95 มาก รวม 4.04 0.79 มาก


107 ยอมความได้สำเร็จ (x̄= 4.25) และลำดับสุดท้ายข้อ 4 คู่ความมีกำลังใจจากครอบครัวตนเองและบุคคล ผู้ใกล้ชิดที่เข้าใจในความรับผิดชอบ (x̄= 4.24) ผลการศึกษาเกี่ยวกับด้านความรับผิดชอบ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ มีค่าเฉลี่ยในระดับมาก ทั้ง 5 ข้อ โดยมีข้อที่มีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 ลำดับแรก คือ ข้อ 1 คู่ความมีความมุ่งมั่นตั้งใจปฏิบัติตาม สัญญาประนีประนอมยอมความ (x̄= 4.28) รองลงไป ข้อ 4 คู่ความเมื่อมีปัญหาที่ยังไม่สามารถปฏิบัติตาม สัญญาประนีประนอมยอมความได้ในบางกรณีจะแก้ปัญหาโดยการประสานแจ้งให้คู่ความด้วยกันทราบก่อน แล้วรีบแก้ปัญหาทันที (x̄= 4.27) และลำดับสุดท้ายข้อ 2 คู่ความกำหนดเวลาของความรับผิดชอบตามสัญญา ประนีประนอมยอมความ (x̄= 4.25) ผลการศึกษาเกี่ยวกับด้านความสัมพันธ์ระหว่างคู่ความ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ มีค่าเฉลี่ย ในระดับมากทั้ง 5 ข้อ โดยมีข้อที่มีค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 ลำดับแรก คือ ข้อ 3 คู่ความด้วยกันให้โอกาส ในการที่ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ในบางกรณีตามเวลาที่กำหนด (x̄= 4.06) รองลงไป มีข้อที่มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน 2 ข้อ คือข้อ 1 คู่ความด้วยกันยอมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ที่ดีต่อกัน กับข้อ 5 คู่ความด้วยกันให้กำลังใจซึ่งกันและกันในการทำหน้าที่ความเป็นพ่อแม่ที่ดีต่อบุตร (x̄= 4.05) และลำดับสุดท้ายข้อ 2 คู่ความด้วยกันเมื่อมีปัญหาได้ร่วมกันแก้ปัญหาด้วยความเข้าใจ (x̄= 4.02) 4.1.3 ส่วนที่ 3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้มาดำเนินการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ในการแสดงความคิดเห็น จากแบบสอบถาม ได้ประเด็นที่สำคัญในภาพรวม โดยการเรียงลำดับจากความคิดเห็นมากไปหาน้อย จำแนก เป็น 2 ตอน ดังนี้ 4.1.3.1 ตอนที่ 1 ความคิดเห็นของการประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ดังนี้ 1) การไกล่เกลี่ยไม่ยุ่งยาก สะดวก ประหยัดเวลา 2) ศาลเยาวชนและครอบครัวควรมีการเผยแพร่ความรู้การจัดกิจกรรมสู่สังคม ชุมชน ให้มากขึ้น 3) ศาลเยาวชนและครอบครัวมีวิธีการติดตามพฤติกรรมคู่ความที่เป็นฝ่ายส่งเสริมอุปการะ ค่าเลี้ยงดูบุตร 4) คู่ความที่เป็นฝ่ายชาย ไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ตาม กำหนดเวลา ในเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรในรายเดือน 5) ต้องการให้ศาลเยาวชนและครอบครัวติดตามเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นรายเดือน ว่านำไปใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ 6) ที่พักรอก่อนเข้าร่วมการไกล่เกลี่ยควรจัดให้มีความสดใสสบายตา


108 4.1.3.2 ตอนที่ 2 ความคิดเห็นของแรงจูงใจต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ดังนี้ 1) บุตรที่เป็นผู้เยาว์เป็นแรงจูงใจให้คู่ความมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในการดำเนินต่อไป 2) ญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายที่บุตรไปอยู่ด้วย ได้เสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคู่ความทำให้ มีกำลังใจในการทำหน้าที่ของความเป็นบิดาและมารดา 4.2 ผลการวิจัยเพื่อศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพ การศึกษาข้อมูลที่ได้จากการจัดสนทนากลุ่มจากผู้ทรงคุณวุฒิโดยข้อมูลทั้งหมดที่ได้มาจัดหมวดหมู่ ที่สะท้อนผลเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย กล่าวคือ เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำ สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียให้มีประสิทธิภาพ ตามความคิดเห็น ของผู้ทรงคุณวุฒิแล้วนำเสนอข้อสรุปประมวลผลเป็นความเรียง ประกอบด้วยประเด็น ดังนี้ 4.2.1. การประเมินผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ประกอบด้วย ด้านบริบท ด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต 4.2.1.1 ด้านบริบท 1) แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามหลักการที่ “ศาลเยาวชนและครอบครัวพยายามเปรียบเทียบให้คู่ความ ได้ตกลงกันหรือประนีประนอมข้อพิพาทโดยคำนึงถึงความสุขและการอยู่ร่วมกันในครอบครัว” ตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 146 โดยเฉพาะในคดีครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย จากแนวความคิดตามหลักการที่ “ศาลเยาวชนและครอบครัวพยายาม เปรียบเทียบให้คู่ความได้ตกลงกันหรือประนีประนอมข้อพิพาทโดยคำนึงถึงความสุขและการอยู่ร่วมกัน ในครอบครัว” โดยมีแนวทางของการส่งเสริมและพัฒนาให้ศาลเยาวชนและครอบครัวมีบทบาทในการแก้ปัญหา และหาทางออกที่ดีและสมบูรณ์ที่สุดให้แก่ครอบครัวที่มีปัญหาต่อกัน โดยเฉพาะการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัว ต้องคำนึงถึงความสุขและการอยู่ร่วมกันของครอบครัว การดำรงหรือรักษาสถานะทางครอบครัวให้ยั่งยืน ให้เป็นครอบครัวที่มีความรักสมัครสมานสามัคคีที่ดีต่อกันต่อไป ตามหลักการไกล่เกลี่ยมาตรา 146 เปิดกว้าง ให้สามารถไกล่เกลี่ยในคดีครอบครัวได้ตลอดเวลาแม้จะมีคำพิพากษาแล้วหรือในชั้นบังคับคดี การไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวที่สามารถตกลงกันได้ในแนวทางที่ถูกต้อง ต้องมาจาก การไกล่เกลี่ยที่สามารถเข้าถึงปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของคู่ความแต่ละฝ่าย เพื่อสามารถทำสัญญา ประนีประนอมยอมความที่เป็นผลดีแก่คู่ความทั้งสองฝ่ายมากกว่าการให้ศาลมีคำพิพากษาตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามคำพิพากษาตามยอมที่เกิดจากการไกล่เกลี่ยตามมาตรา 146 ไม่ควรเป็นคำพิพากษาตามยอมที่ ก่อให้เกิดปัญหาใหม่ซ้อนปัญหาขึ้น การไกล่เกลี่ยที่สามารถทำสัญญาประนีประนอมยอมความและคดีเสร็จสิ้น


109 ไปจากศาลอาจเป็นผลสำเร็จของงาน แต่คำพิพากษาตามยอมจะมองแค่ผลสัมฤทธิ์ไม่ได้ เพราะการปฏิบัติตาม คำพิพากษาตามยอมในค่าอุปการะเลี้ยงดู การกำหนดถิ่นฐานที่อยู่ของบุตร การให้การศึกษาแก่บุตรยังต้อง ดำเนินไปอีกเป็นเวลานาน เพราะฉะนั้นคำพิพากษาตามยอม ต้องเป็นคำพิพากษาที่ยืดหยุ่นและสามารถปฏิบัติ ได้ มีการเปลี่ยนแปลงได้ในบางช่วงอายุของผู้เยาว์ การประนีประนอมยอมความมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งและเป็น เรื่องที่มีผลกระทบต่อผู้เยาว์ในอนาคตระยะยาว จิตวิญญาณของผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัว ผู้พิพากษาสมทบ นักสังคมสงเคราะห์ และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในการไกล่เกลี่ยต้อง “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” และคำนึงถึงคู่ความทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยคิดอย่างไร เพื่อหาความพอดีและแนะนำในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสม เพื่อประโยชน์ต่อครอบครัวและผู้เยาว์มากที่สุด แม้ปัจจุบันในสังคมโลกที่เปลี่ยนไป แนวคิดที่ว่าต้องไกล่เกลี่ย เพื่อให้ครอบครัวอยู่ร่วมกันตามแนวคิดเดิมอาจถูกโต้แย้งและมองว่าเป็นเรื่องของการขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน แต่ผู้ไกล่เกลี่ยจะต้องเข้าใจบริบทของคำว่า Healthy Family หรือครอบครัวสุขภาพดี ที่เกี่ยวกับบทบาท ระหว่างพ่อแม่ควรเป็นอย่างไร มีความรับผิดชอบอย่างไร ซึ่งในอนุสัญญาสิทธิเด็กเขียนไว้ว่า พ่อแม่ไม่ใช่ผู้ใช้ อำนาจผู้ปกครอง แต่เป็นผู้มีความรับผิดชอบ (responsibility) ต่อครอบครัว และบทบาทที่มีต่อบุตรผู้เยาว์ควร เป็นอย่างไร เมื่อตกลงกันได้จึงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ สำหรับการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวตาม พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ได้รับแนวคิด มาจากศาลครอบครัวประเทศออสเตรเลีย แต่ไม่มีการแยกเหมือนของประเทศออสเตรเลียที่การไกล่เกลี่ย เกี่ยวกับทรัพย์สินให้นิติกรดำเนินการ ส่วนที่เกี่ยวกับผู้เยาว์ให้นักสังคมสงเคราะห์ดำเนินการ แต่ก็ควรให้ นักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์เข้ามามีบทบาทในการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวด้วย จึงมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ที่สำคัญยิ่งต่อแนวทางของการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวที่ ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ดังนี้ (1) ให้ความสำคัญต่อบทบาทการมีส่วนร่วมของนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ (2) ส่งเสริมและพัฒนาความรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพแก่บุคลากร ผู้ประนีประนอม ผู้ไกล่เกลี่ย (3) มีวิธีการติดตามการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยเฉพาะคดี ที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย โดยทำในฐานะของผู้ให้คำปรึกษา (counseling) เพื่อให้ศาลทำงานกับครอบครัวต่อไป (4) ในการไกล่เกลี่ย ผู้ไกล่เกลี่ยควรเน้นบริบทเกี่ยวกับสิทธิและความรับผิดชอบ ของคู่ความที่ทำหน้าที่เป็นบิดามารดาที่มีต่อบุตร นายเผดิม เพ็ชรกูล รองประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ นายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล ข้าราชการบำนาญ อดีตประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6


110 2) แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ตามหลักการที่ “การไกล่เกลี่ยที่มีเจตนาของการสงวนและคุ้มครองสวัสดิภาพ ของการสมรส” การไกล่เกลี่ยที่มีเจตนาของการสงวนและคุ้มครองสวัสดิภาพของการสมรส ตามมาตรา 146 นั้น เมื่อคู่สมรสตัดสินใจฟ้องหย่ากัน โดยอ้างเหตุการหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ไกล่เกลี่ยจำเป็นต้องคัดกรองความต้องการซึ่งเป็นสาเหตุของการหย่าที่แท้จริง เช่น เกิดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีชู้ หรือมีคนรักใหม่หรือไม่ หรือมีพฤติกรรมอื่น ๆ หรืออาจเกิดจากความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งระยะเวลาที่อยู่ร่วมกัน นาน ๆ สถิติของความรุนแรงในครอบครัวจะเพิ่มขึ้น หรือมีกิจกรรมในครอบครัว บางประเภทที่ทำร่วมกันแล้วสร้าง ความขัดแย้ง ความแตกต่างด้านอายุ รวมทั้งการอยู่เป็นสมาชิกครอบครัวแบบจำใจเพราะไม่ต้องการให้สูญเสีย หน้าตาทางสังคม เหล่านี้ล้วนส่งผลให้เกิดความเครียดในครอบครัว ทำให้ผู้เยาว์ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง ทางอ้อม ดังที่ทฤษฎี Cycle of Violence ได้กล่าวถึงความรุนแรงในครอบครัว มี 3 ขั้นตอน ดังนี้ (1) ขั้นที่ 1 ระยะก่อตัวความเครียด ความรุนแรง ในขั้นนี้อาจเกิดจากความ ระหองระแหงกัน นาน ๆ จะมีเรื่องการถกเถียงกันเกิดขึ้น (2) ขั้นที่ 2 ระยะการกระทำความรุนแรงที่ฉับพลัน เกิดจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด โดยเฉพาะฝ่ายหญิงไม่สามารถที่จะอดทนต่อไปได้ จะแสดงการต่อสู้ มีวิธีการตอบโต้ด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่ฝ่ายชาย จะเริ่มรู้สึกผิดและรู้สึกอ่อนลงจะเข้าสู่ระยะที่ 3 (3) ขั้นที่ 3 ระยะช่วงแรกเริ่ม (ก่อนมีปัญหา) เป็นช่วงเวลาของจะกลับมาดีกัน เหมือนเดิม ฝ่ายหญิงอาจจะใช้วิธีขู่ว่าจะไปร้องเรียน จะไปแจ้งความ ทำให้ฝ่ายชายจะกลับมาเหมือนเดิม และ อีกสักระยะหนึ่งจะเริ่มก่อตัวใหม่เป็นวงจรแบบนี้ สุดท้ายฝ่ายหญิงลุกขึ้นมาต่อสู้ เกิดความเครียดสะสม เป็นต้น ด้วยเหตุดังที่กล่าวมาข้างต้น การไกล่เกลี่ยที่มีเจตนาของการสงวนและคุ้มครอง สวัสดิภาพของการสมรส อาจจะไม่ประสบความสำเร็จถ้าไม่รู้ถึงเบื้องหลังสาเหตุที่แท้จริง แต่จะมีวิธีการอย่างไร โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีผู้เยาว์ (พัฒนาการของเด็กระยะ 1 ถึง 3 ขวบ มีความสำคัญยิ่ง ถ้าเด็กอยู่ในครอบครัว ที่ใช้ความรุนแรง เด็กจะซึมซับพฤติกรรมความรุนแรงโดยไม่รู้ตัวและอาจมีพัฒนาตามช่วงวัย ไม่เหมาะสม นอกจากนี้เด็กที่เติบโตจากครอบครัวที่มีการใช้ความรุนแรง ถ้าเป็นผู้ชายที่เคยชินกับพฤติกรรมของพ่อที่ตบตีแม่ ก็จะมองการใช้กำลังต่อภริยาเป็นเรื่องเล็กหรือเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเป็นผู้หญิงเมื่อโตขึ้นอาจมีความรู้สึกเกลียด ผู้ชายส่งผลให้ไม่ต้องการแต่งงานมีครอบครัว เป็นต้น) มีผลงานวิจัย พบว่า การประสบความสำเร็จในการไกล่เกลี่ย คดีหย่าส่วนใหญ่เกิดจากความสมัครใจ แต่ในกรณีมีเหตุผลและความจำเป็นต้องหย่ากัน ขอให้คิดอย่างรอบคอบ ต้องคำนึงว่าจะส่งผลกระทบต่อคู่สมรสหรือใครบ้าง อย่างไร โดยเฉพาะหากมีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ดังนั้น ถ้าประสงค์หย่ากันจริง ในการไกล่เกลี่ยให้พิจารณาอย่างน้อย 3 ประเด็น ดังนี้ (1) ต้องเสียหายน้อยที่สุด (2) ต้องเกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย (3) ต้องคำนึงถึงสวัสดิภาพและอนาคตของผู้เยาว์เป็นสำคัญ


111 การไกล่เกลี่ยเพื่อการสงวนรักษาสถานภาพการสมรสตามมาตรา 146 ต้องคัดกรอง ถ้าทั้งสองฝ่ายมีแนวโน้มมีความเข้าใจและสามารถอยู่ร่วมกันได้ก็รักษาสถานภาพการสมรสไว้ ด้วยเหตุผล 3 ประการ ดังนี้ (1) การสมรสเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่มีบุคคลที่เกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย กล่าวคือ คู่สมรส บุตร และญาติพี่น้อง (2) การสมรสเป็นการลงทุนชีวิตด้านจิตใจ ร่างกาย อารมณ์ความรู้สึกของ ทั้งสองฝ่ายที่จะเข้ามาหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน ในการลงทุนด้านเวลาของครอบครัว (3) เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ท้ายที่สุด ในเรื่องการไกล่เกลี่ย เมื่อผู้ประนีประนอมได้รับการอบรมฝึกฝนที่ดีจะมี โอกาสไกล่เกลี่ยได้ประสบความสำเร็จ กรณีคู่ความมีบุตรด้วยกันควรให้ความสำคัญเรื่องบุตรเป็นอันดับ แรก แต่หากผู้ประนีประนอมขาดทักษะในการพูด หรือไม่มีการใช้หลักจิตวิทยาที่เหมาะสม รวมทั้งกรณีมีญาติ หรือทนายความที่คู่ความเชื่อฟังมากเกินไป ก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้การไกล่เกลี่ยไม่ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน นายสุริยนตร์ โสตถิทัต ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปัณณธร หอมบุญมา อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เพ็ชรัตน์ ไสยสมบัติ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 3) แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ตามหลักการ “การไกล่เกลี่ยเพื่อให้คู่ความมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน” การส่งเสริมและพัฒนา “การไกล่เกลี่ยเพื่อให้คู่ความมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน” เป็นเรื่องจำเป็นและมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะความผูกพันในฐานะพ่อและแม่ที่มีต่อบุตร การทำงาน ในศาลเยาวชนและครอบครัวในยุคสมัยใหม่นักจิตวิทยามีความสำคัญมาก และในแง่ของนักจิตวิทยา เมื่อกล่าวถึงกระบวนการไกล่เกลี่ยต้องพิจารณา 3 ประเด็น ดังนี้ (1) สาเหตุหลัก ที่คู่ความขัดแย้งกัน เขาขัดแย้งกันเรื่องอะไร (2) สาเหตุรอง ที่เป็นปัญหาเดิมที่เกิดขึ้นมานานแล้วมีปัญหาเดิม ๆ อะไรบ้าง ที่ไม่สามารถจะทนต่อไปได้อีกแล้ว จึงนำไปสู่การขัดแย้งกัน (3) เป้าหมายที่แท้จริง ที่ทั้งสองฝ่ายต้องการ กระบวนการเหล่านี้ ต้องใช้เวลาในการค้นหา ให้คู่ความเข้าใจตัวเองผ่านการ ให้คำปรึกษา โดยอาจส่งเข้าปรึกษาในคลินิกคลายเครียด หรือคลินิกทางจิตวิทยา เนื่องจากหากให้คู่ความไป บำบัดทางจิตส่วนมากจะต่อต้าน และมองว่าคู่ความไม่ได้ป่วยทางจิตไม่จำเป็นต้องไปหาจิตแพทย์หรือบำบัดรักษา แต่หากให้ไปคลินิกคลายเครียดอาจจะทำให้มุมมองในการพบนักจิตวิทยาดูผ่อนคลายหรือเบาลง แล้วแต่ว่าเขาจะ


112 พบหมอหรือพบนักจิตวิทยา การให้คำปรึกษาหรือการหาข้อมูลอาจต้องมีการพูดคุยปรึกษากัน 1 ครั้ง หรือหลาย ครั้ง เพื่อเป็นการคัดกรองว่าคู่ความมีปัญหาที่แท้จริงคืออะไร และต้องการให้ศาลช่วยอะไร เมื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ได้ก็จะสามารถช่วยคู่ความได้ถูกประเด็นตามที่ต้องการ ดังนั้น การมีคลินิกคลายเครียดในคดีครอบครัว และให้ คำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวจึงเป็นประโยชน์ต่อการไกล่เกลี่ยอย่างมาก แต่การที่เราจะให้คำปรึกษา หรือใช้จิตวิทยาในการไกล่เกลี่ย นักจิตวิทยาต้องใช้เวลาในการพูดคุย สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ซึ่งการ ให้คำปรึกษาคดีครอบครัวอาจต้องใช้เวลามาก เช่น ครั้งแรกพบฝ่ายสามีอาจต้องใช้เวลา 1 ชั่วโมง ภริยา 1 ชั่วโมง และลูกอีก 1 ชั่วโมง เพื่อสร้างสัมพันธภาพให้เกิดความไว้วางใจและให้ได้ข้อมูลที่แท้จริงมากที่สุด ในการเข้ารับ คำปรึกษา คู่ความอาจได้รับการให้คำปรึกษาแนะนำถึงความเป็นสามีภริยาและจบลงได้ด้วยการตกลงหย่า แต่ความเป็นพ่อเป็นแม่ไม่มีวันจบจะผูกพันไปทั้งชีวิตจนกว่าลูกจะโต การอบรมเลี้ยงดูบุตรเป็นสิ่งสำคัญ ฉะนั้น ต้องแนะนำให้คู่ความทั้งสองฝ่ายเห็นว่าแม้ความรักในฐานะสามีภริยาหมดไปแล้วแต่ความรักความผูกพันต่อ บุตรจะคงอยู่ตลอดไป และนักจิตวิทยาจะช่วยแนะนำให้เห็นว่าวิธีการปฏิบัติตนและความสัมพันธ์ที่มีต่อบุตร เป็นเรื่องสำคัญ ต้องการให้ลูกเป็นแบบไหนขึ้นอยู่กับการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ ทั้งนี้เพื่อให้คู่ความมีความสัมพันธ์ ที่ดีต่อกัน ตามตัวอย่าง ดังนี้ ตัวอย่างที่ 1 “ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรีมีนักจิตวิทยาจัดโครงการบำบัดให้พ่อเเม่ มีแนวทางในการอบรมเลี้ยงดูลูก ไม่ตำหนิสิ่งที่ผ่านมาว่าแบบไหนผิด เนื่องจากแต่ละคนมีแนวทางในการเลี้ยงลูก ที่แตกต่างกัน แต่ถ้าต้องการให้นักจิตวิทยาช่วย ต้องการให้ศาลเยาวชนและครอบครัวช่วยให้ลูกของพ่อแม่เติบโต เป็นเด็กดี มีอนาคตที่ดีเป็นความหวังเป็นที่พึ่งของพ่อแม่ต่อไป นักจิตวิทยาก็จะช่วยออกแบบโครงการบำบัด เพื่อสร้างความสัมพันธ์ของพ่อแม่ สุดท้ายจะส่งผลถึงลูกหรือถ้าต้องไปพบจิตแพทย์ ศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดนนทบุรีมีการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับโรงพยาบาลศรีธัญญา สามารถส่งต่อคู่ความไปพบแพทย์ ศาลดูแลให้จนมั่นใจว่าเมื่อเข้ามาสู่ศาล ศาลจะเป็นที่พึ่งของประชาชน และเราก็ทำหน้าที่นั้นอย่างครบถ้วนสมบูรณ์” ตัวอย่างที่ 2 “ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง มีโรงพยาบาลตุลาการ เป็น one stop service เวลาที่มีปัญหาเช่น เด็กที่กระทำผิดมีอาการจิตเวชรุนแรงหรือสามีภรรยามีอาการทางจิตเวชสามารถส่งพบ จิตแพทย์ได้เลย หรือเมื่อประเมินเสร็จถ้ามีความจำเป็นต้องรับการรักษาทางจิตเวชหรือยาเสพติดต่อไปก็ทำเรื่อง ส่งต่อให้ แต่กรณีที่เป็นศาลเยาวชนและครอบครัวต่างจังหวัดอาจจะไม่ได้มีระบบรองรับแบบนี้ทำให้ต้องมีการส่ง ต่อไปโรงพยาบาลประจำจังหวัด ซึ่งบางครั้งอาจไม่ทันการณ์จากที่เขากำลังเดือดดาลหรือกำลังโมโห กว่าจะส่ง ต่อไปก็เกิดการทะเลาะกันเสร็จแล้วช่วยเหลือไม่ทัน” นางรุ่งฤดี ห่อนาค ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี ดร. สุภาภรณ์ ทองนิ่ม นักจิตวิทยาชำนาญการพิเศษ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง


113 4.2.1.2 ด้านปัจจัยนำเข้า 1) แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียโดย “คู่ความ นิติกร/เจ้าหน้าที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาท ของศาล ครอบครัว/คนใกล้ชิดของคู่ความ (หากมี) และทนายความ มีบทบาทต่อการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัว ที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย” การไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวของศาลเยาวชนและครอบครัวผู้ที่เกี่ยวข้องมีความสำคัญ ตามบทบาทหน้าที่ที่แตกต่างกัน อันมีคู่ความ นิติกร/เจ้าหน้าที่ศูนย์ไกล่เกลี่ยและประนอมข้อพิพาทของศาล ครอบครัว/คนใกล้ชิดของคู่ความ และทนายความ นอกจากนี้ยังต้องประกอบด้วย ผู้พิพากษาผู้พิพากษาสมทบ และสถานพินิจ ผู้ประนีประนอม ก่อนการปฏิบัติหน้าที่จะต้องผ่านการอบรมพัฒนาศักยภาพ ให้มีความรู้ความสามารถและเข้าใจเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวฯ ผู้ประนีประนอม ต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่เป็นผู้วินิจฉัยคดีให้แก่คู่ความ ต้องแนะนำถึงข้อดีให้คู่ความเข้าใจและยอมรับกระบวนการ ไกล่เกลี่ย แม้คู่ความไม่ประสงค์จะไกล่เกลี่ย แต่กฎหมายให้ศาลต้องตั้งผู้ประนีประนอมเพื่อนำความรู้จากการ อบรมไปอธิบายให้คู่ความเข้าใจว่าครอบครัวเป็นสถาบันที่สำคัญและมีผลกระทบกับผู้เยาว์มาก หากครอบครัว ไม่สมบูรณ์อาจส่งผลให้สูญเสียผู้เยาว์ซึ่งเป็นบุคลากรที่สำคัญ โดยผู้เยาว์อาจกระทำความผิดอาญากลับมาศาล ในฐานะเป็นจำเลยได้ ผู้ประนีประนอมจะต้องแยกปัญหาให้ออกว่าข้อพิพาทระหว่างสามีภริยาเป็นปัญหา ด้านความสัมพันธ์หรือปัญหาด้านทรัพย์สิน บางครั้งเมื่อความสัมพันธ์พัฒนาดีขึ้น ทุกคนจะแสดงส่วนดีออกมา นำไปสู่ข้อเสนอในการไกล่เกลี่ยที่ดี โดยเฉพาะเมื่อคู่ความเห็นถึงความสำคัญของผู้เยาว์ก็จะเสนอแนวทาง ในการไกล่เกลี่ยเพื่อแก้ปัญหา ผู้ประนีประนอมต้องหาข้อเท็จจริงจากสำนวนคดี เอกสารในสำนวนที่มาจาก หน่วยงานอื่นเช่น รายงานข้อเท็จจริงของสถานพินิจฯ มีความสำคัญ และอาจให้นักจิตวิทยาประเมินด้วยว่า แท้จริงแล้ว ผู้เยาว์รู้สึกมีความสุขกับการอยู่กับใครเพราะสถานการณ์แต่ละคนไม่เหมือนกัน บางครั้งอาจจะ ต้องการอยู่กับฝ่ายแม่เพราะพ่อทิ้งไป หรืออยู่กับฝ่ายพ่อเพราะแม่ไปมีครอบครัวใหม่ หรืออาจจะอยู่กับน้า ตายาย เนื่องจากพ่อแม่ไม่สนใจ เป็นต้น ดังนั้น ผู้ประนีประนอมต้องแสดงให้เห็นว่า ผู้เยาว์มีความสำคัญเพียงใด เพราะหลักการของศาลเยาวชนและครอบครัว “จะคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์เป็นสำคัญ” บทบาทของนิติกรต้องช่วยสนับสนุนผู้ประนีประนอมและไม่ควรทำสัญญา ประนีประนอมยอมความที่สร้างปัญหากลับมาใหม่ คดีใดมีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย นิติกรต้องรู้ว่าจะคุยเรื่อง อะไรบ้าง เรื่องหย่า อำนาจปกครอง ผู้เยาว์ต้องมีการเปลี่ยนแปลงถิ่นที่อยู่ เรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียน ค่าเบี้ยประกัน ค่าเรียนพิเศษ จะตกลงรับผิดชอบกันอย่างไร หากมีทรัพย์สินจะโอนให้ใคร จะแบ่ง กันอย่างไรหรือยกให้ผู้เยาว์ทั้งหมด ค่าเลี้ยงชีพของคู่สมรสอีกฝ่ายที่ยากจนลง หรือประสงค์เรียกค่าทดแทน เรื่องหนี้สินเก่าที่ค้างชำระก่อนฟ้องมาคุยว่าจะเรียกจากอีกฝ่ายหรือไม่ หรือจะช่วยกันชำระหรือผ่อนอย่างไร แล้วแต่การออกแบบในแต่ละเหตุการณ์แต่ละคู่ความ


114 บุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เวลาคู่ความมาไกล่เกลี่ยไม่ได้มาคนเดียว จะพา พี่สาว น้องสาว ลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย มาด้วย บางครั้งคู่ความไม่คุยกัน แต่สนใจคุยกับบุคคลอื่น ผู้ประนีประนอมต้องสามารถสร้างความสัมพันธ์ขึ้นมาให้ได้ เช่น ขอเชิญทนายความอยู่กับคุณพ่อก่อน เชิญคุณยาย กับคุณย่านั่งอยู่ด้วยกันแล้วคุยกับคุณแม่ของเด็ก เวลาผ่านไประยะหนึ่งอาจสามารถพูดคุยกันได้ด้วยดี ถ้าเราเจอจุดที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีงาม ก็สามารถฟื้นฟูความสัมพันธ์และตกลงกันได้ ในส่วนของทนายความ ปัจจุบันคดีที่มาถึงทนายความจะเป็นกรณีของคู่ความ ที่ไม่เข้าใจเรื่องกฎหมาย ถ้าคนเข้าใจเรื่องกฎหมายจะหย่ากันโดยความสมัครใจได้ ส่วนที่ไม่รู้กฎหมาย ทนายความ จะมีบทบาทในการสร้างความเข้าใจด้านกฎหมายให้แก่คู่ความ เช่น กรณีสามีไปเชิดชูผู้หญิงอื่น หากมีบุตร ด้วยกันไม่ยอมจ่ายค่าอุปการะเลี้ยงดู ทอดทิ้งบุตรและต้องนำคดีมาสู่ศาล แล้วผลทางกฎหมายจะเป็นเช่นไร ทนายความจะช่วยชี้ให้เห็นว่าสุดท้ายหากไม่ยุติข้อพิพาทผลกระทบจะอยู่กับผู้เยาว์ ทนายความจะแนะนำให้ เห็นข้อดีของกระบวนการไกล่เกลี่ยที่ไม่ต้องมีการต่อสู้คดี ไม่ต้องสืบพยานหาข้อเท็จจริงว่าใครเป็นฝ่ายผิด ฝ่ายถูก ในกระบวนการไกล่เกลี่ยทุกฝ่ายมีส่วนสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นคู่ความ ผู้ประนีประนอม ผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสมทบ และทนายความของทั้งสองฝ่ายซึ่งต้องทำงานสัมพันธ์กัน เพื่อช่วยให้สามารถเจรจาตกลงกันได้ ดร.คุณานนต์ นงนุช ประธานสภาทนายความจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายสานิตย์ อ๋องธรรมวงศ์ นิติกรปฏิบัติการ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง 2) แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย โดยส่งเสริมและพัฒนาให้“คู่ความสนใจและเห็นถึงความสำคัญของการ ไกล่เกลี่ยเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน” จากแนวความคิดตามหลักการ “คู่ความสนใจและเห็นถึงความสำคัญของการ ไกล่เกลี่ยเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน” ต้องให้คู่ความเห็นถึงความสำคัญของกระบวนการไกล่เกลี่ยและมีความเชื่อว่าการ ไกล่เกลี่ยเป็นหนทางที่จะนำไปสู่ความยุติธรรมที่เป็นความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย และถือเป็นหัวใจสำคัญของ การลดการใช้กระบวนการยุติธรรมหลัก ทำให้ปริมาณคดีลดลง นอกจากนี้ยังช่วยลดปัญหาความขัดแย้ง สร้างความสมานฉันท์ ทำให้เกิดความปกติของสังคม ด้วยเหตุนี้การระงับข้อพิพาทหรือปัญหาความขัดแย้งที่ คู่ความมีปัญหากันมาเป็นระยะเวลายาวนาน โดยใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยและหาข้อตกลงร่วมกันได้นั้น ต้องให้ คู่ความพิจารณาถึงแนวทางในการแก้ปัญหาว่า เป็นไปในทิศทางใดได้บ้าง เพื่อคลี่คลายปัญหาทุกอย่างให้เป็นไป ในทิศทางที่ดีขึ้นและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เยาว์ โดยให้ทั้งคู่ลดความรู้สึกหวาดระแวงไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน ผู้ประนีประนอมต้องเป็นคนกลางที่จะดำเนินการให้คู่ความได้ร่วมกันหาทางออกที่จะเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม และเกิดความพึงพอใจทั้งสองฝ่าย ดังนั้น ควรมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์รวมถึงส่งเสริมและสนับสนุนให้


115 คู่ความเห็นถึงความสำคัญของการไกล่เกลี่ยในหลายช่องทาง และส่งเสริมให้ผู้ประนีประนอมได้รับการพัฒนา ด้านความรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีศักยภาพมากยิ่งขึ้นทำให้การไกล่เกลี่ยประสบความสำเร็จได้ด้วยดี ในส่วนของสถานพินิจฯ เดิมมีบทบาทเป็นผู้ไกล่เกลี่ยด้วย คดีครอบครัวที่เข้าสู่ สถานพินิจฯ โดยเฉพาะคดีหย่า การไกล่เกลี่ยไม่ใช่เพื่อต้องการให้คู่ความกลับมาใช้ชีวิตอยู่กินร่วมกัน แต่เป็นการ ไกล่เกลี่ยเพื่อที่จะให้คู่ความจูงมือกันไปขอหย่าที่อำเภอ เนื่องจากไม่ต้องการเห็นแววตาของเด็ก ที่ต้องมานั่งอยู่ ต่อหน้ากันในขณะพ่อแม่พาลูกไปศาล แล้วศาลจะต้องถามว่าลูกจะอยู่กับใครหรืออยู่กับใครดีกว่า ซึ่งเป็น คำถามที่มักจะถามเด็ก ๆ อยู่เสมอ เพราะฉะนั้น ในการที่สถานพินิจฯ เป็นต้นทาง หลายครั้งการไกล่เกลี่ยจบ กันด้วยดี จูงมือกันไปหย่าเรียบร้อยโดยที่ไม่ต้องขึ้นศาล สถานพินิจฯ ไม่ต้องทำรายงานข้อเท็จจริง ไม่ต้องเสนอ ความเห็นที่จะต้องมานั่งชี้ให้เห็นว่าลูกจะต้องอยู่กับคนนี้ พ่อไม่ดีอย่างไร แม่ไม่ดีอย่างไร ถ้าจะให้จบกันแบบที่ ไม่มีความสุข แววตาของลูกที่ไม่มีความสุขจะติดฝังใจอยู่ตลอดไป หลังจากไกล่เกลี่ยและพ่อแม่ได้หย่ากันไปแล้ว บางครั้งสถานพินิจฯ ก็ตั้งคำถามเหมือนกันว่า เด็กเหล่านั้นมีการไปกระทำความผิดอาญาและกลับมาที่สถาน พินิจฯ อีกหรือไม่ ปริมาณคดีอาญาที่เด็กและเยาวชนกระทำความผิดจะเพิ่มขึ้นจากผลที่ประนีประนอมสำเร็จ หรือจากคดีครอบครัวที่หย่าร้างกันหรือไม่ สถานพินิจฯ จึงเห็นด้วยที่จะส่งเสริมให้มีการพัฒนาการไกล่เกลี่ยต่อไป ดร. สุกัญญา ทิพหา ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางวิภาภรณ์ อังศุยานนท์ ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 3) แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย โดยส่งเสริมและพัฒนาการให้มี “การบริการในการจัดห้อง/มุมพักผ่อนให้แก่ ผู้เยาว์ที่มากับคู่ความ มีความจำเป็นและสำคัญอย่างไร” การไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวของศาลเยาวชนและครอบครัว ในส่วนของ “การบริการ ในการจัดห้อง/มุมพักผ่อนให้แก่ผู้เยาว์ที่มากับคู่ความ” เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่ง ในการ เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมที่อบอุ่น คู่ความรู้สึกปลอดภัยและไม่กังวลใจ เกิดความไว้วางใจที่จะพูดคุย เจรจาได้อย่างเปิดใจเมื่อเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย อันช่วยให้กระบวนการไกล่เกลี่ยมีประสิทธิภาพ บรรลุ เป้าหมายไปสู่ความสำเร็จ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เห็นความสำคัญของ “การบริการ จัดห้อง/มุมพักผ่อนให้แก่ผู้เยาว์ที่มากับคู่ความ” เพราะพิจารณาว่า ภายในห้องไกล่เกลี่ยที่ผู้ประนีประนอม กำลังทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยนั้นอาจมีประเด็นการพูดคุยที่ละเอียดอ่อนซึ่งผู้เยาว์ไม่ควรอยู่ร่วมรับฟัง เว้นแต่ มีบางครั้งที่ผู้ประนีประนอมจำเป็นที่จะขอพูดคุยกับผู้เยาว์บ้าง ซึ่งผู้เยาว์ที่มาด้วยมีทั้งเด็กเล็ก เด็กระดับ ปฐมวัยและเด็กที่เข้าสู่วัยรุ่น บางครั้งมีพ่อแม่ผู้ปกครอง ปู่ย่าตายาย พี่ป้าน้าอา เข้าไปในห้องไกล่เกลี่ยด้วย เพื่อดูแลผู้เยาว์ที่เป็นเด็กเล็ก ทั้งที่บุคคลเหล่านี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีโดยตรง ดังนั้น การที่ศาลมีบริการ


116 ในเรื่องของมุมพักผ่อน หรือการจัดห้องด้วยความประสงค์ที่จะให้การบริการที่ดีแม้สถานที่จะมีอย่างจำกัด ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างบรรยากาศให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย และช่วยสร้างสัมพันธภาพของการเข้าสู่ กระบวนการให้คำปรึกษา เป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์และบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องมีจุดนั่งรอเป็นสัดส่วน นอกจากนี้นิติกร ซึ่งไม่ได้อยู่ในห้องไกล่เกลี่ยด้วยตลอด ยังได้มีโอกาสพูดคุยหรือสังเกตพฤติกรรมของผู้เยาว์หรือผู้ปกครอง รวมทั้งนักจิตวิทยาที่เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการไกล่เกลี่ยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวฯ มาตรา 148 วรรคสอง ยังสามารถใช้สถานที่ดังกล่าวสังเกตอิริยาบถของผู้เยาว์ โดยผู้เยาว์ไม่รู้สึกว่าถูกจับตามอง อีกด้วย ดังนั้น จุดพักรอมีความจำเป็นในมุมมองของผู้ปฏิบัติงานสำหรับเด็กและเยาวชน ถือเป็นการช่วยส่งเสริมให้กระบวนการไกล่เกลี่ยประสบความสำเร็จ ช่วยลดความกังวลของพ่อแม่ไม่ต้องห่วง บุตรหลานในระหว่างการไกล่เกลี่ย ทั้งนี้ การให้บริการจุดพักรอต้องมีความเหมาะสมตามช่วงวัยของเด็ก สำหรับเด็กเล็กก็ควรมีเครื่องเล่นหลายชนิด มีสีสันที่น่าสนใจและเหมาะสมกับวัย เช่น มีมุมตุ๊กตา มุมอ่าน หนังสือ หรือวาดรูป เป็นต้น นางสาวณัฏฐภาณี หลีเกษม นิติกรชำนาญการพิเศษ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางพรทิภา หัสดี นักจิตวิทยาชำนาญการ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 4.2.1.3 ด้านกระบวนการ 1) แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย โดยส่งเสริมและพัฒนา “กระบวนการไกลเกลี่ยของศาล และบทบาท ผู้ประนีประนอมในคดีครอบครัว” “ด้านกระบวนการ” ถือเป็นหัวใจของผลิตผลการไกล่เกลี่ยที่จะออกไป ถ้ากระบวนการดีผลลัพธ์คือความสำเร็จ แกนหลักของกระบวนการไกล่เกลี่ย คือ ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวต้องเป็นผู้มีทัศนคติที่ดี มีความรู้รอบด้าน ไม่จำเป็นต้องเป็นนักกฎหมาย แต่ต้อง สามารถเป็นกรรมการควบคุมกระบวนการไกล่เกลี่ย ให้ใบเหลือง ใบแดงได้ แต่ไม่ใช้อำนาจนิยม สำหรับในส่วน ของการพัฒนาเพิ่มศักยภาพผู้ประนีประนอมมี 3 ส่วนที่สำคัญ ดังนี้ (1) หลักสูตรที่ผู้ประนีประนอมควรพัฒนาอย่างน้อย 3 ด้าน ประกอบด้วย ด้านทัศนคติ (Attitude) ด้านความรู้ (Knowledge) และด้านทักษะ (Skill) ขึ้นกับว่าต้องการเน้นอะไรเป็นสำคัญ (2) มีการฝึกปฏิบัติจริง ในสถานการณ์ที่มีการจำลองขึ้น (3) เน้นเทคนิคการไกล่เกลี่ย ตัวอย่างเช่น ก. การสื่อสารแบบ OARS Open-ended questioning การตั้งคำถามปลายเปิด


117 Affirmation การมีสิ่งใดชื่นชมจูงใจ หรือการใช้คำพูดเชิงบวกกับ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และผู้ประนีประนอมต้องไม่มีทัศนคติว่าคู่ความทั้งสองฝ่ายที่มาศาลไม่ดี ทำไมจึงทะเลาะกัน ผู้ประนีประนอมต้องมีหลักความคิดว่าเราเหมือนเป็นหมอต้องช่วยเขาหาทางออกให้ได้ ก็จะสัมพันธ์กับที่กล่าวไว้ ข้างต้นว่า ผู้ประนีประนอมควรมีการพัฒนา attitude, knowledge, และ skill เป็นสำคัญ Reflective listening การพูดสะท้อนหลังจากที่เราชื่นชมเขา ถ้า ผู้ฟัง ฟังอย่างตั้งใจจริง ผู้ฟังต้องจับประเด็นที่เขาพูด และสามารถสะท้อนคำพูดของเขาได้ Summarization คือ การที่ผู้ประนีประนอมสามารถสรุปคู่ความได้ เทคนิคแรกนี้สามารถจะเพิ่มประสิทธิภาพได้โดยการเป็นผู้รับฟัง คู่ความที่ทะเลาะกันต้องการให้มีคนฟัง ต้องการระบาย ต้องการจะบอกใครสักคนว่าตนเองมีปัญหา การเป็นผู้ฟังที่ดี โดยใช้หลัก OARSใช้ได้กับทั้งผู้พิพากษาสมทบ ผู้ประสานการประชุม และผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว ข. การสื่อสารอย่างสันติ (Non-violence Communication) ตามแนวความคิดของ Marshall B. Rosenberg ชาวอเมริกัน เชื้อสายยิว จบปริญญาเอกด้านจิตวิทยาคลินิกและศึกษาหลักการไกล่เกลี่ยและศึกษาหลักศาสนาต่าง ๆ ทั่วโลก จนมาสรุปตรงหลักการสื่อสารอย่างสันติ โดยมีหลัก OFNR ซึ่ง O คือ การสังเกต (Observe) สังเกตทั้งวัจนภาษา และอวัจนภาษา สังเกตกิริยาท่าทางต่าง ๆ ซึ่งผู้ประนีประนอมควรมีทักษะด้านนี้ ส่วน F คือความรู้สึก (Feelings) มนุษย์ทุกคนมีความรู้สึก ถ้าคนกลางหรือผู้ประนีประนอมสามารถเดาความรู้สึก ณ เวลานั้น ของคู่ความได้ ก็สามารถเดาได้ว่าคู่ความมีความต้องการสิ่งใด สำหรับ N คือ (Needs) คือความต้องการ การค้นหา ประโยชน์หรือความต้องการที่แท้จริงของแต่ละคนคืออะไร ส่วน R คือการร้องขอ (Request) ถ้ารู้ว่าคู่ความ ต้องการสิ่งใด เราต้องช่วยหาทางออกว่าสิ่งที่เขาต้องการเขาสามารถขอร้องกันได้หรือไม่ การสื่อสารอย่างสันติจะทำให้กระบวนการไกล่เกลี่ยเกิดความเข้าใจ ต่างฝ่ายต่างมองกันด้วยความเข้าอกเข้าใจเห็นอกเห็นใจ ไม่ใช่เพียงแค่ความสงสารธรรมดา และต้องมีเป้าหมาย อยู่ที่ประโยชน์ของผู้เยาว์ ค. การสร้าง Ground Rule ผู้ประนีประนอมควรจะวางกฎพื้นฐานนี้ไว้ตั้งแต่ตอนเริ่มต้นการ ไกล่เกลี่ยว่า เมื่อถึงทางตันขออนุญาตเสนอทางออกได้หรือไม่ ซึ่งถ้าคู่ความตกลง เมื่อมาถึงจุดที่ต้องการใช้การ ร้องขอ (Request) ก็จะไปตามที่เราได้วางกฎตั้งแต่แรกในฐานะที่เราเป็นคนควบคุม และเราได้ให้อำนาจกับ คู่ความในการช่วยกันหากทางออกก่อน แต่เมื่อถึงจุดที่เป็นทางตัน ท่านผู้ประนีประนอมก็จะขออนุญาตเสนอ ทางออก ซึ่งควรเก็บไว้เสนอเป็นทางออกตอนท้าย หากผู้ประนีประนอมเสนอทางออกแต่แรกอาจถูกมองว่า ไม่เป็นกลาง เป็นการเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง นอกจากนี้ ผู้ประนีประนอมสามารถนำหลักการของกระบวนการ ยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาบูรณาการปรับใช้ในคดีครอบครัว โดยเฉพาะคดีครอบครัวที่มีผลกระทบถึงผู้เยาว์โดยตรง ถ้าฝ่ายใดกระทำความผิดเมื่อมีการสำนึก ยอมรับสิ่งที่กระทำ มีการปรับปรุงแก้ไขพฤติกรรมใหม่ แล้วต่างฝ่าย


118 ต่างให้โอกาสซึ่งกันและกัน ถ้าไม่มีมือที่สาม อาจจะกลับมาคืนดีก็ได้เพราะเห็นแก่ลูก ดังนั้น เมื่อมีโอกาสได้ พูดคุยได้รับฟังจะเข้าใจกันมากขึ้น สำหรับในส่วนของทักษะ (skill) ของผู้ประนีประนอมที่ควรพัฒนา ได้แก่ ทักษะการฟัง ทักษะการฟังที่ดีมีความสำคัญมากกว่าทักษะการพูด ผู้ประนีประนอมต้องเป็นนักฟังที่ดี มีคุณภาพ สามารถค้นหาปัญหาได้อย่างแท้จริง ทักษะการถาม ต้องถามอย่างมีเป้าหมาย เมื่อถามแล้วคู่ความ ไม่มีอะไรจะพูดอีกต่อไป สุดท้ายแล้วเราค่อยเสนอความคิดเห็น กรณีตัวอย่างทักษะการถาม ดังนี้ ตัวอย่าง “ในกรณีคดีหย่า ถ้าเราจะถามเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงว่า คู่สมรส มีปัญหาคืออะไร ฝ่ายผู้หญิงอาจจะบอกว่าฝ่ายผู้ชายซ้อมเป็นประจำจึงไม่ต้องการอยู่ด้วยกันต่อไป ผู้ไกล่เกลี่ย ก็อาจจะถามต่อไปว่า “ถ้าฝ่ายผู้ชายไม่ซ้อมแล้วจะสามารถอยู่ด้วยกันต่อไปได้ไหม” ฝ่ายผู้หญิงเริ่มคิดได้ว่า นอกจากถูกซ้อมแล้ว ยังไม่เคยส่งเสียค่าอุปการะเลี้ยงดู ผู้ไกล่เกลี่ยจะต้องถามต่อว่า “ถ้าฝ่ายผู้ชายไม่ซ้อมแล้ว ให้เงินค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องการจะอยู่กับฝ่ายผู้ชายต่อไปหรือไม่” ทักษะการถามเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เมื่อตั้งคำถามได้ดี ทำให้ สามารถแก้ปัญหานั้นได้ตรงกับปัญหาที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม หากเกินกว่าจุดที่มีความเป็นไปได้ที่จะเจรจา สำเร็จ (ZOPA: Zone of Possible Agreement) ก็ไม่ควรพูด นอกจากนี้ ผู้ประนีประนอมควรมีความรู้ด้าน จิตวิทยา เพราะทุกวันนี้ทุกคนมีความป่วยทางจิตใจ มีคำพูดอะไรหลายๆ อย่างที่ไม่ควรใช้หรือต้องใช้ด้วยความ ระมัดระวังเมื่อต้องพูดคุยกับผู้เยาว์ เป็นต้น อีกทักษะหนึ่ง คือ การเป็นนักสรุปความที่ดี หมายถึง ต้องค้นหา ความต้องการที่แท้จริงจากอีกฝ่ายหนึ่งให้ครบถ้วนก่อนแล้วจึงจะนำมาสรุป เมื่อผู้ประนีประนอมซึ่งมีบทบาทสำคัญ ในการไกล่เกลี่ย มีทักษะเหล่านี้ย่อมทำให้การไกล่เกลี่ยในคดีครอบครัวมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สำหรับกระบวนการไกล่เกลี่ยของศาล แม้ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วย หลักเกณฑ์วิธีการและการรายงานผลการไกล่เกลี่ยในคดีครอบครัว พ.ศ.2554 และพระราชบัญญัติ ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ไม่ได้กล่าวโดยชัดเจนในเรื่อง ขั้นตอนการไกล่เกลี่ย แต่ในการฝึกอบรมควรให้ความรู้ในเรื่องดังกล่าวแก่ผู้ประนีประนอม ทั้งขั้นตอนก่อนการ ไกล่เกลี่ย ขั้นตอนระหว่างการไกล่เกลี่ย ขั้นตอนหลังการไกล่เกลี่ย และมีความเห็นตรงกับวัตถุประสงค์ของ งานวิจัยครั้งนี้ที่ว่า ควรมีการติดตามผล ซึ่งในส่วนของคดีอาญามีหลักคิดเรื่องการติดตามมีความเป็นสากล แต่ยังไม่ได้นำมาใช้กับคดีครอบครัว หวังว่างานวิจัยนี้จะส่งผลทำให้มีการติดตามในคดีครอบครัวซึ่งเป็น นวัตกรรมใหม่ของคดีครอบครัวต่อไป นายสุริยนตร์ โสตถิทัต ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ดร.พิชชา ใจสมคม อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ


119 2) แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย โดยส่งเสริมและพัฒนาการให้“คู่ความให้ความร่วมมือในการไกล่เกลี่ย และมาศาลตามกำหนดนัด” ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ “คู่ความให้ความร่วมมือในการไกล่เกลี่ยและมาศาลตาม กำหนดนัด” คือ ความต้องการยุติความขัดแย้ง หรือปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวหรือปัญหาที่อาจจะเกิดใน อนาคต ต้องแสดงให้เห็นว่า การไกล่เกลี่ยเป็นการป้องกันความรุนแรงที่จะเกิดตามมา เช่น การใช้ความรุนแรง ในครอบครัว การทำร้ายร่างกาย หรือ เกิดเหตุฆ่ากัน โดยฝ่ายคู่ความทั้งสองฝ่ายต้องสมัครใจ เมื่อคู่ความ ยินยอมเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย ศาลจะแต่งตั้งผู้ประนีประนอมเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือแก้ปัญหา โดยการแนะนำแนวทางต่าง ๆ จะทำให้คู่ความทั้งสองฝ่ายเจรจาหาทางออกโดยมีข้อตกลงร่วมกันให้ผู้เยาว์ ได้ผลกระทบน้อยที่สุดและเกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้เยาว์ ทำให้สามารถบรรลุเป้าหมายของการยุติปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมให้กับทั้งสองฝ่าย ตลอดทั้งการได้รับคำปรึกษา แนะนำจากผู้พิพากษาอธิบายในเรื่อง ของข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจ ส่วนใหญ่ทุกคนพอได้รับคำปรึกษาจากหลาย ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จะมี ความรู้ความเข้าใจในข้อกฎหมาย บางครั้งช่วยยุติปัญหาที่จะเกิดขึ้นและสามารถฟื้นฟูความสัมพันธ์ภายใน ครอบครัวแล้วกลับมาใช้ชีวิตครอบครัวเป็นปกติตามเดิม นี่คือความสำคัญของการไกล่เกลี่ยที่สามารถส่งมอบ ความเป็นธรรมให้ทั้งสองฝ่าย ดร.สุกัญญา ทิพหา ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางสาวนันทพร นิกรประเสริฐ ทนายความ 3) แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ตามหลักการ “นิติกรควรมีการติดตามผลการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความของคู่ความเป็นระยะ ๆ” จากแนวคิดตามหลักการดังกล่าวที่ “นิติกรควรมีการติดตามผลการปฏิบัติ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความของคู่ความเป็นระยะ ๆ” จากการแสดงความคิดเห็นที่สอดคล้องกันโดยให้ มีการติดตามผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความของคู่ความเป็นระยะ ๆ นั้น ไม่ได้หมายความว่า นิติกรต้องเป็นผู้ติดตามเพียงอย่างเดียว ควรจัดตั้งขึ้นมาเป็นองค์คณะหรือจัดตั้งเป็นศูนย์หรืออาจจะมี กระบวนการในการสร้างอะไรบางอย่างที่ “เป็นระบบ” เพื่อความต่อเนื่องของงาน และอาจใช้พวกแอปพลิเคชั่น เข้ามาช่วย เพื่อให้เกิดความสะดวกมากยิ่งขึ้น ซึ่งในระบบการติดตามต้องประกอบด้วยผู้มีความรู้ความสามารถ หลากหลาย เช่น นักจิตวิทยาที่มีทั้งความรู้และประสบการณ์ และนักกฎหมายเพื่อให้ความรู้ในเรื่องของข้อ กฎหมาย เป็นต้น เมื่อมีการจัดตั้งศูนย์ติดตาม ระบบของศูนย์ดังกล่าวจะสามารถให้ความรู้และทักษะการ


120 ดำเนินชีวิตที่ดีต่อไป แม้ว่าเจ้าหน้าที่ของศูนย์จะย้ายไปแล้วแต่ว่าองค์ความรู้หรือว่ารูปแบบการติดตามจะยังคง อยู่และสามารถดำเนินงานต่อไปได้ เหตุปัจจัยที่จำเป็นต้องจัดตั้งเป็นองค์คณะหรือจัดตั้งเป็นศูนย์นั้น เนื่องจากคู่ความ มีสภาพปัญหาที่หลากหลาย เช่น หลังการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ พบว่า คู่ความโทรศัพท์ กลับมาสอบถามปัญหาในเรื่องการบังคับคดีเกี่ยวกับเรื่องเงินค่าอุปการะเลี้ยงดู หรือการไม่ปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมในข้อที่สำคัญและส่งผลที่ร้ายแรงชัดเจน หรือขณะที่นิติกรติดตามเก็บข้อมูลโครงการวิจัยนี้ ซึ่งได้มีการพูดคุยทางโทรศัพท์กับคู่ความในคดีที่เข้าใจว่ามีการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความสำเร็จ เนื่องจากคดีดังกล่าวไม่มีการยื่นคำร้องขอให้ไต่สวนหรือขอหมายบังคับคดี ปรากฏว่าหลายคดีมีการผิดสัญญา และต้องใช้อำนาจศาลในการบังคับคดี แต่คู่ความไม่ได้นำปัญหาเหล่านี้กลับมาศาล นอกจากนี้บางรายทำสัญญา ประนีประนอมยอมความตั้งแต่ผู้เยาว์อายุ 1 ขวบ เมื่อเวลาและบริบทเปลี่ยนไป คำแนะนำที่คู่ความต้องการ จากนิติกรและคำถามที่นิติกรต้องตอบมีความหลากหลายรอบด้านมากขึ้น จึงเป็นขีดจำกัดที่นิติกรคนเดียว ไม่สามารถที่จะให้คำแนะนำได้ทั้งหมดอย่างทั่วถึง ถ้ามีการจัดตั้งขึ้นมาเป็นองค์คณะหรือจัดตั้งเป็นศูนย์ เพื่อการ ติดตามก็จะทำให้การปฏิบัติมีความชัดเจนและรวดเร็วมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ อาจทำงานในลักษณะ ของการใช้เครือข่ายซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นเรื่องของศาลเท่านั้น โดยเปรียบเทียบกับการติดตามผู้ป่วยของ อาสาสภากาชาดไทยเพื่อสร้างความเข้าใจและเห็นภาพการทำงาน ดังนี้ ตัวอย่าง “สมัยเป็นอาสาสภากาชาดไทยมีการไปดูแลสุขภาพผู้ป่วยถึงบ้าน เนื่องจากเตียง ในโรงพยาบาลค่อนข้างมีจำกัดและผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) ต้องมีการดูแลต่อเนื่อง หลังจบ การรักษาที่โรงพยาบาลผู้ป่วยต้องไปฝึกทำกายภาพบำบัดเพื่อให้สามารถทำด้วยตนเองได้ และทีมอาสา สภากาชาดไทยจะไปติดตามดูแลที่บ้าน ซึ่งทีมอาสาสภากาชาดไทยจะต้องได้รับการฝึกให้เข้าใจก่อนว่าแพทย์ สั่งอะไรและเราต้องไปสอนให้ผู้ป่วยทำ ไปดูสภาพแวดล้อมในบ้านผู้ป่วยด้วยว่าเขาสามารถทำเองได้หรือไม่” เป็นต้น สำหรับเรื่องระยะเวลาการติดตามในคดีที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียนั้น ในมุมมอง คิดว่าอาจจะต้องแยกประเภท เช่น ประเด็นเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูซึ่งเป็นปัญหาปากท้อง หรือประเด็นปัญหา เรื่องความสัมพันธ์ คู่ความต่างจังหวัดส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องปากท้อง การอุปการะเลี้ยงดู ยกตัวอย่างที่จังหวัด พระนครศรีอยุธยามีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก คู่ความที่เป็นพนักงานโรงงานต่าง ๆ จะมีปัญหาเรื่องค่า อุปการะเลี้ยงดู ก็เพื่อให้ผู้เยาว์ได้มีโอกาสรับการศึกษาแบบพื้นฐานเท่านั้น ส่วนในเมืองใหญ่เป็นอีกมุมหนึ่งจะมี ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ของพ่อแม่ในการดูแลบุตรผู้เยาว์ เช่น ต้องการให้เด็กได้รับโอกาสที่ดีกว่าเข้าโรงเรียนที่ แพงกว่า มีการพัฒนาศักยภาพที่สูงกว่า เป็นต้น เมื่อแยกประเภทใหญ่ ๆ ของปัญหาแล้ว อาจนำมาสู่การแบ่ง ระยะเวลาของการติดตามประเมินการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ หากเป็นปัญหาเรื่อง ความสัมพันธ์หรือการแบ่งกันดูแลบุตรอาจจะติดตามเป็นระยะเวลาหนึ่ง แต่ถ้าเป็นเรื่องของค่าอุปการะอาจจะ ติดตามเป็นระยะห่างช่วง 6 เดือนถึง 1 ปี ได้


121 การติดตามควรมีวิสัยทัศน์มุ่งประโยชน์กับผู้เยาว์ เพื่อให้ครอบครัวคำนึงว่าการ มาศาลและทำสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ได้มีเฉพาะประเด็นเรื่องหย่า หรือต้องการแบ่งทรัพย์สินให้ เสร็จสิ้นเท่านั้น แต่เราต้องการที่จะรักษาเด็กคนหนึ่ง ลูกของเราให้เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศในอนาคต และ ถ้าความปรากฏต่อศาลเองว่าการกระทำของคู่ความไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้เยาว์ ศาลอาจเพิกถอนอำนาจการ ปกครอง หรือนำไปให้บุคคลอื่นที่เหมาะสมใช้อำนาจการปกครองดูแลผู้เยาว์ต่อไป โดยพ่อแม่ยังมีความ รับผิดชอบต่อผู้เยาว์ ในฐานะนิติกรสิ่งที่พบมากหลังทำสัญญาประนีประนอมยอมความคือ การให้คำแนะนำ การบังคับคดีว่าการบังคับตามยอมต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง เช่น อาจขอให้ศาลออกหมายเรียก หมายจับ ฝ่ายผิดสัญญามาศาลแต่ส่วนใหญ่ศาลจะแนะนำตักเตือนอีกครั้ง เพื่อให้คู่ความสามารถแก้ปัญหาด้วยตนเองได้ ในยุคนี้เด็ก 1 คน ไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูเฉพาะพ่อแม่ สังคมต้องมีส่วนร่วม ไม่ว่า จะเป็นทฤษฎีนิเวศวิทยาของ Bronfenbrenner หรือแม้กระทั่ง Hillary Clinton ที่เขียนหนังสือชื่อ it takes a village ซึ่งมีความหมายดีมากในประโยคสั้น ๆ ที่ว่า It takes the village to raise a child. หมายความว่า “ต้องใช้ทั้งหมู่บ้านเพื่อการเลี้ยงดูเด็กหนึ่งคน” ซึ่งพวกเราถือเป็นหนึ่งในหมู่บ้านสำหรับเด็ก ๆ ที่จะเข้ามา ช่วยกัน follow up ตรงนี้ นอกจากนักจิตวิทยาแล้ว อาจเป็นนักสังคมสงเคราะห์ หรือจิตอาสา แล้วมา ช่วยกันวางแผนว่าจะ follow up อย่างไร ถ้าเขามีปัญหาเรื่องปากท้องเป็นส่วนใหญ่ จะช่วยอย่างไร ช่วยฝึก อาชีพให้เขาสามารถช่วยเหลือตนเองไหม ปัจจุบันผู้หญิงไม่จำเป็นต้องรอให้ผู้ชายจ่ายเงินให้อย่างเดียว ปัจจุบัน ก็มีEmpowered Women เราก็อาจช่วยเติมจุดต่าง ๆ เหล่านี้เข้าไปได้ นางรมิดา รัสเซลล์ มณีเสถียร ผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี นางสาวณัฏฐภาณี หลีเกษม นิติกรชำนาญการพิเศษ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายสานิตย์ อ๋องธรรมวงศ์ นิติกรปฏิบัติการ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง 4.2.1.4 ด้านผลผลิต 1) แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ตามหลักการ “คุณลักษณะและปัจจัยที่ทำให้คู่ความมีแนวโน้มในการ ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้สำเร็จ” จากแนวคิดตามหลักการดังกล่าว คู่ความจะต้องมีคุณลักษณะอย่างไร ต้องมี ปัจจัยเสริมอะไรบ้างนั้น มีประเด็นสำคัญสรุปได้ดังนี้ (1) ความต้องการที่แท้จริง ต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่แรกว่าความต้องการ ของทั้งสองฝ่าย จุดทับซ้อนอยู่ตรงไหน (ZOPA: Zone of Possible Agreement) ถ้ามีจุดทับซ้อนของความ ต้องการตรงกัน ปัจจัยนี้จะเป็นโอกาสที่ทำให้แต่ละฝ่ายปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความกันได้และมี


122 โอกาสที่จะสำเร็จ ซึ่งในฐานะผู้ประนีประนอมควรต้องวินิจฉัยได้ว่าสิ่งที่คู่ความตกลงกันในสัญญาเป็นความ ต้องการที่แท้จริงหรือไม่ และในทางกลับกันอาจจะต้องหา BATNA (Best Alternative to a Negotiated Agreement) ซึ่งหมายถึงทางเลือกที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับข้อตกลงที่จะได้จากการเจรจาโดยการประเมิน สถานการณ์ และนอกจากมีทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วยังต้องมีการเตรียมวางแผนเป็นแผนที่ 1 แผนที่ 2 สมมุติว่า กรณีแผนที่ 1 ไม่สำเร็จมีแผนอื่นที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับเป็นแผนสำรอง ดังนี้ โอกาสที่การปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความจะสำเร็จได้ย่อมมีมากขึ้น (2) คนกลางของทั้งสองฝ่าย ในการเจรจาประนีประนอมถ้าสามารถหาคน กลางที่ทั้งสองฝ่ายให้ความยอมรับนับถือศรัทธาไว้วางใจ และคนกลุ่มนี้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย เขาก็อาจจะบอก เราได้ว่าข้อตกลงแบบนี้คู่ความจะไหวหรือไม่ไหวกับสถานการณ์ในลักษณะแบบนี้ อีกส่วนหนึ่งก็ต้องกลับไปดูถึง ประเด็นในข้อขัดแย้งด้วยว่าประเด็นในข้อขัดแย้งนั้นมีความสำคัญกับคู่กรณีฝั่งใดฝั่งหนึ่งมากน้อยแค่ไหน ความสำคัญที่ว่านี้อาจเป็นเรื่องที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคล ดังกรณีตัวอย่างเปรียบเทียบนี้ ตัวอย่าง “มีคนมาขอคำปรึกษา โดยค่าให้คำปรึกษา ชั่วโมงละ 10,000 บาท แล้วผู้รับ คำปรึกษาบอกว่าเป็นร้อนใน เราก็จะมองว่าเรื่องนี้เล็กน้อยมากเลย แต่พอถามว่า “ร้อนในสำคัญเกี่ยวข้องกับ คุณอย่างไร” คำตอบคือ “คนในครอบครัวเป็นมะเร็งเสียชีวิต” และสัญญาณแรกที่พี่น้อง 3 - 4 คน ซึ่งเสียชีวิต ไปพบ คือทุกคนเริ่มต้นจากการเป็นร้อนใน พอเขาเริ่มเป็นร้อนในมากขึ้น เขาก็เลยเริ่มกังวลและกลัว และถือ เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก เทียบได้กับประเด็นข้อพิพาทว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอะไรคือจุดสำคัญ จะส่งผลต่อการ แก้ปัญหาหรือให้ข้อแนะนำได้อย่างถูกต้อง” (3) ยึดประโยชน์สูงสุดของผู้เยาว์ผู้เป็นสำคัญ ในฐานะผู้ประนีประนอม โอกาส ที่จะเห็นความสำเร็จของการไกล่เกลี่ยต้องมีการฝึกอ่านกริยาท่าทางของทุกคนที่มาไกล่เกลี่ยซึ่งต่างต้องการเป็น ฝ่ายชนะ อย่างกรณีพ่อแม่ตกลงกัน วันจันทร์ถึงวันศุกร์ลูกอยู่กับแม่ วันเสาร์วันอาทิตย์ลูกอยู่กับพ่อ โดยอาจ ไม่เคยถามความคิดเห็นลูกแต่จะมีวิธีการทำอย่างไรให้ผู้เยาว์ชนะและได้รับประโยชน์สูงสุด และทำให้ทุกคน รู้สึกชนะไปด้วยกันซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากเพราะจะทำให้ทุกคนยึดถือตามสัญญาประนีประนอมยอ มความ ส่วนนี้เป็นสิ่งที่ต้องรอบคอบ แต่ละคนมีความมุ่งมั่นร่วมกับเราไหมในการแก้ไขข้อพิพาท ถ้าอ่านตรงนี้ออกหมด จะทำให้สัญญาประนีประนอมยอมความถูกปฏิบัติตามโดยไม่ต้องถอยกลับมาหานิติกรอีกครั้ง (4) ความรักความผูกพันที่มีต่อบุตร คู่ความที่มีแนวโน้มในการปฏิบัติตาม สัญญาประนีประนอมยอมความได้สำเร็จ จะต้องมีความรักความผูกพัน ความเสียสละ ต้องการให้ผู้เยาว์ สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ได้รับการศึกษาและมีอนาคตที่ดี แม้ความเป็นสามีภริยาเปลี่ยนไป หากคู่ความยังคงมีความรักความผูกพันต่อบุตรผู้เยาว์ และอาศัยความรักตรงนี้เป็นที่ตั้งในการที่จะพยายามทำ ให้ผู้เยาว์ได้รับความรักจากบทบาทของความเป็นพ่อและแม่ และอยู่ในสังคมเทียบเท่าคนอื่นโดยไม่ขาดความรัก คู่ความมีความเข้าใจในบทบาทมีการยุติคดีโดยราบรื่นและสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอม


123 ยอมความได้ ก็จะทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เป็นภาระของสังคม และไม่เป็นภาระแก่กิจการงานของตนเอง ทำให้ ต่างฝ่ายต่างใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างสงบสุข (5) ด้านเศรษฐกิจ เมื่อมีการเรียกร้องเรื่องเงิน บางครั้งคู่ความต้องอยู่บน พื้นฐานของเหตุผลด้วยว่าอีกฝ่ายหนึ่งมีความสามารถพอที่จะจ่ายได้หรือไม่ ถ้าเรียกร้องมากเกินความจริง ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะสำเร็จ หรือกรณีอยู่ไประยะหนึ่ง ฝ่ายที่ต้องจ่ายเริ่มมีปัญหาทางเศรษฐกิจ เช่น ไม่มีงานทำ หรือมีรายได้น้อยลง คู่ความทั้งสองฝ่ายสามารถมาขอคำปรึกษาที่ศาลว่าจะขอลดหรือเพิ่มค่าอุปการะเลี้ยงดูกัน อย่างไร แต่สุดท้ายหากคู่ความรู้หน้าที่และมีความรับผิดชอบโดยเห็นแก่ประโยชน์ของบุตรผู้เยาว์เป็นที่ตั้ง ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจก็จะแก้ไขสำเร็จได้ ตัวอย่าง “เรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร” จะเห็นชัดเจนว่าจำเลยมีแนวโน้มบ่งบอกถึงการ ขาดความรับผิดชอบ โดยอ้างเหตุผลว่าตนเองมีค่าใช้จ่ายต้องดูแลคุณพ่อคุณแม่ ไม่มีค่าใช้จ่ายดูแลครอบครัว ใหม่ อีกทั้งมีค่าใช้จ่ายเรื่องส่วนตัว เหลือใช้เดือนละประมาณ 1,000 บาท ทนายความจึงถามว่าจะดำรงวิถีชีวิต ได้อย่างไร ปัจจุบันทำงานอะไร รับราชการหรือเปล่า เมื่อรับราชการมีสวัสดิการ ทนายความได้เสนอความ คิดเห็นต่อศาลว่าจำเลยจะปฏิเสธที่ให้เหตุผลว่ามีหนี้อย่างเดียวไม่ได้ คุณทำให้เกิดภาระต้องดูแล แล้วโจทก์ที่ เป็นผู้หญิงถ้ามีรายได้เดือนละหมื่น เลี้ยงลูกหนึ่งคนต้องใช้เงินต่อเดือนจำนวนเท่าไร บางคนมองว่า 5,000 บาท พอ แต่บางคนอาจไม่เพียงพอ ซึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละบริบท ดังนั้น แม้มีปัญหาด้านเศรษฐกิจ แต่หากถ้าคู่ความ รู้จักหน้าที่ มีความรับผิดชอบ จะไม่มีปัญหาการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ (6) การสร้างความเข้าใจต้องมีการสร้างความเข้าใจในข้อตกลงที่มีการไกล่เกลี่ย และทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันให้แก่คู่ความเพื่อสามารถนำไปปฏิบัติได้ถูกต้อง โดยต้องอธิบายให้ ชัดเจนด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย หลีกเลี่ยงการใช้ภาษากฎหมายคุยกับประชาชนหรือคนที่ไม่รู้กฎหมาย นอกจากนี้ การทำความเข้าใจกับบริบทของเด็ก บางครั้งคุณพ่อคุณแม่คิดแต่เรื่องการแบ่งเวลากัน โดยเด็กอยู่กับแม่ ส่วนพ่อ มารับวันเสาร์วันอาทิตย์ แต่บางครั้งเด็กที่โตแล้วเขาต้องเรียนหนังสือ ทำกิจกรรม ไม่ต้องการกลับบ้านก็จะเป็น สาเหตุของการผิดสัญญาไป ถ้ามีการตกลงและคุยกันเข้าใจว่าถ้าเด็กมีกิจกรรมพิเศษ มีการบ้านต้องทำ อาจจะ ไม่ได้กลับไปอยู่กับพ่อทุกอาทิตย์ หรือในสัญญาไม่จำเป็นต้องเขียนว่าให้กลับทุกอาทิตย์แต่มีการสร้างความ เข้าใจและยืดหยุ่นต่อกัน จะทำให้การปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความประสบความสำเร็จ (7) การติดตาม การติดตามเพื่อให้ความช่วยเหลือมีส่วนช่วยในการปฏิบัติตาม สัญญาประนีประนอมยอมความ เช่น เรื่องการกำกับการปกครอง ศาลมีคำพิพากษาในคดีที่ผู้เยาว์มีส่วนได้เสีย และมีทรัพย์สินที่ต้องดูแล บางครั้งคนดูแลต้องการแสวงหาประโยชน์จากทรัพย์สินของผู้เยาว์ กรณีนี้ ศาลอาจมี คำสั่งให้สถานพินิจกำกับดูแล ซึ่งเป็นวิธีการเพื่อปกป้องผู้เยาว์และทำให้การปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม ยอมความเป็นไปโดยเรียบร้อย ปัจจัยเสริมที่สำคัญของการติดตามว่ามีการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม ยอมความสำเร็จหรือไม่ ควรต้องมีการประเมินสภาพจิตใจของผู้เยาว์ด้วย เช่น กรณีเด็กเข้าโรงเรียนแล้วอาจทำ


124 ใบประเมินให้คุณครูช่วยประเมินทุกภาคเรียน เพื่อให้ทราบว่าหลังจากพ่อแม่หย่ากัน ลูกอยู่กับพ่อหรืออยู่กับแม่ สภาพจิตใจของเด็กเป็นอย่างไร มีผลกระทบอย่างไร เด็กมีอาการซึมเศร้าหรือไม่ หรือเด็กมีความสุขดี สิ่งนี้ ต้องการสะท้อนว่าสภาพจิตใจเด็กต้องเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่แค่แบ่งทรัพย์สินกันอย่างเดียวได้เงินค่าอุปการะเลี้ยงดู อย่างเดียว นางนลินี ด่านชัยวิจิตร ประธานผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางรมิดา รัสเซลล์ มณีเสถียร ผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานี นายสุภกฤษ นิติชูวงศ์ ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จังหวัดสิงห์บุรี 2) แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามหลักการของ “การถอดบทเรียนในคดีที่คู่ความมีการปฏิบัติตามสัญญา ประนีประนอมยอมความจนสำเร็จ เพื่อนำแนวทางและประสบการณ์ที่ได้ไปใช้แนะนำแก่คู่ความและผู้ที่ เกี่ยวข้องในคดีอื่น ๆ” พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและ ครอบครัว พ.ศ.2553 บัญญัติเป็นขั้นเป็นตอนให้คดีครอบครัวที่มีข้อพิพาทต้องมีการไกล่เกลี่ยก่อน ในระหว่างการ ไกล่เกลี่ย ให้ศาลมีอำนาจติดตาม หรือให้แพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์เข้ามามีส่วนดูแล ถ้าไกล่เกลี่ย สำเร็จและทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้มีผลบังคับตามสัญญา โดยในชั้นบังคับคดีมีการกล่าวถึงเรื่อง ทรัพย์สิน เป็นหลัก ไม่ได้คำนึงถึงบริบทของการบังคับคดีในส่วนที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัวมากนัก ในเรื่องการถอดบทเรียนเห็นว่า การไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวต่างจากคดีแพ่งทั่วไป ในคดีครอบครัวมีปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของอารมณ์ จิตใจผู้เยาว์ ซึ่งสาเหตุของปัญหาถูกบ่มเพาะมาเป็น เวลานาน ก่อนนำมาสู่การฟ้องคดีซึ่งเป็นเรื่องปลายเหตุ ผู้ไกล่เกลี่ยต้องมีความรู้ในบริบทของปัญหาครอบครัว ตลอดจนเทคนิคของการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวคล้ายกับการให้คำปรึกษา ไม่ต้องเร่งรัดในกระบวนการไกล่เกลี่ย ต้องเข้าใจครอบครัวของคู่ความโดยอาศัยนักจิตวิทยาเพื่อให้ทราบปัญหาที่แท้จริงก่อนเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย ผู้ไกล่เกลี่ยต้องมีความอดทนในการรับฟัง เคารพกติกาในการฟัง ไม่ชี้นำคู่ความ รับรู้ปัญหาอย่างเข้าใจ และหา วิธีให้คู่ความแก้ปัญหาด้วยตนเอง ให้ค้นหาข้อดีของอีกฝ่ายและอาจกลับไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันได้ ถ้าต้องหย่าก็ให้ เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน หลังจากที่ตกลงกันและเสนอสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล ศาลควร สอบถามคู่ความอีกครั้งหนึ่งเพื่อเป็นการตัดสินตามความต้องการที่แท้จริงของคู่ความ โอกาสในการปฏิบัติตาม สัญญาประนีประนอมยอมความสำเร็จจะมีสูง การติดตามในเรื่องทรัพย์สิน ค่าอุปการะเลี้ยงดู กฎหมายได้ กำหนดไว้แล้ว ส่วนเรื่องความเป็นอยู่ของครอบครัวที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้เยาว์ ศาลจะเข้าไปติดตามอย่างไร อาจจะต้องเพิ่มเข้าไปในกฎหมาย ให้นักจิตวิทยาเข้าไปทำงานกับครอบครัวพอสมควร ถ้ามีการติดตามจะเป็น


125 ประโยชน์ต่อครอบครัวและผู้เยาว์ เช่น กรณีเด็กอยู่กับฝ่ายหนึ่งอาจจะได้ข้อมูลที่ไม่ดีของอีกฝ่ายหนึ่ง ทำให้เกิด ทัศนคติที่ไม่ดี มีปัญหาความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น ถ้านักจิตวิทยาได้เข้าไปทำงานร่วมด้วย ปัญหาก็อาจลดน้อยลงได้ นอกจากนี้การถอดบทเรียนในมุมมองของอาจารย์ผู้สอนกฎหมายได้กล่าวถึงการ ถอดบทเรียนในคดีที่คู่ความมีการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความจนสำเร็จเพื่อนำแนวทางและ ประสบการณ์ที่ได้ไปใช้แนะนำแก่คู่ความและผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีอื่น ๆ ดังนี้ (1) การศึกษาข้อมูลเดิม เพื่อทราบถึงผลการดำเนินการที่ผ่านมาว่า การดำเนินการ ในเรื่องนั้น ๆ ผ่านอะไรมาบ้าง ได้ผลอย่างไร (2) แนวทาง โดยเมื่อทราบผลการดำเนินการที่ผ่านมา ก็นำไปสู่แนวทางในการ ปรับปรุงและแก้ไขในเรื่องที่เรากำลังจะดำเนินการ (3) การลดความผิดพลาดหรือความผิดซ้ำที่เกิดขึ้นในอดีต (4) การต่อยอดความสำเร็จของงาน เมื่อใดก็ตามที่ลงมือทำจะต้องได้องค์ความรู้ เมื่อใดก็ตามที่ทำสำเร็จจะต้องเกิดความรู้ใหม่ ๆ สิ่งที่ทำปัจจุบันจะต้องดีกว่าครั้งก่อน สุดท้ายนี้ การถอดบทเรียนในคดีที่คู่ความมีการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอม ยอมความจนสำเร็จเพื่อนำแนวทางและประสบการณ์ที่ได้ไปใช้แนะนำแก่คู่ความและผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีอื่น ๆ นั้น จะต้องทำให้คู่ความเห็นว่าประโยชน์สูงสุดที่ได้รับจะเกิดกับตัวคู่ความเอง ซึ่งต้องมีการถอดบทเรียน ตาม ประเด็น ดังนี้ (1) ด้านกระบวนการติดตาม กระบวนการติดตามมีความสำคัญมากทำให้ ทราบว่า ในกรณีที่มีการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความสำเร็จ เป็นเพราะปัจจัยอะไรบ้าง ซึ่งหากมี การถอดบทเรียนในเชิงกระบวนการทำงานที่เป็น “ระบบ” จะเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะแม้เจ้าหน้าที่หรือ ผู้ไกล่เกลี่ยเปลี่ยน ระบบยังทำงานต่อไปได้ ระบบหรือกระบวนการติดตาม อาจทำเป็นแอปพลิเคชันเพื่อให้ ทราบผลของการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความไปจนสิ้นสุดกระบวนการ (2) ด้านกฎหมาย กฎหมายมีกระบวนการที่เหมาะสมหรือไม่ อาจต้องยึดถือ เจตนารมณ์ที่ต้องการให้คู่ความตกลงกันได้เป็นที่ตั้ง ถ้ากฎหมายยังไม่ครอบคลุมต้องพัฒนากฎหมาย แต่ใน ระหว่างที่ยังไม่มีการแก้ไขกฎหมาย ผู้ที่มีความสำคัญมากคือ ผู้พิพากษาซึ่งเป็นผู้ใช้กฎหมาย ต้องใช้กฎหมายให้ เป็นนวัตกรรม โดยถือตามเจตนารมณ์ว่าจะแก้ปัญหาคดีครอบครัวได้อย่างไร และต้องหาวิธีการที่ดีต่อไป นายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล ข้าราชการบำนาญ อดีตประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปัณณธร หอมบุญมา อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ดร.พิชชา ใจสมคม อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ


126 4.2.2 ผลการศึกษาแรงจูงใจที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ 4.2.2.1 ด้านแรงจูงใจ แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามหลักการ “เสริมสร้างแรงจูงใจให้คู่ความมีความรับผิดชอบและมีการ ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความสำเร็จ” ในเชิงจิตวิทยาการเสริมสร้างแรงจูงใจให้คู่ความมีความรับผิดชอบ คิดตามหลัก ธรรมดา คือคนเราเมื่อต้องการอะไรก็จะต้องมีวิธีการที่จะทำให้เราได้สิ่งนั้น ดังนั้น แรงจูงใจในการทำสัญญา ประนีประนอมยอมความซึ่งเป็นการทำสัญญาร่วมกันควรอยู่บนพื้นฐานของความต้องการ 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ความต้องการของพ่อ ความต้องการของแม่ และความต้องการของลูก ซึ่งต้องหาข้อตกลงร่วมกันเพื่อให้ได้ ประโยชน์ทั้งสามฝ่ายและเน้นว่าประโยชน์สูงสุดจะต้องเป็นไปเพื่อลูกที่เป็นผู้เยาว์ ข้อตกลงที่ได้จะเป็นแรงจูงใจ ให้คู่ความมีความรับผิดชอบและมีการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้สำเร็จหรือไม่นั้น มีข้อควร พิจารณา 3 ประการ ดังนี้ 1) การค้นหาพลังบวก เป็นการค้นหาพลังบวกในตัวของคู่ความทั้งสองฝ่าย โดยธรรมชาติไม่มีใครอยากให้คนอื่นมาตำหนิหรือพิจารณาหาแต่ข้อผิดพลาดของตนเอง ดังนี้ ผู้ประนีประนอม ซึ่งมีหน้าที่เป็นคนกลางไม่ควรมีอคติและมองพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายว่าไม่ดีด้วยกันทั้งคู่ เช่น มองว่าแม่ไม่มีรายได้ แต่ต้องการให้ลูกอยู่กับฝ่ายตนเพราะต้องการได้รับเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูจากพ่อมาใช้จ่าย และมองว่าฝ่ายพ่อ รู้ว่าแม่ต้องการเงินแต่ไม่ยอมจ่ายให้เพราะเกิดความหมั่นไส้และเสียดายเงิน ทำให้สุดท้ายแล้วลูกไม่ได้รับการ ดูแลที่ดีจากทั้งพ่อและแม่ แต่ผู้ประนีประนอมควรรับฟังข้อมูลจากแต่ละฝ่าย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ช่วยทำให้คู่ความ เปิดใจและสร้างความเข้าใจต่อกัน การค้นหาพลังบวกในตัวพ่อแม่ว่ามีสิ่งดี ๆ ที่เป็นพลังบวกอะไรที่คิดและทำ อะไรให้แก่ลูกบ้าง และนำจุดนั้นมาเป็นข้อดีในการเสริมพลังของการจูงใจว่าที่ลูกอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะพ่อแม่ยังมีข้อดีแบบนี้ โดยไม่ต้องไปพูดถึงข้อเสียของอีกฝ่ายเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งซึ่งกันและกันต่อไป 2) การพิจารณาข้อดีข้อเสียร่วมกัน การพิจารณาว่าข้อตกลงที่มีทั้งหมดนั้น มีข้อดี ข้อเสียอย่างไรบ้าง โดยกระตุ้นคู่ความให้คิดรอบด้านและอาจเพิ่มเติมในสิ่งที่คู่ความมองไม่เห็นในแง่มุมอื่น ๆ ดังนี้ ตัวอย่าง “กรณีที่พ่อแม่แย่งลูกให้อยู่ในการปกครองของตนเองโดยไม่ให้อีกฝ่ายเข้ามา เกี่ยวข้อง ต่างฝ่ายต่างต้องการให้ลูกมาอยู่กับตน หากเป็นฝ่ายพ่อก็จะบอกว่าถ้าให้ลูกอยู่กับแม่ เดี๋ยวแม่ก็จะ สอนลูกแบบผิด ๆ จะทำให้ลูกมีพฤติกรรมไม่ดี ก็อาจจะต้องให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าการที่เด็กเติบโตโดยอยู่กับพ่อ คนเดียวไม่ได้อยู่กับแม่ ไม่ได้รับความรักความอบอุ่นจากแม่อาจจะส่งผลต่อพัฒนาการหรือบุคลิกภาพของเด็ก ในอนาคต เช่น ถ้าเป็นลูกชายเมื่ออยู่กับแม่มาก ๆ ทำให้เมื่อโตขึ้น เด็กอาจมีความเปลี่ยนแปลงทางบุคลิกภาพ ไม่ได้เป็นชายแท้ แต่อาจมีความเบี่ยงเบนทางเพศเป็น LGBT ปัจจุบันสังคมยอมรับ แต่พ่อแม่ยอมรับได้หรือไม่ หากพ่อแม่ยอมรับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นกับลูกตนเองในอนาคตได้ก็ให้ทั้งสองฝ่ายตัดสินใจที่จะเลือกด้วยตนเอง


127 ตัวอย่าง “คดีของศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคใต้ ซึ่งเป็นการพิพาทกัน ระหว่างสามีที่เป็นคนภาคใต้และภริยาเป็นคนภาคเหนือที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 2 คน ภายหลัง จากแยกทางกัน บุตรเป็นผู้เยาว์ทั้งสองคน คนโตเป็นบุตรสาว คนเล็กเป็นบุตรชายอยู่ในความปกครองของฝ่าย แม่และเรียนหนังสืออยู่ในโรงเรียนทางภาคเหนือ ต่อมาฝ่ายพ่อไปหาและชักจูงว่าจะพาไปทานร้าน KFC ผู้เยาว์ ซึ่งศึกษาอยู่ระดับประถมศึกษา เมื่อเห็นว่านาน ๆ พ่อจะมาหาจึงยอมไปกับพ่อ ปรากฎว่า นอกจากพ่อจะพาไป ร้าน KFC แล้ว ยังพาจากภาคเหนือมาที่จังหวัดในภาคใต้ที่เป็นบ้านของพ่อ ต่อมาเรื่องนี้เป็นคดีความกัน ที่ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดที่เป็นภูมิลำเนาของพ่อ คดีจบลงด้วยการไกล่เกลี่ย มีการจดทะเบียนรับรองบุตรและแบ่งอำนาจปกครองกัน โดยให้บุตรผู้เยาว์คนโตซึ่งเป็นผู้หญิงพักอาศัยและอยู่ ในความปกครองของฝ่ายแม่ ส่วนบุตรผู้เยาว์คนเล็กซึ่งเป็นผู้ชายอยู่ในความดูแลและความปกครองของฝ่ายพ่อ หลังจากมีการตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเรียบร้อยแล้ว ยังคงมี ปัญหาซ้อนปัญหาของเรื่องการไปเยี่ยมเยียนบุตรของแต่ละฝ่าย ประกอบกับความแตกต่างเรื่องสถานะทาง เศรษฐกิจโดยฝ่ายพ่อประกอบอาชีพรับเหมาก่อสร้างจึงมีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าฝ่ายแม่และให้บุตรผู้เยาว์ คนเล็กซึ่งเป็นน้องชายส่งภาพต่าง ๆ เช่น ภาพไปเที่ยวให้บุตรผู้เยาว์คนโตดูเพื่อจูงใจให้บุตรสาวคนโตต้องการ มาอยู่กับฝ่ายตน และฝ่ายพ่อพยายามจะมารับบุตรผู้เยาว์คนโตไปจากโรงเรียน ฝ่ายมารดาต้องแจ้งกับทางโรงเรียน ไว้ว่านอกจากตนเองหรือบุคคลที่ตนให้ความยินยอมไว้ห้ามไม่ให้ผู้ใดมารับ โดยในสัญญาประนีประนอมยอมความ มีการตกลงกันไว้ด้วยว่า จะต้องให้บุตรผู้เยาว์ได้เรียนในโรงเรียนที่ดี ทำให้พ่อพยายามใช้ความมีศักยภาพ ในเรื่อง ฐานะทางเศรษฐกิจมาเป็นข้อเรียกร้องเปลี่ยนแปลงการใช้อำนาจการปกครอง เรื่องนี้ภายหลังทั้งฝ่ายพ่อและแม่ มีปัญหาเรื่องการเยี่ยมเยียนรับบุตรผู้เยาว์ จนต่างฝ่ายต่างมีการไปลงบันทึกประจำวันแจ้งความดำเนินคดีระหว่างกัน เพื่อเพิกถอนอำนาจการปกครองของอีกฝ่ายหนึ่ง แต่สุดท้ายปัญหาไปจบที่ศาลในคดีเดิมโดยศาลให้แม่พาบุตรผู้เยาว์ คนโตไปรายงานสภาพความเป็นอยู่ต่อสถานพินิจเดือนละ 1ครั้ง เป็นเวลา 6เดือน จนกระทั่งสุดท้ายศาลเห็นว่าเป็น ฝ่ายพ่อที่ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง จากประสบการณ์และตัวอย่างคดีที่กล่าวถึง จึงเห็นว่าการสร้างแรงจูงใจให้ปฏิบัติ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความทำได้โดยชี้ให้คู่ความเห็นถึงผลดีผลเสียของการปฏิบัติตามสัญญา และอย่าฝ่าฝืน มิเช่นนั้นจะถูกบังคับตามสัญญายอม 3) การยอมรับผลที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจ โดยแจ้งให้คู่ความทั้งสองฝ่ายทราบว่าสิ่งที่ ทั้งสองฝ่ายตัดสินใจเลือกนั้นแม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดและอาจมีผลเสีย หากทั้งสองฝ่ายเลือกแล้วต้องยอมรับ กับผลที่ตามมาให้ได้ เช่น ภริยายอมรับได้ว่าสามีติดสุรามาแล้ว 20 ปี เมื่อศาลสั่งให้สามีไปบำบัด แต่ภริยา สงสารและรู้ว่าสามีไม่อยากไปบำบัด ไม่อยากให้คนมองว่าเป็นผู้ป่วยยาเสพติดหรือจิตเวช จึงไม่อยากให้สามี ไปบำบัด หากภริยาเลือกแบบนี้ ภริยาทนให้ไปสามีไปบำบัดไม่ได้ เนื่องจากสามียอมรับคำว่าผู้ป่วยจิตเวชไม่ได้ ภริยาจะยอมให้สามีกินเหล้าเมาและมีการทุบตีก่อนมีเซ็กส์เป็นประจำ ภริยายอมรับได้ใช่หรือไม่ และหากเกิด ความรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก เช่น สามีมีอาการหูแว่วประสาทหลอน ทำร้ายคนในบ้าน ไม่ได้รับการรักษาซึ่งภริยา


128 อาจเสียชีวิตจากการทำร้ายของสามี ภริยายอมรับตรงนี้ได้หรือไม่ ถ้าเขาแจ้งว่ายอมรับได้ ก็เป็นสิทธิของเขา ที่จะตัดสินใจเลือกแบบนี้ ส่วนหากต้องดูผลสัมฤทธิ์หรือประสิทธิผลการไกล่เกลี่ยว่าจะสำเร็จในระยะยาว หรือไม่ ต้องมีการติดตามการปฏิบัติตามสัญญา การติดตาม 1 หรือ 2 ครั้ง อาจไม่เห็นภาพที่ชัดเจนระยะยาว บางกรณีมีการติดตามไป 3 ถึง 4 เดือน ภาพจะออกมาชัดเรื่อย ๆ ว่าหลังจากส่งสามีไปเข้ารับการรักษาแล้ว บรรยากาศในครอบครัวดีขึ้น เช่น บางครอบครัวที่มีการส่งสามีไปบำบัดสุราและอาการดีขึ้นจนภริยาบอกว่า รู้อย่างนี้พาสามีไปรักษานานแล้ว พอสามีเลิกเหล้าได้ไม่ตบตีภริยาและคนในครอบครัว ครอบครัวก็กลับมา มีความสุข ซึ่งคำว่าจิตเวช คนที่เป็นโรคสุราเรื้อรังทุกคนก็มีอาการ แต่ถ้าไม่ยอมรับก็ไม่เกิดการรักษา ไม่ได้รับ การเยียวยา เมื่อคนเรายอมรับได้ว่าคนทุกคนต่างมีปมในใจ หากได้รับการรักษาแก้ปมปัญหาต่าง ๆ ในใจ ก็อาจ ทำให้โรคต่าง ๆ ทุเลาน้อยลง ได้รับการรักษาถูกจุด กลับมาเป็นคนที่มีความสุขได้และทำให้คนรอบข้าง และครอบครัวมีความสุขได้ ดร.คุณานนต์ นงนุช ประธานสภาทนายความจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดร. สุภาภรณ์ ทองนิ่ม นักจิตวิทยาชำนาญการพิเศษ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง 4.2.2.2 ด้านความรับผิดชอบ แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย โดยมีวิธีการที่จะทำให้“คู่ความตระหนักถึงผลกระทบในทางลบต่อผู้เยาว์ และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง จากการไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมตรงตามกำหนดเวลา” มีผลสรุปดังนี้ 1) การสร้างความรู้ความเข้าใจ การสร้างความตระหนักรู้ถึงผลกระทบจากการกระทำให้ เกิดขึ้นแก่บุคคลใดนั้นเป็นเรื่องยากเพราะความตระหนักรู้มีความหมายมากยิ่งกว่าความเข้าใจ แต่การจะสร้างความ ตระหนักรู้ได้นั้นต้องสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกิดขึ้นก่อน ตัวอย่าง “กรณีศาลมีคำสั่งให้ผู้อำนวยการสถานพินิจฯ เป็นผู้กำกับดูแลทรัพย์สินของผู้เยาว์ แต่ผู้มีอำนาจปกครองตามกฎหมายของผู้เยาว์ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดเขาจึงไม่สามารถมีอิสระในการใช้จ่าย ทรัพย์สินของผู้เยาว์จนเกิดการต่อต้านถึงขนาดจะมีการอุทธรณ์คำสั่งศาล ซึ่งจุดนี้ต้องอธิบายให้ความรู้ สร้างความเข้าใจไปตั้งแต่แรกว่ากรณีนี้ศาลอาจมีคำสั่งให้มีการกำกับดูแลทรัพย์สินผู้เยาว์ได้ เพราะกฎหมาย มุ่งคุ้มครองประโยชน์ของผู้เยาว์ ช่วยทำให้ผู้มีอำนาจปกครองและผู้เกี่ยวที่ข้องมีความเข้าใจและยอมรับปฏิบัติ” ในบางครั้งการสร้างความตระหนัก ต้องชี้ให้เห็นว่าอะไรที่ทำแล้วเป็นประโยชน์ เหมือนทำบุญซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครยืนยันได้ว่าหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เป็นสิ่งที่ทำแล้วมีความสบายใจก็จะส่งผลดี มีแต่เรื่องดี ๆ ตามมา ต้องนำส่วนนี้มาเป็นประเด็นสำคัญในการสร้างความตระหนัก แต่ท้ายที่สุดต้องชี้ให้เห็น


129 ด้วยว่า ถ้าไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามกำหนดเวลานอกจากผลกระทบต่อผู้เยาว์หรือผู้ที่ เกี่ยวข้องแล้ว ตัวผู้ไม่ปฏิบัติเองก็จะต้องถูกบังคับตามกฎหมายในท้ายที่สุด และไม่เกิดผลดีต่อบุตรผู้เยาว์ที่ต้อง เห็นพ่อแม่มีข้อพิพาทระหว่างกันอีกรอบหรือหลายรอบ ในส่วนนี้หากมีกระบวนการติดตามการปฏิบัติตาม สัญญาประนีประนอมยอมความที่มีผู้เยาว์มีส่วนได้เสียก่อนที่จะต้องให้ศาลบังคับและมีข้อพิพาทกลับมาถึงศาล อีกครั้งอาจเป็นช่องทางช่วยลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นและลดความเสียหายหรือผลกระทบทางลบต่อบุตรที่เป็น ผู้เยาว์ได้ 2) การเสริมสร้างกำลังใจให้เกิดความเชื่อมั่น การเสริมสร้างกำลังใจให้เกิดความ เชื่อมั่นจะช่วยให้คู่ความที่เป็นพ่อแม่พยายามปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาให้สำเร็จและดีที่สุด โดยได้รับกำลังใจ จากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการให้คำปรึกษาแนะนำ เช่น นิติกรที่มีบทบาทโดยตรง ทนายความ นักจิตวิทยา ตลอดทั้งผู้ใกล้ชิดกับคู่ความโดยตรง เป็นต้น ทั้งนี้อาจต้องย้อนกลับไปในวันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอม ความว่า หากสัญญาประนีประนอมยอมความเกิดจากการตัดสินใจและความเต็มใจของทั้งสองฝ่ายโดยอิสระ เชื่อว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถปฏิบัติตามที่ตกลงไว้ได้ แต่หากเป็นในทางตรงกันข้ามก็อาจทำให้เกิดปัญหา ติดตามมาในอนาคต อย่างไรก็ตามจำเป็นที่จะต้องชี้ให้คู่ความซึ่งเป็นพ่อแม่ได้ตระหนักถึงผลเสียหายที่เกิดกับ ผู้เยาว์ในอนาคต ควบคู่ไปกับการตระหนักว่าอาจมีโอกาสที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทั้งสองฝ่ายจะไม่สามารถปฏิบัติ ตามสัญญาประนีประนอมยอมความได้ เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป เช่น ข้อตกลงเรื่องค่าอุปการะเลี้ยงดู เมื่อสภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป หรือในกรณีเกี่ยวกับการดูแลเยี่ยมเยียนรับส่งบุตรที่เป็นผู้เยาว์ก็มีโอกาสที่จะ ทำให้การปฏิบัติตามข้อตกลงเปลี่ยนแปลงไป แต่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทั้งสองฝ่ายต้องตระหนัก และคำนึงถึงผลลบที่จะเกิดกับตนเองและบุตรผู้เยาว์ เช่น ผู้เยาว์ไม่ได้รับการอุปการะเลี้ยงดู ไม่ได้รับการศึกษา หรืออยู่ในสถานการณ์ที่พ่อแม่ยังคงมีความบาดหมางไม่เข้าใจกัน ส่วนผลลบกับตนเอง คือ การขาดความเคารพ นับถือและความน่าเชื่อถือจากผู้เยาว์เนื่องจากตนไม่ปฏิบัติตามสัญญา ในท้ายที่สุดนี้แล้วผลลบไม่ว่าด้านใด ก็จะย้อนกลับไปกระทบต่อความเป็นอยู่ อนาคตและจิตใจของผู้เยาว์มากที่สุด 3) การติดตามการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอม การติดตามการปฏิบัติตาม สัญญาประนีประนอมยอมของคู่ความก่อนจะถึงจุดที่ต้องให้ศาลบังคับและมีข้อพิพาทกลับมาถึงศาลอีกครั้ง อาจมีช่องทางช่วยลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นและลดความเสียหายหรือผลกระทบทางลบต่อบุตรที่เป็นผู้เยาว์ได้โดย มีข้อแนะนำในกรณีที่คู่ความขาดความรับผิดชอบไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความจะได้รับการ ติดตามจากผู้ที่เกี่ยวข้องหลายฝ่าย อาทิ ผู้ประนีประนอม ผู้พิพากษาสมทบ เป็นต้น โดยจะส่งผลกระทบ ดังนี้ (1) หากไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงในสัญญาก็จะต้องนำปัญหาเข้ามาสู่ศาลอีกครั้ง ทำให้ต่างฝ่ายต่างเสียเวลา เสียความรู้สึก และสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน (2) ชี้ให้เห็นผลกระทบในทางลบต่อผู้เยาว์ที่ต้องตกอยู่ในสถานะที่พ่อแม่ แยกทางกัน ซึ่งในวันที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นได้มีสิ่งดี ๆ ที่จะบอกกับบุตรที่เป็นผู้เยาว์ได้คือ พ่อกับแม่ต่างฝ่ายต่างยอมถอยและเกิดข้อตกลงดังกล่าวด้วยความรักลูกเพื่อประโยชน์ต่อลูก สิ่งเหล่านี้ หากทั้งสองฝ่ายพยายามปฏิบัติให้ได้ตามข้อตกลงก็จะเป็นสิ่งช่วยเยียวยาจิตใจลูกต่อไปว่าอย่างน้อยตนก็ยัง


130 ได้รับความรักและการดูแลจากทั้งพ่อและแม่ แต่ถ้าต่อมาภายหลังทั้งสองฝ่ายหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติ ตามสัญญาผลเสียก็จะเกิดกับลูกมากที่สุด ถ้าเป็นกรณีเกี่ยวกับค่าอุปการะเลี้ยงดูต้องชี้ให้คู่ความเห็นว่าหากไม่ปฏิบัติ ตามสัญญานอกจากจะทำให้ลูกอาจไม่ได้รับการศึกษาที่ดี ลูกก็จะเกิดความรู้สึกว่าไม่มีใครรักเขาจริง พ่อแม่ นอกจากแยกทางกันแล้ว ยังไม่รักเขาดูแลเขา ทำให้ลูกอาจติดเพื่อน ติดยาเสพติดและก่ออาชญากรรมต่อไป ในอนาคตหรือหากเป็นกรณีไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเรื่องการใช้อำนาจการปกครอง การให้การศึกษาแก่บุตร ที่เป็นผู้เยาว์เมื่อหลังจากทำสัญญาประนีประนอมยอมความไปแล้ว ต่างฝ่ายต่างไม่พยายามทำความเข้าใจร่วมกัน ต่างยึดถือแต่ว่าสิ่งที่ตนเองคิดนั้นดีที่สุดสำหรับลูก เช่น ลูกต้องอยู่แบบนี้ เรียนแบบนี้ โดยไม่ถามหรือให้ ความสำคัญกับความคิดความต้องการของลูกก็จะเกิดผลกระทบต่อจิตใจของลูกเช่นเดียวกัน นางนลินี ด่านชัยวิจิตร ประธานผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางวิภาภรณ์ อังศุยานนท์ ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายสุภกฤษ นิติชูวงศ์ ผู้อำนวยการสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสิงห์บุรี 4.2.2.3 ด้านความสัมพันธ์ระหว่างคู่ความ แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย โดยมีหลักการที่จะทำให้ “ศาลเยาวชนและครอบครัวมีบทบาทแนวทาง การส่งเสริมให้คู่ความเข้าใจในการทำหน้าที่ความเป็นพ่อแม่ที่ดีต่อบุตร” ศาลควรมีบทบาทในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและสร้างความเข้าใจในการทำ หน้าที่ของพ่อแม่ที่ดีต่อบุตรที่เป็นผู้เยาว์เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากหากพ่อแม่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันก็จะช่วย ให้ลูกสามารถเติบโตไปได้อย่างมีคุณภาพ ในเรื่องบทบาทหน้าที่ของความเป็นพ่อแม่ มีนักจิตบำบัดท่านหนึ่ง คือ เวอร์จิเนีย ซาเทียร์ (Virginia Satir) ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า พ่อแม่เป็นเพียงบทบาทหน้าที่หนึ่ง บางครั้งพ่อแม่ ทำหน้าที่ได้ไม่สมบูรณ์ ซึ่งในมุมมองการทำงานของศาลและแนวคิดด้านจิตวิทยาดังกล่าวก็มองว่ามี ความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกัน คือ เมื่อพ่อแม่เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่อาจผิดพลาดได้ และบางขณะอาจทำ หน้าที่ไม่สมบูรณ์ ดังนั้นการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในการทำบทบาทหน้าที่ รวมถึงการสร้างสัมพันธภาพที่ดี ต่อบุตรนั้น เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก โดยศาลอาจมีกระบวนการที่ช่วยส่งเสริมในด้านนี้ ให้เกิดรูปธรรมได้ ดังนี้ 1) ขั้นตอนในกระบวนการไกล่เกลี่ย 2) ขั้นตอนระหว่างการพิจารณาของศาล 3) ขั้นตอนการติดตามหลังคดีเสร็จการพิจารณา


131 สำหรับในขั้นตอน “กระบวนการไกล่เกลี่ย” ของศาลเยาวชนและครอบครัว บทบาท ในการส่งเสริมให้คู่ความเข้าใจในการทำหน้าที่ความเป็นพ่อแม่ที่ดีต่อบุตร ควรจะต้องมีนักจิตวิทยาให้คำชี้แนะ หรือประชุมร่วมกับครอบครัวและมีระยะเวลาอันเหมาะสม หากจำเป็นนักจิตวิทยาอาจทำงานควบคู่กับ ผู้ประนีประนอมในการส่งเสริมให้ความรู้แก่คู่ความในเรื่องบทบาทหน้าที่ของการเป็นพ่อแม่ที่ดี ซึ่งหากทำได้ จะเป็นการยกระดับบทบาทของศาลเยาวชนและครอบครัวต่อสาธารณชนได้อย่างมาก เนื่องจากปัจจุบันสังคม อาจมองว่าศาลเยาวชนและครอบครัวเน้นดูแลเฉพาะเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิด แต่หากศาลให้ ความสำคัญในคดีครอบครัวด้วยจะช่วยตอบโจทย์ปัญหาสังคมและช่วยป้องกันไม่ให้ผู้เยาว์ที่มีครอบครัว แตกแยกหลงไปกระทำผิดอาญา และคิดว่ากระบวนการสร้างความความสัมพันธ์โดยเน้นให้ทราบบทบาทของ ความเป็นพ่อและแม่นี้สามารถใช้ในคดีความรุนแรงในครอบครัวได้ด้วย แนวทางการส่งเสริมให้คู่ความเข้าใจ โดยศาลมีการให้คำปรึกษาแนะนำแก่พ่อแม่ ว่าต้องทำตัวเป็นเป็นแบบอย่างที่ดีต่อบุตร ที่สำคัญต้องให้ความรักและควรมีการแสดงออกไม่ว่าจะเป็นทางด้าน การกระทำหรือคำพูด จะต้องทำให้ลูกเห็นว่าพ่อแม่พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างลูกไม่ว่าจะเกิดปัญหาใด ๆ พ่อแม่ พร้อมที่จะเผชิญไปพร้อมกันและช่วยลูกแก้ปัญหา ให้พ่อแม่ตระหนักถึงการประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่าง ที่ดีกับลูก และพ่อแม่มีหน้าที่สอนกฎกติกามารยาทการใช้ชีวิตในสังคม ชี้แนะว่าอะไรเป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด พ่อแม่ ต้องตระหนักด้วยว่าในสังคมปัจจุบันมีปัจจัยหลายอย่างที่จะทำให้เด็กหลงผิดไปในทางที่ไม่ดี โดยเฉพาะการคบ เพื่อนซึ่งอาจชักจูงไปในทางที่ไม่ดี พ่อแม่จึงต้องมีบทบาททั้งในการดูแลและอบรมสั่งสอน โดยศาลมีความ จำเป็นต้องสื่อสารให้พ่อแม่เข้าใจว่า “ศาลมีบทบาทหน้าที่และมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้” คำแนะนำจากศาล เป็นสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวและผู้เยาว์เพื่อให้บุตรที่เป็นผู้เยาว์เติบโตเป็นคนดี ต่อไปในอนาคต ให้กำลังใจว่าความผิดพลาดต่าง ๆ ในฐานะพ่อและแม่นั้นใช้เป็นบทเรียนให้กับบุตรที่เป็นผู้เยาว์ ต่อไปได้ และหากครอบครัวมีปัญหาให้เขาเชื่อมั่นและนึกถึงศาลว่าจะสามารถให้คำแนะนำ สนับสนุน เป็นกำลังใจและช่วยหาแนวทางในการแก้ปัญหาให้ได้ โดยเฉพาะปัจจุบันศาลมีช่องทางการประชาสัมพันธ์ การติดต่อสื่อสารให้ประชาชนสามารถติดต่อแจ้งข้อความสอบถามได้ตลอด 24 ชั่วโมง หากมีปัญหาขอให้นึกถึง ศาล ตามตัวอย่างบทบาทของนักจิตวิทยา ดังนี้ ตัวอย่าง “นักจิตวิทยาได้รับมอบหมายให้เข้าไปช่วยใน “กระบวนการไกล่เกลี่ย” เพื่อสอบถาม ความต้องการของเด็กซึ่งพ่อแม่ฟ้องร้องในประเด็นเรื่องอำนาจการปกครองบุตร คดีนี้ผู้เยาว์เป็นเด็กหญิง 2 คน ที่มีอายุ 8 ปี และ 9 ปีตามลำดับ ซึ่งก่อนที่จะพูดคุยกับเด็ก นักจิตวิทยาได้ใช้เวลาสั้น ๆ ในการพูดคุยกับทั้งพ่อ และแม่ของเด็กมาก่อนแล้ว สรุปได้ว่า ประเด็นปัญหาแบบนี้หากสอบถามเด็กและฝ่ายที่ดูแลเด็กอยู่จะมีความ ได้เปรียบ เนื่องจากเด็กต้องตอบว่าอยู่กับฝ่ายนั้น ซึ่งคดีนี้เมื่อพบกับเด็กทั้งสองคนยังไม่ทันได้พูดคุยซักถาม เด็กก็พูดออกมาเลยว่าต้องการอยู่กับใคร” จากกรณีดังกล่าว มีความเป็นห่วงเด็กทั้งสองคนและต้องการจะติดตามให้ความรู้ เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของการเป็นพ่อและแม่ที่ดีของบุตร เพราะในกรณีนี้เด็กพูดออกมาเลยว่าแม่มีชู้


132 พ่อก็เช่นกันคอยบอกเด็กว่าแม่มีชู้ ซึ่งในตอนนี้เด็กยังไม่มีความเป็นตัวของตัวเองจึงมีความเข้าใจเพียงเท่านี้ แต่ในวันข้างหน้าเมื่อเด็กโตขึ้นเป็นวัยรุ่น มีความคิดเป็นตัวของตัวเอง เด็กจะเกิดคำถามขึ้นในใจและไม่มีทาง รู้ว่าในใจเด็กจะเป็นอย่างไร นางรุ่งฤดี ห่อนาค ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี ดร. สุกัญญา ทิพหา ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางพรทิภา หัสดี นักจิตวิทยาชำนาญการ ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 4.2.3 ปัจจัยสนับสนุนการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย 4.2.3.1 ปัจจัยสนับสนุนการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียตาม “พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดี เยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มีความเหมาะสมต่อการส่งเสริมให้คู่ความสามารถไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดี ครอบครัวจนนำไปสู่การทำสัญญาประนีประนอมยอมความและปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ” พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ใช้บังคับมา 13 ปี พระราชบัญญัติฉบับนี้โดยภาพรวมยังมีความทันสมัยและมีความเหมาะสม เพราะว่ามีความยืดหยุ่นในหลายมาตราและให้ศาลสามารถใช้ดุลพินิจต่าง ๆ ทุกขั้นตอน โดยคำนึงถึงประโยชน์ สูงสุดของผู้เยาว์เป็นสำคัญ ในคดีครอบครัวไม่ได้มีสูตรตายตัวที่จะนำวิธีการที่ใช้ได้ผลกับครอบครัวหนึ่งไปใช้กับ อีกครอบครัวหนึ่งแล้วจะประสบผลสำเร็จเหมือนกันได้ ดังนั้น จึงต้องใช้วิธีการที่ยืดหยุ่น อาจมีบางมาตรา ที่ มาจากกฎหมายฉบับเก่าเป็นแนวคิดแบบดั้งเดิม ซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องกับสภาพครอบครัวสังคมใน ปัจจุบัน เช่น เรื่องการประนีประนอมยอมความที่ต้องการให้ครอบครัวยังคงอยู่ด้วยกัน เนื่องจากครอบครัว สมัยก่อนแม้มีปัญหาในครอบครัวก็จะมีความพยายามที่จะอยู่ด้วยกัน ในขณะที่แนวคิดปัจจุบันสังคมสมัยใหม่มี ความเป็นตัวตนของบุคคลมากขึ้น ถ้ามีปัญหาครอบครัวโอกาสที่คู่สมรสจะทนอยู่ด้วยกันน้อยลง โครงสร้าง ครอบครัวและบทบาทของครอบครัวปัจจุบันไม่เหมือนสมัยก่อน เห็นได้จากสถิติการสมรสโดยไม่จดทะเบียนหรือ การจดทะเบียนหย่าที่มีแนวโน้มสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าสังคมเปลี่ยนไป ความเป็นส่วนตัว ความเป็นตัวตนของ บุคคลมีสูงขึ้น รักษาสิทธิของตนเองสูงขึ้น และการอยู่แบบต่างคนต่างอยู่สูงขึ้นเช่นกัน จะทำอย่างไรให้บุคคล ผู้ใช้กฎหมาย มีความเข้าใจ โดยเฉพาะในส่วนบทบัญญัติของคดีครอบครัวมีหลายมาตราที่เขียนรับกัน เช่น กรณีที่มีการให้นำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้ในคดีครอบครัวด้วย ซึ่งเป็นประโยชน์แก่คดีครอบครัวมาก เนื่องจากคดีที่มีการฟ้องเข้ามาที่ศาล อาจมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการ คุ้มครองชั่วคราวก่อนมีการไกล่เกลี่ย การที่กฎหมายให้นำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวมาใช้ได้ในคดีครอบครัวทำให้ ศาลมีเครื่องมือ ที่จะกำหนดให้มีการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวระหว่างที่มีปัญหา อาจให้เวลาสร้าง


133 ความสัมพันธ์กันใหม่ หรืออาจจะกำหนดเงื่อนไขให้นักจิตวิทยาเข้าไปมีส่วนร่วมเพราะวิธีการชั่วคราวใช้ได้ ค่อนข้างกว้าง และหากไม่ยึดติดมากจนเกินไปกับการต้องไกล่เกลี่ยให้คู่ความอยู่ด้วยกัน การให้คงความเป็น ครอบครัวก็จะเป็นคำถามสุดท้าย แต่อาจต้องพิจารณาก่อนว่าถ้าต้องแยกกัน ใครจะรับผิดชอบต่อบุตรที่เป็น ผู้เยาว์ ปัจจุบันนี้ในกฎหมายครอบครัวของต่างประเทศจะเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และสามีภริยา ไปในลักษณะเป็นความรับผิดชอบ เช่น เรื่องการใช้อำนาจการปกครองบุตรที่เป็นผู้เยาว์ กฎหมายต่างประเทศ มีการแก้ไขให้เป็นไปตามอนุสัญญาสิทธิเด็ก ว่าเป็นความรับผิดชอบในการใช้อำนาจในการดูแลคุ้มครองเด็ก คุ้มครอง สวัสดิภาพของเด็ก ไม่ใช่การใช้อำนาจการปกครอง ซึ่งหากเราต้องการแก้ไข ก็จำเป็นต้องอธิบาย ให้ทราบว่าความรับผิดชอบดังกล่าวมีความหมายกว้างเพียงใด โดยเฉพาะในหมวดเรื่องคดีครอบครัวยังมีความ ทันสมัย เห็นได้จากตามกฎหมายให้ใช้วิธีการไกล่เกลี่ย โดยผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวก่อนทุกคดี และมีการ กำหนดคุณสมบัติของ ผู้ไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวไว้ในกฎหมายด้วยว่าจะต้องผ่านการอบรมซึ่งไม่ได้บังคับว่า หลักสูตรอบรมต้องมีเรื่องอะไรบ้าง ไม่เหมือนกรณีของที่ปรึกษากฎหมาย ดังนั้น ในการฝึกอบรมให้ความรู้ แก่ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวจึงเปิดกว้างให้เหมาะสมสอดคล้องกับสังคมปัจจุบันได้ นอกจากนี้ในการไกล่เกลี่ยคดีครอบครัวอาจต้องคำนึงถึงคำในภาษาอังกฤษที่ใช้ คำว่า Healthy Family หมายถึง ครอบครัวสุขภาพดี ยังไม่แน่ใจว่าในประเทศไทยมีคำจำกัดความของคำนี้แล้ว หรือไม่ ถ้ายังไม่มีนิยามของศาลเยาวชนและครอบครัว ก็อาจจะต้องช่วยกันพิจารณาว่าครอบครัวที่ดีในปัจจุบัน บทบาทระหว่างคนในครอบครัว พ่อ แม่ ลูก ควรจะเป็นอย่างไร ในแนวทางของกระบวนการไกล่เกลี่ยควรจะมี การเสริมเทคนิคในการให้คำปรึกษาเพิ่มเติมเข้าไปด้วย อาจจะตั้งสมมติฐานว่า ครอบครัวที่มีปัญหาจนขึ้นมา สู่ศาลนั้นคือ Dysfunctional Family หมายถึง ครอบครัวที่ป่วย ครอบครัวที่มีปัญหา เป็นครอบครัวที่ไม่มี ความสุข จนถึงที่สุดพูดคุยหันหน้าเข้ากันไม่ได้จึงมาศาล ต้องการให้ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องตระหนักถึงจุดนี้ว่า ครอบครัวที่มาถึงศาลเขามีปัญหาและต้องการความช่วยเหลือในการแก้ปัญหา ในฐานะที่ศาลเป็นปลายทาง ศาลควรคำนึงถึงและมีบทบาทในการช่วยเหลือให้ครอบครัวกลับมาเป็นครอบครัวที่มีสุขภาพดี การที่จะให้เกิด กระบวนการนี้จำเป็นต้องให้นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยาเข้ามามีส่วนร่วมกับครอบครัวด้วย สำหรับประเด็นเรื่องหากศาลมีคำพิพากษาแล้ว ถ้าจะมีการติดตามไม่ต้องการให้ใช้ คำว่าติดตามเนื่องจากคำว่า “ติดตาม” ฟังแล้วอาจจะรู้สึกว่ามีการเฝ้าสังเกตหรือจับผิดควรใช้ว่า “ทำงาน กับครอบครัว” ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกไม่ต่อต้าน ทำให้เกิดความร่วมมือ ในขณะที่หลังจากทำสัญญา ประนีประนอมยอมความแล้วมีการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ คู่ความกันเองฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่งที่จะเป็นผู้รายงานมายังศาล เพียงแต่การมาแจ้งศาล ขั้นตอนอาจจะต้องมาเขียนคำร้องซึ่งอาจจะทำให้ คู่ความรู้สึกยุ่งยาก ในประเด็นนี้หากเรามีการออกแบบให้กระบวนการไม่ยุ่งยากจนเกินไป ภายหลังจากศาล มีคำพิพากษาแล้วทั้งสองฝ่ายก็จะรับบทบาทในการตรวจสอบกันเอง โดยที่ศาลไม่ต้องไปติดตาม นอกจากนี้ การบังคับคดีในคดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและ ครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 กฎหมายบัญญัติไว้ค่อนข้างจะละเอียด การบังคับคดีไม่ต้องเสียค่าขึ้นศาล เนื่องจากมีความต้องการให้คดีครอบครัวทั้งหมดนั้น มีความประสงค์ให้


134 บุคลากรของศาลเป็น เจ้าพนักงานบังคับคดี ช่วยดำเนินการบังคับคดีให้คู่ความ โดยเฉพาะกรณีบังคับคดี ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไม่ต้องการให้มีความยุ่งยาก สอดคล้องกับการฟ้องคดีค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรไม่ต้องเสีย ค่าขึ้นศาล และศาลก็สามารถสั่งตั้งทนายความให้ได้ การส่งหมายก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ในปัจจุบันคดีอาญา ในศาลเยาวชนและครอบครัวลดน้อยลงแต่กลับมาพบว่าคดีครอบครัวเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความเจ็บป่วย ของสังคมโดยเฉพาะครอบครัว ถ้าครอบครัวไม่เป็นสุขจะเกิดครอบครัวบกพร่องเพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้คดี ครอบครัวเพิ่มขึ้น จึงเป็นบทบาทของศาลเยาวชนและครอบครัวที่จะปรับวิธีการทำงานให้เท่าทันต่อปัญหา เหล่านี้โดยศาลต้องกำหนดบทบาทให้อยู่ในจุดที่เป็นผู้ช่วยแก้ปัญหาครอบครัว ไม่ใช่เพียงทำหน้าที่ตัดสินคดี อย่างเดียว สรุปได้ว่าพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและ ครอบครัว พ.ศ. 2553 มีความทันสมัย หากผู้ใช้กฎหมายศึกษาให้จบในแต่ละหมวดจะเกิดความเข้าใจและเห็นว่า มีความเชื่อมโยงไปทั้งระบบ จนถึงในหมวด 15 เรื่องคดีคุ้มครองสวัสดิภาพซึ่งเชื่อมโยงกับเรื่องคดีครอบครัว หากเราตัดสินไปแล้วหรือพิพากษาตามยอมไปแล้วเกิดความรุนแรงในครอบครัวขึ้นมาก็อาจจำเป็นต้องใช้เรื่อง การคุ้มครองสวัสดิภาพตามหมวด 15 ออกคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพ ซึ่งการยื่นคำร้องขอคุ้มครองสวัสดิภาพ ง่ายไม่จำเป็นต้องมีทนายความ ตัวแทน ญาติ หรือองค์กรเอกชนหรือพนักงานสอบสวน ก็สามารถมายื่นคำร้อง ให้ศาลไต่สวนและมีคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพ ในระหว่างการไกล่เกลี่ยหรือพิจารณาคดีที่มีความเป็นไปได้ที่จะ เกิดความรุนแรงหรือมีความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงในครอบครัว จะเห็นได้ว่ามีความเชื่อมโยงกันทั้งระบบ นายวัชรินทร์ ปัจเจกวิญญูสกุล ข้าราชการบำนาญ อดีตประธานศาลอุทธรณ์ภาค 6 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เพ็ชรัตน์ ไสยสมบัติ อาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 4.2.3.2 ปัจจัยสนับสนุการส่งเสริมและพัฒนาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดี ครอบครัวที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียที่ “ศาลควรมีนโยบายและการบริหารจัดการคดีที่ให้ความสำคัญและ คุ้มครองสวัสดิภาพผู้เยาว์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียในคดีครอบครัว” คดีครอบครัวที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียมีความอ่อนไหวและมีความสำคัญจึงเห็นว่า ไม่ควรเน้นเฉพาะคดีที่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษรวมไปถึงคดี ที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสียและมีการพิจารณาพิพากษาคดีโดยศาลด้วย ดังนั้น ควรมีระบบแยกคดีที่ผู้เยาว์เป็น ผู้มีส่วนได้เสียเป็นกรณีพิเศษออกมาและมีการจ่ายสำนวนให้แก่ผู้พิพากษาและผู้ประนีประนอมคดีครอบครัวที่มี ประสบการณ์ในด้านการไกล่เกลี่ยคดีที่มีผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ขั้นตอนในการพิจารณาคดีต้องสะดวก รวดเร็ว ไม่กระทบกระเทือนถึงความรู้สึกอารมณ์ของผู้เยาว์ซึ่งเป็นประเด็นที่สำคัญยิ่ง นอกจากนี้ ควรจะมีระบบที่ให้ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ของศาลเข้าไปดูแลปัญหาในเบื้องต้นเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง ซึ่งปัจจุบัน ในคดีที่ผู้เยาว์เป็นผู้มีส่วนได้เสีย มีข้อมูลเบื้องต้นที่สำคัญจากสถานพินิจฯ ผู้พิพากษาต้องศึกษารายงานของ ผู้อำนวยการสถานพินิจโดยละเอียด รายงานดังกล่าวมีการสรุปข้อเท็จจริงของครอบครัว อุปนิสัย การใช้ชีวิต


135 ความเป็นอยู่ในแต่ละวันของเด็กกับครอบครัว ชุมชน ตลอดจนมีความเห็นเบื้องต้นมาให้ ซึ่งศาลนำข้อเท็จจริง ดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาได้ นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย (นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา ที่ปรึกษากฎหมาย สถานพินิจฯ ผู้ประนีประนอมคดีครอบครัว ตลอดจนผู้พิพากษาสมทบ ผู้พิพากษา) รวมถึง ความร่วมมือของคู่ความล้วนมีผลทำให้คดีสามารถตกลงกันได้หรือหากศาลมีคำพิพากษาก็จะมีความถูกต้อง และผู้เยาว์ได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพมากยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องการติดตามผลการปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ บุคลากร ต่าง ๆ มีส่วนสำคัญการในการติดตามจะเป็นเจ้าหน้าที่ของศาลเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ เนื่องจากแต่ละส่วน ต่างมีองค์ความรู้เฉพาะด้านต่างกัน ศาลมีองค์ความรู้ในด้านกฎหมาย แต่ในด้านอื่น ๆ ก็ต้องได้รับความร่วมมือ จากหน่วยงานภายนอก ซึ่งจะช่วยให้การติดตามมีผลสำเร็จมากยิ่งขึ้นในเชิงประจักษ์ ในประเด็นเรื่องการให้เจ้าพนักงานศาลมีบทบาทในการเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดี ในคดีครอบครัวนั้น เห็นว่า หากเป็นการบังคับคดีที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน เช่น การให้นำเงินมาวางศาล บังคับให้ จ่ายเงินค่าอุปการะเลี้ยงดู ค่าเลี้ยงชีพ เจ้าพนักงานศาลอาจทำได้ แต่หากให้รวมไปถึงการยึดทรัพย์ขาย ทอดตลาด ซึ่งจะต้องมีการขอเฉลี่ยทรัพย์ การร้องขอที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์เหล่านี้ เห็นว่าเจ้าพนักงานบังคับคดี ของกรมบังคับคดีจะมีความเชี่ยวชาญกว่า หากจะให้เจ้าพนักงานศาลมีอำนาจหน้าที่ในการบังคับคดีครอบครัว อาจต้องกำหนดกรอบให้มีความชัดเจน ในด้านกฎหมายเกี่ยวกับพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณา คดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการบังคับคดีคดีครอบครัว โดยเฉพาะการบังคับคดีที่บังคับเอากับตัวผู้เยาว์ บิดามารดาส่วนหนึ่งใช้ผู้เยาว์เป็นเครื่องมือในการเอาชนะ ระหว่างกัน เช่น ในคดีฟ้องเรียกบุตรคืนจากบิดาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับมารดา ศาลมีคำพิพากษาให้บุตร กลับไปอยู่กับมารดา ซึ่งเป็นคำพิพากษาที่ตัดสินตามกฎหมาย แต่ในอีกมุมหนึ่งทำให้รู้สึกว่าเป็นการทำร้ายบุตร ทั้ง ๆ ที่บุตรอยู่กับบิดามาโดยตลอด ด้วยเหตุนี้จึงควรแก้ไขกฎหมายในส่วนดังกล่าว นอกจากนี้การใช้กฎหมาย ครอบครัวควรใช้แบบเป็นนวัตกรรม ไม่ยึดติดกับตัวอักษรมากเกินไป ต้องคำนึงถึงความผาสุกและสวัสดิภาพ ที่ยึดประโยชน์ของผู้เยาว์เป็นสำคัญ ดังนั้น เมื่อสถานะครอบครัวไม่สามารถดำรงอยู่ได้ต้องหาทางออกที่ดี มีมิติ ความสัมพันธ์ที่มีจุดเกาะเกี่ยวที่สมดุลให้ผู้เยาว์อยู่ได้อย่างมีความสุข นี่คือแนวทางกว้าง ๆ ของการบริหาร จัดการคดีที่มีผู้เยาว์มีส่วนได้เสีย ดังที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ 3 ประเด็น ดังนี้ 1) ความสัมพันธ์ (Relationship) ของครอบครัว ต้องให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ มากกว่าเนื้อหา (Substant) ของข้อตกลงว่าคู่ความจะหย่ากันหรือไม่ หรือว่าจะแบ่งทรัพย์สินกัน หรือลูกอยู่กับใคร ซึ่งถือเป็นเรื่องรอง ในการแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์อาจเปิดโอกาสให้ได้พูดคุยกันทำให้มีความรู้สึกที่ดีขึ้นมาบ้าง ที่ร้าวไปแล้วให้ร้าวน้อยลง ถ้าทำได้จะส่งผลให้เนื้อหาที่จะคุยกันเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น ต้องการให้เจาะจงไปที่ ความสัมพันธ์เป็นเรื่องแรก ต้องปรับปรุงความสัมพันธ์ให้ได้ก่อน


Click to View FlipBook Version