๑๔๔ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน จากเนื้อเพลงลูกสาวใครหนอในทอนนี้ มีการใช-ความเปรียบที่มาก เกินไปจนเกิดอารมณ,ขัน กลาวคือ ถ-าได-ครอบครองหัวใจหญิงที่ตนรัก ก็จะปKด ประตูของหัวใจเธอไมให-มีใครลวงล้ําเข-ามาได- อีกทั้งจะนอนเฝlาทั้งทางประตู และหน-าตางของห-องใจ ในความเป&นจริงแล-วไมมีใครสามารถนอนเฝlาประตู หน-าตางห-องหัวใจได- ทําได-แคดูแล เอาใจใส ให-ความรักความอบอุนกับคนที่ เรารักก็เปรียบเสมือนเป&นการปKดประตูห-องใจไมให-คนอื่นลวงล้ําเข-ามาได-แล-ว แตสําหรับเนื้อหาในเพลงนี้กลาวเกินจริงจนทําให-ผู-ฟงยิ้มได- คือ ขบขันในความ นารัก ความตั้งใจที่จะคอยดูแลหญิงคนรัก จนต-องปKดประตูหัวใจของเธอแล-ว ยังนอนเฝlาทั้งทางประตูและหน-าตางอีก “ถ-าน-องทําโกรธทําขึงบึ้งตึงกับพี่วันใด “ถ-าน-องทําโกรธทําขึงบึ้งตึงกับพี่วันใด ถ-าน-องทําโกรธทําขึงบึ้งตึงกับพี่วันใด พี่ก็จะโดดกองไฟให-มันตายไปเชียวน พี่ก็จะโดดกองไฟให-มันตายไปเชียวน-องยา พี่ก็จะโดดกองไฟให-มันตายไปเชียวน-องยา” (เพลงบ-านเรือนเคียงกัน) จากเนื้อเพลงบ-านเรือนเคียงกันในทอนนี้ มีการใช-ความเปรียบที่มาก เกินไปจนเกิดอารมณ,ขัน กลาวคือ ถ-าหากวาผู-หญิงที่ตนหลงรักอยู มีกิริยา ทาทางที่บึ้งตึงใส ก็จะโดดกองไฟให-ตายไปตอหน-าตอตา ในความเป&นจริงเมื่อ เขาบึ้งตึงกับเราจริง ๆ เราก็ไมสามารถที่จะโดดกองไฟได- เพราะสัญชาตญาณ ความเป&นมนุษย,ก็ต-องเกรงกลัวตอความตายทั้งนั้น เพียงแตกลาวออกมาเพื่อใหได-ความรู-สึก และเป&นการเรียกร-องความสนใจกับผู-หญิงที่ตนหลงรักอยูวา อยาทําบึ้งตึง ถ-าไมอยากให-โดดกองไฟตาย ก็เป&นความนารักอยางหนึ่งในแงมุม ของความรัก ๑๐. ภาพพจน,แบบอ-างถึง ภาพพจน,แบบอ-างถึง ภาพพจน,แบบอ-างถึง (Allusion Allusion Allusion) หรือปฏิรูปพจน, หรือปฏิรูปพจน, หรือปฏิรูปพจน, เป&นการใชข-อความที่ดัดแปลงมาจากข-อความอันเป&นที่รู-จักกันดีอยูแล-ว เชน วาทะของ
โวหารภาพพจนในเพลงไทยลูกทุงของ “ชาย เมืองสิงห” ๑๔๕ นักปราชญ, กวี หรือสุภาษิต คําพังเพย หรือผลงานของผู-อื่น (วิภา กงกะนันทน, ๒๕๓๓ : ๔๙) เชน “แรกพบสบตาก็พาหัวใจไหวหวั่น ถึงเก็บมาฝนประหนึ่งดัง “แรกพบสบตาก็พาหัวใจไหวหวั่น ถึงเก็บมาฝนประหนึ่งดังอิเหนาคลั่งบุษบา” (เพลงตุrกตาจsา) จากเนื้อเพลงตุrกตาจsาในทอนนี้มีการอ-างถึง กลาวถึงตัวละครในเรื่อง อิเหนา คือกลาวถึงทั้งอิเหนาและบุษบาซึ่งเป&นตัวเอกของเรื่อง แล-วนํามา เปรียบเทียบกับความรักที่ตนกําลังประสบอยู ซึ่งหลงใหลคลั่งไคล-เหมือนกับที่ อิเหนาหลงรักบุษบา “ชอบเสียงของ ชอบเสียงของชาย เมืองสิงห, ผู-หญิ ผู-หญิงชอบแมศรีผอง โอrยสุรพลก็ตาย สีนวลเป&นหม- เป&นหม-ายยังดังได-เป&นกอง ได-เป&นกอง ได-เป&นกอง” (เพลงชะทิงนองนอย) จากเนื้อเพลงชะทิงนองนอยในทอนนี้มีการกลาวอ-างถึงนักร-องลูกทุง คือ ชาย เมืองสิงห,, แมศรีผอง (ผองศรี วรนุช) , สุรพล สมบัติเจริญ และ สีนวล ซึ่งเป&นภรรยาของครูสุรพล สมบัติเจริญ เป&นการกลาวถึงนักร-องลูกทุง ที่มีชื่อเสียงและเป&นที่รู-จักในสมัยนั้น ๑๑. ภาพพจน,แบบบุคลาธิษฐาน ภาพพจน,แบบบุคลาธิษฐาน ภาพพจน,แบบบุคลาธิษฐาน (Personification Personification Personification) เป&นการสร-าง ภาษาให-มีชีวิตโดยการนําคํากิริยาอาการของมนุษย,ไปใช-ในประธานที่ไมใช มนุษย,เพื่อทําให-สิ่งที่ไมใชมนุษย,ดูมีชีวิต (กุหลาบ ๒๕๔๒ : ๖๘ ) เชน “ โอrย กลัวแล-ว ตายแล-ว กลัวแล-วเจ-าข-า ความทุกข,เจ-าขาเวทนาลูกบ-าง” (เพลงทุกข,ร-อยแปด)
๑๔๖ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน จากเนื้อเพลงทุกข,ร-อยแปดในทอนนี้ จะเห็นวามีการสร-างภาษาให-มี ชีวิต โดยการนําคํากิริยาอาการของมนุษย,ไปใช-ในประธานที่มิใชมนุษย, เพื่อทํา ให-สิ่งที่ไมใชมนุษย,ดูมีชีวิตขึ้น เชน ความทุกข, เป&นสิ่งที่เป&นนามธรรม ไมมีชีวิต จับต-องไมได- แตเราสามารถรู-สึกได- ในเนื้อเพลงทอนนี้เหมือนกับจะให-ความทุกข, มีกิริยาอาการเหมือนมนุษย, และกําหนดให-เป&นสิ่งที่นาเกรงกลัว สังเกตวามีการ ใช-คําวา “เจ-าข-า” และ “เจ-าขา” ซึ่งเป&นคําของผู-น-อยรับคําของผู-ใหญ และเป&น คําที่ผู-หญิงใช-เรียกหรือขานรับผู-ใหญอยางสุภาพ ตามลําดับ “ดินฟlาเหี้ยมโหดโกรธเคืองเกลียดชัง ไมสงสารลูกช-างโถชางกระไร ไมสงสารลูกช-างโถชางกระไร ไมสงสารลูกช-างโถชางกระไร” (เพลงทุกข,ร-อยแปด) จากเนื้อเพลงทุกข,ร-อยแปดในทอนนี้ จะเห็นวามีการสร-างภาษาให-มี ชีวิต โดยการนําคํากิริยาอาการของมนุษย,ไปใช-ในประธานที่มิใชมนุษย, เพื่อทํา ให-สิ่งที่ไมใชมนุษย,ดูมีชีวิตขึ้น เชน มีการกําหนดให-ดินฟlามีความเหี้ยมโหด และ โกรธชังพวกมนุษย, เสมือนหนึ่งวาเป&นมนุษย,ที่ยอมจะมีความรู-สึก รัก โลภ โกรธ หลง แตในความเป&นจริงแล-วดินฟlาไมสามารถที่จะมีความเหี้ยมโหด หรือแสดง อาการโกรธ เกลียดใครได-เลย บทสรุป โวหารภาพพจน,ในเพลงไทยลูกทุงของ ชาย เมืองสิงห, นับวาเป&นสวน สําคัญยิ่งที่ทําให-เพลงได-รับความนิยม เป&นที่รู-จักของคนทั่วไป เพราะโวหาร ภาพพจน,ทําให-ผู-ฟงเกิดจินตภาพ และมีความรู-สึกที่คล-อยตามอารมณ,เพลง จนทําให- ชาย เมืองสิงห, ได-เป&นศิลปKนแหงชาติ นายสมเศียร พานทอง หรือที่รู-จักกันดีในนาม ชาย เมืองสิงห, ศิลปKน แหงชาติ สาขาศิลปะการแสดง นักร-อง-นักแตงเพลงลูกทุง ปMพ.ศ. ๒๕๓๘ เป&น
โวหารภาพพจนในเพลงไทยลูกทุงของ “ชาย เมืองสิงห” ๑๔๗ นักร-องที่มีลีลาการร-องเป&นเอกลักษณ,ของตัวเอง และแตงเพลงได-เหมือนน้ําตกที่ ไหลพรั่งพรูจากหน-าผาไมมีวันเหือดแห-ง เพลงลูกทุงที่สร-างชื่อเสียงให-แก ชาย เมืองสิงห, คือ “เพลงมาลัยดอกรัก” ได-ประพันธ,เพลงลูกทุงทั้งที่ขับร-องเองและ ประพันธ,ให-ผู-อื่นร-องมากกวา ๑,๐๐๐ เพลง ซึ่งล-วนแตเป&นเพลงติดอันดับยอด นิยมเกือบทั้งสิ้น เพลงลูกทุงของทานจะมีเสนห,และแสดงความเป&นลูกทุงที่ ชัดเจนเป&นเอกลักษณ,ด-วยการผสมผสานเสียงดนตรีไทยและดนตรีพื้นบ-าน กลายเป&นเพลงลูกผสมพันทางที่ฟงสนุกสนานกลมกลืนได-อยางไพเราะ ด-วย ความเป&นอัจฉริยะและความรู-ความสามารถของทาน ทําให-ได-รับการขนานนาม ให-เป&น “ลูกทุงสามสมัย” คือ คงความยอดนิยมไว-ได-ทุกยุคทุกสมัย ทานได-รับ รางวัลเกียรติคุณในฐานะศิลปKนดีเดนหลายรางวัล มีชื่อเสียงโดงดังเป&นที่ยอมรับ ในวงการลูกทุง และทําให-เพลงลูกทุงเป&นที่นิยมจนเรียกได-วาเป&นเอกลักษณ,ที่ สําคัญยิ่งของชาติ บรรณานุกรม ประวัติเพลงลูกทุง. ประวัติเพลงลูกทุง. [online]. ๒๕๔๕. http://www.kids.mweb.co.th/ learning [๒๐ ธันวาคม ๒๕๔๙]. ราชบัณฑิตยสถาน. (๒๕๔๖). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒. กรุงเทพฯ : บริษัทนานมีบุคส, จํากัด. วิภา กงกะนันทน,. (๒๕๓๓).วรรณคดีศึกษา วรรณคดีศึกษา วรรณคดีศึกษา. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช.
๑๔๘ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน อันขาไทไดพึ่งเขาจึงรัก แมนถอยศักดิ์สิ้นอํานาจวาสนา เขาหนfiายหนีมิไดอยูfiคูfiชีวา แตfiวิชาชfiวยตนจนวายปราณ พระสุนทรโวหาร (ภูfi)
อานใหลึก ตรึกใหดี ตีใหแตก : การอานตีความระหวางบรรทัด อนัญญา วารีสอาด
๑๕๐ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน การอานตีความเปนทักษะทางภาษาระดับสูงที่มีความสําคัญยิ่ง เพราะ ในชีวิตจริงเราเลือกอานเฉพาะข'อความที่มีความหมายตรงไปตรงมาเหมือน นิยามศัพท+ในพจนานุกรมเทานั้นไมได' หลายครั้งเราต'องอานคําหรือข'อความ ที่มีลักษณะไมตรงไปตรงมา เปนคําที่มีความหมายโดยนัย เปนสํานวน หรือ เปนสัญลักษณ+ที่ต'องตีความ เชน ในลิลิตตะเลงพาย พระเจ'ากรุงหงสาวดีตรัส กับพระมหาอุปราชาวา “แม'เจ'าคร'ามเคราะห+กาจ จงอยายาตรยุทธนา เอาพัสตราสตรี สวมอินทรีย+สรางเคราะห+” ผู'อานก็จะต'องตีความนัยความหมาย ของคําวา “พัสตราสตรี” ให'ได'วาไมได'มีความหมายเพียงแคชุดเสื้อผ'าผู'หญิง ธรรมดา ๆ เทานั้น แตยังมีนัยเสียดสีถึงความไมกล'าหาญสมชายชาตรีอีกด'วย โดยเชื่อมโยงคํา “พัสตราสตรี” กับบริบทของสังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต' ที่มักเปรียบเทียบผู'ชายที่ไมกล'าหาญตามคานิยมของความเปนชายกับความเปน ผู'หญิง ฉะนั้น หลังจากพระมหาอุปราชาได'ฟ:งข'อความดังกลาวของพระบิดา จึงทรงตัดสินพระทัยออกรบทันที เพื่อพิสูจน+วาพระองค+ก็เปนนักรบที่มี ความกล'าหาญสมชายชาตรีคนหนึ่งเชนกัน ยิ่งกวานั้นในบางครั้งผู'อานอาจต'องอานข'อความธรรมดาทั่วไป ไมใชคํา ที่เปนสัญลักษณ+พิเศษที่ต'องตีความ แตเมื่อรวมกันแล'วกลับมีความหมายพิเศษที่ สามารถเชื่อมโยงไปถึงบริบทอื่นนอกตัวบทได' เชน คํากลาวของผู'ใหญบ'านใน การ+ตูน “ทาร+ซานกับเจ'าจุน”(มติชนสุดสัปดาห+ ฉบับประจําวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ+ - ๑ มีนาคม ๒๕๕๕ ปBที่ ๓๒ ฉบับที่ ๑๖๔๕, หน'า ๔๗) ที่บอกกับ ลูกบ'านวา “เพื่อปHองกันภัยที่จะเกิดจากน้ําทวมในปBนี้ทางการจึงสั่งมาวา ให' ชาวบ'านทุกคนหัดวายน้ํา!” ข'อความดังกลาวอาจตีความได'วาผู'เขียนต'องการ เสียดสีการแก'ป:ญหาของรัฐบาลที่ลาช'า ไมเปนระบบ ไมสามารถตอบสนอง ความต'องการของผู'ประสบภัยได'ทันทวงที แตเลี่ยงที่จะวิจารณ+ออกมาตรง ๆ ด'วยการใช'คําธรรมดา ๆ ในการผูกรูปประโยคให'ดูขบขัน แตมีน้ําเสียงเสียดสี
อานใหลึก ตรึกใหดี ตีใหแตก : การอานตีความระหวางบรรทัด ๑๕๑ ประชดประชัน ข'อความในลักษณะนี้มีอยูมากมายในสื่อประเภทตาง ๆ ไมวาจะ เปนในหนังสือพิมพ+ นิตยสาร เรื่องสั้น นวนิยาย ฯลฯ ด'วยเหตุนี้ การที่ผู'อานจะสามารถตีความสารเหลานี้ได'อยางลึกซึ้งทั้งใน แงของ “ความหมาย” และ “น้ําเสียง” ซึ่งเปนตัวสะท'อนเจตนาและจุดมุงหมาย แท'จริงของผู'เขียนในการสงสารนั้น ผู'อานจะต'องมีความสามารถในการค'นหา ความหมายที่แท'จริงที่ซอนอยู “ระหวางบรรทัด” ให'ได' จึงจะสามารถเข'าใจ “สาร” ที่กําลังรับอยูนั้นได'อยางแท'จริง และเพื่อให'เกิดความสะดวกในการ นําเสนอกระบวนการตีความระหวางบรรทัดที่ชัดเจน ผู'เขียนจะนําเสนอขั้นตอน และกระบวนการตีความสาร โดยแบงออกเปน ๓ ตอน ได'แก ตอนที่ ๑ อานให' ลึก : ชวนคิดพินิจสารอยางละเอียด ตอนที่ ๒ ตรึกให'ดี : วิธีการแยกแยะ แกนแท'แหงสาร และ ตอนที่ ๓ ตีให'แตก : แจกแจง เจาะลึก ความหมาย ความงาม คุณคาแหงงานเขียน ตอนที่ ๑ ตอนที่ ๑ อานให'ลึก อานให'ลึก อานให'ลึก: ชวนคิดพินิจสารอยางละเอี ชวนคิดพินิจสารอยางละเอี ชวนคิดพินิจสารอยางละเอียด การอานอยางละเอียด ( การอานอยางละเอียด (Intensive ntensive ntensive Reading) Reading) หรือ การอาน ( การอาน (สาร) ให' ลึก นั้น ถือได'วาเปนกระบวนการสําคัญขั้นแรกสุดของ การอานตีความ โดย กอนที่ผู'อานจะสามารถตีความหรือทําความเข'าใจ “สาร” ได'อยางแท'จริงวา ผู'เขียนต'องการนําเสนอเนื้อหาสาระ ข'อมูลความรู' อารมณ+ความรู'สึก หรือความ นึกคิดใดมายังผู'อาน ด'วยเจตนา และจุดประสงค+ที่แท'จริงอยางใดนั้น ผู'อาน จําเปนต'องทําความเข'าใจสารหรือข'อความที่อานให'ถองแท'ด'วยการอานแบบที่ เรียกวาการอานให'ลึกหรือการอานอยางละเอียดเสียกอน ซึ่งการอานให'ลึก หรือการอานอยางละเอียดนั้น มีกระบวนการสําคัญดังตอไปนี้ ๑. การอานแบบคราว ๆ การอานแบบคราว ๆ ( การอานแบบคราว ๆ (Skimming) kimming) เปนการสํารวจเนื้อหาของเรื่อง ที่อานแบบกว'าง ๆ เพื่อให'เข'าใจภาพรวมของเรื่องที่อานกอน ในขั้นตอนนี้ผู'อาน
๑๕๒ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน จะต'องอานเนื้อหาทั้งหมดอยางรวดเร็ว โดยมุงสํารวจองค+ประกอบสําคัญของ เรื่อง เชน ชื่อผู'เขียน ชื่อเรื่อง แนวหรือประเภทของเรื่อง และใจความสําคัญของ เรื่อง เปนต'น ดังนั้น ในขั้นนี้ผู'อานจึงสามารถอานข'ามวรรค หรือข'ามข'อความ บางตอน แล'วมุงพิจารณาเฉพาะคําหรือข'อความที่เปนใจความสําคัญของเรื่อง ซึ่งข'อความสําคัญดังกลาวมักอยูที่ประโยคแรกหรือประโยคสุดท'ายของข'อความ หรือถ'าเปนคําสําคัญก็มักเปนคําที่อยูในเครื่องหมายอัญประกาศซึ่งมากํากับ เปนกรณีพิเศษ และถ'าเปนเรื่องขนาดยาวที่มีบทสรุปอยูท'ายเรื่องก็ควร ให'ความสนใจกับสวนนี้เปนพิเศษ เพราะสวนสรุปเปนสวนที่เกิดขึ้นจาก การรวบรวมใจความสําคัญของยอหน'าตาง ๆ เข'าไว'ด'วยกันนั่นเอง รวมถึงอาจ มีการแฝงน้ําเสียงของผู'เขียนไว'ให'เห็นด'วย (จุไรรัตน+ ลักษณะศิริ ๒๕๔๓ : ๘๔) ๒. การอานแบบกวาดสายตา การอานแบบกวาดสายตา ( การอานแบบกวาดสายตา (Scanning) Scanning) เปนการอานเพื่อค'นหา ประเด็นที่ผู'อานต'องการจะรู' ใช'วิธีการอานแบบกวาดสายตาอยางรวดเร็วครั้งละ ๒–๓ บรรทัด เพื่อค'นหาเรื่องหรือประเด็นที่ต'องการ โดยไมสนใจเนื้อหาใน สวนอื่น ในการอานแบบกวาดสายนี้ ผู'อานอาจใช'ไม'บรรทัดหรือนิ้วมือชี้ไปตาม บรรทัดของหนังสืออยางรวดเร็ว เพื่อชวยนําสายตา ซึ่งจะชวยให'สามารถอานได' เร็วขึ้น (จุไรรัตน+ ลักษณะศิริ ๒๕๔๓ : ๘๔) การอานในขั้นนี้จะชวยได'มากใน การย'อนกลับไปทบทวนประเด็นหรือเนื้อหาสําคัญที่ผู'อานสนใจหลังจากรับรู' เนื้อหาโดยรวมทั้งหมดในขั้นตอนของการอานแบบคราว ๆ ๓. การอานอยางละเอียด การอานอยางละเอียด การอานอยางละเอียด (Intensive ntensive ntensive Reading) eading) เปนกระบวนการอาน หลังจากที่สํารวจข'อมูลกว'าง ๆ จากการอานแบบคราว ๆ และค'นหาประเด็น สําคัญที่ต'องการจะกลาวถึงเปนพิเศษในขั้นของการอานแบบกวาดสายตา โดย เมื่อถึงขั้นของการอานแบบละเอียดนั้น ผู'อานจะต'องอานงานเขียนอยางละเอียด เพื่อปHองกันไมให'มองข'ามหรือตีความประเด็นสําคัญคลาดเคลื่อนไป เนื่องจาก บางกรณีผู'อานอาจเข'าใจสาระสําคัญของงานเขียนผิดพลาดไป เพียงเพราะ
อานใหลึก ตรึกใหดี ตีใหแตก : การอานตีความระหวางบรรทัด ๑๕๓ ละเลยที่จะให'ความสําคัญกับคําบางคําหรือข'อความบางตอน ดังนั้น หากมีคําใด ที่ไมรู'ความหมาย โดยเฉพาะอยางยิ่งถ'าหากวาคํานั้นเปนคําสําคัญที่สงผลถึง ความเข'าใจของเนื้อหาโดยรวมของเรื่องด'วยแล'ว ผู'อานก็จะต'องค'นหา ความหมายนั้นจากพจนานุกรมทันที ไมควรคาดเดาความหมายของคําศัพท+ เอาเอง เพื่อปHองกันการตีความผิดพลาด ทั้งนี้ ในขั้นของการอานอยางละเอียด นอกจากจะต'องให'ความสําคัญกับเนื้อหาสําคัญของเรื่องแล'ว ก็อาจจะยังต'อง ให'ความสําคัญกับรูปแบบทางวรรณศิลป`ของงานเขียนอีกด'วย (จุไรรัตน+ ลักษณะศิริ ๒๕๔๓ : ๘๔-๘๕) ตัวอยางการอานอยางละเอียด ตัวอยางการอานอยางละเอียด ความรักเหมือนโรคา บันดาลตาให'มืดมน ไมยินและไมยล อุปสรรคใดใด ความรักเหมือนโคถึก กําลังคึกผิขังไว' ก็โลดจากคอกไป บ ยอมอยู ณ ที่ขัง ถึงหากจะผูกไว' ก็ดึงไปด'วยกําลัง ยิ่งห'ามก็ยิ่งคลั่ง บ หวนคิดถึงเจ็บกาย (มัทนะพาธา : พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล'าเจ'าอยูหัว) เมื่อพิจารณาบทประพันธ+ข'างต'นโดยเริ่มจากขั้นของการอานแบบ คราว ๆ จะสามารถสรุปได'วาคําประพันธ+ข'างต'นกลาวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับ พลังอํานาจของความรัก แตงด'วยคําประพันธ+ประเภทฉันท+ เปนสวนหนึ่งของ บทพระราชนิพนธ+บทละครพูดคําฉันท+ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล'า เจ'าอยูหัว เมื่ออานกวาดสายตาเพื่อค'นหาประเด็นสําคัญให'ชัดเจนขึ้น ก็จะ
๑๕๔ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน พบวาบทประพันธ+นี้มีการเปรียบเทียบความรักกับสิ่งตาง ๆ โดยพิจารณาจากคํา สําคัญดังตอไปนี้ ได'แก “โรคา” และ “โคถึก” เมื่อเข'าใจประเด็นหลักและภาพรวมของเรื่องแล'ว ก็เข'าสูการอาน อยางละเอียดเพื่อทําความเข'าใจตัวบทให'ถองแท' โดยเริ่มต'นจากการแปล ความหมายคําศัพท+สําคัญกอน ได'แก คําวา “โรคา” ซึ่งพจนานุกรมฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ (๒๕๕๖ : ๑๐๒๔) ได'อธิบายความหมายวาเปน ภาษากลอน หมายถึง “โรค” หรือ “ภาวะที่รางกายทํางานได'ไมเปนปรกติ เนื่องจากเชื้อโรค เปนต'น” ดังนั้น หากจะแปลความในบทแรก “ความรัก เหมือนโรคา บันดาลตาให'มืดมน ไมยินและไมยล อุปสรรคใดใด” ก็อาจแปล ความได'วา “ความรักนั้นเปรียบเสมือนเปนโรคอยางหนึ่ง ทําให'คนตาบอด ไมยอมรับรู'และใสใจอุปสรรคใดใดทั้งสิ้น” และคําวา “โคถึก” ที่ประกอบขึ้น จากคํา ๒ คํา คือคําวา “โค” ที่หมายถึง “วัว” และคําวา “ถึก” ซึ่งพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ (๒๕๕๖ : ๕๓๑) ได'อธิบายความหมายวา หมายถึง “เปลี่ยว หรือหนุม (ใช'แกวัวควายตัวผู') เชน วัวถึก ควายถึก (ไทยเดิม ใช'ในความหมายวา ‘ตัวผู'’)” ดังนั้น “โคถึก” จึงหมายถึง “วัวหนุมหรือวัวตัวผู' ที่กําลังเปนหนุม” ซึ่งทําให'สามารถแปลความข'อความในบทที่สอง “ความรัก เหมือนโคถึก กําลังคึกผิขังไว' ก็โลดจากคอกไป บ ยอมอยู ณ ที่ขัง” ได'วา ความรักก็เปรียบเหมือนกับวัวหนุมที่กําลังฮึกเหิม ตอให'จับขังไว'ในคอก ก็ยอมจะแหกคอกออกไปจนได'” สวนข'อความตอเนื่องในบทที่สาม “ถึงหาก จะผูกไว' ก็ดึงไปด'วยกําลัง ยิ่งห'ามก็ยิ่งคลั่ง บ หวนคิดถึงเจ็บกาย” ก็อาจแปลได' วา หากแม'วาจะผูกวัวหนุมที่กําลังคึกไว'กับที่ วัวนั้นก็ยอมจะทุมเทกําลังทั้งหมด ที่มีในตัวดึงตัวเองให'หลุดจากการพันธนาการไว'จนได' โดยไมได'ใสใจตอ ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นแกตนเอง แม'แตน'อย”
อานใหลึก ตรึกใหดี ตีใหแตก : การอานตีความระหวางบรรทัด ๑๕๕ จากความที่เก็บได'จากการอานละเอียดนั้น ทําให'เราเข'าใจได'วา บทประพันธ+ข'างต'นนั้นกําลังกลาวถึงพลังของความรักวามีอํานาจมหาศาลที่ทํา ให'คนที่กําลังมีความรักนั้นเปนเสมือนกับคนที่ตาบอดคือมองไมเห็นอุปสรรค หรือสิ่งอื่นใด นอกจากความรักของตน และเมื่ออยูในอารมณ+รักนั้น จะพบกับ อุปสรรคขัดขวางหรือการห'ามปรามอยางไร ก็ยอมจะไมฟ:งหรือยอมแพ' แตจะ ตอสู'ดึงดันเพื่อให'ตนได'สมหวังในความรักจนได' โดยบทประพันธ+เปรียบเทียบคน ที่กําลังตกหลุมรักกับ “วัวหนุมที่กําลังฮึกเหิม (โคถึก)” ที่ไมวาจะถูกขวาง อยางไร จะจับขังไว' หรือจะผูกมัดไว'กับที่ก็ตาม มันก็จะหนีหลุดออกไปจนได' ตอนที่ ๒ ตอนที่ ๒ ตรึกให'ดี ตรึกให'ดี ตรึกให'ดี: วิธีการแยกแยะแกนแ วิธีการแยกแยะแกนแ วิธีการแยกแยะแกนแท'แหงสาร ท'แหงสาร ท'แหงสาร ในการที่ผู'อานจะสามารถเข'าใจ “สาร” ที่อานได'อยางถองแท'ทั้งใน สวน “ความหมาย” และ “เจตนา” ที่แท'จริงของผู'สงสาร ตลอดจนดื่มด่ําหรือ สัมผัสถึงความไพเราะงดงามของงานเขียนได'อยางลึกซึ้งนั้น ผู'อานจะต'องเข'าใจ งานเขียนนั้นอยางแท'จริงเสียกอนที่จะตีความหรือตัดสินคุณคางานแตละงาน ที่อาน ด'วยเหตุนี้ กอนที่จะกลาวถึง “การตีความงานให'แตก” ผู'เขียนจะได' กลาวถึง กระบวนการ “ตรึกให'ดี” ซึ่งเปนขั้นตอนของการพิจารณางานเขียนให' ถองแท'กอนตัดสินคุณคาของงานเขียนด'วยกระบวนการพิจารณาแยกแยะ งานเขียนทั้งในสวนของการใช'คํา ซึ่งจะแบงเปน การใช'คําความหมายตรง การใช'คําความหมายตรง การใช'คําความหมายตรง และ การใช'คําความหมายโดยนัย และในสวนของ การใช'คําความหมายโดยนัย การนําเสนอความคิด ซึ่งแบงเปน การพิจารณาใจความสําคัญ การพิจารณาสวนขยายความ การพิจารณา ข'อเท็จจริง และการพิจารณาข'อคิดเห็น ข'อเท็จจริง การพิจารณาข'อคิดเห็น การพิจารณาข'อคิดเห็น ดังรายละเอียดที่จะได'กลาวถึง ตอไป
๑๕๖ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ๒.๑ การใช'คํา การใช'คํา การใช'คํา “คํา” ถือเปนองค+ประกอบพื้นฐานที่สุดของข'อความ แตก็เปน องค+ประกอบที่สําคัญที่สุดด'วย เพราะ คํา คือ ตัวสื่อความคิดของผู'เขียน ดังนั้น หากผู'อานเข'าใจความหมายและเจตนาการสื่อความหมายของคําผิดพลาดหรือ คลาดเคลื่อนไปจากเจตนาของผู'เขียน ยอมทําให'ผู'อานเข'าใจเรื่องราว คลาดเคลื่อนไปจากความเปนจริงได' ด'วยเหตุนี้ผู'อานจึงจะต'องสามารถแยกแยะ การใช'คําของผู'เขียนให'ได'วาเปนคําความหมายนัยตรง หรือ คําความหมาย โดยนัย โดยพิจารณาจากบริบทที่แวดล'อมคํานั้น ๆ อยูเปนสําคัญ ดัง รายละเอียดที่จะได'กลาวตอไป ๒.๑.๑ การใช'คําความหมายนัยตรง ช'คําความหมายนัยตรง ช'คําความหมายนัยตรง คําความหมายนัยตรง หมายถึง คําที่มีความหมายตามนิยามศัพท+ในพจนานุกรม เชน คําวา “พิราบ” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ (๒๕๕๖ : ๘๓๗) ให'คําจํากัด ความไว'วา หมายถึง “ชื่อนกขนาดกลางในวงศ+ Columbidae รูปรางคล'าย นกเขา แตขนาดใหญกวา สวนใหญตัวสีเทาอมฟHา อาศัยอยูเปนฝูง ทํารังแบบ งาย ๆ ตามซอกอาคารด'วยกิ่งไม'ขนาดเล็ก หากินบนพื้นดิน กินเมล็ดพืช” ดังนั้น หากข'อความใดปรากฏคําวา “พิราบ” ในความหมายวาเปน “นก” ประเภทหนึ่งแล'วละก็ คําวา “พิราบ” ในข'อความนั้น ก็เปนคําความหมายนัย ตรง เชน ข'อความวา “กรุงเทพมหานครจําเปนต'องมีมาตรการลดจํานวน นกพิราบในสนามหลวง เพราะนกพิราบเปนพาหะนําโรคหลายชนิดมาสูมนุษย+ ได'” ซึ่ง “นกพิราบ” ในข'อความนี้หมายถึง “นกชนิดหนึ่ง” เทานั้น ไมได'มี ความหมายเปนอยางอื่น คําวา “นกพิราบ” ในที่นี้ก็เปนความหมายนัยตรง เปนต'น
อานใหลึก ตรึกใหดี ตีใหแตก : การอานตีความระหวางบรรทัด ๑๕๗ ๒.๒.๒ การใช'คําความหมายโดยนัย การใช'คําความหมายโดยนัย การใช'คําความหมายโดยนัย คําความหมายโดยนัย หมายถึง การที่คํามีความหมายเพิ่มพิเศษจากความหมายปกติของคํานั้น คําความหมายโดยนัยนี้ มีทั้งประเภทที่เปนที่รับรู'ของคนทั่วไปอยูแล'ววาสามารถ มีความหมายแฝงจากความหมายปกติได' เปนต'นวา “พิราบ” ที่นอกจากจะ หมายถึง “นกชนิดหนึ่ง” ได'แล'ว ยังอาจหมายถึง “สันติภาพ” ได'ด'วย ดังนั้น ถ'าผู'อานพบข'อความวา “บัดนี้ เมืองแหงนี้ นกพิราบได'เข'ามาทํารังที่ปลาย กระบอกปmนแล'ว” ก็สามารถตีความได'วา“บ'านเมืองที่ถูกกลาวถึงมีความสงบสุข ปราศจากสงครามแล'ว” เพราะ “นกพิราบ” ซึ่งมีความหมายโดยนัย หมายถึง “สันติภาพ” ได'เข'ามาทํารัง ซึ่งมีความหมายโดยนัยวาหมายถึง “เข'ามาลงหลัก ป:กฐาน” ที่ “ปลายกระบอกปmน” ซึ่งมีความหมายโดยนัยสื่อถึง “การทํา สงคราม” แล'ว ดังนั้น สงครามจึงไมมีอีกตอไป และ คําที่ผู'เขียนเขียนขึ้นใน ลักษณะมีความหมายโดยนัยเปนการเฉพาะในบทประพันธ+ของตน ซึ่งผู'อาน จะต'องตีความความหมายของคําโดยนัยเหลานี้เอาเองจากข'อความที่แวดล'อม อยู เชน “คุณคือจุดฟุลสตอฟของผม” หมายถึง คุณคือคนสุดท'ายที่ผมจะรัก ซึ่ง การที่ อนุสรณ+ ติปยานนท+ นําคําวา “ฟุลสตอฟ” มาใช'ที่นี้เปนการใช'ใน ลักษณะความหมายโดยนัยที่เปนการเฉพาะของบริบทในนวนิยายเรื่อง 8½ ริกเตอร+ ของเขาเทานั้น เปนต'น อยางไรก็ตาม การตีความคําความหมายโดยนัย ที่มีลักษณะเฉพาะในบทประพันธ+นั้น ผู'อานจะต'องใช'ทักษะในการตีความที่ มากกวาการตีความคําความหมายโดยนัยที่เปนที่รับรู'กันโดยทั่วไป เพราะต'อง อาศัยการตีความจากบริบทที่แวดล'อมคําเหลานั้นอยูเปนสําคัญ อีกทั้งยังมี โอกาสที่ตีความตางกันตามประสบการณ+และทัศนคติของผู'อานแตละคนได' มากกวาการตีความคําความหมายโดยนัยที่เปนที่รู'จักโดยทั่วไปอยูแล'วอีกด'วย
๑๕๘ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ๒.๒ การนําเสนอความคิด การนําเสนอความคิด การนําเสนอความคิด การที่ผู'อานจะเข'าใจงานเขียนได'อยางถองแท'ทั้งในสวนของ “ความหมาย” และ “เจตนา” ที่แท'จริงของผู'เขียนได' ผู'อานจําเปนจะต'อง เข'าใจกระบวนความคิดที่ผู'เขียนนําเสนอผานงานเขียนให'ได'กอน โดยพิจารณา จากความคิดที่นําเสนอผานองค+ประกอบสําคัญของงานเขียนนั้น ๆ เปนหลัก ได'แก การพิจารณาใจความสําคัญ สวนขยาย ข'อเท็จจริง และข'อคิดเห็นที่ ปรากฏในงานเขียนนั้น ๆ ๒.๒.๑ การพิจารณาใจความสําคัญ การพิจารณาใจความสําคัญ การพิจารณาใจความสําคัญ ใจความสําคัญ หมายถึง ประเด็นสําคัญที่ผู'เขียนต'องการจะกลาวถึงในแตละยอหน'า ใจความสําคัญนี้บาง ยอหน'าอาจปรากฏเปนประโยคใจความสําคัญอยูที่ต'นยอหน'า กลางยอหน'า ท'ายยอหน'า อยูทั้งต'นและท'ายยอหน'า หรืออาจไมปรากฏเปนประโยคที่ชัดเจน ผู'อานจะต'องตีความเอาเองวาใจความสําคัญของยอหน'านั้น ๆ คืออะไร ซึ่งหาก ผู'อานจดบันทึกประเด็นใจความสําคัญของทุกยอหน'าไว'ในกระดาษ ผู'อานก็จะ ได'ใจ “บทสรุป” อันเปนหัวใจทั้งหมดของงานเขียน ๒.๒.๒ การพิจารณาสวนขยาย การพิจารณาสวนขยาย การพิจารณาสวนขยาย สวนขยาย หมายถึง ประโยค หรือข'อความที่ชวยอธิบายขยายความหรือให'รายละเอียดใจความสําคัญให' ชัดเจนหรือมีน้ําหนักมากขึ้น ซึ่งในสวนนี้ผู'อานควรพิจารณาวาผู'เขียนใช'กลวิธี การขยายความอยางไร เปนการให'เหตุผล รายละเอียดเพิ่มเติม หรือยกตัวอยาง ประกอบ เพื่อให'ผู'อานสามารถตีความความนาเชื่อถือ ความสมบูรณ+แบบ และ ความเปนเหตุเปนผลของงานเขียนได'
อานใหลึก ตรึกใหดี ตีใหแตก : การอานตีความระหวางบรรทัด ๑๕๙ ตัวอยางการตีความสวนใจความสําคัญออกจากสวนขยายความ เชอวาเลียเดอโชมองมีหนังสือโต'ตอบกับคอนซตันติน ฟอนคอน อ'างเหตุผลวา พระเจ'ากรุงสยามควรจะต'องนับถือศาสนาคริสเตียน คอนซตันติน ฟอนคอน ได'ชี้แจงวา พระผู'เปนเจ'าที่แท'จริง ผู'ซึ่งได'สร'างดินฟHา และอากาศ ทั้งสร'างมนุษย+และสิงสาราสัตว+ อันมีรูปพรรณและลักษณะตาง ๆ กันนั้น ถ'าประสงค+จะให'มนุษย+ทั้งหลายได'ถือศาสนาให'เหมือนกันหมด และให' มนุษย+ทั้งหลายได'อยูใต'กฎหมายอันเดียวกันแล'ว พระผู'เปนเจ'าก็คงจะจัดให' เปนดังนั้นได'งายที่สุด แตพระผู'เปนเจ'าก็ได'สร'างสิงสาราสัตว+ ต'นหมากรากไม' ให'มีลักษณะตางกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นพระผู'เปนเจ'าก็คงประสงค+ให'ถือศาสนา ตางกันเหมือนกัน (ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๗) ข'อความข'างต'นมีลักษณะของการนําเสนอใจความสําคัญและสวนขยาย ดังรายละเอียดตอไปนี้ ๑. ใจความสําคัญ นําเสนอใจความในลักษณะไมปรากฏประโยค ใจความสําคัญที่ชัดเจนในยอหน'า โดยใจความสําคัญของข'อความนี้คือ “พระเจ'ากรุงสยามควรมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาตามศรัทธาของตน” ๒. ใจความขยาย ข'อความนี้ใช'วิธีการขยายความประเด็นความคิด สําคัญที่ผู'เขียนต'องการนําเสนอ ด'วยการให'เหตุผลในเชิงเปรียบเทียบ เปรียบเปรยวา เมื่อพระผู'เปนเจ'าสร'างสิ่งตาง ๆ ให'ตางกัน ไมวาจะเปน ผู'คน สิงสาราสัตว+ ต'นหมากรากไม' ให'ตางกัน พระผู'เปนเจ'าก็จะยอมรับความแตกตาง และยอมจะประสงค+ให'คนเรานับถือศาสนาตางกันได' เพื่อสนับสนุนใจความ สําคัญที่วา “พระเจ'ากรุงสยามควรมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาตามศรัทธา ของตน” นั่นเอง
๑๖๐ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ๒.๓ การพิจารณาข'อเท็จจริง การพิจารณาข'อเท็จจริง การพิจารณาข'อเท็จจริง ข'อเท็จจริง หมายถึง สิ่งที่ผู'เขียน นําเสนอในฐานะที่เปนข'อมูลหรือเรื่องที่ปรากฏขึ้นจริง ในการตีความข'อเท็จจริง นั้น ผู'อานควรพิจารณาวาสิ่งที่ผู'เขียนนําเสนอวาเปนข'อเท็จจริงนั้นมีความ นาเชื่อถือหรือเปนจริงตามที่ผู'เขียนนําเสนอเพียงใด โดยพิจารณาจาก ความนาเชื่อถือของข'อมูลที่ผู'เขียนอ'าง เปนต'นวา อ'างจากเอกสารหรือตําราที่ นาเชื่อถือ หรือมีการใช'สถิติ ข'อมูล หรือผลการวิจัยที่นาเชื่อถือหรือไม ๒.๔ การพิจารณาข'อคิดเห็น การพิจารณาข'อคิดเห็น การพิจารณาข'อคิดเห็น ข'อคิดเห็น หมายถึง ความเห็นของ ผู'เขียนที่มีตอประเด็นที่นําเสนอ รวมตลอดถึงความเห็นที่ผู'เขียนเห็นวาผู'อาน ควรทําอยางไรเกี่ยวกับประเด็นที่ผู'เขียนนําเสนอ เชน ควรทําความเข'าใจและ ยึดมั่นในแนวทางที่ผู'เขียนนําเสนอ ควรทําตามที่ผู'เขียนเสนอ หรือควรเปลี่ยน พฤติกรรม เปนต'น ในการพิจารณาข'อคิดเห็นของผู'เขียนนั้น ผู'อานควรพิจารณา ความสมเหตุสมผลของสิ่งที่ผู'เขียนแสดงความคิดเห็น รวมถึงจะต'องตีความให'ได' วาผู'เขียนมีทัศนคติอยางไรตอสิ่งที่เขานําเสนอ ซึ่งจะชวยให'ผู'อานเข'าใจเจตนาที่ แท'จริงของผู'เขียนได' ตัวอยางการตีความข'อเท็จจริงและข'อคิดเห็น ตัวอยางการตีความข'อเท็จจริงและข'อคิดเห็น ตัวอยางที่ ๑ ตัวอยางที่ ๑ ผลการสํารวจพบวา นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียน ก. ร'อยละ ๘๐ ไมได'เข'าศึกษาตอในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งแสดงให'เห็นวา นักเรียนสวนใหญต'องการประกอบอาชีพมากกวาจะศึกษาตอหลังเรียนจบ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ดังนั้น โรงเรียนจึงควรเปqดรายวิชาพื้นฐาน อาชีพเพิ่มขึ้นกวาที่เปนอยู โดยเปqดให'มากที่สุดเทาที่หลักสูตรจะเอื้ออํานวยให' เปqดได'
อานใหลึก ตรึกใหดี ตีใหแตก : การอานตีความระหวางบรรทัด ๑๖๑ ตัวอยางที่ ๒ ตัวอยางที่ ๒ เรายังไมเคยได'สํารวจอยางเปนกิจจะลักษณะเลยแม'แตครั้งเดียววา เมื่อสําเร็จการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายแล'ว เหตุใดนักเรียนจึงไม ศึกษาตอในระดับปริญญาตรี เปนเพราะต'องการประกอบอาชีพมากกวาจะ ศึกษาตอในระดับที่สูงขึ้นจริง ๆ หรือเปนเพราะสาเหตุอื่นกันแน เปนแต คาดเดากันไปเองทั้งนั้น ดังนั้นหากจะดวนตัดสินใจเปqดรายวิชาพื้นฐานอาชีพ เพิ่มจากที่เคยเปqดอยูแตเดิมในทันที อาจจะไมได'ตอบสนองความต'องการของ นักเรียนอยางแท'จริงก็ได' ตารางการตีความข'อเท็จจริงและข'อคิดเห็น ตารางการตีความข'อเท็จจริงและข'อคิดเห็น ข'อเท็จจริ ข'อเท็จจริ ข'อเท็จจริง ข'อคิดเห็น ข'อคิดเห็น ข'อคิดเห็น เจตนาของผู'เขียน เจตนาของผู'เขียน เจตนาของผู'เขียน ๑ นักเรียนของโรงเรียน ก. ไมได'ศึกษาตอในระดับ มหาวิทยาลัย หลังจาก สําเร็จการศึกษา ระดับชั้นมัธยมศึกษา ตอนปลาย โรงเรียน ก. ควรจะเปqด รายวิชาพื้นฐานอาชีพ เพิ่มขึ้นกวาที่เปนอยู โดยเปqดให'มากที่สุด เทาที่หลักสูตรจะ เอื้ออํานวยให'เปqดได' เรียกร'อง/สนับสนุนให' เปqดรายวิชาพื้นฐาน อาชีพเพิ่ม ๒ ไมมีใครทราบเหตุผลที่ แท'จริงที่นักเรียนไม ศึกษาตอในระดับที่ สูงขึ้นหลังจบการศึกษา ยังไมควรรีบตัดสินใจ เปqดรายวิชาพื้นฐาน อาชีพเพิ่ม คัดค'านไมให'เปqด รายวิชาพื้นฐานอาชีพ เพิ่ม
๑๖๒ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ตอนที่ ๓ ตอนที่ ๓ ตีให'แตก ตีให'แตก ตีให'แตก: แจกแจง เจาะลึก ความหมาย ความงาม คุณคา จง เจาะลึก ความหมาย ความงาม คุณคา จง เจาะลึก ความหมาย ความงาม คุณคา แหงงานเขียน แหงงานเขียน “การอานตีความ” หมายถึง ศิลปะการอานระดับสูงที่ผู'อานไมเพียงแต จะต'องมีความสามารถในการทําความเข'าใจเนื้อหาเทานั้น แตยังจะต'องสามารถ อธิบายถึงน้ําเสียงและเจตนาของผู'แตงที่ปรากฏผานงานเขียนนั้นได'อยางชัดเจน ด'วย ซึ่งในสวนของเจตนาผู'แตงนี้มีทั้งแบบที่ผู'เขียนจงใจนําเสนอ และแบบที่ ผู'เขียนมิได'จงใจนําเสนอ แตก็ถือเปนภาระหน'าที่ของผู'อานตีความที่จะต'อง ค'นหาความหมายแฝงที่แทรกอยูในเนื้อหาเหลานี้ออกมาให'ได' (พิทยา ลิ้มมณี ๒๕๓๗ : ๓) รวมถึงยังต'องสามารถเข'าใจถึงศิลปะในการใช'ภาษาและ การสร'างสรรค+เรื่องของผู'เขียน และตีความคุณคาของงานเขียนในด'านตาง ๆ ได' อีกด'วย จากคําจํากัดความของคําวา “การอานตีความ” ข'างต'น เพื่อความ สะดวกและการนําเสนอเนื้อหาในสวนนี้ จะได'แบงการนําเสนอออกเปน ๓ ตอน ได'แก ๓.๑ ตีให'แตก : แจกแจง เจาะลึก ความหมายของงานเขียน ๓.๒ ตีให' แตก : แจกแจง เจาะลึก ความงามของงานเขียน และ ๓.๓ ตีให'แตก : แจกแจง เจาะลึก คุณคาของงานเขียน ๓.๑ ตีให'แตก ตีให'แตก ตีให'แตก: แจกแจง เจาะลึก ความหมายของงานเขียน แจกแจง เจาะลึก ความหมายของงานเขียน แจกแจง เจาะลึก ความหมายของงานเขียน หัวใจสําคัญของการตีความคือ การเข'าใจความหมายที่ผู'เขียนสื่อสาร มาทั้งในสวนของความหมายตรง และความหมายแฝง ตลอดจนต'องรู'ให'ได'วา ผู'เขียนสงสารมาด'วยเจตนาหรืออารมณ+ความรู'สึกอยางไร ซึ่งในงานเขียนแต ละประเภทก็มีลักษณะเฉพาะในการนําเสนอที่ตางกันไป ดังนั้นเพื่อความสะดวก ในการอธิบายวิธีการตีความความหมายของงานเขียนที่ผู'เขียนสงสารมา จะได'
อานใหลึก ตรึกใหดี ตีใหแตก : การอานตีความระหวางบรรทัด ๑๖๓ นําเสนอวิธีการเจาะลึกถึงความหมายของงานเขียนโดยแบงตามประเภทของ งานเขียน ๓.๑.๑การตีความหมายงานเขียนประเภทบันเทิงคดี การตีความหมายงานเขียนประเภทบันเทิงคดี การตีความหมายงานเขียนประเภทบันเทิงคดี บันเทิงคดี (Fiction) หมายถึง เรื่องสมมุติที่แตงขึ้นเพื่อให' ความบันเทิงเปนหลัก แตอาจมีการแทรกข'อคิด สารประโยชน+ และสะท'อน ความเปนไปของยุคสมัยในลักษณะที่เปนผลพลอยได'หรือเปนความสําคัญ รองลงมา บันเทิงคดีนี้แตเดิมจึงเรียกวา “เรื่องอานเลน” (จุไรรัตน+ ลักษณะศิริ ๒๕๔๓ : ๑๐๘) จากคําจํากัดความข'างต'นจะเห็นได'วา บันเทิงคดีเปนเรื่อง สมมุติที่ผู'เขียนใช'จินตนาการแตงขึ้น เนื่องจากได'รับแรงบันดาลใจมาจาก ความเปนไปของสังคม เหตุการณ+ป:จจุบัน คนกลุมตาง ๆ ในสังคม หรือมุมมอง ที่ผู'เขียนมีตอสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในบางครั้งความรู'สึกหรือความเห็นบางอยางผู'เขียน ไมสามารถวิพากษ+วิจารณ+ได'ตรง ๆ เพราะอาจกระทบกับบุคคลหรือติดขัดด'วย ข'อกฎหมายจึงต'องแสดงออกมาผานบันเทิงคดีที่เขาแตง ดังนั้น บันเทิงคดีถึงแม' เปนเรื่องแตงที่เน'นความบันเทิงเปนหลัก แตก็เปนเรื่องราวที่เต็มไปด'วย สัญลักษณ+และความหมายแฝงที่แทรกอยูระหวางบรรทัดซึ่งต'องขบคิดตีความ ทั้งนี้ ในการตีความความหมายที่แท'จริงที่บันเทิงคดีแตละ เรื่องมุงนําเสนอ ผู'อานควรตีความโดยให'ความสําคัญกับการตีความหมาย องค+ประกอบสําคัญของงานเขียนประเภทบันเทิงคดีดังตอไปนี้ ๑. ชื่อเรื่อง ชื่อเรื่อง ชื่อเรื่อง ดูวาผู'แตงใช'กลวิธีการตั้งชื่อเรื่องแบบใด เชน ตั้ง จากผู'แตง เชน ศิลาจารึกหลักที่ ๑ พอขุนรามคําแหงมหาราช สุภาษิตพระรวง ตั้งจากชื่อตัวละคร เชน ขุนช'างขุนแผน กาพย+พระไชยสุริยา พระอภัยมณี ตั้งจากสถานที่สําคัญในเรื่อง เชน นิราศภูเขาทอง กาพย+หอโคลงประพาสธาร ทองแดง และการนําวัตถุประสงค+มาตั้งเปนชื่อเรื่อง เชน โคลงโลกนิติ แตงขึ้น
๑๖๔ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน เพื่อสอนวิธีดําเนินชีวิตที่ถูกต'องให'แกชาวโลก และโคลงสุภาษิตนฤทุมนาการ แตงขึ้นเพื่อที่จะสอนให'ทําสิ่งที่พ'นจากความเศร'าโศกเสียใจ เปนต'น การตีความ กลวิธีการตั้งชื่อเรื่องจะชวยให'ผู'อานตีความหมายจุดเน'นหรือประเด็นสําคัญ ของเรื่องได'งายขึ้น ๒. แกนเรื่อง แกนเรื่อง แกนเรื่อง เปนแนวคิดที่เปนแกนกลางของเรื่อง เปน ข'อสรุปที่ได'มาจากการนําเสนอเรื่องราวนั้น ๆ กลวิธีในการหาแกนเรื่องแบบ งาย ๆ ก็คือเมื่ออานเรื่องจบแล'วลองตั้งคําถามกับตัวเองในใจวาผู'เขียนต'องการ บอกอะไรให'เราทราบ หรือหากจะกลาวให'งายขึ้นก็คือ แกนเรื่องนั้นเปรียบได'กับ คําตอบที่เราสรุปได'จากการอานนิทานอีสปท'ายเลมที่มักกลาววา “นิทานเรื่องนี้ สอนให'รู'วา...” เพียงแตแกนเรื่องในบันเทิงคดีทั่วไปไมจําเปนต'องเปนคําสั่งสอน เสมอไปเทานั้นเอง (เสาวนุช ภูวณิชย+ ๒๕๒๕ : ๗) แกนเรื่องถือได'วาเปนหัวใจ สําคัญของเรื่อง ถ'าหากผู'อานสามารถตีความแกนเรื่องได' ผู'อานก็จะ ตีความหมายของเรื่องทั้งหมดที่อานได' ๓. โครงเรื่อง โครงเรื่อง โครงเรื่อง คือ เค'าโครงของการดําเนินเรื่องที่ผู'เขียน กําหนดขึ้น รวมทั้งพฤติกรรมของ ตัวละคร และเหตุการณ+ตาง ๆ เพื่อให' การดําเนินเรื่องมีความเกี่ยวพันกัน หรือกลาวงาย ๆ ก็คือโครงเรื่องเปน การเรียงลําดับเหตุการณ+สําคัญของเรื่องตามที่เปนเหตุเปนผลกัน (จุไรรัตน+ ลักษณะศิริ ๒๕๔๓ : ๑๐๙) โดยปกติเรื่องสั้นจะมีโครงเรื่องซับซ'อนน'อยกวา นวนิยายเพราะมีโครงเรื่องเพียงโครงเรื่องเดียว ตางกับนวนิยายที่มีโครงเรื่อง หลัก และโครงเรื่องยอย การทําความเข'าใจโครงเรื่อง เปนการทําความเข'าใจ เนื้อหาโดยรวมของเรื่อง ซึ่งการที่ผู'อานเข'าใจเนื้อหาโดยรวมของเรื่องอยาง ถองแท' ก็จะชวยให'ผู'อานเข'าใจแกนหรือสารัตถะที่แท'จริงของเรื่องได'งายขึ้น ๔. ความขัดแย'งของเรื่อง ความขัดแย'งของเรื่อง ความขัดแย'งของเรื่อง เปนความเห็นหรือความต'องการ ของตัวละครที่ขัดแย'งกัน เปนองค+ประกอบที่ชวยให'เรื่องดําเนินตอไปได'
อานใหลึก ตรึกใหดี ตีใหแตก : การอานตีความระหวางบรรทัด ๑๖๕ ความขัดแย'งในเรื่องสั้นและนวนิยายสามารถพบได'หลายแบบคือ ความขัดแย'ง แบบมนุษย+กับมนุษย+ มนุษย+กับสังคม มนุษย+กับธรรมชาติ มนุษย+กับสิ่งเหนือ ธรรมชาติ และมนุษย+กับจิตใจตนเอง ในบันเทิงคดี ความขัดแย'งเปนจุดเริ่มต'น ของการกําเนิดและดําเนินไปของเรื่อง ดังนั้นการตีความได'วาความขัดแย'งของ เรื่องอยูที่ประเด็นใด ก็จะทําให'ตีความเนื้อหาและแกนเรื่องได'งายขึ้น ๕. ตัวละคร ตัวละคร ตัวละคร คือ บุคคลที่แสดงบทบาทตาง ๆ ในบันเทิงคดี ตัวละครนั้นมีหลายประเภท ได'แก ตัวเอก (ตัวละครหลักที่มีบทบาทในเรื่อง) ตัวละครประกอบ (ตัวละครที่เข'ามาเกี่ยวข'องกับเรื่องราวหรือตัวละครเอก ซึ่ง ชวยให'เรื่องดําเนินตอไปได') ตัวละครตัวแบนหรือตัวละครมิติเดียว เปนตัวละคร ที่ขาดความสมจริง เปนตัวแทนของความดี ความชั่วเพียงด'านเดียวอยางชัดเจน เชน นางเอกแสนดีเจ'าน้ําตา แมเลี้ยงใจร'าย เปนต'น ตัวละครตัวกลมหรือ ตัวละครหลายมิติ เปนตัวละครที่มีลักษณะเหมือนมนุษย+จริง ๆ คือมีทั้งข'อดี และข'อเสียอยูในตัวเอง รวมทั้งมีการปรับเปลี่ยนนิสัยและทัศนคติไปตาม ประสบการณ+ชีวิตที่เปลี่ยนไป เนื่องจากตัวละครคือเครื่องมือของผู'เขียนใน การนําเสนอแกนหรือเจตนาของเรื่อง ดังนั้น การที่เราสามารถตีความพฤติกรรม ความคิด หรือ ชะตากรรมที่ตัวละครสําคัญแตละตัวได'รับได' ยอมจะทําให'เรา เข'าใจสารที่แท'จริงที่ผู'เขียนต'องการนําเสนอผานบันเทิงคดีด'วย ๖. ฉาก คือ สถานที่ เวลา และสิ่งแวดล'อมที่เหตุการณ+ใน เรื่องดําเนินไป ฉากและบรรยากาศมีผลอยางมากตอความนาเชื่อถือของเรื่อง หรือการสร'างให'ผู'อานมีอารมณ+รวมกับเรื่อง โดยปกติการพรรณนาฉากใน นวนิยายจะทําได'ละเอียดลออกวาในเรื่องสั้นเพราะไมจําเปนต'องคํานึงถึง ความยาวของเรื่อง ฉาก เปนสิ่งหนึ่งที่ชวยสะท'อนอารมณ+ความรู'สึกของตัวละคร และเรื่องได' ดังนั้น การตีความ ฉาก ได' ยอมจะทําให'ตีความอารมณ+ความรู'สึก ของตัวละครและเรื่องได'ด'วย
๑๖๖ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ๓.๑.๒การตีความหมายงานเขียนประเภทสารคดี การตีความหมายงานเขียนประเภทสารคดี การตีความหมายงานเขียนประเภทสารคดี สารคดี (Non-Fiction) หมายถึง งานเขียนที่เน'นความรู'เปนหลัก ความเพลิดเพลินเปนเรื่องรองลงมา โดยผู'เขียนมีเจตนาที่จะเสนอสาระที่เปน จริงตามข'อเท็จจริงและเหตุการณ+ที่ปรากฏ เพื่อให'ผู'อานได'รับความรู' ความคิด ความกระจาง แตขณะเดียวกันผู'เขียนก็ต'องสร'างสรรค+ผลงานของตนอยางมี ศิลปะ มีวิธีการเสนอเรื่องให'เกิด “รส” เหมือนหนึ่งวาผู'อานมีสวนรวมรู'ในเรื่อง หรือเหตุการณ+นั้น ๆ จนเกิดความบันเทิงใจหรือความประทับใจ (จุไรรัตน+ ลักษณะศิริ ๒๕๔๓ : ๙๗) ด'วยเหตุนี้ ในงานเขียนประเภทสารคดีจึงปรากฏวา มี คํา หรือ ข'อความ ที่ไมตรงไปตรงมา ที่ต'องขบคิดตีความ เพื่อให'สามารถ ตีความเนื้อหาสาระและเจตนาที่แท'จริงของผู'เขียนในการนําเสนอสารคดีได' โดยในการตีความเพื่อถอดรหัสความหมายและเจตนาที่แท'จริงของสารคดีนั้น ผู'อานควรให'ความสําคัญกับประเด็นดังตอไปนี้ ๓.๑.๒.๑ การตีความประเภทของสารคดี การตีความประเภทของสารคดี การตีความประเภทของสารคดี โดยตีความวา สารคดีที่กําลังอานนั้นเปนสารคดีประเภทใด เชน เปนสารคดีแสดงความคิดเห็น สารคดีชีวประวัติ หรือสารคดีทองเที่ยว เปนต'น เพราะสารคดีแตละประเภทมี จุดประสงค+ แนวคิดในการนําเสนอ ตลอดจนรูปแบบการนําเสนอที่แตกตางกัน การเข'าใจรูปแบบที่แท'จริงของสารคดีจะชวยให'ตีความสารคดีได'งายและถูกต'อง แมนยํามากขึ้น ๓.๑.๒.๒ การตีความแกนหรือสารัตถะของสารคดี การตีความแกนหรือสารัตถะของสารคดี การตีความแกนหรือสารัตถะของสารคดี เปน การตีความเนื้อหาสาระที่แท'จริงที่ผู'เขียนต'องการนําเสนอให'ผู'อานทราบ ในสวน นี้ถือได'วาเปนสวนที่มีความสําคัญยิ่งในการทําความเข'าใจและตัดสินคุณคาของ สารคดีแตละเรื่อง ๓.๑.๒.๓ การตีความจุดมุงหมายในการนําเ การตีความจุดมุงหมายในการนําเ การตีความจุดมุงหมายในการนําเสนอสารคดี สนอสารคดี สนอสารคดี ผู'อานควรจะต'องทําความเข'าใจด'วยวาผู'เขียนมีจุดประสงค+ในการนําเสนอสาร
อานใหลึก ตรึกใหดี ตีใหแตก : การอานตีความระหวางบรรทัด ๑๖๗ คดีในระดับใด เพียงแคให'เรารู'เรื่องโดยทั่วไป เพื่อสั่งสอน แนะนํา ชักชวน โน'มน'าวให'ปฏิบัติหรือเลิกปฏิบัติ ซึ่งนอกจากจะชวยให'ผู'อานมีความเข'าใจ เรื่องได'ดีขึ้นแล'ว ยังเปนประโยชน+ตอผู'อานในการตีความคุณคาของงานเขียน นั้น ๆ อีกด'วย ๓.๑.๒.๔ การตีความข'อเท็จจริงออกจากข'อคิดเห็น การตีความข'อเท็จจริงออกจากข'อคิดเห็น การตีความข'อเท็จจริงออกจากข'อคิดเห็น ถึงแม'วาสารคดีจะมีฐานในการนําเสนออยูที่การนําเสนอเรื่องที่ตั้งอยูบนพื้นฐาน ของความเปนจริง แตในการนําเสนอความจริงเหลานั้นก็เปนการนําเสนอ ความจริงผานมุมมองของผู'เขียน ซึ่งยอมจะหลีกเลี่ยงการมีความคิดเห็นของ ผู'เขียนเจือปนได'ยาก การแยกแยะข'อเท็จจริงออกจากข'อคิดเห็น จะชวยให' ผู'อานเข'าใจประเด็นที่ผู'เขียนนําเสนอบนพื้นฐานที่ใกล'เคียงกับความเปนจริง มากที่สุด ซึ่งชวยให'ผู'อานสามารถตีความความเปนไปได'และคุณคาของ งานเขียนประเภทสารคดีนั้น ๆ ได'งายขึ้น ๓.๒ ตีให'แตก ตีให'แตก ตีให'แตก: แจกแจง เจาะลึก ความงามของงานเขียน แจกแจง เจาะลึก ความงามของงานเขียน แจกแจง เจาะลึก ความงามของงานเขียน การตีความงานเขียนนั้น นอกจากจะให'ความสําคัญกับ “ความหมาย” ของสารที่สงมาแล'ว ยังต'องให'ความสําคัญกับ “ความงามทางวรรณศิลป`” ซึ่ง เปนสวนของศิลปะในการนําเสนอเรื่องด'วย เนื่องจากองค+ประกอบในสวนนี้ ไมเพียงทําให'งานเขียนมีความไพเราะ สวยงามตางกันเทานั้น แตยังมี ความสัมพันธ+โดยตรงกับการสื่อความคิดของงานเขียนด'วย เพราะการนําเสนอ ความคิดของผู'เขียนยอมต'องกระทําผานภาษา ทั้งนี้ ในการตีความ “ความงามทางวรรณศิลป`” ควรให'ความสําคัญกับ เรื่องดังตอไปนี้ ๓.๒.๑ ภาพพจน+ ภาพพจน+ ภาพพจน+ ซึ่งเปนศิลปะในการเรียบเรียงถ'อยคําให' เกิดจินตภาพหรือความหมายขึ้นมา ถ'อยคําเหลานี้ไมเพียงสื่อความหมาย
๑๖๘ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน แตยังชวยสื่อในเรื่องอารมณ+ความรู'สึกให'แจมชัดขึ้นอีกด'วย ภาพพจน+ที่มัก ปรากฏบอยในงานเขียน ได'แก -อุปมา เปนการนําของสองสิ่งมาเปรียบเทียบวามี ความเหมือนกัน โดยมักมีคําดังตอไปนี้ เหมือน เพี้ยง เพียง ดุจ ดัง ราว ปูน ปาน เปนคําเชื่อม เชน “กลางไพรไกขันบรรเลง ฟ:งเสียงเพียงเพลง ซอเจ'ง จําเรียงเวียงวัง” -อุปลักษณ+ อุปลักษณ+ อุปลักษณ+ เปนการเปรียบเทียบวาของสองสิ่ง ที่มีคาเทากัน มักปรากฏคําวา “เปน” หรือ “คือ” เปนคําเชื่อม เชน มอมไมได' รักนายเทาชีวิต แตนายเปนชีวิตของมอม -อติพจน+ อติพจน+ อติพจน+ คือ การกลาวเกินจริง เชน “เสียงพล โหร'องเอาชัย เลื่อนลั่นสนั่นในพิภพเพียงทําลาย” -บุคคลวัต บุคคลวัต บุคคลวัต หรือ บุคลาธิ บุคลาธิ บุคลาธิษฐาน คือการเปรียบเทียบ สิ่งที่ไมใชคน ให'สามารถพูด คิด ทํา ได'เหมือนคน เชน “สัตภัณฑ+บรรพต ทั้งหลาย ออนเอียงเพยงปลาย ประนอมประนมชมชัย” -สัทพจน+ สัทพจน+ สัทพจน+ คือ การเลียนเสียงธรรมชาติตาง ๆ เชน “วังเอvยวังเวง หงางเหงงย่ําค่ําระฆังขาน ฝูงวัวความผ'ายลาทิวากาล คอยคอย ผานท'องทุงมุงถิ่นตน” ๓.๒.๒ สัญลักษณ+ สัญลักษณ+ สัญลักษณ+ คือ การใช'สิ่งหนึ่งเปนตัวแทนของ อีกสิ่งหนึ่ง สัญลักษณ+นั้นตางจาก อุปลักษณ+ตรงที่มีการเปรียบเทียบโดยที่ไมมี คําเชื่อมปรากฏอยู ตัวอยางเชน “นาคีมีพิษเพี้ยง สุริโย” (นาคี หมายถึง คนที่มี ความรู' ความสามารถ ข'อความนี้จึงเปรียบเทียบคนที่มีความรู'ความสามารถจริง กับความยิ่งใหญของพระอาทิตย+นั่นเอง)
อานใหลึก ตรึกใหดี ตีใหแตก : การอานตีความระหวางบรรทัด ๑๖๙ ๓.๓ ตีให'แตก ตีให'แตก ตีให'แตก: แจกแจง เจาะลึก คุณคาของงานเขียน แจกแจง เจาะลึก คุณคาของงานเขียน แจกแจง เจาะลึก คุณคาของงานเขียน การตีความคุณคาของงานเขียน ถือได'วาเปนขั้นตอนสุดท'ายของ การตีความ โดยเปนในสวนของการประเมินคุณคาของงานเขียนวามีคุณคา หรือไมมีคุณคา มีประโยชน+หรือไมมีประโยชน+ และถ'ามีคุณคา มีคุณคาในด'าน บ'าง ในงานเขียนหนึ่งเรื่องอาจจะมีคุณคาที่โดดเดนเพียงคุณคาเดียวหรือ มีคุณคาหลายคุณคาก็ได' คุณคาที่มักพบบอยในงานเขียน เชน ๓.๓.๑ คุณคาทางประวัติศาสตร+ คุณคาทางประวัติศาสตร+ คุณคาทางประวัติศาสตร+ โดยมักพบในงานเขียน ประเภทสารคดี เชน พงศาวดาร บันทึก หรือผลงานค'นคว'าทางประวัติศาสตร+ ตาง ๆ และในวรรณคดีในอดีตที่สะท'อนชีวิตความเปนอยูในแตละยุคสมัย เชน วรรณคดีเรื่องพระอภัยมณีสะท'อนภาพการเข'ามาของชาวตางชาติหลากหลาย เชื้อชาติในสมัยรัตนโกสินทร+ตอนต'นผานตัวละครที่มีความหลากหลายทาง เชื้อชาติและวัฒนธรรม เปนต'น ๓.๓.๒ คุณคาทางด'านสังคม คุณคาทางด'านสังคม คุณคาทางด'านสังคม พบได'ทั้งในกลุมของสารคดีและ บันเทิงคดี ที่นําเสนอเรื่องราวสะท'อนหรือให'ภาพสังคม ป:ญหาสังคม หรือผู'คน ในสังคมกลุมใดกลุมหนึ่ง เชน หนังสืออานนอกเวลาเรื่องอยูกับกvง ของ หยก บูรพา สะท'อนภาพชีวิตของกลุมคนจีนที่เข'ามาอาศัยอยูในเมืองไทย เปนต'น ๓.๓.๓ คุณคาทางด'านปรัชญาความคิด คุณคาทางด'านปรัชญาความคิด คุณคาทางด'านปรัชญาความคิด พบได'ทั้งกลุมของ สารคดีและบันเทิงคดี ที่นําเสนอหรือให'ข'อคิดเกี่ยวกับปรัชญาความคิดตาง ๆ เชน ให'ยึดมั่นในคุณธรรมความดี ให'มีความกตัญyูรู'คุณ ให'หางไกลยาเสพติด เปนต'น ๓.๓.๔ คุณคาทางด'านวรรณศิลป` คุณคาทางด'านวรรณศิลป` คุณคาทางด'านวรรณศิลป` คือความไพเราะของการใช' ภาษาในการนําเสนองานเขียน พบได'ทั้งในกลุมสารคดีและบันเทิงคดี ๓.๓.๕ คุณคาทางอารมณ+ คุณคาทางอารมณ+ คุณคาทางอารมณ+ คือ คุณคาที่ได'รับจากความ เพลิดเพลินหรือความจรรโลงใจ ซึ่งพบได'ทั้งในกลุมของสารคดีและบันเทิงคดี
๑๗๐ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ตัวอยางการตีความบันเทิงคดี ตัวอยางการตีความบันเทิงคดี ารตีความบันเทิงคดี นิทานเรื่องวาจาสิทธิ์ นิทานเรื่องวาจาสิทธิ์ มีพระอาจารย+ทานหนึ่ง เปนที่เลื่องลือกันวา มีวาจาสิทธิ์ ใคร ๆ ก็มา ฝากตัวเปนศิษย+ ถ'าศิษย+ผู'ใดปฏิบัติตนได'เปนที่ถูกใจ ทานจะให'พรกอนที่จะจาก กันไป ชายหนุมสองพี่น'องเข'ามาฝากตัวเปนศิษย+พระอาจารย+ผู'นี้ คนพี่ หน'าตาขี้ริ้วขี้เหร แตนิสัยใจคอดี ไมเปนคนชางประจบ สวนคนน'องหน'าตาคม สัน พูดจามีเสนห+ และยังเปนคนมีนิสัยชางประจบอีกด'วย พระอาจารย+มอบหน'าที่ให'คนพี่ทําความสะอาดที่อยูอาศัย ตักน้ําไว'ใช' และอาบกิน ดายหญ'า ตัดกิ่งไม' เปนต'น สวนคนน'องมีหน'าที่ปรนนิบัติพัดวี นวดฟ:{น จัดอาหารและที่นอนให'แกพระอาจารย+ พระอาจารย+ได'ถายทอดวิชาความรู'ให'แกคนทั้งสองเสมอกัน เมื่อเรียน จบแล'ว พระอาจารย+ได'เรียกทั้งสองคนมาพร'อมหน'า พร'อมกับสั่งวา เจ'าทั้งสอง ก็มีวิชาความรู'พร'อมแล'ว แตกอนที่จะลากลับบ'านเกิด ให'ออกไปผจญชีวิต เสียกอน ๑ ปB แล'วกลับมาหาอาจารย+เพื่อเลาให'ฟ:งวา ได'ผจญชีวิตมาแล'ว อยางไร ผู'เปนพี่นั้น ขอให'พรวา เจ'าจงมีโคนม ๑ ตัวตลอดไป สวนคนน'องขอให' มีโคนม ๑ ฝูงตลอดไปเชนกัน ชายหนุมทั้งสองรับคําของทานอาจารย+โดยดุษณีภาพ แล'วแยกย'ายกัน ไป เมื่อครบ ๑ ปB ชายผู'เปนน'องกลับมาถึงสํานักอาจารย+ด'วยทาทางอิดโรย แสดงถึงความยากจนข'นแค'นแสนเข็ญ กราบเรียนพระอาจารย+วา ตนไมมี ความรู'เรื่องการเลี้ยงโคนม โคจึงผายผอม เปนโรค ไมเคยให'นมเลย บอกขาย ก็ไมมีใครซื้อ สภาพจึงเปนเชนที่เห็นอยูนี้ พระอาจารย+ยังไมทันซักไซ'ไลเลียง อยางไร ก็เหลือบไปเห็นชายหนุมผู'หนึ่งนั่งคานหามมาอยางสงางาม ทาทาง ภูมิฐาน หน'าตาอิ่มเอิบ แสดงความเปนผู'มีบุญหนักศักดิ์ใหญ พระอาจารย+
อานใหลึก ตรึกใหดี ตีใหแตก : การอานตีความระหวางบรรทัด ๑๗๑ จ'องมองชั่วครูก็จําได'วาคือชายหนุมผู'เปนพี่นั่นเอง เมื่อชายหนุมเข'ามากราบ แทบเท'าของทานอาจารย+ ซึ่งขณะนั้นพอจะหายงงงันบ'างแล'ว พระอาจารย+ ก็ก'มลงกระซิบถามวา ไปทําอะไรมา จึงอัครฐานถึงปานนี้ ชายหนุมตอบช'า ๆ วา ด'วยวาจาอันศักดิ์สิทธิ์ของอาจารย+ กระผมจึงมีโค ๑ ตัว อยูตลอดไปและ เมื่อสังเกตวาพระอาจารย+ยังมีทาทีฉงนสนเทห+อยู ชายหนุมจึงกลาวตอไปวา เย็นลงกระผมก็ขายวัวที่มีอยู ๑ ตัวนั้นไป รุงเช'าขึ้นมาผมก็มีวัว ๑ ตัว เปนเชนนี้ ตลอด ๓๖๕ วัน เงินทองจึงไหลมาเทมาไมขาดสาย ด'วยประการฉะนี้แหละ ขอรับ เมื่ออาน นิทานเรื่องวาจาสิทธิ์ จบแล'ว จะเห็นได'วานิทานเรื่องนี้ ตั้งชื่อเรื่องโดยใช'สาเหตุของสิ่งที่ทําให'เกิดเรื่องราวทั้งหมด คือ การที่อาจารย+ มีวาจาสิทธิ์มาตั้งเปนชื่อเรื่อง แต ความมีวาจาสิทธิ์ของอาจารย+ กลับไมใชหัวใจ ที่สําคัญของเรื่องอยางแท'จริง แกนหรือสารัตถะที่แท'จริงของเรื่องนั้น เปนประเด็นเกี่ยวกับ “คนที่มีความรู' ความสามารถ และปฏิภาณไหวพริบดี อยางแท'จริงนั้น ไมวาจะตกอยูในสถานการณ+อยางไร ก็ยอมจะสามารถเอาตัว รอดและประสบความสําเร็จได'” เชนเดียวกับตัวละคร “พี่ชาย” ที่ถึงแม'จะ หน'าตาไมดี ไมชางพูดประจบประแจง ทําให'เขาไมเปนคนที่เปนที่โปรดปราน ของอาจารย+ แตเขาก็ไมเคยยอท'อ หรือน'อยใจ เขากลับมุงมั่นตั้งใจศึกษา เลาเรียน และทําหน'าที่ที่ได'รับมอบหมายอยางดีที่สุดเต็มกําลังความสามารถ จนในที่สุดเขาก็กลายเปนคนที่มีความรู'ความสามารถอยางแท'จริง ประกอบกับ เปนคนที่มีปฏิภาณไหวพริบดี ดังนั้น ถึงแม'วาจะได'พรน'อยกวาน'องชาย คือ ได'พรให'มีโคนมเพียง ๑ ตัวตลอดไป ในขณะที่น'องชายได'พรให'มีโคนม ๑ ฝูง ตลอดไป แตเขาก็สามารถนําโคนมเพียง ๑ ตัวซึ่งเปนต'นทุนเพียงอยางเดียวที่ เขามีอยูไปตอยอดด'วยการขายโคนั้นไป ทําให'ได'เงินมา และเนื่องจากได'รับพร
๑๗๒ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ให'มีโคนม ๑ ตัวตลอดไป เขาจึงได'โคนมตัวใหมมาแทนที่ตัวที่ขายไปในวันกอน เมื่อเช'าวันรุงขึ้นมาถึง พี่ชายจึงสามารถได'เงินมาทุกวัน ในขณะที่เขาไมต'อง เสียอะไรไปเลย จึงทําให'ในที่สุดการค'าโคนมก็ทําให'เขากลายเปนเศรษฐีได' ตางจากตัวละคร “น'องชาย” ที่เปนคนที่ไมมีความรู'ความสามารถจริง อาศัย เพียงความเปนคนชางประจบประแจง และมีวาทศิลป`ดี ประกอบกับมีรูปราง หน'าตาดี ทําให'ได'รับความเมตตาจากอาจารย+โดยงาย ถึงแม'จะมีต'นทุนที่ดีกวา พี่ชาย คือได'รับพรให'มีโคนม ๑ ฝูงตลอดไป แตเพราะขาดความรู'ความสามารถ และไมมีปฏิภาณไหวพริบ จึงทําให'เขาไมเพียงตอยอดต'นทุน (โคนม ๑ ฝูง) ที่มีอยูของตนให'เปนทรัพย+สินมหาศาลเหมือนกับพี่ชายได' แม'แตโคนม ๑ ฝูง ที่ตนมีอยูก็ไมสามารถรักษาให'อยูในสภาพที่ดีดังเดิมได' จากความคิดสําคัญในนิทานเรื่อง วาจาสิทธิ์ ข'างต'น สามารถตีความใน เชิงคุณคาได'วานิทานเรื่องนี้ให'คุณคาในเชิงปรัชญาความคิด โดยให'ข'อคิดสําคัญ วา สิ่งที่จะทําให'คนเราประสบความสําเร็จได'อยางแท'จริงนั้น ก็คือ ความรู' ความสามารถ ดังนั้น จึงควรหมั่นศึกษาหาความรู'ให'ดี ไมควรน'อยใจใน โชคชะตาวาเกิดมามีต'นทุนน'อยกวาคนอื่น เพราะถ'าเรามีความรู'ความสามารถ จริง เรายอมสามารถแปรสิ่งที่เรามีอยูให'มีประโยชน+กับเราได'เหมือนกับตัวละคร พี่ชาย แตคนที่มีมาก แตขาดซึ่งความรู'ความสามารถแล'ว ก็อาจจะล'มเหลวถึง ขั้นไมสามารถรักษาแม'แตสิ่งที่ตัวเองมีอยูได'เชนเดียวกับตัวละครน'องชาย สวนในด'านการใช'ภาษานั้น แม'วาจะมีที่มาจากนิทานสันสกฤต แต นิทานเรื่องวาจาสิทธิ์ก็ใช'ภาษาในการนําเสนอเรื่องที่เข'าใจงาย ชัดเจน และ ไมซับซ'อน ทําให'แม'แตผู'อานที่มีประสบการณ+ในการอานน'อยก็สามารถเกิด จินตภาพเมื่ออานเรื่องได'โดยงาย ดังนั้น เนื่องจาก นิทานเรื่องวาจาสิทธิ์ มีความโดดเดนทั้งในด'าน เนื้อหาที่มีข'อคิดที่ดีมีประโยชน+ มีคุณคาในเชิงการปลูกฝ:งทัศนคติที่ดีให'แก
อานใหลึก ตรึกใหดี ตีใหแตก : การอานตีความระหวางบรรทัด ๑๗๓ เยาวชน และรูปแบบการนําเสนอที่เข'าใจได'งาย จึงทําให'นิทานเรื่องนี้เหมาะเปน อยางยิ่งที่จะใช'เปนตัวอยางในการเรียนการสอนเรื่องการอานและการตีความ สําหรับนักเรียนนักศึกษา ตัวอยางการตีความสารคดี ตัวอยางการตีความสารคดี คุณงามความดีนั้น เปนของดีมีประโยชน+ เปนที่นาชื่นใจเมื่อได'รับการอบรม ปลูกฝ:ง นําความสุขมาให'เมื่อได'ลงมือปฏิบัติ แม'ใครจะเข'าใจผิดหรือมองผู'ประพฤติ ความดีไปในทางอื่น แตคุณงามความดีจะไมเปลี่ยนไปตามความเข'าใจผิดของใคร ๆ เลย เปรียบเหมือนทองคําธรรมชาติ ใครจะนําดินหรือโคลนมาพอกมาทาให'เห็นเปน อยางอื่น แตก็ไมสามารถกลับสภาพของทองคํานั้นให'กลายเปนดินหรือโคลนไปด'วย ได' คุณงามความดีไมเปนพิษตอใครเลย ขอแตเพียงวาเมื่อเผชิญหน'ากับเหตุการณ+ บางอยาง ซึ่งดูเหมือนวาจะต'องแก'ไขด'วยความชั่วก็อยาเพิ่งปลงใจละทิ้งคุณงาม ความดีนั้นเสีย แล'วใช'วิธีอันระคนด'วยความชั่วมาเปนเครื่องแก'ไขเหตุการณ+นั้น ๆ จงมั่นใจและแนใจเถิดวา ความชั่วเปนของไมจําเปนเลย บางครั้งเราจะเห็นวาจําเปน จงพยายามใช'ความดีตลอดไปจนเปนพื้นอัธยาศัยเถิด สิ่งที่ทําทาวานากลัวนั้น จะผานพ'นหมดสิ้นไปเอง แตก็มีข'อควรเตือนไว'ด'วยวาการทําความดีนั้น ขอให'ทําด'วยความบริสุทธิ์ใจ ปลงใจวาเปนสิ่งดีงาม สมควรจะทําจึงได'ทํา ไมใชพอลงมือทําเล็ก ๆ น'อย ๆ ก็นั่ง ทวงบุญคุณเอากับคุณงามความดีนั้น เรงจะให'เกิดผล ครั้นได'ผลไมทันใจก็ละเลิกเสีย ทางที่ดีควรทําให'เปนพื้นอัธยาศัย ไมเลือกวาเปนความดีน'อยหรือมาก มีคนเห็น หรือไมเห็น ยิ่งถือได'วาการทําความดีโดยไมมีใครเห็น ยิ่งเปนการมีเกียรติแล'ว รางกายและจิตใจขอเราก็จะเปนเหมือนพื้นนาที่ดี อันเหมาะสมจะปลูกให'เกิดพืชผล คือ ความสุขความเจริญ (จากเรื่อง เชิงผาหิมพานต+ ของ สุชีพ ปุญญานุภาพ)
๑๗๔ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน เมื่ออานบทความสารคดีข'างต'นแล'ว สามารถตีความได'วา สารคดีเรื่อง นี้ต'องการนําเสนอใจความสําคัญเกี่ยวกับ การยึดมั่นในคุณธรรมความดีวาเปน หนทางอันประเสริฐที่จะทําให'ชีวิตมนุษย+มีคุณคาและประสบแตความสุข ความเจริญ ในด'านการใช'ภาษา เนื่องจากสารคดีนี้มุงนําเสนอสิ่งที่ปรัชญา ความคิดเกี่ยวกับ “ความดีและผลตอบแทนของความดี” ซึ่งมีลักษณะเปน นามธรรม จับต'องได'ยาก ทําให'คนโดยทั่วไปมักสงสัยเกี่ยวกับ “ความดี” อยูเสมอ ผู'เขียนจึงอธิบายเรื่องในลักษณะของการเปรียบเทียบเปรียบเปรย โดยเปรียบเทียบ “ความดี” และ “คนดี” กับ “ทองคํา” ซึ่งไมวาจะทําอยางไร กับทองคํา จะนําไปคลุกดินโคลนอยางไร ทองคําก็ยังเปนทองคําที่งดงามและมี คุณคาในตัวเองอยูไมเปลี่ยน “ความดี” และ “คนดี” ก็เชนกัน แม'วาจะถูกปHาย สีหรือเข'าใจผิดอยางไร ก็ไมสามารถเปลี่ยนแปลงเนื้อแท'แหงคุณงามความดี ให'มีคุณคาลดน'อยลงไปได' ความดียังคงมีคุณคาในตัวเองอยูเสมอ ซึ่ง การนําเสนอในลักษณะดังกลาวนอกจากจะทําให'ผู'อานเห็นภาพตามแล'ว ยังชวยให'ผู'อานเห็นคุณคาและมีกําลังใจที่จะทําความดีมากขึ้นอีกด'วย สารคดีเรื่องนี้จึงเปนสารคดีที่เปB|ยมไปด'วยคุณคาทั้งเชิงวรรณศิลป` ที่คมคาย และการสื่อความหมายความคิดอันเปนปรัชญาที่ลึกซึ้ง สงผลให'เปน สารคดีที่มีคุณภาพอีกเรื่องหนึ่ง \
อานใหลึก ตรึกใหดี ตีใหแตก : การอานตีความระหวางบรรทัด ๑๗๕ บรรณานุกรม บรรณานุกรม จุไรรัตน+ ลักษณะศิริ. (บรรณาธิการ). ๒๕๔๓. ภาษากับการสื่อ ภาษากับการสื่อสาร ภาษากับการสื่อสาร. นครปฐม : มหาวิทยาลัยศิลปากร. “ทาร+ซานกับเจ'าจุน,” ใน มติชนสุดสัปดาห+ มติชนสุดสัปดาห+ มติชนสุดสัปดาห+. ๓๒, ๑๖๔๕ (๒๔ กุมภาพันธ+ – ๑ มีนาคม ๒๕๕๕). หน'า ๔๗. พิทยา ลิ้มมณี. ๒๕๓๗. การอานตีความ การอานตีความ การอานตีความ. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร+ เสาวนุช ภูวณิชย+. ๒๕๒๕. การอานออกเสียงและตีความหมาย การอานออกเสียงและตีความหมาย การอานออกเสียงและตีความหมาย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ+คุรุสภาลาดพร'าว.
๑๗๖ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ความรูผูปราชญ นั้น นักเรียน ฝนทั่งเทาเข็มเพียร ผายหนา คนเกียจเกลียดหนายเวียน วนจิต กลอุทกในตระกรา เป'(ยมลนฤามี โคลงโลกนิติ
เลือกหนังสือสําหรับเด็กอยางไร ใหถูกใจเด็ก ปทมา ดําประสิทธิ์
๑๗๘ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน หนังสือสําหรับเด็กที่ตีพิมพออกมาจําหนายจํานวนมากในรffานหนังสือ เป นสิ่งที่บงบอกไดffอยางชัดเจนวา การอานยังคงมีความสําคัญที่ควรสงเสริม ใหffแกเด็ก และหวังใจใหffเป นเชนนั้นนิรันดร เพราะหนังสือเป นป)จจัยและ เครื่องมือที่สําคัญในการบมเพาะเด็กใหffเจริญเติบโตและมีพัฒนาการที่ดีทั้งทาง รางกาย อารมณ สังคม และสติป)ญญา โดยวัตถุประสงคสําคัญของหนังสือ สําหรับเด็กคือ ปลูกฝ)งลักษณะนิสัย คุณธรรม จริยธรรม และสงเสริม พัฒนาการดffานตาง ๆ ใหffกับเด็กซึ่งเป นทรัพยากรสําคัญของประเทศ ธรรมชาติของเด็กลffวนมีความตffองการพื้นฐานที่ไมแตกตางกัน เด็กตffองการใหffผูffอื่นรักและตffองการรักผูffอื่น ตffองการความอบอุน ความปลอดภัย ตffองการกิน ตffองการเลน ตffองการที่จะเรียนรูff อยากรูffอยากเห็น ชางซักชางถาม ตffองการที่จะประสบความสําเร็จ นอกจากป)จจัยดังกลาวแลffว วิริยะ สิริสิงห (๒๕๕๑) ไดffอธิบายเพิ่มเติมวา “เด็กยังมีความตffองการเพิ่มอีก ๒ ประการที่ ผูffใหญไมมี คือ เด็กตffองการความนึกฝ)น และเด็กตffองการใหffผูffอื่นเป นสุขสมหวัง ตามที่ตัวเองเป น” สิ่งที่จะสนองความตffองการของเด็กไดffถูกใจ มีรอยยิ้ม และ เสียงหัวเราะไดffดีก็คือหนังสือนิทาน สาเหตุที่เด็ก ๆ ชอบฟ)งนิทานนั้น ไมใชเพียง เพราะวานิทานมีโลกจินตนาการเทานั้น แตนิทานหลายเรื่องสนองความตffองการ ของเด็กแฝงอยูดffวย นิทานเรื่อง พรเกffาประการ เนื้อเรื่องวา กาลครั้งหนึ่งนานมาแลffว (กลาวเปCดเรื่องตามธรรมเนียมของโลกแหงนิทาน) นางฟDาปรากฏกายเพื่อ ประทานพรเกffาประการใหffกับเด็กดี เด็กผูffนี้ปรารถนาสิ่งใดสามารถขอไดff เกffาประการ เด็กนffอยตื่นเตffนดีใจรีบขอพรทันใด “พรขffอที่ ๑ หนูขอกลองของขวัญกลองใหญ ๆ เปCดครั้งที่ ๑ ก็จะเจอ กลองของขวัญ เปCดครั้งที่ ๒ ก็จะเจอกลองของขวัญ เปCดครั้งที่ ๓ ก็จะเจอ
เลือกหนังสือสําหรับเด็กอยางไรใหถูกใจเด็ก ๑๗๙ กลองของขวัญ และเมื่อเปCดครั้งที่ ๔ ก็จะเจอชffางตัวเล็ก ๆ ยืนชูงวงสงเสียง รffองแปรHน ๆ” “พรขffอที่ ๒ หนูขอปราสาททรายที่สามารถเขffาไปเลนขffางในไดffดffวย” “พรขffอที่ ๓ หนูขอเรือใบสีน้ําเงินที่สามารถลอยขึ้นไปบนอากาศไดff เหมือนลูกโปIง เมื่อใครเห็นก็มีแตคนมอง” “พรขffอที่ ๔ หนูขอมffาตัวสีฟDา นัยนตาสีสffม มันตffองไมเหมือนมffาตัวไหน ในโลก” “พรขffอที่ ๕ หนูขอสวนสัตวเล็ก ๆ ที่มีสัตวตัวเล็ก ๆ มากมาย และ สวนสัตวนี้สามารถพับใสกระเปJาไดffดffวย “พรขffอที่ ๖ หนูขอสวนดอกไมff ที่ทําดffวยขนมและช็อกโกแลต หนูจะ ชวนเพื่อน ๆ กินกันใหffอรอยไปเลย” “พรขffอที่ ๗ หนูขอตัวตลกมายืนเลนตลกใหffดู และเวลาที่ตัวตลกเลน จะมีผีเสื้อเกาะที่จมูกของตัวตลกดffวย” “พรขffอที่ ๘ หนูขอกระรอกหางฟู ๆ ถือเมล็ดถั่ว และในเมล็ดถั่วมี กลองของขวัญเล็ก ๆ ดffวย” “พรขffอสุดทffาย หนูขอใหffนางฟDาใจดีเอาพรขffอสุดทffายแขวนไวffที่กิ่งไมffนี้ แหละ เวลาเพื่อนคนไหนเดินผานมาจะไดffขอพรขffอนี้ตอเลย” นางฟDาใจดีฟ)งคําขอพรทั้ง ๙ ขffอ จากเด็กนffอยแลffว ก็รายเวทมนตร เสกใหffพรทุกขffอเป นจริง จากนั้นก็โบกมือลาหนูนffอยพรffอมกับกําชับวา “เธอเป น เด็กดีและเมื่อโตเป นผูffใหญก็ตffองเป นผูffใหญที่ดีดffวยนะจOะ” แลffวนางฟDาก็หายตัว วับไปกับตา จากนิทานเรื่อง พรเกffาประการ สังเกตวาพรแตละขffอที่เด็กขอจาก นางฟDานั้น เป นการสรffางจินตนาการที่สนองความตffองการของเด็กแฝงอยูทั้งสิ้น เชน ตัวตลก หมายถึง ความขบขัน สวนสัตวเล็ก ๆ ที่มีสัตวตัวเล็ก ๆ มากมาย
๑๘๐ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน หมายถึง การใหffความรักความเอ็นดูแกผูffอื่น ปราสาททรายที่สามารถเขffาไปเลน ขffางในไดff หมายถึง ความตffองการเลนและจินตนาการ ซึ่ง ปรีดา ป)ญญาจันทร และชีวัน วิสาสะ (๒๕๔๔) กลาววา “ในชวงไมกี่ขวบของเด็กนั้น เป นชวงอายุที่ มากดffวยโลกของจินตนาการ และโลกจินตนาการของเด็กกวffางไกลเกินกวา ผูffใหญจะเขffาใจ ซึ่งก็นาแปลกเหลือเกิน เพราะผูffใหญก็เคยเป นเด็กมากอน แตพอ เติบโตมาเป นผูffใหญ มีประสบการณในโลกของความเป นจริง และโลกของ เหตุผล กลับบั่นทอนจินตนาการไปหมดสิ้น” ความสนใจและความตffองการของเด็กสวนใหญเป นสากลที่เหมือนกัน โดยมีธรรมชาติของชวงวัยมาแบงแยกความแตกตางของความสนใจและความ ตffองการ ซึ่งเป นสาเหตุสําคัญที่ทําใหffหนังสือสําหรับเด็กมีความแตกตางกันทั้ง ดffานเนื้อหา การใชffภาษา การวางโครงเรื่อง ความสั้น-ยาวของเนื้อเรื่อง วิธีการ นําเสนอ (การใชffภาพประกอบ) ผูffปกครองและครูจึงควรทําความเขffาใจเพื่อ เลือกสรรหนังสือใหffถูกใจและเหมาะสมสําหรับเด็ก เด็กกอนวัยเรียนสนใจ เทพนิทาน เทพนิยาย โตขึ้นมาก็ชอบนิทาน เกี่ยวกับสัตว และตอมาก็จะชอบเรื่องการตอสูff ผจญภัย เด็กชอบดู อยากรูffอยาก เห็น เด็กทุกคนชอบความสนุกสนาน ขบขัน เด็กมีจินตนาการ เรื่องที่เด็กชอบ จะตffองเป นเรื่องที่เด็กนึกฝ)นตอไดffอยางสดใส ภาพที่เด็กนึกฝ)นเป นภาพที่เด็กเห็น ไดffชัดเจนในขณะที่บางทีผูffใหญก็มองไมเห็น เด็กชอบกิน ดังนั้นเรื่องที่จบลงดffวย รูปของกินก็ดีหรือจบเรื่องดffวยการกินเลี้ยง เด็กก็จะชื่นชอบเป นพิเศษ เด็กชอบดู ภาพมากกวาอานเรื่อง เมื่อเด็กเปCดหนังสือ ภาพจะเป นสิ่งแรกที่เด็กดูและจะดู ทุกอยางในภาพอยางละเอียดลออ เด็กที่อานหนังสือออกหรือยังอานหนังสือ ไมไดff ไมใชสิ่งสําคัญเลยเพราะเด็กอานเรื่องจากภาพ (วิริยะ สิริสิงห ๒๕๕๑) การเลือกหนังสือสําหรับเด็กจึงควรพิจารณาเป นสวน ๆ เชน ชื่อเรื่อง ภาพประกอบ การใชffภาษา และเนื้อเรื่อง
เลือกหนังสือสําหรับเด็กอยางไรใหถูกใจเด็ก ๑๘๑ ๑. ชื่อเรื่อง ชื่อเรื่อง ชื่อเรื่อง หนังสือสําหรับเด็กมีความสําคัญ ควรคัดสรรถffอยคํา ที่ไมยาวจนนาเบื่อและไมสั้นจนไมไดffความ สัมพันธกับเนื้อเรื่อง อาจตั้งชื่อโดยใชff ชื่อโดยใชff ลักษณะรูปรางของตัวละครเอก เชน มังกรนffอยพนไฟ ลิลลี่ลูกแกะขนสว ลักษณะรูปรางของตัวละครเอก ย ตั้งชื่อ ตั้งชื่อตั้งชื่อ ตั้งชื่อ โดยใชffจํานวนตัวละคร เชน ลูกหมูสามตัว จิ้งโจffสองพี่นff โดยใชffจํานวนตัวละคร อง หffาสหายผจญภัย ตั้งชื่อโดยใชffแกนเรื่อง เชน สันติภาพในปIาใหญ มะเขือ ตั้งชื่อโดยใชffแกนเรื่อง เทศยักษ ตั้งชื่อตาม ตั้งชื่อตาม ลักษณะนิสัยของตัวละคร เชน หนอนจอมหิว กระตายจูffจี้ ลูกหมีขี้แย ตั้ง ลักษณะนิสัยของตัวละคร ตั้งชื่ ตั้งชื่อโดย ชื่อโดย ใชffคําพูดเดน ๆ ในเนื้อเรื่อง เชน โอOย โอย...ชวยลุงวาฬดffวย ปูDนป ใชffคําพูดเดน ๆ ในเนื้อเรื่อง ูDนรถไฟมาแลffว ตั้งชื่อโดยใชffคําถามใหffเกิดความสงสัย เชน อะไรอยูในตูff ทํา ตั้งชื่อโดยใชffคําถามใหffเกิดความสงสัย ไมเราตffองแปรงฟ)น ตั้งชื่อตามรูปรางลักษณะของตัวละครเอก เชน หนอนอffวน ก ตั้งชื่อตามรูปรางลักษณะของตัวละครเอก ระตายขนฟู สําหรับการตั้งชื่อตามรูปรางลักษณะของตัวละครเอกนั้น ครรชิต มนูญผล (๒๕๔๗) ไดffกลาวถึงขffอควรระวังวา “ควรหลีกเลี่ยงการนําลักษณะดffอยของ ตัวละครเอกมาตั้งชื่อเรื่อง เพราะลักษณะดffอยบางอยางอาจจะไปตรงกับ สภาพจริงของใครบางคน ทําใหffเกิดแสลงใจเป นเหตุใหffไมอยากอานหนังสือ เรื่องนั้น และเป นการตอกย้ําปมดffอยของเด็กคนนั้นโดยไมตั้งใจอีกดffวย” ชื่อหนังสือที่เด็กชอบนั้น ชื่อเรื่องสวนใหญจะเป นสัตว และชื่อเรื่อง มักจะมีคําวา “ลูก” คําวา “วิเศษ” คําวา “มหัศจรรย” รวมอยูดffวย เชน กระตายนffอยกับหินวิเศษ ลูกหมีเป นหวัด ลูกไกแสนสวย ลูกมffาขffามลําธาร กลอง วิเศษ ดินแดนมหัศจรรย เป นที่นาสังเกตวาหนังสือสําหรับเด็กจํานวนหนึ่ง จะมีคําวา “นffอย” รวมอยูในชื่อเรื่องดffวย จริง ๆ แลffวเด็กไมชอบคําวา “นffอย” เพราะธรรมชาติของเด็กตffองการที่จะวาดหวังวาตัวเองโต เด็กจึงชอบคําที่ตรงกัน ขffามกับความจริงในชีวิตมากกวา แตถffาคําวานffอยนี้ไปรวมกับคําที่เด็กชอบ เชน คําวา วิเศษ มหัศจรรย มโหฬาร ก็เป นขffอยกเวffน (วิริยะ สิริสิงห ๒๕๕๑)
๑๘๒ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ๒. ภาพประกอบ ภาพประกอบ ภาพประกอบ เป นแรงดึงดูดความสนใจจากเด็กตั้งแตแรกเห็น เด็ก จะชอบภาพสี มากกวาภาพขาวดํา ชอบภาพสวยงามที่ดูเหมือนมีชีวิต แตไมใช ภาพสมจริง ชอบเรื่องที่มีภาพประกอบมากมากกวาเรื่องที่มีภาพประกอบนffอย ชอบภาพใหญมากกวาภาพเล็ก ชอบภาพสีน้ํามากกวาภาพที่ใชffสีชนิดอื่น เพราะ สีน้ํามีคุณสมบัติ คือ เมื่อใชffระบายในตอนที่เปSยกอยูกับตอนที่แหffงแลffว ความเขffม ของสีจะแตกตางกัน มีความสดใสที่ชวยเสริมสรffางจินตนาการของเด็กไดffอยาง อิสระ มีความนุมนวลออนหวานและเขffมขffน ซึ่งสามารถเพิ่มไดffมากกวาสีชนิดอื่น นอกจากนี้ ภาพประกอบหนังสือเด็กตffองเป นภาพที่ใหffความรื่นรมย ในการอาน ไมมีภาพความรุนแรงหรือนาสยดสยอง เด็กมักชอบภาพที่ดูงาย ๆ ไมซับซffอน ชอบภาพลูกสัตวเกือบทุกชนิด ยกเวffนสัตวเลื้อยคลานจําพวกหนอน งู ไสffเดือน ไดffมีการสํารวจวา เด็กตาง ๆ ทั่วโลกชอบภาพแบบไหน ผลจากการ สํารวจสรุปไดffวา เด็กทั้งหลายชอบภาพลูกสัตว เด็กยุโรปชอบใหffตัวเอกในนิทาน เป นลูกมffา เด็กญี่ปุIนชอบลูกแมว สวนเด็กไทยชอบใหffตัวเอกเป นลูกหมี (วิริยะ สิริสิงห ๒๕๕๑) ๓. การใชffภาษา การใชffภาษา การใชffภาษา หนังสือที่เด็กชอบอานควรใชffภาษางาย ๆ มีจังหวะใน การเลนคํา มีคําคลffองจอง ตัวหนังสือนffอย เพราะทําใหffเด็กจดจําไดffโดยอัตโนมัติ รูffสึกเพลิดเพลินและสนุกสนาน สําหรับเด็กเล็กหนังสือเรื่อง หนูมากับหนูมี เขียนเรื่องโดย สมใจ ทิพยชัยเมธา เขียนภาพประกอบโดย ประสพโชค นวพันธ พิพัฒน ไดffรับรางวัล ๑ ใน ๑๐๐หนังสือดีที่เด็กไทยควรอาน เป นตัวอยาง หนังสือนิทานหัดอานสําหรับเด็กกอนวัยเรียน นิทานเรื่อง หนูมากับหนูมี ชวยใหff เด็กที่เริ่มหัดอานหนังสือรูffสึกสนุกกับการหัดอานออกเสียง เพราะใชffถffอยคํา คลffองจองงาย ๆ มีเนื้อเรื่องดังนี้
เลือกหนังสือสําหรับเด็กอยางไรใหถูกใจเด็ก ๑๘๓ หนูมากับหนูมี หนูมาเป นพี่ หนูมีเป นนffอง หนูมาเป นคนดี หนูมีเป นคนขยัน ตายายใหffของขวัญหนูมา ลุงปDาใหffของขวัญหนูมี หนูมีไดffตุOกตาหมา หนูมาไดffตุOกตาหมี หนูมีอุffมตุOกตาหมา หนูมาอุffมตุOกตาหมี หนูมีอานหนังสือกับตุOกตาหมา หนูมาอานหนังสือกับตุOกตาหมี หนูมีเลนกับตุOกตาหมา หนูมาเลนกับตุOกตาหมี หนูมีรับประทานอาหารกับตุOกตาหมา หนูมารับประทานอาหารกับตุOกตาหมี หนูมีไปโรงเรียนกับตุOกตาหมา หนูมาไปโรงเรียนกับตุOกตาหมี หนูมีนอนกับตุOกตาหมา หนูมานอนกับตุOกตาหมี หนูมากับหนูมี รักตุOกตาหมีกับตุOกตาหมา (สมใจ ทิพยชัยเมธา ๒๕๕๐) นอกจากการใชffถffอยคําคลffองจองแลffว หากในหนังสือสําหรับเด็กเรื่อง นั้นสอดแทรกคําซ้ําเขffาไปก็ยิ่งทําใหffเด็กรูffสึกสนุกสนาน สามารถพูดตามหรืออาน ตามไดffอยางรวดเร็ว ที่สําคัญคือเด็กจะไดffมีสวนรวมในการเลานิทาน ซึ่งมีหนังสือ เด็กจํานวนมากที่มีลักษณะดังกลาว เชน หนังสือเรื่อง ครอบครัวหึ่งหั่ง เขียน เรื่องโดย ตุOบปอง เขียนภาพประกอบโดย พรเนตร อรามมงคลวิชัย มีเนื้อเรื่อง ดังนี้ ครั้งหนึ่งครอบครัวผึ้งนffอย บินลิ่วตัวลอย หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง ดีใจบินโฉบบินเฉี่ยว พอจะพาไปเที่ยว หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง เจ็ดตัวไปเที่ยวเจ็ดวัน พี่นffองกอดกัน หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง ดีใจไมรีไมรอ กอดแมหอมพอ หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง วันอาทิตยเที่ยวดอกชบา เลนมอญซอนผffา หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง
๑๘๔ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน พอแมยืนดูบนกลีบแดง นุffงนิ่งนffองแนffง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง วันจันทรเที่ยวดอกบานบุรี เลนเกffาอี้ดนตรี หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง ตกค่ําพอเลานิทาน แมชวนมาอาน หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง วันอังคารเที่ยวดอกพวงชมพู กระโดดเชือกคู หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง พอแมบินเก็บน้ําหวาน มาทําอาหาร หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง วันพุธเที่ยวดอกบัวเขียว วิ่งปรHอวิ่งเปSVยว หึ่งหั่ หึ่งหั่ หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง ง หึ่งหั่ง ง หึ่งหั่ง กอนนอนพาลูกไหวffพระ นะโมตัสสะ หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง วันพฤหัสเที่ยวดอกพวงแสด พากันตีแบด หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง ตีขffามเกสรไปมา หนffาหลังซffายขวา หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง วันศุกรเที่ยวดอกพยับหมอก เลนโออานffอยออก หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง พอแมนั่งใบไขวหffาง มองลูกขffางลาง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง วันเสารเที่ยวดอกอัญชัน เลนรีรีขffาวสาร หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง พอแมรffองรีรีขffาวสาร สดใสเบิกบานหึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง เจ็ดตัวเที่ยวทั้งสัปดาห กลับรังเริงรา หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง พอแมพาลูกผึ้งนffอย บินลิ่วตัวลอยหึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง หึ่งหั่ง (ตุOบปอง (นามแฝง) ๒๕๕๖) สําหรับเด็กโตระดับประถมปSที่ ๕-๖ จะไมชอบคําคลffองจองงาย ๆ เหมือนเด็กเล็ก เด็กชวงนี้สนใจการเขียนเป นรffอยแกffวมากกวา เพราะไดff เนื้อความและรายละเอียดมากกวา ๔. เนื้อเรื่อง เนื้อเรื่อง เนื้อเรื่อง เด็กถูกใจและชื่นชอบหนังสือที่มีเรื่องราวสนุกสนาน ตื่นเตffน ขบขัน เรื่องที่มีนางฟDา เทวดา เจffาชาย เจffาหญิง พอมด แมมด หาก ตัวเอกเป นสัตวหรือสิ่งของก็ตffองมีชีวิตชีวา มีพฤติกรรมแสดงออกเหมือนคน สอดแทรกความนารัก เรื่องที่ใชffเชาวนป)ญญา ความเฉลียวฉลาดในการแกffป)ญหา
เลือกหนังสือสําหรับเด็กอยางไรใหถูกใจเด็ก ๑๘๕ ที่ตffองประสบ เด็กจะเพลิดเพลินกับการใชffจินตนาการแทนตัวเองวาเป นตัวละคร ที่อยูในเหตุการณ สรffางความระทึกใจใหffแกเด็กอยูตลอดเวลาวา ตอไปจะเกิด อะไรขึ้นและเรื่องราวจะจบลงอยางไร ดังเชน หนังสือเรื่อง กรัฟฟาโลกับเจffาหนู หัวไว แปลโดย ปานนภา ตั้งกุลธวัช จากเรื่อง The Gruffalo เขียนโดย Julia Donaldson เขียนภาพประกอบโดย Axel Scheffler เรื่องราวของเจffาหนู ตัวนffอยที่เดินเที่ยวเขffาไปในปIา พบเจอทั้งหมาจิ้งจอก นกฮูก งูเหลือม สัตวทุกตัว มีเปDาหมายเดียวกัน คือตffองการเจffาหนูเป นอาหาร แตเจffาหนูหัวไวกลับสรffางเรื่อง วาตัวมีเพื่อนสนิทตัวใหญ รูปรางนากลัวชื่อ “กรัฟฟาโล” หนูนffอยเดินเที่ยว ลดเลี้ยวในปIา จิ้งจอกพบหนffา เอยถามทันที เจffาจะไปไหน นัดใครคนดี บอกหนอยมื้อนี้ เจffากินอะไร มาเที่ยวบffานขffา ใตffดินกอนไหม กินแลffวคอยไป อิ่มหนําสุขขี น้ําใจงามล้ํา ขffาจําจรลี นัดกรัฟฟาโลนี้ กินมื้อเที่ยงกัน กรัฟฟาโลหรือ เขาคือใครกัน ไมเคยเห็นมัน มากอนเสียที กรัฟฟาโลไง ใครใครรูffดี แปลกใจเหลือที่ เจffานี้ไมรูff มันมีเขี้ยวยาว อุffงเทffาเล็บแหลม ฟ)นซี่ใหญแพลม จากปากโตโต ที่ไหนกันเหรอ ที่เจอกรัฟฟาโล หนูนffอยคุยโว ตรงนี้นี่ไง ขffางหินเหลานี้ ควรที่รูffไวff มันแสนชอบใจ เนื้อจิ้งจอกยาง เนื้อจิ้งจอกยาง ขอทางไปกอน ธุระรffอน ไวffคอยคุยกัน ลากอนหนูนffอย กลาวถffอยทันควัน จิ้งจอกผลุนผลัน เผนหายลับตา โถจิ้งจอกแก โงแทffเชื่อขffา ไมมีดอกหนา สัตวปIากรัฟฟาโล (ปานนภา ตั้งกุลธวัช (แปล) ๒๕๕๔)
๑๘๖ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน เจffาหนูหัวไวสรffางเรื่องหลอกลวงสัตวทุกตัว จนมันคิดวาตัวมันสามารถ เอาตัวรอดและปลอดภัยแลffวแนนอน แตที่ไหนไดff “กรัฟฟาโล” ที่เจffาหนูอธิบาย รูปพรรณสันฐานใหffสัตวแตละตัวฟ)งกลับมีอยูจริง “โอff! ชวยขffาที แยแลffวคราวนี้ กรัฟฟาโลนั้นมี เห็นชัดกับตา” เรื่องดําเนินมาถึงตอนนี้ เชื่อเถอะวาเด็กจะตffอง ทั้งประหลาดใจและทั้งตื่นเตffน ใจระทึก แตมากไปกวานั้นคือการลุffนวา เจffาหนู หัวไวจะแกffไขป)ญหาอยางไร เพราะกรัฟฟาโลเองก็น้ําลายสออยากกินเนื้อหนู เหมือนกัน แตใครจะเชื่อวาเจffาหนูหัวไวจะคิดไดff โดยบอกกรัฟฟาโลวา “เจffารูff ไหมวา ในปIาแหงนี้ ใครก็กลัวขffา ไมเชื่อตามมา ขffาพาไปดู” กลัฟฟาโลมีรึจะเชื่อ จึงเดินตามหนูเขffาไปในปIา และพบวาสัตวทุกตัวเมื่อเห็นเจffาหนูก็พากันหนี กระเจิง จากที่ไมเชื่อ ไมแนใจ คราวนี้กลับมั่นใจในคําพูดของหนูที่วาสัตวทุกตัว ตางกลัวหนูทั้งสิ้น เห็นไหมกรัฟฟาโล หนูโมffทันที ใครเห็นขffานี้ ลffวนแตหวั่นใจ! แตตอนนี้ขffา ทffองรffองมาไกล ของที่อยากไดff คือพายกรัฟฟาโล กรัฟฟาโลทวนซ้ํา ตามคําหนูโว ชอบพายกรัฟฟาโล ขวัญหนีตัวสั่น มันหมุนตัวกลับ กffาวฉับผลุนผลัน เผนหนีทันควัน ไมยffอนกลับมา (ปานนภา ตั้งกุลธวัช (แปล) ๒๕๕๔) หนังสือสําหรับเด็กยังคงตีพิมพเผยแพรออกมาจําหนายมากมาย อยาง นffอยที่สุดผูffใหญอยางเรา ๆ ก็ควรใชffจินตนาการหรือสวมบทบาทใหffมีหัวใจเด็ก เลือกสรรหนังสือสําหรับเด็กสักเลมที่มีชื่อเรื่อง เนื้อเรื่อง ภาพประกอบ การใชff ภาษา ที่ดีถูกใจเรา แลffวหยิบยื่นใหffแกเด็ก จากนั้นธรรมชาติที่มีอยูในตัวเด็กจะ ทําหนffาที่ตัดสิน คัดกรอง เลือกหนังสือใหffถูกใจตัวของเด็กเอง และหนังสือ เลมนั้นก็จะอยูกับเด็กไปจนโต พรffอมที่จะสงตอใหffเด็กรุนตอไป โดยแอบคาดหวัง
เลือกหนังสือสําหรับเด็กอยางไรใหถูกใจเด็ก ๑๘๗ วาหนังสือเลมนั้นจะกลายเป นหนังสือที่กาลเวลาไมอาจทําใหffเสียคุณคา ไมวา เวลาจะผานไปนานกี่สิบปSก็ยังคงคุณคาอยูเสมอในความรูffสึก บรรณานุกรม บรรณานุกรม ครรชิต มนูญผล. ๒๕๔๗. เคล็ดไมลับในการจัดทําหนังสือสํา เคล็ดไมลับในการจัดทําหนังสือสําหรับเด็ก เคล็ดไมลับในการจัดทําหนังสือสําหรับเด็ก. หรับเด็ก.กรุงเทพฯ : องคการคffาของคุรุสภา. จินตนา ใบกาซูยี. ๒๕๓๔. การจัดทําหนังสือสําหรับเด็ก การจัดทําหนังสือสําหรับเด็ก การจัดทําหนังสือสําหรับเด็ก. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาสน. ตุOบปอง (นามแฝง). ๒๕๕๖. ครอบครัวหึ่งหั่ง ครอบครัวหึ่งหั่ง ครอบครัวหึ่งหั่ง. กรุงเทพฯ : แฮปปSVคิดส. ปานนภา ตั้งกุลธวัช (แปล). ๒๕๕๔. กรัฟฟาโลกับเจffาหนูหัว กรัฟฟาโลกับเจffาหนูหัวไว กรัฟฟาโลกับเจffาหนูหัวไว. กรุงเทพฯ : นานมีบุOคสคิดดี้. ปรีดา ป)ญญาจันทรและชีวัน วิสาสะ. ๒๕๔๔. เลานิทานอยางไรใ เลานิทานอยางไรใหffสนุก เลานิทานอยางไรใหffสนุก. หffสนุก. พิมพครั้งที่ ๕. กรุงเทพฯ : อมรินทรพริ้นติ้งแอนดพับลิชชิ่ง. วิริยะ สิริสิงห. ๒๕๕๑. การสรffางวรรณกรรมสําห การสรffางวรรณกรรมสําห การสรffางวรรณกรรมสําหรับเด็กและเยาวชน รับเด็กและเยาวชน รับเด็กและเยาวชน. พิมพครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาสน. สมใจ ทิพยชัยเมธา. ๒๕๕๐. หนูมากับหนูมี หนูมากับหนูมี หนูมากับหนูมี. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาสน.
๑๘๘ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ดวยความรูนั้นเลิศประเสริฐสุด เปรียบประดุจดังแควกระแสสินธุff จะวิดวักตักมาเป นอาจิณ ไม$รูสิ้นแหงขอดตลอดกาล (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยู$หัว)
รามเกียรติ์ : แปลงนิทานผสานสื่อรวมสมัย มูลคาใหมที่นาจับตามอง อาทิตย ดรุนัยธร
๑๙๐ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน บทนํา รามเกียรติ์ เปนวรรณคดีเรื่องสําคัญของไทย ที่มีความเกี่ยวขfiอง สัมพันธ"กับความคิด ความเชื่อ ตลอดจนวัฒนธรรมการเมืองการปกครองของ ไทยอย'างแนบแน'นและยาวนาน และเปนแรงบันดาลใจใหfiเกิดการสรfiางสรรค" ศิลปะหลายแขนง ทั้งในดfiานคีตกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม นาฏกรรม และวรรณกรรม อย'างไรก็ตาม การดํารงอยู'ของรามเกียรติ์ในป1จจุบันมิไดfiอยู'ในสภาพที่ ถูกแช'แข็ง หรืออนุรักษ"ใหfiคงเดิมในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ เพียง เท'านั้น หากแต'มีพลวัตเคลื่อนไหวไม'หยุดนิ่ง ดังจะเห็นไดfiจากมีผูfiนําวรรณคดี เรื่องรามเกียรติ์ มาเล'าซ้ํา และ/หรือ ดัดแปลงสรfiางสรรค"ใหม'ใหfiสอดคลfiอง กับบริบทสังคมร'วมสมัยอยู'เสมอ ทั้งในลักษณะการใหfiความรูfiและความบันเทิง รวมทั้งมีการหยิบยืมองค"ประกอบบางส'วนของรามเกียรติ์มาสื่อสารเพื่อ ประโยชน"ทางธุรกิจ อาทิ บริษัท เวิร"คพอยท" เอ็นเทอร"เทนเมนท" จํากัด (มหาชน) ไดfiผลิตรายการ “เกมทศกัณฐ" เกมทศกัณฐ" เกมทศกัณฐ"” ออกอากาศทาง โมเดิร"นไนน" ทีวี เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึ่งเปนรายการเกมโชว"ที่มีรางวัลแจFคพอต เปนเงินรางวัลสูงสุดถึง ๑๐ ลfiานบาท และไดfiรับความนิยมเปนอย'างมาก โดย มีวิธีการเล'น คือใหfiผูfiแข'งขันทายภาพใบหนfiาของบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงการ ต'าง ๆ ซึ่งเปนการเชื่อมโยงกับตัวละครทศกัณฐ"หรือทศพักตร" ซึ่งเปนพระยา ยักษ"ที่มีใบหนfiามากถึง ๑๐ หนfiา นอกจากนั้น บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จํากัด (มหาชน) หรือ ดีแทค ไดfiใชfiตัวละครทศกัณฐ" จากเรื่องรามเกียรติ์มาเปนแรงบันดาลใจ ในการออกแพ็กเกจค'าโทรศัพท" ชื่อ “ทศกัณฐ" ใจใหญ'ยักษ"รักสิบเท'า ทศกัณฐ" ใจใหญ'ยักษ"รักสิบเท'า ทศกัณฐ" ใจใหญ'ยักษ"รักสิบเท'า” ซึ่ง ทางดีแทค ไดfiกล'าวถึงแนวคิดในการออกแพ็กเกจค'าโทรศัพท"ดังกล'าวไวfiว'า
รามเกียรติ์ : แปลงนิทานผสานสื่อรวมสมัย มูลคาใหมที่นาจับตามอง ๑๙๑ ...ดfiวยความที่ ทศกัณฐ" เปนตัวละครที่น'าสนใจนี่เอง ดีแทคจึง ไดfiแรงบันดาลใจในการออกแพ็กเกจใหม' รวมถึงใชfiเปนชื่อ แพ็กเกจใหม' ภายใตfiแนวความคิด ใจใหญ'ยักษ" รักสิบเท'าเพราะ เมื่อคิดถึงทศกัณฐ" ยักษ" ๑๐ หนfiาจากวรรณคดีรามเกียรติ์ ที่ใจใหญ'จริง มีความรัก เผื่อแผ'ใหfiสตรีรูปงามทุกคนไม'จํากัด เมื่อเปนแพ็กเกจก็ควรจะเปนแพ็กเกจที่เติมเต็มความตfiองการ ของลูกคfiาใหfiสามารถโทรฟรีไดfiทั้งในเครือข'ายและนอกเครือข'าย และเมื่อจะใหfiโทรฟรี เราก็ใหfiโทรฟรีไดfiถึง ๑๐ ครั้งต'อวันตาม คอนเซ็ปต"ยักษ"ใจใหญ'... (ที่มา : www.dtac.co.th) เมื่อพิจารณาความสัมพันธ"ระหว'างรามเกียรติ์กับสื่อร'วมสมัยแลfiว ก็จะ พบว'า มีการนํารามเกียรติ์มาดัดแปลงเปนสื่อร'วมสมัยประเภทต'าง ๆ จํานวน มาก ทั้งในรูปแบบของบทเพลง การแสดง ภาพยนตร" และวรรณกรรม อาจกล'าวไดfiว'า เมื่อไรก็ตามที่มีสื่อใหม' ๆ เกิดขึ้นในสังคมไทย รามเกียรติ์ จะเปนวรรณคดีเรื่องแรก ๆ ที่ไดfiรับการนํามาดัดแปลงเปนสื่อชนิดนั้น ๆ อยู' เสมอ ทั้งนี้น'าเปนดfiวยเหตุเพราะนอกจากรามเกียรติ์จะเปนวรรณคดีที่รูfiจักกัน อย'างแพร'หลายแลfiว ยังผูกติดอยู'กับ “คุณค'าความเปนไทย” อย'างแนบแน'น อีกดfiวย อย'างไรก็ตามสิ่งที่ผูfiเสพผลงานดัดแปลงจากรามเกียรติ์มักจะพบเสมอ ก็คือผูfiสรfiางสรรค"ผลงานดัดแปลงมิไดfiนําเสนอเรื่องราวของรามเกียรติ์เหมือน อย'างตรงไปตรงมาเหมือนกับวรรณคดีตfiนเรื่อง แต'ไดfiมีการ ‘ปรับ’ เนื้อหาและ วิธีการเล'าเรื่องใหfiเหมาะสมกับรูปแบบและธรรมชาติของสื่อต'าง ๆ ตลอดจน ยังไดfi ‘ปรุง’ รสชาติใหม' ๆ เพิ่มเติมเขfiามาตามแนวคิดเฉพาะบุคคลของ
๑๙๒ มีวิชาเหมือนมีทรัพยอยูนับแสน ผูfiสรfiางสรรค" และสอดคลfiองสมเหมาะกับรสนิยมของผูfiเสพและสังคมที่ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมดfiวย สื่อร'วมสมัย : สื่อร'วมสมัย : พื้นที่ของการดัดแปลง พื้นที่ของการดัดแปลง พื้นที่ของการดัดแปลง “. . . เ ห ตุ ก า ร ณ" แ ล ะ ค วา ม นิ ย ม ชม ชอ บ ข อ งค น ก็เปลี่ยนแปลงไปตามสมัย เราจะดึงความนิยมของคนสมัยใหม'ไป หาของเก'า ๆ นั้นยากจําจะตfiองดึงของเก'าที่ยังดีมีคุณค'าลงมาหา คนสมัยใหม'ในโอกาสอันควร...” (สมเด็จพระบรมวงศ"เธอ เจfiาฟUากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ" ๒๕๑๔ : ๒๘) ขfiอความของสมเด็จพระบรมวงศ"เธอ เจfiาฟUากรมพระยานริศรานุวัดติ วงศ"ที่ยกมาขfiางตfiนนี้ อาจสามารถนํามาประยุกต"ใชfiกับแนวคิดการนําวรรณคดี โบราณมาดัดแปลงเปนสื่อร'วมสมัย ซึ่งมีความใกลfiชิดกับวิถีชีวิตของคนรุ'นใหม' เพื่อทําใหfiคนรุ'นใหม'ตระหนักรูfiถึงคุณค'าและความสําคัญของวรรณคดีโบราณ ไดfiง'ายดายและชัดเจนยิ่งขึ้น สําหรับวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ นั้น ส'วนใหญ'มักเปนที่รูfiจักคุfiนเคย อยู'ในเฉพาะพื้นที่ของตัวบทละครซึ่งแต'งดfiวยคําประพันธ"รfiอยกรอง และ การนํามาเล'นโขนละคร ซึ่งอาจไม'อยู'ในความสนใจของคนส'วนใหญ'ในป1จจุบัน ดังนั้น การนําเสนอใหม'ในรูปแบบสื่อร'วมสมัย จึงเปนวิธีการ “ดึงของเก'าที่ยังดี มีคุณค'าลงมาหาคนสมัยใหม'” ซึ่ง สามารถแบ'งไดfiเปน ๒ ลักษณะใหญ' ๆ คือ การดัดแปลงในลักษณะการสืบทอด ซึ่งจะเนfiนการเปลี่ยนแปลงแค'รูปแบบ การนําเสนอ แต'พยายามรักษาเนื้อหาของรามเกียรติ์ใหfiคงเดิมมากที่สุด และ การดัดแปลงในลักษณะการสืบสรรค" ซึ่งหมายถึงการนําเรื่องรามเกียรติ์มา สรfiางสรรค"ใหfiทันสมัย แปลกใหม'กว'าเดิม ซึ่งสื่อร'วมสมัยที่กล'าวถึงในบทความ
รามเกียรติ์ : แปลงนิทานผสานสื่อรวมสมัย มูลคาใหมที่นาจับตามอง ๑๙๓ นี้จะแบ'งเปน ๔ ประเภท ไดfiแก' บทเพลง การแสดง ภาพยนตร" และ วรรณกรรม ๑. รามเกียรติ์กับเพลงร'วมสมัย รามเกียรติ์กับเพลงร'วมสมัย รามเกียรติ์กับเพลงร'วมสมัย วรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ในพื้นที่ของบทเพลงร'วมสมัยนั้น พบว'า มีบทเพลงจํานวนมากที่ไดfiรับแรงบันดาลใจหรือนําเนื้อหาของรามเกียรติ์มา นําเสนอใหม' ทั้งบทเพลงลูกทุ'ง บทเพลงไทยสากล ฯลฯ สิ่งที่น'าสนใจ ก็คือในบทเพลงดังกล'าวมีวิธีการนําเสนอรามเกียรติ์ในลักษณะที่แตกต'างกัน สามารถแบ'งไดfiเปน ๓ ลักษณะ ไดfiแก' การนําตัวละครในรามเกียรติ์มาใชfi เปรียบเทียบ การเล'าเนื้อเรื่องของรามเกียรติ์ และการประยุกต"เนื้อหาของ รามเกียรติ์ใหfiสอดคลfiองกับสมัยป1จจุบัน ดังมีรายละเอียดต'อไปนี้ ๑.๑ การนําตัวละครในรามเกียรติ์มาใชfiเปรียบเทียบ การนําตัวละครในรามเกียรติ์มาใชfiเปรียบเทียบ การนําตัวละครในรามเกียรติ์มาใชfiเปรียบเทียบ วรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ มีตัวละครที่ลักษณะโดดเด'นเปนที่ประทับใจ ของผูfiอ'านมากมาย นักแต'งเพลงหลายคนจึงไดfiนําตัวละคร และ/หรือ ลักษณะ ของตัวละครต'าง ๆ มาใชfiในการเปรียบเทียบในบทเพลง เพื่อใหfiผูfiฟ1งเกิด ความรูfiสึกคลfiอยตามเนื้อหาของเพลงเพราะมีการเชื่อมโยงประสบการณ"ระหว'าง ศิลปะ ๒ แขนง คือ คีตกรรมกับวรรณกรรม โดยตัวละครที่นักแต'งเพลงเลือก นํามาใชfiเปรียบเทียบนั้นก็จะเปนตัวละครเอกที่คนทั่วไปรูfiจักกันเปนอย'างดี ไดfiแก' พระราม พระลักษณ" ทศกัณฐ" หนุมาน นางสีดา เปนตfiน และเปนที่ น'าสังเกตว'า นักแต'งเพลงนั้นมักนิยมนําตัวละครทศกัณฐ"มาใชfiเปรียบเทียบ มากกว'าตัวละครอื่น ๆ ซึ่งในการเปรียบเทียบนั้นก็มักปรากฏการนําเสนอ ทั้งดfiานดี คือ เปนผูfiมั่นคงและทุ'มเทในความรัก และดfiานเสีย คือเปนผูfiที่ เหี้ยมโหด ทํารfiายจิตใจสตรี เช'น เพลงเปนไปไม'ไดfi ของ วง เพลงเปนไปไม'ไดfi ของ วง เพลงเปนไปไม'ไดfi ของ วง The Impossible The Impossible The Impossible