The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือที่ระลึกเนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ ปีพุทธศักราช ๒๕๕๗ สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ <br> มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Thai Nsru, 2023-07-29 02:26:06

มีวิชาเหมือนมีทรัพย์อยู่นับแสน

หนังสือที่ระลึกเนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ ปีพุทธศักราช ๒๕๕๗ สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ <br> มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์

Keywords: ภาษาไทย

๒๔๔ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน จากผลการวิจัยขfiางตfiนพบว'า วิวัฒนาการของคําเรียกสีพื้นฐานใน ภาษาไทยยังไม'ครบถfiวน โดยยังขาดวิวัฒนาการการเกิดคําเรียกสีเทา น้ําเงิน และน้ําตาลอยู' ผูfiวิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาวิวัฒนาการของคําเรียกสีพื้นฐาน ในภาษาไทยเพื่อหาคําตอบว'า คําเรียกสีเทา น้ําเงิน และน้ําตาล ปรากฏขึ้น ครั้งแรกเมื่อใด และศึกษาว'าคําเรียกสีในภาษาไทยทั้ง ๒ สมัยนี้ นิยม เปรียบเทียบสีกับอะไรมากที่สุด ๒. วัตถุประสงค?ของการวิจัย วัตถุประสงค?ของการวิจัย วัตถุประสงค?ของการวิจัย ๒.๑ เพื่อศึกษาวิวัฒนาการของคําเรียกสีพื้นฐานในภาษาไทยสมัย ธนบุรีและสมัยรัตนโกสินทร? ๒.๒ เพื่อศึกษาความเปรียบในคําเรียกสีว'านิยมเปรียบเทียบกับสิ่งใด ๓. นิยามศัพท? นิยามศัพท? นิยามศัพท? ประเภทสี หมายถึง กลุ'มของสีที่คนจําแนกว'าคลfiายคลึงกัน ซึ่งถูกจัดไว ประเภทสี fi ในกลุ'มเดียวกัน และมีความสัมพันธ?อย'างใกลfiชิดกับคําเรียกสีในภาษาแม'ของ คนผูfiนั้น ดังที่ Roberson (2005) ไดfiสรุปไวfiในบทความ Color categories are culturally diverse in cognition as well as in language ว'า “Cognitive categories for color appear to be tightly tied to the linguistic terms used to describe them.” ในแต'ละภาษามีคําเรียกสีที่แตกต'างกัน สะทfiอนใหfi เห็นการจําแนกประเภทสีที่แตกต'างกันของเจfiาของภาษา เมื่อมีประเภทสีใด ๆ ก็จะมีคําเรียกสีพื้นฐานใชfiเรียกประเภทสีนั้น คําเรียกสี หมายถึง คําเรียกประเภทสีต'าง ๆ คําเรียกสี คําเรียกสีพื้นฐาน (Basic color term) หมายถึง คําเรียกสีที่ Be คําเรียกสีพื้นฐาน rlin


วิวัฒนาการคําเรียกสีพื้นฐานในภาษาไทยสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร ๒๔๕ and Kay (1969 : 6–7 อfiางใน อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ? ๒๕๓๘ : ๕-๖) ไดfiใหfi คําจํากัดความไวfi ดังนี้ ๑. จะตfiองเป2นศัพท?เดี่ยว (Monolexemic) หมายความว'า เป2นคําซึ่ง ความหมายของคํานั้น ไม'สามารถทํานายไดfiจากส'วนหนึ่งส'วนใดของคํา เช'น คําว'า red และ green ในภาษาอังกฤษ เป2นคําเรียกสีพื้นฐาน แต' reddish กับ greenish ไม'ใช'คําเรียกสีพื้นฐาน ๒. ความหมายของคําเรียกสีนั้น จะตfiองไม'ซfiอนหรือร'วมกับ ความหมายของอีกคําหนึ่ง เช'น dark green ไม'ใช'คําเรียกสีพื้นฐานใน ภาษาอังกฤษเพราะความหมายซfiอนกันกับ green และ crimson ก็ไม'ใช' สีพื้นฐานเพราะเป2นชนิดหนึ่งของ red ๓. จะตfiองไม'ใชfiคําที่ใชfiแคบ ๆ เพื่อเรียกวัตถุบางประเภทเท'านั้น เช'น คําว'า blonde ในภาษาอังกฤษ ไม'ใช'คําเรียกสีพื้นฐาน เพราะใชfiกับ ผม และ เฟอร?นิเจอร? เท'านั้น ๔. จะตfiองเป2นคําที่ฝ;งใจ (Psychologically Salient) สําหรับผูfiบอก ภาษากล'าวคือ มักจะเป2นคําที่ผูfiพูดพูดถึงก'อน ปรากฏอย'างสม่ําเสมอในผูfiบอก ภาษาทุกคนและมักปรากฏในภาษาเฉพาะบุคคลของผูfiบอกภาษาทุกคน เช'น คําว'า mauve ในภาษาอังกฤษจะไม'ถือเป2นคําเรียกสีพื้นฐานเพราะเกณฑ?นี้ ๕. คําใดที่น'าสงสัยว'าจะเป2นคําเรียกสีพื้นฐานหรือไม' ใหfiดูการปรากฏ ทางไวยากรณ? ถfiาปรากฏคําเรียกสีพื้นฐานอื่น ๆ ใหfiถือว'าเป2นคําเรียกสีพื้นฐาน ดfiวย เช'น คําเรียกสีพื้นฐานในภาษาอังกฤษมักสามารถปรากฏกับ –ish ไดfi ดังนั้นเมื่อเราพบคํา เช'น reddish เราจึงถือว'า red เป2นคําเรียกสีพื้นฐาน แต' crimson ไม'ใช'คําเรียกสีพื้นฐาน เพราะไม'มี *crimsonish ๖. คําเรียกสีที่หมายถึงสีเดียวกับวัตถุที่เรียก ถือว'าไม'ใชfiคําเรียกสี พื้นฐาน


๒๔๖ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ๗. คํายืมใหม' ๆ ไม'น'าจะนับว'าเป2นคําเรียกสีพื้นฐาน คําเรียกสีไม'พื้นฐาน หมายถึง คําเรียกสีที่ไม'มีคุณสมบ คําเรียกสีไม'พื้นฐาน ัติของคําเรียกสี พื้นฐานดังที่ไดfiกล'าวมาแลfiว ๔. วิธีการวิจัย วิธีการวิจัย วิธีการวิจัย ผูfiวิจัยเก็บขfiอมูลจากวรรณกรรมสมัยธนบุรีและสมัยรัตนโกสินทร?ทั้ง รfiอยแกfiวและรfiอยกรอง ที่มีรายชื่ออยู'ในทะเบียนวรรณกรรมแห'งชาติ ที่รวบรวม โดยสํานักวรรณกรรมและประวัติศาสตร? กรมศิลปากร ในงานวิจัยนี้ผูfiวิจัยใชfi ขfiอมูลจากวรรณกรรมตั้งแต'สมัยธนบุรีจนถึงแค'สมัยรัชกาลที่ ๖ เนื่องจาก งานวิจัยของศุภมาส เอ'งฉfiวน (๒๕๔๓) นั้นใชfiขfiอมูลวรรณกรรมในสมัยสุโขทัย ทั้งหมด แลfiวไดfiขfiามมาศึกษาในสมัยรัตนโกสินทร?ป;จจุบันเพื่อเปรียบเทียบ ดังนั้น ผูfiวิจัยจึงทําการวิจัยถึงแค'สมัยรัชกาลที่ ๖ เท'านั้น และเนื่องไม'มีผูfiบอกภาษาใน สมัยธนบุรีและสมัยรัตนโกสินทร? จากรัชกาลที่ ๑ ถึงรัชกาลที่ ๖ เหลืออยู'แลfiว ผูfiวิจัยจึงเก็บขfiอมูลจากวรรณกรรมแทน ซึ่งจะใชfiวรรณกรรมสมัยธนบุรีถึงสมัย รัชกาลที่ ๖ ทั้งรfiอยแกfiวและรfiอยกรองที่มีรายชื่ออยู'ในทะเบียนวรรณกรรม แห'งชาติที่รวบรวมโดยสํานักวรรณกรรมและประวัติศาสตร? กรมศิลปากร โดย ในส'วนของการเก็บขfiอมูลเพื่อหาการปรากฏครั้งแรกของคําเรียกสีพื้นฐานนั้น ผูfiวิจัยใชfiขfiอมูลจากวรรณกรรมทุกเล'ม ส'วนในการเก็บขfiอมูลเพื่อศึกษาว'า คําเรียกสีในสองสมัยนี้นิยมเปรียบเทียบกับสิ่งใด ผูfiวิจัยไม'ไดfiใชfiวรรณกรรม ทุกเล'มแต'สุ'มตัวอย'างแบบง'าย (Simple Random Sampling) มาเพียง ๑๑ เรื่อง จาก ๖๙๐ เรื่อง การสุ'มตัวอย'างแบบง'ายคือ เป2นการสุ'มตัวอย'างโดยถือว'าทุก ๆ สมาชิกในประชากรมีโอกาสจะถูกเลือกเท'า ๆ กัน ซึ่งวิธีการอาจจะใชfiวิธี การจับสลากโดยทํารายชื่อประชากรทั้งหมดหรือใชfiตารางเลขสุ'ม โดยมี


วิวัฒนาการคําเรียกสีพื้นฐานในภาษาไทยสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร ๒๔๗ เลขกํากับหน'วยรายชื่อทั้งหมดของประชากร ซึ่งในป;จจุบันสามารถใชfiโปรแกรม คอมพิวเตอร?แทนการทําสลากเพื่อสุ'มหาวรรณกรรมทีละเล'ม โดยการใชfiสูตร =RANDBETWEEN ในโปรแกรม Microsoft Excel ในที่นี้ผูfiวิจัยใชfiวิธีกําหนด หมายเลขที่ไม'ซ้ํากันเรียงตามลําดับใหfiกับวรรณกรรมแต'ละเล'ม โดยจะสุ'มจาก วรรณกรรมสมัยธนบุรีทั้งหมด ๑๐ เรื่อง ซึ่งจะไดfiวรรณกรรมสมัยธนบุรีทั้งหมด ๕ เรื่อง ไดfiแก' ลิลิตเพชรมงกุฎ อิเหนาคําฉันท? กฤษณาสอนนfiองคําฉันท? ปาจิตกุมารกลอนอ'าน และนิราศพระยามหานุภาพไปเมืองจีนหรือนิราศกวางตุfiง ส'วนวรรณกรรมสมัยรัตนโกสินทร?จะสุ'มจากวรรณกรรมทั้งหมด ๖๘๐ เรื่อง ใหfiไดfiรัชกาลละ ๑ เรื่อง ซึ่งจะไดfiวรรณกรรมสมัยรัตนโกสินทร?ทั้งหมด ๖ เรื่อง ไดfiแก' ดาหลัง เสภาเรื่องขุนชfiาง ขุนแผน ประชุมจารึกวัดพระเชตุพน นิราศ ลอนดอนและจดหมายเหตุเรื่องราชทูตไทยไปประเทศอังกฤษ ไกลบfiาน และ เวตาล ซึ่งเนื่องจากผูfiวิจัยจะศึกษาความเปรียบในภาพรวมของภาษาไทยใน ทั้งสองสมัย ผูfiวิจัยจึงถือว'าวรรณกรรมทั้งหมดที่สุ'มไดfiมานั้นเพียงพอที่จะศึกษา ว'าคําเรียกสีในภาษาไทยทั้งสมัยธนบุรีและสมัยรัตนโกสินทร?นิยมเปรียบเทียบ กับสิ่งใด และในการเก็บขfiอมูลคําเรียกสี ผูfiวิจัยจะเก็บขfiอมูลโดยอfiางอิงจาก เกณฑ?คําเรียกสีพื้นฐาน รวมทั้งดูจากบริบทแวดลfiอมของคํานั้น ๆ โดยคําเรียกสี นั้น อาจจะปรากฏร'วมกับคําว'า “สี” หรือไม'ก็ไดfi ผูfiวิจัยเก็บและรวบรวมขfiอมูล คําเรียกสีจากวรรณกรรมทั้งหมดที่คัดเลือกไวfi หลังจากที่ไดfiคําเรียกสีทั้งหมด แลfiวนั้น ผูfiวิจัยนํามาวิเคราะห?ตามเกณฑ?ที่จะกล'าวในหัวขfiอถัดไป ในการวิเคราะห?ขfiอมูล ผูfiวิจัยไดfiวิเคราะห?ตามคุณสมบัติของคําเรียกสี พื้นฐานโดยใชfiเกณฑ?ของ Berlin and Kay (1969 : 6–7 อfiางใน อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ? ๒๕๓๘ : ๕-๖) ที่ไดfiใหfiคําจํากัดความไวfi ดังนี้ จะตfiองเป2น ศัพท?เดี่ยว ความหมายของคําเรียกสีนั้น จะตfiองไม'ซfiอนหรือร'วมกับความหมาย


๒๔๘ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ของอีกคําหนึ่ง จะตfiองไม'ใชfiคําที่ใชfiแคบ ๆ เพื่อเรียกวัตถุบางประเภทเท'านั้น จะตfiองเป2นคําที่ฝ;งใจสําหรับผูfiบอกภาษา คําใดที่น'าสงสัยว'าจะเป2นคําเรียกสี พื้นฐานหรือไม' ใหfiดูการปรากฏทางไวยากรณ? คําเรียกสีที่หมายถึงสีเดียวกับ วัตถุที่เรียก ถือว'าไม'ใชfiคําเรียกสีพื้นฐาน และคํายืมใหม' ๆ ไม'น'าจะนับว'าเป2น คําเรียกสีพื้นฐาน ในการศึกษาว'าคําเรียกสีในภาษาไทยในสมัยธนบุรีและสมัย รัตนโกสินทร?นิยมเปรียบเทียบกับสิ่งใดนั้น ผูfiวิจัยจะศึกษาจากความถี่ที่พบ คํา วลี ประโยคที่นํามาเปรียบกับคําเรียกสีพื้นฐานและคําเรียกสีไม'พื้นฐาน ในภาษาไทยสมัยธนบุรีและสมัยรัตนโกสินทร? ว'านิยมเปรียบเทียบกับสิ่งใด โดย จะศึกษาจากวรรณกรรมในสมัยธนบุรีและสมัยรัตนโกสินทร?ทั้งหมดคัดเลือกไวfi ๕. ผลการวิจัย ผลการวิจัย ผลการวิจัย ๕.๑วิวัฒนาการคําเรียกสีพื้นฐานใน วิวัฒนาการคําเรียกสีพื้นฐานใน วิวัฒนาการคําเรียกสีพื้นฐานในภาษาไทยสมัยธนบุรีและสมั ภาษาไทยสมัยธนบุรีและสมัย รัตนโกสินทร? รัตนโกสินทร? จากงานวิจัยนี้ทําใหfiเห็นลําดับการเกิดคําเรียกสีพื้นฐานทั้งหมดของ ภาษาไทย โดยในสมัยสุโขทัยมีคําเรียกสีพื้นฐานทั้งหมด ๕ คํา ไดfiแก' คําเรียกสี ขาว ดํา แดง เหลือง เขียว ตามขfiอมูลจากงานวิจัยของศุภมาส เอ'งฉfiวน (๒๕๔๓) ซึ่งศุภมาสไดfiสันนิษฐานว'าคําเรียกสีพื้นฐานทั้ง ๕ คํานี้ น'าจะมี วิวัฒนาการถึงระยะที่ IV ตามทฤษฎีวิวัฒนาการคําเรียกสีพื้นฐานสากลของ เบอร?ลินและเคย? ต'อมาก็พบคําเรียกสีพื้นฐานเพิ่มอีก ๔ คํา รวมเป2น ๙ คํา ตามขfiอมูลจากงานวิจัยของวิพาที ทิพย?คงคา (๒๕๕๓) ไดfiแก' คําเรียกสีชมพู ที่พบราว พ.ศ. ๑๙๙๑–๒๐๒๖ คําเรียกสีแสดที่พบราว พ.ศ. ๒๑๔๕–๒๑๗๐ และคําเรียกสีฟ[าและม'วงที่พบพรfiอมกันในราว พ.ศ. ๒๒๗๕–๒๓๐๑ และใน งานวิจัยของผูfiวิจัยที่ศึกษาจากวรรณกรรมสมัยรัตนโกสินทร? ในช'วงปé พ.ศ.


วิวัฒนาการคําเรียกสีพื้นฐานในภาษาไทยสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร ๒๔๙ ๒๓๒๙–๒๔๘๗ รวมทั้งหมด ๑๕๘ ปé ซึ่งมีวรรณกรรมทั้งหมด ๖๘๐ เรื่อง ก็ไดfi พบคําเรียกพื้นฐานเพิ่มอีก ๓ คํา ไดfiแก' คําเรียกสีเทา ที่พบในสมัยรัชกาลที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๔๐ คําเรียกสีน้ําเงิน พบในสมัยรัชกาลที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๔๘ และคําเรียกสี น้ําตาล พบในสมัยรัชกาลที่ ๒ ช'วงหลัง พ.ศ. ๒๓๕๐ ในบริบทดังต'อไปนี้ ตามลําดับ คําเรียกสีเทา “เป2นวานรนfiอยสีเทา เขfiาหักเอาผลพฤกษา เลาะลัดตัดผ'านมรคา ไปสกัดอยู'หนfiาอาชาชาญ ฯ” (บทละครเรื่องรามเกียรติ์ เล'ม ๔, ๒๕๔๙ : ๓๘๓) คําเรียกสีน้ําเงิน “แลfiวจัดธงสีต'างๆ หfiาอย'างสําหรับในกองทัพบกทัพเรือ จะไดfiป;กเป2น สําคัญทั้งหfiากอง อันเรือขนานแม'ทัพหลวงนั้นป;กธงสีเหลือง เรือขนานอิกิ๋มกับ เรือมอกายนั้นเป2นทัพหนfiาป;กธงสีแดง ใหfiลิยอยเป2นปéกขวาคุมเรือขนานป;กธงสี เขียว บุนเพ'งนั้นคุมเรือขนานเป2นปéกซfiายปéกธงสีขาว ใหfiเตียวคับคุมเรือขนาน เป2นกองทัพหลังป;กธงสีน้ําเงิน...” (สามกëก ฉบับหอพระสมุด เล'ม ๒, ๒๕๔๓ : ๖๔๕) คําเรียกสีน้ําตาล “บรรดาเสนานายทหาร ใส'เสื้อสีน้ําตาลกfiานแย'ง ขุนหมื่นอาสามfiาแซง เสื้อกํามะหยี่แดงขลิบทอง” (บทละครเรื่องอิเหนา, ๒๕๔๓ : ๖๓๑)


๒๕๐ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ผลจากการศึกษาทําใหfiพบว'า ในสมัยป;จจุบันมีคําเรียกสีพื้นฐานใน ภาษาไทยทั้งหมด ๑๒ คํา ถือว'ามีวิวัฒนาการที่กfiาวหนfiาเกินกว'าที่เบอร?ลิน และเคย?ไดfiสรุปลักษณะสากลของภาษาทั่วไปในโลก กล'าวคือ วิวัฒนาการ คําเรียกสีพื้นฐานสากลของเบอร?ลินและเคย?นั้นจะมีประเภทสีทั้งหมด ๑๑ ประเภท ไดfiแก' WHITE BLACK RED YELLOW GREEN BLUE BROWN PURPLE PINK ORANGE และ GREY แต'ในภาษาไทยพบการจําแนกประเภทสี BLUE ออกเป2น ๒ ประเภทคือ DARK BLUE ที่มีคําเรียกว'า น้ําเงิน และ LIGHT BLUE ที่มีคําเรียกว'า ฟ[า ๕.๒การศึกษาความเปรียบในคําเรียกสีในภาษาไทยสมัยธนบุรีแ การศึกษาความเปรียบในคําเรียกสีในภาษาไทยสมัยธนบุรีและ สมัยรัตนโกสินทร? สมัยรัตนโกสินทร? ภาษาไทยสมัยธนบุรีมีสิ่งที่นํามาใชfiเปรียบมากที่สุด คือสัตว? เช'น หมี กา เป2นตfiน พบการปรากฏจํานวน ๓ ครั้ง คิดเป2นอัตรารfiอยละ ๕๐.๐๐ รองลงมาคือ การเปรียบกับวัตถุในธรรมชาติ พบการปรากฏจํานวน ๒ ครั้ง เช'น ทอง นิล เป2นตfiน คิดเป2นอัตรารfiอยละ ๓๓.๓๓ และสิ่งที่นํามาเปรียบ นfiอยที่สุดคือเครื่องมือเครื่องใชfi ไดfiแก' หมึก พบการปรากฏจํานวน ๑ ครั้ง คิดเป2นอัตรารfiอยละ ๑๖.๖๗ ส'วนภาษาไทยสมัยรัตนโกสินทร?นั้น มีสิ่งที่นํามาใชfiเปรียบมากที่สุดคือ วัตถุในธรรมชาติ เช'น สุริยา จันทร ทับทิม ชาด เป2นตfiน พบการปรากฏจํานวน ๔๔ ครั้ง คิดเป2นอัตรารfiอยละ ๕๗.๑๔ รองลงมาคือ การเปรียบกับพืช เช'น ชบา ผักตบ ฝ[าย เป2นตfiน พบการปรากฏจํานวน ๑๕ ครั้ง คิดเป2นอัตรารfiอยละ ๑๙.๔๘ การเปรียบเทียบในลําดับที่สามคือ สัตว? เช'น แมลงทับ เสือ นก เป2นตfiน พบการปรากฏจํานวน ๙ ครั้ง คิดเป2นอัตรารfiอยละ ๑๑.๖๙ การเปรียบเทียบ ในลําดับที่สี่คือ เครื่องมือเครื่องใชfi เช'น หมfiอ หมึก ยาราชาวดี เป2นตfiน


วิวัฒนาการคําเรียกสีพื้นฐานในภาษาไทยสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร ๒๕๑ พบการปรากฏจํานวน ๖ ครั้ง คิดเป2นอัตรารfiอยละ ๗.๘๐ การเปรียบเทียบใน ลําดับที่หfiาคือ อื่น ๆ เช'น ผี นาเกลือ เป2นตfiน พบการปรากฏจํานวน ๒ ครั้ง คิดเป2นอัตรารfiอยละ ๒.๖๐ และสิ่งที่นํามาเปรียบนfiอยที่สุดคือ อาหาร ไดfiแก' แป[งจี่ พบการปรากฏจํานวน ๑ ครั้ง คิดเป2นอัตรารfiอยละ ๑.๓๐ จากความเปรียบในคําเรียกสีในภาษาไทยสมัยธนบุรีและสมัย รัตนโกสินทร? พบว'า ทั้ง ๒ สมัยนี้ มีสิ่งที่นํามาเปรียบมากที่สุดต'างกัน ในสมัย ธนบุรีนิยมเปรียบเทียบสีกับสัตว?มากที่สุด ส'วนในสมัยรัตนโกสินทร?นิยม เปรียบเทียบสีกับวัตถุในธรรมชาติมากที่สุด และมีสิ่งที่นํามาเปรียบนfiอยที่สุด แตกต'างดfiวย กล'าวคือ ความเปรียบในคําเรียกสีในภาษาไทยสมัยธนบุรี จะมี สิ่งที่นํามาเปรียบนfiอยที่สุดคือ เครื่องมือเครื่องใชfi ไดfiแก' หมึก ส'วนเปรียบใน คําเรียกสีในภาษาไทยสมัยรัตนโกสินทร?นั้น มีสิ่งที่นํามาเปรียบนfiอยที่สุดคือ อาหาร ไดfiแก' แป[งจี่ ๖. สรุปและอภิปรายผลการวิจัย สรุปและอภิปรายผลการวิจัย สรุปและอภิปรายผลการวิจัย ๖.๑วิวัฒนาการของคําเ ฒนาการของคําเ ฒนาการของคําเรียกสีในภาษาไทยสมัยธนบุรีและสมั รียกสีในภาษาไทยสมัยธนบุรีและสมั รียกสีในภาษาไทยสมัยธนบุรีและสมัย รัตนโกสินทร? รัตนโกสินทร? จากงานวิจัยนี้ทําใหfiเห็นลําดับการเกิดคําเรียกสีพื้นฐานทั้งหมดของ ภาษาไทย โดยในสมัยสุโขทัยมีคําเรียกสีพื้นฐานทั้งหมด ๕ คํา ไดfiแก' คําเรียกสี ขาว ดํา แดง เหลือง เขียว ตามขfiอมูลจากงานวิจัยของศุภมาส เอ'งฉfiวน (๒๕๔๓) ซึ่งศุภมาสไดfiสันนิษฐานว'าคําเรียกสีพื้นฐานทั้ง ๕ คํานี้ น'าจะมี วิวัฒนาการถึงระยะที่ IV ตามทฤษฎีวิวัฒนาการคําเรียกสีพื้นฐานสากลของ เบอร?ลินและเคย? ต'อมาก็พบคําเรียกสีพื้นฐานเพิ่มอีก ๔ คํา รวมเป2น ๙ คํา ตามขfiอมูลจากงานวิจัยของวิพาที ทิพย?คงคา (๒๕๕๓) ไดfiแก' คําเรียกสีชมพู ที่พบราว พ.ศ. ๑๙๙๑–๒๐๒๖ คําเรียกสีแสดที่พบราว พ.ศ. ๒๑๔๕–๒๑๗๐


๒๕๒ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน และคําเรียกสีฟ[าและม'วงที่พบพรfiอมกันในราว พ.ศ. ๒๒๗๕–๒๓๐๑ และใน งานวิจัยของผูfiวิจัยที่ศึกษาจากวรรณกรรมสมัยรัตนโกสินทร? ในช'วงปé พ.ศ. ๒๓๒๙–๒๔๘๗ รวมทั้งหมด ๑๕๘ ปé ซึ่งมีวรรณกรรมทั้งหมด ๖๘๐ เรื่อง ก็ไดfi พบคําเรียกพื้นฐานเพิ่มอีก ๓ คํา ไดfiแก' คําเรียกสีเทา ที่พบในสมัยรัชกาลที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๔๐ คําเรียกสีน้ําเงิน พบในสมัยรัชกาลที่ ๑ พ.ศ. ๒๓๔๘ และคําเรียกสี น้ําตาล พบในสมัยรัชกาลที่ ๒ ช'วงหลังพ.ศ. ๒๓๕๐ ทําใหfiในสมัยป;จจุบันมี คําเรียกสีพื้นฐานในภาษาไทยทั้งหมด ๑๒ คํา ถือว'ามีวิวัฒนาการที่กfiาวหนfiาเกิน กว'าที่เบอร?ลินและเคย?ไดfiสรุปลักษณะสากลของภาษาทั่วไปในโลก กล'าวคือ วิวัฒนาการคําเรียกสีพื้นฐานสากลของเบอร?ลินและเคย?นั้นจะมีประเภทสี ทั้งหมด ๑๑ ประเภท ไดfiแก' WHITE BLACK RED YELLOW GREEN BLUE BROWN PURPLE PINK ORANGE และ GREY แต'ในภาษาไทยพบการจําแนก ประเภทสี BLUE ออกเป2น ๒ ประเภทคือ DARK BLUE ที่มีคําเรียกว'า น้ําเงิน และ LIGHT BLUE ที่มีคําเรียกว'า ฟ[า และเพื่อใหfiเห็นวิวัฒนาการการเกิด คําเรียกสีพื้นฐานในภาษาไทยชัดเจนยิ่งขึ้น ผูfiวิจัยจะสรุปเป2นแผนภาพ ดังต'อไปนี้


วิวัฒนาการคําเรียกสีพื้นฐานในภาษาไทยสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร ๒๕๓ ระยะที่ I–IV พ.ศ.๑๙๙๑ พ.ศ.๒๑๔๕ พ.ศ.๒๒๗๕ พ.ศ.๒๓๔๐ พ.ศ.๒๓๔๘ พ.ศ.๒๓๕๐ –๒๐๒๖ –๒๑๗๐ –๒๓๐๑ WHITE WHITE WHITE WHITE WHITE WHITE WHITE YELLOW YELLOW YELLOW YELLOW YELLOW YELLOW YELLOW ORANGE ORANGE ORANGE ORANGE ORANGE RED RED RED RED RED RED RED PINK PINK PINK PINK PINK PINK GRUE GRUE GRUE PURPLE PURPLE PURPLE PURPLE BLUE BLUE LIGHT BLUE LIGHT BLUE DARK BLUE DARK BLUE GREEN GREEN GREEN GREEN BLACK BLACK BLACK BLACK GREY GREY GREY BLACK BLACK BROWN BLACK ภาพที่ ๓ วิวัฒนาการคําเรียกสีพื้นฐานในภาษาไทย ประเภทสี GRUE นั้น มาจากการรวมกันของคําว'า “green” ที่แปลว'า เขียว และ “blue” ที่แปลว'า น้ําเงิน ซึ่งนักภาษาศาสตร?ใชfiคํานี้เพื่อหมายถึง ประเภทสีที่มีขอบเขตรวมทั้งประเภทสี GREEN และ BLUE เขfiาดfiวยกัน ประเภทของสีและคําเรียกสีมักมีความสัมพันธ?กัน นั่นก็คือประเภทสี WHITE ไดfiรับการเรียกดfiวยคําเรียกสี “ขาว” ประเภทสี BLACK ไดfiรับการเรียกดfiวย คําเรียกสี “ดํา” RED ไดfiรับการเรียกดfiวยคําเรียกสี “แดง” YELLOW ไดfiรับ การเรียกดfiวยคําเรียกสี “เหลือง” GRUE ไดfiรับการเรียกดfiวยคําเรียกสี “เขียว” PINK ไดfiรับการเรียกดfiวยคําเรียกสี “ชมพู” ORANGE ไดfiรับการเรียกดfiวยคํา


๒๕๔ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน เรียกสี “สfiม” LIGHT BLUE ไดfiรับการเรียกดfiวยคําเรียกสี “ฟ[า” PURPLE ไดfiรับ การเรียกดfiวยคําเรียกสี “ม'วง” GREY ไดfiรับการเรียกดfiวยคําเรียกสี “เทา” DARK BLUE ไดfiรับการเรียกดfiวยคําเรียกสี “น้ําเงิน” และ BROWN ไดfiรับการ เรียกดfiวยคําเรียกสี “น้ําตาล” ซึ่งจากภาพที่ ๓ วิวัฒนาการคําเรียกสีพื้นฐานใน ภาษาไทยนั้นจะสังเกตไดfiว'ามีการเปลี่ยนแปลงของคําที่ใชfiเรียกประเภทสี ORANGE ในภาษาไทย ทั้งนี้เมื่อดูวิวัฒนาการคําเรียกสีพื้นฐานจะเห็นไดfiว'า มีการเพิ่มขึ้นของ ประเภทสีทั้งหมด ๗ ระยะ ซึ่งการที่มีประเภทสีเพิ่มขึ้นมา จะส'งผลใหfiมีคําเรียก สีเพิ่มขึ้นตามไปดfiวย คือเป2นการเปลี่ยนของระบบทั้งระบบ และการเพิ่มจํานวน ของประเภทสีนั้นจะมีผลต'อประเภทสีเดิมที่เกิดขึ้นแลfiว กล'าวคือ ในระยะที่ I จะมีประเภทสี WHITE ที่รวมสีสว'างไวfiทั้งหมด และ BLACK ที่รวมสีมืด ไวfiทั้งหมด แต'เมื่อเกิดประเภทสี RED ในระยะที่ II สิ่งที่เคยอยู'ในประเภทสี WHITE บางส'วนจะถูกจัดเป2นประเภทสี RED และต'อมาเมื่อเกิดประเภทสี อื่น ๆ อีก ก็จะมีผลกระทบกับประเภทสีที่มีอยู'เดิมเช'นกัน เช'น ประเภทสี GRUE เดิมมีคําเรียกว'า “เขียว” จะมีนโมทัศน?ของประเภทสีแคบลง เหลือแค'ขอบเขต เช'นในป;จจุบันเท'านั้น เมื่อเกิดประเภทสี BLUE ขึ้น ซึ่งทําใหfiคําเรียกสีเขียวจะ แทนแค'ประเภทสี GREEN เพราะประเภทสี BLUE ไดfiแยกออกไปแลfiวนั่นเอง อย'างไรก็ตามในการวิเคราะห?คําเรียกสีพื้นฐานในภาษาไทยสมัย ป;จจุบันของศุภมาส เอ'งฉfiวน (๒๕๔๓) พบว'า มีจํานวนคําเรียกสีพื้นฐาน ๑๒ คํา คือคําเรียกสีขาว ดํา แดง เหลือง เขียว ฟ[า น้ําเงิน น้ําตาล ม'วง ชมพู สfiม และ เทา ซึ่งจะสังเกตไดfiว'ามีการปรากฏของคําเรียกสี “สfiม” ขึ้น ในขณะเดียวกัน คําเรียกสี “แสด” นั้นหายไป โดยที่คําเรียกสีทั้งสองใชfiแทนประเภทสีเดียวกัน คือ ORANGE


วิวัฒนาการคําเรียกสีพื้นฐานในภาษาไทยสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร ๒๕๕ อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ? (๒๕๓๘ : ๑๑๔-๑๑๕) ไดfiสันนิษฐานเกี่ยวกับ เรื่องนี้ไวfi ๒ ประการ คือ ๑) คําเรียกสีแสดนั้น เดิมเป2นคําที่ใชfiเรียกสีสfiม และ คําว'า “สfiม” นั้น เกิดขึ้นทีหลัง แต'ในป;จจุบันเป2นที่นิยมมากกว'า คําเดิมจึงกําลังจะหายไป ๒) คําว'าแสดและสfiมนั้น อาจเกิดขึ้นพรfiอมกัน โดยใชfiเรียกสีต'างกัน แต'ต'อมาลู'เขfiาหากัน โดยใชfiแปรกัน ความหมายไม'ต'างกัน ซึ่งในที่สุด คําว'า แสด ก็ถูกใชfiนfiอยลงและหายไปจากคลังคําเรียกสี ผูfiวิจัยเห็นดfiวยกับขfiอสันนิษฐานแรกของอมรา กล'าวคือ คําเรียกสี แสดนั้น แต'เดิมน'าจะเป2นคําที่ใชfiเรียกสีสfiม โดยคําว'า “สfiม” เกิดขึ้นทีหลัง แต'ใน ป;จจุบันเป2นที่นิยมมากกว'า สาเหตุที่ผูfiวิจัยคาดว'าคําเรียกสีแสดและสfiม ไม'น'าจะเป2นคําเรียกสีที่มีใชfiพรfiอมกันแต'ใชfiเรียกสีคนละสีกัน ก็คือ หากคําเรียก สีทั้งสองคํานี้ มีใชfiพรfiอมกันจริงในอดีต จากการศึกษาขfiอมูลในวรรณกรรมสมัย อยุธยา ถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ หากพบคําว'า “แสด” ก็น'าจะพบคําว'า “สfiม” ปรากฏบfiาง แต'จากการศึกษาของผูfiวิจัยพบแต'คําเรียกสี “แสด” เท'านั้น ไม'ปรากฏคําว'า “สfiม” ที่ใชfiเป2นคําเรียกสีเลย ดังนั้นผูfiวิจัยจึงสันนิษฐานว'า คําเรียกสีแสด และคําเรียกสีสfiมนั้นไม'ไดfiมีใชfiพรfiอมกัน การจากการที่พจนานุกรมในอดีตใหfiความหมายของคําว'า “แสด” เป2นสีและใหfiความหมายของคําว'า “สfiม” เป2นผลไมfiและรสเปรี้ยวเท'านั้น ก็ยิ่งยืนยันไดfiว'าในอดีตไม'ไดfiมีการใชfiคําว'า “สfiม” เป2นคําเรียกสี ดังเช'นใน อักขราภิธาน ศรับท? ซึ่งตีพิมพ?ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ปé พ.ศ. ๒๔๑๙ ไดfiใหfi ความหมายของคําว'า แสด ว'า แสด, คือ ศรีแดงอ'อน เช'น ศรีเสน, เขายfiอมผfiา ดfiวยลูกคําไทไม'แดงนักนั้นว'าศรีแสด. และใหfiความหมายของคําว'า สfiม ว'า สfiม, เปรี้ยว, คือของที่เปรี้ยว, เช'น ผลไมfiเปรี้ยวเปนตfiน, เขาเรียกว'าสfiมโอเปนตfiน. (Bradley, 1873) พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๔๙๓ ใหfi


๒๕๖ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ความหมายของคําว'า แสด ว'า ว. สีเหลืองปนแดง น. ตfiนคํา. และใหfiความหมาย ของคําว'า สfiม ว'า ว. เปรี้ยว น. เรียกลูกไมfiพวกหนึ่ง มีรสเปรี้ยว มีหลายชนิด ดfiวยกัน เช'น สfiมโอ สfiมเกลี้ยง. (ราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๐๓) การใหfiความหมายของ “สfiม” ว'าเป2นสีเพิ่งพบในพจนานุกรม ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ นี่เอง โดยใหfiความหมายของคําว'า สfiม ว'า ว. สีเหลืองเจือแดง เรียกว'า สีสfiม. ในขณะเดียวกันคําว'า “แสด” ในพจนานุกรม ฉบับนี้ก็ยังหมายถึง ว. สีเหลืองปนแดง อยู' (ราชบัณฑิตยสถาน ๒๕๓๘) จากขfiอมูลขfiางตfiนนั้นจะเห็นว'า การที่มีคําเรียกสีสfiมเพิ่มขึ้นมา ในภาษาไทยนั้น เป2นการเปลี่ยนแปลงของคําเรียกสี แต'ไม'ใช'การเปลี่ยนแปลง ของระบบการจําแนกสีในภาษา โดยจะเห็นไดfiว'าแมfiมีการเปลี่ยนแปลง คําเรียกสี แต'ประเภทของสีนั้นยังคงมีจํานวนเท'าเดิม โดยการเปลี่ยนแปลงนั้น เป2นการเปลี่ยนแปลงแบบค'อยเป2นค'อยไป เพราะฉะนั้นจึงมีช'วงเวลาหนึ่ง ที่ เป2นรอยต'อซึ่งจะมีการใชfiคําเรียกสี ๒ คําเป2นรูปแปร กล'าวคือ ยังพบว'า มีผูfiที่ยังคงใชfiคําเรียกสีแสดอยู'บfiาง ในขณะที่คนส'วนใหญ'นิยมใชfiคําเรียกสีสfiม นั่นเอง ๖.๒ศึกษาความเปรียบในคําเรียกสีในภาษาไทยสมัยธนบุรีและสมั ศึกษาความเปรียบในคําเรียกสีในภาษาไทยสมัยธนบุรีและสมัย รัตนโกสินทร? รัตนโกสินทร? จากความเปรียบในคําเรียกสีในภาษาไทยสมัยธนบุรีและ สมัยรัตนโกสินทร? พบว'า ทั้ง ๒ สมัยนี้ มีสิ่งที่นํามาเปรียบมากที่สุดต'างกัน ในสมัยธนบุรีนิยมเปรียบเทียบสีกับสัตว?มากที่สุด ส'วนในสมัยรัตนโกสินทร?นิยม เปรียบเทียบสีกับวัตถุในธรรมชาติมากที่สุด และมีสิ่งที่นํามาเปรียบนfiอยที่สุด แตกต'างดfiวย กล'าวคือ ความเปรียบในคําเรียกสีในภาษาไทยสมัยธนบุรี


วิวัฒนาการคําเรียกสีพื้นฐานในภาษาไทยสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร ๒๕๗ จะมีสิ่งที่นํามาเปรียบนfiอยที่สุดคือ เครื่องมือเครื่องใชfi ส'วนเปรียบในคําเรียกสี ในภาษาไทยสมัยรัตนโกสินทร?นั้น มีสิ่งที่นํามาเปรียบนfiอยที่สุดคือ อาหาร บรรณานุกรม บรรณานุกรม ปรียา อนุพงษ?องอาจ. ๒๕๕๕. สื่ออิเล็กทรอนิกส?รายวิชาฟîสิกส? ออิเล็กทรอนิกส?รายวิชาฟîสิกส? ออิเล็กทรอนิกส?รายวิชาฟîสิกส? ๒ (Online). http://www.rsu.ac.th/science/physics/pom/preya_website/ index.html, ๒๐ กันยายน ๒๕๕๕. ราชบัณฑิตยสถาน. ๒๕๐๓. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๔๙๓. พิมพ?ครั้งที่ ๕. พระนคร : โรงพิมพ? รุ'งเรืองธรรม. __________. ๒๕๓๘. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕. พิมพ?ครั้งที่ ๕. กรุงเทพฯ : บริษัท อักษรเจริญทัศน? อจท. จํากัด. __________. ๒๕๕๖. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔. กรุงเทพฯ : บริษัท ศิริวัฒนาอินเตอร?พริ้นท? จํากัด (มหาชน). วิพาที ทิพย?คงคา. ๒๕๕๓. คําเรียกสีในภาษาไทยสมัยอยุธยา คําเรียกสีในภาษาไทยสมัยอยุธยา คําเรียกสีในภาษาไทยสมัยอยุธยา. วิทยานิพนธ? ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาศาสตร?ประยุกต?, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร?. ศุภมาส เอ'งฉfiวน. ๒๕๔๓. คําเรียกสีและมโนทัศน?เรื่องสีของค คําเรียกสีและมโนทัศน?เรื่องสีของคนไทย สมัยสุโขทั คําเรียกสีและมโนทัศน?เรื่องสีของคนไทย สมัยสุโขทัย นไทย สมัยสุโขทัย และสมัยป;จจุบัน. และสมัยป;จจุบัน. วิทยานิพนธ?อักษรศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชา ภาษาศาสตร?, จุฬาลงกรณ?มหาวิทยาลัย.


๒๕๘ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน สํานักวรรณกรรมและประวัติศาสตร?. ๒๕๔๗. ทะเบียนรายชื่อวร ทะเบียนรายชื่อวรรณกรรม ทะเบียนรายชื่อวรรณกรรม แห'งชาติ แห'งชาติ(Online). http://www.literatureandhistory.go.th/ index.php?app=academic&fnc=showlist&cateid=623& apptype=academic, ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๕. อมรา ประสิทธิ์รัฐสินธุ?. ๒๕๓๘. คําเรียกสีและการรับรูfiสีขอ คําเรียกสีและการรับรูfiสีของชาวจfiวงและ คําเรียกสีและการรับรูfiสีของชาวจfiวงและ งชาวจfiวงและ ชาวไทย. ชาวไทย.โครงการย'อยของโครงการใหญ'เรื่อง “ความสัมพันธ?ระหว'าง จfiวงกับไทย”. อักษรศาสตร? จุฬาลงกรณ?มหาวิทยาลัย. Blent, B., and K. Paul. 1969. Basic Color Terms: Basic Color Terms: Their Universality Basic Color Terms: Their Universality Their Universality and Evolution. and Evolution.Berkley and Los Angeles: University of California Press. Bradley, D. B. 1873. หนังสืออักขราภิธานศรับท? หนังสืออักขราภิธานศรับท? หนังสืออักขราภิธานศรับท? Dictionary of the Dictionary of the Dictionary of the Siamese language. Bangkok. Siamese language McNEILL, N. B. 1972. “Color and color terminology.” Journal of Journal of Journal of Linguistics 8: 21 – 33. Linguistics Roberson, D. 2005. “Color categories are culturally diverse in cognition as well as in language.” Cross -Cultural Cultural Research 39: 56 – 71. Research


การเปรียบเทียบที่มาและความหมาย ของคําสแลงในนิตยสารบันเทิง และธุรกิจการเมืองรายสัปดาห รัตนา สังขโชติ


๒๖๐ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ความสําคัญและปญหาการวิจัย ความสําคัญและปญหาการวิจัย ภาษาเปนเครื่องมือที่มนุษย!ใช$ในการสื่อสารซึ่งกันและกัน เพื่อให$เกิด ความเข$าใจกัน มีการถ+ายทอดจากรุ+นหนึ่งไปสู+อีกรุ+นหนึ่ง เปนสิ่งที่ต$องมี การศึกษาเรียนรู$ เพราะแต+ละสังคม ก็มีภาษาที่ใช$แตกต+างกัน ภาษาที่ใช$จึง มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจะเปนไปตามยุคสมัยและวัยของผู$ใช$ ภาษาจึงมี ความสําคัญต+อวัฒนธรรม เพราะภาษาเปนสื่อที่ทําให$คนในชาติติดต+อกัน ทําให$ วัฒนธรรมอื่นๆเจริญขึ้น เปรียบได$ว+าภาษาเปนวัฒนธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลง อยู+เสมอ ขึ้นอยู+ที่ปจจัยต+าง ๆ ไม+ว+าจะเปนด$วยเพศ วัย ภูมิหลังทางสังคม อาชีพ และความสนใจ ฯลฯ เมื่อมนุษย!ใช$ภาษาเพื่อการสื่อสารหรือจุดประสงค!ใด ๆ ก็ตาม การศึกษาเพื่อให$เกิดความเข$าใจภาษาย+อมเปนหนทางนําไปสู+ความเข$าใจ ความคิด และงานที่มนุษย!สร$างสรรค!ขึ้น ในการติดต+อสื่อสารกันมีทั้งภาษาพูด และภาษาเขียน โดยเฉพาะภาษาเขียนปจจุบันมีงานเขียนมากมาย ทั้งตําราเรียน นวนิยาย หนังสือพิมพ! นิตยสาร ฯลฯ ในส+วนที่เปนนิตยสาร ประเภทของ นิตยสารที่ผู$อ+านนิยมอ+าน และมียอดจําหน+ายเพิ่มขึ้นอย+างต+อเนื่อง คือ “นิตยสารบันเทิง” ซึ่งมีวางจําหน+ายอย+างแพร+หลายและ มีให$เลือกอ+านเปน จํานวนมาก ซึ่งมีการเขียนที่มีลักษณะการใช$ภาษาเฉพาะตัว เพราะเปนนิตยสาร ที่มุ+งนําเสนอข+าวคราวเรื่องราว เหตุการณ!ความเคลื่อนไหวต+าง ๆ ที่เกิดขึ้นใน วงการบันเทิง ซึ่งนอกจากจะให$ความสนุกสนานเพลิดเพลินแล$ว ยังช+วย ผ+อนคลายความตึงเครียดในจิตใจของผู$อ+านด$วย นิตยสารอีกประเภทหนึ่งที่ผู$วิจัยเห็นว+ามีคนนิยมอ+านเช+นเดียวกัน คือ นิตยสารธุรกิจการเมือง ที่มุ+งเสนอเหตุการณ! บอกเล+าเรื่องราวต+าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับบ$านเมืองในขณะนั้น เช+น เหตุการณ!น้ําท+วม หรือการออกมาแสดง


การเปรียบเทียบที่มาและความหมายของคําสแลงในนิตยสารบันเทิง และธุรกิจการเมืองรายสัปดาห ๒๖๑ ความคิดเห็นทางการเมือง พร$อมทั้งเสนอแนวทางแก$ไข หรือแสดงความคิดเห็น ต+อเหตุการณ!ที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจมีผลกระทบต+อประชาชน หรือลักษณะการเขียน นั้นมีจุดประสงค!เพื่อวิเคราะห!วิจารณ! ตีแผ+ให$รู$ข$อเท็จจริงของเรื่องราวเศรษฐกิจ ทั้งของในประเทศ ต+างประเทศ ซึ่งจะพบข$อมูลข+าวสารนี้ได$ในนิตยสารธุรกิจ การเมือง เมื่อจุดประสงค!ในการนําเสนอของนิตยสารทั้งสองประเภทมีความ แตกต+างกัน ภาษาที่ใช$ในการนําเสนอจึงมีความแตกต+างกันด$วย เพื่อให$ สอดคล$องกับจุดประสงค!ในการนําเสนอ และเพื่อดึงดูดความสนใจจากผู$อ+าน ให$ติดตามข+าวสาร ภาษาที่ใช$จึงมีลักษณะเฉพาะตัว มีวิธีการเลือกสร$างคํา เพื่อให$ข$อความในข+าวนั้นน+าสนใจ สะดุดตา สร$างภาพ ให$ผู$อ+านคล$อยตาม จึงมีการใช$คําสแลง เพราะคําสแลงมีลักษณะเด+น คือ มีการเปลี่ยนแปลงไปตาม กาลเวลา ยุคสมัย มีความผิดแปลกไปจากภาษาปกติทั่วไป ทั้งด$านของเสียง และความหมาย ไม+มีแบบแผนที่แน+นอน แต+สามารถสร$างสีสันในการใช$ภาษา ได$เปนอย+างดี มักมีการใช$ในช+วงเวลาสั้น ๆ เท+านั้น เมื่อเวลาผ+านไปก็จะมีคําใหม+ มาใช$แทนเสมอ ในวงการนิตยสารจึงจึงนิยมใช$คําสแลงในการนําเสนอผลงาน เพราะสามารถดึงดูดใจและสร$างแรงจูงใจแก+ผู$อ+านได$ จากเหตุผลดังกล+าวข$างต$น จึงทําให$ผู$วิจัยสนใจที่จะศึกษาคําสแลงใน นิตยสารรายสัปดาห!ทั้ง ๒ ประเภท เพื่อจะได$ศึกษาวิเคราะห!ที่มาและ ความหมายของคําสแลงที่ปรากฏอยู+ในปจจุบัน และเปรียบเทียบที่มาและ ความหมายของคําสแลงในนิตยสารทั้ง ๒ ประเภท มีความเหมือนหรือแตกต+าง กันอย+างไร


๒๖๒ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน วัตถุประสงค!ของการวิจัย วัตถุประสงค!ของการวิจัย เพื่อเปรียบเทียบที่มาและความหมายของคําสแลงในนิตยสารประเภท นิตยสารบันเทิงและนิตยสารธุรกิจการเมืองว+ามีความเหมือนหรือแตกต+างกัน อย+างไร ขอบเขตการวิจัย ขอบเขตการวิจัย ๑. ผู$วิจัยจะศึกษาคําสแลงที่พบในนิตยสาร ๒ ประเภท คือ นิตยสารบันเทิง และนิตยสารธุรกิจการเมือง ประเภทละ ๒ ฉบับ ๑. นิตยสารบันเทิง - ทีวีพูล ฉบับที่ ๑๑๖๓-๑๑๗๐ จํานวน ๘ เล+ม - Gossip star ฉบับที่ ๓๗๖-๓๘๘ จํานวน ๘ เล+ม ๒. นิตยสารธุรกิจการเมือง - มติชนสุดสัปดาห! ฉบับที่ ๑๖๗๓-๑๖๘๐ จํานวน ๘ เล+ม - สยามรัฐสัปดาห!วิจารณ! ฉบับที่ ๕-๖ จํานวน ๘ เล+ม ๒. ผู$วิจัยจะเลือกเก็บข$อมูลคําสแลงที่พบในนิตยสารทั้ง ๒ ประเภท ทุกคอลัมน! ๓. ผู$วิจัยจะเก็บข$อมูลคําสแลงทั้งที่เปนคําภาษาไทย คําภาษาถิ่น คํายืม ภาษาต+างประเทศ สํานวน สุภาษิต คําพังเพยที่เปนวลีหรือประโยค ๔. ผู$วิจัยจะมุ+งเก็บรวบรวมข$อมูลคําสแลง ตามนิยามที่กําหนดไว$ในคําจํากัด ความที่ใช$ในการวิจัย


การเปรียบเทียบที่มาและความหมายของคําสแลงในนิตยสารบันเทิง และธุรกิจการเมืองรายสัปดาห ๒๖๓ ข$อตกลงเบื้องต$นของการวิจัย ข$อตกลงเบื้องต$นของการวิจัย ข$อความที่เปนตัวอย+างซึ่งคัดลอกมาจากนิตยสาร จะคงตัวสะกด และ เครื่องหมายต+าง ๆ ไว$ เช+น ที่ปรากฏในนิตยสารดังนั้นคําบางคําจึงอาจเขียน ผิดอักขรวิธีและบางครั้งคําเดียวกันอาจเขียนต+างกัน คําจํากัดความที่ใช$ในการวิจัย คําจํากัดความที่ใช$ในการวิจัย คําสแลง คําสแลง คําสแลง หมายถึง ถ$อยคําหรือวลีที่ใช$สื่อสารให$เกิดความเข$าใจกัน เฉพาะกลุ+ม คําสแลงไม+ใช+คําหยาบแต+เปนคําที่มีความหมายรู$กันเฉพาะกลุ+มใด กลุ+มหนึ่ง อาจเปนการนําคําที่มีอยู+แล$วมาใช$ในความหมายใหม+ หรือเปน การสร$างคําขึ้นใหม+ เพื่อให$เกิดคําแปลก ๆ ผิดไปจากปกติ ทั้งด$านเสียง รูปคํา และความหมาย ให$ความหมายที่สื่ออารมณ! ความรู$สึก และทัศนคติทั้งดีและ ไม+ดี รวมทั้งมีความหมายที่ผันแปรไปตามปริบทแวดล$อม และเปนภาษาที่ไม+ได$ รับการยอมรับว+าถูกต$อง ทั้งนี้ คําสแลงเปนคําที่มีระยะเวลาการใช$ไม+นาน เมื่อมีศัพท!สแลงใหม+ ๆ เกิดขึ้น คําสแลงที่ใช$อยู+ก็จะเลิกใช$ไปตามกาลเวลา ทีวีพูล ทีวีพูล ทีวีพูล หมายถึง สื่อสิ่งพิมพ!ที่มีเนื้อหาที่ให$ความรู$และความบันเทิง เกี่ยวกับอาหาร วิธีการดูแลสุขภาพ แฟชั่น เสื้อผ$า เรื่องย+อละคร บทสัมภาษณ! ดารา และเรื่องซุบซิบเกี่ยวกับคนในวงการบันเทิง เปนต$น เนื้อหาส+วนใหญ+ เกี่ยวกับเรื่องราวเหตุการณ! ความเปนไป ความเคลื่อนไหวต+าง ๆ ในวงการ บันเทิงที่เปนที่นิยมอยู+ในขณะนั้น Gossip หมายถึง สื่อสิ่งพิมพ!ที่มีเนื้อหาที่ให$ความรู$และความบันเทิง ต+างๆ เช+น บทสัมภาษณ!ดารา และเรื่องซุบซิบเกี่ยวกับคนในวงการบันเทิง มติชนสุดสัปดาห! มติชนสุดสัปดาห! มติชนสุดสัปดาห! หมายถึง สื่อสิ่งพิมพ!ที่มีเนื้อหาที่ให$ความรู$เกี่ยวกับ เศรษฐกิจเหตุบ$านการเมืองต+าง ๆ ทั้งในประเทศและนอกประเทศ


๒๖๔ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน สยามรัฐสัปดาห!วิจารณ! ามรัฐสัปดาห!วิจารณ! ามรัฐสัปดาห!วิจารณ! หมายถึง สื่อสิ่งพิมพ!ที่มีเนื้อหาที่ให$ความรู$ เกี่ยวกับเศรษฐกิจเหตุบ$านการเมืองต+าง ๆ ทั้งในประเทศและนอกประเทศ กรอบแนวคิดที่ใช$ในการวิจัย กรอบแนวคิดที่ใช$ในการวิจัย กรอบแนวคิดที่มาของคําสแลง ในการทําวิจัยเล+มนี้ผู$วิจัยได$ใช$แนวคิดที่ ได$จากการศึกษางานวิจัยจากผู$ที่เคยทําการศึกษา ผู$วิจัยสามารถสรุปและ นํามาใช$เปนเกณฑ!ในการพิจารณา ดังนี้ ๑. มาจากสัตว! ๒. มาจากการเลียนเสียง/ปรากฏการณ!ธรรมชาติ ๓. มาจากคํายืม ๔. มาจากสํานวนกีฬาและการพนัน ๕. มาจากละคร ภาพยนตร! เพลง นวนิยาย วรรณคดี ๖. มาจากการซ$อนเสียง ๗. มาจากการกร+อนเสียง/เพี้ยนเสียง/ตัดเสียง ๘. มาจากคําประสมต+างประเทศกับต+างประเทศ ๙. มาจากคําประสมต+างประเทศกับไทย ๑๐. มาจากภาษาถิ่น ๑๑. มาจากประเพณี/ความเชื่อ ๑๒. มาจากการลากเสียง/ซ้ําตัวอักษร ๑๓. มาจากกริยา อาการ ลักษณะ ท+าทาง พฤติกรรมต+าง ๆ ๑๔. มาจากเหตุการณ!ต+าง ๆ สถานการณ!ต+าง ๆ ๑๕. มาจากสิ่งของเครื่องใช$ ๑๖. มาจากอาหาร การกิน


การเปรียบเทียบที่มาและความหมายของคําสแลงในนิตยสารบันเทิง และธุรกิจการเมืองรายสัปดาห ๒๖๕ วิธีดําเนินการวิจัย วิธีดําเนินการวิจัย ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ผู$วิจัยมีขั้นตอนในการดําเนินการดังนี้ ๑. รวบรวมแหล+งข$อมูลที่ใช$ในการวิจัย ๒. ขั้นรวบรวมข$อมูลเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข$องกับการวิเคราะห! คําสแลง ๓. ขั้นรวบรวมข$อมูลคําสแลงที่ปรากฏในนิตยสารรายสัปดาห!ระหว+าง นิตยสารบันเทิงและธุรกิจการเมือง ๔. ขั้นวิเคราะห!ข$อมูลวิเคราะห!คําสแลง ศึกษาที่มาและความหมาย ของคําสแลง ๕. ขั้นสรุปและอภิปรายผล ๖. การนําเสนอผลการวิจัย ผลการวิจัย ผลการวิจัย จากการศึกษาที่มาและความหมายของคําสแลงในนิตยสารบันเทิงและ ธุรกิจการเมืองรายสัปดาห!ปรากฏผลดังนี้ ๑. การเปรียบเทียบที่มาของคําสแลงที่ปรากฏในนิตยสารระหว+าง นิตยสารบันเทิงกับนิตยสารธุรกิจการเมืองรายสัปดาห! พบว+า นิตยสารธุรกิจ การเมืองพบคําสแลงจํานวน ๓๔๙ คํา มากกว+าคําสแลงที่พบในนิตยสารบันเทิง ทั้งสิ้น ๓๐๖ คํา ซึ่งจากการเปรียบเทียบที่มาของคําสแลงที่ปรากฏในนิตยสาร ทั้ง ๒ ประเภท ดังนี้ คําสแลงที่มาจากสัตว! พบมากในนิตยสารธุรกิจการเมือง ซึ่งคิดเปน ร$อยละ ๔.๘๗ มากกว+าที่พบในนิตยสารบันเทิง ซึ่งคิดเปนร$อยละ ๓.๕๙


๒๖๖ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ส+วนคําสแลงที่มาจากการเลียนเสียง/ปรากฏการณ!ธรรมชาติ พบใน นิตยสารธุรกิจการเมือง ซึ่งคิดเปนร$อยละ ๔.๐๑ มากกว+าที่พบในนิตยสาร บันเทิง ซึ่งคิดเปนร$อยละ ๒.๖๑ ส+วนคําสแลงที่มาจากคํายืม พบมากในนิตยสารธุรกิจการเมือง ซึ่งคิด เปนร$อยละ ๒๘.๓๗ มากกว+าที่พบในนิตยสารบันเทิง ซึ่งคิดเปนร$อยละ ๒๘.๗๖ โดยที่พอคิดเปนร$อยละแล$วค+าของนิตยสารบันเทิงจะมากกว+า เพราะคําที่พบมี น$อยกว+า ส+วนคําสแลงที่มาจากสํานวนกีฬาและการพนัน พบมากในนิตยสาร ธุรกิจการเมือง ซึ่งคิดเปนร$อยละ ๘.๖๐ มากกว+าที่พบในนิตยสารบันเทิง ซึ่งคิด เปนร$อยละ ๓.๒๗ ส+วนคําสแลงที่มาจากละคร ภาพยนตร! เพลง นวนิยาย วรรณคดี พบ มากในนิตยสารบันเทิง ซึ่งคิดเปนร$อยละ ๙.๔๘ มากกว+าที่พบในนิตยสารธุรกิจ การเมือง ซึ่งคิดเปนร$อยละ ๕.๑๖ ส+วนคําสแลงที่มาจากการซ$อนเสียง/ซ้ําเสียง พบในนิตยสารธุรกิจ การเมือง ซึ่งคิดเปนร$อยละ ๕.๔๕ มากกว+าที่พบในนิตยสารบันเทิง ซึ่งคิดเปน ร$อยละ ๒.๒๙ ส+วนคําสแลงที่มาจากการกร+อนเสียง/เพี้ยนเสียง/ตัดเสียง พบมากใน นิตยสารบันเทิง ซึ่งคิดเปนร$อยละ ๙.๑๕ มากกว+าที่พบในนิตยสารธุรกิจ การเมือง ซึ่งคิดเปนร$อยละ ๖.๓๐ ส+วนคําสแลงที่มาจากคําประสมต+างประเทศกับต+างประเทศ พบมาก ในนิตยสารธุรกิจการเมือง ซึ่งคิดเปนร$อยละ ๐.๕๗ น$อยกว+าที่พบในนิตยสาร บันเทิง ซึ่งคิดเปนร$อยละ ๐.๙๘


การเปรียบเทียบที่มาและความหมายของคําสแลงในนิตยสารบันเทิง และธุรกิจการเมืองรายสัปดาห ๒๖๗ ส+วนคําสแลงที่มาจากคําประสมคําไทยกับคําต+างประเทศ พบมากใน นิตยสารบันเทิง ซึ่งคิดเปนร$อยละ ๑๔.๓๘ มากกว+าที่พบในนิตยสารธุรกิจ การเมือง ซึ่งคิดเปนร$อยละ ๒.๒๙ ส+วนคําสแลงที่มาจากภาษาถิ่น พบมากในนิตยสารธุรกิจการเมือง ซึ่ง คิดเปนร$อยละ ๐.๘๖ มากกว+าที่พบในนิตยสารบันเทิง ซึ่งคิดเปนร$อยละ ๐.๖๕ ส+วนคําสแลงที่มาจากประเพณี/ความเชื่อ พบมากในนิตยสารธุรกิจ การเมือง ซึ่งคิดเปนร$อยละ ๑.๔๕ ไม+พบในนิตยสารบันเทิง ส+วนคําสแลงที่มาจากการลากเสียง/ซ้ําตัวอักษร พบมากในนิตยสาร บันเทิง ซึ่งคิดเปนร$อยละ ๒.๒๙ มากกว+าที่พบในนิตยสารธุรกิจการเมือง ซึ่งคิด เปนร$อยละ ๐.๘๖ ส+วนคําสแลงที่มาจากกริยา อาการ ลักษณะท+าทาง พฤติกรรมต+าง ๆ พบในนิตยสารธุรกิจการเมือง ซึ่งคิดเปนร$อยละ ๑๔.๙๐ มากกว+าในนิตยสาร บันเทิง ซึ่งคิดเปนร$อยละ ๑๕.๐๓ ส+วนคําสแลงที่มาจากเหตุการณ!ต+าง ๆ สถานการณ!ต+าง ๆ พบใน นิตยสารธุรกิจการเมือง ซึ่งคิดเปนร$อยละ ๖.๓๐ มากกว+าที่พบในนิตยสาร บันเทิง ซึ่งคิดเปนร$อยละ ๔.๒๕ ส+วนคําสแลงที่มาจากสิ่งของ เครื่องใช$ พบในนิตยสารธุรกิจการเมือง ซึ่งคิดเปนร$อยละ ๒.๒๙ มากกว+าในนิตยสารบันเทิง ซึ่งคิดเปนร$อยละ ๑.๓๑ และสุดท$ายคือคําสแลงที่มาจากอาหาร การกิน พบมากในนิตยสาร ธุรกิจการเมือง ซึ่งคิดเปนร$อยละ ๒.๘๗ มากกว+าที่พบในนิตยสารบันเทิง ซึ่งคิด เปนร$อยละ ๒.๒๙


๒๖๘ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน อภิปรายผลและบทสรุป อภิปรายผลและบทสรุป จากผลการวิจัยเรื่องการศึกษาที่มาและความหมายของคําสแลงใน นิตยสารบันเทิงและธุรกิจการเมืองรายสัปดาห! ผู$วิจัยมีข$อคิดเห็นดังนี้ ๑. จากผลการวิจัยที่มาของคําสแลงทั้ง ๑๖ วิธี พบคําสแลงที่มาจากคํา ยืมมากสุดเปนลําดับที่ ๑ ผู$วิจัยมีความเห็นว+า เนื่องจากผู$ใช$ต$องการความ หลากหลายของภาษา เพื่อหลีกหนีถ$อยคําที่ซ้ําซากจําเจ จึงได$เกิดการนําคําไทย คําภาษาต+างประเทศมาประสมกัน หรือคําต+างประเทศมาประสมกับ คําต+างประเทศ แล$วเกิดความหมายใหม+ที่สามารถสื่อสารให$เกิดความเข$าใจกัน ได$เฉพาะกลุ+ม หรืออาจเปนความหมายที่ต$องอาศัยปริบทเปนสําคัญ คําสแลงในนิตยสารทั้ง ๒ ประเภท เปนคําสแลงที่ไม+มีแบบแผน สร$างขึ้นมาใช$เพื่อความสนุกสนาน เพื่อแสดงความเปนกลุ+มเดียวกัน เพื่อสร$าง สีสัน หลีกเลี่ยงการจําเจในการใช$ภาษา และสร$างความแปลกใหม+ในการใช$ ภาษา ซึ่งสอดคล$องกับ สมโรจน! สวัสดิกุล ณ อยุธยา (๒๕๒๖ : ๑๖) ได$กล+าวไว$ ว+า “คําสแลง หรือ คําคะนองเปนภาษาปาก เปนภาษาที่ไม+เปนแบบแผน แต+ไม+ใช+คําต่ํา หรือคําหยาบ เปนคําพิเศษเฉพาะกลุ+มที่สร$างขึ้น เพื่อให$มี คําแปลก ๆ สร$างความสนุกสนาน ระดับคํามีการเปลี่ยนแปลงตามกาลสมัย” ดังนั้นคําสแลงบางคําอาจเลิกใช$ไป หรือบางคําอาจมีการใช$อย+าง ต+อเนื่อง ซึ่งอาจจะคงความหมายเดิมหรือเปลี่ยนแปลงความหมายใหม+ และ จากการศึกษาเปรียบเทียบกับคําสแลงของ อรอุษา ถีวันดีงานวิจัยในป[ พุทธศักราช ๒๕๔๙ ปรากฏว+าคําสแลงที่ปรากฏการใช$ใน ๒ ช+วงเวลามีความ เหมือนกัน จํานวน ๑๖๐ คํา คิดเปนร$อยละ ๒๔.๔๓ และจํานวนคําสแลงที่ ปรากฏเพิ่มขึ้น ๔๙๕ คํา คิดเปนร$อยละ ๗๕.๕๗


การเปรียบเทียบที่มาและความหมายของคําสแลงในนิตยสารบันเทิง และธุรกิจการเมืองรายสัปดาห ๒๖๙ บรรณานุกรม บรรณานุกรม รรณานุกรม ธนิสร บัณฑิตภักดิ์. (๒๕๔๘). การศึกษาคําสแลงในภาษาไทยของวัยรุ+นที่พบใน นิตยสารบันเทิง. วิทยานิพนธ! ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา ภาษาศาสตร!ประยุกต!มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร! นวลวรรณ พลังคะพันธ!พงศ!.(๒๕๔๑). วิเคราะห!ภาษาในนิตยสารบันเทิง. ปริญญานิพนธ!การศึกษา มหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาไทย, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ วิไลวรรณ ขนิษฐานันท!.(๒๕๒๖). ว+าด$วยสแลง.ภาษาและภาษาศาสตร! ภาษาและภาษาศาสตร! ภาษาและภาษาศาสตร! ๑(๑): ๑๘-๒๐. สมโรจน! สวัสดิกุล ณ อยุธยา, ท+านผู$หญิง. (๒๕๒๖). ข$อคิดเห็น ข$อคิดเห็นบางประการ ข$อคิดเห็นบางประการ บางประการ เกี่ยวกับภาษาไทย. เกี่ยวกับภาษาไทย. สิ่งที่น+ารู$ในภาษาไทย สิ่งที่น+ารู$ในภาษาไทย สิ่งที่น+ารู$ในภาษาไทย ๔:๖ อรอุษา ถีวันดี. (๒๕๕๑). การศึกษาลักษณะและการใช$คําสแลงในนิตยสาร บันเทิงไทย พ.ศ.๒๕๔๙. วิทยานิพนธ!ปริญญาโทมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร!


Click to View FlipBook Version