๔๔ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ขอสังเกตขางตนนี้อาจมีเหตุผลบางประการที่ราชบัณฑิตยสถานไมได ชี้แจงแสดงไว หรืออาจเปfiนเชนที่นายกราชบัณฑิตยสถานไดกลาวไววา “การ จัดทําพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานเปfiนงานยาก มีความละเอียด จึงอาจ ยังมีขอผิดพลาดอยู จึงขอใหผูใชพจนานุกรมแจงใหราชบัณฑิตยสถานทราบ เพื่อใหดําเนินการแกไขตอไป”
นครสวรรคในไตรภูมิพระรวง ผูชวยศาสตราจารยเสาวดี ธนวิภาคะนนท
๔๖ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ไตรภูมิพระรวงเปนวรรณคดีที่มีอิทธิพล อยางสูงทางดffานความคิดและความเชื่อของคนไทย มาชffานาน ดffวยเกี่ยวเนื่องคติทางศาสนาทั้งศาสนา พราหมณ(และศาสนาพุทธ กลาวถึงกําเนิดของสัตว( ยักษ( อสูร มนุษย( เทวดา พรหม และเรื่องกําเนิด ของสากลจักรวาล ไตรภูมิพระรวง ชื่อเดิมวา เตภูมิกถา เปน พระราชนิพนธ(ของพระมหาธรรมราชาลิไททรงพระ ราชนิพนธ(เมื่อ พ.ศ. ๑๘๘๘ ในสมัยสุโขทัย ฉบับที่มีอยูในป6จจุบันไมใชตffนฉบับ เดิมแตเปนฉบับที่พระมหาชวย อยูที่วัดกลางปากน้ํา (วัดกลางวรวิหาร) จังหวัด สมุทรปราการ ไดffจาร (คัดลอก) ขึ้นใหมเปนอักษรขอมลงในใบลานจํานวน ๑๐ ผูก พบเมื่อป; พ.ศ. ๒๓๒๑ (ตรงกับสมัยธนบุรีเปนราชธานี) หอพระสมุด วชิรญาณไดffตffนฉบับมาจากเมืองเพชรบุรี จากนั้นไดffถอดตัวอักษรขอมเปน อักษรไทยในเวลาตอมาและเปลี่ยนชื่อใหมจากเตภูมิกถา เปน “ไตรภูมิพระรวง” เพื่อเปนอนุสรณ(แด “พระรวง” ผูffนิพนธ(และใหffเขffาคูกับหนังสือ “สุภาษิต พระรวง” (ดํารงราชานุภาพ อffางถึงใน กรมศิลปากร ๒๕๑๕ : ๗) สมเด็จพระเจffาบรมวงศ(เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ โปรดใหffนํา ออกตีพิมพ(เผยแพรเปนครั้งแรก เรียกชื่อวา "ไตรภูมิพระรวง" ตอมานายธนิต อยูโพธิ์ อดีตอธิบดีกรมศิลปากร ไดffแนะนําใหffนางกุลทรัพย( เกษแมนกิจ เมื่อครั้ง ดํารงตําแหนงผูffอํานวยการกองวรรณคดีและประวัติศาสตร( จัดหาผูffเชี่ยวชาญ ตรวจสอบชําระปรับปรุงขffอวิปลาสคลาดเคลื่อนที่ยังมีอยู และนางกุลทรัพย( เกษแมนกิจไดffมอบใหffนายพิทูร มลิวัลย( เปรียญธรรมประโยค ๙ ผูffเชี่ยวชาญดffาน วรรณคดีพุทธศาสนาตรวจสอบชําระ โดยใหffรักษาของเดิมใหffมากที่สุด เมื่อ
นครสวรรคในไตรภูมิพระรวง ๔๗ ตรวจสอบชําระเสร็จแลffว ตอมาไดffจัดพิมพ(เผยแพร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๗, ๒๕๒๕ และ ๒๕๒๖ ตามลําดับ ภาพจากเอกสารการสอนชุดวิชาภาษาไทย ๔ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
๔๘ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน จังหวัดนครสวรรค(ไดffรับอิทธิพลจากวรรณคดีเรื่องไตรภูมิพระรวงไวff ทุกดffานเชนเดียวกับชาวไทยทุกคน โดยเฉพาะในดffานความคิดและความเชื่อที่ เกี่ยวเนื่องกับศาสนา สิ่งที่เห็นไดffชัดเจนคือ การตั้งชื่อจังหวัดวา “นครสวรรค(” ซึ่งเปนที่อยูของเทวดา การตั้งชื่อถนนในเขตเทศบาลนครสวรรค(ซึ่งเกี่ยวขffอง เนื่องกับเรื่องราวเกี่ยวกับสวรรค( ชื่อวัด รffานคffา และสถานที่ตาง ๆ มีดังนี้ ชื่อถนนในนครสวรรค( ชื่อถนนในนครสวรรค( ถนนอมรินทร(วิถี ถนนอมรราช ถนนเทพารักษ( ถนนสวรรค(วิถี ถนนมหาเทพ ถนนหิมพานต( ถนนเทพดําเนิน ถนนโกสีย( ถนนอมราวิถี ถนนเทพนิมิต ถนนมัฆวาน ถนนวิมานแมน ถนนดาวคึงส( ถนนวิไลสวรรค( ถนนมาตุลี ถนนวงศ(สวรรค( ถนนปาริชาต ถนนสุรารักษ( ถนนที่กลาวมานี้ แบงเปนพวก ๆ ไดffคือ ถนนที่เกี่ยวกับสวรรค( ถนน ที่เกี่ยวกับเทวดา ถนนที่เกี่ยวกับพระอินทร( และถนนที่ไดffชื่อมาจากไตรภูมิ พระรวง ถนนที่เกี่ยวกับสวรรค( มี ๓ ชื่อ คือ ถนนสวรรค( ถนนวงศ(สวรรค( และ ถนนสรรค(วิถี (ซึ่งมีซอยยอยไป ตั้งแตสวรรค(วิถี ๑ ถึง สวรรค(วิถี ๗๘) ประเภทของสวรรค( ประเภทของสวรรค( ลักษณะของสวรรค(กลาวไวffในไตรภูมิพระรวง แบงออกเปน ๓ ประเภท คือ ๑. ฉกามาพจร หมายถึง สวรรค( ๖ ชั้น เรียงลําดับจากต่ําไปหาสูง คือ ๑.๑. จาตุมหาราชิก มีทffาวจตุโลกบาลเปนใหญทั้ง ๔ ทิศ คือ
นครสวรรคในไตรภูมิพระรวง ๔๙ ทffาวธตรฐ เปนใหญในพวกคนธรรพ( อยูเหนือยอดเขายุคนธร ดffานทิศตะวันออกของเขาพระสุเมรุ ทffาววิรุฬหก เปนใหญในพวกกุมภัณฑ( อยูเหนือยอดเขา ยุคนธรดffานทิศใตffของเขาพระสุเมรุ ทffาววิรูป6กษ( เปนใหญในพวกนาค อยูเหนือยอดเขายุคนธร ดffานทิศตะวันตกของเขาพระสุเมรุ ทffาวกุเวรหรือเวสสุวัณ เปนใหญในพวกยักษ( อยูเหนือยอด เขายุคนธรดffานทิศเหนือของเขาพระสุเมรุ ๑.๒. ดาวดึงส( มีพระอินทร( เปนใหญ ๑.๓. ยามะ มีทffาวสุยามเทวราช เปนใหญ ๑.๔. ดุสิต มีทffาวสันดุสิต เปนใหญ ๑.๕. นิมมานรดี มีทffาวนิมมานรดีเทวราช เปนใหญ ๑.๖. ปรนิมมิตวสวัตดี แบงเปน ๒ พวก ไมปนกัน คือ ทffาวปร นิมมิตวสวัสดีและพระยารามาธิราช ๒. โสฬสพรหม คือ สวรรค(ชั้นพรหมเปนพรหมมีรูป ๑๖ ชั้น ไดffแก ปฐมฌานภูมิ มี ๓ ระดับ คือ ปาริสัชชา ปุโรหิตา มหาพรหมา ทุติยฌาน มี ๓ ระดับ คือ ปริตตาภา อัปมาณภา อาภัสรา ตติยฌาน มี ๓ ระดับ คือ ปริตสุภา อปมณสภา สุภกิณหา จตุตฌาน มี ๒ ระดับคือ เวหัปผลา และ อสัญญีสัตตา ตอดffวย ๕ ชั้นทffายนี้ เรียกรวมกันวา พรหมป6ญจสุทธาวาส คือ อวิหา อตัปปา สุทัสสา สุทัสสี และอกนิฏฐา ๓. ป6ญจญาณภูมิ คือ สวรรค(ชั้นพรหมเปนพรหมที่ไมมีรูป ๔ ชั้น สุดทffาย กอนถึงพระนิพพาน คือ อากาสานัญจายตน วิญญานัญจายตน อาภิญจัญญายตน และ เนวสัญญาณสัญญายตน
๕๐ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน สรุปวาในสวรรค( มีเทวดา ๒ ประเภท คือ เทวดา และ ที่สูงกวาเทวดา คือพรหม สวนพรหม มี ๒ ประเภท คือ พรหมมีรูปราง กับ พรหมไมมีรูปราง บรรยากาศในสวรรค( บรรยากาศในสวรรค( บรรยากาศในสวรรค( ในไตรภูมิพระรวงกลาวถึงความสวยงามในสวรรค( บรรยายละเอียด มากวาเปนที่แหงความสุข แตละเมืองมีกําแพงแกffวลffอมรอบ มีตffนไมffสูงใหญ สวยงามในสระมีน้ําใสกวาแกffว อากาศหอมสดชื่นดffวยกลิ่นของดอกไมff หนทาง เดินในเมืองฟTากวffาง ๔๐,๐๐๐ วา ไมมีดอกไมffที่รวงเกะกะที่พื้น เพราะมีลม หอบเขffาไปในศาลาและลมนั้นพัดแตงดอกไมffใหffเรียงรffอยเรียบรffอย เมื่อเหี่ยวแลffว ก็จะมีลมพัดออกไปทั้งเอง ลมจะพัดเอาละอองเกสรดอกไมffทิพย(อันหอมดีเขffาไป ใน ที่ประชุมเทวดาแตละองค(หอมฟุTงไปทั่ว “แลดูเหลืองงามดังทานแสรffงเอา น้ําครั่งมาแตffมนั้นแล” ในสวรรค(มีแตเสียงดนตรีอันไพเราะเสนาะขึ้นมาไดffเอง สวาง สะอาด และสงบ มีปราสาทเงิน ปราสาททอง มีแผนดินทองราบเรียบเสมอกัน มีสระน้ํา อาบ มีสวนแกffว มีนางฟTาเปนบริวาร มีอาหารทิพย( มีสมบัติทิพย( ถนนเทวดา ถนนเทวดา ถนนในเขตเทศบาลนครนครสวรรค( ที่มีชื่อที่มีความหมายวาเทวดา มี ๘ ชื่อ คือ ถนนเทพดําเนิน ถนนเทพนิมิต ถนนวิมานแมน ถนนมหาเทพ ถนนเทพารักษ( ถนนอมราวิถี ถนนอมรราช และ ถนนสุรารักษ( ประเภทของเทวดา ประเภทของเทวดา เทวดาแบงออกเปน ๓ ประเภท คือ ๑. สมมุติเทวดา คือ สมมุติใหffเปนเทวดา ไดffแก กษัตริย(
นครสวรรคในไตรภูมิพระรวง ๕๑ ๒. วิสุทธิเทวดา คือ ผูffบริสุทธิ์ เชนพระขีณาสพทั้งปวงรวมทั้ง พระพุทธเจffา ๓. โอปปาติกเทวดา เทวดาที่อุบัติขึ้นมาเอง ไดffแก เทวดาในสวรรค( ที่อยูของเทวดา ที่อยูของเทวดา เทวดาที่อุบัติขึ้น มีที่อยู นอกจากจะอยูที่ สวรรค(แตละชั้นแลffว ยังมีเทวดาที่ประจําอยูที่อื่นดffวย เชน ในอากาศ แผนดิน ภูเขา และตffนไมff มีวิมาน ปราสาทแกffวอันงดงามเหมือนกันแตจะหักพังไดffตาม สภาพของที่อยู เชน ถffาตffนไมffหักพิมานก็หักแตถffา เหลือตอ ปราสาทแกffวก็ยังไมพัง ยังตั้งขึ้นใหมไดff แต ถffาตffนไมffโคนถึงรากพิมานถึงจะหายไป เทวดาพวกนี้ บางตําราเรียกวา “เทพารักษ(” หรือ “รุกขเทวดา” ภาพเทวดาตามความเชื่อ ภาพเทวดาตามความเชื่อ ภาพเทวดาตามความเชื่อ ของคนไทย ของคนไทย ของคนไทย ลักษณะของเทวดา ลักษณะของเทวดา เทวดาที่เปนใหญในสวรรค(จะรูปรางสูงใหญ สูง ๖,๐๐๐ วา เทวดา บริวารตามปกติจะสูง ๔,๐๐๐ วา ผูffที่ไดffกระทําบุญและไดffไปเกิดเปนเทวดา จะมี ปราสาทแกffวและมีสมบัติทิพย(มากมาย การไปเกิดขึ้นอยูกับเวลาและสถานที่เกิด คือ ถffาเกิดใน “ผffาภพพ” คือ ผffาอันงดงามจะไดffเปนลูกสาวของเทวดา คือ เปน นางฟTา ถffาเกิดเหนือที่นอนของเทวดาองค(ใดจะไดffเปนเมียของเทวดาองค(นั้น ถffา เกิดแทบตีนแทนของเทวดาผูffใดจะเปนสาวใชffของเทวดาผูffนั้น ถffาทําบุญนffอย ไปเกิดในประตูปราสาทหรือกําแพงจะไดffเปนขffาของเจffาของปราสาทหรือกําแพง นั้น ถffาเกิดนอกกําแพงจะเปนไพรฟTาของเจffาของดินแดนนั้น ถffาเกิดกึ่งกลาง
๕๒ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ดินแดนตffองดูวาหันหนffาไปทางทิศใดก็ใหffเปนไพรฟTาของเมืองนั้น แตถffาเกิดโดย แหงนหนffาขึ้นพระอินทร(จะรับไวffเปนไพรฟTาของพระองค(เอง จะไดffไมทะเลาะ แยงชิงกัน เมื่อเทวดาเกิดตัวจะใหญขึ้นเอง ไมมีเทวดาเด็ก แตงกายดffวย เครื่องประดับงดงาม บริสุทธิ์ ไมมีมลทิน กลิ่นกายหอม เนรมิตตัวเองใหffใหญเล็ก เทาใดก็ไดff กินอาหารทิพย( ไมมีการขับถาย ไมแก ไมเจ็บ สุขสําราญบานใจทุก เวลา สําหรับเทวดาผูffใหญนั้น เฉพาะเครื่องประดับ ถffาถอดออกจะตffองใชffถึง ๑,๐๐๐ เกวียนจึงจะเก็บไดffหมดและรางกายมีกลิ่นหอมดffวยเครื่องหอมกระแจะ จันทน( ถffาขูดออกใสตุม ตffองใชffตุมถึง ๙ ตุม ถนนพระอินทร( ถนนพระอินทร( ถนนที่มีชื่อที่มีความหมายวาพระอินทร( มี ๓ ชื่อ คือ ถนนโกสีย( ถนนมัฆวาน ถนนอมรินทร(วิถี กําเนิดพระอินทร( กําเนิดพระอินทร( พระอินทร(เปนเทวดาที่ชาวพุทธรูffจักดีที่สุด ดีกวาเทวดาองค(อื่น ๆ มี ปรากฏในพุทธประวัติและวรรณคดีไทยหลายเรื่อง เปนเทวดาที่คอยปกปTอง ศาสนาพุทธ เคยทูลถามป6ญหาธรรมจากพระพุทธเจffา กําเนิดของพระอินทร( เดิมเปนมนุษย(ชื่อ มาฆมานพ ใฝVใจใหffทาน ถือ ศีลหffา บําเพ็ญกุศลพรffอมดffวยบริวารอีก ๓๓ คน ตายไปจึงไดffเกิดเปนพระอินทร( ในสวรรค(ชั้นดาวดึงส( สมัยนั้นสวรรค(ชั้นดาวดึงส(เปนที่อยูของอสูร พระอินทร( ออกอุบายใหffอสูรดื่มน้ําโสมจนเมา แลffวจับโยนลงสวรรค( ซึ่งเปนตffนเหตุของเทวา สุรสงคราม
นครสวรรคในไตรภูมิพระรวง ๕๓ พระอินทร(มีชายา ๔ องค( คือ สุธัมมา สุจิตรา สุนันทาและสุชาดา อายุ ของพระอินทร(ราว ๑,๐๐๐ ป;ทิพย( หรือ จนกวาจะหมดบุญ พระอินทร(มีรัศมีสวางไสว มี ผิวพรรณงามเหมือนทองคํา บffางวาสีเขียว ประกอบดffวยรูปทิพย( เสียงทิพย( สัมผัส ทิพย( มีสายฟTาเปนอาวุธ มีเทพบุตรชื่อ ไอยราวัณเทพบุตร มีหนffาที่นิมิตตัวเปน ชffางเผือกชื่อไอราพรตหรือเอราวัณ เปน พาหนะของพระอินทร( ซึ่งตัวใหญมาก มี ๓๓ เศียร คือสูง ๑,๒๐๐,๐๐๐ วา ภาพพระอินทร(ลายไทย ภาพพระอินทร(ลายไทย ภาพพระอินทร(ลายไทย ถนนที่เกี่ยวเนื่องกับพระอินทร( ถนนที่เกี่ยวเนื่องกับพระอินทร( ชื่อถนนที่เกี่ยวกับพระอินทร( ๓ ชื่อ คือ ถนนดาวดึงส( ถนนปาริชาต ถนนมาตุลี ดาวดึงส( ดาวดึงส( ดาวดึงส( เปนสวรรค(ชั้นที่ ๒ เปนที่อยูของพระอินทร( อยูสูงกวาสวรรค( ชั้นจาตุมหาราชิก ไกลถึง ๓๓๖,๐๐๐,๐๐๐ วา อยูสูงเสมอเขาพระสุเมรุ กวffาง ใหญมากประตูเมืองทั้ง ๔ ดffานเมื่อเปWดออกจะไดffยิน ทิพยดุริยางค(ไพเราะนัก มีเมืองชื่อสุทัศนคร มีปราสาทชื่อไพชยนต( แตละทิศมี อุทยานประจําทิศ ดังนี้ ทิศบรูพา มีสวนชื่อ นันทวัน ทิศทักษิณ มีสวนชื่อ ผรุสกวัน ทิศป6จจิม มีสวนชื่อ จิตรลดาวัน
๕๔ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ทิศอุดร มีสวนชื่อ สักกวัน ทิศอีสาน มี ๒ สวน คือ มหาวันและบุณฑริกวัน ที่สวนนี้มีไมffทองหลาง ใหญ ชื่อปาริชาต กัลปพฤกษ( ใตffตffนปาริชาตมีแทนบัณฑุกัมพล และมีศาลาชื่อ สุธัมมาเทพยสภา ปาริชาต ปาริชาต ปาริชาต เปนชื่อตffนทองหลางใหญที่มีชื่อวา ปาริชาต สูงใหญมาก รอบตffนวัดไดff ๑๒๐,๐๐๐ วา สูง ๘๐,๐๐๐ วา รffอยป;จึงจะบานสักครั้ง เปนที่ชื่น ชอบของเหลาเทวดามากถึงขนาดไปรอเฝTาวันดอกปาริชาตบาน เมื่อเวลาบาน เต็มตffนจะสวางไสวเรืองรองมีรัศมีไปไกลถึง ๘ แสนวา เทวดาองค(ใดไดffกลิ่นและ อยากไดffจะใสหอผffาหรือผอบ ดอกไมffนี้จะลอยมาใสเองถffารับไมทันก็ไมตกพื้น จะมีลมประคองรับไวffในอากาศ กลิ่นหอมของดอกปาริชาตินี้บางตําราวาจะทํา ใหffระลึกชาติไดff มาตุลี เปนชื่อเทวดาสารถีประจําองค(ของพระอินทร( มีหนffาที่ประจํา คือ เอาแผนทองจารึกชื่อผูffทําบุญไปถวายใหffพระอินทร( เพื่อใหffเทวดาทั้งหลายดู หากเห็นวามีแผนทองมากก็พากันยินดีที่จะมีเพื่อนเทวดามากขึ้น ถffาเห็นแผน ทองมีนffอยลงก็จะหากันเสียใจวาสวรรค(จะมีเทวดาเหลือนffอยจะไปอยูในนรกกัน เสียหมด ถนนในเทศบาลนครสวรรค(ที่มีชื่อเกี่ยวเนื่องกับวรรณคดีเรื่องไตรภูมิ พระรวง ยังมีอีก ๑ ชื่อ คือ ถนนหิมพานต( หิมพานต( หิมพานต( หิมพานต( หิมพานต(เปนชื่อปVาที่อยูในชมพูทวีป ชมพูทวีปเปนที่อยูของมนุษย( เปนทวีปที่จะมีพระพุทธเจffามาบังเกิดเพื่อตรัสรูff ปVาหิมพานต(กวffางใหญมาก อยู ระหวางเขา ๕ ลูก คือ สุทัศนกูฏ จิตรกูฏ กาฬกูฏ คันทมาทและไกรลาส กับ ขอบกําแพงจักรวาลเปนพื้นดินที่โผลมาจากทะเลสีทันดร มีไมffหวffาใหญตffนหนึ่ง
นครสวรรคในไตรภูมิพระรวง ๕๕ สูง ๕๐ โยชน( วัดโดยรอบไดff ๑๕ โยชน( ดอกหวffานั้นหอมมาก ลูกหวffานั้นกิน หวานปานน้ําผึ้ง ถffาตกถูกตัว ตัวจะหอมดังแกนจันทน( ยางลูกหวffาถffาตกลงไปใน น้ําจะกลายเปนทองสุกชื่อชมพูนุท ตffนหวffามีชื่ออีกเรื่องหนึ่งวา ตffนชมพู ที่ ปV า หิ ม พ า น ต( มี ตff น นารีผล ลูกนารีผลนั้นงามมากราว กับสตรีอายุ ๑๖ ป; เปนที่อยูของ คนธรรพ( นักสิทธิ์ วิทยาธรตาง ๆ ฝูงสัตว(และคน มีคนอยูที่ปVานี้ดffวย ไมทํานาทําไร ขffาวและถั่วเกิดงอก ไดffเอง กินอรอยกินหวาน มีปVาใหญ นffอยลffอมรอบ มีแมน้ําใหญ ๗ สาย มีตffนไมffหอมและเปนยา มีภูเขา ที่ขffางแรมจะรุงเรืองชัชวาลสวาง ดังถานเพลิง เมื่อเดือนเพ็ญภูเขานี้ จะสุกสกาวรุงเรืองดังไฟไหมff มีถ้ํามี ภาพจิตรกรรมตffนนารีผลตามจินตนาการ ภาพจิตรกรรมตffนนารีผลตามจินตนาการ คูหาที่เปนที่อยูของป6จเจกพุทธเจffา จากวรรณคดีเรื่องไตรภูมิพระรวง จากวรรณคดีเรื่องไตรภูมิพระรวง จากวรรณคดีเรื่องไตรภูมิพระรวง ภูเขาในปVาหิมพานต(ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ เขาไกรลาส เปนสีเงิน เปนตffน กําเนิดของป6ญจมหานที คือ คงคา ยมุนา จิรวดี มหิ และสรภู มีปVาขffาวสาลี ปVาแตง ลูกเทาไห ปVาอffอยลํางามเทาลําหมาก ปVากลffวยที่มีลูกเทางาชffาง ปVาขนุนลูกใหญเทาตุมน้ําเปนที่อยูของพระยาฉัททันตชffางสาร ฝูงกินรี มีสระ อโนดาต และอื่น ๆ อีกมากมาย
๕๖ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ชื่อวัดในจังหวัดนครสวรรค(ที่เกี่ยวเนื่องกับไตรภูมิพระรวง เกี่ยวกับ สวรรค( มีดังนี้ วัดนครสวรรค( วัดถ้ําพรสวรรค( วัดคีรีสวรรค( วัดสวรรค(ธาราม วัดสวรรค(ประชากร วัดแสงสวรรค( วัดสวรรค(วิถีธรรมาราม และ วัดสวรรค(สังฆาราม ชื่อวัดที่เกี่ยวกับเทวดาและเทวดาชั้นพรหม มีดังนี้ วัดเทพพรสวรรค(ธารหวาย วัดพรหมจริยาวาส วัดแสงธรรมสุธาวาส วัดโพธิ์สุธาวาส วัดเทพสุธาวาส และ วัดสังขสุธาวาส ชื่อวัดที่หมายถึงพระอิศวร คือ วัดจอมคีรีนาคพรต และวัดศรีไกรลาศ พระอิศวร คือเทวดาผูffเปนใหญในสวรรค( พระอิศวร มีกายสีเขียว แตพระศอเปนสีดําเพราะเคยดื่มยา พิษ มีพระเนตรถึง ๓ ดวง ดวงที่ ๓ อยูกลางพระ นลาฏ ซึ่งตามปกติจะหลับอยูเนื่องจากพระเนตร ดวงที่ ๓ นี้มีอานุภาพรffายแรงมาก หากลืมขึ้น เมื่อใดจะเผาผลาญทุกอยางใหffมอดไหมffไดff มีที่อยู คือยอดเขาไกรลาส ภาพพระอิศวร ภาพพระอิศวร ภาพพระอิศวร สถานที่และชื่อรffานคffา สถานที่และชื่อรffานคffา อุทยานสวรรค( โรงพยาบาลสวรรค(ประขารักษ( โรงพยาบาลศรี สวรรค( หffางสรรพสินคffาวิถีเทพ
นครสวรรคในไตรภูมิพระรวง ๕๗ นอกจากนี้ยังมีชื่อโรงเรียน โรงแรม หนวยงาน รffานคffา และอื่น ๆ อีก หลากหลายประเภทที่มีชื่อตั้งตามความเชื่อมาจากวรรณคดีเรื่องไตรภูมิพระรวง อันเปนวรรณคดีที่ทรงคุณคาทางดffานพุทธศาสนา มีอิทธิพลตอจิตใจของคนไทย มาอยางลึกซึ้งและยาวนานจนถึงป6จจุบันและยังคงยั่งยืนไปในอนาคตอีกดffวย บรรณานุกรม บรรณานุกรม ลิไท,พญา. (๒๕๑๕). ไตรภูมิพระร ไตรภูมิพระร ไตรภูมิพระรวง. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร.. เสฐียรโกเศศ. (๒๕๐๒). เลาเรื่องไตรภูมิ เลาเรื่องไตรภูมิ เลาเรื่องไตรภูมิ. พระนคร : โรงพิมพ(สามมิตร. http://www.oknation.net/blog/print.php?id=158011 http://www.siamganesh.com/indra.html http://www.aia.or.th/luangpor_boonpeng_925300316.htm
๕๘ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน อันความรูรูกระจางแตอยางเดียว แตใหเชี่ยวชาญเถิดคงเกิดผล อาจจะชักเชิดชูฟูสกนธ# ถึงคนจนพงศ#ไพรคงไดดี พระยาศรีสุนทรโวหาร (นอย อาจารยางกูร)
ปญหาการพูดภาษาไทย ของนักศึกษาจีน ชนิกา พรหมมาศ
๖๐ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน บทนํา ภาษาเปนเครื่องมือแสดงถึงอารยธรรมและวัฒนธรรมของชาติ เปน สัญลักษณ&ที่เกิดจากการถ)ายทอดภาษาพูดเพื่อสื่อสารในรูปของลายลักษณ& ใน อดีต การศึกษาภาษาเปนไปเฉพาะในชาติและเผ)าพันธุ&ของตนเท)านั้น แต)ต)อมา การเรียนรู3ภาษาข3ามชาติและข3ามวัฒนธรรมก็บังเกิดขึ้น ป5จจุบันการศึกษาภาษา ต)าง ๆ เปนไปเพื่อความรอบรู3ทันโลก ทันข3อมูลเหตุการณ& และเพื่อความเข3าใจ วัฒนธรรม ความคิด ความรู3สึก ค)านิยม ความเชื่อ ตลอดจนวิถีปฏิบัติใน ชีวิตประจําวัน ศรีวิไล ดอกจันทร& (๒๕๒๙ : ๗๗) ได3กล)าวว)า บุคคลที่พูดมากกว)าหนึ่ง ภาษานี้อาจจะสามารถปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม (Switch Culture) ได3เหมือนกับ การเปลี่ยนภาษา (Switch Language) และบางครั้งอาจจะมีการหยิบค)านิยม ทางวัฒนธรรมหนึ่งมาใช3กับวัฒนธรรมหนึ่ง มีการยืมวัฒนธรรมเหมือนกับที่ยืม ภาษาและอาจก)อให3เกิดการเชื่อมหรือรวมตัวทางวัฒนธรรม (Culture Fusion) ได3ในสังคมป5จจุบัน เราอาจพบคนที่มีหลายวัฒนธรรมที่คนวัฒนธรรมเดียวไม) สามารถจะเข3าใจตัวเขาได3 คนที่มีหลายภาษาและวัฒนธรรมในตัวเองนี้อาจ แสดงพฤติกรรมการสื่อสารต)าง ๆ ที่คนวัฒนธรรมเดียวภาษาเดียวงุนงง เช)น การฟ5งเพลงของเขา การตกแต)งบ3าน การแต)งกาย ค)านิยม ทัศนคติ ฯลฯ อาจเปลี่ยน (Switch) ไปมาในระหว)างหลายวัฒนธรรมที่เขามีอยู) การที่รับ ภาษาและวัฒนธรรมเพิ่มเข3ามาก็จะเปนการเพิ่มความสามารถเห็นสิ่งต)าง ๆ ด3วย สายตาที่กว3างไกลและมีบุคลิกภาพที่เปลี่ยนแปลงไป (Gaining a New Perspective and a New Personality) ดังนั้น การเรียนรู3ภาษาจึงเปนความสามารถเฉพาะของมนุษย&ที่อาศัย การฝ^กฝนให3เกิดความเคยชินในการใช3ภาษา และที่สําคัญความสําคัญใน
ปญหาการพูดภาษาไทยของนักศึกษาจีน ๖๑ การเรียนรู3ภาษาที่ดีนั้นคือ จะต3องคลุกคลีและใกล3ชิดกับภาษาหรือสังคมของ ภาษาที่เราต3องการเรียนรู3นั้นเองเพื่อให3เกิดประสิทธิภาพในการเรียนรู3ภาษาที่ดี วัตถุประสงค&ในการเรียนภาษาต)างประเทศเปนภาษาที่สอง มีสาม ประการ คือ ๑) เรียนเพื่อการใช3ซึ่งเน3นหนักทางการฟ5งและการพูด ๒) เรียน เพื่อการใช3ซึ่งเน3นหนักทางการอ)านและการเขียน และ ๓) เรียนเพื่อความถนัด หรือความสามารถดีเยี่ยม โดยทั้งสามวัตถุประสงค&ข3างต3นนี้มีความสอดคล3องกับ ผจงกาญจน& ภู)วิภาดาวรรธน& (๒๕๔๘) ซึ่งได3กล)าวถึงจุดมุ)งหมายในการสอน ภาษาที่สอง ก็คือ การพัฒนาให3ผู3เรียนสามารถใช3ภาษาเพื่อการสื่อสารได3อย)าง คล)องแคล)ว โดยทั่วไปเราจะหมายถึงความสามารถในสามประการ คือ ๑) ความสามารถทางไวยากรณ& ซึ่งรวมถึงเสียง คํา โครงสร3างประโยคและ ความหมาย ๒) ความสามารถทางการใช3และเข3าใจภาษาที่มีเนื้อความต)อเนื่อง มีความสอดคล3องเชื่อมโยงกันเพื่อให3การสื่อสารบรรลุตามความมุ)งหมายของผู3ใช3 ภาษา ทั้งนี้รวมถึงภาษาพูดและภาษาเขียน และ ๓) ความสามารถในการใช3 ภาษาอย)างเหมาะสมกับสถานการณ&และบทบาททางสังคม ภาษาไทยนับเปนอีกภาษาหนึ่งที่มีผู3สนใจเรียนรู3เปนภาษาที่สอง เห็น ได3จากการเปdดสอนภาษาไทยในสถาบันและมหาวิทยาลัยของประเทศต)าง ๆ เช)น เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย จีน ญี่ปุfน เกาหลีใต3 รวมทั้งประเทศ เพื่อนบ3านของไทย ไม)ว)าจะเปน ลาว กัมพูชา และพม)า เปนต3น ในสถาบันและ มหาวิทยาลัยที่กล)าวมานี้ บางแห)งก็จะมีครูผู3สอนที่มีความรู3ในวิชาภาษาไทย หรือครูผู3สอนจากประเทศไทยไปสอนยังประเทศนั้น นอกจากนี้ยังมีการ แลกเปลี่ยนนักศึกษามาเรียนรู3ภาษาไทยในประเทศไทยเพื่อศึกษาวัฒนธรรม ควบคู)กับการเรียนภาษาไทยด3วย จากประสบการณ&การสอนภาษาไทยให3แก)นักศึกษาจีน พบว)ามี ข3อบกพร)องในการพูดอยู)พอสมควร โดยเฉพาะอิทธิพลของภาษาจีนบางประการ
๖๒ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ที่ทําให3เกิดข3อบกพร)องในการพูด เช)น ข3อแตกต)างของหน)วยเสียงพยัญชนะ และสระ ภาคแสดงของภาษาจีนและภาษาไทยมีส)วนประกอบที่เหมือนหรือ คล3ายกันอยู)ไม)น3อย แต)คําขยายในภาษาจีนจะมีตําแหน)งอยู)ข3างหน3า ส)วนใน ภาษาไทยจะมีตําแหน)งอยู)ข3างหน3า เปนต3น ดังนั้น บทความนี้จึงมุ)งศึกษาในเรื่อง ป5ญหาการพูดภาษาไทยของ นักศึกษาจีน เพื่อให3เปนแนวทางสําหรับแก)ผู3สอนเพื่อการปรับปรุง แก3ไข และ พัฒนาการสอนพูดภาษาไทยสําหรับนักศึกษาจีนที่เรียนภาษาไทยเปนภาษาที่ สองให3มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต)อไป ข3อบกพร)องในการพูดภาษาไทยของนักศึกษาจีน ข3อบกพร)องในการพูดภาษาไทยของนักศึกษาจีน ป5ญหาการพูดภาษาไทยของนักศึกษาจีนมีข3อบกพร)องอยู)ด3วยกัน ๒ ประการ คือ ๑. ข3อบกพร) ข3อบกพร) ข3อบกพร)องในการ องในการ องในการออกเสียง ออกเสียง ออกเสียงคํา ข3อบกพร)องในการใช3คําที่พบมากที่สุด คือ ออกเสียงพยัญชนะท3ายผิด รองลงมา คือ ออกเสียงพยัญชนะต3นผิด ออกเสียงสระผิด ไม)ออกเสียง พยัญชนะท3าย (ตัวสะกด) ออกเสียงวรรณยุกต&ผิด ตามลําดับ ๒. ข3อบกพร)องในการใช3ประโยค ข3อบกพร)องในการใช3ประโยค ข3อบกพร)องในการใช3ประโยค ข3อบกพร)องในการเรียบเรียงคําเข3าประโยคที่พบมากที่สุด คือ การใช3 คําไม)ถูกต3อง รองลงมา คือ การใช3คําเกินความจําเปน ขาดคํา ขาดคําเชื่อม เรียงคําหรือข3อความผิดลําดับ ใช3คําเชื่อมผิด ใช3สํานวนผิด และใช3สํานวน ต)างประเทศในประโยค ตามลําดับ
ปญหาการพูดภาษาไทยของนักศึกษาจีน ๖๓ การวิเคราะห&ข3อบกพร)องในการพูด การวิเคราะห&ข3อบกพร)องในการพูด ๑. การใช3คําในการพูด การใช3คําในการพูด การใช3คําในการพูด ลักษณะข3อบกพร)องของการใช3คําในการออกเสียงที่พบมากที่สุด คือ ออกเสียงพยัญชนะท3ายผิด ทั้งนี้เพราะนักศึกษาเคยชินกับการออกเสียงผิด และ มีความสับสนในการใช3เสียงพยัญชนะสะกด ซึ่งในภาษาจีนกล ภาษาจีนกลางมีพยัญชนะ างมีพยัญชนะ สะกดเพียง ๒ สะกดเพียง ๒ เสียงเท)านั้น เทียบได3กับมาตรา กน และมาตรา กง เสียงเท)านั้น เทียบได3กับมาตรา กน และมาตรา กง เสียงเท)านั้น เทียบได3กับมาตรา กน และมาตรา กง ต)างจาก พยัญชนะสะกดในภาษาไทยซึ่งมีด3วยกัน ๘ พยัญชนะสะกดในภาษาไทยซึ่งมีด3วยกัน ๘ เสียง โดยเฉพาะพยัญชนะสะกด มาตรา กน และมาตรากง นักศึกษาจะออกเสียงสลับกัน คือ พยัญชนะมาตรา กน ออกเสียงเปน พยัญชนะมาตรา กง และ พยัญชนะมาตรา กง ออกเสียง เปน พยัญชนะมาตรา กน เนื่องจากลักษณะร)วมของพยัญชนะสะกด น กับ ง น กับ ง คือต)างก็เปนพยัญชนะนาสิกเหมือนกัน คือต)างก็เปนพยัญชนะนาสิกเหมือนกัน างก็เปนพยัญชนะนาสิกเหมือนกัน ดังนั้นเมื่อเวลาที่นักศึกษาออกเสียงจึงออกเสียงสลับกัน จากเหตุผล ดังกล)าวมานี้จะเห็นได3ว)าภาษาจีนก็มีพยัญชนะตัวสะกดมาตรา กน และมาตรา กง เหมือนกับภาษาไทย แต)ก็ไม)ได3มีอิทธิพลในการแปลจากภาษาแรกสู)ภาษาที่ สอง เพราะมีความบกพร)องในการออกเสียงพยัญชนะสะกด ๒ มาตรานี้อย)าง ชัดเจน ส)วนความบกพร)องของพยัญชนะมาตราอื่น ๆ ที่พบในการออกเสียง เช)น มาตรา กก มาตรา กด และ มาตรา กบ นั้น เนื่องจากภาษาจีนมีพยัญชนะ สะกดเพียง ๒ เสียง ดังนั้นจึงเปนการยากในการออกเสียงพยัญชนะสะกดใน ภาษาไทยเพราะนักศึกษาไม)เคยชินกับการออกเสียงพยัญชนะสะกดซึ่ง นอกเหนือไปจากพยัญชนะสะกดในภาษาแม)ของตน คือ ภาษาจีน ซึ่งอาจทําให3 เกิดความบกพร)องในการออกเสียงได3 ส)วนการออกเสียงพยัญชนะต3นนั้น พบว)า ในภาษาจีนมีอิทธิพลใน การถ)ายทอดภาษาแรกมายังภาษาที่สอง คือ ในภาษาจีนไม)มี ในภาษาจีนไม)มี ในภาษาจีนไม)มีเสียงพยัญชนะต3น พยัญชนะต3น ที่มีอยู)ในภาษาไทยคือ ที่มีอยู)ในภาษาไทยคือ นภาษาไทยคือ เสียงพยัญชนะตัว ด และ พยัญชนะตัว ด และ พยัญชนะตัว ด และเสียงพยัญชนะ บ พยัญชนะ บ พยัญชนะ บ ดังนั้น
๖๔ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน เมื่อออกเสียงพยัญชนะต3นในภาษาไทยจึงออกเปนหน)วยเสียงพยัญชนะต3นใน ภาษาจีน คือ เปลี่ยนเสียงพยัญชนะ ด เปนเสียง พยัญชนะ ต และเปลี่ยน เสียงพยัญชนะ บ เปนเสียง พยัญชนะ ป ข3อบกพร)องที่พบในการใช3พยัญชนะต3นที่พบมากอีกประการ ก็คือ การ ออกเสียงพยัญชนะ น เปนเสียงพยัญชนะ ล อีกทั้งการออกเส ออกเสียงพยัญชนะ น เปนเสียงพยัญชนะ ล ียงพยัญชนะ ช พยัญชนะ ช พยัญชนะ ช ลักษณะข3อบกพร)องที่พบไม)ใช)การออกเสียงเปลี่ยนไปจากเดิม แต)เปนการออก เสียงมีลมมากกว)าปกติ คือ พยัญชนะ ช ในภาษาไทยซึ่งเทียบได3กับเสียง พยัญชนะต3นในภาษาจีนนั้น การออกเสียงจะเ พยัญชนะต3นในภาษาจีนนั้น การออกเสียงจะเ การออกเสียงจะเทียบได3กับเสียง ทียบได3กับเสียง ทียบได3กับเสียง sh- ใน ภาษาอังกฤษ นั่นคือ เวลาออกเสียงพยัญชนะต3น ช นักศึกษา ภาษาอังกฤษ จะออกเสียงมีลม มากกว)าปกติที่พูดกันในภาษาไทย เหตุผลนี้ก็คือ การถ)ายทอดจากภาษาแรกสู) ภาษาที่สองในการเรียนนั่นเอง นักศึกษาจะเปรียบเทียบหน)วยเสียงที่มีลักษณะคล3ายกับภาษาไทย แต) ไม)ออกเสียงเหมือนกับภาษาที่สองแต)จะออกเสียงเหมือนกับภาษาแรกของตน ลักษณะอีกประการของข3อบกพร)องที่พบในการใช3คําในภาษาพูด ก็คือ นักศึกษา ไม)ออกเสียงพยัญชนะท3าย (ตัวสะกด) ทั้งนี้เพราะอิทธิพลของภาษาแรกคือ ภาษาจีนมีหน)วยเสียงพยัญชนะท3ายเพียง ๒ เสียง ซึ่งเทียบได3กับหน)วยเสียง ภาษาไทย คือ มาตรา กง กับ มาตรา กน ดังนั้นเมื่อเวลาออกเสียงพยัญชนะ ท3าย (ตัวสะกด) ที่ไม)ใช)พยัญชนะ ง กับ น ก็จะไม)ออกเสียงพยัญชนะท3าย ตัวสะกดนั้น ส)วนข3อบกพร)องของการออกเสียงสระผิด การออกเสียงสระผิด การออกเสียงสระผิดส)วนใหญ) คือ เปลี่ยนสระ เปลี่ยนสระ เสียงสั้น เปน สระเสียงยาว หรือไม)ก็ เปลี่ยนเสียงจากสร เสียงสั้น เปน สระเสียงยาว เปลี่ยนเสียงจากสระเ เปลี่ยนเสียงจากสระเสียงยาว เปน สระ ะเสียงยาว เปน สระ เสียงสั้น ทั้งนี้เพราะในภาษาจีนไม)มีการแยกสระเสียงสั้นก เสียงสั้น ับสระเสียงยาว เหมือนกับภาษาไทย ดังนั้นเมื่อเวลานักศึกษาออกเสียงสระจึงมีความบกพร)อง เกิดขึ้น ส)วนการออกเสียงวรรณยุกต&นั้นไม)พบข3อบกพร)อง ทั้งนี้เพราะภาษาจีน
ปญหาการพูดภาษาไทยของนักศึกษาจีน ๖๕ ก็เปนภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต&คล3ายกับภาษาไทย ดังนั้นนักศึกษาจึงสามารถ แยกเสียงและออกเสียงคําได3อย)างถูกต3อง ส)วนพยัญชนะควบกล้ํานั้นพบข3อบกพร)องในการพูด คือ พยัญชนะ ควบกล้ําที่มี ร ควบ เช)น คําว)า ครอบครัว พร3อม โกรธ กราบ เครื่อง ครบ เปน ต3น นักศึกษาจีนจะออกเสียง ร ไม)ได3 เพราะในภาษาจีนออกเสียงไม)เหมือน ภาษาไทย ร /r/ ( /r/ ภาษาจีน r จะคล3ายกับเสียง /r/ ในภาษาอังกฤษ แต)ตอน ออกเสียงปลายลิ้นห)อไปทางเพดานแข็ง) เพราะถือว)าเปนลักษณะสําคัญของ ภาษาไทยที่ไม)มีในภาษาจีน ภาษาจีนซึ่งไม)มีคําควบกล้ําเหมือนกับภาษาไทย จึงเปนการยากในการฝ^กลิ้นในการออกเสียงให3เหมือนเช)นเดียวกับคนไทยออก เสียง แต)ก็ไม)ได3มีป5ญหาในเรื่องของการสื่อความหมายแต)อย)างใด ๒. การใช3ประโยคในการพูด การใช3ประโยคในการพูด การใช3ประโยคในการพูด เนื่องจากคําภาษาไทยมีความหมายและรูปแบบในการใช3ต)างกัน ดังนั้น จึงมีความจําเปนที่นักศึกษาจีนควรจะทราบความหมายและหน3าที่ รวมทั้ง รูปแบบในการใช3คําในประโยคให3ถูกต3อง จากข3อบกพร)องที่พบในการเรียบ เรียงคําเข3าในประโยคของนักศึกษาจีนที่พบมากที่สุด คือ การใช3คําไม)ถูกต3อง จึง ทําให3ความหมายในประโยคเปลี่ยนไปหรือไม)ชัดเจน เช)น ก. “คนไทยเปนคนที่เร)าร3อน” ข3อบกพร)องของประโยคนี้ คือ คําว)า เร)าร3อน ควรใช3คําว)า อบอุ)น ใจร3อน แทน ดังนั้นควรพูดว)า คน ไทยเปนคนอบอุ)น หรือใจร3อน ก็ว)า ข. “แม3แต)เขามาเมืองจีน ๑ ปl แต)เขาพูดภาษาจีนเก)ง” ข3อบกพร)อง ของประโยคนี้ คือ ใช3คําสันธานผิดในประโยค ควรใช3คําว)า “แม3ว)า…..แต)…ก็” แทนคําสันธานที่ใช3ผิดในประโยคคือ แม3แต)
๖๖ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน จึงจะได3ใจความสมบูรณ& ดังนั้นควรพูดว)า “แม3ว)าเขามาเมืองจีน ๑ ปl แต)เขาก็พูดภาษาจีนเก)ง” ค. “ฉันคิดว)ามากคนไทยน)าคบเปนเพื่อน” ข3อบกพร)องของประโยคนี้ คือ เรียงคําเข3าประโยคไม)ถูกต3อง ประโยคนี้ควรพูดว)า “ฉันคิดว)า คนไทยส)วนมากน)าคบเปนเพื่อน” มากคนไทย ไม)ใช)โครงสร3าง ของภาษาไทย เรามักใช3คําวิเศษณ&วางไว3หลังคํานาม เช)น คนดี, โตoะกลม ง. “ดังนั้นผมลืมภาษาไทยไม)ได3” ข3อบกพร)องของประโยคนี้คือ ขาด คําสันธานเชื่อมเพื่อให3ได3ใจความสมบูรณ& คือ “ดังนั้น….จึง” ประโยคนี้ควรพูดว)า “ดังนั้นผมจึงลืมภาษาไทยไม)ได3” จ. “หลังจากที่หนูทานอาหารกลางเสร็จแล3ว” ข3อบกพร)องของ ประโยคนี้ คือ ใช3คําไม)ถูกต3อง ขาดคําทําให3ขาดความ จาก ประโยคนี้ใช3คําว)า อาหารกลางวัน เปน อาหารกลาง ขาดคํา “วัน” จึงทําให3ใจความไม)สละสลวย ดังนั้นเมื่อพูดประโยคนี้ให3 ถูกต3องควรพูดว)า “หลังจากที่หนูทานอาหารกลางวันเสร็จแล3ว” ฉ. “ในเทอมหน3าผมก็จะจบเรียนแล3ว” ข3อบกพร)องของประโยคนี้ คือ ใช3คํากริยาไม)ถูกต3อง คือคําว)า จบเรียน คํากริยาในภาษาไทย ถ3ามี ๒ คํากริยาอยู)ด3วยกัน ต3องถือเอาคํากริยาหลักไว3ข3างหน3าแล3ว จึงตามด3วยกริยารอง ดังประโยคนี้ควรพูดว)า “ในเทอมหน3าผมก็ จะเรียนจบแล3ว” จึงจะถูกต3อง ช. “วันหยุดปlใหม) หนูอยากไปที่ไหนก็ไปที่ไหน” ข3อบกพร)องของ ประโยคนี้ คือ ใช3คําไม)ถูกต3อง คืออยากไปที่ไหนก็ไปที่ไหน ไม)มี ใช3ในภาษาไทย ดังประโยคนี้ควรพูดว)า “วันหยุดปlใหม) หนูอยาก
ปญหาการพูดภาษาไทยของนักศึกษาจีน ๖๗ ไปที่ไหนก็ไปที่นั่น” (อยากทําอะไรก็ทํา, อยากเปนอะไรก็เปน เปนต3น) ฯลฯ ทั้งนี้เพราะการสะสมคําภาษาไทยของนักศึกษาจีนยังมีไม)มากพอจึง เลือกใช3คําไม)ถูกต3องในการเรียบเรียงประโยค ส)วนการใช3ประโยคในรูปแบบ ของโครงสร3างและหน3าที่ในประโยคนั้นพบข3อบกพร)องไม)ค)อยมากนัก นั่นเพราะ ลักษณะโครงสร3างประโยคภาษาไทยและภาษาจีนมีความคล3ายคลึงกันคือ ประธาน + ประธาน + กริยา + กรรม จึงทําให3มีความบกพร)องในการใช3ประโยคไม)มาก เท)ากับการใช3คํา ระบบเสียงในภาษาไทย ระบบเสียงในภาษาไทย
๖๘ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน อย)างไรก็ตาม อุดม วโรตม&สิกขดิตถ& (๒๕๑๙ : ๖๙) ได3แสดงคํา ตัวอย)างของเสียงพยัญชนะให3เห็นชัดเจน ดังนี้ ตาราง ตัวอย)างคําและสัญลักษณ&ของเสียงพยัญชนะไทย ตาราง ๑. เสียงพยัญชนะต3น เสียงพยัญชนะต3น เสียงพยัญชนะต3น สัญลักษณ&ตามแบบสากล สัญลักษณ&ตามแบบสากล คําตัวอย)าง ตัวอย)าง ตัวอย)าง สัญลักษณ&ที่ใช3อักษรไทย สัญลักษณ&ที่ใช3อักษรไทย สัญลักษณ&ที่ใช3อักษรไทย /p / ปาน ป5rน /ป / /ph / พาน /พ / /b / บาน บั้น /บ / /t / ตาล /ต / /th / ทาน ท)าน /ท / /d / ดาล ดั้น /ด / /k / กานท& กั้น /ก / /kh / คาน คั่น /ค / /ʡ / อาน อั้น /อ /๑ /c / จาน /จ / /ch/ ชาน /ช / /f / ฟาน ฟ5vน /ฟ / /s / ซาน สั้น /ซ / /h / ฮั่น /ฮ / /m / มาน มั่น /ม / ๑ ใช3 /อ / แทนเสียงพยัญชนะแล3วจะใช3 /อ / แทนเสียงสระอีกไม)ได3เพราะ ตามหลักให3ใช3สัญลักษณ&ตัวหนึ่งแทนได3เพียงหนึ่งหน)วยเสียง
ปญหาการพูดภาษาไทยของนักศึกษาจีน ๖๙ /n / นาน นั่น /น / /ŋ / งาน /ง / /r / ราน /ร / /l / ลาน ลั่น /ล / /w / วาน /ว / /y /๒ ยาน /ย / ๒. หน)วยเสียงพยัญชนะท3าย วยเสียงพยัญชนะท3าย วยเสียงพยัญชนะท3าย มี ๘ หน)วยเสียง ซึ่งเทียบกับแม) กบ กด กก กม กน กง เกย เกอว และอาจจะหาคู)เทียบเสียงได3 ดังนี้ ป5บ ป5ด ป5ก -p -t -k ปyา ป5vน ป5vง -m -n -ŋ เปfา ไปf -w -y ๓. หน)วยเสียงสระ หน)วยเสียงสระ หน)วยเสียงสระ ๓.๑ หน)วยเสียงสระเดี่ยว หน)วยเสียงสระเดี่ยว หน)วยเสียงสระเดี่ยว ภาษาไทยมีสระเดี่ยว ๑๘ เสียง คือ สระ /i / อิ สระ /i: / อี สระ /i / อึ สระ /i: / อือ สระ /u / อุ ๒ บางท)าน เช)น Mary Haas ใช3 /j /
๗๐ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน สระ /u: / อู สระ /e / เอะ สระ /e:/ เอ สระ /ɔ / เอาะ สระ /ɔ:/ ออ สระ /o / โอะ สระ /o:/ โอ สระ /ɛ / แอะ สระ /ɛː/ แอ สระ /a / อะ สระ /a: / อา สระ /ə / เออะ สระ /ə:/ เออ ๓.๒ หน)วยเสียงสระประสม หน)วยเสียงสระประสม หน)วยเสียงสระประสม เพราะถือความสั้นยาวของเสียง ไม)แยกความหมาย สระ /ia / เอียะ หรือ เอีย สระ /ia / เอือะ หรือ เอือ สระ /ua / อัวะ หรือ อัว ๔. หน)วยเสียงวรรณยุกต& สียงวรรณยุกต& สียงวรรณยุกต& มี ๕ เสียง คือ / ɔ/ แทนเสียงวรรณยุกต&เอก / ɍ / แทนเสียงวรรณยุกต&โท
ปญหาการพูดภาษาไทยของนักศึกษาจีน ๗๑ / ɓ/ แทนเสียงวรรณยุกต&ตรี / Ɏ / แทนเสียงวรรณยุกต&จัตวา ส)วนเสียงสามัญไม)ต3องใช3สัญลักษณ&ใดแทน ลักษณะของภาษาจีน ลักษณะของภาษาจีน ภาษาจีนเปนภาษาคําโดด ไม)มีเสียงควบกล้ํา มีระดับเสียงเปนเครื่อง เปลี่ยนแปลงเสียงของคําให3มีความหมายต)างกันออกไป เช)น มา แปลว)า หรือ (ใช3ในการถาม) หม)า ” ม3า ม)า ” แม) การเรียงลําดับคําเข3าประโยคเช)นเดียวกับภาษาไทย ต)างกันแต)ว)า ภาษาจีนเอาคุณศัพท&ไว3หน3านาม เอากริยาวิเศษณ&ไว3หน3ากริยา ภาษาจีนกลางที่ชาวยุโรปเรียกว)า Mandarin นั้นเกิดขึ้นหลังจากที่จีน ได3เปลี่ยนแปลงการปกครองเปนสาธารณรัฐแล3วไม)นานนัก โดยยึดเอาภาษาของ ทางราชการที่เรียกกันว)า “กวนฮั่ว” เปนหลัก และได3รวบรวมเสียงที่ชาวจีน หลายสัญชาตินิยมใช3กันมากมาตั้งขึ้นตามอักษรแต)ละตัว จึงได3เปนที่นิยมใช3กัน อย)างแพร)หลายทั้งภายในและภายนอกประเทศ ภาษาจีนต)างกับภาษาอื่น ๆ ในป5จจุบันตรงที่มิได3มีรูปพยัญชนะและ รูปสระ แต)ใช3อักษรภาพแทน อักษรจีนนั้นแม3จะมีมาก แต)ก็มีหลักในการจดจํา หรือเปนข3อสังเกตให3ง)ายแก)การเรียนรู3ได3พอสมควร กล)าวคือ อักษรจีนส)วนใหญ) จะมี “อักษรหลัก” ซึ่งมักจะเปนหลักพื้นฐานในการประกอบกับตัวอักษรอื่น ๆ ถ3าผู3เรียนว)าอักษรหลักแปลว)าอะไร เมื่อมันไปประสมกับอักษรอื่น ๆ เปนคํา
๗๒ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน คํา หนึ่งแล3ว ถึงแม3จะอ)านคําคํานั้นไม)ได3เลย ก็จะรู3ได3ทันทีว)าคําคํานั้นมี ความหมายเกี่ยวข3องกับอะไร ๑. การสร3างคํา การสร3างคํา การสร3างคํา มีข3อสังเกตก็คือคําประสมในภาษาจีนนั้นคําที่มีความหมายสําคัญจะอยู) ข3างหลัง ส)วนคําขยายจะอยู)ข3างหน3า เวลาแปลเปนไทยจึงต3องแปลคําหลังก)อน แล3วจึงแปลคําหน3า ตัวอย)าง ตัวอย)าง ตัวอย)าง หมิงเทียน สว)าง – วัน พรุ)งนี้ เค)อเหยิน แขก – คน แขก , ผู3มาหา เสี่ยวซิน เล็ก - ใจ ระวัง เซียนเซิง ก)อน – เกิด ครู , หมอ หั่วไฉ ไฟ – ฟ~น ไม3ขีดไฟ ย)งเหยิน ใช3 – คน คนรับใช3 คงตี้ ว)าง – ที่ ที่ว)าง เหล)ามา แก) – แม) แม)นม , คนเลี้ยงเด็ก จื่อเจีย นิ้วมือ – เล็บ เล็บมือ จินหาง ทอง – ห3าง , ร3าน ร3านค3าทอง หยินหาง เงิน – ห3าง , ร3าน ธนาคาร โขวสุ)ย ปาก – น้ํา น้ําลาย มุเซี่ยง ไม3 – ช)าง ช)างไม3 สือเซี่ยง หิน – ช)าง ช)างหิน
ปญหาการพูดภาษาไทยของนักศึกษาจีน ๗๓ ๒. ลักษณะที่น)าสนใจของภาษาจีน ลักษณะที่น)าสนใจของภาษาจีน ลักษณะที่น)าสนใจของภาษาจีน ภาษาจีนใช3ลักษณนามเหมือนภาษาไทย แต)จะเรียงลักษณะนามไว3 หลังคําบอกจํานวนนับและคํานาม เช)น อิ๊เก3อเหยิน หนึ่งคนคน (คนหนึ่งคน) เอ3อเปdvนซู สองเล)มหนังสือ (หนังสือสองเล)ม) ซันฟงซิ่น สามฉบับจดหมาย (จดหมายสามฉบับ) ซื่อเปยจิ่ว สี่ถ3วยสุรา (สุราสี่ถ3วย) อู)ปาอี้จื่อ ห3าตัวเก3าอี้ (เก3าอี้ห3าตัว) เปนต3น ๓. ประโยคและการเรียงลําดับคํา ประโยคและการเรียงลําดับคํา ประโยคและการเรียงลําดับคํา ภาษาจีนเรียงลําดับหน3าที่ของคําในประโยคเช)นเดียวกับภาษาไทย และบุรุษสรรพนามของภาษาจีนก็มีรูปเดียวกันเมื่อเปนประธานและเปนกรรม แต)มีหลักเกณฑ&อื่น ๆ ที่เหมือนกันและต)างกันกับภาษาไทย ดังนี้ ๓.๑ คํากริยาไม)มีเครื่องหมายหรือการเปลี่ยนแปลงในคําเพื่อ แสดงกาล มาลา วาจก แต)ใช3คําอื่นประสม เช)น ๓.๑.๑ เมื่อต3องการแสดงอดีตกาล ใช3 เลอ, ลา หรือ เหลี่ยว (แล3ว) เติมข3างหลัง เช)น ทาไหลเลอ. (เขามาแล3ว) ๓.๑.๒ เมื่อต3องการแสดงคําสั่งหรือคําชักชวน ใช3 ปา (เถิด) เติมข3างหลัง เช)น โจว)ปา. (เดินเถิด) ๓.๑.๓ เมื่อต3องการแสดงคําถาม ใช3 มา (หรือ, ไหม) หรือ เนอ (ล)ะ) เติมข3างหลัง เช)น หนี่เห)ามา. (เธอสบายดีหรือ). หนี่เนอ. (เธอล)ะ) ๓.๒ เรียงคุณศัพท&ไว3หน3านาม เช)น เห)าเหยิน (คนดี) ซินเม)าจื่อ (หมวกใหม))
๗๔ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ๓.๓ เรียงกริยาวิเศษณ&ไว3หน3ากริยา เช)น ไคว) ไคว) โจ)ว. เร็ว เร็ว เดิน (เดินเร็ว ๆ) ทา เหิน เห)า. เขา มาก ดี (เขาดีมาก) ๓.๔ เรียงบุพบทไว3หลังนาม เช)น ซัน ซั่ง ภูเขา บน (บนภูเขา) ตี๊ เซี่ย ที่ดิน ใต3 (ใต3ดิน) สรุปได3ว)า ภาษาจีนเปนภาษาในตระกูลภาษาคําโดดเหมือนภาษาไทย มีเสียงสูงต่ํา มีการสร3างคําขึ้นมาใช3ใหม)เหมือนภาษาไทย โครงสร3างประโยคก็ เปนเช)นเดียวกัน จะต)างกันบ3างก็ในเรื่องปลีกย)อย เช)น ภาษาจีนเรียงคุณศัพท&ไว3 หน3านาม เรียงกริยาวิเศษณ&ไว3หน3ากริยา และเรียงบุพบทไว3หลังนาม เปนต3น ในการเรียนภาษาต)างประเทศนั้น ไม)ว)าจะเปนภาษาอะไรก็ตามเราต3อง ยอมรับว)าเสียงสระหรือพยัญชนะของภาษาหนึ่งย)อมไม)เหมือนกันทีเดียวกับ เสียงสระหรือพยัญชนะของอีกภาษาหนึ่ง แต)อาจมีลักษณะบางอย)างที่คล3ายกัน บ3าง ภาษาจีนก็เช)นเดียวกันที่มีเสียงพยัญชนะ และสระที่แตกต)างไปจาก ภาษาไทย ประพิณ มโนมัยวิบูลย& (๒๕๒๑) ได3กล)าวถึงเสียงพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต&ในภาษาจีน ดังนี้ คือ
ปญหาการพูดภาษาไทยของนักศึกษาจีน ๗๕ ๑. เสียงพยัญชนะต3น เสียงพยัญชนะต3น เสียงพยัญชนะต3นในภาษาจีนกลางมี ๒๔ เสียง สัทอักษรที่แทน เสียงพยัญชนะต3นซึ่งเทียบกับเสียงพยัญชนะไทย ดังนี้ คือ สัทอักษร สัทอักษร คําอธิบาย คําอธิบาย คําอธิบาย b เทียบได3กับเสียง ป p เทียบได3กับเสียง พ m เทียบได3กับเสียง ม f เทียบได3กับเสียง ฝ,ฟ d เทียบได3กับเสียง ต t เทียบได3กับเสียง ท n เทียบได3กับเสียง น l เทียบได3กับเสียง ล z คล3ายกับเสียง จ โดยปลายลิ้นจะแตะอยู) หลังฟ5นล)างก)อนออกเสียง c คล3ายกับเสียง ฉ ตําแหน)งของลิ้นเหมือนกับ ออกเสียง z s เทียบได3กับเสียง ส zh คล3ายกับเสียง จ โดยยกปลายลิ้นขึ้นแตะ เพดานแข็งส)วนหน3าก)อนออกเสียง j คล3ายกับเสียง จ โดยลิ้นส)วนหน3าแตะ เพดานแข็งส)วนหน3าก)อนออกเสียง ch คล3ายเสียง ฉ ตําแหน)งของลิ้นเหมือน ออกเสียง zh
๗๖ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน q คล3ายกับเสียง ซ, ฉ ตําแหน)งลิ้นเหมือน ออกเสียง j เสียง q จะปรากฏร)วมกันกับ เสียงสระหน3าเท)านั้น sh เทียบได3กับเสียง sh ในภาษา อังกฤษ r คล3ายกับเสียง r ในภาษาอังกฤษ แต)ตอน ออกเสียงปลายลิ้นห)อไปทางเพดานแข็ง x คล3ายกับเสียง ซ โดยให3ลิ้นมีตําแหน)ง เหมือนกับจะออกเสียง อี g เทียบได3กับเสียง ก k เทียบได3กับเสียง ข, ค h คล3ายกับเสียง ห และ ฮ แต)ลึกกว)า เสียง ห ในภาษาไทย y ๑) เทียบได3กับเสียง ย ๒) ถ3าอยู)หน3าสระ u จะออกเสียงคล3าย ย โดยให3ปากมีตําแหน)งเหมือนกับจะออกเสียงอู ๓) ถ3าอยู)หน3าสระ i จะไม)ออกเสียง w เทียบได3กับเสียง ว ๒. พยัญชนะตัวสะกด พยัญชนะตัวสะกด เสียงพยัญชนะตัวสะกดในภาษาจีนมี ๒ เสียง สัทอักษรที่แทน เสียงพยัญชนะตัวสะกดมีดังนี้
ปญหาการพูดภาษาไทยของนักศึกษาจีน ๗๗ สัทอักษร สัทอักษร สัทอักษร คําอธิบาย คําอธิบาย คําอธิบาย n เทียบได3กับเสียงพยัญชนะท3ายใน แม)กน ng เทียบได3กับเสียงพยัญชนะท3ายใน แม)กง (เสียงพยัญชนะ ng ใช3เปนพยัญชนะสะกดเท)านั้น) ๓. เสียงสระ เสียงสระ ๓.๑ สระเดี่ยว สระเดี่ยวในภาษาจีนมี ๘ เสียง มีดังนี้ คือ สัทอักษร สัทอักษร คําอธิบาย คําอธิบาย คําอธิบาย a เทียบได3กับเสียง อา e ๑) คล3ายกับเสียง เออ ๒) ถ3าอยู)หลังเสียง y ก็ออกเสียงคล3ายกับ เสียง เอ i ๑) ถ3าไม)มีตัวสะกดก็เทียบได3กับเสียง อี ๒) ถ3ามีพยัญชนะสะกดก็เทียบได3กับเสียง อิ ๓) เทียบได3กับเสียง อือเสียงสระนี้จะ ปรากฏเฉพาะหลังพยัญชนะ z c zh ch sh และ r เท)านั้น o คล3ายกับออกเสียง โอ + อะ u เทียบได3กับเสียง อู u เทียบได3กับเสียง อี + อู er คล3ายกับเสียง เออ แต)ปลายลิ้นต3องห)อไป แตะเพดานแข็ง e เทียบได3กับเสียง เอะ
๗๘ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน (เสียงสระ e นี้ใช3ตามลําพังน3อยมาก มักจะใช3ร)วมกับเสียงสระ i และ u เปนเสียงสระผสม ie และ ue การเขียนเสียงสระ e ในเสียงสระผสมจะเขียน โดยละเครื่องหมาย ใช3แต)รูป e) ๓.๒ สระผสม เสียงสระผสมสองเสียงภาษาจีนมี ๑๑ เสียง มีดังนี้ สัทอักษร สัทอักษร สัทอักษร คําอธิบาย คําอธิบาย คําอธิบาย ai เทียบได3กับเสียง ไอ ei เทียบได3กับเสียง เอ + อี ao เทียบได3กับเสียง เอา , อาว ou เทียบได3กับเสียง โอ + อู ia เทียบได3กับเสียง อี + อา ie เทียบได3กับเสียง อี + แอะ io เทียบได3กับเสียง อี + โอ (เสียงสระ io นี้จะปรากฎร)วมกับตัวสะกด ng เสมอ) ua เทียบได3กับเสียง อัว + อา uo เทียบได3กับเสียง อัว + โอ ua เทียบได3กับเสียง อี + อู (เสียงสระ ua นี้จะปรากฎร)วมกับตัวสะกด n เสมอ) ue เทียบได3กับเสียง อี + อู + แอะ (เสียงสระ ua และ ue เมื่อปรากฎร)วมกับพยัญชนะต3น j, q และ x จะ เขียนโดยละเครื่องหมาย เปน ua และ ue) ๓.๓ สระผสมสามเสียง เสียงสระผสมสามเสียงในภาษาจีนมี ๔ เสียง ดังนี้
ปญหาการพูดภาษาไทยของนักศึกษาจีน ๗๙ สัทอักษร สัทอักษร สัทอักษร คําอธิบาย คําอธิบาย คําอธิบาย iao คล3ายกับเสียง อี+ อา+ โอ iou เทียบได3กับเสียง อี +โอ+ อู (เสียงสระผสม iou นี้ตามระบบการผสมสัทอักษรจีนกําหนดให3ใช3เปน รูป iu เมื่อใช3บันทึกเสียงอ)านของคํา) uai เทียบได3กับเสียง อู + อา+ อี uei เทียบได3กับเสียง อู + เอ+ อี (เสียงสระผสม uei นี้ตามระบบการผสมสัทอักษรจีนกําหนดให3ใช3เปน รูป ui เมื่อใช3บันทึกเสียงอ)านของคํา) ๔. เสียงวรรณยุกต& เสียงวรรณยุกต& เสียงวรรณยุกต&ในภาษาจีนมี ๔ เสียง และใช3เครื่องหมายแทน เสียงวรรณยุกต&เหล)านั้น ดังนี้ คือ เสียงหนึ่ง เปนเสียงสูง เสียงสอง เปนเสียงขึ้น เสียงสาม เปนเสียงต่ํา เสียงสี่ เปนเสียงตก เสียงวรรณยุกต&ทั้งสี่ใช3เครื่องหมาย ¯ ɓ Ɏ และ ɔ แทน ตามลําดับ เครื่องหมายวรรณยุกต&ทั้งสี่จะเขียนไว3บนเสียงหลักของสระในแต)ละ พยางค& (เสียงหลักของสระหมายถึงเสียงที่ต3องอ3าปากกว3างและออกเสียงดังที่สุด ในบรรดาเสียงที่ประกอบขึ้นเปนสระ) เช)น
๘๐ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน เสียงวรรณยุกต&ในภาษาจีนกลางมีคุณสมบัติในการแยกความหมาย ดังนั้น หากเสียงวรรณยุกต&ต)างกัน ความหมายก็จะต)างไปด3วย สรุป การเรียนภาษาไทยเปนภาษาที่สองของนักศึกษาจีน ภาษาจีนซึ่งเปน ภาษาแรก ย)อมมีอิทธิพลบ3างในบางประการ เพราะเปนธรรมชาติของการเรียนรู3 ภาษาที่สอง คือ ผู3เรียนมักจะคิดเทียบกับภาษาของตนเอง และได3กลายเปนส)วน สําคัญที่ผู3เรียนใช3ในการอ3างอิง ซึ่งก็อาจเกิดความบกพร)องในการใช3ภาษาที่สอง ได3 เพราะฉะนั้นในการเรียนภาษาที่สองให3ดีนั้น ควรที่จะหลุดพ3นจากภาษา ที่หนึ่ง เพื่อที่จะได3มีความสามารถในการใช3สองภาษา (Bilingualism) คือ การที่ จะกล)าวว)าผู3ใดเปนผู3รู3สองภาษาจะต3องมีความรู3เกี่ยวกับส)วนสําคัญของภาษาทั้ง สอง และใช3ได3คล)องแคล)วในลักษณะต)อไปนี้ คือ ๑. ใช3สื่อสารได3เปนอย)างดี คือ สามารถ ฟ5ง พูด อ)าน และเขียนได3ดี ๒. มีความเข3าใจภาษา และแสดงออกเปนภาษาที่เหมาะสม ๓. ใช3ภาษาได3ทั้งในระดับที่เปนทางการ และในระดับที่ไม)เปนทางการ คือ ใช3ในการติดต)อสื่อสารกับบุคคลต)าง ๆ ในชีวิตประจําวัน และสามารถใช3 ภาษาอย)างสนิทสนมกับบุคคลที่มีความสัมพันธ&กันอย)างใกล3ชิดได3 ๔. รู3จักใช3ภาษาในด3านการติดต)อธุรกิจ การปกครอง และในด3านศิลปะ ได3 ซึ่งถ3าสามารถปฏิบัติตามลักษณะที่กล)าวมาได3อย)างคล)องแคล)ว ก็ถือว)า ประสบความสําเร็จในการเรียนภาษาที่สองได3เปนอย)างดี
ปญหาการพูดภาษาไทยของนักศึกษาจีน ๘๑ บรรณานุกรม บรรณานุกรม ชนิกา คําพุฒ. (๒๕๔๕). การศึกษาการใช3ภาษาไทยของนักศึกษ การศึกษาการใช3ภาษาไทยของนักศึกษาจีน วิชาเอก การศึกษาการใช3ภาษาไทยของนักศึกษาจีน วิชาเอก าจีน วิชาเอก ภาษาไทยชั้นปlที่ ภาษาไทยชั้นปlที่ ภาษาไทยชั้นปlที่ ๔สถาบันชนชาติยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน สถาบันชนชาติยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน สถาบันชนชาติยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน. วิทยานิพนธ&ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม). ประพิณ มโนมัยวิบูลย&. (๒๕๒๑). ไวยากรณ&จีนกลาง ไวยากรณ&จีนกลาง ไวยากรณ&จีนกลาง. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ& จุฬาลงกรณ&มหาวิทยาลัย. ผจงกาญจน& ภู)วิภาดาวรรธน&. (๒๕๔๘). ความรู3ทางภาษาศาสตร&ก ความรู3ทางภาษาศาสตร&กับการสอน ความรู3ทางภาษาศาสตร&กับการสอน ับการสอน ภาษาไทยในฐานะภาษาต)างประเทศ. (อัดสําเนา). ภาษาไทยในฐานะภาษาต)างประเทศ ศรีวิไล ดอกจันทร&. (๒๕๒๙) .ภาษาและการสอน ภาษาและการสอน ภาษาและการสอน. พิมพ&ครั้งที่ ๔. กรุงเทพฯ : สํานักพิมพ&สุกัญญา.
๘๒ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ความรูดูยิ่งล้ํา สินทรัพย คิดคาควรเมืองนับ ยิ่งไซร เพราะเหตุจักอยูกับ กายอาต-มานา โจรจักเบียนบได เรงรูเรียนเอา โคลงโลกนิติ
เรื่องเลาจากหองเรียน : ขอสังเกตปญหาการใชภาษาไทย นวพร ละมายศรี
๘๔ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน บทนํา หนึ่งในความภูมิใจ ไทยทั้งชาติ คือเอกราช ทางภาษา คfiายิ่งใหญfi เจ็ดร#อยป% ที่สืบชื่อ ลายสื่อไทย สfiงเสริมให# เอกลักษณ* ประจักษ*ชัด พูดไมfiผิด อfiานไมfiเพี้ยน เขียนไมfiพลาด ภาษาชาติ พิทักษ*ไว# ไมfiวิบัติ ทุกคราวคิด ขีดเขียน เรียนอfiานคัด ควรฝ1กหัด ให#ซึ้งคfiา ภาษาไทย (ศาสตราจารย*กิตติคุณ ฐะปะนีย* นาครทรรพ) ด#วยเหตุที่ภาษาไทยมิใชfiเพียงแคfiเป8นเครื่องมือในการสื่อสารความคิด ความรู#สึก ความต#องการ ระหวfiางคนในชาติ หากแตfiยังมีความสําคัญในฐานะ เป8นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติที่มีการพัฒนาสืบทอดตfiอเนื่องมายาวนาน ดังนั้นจึงจําเป8นอยfiางยิ่งที่ผู#ใช#ภาษาจะต#องมีความรู#และความระมัดระวังในการ ใช#ภาษาไทยให#ถูกต#องตามความหมายประจําคํา และเหมาะสมกับบุคคลและ กาลเทศะ ในฐานะของครูภาษาไทย ซึ่งมีบทบาทและหน#าที่โดยตรงในการ สั่งสอนอบรมความรู#เพื่อให#ผู#เรียนมีทักษะการใช#ภาษาไทยในการสื่อสารได#อยfiาง มีประสิทธิภาพ จึงได#เขียนบทความ เรื่องเลfiาจากห#องเรียน เรื่องเลfiาจากห#องเรียน เรื่องเลfiาจากห#องเรียน : ข#อสังเกตป>ญหา ข#อสังเกตป>ญหา ข#อสังเกตป>ญหา การใช#ภาษาไทย ขึ้นจากประสบการณ*จริงที่เกิดขึ้นในชั้นเร การใช#ภาษาไทย ียนตfiางวาระ ตfiาง โอกาส และตfiางกลุfiมผู#เรียน แตfiมีจุดรfiวมเดียวกัน คือ ทุกเรื่องล#วนสะท#อนถึง ป>ญหาการใช#ภาษาไทยของนักศึกษา ที่เกิดขึ้นจากการขาดความรู#และขาดความ ระมัดระวังในการใช#ภาษา ซึ่งกรณีตัวอยfiางทั้ง ๓ เรื่อง ที่นํามากลfiาวถึงใน บทความเรื่องนี้เป8นเพียงเศษเสี้ยวของป>ญหาจํานวนมากที่พบ
เรื่องเลาจากหองเรียน : ขอสังเกตปญหาการใชภาษาไทย ๘๕ ๑. คะ คะ ขา ขา ป>ญหาที่ต#องแก#ไข คะ คะ ขา ขา ป>ญหาที่ต#องแก#ไข คะ คะ ขา ขา ป>ญหาที่ต#องแก#ไข “อาจารย*คfiะ วันนี้จะสอบไหมคfiะ” “อาจารย*คfiะ คํานี้อfiานวfiาอะไรคfiะ” “พวกเรานะคfiะ จะต#องมาเรียนตอนบfiายวันศุกร*คfiะ เพราะอาจารย*นัดเพิ่มคfiะ” ข#อความข#างต#นเป8นตัวอยfiางการใช#ประโยคของนักศึกษาหญิงที่ใช# คําลงท#ายแสดงความสุภาพผิด โดยสfiวนใหญfiนิยมใช#คําลงท#ายแสดงความสุภาพ วfiา “คfiะ”๑ ทั้งที่ความจริงแล#วคําลงท#ายแสดงความสุภาพของเพศหญิงมีหลาย คํา เชfiน ขา คะ คfiะ จ#ะ จDะ จ#า จEา แตfiคําลงท#ายที่แสดงความสุภาพ เหลfiานี้มีวิธีใช#ที่แตกตfiางกัน ดังนี้ ๑.๑กาลเทศะและผู#สื่อสาร กาลเทศะและผู#สื่อสาร กาลเทศะและผู#สื่อสาร คําวfiา จ#ะ จDะ จ#า จEา นิยมใช#พูดในสถานการณ*ที่ไมfiเป8นทางการมาก นักและนิยมใช#สื่อสารกับบุคคลที่คุ#นเคย แตfiคําวfiา ขา คะ คfiะ นิยมใช#พูดใน สถานการณ*ที่เป8นทางการหรือกึ่งทางการ ๑.๒ลักษณะประโยค ลักษณะประโยค๒ ๑.๒.๑ประโยคคําสั่ง ประโยคคําสั่ง ประโยคคําสั่ง คําลงท#ายที่แสดงความสุภาพของเพศ หญิงที่ใช#ในประโยคคําสั่งคือคําวfiา คfiะ จ#า จ#ะ คะ เชfiน “ออกไปกfiอนคfiะ” “มาหาครูหนfiอยจ#า” “ไมfiต#องเดินมาจ#ะ” “มานี่สิคะ” ๑ จากการสังเกตนักศึกษาจีนจะใช#ผิดทั้งการพูดและการเขียน สําหรับ นักศึกษาไทยจะใช#ผิดด#านการเขียนเทfiานั้น ๒ ศ.ดร.บรรจบ พันธุเมธา แบfiงประโยคเป8น ๔ ลักษณะ คือ ประโยค คําสั่ง ประโยคขอร#องหรือชักชวน ประโยคคําถาม และประโยคบอกเลfiา
๘๖ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ๑.๒.๒ประโยคขอร#องหรือชักชวน ประโยคขอร#องหรือชักชวน ประโยคขอร#องหรือชักชวน คําลงท#ายที่แสดงความ สุภาพของเพศหญิงที่ใช#ในประโยคขอร#องหรือชักชวนคือคําวfiา คะ จDะ เชfiน “ไปนะคะ” “มาหาหนูนะจDะ” ๑.๒.๓ประโยคคําถาม ประโยคคําถาม ประโยคคําถาม คําลงท#ายที่แสดงความสุภาพของ เพศหญิงที่ใช#ในประโยคคําถาม คือ คําวfiา คะ จDะ เชfiน“อะไรนะคะ” “นั่นใครพูดจDะ” ๑.๒.๔ประโยคบอกเลfiา ประโยคบอกเลfiา ประโยคบอกเลfiา คําลงท#ายที่แสดงความสุภาพของ เพศหญิงที่ใช#ในประโยคบอกเลfiามีลักษณะดังนี้ ๑.๒.๔.๑ประโยครับ ประโยครับ ประโยครับ คําลงท#ายแสดงความสุภาพ ของเพศหญิงที่ใช#ในประโยคบอกเลfiา ประเภทประโยครับคือคําวfiา คfiะ จ#ะ จ#า จEา เชfiน “คุณเป8นคนเขียนรายงานนี่ใชfiไหม” “ใชfiคfiะ (จ#ะ, จ#า) หรือในกรณีตอบรับการเรียกหา ผู#ตอบอาจใช#คําลงท#ายที่แสดงความ สุภาพตอบการเรียกหานั้น “ดาว” “คfiะ” (จ#ะ จ#า จEา คะ ขา) ๑.๒.๔.๒ประโยคปฏิเสธ ประโยคปฏิเสธ ประโยคปฏิเสธ คําลงท#ายแสดงความ สุภาพของเพศหญิงที่ใช#ในประโยคบอกเลfiา ประเภทประโยคปฏิเสธคือคําวfiา คfiะ จ#ะ จ#า เชfiน “ไมfiเอาคfiะ” “ไมfiรับจ#ะ” “ ไมfiดีจ#า” จากตัวอยfiางประโยคข#างต#นจะสังเกตได#วfiาคําลงท#ายแสดงความสุภาพ ของเพศหญิงที่นักศึกษามักใช#ผิดคือคําวfiา “คะ” และคําวfiา “คfiะ” มีข#อแตกตfiาง ในการใช#ดังนี้
เรื่องเลาจากหองเรียน : ขอสังเกตปญหาการใชภาษาไทย ๘๗ ๑. คําวfiา “คะ” สามารถใช#ในประโยคคําสั่ง ประโยคขอร#องหรือ ชักชวน ประโยคคําถามได# แตfiจะไมfiสามารถใช#ในประโยคบอกเลfiา ชนิด ประโยคปฏิเสธได# ๒. คําวfiา “คfiะ” สามารถใช#ในประโยคคําสั่งและประโยคบอกเลfiาได# แตfiไมfiสามารถใช#ในประโยคขอร#องหรือชักชวนและประโยคคําถามได# การใช#คําวfiา “คะ” และคําวfiา “คfiะ” ผิด อาจเป8นเพียงป>ญหาเล็ก ๆ ของใครบางคน แตfiหากเรารีบแก#ไขป>ญหาที่เกิดขึ้นนี้ก็จะสfiงผลดีตfiอการใช# ภาษาไทย ใชfiหรือไมfi? ๒. ไปยาลน#อย ไปยาลใหญfi เครื่องหมายที่ ปยาลน#อย ไปยาลใหญfi เครื่องหมายที่ ปยาลน#อย ไปยาลใหญfi เครื่องหมายที่เป8นป>ญหา เป8นป>ญหา เป8นป>ญหา อาจารย* : สุรชัย คําที่ ๒๕ (โปรดเกล#าฯ) อfiานวfiาอยfiางไรคะ สุรชัย : โปรด–เกล#า–เก#า–ครับ อาจารย* : ??? แล#วเครื่องหมายที่ครูเขียนบนกระดานละคะ (ฯลฯ) เวลาอfiานจะต#องอfiานวfiาอะไร สุรชัย : เก#า–ลอ–เก#า ครับ อาจารย* : !!!??? เครื่องหมายวรรคตอนในการเขียนภาษาไทยมีหลายชนิด เครื่องหมาย ฯ และ ฯลฯ เป8นเครื่องหมายชนิดหนึ่งที่มักจะเกิดป>ญหาเวลาต#องอfiานออก เสียง เพราะคนสfiวนใหญfiเห็นวfiาเครื่องหมาย ฯ มีรูปรfiางหน#าตาคล#ายเลข 9 จึงออกเสียงอfiานวfiาเก#า คําวfiา “ไปยาล” หรือ เปยยาล เป8นคํายืมมาจากภาษาบาลีวfiา เปยฺยาล หมายถึง เครื่องหมายสําหรับละข#อความ ซึ่งเครื่องหมายที่ทําหน#าที่ ละข#อความของไทยมี ๒ ชนิด คือเครื่องหมายไปยาลน#อย หรือเปยยาลน#อย
๘๘ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน และไปยาลใหญfi หรือ เปยยาลใหญfi เครื่องหมายทั้ง ๒ ชนิด มีวิธีการเขียน และการอfiานที่แตกตfiางกันดังนี้ ไปยาลน#อย ไปยาลน#อย ( ฯ ) มีหลักเกณฑ*ทางการเขียนและการอfiาน ดังนี้ ๑. ใช#ละคําที่รู#กันดีอยูfiแล#ว โดยละสfiวนท#ายไว#เหลือแตfiเพียงสfiวนหน#า ของคําพอเป8นที่เข#าใจ เชfiน กรุงเทพฯ โปรดเกล#าฯ ทูลเกล#าฯ ๒. ใช#ละสfiวนท#ายของวิสามานยนาม ซึ่งได#กลfiาวมากfiอนแล#ว เชfiน วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร เขียนเป8น วัดพระเชตุพนฯ ๓. ใช#ในคําวfiา “ฯพณฯ” ซึ่งเป8นคํานําหน#าชื่อหรือตําแหนfiงข#าราชการ ผู#ใหญfiตั้งแตfiระดับรัฐมนตรีขึ้นไปและเอกอัครราชทูต เชfiน ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท* ประธานองคมนตรี ถึงแม#วfiาเครื่องหมายไปยาลน#อยจะเป8นเครื่องหมายวรรคตอนที่ใช#ละ คําที่รู#กันดีอยูfiแล#ว โดยการละสfiวนท#ายของคําไว# เหลือแตfiเพียงสfiวนหน#าของคํา ที่พอเป8นที่เข#าใจ แตfiทั้งนี้เวลาอfiาน ผู#อfiานจะต#องอfiานคํานั้นแบบเต็มคํา เชfiน กรุงเทพฯ อfiานวfiา กรุง–เทบ–มะ–หา–นะ–คอน โปรดเกล#าฯ อfiานวfiา โปรด–เกล#า–โปรด–กระ-หมfiอม ฯพณฯ อfiานวfiา พะ–นะ–ทfiาน ไปยาลใหญfi ไปยาลใหญfi ไปยาลใหญfi ( ฯลฯ )๓ มีหลักเกณฑ*ทางการใช# ดังนี้ ๑. ใช#ละข#อความข#างท#ายที่เป8นประเภทเดียวกัน แตfiไมfiได#นํามาแสดง ไว# เชfiน ดอกไม#ที่กลfiาวถึงในวรรณคดีไทยมีหลายชนิด เชfiน มะลิ จําป% จําปา ๓ สันนิษฐานวfiาอักษร ล ในเครื่องหมาย ฯลฯ นfiาจะมาจากคําวfiา “ละ”
เรื่องเลาจากหองเรียน : ขอสังเกตปญหาการใชภาษาไทย ๘๙ กระดังงา ฯลฯ ซึ่งการอfiานออกเสียงเครื่องหมายนี้ในกรณีที่ใช#ละข#อความข#าง ท#ายนี้ สามารถอfiานได# ๒ แบบ คือ ละ หรือ และอื่น ๆ เชfiน ดอก–ไม#–ที่–กลfiาว–ถึง–ใน–วัน–นะ–คะ–ดี–ไท–มี–หลาย–ชะ–นิด– เชfiน–มะ–ลิ–จํา–ป%–จํา–ปา–กระ–ดัง–งา–ละ หรือ ดอก–ไม#–ที่–กลfiาว–ถึง–ใน–วัน–นะ–คะ–ดี–ไท–มี–หลาย–ชะ–นิด– เชfiน–มะ–ลิ–จํา–ป%–จํา–ปา–กระ–ดัง–งา–และ–อื่น–อื่น ๒. ใช#ละคําหรือข#อความที่อยูfiตรงกลางข#อความ โดยเขียนบอก ตอนต#นและตอนจบไว# เชfiน พยัญชนะไทยมี 44 ตัว คือ ก ฯลฯ ฮ และ เวลาอfiานออกเสียงเครื่องหมาย ฯลฯ จะต#องอfiานวfiา ละถึง เชfiน พะ–ยัน–ชะ–นะ–ไท–มี–สี่–สิบ–สี่–ตัว–คือ–กอ–ละ–ถึง–ฮอ เครื่องหมายไปยาลน#อยและไปยาลใหญfi เป8นเพียงตัวอยfiางหนึ่งของ การอfiานเครื่องหมายวรรคตอนผิด ยังมีเครื่องหมายอื่น ๆ อีกที่สร#างป>ญหา ให#กับผู#ใช#ภาษา ซึ่งหากมีโอกาสจะนํามาเสนอตfiอไป ๓. อักษรนํากับการอfiานที่แตกตfiาง อักษรนํากับการอfiานที่แตกตfiาง อักษรนํากับการอfiานที่แตกตfiาง เปVดเรียนวันแรก... ในห#องเรียนวิชาภาษาไทย อาจารย* : กฤษดา กฤษดา : มาครับ อาจารย* : ฉวี (ฉะ–หวี) ฉวี : มาคfiะ เอ#อ! อาจารย*คะ ชื่อหนูอfiานวfiาฉวี (ชะ–วี) คfiะ อาจารย* : ?????????
๙๐ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน คําวfiา “ฉวี” ต#องอfiานวfiา ฉะ-หวี เพราะวfiา ฉ เป8นอักษรสูง มีเสียง จัตวาเป8นเสียงวรรณยุกต*พื้นฐานและคําวfiา “ฉวี” เป8นอักษรนําจึงต#องอfiาน พยางค*ที่สองให#มีเสียงวรรณยุกต*ผันตามพยัญชนะตัวแรก ซึ่งป>ญหาการอfiาน อักษรนําเป8นป>ญหาสําคัญประการหนึ่งของการอfiานภาษาไทย บุญลักษณ* เอี่ยมสําอางค* (๒๕๔๕ : ๙๓) ให#คําจํากัดความคําวfiา อักษรนําไว#ดังนี้ “อักษรนํา คือ พยัญชนะสองตัวเรียงกันและตัวหน#ามีอิทธิพล นําเสียงวรรณยุกต*ของตัวที่ตามมา ตัวหน#าจะเป8นอักษรสูง ๔ หรืออักษรกลาง๕ ตัวที่ตามมาเป8นอักษรต่ําเดี่ยว๖ เทfiานั้น การอfiานอักษรนําสามารถอfiานได# ๒ แบบ คือ อfiานออกเสียงเป8น พยางค*เดียวและอfiานออกเสียงเป8นสองพยางค* ๑. การอfiานออกเสียงเป8น การอfiานออกเสียงเป8น การอfiานออกเสียงเป8นพยางค*เดียว พยางค*เดียว พยางค*เดียว การอfiานอักษรนําเป8นพยางค* เดียวนี้จะเกิดขึ้นในกรณีที่มี ห นําอักษรต่ําเดี่ยว และ อ นํา ย เชfiน ห นํา ง เชfiน หงาย หงิม แหงน หงอน ห นํา ญ เชfiน หญิง หญ#า ห นํา น เชfiน หนู แหนงหนfiาย ห นํา ม เชfiน หมา หมอ หมู ห นํา ย เชfiน หยfiา หยอก หยิก ห นํา ร เชfiน หรูหรา หรี่ ห นํา ล เชfiน เหล#า หลาน เหลน หลอน ห นํา ว เชfiน หวาน แหวน หวิว ๔ อักษรสูง คือ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห ๕ อักษรกลาง คือ ก จ ฎ ฏ ด ต บ ป อ ๖ อักษรต่ําเดี่ยว คือ ง ญ ณ น ม ย ร ล ว ฬ
เรื่องเลาจากหองเรียน : ขอสังเกตปญหาการใชภาษาไทย ๙๑ สําหรับ อ นํา ย นั้นในภาษาไทยมีเพียง 4 คํา คือ อยfiา อยูfi อยfiาง อยาก ๒. การอfiานออกเสียงเป8นสองพยางค* การอfiานออกเสียงเป8นสองพยางค* การอfiานออกเสียงเป8นสองพยางค* การอfiานอักษรนําเป8นสอง พยางค*นี้จะให#พยัญชนะตัวหน#าออกเสียงเหมือนมีสระอะประสมอยูfi สfiวน พยัญชนะตัวหลังก็ออกเสียงประสมกับสระและพยัญชนะตัวสะกดที่ปรากฏอยูfi และออกเสียงวรรณยุกต*พยางค*ที่สองเหมือนมี ห นํา อักษรสูงนําอักษรต่ําเดี่ยว เชfiน ขนม อfiานวfiา ขะ–หนม ขยาย อfiานวfiา ขะ–หยาย ฉงน อfiานวfiา ฉะ–หงน ถนน อfiานวfiา ถะ–หนน ผงก อfiานวfiา ผะ–หงก ฝรั่ง อfiานวfiา ฝะ-หรั่ง สนุกสนาน อfiานวfiา สะ–หนุก–สะ–หนาน อักษรกลางนําอักษรต่ําเดี่ยว เชfiน กนก อfiานวfiา กะ–หนก จรวด อfiานวfiา จะ–หรวด ตลก อfiานวfiา ตะ–หลก ปรอท อfiานวfiา ปะ–หรอด อรfiอย อfiานวfiา อะ–หรfiอย อนาถ อfiานวfiา อะ–หนาด
๙๒ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ทั้งนี้ยังมีคําบางคําที่มีรูปเหมือนอักษรนํา แตfiอfiานไมfiออกเสียงเหมือน อักษรนํา ดังนั้นผู#อfiานจะต#องตรวจสอบการอfiานคําเหลfiานี้ให#ดีกfiอน เชfiน สมาชิก อfiานวfiา สะ–มา–ชิก กมล อfiานวfiา กะ–มน บทสรุป ป>ญหาการใช#ภาษาไทย ทั้ง ๓ เรื่องข#างต#น ได#แกfi คะ คะ ขา ขา คะ ขา ขา ป>ญหาที่ต#องแก#ไข ไ ป>ญหาที่ต#องแก#ไข ไปยาลน#อย ไปยาลใหญfi เครื่องหมายที่เป8นป>ญหา ปยาลน#อย ไปยาลใหญfi เครื่องหมายที่เป8นป>ญหา ปยาลน#อย ไปยาลใหญfi เครื่องหมายที่เป8นป>ญหา และ อักษรนํากับการอfiานที่แตกตfiาง แม#วfiาหลายคนจะมองเป8นเพียงประ อักษรนํากับการอfiานที่แตกตfiาง เด็นป>ญหา เล็ก ๆ ที่มักสร#างความรําคาญใจ มากกวfiาจะสfiงผลตfiอความคลาดเคลื่อนทาง ความหมายของกระบวนการสื่อสาร แตfiก็ปฏิเสธไมfiได#วfiาป>ญหาเหลfiานี้เป8นป>ญหา ที่พบบfiอยครั้ง และอาจสfiงผลตfiอความนfiาเชื่อถือในตัวผู#ใช#ภาษาได# ดังนั้นหาก ครูภาษาไทยปลfiอยปละละเลยไมfiใสfiใจด#วยมองวfiาเป8นป>ญหาที่เล็กน#อย ก็เชื่อแนfi วfiานี่คือต#นทางที่จะปลูกฝ>งความเคยชินและความไมfiระมัดระวังในการใช#ภาษา แกfiตัวผู#เรียน อันจะนําไปสูfiปลายทางคือการไมfiตระหนักถึงความสําคัญของ ภาษาไทยตfiอไป
อักษร อักขรวิธีกับสังคมไทย ชัชนีย วินิจชัยนันท